Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือแสวงบุญในอินเดีย

คู่มือแสวงบุญในอินเดีย

Description: คู่มือแสวงบุญในอินเดีย

Search

Read the Text Version

คู่มอื แสวงบุญ ๕๑ ห้องเรียน ห้องสมุด หอพกั ห้องประชุม หอสวดมนต์ สถานท่ีลงโทษ โรง ครัว ย้งุ ฉาง เก็บรักษาอาหาร บ่อน้าขนาดใหญ่ มีพระสงฆ์ท่ีมาศกึ ษาอยู่ ถึง ๑๐,๐๐๐ รูป พระอาจารย์ ๓,๐๐๐ รูป มีอาณาเขตนบั ร้อยๆไร่ หลวงจีนฟาเหียน และหลวงจีนฮ่วนฉาง นกั บวชชาวจีนเดินทาง มามหาวทิ ยาลยั แห่งนี ้แม้วาระตา่ งกนั แตก่ ็ได้บรรยายไว้ถึงความยิ่งใหญ่ ของมหาวิทยาลยั นาลนั ทา ว่าใหญ่โตมหึมา มีพืน้ ท่ีกว้างขวาง นกั ศกึ ษา อยู่ด้วยกันมากมาย และศึกษาค้นคว้าพระธรรมกันอย่างจริงจังมีการ ถกเถียงอภิปรายกนั ตงั้ แตเ่ ช้าจนถึงกลางคนื ตอ่ มา มหาวิทยาลยั ลนั ทา ก็ถึงยคุ อวสาน เม่ือกองทพั มุสลิม นา โดย โมฮมั หมัด บกั เตีย ขิลจิ ได้ยกกองทัพมาเผา ฆ่า พระสงฆ์เสียชีวิต จานวนมาก และแตกสลายไปตามท่ีต่างๆ (พ.ศ. ๑,๗๐๐) ปัจจุบันจึง เหลือแต่ซากปรักหักพัง ที่คงความย่ิงใหญ่ไว้ให้อนุชนรุ่งหลังได้ดูเท่า นนั้ เอง

คมู่ อื แสวงบญุ ๕๒ สำรนำถ : สงั เวชนียสถำน..แสดงปฐมเทศนำ พำรำณสี สภำพปัจจบุ นั : ลกั ษณะพืน้ ท่ีของเมืองพาราณสีตงั้ ค่ขู นานไปกบั แมน่ ้าคงคา ตวั เมืองใหญ่ตัง้ อยู่บนฝ่ังตะวันตก ห่างจากแม่นา้ คงคาไปไม่ไกลนัก เป็ น ศนู ย์กลางการค้าและแหลง่ ผ้าไหมอนั ลือช่ือของแคว้นกาสีในอดีต ช่ือของ ศนู ย์กลางการค้าของเมืองพาราณสี อาทิ โคดาวเลีย ลาหุรบี เจาคมั บา เป็ นต้น ถนนในตัวเมืองพลุกพล่านไปด้วยรถนานาชนิด ผู้คนเดินกัน ขวกั ไขวแ่ ละนอกจากนีย้ งั มีฝงู สตั ว์ เชน่ โค กระบอื สกุ ร สนุ ขั แพะ แกะ ลา ตา่ งก็เดินกนั ไปตามถนนเป็ นประหนงึ่ ว่าตนก็มีสิทธ์ิใช้ถนนเชน่ กนั โดยไม่ มีการทาร้ายซงึ่ กนั และกนั

คู่มือแสวงบุญ ๕๓ ทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือของตวั เมืองเป็ นท่ีตงั้ สถานีรถไฟประ จาเมืองพาราณสี นบั เป็ นสถานีรถไฟที่ใหญ่แห่งหนง่ึ มีถึง ๑๐ ชานชาลา สามารถเดินทางไปได้แทบทุกรัฐใน ๒๙ รัฐของอินเดีย การเดินทาง ระหวา่ งเมืองและรัฐในอินเดีย ผ้คู นนิยมเดินทางโดยรถไฟเพราะคอ่ นข้าง สะดวก รวดเร็วและราคาถกู จากสถิตปิ ัจจบุ นั มีรถไฟจานวนถึง ๖๐ ขบวน ตอ่ วนั เข้ามารับส่งผ้โู ดยสารในเมืองพาราณสี ดงั นนั้ จึงคอ่ นข้างสะดวกใน การเดนิ ทางจากท่ีตา่ ง ๆ ของอนิ เดยี ไปยงั เมืองพาราณสี ไกลออกไปทางชานเมืองข้ามแม่น้า “วรณา” หรือ “วรุณะ” ประมาณ ๑๕ กิโลเมตรจะถึงตาบลสารนาถอันเป็ นสถานที่สาคัญทาง ประวตั ศิ าสตร์ของพระพทุ ธศาสนานน่ั คอื สถานท่ีท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก (ธัมมจัก กปั ปวตั ตนสตู ร) หลงั จากท่ีพระองค์ตรัสรู้พระสมั มาสมั โพธิญาณท่ีพทุ ธค ยา ปัจจุบันเมืองพาราณสีมีประชากรประมาณ ๓ ล้านคน สินค้า สง่ ออกท่ีสาคญั ได้แก่ผ้าพรม ผ้าไหม ส่าหรี เมืองพาราณสีเป็ นอาเภอหนึ่ง ใน ๘๕ อาเภอของรัฐอตุ ตรประเทศ มีสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรที่ได้รับการ เลือกตงั้ จากรัฐบาลกลาง (เดลี) จานวน ๑ คน และมีสมาชิกสภาผู้แทน

คู่มอื แสวงบุญ ๕๔ ราษฎรท่ีได้รับเลือกตงั้ จากรัฐบาลท้องถิ่น (รัฐอุตตรประเทศ) จานวน ๖ คน เมืองพาราณสีอยสู่ งู กวา่ ระดบั นา้ ทะเล ๘๐.๑๘ เมตร ชว่ งฤดรู ้อน อุณหภูมิสูงสุด ๔๘ องศาเซลเซียส ต่าสุด ๓๒.๐๒ องศาเซลเซียส ฤดู หนาวอณุ หภมู ิสงู สดุ ๒๕.๕๐ องศาเซลเซียส ตา่ สดุ ๕ องศาเซลเซียส พำรำณสีครงั พุทธกำล กรุงพาราณสี ในสมยั ที่เจริญรุ่งเรือง มีอาณาบริเวณกว้างขวาง กวา่ ๓ โยชน์ มหาโควินทะ เป็ นสถาปนิกผ้ยู ิ่งใหญ่ของนครแหง่ นี ้รายพระ นามของกษัตริย์ที่ปกครองกรุงพาราณสี ได้มีปรากฏในชาดกต่าง ๆ เช่น พระเจ้าองั คะ พระเจ้าอคุ คะเสนะ พระเจ้าธนญั ชยั พระเจ้าธตั รัฏฐะ พระ เจ้าทปุ ปาสหะ พระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าปเสนทิโกศล และกษัตริย์อีก ๑๖ พระองค์ ซง่ึ เป็นบรุ พกษัตริย์ของพระวงศ์พระเจ้าโอกากดุ ้วย พาราณสีเป็ นชื่อท่ีเก่าแก่และเป็ นชื่อที่เรารู้จกั กนั มานานตงั้ แตเ่ กิดก็ว่าได้ และก็ยงั เป็ นชื่อที่ฮิตติดหูด้วยซา้ ไป จะเห็นได้ว่าในพระไตรปิ ฎก มักจะ กว่างถึงเมืองพาราณสีอย่เู สมอ ๆ แม้กระทง่ั การบาเพ็ญเป็ นพระโพธิสตั ว์

คูม่ ือแสวงบญุ ๕๕ ของพระพุทธองค์ก็ดี ก็มักจะกล่าวถึงเมืองพาราณสีเสียส่วนมาก เพราะฉะนนั้ เราอาจกล่าวได้ว่า เมืองพาราณสีเท่ากบั วา่ “เป็ นสนามสอบ ความเป็นพระพทุ ธเจ้า” เลยทีเดียวก็วา่ ได้ สำรนำถ... สารนาถ ตงั้ อย่ชู านเมืองพาราณสี ห่างจากตวั เมืองประมาณ ๙ กิโลเมตร อยทู่ างทิศเหนือของเมืองพาราณสี อนั เป็ นเมืองหลวงของแคว้น กาสีในอดีต สารนาถ เดิมเรียกวา่ “ป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั ” ที่ได้ช่ือว่า สาร นาถ เน่ืองมาจากจริยาวตั รของพระพทุ ธองค์ ครัง้ เป็ นพระโพธิสตั ว์ ได้เป็ น ท่ีพงึ่ ของกวาง ซงึ่ มาจากคาวา่ “สารังคนาถ” แปลว่า “ตาบลซง่ึ เป็ นท่ีพง่ึ ของกวาง” อิสิปตนมฤคทายวัน คือสถานท่ีองค์พระสมั มาสัมพุทธเจ้าทรง แสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวคั คีย์หลงั จากที่ตรัสรู้เป็ นพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า แล้ว พระองค์ทรงพิจารณาหาบุคคลผู้ที่มีอัธยาศยั เหมาะแก่การแสดง ธรรมให้ฟัง ครัง้ แรกพิจารณาเห็นอาจารย์ทงั้ ๒ พระองค์ อุทกดาบสและ

คมู่ อื แสวงบญุ ๕๖ อาฬารดาบส แตก่ ็ได้รู้วา่ อาจารย์สองทา่ นนนั้ ได้เสียชีวิตแล้ว จึงพิจารณา เห็นปัญจวคั คีย์ ผ้คู อยปรนนิบตั ิรับใช้อยบู่ นเขาดงคสิริ ซ่ึงต่อมา เม่ือพระ พุทธองค์ได้หันกลับมาเสวยภัตตาหาร ปัญจวคั คีย์จึงหนีมาอยู่ป่ าอิสิป ตรมฤคทายวนั เมืองพาราณสี พระพทุ ธองค์ได้เดินทางมาจากพทุ ธคยา สปู่ ่ าอิปตนมฤคทายวนั มีระยพทางตามคมั ภีร์ว่ายาว ๑๘ โยชน์ เวลาเดินทาง ๑๑ วัน เม่ือได้ พบปัญจวคั คีย์ตรงท่ีคณั ฑีสถปู แล้ว ได้แสดงปฐมเทศนาท่ีธรรมเมกขสถปู ชื่อว่า “ธรรมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร” ผลแห่งการแสดงธรรม ทาให้ท่านโกณ ฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรมและขออุปสมบทเป็ นพระภิกษุรูปแรกใน พระพทุ ธศาสนา ทาให้พระรัตนตรัยครบบริบรู ณ์ คือ มีพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ และเมื่อทรงแสดง อนตั ตลกั ขณสตู ร ทาให้ปัญจวคั คีย์ทงั้ หมดได้ อปุ สมบทแล้วได้บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดยสะ บุตรเศรษฐีชาวเมือง พาราณสีและบดิ ามารดาภรรยาของยสะ จนทกุ คนแสดงตนเป็ นพทุ ธมาม กะ เป็ นอุบาสกอบุ าสิกาชดุ แรกที่เข้าถึงพระรัตนตรัยโดยเฉพาะยสะได้ขอ อุปสมบท และมีเพื่อนอีก ๕๔ ท่านตามออกบวชด้วย ด้วยหมดบรรลุ อรหนั ต์ รวมปัญจวคั คีย์แล้วเป็ น ๖๐ องค์ เป็ นสมณทตู ชดุ แรกท่ีพระพทุ ธ องคไ์ ด้สง่ ไปประกาศศาสนาตามที่ตา่ ง ๆ ถึงยคุ ของพระเจ้าอโศกมหาราช

คมู่ อื แสวงบุญ ๕๗ ได้เสดจ็ มานมสั การที่สารนาถแล้วได้สร้างถาวรวตั ถไุ ว้มากมายรวมถึงเสา หินด้วย สารนาถเจริญรุ่งเรืองตลอดมา จนถึงยุคราชวงศ์คุปตะ ท่าน สมณะเหีย้ นจงั ได้เดินทางมาจากประเทศจีนได้บนั ทึกในจดหมายเหตวุ ่า มีพระอยู่ประจา ๑,๕๐๐ รูป มีพระสถูปสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร มีศิลา จารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชและถาวรวตั ถมุ ากมาย เมื่ อกษัตริ ย์ โมกุลนากอง ทัพ อิสลามเข้ ารุ กรานอินเดีย พระพุทธศาสนาก็ถูกทาลายไปด้วย แม้สารนาถก็ถูกเผาทาลายลง จน ทา่ นอนาคาริกธรรมปาละ ชาวศรีลงั กา ได้มาบรู ณะขนึ ้ อีกครัง้ สถำนที่สำคัญ ๑. ธรรมเมกขสถูป เชื่อวา่ เป็ นสถานที่ท่ีพระพทุ ธเจ้าทางแสดงปฐมเทศนาแก่ ปัญจ วคั คยี ์ สร้างขนึ ้ ในยคุ ของพระเจ้าอโศกมหาราช ในราวพทุ ธศตวรรษที่ ๓ เพราะสนั นิษฐานจากแผ่นอิฐข้างในพระสถูปเป็ นยคุ เมารยนั สถปู เป็ น รูปทรงกลมบาตรคว่า เส้นผ่าศนู ย์กลาง ๒๘.๕ เมตร สูงจากฐานถึง ยอด ๔๒ เมตรมีชอ่ ง ๘ ชอ่ งล้อมรอบองค์พระสถปู

คู่มือแสวงบุญ ๕๘ ๒. ธรรมราชิกสถูป ธรรมราชิกสถปู เป็ นพระสถปู ที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขนึ ้ เพ่ือ เป็ นอนุสรณ์ท่ีแสดงธรรมชื่อ อนัตตลักขณสูตร จนทาให้ปัญจวัคคีย์ได้ สาเร็จเป็ นพระอรหนั ต์และเป็ นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตดุ ้วย เดิมพระ สถูปมีเส้นผ่าศนู ย์กลางเพียง ๑๓.๕ เมตร ได้รับการตอ่ เติมบรู ณะหลาย ครัง้ ตอ่ มาเมื่อครัง้ พระเจ้าชคตั ซิงห์ หรือเจนซงิ ห์ แหง่ เมืองพาราณสีได้สง่ั รือ้ พระสถปู นาหินไปสร้างเมือง และนาไปสร้างทา่ นา้ ได้พบผอบบรรจพุ ระ บรมสารีริกธาตดุ ้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระองค์จึงส่งั ให้บดละเอียด แล้วนาไปโปรยส่งในแม่นา้ คงคาตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ปัจจบุ นั คงเหลือไว้แตฐ่ านสถปู เทา่ นนั้ ๓. เจาคันทสี ถปู เจาคนั ทีสถปู เป็ นสถานที่พระพทุ ธเจ้าพบปัญจวคั คีย์หลงั จากที่ เสด็จมาจากพุทธคยา เดิมทีพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้ างไว้ประมาณ พ.ศ.๒๔๐ แล้วได้บูรณะในช่วงของราชวงศ์คุปตะ ปัจจุบนั เป็ นสถูป ๘ เหลี่ยม เหตเุ พราะครัง้ หนึ่ง พระเจ้าหุมายุน พระราชบิดาของพระเจ้าอกั บาร์ มาหลบภยั การเมืองตรงนี ้พระเจ้าอกั บาร์ทรงสงั่ ให้บรู ณะเพื่อเป็ นท่ี ระลกึ แดพ่ ระราชบดิ าในศตวรรษที่ ๑๖

คู่มือแสวงบญุ ๕๙ ๔. เสาหนิ พระเจ้าอโศก พระเจ้ าอโศกมหาราชได้ ทรงให้ สร้ างเสาหินขึน้ เพ่ือเป็ น เครื่องหมายแสดงสถานที่ท่ีพระพทุ ธเจ้าเคยประทบั ท่ีแสดงปฐมเทศนา ท่ี จัดตัง้ คณะสงฆ์ชุดแรก ๖๐ องค์ ไปประกาศศาสนา เสาหิน ถูกสร้ าง ประมาณพทุ ธศกั ราช ๒๕๐ มีความสงู ๑๕.๒๔ เมตร มีจารึกอกั ษรพรหมี มีใจความว่า ห้ามมิให้ผ้ใู ดทาลายสงฆ์ให้แตกกนั และให้อุบาสกอบุ าสิกา ถึงอโุ บสถศีล ตอ่ มาเสาหกั ลง ส่วนหวั ซงึ ้ เป็ นรูปสิงโต ๔ เศียรหนั หลงั ชนกนั ถกู เก็บไว้ใน พพิ ธิ ภณั ฑ์เมืองสารนาถ ตอ่ มารัฐบาลอนิ เดยี ได้นาหวั เสารูปสิงโต ๔ เศียร นีเ้ป็นสญั ลกั ษณ์หรือ ตราประจาชาตขิ องประเทศอินเดียและได้พิมพ์ไว้ใน ธนบตั รของอินเดยี ๕. พพิ ธิ ภณั ฑ์สารนาถ พิพิธภัณฑ์สารนาถเป็ นท่ีรวบรวมเก็บรักษาพระพุทธรู ป วัตถุ โบราณท่ีขดุ ได้ในบริเวณสารนาถเมื่อคริสต์ศกั ราช ๑๙๗๓ มีศิลปะหลาย ๆ ยุค เร่ิมจากยคุ เมารบนั กุษาณ คปุ ตะและอื่น ๆ ที่มีความสาคญั กับ พระพทุ ธศาสนา คือ

คู่มือแสวงบุญ ๖๐ พระพทุ ธรูปปางปฐมเทศนา พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาเป็ นศิลปะยุคคปุ ตะท่ีสง่างามที่สุด พระพกั ตร์แย้ม พระหตั ถ์อยใู่ นทา่ แสดงธรรม ในแวดวงพทุ ธศลิ ป์ ถือวา่ เป็ น พระพทุ ธรูปที่สวยงามที่สดุ สร้างโดยพระนางกมุ ารเทวี พระชายาของพระ เจ้าโควินทจันทา กษัตริย์ผู้ครองนครกาโนช (เมืองลักเนาว์ ในปัจจุบนั ) ประมาณปี พ.ศ.๘๕๐-๑๑๕๐ สมยั ราชวงศค์ ปุ ตะ ยอดเสาหนิ พระเจ้าอโศกมหาราช ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ซ่ึงมีสิงโต ๔ เศียรหนั หลงั ชน กัน ใต้สิงโตมีรูปธรรมจกั รและสตั ว์ ๔ ตวั คือ ช้าง โค ม้า และสิงโต อนั หมายถึงเหตกุ ารณ์ตามพทุ ธประวตั ิ มูลคัณธกฏุ ีวิหาร (ใหม่) ผ้กู อ่ สร้างคือ ทา่ นอนาคาริก ธรรมปาละ ชาวศรีลงั กา ซ่ึงเป็ นผู้ ริเริ่มฟื ้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย สร้ างแบบของพระเจดีย์ พทุ ธคยา สร้างเสร็จเม่ือ พ.ศ.๒๔๗๕ สิ่งท่ีสาคญั ในวิหาร คือ พระบรม สารีริกธาตุ ซงึ่ ขดุ ได้ท่ีเมืองตกั กสลิ า โดยรัฐบาลองั กฤษ มีภาพจิตรกรรม ฝาผนงั วาดโดยจิตรกรชาวญ่ีป่ นุ ช่ือ โกเชตสโุ นสุ ใช้เวลาวาด ๓ ปี

คมู่ ือแสวงบุญ ๖๑ กุสินำรำ : สังเวชนียสถำน..มหำปรนิ ิพพำน ตามเรื่องที่ปรากฏใน มหาปรินิพพานสูตร ว่า เมื่อพระพุทธเจ้า เสวยสกู รมทั วะ ที่นายจนุ ทะ บตุ รนายช่างทองจดั ถวายในวนั ก่อนหน้านนั้ แล้วเสด็จรอนแรมเรื่อยมา และทรงกาหนดไว้ในพระทัย จะเลือกเอา อทุ ยานไม้สาละของเจ้ามลั ละกษัตริย์เป็ นที่ปรินิพพาน จึงมีพระดารัสแก่ พระอานนท์ พทุ ธอปุ ัฏฐาก กอ่ นหน้านนั้ พระอานนท์ได้ทลู คดั ค้านว่า เมือง กุสินารา เป็ นเมืองเล็ก ไม่ใช่มหานคร ไม่ควรที่พระพุทธองค์จะเสด็จ ปรินิพพาน มหานครอ่ืน ๆ ซึ่งมีพระราชาผ้ยู ิ่งใหญ่และมีความเจริญ เช่น ราชคฤห์ สาวัตถี เป็ นต้น เป็ นสถานท่ีที่พระพุทธองค์ควรจะเสด็จไป ปรินพิ พาน อน่ึงท่ีมหานครเหล่านนั้ ก็ยงั เป็ นท่ีจาพรรษาของพระเถรานเุ ถระผู้ เป็ นสาวกด้วย แต่พระพุทธเจ้าทรงทดั ทานว่า มหานครเหล่านนั้ ไม่เป็ น

ค่มู ือแสวงบุญ ๖๒ ท่ีตงั้ แห่งความสงบ อีกประการหน่งึ พระองค์ได้เล่าเรื่องเมืองกุสินาราให้ พระอานนท์ฟังว่า แต่ปางก่อนเมืองกุสินารานี ้ มีพระเจ้ามหาสุทัศนะ จกั รพรรดิราช ผ้เู ป็ นอิสราธิบดีในปฐพีมณฑล อนั มีมหาสมทุ รทงั้ ๔ เป็ น ขอบเขตขัณฑสีมา พระราชาพระองค์นนั้ เป็ นผู้ชนะปัจจามิตรโดยธรรม ไม่ได้ใช้อานาจอาญา และศตั ราวธุ แตอ่ ย่างใด พระองค์เป็ นท่ีรักใคร่ของ พลเมืองทงั้ หลาย แต่เดิมมาเมืองกสุ ินารา ช่ือเมืองกุสาวดี เป็ นมหานคร อันไพศาล โดยส่วนยาวด้านบูรพาและปัจฉิม ๑๒ โยชน์ โดยส่วนกว้าง ด้านทิศอุดรและทักษิณ ๗ โยชน์ มีความสมบูรณ์ม่ังคงั่ มีพลเมืองแน่น หนา มีภกั ษาหารอนั บคุ คลจะพงึ แสวงได้โดยสะดวกดี กึกก้องทงั้ กลางวนั และกลางคืนด้วยเสียง ๑๐ เสียง คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียง กลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขบั ร้อง เสียงกงั สะดาล เสียงสงั ข์ และ เสียงท่ีต่างเรียกกันมาบริโภคอาหาร เม่ือพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเร่ือง เมืองกสุ ินาราแล้ว พระอานนท์ก็ยินยอม นาเสด็จพระพุทธองค์ตรงมายงั อทุ ยานไม้สาละของกษัตริย์มลั ละ ประทบั นิพพานตรงระหว่างไม้สาละ ๒ ต้น

คู่มือแสวงบญุ ๖๓ วิหำรปรนิ ิพพำน ลกั ษณะของวิหารปรินิพพาน หรือวิหารพุทธไสยาสน์ มีบนั ไดอิฐ สูงขึน้ ไปบนเนิน ภายในสถปู มีพระพทุ ธไสยาสน์อย่บู นพระแท่น ทาด้วย หินทรายแดง หรือเรียกวา่ จณุ ศิลา องค์พระยาว ๒๐ ฟุต สงู ๒ ฟตุ ๑ นิว้ ท่ีพระแท่น มีรูปสลกั ของสุภัททะปริพาชก กาลงั เข้าไปขอบวช และมีรูป พระอนรุ ุทธะ และพระอานนท์อย่ดู ้วย ผ้สู ร้างพระพุทธเจ้าไสยาสน์องค์นี ้ คอื เศรษฐีคนหนง่ึ ช่ือ ธรรมทินนา เป็นชาวเมืองมถรุ า นกั โบราณคดี ชาวอังกฤษ ได้มาขุดพบ เม่ือ พ.ศ.๒๓๗๕ ส่วน วหิ ารหรือสถปู เป็นฝี มือการสร้างของเศรษฐีชาวพมา่ มหำปรนิ ิพพำนสถปู ถัดไปคือ สถูปมหาปรินิพพาน ตัง้ อยู่ด้านหลังของมหาวิหาร เชื่อกนั วา่ เป็นสถานที่พระพทุ ธองคป์ รินิพพานใต้ต้นไม้สาละทงั้ คู่ หลวงจีนถังซัมจง๋ั ผู้เดินทางมาถึงสถานท่ีพุทธปรินิพพาน ได้ พรรณนาไว้ตอนหนง่ึ วา่

คมู่ อื แสวงบุญ ๖๔ “กุสิ นำรำเมื องหลวงของมัลละกษัตริ ย์ อยู่ในสภำพซำก ปรักหกั พงั มองเห็นเมืองและหมู่บ้ำนเป็นสถำนที่ร้ำง จะมีคนอยู่อำศยั ภำยใจกำแพงเมืองเก่ำเพียงเล็กนอ้ ย” “บริเวณดำ้ นทิศตะวนั ตกของแม่น้ำหิรัญวดีเป็นอทุ ยำนสำลวนั มี ไม้สำละข้ึนเป็ นหมู่ใหญ่ ลักษณะของไม้สำละเปลือกเป็ นสีขำวบ้ำง เขียวบ้ำง ใบสำละสะอำดเป็นเงำ ไม่ขรุขระ ในป่ ำมีไม้สำละใหญ่ ๔ ต้น บริ เวณนี้มี วิ หำรใหญ่ก่ออิ ฐถื อปูนหลังหน่ึง ภำยในวิ หำรมี พระพทุ ธรูป แบบ สีหไสยำสน์ คือในลกั ษณะประทบั นิพพำน หนั พระ เศียรไปทำงทิศเหนือ มีลกั ษณะเหมือนกำลงั บรรทมหลบั ข้ำง ๆ วิหำร ใหญ่มีสถูปใหญ่อีกแห่งหน่ึง ทีจ่ ำรึกว่ำพระเจ้ำอโศกมหำรำชเป็นผู้สร้ำง แม้ลกั ษณะจะทรุดโทรมหกั พงั ไปเป็ นอย่ำงมำกแล้ว แต่ก็ยงั มีควำมสูง เหลืออยู่ถึง ๒๐๐ ฟตุ ข้ำงหน้ำพระสถูป มีหลกั ศิลำจำรึกของพระเจ้ำ อโศกว่ำ “ทน่ี ี้ เป็ นที่เสดจ็ ดับขันธปรินิพพานของพระตถาคต”.”

ค่มู ือแสวงบญุ ๖๕ วิหำรมถำกัวร์ วิหารแห่งนีอ้ ย่รู ิมถนนห่างจากสถปู ที่ปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ เมตร ชาวบ้านเรียกกันว่า มาถาบาบา หรือ มาถา บาบากิ มูรติมณฑีร แปลว่า มณฑปพระตาย ภายใจพระวิหารเป็ นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูป ปางภมู สิ มั ผสั สร้างด้วยหนิ สีดาสมยั ปาละ ทา่ นเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คนั นิ่ง แฮม เม่ือมาท่ีนีค้ รัง้ แรกบนั ทกึ ไว้วา่ ขดุ ได้ใต้ต้นโพธ์ิ เม่ือพ.ศ.๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๖๐) เป็ นพระพุทธรูปในสายของมหายาน สมยั พระเจ้ากนิษกะ สูง ๕ ฟุต ๖ นิว้ เม่ือขุดได้แล้วก็ประดิษฐานไว้บนแท่นหินของเดิม จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๖๙ (ค.ศ.๑๙๒๖) นางอูโฟเทีย้ ว เศรษฐีชาวพม่าผู้บูรณะมหา ปรินพิ พานสถปู จงึ มาสร้างวหิ ารแหง่ นีใ้ ห้เป็นที่ประดษิ ฐานพระพทุ ธรุปอีก ด้วย มกุฎพนั ธนเจดีย์ เม่ือพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและทาการบูชา ณ สาลวโนทยาน สิน้ ๖ วนั แล้ววนั ที่ ๗ ได้ทาการเคล่ือนย้ายไป ณ มกฎุ พนั ธนเจดีย์เพื่อการการถวายพระเพลิง มกุฎพันธนเจดีย์ ตัง้ อยู่ทางทิศ ตะวันออกของตวั เมือง เมื่อเจ้ามัลละกษัตริย์อัญเชิญพระบรมศพจาก

ค่มู ือแสวงบญุ ๖๖ อุทยานสาลวนั เข้าไปทางทิศเหนือของตวั เมืองแล้วขบวนก็ผ่านไปทาง ประตเู มืองด้านทิศตะวนั ออกเลยไปถึงมกุฎพนั ธนเจดีย์ที่ปรากฏอย่วู นั นี ้ เป็ นเจดีย์ที่เสริมสร้างขนึ ้ มาภายหลงั การถวายพระเพลิง ชาวบ้านเรียกว่า ลามภาร์ แม่นำกกธุ ำนที ก่อนถึงเมืองปาวา ๗ ก.ม. จะผา่ นแม่นา้ ท่ีพระพทุ ธเจ้า ทรงลง สรงสนาน ดื่มฉนั มีชื่อวา่ “กกธุ ำนที” ขณะนีย้ งั มีนา้ ไหลระรินอยตู่ ลอดปี วัดนำนำชำติ กุสินาราเป็ นสังเวชนียสถานอนั ศกั ดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ จึงมีศา- สนิกชนของพระพุทธศาสนานานาชาติผู้มีศรัทธามาสร้ างวัด ตาม ศิลปวฒั นธรรมของประเทศตน เพื่อเป็ นเคร่ืองสักการะ นมัสการ และมี ศรัทธาอย่างแรงกล้า มาสร้างวดั ในปริมณฑลหลายแห่ง เช่น วดั พม่า วดั จีน วัดธิเบต วดั ศรีลังกา วัดญ่ีป่ นุ วดั เกาหลี วัดอินเดีย และวัดไทยกุสิ นาราเฉลมิ ราชย์

คู่มือแสวงบุญ ๖๗ มำพุทธภมู ิ เพอ่ื อะไร? ผ้ ูจ า ริ ก ธ ร ร ม แ ส ว ง บุญ สู่แ ด น พุท ธ ภู มิ มี กัน ห ล า ย ห ล า ก ม า ก ประเภท มีความประสงค์เป็ นของตวั เองค่อนข้างสงู ด้วยศรัทธาต่อพระ บรมศาสดาเป็ นหลัก ในความเล่ือมใสที่แตกต่างกัน พอจะสรุปเป็ น วตั ถปุ ระสงคท์ ่ีคล้าย ๆ กนั ของการเดนิ ทางมาอินเดีย ดงั นี ้ มาไหว้พระ ... เป็นเมืองกาเนิดพระและเจ้า มาพบปะส่งิ ต่าง ๆ ...เป็นศนู ย์รวมแหง่ ความหลากหลาย มาเปิ ดกว้างทางความคดิ ...เป็นตะกร้าแหง่ ความคดิ มาตงั้ จติ ปฏบิ ัตธิ รรม ...เป็ นโรงเรียนเตรียมอริยะ

ค่มู อื แสวงบญุ ๖๘ มาน้อมนาส่ิงท่ดี กี ลับไป ...เป็นท่ีให้โอกาสแกผ่ ้แู สวงหา มาทาใจให้ถงึ พระนิพพาน ...เป็ นที่พบบรมธรรม พระราชรัตนรังสี พระธรรมทตู สายประเทศอินเดยี

คู่มอื แสวงบญุ ๖๙ สำวัตถี: ดนิ แดนแห่งมหำนครแควน้ โกศล สาวตั ถี เรียกตามภาษาสนั สกฤตว่า ศราวัสตี (Sravasti) เป็ น เมืองหลวงของแคว้นโกศล ในสมยั รัชสมยั ของพระเจ้าปเสนทิ อนั เป็ นสมยั เดยี วกนั กบั พระพทุ ธเจ้าทา่ นเซอร์คนั นิ่งแฮม นกั โบราณคดีชาวองั กฤษ ได้ แสดงความเห็นวา่ “เมืองสำวิตถีเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกับที่ต้ังเมืองสำเหตุ มเหตุ (Sahet Mahet) โดยอำศยั จำกหลกั ศิลำจำรึกที่จำรึกไวแ้ ละพระพทุ ธรูปซ่ึง คน้ พบ ณ ทีต่ งั้ เมืองนี”้ สาเหตุ มเหตุ ตงั้ อย่บู นฝ่ังทงั้ สองของแม่นา้ รัปติ (Rupti) ในครัง้ โบราณกาลเรียกว่า อจิรวดี ใกล้เขตเมืองโกณฑะ (Gonta) และเมืองพาห ไรซ (Baharaich) ในรัฐอตุ ตรประเทศ ในสมยั โบราณกาล กล่าวกันว่า สาวตั ถีเป็ นเมืองท่ีเจริญรุ่งเรือง มากเมืองหน่ึงในบรรดาเมือง ๖ เมืองในอินเดียโบราณ มีเมืองพาราณสี

คูม่ ือแสวงบุญ ๗๐ เมืองโกสมั พี เมืองราชคฤห์ เป็ นต้น ความเจริญรุ่งเรืองของสาวตั ถีนีท้ ราบ ได้ เพราะอาศยั เร่ืองราวทางประวตั ิศาสตร์ สาวตั ถีเป็ นเมืองศูนย์กลาง การค้า มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เพราะเมืองนีเ้ ชื่อมกบั ถนนสายใหญ่ๆ ในส่วน ต่างๆของอินเดีย เป็ นเมืองท่ีมีความสาคัญมากเช่นเดียวกับราชคฤห์ พระพทุ ธเจ้าประทับบาเพ็ญพทุ ธกิจ ในเมืองนีน้ านถึง ๒๕ พรรษา ได้ทรง แสดงพระสตู ร พระวนิ ยั และชาดกท่ีสาคญั ๆไว้เป็นจานวนมาก ณ กรุงสาวตั ถีมีวดั สาคญั ๆอย่หู ลายวดั ซ่ึงพุทธบริษัทคนสาคญั ๓ คน เป็ นผู้สร้ างขึน้ บรรดาพระอารามเหล่านนั้ พระอารามแรกคือ เช ตวนั มหาวิหาร พระอารามนีท้ ่านอนาถปิ ณฑิกะ คฤหบดีของเมืองสาวตั ถี เป็นผ้สู ร้าง เรื่องนีไ้ ด้กลา่ วไว้อยา่ งพสิ ดาร ในคมั ภีร์ทางภาษาบาลีวา่ “สมยั หนึ่ง ท่ำนอนำถปิ ณฑิกะ ได้ไปยงั เมืองรำชคฤห์ พร้อมด้วย กองเกวียน ๕๐๐ เล่ม เพือ่ ทำธุรกิจกำรคำ้ ได้พกั อยู่ทีบ่ ้ำนรำชคฤห์เศรษฐี พีช่ ำยของนำงบญุ ลกั ขณำ (นำงบญุ ลกั ขณำเป็นภรรยำของท่ำนอนำถปิ ณ ฑิกะมหำเศรษฐี) ในวนั นน้ั รำชคฤห์เศรษฐี จัดเตรียมสถำนที่ คนงำน อำหำรเพื่อเลี้ยงพระในวนั รุ่งขึ้น กำรต้อนรับปรำศรัยจำรเศรษฐีเมืองรำ ชคฤห์ ซ่ึงไม่เหมือนครำวที่แล้วมำ ท่ำนอนำถปิ ณฑิกะ จึงได้ถำมและได้ ทรำบควำมจริงนน้ั ทงั้ หมดก็เกิดควำมปี ติยิ่งพอได้ยินว่ำ “พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก” และจะเสด็จมำรับอำหำร

คูม่ อื แสวงบุญ ๗๑ บิณฑบำตในวนั รุ่งข้ึน ก็ย่ิงทำให้ท่ำนอนำถปิ ณฑิกะปลำบปลื้มเป็นย่ิงนกั อยำกเข้ำเผ้ำพระพุทธเจ้ำแต่เช้ำตรู่ คืนนนั้ ท่ำนอนำถปิ ณฑิกะ นอนไม่ ค่อยหลบั เพรำะจิตใจอยำกเข้ำเฝ้ ำพระพทุ ธเจ้ำเป็นนกั หนำสะด้งุ ตื่นข้ึน มำถึง ๓ ครั้ง ตื่นมำทีไรก็เปิ ดดูทอ้ งฟ้ ำ ว่ำสว่ำงแลว้ หรือยงั ครั้นเมื่อสว่ำง แล้วจึงได้เข้ำเฝ้ ำพระพุทธองค์ พระองค์ได้แสดงอนุปพุ พิกถำ แก่ท่ำน อนำถปิ ณฑิกะ นนั่ คือ ทำน ศีล ซ่ึงเป็นกศุ ลวตั รอนั ผูค้ รองเรือนพึงบำเพ็ญ ใหบ้ ริบรู ณ์ สวรรค์ เป็นผลอนั ผู้ตงั้ มนั่ อยู่ในคณุ ธรรมทงั้ ๒ ประกำรนน้ั จะ พึงได้คำนึง จำกนนั้ ทรงแสดง กำมำทีนวะ คือโทษทง้ั หลำยของกำมคุณ ทำให้ต่ำทรำม เศร้ำหมอง ทุกข์ใจ กระวนกระวำยใจ และสุดท้ำยทรง แสดงอำนิสงค์แห่งเนกขมั มะ คือกำรออกบวช อนั เป็นอบุ ำยห่ำงจำกควำม ว่นุ วำยและเป็นหนทำงแห่งสนั ติสขุ โดยลำดบั จำกนน้ั ทรงแสดงอริ ยสจั ๔ ในทีส่ ดุ แห่งพระธรรมเทศนำ” ทา่ นอนาถปิณฑกิ ะ ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลเุ ป็ นโสดาบนั ทา่ นได้ แสดงตนเป็ นอบุ าสก และได้อาราธนาพระบรมศาสดาให้เสดจ็ ไปเมืองสา วตั ถีหลงั จากที่พระพทุ ธเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว ท่านอนาถปิ ณฑิกะจึงได้ กลบั มาเพ่ือค้นสถานที่อนั ควร เพื่อท่ีจะสร้างเป็นที่ประทบั ของพระพทุ ธเจ้า ปรากฏว่าท่านเห็นสวนเจ้าเชตกุมาร เหมาะสมกว่าท่ีอื่นๆ ด้วยว่าสวน แปลงนีก้ ว้าง ทัง้ เต็มไปด้วยไม้งามร่มร่ืน ปราศจากการรบกวนจาก บคุ คลภายนอก เพราะเป็ นอุทยานที่เสด็จประพาสของพระราชกมุ าร เมื่อ

คมู่ ือแสวงบุญ ๗๒ ท่านอนาถปิ ณฑิกะตกลงใจซือ้ สวนนี ้ เจ้าเชตเรียกร้ องให้นาเอาแผ่น ทองคา มาเรียงทวั่ บริเวณ อนาถปิ ณฑิกะ จงึ ให้คนนาเกวียนบรรทกุ แผ่น ทองคามาเรียงจนเต็มบริเวณนนั้ ทัง้ หมด ด้วยเหตนุ ัน้ สวนอุทยานเพียง เล็กน้อย เจ้าเชตต้องการร่วมทาบุญด้วยจึงมอบท่ีนัน่ ให้ โดยไม่ต้องนา แผ่นทองคามาเรียงอีก แต่ให้สร้างซุ้มประตแู ทน เหตนุ นั้ เมื่อวดั ถูกสร้ าง เสร็จเรียบร้อย ซุ้มประตวู ดั จึงมีช่ือ เจ้าเชตจารึกไว้ อนั เป็ นที่มาของชื่อวดั วา่ “เชตวันมหาวิหาร” เมื่อได้ท่ีแล้ว ท่านอนาถปิ ณฑิกะเศรษฐี ได้เริ่มงานสร้ างวิหาร พร้อมกบั ห้องพกั กฏุ ิ ห้องประชมุ โรงครัว เวจกุฎี ห้องนา้ บอ่ นา้ เป็ นต้น สิน้ เงินไป ๑๘ กฏุ ิ เมื่อพระเชตะวนั วนารามสาเร็จแล้ว ทา่ นอนาถปิ ณฑิกะเศรษฐี ได้ นิมนต์พระพทุ ธเจ้าจากเมืองราชคฤห์ มาเพ่ือรับการมอบถวายพระวิหาร ทา่ นอนาถปิ ณฑิกะได้มอบถวายวิหารแด่พระพทุ ธเจ้าและภิกษุสงฆ์ โดย ทาการฉลองวิหารไปด้วยมูลค่า ๑๘ โกฏิ พระพทุ ธเจ้าเสด็จจาพรรษา ณ พระเชตวนั ๑๙ พรรษา และได้ตรัสพระสูตรไว้มากมาย เช่น มงคลสูตร เป็ นต้น พระอารามต่อมาคือ ปุพพาราม อยู่ในสวนนอกเมืองไปยังทิศ ตะวนั ออก ซึ่งสร้ างโดยมหาอุบาสิกานามว่า วิสำขำ สะใภ้ของคฤหบดี

คมู่ ือแสวงบญุ ๗๓ เมืองสาวตั ถี นางได้สร้ างอาคารมีห้องพกั ถึง ๑,๐๐๐ ห้อง พระพทุ ธองค์ ทรงมีพระบญั ชาให้งานก่อสร้ างอาคารนีอ้ ยู่ภายใต้การแนะนาของพระ มหาโมคคลั ลานะเถระ พระองค์ได้เสด็จจาพรรษา ในปพุ พรามในเวลา กลางคืน ในปพุ พารามนีพ้ ระพทุ ธองค์ ได้แสดงพระสตู รไว้หลายสตู ร เช่น อคั ญญสตู ร ในทีฆนิกาย, อฏุ ฐานสตู ร ในสตุ ตนบิ าต เป็นต้น พระอาคารแห่งท่ี๓ คือ ราชการาม ซึง่ พระเจ้า ปเสนทิโกศล ทรง สร้ างไว้ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง แรกทีเดียวสถานท่ีตัง้ พระ อารามนีเ้ ป็ นของคณาจารย์นอกพระพทุ ธศาสนา แตพ่ ระเจ้าปเสนติ เพ่ือ สนองพระพุทธประสงค์ จึงทรงย้ายสานกั ของคณาจารย์เหล่านนั้ ออกไป เสีย และได้ทรงสร้ างพระอารามไว้ ให้กับนางภิกษุณีและในจานวน เหลา่ นนั้ มี นางสมุ ณา ซง่ึ เป็นพระขนิษฐาของพระองค์เอง ณ ราชการามนี ้ พระพทุ ธเจ้าได้ทรงแสดง นนั ทโกวินทสูตร และพระธรรมเทศนาอ่ืนๆ อีก หลายสตู ร อนั มีมาในสงั คยตุ ตนกิ าย ประวัตอิ ำนนั ทมหำโพธิ์ ประวตั คิ วามเป็นมาของ อานนั ทมหาโพธิ์ จากหนงั สือปชู าวลั ลิยะ ของสมาคมมหาโพธิ์ในกลั กตั ตา กลา่ วไว้วา่ ...

คมู่ อื แสวงบุญ ๗๔ “แม้ว่ำวิหำรเชตวนั จะเป็นทีย่ งั ควำมสะดวกและควำมสงบใหเ้ กิด ได้ย่ิงกว่ำสถำนที่แห่งใดๆ อนั เป็นที่ประทบั ของพระพทุ ธเจ้ำ แต่พระองค์ ทรงประทบั เพียง ๓ เดือนในพรรษำเท่ำนนั้ ส่วนอีก ๙ เดือนของปี นอกฤดู ฝน” พระองค์เสด็จจารึกออกไปแสดงธรรมในคาบนิคมชนบทและหวั เมืองอ่ืนประมาณปี ละ ๙ เดอื น ชาวนครสาวตั ถีผ้เู ลื่อมใสในพระธรรม ใคร่ จะทูลเฝ้ าพระพุทธเจ้าอย่เู ป็ นนิจไม่ปรารถนาให้พระองค์เสด็จไปประทบั แหง่ ใดๆ จงึ พากนั เกิดวิปปฏิสารเดอื ดร้อนใจ ปรึกษากนั ว่า จาทาไฉนหนอ จงึ จะทลู เชญิ พระองค์ให้ประทบั อย่ตู ลอดปี ได้ เม่ือพระองค์ต้องเสด็จไป ก็ ทาให้เกิดความอ้างว้างใจ จะหาสงิ่ ใดของพระองค์ให้ปรากฏอยเู่ ป็ นเครื่อง ระลกึ แทนองคพ์ ระพทุ ธเจ้าได้ ความนีท้ ราบถึงสาวกของพระพุทธเจ้า มีพระอานนท์เถระ พุทธ อปุ ัฏฐาก เป็ นต้น จึงนากราบทลู ให้พระพทุ ธเจ้าทรงทราบ สมเดจ็ พระผ้มู ี พระภาคเจ้า ผ้ทู รงพระมหากรุณา เพ่ือจะยงั มหาชนให้สมปรารถนา จึง รับส่ังพระอานนท์ นาก่ิงโพธิ์ ที่ตาบลพุทธคยา มาปลูกไว้ท่ีหน้ามหา วิหารเชตวนั เพ่ือเป็ นเครื่องหมายแทนพระองค์ จกั ได้เป็ นท่ีบชู ากราบไหว้ ของคนทงั้ ปวง

คมู่ ือแสวงบุญ ๗๕ ครัง้ นัน้ พระมหาโมคลลานะ อัครสาวกฝ่ ายซ้ ายทราบความ ประสงค์ของพระพทุ ธเจ้า จงึ ทลู อาสาแสดงฤทธ์ิ โดยเหาะไปในอากาศถึง ตาบลพทุ ธคยา นาเอาก่ิงโพธิ์กลบั มายงั วหิ ารเชตะวนั ได้ในวนั เดียวกนั นนั้ ครัน้ นากิ่งโพธ์ิมาแล้ว ก็มีการปรึกษากันว่า ผ้ใู ดจกั สมควรเป็ นผู้ ปลูก ชาวเมืองและพระสงฆ์พร้ อมใจกันถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าป เสนทิโกศลให้ทรงเป็ นผ้ปู ลูก แต่พระราชาทรงปฏิเสธ โดยบอกว่าฐานะ กษัตริย์ย่อมไม่มัน่ คงถาวร ทายาทท่ีจะมาภายหลงั จะให้ความค้มุ ครอง บารุงรักษาต้นโพธิ์ต่อไปนีไ้ ด้หรือไม่ก็ไม่ทราบได้ จงึ ควรยกเกียรตินีใ้ ห้แก่ คนอื่น ในท่ีสุดก็ได้ตกลงให้ท่านอนาถปิ ณฑิกะเศรษฐีเป็ นผู้ปลูก เพราะ ด้วยคดิ กนั ว่า ต้นโพธ์ิจะอยภู่ ายในที่สาคญั ของทา่ นอยา่ งหนง่ึ และท่านมี บริวาร ข้าทาสหญิงชายมากคงสืบตระกูลช่วยกนั รักษาต้นโพธิ์ตอ่ ๆกันไป ได้อีกอย่างหนงึ่ เมื่อปลกู เสร็จก็ได้มีการฉลองต้นโพธ์ิ และพระพทุ ธองค์ก็ ได้เสด็จประทบั นงั่ อยู่ภายใต้ต้นโพธิ์ ๑ ราตรี ตงั้ แต่นนั้ มา ชาวเมืองก็พา กนั กราบไว้ต้นโพธ์ิแทน พระพทุ ธเจ้าที่ช่ือ อานันทโพธ์ิ เพราะพระอานนท์ เป็นผ้จู ดั การเรื่องการปลกู ต้นโพธิ์นน่ั เอง สถำนทีธ่ รณีสูบพระเทวทัตต์

ค่มู อื แสวงบุญ ๗๖ สถานที่นี ้ปัจจบุ นั อยตู่ รงกนั ข้ามกบั ประตวู ดั พระเชตวนั ประตแู รก อย่หู ลงั วดั ลังกา สงั เกตได้จากสระด้านหลงั วดั สถานที่ธรณีสบู นางกิญจ มาณวิกา ปัจจบุ นั อยตู่ รงข้ากบั ประตทู ่ี ๒ อย่หู ลงั วดั จีน สงั เกตได้จากสระ นา้ เช่นเดียวกัน สถานที่ นันทมาณพ ถูกธรณีสูบ สังเกตได้ก่อนที่จะ เดนิ ทางขนึ ้ ไปบ้านทา่ นองคลุ มิ าลถึงด้านขวามือ จะเป็นสระนา้ เชน่ กนั

คมู่ อื แสวงบญุ ๗๗ จำณักยบรุ ี : เกียรติภมู ิ เสนำบดีแห่งโมรยิ ะวงศ์ ชินะสรุ ิยำ : รวบรวม เรียบเรียง [email protected] ภารตะประเทศ หรือฮินดสู ถาน หรือประเทศอินเดียในปัจจุบนั “ตานาน” แห่งประวตั ิศาสตร์อารยะธรรมตะวนั ออกท่ียงั คงมีลมหายใจ จุดเริ่มต้นแห่งเรื่องราวของฮินดูสถานรุ่งเรืองราว ๒,๕๐๐ ปี ก่อน คริสตกาล คือ “อารยธรรมหะรัปปา” ขดุ ค้นพบครัง้ แรก เม่ือ ค.ศ.๑๙๒๐ ศนู ย์กลางอยู่ที่เมือง “โมหนั โช ทโฑ” และเมือง “หะรัปปา” ประเทศ ปากีสถาน การสารวจในเชิงลกึ ทางโบราณคดี พบวา่ เมืองแห่งนีต้ วั เมืองมี การจัด “ผังเมือง” ถนนตัดเป็ นส้นตรงมีท่อระบายนา้ เสื่อมลงในราว ๑,๗๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ด้วย “ความไมเ่ ที่ยง”

คู่มือแสวงบุญ ๗๘ ภายหลงั ความเส่ือมของอารยธรรมหะรัปปา การเข้ามาของชาว “อารยัน” เม่ือราว ๑,๕๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ได้สถาปนา “อารยะธรรม สินธุ” อันรุ่งเรือง จากนนั้ ได้เคล่ือนตวั ส่ยู คุ ก่อนพทุ ธกาล หลังพทุ ธกาล เรื่อยมาจนถึงยุคท่ีอิสลามเผื่อแสนยานุภาพจนเป็ นใหญ่ในชมพูทวีป ราชวงศ์สดุ ท้ายของมสุ ลิม คือ “ราชวงศ์โมกลุ ” ไม่อาจต้านกระแสการล่า อาณานิคมของประเทศตะวนั ตก ตอ่ มาองั กฤษเข้ามามีบทบาทในอินเดีย ในฐานะประเทศอาณานิคม กระนนั้ ความเป็ นชาตินิยมของอินเดียได้ก่อ ร่างสร้ างตวั เป็ นกล่มุ ก้อนทางการเมือง จนเกิดการต่อสู้ เพ่ือ “ทวงสิทธ์ิ” ความเป็ นเจ้าของประเทศจากอังกฤษกลับคืนมา ภารตะชนประสบ ความสาเร็จประกาศ “อิสรภาพ” ได้เมื่อวนั ที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ภายหลงั การได้รับเอกราชจากองั กฤษ รัฐบาลแหง่ ฮินดูสถาน ได้ ปรับภูมิทศั น์บริเวณทางด้านทิศใต้ของรัฐสภาในปัจจุบนั เนรมิตบริเวณ พืน้ ที่กว่า ๕๐๐ ไร่ ให้กลายเป็ นทาเนียบของทูตานุทูตมากประเทศ อทุ ยานแห่งสมั พนั ธไมตรีนีม้ ีรุกขชาตแิ ละติณชาตนิ านาชนิด ร่มรื่น เขียว ขจี เป็ นระเบียบ งามตา ถนนทุกสายเชื่อมต่อกันได้สัดส่วน เรี ยกว่า “จาณกั ยบรุ ี” (Chanakaya Puri) อนั เป็ นนามมงคลของท่าน “จาณกั ยะ” ขงเบ้งแหง่ ชมพทู วีป อคั รมหาเสนาบดีของพระเจ้าจนั ทรคปุ ต์ ปฐมกษัตริย์ แหง่ ราชวงศโ์ มริยะ พระอยั ยกิ าของพระเจ้าอโศกมหาราช

คมู่ อื แสวงบุญ ๗๙ รัศมีแห่งดวงดำว “จาณกั ยะ” หรือ “เกาฏิลยะ” อภิชาตบตุ รแหง่ นางพราหมณี “ชเน ศวารี” ผู้เป็ นมารดา เกิดเม่ือ ๓๒๗ ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พทุ ธศกั ราช ๑๑๗ ในชมพทู วีปทางตอนใต้ ปัจจบุ นั อยรู่ อบบริเวณ เมืองมทั ราสโดยอนมุ าน ตามท่ีเล่ากนั มาเม่ือเกิด มีฟันนา้ นมงอก ตดิ มา ๒ ซ่ี อนั เป็นเครื่องหมายของความมีสติปัญญาเป็ นเลิศ พราหมณ์ผู้ เฒ่าในหมู่บ้าน ได้พยากรณ์ว่าในอนาคตจะปรากฏเกียรติคณุ แผ่ไปทั่ว หล้า ลกั ษณะของจาณกั ยะ เป็ นบรุ ุษตวั ดา ร่างเตีย้ แตถ่ กู ทดแทนด้วย รัศมีแห่งผู้มีชาญวิชา ปฏิภาณไหวพริบ ความจาที่เป็ นเลิศ ความ ปราดเปรื่อง และงดงามด้วยมรรยาท ได้เร่ิม “ฉายแวว” ปรากฏได้รับการ ยอมรับโดยทั่ว เม่ือเติบใหญ่ได้เจนจบในคัมภีร์ไตรเพท รวมทัง้ จบวิชา ชนั้ สงู จากสานกั เรียนแหง่ ตกั สิลา สถาบนั ทางการศึกษา “เบอร์หน่ึง” ใน ยคุ นนั้ จาณกั ยะประพฤติตนตามบาทวิถีแห่งชีวิตแห่งพราหมณ์สมบรู ณ์ ทกุ ประการ ถือเพศ “พรหมจารี” สนั โดษ มีอารมณ์แหง่ ความสงบเป็ นท่ีตงั้ เวลาวา่ งสมยั ใดฝักใฝ่ พบโยคีผ้บู าเพ็ญตบะในท่ีหา่ งไกล

คมู่ ือแสวงบุญ ๘๐ ครัง้ หนงึ่ ราชาธิราชแหง่ แคว้นกาสี ทรงแสวงหานกั ปราชญ์จากทกุ ทิศานทุ ิศ เพื่อประลอง เลือกเฟ้ น “จอมปราชญ์” แห่งแคว้น จาณกั ยะได้ ประกาศศักดาทรรศนะแห่งปัญญา จนมิอาจมีผู้ใดเทียมในยุคนัน้ พระราชาทรงชื่นชมแหจ่ าณกั ยะรอบเมืองเพื่อประกาศเกียรติยศดงั กลา่ ว ให้เลื่องระบือไกล คบู่ ุญ คบู่ ำรมี ชมพทู วีปในยคุ นนั้ มี “บปุ ผานคร” หรือ “นครปาตลีบตุ ร” ราชธานี ของแคว้นมคธซึง่ เป็ นรัฐมหาอานาจ เป็ นศนู ย์กลางทางด้านการปกครอง และเศรษฐกิจ กษตั ริย์ผ้คู รองกรุงปาตลีบตุ รคือ “พระเจ้า ปัทมานนั ทะ” ซึ่ง ทาการรัฐประหารโค่นอานาจจากพระอัยยิกาของ “พระเจ้าจนั ทรคปุ ต์” แล้วตงั้ ราชวงศ์ใหม่ คือ “ราชวงศ์นนั ทะ” และได้มีความพยายามกาจัด ตระกูลของโมริยะแบบ “ถอนรากถอนโคน” เพื่อกาจัดเสีย้ นหนาม แต่ ท้ายท่ีสุดเจ้าชายจันทรคุปต์ผ้เู ป็ นความหวงั สุดท้ายของตระกูลโมริยะก็ สามารถ “รักษาเนือ้ รักษาตวั ” จนได้มีโอกาสเรียนศิลปะวิทยาท่ีสานัก เรียนตักศิลาถึง ๗ ปี เจนจบวิชาทางด้านด้านการรบ และศิลปะด้าน สนั ตภิ าพยากท่ีจะหาผ้ใู ดเทียบ

คูม่ อื แสวงบญุ ๘๑ พระเจ้าธนานันทะ พระราชโอรสของพระเจ้าปัทมานันทะ ขึน้ ครองราชย์ตอ่ จากพระราชบิดา ทราบถึงการมีชีวิตรอดของเจ้าชายจนั ทร คปุ ต์ จึงได้ใช้อบุ ายวิธี “เอามาเป็ นพวก” เกลีย้ กล่อมจนทาให้เจ้าชาย จนั ทรคปุ ต์เข้ารับราชการเป็ น “แม่ทพั ใหญ่” เป็ นท่ีเกรงขามไปทว่ั สร้าง ความหวาดระแวง ไม่ม่ันใจให้พระเจ้าธนานันทะอย่างย่ิง ในที่สุดได้ วางแผนกาจดั เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ แตโ่ ชคดที ่ีเจ้าชายจนั ทรคปุ ต์สามารถหนี รอดออกมาได้ และได้พบกับ “ค่บู ุญ ค่บู ารมี” คือ “จาณักยะ” ในกาล ตอ่ มา ทงั้ สองมองเห็นความ อยตุ ธิ รรมในสงั คม และการบริหารบ้านเมือง ท่ีไร้เมตตาธรรม ประชาชน ไพร่ฟ้ าเดือดร้อนทว่ั ระแหง จาณกั ยะได้ให้การ สนบั สนนุ เป็น “กนุ ซือ” โคน่ ล้มอานาจรัฐของราชวงศ์นนั ทะ เพราะมีความ เช่ือมนั่ คณุ ธรรม ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และ “เห็นแวว” ในตวั เจ้าชาย จนั ทรคปุ ต์ บทเรียนรำคำแพง จาณักยะดาเนินตามแผนการที่วางไว้ หลายประการ ทาให้ เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์สามารถรวบรวมกาลงั พลได้พอสมควร ไส้ศกึ และหน่วย ขา่ วท่ีจาณกั ยะสง่ ไปแฝงตวั ในราชสานกั ทาให้ราชวงศ์ป่ันป่ วนและอ่อนแอ

ค่มู ือแสวงบญุ ๘๒ ลง เม่ือกาลเป็ นเช่นนี ้กองทพั เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ได้ยกทพั ไปตีเมืองหน้า ด่านปาตลีบุตร คือ “เมืองคยา” โดยมีจาณักยะเป็ นเสนาธิการคอย บัญชาการเบือ้ งหลัง แต่ข่าวการศึกร่ัวไหลทาให้ราชวงศ์นันทะส่งกอง กาลงั มาสนบั สนนุ เมืองคยาทนั ทว่ งที ทาให้กองทพั ของเจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ ต้องพบกบั ความปราชยั แม้ว่าเจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญที่จกั ตาย ในสนามรบ แตด่ ้วยวาทะกรรมของจาณกั ยะท่ีให้สตติ อ่ เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ ท่ีวา่ “จนั ทรคุปต์เอ๋ย ขึ้นชื่อว่ำควำมกล้ำหำญนน้ั เป็นสมบตั ิของชำย ชำติทหำรแท้ เป็ นคุณธรรมอนั บณั ฑิตควรสรรเสริญ แต่ทว่ำ ควำมกล้ำ หำญใดเป็นไปดว้ ยกำรไม่พิจำรณำ ดือ้ ดึงขึงขนั ไปตำมอำเภอใจ ปรำชญ์ กล่ำวว่ำควำมกลำ้ หำญนนั้ เป็นเครื่องประดบั ของคนโง่ ควำมกลำ้ หำญนน้ั เป็นกำรกระทำของผทู้ ีป่ รำศจำกปัญญำ”

คมู่ ือแสวงบญุ ๘๓ ควำมพ่ำยแพ้ ที่มองเหน็ ชัยชนะ จากความพ่ายแพ้ศึกทาให้เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์และจาณกั ยะ ต้อง หนีเข้าป่ าจนได้พบ “ยทุ ธวิธี” ของการศกึ อนั เป็ นเสมือนแสงแห่งชยั ชนะท่ี สาดส่องดวงใจทงั้ สอง เพราะในป่ าใหญ่นนั้ มีกระท่อมของหญิงชราคน หนึ่งอาศยั อย่กู ับหลานชาย เม่ือจนั ทรคุปต์และจาณักยะมาถึงกระท่อม แห่งนัน้ ได้ยินเสียงยายตวาดหลานซ่ึงกาลังเอามือขยุ้มลงไปในหม้อท่ี กาลังต้มถั่ว พอนิว้ สัมผัสกับถ่ัวท่ีกาลังเดือดพล่าน ก็ร้ องด้วยความ เจ็บปวด ทนั ใดนนั้ ผ้เู ป็นยายร้องวา่ “เจ้ำเด็กหน้ำโง่ ทำไมจึงมีควำมประพฤติอย่ำงนี้เจ้ำไม่รู้หรอก ว่ำ จนั ทรคปุ ต์กบั จำณกั ยะขนทหำรไปตีเมืองคยำของวงศ์นนั ทะครำวนี้ เป็น กำรเอำมือจุ่มลงในหม้อถวั่ ต้มอนั ร้อนแรงเหมือนกบั เจ้ำไม่มีผิดเลย อย่ำ ทำอะไรอย่ำงรีบร้อน ต้องค่อยๆหยิบเอำส่วนนอกทีไ่ ม่ร้อนจึงจะถูก จนั ทร คปุ ต์กบั จำณกั ยะก็เหมือนกบั เจ้ำนี่แหละ ช่ำงโง่นกั ช่ำงไม่รู้เลยว่ำเมืองค ยำเป็นศูนย์กลำงของปำตลีบุตร เหตใุ ดจันทรคปุ ต์และจำณกั ยะ จึงไม่ตี เมืองชำยแดนเข้ำมำก่อน เรื่องก็เพรำะควำมโง่ของตนนน่ั เอง” คาพดู ของหญิงชราสอนหลาน เป็ นการจดุ ประกายแนวความคิด ที่รอบคอบ หลงั จากนนั้ ไมน่ าน เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์และจาณกั ยะได้หนีการ

คู่มอื แสวงบุญ ๘๔ ตามลา่ ของราชวงศน์ นั ทะสแู่ คว้นคนั ธาระ๑ เพื่อแสวงหาความร่วมมือจาก กษัตริย์ยอดนกั รบท่ีเดนิ ทางมา “กรีก” ด้วยประสงคจ์ ะเป็นผ้พู ิชิตโลก พญำอินทรียจ์ ำกแดนไกล พระเจ้าอเลก็ ซานเดอร์มหาราช๒ ยกทพั จากกรีกเข้าสชู่ มทวีป โดย ความมงุ่ หมายเพื่อจกั แผแ่ สนยานภุ าพส่ภู าคพืน้ ตะวนั ออก กิตตศิ พั ท์และ ๑ แคว้นคนั ธาระเป็ นหน่ึงในจานวน ๑๖ แคว้นใหญ่ในชมพทู วีป ปัจจบุ นั อย่ใู นเขตปากีสถาน และอาฟกานิสถาน สมยั ก่อนพทุ ธกาลและพทุ ธกาล มี “ตกั สิลา” เป็ นเมืองหลวงและเลื่องชื่อ วา่ เป็นเมืองแหง่ การศกึ ษา มีคณาจารย์หรือทิศาปาโมกข์ผ้ใู หญ่สอนศิลปศาสตร์นานาประเภท ด้วยเหตเุ ป็ นศนู ย์แห่งวิทยาการ คนั ธาระจึงมีชื่อเสียงโดง่ ดงั ไปยงั นานาประเทศ พระเจ้าอเล็ก ซานเดอร์มหาราชย์กษัตริย์ชาวกรีกได้เข้ามารุกรานชมพทู วีปก็ได้ปักหลงั ที่คนั ธาระพอสมควร จงึ ทาให้เกิดพทุ ธศลิ ป์ แบบคนั ธาระในยคุ ตอ่ มา ๒ พระเจ้าอเลก็ ซานเดอร์มหาราช เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ฟิ ลลิป อาณาจกั รกรีกในยุคนนั้ ประสตู ิเมอื่ ๓๕๖ กอ่ นคริสตศกั ราช ณ เมืองเปลลา นครหลวงแห่งมาสิโดเนีย ได้รับการศกึ ษา จากสานักของนักปราชญ์ผู้เรืองนามคือ อริสโตเติล ขึน้ ครองราชย์เม่ือพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา หลงั จากที่พระเจ้าฟิ ลลิปถูกลอบปลงพระชนม์ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงแผ่ พระราชอาณาเขตออกไปในยุโรป เอเชียและแอฟริกา ทรงเป็ นมหาราช เพราะอานาจในเชิง แสนยานุภาพ ทรงกรีธาทัพเข้ามายังชมพูทวีป ได้พระนาม “มหาราช” ผู้นาตะวันตกกับ ตะวนั ออกให้มาพบกนั

คมู่ อื แสวงบญุ ๘๕ ชนั้ เชิงการรบของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทาให้เมืองต่างๆตอน เหนือตกอย่ภู ายใต้การควบคมุ ของพระองค์ การนีจ้ ึงทาให้จาณกั ยะและ เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์เดินทางมา เพ่ือเจรา ต่อรอง แลกเปล่ียน ต่อพระเจ้า อเล็กซานเดอร์มหาราช แม้จะดู “ส่มุ เสี่ยง” ตอ่ ความปลอดภัย แตก่ ็เป็ น แนวทางท่ีดที ่ีสดุ ตอนนนั้ ผลของการเจรจาจบลงด้วยความพิโรธของพระเจ้าอเล็กซานเด- อร์มหาราช ที่ไม่พอพระทยั ต่อข้อแลกเปลี่ยนและถ้อยคาท่ีอาจหาญจาก เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ ความต้องการของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชคือ ต้องการสิทธ์ิครอบครองทงั้ ทรัพย์สินและอานาจทางการปกครองทงั้ หมด ของปาตลีบตุ รแคว้นมคธ แตเ่ จ้าชายจนั ทรคปุ ต์มิอาจยอมได้ จึงได้แสดง ความเด็ดเด่ียวด้วยถ้อยคานานาประการ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ไม่คาดฝันว่าจะมีใครกล้าสาแดงความกล้าหาญต่อพระองค์ได้ ไม่ทรง คาดว่าจันทรคุปต์จะมาเก่งกล้าเอากับพระองค์ผู้ทรงเป็ นจอมแห่งชมพู ทวีป เสดจ็ ลกุ กระทืบเท้า ตวาดเสียงลนั่ “ดีแล้ว เจ้าจะต้องตาย ก่อนที่เจ้าจะคดิ ว่าควรตาย” เจ้าชายจันทรคุปต์วางใจเป็ นปกติ กล่าวตอบอย่างไม่สะทก สะท้านวา่

คู่มือแสวงบุญ ๘๖ “หม่อมฉันต้องการความตาย มากกว่าความเป็ นทาส และ พร้ อมจะตายได้ ทุกเม่ือ” พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสงั่ ให้ทหารจบั ตวั เจ้าชายจนั ทร คปุ ต์ไปขงั เพื่อรอการประหารในวนั ตอ่ ไป วันที่ดอกไมบ้ ำน หลงั จากเจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ถกู จบั ด้วยการได้รับความช่วยเหลือ จาก “คนใน” และแผนการของ จาณักยะ ทาให้เจ้าชายจันทรคุปต์ สามารถหนีรอดออกมาได้ จาณักยะใช้การเจริญไมตรี แสวงหาความ ร่วมมือจากแคว้นน้อยใหญ่ จนทาให้เจ้าชายจนั ทรคปุ ต์รวบรวมกาลงั พล ได้อีกครัง้ หนง่ึ จาณกั ยะใช้ปัญญาอนั ชาญฉลาด “ปิ ดจดุ ออ่ น” ทกุ จดุ ที่ทา ให้ปราชยั ในครัง้ แรก หน่วยขา่ วกรองส่งขา่ วมาเป็ นระยะ ไส้สึกท่ีแทรกซึม ได้แทรกแซงจนทาให้ “วงใน” ของราชวงศ์นนั ทะ “จับกันไม่ตดิ ” จาณกั ยะประเมินสถานการณ์ทกุ อย่าง จึงให้พระเจ้าจนั ทรคปุ ต์ ยกทพั ไปตีปาตลีบตุ ร โดยใช้ยทุ ธวิธี “ป่ าล้อมเมือง” อนั เป็ นยทุ ธศาสตร์ท่ี ได้จากหญิงเฒา่ ในป่ าใหญ่ จากนนั้ ไมน่ านทพั ใหญ่ของเจ้าชายจนั ทรคปุ ต์ ได้เคลื่อนเข้าสู่ปาตลีบุตรอีกครัง้ แต่ครัง้ นีไ้ ด้ยงั ความปราชยั ให้ราชวงศ์-

คู่มือแสวงบญุ ๘๗ นนั ทะ และได้สถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือ “ราชวงศ์โมริยะ” เป็ นปฐมกษัตริย์ ผู้ “เปิ ดทาง” ให้มี “พระเจ้าอโศกมหาราช” ผู้นาความเกรียงไกรมาสู่ ศาสนาของพระพทุ ธเจ้าในกาลตอ่ มา บทสรุป จาณักยะถือว่าเป็ นอจั ริยพราหมณ์ผ้หู น่ึง ผ้ซู ่ึงคอยให้คาปรึกษา และเป็ นอัครเสนาบดีของพระเจ้ าจันทรคุปต์ ถูกจารึกว่าเป็ นนัก เศรษฐศาสตร์ผ้บู กุ เบกิ โลก และเป็นครูทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ความ ชาญฉลาดที่แหลมคม ความซื่อสตั ว์ และคณุ ธรรมประจาตน เป็ นแนวทาง และแบบอย่างสาหรับคนยคุ ตอ่ มาในช่วงท่ีจาณักยะดารงตาแหน่งสงู สดุ ทางการเมือง อีกทงั้ ได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้าจันทรคุปต์ใน ฐานะ “อาจารย์” แตก่ ระนนั้ แบบวิถีชีวิตท่ีเรียบง่าย อาศยั อย่ใู นกระทอ่ ม เล็ก ไมฟ่ ่ มุ เฟื อย ไมต่ ดิ กบั วตั ถุ ไมห่ ลงตน จงึ เป็นวิถีแหง่ การขดั เกลาอตั ตา ให้เบาบาง ในช่วงบนั้ ปลายชีวิตจาณักยะ ได้กลบั คืนสู่ความเป็ นสามัญ ด้วยการใช้ชีวิตในแนวทางของสนั ยาสี๓ในป่ าที่ห่างไกลจากผ้คู นนบั แตน่ นั้ ๓ สนั ยาสี เป็ นหนง่ึ ในอาศรม ๔ ตามแนวความคดิ ของศาสนาพราหมณ์ ประกอบด้วย ๑.พรหมจารี อยใู่ นชว่ งเวลา ๒๕ ปี แรก คอื ชว่ งทต่ี ้องได้รับการศกึ ษา ๒.คฤหสั ถ์ คอื ชว่ งเวลาในการสร้างหลกั ปัก ฐานและการครองเรือน ๓.วนปรัสถ์ คือช่วงเวลาแห่งการอุทิศตนเพ่ืองานสงั คม ๔.สันยาสี คือ ชว่ งเวลาในการแสวงหาสจั ธรรม

คมู่ ือแสวงบุญ ๘๘ มา “จาณักยะบุรี” จึงเป็ นชื่อท่ีรัฐบาลอินเดียแสดงความ “คารวะ” ตอ่ รัฐบรุ ุษ เกจิกลยทุ ธ์ทางการเมือง นกั เขียนผ้ยู ่ิงใหญ่ รวมถึงนกั การทตู ผ้ลู มุ่ ลกึ และแหลมคม อีกทงั้ ชีวติ ธรรม การงานและนา้ ใจของจาณกั ยะปรากฏ เป็ นแบบบทงดงามที่ไม่จางคลายไปตามกระแสแห่งการเวลา ทรงคณุ ค่า ควรแกก่ ารระลกึ ถึงและสดดุ อี ยา่ งสงู ยง่ิ . หนงั สืออ้ำงอิง พระพรหมคณุ าภรณ์ (ประยทุ ธ์ ปยตุ โฺ ต). กาลานุกรม. กรุงเทพมหานคร : ดา่ นสทุ ธาการพิมพ์, ๒๕๕๒. พวงนลิ คาปังส์.ุ หน้าต่างสู่โลกกว้าง : อนิ เดยี . กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์หน้าตา่ งสโู่ ลกกว้าง, ๒๕๔๗. ศาสตราจารย์พเิ ศษเสถียร พนั ธรังสี, ราชบณั ฑติ . จาณักยะ จอม ปราชญ์แห่งชมพูทวีป. กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ์ศยาม, ๒๕๕๒.

ค่มู ือแสวงบุญ ๘๙ กำลำมสูตร : สำยลมแห่งศำนติ พทุ ธรักษ์กลุ : รวบรวม /เรียบเรียง [email protected] โลกปัจจบุ นั เดนิ ทางมาถึงยคุ ท่ีไร้พรมแดน จงั หวะชีวิตของมนษุ ย์ สมัยนีม้ ีความ “รีบ” และ “ร้อน”มากขึน้ เพื่อให้เท่าทันข้อมูลต่างๆที่ “อพั เดท” ทกุ วนั การสื่อสารจงึ มีอิทธิพลตอ่ คนในยคุ นีเ้ ป็ นอนั มาก แตท่ ุก อยา่ งยอ่ มมีสองด้านเสมอ ยคุ แหง่ การสื่อสารทาให้โลกถกู ย่อขนาดลงแตก่ ็ ปฏิเสธไม่ได้วา่ “ผลข้ำงเคียง” ที่เกิดจากการเสพสื่อโดยขาด “ผ้ำกรอง” คือ การย่อยแยก วิเคราะห์ พิจารณา มองภาพรวมของข้อมูลเหล่านัน้ อาจกลายเป็ นความ “เสพค้นุ ” และ “แบ่งแยก” จนไม่สามารถยอมรับ ความ “มีอยู่” ของเหรียญสองด้าน ความเช่ือและความคดิ อยา่ งใดอยา่ ง หน่ึงที่เกี่ยวเน่ืองด้วย “อตั ตำ” จะทาให้มองเห็นเพียงเหรียญ “ดำ้ นเดียว” โลกอยู่ด้วยความมีอัตตามากเท่าไรโลกก็จะย่ิงขาดเคร่ืองค้าจุน คือ “เมตตำ” มากขึน้ เท่านนั้ แม้เทคโนโลยีจะย่อให้โลกแคบลงแตค่ วามใจ แคบของพลโลกก็เพิม่ มากขนึ ้

คูม่ ือแสวงบุญ ๙๐ ควำมมืดที่จำงคลำย สื่อเทคโนโลยีในยคุ ใหม่อาจเป็ น “เชื้อไฟ” ของความชิงชงั ความ ขัดแย้งและความห่างเหิน ปฐมบทแห่งความแบ่งแยก คือ การขาด วิจารณะญาณอย่างลึกซึง้ ทงั้ “ผ้สู ่ง” สื่อ และ “ผ้รู ับ” สาร ทาให้ความมี “เหตผุ ล” และความ “อดทน” ของคนยุคปัจจุบนั ไม่เข้มข้น การขาด สมั พนั ธภาพอยา่ งฉนั ท์มติ ร คอื เมลด็ พนั ธ์แหง่ ความหายนะในสงั คม ในครัง้ พุทธกาลกลุ่มชนชาวเกสปุตตนิคม๔ มีความสับสนและ ไขว้เขว ด้วยเหตวุ ่าบรรดาเจ้าลทั ธิใหญ่หลายลทั ธิท่ีผ่านทางตา่ งนาเสนอ ๔ เกสปุตตนิคม ครัง้ พทุ ธกาลเป็ นท่ีอย่ขู องพวกชาวกาลามโคตร ตงั้ อยใู่ นแคว้นโกศล พระพทุ ธเจ้าได้เคยเสด็จผา่ นมาที่เกสปตุ ตนิคมแหง่ นีแ้ ละทรงแสดง “เกสปตุ ตสตู ร” หรือเรียกในอีก ช่ือหน่ึงว่า “กาลามสตู ร” แก่กล่มุ คนเหล่านีจ้ นยอมรับนับถือพระพทุ ธศาสนา เกสปุตตนิคมใน ปัจจบุ นั มีสถปู “เกสเรีย” หรือ “เกสริยา” ถกู เรียกเพีย้ นไปจากช่ือเดิม แต่ก่อนสถปู นีไ้ ม่เป็ นที่รู้จกั สาหรับจาริกแสวงบญุ ของชาวพทุ ธ แตห่ ลงั จากกองโบราณคดีอนิ เดียได้ขดุ ค้นเนินดินใหญ่พบพระ มหาสถปู โบราณทม่ี คี วามเส้นผา่ นศนู ย์กลางถึง ๑,๔๐๐ ฟตุ สงู ถงึ ๕๑ ฟตุ (เดมิ อาจสงู ถงึ ๗๐ ฟตุ ) ซงึ่ ทาให้มหาสถปู โบราณท่ีค้นพบใหมน่ ีก้ ลายเป็ นมหาสถปู ท่ีใหญ่ท่ีสดุ ในอินเดีย มีลกั ษณะคล้าย กับเจดีย์ชเวดากองในพม่าและพระมหาสถูปบุโรพุทโธในอินเดีย ซึ่งทาให้มีผู้สันนิษฐานว่ามหา สถปู แหง่ เกสริยานีเ้ป็ นต้นแบบของมหาสถปู ทงั้ สอง และนอกจากนีใ้ นบริเวณไม่ไกลจากมหาสถปู แหง่ เกสริยา นกั โบราณคดีอินเดยี ยงั พบเสาหินพระเจ้าอโศกทีส่ มบูรณ์ท่ีสดุ ที่ยงั คงเหลือหวั สิงห์บน ยอดเสา เชน่ เดียวกบั ที่เมืองเวสาลีอีกด้วย เกสริยาในปัจจบุ นั อย่หู ่างจากกสุ ินาราประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร ในเขตหม่บู ้านเลาลิยะนันทนั (Lauliyanandan) และนันทันฆาต (Nandanghat) ใน จงั หวดั จมั ปารัน รัฐพิหาร

คมู่ ือแสวงบญุ ๙๑ “ข้อมูล” ด้านเดียวซึง่ เป็ นด้านดีของตวั เอง และทบั ถม โจมตี คาสอนลทั ธิ อื่นเพ่ือแสวงหาซง่ึ กาลงั ของ “มวลชน” ส่งผลตอ่ บรรยากาศและเอกภาพ ในสังคมชาวกาลามะ แต่ความมืดมิดที่ปกคลุมในเกสปุตตะนิคม อันตรธานไป เม่ือพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าได้เสด็จมาท่ีหมู่บ้านแห่งนี ้ ชาวบ้านจึงได้กราบทูลเพ่ือขอ “หลักใจ” ในการพิจารณาต่อข่าวสาร ทงั้ หลายตอ่ พระพทุ ธองค์วา่ “พระเจ้ำข้ำ มีสมณพรำหมณ์พวกหน่ึงมำยงั เกสปตุ ตนิคม สมณ พรำหมณ์พวกนน้ั พูดประกำศแต่เฉพำะวำทะของตวั เท่ำนนั้ ส่วนวำทะ ของผู้อื่นช่วยกนั กระทบกระเทียบ ดูหม่ินพูดกด ทำให้ไม่น่ำเชื่อ พระเจ้ำ ข้ำ มีสมณพรำหมณ์อีกพวกหน่ึงมำยงั เกสปตุ ตนิคมถึงพรำหมณ์พวกนน้ั ก็พูดประกำศแต่เฉพำะวำทะของตนเท่ำนนั้ ส่วนวำทะของผู้อื่นช่วยกัน กระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่ำเชื่อ พระเจ้ำข้ำ พวกข้ำ พระองค์ยงั มีควำมเคลือบแคลงสงสยั ในสมณพรำหมณ์เหล่ำนน้ั อยู่ทีเดียว ว่ำ ท่ำนสมณพรำหมณ์เหล่ำนนั้ ใครพดู จริง ใครพดู เท็จ” ๕ ๕ เกสปตุ ตสูตร พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบบั หลวง พ.ศ. ๒๕๒๕ เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๕๐๕ หน้า ๑๗๙-๑๘๔.

คู่มอื แสวงบญุ ๙๒ พระพทุ ธเจ้าทรงตรัสพระดารัสช่ืนชมในความเคลือบแคลงสงสยั ของชนชาวกาลามะว่าเป็ นส่ิงที่สมควร ลาดบั นัน้ พระองค์ได้ตรัสหลัก ความเชื่อ ๑๐ ประการ คือ ๑. อยา่ เพิ่งเช่ือโดยฟังตามกนั มา ๒. อยา่ เพง่ิ เชื่อโดยถือวา่ เป็นของเกา่ เลา่ สืบๆ กนั มา ๓. อยา่ เพ่ิงเช่ือเพราะขา่ วเลา่ ลือ ๔. อยา่ เพง่ิ เชื่อโดยอ้างคมั ภีร์หรือตารา ๕. อยา่ เพิ่งเชื่อโดยคดิ เดาเอาเอง ๖. อยา่ เพ่ิงเชื่อโดยคดิ คาดคะเนอนมุ านเอา ๗. อยา่ เพง่ิ เช่ือโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ ๘. อยา่ เพิง่ เชื่อเพราะเห็นวา่ ต้องกบั ความเห็นของตน ๙. อยา่ เพิ่งเช่ือวา่ ผ้พู ดู ควรเช่ือได้ ๑๐.อยา่ เพิ่งเช่ือวา่ ผ้พู ดู นนั้ เป็นครูของเรา๖ ตระหนกั รู้ภำยใน เปดิ ใจ จงึ ปดิ ปญั หำ จากหลกั ความเชื่อทงั้ ๑๐ ประการดงั กลา่ วจะพบว่าพระพทุ ธองค์ วางหลกั การวา่ “อย่ำเพิ่งเชื่อ” ซึ่งเป็ นคาที่ให้ “สติ” แก่ชาวกาลามะที่ยงั มี ๖ เรื่องเดยี วกนั

ค่มู ือแสวงบญุ ๙๓ ความไมน่ ง่ิ ลงั เล และเมาในข้อมลู เพื่อป้ องกนั การเช่ือที่ไร้เหตผุ ลและการ ปฏิเสธโดยขาดการพิจารณาในทันที ทัง้ สองอย่างนีเ้ ป็ นความสุดโต่ง ความคดิ คนกลมุ่ แรกพร้อมท่ีจะ “เชือ่ ” เป็นลกั ษณะคนที่ “งมงำย” และ “หู เบำ” สว่ นความคิดคนพวกที่สองพร้อมที่จะ “ไม่เชื่อ” เป็ นประเภท “แข็ง กระดำ้ ง” และ “น้ำชำล้นถว้ ย” แตส่ ารที่พระพทุ ธองค์ต้องการสื่อคือ การ ตระหนกั รู้ภายใน ฟังเสียงหวั ใจด้วยความสงบเงียบและพิจารณาด้วยสติ แล้วจึงตดั สินใจว่าจะ “เชื่อ” หรือ “ไม่เช่ือ” ดงั พุทธพจน์ซึ่งเป็ น “หวั ใจ” ของพระสตู รนี ้คือ “เมื่อใด ท่ำนทงั้ หลำยพึงรู้ด้วยตนเองว่ำ ธรรมเหล่ำนี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่ำนี้มีโทษ ธรรมเหล่ำนี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่ำนี้ใครสมำทำนให้ บริบรู ณ์แลว้ เป็นไปเพือ่ สิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพือ่ ทกุ ข์เมื่อนนั้ ท่ำนทงั้ หลำย ควรละธรรมเหล่ำนน้ั เสีย เมื่อใด ท่ำนทงั้ หลำยพึงรู้ด้วยตนเองว่ำ ธรรม เหล่ำนีเ้ ป็นกศุ ล ธรรมเหล่ำนีไ้ ม่มีโทษ ธรรมเหล่ำนี้ท่ำนผู้รู้สรรเสริญ ธรรม เหล่ำนี้ใครสมำทำนให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพือ่ ประโยชน์ เพือ่ สุข เมื่อนนั้ ท่ำนทงั้ หลำยควรเข้ำถึงธรรมเหล่ำนนั้ ” ๗ เร่ืองเดียวกนั

คมู่ อื แสวงบุญ ๙๔ จากพุทธดารัสนี ้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทุกคนได้รู้ชัดด้วย ตนเอง โดยใช้หลกั ของเหตุผลพิจาณาถึงกศุ ลซึ่งมีประโยชน์ เป็ นไปเพ่ือ ความสุข และอกุศลซึ่งมีโทษ เป็ นไปเพ่ือความทุกข์ ในกาลามสูตรนี ้ พระพทุ ธเจ้าทรงสอนให้ “รู้สึกตวั ” ภายในใจมองมาที่ “ตวั เอง” รู้เท่าทนั สภาวะที่เป็ นรากเหง้าของกศุ ล คือ ความไมโ่ ลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็ นส่ิงท่ี ควรเจริญทาให้แจ้ง และสภาวะท่ีเป็ นรากเหง้าของอกุศล คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็ นสิ่งที่ควรละทาให้ดบั ไป เมื่อนนั้ จิตใจจะปลอด โปร่ง เกิดปัญญา สามารถใคร่ครวญ พิจารณาได้อย่างแยบคาย เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” จะทาให้ผ้นู นั้ มี “จุดยืน” ท่ีมัน่ คง ดารงไว้ซึ่งความ ถกู ต้อง

คมู่ ือแสวงบุญ ๙๕ บทสรปุ ความเช่ือที่ประกอบด้วยปัญญา เป็ นมรรคาช่วยให้เกิด “ความ สมดุล” ของชีวิต ช่วยให้เข้าใจโลก สงั คมและตวั เองอย่างเท่าทันตาม ความเป็นจริง ไมต่ กเป็นทาสของ “อำรมณ์” ท่ีเป็ นผลมาจากรากเหง้าแหง่ อกศุ ล คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง การพจิ ารณาสิ่งตา่ งๆด้วย เหตุและผล คือลาธารแห่งแสงสว่าง ช่วยให้ เมฆหมอกแห่งปัญหา อนั ตรธานไป พระพทุ ธศาสนาสอนการมีชีวิตอย่ดู ้วยการตระหนกั รู้ภายใน การมีสติพิจารณาส่ิงที่เกิดขึน้ อย่าง “ตืน่ รู้” คือกญุ แจนาส่กู ารแก้ปัญหา อยา่ งถกู ต้อง ความขดั แย้งของสงั คมเกิดจากการขาดสนั ตภิ าพภายในของ ตัวบุคคล เมื่อการดารงอยู่ของพลเมืองแต่ละสังคมขาดการตระหนักรู้ ภายในด้วยกาลงั แหง่ สติ คือ นมิ ิตรหมายแหง่ ปัญหาภายในการอย่รู ่วมกนั ท่ีจะตามมา เม่ือใจเป็ นใหญ่ตามนยั แห่งพระพุทธศาสนา ทุกส่ิงทุกอย่างจึง ขึน้ อยู่ที่การ “ฝึ กใจ” ให้อย่ใู นปัจจบุ นั ขณะอย่างรู้เท่าทัน ย่อยแยก คดั กรอง ทะลุทะลวง ตกผลึก สร้ างแสงสว่างให้ตนเองด้วยบูรณาการแห่ง ปัญญาพิจารณาอย่างคมคาย เหตุและผลท่ีมีอยู่ในปัจเจกบุคคลย่อม สง่ ผลตอ่ ความสงบสนั ตอิ ยา่ งแท้จริง

คู่มอื แสวงบญุ ๙๖ หนังสือประกอบกำรเรียบเรียง พระไตรปิฏกฉบบั หลวง พ.ศ. ๒๕๒๕ เลม่ ท่ี ๒๐. พระราชรัตนรังษี. สู่แดนพระพุทธองค์อนิ เดีย-เนปาล. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๕๐.

คู่มอื แสวงบุญ ๙๗ พระถังซำจั๋ง : บนั ทกึ เมืองพำรำณสี ชินะสรุ ิยำ : รวบรวม / เรียบเรียง [email protected] ภายหลังการดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ เดือน เกิด “ปฐมสังคายนา” พระสงฆ์หมใู่ หญ่ผ้สู ิน้ อาสวะกิเลสแล้ว ๕๐๐ รูป มีพระมหากสั สปะเป็ นประธาน พระอานนท์เป็ นแม่งานจดั หมวดหมู่ ร้ อยกรองพระสูตร พระอุบาลีเถระจัดระเบียบพระวินัยปิ ฏก ณ ถา้ สตั ตบรรณคหู า จอมราชาแห่งแคว้นมคธ คือ พระเจ้าอชาตศตั รูเป็ นองค์ อปุ ถมั ภ์ การสงั คายนาครัง้ นีท้ าให้เกิดความงดงามในสงั ฆมณฑล แตด่ ้วย ความ “ไม่น่ิง” ทางความเห็น (ทิฏฐิสามญั ญตา) และข้อปฏิบตั ดิ ้านวินยั (ศีลสามัญญตา) ทาให้มีการทาสังคายนาครัง้ ที่ ๒ ในพ.ศ.๑๐๐ โดย ปรารภเร่ืองภิกษุวชั ชีบตุ ร มีพระยศกากณั ฑบตุ ร เป็ นประธาน พร้อมด้วย พระอรหนั ต์ ๗๐๐ รูป ณ วาลิการาม เมืองเวสาลี โดยมีพระเจ้ากาลาโศก

คู่มอื แสวงบญุ ๙๘ เป็ นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลา ๘ เดือนจึงสิน้ สุด แต่ภิกษุวัชชีบุตรกลับไม่ ยอมรับ “มติ” ในครัง้ นนั้ ได้แยกตวั เป็ นนิกายใหม่เรียกวา่ “มหาสังฆกิ ะ” และวิวฒั นาการเป็ นพระพุทธศาสนา “มหายาน” หรือ “อาจาริยะวาท” ในกาลตอ่ มา๘ ในรัชสมยั ของพระเจ้า “กนิษกะมหาราช” ซึง่ ได้รับการถวายพระ นามว่า “พระเจ้าอโศกมหาราชองค์ที่ ๒” พระพทุ ธศาสนามหายานมี ความเจริญรุ่งเรือง แผข่ ยายเข้าสปู่ ระเทศจีน เมื่อประมาณ พ.ศ.๖๐๘ ตรง กับรัชสมัยของจักพรรดิ “มิ่งต่ี” แห่งราชวงศ์ฮั่น๙ พระพุทธศาสนา ป ร ะ ดิษ ฐ า น ตัง้ มั่น ใ น ป ร ะ เ ท ศ จี น จ น ถึ ง ส มัย ข อ ง ร า ช ว ง ศ์ ถัง พระพุทธศาสนาในจีนได้เจริญรุ่งเรืองอีกครัง้ หนึ่ง ภิกษุหนุ่มชาวจีน ผู้มี ศรัทธาและกตญั ญูในพระรัตนตรัย “เต็มหวั ใจ” นามว่า “พระถังซาจ๋ัง” อุทิศชีวิตเดินทางจากประเทศจีนสู่อินเดีย ด้วยหวังจะอัญเชิญพร ะ ไตรปิฏก กลบั มาตภุ มู ิ และจรรโลงพระพทุ ธศาสนาให้ย่ิงใหญ่ไพศาล ด้วย ความมงุ่ มน่ั และเด็ดเด่ียวอยา่ งท่ีสดุ บนั ทกึ การ หรือ “จดหมำยเหตุ” การ ๘ พระพรหมคณุ าภรณ์, กาลานกุ รม : พระพทุ ธศาสนาในอารยะธรรมโลก, (กรุงเทพมหานคร : ดา่ นสทุ ธาการพมิ พ์, ๒๕๕๒), หน้า ๒๑. ๙ เร่ืองเดยี วกนั หน้า ๕๐.

คู่มอื แสวงบุญ ๙๙ เดินทางในครัง้ นนั้ ของพระถงั ซาจงั๋ กลายเป็ น “เพชรนา้ ดี” ฉายแสงสาด สาดสอ่ ง ประวตั ศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนาให้กลบั มาสวา่ งไสวอีกครัง้ หนงึ่ ชำตภิ ูมิและกำรจำรกิ สู่อนิ เดีย “พระถังซัมจ๋ัง” หรือ “พระเสวียนจัง้ ” เป็ นชาวตาบลเหอหนาน วัยเยาว์กล่าวได้ว่าพระถังซาจ๋ังมีบุคลิกภาพสง่างาม น่าเกรงขาม มี สตปิ ัญญาปราดเปรื่องเป็ นที่ประจกั ษ์โดยทว่ั อนั เป็ นผลจากบญุ ญาธิการ และการอบรมกลอ่ มเกลาจากครอบครัวผ้เู ป็นสมั มาทิฏฐิและมน่ั คงในพระ รัตนตรัย จนมีความซาบซงึ ้ ใน “พทุ ธธรรม” ตงั้ แตย่ วุ ชน พระถงั ซาจง๋ั ได้รับ อิทธิพลแนวความคิดทางศาสนาจาก “พระพี่ชำย” ผู้เป็ นเสาหลักทาง จิตใจของครอบครัว จวบจนอายุ ๑๓ ปี บรรพชาเป็ นสามเณร ต่อมา อปุ สมบทเป็ นพระภิกษุ ณ เมือง “ลวั้ หยาง” ภายใต้ร่มเงาผ้ากาสาวพัสต์ พระถังซาจ๋ังเป็ นผู้แตกฉานในสทั ธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ลึกซึง้ และ แจ้งประจกั ษ์ในพระปริยตั ิปริยตั ิ มนั่ คงในการปฏิบตั ิ จนเป็ นที่ยกยอ่ งจาก “เพือ่ นพรหมจำรี” ในพระอาราม พระภิกษุจากแดนอื่นต่างม่งุ หน้าเพ่ือ สนทนาและศกึ ษาธรรมกบั ทา่ นเป็นเนืองนิตย์

คู่มอื แสวงบุญ ๑๐๐ พ.ศ. ๑๑๗๓ พระถงั ซาจง๋ั เดนิ ทางจากจีนส่อู ินเดีย ขณะอายเุ พียง ๒๗ ปี ผา่ นมาทางทะเลทรายโกบีทะลเุ อเชียกลาง ผา่ นอฟั กานิสถาน สู่พุทธดินแดนอันศักด์ิสิทธิ์ทางอินเดียภาคเหนือ๑๐ พระถังซาจั๋งจาริก นมสั การพุทธสถาน และแว่นแคว้นตา่ งๆถึง ๑๑๐ แว่นแคว้น ฟังคาบอก เลา่ จากบคุ คลอ่ืนอีก ๒๘ แคว้น และได้เข้าศกึ ษาในมหาวิทยาลยั นาลนั ทา จน “รู้ทว่ั ถึง” ในสรรพวิชาต่างๆ รวมชีวิตที่พระถงั ซาจงั๋ ธรรมยาตรามา อินเดียนานถึง ๑๗ ปี จึงได้เดินกลบั ในเส้นทางเดิมส่ปู ระเทศจีน อญั เชิญ พทุ ธคมั ภีร์กลบั มา ๑๕๗ คมั ภีร์ และได้รับราชโองการจากพระเจ้า “ถังไท่ จง” ให้ถ่ายทอดเป็นภาษาจีนและบนั ทกึ ลงในใบลาน๑๑ บนั ทึกเมอื งพำรำณสี ตงั้ แตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ นั เมืองพาราณสีเป็ น “คลงั แสง” เก็บสรรพ วชิ าความรู้ด้านศาสนาและปรัชญาของภารตชน อตั ลกั ษณ์ที่แสดงออกถึง ๑๐ พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ, บทความ : สิทธารถสาร, (ฉบบั ปี ท่ี ๑๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๒๐), หน้า ๔๘ – ๔๙. ๑๑ ซวิ ซหุ ลนุ , ถงั ซาจง๋ั : จดหมายเหตกุ ารเดนิ ทางสแู่ ดนตะวนั ตกของมหาราชวงศ์ถงั , (กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์มติชน, พิมพ์ ครงั้ ที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๙), หน้า ๘.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook