44 วัฏฏะ (วน) ๓ ๑. กิเลสวัฏฏะ วนคอื กเิ ลส ๒. กมั มวัฏฏะ วนคือกรรม ๓. วิปากวัฏฏะ วนคือวิบาก อธิบาย วัฏฏะ แปลว่า วน หรือวงเวียน หมายถึง องค์ประกอบท่ีหมุนเวียนต่อเนื่องกันของ ภวจกั ร หรอื สงั สารจักร คอื การเวยี นตายเวียนเกิดอยู่ในภพภูมติ า่ ง ๆ มี ๓ อยา่ ง คือ ๑. กเิ ลสวฏั ฏะ วนคือกเิ ลส หรือวงจรกิเลส ประกอบดว้ ย อวชิ ชาความไม่รู้จริง ตัณหา ความอยาก และอุปาทานความยดึ ม่ันถือมั่น ๒. กัมมวฏั ฏะ วนคอื กรรม หรือวงจรกรรม ประกอบดว้ ยสังขารและกรรมภพ ๓. วปิ ากวฏั ฏะ วนคอื วบิ าก หรอื วงจรวปิ าก ประกอบดว้ ยวญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา ซงึ่ แสดงออกในรูปปรากฏ เรยี กว่า อปุ ปตั ติภพ ชาติ ชรา มรณะ เปน็ ต้น มนุษย์และสัตว์เวียนตายเวียนเกิดในสังสารวัฏหรือภพภูมิต่าง ๆ ก็เพราะมีกิเลส กรรมและวิบากท้ัง ๓ น้ี ซึ่งได้ช่ือวา่ วฏั ฏะ ๓ หรือไตรวัฏฏ์ อันจดั เป็นสภาพทหี่ มุนเวียนไปตามกรรม เกิดข้ึนอีกเป็นวงจรใหญ่ เรียก สังสารจักร กล่าวคือ กิเลสเกิดข้ึนแล้วมีแรงผลักดันให้ทำกรรม ครั้นทำกรรมแล้ว ย่อมรับวิบาก ตรงกับคำว่า กรรมใดใครก่อ กรรมน้ันย่อมตามสนอง เม่ือได้รับ วิบากแล้ว กิเลสเกิดขึ้นอีกวนกันไปอย่างน้ี จนกว่าจะตัดขาดได้ด้วยอรหัตมรรค จัดเป็นสภาพ ทป่ี ระกอบเขา้ แหง่ ปจั จยาการ เรยี กวา่ ภวจกั ร ความหมนุ เวยี นแหง่ ภาวะชวี ติ หรอื เรยี กวา่ สงั สารจกั ร ความหมุนวนแห่งการเวียนตายเวยี นเกดิ ในภพภูมติ า่ ง ๆ วัฏฏะ ๓ อย่างนี้ เม่ือบุคคลได้ศึกษาเรียนรู้แล้ว จะได้ทราบวงจรของชีวิตว่า เมื่อกิเลส เกิดข้ึนแล้ว เป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับผลของกรรม เมื่อได้รับผลของกรรมแล้ว กิเลส ก็เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ทำกรรมต่อไปอีก หมุนเวียนไปอยู่อย่างน้ีไม่รู้จักจบส้ิน จนกว่าจะได้บรรลุเป็น พระอรหนั ต์ จงึ จะตดั วงจรนไ้ี ดเ้ ด็ดขาด สกิ ขา ๓ ๑. อธสิ ีลสกิ ขา สิกขาคือศลี ย่ิง ๒. อธจิ ติ ตสกิ ขา สิกขาคอื จติ ย่ิง ๓. อธปิ ัญญาสกิ ขา สกิ ขาคือปัญญายงิ่ อธบิ าย สิกขา แปลว่า การศึกษา หรือข้อท่ีจะต้องศึกษา หมายถึง ข้อปฏิบัติท่ีเป็นหลักสำหรับ ศึกษาหรือฝึกหัด ฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจให้มีการพัฒนาสูงยิ่งขึ้นไป จนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนพิ พาน มี ๓ อย่าง คอื แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
45 ๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือศีลย่ิง หมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความ ประพฤติช้ันสูง โดยความมุ่งหมายสูงสุด ได้แก่ ปาติโมกข์สังวรศีล ศีล คือ ความสำรวม ในพระปาตโิ มกข์ เวน้ ขอ้ ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ ม ทำตามขอ้ ทท่ี รงอนญุ าต จดั เปน็ ศลี ทยี่ ง่ิ สงู กวา่ ศลี ทว่ั ไป ศีลสำหรับคนทั่วไป คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในด้านความประพฤติระเบียบวินัย การรักษา มารยาททางกายและวาจาใหม้ ีสุจริตทางกาย วาจา และมีการดำรงอยดู่ ว้ ยดี มีชีวติ ทเ่ี กอื้ กูลท่ามกลาง สภาพแวดลอ้ มทต่ี นมสี ว่ นชว่ ยสรา้ งสรรค์ รกั ษาใหเ้ ออื้ อำนวยแกก่ ารมชี วี ติ ทด่ี งี ามรว่ มกนั เปน็ พน้ื ฐาน ทด่ี สี ำหรบั การพฒั นาคุณภาพจิต ๒. อธิจิตตสิกขา สิกขาคือจิตยิ่ง หมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพ่ือให้เกิด สมาธิชั้นสูง ได้แก่ การฝึกอบรมจิตจนถึงข้ันฌานสมาบัติจัดเป็นสมาธิยิ่ง สำหรับคนทั่วไปเป็นการ สร้างเสริมคุณภาพจิตและรู้จักใช้ความสามารถในการฝึกจิต หรือการปรับปรุงจิตให้มีคุณภาพ และสมรรถภาพสูง ซึ่งเอ้ือแก่การมีชีวิตท่ีดีงามและพร้อมที่จะใช้งานให้ได้ผลดี ให้มีจิตใจยึดมั่น และม่นั คงในคุณธรรม เร้าใจให้ฝกั ใฝ่และมีวิริยะอตุ สาหะในการสร้างความดงี ามยิ่งข้ึนไป ๓. อธปิ ัญญาสิกขา สิกขาคือปญั ญายงิ่ หมายถึง ข้อปฏบิ ัตสิ ำหรบั ฝกึ อบรมเพ่อื ให้เกิด ความรแู้ จง้ อยา่ งสงู เหน็ สภาพของสงิ่ ทง้ั หลายตามเปน็ จรงิ โดยความหมายสงู สดุ ไดแ้ ก่ วปิ สั สนาญาณ คือ ปัญญาท่ีกำหนดรู้อาการของไตรลักษณ์ สำหรับคนท่ัวไป ได้แก่ การพิจารณาวินิจฉัยและ คิดการต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจน โดยไม่ถูกกิเลสความเห็นแก่ได้และความเกลียดโกรธแค้นชิงชัง เป็นตัวครอบงำชกั จูง ร้เู ทา่ ทันความเปน็ จรงิ ของโลกและชวี ติ ไม่ยดึ ม่ันถือม่นั ในสิง่ ท้ังหลาย ทำใหเ้ กิด ความเป็นอสิ ระ มีจติ ผอ่ งใส ไรท้ ุกข์ และสดชืน่ เบิกบาน สกิ ขา ๓ อยา่ งนี้ อธศิ ลี สกิ ขา คอื การรกั ษากายวาจาใหเ้ รยี บรอ้ ยอยา่ งยง่ิ ยวด อธจิ ติ ตสกิ ขา คือ การทำจิตใจให้ตั้งม่ันอย่างย่ิงยวด อธิปัญญาสิกขา คือ ความรอบรู้ตามเป็นจริงอย่างย่ิงยวด ซ่ึงเรยี กอีกอย่างว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยศลี เป็นเคร่อื งกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง และปัญญาเป็นเคร่ืองกำจัดกิเลสอย่างละเอียด สิกขา ๓ นี้ จงึ จดั เปน็ หลักปฏบิ ตั ิเพอื่ เป็นมนุษย์ทสี่ มบูรณ์ สามญั ลักษณะ ๓ ๑. อนิจจตา ความเปน็ ของไม่เที่ยง ๒. ทกุ ขตา ความเป็นทุกข์ ๓. อนตั ตตา ความเปน็ ของไมใ่ ชต่ น อธิบาย สามัญลักษณะ แปลว่า ลกั ษณะท่ีเสมอกันแกส่ งั ขารทง้ั ปวง ได้แก่ สง่ิ ลกั ษณะทเ่ี สมอกนั แกส่ ังขารทัง้ หลาย ที่มวี ิญญาณ เช่น มนษุ ย์และสตั ว์ เป็นต้น หรือสง่ิ ทไี่ มม่ ีวญิ ญาณ เชน่ โต๊ะ เก้าอี้ บา้ นเรือน เปน็ ตน้ มี ๓ คอื แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
46 ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เท่ียง ได้แก่ สังขารท้ังหลายทั้งปวงไม่เที่ยง มีการ เปล่ียนแปลงไปเปน็ ธรรมดา ไมเ่ ทีย่ งแท้แน่นอน ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์ ได้แก่ สังขารท้ังหลายทั้งปวง เป็นส่ิงท่ีทนได้ยาก มีความ บบุ สลาย มคี วามบีบคนั้ อยเู่ ป็นนิจ ๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน ได้แก่ ธรรมทั้งหลายท้ังปวงมีภาวะไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นไปในอำนาจ บังคับควบคุมไม่ได้ เป็นเพียงธาตุ ๔ คือ ปฐวี (ธาตุดิน) อาโป (ธาตุน้ำ) เตโช (ธาตไุ ฟ) วาโย (ธาตุลม) รวมกนั และภาวะทป่ี ัจจยั ปรงุ แตง่ ไมไ่ ด้ (นิพพาน) สามัญลักษณะ ๓ อยา่ งน้ี ไตรลกั ษณ์กเ็ รยี ก เมื่อบุคคลได้ศกึ ษาเรยี นรู้แล้ว กจ็ ะไดท้ ราบ ความเป็นจริงของส่ิงท้ังหลายท้ังปวงทั้งท่ีปัจจัยปรุงแต่งได้และปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ล้วนตกอยู่ใน ลักษณะท่ีเสมอกัน ได้แก่ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะได้ใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เท่าทัน แล้วคลายความยดึ ม่นั ถือมนั่ ในส่ิงท้งั ปวง แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วชิ าธรรม
47 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๓ ธรรมศึกษาชน้ั โท สาระการเรียนรู้วิชาธรรม เรือ่ ง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ เวลา.........................ชวั่ โมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพ่อื อยรู่ ่วมกันอยา่ งสนั ตสิ ุข ๒. ผลการเรียนร้ ู ร้แู ละเขา้ ใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ ๓. สาระสำคญั หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ เป็นหลักธรรมท่ีว่าด้วย อปัสเสนธรรม ๔ อัปปมัญญา ๔ พระอริยบุคคล ๔ สัมปรายิกัตถประโยชน์ ๔ และ ผล ๔ หากบุคคลยดึ มั่นและปฏิบัตไิ ดจ้ ะทำให้เปน็ คนดีอยู่ในสงั คมด้วยความเป็นสขุ ๔. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ นักเรียนอธิบายหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ ได ้ ๕. สาระการเรียนรู/้ เน้ือหา - อปสั เสนธรรม ๔ - อัปปมญั ญา ๔ - พระอริยบุคคล ๔ - สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ ๔ - มรรค ๔ - ผล ๔ ๖. กระบวนการจัดการเรยี นร้ ู ๑. ให้นักเรียนสวดมนตไ์ หว้พระน่ังสมาธิก่อนเรยี น ๕ นาท ี ข้นั สืบค้นและขนั้ เชื่อมโยง ๒. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ โดยใช้คำถามเพ่อื พฒั นาทกั ษะกระบวนการคิดและเชอื่ มโยงไปสู่การเรียนรู้ - นกั เรยี นเคยเรยี น เรอื่ ง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ บา้ งหรอื ไม ่ - หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ มีอะไรบา้ ง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ จากที่ไหนบา้ ง แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าธรรม
48 ข้นั ฝึก ๓. แบ่งนักเรยี นออกเปน็ ๓ กลุม่ โดยใหแ้ ตล่ ะกลุ่มศึกษาหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มที่ ๑ อปัสเสนธรรม ๔ อัปปมัญญา ๔ กลุ่มท่ี ๒ พระอรยิ บคุ คล ๔ สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ คอื ประโยชน์ภายหน้า ๔ และกลมุ่ ที่ ๓ มรรค ๔ ผล ๔ จากใบความรู้ท่ี ๓ ๔. นักเรยี นแต่ละกล่มุ จดั เตรยี มการเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียน ขัน้ ประยกุ ต ์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อท่ีตนเองได้รับมอบหมายเพ่ือ แลกเปลยี่ นเรียนรู้ ๖. นกั เรียนในแตล่ ะกลุ่มตอบคำถามตามใบกจิ กรรมท่ี ๓ ๗. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ในแตล่ ะหวั ข้อ ๗. ภาระงาน/ช้นิ งาน ที่ ภาระงาน ชน้ิ งาน ๑ ตอบคำถามเก่ียวกบั หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ ใบกจิ กรรมที่ ๓ ๘. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู ้ ๑. ใบความรู้ที่ ๓ เรอื่ ง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ ๒. ใบกิจกรรมที่ ๓ ๙. การวัดผลและประเมินผล ส่งิ ที่ตอ้ งการวัด วธิ วี ดั เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การประเมนิ นกั เรยี นอธบิ าย - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผ่าน = ไดค้ ะแนนตั้งแต่ร้อยละ หลักธรรม ผลงาน ๖๐ ขนึ้ ไป ของพระพทุ ธศาสนา ไมผ่ ่าน = ได้คะแนนต่ำกว่า ในจตกุ กะ หมวด ๔ ได ้ ร้อยละ ๖๐ แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
49 แบบประเมนิ ผลงานใบกิจกรรมที่ ๓ ขอ้ ท ี่ ๓ คะแนน ระดบั คะแนน ๑ คะแนน ๑-๖ ตอบคำถามถูกต้อง ๒ คะแนน ตอบคำถามได้ถูกตอ้ ง ตอบคำถามไดถ้ กู ต้อง ตรงประเด็นน้อย ตรงประเดน็ ตรงประเด็นเปน็ สว่ นใหญ่ เกณฑ์การตัดสิน เกณฑ ์ ร้อยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขึ้นไป ๑๑ คะแนนขึ้นไป ไม่ผา่ น ตำ่ กวา่ ๖๐ ๑๐ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑ์การตดั สนิ สามารถปรับไดต้ ามความเหมาะสมกับกล่มุ เปา้ หมาย แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
50 ใบกิจกรรมที่ ๓ หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ ช่ือกล่มุ .................................. ชื่อ............................................................................................ชน้ั ................เลขท.ี่ ............................... ช่ือ............................................................................................ชัน้ ................เลขท.่ี ............................... ช่ือ............................................................................................ช้ัน................เลขท.่ี ............................... ชื่อ............................................................................................ชั้น................เลขท่.ี ............................... คำชแี้ จง ให้นกั เรียนตอบคำถามต่อไปน้ี จำนวน ๖ ข้อ (๑๘ คะแนน) ๑. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏบิ ัตติ นของอปัสเสนธรรม ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๒. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ัตติ นของอปั ปมญั ญา ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๓. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏิบัติตนของพระอรยิ บุคคล ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๔. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ิตนของสัมปรายกิ ตั ถประโยชน์ ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๕. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ัตติ นของมรรค ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๖. อธิบายถึงความหมายและการปฏิบตั ติ นของผล ๔ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศึกษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
51 เฉลยใบกิจกรรมที่ ๓ หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในจตุกกะ หมวด ๔ ๑. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏิบตั ิตนของอปัสเสนธรรม ๔ ตอบ แปลว่า ธรรมดุจพนักพิง หมายถึง ธรรมเป็นท่ีอิงหรือพึ่งอาศัยของผู้มีปัญญา ทร่ี จู้ กั พจิ ารณาปฏบิ ตั ติ อ่ สงิ่ ตา่ ง ๆ ใหถ้ กู ตอ้ ง เพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ ทกุ ขโ์ ทษแกต่ น เปน็ ทางปอ้ งกนั ไมใ่ หอ้ กศุ ล เกดิ ขึ้น และให้กุศลเจริญย่ิงข้นึ มี ๔ อย่าง คอื ๑. พิจารณาแล้วเสพของอย่างหน่ึง หมายถึง เม่ือจำเป็นจะต้องเก่ียวข้องกับ สิ่งของเคร่อื งใช้ที่เหมาะสม ได้แก่ ปจั จัย ๔ คือ อาหาร เครือ่ งนงุ่ ห่ม ที่อยอู่ าศยั ยารกั ษาโรค และ บุคคล ตลอดถึงธรรม เป็นต้น ที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้อง พึงพิจารณาแล้วจึงใช้สอยและเสพให้เป็น ประโยชน์ อกศุ ลจะไมเ่ กดิ และท่ีเกดิ แล้วกจ็ ะเสื่อมสนิ้ ไป ๒. พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหน่ึง หมายถึง เม่ือประสบกับอนิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ไ่ี ม่น่าปรารถนา มี หนาว ร้อน หิว กระหาย ถอ้ ยคำเสียดแทง และทกุ ขเวทนาอนั แรงกล้า พึงรู้จักพิจารณาแล้วอดกล้ัน เช่น บุคคลที่รู้จักพิจารณาว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” แลว้ อดกลนั้ ได้ เปน็ ต้น ๓. พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหน่ึง หมายถึง เม่ือรู้ว่าส่ิงที่เป็นโทษก่ออันตราย แก่ร่างกาย หรือจิตใจ เช่น คนพาล การพนัน สุราเมรัย ส่ิงเสพติด เมื่อเข้าใกล้หรือเสพเข้าแล้ว อกุศลท่ียังไม่เกิดย่อมเกิดข้ึน และกุศลที่เกิดแล้วย่อมเส่ือมสิ้นไป พึงรู้จักพิจารณาหลีกเว้นเสีย เช่น เมอื่ รูว้ ่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด” กพ็ ึงเว้นการคบหาสมาคมกบั คนพาล ๔. พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง หมายถึง เมื่อสิ่งที่เป็นโทษก่ออันตราย แก่ร่างกายหรือจิตใจ เช่น อกุศลวิตกอันประกอบด้วยกาม พยาบาท และเบียดเบียนกัน ตลอดถึง ความชั่วร้ายทั้งหลายซึ่งเกดิ ข้นึ แลว้ พึงรจู้ ักพิจารณาแกไ้ ขบำบัดหรือขจัดให้สิ้นไป การปฏิบัติ มีสติ รู้คิดด้วยปัญญาก่อนกระทำการใด ๆ จะทำให้การกระทำน้ัน ๆ เปน็ สงิ่ ด ี ๒. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบัติตนของอปั ปมัญญา ๔ ตอบ แปลว่า ภาวะจิตท่ีแผ่ไปโดยไม่มีประมาณ หมายถึง การแผ่คุณธรรม คือ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา ไปในหมมู่ นษุ ยแ์ ละสตั วห์ าประมาณมไิ ด้ คอื ไมจ่ ำกดั ขอบเขต แตถ่ า้ แผไ่ ป โดยเจาะจงตวั บคุ คล หรอื โดยไมเ่ จาะจงตวั บคุ คลแตย่ งั มงุ่ จำกดั เอาหมคู่ นหรอื สตั ว์ เรยี กวา่ พรหมวหิ าร แปลวา่ ธรรมเปน็ เครอื่ งอยขู่ องพรหม หรอื ธรรมเปน็ เครอื่ งอยอู่ ยา่ งประเสรฐิ หมายถงึ พรหมโดยสมมต ิ คือ ทา่ นผู้เป็นผูใ้ หญ่ ในท่ีน้ีหมายถงึ ธรรม ๔ อย่าง คือ แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
52 ๑. เมตตา ความรักสนิทสนม หมายถึง ความรักใคร่ที่เว้นจากราคะความกำหนัด เป็นความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นสัตว์อื่นมีความสุขความเจริญ มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์ แก่มนุษย์และสัตว์ท่ัวหน้า การเจริญเมตตา ให้พิจารณาเห็นโทษของโทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย ผอู้ น่ื และเหน็ อานสิ งสผ์ ลดขี องขนั ติ คอื ความอดทนอดกลน้ั ทค่ี วรประกอบใหม้ ใี นจติ เพอ่ื ขม่ โทสะนนั้ ลงให้ได้แล้วจึงเจริญเมตตาจิตไปในสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ เมื่อเริ่มเจริญนั้น พึงต้ังเมตตาจิตในตน ก่อนในทำนองว่า “ขอเราจงเป็นสุข อย่าได้มีทุกข์ มีเวรมีภัยแก่ใคร ๆ เลย อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ จงเป็นสขุ ๆ รักษาตนให้พน้ จากทกุ ข์ภัยทงั้ ส้ินเถดิ ” ดังนี้ เพอ่ื ทำตนให้เป็นพยานเปรยี บเทียบ ใหเ้ หน็ ว่า ตนรักสขุ เกลยี ดทุกขฉ์ ันใด ผอู้ ื่นหรอื สตั วอ์ ่นื กร็ กั สขุ เกลยี ดทกุ ขฉ์ นั นน้ั เม่อื พิจารณาไดด้ ังนี้ จิตของบุคคลน้ันก็จะมีความสุข ในลำดับน้ัน พึงเจริญเมตตาจิตไปในสรรพสัตว์ท่ัวไป ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขตในทำนองว่า “ขอให้สัตว์ท้ังปวงจงอย่ามีเวร อย่ามีความพยาบาทต่อกันและกันเลย อยา่ ได้มีความทุกข์กายทกุ ขใ์ จ จงมีความสุข รกั ษาตนให้พน้ จากทกุ ขภ์ ัยทง้ั ส้ินเถิด” ๒. กรุณา ความสงสาร ความหวั่นใจเมอื่ เห็นผอู้ น่ื ประสบทุกข์ หมายถงึ เหน็ ผู้อ่นื ตกทุกข์เดือดร้อนคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ โดยใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อน ของปวงสัตว์ไม่มีประมาณ การเจริญกรุณา คือ ความสงสารรู้สึกเห็นใจต่อคนหรือสัตว์กำลังประสบ ความทุกข์ภัยอันตราย ผู้เจริญกรุณาต้องกำหนดใจว่า “ขอคนหรือสัตว์ผู้ประสบทุกข์จงพ้นจาก ความทุกข์เถิด” เมื่อกำหนดจิตไว้อย่างน้ีบ่อย ๆ ย่อมจะกำจัดวิหิงสา (หรือวิเหสา) คือ ความคิด เบียดเบียนต่อคนหรือสัตว์ทั้งหลายลงไปได้ และจะไม่เศร้าโศกเสียใจเมื่อคนหรือสัตว์เหล่านั้น ไม่พ้นจากความทุกข์ตามท่ีตนต้องการ เพราะภาวะจิตมีแต่ความสงบ ๓. มุทิตา ความพลอยยินดีด้วย หมายถึง เห็นผู้อ่ืนอยู่ดีมีสุขและเจริญงอกงาม ประสบความสำเร็จ ก็พลอยมีใจแช่มช่ืนเบิกบาน ตรงกันข้ามกับผู้มีจิตริษยา การเจริญมุทิตา คือ ความพลอยยินดีเมื่อผู้อ่ืนได้ดี ผู้เจริญมุทิตาต้องใช้ในกรณีที่พบเห็นผู้อื่นได้ดี โดยให้กำหนดใจว่า “ขอให้สัตว์ทั้งหลายอย่าได้เส่ือมจากสมบัติที่ตนได้แล้ว” หรือขอให้สัตว์เหล่าน้ีย่ังยืนอยู่ในสุขสมบัติ ของตน ๆ” เม่ือนึกกำหนดใจเช่นนี้ จิตก็จะกำจัดความไม่ยินดีในสมบัติของผู้อื่นลงไปได้ ความคิด รษิ ยาก็จะไม่เกิดข้นึ ๔. อุเบกขา ความวางเฉย หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง เช่น ไม่สามารถท่ีจะ แผเ่ มตตากรณุ าไปในคนรา้ ยทำความผดิ ถกู ตำรวจจบั หรอื ไมส่ ามารถแผม่ ทุ ติ า คอื พลอยยนิ ดดี ว้ ยการ ไดร้ บั ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองของบคุ คลผทู้ ำโจรกรรมมาได้ หรอื กรณที เี่ หน็ คนสองฝา่ ยเปน็ ความฟอ้ งรอ้ งกนั เม่ือศาลตัดสินให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ จะพลอยยินดีกับฝ่ายชนะ เสียใจไปกับฝ่ายแพ้ เช่นนี ้ ไมส่ ามารถทำได้ จึงควรมอี เุ บกขา คือ ความวางจิตเรียบสงบ สม่ำเสมอ เท่ียงตรงดจุ ตราชง่ั มองเหน็ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายได้รับผลดีผลร้ายตามเหตุปัจจัยและกรรมที่กระทำไว้ ไม่เอนเอียงไปด้วย ความชอบหรือความชัง การเจริญอุเบกขา อุเบกขา คือ จิตวางเฉย เป็นกลาง ไม่แสดงความยินด ี ในกรณีที่ศัตรูคู่แข่งประสบความพิบัติ และเสียใจในกรณีที่คนรักและผู้เก่ียวข้องประสบความพิบัติ แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
53 เพราะกรรม คอื การกระทำของเขาเอง พิจารณาเห็นกรรมท่ีสัตว์ทัง้ หลายกระทำไว้แล้วอนั ควรได้รบั ผลดีหรือชั่วสมควรแก่เหตุท่ีกระทำ พร้อมท่ีจะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม ผู้เจริญอุเบกขาพึงมี ความรูส้ ึกเป็นกลาง ๆ ในสรรพสัตว์ ไมด่ ใี จหรอื เสียใจในเหตสุ ุขทุกขข์ องสรรพสัตว์ โดยมคี วามรสู้ ึกว่า “สตั วท์ ง้ั หลายมกี รรมเปน็ ของของตน ยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม ทำกรรมใดไว้ ยอ่ มไดร้ บั ผลของกรรมนนั้ ” พึงนึกบริกรรมเช่นน้ีเรื่อยไปจนกว่าจิตจะต้ังมั่นเป็นสมาธิ เม่ือคิดอยู่เช่นนี้เร่ือย ๆ จิตก็จะละราคะ และปฏฆิ ะ ในบุคคลอน่ื หรอื สัตว์อื่นลงไปได้ และตง้ั มัน่ เปน็ สมาธิโดยเร็ว การปฏบิ ตั ิ บุคคลทคี่ ิดดี และทำดี ยอ่ มเป็นท่ปี ราถนาของสงั สม ๓. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏบิ ัติตนของพระอริยบคุ คล ๔ ตอบ แปลว่า บุคคลผู้ประเสริฐ หมายถึง บุคคลผู้ได้บรรลุอริยผลอันเป็นโลกุตตระ จึงจัดเป็นผู้ประเสริฐในพระพุทธศาสนา เพราะสามารถละสังโยชน์กิเลสได้เด็ดขาดตามภูมิธรรม ของตน จัดลำดับเปน็ ๔ ช้นั คอื ๑. พระโสดาบัน ผู้แรกถึงกระแสพระนิพพาน หมายถึง ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วเรียกว่า ผู้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคที่จะนำไปสู่พระนิพพาน โดยมีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา คือ ไม่มีอันต้องไปเกิดในอบายภูมิจัดเป็นพระอริยบุคคลช้ันแรกสุดในพระพุทธศาสนา ละสงั โยชนไ์ ด้ ๓ อยา่ ง คือ สกั กายทฏิ ฐิ วิจกิ ิจฉา สลี ัพพตปรามาส ๒. พระสกทาคามี ผู้กลับมาเกิดอีกชาติเดียว หมายถึง ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผล แล้วเป็นผู้กลับมาเกิดในมนุษยโลกอีกคร้ังเดียวก็ปรินิพพาน โดยยังจะต้องไปเกิดในเทวโลกอีก ครั้งหน่ึงแล้วจึงจะกลับมาเกิดในมนุษยโลก แล้วจะได้บรรลุอรหัตผลปรินิพพานไปในท่ีสุด จัดเป็น พระอริยบุคคลชั้นที่ ๒ ในพระพุทธศาสนา พระสกทาคามีละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง เช่นเดียวกับ พระโสดาบนั พร้อมทั้งทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลง ๓. พระอนาคามี ผู้ไม่กลับมาเกิดอีก หมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติอุโบสถศีล สำรวม อินทรีย์ ๖ สำเร็จอนาคามิผล ซึ่งจัดเป็นพระอริยบุคคลช้ันที่ ๓ เม่ือสิ้นชีวิตแล้วไม่ต้องกลับมาเกิด ในมนุษยโลกอีก จะไปเกิดในพรหมโลกช้ันสุทธาวาส (ที่เกิดอยู่ของท่านผู้บริสุทธ์ิ ๕ ชั้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา) และจะปรินิพพานในที่นั้น พระอนาคามีละสังโยชน์ข้ันต้น หรือขั้นต่ำ เรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ ได้ ๕ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง ๔. พระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง หมายถึง ท่านผู้บรรลุอรหัตผลสำเร็จ เป็นพระอริยบุคคลช้ันสูงสุดในพระพุทธศาสนา และเป็นอเสขบุคคลผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ทั้งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง และอุทธมั ภาคิยสังโยชน์ คอื สงั โยชน์เบือ้ งสูงไดอ้ ีก ๕ อยา่ ง คือ รูปราคะ อรปู ราคะ มานะ อทุ ธัจจะ และ อวชิ ชา และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป การปฏบิ ตั ิ กระทำความดเี สมอต้นเสมอปลายตลอดเวลา โดยไม่หวังผลตอบแทน แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
54 ๔. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏิบัตติ นของสัมปรายกิ ตั ถประโยชน์ ๔ ตอบ แปลว่า ประโยชน์ในภายหน้า หรือประโยชน์ในภพหน้าชาติหน้า หมายถึง คณุ ธรรมทีจ่ ะเปน็ เหตุให้มีความสขุ ในภพหน้า มี ๔ อยา่ ง คือ ๑. สทั ธาสมั ปทา ถงึ พรอ้ มดว้ ยศรทั ธา คอื ความเชอื่ ประกอบดว้ ยปญั ญา มเี หตมุ ผี ล ไม่เชื่อง่าย ไม่เชื่ออย่างงมงายไร้เหตุผล โดยมีหลักความเชื่อ ๔ อย่าง คือ ๑) กัมมสัทธา เช่ือกรรม ได้แก่ การกระทำ ซ่ึงเป็นเหตุแห่งความสุขหรือความทุกข์ ๒) วิปากสัทธา เช่ือในผลของการกระทำ เชอ่ื วา่ ทกุ คนทเี่ กดิ มามคี วามแตกตา่ งกนั กเ็ พราะผลของการกระทำในอดตี ของตน ๓) กมั มสั สกตาสทั ธา เช่ือว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตัว ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เป็นต้น ๔) ตถาคตโพธสิ ัทธา เชอ่ื พระปญั ญาตรัสรขู้ องพระพุทธเจา้ ๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือ การสำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ สำหรับคฤหัสถ์ สมาทานศึกษาปฏิบัติตามศีล ๕ หรือ ศีล ๘ สำหรับบรรพชิต หรือนักบวช ในพระพุทธศาสนา ต้องปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล ๔ มีสำรวมในพระปาติโมกข์ คือ ศลี ๒๒๗ เปน็ ต้น ๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยความสุขให้แก่ผู้อื่น คอื การเผอ่ื แผเ่ จอื จานแกบ่ คุ คลในระดบั ตา่ ง ๆ เชน่ ใหแ้ กภ่ กิ ษุ สามเณร บดิ า มารดา ผทู้ ม่ี อี ปุ การคณุ เปน็ ตน้ ตลอดถงึ ใหเ้ พอ่ื สงเคราะหอ์ นเุ คราะหแ์ กบ่ คุ คลผตู้ กทกุ ขไ์ ดย้ าก การใหเ้ ปน็ การสละความตระหน่ี มีใจกรุณาปรานี บรรเทาความโลภ ความเหน็ แกต่ วั ได ้ ๔. ปญั ญาสมั ปทา ถงึ พร้อมด้วยปญั ญา รู้จกั บาป บญุ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ ประโยชน์ คือ มีปัญญารู้เท่าทันเหตุแห่งความเส่ือมและเหตุแห่งความเจริญ แล้วหลีกเลี่ยงเหต ุ แห่งความเส่ือมน้ันเสีย ประกอบแต่เหตุแห่งความเจริญ โดยอาศัยความเช่ือที่ประกอบด้วยเหตุผล สามารถแกป้ ัญหาได้ทกุ กรณี สามารถส่งให้ถงึ พระนพิ านได ้ การปฏบิ ัติ จงมีความเชอ่ื ว่า ทำดียอ่ มไดด้ ี ทำชว่ั ย่อมได้ช่ัว ๕. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ัตติ นของมรรค ๔ ตอบ แปลว่า ทาง หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล ได้แก่ ญาณ คือ ความรทู้ เ่ี ปน็ เหตุใหผ้ ู้ปฏบิ ตั ิสามารถละสังโยชน์ได้เด็ดขาดเปน็ ชน้ั ๆ มี ๔ คอื ๑. โสดาปัตติมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงกระแสท่ีนำไปสู่พระนิพพานทีแรก หรือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน อันเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐ ิ วิจกิ จิ ฉา และสลี พั พตปรามาส ๒. สกทาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหต ุ ละสงั โยชน์ ได้ ๓ เหมอื นโสดาปัตตมิ รรค และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วชิ าธรรม
55 ๓. อนาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี ผู้ปฏิบัติ ในอนาคามิมรรค ไม่มีความยินดีในคู่ครอง เพราะละสังโยชน์เบ้ืองต่ำได้ทั้ง ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพั พตปรามาส กามราคะ และปฏฆิ ะ ๔. อรหัตตมรรค หมายถึง มรรคอนั ใหถ้ งึ ความเป็นพระอรหนั ต์ เป็นเหตลุ ะสังโยชน์ เบือ้ งตำ่ ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา สีลพั พตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ และสังโยชนเ์ บื้องสงู ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา โดยส้ินเชิง การปฏิบตั ิ การทำความดยี อ่ มไม่หวังผลตอบแทน ๖. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ิตนของผล ๔ ตอบ แปลว่า ทาง หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล ได้แก่ ญาณ คือ ความรู้ทเ่ี ป็นเหตใุ หผ้ ู้ปฏบิ ตั ิสามารถละสงั โยชนไ์ ด้เด็ดขาดเปน็ ชนั้ ๆ มี ๔ คอื ๑. โสดาปัตติมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก หรือมรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน อันเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วจิ ิกจิ ฉา และสีลัพพตปรามาส ๒. สกทาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหต ุ ละสังโยชน์ ได้ ๓ เหมือนโสดาปัตตมิ รรค และทำราคะ โทสะ โมหะ ใหเ้ บาบางลง ๓. อนาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี ผู้ปฏิบัต ิ ในอนาคามิมรรค ไม่มีความยินดีในคู่ครอง เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วจิ ิกจิ ฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏฆิ ะ ๔. อรหัตตมรรค หมายถงึ มรรคอนั ใหถ้ ึงความเปน็ พระอรหนั ต์ เป็นเหตลุ ะสงั โยชน์ เบือ้ งต่ำ ๕ คือ สกั กายทิฏฐิ วิจกิ ิจฉา สลี ัพพตปรามาส กามราคะ ปฏฆิ ะ และสงั โยชน์เบอ้ื งสูง ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อทุ ธัจจะ อวชิ ชา โดยส้นิ เชงิ มรรค ๔ น้ี เป็นปฏิปทา คือ แนวทางการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุอริยผลของบุคคล ผูบ้ รรลผุ ล จัดตามประเภทบคุ คล เรยี กวา่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหนั ต์ ตามลำดับ การปฏิบัติ การกระทำท่ีไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ผู้กระทำเกิดความสบายใจ ถือเป็น กศุ ลอนั ยง่ิ ใหญ่ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
56 ใบความรู้ท่ี ๓ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ในจตกุ กะ หมวด ๔ จตุกกะ หมวด ๔ อปัสเสนธรรม ๔ ๑. พิจารณาแลว้ เสพของอยา่ งหน่ึง ๒. พิจารณาแลว้ อดกลั้นของอย่างหนึ่ง ๓. พจิ ารณาแลว้ เว้นของอย่างหนึ่ง ๔. พิจารณาแลว้ บรรเทาของอยา่ งหนง่ึ อธิบาย อปัสเสนธรรม แปลว่า ธรรมดุจพนักพิง หมายถึง ธรรมเป็นท่ีอิงหรือพึ่งอาศัยของ ผมู้ ีปัญญาท่รี ู้จกั พิจารณาปฏิบตั ิตอ่ สงิ่ ตา่ ง ๆ ให้ถกู ตอ้ ง เพอื่ ไม่ให้เกิดทุกข์โทษแก่ตน เปน็ ทางป้องกัน ไม่ใหอ้ กศุ ลเกดิ ข้นึ และใหก้ ุศลเจรญิ ยงิ่ ขึ้น มี ๔ อย่าง คอื ๑. พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง หมายถึง เมื่อจำเป็นจะต้องเก่ียวข้องกับสิ่งของ เคร่ืองใช้ที่เหมาะสม ได้แก่ ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย ยารักษาโรค และบุคคล ตลอดถึงธรรม เป็นตน้ ท่ีจำเปน็ จะตอ้ งเกย่ี วขอ้ ง พงึ พจิ ารณาแลว้ จงึ ใช้สอยและเสพใหเ้ ป็นประโยชน์ อกุศลจะไมเ่ กิด และทีเ่ กดิ แลว้ กจ็ ะเสื่อมสิน้ ไป ๒. พิจารณาแล้วอดกล้ันของอย่างหนึ่ง หมายถึง เมื่อประสบกับอนิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ไ่ี มน่ า่ ปรารถนา มี หนาว รอ้ น หวิ กระหาย ถ้อยคำเสียดแทง และทกุ ขเวทนาอนั แรงกลา้ พึงรู้จักพิจารณาแล้วอดกลั้น เช่น บุคคลท่ีรู้จักพิจารณาว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” แลว้ อดกล้นั ได้ เป็นตน้ ๓. พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหน่ึง หมายถึง เม่ือรู้ว่าสิ่งที่เป็นโทษก่ออันตราย แก่ร่างกายหรือจิตใจ เช่น คนพาล การพนัน สุราเมรัย ส่ิงเสพติด เมื่อเข้าใกล้หรือเสพเข้าแล้ว อกุศลที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดข้ึน และกุศลท่ีเกิดแล้วย่อมเส่ือมส้ินไป พึงรู้จักพิจารณาหลีกเว้นเสีย เช่น เมอื่ รูว้ า่ “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด” ก็พึงเวน้ การคบหาสมาคมกบั คนพาล ๔. พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง หมายถึง เมื่อส่ิงที่เป็นโทษก่ออันตราย แก่ร่างกายหรือจิตใจ เช่น อกุศลวิตกอันประกอบด้วยกาม พยาบาท และเบียดเบียนกัน ตลอดถึง ความชัว่ รา้ ยทัง้ หลายซงึ่ เกิดขน้ึ แลว้ พงึ รู้จกั พจิ ารณาแก้ไขบำบดั หรือขจดั ให้สิ้นไป อปสั เสนธรรมท้งั ๔ น้ี เรียกอกี อย่างวา่ อุปนสิ ยั ๔ หมายถึง ธรรมเปน็ ทพ่ี งึ่ พงิ หรือธรรม ช่วยอุดหนุนให้ต้ังม่ันอยู่ในกุศลธรรมอ่ืน ๆ เพราะเม่ือรู้จักพิจารณาปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกต้อง ด้วยปัญญาตามหลัก อปัสเสนธรรม หรืออุปนิสัย ๔ อย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ก็ไมเ่ กิดขนึ้ ท่เี กิดขนึ้ แล้วกจ็ ะบรรเทาและสญู ส้ินไป แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชนั้ โท วิชาธรรม
57 ๑. เมตตา อปั ปมัญญา ๔ ๒. กรณุ า ความรกั สนิทสนม ๓. มุทติ า ความสงสาร ความเหน็ ใจเมอื่ เห็นผอู้ ืน่ ประสบทุกข ์ ๔. อุเบกขา ความพลอยยนิ ดีดว้ ย ความวางเฉย อธบิ าย อัปปมัญญา แปลว่า ภาวะจิตท่ีแผ่ไปโดยไม่มีประมาณ หมายถึง การแผ่คุณธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปในหมู่มนุษย์และสัตว์หาประมาณมิได้ คือ ไม่จำกัดขอบเขต แต่ถ้าแผ่ไปโดยเจาะจงตัวบุคคล หรือโดยไม่เจาะจงตัวบุคคลแต่ยังมุ่งจำกัดเอาหมู่คนหรือสัตว ์ เรียกว่า พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม หรือธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ หมายถึง พรหมโดยสมมติ คือ ท่านผ้เู ปน็ ผู้ใหญ่ ในทน่ี ี้หมายถงึ ธรรม ๔ อย่าง คือ ๑. เมตตา ความรักสนิทสนม หมายถึง ความรักใคร่ท่ีเว้นจากราคะความกำหนัด เป็นความปรารถนาดีอยากให้ผู้อ่ืนสัตว์อื่นมีความสุขความเจริญ มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์ แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า การเจริญเมตตา ให้พิจารณาเห็นโทษของโทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย ผอู้ น่ื และเหน็ อานสิ งสผ์ ลดขี องขนั ติ คอื ความอดทนอดกลน้ั ทค่ี วรประกอบใหม้ ใี นจติ เพอื่ ขม่ โทสะนนั้ ลงให้ได้แล้วจึงเจริญเมตตาจิตไปในสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ เมื่อเริ่มเจริญนั้น พึงต้ังเมตตาจิตในตน ก่อนในทำนองว่า “ขอเราจงเป็นสุข อย่าได้มีทุกข์ มีเวรมีภัยแก่ใคร ๆ เลย อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกขใ์ จ จงเปน็ สขุ ๆ รกั ษาตนใหพ้ ้นจากทุกข์ภัยท้งั สิน้ เถดิ ” ดงั นี้ เพื่อทำตนใหเ้ ป็นพยานเปรยี บเทียบ ให้เหน็ วา่ ตนรักสขุ เกลียดทุกข์ฉันใด ผ้อู ืน่ หรอื สตั ว์อ่นื กร็ ักสขุ เกลยี ดทุกข์ฉันน้นั เมอ่ื พจิ ารณาได้ดังนี้ จิตของบุคคลนั้นก็จะมีความสุข ในลำดับนั้น พึงเจริญเมตตาจิตไปในสรรพสัตว์ท่ัวไป ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขตในทำนองว่า “ขอให้สัตว์ท้ังปวงจงอย่ามีเวร อย่ามีความพยาบาทต่อกันและกันเลย อย่าไดม้ ีความทกุ ข์กายทกุ ขใ์ จ จงมคี วามสุข รักษาตนให้พน้ จากทุกขภ์ ัยทั้งส้ินเถดิ ” เมตตาภาวนานี้เป็นข้าศึกแก่โทสะ และเป็นคุณธรรมท่ีทำลายความรู้สึกพยาบาท โดยตรง เมอื่ บคุ คลเจรญิ เมตตานย้ี อ่ มละโทสะและพยาบาทได้ จติ กจ็ ะตงั้ มนั่ เปน็ สมาธโิ ดยเรว็ ผลทไ่ี ดร้ บั จากการเจรญิ เมตตาอยู่เสมอ ๒. กรณุ า ความสงสาร ความหวนั่ ใจเมอื่ เหน็ ผอู้ นื่ ประสบทกุ ข์ หมายถงึ เหน็ ผอู้ นื่ ตกทกุ ข์ เดอื ดรอ้ นคดิ จะชว่ ยใหพ้ น้ ทกุ ข์ โดยใฝใ่ จในอนั จะปลดเปลอ้ื งบำบดั ความทกุ ขย์ ากเดอื ดรอ้ นของปวงสตั ว์ ไม่มีประมาณ การเจริญกรุณา คือ ความสงสารรู้สึกเห็นใจต่อคนหรือสัตว์กำลังประสบความทุกข์ภัย อันตราย ผู้เจริญกรุณาต้องกำหนดใจว่า “ขอคนหรือสัตว์ผู้ประสบทุกข์จงพ้นจากความทุกข์เกิด” เมื่อกำหนดจิตไว้อย่างน้ีบ่อย ๆ ย่อมจะกำจัดวิหิงสา (หรือวิเหสา) คือ ความคิดเบียดเบียนต่อคน หรือสัตว์ทั้งหลายลงไปได้ และจะไม่เศร้าโศกเสียใจเมื่อคนหรือสัตว์เหล่าน้ันไม่พ้นจากความทุกข ์ ตามทตี่ นต้องการ เพราะภาวะจิตมีแต่ความสงบ แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
58 ๓. มุทิตา ความพลอยยินดีด้วย หมายถึง เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุขและเจริญงอกงาม ประสบความสำเร็จ ก็พลอยมีใจแช่มช่ืนเบิกบาน ตรงกันข้ามกับผู้มีจิตริษยา การเจริญมุทิตา คือ ความพลอยยินดีเม่ือผู้อ่ืนได้ดี ผู้เจริญมุทิตาต้องใช้ในกรณีที่พบเห็นผู้อื่นได้ดี โดยให้กำหนดใจว่า “ขอให้สัตว์ท้ังหลายอย่าได้เสื่อมจากสมบัติท่ีตนได้แล้ว” หรือขอให้สัตว์เหล่านี้ย่ังยืนอยู่ในสุขสมบัติ ของตน ๆ” เมอ่ื นกึ กำหนดใจเชน่ น้ี จติ กจ็ ะกำจดั ความไมย่ นิ ดใี นสมบตั ขิ องผอู้ น่ื ลงไปได้ ความคดิ รษิ ยาก็ จะไมเ่ กดิ ขน้ึ ๔. อุเบกขา ความวางเฉย หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง เช่น ไม่สามารถท่ีจะแผ่ เมตตากรุณาไปในคนร้ายทำความผิดถูกตำรวจจับ หรือไม่สามารถแผ่มุทิตา คือ พลอยยินดีด้วยการ ไดร้ บั ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองของบคุ คลผทู้ ำโจรกรรมมาได้ หรอื กรณที เ่ี หน็ คนสองฝา่ ยเปน็ ความฟอ้ งรอ้ งกนั เม่ือศาลตัดสินให้ฝ่ายหน่ึงฝ่ายใดชนะ จะพลอยยินดีกับฝ่ายชนะ เสียใจไปกับฝ่ายแพ้ เช่นนี้ ไมส่ ามารถทำได้ จงึ ควรมอี ุเบกขา คอื ความวางจติ เรียบสงบ สมำ่ เสมอ เท่ียงตรงดุจตราชง่ั มองเหน็ มนุษย์และสัตว์ท้ังหลายได้รับผลดีผลร้ายตามเหตุปัจจัยและกรรมท่ีกระทำไว้ ไม่เอนเอียงไปด้วย ความชอบหรือความชัง การเจริญอุเบกขา อุเบกขา คือจิตวางเฉย เป็นกลาง ไม่แสดงความยินดี ในกรณีที่ศัตรูคู่แข่งประสบความพิบัติ และเสียใจในกรณีท่ีคนรักและผู้เกี่ยวข้องประสบความพิบัติ เพราะกรรมคือการกระทำของเขาเอง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ท้ังหลายกระทำไว้แล้วอันควรได้รับ ผลดีหรือช่ัวสมควรแก่เหตุที่กระทำ พร้อมท่ีจะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม ผู้เจริญอุเบกขาพึงมี ความรู้สกึ เป็นกลาง ๆ ในสรรพสตั ว์ ไม่ดีใจหรอื เสียใจในเหตสุ ุขทุกขข์ องสรรพสัตว์ โดยมคี วามรู้สกึ วา่ “สตั วท์ งั้ หลายมกี รรมเปน็ ของของตน ยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม ทำกรรมใดไว้ ยอ่ มไดร้ บั ผลของกรรมนน้ั ” พึงนึกบริกรรมเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจิตจะต้ังมั่นเป็นสมาธิ เมื่อคิดอยู่เช่นน้ีเร่ือย ๆ จิตก็จะละราคะ และปฏิฆะ ในบคุ คลอ่นื หรอื สตั วอ์ ืน่ ลงไปได้ และต้งั มัน่ เป็นสมาธโิ ดยเรว็ บคุ คลใดก็ตามเม่ือจะแผค่ ุณธรรมทั้ง ๔ อย่างน้ใี ห้เป็นอัปปมญั ญา พงึ แผอ่ อกไปในมนุษย์ หรอื สตั ว์ท้งั หลายอย่างมีจิตใจสมำ่ เสมอทว่ั กนั ไม่มปี ระมาณ ไมจ่ ำกัดขอบเขต พระอริยบคุ คล ๔ ๑. พระโสดาบนั ผ้แู รกถงึ กระแสพระนพิ พาน ๒. พระสกทาคามี ผู้กลบั มาเกิดอกี ชาตเิ ดียว ๓. พระอนาคามี ผไู้ มก่ ลบั มาเกดิ อกี ๔. พระอรหันต์ ผไู้ กลจากกิเลสโดยส้ินเชิง อธิบาย อรยิ บคุ คล แปลวา่ บุคคลผ้ปู ระเสริฐ หมายถึง บคุ คลผไู้ ดบ้ รรลอุ รยิ ผลอนั เป็นโลกตุ ตระ จึงจัดเป็นผู้ประเสริฐในพระพุทธศาสนา เพราะสามารถละสังโยชน์กิเลสได้เด็ดขาดตามภูมิธรรม ของตน จดั ลำดับเป็น ๔ ชั้น คือ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ช้ันโท วิชาธรรม
59 ๑. พระโสดาบัน ผู้แรกถึงกระแสพระนิพพาน หมายถึง ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผล แลว้ เรยี กวา่ ผเู้ ขา้ ถงึ กระแสแหง่ อรยิ มรรคทจี่ ะนำไปสพู่ ระนพิ พาน โดยมคี วามเปน็ ผไู้ มต่ กตำ่ เปน็ ธรรมดา คือ ไม่มีอันต้องไปเกิดในอบายภูมิจัดเป็นพระอริยบุคคลชั้นแรกสุดในพระพุทธศาสนาละสังโยชน์ได้ ๓ อยา่ ง คอื สักกายทฏิ ฐิ วจิ ิกจิ ฉา สีลพั พตปรามาส ๒. พระสกทาคามี ผู้กลับมาเกิดอีกชาติเดียว หมายถึง ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผล แล้วเป็นผู้กลับมาเกิดในมนุษยโลกอีกครั้งเดียวก็ปรินิพพาน โดยยังจะต้องไปเกิดในเทวโลก อีกครั้งหน่ึงแล้วจึงจะกลับมาเกิดในมนุษยโลก แล้วจะได้บรรลุอรหัตผลปรินิพพานไปในท่ีสุด จัดเป็น พระอริยบุคคลช้ันที่ ๒ ในพระพุทธศาสนา พระสกทาคามีละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง เช่นเดียวกับ พระโสดาบนั พร้อมท้งั ทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลง ๓. พระอนาคามี ผไู้ มก่ ลบั มาเกดิ อกี หมายถงึ ทา่ นผปู้ ฏบิ ตั อิ โุ บสถศลี สำรวมอนิ ทรยี ์ ๖ สำเรจ็ อนาคามผิ ล ซงึ่ จดั เปน็ พระอรยิ บคุ คลชน้ั ท่ี ๓ เมอ่ื สน้ิ ชวี ติ แลว้ ไมต่ อ้ งกลบั มาเกดิ ในมนษุ ยโลกอกี จะไปเกิดในพรหมโลกช้ันสุทธาวาส (ที่เกิดอยู่ของท่านผู้บริสุทธ์ิ ๕ ช้ัน คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา) และจะปรินิพพานในที่นั้น พระอนาคามีละสังโยชน์ข้ันต้นหรือขั้นต่ำ เรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ ได้ ๕ อยา่ ง คือ สกั กายทิฏฐิ วจิ กิ จิ ฉา สีลพั พตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ และ ทำราคะ โทสะ โมหะ ใหเ้ บาบางลง ๔. พระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลสโดยส้ินเชิง หมายถึง ท่านผู้บรรลุอรหัตผลสำเร็จ เป็นพระอริยบุคคลช้ันสูงสุดในพระพุทธศาสนา และเป็นอเสขบุคคลผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ทั้งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือสังโยชน์เบ้ืองต่ำ ๕ อย่าง และอุทธมั ภาคิยสงั โยชน์ คือสังโยชน์เบ้อื งสูงได้อกี ๕ อยา่ ง คือ รปู ราคะ อรปู ราคะ มานะ อุทธจั จะ และอวชิ ชา และทำราคะ โทสะ โมหะ ใหห้ มดไป พระอรยิ บคุ คล ๔ ประเภทน้ี จดั เป็นพระอรยิ สงฆใ์ นพระพุทธศาสนา เพราะละสังโยชน์ ได้เด็ดขาดเป็นช้ัน ๆ น้อยหรือมากแตกต่างกันไป เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นเสมอเหมือน หากผู้ศึกษาใคร่จะพ้นทุกข์บรรลุถึงสันติสุขอย่างแท้จริง ก็ควรระลึกถึงให้เป็นสังฆานุสสติ และ นอ้ มนำเอาปฏปิ ทาของท่านมาเป็นแบบอย่างในการดำเนนิ ตอ่ ไป แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
60 สัมปรายกิ ตั ถประโยชน์ ๔ ๑. สทั ธาสมั ปทา ถงึ พร้อมดว้ ยศรทั ธา ๒. สลี สมั ปทา ถงึ พร้อมดว้ ยศีล ๓. จาคสมั ปทา ถงึ พรอ้ มด้วยการบรจิ าคทาน เป็นการ เฉลี่ยสขุ ให้แกผ่ ้อู น่ื ๔. ปัญญาสมั ปทา ถงึ พรอ้ มด้วยปัญญา ร้จู ักบาป บญุ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใชป่ ระโยชน์ อธบิ าย สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ แปลวา่ ประโยชนใ์ นภายหนา้ หรอื ประโยชนใ์ นภพหนา้ ชาตหิ นา้ หมายถงึ คุณธรรมทจ่ี ะเป็นเหตใุ หม้ ีความสขุ ในภพหนา้ มี ๔ อย่าง คอื ๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือ ความเชื่อประกอบด้วยปัญญา มีเหตุมีผล ไม่เช่ือง่าย ไม่เช่ืออย่างงมงายไร้เหตุผล โดยมีหลักความเชื่อ ๔ อย่าง คือ ๑) กัมมสัทธา เช่ือกรรม ได้แก่ การกระทำ ซ่ึงเป็นเหตุแห่งความสุขหรือความทุกข์ ๒) วิปากสัทธา เชื่อในผลของการกระทำ เชอื่ วา่ ทกุ คนทเ่ี กดิ มามคี วามแตกตา่ งกนั กเ็ พราะผลของการกระทำในอดตี ของตน ๓) กมั มสั สกตาสทั ธา เช่ือว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตัว ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เป็นต้น ๔) ตถาคตโพธสิ ทั ธา เชอ่ื พระปญั ญาตรสั รูข้ องพระพุทธเจา้ ๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือ การสำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ สำหรับคฤหัสถ์ สมาทานศึกษาปฏิบัติตามศีล ๕ หรือ ศีล ๘ สำหรับบรรพชิต หรือนักบวช ในพระพุทธศาสนา ต้องปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล ๔ มี สำรวมในพระปาติโมกข์ คือ ศีล ๒๒๗ เปน็ ตน้ ๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยความสุขให้แก่ผู้อื่น คือ การเผ่ือแผเ่ จือจานแกบ่ คุ คลในระดับตา่ ง ๆ เช่น ใหแ้ ก่ภกิ ษุ สามเณร บิดา มารดา ผู้ท่ีมอี ุปการคุณ เป็นต้น ตลอดถึงให้เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่บุคคลผู้ตกทุกข์ได้ยาก การให้เป็นการสละ ความตระหน่ี มใี จกรณุ าปรานี บรรเทาความโลภ ความเหน็ แก่ตวั ได้ ๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ ประโยชน์ คือ มีปัญญารู้เท่าทันเหตุแห่งความเสื่อมและเหตุแห่งความเจริญ แล้วหลีกเลี่ยงเหตุ แห่งความเสื่อมน้ันเสีย ประกอบแต่เหตุแห่งความเจริญ โดยอาศัยความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล สามารถแก้ปญั หาไดท้ ุกกรณี สามารถส่งใหถ้ ึงพระนิพานได้ สัมปรายกิ ัตถธรรม ๔ อย่าง นี้ เปน็ หลักธรรมทที่ ำใหบ้ ุคคลผปู้ ฏบิ ัติได้รบั ผลในภายหนา้ หรือโลกหน้า หลักธรรมท่ีมีศรัทธาจะต้องมีปัญญาควบคู่เสมอ เพราะหากมีแต่ความเช่ืออย่างเดียว อาจทำให้เป็นคนงมงายเชื่อง่ายโดยไม่มีเหตุผล และหากมีปัญญาอย่างเดียวไม่มีความเช่ือใคร หรือสิ่งใดเลย ก็จะเป็นคนแข็งกระด้างเพราะทะนงตนว่าเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่นและไม่ยอมรับเหตุผล ของคนอนื่ อาจทำให้พลาดโอกาสอันดีงามไป แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
61 มรรค ๔ ๑. โสดาปัตตมิ รรค ๒. สกทาคามมิ รรค ๓. อนาคามิมรรค ๔. อรหัตตมรรค อธิบาย มรรค แปลวา่ ทาง หมายถงึ ทางเข้าถึงความเปน็ พระอริยบุคคล ได้แก่ ญาณ คือ ความรู้ ที่เปน็ เหตุใหผ้ ู้ปฏิบัตสิ ามารถละสังโยชน์ไดเ้ ด็ดขาดเป็นชนั้ ๆ มี ๔ คอื ๑. โสดาปัตติมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงกระแสท่ีนำไปสู่พระนิพพานทีแรก หรือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน อันเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา และสลี พั พตปรามาส ๒. สกทาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหต ุ ละสงั โยชน์ ได้ ๓ เหมอื นโสดาปตั ตมิ รรค และทำราคะ โทสะ โมหะ ใหเ้ บาบางลง ๓. อนาคามมิ รรค หมายถงึ มรรคอนั ใหถ้ งึ ความเปน็ พระอนาคามี ผปู้ ฏบิ ตั ใิ นอนาคามมิ รรค ไมม่ คี วามยนิ ดใี นคคู่ รอง เพราะละสงั โยชนเ์ บอื้ งตำ่ ไดท้ ง้ั ๕ คอื สกั กายทฏิ ฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาส กามราคะ และปฏฆิ ะ ๔. อรหัตตมรรค หมายถึง มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ เบ้ืองต่ำ ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ และสังโยชน์เบื้องสูง ๕ คอื รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อทุ ธัจจะ อวิชชา โดยส้ินเชงิ มรรค ๔ นี้ เปน็ ปฏปิ ทา คอื แนวทางการปฏบิ ตั เิ พอื่ ใหบ้ รรลอุ รยิ ผลของบคุ คล ผบู้ รรลผุ ล จัดตามประเภทบคุ คล เรยี กว่า โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหนั ต์ ตามลำดบั แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
62 ผล ๔ ๑. โสดาปตั ตผิ ล ๒. สกทาคามผิ ล ๓. อนาคามผิ ล ๔. อรหัตตผล อธิบาย ผล เป็นธรรมารมณ์สืบเน่ืองมาจากมรรค เป็นผลท่ีเกิดจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค หรอื ธรรมารมณ์อันพระอรยิ บคุ คลพงึ เสวย เปน็ ชือ่ ของโลกุตตรธรรมทใ่ี ช้คู่กบั มรรค มี ๔ อยา่ ง คือ ๑. โสดาปัตติผล หมายถึง ผลแห่งการเข้าถึงกระแสท่ีนำไปสู่พระนิพพาน ผลคือ ความเป็นพระโสดาบัน หรอื ผลอนั พระโสดาบันพึงเสวยหรอื ไดร้ บั ๒. สกทาคามิผล หมายถึง ผลคือความเป็นพระสกทาคามี หรือผลอันพระสกทาคาม ี พึงเสวยหรอื ไดร้ ับ ๓. อนาคามผิ ล หมายถึง ผลคือความเป็นพระอนาคามี หรือผลอันพระอนาคามพี งึ เสวย หรอื ได้รบั ๔. อรหัตตผล หมายถึง ผลคือความเป็นพระอรหันต์ หรือผลอันพระอรหันต์พึงเสวย หรือได้รับผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุอริยผลทั้ง ๔ นี้ จัดเป็นพระอริยบุคคล ๔ จำพวกดังกล่าวแล้ว เรียกอีกอย่างว่า สามัญญผล หมายถึง ผลของความเป็นสมณะ หรือผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ในพระพทุ ธศาสนา สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ ทรงแสดงขอ้ อปุ มาเปรยี บเทยี บมรรคกบั ผล ให้เข้าใจชัดไว้ว่า สังโยชน์ท่ีมรรคกำจัดเสียได้นั้น เปรียบเหมือนโรคในร่างกาย มรรคเปรียบเหมือน ยารกั ษาโรคใหห้ าย ผลเปรยี บเหมอื นความสขุ อนั เกดิ แตค่ วามหมดโรค อกี นยั หนง่ึ สงั โยชนเ์ ปรยี บไดก้ บั เหล่าโจรในป่า มรรคเปรียบได้กับกิริยาที่ปราบเหล่าโจร ผลเปรียบได้กับความสงบราบคาบที่เกิดมี เพราะหมดเหลา่ โจรฉะนน้ั แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
63 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๔ ธรรมศกึ ษาชน้ั โท สาระการเรยี นรวู้ ิชาธรรม เรอ่ื ง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ เวลา.........................ชวั่ โมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรียนร้ ู มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัตติ ามหลักธรรม เพอ่ื อย่รู ว่ มกนั อย่างสนั ติสุข ๒. ผลการเรียนรู้ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในปัญจกะ หมวด ๕ ๓. สาระสำคญั หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ เปน็ หลกั ธรรมทว่ี า่ ดว้ ย อนปุ พุ พกี ถา ๕ มัจฉริยะ ๕ มาร ๕ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ และเวทนา ๕ หากบุคคลยึดม่ันและปฏิบัติได้จะทำให ้ อยู่ในสงั คมดว้ ยความเปน็ สุข ๔. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนอธบิ ายหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในปัญจกะ หมวด ๕ ได ้ ๕. สาระการเรยี นรู้/เนื้อหา - อนุปุพพีกถา ๕ - มัจฉรยิ ะ ๕ - มาร ๕ - นวิ รณ์ ๕ - ขนั ธ์ ๕ - เวทนา ๕ ๖. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๑. ให้นกั เรียนสวดมนตไ์ หว้พระ นัง่ สมาธิกอ่ นเรียน ๕ นาท ี ขัน้ สืบค้นและข้ันเชอ่ื มโยง ๒. ครูและนกั เรยี นสนทนาเก่ียวกบั หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ โดยใช้คำถามเพ่อื พัฒนาทักษะกระบวนการคิดและเชื่อมโยงไปสกู่ ารเรียนรู้ - นกั เรยี นเคยเรยี นเรอ่ื งหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ บา้ งหรอื ไม ่ - หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในปัญจกะ หมวด ๕ มีอะไรบ้าง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในปัญจกะ หมวด ๕ จากท่ีไหนบ้าง แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
64 ขน้ั ฝกึ ๓. แบง่ นกั เรียนออกเปน็ ๓ กลมุ่ โดยให้แตล่ ะกลุ่มศกึ ษาหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ ซงึ่ ประกอบดว้ ย กลมุ่ ท่ี ๑ อนปุ พุ พกี ถา ๕ มจั ฉรยิ ะ ๕ กลมุ่ ที่ ๒ มาร ๕ นวิ รณ์ ๕ และกล่มุ ท่ี ๓ ขนั ธ์ ๕ เวทนา ๕ จากใบความรทู้ ่ี ๔ ๔. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ จดั เตรียมการเสนอผลงานหนา้ ชนั้ เรยี น ขน้ั ประยุกต์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อที่ตนเองได้รับมอบหมายเพื่อ แลกเปลีย่ นเรยี นร้ ู ๖. นักเรยี นในแต่ละกลุม่ ตอบคำถามตามใบกิจกรรมที่ ๔ ๗. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ ในแตล่ ะหัวขอ้ ๗. ภาระงาน/ชน้ิ งาน ท ี่ ภาระงาน ชน้ิ งาน ๑ ตอบคำถามเก่ยี วกับหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ ใบกิจกรรมท่ี ๔ ๘. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้ ๑. ใบความรู้ที่ ๔ เร่อื ง หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ ๒. ใบกจิ กรรมท่ี ๔ ๙. การวัดผลและประเมินผล ส่ิงทีต่ อ้ งการวดั วิธวี ดั เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ นกั เรียนอธิบาย - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผา่ น = ได้คะแนนตง้ั แต่ร้อยละ หลักธรรมของ ผลงาน ๖๐ ขน้ึ ไป พระพทุ ธศาสนา ไม่ผา่ น = ได้คะแนนตำ่ กว่า ในปญั จกะ หมวด ๕ ได้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
65 แบบประเมนิ ผลงานใบกิจกรรมท่ี ๔ ขอ้ ที ่ ๓ คะแนน ระดับคะแนน ๑ คะแนน ๑-๖ ตอบคำถามถกู ตอ้ ง ๒ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง ตอบคำถามไดถ้ ูกต้อง ตรงประเด็นน้อย ตรงประเดน็ ตรงประเด็นเป็นส่วนใหญ ่ เกณฑก์ ารตดั สิน เกณฑ ์ รอ้ ยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขึ้นไป ๑๑ คะแนนขึ้นไป ไม่ผ่าน ต่ำกวา่ ๖๐ ๑๐ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑ์การตัดสนิ สามารถปรบั ไดต้ ามความเหมาะสมกับกลุ่มเปา้ หมาย แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
66 ใบกิจกรรมท่ี ๔ หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในปัญจกะ หมวด ๕ ชือ่ กลมุ่ .................................. ชอื่ ............................................................................................ชั้น................เลขที่................................ ชื่อ............................................................................................ชั้น................เลขท.่ี ............................... ช่ือ............................................................................................ชน้ั ................เลขท.่ี ............................... ช่อื ............................................................................................ชั้น................เลขที.่ ............................... คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี จำนวน ๖ ขอ้ (๑๘ คะแนน) ๑. อธิบายถึงความหมายและการปฏิบตั ติ นของอนปุ ุพพกี ถา ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๒. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏิบัติตนของมจั ฉรยิ ะ ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๓. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏิบตั ิตนของมาร ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๔. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ัติตนของนวิ รณ์ ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๕. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ติ นของขันธ์ ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๖. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบัติตนของเวทนา ๕ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาธรรม
67 เฉลยใบกิจกรรมท่ี ๔ หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ ๑. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏบิ ัตติ นของอนุปพุ พีกถา ๕ ตอบ แปลว่า ถ้อยคำที่พรรณนาความโดยลำดับ หมายถึง พระธรรมเทศนา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกจิตของเวไนยสัตว์ผู้มีอุปนิสัยสามารถจะบรรล ุ ธรรมพเิ ศษ ให้หมดจดเป็นช้ัน ๆ จากง่ายไปหายาก ซึง่ เปน็ การเตรียมจติ ของผูฟ้ ังให้พรอ้ มทจ่ี ะรับฟงั อรยิ สจั ตอ่ ไป มี ๕ อยา่ ง คือ ๑. ทานกถา กลา่ วถงึ ทาน คอื ทรงแสดงประโยชนข์ องการใหท้ าน การเสยี สละแบง่ ปนั เพื่อให้คนที่มีจิตใจตระหน่ีเห็นแก่ตัวละความตระหน่ีเห็นแก่ตัวน้ันแล้วมีใจเผื่อแผ่เก้ือกูลแก่ผู้อ่ืนด้วย กำลังทรัพย์ของตน พรรณนาถึงคุณของทานโดยประการต่าง ๆ เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เปน็ รากฐานแหง่ สรรพสมบตั ิ เปน็ แหลง่ เกดิ โภคสมบตั ทิ งั้ หลาย เปน็ ทพี่ งึ่ ของสตั วท์ งั้ หลายท้ังในโลกน้ี และโลกหนา้ เป็นต้น ๒. สีลกถา กล่าวถึงศีล คือ ทรงแสดงประโยชน์ของศีล ความประพฤติเรียบร้อย เพ่ือฟอกจิตไมใ่ ห้เป็นคนโหดร้าย มือไว ใจเรว็ ข้ีปด หมดสติ หรือไมส่ รา้ งเวรภัยใหเ้ กดิ ข้ึนในหมคู่ ณะ ที่ตนอยู่อาศัยด้วย พรรณนาถึงคุณของศีล เช่น ศีลเป็นท่ีพึ่งอาศัย ท่ีพักหน่วงเหน่ียวโภคสมบัต ิ ท้งั หลายท้งั ในโลกน้แี ละโลกหน้า บุคคลล้วนอาศยั ศลี เปน็ ทพี่ ึ่งจึงได้เกิดมาเปน็ มนษุ ย ์ ๓. สคั คกถา กลา่ วถงึ สวรรค์ คอื ทรงแสดงสมบตั ิ คอื ความดงี าม อนั บคุ คลผใู้ หท้ าน และรกั ษาศลี จะพงึ ไดร้ บั ในมนษุ ยโลก ตลอดถงึ สวรรค์ ซ่งึ เปน็ สว่ นที่น่ายินดีเพราะเพียบพรอ้ มไปดว้ ย กามคณุ เปน็ การพรรณนาถงึ ความสขุ ในสวรรคว์ า่ นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ นา่ พอใจ ซง่ึ ในการทจี่ ะเขา้ ถงึ ได้ ตอ้ งใหท้ าน รักษาศลี เพ่อื ใหเ้ ห็นอานสิ งส์แห่งทานและศีลเด่นชดั ข้นึ ๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม คือ ทรงแสดงถึงโทษของกามคุณว่า แม้กามจะให้ความยินดีโดยประการต่าง ๆ ถึงกระนั้นก็ยังเจือไปด้วยทุกข์ จึงไม่ควรจะเพลิดเพลินไป โดยส่วนเดียว แต่ควรที่จะเบ่ือหน่าย ดังน้ัน กามคุณแม้จะเป็นส่ิงท่ีต้องการของเหล่าเทวดาและ มนษุ ย์ แต่ก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ พรอ้ มทัง้ ผลร้ายที่สบื เนือ่ งมาแตก่ าม ไม่ควรหลงใหลหมกมุ่นมัวเมา เพราะกามสุขในสวรรค์กไ็ ม่ย่ังยืน มีความยนิ ดีน้อย มีทุกข์มาก ๕. เนกขมั มานสิ งั สกถา กลา่ วถงึ อานสิ งสแ์ หง่ การออกจากกาม คอื ทรงแสดงถงึ ผลดี ของการไม่หมกมุ่นเพลิดเพลินติดอยู่ในกาม แต่ควรมีฉันทะในการแสวงความดีงามและความสุขสงบ ที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เป็นการให้จิตมีอิสระปลอดโปร่ง ไม่ติดใจหรือเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณ ด้วยการออกบวช เพื่อที่จะแสวงหาความสุขสงบอันประณีตอยา่ งแทจ้ ริง การปฏิบตั ิ จงคดิ เร่ืองดี การทำดี ทงั้ ต่อหน้าและลบั หลังผอู้ นื่ ทั้งในทล่ี บั และที่แจ้ง แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้ันโท วิชาธรรม
68 ๒. อธิบายถงึ ความหมายและการปฏิบตั ติ นของมัจฉรยิ ะ ๕ ตอบ แปลว่า ความตระหน่ี หมายถึง ความหวงแหนกีดกันไม่ให้ผู้อ่ืนได้ดีหรือ มีส่วนร่วม คือ ความไม่พอใจท่ีจะให้ส่ิงของของตนแก่ผู้อื่นด้วยอาการท่ีหวงแหนเหนียวแน่น โดยมีความโลภเปน็ สมฏุ ฐาน จำแนกไว้ ๕ อยา่ ง คือ ๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหน่ีท่ีอยู่ หมายถึง ความหวงแหนถิ่นที่อยู่อาศัยของตน ไมพ่ อใจใหค้ นตา่ งดา้ ว ต่างชาติ ตา่ งศาสนา ต่างหมู่ ตา่ งคณะ เขา้ มาอยปู่ ะปนแทรกแซง โดยกดี กัน ผอู้ ื่นหรอื ผมู้ ิใชพ่ วกของตน ไม่ใหเ้ ขา้ อยอู่ าศัยในถ่นิ ฐานของตน เปน็ ตน้ เป็นลักษณะของคนท่รี งั เกียจ คนต่างชาติ ตา่ งถิน่ เข้ามาอยู่อาศัย ๒. กุลมัจฉริยะ ตระหน่ีสกุล หมายถึง ความหวงแหนสกุลของตนเอง ไม่ยอมให้ สกุลอ่ืน ๆ มาเก่ียวดองผูกพันด้วย เช่น ไม่อยากให้บุตรหลานในตระกูลอื่นมาแต่งงานกับบุตรหลาน ในตระกูลของตน เป็นต้น จัดเป็นกุลมัจฉริยะในฝ่ายคฤหัสถ์ ส่วนในฝ่ายบรรพชิต เช่น ภิกษุหวง สกลุ อปุ ัฏฐาก คอยกีดกันภกิ ษุอน่ื ไม่ใหเ้ กยี่ วข้องได้รบั การบำรุงดว้ ย เปน็ ตน้ ๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ หมายถึง ความหวงแหนทรัพย์สมบัติพัสดุส่ิงของ ต่าง ๆ ซ่ึงเป็นของตนอย่างเหนียวแน่น ไม่ต้องการจะแบ่งปันให้บุคคลอ่ืน หรือการหวงผลประโยชน์ เช่น กีดกันไม่ให้ลาภหรือรายได้เกิดขึ้นแก่ผู้อ่ืน เป็นต้น เป็นลักษณะของคนที่ไม่รู้จักแบ่งปันหวงไว้ บริโภคคนเดยี ว ๔. วัณณมัจฉริยะ ตระหน่ีวรรณะ หมายถึง ความหวงผิวพรรณร่างกายของตน ไม่ปรารถนาให้ผู้อ่ืนสวยงามกว่า อีกอย่างหน่ึงหมายถึง ความหวงคำสรรเสริญคุณ ไม่อยากให้ใคร มีคุณความดีเด่นกว่าตน หรือไม่พอใจเม่ือได้ยินคำสรรเสริญคุณความดีของผู้อ่ืน ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่น ทัดเทยี มตนหรือเสมอกับตนในคุณความดีนน้ั ๆ ๕. ธัมมมจั ฉรยิ ะ ตระหนธ่ี รรม หมายถงึ ความหวงแหนธรรม หวงวชิ าความรู้ และ คุณพิเศษท่ีตนได้บรรลุ ไม่ปรารถนาจะแสดง บอกกล่าว หรือสั่งสอนให้แก่บุคคลอ่ืน ๆ ด้วยเกรงว่า เขาจะรู้ทัดเทียมตนหรือเกินตน เพราะต้องการรู้เฉพาะตนแต่ผู้เดียว เป็นลักษณะของคนหวงแหน ศิลปะวิทยาหรือหวงวิชา การปฏิบตั ิ จงยินดีเมอ่ื ผูอ้ ื่นได้ดี และไมซ่ ้ำเตมิ เม่อื ผอู้ น่ื พลาดพลั้ง ๓. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ัตติ นของมาร ๕ ตอบ แปลว่า สภาพท่ีทำให้ตาย หมายถึง ส่ิงที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความด ี และผลที่คาดหวัง หรือสิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการท่ีกำจัดขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จ มี ๕ อยา่ ง คือ ๑. ขันธมาร มารคือปัญจขันธ์ หมายถึง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ช่ือว่ามาร เพราะทำให้ลำบาก เป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่งให้เบ่ือหน่าย ไม่มั่นคง ทนทาน เปน็ ภาระในการบรหิ าร ทง้ั แปรปรวนเสอ่ื มโทรมไปเพราะความเจบ็ ปว่ ย เปน็ ตน้ ลว้ นตดั รอน บัน่ ทอนโอกาสมใิ ห้บุคคลทำกจิ หนา้ ทห่ี รือบำเพญ็ คณุ ความดไี ดเ้ ตม็ ท่ตี ามตอ้ งการ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
69 ๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส หมายถึง กิเลสท่ีกำจัดและขัดขวางความดี ทำสัตว์ บคุ คลใหป้ ระสบความพนิ าศทั้งในปัจจบุ นั และอนาคต เมื่อตกอยู่ในอำนาจของมันแล้ว มันยอ่ มผูกรัด คือ พันไว้ให้อยู่ในอำนาจ เป็นเหตุให้ทำส่ิงที่ไม่ควรทำ พูดส่ิงที่ไม่ควรพูด คิดสิ่งที่ไม่ควรคิด ในที่สุด ก็ทำให้เสียผู้เสียคนไป เช่น คนท่ีถูกด่าว่า ถูกยั่วโทสะแล้วบันดาลโทสะ ประทุษร้ายถึงลงมือฆ่าผู้อ่ืน ดว้ ยอารมณโ์ กรธกม็ ี เพราะถูกกเิ ลสมารน้ีครอบงำ ๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร หมายถึง กรรมฝ่ายอกุศล อภิสังขารได้ชื่อว่า มาร เพราะฆ่าเสียซ่ึงกุศลกรรมของบุคคล ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ ดังนั้น อภิสังขาร คอื กรรมฝา่ ยอกศุ ล ไดช้ อ่ื วา่ มาร เพราะทำกศุ ลธรรมใหอ้ อ่ นแรงลง ชกั นำใหบ้ คุ คลทำบาป มผี ลทำให้ ชีวิตตกต่ำถลำลงไปเกิดอยู่ในภูมิเบ้ืองต่ำ มีอบายภูมิ เป็นต้น จึงยากที่จะพ้นจากความทุกข์เพราะ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ในสงั สารวัฏ ๔. มจั จมุ าร มารคอื มรณะ หมายถึง ความตาย ที่ไดช้ ่ือว่า มาร เพราะเป็นตัวการ ตัดโอกาสของบุคคลที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีท้ังหลาย หรือ ตายเสียก่อนท่ีจะได้รับโอกาส เชน่ อาฬารดาบสและอุทกดาบสทสี่ ิ้นชวี ติ เสยี กอ่ นทีจ่ ะไดร้ ับฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ๕. เทวปตุ ตมาร มารคอื เทวบตุ ร หมายถงึ ผคู้ อยขดั ขวางเหนย่ี วรงั้ เหลา่ สตั วผ์ ปู้ ฏบิ ตั ไิ ว้ มิให้ล่วงพ้นจากอำนาจของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข ไม่ให้อาจหาญเสียสละออกไป บำเพญ็ คณุ ความดที ยี่ งิ่ ใหญไ่ ด้ โดยบคุ ลาธษิ ฐาน หมายเอาเทพบตุ รผมู้ งุ่ รา้ ยทำลายลา้ ง ซง่ึ เปน็ เทพยงิ่ ใหญ่ ระดับสงู สดุ แห่งสวรรคช์ นั้ กามาวจรตนหนึง่ มีช่อื เรยี กหลายชื่อ เชน่ กัณหมาร (มารใจดำ) อธิปตมิ าร (มารผู้ยง่ิ ใหญ่) วสวัตตมี าร (มารผู้ครอบงำให้อยู่ในอำนาจหรอื ทา้ ววสวตั ด)ี เป็นตน้ การปฏิบตั ิ จงมีความต้งั มั่นไม่ยอ่ ทอ้ ตอ่ ความยากลำบาก ๔. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบตั ติ นของนวิ รณ์ ๕ ตอบ แปลว่า กิเลสหรืออกุศลธรรมที่ครอบงำจิต หรือปิดกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ไม่ให้ก้าวข้ึนสู่ธรรมเบื้องสูงขึ้นไป ความดีในที่นี้ หมายถึง สมาธิ ฌาน สมาบัติ เช่น ในการเจริญ สมถกรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม หากกิเลสเหล่าน้ีอย่างใดอย่างหน่ึงเกิดข้ึนแล้ว จะไม่สามารถเจริญกรรมฐานให้ก้าวหนา้ ได้ มี ๕ อยา่ ง คอื ๑. กามฉนั ท์ ความพอใจในกาม หมายถงึ ความตดิ ใจรกั ใคร่ หมกมนุ่ ในกามคณุ ๕ คอื รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ท่ีชอบใจด้วยอำนาจกิเลสกาม หากครอบงำจิตผู้ใด จิตของผู้นั้นก็จะ หม่นหมอง เปรียบเหมือนกับน้ำที่เจือปนด้วยสีต่าง ๆ มัวหมอง มองไม่เห็นเงาหน้า กามฉันท์นี ้ มีราคะหรือโลภะเป็นมูล ผู้ที่ถูกกามฉันท์ครอบงำ ควรใช้อารมณ์กรรมฐาน คือ กายคตาสติ คือ สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ และอสุภกรรมฐาน คือ พิจารณาให้เห็นว่า กายเป็นของไม่งาม นา่ เกลยี ด โสโครก แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
70 ๒. พยาบาท ปองร้ายผ้อู น่ื หมายถงึ ความผกู ใจเกลียดชัง จองเวร อาฆาตมาดร้าย พยาบาทมีโทสะเป็นมูล ถ้าครอบงำจิตผู้ใด จิตผู้น้ันจะเดือดดานงุ่นง่าน มืดมัว มองไม่เห็นเหตุผล ในบาป บุญ คุณ โทษ เปรียบเหมือนกับน้ำร้อนกำลังเดือดพล่านเป็นฟอง มองไม่เห็นเงาหน้า ผทู้ ถี่ กู พยาบาทครอบงำ ควรใหเ้ จริญพรหมวหิ ารธรรม ให้เกดิ รกั สงสารยนิ ดีตามกาลอนั ควร ๓. ถนี มิทธะ ความทจ่ี ิตหดหูแ่ ละเคลบิ เคลมิ้ หมายถึง ความทอ้ แท้ หดหู่ เซอ่ื งซึม เกียจคร้าน ถีนมิทธะมีโมหะเป็นมูล หากจิตของผู้ใดถูกถีนมิทธะครอบงำ จิตของผู้นั้นจะอ่อนเพลีย ซึมเศร้า ไม่คล่องแคล่ว ไม่รับรู้อารมณ์ท่ีผ่านมาทางอายตนะ ๖ แม้รับรู้บ้างก็เพียงเลือนลาง ไม่ควร แก่การงานทุกอย่าง เม่ือเจริญกรรมฐานจิตก็ไม่เป็นสมาธิ เปรียบเหมือนกับน้ำท่ีมีสาหร่ายจอกแหน ปกคลมุ อยู่ มองไมเ่ ห็นเงาหนา้ ควรให้เจรญิ อนุสสติกรรมฐาน มพี ทุ ธานุสสติ เปน็ ต้น ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญ หมายถึง ความที่จิตกระสับกระส่าย อนั เกดิ จากความรงั เกยี จตนเองทไ่ี ดท้ ำทจุ รติ มไิ ดท้ ำสจุ รติ ถา้ เขา้ ครอบงำจติ ผใู้ ด จติ ผนู้ น้ั ไมม่ คี วามสงบ และมีความเศร้าโศกถึงทุจริตที่ตนได้กระทำแล้วและสุจริตท่ีตนมิได้ทำ เป็นจิตที่ปั่นป่วนซัดส่าย ไม่สงบนิ่ง เปรียบเหมือนกับน้ำท่ีถูกลมพัดกระเพ่ือมเป็นระลอกอยู่ มองไม่เห็นเงาหน้า ควรแก้ด้วย การเขา้ ไปสงบจติ ในดวงกสิณ คือ ผูกจิตไวใ้ นอารมณ์ เชน่ เพง่ ดูสีเขยี ว ผกู จติ ให้อย่กู บั สเี ขยี ว เป็นตน้ หรือเจรญิ มรณัสสติ ระลกึ ถงึ ความตาย ๕. วิจิกิจฉา ลังเลไม่ตกลงใจได้ หมายถึง ความลังเลสงสัย ตกลงใจไม่ได้ เช่น ความสงสัยในคุณพระรัตนตรัย และบาปบุญ เป็นต้น วิจิกิจฉามีความทำในใจโดยอุบายที่ไม่ถูกต้อง เป็นมูลเหตุ ถ้าเข้าครอบงำจิตของผู้ใด จิตของผู้นั้นก็จะวนเวียนฉงนสนเท่ห์ จะทำอะไรก็ไม่ตกลง ปลงใจ ไมแ่ นใ่ จ เพราะสงสยั ไปทกุ อยา่ ง เปน็ จติ ทม่ี ดื มวั เปรยี บเหมอื นนำ้ ทขี่ นุ่ เปน็ ตม มองไมเ่ หน็ เงาหนา้ ควรเจรญิ ธาตุกรรมฐานหรอื วปิ ัสสนากรรมฐาน เพ่ือกำหนดรู้สภาวธรรมโดยอุบายทีถ่ ูกต้อง การปฏิบัติ จงทำทุกอยา่ งด้วยความมสี ต ิ ๕. อธบิ ายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ิตนของขนั ธ์ ๕ ตอบ แปลว่า กอง หมายความว่า แบ่งกายกับใจออกเป็น ๕ กอง ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ และวิญญาณขันธ์ ดังนี ้ ๑. รปู รา่ งกายอนั ประกอบดว้ ยธาตุ ๔ คอื ดนิ นำ้ ไฟ ลม รวมตวั กนั เขา้ เกดิ ในครรภ์ มารดา มอี วชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม และอาหารเป็นเหตุ เป็น ๑ กอง เรยี กว่า รูปขนั ธ์ แปลวา่ กองรูป ๒. ส่วนใจ แบง่ ออกเป็น ๔ กอง คือ ๒.๑ เมอื่ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวญิ ญาณ ๓ อยา่ ง ประชมุ กนั กเ็ กดิ ผสั สะ ผสั สะเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ ความสขุ บา้ ง ความทกุ ขบ์ า้ ง กลาง ๆ ไมส่ ขุ ทกุ ขบ์ า้ ง เปน็ เวทนาขนั ธ์ แปลวา่ กองเวทนา แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าธรรม
71 ๒.๒ ความจำได้หมายรู้ส่ิงท่ีมากระทบทางทวารท้ัง ๖ ท่ีล่วงมาแล้วแม้นานได้ กล่าวคือ เม่ือรูป เสียง เป็นต้น แม้ผ่านพ้นไปแล้ว และเวทนาดับไปแล้ว ก็ยังจำได้ ความจำได้น้ ี เป็นสญั ญาขันธ์ แปลว่า กองสัญญา ๒.๓ อารมณ์ท่ีเกิดกับใจ ทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ทั้งที่เป็นกุศลหรือกุศล หรอื ทเ่ี ปน็ กลาง ๆ กลา่ วคือ เมอ่ื จำได้ กค็ ิดปรงุ แต่งหรือปรุงแตง่ ความคิด ดบี า้ งชัว่ บ้าง ไมด่ ไี มช่ ั่วบา้ ง ความคิดปรงุ แต่งจติ ใหม้ อี าการตา่ ง ๆ นี้ เปน็ สงั ขารขันธ์ แปลว่า กองสังขาร ๒.๔ ความรู้อารมณ์ในรูปขันธ์ท่ีกรรมตกแต่งให้มีอาบตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ เมอื่ อายตนะภายนอกมรี ปู กระทบตา เสยี งกระทบหู กลน่ิ กระทบจมกู รสกระทบลน้ิ โผฏฐัพพะกระทบกาย อารมณ์ต่าง ๆ กระทบใจ ก็เกิดความรู้ขึ้น เป็นวิญญาณขันธ์ แปลว่า กองวิญญาณ การปฏบิ ตั ิ พึงระลกึ อยเู่ สมอว่า ทกุ อย่างมีเกดิ และมดี บั ไมเ่ ท่ยี งแท้ ไม่ถาวร ๖. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบตั ติ นของเวทนา ๕ ตอบ แปลว่า ความเสวยอารมณ์ หมายถึง ภาวะจิตท่ีเกิดความรู้สึกเม่ือรับอารมณ์ ตา่ ง ๆ จำแนกโดยรวมทัง้ กายและจิตไว้ ๕ ประการ คอื ๑. สุขหรือสขุ เวทนา ความรสู้ ึกสุข หมายถงึ ความรสู้ ึกสบาย ในท่ีนี้มาคกู่ ับโสมนสั จงึ หมายเอาเฉพาะความรสู้ กึ สุขทางกาย หรือความรสู้ ึกสบายกายอยา่ งเดียว ๒. ทกุ ขห์ รอื ทกุ ขเวทนา ความรสู้ กึ ทกุ ข์ หมายถงึ ความรสู้ กึ ไมส่ บาย ในทน่ี ม้ี าคกู่ บั โทมนัสจึงหมายเอาเฉพาะความรู้สกึ ทุกข์กายหรอื ความรสู้ ึกไมส่ บายกายอย่างเดยี ว ๓. โสมนสั หรอื โสมนัสสเวทนา ความรูส้ กึ สุขใจ หมายถึง ความรู้สึกสบายใจ ๔. โทมนัสหรือโทมนัสสเวทนา ความร้สู ึกทกุ ข์ใจ หมายถงึ ความรู้สึกเสยี ใจ ๕. อเุ บกขาหรืออุเบกขาเวทนา ความรสู้ ึกเฉย ๆ หมายถงึ ความท่ีจติ มคี วามรสู้ กึ เป็นกลางระหว่างสุขกับทุกข์ ไม่ดีใจไม่เสียใจ เป็นได้เฉพาะทางใจ เพราะอุเบกขาทางกายไม่มี แตค่ วามเฉย ๆ แห่งกาย คือ กายเปน็ ปกติอยนู่ ้ัน ท่านจัดวา่ เป็นสขุ เวทนา การปฏิบัติ พึงแสดงความยนิ ดีเมื่อผ้อู น่ื ได้ดี แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ช้ันโท วิชาธรรม
72 ใบความรูท้ ี่ ๔ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในปญั จกะ หมวด ๕ ปญั จกะ หมวด ๕ อนุปุพพีกถา ๕ ๑. ทานกถา กลา่ วถงึ ทาน ๒. สีลกถา กล่าวถงึ ศีล ๓. สคั คกถา กล่าวถึงสวรรค์ ๔. กามาทนี วกถา กลา่ วถึงโทษแห่งกาม ๕. เนกขมั มานสิ ังสกถา กลา่ วถงึ อานิสงสแ์ ห่งออกจากกาม อธิบาย อนุปุพพีกถา แปลว่า ถ้อยคำท่ีพรรณนาความโดยลำดับ หมายถึง พระธรรมเทศนา ท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงไปโดยลำดับเพื่อฟอกจิตของเวไนยสัตว์ผู้มีอุปนิสัยสามารถจะบรรล ุ ธรรมพเิ ศษ ใหห้ มดจดเปน็ ชนั้ ๆ จากงา่ ยไปหายาก ซงึ่ เปน็ การเตรยี มจติ ของผฟู้ งั ใหพ้ รอ้ มทจี่ ะรบั ฟงั อรยิ สจั ต่อไป มี ๕ อย่าง คอื ๑. ทานกถา กล่าวถงึ ทาน คือ ทรงแสดงประโยชน์ของการให้ทาน การเสียสละแบ่งปัน เพ่ือให้คนท่ีมีจิตใจตระหนี่เห็นแก่ตัว ละความตระหน่ีเห็นแก่ตัวนั้น แล้วมีใจเผื่อแผ่เก้ือกูลแก่ผู้อ่ืน ด้วยกำลังทรัพย์ของตน พรรณนาถึงคุณของทานโดยประการต่าง ๆ เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เปน็ รากฐานแหง่ สรรพสมบตั ิ เปน็ แหลง่ เกดิ โภคสมบตั ทิ ง้ั หลาย เปน็ ทพี่ ง่ึ ของสตั วท์ งั้ หลาย ทง้ั ในโลกนี้ โลกหน้า เป็นตน้ ๒. สีลกถา กล่าวถึงศีล คือ ทรงแสดงประโยชน์ของศีล ความประพฤติเรียบร้อย เพอ่ื ฟอกจิตไมใ่ ห้เป็นคนโหดร้าย มือไว ใจเรว็ ข้ปี ด หมดสติ หรือไมส่ รา้ งเวรภัยใหเ้ กดิ ขน้ึ ในหมู่คณะ ท่ีตนอยู่อาศัยด้วย พรรณนาถึงคุณของศีล เช่น ศีลเป็นท่ีพึ่งอาศัย ที่พักหน่วงเหนี่ยวโภคสมบัต ิ ท้งั หลายทง้ั ในโลกนแ้ี ละโลกหนา้ บุคคลลว้ นอาศยั ศลี เป็นท่พี ่งึ จึงไดเ้ กิดมาเปน็ มนุษย์ ๓. สัคคกถา กล่าวถงึ สวรรค์ คือ ทรงแสดงสมบตั ิ คือ ความดงี าม อนั บคุ คลผใู้ ห้ทาน และรกั ษาศลี จะพงึ ไดร้ บั ในมนษุ ยโลก ตลอดถงึ สวรรค์ ซง่ึ เปน็ สว่ นทนี่ า่ ยนิ ดี เพราะเพยี บพรอ้ มไปดว้ ย กามคณุ เปน็ การพรรณนาถงึ ความสขุ ในสวรรคว์ า่ นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ นา่ พอใจ ซง่ึ ในการทจ่ี ะเขา้ ถงึ ได้ ตอ้ งใหท้ าน รักษาศีล เพอื่ ให้เหน็ อานิสงสแ์ หง่ ทานและศลี เด่นชัดข้ึน ๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม คือ ทรงแสดงถึงโทษของกามคุณว่า แม้กาม จะใหค้ วามยนิ ดโี ดยประการตา่ ง ๆ ถงึ กระนนั้ กย็ งั เจอื ไปดว้ ยทกุ ข์ จงึ ไมค่ วรจะเพลดิ เพลนิ ไป โดยสว่ นเดยี ว แต่ควรทจี่ ะเบือ่ หนา่ ย ดังน้ัน กามคุณแม้จะเปน็ สิ่งท่ตี อ้ งการของเหลา่ เทวดาและมนษุ ย์ แต่ก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ พร้อมทั้งผลร้ายที่สืบเน่ืองมาแต่กาม ไม่ควรหลงใหลหมกมุ่นมัวเมา เพราะกามสุขในสวรรคก์ ไ็ ม่ย่ังยืน มคี วามยนิ ดนี ้อย มีทกุ ขม์ าก แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
73 ๕. เนกขมั มานิสังสกถา กลา่ วถงึ อานสิ งสแ์ ห่งการออกจากกาม คอื ทรงแสดงถึงผลดี ของการไม่หมกมุ่นเพลิดเพลินติดอยู่ในกาม แต่ควรมีฉันทะในการแสวงความดีงามและความสุขสงบ ที่ประณีตยิ่งข้ึนไปกว่านั้น เป็นการให้จิตมีอิสระปลอดโปร่ง ไม่ติดใจหรือเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณ ด้วยการออกบวช เพอ่ื ทจี่ ะแสวงหาความสขุ สงบอนั ประณตี อย่างแทจ้ ริง อนุปุพพีกถา ๕ อย่างนี้ เป็นพระธรรมเทศนาท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เวไนยบุคคล เพ่ือฟอกจิตไปตามลำดับ เพื่อรองรับอริยสัจ ๔ ต่อไป โดยเริ่มตั้งแต่บุคคลผู้ไม่เห็นแก่ตัว ให้ทรัพย์ ของตนเก้ือกูลผู้อนื่ มศี ีลประพฤติเรียบรอ้ ย ไม่ทำร้ายเขา และไม่เย่อหย่งิ ตง้ั ตนไดใ้ นกามสมบตั ิแลว้ ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นอยู่ในกามนั้น ยังแลเห็นโทษและเบ่ือหน่าย มุ่งสุขอันสงบย่ิงข้ึนไปกว่าน้ันอีก เปน็ ผู้ควรรับเทศนาอยา่ งสงู คอื อริยสัจ ๔ เหมอื นผา้ ท่ฟี อกหมดจดแล้วควรรับน้ำย้อมตา่ ง ๆ ฉะน้ัน ตามปกติ พระพุทธเจ้าเม่ือจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คฤหัสถ์ผู้มีอุปนิสัยสามารถท่ีจะบรรลุ ธรรมพิเศษ จะทรงแสดงอนุปุพพีกถานี้ก่อน แล้วจึงตรัสอริยสัจ ๔ เป็นการทำจิตของบุคคลนั้น ใหพ้ รอ้ มทีจ่ ะรับพระธรรมเทศนา ดจุ ผ้าทซี่ ักฟอกสะอาดแลว้ ควรรับน้ำยอ้ มตา่ ง ๆ ไดด้ ว้ ยดฉี ะน้ัน มจั ฉริยะ ๕ ๑. อาวาสมจั ฉริยะ ตระหนีท่ ีอ่ ยู ่ ๒. กุลมจั ฉริยะ ตระหน่ีสกุล ๓. ลาภมจั ฉรยิ ะ ตระหน่ีลาภ ๔. วัณณมจั ฉริยะ ตระหนี่วรรณะ ๕. ธัมมมจั ฉรยิ ะ ตระหนีธ่ รรม อธิบาย มัจฉริยะ แปลว่า ความตระหน่ี หมายถึง ความหวงแหนกีดกันไม่ให้ผู้อ่ืนได้ดีหรือ มีส่วนร่วม คือ ความไม่พอใจท่ีจะให้สิ่งของของตนแก่ผู้อื่นด้วยอาการที่หวงแหนเหนียวแน่น โดยมีความโลภเป็นสมฏุ ฐาน จำแนกไว้ ๕ อยา่ ง คอื ๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ หมายถึง ความหวงแหนถิ่นท่ีอยู่อาศัยของตน ไม่พอใจให้คนตา่ งด้าว ตา่ งชาติ ต่างศาสนา ตา่ งหมู่ ต่างคณะ เข้ามาอยู่ปะปนแทรกแซง โดยกีดกนั ผอู้ ื่นหรอื ผมู้ ใิ ชพ่ วกของตน ไม่ใหเ้ ขา้ อยู่อาศัยในถิ่นฐานของตน เปน็ ตน้ เปน็ ลักษณะของคนท่รี ังเกยี จ คนต่างชาติ ต่างถนิ่ เขา้ มาอย่อู าศยั ๒. กุลมัจฉริยะ ตระหน่ีสกุล หมายถึง ความหวงแหนสกุลของตนเอง ไม่ยอม ให้สกุล อ่ืน ๆ มาเก่ียวดองผูกพันด้วย เช่น ไม่อยากให้บุตรหลานในตระกูลอ่ืนมาแต่งงานกับบุตรหลาน ในตระกูลของตน เป็นต้น จัดเป็นกุลมัจฉริยะในฝ่ายคฤหัสถ์ ส่วนในฝ่ายบรรพชิต เช่น ภิกษุหวง สกลุ อปุ ฏั ฐาก คอยกดี กนั ภิกษุอืน่ ไมใ่ ห้เกยี่ วข้องไดร้ ับการบำรุงด้วย เปน็ ตน้ ๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหน่ีลาภ หมายถึง ความหวงแหนทรัพย์สมบัติพัสดุสิ่งของต่าง ๆ ซ่ึงเป็นของตนอย่างเหนียวแน่น ไม่ต้องการจะแบ่งปันให้บุคคลอื่น หรือการหวงผลประโยชน์ เช่น กีดกันไม่ให้ลาภหรือรายได้เกิดข้ึนแก่ผู้อื่น เป็นต้น เป็นลักษณะของคนที่ไม่รู้จักแบ่งปันหวงไว้ บรโิ ภคคนเดยี ว แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วิชาธรรม
74 ๔. วัณณมัจฉริยะ ตระหน่ีวรรณะ หมายถึง ความหวงผิวพรรณร่างกายของตน ไม่ปรารถนาให้ผู้อ่ืนสวยงามกว่า อีกอย่างหนึ่ง หมายถึง ความหวงคำสรรเสริญคุณ ไม่อยากให้ใคร มีคุณความดีเด่นกว่าตน หรือไม่พอใจเม่ือได้ยินคำสรรเสริญคุณความดีของผู้อื่น ไม่ปรารถนาให้ผู้อ่ืน ทัดเทยี มตนหรอื เสมอกับตนในคุณความดนี ้ัน ๆ ๕. ธัมมมัจฉริยะ ตระหน่ีธรรม หมายถึง ความหวงแหนธรรม หวงวิชาความรู้ และ คุณพิเศษท่ีตนได้บรรลุ ไม่ปรารถนาจะแสดง บอกกล่าว หรือสั่งสอนให้แก่บุคคลอื่น ๆ ด้วยเกรงว่า เขาจะรู้ทัดเทียมตนหรือเกินตน เพราะต้องการรู้เฉพาะตนแต่ผู้เดียว เป็นลักษณะของคนหวงแหน ศลิ ปะวิทยาหรอื หวงวิชา มจั ฉระยะ ความตระหนท่ี ้ัง ๕ อยา่ งน้ี มีอย่ใู นผูใ้ ด ทำใหผ้ นู้ ั้นมีใจคับแคบ ไมม่ พี รรคพวก เพ่อื นฝงู เป็นคนเห็นแก่ตวั มีทิฐิมานะมาก ผหู้ วงั ความเจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และเป็นท่ีรัก ของคนท้งั หลาย พงึ ละธรรมน้เี สยี มาร ๕ ๑. ขันธมาร มารคอื ปัญจขนั ธ ์ ๒. กเิ ลสมาร มารคอื กิเลส ๓. อภสิ ังขารมาร มารคอื อภิสังขาร ๔. มจั จุมาร มารคอื มรณะ ๕. เทวปตุ ตมาร มารคือเทวบตุ ร อธิบาย มาร แปลว่า สภาพที่ทำให้ตาย หมายถึง ส่ิงที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความด ี และผลท่ีคาดหวัง หรือสิ่งท่ีล้างผลาญคุณความดี ตัวการท่ีกำจัดขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จ มี ๕ อยา่ ง คอื ๑. ขันธมาร มารคือปัญจขันธ์ หมายถึง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ชื่อว่ามาร เพราะทำให้ลำบาก เป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่งให้เบ่ือหน่าย ไม่ม่ันคง ทนทาน เปน็ ภาระในการบรหิ าร ทง้ั แปรปรวนเสอื่ มโทรมไปเพราะความเจบ็ ปว่ ย เปน็ ตน้ ลว้ นตดั รอน บั่นทอนโอกาสมใิ หบ้ ุคคลทำกจิ หน้าท่หี รอื บำเพ็ญคุณความดีได้เต็มท่ตี ามตอ้ งการ ๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส หมายถึง กิเลสที่กำจัดและขัดขวางความดี ทำสัตว์ บุคคลให้ประสบความพินาศท้ังในปัจจบุ นั และอนาคต เม่ือตกอย่ใู นอำนาจของมันแล้ว มันยอ่ มผกู รดั คือพันไว้ให้อยู่ในอำนาจ เป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ พูดส่ิงที่ไม่ควรพูด คิดสิ่งที่ไม่ควรคิด ในท่ีสุด ก็ทำให้เสียผู้เสียคนไป เช่น คนท่ีถูกด่าว่า ถูกย่ัวโทสะแล้วบันดาลโทสะ ประทุษร้ายถึงลงมือฆ่าผู้อ่ืน ดว้ ยอารมณโ์ กรธก็มี เพราะถูกกเิ ลสมารน้คี รอบงำ แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
75 ๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร หมายถึง กรรมฝ่ายอกุศล อภิสังขารได้ช่ือว่า มาร เพราะฆ่าเสียซึ่งกุศลกรรมของบุคคล ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ ดังนั้น อภิสังขาร คอื กรรมฝา่ ยอกศุ ล ไดช้ อ่ื วา่ มาร เพราะทำกศุ ลธรรมใหอ้ อ่ นแรงลง ชกั นำใหบ้ คุ คลทำบาป มผี ลทำให้ ชีวิตตกต่ำถลำลงไปเกิดอยู่ในภูมิเบื้องต่ำ มีอบายภูมิ เป็นต้น จึงยากท่ีจะพ้นจากความทุกข์เพราะ การเวยี นว่ายตายเกดิ ในสังสารวัฏ ๔. มัจจุมาร มารคือมรณะ หมายถึง ความตาย ที่ได้ชื่อว่า มาร เพราะเป็นตัวการ ตัดโอกาสของบุคคลท่ีจะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีท้ังหลาย หรือ ตายเสียก่อนท่ีจะได้รับโอกาส เช่น อาฬารดาบสและอุทกดาบสท่สี ้นิ ชวี ติ เสียกอ่ นที่จะได้รบั ฟงั พระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ๕. เทวปตุ ตมาร มารคือเทวบตุ ร หมายถึง ผคู้ อยขดั ขวางเหน่ยี วรง้ั เหล่าสตั ว์ผ้ปู ฏิบตั ิไว้ มิให้ล่วงพ้นจากอำนาจของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข ไม่ให้อาจหาญเสียสละออกไป บำเพญ็ คณุ ความดที ย่ี ง่ิ ใหญไ่ ด้ โดยบคุ ลาธษิ ฐาน หมายเอาเทพบตุ รผมู้ งุ่ รา้ ยทำลายลา้ ง ซงึ่ เปน็ เทพยง่ิ ใหญ่ ระดับสูงสุดแหง่ สวรรคช์ ้นั กามาวจรตนหน่งึ มชี ่ือเรยี กหลายชอื่ เช่น กัณหมาร (มารใจดำ) อธปิ ตมิ าร (มารผยู้ ่ิงใหญ)่ วสวัตตีมาร (มารผคู้ รอบงำใหอ้ ยู่ในอำนาจหรอื ท้าววสวัตด)ี เป็นตน้ มารท้ัง ๕ อย่างน้ี ตัดรอนความดี ขัดขวางความดี เช่น ความป่วยไข้ ความอยากได้ ความไม่พอใจ ความคับแคน้ ใจ ความอ่อนกำลังของความเพยี รและความตงั้ ใจท่จี ะกระทำ ความตาย เสยี ในระหวา่ งตัดโอกาสที่จะกระทำความดีตอ่ ไป และเทพบุตร ได้แก่ กามสขุ นวิ รณ์ ๕ ธรรมอนั กน้ั จติ ไมใ่ หบ้ รรลคุ วามดี เรยี กนวิ รณ์ มี ๕ อย่าง ๑. ความพอใจรกั ในกาม เรยี กกามฉันท ์ ๒. ปองรา้ ยผ้อู น่ื เรยี กพยาบาท ๓. ความทีจ่ ิตหดหแู่ ละเคลิบเคลมิ้ เรียกถนี มิทธะ ๔. ฟุ้งซ่านและรำคาญ เรียกอทุ ธจั จกกุ กุจจะ ๕. ลังเลไมต่ กลงใจได้ เรียกวิจิกิจฉา อธิบาย นิวรณ์ แปลว่า กิเลสหรืออกุศลธรรมท่ีครอบงำจิต หรือปิดก้ันจิตไม่ให้บรรลุความดี ไม่ให้ก้าวข้ึนสู่ธรรมเบ้ืองสูงขึ้นไป ความดีในท่ีน้ี หมายถึง สมาธิ ฌาน สมาบัติ เช่น ในการเจริญ สมถกรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม หากกิเลสเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดข้ึนแล้ว จะไมส่ ามารถเจรญิ กรรมฐานใหก้ า้ วหน้าได้ มี ๕ อยา่ ง คอื ๑. กามฉันท์ ความพอใจในกาม หมายถึง ความตดิ ใจรักใคร่ หมกมนุ่ ในกามคณุ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจด้วยอำนาจกิเลสกาม หากครอบงำจิตผู้ใด จิตของผู้นั้น ก็จะหม่นหมอง เปรียบเหมือนกับน้ำท่ีเจือปนด้วยสีต่าง ๆ มัวหมอง มองไม่เห็นเงาหน้า กามฉันท์นี้ แนวทางการจดั การเรียนร้ธู รรมศึกษา ชน้ั โท วิชาธรรม
76 มีราคะหรือโลภะเป็นมูล ผู้ที่ถูกกามฉันท์ครอบงำ ควรใช้อารมณ์กรรมฐาน คือ กายคตาสติ คือ สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ และอสุภกรรมฐาน คือ พิจารณาให้เห็นว่า กายเป็นของไม่งาม นา่ เกลยี ด โสโครก ๒. พยาบาท ปองร้ายผู้อ่ืน หมายถึง ความผูกใจเกลียดชัง จองเวร อาฆาตมาดร้าย พยาบาทมีโทสะเป็นมูล ถ้าครอบงำจิตผู้ใด จิตผู้น้ันจะเดือดดานงุ่นง่าน มืดมัว มองไม่เห็นเหตุผล ในบาป บุญ คุณ โทษ เปรียบเหมือนกับน้ำร้อนกำลังเดือดพล่านเป็นฟอง มองไม่เห็นเงาหน้า ผทู้ ถ่ี กู พยาบาทครอบงำ ควรให้เจรญิ พรหมวิหารธรรม ให้เกดิ รัก สงสาร ยนิ ดตี ามกาลอนั ควร ๓. ถีนมิทธะ ความท่ีจิตหดหู่และเคลิบเคล้ิม หมายถึง ความท้อแท้ หดหู่ เซ่ืองซึม เกียจคร้าน ถีนมิทธะมีโมหะเป็นมูล หากจิตของผู้ใดถูกถีนมิทธะครอบงำ จิตของผู้น้ันจะอ่อนเพลีย ซึมเศร้า ไม่คล่องแคล่ว ไม่รับรู้อารมณ์ที่ผ่านมาทางอายตนะ ๖ แม้รับรู้บ้างก็เพียงเลือนลาง ไม่ควร แก่การงานทุกอย่าง เมื่อเจริญกรรมฐานจิตก็ไม่เป็นสมาธิ เปรียบเหมือนกับน้ำที่มีสาหร่ายจอกแหน ปกคลมุ อยู่ มองดูเห็นเงาหนา้ ควรใหเ้ จริญอนสุ สติกรรมฐาน มี พทุ ธานสุ สติ เปน็ ตน้ ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญ หมายถึง ความที่จิตกระสับกระส่าย อนั เกดิ จากความรงั เกยี จตนเองทไ่ี ดท้ ำทจุ รติ มไิ ดท้ ำสจุ รติ ถา้ เขา้ ครอบงำจติ ผใู้ ด จติ ผนู้ นั้ ไมม่ คี วามสงบ และมีความเศร้าโศกถึงทุจริตท่ีตนได้กระทำแล้วและสุจริตท่ีตนมิได้ทำ เป็นจิตท่ีปั่นป่วนซัดส่าย ไม่สงบนงิ่ เปรียบเหมอื นกบั นำ้ ท่ีถกู ลมพัดกระเพ่ือมเปน็ ระลอกอยู่ มองดูกไ็ ม่เห็นเงาหนา้ ควรแก้ด้วย การเข้าไปสงบจิตในดวงกสิณ คือ ผกู จิตไวใ้ นอารมณ์ เช่น เพง่ ดูสเี ขียว ผกู จิตให้อยูก่ บั สเี ขยี ว เปน็ ต้น หรอื เจริญมรณสั สติ ระลึกถงึ ความตาย ๕. วิจิกิจฉา ลังเลไม่ตกลงใจได้ หมายถึง ความลังเลสงสัย ตกลงใจไม่ได้ เช่น ความสงสัยในคุณพระรัตนตรัย และบาปบุญ เป็นต้น วิจิกิจฉามีความทำในใจโดยอุบายที่ไม่ถูกต้อง เป็นมูลเหตุ ถ้าเข้าครอบงำจิตของผู้ใด จิตของผู้นั้นก็จะวนเวียนฉงนสนเท่ห์ จะทำอะไรก็ไม่ตกลง ปลงใจ ไมแ่ นใ่ จ เพราะสงสยั ไปทกุ อยา่ ง เปน็ จติ ทมี่ ดื มวั เปรยี บเหมอื นนำ้ ทขี่ นุ่ เปน็ ตม มองไมเ่ หน็ เงาหนา้ ควรเจริญธาตุกรรมฐานหรอื วปิ สั สนากรรมฐาน เพือ่ กำหนดรสู้ ภาวธรรมโดยอบุ ายทีถ่ กู ต้อง นิวรณท้ัง ๕ อยา่ งนี้ จัดเป็นธรรมฝ่ายอกุศลเจตสิก คือความไมด่ เี กดิ ข้นึ แก่จิต ปกคลุมจิต ปิดกั้นปัญญาความคิดไม่ให้ดำเนินไปโดยสะดวก เมื่อครอบงำจิตของบุคคล ทำให้ปัญญามืดมิด ไม่รู้ ผิดถูกช่ัวดี ไม่มีความองอาจสามารถในการประกอบกรณียกิจให้สำเร็จประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่น เม่ือบุคคลถูกนิวรณ์ครอบงำ ก็ควรแก้ด้วยกุศลธรรมอันเป็นปฏิปักข์ต่อนิวรณ์แต่ละอย่าง ก็เท่ากับ เปิดช่องทางให้จิตดำเนินไปถึงความดีได้ ทั้งความดีในทางโลกและความดีในทางธรรม ในทางโลก ไดแ้ ก่ การทำงาน เช่น การศกึ ษาเลา่ เรียน ตลอดถงึ การประกอบอาชพี ในทางธรรม ไดแ้ ก่ การเจรญิ สมาธิ ถ้านิวรณ์เข้าครอบงำจิต จิตก็อ่อนแอ ไม่ถึงความสำเร็จกิจทั้งทางโลกและทางธรรม ถ้ากำจัด นิวรณ์เสยี ได้ กย็ ่อมจะบรรลุความดที ง้ั สองทางน้ันได.้ แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
77 ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ กายกบั ใจนี้ แบง่ ออกเป็น ๕ กอง เรยี กว่า ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สงั ขาร ๕. วญิ ญาณ ธาตุ ๔ คอื ดิน นำ้ ไฟ ลม ประชมุ กนั เป็นกาย น้ี เรยี กวา่ รูป ความรู้สึกอารมณ์ว่าเป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ หรือเฉย ๆ คือ ไมท่ ุกข์ไมส่ ขุ เรียกว่า เวทนา ความจำไดห้ มายรู้ คอื จำรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ อารมณท์ เี่ กดิ กบั ใจได้ เรยี กวา่ สัญญา เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ท่ีเกิดกับใจ เป็นส่วนดีเรียกกุศล เป็นส่วนช่ัวเรียกอกุศล เปน็ ส่วนกลาง ๆ ไมด่ ไี มช่ ว่ั เรียกอพั ยากฤต เรียกวา่ สงั ขาร ความรู้อารมณใ์ นเวลาทร่ี ูปมากระทบตา เปน็ ต้น เรยี กวา่ วิญญาณ ขนั ธ์ ๕ น้ี ย่อลงเรยี กว่า นามรปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ รวมเขา้ เปน็ นาม รูปคงเปน็ รูป อธิบาย ขันธ์ แปลว่า กอง หมายความว่า แบ่งกายกับใจออกเป็น ๕ กอง ได้แก่ รูปขันธ ์ เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขันธ์ สงั ขารขันธ์ และวิญญาณขนั ธ์ ดังน้ี ๑. รูปรา่ งกายอนั ประกอบดว้ ยธาตุ ๔ คอื ดนิ นำ้ ไฟ ลม รวมตวั กันเข้า เกดิ ในครรภ์ มารดา มอี วิชชา ตัณหา อปุ าทาน กรรม และอาหารเป็นเหตุ เปน็ ๑ กอง เรียกว่า รปู ขนั ธ์ แปลวา่ กองรปู ๒. ส่วนใจ แบ่งออกเปน็ ๔ กอง คอื ๒.๑ เม่ืออายตนะภายในอายตนะภายนอก และวิญญาณ ๓ อย่าง ประชุมกัน กเ็ กดิ ผสั สะ ผสั สะเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ ความสขุ บา้ ง ความทกุ ขบ์ า้ ง กลาง ๆ ไมส่ ขุ ทกุ ขบ์ า้ ง เปน็ เวทนาขนั ธ์ แปลว่า กองเวทนา ๒.๒ ความจำได้หมายรู้ส่ิงท่ีมากระทบทางทวารท้ัง ๖ ที่ล่วงมาแล้วแม้นานได ้ กล่าวคือ เมื่อรูป เสียง เป็นต้น แม้ผ่านพ้นไปแล้ว และเวทนาดับไปแล้วก็ยังจำได้ ความจำได้น้ ี เปน็ สญั ญาขันธ์ แปลวา่ กองสญั ญา ๒.๓ อารมณ์ท่ีเกิดกับใจ ทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ทั้งที่เป็นกุศลหรืออกุศล หรอื ทเี่ ปน็ กลาง ๆ กลา่ วคอื เมอื่ จำได้ กค็ ดิ ปรงุ แตง่ หรอื ปรงุ แตง่ ความคดิ ดบี า้ งชว่ั บา้ ง ไมด่ ไี มช่ วั่ บา้ ง ความคดิ ปรุงแตง่ จิตใหม้ อี าการตา่ ง ๆ น้ี เป็นสังขารขนั ธ์ แปลวา่ กองสงั ขาร ๒.๔ ความรอู้ ารมณใ์ นรูปขนั ธท์ กี่ รรมตกแตง่ ให้มีอายตนะภายใน ๖ คอื ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เม่ืออายตนภายนอกมีรูปกระทบตา เสียงกระทบหู กล่ินกระทบจมูก รสกระทบลิ้น โผฏฐัพพะกระทบกาย อารมณ์ต่าง ๆ กระทบใจ ก็เกิดความรู้ขึ้น เป็นวิญญาณขันธ์ แปลว่า กองวิญญาณ แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
78 ขันธ์ ๕ นี้ เป็นสภาวธรรม มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ควรเข้าไปยึดถือว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตน เพราะตกอยู่ในไตรลักษณ์ คอื อนิจจัง ความเป็นของไม่เท่ียง ทุกขงั ความทน ได้ยาก หรือไม่อยู่ในสภาพเดิม อนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร สรุปเรียกว่า กาย, ใจ, หรือ รปู , นาม กไ็ ด้ เวทนา ๕ สขุ ทุกข์ โสมนสั โทมนัส อเุ บกขา ๑. สุขหรือสุขเวทนา ความรู้สกึ สขุ ๒. ทกุ ข์หรอื ทุกขเวทนา ความรสู้ กึ ทุกข ์ ๓. โสมนสั หรือโสมนัสสเวทนา ความร้สู กึ สุขใจ ๔. โทมนสั หรอื โทมนัสสเวทนา ความรู้สกึ ทุกข์ใจ ๕. อุเบกขาหรืออเุ ปกขาเวทนา ความรู้สกึ เฉย ๆ อธบิ าย เวทนา แปลว่า ความเสวยอารมณ์ หมายถึง ภาวะจิตท่ีเกิดความรู้สึกเม่ือรับอารมณ์ ตา่ ง ๆ จำแนกโดยรวมท้งั กายและจติ ไว้ ๕ ประการ คอื ๑. สขุ หรือสุขเวทนา ความรู้สึกสุข หมายถงึ ความรู้สกึ สบาย ในที่นี้มาคู่กับโสมนัส จึง หมายเอาเฉพาะความรู้สึกสขุ ทางกาย หรือความรสู้ ึกสบายกายอย่างเดียว ๒. ทุกข์หรือทุกขเวทนา ความรู้สึกทุกข์ หมายถึง ความรู้สึกไม่สบาย ในที่นี้มาคู่กับ โทมนสั จงึ หมายเอาเฉพาะความรู้สึกทุกขท์ างกายหรอื ความรู้สึกไม่สบายกายอย่างเดยี ว ๓. โสมนสั หรอื โสมนสั สเวทนา ความรู้สึกสขุ ใจ หมายถึง ความรู้สึกสบายใจ ๔. โทมนัสหรอื โทมนสั สเวทนา ความรสู้ ึกทุกข์ใจ หมายถึง ความร้สู ึกเสยี ใจ ๕. อุเบกขาหรืออุเยกขาเวทนา ความรู้สึกเฉย ๆ หมายถึง ความที่จิตมีความรู้สึก เป็นกลางระหว่างสุขกับทุกข์ ไม่ดีใจไม่เสียใจ เป็นได้เฉพาะทางใจ เพราะอุเบกขาทางกายไม่มี แตค่ วามเฉย ๆ แห่งกาย คือ กายเป็นปกตอิ ยู่นัน้ ท่านจัดว่าเป็นสุขเวทนา เวทนา ๕ อย่างน้ี ย่อมบังเกิดมีแก่บุคคล สัตว์ทุกประเภท ในส่วนปุถุนชน เม่ือเกิดขึ้น แลว้ ยอ่ มทำใหจ้ ติ หวนั่ ไหวมาก หากเปน็ สขุ กายหรอื สขุ เวทเวทนากจ็ ะตนื่ เตน้ ยนิ ดมี าก หากเปน็ ทกุ ขก์ าย หรอื ทุกขเวทนาก็จะดน้ิ รนกระสับกระสา่ ยมาก อเุ บกขาเวทนาไม่สามารถดำรงม่ันอยู่ในจติ ได้ หรอื ได้ ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่าน้ัน ซ่ึงต่างจากพระอริยบุคคล เม่ือกระทบกับเวทนาส่วนใดก็มักไม่หวั่นไหว ไปตามจิตจะต้ังมั่นอยู่ในอุเบกขาเวทนาเป็นส่วนใหญ่ ในเวทนา ๕ น้ี หากสรุปลงเป็น ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา คือ สุขกับโสมนัส จัดเป็นสุขเวทนา ทุกข์กับโทมนัส จัดเป็น ทุกขเวทนา สว่ นอเุ บกขาเวทนา จัดเปน็ คงเดิม แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วิชาธรรม
79 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๕ ธรรมศกึ ษาชั้นโท สาระการเรยี นรู้วชิ าธรรม เรื่อง หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ เวลา.........................ชวั่ โมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรยี นร ู้ มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรม เพ่อื อยรู่ ่วมกนั อย่างสนั ตสิ ุข ๒. ผลการเรยี นร ู้ ร้แู ละเข้าใจหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ ๓. สาระสำคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ เป็นหลักธรรมท่ีว่าด้วย จริต ๖ และธรรมคุณ ๖ หากบุคคลยดึ มนั่ และปฏิบัตไิ ด้จะทำให้บคุ คลอยใู่ นสงั คมดว้ ยความเป็นสุข ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนอธบิ ายหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ ได้ ๕. สาระการเรียนรู้/เนือ้ หา - จรติ ๖ - ธรรมคุณ ๖ ๖. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ๑. ใหน้ ักเรยี นสวดมนตไ์ หว้พระ นง่ั สมาธิกอ่ นเรียน ๕ นาที ขน้ั สืบคน้ และขัน้ เชอื่ มโยง ๒. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ โดยใช้คำถามเพือ่ พัฒนาทกั ษะกระบวนการคิดและเชอื่ มโยงไปสู่การเรียนรู้ - นกั เรยี นเคยเรยี นเรอ่ื งหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในฉกั กะ หมวด ๖ บา้ งหรอื ไม ่ - หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ มอี ะไรบ้าง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ จากทไี่ หนบา้ ง ข้นั ฝึก ๓. แบ่งนกั เรยี นออกเปน็ ๒ กลมุ่ โดยให้แต่ละกลุ่มศกึ ษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ ซ่ึงประกอบดว้ ย จริต ๖ และธรรมคณุ ๖ จากใบความรู้ท่ี ๕ ๔. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ จดั เตรยี มการเสนอผลงานหน้าชัน้ เรยี น แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
80 ขัน้ ประยกุ ต์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อท่ีตนเองได้รับมอบหมายเพ่ือ แลกเปลี่ยนเรยี นร ู้ ๖. นักเรยี นในแต่ละกลมุ่ ตอบคำถามตามใบกจิ กรรมที่ ๕ ๗. ครูและนกั เรียนรว่ มกันสรปุ ในแตล่ ะหัวข้อ ๗. ภาระงาน/ชิน้ งาน ท่ี ภาระงาน ชนิ้ งาน ๑ ตอบคำถามเกย่ี วกบั หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในฉกั กะ หมวด ๖ ใบกิจกรรมท่ี ๕ ๘. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. ใบความรทู้ ี่ ๕ เรอ่ื ง หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉกั กะ หมวด ๖ ๒. ใบกิจกรรมท่ี ๕ ๙. การวัดผลและประเมินผล สง่ิ ทต่ี อ้ งการวดั วิธีวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน นักเรยี นอธบิ าย - ตรวจผลงาน - แบบประเมิน ผ่าน = ไดค้ ะแนนต้ังแตร่ ้อยละ หลักธรรมของ ๖๐ ข้นึ ไป พระพุทธศาสนา ผลงาน ไม่ผา่ น = ได้คะแนนตำ่ กวา่ ในฉักกะ หมวด ๖ ได ้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าธรรม
81 แบบประเมนิ ผลงานใบกิจกรรมที่ ๕ ข้อท่ี ๔-๕ คะแนน ระดับคะแนน ๑ คะแนน ๑-๒ ตอบคำถามถกู ต้อง ๒-๓ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ กู ตอ้ ง ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง ตรงประเด็นน้อย ตรงประเดน็ ตรงประเดน็ เปน็ ส่วนใหญ ่ เกณฑ์การตัดสนิ เกณฑ ์ รอ้ ยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขึ้นไป ๖ คะแนนขึ้นไป ไมผ่ ่าน ต่ำกว่า ๖๐ ๕ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑก์ ารตัดสินสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมกบั กลุ่มเปา้ หมาย แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ชัน้ โท วชิ าธรรม
82 ใบกิจกรรมที่ ๔ หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในฉกั กะ หมวด ๖ ช่อื กลุม่ .................................. ช่ือ............................................................................................ชน้ั ................เลขที.่ ............................... ช่ือ............................................................................................ช้นั ................เลขท.่ี ............................... ชื่อ............................................................................................ชน้ั ................เลขที่................................ ชื่อ............................................................................................ชน้ั ................เลขท.ี่ ............................... คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ จำนวน ๒ ข้อ (๑๐ คะแนน) ๑. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏิบตั ิตนของจรติ ๖ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ๒. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ตั ิตนของธรรมคุณ ๖ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
83 เฉลยใบกิจกรรมที่ ๕ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในฉกั กะ หมวด ๖ ๑. อธิบายถึงความหมายและการปฏบิ ัติตนของจรติ ๖ ตอบ แปลว่า ความประพฤติ หมายถึง ความประพฤติคุ้นเคยซึ่งหนักไปทางใด ทางหน่ึงอันเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน หรือพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาเป็นความชอบความเคยชิน เปน็ ลักษณะเดน่ ชดั ในดา้ นนนั้ ๆ ความประพฤติหรอื ลกั ษณะนิสยั เรยี กอีกอยา่ งว่า จรยิ า มี ๖ อยา่ ง คือ ๑. ราคจรติ มรี าคะเปน็ ปกตหิ รอื มรี าคะเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั หนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ละมุนละไม ชอบความเอาอกเอาใจ ความอ่อนโยน หรือชอบเรื่อง บันเทิงเจริญใจ แสดงออกให้เห็นในลักษณะต่าง ๆ เช่น มีอิริยาบถเรียบร้อยสวยงามทำการงาน ละเอยี ดประณตี นยิ มรสอาหารทกี่ ลมกลอ่ ม มกั ตดิ ใจพอใจอยา่ งลกึ ซงึ้ ในสง่ิ ทตี่ นเกดิ ความรกั ความยนิ ดี เป็นคนเจ้าเล่ห์ โอ้อวด ถือตัว มีความต้องการทางกามและเกียรติมาก เช่น ต้องการเป็นใหญ่ให้คน ยกยอ่ งสรรเสริญ ไมค่ ่อยสนั โดษ มักโลเล พิถพี ถิ นั ในเร่อื งอาหาร การแตง่ ตัว และการทำงาน เป็นต้น คนราคจริต ควรแกด้ วั ยการให้เจริญอสุภกมั มัฏฐาน ๑๐ และกายคตาสต ิ ๒. โทสจรติ มโี ทสะเปน็ ปกตหิ รอื มโี ทสะเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั หนักไปทางโทสะ ประพฤติหนักไปทางใจร้อน หงุดหงิดรุนแรง ฉุนเฉียวโกรธง่าย ชอบความรุนแรง ชอบการตอ่ สู้ เอาชนะระรานผู้อ่นื ด้วยกำลงั อาจสังเกตได้จากอิรยิ าบถท่ีพรวดพราดรีบรอ้ น กระด้าง ทำการงานรวดเรว็ แต่ไมค่ อ่ ยเรียบร้อย ไมส่ ำรวม ชอบบรโิ ภคอาหารรสจดั กินเร็ว มกั โกรธงา่ ย ลบหลู่ คุณท่าน ตเี สมอ และมกั ริษยา คนโทสจรติ ควรแก้ด้วยการให้เจรญิ กัมมฏั ฐาน ประเภทวัณณกสณิ ๔ คือ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสณิ และโอทาตกสิณ และเจริญพรหมวหิ าร ๔ คอื เมตตา กรณุ า มุทติ า และอเุ บกขา ๓. โมหจริต มีโมหะเปน็ ปกติหรอื มีโมหะเป็นเจา้ เรือน หมายถึง คนท่ีมลี ักษณะนสิ ัย หนักไปทางโมหะ ประพฤตหิ นักไปทางเขลา เหงาซมึ ข้ีหลงข้ลี มื เลือ่ นลอยไปตามกระแสสงั คม ขาด เหตุผล ชอบเรื่องไร้สาระ อาจสังเกตได้จากอิริยาบถที่เซ่ืองซึม เหม่อลอย ทำกิจการงานหยาบ ไม่ถ่ีถ้วน ค่ังค้าง ขาดความเรียบร้อย เอาดีไม่ค่อยได้ ไม่เลือกอาหารการกิน อย่างไรก็ได้ มักมีความ เห็นคล้อยตามคนอ่ืนง่าย ๆ ใครว่าอย่างไร ก็ว่าตามเขา มักชอบง่วงนอน ข้ีสงสัย เข้าใจอะไรยาก คนโมหจริต ควรแก้ด้วยการให้เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานหรือเพ่งกสิณ และพึงเสริมปัญญา ด้วยการจัดให้มีการเรียน การไต่ถาม การฟังธรรม การสนทนาธรรมตามกาล หรือการให้อยู่กับ ครูอาจารย์ แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
84 ๔. วิตักกจริต มีวิตกเป็นปกติหรือมีความวิตกเป็นเจ้าเรือน หมายถึง คนที่มี ลักษณะนิสยั ประพฤตหิ นกั ไปทางชอบครนุ่ คดิ วกวน นกึ คดิ ฟงุ้ ซา่ น ยำ้ คดิ ยำ้ ทำ ขาดความมน่ั ใจในตนเอง ชอบวติ กกงั วลเรอ่ื งไมเ่ ปน็ เรอื่ ง คดิ ตรกึ ตรองไปเรอื่ ย ๆ ไมค่ อ่ ยแนน่ อนอะไรนกั เขา้ ใจอะไรไมต่ ลอดสาย อาจสงั เกตไดจ้ ากอริ ยิ าบถทเี่ ชอ่ื งชา้ คลา้ ยพวกโมหจรติ ทำการงานจบั จดไมเ่ ปน็ หลกั แตเ่ ปน็ คนชา่ งพดู อาหารที่บริโภคไม่ค่อยพิถีพิถันมากนัก อย่างไรก็ได้มักเห็นตามคล้อยตามผู้คนหมู่มาก ประเภทพวก มากลากไป เปน็ คนโลเลเดยี๋ วดเี ดย๋ี วรา้ ย คนวติ กั กจรติ ควรแกด้ ว้ ยการใหเ้ จรญิ อานาปานสติ กมั มฏั ฐาน ๕. สทั ธาจรติ มศี รทั ธาเปน็ ปกตหิ รือมีความเชอ่ื ง่ายเป็นเจ้าเรือน หมายถึง คนที่มี ลกั ษณะนสิ ยั มากดว้ ยศรทั ธา ประพฤตหิ นกั ไปทางถอื มงคล ตน่ื ขา่ ว เชอื่ งา่ ยโดยปราศจากเหตผุ ล ไวใ้ จทมุ่ เทใจ ให้ผู้อ่ืนได้ง่าย ชอบเรื่องไสยศาสตร์หรืออำนาจลึกลับ สังเกตได้จากอิริยาบถท่ีแช่มช้อยละมุนละม่อม ทำการงานอะไรจะมีความเรยี บรอ้ ย ชอบสวยงามแบบเรยี บร้อย ชอบสวยงามแบบเรียบ ๆ ไม่ฉูดฉาด ไม่โลดโผน ชอบอาหารรสมัน มีจิตใจเบิกบานในเรื่องที่เป็นกุศล แต่ไม่ชอบโอ้อวด คนสัทธาจริต ควรแก้ด้วยการให้เจริญกัมมัฏฐานประเภทอนุสสติ ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ นอกจากน้ี พึงชักนำไปในสิ่งท่ีควรแก่ความ เลอ่ื มใสและความเชอ่ื ท่มี ีเหตุผล ๖. พทุ ธจิ รติ มคี วามรเู้ ปน็ ปกตมิ พี ทุ ธปิ ญั ญาเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั ประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณาและมองไปตามความจริง มีปัญญาเฉียบแหลม ว่องไว ได้ยินได้ฟังอะไรมักจำได้เร็ว อาจสังเกตได้จากอิริยาบถท่ีว่องไวและเรียบร้อย ทำกิจกรรมกิจการงาน อะไรมักเป็นประโยชน์ ทำได้เรียบร้อยสวยงามมีระเบียบ ชอบบริโภคอาหารรสไม่จัด มองอะไรด้วย ความพินิจพิเคราะห์ คนพุทธิจริต ควรแก้ด้วยการให้เจริญกัมมัฏฐาน ๔ ประการ คือ มรณัสสต ิ อปุ สมานสุ สติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตธุ าตุววัตถาน นอกจากน้ี พึงส่งเสริมแนะนำให้ใช้ความคิด พจิ ารณาสภาวธรรมและสง่ิ ดีงามทีใ่ ห้เจรญิ ปญั ญา การปฏิบัติ พึงสำรวมอารมณข์ องตนเองใหด้ งู ามตลอดเวลา ๒. อธบิ ายถงึ ความหมายและการปฏบิ ัตติ นของธรรมคณุ ๖ ตอบ แปลว่า คุณของพระธรรม หมายถึง คำสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีบุคคล ประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ จะได้ผลคอื ความดี เพราะพระธรรมมคี วามดรี อบดา้ นโดยสมควรแกก่ ารปฏบิ ัติ ทเี่ รยี กว่า ธัมมานธุ มั ปฏบิ ัติ คณุ ของพระธรรมท่านจำแนกไว้ ๖ ประการ คือ ๑. สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม พระธรรมอนั พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั ดแี ลว้ มอี ธบิ ายวา่ พระธรรม ในที่น้ีมุ่งถึงพระสัทธรรม ๒ ประการ (ในจำนวนพระสัทธรรม ๓) คือ ปริยัติกับปฏิเวธ โดยปริยัติ หมายถึง พระพุทธพจน์ท่ีพระพุทธองค์ตรัสส่ังสอนซ่ึงได้รับการประมวลไว้ในพระไตรปิฎก เปน็ พระดำรสั ทต่ี รสั ไมว่ ปิ รติ คอื ตรสั ไวเ้ ปน็ ความจรงิ แท้ เพราะแสดงขอ้ ปฏบิ ตั โิ ดยลำดบั กนั ทเ่ี รยี กวา่ งามหรอื ไพเราะในเบอ้ื งตน้ ทา่ มกลาง และทสี่ ดุ พรอ้ มทงั้ อรรถ พรอ้ มทงั้ พยญั ชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ส่วนปฏิเวธ หมายถึง ผลท่ีเกิดจากนำปริยัติมาปฏิบัติเป็นปฏิปทาที่สอดคล้อง แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั โท วชิ าธรรม
85 กบั พระนพิ พานอนั เป็นจุดหมายสงู สุด ด้วยเหตนุ ้ี พระธรรมคำส่งั สอนของพระพทุ ธเจ้าจึงได้ชอ่ื ว่าตรสั ไว้ดีแล้ว (ต้ังแต่พระคุณบทว่า สนฺทิฏฺฐิโก เป็นต้นไป จนถึง ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านเน้น อธบิ ายเป็นปฏเิ วธสทั ธรรมอย่างเดียว) ๒. สนฺทิฏฺฐิโก อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง หมายความว่า ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรล ุ ผู้น้ันย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเช่ือตามคำของผู้อ่ืน คือผู้อ่ืนหาได้มาเห็นตามรู้ตามด้วยไม ่ ผูใ้ ดไม่ปฏบิ ตั ิ ไม่บรรลุ แมผ้ อู้ ่นื จะบอก ก็เหน็ ไมไ่ ด ้ ๓. อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล หมายความว่า ไม่ข้ึนกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทนั ที บรรลุเมอ่ื ใด เหน็ ผลได้ทนั ที หรอื ใหผ้ ลในลำดบั แหง่ กาลบรรลุ คอื ใหผ้ ลทุก ๆ ฤดกู าล ซึ่งไม่เหมือนผลไม้ต่าง ๆ ที่ให้ผลตามฤดูกาล คือ ออกผลเป็นบางคร้ังบางคราวเท่านั้น อีกนัยหน่ึง เปน็ จรงิ อยอู่ ยา่ งไร กเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั ไมจ่ ำกดั ดว้ ยกาลเวลา จงึ สรปุ วา่ พระธรรมคำสอนในพระพทุ ธศาสนา ทนั สมัยตลอดกาล ๔. เอหิปสฺสิโก ควรเรียกให้มาดู หมายความว่า เชิญชวนให้มาชมและพิสูจน์ หรือ ท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง อน่ึง พระธรรมมีคุณเป็นอัศจรรย์ดุจของ ประหลาดท่ีควรปา่ วร้องกนั มาดมู าชม ๕. โอปนยโิ ก ควรนอ้ มเขา้ มา หมายความวา่ ควรนอ้ มเขา้ มาไวใ้ นใจ หรอื นอ้ มใจเขา้ ไป ใหถ้ ึง ดว้ ยการปฏิบตั ิให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือใหใ้ จบรรลุถงึ อยา่ งน้ี กลา่ วคอื เชิญชวนใหท้ ดลองปฏิบตั ิดู อกี นยั หน่งึ หมายถงึ เปน็ ส่ิงที่นำผปู้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ ขา้ ไปถึงทหี่ มาย คอื พระนิพพาน ๖. ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ หู ิ อนั วญิ ญชู นพงึ รเู้ ฉพาะตน หมายความวา่ ผใู้ ดไดบ้ รรล ุ ผู้น้ันย่อมรู้แจ้งเฉพาะตน อันผู้อ่ืนไม่พลอยมาตามรู้ตามเห็นด้วยได้ กล่าวคือ เป็นวิสัยของวิญญูชน หรือบัณฑิตจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตนต้องทำ คือ ปฏิบัติเอง จึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไมไ่ ด้ และรูไ้ ดป้ ระจกั ษใ์ นใจของตนนีเ้ ทา่ น้ัน การปฏบิ ัติ ปฏบิ ัตติ นตามคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาธรรม
86 ใบความรู้ท่ี ๕ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในฉักกะ หมวด ๖ ฉกั กะ หมวด ๖ จริต ๖ ๑. ราคจริต มีราคะเปน็ ปกต ิ มรี าคะเปน็ เจา้ เรอื น ๒. โทสจรติ มโี ทสะเป็นปกติ มีโทสะเปน็ เจ้าเรอื น ๓. โมหจรติ มีโมหะเปน็ ปกต หรอื มโี มหะเป็นเจ้าเรือน ๔. วติ ักกจริต มีวติ กเปน็ ปกต ิ มคี วามวิตกเป็นเจ้าเรือน ๕. สทั ธาจริต มศี รทั ธาเปน็ ปกติ มคี วามเชอ่ื งา่ ยเปน็ เจ้าเรอื น ๖. พทุ ธิจริต มคี วามรู้เปน็ ปกต ิ มพี ทุ ธิปญั ญาเปน็ เจ้าเรือน อธบิ าย จริต แปลวา่ ความประพฤติ หมายถงึ ความประพฤติคุ้นเคย ซึ่งหนกั ไปทางใดทางหนึง่ อันเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน หรือพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาเป็นความชอบความเคยชิน เป็นลกั ษณะเด่นชดั ในด้านนั้น ๆ ความประพฤติหรือลักษณะนิสัย เรยี กอกี อย่างวา่ จริยา มี ๖ อย่าง คอื ๑. ราคจริต มีราคะเป็นปกติหรือมีราคะเป็นเจ้าเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัย หนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ละมุนละไม ชอบความเอาอกเอาใจ ความอ่อนโยน หรือชอบเร่ือง บันเทิงเจริญใจ แสดงออกให้เห็นในลักษณะต่าง ๆ เช่น มีอิริยาบถเรียบร้อยสวยงาม ทำการงาน ละเอยี ดประณตี นยิ มรสอาหารทกี่ ลมกลอ่ ม มกั ตดิ ใจพอใจอยา่ งลกึ ซง้ึ ในสงิ่ ทต่ี นเกดิ ความรกั ความยนิ ดี เปน็ คนเจา้ เลห่ ์ โอ้อวด ถือตวั มีความต้องการทางกามและเกียรตมิ าก เชน่ ตอ้ งการเปน็ ใหญ่ ใหค้ น ยกยอ่ งสรรเสริญ ไมค่ ่อยสันโดษ มักโลเล พถิ พี ถิ นั ในเรือ่ งอาหาร การแต่งตัว และการทำงาน เปน็ ต้น คนราคจริต ควรแก้ดัวยการใหเ้ จริญอสุภกมั มฏั ฐาน ๑๐ และกายคตาสต ิ ๒. โทสจริต มีโทสะเป็นปกติหรือมีโทสะเป็นเจ้าเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัย หนักไปทางโทสะ ประพฤติหนักไปทางใจร้อนหงุดหงิดรุนแรง ฉุนเฉียวโกรธง่าย ชอบความรุนแรง ชอบการตอ่ สู้ เอาชนะระรานผู้อื่นด้วยกำลัง อาจสงั เกตได้จากอิรยิ าบถท่ีพรวดพราดรีบร้อน กระด้าง ทำการงานรวดเรว็ แตไ่ ม่คอ่ ยเรียบรอ้ ย ไมส่ ำรวม ชอบบริโภคอาหารรสจัด กินเร็ว มกั โกรธง่าย ลบหลู่ คุณทา่ น ตีเสมอ และมกั รษิ ยา คนโทสจรติ ควรแก้ดว้ ยการใหเ้ จริญกมั มัฏฐาน ประเภทวัณณกสณิ ๔ คอื นีลกสณิ ปีตกสิณ โลหิตกสณิ และโอทาตกสิณ และเจริญพรหมวิหาร ๔ คอื เมตตา กรณุ า มทุ ิตา และอเุ บกขา แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วชิ าธรรม
87 ๓. โมหจริต มีโมหะเป็นปกติหรือมีโมหะเป็นเจ้าเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัย หนักไปทางโมหะ ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงาซึม ข้ีหลงขี้ลืม เล่ือนลอยไปตามกระแสสังคม ขาดเหตุผล ชอบเร่ืองไร้สาระ อาจสังเกตได้จากอิริยาบถท่ีเซื่องซึม เหม่อลอย ทำกิจการงานหยาบ ไม่ถ่ีถ้วน ค่ังค้าง ขาดความเรียบร้อย เอาดีไม่ค่อยได้ ไม่เลือกอาหารการกิน อย่างไรก็ได้ มักมีความ เหน็ คลอ้ ยตามคนอน่ื งา่ ย ๆ ใครวา่ อยา่ งไร กว็ า่ ตามเขา มกั ชอบงว่ งนอน ขส้ี งสยั เขา้ ใจอะไรยาก เปน็ ตน้ คนโมหจริต ควรแก้ด้วยการให้เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานหรือเพ่งกสิณ และพึงเสริมปัญญา ด้วยการจัดให้มีการเรียน การไต่ถาม การฟังธรรม การสนทนาธรรมตามกาล หรือการให้อยู่กับ ครอู าจารย์ ๔. วติ กั กจรติ มวี ติ กเปน็ ปกตหิ รอื มคี วามวติ กเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั ประพฤติหนักไปทางชอบครุ่นคิดวกวน นึกคิดฟุ้งซ่าน ย้ำคิดย้ำทำ ขาดความมั่นใจในตนเอง ชอบวติ กกงั วลเรอื่ งไมเ่ ปน็ เรอ่ื ง คดิ ตรกึ ตรองไปเรอื่ ย ๆ ไมค่ อ่ ยแนน่ อนอะไรนกั เขา้ ใจอะไรไมต่ ลอดสาย อาจสงั เกตไดจ้ ากอริ ยิ าบถทเ่ี ชอื่ งชา้ คลา้ ยพวกโมหจรติ ทำการงานจบั จดไมเ่ ปน็ หลกั แตเ่ ปน็ คนชา่ งพดู อาหารทีบ่ รโิ ภคไมค่ อ่ ยพิถพี ถิ ันมากนัก อย่างไรกไ็ ด้ มักเหน็ ตามคล้อยตามผูค้ นหม่มู าก ประเภทพวก มากลากไป เปน็ คนโลเลเดย๋ี วดเี ดย๋ี วรา้ ย คนวติ กั กจรติ ควรแกด้ ว้ ยการใหเ้ จรญิ อานาปานสติ กมั มฏั ฐาน ๕. สทั ธาจรติ มศี รทั ธาเปน็ ปกตหิ รอื มคี วามเชอื่ งา่ ยเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทมี่ ลี กั ษณะนสิ ยั มากด้วยศรัทธา ประพฤติหนักไปทางถือมงคล ต่ืนข่าว เชื่อง่ายโดยปราศจากเหตุผล ไว้ใจทุ่มเทใจ ให้ผู้อ่ืนได้ง่าย ชอบเรื่องไสยศาสตร์หรืออำนาจลึกลับ สังเกตได้จากอิริยาบถท่ีแช่มช้อยละมุนละม่อม ทำการงานอะไรจะมคี วามเรียบรอ้ ย ชอบสวยงามแบบเรยี บร้อย ชอบสวยงามแบบเรยี บ ๆ ไมฉ่ ดู ฉาด ไม่โลดโผน ชอบอาหารรสมัน มีจิตใจเบิกบานในเรื่องท่ีเป็นกุศล แต่ไม่ชอบโอ้อวด คนสัทธาจริต ควรแก้ด้วยการให้เจริญกัมมัฏฐานประเภทอนุสสติ ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ นอกจากน้ีพึงชักนำไปในสิ่งท่ีควรแก่ความ เล่อื มใสและความเช่ือทม่ี ีเหตุผล ๖. พทุ ธจิ รติ มคี วามรเู้ ปน็ ปกตหิ รอื มพี ทุ ธปิ ญั ญาเปน็ เจา้ เรอื น หมายถงึ คนทม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั ประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณาและมองไปตามความจริง มีปัญญาเฉียบแหลม ว่องไว ได้ยินได้ฟังอะไรมักจำได้เร็ว อาจสังเกตได้จากอิริยาบถที่ว่องไวและเรียบร้อย ทำกิจกรรมกิจการ งานอะไรมักเป็นประโยชน์ ทำได้เรียบร้อยสวยงามมีระเบียบ ชอบบริโภคอาหารรสไม่จัด มองอะไร ด้วยความพนิ ิจพิเคราะห์ คนพุทธิจริต ควรแก้ดว้ ยการให้เจรญิ กัมมัฏฐาน ๔ ประการ คือ มรณสั สติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน นอกจากน้ีพึงส่งเสริมแนะนำให้ใช้ความคิด พจิ ารณาสภาวธรรมและส่งิ ดงี ามที่ให้เจรญิ ปญั ญา จรติ หรอื จรยิ า ๖ อยา่ งน้ี ในบคุ คลคนเดยี ว แมจ้ ะเปน็ ผมู้ ลี กั ษณะเดน่ ไปในจรติ ใดจรติ หนง่ึ ดงั กลา่ วมา แต่บางคร้งั อาจมจี รติ ระคนกันเกดิ ขึน้ พรอ้ มกันหลายจรติ กม็ ี เช่น ในกรณีเมอื่ ผนู้ ้อยไม่ได้ สิ่งทต่ี นปรารถนาจึงโกรธนินทาผใู้ หญ่ เช่นนี้ ทา่ นว่ามีทัง้ ราคจริต โทสจริต และโมหจริตระคนกัน แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาธรรม
88 ธรรมคณุ ๖ ๑. สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม พระธรรมอนั พระผมู้ ีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ๒. สนทฺ ิฏฐฺ โิ ก อันผไู้ ด้บรรลุจะพึงเหน็ เอง ๓. อกาลิโก ไม่ประกอบดว้ ยกาล ๔. เอหิปสสฺ ิโก ควรเรยี กใหม้ าดู ๕. โอปนยโิ ก ควรนอ้ มเขา้ มา ๖. ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วญิ ฺญหู ิ อันวญิ ญูชนพงึ ร้เู ฉพาะตน อธบิ าย ธรรมคุณ แปลว่า คุณของพระธรรม หมายถึง คำสอนทางพระพุทธศาสนาที่บุคคล ประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ จะไดผ้ ลคอื ความดี เพราะพระธรรมมคี วามดรี อบดา้ น โดยสมควรแกก่ ารปฏบิ ตั ิ ท่ีเรียกว่า ธมั มานุธัมปฏบิ ตั ิ คุณของพระธรรมท่านจำแนกไว้ ๖ ประการ คอื ๑. สฺวากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม พระธรรมอนั พระผู้มีพระภาคเจา้ ตรัสดแี ลว้ มีอธิบายวา่ พระธรรมในที่น้ีมุ่งถึงพระสัทธรรม ๒ ประการ (ในจำนวนพระสัทธรรม ๓) คือ ปริยัติกับปฏิเวธ โดยปริยัติ หมายถึง พระพุทธพจน์ท่ีพระพุทธองค์ตรัสส่ังสอนซ่ึงได้รับการประมวลไว้ในพระไตรปิฎก เปน็ พระดำรสั ทตี่ รสั ไมว่ ปิ รติ คอื ตรสั ไวเ้ ปน็ ความจรงิ แท้ เพราะแสดงขอ้ ปฏบิ ตั โิ ดยลำดบั กนั ทเ่ี รยี กวา่ งามหรอื ไพเราะในเบอื้ งตน้ ทา่ มกลาง และทส่ี ดุ พรอ้ มทง้ั อรรถพรอ้ มทง้ั พยญั ชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธ์ิบริบูรณ์สิ้นเชิง ส่วนปฏิเวธ หมายถึง ผลท่ีเกิดจากนำปริยัติมาปฏิบัติเป็นปฏิปทาที่สอดคล้อง กับพระนิพพานอันเป็นจุดหมายสูงสุด ด้วยเหตุนี้ พระธรรมคำทรงสอนของพระพุทธเจ้าจึงได้ช่ือว่า ตรัสไว้ดีแล้ว (ตงั้ แตพ่ ระคุณบทว่า สนฺทฏิ ฐฺ โิ ก เป็นต้นไป จนถงึ ปจฺจตตฺ ํ เวทิตพโฺ พ วิญญฺ ูหิ ท่านเนน้ อธิบายเปน็ ปฏเิ วธสทั ธรรมอย่างเดยี ว) ๒. สนฺทิฏฺฐิโก อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง หมายความว่า ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรล ุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อ่ืน คือ ผู้อื่นหาได้มาเห็นตามรู้ตามด้วยไม่ ผใู้ ดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ แม้ผอู้ ื่นจะบอก ก็เห็นไม่ได้ ๓. อกาลิโก ไมป่ ระกอบดว้ ยกาล หมายความว่า ไมข่ น้ึ กับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุ ไดท้ นั ที บรรลเุ มอ่ื ใด เหน็ ผลไดท้ นั ที หรอื ใหผ้ ลในลำดบั แหง่ กาลบรรลุ คอื ใหผ้ ลทกุ ๆ ฤดกู าล ซง่ึ ไมเ่ หมอื น ผลไม้ต่าง ๆ ท่ีให้ผลตามฤดูกาล คือ ออกผลเป็นบางคร้ังบางคราวเท่าน้ัน อีกนัยหน่ึง เป็นจริง อยอู่ ยา่ งไร กเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั ไมจ่ ำกดั ดว้ ยกาลเวลา จงึ สรปุ วา่ พระธรรมคำสอนในพระพทุ ธศาสนาทนั สมยั ตลอดกาล ๔. เอหิปสฺสิโก ควรเรียกให้มาดู หมายความว่า เชิญชวนให้มาชมและพิสูจน์ หรือ ท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง อน่ึง พระธรรมมีคุณเป็นอัศจรรย์ดุจของ ประหลาดท่ีควรปา่ วร้องกันมาดูมาชม แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชั้นโท วิชาธรรม
89 ๕. โอปนยโิ ก ควรนอ้ มเขา้ มา หมายความวา่ ควรนอ้ มเข้ามาไวใ้ นใจ หรือนอ้ มใจเขา้ ไป ให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างน้ี กล่าวคือเชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดู อีกนยั หน่ึง หมายถึงเป็นสงิ่ ท่ีนำผูป้ ฏิบัติให้เข้าไปถงึ ท่หี มายคอื พระนพิ พาน ๖. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน หมายความว่า ผู้ใดได้บรรล ุ ผู้น้ันย่อมรู้แจ้งเฉพาะตน อันผู้อ่ืนไม่พลอยมาตามรู้ตามเห็นด้วยได้ กล่าวคือ เป็นวิสัยของวิญญูชน หรือบัณฑิตจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตนต้องทำ คือ ปฏิบัติเอง จึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกนั ไมไ่ ด้ และร้ไู ดป้ ระจกั ษ์ในใจของตนนเ้ี ทา่ น้นั พระธรรมคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมท่ีพระองค์ทรงตรัสหรือแสดงไว้ดีแล้วน้ัน ทง้ั ปริยตั ิ ปฏิบตั ิ และปฏเิ วธ ทนต่อการเพ่งพสิ ูจน์ ผ้ใู ดปฏบิ ตั ิผ้นู น้ั ได้เอง ไม่มเี งอ่ื นเวลาปฏบิ ตั ิเวลาใด ได้ผลเวลาน้ัน จึงควรชักชวนกันมาพิสูจน์มาปฏิบัติ เป็นการรู้เฉพาะตัวของผู้ปฏิบัติ เปรียบเหมือน ผลู้ ้ิมรสอาหาร ย่อมรรู้ สของอาหารนั้นเอง โดยไมต่ ้องมีผู้ใดมาบอกฉะนนั้ แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
90 แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๖ ธรรมศึกษาชนั้ โท สาระการเรยี นรวู้ ชิ าธรรม เรือ่ ง หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ เวลา.........................ชั่วโมง .............................................................................................................................................................. ๑. มาตรฐานการเรยี นร ู้ มาตรฐาน ธศ ๑ รู้และเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรม เพ่อื อยู่รว่ มกันอยา่ งสนั ตสิ ขุ ๒. ผลการเรียนร ู้ รแู้ ละเข้าใจหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ ๓. สาระสำคัญ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ เปน็ หลกั ธรรมทวี่ า่ ดว้ ย อปรหิ านยิ ธรรม ๗ หากบุคคลยดึ มนั่ และปฏิบตั ไิ ด้จะทำใหเ้ ป็นคนดอี ยู่ในสังคมดว้ ยความเปน็ สุข ๔. จุดประสงค์การเรียนร ู้ นักเรยี นอธบิ ายหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ ได้ ๕. สาระการเรยี นร้/ู เนอื้ หา - อปริหานยิ ธรรม ๗ ๖. กระบวนการจัดการเรียนร้ ู ๑. ใหน้ กั เรียนสวดมนตไ์ หว้พระ น่งั สมาธิกอ่ นเรียน ๕ นาที ขนั้ สบื คน้ และข้นั เช่ือมโยง ๒. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ โดยใชค้ ำถามเพือ่ พัฒนาทักษะกระบวนการคดิ และเชื่อมโยงไปสู่การเรียนร ู้ - นกั เรยี นเคยเรยี น เรอ่ื ง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ บา้ งหรอื ไม ่ - หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ มีอะไรบา้ ง - นักเรียนเคยได้ยินได้เห็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ จากท่ีไหนบา้ ง ขั้นฝึก ๓. แบ่งนกั เรียนออกเปน็ ๒ กลุ่ม โดยให้แตล่ ะกลุ่มศกึ ษาหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ อปริหานิยธรรม ๗ จากใบความรทู้ ี่ ๖ ๔. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ จดั เตรียมการเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรียน แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้ันโท วชิ าธรรม
91 ขั้นประยกุ ต์ ๕. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามหัวข้อท่ีตนเองได้รับมอบหมายเพ่ือ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ๖. นักเรยี นในแต่ละกลมุ่ ตอบคำถามตามใบกจิ กรรมที่ ๖ ๗. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรุปในแต่ละหวั ข้อ ๗. ภาระงาน/ชนิ้ งาน ท ่ี ภาระงาน ชิน้ งาน ๑ ตอบคำถามเกยี่ วกบั หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ ใบกจิ กรรมท่ี ๖ ๘. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้ ๑. ใบความรู้ท่ี ๖ เร่อื ง หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ในสัตตกะ หมวด ๗ ๒. ใบกจิ กรรมที่ ๖ ๙. การวัดผลและประเมนิ ผล ส่ิงท่ีต้องการวดั วธิ ีวดั เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ นกั เรยี นอธบิ าย - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผ่าน = ไดค้ ะแนนตัง้ แต่รอ้ ยละ หลักธรรม ผลงาน ๖๐ ขึน้ ไป ของพระพุทธศาสนา ไม่ผา่ น = ไดค้ ะแนนตำ่ กว่า ในสัตตกะ หมวด ๗ ได ้ รอ้ ยละ ๖๐ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชั้นโท วิชาธรรม
92 แบบประเมนิ ผลงานใบกิจกรรมที่ ๖ ขอ้ ท ่ี ๔-๕ คะแนน ระดับคะแนน ๑ คะแนน ๑ ตอบคำถามถูกตอ้ ง ๒-๓ คะแนน ตอบคำถามไดถ้ กู ต้อง ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ถกู ตอ้ ง ตรงประเด็นนอ้ ย ตรงประเด็นเปน็ สว่ นใหญ่ เกณฑ์การตดั สนิ เกณฑ ์ ร้อยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ขน้ึ ไป ๓ คะแนนข้นึ ไป ไมผ่ า่ น ตำ่ กว่า ๖๐ ๒ คะแนนลงมา หมายเหตุ เกณฑ์การตัดสนิ สามารถปรับไดต้ ามความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าธรรม
93 ใบกจิ กรรมที่ ๖ หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ในสตั ตกะ หมวด ๗ ชอ่ื กลุ่ม.................................. ชอื่ ............................................................................................ชนั้ ................เลขท.่ี ............................... ชื่อ............................................................................................ชนั้ ................เลขที.่ ............................... ชือ่ ............................................................................................ชนั้ ................เลขท่.ี ............................... ชื่อ............................................................................................ชั้น................เลขท.่ี ............................... คำช้แี จง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปน้ี จำนวน ๑ ข้อ (๕ คะแนน) อธิบายถึงความหมายและการปฏิบตั ิตนของอปรหิ านิยธรรม ๗ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาธรรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156