Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธรรมศึกษาโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

หนังสือเรียนธรรมศึกษาโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Published by suttasilo, 2021-06-26 01:16:56

Description: หนังสือเรียนธรรมศึกษาโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Keywords: หนังสือเรียน,ธรรมศึกษาโท,พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Search

Read the Text Version

50 แมพระนนั ทเถระน้ี กไ็ ดบำเพญ็ บารมีอนั เปน อุปนสิ ยั แหง พระนพิ พานไวใ นสำนักของ พระพทุ ธเจามากมายหลายพระองค ไดเห็นพระปทมุ ุตตรศาสดา ทางสถาปนาพระเถระรปู หน่ึงไวใน ตำแหนง เลศิ กวา ภกิ ษทุ งั้ หลายในดา นความสำรวมอนิ ทรยี  มีกศุ ลฉันทะปรารถนาตำแหนง เชนน้ันบาง จึง ไดตง้ั ใจทำความดที ่ีเปน อุปนิสัยปจจัยแหงตำแหนง นัน้ ลถุ ึงกาลแหงพระโคดม จึงไดสมควรความปรารถนา ใชเ วลาหนึ่งแสนกปั ๖. ธรรมวาทะ เพราะไมพ ิจารณาใหลกึ ซ้ึงถึงความจริงของชีวติ คนเราจึงติดอยูก ับรา งกาย ขวนขวายแตก าร แตงตัว ลุม หลงเมามัวในกามารมณ แตพ ระโคดมทรงสอนใหร ซู ้งึ ถงึ ชีวิตเราจึงเปล้ืองจติ จากพันธนาการ พน สถานแหง ภพสาม ( สูความสขุ อยางแทจริง ) ๗. ปรินพิ พาน พระนนั ทเถระ ครน้ั สำเร็จพระอรหันตแลว ไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตาม ความสามารถ สดุ ทายไดป รนิ พิ พานดวยอนุปทเิ สสนิพพาน ดับสังขารอยางสิ้นเชิง *********************************** ๑๒. ประวตั ิ พระราหุลเถระ ๑. สถานะเดมิ พระราหุลเถระ นามเดิม ราหุล เปน พระนามทตี่ ้ังตามอทุ านของพระสทิ ธตั ถะ พระราชบดิ า ที่ตรัสวา ราหุลํ ชาตํ เครื่องผูกเกิดขนึ้ แลว เม่ือทรงทราบขา ววา พระกมุ ารประสูติ พระบิดา ทรงพระนามวา สิทธัตถะ พระมารดา ทรงพระนามวา ยโสธรา หรอื พมิ พา ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพทุ ะศาสนา พระศาสดาเสดจ็ ไปยังกรงุ กบลิ พัสดุ ในวันที่ ๓ ทรงบวชใหน ัทกมุ ารในวนั ที่ ๗ พระมารดา พระราหุลทรงใหพ ระกุมารไปทลู ขอมรดกกบั พระองค พระผมู ีพระภาค ทรงพระดำรวิ า กมุ ารนอ้ี ยากได ทรพั ยข องบิดา แตว า ทรพั ยน ้ันพนั ธนาใจใหเกิดทุกขไ มส ขุ จรงิ เราจะใหท รพั ยประเสริฐยง่ิ ๗ ประการ ที่ เราชนะมารไดมา จึงรับสัง่ หาทานพระสารีบุตร มีพทุ ธดำรสั วา สารีบตุ ร เธอจงจัดการใหราหุลกมุ ารน้ี บรรพชา พระเถระจงึ ทูลถามถงึ วธิ ีบรรพชา พระศาสดาตรสั ใหใ ชต ามวิธตี ิสรณคมนูปสมั ปทา เปลงวาจาถึง พระรตั นตรยั ใหพ ระกมุ ารบวช วิธนี ้ีไดใชกนั สบื มาถงึ ทุกวนั นี้ เรียกวา บวชเณร พระราหุลเถระนไี้ ดเ ปนสามเณรรปู แรกในพระพทุ ธศาสนา คร้นั อายคุ รบ ๒๐ ป จงึ อุปสมบท ดวยวิธญี ัตตจิ ตตุ ถกรรมในสมัยเปนสามเณร ทานสนใจใครศ กึ ษาพระธรรมวินยั ลกุ ขน้ึ แตเ ชา เอามอื ทงั้ สอง กอบทรายไดเ ต็ม แลว ตัง้ ความปรารถนาวา ขอใหต นไดรบั โอวาทจากพระศาสดาหรอื พระอปุ ชฌายอ าจารย จดจำ และเขาใจใหไ ดจำนวนเทาเม็ดทรายในกอบน้ี วนั หนง่ึ ทา นอยใู นสวนมะมว งแหงหนงึ่ พระศาสดาเสดจ็ เขาไปหา แลวตรสั จูฬราหโุ ลวาทสตู ร แสดงโทษของการกลา วมุสา อุปมาเปรียบกับน้ำท่ที รงควำ่ ขันเทท้ิงไปวา ผทู กี่ ลาวมุสาท้ังท่รี อู ยแู กใจ ความ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 50

51 เปน สมณะ ของเขาก็ไมต างอะไรกบั น้ำในขนั น้ี แลว ทรงช้ใี หเหน็ วา ไมมบี าปกรรมอะไร ทผ่ี หู มดความ ละอายใจกลาวเท็จ ทั้ง ๆ ทร่ี จู ะทำไมไ ด ตอมาไดฟงมหาราหุโลวาทสูตรใจความวา ใหพจิ ารณารางกายใหเห็นเปนธาตุ ๕ ประการ คอื ดิน นำ้ ลม ไฟ อากาศ นัน่ ไมใ ชของเรา เราไมไดเ ปน นนั่ นน่ั ไมใชต ัวตนของเรา แลวตรสั สอนใหอบรม จติ คดิ ใหเ หมอื นกับธาตแุ ตล ะอยา งวา แมจะมีสง่ิ ท่ีนาปรารถนา หรอื ไมนาปรารถนา ถกู ตอ ง กไ็ มมีอาการ พอใจรกั ใคร หรอื เบือ่ หนา ยเกลยี ดชัง สุดทายทรงสอนใหเ จรญิ เมตตาภาวนา เพ่ือละพยาบาท เจรญิ กรุณาภาวนาเพ่อื ละวิหงิ สา เจรญิ มุทติ าภาวนา เพือ่ ละความริษยา เจริญอเุ บกขาภาวนา เพอื่ ละความขดั ใจ เจรญิ อสภุ ภาวนา เพอ่ื ละ ราคะ เจรญิ อนิจสัญญาภาวนา เพือ่ ละอสั มมิ านะ ทานไดพ ยายามฝกใจไปตามนน้ั ในทสี่ ดุ ไดสำเร็จพระ อรหตั ผล ๓. งานประกาศพระศาสนา พระราหุลเถระนี้ ถงึ แมจะไมมีในตำนานวา ทานไดใครมาเปน ศษิ ยบาง แตปฏิปทาของทาน ก็ นำมาซงึ่ ความศรทั ธาเลือ่ มใสในพระพทุ ธสาสนาแกบ คุ คลผไู ดศกึ ษาประวัติของทานในภายหลงั วาทานน้นั พรอมดวยสมบัติ ๒ ประการ คอื ชาติสมบัตแิ ละปฏิปต ติสมบัติ เปน ผูไมป ระมาทรกั ษาศีล สนใจใคร ศึกษา เคารพอุปช ฌายอาจารย มีปญญารูท่วั ถึงธรรม มีความยินดีในพระศาสนา ๔. เอตทัคคะ พระราหุลเถระน้ี เปน ผใู ครใ นการศึกษา ดงั ไดกลาวมาแลว เพราะฉะนั้นทานจึงไดรับยกยอง จากพระศาสดาวา เปน เลศิ กวาภกิ ษุทงั้ หลาย ผูใครในการศึกษา ๕. บุญญาธิการ พระราหลุ เถระนี้ ไดบำเพญ็ บญุ ญาธิการ อันเปน อปุ นสิ ยั แหงพระนพิ พานมานาน ในกาลแหง พระปทมุ ุตตรพุทธเจา ไดบ งั เกิดในเรอื นผูมีสกุล คร้นั รเู ดยี งสาแลว ไดฟ งธรรมของพระศาสดาเหน็ พระ ศาสดาทรงตั้งภกิ ษุรูปหนง่ึ ไวในฐานะทีเ่ ลิศกวา ภิกษทุ ้งั หลาย ผูใครตอ การศึกษา จึงปรารถนาตำแหนง น้ัน บา ง แลวไดส รางความดีมากมาย มีการทำความสะอาดเสนาสนะ และการทำประทปี ใหสวางไสวเปน ตน ผา นพนไปอีกหลายพุทธนั ดร สุดทายไดร ับพรที่ปรารถนาไว ในสมยั แหงพระพทุ ธเจาของเราทัง้ หลาย ดัง ไดก ลา วมา ๖. ธรรมวาทะ สตั วท้งั หลาย เปนดงั คนตาบอด เพราะไมเ หน็ โทษในกาม ถูกขายคือตัณหาปกคลมุ ไว ถกู หลังคาคอื ตัณหาปกปด ไว ถูกมารผกู ไวดวยเคร่อื งผกู คือความประมาทเหมอื นปลาที่ติดอยใู นลอบเราถอน กามนนั้ ข้นึ ไดแ ลว ตดั เครอ่ื งผกู ของมารไดแลว ถอนตัณหาพรอมท้งั รากขน้ึ แลว เปนผูเยอื กเยน็ ดบั แลว ๗. ปรนิ พิ พาน พระราหลุ เถระ ครนั้ สำเร็จเปนพระอรหนั ตแลวไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดอายุ ไขยของทา น สุดทายไดปรินพิ พานดบั สังขาร เหมือนกบั ไฟท่เี ผาเชอ้ื หมดแลว กด็ ับไป ณ แทน กัมพลศิลา อาสน ท่ปี ระทับของทา วสักกเทวราช **************************************** พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 51

52 ๑๓. ประวตั ิ พระอบุ าลีเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอุบาลีเถระ นามเดิม อบุ าลี หมายความวาใกลชิดกบั กษตั ริยท ัง้ หลาย เกดิ ในครอบครวั ชา งกัลบก ของศากยกษัตริยใ นนครกบิลพสั ดุ อุบาลีน้ัน คร้นั เจริญวัยแลวไดเปน สหายรักแหง กษัตริยท ้ัง ๖ มเี จาอนรุ ทุ ธะเปนตน จงึ ไดรบั แตงตัง้ ใหเปน นายภูษามาลาประจำพระองค ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธสาสนา เมอื่ พระศาสดาประทบั อยทู อี่ นปุ ยอมั พวันแหงมลั ลกษัตรยิ ท ง้ั หลาย เม่อื พระโอรสของศากยกษตั ริยท ง้ั หลายบวชกนั เปน จำนวนมาก เหลาพระญาติเหน็ ศากยะ ๖ พระองคเหลานี้ คือ ภทั ทยิ ราชา อนุ รทุ ธะ อานนั ทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต ยงั ไมไ ดออกบวช จึงสนทนากันวา คนอน่ื เขาใหลกู ๆ บวชกนั คนจากตระกลู เรายังไมไ ดออกบวชเลย เหมือนกับไมใชญาตขิ องพระศาสดา ในท่ีสดุ กษัตริยท ้ัง ๖ จงึ ตัดสินพระทยั ออกบวช โดยมนี ายอบุ าลีภูษามาลาตามเสดจ็ ไปดว ย เมื่อเขาสูแวน แควนกษตั ริยอ ื่นจึงใหน าย อุบาลกี ลบั นายอุบาลีกลับมาไดหนอยหนึ่ง ไดต ัดสนิ ใจบวชบา ง แลวไดร วมเดนิ ทางไปกับกษตั รยิ ทัง้ ๖ จึงรวมเปน ๗ คนดวยกัน เขาไปเฝา พระศาสดาทอี่ นุปยอัมพวนั กษตั รยิ ท ้ัง ๖ ไดก ราบทูลวา ขอ พระองคโปรดบวชใหอุบาลีกอน ขาพระองคท ั้งหลายจะไดทำสามจี ิกรรม มกี ารอภิวาทเปนตนแกเขา วธิ นี ี้ จะทำใหม านะของพวกขาพระองคสรางส้นิ ไป พระศาสดาไดทรงจัดการบวชใหพ วกเขาตามประสงค พระอุ บาลีเถระนัน้ ครนั้ บวชแลว เรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดาแลว กราบทูลวา ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขอ พระองคจ งทรงอนญุ าตใหข า พระองคอ ยปู า พระศาสดาตรัสวา ดูกอ นภิกษุ เมอ่ื อยปู า ธรุ ะอยางเดยี ว เทา น้ันจักเจริญงอกงาม แตเมื่ออยใู นสำนกั ของเรา ท้ังวปิ สสนาธุระ และคันถธรุ ะจะบริบูรณ พระอบุ าลี นนั้ รบั พระดำรสั ของพระศาสดาแลว กระทำวิปสสนากรรมฐาน ไมนานกไ็ ดบ รรลุพระอรหตั ๓. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงสอนพระวนิ ัยปฎ กทง้ั สิน้ แกพระอบุ าลนี ั้นดวยพระองคเอง ทานจงึ เปนผทู รงจำ และชำนาญในพระวนิ ยั ปฎ ก ครนั้ พระศาสดาเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพานแลว ไดมีการทำสงั คายนา พระธรรม วินัยครงั้ แรกโดยมพี ระมหากัสสปเถระเปน ประธาน พระสงฆไดเ ลือกทา นเปนผวู สิ ชั ชนา พระวินยั ปฎ ก ทำ ใหพ ระพทุ ธศาสนาดำรงมนั่ คงมาจนถึงทกุ วันน้ี ๔. เอตทัคคะ พระอุบาลเี ถระ ไดเรียนพระวินยั ปฎ กท้ังหมดจากพระโอษฐข องพระศาสดาโดยตรง จึงมคี วาม ชำนาญในพระวินยั เปน เหตใุ หพระศาสดาทรงตงั้ ทา นไวในฐานะท่เี ลิศกวาภกิ ษุทั้งหลาย ผเู ปน วินยั ธร ( ผู ทรงพระวินัย ) ๕. บญุ ญาธิการ พระอบุ าลีเถระน้นั ไดกระทำบุญญาธกิ ารอนั เปน ปจจยั เกอื้ กูลแกพ ระนพิ พานมานานแสนนาน จนกระทงั่ ถงึ สมัยแหงพระพทุ ธเจา ทรงพระนามวา ปทมุ ุตตระ ไดบงั เกิดในตระกูลพราหมณ อนั สมบรู ณ ดวยทรพั ยส มบัติ วันหนงึ่ ไปฟงธรรมของพระศาสดาไดเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษรุ ปู หนึ่งไวใ นตำแหนง ท่เี ลิศ กวา ภิกษุท้งั หลาย ผทู รงพระวนิ ัย ศรัทธา เลือ่ มใส ปรารถนาฐานันดรนนั้ จึงสรางสมบญุ กุศลตลอดมา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 52

53 หลายพทุ ธนั ดร สุดทายไดสมปรารถนาในพระศาสนาของพระสมณโคดม ศาสดาแหง พุทธศาสนาในปจ จุบัน น้ี ๖. ธรรมวาทะ ยาสำรอกของบคุ คลบางพวก เปน ยาถา ยของบุคคลบางพวก ยาพิษรายของบคุ คลบางพวก เปน ยารักษาโรคของบคุ คลบางพวก ใคร ๆ เหน็ ผากาสาวพัสดุอันเขาทง้ิ ไวท่ีหนทาง เปอ นของไมส ะอาด เปน ธงชยั ของษี พึง ประนมมือไหว เพราะพระพทุ ธเจาทัง้ หลาย ยอมบรสิ ทุ ธิ์ไดดวยธงชยั นั้น ๗. ปรนิ ิพพาน พระอบุ าลเี ถระ ไดชวยพระศาสดาประกาศพระศาสนาในขณะทพี่ ระองคยังทรงพระชนมอยู และหลังจากทีพ่ ระองคปรินิพพานแลว กไ็ ดรว มทำสงั คายนาคร้ังแรกโดยเปนผูวสิ ชั ชนาพระวินัย สุดทายได ปรินิพพาน ดังประทปี ทโี่ ชติชว งชชั วาลเตม็ ท่แี ลวคอ ย ๆ มอดดบั ไป ************************************** ๑๔. ประวตั ิ พระภัททยิ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระภทั ทยิ เถระ พระนามเดมิ ภทั ทิยะ พระมารดา พระนามวา กาีโคธาราชเทวี เปนพระนางศากยกญั ญาในนครกบิลพสั ดุ เกิดทพี่ ระนครกบลิ พัสดุ ในวรรณะกษตั รยิ  พระภทั ทยิ เถระ กอนบวชเปน เจาชายเชือ้ สายศากยะพระองคหนงึ่ มีพระสหายสนิท คือ เจา ชายอนุรทุ ธะ เจา ชายอานนท เจาชายภคุ เจาชายกมิ พลิ ะ และเจา ชายเทวทตั แหงเมอื งเทวทหะ ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพุทธศาสนา เมอื่ เจาภัททิยะทรงเจริญวยั แลว ไดเ สวยราชสมบตั สิ ืบศากยวงศ ตอ มา ถกู เจาชายอนุรุทธะ ซง่ึ เปนพระสหายสนิทชกั ชวนใหอ อกบวช จงึ ไดทลู ลาพระมารดาสละราชสมบตั เิ สด็จออกไปเฝา พระศาสดา ท่ีอนปุ ยนคิ มแควนมัลละและไดผนวชพรอมดวยพระราชกุมาร ๕ พระองค คือ อนรุ ทุ ธะ อานนั ทะ ภคุ กิมพลิ ะ และเทวทตั รวมท้งั นายภูษามาลา นามวา อุบาลีดวย จงึ เปน ๗ คน พระภัททิยะ บรรพชาอปุ สมบทแลว ไมน าน เปนผไู มประมาท พากเพียรพยายามบำเพญ็ สมณ ธรรม กไ็ ดบรรลุพระอรหตั ผลภายในพรรษาทบ่ี วชน่นั เอง ๓. งานประกาศศาสนา พระภทั ทิยะเถระน้ี ทานจะอยูตามโคนไม ปา ชา และเรือนวาง จะเปลงอุทานเสมอวา สขุ หนอๆ พระศาสดาทรงเรียกทา นมา แลวตรัสถามวา จริงหรอื ภทั ทิยะท่เี ธอเปลงอทุ านอยางนัน้ ทา นกราบทูลวา จรงิ พระเจาขา เธอมคี วามรสู ึกอยางไรจงึ ไดเปลงอทุ านเชนน้ัน ขา แตพ ระองคผ ูเจริญ เมือ่ กอ นขา พระองคเปนพระเจาแผน ดิน ตองจดั การรักษาปองกนั ท้ังภายใน และภายนอกทัว่ อาณาเขต แมข าพระองค จัดการอารักขาอยา งนีก้ ย็ งั ตอ งหวาดสะดุงกลวั ภยั อยเู ปนนิตย แตบ ัดน้ีขาพระองคถึงจะอยูปา โคนตนไม หรือในเรือนวาง กไ็ มร ูสึกหวาดกลัว หรือสะดงุ ตอภยั ใด ๆ เลย อาศยั อาหารทีผ่ อู ่ืนใหเ ลยี้ งชีพวันละม้ือ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 53

54 จิตใจเปน อสิ ระ ไมมีพันธะใด ๆ ขาพระองคมคี วามรูสึก อยางน้ี จึงเปลงอุทานอยา งนั้น พระเจาขา พระ ศาสดาทรงทราบเชนนัน้ จึงชมเชยทาน ปฏปิ ทาของทานนำมาซึง่ ความเลื่อมใสของคนทง้ั หลายเปน จำนวน มาก ๔. เอตทัคะ พระภทั ทยิ เถระน้ี ทา นเกิดในวรรณะกษัตริย และไดเ สวยราชสมบัติเปน ราชาแลว ไดส ละราช สมบัตอิ อกบวชดวยเหตุนั้น จึงไดรบั การยกยอ งจากพระศาสดาวา เปนผเู ลิศกวาภิกษทุ ้งั หลายผเู กดิ ใน ตระกลู สูง ๕. บุญญาธิการ แมพ ระภัททยิ เถระนี้ กไ็ ดบ ำเพ็ญบุญญาธิการไวใ นสมยั พระพทุ ธเจา องคกอ น ๆ ซ่งึ ลวนแตเปน อุปนสิ ยั ปจ จยั แหงพระนพิ พาน ในพทุ ธปุ บาทกาลแหงพระปทุมตุ ตรศาสดา ไดเ กดิ ในตระกูลอันสมบูรณ ดว ยสมบตั ิ เจริญวัย ไดภรรยาและบุตรธดิ าแลว มจี ิตเล่อื มใสมใี จโสมนัส ตอ นรับพระสมั มาสัมพุทธเจา นำ เสดจ็ มาสูเ รอื นของตน ไดถวายภตั ตาหารแลวไดถวายอาสนะทป่ี ลู าดดวยเครือ่ งปลู าดอนั งดงาม ตอ มาได ทำบุญมีทาน ศีล และภาวนาเปนประธาน ตลอดกาลยาวนาน จนไดบรรลุสาวกบารมญี าณในชาติสุดทาย ฆราวาสวสิ ยั ไดเปน ราชา ออกบรรพชาไดส ำเรจ็ พระอรหนั ต ๖. ธรรมวาทะ ขาแตพ ระองคผ เู จริญ เม่อื กอนโนน ขา พระองคครองราชสมบัติ ไดจ ดั การอารกั ขาไวอยา งดีใน ทท่ี กุ สถาน ถึงกระนั้นก็ยงั อยดู วยความกลวั ภยั หลบั ไมสนทิ มีจติ คิดระแวง แตบ ัดน้ี ขาพระองคบวชแลว อยูอยางไมมีภัย ไมม เี รือ่ งใหต อ งคิดระแวง ๗. ปรนิ พิ พาน พระภทั ทยิ เถระน้ี ทานไดบ รรลผุ ลสูงสดุ ในพระพุทธศาสนา ส้ินชาติ สิน้ ภพ อยูจบพรหมจรรย กิจสวนตัวของทา นไมมี มีแตหนาทป่ี ระกาศศาสนา นำมาซ่ึงประโยชนและความสขุ แกสงั คม สุดทายทา น ไดป รนิ พิ พานตามธรรมดาของสังขารท่ีเกดิ มาแลวตอ งดับไป *********************************** ๑๕. ประวตั ิ พระอนุรทุ ธะเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอนรุ ทุ ธเถระ พระนามเดมิ เจาชายอนุรทุ ธะ เปน พระนามทพี่ ระญาติท้ังหลายขนานให พระบดิ า พระนามวา อมิโตทนะ เปนพระอนชุ าของพระเจาสทุ โะทนะ มีพ่ีนอ งรวมพระ มารดาเดียวกัน ๒ พระองค คือ ๑. พระเชษฐา พระนามวา เจาชายมหานามะ ๒. พระกนิษฐภคนิ ี พระนามวา โรหิณี ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมือ่ พระศาสดาทรงทำการสงเคราะหญ าติ แลวเสดจ็ จากกบลิ พัสดุไ ปประทบั อยทู ่ีอนปุ ย อมั พวัน สมยั นัน้ เจา ชายมหานามะ เสดจ็ เขาไปหาเจา ชายอนุรทุ ธะ ตรัสวา พอ อนุรทุ ธะบัดน้ี ศากยกุมารผูม ี ชอ่ื เสียงพากันบวชตามพระผมู ีพระภาคเจา แตต ระกูลของเรายังไมมีใครบวชเลย เธอหรือพจ่ี ะตองบวช ใน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 54

55 ทส่ี ดุ เจา ชายอนุรุทธะตดั สนิ พระทัยบวชเองจึงพรอมดวยกษตั ริยอ กี ๕ พระองคคือ ภทั ทยิ ะ อานันทะ ภคุ กมิ พลิ ะ และเทวทัต พรอ มกับอุบาลภี ษู ามาลา ไดไปเฝา พระศาสดาทอี่ นุปย อัมพวัน ทูลขอบรรพชา อุปสมบท ๓. การบรรลธุ รรม พระอนรุ ุทธเถระน้ี ครั้นบวชแลว ไดเรียนกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีแลว ไดไ ปประจำ อยทู ปี่ าจนี วังสทายวนั ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรม ตรกึ มหาปุริสวติ กได ๗ ขอ คอื ๑. ธรรมนเ้ี ปนธรรมของผูมีความปรารถนานอย ไมใ ชของผมู คี วามมักมาก ๒. ธรรมน้เี ปน ธรรมของผสู นั โดษยินดีดว ยของที่มีอยู ไมใ ชของผูไมส นั โดษ ๓. ธรรมนเ้ี ปนธรรมของผสู งดั แลว ไมใ ชข องผูยินดใี นหมูคณะ ๔. ธรรมนีเ้ ปนธรรมของผปู รารภความเพียร ไมใชข องผูเกยี จครา น ๕. ธรรมน้เี ปน ธรรมของผูมีสตมิ ัน่ คง ไมใชของคนหลง ๖. ธรรมน้เี ปนธรรมของผูมีใจมนั่ คง ไมใชของผูมีใจไมม่นั คง ๗. ธรรมน้เี ปนธรรมของผมู ปี ญญา ไมใ ชของผทู รามปญ ญา พระศาสดาทรงทราบวา ทา นลำบากในมหาปุริสวติ กขอ ท่ี ๘ จึงเสด็จไปยังท่นี นั้ ตรัสอรยิ วงั สปฏิปทา วาดวยการอบรมความสนั โดษในปจจัย ๔ และยินดใี นการเจรญิ กุศลธรรม แลว ตรัสมหา ปุ รสิ วิตก ขอท่ี ๘ ให บรบิ รู ณ ๘. ธรรมน้ีเปน ของผยู นิ ดีในธรรมท่ีไมเ นน่ิ ชา ไมใ ชข องผูย ินดีในธรรมทเ่ี น่ินชา พอเม่ือพระศาสดาเสดจ็ ไปยังเภสกลาวัน ทา นพระอนรุ ุทธเถระ ก็ไดเปน พระขณี าสพอยูจบ พรหมจรรย เปน พระอรหันต มีวิชา ๓ ๔. งานประกาศพระศาสนา ชวี ประวัตขิ องทา นนาศรัทธาเลอ่ื มใส จากผูที่เปน สุขมุ าลาชาติท่ีสดุ ไมร จู ักและไมเ คยไดยินคำ วา ไมม ี ตองการอะไรไดท ั้งน้ัน แตเมอ่ื เขา บวชในพระพุทธศาสนาแลวกลบั เปนผมู ักนอยสนั โดษ เก็บผา จากกองขยะมาทำไตรจีวรนงุ หม โดยไมม ีความรงั เกยี จ กลบั มคี วามยินดีวานั่นเปน การ ปฏบิ ัตติ ามนสิ ัย คอื ที่พงึ พาอาศัยของภกิ ษุ ๔ ประการ ๕. เอตทัคคะ พระอนรุ ทุ ธเถระไดบรรลุพระอรหตั พรอ มวิชา ๓ คอื บพุ เพนวิ าสานสุ สติญาณ ทพิ ยจักขญุ าณ และอาสวักขยญาณ ตามปกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเทาน้ัน นอกนัน้ ทานจะพิจารณาตรวจดสู ัตวโลก ดว ยทพิ ยจักขุญาณ (เปรียบกบั คนธรรมดาก็เหมอื นกับ ผูมีใจเอ้อื อาทรคอยเอาใจใสด ูแลทุกขส ขุ ของผูอ ่ืน ตลอดเวลา) เพราะฉะน้นั พระผมู พี ระภาคเจา จงึ ทรงยกยอ งทา นวา เปน ผเู ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผไู ดทพิ ยจักษุ ญาณ ๖. บุญญาธิการ พระอนรุ ทุ ธเถระน้ี ไดส รางสมบญุ กศุ ลท่ีจะอำนวยผลใหเกิดทิพยจักษุญาณในพทุ ธกาลเปนอนั มาก คือไดท ำการบชู าดว ยประทีปอันโอฬารทีพ่ ระสถปู เจดยี  ดว ยผลบญุ อันนีจ้ ึงทำใหไดบรรลุทพิ ยจกั ษุ ญาณ สมกบั ปณิธานทตี่ ง้ั ไว พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 55

56 ๗. ปรินพิ พาน พระอนรุ ทุ ธเถระ คร้ันไดเปน พระขีณาสพ ส้นิ ชาติสนิ้ ภพ อยูจ บพรหมจรรยเสร็จหนาท่สี วนตัว ของทานแลว ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนา จนถึงพระศาสดาปรนิ ิพพาน ก็ไดรวมอยใู น เหตุการณน น้ั ดวย เปน ผทู ่รี ูวา พระศาสดานิพพานเมอ่ื ไร อยางไร สดุ ทา ยทานเองกไ็ ดละสังขารปรินิพพาน ไปตามสัจธรรม ************************************ ๑๖. ประวตั ิ พระอานนทเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอานนทเถระ นามเดมิ อานนท มีความหมายวา เกิดมาทำใหพ ระประยรู ญาตติ างยินดี พระบดิ า พระนามวา สุกโกทนะ พระกนิฏฐภาดาของพระเจา สุทโธทนะ( แตอ รรถกถาสวน มากกวา วา เปน โอรสของพระเจา อมิโตทนะ ) พระมารดา พระนามวา กีสาโคตมี เกดิ ท่ีนครกบิลพัสดุ วรรณะกษัตรยิ  เปนสหชาติ กบั พระ ศาสดา ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา พระอานนทเถระน้ี ไดบ วชในพระพทุ ธศาสนาตามพระราชปรารภของพระเจา สทุ โธทนะ ท่ี ประสงค จะใหศากยกุมารทงั้ หลายบวชตามพระพุทธองค จงึ พรอมดว ยพระสหายอกี ๕ พระองค และ นายอุบาลี ผูเปน ภูษามาลา มุงหนาไปยังอนปุ ย อัมพวันแควนมลั ละ เฝา พระศาสดา ทูลขอบรรพชา อุปสมบท ๓. การบรรลธุ รรม พระอานนทเถระ บวชไดไมน านก็บรรลุโสดาปต ติผล แตไ มส ามารถจะบรรลุพระอรหัตได เพราะตอ งขวนขวายอุปฏฐากพระพทุ ธองค ทานไดบรรลอุ รหตั ผลกอ นทำปฐมสงั คายนา ๑ คนื หลังพระ ศาสดาปรินพิ พานแลว พระอรรถกถาจารยกลา ววา ทา นบำเพญ็ เพยี รอยา งหนกั หวังจักสำเรจ็ พระอรหันต กอ นการสังคายนา แตก็หาสำเรจ็ ไมเพราะจิตใจฟงุ ซาน จงึ หยุดจงกรม นง่ั ลงบนเตียง เอียงกายลงดว ย ประสงคจ ะพกั ผอ นพอยกเทา พนจากพ้ืนที่ ศีรษะยงั ไมถึงหมอน ตอนนเี้ อง จิตของทา นก็วมิ ตุ ิหลดุ พน จาก สรรพกเิ ลส เปน สมจุ เฉทปหาน นบั เปนการบรรลุพระอรหนั ต แปลกจากทา นเหลา อนื่ เพราะไมใช เดนิ ยืน นัง่ นอน ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระอานนทเถระนี้ เปน กำลังท่สี ำคญั ยงิ่ ของพระศาสดาในการประกาสพระศาสนาแมแตอ งค สมเด็จพระบรมศาสดากท็ รงเล่ือมใสทาน ตามตำนานเลาวา ครัง้ ปฐมโพธกิ าลเวลา ๒๐ ป พระศาสดาไม มีพระผูอุปฏฐากเปน ประจำ อยูมาวนั หน่งึ ไดตรัสเรียกภกิ ษุทั้งหลายมาตรัสวา บดั น้ีเราแกแลว ภิกษบุ าง พวกเมือ่ เราบอกวาจะไปทางนก้ี ลับไปเสยี ทางอ่ืน บางพวกวางบาตรและจวี รของเราไวท่พี ้ืน ทา นทงั้ หลาย จงเลือกภกิ ษสุ กั รูปหนง่ึ เพ่อื เปน อุปฏ ฐากประจำตัวเรา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 56

57 ภกิ ษุท้ังหลายไดฟ งดังนนั้ รูสกึ สลดใจ ตั้งแตพระสารีบุตรเถระเปน ตนไป ตา งก็กราบทลู วา จะรบั หนาท่ีนนั้ แตพระพทุ ธองคท รงปฏิเสธ คงเหลอื แตพระอานนทเถระเทานนั้ ที่ยงั ไมไ ดกราบทลู ภกิ ษุทั้งหลายจึงใหพระอานนทเถระรบั ตำแหนง นน้ั พระเถระลุกขนึ้ แลว กราบทลู วา ขา แต พระองคผูเจริญ ถาพระผูม ีพระภาคเจา ๑. จะไมป ระทานจวี รอันประณีตทท่ี รงไดแกขา พระองค ๒. จะไมประทานบิณฑบาตอนั ประณตี แกขา พระองค ๓. จะไมป ระทานใหอ ยูในพระคนั ธกุฎีเดียวกัน ๔. จะไมทรงพาไปยงั ทน่ี มิ นต ๕. จะเสดจ็ ไปยังทน่ี มิ นตท ่ขี า พระองคไดรับไว ๖. ขา พระองคจะนำบุคคลผมู าจากที่อ่ืนเขาเฝา ไดท นั ที ๗. เม่อื ใดขา พระองคเกดิ ความสงสยั ขอใหไดเขาเฝาถามไดเมอื่ นัน้ ๘. ถา พระองคจะทรงพยากรณธรรมทีท่ รงแสดงในทีล่ ับหลงั แกขาพระองค เมอ่ื เปนอยางนี้ขา พระองคจ ักอปุ ฏ ฐากพระผูมพี ระภาคเจา การปฏิเสธ ๔ ขอขา งตน ก็เพื่อจะปลดเปลื้องการติเตียนวา อปุ ฏฐากพระศาสดาเพราะเห็นแก ประโยชนสวนตวั การทลู ขอ ๔ ขอ หลัง เพือ่ จะปลดเปลื้องคำตเิ ตยี นวา แมเพยี งเรอ่ื งเทาน้กี ไ็ มไ ดรับการ อนเุ คราะหจ ากพระศาสดา และเพือ่ จะทำขุนคลังแหงธรรมใหบ ริบูรณ พระศาสดาทรงรับทา นเปน พุทธอปุ ฏ ฐาก ทานจงึ เปรยี บเหมือนเงาทต่ี ดิ ตามพระศาสดาไปทกุ หน ทุกแหง จนถงึ วนั เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ไดน ำมาซ่ึงความเลื่อมใสรอบดา นแกพุทธบรษิ ัททง้ั ๔ แมพ ระ ศาสดากท็ รงสรรเสริญทานวา เปน พหุสตู ร คอื รพู ระธรรมวินยั ทุกอยา ง เปน ผูมีสติ คือมีความรอบคอบ ดงั จะเหน็ ไดจ ากการทูลขอพร ๘ ประการ มีคติ คอื เปน ผเู ปน ไปในอำนาจแหง เหตุ (มีเหตผุ ล) ไมใ ช อารมณ มธี ิติ คือ มปี ญ ญา และเปน พทุ ธอุปฏ ฐาก งานประกาศศาสนาทสี่ ำคญั ทีส่ ดุ ของทานคือ ไดร บั คดั เลือกจากพระสงฆอ งคอ รหันต ๕๐๐ รูป ใหเปนผูวสิ ชั ชนาพระธรรม คือ พระสุตตันตปฎก และพระอภธิ รรมปฎก เมอื่ คราวทำสงั คายนาครั้งแรก ซึ่งเปนเหตใุ หพ ระพทุ ธศาสนามีความมัน่ คงมาจนถึงสมยั แหงเราทง้ั หลายทกุ วนั นี้ ๕. เอตทัคคะ เพราะพระอานนทเถระ เปน ผทู รงธรรมวนิ ัยมคี วามรอบคอบ หนักในเหตุผล มปี ญ ญาแกปญ หา ตาง ๆ และอุปฏฐากพระศาสดา โดยไมหวงั ประโยชนสวนตน หวังใหผลแกพระพทุ ธศาสนา ในอนาคต กาลภายภาคหนา องคส มเดจ็ พระบรมศาสดาจงึ ทรงสรรเสรญิ ทานโดยอเนกปรยิ าย และตงั้ ไวในเอตทัคคะ วา เปน ผูเ ลิศกวาภิกษุทั้งหลาย ผูเปน พหุสูตร มีสติ มีคติ มีธติ ิ และเปน พทุ ธอุปฏฐาก ๖. บุญญาธิการ แมพ ระอานนทเถระนี้ กอสรางบุญทัง้ หลายอนั เปนปจจัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ใน กาลแหง พระปทุมตุ ตรพทุ ธเจา ไดเห็นพระสมุ นเถระผูเปน พุทธอุปฏฐากผูสามารถจัดการใหค นเขาเฝา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 57

58 พระพุทธเจาไดด ังประสงค จึงเกิดความพอใจอยากไดต ำแหนงน้ันบาง จึงไดบ ำเพญ็ บารมี ๑๐ ประการ ผา นมาหลายพทุ ธันดร จนมาถึงกาลแหงพระโคดมจึงไดสมความปรารถนา ๗. ธรรมวาทะ ผเู ปนบณั ฑิต ไมควรทำความเปนสหายกบั คนสอ เสยี ด คนมักโกรธ คนตระหนแ่ี ละคนชอบเห็น ความวบิ ตั ขิ องคนอน่ื การคบกบั คนช่ัวน้ันเปน ความตำ่ ชา ผเู ปนบัณฑติ ควรทำความเปน สหายกบั คนมีศรทั ธา มีศีล มีปญญา และเปนคนสนใจใคร ศกึ ษา การคบกบั คนดเี ชนน้ัน เปน ความเจริญแกตน ๘. ปรินพิ พาน พระอานนทเถระ เมื่อพจิ ารณาเห็นวา ถึงเวลาสมควรจะปรนิ พิ พาน จึงไปยังแมน้ำโรหิณี ซ่งึ กั้นกลางระหวางศากยวงศแ ละโกลิยวงศ แลว เหาะขน้ึ สูอากาศปรนิ ิพพานอธฐิ านใหรา งกายแตกออกเปน ๒ สว น สวนหนึง่ ตกลงขางพระญาติฝา ยศากยวงศ อีกสว นหนึ่งตกลงขางพระญาติฝา ยโกลยิ วงศ เพือ่ ปองกัน การทะเลาะวิวาทของพระญาติท้งั ๒ ฝาย ********************************* ๑๗. ประวตั ิ พระโสณโกวิ สิ เถระ ๑. สถานะเดิม พระโสณโกฬวสิ เถระ นามเดมิ โสณะ เพราะเปน ผูมีผิวพรรณผุดผอง สวนโกิวสิ ะ เปน ช่อื แหงโคตร บดิ านามวา อุสภเศรษฐี มีถ่ินฐานอยูในนครจำปา เปน คนสุขมุ าลชาตมิ โี ลมาท่ลี ะเอยี ดออ น เกิดทฝี่ าเทา สองขา ง ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา โสณะนน้ั เปนคนสุขุมาลชาติ มโี ลมาที่ละเอียดออนเกิดทฝี่ าเทา ท้ังสองขา ง พระเจาพิมพสิ าร พระเจา แผน ดนิ มคธ มีความประสงคจ ะทอดพระเนตรโลมาทฝ่ี าเทา ของนายโสณะน้ัน จงึ รบั สั่งใหเขาไปเฝา พระพุทธเจา ซ่งึ ประทบั อยทู ่ภี ูเขาคิชฌกฏู ใกลกรุงราชคฤห โสณโกวิ สิ ะ พรอ มกับชาวบานจำนวนหนงึ่ ไดไปเฝา พระพทุ ธเจา ตามรบั สั่งไดฟงพระธรรม เทศนาอนปุ พุ พกิ ถา และอรยิ สัจ ๔ ชาวบานเกดิ ศรัทธาเล่อื มใสในพระรตั นตรยั แสดงตนเปน อบุ าสกแลว กลับไป ฝายโสณโกวิ สิ ะ เขาไปเฝาพระพุทธเจา แลวกราบทูลวา ขาแตพ ระองคผ ูเจรญิ ขา พระองคไ ดฟง ธรรมของพระองคแ ลว เห็นวา พรหมจรรยอันผูค รองเรือนจะประพฤตปิ ฏิบัติใหบรสิ ุทธิ์และบรบิ ูรณนั้น ทำ ยาก ขอพระองคจงโปรดใหข าพระองคบ วชเถิด พระพทุ ธเจาไดบ วชใหเขาตามประสงค ๓. การบรรลธุ รรม พระโสณโกิวิสะ ครนั้ บวชแลว ไดไปบำเพญ็ สมณธรรมในปา สตี วนั ใกลเ มืองราชคฤหนัน่ เอง เดนิ จงกรมดวยเทา ดวยเขา และมือ จนเทา เขา และมือแตก แตก็ไมบรรลุผลอะไร เพราะความเพียรท่ี มากเกินไป ทำใหจ ติ ใจฟงุ ซา น คิดนอยใจตัวเองวามคี วามเพยี รมากถงึ เพียงนี้ ยงั ไมไดบ รรลมุ รรคผล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 58

59 พระพทุ ธเจาทรงทราบความคดิ ของทานจึงเสดจ็ ไปแสดงธรรมโปรด โดยเปรียบเทียบกบั พิณ ๓ สาย วา สายพณิ ที่ขึงตงึ เกนิ ไปและหยอนเกนิ ไป จะมีเสียงไมไพเราะ ตองขึงใหไ ดระดับพอดี เวลาดดี จึงจะมีเสยี งท่ี ไพเราะ ครนั้ ไดร บั คำสอนจากพระพุทธเจาแลว ทา นปรับความเพียรกับสมาธิใหเสมอกนั บำเพ็ญเพียรแต พอดี ไมตึงนกั ไมหยอนนัก ไมนานทานก็ไดบ รรลุอรหตั ผล ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระโสณโกิวสิ เถระน้ี เปนอุทาหรณสำคญั สำหรบั ผทู ีน่ ยิ มการปฏบิ ตั ิ อัตตกิลมถานโุ ยควา วิธีนน้ั ไมส ามารถจะทำใหบ คุ คลบรรลผุ ลทต่ี อ งการไดเ ลย ครั้นสำเรจ็ เปนอรหนั ตแ ลว ไดแสดงคณุ สมบตั ขิ องพระอรหัตนในสำนกั ของพระพทุ ธเจาวา ภกิ ษุผเู ปนพระอรหันตน ัน้ จติ ใจนอมเขาไปใน คณุ ๖ ประการ คอื ๑. นอมเขา ไปในบรรพชา ๒. นอมเขา ไปในความสงดั ๓. นอมเขาไปในความสำรวมไมเบยี ดเบียน ๔. นอมเขา ไปในความไมถ ือม่ัน ๕. นอมเขาไปในความไมมีความอยาก ๖. นอมเขาไปในความไมหลง พระพทุ ธเจาทรงสดับแลว ตรสั สรรเสรญิ ทา นวา พยากรณพระอรหตั กลา วแตเนอ้ื ความ ไมนำตนเขาไปเปรียบเทยี บ ๕. เอตทัคคะ พระโสณโกวิ สิ เถระน้ี คร้ังยงั ไมบรรลพุ ระอรหัตไดบ ำเพ็ญความเพียรอยา งแรงกลา ดังไดกลา ว มา พระพทุ ธองคจึงทรงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลิศกวา ภกิ ษุทั้งหลายผูป รารภความเพียร ๖. บญุ ญาธิการ แมพระโสณโกวิ ิสเถระ ก็ไดบำเพ็ญคณุ งามความดที ่ีเปน อุปนิสยั ปจจยั แหงพระนิพพานมานาน แสนนานหลายพุทธนั ดร จนไดรับพยากรณจากพระปทมุ ุตตรศาสดาวา จะไดร ับตำแหนงเอตทคั คะ ดาน ปรารภความเพยี รในพุทธกาลแหง พระสมณโคดม ครั้นไดรับพยากรณแ ลว ทา นไดบำเพญ็ ความดี ที่ สามารถสนับสนนุ ความปรารถนาน้นั อยา งอื่นอกี มากมายหลายพทุ ธนั ดร โดยไมมคี วามทอแทใจ คลายกบั จะไดร บั ผลในวนั พรุง นี้ ในทสี่ ดุ บารมขี องตนกส็ มั ฤทธ์ิผลในศาสนาของพระทศพลพระนามวา โคดม ดงั กลาวมา ๗. ธรรมวาทะ ผทู ท่ี อดท้งิ สิ่งทีค่ วรทำ ไปทำสิ่งที่ไมค วรทำ ทุกขโทษทง้ั หลายยอ มประดังมาหาเขา ผูม วั เมา ประมาท และเยอหยง่ิ จองหอง ผูท่ไี มยุง เกีย่ วกับสิ่งทไ่ี มควรทำ พากเพียรพยายามทำแตสิ่งทีค่ วรทำ มีสติสมั ปชัญญะ ทกุ ขโ ทษ ทง้ั หลาย ยอ มสูญหายไปจากเขา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 59

๘. ปรินพิ พาน จนถึงเวลาอายุขยั 60 พระโสณโกิวสิ เถระนี้ ไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนา จงึ ได ปรนิ พิ พานจากโลกนี้ไป เปรยี บเหมอื นไฟทหี่ มดเชือ่ แลวมอดดับไป ************************************ ๑๘. ประวตั ิ พระรฐั บาลเถระ ๑. สถานะเดมิ พระรฐั บาลเถระ นามเดิม รัฐบาล แปลวา ผูรักษาแวน แควน เพราะตน ตระกลู ของทานไดชวย กอบกูแควน ทอี่ ยอู าศยั ซึ่งลม สลายทางเศรษฐกจิ เอาไว ทา นจงึ ไดช อ่ื อยา งน้นั ตามตระกลู เกิดท่ถี ุลลโกฏฐิตนิคม แควนกรุ ุ วรรณะแพศย ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือพระพทุ ธเจาเสดจ็ ไปยงั ถุลลโกฏฐติ นคิ ม แควนกรุ ุ บานเกิดของทาน ชาวกุรุไดพากนั มาฟง ธรรม รฐั บาลก็มาฟงธรรมดวย หลังจากฟง ธรรมแลวประชาชนไดก ลับไป ฝา ยรัฐบาลเขาไปเฝา พระพทุ ธเจาทูลขอบวช พระพุทธเจาตรสั บอกเขาใหไ ปขออนุญาตบิดาและมารดากอ น เขากลบั ไปบานขออนญุ าตบดิ าและมารดา เพ่อื จะบวชแตไ มไดรับอนุญาตจึงอดอาหาร บดิ า และมารดา กลัวลูกตายสุดทายจึงอนญุ าตใหบ วชตามประสงค เขาไปเฝา พระพทุ ธองคแ ลวทูลขอบวช พระพุทธเจาทรงอนญุ าตใหบวชได โดยมอบหมายใหพระเถระรูปหนงึ่ เปน พระอุปชฌาย ๓. การบรรลธุ รรม เม่ือพระรัฐบาลเถระบวชไดประมาณ ๑๕ วัน พระพุทธเจาเสด็จออกจากถุลลโกฏฐิตนิคม ไป ประทับอยทู ่กี รงุ สาวตั ถี โดยมพี ระรฐั บาลตามเสด็จไปดวย ทานไดพากเพียรเจรญิ ภาวนา ใชเวลาถึง ๑๒ ป จึงบรรลพุ ระอรหตั ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระรฐั บาลเถระนัน้ ครั้นบรรลุพระอรหนั ตแ ลวไดก ลบั ไปยงั แควน กุรบุ านเกิดของทา น โปรด โยมบิดาและมารดาใหเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา ทา นพกั อยูทมี่ คิ จริ วนั อันเปนพระราชอุทยานของพระเจา โกรพั ยะ เจาผคู รองแควนกุรุ ตอมาวันหนึ่ง พระเจาโกรพั ยะเสด็จประพาสพระราชอุทยานทอดเนตรเหน็ ทา นทรงจำไดเพราะ เคยรูจ ักมากอน จึงเสด็จเขาไปหาเพอื่ สนทนาธรรม ไดต รสั ถามวา บคุ คลบางพวกประสบความเสอ่ื ม ๔ อยา ง คอื ๑. ความชรา ๒. ความเจ็บ ๓. ความสน้ิ โภคทรัพย ๔. ความสิ้นญาติ จงึ ออกบวช แตทา น ไมไ ดเ ปนอยางน้นั ทานรูเห็นอยา งไรจึงไดออกบวช พระเถระไดท ลู ตอบวา ถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมุทเทศ ( หัวขอ ธรรม ) ๔ ประการ พระ ศาสดาจารยท รงแสดงไวแลว อาตมภาพรูเหน็ ตามธรรมน้นั จึงออกบวชธรรมุทเทศ ๔ ประการนน้ั มี ใจความวา ๑. โลกคอื หมสู ัตว อันชรานำเขาไปใกลความตายไมย ั่งยืน ๒. โลกคอื หมสู ัตว ไมม ีผูปอ งกัน ไมมีใครเปนใหญเฉพาะตน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 60

61 ๓. โลกคือหมสู ตั ว ไมม ีอะไรเปนของ ๆ ทุกคน จำตองละทิง้ สงิ่ ทัง้ ปวงไป ๔. โลกคอื หมูสัตว พรอ งอยเู ปนนิตย ไมรูจักอ่ิม เปนทาสแหงตณั หา พระเจา โกรัพยะทรงเล่อื มใสธรรมะของทาน ตรสั ชมเชยทานอยางมาก แลวไดท รงลากลับไป ๕. เอตทัคคะ พระรัฐบาลเถระ เปนผูม คี วามศรทั ธาเล่ือมใสตัง้ ใจบวชในพระพุทธศาสนาแตก วา จะบวชไดก็ แสนจะลำบาก ตองเอาชวี ิตเขาแลก ดังนั้น พระพุทธเจาจึงทรงยกยอ งวาเปนผเู ลิศกวาภกิ ษุทง้ั หลาย ผู บวชดวยศรทั ธา ๖. บุญญาธิการ แมพระรัฐบาลเถระนี้ ก็ไดสรางสมบญุ บารมไี วม ากมายหลายพุทธันดร จนมาไดร บั พยากรณวา จะสมประสงคใ นสมยั พระพุทธองคท รงพระนามวา ปทมุ ุตตระ ตอ จากน้ันก็มีศรัทธาสรางความดี ไมม ี ความยอทอ จนมาถึงพุทธปุ บาทกาลแหงพระพทุ ธเจาของเราทง้ั หลาย จึงไดถงึ ทสี่ ุดสาวกบารมีญาณ มี ประการดังกลาวมา ๗. ธรรมวาทะ บุตรธดิ า ภรรยาสามี ทรพั ยแ ละแวนแควน ติดตามคนตายไปไมได เงินซ้อื ชวี ติ ไมไ ด ชวยใหพ น ความแกไมไ ด ทัง้ คนจนและคนมี ท้งั คนดีและคนชั่ว ลว นถูกตองผสั สะ (เหน็ ไดย ิน เปน ตน) ท้ังนัน้ คนชัว่ ยอมหวัน่ ไหว เพราะความเปนคนพาล แตคนดยี อ มไมมหี วั่นไหว ๘. ปรนิ พิ พาน พระรัฐบาลเถระ ครนั้ จบกจิ สว นตวั ของทา นแลว ไดชวยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา ดงั กลาวมา สุดทา ยกไ็ ดปรนิ ิพพานดวยอนุปาทิเสลนิพพาน หยดุ วัฏฏสงสารโดยส้นิ เชิง ********************************** ๑๙. ประวตั ิ พระปณ โฑลภารทวาชเถระ ๑. สถานะเดมิ พระปณ โฑลภารทวาชเถระ นามเดิม ภารทวาชะ บดิ าเปน ปโุ รหิตของพระเจาอุเทน เกิดในแควน วงั สะ วรรณะพราหมณ ๒. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา ภารทวาชะน้นั คร้นั เจรญิ วัย ไดศึกษาแบบพราหมณจบไตรเพท แลว ไดเ ปนอาจารยสอนมนต แกม าณพ ๕๐๐ คน ตอมาถกู ศษิ ยท อดท้ิงเพราะกนิ จุ จึงไปยงั เมืองราชคฤหสอนมนตอยูท่นี ่ัน เขาไดเหน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา กบั พระมหาสาวกมีลาภมาก มคี วามปรารถนาจะไดลาภเชน นั้นบาง จงึ เขาไปเฝาพระ ศาสดา ทลู ขอบรรพชาอุปสมบท พระพทุ ธองคท รงบวชใหเขาดว ยวิธีเอหภิ ิกขุอุปสัมปทา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 61

62 ๓. การบรรลธุ รรม พระปณ โฑลภารทวาชเถระ คร้ันบวชในพระพุทธศาสนาแลว ไดเท่ียวบิณฑบาตโดยไมรจู กั ประมาณ เน่ืองจากฉันอาหารจถุ ึงถกู ขนานนามเพ่มิ วา ปณโฑลภารทวาชะ พระศาสดาทรงทราบเชน นั้น จึงทรงใชอบุ ายวธิ ีแนะนำทา นใหเปนผรู ูจักประมาณในการบรโิ ภคอาหาร ทา นคอย ๆ ฝก ฝนตนเองไปจงึ กลายเปนผูรปู ระมาณ ตอ จากน้ันไมนานไดพยายามบำเพญ็ สมณธรรม ก็ไดบรรลุอรหัตผล พรอ มอภญิ ญา ๖ ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระปณ โฑลภารทวาชเถระ ไดเปนกำลงั สำคญั รูปหนง่ึ ของพระศาสดา ได รบั คำทา ประลองฤทธิ์ กบั พวกเดียรถียท ่ีบา นของเศรษฐคี นหน่ึงในกรุงราชคฤห โดยเหาะขน้ึ ไปเอาบาตรไม จันทนทเี่ ศรษฐนี ้นั แขวนเอาไวใ นท่ีสงู พอประมาณ เพอ่ื ทดสอบวามพี ระอรหนั ตใ นโลกจรงิ หรือไม เมื่อองคสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจาเสดจ็ ดับขนั ธปรินิพพานแลว ทา นไปยังแควนวงั สะ น่ังพัก อยทู ี่โคนตน ไมในพระราชอุทยานของพระเจาอเุ ทน พระเจาอุเทนเสดจ็ มาพบ และไดส นทนากันเกย่ี วกับ เรอ่ื งพระหนมุ ๆ ในพระพุทธศาสนาบวชอยไู ดอ ยา งไร ทานไดทลู วา พระเหลานนั้ ปฏบิ ัตติ ามคำสอนของ พระศาสดา คือระวังอนิ ทรียไ มใหย นิ ดียินรา ย ไมยดึ ถอื อะไรทผ่ี ิดจากความจริง พระเจาอุเทนทรงเขา ใจ และเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศพระวาจานับถือพระรัตนตรยั ๕. เอตทัคคะ พระปณโฑลภารทวาชเถระ มคี วามมนั่ ใจตนเองมาก เมือ่ อยูในหมภู ิกษุหรือแมแ ตหนาพระ พกั ตรข องพระศาสดากจ็ ะเปลง วาจาบนั ลอื สีหนาทวา ผูใดมีความสงสัยในมรรคและผล ผนู น้ั จงถามขาพเจา เพราะเหตุนน้ั พระผูมพี ระภาคเจา จึงทรงตั้งทา นไวใ นเอตทคั คะวา เปน เลศิ กวา ภกิ ษุท้ังหลาย ผูบนั ลือสีหนาท ๗. บญุ ญาธิการ พระปณโฑลภารทวาชเถระน้ี ในพุทธุปบาทกาลของพระปทุมุตตระไดเกิดเปนราชสหี อยูใ นถ้ำ แหงภเู ขาแหงหนงึ่ เวลาออกไปหาเหยอ่ื พระพุทธเจา ไดเ สดจ็ เขาไปประทบั น่งั ในถำ้ ของเขา แลวทรง เขา นิโรธสมาบตั ิ ราชสีหก ลับมาเห็นดังนัน้ ทั้งราเรงิ และยินดี บชู าดวยดอกไม ทำใจใหเ ล่ือมใส ลว ง ๗ วัน ไป พระพุทธเจาออกจากนโิ รธสมาบัติเหาะขึน้ สูอ ากาศกลับไปยังวิหาร ราชสีหนนั้ หัวใจสลายแตกตายไป เพราะความพลดั พรากจากพระพุทธเจา ไดบ งั เกดิ เปนลูกเศรษฐใี นพระนครหังสวดี คร้นั เจริญวยั แลว ได ทำบุญ คอื ทาน ศีล ภาวนา ตลอดมา เขาไดท ำบญุ อยา งนน้ั อีกนบั ภพและชาติไมถ วน สุดทายไดถงึ ฝง แหงสาวกบารมญี าณในพทุ ธุปบาทกาลแหง พระโคดม ดังไดกลา วมา ๗. ธรรมวาทะ การไหวแ ละการบูชาจากผูคนในตระกลู ทงั้ หลาย นกั ปราชญ กลา ววา เปน เปอ กตม เปน ลูกศร ทเ่ี ล็กนดิ เดยี ว แตถ อนไดยากท่สี ุด คนช้ันตำ่ ยากทีจ่ ะละสกั การะได ๘. ปรินพิ พาน แมพ ระปณ โฑลภารทวาชเถระน้ี เม่อื ไดบ รรลอุ รหัตผล แลว ไดชว ยพระศาสดาประกาศ พระพทุ ธศาสนา ไปถึงวาระสุดทายของชีวิตแลว ไดป รนิ พิ พานดบั ไป ********************************* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 62

63 ๑. สถานะเดมิ ๒๐. ประวตั ิ พระมหาปนถกเถระ พระมหาปนถกเถระ นามเดิม ปน ถกะ เพราะเกดิ ในระหวางทาง ตอมามีนอ งชายจึงเติมคำวา มหาเขามา เปน มหาปน ถกะ บดิ าเปน คนวรรณะศทู ร มารดาเปนคนวรรณะแพศย ตระกูลตาและยายเปนชาวเมืองราชคฤห แควนมคธ ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา พระมหาปน ถกเถระ เพราะบิดาของทานเปนทาส มารดาเปน ธดิ าของเศรษฐีจึงอยูในฐานะ จัณฑาล เพราะการแบง ชั้นวรรณะของคนอินเดียในสมัยน้ัน คร้ันรูเดียงสา จึงรบเรามารดาใหพ าไปเยยี่ ม ตระกลู ของคณุ ตา มารดาจึงสงไปใหค ุณตาและคุณยายจึงไดร ับการเลีย้ งดจู นเจรญิ เตบิ โตในบา นของธน เศรษฐี คุณตาของเดก็ ชายปนถกะนัน้ ไปยงั สำนกั ของพระพทุ ธเจาเปน ประจำ และไดพาเขาไปดวย เขา เกิดศรทั ธาในพระพทุ ธเจาพรอ มกับการเห็นครั้งแรก ตอ มามีความประสงคจ ะบวชในพระพุทธศาสนา จึง เรียนใหคณุ ตาทราบ คุณตาจึงพาไปเฝาพระพุทธเจา กราบทูลใหท รงทราบ พระพุทธองคจึงส่ังใหภ กิ ษุผู เทีย่ วบิณฑบาตเปน วตั รรูปหนึง่ บรรพชาให ๓. การบรรลธุ รรม สามเณรปนถกะน้นั เรยี นพุทธพจนไดม าก คร้ันอายคุ รบจงึ ไดอ ุปสมบทไดทำการพิจารณาอยาง แยบคายจนไดอรูปฌาน ๔ เปนพิเศษ ออกจากอรูปฌานนนั้ แลวเจริญวปิ ส สนา ไดบรรลพุ ระอรหัตผล เปนผเู ลศิ แหงภิกษทุ ง้ั หลาย ผูฉลาดในการพลกิ ปญ ญา คือเปล่ยี นอรูปฌานจิตใหเ ปน วปิ ส สนา ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระมหาปน ถกเถระคร้ันบรรลุพระอรหตั ผลแลว คิดวาสมควรจะรบั ภาระรับใชสงฆจงึ เขา ไปเฝา พระพุทธองคก ราบทลู รับอาสาทำหนา ท่ีเปนพระภตั ตุทเทศกจ ัดพระไปในกจิ นิมนต พระทศพลทรงอนมุ ตั ิ ตำแหนงน้นั แกทาน และทา นไดทำงานสำเร็จเรียบรอ ยดวยดี ๕. เอตทัคคะ พระมหาปนถกเถระ กอ นสำเรจ็ พระอรหันต ทานไดอรปู ฌานซ่ึงเปนฌานที่ไมม รี ปู มีแตนาม คอื สญั ญาที่ละเอียดท่ีสุด ออกจากอรปู ฌานนั้นแลว เจรญิ วปิ ส สนามี อรปู ฌานเปนอารมณ จนไดสำเร็จพระอรหัตผล ซึ่งเปน วิธที ่ียาก เพราะฉะนัน้ พระศาสดาจึงทรงยกยอง ทา นวา เปน เลศิ กวาภิกษทุ ั้งหลายผูฉลาดในการพลิกปญ ญา ๖. บญุ ญาธิการ แมพระมหาปน ถกเถระน้ี ก็ไดสรา งสมบุญกศุ ลอนั เปน อุปนิสัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ในกาลแหง พระปทมุ ตุ ตรศาสดา ไดเ ห็นพระพุทธเจาทรงต้ังภิกษรุ ูปหน่ึงไวในตำแหนงที่เลิศกวา ภกิ ษุ ทงั้ หลายผูฉลาดในการเปลีย่ นแปลงสญั ญา (จากอรปู ฌานใหส ำเรจ็ วิปส สนาญาณ) จึงปรารถนาตำแหนงน้นั พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 63

64 แลว ไดท ำกศุ ลอนั อุดหนุนเก้อื กูลความปรารถนานน้ั มากอกี ๑ แสนกปั ในท่ีสุดจงึ ไดบรรลุผลน้นั ตามความ ปรารถนาในศาสนาของพระสัมมาสัมพทุ ธเจาของเราทั้งหลายน้ี ๗. ธรรมวาทะ ผทู พ่ี บพระสัมมาสมั พุทธเจาแลว แตปลอยโอกาสน้นั ใหผ า นไป โดยไม สนใจโอวาทของพระองค ผนู ้ันเปนคนไมมบี ุญ เปรียบเหมือนคนทำรายสริ ทิ ่ีเขามาหาตนถึงบนท่นี อนแลว ขับไลไสสง ออกไป ๘. ปรนิ พิ พาน มหาปนถกเถระ เม่อื ถึงอายขุ ัยก็ไดป รินิพพานจากโลกไป เปนที่นาสลดใจสำหรบั บัณฑติ ชน ********************************* ๒๑. ประวตั ิพระจฬู ปนถกเถระ ๑. สถานะเดมิ พระจูฬปนถกเถระ นามเดมิ วา ปนถกะ เพราะเกดิ ในระหวางทางขณะที่มารดาเดินทางกลบั ไป ยงั บานเศรษฐีผเู ปน บิดา และเพราะเปน นอ งชายของมหาปนถกะ จึงมชี ่ือวา จูฬปนถกะ บิดาเปนคนวรรณะศทู ร มารดาเปน คนวรรณะแพศย หรือไวศยะ เด็กชายจูฬปน ถกะ เพราะบดิ าและมารดาตางวรรณะกัน จึงอยใู นฐานะเด็กจณั ฑาลตามคำสอน ของพราหมณ แมช วงเวลาหน่งึ จะไดร บั ความลำบาก เพราะบดิ าและมารดายากจนมาก แตต อ มาอยูก บั เศรษฐผี เู ปน ตาและยาย ไดร บั การเลีย้ งดูอยางดี ๒. มลู เหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา หลงั จากทพ่ี ระมหาปนถกเถระบวชในพระพุทธศาสนาและไดบรรลุพระอรหัตแลวพิจารณาเห็นวา ความสขุ อันเกดิ จากมรรคผลนิพพานนนั้ เปนความสขุ ชั้นสูงสดุ อยากใหน อ งชายไดร ับความสุขเชน นนั้ บาง จึงไปขออนุญาตธนเศรษฐีผูเปน ตาพานอ งชาย มาบวช ซึง่ เศรษฐีกย็ นิ ดีอนุญาต จูฬปนถกะจึงไดบ วชในพระพุทธศาสนา ๓. การบรรลุธรรม พระจูฬปนถกเถระน้นั ครัน้ บวชแลว พระมหาปน ถกเถระผเู ปนพี่ชาย ไดพยายามอบรมสงั่ สอน แตทา นมีปญญาทึบ พีช่ ายใหท อ งคาถา ๔ บาท ใชเวลา ๔ เดือนยังทองไมได จึงถูกขบั ไลอ อกจากวัด ทาน เสยี ใจยนื รองไหอยทู ีซ่ ุมประตู พระศาสดาทรงทราบเหตุการณน ั้น จึงเสด็จมาปลอบเธอ แลว ไดป ระทานผา ขาวผนื หนง่ึ ใหแ ลวตรัสสอนใหบ รกิ รรมวา รโชหรณํ รโชหรณํ (ผาเชด็ ธุลี) พรอมกับใหเ อามือลูบผา นน้ั ไปมา ทา นไดป ฏิบัตติ ามนั้น ไมน านนกั ผา ขาวผนื น้ันก็คอย ๆ หมองไปสุดทายก็ดำเหมอื นกบั ผาเช็ดหมอ ขา ว ทา น เกดิ ญาณวา แมผาขาวบริสุทธิ์อาศยั รา งกายของมนษุ ยย งั ตองกลายเปนสีดำอยางนี้ จิตของมนษุ ยเดมิ ทเี ปน ของบริสทุ ธิ์ อาศัยกเิ ลสจรมากย็ อมเกิดความเศรา หมอง เหมือนกับผาผนื น้ี ทุกส่งิ ทกุ อยางลว นแตเ ปนของไม เทยี่ งแท ทานบรกิ รรมผา นั้นไป จนจิตสงบแลว ไดบรรลุฌาณแตน้ันเจริญวิปสสนาตอ ก็ไดบ รรลุพระอรหัต พรอ มดวยปฏสิ ัมภทิ าและอภิญญา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 64

65 ๔. งานประกาศพระศาสนา พระจฬู ปน ถกเถระ หลังจากทสี่ ำเรจ็ เปน พระอรหนั ตแลว แมใ นตำนานจะไมไดก ลาววา ทา นได ชวยพระศาสดาประกาศศาสนา จนไดใ ครมาเปนสัทธิวหิ าริกและอนั เตวาสิกกต็ าม แตปฏิปทาของทานก็ เปน เร่อื งทน่ี า ศึกษา สำหรับคนท่เี กิดมาในภายหลงั ทานมปี ญ ญาทึบถงึ เพยี งนนั้ แตอ าศยั พระศาสดาผู ฉลาดในอบุ าย และอาศยั ทา นเปนผมู คี วามเพยี ร จติ ใจแนว แน ไมย น ยอทอ ถอย กก็ ลับเปน คนฉลาด สามารถบรรลุผลทสี่ งู สุดของชวี ติ ได เพราะฉะนั้นอยาดว นสรุปวา ใครโง แตค วรคิดกอนวาผูสอนฉลาดจริง หรือเปลา ๕. เอตทัคคะ พระจฬู ปน ถกเถระ เปน ผูม ีฤทธทิ์ างใจ สามารถเนรมติ กายที่สำเร็จดวยใจไดและฉลาดในการ พลกิ แพลงจิต ( จากสมาธใิ หเ ปน วปิ สสนา ) พระศาสดาจึงยกยองทา นวา เปนผเู ลิศกวา ภิกษทุ ั้งหลายผู เนรมิตกายอันสำเรจ็ ดวยฤทธิแ์ ละผูพลิกแพลงจติ ๖. บญุ ญาธกิ าร แมพระจูณปนถกเถระน้กี ็ไดบ ำเพ็ญบารมอี ันเปนอปุ นิสยั แหง พระนิพพานมาชานาน จนในกาล แหง พระทมุ ุตตรพุทธเจา ไดเหน็ พระพุทธองคทรงตั้งพระสาวกรปู หนึ่งไวในเอตทคั คะวา เปน ผเู ลิศกวา ภิกษุ ท้ังหลายผูเนรมิตรกายอนั สำเร็จดว ยฤทธิแ์ ละผูฉลาดในการพลกิ แพลงจติ ไดต้งั ความปรารถนาเพ่อื จะเปน เชน น้ันบา ง ไดกอสรางบญุ กศุ ล สมเด็จพระทศพลทรงพยากรณวาจะไดในสมยั แหงพระโคดม จึงสรางสม บุญกศุ ลอีกหลายพทุ ธันดร มาสมคำพยากรณใ นสมัยแหง พระพทุ ธเจา ของเราทั้งหลายจริงทกุ ประการ ๗. ปรินพิ พาน พระจฬู ปน ถกเถระนี้ก็เหมือนกับอสีตมิ หาสาวกทัว่ ไป เม่อื บรรลุพระอรหัตแลวก็ไดชวยพระ ศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาตามความสามารถ สุดทายก็ไดปรนิ ิพพานดับสงั ขารและการเวยี นวา ยอยาง ส้ินเชิง *********************************** ๒๒. ประวตั ิ พระโสณกฎุ กิ ณั ณเถระ ๑. สถานะเดมิ พระโสณกุฎิกัณณเถระ นามเดิม โสณะ แตเ พราะเขาประดบั เคร่ืองประดบั หูมีราคาถึงหน่ึงโกฏิ จึงมคี ำตอ ทา ยวา กฏุ กิ ัณณะ มารดาเปน อุบาสิกาชือ่ กาี เปน พระโสดาบนั ผูถ วายความอุปภมั ภบ ำรุงพระมหากัจจายน เถระ เกิดในตระกลู คหบดีในเมืองกรุ ุรฆระ แควน อวันตี เปนคนวรรณะแพศย ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เพราะมารดาทา นเปน ผูอุปฏ ฐากพระมหากัจจายนะ เวลาทีพ่ ระเถระมาจำพรรษาที่ภูเขาปวัตตะ จึงไดน ำเด็กชายโสณะไปวัดดว ย จงึ ทำใหมีความรูจักและคุน เคย พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 65

66 กบั พระเถระมาตง้ั แตยงั เปน เด็ก ตอมาครัน้ เจริญวัยมศี รัทธาใครจ ะบวชในพระพุทธศาสนาจงึ ขอบรรพชา อุปสมบทกบั พระเถระ ๆ อธบิ ายใหฟ ง วา การบวชน้ันมคี วามทกุ ขย ากลำบากอยางไร แตเขาก็ยนื ยนั จะ บวชใหได พระเถระจงึ บวชใหไดแ คเ ปนสามเณร เพราะในอวนั ตชี นบทหาพระครบองคสงฆ ๑๐ องคไ มไ ด ทา นบวชเปนสามเณรอยู ๓ ป จงึ ไดพระครบ ๑๐ องค แลว ไดอุปสมบทเปน ภิกษุ คร้ันบวชแลว ต้ังใจ ศึกษาเลาเรยี นในสำนกั พระอปุ ชฌายพากเพียรบำเพ็ญภาวนาในไมชา กส็ ำเรจ็ พระอรหัตผล ๓. งานประกาศพระศาสนา ครั้งหนงึ่ โยมมารดาของทา นทราบวา ทานแสดงธรรมใหพระพุทธเจา สดับไดปลมื้ ปตใิ จ จึง นิมนตใ หแ สดงธรรมใหฟ งบาง ทา นกไ็ ดแสดงใหฟงตามอาราธนา โยมมารดาเลอื่ มใสตั้งใจฟงอยา งดี แต ในขณะฟง ธรรมอยนู ัน้ พวกโจรเขาไปปลน ทรัพยในบา น คนใชมารายงาน ทา นก็ไมมีความเสยี ดาย บอก วาโจรตอ งการอะไร ก็ใหขนเอาไปตามปรารถนาเถิด สว นเราจะฟงธรรมของพระลูกชาย พวกทา นอยาทำ อนั ตรายตอ การฟง ธรรมเลย พวกโจรทราบความน้นั จากคนใช รูสกึ สลดใจวาเราไดท ำรา ยผูม คี ณุ ธรรมสงู สงถงึ เพยี งนี้ เปน ความไมด ีเลย จงึ พากนั ไปยงั วดั เมอ่ื การฟงธรรมส้ินสุดลง ไดเขาไปหาโยมมารดาของทานขอขมาโทษแลว ขอบวชในสำนกั ของพระเถระ ๆ กบ็ วชใหพวกเขาตามประสงค ๔. เอตทัคคะ พระโสณกุฏกิ ณั ณเถระนี้มคี วามสามารถในการแสดงธรรมแบบสรภญั ญะ ดว ยเสียงอันไพเราะ ตอพระพกั ตรของพระศาสดา ดงั นน้ั ทานจงึ ไดรบั การยกยอ งวา เปน เลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผแู สดงธรรมดวย ถอยคำอนั ไพเราะ ๕. บญุ ญาธิการ แมพระโสณกฏุ ิกณั ณเถระน้ี กไ็ ดบำเพญ็ บารมีอนั เปนอปุ นสิ ัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ในกาลแหง พระปทมุ ตุ ตรศาสดาไดเห็นพระพุทธองคทรงต้ังภกิ ษรุ ปู หน่ึงไวใ นเอตทัคคะวาเลิศกวาภิกษุ ทงั้ หลายผูแ สดงธรรมดวยถอ ยคำอันไพเราะ จึงปรารถนาฐานนั ดรเชนน้นั บาง แลวไดก อ สรา งความดีท่ี สามารถสนบั สนนุ ค้ำจนุ ความปรารถนาน้นั อันพระปทมุ ตุ ตรศาสดาทรงพยากรณว าจะสำเร็จสมดังใจสมัย แหง พระพทุ ธโคดม จึงสรางสมบารมอี ีกหลายพุทธันดร จนถงึ ชาติสุดทา ยมาไดสมปรารถนาในสมยั พระ ศาสดาของเราทงั้ หลาย สมดังพุทธพยากรณท กุ ประการ ๖. ปรินพิ พาน พระโสณกุฏิกัณณเถระนก้ี เ็ หมอื นกับพระอสีติมหาสาวกทง้ั หลาย เมื่ออยจู บพรหมจรรยแลว กไ็ ด ชว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาจนถงึ วาระสุดทายของชวี ติ ในที่สุดก็ปรนิ พิ พานดบั เบญจขนั ธหยดุ การหมนุ เวียนแหง กเิ ลสกรรมและวิบากอยางส้ินเชงิ ***************************** พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 66

67 ๒๓. ประวตั ิ พระลกุณฎกภัททยิ ะ ๑. สถานะเดิม พระลกุณฏกภัททิยะ นามเดิม ภทั ทยิ ะ แตเ พราะรา งกายของเขาเตีย้ และเล็กจึงเรยี กวา ลกณุ ฏกภทั ทยิ ะ เปนคนวรรณะแพศย ชาวเมอื งสาวัตถี ๒. มูลเหตแุ หงการบวชในพระพทุ ะศาสนา เมือ่ พระศาสดาประทับอยูท ี่พระวิหารเชตวนั แสดงพระธรรมเทศนาโปรดมหาชน ลกุณฏกภทั ทิ ยะเตบิ โตแลวไดไ ปยังวหิ ารฟงธรรมเทศนา เกิดศรทั ธาเล่ือมใสใครจะบวชในพระพทุ ธศาสนา จึงทลู ขอบวช กบั พระศาสดา ซึ่งกท็ รงบวชใหตามประสงค เมื่อทานไดบวชในพระพทุ ธศาสนาแลว กไ็ ดเ รียนกรรมฐาน พากเพยี รภาวนาเจริญวิปส สนา ใน ไมช า ก็บรรลุพระอรหัตผล ๓. เอตทัคคะ พระลกณุ ฏกภัททิยะนี้ เปน ผูมเี สียงไพเราะ เพราะเหตนุ ้นั พระศาสดาจึงทรงตั้งทา นไวใ น เอตทัคคะวา เปน ผเู ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผมู ีเสียงอนั ไพเราะ ๔. บญุ ญาธิการ แมพ ระลกณุ ฏกทภทั ทยิ ะเถระนี้ กไ็ ดบ ำเพ็ญบารมที เี่ ปนอปุ นสิ ยั แหงมรรคผลนิพพานมาชา นาน ในพทุ ธปุ บาทกาลแหงพระศาสดาทรงพระนามวา ปทุมุตตระ ไดเห็นพระศาสดาทรงตัง้ ภกิ ษรุ ูปหนึ่งใน ตำแหนงผูเลิศกวาภกิ ษุทงั้ หลายผูมเี สียงไพเราะ จงึ เกดิ กศุ ลฉนั ทะวา ไฉนหนอ ในอนาคตกาลเราพงึ เปนผมู ี เสียงไพเราะเหมอื นภกิ ษุรปู นี้บาง ในศาสนาของพระพุทธเจาสกั องคหน่งึ แลวไดทำบุญตา ง ๆ มากมาย และไดเ ปลง วาจาตั้งความปรารถนาอยางนนั้ พระศาสดาทรงพยากรณว าจะสำเรจ็ ในศาสนาของพระศาสดา พระนามวาโคดม จึงไดสรางความดีตลอดมาแลวไดสมปรารถนาตามประสงค ดังคำของพุทธองคท กุ ประการ ๕. ธรรมวาทะ คนบางพวกเขารื่นเริงกันดว ยเสียงตะโพน พิณ และบัณเฑาะว สวนเรายนิ ดีในพระพุทธศาสนา จึงรน่ื รมยอยูท โี่ คนตน ไม ถา พระพุทธองค จะทรงประทานพรแกเ รา และเรากส็ ามารถไดพรนนั้ สมมโนรถ เราจะเลือก เอาพรวา ขอใหชาวโลกท้งั หมดเจรญิ กายคตาสตกิ นั ๖. ปรนิ พิ พาน พระลกุณฏกภัททยิ ะ ไดบ ำเพ็ญประโยชนแ กช าวโลกตามสมควรแกเวลา ก็ ไดปรนิ พิ พานหยุดการหมุนเวยี นของวัฏฏะอยางสนิ้ เชิง ****************************** พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 67

68 ๒๔. ประวตั ิ พระสภุ ตู เิ ถระ ๑. สถานะเดิม พระสภุ ูตเิ ถระ นามเดมิ สุภตู ิ เพราะรางกายของทานมีความรุงเรือง (ผดุ ผอ ง) อยา งยิ่ง บิดานามวา สมุ นเศรษฐี ชาวเมอื งสาวัตถี เกดิ ทีเ่ มอื งสาวัตถี เปน คนวรรณะแพศย ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอื่ พระศาสดาทรงอาศัยเมอื งราชคฤห เปนสถานทท่ี ำการประกาศพระพุทธศาสนา อนาถบณิ ฑิกเศรษฐจี ากพระนครสาวัตถี ไดม าเยี่ยมราชคหเศรษฐีผูเปนสหายท่เี มอื งราชคฤห ไดทราบขาวการเสด็จ อบุ ตั ิแหงพระศาสดา จงึ เขาไปเฝา ทีส่ ตี วันแลวไดดำรงอยใู นโสดาปตติผลพรอ มกับการเขาเฝาเปน คร้งั แรก จึงไดกราบทลู อาราธนาพระศาสดาเพอื่ เสด็จมายังสาวตั ถี ไดสรางพระเชตวันมหาวิหารถวายเปน ที่ประทบั ในวนั ฉลองมหาวิหาร สภุ ูตกิ ุม พไี ปกบั อนาถบณิ ฑิกเศรษฐฟี งธรรมของพระศาสดา เกิดศรัทธา จึงทูลขอบวช พระศาสดาจึงบวชใหตามประสงค เมอื่ เขาไดบวชในพระพทุ ธศาสนาแลว ไดต ั้งใจศกึ ษาพระธรรมวินัยจนเขาใจแตกฉาน ตอ จากนัน้ ไดเ รยี นกรรมฐาน บำเพญ็ สมณธรรมอยูใ นปา เจริญวิปส สนากรรมฐานทำเมตตาฌานใหเ ปนบาท แลวไดบ รรลุพระอรหตั ตอ กาลไมนาน ๓. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระสุภูติเถระเมอื่ สำเรจ็ พระอรหตั ผลแลว ทา นมีปฏปิ ทาทพ่ี ิเศษกวาผอู ่ืน คอื เมอื่ แสดงธรรมก็ จะไมออกไปนอกจากนยิ าม ( กำหนด ) ที่พระศาสดาทรงแสดงไว ไมพ ูดถงึ คณุ หรือโทษของใคร เวลาเทยี่ ว ไปบิณฑบาต กอ นจะรับอาหารบิณฑบาต ทา นจะเขาเมตตาฌานกอน ออกจากฌานแลวจงึ รบั อาหาร บณิ ฑบาต ทำอยา งนที้ ุก ๆ เรอื น ดวยต้ังใจวาทำอยา งนี้ผูถวายอาหารบิณฑบาตจะไดผลบุญมาก ประกอบรา งกายของทา นสงางามและผิวพรรณผุดผอง จงึ นำมาซ่งึ ความเลอ่ื มใสแกบคุ คลเปน จำนวนมาก ๔. เอตทัคคะ พระสุภตู ิเถระ อยอู ยา งไมม กี ิเลส แมแ ตการแสดงธรรมก็ไมพ ูดถงึ คุณหรอื โทษของใคร จะเขา เมตตาฌานอยตู ลอดเวลา แมข ณะไปเท่ยี วบิณฑบาตดงั กลาวแลว เพราะอาศัยเหตกุ ารณทั้งสองน้ี พระชนิ สหี จึงทรงตง้ั ทา นไวในตำแหนง ท่ีเลิศกวาภิกษทุ ง้ั หลายผอู ยอู ยา งไมมกี เิ ลสและเปนพระทักขไิ ณยบุคคล ๕. บญุ ญาธิการ แมพ ระสภุ ูตเิ ถระนี้ ก็ไดบ ำเพ็ญบารมีอนั เปนอปุ นสิ ัยแหง พระนพิ พานมาชานานใน พุทธปุ บาทกาลแหงพระปทมุ ุตตรศาสดา ไดเห็นภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ผปู ระกอบดวยคุณสมบตั สิ องอยา งคือ อรณ วหิ าร ( รณ แปลวา กเิ ลส ) การอยูอยางไมมีกิเลส และความเปน พระทักขไิ ณยบคุ คลจึงเกิดศรัทธา ปรารถนาจะเปน เชนน้นั บา ง จงึ ไดสรา งบุญกุศลถวายพระทศพลมากมายแลว ไดต ้ังความปรารถนา พระ ศาสดาทรงเหน็ วาจะสำเรจ็ แนนอน จึงทรงพยากรณวา จะไดใ นสมยั ของพระพุทธโคดม ในทสี่ ุดกไ็ ดส ม ปรารถนาทุกอยา งดังกลา วมา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 68

69 ๖. ธรรมวาทะ ควรพูดแตส่ิงทตี่ นทำได ไมค วรพดู สิ่งที่ตนทำไมได ผูพดู ส่ิงทตี่ นทำไมได ยอ มถกู ผรู เู ขาดหู ม่ินเอา ๗. ปรนิ พิ พาน พระสภุ ูติเถระ ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาตลอดอายขุ องทา น สดุ ทายได ดับ ขันธปรนิ ิพพาน เหมือนไฟทดี่ ับโดยหาเช้ือไมได ****************************** ๒๕. ประวตั ิ พระกงั ขาเรวตเถระ ๑ สถานะเดมิ พระกงั ขาเรวตเถระ นามเดมิ เรวตะ แตเ พราะทา นมีความสงสยั ในสิ่งทเี่ ปน กัปปยะ ( สมควร ) มากเปนพิเศษจึงไดร บั ขนานนามวา กงั ขาเรวตะ แปลวา เรวตะผูมีความสงสัย เปนชาวสาวตั ถี วรรณะแพศย ๒. มลู เหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พระศาสดาไดตรัสรแู ละประกาศพระพุทธศาสนา สวนมากจะประทบั อยูที่พระนครสาวัตถี เปนเวลาถงึ ๒๕ พรรษา ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชน วนั หนง่ึ เรวตะไดไปยงั พระเชตวนั พรอมกับมหาชน ยืนอยูทายบรษิ ทั ฟงธรรมกถาของพระทศพล เกดิ ศรทั ธาปรารถนาจะบวช เมือ่ มหาชนกลับไปหมดแลว จงึ เขา ไปเฝา พระศาสดาทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาทรงบวชใหเ ขาตามปรารถนา ครั้นไดบวชแลว ทลู ขอใหพ ระศาสดาตรสั สอนกรรมฐาน ทำบริกรรมในฌาน ครั้นไดฌานแลว ทำฌานน้ันใหเปน บาท เจริญวปิ ส สนาพจิ ารณาฌานน้นั วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนัตตา ไมควรยดึ มัน่ ถอื ม่นั ความสุขอนั เกิดจากฌานนน้ั ไมนานนกั ก็ไดบ รรลพุ ระอรหัตผล ซ่ึงเปน ผลอันสูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา ๓. เอตทัคคะ เพราะพระกังขาเรวตเถระ เปน ผชู ำนาญในการเขาฌาน พระศาสดาจงึ ทรงถือเอาคุณขอ นี้ตัง้ ทา นไวในตำแหนง ท่ีเลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผูย นิ ดใี นการเขา ฌาน ๔. บุญญาธิการ แมพ ระกังขาเรวตเถระน้ี กไ็ ดสรา งความดีที่เปน อปุ นิสยั แหง พระนพิ พานมานาน ในพุทธกาล แหงพระปทุมตุ ตรศาสดา ไดเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไวใ นตำแหนง ท่เี ลิศกวา ภกิ ษทุ ัง้ หลายผยู ินดี ในการเขา ฌาน จึงไดบ ำเพญ็ กุศลเปน การใหญแ ลวต้ังความปรารถนาโดยมพี ระศาสดาเปนพยานวา ท่ีทำบุญ น้ขี า พระองคมไิ ดป ระสงคส มบตั ิอน่ื หวงั จะไดตำแหนง แหง ภกิ ษุผูยนิ ดใี นการเขา ฌาน ในกาลแหง พระพุทธเจาพระองคหน่ึงในภายหนา พระศาสดาทรงเหน็ ความสำเร็จของเขา จงึ ไดพยากรณวาจะสำเร็จใน กาลแหงพระพทุ ธเจา พระนามวาโคดม และเขากไ็ ดสมปรารถนาตามพระพุทธวาจาทกุ ประการ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 69

๕. ปรนิ พิ พาน 70 พระกงั ขาเรวตเถระ ถึงแมจะเช่ยี วชาญเร่อื งเขาฌาน ก็หนมี ัจจุมารไมพน สดุ ทา ยกไ็ ด ปรนิ พิ พานเหลือเพยี งช่อื ไวในตำนานใหไ ดศึกษากนั สืบตอ มา ****************************** ๒๖. ประวตั ิ พระโกณฑธานเถระ ๑. สถานะเดมิ พระโกณฑธานเถระ นามเดิม ธานะ ตอมามีภาพลวงตาเปน สตรตี ิดตามทานเพราะผลบาปใน ชาตกิ อ น ภกิ ษแุ ละสามเณรทงั้ หลายเหน็ ภาพนัน้ เปน ประจำจึงตง้ั ช่อื ทานเพิ่มวา กุณฑธานะ ( ธานะช่วั ) เปนคนวรรณะพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถี ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา ครน้ั อายยุ า งเขาปจฉมิ วยั เขาไปฟง ธรรมของพระศาสดาเปนประจำ เกิดศรัทธาอยากบวชใน พระพุทธศาสนา จงึ ทูลขอบรรพชาอปุ สมบทตอ พระพทุ ธองค ซ่งึ ก็ทรงประทานใหตามปรารถนา ตง้ั แต วันทท่ี านบวชแลว เพราะบาปกรรมในชาตกิ อนของทา น เวลาทานอยทู ว่ี ัดกด็ ี เขาบา นเชน ไปบิณฑบาตก็ดี จะมคี นเหน็ ภาพสตรีคนหน่งึ ตามหลังทา นไปเสมอ แตต วั ทานเองไมท ราบ และไมเคยเห็นสตรนี ้ันเลย เวลา คนใสบ าตบางคนก็บอกวา สว นนข้ี องทา น สว นน้สี ำหรับหญงิ สหาย พระภกิ ษแุ ละสามเณรก็เหน็ ภาพนัน้ เปนประจำ วันหนงึ่ พากันไปลอ มกุฏขิ องทาน พูดเยาะเยย วา พระธานะเปน คนช่ัว ทานอดกล้ันไวไมอยูจ ึงไดต อบโตไปวา พวกทานกเ็ ปนคนชวั่ ภกิ ษทุ ั้งหลาย เหลา น้นั จึงไปฟอ งพระพทุ ธเจา ๆ ตรัสเรียกทา นไปพบแลว แสดงธรรมวา เธออยา กลาวคำหยาบตอใคร ๆ เพราะผูท่ถี กู เธอดา ยอมดา ตอบเธอบา ง จะกลายเปนการแขงดีกนั ไป (สดุ ทา ย) ก็มีการทำรายกนั เหตกุ ารณท่ีเกิดข้ึนนท้ี ำใหทา นลำบากใจ และลำบากเร่ืองอาหารบิณฑบาตมาก ตอ มามกี าร พสิ ูจนค วามจริง โดยมพี ระะเจาปเสนทิโกศลเปนประธาน ทรงเห็นวา เปนเรื่องไมจ ริง เปนเรอื่ งเวรกรรม ของทาน ๆ จึงไดรบั ความอปุ ถัมภจ ากพระราชา เมอื่ ทานไดความอุปถัมภจ ากพระราชา ไดอ าหารเปนท่สี ปั ปายะ พากเพียรภาวนาเจรญิ วิปสสนาไมชากไ็ ดบรรลุพระอรหตั พรอ มกับอภญิ ญา ๖ ๓. เอตทัคคะ พระโกณฑธานเถระเปน ผูมีบญุ ในเรือ่ งของการจบั สลากเพื่อไปในกจิ นิมนต ทานจะเปนผไู ดจับ สลากกอนเสมอ พระศาสดาจึงทรงยกยอ งทานวา เปนผูเ ลิศกวา ภิกษทุ ั้งหลายผจู ับสลากกอ น ๔. ธรรมวาทะ ผูเหน็ ภยั ตัดบวงผูกเขาเทา ๕ อยา ง ( สงั โยชนเบือ้ งตน ๕ ) แกบ ว งผูกคอ ๕ อยาง ( สังโยชนเบ้อื งสงู ๕ ) เจริญธรรม ๕ อยาง ( สัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญญา ) พน กิเลสเครอ่ื งขอ ง ๕ อยา ง ( ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ ) พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 70

71 ทา นเรียกวา ผขู ามพนหวงกเิ ลส ๕. ปรนิ พิ พาน พระโกณฑธานเถระ ไดบรรลผุ ลสูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา ดำรงชีวติ ตอ มาจนถึงอายุขัย แลวดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน เหมอื นกบั ไฟทห่ี มดเชอื้ แลวดับไป ******************************* ๒๗. ประวตั ิ พระวงั คสี เถระ ๑. สถานะเดมิ พระวังคีสเถระ นามเดิม วงั คีสะ เพราะเกิดในวงั คชนบท และเพราะ เปน ใหญในถอ ยคำ บดิ าเปนพราหมณ ไมป รากฏนาม มารดาเปนปรพิ าชิกา ไมปรากฏนาม ทงั้ ๒ เปน คนวรรณะพราหมณ เกิดท่วี งั คชนบท เมอื งสาวัตถี ๒. ชวี ิตกอนบวช วงั คสี มานพครน้ั เจรญิ วัยสมควรจะไดรบั การศึกษาเลาเรยี น จงึ เรยี นลัทธพิ ราหมณ จบไตรเพท เขาเปน ท่ีรักของอาจารย จึงไดเ รยี นมนตพิเศษโดยใชเล็บดดี กะโหลกศีรษะของผตู ายภายในเวลา ๓ ป แลว สามารถรไู ดว า ไปเกิดท่ไี หน พราหมณท้งั หลายเหน็ อบุ ายจะหาทรัพยไ ด จงึ พาเขาไปยงั สถานท่ีตาง ๆ ดดี กะโหลกศีรษะของผูท ่ตี ายแลวใหก ะโหลกนั้นบอกแกญ าติของตนวา ไปเกิดทไ่ี หน พวกเขาไดลาภเปน อนั มาก ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา วันหนึง่ เขาไดสดบั พระคุณของพระพทุ ธเจา เกิดความเลอื่ มใสอยากจะไปเฝา พราหมณทั้งหลาย คดั คานเขา กลัวจะเปลี่ยนใจไปนบั ถอื พระศาสดา แตเขาไมเชื่อพราหมณเหลานน้ั ไปเฝาพระศาสดาท่ี พระเชตวนั ทรงทำปฏสิ ันถารอยางดี ตรสั ถามถึงความสามารถของเขา ครน้ั ทรงทราบแลว จึงทรงนำเอา กะโหลกศีรษะคนตายมา ๔ กะโหลก ในวังคสี ะดีดดู เขาดดี กะโหลกท่ี ๑ บอกวาไปเกดิ ในนรก ท่ี ๒ บอกวา ไปเกดิ เปนมนุษย ที่ ๓ บอกวาไปเกดิ เปนเทวดา ทรงประทานสาธุการแกเ ขา พอดีดกะโหลกท่ี ๔ ซ่งึ เปนของพระอรหนั ต เขาไมทราบวาไปเกดิ ทีไ่ หน นั่งเหง่อื ไหล พระศาสดาตรสั ถามวา เธอลำบากใจ หรอื วังคีสะ เธอยอมรับวาพระพทุ ธเจาขา แลวทูลถามวา พระองคท ราบมนตนีห้ รอื ตรัสวาทราบ เขาจึง ขอเรยี น แตท รงปฏิเสธวาสอนใหไ มไ ด จะสอนไดเฉพาะแกค นทมี่ เี พศเหมอื นเราเทา น้ัน เขาจึงทลู ขอบวช กบั พระศาสดา ตรัสใหพระนโิ ครธกปั ปเถระเปนพระอุปช ฌายบ วชให ๔. การบรรลุธรรม วังคสี ะ ครั้นบวชแลว ทรงบอกกรรมฐานคอื อาการ ๓๒ และวปิ สสนากรรมฐานแลว เมอ่ื ทา น กำลงั สาธยายอาการ ๓๒ และเจรญิ วิปสสนากรรมฐานอยู พวกพราหมณเขาไปถามวา เรียนมนตข องพระ โคดมจบหรือยงั ทา นตอบวาจบแลว พวกพราหมณพ ูดวา ถา อยางนัน้ ก็ไปไดแ ลว ทา นตอบวา อาตมาไม ไปแลว พวกพราหมณไมส ามารถจะทำอยางไรไดจงึ ไปตามกรรมของตน พระวังคสี ะเจรญิ วิปส สนาไมน าน นกั กไ็ ดบรรลพุ ระอรหัตผล จบกิจบรรพชิตของตน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 71

72 ๕. เอตทัคคะ พระวงั คีสเถระ เปน ผมู ปี ฏิภาณสามารถกลาวเปน คำประพนั ธ ( ฉนั ท ) สรรเสริญคณุ พระ ศาสดา เวลาทา นเขาไปเฝาไดทกุ คร้ัง พระศาสดาจึงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลิศกวาภิกษทุ ัง้ หลาย ผมู ี ปฏภิ าณ ๖. ปรนิ พิ พาน พระวงั คีสเถระ ครั้นถึงทสี่ ุดประโยชนส ว นตนคือบรรลพุ ระอรหตั ผลแลว ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาตลอดเวลาอายุของทาน แลวไดดบั ขันธปรินิพพานไปตามสัจ ธรรมของชวี ิต ********************************* ๒๘. ประวตั ิ พระปล นิ ทวจั ฉเถระ ๑. สถานะเดมิ พระปลินทวจั ฉเถระ นามเดมิ ปลินทะ วัจฉะเปนช่ือของโคตรตอมาไดช ื่อวา ปลินทวจั ฉะ โดยนำเอาชือ่ โคตรไปรวมดว ย บดิ าและมารดาเปนพราหมณไ มปรากฏนาม เปนชาวเมอื งสาวัตถี ๒. ชีวติ กอนบวช กอนท่จี ะมาบวชในพระพุทธศาสนา ทานเปน ผทู มี่ ากไปดว ยความสังเวช (ความสลดใจที่ ประกอบกับโอตตัปปะ) จึงบวชเปน ปริพาชก สำเร็จวิชา ช่ือวา จูฬคนั ธาระ เหาะเหินเดินอากาศไดและรู ใจของผอู ่นื มลี าภและยศมาก อาศัยอยูในกรงุ ราชคฤห ๓. มูลเหตุของการบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พระศาสดาของเราทง้ั หลายไดตรสั รูแลว เสดจ็ ไปประทับในเมอื งราชคฤหอานุภาพแหงวชิ า ของเขาก็เส่อื มไป ลาภยศของเขาก็หมดไปดวย เขาคิดวาพระสมณโคดมตองรูคันธารวิชาอยางแนนอน จึง ไปยังสำนกั ของพระศาสดาขอเรยี นวิชา พระศาสดาตรัสวา ทานตอ งบวชในสำนักของเราจงึ จะเรยี นได เขา กย็ อมบวชตามพระพุทธดำรสั ๔. การบรรลุธรรม เมื่อทานบวชแลว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแกเ ขาและไดประทานกรรมฐานอนั สมควรแกจรยิ า เพราะทานเปน ผูมีอุปนสิ ัยท่สี มบรู ณ เรมิ่ ตงั้ ความเพียรในกรรมฐาน ไมนานก็ไดบรรลพุ ระอรหัตผล ๕. งานประกาศพระพุทธศาสนา เพราะผูทีต่ ้ังอยูใ นโอวาทของทานสมัยเปน พระเจาจกั รพรรดิ์ ไดไ ปเกิดเปน เทวดามากมาย เทวดาเหลานั้นอาศัยความกตญั ู มีความนับถือทานมาก เขา ไปหา ทาน ทงั้ เชาเยน็ แตท า นมักจะมี ปญหากบั ภกิ ษแุ ละชาวบาน เพราะทา นชอบใชวาจาไมไพเราะ ตอ มาพระศาสดาทรงแกไ ขใหทกุ คนเขา ใจ กไ็ มมีใครถอื สา กลับศรธั าเล่อื มใสยิง่ ขน้ี ทา นเปน พระทีม่ วี าจาศักดิ์สิทธ์ิ เลา กนั วา ชายคนหนง่ึ ถือถาดดีปลี มา ทา นถามวาถาดอะไรไอถอย ชายคนน้ันโกรธคดิ วา พระอะไรพูดคำหยาบ จงึ ตอบไปวา ถาดข้หี นู พอ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 72

73 ผา นทานไปดปี ลีเปนขี้หนจู ริง ๆ ตอ มามีคนแนะนำเขาวา ใหเดินสวนทางกบั ทา นใหม ถาทานถามอยางนัน้ จงตอบทา นวาดีปลี ก็จะกลายเปนดีปลีดงั เดิม เขาไดทำตามคำแนะนำปรากฏวามลู หนูกลับเปนดปี ลีดงั เดิม ๖. เอตทัคคะ กเ็ พราะเทวดาผตู ้งั อยใู นโอวาทของทานในชาตกิ อน แลว เกดิ ในสวรรคเปนอันมาก เทวดา เหลาน้นั มคี วามกตญั มู คี วามเคารพนับถอื บชู า จึงมาหาทา นทั้งเชา เย็น เพราะฉะน้ันพระศาสดาจงึ ทรงต้งั ทา นไวในฐานะทีเ่ ลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายผูเปน ทร่ี ักท่ีชอบใจของเทวดาทง้ั หลาย ๗. ปรินิพพาน พระพระปล นิ ทวจั ฉเถระ ครั้นดำรงเบญจขันธพอสมควรแกก าล ก็ไดปรินิพพานดับไปโดยไมมี อาลยั ***************************** ๒๙. ประวตั ิ พระกมุ ารกสั สปเถระ ๑. สถานะเดมิ พระกุมารกสั สปเถระ นามเดิม กัสสปะ เปน นามทีพ่ ระเจา ปเสนทิโกศลทรงต้ังให ตอมาทา น บวชในพระพุทธศาสนา เวลาพระศาสดาตรสั เรยี กภิกษชุ อื่ กัสสปะ จะถูกทลู ถามวากัสสปะไหน จึงตรัสวา กมุ ารกัสสปะ เพราะทา นบวชมาต้ังแตย ังเด็ก ๆ บิดาและมารดาไมป รากฏชื่อ เปน ชาวเมืองสาวัตถี มารดาของทานศรัทธาจะบวชตั้งแตยังไมไ ด แตง งาน แตบิดาและมารดาไมอนญุ าต หลงั จากแตงงานแลวขออนุญาตสามี ในทส่ี ุดสามีอนุญาตใหบ วช เธอจงึ เปน ภกิ ษณุ โี ดยไมร ูตวั วาตง้ั ครรภ ครั้นอยมู าครรภไ ดใหญขึ้น ภิกษณุ ที ั้งหลายรงั เกียจเธอ จึงนำไปให พระเทวทัตตัดสิน พระเทวทตั ตัดสินวา เธอศลี ขาด แมเ ธอจะชี้แจงเหตผุ ลอยา งไรกไ็ มย อมรบั ฟง ภิกษุณี ท้งั หลายจึงพาไปเฝาพระศาสดา ๆ ทรงมอบหมายใหพ ระอบุ าลีเถระตัดสนิ พระอบุ าลีเชญิ ตระกูลใหญ ๆ ชาวสาวตั ถแี ละนางวสิ าขามาพิสจู นไ ดวา นางตั้งครรภมากอนบวช ศลี ของนางบริสุทธ์ิ ๒. ชวี ิตกอนบวช นางภกิ ษณุ ีน้ันคลอดบุตรชาย หนา ตานารัก ผิวพรรณดุจทองคำ พระเจาปเสนทิโกศลทรงให เลย้ี งดูไว และทรงต้งั ชอ่ื ใหว า กสั สปะ อกี ยา งหน่ึง คนทงั้ หลายรจู กั ทา นในนามวา กุมารกัสสปะ เพราะ เปนเด็กทีพ่ ระราชาทรงชบุ เลยี้ งอยา งราชกมุ าร ๓. มูลเหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา เมอื่ เขาเจริญวยั แลว พระราชาทรงประดับประดาเขาอยางสมเกยี รติ แลว นำไปบวชยงั สำนัก ของพระศาสดา ตง้ั แตท า นบวชแลว ก็ไดเ จรญิ วิปส สนาและเรียนพทุ ธพจน แตไ มไดบรรลุมรรคผลแตอ ยาง ใด ๔. การบรรลธุ รรม ครงั้ นนั้ สหายของทานเกิดเปนพรหมในชนั้ สทุ ธาวาส เห็นทา นลำบากในการเจริญวปิ ส สนา จึง ผูกปญ หา ๑๕ ขอ แลวบอกวา นอกจากพระศาสดา ไมมีใครสามารถแกป ญ หานไี้ ด รงุ ข้นึ ทา นเขาไปเฝา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 73

74 พระศาสดา ทลู ถามปญ หาเหลานัน้ พระศาสดาทรงแกใ หทา นจนถึงพระอรหัต พระเถระเรียนตามทพ่ี ระ ศาสดาตรัส เขาไปยงั ปาอัมพวันเจริญวปิ สสนาไมนานกไ็ ดบ รรลพุ ระอรหตั ๕. งานประกาศพระศาสนา พระกมุ ารกสั สปะเถระ กลาวธรรมกถาไดอ ยา งวิจติ ร สมบรู ณด วยอปุ มาและเหตุผล เชน การ โตต อบกับพระเจา ปายาสิผไู มเชือ่ วา โลกอนื่ มจี รงิ เปนตน พระเจา ปายาสเิ หน็ วานรกไมมี เพราะไมเ คยเหน็ ญาติคนไหนตกนรกแลว มาบอก พระเถระ อุปมาวา เหมอื นคนทำความผดิ รายแรง ถูกตัดสนิ จำคกุ จะออกมานอกคุกไดอ ยา งไร พระเจา ปายาสเิ ห็นวาสวรรคไมม ี เพราะไมมญี าติทขี่ ้นึ สวรรคก ลบั มาบอกพระ เถระอุปมาวา เหมือนคนพลดั ตกลงไปในหลมุ คถู ครน้ั ข้ึนมาได ชำระรา งกายสะอาดแลว คงไมมใี ครอยากลงไปนอนในหลมุ คถู อกี พระเจา ปายาสิตรัสวา เคยฆาคนโดยเอาใสในหมอ แลวปดฝาจนสนทิ ถมทงั้ เปน ใหค นชวยดู รอบ ๆ หมอ ก็ไมเ ห็นชีวะของผูน้ันออกมา พระเถระอุปมาวา เหมือนพระองคเคยบรรทมหลับทา มกลางผู อารกั ขาและนางสนม แลว ทรงสุบินวาเสด็จประพาสสถานทต่ี าง ๆ แตก็ไมเคยมใี ครเห็นชวี ะของพระองคท่ี ออกไป พระเจา ปายาสติ รัสวา เคยฆาคนโดยไมท ำลายอนิ ทรียท ัง้ ๖ (ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ) ครั้น แลว ทรงตรวจดู ไมพบวาท้งั ๖ น้นั รูสึกอะไรเลย พระเถระอปุ มาวา เหมือนคนเปาสังข คนโงไดยนิ เสยี งสังข จึงมาขอดูเสยี งของสังข คนหาอยางไรไมพบเสียงในตวั สังข จงึ บอกวา สังขไ มม ีเสียง ยังมีเรอื่ งอกี มากมายท่แี สดงถึงความฉลาดสามารถของพระกุมารกสั สปะเถระใน การอธิบาย หลักธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา ทา นสามารถโตต อบกบั ผูท ่ีมาโตแยง คัดคานคำสอนไดอยางดี จึงนับวา เปน กำลังทส่ี ำคญั รปู หนึ่งในการประกาศพระพทุ ธศาสนา ๖. เอตทัคคะ เพราะพระกมุ ารกัสสปะเถระ กลา วธรรมกถาไดอ ยางวิจิตรสมบูรณด ว ยการอปุ มาและเหตุผล พระทศพลจงึ ยกยอ งทา นวา เปนผูเ ลศิ กวาภกิ ษทุ งั้ หลายผูใ ชถ อ ยคำอันวิจติ ร (กลาวถอ ยคำไพเราะ) ๗. ปรินพิ พาน พระกมุ ารกัสสปเถระ ครั้นอยูจ บพรหมจรรยของทา นแลว ก็ไดช วยพระศาสดาประกาศพระ ศาสนา อยมู าตามสมควรแกเ วลาของทา น แลว ไดป รนิ พิ พานจากโลกไป **************************** ๓๐. ประวตั ิ พระมหาโกฏฐติ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระมหาโกฏฐิตเถระ นามเดิม โกฎฐติ ะ มีความหมายวา ทำใหคนหนีหนา เพราะเขาเปน ผู ฉลาดในศาสตรตา ง ๆ จึงเทีย่ วท่มิ แทงคนอ่ืนดว ยหอกคือปากของตน บิดาชื่อ อัสสลายนพราหมณ มารดาช่ือ จันทวดพี ราหมณี ทั้งคูเ ปนชาวเมอื งสาวัตถี พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 74

75 ๒. ชีวิตกอนบวช เขาเจริญวัยแลวไดเลาเรยี นไตรเพทจนถึงความสำเรจ็ ในศิลปะของพราหมณ เปน ผฉู ลาดในทาง เวทางคศาสตร ตักกศาสตร นิฆณั ฑุศาสตร เกภ ศาสตร ในประเภทแหงอักษรสมยั ของตน และในการ พยากรณท้งั หมด เขาชอบพดู หักลางคนอื่น ใครพบเขาจึงพากนั หลบหนา ไมอ ยากสนทนาดว ย ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา โกฏฐติ มานพ เขาไปเฝาและฟงธรรมจากพระศาสดา แลว เกดิ ศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงทลู ขอบวชกบั พระองค ๆ ทรงบวชใหเขาตามประสงค ต้ังแตเขาบวชแลว ก็พากเพียรศึกษาพระธรรมวนิ ัย และต้งั ใจบำเพญ็ วปิ ส สนา ไมช าก็ไดสำเร็จพระอรหัตผลพรอมกบั ปฏสิ ัมภทิ า ๔ มคี วามเชี่ยวชาญใน ปฏิสมั ภิทาญาณ กลาหาญ แมจ ะเขาไปหาพระมหาเถระหรือแมแตพ ระศาสดากจ็ ะถามปญหาในปฏิสัมภิทา ๔ จึงมนี ามเพมิ่ อกี วา มหาโกฏฐติ ะ ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระมหาโกฏฐิตเถระ เปนพระเถระรปู หน่ึงทีไ่ ดแ สดงหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาไวม าก เชน ในมหาเวทลั ลสูตร ทานไดช ักถามพระสารีบุตรเถระเพ่อื เปนการวางหลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา จะนำมา เฉพาะบางเรอ่ื ง ดังนี้ ผูมปี ญ ญาทราม คอื ผูไมร อู รยิ สจั ๔ ตามเปน จรงิ ผมู ีปญ ญา คอื ผูร อู ริยสจั ๔ ตามเปน จรงิ วญิ ญาณ คือ ธรรมชาติที่รูจรงิ ไดแ กรแู จง สุข ทกุ ข และ ไมทุกขไ มสขุ ปจ จยั ในการเกิดขน้ึ แหง สมั มาทฏิ ฐมิ ี ๒ อยา ง คือ การประกาศของผูอนื่ (ปรโตโฆสะ ) ๑ การ ทำไวในใจโดยแยบคาย ( โยนิโสมนสิการ ) ๑ การเกดิ ในภพใหมม ีได เพราะความยนิ ดีในภพนั้น ๆ ของสตั วผ ูมีอวชิ ชาเปน นวิ รณ (เคร่อื งกน้ั ) มตี ัณหาเปน สังโยชน ( เครอื่ งผูกมดั ) การไมเกดิ ในภพใหมมีได เพราะเกดิ วิชชาและเพราะดบั ตัณหา คนตายกบั ผเู ขา สัญญาเวทยติ นโิ รธตางกัน คือ คนตายส่ิงปรงุ แตงกาย วาจา จติ ดบั อายสุ น้ิ ไอ อนุ ดบั และอนิ ทรียแ ตก ผเู ขาสัญญาเวทยิตนโิ รธ สิง่ ปรงุ แตงกาย วาจา จิตดบั แตอายุยังไมส้ิน ไออุน ยงั ไมดับ อนิ ทรียผ องใส ๕. เอตทัคคะ เพราะอาศยั เหตกุ ารณท เ่ี กิดขนึ้ ระหวา งทานกบั พระสารบี ุตรเถระ ในมหาเวทัลลสูตรนี้ พระ ศาสดาจึงทรงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลศิ กวาภิกษทุ ั้งหลายผูบรรลุปฏิสมั ภิทา ๖. ปรินิพพาน พระมหาโกฏฐิตเถระไดท ำหนาท่ีของทา นและหนา ทต่ี อ พระศาสนาในฐานะทเ่ี ปน พระสงฆแลว ไดด ำรงอยตู ามสมควรแกเวลา สดุ ทายก็ไดปรนิ พิ พานดบั ไป ******************************* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 75

76 ๓๑. ประวตั พิ ระโสภติ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระโสภิตเถระ นามเดิม โสภิตมาณพ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปนพราหมณชาวเมอื งสาวัตถี ๒. มลู เหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา โสภิตมาณพ วนั หนึ่งไดไ ปเฝาพระศาสดา ฟง ธรรมเทศนาแลว เกิด ศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงไดท ลู ขอบวชกบั พระพทุ ธองค ๆ ไดทรงบวชใหเขาตามประสงค ครน้ั บวชแลว ไดตง้ั ใจศกึ ษาพระธรรมวินัย เจรญิ วิปส สนากรรมฐาน ไมนานก็ไดบ รรลอุ ภญิ ญา ๖ เปนพระขีณาสพอยูจ บ พรหมจรรยเปนผชู ำนาญในบุพเพนิวาสานุสสตญิ าณ คือ การระลกึ ชาติในอดีต ๓. เอตทัคคะ เพราะพระโสภิตเถระมคี วามชำนาญเปนพิเศษในบุพเพนิวาสานสุ สติญาณ คือญาณในการระลกึ ชาตใิ นอดีต พระศาสดาจึงทรงตงั้ ทานไวใ นตำแหนง อนั เลิศกวา ภกิ ษุท้ังหลายผูระลึกบพุ เพสนั นิวาส ๔. ปรินิพพาน พระโสภติ เถระ ไดบรรลุประโยชนส ูงสดุ สวนตน คอื พระอรหตั ผลแลวไดทำหนาท่ีของพระสงฆ ผดู ำรงพระพทุ ธศาสนา ตามสมควรแกเ วลาของทา น จึงไดป รนิ พิ พานจากโลกไปโดยหาความอาลัยไมไ ด ******************************** ๓๒. ประวตั ิ พระนันทกเถระ ๑. สถานะเดมิ พระนันทกเถระ นามเดิม นันทกะ บิดาและมารดา ไมปรากฏนาม เปนพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถี ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา นันทกมาณพ ไดยินกติ ตศิ ัพทของพระศาสดาวา เปนพระอรหันตต รัสรูชอบไดด วยพระองคเ อง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ชแี้ จงประโยชนใ นโลกนแ้ี ละประโยชนใ นโลกหนาไดอยา งแจมแจง วนั หน่ึง เมอื่ มี โอกาศจึงไปเฝาพระศาสดา ไดฟ งพระธรรมเทศนา เกดิ ศรทั ธาปรารถนาจะบวช จึงทูลขอบวชกับพระพุทธ องค ๆ ไดท รงบวชใหเขาตามความประสงค คร้ันบวชแลว ไดตงั้ ใจศกึ ษาเลาเรียนและพากเพียรปฏิบตั ิใน วปิ สสนากรรมฐาน ไมนานนักก็ไดบ รรลุพระอรหัตผล เปนผชู ำนาญในญาณระลกึ รูบพุ เพนวิ าส ๓. งานประกาศพระศาสนา ในตำนานไมไ ดบ อกวา ทา นไดใครมาเปน สทั ธวิ ิหาริกและอันเตวาสิกบา ง บอกวา ทานเปนผฉู ลาด ในการสอนนางภิกษุณี มีเรือ่ งเลาวา นางมหาปชาบดีโคตมไี ดพ าภิกษณุ ี ๕๐๐ รปู มาฟงธรรม พระ ศาสดาจึงมอบใหภกิ ษเุ ปลี่ยนกันแสดงธรรมแกภ ิกษุณี ภกิ ษุรปู อ่ืนแสดงธรรม ภกิ ษุณีทัง้ หลายก็ไมไ ดบ รรลุ อะไร เมื่อถึงวาระของพระนนั ทกะแสดงธรรมภิกษุณเี หลานัน้ จงึ ไดบรรลุอรหัตผล พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 76

77 ๔. เอตทัคคะ พระผมู ีพระภาคเจาทรงอาศยั เหตุทท่ี า นสามารถแสดงธรรมใหแกภ ิกษุณีท้ังหลายไดบรรลุ อรหัตผลนเ้ี อง จึงไดท รงต้ังทา นไวใ นตำแหนง อันเลศิ กวา ภิกษทุ ้งั หลายผใู หโอวาทแกนางภกิ ษุณี ๕. ธรรมวาทะ มา อาชาไนยชน้ั ดีพลาดลม ลงไป ยงั กลบั ลุกขึ้นยืนใหมได ครนั้ ไดค วามสลดใจไมยอ ทอ ยอม แบกภาระไดห นกั ย่งิ ขนึ้ อกี ฉันใด ขอทานทัง้ หลายจงจำขาพเจาวาเปนบรุ ุษชาติอาชาไนย ฉันนั้น เหมือนกนั ๖. ปรนิ พิ พาน พระนันทกเถระ ไดบ รรลพุ ระอรหัตผลอันเปน ประโยชนสงู สดุ ของตน แลวไดทำหนา ทีข่ อง พระสงฆผ ูดำรงพระพุทธศาสนา อยูมาตามสมควรแกเ วลาของทา น สดุ ทายไดปรินิพพานจากไป ******************************** ๓๓. ประวตั ิ พระมหากปั ปนเถระ ๑. สถานะเดมิ พระมหากปั ปน เถระ นามเดิม กัปปนะ ตอมาไดครองราชยจงึ มีนามวา มหากัปปน ะ เปน วรรณะกษัตริย พระบิดาพระมารดา ไมปรากฏพระนาม เปนเจา เมอื งกกุ กฏุ วดีในปจจันตชนบท ๒. ชีวิตกอนบวช เมอ่ื พระราชบิดาสวรรคตแลว ก็ไดข ึน้ ครองราชยส บื ตอสนั ตตวิ งค ทรงพระนามวา พระเจา มหากัปปนะ ทรงอภเิ ษกสมรสกับเจาหญงิ อโนชาเทวี พระราชธดิ าของพระเจาสาคละ แหง แควนมัททะ ท้ัง ๒ พระองคทรงสนพระทัยเรื่องศาสนา คอยสดับตรับฟงขา วการอุบัติของพระพทุ ธเจา ตลอดเวลา ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา วนั หนง่ึ ทรงทราบขาวจากพอ คาชาวเมอื งสาวัตถวี า พระพทุ ธเจา พระ ธรรมและพระสงฆอุบัติขน้ึ แลว ในโลก ทรงดพี ระทยั อยางยิง่ พรอ มกับบริวารจำนวนหนง่ึ ไดเ สด็จมงุ หนา ไปยงั เมอื งสาวัตถี พระพุทธเจาทรงทราบขาวการเสดจ็ มาของพระเจามหากัปปน ะ จงึ เสด็จไปรบั ที่ฝงแมนำ้ จนั ทภา คา ประทบั น่ังอยูที่โคนตนพหปุ ตุ ตนิโครธ ทา วเธอพรอมดวยบรวิ ารไดเ สด็จเขาไปเฝา ณ ที่นนั้ ทรงแสดง อนปุ ุพพิกถาและอริยสัจ ๔ คร้นั จบพระธรรมเทศนาพระราชาพรอ มดวยบรวิ ารไดบ รรลพุ ระอรหัตผลแลว ทูลขอบรรพชาอปุ สมบท ทรงใหพวกเขาอปุ สมบทดว ยเอหิภิกขุอปุ สัมปทา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 77

78 ๔. งานประกาศพระศาสนา เมอื่ บวชในพระพุทธศาสนา และแมจะสำเร็จพระอรหนั ตแลว ทา นก็ไมส อนใคร มีความ ขวนขวายนอย ตอมาพระศาสดาทรงทราบ จึงรับสัง่ ใหทานสอนผูอ่นื บา ง ทา นทูลรับดวยเศยี รเกลา ได แสดงธรรมแกอ นั เตวาสิกของทานประมาณพนั รูปใหบ รรลอุ รหตั ผล ๕. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงอาศยั เหตทุ ที่ า นแสดงธรรมแกอ ันเตวาสิกนัน้ จึงต้ังทา นไวในตำแหนง อันเลศิ กวา ภิกษุท้งั หลายผใู หโ อวาทแกภ ิกษุ ๖.ธรรมวาทะ มีปญญา แมไ มม ที รพั ย ยังพออยไู ด ขาดปญ ญา แมม ีทรพั ย ก็อยไู มไ ด ปญ ญาเปน ตัวชีขาด ศาสตรท เ่ี รียนมา ปญญาทำใหเ จรญิ ไปดวยเกยี รติ และความสรรเสริญผมู ีปญญายอม ไดรบั ความสุข แมใ นสง่ิ ทคี่ นอน่ื เขาทกุ ขกนั ๗. ปรนิ ิพพาน พระมหากัปปน เถระ ทำหนา ทขี่ องพระสงฆผูดำรงพระพทุ ธศานา ตามสม ควรแกเ วลาของทา น แลว ไดปรนิ พิ พานจากไป ***************************** ๓๔. ประวตั ิ พระสาคตเถระ ๑. สถานะเดิม พระสาคตเถระ นามเดิม สาคตะ บดิ าและมารดา เปนพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถที ง้ั ๒ ไมปรากฏนาม ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา สาคตมาณพเปน ผสู นใจใครศึกษา ไดร ับทราบขาวพระศาสดาวา เปนพระอรหนั ต ตรัสรชู อบ ดว ยพระองคเอง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ช้ใี หเ หน็ ถงึ ประโยชนโ ลกนี้และประโยชนโ ลกหนาไดแจม แจง วัน หน่ึง มีโอกาสจึงเขาไปเฝา ไดฟงพระธรรมเทศนาเกดิ ศรัทธา จงึ ทลู ขอบรรพชาอปุ สมบท ครน้ั บวชแลว เจริญฌานไดส มาบตั ิ ๘ มีความชำนาญในฌานสมาบัติ ๓. การบรรลธุ รรม พระสาคตเถระไดป ราบอัมพติตถนาคราช จนสิ้นฤทธเ์ิ ดช ดว ยเตโชธาตุสมาบัติของทาน ชาวบานทเี่ คยไดรับความทกุ ขจากนาคราชนั้น ดีใจ เลื่อมใสทา น ทกุ บานไดจ ัดสุราถวายเวลาทา นไป บิณฑบาต ทานจบิ สุราบานละนอ ย เพือ่ ฉลองศรทั ธา คร้นั หลายบา นเขาจึงเกิดเมาสุรา ไปลมหมดสติท่ี กองขยะ พระศาสดาทรงทราบจงึ ทรงใหพ ระมาประคองเอาไป ทรงติเตยี นและชโ้ี ทษของสุรา หลังจากน้นั ทานเกิดความสลดใจ ปฏบิ ัตสิ มณธรรม ไมนานนักก็ไดบ รรลุอรหตั ผล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 78

79 ๔. งานประกาศพระศาสนา เพราะทา นเปน ผชู ำนาญเตโชธาตุสมาบัติ สามารถแสดงฤทธเิ์ กย่ี วกบั ไฟไดห ลายอยา ง เชนทำให เกิดแสงสวางในทมี่ ดื และทำใหเ กิดความมืดในที่สวา ง เปนตน จึงทำใหประชาชนผพู บเหน็ เล่ือมใสเปน จำนวนมาก ๕. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงปรารภความสามารถในการเขา เตโชธาตุสมาบัตขิ องทา น จึงทรงต้ังทานไวใ น เอตทคั คะวา พระสาคตเถระเปน ผเู ลศิ กวาภิกษุทง้ั หลายผูฉลาดในการเขาเตโชสมาบตั ิ ๖. ธรรมวาทะ ตนไมทุกชนิด ยอ มงอกงามบนแผน ดนิ ฉันใด สัตวผ ูมีปญญา ก็ยอมงอกงามในศาสนาของพระ ชินเจา ฉันน้นั องคพระสพั พญั ู ผทู รงนำหมูของผูแสวงหาคุณอันย่ิงใหญ ทรงถอนคนเปน อันมากออก จากทางทผี่ ิด แลว ตรัสบอกทางท่ีถกู ให ๗. ปรินิพพาน พระสาคตเถระ ไดชวยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดเวลาท่เี ปนภกิ ษุ สดุ ทา ยก็ได ปรนิ ิพพานจากโลกไปตามสจั ธรรมของชวี ติ **************************** ๓๕. ประวตั ิ พระอุปเสนเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอุปเสนเถระ นามเดิม อุปเสนมาณพ หรอื อปุ เสนวงั คนั ตบตุ ร บดิ าชอื่ วังคันตพราหมณ มารดาชอ่ื สารพี ราหมณี เกดิ ทีห่ มูบา นนาลันทา แควนมคธ เปน คนวรรณะพราหมณ ๒. ชวี ิตกอนบวช อุปเสนมาณพมีพช่ี าย ๒ คน คือ อปุ ติสสะและจุนทะ นองชาย ๑ คน คือ เรวตะ นองสาว ๓ คน คือ นางจาลา นางอุปจารา และนางสุปจารา คร้นั เติบโตแลวไดศกึ ษาไตรเพทตามลัทธิพราหมณ ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา อุปเสนมาณพก็เหมอื นกับพระสาวกโดยมาก คือ ไดฟงกิตตศิ ัพทของพระศาสดาจึงเขาไปเฝา ฟง พระธรรมเทศนาแลว เกิดศรทั ธา ปรารถนาจะบวชในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงบวชใหต ามประสงค ๔. การบรรลธุ รรม ครัน้ ไดบวชในพระพุทธศาสนาแลว ยงั ไมทันไดพรรษา คดิ วาจะสรา งพระอริยะใหพ ระศาสนาให มากทีส่ ุด จึงบวชใหก ุลบตุ รคนหนึง่ แลว พาไปเฝาพระศาสดา ถูกพระศาสดาตเิ ตียนวาไมเหมาะสม เพราะ อุปช ฌายก ็ยงั ไมไ ดพ รรษา สิทธวิ ิหารกิ กย็ ังไมไ ดพ รรษา ทานคดิ วาเราอาศยั บรษิ ัทจึงถูกพระศาสดาติเตยี น แตเ รากจ็ ะอาศยั บริษัทนี่แหละทำใหพระศาสดาเลอ่ื มใส จึงพากเพียรภาวนา ในไมชา ไดสำเรจ็ พระอรหตั ผล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 79

80 สมาทานธดุ งคแ ละสอนผอู ่ืนใหสมาทานดว ย มีสัทธวิ หิ าริกและอันเตวาสกิ มากมายคราวน้พี ระศาสดาทรง สรรเสริญทา น ๕. งานประกาศพระศาสนา พระอปุ เสนเถระ ครนั้ บรรลพุ ระอรหัตผลแลว ไดสมาทานประพฤตธิ ุดงคธรรมทั้งหมด และ สอนผอู น่ื ใหส มาทานประพฤติธดุ งคธรรมนน้ั ดว ย จึงเปน ที่ศรทั ธาเลื่อมใสของประชาชนทกุ ชัน้ วรรณะ และ พากนั บวชในสำนักของทา น ๖. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงอาศยั ความท่ีทา นเปน ทเ่ี ลือ่ มใสของคนทุกชัน้ วรรณะนัน้ จึงทรงตั้งทานไวใ น ตำแหนง อนั เลิศกวาภิกษุท้งั หลายผนู ำมาซึ่งความเลอ่ื มใสโดยรอบดาน ๗. ธรรมวาทะ ในทชี่ ุมชน ผเู ปน บณั ฑิต พึงแสดงตนท่ีไมโง ที่ไมไ ดเ ปน ใบ เหมือนกับคนโงและคนเปนใบ ( ในบางครงั้ ) ไมค วรพูดยืดยาวเกนิ เวลา คนทไ่ี มเสียใจกบั สงิ่ ที่ผา นไป ไมเพอ ฝน ถงึ สง่ิ ที่ยงั มาไมถงึ ดำเนนิ ชวี ติ อยูก ับปจ จบุ นั ผูน ั้นทานเรยี กวา สนั โดษ ๘. ปรินพิ พาน พระอปุ เสนเถระ ไดเปนพระขณี าสพ อยูจบพรหมจรรย เสรจ็ กจิ สวนตวั ของทา นแลว ไดทำ หนา ที่ของพระสงฆ เพื่อประโยชน เพ่อื ความสุขแกม หาชน ตามสมควรแกเวลา แลวไดป รินิพพานดับไป เหมอื นกบั ไฟท่ีหมดเช้ือ ************************************* ๓๖. ประวตั ิ พระขทริ วนยิ เรวตเถระ ๑. สถานะเดิม พระขทิรวนิยเรวตเถระ นามเดิม เรวตะ แตเ มื่อบวชแลวทา นพำนกั อยูในปาไมตะเคยี น จึงมี ชอ่ื วา ขทริ วนยิ เรวตะ บดิ าชือ่ วังคันตพราหมณ มารดาช่ือ นางสารีพราหมณี เกิดที่บานลันทา แควน มคธ เปน คนวรรณะพราหมณ ๒. ชีวติ กอนบวช เรวตะ เปน บุตรชายคนเล็กของครอบครัว เหลอื อยูค นเดยี ว สว นคนอ่นื บวชกันหมดแลว บดิ า และมารดาจึงหาวธิ ีผูกมดั โดยจัดใหแตงงานต้ังแตมีอายไุ ด ๘ ขวบ ๓. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา คร้นั ถึงวนั แตงงาน บดิ าและมารดาแตง ตวั ใหเ รวตะอยา งภูมฐิ าน นำไปยงั บา นของนางกุมารกิ า ขณะทำพธิ มี งคลสมรสรดน้ำสังข ไดน ำญาติผใู หญท ้งั ๒ ฝายไปอวยพร ถึงลำดบั ยายแหงนางกมุ ารกิ า ซึ่ง มีอายุ ๑๒๐ ป เขามาอวยพร คนทั้งหลายใหพ รคสู มรสท้งั สองวา ขอใหมีอายมุ ัน่ ขวญั ยนื เหมอื นกับยายนี้ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 80

81 เรวตะไดฟงดงั น้ัน มองดคู ณุ ยาย ผมหงอก ฟน หกั หนังเหี่ยว หลังโกง เน้อื ตัวสน่ั เทา รสู กึ สลดใจกับการทีต่ นเองจะตองอยูในสภาพเชนน้นั ในวันหนงึ่ ขา งหนา เมื่อเสร็จพธิ ญี าติจึงพาเขากลบั บา น ใน ระหวา งทางเขาไดหาอบุ ายหนีไปยังสำนกั ของภกิ ษผุ ูอยูป า ขอบรรพชากบั ทา น ภิกษุนัน้ กจ็ ัดการบวชให เพราะพระสารบี ุตรไดส่ังไววา ถานอ งชายของทานมาขอบวชใหบวชไดเ ลย เพราะโยมบิดาและมารดาของ ทา นเปนมิจฉาทิฏฐิ ๔. การบรรลธุ รรม สามเณรเรวตะ ครัน้ อายุครบ ๒๐ ปบรบิ รู ณ กไ็ ดอ ุปสมบทเปน ภิกษุ เรียนกรรมฐานในสำนัก อุปช ฌายอ าจารยแ ลว ไดไปอาศยั อยูในปาไมตะเตยี น บำเพญ็ เพยี รภาวนา ในไมชา กไ็ ดบ รรลุพระอรหตั ผล เปน พระขีณาสพอยจู บพรหมจรรย ๕. งานประกาศพระศาสนา พระเรวตเถระน้ี แมต ำนานไมไ ดก ลา ววา ทานไดใ ครมาเปนสทั ธวิ ิหารกิ และอนั เตวาสิกก็ตาม แต ปฏปิ ทาเกย่ี วกับการอยปู าของทาน ก็นำมาซงึ่ ความเลอ่ื มใสของผทู ่ีไดร ูจกั ในสมยั นัน้ และไดศกึ ษาประวตั ิ ของทา นในภายหลงั ตอ มา แมแตอ งคพระศาสดาและมหาสาวกยังไปเยี่ยมทา นถงึ ปาไมต ะเคียนที่ทา นจำ พรรษาอยู ๖. เอตทัคคะ เพราะทานพระขทริ วนยิ เรวตเถระนช้ี อบอาศัยอยใู นปา องคพระศาสดาจึงทรงตั้งไวใ นตำแหนง อนั เลศิ กวาภิกษทุ ้ังหลายผอู ยปู า ๗. ธรรมวาทะ ตง้ั แตอ าตมภาพ สละเรอื นออกบวช ยังไมเ คยรจู กั ความคิดอนั เลวทรามประกอบดวยโทษ ไม เคยรูจ ักความคิดวา ขอสตั วเ หลา น้ีจงเดอื ดรอน จงถูกฆา จงประสบความทกุ ข อาตมภาพรจู กั แตการ เจริญเมตตาจิต อยา งหาประมาณมิได ซ่งึ อาตมภาพคอ ย ๆ สะสมมาโดยลำดับ ตามทพี่ ระพทุ ธเจาทรง แสดงไว ๘. ปรนิ ิพพาน พระขทิรวนิยเรวตเถระ ครั้นสำเรจ็ พระอรหัตผลแลว ไดปฏิบัตหิ นา ทข่ี องพระสงฆเพอื่ ประโยชน เพือ่ ความสุขแกม หาชนตามสมควรแกเวลา แลว ไดป รินพิ พานจากไปตามสัจธรรมของชีวิต ********************************* ๓๗. ประวตั ิ พระสวี ลีเถระ ๑. สถานเดมิ พระสวี ลีเถระ นามเดิม สวี ลี บดิ าไมป รากฏนาม มารดา พระนางสุปปวาสา พระธดิ าเจา เมืองโกลิยะ เขาอยใู นครรภมารดาถงึ ๗ ป ๗ เดือน ๗ วนั ทำใหมารดามีลาภสักการะมากและคลอด งายที่สดุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 81

82 ๒. ชวี ิตกอนบวช ยอ นไปถึงกอนท่ีทานจะประสตู ิ พระมารดาเสวยทุกขเวทนาหนักมาก จงึ ใหพระสวามไี ปบงั คม ทลู พระศาสดา พระศาสดาตรสั ประทานพรใหว า ขอพระธิดาแหงโกลยิ วงศจ งมีความสุข ปราศจาก โรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสหาโรคมิไดเถิด พระนางก็ประสตู พิ ระโอรสสมพุทธพรทุกประการ แลวได ถวายมหาทานตลอด ๗ วนั ๓. มูลเหตุของการบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือสีวลกี ุมารประสูติ พระมารดาและพระประยุรญาติไดถวายมหาทาน ๗ วัน ในวนั ท่ี ๗ พระสารีบตุ รเถระจึงชวนเธอบวช เธอตอบวาถาบวชไดกจ็ ะบวช พระมารดาทรงทราบก็ดีใจ อนญุ าตให พระเถระบวชกุมารไดต ามประสงค พระเถระจงึ นำกุมารไปบวชเปนสามเณร ต้ังแตก ุมารบวชแลว ลาภ สกั การะไดเ กดิ แกภ กิ ษทุ ั้งหลายมากมาย ๔. การบรรลธุ รรม พระสวี ลีไดฟ งตจปญ จกกรรมฐานจากพระสารีบุตรเถระ แลวบรรลุพระอรหัตผลในเวลาปลงผม ทา นกลา ววา จดมดี โกนครั้งแรกบรรลุโสดาปตติผล ครั้งท่ี ๒ บรรลสุ กิทาคามผิ ล คร้ังที่ ๓ บรรลุ อนาคามผิ ล พอปลงผมเสรจ็ บรรลพุ ระอรหัตผล ๕. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระสวี ลนี ้นั เปนพระทม่ี นุษยแ ละเทวดาเคารพนับถือบชู ามาก จึงเปนพระท่ีมลี าภมาก แตมักจะ ถกู มองวา เปนเร่ืองของบุญเกา แตถ ึงอยา งไรกต็ ามเหตกุ ารณอ ยา งน้ีกต็ อ งถือวาทานมสี วนสำคญั ในการ ประกาศพระศาสนา เพราะทำใหคนทย่ี งั ไมศ รัทธาในพระพุทธศาสนาเกดิ ศรัทธา เพราะยากจะหาพระที่มี บญุ ญาธกิ ารเหมือนทา น ๖. เอตทัคคะ เพราะเหตทุ ท่ี านเปน ผมู ีลาภมาก ไมวาจะอยูที่ไหน หรือจะไปทไ่ี หนชวยใหภิกษทุ งั้ หลาย ไมขดั สนปจ จัยลาภไปดว ย พระศาสดาจึงทรงต้ังทา นไวใ นเอตทัคคะวา เปนผเู ลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูม ลี าภมาก ๗. ปรินิพพาน พระสวี ลีเถระไดบรรลปุ ระโยชนสูงสุดของตนแลว ไดบำเพญ็ ประโยชนเพอ่ื มหาชน จนถึงวาระ สุดทายของชวี ิต จึงไดปรินพิ พานดบั สงั ขารสูบรมสุขอยา งถาวร ************************************** ๓๘. ประวตั ิ พระวักกลเิ ถระ ๑. สถานะเดมิ พระวกั กลเิ ถระ นามเดิม วกั กลิ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปน พราหมณช าวสาวตั ถี ๒. ชวี ิตกอนบวช เม่ือเตบิ โตเขาไดศึกษาลัทธิพราหมณ เรยี นจบเวท ๓ แตไมไดต้ังตัวเปน คณาจารยส ัง่ สอนใคร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 82

83 ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา วันหนง่ึ เขาเห็นพระศาสดาแวดลอมไปดว ยภิกษุสงฆ เสด็จดำเนินไป ในพระนคร สาวัตถี ไม อิ่มดวยการดพู ระรปู สมบตั ิ จึงติดตามพระองคไ ปทุกหนทกุ แหง ในที่สดุ ตดั สนิ ใจวาตองบวชจึงจะไดเ ห็น พระศาสดาตลอดเวลา เขาจึงขอบวช แลวไดบวชในสำนักพระศาสดา ๔. การบรรลุธรรม ตั้งแตบ วชแลว พระวักกลติ ิดตามดูพระศาสดาตลอดเวลา เวน เวลาฉันอาหารเทานน้ั พระ ศาสดาทรงรอคอยความแกก ลาแหงญาณของเธอ จงึ ไมต รัสอะไร ครน้ั ทราบวา ญาณของเธอแกก ลาแลว จงึ ไดต รัสแกเธอวา วักกลิ จะมปี ระโยชนอะไรกับการดรู างกายท่เี ปอ ยเนา ผูใดเห็นธรรมผูนัน้ ยอ มเห็นเรา ผูใดเห็นเราผูนั้นยอ มเหน็ ธรรม ดกู อนวกั กลบิ คุ คลผูเหน็ ธรรมช่อื วาเหน็ เรา บคุ คลผเู ห็นเราชือ่ วา ยอมเหน็ ธรรม แมพระศาสดาตรสั อยางนี้ ทานกย็ งั ไมเ ลิกดูพระศาสดา ทรงพระดำรวิ า ภิกษนุ ถี้ าไมไดความ สังเวชคงไมบ รรลุธรรม จงึ ทรงขบั ไลวา วกั กลิเธอจงหลกี ไป ทา นเสยี ใจมากขนึ้ ไปบนภูเขาจะฆาตวั ตาย พระองคทรงเปลงพระรศั มีไปโปรด ตรัสเรียกเธอวา วักกลิ เธอรูสึกปล้มื ใจมาก นึกถึงพระดำรัสของพระ ศาสดา ขม ปต ิไดแลว บรรลุพระอรหตั ผล ๕. เอตทัคคะ เพราะพระวกั กลเิ ถระบรรลุพระอรหัตผลดวยศรทั ธาในพระศาสดา ฉะน้ันจึงทรงยกยองทา นวา เปนเลิศแหงภิกษผุ เู ปนสัทธาวิมุตติ ( พนจากกิเลสเพราะสทั ธา ) ๖. ปรนิ พิ พาน พระวกั กลิเถระ ครน้ั ดำรงอยตู ามสมควรแกเวลาของทา น กไ็ ดป รนิ พิ พานจากไป เหลอื ไวแต ปฏิปทาที่ควรคา แกก ารศึกษาของปจฉิมชนตาชนผูส นใจพระพุทธศาสนาตอ ไป ๓๙. ประวตั ิ พระพาหยิ ทารจุ รี ิยเถระ ๑. สถานะเดิม พระพาหยิ ทารจุ ีรยิ เถระ นามเดมิ พาหยิ ะ ภายหลงั เขานงุ เปลอื กไม จึงไดช่อื วา พาหิยทารุจรี ิ ยะ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปน ชาวพาหิยรฐั วรรณะแพศย ๒. ชวี ิตกอนบวช เม่ือเตบิ โต เขามีอาชีพคา ขาย วนั หนงึ่ นำสินคา ลงเรอื ไปขายยงั จังหวัดสุวรรณภูมิ เรืออับปาง คนในเรือเสียชีวติ ทั้งหมด เหลอื แตเขาคนเดียว เกาะไมก ระดานแผนหนึ่งไวได ลอยคอไปข้นึ ทท่ี าเรอื ชอ่ื สุ ปารกะ ผานุงผาหมถูกคลืน่ ซดั หลุดหายไปหมด จึงเอาใบไมบา ง เปลอื กไมบ า ง ถกั พอปด รางกาย ถอื ภาชนะกระเบ้อื งดินเผาเทย่ี วขอทานเล้ียงชีพ คนทัง้ หลายเหน็ เขาแตงตวั แปลก ๆ คิดวาเปนพระอรหนั ต จึงนำอาหารไปใหมากมาย บางคนนำเอาผา ไปให แตเขาไมยอมนงุ ผา คงนงุ ผาเปลือกไมต อ ไป และสำคญั ผิดคดิ วาเปนพระอรหนั ต ๓. มลู เหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา ครั้งนัน้ เทวดาตนหนึ่ง ผูเคยบำเพญ็ สมณธรรมรว มกนั มาในชาตกิ อ น พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 83

84 แลวไดไ ปเกดิ เปน พรหมช้ันสุทธาวาส ไดลงมาใหส ติแกเขาวา พาหิยะ ทา นไมใ ชพระอรหันตด อก แมแต ขอ ปฏิบตั ทิ ีจ่ ะทำใหบ รรลุพระอรหตั ผลทา นก็ยังไมรูเลย ผูเปน พระอรหันตแ ละรขู อ ปฏิบตั ทิ ่จี ะทำใหบ รรลุ พระอรหตั ผล อยูทพ่ี ระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถเี ขาสลดใจ ไดไปเฝาพระศาสดาตามคำของเทวดา พบ พระศาสดากำลังทรงดำเนินบิณฑบาตอยู รบี รอนวิงวอนจะฟง พระธรรมเทศนาใหได พระศาสดาทรง ปฏเิ สธถงึ ๓ คร้ัง ครัน้ ทรงทราบวา ญาณของเขาแกก ลาแลว และปติของเขาสงบลงแลวจึงไดต รัสวา พาหยิ ะ ขอใหเ ธอศกึ ษาดังน้ี เมอ่ื เหน็ ขอใหเปน เพียงการเหน็ ( ทฏิ เฐ ทิฏฐมตต ํ ภวิสสติ ) ในเวลาจบเทศนา เขายืนอยูก ลางถนนนนั่ เอง สง ญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ไดบรรลุ พระอรหัตพรอ มกบั ปฏสิ ัมภทิ า ไดท ลู ขอบรรพชากบั พระศาสดา แตม บี าตรและจวี รยังไมครบ จึงไปหา บาตรและจวี ร กำลงั ดึงทอ นผา เกาจากกองขยะ อมนุ ษยคเู วรกนั เขา สิงในรางแหงแมโคตัวหนึ่ง ทำรายทาน จนถงึ ส้นิ ชวี ิต จึงไมทันไดบ วช ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระพาหิยะรจุ ีรยิ เถระแมท านจะยงั ไมไดบวชตามพธิ อี ุปสมบทกรรมตามพระวินยั แตท า นก็ได บรรลุพระอรหัตผล จดั เปนพระสงฆใ นพระพุทธศาสนาได และมปี ระวัตอิ ยใู นจำนวนพระอสีติมหาสาวก พระศาสดาเสดจ็ ออกจากเมืองสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นศพของพระพาหยิ ะลมอยใู นกองขยะ จึงรับสง่ั ให ภกิ ษุท้ังหลายนำไปทำการฌาปนกิจ แลวใหสรา งเจดยี บ รรจอุ ัฐิธาตุของทา นไวท ่ีทางสแี่ พรง ภิกษทุ งั้ หลาย สงสัยวา ทานบรรลมุ รรคอะไรเปนสามเณรหรือเปนภกิ ษุ พระศาสดาตรัสวา พาหิยะปรินิพพานแลวทกุ สิง่ ทุกอยางจึงจบลงดว ยดี ประวัติพระพาหยิ ะทารจุ รี ิยเถระจงึ เปน การประกาศหลกั การทางพระพุทธศาสนาวา เมอื่ ปฏบิ ตั จิ นไดบรรลพุ ระอรหัตผลแลว จะบวชตามพระวินยั หรือ ไมกต็ าม กจ็ ัดเปนพระสงฆไดทงั้ นน้ั คอื เปน อรยิ สงฆ ๕. เอตทัคคะ เพราะพระพาหยิ ทารุจรี ยิ เถระ ไดบรรลุธรรมเรว็ พลัน เพยี งฟงพระพทุ ธพจนวา ทฏิ เ ฐ ทฏิ ฐ มต ตํ ภวสิ สติ ( เมือ่ เหน็ ขอใหเ ปนเพียงการเห็น ) พระศาสดาจงึ ทรงต้ังทานไวใ นเอตทัคคะวา เปน ผูเ ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผูรูเ รว็ พลัน ๖. บุญญาธิการ แมพระพาหิยทารจุ ีรยิ เถระนี้ ก็ไดบ ำเพ็ญบารมอี ันเปน อปุ นิสัยแหงพระนพิ พานมานาน ใน กาลเวลาแหง พระปทุมุตตรศาสดา ไดเห็นพระพทุ ธองคท รงตงั้ ภิกษุรูปหนง่ึ ไวใ นตำแหนง ทเ่ี ลศิ กวาภกิ ษุ ทัง้ หลายผูรูเร็วพลัน จงึ ไดบ ำเพญ็ กุศลแลวปรารถนาตำแหนง นน้ั อนั พระศาสดาทรงพยากรณว า จะไดสม ประสงคในสมัยแหงพระพทุ ธองคท รงพระนามวา โคดม และก็ไดส มตามความปรารถนา ดงั พทุ ธวาจาทุก ประการ ๗. ธรรมวาทะ ผูทอ งเท่ียวไปในสงสาร ไมเคยไดอ าหาร คือ คำขาว เลยหรอื ? ขาพระองคไ มรูอนั ตรายแหง ชวี ิตของพระผมู ีพระภาคเจา หรอื ของขา พระองค ขอพระผมู พี ระภาคเจาจงทรงแสดงธรรมแกขา พระองค เถิด พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 84

๘. ปรินพิ พาน 85 พระพาหยิ ทารุจีรยิ เถระ ไดถูกอมนุษยผูม ีเวรตอกนั เขา สิงในรา งแมโคชนในขณะกำลงั เกบ็ ผา บงั สุกลุ ในกองขยะแลวปรินพิ พาน ************************** ๔๐. ประวตั ิ พระพากุลเถระ ๑. สถานะเดิม พระพากุลเถระ นามเดมิ พากลุ แปลวา คนสองตระกลู บิดาและมารดาไมปรากฏนาม เปนเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพี ๒. ชวี ิตกอนบวช เมอ่ื พระพากุละเกิดได ๕ วัน มกี ารทำมงคล โกนผมไฟและตัง้ ช่ือ พ่ีเลยี้ งไดพ าไปอาบนำ้ ท่ที า น้ำแมน้ำคงคา ปลาไดกินทารกนั้น แลวแหวกวายไปตามแมน้ำ แตเ ดก็ น้นั เปน ผมู บี ญุ ทางศาสนาเรียก ปจ ฉมิ ภวิกสตั ว แปลวา ผูเกดิ ในภพสุดทาย ถา ยังไมบ รรลุพระอรหัตทำอยา งไรกไ็ มตาย ปลานัน้ วายไปตามแมนำ้ ไปตดิ ขายชาวประมงในพระนครพาราณสี ชาวประมงนั้นจึงนำเอา ปลาน้นั ไปขาย ในทสี่ ดุ เศรษฐีชาวเมอื งพาราณสคี นหนงึ่ ไดซ้อื เอาไว เม่ือแหวะทอ งปลากพ็ บทารกนา รัก เพศชายนอนอยู เพราะเศรษฐนี ั้นไมม ีบตุ รและธดิ า จึงรสู ึกรักเด็กนน้ั มาก ไดเลี้ยงดไู วอยา งดี คร้ันตอมา เศรษฐีผเู ปนบิดาและมารดาเดมิ ไดทราบเรอ่ื งนน้ั จึงไปยงั บา นของเศรษฐีชาวพาราณ สี พบเด็กจำไดว าเปน ลูกของตน จึงไดขอคนื แตเศรษฐชี าวพาราณสไี มย อม เมอื่ ตกลงกันไมไดจ งึ ถวาย ฎีกาตอพระเจาพาราณสี พระองคจ ึงทรงวินจิ ฉัยใหต ระกลู ทง้ั สองผลดั เปล่ยี นกนั เลีย้ งเดก็ น้นั คนละ ๔ เดือน เด็กนนั้ คอ ย ๆ เติบโตขนึ้ โดยลำดับ ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา เม่ือพระศาสดา เสดจ็ ไปประกาศพระพทุ ธศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลเศรษฐีพรอมดวย บรวิ ารไดพากันไปเฝา แลว ไดฟงพระธรรมเทศนาเกดิ ศรทั ธาเลอ่ื มใส จึงไดทลู ขอบรรพชาอุปสมบท พระ ศาสดาทรงประทานใหต ามประสงค ๔. การบรรลุธรรม พระพากุละ ครน้ั บวชในพระพุทธศาสนาแลว ตงั้ ใจรับฟงพระโอวาทจากพระศาสดา ไม ประมาท พากเพียรภาวนา เจรญิ วิปสสนากรรมฐานเพียง ๗ วัน ก็ไดบรรลพุ ระอรหัตผล เปนพระ ขีณาสพอยูจ บพรหมจรรย ๕. งานประกาศพระศาสนา พระพากลุ เถระ ครนั้ บรรลพุ ระอรหัตผลจบกิจสวนตวั ของทานแลว กไ็ ดชว ยพระศาสดา ประกาศพระพุทธศาสนา ในฐานะเปน พระเถระผูใหญ ทา นเปน ผูท่ีมีอายยุ นื ทสี่ ุด บวชเมื่ออายุ ๘๐ ป เปนพระอีก ๘๐ พรรษา ตามนี้ทานจึงตองมอี ายุ ๑๖๐ ป ตำนานกลาววา ทา นไมมีโรคภยั เบยี ดเบียน ไมต อ งฉนั ยารักษาโรคเลย ท่เี ปน เชนนี้เพราะทา นไดสรา งเวจ็ จกุฎีถวายสงฆ และไดบริจาคยาใหเปนทาน ทา นเปนพระรูปหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ รูป ที่เขารวมสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครัง้ แรก พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 85

86 ๖. เอตทัคคะ เพราะพระพากลุ เถระ เปนผทู มี่ โี รคนอย และมอี ายุยนื ดงั กลา วมา พระศาสดาจงึ ทรงตง้ั ทา นไว ในเอตทัคคะวา เปนผูเ ลิศกวา ภิกษุท้ังหลายผูมีโรคาพาธนอ ย ๗. บญุ ญาธิการ แมพระพากุลเถระนี้ ก็ไดสรางสมบุญญาธิการอันเปน อุปนสิ ัยแหงพระนพิ พานมานาน ในกาล แหง พระปทุมตุ ตรพทุ ธเจา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษรุ ูปหนึ่งในเอตทคั คะวา เปน ผเู ลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผู มโี รคาพาธนอย อยากไดตำแหนงเชนนน้ั บาง จึงไดสรางบุญกุศลอันจะอำนวยผลใหเ ปน เชน น้นั แลวตง้ั ความปรารถนา พระศาสดาทรงพยากรณว า จะสำเร็จสมปณธิ านในพุทธกาลแหง พระสมณโคดม และก็ได สมจริงทกุ ประการ ๘. ธรรมวาทะ ผผู ลัดวนั ประกันพรุง ยอ มทำลายเหตุแหง ความสุข และยอ มเดือดรอนในภายหลัง บุคคลพูด อยา งไรพึงทำอยางนน้ั อยาเปนคนพดู อยางทำอยาง เพราะบคุ คลผูพดู อยางทำอยา ง ผูรูย อ มดหู ม่ินได พระนพิ พานอนั พระสัมมาสมั พุทธเจาทรงแสดงไว ไมม ีความโศก ไมม ธี ุลี คอื กเิ ลส เกษม ( ไมถ กู กเิ ลสรบกวน ) ดับความทุกขท งั้ สิ้น เปน สขุ ทแ่ี ทจ ริง ๙. ปรินพิ พาน พระพากลุ เถระ ครน้ั ไดส ำเร็จอรหตั ผลแลว ไดป ฏิบัติตนใหเปนประโยชน แกพ ระศาสนาและ ชาวโลกจนถึงอายขุ ัยของทา นแลว ไดปรินพิ พานจากไป ตามตำนานกลาววากอ นปรนิ ิพพานไดเขาเตโช สมาบัติ น่งั ปรินิพพานในทา มกลางภิกษุสงฆ เม่ือปรนิ พิ พานแลวไฟไดไหมสรีระรา งของทา นหมดไป ณ ท่ี น่ันเอง **************************** พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 86

87 อโุ บสถศลี หลกั สูตรวชิ าวนิ ัย ธรรมศกึ ษาชนั้ โท ********************** ศลี ศีล เปนเคร่ืองควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ใหอยูในสภาพท่ีเรียบรอยดีงาม พน จากความเบียดเบียนและเปนเคร่ืองรองรับกุศลธรรมช้นั สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึง มรรค ผลนิพพาน อันเปน เปาหมายสงู สุดในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชน กอนจะบำเพ็ญกศุ ลอยางอื่น จึงตองสมาทานศีลกอน และกอนแตจะสมาทานศีล จะเปนศีล ๕ ศลี ๘ อุโบสถศีล หรือ ศีล ๑๐ ก็ตาม ลวนตอ งเปลง วาจาถึงพระรตั นตรยั วาเปน สรณะ กอนทง้ั สนิ้ ดังนัน้ กอ นท่จี ะอธิบายอโุ บสถศีล จงึ ขออธิบายพระรัตนตรัยโดยยอ พอใหผ ูศกึ ษาทราบความ เปน มา ความหมาย และวธิ ปี ฏิบตั ิที่ถกู ตอง เพอ่ื ปองกนั บาปอกุศลที่จะเกดิ ขึ้นจากการปฏิบัติผดิ และเพ่อื เปน บุญกศุ ลทจ่ี ะเกดิ ข้นึ จากการปฏบิ ตั ิชอบตอ พระรัตนตรัย ---------------------------------- พระรัตนตรัย พระรตั นตรัย คือพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ มคี วามสำคญั ทส่ี ุดสำหรบั พุทธศาสนิกชน เพราะเปน เสมือนประตูทจ่ี ะเขามาสพู ระพทุ ธศาสนา ผทู ่ีเขามาสพู ระพทุ ธศาสนาจะเปน มนุษยหรือเทวดา จะเขามาในฐานะเปน ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสกหรอื อุบาสกิ ากต็ าม ลวนแตตองเขามาทาง พระรตั นตรัยทั้งสิน้ ดวยความเคารพนับถอื บูชา และศรทั ธาในพระพุทธเจา พระธรรม หรือพระสงฆ จึงไดเขามาและการจะไดเ ปน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสกิ า กล็ วนแตต องเปลงวาจาวา พุทธํ สรณํ คจฉ ามิ ธมม ํ สรณํ คจฉ ามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ทงั้ สน้ิ เพราะฉะนัน้ พระรัตนตรัยจึงเปน เร่อื งทพี่ ทุ ธศาสนิกชนควรศึกษา เพือ่ ความเขาใจและปฏิบตั ิได ถูกตอ ง ตามหวั ขอดังตอ ไปน้ี ๑. ใครเปน ผูก ลาวเปนครั้งแรก ถามวา คำวา พุทธํ สรณํ คจฉ ามิ ธมมํ สรณํ คจฉ ามิ สงฆสํ รณํ คจฉ ามิ ฯเปฯ ใคร เปนผูกลา วเปน คร้ังแรก ? ตอบวา พระผมู ีพระภาคเจาตรสั เปนคร้ังแรก ทปี่ าอิสปิ ตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี ใน โอกาสทท่ี รงสงพระอรหันต ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนา เพือ่ เปนการใหบ รรพชาอปุ สมบทแกผูท ี่ ศรทั ธาปรารถนาใครจ ะบวชในพระพทุ ธศาสนา ดงั พระพทุ ธดำรัสวา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 87

88 ผูมงุ บรรพชาอปุ สมบทอันภกิ ษุพึงใหป ลงผมและหนวดกอน แลวใหนุงหมผากาสายะ ใหก ราบ เทาภกิ ษุทั้งหลาย แลวพึงสอนใหว า ตามวา พทุ ธํ สรณํ คจฉามิ ธมม ํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ทุตยิ มฺป พุทธํ สรณํ คจฉามิ ธมม ํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ตติยมฺป พทุ ธ ํ สรณํ คจฉามิ ธมมํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ๒. ความหมายของคำวา พทุ ธะ ธรรมะ และสังฆะ คำวา พทุ ธะ โดยอรรถะ คือความหมาย ไดแ กบ ุคคลพิเศษทีม่ ีขันธสนั ดานอันอบรมดว ยบารมี ธรรมมายาวนาน อยางตำ่ ทสี่ ุด ๔ อสงไขย กบั อีก ๑ แสนกัป จนไดบ รรลุอนตุ ตรวโิ มกข อนั เปนเหตใุ ห เกดิ อนาวรณญาณ (ความรูอ ะไรไดต ลอด) หรอื ไดรยู ิ่งซ่งึ สจั จะทัง้ หลาย อนั เปน ปทัฏฐานแหงสัพพญั ุต ญาณ สว นโดยพยญั ชนะ คำวา พุทธะ แปลไดมากมายหลายนัย แตท ่ที ราบกนั โดยมาก แปลวา ผูร ู และทรงสอนใหผ อู ่ืนรู ผูต่ืน และทรงปลุกใหผ ูอืน่ ตืน่ จากความหลบั ดวยอำนาจของกิเลส ผเู บกิ บาน คือเปน ผรู ูแลวสามารถกำจัดกิเลสใหสนิ้ ไปจากขันธสนั ดานไปดวย มิใชร ูอ ยางเดียว คำวา ธัมมะ ( ธรรม ) แปลวา สภาพท่ที รงไว โดยความหมายสงู สุด ไดแก มรรค หรอื วิราค ธรรม ( นิพพาน ) เพราะมรรค หรือวิราคธรรม ทรงไวซ ง่ึ ผูท เี่ จรญิ มรรค และผทู ำใหแจง (บรรล)ุ พระ นิพพานไมใหต กไปในอบายท้ังหลาย (สัตวดิรัจฉาน เปรต สัตวน รกอสรุ กาย) และทำใหโปรง ใจอยางยิ่ง สว นความหมายโดยออม แมปริยตั ธิ รรม คือการศึกษาพระพุทธพจน และปฏิบตั ธิ รรม คือการ ฝก หดั กาย วาจา ใจ ไปตามศลี สมาธิ และปญ ญา ก็จัดเปน ธมั มะ ( ธรรม ) ได เพราะเปนปฏปิ ทา เบอื้ งตนอันจะนำไปสูการบรรลมุ รรค และทำใหแ จง พระนพิ พาน ดังกลาวแลว คำวา สังฆะ แปลวา กลุมบคุ คลผรู วมตัวกนั คำน้เี ปนชอ่ื ของกลมุ บคุ คลกลุม หนง่ึ ผรู วมตัวกนั ดว ยคณุ เครอื่ งรวมตวั คอื ทิฏฐิ และศลี สมดังท่ีพระผมู ีพระภาคเจา ไดตรสั ไวว า ดูกอ นอานนท เธอจะสำคัญความขอ น้นั เปน ไฉน ธรรมเหลาใดที่เราแสดงแลวเพ่ือความรยู ่ิง สำหรับเธอท้งั หลาย คือ สตปิ ฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธบิ าท ๔ อนิ ทรยี  ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ อริยมรรคมีองค ๘ ดูกอนอานนท เธอจะไมเ หน็ ภิกษแุ มสองรูป มีวาทะตางกันในธรรมเหลา นีเ้ ลย ๓ . ความหมายของสรณะ สรณะ มีความหมายวา กำจัด บีบ ทำลาย นำออก และดับซึง่ ภยั ความหวาดสะดงุ ความทกุ ข ทคุ ติ และความเศราหมอง (กเิ ลส) อธิบายวา เม่อื บคุ คลเขาถึงพระพทุ ธเจา พระธรรม พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 88

89 และพระสงฆ โดยการปฏิบัตติ ามพระธรรม จนสามารถทำลายกเิ ลส มคี วามรกั โลภ โกรธ หลง เปนตน ได ภัยเปน ตนเหลานน้ั กจ็ ะถกู กำจดั หรอื ถกู ทำลายหมดสน้ิ ไป พระพทุ ธเจา ชอ่ื วา สรณะ เพราะเปน ผูก ำจดั ภัยของสตั วทง้ั หลาย ดว ยการนำออกจากส่งิ ท่ี ไมเปน ประโยชน แลวไดบรรลซุ ึ่งสง่ิ อันเปนประโยชน พระธรรม ช่อื วา สรณะ เพราะทรงไวซ ่งึ ผูป ฏิบัติตามไมใ หต กไปในอบาย คอื ไมใหก ลาย สภาพเปน สตั วดริ ัจฉาน เปรต สัตวน รก และอสรุ กาย และชวยใหผูป ฏิบัตติ ามไดร บั ความปลอดโปรง ใจ พระสงฆ ชอื่ วา สรณะ เพราะเปน เน้ือนาบุญของโลก หมายความวา พระสงฆ ผปู ระพฤติดี ปฏบิ ตั ิชอบ ท่ีเรียกวา อริยสงฆ ใครไดถวายจตปุ จจยั แกท า น การถวายนนั้ ยอ มมีผลมาก มีอานสิ งสมาก เกดิ ความรุงเรอื งแผไพศาล เพราะเปน การสนบั สนนุ คนดใี หม ีกำลงั ทำงานแกสังคม ๔. ความหมายของคำวา สรณะคมน ดวงใจท่มี ีความเลือ่ มใส และมีความเคารพในพระรตั นตรัยนน้ั วา พระรตั นตรัยเปนของเรา พระรตั นตรัยเปนผนู ำทางชีวิตของเรา ซง่ึ สามารถนำไปสูการทำลายกิเลสไดชือ่ วา สรณคมน (การถึงพระ รัตนตรัยวา เปนสรณะ) ๕. วิธีถึงพระรัตนตรัยวา เปนสรณะ วิธีถงึ พระรัตนตรยั วาเปน สรณะนัน้ มหี ลายอยาง ในทนี่ ีจ้ ะกลาวเฉพาะที่ปรากฏ โดยมาก ๕ วิธี คอื ๕.๑ วิธีสมาทาน ตัวอยา งเชน พาณิชสองพ่นี อง ผมู นี ามวา ตปุสสะ และภัลลกิ ะ ไดเ ปลง วาจาถึงพระผมู พี ระภาคเจา และพระธรรมเปน สรณะวา เอเต มยํ ภนเ ต ภควนต ํ สรณํ คจฉ าม, ธม มญจ, อุปาสเก โน ภควา ธาเรตุ อชชตคเ ค ปาณเุ ปเต สรณํ คเต แปลวา ขาแตพ ระองคผ เู จรญิ ขาพระองคทั้งสองนี้ ขอถึงพระผมู ีพระภาคเจา และพระธรรมวา เปนสรณะ ขอพระผูม ีพระภาคเจา จง ทรงจำขาพระองคท้ังสอง วา เปน อบุ าสกผูถ งึ สรณะดว ยชวี ติ ต้ังแตบดั นีเ้ ปนตน ไป ๕.๒ วธิ ีมอบตนเปนสาวก เชน พระมหากัสสปเถระ คร้ังยังเปนปปผลมิ าณพออกบวชอุทศิ พระอรหันตทงั้ หลายท่มี ีอยูในโลก ไดไ ปพบพระสัมมาสัมพุทธเจา ประทับนัง่ สมาธอิ ยูท ่ีโคนตน พหุปตุ ตนิโครธ ( อรรถกถาวา ตนสีขาว ใบสีเขียว ผลสแี ดง) ในระหวางทางเมอื งราชคฤหไ ปนาลันทา เขาใจวา เปน พระอรหนั ต จึงนอ มกายเขา ไปเฝาดวยความเคารพอยา งย่งิ แลว เปลงวาจามอบตนเปนสาวกวา สตถา เม ภนเต ภควา, สาวโกหมสมิ แปลวา ขา แตพระองคผูเ จริญ พระผมู ีพระภาคเจา เปน ศาสดาของ ขา พระองค ขาพระองคเ ปนสาวก ๕.๓ วิธีทมุ เทความเลอ่ื มใสในพระศาสดาหรอื ยอมนอบนอ ม เชน พรหมายุพราหมณ เปนตน ในพรหมายุสตู ร มชั ฌิมนกิ าย กลา ววา พรหมายุพราหมณ เปน พราหมณผ ใู หญ เชีย่ วชาญไตรเวท รูจกั ศาสตรว าดว ยคดโี ลก และมหาปุริสลกั ษณะไดย นิ กิตติศพั ทว า พระพทุ ธเจาทรงมีมหาปรุ ิสลกั ษณะครบ ๓๒ ประการ จึงสงอุตตรมาณพผูเ ปนศษิ ยเอกไปพิสูจนค วามจริง อุตตรมาณพรบั คำของอาจารยไปเฝา พระพทุ ธเจา ไดเห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๐ ประการหมดแลว ยังเหลืออกี ๒ ประการ ท่ยี งั ไมเหน็ ครน้ั เขา เหน็ มหาปุริสลักษณะครบทั้ง ๓๒ ประการและความเปนไปแหงอิริยาบถทัง้ ปวงของพระพทุ ธเจาแลว จึง กลบั ไปกราบเรียนใหอ าจารยท ราบ คร้ันอตุ ตรมาณพพรรณามหาปรุ ิสลักษณะของพระสมั มาสมั พุทธเจาจบ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 89

90 ลง พรหมายุพราหมณกไ็ ดล กุ ขึ้นยืนหมผา เฉวยี งบา ผนิ หนา ไปทางทศิ ท่พี ระพทุ ธเจาประทับอยู ประณมมือ เปลง วาจาวา นโม ตสส ภควโต อรหโต สมมาสมพ ทุ ธสส ๓ ครั้ง แปลวา ขาพเจาขอนอบนอมแดพ ระผมู ีพระภาค อรหันตสมั มาสมั พุทธเจาพระองคนั้น ๕.๔ วธิ ีมอบตน เชนพระโยคผี ูมศี รทั ธา ขวนขวายในการเจรญิ กรรมฐาน กอ นแตจ ะสมาทานกรรมฐาน ตอ ง กลาวคำมอบตนตอพระผมู ีพระภาคเจาวา อิมาหํ ภนเต ภควา อตตภาวํ ตมุ หากํ ปริจจ ชามิ แปลวา ขา แตพ ระผมู ีพระภาคเจาผูเจริญ ขา พระองค ขอสละอตั ตภาพรางกายน้ีแกพระพุทธองค ๕.๕ วธิ ีปฏิบัตหิ นาท่ีของพุทธบริษทั คือการกำจดั กเิ ลสทั้งหลาย ทำตนใหบรรลธุ รรมเปนพระ โสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต เหมือนพระอรยิ สาวกบางทานไดฟงธรรมเทศนา ของพระศาสดาแลวไดด วงตาเห็นธรรม เปน ตน วิธนี ี้จดั วา เปน วธิ ีถงึ สรณคมนข ้นั สูงสดุ และมีความม่ันคงทีส่ ุด เปน โลกุตตรสรณคมน ๖. การขาดสรณคมน บุคคลผูถึงสรณคมน มี ๒ ประเภท คอื ปถุ ุชนกับพระอรยิ บคุ คล การขาดสรณคมนยอมมใี น ปุถุชนเทา นั้น สว นพระอริยบุคคลจะไมย อมขาดสรณคมนเด็ดขาดดังสปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิ เปนตน พระอรรถกถาจารยเลาไวใ นอรรถกถาธรรมบทวา วนั หนึ่งพระพุทธเจา ทรงแสดงธรรมแกบ ริษัท ท่ีวหิ ารเวฬุวนั สปุ ปพุทธกฏุ ฐซิ ่งึ เปน โรคเรื้อน ยากจนเขญ็ ใจ ไดไปฟง ธรรมอยขู างทา ยบริษัทเขาไดบรรลุ โสดาบัน ประสงคจะกราบทลู การบรรลุธรรมใหพ ระพุทธเจา ทรงทราบ แตไมมโี อกาสเพราะบรษิ ัท หนาแนน จงึ กลับไปทอ่ี ยูของตน ครนั้ บรษิ ทั กลบั ไปหมดแลว เขาจึงมาเฝาพระพุทธเจา ทาวสกั กะ เทวราชทราบเชน นน้ั จึงไดเ สดจ็ ลงมาตรัสกบั เขาวา สุปปพทุ ธะ ทา นเปนคนขดั สน ทา นจงกลาวคำวา พระพุทธเจา ไมใ ชพระพทุ ธเจาแทจริง พระธรรมไมใ ชพระธรรมแทจ รงิ พระสงฆไมใชพ ระสงฆแทจ ริง พอกันทีพระพทุ ธเจา พระธรรมและพระสงฆ (เลิกนบั ถือ) เราจะใหทรพั ยแกท านมากมายนบั ประมาณ ไมไ ด สุปปพทุ ธะ ถามวา ทา นเปนใคร ทาวสกั กะตอบวา เราเปน ทาวสกั กะจอมเทพ สุปปพทุ ธะกลา ววา ทา นทาวสกั กะผไู มม ีหิริ ทานพูดวา ขาพเจาเปนคนขดั สนจนยาก แต ขา พเจาไมไดขดั สนจนธรรม ไมไดจ นความสุขเลย ทานไมสมควรจะพดู เชนน้กี ับขาพเจา คนมีอริยทรัพย สามารถมีความสขุ ไดใ นสภาพทค่ี นอนื่ เขารสู ึกเปนทกุ ข ทาวสกั กะเมือ่ ไมอ าจจะใหสปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิพดู อยาง นนั้ ได จึงเสดจ็ จากเขาไปเฝา องคสมเดจ็ สัมมาสัมพุทธเจา กราบทูลถอ ยคำทโ่ี ตตอบกันใหท รงทราบ พระพทุ ธเจา ไดตรัสวา ทา วสกั กะเชน พระองคจ ำนวนรอ ยจำนวนพันก็ไมส ามารถจะใหส ุปปพุทธกฏุ ฐิ พูดคำ วา พระพทุ ธเจาไมใ ชพระพุทธเจา พระธรรมไมใ ชพระธรรม พระสงฆไ มใ ชพ ระสงฆ (แทจ ริง) เรอื่ งนี้ แสดงใหเ ห็นทัศนะทางพุทธศาสนาวา คนผูบ รรลสุ ัจจะแลว จะไมยอมประพฤติกายทุจรติ วจที ุจรติ และ มโนทุจริต เพราะเหตุแหงทรพั ย อวยั วะและแมแตช วี ติ อยางแนนอน เพราะฉะนน้ั การขาดสรณคมนจงึ มีไดเฉพาะผูเปน ปถุ ชุ นเทา นน้ั การขาดสรณคมนมเี พราะเหตุ ๓ อยาง คือ ๑. เพราะความตาย ๒. เพราะทำรายพระศาสดา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 90

91 ๓. เพราะไปนับถอื ศาสดาอน่ื การขาดสรณคมนเ พราะความตาย เปน การขาดทไ่ี มม โี ทษ คือไมทำใหไ ปสทู ุคติภมู ิ การขาด เพราะทำรายพระศาสดาเหมอื นพระเทวทตั เปน ตน ท่คี ิดทำรา ยพระศาสดาดวยการส่ังนายขมงั ธนไู ปลอบ ปลงพระชนม กล้ิงศิลาใหท บั ใหปลอยชา งนาฬาคีรีไปทำราย และทำสังฆเภทแยกพระสงฆไปจากพระองค จดั เปนการขาดสรณคมนท ม่ี โี ทษเพราะทำใหพระเทวทัตหลังจากมรณภาพแลวไปตกนรกอเวจี สว นการขาดสรณคมน เพราะไปนับถือศาสดาอ่นื นัน้ มีมากท้งั ในสมัยพุทธกาลและในปจ จบุ ันนี้ แมจ ะไมทราบวาผปู ระพฤติอยา งนน้ั ตายแลวไมตกนรกเหมือนพระเทวทัตก็ตาม แตก แ็ สดงถึงความไม นา เช่อื ถือของคนเหลา นัน้ ทพี่ รอ มจะทรยศกบั ใครก็ไดเ มอื่ เขาไดผลประโยชนท ่ีมากกวา ไดท ราบวา ผทู ่ี อาศยั ผาเหลืองบวชเรียนในพระพทุ ธศาสนาจนจบเปรียญธรรมสูงสดุ จบปรญิ ญาจากมหาวิทยาลยั สงฆ หรอื บวชจนไดเปน เจาคณะตำบล อำเภอแลว ไดถ ูกศาสนาอืน่ ซ้อื ไปหวนกลับมาทำลายพระพทุ ธศาสนาก็มี ไมใ ชนอ ย คนพวกน้ีจรงิ ๆ แลว เปน คนไมมีศาสนาบวชเปนพระมกั จะไมเ ชื่อเรื่องบาปบุญ จะไมยอมทำ กิจวตั ร เชนไหวพระสวดมนตจึงไมรูจกั คำวา นริ ามิสสขุ วนั ๆ หนึ่งคดิ แตจะหาทรัพยสนิ เงินทอง รูป เสียง กลน่ิ รส สมั ผัสทีน่ าปรารถนาจงึ มคี าเหมอื นคนตกนรกท้งั เปน ครั้นพอมีใครมาเสนอเงนิ ทองใหกร็ ีบ ไปทันที มกั จะไปสอนไปแนะเยาวชนวา อยา ไปบวชเลยอาจารยบ วชแลวไมไ ดเรอื่ งหรอก แตน าจะบอก ดว ยวา เมอ่ื ครั้งอาจารยบ วชอยูอาจารยไ มเคยเช่อื เร่อื งบาป บุญ คุณโทษ ไมเคยทำกจิ วัตรของพระสงฆ เลย การขาดสรณคมนดวยการไปนบั ถอื ศาสดาอื่น จึงเปนเร่ืองนา กลัวมาก เพราะคนอยางน้นั แนนอนวา เปน คนไมมศี าสนาพรอมทีจ่ ะทำลายใครกไ็ ด เมอ่ื ตนไดผลประโยชน ๗. สรณคมนเ ศรา หมอง สวนบุคคลผูที่ประพฤตดิ ว ยความไมร ู ความรูผิด ความสงสยั และความไมเอือ้ เฟอในพระ รตั นตรัย สรณคมนไมข าดแตเปน ความเศราหมอง ความไมร ู คอื ไมศกึ ษาเลาเรียนพระพทุ ธศาสนาคิดเอาเอง ปฏบิ ัตเิ อาเอง แลวนำไปสั่งสอน ผูอ ่นื ความรูผิด คือ เรียนพระปริยัติธรรมแตไมเ ช่ือพระไตรปกฏ อรรถกถา ตงั้ ตัวเปนศาสดาตคี วาม เอาตามความพอใจ ความสงสยั คอื สงสัยวาพระพุทธเจา พระธรรมและพระสงฆมจี รงิ หรอื เปลา ทำบุญไดบ ญุ จรงิ หรอื เปลา ทำบาปแลวบาปจริงหรอื เปลา ชาติหนามจี ริงหรือเปลา นรกสวรรคมจี ริงหรือเปลา เปนตน ความไมเ ออื้ เฟอ คอื ไมป ระพฤตติ อพระรัตนตรยั ดวยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ท่ี ประกอบดวยเมตตาคือความปรารถนาดี เชนตัดเศียรพระพุทธรปู ทำลายโบสถ พระเจดีย ขโมย พระพุทธรปู ไปขาย ประพฤติการไมส มควรเชน ไปแสดงความรักทางกามราคะตามบริเวณศาสนสถาน เชน โบสถ และพระเจดยี  เปนตน ไมเ ออื้ เฟอ ตอ พระธรรมคือคัดคานพระธรรมวาไมสามารถจะใหค ณุ ใหโทษได จริง ไมศกึ ษาเลาเรยี น ไมสนใจฟง เม่ือมีการแสดงธรรมตลอดถึงการเหยียบยำ่ ทำลายหนังสอื หรือส่ิงอืน่ ใดที่ จารึกพระธรรม ไมเออ้ื เฟอในพระสงฆ ดาวาพระสงฆ ยยุ งใหแตกแยกกัน ไมทำบุญและขัดขวางผูอ่ืนไมให ทำบุญ เปน ตน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 91

92 ๘. พระรตั นตรยั แยกกนั ไมได พระรัตนตรยั คอื พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ ทัง้ ๓ นี้ แยกจากกันไมไ ด ตองมี ความสมั พันธเกย่ี วเนื่องกันอยเู สมอ พระอรรถกถาจารยท าน อปุ มาไวดังน้ี ๑. พระพทุ ธเจาเปรียบเหมือนดวงจันทร พระธรรมเปรียบเหมอื นกลมุ รัศมีทม่ี ีความสวางและ เย็นตาเยน็ ใจของดวงจนั ทร พระสงฆเ ปรียบเหมือนสัตวโลก ทไี่ ดรับความสขุ สดช่นื จากแสงจันทรนัน้ ขอ นี้ จะเห็นไดช ัดเจนวาถา มแี ตดวงจนั ทรไมมีแสงจันทร คงไมมใี ครเห็นดวงจันทรวาอยูทไ่ี หน หรือถา มีดวง จนั ทรและมีแสงจนั ทร แตไมม ีสตั วโลกก็คงไมมีใครเห็นดวงจนั ทรและไดร บั ผลประโยชนจ ากดวงจันทร ดวงจันทรกบั แสงจนั ทรจงึ มคี า เทา กับไมม นี ่นั เอง พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆก็เหมือนกนั ถา มแี ตพ ระพุทธเจา ไมมีพระธรรม กค็ ง เปนพระพุทธเจา ไมไ ด คงเปน เจาชายสทิ ธัตถะธรรมดาเหมือนเดมิ หรอื ถามีพระพทุ ธเจาและพระธรรม แต ไมมพี ระสงฆ ก็ไมมีใครเช่ือวาเจาชายสทิ ธัตถะเปน พระพทุ ธเจา เพราะฉะน้ัน พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆ จึงตองเกี่ยวเนื่องกนั อยเู สมอ เกิดอะไรกับสว นหนง่ึ กก็ ระทบไปถงึ อกี ๒ สวนดวย อยาง หลีกเลี่ยงไมได ๒. พระพุทธเจาเปรยี บเหมือนดวงอาทิตย พระธรรมเปรยี บเหมือนแสงสวางและความรอนของ ดวงอาทิตย พระสงฆเปรียบเหมือนสตั วโ ลกท่ไี ดรับแสงสวางและไออุนจากดวงอาทิตย ๓. พระพุทธเจา เปรยี บเหมือนกอนเมฆ พระธรรมเปรยี บเหมอื นน้ำฝนอนั เกิดจากกอ นเมฆ พระสงฆเ ปรียบเหมอื นโลกพรอมท้งั แมกไมและกอหญาทไ่ี ดรับความชมุ ชื่นจากนำ้ ฝน ๔. พระพทุ ธเจาเปรียบเหมอื นสารถีผชู าญฉลาด พระธรรมเปรียบเหมือนอบุ ายวิธสี ำหรบั ฝก มา พระสงฆเ ปรียบเหมอื นมา ทไี่ ดรับการฝกหดั ไวดแี ลว ๕. พระพุทธเจา เปรียบเหมอื นผชู ี้ทาง พระธรรมเปรยี บเหมือนหนทางทถ่ี กู ทตี่ รงและมีความ ปลอดภัย พระสงฆเปรียบเหมอื นคนเดนิ ทางผถู ึงท่หี มายแลว ๖. พระพุทธเจาเปรียบเหมอื นผูชี้ขุมทรพั ย พระธรรมเปรียบเหมือนขมุ ทรพั ย พระสงฆเปรียบ เหมอื นคนที่ไดรบั ทรัพยส มบตั ไิ ปใชอยางมีความสุข ๙. ผเู ขาไปหาพระรตั นตรยั ดวยอกศุ ลจิตยอมเกิดโทษ พระมหาโมคคัลลาเถระ พระอคั รสาวกเบื้องซา ย ไดกลาวกับมารทีเ่ ขาไปหาพระพทุ ธเจาดว ย ประสงครา ย เชน ครั้งเสดจ็ ออกผนวชก็ไปหามไวโ ดยอางวา จกั รรตั นะจะเกดิ ข้ึนภายใน ๗ วัน ทานจะได เปน พระเจา จักรพรรดอิ ยูแลว จะไปบวชทำไม เมอ่ื ตรัสรูแลว กไ็ ดไปทูลขอใหเ สด็จดับขันธปรนิ พิ พาน แต พระพุทธองคท รงหา มปรามมารวา ขอใหบ ริษัทของเรารูป ริยัติ ปฏบิ ตั ิได เขาใจธรรม นำไปใชเ ปนเสียกอน เราจงึ จะนิพพาน ตอ จากนน้ั พระยามารกต็ ดิ ตามรงั ควานทง้ั พระศาสดาและพระสาวกมาตลอดเวลา แมแ ต พระมหาโมคคัลลาเถระกถ็ ูกรังควานดวย ครั้งหน่งึ พระเถระจึงไดก ลาวกับมารวา ไฟไมไดต ัง้ ใจเลยวาเราจะเผาไหมคนโง คนโงต างหากท่เี ขาไปหาไฟอันกำลังลุกโซน เขาเขา ไปหาไฟใหเผาไหมตัวเขาเอง ดกู อนมารผใู จบาป ไฉนทานจึงเขา ไปหาพระตถาคต เหมือนคนโงเขา ไป หาไฟเลา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 92

93 คนโงเ ขา ไปหาพระตถาคต แทนทจี่ ะไดบุญกลบั ไดบ าป ซำ้ ยงั สำคัญผิดวา ไมเห็นจะบาป อะไร ๑๐. พระรตั นตรัยเปนสรณะท่ีปลอดภยั ผทู ่มี ีจติ ใจศรัทธาเล่ือมใส และเคารพนบั ถือบชู า เชอื่ ม่ันพระธรรมคำสัง่ สอน ขององคสมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลวปฏิบตั ติ ามแมด ว ยชีวิต ไมย อมใหส รณคมนข าดไป ยอมไดรับผลท่ีนาปรารถนา ดังที่พระพทุ ธองคตรสั ไวว า ชนเหลาใดเหลาหน่ึง ถงึ พระพทุ ธเจาเปนสรณะ ชนเหลา นนั้ ละกายมนุษยไปแลวจักไม เขาถงึ อบายภูมิ จกั ทำหมูเทพใหบรบิ รู ณ (ไดไปเกดิ ในสวรรค) บคุ คลใด ถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ เปนท่ีพ่งึ แลว เห็นอริยสจั ๔ คือ เห็นทกุ ข เหตุใหทกุ ขเกิด ความดับทกุ ข และมรรคมีองค ๘ อันประเสรฐิ ซ่งึ ทำใหถ ึง ความดับทุกข ดว ยปญญาอันชอบ สรณะนัน้ ของบุคคลน้นั เปนสรณะที่ปลอดภยั เปน สรณะอันสงู สดุ เขาอาศัย สรณะน้นั ยอมพนจากความทกุ ขท้ังปวงได. จากพระพุทธพจนทไี่ ดย กมาน้ี เปนการรบั ประกนั จากองคส มเดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจาวา ผทู ี่ ถึงพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ เปนสรณะแลวปลอดภยั พนจากความทุกขทั้งปวงไดน ั้น ตอ ง เห็นอรยิ สจั ๔ หมายความวา ตอ งดำเนินชวี ิตดว ยปญ ญาอนั ชอบตามหลักอริยสัจ ๔ ไมใชถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ วา เปนสรณะแลว ยังกราบไหวอ อนวอนขอพรสิ่งอื่น เชน แมนำ้ ภูเขา ตน ไม เทพเจา เปนตน อันนอกเหนือไปจากพระรตั นตรัย ไมป ฏบิ ตั ิตามหลักอรยิ สจั ๔ ถา อยางนจี้ ะมาโทษพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆวา พึ่งอะไรไมได ยอมไมย ุติธรรมสำหรับ พระรตั นตรยั การที่ไดพบพระรตั นตรัย อันเปน สรณะทใี่ หค วามปลอดภัย ทำลายความทกุ ขไ ดจรงิ แลว ไมยอมรบั นบั ถอื ไมปฏิบตั ติ ามพระธรรมคำสัง่ สอน กเ็ ทา กับคนผูปฏเิ สธสริ ทิ ่เี ขามาหาตน สมกบั ทพ่ี ระ มหาปน ถกเถระ ไดกลา วไววา ผทู ่ีไดพบพระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลว ปลอยโอกาสน้นั ใหผา นไปโดยไมส นใจศกึ ษาและปฏิบัติ ตามโอวาทของพระองค ผูนัน้ เปน คนไมม ีบุญ เหมอื นกบั คนที่ใชมือและเทา ปดปองสริ ทิ เ่ี ขามาหาตนถงึ ที่นอน แลวขบั ไลไสสง ออกไป ---------------------------------- พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 93

94 อโุ บสถศลี อุโบสถ เปนเร่อื งของกศุ ลกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของคฤหัสถ แปลวา การเขา จำ เพื่อหยุด การงานของฆราวาส เชน ทำนา ทำไรเปนตนไวชั่วคราวแลวมาทำกิจกรรมทางศาสนา เปนการขัดเกลา กิเลสอยางหยาบใหเบาบาง และเปนทางแหงความสงบระงับ อันเปนความสุขสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะฉะน้นั พทุ ธศาสนิกชนผูเปนฆราวาส จึงนิยมเอาใจใสหาโอกาสประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามสมควร อุโบสถนั้น ปฏบิ ัติกนั มากอ นพุทธกาล ปรากฏท่มี าในอรรถกถาคงั คมาลชาดก อัฏฐกนบิ าต และ ในอโุ บสถขันธกะ ดังนี้ ในอรรถกถาคังคมาลชาดก มใี จความวา สมัยหนึง่ พระพุทธเจา ประทับอยูที่พระวิหารเชตวัน ตรสั เรียกคนรักษาอุโบสถมาแลว ตรัสวา พวกเธอท้ังหลาย ทำความดีแลวที่รักษาอุโบสถ พวกเธอรักษา อุโบสถ ควรใหทาน รกั ษาศีล ไมควรทำความโกรธ ควรเจริญเมตตาภาวนา ควรอยจู ำอุโบสถในครบเวลา เพราะวา บัณฑิตในปางกอนอาศัยอุโบสถเพียงกึ่งเดียวยังไดยศใหญม าแลว อันอุบาสกและอบุ าสิกาเหลาน้ัน ทูลขอรองแลว จึงไดนำเร่ืองอดตี มาเลาวา ในอดีตกาล มีเศรษฐีคนหน่ึง มีทรัพยมาก มีบริวารเปนคนดี ชอบทำบุญบริจาคทาน ภรรยา บุตร ธิดา บริวารชน แมกระทั่งคนเล้ียงวัวของเศรษฐีนั้น ลวนเปนผูเขาจำอุโบสถ เดือนละ ๖ วัน ใน กาลนั้น พระโพธิสัตวเกิดในครอบครัวคนขัดสน มีอาชีพรับจาง เปนอยูอยางอัตคัดขัดสน เขาไปยังบาน ของเศรษฐีเพื่อขอทำงาน เศรษฐีบอกวา ทุกคนในบานน้ี ลวนแตเปนผูรักษาศีล ถาเธอรักษาศีลได ก็ ทำงานได แตล ืมบอกวิธรี กั ษาศีลแกเขา พระโพธิสตั วเ ปน คนวางา ย ทำงานแบบถวายชวี ิต ไมคำนึงถงึ ความยากลำบาก ตน่ื กอ น นอน ที่หลังเสมอ ตอมาวันหนึ่ง มีมหรสพในเมือง เศรษฐีเรียกสาวใชมาสั่งวา วันนี้เปนวันอุโบสถ เธอจงหุง อาหารใหคนงานแตเชาตรู พวกเขารบั ประทานอาหารแลว จะไดรกั ษาอุโบสถฝายพระโพธิสัตว ตื่นนอน แลว ไดออกไปทำงานแตเชามดื ไมมีใครบอกวา วันนี้เปนวันอุโบสถ คนท้ังหมดรับประทานอาหารเชาแลว ตางรกั ษาอโุ บสถ แมเศรษฐพี รอ มภรรยาและบุตรธดิ า ก็ไดอ ธฐิ านอุโบสถ ไปยงั ที่อยูข องตนแลว นง่ั นกึ ถึง ศลี พระโพธิสตั วทำงานตลอดทง้ั วนั เมอื่ พระอาทติ ยต กดนิ จึงไดกลบั มา แมค รัวนำอาหารไปให พระโพธิสัตว รูสกึ แปลกใจ จึงถามวา วันอื่น ๆ เวลานม้ี เี สียงดัง วนั น้คี นเหลานนั้ ไปไหนกนั หมด ครนั้ ทราบวาทกุ คนสมาทานอโุ บสถ ตางอยูในทขี่ องตนจงึ คิดวา เราคนเดยี วไมมีศีลในทามกลางของผมู ศี ลี จะ อยไู ดอ ยางไร ? เราจะอธษิ ฐานอโุ บสถ ในตอนนีจ้ ะไดหรอื ไมห นอ ? จงึ เขาไปถามเศรษฐี เศรษฐีบอกวา เมอ่ื รักษาอุโบสถตอนน้ี จะไดอ ุโบสถกรรมครงึ่ เดียว เพราะไมไดอ ธษิ ฐานแตเ ชา พระโพธิสัตว บอกวา ครึง่ เดียวก็ไดขอรบั จงึ สมาทานศีลกบั เศรษฐอี ธิษฐานอโุ บสถ เขา ไปยงั ท่ีอยขู องตนนอนนึกถึงศลี ในปจ ฉมิ ยาม หิวอาหารจนเปน ลม เพราะยงั ไมไดรบั ประทานอาหารเลยตลอดท้ังวัน เศรษฐนี ำเอาเภสชั ตาง ๆ มาให กไ็ มยอมรบั ประทาน ยอมเสียชวี ิต แตไมยอมเสยี ศีล ในขณะใกลจะเสยี ชีวิต พระเจาพาราณ สี เสดจ็ ประทกั ษณิ พระนครมาถึงทนี่ ้นั เขาไดเ หน็ สริ แิ หง พระราชา จึงปรารถนาราชสมบตั ิ ครน้ั สิ้นชวี ติ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 94

95 แลว ไดถอื ปฏิสนธใิ นพระครรภอ ัครมเหสี เพราะผลแหง อุโบสถกรรมกงึ่ หนึ่ง ครั้นประสูติแลว ทรงไดร ับ ขนานพระนามวา อุทยั กมุ าร ในอุโบสถขันธกะ มหาวรรค วินัยปฎก มีใจความวา สมัยน้ัน พระผูมีพระภาคเจา ประทับ อยูทีภ่ ูเขาคิชฌกูฏ ใกลพระนครราชคฤห พวกปริพาชกผนู ับถือลทั ธิอ่ืน ประชุมกลาวธรรมในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ คนจำนวนมากไปฟงธรรมของพวกเขาแลว ไดความรัก ความเลื่อมใส และเปน พวกกับปริพาชกเหลานนั้ พระเจาพิมพิสาร ไดทรงทราบเร่ืองน้ันแลว ทรงเกิดความคิดวา แมพระสงฆก็สมควรจะ ประชุมกนั ในวันเชนน้ันบาง จึงเสด็จเขา ไปเฝาพระผูมีพระภาคเจากราบทลู เร่ืองน้นั แลวเสดจ็ กลับ พระผมู ี พระภาคเจา ตรัสเรยี กภิกษุทง้ั หลายมาแลว ตรสั วา ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหเ ธอทง้ั หลายประชุม พรอมกัน ในวัน ๑๔ คำ่ ๑๕ ค่ำ และ ๘ คำ่ ภกิ ษทุ ้ังหลายไดประชุมกันตามพุทธดำรสั แตน ่ังอยูเฉย ๆ ชาวบานมาเพ่ือจะฟงธรรมก็ไมพูดดวย จึงถูกติเตียนขอนขอดวา เหมือนพวกสุกรใบ พระผูมีพระภาคเจา ทรงทราบเรื่องน้ันแลว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแลว ตรัสวา ดูกอนภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตใหเธอ ทง้ั หลายประชุมกันกลาวธรรมในวนั ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ ภิกษทุ ง้ั หลายไดท ำตามนัน้ แลว ท้ัง ๒ เรื่องท่ีนำมากลาวน้ี ยอมเปนเครื่องแสดงวา อุโบสถนั้น มีปฏิบัติกันมากอนแลว และเปน ช่อื ของวันทเ่ี จา ลัทธนิ ้นั ๆ กำหนดไว เพ่ือความสะดวกในการทำกจิ กรรมตามลทั ธขิ องตน ดว ยการ งดอาหาร ตอมา เม่ือพระผูมีพระภาคเจา เสด็จอุบัติขึ้นแลว จึงทรงบัญญัติอุโบสถศีล อันประกอบดวย องค ๘ พรอมท้งั สรณคมน เพราะฉะนนั้ อุโบสถ จงึ มี ๒ อยาง คือ ๑. อุโบสถนอกพุทธกาล ไดแกการเขาจำดวยการงดอาหาร ตั้งแตเท่ียงวันไปแลวในวันท่ี กำหนดไว ดงั คำท่ีพระอรรถกถาจารยกลาวไว ในอรรถกถาคังคมาลชาดกอัฏฐกนิบาตวา บุตรและภรรยาก็ ดี บริวารชนก็ดี ของเศรษฐีนน้ั โดยทสี่ ุดแมค นเลี้ยงโคในเรือนนั้น ทั้งหมดลวนเขาจำอุโบสถเดอื นละ ๖ วัน ๒. อุโบสถในสมัยพุทธกาล ไดแก อุโบสถท่เี ปน พุทธบญั ญัติ อันประกอบดวยสรณคมน และ องค ๘ มีปาณาตปิ าตา เวรมณี เปนตน ---------------------------------------- อุโบสถศีลมี ๓ ประการ01 ๑. ปกติอุโบสถ ไดแก อุโบสถที่รับรักษากันตามปกติ เฉพาะวันหน่ึงคืนหนึ่งอยางที่อุบาสก อบุ าสิการักษากันอยูทุกวันน้ี มีเดอื นละ ๔ วนั คือ วนั ข้ึน ๘ ค่ำ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๘ ค่ำ วัน แรม ๑๔ ค่ำ หรอื ๑๕ คำ่ 1 ปฏชิ าครอโุ บสถ รกั ษาเดือนละ ๑๑ วัน คือ ขา งขึ้น ๕ วนั ไดแ ก วันขึ้น ๔ คำ่ ๖ ค่ำ ๗ คำ่ ๙ คำ่ และขา งแรม ๖ วนั ไดแ ก วันแรม ๑ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๗ คำ่ ๙ ค่ำ ๑๒ ค่ำ หรอื ๑๓ ค่ำ ปาฏิหาริยอุโบสถ บางแหง แสดงวา ๕ เดือน คือ ต้ังแตเดอื น ๘ ถึงเดือน ๑๒ บางอาจารยก ลาววา ๓ เดือน คือ เดอื น ๘ เดือน ๑๒ เดอื น ๔ บางพวกกลา ววา ๔ วนั คือ ๗ ค่ำ ๙ คำ่ ๑๓ คำ่ หรอื ๑๔ ค่ำ ๑ คำ่ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 95

96 ๒. ปฏิชาครอุโบสถ ไดแก อุโบสถท่ีรับรักษาเปนพิเศษกวาปกติ คือ รักษาคราวละ ๓ วัน คือวันรับวันรักษา และวันสง เชนจะรับอุโบสถวัน ๘ ค่ำ ตองรับและรักษามาแตวัน ๗ ค่ำ ตลอดไป จนถงึ วัน ๙ ค่ำ จนไดอรณุ ใหมของวนั ๑๐ ค่ำนน่ั เองจงึ หยดุ รักษา ๓. ปาฏิหาริยอุโบสถ ไดแก อุโบสถท่ีรับรักษาตลอด ๔ เดือนฤดูฝน คือต้ังแตวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ จนถึงวนั เพญ็ กลางเดือน ๑๒ ปาฏหิ าริยอุโบสถ ถือตามคตินยิ มของคนอนิ เดียในสมัยนัน้ เทียบเคียงไดก ับเร่ืองบญั ญัติการจำ พรรษาของภิกษุ ในวสั สูปนายิกขนั ธกะ พระวนิ ัยปฎ กวา สมัยนั้นพระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ พระเวฬุวัน พระนครราชคฤห คร้ังน้ันพระพุทธ องคยังมิไดทรงบัญญัติใหภิกษุท้ังหลายอยูจำพรรษา ภิกษุท้ังหลายเท่ียวจาริกไป ตลอดฤดูหนาว ฤดูรอ น และฤดูฝน คนทั้งหลายจึงเพงโทษติเตียนโพนทะนาวา ไฉน พระสมณะเช้ือสายศากยบุตร จึงไดเท่ียว จารกิ ไปอยางนี้ เหยยี บยำ่ ขา วกลา ท่ีเขียวสด เบยี ดเบียนสิ่งมีชวี ิตทำสัตวเ ล็ก ๆ จำนวนมากใหถ ึง ความวอด วายเลา ก็พวกปรพิ าชกอัญญเดียรถีย ผูกลาวธรรมอันต่ำทราม ยังพักอาศัยอยูประจำตลอดฤดูฝน ภิกษุ ท้ังหลาย จึงกราบทูลเรื่องน้ันแกพระพุทธองค ลำดับนั้น พระผูมีพระภาคเจา จึงทรงแสดงธรรมแกภิกษุ ท้งั หลาย ปรารภเหตุนั้นแลว ตรัสวาดูกอนภกิ ษทุ ั้งหลาย เราอนุญาตใหภกิ ษุทัง้ หลายอยจู ำพรรษา คร้ังนั้น ภกิ ษุทั้งหลาย คิดวาพวกเราพึงจำพรรษาเมื่อไรหนอ ? จึงทูลถามพระผูมพี ระภาคเจา พระพุทธองครับส่ัง วา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหจำพรรษาในฤดูฝน น้ีเปนคตินิยมของคนอินเดียในสมัยนั้น การ รักษาปาฏหิ ารยิ อโุ บสถ อาจเกย่ี วเนือ่ งกบั คตินิยมนี้ก็ได --------------------------------------------- รักษาอุโบสถเพือ่ ขมกิเลส อุโบสถน้เี ปน วงศข องโบราณบัณฑิต ทานเหลานนั้ ไดเขาจำอุโบสถ เพอื่ ขมกเิ ลสมีราคะเปนตน สมดงั ท่ีพระอรรถกถาจารยไดก ลาวไว ในอรรถกถาปญ จุโปสถชาดกวา ครั้งหนึ่ง องคสมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ประทับน่ังบนพุทธอาสนทามกลางบริษัท ๔ใน ธรรมสภา ทรงทอดพระเนตรดูบริษัทดวยพระทัยออนโยน ทรงทราบวา วันนี้เทศนาจะเกิดขึ้นเพราะอาศัย ถอยคำของอุบาสกท้ังหลาย จึงตรัสเรยี กพวกเขามาถามวา เธอท้ังหลายกำลงั รกั ษาอุโบสถกันหรือ ? เม่ือ พวกเขาทูลตอบวา พระพุทธเจาขา จึงตรัสวา พวกเธอทำดีแลว ช่ือวาอุโบสถนี้ เปนวงศแหงโบราณ บัณฑิต ดวยวาโบราณบัณฑิตท้ังหลาย ไดอยูจำอุโบสถ เพ่ือขมกิเลสมีราคะเปนตน อุบาสกเหลาน้ันทูล วงิ วอนแลว จงึ ไดนำอดตี นทิ านมาตรสั วา ในอดีตกาล มีสถานที่อันเปนปานา รืน่ รมยย่งิ แหงหน่ึง ระหวางแควนทัง้ ๓ มีแควนมคธเปน ตน พระโพธิสัตวเกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล ในแควนมคธ ครั้นเจริญวัยแลว ละกามออกไปยังปานั้น สรางอาศรม บวชเปนษี ในที่ไมหางจากอาศรมของษีนั้น มีนกพิราบสองตัวผัวเมีย อยูท่ีปาไผแหง หน่ึง งตู ัวหน่ึงอยูท่ีจอมปลวก สนุ ัขจงิ้ จอกอยูที่พุมไม หมีอยูที่พุม ไมอีกแหงหนึ่ง สัตวทั้ง ๔ นั้น เขาไป หาพระษีแลวฟง ธรรมตามเวลาอนั สมควร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 96

97 ครั้นตอ มาวันหนึง่ นกพริ าบสองผวั เมีย ออกจากรงั ไปหาอาหาร เหย่ียวไดเ ฉย่ี วเอาลูกนอยซึง่ บนิ ตามหลังไป แลวจิกกินทั้งท่ลี กู นกสง เสียงรอง นกพิราบเสียใจมาก คิดวา ความรกั นท้ี ำใหเราทุกขใจ เหลอื เกนิ จึงไปยังสำนกั ของดาบส สมาทานอุโบสถแลวนอนอยู ณ ท่ีสมควรแหงหนึง่ เพอ่ื ขมความ เสยี ใจ อันเกิดจากความรัก ฝา ยงู ออกจากท่อี ยูไปหากนิ ไดไปยังทางสญั จรของฝงู โค เพราะกลัวเสียงเทาโค จึงหลบเขา ไปยงั จอมปลวกแหง หนึง่ ครัง้ นั้น โคอสุ ภะซ่งึ เปน โคมงคลของนายบาน เขา ไปเอาสขี างถูจอมปลวก ได เหยยี บงูน้นั งูโกรธจดั จึงกดั โคอุสภะน้นั ถึงแกค วามตาย พวกชาวบานทราบขา ววา โคตาย จงึ พากนั มา บูชาดวยดอกไมเ ปน ตน ขุดหลุมฝง แลว กลบั ไป งคู ดิ วา เราฆาโคนี้ เพราะความโกรธ ทำใหคนเปน จำนวน มาก ตอ งเศราโศกเสยี ใจ ถา เรายงั ขม ความโกรธไมไ ดจ ะไมอ อกไปหากนิ จงึ ไปยงั อาศรมของษี สมาทานอุโบสถเพอื่ ขม ความโกรธแลว ฝายสุนัขจิง้ จอก ออกไปหากินพบซากชา ง เขา ไปภายในทอ ง ซากชางนั้นไดย ุบลงสนุ ัขจ้งิ จอก ออกมาขา งนอกไมได ติดอยูใ นทองชา งหลายวัน ไดรบั ความทกุ ขทรมานมาก ตอมาวันหนึง่ ฝนตกลงมา อยางหนกั ทำใหหนงั ของชา งเนา จึงออกมาได คดิ วา เพราะความโลภเราจึงประสบความทุกขน ี้ ถายังขม ความโลภไมไ ด จะไมอ อกไปหากิน ไปยังอาศรมพระษสี มาทานอโุ บสถเพ่ือขม ความโลภ ฝายหมี เกิดความโลภจดั ออกจากปา ไปยงั หมบู า นชายแดน แควนมลั ละ พวกชาวบา นบอก ตอ ๆ กนั วา หมีเขามายงั หมบู า น ตางถือธนแู ละทอนไมเปนตน ออกไปลอ มพุมไมท ่ีหมีนนั้ หนีเขาไป ชวยกนั ทบุ ตีจนศรี ษะแตก เลอื ดไหล หมีน้ันคิดวา ความทกุ ขนี้เกดิ แกเ ราเพราะความโลภจดั ถา เรายังขม ความโลภนไี้ มไ ด จะไมออกไปหากิน ไปยังอาศรมของพระษีสมาทานอโุ บสถ เพอื่ ขมความโลภน้นั แมษีเอง ก็ตกอยใู ตอ ำนาจของมานะถอื ตัว เพราะอาศยั ชาตติ ระกูล จึงไมส ามารถจะทำ ฌานใหเกิดข้ึนได ครงั้ นัน้ พระปจเจกพทุ ธเจาองคห นง่ึ ทราบวาเขาเปนผถู อื ตวั คดิ วา ผนู ีไ้ มใชค นธรรมดา เปนพทุ ธางกรู จะไดบรรลุสพั พญั ุตญาณในกลั ปน้ี เราจกั ทำการขม มานะผนู ีแ้ ลวทำใหเ ขาไดฌ านสมาบตั ิ ในขณะที่ ษกี ำลงั นอน ในบรรณศาลา จึงมาจากปาหมิ พานต น่ังบนแทน ของษี ษที ราบวา พระ ปจเจกพุทธเจานัง่ บนอาสนะของตน มคี วามโกรธ เขาไปหา ชหี้ นา ดา วา เจา สมณะโลนถอ ย กาฬกิณี จงฉิบหาย เจามาน่ังบนแผน หินท่นี ัง่ ของขาทำไม พระปจเจกพุทธเจาไดพูดกับษีนั้นวา ทานสัตบุรุษทำไม ? จึงถือตัวนักเลาอาตมาบรรลุ ปจเจกพุทธญาณแลว ทานก็จะเปนพุทธสัพพัญูในกัลปนี้ ทานเปนหนอเน้ือพุทธะบำเพ็ญความดีมาแลว เม่ือเวลาผานไปเทาน้ี จะเปนพระพุทธเจา ทรงพระนามวาสิทธัตถะ ไดใหโอวาทวา ทานเปนผูถือตัว หยาบคาย รายกาจเพ่ืออะไร ? ทำอยางน้ีไมสมควรแกทานเลยษนี ั้น ก็ยังไหวทาน และไมถามวา ตนเอง จะไดเปนพระพุทธเจา เมื่อไร ? พระปจเจกพุทธเจาพดู กับเขาวา ทานไมรูหรอกวา เราก็มีชาติสูงและมีคุณ ใหญเหมือนกัน ถา แนจรงิ ก็เหาะใหไดเหมือนเราสิไดเหาะข้ึนไปในอากาศโปรยฝุนที่เทาของตนลงบนมวย ของเขาแลว กลบั ไปยงั ปา หิมพานต ษเี กดิ ความสลดใจ หลังจากพระปจ เจกพุทธเจาไปแลว คิดวา พระสมณะน้มี ีรางกายหนกั แตเ หาะไปเหมือนปยุ นุนท่ีถกู ลมพัด เราไมไหวท า น ไมถ ามทานดวยความเยอ หยงิ่ เพราะชาติ ขึน้ ช่ือวา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 97

98 ชาติชน้ั วรรณะ จะทำอะไรได การประพฤติศีลเทาน้ันเปน คุณใหญใ นโลกนีแ้ ตม านะนี้ของเราเมอื่ เจริญขน้ึ มีแตจะนำไปสนู รก ถาเรายังขม มานะน้ไี มได จะไมไ ปหาผลาผลจึงเขาสูบ รรณศาลา สมาทานอุโบสถเพือ่ ขม มานะ เร่ืองปญจอโุ บสถชาดกนี้ แสดงใหเห็นวา ความทกุ ขแ ละภัยอนั ตรายท่เี กดิ ข้ึนกบั มนุษยเปน สว นตวั หรือสังคมกต็ าม มกั เกิดขึ้น เพราะความขาดศีลธรรม การแกไขความทกุ ขและภยั อนั ตรายน้ัน ควรแกด วยศลี ธรรม ไมค วรแกดวยกเิ ลส หรือ ดว ยอบายมขุ เชน เสพสง่ิ เสพติดและเทีย่ วเตรเ สเพล เปนตน เพราะย่ิงเพิม่ ปญ หาใหม ากและกวา งขวางออกไปอกี การเขา จำอุโบสถสงบจติ ใจ จะทำใหเกดิ ปญญามองเหน็ วิธแี กไขปญ หาท่ีถูกตอ งได ------------------------------------------------ อโุ บสถศีลมี ๘ สกิ ขาบท ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจาสมาทานสิกขาบท คอื เวนจากฆาสตั วดว ยตนเอง และใชผอู ืน่ ใหฆ า ๒. อทินนาทานา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทิยามิ ขา พเจาสมาทานสกิ ขาบท คือ เวนจากลักฉอของเขาดว ยตนเอง และ ใชผ ูอ่ืนใหลกั ฉอ ๓. อพรหท จริยา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจา สมาทานสกิ ขาบท คอื เวน จากประพฤตอิ สัทธรรม เปน ขา ศกึ แก พรหมจรรย ๔. มสุ าวาทา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจา สมาทานสกิ ขาบท คือ เวน จากพูดเท็จคำไมจรงิ ลอลวงอำพรางทา นผูอนื่ ๕. สุราเมรยมชช ปมาทฏฐ านา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทิยามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คือ เวนจากเหตเุ ปน ทีต่ งั้ แหงความประมาท คือ ดืม่ กนิ ซ่งึ น้ำเมาคอื สุราและเมรยั และเคร่อื งดองท่เี ปนของทำใจใหคลัง่ ไคลตาง ๆ ๖. วกิ าลโภชนา เวรมณี สกิ ข าปทํ สมาทิยามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คอื เวน จากบรโิ ภคอาหารในเวลาวกิ าลคอื ตั้งแตเ ทย่ี งแลวไปจนถงึ เวลาอรณุ ข้ึนใหม ๗. นจจคตี วาทติ วิสกู ทสสนา มาลาคนธ วิเลปนธารณมณฑนวิภสู นฏฐ านา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทิยามิ ขา พเจา สมาทานสิกขาบท คือ เวนจากฟอ นรำ ขบั รอ ง ประโคม เคร่อื งประโคมตาง ๆ ดกู าร เลน แตบ รรดาทเี่ ปน ขา ศึกแกก ุศล และลบู ทาทดั ทรงประดับตกแตง ซึง่ รางกาย ดวยระเบยี บดอกไมแ ละของ หอม เคร่ืองทาเครื่องยอม ผัดผิวตาง ๆ ๘. อจุ จาสยนมหาสยนา เวรมณี สกิ ขาปทํ สมาทยิ ามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คือ เวนจากน่ังนอนบนเตียงตั่ง มีเทาสูงเกินประมาณ และท่ีนั่งท่ี นอนอันใหญ และเครื่องปลู าดอันงามวิจิตรตา ง ๆ --------------------------------------------------- พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 98

99 อธิบายอุโบสถศีล ๘ ขอ โดยสงั เขป อโุ บสถศีลทง้ั ๘ นนั้ สกิ ขาบทที่ ๑ เวน จากทำสตั วมีชีวติ ใหต กลวง คือ เวนจากฆาสัตวมี ชีวิต คำวา สตั ว ในทีน่ ี้ ประสงคท้ังมนุษยและเดยี รฉานยงั เปน อยู ทุกเพศ ทุกวยั ทุกชนิด สกิ ขาบทนม้ี อี งค ๕ คือ สตั วม ีชีวติ ๑ รูวาสตั วมชี ีวิต ๑ จิตคิดจะฆา ๑ พยายามฆา ๑ สัตว ตายดว ยความพยายามน้นั ๑ สกิ ขาบทที่ ๒ เวนจากถือเอาส่ิงของที่เจา ของไมไดใ ห กิริยาทถ่ี อื เอาในทีน่ ้ี หมายถึง ถือเอาดว ยอาการเปนโจร ส่ิงของท่เี ขาไมไ ดใหในที่น้ี หมายถึง สิ่งของทีม่ เี จา ของ ทัง้ ท่ีเปน สวิญญาณกทรัพย ท้งั ทีเ่ ปน อวญิ ญาณกทรพั ย อนั เจา ของไมไ ดย กใหเปน สิทธข์ิ าด อยางหน่ึงส่ิงของทีไ่ มใ ช ของใคร แตม ีผรู ักษาหวงแหน เชน ของสงฆ ของสวนรวมอันเปน สาธารณะประโยชน อยางหนึ่ง สกิ ขาบทน้มี ีองค ๕ คือ ของมีเจาของหวง ๑ รูวา มเี จาของหวง ๑ จิตคิดจะลัก ๑พยายามลัก ๑ นำของมาดว ยความพยายามน้ัน ๑ สกิ ขาบทที่ ๓ เจตนาเปน เหตุกาวลว งฐานะ โดยประสงคจะเสพอสัทธรรม ซึ่งเปนไปทาง กายทวาร ชือ่ วา อพรหมจรรย ไดแก ความลุอำนาจแกร าคะแลวเสพอสัทธรรมในมรรคใดมรรคหนึ่ง บรรดามรรคทัง้ ๓ (ทวารหนัก ทวารเบา ปาก) สกิ ขาบทน้มี อี งค ๔ คือ อชั ฌาจรณยี วัตถุ วัตถทุ จ่ี ะพึงประพฤติลว ง (มรรคทัง้ ๓) ๑จิตคิดจะ เสพในอชั ฌาจรณยี วตั ถุนั้น ๑ ความพยายามในการเสพ ๑ มคี วามยินดี ๑ สกิ ขาบทที่ ๔ การแสดงความเทจ็ เพอ่ื ใหผอู นื่ เขา ใจผิด คลาดเคล่อื นจากความเปน จรงิ ทาง กายก็ดี ทางวาจาก็ดี จัดเปน มุสาวาท สกิ ขาบทนีม้ อี งค ๔ คือ เรอ่ื งไมจริง ๑ จิตคิดจะพูดใหผิด ๑ พยายามพูดออกไป ๑คนอน่ื เขาใจ เนือ้ ความน้นั ๑ สกิ ขาบทที่ ๕ นำ้ เมาท่เี ปน แตเพียงของดอง เชน น้ำตาลเมาตา ง ๆ ชื่อเมรัย เมรยั นัน้ เขา กล่ันใหเ ขมขนขน้ึ ไปอีก เชน เหลา ตาง ๆ ชอื่ สุรา สุราเมรัยนี้ ทำใหผ ดู มื่ เมาเสยี สติ สามารถทำความ ช่ัวไดท ุกอยา ง จึงไดช ือ่ วา เปน ท่ตี ั้งแหง ความประมาท สกิ ขาบทนม้ี อี งค ๔ คือ ของทำใหเมา มสี ุราเปนตน ๑ จิตใครจ ะดมื่ ๑ ทำพยายามดืม่ ๑ ดมื่ ใหล ว งลำคอเขาไป ๑ สิกขาบทที่ ๖ กาลท่ผี รู ักษาอโุ บสถศีลจะบรโิ ภคอาหารได คือ ต้ังแตอ รณุ ข้ึนมาแลวจนถึงเที่ยง เรยี กวา กาล สวนตัง้ แตเ ทย่ี งแลวไปจนถึงกอนอรณุ ขน้ึ เรียกวา วกิ าล จะบรโิ ภคอาหารในเวลานี้ไมได สิกขาบทน้มี ีองค ๔ คือ เวลาตง้ั แตเทย่ี งแลวไปถงึ กอนอรุณขึ้น ๑ ของเคี้ยวของกนิ สงเคราะห เขา ในอาหาร ๑ พยายามกลืนกิน ๑ กลนื ใหล วงลำคอเขาไป ดว ยความพยายามนัน้ ๑ สกิ ขาบทที่ ๗ การดทู ีช่ ่ือวา เปน ขา ศกึ ศตั รูนน้ั เพราะขัดแยงตอ คำสอนของศาสนา การฟอ นรำ การขบั รอง การดีดสีตเี ปา จะทำดวยตนเอง หรอื ใชใ หผูอ น่ื ทำกต็ าม ถา เปนขาศกึ แกก ศุ ล จัดเปน ความผิดในสกิ ขาบทนีท้ ง้ั สิ้น สกิ ขาบทนมี้ อี งค ๓ คือ การเลน มฟี อ นรำขับรอ งเปน ตน ๑ ไปเพ่ือจะดูหรอื ฟง ๑ ดูหรือฟง ๑ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 99


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook