๑ ความตาย ! ใชน า กลัวอยางท่คี ิด บทนํา หากจะถามวา คนเรามชี ีวติ อยเู พือ่ สง่ิ ใด ? คาํ ตอบคงออกมาในลักษณะทีแ่ ตกตางกัน บา งวามชี วี ติ เพ่อื ความรํา่ รวย บา งวาเพ่ือความรัก บา งวา เพ่ือช่ือเสียง บา งวาเพ่ือหากินไป วนั ๆ ไมว าคําตอบจะออกมาแตกตา งกันอยา งไรก็ตาม หากจะสรปุ คําตอบเหลา น้นั ลงใน คํา ๆ เดียววา “ มชี วี ติ เพอื่ แสวงหาความสุข ” คงไมมีใครปฏิเสธวา คาํ ตอบนไ้ี มถ ูกตอ ง เพราะอยา งนอยท่ีสดุ คงไมมีใครมชี ีวติ เพื่อแสวงหาความทุกขแนนอน แมจะมขี อสรุปวาคนเรามชี วี ิตเพ่อื แสวงหาความสขุ แตหากลองพิจารณาดชู วี ิตของแต ละคนแลว กลบั พบวา ไมมใี ครทีม่ ีความสุขแทจ ริงสักคนเดียว มแี ตค วามสขุ จอมปลอม ช่วั ครูชวั่ คราว ขาด ๆ หาย ๆ คร่งึ ๆ กลาง ๆ สุขบาง ทกุ ขบาง สลับกันไป ถาเชนนั้น ทาํ อยา งไรจึงจะมคี วามสขุ ทส่ี มบรู ณอยางแทจรงิ ยงั่ ยืนถาวร ? ความสขุ กเ็ ชน เดียวกบั สงั ขารธรรมอื่น ๆ ยอ มเกดิ ข้นึ เพราะเหตปุ จจยั หลาย ๆ ประการประกอบกนั ชวยกันอุดหนุนใหค วามสขุ เกิดขึ้นและตัง้ อยูได หากตองการความสุขทส่ี มบรู ณแ ทจริง ย่ังยนื ถาวร ก็ตอ งทาํ เหตปุ จ จยั เหลา น้นั ใหถ งึ พรอม จึงจะไดค วามสุขดังหวัง ความสขุ นอกจากจะเกดิ จากเหตุปจจัยหลายประการแลว ความสุขก็ยงั มีเส้ียนหนามท่ี คอยทิ่มตาํ ความสุขใหไ ดรับความเจ็บปวด คอยทาํ ลายความสขุ ใหก ลบั กลายเปนความทุกข อยเู สมอ ๆ ในบรรดาเส้ียนหนามทัง้ หลายของความสขุ สิง่ ท่สี าํ คญั ท่ีสุดอยา งหนึ่ง ก็คือ ความกลัวตาย ความตายเปนความสนิ้ สุดของชีวิตซึ่งคกู ับความเกิดคือการเริ่มตนของชีวติ เพราะฉะนน้ั สําหรับชีวิตทเ่ี กดิ มาแลว ก็ไมม ที างหนคี วามตายไดพ น เมื่อเปน เชน นี้ ความตายกเ็ ปนสิ่งท่ี นากลัวอยูเ หมอื นกนั แตใชว า จะไมมีทางออกเสยี เลยทีเดยี ว แมเ ราจะหนีความตายไมพ น แตเ ราก็มีวธิ ปี ฏิบัติท่จี ะอยเู หนอื ความตาย คือ ไมเ ปนทกุ ขเ พราะความตายเปนเหตุ เมือ่ เรา ปฏบิ ตั ิตามวธิ ีนนั้ แลว ความกลัวตายกจ็ ะถกู ทําลายลง จติ ใจก็จะอยเู หนอื ความตาย ชวี ติ ของเราก็จะมีความสขุ ทีส่ มบูรณ เพราะฉะนั้น จึงควรทาํ ความรจู กั กับความตายในแงม ุมตา ง ๆ รวมทั้งวธิ ปี ฏิบตั เิ พ่อื ให จิตใจอยเู หนอื ความตาย ดังหวั ขอ ตอ ไปน้ี
๒ ความตายคอื อะไร ? ความตาย คือ ความแตกดับหรอื ความสนิ้ สดุ ของชีวิต เปน ภาวะทต่ี า หู จมูก ล้ิน กายและใจ หยุดทํางานโดยสิน้ เชิง คอื ไมม ีการรับรูส่ิงใด ๆ อกี ตอไป ดังมลี กั ษณาทจิ ตุกกะ (ธรรม ๔ อยา งมลี ักษณะเปนตน) ตอไปนี้ คอื ความตายนั้น มีการเคล่ือนยา ยจากภพทีป่ รากฏอยู เปนลักษณะ มีการจากกันกบั สิ่งทมี่ ีชวี ิตและไมม ีชีวติ ที่เคยเห็นกันในภพน้ี เปนกิจ มกี ารไปจากภพเกา เปนผลปรากฏ มนี ามรปู ทก่ี าํ ลังดับอยู เปน เหตใุ กล ความตายมกี ีอ่ ยาง ? ความตายมหี ลายอยา งแลว แตก ารจําแนก เชน จําแนกโดยสภาวะมี ๒ อยาง คือ ๑.ความตายโดยปรมัตถ ความตายทมี่ สี ภาวะรับรอง คือ ความดับไปของรปู นาม ในแตล ะขณะ ๆ มีชอ่ื เรียกวา ขณิกมรณะ ๒.ความตายโดยสมมุติ ความตายท่ไี มมีสภาวะรบั รอง คอื ความตายที่ไมมจี ริง เปน เพยี งโวหารวา ตายเทาน้ัน เชน คนตาย สัตวตาย ตน ไมตายและรถตาย เปนตน จาํ แนกโดยความถ่ีมี ๓ อยาง คือ ๑.ขณกิ มรณะ ความตายในแตล ะขณะ สังขารธรรมทกุ อยา งลวนมคี วามเกิดขน้ึ ใน เบือ้ งตน ตั้งอยใู นทามกลาง และดับไปในทส่ี ดุ ขณะทดี่ ับนน่ั เองเรียกวา ขณกิ มรณะ ในคมั ภรี อภิธรรมแสดงวา ในเวลาแคช ่ัวลดั นว้ิ มือเดยี ว จิตมกี ารเกดิ ดับ (ตาย) ถงึ แสนโกฏขิ ณะ สว นรูปมอี ายมุ ากกวา จติ ๑๗ เทา กลาวคือ จิตมกี ารเกิดดบั ถงึ ๑๗ ครงั้ รปู มกี ารเกิดดบั เพยี งแคครง้ั เดียว ในทางวิทยาศาสตรกลาววา ไฟฟาท่ีเราใชอยใู นแตละวนั มกี ารเกิดดับของกระแสไฟถึง วินาทีละ ๔๗ คร้งั ขณะท่ดี ับของกายก็ดี ของจิตกด็ ี ในแตล ะขณะ ๆ เรยี กวา ขณิกมรณะ ชีวติ คนเราแตล ะวันมขี ณกิ มรณะเกิดข้นึ ไมอ าจนับประมาณได ๒.ภวมรณะ คือความตายของสตั วทง้ั หลายในภพหนงึ่ ๆ ซึ่งแตล ะภพมอี ายุไมเ ทากนั เชน มนุษยในปจจุบันมอี ายุประมาณ ๗๕ ป เทวดาช้นั จาตมุ มหาราชกิ ามีอายุ ๕๐๐ ปท ิพย
๓ อรปู พรหมช้ันเนวสญั ญานาสัญญายตนะมีอายุ ๘๔,๐๐๐ มหากปั ป เปน ตน ความตายของ อตั ภาพหนงึ่ ๆ ในภพนั้น ๆ เรยี กวา ภวมรณะ ( คาํ วา ภวมรณะ เปน คําทผ่ี ูเขยี นบญั ญัตขิ นึ้ ใชเอง ในคัมภีรวิสุทธมิ รรคกลา วถึง ความตาย ๓ อยาง คือ ขณิกมรณะ – ความตายในแตล ะขณะ สมมตมิ รณะ – ความ ตายโดยสมมติ และสมจุ เฉทมรณะ – ความตายโดยเดด็ ขาด โดยขณิกมรณะเปนความ ตายที่มคี วามถ่ีที่สดุ เพียงแควนิ าทหี น่ึงกย็ ากท่ีจะนับไดวา มกี ารตายดว ยขณิกมรณะก่ีครั้ง และสมุจเฉทมรณะเปนความตายโดยเดด็ ขาด ชีวติ หนึ่งในความสบื ตอแหงสงั สารวฏั นีจ้ ะมี ความตายชนิดนี้เพียงครงั้ เดยี วเทานน้ั สวนสมมติมรณะก็เปนเพียงช่ือวา ตนไมตาย รถตาย เปน ตน ซ่งึ ไมเกีย่ วกับความตายของคนและสตั วท ง้ั หลาย ฉะนน้ั ผูเ ขยี นจงึ บญั ญัตคิ าํ วา ภวมรณะขึ้นใช ) ภวมรณะก็คอื ขณิกมรณะน่ันเอง แตเปน ขณิกมรณะที่เกดิ ขน้ึ เปน ครงั้ สดุ ทายในภพหนงึ่ ๆ ๓.สมุจเฉทมรณะ คอื ความตายโดยเดด็ ขาด ทเี่ รยี กวา ความตายโดยเด็ดขาด เพราะเปนความตายท่ีไมเ ปนปจ จัยแกการเกิดใหมอกี ตอ ไป ไดแก ความตายของพระอรหนั ต ผหู มดกเิ ลสแลว สวนการตายของบุคคลที่เหลือยงั เปนปจจัยแกการเกดิ ใหมอกี จงึ ไมเ รียกวา สมจุ เฉทมรณะ สมจุ เฉทมรณะ กค็ ือ ขณกิ มรณะนัน่ เอง แตเ ปนขณกิ มรณะครัง้ สดุ ทาย ของพระอรหันต จําแนกโดยเหตมุ ี ๔ อยา ง คอื ๑.ความตายเพราะสิน้ กรรม ๒.ความตายเพราะสน้ิ อายุ ๓.ความตายเพราะส้นิ ท้งั กรรมและอายุ ๔.ความตายเพราะอปุ จเฉทกกรรมตัดรอน จาํ แนกโดยกาลมี ๒ อยา ง คอื ๑.กาลมรณะ ความตายในกาลอนั ควร ไดแ ก ความตายเพราะส้นิ กรรม ตายเพราะ สนิ้ อายุ และตายเพราะส้นิ ท้ังกรรมและอายุ ๒.อกาลมรณะ ความตายในกาลอนั ไมค วร ไดแก ความตายเพราะอุปจ เฉทกกรรม ตัดรอน เชน ประสบอุบตั เิ หตตุ าง ๆ เปน ตน
๔ จาํ แนกโดยซากมี ๒ อยาง คือ ๑.ความตายทเ่ี หลอื ซาก คอื หลังจากจุติจติ ดับไปแลวซ่ึงเรียกวาตาย รางกายก็ยัง เหลอื อยูเปนซากศพที่คอ ย ๆ ดบั ไป สลายไปตามกาลเวลา ไดแ ก ความตายของมนุษย และสัตวด ริ ัจฉานท้งั หลาย ๒.ความตายท่ีไมเหลอื ซาก คือ ท้งั รา งกายและจิตใจดับลงพรอมกนั เม่อื ตาย ไมเ หลอื ซากศพเอาไว เหมือนไฟฟาดับ แสงสวา งก็ดบั หมดไมม อี ะไรเหลือ ไดแ ก ความตายของ เทวดา พรหม สตั วนรก เปรตและอสุรกาย จําแนกโดยบุคคลมี ๓ อยา ง คอื ๑.ความตายของปุถุชน เปนความตายทยี่ งั เปน ปจจัยแกการเกิดใหม แตไ มแนน อนวา จะเกดิ ในสุคติภูมิหรือทุคติภมู ิ ๒.ความตายของพระเสกขบคุ คล ไดแ ก พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เปนความตายทยี่ ังเปนปจจัยแกการเกิดใหม แตจ ะเกิดเฉพาะในสคุ ตภิ ูมเิ ทา นน้ั ๓.ความตายของพระอรหนั ต เปน ความตายท่ีไมเปน ปจ จยั แกการเกิดใหมอีกตอไป จําแนกโดยปจจัยมี ๒ อยา ง คอื ๑.ความตายท่เี ปน ปจจยั แกการเกดิ ไดแ ก ความตายของปุถชุ นและพระเสกขบคุ คล ๒.ความตายทีไ่ มเปนปจ จยั แกการเกิด ไดแก ความตายของพระอรหนั ต นอกจากน้ียงั สามารถจาํ แนกความตายไดอ กี หลายประเภท ตามนยั ตา ง ๆ แตเหน็ วา เกนิ ความจาํ เปน จงึ จาํ แนกไวพ อสังเขป อะไรเปน เหตแุ หง ความตาย ? เหตุแหง ความตายแบง ไดเ ปน ๒ อยาง คือ ๑.เหตสุ ามัญ ไดแก ความเกิด เพราะมคี วามเกดิ จึงมีความตาย หากไมมคี วามเกดิ ก็ไมม ีความตาย เพราะฉะนน้ั ความเกิดจึงเปน เหตุพื้นฐานของความตาย (สําหรบั ความ เกดิ มกี รรมและตณั หาเปนเหตุ) ๒.เหตุพเิ ศษ การท่ีคนเราเกดิ มาแลว ถึงคราวตาย กลับตายไมเ หมอื นกนั บางคนตาย ตอนวัยเด็ก บางคนตายตอนวัยกลางคน บางคนตายตอนวัยชรา บางคนตายดว ยโรค บาง คนตายดวยอุบตั ิเหตุเปน ตน ก็เพราะเหตพุ ิเศษแตกตางกัน เหตุพิเศษท่ีวานี้มี ๔ อยา ง คือ
๕ ๑.สน้ิ กรรม ทกุ ชวี ิตที่เกดิ มา ลวนเกดิ มาเพราะชนกกรรมทาํ ใหเ กดิ และมอี ปุ ถัมภก กรรมคอยอุดหนุน ชนกกรรมจะเปน ตวั กําหนดชะตาชวี ติ ของคน ๆ นน้ั วา จะดหี รือเลว อายุ ส้นั หรอื อายยุ ืน เปนตน เม่อื ชนกกรรมและอุปถมั ภกกรรมหมดกาํ ลงั ลง ชีวิตนัน้ ก็ยอมถึง แกค วามตาย ความตายทเ่ี กิดขึ้นเพราะสิ้นกรรม อุปมาเหมือนความดับของตะเกียงท่ี นํ้ามนั หมด ทง้ั ๆ ที่ไสยงั เหลืออยู ๒.สิ้นอายุ เม่ือวาโดยปรมตั ถ อายไุ ดแกชวี ิตรปู ชีวิตรปู คือรปู ชนิดหนึง่ ที่เกดิ จาก กรรม ในบรรดารูปท่เี กิดจากกรรมทงั้ หลาย มีหนา ทร่ี กั ษากัมมชรปู อืน่ ๆ ใหตัง้ อยูไดน าน ๆ เมอ่ื ชวี ติ รูปดบั ลงดว ยเหตุใดเหตุหนง่ึ ก็ตาม กัมมชรปู ที่เหลือกย็ อมดบั ตามไปดว ย เมื่อกัมมช รูปดบั ลงเปน คร้งั สดุ ทายในภพหน่ึง จึงเรียกความดบั นั้นวา ความตาย ความตายทีเ่ กิดขึ้น เพราะชีวิตรปู สนิ้ ไป เรยี กวา ตายเพราะส้นิ อายุ อีกอยา งหน่งึ อายเุ มื่อวา โดยสมมุตกิ ค็ อื เวลาของชวี ิตหน่งึ ๆ ในภพหน่ึง ๆ ซึง่ แตล ะชีวติ แตล ะภพจะมอี ายุไมเ ทา กัน อายโุ ดยเฉล่ียของชีวติ ในภพน้ัน ๆ เรยี กวาอายุกปั ป อายกุ ปั ป แตล ะยคุ สมยั กไ็ มเทา กัน บางยคุ มีอายุยืนถึง ๑ อสงไขยป บางยคุ มอี ายุสั้นเพียง ๑๐ ป ในยุคสมยั น้ีเชอ่ื วา อายกุ ัปปของมนษุ ยเ หลือเพยี ง ๗๕ ป ผใู ดมชี วี ิตอยูจนถึง ๗๕ ป นอ ยกวา หรือมากกวานิดหนอ ยแลวตาย ความตายของผนู ้นั เรยี กวา ตายเพราะสน้ิ อายุ อปุ มา เหมือนความดบั ของตะเกยี งท่ไี สห มด แมวา นํา้ มันจะยังเหลอื อยูก ต็ าม เกยี่ วกับเร่ืองอายนุ ี้ มสี ิ่งที่นารอู ยา งหนึง่ คือ ในปฐมอนายุสสสูตร (อง.ฺ ปจฺ ก.) พระพุทธเจาแสดงเหตุใหอายุส้นั วา มีอยู ๕ อยา ง คือ ๑.บุคคลไมเ ปนผทู ําความสบายแกต นเอง ๒.ไมร จู ักประมาณในส่งิ ทส่ี บาย ๓.บรโิ ภคสง่ิ ที่ยอยยาก ๔.เปน ผเู ทยี่ วในกาลไมสมควร ๕.ไมป ระพฤตปิ ระเสริฐ ( อพรหมจรรย ) ในทุติยอนายสุ สสูตร (องฺ.ปฺจก.) พระพุทธเจาแสดงเหตุใหอายุสั้นเพม่ิ จากสูตรกอน ๒ อยาง คือ เปนคนทุศีล มีมติ รเลวทราม สวนเหตุใหอายุยนื มนี ยั ตรงขา ม ๓.สนิ้ ทง้ั กรรมและอายุ คอื ทั้งกรรมและอายุสิน้ ลงพรอ มกัน จงึ ทําใหชีวติ นนั้ ถงึ แกความตาย ความตายทเ่ี กิดข้นึ เพราะสิน้ ท้ังกรรมและอายุ อุปมาเหมือนความดับของ ตะเกยี งที่ดบั ลง เพราะนํา้ มนั และไสห มดลงพรอมกัน
๖ ๔.อปุ จเฉทกกรรม คือ กรรมทเี่ ขาไปตดั รอนหรอื ทาํ ลายชนกกรรมไมใหสงผลตอ ไป ทกุ ชีวิตทีเ่ กิดมา ลว นถกู ชนกกรรมกําหนดมาวา ใหม อี ายุยนื ยาวแคไหน หากไมมกี รรมอน่ื มาสนบั สนนุ หรอื เบียดเบยี นทําลาย ชวี ิตนน้ั กจ็ ะเปน ไปตามทช่ี นกกรรมกาํ หนด แตหากมี กรรมอน่ื มาสนับสนนุ ชีวติ นน้ั กจ็ ะยนื ยาวไปกวากําหนด ในทางกลับกัน หากมกี รรมอืน่ มา ตัดรอน ชีวติ น้นั กจ็ ะสัน้ กวาทค่ี วรจะเปน กรรมทีม่ าตดั รอนชนกกรรมทําใหช วี ติ ตองตายกอน เวลาอันควร เ รียกวา อุปจ เฉทกกรรม ความตายท่ีเกิดจากอุปจเฉทกกรรมตดั รอนเรียกวา อปุ จเฉทกมรณะ ความตายเพราะอุปจ เฉทกกรรมตดั รอน อุปมาเหมือนความดับของ ตะเกียงท่ถี ูกลมพัดหรอื ตะเกียงลม นอกจากนใี้ นคมั ภีรม ิลนิ ทปญ หา แสดงเหตุของความตายไว ๘ อยา ง คือ ๑.เพราะโรคทม่ี ลี มเปน สมฏุ ฐาน ๒.เพราะโรคทมี่ ีดีเปนสมฏุ ฐาน ๓.เพราะโรคทมี่ ีเสมหะเปน สมุฏฐาน ๔.เพราะโรคสนั นบิ าต ( คือโรคทีเ่ กิดจาก การประชมุ กันของสมุฏฐานหลายอยา ง ) ๕.เพราะความแปรปรวนของอตุ ุคือความเยน็ ความรอ น ๖.เพราะการบริหารกายท่ไี มดี ๗.เพราะความพยายามของตนเองและคนอื่น ๘.เพราะวบิ ากกรรม ความตายเพราะวิบากกรรมช่อื วาเปน ความตายในกาลอนั ควร ความตายเพราะเหตุที่ เหลือชือ่ วาความตายในกาลอันไมค วร ในคัมภีรธรรมบท กลาวถึงเหตุแหงความตายของเทวดาวามีอยู ๔ อยา ง คือ ๑.สิ้นอายุ ๒.สิ้นบญุ ๓.ส้นิ อาหาร ๔.เกิดความโกรธ อะไรเปน เหตใุ หคนเรากลวั ตาย ? หากจะถามวา ทาํ ไมคนเราจึงกลัวตาย ? ตอบไดว า เพราะเหตปุ จจัยหลัก ๒ ประการ คือ ๑.ความตายมีสภาพท่ีนากลวั ๒.คนเรายงั มีกเิ ลสที่เปนเหตใุ หเ กดิ ความกลัว เชนเดยี วกับถามวาทาํ ไมคนเราจึงกลวั เสือ คําตอบก็มีลกั ษณะเดยี วกนั คอื เสือมีลักษณะ ทีน่ ากลัว และคนเรามีกเิ ลสจงึ เกิดความกลวั เสือ ความกลวั เปนธรรมชาติอยางหน่ึงของคนและสัตวทั้งหลาย เปนสญั ชาตญาณทตี่ ดิ ตวั มาตง้ั แตเ กิด ลักษณะของความกลัวคือไมก ลา ทจ่ี ะเผชิญหนา กบั สงิ่ นน้ั ๆ จิตใจหวาดผวา ออนแอ และรสู กึ ไมสบายใจเมอ่ื ตอ งประสบกบั อารมณน ้ัน
๗ ความกลัวเปนธรรมชาติอยา งหน่งึ ท่ีมีจริง มชี อ่ื เรียกวา โทสเจตสกิ มลี ักษณะ ๒ อยา ง คือ ไมช อบใจ ขัดใจ ตองการทีจ่ ะทาํ ลายอารมณน้ัน ๆ อยา งหน่ึง และหากอารมณน ้นั ตนไมสามารถทาํ ลายได เพราะมอี ทิ ธิพลเหนอื ตน กจ็ ะรสู กึ หวาดกลวั ตอ งการจะหนจี าก อารมณน ้ันอยางหน่ึง ความกลวั ตายท่กี าํ ลงั กลา วถงึ กเ็ ปนโทสเจตสิกในลักษณะนี้ อีกอยา งหนงึ่ ควรทราบวา ทกี่ ลาววา สัตวท ง้ั หลายมีความกลวั ตายน้ัน มคี วามกลวั ตายโดยอาการ ๒ อยาง คือ ๑.โดยการประกอบกับจติ (สมั ปยุตต) ไดแก จติ ท่เี กิดขนึ้ พรอมกับโทสเจตสิกที่มี ความกลัวเปนลกั ษณะ โดยมีความตายเปน อารมณ เรียกชือ่ วา โทสมลู จติ ๒.โดยความเปน สภาวะท่ยี งั ละไมไ ด (อนสุ ยั ) ผทู ี่ยังละโทสเจตสกิ ไมไ ด ชื่อวา ยังมี ความกลัวอยใู นฐานะเปน อนสุ ยั แมว า โทสมลู จิตทีม่ ีลกั ษณะกลวั ตอความตายจะไมเกิดขน้ึ ประกอบกับจิตกต็ าม แตก ก็ ลา วไดวายังมคี วามกลัวอยใู นฐานะทีย่ ังละความกลวั ไมไ ด สวนผูท ่ไี มม ีความกลวั ตาย ก็ไมมคี วามกลัวตายโดยอาการ ๒ เชนกัน คือ ๑.โดยการละความกลวั ตายไดเ ด็ดขาด ไดแ ก พระอนาคามแี ละพระอรหันต ไมม ี ความกลวั ตายเกดิ ขน้ึ ในใจของทานเลยตลอดกาล เพราะทานสามารถละโทสเจตสกิ ไดแลว ดวยอนาคามมิ รรคและอรหัตตมรรค ๒.โดยความกลัวตายไมเ กดิ ขนึ้ ประกอบกับจติ คือ ในขณะทีจ่ ิตเปนกุศลกด็ ี เปน อกศุ ลจติ ที่ประกอบดว ยโลภะกด็ ี ประกอบดวยโมหะกด็ หี รอื เปนอัพยากตจติ กด็ ี ในขณะนนั้ ความกลวั ตายกไ็ มเ กิดขนึ้ แตเมอ่ื ไดปจจยั ความกลัวตายก็ยังเกดิ ไดอ กี เพราะยงั ละความ กลัวตายไมไ ด กเิ ลสเปน เหตุใหคนเรากลวั ตาย ในอภยสูตร(อง.ฺ จตกุ .) พระพทุ ธเจาแสดงเหตุทีท่ าํ ใหคนเรากลวั ตายวามีอยู ๔ อยา งคอื ๑.ความยินดีพอใจในกามคุณ ๕ ๒.ความยินดพี อใจในชวี ติ ๓.ไมไดท ําบญุ กุศลไว ๔.มคี วามสงสยั ครอบงําจติ ใจ ๑.ความยินดพี อใจในกามคุณ ๕ (กามตณั หา) กามคณุ ๕ คอื รปู เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ อนั นาปรารถนา นา ใคร นาพอใจ ความยินดีพอใจ หรือที่เรยี กวาตัณหาน้นั ทําใหใ จของเราตดิ ขอ งอยู เรายินดีในสงิ่ ใด ใจของเรากจ็ ะติดขอ งอยูกบั สิ่งน้ัน เหมือนปลา ตดิ เบด็ หรอื ลิงตดิ ตังฉะนั้น ความยินดี นอกจากจะทําใหจิตมีลักษณะติดของในอารมณแลว
๘ ยงั ทําใหเกิดความกลวั ทีแ่ ฝงเรน อยดู วย คอื กลัววาสงิ่ น้นั จะจากตนไป หรอื ตนจะตองจากสง่ิ น้นั ไป ในบรรดาสง่ิ ทง้ั หลายที่จะทําใหเราตอ งพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจน้ัน ไมว าจะ เปน คน สตั ว กาลเวลาหรอื อื่น ๆ ก็ตาม สิ่งหนึง่ ซง่ึ แนน อนท่สี ุดทจ่ี ะทาํ ใหเ ราตอ งพลัดพราก จากของรักท้งั หลาย กค็ อื ความตายของเราเอง ซึ่งเราไมส ามารถหลกี หนคี วามตายไดพ น เพราะฉะนั้น ความยินดใี นกามคณุ ๕ จึงเปนเหตใุ หเกิดความกลวั ตายไดอ ยางน้ี ดงั ที่ พระพุทธเจาไดตรสั ไวว า ดกู อ นพราหมณ กส็ ัตวผมู ีความตายเปนธรรมดา ยอ มกลวั ถงึ ความสะดงุ ตอ ความตายเปนไฉน ? บุคคลบางคนในโลกน้ี เปนผูยังไมปราศจากความกําหนดั ยงั ไมปราศจากความพอใจ ยงั ไมปราศจากความรกั ยงั ไมป ราศจากความกระหาย ยังไมป ราศจากความเรารอ น ยงั ไมป ราศจากความทะยานอยาก ในกามท้งั หลาย มโี รคหนักอยา งใดอยางหนึง่ ถูกตองเขา เมื่อเขามโี รคหนักอยางใดอยา งหน่ึงถูกตอ ง แลว ยอมมคี วามปริวติ กอยางน้ีวา กามอันเปนที่รักจกั ละเราไปเสียละหนอ และเรา กจ็ ะตองละกามอนั เปน ทีร่ กั ไป เขายอ มเศราโศก ยอ มลาํ บากใจ ยอ มรํ่าไร ทบุ อก ครํ่าครวญ ถึงความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ บคุ คลนี้แล ผมู ีความตายเปนธรรมดา ยอมกลัว ถึงความสะดงุ ตอ ความตาย ๒.ความยินดีพอใจในชีวิต (ภวตณั หา) พระพุทธเจา ตรสั วา นตถฺ ิ อตตฺ สมํ เปมํ แปลวา รกั อืน่ เสมอดวยตนไมมี พระพุทธพจนขอนี้คงไมมใี ครปฏเิ สธวาไมเปนความจรงิ ในคัมภรี อ ภธิ รรมแสดงวา ในขณะท่ีสัตวทั้งหลายเกิดขนึ้ ในภพตาง ๆ ชวนจติ ทเ่ี กิดข้ึนมารบั อารมณเ ปนครั้งแรกคือภวตัณหา หรอื นิกนั ติตัณหา คือ ความยนิ ดใี นอัตภาพหรอื ชีวิตใหม ของตน ฉะนน้ั ตวั ตนจงึ เปนสง่ิ ที่รักยิ่งของสตั วท ั้งหลาย เมือ่ สัตวทัง้ หลายมีความยินดใี น ชีวติ ของตนอยางนี้ ถึงคราวตายจึงทําใหเ กดิ ความกลวั ตาย ดงั ท่ีพระพทุ ธเจา ไดต รสั ไวว า ดูกอ นพราหมณ ... บคุ คลบางคนในโลกน้ี เปน ผูยังไมป ราศจากความกําหนัด ยงั ไมปราศจากความพอใจ ยังไมป ราศจากความรกั ยังไมปราศจากความกระหาย ยังไมปราศจากความเรารอ น ยังไมป ราศจากความทะยานอยากในกาย (รูปกาย-นาม กาย) มีโรคหนกั อยางใดอยางหนง่ึ ถกู ตอ งเขา เม่อื เขามีโรคหนกั อยางใดอยางหนงึ่ ถูกตองแลว ยอ มมีความปริวิตกอยางน้วี า กายอนั เปนท่ีรกั จกั ละเราไปละหนอ และเรากจ็ ักละกายอันเปนท่รี ักไป เขายอ มเศราโศก ยอมลําบากใจ ยอ มร่ําไร ทุบอก คร่ําครวญ ถงึ ความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ แมบ คุ คลนี้แล ผูมคี วาม ตายเปน ธรรมดา ยอมกลวั ถงึ ความสะดุง ตอความตาย
๙ ๓.ไมไ ดทําบุญกุศลไว บญุ กศุ ลนอกจากจะชาํ ระจิตใจใหสะอาด ใหผ ลเปนความสขุ แลว ยงั ทาํ ใหเ กิดความรูสกึ อุนใจวา หากชาติหนา มจี รงิ บุญกุศลทเ่ี ราทําไวคงชวยใหเรามี ความสุข แตห ากเราไมไดท าํ บญุ กุศลไว ทําแตบ าปอกศุ ล เมอ่ื ถึงคราวตาย จิตใจยอ ม หวาดผวาตอ ความตายและปรโลก ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจา ไดตรัสไวว า ดูกอนพราหมณ ... บุคคลบางคนในโลกนี้ เปน ผูไ มไ ดท าํ ความดไี ว ไมไดท าํ กุศลไว ไมไดท ําความปองกนั ความกลัวไว ทําแตบ าป ทาํ แตก รรมท่หี ยาบชา ทําแตกรรมที่เศราหมอง มีโรคหนักอยางใดอยา งหน่ึงถูกตอ งเขา เมือ่ เขามีโรคหนกั อยา งใดอยางหนึง่ ถูกตองแลว ยอมมคี วามปริวิตกอยางนี้วา เราไมไดทาํ ความดไี ว ไมไ ดท ํากศุ ลไว ไมไดทาํ ความปอ งกันความกลัวไว ทาํ แตบ าป ทาํ แตก รรมที่ หยาบชา ทําแตก รรมทีเ่ ศราหมอง ดกู อ นผูเจริญ คติของคนไมไดท าํ ความดี ไมไ ด ทาํ กศุ ล ไมไดทําความปองกันความกลัว ทําแตบ าป ทาํ แตกรรมที่หยาบชา ทําแต กรรมท่เี ศราหมองมีประมาณเทา ใด เราละไปแลว ยอมไปสูคตนิ ้ัน (อบายภูมิ ๔) เขา ยอมเศรา โศก ยอมลาํ บากใจ ยอ มรํ่าไร ทบุ อก ครํา่ ครวญ ถงึ ความหลงใหล ดูกอนพราหมณ แมบุคคลนี้แล ผมู ีความตายเปน ธรรมดา ยอมกลัว ถงึ ความ สะดงุ ตอ ความตาย ๔.มีความสงสยั ครอบงําจิตใจ (วจิ ิกิจฉา) ความสงสัยคือความรสู ึกไมแนใ จ ลงั เลใจ ตดั สนิ ใจไมไ ดว าเปน อยา งไรแนใ นเรอื่ งนน้ั ๆ เชน พระพุทธเจา มจี รงิ หรือไม พระธรรมทาํ ให พน ทกุ ขไ ดจรงิ หรือไม พระสงฆมีจรงิ หรือไม ชาตหิ นา – ชาตกิ อ นมีจริงหรือไม เปนตน ความ สงสัยมอี ปุ มาเหมอื นคนทเ่ี จอทาง ๒ แพรง ไมร วู า จะไปทางไหนดี และไมร ูว า ทางนนั้ ๆ มี อะไรบา ง เมอ่ื ตอ งไปทางใดทางหน่ึง ก็ทาํ ใหเ กิดความรูสกึ กลวั ในหนทางที่จะตอ งไปน้นั ฉัน ใด ในเวลาใกลตายเรื่องทจ่ี ะสงสัยกค็ อื เร่ืองชาติหนา เร่ืองบุญ เรือ่ งบาป วา มีจรงิ หรือไม เมื่อไมอ าจตดั สนิ ไดวามจี ริงหรือไม เม่ือใกลจะตายยอมรสู กึ กลัวตาย เพราะไมรวู าตายแลว จะเปนอยา งไร ฉนั นั้น ดงั ท่ีพระพุทธเจาไดตรัสไวว า ดกู อ นพราหมณ ... บุคคลบางคนในโลกน้ี เปน ผมู คี วามสงสยั เคลอื บแคลง ไมถงึ ความตกลงใจในพระสัทธรรม มโี รคหนกั อยา งใดอยางหน่ึงถูกตองเขา เมือ่ เขา มโี รคหนกั อยา งใดอยา งหนงึ่ ถกู ตอ งแลว ยอ มมีความปริวติ กอยางนี้วา เรามี ความสงสัยเคลือบแคลง ไมถ ึงความตกลงใจในพระสทั ธรรม เขายอมเศรา โศก ยอมลาํ บากใจ ยอมร่ําไร ทบุ อก ครํ่าครวญ ถึงความหลงใหล ดูกอนพราหมณ แมบ ุคคลน้ีแล มีความตายเปนธรรมดา ยอ มกลวั ถงึ ความสะดงุ ตอ ความตาย
๑๐ ทําอยางไรจึงจะไมกลัวตาย ? ทุกคนท่เี กิดมาลว นรกั ชีวิต และเมอ่ื รวู า วนั หน่ึงชวี ติ ของตนจะตอ งตาย กเ็ กิดความ กลัวตาย ไมอ ยากตาย พยายามหาวิธีการตา ง ๆ ที่จะทาํ ใหตนเปน อมตะคือไมตาย หรอื ตาย ชา ที่สุด แตแ ลววิธีการเหลา น้ันก็ไรผล ไมมีใครรอดพนความตายไปได ดว ยความทค่ี นเรา รักชวี ิต ไมอ ยากตาย เม่อื รูวา ไมสามารถหนีความตายไดพน เพียงแคใหม ีชีวิตยนื ยาว กพ็ อใจ จงึ ทาํ โดยประการตาง ๆ เพ่อื ใหม ชี ีวติ ทย่ี ืนยาว โดยทไี่ มไ ดเตรียมพรอมเพื่อรับมือกบั ความตาย และจดั การกบั ความกลวั ตายทมี่ ีอยใู นใจ ความกลวั ตายจึงยงั เกดิ ข้ึนรบกวน จิตใจ ทําใหจติ ใจหวาดผวา และไมส บายใจอยูเสมอ ในยามทค่ี วามกลัวตายเกิดขึน้ ในใจ ก็พยายามหนีจากความกลัวตายนนั้ โดยการหาอารมณอันนายินดเี พลดิ เพลินมากลบความ กลัวตายน้ันไว ทําใหส บายใจไปชัว่ คราว และแลวเมือ่ ไดเหตปุ จ จัย ความกลวั ตายกเ็ กดิ ขึน้ มาทาํ ลายความรูสกึ สบายใจใหปราศนาการไปอกี ชีวิตคนเราวนเวียนอยูอยางนี้ จติ ใจทกี่ ลัวตายเปน อยางไรทกุ คนทราบดี การทีเ่ ราจะเอาชนะหรือทําลายความกลัวตาย ใหหมดไปจากจิตใจ จะตองรวู าอะไรเปน เหตใุ หเ รากลวั ตาย เม่อื รูแ ลว ก็ละเหตุเหลา นั้นเสยี ความกลวั ตายก็จะไมเกิดขน้ึ มารบกวนจิตใจของเราอีกตอไป ในอภยสูตร (องฺ. จตกุ .) พระพทุ ธเจา ทรงแสดงเหตุทที่ ําใหค นเราไมก ลวั ตาย ซึ่งเทากบั เปนการบอกวธิ ีปฏิบตั เิ พอื่ ความไมก ลวั ตาย ๔ วิธี คอื ๑.ละความยนิ ดใี นกามคณุ ๕ ใหไ ด ๒.ละความยนิ ดใี นชวี ิตใหไ ด ๓.ทาํ บญุ กุศลไวเ ปน เสบียงในภพหนา ๔.ละความสงสัยใหได ๑.ละความยนิ ดีในกามคุณ ๕ ใหไ ด เมอ่ื ไมม คี วามยินดีในกามคณุ แลว เมอ่ื ถึงคราว ตายก็ยอมไมก ลวั ตาย ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจาตรัสไวว า ดูกอ นพราหมณ ก็สตั วผมู คี วามตายเปนธรรมดา ยอ มไมก ลวั ไมถึงความ สะดุง ตอความตายเปน ไฉน ? บคุ คลบางคนในโลกน้ี เปน ผูปราศจากความกาํ หนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ เรารอ น ปราศจากความทะยานอยากในกามท้ังหลาย มโี รคหนกั อยางใดอยางหนึ่ง ถูกตอ งเขา เมอ่ื เขามโี รคหนักอยา งใดอยางหนึ่งถูกตองแลว ยอ มไมม คี วามปริวติ ก อยางนว้ี า กามอนั เปน ที่รกั จักละเราไปเสยี ละหนอ และเราก็จะตอ งละกามอันเปน ทร่ี กั ไป เขายอ มไมเศรา โศก ยอ มไมล ําบากใจ ยอมไมร ่าํ ไร ไมท บุ อก ไมค ร่ํา ครวญ ไมถึงความหลงใหล ดูกอ นพราหมณ บุคคลนแี้ ล ผมู ีความตายเปน ธรรมดา ยอ มไมกลัว ไมถึงความสะดุง ตอ ความตาย
๑๑ ๒.ละความยินดใี นชีวิตใหไ ด ความยนิ ดีในชวี ิตนบั เปน เหตุท่สี ําคญั ท่ีสดุ ทท่ี ําให คนเรากลัวตาย ดงั คาํ กลาวทวี่ า เพราะรกั ตัวจึงกลวั ตาย ฉะน้นั เมอื่ ไมมคี วามยนิ ดี ในชวี ิตแลว ความกลัวตายก็ไมเ กดิ ดงั ทีพ่ ระพุทธเจาตรัสไววา ดูกอ นพราหมณ ..... บคุ คลบางคนในโลกนี้ เปนผปู ราศจากความกาํ หนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ เรารอน ปราศจากความทะยานอยากในกาย (รูปกาย - นามกาย) มีโรคหนกั อยางใด อยา งหนึ่งถกู ตอ งเขา เม่ือเขามีโรคหนักอยา งใดอยา งหนึ่งถูกตองแลว ยอมไมมี ความปริวิตกอยางน้ีวา กายอันเปน ท่ีรักจกั ละเราไปละหนอ และเราก็จกั ละกายอนั เปน ทีร่ กั ไป เขายอมไมเ ศราโศก ยอมไมลําบากใจ ยอ มไมร ํ่าไร ไมทบุ อก ไมค รํา่ ครวญ ไมถ งึ ความหลงใหล ดกู อ นพราหมณ แมบุคคลนี้แล ผูมีความตาย เปน ธรรมดา ยอ มไมก ลัว ไมถงึ ความสะดุง ตอความตาย ๓.ทําบุญกุศลไวเ ปน เสบียงในภพหนา ทําใหเ กดิ ความสบายใจ อุน ใจ และปอ งกนั ความกลัวตายได ดงั ทพี่ ระพทุ ธเจา ตรสั วา ดกู อนพราหมณ ... บคุ คลบางคนในโลกนเ้ี ปน ผูไดทําความดีไว ไดทาํ กศุ ลไว ไดท าํ ความปองกันความกลวั ไว ทาํ แตบ ุญ ทําแตกรรมท่ดี ีงาม ทาํ แตกรรมทบี่ รสิ ุทธ์ิ มโี รคหนกั อยางใดอยา งหนงึ่ ถูกตองเขา เมอื่ เขามีโรคหนักอยา งใดอยา งหนง่ึ ถกู ตอง แลว ยอมมีความปรวิ ิตกอยางน้วี า เราไดท าํ ความดีไว ไดท ํากศุ ลไว ไดทําความ ปอ งกนั ความกลวั ไว ทําแตบุญ ทาํ แตกรรมทดี่ งี าม ทาํ แตก รรมที่บรสิ ุทธ์ิ ดกู อ น ผูเจริญ คติของคนไดท าํ ความดี ไดท ํากศุ ล ไดทาํ ความปองกนั ความกลวั ทําแตบุญ ทําแตกรรมทีด่ ีงาม ทาํ แตกรรมท่บี ริสุทธมิ์ ปี ระมาณเทาใด เราละไปแลว ยอมไปสู คติน้นั เขายอ มไมเศรา โศก ยอ มไมลําบากใจ ยอมไมร ํา่ ไร ไมทุบอก ไมคราํ่ ครวญ ไมถงึ ความหลงใหล ดกู อ นพราหมณ แมบคุ คลนีแ้ ล ผมู คี วามตายเปนธรรมดา ยอ มไมกลัว ไมถึงความสะดงุ ตอความตาย ๔.ละความสงสยั ใหได ดงั ที่พระพุทธเจา ตรัสวา ดกู อนพราหมณ ... บคุ คลบางคน ในโลกนี้เปนผไู มมีความสงสัยเคลือบแคลง ถงึ ความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรค หนกั อยางใดอยางหนง่ึ ถกู ตองเขา เมอื่ เขามโี รคหนักอยา งใดอยางหนึ่ง ถกู ตอ งแลว ยอ มมีความปริวิตกอยางนว้ี า เราไมมคี วามสงสยั เคลือบแคลง ถึงความตกลงใจใน พระสทั ธรรม เขายอมไมเ ศรา โศก ยอ มไมล ําบากใจ ยอมไมร ่าํ ไร ไมท บุ อก ไมครํ่าครวญ ไมถึงความหลงใหล ดกู อนพราหมณ แมบุคคลน้ีแล มคี วามตาย เปนธรรมดา ยอมไมกลวั ไมถ งึ ความสะดุง ตอความตาย
๑๒ ในทุตยิ อนาถปณ ฑิกสูตร (ส.ํ มหา.) ทา นพระสารีบตุ รแสดงเหตุ ๔ อยา ง ใหค นเรา ไมก ลวั ตายแกทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี คอื ๑.มีอรยิ กันตศลี คือ ศลี ท่ีพระอริยเจาพอใจ ไดแ ก ศลี ท่ีไมขาด ไมทะลุ ไมด าง ไมพ รอ ย ๒.มีศรทั ธาอันไมหวั่นไหวในพระพทุ ธเจา ๓.มศี รทั ธาอนั ไมห วนั่ ไหวในพระธรรม ๔.มีศรทั ธาอันไมห วน่ั ไหวในพระสงฆ นอกจากนี้ ในโมฆราชปญ หา โมฆราชมาณพทูลถามพระพุทธเจา วา ทาํ อยา งไร มจั จุราชคอื ความตายจงึ จะมองไมเ หน็ ? พระพทุ ธเจาตรัสตอบวา ใหม องโลกโดยความ เปนของวางจากตัวตน แลวมัจจุราชจะมองไมเ หน็ วิธีนีน้ บั วา เปนวธิ ที ที่ ําลายความกลวั ตายไดด ที ่ีสุด เพราะเม่ือมองเห็นโลกคอื ชวี ิตวาเปน ของวา งจากตวั เราแลว ก็ไมมตี วั เราท่ี จะตอ งตาย เมื่อไมม ตี ัวเราที่ตอ งตาย ความกลวั ตายกย็ อมไมมี ความรัก : ตน เหตแุ หงความกลวั ตายที่สาํ คัญที่สุด พระพทุ ธเจาไดต รสั เกย่ี วกบั เหตแุ หง ความทกุ ขไ วในพระสูตรตา ง ๆ มากมาย สรปุ แลว คือ ความทกุ ขท งั้ หลายเกิดจากความรัก รกั มากเทาไร กท็ ุกขมากเทานั้น รักรอ ย ก็ทกุ ขรอย รกั หนึ่งกท็ กุ ขหน่ึง ไมมคี วามรักเลย ก็ไมมีความทุกขเลย เพราะฉะนน้ั ผไู มต อ งการความทุกข ก็ไมค วรรักสิง่ ใด ๆ แมก ระทั่งรักตัวเอง อาจมขี อสงสัยวา ความรักทาํ ใหเ กิดความทุกขไดอ ยา งไร ความรกั ทําใหเ กิดความสุข ไมใชหรอื ? ขอ นีต้ อบวา เปน อยา งนัน้ คือ ในขณะทมี่ ีความรัก ในขณะน้ันมีความสุข แนน อน ในคัมภีรอภิธรรมแสดงวา โลภะหรือตณั หา หรอื ทเ่ี รยี กในภาษาไทยวา ความรัก นั้น จะเกดิ รว มกบั เวทนาคือความรสู ึกทีเ่ ปนโสมนสั เวทนา (ดีใจ) และอเุ บกขาเวทนา (เฉย ๆ) เทานนั้ จะเกิดรวมกบั โทมนสั เวทนา (เสียใจหรือเปน ทุกข) ไมไ ด เพราะฉะนน้ั ทบี่ อกวา ความรกั ทําใหเกิดความสุขจึงเปน ความจริง ถา เชน นัน้ ที่กลา ววา ความทุกขทง้ั หลาย รวมทัง้ ความทุกขอนั เกิดจากความกลวั ตาย เกิดจากความรัก จะเปนไปไดอ ยา งไร เม่ือความรักทาํ ใหเ กดิ ความสุขเปนความจรงิ ? ท่กี ลา ววา ความรักทําใหเกิดความทกุ ขกต็ องไมจ ริง หรือถาความรักทาํ ใหเ กดิ ความ ทุกขเ ปน ความจริง ทกี่ ลา ววา ความรักทําใหเ กิดความสุขก็ตอ งไมจ ริง ขอ น้ีตอบวา เปน ความจริงทง้ั สองอยา ง ดงั ไดท ราบแลว วา ในขณะทเี่ กดิ ความรัก ในขณะน้นั มีความสุข สว นทกี่ ลา ววา ความรักทาํ ใหเ กดิ ความทุกขน น้ั มีอธบิ ายดงั น้ี
๑๓ ในบรรดาส่ิงทัง้ หลายท่ีเรารัก ไมม สี งิ่ ใดท่จี ะอยูก ับเราไปตลอดกาล หรอื เราจะอยกู บั ส่ิง น้นั ไปตลอดกาล ไมวันใดก็วนั หน่งึ เราจะตองพลัดพรากจากสง่ิ เหลาน้ันไป ถงึ ตอนน้นั ใจของเรายอมเปน ทุกขใ นสัดสวนทเ่ี ทา กบั ความรกั คอื รักมากกท็ ุกขมาก รักนอ ยก็ทกุ ขน อย พระพทุ ธเจาตรสั ไวในวสิ าขาสูตร (ข.ุ อุ.) มีใจความวา คนมขี องรกั ๑๐๐ อยาง ก็มี ความทกุ ข ๑๐๐ อยา ง ... คนมีของรักอยา งเดียว ก็มีความทุกขอ ยางเดยี ว คนไมมี ของรัก ก็ไมมีความทกุ ข เราเรยี กวาผูไมมคี วามโศก ปราศจากกเิ ลสดจุ ธุลี ไมมี ความคับแคน ใจ ความโศกก็ดี ความรํา่ ไรกด็ ี ความทุกขก็ดี มากมายหลายอยางนี้ มอี ยใู นโลก เพราะอาศัยสัตวห รอื สังขารอันเปนท่รี ัก เม่ือไมมีสตั วหรือสังขารอัน เปน ทร่ี กั ความโศก ความรํ่าไรและความทุกขเ หลาน้ยี อมไมมี เพราะเหตุนัน้ ผไู มมี สตั วหรือสงั ขารอันเปน ที่รักในโลกไหน ๆ จงึ เปนผมู คี วามสขุ ปราศจากความโศก เพราะฉะน้นั ผูปรารถนาความไมโศก ทป่ี ราศจากกิเลสดุจธลุ ี ไมค วรทาํ สัตวหรือ สงั ขารใหเ ปนท่ีรกั ในโลกไหน ๆ ในนาคติ สตู ร (องฺ. ปจฺ ก.) พระองคต รัสวา ดูกอนนาคิตะ อาหารที่กิน ด่ืม เคยี้ ว ลิ้มแลว ยอมมีอุจจาระและปสสาวะเปนผล น้ีเปนผลแหงอาหารนน้ั . ความรกั มีโสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส และอปุ ายาสที่เกดิ ขึน้ เพราะสิ่งที่รกั แปรปรวน เปนอื่นเปนผล น้ีเปน ผลแหงความรกั นนั้ เพราะฉะนั้น ผใู ดไมต องการความทุกขท ง้ั หลาย รวมท้ังความทกุ ขอ นั เนื่องมาจาก ความตายเปน เหตุ กไ็ มควรมีความรักความผกู พนั ในสงิ่ ใด แมกระทั่ง ในชวี ติ ของตวั เอง หากทาํ ไดอ ยา งนี้ กจ็ ะหลุดพน จากความทกุ ขท ้ังปวง ความเช่อื ของคนมผี ลตอความกลัวตายอยา งไร ? ความเช่อื เกย่ี วกบั ความตายของคนในโลกนแี้ บงไดเ ปน ๒ พวกใหญ ๆ คอื ๑.คนท่เี ช่ือวาตายแลวเกดิ อีก ๒.คนท่ีเช่อื วา ตายแลวสูญ คนทเี่ ชื่อวาตายแลว เกดิ อกี คือ เชื่อวา ชาตหิ นามี นรก สวรรค มจี รงิ ไมใชเ พยี งแค สวรรคในอก นรกในใจ อยางท่ีคนบางพวกเช่อื . เช่ือวากรรมดกี รรมชวั่ มจี ริง ใหผ ลเปน ความสุขหรือความทกุ ขไ ดจ ริง คนพวกนี้จึงพยายามทาํ กรรมทด่ี เี ปน กศุ ลกรรม เพ่ือใหตนได ไปเกดิ ในภพภูมิทดี่ ี และมคี วามสขุ ในภพภูมนิ ้นั ๆ เมื่อเขาจะตอ งตาย เขาจะมองความตาย เปนความสน้ิ สดุ ของชวี ิตนี้ และเปนจดุ เร่ิมตนของชีวิตใหม เขาจงึ ไมรูสึกกลวั ตายมากนัก เพราะความเชอ่ื วา ยงั มชี าติหนา ชว ยเจือจางความทกุ ขจ ากความกลวั ตาย ใหล ดนอ ยลง
๑๔ อุปมาเหมอื นคนทส่ี ูญเสียของมคี าไป ยอมรสู ึกเสียดาย แตห ากตนมเี งินมากพอ และสงิ่ น้ัน ยงั มใี หซอ้ื หาได ความรูส กึ เสยี ดายกจ็ ะลดนอ ยลง เพราะเหน็ วาสามารถซือ้ หาใหมไดฉ ันใด คนทเี่ ชอ่ื วา ชาติหนามี ตายแลวเกดิ อกี เมอ่ื ความตายปรากฏ เขากไ็ มเ ปนทุกขมากนัก เพราะเห็นวา ตนจะไดเ กดิ ใหมอีก ฉนั น้นั สว นคนทเี่ ชอ่ื วา ตายแลว สญู คือ เช่อื วาชาติหนา ไมม ี หลงั จากตายแลวไมม กี ารเกิดใน ภพภมู ิตาง ๆ อีก คนพวกนีจ้ ะพยายามแสวงหาความสขุ อยา งเตม็ ท่ี อยากทําอะไรกท็ าํ เพราะเห็นวา ตายแลวไมม โี อกาสไดทําอยา งนนั้ อีก จะระมดั ระวงั การกระทาํ บางก็เพ่อื ไมใ ห ผดิ กฎหมาย เพราะไมตองการติดคุกติดตะราง เม่อื เขาจะตองตาย เขาจะมองความตายวา เปนความสนิ้ สดุ ของทุกสงิ่ ทุกอยาง จึงเกดิ ความกลัวตายอยางมาก ยงิ่ คนท่ีมคี วามสขุ สบาย มากก็ยิง่ มคี วามกลัวตายมากข้ึนเปนทวคี ูณ อปุ มาเหมอื นคนที่สูญเสียของมีคา ไป และไม สามารถหาสิ่งนั้นจากท่ใี ด ๆ ไดอกี ยอ มรูสกึ เสียดายมากฉนั ใด คนท่ีเชื่อวา ตายแลวไม เกิดอีก เมื่อเขาจะตองตายจากโลกนไ้ี ป ยอมเสียดายชวี ิตและรูสกึ กลวั ตายมาก ฉันน้ัน การเตรียมตวั ตายในยามปกติ คนเราสวนใหญมักประมาท คดิ วา ชีวิตของตนจะอยูย ืนยาวเรื่อยไป ยังไมต ายตอนน้ี จึงใชช ีวิตอยางสนุกสนานเพลดิ เพลินไปกับส่งิ ลอ ใจตาง ๆ อยาพดู เรื่องการเตรียมตัวตายเลย แมแ ตการนกึ ถึงความตายบางก็ยังยาก เมื่อถึงคราวตายจงึ ทาํ ใจไมได “ การเตรยี มตวั ทีด่ ี เทา กับสําเร็จไปแลวคร่งึ หนง่ึ ” คาํ กลา วนี้นับวา เปน ความจริง การจะลงมอื ทําสิ่งใดก็ตาม หากมีการเตรียมตัวลวงหนา แลว เมือ่ ตอ งลงมอื ทําจรงิ ก็ยอมทาํ ไดดี ไมข ลกุ ขลัก เชนเดียวกบั ความตาย เราทุกคนตองตาย หากเรามีการเตรียมตวั ตาย ที่ดี เราก็จะตายดี หากไมมกี ารเตรียมตวั ตาย ก็ยากทจ่ี ะตายดี คาํ วา ตายดี กค็ ือ ตายดว ยจติ ใจทีด่ ี ไมร สู กึ กลวั และตายแลวกไ็ ปสูสถานท่ดี ี คือ สุคตภิ มู ิ ผรู เู ทาทนั ความจรงิ ของชีวิต ถอื คติที่วา “ การดาํ เนินชวี ิตทีด่ ี ตองพรอมท่จี ะตาย ในทกุ ขณะ ” ทา นจงึ เตรียมพรอมเสมอสําหรับการตอนรบั ความตาย เพราะความตายอาจ มาเยือนเม่อื ไรก็ได โดยไมเคยเตือนใหร ลู ว งหนา การเตรียมตวั ตายแบง ได ๒ ดาน คอื ๑.ดานภายนอกคือสงั คม ๒.ดานภายในคือจิตใจ
๑๕ ๑.การเตรียมตัวดานภายนอก คอื เก่ยี วกบั ผคู น การงานและวัตถสุ ิ่งของตางๆ ควรจดั การใหเรยี บรอยลงตัว ไมกอ ใหเ กดิ ความรสู กึ กงั วล เชน จดั การแบงมรดกหรือทาํ พินยั กรรมไว เปน ตน หากไมจ ดั การใหเ รียบรอ ย จติ ใจหวงกังวลอยู หวงทรพั ยสมบัตกิ ด็ ี สามีภรรยากด็ ี บตุ รธิดาก็ดี หากตายลงในขณะน้นั มคี วามเสย่ี งสงู ท่ีจะเกดิ เปนเปรต ฉะนัน้ ควรจัดการ ใหเรียบรอ ย หากไมส ามารถจัดการใหเรยี บรอ ยได ก็ควรตัดใจเสยี จะไดน อนตายตาหลบั ๒.การเตรียมตวั ดา นจิตใจ ทาํ ไดดงั น้ี คือ ๑.หมนั่ ระลกึ ถงึ ความตายอยเู สมอ ๆ ๒.ไมสรา งความรักหรือความผกู พันกบั ส่ิงใด ๆ ในภายนอก (กามคุณทงั้ หลาย) ๓.พยายามละ คลายความรัก ความยนิ ดีในชวี ิตของตวั เองใหน อ ยลง ๔.หมน่ั ทําจิตใจใหเปนบญุ อยูเ สมอ ๕.ในการทาํ บญุ ทกุ คร้ัง ควรมกี ารจดบนั ทึกไวด ว ย ๑.หมน่ั ระลกึ ถึงความตายอยูเ สมอๆ เพื่อใหเ ขาใจและยอมรับสภาพธรรมดาของชีวิต สง่ิ ใดกต็ ามทเ่ี ปนสง่ิ แปลกใหมสาํ หรับเรา เมือ่ เหน็ สิ่งน้ันเปนครง้ั แรกยอมรูส ึกตื่นเตน หรอื หวาดกลวั เชน เหน็ คนหรอื สงิ่ ของท่สี วยงามเปนครงั้ แรก จติ ใจยอมรูสกึ ตื่นเตน ดใี จ แตเ มื่อ เหน็ ทุก ๆ วนั ความรสู กึ ดีใจกจ็ ะหายไป กลายเปนความรูสกึ เฉย ๆ หรือเมื่อเหน็ งจู งอางเปน คร้ังแรกกร็ ูสึกกลัว แตเม่อื เห็นบอ ย ๆ เขา ก็รสู กึ เฉย ๆ ฉันใด เม่ือเราหมนั่ ระลกึ ถงึ ความตาย อยูเสมอ ๆ ก็จะรสู ึกวา ความตายเปน เร่ืองธรรมดา ไมน า กลวั อะไร ฉนั น้นั ในฐานสูตร (อง.ฺ ปฺจก. /๑๓๘) พระพทุ ธเจา ตรสั ไววา ดกู อนภิกษทุ งั้ หลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรหี รือบรุ ุษ คฤหัสถหรอื บรรพชติ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ ๕ ประการเปน ไฉน ? คือ สตรีหรือบุรุษ คฤหสั ถหรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนอื ง ๆ วา ๑.เรามีความแกเ ปนธรรมดา ไมล วงพนความแกไปได ๒.เรามีความเจบ็ ไขเ ปน ธรรมดา ไมล วงพน ความเจ็บไขไ ปได ๓.เรามคี วามตายเปนธรรมดา ไมล ว งพนความตายไปได ๔.เราจะตอ งพลดั พรากจากของรักของชอบใจท้ังสิน้ ๕.เรามกี รรมเปนของตน เปน ทายาทแหง กรรม มีกรรมเปน กําเนดิ มกี รรม เปน เผาพันธุ มีกรรมเปน ที่พ่ึง เราจักทํากรรมอันใดไว ดกี ็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก เปนผรู ับผลของกรรมนนั้ . ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย เพราะอาศยั อํานาจประโยชนอ ะไร สตรีหรือบุรษุ คฤหัสถ หรือบรรพชติ จึงควรพิจารณาเนอื งๆ วา เรามีความตายเปนธรรมดา ไมล วงพนความ ตายไปได. ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ความมวั เมาในชีวิตมีอยูแกส ตั วท้ังหลายซึ่งเปนเหตุ
๑๖ ใหส ัตวท ัง้ หลายประพฤติทุจรติ ดว ยกายวาจาใจ เมือ่ เขาพิจารณาฐานะนัน้ อยูเ นือง ๆ ยอมละความมวั เมาในชวี ติ น้นั ไดโดยสนิ้ เชงิ หรอื ทําใหเ บาบางลงได. ดูกอนภิกษุ ทง้ั หลาย เพราะอาศัยอาํ นาจประโยชนน ้แี ล สตรหี รือบรุ ษุ คฤหสั ถห รอื บรรพชติ จงึ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ วา เรามีความตายเปน ธรรมดา ไมลว งพนความตายไปได ๒.ไมสรางความรกั หรอื ความผูกพนั กบั สิ่งใด ๆ ในภายนอก (กามคณุ ) ไมว า จะ เปนผูคน ส่ิงของ สตั วเล้ยี ง หรอื ช่อื เสียงเกียรติคุณ เพอ่ื ใหจ ิตใจเปนอิสระ ไมเ กาะเกี่ยวกบั สิง่ ใด เมอื่ ความตายมาเยอื น ก็สามารถตอ นรบั ความตายไดด ว ยความสบายใจ ๓.พยายามละคลายความรัก ความยนิ ดใี นชีวติ ของตวั เองใหน อ ยลง ดวยการ พจิ ารณาความทกุ ขท ั้งหลายในชวี ิตหรอื ในสังสารวัฏ เพ่อื ใหเหน็ โทษและเกดิ ความเบื่อหนาย ในชวี ติ เพราะความรักในชวี ติ จะทาํ ใหเ ราเปน ทกุ ข เมือ่ ความตายมาเยือน ๔.หม่ันทําจติ ใจใหเปน บุญอยูเสมอ ดว ยการใหทาน รกั ษาศีล ฟงธรรม สวดมนต เจริญกรรมฐาน เปน ตน เพอื่ ปอ งกันความกลวั ตาย และเปนเสบยี งบุญสําหรับภพหนา หากสามารถทําได กค็ วรเจริญวิปสสนากรรมฐานดวย เพราะวปิ ส สนาเปนบุญที่จะละความ เหน็ ผิดและความยดึ ถือในตัวตนใหหมดสิ้นไป เมื่อไมม คี วามยดึ ถือในตัวตนแลว ความตาย ก็ไมเ ปน ปญ หาสาํ หรบั เราอีกตอ ไป ความทกุ ขท ัง้ หลายในสงั สารวฏั ก็จบสิ้นลงโดยสนิ้ เชิง ๕.ในการทาํ บญุ ทุกคร้งั ควรมีการจดบนั ทึกไวด ว ย วามกี ารทาํ บุญอะไร ท่ไี หนเปน ตน เพอ่ื เอาไวด ู หลังจากไดทําบุญนั้นเสร็จแลว จะไดเ กดิ ความรสู ึกสบายใจ และเมอ่ื ใกลตาย ก็สามารถเปดดไู ด จะทาํ ใหจ ิตใจยดึ เอาอารมณทีเ่ ก่ียวกับกศุ ลนั้น ๆ เปนอารมณกอ นตาย การทําใจเม่ือรูต วั วาตนกําลังจะตาย หากมีการเตรยี มตวั อยูแลว โดยปกติ การทาํ ใจเมอื่ รตู วั วา ตนกาํ ลังจะตายกไ็ มใชเรื่องยาก ทาํ เหมอื นการเตรียมตัวตายในยามปกตินนั่ เอง เพียงแตขณะกําลงั จะตายเปนชวงเวลาท่ี สําคญั กอ นหนานน้ั แมจ ะมกี ารเตรียมตัวตายอยบู าง แตความประมาทก็ยังทําใหเ กดิ ความรสู ึกวา อาจยังไมตายตอนนี้ เมือ่ ขณะกาํ ลังจะตายจรงิ ๆอาจทาํ ใจยอมรบั ความจรงิ ไมไ ด กเ็ ปนได อีกอยางหนึ่งกอนตายอาจเกิดทกุ ขเวทนาทางกาย ทาํ ใหจิตใจกระวนกระวาย ควบคุมจติ ใจตนเองไดยาก ฉะน้นั จึงตอ งเขมงวดเปนพิเศษ โดยการปฏิบตั ดิ ังนี้ ๑.อยูสงบเพียงลาํ พงั ไมใหผ ูใ ดรบกวน ๒.สรางบรรยากาศในหอ งทอ่ี ยูใหเกิดกศุ ลไดงาย ๓.ตดั ใจสง่ิ ภายนอกใหหมด อยากงั วลกบั สิง่ ใด
๑๗ ๔.นกึ ถึงบุญกุศลท่เี คยทํา หรอื ทําบุญกศุ ลทสี่ ามารถทาํ ได ในขณะนัน้ เชน นมิ นต พระภิกษมุ ารับสังฆทาน มาสวดมนต หรือมาแสดงธรรมใหฟง เปนตน ๕.หากมพี นื้ ฐานทางดานการเจรญิ กรรมฐาน ไมว าจะเปน สมถะหรือวปิ ส สนา ควรเจรญิ กรรมฐาน เพอื่ ใหจ ิตใจมีหลักยดึ ที่เปนบญุ กศุ ล การทําใจเมื่อคนรักตายจาก พระพุทธเจาตรัสวา ความพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจเปน ทกุ ข เปนความ จรงิ ท่ีทกุ คนยอมรบั และเคยประสบกนั มาแลว มากบา งนอ ยบาง เมอื่ ประสบกบั ความ พลัดพรากจากคนรัก อนั เนื่องมาจากความตาย จะทาํ ใจอยางไร ? มีขอ แนะนาํ ดงั น้ี ๑.พิจารณาวา ความตายเปนสัจธรรมที่มีแกท กุ ชีวติ ไมม ใี ครหนีไดพน ไมวาพระราชา หรอื ยาจก คนช่วั หรอื คนดี ลว นตอ งตายเหมือนกนั หมด ๒.ความเศราโศกเสยี ใจถงึ คนทต่ี ายไปแลว ไมเ กดิ ประโยชน แมผ ูตายกค็ งรูสึกไมส บายใจ หากรวู า เราเปนทุกขเพราะเขาเปน เหตุ ๓.ไมม ีใครตาย (อนตั ตา) มีแตความตายของรปู ธรรมและนามธรรมเทานัน้ ๔.หากชาติหนา มจี รงิ บญุ กุศลมจี รงิ คงไดเ จอกนั อีกในชาติใดชาติหนงึ่ ในเรอ่ื งนี้ พระพทุ ธเจาตรสั แนะนาํ ไวในพระสูตรตา ง ๆ หลายสตู ร เชน ในฐานสตู ร (องฺ. ปจฺ ก.) พระองคต รสั วา ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อนั สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไมพ งึ ได ๕ ประการเปนไฉน ? คือ ฐานะวา ขอสง่ิ ท่ีมีความแกเปน ธรรมดาอยา แก ๑ ขอสง่ิ ท่มี คี วามเจบ็ ไขเ ปน ธรรมดาอยาเจบ็ ไข ๑ ขอสงิ่ ท่มี คี วามตายเปน ธรรมดาอยาตาย ๑ ขอสิง่ ท่มี คี วาม สนิ้ ไปเปน ธรรมดาอยา สนิ้ ไป ๑ ขอส่ิงท่มี ีความฉบิ หายเปน ธรรมดาอยาฉบิ หาย ๑ อนั สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไมพ ึงได ดกู อ นภกิ ษุท้งั หลาย สงิ่ ทม่ี ีความตายเปนธรรมดาของปถุ ุชนผไู มไ ดส ดบั ยอ ม ตายไป เม่ือสิ่งที่มีความตายเปนธรรมดาตายไปแลว เขายอมไมเ ห็นดังนี้วา ไมใชส งิ่ ทม่ี คี วามตายเปนธรรมดาของเราผเู ดยี วเทานัน้ ตายไป โดยที่แทส ง่ิ ท่มี คี วามตายเปน ธรรมดาของสัตวทัง้ ปวงทมี่ กี ารมา การไป การจตุ ิ การอบุ ตั ิ ยอ มตายไปท้ังส้ิน สว นเราเองกเ็ มอื่ สิ่งท่มี ีความตายเปน ธรรมดาตายไปแลว พงึ เศรา โศก ลาํ บาก รา่ํ ไร ทบุ อก ครํ่าครวญ หลงงมงาย แมอาหาร เรากไ็ มอยากรบั ประทาน แมกายกพ็ ึง
๑๘ เศรา หมอง ซบู ผอม แมการงานก็พึงหยุดชะงกั แมพ วกอมิตรกพ็ ึงดีใจ แมพวกมิตร พงึ เสยี ใจ ดังน้ี เมือ่ ส่งิ ที่มคี วามตายเปน ธรรมดาตายไปแลว เขายอมเศรา โศก ลําบาก รํ่าไร ทุบอก ครํ่าครวญ หลงงมงาย นเี้ รยี กวา ปุถชุ นผไู มไดส ดับ ถกู ลูกศร คอื ความโศกทมี่ พี ิษแทงเขา แลว ยอ มทาํ ตนใหเดอื ดรอ น ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย สวนวา สิง่ ท่ีมีความตายเปนธรรมดาของอรยิ สาวก ผไู ด สดับยอมตายไป เมือ่ ส่งิ ทม่ี ีความตายเปน ธรรมดาตายไปแลว อริยสาวกน้ัน ยอ ม พิจารณาเหน็ ดังนี้วา ไมใชสง่ิ ท่ีมคี วามตายเปน ธรรมดาของเราผเู ดยี วเทา นั้น ตายไป โดยทแ่ี ท สิ่งทมี่ ีความตายเปน ธรรมดาของสตั วท้งั ปวง ทม่ี กี ารมา การไป การจุติ การอบุ ตั ิ ยอ มตายไปทั้งส้ิน สวนเราเองก็เมือ่ ส่ิงทมี่ ีความตายเปนธรรมดาตายไป แลว พึงเศรา โศก ลําบาก ราํ่ ไร ทบุ อก ครา่ํ ครวญ หลงงมงาย แมอาหาร เราก็ ไมอ ยากรับประทาน แมกายกพ็ ึงเศราหมอง ซูบผอม แมการงานก็พงึ หยุดชะงัก แมพ วกอมติ รก็พึงดีใจ แมพวกมติ รกพ็ งึ เสยี ใจดงั น้ี เมอ่ื สงิ่ ท่ีมีความตายเปนธรรมดา ตายไปแลว อริยสาวกนน้ั ยอ มไมเศรา โศก ไมล าํ บาก ไมร า่ํ ไร ไมท บุ อกครา่ํ ครวญ ไมห ลงงมงาย นีเ้ รียกวา อริยสาวกผูไดส ดบั ถอนลกู ศรคอื ความโศกทม่ี พี ิษ เปน เครื่องเสียบแทงปถุ ุชนผูไ มไดส ดับ ทาํ ตนใหเ ดือดรอน อริยสาวกผไู มมีความโศก ปราศจากลกู ศร ยอ มดับทกุ ขรอนไดดว ยตนเอง และพระองคไดตรสั ตอไปอกี วา ประโยชนแมเ ล็กนอ ยในโลกน้ี อนั ใคร ๆ ยอ มไมไ ด เพราะการ เศรา โศก เพราะการครํา่ ครวญ พวกอมิตรทราบวา เขาเศราโศก เปน ทกุ ข ยอมดใี จ ก็คราวใด บณั ฑติ ผูพจิ ารณารูเ นือ้ ความ ไมห ว่นั ไหว ในอันตรายทงั้ หมด คราวนั้น พวกอมิตรเห็นหนาอนั ไมผ ดิ ปกติของ บณั ฑิตน้นั ยิม้ แยม ตามเคย ยอ มเปนทุกข บัณฑิต พงึ ไดประโยชนใ นทใี่ ด ๆ ดว ยประการใด ๆ เพราะการ สรรเสริญ เพราะความรู เพราะกลาวคาํ สุภาษิต เพราะการ บาํ เพ็ญทาน หรือเพราะประเพณขี องตน ก็พึงบากบั่นในที่นน้ั ๆ ดวยประการนัน้ ๆ ถา พงึ ทราบวา ความตองการอยางน้อี นั เราหรือผูอน่ื ไมพ ึงไดไซร กไ็ มควร เศรา โศก ควรตั้งใจทาํ งานโดยสว นเดยี ววา บัดนีเ้ ราทําอะไรอยู ดังน้ี ในปาฏโิ ภคสตู ร (องฺ. จตกุ .) พระพุทธเจา ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย ไมมีใคร ๆ ไมว าจะเปน สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหมหรือผูใ ดผหู นึ่งในโลก ท่จี ะรับรองธรรม ๔ ประการได ๔ ประการเปน ไฉน ? คอื ไมมใี ครๆ ... ทจ่ี ะรบั รองวา ส่ิงทมี่ คี วามแกเปน ธรรมดาอยา แก
๑๙ ไมมีใครๆ ... ทจี่ ะรบั รองวา ส่งิ ทมี่ คี วามเจ็บไขเปนธรรมดาอยาเจ็บไข ไมมใี ครๆ ... ทจ่ี ะรบั รองวา สิ่งท่มี คี วามตายเปนธรรมดาอยาตาย อนึ่ง ไมมีใครๆ ... ท่จี ะรับรองวา วิบากแหงกรรมอันลามก เศรา หมอง ใหเกดิ ในภพใหม มีทุกขเปน กาํ ไร มีทุกขเปน วิบาก มชี าติ ชราและมรณะตอ ไปอยาบงั เกดิ ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ไมม ีใครๆ ไมว าจะเปน สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรอื ผูหนงึ่ ผูใดในโลก ท่จี ะรบั รองธรรม ๔ ประการนี้ ในอุรคชาดก (ข.ุ ปจฺ ก.ชา.) มเี รอ่ื งเลา วา พระโพธสิ ตั วเปนกฎุ ม พีคนหน่ึง มีคนในปกครอง ๕ คน คือ ภรรยา บุตรชาย สะใภ ธิดาและทาสี พระโพธสิ ัตวระลกึ ถงึ ความตายเปนปกติ และสอนใหท ุกคนในครอบครัวระลกึ ถงึ ความตายดวย ซึ่งทกุ คนกท็ ําตาม วันหนึง่ พระโพธสิ ัตวกับบตุ รชายไปไถนา ในขณะท่ีพระโพธิสัตวกาํ ลงั ไถนาอยู บตุ รชาย ก็เกบ็ หญา มาเผา และถกู งพู ษิ กัดตาย พระโพธสิ ัตวเ หน็ บุตรชายตาย ก็ยกศพไปเก็บไวใต ตน ไม สว นตนเองกไ็ ถนาตอ ไปตามเดมิ โดยไมแสดงอาการเศรา โศกเลย ขณะน้นั มชี าย คนหนึง่ ผา นมาจะกลับเขาหมูบาน พระโพธิสตั วจงึ ฝากบอกภรรยาใหเ ตรียมอาหารสําหรับ คน ๆ เดยี ว และใหท กุ คนในบา นแตง ชดุ ขาว เอาดอกไม ของหอมมาดว ย ชายคนนน้ั ก็กลบั ไปบอกตามนน้ั ภรรยารทู ันทีวา บตุ รชายตายแลว แตก็ไมร ูสกึ เศราโศก เตรยี มของ ไปตามทพ่ี ระโพธสิ ัตวส ัง่ พระโพธิสตั วน ั่งกนิ ขา วใตต นไมทีว่ างศพลกู ชายน่นั เอง กนิ ขาวเสรจ็ แลวก็ชว ยกนั หาฟน มาเผาศพ โดยไมมใี ครแสดงอาการเศรา โศกเลยแมแ ตคนเดยี ว นาํ้ ตาสักหยดก็ไมม ี พระอนิ ทรเหน็ เหตุอศั จรรยจึงเขาไปถามวา ทาํ ไมไมมใี ครเสยี ใจเลย แตล ะคนตอบดังนี้ พระโพธิสัตวตอบวา บตุ รของขา พเจา ละท้ิงรางกายของตนไป ดจุ งลู ะท้ิงคราบ เกา ไป ฉะนนั้ เม่ือรางกายแหงบตุ รของขา พเจาใชอ ะไรไมไ ด กระทํากาละไปแลว อยางนี้ บตุ รขา พเจา ถูกเผาอยู ยอ มไมรสู กึ ถงึ ความร่ําไหข องพวกญาติ เพราะฉะน้ัน ขา พเจา จงึ ไมเศรา โศกถึงเขา คตขิ องตนมอี ยา งใด เขาก็ยอ มไปสคู ติของตนอยางน้ัน ภรรยาพระโพธิสตั วก ลา ววา บตุ รของดิฉันนี้ ดิฉนั มิไดเชื้อเชญิ ใหเขามาจากปรโลก เขากม็ าเอง แมเมื่อจะไปจากมนษุ ยโลกน้ี ดฉิ นั กม็ ไิ ดอนญุ าตใหเขาไป เขามา อยางใด เขากไ็ ปอยางนั้น การปริเทวนาถึง ในการทีบ่ ุตรของดิฉันไปจากมนษุ ย โลกนน้ั จะเกิดประโยชนอ ะไร บุตรของดฉิ นั ถกู เผาอยู กไ็ มรสู ึกถงึ ความร่าํ ไหของ
๒๐ พวกญาติ เพราะฉะน้ัน ดฉิ นั จึงไมเ ศราโศกถึงเขา คติของตนมีอยางใดเขากไ็ ปสู คติของตนอยา งน้นั ธิดาของพระโพธิสตั วก ลา ววา เม่ือพี่ชายตายแลว หากวา ดฉิ นั จะพึงรอ งไห ดิฉัน ก็จะผายผอม เม่ือดิฉนั รอ งไหอ ยจู ะมผี ลอะไร ความไมยินดจี ะพงึ มแี กญ าติมติ ร และสหายของดฉิ ันยงิ่ ขึ้น พี่ชายของดิฉนั ถกู เผาอยู ก็ไมร สู กึ ถึงความรํา่ ไหข องพวก ญาติ เพราะฉะน้นั ดฉิ นั จงึ ไมเศราโศกถึงพชี่ ายนั้น คติของตนมอี ยา งใด เขาไปสู คติของตนอยางน้ัน สะใภก ลา ววา เด็กรอ งไหขอพระจันทรอ ันโคจรอยูในอากาศฉันใด การทบี่ ุคคล มาเศรา โศกถงึ ผูทลี่ ะไปสปู รโลกแลว น้ี กม็ อี ปุ ไมยฉนั นนั้ สามีของดฉิ นั ถูกเผาอยู ยอมไมรูสึกถงึ ความร่ําไหของพวกญาติ เพราะฉะน้นั ดฉิ นั จงึ ไมเ ศราโศกถึงสามนี น้ั คติของตนมีอยา งใด เขากไ็ ปสคู ตขิ องตนอยางนัน้ ทาสีกลา ววา หมอนา้ํ ทแ่ี ตกแลว เช่ือมใหส นิทอกี ไมได ฉนั ใด การทบี่ คุ คล มาเศราโศกถึงผทู ่ีละไปสูป รโลกแลว นี้ ก็มีอุปไมย ฉันน้นั นายของดิฉันถูกเผาอยู ยอมไมรูสึกถึงความรา่ํ ไหข องพวกญาติ เพราะฉะนัน้ ดิฉนั จงึ ไมเศรา โศกถึงนายนั้น คตขิ องตนมอี ยางใด นายของดิฉนั ก็ไปสูคตขิ องตนอยางนัน้ ขอแนะนําเพิม่ เติมจากผเู ขียน ในยามปกติใหนกึ อยูเสมอวาคน ๆ น้ัน ซงึ่ เปน คนท่ี เรารักไดตายจากเราไปแลว เมอ่ื ผูนนั้ ตองตายจากเราไปจรงิ ๆ เราจะไดไ มเ ปนทุกขม ากนัก เพราะไดท ําใจมากอนแลว แตข อน้คี นท่วั ไปคงทาํ ไดย าก เพราะคนทัว่ ไปมแี ตจ ะทําใหความ รกั ความผูกพันแนน หนาข้นึ จะใหน กึ วา คนท่ีเรารกั ตายจากเราไปแลว คงไมม ใี ครทําอยางนัน้ นอกจากคนท่ีไมป ระมาทและเหน็ โทษของความรัก ความผกู พันเทา นัน้ จึงจะทาํ ได ซงึ่ ผเู ขยี น เองก็ทําอยางนั้น ในกรณีของโยมพอโยมแมซงึ่ เปน ท่ีรัก สว นบคุ คลอ่ืน ๆ ไมมใี ครทม่ี คี วาม ผูกพันถงึ ขนาดจะทาํ ใหเ กดิ ความทกุ ข เมอ่ื เขาตายจาก หรือจะเสียใจกเ็ พียงเล็กนอยเทา น้นั การปฏิบตั ติ อผูใกลต าย เมือ่ ผอู ื่นอยูในภาวะใกลตาย ไมวาจะเปน พอ แม ญาตพิ ีน่ อ ง มิตรสหาย หรอื แมคนที่ ไมร จู กั กนั เลยกต็ าม ในฐานะที่เราเปนลูกหลาน มิตรสหาย หรอื คนแปลกหนา คนหน่ึงกต็ าม จะปฏบิ ตั ิอยา งไร ? เปนสงิ่ ทีต่ อ งเรยี นรูและเตรยี มตวั เอาไว เพราะไมวันใดก็วนั หนงึ่ จะตอ ง เผชญิ กับภาวะน้ันแนน อน
๒๑ การปฏิบตั ติ อผูใกลต ายแบงเปน ๒ ดาน คอื ๑.การจัดสง่ิ แวดลอมหรอื บรรยากาศทเี่ กือ้ กูล คือ การจดั การกบั ส่ิงตา ง ๆ ทแี่ วดลอ ม ผูใกลตาย ไมว า จะเปน สถานท่ี วัตถุส่งิ ของและผูคน การจัดการกบั สิง่ แวดลอ มเหลานม้ี ี เปาหมายอยทู ี่การทาํ ใหผใู กลต ายเกิดความรูส ึกสบายใจ มีจติ เปนกศุ ล การจดั การกบั ส่ิง แวดลอมทําไดดังน้ี ๑.สถานท่ี ควรเปนทสี่ งบ ไมม เี สียงอกึ ทึกครึกโครม อากาศปลอด โปรง ไมอุดอู สะอาด เปน ตน ๒.วตั ถุสงิ่ ของ ควรมสี งิ่ ของทีเ่ ปนปจจัยใหผูใกลตายเกิด กศุ ลจติ ติดไวตามผนงั หรือวางไวในทเี่ หมาะสม เชน พระพุทธรปู เจดีย ภาพถายทีผ่ ใู กล ตายกําลงั ทาํ บุญ ภาพพระสงฆท่ีผใู กลต ายเคารพเลื่อมใส หรือสมดุ บันทึกบญุ ท่ผี ใู กลต ายได ทาํ ไวเ ปนตน ๓.บคุ คล ผทู ่อี ยพู ยาบาลหรือผูเยี่ยมเยียนจะตอ งไมแสดงความเศราโศกเสียใจ ไมรอ งไห ไมสง เสยี งดงั อันจะทาํ ใหเกดิ ความราํ คาญแกผูใกลตาย ๒.การใหคําแนะนาํ ทมี่ ีประโยชน ผพู ยาบาลกด็ ี ผเู ยย่ี มเยยี นกด็ ี นอกจากไมควร แสดงความรูสกึ เศราโศก ไมควรรองไห หรือสง เสียงดังตอ หนา ผูปวยแลว สิ่งทคี่ วรทาํ กค็ ือ การใหค าํ แนะนําหรอื คําปลอบใจแกผ ปู ว ย เพ่อื ใหผปู วยเกดิ ความรสู ึกสบายใจ เบาใจและ ยอมรับความจริงได ไมเ กิดความทกุ ขอ ันเนือ่ งมาจากความกลัวตาย การใหค ําแนะนําทําไดดังน้ี ๑.ปลอบใจใหเ ขาเบาใจวา พระพทุ ธเจา ตรัสวา ผมู ีคณุ ธรรม ไดท าํ บุญกศุ ลไว ตายแลวยอมไปสูสคุ ติ ตัวทานก็เปนผูไ ดท ํากุศลอยเู ปนปกติ ตายแลวยอมไปสูส คุ ติ แนน อน อยา กลวั เลย ๒.พดู ใหเขาคลายความหว งใยในพอ แม พี่นอ ง บตุ รภรรยาสามี ทรพั ยสมบตั ิเปนตน วา ไมตอ งเปน หว งคนเหลาน้ัน แมไมม เี ราเขาก็อยไู ด เพราะแตละคนมกี รรมเปน ของตนเอง กรรมยอมเลย้ี งเขาเอง และความหวงกังวลยอมชวยใหเ ขารอดตายไมไ ด มแี ตจะทาํ ใหเ ปน ทุกขใจเปลา ๆ เพราะฉะนัน้ อยากังวลไปเลย ๓.ช้ใี หเหน็ ทกุ ขข องความเปน มนษุ ยว า เกดิ มาแลว ก็มแี ตค วามทกุ ขนานาประการ เชน ตอ งเรียนหนังสอื ทาํ งานเลีย้ งลูกเมยี หรอื สามี ตอ งแก เจบ็ ในที่สุดก็ตอ งตาย ชวี ติ มีแต ความทุกขอ ยา งนี้ ทา นกําลังจะพนไปจากความทกุ ขทงั้ หลายเหลาน้ี ฉะนนั้ จงยนิ ดีเถดิ ๔.สรา งสง่ิ ลอ ใจขา งหนา คอื พรรณนาความสขุ ในสวรรค เพื่อใหเขาคลายความอาลยั กามอนั เปน ของมนษุ ย และใหน อมใจไปในสวรรค
๒๒ ๕.ชี้โทษของสวรรคว าไมเท่ยี ง ไมแนน อน เปน เทวดาแลวกต็ อ งตายอกี ตายแลวก็ตอ ง เกดิ อีกเรือ่ ยไป ไมส นิ้ สุด ซงึ่ มีแตค วามทกุ ข ฉะนนั้ จงยินดีในนพิ พานอนั เปน ทไ่ี มม คี วาม เกิดแกเจบ็ ตายเถดิ ๖.พูดใหเขาเขาใจความเปนอนัตตา คอื ความไมมตี ัวตน มแี ตสภาวธรรมทเี่ รียกชือ่ วา นามรูปหรือขนั ธ ๕ เทานั้น เมอื่ ไมมตี ัวเราความตายก็ไมใชข องเรา แตเปนความตายของ สภาวธรรมคอื นามรูปเทา น้นั ในคิลายนสูตร (ส.ํ มหา.) พระเจา มหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจาวา จะกลาว สอนคนปวยใกลตายอยางไร ? พระพทุ ธเจาตรัสตอบวา ดูกอนมหาบพิตร อบุ าสกผูม ปี ญ ญา พงึ ปลอบอบุ าสกผมู ีปญญา ผปู วย ไดร ับทกุ ข เปนไขหนกั ดวยธรรมเปน ทต่ี ัง้ แหง ความเบาใจ ๔ ประการวา ทานจงเบาใจเถิดวา ทานมีความเลื่อมใสอันไมห วน่ั ไหวในพระพทุ ธเจา ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ ... มีศลี ที่พระอริยเจาใครแ ลว ไมข าด ไมทะลุ ไมดา ง ไมพ รอ ย ... เปนไปเพอ่ื สมาธิ ดูกอนมหาบพติ ร อุบาสกผมู ปี ญ ญา ครั้นปลอบอบุ าสกผูมปี ญ ญา ผปู ว ย ไดร บั ทกุ ข เปน ไขหนกั ดว ยธรรมเปน ทีต่ ้ังแหงความเบาใจ ๔ ประการนแี้ ลว พงึ ถามอยางนว้ี า ทา นมี ความหว งใยในมารดาและบดิ าอยูหรอื ถาเขากลา วอยางน้ีวา เรายังมคี วามหวงใยใน มารดาและบิดาอยู อุบาสกน้นั พึงกลา วกะเขาอยางน้ีวา ทา นผเู ชนกับเรา ซงึ่ มีความ ตายเปน ธรรมดา ถาแมทา นจกั กระทาํ ความหวงใยในมารดาและบิดา ก็จกั ตายไป ถา แมทานจกั ไมกระทาํ ความหวงใยในมารดาและบดิ าก็จักตายไปเหมือนกนั ขอทาน จงละความหวงใยในมารดาและบิดาของทา นเสยี เถดิ ถาเขากลา วอยา งนี้วา เราละ ความหว งใยในมารดาและบดิ าของเราแลว อบุ าสกน้ัน พึงถามเขาอยา งน้วี า ก็ทา นยงั มีความหว งใยในบตุ รและภริยาอยูหรือ ถาเขากลาวอยางนีว้ า เรายงั มีความหว งใยในบตุ รและภรยิ าอยู อบุ าสกน้ันพงึ กลา วกะ เขาอยา งนี้วา ทานผูเชนกบั เรา ซึง่ มีความตายเปนธรรมดา ถาแมท า นจักกระทํา ความหวงใยในบตุ รและภรยิ ากจ็ ักตายไป ถา แมทานจกั ไมกระทําความหว งใยในบุตร และภริยาก็จกั ตายไปเหมอื นกัน ขอทานจงละความหว งใยในบตุ รและภรยิ าของทาน เสยี เถิด ถาเขากลา วอยา งน้ีวา เราละความหวงใยในบตุ รและภริยาของเราแลว อุบาสกนน้ั พึงถามเขาอยา งน้ีวา ทานยังมคี วามหวงใยในกามคณุ ๕ อันเปน ของ มนุษยอ ยูหรอื ถาเขากลาวอยางนี้วา เรายังมคี วามหว งใยในกามคุณ ๕ อนั เปน ของ
๒๓ มนษุ ยอยู อบุ าสกนัน้ พึงกลาวกะเขาอยางนวี้ า กามอนั เปนทิพยย ังดีกวา ประณตี กวา กามอนั เปนของมนุษย ขอทานจงพรากจิตใหอ อกจากกามอนั เปน ของมนษุ ย แลว นอมจติ ไปในพวกเทพชน้ั จาตมุ หาราชเถดิ ถาเขากลาวอยา งน้วี า จิตของเราออกจาก กามอันเปนของมนุษยแลว จติ ของเรานอมไปในพวกเทพช้ันจาตมุ หาราชแลว อุบาสกน้นั พึงกลา วกะเขาอยา งน้ีวา พวกเทพช้ันดาวดงึ สย งั ดีกวา ประณีตกวา พวกเทพช้ันจาตมุ หาราช ขอทา นจงพรากจติ ใหออกจากพวกเทพช้ันจาตุมหาราช แลวนอ มจิตไปในพวกเทพชน้ั ดาวดงึ สเถดิ ถา เขากลา วอยา งนว้ี า จิตของเราออกจาก พวกเทพช้ันจาตมุ หาราชแลว จติ ของเรานอมไปในพวกเทพชัน้ ดาวดงึ สแ ลว อุบาสกนัน้ พึงกลาวกะเขาอยางนว้ี า พวกเทพชั้นยามายังดกี วา ประณีตกวา พวกเทพช้ันดาวดงึ ส ... พวกเทพช้ันดุสิตยังดกี วา ประณตี กวาพวกเทพชนั้ ยามา ... พวกเทพช้ันนิมมานรดยี ังดีกวา ประณตี กวาพวกเทพช้ันดสุ ิต ... พวกเทพช้นั ปรนมิ มติ วสวตั ตยี งั ดกี วา ประณีตกวา พวกเทพชั้นนิมมานรดี ... พรหมโลกยังดีกวา ประณตี กวา พวกเทพช้ันปรนิมมติ วสวัตตี ขอทา นจงพรากจิตใหอ อกจากพวกเทพชั้น ปรนิมมติ วสวัตตี แลว นอ มจิตไปในพรหมโลกเถดิ ถาเขากลา วอยา งนว้ี า จิตของเรา ออกจากพวกเทพชั้นปรนมิ มิตวสวัตตแี ลว จติ ของเรานอมไปในพรหมโลกแลว อุบาสกนัน้ พึงกลา วกะเขาอยา งน้ีวา ดูกอ นทานผูมีอายุ แมพรหมโลกกไ็ มเ ทย่ี ง ไมย ง่ั ยืน ยังนับเน่ืองในสกั กายะ (อุปาทานขนั ธ) ขอทา นจงพรากจิตใหออกจาก พรหมโลก แลว นาํ จิตเขาไปในความดับสกั กายะเถดิ ถาเขากลาวอยา งน้ีวา จติ ของ เราออกจากพรหมโลกแลว เรานาํ จิตเขา ไปในความดบั สักกายะแลว ดูกอ นมหาบพิตร อาตมภาพไมกลา วถงึ ความตางอะไรกันของอุบาสกผูมจี ติ พน แลวอยา งนี้ กบั ภกิ ษผุ ูพน แลวตั้งรอ ยป คือ พน ดว ยวมิ ุติเหมือนกัน ในนกุลปต ุสูตร (ส.ํ ขนธฺ .) คหบดชี อ่ื นกลุ บิดา ไดก ราบทลู พระผูมีพระภาคเจาวา พระพุทธเจาขา ขา พระองคเ ปน ผูแกเฒา เปน ผูใหญ ลว งกาลผานวัยแลวโดยลําดบั มีกายกระสบั กระสาย เจ็บปวยเนอื ง ๆ พระพุทธเจา ขา ก็ขา พระองคม ไิ ดเหน็ พระ ผูม พี ระภาคเจา และภกิ ษทุ ้งั หลาย ผูใหเ จรญิ ใจอยูเ ปนนิตย ขอพระผูมีพระภาค เจา โปรดส่ังสอนขาพระองค ขอพระผมู ีพระภาคเจา โปรดพรํา่ สอนขา พระองค ดวย ธรรมที่เปนไปเพอื่ ประโยชน เพอื่ ความสุขแกขา พระองคต ลอดกาลนานเถิด พระผูม ีพระภาคเจาตรัสวา นัน่ ถกู แลว ๆ คหบดี อนั ที่จรงิ กายนก้ี ระสับกระสา ย เปน ดงั ฟองไขอ ันเปลือกหุมไว ดกู อ นคหบดี ก็บคุ คลผูบรหิ ารกายนี้อยู พึงรบั รอง ความเปนผไู มม ีโรคไดแมเ พยี งครูเดยี ว จะมอี ะไรเลา นอกจากความเปน คนเขลา
๒๔ ดกู อ นคหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ทา นพึงศึกษาอยา งน้ีวา เมือ่ เรามีกายกระสบั กระสา ยอยู จิตของเราจักไมก ระสบั กระสา ย ดูกอ นคหบดี ทา นพึงศึกษาอยางนแี้ ล นกุลบดิ าขอใหท านพระสารบี ตุ รอธิบายใหฟ ง ทานพระสารีบตุ รกลา ววา ดกู อนคหบดี ก็อยา งไรเลา ? บคุ คลจงึ ชือ่ วา เปนผูมกี ายกระสบั กระสา ยดวย ช่ือวาเปน ผูมจี ิต กระสบั กระสายดว ย ดกู อนคหบดี คือ ปถุ ชุ นในโลกนี้ ผูมิไดส ดบั ยอมเหน็ รูปโดย ความเปน ตน ๑ ยอ มเหน็ ตนมรี ูป ๑ ยอ มเห็นรปู ในตน ๑ ยอ มเหน็ ตนในรูป ๑ เปน ผตู งั้ อยูดวยความยดึ ม่นั วา เราเปนรปู รูปของเรา เมอื่ เขาตัง้ อยูด วยความยดึ ม่ันวา เราเปน รูป รปู ของเรา รปู นั้นยอมแปรปรวนเปนอยางอ่ืนไป เพราะรปู แปรปรวนเปนอยางอ่นื ไป โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสจงึ เกิดขึน้ (เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ มีนยั เดียวกัน) ดกู อนคหบดี ดว ยเหตุอยางนี้แล บุคคลจึงช่อื วา เปนผูมีกายกระสบั กระสาย และเปน ผูมีจิตกระสบั กระสา ย ดกู อนคหบดี กอ็ ยา งไรเลา ? บุคคลแมเ ปนผูมกี ายกระสบั กระสา ย แตหา เปนผมู จี ิตกระสบั กระสา ยไม ดูกอนคหบดี คืออริยสาวกในธรรมวนิ ัยนีผ้ ไู ดส ดับแลว ยอมไมเห็นรปู โดยความเปนตน ๑ ยอ มไมเหน็ ตนมีรูป ๑ ยอ มไมเหน็ รูปในตน ๑ ยอ มไมเห็นตนในรปู ๑ ไมเปน ผตู ัง้ อยดู วยความยึดม่นั วา เราเปนรูป รปู ของเรา เมื่ออริยสาวกน้ัน ไมต ้ังอยดู ว ยความยึดม่ันวา เราเปนรปู รปู ของเรา รูปน้ันยอม แปรปรวนเปนอยา งอื่นไป เพราะรปู แปรปรวนเปน อยางอ่ืนไป โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสจงึ ไมเกดิ ขนึ้ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีนยั เดยี วกัน) ดูกอ นคหบดี อยางนี้แล บุคคลแมมีกายกระสับกระสาย แตห าเปน ผูมจี ติ กระสบั กระสา ยไม ทา นพระสารบี ตุ รไดกลา วคํานี้แลว นกุลปตคุ หบดชี ื่นชมยนิ ดภี าษติ ของทาน พระสารบี ตุ รฉะน้ีแล การปลอบใจผสู ญู เสยี คนรักอนั เนือ่ งมาจากความตาย ธรรมชาติของมนุษยน ั้น ทุกคนตอ งการความรัก หรือการยอมรบั จากคนรอบขาง ตอ งการคนเขา ใจ เห็นใจ และคอยใหกาํ ลงั ใจในยามทอ แท ยามผดิ หวงั หรือตองพลัดพราก จากส่ิงอันเปนท่รี ัก ก็ตอ งการคนปลอบใจ คนทสี่ ามารถยนื เคียงขางทั้งในคราวสขุ และทกุ ข เมอ่ื ใครคนหนึ่งตอ งสูญเสียคนรักอันเนื่องมาจากความตาย เชน พอ แม พนี่ อง บตุ รภรรยา หรือสามี เราควรแสดงความรสู ึกเหน็ ใจ ใหเขารูสึกวา ยงั มีคนหว งใยเขาอยู แมเขาจะ สญู เสียใครบางคนไป แตก ็ยงั มีใครบางคนยืนเคยี งขางเขาอยู และควรปลอบใจใหเขาคลาย ความเศราโศก และยอมรับความจรงิ ของชีวิต ทั้งนเ้ี ราตองไมเศรา โศกไปตามเขาดว ย
๒๕ การปลอบใจผูสญู เสียคนรกั อนั เนอ่ื งมาจากความตายทาํ ไดดงั นี้ ๑.ช้ใี หเขาเห็นวา ความตายเปน สจั ธรรมทมี่ ีแกท กุ ชวี ติ ไมม ีใครหา มได ๒.ความเสยี ใจไมเกิดประโยชน แมผ ตู ายกค็ งรูส ึกไมสบายใจหากรวู า เราเปนทกุ ข เพราะเขาเปนเหตุ ๓.ไมมีใครตาย มแี ตสภาวธรรมที่ไดช่อื วา นามรูปเทา นั้นทตี่ าย (อนัตตา) ๔.การจากกนั ครงั้ นี้ เปนการจากกนั เพยี งช่ัวคราว หากมีบุญวาสนา คงไดเจอกันอกี ในชาติใดชาติหนง่ึ ควรตายอยา งไร ? คนเราทุกคนไมม ใี ครอยากตายไมดี หรือทเ่ี รยี กวา ตายโหง ไดแก การถูกฆา ตาย การฆา ตัวตาย ตายเพราะอุบัติเหตุเปน ตน ทุกคนอยากนอนตายอยา งสงบทั้งนนั้ แตผ ูเขียน อยากบอกวา การตายอยางไรนั้น ไมสาํ คัญเทา ตายดวยจิตใจอยางไร เพราะการท่ี คนเราตายแลวจะไปสสู ุคติหรอื ทุคตนิ นั้ ข้นึ อยกู บั จติ ใจกอ นตายวา เปน อยางไร คอื เปนกศุ ล หรอื อกุศล ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจาตรสั วา เมื่อบุคคลมีจิตเศรา หมองแลว ทคุ ตเิ ปน อนั หวงั ได เมอื่ บุคคลมีจติ ผองใสแลว สุคติเปน อันหวงั ได ไมไ ดขึน้ อยกู ับการตายดีหรอื ตายไมดี แมแ ตพ ระโสดาบันบางทานกย็ ังถูกฆา ตาย เชน อุบาสกชอื่ มหากาล ถูกชาวบา นฆา ตาย เพราะเขา ใจผดิ วาเปนโจร นางสามาวดมี เหสขี องพระเจาอเุ ทนถกู เผาท้งั เปน เปน ตน แตทา นกไ็ มไปเกิดในทุคติ หรอื พระอรหันตบางทานกย็ ังตายไมด ี เชน พระโมคคัลลานะ ตายเพราะถูกโจรทุบตาย พระอปุ เสนวงั คันตบุตรถูกงกู ัดตาย เปน ตน เพราะฉะนั้น การตายอยา งไร จึงไมสาํ คญั เทาตายดวยจติ ใจอยางไร เม่อื รอู ยาง น้แี ลว จงึ ไมค วรกงั วลวา จะตายอยา งไร แตควรท่ีจะเตรยี มตัววา เม่ือถึงเวลาจะตาย เราจะทําใจอยา งไรใหเ ปน กุศล เพือ่ จะไดไ ปสสู ุคตมิ ากกวา นอกจากน้ี หากจะมองใหล ึกซง้ึ ไปกวา น้ันแลว การตายดว ยจิตใจอยา งไรก็ยังไมส าํ คัญ เทามชี ีวติ อยอู ยางไร หมายความวา ถาเรามีชวี ติ อยดู ว ยการทําอกศุ ลเปน ปกติ แมก อนตาย จะทําใจใหเ ปน กศุ ลได และไดไ ปเกิดในสคุ ตกิ ต็ าม แตก็ใชจ ะปลอดภยั เสียทีเดียว เพราะ เมอ่ื ใดอกศุ ลทีท่ ําไวเปน ปกตใิ นชาตินีส้ งผล เมอ่ื นน้ั ก็ยอ มประสบทุกข เพราะอกุศลท่ที ําไว เปน ปกติน้นั จะตามใหผลเรอ่ื ยไปจนกวาจะบรรลเุ ปน พระอรหันต ฉะนน้ั จึงบอกวา แมกอน ตายจะทาํ จิตใหเ ปนกศุ ลได ก็ยังไมป ลอดภยั หากขณะมีชวี ิตอยูทําแตอกศุ ลเปน ปกติ
๒๖ ในทางกลบั กนั หากผูใ ดทํากศุ ลเปน ปกติ แตตอนใกลต าย กลับทําอกุศลบางอยา ง และอกุศลนั้นกใ็ หผลนําเกดิ ในทคุ ติ แตด ว ยเหตุที่ทํากุศลอยเู ปน ปกติ อกศุ ลนัน้ กใ็ หผลอยไู ด ไมน าน เมอื่ หมดอํานาจลง กุศลทไี่ ดทําไวก ย็ อ มมีโอกาสใหผลตอ ไป เชน ในกรณขี องนาง มลั ลกิ าเทวมี เหสีของพระเจาปเสนทิโกศล และพระเจา อโศกมหาราช เปนตน ฉะน้ัน จงึ ไมค วรกงั วลวาจะตายอยางไร หรอื ตายแลว จะไปเกดิ ที่ไหน แตค วรใหค วามสําคญั กับการ มีชวี ติ อยูมากกวา วา มชี ีวติ อยอู ยา งไร คอื ดวยกุศลเปนสวนใหญหรืออกุศลเปนสว นใหญ พระพทุ ธเจาตรสั ไวในธรรมบทวา ก็ผใู ดเปน คนทศุ ลี มีใจไมตงั้ ม่นั เกยี จคราน มีปญ ญาทราม ไมเหน็ ธรรมอนั ยอดเย่ียม แมพ งึ เปนอยูส้ิน ๑๐๐ ป กไ็ มป ระเสริฐ ความเปนอยวู นั เดียวของผูมีศีล มใี จตงั้ มนั่ มีความเพียร มปี ญญาดี เหน็ ธรรมอนั ยอดเย่ียม ประเสริฐกวา อารมณกอ นตาย กอ นอืน่ พึงทราบวา คาํ วา อารมณ ในทีน่ ้ี หมายถงึ สง่ิ ที่ถกู จิตรู ซึ่งมี ๖ อยาง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ อนั เปน ความหมายของคาํ วา อารมณ ในภาษาบาลี ไมไ ดห มายถึงอารมณรกั อารมณโ กรธ อารมณเ ศรา เปน ตน ในภาษาไทย ธรรมดาจิตจะเกิดขน้ึ ได ตองมสี ิ่งใดส่งิ หน่ึงเปนอารมณเสมอ จิตจะเกิดขึน้ โดยไมม ี อารมณไ มไ ด แมในขณะจิตที่กําลังจะตาย จิตก็ตอ งมอี ารมณ ซง่ึ อารมณก อ นตายนัน้ มี ความสําคญั มาก เพราะจะเปน ตวั บงบอกถึงคติที่จะไปเกดิ ใหมว า จะไปเกิดท่ไี หน อารมณ ของจิตกอนตายจงึ เปรียบเหมือนตวั๋ โดยสาร ใครมีตวั๋ ชัน้ ๑ กไ็ ปข้นึ รถชน้ั ๑ ใครมตี ๋ัวช้นั ธรรมดาก็ไปขึ้นชัน้ ธรรมดา อารมณข องจติ กอนตาย มกี รรมเปน ผบู นั ดาลใหเปน ไป คอื กรรมใดจะสง ผลนาํ เกิด กรรมน้นั จะบันดาลอารมณท ่ีสมควรแกการใหผลของตนแกจ ติ เปรยี บเหมือนการจาํ หนายตว๋ั แกผโู ดยสาร เมอื่ จิตรับอารมณท่ีกรรมใหม า หลังจากตายแลว ก็จะไปเกดิ ใหมใ นภพทสี่ มควร แกกรรมน้ัน เหมือนผโู ดยสารรบั ต๋ัวมาแลว ก็ตอ งไปขน้ึ รถตามที่ระบุในตั๋วฉนั น้นั อารมณท่ีจะปรากฏกอ นตายมี ๓ อยาง คอื ๑.กรรมอารมณ อารมณคอื กรรม ไดแ ก กุศลกรรมตา ง ๆ มกี ารใหท าน รักษาศีล ฟงธรรมเปนตน และอกศุ ลกรรมตาง ๆ มกี ารฆาสตั ว ลักทรพั ยเปน ตน เม่ือกรรมอารมณ
๒๗ ปรากฏแกผ ใู กลต าย จะมคี วามรสู ึกเหมือนตนกาํ ลังทํากรรมนัน้ ๆ อยู เชน รสู ึกเหมือนกําลงั ใสบาตร กาํ ลังถวายผากฐิน กําลงั นั่งสมาธิเปนตน หรือในทางอกุศลกรรมกร็ ูสึกเหมือนกําลงั ฆา สัตว ลกั ทรัพยเปนตน ถากรรมอารมณเ กยี่ วกับกศุ ลปรากฏ กุศลกรรมก็จะใหผ ลนาํ เกิด ในสุคติ ถากรรมอารมณเก่ียวกับอกุศลกรรมปรากฏ อกศุ ลกรรมก็จะใหผ ลนาํ เกิดในทคุ ติ ๒.กรรมนมิ ิตอารมณ คือ อารมณทเ่ี ปนเหตุของการทาํ กรรม กลาวคือ วตั ถุส่ิงของ ตาง ๆ ทใี่ ชใ นการทํากรรม แบง ไดเ ปน ๒ อยาง คอื ๒.๑ อปุ ลัทธกรรมนิมิต คอื อารมณหรือวตั ถุท่เี ปน ประธาน หรอื เปน หลักในการ ทํากรรม เชน การใสบาตรมีอาหารเปน ประธาน การฆาสัตวม ีสัตวท่ถี กู ฆาเปนประธาน ๒.๒ อปุ กรณกรรมนิมิต คือ อารมณห รือวตั ถทุ เ่ี ปน รอง หรอื เปนสว นประกอบในการ ทาํ กรรม เชน การใสบ าตรมีดอกไมเ ปนสวนประกอบ (มอี าหารเปนหลัก) การฆาสตั วม ี อาวุธเปนสว นประกอบ (มสี ัตวท ถ่ี กู ฆา เปนหลัก) ๓.คตนิ มิ ติ อารมณ อารมณของภพท่จี ะไปเกดิ ใหม มี ๒ อยาง คอื ๓.๑ อุปลภิตพั พคตินิมติ คอื อารมณตา ง ๆ ที่มอี ยใู นภพน้ัน ๆ ๓.๒ อุปโภคคตนิ มิ ิต คืออารมณทจี่ ะไดไปใชสอยในภพน้นั ๆ เมอ่ื อุปโภคคตนิ มิ ิตปรากฏ ผใู กลต ายจะมีความรูสึกเหมอื นตนอยใู นภพนัน้ ๆ กาํ ลงั รบั รูห รอื ใชส อยอารมณนัน้ ๆ อยู ในบรรดาอารมณกอนตายทง้ั ๓ อยา งน้ี จะมอี ารมณเพยี งอยา งใดอยางหนงึ่ เทา น้ัน ที่ปรากฏแกจิตเมอ่ื ใกลจ ะตาย เมอ่ื อารมณกอ นตายปรากฏควรทาํ อยางไร ? การปรากฏของอารมณกอนตายแบง ได ๒ ระยะ คอื ๑.ระยะใกลม าก คอื ใกลความตายเตม็ ที เม่ืออารมณป รากฏในระยะน้ี ไมว า เกยี่ วกบั กุศลหรอื อกุศลกต็ าม ไมส ามารถแกไขอะไรได คือ ถาอารมณเกี่ยวกับอกุศลปรากฏ หลังจากตายแลว ก็จะไปเกดิ ในทุคติ หากอารมณเ ก่ียวกบั กศุ ลปรากฏ กจ็ ะไปเกดิ ในสคุ ติ ๒.ระยะหา ง คอื หา งจากความตายหลายชัว่ โมงหรือหลายวนั เม่อื อารมณก อ นตาย ปรากฏในระยะนี้ ยงั สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแกไ ขได คือ ๑.ถาอารมณเ กี่ยวกับกศุ ลปรากฏ ควรรกั ษาจติ ใหคิดถงึ อารมณนัน้ ไว หากรกั ษาจิตไมดี จติ กอ็ าจหวนคิดถงึ อารมณเก่ียวกบั อกศุ ลได หรอื ทํากรรมทเ่ี ปน อกุศลในระหวา งน้นั จติ กจ็ ะ
๒๘ เปลย่ี นไปรบั อารมณเกี่ยวกับอกุศลได ฉะนน้ั เม่ืออารมณเกี่ยวกับกศุ ลปรากฏ ควรรกั ษา จติ ใหคดิ ถงึ อารมณนน้ั ไว และไมทําอกศุ ลในระหวางนน้ั ๒.ถา อารมณเ ก่ียวกับอกุศลปรากฏ ควรสลดั อารมณนัน้ ท้งิ ไป โดยการระลกึ ถงึ อารมณ ท่ีเกีย่ วกับกุศลที่เคยทําไวใ นอดตี หรือทาํ กรรมท่ีเปนกุศล ท่ีสามารถทาํ ไดใ นขณะนนั้ เชน นิมนตพ ระมาแสดงธรรม สวดมนต หรือถวายสงั ฆทาน เปน ตน เพ่ือใหจ ิตใจยดึ เอาอารมณ เกย่ี วกบั กุศลกรรมน้นั ๆ เปนอารมณกอ นตาย ในกรณีนีม้ ีตัวอยา ง คือ บิดาของพระโสณะมีอาชีพลาสัตว และบวชเปนพระเมื่อแก กอนตายเกิดอารมณฝายอกุศล คอื มภี าพสุนัขวิง่ มาจะกดั ทา น ทา นจึงเรียกใหบ ตุ รชวยไล พระโสณะรูวาเปน อารมณเ กยี่ วกับคตนิ มิ ติ ทจ่ี ะไปเกิดในนรก จงึ ใหค นหาดอกไมม า ใหห ลวง พอ บูชาพระดว ยดอกไม เมื่อหลวงพอ ไดบ ูชาพระแลว กเ็ กดิ อารมณฝ ายกุศลท่ีเปน คตนิ มิ ติ คอื มนี างฟา มาปรากฏใหเหน็ เมอ่ื ทานมรณภาพลงจึงไดไ ปเกิดในสวรรค อกี อยา งหนึ่ง ควรทราบวา จติ ใจของคนเรานน้ั กลบั กลอก ยากท่จี ะใหเ ปนไปตามที่เรา ตอ งการได ฉะนั้น เมือ่ อารมณกอ นตายปรากฏ ไมว าเกยี่ วกับกศุ ลหรืออกุศล ก็ยากที่จะ รักษาอารมณน น้ั ไว หรอื สลดั อารมณนน้ั ทิง้ ไป ดงั นน้ั จึงไมควรประมาท ควรหมน่ั สง่ั สม บุญกศุ ลอยูเปนนิตย เพอื่ ใหจ ติ ใจคนุ เคยอยูกับอารมณฝา ยบญุ กศุ ล ตายแลว ไปไหน ? สาํ หรบั ผทู ี่ยังมกี ิเลสอยู เมอ่ื ตายจากโลกน้แี ลว ยอ มเกดิ ใหมในภูมใิ ดภูมิหนึ่งใน จาํ นวน ๓๑ ภูมิ ซงึ่ แบงไดเ ปน ๒ ประเภทใหญ ๆ คอื ๑.ทคุ ติภมู ิ คือ ภูมทิ ีม่ ีแตค วามทุกขเ ปนสว นใหญ มี ๔ ภูมิ คือ นรก ดิรจั ฉาน เปรตและอสรุ กาย ๒.สุคตภิ ูมิ คือ ภมู ทิ ่ีมคี วามสขุ เปน สวนใหญ มี ๒๗ ภูมิ แบง เปน ๓ พวก คือ ๒.๑ กามสคุ ตภิ ูมิ ๗ ไดแ ก มนษุ ย และเทวดา ๖ ช้นั ๒.๒ รปู าวจรภูมิ ๑๖ มีปฐมฌานภมู ิ เปนตน ๒.๓ อรูปาวจรภมู ิ ๔ มีอากาสานัญจายตนภูมิ เปน ตน คนสว นใหญต ายแลวไปไหน ? ในโลกนแี้ ตละวันมคี นตายมากมาย นาสงสัยวา เมือ่ คนเหลานัน้ ตายแลวสว นใหญไ ปเกิด ทไี่ หน ? ในเร่ืองน้ีพระพุทธเจาตรัสไวใ นอังคตุ ตรนิกาย เอกนิบาตวา ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย
๒๙ สัตวที่จตุ ิ (ตาย) จากมนุษยกลับมาเกดิ ในมนษุ ย มเี ปน สว นนอย สัตวท จี่ ุติจาก มนษุ ยไปเกิดในนรก เกิดในกาํ เนดิ ดิรัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวาโดยแท สตั วท ่จี ตุ ิจากมนษุ ยไ ปเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท ี่จุติจากมนุษยไ ปเกดิ ใน นรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรัจฉาน เกิดในเปรต มากกวาโดยแท สัตวทจี่ ุตจิ ากเทวดากลับมาเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท ีจ่ ตุ จิ ากเทวดาไป เกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนิดดริ ัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สตั วท ่ีจตุ จิ ากเทวดากลับมาเกิดในมนษุ ยมีเปนสว นนอย สตั วท่ีจุติจากเทวดาไป เกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกิดในเปรต มากกวาโดยแท สัตวที่จตุ ิจากนรกกลบั มาเกดิ ในมนุษยม เี ปนสวนนอ ย สตั วที่จุติจากนรกไปเกดิ ในนรก เกดิ ในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ จิ ากนรกไปเกิดในเทวดามีเปน สว นนอ ย สัตวท่ีจุตจิ ากนรกไปเกิดในนรก เกิดในกําเนดิ ดิรจั ฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สตั วท ีจ่ ุตจิ ากกาํ เนิดดริ ัจฉานกลับมาเกิดในมนษุ ยมเี ปน สว นนอ ย สัตวทจ่ี ุตจิ าก กาํ เนิดสตั วด ิรจั ฉานไปเกิดในนรก เกิดในกาํ เนดิ ดริ จั ฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ จิ ากกาํ เนิดดิรจั ฉานไปเกดิ ในเทวดามีเปนสวนนอย สัตวที่จุติจากกําเนิด ดริ ัจฉานไปเกิดในนรก เกิดในกําเนดิ ดริ ัจฉาน เกดิ ในเปรต มากกวา โดยแท สัตวทจี่ ตุ ิจากเปรตกลับมาเกดิ ในมนุษยมเี ปนสว นนอ ย สัตวทีจ่ ตุ ิจากเปรตไปเกิด ในนรก เกิดในกาํ เนิดดริ จั ฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท สัตวท ี่จตุ ิจากเปรตไปเกิดในเทวดามเี ปนสวนนอย สัตวท่จี ุตจิ ากเปรตไปเกดิ ใน นรก เกดิ ในกําเนิดดริ ัจฉาน เกิดในเปรต มากกวา โดยแท เปรียบเหมอื นในชมพูทวีปนม้ี ีสวนทีน่ ารื่นรมย มปี าท่ีนารื่นรมย มภี ูมิประเทศทน่ี า ร่นื รมย มีสระโบกขรณีท่ีนารื่นรมยเ พียงเล็กนอย มีทดี่ อน ที่ลมุ เปนลําน้าํ เปนทตี่ ัง้ แหง ตอและหนาม มีภเู ขาระเกะระกะ เปน สวนมากโดยแท ฉะนัน้ และในธรรมบทพระพุทธเจาตรสั วา สตั วโ ลกน้ีเปนเหมือนคนตาบอด ในโลกนี้ นอยคนนกั จะเห็นแจง นอ ยคนนักจะไปสวรรค เหมอื นนกท่ีหลดุ แลวจากขายมนี อย ฉะนนั้ เพราะฉะนัน้ บณั ฑติ ทงั้ หลายจึงควรตระหนักเรอ่ื งนใี้ หดี และเตรียมตัวเพอ่ื เปน คนสว น นอ ยทีจ่ ะไปสวรรคและหลุดพนใหไ ด
๓๐ ความเขาใจผิดเกีย่ วกับความตาย ๑.ตายแลว เกดิ อีกเร่ือยไป ความเขา ใจวา คนเราตายแลวตองเกิดอีกเรือ่ ยไป ไมมีทส่ี น้ิ สุด เปนความเขาใจผดิ อยา งหน่ึง เรียกวา สสั สตทฏิ ฐิ แปลวา ความเหน็ ผิดวา เทย่ี ง สสั สตทฏิ ฐมิ ีเหตุคือ สักกายทฏิ ฐิ – ความเหน็ วามตี วั ตน สวนความเหน็ ที่ถูกคือ เห็นวาส่งิ ทง้ั หลายเปนไปตาม เหตปุ จ จยั เม่อื มีเหตปุ จจยั ผลยอมเกดิ ข้ึน เมื่อหมดเหตปุ จจัย ผลก็ยอ มดับไป เพราะฉะนั้น สง่ิ ท่เี ที่ยงจงึ ไมม ี เพราะขน้ึ อยูกับเหตุปจ จยั ๒.ตายแลว ขาดสญู ความเหน็ วา คนเราตายแลวสูญ ไมเ กดิ อกี กเ็ ปน ความเห็นผดิ ชนิดหนึ่ง เรยี กวา อุจเฉททิฏฐิ แปลวา ความเหน็ ผิดวา ขาดสญู ความเห็นผิดวาขาดสญู ก็เกิดจากสักกาย ทิฏฐเิ ปน เหตุ คือ มีความเห็นวา มีตัวตนอยูก อน ตอมาตัวตนนั้นหายไปไมเกดิ อกี จึงเห็นวา ขาดสญู สวนจะเหน็ วา ขาดสูญเมือ่ ตายจากภพนี้ หรือตอ งเกดิ ในภพเบื้องสูงกอ น เม่อื ตาย ในภพนน้ั จงึ จะขาดสูญ กถ็ ือวา เปน ความเห็นวาขาดสญู ดว ยกนั ท้ังนัน้ สวนความเหน็ ทีถ่ ูก คือ เห็นวาสิ่งท้ังหลายเปน ไปตามเหตปุ จ จยั เม่อื สง่ิ นม้ี ี สง่ิ น้ีจึงมี เมอ่ื สิ่งนี้เกดิ ขึ้น สง่ิ นจ้ี ึงเกิดขนึ้ , เมื่อส่งิ นี้ไมม ี สิง่ น้ีจงึ ไมมี เมอ่ื สง่ิ น้ีดับ สงิ่ นี้จงึ ดับ เม่อื ส่ิงทง้ั หลายเปนไปตามเหตปุ จ จยั ข้นึ อยูกบั เหตปุ จจยั ฉะน้ัน ความขาดสูญจึงไมม ี ๓.ตายแลว วญิ ญาณออกจากรางหาทีเ่ กิดใหม คนสวนใหญท ีเ่ ชื่อเร่ืองการเวียนวา ยตายเกดิ จะมีความเขาใจแบบน้ี ความเขา ใจผิดใน กรณนี ี้แยกได ๓ ประเดน็ คอื ๑. วญิ ญาณมีรปู ราง คือเปนดวงกลม ๆ มแี สงในตัว ๒. รา งกายแตกดบั แตวญิ ญาณไมแตกดบั ๓. มีรา งใหมร ออยกู อน เมอื่ วิญญาณออกจากรางท่ีตายแลว วิญญาณจะหารางใหม เมือ่ เจอจะเขาสงิ รา งใหม ทาํ ใหเ กิดชวี ติ ใหมข ึ้นมา สวนความเขา ใจที่ถูกคอื ๑. วิญญาณเปน นามธรรม จงึ ไมมรี ูปรา ง ไมมีสหี รอื สณั ฐานท่ีจะมองเห็นไดดว ยตา สัมผสั ดวยกายกไ็ มไ ด รูไดท างใจอยางเดียว วญิ ญาณมี ๖ อยา งคอื จกั ขวุ ิญญาณ การเหน็ , โสตวิญญาณ การไดยนิ , ฆานวญิ ญาณ การไดก ล่นิ , ชวิ หาวิญญาณ การรรู ส, กาย วิญญาณ การรูสัมผัสทางกาย, และมโนวิญญาณ การรูอารมณท างใจ (เปน สว นใหญ)
๓๑ ๒. สังขารทง้ั ปวงไมเ ท่ยี ง คอื เกดิ แลวตอ งดบั วิญญาณเปน สังขารธรรมอยา งหนึ่ง เพราะฉะนน้ั วิญญาณก็ตอ งแตกดับ ไมเ ทยี่ งเหมอื นกับสังขารธรรมอนื่ ๆ ในภพทม่ี ีขนั ธ ๕ รา งกายในสวนท่ีเกดิ จากกรรม (กมั มชรปู ) และจิตหรอื วญิ ญาณ จะดบั ลงพรอมกันในภงั ค ขณะของจุตจิ ติ และจะเกดิ ใหมท ันทีตามสมควรแกกรรมท่ีนาํ เกิด ๓. การเกิดของสตั วท ่ีมีขันธ ๕ คือ ท้งั รปู และนาม หรือกายและจิต (วิญญาณ) กายกับจติ จะเกดิ ขึน้ พรอมกนั เม่ือสิน้ กรรมตายจากภพนนั้ กายกบั จติ ก็จะดบั ลงพรอมกัน เพราะฉะน้ัน กรณีที่มรี า งใหมร ออยูก อนจึงไมมี เม่อื ตายจากภพเกาจติ จะออกจากรางเกา แลวหารางใหม เม่ือเจอรา งใหมจ ะเขา สิง แลวเกิดเปนชีวิตใหม กไ็ มม ีดว ย ๔.ตายแลว ฟนเปนความตายจรงิ หรือไม ? ความเขา ใจวา คนเราตายแลว ฟนได เปนความเขา ใจทคี่ ลาดเคลื่อน ไมถ อื วา ผิดพลาด ในกรณีน้ี ความเขา ใจคลาดเคลอ่ื นเกดิ ขึ้น เพราะเห็นคนบางคนสลบไป ไมหายใจ หรอื หัวใจหยุดเตน ซึง่ ทางการแพทยถือวาตายแลว เม่ือคนเหลาน้ันสลบไปเปนเวลานาน แลว กลับฟน ขึ้นมาอกี แลวก็มกั จะเลา ประสบการณระหวางทสี่ ลบไปวา ไปเจออะไรบา ง ในนรก เปนตน คนสวนใหญจ งึ เช่อื วาตายแลว ฟน สว นความเปน จรงิ ในกรณนี ี้ คอื ผูนน้ั ยัง ไมไดตาย เปนแตเพยี งสลบไปเทา นนั้ แมจ ะสลบไปนานเทา ใด เปนวัน เดือน ปก ต็ าม กย็ งั ไมถือวาตาย ถา เชนน้นั จะเอาอะไรเปนเกณฑใ นการวินจิ ฉัยความตาย ? ในเรือ่ งนี้คัมภีรอภิธรรมกลาวไวช ดั เจน เกณฑในการวนิ จิ ฉัยวา คน ๆ นนั้ ตายหรือไม โดยเอาการเกิดขนึ้ ของจุติจิตเปนเครื่องวดั เมอ่ื จุตจิ ติ เกิดขนึ้ จึงเรียกวาตาย หากจุติจิตยัง ไมเ กิด แมจ ะสลบไปนานเทา ใด ก็ยงั ไมเรียกวาตาย หรือในกรณีพระอรหนั ตเ ขา นิโรธ สมาบตั ิ จติ ทกุ ชนิดดบั หมด แตกย็ งั ไมเรยี กวา ตาย เพราะจุติจติ ยงั ไมเ กิด ตอเมื่อจุติจติ เกดิ ข้นึ และดับไป ความดับไปของจตุ จิ ติ น่ันแหละ ทเี่ รียกวา ตายหรือมรณะ มรณสติ : การทําบญุ โดยใชค วามตายเปนอารมณ บุญคือการกระทําท่ีชําระจิตใจใหสะอาดจากส่ิงสกปรกคือกิเลสท้ังหลาย เชนเดียวกับ การซักผา เมื่อกิเลสท้ังหลายถูกชําระออกไปโดยบุญ จิตใจยอมสะอาดบริสุทธิ์และมี ความสขุ อนั เปรียบไดกบั ความสะอาดของผา ทีถ่ ูกซกั ฉะน้นั การกระทําทีเ่ ปนบญุ มหี ลายอยา ง การระลกึ ถึงความตายหรือทเ่ี รียกวา มรณสติ ก็เปน บญุ อยางหนึ่ง มวี ิธปี ฏบิ ตั ิซงึ่ จําแนกไดด งั น้ี
๓๒ ๑.มรณสตติ ามที่พระพุทธเจาสอน ในทตุ ยิ สัญญาสตู ร (อง.ฺ สตตฺ ก.) พระพุทธเจา ตรสั วา ขอ ท่กี ลาวดังนีว้ า ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย มรณสญั ญาอันภิกษุเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมมี ผลมาก มอี านิสงสมาก หย่งั ลงสอู มตะ มอี มตะเปน ทีส่ ดุ เรากลาวแลวเพราะอาศยั อะไร ? ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย เม่อื ภกิ ษมุ ใี จอนั อบรมแลวดวยมรณสญั ญาอยูโดยมาก จิตยอมหวนกลับ งอกลบั ถอยกลับจากความรกั ชีวิต ไมย ืน่ ไปรบั ความรกั ชวี ติ อุเบกขาหรือความเปน ของปฏิกลู ยอ มตั้งอยู เปรียบเหมือนขนไกห รอื เสนเอ็นท่เี ขา ใสลงในไฟ ยอ มหดงอเขา หากัน ไมค ลอ่ี อก ฉะน้นั ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย ถา เม่ือภิกษุมีใจอนั ไมอบรมแลว ดวยมรณสัญญาอยู โดยมาก จิตยอมไหลไปในความรักชวี ิต หรือความเปน ของไมป ฏิกูลยอ มตง้ั อยไู ซร ภกิ ษพุ งึ ทราบขอน้นั ดงั นีว้ า มรณสัญญาอนั เราไมเจรญิ แลว คุณวิเศษทง้ั เบ้ืองตน และเบือ้ งปลายของเราก็ไมมี ผลแหงภาวนาของเรายังไมถ งึ ที่ เพราะฉะนนั้ ภิกษุ น้นั จงึ ตองเปน ผรู ทู ่ัวถึงในมรณสญั ญานน้ั ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ถาเมื่อภกิ ษมุ ใี จอันอบรมแลว ดวยมรณสญั ญาอยโู ดยมาก จติ ยอ มหวนกลบั งอกลับ ถอยกลบั จากความรักชีวติ ไมย ื่นไปรบั ความรกั ชีวติ อเุ บกขาหรือความเปน ของปฏกิ ูลยอ มตั้งอยูไซร ภกิ ษุพึงทราบขอนน้ั ดังนีว้ า มรณ สัญญาอันเราเจริญแลว คณุ วเิ ศษท้ังเบ้ืองตน และเบือ้ งปลายของเรามอี ยู ผลแหง ภาวนาของเราถึงท่ีแลว เพราะฉะนน้ั ภกิ ษุนนั้ เปนผรู ทู ่วั ถึงในมรณสญั ญานน้ั ขอท่ี กลาวดงั นี้วา มรณสัญญาอันภกิ ษเุ จริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมมผี ลมาก มี อานิสงสมาก หย่งั ลงสูอ มตะ มอี มตะเปน ที่สุด เรากลา วแลว เพราะอาศยั ขอ น้ี ในตติยปฏิปทาสตู ร (องฺ. อฏ ก.) พระพทุ ธเจา ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย มรณสติอันบคุ คลเจริญแลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอ มมผี ลมาก มอี านิสงสม าก หย่งั ลงสอู มตะ มีอมตะเปน ที่สดุ เธอทัง้ หลายยอมเจริญมรณสตหิ รอื หนอ ? เม่อื พระพุทธเจา ตรสั อยา งนแี้ ลว ภกิ ษุรูปหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจาวา ขา แตพระองค ผเู จรญิ ขาพระองคย อมเจรญิ มรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดูกอ นภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขาพระองคมคี วามคิดอยา งน้วี า โอหนอ เราพึงเปน อยคู ืนหนึง่ วันหนึ่ง พึงมนสกิ ารถึงคาํ สอนของพระพุทธเจา เราไดกระทาํ คําสอนของพระพุทธเจาเปนอนั มากหนอ ขา แตพระองคผูเจริญ ขาพระองคเ จริญมรณสติ อยา งนแ้ี ล
๓๓ ภกิ ษุแมอกี รปู หนงึ่ กราบทูลพระพทุ ธเจาอยา งนี้วา ขาแตพระองคผ เู จริญ แมข า พระองคก ็เจรญิ มรณสติ พระเจาขา พุทธ. ดูกอนภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขา แตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมคี วามคิดอยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยูตลอดวันหน่ึง พึงมนสิการถึงคาํ สอนของพระพุทธเจา เราไดกระทํา คําสอนของพระพทุ ธเจา เปนอนั มากหนอ ขา แตพระองคผเู จริญ ขาพระองคเ จรญิ มรณสติ อยา งนแี้ ล ภกิ ษุแมอกี รูปหนง่ึ กราบทูลพระพทุ ธเจาอยา งน้ีวา ขาแตพระองคผ ูเจรญิ แมข า พระองคก็เจริญมรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดกู อ นภิกษุ กเ็ ธอเจรญิ มรณสตอิ ยา งไร ? ภิกษุ. ขาแตพระองคผ ูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมคี วามคดิ อยางนวี้ า โอหนอ เราพงึ เปนอยเู พียงครง่ึ วัน พึงมนสิการถงึ คาํ สอนของพระพทุ ธเจา เราไดก ระทาํ คาํ สอนของพระพทุ ธเจาเปน อันมากหนอ ขา แตพ ระองคผเู จริญ ขา พระองคเจริญมรณสติ อยา งน้ีแล ภิกษแุ มอ ีกรูปหน่งึ กราบทูลพระพุทธเจาอยางน้ีวา ขาแตพ ระองคผูเ จรญิ แมขา พระองคก็เจรญิ มรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดกู อ นภกิ ษุ กเ็ ธอเจริญมรณสติอยางไร ? ภกิ ษุ. ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขา พระองคม คี วามคดิ อยางน้วี า โอหนอ เราพึงเปน อยูเพียงชว่ั เวลาบรโิ ภคบิณฑบาตม้ือหนึง่ พึงมนสิการถงึ คําสอนของ พระพทุ ธเจา เราไดท ําคาํ สอนของพระพุทธเจา เปนอันมากหนอ ขา แตพระองคผูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยา งนี้แล ภกิ ษแุ มอ กี รูปหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจา อยางน้วี า ขาแตพระองคผ เู จริญ แมข า พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดกู อนภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษ.ุ ขา แตพ ระองคผ ูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคม คี วามคดิ อยางนวี้ า โอหนอ เราพงึ เปนอยูช ่ัวเวลาบรโิ ภคบณิ ฑบาตคร่ึงหนงึ่ พงึ มนสิการถงึ คําสอนของ พระพทุ ธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพุทธเจา เปนอันมากหนอ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล
๓๔ ภกิ ษแุ มอีกรปู หนงึ่ กราบทูลพระพทุ ธเจา อยางน้ีวา ขา แตพ ระองคผเู จริญ แมข า พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจา ขา พุทธ. ดูกอ นภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภกิ ษ.ุ ขาแตพ ระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ี้ ขาพระองคมีความคดิ อยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยูชัว่ เวลาเคยี้ วขา ว ๔-๕ คาํ แลวกลนื กิน พงึ มนสกิ ารถงึ คาํ สอนของ พระพุทธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพทุ ธเจา เปน อนั มากหนอ ขาแตพ ระองคผ ูเจริญ ขาพระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล ภกิ ษุแมอกี รปู หนึ่งกราบทูลพระพทุ ธเจา อยา งนว้ี า ขาแตพระองคผ ูเจริญ แมขา พระองคก ็เจริญมรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดูกอ นภกิ ษุ ก็เธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภกิ ษ.ุ ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสตนิ ้ี ขาพระองคม ีความคดิ อยา งนี้วา โอหนอ เราพึงเปน อยชู ั่วเวลาเค้ยี วขาวไดคําหนึ่งแลว กลนื กิน พึงมนสิการถงึ คําสอน ของพระพุทธเจา เราไดก ระทําคําสอนของพระพทุ ธเจาเปน อันมากหนอ ขา แตพ ระองคผูเจริญ ขา พระองคเจริญมรณสติอยางน้ีแล ภิกษแุ มอ กี รปู หนึ่งกราบทลู พระพุทธเจา อยา งนี้วา ขาแตพ ระองคผูเจรญิ แมขา พระองคก็เจรญิ มรณสติ พระเจาขา พทุ ธ. ดูกอ นภกิ ษุ กเ็ ธอเจริญมรณสติอยา งไร ? ภิกษุ. ขาแตพระองคผูเจริญ ในการเจริญมรณสติน้ี ขา พระองคม ีความคดิ อยา งน้ีวา โอหนอ เราพึงเปนอยูช วั่ เวลาหายใจออกแลว หายใจเขา หรือหายใจเขา แลว หายใจ ออก พึงมนสกิ ารถึงคําสอนของพระพทุ ธเจา เราไดกระทาํ คําสอนของพระพทุ ธเจา เปนอนั มากหนอ ขาแตพ ระองคผเู จริญ ขา พระองเจริญมรณสติอยางนีแ้ ล เมื่อภิกษทุ ั้งหลายกราบทลู อยางน้ีแลว พระพทุ ธเจาไดตรสั กะภกิ ษุหลา นนั้ วา ดูกอ น ภิกษทุ ัง้ หลาย ภกิ ษใุ ดเจรญิ มรณสติอยางนี้วา โอหนอ เราพงึ เปนอยตู ลอดคืนหนง่ึ วนั หนง่ึ ... เราพึงเปน อยูตลอดวนั หน่ึง ... เราพงึ เปน อยูครึ่งวัน ... เราพึงเปนอยชู ั่ว เวลาบรโิ ภคบณิ ฑบาตมื้อหนึง่ ... เราพงึ เปนอยูช ั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครง่ึ หนึ่ง ... เราพงึ เปนอยชู ่ัวเวลาเคยี้ วขา วได ๔-๕ คาํ แลวกลนื กิน ดกู อ นภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษุ เหลา น้ี เรากลา ววา เปน ผปู ระมาทอยู เจรญิ มรณสตเิ พ่ือความสิ้นอาสวะชา ดูกอ นภิกษทุ ้งั หลาย สวนภกิ ษใุ ดเจรญิ มรณสติอยา งนี้วา โอหนอ เราพึง เปน อยชู ่วั เวลาเคี้ยวขาวคําหน่ึงแลวกลนื กิน ... เราพึงเปน อยชู ่วั เวลาหายใจออกแลว
๓๕ หายใจเขา หรอื หายใจเขา แลวหายใจออก พึงมนสกิ ารถงึ คําสอนของพระพุทธเจา เราไดก ระทําคาํ สอนของพระพุทธเจา เปนอนั มากหนอ ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุเหลาน้ี เรากลาววาไมประมาทอยู ยอ มเจริญมรณสติ เพอื่ ความสิน้ อาสวะ ดูกอนภิกษุ ทัง้ หลาย เพราะฉะนน้ั แหละ เธอท้ังหลายพึงศกึ ษาอยางนี้วา เราทงั้ หลายจักไมเปน ผูประมาทอยู จกั เจริญมรณสติ เพื่อความสิ้นอาสวะ ดกู อนภิกษุทัง้ หลาย เธอท้งั หลายพงึ ศึกษาอยา งน้ีแล ในจตตุ ถปฏิปทาสตู ร (องฺ. อฏ ก.) พระพุทธเจาตรัสวา ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย มรณสติอนั บคุ คลเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอมมผี ลมาก มอี านสิ งสมาก หยง่ั ลงสอู มตะ มอี มตะเปนท่ีสดุ ดกู อ นภิกษุทัง้ หลาย ก็มรณสตอิ นั บคุ คลเจรญิ แลว อยา งไร กระทาํ ใหม ากแลว อยางไร จงึ มีผลมาก มีอานสิ งสม าก หย่ังลงสูอมตะ มอี มตะเปนทสี่ ดุ ? ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษใุ นธรรมวินยั นี้ เมอื่ กลางวันส้นิ ไป กลางคนื เวียนมา ยอ มพิจารณาดงั นว้ี า ปจ จยั แหง ความตายของเรามมี ากหนอ คือ งูพึงกดั เราก็ได แมงปองพึงตอยเราก็ได ตะขาบพึงกัดเรากไ็ ด เพราะเหตุน้นั เราพึงทํากาลกริ ยิ า อันตรายน้ันพงึ มแี กเรา เราพงึ พลาดลมลงกไ็ ด อาหารทเ่ี ราบริโภคแลวไมย อ ยเสยี กไ็ ด ดีของเราพึงซานกไ็ ด เสมหะของเราพึงกาํ เริบก็ได ลมมพี ิษดังศาตราของเรา พึงกําเริบก็ได มนษุ ยท ัง้ หลายพึงเบียดเบยี นเราก็ได พวกอมนุษยพึงเบียดเบียนเรา กไ็ ด เพราะเหตุนั้น เราพึงทํากาลกิรยิ า อันตรายนน้ั พงึ มแี กเรา ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนนั้ พึงพิจารณาดังน้ีวา ธรรมอันเปน บาปอกุศลอนั เรายัง ละไมไ ดท จี่ ะพึงเปน อนั ตรายแกเ รา ผูทาํ กาละในกลางคนื มีอยูหรือหนอแล ถา ภกิ ษุ พิจารณาอยรู ูอยางน้วี า ธรรมอนั เปนบาปอกศุ ลอันเรายังละไมได ทจ่ี ะพึงเปนอันตราย แกเราผทู ํากาละในกลางคนื มีอยู ภิกษุนนั้ พงึ กระทําความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพยี ร ความไมทอถอย สตแิ ละสมั ปชัญญะใหย งิ่ เพอ่ื ละธรรมอันเปน บาปอกุศลเหลานนั้ เสยี เปรยี บเหมือนคนท่ีมีผา ไฟไหมห รอื ศรี ษะถูกไฟไหม พงึ กระทาํ ความพอใจ ความพยายาม ความอตุ สาหะ ความเพียร ความไมทอ ถอย สติและสมั ป- ชัญญะใหย ง่ิ เพ่ือดับไฟไหมผ า หรอื ศีรษะนั้น ฉะน้ัน ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ถาภิกษุพิจารณาอยูรูอยางน้ีวา ธรรมอันเปนบาปอกุศลอัน เรายังละไมไดที่จะเปนอันตรายแกเราผูทํากาละในกลางคืนไมมี ภิกษุน้ันพึงเปนผูมี ปติและปราโมทย หมัน่ ศึกษาท้ังกลางวนั และกลางคนื ในกุศลธรรมทงั้ หลายอยู
๓๖ ดูกอนภกิ ษุทงั้ หลาย อนึ่ง ภกิ ษใุ นธรรมวินยั นี้ เม่ือกลางคืนสนิ้ ไปกลางวันเวียน มาถงึ ยอมพจิ ารณาดงั นว้ี า ปจ จยั แหงความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเรา ก็ได แมงปองพงึ ตอยเรากไ็ ด ตะขาบพึงกัดเราก็ได เพราะเหตุนัน้ เราพึงทํา กาลกิริยา อันตรายนน้ั พึงมแี กเ รา เราพึงพลาดลม ลงกไ็ ด อาหารทเ่ี ราบรโิ ภคแลว ไมย อ ยเสียกไ็ ด ดีของเราพงึ ซานกไ็ ด เสมหะของเราพึงกาํ เริบกไ็ ด ลมมีพิษดงั ศาตราของเราพึงกําเรบิ ก็ได มนษุ ยทัง้ หลายพึงเบยี ดเบียนเรากไ็ ด พวกอมนุษยพ ึง เบียดเบียนเราก็ได เพราะเหตุนนั้ เราพึงทํากาลกริ ิยา อันตรายนัน้ พึงมแี กเ รา ดูกอ นภิกษุท้ังหลาย ภิกษุนั้นพงึ พจิ ารณาดังนว้ี า ธรรมอนั เปนบาปอกุศลอันเรายัง ละไมไ ดทจ่ี ะพงึ เปนอันตรายแกเ ราผทู ํากาละในกลางวนั มีอยูหรือหนอแล ถาภิกษุ พิจารณาอยูร ูอยางน้ีวา ธรรมอนั เปน บาปอกศุ ลอันเรายังละไมไ ด ท่จี ะพึงทําอันตราย แกเ ราผูทํากาละในกลางวันมีอยู ภกิ ษนุ น้ั พึงกระทําความพอใจ ความพยายาม ความ อุตสาหะ ความเพียร ความไมท อ ถอย สตแิ ละสมั ปชัญญะใหยิง่ เพ่ือละธรรมอันเปน บาป อกุศลเหลา น้ันเสยี เปรียบเหมือนบุคคลมีผาถกู ไฟไหมหรอื ศีรษะถูกไฟไหม พึงกระทาํ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพยี ร ความไมท อ ถอย สตแิ ละ สมั ปชัญญะใหยิง่ เพอื่ ดับไฟไหมผ า หรือศรี ษะนั้น ฉะน้ัน ดกู อ นภกิ ษุทั้งหลาย ถาภกิ ษพุ ิจารณาอยูรอู ยา งนว้ี า ธรรมอันเปนบาปอกศุ ลอัน เรายงั ละไมได ทจี่ ะพึงเปนอนั ตรายแกเ รา ผทู ํากาละในกลางวนั ไมม ี ภกิ ษนุ ั้น พึงเปน ผูมีปตแิ ละปราโมทย หมั่นศึกษาทัง้ กลางวนั กลางคืนในกุศลธรรมทัง้ หลายอยู ดูกอนภิกษุทง้ั หลาย มรณสตอิ ันภกิ ษเุ จริญแลว อยา งนี้ กระทาํ ใหม ากแลว อยางนี้ จึงมี ผลมาก มอี านสิ งสม าก หยั่งลงสูอมตะ มีอมตะเปนท่ีสุด ๒.มรณสติตามคัมภีรวิสทุ ธมิ รรค ทานพระพทุ ธโฆสาจารย ผูแ ตง คัมภีรว ิสทุ ธิมรรค ไดแ นะนาํ การระลกึ ถงึ ความตาย ไวโดยอาการ ๘ ดังน้ี ๑.โดยความเขาไปตั้งอยเู ฉพาะหนาเหมือนเพชฌฆาต คอื นึกถงึ ความตายวา เหมอื นเพชฌฆาตทก่ี ําลังเง้อื ดาบจะฟน ไมม ีทางรอดพนจากความตายไปได ๒.โดยความวิบตั แิ หงสมบัติ สมบัตทิ ้ังหลายทีเ่ รายนิ ดพี อใจ ยอมถกู ความตายทําให วิบตั ไิ ปส้นิ คือ เราจะตองพลดั พรากจากสมบัตเิ หลา นัน้ แมแตชวี ติ ของเราเองซง่ึ เปน สมบตั ทิ ่เี ราหวงแหนทีส่ ุด ก็ยอ มถกู ความตายทําใหวิบตั ทิ าํ ลายไปดวย
๓๗ ๓.โดยการเปรยี บเทียบ คือ เปรียบเทยี บกับคนอืน่ วา คนอนื่ ตองตายฉันใด เรากต็ อ ง ตายฉนั น้ัน ๔.โดยรางกายเปนของสาธารณะแกห มูสัตว และปจจัยแหง ความตายมมี าก เชน อาจตายดว ยถกู งูกดั เปน ลมตาย เปนตน ๕.โดยอายุเปน ของบอบบาง ออนแอ ตายงาย คอื ชีวติ ตอ งอาศัยปจจยั ตา ง ๆ หลอ เลย้ี ง เม่ือปจจัยเหลา นนั้ ไมส มดลุ ชวี ิตกแ็ ตกทําลายไป ๖.โดยชีวติ เปน สิง่ หานิมติ ไมไ ด คอื ไมรูวาชีวิตจะตายเมื่ออายเุ ทา ใด ตายทไี่ หน เมื่อไร อยางไร ตายแลว ไปไหน ๗.โดยชีวติ เปนสงิ่ มีกาํ หนดกาลคอื ขอบเขต ไมใ ชม ชี วี ติ อยเู ร่อื ยไป ไมตอ งแกไ ม ตองตาย ขอบเขตของชวี ิตในปจจุบันไมเ กิน ๑๐๐ ป ๘.โดยชวี ติ มีขณะเล็กนอย คอื ขน้ึ อยกู ับจิตเพียงขณะเดียว ๓.ขอ แนะนาํ เพิ่มเตมิ จากผเู ขยี น ๑.เวลาไดย ินขา ววามคี นตายจากสื่อตาง ๆ เชน การบอกเลา จากคนอ่นื วทิ ยุ ทวี ี หนังสือพมิ พ หรือไปงานศพ หรอื พบเห็นคนตายหรือสัตวต ายในทใี่ ดกต็ าม หรือแมก ระทงั่ ขณะดูหนังดูละคร เมอ่ื มฉี ากการฆากัน การทํารา ยกัน และมีคนตาย กใ็ หนอมตนเขา ไป เปรียบวา เรากต็ องตายเหมือนเขา หรอื นอมผตู ายเขา มาเปรยี บกับตนวา เมอื่ กอนผูนี้ ก็มชี ีวิตเหมือนกับเรา บัดน้เี ขาตายแลว ท้งิ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา งไวใ นโลก และเราเองก็ จะตองเปนเหมือนเขา ๒.ถามตวั เองอยูเสมอวา เธอพรอ มท่ีจะตายหรือยัง ? ๓.เขยี นขอความเตือนสตใิ หระลกึ ถงึ ความตายไวใ นที่ที่เห็นไดง าย อาจเปน พุทธภาษิต หรอื ขอ ความอ่นื ๆ เชน โคลง กลอน เปนตน ท่กี ลา วถึงความตาย อานิสงสของการเจรญิ มรณสติ ๑.รเู ทาทันความเปน จริงของชีวิต ๒.ละความรักในชวี ิต ๓.ละความยินดใี นกามคณุ ๔.ละความกลวั ตาย ๕.ไมส ่ังสมวตั ถทุ ัง้ หลาย ๖.ไมห วงแหนวตั ถทุ ัง้ หลาย ๗.ทาํ ใหเ กดิ ความไมป ระมาท เรง ทาํ กิจท่คี วรทํา ๘.ทําใหจ ติ ใจสงบ อาจบรรลุถงึ อปุ จารฌาน ๙.ทาํ ใหเกิดในสุคติ ๑๐.เปนปจจัยแกก ารบรรลุนิพพาน
๓๘ บุคคลผไู มห วั่นไหวตอความตาย แมวา บคุ คลโดยท่ัวไปจะมคี วามกลวั ตายเปนปกติ แตม บี คุ คลจาํ นวนหนง่ึ ซ่ึงไมก ลัวตาย ไดแ ก พระอรหันตท ัง้ หลาย ทานเหลา นัน้ ไดเ ปนตัวอยางใหเ ราไดเ ห็นวา การปฏิบัตธิ รรม ในพทุ ธศาสนานัน้ เปน ส่งิ มีคาสูงสุด เพราะเม่ือปฏบิ ตั ิถงึ ขน้ั บรรลุอรหัตตมรรคและอรหัตตผล แลว กส็ ามารถละกเิ ลสและความทุกขท ง้ั หลายใหหมดสน้ิ ไป แมก ระท่ังความกลัวตายกถ็ ูก ละไปดวย เพราะฉะนั้น จงึ ควรศึกษาประวตั ขิ องพระอรหันตทั้งหลาย โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในดานท่เี กีย่ วกับความตาย วา ทานเหลา นนั้ มที ัศนะตอ ความตายอยา งไร เพ่อื ใหผูทีย่ ังมี ความกลัวตายอยู ไดถ ือเอาทา นเหลานน้ั เปนแบบอยา งในการดําเนนิ ชีวติ และกระตุน ให เกดิ ความพยายามทจี่ ะปฏิบัติ เพอ่ื ความเปนอยา งทานเหลา น้ัน บคุ คลตัวอยาง ผไู มหวน่ั ไหวตอความตาย ๑.พระพุทธเจา เมื่อพระองคด ํารงพระชนมช พี อยูพอสมควรแกเ วลาแลว จึงตัดสนิ พระทัยปลงอายุ สงั ขารวา อกี ๓ เดือนตอ จากนไ้ี ปจะปรินิพพาน (ตาย) ขณะน้นั ไดเ กดิ แผน ดินไหว ทานพระ อานนทท ูลถามพระพทุ ธเจาวา ทาํ ไมจงึ เกดิ แผน ดินไหว พระพุทธเจาตรัสตอบวา พระองค ไดปลงอายุสังขารวา อีก ๓ เดือนตอจากน้จี ะปรินพิ พาน ทา นพระอานนทเ สียใจท่ี พระพุทธเจาจะปรนิ พิ พาน ขอรองใหพ ระพุทธเจา ดํารงพระชนมชีพอยตู อไป พระพทุ ธเจา ไมท รงรับ และไดตรัสปลอบทา นพระอานนทว า อยาเลย อานนท เธออยาเศรา โศกรํ่าไรไปเลย เราไดบอกไวก อ นแลว ไมใช หรือวา ความเปน ตาง ๆ ความพลดั พราก ความเปน อยา งอ่ืนจากของรกั ของชอบใจ ทงั้ ส้นิ ตองมี เพราะฉะนน้ั จะพึงไดในของรกั ของชอบใจน้ีแตท่ีไหน ส่ิงใดเกิดแลว มแี ลว ปจ จัยปรงุ แตง แลว มีความทําลายเปน ธรรมดา การปรารถนาวา ขอส่งิ นั้น อยา ทาํ ลายไปเลย ดงั นี้ มใิ ชฐานะท่จี ะมีได และอกี ตอนหนึง่ ในมหาปรินพิ พานสูตร พระองคไดตรสั แกภกิ ษทุ ั้งหลายวา วัยของเราแกหงอมแลว ชีวิตของเราเปนของนอ ย เราจกั ละพวกเธอไป เรา กระทําทีพ่ ึ่งแกต นแลว ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย พวกเธอจงเปนผไู มป ระมาท มสี ติ มีศีล อันดีเถดิ จงเปนผูมีความดาํ ริตัง้ มนั่ ดีแลว ตามรักษาจติ ของตนเถดิ ผูใดจักเปน ผูไ ม ประมาทอยใู นธรรมวินัยน้ี ผนู ้ันจักละชาติสงสารแลว กระทําท่สี ุดแหงทกุ ขไ ด ดังนี้
๓๙ กอนท่ีพระองคจะปรินิพพานยังไดตรัสสอนเปนคร้ังสุดทายวา ดูกอนภิกษุท้ังหลาย บัดน้ี เราขอเตือนพวกเธอวา สังขารทั้งหลายมีความเส่ือมไปเปนธรรมดา พวกเธอ จงยังความไมประมาทใหถ งึ พรอ มเถิด นเี้ ปน พระปจ ฉิมวาจาของพระตถาคต น่ีคอื คาํ พดู ทแ่ี สดงถึงความเปน ผูเขา ใจสัจธรรม จนจิตใจดํารงอยเู หนือความตาย คือไม เปนทกุ ขเ พราะความตายเปน เหตุ ๒.พระอุปเสนวังคันตบุตร ครัง้ หน่ึง พระพทุ ธเจา ทา นพระสารีบุตรและทานพระอุปเสนซึ่งเปนนอ งชายคนหนึ่ง ของทานพระสารบี ุตร ไปอาศัยอยูในถ้ําแหงหน่งึ วันหน่ึง งูพิษไดตกลงมาจากเพดานถํ้า หลน ลงบนบาของทา นพระอุปเสน และกดั ทานทันที ทานทราบวา ถูกงพู ิษกดั จงึ เรยี กทา น พระสารีบตุ รมา บอกใหชวยหามทา นออกไปนอกถาํ้ กอนท่ที า นจะตาย เมอ่ื ทานพระอปุ เสนกลาวอยา งนแี้ ลว ทา นพระสารีบตุ รไดกลาวกะทานพระอุปเสนวา ความท่กี ายของทานพระอปุ เสนเปน อยางอนื่ หรือความแปรปรวนแหงอินทรยี ของ ทานพระอุปเสน เราทั้งหลายยงั ไมเ ห็นเลย เม่ือเปน เชนนี้ ทา นพระอุปเสนยังพูด อยางน้ีวา จงมาเถดิ ผูมีอายุ จงยกกายเรานีข้ ้ึนสเู ตียง แลวนาํ ไปภายนอก กอนท่ี กายน้ีจะเร่ยี รายประดุจกําแกลบ ณ ทน่ี ี้เลา ทา นพระอุปเสนกลา ววา ดูกอนทานพระสารีบุตร ผใู ดพงึ มคี วามตรึกอยา งนวี้ า เราเปน จกั ษุ หรอื จกั ษเุ ปน ของเรา … เราเปนใจ หรอื ใจเปนของเรา ความทก่ี าย เปน อยางอ่นื หรือความแปรปรวนแหง อนิ ทรีย พงึ มีแกผ ูนั้นแนน อน ดกู อนทา นพระ สารบี ตุ ร เรามไิ ดมคี วามตรึกอยา งนว้ี า เราเปนจักษุ หรือจักษเุ ปนของเรา … เรา เปนใจ หรอื ใจเปน ของเรา ความทกี่ ายจกั กลายเปนอยา งอน่ื หรอื ความแปรปรวน แหง อินทรียจักมีแกเ รานน้ั ไดอ ยางไร แลวทานพระสารีบุตรก็หามทานพระอุปเสนออกไปนอกถํ้า และทานก็ถึงแกมรณภาพ ดว ยอาการอนั สงบ ณ ท่ีน้นั เอง ๓.พระอธิมตุ ตเถระ ทานพระอธมิ ุตต เปน หลานของพระสงั กิจจะ บรรลพุ ระอรหันตตัง้ แตเ ปนสามเณร เม่ืออายุครบ ๒๐ บริบรู ณแลว ก็เดินทางไปลาพอแมเ พอ่ื จะอปุ สมบทเปนพระภิกษุ ระหวา ง ทางไดพ บกบั พวกโจร และถูกโจรจบั ตัวไวเพ่ือฆา บชู ายญั แกเทวดาทีพ่ วกตนนับถือ แมร ูวา จะถกู ฆา สามเณรอธิมุตตก ไ็ มแ สดงอาการหวาดหวน่ั พรนั่ พรึงเลยแมแ ตน อ ย จนนายโจร
๔๐ เกดิ ความอัศจรรยใ จ จงึ ถามวา เม่อื กอ นเราจะฆา สตั วเ หลา ใดเพื่อบชู ายัญ หรอื เพอ่ื ปลน เอาทรพั ย สตั วเ หลาน้ันหมดอํานาจ เกิดความกลัว ยอ มพากันหวาดหวัน่ และ บนเพอ แตค วามกลัวมิไดมีแกทา นเลย ซ้าํ ยังมสี ีหนาผองใสยงิ่ นัก เมื่อภัยใหญเ หน็ ปานนี้ปรากฏแลว เหตุไรทานจึงไมคร่ําครวญเลา ? สามเณรอธิมุตตตอบวา ดกู อ นนายโจร ทกุ ขท างใจยอมไมมีแกผ ไู มห ว งใยในชีวติ ความกลวั ทง้ั ปวง อันเราผสู ้ินสงั โยชนล วงพน ไดแลว เมอื่ ตัณหาเคร่ืองนําไปสภู พสิ้นไปแลว ความกลวั ตายในปจ จบุ ันมิไดม ี ดวยประการใดประการหนึง่ เลย ดุจบรุ ุษไมก ลัวความหนกั เพราะวางภาระแลว ฉะน้ัน พรหมจรรย เราประพฤติดแี ลว แมธรรมเราก็อบรมดแี ลว เราไมม คี วาม กลัวตาย เหมอื นบุคคลไมกลัวโรค เพราะโรคส้ินไปแลว ฉะนัน้ พรหมจรรย เราประพฤตดิ แี ลว แมมรรคเราก็อบรมดแี ลว ภพท้ังหลายอัน ไมน ายินดี เราไดเหน็ แลว เหมือนบุคคลดื่มยาพษิ แลวบวนท้งิ ฉะน้นั บุคคลผูถงึ ฝง แหงภพ ไมม ีความถือมน่ั ทาํ กิจเสร็จแลว หมดอาสวะ ยอ ม ยินดีเพราะเหตุความส้ินอายุ เหมือนบุคคลพน แลวจากการถกู ประหาร ฉะนั้น บุคคลผูบรรลุธรรมอันสงู สดุ แลว ไมมคี วามตองการอะไรในโลกทง้ั ปวง ยอ ม ไมเ ศราโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนทีถ่ กู ไฟไหม ฉะนนั้ สิ่งใดสง่ิ หนึง่ ซ่ึงมีอยูในโลกน้กี ็ดี ภพที่สตั วไดอ ยูในโลกนก้ี ด็ ี พระพุทธเจา ผู แสวงหาคุณอันใหญไดตรสั ไววา สงิ่ ทัง้ หมดนไี้ มเปน อสิ ระ ผใู ดรแู จง ธรรมขอน้ัน เหมือนดงั ที่พระพทุ ธเจา ทรงแสดงไว ผนู น้ั ยอ มไมย ึดถอื ภพไร ๆ ดังบคุ คลผูไมจบั กอนเหล็กแดงอนั รอ นโชน ฉะนัน้ เราไมม คี วามคิดวา ไดมมี าแลว จักมตี อ ไป สงั ขารจักปราศจากไป จะคร่าํ ครวญไปทาํ ไมในเพราะสงั ขารนน้ั เลา ดูกอนนายโจร ความกลวั ยอมไมมีแกผพู จิ ารณาเหน็ ตามความเปน จริง ซ่ึง ความเกดิ ขึ้นแหง ธรรมอนั บรสิ ุทธ์ิ และความสืบตอแหงสังขารอันบริสุทธ์ิ เมอ่ื ใด บคุ คลพจิ ารณาเห็นโลกเสมอดว ยหญา และไม ดว ยปญญา เม่ือนั้นบุคคลนนั้ ยอ มไม ยึดถอื วา เปนของเรา ยอ มไมเศราโศกวา ของเราไมม ี เรารําคาญดว ยสรรี ะ เราไม ตองการดวยภพ รางกายนี้จักแตกไป และจักไมม รี างกายอน่ื ถาทานทง้ั หลาย ปรารถนาจะทํากจิ ใดดวยรางกายของเรา ก็จงทํากิจน้ันเถิด ความขัดเคืองและความ รกั ใครในรางกายน้ัน จักไมม แี กเรา เพราะเหตุท่ีทา นทัง้ หลายทํากิจตามปรารถนา ดวยรางกายของเราน้ัน
๔๑ โจรทงั้ หลายไดฟ งคาํ ของทา นอันนา อศั จรรย ทําใหขนลุกชูชัน จึงพากันวางศาสตราวธุ แลวกลาวดังนี้วา ขาแตทา นผูเจริญ ความไมเ ศราโศกที่ทา นไดน ้ี เพราะทานไดท าํ กรรมอะไรไว หรือใครเปน อาจารยข องทาน หรอื เพราะอาศยั คําสั่งสอนของใคร ? สามเณรอธิมุตตต อบวา พระศาสดาผูเปนสัพพัญู รูเหน็ ธรรมทง้ั ปวง ชนะ หมูม าร มีพระกรณุ าใหญ ผูร ักษาพยาบาลชาวโลกทงั้ ปวง เปนอาจารยของเรา ธรรมเครื่องใหถึงความสน้ิ อาสวะอันยอดเย่ยี มน้ี พระองคทรงแสดงไวแลว ความไม เศรา โศกเราไดเ พราะอาศยั คําส่งั สอนของพระองค พวกโจรฟงคาํ อนั เปน สุภาษิตของทานอธมิ ุตตสามเณรแลว พากันวางอาวธุ บางพวก กเ็ ลิกเปน โจร บางพวกก็ขอบวช คร้นั บวชแลว ไมนาน ก็บรรลเุ ปนพระอรหนั ต นคี่ ือผูท ่เี ปน สาวกของพระพทุ ธเจา เม่อื ไดป ฏิบัติตามคาํ สอนของพระพุทธเจาแลว แม ความตายกท็ ําใหจติ ใจของทา นเปน ทุกขไมได พุทธภาษิตและสาวกภาษิตเกี่ยวกบั ความตาย รัฐปาลสตู ร (ม. ม. ๒/๒๔) ทานพระรัฐปาละไดก ลา ววา … เราเห็นมนุษยท งั้ หลายในโลกน้ี ท่ีเปนผูมีทรัพย ไดทรพั ยแลวยอ มไมใหท าน เพราะความหลง โลภแลว ยอ มทาํ การสั่งสมทรัพย และยงั ปรารถนากามทั้งหลายย่ิงขึ้นไป พระราชาทรงแผอํานาจ ชาํ นะตลอดแผน ดิน ทรงครอบครองแผนดนิ มีสาคร เปน ทส่ี ุด มิไดท รงรจู กั อิม่ เพยี งฝงสมุทรขา งหนง่ึ ยังทรงปรารถนาฝง สมุทรขา ง โนน อีก พระราชาและมนุษยเหลาอืน่ เปน อันมาก ยงั ไมส ้ินความทะเยอทะยาน ยอมเขาถึงความตาย เปน ผูพรองอยู ละรา งกายไปแท ความอ่ิมดวยกามยอมไมม ี ในโลกเลย อนึง่ ญาติท้ังหลายพากนั สยายผมครํ่าครวญถงึ ผนู นั้ พากันกลาววา ไดตาย แลวหนอ พวกญาตนิ ําเอาผูนน้ั คลุมดว ยผาไป ยกข้ึนเชิงตะกอน แตน น้ั ก็เผากัน ผูน ้ันเม่อื กําลังถูกเขาเผา ถูกแทงอยูดวยหลาว มีแตผ า ผืนเดยี ว ละโภคสมบัตไิ ป ญาติกด็ ี มติ รก็ดี หรอื สหายท้งั หลาย เปน ท่ตี า นทานของบุคคลผูจ ะตายไมมี ทายาททั้งหลายก็ขนเอาทรัพยของผนู ้ันไป สว นสัตวย อมไปตามกรรมทท่ี ําไว ทรพั ยอ ะไร ๆ ยอ มติดตามคนตายไปไมไ ด บตุ ร ภรรยา ทรพั ยและแวน แควน ก็เชนนน้ั บคุ คลยอมไมไ ดอายยุ ืนดว ยทรัพย และยอ มไมก าํ จัดชราไดด วยทรัพย นกั ปราชญท งั้ หลายกลา วชวี ิตน้ีวานอ ยนัก วาไมเ ทย่ี ง มีความแปรปรวนเปน ธรรมดา
๔๒ ทั้งคนม่งั มี ท้งั คนยากจนยอมกระทบผัสสะ ทงั้ คนพาล ท้งั นกั ปราชญก็กระทบ ผัสสะเหมือนกนั แตคนพาลยอ มนอนหวาดอยู เพราะความทตี่ นเปน พาล สวน นักปราชญอ นั ผสั สะถกู ตองแลว ยอมไมห วนั่ ไหว เพราะเหตุนนั้ แล ปญญาจึง ประเสรฐิ กวา ทรัพย ปญญาเปน เหตถุ ึงทีส่ ดุ ในโลกนไ้ี ด คนเปนอันมากทําบาปกรรม เพราะความหลงในภพนอยภพใหญ เพราะไมม ี ปญ ญาเคร่ืองใหถ งึ ที่สดุ สตั วทีถ่ ึงการทอ งเทยี่ วไปมายอ มเขาถงึ ครรภบา ง ปรโลก บาง ผอู น่ื นอกจากผมู ีปญ ญาน้ัน ยอมเชื่อไดวา จะเขาถงึ ครรภและปรโลก หมูสตั วผูมีบาปธรรมละโลกนไ้ี ปแลว ยอ มเดือดรอ นในโลกหนา เพราะกรรม ของตนเอง เปรยี บเหมือนโจรผมู คี วามผิด ถูกจับเพราะโจรกรรมมีตดั ชอง เปน ตน ยอ มเดอื ดรอ นเพราะกรรมของตนเอง ฉะนัน้ ความจริงกามทงั้ หลายวจิ ิตร รสอรอ ย เปน ทีร่ ื่นรมยใ จ ยอ มย่ํายีจติ ดวยรูปมี ประการตาง ๆ มหาบพติ ร อาตมาภาพเห็นโทษในกามทั้งหลาย เพราะเหตุนนั้ จึงออกบวช สัตวโ ลกท้ังหลาย ท้ังหนุมทง้ั แก เมื่อสรีระแตกทําลาย ยอมตายไป เหมือนผลไมท้งั หลายท่ีรว งหลนไป มหาบพติ ร อาตมภาพรเู หตุนี้ จึงออกบวช ความเปนสมณะเปนขอ ปฏบิ ัตอิ ันไมผ ิด เปนผปู ระเสรฐิ แท ดงั น้แี ล อปุ เนยยสูตร (ส.ํ สคาถ. ๑/๔๔) ชวี ติ คอื อายมุ ปี ระมาณนอย ถกู ตอนเขา ไปเรือ่ ย เมอ่ื บุคคลถูกชรา ตอ นเขา ไปแลว ยอมไมม ีผูปองกัน บุคคลเมื่อเห็นภยั นี้ในมรณะ พึงละ อามสิ ในโลกเสีย มุงสันตเิ ถิด อจั เจนตสิ ตู ร (ส.ํ สคาถ. ๑/๔๙) กาลทงั้ หลายยอ มลวงไป ราตรีทงั้ หลายยอมผานไป ช้ันแหงวัย ยอมละลาํ ดบั ไป บุคคลเมอ่ื เห็นภัยนใี้ นมรณะ พงึ ละอามิสในโลกเสยี มุงสนั ตเิ ถิด ปพพโตปมสตู ร (ส.ํ สคาถ. ๑/๕๒๒) ภูเขาใหญลว นแลว ดวยศลิ าจดทองฟา กล้ิงบดสตั วม าโดยรอบทงั้ ๔ ทิศ แมฉันใด ชราและมจั จุกฉ็ ันนนั้ ยอ มครอบงาํ สัตวท ัง้ หลาย คอื พวกกษตั ริย พวกพราหมณ พวกแพศย พวกศูทร พวกจัณฑาลและ คนเทมลู ฝอย ไมเวนใคร ๆ ไวเลย ยอมยํา่ ยีเสียสน้ิ ณ ทน่ี นั้ ไมมยี ทุ ธ ภมู สิ ําหรบั พลชาง ไมมียุทธภูมิสาํ หรบั พลรถ ไมมียุทธภูมิสาํ หรับพลราบ และไมอ าจจะเอาชนะแมด ว ยการรบดว ยมนต หรือดวยทรัพย
๔๓ เพราะฉะนนั้ แล บรุ ุษผูเ ปน บัณฑิต มปี ญญา เม่ือเหน็ ประโยชนต น พงึ ตั้งศรัทธาไวในพระพทุ ธเจา ในพระธรรมและในพระสงฆ ผูใดมีปกติ ประพฤติธรรมดว ยกาย ดวยวาจา หรอื ดว ยใจ บัณฑติ ท้ังหลายยอม สรรเสรญิ ผนู น้ั ในโลกน้ีน่นั เทียว ผนู นั้ ละโลกนีไ้ ป ยอมบันเทิงในสวรรค ปฐมอายสุ ูตร (สํ. สคาถ. ๒/๒๖) อายุของมนุษยท ั้งหลายนอย คนดีควรดูหมนิ่ อายนุ ัน้ เสีย ควร ประพฤตดิ ุจคนทถี่ กู ไฟไหมศีรษะ ฉะนนั้ การทม่ี จั จุราชจะไมม าไมมเี ลย ทุตยิ อายสุ ูตร (สํ. สคาถ. ๒/๒๘) ดูกอนภกิ ษทุ ้งั หลาย อายุของมนษุ ยท้ังหลายนี้นอ ยนัก จาํ ตอ ง ไปสูสมั ปรายภพ ควรทาํ กศุ ล ควรประพฤติพรหมจรรย สตั วผ ูเ กดิ มาแลวจะไมต ายไมมี ดูกอ นภิกษุทั้งหลาย คนทเ่ี ปนอยนู าน ยอม เปนอยไู ดเพยี งรอ ยป หรอื จะอยูเ กินไปไดบา งก็มีนอย วันคนื ยอ มผานพนไป ชวี ติ ยอ มหดสั้นเขา อายขุ องสัตวทง้ั หลาย ยอมส้นิ ไป ดุจแมน ํา้ นอ ย ฉะน้นั ชราสูตร (ส.ํ มหา. ๒/๖๒) สมยั หน่ึง พระพุทธเจา ประทบั อยู ณ ปราสาทของนางวสิ าขามคิ ารมารดา ในบพุ พาราม ใกลพระนครสาวัตถี กส็ มัยนนั้ พระพุทธเจาเสด็จออกจากที่หลีกเรนในเวลาเย็นแลว ประทับน่งั ผนิ พระปฤษฎางค (หลัง) ผงิ แดดในท่ีมแี สงแดดสอ งมาจากทศิ ประจิมอยู ครง้ั นน้ั ทา นพระอานนทเ ขา ไปเฝาพระพุทธเจา ถึงท่ปี ระทบั ถวายบงั คมพระพุทธเจาแลว บบี นวด พระกายของพระพุทธเจา ดว ยฝา มือพลางกราบทูลวา ขาแตพระองคผเู จริญ นา อัศจรรย ไมเ คยมีมาแลว เวลาน้พี ระฉววี รรณของ พระพุทธเจา ไมบรสิ ทุ ธผิ์ ดุ ผองเหมือนเมือ่ กอน พระสรีระกห็ ยอนยนเปนเกลียว พระกายก็คอมไปขา งหนา และความแปรปรวนของอินทรยี คือพระจกั ษุ พระโสตะ พระฆานะ พระชิวหาและพระกาย กป็ รากฏอยู พระพุทธเจาตรสั วา ดูกอ นอานนท ขอนเ้ี ปนอยา งน้นั ชรายอมมีในความเปน หนมุ สาว พยาธิยอ มมีในความไมมีโรค มรณะยอ มมใี นชวี ติ ผวิ พรรณไมบ ริสทุ ธิ์ ผดุ ผองเหมอื นเมื่อกอน สรีระก็หยอนยน เปนเกลยี ว กายก็คอมไปขางหนา และ ความแปรปรวนแหงอินทรยี คอื จักษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หาและกาย กป็ รากฏอยู
๔๔ พระพทุ ธเจาตรสั ตอไปอกี วา ถึงทานจะตคิ วามแกอนั เลวทราม ถงึ ทานจะติความ แกอนั ทาํ ใหผวิ พรรณทรามไป รูปอนั นา พงึ ใจกค็ งถกู ความแกย ่ํายีอยนู ัน่ เอง แมผ ใู ด พงึ มชี ีวิตอยูไดร อยป ( ผูนั้น ก็ไมพน ความตายไปได ) สตั วท งั้ ปวงมคี วามตายเปน เบ้ืองหนา ความตายยอมไมละเวน อะไร ๆ ยอมย่าํ ยที ั้งหมดทเี ดียว อรกานสุ าสนีสตู ร (อง.ฺ สตฺตก. /๒๗๓) ดกู อนภิกษุทัง้ หลาย เรอ่ื งเคยมมี าแลว ศาสดาช่ืออรกะเปนเจาลัทธิ ปราศจากความ กาํ หนัดในกาม ก็อรกะศาสดานนั้ มสี าวกหลายรอ ยคน เธอแสดงธรรมแกส าวกอยา งน้ีวา ดกู อ นพราหมณ ชีวติ ของมนุษยท ้ังหลายนอย นดิ หนอ ย รวดเรว็ มีทกุ ขม าก มคี วามคบั แคนมาก จะพึงถูกตองไดด ว ยปญญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤติ พรหมจรรย เพราะสตั วทเี่ กดิ มาแลวจะไมต าย ไมมี ดกู อ นพราหมณ หยาดนาํ้ คางบนยอดหญา เมอื่ อาทติ ยข ้ึนมา ยอ มแหงหายไป ไดเรว็ ไมต ัง้ อยนู าน แมฉนั ใด ชีวิตของมนุษยท ง้ั หลาย เปรยี บเหมือนหยาดน้าํ คาง ฉันนัน้ เหมอื นกัน นดิ หนอ ย รวดเรว็ มที ุกขมาก มคี วามคบั แคน มาก จะพึงถูกตองไดดวย ปญญา ควรกระทํากศุ ล ควรประพฤติพรหมจรรย เพราะสตั วท ี่เกดิ แลวจะไมตายไมมี ดกู อนพราหมณ เม่อื ฝนตกหนัก หนาเมด็ ฟองน้าํ ยอ มแตกเรว็ ตง้ั อยไู มนาน แมฉ ันใด ชีวติ ของมนุษยทงั้ หลาย เปรียบเหมือนฟองนาํ้ ฉนั นนั้ เหมือนกนั … ดกู อ นพราหมณ รอยไมทีข่ ีดลงไปในนํ้า ยอ มกลับเขา หากันเรว็ ไมตง้ั อยูน าน แมฉันใด ชีวิตของมนษุ ยท ง้ั หลายเปรียบเหมือนรอยไมท ีข่ ีดลงไปในนาํ้ ฉนั น้นั เหมอื นกัน ... ดูกอนพราหมณ แมนา้ํ ไหลลงจากภเู ขา ไหลไปไกล กระแสเชยี่ ว พัดไปซง่ึ ส่ิง ทพ่ี อจะพัดไปได ไมม ีระยะเวลาหรอื ช่วั ครทู ีม่ ันจะหยุด แตท ีแ่ ทแมน ้าํ น้นั มแี ต ไหลเรอ่ื ยไปถายเดียว แมฉ นั ใด ชีวิตของมนุษยท ง้ั หลาย เปรียบเหมือนแมน้ําท่ไี หลลง จากภเู ขา ฉันนน้ั เหมือนกัน ... ดกู อ นพราหมณ บุรุษมกี ําลัง อมกอนเขฬะไวที่ปลายล้นิ แลว พึงถมไปโดย งา ยดาย แมฉ นั ใด ชวี ิตของมนุษยทงั้ หลาย เปรียบเหมอื นกอนเขฬะ ฉันน้ันเหมือนกัน ... ดูกอ นพราหมณ ชน้ิ เนือ้ ท่ใี สไ วในกะทะเหลก็ ไฟเผาตลอดท้ังวัน ยอมจะยอ ย ยับไปรวดเรว็ ไมต ัง้ อยนู าน แมฉ นั ใด ชีวติ ของมนุษยท งั้ หลาย เปรียบเหมอื นชิ้นเนอ้ื ฉนั นน้ั เหมอื นกนั ...
๔๕ ดกู อนพราหมณ แมโคทีจ่ ะถูกเชือด ท่ีเขานาํ ไปสูท ี่ฆา ยอ มกา วเทา เดินไปใกล ที่ฆา ใกลความตาย แมฉ นั ใด ชวี ติ ของมนุษยท้ังหลายเปรียบเหมือนแมโคทีจ่ ะถกู เชือด ฉนั นั้นเหมือนกนั นิดหนอ ย รวดเรว็ มที กุ ขมาก มีความคบั แคน มาก จะพึงถูกตองไดด ว ย ปญ ญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤตพิ รหมจรรย เพราะสัตวที่เกิดมาแลวจะไมตาย ไมมี ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย กโ็ ดยสมัยน้นั มนษุ ยทัง้ หลายมีอายปุ ระมาณ ๖๐,๐๐๐ ป เด็กหญิงมอี ายุ ๕๐๐ ป จงึ ควรแกการมีสามี ก็โดยสมยั นั้น มนุษยท้ังหลายมอี าพาธ ๖ อยางเทา นน้ั คือ เย็น รอ น หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปสสาวะ ดกู อ นภิกษทุ ัง้ หลาย อรกะศาสดานน้ั เม่ือมนษุ ยท ้ังหลายมีอายยุ ืน ตั้งอยูนาน มอี าพาธนอ ยอยางน้ี ยังแสดง ธรรมใหส าวกฟง อยางนว้ี า ดูกอนพราหมณ ชวี ิตของมนุษยท งั้ หลายนอ ย นิดหนอ ย รวดเร็ว มีทกุ ขม าก มีความคับแคนมาก จะพึงถูกตองไดด วยปญญา ควรกระทํา กศุ ล ควรประพฤตพิ รหมจรรย เพราะสัตวท เี่ กดิ มาแลว จะไมต าย ไมมี ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย ในปจจบุ ันนี้ เม่อื จะกลา วโดยชอบ กพ็ งึ กลาววา ชีวิตของมนษุ ย ทั้งหลายนอย นิดหนอย รวดเร็ว มีทกุ ขมาก มคี วามคบั แคนมาก จะพึงถกู ตองไดดวย ปญ ญา ควรกระทาํ กุศล ควรประพฤติพรหมจรรย เพราะสตั วทเ่ี กดิ มาแลว จะไมตาย ไมม ี ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย ในปจ จบุ ันนี้ คนทมี่ ีอายอุ ยไู ดนานก็เพียง ๑๐๐ ป หรอื นอยกวา น้ันบาง เกนิ กวาบาง ก็คนท่มี ีอายอุ ยูถึงรอยป ยอ มอยคู รบ ๓๐๐ ฤดู คอื ฤดหู นาว ๑๐๐ ฤดู, ฤดูรอน ๑๐๐ ฤด,ู ฤดูฝน ๑๐๐ ฤด,ู คนทีม่ อี ายุอยูถึง ๓๐๐ ฤดู ยอมอยคู รบ ๑,๒๐๐ เดือน, คอื ฤดหู นาว ๔๐๐ เดือน, ฤดรู อ น ๔๐๐ เดือน, ฤดฝู น ๔๐๐ เดือน, คนท่ีมีอายุ อยูถ งึ ๑,๒๐๐ เดอื น ยอมอยูครบ ๒,๔๐๐ ก่ึงเดอื น, คือ ฤดูหนาว ๘๐๐ กง่ึ เดือน, ฤดูรอน ๘๐๐ ก่ึงเดือน, ฤดฝู น ๘๐๐ กึ่งเดอื น, คนท่ีมอี ายอุ ยูครบ ๒,๔๐๐ ก่งึ เดอื น ยอ มอยูครบ ๓๖,๐๐๐ ราตรี, คอื ฤดหู นาว ๑,๒๐๐ ราตรี, ฤดูรอน ๑,๒๐๐ ราตรี, ฤดฝู น ๑,๒๐๐ ราตร,ี คนทีม่ อี ายุอยูถึง ๓๖,๐๐๐ ราตรี ยอมบริโภคอาหาร ๗๒,๐๐๐ เวลา, คอื ฤดหู นาว ๒๔,๐๐๐ เวลา, ฤดูรอ น ๒๔,๐๐๐ เวลา, ฤดฝู น ๒๔,๐๐๐ เวลา, พรอ ม ๆ กับดมื่ นมมารดา และอนั ตรายแหงการบริโภคอาหาร ใน ๒ ประการนัน้ อนั ตรายแหง การบริโภคอาหารมดี ังน้ี คอื คนโกรธยอ มไมบรโิ ภคอาหาร คนมที กุ ขก็ไมบ ริโภคอาหาร คนปว ยไขกไ็ มบรโิ ภค อาหาร คนรกั ษาอุโบสถกไ็ มบรโิ ภคอาหาร เพราะไมไดอ าหารจึงไมบ รโิ ภคอาหาร ดกู อ นภกิ ษุทงั้ หลาย เราไดกําหนดอายุ ประมาณแหงอายุ ฤดู ป เดอื น ก่งึ เดือน ราตรี วนั การบริโภคอาหาร และอันตรายแหงการบรโิ ภคอาหารของมนุษยผ ูมีอายุ ๑๐๐ ป
๔๖ ดว ยประการดงั น้ีแลว ดกู อนภิกษทุ ้งั หลาย กิจใดที่ศาสดา ผแู สวงหาประโยชนเก้ือกลู ผอู นเุ คราะหเ ออ้ื เอ็นดู พงึ กระทําแกส าวก กจิ น้ัน เรากระทาํ แลวแกเ ธอท้ังหลาย ดูกอนภกิ ษุทัง้ หลาย นัน่ โคนไม น่นั เรือนวา ง เธอทง้ั หลายจงเพง พนิ ิจ อยา ประมาท อยา ตอ งเปน ผูเดือดรอ นใจในภายหลังเลย น้ีคือ อนศุ าสนีของเรา สําหรับเธอทั้งหลาย ~ บคุ คลที่ทาํ ชวั่ ไว หนไี ปแลวในอากาศ กไ็ มพนจากกรรมช่วั ได หนไี ปในทามกลางมหาสมทุ ร ก็ไมพนจากกรรมช่ัวได หนเี ขาไปสูซอก ภูเขา ก็ไมพ น จากกรรมชัว่ ได เขาอยูแลวในประเทศแหงแผนดินใด ความตายพงึ ครอบงําไมไ ด ประเทศแหง แผนดินนั้นหามีอยไู ม (ข.ุ ธ.๓/๖๑) ~ บดั น้ี ทา นเปน ผูมวี ยั อนั ชรานาํ เขา ไปแลว เปน ผเู ตรียมพรอม เพอื่ จะไปสูสํานกั ของพญายม อนง่ึ แมท ่ีพักในระหวา งทางของทานก็ยัง ไมม ี ถึงเสบยี งทางของทา นก็หามไี ม ทานนน้ั จงทําท่ีพ่งึ แกตน จงรีบ พยายาม จงเปนบัณฑติ ทานเปน ผูมีมลทนิ อนั กําจัดไดแ ลว ไมมกี ิเลส เพียงดังเนิน จกั ไมเ ขาถงึ ชาติชราอกี (ขุ.ธ.๔/๓) ~ คนพาลยอ มคิดวา เราจกั อยูในท่ีนตี้ ลอดฤดูฝน จกั อยูใ นท่นี ้ี ตลอดฤดหู นาวและฤดรู อ น หารอู นั ตรายไม. ความตาย พานระนน้ั ผมู ัวเมาในบตุ รและสัตวเล้ียง ผมู ใี จของในอารมณต าง ๆ ไป เหมือน หวงน้ําใหญพัดพาเอาชาวบา นผหู ลับไป ฉะนั้น (ขุ.ธ.๔/๑๓๒) ~ เม่ือบุคคลถูกความตายครอบงาํ แลว บุตรท้งั หลายยอมไมม ี เพื่อตา นทาน มารดาบดิ าและพวกพอ งทัง้ หลาย ก็ไมม เี พ่ือตา นทาน ความตานทานในญาติท้ังหลายยอมไมมี บัณฑติ ทราบเนื้อความน้ีแลว พงึ เปน ผูสํารวมในศีล ชาํ ระทางไปพระนพิ พาน ใหหมดจดพลันทเี ดียว ( ขุ. ธ. ๔/๑๓๙ ) สลั ลสูตร (ขุ. สุต. ๒/๕๕๖) ชวี ติ ของสัตวทั้งหลายในโลกนี้ สนั้ นดิ เดยี ว ลําบากยากเข็ญ มี ทกุ ขมาก แตก ็ไมมีเครือ่ งหมายใหรวู า จะตายเมื่อใด สตั วท ั้งหลายเกดิ มาแลว พยายามหาวธิ ที ีจ่ ะไมต องตาย กไ็ มส าํ เร็จ ถึงจะมชี วี ิตอยไู ป จนชราภาพ ก็ตองตายอยดู ี เพราะธรรมดาของสัตวโ ลกเปน อยา งนี้ สตั วท้ังหลายเกิดมาแลว ชื่อวามีภัยอนั ตราย เพราะจะตอ งตาย แนน อน เปรียบเหมือนผลไมท่สี กุ งอมแลว ช่อื วา มภี ยั อันตราย เพราะ
๔๗ จะตองรว งหลน ไปเปนธรรมดา ชีวติ ของสตั วท ัง้ หลาย ตองแตกดับไป เปนธรรมดา เปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ท่นี ายชา งหมอทาํ แลว ในท่ีสดุ กต็ องแตกทําลายไป ทัง้ คนหนมุ คนสาว ทงั้ คนเฒา คนแก ท้ังคนเขลา คนฉลาด ลวนตกอยใู นอาํ นาจของมัจจรุ าช ตองตายดว ยกันทง้ั นนั้ เมื่อเหลาสตั ว ใกลจะตาย ตองไปปรโลกแนน อนแลว บิดามารดากไ็ มส ามารถชว ย บตุ รของตนไวได หรอื หมญู าตกิ ไ็ มส ามารถชว ยญาติของตนไวไ ด ทา นคงเคยเหน็ เมื่อหมญู าติของสตั วท ้ังหลายผูใกลจะตาย กําลงั เฝาดู รําพนั อยูโดยประการตา ง ๆ สัตวผ ใู กลจ ะตายผูเดียวเทานั้นถูก มฤตยคู รา ไป เหมอื นโคที่เขาจะฆา ถกู นาํ ไปตัวเดยี วเทานั้น สตั วโ ลก ตกอยูในอํานาจของความแก และความตายอยางน้ี เพราะเหตุนั้น นกั ปราชญท้ังหลาย ทราบชดั สภาพของโลกอยางนี้แลว ยอ มไมเ ศราโศกไปตามสภาพของโลกนนั้ สัตวโ ลกทงั้ หลาย พากนั ดิ้นรนอยู เพราะความกลวั ตาย สตั ว ทงั้ หลายตง้ั ความหวังไววา ขอใหม อี ายุยืน เปนตน แตก ไ็ มสมหวัง การพลดั พรากจากกันและกันเชนน้ี มอี ยเู ปน ประจาํ ทานจงพจิ ารณาดูความจริงของสัตวโลกเถดิ คนผยู งั หนุมแนน ถงึ จะมีอายุยืนยาวไปถึง ๑๐๐ ป หรอื มากกวานั้นกต็ าม ก็ยงั ตองพลดั พราก จากหมญู าติ และตอ งสิ้นชีวิตไปจากโลกน้เี หมือนกัน เพราะเหตนุ ั้น บุคคลฟง ธรรมเทศนาของพระอรหันตแ ลว เห็นคน ลว งลับดับชวี ิตไป กาํ หนดรวู า เขาไมส ามารถฟน กลบั มามีชวี ิตอกี ตอ ไป ควรกําจัดความพิไรรําพันเสยี ธีรชนท่มี ปี ญญาเฉลยี วฉลาด ควรขจัด ความโศกเศราท่เี กดิ ข้นึ เสยี โดยฉบั พลนั เปรียบเหมือนลมพัดปุยนุน ดุจนรชนใชน ํ้าดับไฟท่กี าํ ลงั ไหมลุกลามใหมอดลง ฉะนั้น ชราสูตร (ข.ุ สตุ . ๒/๗๓๘) ชีวติ นน้ี อ ยนัก มนุษยยอมตายภายในรอ ยป หากวามนุษยใดยอ ม เปนอยูเกินไปบา ง มนษุ ยน้ันยอมตาย เพราะความชราโดยแท ชนทงั้ หลายยอมเศราโศกใน เพราะวัตถทุ ถ่ี อื วา ของเรา ความ ยดึ ถือเปน ของเท่ยี ง มิไดมเี ลย การยดึ ถอื น้มี ีความพลัดพรากเปนที่สุด ทเี ดียว กลุ บุตรเหน็ ดงั น้แี ลว ไมควรอยคู รองเรอื น
๔๘ บุรุษยอมสาํ คัญขนั ธใดวา นข้ี องเรา ขันธน น้ั อันบุรษุ ยอมละไป แมเ พราะความตาย พทุ ธมามกะผเู ปนบณั ฑติ รเู หน็ โทษแมน น้ั แลว ไมค วรนอ มไปเพอ่ื ยึดถอื วา ของเรา บรุ ษุ ตื่นแลว ยอ มไมเหน็ ส่งิ ที่มาประจวบดว ยความฝน แมฉ นั ใด ใคร ๆ กไ็ มเหน็ ชนท่รี ักซึ่งตายจากไปแลว แมฉนั น้นั ชอื่ ของชนเหลาใด ทีพ่ ดู ถงึ กนั อยนู ้ี ชนเหลา น้ันก็ยังเหน็ กันอยูบ า ง คนท่ีตายไปแลวกเ็ หลอื แตช ื่อเทาน้นั ทจี่ ะพูดถงึ กันอยู มุนีไมอ าศัยในสิ่งท้งั ปวง ไมทาํ สัตวห รือสงั ขารใหเ ปน ทีร่ ัก และไม ทาํ สตั วห รือสงั ขาร ใหเปนทชี่ งั ความรําพันและความหวงแหนมิไดตดิ มุนนี ั้น เหมอื นนา้ํ ไมตดิ ใบบวั ฉันนั้น หยาดน้ํายอ มไมตดิ บนใบบัว วารี ยอ มไมต ดิ บนดอกบัว ฉนั ใด มุนยี อมไมเ ขา ไปตดิ ในรปู ทีเ่ ห็น เสยี งที่ ไดย นิ และอารมณท ท่ี ราบ ฉันน้ัน อตุ ตรเถรคาถา (ข.ุ เถร. ๒/๑) ภพอะไรท่ีเทย่ี งไมม ี แมส ังขารทเี่ ท่ียงกไ็ มมี ขันธเหลา นัน้ ยอม เวยี นเกิดและเวยี นดบั ไป เรารโู ทษอยางนแี้ ลว จงึ ไมมคี วามตอ งการ ดวยภพ เราสลัดตนออกจากกามทง้ั ปวง บรรลคุ วามสิน้ อาสวะแลว สริ มิ ณั ฑเถรคาถา (ขุ. เถร. ๓/๒๒๓) โลกถกู มจั จเุ ผาสมุ ถูกชรารุมลอ ม ถูกศรคือตัณหาทิม่ แทง ถูก ความปรารถนาแผดเผาทุกเม่ือ โลกถกู มัจจเุ ผาสุม และถกู ชรารุมลอ ม ไมม สี ่งิ ใดตานทานได ยอมเดือดรอนอยเู ปน นิตย เหมือนคนกระทํา ความผดิ ไดรับอาชญาเดือดรอนอยู ฉะน้นั ชรา พยาธแิ ละมรณะท้งั ๓ เปน ดุจกองไฟตามไหมห มสู ัตวโ ลกน้ี สตั วโ ลกเหลานนั้ ไมม กี ําลังตอ ตาน ไมม ีกําลังจะหนไี ปได ควรทําวัน และคนื ไมใ หไ รประโยชน ดวยมนสกิ ารนอ ยบา งมากบา ง เพราะวนั คืน ลว งไป ๆ เทา ใด ชวี ติ ของสัตวก ล็ ว งไปเทานน้ั เวลาตายยอมรุกรนเขา ไปใกลบคุ คลทุกอริ ิยาบถ คอื เดิน ยนื น่งั หรอื นอน เพราะฉะนน้ั ทานไมค วรประมาทเวลา สารีปตุ ตเถรคาถา (ข.ุ เถร. ๔/๒๒๙) เราไมยินดตี อความตายและชวี ติ เราเปนผูม สี ติสมั ปชัญญะ จกั ละท้ิงรางกายนีไ้ ป ไมย ินดตี อ ความตายและชีวิต รอคอยเวลาตายอยู
๔๙ เหมือนลูกจางรอใหห มดเวลาทาํ งาน ฉะน้นั ความตายนีม้ แี นนอนใน สองคราว คอื ในเวลาแกหรอื ในเวลาหนมุ ท่จี ะไมตายเลยยอมไมมี เพราะฉะนั้น ทานทัง้ หลายจงบําเพ็ญแตสัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอยาได ปฏบิ ัตผิ ดิ พินาศเสยี เลย ขณะอยา ไดลว งเลยทา นท้ังหลายไปเสยี เมอื งที่ตัง้ อยชู ายแดน เขาคุมครองปองกันดี ท้ังภายนอกและ ภายใน ฉนั ใด ทา นทั้งหลายกจ็ งคุม ครองตน ฉนั น้นั เถิด ขณะอยาได ลวงเลยทานทั้งหลายไปเสีย เพราะผูม ีขณะอันลวงเลยไปเสียแลว ตอง พากันไปเศราโศก ยัดเยียดอยูในนรก สุเมธาเถรคี าถา (ข.ุ เถร.ี /๔๘๒) ภพแมวา จะเปนทพิ ยก็ไมย งั ยืน จะปวยกลาวไปไยถงึ กามทั้งหลาย ซ่งึ เปนของวา งเปลา มคี วามนา ยนิ ดีนอย มีความคับแคนมาก … เมอื่ ภพไมเทย่ี ง ความเกิดในหมูเ ทพทงั้ หลายกไ็ มย่งั ยนื พวกคน เขลายอมไมหวาดสะดุง ตอ คนทตี่ อ งเกิดบอย ๆ … ไมช า รา งกายทปี่ ราศจากวิญญาณ อันหมูญ าตผิ เู กลยี ดชงั ทอดท้งิ ไปเหมอื นทอนไม เขากพ็ ากันนําไปปาชา บิดามารดาของตนยัง เกลยี ดชงั คร้ันเอาซากศพนั้นไปทงิ้ ใหเปนอาหารสตั วอ ่นื ในปา ชา แลว กลับมาก็ตอ งอาบนํ้าดาํ เกลา จะปว ยกลา วไปไยถงึ หมูชนท่วั ๆ ไปเลา … เมื่อไฟกําลงั ไหมศ รี ษะอยู คนอ่ืนจะชว ยอะไรได เม่ือชรามรณะ ติดตามอยู ก็ควรพยายามเพ่อื ทาํ ลายชรามรณะนัน้ เสีย … อุปสาฬหกชาดก (ขุ. ชา. ทกุ ./๑๐๓) ~ สถานที่ไมเคยมีคนตาย ไมม ใี นโลก ~ อนนุโสจยิ ชาดก (ข.ุ ชา. จตกุ ./๕๖๘) ถาบคุ คลจะพงึ เศราโศกถึงคนที่ตายไปแลว ก็ควรเศรา โศกถึงตน ผตู กอยูในอาํ นาจของมจั จุทุกเมือ่ เถดิ อายุสังขารจะตดิ ตามสตั วผูย นื นงั่ นอนและเดนิ ไปมาเทา นนั้ ก็หาไม วัยยอมเสื่อมไปทุกขณะท่หี ลบั ตาและ ลืมตา เมอื่ ความพลัดพรากมีอยูอยางไมตอ งสงสยั ในอตั ภาพท่ีเต็มไป ดวยอนั ตรายนอี้ ยางน้ี บุคคลควรเอน็ ดูสตั วทย่ี งั เปน อยู ไมควรเศราโศก ถงึ สตั วท ี่ตายไปแลว
๕๐ อโยฆรชาดก (ข.ุ ชา. วีสติ./๒๗๓) สัตวถ อื ปฏสิ นธิครัง้ แรก อยูในครรภตลอดคนื หน่งึ ดําเนนิ ไปไม หวนกลบั เหมอื นเมฆหมอกทีต่ ัง้ ขึน้ แลวลอยผานไป นรชนท้ังหลายประกอบพรอ มดว ยกาํ ลงั พล สรู บอยูในสงคราม จะไมแกไมตายกห็ าไม เพราะวาสตั วมชี วี ติ นนั้ ลวนถูกชาตแิ ละชรา เบียดเบียน เพราะเหตนุ น้ั ขาพเจา จึงมีความคิดวา จะประพฤตธิ รรม พระราชาผูเ ปนใหญแ หงแควน ทรงขมข่ีพระราชาศตั รู ผูมีเสนา ประกอบดว ยองค ๔ มีรูปรา งนาสะพรึงกลัว เอาชนะได แตไ มสามารถ เอาชนะเสนาแหงพญามจั จรุ าชได เพราะเหตนุ ้นั ขาพเจา จงึ มคี วามคิด วาจะประพฤติธรรม พระราชาบางพวกแวดลอมดว ยกองทพั ชา ง กองทัพมา กองทัพรถ กองทัพพลเดนิ เทา ยอมพน จากเงอ้ื มมือของปจ จามติ รได แตไมอาจ ทรงพน จากพญามจั จุราชได เพราะเหตุนนั้ ขาพเจาจึงมีความคิดวา จะประพฤตธิ รรม พระราชาทัง้ หลายผูทรงกลา หาญ ทรงหกั คายทําลายนคร กาํ จัด มหาชนไดด ว ยกองทัพชาง กองทพั มา กองทพั รถ กองทพั พลเดินเทา แตไ มอาจจะทรงหกั รานพญามัจจุราชได เพราะเหตนุ ัน้ ขา พเจาจงึ มี ความคดิ วา จะประพฤติธรรม ชา งทั้งหลาย ที่กาํ ลงั ตกมนั มีมนั ไหลเยิม้ ยอมยาํ่ ยีบา นเมือง เขนฆา ประชาชนได แตไ มอาจย่ํายีพญามัจจุราชได เพราะเหตุนั้น ขาพเจา จงึ มคี วามคิดวา จะประพฤติธรรม นายขมงั ธนูทง้ั หลาย ผมู ฝี มือ ฝกปรอื ดีแลว เปน ผูกลาหาญ สามารถยิงไปไดไกล แมน ยํา ไมผดิ พลาด แตไมอ าจจะยงิ พญามัจจุ ราชได เพราะเหตนุ น้ั ขา พเจาจงึ มีความคิดวา จะประพฤติธรรม สระท้งั หลายยอมเสื่อมส้ินไป พ้ืนปฐพีพรอ มท้ังราวปา ก็หมดส้นิ ไป ถึงทกุ สงิ่ ทกุ อยา ง อยูตลอดกาลนานเขา ก็เสอ่ื มส้นิ ไป เพราะสังขาร ท้ังหลายยอมแตกสลายไปตามกาลกําหนด เพราะเหตนุ น้ั ขาพเจา จึงมี ความคิดวา จะประพฤตธิ รรม แทจ ริงชวี ติ ของเหลาสัตวทง้ั ปวง ทัง้ หญงิ ชายในโลกนี้ มสี ภาพ หว่ันไหว ปนปวน เหมือนแผนผา ของนักเลง เหมอื นตน ไมท ี่เกดิ ใกลฝ ง
Search