94 เฉลยใบกิจกรรมท่ี ๖ หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ติ นของอปริหานยิ ธรรม ๗ ตอบ แปลวา่ ธรรมไมเ่ ปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความเสอ่ื ม หมายถงึ คนทอี่ ยรู่ วมกนั เปน็ จำนวนมาก จำต้องมีกฎระเบียบปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ประพฤตินอกกฎระเบียบท่ีมีอยู่ ไม่ทำอะไร ตามอำเภอใจ เพือ่ ใหเ้ กิดความสามคั คี และมแี ต่ความเจริญ มี ๗ อยา่ ง คอื ๑. หมนั่ ประชมุ กนั เนอื งนติ ย์ หมนั่ ประชมุ กนั มาก หมายความวา่ ตามธรรมดาคนเรา ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นหมู่จะอยู่ตามลำพังไม่ได้ จึงเรียกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม หมู่คณะจะเจริญ อยู่ได้ก็เพราะอาศัยกันและกัน ไปมาหาสู่กัน มีเหตุการณ์เปล่ียนแปลงอย่างไรจะรู้ท่ัวถึงกัน หรือ มีกิจที่จะต้องกระทำร่วมกันเกิดขึ้น ผู้เป็นหัวหน้าหรือเป็นใหญ่ในหมู่จะต้องเรียกประชุมปรึกษา หารือกัน เพื่อความเจริญพร้อมเพรียงของหมู่ ต้องหมั่นเข้าประชุมและประชุมกันบ่อย ๆ ตามวาระ ที่ถูกเรียกประชมุ จะไดม้ คี วามเขา้ ใจตรงกัน ไมข่ ัดแย้งกัน ๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เม่ือเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก หมายถงึ ในการประชมุ ตอ้ งมกี ารกำหนดเวลา ทกุ คนตอ้ งปฏบิ ตั ติ รงตอ่ เวลา ไมใ่ ชต่ า่ งคนตา่ งเขา้ ออก ตามความพอใจของตน ซึ่งเป็นการเสียระเบียบ เสียมรรยาท อาจทำให้เวลาคลาดเคล่ือน จนเสียประโยชน์ และอาจมีโทษตามมาด้วย เมื่อเข้าประชุมแล้ว มีมติอย่างไรก็ต้องช่วยกันทำกิจน้ัน ให้สำเร็จด้วยดี หมายความว่า กิจการใดท่ีต้องร่วมกันทั้งกำลังกาย กำลังวาจา และกำลังความคิด ก็ต้องร่วมกันทำกิจนั้น ช่วยกันทำ ช่วยกันพูด ช่วยกันคิดปรึกษาหารือกัน ช่วยกันแก้ไขในส่ิงที่ไม่ด ี ใหด้ ขี นึ้ สง่ เสรมิ ในสงิ่ ทด่ี อี ยแู่ ลว้ ใหด้ ยี ง่ิ ขนึ้ ดงั คำธรรมภาษติ วา่ สพเฺ พสํ สงฆฺ ภตู านํ สามคคฺ ี วฑุ ฒฺ สิ าธกิ า. ความพร้อมเพรยี งของชนทงั้ ปวงผู้เปน็ หมู่ ทำความเจริญให้สำเรจ็ ๓. ไมบ่ ญั ญตั สิ งิ่ ทม่ี ไิ ดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ ไมเ่ พกิ ถอนหรอื ยกเลกิ สงิ่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ หมายถงึ ข้อปฏบิ ัติ กฎเกณฑ์ หรอื กฎหมายตา่ ง ๆ ทมี่ อี ยู่แล้ว ควรรักษาและพัฒนาใหด้ ียิ่งขน้ึ ไป ไม่ควรยกเลกิ เพกิ ถอน ประพฤตมิ น่ั อยใู่ นธรรมเนยี มเกา่ ตามทบ่ี รรพบรุ ษุ บญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ หมายถงึ อปรหิ านยิ ธรรม หรือวัชชีธรรมนี้ เป็นของเก่า หมายถึง กฎบัญญัติเกี่ยวกับการลงอาญาแก่ผู้กระทำผิดท่ีสืบต่อกันมา จนเป็นโบราณราชประเพณีอันดียิ่งของเจ้าวัชชี เช่น ในกรณีมีผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมเป็นโจร พวกเจ้าวัชชีจะไม่ส่ังให้จับผู้นั้นไปลงโทษทันที แต่จะให้เจ้าหน้าท่ีพิจารณาสืบสวนดูให้แน่ก่อน เม่ือทราบผลพิจารณาว่า ผู้นั้นไม่ใช่โจร ก็จะสั่งให้ปล่อยทันที แต่หากผลพิจารณาว่าเป็นโจร ก็จะไม่ ตรสั คำพดู ใด ๆ แตจ่ ะสง่ มอบใหเ้ จา้ หนา้ ทท่ี เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั คดคี วามระดบั สงู ขนึ้ ไปพจิ ารณาตามลำดบั ชน้ั จนถึงระดับสูงสุด คือพวกเจ้าวัชชีเอง ถ้าปรากฏว่า ผู้น้ันเป็นโจรจริง ก็จะให้อ่านคัมภีร์ประมวล แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วชิ าธรรม
95 กฎบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดท่ีสืบทอดกันมา (ปเวณีโปตถกะ) แล้วลงโทษผู้นั้นตามสมควร แก่ความผิด ๔. สักการะ เคารพ นับถอื บชู า ผู้ใหญ่ทั้งหลาย หมายถงึ ผูใ้ หญ่ คือ ผเู้ จริญด้วย วุฒิภาวะ ท้งั ๓ ประเภท คอื ๑) วัยวุฒิ ผ้ทู ม่ี ีอายมุ าก ล่วงกาลผา่ นวัย เปน็ บิดา มารดา หรอื ปูนบดิ า มารดา ๒) คุณวุฒิ ผู้มีความรู้ ทรงคุณธรรม เช่น นักวิชาการ พระภิกษุสงฆ์ ๓) ชาติวุฒิ ผู้ที่เกิด ในตระกลู สงู เชน่ พระราชามหากษตั รยิ ์ สำคญั ถอ้ ยคำของทา่ นเหลา่ นน้ั วา่ เปน็ ถอ้ ยคำทต่ี อ้ งเชอื่ ฟงั หมายถึง ท่านผู้ใหญ่เหล่าน้ัน เป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรอบรู้ และมีคุณธรรม เช่น ผู้มีอายุมาก ผ่านชีวิตมานาน รู้เห็นทั้งความเส่ือมและความเจริญ ทั้งทุกข์และสุข ผู้มีความรู้รอบด้านเพียบพร้อม ด้วยคุณธรรม มีแต่ความปรารถนาดีท่ีจะช่วยให้คนในสังคมมีความสุขความเจริญก้าวหน้า พระราชา มหากษัตริย์ เป็นผู้ปกครองประเทศชาติ ก็เพ่ือประโยชน์สุขของไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ คำพูดของ ท่านเหล่านั้นลว้ นแต่มปี ระโยชนค์ วรใสใ่ จนำไปปฏบิ ตั ิ ในท่นี ห้ี มายถึง ตอ้ งเคารพ นับถอื และปฏบิ ตั ิ ตามคำตกั เตอื นสั่งสอนของท่านผูใ้ หญ่ ผู้เปน็ หัวหนา้ ไมฝ่ ่าฝนื ถอ้ ยคำของท่าน ๕. ไมข่ ม่ ขนื บงั คบั สตรใี นตระกลู และกมุ ารใี นตระกลู ใหอ้ ยรู่ ว่ มดว้ ย หมายถงึ ไมบ่ งั คบั ขู่เข็นผู้หญิงท่ีไม่ยินยอมพร้อมใจจะเป็นภรรยาตน ตลอดถึงปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในสทารสันโดษ และไมบ่ งั คับบุตรีของตนให้ไปสู่ตระกลู อ่นื ในเมือ่ บตุ รไี ม่เต็มใจ ๖. สักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจติยสถานของชาวเมืองท้ังหลายทั้งภายใน ภายนอก หมายถึง เจติยสถานอันเป็นสถานท่ีสถิตของอมนุษย์ คือ ยักษ์ ซึ่งพวกเจ้าวัชชีสร้างไว ้ อย่างวิจิตรสวยงาม เป็นเจติยสถานประจำแคว้นที่พิชิตชัยได้ อาจคล้ายกับศาลเจ้าหลักเมืองหรือ ศาลเจา้ ประจำเมอื งในประเทศไทย เปน็ ตน้ ไมม่ ใี ครดหู มน่ิ เหยยี ดหยาม ไมล่ บลา้ งพลกี รรมอนั ชอบธรรม ซึง่ เคยใหเ้ คยทำแก่เจติยสถานเหล่าน้นั หมายถึง ธรรมเนยี มเคยทำมาอยา่ งไร ก็ให้ทำไปอยา่ งน้ัน. ๗. ถวายอารกั ขา คมุ้ ครอง ปอ้ งกนั โดยชอบธรรมในพระอรหนั ตท์ งั้ หลายเปน็ อยา่ งดี หมายถึง ให้การปกป้องคุ้มครองผู้ทรงศีล นักบวช นักพรต ให้ได้อยู่ในพื้นท่ีที่ตนรับผิดชอบอย่าง สะดวกสบาย ให้การเคารพนับถือแก่ผู้ทรงศีลเหล่าน้ัน เพราะเห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นเน้ือนาบุญ ของตน และมคี วามคดิ วา่ ขอใหผ้ ทู้ รงศลี นกั บวช นกั พรต ทง้ั หลายมาสบู่ า้ นเมอื งของตน และทม่ี าแลว้ กข็ อให้อยูอ่ ย่างมคี วามสุข การปฏบิ ัติ กระทำตนให้เปน็ ประโยชนต์ ่อหมูค่ ณะ และสังคม แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาธรรม
96 ใบความรูท้ ่ี ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ สตั ตกะ หมวด ๗ อปริหานิยธรรม ๗ ๑. หมั่นประชมุ กันเนืองนติ ย์ หมัน่ ประชุมกันมาก ๒. เมื่อประชมุ ก็พรอ้ มเพียงกันประชมุ เมอื่ เลกิ ประชมุ กพ็ ร้อมเพียงกนั เลิก ๓. ไมบ่ ญั ญตั สิ ง่ิ ทม่ี ไิ ดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ ไมเ่ พกิ ถอนหรอื ยกเลกิ สงิ่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ ประพฤตมิ น่ั อยู่ในธรรมเนียมเกา่ ตามทบ่ี รรพบรุ ษุ บญั ญัติไวแ้ ล้ว ๔. สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ผู้ใหญ่ท้ังหลาย สำคัญถ้อยคำของท่านเหล่าน้ัน ว่าเปน็ ถอ้ ยคำทต่ี อ้ งเช่อื ฟัง ๕. ไมข่ ม่ ขืนบงั คับสตรีในตระกลู และกุมารใี นตระกูลให้อยรู่ ว่ มด้วย ๖. สกั การะ เคารพ นับถอื บชู าเจติยสถานของชาวเมืองทั้งหลายทง้ั ภายในภายนอก ไม่ลบล้างพลีกรรมอนั ชอบธรรมซ่งึ เคยให้เคยทำแกเ่ จติยสถานเหล่านน้ั ๗. ถวายอารกั ขา คมุ้ ครอง ป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันตท์ ้ังหลายเป็นอย่างดี ธรรม ๗ อยา่ งนี้ มีอยู่ในผูใ้ ด ผ้นู ั้นไม่มีความเส่ือมเลย มีแตค่ วามเจริญอยา่ งเดียว อธิบาย อปริหานิยธรรม แปลว่า ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเส่ือม หมายถึง คนที่อยู่รวมกัน เป็นจำนวนมาก จำต้องมีกฎระเบียบปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ประพฤตินอกกฎระเบียบที่มีอยู่ ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ เพ่ือให้เกิดความสามัคคี และมแี ต่ความเจริญ มี ๗ อยา่ ง คอื ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ หมั่นประชุมกันมาก หมายความว่า ตามธรรมดาคนเรา ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นหมู่จะอยู่ตามลำพังไม่ได้ จึงเรียกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม หมู่คณะจะเจริญ อยู่ไดก้ เ็ พราะอาศยั กนั และกนั ไปมาหาสกู่ ัน มีเหตกุ ารณเ์ ปล่ยี นแปลงอย่างไรจะรู้ทวั่ ถึงกนั หรือมีกจิ ที่จะต้องกระทำร่วมกันเกิดข้ึน ผู้เป็นหัวหน้า หรือเป็นใหญ่ในหมู่จะต้องเรียกประชุมปรึกษาหารือกัน เพ่ือความเจริญพร้อมเพรียงของหมู่ ต้องหม่ันเข้าประชุมและประชุมกันบ่อย ๆ ตามวาระท่ีถูกเรียก ประชมุ จะได้มีความเขา้ ใจตรงกัน ไมข่ ดั แย้งกัน ๒. เมอ่ื ประชมุ กพ็ รอ้ มเพรยี งกนั ประชมุ เมอื่ เลกิ ประชมุ กพ็ รอ้ มเพรยี งกนั เลกิ หมายถงึ ในการประชุม ต้องมีการกำหนดเวลา ทุกคนต้องปฏิบัติตรงต่อเวลา ไม่ใช่ต่างคนต่างเข้าออก ตามความพอใจของตน ซึ่งเป็นการเสียระเบียบ เสียมรรยาท อาจทำให้เวลาคลาดเคลื่อนจนเสีย ประโยชน์ และอาจมีโทษตามมาด้วย เม่ือเข้าประชุมแล้ว มีมติอย่างไร ก็ต้องช่วยกันทำกิจน้ัน ให้สำเร็จด้วยดี หมายความว่า กิจการใดท่ีต้องร่วมกันท้ังกำลังกาย กำลังวาจา และกำลังความคิด ก็ต้องร่วมกันทำกิจนั้น ช่วยกันทำ ช่วยกันพูด ช่วยกันคิดปรึกษาหารือกัน ช่วยกันแก้ไขในส่ิงท่ีไม่ด ี แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
97 ใหด้ ขี น้ึ สง่ เสรมิ ในสง่ิ ทด่ี อี ยแู่ ลว้ ใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ ดงั คำธรรมภาษติ วา่ สพเฺ พสํ สงฆฺ ภตู านํ สามคคฺ ี วฑุ ฒฺ สิ าธกิ า. ความพร้อมเพรยี งของชนทัง้ ปวงผเู้ ปน็ หมู่ ทำความเจริญให้สำเร็จ ๓. ไม่บัญญัติส่ิงท่ีมิได้บัญญัติไว้ ไม่เพิกถอนหรือยกเลิกส่ิงที่บัญญัติไว้แล้ว หมายถึง ขอ้ ปฏิบตั ิ กฎเกณฑ์ หรอื กฎหมายตา่ ง ๆ ท่ีมีอยู่แล้ว ควรรกั ษาและพัฒนาใหด้ ยี ่งิ ขึ้นไป ไม่ควรยกเลิก เพกิ ถอน ประพฤตมิ น่ั อยใู่ นธรรมเนยี มเกา่ ตามทบ่ี รรพบรุ ษุ บญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ หมายถงึ อปรหิ านยิ ธรรม หรือวัชชีธรรมนี้ เป็นของเก่า หมายถึง กฎบัญญัติเก่ียวกับการลงอาญาแก่ผู้กระทำผิดท่ีสืบต่อกันมา จนเป็นโบราณราชประเพณีอันดีย่ิงของเจ้าวัชชี เช่น ในกรณีมีผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมเป็นโจร พวกเจ้าวัชชี จะไม่ส่ังให้จับผู้น้ันไปลงโทษทันที แต่จะให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสืบสวนดูให้แน่ก่อน เมื่อทราบผลพิจารณาว่า ผู้น้ันไม่ใช่โจร ก็จะส่ังให้ปล่อยทันที แต่หากผลพิจารณาว่าเป็นโจร ก็จะไม่ ตรสั คำพดู ใด ๆ แตจ่ ะสง่ มอบใหเ้ จา้ หนา้ ทท่ี เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั คดคี วามระดบั สงู ขน้ึ ไปพจิ ารณาตามลำดบั ชนั้ จนถึงระดับสูงสุด คือ พวกเจ้าวัชชีเอง ถ้าปรากฏว่า ผู้น้ันเป็นโจรจริง ก็จะให้อ่านคัมภีร์ประมวล กฎบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดที่สืบทอดกันมา (ปเวณีโปตถกะ) แล้วลงโทษผู้น้ันตามสมควร แกค่ วามผิด ๔. สกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู า ผใู้ หญท่ ง้ั หลาย หมายถงึ ผใู้ หญ่ คอื ผเู้ จรญิ ดว้ ยวฒุ ภิ าวะ ทัง้ ๓ ประเภท คือ ๑) วยั วฒุ ิ ผ้ทู ่ีมีอายุมาก ลว่ งกาลผ่านวยั เป็นบดิ ามารดา หรือปูนบิดา มารดา ๒) คณุ วฒุ ิ ผ้มู ีความรู้ ทรงคุณธรรม เช่น นักวชิ าการ พระภิกษสุ งฆ์ ๓) ชาติวุฒิ ผู้ที่เกิดในตระกลู สูง เช่น พระราชามหากษัตริย์ สำคัญถ้อยคำของท่านเหล่าน้ันว่า เป็นถ้อยคำที่ต้องเชื่อฟัง หมายถึง ทา่ นผใู้ หญเ่ หลา่ นนั้ เปน็ ผมู้ ปี ระสบการณ์ มคี วามรอบรู้ และมคี ณุ ธรรม เชน่ ผมู้ อี ายมุ าก ผา่ นชวี ติ มานาน รู้เห็นท้ังความเส่ือมและความเจริญ ท้ังทุกข์และสุข ผู้มีความรู้รอบด้านเพียงพร้อมด้วยคุณธรรม มีแต่ความปรารถนาดีท่ีจะช่วยให้คนในสังคมมีความสุขความเจริญก้าวหน้า พระราชามหากษัตริย์ เป็นผู้ปกครองประเทศชาติ ก็เพื่อประโยชน์สุขของไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ คำพูดของท่านเหล่านั้น ลว้ นแตม่ ปี ระโยชนค์ วรใสใ่ จนำไปปฏบิ ตั ิ ในทนี่ หี้ มายถงึ ตอ้ งเคารพ นบั ถอื และปฏบิ ตั ติ ามคำตกั เตอื น ส่ังสอนของทา่ นผู้ใหญ่ ผ้เู ป็นหัวหนา้ ไม่ฝา่ ฝืนถอ้ ยคำของทา่ น ๕. ไมข่ ม่ ขนื บงั คบั สตรใี นตระกลู และกมุ ารใี นตระกลู ใหอ้ ยรู่ ว่ มดว้ ย หมายถงึ ไมบ่ งั คบั ขู่เข็นผู้หญิงที่ไม่ยินยอมพร้อมใจจะเป็นภรรยาตน ตลอดถึงปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในสทารสันโดษ และไม่บังคับบตุ รีของตนใหไ้ ปสตู่ ระกูลอ่ืน ในเมือ่ บุตรไี มเ่ ตม็ ใจ ๖. สกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู า เจตยิ สถานของชาวเมอื งทง้ั หลายทง้ั ภายในภายนอก หมายถึง เจติยสถานอันเป็นสถานท่ีสถิตของอมนุษย์ คือ ยักษ์ ซ่ึงพวกเจ้าวัชชีสร้างไว้อย่างวิจิตร สวยงาม เปน็ เจตยิ สถานประจำแควน้ ทพ่ี ชิ ติ ชยั ได้ อาจคลา้ ยกบั ศาลเจา้ หลกั เมอื งหรอื ศาลเจา้ ประจำเมอื ง ในประเทศไทย เป็นต้น ไม่มีใครดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให ้ เคยทำแกเ่ จติยสถานเหลา่ น้นั หมายถึง ธรรมเนยี มเคยทำมาอย่างไร กใ็ ห้ทำไปอย่างนั้น. แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วิชาธรรม
98 ๗. ถวายอารกั ขา คมุ้ ครอง ปอ้ งกนั โดยชอบธรรมในพระอรหนั ต์ทั้งหลายเปน็ อย่างดี หมายถึง ให้การปกป้องคุ้มครองผู้ทรงศีล นักบวช นักพรต ให้ได้อยู่ในพ้ืนที่ท่ีตนรับผิดชอบ อย่างสะดวกสบายให้การเคารพนับถือแก่ผู้ทรงศีลเหล่าน้ัน เพราะเห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญ ของตน และมคี วามคดิ วา่ ขอใหผ้ ทู้ รงศลี นกั บวช นกั พรต ทงั้ หลายมาสบู่ า้ นเมอื งของตน และทม่ี าแลว้ กข็ อให้อย่อู ย่างมีความสุข อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ มีในหมู่คณะใด หมู่คณะนั้น มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พวกเจ้าลิจฉวี เป็นหลักสามัคคีธรรม จึงทำให้ แคว้นวัชชีมีความมั่นคงอยู่เป็นเวลานาน หากผู้หวังความเจริญของหมู่คณะและสังคมท่ีตนอยู่อาศัย ควรร่วมมือรว่ มใจกนั ทำกิจท่คี วรทำหมนั่ ประชุมปรึกษาหารอื กนั พรอ้ มเพรียงกัน แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
99 แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๗ ธรรมศึกษาช้ันโท สาระการเรียนรวู้ ิชาธรรม เรือ่ ง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ เวลา.........................ชว่ั โมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบตั ิตามหลักธรรม เพ่อื อยรู่ ว่ มกันอยา่ งสนั ติสุข ๒. ผลการเรียนรู้ รู้และเขา้ ใจหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ ๓. สาระสำคัญ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ เปน็ หลกั ธรรมทวี่ า่ ดว้ ย มรรคมอี งค์ ๘ หากบุคคลยึดม่นั และปฏบิ ัตไิ ดจ้ ะทำใหร้ ้วู ิธีดับทกุ ขจ์ ะอยู่ในสงั คมด้วยความเปน็ สขุ ๔. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู ้ นกั เรยี นอธิบายหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ ได ้ ๙. สาระการเรียนรู้/เนอ้ื หา - มรรคมอี งค์ ๘ ๖. กระบวนการจัดการเรียนร ู้ ขั้นสบื ค้นและขั้นเชือ่ มโยง ๑. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ โดยใชค้ ำถามเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคดิ และเช่ือมโยงไปสูก่ ารเรยี นร ู้ - นกั เรยี นเคยเรยี น เรอ่ื ง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ บา้ งหรอื ไม ่ - หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ มีอะไรบ้าง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ จากทีไ่ หนบ้าง ขั้นฝกึ ๒. แบ่งนกั เรียนออกเป็น ๒ กลมุ่ โดยใหแ้ ตล่ ะกลุม่ ศึกษาหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ มรรคมีองค์ ๘ จากใบความรู้ที่ ๗ ๓. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ จัดเตรียมการเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรียน แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
100 ข้นั ประยกุ ต์ ๑. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อที่ตนเองได้รับมอบหมายเพ่ือ แลกเปล่ียนเรียนร ู้ ๒. นักเรียนในแต่ละกล่มุ ตอบคำถามตามใบกิจกรรมที่ ๗ ๓. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรปุ ในแตล่ ะหวั ข้อ ๗. ภาระงาน/ชนิ้ งาน ที ่ ภาระงาน ชนิ้ งาน ๑. ตอบคำถามเก่ยี วกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ ใบกิจกรรมท่ี ๗ ๘. สอ่ื /แหล่งการเรยี นร ู้ ๑. ใบความรทู้ ี่ ๗ เร่อื ง หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ ๒. ใบกจิ กรรมท่ี ๗ ๙. การวดั ผลและประเมินผล ส่งิ ทต่ี อ้ งการวดั วธิ ีวัด เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การประเมิน นกั เรยี นอธบิ าย - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผา่ น = ได้คะแนนตง้ั แตร่ อ้ ยละ หลกั ธรรม ผลงาน ๖๐ ข้ึนไป ของพระพทุ ธศาสนา ไมผ่ า่ น = ไดค้ ะแนนต่ำกวา่ ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ ได ้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
101 แบบประเมินผลงานใบกิจกรรมท่ี ๗ ข้อท ี่ ๔-๕ คะแนน ระดับคะแนน ๑ คะแนน ๑ ตอบคำถามถูกตอ้ ง ๒-๓ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง ตรงประเดน็ ตอบคำถามไดถ้ กู ตอ้ ง ตรงประเด็นนอ้ ย ตรงประเด็นเปน็ ส่วนใหญ ่ เกณฑ์การตดั สิน เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขนึ้ ไป ๓ คะแนนข้ึนไป ไมผ่ า่ น ตำ่ กว่า ๖๐ ๒ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑก์ ารตัดสนิ สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมกบั กลมุ่ เปา้ หมาย แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
102 ใบกิจกรรมที่ ๗ หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ ชอ่ื กล่มุ .................................. ชือ่ ............................................................................................ชน้ั ................เลขที.่ ............................... ชื่อ............................................................................................ช้ัน................เลขท.ี่ ............................... ชือ่ ............................................................................................ชั้น................เลขท.ี่ ............................... ชอื่ ............................................................................................ชนั้ ................เลขท่.ี ............................... คำชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ จำนวน ๑ ขอ้ (๕ คะแนน) อธบิ ายถึงความหมายและการปฏิบตั ิตนของมรรคมอี งค์ ๘ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
103 เฉลยใบกจิ กรรมที่ ๗ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในอฏั ฐกะ หมวด ๘ อธิบายถึงความหมายและการปฏิบตั ติ นของมรรคมอี งค์ ๘ ตอบ แปลว่า ทาง ในที่น้ีหมายถึงข้อปฏิบัติ มรรคมีองค์ ๘ เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เป็นอริยสัจข้อท่ี ๔ (๑. ทุกข ์ ๒. สมุทยั ๓. นโิ รธ ๔. มรรค) และไดช้ ื่อวา่ มชั ฌมิ าปฏปิ ทา แปลวา่ ทางสายกลาง เพราะเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั พอดที จี่ ะนำไปสจู่ ดุ หมายแหง่ ความหลดุ พน้ เปน็ อสิ ระ ดบั ทกุ ข์ ไมต่ ดิ ขอ้ งในทสี่ ดุ โตง่ สองอยา่ ง คอื กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ประพฤตติ นหมกมนุ่ อยใู่ นกามคณุ และอตั ตกลิ มถานโุ ยค ประพฤตทิ รมานตน ให้ลำบาก แลว้ ปฏบิ ตั ิในทางสายกลาง ๘ ประการ ดังน้ ี ๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ ได้แก่ เห็นอริยสัจ ๔ น้ัน หมายความว่า ปัญญาที่รู้เห็นถูกต้องซึ่งความจริงที่เท่ียงแท้ไม่แปรผัน สัมมาทิฏฐิ ในองค์มรรคเป็นดวงตา คือ เคร่ืองเห็น สัมมาทิฏฐิ ในอริยสัจ ๔ เป็นธรรม คือส่ิงที่ถูกเห็น สัมมาทิฏฐิ เห็นสัมมาทิฏฐิ คือ ดวงตาเห็นธรรม หมายความว่า ปัญญาอันเห็นชอบในองค์มรรคนี้ รู้เห็นซ่ึงสัมมาทิฏฐิ อันเป็น ตัวมรรคในอรยิ สจั ๔ ทค่ี วรรู้ควรเห็น ๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ มี ๓ อยา่ ง คือ ๒.๑ ดำริในการออกจากกาม คือ ทำใจไม่ใหห้ มกมุน่ ดว้ ยกเิ ลสกาม ไดแ้ ก่ ราคะ ความกำหนดั ยนิ ดี โลภะ ความอยากได้ อสิ สา ความริษยา หรือความหึง อรติ ความไม่ยินดี อสนั ตุฏฐิ ความไม่สันโดษ เป็นต้น และไม่ตกอยู่ในอำนาจของวัตถุกาม ได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ อนั เปน็ ท่ีน่าปรารถนา นา่ พอใจ ๒.๒ ดำริในการไมพ่ ยาบาท คือ คิดแผ่เมตตาปรารถนาความสขุ ไปในผอู้ นื่ ๒.๓ ดำรใิ นอันไมเ่ บียดเบยี น คอื คดิ แผก่ รุณาช่วยเหลือให้ผอู้ ื่นพน้ ทกุ ข ์ ๓. สมั มาวาจา เจรจาชอบ คอื เวน้ จากวจที จุ รติ ๔ ไดแ้ ก่ เวน้ จากพดู เทจ็ พดู สอ่ เสยี ด พูดคำหยาบ พดู เพอ้ เจอ้ ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ คือ เว้นจากกายทุจริต ๓ ได้แก่ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤตผิ ดิ ในกาม ๕. สัมมาอาชีวะ เล้ียงชีพชอบ คือ เว้นจากเล้ียงชีวิตโดยทางที่ผิด ได้แก่ เว้นจาก แสวงหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีวิตในทางท่ีผิดกฎหมาย เช่น ค้าขายมนุษย์ ค้าขายยาพิษ ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาเสพตดิ คา้ ขายสัตวเ์ ป็นสำหรบั ฆา่ ลัก ฉอ้ ฉก ชงิ จ้ี ปล้น เปน็ ตน้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั โท วชิ าธรรม
104 ๖. สมั มาวายามะ เพยี รชอบ คอื เพยี ร ๔ อยา่ ง ได้แก่ ๑) สงั วรปธาน เพียรระวงั ไมใ่ หบ้ าปเกิดข้ึนในสนั ดาน ๒) ปหานปธาน เพยี รละบาปทเ่ี กิดข้ึนแล้ว ๓) ภาวนาปธาน เพยี รใหก้ ุศล เกดิ ข้ึนในจิตสนั ดาน ๔) อนรุ ักขนาปธาน เพยี รรกั ษากุศลที่เกดิ แลว้ ไมใ่ ห้เสอื่ ม ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ระลึกในสติปัฏฐาน ท้ัง ๔ ได้แก่ ๑) กายานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ ๒) เวทนานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข ์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ ๓) จิตตานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณาใจท่ีเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว เปน็ อารมณ์ ๔) ธรรมานปุ ัสสนา สติกำหนดพจิ ารณาธรรมที่เป็นกศุ ลหรอื อกศุ ลเป็นอารมณ์ ๘. สมั มาสมาธิ ตง้ั ใจไวช้ อบ คือ เจรญิ ฌานทงั้ ๔ หมายความว่า ต้ังใจไวใ้ นรปู ธรรม อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ทเ่ี ปน็ อารมณข์ องสมถะ เพง่ อารมณจ์ นใจแนแ่ นว่ เปน็ อปั ปนาสมาธิ เรยี กวา่ ฌาน ดงั น ้ี ปฐมฌาน ฌานท่ี ๑ มอี งค์ ๕ คอื วติ ก ความตรึก วจิ าร ความตรองท่เี ป็นกศุ ล ปตี ิ ความอิม่ ใจ สขุ ความสบายใจอันเกดิ แต่วเิ วก เอกคั คตา จิตเปน็ หน่ึง ทุตยิ ฌาน ฌานที่ ๒ มอี งค์ ๓ คือ ปตี ิ สขุ เอกัคคตา ตตยิ ฌาน ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คอื สขุ เอกัคคตา จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ มอี งค์ ๒ คอื อเุ บกขา เอกัคคตา มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ เป็นหน่ึงข้อในอริยสัจ ๔ จัดเป็น ไตรสกิ ขา (สกิ ขา ๓) คือ ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปญั ญาสิกขา ดงั น ้ี ข้อ ๓ สัมมาวาจา ขอ้ ๔ สมั มากัมมนั ตะ และข้อ ๕ สัมมาอาชีวะ จัดเปน็ สลี สิกขา ข้อ ๖ สมั มาวายามะ ข้อ ๗ สมั มาสติ และขอ้ ๘ สัมมาสมาธิ จัดเป็นจติ ตสิกขา ขอ้ ๑ สัมมาทฏิ ฐิ และขอ้ ๒ สัมมาสงั กัปปะ จัดเป็นปญั ญาสิกขา การปฏิบตั ิ พดู ดี คิดดี ทำงานดี ตงั้ ใจดี มีความเพยี ร แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชัน้ โท วิชาธรรม
105 ใบความร้ทู ่ี ๗ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ในอัฏฐกะ หมวด ๘ อัฏฐกะ หมวด ๘ มรรคมอี งค์ ๘ ๑. สมั มาทิฏฐิ ปญั ญาความเหน็ ชอบ ได้แก่ เห็นอริยสัจ ๔ ๒. สมั มาสงั กัปปะ ความดำริชอบ ได้แก่ ดำรใิ นการออกจากกาม ดำริในการ ไม่พยาบาท ดำริในการไม่เบียดเบียน จัดเปน็ กุศลวติ ก ๓ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ไดแ้ ก่ วจสี ุจรติ ๔ ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ไดแ้ ก่ กายสุจรติ ๓ ๕. สัมมาอาชวี ะ เลย้ี งชพี ชอบ ไดแ้ ก่ เวน้ มจิ ฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ ๖. สมั มาวายามะ เพียรชอบ หรือพยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือสมั มัปปธาน คือ ความเพยี ร ๔ อย่าง ๗. สมั มาสติ ระลกึ ชอบ ไดแ้ ก่ ระลึก ในสตปิ ฏั ฐานท้งั ๔ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไวช้ อบ ไดแ้ ก่ เจรญิ ฌาน ทง้ั ๔ อธบิ าย มรรค แปลวา่ ทาง ในทน่ี หี้ มายถงึ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ มรรคมอี งค์ ๘ เรยี กเตม็ วา่ “อรยิ อฏั ฐงั คกิ มรรค” แปลวา่ ทางมอี งค์ ๘ ประการอนั ประเสรฐิ เปน็ อรยิ สจั ขอ้ ที่ ๔ (๑. ทกุ ข์ ๒. สมทุ ยั ๓. นโิ รธ ๔. มรรค) และได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีท่ีจะนำไปส ู่ จดุ หมายแหง่ ความหลดุ พน้ เปน็ อสิ ระ ดบั ทกุ ข์ ไมต่ ดิ ขอ้ งในทส่ี ดุ โตง่ สองอยา่ ง คอื กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ประพฤติตนหมกมุ่นอยู่ในกามคุณ และอัตตกิลมถานุโยค ประพฤติทรมานตนให้ลำบาก แล้วปฏิบัติ ในทางสายกลาง ๘ ประการ ดังน้ ี ๑. สมั มาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ ได้แก่ เหน็ อรยิ สจั ๔ นัน้ หมายความวา่ ปัญญา ท่ีรู้เห็นถูกต้องซึ่งความจริงที่เท่ียงแท้ไม่แปรผัน สัมมาทิฏฐิ ในองค์มรรคเป็นดวงตา คือ เครื่องเห็น สัมมาทฏิ ฐิ ในอรยิ สจั ๔ เป็นธรรม คอื ส่งิ ทีถ่ กู เห็น สมั มาทฏิ ฐิ เหน็ สมั มาทิฏฐิ คอื ดวงตาเหน็ ธรรม หมายความว่า ปัญญาอันเห็นชอบในองค์มรรคนี้ รู้เห็นซ่ึงสัมมาทิฏฐิ อันเป็นตัวมรรคในอริยสัจ ๔ ทค่ี วรรูค้ วรเหน็ ๒. สมั มาสงั กปั ปะ ความดำริชอบ มี ๓ อยา่ ง คอื ๒.๑ ดำริในการออกจากกาม คือ ทำใจไม่ให้หมกมุ่นด้วยกิเลสกาม ได้แก่ ราคะ ความกำหนัดยินดี โลภะ ความอยากได้ อสิ สา ความริษยา หรอื ความหงึ อรติ ความไม่ยินดี อสันตุฏฐิ ความไมส่ นั โดษ เปน็ ตน้ และไมต่ กอยใู่ นอำนาจของวตั ถกุ าม ไดแ้ ก่ กามคณุ ๕ คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ อนั เป็นท่นี า่ ปรารถนา นา่ พอใจ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
106 ๒.๒ ดำริในการไม่พยาบาท คือ คิดแผเ่ มตตาปรารถนาความสุขไปในผูอ้ ่ืน ๒.๓ ดำริในการไม่เบยี ดเบียน คอื คดิ แผก่ รณุ าชว่ ยเหลอื ใหผ้ ู้อนื่ พน้ ทุกข์ ๓. สมั มาวาจา เจรจาชอบ คอื เว้นจากวจที จุ ริต ๔ ไดแ้ ก่ เวน้ จากพดู เท็จ พูดส่อเสียด พดู คำหยาบ พูดเพ้อเจอ้ ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ คือ เว้นจากกายทุจริต ๓ ได้แก่ เว้นจากฆ่าสัตว ์ ลกั ทรพั ย์ และประพฤตผิ ิดในกาม ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ คือ เว้นจากเล้ียงชีวิตโดยทางที่ผิด ได้แก่ เว้นจาก แสวงหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีวิตในทางท่ีผิดกฎหมาย เช่น ค้าขายมนุษย์ ค้าขายยาพิษ ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาเสพตดิ ค้าขายสัตวเ์ ป็นสำหรบั ฆา่ ลกั ฉอ้ ฉก ชิง จี้ ปลน้ เป็นตน้ ๖. สัมมาวายามะ เพยี รชอบ คือ เพียร ๔ อย่าง ไดแ้ ก่ ๑) สังวรปธาน เพยี รระวังไมใ่ ห้ บาปเกิดขึ้นในสันดาน ๒) ปหานปธาน เพียรละบาปท่ีเกิดข้ึนแล้ว ๓) ภาวนาปธาน เพียรให้กุศล เกดิ ขึ้นในจติ สนั ดาน ๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลทเี่ กดิ แลว้ ไมใ่ หเ้ สอ่ื ม ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ระลึกในสติปัฏฐาน ท้ัง ๔ ได้แก่ ๑) กายานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ ๒) เวทนานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ ๓) จิตตานุปัสสนา สติกำหนดพิจารณาใจที่ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว เปน็ อารมณ์ ๔) ธรรมานุปัสสนา สตกิ ำหนดพิจารณาธรรมท่เี ปน็ กศุ ลหรอื อกุศลเปน็ อารมณ ์ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือ เจริญฌานท้ัง ๔ หมายความว่า ต้ังใจไว้ในรูปธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอารมณ์ของสมถะ เพ่งอารมณ์จนใจแน่แน่วเป็นอัปปนาสมาธิ เรียกว่า ฌาน ดงั น ้ี ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก ความตรึก วิจาร ความตรองท่ีเป็นกุศล ปีติ ความอมิ่ ใจ สุข ความสบายใจอันเกิดแตว่ เิ วก เอกคั คตา จติ เป็นหนึง่ ทุตยิ ฌาน ฌานท่ี ๒ มอี งค์ ๓ คอื ปตี ิ สุข เอกคั คตา ตตยิ ฌาน ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คอื สุข เอกัคคตา จตตุ ถฌาน ฌานที่ ๔ มอี งค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกคั คตา มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ เป็นหนึ่งข้อในอริยสัจ ๔ จัดเป็น ไตรสิกขา (สกิ ขา ๓) คอื ศลี สิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ดังน ้ี ข้อ ๓ สมั มาวาจา ข้อ ๔ สัมมากมั มันตะ และขอ้ ๕ สมั มาอาชีวะ จัดเปน็ สีลสิกขา ขอ้ ๖ สัมมาวายามะ ข้อ ๗ สมั มาสติ และขอ้ ๘ สัมมาสมาธิ จดั เปน็ จิตตสิกขา ข้อ ๑ สัมมาทิฏฐิ และขอ้ ๒ สัมมาสงั กัปปะ จัดเปน็ ปัญญาสิกขา แนวทางการจดั การเรียนร้ธู รรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
107 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๘ ธรรมศกึ ษาชั้นโท สาระการเรียนรวู้ ิชาธรรม เร่อื ง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ เวลา.........................ชว่ั โมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรียนร ู้ มาตรฐาน ธศ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรม เพือ่ อยรู่ ว่ มกันอย่างสันตสิ ขุ ๒. ผลการเรยี นร ู้ ร้แู ละเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ๓. สาระสำคญั หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ เป็นหลักธรรมที่ว่าด้วย พุทธคุณ ๙ และสังฆคณุ ๙ หากบคุ คลยึดมน่ั และปฏิบัตไิ ดจ้ ะทำใหเ้ ป็นคนดอี ยใู่ นสังคมดว้ ยความเปน็ สุข ๔. จดุ ประสงคก์ ารเรียนร ู้ นกั เรียนอธิบายหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ได้ ๕. สาระการเรียนร/ู้ เน้ือหา - พทุ ธคุณ ๙ - สังฆคุณ ๙ ๖. กระบวนการจดั การเรียนร ู้ ๑. ใหน้ กั เรยี นสวดมนต์ไหวพ้ ระ นั่งสมาธิก่อนเรยี น 5 นาท ี ขนั้ สบื คน้ และข้นั เชอ่ื มโยง ๒. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ โดยใชค้ ำถามเพือ่ พัฒนาทักษะกระบวนการคิดและเชอ่ื มโยงไปสกู่ ารเรียนร ู้ - นกั เรยี นเคยเรยี นเรอ่ื งหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ บา้ งหรอื ไม ่ - หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ มีอะไรบ้าง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ จากทีไ่ หนบา้ ง ขน้ั ฝกึ ๓. แบ่งนักเรียนออกเปน็ ๒ กล่มุ โดยให้แต่ละกลุม่ ศึกษาหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ซงึ่ ประกอบด้วย พทุ ธคุณ ๙ และสังฆคุณ ๙ จากใบความรทู้ ่ี ๘ ๔. นักเรียนแต่ละกลมุ่ จดั เตรยี มการเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรียน แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
108 ขั้นประยุกต ์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อท่ีตนเองได้รับมอบหมายเพ่ือ แลกเปล่ียนเรียนรู้ ๖. นกั เรียนในแต่ละกลุม่ ตอบคำถามตามใบกจิ กรรมที่ ๘ ๗. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ในแต่ละหัวข้อ ๗. ภาระงาน/ช้นิ งาน ท่ ี ภาระงาน ชนิ้ งาน ๑ ตอบคำถามเก่ยี วกับหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ใบกจิ กรรมท่ี ๘ ๘. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้ ๑. ใบความรทู้ ่ี ๘ เร่ือง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ๒. ใบกิจกรรมที่ ๘ ๙. การวัดผลและประเมินผล สงิ่ ที่ตอ้ งการวัด วธิ ีวดั เคร่ืองมือวดั เกณฑ์การประเมิน นกั เรียนอธบิ าย - ตรวจผลงาน - แบบประเมิน ผ่าน = ไดค้ ะแนนตง้ั แตร่ อ้ ยละ หลกั ธรรม ๖๐ ขึ้นไป ของพระพทุ ธศาสนา ผลงาน ไม่ผา่ น = ได้คะแนนต่ำกวา่ ในนวกะ หมวด ๙ ได ้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ช้ันโท วชิ าธรรม
109 แบบประเมนิ ผลงานใบกิจกรรมที่ ๘ ข้อท่ ี ๔-๕ คะแนน ระดบั คะแนน ๑ คะแนน ๑-๒ ตอบคำถามถูกต้อง ๒-๓ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง ตอบคำถามได้ถกู ต้อง ตรงประเด็นนอ้ ย ตรงประเดน็ ตรงประเด็นเป็นสว่ นใหญ ่ เกณฑ์การตดั สิน เกณฑ์ รอ้ ยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ข้นึ ไป ๖ คะแนนข้ึนไป ไม่ผ่าน ตำ่ กวา่ ๖๐ ๕ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑก์ ารตดั สินสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมกบั กลมุ่ เป้าหมาย แนวทางการจดั การเรียนร้ธู รรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาธรรม
110 ใบกิจกรรมท่ี ๘ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ช่อื กลุม่ .................................. ช่ือ............................................................................................ชัน้ ................เลขที่................................ ชื่อ............................................................................................ชน้ั ................เลขที่................................ ช่ือ............................................................................................ชั้น................เลขที่................................ ชื่อ............................................................................................ช้ัน................เลขท.่ี ............................... คำชแี้ จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปน้ี จำนวน ๒ ข้อ(๑๐ คะแนน) ๑. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ัติตนของพุทธคุณ ๙ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๒. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏบิ ัติตนของสังฆคุณ ๙ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
111 เ ฉลยใบกิจกรรมที่ ๘ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ ๑. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ติ นของพทุ ธคณุ ๙ ตอบ แปลว่า คุณของพระพทุ ธเจา้ หมายถึง พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ได้รบั การยกย่อง สรรเสริญจากมนุษย์ เทวดา มาร พรหม ด้วยพระคุณ ๙ ประการ เรียกว่า นวารหาทิคุณ แปลว่า คุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ มี อรหํ เป็นต้น บางทีเลือนมาเป็น นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลว่า คุณของพระพุทธเจ้าผเู้ ป็นพระอรหนั ต์ ๙ ประการ ดังนี้ บทว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรม ทำลายข้าศึก เป็นผู้หักเสียได้ซึ่งซ่ีกำแห่งสังสารจักร ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม เป็นผู้ควรแก ่ ทกั ษณิ าทาน และเปน็ ผไู้ มม่ คี วามลบั ในการกระทำความชวั่ สรปุ คำวา่ อรหํ มคี วามหมาย ๕ ประการ คอื ๑. เป็นผ้ไู กลจากกเิ ลสและบาปธรรมโดยส้ินเชิง กล่าวคือ เปน็ ผบู้ ริสุทธ ์ิ ๒. ทำลายขา้ ศกึ คอื กิเลสได้หมดสน้ิ ๓. เปน็ ผู้หกั เสยี ได้ซง่ึ ซ่กี ำแหง่ สงั สารจกั รทีท่ ำใหเ้ วยี นวา่ ย ตาย เกิด ๔. เป็นผู้ควรแนะนำสง่ั สอนเขา ควรรับความเคารพนบั ถอื และควรรับทกั ษณิ าทาน ๕. เป็นผไู้ มม่ คี วามลบั ในการทำบาป บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ (คอื ๑. ทกุ ข์ ๒. สมทุ ยั เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ๓. นโิ รธ ความดบั ทกุ ข์ ๔. มรรค ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั ทกุ ข)์ ดว้ ยพระองคเ์ อง ไมม่ ีใครเป็นครูในการตรสั รู้ เปน็ ตน้ เดิมแหง่ พระพุทธศาสนาอนั เปน็ สวากขาตธรรม บทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ท้ังวิชชา ๓ วิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ กล่าวคือ พระพุทธองค์ เป็นผู้ได้บรรลุวิชชาด้วย เป็นผู้แรกรู้จักทางเคร่ือง บรรลวุ ิชชานน้ั ดว้ ย บทว่า สุคโต เสด็จไปดีแล้ว คือ ไม่ข้องแวะหวนกลับมาสู่กิเลสอีก เสด็จไปในที่ใด ยงั ประโยชนใ์ หส้ ำเรจ็ แกม่ หาชนในทนี่ นั้ เสดจ็ มาสโู่ ลกนี้ ไดป้ ระดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาไวเ้ พอื่ ประโยชน์ แกป่ ระชาชนแล้วจึงปรินพิ พาน โดยสรปุ คือ ๑. เสด็จดำเนินตามอริยมรรคมอี งค์ ๘ อันเปน็ ทางที่ด ี ๒. เสด็จไปสู่พระนิพพาน อนั เปน็ สภาวะทด่ี ยี ่งิ ๓. เสดจ็ ไปดีแลว้ เพราะทรงละกิเลสไดโ้ ดยสนิ้ เชิง ๔. เสดจ็ ไปปลอดภยั ดี เพราะเสดจ็ ไปสถานทใ่ี ด กท็ รงบำเพญ็ ประโยชนใ์ นสถานทนี่ น้ั บทว่า โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง กล่าวคือ ๑. สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ ๒. สังขารโลก โลกคือสังขาร ๓. โอกาสโลก โลกคือแผ่นดินหรือดวงดาว ตลอดถึงโลกภายใน โลกภายนอก เปน็ ตน้ ซง่ึ โลกดงั กลา่ วนนั้ สดุ ทา้ ยยอ่ มแตกสลายทำลายไป เพราะเปน็ ไปตามกฎธรรมดา หรือเง่ือนไขของธรรมชาติ คือ เกิดขนึ้ ตั้งอยู่ ดับไป แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชนั้ โท วิชาธรรม
112 บทวา่ อนตุ ตฺ โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ เปน็ สารถแี หง่ บรุ ษุ ทส่ี มควรฝกึ ได้ ไมม่ บี รุ ษุ อนื่ ยง่ิ ไปกวา่ เป็นผู้ฝึกบุรุษ (คน) ท่ียอดเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน โดยใช้หลักไตรสิกขา หมายถึง พระองค์ ทรงทำหนา้ ทด่ี จุ นายสารถผี ฝู้ กึ ฝนผทู้ ส่ี มควรฝกึ ทไี่ มไ่ ดฝ้ กึ กส็ มควรไดร้ บั การฝกึ ทงั้ เทวดา มนษุ ย์ อมนษุ ย์ โดยทั่วหน้า ด้วยอุบายแห่งการฝึกฝนต่าง ๆ ตามสมควรแก่อัธยาศัยและบารมีของแต่ละบุคคล ได้อยา่ งยอดเย่ยี ม บทวา่ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ เปน็ ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย คอื เปน็ ครขู อง บคุ คลทง้ั ชน้ั สงู และชน้ั ตำ่ ทกุ จำพวก หมายถงึ พระองคท์ รงทำหนา้ ทเี่ ปน็ ครสู งั่ สอนบคุ คล ทกุ ระดบั ชนั้ ด้วยพระมหากรุณา หวังให้ได้รับความรู้และประโยชน์ท่ีควรได้รับอย่างแท้จริง ทั้งประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชนใ์ นโลกหนา้ และประโยชนอ์ ยา่ งสงู สดุ คอื พระนพิ พาน อกี อยา่ งหนง่ึ พระองคเ์ ปน็ ดจุ หวั หนา้ มปี รชี าสามารถพาบรวิ าร คอื หมสู่ ตั วท์ กุ ระดบั ขา้ มทางกนั ดาร คอื ทกุ ขใ์ นการเวียนว่าย ตาย เกิด ให้ลถุ ึงทางอนั เกษมได้ บทว่า พทุ โฺ ธ เป็นผู้รู้ ผตู้ ่นื ผู้เบิกบานแลว้ คือ รแู้ จง้ ในสัตวแ์ ละสงั ขาร ต่นื จากกเิ ลส ไม่หลับใหล ไม่หลงงมงายด้วยโมหะ ทรงรู้จักกาลเวลา รู้จักฐานะและอฐานะ และเบิกบาน คือ ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้เศร้าหมอง เป็นผู้ทรงพระคุณเต็มที่และได้ทรงทำพุทธกิจสำเร็จแล้ว เพราะทรง สำเร็จเป็นพระพุทธเจา้ อยา่ งสมบรู ณ์ เพราะรู้สรรพสิง่ ทีค่ วรรทู้ ง้ั สิ้น และสอนผูอ้ น่ื ให้รู้ตาม บทว่า ภควา เป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ๆ ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ เปน็ ผจู้ ำแนกแจกธรรม เปน็ ผกู้ ำจดั กเิ ลสและบาปธรรม เปน็ ผคู้ บ คอื สอ้ งเสพอรยิ ธรรมและสนั ตธิ รรม เปน็ ตน้ การปฏิบัติ มคี วามกตญั ญตู อ่ ผมู้ ีพระคณุ ๒. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบตั ิตนของสังฆคณุ ๙ ตอบ แปลว่า คุณของพระสงฆ์ หมายความว่า ความดีท่ีมีอยู่ในพระสงฆ์สาวกของ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผปู้ ระพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ เปน็ อรยิ บคุ คล คอื บคุ คลผปู้ ราศจากกเิ ลสดจุ ขา้ ศกึ ๔ ค ู่ ๘ ประเภท (คู่ท่ี ๑ ผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค และในโสดาปัตติผล, คู่ที่ ๒ ผู้ดำรงอยู่ในสกทาคา มิมรรค และในสกทามิผล คู่ที่ ๓ ผู้ดำรงอยู่ในอนาคามิมรรค และในอนาคามิผล คู่ท่ี ๔ ผู้ดำรงอย ู่ ในอรหัตตมรรค และในอรหัตตผล) มี ๙ ประการ ดงั นี้ บทวา่ สปุ ฏปิ นโฺ น เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ คอื ปฏบิ ตั ติ ามหลกั มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ไมย่ อ่ หยอ่ น เกนิ ไป ไม่ตงึ เครยี ดเกินไป ปฏิบตั ไิ มถ่ อยหลงั ปฏบิ ตั ไิ มเ่ ปน็ ปฏิปกั ษ์ตอ่ พระศาสดา ปฏิบัติเปน็ อันหนง่ึ อันเดียวกับพระศาสดา ไม่คด ไม่โกง เป็นสัมมาปฏิบัติ ท่านหมายเอาการปฏิบัติใน ๔ ลักษณะ คือ ๑. ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ๒. ปฏิบัติไม่ถอยกลับ คือ ไม่กลับมาทำความชั่วท่ีท่านละได้แล้ว ๓. ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึกต่อตนเองและบุคคลอื่น ๔. ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ กำหนดรู้ธรรม ทค่ี วรรู้ ละธรรมทีค่ วรละ ทำใหแ้ จง้ ธรรมทค่ี วรทำใหแ้ จ้ง และบำเพญ็ ธรรมที่ควรบำเพญ็ บทว่า อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว คือ ปฏิบัติไม่ลวงโลก ไม่มีมายาสาไถย ประพฤติตรง ๆ ต่อพระศาสดาและเพ่ือนสาวกด้วยกัน ไม่อำพรางความในใจ ปฏิบัติมุ่งต่อความด ี อนั เป็นประโยชนแ์ ก่ตนและผู้อ่นื แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชั้นโท วชิ าธรรม
113 บทว่า ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม คือ ปฏิบัติถูกทางเพ่ือออกจากทุกข์ เพอื่ เญยยธรรม คอื ธรรมทคี่ วรรู้ ไดแ้ ก่ พระนพิ พาน ปฏบิ ตั มิ งุ่ ธรรมเปน็ ใหญ่ ถอื ความถกู เปน็ ประมาณ บทว่า สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร คือ ปฏิบัติชอบย่ิง เป็นที่น่านับถือ สมควรได้รับสามจี กิ รรม บทวา่ อาหเุ นยฺโย เป็นผผู้ ้คู วรแก่ของคำนับ คือ ควรแกเ่ คร่ืองสกั การะอนั เขานำมา ถวาย นำมาบูชา จนถึงสำนกั บทวา่ ปาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผคู้ วรแกข่ องตอ้ นรบั คอื เมอื่ ทา่ นไปสทู่ ใ่ี ด เจา้ ของถน่ิ ไมล่ ะเลย การตอ้ นรับ เพราะเป็นผปู้ ฏิบตั ิสมควรทีจ่ ะไดร้ ับการต้อนรับ บทว่า ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ คือ ทำตนเป็นปฏิคาหกผู้สมควรรับ ไทยทาน คือ ปัจจยั ๔ อนั ทายกพึงบริจาคให ้ บทว่า อญฺชลิกรณีโย ผู้ควรแก่การทำอัญชลี คือ ประนมมือไหว้ เพราะท่าน มคี ณุ งามความดี ควรท่สี าธุชนจะพึงเคารพกราบไหว้ ซ่ึงจะทำให้ผู้กราบไหวเ้ จรญิ ด้วยพร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ บทว่า อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอ่ืนยิ่งกว่า คอื ท่านเป็นผู้บริสุทธ์ดิ ว้ ยศีล สมาธิ ปัญญา เมอ่ื เป็นเช่นนี้ ทกั ษิณาทานที่บริจาคให้ทา่ น จงึ มีผลมาก มีอานิสงสม์ าก ดุจพ้นื ท่ีนาทีม่ ดี ินดี พืชทีห่ วา่ นลงไปยอ่ มผลติ ผลอันไพบลู ย์ การปฏบิ ัติ กระทำตนใหเ้ ปน็ ผทู้ ่ีนา่ เคารพยกย่องในคณุ ความดี แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชัน้ โท วิชาธรรม
114 ใบความร้ทู ่ี ๘ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในนวกะ หมวด ๙ นวกะ หมวด ๙ พทุ ธคณุ ๙ อติ ปิ ิ โส ภควา แมเ้ พราะเหตนุ ี้ ๆ พระผ้มู ีพระภาคเจ้านน้ั ๑. อรหํ เปน็ พระอรหนั ต์ ๒. สมมฺ าสมฺพุทโธ เป็นผู้ตรัสรูช้ อบไดโ้ ดยพระองค์เอง ๓. วชิ ฺชาจรณสมปฺ นฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมดว้ ยวชิ ชาและจรณะ ๔. สคุ โต เปน็ ผู้เสดจ็ ไปดีแล้ว ๕. โลกวิทู เป็นผูร้ ูแ้ จง้ โลกทงั้ ปวง ๖. อนุตตฺ โร ปุรสิ ทมมฺ สารฺถิ เปน็ สารถแี หง่ บรุ ษุ ทส่ี มควรฝกึ ได้ ไมม่ บี รุ ษุ อน่ื ยง่ิ ไปกว่า ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เปน็ ศาสดา คอื ครขู องเทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย ๘. พทุ ฺโธ เปน็ ผรู้ ู้ ผู้ตื่น ผเู้ บกิ บานแลว้ ๙. ภควา เป็นผู้มีโชค อธิบาย พุทธคุณ แปลว่า คุณของพระพทุ ธเจ้า หมายถงึ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ได้รบั การยกยอ่ ง สรรเสริญจากมนุษย์ เทวดา มาร พรหม ด้วยพระคุณ ๙ ประการ เรียกว่า นวารหาทิคุณ แปลว่า คุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ มี อรหํ เป็นต้น บางทีเลือนมาเป็น นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลว่า คุณของพระพทุ ธเจา้ ผเู้ ปน็ พระอรหนั ต์ ๙ ประการ ดังนี ้ บทว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรม ทำลายข้าศึก เปน็ ผหู้ กั เสยี ได้ ซงึ่ ซกี่ ำแหง่ สงั สารจกั ร ไดแ้ ก่ อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม, เปน็ ผคู้ วรแกท่ กั ษณิ าทาน และเปน็ ผู้ไมม่ คี วามลบั ในการกระทำความชัว่ สรปุ คำว่า อรหํ มีความหมาย ๕ ประการ คอื ๑) เป็นผไู้ กลจากกิเลสและบาปธรรมโดยสิน้ เชงิ กลา่ วคอื เปน็ ผู้บรสิ ุทธิ์ ๒) ทำลายขา้ ศกึ คือ กเิ ลสไดห้ มดส้ิน ๓) เปน็ ผู้หักเสียไดซ้ ่ึงซกี่ ำแหง่ สังสารจักรทีท่ ำให้เวยี นว่าย ตาย เกดิ ๔) เป็นผคู้ วรแนะนำสง่ั สอนเขา ควรรบั ความเคารพนบั ถือ และควรรบั ทกั ษณิ าทาน ๕) เป็นผไู้ ม่มีความลับในการทำบาป บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ (คอื ๑. ทกุ ข์ ความทกุ ข์ ๒. สมทุ ยั เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ๓. นโิ รธ ความดบั ทกุ ข์ ๔. มรรค ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั ทกุ ข)์ ด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครเป็นครูในการตรัสรู้ เป็นต้นเดิมแห่งพระพุทธศาสนาอันเป็น สวากขาตธรรม แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
115 บทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ทั้งวิชชา ๓ วิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ กลา่ วคอื พระพทุ ธองค์ เปน็ ผไู้ ดบ้ รรลวุ ชิ ชาดว้ ย เปน็ ผแู้ รกรจู้ กั ทางเครอ่ื งบรรลวุ ชิ ชานน้ั ดว้ ย วชิ ชา ๓ คอื ๑. ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ ระลกึ ชาตหิ นหลงั ไดว้ า่ เคยเกดิ มาแลว้ กชี่ าติ เปน็ อะไรมาบา้ ง เปน็ ตน้ ๒. จุตูปปาตญาณ รู้เห็นการเกิดและการตาย ตามอำนาจกรรมของเหล่าสัตว์ที่เรียกว่า ตาทพิ ย์ ๓. อาสวักขยญาณ ร้แู จ้งเหน็ จริงในอริยสจั โดยกำจดั กามภพและอวิชชาได ้ วชิ ชา ๘ คือ ๑. วิปสั สนาญาณ ปญั ญาท่พี จิ ารณาเห็นรูป นาม คอื ขันธ์ ๕ เปน็ ส่วน ๆ ต่างอาศัยกนั ๒. มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ เช่น เนรมติ กายได้หลากหลายอย่าง เปน็ ตน้ ๓. อทิ ธวิ ธิ ิ แสดงฤทธไ์ิ ด้ เชน่ เหาะเหนิ เดนิ อากาศได้ เดนิ บนนำ้ ได้ ดำลงไปในแผน่ ดนิ ได้ เป็นตน้ ๔. ทพิ พโสต หทู พิ ย์ คือ ฟงั เสียงอยู่ทไ่ี กลแสนไกลได้ยิน ๕. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อืน่ ได้ เชน่ รูค้ วามคิดคนอ่ืนวา่ คดิ อยา่ งไร ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลกึ ชาตขิ องตนไดว้ า่ ในอดตี ชาติเคยเกิดมาแล้วอย่างไร ๗. ทิพพจักขุ ตาทิพย์ เห็นการเกิดการตายของเหล่าสัตว์ว่าเกิดมานี้เพราะได้ทำกรรม อะไรมา เป็นตน้ ๘. อาสวักขยญาณ รจู้ ักทำอาสวะใหส้ ้ินไปไม่มเี หลอื จรณะ ๑๕ คอื ๑. สลี สมั ปทา ถึงพร้อมดว้ ยศีล ๒. อินทรยี สังวร สำรวมอินทรยี ์ ๖ คอื ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๓. โภชเน มัตตัญญตุ า รู้จกั ประมาณในโภชนาหาร ๔. ชาครยิ านุโยค ประกอบความเพียรของผ้ตู ื่นอย่เู ปน็ นติ ย์ ๕. สทั ธา ความเช่ือประกอบดว้ ยปญั ญา ๖. หิริ ความละอายแกใ่ จในการกระทำช่ัว ๗. โอตตัปปะ ความเกรงกลวั ตอ่ ความชว่ั ๘. พาหุสัจจะ ความเปน็ ผศู้ กึ ษามาก ๙. วิรยิ ะ ความเพียร กลา้ หาญ บากบ่ัน ๑๐. สติ ความระลึกได้ ไม่ประมาท ๑๑. ปัญญา ความรอบรใู้ นสงั ขารทัง้ ปวง ๑๒. ปฐมฌาน ฌานท่ี ๑ มีวิตก วจิ าร ปตี ิ สขุ เอกัคคตา ๑๓. ทุตยิ ฌาน ฌานท่ี ๒ ละวติ ก วจิ าร เหลือ ปตี ิ สขุ เอกัคคตา แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาธรรม
116 ๑๔. ตตยิ ฌาน ฌานที่ ๓ ละปตี ิ เหลอื สขุ กบั เอกัคคตา ๑๕. จตตุ ถฌาน ฌานที่ ๔ อเุ บกขากบั เอกัคคตา บทว่า สุคโต เปน็ ผู้เสดจ็ ไปดีแลว้ คอื ไม่ข้องแวะหวนกลับมาสู่กิเลสอีก เสดจ็ ไปในท่ีใด ยงั ประโยชนใ์ หส้ ำเรจ็ แกม่ หาชนในทนี่ นั้ เสดจ็ มาสโู่ ลกน้ี ไดป้ ระดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาไวเ้ พอื่ ประโยชน์ แกป่ ระชาชนแลว้ จงึ ปรนิ ิพพาน โดยสรุปคือ ๑. เสด็จดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางท่ดี ี ๒. เสด็จไปสพู่ ระนพิ พาน อนั เปน็ สภาวะที่ดยี ่ิง ๓. เสดจ็ ไปดีแล้ว เพราะทรงละกเิ ลสได้โดยสิน้ เชิง ๔. เสดจ็ ไปปลอดภัยดี เพราะเสด็จไปสถานทใ่ี ด ก็ทรงบำเพ็ญประโยชน์ในสถานที่น้นั บทวา่ โลกวทิ ู เปน็ ผรู้ แู้ จง้ โลกทง้ั ปวง กลา่ วคอื ๑. สตั วโลก โลกคอื หมสู่ ตั ว์ ๒. สงั ขารโลก โลกคอื สงั ขาร ๓. โอกาสโลก โลกคอื แผ่นดิน หรือดวงดาว ตลอดถึงโลกภายในโลกภายนอก เป็นตน้ ซึ่งโลกดังกล่าวนั้น สุดท้ายย่อมแตกสลายทำลายไป เพราะเป็นไปตามกฎธรรมดาหรือเง่ือนไข ของธรรมชาติ คือ เกดิ ขน้ึ ตัง้ อยู่ ดบั ไป บทวา่ อนตุ ตฺ โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ เปน็ สารถแี หง่ บรุ ษุ ทส่ี มควรฝกึ ได้ ไมม่ บี รุ ษุ อน่ื ยง่ิ ไปกวา่ เป็นผู้ฝึกบุรุษ (คน) ท่ียอดเย่ียม ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน โดยใช้หลักไตรสิกขา หมายถึง พระองค ์ ทรงทำหนา้ ทด่ี จุ นายสารถผี ฝู้ กึ ฝนผทู้ สี่ มควรฝกึ ทไี่ มไ่ ดฝ้ กึ กส็ มควรไดร้ บั การฝกึ ทง้ั เทวดา มนษุ ย์ อมนษุ ย์ โดยท่ัวหน้า ด้วยอุบายแห่งการฝึกฝนต่าง ๆ ตามสมควรแก่อัธยาศัยและบารมีของแต่ละบุคคล ไดอ้ ยา่ งยอดเยยี่ ม บทวา่ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ เปน็ ศาสดา คอื ครขู องเทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย คอื เปน็ ครขู อง บคุ คลทงั้ ชนั้ สงู และชนั้ ตำ่ ทกุ จำพวก หมายถงึ พระองคท์ รงทำหนา้ ทเ่ี ปน็ ครสู ง่ั สอนบคุ คล ทกุ ระดบั ชนั้ ด้วยพระมหากรุณา หวังให้ได้รับความรู้และประโยชน์ท่ีควรได้รับอย่างแท้จริง ท้ังประโยชน์ในโลกน้ี ประโยชนใ์ นโลกหนา้ และประโยชนอ์ ยา่ งสงู สดุ คอื พระนพิ พาน อกี อยา่ งหนง่ึ พระองคเ์ ปน็ ดจุ หวั หนา้ มีปรีชาสามารถพาบริวาร คือ หมู่สัตว์ทุกระดับข้ามทางกันดาร คือทุกข์ในการเวียนว่าย ตาย เกิด ให้ลุถึงทางอนั เกษมได้ บทว่า พุทฺโธ เป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิกบานแล้ว คือ รู้แจ้งในสัตว์และสังขาร ต่ืนจากกิเลส ไม่หลับใหล ไม่หลงงมงายด้วยโมหะ ทรงรู้จักกาลเวลา รู้จักฐานะและอฐานะ และเบิกบาน คือ ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้เศร้าหมอง เป็นผู้ทรงพระคุณเต็มท่ีและได้ทรงทำพุทธกิจสำเร็จแล้ว เพราะทรง สำเร็จเป็นพระพทุ ธเจา้ อย่างสมบูรณ์ เพราะร้สู รรพสง่ิ ท่ีควรร้ทู ้ังส้นิ และสอนผอู้ น่ื ใหร้ ู้ตาม บทว่า ภควา เป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ๆ ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ เปน็ ผจู้ ำแนกแจกธรรม เปน็ ผกู้ ำจดั กเิ ลสและบาปธรรม เปน็ ผคู้ บ คอื สอ้ งเสพอรยิ ธรรมและสนั ตธิ รรม เปน็ ตน้ สรปุ วา่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทไ่ี ดน้ ามวา่ ภควา อนั เปน็ เนมติ กนาม ทมี่ คี วามหมาย ๖ ประการ ๑. เป็นผู้มีโชค เช่น ทรงหวังพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้สมหวัง ซึ่งเป็นผลมาจาก พระบารมที ท่ี รงบำเพญ็ มา แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
117 ๒. เปน็ ผทู้ ำลายสรรพกเิ ลสและสรรพมารลงได้อยา่ งราบคาบ ๓. ทรงมีภคธรรม ๖ ประการ คือ ๑) ความมีอำนาจเหนือจิต ๒) ได้โลกุตตรธรรม ๓) ทรงเกียรติยศปรากฏขจรไกลไปในโลก ๔) พระสิริท่ีสง่างามทุกส่วนชวนให้บันเทิงใจ แก่ผ้ขู วนขวายใครเ่ ห็น ๕) ความสำเรจ็ ประโยชนท์ ุกอยา่ งตามท่ีมุง่ หวัง ๖) ความเพยี รชอบที่เปน็ เหตุ ใหไ้ ด้รับความเคารพในโลกสาม ๔. ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม คือ ทรงเป็นวิภัชชวาทีในการแสดงธรรมอย่างละเอียด วิจติ รพสิ ดารหลายแง่มมุ ๕. ทรงเสพอรยิ ธรรม คอื ทรงยนิ ดอี ยใู่ นอรยิ วหิ ารธรรม คอื วเิ วก วโิ มกข์ และอตุ ตรมิ นสุ สธรรม อยา่ งสม่ำเสมอ ๖. ทรงคาย คือ สลัดออกโดยละตณั หาในไตรภพไดแ้ ล้ว คุณของพระพุทธเจา้ ว่าดว้ ยคณุ สมบตั ิ มี ๒ คือ ๑. อตั ตสมบตั ิ พระคณุ อันมีในส่วนของ พระองค์ดังที่ปรากฏในบทพุทธคุณน้ันเอง ๒. ปรหิตปฏิบัติ คุณสมบัติที่พระองค์ทรงเก้ือกูลต่อผู้อ่ืน ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๔๕ พรรษา ก็เพ่ือประโยชน์เกื้อกูล เพ่ือความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย และเมอ่ื วา่ โดยลกั ษณะมี ๓ คอื ๑. พระปัญญาคุณ ทรงตรัสร้อู ริยสจั ๔ ทรงบรรลุวชิ ชา ๓ วิชชา ๘ เป็นต้น ๒. พระบริสุทธิคุณ พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลส ๓. พระมหากรุณาคุณ พระองคท์ รงมพี ระมหากรุณาตอ่ มวลมนษุ ยชาติและสตั ว์โลกทกุ ประเภท สงั ฆคุณ ๙ ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ๑. สุปฏิปนฺโน เปน็ ผูป้ ฏบิ ัตดิ ีแลว้ ๒. อชุ ุปฏปิ นฺโน เปน็ ผ้ปู ฏบิ ตั ติ รงแลว้ ๓. ญายปฏปิ นโฺ น เป็นผ้ปู ฏบิ ตั เิ ป็นธรรม ๔. สามจี ปิ ฏิปนฺโน เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิสมควร ยททิ ํ นคี้ ือใคร จตตฺ าริ ปรุ ิสยุคานิ คู่แหง่ บุรุษ ๔ อฏฺฐ ปรุ สิ ปุคฺคลา บรุ ษุ บุคคล ๘ เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ นพ่ี ระสงฆ์สาวกของพระผู้มพี ระภาคเจา้ ๕. อาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผคู้ วรแก่ของคำนับ ๖. ปาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผูค้ วรแกข่ องตอ้ นรบั ๗. ทกขฺ เิ ณยฺโย เป็นผู้ควรแกข่ องทำบุญ ๘. อญชฺ ลกิ รณโี ย เป็นผคู้ วรแกท่ ำอัญชลี (ประนมมือไหว้) ๙. อนุตฺตรํ ปญุ ฺญกเฺ ขตฺตํ โลกสสฺ เปน็ นาบญุ ของโลก ไมม่ ีนาบุญอน่ื ยง่ิ กว่า แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
118 อธิบาย สังฆคุณ แปลว่า คุณของพระสงฆ์ หมายความว่า ความดีที่มีอยู่ในพระสงฆ์สาวกของ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผปู้ ระพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ เปน็ อรยิ บคุ คล คอื บคุ คลผปู้ ราศจากกเิ ลสดจุ ขา้ ศกึ ๔ ค ู่ ๘ ประเภท (คทู่ ี่ ๑ ผูด้ ำรงอยใู่ นโสดาปัตตมิ รรค และในโสดาปัตติผล, คูท่ ่ี ๒ ผ้ดู ำรงอยใู่ นสกทาคามิ มรรค และในสกทามิผล , คู่ท่ี ๓ ผู้ดำรงอยูใ่ นอนาคามิมรรค และในอนาคามิผล, คทู่ ่ี ๔ ผ้ดู ำรงอย่ใู น อรหตั ตมรรค และในอรหตั ตผล) มี ๙ ประการ ดังน ี้ บทวา่ สปุ ฏปิ นโฺ น เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ คอื ปฏบิ ตั ติ ามหลกั มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ไมย่ อ่ หยอ่ นเกนิ ไป ไม่ตึงเครียดเกินไป ปฏิบัติไม่ถอยหลัง ปฏิบัติไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสดา ปฏิบัติเป็นอันหน่ึง อันเดียวกับพระศาสดา ไม่คด ไม่โกง เป็นสัมมาปฏิบัติ ท่านหมายเอาการปฏิบัติใน ๔ ลักษณะ คือ ๑. ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ๒. ปฏิบัติไม่ถอยกลับ คือไม่กลับมาทำความช่ัวท่ีท่านละได้แล้ว ๓. ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึกต่อตนเองและบุคคลอื่น (๔) ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ กำหนดรู้ธรรม ทค่ี วรรู้ ละธรรมท่ีควรละ ทำใหแ้ จง้ ธรรมทค่ี วรทำให้แจ้ง และบำเพญ็ ธรรมท่คี วรบำเพญ็ บทว่า อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว คือ ปฏิบัติไม่ลวงโลก ไม่มีมายาสาไถย ประพฤติตรง ๆ ต่อพระศาสดาและเพื่อนสาวกด้วยกัน ไม่อำพรางความในใจ ปฏิบัติมุ่งต่อความด ี อันเปน็ ประโยชน์แก่ตนและผอู้ นื่ บทว่า ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม คือ ปฏิบัติถูกทางเพ่ือออกจากทุกข ์ เพอ่ื เญยยธรรม คอื ธรรมทค่ี วรรู้ ไดแ้ ก่ พระนพิ พาน ปฏบิ ตั มิ งุ่ ธรรมเปน็ ใหญ่ ถอื ความถกู เปน็ ประมาณ บทวา่ สามจี ปิ ฏปิ นโฺ น เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั สิ มควร คอื ปฏบิ ตั ชิ อบยงิ่ เปน็ ทน่ี า่ นบั ถอื สมควรไดร้ บั สามจี ิกรรม บทวา่ อาหุเนยโฺ ย เป็นผคู้ วรแกข่ องคำนับ คอื ควรแกเ่ ครอ่ื งสกั การะอนั เขานำมาถวาย นำมาบูชา จนถงึ สำนกั บทว่า ปาหเุ นยโฺ ย เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ คอื เมอ่ื ทา่ นไปสทู่ ่ใี ด เจ้าของถิ่นไมล่ ะเลย การต้อนรับ เพราะเปน็ ผปู้ ฏิบตั สิ มควรทจี่ ะไดร้ ับการต้อนรับ บทว่า ทกฺขิเณยฺโย ผู้ควรแก่ของทำบุญ คือ ทำตนเป็นปฏิคาหกผู้สมควรรับไทยทาน คือ ปจั จยั ๔ อันทายกพึงบรจิ าคให ้ บทวา่ อญชฺ ลกิ รณโี ย เป็นผ้คู วรแกก่ ารทำอัญชลี (ประนมมือไหว)้ คือ ประนมมือไหว้ เพราะท่านมีคุณงามความดี ควรท่ีสาธุชนจะพึงเคารพกราบไหว้ ซ่ึงจะทำให้ผู้กราบไหว้เจริญด้วย พร ๔ ประการ คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ บทว่า อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอ่ืนยิ่งกว่า คือ ท่านเปน็ ผูบ้ รสิ ุทธ์ดิ ว้ ยศีล สมาธิ ปญั ญา เม่อื เปน็ เชน่ นี้ ทกั ษณิ าทานท่ีบรจิ าคให้ทา่ น จึงมผี ลมาก มอี านสิ งส์มาก ดุจพนื้ ที่นาทีม่ ดี นิ ดี พชื ที่หว่านลงไปยอ่ มผลิตผลอันไพบลู ย์ แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชน้ั โท วิชาธรรม
119 สงั ฆคณุ ทงั้ ๙ บทนี้ เปน็ ลกั ษณะของพระอรยิ สงฆใ์ นพระพทุ ธศาสนา แบง่ เปน็ ๓ ตอน คอื ตอนต้น ๔ บท สรรเสริญการปฏิบัติตน ตอนกลางได้แบ่งประเภทพระสงฆ์ คือ ๔ คู่ ๘ ประเภท และตอนสุดท้ายอีก ๕ บท คือ พระสงฆ์ผู้สมควรได้รับเคร่ืองสักการบูชา สมควรแก่ของท่ีเขานำมา ต้อนรับ สมควรแก่ไทยธรรมวัตถุ และสมควรแก่การทำอัญชลีกรรม คือ ประนมมือไหว้ เช่นน้ี เปน็ ผลของการปฏบิ ตั อิ ันจะพึงได้รบั จากทายกทายกิ า แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
120 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๙ ธรรมศึกษาชนั้ โท สาระการเรียนรู้วชิ าธรรม เร่ือง หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ เวลา.........................ชั่วโมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรียนร้ ู มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัตติ ามหลกั ธรรม เพื่ออย่รู ่วมกันอย่างสนั ตสิ ุข ๒. ผลการเรยี นรู้ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ๓. สาระสำคญั หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ เป็นหลักธรรมท่ีว่าด้วยบารมี ๑๐ และบญุ กิรยิ าวตั ถุ ๑๐ หากบคุ คลยดึ มน่ั และปฏิบัติได้จะทำใหเ้ ปน็ คนดอี ยใู่ นสังคมด้วยความเปน็ สุข ๔. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร ู้ นกั เรียนอธบิ ายหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ได้ ๕. สาระการเรียนร้/ู เนื้อหา - บารมี ๑๐ - บุญกิรยิ าวัตถุ ๑๐ ๖. กระบวนการจดั การเรยี นร ู้ ๑. ใหน้ ักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธกิ อ่ นเรยี น ๕ นาท ี ข้นั สบื คน้ และขน้ั เชื่อมโยง ๒. ครูและนักเรยี นสนทนาเกยี่ วกับหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ โดยใชค้ ำถามเพือ่ พฒั นาทักษะกระบวนการคิดและเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู ้ - นกั เรยี นเคยเรยี น เรอ่ื ง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ บา้ งหรอื ไม ่ - หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ มีอะไรบา้ ง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ จากทไี่ หนบา้ ง ขนั้ ฝึก ๓. แบ่งนกั เรียนออกเป็น ๒ กลุม่ โดยใหแ้ ต่ละกลุ่มศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ซึ่งประกอบดว้ ย บารมี ๑๐ และบญุ กิรยิ าวัตถุ ๑๐ จากใบความรู้ท่ี ๙ ๔. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มจดั เตรียมการเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
121 ขนั้ ประยุกต ์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อท่ีตนเองได้รับมอบหมายเพื่อ แลกเปลยี่ นเรยี นร้ ู ๖. นกั เรยี นในแต่ละกลมุ่ ตอบคำถามตามใบกจิ กรรมที่ ๙ ๗. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ในแต่ละหวั ข้อ ๘. ทำแบบทดสอบหลงั เรียน ๗. ภาระงาน/ชิ้นงาน ท่ี ภาระงาน ช้ินงาน ๑ ตอบคำถามเกย่ี วกับหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ใบกจิ กรรมท่ี ๙ ๘. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้ ๑. ใบความร้ทู ่ี ๙ เร่ือง หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ๒. ใบกจิ กรรมที่ ๙ ๙. การวดั ผลและประเมินผล สงิ่ ทตี่ อ้ งการวดั วธิ ีวัด เคร่อื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ นักเรียนอธิบาย - ตรวจผลงาน - แบบประเมิน ผ่าน = ได้คะแนนตงั้ แต่รอ้ ยละ หลักธรรม ผลงาน ๖๐ ขึน้ ไป ของพระพทุ ธศาสนา ไม่ผา่ น = ไดค้ ะแนนต่ำกว่า ในทสกะ หมวด ๑๐ ได ้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชนั้ โท วิชาธรรม
122 แบบประเมนิ ผลงานใบกจิ กรรมที่ ๙ ข้อที ่ ๔-๕ คะแนน ระดบั คะแนน ๑ คะแนน ๑-๒ ตอบคำถามถกู ตอ้ ง ๒-๓ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ กู ต้อง ตอบคำถามได้ถกู ตอ้ ง ตรงประเด็นนอ้ ย ตรงประเด็น ตรงประเด็นเป็นส่วนใหญ่ เกณฑ์การตดั สนิ เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ขน้ึ ไป ๖ คะแนนข้นึ ไป ไม่ผา่ น ตำ่ กว่า ๖๐ ๕ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑ์การตดั สนิ สามารถปรบั ได้ตามความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
123 ใบกจิ กรรมที่ ๙ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ช่อื กลมุ่ .................................. ชื่อ............................................................................................ชน้ั ................เลขที.่ ............................... ชอ่ื ............................................................................................ชัน้ ................เลขท.่ี ............................... ชื่อ............................................................................................ชนั้ ................เลขท.่ี ............................... ช่ือ............................................................................................ช้นั ................เลขที.่ ............................... คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ จำนวน ๒ ขอ้ (๑๐ คะแนน) ๑. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบัตติ นของบารมี ๑๐ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๒. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ัตติ นของบุญกริ ิยาวตั ถุ ๑๐ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
124 เฉลยใบกจิ กรรมท ๙ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ๑. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ัติตนของบารมี ๑๐ ตอบ แปลว่า คุณสมบตั ิ หรือปฏิปทาอันยวดยิ่ง หมายถึง คณุ ธรรมท่ปี ระพฤติปฏิบัติ อย่างย่ิงยวด หรือความดที ีบ่ ำเพญ็ อยา่ งพเิ ศษ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายอันสงู สุด หรอื ปฏปิ ทาสง่ ใหบ้ รรลุ ถึงฝั่ง คือ นิพพาน ความเป็นพระพุทธเจ้า ความเป็นพระมหาสาวก เป็นต้น ต้องบำเพ็ญบารม ี มาท้ังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ทรงบำเพ็ญมาตั้งแต่คร้ังยังเป็นพระโพธิสัตว ์ เม่ือบารมเี หลา่ น้เี ตม็ แลว้ จึงได้ตรัสรู้ ๑. ทานบารมี หมายถึง บุคคลที่มีจิตใจประกอบด้วยความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ ปรารถนาท่ีจะสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ช่วยเหลือบุคคลอ่ืน ผู้สมควรแก่การสงเคราะห์ อนุเคราะห ์ อาจจะเป็นการสงเคราะห์ด้วยอามิสสิ่งของที่ควรให้ หรือสามารถจะให้ได้ ตลอดถึงแนะนำพร่ำสอน ซ่งึ จดั เปน็ ธรรมทาน ๒. สีลบารมี เจตนางดเว้นตามสิกขาบทโดยวิธีสมาทาน คือ รับจากผู้อื่น เรียกว่า สมาทานวิรัติบ้าง งดเว้นเมื่อวัตถุท่ีจะล่วงละเมิดศีลมาถึงเข้า เรียกว่า สัมปัตตวิรัติบ้าง งดเว้นได้ อยา่ งเดด็ ขาด ไมก่ ระทำความช่วั ในจุดนัน้ ๆ เรยี กวา่ สมุจเฉทวิรัติบ้าง ๓. เนกขัมมบารมี เนกขัมมะ แปลว่า การออกบวชเพื่อคุณอันย่ิงใหญ่ หมายถึง การหลีกออกจากอารมณ์อันชวนให้เกิดความกำหนัด ขัดเคือง และลุ่มหลงมัวเมา เป็นต้น จนถึง การออกบวช มุ่งหมายท่ีจะขจัดโทษอนั จะพึงเกิดข้นึ ทางกาย ทางวาจา ทางใจของตน ๔. ปญั ญาบารมี มีความรอบรู้ หมายถึง การท่ีบุคคลรู้เหตุแห่งความเสื่อม เรียกว่า อปายโกศล รู้เหตุแห่งความเจริญ เรียกว่า อายโกศล รู้อุบายวิธีการท่ีจะหลีกหนีทางเส่ือมมาดำเนิน ในทางเจรญิ เรียกว่า อุปายโกศล ปัญญานเ้ี ป็นแสงสวา่ งนำทางชีวิตของบคุ คล อาจเกดิ ข้ึน ด้วยการ ประกอบ ด้วยการกระทำให้บังเกิดข้ึน ด้วยการฟัง ด้วยการพินิจพิจารณา และด้วยการลงมือ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ๕. วิริยบารมี ได้แก่ ความเพียรพยายามในการดำรงชีวิต ประกอบกิจการงาน ตามภาระหน้าท่ีของตน และการเพียรพยายามเพ่ือจะละความชั่ว ประพฤติความดี มีจิตใจกล้าแข็ง พรอ้ มทีจ่ ะผจญตอ่ สู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ไม่หวน่ั ไหว ไมท่ ้อถอยตอ่ อปุ สรรคเหลา่ นนั้ ๖. ขันติบารมี ความอดทนอดกล้นั ความทนทาน จัดไดเ้ ปน็ ๓ คือ ๖.๑ อดทนต่อปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่วี ิปริตแปรปรวนไป ๖.๒ อดทนตอ่ ทกุ ขเวทนา ความเหนื่อยยากลำบากท่เี กิดขึ้นแก่รา่ งกาย ๖.๓ อดทนตอ่ อารมณท์ ง้ั ฝา่ ยทนี่ า่ ปรารถนาและฝา่ ยทไี่ มน่ า่ ปรารถนา อนั ตนจะตอ้ ง ประสบเกยี่ วขอ้ งอยูใ่ นชวี ิตประจำวัน แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
125 ๗. สจั จบารมี สัจจะ คือ ความจริง ไดแ้ ก่ มีความจรงิ ใจ ตอ้ งการทจ่ี ะกระทำสิ่งใด ที่เป็นความดีแล้ว ต้องทำส่ิงนั้นให้ได้จริง ๆ ไม่ทอดท้ิงหรือท้อถอย เมื่อยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตน ได้กำหนดไว ้ ๘. อธิษฐานบารมี หมายถึง ความต้ังใจม่ัน หรือมีปณิธานแน่วแน่ในอันท่ีกระทำ ความดี ละความช่ัว บางคร้ัง เรียกรวมกันว่า สัจจาธิษฐาน เป็นลักษณะของการต้ังใจจริงที่มั่นคง เพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลอย่างใดอย่างหน่ึง ๙. เมตตาบารมี หมายถึง ความรักความปรารถนาดีต่อบรรดาส่ิงท่ีมีชีวิตท้ังหลาย โดยมีความต้องการจะเห็นบุคคลและสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ด้วยความปกติสุข ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนซงึ่ กนั และกนั เห็นวา่ ทุกชวี ิตรักสขุ เกลียดทกุ ขเ์ หมอื นกันหมด ๑๐. อุเบกขาบารมี เป็นลักษณะของจิตที่หนักแน่นประกอบด้วยปัญญา เข้าใจ ในเหตผุ ลทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ ไมเ่ อนเอยี งไปในฝา่ ยอคติ เชน่ มญี าตพิ น่ี อ้ งประสบความเดอื ดรอ้ น เพราะการกระทำของเขา กว็ างใจเป็นอุเบกขา ไมด่ ใี จ ไม่เสียใจ โดยคิดว่า สัตว์ทง้ั หลายเป็นผู้มกี รรม เปน็ ของของตน เป็นผไู้ ด้รับผลของกรรม เป็นต้น การปฏบิ ัติ จงปฏิบตั งิ านด้วยความเพยี ร ไมย่ ่อท้อต่อความยากลำบาก ๒. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏิบตั ติ นของบุญกริ ยิ าวตั ถุ ๑๐ ตอบ แปลว่า สิ่งที่ชำระจิตสันดานให้หมดจด ได้แก่ ความดี ความถูกต้อง ความสะอาด บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า เหตุเป็นที่ต้ังแห่งการทำบุญ หลักการทำความดี หรือวิธีการ ทำความดี เมื่อทำแลว้ จะไดร้ บั ผล คือ ความสุข โดยยอ่ มี ๓ อยา่ ง คือ ทานมัย สลี มยั และภาวนามยั แตโ่ ดยพสิ ดารมี ๑๐ อย่าง ดงั น ้ี ๑. ทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้ส่ิงของ เป็นการเสียสละส่ิงของแก่ผู้อื่น เพอื่ บรรเทาความโลภ และกำจดั มจั ฉรยิ ะ คอื ความตระหนข่ี องตนได,้ ทเ่ี รยี กวา่ ทาน ตอ้ งประกอบดว้ ย เจตนาพรอ้ มทงั้ วตั ถเุ ปน็ เหตใุ ห้ ไมใ่ ชใ่ หโ้ ดยเสยี ไมไ่ ด้ หรอื ซอื้ ความรำคาญ หรอื ใหโ้ ดยอาการดจุ ของทง้ิ ๒. สีลมัย คือ การทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย งดเว้น ความชั่วทางกายกรรมและวจีกรรม แล้วสมาทานกุศลกรรมท่ีดี ไม่มีโทษ เป็นการบรรเทา หรือละ โทสะ คือ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทเสียได้ เป็นทีต่ ้ังแหง่ กศุ ลธรรม คอื สมาธิและปัญญา ๓. ภาวนามัย คือ การทำบุญด้วยการเจริญภาวนา อบรมจิตใจให้เกิดปัญญา เป็นการบรรเทาหรือละโมหะความหลง และอวิชชาความไม่รู้ไม่เข้าใจในไตรลักษณ์ ไม่หลงถือมงคล ต่ืนข่าว เช่ือในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เม่ือปฏิบัติได้ถึงท่ีแล้วจิตย่อมหลุดพ้นจาก ความยึดม่ันถือมน่ั ในเราในของเราเสยี ได้ ๔. อปจายนมัย คือ การทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ไม่แสดงอาการกระด้างกระเด่ืองแข็งข้อต่อท่าน เป็นคนมีสัมมาคารวะ ย่อมเป็นท่ีรักใคร่ของผู้ใหญ่ เปรียบเหมอื นรวงข้าวท่มี เี มล็ดสมบูรณ์ มีน้ำหนกั ดี ย่อมเป็นที่ชอบใจของพอ่ คา้ ฉะนน้ั ๕. เวยยาวัจจมัย คือ การทำบุญด้วยการขวนขวายช่วยเหลือในกิจท่ีถูกต้องดีงาม ไมน่ ่งิ ดูดาย เปน็ การแสดงออกถงึ ความเปน็ คนมจี ิตใจเอ้อื เฟอื้ ต่อผ้อู น่ื แนวทางการจดั การเรียนร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
126 ๖. ปัตติทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้ส่วนบุญท่ีตนได้ทำแล้ว เป็นการ แสดงออกซึ่งน้ำใจท่ีมคี วามเมตตากรุณา ๗. ปตั ตานุโมทนามยั คอื การทำบญุ ด้วยการอนุโมทนาสว่ นบุญ ชน่ื ชมยนิ ดีในการ ทำความดีของผู้อน่ื หรือบญุ ทผี่ อู้ ่ืนทำแล้ว ไมร่ ิษยาเม่อื เห็นผ้อู ื่นกระทำความดี ๘. ธมั มัสสวนมยั คือ การทำบุญด้วยการฟังเทศนฟ์ ังธรรม เรียนรู้ธรรม ทำให้ไดฟ้ ัง สิ่งท่ียังไม่เคยฟัง สิ่งใดท่ีเคยฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจชัดจะเข้าใจชัด บรรเทาความสงสัยได้ ทำความเห็น ให้ถูกต้องได้ เมอ่ื ฟังแลว้ จิตใจจะผ่องใส ๙. ธมั มเทสนามัย คอื การทำบญุ ด้วยการแสดงธรรม หรอื แนะนำส่ังสอนใหค้ วามรู้ ความคดิ ใหผ้ ูอ้ ืน่ มแี นวทางในการดำเนนิ ชวี ติ ทด่ี ี ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ คือ การปรับความเห็นให้ตรงให้ถูกต้อง ทำความเห็นของตนให้เป็น สมั มาทิฏฐิ เชน่ เห็นว่า ทำดไี ดด้ ี ทำชัว่ ไดช้ ่ัว ผลของการกระทำให้ผลจริง การปฏบิ ตั ิ จงยดึ มนั่ ในหลักของศาสนา “ทำดไี ดด้ ี ทำชว่ั ไดช้ ่ัว” แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
127 ใบความรทู้ ี่ ๙ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในทสกะ หมวด ๑๐ ทสกะ หมวด ๑๐ บารมี ๑๐ ๑. ทาน การให้ การเสียสละ ๒. สีล การรักษากาย วาจา ใหเ้ รียบรอ้ ย ๓. เนกขัมมะ การออกบวช การปลีกตนออกจากกาม ๔. ปญั ญา ความรอบรู้ ความหยงั่ รู้เหตุผล เข้าใจสภาวธรรม ท้ังหลายตามความเป็นจริง ๕. วิรยิ ะ ความเพียร ความแกลว้ กลา้ ไม่เกรงกลวั อุปสรรค ก้าวหนา้ เรอ่ื ยไปไมท่ อดธุระ ๖. ขันติ ความอดทนอดกล้ัน สามารถใชส้ ตปิ ัญญาควบคมุ ตน ใหอ้ ย่ใู นอำนาจ เหตผุ ล ไม่ลุอำนาจกเิ ลส ๗. สจั จะ ความสัตย์ความจรงิ มคี วามตงั้ ใจจรงิ คอื พูดจริง ทำจริง และจริงใจ ๘. อธษิ ฐาน ความตัง้ ใจมน่ั วางจดุ มงุ่ หมายไวแ้ นน่ อน แลว้ ทำไป ตามนั้น อยา่ งแน่วแน่ ๙. เมตตา ความรักใครป่ รารถนาดี มจี ิตเก้อื กูลตอ่ มนุษย์ และสตั ว์ท้งั หลาย ใหม้ สี ุขทกุ ท่ัวหนา้ ๑๐. อุเบกขา ความวางใจเปน็ กลาง ไมเ่ อนเอยี งไปเพราะความรกั ความชัง ความหลงและความกลัว มคี วามเทยี่ งธรรม อธบิ าย บารมี แปลว่า คุณสมบัติ หรือปฏิปทาอันยวดย่ิง หมายถึง คุณธรรมท่ีประพฤติปฏิบัติ อย่างยิ่งยวด หรือความดที ี่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพือ่ บรรลจุ ุดมุ่งหมายอันสูงสดุ หรือปฏิปทาสง่ ใหบ้ รรลุ ถงึ ฝงั่ คอื นพิ พาน ความเปน็ พระพทุ ธเจา้ ความเปน็ พระมหาสาวก เปน็ ตน้ ตอ้ งบำเพญ็ บารมมี าทง้ั นน้ั พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ทรงบำเพ็ญมาตั้งแต่คร้ังยังเป็นพระโพธิสัตว์ เม่ือบารมีเหล่าน้ี เตม็ แลว้ จึงไดต้ รสั รู้ ๑. ทานบารมี หมายถึง บุคคลที่มีจิตใจประกอบด้วยความเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ ปรารถนา ที่จะสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ช่วยเหลือบุคคลอ่ืน ผู้สมควรแก่การสงเคราะห์ อนุเคราะห์ อาจจะ เป็นการสงเคราะห์ด้วยอามิสสิ่งของท่ีควรให้ หรือสามารถจะให้ได้ ตลอดถึงแนะนำพร่ำสอน ซง่ึ จดั เปน็ ธรรมทาน แนวทางการจดั การเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้ันโท วชิ าธรรม
128 ๒. สีลบารมี เจตนางดเว้นตามสิกขาบทโดยวิธีสมาทาน คือ รับจากผู้อื่น เรียกว่า สมาทานวิรัติบ้าง งดเว้นเม่ือวัตถุที่จะล่วงละเมิดศีลมาถึงเข้า เรียกว่า สัมปัตตวิรัติบ้าง งดเว้นได้ อย่างเด็ดขาด ไมก่ ระทำความชวั่ ในจุดนนั้ ๆ เรยี กว่า สมจุ เฉทวิรัติ บา้ ง ๓. เนกขัมมบารมี เนกขัมมะ แปลว่า การออกบวชเพื่อคุณอันย่ิงใหญ่ หมายถึง การหลีกออกจากอารมณ์อันชวนให้เกิดความกำหนัด ขัดเคือง และลุ่มหลงมัวเมา เป็นต้น จนถึง การออกบวช มุ่งหมายทจ่ี ะขจดั โทษอนั จะพงึ เกดิ ข้นึ ทางกาย ทางวาจา ทางใจของตน ๔. ปัญญาบารมี มีความรอบรู้ หมายถึงการที่บุคคลรู้เหตุแห่งความเสื่อม เรียกว่า อปายโกศล รู้เหตุแห่งความเจริญ เรียกว่า อายโกศล รู้อุบายวิธีการที่จะหลีกหนีทางเสื่อมมาดำเนิน ในทางเจริญ เรียกวา่ อุปายโกศล ปญั ญานี้ เป็นแสงสวา่ งนำทางชีวติ ของบุคคล อาจเกิดขึน้ ดว้ ยการ ประกอบ ด้วยการกระทำให้บังเกิดขึ้น ด้วยการฟัง ด้วยการพินิจพิจารณา และด้วยการลงมือ ประพฤตปิ ฏิบตั ิ ๕. วิริยบารมี ได้แก่ ความเพียรพยายามในการดำรงชีวิต ประกอบกิจการงาน ตามภาระหน้าที่ของตน และการเพียรพยายามเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี มีจิตใจกล้าแข็ง พร้อมทจี่ ะผจญตอ่ สกู้ ับอุปสรรคต่าง ๆ ไมห่ วั่นไหว ไม่ทอ้ ถอยตอ่ อปุ สรรคเหล่านั้น ๖. ขันตบิ ารมี ความอดทนอดกลั้น ความทนทาน จดั ได้เป็น ๓ คือ ๖.๑ อดทนตอ่ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่วปิ รติ แปรปรวนไป ๖.๒ อดทนตอ่ ทุกขเวทนา ความเหน่ือยยากลำบากที่เกิดขึน้ แกร่ า่ งกาย ๖.๓ อดทนต่ออารมณท์ ั้งฝ่ายท่นี ่าปรารถนาและฝ่ายท่ไี ม่นา่ ปรารถนา อันตนจะตอ้ ง ประสบเก่ียวขอ้ งอยู่ในชวี ิตประจำวัน ๗. สจั จบารมี สจั จะ คอื ความจรงิ ได้แก่ มีความจริงใจ ต้องการท่จี ะกระทำส่งิ ใดทเ่ี ป็น ความดแี ลว้ ตอ้ งทำสง่ิ นนั้ ใหไ้ ดจ้ รงิ ๆ ไมท่ อดทง้ิ หรอื ทอ้ ถอย เมอื่ ยงั ไมบ่ รรลเุ ปา้ หมายทตี่ นไดก้ ำหนดไว ้ ๘. อธิษฐานบารมี หมายถึง ความตั้งใจมั่น หรือมีปณิธานแน่วแน่ในอันท่ีกระทำ ความดีละความชั่ว บางคร้ัง เรียกรวมกันว่า สัจจาธิษฐาน เป็นลักษณะของการต้ังใจจริงที่มั่นคง เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลอย่างใดอย่างหนงึ่ ๙. เมตตาบารมี หมายถึง ความรักความปรารถนาดีต่อบรรดาส่ิงท่ีมีชีวิตท้ังหลาย โดยมีความต้องการจะเห็นบุคคลและสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ด้วยความปกติสุข ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไมเ่ บยี ดเบียนซ่งึ กันและกนั เห็นวา่ ทกุ ชวี ติ รักสขุ เกลียดทกุ ขเ์ หมอื นกนั หมด ๑๐. อุเบกขาบารมี เป็นลักษณะของจิตที่หนักแน่นประกอบด้วยปัญญา เข้าใจในเหตุผล ท้ังหลายตามความเป็นจริง ไม่เอนเอียงไปในฝ่ายอคติ เช่น มีญาติพี่น้องประสบความเดือดร้อน เพราะการกระทำของเขา ก็วางใจเป็นอุเบกขา ไม่ดใี จ ไม่เสยี ใจ โดยคิดว่า สัตว์ทง้ั หลายเป็นผ้มู ีกรรม เปน็ ของของตน เปน็ ผไู้ ด้รบั ผลของกรรม เปน็ ต้น แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
129 บารมี ๑๐ น้ี เรยี งตามทไี่ ด้ทรงบำเพญ็ ในทสชาติชาดกได้ ดังน้ ี ๑. พระเตมี บำเพ็ญเนกขมั มะ ๒. พระมหาชนก บำเพ็ญวริ ิยะ ๓. พระสวุ รรณสาม บำเพญ็ เมตตา ๔. พระเนมริ าช บำเพ็ญอธษิ ฐาน ๕. พระมโหสถ บำเพญ็ ปญั ญา ๖. พระภรู ิทตั บำเพ็ญศีล ๗. พระจนั ทกุมาร บำเพญ็ ขันต ิ ๘. พระนารทะ บำเพญ็ อุเบกขา ๙. พระวิธูร บำเพ็ญสจั จะ ๑๐. พระเวสสันดร บำเพ็ญทาน บารมี ๑๐ น้ี บางแห่งเรียก การกธรรม แปลว่า ธรรมท่ีทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะ บำเพญ็ ให้ครบบริบรู ณ์ ตอ้ งใหค้ รบ ๓ ชน้ั ยกทานบารมีเป็นตัวอยา่ ง เชน่ ๑. บารมี เป็นบารมีระดับสามัญ เช่น ทานบารมี ได้แก่ การให้ทรัพย์สินเงินทอง เพ่อื เก้ือกูลหรอื เปล้ืองทกุ ข์ สมบัตภิ ายนอก ตลอดถึงแรงกายทาน ๒. อปุ บารมี เปน็ บารมรี ะดบั ใกล้ หรอื ระดบั กลาง เชน่ ทานอปุ บารมี ไดแ้ ก่ การเสยี สละ อวัยวะแหง่ ร่างกายเพือ่ ทำประโยชน์หรือเปลื้องทกุ ข์ผ้อู นื่ เชน่ บริจาคตา หวั ใจ ไต เปน็ ทาน ๓. ปรมัตถบารมี บารมีระดับสูงสุด เช่น ทานปรมัตถบารมี ได้แก่ การสละชีวิต เพอ่ื ประโยชนแ์ กค่ นมาก หรือเพอ่ื เปล้อื งชวี ิตคนอื่น (สละชีพเพ่ือชาติ) บารมีทัง้ ๑๐ ประการน้ี เมือ่ บุคคลผจู้ ะตรัสรู้เปน็ พระพทุ ธเจ้าซงึ่ เรียกวา่ พระโพธิสัตวน์ น้ั เมอื่ บำเพญ็ ใหส้ มบรู ณเ์ ตม็ ทแี่ ลว้ กจ็ ะตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ แมบ้ คุ คลในระดบั อน่ื เชน่ พระอรยิ บคุ คล ในระดับต่าง ๆ หรือปุถุชนที่มีศีลมีกัลยาณธรรม ต่างก็ได้บำเพ็ญกันมาท้ังน้ัน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลงั ความสามารถของตน ๆ และ บารมี ๑๐ น้ี พระปัจเจกพทุ ธะและพระอรยิ สาวกได้บำเพ็ญ มาเหมอื นกนั แตใ่ ชเ้ วลาสนั้ กวา่ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ถา้ บำเพญ็ ครบทง้ั ๓๐ บารมี เรยี กวา่ สมตงิ สบารมี แปลวา่ บารมี ๓๐ ทศั เป็นคณุ สมบัติทำใหผ้ ู้บำเพ็ญถึงฝั่งไดบ้ รรลุถึงจดุ หมายอนั สูงสุด คือ นพิ พาน ได้ บารมี ๑๐ ย่อลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังน ี้ ทาน ศลี ย่อลงใน ศลี วริ ยิ ะ ขันติ สจั จะ อธษิ ฐาน เมตตา และอุเบกขา ย่อลงใน สมาธ ิ เนกขัมมะ และ ปัญญา ยอ่ ลงใน ปัญญา แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
130 บุญกริ ิยาวัตถุ ๑๐ บุญกิรยิ าวตั ถุ คือสิ่งเปน็ ท่ีตั้งแห่งการบำเพญ็ บญุ มี ๑๐ อยา่ ง คือ ๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน ๒. สลี มัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจรญิ ภาวนา ๔. อปจายนมยั บุญสำเร็จดว้ ยการประพฤตถิ ่อมตนแกผ่ ้ใู หญ่ ๕. เวยยาวจั จมัย บุญสำเร็จด้วยการชว่ ยขวนขวายในกิจท่ชี อบ ๖. ปตั ติทานมยั บุญสำเร็จดว้ ยการให้ส่วนบญุ ๗. ปัตตานโุ มทนามัย บญุ สำเร็จดว้ ยการอนโุ มทนาส่วนบญุ ๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเรจ็ ดว้ ยการฟังธรรม ๙. ธมั มเทสนามยั บญุ สำเร็จดว้ ยการแสดงธรรม ๑๐. ทฏิ ฐชุ ุกัมม ์ การทำความเหน็ ใหต้ รง อธบิ าย บุญ แปลว่า สิ่งที่ชำระจิตสันดานให้หมดจด ได้แก่ ความดี ความถูกต้อง ความสะอาด บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า เหตุเป็นที่ต้ังแห่งการทำบุญ หลักการทำความดี หรือวิธีการทำความด ี เมื่อทำแล้วจะได้รับผล คือ ความสุข โดยย่อมี ๓ อย่าง คือ ทานมัย สีลมัย และภาวนามัย แต่โดย พสิ ดารมี ๑๐ อย่าง ดงั นี ้ ๑. ทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้สิ่งของ เป็นการเสียสละสิ่งของแก่ผู้อ่ืน เพื่อ บรรเทาความโลภ และกำจัดมัจฉรยิ ะ คอื ความตระหน่ขี องตนได้ ทีเ่ รียกวา่ ทาน ตอ้ งประกอบด้วย เจตนาพรอ้ มทง้ั วตั ถเุ ปน็ เหตใุ ห้ ไมใ่ ชใ่ หโ้ ดยเสยี ไมไ่ ด้ หรอื ซอ้ื ความรำคาญ หรอื ใหโ้ ดยอาการดจุ ของทงิ้ ๒. สลี มยั คอื การทำบญุ ดว้ ยการรกั ษาศลี หรอื ประพฤตดิ มี รี ะเบยี บวนิ ยั งดเวน้ ความชว่ั ทางกายกรรมและวจีกรรม แล้วสมาทานกุศลกรรมท่ีดี ไม่มีโทษ เป็นการบรรเทา หรือละโทสะ คือ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทเสยี ได้ เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ กุศลธรรม คอื สมาธิและปญั ญา ๓. ภาวนามัย คือ การทำบุญด้วยการเจริญภาวนา อบรมจิตใจให้เกิดปัญญา เป็นการ บรรเทาหรือละโมหะความหลง และอวิชชาความไม่รู้ไม่เข้าใจในไตรลักษณ์ ไม่หลงถือมงคลตื่นข่าว เชือ่ ในพระปัญญาตรสั รูข้ องพระพุทธเจ้า เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดถ้ ึงทแ่ี ลว้ จติ ยอ่ มหลดุ พ้นจากความยึดม่นั ถอื มน่ั ในเราในของเราเสยี ได ้ ๔. อปจายนมัย คือ การทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ไม่แสดง อาการกระด้างกระเดื่องแข็งข้อต่อท่าน เป็นคนมีสัมมาคารวะ ย่อมเป็นท่ีรักใคร่ของผู้ใหญ ่ เปรียบเหมือนรวงขา้ วทมี่ เี มล็ดสมบูรณ์ มนี ำ้ หนักดี ยอ่ มเป็นที่ชอบใจของพ่อคา้ ฉะน้ัน ๕. เวยยาวัจจมัย คือ การทำบุญด้วยการขวนขวายช่วยเหลือในกิจท่ีถูกต้องดีงาม ไม่น่งิ ดูดาย เปน็ การแสดงออกถึงความเป็นคนมีจิตใจเออ้ื เฟ้อื ต่อผอู้ ื่น แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
131 ๖. ปัตติทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้ส่วนบุญท่ีตนได้ทำแล้ว เป็นการแสดงออก ซึง่ น้ำใจทม่ี คี วามเมตตากรุณา ๗. ปัตตานุโมทนามัย คือ การทำบุญด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ชื่นชมยินดีในการ ทำความดีของผู้อื่น หรือบุญท่ผี ู้อืน่ ทำแลว้ ไม่รษิ ยาเมอื่ เหน็ ผู้อืน่ กระทำความดี ๘. ธมั มัสสวนมยั คอื การทำบุญดว้ ยการฟังเทศน์ฟงั ธรรม เรยี นรธู้ รรม ทำให้ได้ฟงั สง่ิ ท่ี ยังไม่เคยฟัง ส่ิงใดท่ีเคยฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจชัดจะเข้าใจชัด บรรเทาความสงสัยได้ ทำความเห็นให ้ ถกู ตอ้ งได้ เมอื่ ฟังแล้วจิตใจจะผอ่ งใส ๙. ธัมมเทสนามัย คือ การทำบุญด้วยการแสดงธรรม หรือแนะนำสั่งสอนให้ความรู้ ความคิด ให้ผู้อื่นมแี นวทางในการดำเนินชีวติ ทด่ี ี ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ คือ การปรับความเห็นให้ตรงให้ถูกต้อง ทำความเห็นของตนให้เป็น สมั มาทฏิ ฐิ เชน่ เหน็ วา่ ทำดไี ดด้ ี ทำชว่ั ไดช้ วั่ ผลของการกระทำใหผ้ ลจรงิ การทำบุญในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ และโดย พิสดารมี ๑๐ น้ี ใน ๑๐ ข้อน้ัน ข้อว่า ทิฏฐุชุกัมม์ เป็นข้อสำคัญกว่าข้ออื่น เพราะเม่ือบุคคล มคี วามเห็นถูกต้องแลว้ ยอ่ มเป็นเหตุแห่งการทำบญุ ในบญุ กิริยาวตั ถขุ อ้ อ่ืน ๆ แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาธรรม
132 บทที่ ๕ แบบทดสอบ แบบทดสอบธรรมศกึ ษา ชน้ั โท ประกอบด้วย - แบบทดสอบก่อนเรียน - เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น - แบบทดสอบหลงั เรยี น - เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั โท วชิ าธรรม
133 แบบทดสอบกอ่ นเรียนวชิ าธรรม ธรรมศึกษา ชน้ั โท จำนวน ๕๐ ข้อ ๕๐ คะแนน คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตอ้ งทสี่ ุดเพยี งคำตอบเดียว ๑. บรกิ รรมว่า พทุ โธ จัดเปน็ การเจริญกัมมฏั ฐานอะไร ก. สมถกมั มัฏฐาน ข. วิปัสสนากมั มัฏฐาน ค. อสภุ กมั มฏั ฐาน ง. เมตตากัมมฏั ฐาน ๒. ขอ้ ใดจดั เปน็ วปิ ัสสนากัมมฏั ฐาน ก. เพ่งอสุภะ ข. พิจารณาไตรลักษณ ์ ค. บรกิ รรมกสิณ ง. บรกิ รรมอนุสสติ ๓. ขอ้ ใดไมใ่ ชก่ ิเลสกาม ก. ราคะ ข. โลภะ ค. อจิ ฉา ง. รปู ๔. เสียงประเภทใดจัดเปน็ วตั ถกุ าม ก. เสียงสวดมนต ์ ข. เสยี งเพลง ค. เสยี งผรสุ วาท ง. เสยี งนนิ ทา ๕. ปฏิบัติบูชามปี ระโยชน์สงู สดุ อยา่ งไร ก. ทำให้พน้ ทกุ ข ์ ข. ทำใหม้ บี ริวาร ค. ทำใหจ้ ิตสงบ ง. ทำใหค้ นนับถือ ๖. การจดั เลย้ี งตอ้ นรบั ผ้มู าเยือน จดั เขา้ ในข้อใด ก. อามสิ บชู า ข. ปฏิบัติบูชา ค. อามิสปฏิสนั ถาร ง. ธมั มปฏสิ นั ถาร ๗. อะไรเปน็ เหตุใหเ้ กดิ สขุ ทางกาย ก. ปราศจากโรค ข. ปราศจากหน้ ี ค. ปราศจากศตั ร ู ง. ปราศจากกิเลส ๘. ผู้ถูกวิหิงสาวติ กครอบงำมีพฤตกิ รรมเช่นไร ก. ปองรา้ ยผู้อ่ืน ข. เบยี ดเบยี นผ้อู ่นื ค. อยากไดข้ องผู้อนื่ ง. อาฆาตผ้อู น่ื ๙. วหิ ิงสาวิตกมอี ะไรเปน็ มลู ก. ราคะ ข. โทสะ ค. โมหะ ง. โลภะ แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
134 ๑๐. วติ กเรอ่ื งใดเป็นผลร้ายต่อสุขภาพจติ ข. อพยาบาทวติ ก ก. เนกขัมมวติ ก ค. อวิหงิ สาวติ ก ง. พยาบาทวิตก ๑๑. ผู้มเี นกขมั มวติ ก มักมีความคิดเรอ่ื งใด ก. บรจิ าคทาน ข. ฟงั ธรรม ค. ออกบวช ง. รักษาศีล ๑๒. ผู้ไม่ร้จู ักบาปบุญคุณโทษเพราะถูกไฟอะไรแผดเผา ก. ราคะ ข. โทสะ ค. โมหะ ง. ตัณหา ๑๓. เมื่อใดคอื โทสะเกิดขน้ึ จะระงับดว้ ยวธิ ีใด ก. เจรญิ เมตตา ข. เจรญิ อสภุ ะ ค. เจรญิ ปัญญา ง. เจริญอนสุ สต ิ ๑๔. ผู้มอี ัตตาธิปเตยยะมลี กั ษณะเช่นไร ก. ถือความเหน็ ของตน ข. ถอื ความเหน็ พวกพ้อง ค. ถอื ความเห็นหมูญ่ าติ ง. ถอื ความเห็นส่วนรวม ๑๕. การทำงานมุง่ ความถูกตอ้ งเปน็ ท่ีต้ัง จัดว่ามีอธปิ เตยยะใด ก. อัตตาธปิ เตยยะ ข. โลกาธิปเตยยะ ค. ธัมมาธิปเตยยะ ง. ประชาธิปไตย ๑๖. ผู้อยากได้ไมม่ ีท่สี ้ินสุดเพราะถกู อะไรครอบงำ ก. ราคะ ข. โทสะ ค. โมหะ ง. ตณั หา ๑๗. ข้อใดจัดเปน็ ภวตัณหา ก. อยากร่ำรวย ข. อยากมีรถใหม่ ค. อยากมีโทรศพั ทใ์ หม ่ ง. อยากเป็นใหญ่ ๑๘. ผูม้ ีธัมปเตยยะ มลี ักษณะเช่นไร? ก. ถือตน ข. ถอื พวกพ้อง ค. ถอื ความถูกต้อง ง. ถอื เสียงสว่ นใหญ่ ๑๙. ข้อใดเป็นอานสิ งสข์ องพระวนิ ัย ก. ทำให้มีอำนาจ ข. อยูร่ ว่ มกนั อย่างสงบสขุ ค. ทำให้มีทรัพย์ ง. ทำใหม้ คี วามร้พู ธิ ีกรรม ๒๐. ข้อใดจัดเปน็ ญาตตั ถะจรยิ า ก. แสดงธรรมแก่พระบิดา ข. แสดงธรรมแก่ประชาชน ค. แสดงธรรมแกส่ ัตว์โลก ง. แสดงธรรมแก่เทวดา แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชั้นโท วิชาธรรม
135 ๒๑. การเวียนว่ายตายเกดิ มีอะไรเปน็ สาเหต ุ ข. ราคะ โทสะ โมหะ ก. กเิ ลส กรรม วบิ าก ค. กศุ ล อกุศล ง. ทาน ศีล ภาวนา ๒๒. ข้อใดกล่าวลำดบั ของวฏั ฏะได้ถูกต้องทส่ี ดุ ก. มีวบิ ากเพราะกเิ ลสเกดิ ข. กเิ ลสเกดิ แลว้ ทำกรรม ค. ทำกรรมแลว้ กิเลสเกิด ง. กิเลสเกดิ จึงมีวิบาก ๒๓. ข้อใดเปน็ ความหมายของสิกขาในพระพุทธศาสนา ก. ฝึกหัดกาย วาจา ใจ ข. เรียนหนังสอื ค. สาธยายมนต ์ ง. เจริญสมาธิ ๒๔. ถูกเพ่อื นด่า ควรใชอ้ ปัสเสนธรรมขอ้ ใด ก. พิจารณาแลว้ เสพ ข. พจิ ารณาแลว้ อดกลัน้ ค. พจิ ารณาแล้วเว้น ง. พจิ ารณาแล้วบรรเทา ๒๕. ยินดีเมอ่ื เพือ่ นสอบได้ จดั ว่ามอี ปั ปมญั ญาขอ้ ใด ก. เมตตา ข. กรณุ า ค. มทุ ิตา ง. อุเบกขา ๒๖. ข้อใดจัดเปน็ ขา้ ศกึ ของเมตตา ก. ความรกั ข. ความโลภ ค. ความหลง ง. ความพยาบาท ๒๗. พระอรหนั ต์ ตรงกับขอ้ ใด ก. ผถู้ งึ กระแสนพิ พาน ข. ผูไ้ กลจากกิเลส ค. ผเู้ กดิ อกี ครัง้ เดียว ง. ผ้ไู มม่ าสู่โลกน้อี กี ๒๘. คนถูกหว้ งนำ้ คือ อวิชชาท่วมทับมีลกั ษณะเชน่ ไร ก. หลงงมงาย ข. ยดึ ติดในตำแหนง่ ค. มคี วามเหน็ ผิด ง. ยนิ ดีในกาม ๒๙. ปญั ญาหยง่ั รใู้ นอรยิ สจั มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด? ก. ฌาน ข. ญาณ ค. สมาบตั ิ ง. สมาธิหา ๓๐. เมื่อนโิ รธเกิดข้ึน ควรปฏิบตั ิอยา่ งไร ก. ควรทำใหเ้ จรญิ ข. ควรทำใหแ้ จง้ ค. ควรละ ง. ควรกำหนดร ู้ ๓๑. พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏิหารยิ ์ เพราะเหตใุ ด? ก. ทำให้สวย ข. ทำให้รวย ค. ทำใหฉ้ ลาด ง. ทำใหพ้ ้นทกุ ข ์ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วิชาธรรม
136 ๓๒. มรรคระดับใดเป็นเหตลุ ะโอรัมภาคยิ สงั โยชนท์ ัง้ ๕ ได้ ก. โสดาปัตติมรรค ข. สกทาคามมิ รรค ค. อนาคามมิ รรค ง. อรหัตตมรรค ๓๓. กามาทนี วกถา กล่าวถงึ เรอ่ื งใด ก. ทาน ข. สวรรค ์ ค. การออกบวช ง. โทษของกาม ๓๔. ความตระหน่อี ะไร จัดเป็นธัมมมัจฉริยะ ก. ความด ี ข. ความร้ ู ค. ทีอ่ ย ู่ ง. ตระกลู ๓๕. บุญบาป จดั เปน็ มารประเภทใด ก. ขันธมาร ข. กิเลสมาร ค. อภสิ ังขารมาร ง. มจั จุมาร ๓๖. คนโทสจริตมลี ักษณะเชน่ ใด ก. รกั สวยรกั งาม ข. โกรธงา่ ย ค. หลงงมงาย ง. เช่อื งา่ ย ๓๗. คนโทสจรติ ควรแกด้ ว้ ยกมั มฏั ฐานใด ก. เมตตา ข. อสุภะ ค. อนสุ สติ ง. อานาปานสติ ๓๘. ธรรมคณุ ว่า สนทฺ ิฏิโก ตรงกบั ข้อใด ก. ไม่จำกดั กาล ข. เหน็ ได้ดว้ ยตนเอง ค. เรยี กใหม้ าด ู ง. น้อมเขา้ ใสต่ น ๓๙. ทา้ ให้มาพิสจู น์ได้ ตรงกับธรรมคุณบทใด ก. สนฺทฏิ ิโก ข. อกาลิโก ค. เอหปิ สสฺ โิ ก ง. โอปนยโิ ก ๔๐. อานสิ งสส์ ูงสุดของการปฏบิ ัติตามหลกั ไตรสขิ า ตรงกับขอ้ ใด? ก. กำจัดภัย ข. กำจดั โศก ค. กำจดั โรค ง. กำจัดกิเลส ๔๑. แผเ่ มตตาอย่างไร จดั เป็นอปั ปมญั ญา? ก. เจาะจงบุคคล ข. จำกดั บคุ คล ค. ไม่จำกดั บคุ คล ง. ถกู ทุกขอ้ แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วิชาธรรม
137 ๔๒. คำวา่ ผูร้ ู้ ผู้ต่ืน ผู้เบกิ บาน ตรงกับข้อใด ข. พทุ ฺโธ ก. อรหํ ค. ภควา ง. โลกวทิ ู ๔๓. พุทธคณุ ว่า โลกวิทู ตรงกับข้อใด ก. ตรสั รู้ชอบเอง ข. ผ้เู สดจ็ ไปดแี ล้ว ค. ผรู้ ู้แจง้ โลก ง. ผูจ้ ำแนกธรรม ๔๔. สังฆคุณ ว่า สามีจปิ ฏิปนโฺ น ตรงกบั ขอ้ ใด ก. ปฏิบัตดิ ี ข. ปฏิบตั ถิ ูกทาง ค. ปฏิบัตติ รง ง. ปฏิบตั สิ มควร ๔๕. ผคู้ วรรับของทำบุญ ตรงกบั สังฆคุณขอ้ ใด ก. อาหุเนยฺโย ข. ปาหุเนยฺโย ค. ทกขฺ ิเณยฺโย ง. อญฺชลกิ รณโี ย ๔๖. บารมใี นทางพระพุทธศาสนา ตรงกับข้อใด ก. อำนาจวาสนา ข. โชคลาภ ค. บุญญาธกิ าร ง. คุณธรรมอนั ยวดย่งิ ๔๗. ตั้งใจเลิกสงิ่ เสพติด งดเหลา้ เข้าพรรษา ช่ือวา่ บำเพ็ญบารมใี ด ก. ขันตบิ ารมี ข. ศลี บารม ี ค. วิรยิ บารม ี ง. อธฏิ ฐานบารมี ๔๘. พระเวสสันดรบำเพ็ญบารมีใดเปน็ พิเศษ ก. ทานบารม ี ข. ศีลบารมี ค. วริ ยิ บารมี ง. อธิฏฐานบารม ี ๔๙. โอปนยิโก มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด? ก. ควรเรียกใหม้ าดู ข. ควรนอ้ มเข้ามา ค. ไม่จำกดั กาล ง. พึงรูเ้ ฉพาะตน ๕๐. เม่ือกล่าวว่า สปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต...หมายถงึ ระลึกถึงอะไร? ก. พระพุทธคณุ ข. พระธรรมคณุ ค. พระสังฆคุณ ง. พระรัตนตรัย แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาธรรม
138 เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี นวชิ าธรรม ธรรมศกึ ษา ชน้ั โท จำนวน ๕๐ ขอ้ ๕๐ คะแนน ๑. ก ๒. ข ๑๑. ค ๒๑. ก ๓๑. ง ๔๑. ง ๓. ง ๑๒. ค ๒๒. ข ๓๒. ค ๔๒. ข ๔. ข ๑๓. ก ๒๓. ก ๓๓. ค ๔๓. ค ๕. ก ๑๔. ก ๒๔. ข ๓๔. ข ๔๔. ง ๖. ค ๑๕. ค ๒๕. ค ๓๕. ค ๔๕. ค ๗. ก ๑๖. ง ๒๖. ง ๓๖. ข ๔๖. ง ๘. ข ๑๗. ง ๒๗. ข ๓๗. ก ๔๗. ง ๙. ค ๑๘. ค ๒๘. ก ๓๘. ข ๔๘. ก ๑๐. ง ๑๙. ข ๒๙. ข ๓๙. ค ๔๙. ข ๒๐. ก ๓๐. ข ๔๐. ง ๕๐. ข แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าธรรม
139 แบบทดสอบหลงั เรยี นวชิ าธรรม ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท จำนวน ๕๐ ขอ้ ๕๐ คะแนน คำชี้แจง ให้นกั เรยี นเลอื กคำตอบที่ถูกต้องทีส่ ดุ เพยี งคำตอบเดยี ว ๑. เม่ือกลา่ ววา่ สปุ ฏปิ นฺโน ภควโต...หมายถงึ ระลกึ ถงึ อะไร? ก. พระพุทธคณุ ข. พระธรรมคณุ ค. พระสังฆคณุ ง. พระรัตนตรยั ๒. โอปนยโิ ก มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด? ก. ควรเรียกใหม้ าดู ข. ควรนอ้ มเขา้ มา ค. ไมจ่ ำกัดกาล ง. พงึ ร้เู ฉพาะตน ๓. พระเวสสันดรบำเพญ็ บารมีใดเป็นพเิ ศษ ก. ทานบารมี ข. ศีลบารม ี ค. วิริยบารม ี ง. อธฏิ ฐานบารมี ๔. ตัง้ ใจเลกิ สง่ิ เสพติด งดเหลา้ เข้าพรรษา ช่อื ว่าบำเพญ็ บารมีใด ก. ขันติบารม ี ข. ศลี บารม ี ค. วิริยบารม ี ง. อธิฏฐานบารม ี ๕. บารมีในทางพระพุทธศาสนา ตรงกับขอ้ ใด ก. อำนาจวาสนา ข. โชคลาภ ค. บุญญาธิการ ง. คณุ ธรรมอนั ยวดยิ่ง ๖. ผูค้ วรรับของทำบญุ ตรงกับสงั ฆคณุ ข้อใด ก. อาหุเนยโฺ ย ข. ปาหุเนยโฺ ย ค. ทักขฺ ิเณยโฺ ย ง. อญฺชลกิ รณีโย ๗. สังฆคณุ ว่า สามีจปิ ฏิปนฺโน ตรงกับขอ้ ใด ก. ปฏบิ ัตดิ ี ข. ปฏบิ ัติถูกทาง ค. ปฏิบตั ิตรง ง. ปฏิบตั ิสมควร ๘. พทุ ธคณุ วา่ โลกวทิ ู ตรงกบั ข้อใด ก. ตรัสรชู้ อบเอง ข. ผเู้ สด็จไปดแี ลว้ ค. ผรู้ ้แู จ้งโลก ง. ผูจ้ ำแนกธรรม ๙. คำวา่ ผรู้ ู้ ผตู้ ืน่ ผูเ้ บิกบาน ตรงกบั ขอ้ ใด ก. อรห ํ ข. พุทฺโธ ค. ภควา ง. โลกวิทู แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วิชาธรรม
140 ๑๐. แผ่เมตตาอยา่ งไร จัดเปน็ อัปปมัญญา? ข. จำกดั บคุ คล ก. เจาะจงบุคคล ค. ไมจ่ ำกดั บุคคล ง. ถูกทุกขอ้ ๑๑. อานิสงส์สงู สุดของการปฏิบตั ติ ามหลกั ไตรสิขา ตรงกับขอ้ ใด? ก. กำจัดภยั ข. กำจดั โศก ค. กำจัดโรค ง. กำจดั กิเลส ๑๒. ทา้ ใหม้ าพสิ จู น์ได้ ตรงกบั ธรรมคุณบทใด ก. สนฺทฏิ โิ ก ข. อกาลโิ ก ค. เอหปิ สสฺ โิ ก ง. โอปนยโิ ก ๑๓. ธรรมคณุ ว่า สนทฺ ิฏิโก ตรงกับขอ้ ใด ก. ไมจ่ ำกัดกาล ข. เหน็ ได้ดว้ ยตนเอง ค. เรียกให้มาด ู ง. น้อมเขา้ ใสต่ น ๑๔. คนโทสจรติ ควรแก้ด้วยกัมมฏั ฐานใด ก. เมตตา ข. อสภุ ะ ค. อนุสสติ ง. อานาปานสติ ๑๕. คนโทสจรติ มีลักษณะเชน่ ใด ก. รักสวยรักงาม ข. โกรธงา่ ย ค. หลงงมงาย ง. เช่ือง่าย ๑๖. บญุ บาป จัดเปน็ มารประเภทใด ก. ขนั ธมาร ข. กเิ ลสมาร ค. อภิสงั ขารมาร ง. มจั จุมาร ๑๗. ความตระหนีอ่ ะไร จดั เปน็ ธมั มมัจฉรยิ ะ ก. ความด ี ข. ความรู้ ค. ท่อี ยู ่ ง. ตระกลู ๑๘. กามาทนี วกถา กล่าวถงึ เรอื่ งใด ก. ทาน ข. สวรรค ์ ค. การออกบวช ง. โทษของกาม ๑๙. มรรคระดับใดเป็นเหตุละโอรัมภาคยิ สงั โยชนท์ ั้ง ๕ ได้ ก. โสดาปัตตมิ รรค ข. สกทาคามิมรรค ค. อนาคามิมรรค ง. อรหัตตมรรค ๒๐. พระพุทธเจา้ ทรงยกย่องอนสุ าสนีปาฏหิ ารยิ ์ เพราะเหตใุ ด? ก. ทำใหส้ วย ข. ทำให้รวย ค. ทำใหฉ้ ลาด ง. ทำให้พ้นทุกข ์ แนวทางการจดั การเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าธรรม
141 ๒๑. เม่ือนโิ รธเกดิ ข้ึน ควรปฏบิ ัติอยา่ งไร ข. ควรทำให้แจง้ ก. ควรทำให้เจรญิ ค. ควรละ ง. ควรกำหนดรู ้ ๒๒. ปญั ญาหยั่งรูใ้ นอริยสัจมีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด? ก. ฌาน ข. ญาณ ค. สมาบตั ิ ง. สมาธิ ๒๓. คนถูกหว้ งนำ้ คือ อวิชชาทว่ มทบั มลี กั ษณะเช่นไร ก. หลงงมงาย ข. ยดึ ติดในตำแหน่ง ค. มีความเห็นผดิ ง. ยินดีในกาม ๒๔. พระอรหนั ต์ ตรงกบั ขอ้ ใด ก. ผู้ถึงกระแสนพิ พาน ข. ผูไ้ กลจากกเิ ลส ค. ผู้เกดิ อีกครั้งเดียว ง. ผู้ไม่มาสโู่ ลกน้อี กี ๒๕. ข้อใดจดั เปน็ ขา้ ศึกของเมตตา ก. ความรัก ข. ความโลภ ค. ความหลง ง. ความพยาบาท ๒๖. ยินดีเมือ่ เพ่ือนสอบได้ จดั วา่ มอี ัปปมญั ญาข้อใด ก. เมตตา ข. กรุณา ค. มุทิตา ง. อเุ บกขา ๒๗. ถกู เพอ่ื นดา่ ควรใช้อปัสเสนธรรมข้อใด ก. พิจารณาแล้วเสพ ข. พจิ ารณาแลว้ อดกลน้ั ค. พจิ ารณาแลว้ เว้น ง. พจิ ารณาแลว้ บรรเทา ๒๘. ขอ้ ใดเปน็ ความหมายของสกิ ขาในพระพุทธศาสนา ก. ฝึกหัดกายวาจาใจ ข. เรียนหนงั สือ ค. สาธยายมนต ์ ง. เจรญิ สมาธ ิ ๒๙. ข้อใดกลา่ วลำดบั ของวฏั ฏะได้ถกู ต้องท่สี ุด ก. มวี บิ ากเพราะกเิ ลสเกดิ ข. กเิ ลสเกดิ แล้วทำกรรม ค. ทำกรรมแลว้ กิเลสเกิด ง. กิเลสเกิดจึงมีวิบาก ๓๐. การเวียนวา่ ยตายเกดิ มีอะไรเป็นสาเหตุ ก. กิเลส กรรม วบิ าก ข. ราคะ โทสะ โมหะ ค. กศุ ล อกศุ ล ง. ทาน ศลี ภาวนา ๓๑. ขอ้ ใดจดั เป็นญาตัตถะจริยา ก. แสดงธรรมแก่พระบิดา ข. แสดงธรรมแกป่ ระชาชน ค. แสดงธรรมแกส่ ตั วโ์ ลก ง. แสดงธรรมแกเ่ ทวดา แนวทางการจดั การเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
142 ๓๒. ข้อใดเป็นอานิสงสข์ องพระวินยั ข. อยูร่ ่วมกันอย่างสงบสขุ ก. ทำใหม้ อี ำนาจ ค. ทำให้มที รพั ย์ ง. ทำให้มคี วามรูพ้ ิธกี รรม ๓๓. ผมู้ ีธัมปเตยยะ มลี ักษณะเช่นไร? ก. ถอื ตน ข. ถอื พวกพ้อง ค. ถือความถกู ตอ้ ง ง. ถอื เสยี งส่วนใหญ ่ ๓๔. ข้อใดจัดเป็นภวตณั หา ก. อยากร่ำรวย ข. อยากมีรถใหม ่ ค. อยากมโี ทรศพั ทใ์ หม ่ ง. อยากเปน็ ใหญ ่ ๓๕. ผอู้ ยากไดไ้ ม่มีท่สี ิ้นสุดเพราะถูกอะไรครอบงำ ก. ราคะ ข. โทสะ ค. โมหะ ง. ตณั หา ๓๖. การทำงานมุ่งความถกู ต้องเป็นที่ต้ัง จัดว่ามอี ธิปเตยยะใด ก. อตั ตาธิปเตยยะ ข. โลกาธปิ เตยยะ ค. ธัมมาธปิ เตยยะ ง. ประชาธปิ ไตย ๓๗. ผมู้ อี ัตตาธปิ เตยยะมลี กั ษณะเช่นไร ก. ถอื ความเห็นของตน ข. ถอื ความเหน็ พวกพ้อง ค. ถอื ความเห็นหม่ญู าติ ง. ถือความเห็นสว่ นรวม ๓๘. เมอื่ ใดคือโทสะเกดิ ขนึ้ จะระงับด้วยวธิ ีใด ก. เจริญเมตตา ข. เจริญอสภุ ะ ค. เจริญปัญญา ง. เจริญอนุสสติ ๓๙. ผ้ไู มร่ ูจ้ ักบาปบุญคุณโทษเพราะถกู ไฟอะไรแผดเผา ก. ราคะ ข. โทสะ ค. โมหะ ง. ตัณหา ๔๐. ผมู้ เี นกขัมมวติ ก มกั มคี วามคิดเรื่องใด ก. บริจาคทาน ข. ฟังธรรม ค. ออกบวช ง. รกั ษาศีล ๔๑. วิตกเรื่องใดเปน็ ผลร้ายตอ่ สุขภาพจิต ก. เนกขมั มวิตก ข. อพยาบาทวติ ก ค. อวหิ ิงสาวติ ก ง. พยาบาทวติ ก แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
143 ๔๒. วิหิงสาวิตกมอี ะไรเป็นมลู ข. โทสะ ก. ราคะ ค. โมหะ ง. โลภะ ๔๓. ผู้ถูกวหิ ิงสาวิตกครอบงำมพี ฤติกรรมเช่นไร ก. ปองร้ายผูอ้ นื่ ข. เบยี ดเบียนผอู้ น่ื ค. อยากได้ของผู้อนื่ ง. อาฆาตผูอ้ ่ืน ๔๔. อะไรเป็นเหตใุ ห้เกดิ สขุ ทางกาย ก. ปราศจากโรค ข. ปราศจากหนี้ ค. ปราศจากศตั ร ู ง. ปราศจากกเิ ลส ๔๕. การจัดเล้ยี งต้อนรบั ผู้มาเยือน จัดเข้าในขอ้ ใด ก. อามสิ บชู า ข. ปฏบิ ตั ิบูชา ค. อามิสปฏสิ ันถาร ง. ธมั มปฏิสันถาร ๔๖. ปฏิบัติบชู ามีประโยชน์สูงสดุ อย่างไร ก. ทำใหพ้ ้นทุกข ์ ข. ทำใหม้ ีบรวิ าร ค. ทำให้จติ สงบ ง. ทำใหค้ นนบั ถอื ๔๗. เสียงประเภทใดจดั เป็นวตั ถกุ าม ก. เสียงสวดมนต ์ ข. เสียงเพลง ค. เสียงผรุสวาท ง. เสียงนนิ ทา ๔๘. ข้อใดไมใ่ ชก่ ิเลสกาม ก. ราคะ ข. โลภะ ค. อิจฉา ง. รปู ๔๙. ขอ้ ใดจดั เป็นวปิ สั สนากัมมัฏฐาน ก. เพง่ อสุภะ ข. พจิ ารณาไตรลักษณ ์ ค. บรกิ รรมกสณิ ง. บรกิ รรมอนุสสติ ๕๐. บรกิ รรมวา่ พุทโธ จัดเปน็ การเจรญิ กัมมัฏฐานอะไร ก. สมถกัมมัฏฐาน ข. วิปสั สนากัมมฏั ฐาน ค. อสุภกัมมัฏฐาน ง. เมตตากัมมฏั ฐาน แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156