Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

Published by Guset User, 2023-08-08 06:58:42

Description: E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

Keywords: คนไทยเชื้อสายเวียดนาม,vietbkieu

Search

Read the Text Version

โครงการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมท่ีดี ของเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ในครอบครวั และสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน ในการผลติ สอ่ื ปลอดภยั และสร้างสรรค์

คำ� นำ� “คนเวยี ดนามในแผน่ ดนิ สยาม” เปน็ โครงการทไ่ี ดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ จากกองทนุ พฒั นาสอ่ื ปลอดภยั และสร้างสรรค์ เป็นหน่วยงานรัฐที่จัดต้ังข้ึนตามพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาส่ือปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 มีวัตถุประสงค์หลกั ในการจัดสรรเงนิ ทุนเพอ่ื ใช้ในการผลติ การพัฒนา และเผยแพร่ส่ือที่มีคุณภาพ ทั้งน้ี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมท่ีดีของเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการผลิตส่ือ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ “คนเวยี ดนามในแผน่ ดินสยาม” เลขที่โครงการ 2565-T2/004 โดยเน้ือหาของ E-book เล่มนี้ เป็นการถอดเนื้อหาจากตัวภาพยนตร์สารคดีและสอดแทรกความเข้มข้นของเน้ือหาในส่วนของ บทสัมภาษณ์ใหม้ คี วามสมบรู ณ์ขน้ึ โดยเผยแพรผ่ า่ นช่องทางออนไลน์ภายใต้เพจ Facebook และ Youtube channel สารคดีชุดนี้มีความต้ังใจที่จะน�ำเสนอเรื่องราวของคนเวียดนามท่ีเข้ามา ตง้ั ถนิ่ ฐานในสยาม และการกอ่ รา่ งสรา้ งชมุ ชนในพนื้ ทตี่ า่ ง ๆ กระจายอยหู่ ลายภมู ภิ าคในประเทศไทย โดยเนอื้ หาตอ้ งการนำ� เสนอถงึ ความหลากหลายของคนตา่ งเชอ้ื ชาติ ตา่ งภาษา ตา่ งวฒั นธรรม ทเี่ ดนิ ทาง เขา้ มาในแผน่ ดนิ สยามตง้ั แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาจนถงึ ปจั จบุ นั ซงึ่ ไมว่ า่ จะเปน็ ชนชาตใิ ดกต็ ามสามารถ อยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งสันติสขุ บนแผ่นดนิ สยามแห่งนี้ สะทอ้ นถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมไดอ้ ย่าง ชัดเจน เนือ้ หาสารคดชี ดุ นีไ้ ดร้ บั ค�ำแนะนำ� ดา้ นข้อมลู และการตรวจสอบจากผู้เช่ยี วชาญ อาจารย์ทีป่ รึกษา ดงั นี้ 1. ดร.สุริยา คำ� หวา่ น 2. ดร.ธญั ญาทพิ ย์ ศรพี นา ทางโครงการหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ สอื่ สารคดชี ดุ “คนเวยี ดนามในแผน่ ดนิ สยาม” และ E-book ฉบบั นี้ จะเป็นประโยชน์ด้านการศึกษาและการคน้ คว้าสำ� หรับผู้ทส่ี นใจในโอกาสต่อไป รงุ่ ฤดี พพิ ฒั นกิจ หวั หนา้ โครงการ “คนเวยี ดนามในแผน่ ดนิ สยาม”

สารบญั 5 ตอนท่ี 1 ปฐมบทคนเวยี ดนามในแผ่นดนิ สยาม “จากโคชินไชน่า ถงึ 3 กรุงราชธาน”ี 21 ตอนที่ 2 สุพรรณบุร.ี ..คนเวยี ตแห่งลุ่มน้ำ� “ศรัทธาสืบสาน อาหารด�ำรงอยู”่ 41 ตอนท่ี 3 อนัมนกิ ายในสยามประเทศ “ต�ำนานและศรัทธา” 61 ตอนท่ี 4 เหวียตเกี่ยวสุราษฎร์ “ชีวิตดัง่ สายนำ�้ ...จากแม่น�้ำโขงถึงแมน่ �้ำตาปี” 83 ตอนที่ 5 จนั ท-์ ขลงุ “คริสตชนคนเวยี ดนาม” 105 ตอนที่ 6 เหวยี ตเก่ียวอุดร “กอ่ รา่ งสรา้ งเมอื ง” 123 ตอนที่ 7 เหวียตเกีย่ วโห่ยเฮือง “ความทรงจ�ำและสัมพนั ธภาพ”

สมเด็จพระนารายณม์ หาราช ซมิ ง เดอ ลา ลู แบร์ บันทึกของ พระเจา้ หลยุ สท์ ่ี 14 ซมิ ง เดอ ลา ลู แบร์

5 1 ปฐมบทคนเวียดนาม ในแผน่ ดินสยาม “จากโคชนิ ไชนา่ ถึง 3 กรงุ ราชธาน”ี ชาวเวียดนามเป็นกลุ่มคนท่ีเข้ามาต้ังถิ่นฐานอยู่ในแผ่นดินสยาม ตั้งแต่สมัย อาณาจักรอโยธยาศรีรามเทพนครเป็นราชธานี โดยปรากฏหลักฐานจากบันทึก ของ “ซิมง เดอ ลา ลูแบร์” ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสว่า ในรชั สมยั ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่รวมกันมากถึง 40 ภาษา และหนง่ึ ในนน้ั กค็ อื การตงั้ มน่ั ของคา่ ยโคชนิ ไชนา่ หรอื หมบู่ า้ นชาวเวยี ดนาม ทอี่ าศยั อยใู่ นเขตพระนครของกรงุ ศรอี ยธุ ยา และตอ่ มาภายหลงั กย็ งั ไดม้ กี ารเคลอ่ื นยา้ ย อพยพเข้ามาของคนเวียดนามดว้ ยปัจจยั ตา่ ง ๆ เช่น ภัยทางการเมือง ภัยทางศาสนา หรอื ภยั สงครามอกี หลายครง้ั หลายระลอก สบื เนอื่ งเรอื่ ยมาจนถงึ ยคุ กรงุ ธนบรุ ี ตน้ กรงุ รัตนโกสนิ ทรจ์ นกระท่งั ถึงปัจจบุ ัน

6 ถอดเน้ือหาบทสัมภาษณ์ ดร.วรางคณา นพิ ัทธ์สขุ กจิ ภาควชิ าประวัตศิ าสตร์ คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร กรงุ ศรอี ยธุ ยา “โคชินไชนา่ กบั เส้นทางการอพยพย้ายถิน่ ฐานสูก่ รุงศรีอยุธยา ทสี่ นั นษิ ฐานวา่ มากบั เสน้ ทางการคา้ ทางเรอื ของชาวฝร่งั เศส” อยุธยาเป็นเมืองหลวงจุดส�ำคัญอีกแห่ง เป็นเมืองท่าการค้าแล้วยังเป็นท้ังการท่า ภายนอกกับเป็นเมืองท่าการค้าท่ีเอาสินค้าทางทะเลข้ึนไปสู่บ้านเมืองท่ีอยู่ตอนในได้ อีกอย่างหน่ึงถ้าเราดูจากแผนที่ในปัจจุบัน อยุธยาเป็นพื้นท่ีที่อยู่ตรงกลางของเอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ในอดตี ท�ำการค้าทางเรือ พอ่ ค้าเดนิ ทางมาจากทั้งทางตะวนั ออก และทางตะวันตกนัดหมายกันที่กรุงศรีอยุธยา นอกจากเป็นเมืองท่าแล้วยังเป็น คลงั สนิ คา้ เกบ็ พวกสนิ คา้ ตา่ ง ๆ อกี ดว้ ย เพราะฉะนนั้ อยธุ ยาจงึ เปน็ เมอื งการคา้ ทร่ี ำ่� รวย ผู้คนอยากมาค้าขาย หรือมาต้ังถิ่นฐานอยู่ที่อยุธยามากพอสมควร เมื่อพูดถึงคนที่ เข้ามาอยใู่ นอยธุ ยา แบ่งไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ กลมุ่ แรก พวกคนซงึ่ ถกู กวาดต้อนมาเป็นพวก เชลยศกึ ตา่ ง ๆ เชน่ มอญ ลาว เขมร จะอยูร่ อบ ๆ กล่มุ ท่สี องคอื พวกคนที่สมัครใจ หรือลีภ้ ัยเข้ามาเอง เชน่ จนี ญวน ญป่ี นุ่ แขกมัวร์ และกลุ่มที่สาม คือกล่มุ คนยโุ รป ทเี่ ข้ามาคา้ ขายในกรงุ ศรอี ยธุ ยา

7 Photo: https://bit.ly/44Itd7o ภาพวาดชาวโคชินไชนา่ (A voyage to Cochinchina, in the years 1792 and 1793.) วาดโดย William Alexander ชาวอังกฤษ นอกเหนอื จากการอพยพลภี้ ยั สงครามและออกจากเวยี ดนามแลว้ ยงั มคี นอกี กลมุ่ หนงึ่ คือคนท่เี ป็นครสิ ตชน คนท่เี ปล่ยี นมานับถอื ศาสนาครสิ ต์ มักโดนกดี กันทางศาสนา ทั้งจากตระกูลตรินและตระกูลเหงียน โคชินไชน่าจะอยู่ตรงปลายสุดของเวียดนาม เพราะฉะน้ันคนจากโคชินไชน่าจึงสามารถเดนิ ทางขา้ มทะเลเขา้ มายงั กรงุ ศรอี ยธุ ยาได้ มีหลายคนได้สันนิษฐานไว้ว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ไม่มีกีดกันศาสนา เพราะฉะนน้ั ผอู้ พยพทม่ี ปี ญั หาการถกู กดี กนั ทางศาสนาจากภมู ลิ ำ� เนาเดมิ ของตนเอง ก็สามารถเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้อย่างมีความสุข ในสมัยน้ันก�ำลังคนเป็น สิง่ สำ� คญั เราจะเหน็ ได้วา่ เวลาเกิดการรบ มักมกี ารกวาดต้อนเชลยศกึ เขา้ มา เชลยศกึ เหลา่ นเ้ี ขา้ มาเพอ่ื ทำ� กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในกรงุ ศรอี ยุธยา

8 แผนที่โบราณของซิมง เดอ ลา ลูแบร์ โคชินไชน่า ผ้เู ขียน : ซิมง เดอ ลา ลแู บร์ / ผ้แู ปล : สนั ต์ ท. โกมลบตุ ร

9 วัดนักบญุ ยอแซฟ จ.พระนครศรีอยุธยา Photo : Supanut Arunoprayote ถา้ ดแู ผนทโ่ี บราณของซมิ ง เดอ ลา ลแู บร์ จะเหน็ เขาเขยี นไวว้ า่ โคชนิ ไชนา่ โคชินไชน่าตรงน้ันถ้าเป็นปัจจุบันก็จะอยู่ใกล้กับวัดนักบุญยอแซฟ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า กลุ่มคนเวียดนามตรงน้ันอยู่กับกลุ่มคนฝรั่งเศส และใกล้กันนั้นเป็นค่าย กลุ่มคนโปรตุเกส มาเลย์ จีน เชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีอิสระในการนับถือ ศาสนา ท�ำกจิ กรรมทางศาสนาของตนเองได้ ดา้ นอาชพี หากเคยทำ� อะไร มากอ่ นกส็ ามารถทำ� ทนี่ ไ่ี ด้ เชน่ เกษตรกรรม หรอื ทำ� การคา้ เดนิ เรอื กเ็ ปน็ ไปได้ เพราะจะมีสนธิสัญญาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ซึ่งท�ำกับฮอลันดา ระบไุ ว้วา่ ห้ามเรือหลวงว่าจา้ งชาวจนี ตังเก๋ีย อนั นมั โคชนิ ไชน่า ซึ่งตรงน้ี อาจหมายความวา่ คนญวนเหลา่ นหี้ รอื คนเวยี ดนามเหลา่ น้ี มคี วามสามารถ ดา้ นการเดินเรอื เป็นอย่างดี

10 ถอดเน้ือหาบทสมั ภาษณ์ คณุ วลัยลกั ษณ์ ทรงศิริ นักประวตั ศิ าสตร/์ โบราณคดี มลู นิธเิ ลก็ -ประไพ วริ ิยะพนั ธุ์ กรงุ ธนบรุ ีศรีมหาสมทุ ร พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2325 “ย่านถนนพาหุรัด ชมุ ชนบ้านญวนในยคุ กรงุ ธนบุรี ทีเ่ กิดจาก กลุ่มทีล่ ้ีภยั มาพึ่งพระบรมโพธสิ มภาร คอื กลุม่ พระยาราชา เศรษฐีญวนท่มี ีนามว่า “หมักเทยี นต่อื ”” สยามสูญเสียกรุงศรีอยุธยาหมายถึงการสูญเสียศูนย์รวมอ�ำนาจการปกครองไปด้วย เพราะวา่ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ไ์ ดส้ นิ้ อำ� นาจไปแลว้ จะเหน็ วา่ หลงั เสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาแลว้ สมเด็จพระเจ้าตากสินกลับไปกรุงศรีอยุธยาอีกรอบแต่ไม่พบผู้คน ไม่พบว่ายังคงมี การปกครองแบบรวมศูนย์ได้แบบสถาบันพระมหากษัตริย์อีกแล้ว ท่านจึงตั้งตน ปราบดาภเิ ษกเปน็ กษตั รยิ อ์ งคต์ อ่ ไป การทส่ี มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ จะรวบรวมการเปน็ บา้ นเมอื งขน้ึ มาใหมไ่ ด้ ทา่ นตอ้ งไปปราบชมุ นมุ ตา่ ง ๆ ดงึ เอาความเปน็ อำ� นาจศนู ยก์ ลาง การปกครองเขา้ มารวมศนู ยย์ งั กรงุ ธนบรุ ดี งั เชน่ เดมิ ในกรณขี องเวยี ดนามเรยี กวา่ กบฏชาวนา ลกั ษณะกบฏชาวนาเปน็ แบบกบฏเตย็ เซนิ (Tây Sơn) คอื ชนชน้ั ชาวนาลกุ ฮอื ขน้ึ มา ชาวนาตระกลู หนงึ่ ถกู กดขตี่ อ้ งมกี ารสง่ สว่ ย

Photo : หอจดหมายเห ุต 11 เสยี ภาษจี ำ� นวนมาก เกดิ ความแหง้ แลง้ อดอยาก สง่ิ เหลา่ นท้ี ำ� ใหบ้ บี รดั คนในกลมุ่ สงั คม ที่ต่�ำที่สุดซึ่งก็คือกลุ่มชนช้ันชาวนา ตอนน้ันตระกูลเหงียนท่ีเป็นขุนนางขนาดใหญ่ ตอ้ งหนอี อกจากภาคกลาง กบฏเตย็ เซนิ (Tây Sơn) ไลม่ าจนถงึ ดินแดนสามเหล่ยี ม ปากแมน่ ำ�้ โขง และมาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารกค็ อื องเชยี งชนุ โดยในเอกสารพงศาวดาร ระบุไว้อย่างชัดเจน เข้ามาพร้อมกับพระยาราชาเศรษฐีญวนชื่อหมักเทียนตื่อ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีท่านให้ต้ังบ้านเรือนของกลุ่มคนท่ีมาด้วยกันเป็นชุมชน ชาวญวนอยนู่ อกเมอื ง กรงุ ธนบรุ เี ปน็ เมอื งอกแตกอยทู่ ง้ั สองฝง่ั แมน่ ำ้� เจา้ พระยา คอื ฝง่ั พระราชวังเดิมหรือทางฝั่งธนที่เราเข้าใจกัน อีกฝั่งหน่ึงคือฝั่งกรุงเทพมหานคร ในปจั จบุ นั ซง่ึ ตวั บรเิ วณคลองรอบกรงุ คลองหลอด คอื พน้ื ทก่ี รงุ ธนบรุ ี ถา้ ดแู ผนทเี่ กา่ ของสายลบั ชาวพมา่ สายลบั ชาวมอญเขยี นเอาไว้ จะเหน็ วา่ ทตี่ ง้ั ของพระบรมมหาราชวงั เปน็ ทต่ี ง้ั ของวงั สมเดจ็ พระยพุ ราช อปุ ราชวงั หนา้ ของสมยั กรงุ ธนบรุ ี แพดา้ นหนา้ รอบ ๆ เป็นย่านของคนจีนทั้งหมด นอกเมืองออกมาเป็นพ้ืนที่กลุ่มคนญวนอยู่ ซ่ึงเรียกว่า พาหรุ ดั ในปัจจุบนั ถนนพาหุรดั ในอดีต

12 ถอดเน้อื หาบทสัมภาษณ์ รศ. ดร.ยุกติ มกุ ดาวิจิตร คณะสงั คมวทิ ยาและมานุษยวิทยา มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 - ปจั จบุ นั “โคชินไชน่า กับเสน้ ทางการอพยพยา้ ยถนิ่ ฐานสู่กรงุ ศรีอยุธยา ทส่ี ันนษิ ฐานว่ามากบั เสน้ ทางการค้าทางเรอื ของชาวฝร่งั เศส” กลุ่มขององเชียงสือ ต้องย้อนกลับไปเหตุการณ์ที่เวียดนาม ในเวียดนามตั้งแต่สมัย อยธุ ยา ราชวงศเ์ ดมิ ทอี่ ยเู่ วยี ดนามเหนอื ตรงฮานอย มกี ลมุ่ ทแ่ี ตกออกมากเ็ ปน็ ขนุ นาง แตม่ คี วามสามารถสงู ไมอ่ ยากอยกู่ บั ราชวงศเ์ ดมิ จงึ แยกตวั ออกมาแตไ่ มไ่ ดจ้ ะประกาศตวั เป็นประเทศ มอี ำ� นาจอยทู่ เ่ี ว้ พวกนค้ี อื ขนุ นางตระกลู เหงยี น และกม็ าถงึ ศตวรรษท่ี 18 เกิดกบฏในเวียดนาม โดยเริ่มมาจากทางใต้แล้วไปตีเมืองฮาเตียน หรือที่คนไทย เรยี กวา่ บนั ทายมาศ จากนนั้ ไปตเี มอื งเว้ และสดุ ทา้ ยกต็ ที ง้ั ประเทศ ตงั้ ราชวงศใ์ หมข่ น้ึ มา ทำ� ใหเ้ วยี ดนามเปน็ ปกึ แผน่ ในครงั้ แรก องเชยี งสอื ภาษาเวยี ดนามคอื “เหงยี น แอง๋ ” (Nguyễn Ánh) ก็พาไพรพ่ ลหนมี าอยทู่ ่กี รงุ เทพฯ

13 Phthtopts:o/:/biNtg.luyy/e3rnwA2nUh6ihn Bangkok ภาพวาดองเชยี งสอื ก�ำลงั เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช สมัยน้ันคือสมัยรัชกาลท่ี 1 รัชกาลท่ี 1 ให้ไปอยู่แถวต้นส�ำโรงอยู่แถวตลาดน้อย วันดีคืนดีองเชียงสือหลบไปเงียบ ๆ กลับไปกอบกู้อ�ำนาจของตัวเองที่เวียดนาม แล้วก็ต้ังราชวงศ์เหงียนขึ้นมา สืบทอดราชวงศ์ท่ีเว้จนหมดราชวงศ์เหงียนตั้งแต่ สมัยฝร่ังเศส ในขณะที่ไพร่พลท่ีอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังอยู่ท่ีนี่ รัชกาลที่ 1 กับอุปราช ร้สู ึกไมป่ ลอดภยั จงึ ทำ� การย้ายคนกลมุ่ นขี้ ึ้นไปอยู่ท่ีบางโพ ตอ่ มาในสมัยรัชกาลที่ 3 มคี นญวนอกี กลมุ่ เขา้ มา คนญวนกลมุ่ นเ้ี ปน็ คนญวนทรี่ ชั กาลที่ 3 ซงึ่ ไปทำ� สงครามกบั เวยี ดนามทกี่ มั พชู า พอรบเสรจ็ กก็ วาดตอ้ นทหารเวยี ดนามกลบั มาดว้ ย อยทู่ กี่ รงุ เทพฯ อาจเป็นอันตรายจึงสั่งให้พวกนี้ไปอยู่ท่ีจังหวัดกาญจนบุรี พอเวลาผ่านไประยะหน่ึง ท่ีกาญจนบุรีอาจจะทุรกันดารไม่คนุ้ เคย กองกำ� ลงั น้มี ี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเปน็ คาทอลิก อีกกลุ่มเป็นพุทธ จึงขอกลับมาอยู่ท่ีกรุงเทพฯ เมื่อกลับมากลุ่มที่เป็นพุทธได้ไปอยู่ วดั ญวนสะพานขาว อกี กลุม่ ใหไ้ ปอย่ทู ่สี ามเสน

14 (สัมภาษณ)์ คณุ ปราณี พิมลรตั น์ อายุ 86 ปี บา้ นญวนบางโพหลังสุดทา้ ย ปู่จะมาจากเว้หรือยังไงป้าก็จ�ำไม่ได้แต่เคยได้ยินค�ำว่า เมืองเว้ ป้าเป็นเด็กก็ไม่ได้ซักถามอะไรเยอะ รู้แต่ว่าแกก็เอาข้าวของมา เยอะแยะ เคร่ืองลายคราม ถ้วยชามชุดน�้ำชาญวน ก็มาอยู่เป็นกระหย่อม พอเวลามีงานทิ้งกระจาดก็จะลงเรือ สมยั ก่อนก็ลงเรอื ส�ำป้ันไปเรย่ี รายพวก สวนผักเยอะ มันกเ็ หมอื นเราผกู พนั กบั วัดและเรากอ็ ย่ตู รงนดี้ ้วย

15 คณุ วลยั ลักษณ์ ทรงศริ ิ นักประวัตศิ าสตร์/โบราณคดี มูลนิธิเลก็ -ประไพ วิรยิ ะพนั ธุ์ บ้านเมืองเราเป็นเมืองท่าการค้าขายต้ังแต่ดึกด�ำบรรพ์ ก่อนประวัติศาสตร์ถึงแม้แต่ท่ีเราเรียกว่าสุวรรณภูมิ การค้าขายเข้ามาจาก ทางฝั่งอินเดียแล้วก็ทางฝั่งจีน เราอยู่ระหว่าง 2 อารยธรรมใหญ่ของโลก เมอื งไทยมคี วามทพี่ เิ ศษ มคี วามยดื หยนุ่ พอสมควรในเรอ่ื งความหลากหลาย ของกลุ่มผู้คน เราไมไ่ ด้ยกเอาอะไรมาเปน็ หลกั เชน่ พ้ืนทเ่ี ราเรยี กวา่ สยาม สยามไมใ่ ชเ่ ชอ้ื ชาติ ไมเ่ หมอื นปจั จบุ นั ทเ่ี รยี กวา่ เมอื งไทย ไตมนั เปน็ เรอื่ งของ เช้อื ชาติ ไตคือไทย ความเป็นสยามกค็ ือนานาชาติ

16 คณุ สุภวรี ์ จุลสุคนธ์ อายุ 85 ปี รนุ่ หลานของญวนอพยพ ในสมยั รัชกาลที่ 3 สมัยรุ่นคุณทวดได้หนีสงครามย้ายมาอยู่ท่ีสามเสนในสมัยรัชกาลท่ี 3 อาชพี สมยั กอ่ นคอื ทำ� ตะปแู ละขายไมก้ ระดาน สมยั กอ่ นทบี่ า้ นมกี ารตอ่ เรอื ดว้ ย แต่เกิดไฟไหม้หมดแล้ว จึงสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นคือบ้านท่ีอยู่ปัจจุบัน ในบริเวณพ้ืนทีใ่ กล้กับบ้านหลังเก่า คณุ ทวดเป็นหมอโบราณ ส่วนคณุ ป่เู กดิ ท่ีไทยรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 4-5 มีต�ำแหน่งขุน ช่ือขุนอ�ำนาจราวี ส่วนคณุ ยายขายกล้วยปิ้ง พอมารุ่นคุณพอ่ คณุ พ่ออยู่ทสี่ ามเสน ส่วนคุณแม่ มาจากบา้ นแพน จงั หวดั อยธุ ยา เปน็ คนเวยี ดนามเหมอื นกนั คณุ พอ่ ประกอบ อาชพี ประมงทำ� ซมุ้ ดกั ปลา สว่ นคณุ แมท่ ำ� อาชพี คา้ ขายผลไม้ ทบ่ี า้ นอยกู่ นิ กนั แบบงา่ ย ๆ กนิ ปลากนิ กงุ้ ทห่ี ามาได้ หนา้ บา้ นมปี ลกู ผกั บงุ้ กก็ นิ ผกั บงุ้ แทบทกุ วนั ดา้ นหลังบา้ นเปน็ คลองเมอ่ื กอ่ นนำ้� ทว่ มบา้ นทกุ ปี แตพ่ อมีประตนู �้ำกไ็ มท่ ่วม มา 3 ปแี ลว้

17 เรอ่ื งการสวดภาษาญวนเมอ่ื กอ่ นเราสวดภาษาญวนกนั คนสมยั ใหมล่ กู หลาน ไปทำ� งานใหญ่โต เขาขอร้องถ้ามีใครตายอยา่ สวดภาษาญวน เพราะวา่ มันมี ยุคที่เกิดสงครามเขาตามพวกลี้ภัยมาเขาขอร้องว่าอย่าสวดเลย มันจะเป็น อนั ตรายกบั พวกเราทอ่ี ยทู่ นี่ ่ี สำ� หรบั คนในชมุ ชนทน่ี บั ถอื ครสิ ต์ กม็ บี างครอบครวั ทไี่ ปทำ� บญุ ทวี่ ดั คอนเซป็ ชญั (บ้านเขมร) และชุมชนแถวนีม้ ีครอบครวั ญวน อยปู่ ระมาณ 10 หลงั ทตี่ รงนเ้ี ปน็ ทด่ี นิ พระราชทานไมส่ ามารถขายใหค้ นอนื่ ได้ ต้องขายให้ญาตพิ น่ี อ้ งหรอื ขายคืนให้วดั เท่านน้ั ที่ดนิ ตรงนีม้ ี 2 ประเภท คอื จากถนนวัดมาตรงน้ี 9 เมตร เป็นท่ีดินของวัด ส่วนที่หลังบ้านวัดจาก กลางคลองขึ้นมา 17 เมตร เป็นท่ีดินของรัฐ การเสียค่าเช่าจึงแบ่งเป็น 2 แบบ อย่างเช่นบ้านทีอ่ ยตู่ ิดกันน้ีตอ้ งเสียคา่ เชา่ ทัง้ 2 แบบ เพราะมีพนื้ ท่ี คาบเกย่ี ว  สมัยนี้มีคนญวนท่ียังเรียกคนในครอบครัวด้วยสรรพนาม ภาษาญวนอยไู่ มก่ คี่ น เชน่ เรยี ก จา (พอ่ ) จ่ี (พ)่ี เปน็ ตน้ จะมปี ระมาณ 5-6 บา้ น ทย่ี งั เรยี กอยู่ ปจั จบุ นั ถงึ แมว้ า่ แถวนี้ จะมีคนญวนอยู่น้อยแต่ทุกคนก็ยังเรียกกันติดปากว่า บ้านญวน วัดญวน

ภาพเขียนกรงุ ศรอี ยุธยา ค.ศ. 1667 (พ.ศ. 2210) โดยบรษิ ัทอนิ เดยี ตะวนั ออก ของฮอลนั ดา





21 2 สุพรรณบรุ ี... ญวนแหง่ ลุ่มน้�ำ “ศรัทธาสืบสาน อาหารด�ำรงอย่”ู “ชมุ ชนบา้ นตน้ ตาล” หรอื ทเี่ รยี กกนั วา่ “บา้ นญวน สพุ รรณบรุ ”ี มถี น่ิ ฐาน ต้ังม่ันอยู่ที่ริมคลองสองพี่น้อง ซ่ึงเป็นคลองสาขาของแม่น้�ำท่าจีน โดยมี หลักฐานการต้ังบ้านเรือนตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยอ้ นกลบั ไปใน พ.ศ. 2377 หรอื ในราว ค.ศ. 1834 มคี รสิ ตงั ชาวญวนประมาณ 1,350 คน โดยสว่ นใหญม่ าจากวดั “เจาโดย๊ ” และวดั “กา๊ ยโดย๊ ” ไดห้ ลบลี้ หนภี ยั การกดขแี่ ละเบยี ดเบยี นทางศาสนาจากพระเจา้ มงิ หมา่ ง มหาจกั รพรรดิ แห่งอาณาจกั รได่นาม

22 เมอื่ อพยพหลบหนมี าถงึ กรงุ เทพมหานคร พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หัวรชั กาลที่ 3 ได้โปรดเกลา้ ฯ ให้คริสตงั ชาวญวนไปต้ังถ่ินฐาน อยใู่ กลก้ บั บา้ นโปรตเุ กสและบา้ นเขมร ซงึ่ เปน็ ชมุ ชนทนี่ บั ถอื ครสิ ตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกเหมือนกัน โดยในปัจจุบันก็คือบริเวณละแวก วัดคอนเซ็ปชัญในย่านสามเสน ก่อนที่ต่อมาจะมีการสร้างวัดนักบุญ- ฟรังซีสเซเวียร์ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวญวนที่สามเสน จนถึงตน้ รัชกาลท่ี 5 ของกรงุ รัตนโกสินทร์ ชาวญวนที่สามเสนจึงเริ่ม เคล่ือนย้ายอพยพอีกครั้งไปตามแมน่ ้�ำลำ� คลอง คนญวนสามเสนมาดว้ ยภยั ทางศาสนา สว่ นหนงึ่ ตดิ ตาม ทหารไทยกลบั มาเมอ่ื คราวสยามรบกบั ญวน รชั กาลที่ 3 โปรดให้ตั้งเรือนใกล้กับบ้านเขมร แถวบ้านเขมรย่าน สามเสนปจั จุบัน พอหลงั พ.ศ. 2396 ก็เร่ิมลงคลอง ล่องไปตามสายแมน่ �้ำเจา้ พระยา ท่าจนี ไปทางอยุธยา สุพรรณบุรี นครนายก นครสวรรค์ ราว 11 กล่มุ

23 คณุ วลยั ลกั ษณ์ ทรงศริ ิ นักประวัติศาสตร์/โบราณคดี มลู นธิ ิเลก็ -ประไพ วริ ยิ ะพนั ธ์ุ สมยั รชั กาลท่ี 5 มีการจดั การเรอ่ื งพ้ืนท่ีใหม่ในเขตพระนคร เมอื งมกี ารขยายตัว มีการขุดคลองและมีการวัดพ้ืนที่พระนครเพ่ือสร้างพระราชวังดุสิต มีการตัดถนน หลายสาย มีการสร้างสะพานซังฮี้ พื้นที่ของชุมชนสามเสนถือว่าค่อนข้างแออัด ไมส่ ามารถจะขยบั ขยายไปทางไหนไดเ้ ลย การทจ่ี ะขยบั ขยายไดม้ ที างเดยี วก็คือทาง แมน่ ำ�้ เจา้ พระยาเพอื่ ทจ่ี ะทำ� มาหากนิ อยรู่ มิ นำ้� เพราะพนื้ ฐานของคนญวนสามเสนนนั้ อยู่กับล�ำน�้ำล�ำคลองมาจากเมอื ง เจิวดก๊  หรอื ทเ่ี อกสารเกา่ ของไทยเรยี กวา่  โชฎก  (Châu Đốc จงั หวดั อานยาง ประเทศเวียดนาม) ตดิ ชายแดนประเทศกมั พูชาบรเิ วณ สามเหลยี่ มปากแมน่ ำ้� โขงตอนบนและตอนลา่ ง เปน็ พน้ื ทต่ี ง้ั ของเมอื งสำ� คญั ยาวไปถงึ เมืองเกิ่นเทอ จนถึงปากแม่น้�ำโขงมีผู้คนอยู่เป็นจ�ำนวนมาก อาชีพหลักที่ท�ำกัน คืออาชีพประมง การเดินเรือ ส่วนประเพณีการแห่พระทางน�้ำ การแต่งงานทางน้�ำ ของบ้านต้นตาลก็มีลักษณะเหมือนกับคนที่เมืองเจิวด๊กหรือโชฎกที่เวียดนาม ไมแ่ ตกตา่ งกัน

24 คุณวสนั ต์ สังขรัตน์ ผูใ้ หญ่บา้ น ชุมชนบา้ นแมพ่ ระประจักษ ์ ต.ต้นตาล อ.สองพ่ีน้อง จ.สุพรรณบรุ ี เดิมชุมชนน้ีมีช่ือว่า บ้านบางสนุ่น ต่อมาถูกเรียกว่า บ้านญวน เพราะมีครอบครัวญวนอาศัยอยู่ท่ีนี่เยอะ และภายหลังก็ถูกเปล่ียนเป็นชุมชน บ้านแม่พระประจักษ์ ปัจจุบันมีประมาณ 72 ครอบครัว ประชาชนมีประมาณ 320 คน 95% เป็นคนคริสต์ที่มีเชื้อสายญวน นอกจากหมู่ 4 ยังมีหมู่ 1, 3, 6 (ประปราย) ของตำ� บลตน้ ตาล และยงั มใี นเทศบาลสองพนี่ อ้ งอกี บางสว่ น และในตำ� บล บางหลวงอีกบางส่วน ประชาชนเชื้อสายญวนที่เยอะท่ีสุดในสุพรรณจะอยู่ท่ีหมู่ 4 บา้ นแมพ่ ระประจกั ษ์ เนอ่ื งจากตน้ ตระกลู ยา้ ยจากสามเสนก็มาอยู่ที่หมู่ 4 แห่งนี้ คนญวนทส่ี พุ รรณบรุ มี บี รรพบรุ ษุ ตน้ ตระกลู มาจากบา้ นญวนสามเสน ยงั มเี ครอื ญาติ ท่ีบ้านสามเสนและต้นตระกูลของผู้ใหญ่วสันต์ ก็คือนายเฮี๊ยว สังขรัตน์ ในสมัย

25 ขุนอุภัยภาติเขตเป็นนายอ�ำเภอสองพี่น้อง ได้เห็นว่านายเฮ๊ียว (ซึ่งเป็นคนหน่ึงใน คริสตังกลุ่มแรกของวัดแม่พระประจักษ์) ตั้งม่ันอยู่ในศีลธรรม มีความประพฤติดี เป็นท่ีเคารพย�ำเกรงของประชาชนในต�ำบลนี้ จึงแต่งตั้งให้เป็นก�ำนันต�ำบลบางสนุ่น ต่อมารัชกาลท่ี 6 มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนชาวไทยได้มีนามสกุลใช้ ดังนั้น ท่านนายอ�ำเภอจึงขอพระราชทานนามสกุลให้แก่ก�ำนันเฮี๊ยว ว่า “สังขรัตน์” นายเฮยี๊ ว สังขรตั น์ ไดป้ ฏิบตั ิราชการมาดว้ ยความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ จงึ ไดร้ บั พระราชทาน เลอ่ื นยศเปน็ “ขนุ วเิ ศษรกั ษา” และทา่ นไดร้ ่วมกบั ครสิ ตงั กลุ่มแรกนเ้ี ปน็ ผใู้ หก้ �ำเนดิ วดั และโรงเรยี นแมพ่ ระประจักษ์ อาชีพของคนญวนสุพรรณบุรี มีประมง เกษตรกรรม โดยประมง จะเป็นอวนลาก ปลาทจ่ี บั ได้สว่ นมากจะเป็นปลาสร้อย มปี ลาชอ่ น ปลาชะโดบ้างเป็นส่วนน้อย คนในชุมชนจะท�ำประมงกันทุกหลัง สมัยน้ันออกเรือล่องไปตามคลองสองพ่ีน้อง ไปได้ไกลสุดคือโซน บางปลาม้า จากน้ันต้องรีบกลับเข้าหมู่บ้านเพื่อน�ำปลามาขาย บางบ้านจะมเี รอื ของลกู คา้ มาจอดรอรบั ซ้ือปลาสร้อยทใ่ี นหมูบ่ ้าน

26 อ.ณรงค์ ยินดีคูณ บ้านญวนเกาะใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนบ้านญวนเกาะใหญ่เป็นอีกหนึ่งชุมชนท่ีย้ายออกมาจากสามเสนด้วยเหตุผล เดียวกัน บรรพบุรุษพากันออกจากสามเสนแล้วกระจายตัวไปต้ังชุมชนตามแม่น้�ำล�ำคลอง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนนี้อพยพมาจากสามเสนกับจันทบุรีตั้งแต่สมัยรัชกาลท่ี 5 บรรพบรุ ษุ แตเ่ ดมิ อพยพมาจากเมอื งเว้ หนกี ารจบั กมุ จากภยั ศาสนากเ็ ลยอพยพหนจี นไดม้ าอยู่ ยา่ นสามเสนชว่ งระยะเวลาหนง่ึ พอเกดิ โรคระบาดกห็ นโี รคระบาดขนึ้ ไปทางเหนอื ดว้ ยเรอื แจว แล้วก็มาแวะมาอยู่ท่ีเกาะใหญ่ตรงน้ีอยู่ประมาณ 4 ครอบครัว มีนามสกุล ติน เล เหวียน ผู้ที่น�ำมาก็คือขุนศรี หรือ เถ ปัจจุบันนี้ใช้นามสกุล สุขสุดถ้อย แล้วก็มีคุณชวดของผม กไ็ ดต้ ดิ ตามมาดว้ ยกนั ทม่ี าจากสามเสนเพราะชว่ งนน้ั เกดิ อหวิ าตกโรคระบาด สามเสนกอ็ ยกู่ นั แออัด แย่งกันกินแย่งกันอยู่ แล้วท่ีอยู่ก็คับแคบจึงต้องหาท่ีอยู่ใหม่ บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ ปลา กุ้ง ชุกชุม ก็เลยต้ังหลักปักฐานคือบริเวณวัดร้างชื่อวัดมเหยงค์ อาศัยโบสถ์ตรงน้ีอยู่ พอเห็นว่าตรงนี้มีท�ำเลดีก็ไปเรียกพี่น้องท่ีอยู่สามเสนซึ่งเป็นญาติกันมาอยู่ท่ีเกาะใหญ่อีก ชมุ ชนเกาะใหญม่ ปี ระมาณเกอื บ 200 หลงั คาเรอื น ทเ่ี ปน็ คาทอลกิ มปี ระชากรเกอื บ 1,000 คน ที่เปน็ เชือ้ สายคนญวน ถือเป็นกล่มุ ชมุ ชนคนญวนใหญ่ทส่ี ดุ ในอยธุ ยา หมู่บ้านนี้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาเวียดนามอยู่ระยะหน่ึง ต่อมาจอมพล ป. ข้ึนปกครอง มีนโยบายให้นิยมไทยไม่ให้สอนภาษาต่างชาติ ไม่ให้เรียนหนังสือต่างศาสานาต่างประเทศ

27 วดั พระคริสตประจกั ษ์ (วัดเกาะใหญ่) จ.พระนครศรอี ยุธยา กเ็ ลยตอ้ งเรียนเปน็ หนงั สอื ภาษาไทย แลว้ กเ็ ลิกสวดภาษาญวน เลกิ เรยี นหนังสอื ภาษาญวน การแต่งกายก็ให้แต่งกายแบบคนไทย คือ ผู้หญิงให้โจงกระเบน ผชู้ ายใหน้ งุ่ กางเกงขากว๊ ย ใส่เส้ือราชประแตนเหมือนคนไทยทั่วไป พอมาถึง พ.ศ. 2500 ก็มีการจดส�ำมะโนครัว ประชากร ชอื่ นามสกลุ เมอ่ื กอ่ นทเ่ี ปน็ ภาษาเวยี ดนาม เชน่ นามสกลุ ตรนิ เหวยี น กเ็ ปลย่ี นมาเปน็ นามสกุลไทย พอเปลี่ยนมาเป็นนามสกุลไทยก็เป็นคนไทยท�ำบัตรประชาชน มีเช้ือสายไทย สญั ชาติไทย ได้สิทธิเหมือนคนไทยทุกอย่างตง้ั แตน่ ัน้ มาจนมาถึงปจั จุบนั น้ี อาชีพในอดีตท�ำประมงอย่างเดียว ได้ปลามาท�ำปลาร้า ปลาหม�ำ เมื่อก่อนจะหาปลาเป็น อยา่ งเดยี ว พอไดป้ ลามากเ็ อาปลาไปขายแลกขา้ ว เพราะคนญวนตรงนจี้ ะทำ� นาไมเ่ ปน็ พอได้ เปน็ ขา้ วมา กแ็ ลกเปน็ หมอู กี ทอด คอื ใชป้ ลาทหี่ ามาเปน็ สอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี นของจำ� เปน็ ตอนหลงั เร่มิ เล้ียงหมู เปด็ ไก่ วัฒนธรรมของญวนที่ยังหลงเหลือให้เห็น คือ งานศพ มีการสวดเป็นภาษาญวนซึ่งจะใช้ ในพิธีงานศพ การต่อหีบศพเป็นโลงศพแบบญวน ไว้ทุกข์ผ้าดิบ มีการท�ำขนมหรือกับข้าว ทยี่ งั เปน็ ของคนญวนอยู่ เชน่ ขนม อาหารกค็ อื เเบง๋ แกง็ กา๋ (ตม้ เสน้ ปลา) แบง๋ โตรย เนอ๊ื ก (บวั ลอยเวียดนาม) แบง๋ เตด๊ (ขา้ วต้มมดั เวยี ดนาม) แบ๋ง ดุ๊ก (ขนมเปยี กปูนเวยี ดนาม)

28 ประเพณี แหแ่ มพ่ ระทางสายนำ�้ ประเพณแี ห่แมพ่ ระทางสายน้ำ� เป็นประเพณีโบราณของชมุ ชนบา้ นแมพ่ ระประจกั ษ์ เคยพักการแห่ทางสายน�้ำไปถึง 20 ปีเพราะปัญหาความหนาแน่นจากผักตบชวา พอมกี ารสง่ เสรมิ การทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนจงึ รอ้ื ฟน้ื ประเพณนี ก้ี ลบั มาอกี ครง้ั สมยั กอ่ นชาว บ้านมีอาชีพหาปลามีบ้านอยู่ริมน้�ำ พอถึงก�ำหนดวันก็จะเชิญพระแม่มารีแห่เพ่ือ อวยพรกับชาวบ้านที่อยู่ริมน�้ำบ้านไหนที่มีผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพไม่สามารถเดิน ทางไปวดั ได้ กจ็ ะอญั เชญิ พระแม่มารไี ปอวยพรถึงหน้าบ้าน เปน็ จารตี ประเพณตี ้ังแต่ บรรพบุรุษเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบนั (ให้ข้อมลู โดยวสันต์ สงั ขรตั น์) ปัจจุบันท�ำพิธีแห่พระแม่มารีลงเรือล่องไปตามล�ำน้�ำเพื่ออวยพรให้กับชาวบ้านท่ีอยู่ รมิ น�ำ้ แทบทกุ บา้ นจะเตรียมแทน่ บูชาขนาดเลก็ ๆ ตั้งรปู แม่พระปักดอกไมใ้ ส่แจกัน และมเี ชงิ เทยี นสขี าวไวท้ ช่ี านเรอื นหนั หนา้ ลงสแู่ มน่ ำ�้ ทา่ จนี เสยี งสวดบทวนั ทามารอี า ดังไปท่วั คุ้งน�้ำ

29Photo : เพจ ัวดแม่พระประ ัจก ์ษ สอง ่ีพน้อง ขบวนแหแ่ ม่พระทางสายน้ำ� ในอดตี พ.ศ. 2537 Photo : เพจ วัดแม่พระประ ัจก ์ษ สองพ่ี ้นอง ขบวนแหแ่ มพ่ ระทางสายน�ำ้ ในปัจจบุ นั พ.ศ. 2566

30 เปลญวน ท่ีมาของการท�ำเปลญวนในชุมชนน้ีเกิดจากเม่ือก่อนคุณยายเป็นคนเร่ิมท�ำเปลญวน ไว้ส�ำหรบั ใหล้ กู ๆ นอนเพราะมคี วามคดิ วา่ ลกู ได้รบั ความอบอนุ่ ในท้องแม่ ก็ต้องให้ นอนดว้ ยเปลกเ็ หมอื นการโอบอมุ้ เปลญวนในสมยั คณุ ยายจะใชผ้ กั ตบชวาหรอื ปอปา่ น เอามาสานกัน สมยั คุณยายท�ำใชเ้ องในบา้ นหรือเอาไปแลกของกนิ ของใชก้ บั บ้านอ่นื ไมไ่ ดม้ กี ารซอ้ื ขายอะไร ตอ่ มารนุ่ คณุ แมพ่ เ่ี รอื นแกว้ คณุ แมม่ องวา่ ผกั ตบชวามนั ไมค่ อ่ ย มีความทนทาน แม่เห็นเรือแจวจะมีเชือกที่เอามาท�ำเป็นหูแจว ต่อมาคุณแม่ได้ไป กรุงเทพฯ และไปเจอด้ายที่โรงงานทอผ้าท้ิงเอาไว้ คุณแม่จึงน�ำมาท�ำเป็นเปลญวน โดยเปลญวนที่ท�ำก็ยังเป็นรูปแบบเปลธรรมดา ลายเปลแบบดั้งเดิม มาถึงรุ่นท่ี 3 พเ่ี รือนแก้ว วัสดทุ ่ีใชเ้ ป็นดา้ ยฝ้าย หรอื ดา้ ยโพลนี มคี วามเหนยี วทน แตต่ อนนี้มกี าร ซอ้ื ขายและสงั่ เปน็ ดา้ ยสตี า่ ง ๆ กบั โรงงานแลว้ สว่ นลายของเปลกม็ ที ง้ั ลายดงั้ เดมิ และ ลายประยุกต์ท่ีทันสมัย รูปแบบของเปลก็มีหลากหลายมากขึ้น เช่น เก้าอี้ชายหาด กระเปา๋ ชงิ ชา้ ทรงกลม เปลญวนฮาวาย เป็นตน้ คณุ เรือนแกว้ สงั ขรัตน์ ประธานวสิ าหกิจชมุ ชนเปลญวนแม่พระประจักษ์

31 เปลญวน

32 อาหารด�ำรงอยู่ ปลาหม�ำเป็นของดีของอ�ำเภอสองพ่ีน้อง และเป็นหน่ึงในค�ำขวัญของอ�ำเภอ สองพนี่ อ้ งดว้ ย ปลาหมำ� ทำ� มาตง้ั แตร่ นุ่ ยาย ปา้ พรทำ� มานานแลว้ และเรากส็ บื ทอดตอ่ เป็นรนุ่ ที่ 3 ปลาหมำ� เปน็ การถนอมอาหารของชาวญวนมาตัง้ แต่อดีต หมำ� แปลว่า “หมัก” เป็นการถนอมอาหารของคนสมัยน้ัน สมัยก่อนปลามีชุกชุมมาก พอได้มา กจ็ ะทำ� ปลาหมำ� และใชเ้ วลาทำ� นานกวา่ 6 เดอื น ปลาหมำ� จะใชแ้ คป่ ลาชอ่ นกบั ปลาชะโด ถา้ ปลาท่วั ๆ ไปเขาจะเรียกปลารา้ พอเราได้ปลามาก็ทำ� ความสะอาดตวั ปลา จากนัน้ เอามาหมักเกลือท้ิงไว้ประมาณ 2 เดือน หมักเกลืออัดใส่ในโอ่งใช้ไม้ไผ่ขัด ขัดเป็น กากบาท หลงั จากนนั้ เอามาลา้ งนำ้� เอาเกลอื ออก เอาปลามาหนั่ ชนิ้ และคลกุ กบั ขา้ วควั่ หมกั ไวอ้ ีกประมาณ 2 – 3 เดอื น ใส่ข้าวคัว่ เพอื่ ไมใ่ ห้เนื้อปลาติดกัน พอได้แลว้ เราก็ เอามาใส่สับปะรดเพื่อให้เน้ือปลานิ่มและมีกลิ่นหอมขึ้น หลังจากนี้หมักทิ้งไว้ อกี ประมาณ 1 เดอื น ถงึ จะขายได้ เมนแู นะนำ� ทอี่ รอ่ ยกค็ อื ปลาหมำ� ทอด ปลาหมำ� ยำ� ปลาหม�ำหลน ปลาหมำ� ผดั สมนุ ไพร

33 กระบวนการทำ� ปลาหมำ� ปลาหม�ำ ทอดสมนุ ไพร ยำ� ปลาหมำ� เมนจู ากปลาหม�ำ

34 หมหู นั หมหู นั เราทำ� กนิ กนั มานานแลว้ สว่ นมากเราจะตอ้ งหนั กนิ เองไมไ่ ดม้ กี ารซอ้ื การขาย ทุกบ้านจะต้องทำ� เป็นครับ การท�ำหมูหันเราจะช�ำแหละจากหมูเป็น ๆ จะไม่ใช้หมู ตายแล้ว เพราะจะท�ำให้รสชาติไม่อร่อย ผ่าท้องแล้วใช้เหล็กเสียบ เมื่อก่อนจะใช้ ไมแ้ หลมเสยี บ ทำ� หมูหันตัวนึงจะต้องใช้ระยะเวลาในการหันประมาณ 3 - 4 ช่วั โมง ไม่สามารถใช้ไฟแรงได้เด๋ียวหมูจะไหม้และไม่สุกท่ัวถึงด้านใน ให้ใช้ไฟปานกลาง ระหวา่ งหมนุ นำ� นำ้� ปนู ทผ่ี สู้ งู อายใุ ชก้ นิ กบั หมากมาทาทผี่ วิ หนงั สมนุ ไพรทใี่ ชค้ อื ตะไคร้ หรือใบล�ำเจียก ยัดเข้าไปในท้องหมูเพื่อความหอม หมูหันเน้ือข้างในจะมีความนุ่ม หนังกรอบ และเรามีน้�ำจ้ิมรสเด็ดช่วยท�ำให้อร่อยข้ึนเป็นสูตรเฉพาะแบบโบราณ ใชน้ ำ�้ มะขามเปยี กผดั กบั นำ�้ พรกิ เผา โรยดว้ ยถว่ั ลสิ งควั่ รสหวานนดิ เปรยี้ วหนอ่ ยอรอ่ ย ชว่ ยให้ไมเ่ ลย่ี นและโดดเด่นกวา่ ทอ่ี นื่ คณุ วสนั ต์ สงั ขรตั น์ (ผสู้ บื ทอดการท�ำหมหู นั ) ผใู้ หญบ่ ้าน ชุมชนบ้านแม่พระประจกั ษ ์ ต.ต้นตาล อ.สองพนี่ ้อง จ.สพุ รรณบรุ ี

35 ผใู้ หญ่ทองขณะท�ำหมหู นั หมหู นั กบั น�้ำจม้ิ มะขามเปียกสูตรเฉพาะ

36 ถอดเน้อื หาบทสมั ภาษณ์ รศ. ดร.ยกุ ติ มกุ ดาวิจติ ร คณะสังคมวทิ ยาและมานุษยวทิ ยา มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ อาหารสะท้อนตวั ตน กับการสืบทอด ในความหมายของ นกั มานุษยวทิ ยา การทเ่ี รายงั สบื ทอดอาหารทเี่ รากนิ มาในหลายรนุ่ ถา้ พดู ในภาษาวชิ าการ กจ็ ะใชค้ ำ� วา่ “การสบื ทอดอตั ลกั ษณ”์ แตว่ า่ ในแงข่ องการดำ� เนนิ ชวี ติ มนั กค็ อื การบอกวา่ เราเปน็ ใคร ผ่านอาหาร ว่าอันนี้ถ้าเป็นพวกเราก็จะกินแบบนี้นะ ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็น การสืบทอดในอีกแง่หน่ึง อัตลักษณ์มันก็ดูเหมือนว่ามันจงใจต้ังใจที่จะบอกว่า ฉันเป็นใครผ่านตัวอาหาร แต่ว่าในอีกแง่หน่ึงก็คือ “ความคุ้นเคย” ความคุ้นเคยนี่ มันพูดยากว่ามันตั้งใจหรือไม่ต้ังใจ เพราะว่าพอเราคุ้นเคยแล้ว มันก็เหมือนกับว่า มันขาดไม่ได้ เช่น คนไทยถ้าไปที่ไหนเราก็จะมีความคุ้นกับการกินอาหารรสจัด ชอบกนิ อาหารที่ปรุงด้วยน้�ำปลาหรือน้�ำพริก เปน็ ความคุน้ เคยทีม่ ันขาดได้ยาก ก็เลย กลายเป็นการสืบทอด เราคุ้นเคยเราก็จะสืบทอดมันไปอย่างนี้ หรือการกินข้าวท่ี คนไทยเขาบอกจะตอ้ งกนิ ขา้ ว มันเปน็ เรื่องของการคนุ้ เคย ไมใ่ ชว่ ่าเรากินขา้ วสถิ ึงจะ เป็นคนไทย แต่ว่ามันคือความรู้สึกว่าเราขาดไม่ได้ มันคือความคุ้นเคยคือตัวหลัก มันเป็นการปลูกฝังท�ำให้ขอบเขตของรสชาติ ขอบเขตของลิ้น ขอบเขตของกล่ิน เปน็ สง่ิ ท่ีเราสบายใจ

37 อาหารบอกถงึ ถนิ่ ท่มี า อัตลักษณส์ ะท้อนตวั ตน หมำ� กา๋ (Mắm cá) เป็นอาหารทางใต้ของเวียดนามเพราะทางเหนือของ เวียดนามจะนิยมกนิ หมำ� โตม (กงุ้ หมกั ) หม�ำ คอื การหมกั โดยเฉพาะปลาหมกั ทำ� แบบปลารา้ หมำ� (mắm)แปลวา่ หมกั กา๋ แปลวา่ ปลา ถา้ หมำ� โตม คอื การหมกั กงุ้ ทค่ี นไทยรู้จกั กจ็ ะเป็นกะปิ หมหู ัน คำ� วา่ “เหลนิ่ ” (Lợn)ทางเหนอื จะใชเ้ รยี กหมู“แฮว” (Heo) คนใตจ้ ะเรยี ก แต่ค�ำว่า “ไกว” (Quay) แปลว่าหมุน หรอื ก็คือหนั นนั่ แหละ การยา่ งหมทู ้งั ตัวนน้ั เปน็ การไดร้ ับ อิทธิพลมาจากจีน จงึ ไมแ่ ปลกเพราะทางใตข้ องเวยี ดนาม มีคนจีนอาศัยอยู่เยอะ การท�ำหมูลักษณะแบบนี้ก็จะมี คนจนี และคนเวยี ดนามทางตอนใตท้ ท่ี �ำกนั เปลญวน (Cái võng) คนเวียดนามใต้จะชอบนอนเปลตามร่มไม้ ก็เป็นไปได้ว่า คนไทยจะไดร้ บั วฒั นธรรมมาจากคนญวน คนไทยจงึ เรยี กวา่ เปลญวน ถ้าทางเหนือของเวียดนามจะไม่นิยมนอนเปล ชอบนอนในบา้ นมากกว่าจากสภาพอากาศทห่ี นาว

ประเพณแี หแ่ ม่พระทางสายน�้ำ ต.ตน้ ตาล อ.สองพ่นี อ้ ง จ.สุพรรณบรุ ี



พระประธานวดั อุภยั ราชบ�ำรงุ (วดั ญวนตลาดนอ้ ย) กรงุ เทพมหานคร

41 3 อนัมนกิ ายในสยามประเทศ “ตำ� นานและศรทั ธา” อนมั นกิ าย หมายถงึ นกิ ายของชาวอนมั เปน็ พทุ ธศาสนามหายาน ทเี่ ดนิ ทางมาพรอ้ มกบั ชาวญวน เม่ือคราวอพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานในสยามประเทศตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี โดยมีหลักฐาน การสร้างวัดทิพยวารี หรือ กามโล่ต่ือ ในราว พ.ศ. 2319 ซ่ึงถือเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์ อนมั นกิ าย แตป่ จั จบุ นั วดั แหง่ นไี้ ดเ้ ปลย่ี นเปน็ วดั ในสงั กดั ของจนี นกิ ายแลว้ เมอ่ื นบั จากวดั แรก ท่ีตั้งม่ันในสมัยกรุงธนบุรีจนถึงทุกวันน้ี ประเทศไทยมีวัดในสังกัดอนัมนิกายนับรวมกันถึง 25 แหง่ กระจายอย่ทู กุ ภมู ิภาคโดยมคี ณะสงฆแ์ ละผูน้ บั ถืออีกนับหมน่ื นับแสนชวี ติ การอพยพของชาวเวยี ดนามเขา้ มายงั สยามชว่ งกรงุ ธนบรุ ี ในชว่ งนนั้ มกี ารกลา่ วถงึ องเชยี งชนุ ทหี่ นภี ยั สงคราม ถกู รกุ ไลโ่ ดยพน่ี อ้ งเตย็ เซนิ มาทเ่ี มอื งบนั ทายมาศหรอื ฮาเตยี น จนกระทงั่ พน่ี อ้ ง เตย็ เซนิ รุกไล่มาถึงบันทายมาศแล้ว องเชียงชุนกับท่านหมกั เทยี นตอื่ ไดพ้ ากนั หนมี ายงั สยาม พระเจา้ กรงุ ธนบรุ กี ร็ บั ไวโ้ ดยใหก้ ลมุ่ ของหมกั เทยี นตอ่ื พำ� นกั อยแู่ ถวปากคลองตลาด สว่ นองเชยี งชนุ ใหพ้ ำ� นกั อยแู่ ถวพาหรุ ดั ซง่ึ เรยี กวา่ บา้ นญวนพาหรุ ดั 2 กลมุ่ ทอ่ี ยบู่ รเิ วณนเ้ี กดิ เปน็ ชมุ ชนเลก็ ๆ และวัดกเ็ กดิ ข้นึ เม่ือมีชุมชนน่นั เอง

42 Photo : ัวด ุอภัยราช �บำรุง ( ัวดญวนตลาด ้นอย) ก ุรงเทพมหานคร ในชว่ งกรงุ ธนบรุ ี ไดเ้ กดิ วดั ญวนขนึ้ 2 แหง่ วดั แรกชอื่ วดั ทพิ ยวารวี หิ าร หรอื วดั กามโลต่ อ่ื อีกวัดหนึ่งท่ีเกิดในสมัยกรุงธนบุรี คือ วัดมงคลสมาคม หรือวัดโห่ยคั้นต่ือ ในช่วงของ รัชกาลท่ี 1 เกิดวดั ญวนเพ่ิมข้ึนอีก 2 แหง่ คือ วดั อภุ ยั ราชบำ� รงุ หรอื วัดญวนตลาดน้อย ชอื่ เดิม วดั คนั้ เยงิ ตอ่ื อีกวดั หน่งึ คือ วัดอนัมนิกายาราม หรอื วัดญวนบางโพ ชื่อเดิมวดั กว๋างเพื้อกต่ือ โดยบริเวณวัดมีชุมชนชาวเวียดนามซึ่งติดตามมากับ องเชียงสือ หรือ เหงยี น แอง๋ (Nguyễn Ánh) ในคราวหนกี บฏเตย็ เซนิ รชั กาลที่ 1 ทา่ นกร็ บั เอาไว้ ชมุ ชนน้ี เปน็ ชมุ ชนใหญแ่ ละผทู้ ่ีมสี ่วนช่วยในการสรา้ งวดั กค็ ือคนทีอ่ ยูใ่ นกองทพั ขององเชยี งสอื วดั อภุ ยั ราชบำ� รงุ (วดั ญวนตลาดนอ้ ย) กรงุ เทพมหานคร ในอดตี

43 ป้ายพระราชทานนามวัดของวัดอนมั นิกายาราม (วดั ญวนบางโพ) กรุงเทพมหานคร เจดียเ์ ก่าในบรเิ วณวดั อนัมนกิ ายาราม (วดั ญวนบางโพ) กรุงเทพมหานคร

44 องปลดั ธรรมปัญญาธวิ ัตร (ธรี ะยุทธ เถ่ียนคาย) เลขานุการเจา้ คณะใหญ่อนัมนกิ าย อนัมนิกายเป็นสายเลือดหน่ึงของเวียดนาม ในประเทศเวียดนาม ไม่ว่าคนเวียดนามหรือ คนจีนก็แล้วแต่ แม้กระทั่งคนไทย เมื่อเราไป ตั้งถ่ินฐานอยู่ที่ไหน คนเราต้องมีท่ีพึ่งทางใจ มีรูปเคารพสักการะ ส่วนมากคนโบราณก็จะ สร้างวัด ส�ำนัก ศาลเจ้า หรือโรงเจ ก็แล้วแต่ ไว้ใหเ้ ป็นที่พงึ่ ทางใจ ซึ่งปรากฏในประเทศไทย จ�ำนวนมาก

45 เกรด็ ความรู้ ซ้มุ ประตูวดั มงคลสมาคม เกี่ยวกับอนมั นกิ าย กรุงเทพมหานคร ในสยามประเทศ วัดมงคลสมาคม วดั เวยี ดนามมชี อ่ื บนปา้ ยวดั อา่ นวา่ จวั่ โหย่ คน้ั (Chua Hoi Khanh) หากอ่านตามภาษาจีน อา่ นจากขวาไปซา้ ย (โห่ย คัน้ ตือ่ ) ความพิเศษ ของวัดแห่งนี้ คือการได้รับพระราชทานนาม และท่ีดินในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามบันทึกของ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ กลา่ วถงึ การตงั้ ถน่ิ ฐาน ของชาวญวนในสมัยกรุงธนบุรีในย่านบ้านหม้อ พาหุรัด ตอ่ มาเมือ่ มกี ารพฒั นาพื้นที่ รัชกาลที่ 5 มีรับสั่งให้ตัดถนนพาหุรัด ซ่ึงวัดมงคลสมาคม อยู่ในเส้นทางตัดถนน รัชกาลที่ 5 จึงรับสั่ง ให้ผาติกรรมวัดแห่งนี้มาสร้างใหม่ตรงบริเวณ ตลาดใหม่อิศรานุภาพและอยู่มาจนถึงปัจจุบัน นนั่ เอง

46 วัดญวน พระประธานวัดกุศลสมาคร กรงุ เทพมหานคร แตกตา่ งจากวดั จนี อยา่ งไรสงั เกตไดจ้ ากพระประธาน ภายในพระอโุ บสถ วดั ญวนนยิ มตง้ั พระประธาน Photo : ัวดชัย ูภ ิมการาม กรุงเทพมหานคร องคเ์ ดียว คอื พระศากยมุนพี ุทธเจ้า ออกเสียง ในภาษาเวียดนามว่า นามโมทิดกามึวนีเผิก เอกลกั ษณท์ แี่ ตกตา่ งของมหายานคอื มพี ระสงฆ์ อัครสาวกยืนขนาบด้านซ้ายและขวาของ พระประธานด้วย โดยพระสงฆ์อัครสาวกที่ยนื ดา้ นซา้ ยของพระประธาน คอื พระมหากสั สปะ และที่ยืนด้านขวา คือ พระอานนท์ พระพุทธศาสนา มีอยู่ 2 นิกายใหญ่ คอื เถรวาท และมหายาน เถรวาทไมไ่ ดเ้ จาะจงในการเผยแพรท่ ป่ี ระเทศไทย มีในประเทศลาว เมยี นมาร์ กัมพชู า เวยี ดนาม อนิ เดีย เนปาล ศรีลงั กา มหายาน มใี น ทิเบต ภฏู าน จนี เกาหลี เวยี ดนาม อนมั นกิ ายมเี ฉพาะ ในประเทศไทยแตม่ ตี น้ ทางมาจากเวยี ดนาม ภาพถา่ ยการบรรพชาอปุ สมบทฝา่ ยอนมั นกิ าย วดั ชยั ภมู กิ าราม กรงุ เทพมหานคร

47 การปรบั ตวั ของพระสงฆ์ เ วี ย ด น า ม ต้ั ง แ ต ่ อ ดี ต จนถึงปจั จบุ นั เฉพาะในสว่ นของพระสงฆอ์ นมั นกิ ายมกี ารปรบั ตวั หลายเร่ืองจะเรียกว่าพหุวัฒนธรรมก็ได้ เช่น เร่ืองความเป็นอยู่ เรื่องการฉัน เรื่องพิธีกรรม แม้กระทั่งการปกครองของคณะสงฆ์เวียดนาม โดยมสี มเดจ็ พระสงั ฆราชฯ เป็นประมขุ สิง่ ท่ีเปลยี่ นในคร้งั แรก สิ่งท่ีปรับเปล่ียนตามมา สีจีวร ในอดีตจีวรของพระสงฆ์เวียดนามเป็น การฉันภัตตาหาร ในอดีตพระสงฆ์อนัมนิกาย สีนำ�้ ตาล สีกรกั จะไม่ใชส่ ีเหลืองสม้ อยา่ งที่เหน็ จะไม่ออกรับบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเจ ในปัจจุบันนี้ เฉพาะอนัมนิกายในประเทศไทย ต่อมาได้ปรับตามข้อปฏิบัติตามแบบพระสงฆ์ ต้องเปล่ียนสีจีวรตั้งแต่สมัยรัชกาลท่ี 4 ทรง เถรวาทออกรบั บณิ ฑบาต และเนอื่ งจากชาวบา้ น ผนวชอยู่ โดยให้เหตุผลว่าถ้าไม่เปล่ียนสีจีวร มกั นำ� อาหารตามทอ้ งถน่ิ มาถวายไมใ่ ชอ่ าหารเจ เป็นสีเหมือนพระสงฆ์เถรวาทในประเทศไทย ท้ังหมด ท�ำให้ในภายหลังพระสงฆ์อนัมนิกาย จะไม่รู้ว่าเปน็ นกั บวชในพระพทุ ธศาสนา และก็ ในประเทศไทยจึงไม่ได้ฉันภัตตาหารเจตาม เป็นไปได้ว่าเมื่อเปล่ียนเครื่องนุ่งห่มสีเหลืองส้ม แบบฉบับพระสงฆ์มหายานในเวียดนามนน่ั เอง แล้วได้มีการขอเพ่ิมจีวรแบบพระสงฆ์ไทย อีกผืนหนึ่งเพ่ือใช้พาดบ่า ให้ชาวสยามรู้ว่าเป็น นักบวชในพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะไว้ค้ิว กไ็ ม่เปน็ ไร

48 หมอ ทำ� มาจากไม้แกน่ จันทนห์ รือแกน่ ขนุน ใช้ส�ำหรบั เคาะใหจ้ ังหวะเวลาสวดมนต์

49 พระภกิ ษุโตนเทิก้ ก๋าม (กวา้ งอ้งึ ) พระอนัมนกิ ายชาวเวียดนาม วัดอภุ ยั ราชบ�ำรงุ (วดั ญวนตลาดนอ้ ย) กรุงเทพมหานคร พระอาจารยม์ ฉี ายาทางธรรมวา่ “กวา้ ง อง้ึ ” อปุ สมบทเมอื่ ค.ศ. 2000 หลงั จาก ทอ่ี ปุ สมบทแลว้ กเ็ รยี นในระดบั เบอ้ื งตน้ พนื้ ฐานในโรงเรยี นของพระ จากนน้ั กเ็ ขา้ เรยี นท่ี มหาวทิ ยาลยั สงฆห์ วา่ นแหง่ ทน่ี ครโฮจมิ นิ ห์ ใน ค.ศ. 2013 ทราบวา่ ทไี่ ทยมมี หาวทิ ยาลยั สงฆ์ ช่ือมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จึงได้ติดต่อเข้าเรียนและมีเพื่อนร่วมเรียนอยู่ที่น่ัน โดยเร่ิมเรียนในระดับปริญญาตรีใหม่ท้ังหมด ค.ศ. 2013 เดนิ ทางมาเรยี นทไี่ ทยในมหาวทิ ยาลยั ชนั้ ปที ่ี 1 และเรยี นตอ่ เนอ่ื งจนครบ 3 ปี ทม่ี หาวทิ ยาลยั เรยี นอยา่ งเดยี วไมม่ กี ารสวดมนต์ เพราะไมม่ โี บสถท์ ใ่ี ชส้ ำ� หรบั จดั กจิ กรรม ให้นักศึกษาสวดมนต์ หลังจากนั้นจึงได้สอบถามข้อมูลว่าท่ีกรุงเทพฯ มีวัดไหนท่ีเปิด ใหน้ ักศึกษาตา่ งชาตแิ ละนกั บวชปฏิบัตธิ รรมฯ ได้บา้ ง จากนั้นไดเ้ ดินทางไปขออนญุ าต ทา่ นเจา้ อาวาสวดั ทา่ นกอ็ นญุ าตใหจ้ ำ� วดั ได้ รวมระยะเวลาทง้ั หมดทอ่ี ยไู่ ทยก็ 9 ปี เรยี นทไี่ ทย อิสระมาก มเี วลาศกึ ษาวิจัยดว้ ยตัวเอง ไม่จำ� เป็นต้องไปกจิ นิมนตเ์ หมอื นอยู่ที่เวียดนาม สภาพแวดล้อมในการเรียนก็ดมี าก ๆ มีทั้งเพ่ือนและคณาจารยใ์ นมหาวทิ ยาลยั ทพี่ ร้อม ให้ความชว่ ยเหลือแกน่ กั ศกึ ษา

50 สว่ นวดั เวยี ดนามในประเทศไทยกเ็ หมอื นกบั วดั ทป่ี ระเทศเวยี ดนาม ไมไ่ ดม้ คี วามแตกตา่ ง อะไร เพราะการสวดมนตท์ น่ี ก่ี ส็ วดเปน็ ภาษาเวยี ดนาม อนั ทจ่ี รงิ ทง้ั สองนกิ ายนกี้ ม็ ตี น้ กำ� เนดิ เดยี วกนั กวา่ 230 ปี มาแลว้ บรู พาจารยท์ เี่ วยี ดนาม คนเวยี ดนามไดเ้ ผยแพรพ่ ทุ ธศาสนา แบบเวียดนามเข้ามาในไทย ในยุคแรกมีความเหมือนกันต่อมาเพื่อให้ในพุทธศาสนา แบบเวยี ดนามเขา้ กนั ไดก้ บั พทุ ธศาสนาแบบไทย บรู พาจารยค์ นเวยี ดนามไดป้ รบั เปลยี่ น กจิ ของสงฆบ์ างอยา่ งใหส้ อดคลอ้ งกบั วถิ ปี ฏบิ ตั ใิ นพทุ ธศาสนาแบบไทย เชน่ การบณิ ฑบาต ที่เวียดนามพระจะไม่บิณฑบาต พระจะอยู่ในวัดและมีพทุ ธศาสนกิ ชนแวะเวยี นซอื้ ของ จากตลาดเขา้ มาปรงุ อาหารทโี่ รงครวั ของวดั เมอ่ื ถงึ เวลาฉนั กน็ ำ� สำ� รบั ขนึ้ มาถวายแดพ่ ระภกิ ษุ สามเณร อยา่ งไรกด็ ี ปจั จบุ นั ทเ่ี วยี ดนามพระทกุ วดั จะฉนั ภตั ตาหารเจโดยเฉพาะผกั แตก่ ม็ ี บางวดั ทอี่ นญุ าตใหฉ้ นั ไข่ ดงั นนั้ วดั อนมั นกิ ายในประเทศไทย เวลาออกไปบณิ ฑบาตขา้ งนอก พทุ ธศาสนกิ ชนจะมาใสบ่ าตรไมว่ า่ จะเปน็ อาหารประเภทใดพระกต็ อ้ งรบั มา เพราะนนั่ ถอื เปน็ อาหารทดี่ ที ส่ี ดุ ทพี่ ทุ ธศาสนกิ ชนตงั้ ใจนำ� มาใส่บาตร พระสงฆ์จึงต้องรับและฉันอาหารน้ัน ซึ่งมีทั้งอาหารเจและอาหารทวั่ ไปทมี่ ีส่วนประกอบของเน้อื สตั ว์ นี่คอื ความแตกต่างของ พทุ ธศาสนาแบบเวียดนามและพุทธศาสนาอนมั นกิ ายในไทย ในส่วนของความเหมือน ปัจจุบันพุทธศาสนาทั้งสองแบบไม่ว่าจะเป็นท่ีเวียดนามและ แบบอนมั นกิ ายโดยเฉพาะ พระธรรมวนิ ยั บญั ญตั เิ อาไวว้ า่ พระภกิ ษสุ งฆต์ อ้ งถอื ศลี 250 ขอ้ เหมือนกันท้ังในเวียดนามและแบบอนัมนิกาย จะแตกต่างกับพระภิกษุสงฆ์ของไทย ทเี่ ปน็ แบบเถรวาททจ่ี ะถอื ศลี 227 ข้อ ในขณะท่ีพระสงฆ์อนัมนิกายจะถือศีล 250 ข้อ ความเหมือนกันอีกอย่างหน่ึงคือไม่ว่าจะเป็นบทสวดมนต์หรือพระคัมภีร์ พระสงฆ์แบบ อนัมนิกายกจ็ ะสวดเป็นภาษาเวยี ดนาม ไม่ว่าจะเป็นการประกอบพิธใี ห้พทุ ธศาสนกิ ชน ท่ัวไปหรือในวังหลวงสวดมนต์ในเชื้อพระวงศ์ หรือพระมหากษัตริย์ก็จะสวดเป็นภาษา เวียดนาม พิธีกรรมทางพุทธศาสนาแบบไทย เช่น การไหว้ดาวนพเคราะห์ ไหว้ขอพร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook