Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความตายใช่น่ากลัวอย่างที่คิด

ความตายใช่น่ากลัวอย่างที่คิด

Description: ความตายใช่น่ากลัวอย่างที่คิด

Search

Read the Text Version

๑ ความตาย ! ใชน า กลัวอยางท่คี ิด บทนํา หากจะถามวา คนเรามชี ีวติ อยเู พือ่ สง่ิ ใด ? คาํ ตอบคงออกมาในลักษณะทีแ่ ตกตางกัน บา งวามชี วี ติ เพ่อื ความรํา่ รวย บา งวาเพ่ือความรัก บา งวา เพ่ือช่ือเสียง บา งวาเพ่ือหากินไป วนั ๆ ไมว าคําตอบจะออกมาแตกตา งกันอยา งไรก็ตาม หากจะสรปุ คําตอบเหลา น้นั ลงใน คํา ๆ เดียววา “ มชี วี ติ เพอื่ แสวงหาความสุข ” คงไมมีใครปฏิเสธวา คาํ ตอบนไ้ี มถ ูกตอ ง เพราะอยา งนอยท่ีสดุ คงไมมีใครมชี ีวติ เพื่อแสวงหาความทุกขแนนอน แมจะมขี อสรุปวาคนเรามชี วี ิตเพ่อื แสวงหาความสขุ แตหากลองพิจารณาดชู วี ิตของแต ละคนแลว กลบั พบวา ไมมใี ครทีม่ ีความสุขแทจ ริงสักคนเดียว มแี ตค วามสขุ จอมปลอม ช่วั ครูชวั่ คราว ขาด ๆ หาย ๆ คร่งึ ๆ กลาง ๆ สุขบาง ทกุ ขบาง สลับกันไป ถาเชนนั้น ทาํ อยา งไรจึงจะมคี วามสขุ ทส่ี มบรู ณอยางแทจรงิ ยงั่ ยืนถาวร ? ความสขุ กเ็ ชน เดียวกบั สงั ขารธรรมอื่น ๆ ยอ มเกดิ ข้นึ เพราะเหตปุ จจยั หลาย ๆ ประการประกอบกนั ชวยกันอุดหนุนใหค วามสขุ เกิดขึ้นและตัง้ อยูได หากตองการความสุขทส่ี มบรู ณแ ทจริง ย่ังยนื ถาวร ก็ตอ งทาํ เหตปุ จ จยั เหลา น้นั ใหถ งึ พรอม จึงจะไดค วามสุขดังหวัง ความสขุ นอกจากจะเกดิ จากเหตุปจจัยหลายประการแลว ความสุขก็ยงั มีเส้ียนหนามท่ี คอยทิ่มตาํ ความสุขใหไ ดรับความเจ็บปวด คอยทาํ ลายความสขุ ใหก ลบั กลายเปนความทุกข อยเู สมอ ๆ ในบรรดาเส้ียนหนามทัง้ หลายของความสขุ สิง่ ท่สี าํ คญั ท่ีสุดอยา งหนึ่ง ก็คือ ความกลัวตาย ความตายเปนความสนิ้ สุดของชีวิตซึ่งคกู ับความเกิดคือการเริ่มตนของชีวติ เพราะฉะนน้ั สําหรับชีวิตทเ่ี กดิ มาแลว ก็ไมม ที างหนคี วามตายไดพ น เมื่อเปน เชน นี้ ความตายกเ็ ปนสิ่งท่ี นากลัวอยูเ หมอื นกนั แตใชว า จะไมมีทางออกเสยี เลยทีเดยี ว แมเ ราจะหนีความตายไมพ น แตเ ราก็มีวธิ ปี ฏิบัติท่จี ะอยเู หนอื ความตาย คือ ไมเ ปนทกุ ขเ พราะความตายเปนเหตุ เมือ่ เรา ปฏบิ ตั ิตามวธิ ีนนั้ แลว ความกลัวตายกจ็ ะถกู ทําลายลง จติ ใจก็จะอยเู หนอื ความตาย ชวี ติ ของเราก็จะมีความสขุ ทีส่ มบูรณ เพราะฉะนั้น จึงควรทาํ ความรจู กั กับความตายในแงม ุมตา ง ๆ รวมทั้งวธิ ปี ฏิบตั เิ พ่อื ให จิตใจอยเู หนอื ความตาย ดังหวั ขอ ตอ ไปน้ี

๒ ความตายคอื อะไร ? ความตาย คือ ความแตกดับหรอื ความสนิ้ สดุ ของชีวิต เปน ภาวะทต่ี า หู จมูก ล้ิน กายและใจ หยุดทํางานโดยสิน้ เชิง คอื ไมม ีการรับรูส่ิงใด ๆ อกี ตอไป ดังมลี กั ษณาทจิ ตุกกะ (ธรรม ๔ อยา งมลี ักษณะเปนตน) ตอไปนี้ คอื ความตายนั้น มีการเคล่ือนยา ยจากภพทีป่ รากฏอยู เปนลักษณะ มีการจากกันกบั สิ่งทมี่ ีชวี ิตและไมม ีชีวติ ที่เคยเห็นกันในภพน้ี เปนกิจ มกี ารไปจากภพเกา เปนผลปรากฏ มนี ามรปู ทก่ี าํ ลังดับอยู เปน เหตใุ กล ความตายมกี ีอ่ ยาง ? ความตายมหี ลายอยา งแลว แตก ารจําแนก เชน จําแนกโดยสภาวะมี ๒ อยาง คือ ๑.ความตายโดยปรมัตถ ความตายทมี่ สี ภาวะรับรอง คือ ความดับไปของรปู นาม ในแตล ะขณะ ๆ มีชอ่ื เรียกวา ขณิกมรณะ ๒.ความตายโดยสมมุติ ความตายท่ไี มมีสภาวะรบั รอง คอื ความตายที่ไมมจี ริง เปน เพยี งโวหารวา ตายเทาน้ัน เชน คนตาย สัตวตาย ตน ไมตายและรถตาย เปนตน จาํ แนกโดยความถ่ีมี ๓ อยาง คือ ๑.ขณกิ มรณะ ความตายในแตล ะขณะ สังขารธรรมทกุ อยา งลวนมคี วามเกิดขน้ึ ใน เบือ้ งตน ตั้งอยใู นทามกลาง และดับไปในทส่ี ดุ ขณะทดี่ ับนน่ั เองเรียกวา ขณกิ มรณะ ในคมั ภรี อภิธรรมแสดงวา ในเวลาแคช ่ัวลดั นว้ิ มือเดยี ว จิตมกี ารเกดิ ดับ (ตาย) ถงึ แสนโกฏขิ ณะ สว นรูปมอี ายมุ ากกวา จติ ๑๗ เทา กลาวคือ จิตมกี ารเกิดดบั ถงึ ๑๗ ครงั้ รปู มกี ารเกิดดบั เพยี งแคครง้ั เดียว ในทางวิทยาศาสตรกลาววา ไฟฟาท่ีเราใชอยใู นแตละวนั มกี ารเกิดดับของกระแสไฟถึง วินาทีละ ๔๗ คร้งั ขณะท่ดี ับของกายก็ดี ของจิตกด็ ี ในแตล ะขณะ ๆ เรยี กวา ขณิกมรณะ ชีวติ คนเราแตล ะวันมขี ณกิ มรณะเกิดข้นึ ไมอ าจนับประมาณได ๒.ภวมรณะ คือความตายของสตั วทง้ั หลายในภพหนงึ่ ๆ ซึ่งแตล ะภพมอี ายุไมเ ทากนั เชน มนุษยในปจจุบันมอี ายุประมาณ ๗๕ ป เทวดาช้นั จาตมุ มหาราชกิ ามีอายุ ๕๐๐ ปท ิพย

๓ อรปู พรหมช้ันเนวสญั ญานาสัญญายตนะมีอายุ ๘๔,๐๐๐ มหากปั ป เปน ตน ความตายของ อตั ภาพหนงึ่ ๆ ในภพนั้น ๆ เรยี กวา ภวมรณะ ( คาํ วา ภวมรณะ เปน คําทผ่ี ูเขยี นบญั ญัตขิ นึ้ ใชเอง ในคัมภีรวิสุทธมิ รรคกลา วถึง ความตาย ๓ อยาง คือ ขณิกมรณะ – ความตายในแตล ะขณะ สมมตมิ รณะ – ความ ตายโดยสมมติ และสมจุ เฉทมรณะ – ความตายโดยเดด็ ขาด โดยขณิกมรณะเปนความ ตายที่มคี วามถ่ีที่สดุ เพียงแควนิ าทหี น่ึงกย็ ากท่ีจะนับไดวา มกี ารตายดว ยขณิกมรณะก่ีครั้ง และสมุจเฉทมรณะเปนความตายโดยเดด็ ขาด ชีวติ หนึ่งในความสบื ตอแหงสงั สารวฏั นีจ้ ะมี ความตายชนิดนี้เพียงครงั้ เดยี วเทานน้ั สวนสมมติมรณะก็เปนเพียงช่ือวา ตนไมตาย รถตาย เปน ตน ซ่งึ ไมเกีย่ วกับความตายของคนและสตั วท ง้ั หลาย ฉะนน้ั ผูเ ขยี นจงึ บญั ญัตคิ าํ วา ภวมรณะขึ้นใช ) ภวมรณะก็คอื ขณิกมรณะน่ันเอง แตเปน ขณิกมรณะที่เกดิ ขน้ึ เปน ครงั้ สดุ ทายในภพหนงึ่ ๆ ๓.สมุจเฉทมรณะ คอื ความตายโดยเดด็ ขาด ทเี่ รยี กวา ความตายโดยเด็ดขาด เพราะเปนความตายท่ีไมเ ปนปจ จัยแกการเกิดใหมอกี ตอ ไป ไดแก ความตายของพระอรหนั ต ผหู มดกเิ ลสแลว สวนการตายของบุคคลที่เหลือยงั เปนปจจัยแกการเกดิ ใหมอกี จงึ ไมเ รียกวา สมจุ เฉทมรณะ สมจุ เฉทมรณะ กค็ ือ ขณกิ มรณะนัน่ เอง แตเ ปนขณกิ มรณะครัง้ สดุ ทาย ของพระอรหันต จําแนกโดยเหตมุ ี ๔ อยา ง คอื ๑.ความตายเพราะสิน้ กรรม ๒.ความตายเพราะสน้ิ อายุ ๓.ความตายเพราะส้นิ ท้งั กรรมและอายุ ๔.ความตายเพราะอปุ จเฉทกกรรมตัดรอน จาํ แนกโดยกาลมี ๒ อยา ง คอื ๑.กาลมรณะ ความตายในกาลอนั ควร ไดแ ก ความตายเพราะส้นิ กรรม ตายเพราะ สนิ้ อายุ และตายเพราะส้นิ ท้ังกรรมและอายุ ๒.อกาลมรณะ ความตายในกาลอนั ไมค วร ไดแก ความตายเพราะอุปจ เฉทกกรรม ตัดรอน เชน ประสบอุบตั เิ หตตุ าง ๆ เปน ตน

๔ จาํ แนกโดยซากมี ๒ อยาง คือ ๑.ความตายทเ่ี หลอื ซาก คอื หลังจากจุติจติ ดับไปแลวซ่ึงเรียกวาตาย รางกายก็ยัง เหลอื อยูเปนซากศพที่คอ ย ๆ ดบั ไป สลายไปตามกาลเวลา ไดแ ก ความตายของมนุษย และสัตวด ริ ัจฉานท้งั หลาย ๒.ความตายท่ีไมเหลอื ซาก คือ ท้งั รา งกายและจิตใจดับลงพรอมกนั เม่อื ตาย ไมเ หลอื ซากศพเอาไว เหมือนไฟฟาดับ แสงสวา งก็ดบั หมดไมม อี ะไรเหลือ ไดแ ก ความตายของ เทวดา พรหม สตั วนรก เปรตและอสุรกาย จําแนกโดยบุคคลมี ๓ อยา ง คอื ๑.ความตายของปุถุชน เปนความตายทยี่ งั เปน ปจจัยแกการเกิดใหม แตไ มแนน อนวา จะเกดิ ในสุคติภูมิหรือทุคติภมู ิ ๒.ความตายของพระเสกขบคุ คล ไดแ ก พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เปนความตายทยี่ ังเปนปจจัยแกการเกิดใหม แตจ ะเกิดเฉพาะในสคุ ตภิ ูมเิ ทา นน้ั ๓.ความตายของพระอรหนั ต เปน ความตายท่ีไมเปน ปจ จยั แกการเกิดใหมอีกตอไป จําแนกโดยปจจัยมี ๒ อยา ง คอื ๑.ความตายท่เี ปน ปจจยั แกการเกดิ ไดแ ก ความตายของปุถชุ นและพระเสกขบคุ คล ๒.ความตายทีไ่ มเปนปจ จยั แกการเกิด ไดแก ความตายของพระอรหนั ต นอกจากน้ียงั สามารถจาํ แนกความตายไดอ กี หลายประเภท ตามนยั ตา ง ๆ แตเหน็ วา เกนิ ความจาํ เปน จงึ จาํ แนกไวพ อสังเขป อะไรเปน เหตแุ หง ความตาย ? เหตุแหง ความตายแบง ไดเ ปน ๒ อยาง คือ ๑.เหตสุ ามัญ ไดแก ความเกิด เพราะมคี วามเกดิ จึงมีความตาย หากไมมคี วามเกดิ ก็ไมม ีความตาย เพราะฉะนน้ั ความเกิดจึงเปน เหตุพื้นฐานของความตาย (สําหรบั ความ เกดิ มกี รรมและตณั หาเปนเหตุ) ๒.เหตุพเิ ศษ การท่ีคนเราเกดิ มาแลว ถึงคราวตาย กลับตายไมเ หมอื นกนั บางคนตาย ตอนวัยเด็ก บางคนตายตอนวัยกลางคน บางคนตายตอนวัยชรา บางคนตายดว ยโรค บาง คนตายดวยอุบตั ิเหตุเปน ตน ก็เพราะเหตพุ ิเศษแตกตางกัน เหตุพิเศษท่ีวานี้มี ๔ อยา ง คือ

๕ ๑.สน้ิ กรรม ทกุ ชวี ิตที่เกดิ มา ลวนเกดิ มาเพราะชนกกรรมทาํ ใหเ กดิ และมอี ปุ ถัมภก กรรมคอยอุดหนุน ชนกกรรมจะเปน ตวั กําหนดชะตาชวี ติ ของคน ๆ นน้ั วา จะดหี รือเลว อายุ ส้นั หรอื อายยุ ืน เปนตน เม่อื ชนกกรรมและอุปถมั ภกกรรมหมดกาํ ลงั ลง ชีวิตนัน้ ก็ยอมถึง แกค วามตาย ความตายทเ่ี กิดขึ้นเพราะสิ้นกรรม อุปมาเหมือนความดับของตะเกียงท่ี นํ้ามนั หมด ทง้ั ๆ ที่ไสยงั เหลืออยู ๒.สิ้นอายุ เม่ือวาโดยปรมตั ถ อายไุ ดแกชวี ิตรปู ชีวิตรปู คือรปู ชนิดหนึง่ ที่เกดิ จาก กรรม ในบรรดารูปท่เี กิดจากกรรมทงั้ หลาย มีหนา ทร่ี กั ษากัมมชรปู อืน่ ๆ ใหตัง้ อยูไดน าน ๆ เมอ่ื ชวี ติ รูปดบั ลงดว ยเหตุใดเหตุหนง่ึ ก็ตาม กัมมชรปู ที่เหลือกย็ อมดบั ตามไปดว ย เมื่อกัมมช รูปดบั ลงเปน คร้งั สดุ ทายในภพหน่ึง จึงเรียกความดบั นั้นวา ความตาย ความตายทีเ่ กิดขึ้น เพราะชีวิตรปู สนิ้ ไป เรยี กวา ตายเพราะส้นิ อายุ อีกอยา งหน่งึ อายเุ มื่อวา โดยสมมุตกิ ค็ อื เวลาของชวี ิตหน่งึ ๆ ในภพหน่ึง ๆ ซึง่ แตล ะชีวติ แตล ะภพจะมอี ายุไมเ ทา กัน อายโุ ดยเฉล่ียของชีวติ ในภพน้ัน ๆ เรยี กวาอายุกปั ป อายกุ ปั ป แตล ะยคุ สมยั กไ็ มเทา กัน บางยคุ มีอายุยืนถึง ๑ อสงไขยป บางยคุ มอี ายุสั้นเพียง ๑๐ ป ในยุคสมยั น้ีเชอ่ื วา อายกุ ัปปของมนษุ ยเ หลือเพยี ง ๗๕ ป ผใู ดมชี วี ิตอยูจนถึง ๗๕ ป นอ ยกวา หรือมากกวานิดหนอ ยแลวตาย ความตายของผนู ้นั เรยี กวา ตายเพราะสน้ิ อายุ อปุ มา เหมือนความดบั ของตะเกยี งท่ไี สห มด แมวา นํา้ มันจะยังเหลอื อยูก ต็ าม เกยี่ วกับเร่ืองอายนุ ี้ มสี ิ่งที่นารอู ยา งหนึง่ คือ ในปฐมอนายุสสสูตร (อง.ฺ ปจฺ ก.) พระพุทธเจาแสดงเหตุใหอายุส้นั วา มีอยู ๕ อยา ง คือ ๑.บุคคลไมเ ปนผทู ําความสบายแกต นเอง ๒.ไมร จู ักประมาณในส่งิ ทส่ี บาย ๓.บรโิ ภคสง่ิ ที่ยอยยาก ๔.เปน ผเู ทยี่ วในกาลไมสมควร ๕.ไมป ระพฤตปิ ระเสริฐ ( อพรหมจรรย ) ในทุติยอนายสุ สสูตร (องฺ.ปฺจก.) พระพุทธเจาแสดงเหตุใหอายุสั้นเพม่ิ จากสูตรกอน ๒ อยาง คือ เปนคนทุศีล มีมติ รเลวทราม สวนเหตุใหอายุยนื มนี ยั ตรงขา ม ๓.สนิ้ ทง้ั กรรมและอายุ คอื ทั้งกรรมและอายุสิน้ ลงพรอ มกัน จงึ ทําใหชีวติ นนั้ ถงึ แกความตาย ความตายทเ่ี กิดข้นึ เพราะสิน้ ท้ังกรรมและอายุ อุปมาเหมือนความดับของ ตะเกยี งที่ดบั ลง เพราะนํา้ มนั และไสห มดลงพรอมกัน

๖ ๔.อปุ จเฉทกกรรม คือ กรรมทเี่ ขาไปตดั รอนหรอื ทาํ ลายชนกกรรมไมใหสงผลตอ ไป ทกุ ชีวิตทีเ่ กิดมา ลว นถกู ชนกกรรมกําหนดมาวา ใหม อี ายุยนื ยาวแคไหน หากไมมกี รรมอน่ื มาสนบั สนนุ หรอื เบียดเบยี นทําลาย ชวี ิตนน้ั กจ็ ะเปน ไปตามทช่ี นกกรรมกาํ หนด แตหากมี กรรมอน่ื มาสนับสนนุ ชีวติ นน้ั กจ็ ะยนื ยาวไปกวากําหนด ในทางกลับกัน หากมกี รรมอืน่ มา ตัดรอน ชีวติ น้นั กจ็ ะสัน้ กวาทค่ี วรจะเปน กรรมทีม่ าตดั รอนชนกกรรมทําใหช วี ติ ตองตายกอน เวลาอันควร เ รียกวา อุปจ เฉทกกรรม ความตายท่ีเกิดจากอุปจเฉทกกรรมตดั รอนเรียกวา อปุ จเฉทกมรณะ ความตายเพราะอุปจ เฉทกกรรมตดั รอน อุปมาเหมือนความดับของ ตะเกียงท่ถี ูกลมพัดหรอื ตะเกียงลม นอกจากนใี้ นคมั ภีรม ิลนิ ทปญ หา แสดงเหตุของความตายไว ๘ อยา ง คือ ๑.เพราะโรคทม่ี ลี มเปน สมฏุ ฐาน ๒.เพราะโรคทมี่ ีดีเปนสมฏุ ฐาน ๓.เพราะโรคทมี่ ีเสมหะเปน สมุฏฐาน ๔.เพราะโรคสนั นบิ าต ( คือโรคทีเ่ กิดจาก การประชมุ กันของสมุฏฐานหลายอยา ง ) ๕.เพราะความแปรปรวนของอตุ ุคือความเยน็ ความรอ น ๖.เพราะการบริหารกายท่ไี มดี ๗.เพราะความพยายามของตนเองและคนอื่น ๘.เพราะวบิ ากกรรม ความตายเพราะวิบากกรรมช่อื วาเปน ความตายในกาลอนั ควร ความตายเพราะเหตุที่ เหลือชือ่ วาความตายในกาลอันไมค วร ในคัมภีรธรรมบท กลาวถึงเหตุแหงความตายของเทวดาวามีอยู ๔ อยา ง คือ ๑.สิ้นอายุ ๒.สิ้นบญุ ๓.ส้นิ อาหาร ๔.เกิดความโกรธ อะไรเปน เหตใุ หคนเรากลวั ตาย ? หากจะถามวา ทาํ ไมคนเราจึงกลัวตาย ? ตอบไดว า เพราะเหตปุ จจัยหลัก ๒ ประการ คือ ๑.ความตายมีสภาพท่ีนากลวั ๒.คนเรายงั มีกเิ ลสที่เปนเหตใุ หเ กดิ ความกลัว เชนเดยี วกับถามวาทาํ ไมคนเราจึงกลวั เสือ คําตอบก็มีลกั ษณะเดยี วกนั คอื เสือมีลักษณะ ทีน่ ากลัว และคนเรามีกเิ ลสจงึ เกิดความกลวั เสือ ความกลวั เปนธรรมชาติอยางหน่ึงของคนและสัตวทั้งหลาย เปนสญั ชาตญาณทตี่ ดิ ตวั มาตง้ั แตเ กิด ลักษณะของความกลัวคือไมก ลา ทจ่ี ะเผชิญหนา กบั สงิ่ นน้ั ๆ จิตใจหวาดผวา ออนแอ และรสู กึ ไมสบายใจเมอ่ื ตอ งประสบกบั อารมณน ้ัน

๗ ความกลัวเปนธรรมชาติอยา งหน่งึ ท่ีมีจริง มชี อ่ื เรียกวา โทสเจตสกิ มลี ักษณะ ๒ อยา ง คือ ไมช อบใจ ขัดใจ ตองการทีจ่ ะทาํ ลายอารมณน้ัน ๆ อยา งหน่ึง และหากอารมณน ้นั ตนไมสามารถทาํ ลายได เพราะมอี ทิ ธิพลเหนอื ตน กจ็ ะรสู กึ หวาดกลวั ตอ งการจะหนจี าก อารมณน ้ันอยางหน่ึง ความกลวั ตายท่กี าํ ลงั กลา วถงึ กเ็ ปนโทสเจตสิกในลักษณะนี้ อีกอยา งหนงึ่ ควรทราบวา ทกี่ ลาววา สัตวท ง้ั หลายมีความกลวั ตายน้ัน มคี วามกลวั ตายโดยอาการ ๒ อยาง คือ ๑.โดยการประกอบกับจติ (สมั ปยุตต) ไดแก จติ ท่เี กิดขนึ้ พรอมกับโทสเจตสิกที่มี ความกลัวเปนลกั ษณะ โดยมีความตายเปน อารมณ เรียกชือ่ วา โทสมลู จติ ๒.โดยความเปน สภาวะท่ยี งั ละไมไ ด (อนสุ ยั ) ผทู ี่ยังละโทสเจตสกิ ไมไ ด ชื่อวา ยังมี ความกลัวอยใู นฐานะเปน อนสุ ยั แมว า โทสมลู จิตทีม่ ีลกั ษณะกลวั ตอความตายจะไมเกิดขน้ึ ประกอบกับจิตกต็ าม แตก ก็ ลา วไดวายังมคี วามกลัวอยใู นฐานะทีย่ ังละความกลวั ไมไ ด สวนผูท ่ไี มม ีความกลวั ตาย ก็ไมมคี วามกลัวตายโดยอาการ ๒ เชนกัน คือ ๑.โดยการละความกลวั ตายไดเ ด็ดขาด ไดแ ก พระอนาคามแี ละพระอรหันต ไมม ี ความกลวั ตายเกดิ ขน้ึ ในใจของทานเลยตลอดกาล เพราะทานสามารถละโทสเจตสกิ ไดแลว ดวยอนาคามมิ รรคและอรหัตตมรรค ๒.โดยความกลัวตายไมเ กดิ ขนึ้ ประกอบกับจติ คือ ในขณะทีจ่ ิตเปนกุศลกด็ ี เปน อกศุ ลจติ ที่ประกอบดว ยโลภะกด็ ี ประกอบดวยโมหะกด็ หี รอื เปนอัพยากตจติ กด็ ี ในขณะนนั้ ความกลวั ตายกไ็ มเ กิดขนึ้ แตเมอ่ื ไดปจจยั ความกลัวตายก็ยังเกดิ ไดอ กี เพราะยงั ละความ กลัวตายไมไ ด กเิ ลสเปน เหตุใหคนเรากลวั ตาย ในอภยสูตร(อง.ฺ จตกุ .) พระพทุ ธเจาแสดงเหตุทีท่ าํ ใหคนเรากลวั ตายวามีอยู ๔ อยา งคอื ๑.ความยินดีพอใจในกามคุณ ๕ ๒.ความยินดพี อใจในชวี ติ ๓.ไมไดท ําบญุ กุศลไว ๔.มคี วามสงสยั ครอบงําจติ ใจ ๑.ความยินดพี อใจในกามคุณ ๕ (กามตณั หา) กามคณุ ๕ คอื รปู เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ อนั นาปรารถนา นา ใคร นาพอใจ ความยินดีพอใจ หรือที่เรยี กวาตัณหาน้นั ทําใหใ จของเราตดิ ขอ งอยู เรายินดีในสงิ่ ใด ใจของเรากจ็ ะติดขอ งอยูกบั สิ่งน้ัน เหมือนปลา ตดิ เบด็ หรอื ลิงตดิ ตังฉะนั้น ความยินดี นอกจากจะทําใหจิตมีลักษณะติดของในอารมณแลว

๘ ยงั ทําใหเกิดความกลวั ทีแ่ ฝงเรน อยดู วย คอื กลัววาสงิ่ น้นั จะจากตนไป หรอื ตนจะตองจากสง่ิ น้นั ไป ในบรรดาสง่ิ ทง้ั หลายที่จะทําใหเราตอ งพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจน้ัน ไมว าจะ เปน คน สตั ว กาลเวลาหรอื อื่น ๆ ก็ตาม สิ่งหนึง่ ซง่ึ แนน อนท่สี ุดทจ่ี ะทาํ ใหเ ราตอ งพลัดพราก จากของรักท้งั หลาย กค็ อื ความตายของเราเอง ซึ่งเราไมส ามารถหลกี หนคี วามตายไดพ น เพราะฉะนั้น ความยินดใี นกามคณุ ๕ จึงเปนเหตใุ หเกิดความกลวั ตายไดอ ยางน้ี ดงั ที่ พระพุทธเจาไดตรสั ไวว า ดกู อ นพราหมณ กส็ ัตวผมู ีความตายเปนธรรมดา ยอ มกลวั ถงึ ความสะดงุ ตอ ความตายเปนไฉน ? บุคคลบางคนในโลกน้ี เปนผูยังไมปราศจากความกําหนดั ยงั ไมปราศจากความพอใจ ยงั ไมปราศจากความรกั ยงั ไมป ราศจากความกระหาย ยังไมป ราศจากความเรารอ น ยงั ไมป ราศจากความทะยานอยาก ในกามท้งั หลาย มโี รคหนักอยา งใดอยางหนึง่ ถูกตองเขา เมื่อเขามโี รคหนักอยางใดอยา งหน่ึงถูกตอ ง แลว ยอมมคี วามปริวติ กอยางน้ีวา กามอันเปนที่รักจกั ละเราไปเสียละหนอ และเรา กจ็ ะตองละกามอนั เปน ทีร่ กั ไป เขายอ มเศราโศก ยอ มลาํ บากใจ ยอ มรํ่าไร ทบุ อก ครํ่าครวญ ถึงความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ บคุ คลนี้แล ผมู ีความตายเปนธรรมดา ยอมกลัว ถึงความสะดงุ ตอ ความตาย ๒.ความยินดีพอใจในชีวิต (ภวตณั หา) พระพุทธเจา ตรสั วา นตถฺ ิ อตตฺ สมํ เปมํ แปลวา รกั อืน่ เสมอดวยตนไมมี พระพุทธพจนขอนี้คงไมมใี ครปฏเิ สธวาไมเปนความจรงิ ในคัมภรี อ ภธิ รรมแสดงวา ในขณะท่ีสัตวทั้งหลายเกิดขนึ้ ในภพตาง ๆ ชวนจติ ทเ่ี กิดข้ึนมารบั อารมณเ ปนครั้งแรกคือภวตัณหา หรอื นิกนั ติตัณหา คือ ความยนิ ดใี นอัตภาพหรอื ชีวิตใหม ของตน ฉะนน้ั ตวั ตนจงึ เปนสง่ิ ที่รักยิ่งของสตั วท ั้งหลาย เมือ่ สัตวทัง้ หลายมีความยินดใี น ชีวติ ของตนอยางนี้ ถึงคราวตายจึงทําใหเ กดิ ความกลวั ตาย ดงั ท่ีพระพทุ ธเจา ไดต รสั ไวว า ดูกอ นพราหมณ ... บคุ คลบางคนในโลกน้ี เปน ผูยังไมป ราศจากความกําหนัด ยงั ไมปราศจากความพอใจ ยังไมป ราศจากความรกั ยังไมปราศจากความกระหาย ยังไมปราศจากความเรารอ น ยังไมป ราศจากความทะยานอยากในกาย (รูปกาย-นาม กาย) มีโรคหนกั อยางใดอยางหนง่ึ ถกู ตอ งเขา เม่อื เขามีโรคหนกั อยางใดอยางหนงึ่ ถูกตองแลว ยอ มมีความปริวิตกอยางน้วี า กายอนั เปนท่ีรกั จกั ละเราไปละหนอ และเรากจ็ ักละกายอันเปนท่รี ักไป เขายอ มเศราโศก ยอมลําบากใจ ยอ มร่ําไร ทุบอก คร่ําครวญ ถงึ ความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ แมบ คุ คลนี้แล ผูมคี วาม ตายเปน ธรรมดา ยอมกลวั ถงึ ความสะดุง ตอความตาย

๙ ๓.ไมไ ดทําบุญกุศลไว บญุ กศุ ลนอกจากจะชาํ ระจิตใจใหสะอาด ใหผ ลเปนความสขุ แลว ยงั ทาํ ใหเ กิดความรูสกึ อุนใจวา หากชาติหนา มจี รงิ บุญกุศลทเ่ี ราทําไวคงชวยใหเรามี ความสุข แตห ากเราไมไดท าํ บญุ กุศลไว ทําแตบ าปอกศุ ล เมอ่ื ถึงคราวตาย จิตใจยอ ม หวาดผวาตอ ความตายและปรโลก ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจา ไดตรัสไวว า ดูกอนพราหมณ ... บุคคลบางคนในโลกนี้ เปน ผูไ มไ ดท าํ ความดไี ว ไมไดท าํ กุศลไว ไมไดท ําความปองกนั ความกลัวไว ทําแตบ าป ทาํ แตก รรมท่หี ยาบชา ทําแตกรรมที่เศราหมอง มีโรคหนักอยางใดอยา งหน่ึงถูกตอ งเขา เมือ่ เขามีโรคหนกั อยา งใดอยางหนึง่ ถูกตองแลว ยอมมคี วามปริวิตกอยางนี้วา เราไมไดทาํ ความดไี ว ไมไ ดท ํากศุ ลไว ไมไดทาํ ความปอ งกันความกลัวไว ทาํ แตบ าป ทาํ แตก รรมที่ หยาบชา ทําแตก รรมทีเ่ ศราหมอง ดกู อ นผูเจริญ คติของคนไมไดท าํ ความดี ไมไ ด ทาํ กศุ ล ไมไดทําความปองกันความกลัว ทําแตบ าป ทาํ แตกรรมที่หยาบชา ทําแต กรรมท่เี ศราหมองมีประมาณเทา ใด เราละไปแลว ยอมไปสูคตนิ ้ัน (อบายภูมิ ๔) เขา ยอมเศรา โศก ยอมลาํ บากใจ ยอ มรํ่าไร ทบุ อก ครํา่ ครวญ ถงึ ความหลงใหล ดูกอนพราหมณ แมบุคคลนี้แล ผมู ีความตายเปน ธรรมดา ยอมกลัว ถงึ ความ สะดงุ ตอ ความตาย ๔.มีความสงสยั ครอบงําจิตใจ (วจิ ิกิจฉา) ความสงสัยคือความรสู ึกไมแนใ จ ลงั เลใจ ตดั สนิ ใจไมไ ดว าเปน อยา งไรแนใ นเรอื่ งนน้ั ๆ เชน พระพุทธเจา มจี รงิ หรือไม พระธรรมทาํ ให พน ทกุ ขไ ดจรงิ หรือไม พระสงฆมีจรงิ หรือไม ชาตหิ นา – ชาตกิ อ นมีจริงหรือไม เปนตน ความ สงสัยมอี ปุ มาเหมอื นคนทเ่ี จอทาง ๒ แพรง ไมร วู า จะไปทางไหนดี และไมร ูว า ทางนนั้ ๆ มี อะไรบา ง เมอ่ื ตอ งไปทางใดทางหน่ึง ก็ทาํ ใหเ กิดความรูสกึ กลวั ในหนทางที่จะตอ งไปน้นั ฉัน ใด ในเวลาใกลตายเรื่องทจ่ี ะสงสัยกค็ อื เร่ืองชาติหนา เร่ืองบุญ เรือ่ งบาป วา มีจรงิ หรือไม เมื่อไมอ าจตดั สนิ ไดวามจี ริงหรือไม เม่ือใกลจะตายยอมรสู กึ กลัวตาย เพราะไมรวู าตายแลว จะเปนอยา งไร ฉนั นั้น ดงั ท่ีพระพุทธเจาไดตรัสไวว า ดกู อ นพราหมณ ... บุคคลบางคนในโลกน้ี เปน ผมู คี วามสงสยั เคลอื บแคลง ไมถงึ ความตกลงใจในพระสัทธรรม มโี รคหนกั อยา งใดอยางหน่ึงถูกตองเขา เมือ่ เขา มโี รคหนกั อยา งใดอยา งหนงึ่ ถกู ตอ งแลว ยอ มมีความปริวติ กอยางนี้วา เรามี ความสงสัยเคลือบแคลง ไมถ ึงความตกลงใจในพระสทั ธรรม เขายอมเศรา โศก ยอมลาํ บากใจ ยอมร่ําไร ทบุ อก ครํ่าครวญ ถึงความหลงใหล ดูกอนพราหมณ แมบ ุคคลน้ีแล มีความตายเปนธรรมดา ยอ มกลวั ถงึ ความสะดงุ ตอ ความตาย

๑๐ ทําอยางไรจึงจะไมกลัวตาย ? ทุกคนท่เี กิดมาลว นรกั ชีวิต และเมอ่ื รวู า วนั หน่ึงชวี ติ ของตนจะตอ งตาย กเ็ กิดความ กลัวตาย ไมอ ยากตาย พยายามหาวิธีการตา ง ๆ ที่จะทาํ ใหตนเปน อมตะคือไมตาย หรอื ตาย ชา ที่สุด แตแ ลววิธีการเหลา น้ันก็ไรผล ไมมีใครรอดพนความตายไปได ดว ยความทค่ี นเรา รักชวี ิต ไมอ ยากตาย เม่อื รูวา ไมสามารถหนีความตายไดพน เพียงแคใหม ีชีวิตยนื ยาว กพ็ อใจ จงึ ทาํ โดยประการตาง ๆ เพ่อื ใหม ชี ีวติ ทย่ี ืนยาว โดยทไี่ มไ ดเตรียมพรอมเพื่อรับมือกบั ความตาย และจดั การกบั ความกลวั ตายทมี่ ีอยใู นใจ ความกลวั ตายจึงยงั เกดิ ข้ึนรบกวน จิตใจ ทําใหจติ ใจหวาดผวา และไมส บายใจอยูเสมอ ในยามทค่ี วามกลัวตายเกิดขึน้ ในใจ ก็พยายามหนีจากความกลัวตายนนั้ โดยการหาอารมณอันนายินดเี พลดิ เพลินมากลบความ กลัวตายน้ันไว ทําใหส บายใจไปชัว่ คราว และแลวเมือ่ ไดเหตปุ จ จัย ความกลวั ตายกเ็ กดิ ขึน้ มาทาํ ลายความรูสกึ สบายใจใหปราศนาการไปอกี ชีวิตคนเราวนเวียนอยูอยางนี้ จติ ใจทกี่ ลัวตายเปน อยางไรทกุ คนทราบดี การทีเ่ ราจะเอาชนะหรือทําลายความกลัวตาย ใหหมดไปจากจิตใจ จะตองรวู าอะไรเปน เหตใุ หเ รากลวั ตาย เม่อื รูแ ลว ก็ละเหตุเหลา นั้นเสยี ความกลวั ตายก็จะไมเกิดขน้ึ มารบกวนจิตใจของเราอีกตอไป ในอภยสูตร (องฺ. จตกุ .) พระพทุ ธเจา ทรงแสดงเหตุทที่ ําใหค นเราไมก ลวั ตาย ซึ่งเทากบั เปนการบอกวธิ ีปฏิบตั เิ พอื่ ความไมก ลวั ตาย ๔ วิธี คอื ๑.ละความยนิ ดใี นกามคณุ ๕ ใหไ ด ๒.ละความยนิ ดใี นชวี ิตใหไ ด ๓.ทาํ บญุ กุศลไวเ ปน เสบียงในภพหนา ๔.ละความสงสัยใหได ๑.ละความยนิ ดีในกามคุณ ๕ ใหไ ด เมอ่ื ไมม คี วามยินดีในกามคณุ แลว เมอ่ื ถึงคราว ตายก็ยอมไมก ลวั ตาย ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจาตรัสไวว า ดูกอ นพราหมณ ก็สตั วผมู คี วามตายเปนธรรมดา ยอ มไมก ลวั ไมถึงความ สะดุง ตอความตายเปน ไฉน ? บคุ คลบางคนในโลกน้ี เปน ผูปราศจากความกาํ หนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ เรารอ น ปราศจากความทะยานอยากในกามท้ังหลาย มโี รคหนกั อยางใดอยางหนึ่ง ถูกตอ งเขา เมอ่ื เขามโี รคหนักอยา งใดอยางหนึ่งถูกตองแลว ยอ มไมม คี วามปริวติ ก อยางนว้ี า กามอนั เปน ที่รกั จักละเราไปเสยี ละหนอ และเราก็จะตอ งละกามอันเปน ทร่ี กั ไป เขายอ มไมเศรา โศก ยอ มไมล ําบากใจ ยอมไมร ่าํ ไร ไมท บุ อก ไมค ร่ํา ครวญ ไมถึงความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ บุคคลนแี้ ล ผมู ีความตายเปน ธรรมดา ยอ มไมกลัว ไมถึงความสะดุง ตอ ความตาย

๑๑ ๒.ละความยินดใี นชีวิตใหไ ด ความยนิ ดีในชวี ิตนบั เปน เหตุท่สี ําคญั ท่ีสดุ ทท่ี ําให คนเรากลัวตาย ดงั คาํ กลาวทวี่ า เพราะรกั ตัวจึงกลวั ตาย ฉะน้นั เมอื่ ไมมคี วามยนิ ดี ในชวี ิตแลว ความกลัวตายก็ไมเ กดิ ดงั ทีพ่ ระพุทธเจาตรัสไววา ดูกอ นพราหมณ ..... บคุ คลบางคนในโลกนี้ เปนผปู ราศจากความกาํ หนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ เรารอน ปราศจากความทะยานอยากในกาย (รูปกาย - นามกาย) มีโรคหนกั อยางใด อยา งหนึ่งถกู ตอ งเขา เม่ือเขามีโรคหนักอยา งใดอยา งหนึ่งถูกตองแลว ยอมไมมี ความปริวิตกอยางน้ีวา กายอันเปน ท่ีรักจกั ละเราไปละหนอ และเราก็จกั ละกายอนั เปน ทีร่ กั ไป เขายอมไมเ ศราโศก ยอมไมลําบากใจ ยอ มไมร ํ่าไร ไมทบุ อก ไมค รํา่ ครวญ ไมถ งึ ความหลงใหล ดกู อ นพราหมณ แมบุคคลนี้แล ผูมีความตาย เปน ธรรมดา ยอ มไมก ลัว ไมถงึ ความสะดุง ตอความตาย ๓.ทําบุญกุศลไวเ ปน เสบียงในภพหนา ทําใหเ กดิ ความสบายใจ อุน ใจ และปอ งกนั ความกลัวตายได ดงั ทพี่ ระพทุ ธเจา ตรสั วา ดกู อนพราหมณ ... บคุ คลบางคนในโลกนเ้ี ปน ผูไดทําความดีไว ไดทาํ กศุ ลไว ไดท าํ ความปองกันความกลวั ไว ทาํ แตบ ุญ ทําแตกรรมท่ดี ีงาม ทาํ แตกรรมทบี่ รสิ ุทธ์ิ มโี รคหนกั อยางใดอยา งหนงึ่ ถูกตองเขา เมอื่ เขามีโรคหนักอยา งใดอยา งหนง่ึ ถกู ตอง แลว ยอมมีความปรวิ ิตกอยางน้วี า เราไดท าํ ความดีไว ไดท ํากศุ ลไว ไดทําความ ปอ งกนั ความกลวั ไว ทําแตบุญ ทาํ แตกรรมทดี่ งี าม ทาํ แตก รรมที่บรสิ ุทธ์ิ ดกู อ น ผูเจริญ คติของคนไดท าํ ความดี ไดท ํากศุ ล ไดทาํ ความปองกนั ความกลวั ทําแตบุญ ทําแตกรรมทีด่ ีงาม ทาํ แตกรรมท่บี ริสุทธมิ์ ปี ระมาณเทาใด เราละไปแลว ยอมไปสู คติน้นั เขายอ มไมเศรา โศก ยอ มไมลําบากใจ ยอมไมร ํา่ ไร ไมทุบอก ไมคราํ่ ครวญ ไมถงึ ความหลงใหล ดกู อ นพราหมณ แมบคุ คลนีแ้ ล ผมู คี วามตายเปนธรรมดา ยอ มไมกลัว ไมถึงความสะดงุ ตอความตาย ๔.ละความสงสยั ใหได ดงั ที่พระพุทธเจา ตรัสวา ดกู อนพราหมณ ... บคุ คลบางคน ในโลกนี้เปนผไู มมีความสงสัยเคลือบแคลง ถงึ ความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรค หนกั อยางใดอยางหนง่ึ ถกู ตองเขา เมอื่ เขามโี รคหนักอยา งใดอยางหนึ่ง ถกู ตอ งแลว ยอ มมีความปริวิตกอยางนว้ี า เราไมมคี วามสงสยั เคลือบแคลง ถึงความตกลงใจใน พระสทั ธรรม เขายอมไมเ ศรา โศก ยอ มไมล ําบากใจ ยอมไมร ่าํ ไร ไมท บุ อก ไมครํ่าครวญ ไมถึงความหลงใหล ดกู อนพราหมณ แมบุคคลน้ีแล มคี วามตาย เปนธรรมดา ยอมไมกลวั ไมถ งึ ความสะดุง ตอความตาย

๑๒ ในทุตยิ อนาถปณ ฑิกสูตร (ส.ํ มหา.) ทา นพระสารีบตุ รแสดงเหตุ ๔ อยา ง ใหค นเรา ไมก ลวั ตายแกทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี คอื ๑.มีอรยิ กันตศลี คือ ศลี ท่ีพระอริยเจาพอใจ ไดแ ก ศลี ท่ีไมขาด ไมทะลุ ไมด าง ไมพ รอ ย ๒.มีศรทั ธาอันไมหวั่นไหวในพระพทุ ธเจา ๓.มศี รทั ธาอนั ไมห วนั่ ไหวในพระธรรม ๔.มีศรทั ธาอันไมห วน่ั ไหวในพระสงฆ นอกจากนี้ ในโมฆราชปญ หา โมฆราชมาณพทูลถามพระพุทธเจา วา ทาํ อยา งไร มจั จุราชคอื ความตายจงึ จะมองไมเ หน็ ? พระพทุ ธเจาตรัสตอบวา ใหม องโลกโดยความ เปนของวางจากตัวตน แลวมัจจุราชจะมองไมเ หน็ วิธีนีน้ บั วา เปนวธิ ที ที่ ําลายความกลวั ตายไดด ที ่ีสุด เพราะเม่ือมองเห็นโลกคอื ชวี ิตวาเปน ของวา งจากตวั เราแลว ก็ไมมตี วั เราท่ี จะตอ งตาย เมื่อไมม ตี ัวเราที่ตอ งตาย ความกลวั ตายกย็ อมไมมี ความรัก : ตน เหตแุ หงความกลวั ตายที่สาํ คัญที่สุด พระพทุ ธเจาไดต รสั เกย่ี วกบั เหตแุ หง ความทกุ ขไ วในพระสูตรตา ง ๆ มากมาย สรปุ แลว คือ ความทกุ ขท งั้ หลายเกิดจากความรัก รกั มากเทาไร กท็ ุกขมากเทานั้น รักรอ ย ก็ทกุ ขรอย รกั หนึ่งกท็ กุ ขหน่ึง ไมมคี วามรักเลย ก็ไมมีความทุกขเลย เพราะฉะนน้ั ผไู มต อ งการความทุกข ก็ไมค วรรักสิง่ ใด ๆ แมก ระทั่งรักตัวเอง อาจมขี อสงสัยวา ความรักทาํ ใหเ กิดความทุกขไดอ ยา งไร ความรกั ทําใหเ กิดความสุข ไมใชหรอื ? ขอ นีต้ อบวา เปน อยา งนัน้ คือ ในขณะทมี่ ีความรัก ในขณะน้ันมีความสุข แนน อน ในคัมภีรอภิธรรมแสดงวา โลภะหรือตณั หา หรอื ทเ่ี รยี กในภาษาไทยวา ความรัก นั้น จะเกดิ รว มกบั เวทนาคือความรสู ึกทีเ่ ปนโสมนสั เวทนา (ดีใจ) และอเุ บกขาเวทนา (เฉย ๆ) เทานนั้ จะเกิดรวมกบั โทมนสั เวทนา (เสียใจหรือเปน ทุกข) ไมไ ด เพราะฉะนน้ั ทบี่ อกวา ความรกั ทําใหเกิดความสุขจึงเปน ความจริง ถา เชน นัน้ ที่กลา ววา ความทุกขทง้ั หลาย รวมทัง้ ความทุกขอนั เกิดจากความกลวั ตาย เกิดจากความรัก จะเปนไปไดอ ยา งไร เม่ือความรักทาํ ใหเ กดิ ความสุขเปนความจรงิ ? ท่กี ลา ววา ความรักทําใหเกิดความทกุ ขกต็ องไมจ ริง หรือถาความรักทาํ ใหเ กดิ ความ ทุกขเ ปน ความจริง ทกี่ ลา ววา ความรักทําใหเ กิดความสุขก็ตอ งไมจ ริง ขอ น้ีตอบวา เปน ความจริงทง้ั สองอยา ง ดงั ไดท ราบแลว วา ในขณะทเี่ กดิ ความรัก ในขณะน้นั มีความสุข สว นทกี่ ลา ววา ความรักทาํ ใหเ กดิ ความทุกขน น้ั มีอธบิ ายดงั น้ี

๑๓ ในบรรดาส่ิงทัง้ หลายท่ีเรารัก ไมม สี งิ่ ใดท่จี ะอยูก ับเราไปตลอดกาล หรอื เราจะอยกู บั ส่ิง น้นั ไปตลอดกาล ไมวันใดก็วนั หน่งึ เราจะตองพลัดพรากจากสง่ิ เหลาน้ันไป ถงึ ตอนน้นั ใจของเรายอมเปน ทุกขใ นสัดสวนทเ่ี ทา กบั ความรกั คอื รักมากกท็ ุกขมาก รักนอ ยก็ทกุ ขน อย พระพทุ ธเจาตรสั ไวในวสิ าขาสูตร (ข.ุ อุ.) มีใจความวา คนมขี องรกั ๑๐๐ อยาง ก็มี ความทกุ ข ๑๐๐ อยา ง ... คนมีของรักอยา งเดียว ก็มีความทุกขอ ยางเดยี ว คนไมมี ของรัก ก็ไมมีความทกุ ข เราเรยี กวาผูไมมคี วามโศก ปราศจากกเิ ลสดจุ ธุลี ไมมี ความคับแคน ใจ ความโศกก็ดี ความรํา่ ไรกด็ ี ความทุกขก็ดี มากมายหลายอยางนี้ มอี ยใู นโลก เพราะอาศัยสัตวห รอื สังขารอันเปนท่รี ัก เม่ือไมมีสตั วหรือสังขารอัน เปน ทร่ี กั ความโศก ความรํ่าไรและความทุกขเ หลาน้ยี อมไมมี เพราะเหตุนัน้ ผไู มมี สตั วหรือสงั ขารอันเปน ที่รักในโลกไหน ๆ จงึ เปนผมู คี วามสขุ ปราศจากความโศก เพราะฉะน้นั ผูปรารถนาความไมโศก ทป่ี ราศจากกิเลสดุจธลุ ี ไมค วรทาํ สัตวหรือ สงั ขารใหเ ปนท่ีรกั ในโลกไหน ๆ ในนาคติ สตู ร (องฺ. ปจฺ ก.) พระองคต รัสวา ดูกอนนาคิตะ อาหารที่กิน ด่ืม เคยี้ ว ลิ้มแลว ยอมมีอุจจาระและปสสาวะเปนผล น้ีเปนผลแหงอาหารนน้ั . ความรกั มีโสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส และอปุ ายาสที่เกดิ ขึน้ เพราะสิ่งที่รกั แปรปรวน เปนอื่นเปนผล น้ีเปน ผลแหงความรกั นนั้ เพราะฉะนั้น ผใู ดไมต องการความทุกขท ง้ั หลาย รวมท้ังความทกุ ขอ นั เนื่องมาจาก ความตายเปน เหตุ กไ็ มควรมีความรักความผกู พนั ในสงิ่ ใด แมกระทั่ง ในชวี ติ ของตวั เอง หากทาํ ไดอ ยา งนี้ กจ็ ะหลุดพน จากความทกุ ขท ้ังปวง ความเช่อื ของคนมผี ลตอความกลัวตายอยา งไร ? ความเช่อื เกย่ี วกบั ความตายของคนในโลกนแี้ บงไดเ ปน ๒ พวกใหญ ๆ คอื ๑.คนท่เี ช่ือวาตายแลวเกดิ อีก ๒.คนท่ีเช่อื วา ตายแลวสูญ คนทเี่ ชื่อวาตายแลว เกดิ อกี คือ เชื่อวา ชาตหิ นามี นรก สวรรค มจี รงิ ไมใชเ พยี งแค สวรรคในอก นรกในใจ อยางท่ีคนบางพวกเช่อื . เช่ือวากรรมดกี รรมชวั่ มจี ริง ใหผ ลเปน ความสุขหรือความทกุ ขไ ดจ ริง คนพวกนี้จึงพยายามทาํ กรรมทด่ี เี ปน กศุ ลกรรม เพ่ือใหตนได ไปเกดิ ในภพภูมิทดี่ ี และมคี วามสขุ ในภพภูมนิ ้นั ๆ เมื่อเขาจะตอ งตาย เขาจะมองความตาย เปนความสน้ิ สดุ ของชวี ิตนี้ และเปนจดุ เร่ิมตนของชีวิตใหม เขาจงึ ไมรูสึกกลวั ตายมากนัก เพราะความเชอ่ื วา ยงั มชี าติหนา ชว ยเจือจางความทกุ ขจ ากความกลวั ตาย ใหล ดนอ ยลง

๑๔ อุปมาเหมอื นคนทส่ี ูญเสียของมคี าไป ยอมรสู ึกเสียดาย แตห ากตนมเี งินมากพอ และสงิ่ น้ัน ยงั มใี หซอ้ื หาได ความรูส กึ เสยี ดายกจ็ ะลดนอ ยลง เพราะเหน็ วาสามารถซือ้ หาใหมไดฉ ันใด คนทเี่ ชอ่ื วา ชาติหนามี ตายแลวเกดิ อกี เมอ่ื ความตายปรากฏ เขากไ็ มเ ปนทุกขมากนัก เพราะเห็นวา ตนจะไดเ กดิ ใหมอีก ฉนั น้นั สว นคนทเี่ ชอ่ื วา ตายแลว สญู คือ เช่อื วาชาติหนา ไมม ี หลงั จากตายแลวไมม กี ารเกิดใน ภพภมู ิตาง ๆ อีก คนพวกนีจ้ ะพยายามแสวงหาความสขุ อยา งเตม็ ท่ี อยากทําอะไรกท็ าํ เพราะเห็นวา ตายแลวไมม โี อกาสไดทําอยา งนนั้ อีก จะระมดั ระวงั การกระทาํ บางก็เพ่อื ไมใ ห ผดิ กฎหมาย เพราะไมตองการติดคุกติดตะราง เม่อื เขาจะตองตาย เขาจะมองความตายวา เปนความสนิ้ สดุ ของทุกสงิ่ ทุกอยาง จึงเกดิ ความกลัวตายอยางมาก ยงิ่ คนท่ีมคี วามสขุ สบาย มากก็ยิง่ มคี วามกลัวตายมากข้ึนเปนทวคี ูณ อปุ มาเหมอื นคนที่สูญเสียของมีคา ไป และไม สามารถหาสิ่งนั้นจากท่ใี ด ๆ ไดอกี ยอ มรูสกึ เสียดายมากฉนั ใด คนท่ีเชื่อวา ตายแลวไม เกิดอีก เมื่อเขาจะตองตายจากโลกนไ้ี ป ยอมเสียดายชวี ิตและรูสกึ กลวั ตายมาก ฉันน้ัน การเตรียมตวั ตายในยามปกติ คนเราสวนใหญมักประมาท คดิ วา ชีวิตของตนจะอยูย ืนยาวเรื่อยไป ยังไมต ายตอนน้ี จึงใชช ีวิตอยางสนุกสนานเพลดิ เพลินไปกับส่งิ ลอ ใจตาง ๆ อยาพดู เรื่องการเตรียมตัวตายเลย แมแ ตการนกึ ถึงความตายบางก็ยังยาก เมื่อถึงคราวตายจงึ ทาํ ใจไมได “ การเตรยี มตวั ทีด่ ี เทา กับสําเร็จไปแลวคร่งึ หนง่ึ ” คาํ กลา วนี้นับวา เปน ความจริง การจะลงมอื ทําสิ่งใดก็ตาม หากมีการเตรียมตัวลวงหนา แลว เมือ่ ตอ งลงมอื ทําจรงิ ก็ยอมทาํ ไดดี ไมข ลกุ ขลัก เชนเดียวกบั ความตาย เราทุกคนตองตาย หากเรามีการเตรียมตวั ตาย ที่ดี เราก็จะตายดี หากไมมกี ารเตรียมตวั ตาย ก็ยากทจ่ี ะตายดี คาํ วา ตายดี กค็ ือ ตายดว ยจติ ใจทีด่ ี ไมร สู กึ กลวั และตายแลวกไ็ ปสูสถานท่ดี ี คือ สุคตภิ มู ิ ผรู เู ทาทนั ความจรงิ ของชีวิต ถอื คติที่วา “ การดาํ เนินชวี ิตทีด่ ี ตองพรอมท่จี ะตาย ในทกุ ขณะ ” ทา นจงึ เตรียมพรอมเสมอสําหรับการตอนรบั ความตาย เพราะความตายอาจ มาเยือนเม่อื ไรก็ได โดยไมเคยเตือนใหร ลู ว งหนา การเตรียมตวั ตายแบง ได ๒ ดาน คอื ๑.ดานภายนอกคือสงั คม ๒.ดานภายในคือจิตใจ

๑๕ ๑.การเตรียมตัวดานภายนอก คอื เก่ยี วกบั ผคู น การงานและวัตถสุ ิ่งของตางๆ ควรจดั การใหเรยี บรอยลงตัว ไมกอ ใหเ กดิ ความรสู กึ กงั วล เชน จดั การแบงมรดกหรือทาํ พินยั กรรมไว เปน ตน หากไมจ ดั การใหเ รียบรอ ย จติ ใจหวงกังวลอยู หวงทรพั ยสมบัตกิ ด็ ี สามีภรรยากด็ ี บตุ รธิดาก็ดี หากตายลงในขณะน้นั มคี วามเสย่ี งสงู ท่ีจะเกดิ เปนเปรต ฉะนัน้ ควรจัดการ ใหเรียบรอ ย หากไมส ามารถจัดการใหเรยี บรอ ยได ก็ควรตัดใจเสยี จะไดน อนตายตาหลบั ๒.การเตรียมตวั ดา นจิตใจ ทาํ ไดดงั น้ี คือ ๑.หมนั่ ระลกึ ถงึ ความตายอยเู สมอ ๆ ๒.ไมสรา งความรักหรือความผกู พันกบั ส่ิงใด ๆ ในภายนอก (กามคุณทงั้ หลาย) ๓.พยายามละ คลายความรัก ความยนิ ดีในชวี ิตของตวั เองใหน อ ยลง ๔.หมน่ั ทําจิตใจใหเปนบญุ อยูเ สมอ ๕.ในการทาํ บญุ ทกุ คร้ัง ควรมกี ารจดบนั ทึกไวด ว ย ๑.หมน่ั ระลกึ ถึงความตายอยูเ สมอๆ เพื่อใหเ ขาใจและยอมรับสภาพธรรมดาของชีวิต สง่ิ ใดกต็ ามทเ่ี ปนสง่ิ แปลกใหมสาํ หรับเรา เมือ่ เหน็ สิ่งน้ันเปนครง้ั แรกยอมรูส ึกตื่นเตน หรอื หวาดกลวั เชน เหน็ คนหรอื สงิ่ ของท่สี วยงามเปนครงั้ แรก จติ ใจยอมรูสกึ ตื่นเตน ดใี จ แตเ มื่อ เหน็ ทุก ๆ วนั ความรสู กึ ดีใจกจ็ ะหายไป กลายเปนความรูสกึ เฉย ๆ หรือเมื่อเหน็ งจู งอางเปน คร้ังแรกกร็ ูสึกกลัว แตเม่อื เห็นบอ ย ๆ เขา ก็รสู กึ เฉย ๆ ฉันใด เม่ือเราหมนั่ ระลกึ ถงึ ความตาย อยูเสมอ ๆ ก็จะรสู ึกวา ความตายเปน เร่ืองธรรมดา ไมน า กลวั อะไร ฉนั น้นั ในฐานสูตร (อง.ฺ ปฺจก. /๑๓๘) พระพทุ ธเจา ตรสั ไววา ดกู อนภิกษทุ งั้ หลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรหี รือบรุ ุษ คฤหัสถหรอื บรรพชติ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ ๕ ประการเปน ไฉน ? คือ สตรีหรือบุรุษ คฤหสั ถหรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนอื ง ๆ วา ๑.เรามีความแกเ ปนธรรมดา ไมล วงพนความแกไปได ๒.เรามีความเจบ็ ไขเ ปน ธรรมดา ไมล วงพน ความเจ็บไขไ ปได ๓.เรามคี วามตายเปนธรรมดา ไมล ว งพนความตายไปได ๔.เราจะตอ งพลดั พรากจากของรักของชอบใจท้ังสิน้ ๕.เรามกี รรมเปนของตน เปน ทายาทแหง กรรม มีกรรมเปน กําเนดิ มกี รรม เปน เผาพันธุ มีกรรมเปน ที่พ่ึง เราจักทํากรรมอันใดไว ดกี ็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก เปนผรู ับผลของกรรมนนั้ . ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย เพราะอาศยั อํานาจประโยชนอ ะไร สตรีหรือบุรษุ คฤหัสถ หรือบรรพชติ จึงควรพิจารณาเนอื งๆ วา เรามีความตายเปนธรรมดา ไมล วงพนความ ตายไปได. ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ความมวั เมาในชีวิตมีอยูแกส ตั วท้ังหลายซึ่งเปนเหตุ

๑๖ ใหส ัตวท ัง้ หลายประพฤติทุจรติ ดว ยกายวาจาใจ เมือ่ เขาพิจารณาฐานะนัน้ อยูเ นือง ๆ ยอมละความมวั เมาในชวี ติ น้นั ไดโดยสนิ้ เชงิ หรอื ทําใหเ บาบางลงได. ดูกอนภิกษุ ทง้ั หลาย เพราะอาศัยอาํ นาจประโยชนน ้แี ล สตรหี รือบรุ ษุ คฤหสั ถห รอื บรรพชติ จงึ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ วา เรามีความตายเปน ธรรมดา ไมลว งพนความตายไปได ๒.ไมสรางความรกั หรอื ความผูกพนั กบั สิ่งใด ๆ ในภายนอก (กามคณุ ) ไมว า จะ เปนผูคน ส่ิงของ สตั วเล้ยี ง หรอื ช่อื เสียงเกียรติคุณ เพอ่ื ใหจ ิตใจเปนอิสระ ไมเ กาะเกี่ยวกบั สิง่ ใด เมอื่ ความตายมาเยอื น ก็สามารถตอ นรบั ความตายไดด ว ยความสบายใจ ๓.พยายามละคลายความรัก ความยนิ ดใี นชีวติ ของตวั เองใหน อ ยลง ดวยการ พจิ ารณาความทกุ ขท ั้งหลายในชวี ิตหรอื ในสังสารวัฏ เพ่อื ใหเหน็ โทษและเกดิ ความเบื่อหนาย ในชวี ติ เพราะความรักในชวี ติ จะทาํ ใหเ ราเปน ทกุ ข เมือ่ ความตายมาเยือน ๔.หม่ันทําจติ ใจใหเปน บุญอยูเสมอ ดว ยการใหทาน รกั ษาศีล ฟงธรรม สวดมนต เจริญกรรมฐาน เปน ตน เพอื่ ปอ งกันความกลวั ตาย และเปนเสบยี งบุญสําหรับภพหนา หากสามารถทําได กค็ วรเจริญวิปสสนากรรมฐานดวย เพราะวปิ ส สนาเปนบุญที่จะละความ เหน็ ผิดและความยดึ ถือในตัวตนใหหมดสิ้นไป เมื่อไมม คี วามยดึ ถือในตัวตนแลว ความตาย ก็ไมเ ปน ปญ หาสาํ หรบั เราอีกตอ ไป ความทกุ ขท ัง้ หลายในสงั สารวฏั ก็จบสิ้นลงโดยสนิ้ เชิง ๕.ในการทาํ บญุ ทุกคร้งั ควรมีการจดบนั ทึกไวด ว ย วามกี ารทาํ บุญอะไร ท่ไี หนเปน ตน เพอ่ื เอาไวด ู หลังจากไดทําบุญนั้นเสร็จแลว จะไดเ กดิ ความรสู ึกสบายใจ และเมอ่ื ใกลตาย ก็สามารถเปดดไู ด จะทาํ ใหจ ิตใจยดึ เอาอารมณทีเ่ ก่ียวกับกศุ ลนั้น ๆ เปนอารมณกอ นตาย การทําใจเม่ือรูต วั วาตนกําลังจะตาย หากมีการเตรยี มตวั อยูแลว โดยปกติ การทาํ ใจเมอื่ รตู วั วา ตนกาํ ลังจะตายกไ็ มใชเรื่องยาก ทาํ เหมอื นการเตรียมตัวตายในยามปกตินนั่ เอง เพียงแตขณะกําลงั จะตายเปนชวงเวลาท่ี สําคญั กอ นหนานน้ั แมจ ะมกี ารเตรียมตัวตายอยบู าง แตความประมาทก็ยังทําใหเ กดิ ความรสู ึกวา อาจยังไมตายตอนนี้ เมือ่ ขณะกาํ ลังจะตายจรงิ ๆอาจทาํ ใจยอมรบั ความจรงิ ไมไ ด กเ็ ปนได อีกอยางหนึ่งกอนตายอาจเกิดทกุ ขเวทนาทางกาย ทาํ ใหจิตใจกระวนกระวาย ควบคุมจติ ใจตนเองไดยาก ฉะน้นั จึงตอ งเขมงวดเปนพิเศษ โดยการปฏิบตั ดิ ังนี้ ๑.อยูสงบเพียงลาํ พงั ไมใหผ ูใ ดรบกวน ๒.สรางบรรยากาศในหอ งทอ่ี ยูใหเกิดกศุ ลไดงาย ๓.ตดั ใจสง่ิ ภายนอกใหหมด อยากงั วลกบั สิง่ ใด

๑๗ ๔.นกึ ถึงบุญกุศลท่เี คยทํา หรอื ทําบุญกศุ ลทสี่ ามารถทาํ ได ในขณะนัน้ เชน นมิ นต พระภิกษมุ ารับสังฆทาน มาสวดมนต หรือมาแสดงธรรมใหฟง เปนตน ๕.หากมพี นื้ ฐานทางดานการเจรญิ กรรมฐาน ไมว าจะเปน สมถะหรือวปิ ส สนา ควรเจรญิ กรรมฐาน เพอื่ ใหจ ิตใจมีหลักยดึ ที่เปนบญุ กศุ ล การทําใจเมื่อคนรักตายจาก พระพุทธเจาตรัสวา ความพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจเปน ทกุ ข เปนความ จรงิ ท่ีทกุ คนยอมรบั และเคยประสบกนั มาแลว มากบา งนอ ยบาง เมอื่ ประสบกบั ความ พลัดพรากจากคนรัก อนั เนื่องมาจากความตาย จะทาํ ใจอยางไร ? มีขอ แนะนาํ ดงั น้ี ๑.พิจารณาวา ความตายเปนสัจธรรมที่มีแกท กุ ชีวติ ไมม ใี ครหนีไดพน ไมวาพระราชา หรอื ยาจก คนช่วั หรอื คนดี ลว นตอ งตายเหมือนกนั หมด ๒.ความเศราโศกเสยี ใจถงึ คนทต่ี ายไปแลว ไมเ กดิ ประโยชน แมผ ูตายกค็ งรูสึกไมส บายใจ หากรวู า เราเปนทุกขเพราะเขาเปน เหตุ ๓.ไมม ีใครตาย (อนตั ตา) มีแตความตายของรปู ธรรมและนามธรรมเทานัน้ ๔.หากชาติหนา มจี รงิ บญุ กุศลมจี รงิ คงไดเ จอกนั อีกในชาติใดชาติหนงึ่ ในเรอ่ื งนี้ พระพทุ ธเจาตรสั แนะนาํ ไวในพระสูตรตา ง ๆ หลายสตู ร เชน ในฐานสตู ร (องฺ. ปจฺ ก.) พระองคต รสั วา ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อนั สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไมพ งึ ได ๕ ประการเปนไฉน ? คือ ฐานะวา ขอสง่ิ ท่ีมีความแกเปน ธรรมดาอยา แก ๑ ขอสง่ิ ท่มี คี วามเจบ็ ไขเ ปน ธรรมดาอยาเจบ็ ไข ๑ ขอสงิ่ ท่มี คี วามตายเปน ธรรมดาอยาตาย ๑ ขอสิง่ ท่มี คี วาม สนิ้ ไปเปน ธรรมดาอยา สนิ้ ไป ๑ ขอส่ิงท่มี ีความฉบิ หายเปน ธรรมดาอยาฉบิ หาย ๑ อนั สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไมพ ึงได ดกู อ นภกิ ษุท้งั หลาย สงิ่ ทม่ี ีความตายเปนธรรมดาของปถุ ุชนผไู มไ ดส ดบั ยอ ม ตายไป เม่ือสิ่งที่มีความตายเปนธรรมดาตายไปแลว เขายอมไมเ ห็นดังนี้วา ไมใชส งิ่ ทม่ี คี วามตายเปนธรรมดาของเราผเู ดยี วเทานัน้ ตายไป โดยที่แทส ง่ิ ท่มี คี วามตายเปน ธรรมดาของสัตวทัง้ ปวงทมี่ กี ารมา การไป การจตุ ิ การอบุ ตั ิ ยอ มตายไปท้ังส้ิน สว นเราเองกเ็ มอื่ สิ่งท่มี ีความตายเปน ธรรมดาตายไปแลว พงึ เศรา โศก ลาํ บาก รา่ํ ไร ทบุ อก ครํ่าครวญ หลงงมงาย แมอาหาร เรากไ็ มอยากรบั ประทาน แมกายกพ็ ึง

๑๘ เศรา หมอง ซบู ผอม แมการงานก็พึงหยุดชะงกั แมพ วกอมิตรกพ็ ึงดีใจ แมพวกมิตร พงึ เสยี ใจ ดังน้ี เมือ่ ส่งิ ที่มคี วามตายเปน ธรรมดาตายไปแลว เขายอมเศรา โศก ลําบาก รํ่าไร ทุบอก ครํ่าครวญ หลงงมงาย นเี้ รยี กวา ปุถชุ นผไู มไดส ดับ ถกู ลูกศร คอื ความโศกทมี่ พี ิษแทงเขา แลว ยอ มทาํ ตนใหเดอื ดรอ น ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย สวนวา สิง่ ท่ีมีความตายเปนธรรมดาของอรยิ สาวก ผไู ด สดับยอมตายไป เมือ่ ส่งิ ทม่ี ีความตายเปน ธรรมดาตายไปแลว อริยสาวกน้ัน ยอ ม พิจารณาเหน็ ดังนี้วา ไมใชสง่ิ ท่ีมคี วามตายเปน ธรรมดาของเราผเู ดยี วเทา นั้น ตายไป โดยทแ่ี ท สิ่งทมี่ ีความตายเปน ธรรมดาของสตั วท้งั ปวง ทม่ี กี ารมา การไป การจุติ การอบุ ตั ิ ยอ มตายไปทั้งส้ิน สวนเราเองก็เมือ่ ส่ิงทมี่ ีความตายเปนธรรมดาตายไป แลว พึงเศรา โศก ลําบาก ราํ่ ไร ทบุ อก ครา่ํ ครวญ หลงงมงาย แมอาหาร เราก็ ไมอ ยากรับประทาน แมกายกพ็ ึงเศราหมอง ซูบผอม แมการงานก็พงึ หยุดชะงัก แมพ วกอมติ รก็พึงดีใจ แมพวกมติ รกพ็ งึ เสยี ใจดงั น้ี เมอ่ื สงิ่ ท่ีมีความตายเปนธรรมดา ตายไปแลว อริยสาวกนน้ั ยอ มไมเศรา โศก ไมล าํ บาก ไมร า่ํ ไร ไมท บุ อกครา่ํ ครวญ ไมห ลงงมงาย นีเ้ รียกวา อริยสาวกผูไดส ดบั ถอนลกู ศรคอื ความโศกทม่ี พี ิษ เปน เครื่องเสียบแทงปถุ ุชนผูไ มไดส ดับ ทาํ ตนใหเ ดือดรอน อริยสาวกผไู มมีความโศก ปราศจากลกู ศร ยอ มดับทกุ ขรอนไดดว ยตนเอง และพระองคไดตรสั ตอไปอกี วา ประโยชนแมเ ล็กนอ ยในโลกน้ี อนั ใคร ๆ ยอ มไมไ ด เพราะการ เศรา โศก เพราะการครํา่ ครวญ พวกอมิตรทราบวา เขาเศราโศก เปน ทกุ ข ยอมดใี จ ก็คราวใด บณั ฑติ ผูพจิ ารณารูเ นือ้ ความ ไมห ว่นั ไหว ในอันตรายทงั้ หมด คราวนั้น พวกอมิตรเห็นหนาอนั ไมผ ดิ ปกติของ บณั ฑิตน้นั ยิม้ แยม ตามเคย ยอ มเปนทุกข บัณฑิต พงึ ไดประโยชนใ นทใี่ ด ๆ ดว ยประการใด ๆ เพราะการ สรรเสริญ เพราะความรู เพราะกลาวคาํ สุภาษิต เพราะการ บาํ เพ็ญทาน หรือเพราะประเพณขี องตน ก็พึงบากบั่นในที่นน้ั ๆ ดวยประการนัน้ ๆ ถา พงึ ทราบวา ความตองการอยางน้อี นั เราหรือผูอน่ื ไมพ ึงไดไซร กไ็ มควร เศรา โศก ควรตั้งใจทาํ งานโดยสว นเดยี ววา บัดนีเ้ ราทําอะไรอยู ดังน้ี ในปาฏโิ ภคสตู ร (องฺ. จตกุ .) พระพุทธเจา ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย ไมมีใคร ๆ ไมว าจะเปน สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหมหรือผูใ ดผหู นึ่งในโลก ท่จี ะรับรองธรรม ๔ ประการได ๔ ประการเปน ไฉน ? คอื ไมมใี ครๆ ... ทจ่ี ะรบั รองวา ส่ิงทมี่ คี วามแกเปน ธรรมดาอยา แก

๑๙ ไมมีใครๆ ... ทจี่ ะรบั รองวา ส่งิ ทมี่ คี วามเจ็บไขเปนธรรมดาอยาเจ็บไข ไมมใี ครๆ ... ทจ่ี ะรบั รองวา สิ่งท่มี คี วามตายเปนธรรมดาอยาตาย อนึ่ง ไมมีใครๆ ... ท่จี ะรับรองวา วิบากแหงกรรมอันลามก เศรา หมอง ใหเกดิ ในภพใหม มีทุกขเปน กาํ ไร มีทุกขเปน วิบาก มชี าติ ชราและมรณะตอ ไปอยาบงั เกดิ ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ไมม ีใครๆ ไมว าจะเปน สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรอื ผูหนงึ่ ผูใดในโลก ท่จี ะรบั รองธรรม ๔ ประการนี้ ในอุรคชาดก (ข.ุ ปจฺ ก.ชา.) มเี รอ่ื งเลา วา พระโพธสิ ตั วเปนกฎุ ม พีคนหน่ึง มีคนในปกครอง ๕ คน คือ ภรรยา บุตรชาย สะใภ ธิดาและทาสี พระโพธสิ ัตวระลกึ ถงึ ความตายเปนปกติ และสอนใหท ุกคนในครอบครัวระลกึ ถงึ ความตายดวย ซึ่งทกุ คนกท็ ําตาม วันหนึง่ พระโพธสิ ัตวกับบตุ รชายไปไถนา ในขณะท่ีพระโพธิสัตวกาํ ลงั ไถนาอยู บตุ รชาย ก็เกบ็ หญา มาเผา และถกู งพู ษิ กัดตาย พระโพธสิ ัตวเ หน็ บุตรชายตาย ก็ยกศพไปเก็บไวใต ตน ไม สว นตนเองกไ็ ถนาตอ ไปตามเดมิ โดยไมแสดงอาการเศรา โศกเลย ขณะน้นั มชี าย คนหนึง่ ผา นมาจะกลับเขาหมูบาน พระโพธิสตั วจงึ ฝากบอกภรรยาใหเ ตรียมอาหารสําหรับ คน ๆ เดยี ว และใหท กุ คนในบา นแตง ชดุ ขาว เอาดอกไม ของหอมมาดว ย ชายคนนน้ั ก็กลบั ไปบอกตามนน้ั ภรรยารทู ันทีวา บตุ รชายตายแลว แตก็ไมร ูสกึ เศราโศก เตรยี มของ ไปตามทพ่ี ระโพธสิ ัตวส ัง่ พระโพธิสตั วน ั่งกนิ ขา วใตต นไมทีว่ างศพลกู ชายน่นั เอง กนิ ขาวเสรจ็ แลวก็ชว ยกนั หาฟน มาเผาศพ โดยไมมใี ครแสดงอาการเศรา โศกเลยแมแ ตคนเดยี ว นาํ้ ตาสักหยดก็ไมม ี พระอนิ ทรเหน็ เหตุอศั จรรยจึงเขาไปถามวา ทาํ ไมไมมใี ครเสยี ใจเลย แตล ะคนตอบดังนี้ พระโพธิสัตวตอบวา บตุ รของขา พเจา ละท้ิงรางกายของตนไป ดจุ งลู ะท้ิงคราบ เกา ไป ฉะนนั้ เม่ือรางกายแหงบตุ รของขา พเจาใชอ ะไรไมไ ด กระทํากาละไปแลว อยางนี้ บตุ รขา พเจา ถูกเผาอยู ยอ มไมรสู กึ ถงึ ความร่ําไหข องพวกญาติ เพราะฉะน้ัน ขา พเจา จงึ ไมเศรา โศกถึงเขา คตขิ องตนมอี ยา งใด เขาก็ยอ มไปสคู ติของตนอยางน้ัน ภรรยาพระโพธิสตั วก ลา ววา บตุ รของดิฉันนี้ ดิฉนั มิไดเชื้อเชญิ ใหเขามาจากปรโลก เขากม็ าเอง แมเมื่อจะไปจากมนษุ ยโลกน้ี ดฉิ นั กม็ ไิ ดอนญุ าตใหเขาไป เขามา อยางใด เขากไ็ ปอยางนั้น การปริเทวนาถึง ในการทีบ่ ุตรของดิฉันไปจากมนษุ ย โลกนน้ั จะเกิดประโยชนอ ะไร บุตรของดฉิ นั ถกู เผาอยู กไ็ มรสู ึกถงึ ความร่าํ ไหของ

๒๐ พวกญาติ เพราะฉะน้ัน ดฉิ นั จึงไมเ ศราโศกถึงเขา คติของตนมีอยางใดเขากไ็ ปสู คติของตนอยา งน้นั ธิดาของพระโพธิสตั วก ลา ววา เม่ือพี่ชายตายแลว หากวา ดฉิ นั จะพึงรอ งไห ดิฉัน ก็จะผายผอม เม่ือดิฉนั รอ งไหอ ยจู ะมผี ลอะไร ความไมยินดจี ะพงึ มแี กญ าติมติ ร และสหายของดฉิ ันยงิ่ ขึ้น พี่ชายของดิฉนั ถกู เผาอยู ก็ไมร สู กึ ถึงความรํา่ ไหข องพวก ญาติ เพราะฉะน้นั ดฉิ นั จงึ ไมเศราโศกถึงพชี่ ายนั้น คติของตนมอี ยา งใด เขาไปสู คติของตนอยางน้ัน สะใภก ลา ววา เด็กรอ งไหขอพระจันทรอ ันโคจรอยูในอากาศฉันใด การทบี่ ุคคล มาเศรา โศกถงึ ผูทลี่ ะไปสปู รโลกแลว น้ี กม็ อี ปุ ไมยฉนั นนั้ สามีของดฉิ นั ถูกเผาอยู ยอมไมรูสึกถงึ ความร่ําไหของพวกญาติ เพราะฉะน้นั ดฉิ นั จงึ ไมเ ศราโศกถึงสามนี น้ั คติของตนมีอยา งใด เขากไ็ ปสคู ตขิ องตนอยางนัน้ ทาสีกลา ววา หมอนา้ํ ทแ่ี ตกแลว เช่ือมใหส นิทอกี ไมได ฉนั ใด การทบี่ คุ คล มาเศราโศกถึงผทู ่ีละไปสูป รโลกแลว นี้ ก็มีอุปไมย ฉันน้นั นายของดิฉันถูกเผาอยู ยอมไมรูสึกถึงความรา่ํ ไหข องพวกญาติ เพราะฉะนัน้ ดิฉนั จงึ ไมเศรา โศกถึงนายนั้น คตขิ องตนมอี ยางใด นายของดิฉนั ก็ไปสูคตขิ องตนอยางนัน้ ขอแนะนําเพิม่ เติมจากผเู ขียน ในยามปกติใหนกึ อยูเสมอวาคน ๆ น้ัน ซงึ่ เปน คนท่ี เรารักไดตายจากเราไปแลว เมอ่ื ผูนนั้ ตองตายจากเราไปจรงิ ๆ เราจะไดไ มเ ปนทุกขม ากนัก เพราะไดท ําใจมากอนแลว แตข อน้คี นท่วั ไปคงทาํ ไดย าก เพราะคนทัว่ ไปมแี ตจ ะทําใหความ รกั ความผูกพันแนน หนาข้นึ จะใหน กึ วา คนท่ีเรารกั ตายจากเราไปแลว คงไมม ใี ครทําอยางนัน้ นอกจากคนท่ีไมป ระมาทและเหน็ โทษของความรัก ความผกู พันเทา นัน้ จึงจะทาํ ได ซงึ่ ผเู ขยี น เองก็ทําอยางนั้น ในกรณีของโยมพอโยมแมซงึ่ เปน ท่ีรัก สว นบคุ คลอ่ืน ๆ ไมมใี ครทม่ี คี วาม ผูกพันถงึ ขนาดจะทาํ ใหเ กดิ ความทกุ ข เมอ่ื เขาตายจาก หรือจะเสียใจกเ็ พียงเล็กนอยเทา น้นั การปฏิบตั ติ อผูใกลต าย เมือ่ ผอู ื่นอยูในภาวะใกลตาย ไมวาจะเปน พอ แม ญาตพิ ีน่ อ ง มิตรสหาย หรอื แมคนที่ ไมร จู กั กนั เลยกต็ าม ในฐานะที่เราเปนลูกหลาน มิตรสหาย หรอื คนแปลกหนา คนหน่ึงกต็ าม จะปฏบิ ตั ิอยา งไร ? เปนสงิ่ ทีต่ อ งเรยี นรูและเตรยี มตวั เอาไว เพราะไมวันใดก็วนั หนงึ่ จะตอ ง เผชญิ กับภาวะน้ันแนน อน

๒๑ การปฏิบตั ติ อผูใกลต ายแบงเปน ๒ ดาน คอื ๑.การจัดสง่ิ แวดลอมหรอื บรรยากาศทเี่ กือ้ กูล คือ การจดั การกบั ส่ิงตา ง ๆ ทแี่ วดลอ ม ผูใกลตาย ไมว า จะเปน สถานท่ี วัตถุส่งิ ของและผูคน การจัดการกบั สิง่ แวดลอ มเหลานม้ี ี เปาหมายอยทู ี่การทาํ ใหผใู กลต ายเกิดความรูส ึกสบายใจ มีจติ เปนกศุ ล การจดั การกบั ส่ิง แวดลอมทําไดดังน้ี ๑.สถานท่ี ควรเปนทสี่ งบ ไมม เี สียงอกึ ทึกครึกโครม อากาศปลอด โปรง ไมอุดอู สะอาด เปน ตน ๒.วตั ถุสงิ่ ของ ควรมสี งิ่ ของทีเ่ ปนปจจัยใหผูใกลตายเกิด กศุ ลจติ ติดไวตามผนงั หรือวางไวในทเี่ หมาะสม เชน พระพุทธรปู เจดีย ภาพถายทีผ่ ใู กล ตายกําลงั ทาํ บุญ ภาพพระสงฆท่ีผใู กลต ายเคารพเลื่อมใส หรือสมดุ บันทึกบญุ ท่ผี ใู กลต ายได ทาํ ไวเ ปนตน ๓.บคุ คล ผทู ่อี ยพู ยาบาลหรือผูเยี่ยมเยียนจะตอ งไมแสดงความเศราโศกเสียใจ ไมรอ งไห ไมสง เสยี งดงั อันจะทาํ ใหเกดิ ความราํ คาญแกผูใกลตาย ๒.การใหคําแนะนาํ ทมี่ ีประโยชน ผพู ยาบาลกด็ ี ผเู ยย่ี มเยยี นกด็ ี นอกจากไมควร แสดงความรูสกึ เศราโศก ไมควรรองไห หรือสง เสียงดังตอ หนา ผูปวยแลว สิ่งทคี่ วรทาํ กค็ ือ การใหค าํ แนะนําหรอื คําปลอบใจแกผ ปู ว ย เพ่อื ใหผปู วยเกดิ ความรสู ึกสบายใจ เบาใจและ ยอมรับความจริงได ไมเ กิดความทกุ ขอ ันเนือ่ งมาจากความกลัวตาย การใหค ําแนะนําทําไดดังน้ี ๑.ปลอบใจใหเ ขาเบาใจวา พระพทุ ธเจา ตรัสวา ผมู ีคณุ ธรรม ไดท าํ บุญกศุ ลไว ตายแลวยอมไปสูสคุ ติ ตัวทานก็เปนผูไ ดท ํากุศลอยเู ปนปกติ ตายแลวยอมไปสูส คุ ติ แนน อน อยา กลวั เลย ๒.พดู ใหเขาคลายความหว งใยในพอ แม พี่นอ ง บตุ รภรรยาสามี ทรพั ยสมบตั ิเปนตน วา ไมตอ งเปน หว งคนเหลาน้ัน แมไมม เี ราเขาก็อยไู ด เพราะแตละคนมกี รรมเปน ของตนเอง กรรมยอมเลย้ี งเขาเอง และความหวงกังวลยอมชวยใหเ ขารอดตายไมไ ด มแี ตจะทาํ ใหเ ปน ทุกขใจเปลา ๆ เพราะฉะนัน้ อยากังวลไปเลย ๓.ช้ใี หเหน็ ทกุ ขข องความเปน มนษุ ยว า เกดิ มาแลว ก็มแี ตค วามทกุ ขนานาประการ เชน ตอ งเรียนหนังสอื ทาํ งานเลีย้ งลูกเมยี หรอื สามี ตอ งแก เจบ็ ในที่สุดก็ตอ งตาย ชวี ติ มีแต ความทุกขอ ยา งนี้ ทา นกําลังจะพนไปจากความทกุ ขทงั้ หลายเหลาน้ี ฉะนนั้ จงยนิ ดีเถดิ ๔.สรา งสง่ิ ลอ ใจขา งหนา คอื พรรณนาความสขุ ในสวรรค เพื่อใหเขาคลายความอาลยั กามอนั เปน ของมนษุ ย และใหน อมใจไปในสวรรค

๒๒ ๕.ชี้โทษของสวรรคว าไมเท่ยี ง ไมแนน อน เปน เทวดาแลวกต็ อ งตายอกี ตายแลวก็ตอ ง เกดิ อีกเรือ่ ยไป ไมส นิ้ สุด ซงึ่ มีแตค วามทกุ ข ฉะนนั้ จงยินดีในนพิ พานอนั เปน ทไ่ี มม คี วาม เกิดแกเจบ็ ตายเถดิ ๖.พูดใหเขาเขาใจความเปนอนัตตา คอื ความไมมตี ัวตน มแี ตสภาวธรรมทเี่ รียกชือ่ วา นามรูปหรือขนั ธ ๕ เทานั้น เมอื่ ไมมตี ัวเราความตายก็ไมใชข องเรา แตเปนความตายของ สภาวธรรมคอื นามรูปเทา น้นั ในคิลายนสูตร (ส.ํ มหา.) พระเจา มหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจาวา จะกลาว สอนคนปวยใกลตายอยางไร ? พระพทุ ธเจาตรัสตอบวา ดูกอนมหาบพิตร อบุ าสกผูม ปี ญ ญา พงึ ปลอบอบุ าสกผมู ีปญญา ผปู วย ไดร ับทกุ ข เปนไขหนกั ดวยธรรมเปน ทต่ี ัง้ แหง ความเบาใจ ๔ ประการวา ทานจงเบาใจเถิดวา ทานมีความเลื่อมใสอันไมห วน่ั ไหวในพระพทุ ธเจา ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ ... มีศลี ที่พระอริยเจาใครแ ลว ไมข าด ไมทะลุ ไมดา ง ไมพ รอ ย ... เปนไปเพอ่ื สมาธิ ดูกอนมหาบพติ ร อุบาสกผมู ปี ญ ญา ครั้นปลอบอบุ าสกผูมปี ญ ญา ผปู ว ย ไดร บั ทกุ ข เปน ไขหนกั ดว ยธรรมเปน ทีต่ ้ังแหงความเบาใจ ๔ ประการนแี้ ลว พงึ ถามอยางนว้ี า ทา นมี ความหว งใยในมารดาและบดิ าอยูหรอื ถาเขากลา วอยางน้ีวา เรายังมคี วามหวงใยใน มารดาและบิดาอยู อุบาสกน้นั พึงกลา วกะเขาอยางน้ีวา ทา นผเู ชนกับเรา ซงึ่ มีความ ตายเปน ธรรมดา ถาแมทา นจกั กระทาํ ความหวงใยในมารดาและบิดา ก็จกั ตายไป ถา แมทานจกั ไมกระทาํ ความหวงใยในมารดาและบดิ าก็จักตายไปเหมือนกนั ขอทาน จงละความหวงใยในมารดาและบิดาของทา นเสยี เถดิ ถาเขากลา วอยา งนี้วา เราละ ความหว งใยในมารดาและบดิ าของเราแลว อบุ าสกน้ัน พึงถามเขาอยา งน้วี า ก็ทา นยงั มีความหว งใยในบตุ รและภริยาอยูหรือ ถาเขากลาวอยางนีว้ า เรายงั มีความหว งใยในบตุ รและภรยิ าอยู อบุ าสกน้ันพงึ กลา วกะ เขาอยา งนี้วา ทานผูเชนกบั เรา ซึง่ มีความตายเปนธรรมดา ถาแมท า นจักกระทํา ความหวงใยในบตุ รและภรยิ ากจ็ ักตายไป ถา แมทานจกั ไมกระทําความหว งใยในบุตร และภริยาก็จกั ตายไปเหมอื นกัน ขอทานจงละความหว งใยในบตุ รและภรยิ าของทาน เสยี เถิด ถาเขากลา วอยา งน้ีวา เราละความหวงใยในบตุ รและภริยาของเราแลว อุบาสกนน้ั พึงถามเขาอยา งน้ีวา ทานยังมคี วามหวงใยในกามคณุ ๕ อันเปน ของ มนุษยอ ยูหรอื ถาเขากลาวอยางนี้วา เรายังมคี วามหว งใยในกามคุณ ๕ อนั เปน ของ

๒๓ มนษุ ยอยู อบุ าสกนัน้ พึงกลาวกะเขาอยางนวี้ า กามอนั เปนทิพยย ังดีกวา ประณตี กวา กามอนั เปนของมนุษย ขอทานจงพรากจิตใหอ อกจากกามอนั เปน ของมนษุ ย แลว นอมจติ ไปในพวกเทพชน้ั จาตมุ หาราชเถดิ ถาเขากลาวอยา งน้วี า จิตของเราออกจาก กามอันเปนของมนุษยแลว จติ ของเรานอมไปในพวกเทพช้ันจาตมุ หาราชแลว อุบาสกน้นั พึงกลา วกะเขาอยา งน้ีวา พวกเทพช้ันดาวดงึ สย งั ดีกวา ประณีตกวา พวกเทพช้ันจาตมุ หาราช ขอทา นจงพรากจติ ใหออกจากพวกเทพช้ันจาตุมหาราช แลวนอ มจิตไปในพวกเทพชน้ั ดาวดงึ สเถดิ ถา เขากลา วอยา งนว้ี า จิตของเราออกจาก พวกเทพช้ันจาตมุ หาราชแลว จติ ของเรานอมไปในพวกเทพชัน้ ดาวดงึ สแ ลว อุบาสกนัน้ พึงกลาวกะเขาอยางนว้ี า พวกเทพชั้นยามายังดกี วา ประณีตกวา พวกเทพช้ันดาวดงึ ส ... พวกเทพช้ันดุสิตยังดกี วา ประณตี กวาพวกเทพชนั้ ยามา ... พวกเทพช้ันนิมมานรดยี ังดีกวา ประณตี กวาพวกเทพช้ันดสุ ิต ... พวกเทพช้นั ปรนมิ มติ วสวตั ตยี งั ดกี วา ประณีตกวา พวกเทพชั้นนิมมานรดี ... พรหมโลกยังดีกวา ประณตี กวา พวกเทพช้ันปรนิมมติ วสวัตตี ขอทา นจงพรากจิตใหอ อกจากพวกเทพชั้น ปรนิมมติ วสวัตตี แลว นอ มจิตไปในพรหมโลกเถดิ ถาเขากลา วอยา งนว้ี า จิตของเรา ออกจากพวกเทพชั้นปรนมิ มิตวสวัตตแี ลว จติ ของเรานอมไปในพรหมโลกแลว อุบาสกนัน้ พึงกลา วกะเขาอยา งน้ีวา ดูกอ นทานผูมีอายุ แมพรหมโลกกไ็ มเ ทย่ี ง ไมย ง่ั ยืน ยังนับเน่ืองในสกั กายะ (อุปาทานขนั ธ) ขอทา นจงพรากจิตใหออกจาก พรหมโลก แลว นาํ จิตเขาไปในความดับสกั กายะเถดิ ถาเขากลาวอยา งน้ีวา จติ ของ เราออกจากพรหมโลกแลว เรานาํ จิตเขา ไปในความดบั สักกายะแลว ดูกอ นมหาบพิตร อาตมภาพไมกลา วถงึ ความตางอะไรกันของอุบาสกผูมจี ติ พน แลวอยา งนี้ กบั ภกิ ษผุ ูพน แลวตั้งรอ ยป คือ พน ดว ยวมิ ุติเหมือนกัน ในนกุลปต ุสูตร (ส.ํ ขนธฺ .) คหบดชี อ่ื นกลุ บิดา ไดก ราบทลู พระผูมีพระภาคเจาวา พระพุทธเจาขา ขา พระองคเ ปน ผูแกเฒา เปน ผูใหญ ลว งกาลผานวัยแลวโดยลําดบั มีกายกระสบั กระสาย เจ็บปวยเนอื ง ๆ พระพุทธเจา ขา ก็ขา พระองคม ไิ ดเหน็ พระ ผูม พี ระภาคเจา และภกิ ษทุ ้งั หลาย ผูใหเ จรญิ ใจอยูเ ปนนิตย ขอพระผูมีพระภาค เจา โปรดส่ังสอนขาพระองค ขอพระผมู ีพระภาคเจา โปรดพรํา่ สอนขา พระองค ดวย ธรรมที่เปนไปเพอื่ ประโยชน เพอื่ ความสุขแกขา พระองคต ลอดกาลนานเถิด พระผูม ีพระภาคเจาตรัสวา นัน่ ถกู แลว ๆ คหบดี อนั ที่จรงิ กายนก้ี ระสับกระสา ย เปน ดงั ฟองไขอ ันเปลือกหุมไว ดกู อ นคหบดี ก็บคุ คลผูบรหิ ารกายนี้อยู พึงรบั รอง ความเปนผไู มม ีโรคไดแมเ พยี งครูเดยี ว จะมอี ะไรเลา นอกจากความเปน คนเขลา

๒๔ ดกู อ นคหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ทา นพึงศึกษาอยา งน้ีวา เมือ่ เรามีกายกระสบั กระสา ยอยู จิตของเราจักไมก ระสบั กระสา ย ดูกอ นคหบดี ทา นพึงศึกษาอยางนแี้ ล นกุลบดิ าขอใหท านพระสารบี ตุ รอธิบายใหฟ ง ทานพระสารีบตุ รกลา ววา ดกู อนคหบดี ก็อยา งไรเลา ? บคุ คลจงึ ชือ่ วา เปนผูมกี ายกระสบั กระสา ยดวย ช่ือวาเปน ผูมจี ิต กระสบั กระสายดว ย ดกู อนคหบดี คือ ปถุ ชุ นในโลกนี้ ผูมิไดส ดบั ยอมเหน็ รูปโดย ความเปน ตน ๑ ยอ มเหน็ ตนมรี ูป ๑ ยอ มเห็นรปู ในตน ๑ ยอ มเหน็ ตนในรูป ๑ เปน ผตู งั้ อยูดวยความยดึ ม่นั วา เราเปนรปู รูปของเรา เมอื่ เขาตัง้ อยูด วยความยดึ ม่ันวา เราเปน รูป รปู ของเรา รปู นั้นยอมแปรปรวนเปนอยางอ่ืนไป เพราะรปู แปรปรวนเปนอยางอ่นื ไป โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสจงึ เกิดขึน้ (เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ มีนยั เดียวกัน) ดกู อนคหบดี ดว ยเหตุอยางนี้แล บุคคลจึงช่อื วา เปนผูมีกายกระสบั กระสาย และเปน ผูมีจิตกระสบั กระสา ย ดกู อนคหบดี กอ็ ยา งไรเลา ? บุคคลแมเ ปนผูมกี ายกระสบั กระสา ย แตหา เปนผมู จี ิตกระสบั กระสา ยไม ดูกอนคหบดี คืออริยสาวกในธรรมวนิ ัยนีผ้ ไู ดส ดับแลว ยอมไมเห็นรปู โดยความเปนตน ๑ ยอ มไมเหน็ ตนมีรูป ๑ ยอ มไมเหน็ รูปในตน ๑ ยอ มไมเห็นตนในรปู ๑ ไมเปน ผตู ัง้ อยดู วยความยึดม่นั วา เราเปนรูป รปู ของเรา เมื่ออริยสาวกน้ัน ไมต ้ังอยดู ว ยความยึดม่ันวา เราเปนรปู รปู ของเรา รูปน้ันยอม แปรปรวนเปนอยา งอื่นไป เพราะรปู แปรปรวนเปน อยางอ่ืนไป โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสจงึ ไมเกดิ ขนึ้ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีนยั เดยี วกัน) ดูกอ นคหบดี อยางนี้แล บุคคลแมมีกายกระสับกระสาย แตห าเปน ผูมจี ติ กระสบั กระสา ยไม ทา นพระสารบี ตุ รไดกลา วคํานี้แลว นกุลปตคุ หบดชี ื่นชมยนิ ดภี าษติ ของทาน พระสารบี ตุ รฉะน้ีแล การปลอบใจผสู ญู เสยี คนรักอนั เนือ่ งมาจากความตาย ธรรมชาติของมนุษยน ั้น ทุกคนตอ งการความรัก หรือการยอมรบั จากคนรอบขาง ตอ งการคนเขา ใจ เห็นใจ และคอยใหกาํ ลงั ใจในยามทอ แท ยามผดิ หวงั หรือตองพลัดพราก จากส่ิงอันเปนท่รี ัก ก็ตอ งการคนปลอบใจ คนทสี่ ามารถยนื เคียงขางทั้งในคราวสขุ และทกุ ข เมอ่ื ใครคนหนึ่งตอ งสูญเสียคนรักอันเนื่องมาจากความตาย เชน พอ แม พนี่ อง บตุ รภรรยา หรือสามี เราควรแสดงความรสู ึกเหน็ ใจ ใหเขารูสึกวา ยงั มีคนหว งใยเขาอยู แมเขาจะ สญู เสียใครบางคนไป แตก ็ยงั มีใครบางคนยืนเคยี งขางเขาอยู และควรปลอบใจใหเขาคลาย ความเศราโศก และยอมรับความจรงิ ของชีวิต ทั้งนเ้ี ราตองไมเศรา โศกไปตามเขาดว ย

๒๕ การปลอบใจผูสญู เสียคนรกั อนั เนอ่ื งมาจากความตายทาํ ไดดงั นี้ ๑.ช้ใี หเขาเห็นวา ความตายเปน สจั ธรรมทมี่ ีแกท กุ ชวี ติ ไมม ีใครหา มได ๒.ความเสยี ใจไมเกิดประโยชน แมผ ตู ายกค็ งรูส ึกไมสบายใจหากรวู า เราเปนทกุ ข เพราะเขาเปนเหตุ ๓.ไมมีใครตาย มแี ตสภาวธรรมที่ไดช่อื วา นามรูปเทา นั้นทตี่ าย (อนัตตา) ๔.การจากกนั ครงั้ นี้ เปนการจากกนั เพยี งช่ัวคราว หากมีบุญวาสนา คงไดเจอกันอกี ในชาติใดชาติหนง่ึ ควรตายอยา งไร ? คนเราทุกคนไมม ใี ครอยากตายไมดี หรือทเ่ี รยี กวา ตายโหง ไดแก การถูกฆา ตาย การฆา ตัวตาย ตายเพราะอุบัติเหตุเปน ตน ทุกคนอยากนอนตายอยา งสงบทั้งนนั้ แตผ ูเขียน อยากบอกวา การตายอยางไรนั้น ไมสาํ คัญเทา ตายดวยจิตใจอยางไร เพราะการท่ี คนเราตายแลวจะไปสสู ุคติหรอื ทุคตนิ นั้ ข้นึ อยกู บั จติ ใจกอ นตายวา เปน อยางไร คอื เปนกศุ ล หรอื อกุศล ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจาตรสั วา เมื่อบุคคลมีจิตเศรา หมองแลว ทคุ ตเิ ปน อนั หวงั ได เมอื่ บุคคลมีจติ ผองใสแลว สุคติเปน อันหวงั ได ไมไ ดขึน้ อยกู ับการตายดีหรอื ตายไมดี แมแ ตพ ระโสดาบันบางทานกย็ ังถูกฆา ตาย เชน อุบาสกชอื่ มหากาล ถูกชาวบา นฆา ตาย เพราะเขา ใจผดิ วาเปนโจร นางสามาวดมี เหสขี องพระเจาอเุ ทนถกู เผาท้งั เปน เปน ตน แตทา นกไ็ มไปเกิดในทุคติ หรอื พระอรหันตบางทานกย็ ังตายไมด ี เชน พระโมคคัลลานะ ตายเพราะถูกโจรทุบตาย พระอปุ เสนวงั คันตบุตรถูกงกู ัดตาย เปน ตน เพราะฉะนั้น การตายอยา งไร จึงไมสาํ คญั เทาตายดวยจติ ใจอยางไร เม่อื รอู ยาง น้แี ลว จงึ ไมค วรกงั วลวา จะตายอยา งไร แตควรท่ีจะเตรยี มตัววา เม่ือถึงเวลาจะตาย เราจะทําใจอยา งไรใหเ ปน กุศล เพือ่ จะไดไ ปสสู ุคตมิ ากกวา นอกจากน้ี หากจะมองใหล ึกซง้ึ ไปกวา น้ันแลว การตายดว ยจิตใจอยา งไรก็ยังไมส าํ คัญ เทามชี ีวติ อยอู ยางไร หมายความวา ถาเรามีชวี ติ อยดู ว ยการทําอกศุ ลเปน ปกติ แมก อนตาย จะทําใจใหเ ปน กศุ ลได และไดไ ปเกิดในสคุ ตกิ ต็ าม แตก็ใชจ ะปลอดภยั เสียทีเดียว เพราะ เมอ่ื ใดอกศุ ลทีท่ ําไวเปน ปกตใิ นชาตินีส้ งผล เมอ่ื นน้ั ก็ยอ มประสบทุกข เพราะอกุศลท่ที ําไว เปน ปกติน้นั จะตามใหผลเรอ่ื ยไปจนกวาจะบรรลเุ ปน พระอรหันต ฉะนน้ั จึงบอกวา แมกอน ตายจะทาํ จิตใหเ ปนกศุ ลได ก็ยังไมป ลอดภยั หากขณะมีชวี ิตอยูทําแตอกศุ ลเปน ปกติ

๒๖ ในทางกลบั กนั หากผูใ ดทํากศุ ลเปน ปกติ แตตอนใกลต าย กลับทําอกุศลบางอยา ง และอกุศลนั้นกใ็ หผลนําเกดิ ในทคุ ติ แตด ว ยเหตุที่ทํากุศลอยเู ปน ปกติ อกศุ ลนัน้ กใ็ หผลอยไู ด ไมน าน เมอื่ หมดอํานาจลง กุศลทไี่ ดทําไวก ย็ อ มมีโอกาสใหผลตอ ไป เชน ในกรณขี องนาง มลั ลกิ าเทวมี เหสีของพระเจาปเสนทิโกศล และพระเจา อโศกมหาราช เปนตน ฉะน้ัน จงึ ไมค วรกงั วลวาจะตายอยางไร หรอื ตายแลว จะไปเกดิ ที่ไหน แตค วรใหค วามสําคญั กับการ มีชวี ติ อยูมากกวา วา มชี ีวติ อยอู ยา งไร คอื ดวยกุศลเปนสวนใหญหรืออกุศลเปนสว นใหญ พระพทุ ธเจาตรสั ไวในธรรมบทวา ก็ผใู ดเปน คนทศุ ลี มีใจไมตงั้ ม่นั เกยี จคราน มีปญ ญาทราม ไมเหน็ ธรรมอนั ยอดเย่ียม แมพ งึ เปนอยูส้ิน ๑๐๐ ป กไ็ มป ระเสริฐ ความเปนอยวู นั เดียวของผูมีศีล มใี จตงั้ มนั่ มีความเพียร มปี ญญาดี เหน็ ธรรมอนั ยอดเย่ียม ประเสริฐกวา อารมณกอ นตาย กอ นอืน่ พึงทราบวา คาํ วา อารมณ ในทีน่ ้ี หมายถงึ สง่ิ ที่ถกู จิตรู ซึ่งมี ๖ อยาง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ อนั เปน ความหมายของคาํ วา อารมณ ในภาษาบาลี ไมไ ดห มายถึงอารมณรกั อารมณโ กรธ อารมณเ ศรา เปน ตน ในภาษาไทย ธรรมดาจิตจะเกิดขน้ึ ได ตองมสี ิ่งใดส่งิ หน่ึงเปนอารมณเสมอ จิตจะเกิดขึน้ โดยไมม ี อารมณไ มไ ด แมในขณะจิตที่กําลังจะตาย จิตก็ตอ งมอี ารมณ ซง่ึ อารมณก อ นตายนัน้ มี ความสําคญั มาก เพราะจะเปน ตวั บงบอกถึงคติที่จะไปเกดิ ใหมว า จะไปเกิดท่ไี หน อารมณ ของจิตกอนตายจงึ เปรียบเหมือนตวั๋ โดยสาร ใครมีตวั๋ ชัน้ ๑ กไ็ ปข้นึ รถชน้ั ๑ ใครมตี ๋ัวช้นั ธรรมดาก็ไปขึ้นชัน้ ธรรมดา อารมณข องจติ กอนตาย มกี รรมเปน ผบู นั ดาลใหเปน ไป คอื กรรมใดจะสง ผลนาํ เกิด กรรมน้นั จะบันดาลอารมณท ่ีสมควรแกการใหผลของตนแกจ ติ เปรยี บเหมือนการจาํ หนายตว๋ั แกผโู ดยสาร เมอื่ จิตรับอารมณท่ีกรรมใหม า หลังจากตายแลว ก็จะไปเกดิ ใหมใ นภพทสี่ มควร แกกรรมน้ัน เหมือนผโู ดยสารรบั ต๋ัวมาแลว ก็ตอ งไปขน้ึ รถตามที่ระบุในตั๋วฉนั น้นั อารมณท่ีจะปรากฏกอ นตายมี ๓ อยาง คอื ๑.กรรมอารมณ อารมณคอื กรรม ไดแ ก กุศลกรรมตา ง ๆ มกี ารใหท าน รักษาศีล ฟงธรรมเปนตน และอกศุ ลกรรมตาง ๆ มกี ารฆาสตั ว ลักทรพั ยเปน ตน เม่ือกรรมอารมณ

๒๗ ปรากฏแกผ ใู กลต าย จะมคี วามรสู ึกเหมือนตนกาํ ลังทํากรรมนัน้ ๆ อยู เชน รสู ึกเหมือนกําลงั ใสบาตร กาํ ลังถวายผากฐิน กําลงั นั่งสมาธิเปนตน หรือในทางอกุศลกรรมกร็ ูสึกเหมือนกําลงั ฆา สัตว ลกั ทรัพยเปนตน ถากรรมอารมณเ กยี่ วกับกศุ ลปรากฏ กุศลกรรมก็จะใหผ ลนาํ เกิด ในสุคติ ถากรรมอารมณเก่ียวกับอกุศลกรรมปรากฏ อกศุ ลกรรมก็จะใหผ ลนาํ เกิดในทคุ ติ ๒.กรรมนมิ ิตอารมณ คือ อารมณทเ่ี ปนเหตุของการทาํ กรรม กลาวคือ วตั ถุส่ิงของ ตาง ๆ ทใี่ ชใ นการทํากรรม แบง ไดเ ปน ๒ อยาง คอื ๒.๑ อปุ ลัทธกรรมนิมิต คอื อารมณหรือวตั ถุท่เี ปน ประธาน หรอื เปน หลักในการ ทํากรรม เชน การใสบาตรมีอาหารเปน ประธาน การฆาสัตวม ีสัตวท่ถี กู ฆาเปนประธาน ๒.๒ อปุ กรณกรรมนิมิต คือ อารมณห รือวตั ถทุ เ่ี ปน รอง หรอื เปนสว นประกอบในการ ทาํ กรรม เชน การใสบ าตรมีดอกไมเ ปนสวนประกอบ (มอี าหารเปนหลัก) การฆาสตั วม ี อาวุธเปนสว นประกอบ (มสี ัตวท ถ่ี กู ฆา เปนหลัก) ๓.คตนิ มิ ติ อารมณ อารมณของภพท่จี ะไปเกดิ ใหม มี ๒ อยาง คอื ๓.๑ อุปลภิตพั พคตินิมติ คอื อารมณตา ง ๆ ที่มอี ยใู นภพน้ัน ๆ ๓.๒ อุปโภคคตนิ มิ ิต คืออารมณทจี่ ะไดไปใชสอยในภพน้นั ๆ เมอ่ื อุปโภคคตนิ มิ ิตปรากฏ ผใู กลต ายจะมีความรูสึกเหมอื นตนอยใู นภพนัน้ ๆ กาํ ลงั รบั รูห รอื ใชส อยอารมณนัน้ ๆ อยู ในบรรดาอารมณกอนตายทง้ั ๓ อยา งน้ี จะมอี ารมณเพยี งอยา งใดอยางหนงึ่ เทา น้ัน ที่ปรากฏแกจิตเมอ่ื ใกลจ ะตาย เมอ่ื อารมณกอ นตายปรากฏควรทาํ อยางไร ? การปรากฏของอารมณกอนตายแบง ได ๒ ระยะ คอื ๑.ระยะใกลม าก คอื ใกลความตายเตม็ ที เม่ืออารมณป รากฏในระยะน้ี ไมว า เกยี่ วกบั กุศลหรอื อกุศลกต็ าม ไมส ามารถแกไขอะไรได คือ ถาอารมณเกี่ยวกับอกุศลปรากฏ หลังจากตายแลว ก็จะไปเกดิ ในทุคติ หากอารมณเ ก่ียวกบั กศุ ลปรากฏ กจ็ ะไปเกดิ ในสคุ ติ ๒.ระยะหา ง คอื หา งจากความตายหลายชัว่ โมงหรือหลายวนั เม่อื อารมณก อ นตาย ปรากฏในระยะนี้ ยงั สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแกไ ขได คือ ๑.ถาอารมณเ กี่ยวกับกศุ ลปรากฏ ควรรกั ษาจติ ใหคิดถงึ อารมณนัน้ ไว หากรกั ษาจิตไมดี จติ กอ็ าจหวนคิดถงึ อารมณเก่ียวกบั อกศุ ลได หรอื ทํากรรมทเ่ี ปน อกุศลในระหวา งน้นั จติ กจ็ ะ

๒๘ เปลย่ี นไปรบั อารมณเกี่ยวกับอกุศลได ฉะนน้ั เม่ืออารมณเกี่ยวกับกศุ ลปรากฏ ควรรกั ษา จติ ใหคดิ ถงึ อารมณนน้ั ไว และไมทําอกศุ ลในระหวางนน้ั ๒.ถา อารมณเ ก่ียวกับอกุศลปรากฏ ควรสลดั อารมณนัน้ ท้งิ ไป โดยการระลกึ ถงึ อารมณ ท่ีเกีย่ วกับกุศลที่เคยทําไวใ นอดตี หรือทาํ กรรมท่ีเปนกุศล ท่ีสามารถทาํ ไดใ นขณะนนั้ เชน นิมนตพ ระมาแสดงธรรม สวดมนต หรือถวายสงั ฆทาน เปน ตน เพ่ือใหจ ิตใจยดึ เอาอารมณ เกย่ี วกบั กุศลกรรมน้นั ๆ เปนอารมณกอ นตาย ในกรณีนีม้ ีตัวอยา ง คือ บิดาของพระโสณะมีอาชีพลาสัตว และบวชเปนพระเมื่อแก กอนตายเกิดอารมณฝายอกุศล คอื มภี าพสุนัขวิง่ มาจะกดั ทา น ทา นจึงเรียกใหบ ตุ รชวยไล พระโสณะรูวาเปน อารมณเ กยี่ วกับคตนิ มิ ติ ทจ่ี ะไปเกิดในนรก จงึ ใหค นหาดอกไมม า ใหห ลวง พอ บูชาพระดว ยดอกไม เมื่อหลวงพอ ไดบ ูชาพระแลว กเ็ กดิ อารมณฝ ายกุศลท่ีเปน คตนิ มิ ติ คอื มนี างฟา มาปรากฏใหเหน็ เมอ่ื ทานมรณภาพลงจึงไดไ ปเกิดในสวรรค อกี อยา งหนึ่ง ควรทราบวา จติ ใจของคนเรานน้ั กลบั กลอก ยากท่จี ะใหเ ปนไปตามที่เรา ตอ งการได ฉะนั้น เมือ่ อารมณกอ นตายปรากฏ ไมว าเกยี่ วกับกศุ ลหรืออกุศล ก็ยากที่จะ รักษาอารมณน น้ั ไว หรอื สลดั อารมณนน้ั ทิง้ ไป ดงั นน้ั จึงไมควรประมาท ควรหมน่ั สง่ั สม บุญกศุ ลอยูเปนนิตย เพอื่ ใหจ ติ ใจคนุ เคยอยูกับอารมณฝา ยบญุ กศุ ล ตายแลว ไปไหน ? สาํ หรบั ผทู ี่ยังมกี ิเลสอยู เมอ่ื ตายจากโลกน้แี ลว ยอ มเกดิ ใหมในภูมใิ ดภูมิหนึ่งใน จาํ นวน ๓๑ ภูมิ ซงึ่ แบงไดเ ปน ๒ ประเภทใหญ ๆ คอื ๑.ทคุ ติภมู ิ คือ ภูมทิ ีม่ ีแตค วามทุกขเ ปนสว นใหญ มี ๔ ภูมิ คือ นรก ดิรจั ฉาน เปรตและอสรุ กาย ๒.สุคตภิ ูมิ คือ ภมู ทิ ่ีมคี วามสขุ เปน สวนใหญ มี ๒๗ ภูมิ แบง เปน ๓ พวก คือ ๒.๑ กามสคุ ตภิ ูมิ ๗ ไดแ ก มนษุ ย และเทวดา ๖ ช้นั ๒.๒ รปู าวจรภูมิ ๑๖ มีปฐมฌานภมู ิ เปนตน ๒.๓ อรูปาวจรภมู ิ ๔ มีอากาสานัญจายตนภูมิ เปน ตน คนสว นใหญต ายแลวไปไหน ? ในโลกนแี้ ตละวันมคี นตายมากมาย นาสงสัยวา เมือ่ คนเหลานัน้ ตายแลวสว นใหญไ ปเกิด ทไี่ หน ? ในเร่ืองน้ีพระพุทธเจาตรัสไวใ นอังคตุ ตรนิกาย เอกนิบาตวา ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย

๒๙ สัตวที่จตุ ิ (ตาย) จากมนุษยกลับมาเกดิ ในมนษุ ย มเี ปน สว นนอย สัตวท จี่ ุติจาก มนษุ ยไปเกิดในนรก เกิดในกาํ เนดิ ดิรัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวาโดยแท สตั วท ่จี ตุ ิจากมนษุ ยไ ปเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท ี่จุติจากมนุษยไ ปเกดิ ใน นรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรัจฉาน เกิดในเปรต มากกวาโดยแท สัตวทจี่ ุตจิ ากเทวดากลับมาเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท ีจ่ ตุ จิ ากเทวดาไป เกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนิดดริ ัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สตั วท ่ีจตุ จิ ากเทวดากลับมาเกิดในมนษุ ยมีเปนสว นนอย สตั วท่ีจุติจากเทวดาไป เกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกิดในเปรต มากกวาโดยแท สัตวที่จตุ ิจากนรกกลบั มาเกดิ ในมนุษยม เี ปนสวนนอ ย สตั วที่จุติจากนรกไปเกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ จิ ากนรกไปเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท่ีจุตจิ ากนรกไปเกิดในนรก เกิดในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สตั วท ีจ่ ุตจิ ากกาํ เนิดดริ ัจฉานกลับมาเกิดในมนษุ ยมเี ปน สว นนอ ย สัตวทจ่ี ุตจิ าก กาํ เนิดสตั วด ิรจั ฉานไปเกิดในนรก เกิดในกาํ เนดิ ดริ จั ฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ จิ ากกาํ เนิดดิรจั ฉานไปเกดิ ในเทวดามีเปนสวนนอย สัตวที่จุติจากกําเนิด ดริ ัจฉานไปเกิดในนรก เกิดในกําเนดิ ดริ ัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ ิจากเปรตกลับมาเกดิ ในมนุษยมเี ปนสว นนอ ย สัตวทีจ่ ตุ ิจากเปรตไปเกิด ในนรก เกิดในกาํ เนิดดริ จั ฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท สัตวท ี่จตุ ิจากเปรตไปเกิดในเทวดามเี ปนสวนนอย สัตวท่จี ุตจิ ากเปรตไปเกดิ ใน นรก เกดิ ในกําเนิดดริ ัจฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท เปรียบเหมอื นในชมพูทวีปนม้ี ีสวนทีน่ ารื่นรมย มปี าท่ีนารื่นรมย มภี ูมิประเทศทน่ี า ร่นื รมย มีสระโบกขรณีท่ีนารื่นรมยเ พียงเล็กนอย มีทดี่ อน ที่ลมุ เปนลําน้าํ เปนทตี่ ัง้ แหง ตอและหนาม มีภเู ขาระเกะระกะ เปน สวนมากโดยแท ฉะนัน้ และในธรรมบทพระพุทธเจาตรสั วา สตั วโ ลกน้ีเปนเหมือนคนตาบอด ในโลกนี้ นอยคนนกั จะเห็นแจง นอ ยคนนักจะไปสวรรค เหมอื นนกท่ีหลดุ แลวจากขายมนี อย ฉะนนั้ เพราะฉะนัน้ บณั ฑติ ทงั้ หลายจึงควรตระหนักเรอ่ื งนใี้ หดี และเตรียมตัวเพอ่ื เปน คนสว น นอ ยทีจ่ ะไปสวรรคและหลุดพนใหไ ด

๓๐ ความเขาใจผิดเกีย่ วกับความตาย ๑.ตายแลว เกดิ อีกเร่ือยไป ความเขา ใจวา คนเราตายแลวตองเกิดอีกเรือ่ ยไป ไมมีทส่ี น้ิ สุด เปนความเขาใจผดิ อยา งหน่ึง เรียกวา สสั สตทฏิ ฐิ แปลวา ความเหน็ ผิดวา เทย่ี ง สสั สตทฏิ ฐมิ ีเหตุคือ สักกายทฏิ ฐิ – ความเหน็ วามตี วั ตน สวนความเหน็ ที่ถูกคือ เห็นวาส่งิ ทง้ั หลายเปนไปตาม เหตปุ จ จยั เม่อื มีเหตปุ จจยั ผลยอมเกดิ ข้ึน เมื่อหมดเหตปุ จจัย ผลก็ยอ มดับไป เพราะฉะนั้น สง่ิ ท่เี ที่ยงจงึ ไมม ี เพราะขน้ึ อยูกับเหตุปจ จยั ๒.ตายแลว ขาดสญู ความเหน็ วา คนเราตายแลวสูญ ไมเ กดิ อกี กเ็ ปน ความเห็นผดิ ชนิดหนึ่ง เรยี กวา อุจเฉททิฏฐิ แปลวา ความเหน็ ผิดวา ขาดสญู ความเห็นผิดวาขาดสญู ก็เกิดจากสักกาย ทิฏฐเิ ปน เหตุ คือ มีความเห็นวา มีตัวตนอยูก อน ตอมาตัวตนนั้นหายไปไมเกดิ อกี จึงเห็นวา ขาดสญู สวนจะเหน็ วา ขาดสูญเมือ่ ตายจากภพนี้ หรือตอ งเกดิ ในภพเบื้องสูงกอ น เม่อื ตาย ในภพนน้ั จงึ จะขาดสูญ กถ็ ือวา เปน ความเห็นวาขาดสญู ดว ยกนั ท้ังนัน้ สวนความเหน็ ทีถ่ ูก คือ เห็นวาสิ่งท้ังหลายเปน ไปตามเหตปุ จ จยั เม่อื สง่ิ นม้ี ี สง่ิ น้ีจึงมี เมอ่ื สิ่งนี้เกดิ ขึ้น สง่ิ นจ้ี ึงเกิดขนึ้ , เมื่อส่งิ นี้ไมม ี สิง่ น้ีจงึ ไมมี เมอ่ื สง่ิ น้ีดับ สงิ่ นี้จงึ ดับ เม่อื ส่ิงทง้ั หลายเปนไปตามเหตปุ จ จยั ข้นึ อยูกบั เหตปุ จจยั ฉะน้ัน ความขาดสูญจึงไมม ี ๓.ตายแลว วญิ ญาณออกจากรางหาทีเ่ กิดใหม คนสวนใหญท ีเ่ ชื่อเร่ืองการเวียนวา ยตายเกดิ จะมีความเขาใจแบบน้ี ความเขา ใจผิดใน กรณนี ี้แยกได ๓ ประเดน็ คอื ๑. วญิ ญาณมีรปู ราง คือเปนดวงกลม ๆ มแี สงในตัว ๒. รา งกายแตกดบั แตวญิ ญาณไมแตกดบั ๓. มีรา งใหมร ออยกู อน เมอื่ วิญญาณออกจากรางท่ีตายแลว วิญญาณจะหารางใหม เมือ่ เจอจะเขาสงิ รา งใหม ทาํ ใหเ กิดชวี ติ ใหมข ึ้นมา สวนความเขา ใจที่ถูกคอื ๑. วิญญาณเปน นามธรรม จงึ ไมมรี ูปรา ง ไมมีสหี รอื สณั ฐานท่ีจะมองเห็นไดดว ยตา สัมผสั ดวยกายกไ็ มไ ด รูไดท างใจอยางเดียว วญิ ญาณมี ๖ อยา งคอื จกั ขวุ ิญญาณ การเหน็ , โสตวิญญาณ การไดยนิ , ฆานวญิ ญาณ การไดก ล่นิ , ชวิ หาวิญญาณ การรรู ส, กาย วิญญาณ การรูสัมผัสทางกาย, และมโนวิญญาณ การรูอารมณท างใจ (เปน สว นใหญ)

๓๑ ๒. สังขารทง้ั ปวงไมเ ท่ยี ง คอื เกดิ แลวตอ งดบั วิญญาณเปน สังขารธรรมอยา งหนึ่ง เพราะฉะนน้ั วิญญาณก็ตอ งแตกดับ ไมเ ทยี่ งเหมอื นกับสังขารธรรมอนื่ ๆ ในภพทม่ี ีขนั ธ ๕ รา งกายในสวนท่ีเกดิ จากกรรม (กมั มชรปู ) และจิตหรอื วญิ ญาณ จะดบั ลงพรอมกันในภงั ค ขณะของจุตจิ ติ และจะเกดิ ใหมท ันทีตามสมควรแกกรรมท่ีนาํ เกิด ๓. การเกิดของสตั วท ่ีมีขันธ ๕ คือ ท้งั รปู และนาม หรือกายและจิต (วิญญาณ) กายกับจติ จะเกดิ ขึน้ พรอมกนั เม่ือสิน้ กรรมตายจากภพนนั้ กายกบั จติ ก็จะดบั ลงพรอมกัน เพราะฉะน้ัน กรณีที่มรี า งใหมร ออยูก อนจึงไมมี เม่อื ตายจากภพเกาจติ จะออกจากรางเกา แลวหารางใหม เม่ือเจอรา งใหมจ ะเขา สิง แลวเกิดเปนชีวิตใหม กไ็ มม ีดว ย ๔.ตายแลว ฟนเปนความตายจรงิ หรือไม ? ความเขา ใจวา คนเราตายแลว ฟนได เปนความเขา ใจทคี่ ลาดเคลื่อน ไมถ อื วา ผิดพลาด ในกรณีน้ี ความเขา ใจคลาดเคลอ่ื นเกดิ ขึ้น เพราะเห็นคนบางคนสลบไป ไมหายใจ หรอื หัวใจหยุดเตน ซึง่ ทางการแพทยถือวาตายแลว เม่ือคนเหลาน้ันสลบไปเปนเวลานาน แลว กลับฟน ขึ้นมาอกี แลวก็มกั จะเลา ประสบการณระหวางทสี่ ลบไปวา ไปเจออะไรบา ง ในนรก เปนตน คนสวนใหญจ งึ เช่อื วาตายแลว ฟน สว นความเปน จรงิ ในกรณนี ี้ คอื ผูนน้ั ยัง ไมไดตาย เปนแตเพยี งสลบไปเทา นนั้ แมจ ะสลบไปนานเทา ใด เปนวัน เดือน ปก ต็ าม กย็ งั ไมถือวาตาย ถา เชนน้นั จะเอาอะไรเปนเกณฑใ นการวินจิ ฉัยความตาย ? ในเรือ่ งนี้คัมภีรอภิธรรมกลาวไวช ดั เจน เกณฑในการวนิ จิ ฉัยวา คน ๆ นนั้ ตายหรือไม โดยเอาการเกิดขนึ้ ของจุติจิตเปนเครื่องวดั เมอ่ื จุตจิ ติ เกิดขนึ้ จึงเรียกวาตาย หากจุติจิตยัง ไมเ กิด แมจ ะสลบไปนานเทา ใด ก็ยงั ไมเรียกวาตาย หรือในกรณีพระอรหนั ตเ ขา นิโรธ สมาบตั ิ จติ ทกุ ชนิดดบั หมด แตกย็ งั ไมเรยี กวา ตาย เพราะจุติจติ ยงั ไมเ กิด ตอเมื่อจุติจติ เกดิ ข้นึ และดับไป ความดับไปของจตุ จิ ติ น่ันแหละ ทเี่ รียกวา ตายหรือมรณะ มรณสติ : การทําบญุ โดยใชค วามตายเปนอารมณ บุญคือการกระทําท่ีชําระจิตใจใหสะอาดจากส่ิงสกปรกคือกิเลสท้ังหลาย เชนเดียวกับ การซักผา เมื่อกิเลสท้ังหลายถูกชําระออกไปโดยบุญ จิตใจยอมสะอาดบริสุทธิ์และมี ความสขุ อนั เปรียบไดกบั ความสะอาดของผา ทีถ่ ูกซกั ฉะน้นั การกระทําทีเ่ ปนบญุ มหี ลายอยา ง การระลกึ ถึงความตายหรือทเ่ี รียกวา มรณสติ ก็เปน บญุ อยางหนึ่ง มวี ิธปี ฏบิ ตั ิซงึ่ จําแนกไดด งั น้ี

๓๒ ๑.มรณสตติ ามที่พระพุทธเจาสอน ในทตุ ยิ สัญญาสตู ร (อง.ฺ สตตฺ ก.) พระพุทธเจา ตรสั วา ขอ ท่กี ลาวดังนีว้ า ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย มรณสญั ญาอันภิกษุเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมมี ผลมาก มอี านิสงสมาก หย่งั ลงสอู มตะ มอี มตะเปน ทีส่ ดุ เรากลาวแลวเพราะอาศยั อะไร ? ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย เม่อื ภกิ ษมุ ใี จอนั อบรมแลวดวยมรณสญั ญาอยูโดยมาก จิตยอมหวนกลับ งอกลบั ถอยกลับจากความรกั ชีวิต ไมย ืน่ ไปรบั ความรกั ชวี ติ อุเบกขาหรือความเปน ของปฏิกลู ยอ มตั้งอยู เปรียบเหมือนขนไกห รอื เสนเอ็นท่เี ขา ใสลงในไฟ ยอ มหดงอเขา หากัน ไมค ลอ่ี อก ฉะน้นั ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย ถา เม่ือภิกษุมีใจอนั ไมอบรมแลว ดวยมรณสัญญาอยู โดยมาก จิตยอมไหลไปในความรักชวี ิต หรือความเปน ของไมป ฏิกูลยอ มตง้ั อยไู ซร ภกิ ษพุ งึ ทราบขอน้นั ดงั นีว้ า มรณสัญญาอนั เราไมเจรญิ แลว คุณวิเศษทง้ั เบ้ืองตน และเบือ้ งปลายของเราก็ไมมี ผลแหงภาวนาของเรายังไมถ งึ ที่ เพราะฉะนนั้ ภิกษุ น้นั จงึ ตองเปน ผรู ทู ่ัวถึงในมรณสญั ญานน้ั ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ถาเมื่อภกิ ษมุ ใี จอันอบรมแลว ดวยมรณสญั ญาอยโู ดยมาก จติ ยอ มหวนกลบั งอกลับ ถอยกลบั จากความรักชีวติ ไมย ื่นไปรบั ความรกั ชีวติ อเุ บกขาหรือความเปน ของปฏกิ ูลยอ มตั้งอยูไซร ภกิ ษุพึงทราบขอนน้ั ดังนีว้ า มรณ สัญญาอันเราเจริญแลว คณุ วเิ ศษท้ังเบ้ืองตน และเบือ้ งปลายของเรามอี ยู ผลแหง ภาวนาของเราถึงท่ีแลว เพราะฉะนน้ั ภกิ ษุนนั้ เปนผรู ทู ่วั ถึงในมรณสญั ญานน้ั ขอท่ี กลาวดงั นี้วา มรณสัญญาอันภกิ ษเุ จริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมมผี ลมาก มี อานิสงสมาก หย่งั ลงสูอ มตะ มอี มตะเปน ที่สุด เรากลา วแลว เพราะอาศยั ขอ น้ี ในตติยปฏิปทาสตู ร (องฺ. อฏ ก.) พระพทุ ธเจา ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย มรณสติอันบคุ คลเจริญแลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอ มมผี ลมาก มอี านิสงสม าก หย่งั ลงสอู มตะ มีอมตะเปน ที่สดุ เธอทัง้ หลายยอมเจริญมรณสตหิ รอื หนอ ? เม่อื พระพุทธเจา ตรสั อยา งนแี้ ลว ภกิ ษุรูปหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจาวา ขา แตพระองค ผเู จรญิ ขาพระองคย อมเจรญิ มรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดูกอ นภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขาพระองคมคี วามคิดอยา งน้วี า โอหนอ เราพึงเปน อยคู ืนหนึง่ วันหนึ่ง พึงมนสกิ ารถึงคาํ สอนของพระพุทธเจา เราไดกระทาํ คําสอนของพระพุทธเจาเปนอนั มากหนอ ขา แตพระองคผูเจริญ ขาพระองคเ จริญมรณสติ อยา งนแ้ี ล

๓๓ ภกิ ษุแมอกี รปู หนงึ่ กราบทูลพระพทุ ธเจาอยา งนี้วา ขาแตพระองคผ เู จริญ แมข า พระองคก ็เจรญิ มรณสติ พระเจาขา พุทธ. ดูกอนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขา แตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมคี วามคิดอยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยูตลอดวันหน่ึง พึงมนสิการถึงคาํ สอนของพระพุทธเจา เราไดกระทํา คําสอนของพระพทุ ธเจา เปนอนั มากหนอ ขา แตพระองคผเู จริญ ขาพระองคเ จรญิ มรณสติ อยา งนแี้ ล ภกิ ษุแมอกี รูปหนง่ึ กราบทูลพระพทุ ธเจาอยา งน้ีวา ขาแตพระองคผ ูเจรญิ แมข า พระองคก็เจริญมรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดกู อ นภิกษุ กเ็ ธอเจรญิ มรณสตอิ ยา งไร ? ภิกษุ. ขาแตพระองคผ ูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมคี วามคดิ อยางนวี้ า โอหนอ เราพงึ เปนอยเู พียงครง่ึ วัน พึงมนสิการถงึ คาํ สอนของพระพทุ ธเจา เราไดก ระทาํ คาํ สอนของพระพทุ ธเจาเปน อันมากหนอ ขา แตพ ระองคผเู จริญ ขา พระองคเจริญมรณสติ อยา งน้ีแล ภิกษแุ มอ ีกรูปหน่งึ กราบทูลพระพุทธเจาอยางน้ีวา ขาแตพ ระองคผูเ จรญิ แมขา พระองคก็เจรญิ มรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดกู อ นภกิ ษุ กเ็ ธอเจริญมรณสติอยางไร ? ภกิ ษุ. ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขา พระองคม คี วามคดิ อยางน้วี า โอหนอ เราพึงเปน อยูเพียงชว่ั เวลาบรโิ ภคบิณฑบาตม้ือหนึง่ พึงมนสิการถงึ คําสอนของ พระพทุ ธเจา เราไดท ําคาํ สอนของพระพุทธเจา เปนอันมากหนอ ขา แตพระองคผูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยา งนี้แล ภกิ ษแุ มอ กี รูปหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจา อยางน้วี า ขาแตพระองคผ เู จริญ แมข า พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดกู อนภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขา แตพ ระองคผ ูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคม คี วามคดิ อยางนวี้ า โอหนอ เราพงึ เปนอยูช ่ัวเวลาบรโิ ภคบณิ ฑบาตคร่ึงหนงึ่ พงึ มนสิการถงึ คําสอนของ พระพทุ ธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพุทธเจา เปนอันมากหนอ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล

๓๔ ภกิ ษแุ มอีกรปู หนงึ่ กราบทูลพระพทุ ธเจา อยางน้ีวา ขา แตพ ระองคผเู จริญ แมข า พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดูกอ นภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภกิ ษ.ุ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมีความคดิ อยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยูชัว่ เวลาเคยี้ วขา ว ๔-๕ คาํ แลวกลนื กิน พงึ มนสกิ ารถงึ คาํ สอนของ พระพุทธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพทุ ธเจา เปน อนั มากหนอ ขาแตพ ระองคผ ูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล ภกิ ษุแมอกี รปู หนึ่งกราบทูลพระพทุ ธเจา อยา งนว้ี า ขาแตพระองคผ ูเจริญ แมขา พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดูกอ นภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภกิ ษ.ุ ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ้ี ขาพระองคม ีความคดิ อยา งนี้วา โอหนอ เราพึงเปน อยชู ั่วเวลาเค้ยี วขาวไดคําหนึ่งแลว กลนื กิน พึงมนสิการถงึ คําสอน ของพระพุทธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพทุ ธเจาเปน อันมากหนอ ขา แตพ ระองคผูเจริญ ขา พระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล ภิกษแุ มอ กี รปู หนึ่งกราบทลู พระพุทธเจา อยา งนี้วา ขาแตพ ระองคผูเจรญิ แมขา พระองคก็เจรญิ มรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดูกอ นภกิ ษุ กเ็ ธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษุ. ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขา พระองคม ีความคดิ อยา งน้ีวา โอหนอ เราพึงเปนอยูช วั่ เวลาหายใจออกแลว หายใจเขา หรือหายใจเขา แลว หายใจ ออก พึงมนสกิ ารถึงคําสอนของพระพทุ ธเจา เราไดกระทาํ คําสอนของพระพทุ ธเจา เปนอนั มากหนอ ขาแตพ ระองคผเู จริญ ขา พระองเจริญมรณสติอยางนีแ้ ล เมื่อภิกษทุ ั้งหลายกราบทลู อยางน้ีแลว พระพทุ ธเจาไดตรสั กะภกิ ษุหลา นนั้ วา ดูกอ น ภิกษทุ ัง้ หลาย ภกิ ษใุ ดเจรญิ มรณสติอยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยตู ลอดคืนหนง่ึ วนั หนง่ึ ... เราพึงเปน อยูตลอดวนั หน่ึง ... เราพงึ เปน อยูครึ่งวัน ... เราพึงเปนอยชู ั่ว เวลาบรโิ ภคบณิ ฑบาตมื้อหนึง่ ... เราพงึ เปนอยูช ั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครง่ึ หนึ่ง ... เราพงึ เปนอยชู ่ัวเวลาเคยี้ วขา วได ๔-๕ คาํ แลวกลนื กิน ดกู อ นภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษุ เหลา น้ี เรากลา ววา เปน ผปู ระมาทอยู เจรญิ มรณสตเิ พ่ือความสิ้นอาสวะชา ดูกอ นภิกษทุ ้งั หลาย สวนภกิ ษใุ ดเจรญิ มรณสติอยา งนี้วา โอหนอ เราพึง เปน อยชู ่วั เวลาเคี้ยวขาวคําหน่ึงแลวกลนื กิน ... เราพึงเปน อยชู ่วั เวลาหายใจออกแลว

๓๕ หายใจเขา หรอื หายใจเขา แลวหายใจออก พึงมนสกิ ารถงึ คําสอนของพระพุทธเจา เราไดก ระทําคาํ สอนของพระพุทธเจา เปนอนั มากหนอ ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุเหลาน้ี เรากลาววาไมประมาทอยู ยอ มเจริญมรณสติ เพอื่ ความสิน้ อาสวะ ดูกอนภิกษุ ทัง้ หลาย เพราะฉะนน้ั แหละ เธอท้ังหลายพึงศกึ ษาอยางนี้วา เราทงั้ หลายจักไมเปน ผูประมาทอยู จกั เจริญมรณสติ เพื่อความสิ้นอาสวะ ดกู อนภิกษุทัง้ หลาย เธอท้งั หลายพงึ ศึกษาอยา งน้ีแล ในจตตุ ถปฏิปทาสตู ร (องฺ. อฏ ก.) พระพุทธเจาตรัสวา ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย มรณสติอนั บคุ คลเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอมมผี ลมาก มอี านสิ งสมาก หยง่ั ลงสอู มตะ มอี มตะเปนท่ีสดุ ดกู อ นภิกษุทัง้ หลาย ก็มรณสตอิ นั บคุ คลเจรญิ แลว อยา งไร กระทาํ ใหม ากแลว อยางไร จงึ มีผลมาก มีอานสิ งสม าก หย่ังลงสูอมตะ มอี มตะเปนทสี่ ดุ ? ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษใุ นธรรมวินยั นี้ เมอื่ กลางวันส้นิ ไป กลางคนื เวียนมา ยอ มพิจารณาดงั นว้ี า ปจ จยั แหง ความตายของเรามมี ากหนอ คือ งูพึงกดั เราก็ได แมงปองพึงตอยเราก็ได ตะขาบพึงกัดเรากไ็ ด เพราะเหตุน้นั เราพึงทํากาลกริ ยิ า อันตรายน้ันพงึ มแี กเรา เราพงึ พลาดลมลงกไ็ ด อาหารทเ่ี ราบริโภคแลวไมย อ ยเสยี กไ็ ด ดีของเราพึงซานกไ็ ด เสมหะของเราพึงกาํ เริบก็ได ลมมพี ิษดังศาตราของเรา พึงกําเริบก็ได มนษุ ยท ัง้ หลายพึงเบียดเบยี นเราก็ได พวกอมนุษยพึงเบียดเบียนเรา กไ็ ด เพราะเหตุนั้น เราพึงทํากาลกิรยิ า อันตรายนน้ั พงึ มแี กเรา ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนนั้ พึงพิจารณาดังน้ีวา ธรรมอันเปน บาปอกุศลอนั เรายัง ละไมไ ดท จี่ ะพึงเปน อนั ตรายแกเ รา ผูทาํ กาละในกลางคนื มีอยูหรือหนอแล ถา ภกิ ษุ พิจารณาอยรู ูอยางน้วี า ธรรมอนั เปนบาปอกศุ ลอันเรายังละไมได ทจ่ี ะพึงเปนอันตราย แกเราผทู ํากาละในกลางคนื มีอยู ภิกษุนนั้ พงึ กระทําความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพยี ร ความไมทอถอย สตแิ ละสมั ปชัญญะใหย งิ่ เพอ่ื ละธรรมอันเปน บาปอกุศลเหลานนั้ เสยี เปรยี บเหมือนคนท่ีมีผา ไฟไหมห รอื ศรี ษะถูกไฟไหม พงึ กระทาํ ความพอใจ ความพยายาม ความอตุ สาหะ ความเพียร ความไมทอ ถอย สติและสมั ป- ชัญญะใหย ง่ิ เพ่ือดับไฟไหมผ า หรอื ศีรษะนั้น ฉะน้ัน ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ถาภิกษุพิจารณาอยูรูอยางน้ีวา ธรรมอันเปนบาปอกุศลอัน เรายังละไมไดที่จะเปนอันตรายแกเราผูทํากาละในกลางคืนไมมี ภิกษุน้ันพึงเปนผูมี ปติและปราโมทย หมัน่ ศึกษาท้ังกลางวนั และกลางคนื ในกุศลธรรมทงั้ หลายอยู

๓๖ ดูกอนภกิ ษุทงั้ หลาย อนึ่ง ภกิ ษใุ นธรรมวินยั นี้ เม่ือกลางคืนสนิ้ ไปกลางวันเวียน มาถงึ ยอมพจิ ารณาดงั นว้ี า ปจ จยั แหงความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเรา ก็ได แมงปองพงึ ตอยเรากไ็ ด ตะขาบพึงกัดเราก็ได เพราะเหตุนัน้ เราพึงทํา กาลกิริยา อันตรายนน้ั พึงมแี กเ รา เราพึงพลาดลม ลงกไ็ ด อาหารทเ่ี ราบรโิ ภคแลว ไมย อ ยเสียกไ็ ด ดีของเราพงึ ซานกไ็ ด เสมหะของเราพึงกาํ เริบกไ็ ด ลมมีพิษดงั ศาตราของเราพึงกําเรบิ ก็ได มนษุ ยทัง้ หลายพึงเบยี ดเบียนเรากไ็ ด พวกอมนุษยพ ึง เบียดเบียนเราก็ได เพราะเหตุนนั้ เราพึงทํากาลกริ ิยา อันตรายนัน้ พึงมแี กเ รา ดูกอ นภิกษุท้ังหลาย ภิกษุนั้นพงึ พจิ ารณาดังนว้ี า ธรรมอนั เปนบาปอกุศลอันเรายัง ละไมไ ดทจ่ี ะพงึ เปนอันตรายแกเ ราผทู ํากาละในกลางวนั มีอยูหรือหนอแล ถาภิกษุ พิจารณาอยูร ูอยางน้ีวา ธรรมอนั เปน บาปอกศุ ลอันเรายังละไมไ ด ท่จี ะพึงทําอันตราย แกเ ราผูทํากาละในกลางวันมีอยู ภกิ ษนุ น้ั พึงกระทําความพอใจ ความพยายาม ความ อุตสาหะ ความเพียร ความไมท อ ถอย สตแิ ละสมั ปชัญญะใหยิง่ เพ่ือละธรรมอันเปน บาป อกุศลเหลา น้ันเสยี เปรียบเหมือนบุคคลมีผาถกู ไฟไหมหรอื ศีรษะถูกไฟไหม พึงกระทาํ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพยี ร ความไมท อ ถอย สตแิ ละ สมั ปชัญญะใหยิง่ เพอื่ ดับไฟไหมผ า หรือศรี ษะนั้น ฉะน้ัน ดกู อ นภกิ ษุทั้งหลาย ถาภกิ ษพุ ิจารณาอยูรอู ยา งนว้ี า ธรรมอันเปนบาปอกศุ ลอัน เรายงั ละไมได ทจี่ ะพึงเปนอนั ตรายแกเ รา ผทู ํากาละในกลางวนั ไมม ี ภกิ ษนุ ั้น พึงเปน ผูมีปตแิ ละปราโมทย หมั่นศึกษาทัง้ กลางวนั กลางคืนในกุศลธรรมทัง้ หลายอยู ดูกอนภิกษุทง้ั หลาย มรณสตอิ ันภกิ ษเุ จริญแลว อยา งนี้ กระทาํ ใหม ากแลว อยางนี้ จึงมี ผลมาก มอี านสิ งสม าก หยั่งลงสูอมตะ มีอมตะเปนท่ีสุด ๒.มรณสติตามคัมภีรวิสทุ ธมิ รรค ทานพระพทุ ธโฆสาจารย ผูแ ตง คัมภีรว ิสทุ ธิมรรค ไดแ นะนาํ การระลกึ ถงึ ความตาย ไวโดยอาการ ๘ ดังน้ี ๑.โดยความเขาไปตั้งอยเู ฉพาะหนาเหมือนเพชฌฆาต คอื นึกถงึ ความตายวา เหมอื นเพชฌฆาตทก่ี ําลังเง้อื ดาบจะฟน ไมม ีทางรอดพนจากความตายไปได ๒.โดยความวิบตั แิ หงสมบัติ สมบัตทิ ้ังหลายทีเ่ รายนิ ดพี อใจ ยอมถกู ความตายทําให วิบตั ไิ ปส้นิ คือ เราจะตองพลดั พรากจากสมบัตเิ หลา นัน้ แมแตชวี ติ ของเราเองซง่ึ เปน สมบตั ทิ ่เี ราหวงแหนทีส่ ุด ก็ยอ มถกู ความตายทําใหวิบตั ทิ าํ ลายไปดวย

๓๗ ๓.โดยการเปรยี บเทียบ คือ เปรียบเทยี บกับคนอืน่ วา คนอนื่ ตองตายฉันใด เรากต็ อ ง ตายฉนั น้ัน ๔.โดยรางกายเปนของสาธารณะแกห มูสัตว และปจจัยแหง ความตายมมี าก เชน อาจตายดว ยถกู งูกดั เปน ลมตาย เปนตน ๕.โดยอายุเปน ของบอบบาง ออนแอ ตายงาย คอื ชีวติ ตอ งอาศัยปจจยั ตา ง ๆ หลอ เลย้ี ง เม่ือปจจัยเหลา นนั้ ไมส มดลุ ชวี ิตกแ็ ตกทําลายไป ๖.โดยชีวติ เปน สิง่ หานิมติ ไมไ ด คอื ไมรูวาชีวิตจะตายเมื่ออายเุ ทา ใด ตายทไี่ หน เมื่อไร อยางไร ตายแลว ไปไหน ๗.โดยชีวติ เปนสงิ่ มีกาํ หนดกาลคอื ขอบเขต ไมใ ชม ชี วี ติ อยเู ร่อื ยไป ไมตอ งแกไ ม ตองตาย ขอบเขตของชวี ิตในปจจุบันไมเ กิน ๑๐๐ ป ๘.โดยชวี ติ มีขณะเล็กนอย คอื ขน้ึ อยกู ับจิตเพียงขณะเดียว ๓.ขอ แนะนาํ เพิ่มเตมิ จากผเู ขยี น ๑.เวลาไดย ินขา ววามคี นตายจากสื่อตาง ๆ เชน การบอกเลา จากคนอ่นื วทิ ยุ ทวี ี หนังสือพมิ พ หรือไปงานศพ หรอื พบเห็นคนตายหรือสัตวต ายในทใี่ ดกต็ าม หรือแมก ระทงั่ ขณะดูหนังดูละคร เมอ่ื มฉี ากการฆากัน การทํารา ยกัน และมีคนตาย กใ็ หนอมตนเขา ไป เปรียบวา เรากต็ องตายเหมือนเขา หรอื นอมผตู ายเขา มาเปรยี บกับตนวา เมอื่ กอนผูนี้ ก็มชี ีวิตเหมือนกับเรา บัดน้เี ขาตายแลว ท้งิ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา งไวใ นโลก และเราเองก็ จะตองเปนเหมือนเขา ๒.ถามตวั เองอยูเสมอวา เธอพรอ มท่ีจะตายหรือยัง ? ๓.เขยี นขอความเตือนสตใิ หระลกึ ถงึ ความตายไวใ นที่ที่เห็นไดง าย อาจเปน พุทธภาษิต หรอื ขอ ความอ่นื ๆ เชน โคลง กลอน เปนตน ท่กี ลา วถึงความตาย อานิสงสของการเจรญิ มรณสติ ๑.รเู ทาทันความเปน จริงของชีวิต ๒.ละความรักในชวี ิต ๓.ละความยินดใี นกามคณุ ๔.ละความกลวั ตาย ๕.ไมส ่ังสมวตั ถทุ ัง้ หลาย ๖.ไมห วงแหนวตั ถทุ ัง้ หลาย ๗.ทาํ ใหเ กดิ ความไมป ระมาท เรง ทาํ กิจท่คี วรทํา ๘.ทําใหจ ติ ใจสงบ อาจบรรลุถงึ อปุ จารฌาน ๙.ทาํ ใหเกิดในสุคติ ๑๐.เปนปจจัยแกก ารบรรลุนิพพาน

๓๘ บุคคลผไู มห วั่นไหวตอความตาย แมวา บคุ คลโดยท่ัวไปจะมคี วามกลวั ตายเปนปกติ แตม บี คุ คลจาํ นวนหนง่ึ ซ่ึงไมก ลัวตาย ไดแ ก พระอรหันตท ัง้ หลาย ทานเหลา นัน้ ไดเ ปนตัวอยางใหเ ราไดเ ห็นวา การปฏิบัตธิ รรม ในพทุ ธศาสนานัน้ เปน ส่งิ มีคาสูงสุด เพราะเม่ือปฏบิ ตั ิถงึ ขน้ั บรรลุอรหัตตมรรคและอรหัตตผล แลว กส็ ามารถละกเิ ลสและความทุกขท ง้ั หลายใหหมดสน้ิ ไป แมก ระท่ังความกลัวตายกถ็ ูก ละไปดวย เพราะฉะนั้น จงึ ควรศึกษาประวตั ขิ องพระอรหันตทั้งหลาย โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในดานท่เี กีย่ วกับความตาย วา ทานเหลา นนั้ มที ัศนะตอ ความตายอยา งไร เพ่อื ใหผูทีย่ ังมี ความกลัวตายอยู ไดถ ือเอาทา นเหลานน้ั เปนแบบอยา งในการดําเนนิ ชีวติ และกระตุน ให เกดิ ความพยายามทจี่ ะปฏิบัติ เพอ่ื ความเปนอยา งทานเหลา น้ัน บคุ คลตัวอยาง ผไู มหวน่ั ไหวตอความตาย ๑.พระพุทธเจา เมื่อพระองคด ํารงพระชนมช พี อยูพอสมควรแกเ วลาแลว จึงตัดสนิ พระทัยปลงอายุ สงั ขารวา อกี ๓ เดือนตอ จากนไ้ี ปจะปรินิพพาน (ตาย) ขณะน้นั ไดเ กดิ แผน ดินไหว ทานพระ อานนทท ูลถามพระพทุ ธเจาวา ทาํ ไมจงึ เกดิ แผน ดินไหว พระพุทธเจาตรัสตอบวา พระองค ไดปลงอายุสังขารวา อีก ๓ เดือนตอจากน้จี ะปรินพิ พาน ทา นพระอานนทเ สียใจท่ี พระพุทธเจาจะปรนิ พิ พาน ขอรองใหพ ระพุทธเจา ดํารงพระชนมชีพอยตู อไป พระพทุ ธเจา ไมท รงรับ และไดตรัสปลอบทา นพระอานนทว า อยาเลย อานนท เธออยาเศรา โศกรํ่าไรไปเลย เราไดบอกไวก อ นแลว ไมใช หรือวา ความเปน ตาง ๆ ความพลดั พราก ความเปน อยา งอ่ืนจากของรกั ของชอบใจ ทงั้ ส้นิ ตองมี เพราะฉะนน้ั จะพึงไดในของรกั ของชอบใจน้ีแตท่ีไหน ส่ิงใดเกิดแลว มแี ลว ปจ จัยปรงุ แตง แลว มีความทําลายเปน ธรรมดา การปรารถนาวา ขอส่งิ นั้น อยา ทาํ ลายไปเลย ดงั นี้ มใิ ชฐานะท่จี ะมีได และอกี ตอนหนึง่ ในมหาปรินพิ พานสูตร พระองคไดตรสั แกภกิ ษทุ ั้งหลายวา วัยของเราแกหงอมแลว ชีวิตของเราเปนของนอ ย เราจกั ละพวกเธอไป เรา กระทําทีพ่ ึ่งแกต นแลว ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย พวกเธอจงเปนผไู มป ระมาท มสี ติ มีศีล อันดีเถดิ จงเปนผูมีความดาํ ริตัง้ มนั่ ดีแลว ตามรักษาจติ ของตนเถดิ ผูใดจักเปน ผูไ ม ประมาทอยใู นธรรมวินัยน้ี ผนู ้ันจักละชาติสงสารแลว กระทําท่สี ุดแหงทกุ ขไ ด ดังนี้

๓๙ กอนท่ีพระองคจะปรินิพพานยังไดตรัสสอนเปนคร้ังสุดทายวา ดูกอนภิกษุท้ังหลาย บัดน้ี เราขอเตือนพวกเธอวา สังขารทั้งหลายมีความเส่ือมไปเปนธรรมดา พวกเธอ จงยังความไมประมาทใหถ งึ พรอ มเถิด นเี้ ปน พระปจ ฉิมวาจาของพระตถาคต น่ีคอื คาํ พดู ทแ่ี สดงถึงความเปน ผูเขา ใจสัจธรรม จนจิตใจดํารงอยเู หนือความตาย คือไม เปนทกุ ขเ พราะความตายเปน เหตุ ๒.พระอุปเสนวังคันตบุตร ครัง้ หน่ึง พระพทุ ธเจา ทา นพระสารีบุตรและทานพระอุปเสนซึ่งเปนนอ งชายคนหนึ่ง ของทานพระสารบี ุตร ไปอาศัยอยูในถ้ําแหงหน่งึ วันหน่ึง งูพิษไดตกลงมาจากเพดานถํ้า หลน ลงบนบาของทา นพระอุปเสน และกดั ทานทันที ทานทราบวา ถูกงพู ิษกดั จงึ เรยี กทา น พระสารีบตุ รมา บอกใหชวยหามทา นออกไปนอกถาํ้ กอนท่ที า นจะตาย เมอ่ื ทานพระอปุ เสนกลาวอยา งนแี้ ลว ทา นพระสารีบตุ รไดกลาวกะทานพระอุปเสนวา ความท่กี ายของทานพระอปุ เสนเปน อยางอนื่ หรือความแปรปรวนแหงอินทรยี ของ ทานพระอุปเสน เราทั้งหลายยงั ไมเ ห็นเลย เม่ือเปน เชนนี้ ทา นพระอุปเสนยังพูด อยางน้ีวา จงมาเถดิ ผูมีอายุ จงยกกายเรานีข้ ้ึนสเู ตียง แลวนาํ ไปภายนอก กอนท่ี กายน้ีจะเร่ยี รายประดุจกําแกลบ ณ ทน่ี ี้เลา ทา นพระอุปเสนกลา ววา ดูกอนทานพระสารีบุตร ผใู ดพงึ มคี วามตรึกอยา งนวี้ า เราเปน จกั ษุ หรอื จกั ษเุ ปน ของเรา … เราเปนใจ หรอื ใจเปนของเรา ความทก่ี าย เปน อยางอ่นื หรือความแปรปรวนแหง อนิ ทรีย พงึ มีแกผ ูนั้นแนน อน ดกู อนทา นพระ สารบี ตุ ร เรามไิ ดมคี วามตรึกอยา งนว้ี า เราเปนจักษุ หรือจักษเุ ปนของเรา … เรา เปนใจ หรอื ใจเปน ของเรา ความทกี่ ายจกั กลายเปนอยา งอน่ื หรอื ความแปรปรวน แหง อินทรียจักมีแกเ รานน้ั ไดอ ยางไร แลวทานพระสารีบุตรก็หามทานพระอุปเสนออกไปนอกถํ้า และทานก็ถึงแกมรณภาพ ดว ยอาการอนั สงบ ณ ท่ีน้นั เอง ๓.พระอธิมตุ ตเถระ ทานพระอธมิ ุตต เปน หลานของพระสงั กิจจะ บรรลพุ ระอรหันตตัง้ แตเ ปนสามเณร เม่ืออายุครบ ๒๐ บริบรู ณแลว ก็เดินทางไปลาพอแมเ พอ่ื จะอปุ สมบทเปนพระภิกษุ ระหวา ง ทางไดพ บกบั พวกโจร และถูกโจรจบั ตัวไวเพ่ือฆา บชู ายญั แกเทวดาทีพ่ วกตนนับถือ แมร ูวา จะถกู ฆา สามเณรอธิมุตตก ไ็ มแ สดงอาการหวาดหวน่ั พรนั่ พรึงเลยแมแ ตน อ ย จนนายโจร

๔๐ เกดิ ความอัศจรรยใ จ จงึ ถามวา เม่อื กอ นเราจะฆา สตั วเ หลา ใดเพื่อบชู ายัญ หรอื เพอ่ื ปลน เอาทรพั ย สตั วเ หลาน้ันหมดอํานาจ เกิดความกลัว ยอ มพากันหวาดหวัน่ และ บนเพอ แตค วามกลัวมิไดมีแกทา นเลย ซ้าํ ยังมสี ีหนาผองใสยงิ่ นัก เมื่อภัยใหญเ หน็ ปานนี้ปรากฏแลว เหตุไรทานจึงไมคร่ําครวญเลา ? สามเณรอธิมุตตตอบวา ดกู อ นนายโจร ทกุ ขท างใจยอมไมมีแกผ ไู มห ว งใยในชีวติ ความกลวั ทง้ั ปวง อันเราผสู ้ินสงั โยชนล วงพน ไดแลว เมอื่ ตัณหาเคร่ืองนําไปสภู พสิ้นไปแลว ความกลวั ตายในปจ จบุ ันมิไดม ี ดวยประการใดประการหนึง่ เลย ดุจบรุ ุษไมก ลัวความหนกั เพราะวางภาระแลว ฉะน้ัน พรหมจรรย เราประพฤติดแี ลว แมธรรมเราก็อบรมดแี ลว เราไมม คี วาม กลัวตาย เหมอื นบุคคลไมกลัวโรค เพราะโรคส้ินไปแลว ฉะนัน้ พรหมจรรย เราประพฤตดิ แี ลว แมมรรคเราก็อบรมดแี ลว ภพท้ังหลายอัน ไมน ายินดี เราไดเหน็ แลว เหมือนบุคคลดื่มยาพษิ แลวบวนท้งิ ฉะน้นั บุคคลผูถงึ ฝง แหงภพ ไมม ีความถือมน่ั ทาํ กิจเสร็จแลว หมดอาสวะ ยอ ม ยินดีเพราะเหตุความส้ินอายุ เหมือนบุคคลพน แลวจากการถกู ประหาร ฉะนั้น บุคคลผูบรรลุธรรมอันสงู สดุ แลว ไมมคี วามตองการอะไรในโลกทง้ั ปวง ยอ ม ไมเ ศราโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนทีถ่ กู ไฟไหม ฉะนนั้ สิ่งใดสง่ิ หนึง่ ซ่ึงมีอยูในโลกน้กี ็ดี ภพที่สตั วไดอ ยูในโลกนก้ี ด็ ี พระพุทธเจา ผู แสวงหาคุณอันใหญไดตรสั ไววา สงิ่ ทัง้ หมดนไี้ มเปน อสิ ระ ผใู ดรแู จง ธรรมขอน้ัน เหมือนดงั ที่พระพทุ ธเจา ทรงแสดงไว ผนู น้ั ยอ มไมย ึดถอื ภพไร ๆ ดังบคุ คลผูไมจบั กอนเหล็กแดงอนั รอ นโชน ฉะนัน้ เราไมม คี วามคิดวา ไดมมี าแลว จักมตี อ ไป สงั ขารจักปราศจากไป จะคร่าํ ครวญไปทาํ ไมในเพราะสงั ขารนน้ั เลา ดูกอนนายโจร ความกลวั ยอมไมมีแกผพู จิ ารณาเหน็ ตามความเปน จริง ซ่ึง ความเกดิ ขึ้นแหง ธรรมอนั บรสิ ุทธ์ิ และความสืบตอแหงสังขารอันบริสุทธ์ิ เมอ่ื ใด บคุ คลพจิ ารณาเห็นโลกเสมอดว ยหญา และไม ดว ยปญญา เม่ือนั้นบุคคลนนั้ ยอ มไม ยึดถอื วา เปนของเรา ยอ มไมเศราโศกวา ของเราไมม ี เรารําคาญดว ยสรรี ะ เราไม ตองการดวยภพ รางกายนี้จักแตกไป และจักไมม รี างกายอน่ื ถาทานทง้ั หลาย ปรารถนาจะทํากจิ ใดดวยรางกายของเรา ก็จงทํากิจน้ันเถิด ความขัดเคืองและความ รกั ใครในรางกายน้ัน จักไมม แี กเรา เพราะเหตุท่ีทา นทัง้ หลายทํากิจตามปรารถนา ดวยรางกายของเราน้ัน

๔๑ โจรทงั้ หลายไดฟ งคาํ ของทา นอันนา อศั จรรย ทําใหขนลุกชูชัน จึงพากันวางศาสตราวธุ แลวกลาวดังนี้วา ขาแตทา นผูเจริญ ความไมเ ศราโศกที่ทา นไดน ้ี เพราะทานไดท าํ กรรมอะไรไว หรือใครเปน อาจารยข องทาน หรอื เพราะอาศยั คําสั่งสอนของใคร ? สามเณรอธิมุตตต อบวา พระศาสดาผูเปนสัพพัญู รูเหน็ ธรรมทง้ั ปวง ชนะ หมูม าร มีพระกรณุ าใหญ ผูร ักษาพยาบาลชาวโลกทงั้ ปวง เปนอาจารยของเรา ธรรมเครื่องใหถึงความสน้ิ อาสวะอันยอดเย่ยี มน้ี พระองคทรงแสดงไวแลว ความไม เศรา โศกเราไดเ พราะอาศยั คําส่งั สอนของพระองค พวกโจรฟงคาํ อนั เปน สุภาษิตของทานอธมิ ุตตสามเณรแลว พากันวางอาวธุ บางพวก กเ็ ลิกเปน โจร บางพวกก็ขอบวช คร้นั บวชแลว ไมนาน ก็บรรลเุ ปนพระอรหนั ต นคี่ ือผูท ่เี ปน สาวกของพระพทุ ธเจา เม่อื ไดป ฏิบัติตามคาํ สอนของพระพุทธเจาแลว แม ความตายกท็ ําใหจติ ใจของทา นเปน ทุกขไมได พุทธภาษิตและสาวกภาษิตเกี่ยวกบั ความตาย รัฐปาลสตู ร (ม. ม. ๒/๒๔) ทานพระรัฐปาละไดก ลา ววา … เราเห็นมนุษยท งั้ หลายในโลกน้ี ท่ีเปนผูมีทรัพย ไดทรพั ยแลวยอ มไมใหท าน เพราะความหลง โลภแลว ยอ มทาํ การสั่งสมทรัพย และยงั ปรารถนากามทั้งหลายย่ิงขึ้นไป พระราชาทรงแผอํานาจ ชาํ นะตลอดแผน ดิน ทรงครอบครองแผนดนิ มีสาคร เปน ทส่ี ุด มิไดท รงรจู กั อิม่ เพยี งฝงสมุทรขา งหนง่ึ ยังทรงปรารถนาฝง สมุทรขา ง โนน อีก พระราชาและมนุษยเหลาอืน่ เปน อันมาก ยงั ไมส ้ินความทะเยอทะยาน ยอมเขาถึงความตาย เปน ผูพรองอยู ละรา งกายไปแท ความอ่ิมดวยกามยอมไมม ี ในโลกเลย อนึง่ ญาติท้ังหลายพากนั สยายผมครํ่าครวญถงึ ผนู นั้ พากันกลาววา ไดตาย แลวหนอ พวกญาตนิ ําเอาผูนน้ั คลุมดว ยผาไป ยกข้ึนเชิงตะกอน แตน น้ั ก็เผากัน ผูน ้ันเม่อื กําลังถูกเขาเผา ถูกแทงอยูดวยหลาว มีแตผ า ผืนเดยี ว ละโภคสมบัตไิ ป ญาติกด็ ี มติ รก็ดี หรอื สหายท้งั หลาย เปน ท่ตี า นทานของบุคคลผูจ ะตายไมมี ทายาททั้งหลายก็ขนเอาทรัพยของผนู ้ันไป สว นสัตวย อมไปตามกรรมทท่ี ําไว ทรพั ยอ ะไร ๆ ยอ มติดตามคนตายไปไมไ ด บตุ ร ภรรยา ทรพั ยและแวน แควน ก็เชนนน้ั บคุ คลยอมไมไ ดอายยุ ืนดว ยทรัพย และยอ มไมก าํ จัดชราไดด วยทรัพย นกั ปราชญท งั้ หลายกลา วชวี ิตน้ีวานอ ยนัก วาไมเ ทย่ี ง มีความแปรปรวนเปน ธรรมดา

๔๒ ทั้งคนม่งั มี ท้งั คนยากจนยอมกระทบผัสสะ ทงั้ คนพาล ท้งั นกั ปราชญก็กระทบ ผัสสะเหมือนกนั แตคนพาลยอ มนอนหวาดอยู เพราะความทตี่ นเปน พาล สวน นักปราชญอ นั ผสั สะถกู ตองแลว ยอมไมห วนั่ ไหว เพราะเหตุนนั้ แล ปญญาจึง ประเสรฐิ กวา ทรัพย ปญญาเปน เหตถุ ึงทีส่ ดุ ในโลกนไ้ี ด คนเปนอันมากทําบาปกรรม เพราะความหลงในภพนอยภพใหญ เพราะไมม ี ปญ ญาเคร่ืองใหถ งึ ที่สดุ สตั วทีถ่ ึงการทอ งเทยี่ วไปมายอ มเขาถงึ ครรภบา ง ปรโลก บาง ผอู น่ื นอกจากผมู ีปญ ญาน้ัน ยอมเชื่อไดวา จะเขาถงึ ครรภและปรโลก หมูสตั วผูมีบาปธรรมละโลกนไ้ี ปแลว ยอ มเดือดรอ นในโลกหนา เพราะกรรม ของตนเอง เปรยี บเหมือนโจรผมู คี วามผิด ถูกจับเพราะโจรกรรมมีตดั ชอง เปน ตน ยอ มเดอื ดรอ นเพราะกรรมของตนเอง ฉะนัน้ ความจริงกามทงั้ หลายวจิ ิตร รสอรอ ย เปน ทีร่ ื่นรมยใ จ ยอ มย่ํายีจติ ดวยรูปมี ประการตาง ๆ มหาบพติ ร อาตมาภาพเห็นโทษในกามทั้งหลาย เพราะเหตุนนั้ จึงออกบวช สัตวโ ลกท้ังหลาย ท้ังหนุมทง้ั แก เมื่อสรีระแตกทําลาย ยอมตายไป เหมือนผลไมท้งั หลายท่ีรว งหลนไป มหาบพติ ร อาตมภาพรเู หตุนี้ จึงออกบวช ความเปนสมณะเปนขอ ปฏบิ ัตอิ ันไมผ ิด เปนผปู ระเสรฐิ แท ดงั น้แี ล อปุ เนยยสูตร (ส.ํ สคาถ. ๑/๔๔) ชวี ติ คอื อายมุ ปี ระมาณนอย ถกู ตอนเขา ไปเรือ่ ย เมอ่ื บุคคลถูกชรา ตอ นเขา ไปแลว ยอมไมม ีผูปองกัน บุคคลเมื่อเห็นภยั นี้ในมรณะ พึงละ อามสิ ในโลกเสีย มุงสันตเิ ถิด อจั เจนตสิ ตู ร (ส.ํ สคาถ. ๑/๔๙) กาลทงั้ หลายยอ มลวงไป ราตรีทงั้ หลายยอมผานไป ช้ันแหงวัย ยอมละลาํ ดบั ไป บุคคลเมอ่ื เห็นภัยนใี้ นมรณะ พงึ ละอามิสในโลกเสยี มุงสนั ตเิ ถิด ปพพโตปมสตู ร (ส.ํ สคาถ. ๑/๕๒๒) ภูเขาใหญลว นแลว ดวยศลิ าจดทองฟา กล้ิงบดสตั วม าโดยรอบทงั้ ๔ ทิศ แมฉันใด ชราและมจั จุกฉ็ ันนนั้ ยอ มครอบงาํ สัตวท ัง้ หลาย คอื พวกกษตั ริย พวกพราหมณ พวกแพศย พวกศูทร พวกจัณฑาลและ คนเทมลู ฝอย ไมเวนใคร ๆ ไวเลย ยอมยํา่ ยีเสียสน้ิ ณ ทน่ี นั้ ไมมยี ทุ ธ ภมู สิ ําหรบั พลชาง ไมมียุทธภูมิสาํ หรบั พลรถ ไมมียุทธภูมิสาํ หรับพลราบ และไมอ าจจะเอาชนะแมด ว ยการรบดว ยมนต หรือดวยทรัพย

๔๓ เพราะฉะนนั้ แล บรุ ุษผูเ ปน บัณฑิต มปี ญญา เม่ือเหน็ ประโยชนต น พงึ ตั้งศรัทธาไวในพระพทุ ธเจา ในพระธรรมและในพระสงฆ ผูใดมีปกติ ประพฤติธรรมดว ยกาย ดวยวาจา หรอื ดว ยใจ บัณฑติ ท้ังหลายยอม สรรเสรญิ ผนู น้ั ในโลกน้ีน่นั เทียว ผนู นั้ ละโลกนีไ้ ป ยอมบันเทิงในสวรรค ปฐมอายสุ ูตร (สํ. สคาถ. ๒/๒๖) อายุของมนุษยท ั้งหลายนอย คนดีควรดูหมนิ่ อายนุ ัน้ เสีย ควร ประพฤตดิ ุจคนทถี่ กู ไฟไหมศีรษะ ฉะนนั้ การทม่ี จั จุราชจะไมม าไมมเี ลย ทุตยิ อายสุ ูตร (สํ. สคาถ. ๒/๒๘) ดูกอนภกิ ษทุ ้งั หลาย อายุของมนษุ ยท้ังหลายนี้นอ ยนัก จาํ ตอ ง ไปสูสมั ปรายภพ ควรทาํ กศุ ล ควรประพฤติพรหมจรรย สตั วผ ูเ กดิ มาแลวจะไมต ายไมมี ดูกอ นภิกษุทั้งหลาย คนทเ่ี ปนอยนู าน ยอม เปนอยไู ดเพยี งรอ ยป หรอื จะอยูเ กินไปไดบา งก็มีนอย วันคนื ยอ มผานพนไป ชวี ติ ยอ มหดสั้นเขา อายขุ องสัตวทง้ั หลาย ยอมส้นิ ไป ดุจแมน ํา้ นอ ย ฉะน้นั ชราสูตร (ส.ํ มหา. ๒/๖๒) สมยั หน่ึง พระพุทธเจา ประทบั อยู ณ ปราสาทของนางวสิ าขามคิ ารมารดา ในบพุ พาราม ใกลพระนครสาวัตถี กส็ มัยนนั้ พระพุทธเจาเสด็จออกจากที่หลีกเรนในเวลาเย็นแลว ประทับน่งั ผนิ พระปฤษฎางค (หลัง) ผงิ แดดในท่ีมแี สงแดดสอ งมาจากทศิ ประจิมอยู ครง้ั นน้ั ทา นพระอานนทเ ขา ไปเฝาพระพุทธเจา ถึงท่ปี ระทบั ถวายบงั คมพระพุทธเจาแลว บบี นวด พระกายของพระพุทธเจา ดว ยฝา มือพลางกราบทูลวา ขาแตพระองคผเู จริญ นา อัศจรรย ไมเ คยมีมาแลว เวลาน้พี ระฉววี รรณของ พระพุทธเจา ไมบรสิ ทุ ธผิ์ ดุ ผองเหมือนเมือ่ กอน พระสรีระกห็ ยอนยนเปนเกลียว พระกายก็คอมไปขา งหนา และความแปรปรวนของอินทรยี คือพระจกั ษุ พระโสตะ พระฆานะ พระชิวหาและพระกาย กป็ รากฏอยู พระพุทธเจาตรสั วา ดูกอ นอานนท ขอนเ้ี ปนอยา งน้นั ชรายอมมีในความเปน หนมุ สาว พยาธิยอ มมีในความไมมีโรค มรณะยอ มมใี นชวี ติ ผวิ พรรณไมบ ริสทุ ธิ์ ผดุ ผองเหมอื นเมื่อกอน สรีระก็หยอนยน เปนเกลยี ว กายก็คอมไปขางหนา และ ความแปรปรวนแหงอินทรยี  คอื จักษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หาและกาย กป็ รากฏอยู

๔๔ พระพทุ ธเจาตรสั ตอไปอกี วา ถึงทานจะตคิ วามแกอนั เลวทราม ถงึ ทานจะติความ แกอนั ทาํ ใหผวิ พรรณทรามไป รูปอนั นา พงึ ใจกค็ งถกู ความแกย ่ํายีอยนู ัน่ เอง แมผ ใู ด พงึ มชี ีวิตอยูไดร อยป ( ผูนั้น ก็ไมพน ความตายไปได ) สตั วท งั้ ปวงมคี วามตายเปน เบ้ืองหนา ความตายยอมไมละเวน อะไร ๆ ยอมย่าํ ยที ั้งหมดทเี ดียว อรกานสุ าสนีสตู ร (อง.ฺ สตฺตก. /๒๗๓) ดกู อนภิกษุทัง้ หลาย เรอ่ื งเคยมมี าแลว ศาสดาช่ืออรกะเปนเจาลัทธิ ปราศจากความ กาํ หนัดในกาม ก็อรกะศาสดานนั้ มสี าวกหลายรอ ยคน เธอแสดงธรรมแกส าวกอยา งน้ีวา ดกู อ นพราหมณ ชีวติ ของมนุษยท ้ังหลายนอย นดิ หนอ ย รวดเรว็ มีทกุ ขม าก มคี วามคบั แคนมาก จะพึงถูกตองไดด ว ยปญญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤติ พรหมจรรย เพราะสตั วทเี่ กดิ มาแลวจะไมต าย ไมมี ดกู อ นพราหมณ หยาดนาํ้ คางบนยอดหญา เมอื่ อาทติ ยข ้ึนมา ยอ มแหงหายไป ไดเรว็ ไมต ัง้ อยนู าน แมฉนั ใด ชีวิตของมนุษยท ง้ั หลาย เปรยี บเหมือนหยาดน้าํ คาง ฉันนัน้ เหมอื นกัน นดิ หนอ ย รวดเรว็ มที ุกขมาก มคี วามคบั แคน มาก จะพึงถูกตองไดดวย ปญญา ควรกระทํากศุ ล ควรประพฤติพรหมจรรย เพราะสตั วท ี่เกดิ แลวจะไมตายไมมี ดกู อนพราหมณ เม่อื ฝนตกหนัก หนาเมด็ ฟองน้าํ ยอ มแตกเรว็ ตง้ั อยไู มนาน แมฉ ันใด ชีวติ ของมนุษยทงั้ หลาย เปรียบเหมือนฟองนาํ้ ฉนั นนั้ เหมือนกนั … ดกู อ นพราหมณ รอยไมทีข่ ีดลงไปในนํ้า ยอ มกลับเขา หากันเรว็ ไมตง้ั อยูน าน แมฉันใด ชีวิตของมนษุ ยท ง้ั หลายเปรียบเหมือนรอยไมท ีข่ ีดลงไปในนาํ้ ฉนั น้นั เหมอื นกัน ... ดูกอนพราหมณ แมนา้ํ ไหลลงจากภเู ขา ไหลไปไกล กระแสเชยี่ ว พัดไปซง่ึ ส่ิง ทพ่ี อจะพัดไปได ไมม ีระยะเวลาหรอื ช่วั ครทู ีม่ ันจะหยุด แตท ีแ่ ทแมน ้าํ น้นั มแี ต ไหลเรอ่ื ยไปถายเดียว แมฉ นั ใด ชีวิตของมนุษยท ง้ั หลาย เปรียบเหมือนแมน้ําท่ไี หลลง จากภเู ขา ฉันนน้ั เหมือนกัน ... ดกู อ นพราหมณ บุรุษมกี ําลัง อมกอนเขฬะไวที่ปลายล้นิ แลว พึงถมไปโดย งา ยดาย แมฉ นั ใด ชวี ิตของมนุษยทงั้ หลาย เปรียบเหมอื นกอนเขฬะ ฉันน้ันเหมือนกัน ... ดูกอ นพราหมณ ชน้ิ เนือ้ ท่ใี สไ วในกะทะเหลก็ ไฟเผาตลอดท้ังวัน ยอมจะยอ ย ยับไปรวดเรว็ ไมต ัง้ อยนู าน แมฉ นั ใด ชีวติ ของมนุษยท งั้ หลาย เปรียบเหมอื นชิ้นเนอ้ื ฉนั นน้ั เหมอื นกนั ...

๔๕ ดกู อนพราหมณ แมโคทีจ่ ะถูกเชือด ท่ีเขานาํ ไปสูท ี่ฆา ยอ มกา วเทา เดินไปใกล ที่ฆา ใกลความตาย แมฉ นั ใด ชวี ติ ของมนุษยท้ังหลายเปรียบเหมือนแมโคทีจ่ ะถกู เชือด ฉนั นั้นเหมือนกนั นิดหนอ ย รวดเรว็ มที กุ ขมาก มีความคบั แคน มาก จะพึงถูกตองไดด ว ย ปญ ญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤตพิ รหมจรรย เพราะสัตวที่เกิดมาแลวจะไมตาย ไมมี ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย กโ็ ดยสมัยน้นั มนษุ ยทัง้ หลายมีอายปุ ระมาณ ๖๐,๐๐๐ ป เด็กหญิงมอี ายุ ๕๐๐ ป จงึ ควรแกการมีสามี ก็โดยสมยั นั้น มนุษยท้ังหลายมอี าพาธ ๖ อยางเทา นน้ั คือ เย็น รอ น หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปสสาวะ ดกู อ นภิกษทุ ัง้ หลาย อรกะศาสดานน้ั เม่ือมนษุ ยท ้ังหลายมีอายยุ ืน ตั้งอยูนาน มอี าพาธนอ ยอยางน้ี ยังแสดง ธรรมใหส าวกฟง อยางนว้ี า ดูกอนพราหมณ ชวี ิตของมนุษยท งั้ หลายนอ ย นิดหนอ ย รวดเร็ว มีทกุ ขม าก มีความคับแคนมาก จะพึงถูกตองไดด วยปญญา ควรกระทํา กศุ ล ควรประพฤตพิ รหมจรรย เพราะสัตวท เี่ กดิ มาแลว จะไมต าย ไมมี ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย ในปจจบุ ันนี้ เม่อื จะกลา วโดยชอบ กพ็ งึ กลาววา ชีวิตของมนษุ ย ทั้งหลายนอย นิดหนอย รวดเร็ว มีทกุ ขมาก มคี วามคบั แคนมาก จะพึงถกู ตองไดดวย ปญ ญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤติพรหมจรรย เพราะสตั วทเ่ี กดิ มาแลว จะไมตาย ไมม ี ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย ในปจ จบุ ันนี้ คนทมี่ ีอายอุ ยไู ดนานก็เพียง ๑๐๐ ป หรอื นอยกวา น้ันบาง เกนิ กวาบาง ก็คนท่มี ีอายอุ ยูถึงรอยป ยอ มอยคู รบ ๓๐๐ ฤดู คอื ฤดหู นาว ๑๐๐ ฤดู, ฤดูรอน ๑๐๐ ฤด,ู ฤดูฝน ๑๐๐ ฤด,ู คนทีม่ อี ายุอยูถึง ๓๐๐ ฤดู ยอมอยคู รบ ๑,๒๐๐ เดือน, คอื ฤดหู นาว ๔๐๐ เดือน, ฤดรู อ น ๔๐๐ เดือน, ฤดฝู น ๔๐๐ เดือน, คนท่ีมีอายุ อยูถ งึ ๑,๒๐๐ เดอื น ยอมอยูครบ ๒,๔๐๐ ก่ึงเดอื น, คือ ฤดูหนาว ๘๐๐ กง่ึ เดือน, ฤดูรอน ๘๐๐ ก่ึงเดือน, ฤดฝู น ๘๐๐ กึ่งเดอื น, คนท่ีมอี ายอุ ยูครบ ๒,๔๐๐ ก่งึ เดอื น ยอ มอยูครบ ๓๖,๐๐๐ ราตรี, คอื ฤดหู นาว ๑,๒๐๐ ราตรี, ฤดูรอน ๑,๒๐๐ ราตรี, ฤดฝู น ๑,๒๐๐ ราตร,ี คนทีม่ อี ายุอยูถึง ๓๖,๐๐๐ ราตรี ยอมบริโภคอาหาร ๗๒,๐๐๐ เวลา, คอื ฤดหู นาว ๒๔,๐๐๐ เวลา, ฤดูรอ น ๒๔,๐๐๐ เวลา, ฤดฝู น ๒๔,๐๐๐ เวลา, พรอ ม ๆ กับดมื่ นมมารดา และอนั ตรายแหงการบริโภคอาหาร ใน ๒ ประการนัน้ อนั ตรายแหง การบริโภคอาหารมดี ังน้ี คอื คนโกรธยอ มไมบรโิ ภคอาหาร คนมที กุ ขก็ไมบ ริโภคอาหาร คนปว ยไขกไ็ มบรโิ ภค อาหาร คนรกั ษาอุโบสถกไ็ มบรโิ ภคอาหาร เพราะไมไดอ าหารจึงไมบ รโิ ภคอาหาร ดกู อ นภกิ ษุทงั้ หลาย เราไดกําหนดอายุ ประมาณแหงอายุ ฤดู ป เดอื น ก่งึ เดือน ราตรี วนั การบริโภคอาหาร และอันตรายแหงการบรโิ ภคอาหารของมนุษยผ ูมีอายุ ๑๐๐ ป

๔๖ ดว ยประการดงั น้ีแลว ดกู อนภิกษทุ ้งั หลาย กิจใดที่ศาสดา ผแู สวงหาประโยชนเก้ือกลู ผอู นเุ คราะหเ ออ้ื เอ็นดู พงึ กระทําแกส าวก กจิ น้ัน เรากระทาํ แลวแกเ ธอท้ังหลาย ดูกอนภกิ ษุทัง้ หลาย นัน่ โคนไม น่นั เรือนวา ง เธอทง้ั หลายจงเพง พนิ ิจ อยา ประมาท อยา ตอ งเปน ผูเดือดรอ นใจในภายหลังเลย น้ีคือ อนศุ าสนีของเรา สําหรับเธอทั้งหลาย ~ บคุ คลที่ทาํ ชวั่ ไว หนไี ปแลวในอากาศ กไ็ มพนจากกรรมช่วั ได หนไี ปในทามกลางมหาสมทุ ร ก็ไมพนจากกรรมช่ัวได หนเี ขาไปสูซอก ภูเขา ก็ไมพ น จากกรรมชัว่ ได เขาอยูแลวในประเทศแหงแผนดินใด ความตายพงึ ครอบงําไมไ ด ประเทศแหง แผนดินนั้นหามีอยไู ม (ข.ุ ธ.๓/๖๑) ~ บดั น้ี ทา นเปน ผูมวี ยั อนั ชรานาํ เขา ไปแลว เปน ผเู ตรียมพรอม เพอื่ จะไปสูสํานกั ของพญายม อนง่ึ แมท ่ีพักในระหวา งทางของทานก็ยัง ไมม ี ถึงเสบยี งทางของทา นก็หามไี ม ทานนน้ั จงทําท่ีพ่งึ แกตน จงรีบ พยายาม จงเปนบัณฑติ ทานเปน ผูมีมลทนิ อนั กําจัดไดแ ลว ไมมกี ิเลส เพียงดังเนิน จกั ไมเ ขาถงึ ชาติชราอกี (ขุ.ธ.๔/๓) ~ คนพาลยอ มคิดวา เราจกั อยูในท่ีนตี้ ลอดฤดูฝน จกั อยูใ นท่นี ้ี ตลอดฤดหู นาวและฤดรู อ น หารอู นั ตรายไม. ความตาย พานระนน้ั ผมู ัวเมาในบตุ รและสัตวเล้ียง ผมู ใี จของในอารมณต าง ๆ ไป เหมือน หวงน้ําใหญพัดพาเอาชาวบา นผหู ลับไป ฉะนั้น (ขุ.ธ.๔/๑๓๒) ~ เม่ือบุคคลถูกความตายครอบงาํ แลว บุตรท้งั หลายยอมไมม ี เพื่อตา นทาน มารดาบดิ าและพวกพอ งทัง้ หลาย ก็ไมม เี พ่ือตา นทาน ความตานทานในญาติท้ังหลายยอมไมมี บัณฑติ ทราบเนื้อความน้ีแลว พงึ เปน ผูสํารวมในศีล ชาํ ระทางไปพระนพิ พาน ใหหมดจดพลันทเี ดียว ( ขุ. ธ. ๔/๑๓๙ ) สลั ลสูตร (ขุ. สุต. ๒/๕๕๖) ชวี ติ ของสัตวทั้งหลายในโลกนี้ สนั้ นดิ เดยี ว ลําบากยากเข็ญ มี ทกุ ขมาก แตก ็ไมมีเครือ่ งหมายใหรวู า จะตายเมื่อใด สตั วท ั้งหลายเกดิ มาแลว พยายามหาวธิ ที ีจ่ ะไมต องตาย กไ็ มส าํ เร็จ ถึงจะมชี วี ิตอยไู ป จนชราภาพ ก็ตองตายอยดู ี เพราะธรรมดาของสัตวโ ลกเปน อยา งนี้ สตั วท้ังหลายเกิดมาแลว ชื่อวามีภัยอนั ตราย เพราะจะตอ งตาย แนน อน เปรียบเหมือนผลไมท่สี กุ งอมแลว ช่อื วา มภี ยั อันตราย เพราะ

๔๗ จะตองรว งหลน ไปเปนธรรมดา ชีวติ ของสตั วท ัง้ หลาย ตองแตกดับไป เปนธรรมดา เปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ท่นี ายชา งหมอทาํ แลว ในท่ีสดุ กต็ องแตกทําลายไป ทัง้ คนหนมุ คนสาว ทงั้ คนเฒา คนแก ท้ังคนเขลา คนฉลาด ลวนตกอยใู นอาํ นาจของมัจจรุ าช ตองตายดว ยกันทง้ั นนั้ เมื่อเหลาสตั ว ใกลจะตาย ตองไปปรโลกแนน อนแลว บิดามารดากไ็ มส ามารถชว ย บตุ รของตนไวได หรอื หมญู าตกิ ไ็ มส ามารถชว ยญาติของตนไวไ ด ทา นคงเคยเหน็ เมื่อหมญู าติของสตั วท ้ังหลายผูใกลจะตาย กําลงั เฝาดู รําพนั อยูโดยประการตา ง ๆ สัตวผ ใู กลจ ะตายผูเดียวเทานั้นถูก มฤตยคู รา ไป เหมอื นโคที่เขาจะฆา ถกู นาํ ไปตัวเดยี วเทานั้น สตั วโ ลก ตกอยูในอํานาจของความแก และความตายอยางน้ี เพราะเหตุนั้น นกั ปราชญท้ังหลาย ทราบชดั สภาพของโลกอยางนี้แลว ยอ มไมเ ศราโศกไปตามสภาพของโลกนนั้ สัตวโ ลกทงั้ หลาย พากนั ดิ้นรนอยู เพราะความกลวั ตาย สตั ว ทงั้ หลายตง้ั ความหวังไววา ขอใหม อี ายุยืน เปนตน แตก ไ็ มสมหวัง การพลดั พรากจากกันและกันเชนน้ี มอี ยเู ปน ประจาํ ทานจงพจิ ารณาดูความจริงของสัตวโลกเถดิ คนผยู งั หนุมแนน ถงึ จะมีอายุยืนยาวไปถึง ๑๐๐ ป หรอื มากกวานั้นกต็ าม ก็ยงั ตองพลดั พราก จากหมญู าติ และตอ งสิ้นชีวิตไปจากโลกน้เี หมือนกัน เพราะเหตนุ ั้น บุคคลฟง ธรรมเทศนาของพระอรหันตแ ลว เห็นคน ลว งลับดับชวี ิตไป กาํ หนดรวู า เขาไมส ามารถฟน กลบั มามีชวี ิตอกี ตอ ไป ควรกําจัดความพิไรรําพันเสยี ธีรชนท่มี ปี ญญาเฉลยี วฉลาด ควรขจัด ความโศกเศราท่เี กดิ ข้นึ เสยี โดยฉบั พลนั เปรียบเหมือนลมพัดปุยนุน ดุจนรชนใชน ํ้าดับไฟท่กี าํ ลงั ไหมลุกลามใหมอดลง ฉะนั้น ชราสูตร (ข.ุ สตุ . ๒/๗๓๘) ชีวติ นน้ี อ ยนัก มนุษยยอมตายภายในรอ ยป หากวามนุษยใดยอ ม เปนอยูเกินไปบา ง มนษุ ยน้ันยอมตาย เพราะความชราโดยแท ชนทงั้ หลายยอมเศราโศกใน เพราะวัตถทุ ถ่ี อื วา ของเรา ความ ยดึ ถือเปน ของเท่ยี ง มิไดมเี ลย การยดึ ถอื น้มี ีความพลัดพรากเปนที่สุด ทเี ดียว กลุ บุตรเหน็ ดงั น้แี ลว ไมควรอยคู รองเรอื น

๔๘ บุรุษยอมสาํ คัญขนั ธใดวา นข้ี องเรา ขันธน น้ั อันบุรษุ ยอมละไป แมเ พราะความตาย พทุ ธมามกะผเู ปนบณั ฑติ รเู หน็ โทษแมน น้ั แลว ไมค วรนอ มไปเพอ่ื ยึดถอื วา ของเรา บรุ ษุ ตื่นแลว ยอ มไมเหน็ ส่งิ ที่มาประจวบดว ยความฝน แมฉ นั ใด ใคร ๆ กไ็ มเหน็ ชนท่รี ักซึ่งตายจากไปแลว แมฉนั น้นั ชอื่ ของชนเหลาใด ทีพ่ ดู ถงึ กนั อยนู ้ี ชนเหลา น้ันก็ยังเหน็ กันอยูบ า ง คนท่ีตายไปแลวกเ็ หลอื แตช ื่อเทาน้นั ทจี่ ะพูดถงึ กันอยู มุนีไมอ าศัยในสิ่งท้งั ปวง ไมทาํ สัตวห รือสงั ขารใหเ ปน ทีร่ ัก และไม ทาํ สตั วห รือสงั ขาร ใหเปนทชี่ งั ความรําพันและความหวงแหนมิไดตดิ มุนนี ั้น เหมอื นนา้ํ ไมตดิ ใบบวั ฉันนั้น หยาดน้ํายอ มไมตดิ บนใบบัว วารี ยอ มไมต ดิ บนดอกบัว ฉนั ใด มุนยี อมไมเ ขา ไปตดิ ในรปู ทีเ่ ห็น เสยี งที่ ไดย นิ และอารมณท ท่ี ราบ ฉันน้ัน อตุ ตรเถรคาถา (ข.ุ เถร. ๒/๑) ภพอะไรท่ีเทย่ี งไมม ี แมส ังขารทเี่ ท่ียงกไ็ มมี ขันธเหลา นัน้ ยอม เวยี นเกิดและเวยี นดบั ไป เรารโู ทษอยางนแี้ ลว จงึ ไมมคี วามตอ งการ ดวยภพ เราสลัดตนออกจากกามทง้ั ปวง บรรลคุ วามสิน้ อาสวะแลว สริ มิ ณั ฑเถรคาถา (ขุ. เถร. ๓/๒๒๓) โลกถกู มจั จเุ ผาสมุ ถูกชรารุมลอ ม ถูกศรคือตัณหาทิม่ แทง ถูก ความปรารถนาแผดเผาทุกเม่ือ โลกถกู มัจจเุ ผาสุม และถกู ชรารุมลอ ม ไมม สี ่งิ ใดตานทานได ยอมเดือดรอนอยเู ปน นิตย เหมือนคนกระทํา ความผดิ ไดรับอาชญาเดือดรอนอยู ฉะน้นั ชรา พยาธแิ ละมรณะท้งั ๓ เปน ดุจกองไฟตามไหมห มสู ัตวโ ลกน้ี สตั วโ ลกเหลานนั้ ไมม กี ําลังตอ ตาน ไมม ีกําลังจะหนไี ปได ควรทําวัน และคนื ไมใ หไ รประโยชน ดวยมนสกิ ารนอ ยบา งมากบา ง เพราะวนั คืน ลว งไป ๆ เทา ใด ชวี ติ ของสัตวก ล็ ว งไปเทานน้ั เวลาตายยอมรุกรนเขา ไปใกลบคุ คลทุกอริ ิยาบถ คอื เดิน ยนื น่งั หรอื นอน เพราะฉะนน้ั ทานไมค วรประมาทเวลา สารีปตุ ตเถรคาถา (ข.ุ เถร. ๔/๒๒๙) เราไมยินดตี อความตายและชวี ติ เราเปนผูม สี ติสมั ปชัญญะ จกั ละท้ิงรางกายนีไ้ ป ไมย ินดตี อ ความตายและชีวิต รอคอยเวลาตายอยู

๔๙ เหมือนลูกจางรอใหห มดเวลาทาํ งาน ฉะน้นั ความตายนีม้ แี นนอนใน สองคราว คอื ในเวลาแกหรอื ในเวลาหนมุ ท่จี ะไมตายเลยยอมไมมี เพราะฉะนั้น ทานทัง้ หลายจงบําเพ็ญแตสัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอยาได ปฏบิ ัตผิ ดิ พินาศเสยี เลย ขณะอยา ไดลว งเลยทา นท้ังหลายไปเสยี เมอื งที่ตัง้ อยชู ายแดน เขาคุมครองปองกันดี ท้ังภายนอกและ ภายใน ฉนั ใด ทา นทั้งหลายกจ็ งคุม ครองตน ฉนั น้นั เถิด ขณะอยาได ลวงเลยทานทั้งหลายไปเสีย เพราะผูม ีขณะอันลวงเลยไปเสียแลว ตอง พากันไปเศราโศก ยัดเยียดอยูในนรก สุเมธาเถรคี าถา (ข.ุ เถร.ี /๔๘๒) ภพแมวา จะเปนทพิ ยก็ไมย งั ยืน จะปวยกลาวไปไยถงึ กามทั้งหลาย ซ่งึ เปนของวา งเปลา มคี วามนา ยนิ ดีนอย มีความคับแคนมาก … เมอื่ ภพไมเทย่ี ง ความเกิดในหมูเ ทพทงั้ หลายกไ็ มย่งั ยนื พวกคน เขลายอมไมหวาดสะดุง ตอ คนทตี่ อ งเกิดบอย ๆ … ไมช า รา งกายทปี่ ราศจากวิญญาณ อันหมูญ าตผิ เู กลยี ดชงั ทอดท้งิ ไปเหมอื นทอนไม เขากพ็ ากันนําไปปาชา บิดามารดาของตนยัง เกลยี ดชงั คร้ันเอาซากศพนั้นไปทงิ้ ใหเปนอาหารสตั วอ ่นื ในปา ชา แลว กลับมาก็ตอ งอาบนํ้าดาํ เกลา จะปว ยกลา วไปไยถงึ หมูชนท่วั ๆ ไปเลา … เมื่อไฟกําลงั ไหมศ รี ษะอยู คนอ่ืนจะชว ยอะไรได เม่ือชรามรณะ ติดตามอยู ก็ควรพยายามเพ่อื ทาํ ลายชรามรณะนัน้ เสีย … อุปสาฬหกชาดก (ขุ. ชา. ทกุ ./๑๐๓) ~ สถานที่ไมเคยมีคนตาย ไมม ใี นโลก ~ อนนุโสจยิ ชาดก (ข.ุ ชา. จตกุ ./๕๖๘) ถาบคุ คลจะพงึ เศราโศกถึงคนที่ตายไปแลว ก็ควรเศรา โศกถึงตน ผตู กอยูในอาํ นาจของมจั จุทุกเมือ่ เถดิ อายุสังขารจะตดิ ตามสตั วผูย นื นงั่ นอนและเดนิ ไปมาเทา นนั้ ก็หาไม วัยยอมเสื่อมไปทุกขณะท่หี ลบั ตาและ ลืมตา เมอื่ ความพลัดพรากมีอยูอยางไมตอ งสงสยั ในอตั ภาพท่ีเต็มไป ดวยอนั ตรายนอี้ ยางน้ี บุคคลควรเอน็ ดูสตั วทย่ี งั เปน อยู ไมควรเศราโศก ถงึ สตั วท ี่ตายไปแลว

๕๐ อโยฆรชาดก (ข.ุ ชา. วีสติ./๒๗๓) สัตวถ อื ปฏสิ นธิครัง้ แรก อยูในครรภตลอดคนื หน่งึ ดําเนนิ ไปไม หวนกลบั เหมอื นเมฆหมอกทีต่ ัง้ ขึน้ แลวลอยผานไป นรชนท้ังหลายประกอบพรอ มดว ยกาํ ลงั พล สรู บอยูในสงคราม จะไมแกไมตายกห็ าไม เพราะวาสตั วมชี วี ติ นนั้ ลวนถูกชาตแิ ละชรา เบียดเบียน เพราะเหตนุ น้ั ขาพเจา จึงมีความคิดวา จะประพฤตธิ รรม พระราชาผูเ ปนใหญแ หงแควน ทรงขมข่ีพระราชาศตั รู ผูมีเสนา ประกอบดว ยองค ๔ มีรูปรา งนาสะพรึงกลัว เอาชนะได แตไ มสามารถ เอาชนะเสนาแหงพญามจั จรุ าชได เพราะเหตนุ ้นั ขาพเจา จงึ มคี วามคิด วาจะประพฤติธรรม พระราชาบางพวกแวดลอมดว ยกองทพั ชา ง กองทัพมา กองทัพรถ กองทัพพลเดนิ เทา ยอมพน จากเงอ้ื มมือของปจ จามติ รได แตไมอาจ ทรงพน จากพญามจั จุราชได เพราะเหตุนนั้ ขาพเจาจึงมีความคิดวา จะประพฤตธิ รรม พระราชาทัง้ หลายผูทรงกลา หาญ ทรงหกั คายทําลายนคร กาํ จัด มหาชนไดด ว ยกองทัพชาง กองทพั มา กองทพั รถ กองทพั พลเดินเทา แตไ มอาจจะทรงหกั รานพญามัจจุราชได เพราะเหตนุ ัน้ ขา พเจาจงึ มี ความคดิ วา จะประพฤติธรรม ชา งทั้งหลาย ที่กาํ ลงั ตกมนั มีมนั ไหลเยิม้ ยอมยาํ่ ยีบา นเมือง เขนฆา ประชาชนได แตไ มอาจย่ํายีพญามัจจุราชได เพราะเหตุนั้น ขาพเจา จงึ มคี วามคิดวา จะประพฤติธรรม นายขมงั ธนูทง้ั หลาย ผมู ฝี มือ ฝกปรอื ดีแลว เปน ผูกลาหาญ สามารถยิงไปไดไกล แมน ยํา ไมผดิ พลาด แตไมอ าจจะยงิ พญามัจจุ ราชได เพราะเหตนุ น้ั ขา พเจาจงึ มีความคิดวา จะประพฤติธรรม สระท้งั หลายยอมเสื่อมส้ินไป พ้ืนปฐพีพรอ มท้ังราวปา ก็หมดส้นิ ไป ถึงทกุ สงิ่ ทกุ อยา ง อยูตลอดกาลนานเขา ก็เสอ่ื มส้นิ ไป เพราะสังขาร ท้ังหลายยอมแตกสลายไปตามกาลกําหนด เพราะเหตนุ น้ั ขาพเจา จึงมี ความคิดวา จะประพฤตธิ รรม แทจ ริงชวี ติ ของเหลาสัตวทง้ั ปวง ทัง้ หญงิ ชายในโลกนี้ มสี ภาพ หว่ันไหว ปนปวน เหมือนแผนผา ของนักเลง เหมอื นตน ไมท ี่เกดิ ใกลฝ ง