50 แมพระนนั ทเถระน้ี กไ็ ดบำเพญ็ บารมีอนั เปน อุปนสิ ยั แหง พระนพิ พานไวใ นสำนักของ พระพทุ ธเจามากมายหลายพระองค ไดเห็นพระปทมุ ุตตรศาสดา ทางสถาปนาพระเถระรปู หน่ึงไวใน ตำแหนง เลศิ กวา ภกิ ษทุ งั้ หลายในดา นความสำรวมอนิ ทรยี มีกศุ ลฉันทะปรารถนาตำแหนง เชนน้ันบาง จึง ไดตง้ั ใจทำความดที ่ีเปน อุปนิสัยปจจัยแหงตำแหนง นัน้ ลถุ ึงกาลแหงพระโคดม จึงไดสมควรความปรารถนา ใชเ วลาหนึ่งแสนกปั ๖. ธรรมวาทะ เพราะไมพ ิจารณาใหลกึ ซ้ึงถึงความจริงของชีวติ คนเราจึงติดอยูก ับรา งกาย ขวนขวายแตก าร แตงตัว ลุม หลงเมามัวในกามารมณ แตพ ระโคดมทรงสอนใหร ซู ้งึ ถงึ ชีวิตเราจึงเปล้ืองจติ จากพันธนาการ พน สถานแหง ภพสาม ( สูความสขุ อยางแทจริง ) ๗. ปรินพิ พาน พระนนั ทเถระ ครน้ั สำเร็จพระอรหันตแลว ไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตาม ความสามารถ สดุ ทายไดป รนิ พิ พานดวยอนุปทเิ สสนิพพาน ดับสังขารอยางสิ้นเชิง *********************************** ๑๒. ประวตั ิ พระราหุลเถระ ๑. สถานะเดมิ พระราหุลเถระ นามเดิม ราหุล เปน พระนามทตี่ ้ังตามอทุ านของพระสทิ ธตั ถะ พระราชบดิ า ที่ตรัสวา ราหุลํ ชาตํ เครื่องผูกเกิดขนึ้ แลว เม่ือทรงทราบขา ววา พระกมุ ารประสูติ พระบิดา ทรงพระนามวา สิทธัตถะ พระมารดา ทรงพระนามวา ยโสธรา หรอื พมิ พา ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพทุ ะศาสนา พระศาสดาเสดจ็ ไปยังกรงุ กบลิ พัสดุ ในวันที่ ๓ ทรงบวชใหน ัทกมุ ารในวนั ที่ ๗ พระมารดา พระราหุลทรงใหพ ระกุมารไปทลู ขอมรดกกบั พระองค พระผมู ีพระภาค ทรงพระดำรวิ า กมุ ารนอ้ี ยากได ทรพั ยข องบิดา แตว า ทรพั ยน ้ันพนั ธนาใจใหเกิดทุกขไ มส ขุ จรงิ เราจะใหท รพั ยประเสริฐยง่ิ ๗ ประการ ที่ เราชนะมารไดมา จึงรับสัง่ หาทานพระสารีบุตร มีพทุ ธดำรสั วา สารีบตุ ร เธอจงจัดการใหราหุลกมุ ารน้ี บรรพชา พระเถระจงึ ทูลถามถงึ วธิ ีบรรพชา พระศาสดาตรสั ใหใ ชต ามวิธตี ิสรณคมนูปสมั ปทา เปลงวาจาถึง พระรตั นตรยั ใหพ ระกมุ ารบวช วิธนี ้ีไดใชกนั สบื มาถงึ ทุกวนั นี้ เรียกวา บวชเณร พระราหุลเถระนไี้ ดเ ปนสามเณรรปู แรกในพระพทุ ธศาสนา คร้นั อายคุ รบ ๒๐ ป จงึ อุปสมบท ดวยวิธญี ัตตจิ ตตุ ถกรรมในสมัยเปนสามเณร ทานสนใจใครศ กึ ษาพระธรรมวินยั ลกุ ขน้ึ แตเ ชา เอามอื ทงั้ สอง กอบทรายไดเ ต็ม แลว ตัง้ ความปรารถนาวา ขอใหต นไดรบั โอวาทจากพระศาสดาหรอื พระอปุ ชฌายอ าจารย จดจำ และเขาใจใหไ ดจำนวนเทาเม็ดทรายในกอบน้ี วนั หนง่ึ ทา นอยใู นสวนมะมว งแหงหนงึ่ พระศาสดาเสดจ็ เขาไปหา แลวตรสั จูฬราหโุ ลวาทสตู ร แสดงโทษของการกลา วมุสา อุปมาเปรียบกับน้ำท่ที รงควำ่ ขันเทท้ิงไปวา ผทู กี่ ลาวมุสาท้ังท่รี อู ยแู กใจ ความ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 50
51 เปน สมณะ ของเขาก็ไมต างอะไรกบั น้ำในขนั น้ี แลว ทรงช้ใี หเหน็ วา ไมมบี าปกรรมอะไร ทผ่ี หู มดความ ละอายใจกลาวเท็จ ทั้ง ๆ ทร่ี จู ะทำไมไ ด ตอมาไดฟงมหาราหุโลวาทสูตรใจความวา ใหพจิ ารณารางกายใหเห็นเปนธาตุ ๕ ประการ คอื ดิน นำ้ ลม ไฟ อากาศ นัน่ ไมใ ชของเรา เราไมไดเ ปน นนั่ นน่ั ไมใชต ัวตนของเรา แลวตรสั สอนใหอบรม จติ คดิ ใหเ หมอื นกับธาตแุ ตล ะอยา งวา แมจะมีสง่ิ ท่ีนาปรารถนา หรอื ไมนาปรารถนา ถกู ตอ ง กไ็ มมีอาการ พอใจรกั ใคร หรอื เบือ่ หนา ยเกลยี ดชัง สุดทายทรงสอนใหเ จรญิ เมตตาภาวนา เพ่ือละพยาบาท เจรญิ กรุณาภาวนาเพ่อื ละวิหงิ สา เจรญิ มุทติ าภาวนา เพือ่ ละความริษยา เจริญอเุ บกขาภาวนา เพอื่ ละความขดั ใจ เจรญิ อสภุ ภาวนา เพอ่ื ละ ราคะ เจรญิ อนิจสัญญาภาวนา เพือ่ ละอสั มมิ านะ ทานไดพ ยายามฝกใจไปตามนน้ั ในทสี่ ดุ ไดสำเร็จพระ อรหตั ผล ๓. งานประกาศพระศาสนา พระราหุลเถระนี้ ถงึ แมจะไมมีในตำนานวา ทานไดใครมาเปน ศษิ ยบาง แตปฏิปทาของทาน ก็ นำมาซงึ่ ความศรทั ธาเลือ่ มใสในพระพทุ ธสาสนาแกบ คุ คลผไู ดศกึ ษาประวัติของทานในภายหลงั วาทานน้นั พรอมดวยสมบัติ ๒ ประการ คอื ชาติสมบัตแิ ละปฏิปต ติสมบัติ เปน ผูไมป ระมาทรกั ษาศีล สนใจใคร ศึกษา เคารพอุปช ฌายอาจารย มีปญญารูท่วั ถึงธรรม มีความยินดีในพระศาสนา ๔. เอตทัคคะ พระราหุลเถระน้ี เปน ผใู ครใ นการศึกษา ดงั ไดกลาวมาแลว เพราะฉะนั้นทานจึงไดรับยกยอง จากพระศาสดาวา เปน เลศิ กวาภกิ ษุทงั้ หลาย ผูใครในการศึกษา ๕. บุญญาธิการ พระราหลุ เถระนี้ ไดบำเพญ็ บญุ ญาธิการ อันเปน อปุ นสิ ยั แหงพระนพิ พานมานาน ในกาลแหง พระปทมุ ุตตรพุทธเจา ไดบ งั เกิดในเรอื นผูมีสกุล คร้นั รเู ดยี งสาแลว ไดฟ งธรรมของพระศาสดาเหน็ พระ ศาสดาทรงตั้งภกิ ษุรูปหนง่ึ ไวในฐานะทีเ่ ลิศกวา ภิกษทุ ้งั หลาย ผูใครตอ การศึกษา จึงปรารถนาตำแหนง น้ัน บา ง แลวไดส รางความดีมากมาย มีการทำความสะอาดเสนาสนะ และการทำประทปี ใหสวางไสวเปน ตน ผา นพนไปอีกหลายพุทธนั ดร สุดทายไดร ับพรที่ปรารถนาไว ในสมยั แหงพระพทุ ธเจาของเราทัง้ หลาย ดัง ไดก ลา วมา ๖. ธรรมวาทะ สตั วท้งั หลาย เปนดงั คนตาบอด เพราะไมเ หน็ โทษในกาม ถูกขายคือตัณหาปกคลมุ ไว ถกู หลังคาคอื ตัณหาปกปด ไว ถูกมารผกู ไวดวยเคร่อื งผกู คือความประมาทเหมอื นปลาที่ติดอยใู นลอบเราถอน กามนนั้ ข้นึ ไดแ ลว ตดั เครอ่ื งผกู ของมารไดแลว ถอนตัณหาพรอมท้งั รากขน้ึ แลว เปนผูเยอื กเยน็ ดบั แลว ๗. ปรนิ พิ พาน พระราหลุ เถระ ครนั้ สำเร็จเปนพระอรหนั ตแลวไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดอายุ ไขยของทา น สุดทายไดปรินพิ พานดบั สังขาร เหมือนกบั ไฟท่เี ผาเชอ้ื หมดแลว กด็ ับไป ณ แทน กัมพลศิลา อาสน ท่ปี ระทับของทา วสักกเทวราช **************************************** พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 51
52 ๑๓. ประวตั ิ พระอบุ าลีเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอุบาลีเถระ นามเดิม อบุ าลี หมายความวาใกลชิดกบั กษตั ริยท ัง้ หลาย เกดิ ในครอบครวั ชา งกัลบก ของศากยกษัตริยใ นนครกบิลพสั ดุ อุบาลีน้ัน คร้นั เจริญวัยแลวไดเปน สหายรักแหง กษัตริยท ้ัง ๖ มเี จาอนรุ ทุ ธะเปนตน จงึ ไดรบั แตงตัง้ ใหเปน นายภูษามาลาประจำพระองค ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธสาสนา เมอื่ พระศาสดาประทบั อยทู อี่ นปุ ยอมั พวันแหงมลั ลกษัตรยิ ท ง้ั หลาย เม่อื พระโอรสของศากยกษตั ริยท ง้ั หลายบวชกนั เปน จำนวนมาก เหลาพระญาติเหน็ ศากยะ ๖ พระองคเหลานี้ คือ ภทั ทยิ ราชา อนุ รทุ ธะ อานนั ทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต ยงั ไมไ ดออกบวช จึงสนทนากันวา คนอน่ื เขาใหลกู ๆ บวชกนั คนจากตระกลู เรายังไมไ ดออกบวชเลย เหมือนกับไมใชญาตขิ องพระศาสดา ในท่ีสดุ กษัตริยท ้ัง ๖ จงึ ตัดสินพระทยั ออกบวช โดยมนี ายอบุ าลีภูษามาลาตามเสดจ็ ไปดว ย เมื่อเขาสูแวน แควนกษตั ริยอ ื่นจึงใหน าย อุบาลกี ลบั นายอุบาลีกลับมาไดหนอยหนึ่ง ไดต ัดสนิ ใจบวชบา ง แลวไดร วมเดนิ ทางไปกับกษตั รยิ ทัง้ ๖ จึงรวมเปน ๗ คนดวยกัน เขาไปเฝา พระศาสดาทอี่ นุปยอัมพวนั กษตั รยิ ท ้ัง ๖ ไดก ราบทูลวา ขอ พระองคโปรดบวชใหอุบาลีกอน ขาพระองคท ั้งหลายจะไดทำสามจี ิกรรม มกี ารอภิวาทเปนตนแกเขา วธิ นี ี้ จะทำใหม านะของพวกขาพระองคสรางส้นิ ไป พระศาสดาไดทรงจัดการบวชใหพ วกเขาตามประสงค พระอุ บาลีเถระนัน้ ครนั้ บวชแลว เรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดาแลว กราบทูลวา ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขอ พระองคจ งทรงอนญุ าตใหข า พระองคอ ยปู า พระศาสดาตรัสวา ดูกอ นภิกษุ เมอ่ื อยปู า ธรุ ะอยางเดยี ว เทา น้ันจักเจริญงอกงาม แตเมื่ออยใู นสำนกั ของเรา ท้ังวปิ สสนาธุระ และคันถธรุ ะจะบริบูรณ พระอบุ าลี นนั้ รบั พระดำรสั ของพระศาสดาแลว กระทำวิปสสนากรรมฐาน ไมนานกไ็ ดบ รรลุพระอรหตั ๓. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงสอนพระวนิ ัยปฎ กทง้ั สิน้ แกพระอบุ าลนี ั้นดวยพระองคเอง ทานจงึ เปนผทู รงจำ และชำนาญในพระวนิ ยั ปฎ ก ครนั้ พระศาสดาเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพานแลว ไดมีการทำสงั คายนา พระธรรม วินัยครงั้ แรกโดยมพี ระมหากัสสปเถระเปน ประธาน พระสงฆไดเ ลือกทา นเปนผวู สิ ชั ชนา พระวินยั ปฎ ก ทำ ใหพ ระพทุ ธศาสนาดำรงมนั่ คงมาจนถึงทกุ วันน้ี ๔. เอตทัคคะ พระอุบาลเี ถระ ไดเรียนพระวินยั ปฎ กท้ังหมดจากพระโอษฐข องพระศาสดาโดยตรง จึงมคี วาม ชำนาญในพระวินยั เปน เหตใุ หพระศาสดาทรงตงั้ ทา นไวในฐานะท่เี ลิศกวาภกิ ษุทั้งหลาย ผเู ปน วินยั ธร ( ผู ทรงพระวินัย ) ๕. บญุ ญาธิการ พระอบุ าลีเถระน้นั ไดกระทำบุญญาธกิ ารอนั เปน ปจจยั เกอื้ กูลแกพ ระนพิ พานมานานแสนนาน จนกระทงั่ ถงึ สมัยแหงพระพทุ ธเจา ทรงพระนามวา ปทมุ ุตตระ ไดบงั เกิดในตระกูลพราหมณ อนั สมบรู ณ ดวยทรพั ยส มบัติ วันหนงึ่ ไปฟงธรรมของพระศาสดาไดเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษรุ ปู หนึ่งไวใ นตำแหนง ท่เี ลิศ กวา ภิกษุท้งั หลาย ผทู รงพระวนิ ัย ศรัทธา เลือ่ มใส ปรารถนาฐานันดรนนั้ จึงสรางสมบญุ กุศลตลอดมา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 52
53 หลายพทุ ธนั ดร สุดทายไดสมปรารถนาในพระศาสนาของพระสมณโคดม ศาสดาแหง พุทธศาสนาในปจ จุบัน น้ี ๖. ธรรมวาทะ ยาสำรอกของบคุ คลบางพวก เปน ยาถา ยของบุคคลบางพวก ยาพิษรายของบคุ คลบางพวก เปน ยารักษาโรคของบคุ คลบางพวก ใคร ๆ เหน็ ผากาสาวพัสดุอันเขาทง้ิ ไวท่ีหนทาง เปอ นของไมส ะอาด เปน ธงชยั ของษี พึง ประนมมือไหว เพราะพระพทุ ธเจาทัง้ หลาย ยอมบรสิ ทุ ธิ์ไดดวยธงชยั นั้น ๗. ปรนิ ิพพาน พระอบุ าลเี ถระ ไดชวยพระศาสดาประกาศพระศาสนาในขณะทพี่ ระองคยังทรงพระชนมอยู และหลังจากทีพ่ ระองคปรินิพพานแลว กไ็ ดรว มทำสงั คายนาคร้ังแรกโดยเปนผูวสิ ชั ชนาพระวินัย สุดทายได ปรินิพพาน ดังประทปี ทโี่ ชติชว งชชั วาลเตม็ ท่แี ลวคอ ย ๆ มอดดบั ไป ************************************** ๑๔. ประวตั ิ พระภัททยิ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระภทั ทยิ เถระ พระนามเดมิ ภทั ทิยะ พระมารดา พระนามวา กาีโคธาราชเทวี เปนพระนางศากยกญั ญาในนครกบิลพสั ดุ เกิดทพี่ ระนครกบลิ พัสดุ ในวรรณะกษตั รยิ พระภทั ทยิ เถระ กอนบวชเปน เจาชายเชือ้ สายศากยะพระองคหนงึ่ มีพระสหายสนิท คือ เจา ชายอนุรทุ ธะ เจา ชายอานนท เจาชายภคุ เจาชายกมิ พลิ ะ และเจา ชายเทวทตั แหงเมอื งเทวทหะ ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพุทธศาสนา เมอื่ เจาภัททิยะทรงเจริญวยั แลว ไดเ สวยราชสมบตั สิ ืบศากยวงศ ตอ มา ถกู เจาชายอนุรุทธะ ซง่ึ เปนพระสหายสนิทชกั ชวนใหอ อกบวช จงึ ไดทลู ลาพระมารดาสละราชสมบตั เิ สด็จออกไปเฝา พระศาสดา ท่ีอนปุ ยนคิ มแควนมัลละและไดผนวชพรอมดวยพระราชกุมาร ๕ พระองค คือ อนรุ ทุ ธะ อานนั ทะ ภคุ กิมพลิ ะ และเทวทตั รวมท้งั นายภูษามาลา นามวา อุบาลีดวย จงึ เปน ๗ คน พระภัททิยะ บรรพชาอปุ สมบทแลว ไมน าน เปนผไู มประมาท พากเพียรพยายามบำเพญ็ สมณ ธรรม กไ็ ดบรรลุพระอรหตั ผลภายในพรรษาทบ่ี วชน่นั เอง ๓. งานประกาศศาสนา พระภทั ทิยะเถระน้ี ทานจะอยูตามโคนไม ปา ชา และเรือนวาง จะเปลงอุทานเสมอวา สขุ หนอๆ พระศาสดาทรงเรียกทา นมา แลวตรัสถามวา จริงหรอื ภทั ทิยะท่เี ธอเปลงอทุ านอยางนัน้ ทา นกราบทูลวา จรงิ พระเจาขา เธอมคี วามรสู ึกอยางไรจงึ ไดเปลงอทุ านเชนน้ัน ขา แตพ ระองคผ ูเจริญ เมือ่ กอ นขา พระองคเปนพระเจาแผน ดิน ตองจดั การรักษาปองกนั ท้ังภายใน และภายนอกทัว่ อาณาเขต แมข าพระองค จัดการอารักขาอยา งนีก้ ย็ งั ตอ งหวาดสะดุงกลวั ภยั อยเู ปนนิตย แตบ ัดน้ีขาพระองคถึงจะอยูปา โคนตนไม หรือในเรือนวาง กไ็ มร ูสึกหวาดกลัว หรือสะดงุ ตอภยั ใด ๆ เลย อาศยั อาหารทีผ่ อู ่ืนใหเ ลยี้ งชีพวันละม้ือ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 53
54 จิตใจเปน อสิ ระ ไมมีพันธะใด ๆ ขาพระองคมคี วามรูสึก อยางน้ี จึงเปลงอุทานอยา งนั้น พระเจาขา พระ ศาสดาทรงทราบเชนนัน้ จึงชมเชยทาน ปฏปิ ทาของทานนำมาซึง่ ความเลื่อมใสของคนทง้ั หลายเปน จำนวน มาก ๔. เอตทัคะ พระภทั ทยิ เถระน้ี ทา นเกิดในวรรณะกษัตริย และไดเ สวยราชสมบัติเปน ราชาแลว ไดส ละราช สมบัตอิ อกบวชดวยเหตุนั้น จึงไดรบั การยกยอ งจากพระศาสดาวา เปนผเู ลิศกวาภิกษทุ ้งั หลายผเู กดิ ใน ตระกลู สูง ๕. บุญญาธิการ แมพ ระภัททยิ เถระนี้ กไ็ ดบ ำเพ็ญบุญญาธิการไวใ นสมยั พระพทุ ธเจา องคกอ น ๆ ซ่งึ ลวนแตเปน อุปนสิ ยั ปจ จยั แหงพระนพิ พาน ในพทุ ธปุ บาทกาลแหงพระปทุมตุ ตรศาสดา ไดเ กดิ ในตระกูลอันสมบูรณ ดว ยสมบตั ิ เจริญวัย ไดภรรยาและบุตรธดิ าแลว มจี ิตเล่อื มใสมใี จโสมนัส ตอ นรับพระสมั มาสัมพุทธเจา นำ เสดจ็ มาสูเ รอื นของตน ไดถวายภตั ตาหารแลวไดถวายอาสนะทป่ี ลู าดดวยเครือ่ งปลู าดอนั งดงาม ตอ มาได ทำบุญมีทาน ศีล และภาวนาเปนประธาน ตลอดกาลยาวนาน จนไดบรรลุสาวกบารมญี าณในชาติสุดทาย ฆราวาสวสิ ยั ไดเปน ราชา ออกบรรพชาไดส ำเรจ็ พระอรหนั ต ๖. ธรรมวาทะ ขาแตพ ระองคผ เู จริญ เม่อื กอนโนน ขา พระองคครองราชสมบัติ ไดจ ดั การอารกั ขาไวอยา งดีใน ทท่ี กุ สถาน ถึงกระนั้นก็ยงั อยดู วยความกลวั ภยั หลบั ไมสนทิ มีจติ คิดระแวง แตบ ัดน้ี ขาพระองคบวชแลว อยูอยางไมมีภัย ไมม เี รือ่ งใหต อ งคิดระแวง ๗. ปรนิ พิ พาน พระภทั ทยิ เถระน้ี ทานไดบ รรลผุ ลสูงสดุ ในพระพุทธศาสนา ส้ินชาติ สิน้ ภพ อยูจบพรหมจรรย กิจสวนตัวของทา นไมมี มีแตหนาทป่ี ระกาศศาสนา นำมาซ่ึงประโยชนและความสขุ แกสงั คม สุดทายทา น ไดป รนิ พิ พานตามธรรมดาของสังขารท่ีเกดิ มาแลวตอ งดับไป *********************************** ๑๕. ประวตั ิ พระอนุรทุ ธะเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอนรุ ทุ ธเถระ พระนามเดมิ เจาชายอนุรทุ ธะ เปน พระนามทพี่ ระญาติท้ังหลายขนานให พระบดิ า พระนามวา อมิโตทนะ เปนพระอนชุ าของพระเจาสทุ โะทนะ มีพ่ีนอ งรวมพระ มารดาเดียวกัน ๒ พระองค คือ ๑. พระเชษฐา พระนามวา เจาชายมหานามะ ๒. พระกนิษฐภคนิ ี พระนามวา โรหิณี ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมือ่ พระศาสดาทรงทำการสงเคราะหญ าติ แลวเสดจ็ จากกบลิ พัสดุไ ปประทบั อยทู ่ีอนปุ ย อมั พวัน สมยั นัน้ เจา ชายมหานามะ เสดจ็ เขาไปหาเจา ชายอนุรทุ ธะ ตรัสวา พอ อนุรทุ ธะบัดน้ี ศากยกุมารผูม ี ชอ่ื เสียงพากันบวชตามพระผมู ีพระภาคเจา แตต ระกูลของเรายังไมมีใครบวชเลย เธอหรือพจ่ี ะตองบวช ใน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 54
55 ทส่ี ดุ เจา ชายอนุรุทธะตดั สนิ พระทัยบวชเองจึงพรอมดวยกษตั ริยอ กี ๕ พระองคคือ ภทั ทยิ ะ อานันทะ ภคุ กมิ พลิ ะ และเทวทัต พรอ มกับอุบาลภี ษู ามาลา ไดไปเฝา พระศาสดาทอี่ นุปย อัมพวัน ทูลขอบรรพชา อุปสมบท ๓. การบรรลธุ รรม พระอนรุ ุทธเถระน้ี ครั้นบวชแลว ไดเรียนกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีแลว ไดไ ปประจำ อยทู ปี่ าจนี วังสทายวนั ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรม ตรกึ มหาปุริสวติ กได ๗ ขอ คอื ๑. ธรรมนเ้ี ปนธรรมของผูมีความปรารถนานอย ไมใ ชของผมู คี วามมักมาก ๒. ธรรมน้เี ปน ธรรมของผสู นั โดษยินดีดว ยของที่มีอยู ไมใ ชของผูไมส นั โดษ ๓. ธรรมนเ้ี ปนธรรมของผสู งดั แลว ไมใ ชข องผูยินดใี นหมูคณะ ๔. ธรรมนีเ้ ปนธรรมของผปู รารภความเพียร ไมใชข องผูเกยี จครา น ๕. ธรรมน้เี ปน ธรรมของผูมีสตมิ ัน่ คง ไมใชของคนหลง ๖. ธรรมน้เี ปนธรรมของผูมีใจมนั่ คง ไมใชของผูมีใจไมม่นั คง ๗. ธรรมน้เี ปนธรรมของผมู ปี ญญา ไมใ ชของผทู รามปญ ญา พระศาสดาทรงทราบวา ทา นลำบากในมหาปุริสวติ กขอ ท่ี ๘ จึงเสด็จไปยังท่นี นั้ ตรัสอรยิ วงั สปฏิปทา วาดวยการอบรมความสนั โดษในปจจัย ๔ และยินดใี นการเจรญิ กุศลธรรม แลว ตรัสมหา ปุ รสิ วิตก ขอท่ี ๘ ให บรบิ รู ณ ๘. ธรรมน้ีเปน ของผยู นิ ดีในธรรมท่ีไมเ นน่ิ ชา ไมใ ชข องผูย ินดีในธรรมทเ่ี น่ินชา พอเม่ือพระศาสดาเสดจ็ ไปยังเภสกลาวัน ทา นพระอนรุ ุทธเถระ ก็ไดเปน พระขณี าสพอยูจบ พรหมจรรย เปน พระอรหันต มีวิชา ๓ ๔. งานประกาศพระศาสนา ชวี ประวัตขิ องทา นนาศรัทธาเลอ่ื มใส จากผูที่เปน สุขมุ าลาชาติท่ีสดุ ไมร จู ักและไมเ คยไดยินคำ วา ไมม ี ตองการอะไรไดท ั้งน้ัน แตเมอ่ื เขา บวชในพระพุทธศาสนาแลวกลบั เปนผมู ักนอยสนั โดษ เก็บผา จากกองขยะมาทำไตรจีวรนงุ หม โดยไมม ีความรงั เกยี จ กลบั มคี วามยินดีวานั่นเปน การ ปฏบิ ัตติ ามนสิ ัย คอื ที่พงึ พาอาศัยของภกิ ษุ ๔ ประการ ๕. เอตทัคคะ พระอนรุ ทุ ธเถระไดบรรลุพระอรหตั พรอ มวิชา ๓ คอื บพุ เพนวิ าสานสุ สติญาณ ทพิ ยจักขญุ าณ และอาสวักขยญาณ ตามปกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเทาน้ัน นอกนัน้ ทานจะพิจารณาตรวจดสู ัตวโลก ดว ยทพิ ยจักขุญาณ (เปรียบกบั คนธรรมดาก็เหมอื นกับ ผูมีใจเอ้อื อาทรคอยเอาใจใสด ูแลทุกขส ขุ ของผูอ ่ืน ตลอดเวลา) เพราะฉะน้นั พระผมู พี ระภาคเจา จงึ ทรงยกยอ งทา นวา เปน ผเู ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผไู ดทพิ ยจักษุ ญาณ ๖. บุญญาธิการ พระอนรุ ทุ ธเถระน้ี ไดส รางสมบญุ กศุ ลท่ีจะอำนวยผลใหเกิดทิพยจักษุญาณในพทุ ธกาลเปนอนั มาก คือไดท ำการบชู าดว ยประทีปอันโอฬารทีพ่ ระสถปู เจดยี ดว ยผลบญุ อันนีจ้ ึงทำใหไดบรรลุทพิ ยจกั ษุ ญาณ สมกบั ปณิธานทตี่ ง้ั ไว พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 55
56 ๗. ปรินพิ พาน พระอนรุ ทุ ธเถระ คร้ันไดเปน พระขีณาสพ ส้นิ ชาติสนิ้ ภพ อยูจ บพรหมจรรยเสร็จหนาท่สี วนตัว ของทานแลว ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนา จนถึงพระศาสดาปรนิ ิพพาน ก็ไดรวมอยใู น เหตุการณน น้ั ดวย เปน ผทู ่รี ูวา พระศาสดานิพพานเมอ่ื ไร อยางไร สดุ ทา ยทานเองกไ็ ดละสังขารปรินิพพาน ไปตามสัจธรรม ************************************ ๑๖. ประวตั ิ พระอานนทเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอานนทเถระ นามเดมิ อานนท มีความหมายวา เกิดมาทำใหพ ระประยรู ญาตติ างยินดี พระบดิ า พระนามวา สุกโกทนะ พระกนิฏฐภาดาของพระเจา สุทโธทนะ( แตอ รรถกถาสวน มากกวา วา เปน โอรสของพระเจา อมิโตทนะ ) พระมารดา พระนามวา กีสาโคตมี เกดิ ท่ีนครกบิลพัสดุ วรรณะกษัตรยิ เปนสหชาติ กบั พระ ศาสดา ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา พระอานนทเถระน้ี ไดบ วชในพระพทุ ธศาสนาตามพระราชปรารภของพระเจา สทุ โธทนะ ท่ี ประสงค จะใหศากยกุมารทงั้ หลายบวชตามพระพุทธองค จงึ พรอมดว ยพระสหายอกี ๕ พระองค และ นายอุบาลี ผูเปน ภูษามาลา มุงหนาไปยังอนปุ ย อัมพวันแควนมลั ละ เฝา พระศาสดา ทูลขอบรรพชา อุปสมบท ๓. การบรรลธุ รรม พระอานนทเถระ บวชไดไมน านก็บรรลุโสดาปต ติผล แตไ มส ามารถจะบรรลุพระอรหัตได เพราะตอ งขวนขวายอุปฏฐากพระพทุ ธองค ทานไดบรรลอุ รหตั ผลกอ นทำปฐมสงั คายนา ๑ คนื หลังพระ ศาสดาปรินพิ พานแลว พระอรรถกถาจารยกลา ววา ทา นบำเพญ็ เพยี รอยา งหนกั หวังจักสำเรจ็ พระอรหันต กอ นการสังคายนา แตก็หาสำเรจ็ ไมเพราะจิตใจฟงุ ซาน จงึ หยุดจงกรม นง่ั ลงบนเตียง เอียงกายลงดว ย ประสงคจ ะพกั ผอ นพอยกเทา พนจากพ้ืนที่ ศีรษะยงั ไมถึงหมอน ตอนนเี้ อง จิตของทา นก็วมิ ตุ ิหลดุ พน จาก สรรพกเิ ลส เปน สมจุ เฉทปหาน นบั เปนการบรรลุพระอรหนั ต แปลกจากทา นเหลา อนื่ เพราะไมใช เดนิ ยืน นัง่ นอน ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระอานนทเถระนี้ เปน กำลังท่สี ำคญั ยงิ่ ของพระศาสดาในการประกาสพระศาสนาแมแตอ งค สมเด็จพระบรมศาสดากท็ รงเล่ือมใสทาน ตามตำนานเลาวา ครัง้ ปฐมโพธกิ าลเวลา ๒๐ ป พระศาสดาไม มีพระผูอุปฏฐากเปน ประจำ อยูมาวนั หน่งึ ไดตรัสเรียกภกิ ษุทั้งหลายมาตรัสวา บดั น้ีเราแกแลว ภิกษบุ าง พวกเมือ่ เราบอกวาจะไปทางนก้ี ลับไปเสยี ทางอ่ืน บางพวกวางบาตรและจวี รของเราไวท่พี ้ืน ทา นทงั้ หลาย จงเลือกภกิ ษสุ กั รูปหนง่ึ เพ่อื เปน อุปฏ ฐากประจำตัวเรา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 56
57 ภกิ ษุท้ังหลายไดฟ งดังนนั้ รูสกึ สลดใจ ตั้งแตพระสารีบุตรเถระเปน ตนไป ตา งก็กราบทลู วา จะรบั หนาท่ีนนั้ แตพระพทุ ธองคท รงปฏิเสธ คงเหลอื แตพระอานนทเถระเทานนั้ ที่ยงั ไมไ ดกราบทลู ภกิ ษุทั้งหลายจึงใหพระอานนทเถระรบั ตำแหนง นน้ั พระเถระลุกขนึ้ แลว กราบทลู วา ขา แต พระองคผูเจริญ ถาพระผูม ีพระภาคเจา ๑. จะไมป ระทานจวี รอันประณีตทท่ี รงไดแกขา พระองค ๒. จะไมประทานบิณฑบาตอนั ประณตี แกขา พระองค ๓. จะไมป ระทานใหอ ยูในพระคนั ธกุฎีเดียวกัน ๔. จะไมทรงพาไปยงั ทน่ี มิ นต ๕. จะเสดจ็ ไปยังทน่ี มิ นตท ่ขี า พระองคไดรับไว ๖. ขา พระองคจะนำบุคคลผมู าจากที่อ่ืนเขาเฝา ไดท นั ที ๗. เม่อื ใดขา พระองคเกดิ ความสงสยั ขอใหไดเขาเฝาถามไดเมอื่ นัน้ ๘. ถา พระองคจะทรงพยากรณธรรมทีท่ รงแสดงในทีล่ ับหลงั แกขาพระองค เมอ่ื เปนอยางนี้ขา พระองคจ ักอปุ ฏ ฐากพระผูมพี ระภาคเจา การปฏิเสธ ๔ ขอขา งตน ก็เพื่อจะปลดเปลื้องการติเตียนวา อปุ ฏฐากพระศาสดาเพราะเห็นแก ประโยชนสวนตวั การทลู ขอ ๔ ขอ หลัง เพือ่ จะปลดเปลื้องคำตเิ ตยี นวา แมเพยี งเรอ่ื งเทาน้กี ไ็ มไ ดรับการ อนเุ คราะหจ ากพระศาสดา และเพือ่ จะทำขุนคลังแหงธรรมใหบ ริบูรณ พระศาสดาทรงรับทา นเปน พุทธอปุ ฏ ฐาก ทานจงึ เปรยี บเหมือนเงาทต่ี ดิ ตามพระศาสดาไปทกุ หน ทุกแหง จนถงึ วนั เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ไดน ำมาซ่ึงความเลื่อมใสรอบดา นแกพุทธบรษิ ัททง้ั ๔ แมพ ระ ศาสดากท็ รงสรรเสริญทานวา เปน พหุสตู ร คอื รพู ระธรรมวินยั ทุกอยา ง เปน ผูมีสติ คือมีความรอบคอบ ดงั จะเหน็ ไดจ ากการทูลขอพร ๘ ประการ มีคติ คอื เปน ผเู ปน ไปในอำนาจแหง เหตุ (มีเหตผุ ล) ไมใ ช อารมณ มธี ิติ คือ มปี ญ ญา และเปน พทุ ธอุปฏ ฐาก งานประกาศศาสนาทสี่ ำคญั ทีส่ ดุ ของทานคือ ไดร บั คดั เลือกจากพระสงฆอ งคอ รหันต ๕๐๐ รูป ใหเปนผูวสิ ชั ชนาพระธรรม คือ พระสุตตันตปฎก และพระอภธิ รรมปฎก เมอื่ คราวทำสงั คายนาครั้งแรก ซึ่งเปนเหตใุ หพ ระพทุ ธศาสนามีความมัน่ คงมาจนถึงสมยั แหงเราทง้ั หลายทกุ วนั นี้ ๕. เอตทัคคะ เพราะพระอานนทเถระ เปน ผทู รงธรรมวนิ ัยมคี วามรอบคอบ หนักในเหตุผล มปี ญ ญาแกปญ หา ตาง ๆ และอุปฏฐากพระศาสดา โดยไมหวงั ประโยชนสวนตน หวังใหผลแกพระพทุ ธศาสนา ในอนาคต กาลภายภาคหนา องคส มเดจ็ พระบรมศาสดาจงึ ทรงสรรเสรญิ ทานโดยอเนกปรยิ าย และตงั้ ไวในเอตทัคคะ วา เปน ผูเ ลิศกวาภิกษุทั้งหลาย ผูเปน พหุสูตร มีสติ มีคติ มีธติ ิ และเปน พทุ ธอุปฏฐาก ๖. บุญญาธิการ แมพ ระอานนทเถระนี้ กอสรางบุญทัง้ หลายอนั เปนปจจัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ใน กาลแหง พระปทุมตุ ตรพทุ ธเจา ไดเห็นพระสมุ นเถระผูเปน พุทธอุปฏฐากผูสามารถจัดการใหค นเขาเฝา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 57
58 พระพุทธเจาไดด ังประสงค จึงเกิดความพอใจอยากไดต ำแหนงน้ันบาง จึงไดบ ำเพญ็ บารมี ๑๐ ประการ ผา นมาหลายพทุ ธันดร จนมาถึงกาลแหงพระโคดมจึงไดสมความปรารถนา ๗. ธรรมวาทะ ผเู ปนบณั ฑิต ไมควรทำความเปนสหายกบั คนสอ เสยี ด คนมักโกรธ คนตระหนแ่ี ละคนชอบเห็น ความวบิ ตั ขิ องคนอน่ื การคบกบั คนช่ัวน้ันเปน ความตำ่ ชา ผเู ปนบัณฑติ ควรทำความเปน สหายกบั คนมีศรทั ธา มีศีล มีปญญา และเปนคนสนใจใคร ศกึ ษา การคบกบั คนดเี ชนน้ัน เปน ความเจริญแกตน ๘. ปรินพิ พาน พระอานนทเถระ เมื่อพจิ ารณาเห็นวา ถึงเวลาสมควรจะปรนิ พิ พาน จึงไปยังแมน้ำโรหิณี ซ่งึ กั้นกลางระหวางศากยวงศแ ละโกลิยวงศ แลว เหาะขน้ึ สูอากาศปรนิ ิพพานอธฐิ านใหรา งกายแตกออกเปน ๒ สว น สวนหนึง่ ตกลงขางพระญาติฝา ยศากยวงศ อีกสว นหนึ่งตกลงขางพระญาติฝา ยโกลยิ วงศ เพือ่ ปองกัน การทะเลาะวิวาทของพระญาติท้งั ๒ ฝาย ********************************* ๑๗. ประวตั ิ พระโสณโกวิ สิ เถระ ๑. สถานะเดิม พระโสณโกฬวสิ เถระ นามเดมิ โสณะ เพราะเปน ผูมีผิวพรรณผุดผอง สวนโกิวสิ ะ เปน ช่อื แหงโคตร บดิ านามวา อุสภเศรษฐี มีถ่ินฐานอยูในนครจำปา เปน คนสุขมุ าลชาตมิ โี ลมาท่ลี ะเอยี ดออ น เกิดทฝี่ าเทา สองขา ง ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา โสณะนน้ั เปนคนสุขุมาลชาติ มโี ลมาที่ละเอียดออนเกิดทฝี่ าเทา ท้ังสองขา ง พระเจาพิมพสิ าร พระเจา แผน ดนิ มคธ มีความประสงคจ ะทอดพระเนตรโลมาทฝ่ี าเทา ของนายโสณะน้ัน จงึ รบั สั่งใหเขาไปเฝา พระพุทธเจา ซ่งึ ประทบั อยทู ่ภี ูเขาคิชฌกฏู ใกลกรุงราชคฤห โสณโกวิ สิ ะ พรอ มกับชาวบานจำนวนหนงึ่ ไดไปเฝา พระพทุ ธเจา ตามรบั สั่งไดฟงพระธรรม เทศนาอนปุ พุ พกิ ถา และอรยิ สัจ ๔ ชาวบานเกดิ ศรัทธาเล่อื มใสในพระรตั นตรยั แสดงตนเปน อบุ าสกแลว กลับไป ฝายโสณโกวิ สิ ะ เขาไปเฝาพระพุทธเจา แลวกราบทูลวา ขาแตพ ระองคผ ูเจรญิ ขา พระองคไ ดฟง ธรรมของพระองคแ ลว เห็นวา พรหมจรรยอันผูค รองเรือนจะประพฤตปิ ฏิบัติใหบรสิ ุทธิ์และบรบิ ูรณนั้น ทำ ยาก ขอพระองคจงโปรดใหข าพระองคบ วชเถิด พระพทุ ธเจาไดบ วชใหเขาตามประสงค ๓. การบรรลธุ รรม พระโสณโกิวิสะ ครนั้ บวชแลว ไดไปบำเพญ็ สมณธรรมในปา สตี วนั ใกลเ มืองราชคฤหนัน่ เอง เดนิ จงกรมดวยเทา ดวยเขา และมือ จนเทา เขา และมือแตก แตก็ไมบรรลุผลอะไร เพราะความเพียรท่ี มากเกินไป ทำใหจ ติ ใจฟงุ ซา น คิดนอยใจตัวเองวามคี วามเพยี รมากถงึ เพียงนี้ ยงั ไมไดบ รรลมุ รรคผล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 58
59 พระพทุ ธเจาทรงทราบความคดิ ของทานจึงเสดจ็ ไปแสดงธรรมโปรด โดยเปรียบเทียบกบั พิณ ๓ สาย วา สายพณิ ที่ขึงตงึ เกนิ ไปและหยอนเกนิ ไป จะมีเสียงไมไพเราะ ตองขึงใหไ ดระดับพอดี เวลาดดี จึงจะมีเสยี งท่ี ไพเราะ ครนั้ ไดร บั คำสอนจากพระพุทธเจาแลว ทา นปรับความเพียรกับสมาธิใหเสมอกนั บำเพ็ญเพียรแต พอดี ไมตึงนกั ไมหยอนนัก ไมนานทานก็ไดบ รรลุอรหตั ผล ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระโสณโกิวสิ เถระน้ี เปนอุทาหรณสำคญั สำหรบั ผทู ีน่ ยิ มการปฏบิ ตั ิ อัตตกิลมถานโุ ยควา วิธีนน้ั ไมส ามารถจะทำใหบ คุ คลบรรลผุ ลทต่ี อ งการไดเ ลย ครั้นสำเรจ็ เปนอรหนั ตแ ลว ไดแสดงคณุ สมบตั ขิ องพระอรหัตนในสำนกั ของพระพทุ ธเจาวา ภกิ ษุผเู ปนพระอรหันตน ัน้ จติ ใจนอมเขาไปใน คณุ ๖ ประการ คอื ๑. นอมเขา ไปในบรรพชา ๒. นอมเขา ไปในความสงดั ๓. นอมเขาไปในความสำรวมไมเบยี ดเบียน ๔. นอมเขา ไปในความไมถ ือม่ัน ๕. นอมเขาไปในความไมมีความอยาก ๖. นอมเขาไปในความไมหลง พระพทุ ธเจาทรงสดับแลว ตรสั สรรเสรญิ ทา นวา พยากรณพระอรหตั กลา วแตเนอ้ื ความ ไมนำตนเขาไปเปรียบเทยี บ ๕. เอตทัคคะ พระโสณโกวิ สิ เถระน้ี คร้ังยงั ไมบรรลพุ ระอรหัตไดบ ำเพ็ญความเพียรอยา งแรงกลา ดังไดกลา ว มา พระพทุ ธองคจึงทรงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลิศกวา ภกิ ษุทั้งหลายผูป รารภความเพียร ๖. บญุ ญาธิการ แมพระโสณโกวิ ิสเถระ ก็ไดบำเพ็ญคณุ งามความดที ่ีเปน อุปนิสยั ปจจยั แหงพระนิพพานมานาน แสนนานหลายพุทธนั ดร จนไดรับพยากรณจากพระปทมุ ุตตรศาสดาวา จะไดร ับตำแหนงเอตทคั คะ ดาน ปรารภความเพยี รในพุทธกาลแหง พระสมณโคดม ครั้นไดรับพยากรณแ ลว ทา นไดบำเพญ็ ความดี ที่ สามารถสนับสนนุ ความปรารถนาน้นั อยา งอื่นอกี มากมายหลายพทุ ธนั ดร โดยไมมคี วามทอแทใจ คลายกบั จะไดร บั ผลในวนั พรุง นี้ ในทสี่ ดุ บารมขี องตนกส็ มั ฤทธ์ิผลในศาสนาของพระทศพลพระนามวา โคดม ดงั กลาวมา ๗. ธรรมวาทะ ผทู ท่ี อดท้งิ สิ่งทีค่ วรทำ ไปทำสิ่งที่ไมค วรทำ ทุกขโทษทง้ั หลายยอ มประดังมาหาเขา ผูม วั เมา ประมาท และเยอหยง่ิ จองหอง ผูท่ไี มยุง เกีย่ วกับสิ่งทไ่ี มควรทำ พากเพียรพยายามทำแตสิ่งทีค่ วรทำ มีสติสมั ปชัญญะ ทกุ ขโ ทษ ทง้ั หลาย ยอ มสูญหายไปจากเขา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 59
๘. ปรินพิ พาน จนถึงเวลาอายุขยั 60 พระโสณโกิวสิ เถระนี้ ไดช วยพระศาสดาประกาศพระศาสนา จงึ ได ปรนิ พิ พานจากโลกนี้ไป เปรยี บเหมอื นไฟทหี่ มดเชือ่ แลวมอดดับไป ************************************ ๑๘. ประวตั ิ พระรฐั บาลเถระ ๑. สถานะเดมิ พระรฐั บาลเถระ นามเดิม รัฐบาล แปลวา ผูรักษาแวน แควน เพราะตน ตระกลู ของทานไดชวย กอบกูแควน ทอี่ ยอู าศยั ซึ่งลม สลายทางเศรษฐกจิ เอาไว ทา นจงึ ไดช อ่ื อยา งน้นั ตามตระกลู เกิดท่ถี ุลลโกฏฐิตนิคม แควนกรุ ุ วรรณะแพศย ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือพระพทุ ธเจาเสดจ็ ไปยงั ถุลลโกฏฐติ นคิ ม แควนกรุ ุ บานเกิดของทาน ชาวกุรุไดพากนั มาฟง ธรรม รฐั บาลก็มาฟงธรรมดวย หลังจากฟง ธรรมแลวประชาชนไดก ลับไป ฝา ยรัฐบาลเขาไปเฝา พระพทุ ธเจาทูลขอบวช พระพุทธเจาตรสั บอกเขาใหไ ปขออนุญาตบิดาและมารดากอ น เขากลบั ไปบานขออนญุ าตบดิ าและมารดา เพ่อื จะบวชแตไ มไดรับอนุญาตจึงอดอาหาร บดิ า และมารดา กลัวลูกตายสุดทายจึงอนญุ าตใหบ วชตามประสงค เขาไปเฝา พระพทุ ธองคแ ลวทูลขอบวช พระพุทธเจาทรงอนญุ าตใหบวชได โดยมอบหมายใหพระเถระรูปหนงึ่ เปน พระอุปชฌาย ๓. การบรรลธุ รรม เม่ือพระรัฐบาลเถระบวชไดประมาณ ๑๕ วัน พระพุทธเจาเสด็จออกจากถุลลโกฏฐิตนิคม ไป ประทับอยทู ่กี รงุ สาวตั ถี โดยมพี ระรฐั บาลตามเสด็จไปดวย ทานไดพากเพียรเจรญิ ภาวนา ใชเวลาถึง ๑๒ ป จึงบรรลพุ ระอรหตั ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระรฐั บาลเถระนัน้ ครั้นบรรลุพระอรหนั ตแ ลวไดก ลบั ไปยงั แควน กุรบุ านเกิดของทา น โปรด โยมบิดาและมารดาใหเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา ทา นพกั อยูทมี่ คิ จริ วนั อันเปนพระราชอุทยานของพระเจา โกรพั ยะ เจาผคู รองแควนกุรุ ตอมาวันหนึ่ง พระเจาโกรพั ยะเสด็จประพาสพระราชอุทยานทอดเนตรเหน็ ทา นทรงจำไดเพราะ เคยรูจ ักมากอน จึงเสด็จเขาไปหาเพอื่ สนทนาธรรม ไดต รสั ถามวา บคุ คลบางพวกประสบความเสอ่ื ม ๔ อยา ง คอื ๑. ความชรา ๒. ความเจ็บ ๓. ความสน้ิ โภคทรัพย ๔. ความสิ้นญาติ จงึ ออกบวช แตทา น ไมไ ดเ ปนอยางน้นั ทานรูเห็นอยา งไรจึงไดออกบวช พระเถระไดท ลู ตอบวา ถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมุทเทศ ( หัวขอ ธรรม ) ๔ ประการ พระ ศาสดาจารยท รงแสดงไวแลว อาตมภาพรูเหน็ ตามธรรมน้นั จึงออกบวชธรรมุทเทศ ๔ ประการนน้ั มี ใจความวา ๑. โลกคอื หมสู ัตว อันชรานำเขาไปใกลความตายไมย ั่งยืน ๒. โลกคอื หมสู ัตว ไมม ีผูปอ งกัน ไมมีใครเปนใหญเฉพาะตน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 60
61 ๓. โลกคือหมสู ตั ว ไมม ีอะไรเปนของ ๆ ทุกคน จำตองละทิง้ สงิ่ ทัง้ ปวงไป ๔. โลกคอื หมูสัตว พรอ งอยเู ปนนิตย ไมรูจักอ่ิม เปนทาสแหงตณั หา พระเจา โกรัพยะทรงเล่อื มใสธรรมะของทาน ตรสั ชมเชยทานอยางมาก แลวไดท รงลากลับไป ๕. เอตทัคคะ พระรัฐบาลเถระ เปนผูม คี วามศรทั ธาเล่ือมใสตัง้ ใจบวชในพระพุทธศาสนาแตก วา จะบวชไดก็ แสนจะลำบาก ตองเอาชวี ิตเขาแลก ดังนั้น พระพุทธเจาจึงทรงยกยอ งวาเปนผเู ลิศกวาภกิ ษุทง้ั หลาย ผู บวชดวยศรทั ธา ๖. บุญญาธิการ แมพระรัฐบาลเถระนี้ ก็ไดสรางสมบญุ บารมไี วม ากมายหลายพุทธันดร จนมาไดร บั พยากรณวา จะสมประสงคใ นสมยั พระพุทธองคท รงพระนามวา ปทมุ ุตตระ ตอ จากน้ันก็มีศรัทธาสรางความดี ไมม ี ความยอทอ จนมาถึงพุทธปุ บาทกาลแหงพระพทุ ธเจาของเราทง้ั หลาย จึงไดถงึ ทสี่ ุดสาวกบารมีญาณ มี ประการดังกลาวมา ๗. ธรรมวาทะ บุตรธดิ า ภรรยาสามี ทรพั ยแ ละแวนแควน ติดตามคนตายไปไมได เงินซ้อื ชวี ติ ไมไ ด ชวยใหพ น ความแกไมไ ด ทัง้ คนจนและคนมี ท้งั คนดีและคนชั่ว ลว นถูกตองผสั สะ (เหน็ ไดย ิน เปน ตน) ท้ังนัน้ คนชัว่ ยอมหวัน่ ไหว เพราะความเปนคนพาล แตคนดยี อ มไมมหี วั่นไหว ๘. ปรนิ พิ พาน พระรัฐบาลเถระ ครนั้ จบกจิ สว นตวั ของทา นแลว ไดชวยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา ดงั กลาวมา สุดทา ยกไ็ ดปรนิ ิพพานดวยอนุปาทิเสลนิพพาน หยดุ วัฏฏสงสารโดยส้นิ เชิง ********************************** ๑๙. ประวตั ิ พระปณ โฑลภารทวาชเถระ ๑. สถานะเดมิ พระปณ โฑลภารทวาชเถระ นามเดิม ภารทวาชะ บดิ าเปน ปโุ รหิตของพระเจาอุเทน เกิดในแควน วงั สะ วรรณะพราหมณ ๒. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา ภารทวาชะน้นั คร้นั เจรญิ วัย ไดศึกษาแบบพราหมณจบไตรเพท แลว ไดเ ปนอาจารยสอนมนต แกม าณพ ๕๐๐ คน ตอมาถกู ศษิ ยท อดท้ิงเพราะกนิ จุ จึงไปยงั เมืองราชคฤหสอนมนตอยูท่นี ่ัน เขาไดเหน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา กบั พระมหาสาวกมีลาภมาก มคี วามปรารถนาจะไดลาภเชน นั้นบาง จงึ เขาไปเฝาพระ ศาสดา ทลู ขอบรรพชาอุปสมบท พระพทุ ธองคท รงบวชใหเขาดว ยวิธีเอหภิ ิกขุอุปสัมปทา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 61
62 ๓. การบรรลธุ รรม พระปณ โฑลภารทวาชเถระ คร้ันบวชในพระพุทธศาสนาแลว ไดเท่ียวบิณฑบาตโดยไมรจู กั ประมาณ เน่ืองจากฉันอาหารจถุ ึงถกู ขนานนามเพ่มิ วา ปณโฑลภารทวาชะ พระศาสดาทรงทราบเชน นั้น จึงทรงใชอบุ ายวธิ ีแนะนำทา นใหเปนผรู ูจักประมาณในการบรโิ ภคอาหาร ทา นคอย ๆ ฝก ฝนตนเองไปจงึ กลายเปนผูรปู ระมาณ ตอ จากน้ันไมนานไดพยายามบำเพญ็ สมณธรรม ก็ไดบรรลุอรหัตผล พรอ มอภญิ ญา ๖ ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระปณ โฑลภารทวาชเถระ ไดเปนกำลงั สำคญั รูปหนง่ึ ของพระศาสดา ได รบั คำทา ประลองฤทธิ์ กบั พวกเดียรถียท ่ีบา นของเศรษฐคี นหน่ึงในกรุงราชคฤห โดยเหาะขน้ึ ไปเอาบาตรไม จันทนทเี่ ศรษฐนี ้นั แขวนเอาไวใ นท่ีสงู พอประมาณ เพอ่ื ทดสอบวามพี ระอรหนั ตใ นโลกจรงิ หรือไม เมื่อองคสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจาเสดจ็ ดับขนั ธปรินิพพานแลว ทา นไปยังแควนวงั สะ น่ังพัก อยทู ี่โคนตน ไมในพระราชอุทยานของพระเจาอเุ ทน พระเจาอุเทนเสดจ็ มาพบ และไดส นทนากันเกย่ี วกับ เรอ่ื งพระหนมุ ๆ ในพระพุทธศาสนาบวชอยไู ดอ ยา งไร ทานไดทลู วา พระเหลานนั้ ปฏบิ ัตติ ามคำสอนของ พระศาสดา คือระวังอนิ ทรียไ มใหย นิ ดียินรา ย ไมยดึ ถอื อะไรทผ่ี ิดจากความจริง พระเจาอุเทนทรงเขา ใจ และเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศพระวาจานับถือพระรัตนตรยั ๕. เอตทัคคะ พระปณโฑลภารทวาชเถระ มคี วามมนั่ ใจตนเองมาก เมือ่ อยูในหมภู ิกษุหรือแมแ ตหนาพระ พกั ตรข องพระศาสดากจ็ ะเปลง วาจาบนั ลอื สีหนาทวา ผูใดมีความสงสัยในมรรคและผล ผนู น้ั จงถามขาพเจา เพราะเหตุนน้ั พระผูมพี ระภาคเจา จึงทรงตั้งทา นไวใ นเอตทคั คะวา เปน เลศิ กวา ภกิ ษุท้ังหลาย ผูบนั ลือสีหนาท ๗. บญุ ญาธิการ พระปณโฑลภารทวาชเถระน้ี ในพุทธุปบาทกาลของพระปทุมุตตระไดเกิดเปนราชสหี อยูใ นถ้ำ แหงภเู ขาแหงหนงึ่ เวลาออกไปหาเหยอ่ื พระพุทธเจา ไดเ สดจ็ เขาไปประทบั น่งั ในถำ้ ของเขา แลวทรง เขา นิโรธสมาบตั ิ ราชสีหก ลับมาเห็นดังนัน้ ทั้งราเรงิ และยินดี บชู าดวยดอกไม ทำใจใหเ ล่ือมใส ลว ง ๗ วัน ไป พระพุทธเจาออกจากนโิ รธสมาบัติเหาะขึน้ สูอ ากาศกลับไปยังวิหาร ราชสีหนนั้ หัวใจสลายแตกตายไป เพราะความพลดั พรากจากพระพุทธเจา ไดบ งั เกดิ เปนลูกเศรษฐใี นพระนครหังสวดี คร้นั เจริญวยั แลว ได ทำบุญ คอื ทาน ศีล ภาวนา ตลอดมา เขาไดท ำบญุ อยา งนน้ั อีกนบั ภพและชาติไมถ วน สุดทายไดถงึ ฝง แหงสาวกบารมญี าณในพทุ ธุปบาทกาลแหง พระโคดม ดังไดกลา วมา ๗. ธรรมวาทะ การไหวแ ละการบูชาจากผูคนในตระกลู ทงั้ หลาย นกั ปราชญ กลา ววา เปน เปอ กตม เปน ลูกศร ทเ่ี ล็กนดิ เดยี ว แตถ อนไดยากท่สี ุด คนช้ันตำ่ ยากทีจ่ ะละสกั การะได ๘. ปรินพิ พาน แมพ ระปณ โฑลภารทวาชเถระน้ี เม่อื ไดบ รรลอุ รหัตผล แลว ไดชว ยพระศาสดาประกาศ พระพทุ ธศาสนา ไปถึงวาระสุดทายของชีวิตแลว ไดป รนิ พิ พานดบั ไป ********************************* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 62
63 ๑. สถานะเดมิ ๒๐. ประวตั ิ พระมหาปนถกเถระ พระมหาปนถกเถระ นามเดิม ปน ถกะ เพราะเกดิ ในระหวางทาง ตอมามีนอ งชายจึงเติมคำวา มหาเขามา เปน มหาปน ถกะ บดิ าเปน คนวรรณะศทู ร มารดาเปนคนวรรณะแพศย ตระกูลตาและยายเปนชาวเมืองราชคฤห แควนมคธ ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา พระมหาปน ถกเถระ เพราะบิดาของทานเปนทาส มารดาเปน ธดิ าของเศรษฐีจึงอยูในฐานะ จัณฑาล เพราะการแบง ชั้นวรรณะของคนอินเดียในสมัยน้ัน คร้ันรูเดียงสา จึงรบเรามารดาใหพ าไปเยยี่ ม ตระกลู ของคณุ ตา มารดาจึงสงไปใหค ุณตาและคุณยายจึงไดร ับการเลีย้ งดจู นเจรญิ เตบิ โตในบา นของธน เศรษฐี คุณตาของเดก็ ชายปนถกะนัน้ ไปยงั สำนกั ของพระพทุ ธเจาเปน ประจำ และไดพาเขาไปดวย เขา เกิดศรทั ธาในพระพทุ ธเจาพรอ มกับการเห็นครั้งแรก ตอ มามีความประสงคจ ะบวชในพระพุทธศาสนา จึง เรียนใหคณุ ตาทราบ คุณตาจึงพาไปเฝาพระพุทธเจา กราบทูลใหท รงทราบ พระพุทธองคจึงส่ังใหภ กิ ษุผู เทีย่ วบิณฑบาตเปน วตั รรูปหนึง่ บรรพชาให ๓. การบรรลธุ รรม สามเณรปนถกะน้นั เรยี นพุทธพจนไดม าก คร้ันอายคุ รบจงึ ไดอ ุปสมบทไดทำการพิจารณาอยาง แยบคายจนไดอรูปฌาน ๔ เปนพิเศษ ออกจากอรูปฌานนนั้ แลวเจริญวปิ ส สนา ไดบรรลพุ ระอรหัตผล เปนผเู ลศิ แหงภิกษทุ ง้ั หลาย ผูฉลาดในการพลกิ ปญ ญา คือเปล่ยี นอรูปฌานจิตใหเ ปน วปิ ส สนา ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระมหาปน ถกเถระคร้ันบรรลุพระอรหตั ผลแลว คิดวาสมควรจะรบั ภาระรับใชสงฆจงึ เขา ไปเฝา พระพุทธองคก ราบทลู รับอาสาทำหนา ท่ีเปนพระภตั ตุทเทศกจ ัดพระไปในกจิ นิมนต พระทศพลทรงอนมุ ตั ิ ตำแหนงน้นั แกทาน และทา นไดทำงานสำเร็จเรียบรอ ยดวยดี ๕. เอตทัคคะ พระมหาปนถกเถระ กอ นสำเรจ็ พระอรหันต ทานไดอรปู ฌานซ่ึงเปนฌานที่ไมม รี ปู มีแตนาม คอื สญั ญาที่ละเอียดท่ีสุด ออกจากอรปู ฌานนั้นแลว เจรญิ วปิ ส สนามี อรปู ฌานเปนอารมณ จนไดสำเร็จพระอรหัตผล ซึ่งเปน วิธที ่ียาก เพราะฉะนัน้ พระศาสดาจึงทรงยกยอง ทา นวา เปน เลศิ กวาภิกษทุ ั้งหลายผูฉลาดในการพลิกปญ ญา ๖. บญุ ญาธิการ แมพระมหาปน ถกเถระน้ี ก็ไดสรา งสมบุญกศุ ลอนั เปน อุปนิสัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ในกาลแหง พระปทมุ ตุ ตรศาสดา ไดเ ห็นพระพุทธเจาทรงต้ังภิกษรุ ูปหน่ึงไวในตำแหนงที่เลิศกวา ภกิ ษุ ทงั้ หลายผูฉลาดในการเปลีย่ นแปลงสญั ญา (จากอรปู ฌานใหส ำเรจ็ วิปส สนาญาณ) จึงปรารถนาตำแหนงน้นั พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 63
64 แลว ไดท ำกศุ ลอนั อุดหนุนเก้อื กูลความปรารถนานน้ั มากอกี ๑ แสนกปั ในท่ีสุดจงึ ไดบรรลุผลน้นั ตามความ ปรารถนาในศาสนาของพระสัมมาสัมพทุ ธเจาของเราทั้งหลายน้ี ๗. ธรรมวาทะ ผทู พ่ี บพระสัมมาสมั พุทธเจาแลว แตปลอยโอกาสน้นั ใหผ า นไป โดยไม สนใจโอวาทของพระองค ผนู ้ันเปนคนไมมบี ุญ เปรียบเหมือนคนทำรายสริ ทิ ่ีเขามาหาตนถึงบนท่นี อนแลว ขับไลไสสง ออกไป ๘. ปรนิ พิ พาน มหาปนถกเถระ เม่อื ถึงอายขุ ัยก็ไดป รินิพพานจากโลกไป เปนที่นาสลดใจสำหรบั บัณฑติ ชน ********************************* ๒๑. ประวตั ิพระจฬู ปนถกเถระ ๑. สถานะเดมิ พระจูฬปนถกเถระ นามเดมิ วา ปนถกะ เพราะเกดิ ในระหวางทางขณะที่มารดาเดินทางกลบั ไป ยงั บานเศรษฐีผเู ปน บิดา และเพราะเปน นอ งชายของมหาปนถกะ จึงมชี ่ือวา จูฬปนถกะ บิดาเปนคนวรรณะศทู ร มารดาเปน คนวรรณะแพศย หรือไวศยะ เด็กชายจูฬปน ถกะ เพราะบดิ าและมารดาตางวรรณะกัน จึงอยใู นฐานะเด็กจณั ฑาลตามคำสอน ของพราหมณ แมช วงเวลาหน่งึ จะไดร บั ความลำบาก เพราะบดิ าและมารดายากจนมาก แตต อ มาอยูก บั เศรษฐผี เู ปน ตาและยาย ไดร บั การเลีย้ งดูอยางดี ๒. มลู เหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา หลงั จากทพ่ี ระมหาปนถกเถระบวชในพระพุทธศาสนาและไดบรรลุพระอรหัตแลวพิจารณาเห็นวา ความสขุ อันเกดิ จากมรรคผลนิพพานนนั้ เปนความสขุ ชั้นสูงสดุ อยากใหน อ งชายไดร ับความสุขเชน นนั้ บาง จึงไปขออนุญาตธนเศรษฐีผูเปน ตาพานอ งชาย มาบวช ซึง่ เศรษฐีกย็ นิ ดีอนุญาต จูฬปนถกะจึงไดบ วชในพระพุทธศาสนา ๓. การบรรลุธรรม พระจูฬปนถกเถระน้นั ครัน้ บวชแลว พระมหาปน ถกเถระผเู ปนพี่ชาย ไดพยายามอบรมสงั่ สอน แตทา นมีปญญาทึบ พีช่ ายใหท อ งคาถา ๔ บาท ใชเวลา ๔ เดือนยังทองไมได จึงถูกขบั ไลอ อกจากวัด ทาน เสยี ใจยนื รองไหอยทู ีซ่ ุมประตู พระศาสดาทรงทราบเหตุการณน ั้น จึงเสด็จมาปลอบเธอ แลว ไดป ระทานผา ขาวผนื หนง่ึ ใหแ ลวตรัสสอนใหบ รกิ รรมวา รโชหรณํ รโชหรณํ (ผาเชด็ ธุลี) พรอมกับใหเ อามือลูบผา นน้ั ไปมา ทา นไดป ฏิบัตติ ามนั้น ไมน านนกั ผา ขาวผนื น้ันก็คอย ๆ หมองไปสุดทายก็ดำเหมอื นกบั ผาเช็ดหมอ ขา ว ทา น เกดิ ญาณวา แมผาขาวบริสุทธิ์อาศยั รา งกายของมนษุ ยย งั ตองกลายเปนสีดำอยางนี้ จิตของมนษุ ยเดมิ ทเี ปน ของบริสทุ ธิ์ อาศัยกเิ ลสจรมากย็ อมเกิดความเศรา หมอง เหมือนกับผาผนื น้ี ทุกส่งิ ทกุ อยางลว นแตเ ปนของไม เทยี่ งแท ทานบรกิ รรมผา นั้นไป จนจิตสงบแลว ไดบรรลุฌาณแตน้ันเจริญวิปสสนาตอ ก็ไดบ รรลุพระอรหัต พรอ มดวยปฏสิ ัมภทิ าและอภิญญา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 64
65 ๔. งานประกาศพระศาสนา พระจฬู ปน ถกเถระ หลังจากทสี่ ำเรจ็ เปน พระอรหนั ตแลว แมใ นตำนานจะไมไดก ลาววา ทา นได ชวยพระศาสดาประกาศศาสนา จนไดใ ครมาเปนสัทธิวหิ าริกและอนั เตวาสิกกต็ าม แตปฏิปทาของทานก็ เปน เร่อื งทน่ี า ศึกษา สำหรับคนท่เี กิดมาในภายหลงั ทานมปี ญ ญาทึบถงึ เพยี งนนั้ แตอ าศยั พระศาสดาผู ฉลาดในอบุ าย และอาศยั ทา นเปนผมู คี วามเพยี ร จติ ใจแนว แน ไมย น ยอทอ ถอย กก็ ลับเปน คนฉลาด สามารถบรรลุผลทสี่ งู สุดของชวี ติ ได เพราะฉะนั้นอยาดว นสรุปวา ใครโง แตค วรคิดกอนวาผูสอนฉลาดจริง หรือเปลา ๕. เอตทัคคะ พระจฬู ปน ถกเถระ เปน ผูม ีฤทธทิ์ างใจ สามารถเนรมติ กายที่สำเร็จดวยใจไดและฉลาดในการ พลกิ แพลงจิต ( จากสมาธใิ หเ ปน วปิ สสนา ) พระศาสดาจึงยกยองทา นวา เปนผเู ลิศกวา ภิกษทุ ั้งหลายผู เนรมิตกายอันสำเรจ็ ดวยฤทธิแ์ ละผูพลิกแพลงจติ ๖. บญุ ญาธกิ าร แมพระจูณปนถกเถระน้กี ็ไดบ ำเพ็ญบารมอี ันเปนอปุ นิสยั แหง พระนิพพานมาชานาน จนในกาล แหง พระทมุ ุตตรพุทธเจา ไดเหน็ พระพุทธองคทรงตั้งพระสาวกรปู หนึ่งไวในเอตทคั คะวา เปน ผเู ลิศกวา ภิกษุ ท้ังหลายผูเนรมิตรกายอนั สำเร็จดว ยฤทธิแ์ ละผูฉลาดในการพลกิ แพลงจติ ไดต้งั ความปรารถนาเพ่อื จะเปน เชน น้ันบา ง ไดกอสรางบญุ กศุ ล สมเด็จพระทศพลทรงพยากรณวาจะไดในสมยั แหงพระโคดม จึงสรางสม บุญกศุ ลอีกหลายพทุ ธันดร มาสมคำพยากรณใ นสมัยแหง พระพทุ ธเจา ของเราทั้งหลายจริงทกุ ประการ ๗. ปรินพิ พาน พระจฬู ปน ถกเถระนี้ก็เหมือนกับอสีตมิ หาสาวกทัว่ ไป เม่อื บรรลุพระอรหัตแลวก็ไดชวยพระ ศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาตามความสามารถ สุดทายก็ไดปรนิ ิพพานดับสงั ขารและการเวยี นวา ยอยาง ส้ินเชิง *********************************** ๒๒. ประวตั ิ พระโสณกฎุ กิ ณั ณเถระ ๑. สถานะเดมิ พระโสณกุฎิกัณณเถระ นามเดิม โสณะ แตเ พราะเขาประดบั เคร่ืองประดบั หูมีราคาถึงหน่ึงโกฏิ จึงมคี ำตอ ทา ยวา กฏุ กิ ัณณะ มารดาเปน อุบาสิกาชือ่ กาี เปน พระโสดาบนั ผูถ วายความอุปภมั ภบ ำรุงพระมหากัจจายน เถระ เกิดในตระกลู คหบดีในเมืองกรุ ุรฆระ แควน อวันตี เปนคนวรรณะแพศย ๒. มูลเหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เพราะมารดาทา นเปน ผูอุปฏ ฐากพระมหากัจจายนะ เวลาทีพ่ ระเถระมาจำพรรษาที่ภูเขาปวัตตะ จึงไดน ำเด็กชายโสณะไปวัดดว ย จงึ ทำใหมีความรูจักและคุน เคย พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 65
66 กบั พระเถระมาตง้ั แตยงั เปน เด็ก ตอมาครัน้ เจริญวัยมศี รัทธาใครจ ะบวชในพระพุทธศาสนาจงึ ขอบรรพชา อุปสมบทกบั พระเถระ ๆ อธบิ ายใหฟ ง วา การบวชน้ันมคี วามทกุ ขย ากลำบากอยางไร แตเขาก็ยนื ยนั จะ บวชใหได พระเถระจงึ บวชใหไดแ คเ ปนสามเณร เพราะในอวนั ตชี นบทหาพระครบองคสงฆ ๑๐ องคไ มไ ด ทา นบวชเปนสามเณรอยู ๓ ป จงึ ไดพระครบ ๑๐ องค แลว ไดอุปสมบทเปน ภิกษุ คร้ันบวชแลว ต้ังใจ ศึกษาเลาเรยี นในสำนกั พระอปุ ชฌายพากเพียรบำเพ็ญภาวนาในไมชา กส็ ำเรจ็ พระอรหัตผล ๓. งานประกาศพระศาสนา ครั้งหนงึ่ โยมมารดาของทา นทราบวา ทานแสดงธรรมใหพระพุทธเจา สดับไดปลมื้ ปตใิ จ จึง นิมนตใ หแ สดงธรรมใหฟ งบาง ทา นกไ็ ดแสดงใหฟงตามอาราธนา โยมมารดาเลอื่ มใสตั้งใจฟงอยา งดี แต ในขณะฟง ธรรมอยนู ัน้ พวกโจรเขาไปปลน ทรัพยในบา น คนใชมารายงาน ทา นก็ไมมีความเสยี ดาย บอก วาโจรตอ งการอะไร ก็ใหขนเอาไปตามปรารถนาเถิด สว นเราจะฟงธรรมของพระลูกชาย พวกทา นอยาทำ อนั ตรายตอ การฟง ธรรมเลย พวกโจรทราบความน้นั จากคนใช รูสกึ สลดใจวาเราไดท ำรา ยผูม คี ณุ ธรรมสงู สงถงึ เพยี งนี้ เปน ความไมด ีเลย จงึ พากนั ไปยงั วดั เมอ่ื การฟงธรรมส้ินสุดลง ไดเขาไปหาโยมมารดาของทานขอขมาโทษแลว ขอบวชในสำนกั ของพระเถระ ๆ กบ็ วชใหพวกเขาตามประสงค ๔. เอตทัคคะ พระโสณกุฏกิ ณั ณเถระนี้มคี วามสามารถในการแสดงธรรมแบบสรภญั ญะ ดว ยเสียงอันไพเราะ ตอพระพกั ตรของพระศาสดา ดงั นน้ั ทานจงึ ไดรบั การยกยอ งวา เปน เลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผแู สดงธรรมดวย ถอยคำอนั ไพเราะ ๕. บญุ ญาธิการ แมพระโสณกฏุ ิกณั ณเถระน้ี กไ็ ดบำเพญ็ บารมีอนั เปนอปุ นสิ ัยแหง พระนิพพานมานานแสนนาน ในกาลแหง พระปทมุ ตุ ตรศาสดาไดเห็นพระพุทธองคทรงต้ังภกิ ษรุ ปู หน่ึงไวใ นเอตทัคคะวาเลิศกวาภิกษุ ทงั้ หลายผูแ สดงธรรมดวยถอ ยคำอันไพเราะ จึงปรารถนาฐานนั ดรเชนน้นั บาง แลวไดก อ สรา งความดีท่ี สามารถสนบั สนนุ ค้ำจนุ ความปรารถนาน้นั อันพระปทมุ ตุ ตรศาสดาทรงพยากรณว าจะสำเร็จสมดังใจสมัย แหง พระพทุ ธโคดม จึงสรางสมบารมอี ีกหลายพุทธันดร จนถงึ ชาติสุดทา ยมาไดสมปรารถนาในสมยั พระ ศาสดาของเราทงั้ หลาย สมดังพุทธพยากรณท กุ ประการ ๖. ปรินพิ พาน พระโสณกุฏิกัณณเถระนก้ี เ็ หมอื นกับพระอสีติมหาสาวกทง้ั หลาย เมื่ออยจู บพรหมจรรยแลว กไ็ ด ชว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาจนถงึ วาระสุดทายของชวี ติ ในที่สุดก็ปรนิ พิ พานดบั เบญจขนั ธหยดุ การหมนุ เวียนแหง กเิ ลสกรรมและวิบากอยางส้ินเชงิ ***************************** พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 66
67 ๒๓. ประวตั ิ พระลกุณฎกภัททยิ ะ ๑. สถานะเดิม พระลกุณฏกภัททิยะ นามเดิม ภทั ทยิ ะ แตเ พราะรา งกายของเขาเตีย้ และเล็กจึงเรยี กวา ลกณุ ฏกภทั ทยิ ะ เปนคนวรรณะแพศย ชาวเมอื งสาวัตถี ๒. มูลเหตแุ หงการบวชในพระพทุ ะศาสนา เมือ่ พระศาสดาประทับอยูท ี่พระวิหารเชตวนั แสดงพระธรรมเทศนาโปรดมหาชน ลกุณฏกภทั ทิ ยะเตบิ โตแลวไดไ ปยังวหิ ารฟงธรรมเทศนา เกิดศรทั ธาเล่ือมใสใครจะบวชในพระพทุ ธศาสนา จึงทลู ขอบวช กบั พระศาสดา ซึ่งกท็ รงบวชใหตามประสงค เมื่อทานไดบวชในพระพทุ ธศาสนาแลว กไ็ ดเ รียนกรรมฐาน พากเพยี รภาวนาเจริญวิปส สนา ใน ไมช า ก็บรรลุพระอรหัตผล ๓. เอตทัคคะ พระลกณุ ฏกภัททิยะนี้ เปน ผูมเี สียงไพเราะ เพราะเหตนุ ้นั พระศาสดาจึงทรงตั้งทา นไวใ น เอตทัคคะวา เปน ผเู ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผมู ีเสียงอนั ไพเราะ ๔. บญุ ญาธิการ แมพ ระลกณุ ฏกทภทั ทยิ ะเถระนี้ กไ็ ดบ ำเพ็ญบารมที เี่ ปนอปุ นสิ ยั แหงมรรคผลนิพพานมาชา นาน ในพทุ ธปุ บาทกาลแหงพระศาสดาทรงพระนามวา ปทุมุตตระ ไดเห็นพระศาสดาทรงตัง้ ภกิ ษรุ ูปหนึ่งใน ตำแหนงผูเลิศกวาภกิ ษุทงั้ หลายผูมเี สียงไพเราะ จงึ เกดิ กศุ ลฉนั ทะวา ไฉนหนอ ในอนาคตกาลเราพงึ เปนผมู ี เสียงไพเราะเหมอื นภกิ ษุรปู นี้บาง ในศาสนาของพระพุทธเจาสกั องคหน่งึ แลวไดทำบุญตา ง ๆ มากมาย และไดเ ปลง วาจาตั้งความปรารถนาอยางนนั้ พระศาสดาทรงพยากรณว าจะสำเรจ็ ในศาสนาของพระศาสดา พระนามวาโคดม จึงไดสรางความดีตลอดมาแลวไดสมปรารถนาตามประสงค ดังคำของพุทธองคท กุ ประการ ๕. ธรรมวาทะ คนบางพวกเขารื่นเริงกันดว ยเสียงตะโพน พิณ และบัณเฑาะว สวนเรายนิ ดีในพระพุทธศาสนา จึงรน่ื รมยอยูท โี่ คนตน ไม ถา พระพุทธองค จะทรงประทานพรแกเ รา และเรากส็ ามารถไดพรนนั้ สมมโนรถ เราจะเลือก เอาพรวา ขอใหชาวโลกท้งั หมดเจรญิ กายคตาสตกิ นั ๖. ปรนิ พิ พาน พระลกุณฏกภัททยิ ะ ไดบ ำเพ็ญประโยชนแ กช าวโลกตามสมควรแกเวลา ก็ ไดปรนิ พิ พานหยุดการหมุนเวยี นของวัฏฏะอยางสนิ้ เชิง ****************************** พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 67
68 ๒๔. ประวตั ิ พระสภุ ตู เิ ถระ ๑. สถานะเดิม พระสภุ ูตเิ ถระ นามเดมิ สุภตู ิ เพราะรางกายของทานมีความรุงเรือง (ผดุ ผอ ง) อยา งยิ่ง บิดานามวา สมุ นเศรษฐี ชาวเมอื งสาวัตถี เกดิ ทีเ่ มอื งสาวัตถี เปน คนวรรณะแพศย ๒. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอื่ พระศาสดาทรงอาศัยเมอื งราชคฤห เปนสถานทท่ี ำการประกาศพระพุทธศาสนา อนาถบณิ ฑิกเศรษฐจี ากพระนครสาวัตถี ไดม าเยี่ยมราชคหเศรษฐีผูเปนสหายท่เี มอื งราชคฤห ไดทราบขาวการเสด็จ อบุ ตั ิแหงพระศาสดา จงึ เขาไปเฝา ทีส่ ตี วันแลวไดดำรงอยใู นโสดาปตติผลพรอ มกับการเขาเฝาเปน คร้งั แรก จึงไดกราบทลู อาราธนาพระศาสดาเพอื่ เสด็จมายังสาวตั ถี ไดสรางพระเชตวันมหาวิหารถวายเปน ที่ประทบั ในวนั ฉลองมหาวิหาร สภุ ูตกิ ุม พไี ปกบั อนาถบณิ ฑิกเศรษฐฟี งธรรมของพระศาสดา เกิดศรัทธา จึงทูลขอบวช พระศาสดาจึงบวชใหตามประสงค เมอื่ เขาไดบวชในพระพทุ ธศาสนาแลว ไดต ั้งใจศกึ ษาพระธรรมวินัยจนเขาใจแตกฉาน ตอ จากนัน้ ไดเ รยี นกรรมฐาน บำเพญ็ สมณธรรมอยูใ นปา เจริญวิปส สนากรรมฐานทำเมตตาฌานใหเ ปนบาท แลวไดบ รรลุพระอรหตั ตอ กาลไมนาน ๓. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระสุภูติเถระเมอื่ สำเรจ็ พระอรหตั ผลแลว ทา นมีปฏปิ ทาทพ่ี ิเศษกวาผอู ่ืน คอื เมอื่ แสดงธรรมก็ จะไมออกไปนอกจากนยิ าม ( กำหนด ) ที่พระศาสดาทรงแสดงไว ไมพ ูดถงึ คณุ หรือโทษของใคร เวลาเทยี่ ว ไปบิณฑบาต กอ นจะรับอาหารบิณฑบาต ทา นจะเขาเมตตาฌานกอน ออกจากฌานแลวจงึ รบั อาหาร บณิ ฑบาต ทำอยา งนที้ ุก ๆ เรอื น ดวยต้ังใจวาทำอยา งนี้ผูถวายอาหารบิณฑบาตจะไดผลบุญมาก ประกอบรา งกายของทา นสงางามและผิวพรรณผุดผอง จงึ นำมาซ่งึ ความเลอ่ื มใสแกบคุ คลเปน จำนวนมาก ๔. เอตทัคคะ พระสุภตู ิเถระ อยอู ยา งไมม กี ิเลส แมแ ตการแสดงธรรมก็ไมพ ูดถงึ คุณหรอื โทษของใคร จะเขา เมตตาฌานอยตู ลอดเวลา แมข ณะไปเท่ยี วบิณฑบาตดงั กลาวแลว เพราะอาศัยเหตกุ ารณทั้งสองน้ี พระชนิ สหี จึงทรงตง้ั ทา นไวในตำแหนง ท่ีเลิศกวาภิกษทุ ง้ั หลายผอู ยอู ยา งไมมกี เิ ลสและเปนพระทักขไิ ณยบุคคล ๕. บญุ ญาธิการ แมพ ระสภุ ูตเิ ถระนี้ ก็ไดบ ำเพ็ญบารมีอนั เปนอปุ นสิ ัยแหง พระนพิ พานมาชานานใน พุทธปุ บาทกาลแหงพระปทมุ ุตตรศาสดา ไดเห็นภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ผปู ระกอบดวยคุณสมบตั สิ องอยา งคือ อรณ วหิ าร ( รณ แปลวา กเิ ลส ) การอยูอยางไมมีกิเลส และความเปน พระทักขไิ ณยบคุ คลจึงเกิดศรัทธา ปรารถนาจะเปน เชนน้นั บา ง จงึ ไดสรา งบุญกุศลถวายพระทศพลมากมายแลว ไดต ้ังความปรารถนา พระ ศาสดาทรงเหน็ วาจะสำเรจ็ แนนอน จึงทรงพยากรณวา จะไดใ นสมยั ของพระพุทธโคดม ในทสี่ ุดกไ็ ดส ม ปรารถนาทุกอยา งดังกลา วมา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 68
69 ๖. ธรรมวาทะ ควรพูดแตส่ิงทตี่ นทำได ไมค วรพดู สิ่งที่ตนทำไมได ผูพดู ส่ิงทตี่ นทำไมได ยอ มถกู ผรู เู ขาดหู ม่ินเอา ๗. ปรนิ พิ พาน พระสภุ ูติเถระ ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาตลอดอายขุ องทา น สดุ ทายได ดับ ขันธปรนิ ิพพาน เหมือนไฟทดี่ ับโดยหาเช้ือไมได ****************************** ๒๕. ประวตั ิ พระกงั ขาเรวตเถระ ๑ สถานะเดมิ พระกงั ขาเรวตเถระ นามเดมิ เรวตะ แตเ พราะทา นมีความสงสยั ในสิ่งทเี่ ปน กัปปยะ ( สมควร ) มากเปนพิเศษจึงไดร บั ขนานนามวา กงั ขาเรวตะ แปลวา เรวตะผูมีความสงสัย เปนชาวสาวตั ถี วรรณะแพศย ๒. มลู เหตแุ หง การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พระศาสดาไดตรัสรแู ละประกาศพระพุทธศาสนา สวนมากจะประทบั อยูที่พระนครสาวัตถี เปนเวลาถงึ ๒๕ พรรษา ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชน วนั หนง่ึ เรวตะไดไปยงั พระเชตวนั พรอมกับมหาชน ยืนอยูทายบรษิ ทั ฟงธรรมกถาของพระทศพล เกดิ ศรทั ธาปรารถนาจะบวช เมือ่ มหาชนกลับไปหมดแลว จงึ เขา ไปเฝา พระศาสดาทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาทรงบวชใหเ ขาตามปรารถนา ครั้นไดบวชแลว ทลู ขอใหพ ระศาสดาตรสั สอนกรรมฐาน ทำบริกรรมในฌาน ครั้นไดฌานแลว ทำฌานน้ันใหเปน บาท เจริญวปิ ส สนาพจิ ารณาฌานน้นั วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนัตตา ไมควรยดึ มัน่ ถอื ม่นั ความสุขอนั เกิดจากฌานนน้ั ไมนานนกั ก็ไดบ รรลพุ ระอรหัตผล ซ่ึงเปน ผลอันสูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา ๓. เอตทัคคะ เพราะพระกังขาเรวตเถระ เปน ผชู ำนาญในการเขาฌาน พระศาสดาจงึ ทรงถือเอาคุณขอ นี้ตัง้ ทา นไวในตำแหนง ท่ีเลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผูย นิ ดใี นการเขา ฌาน ๔. บุญญาธิการ แมพ ระกังขาเรวตเถระน้ี กไ็ ดสรา งความดีที่เปน อปุ นิสยั แหง พระนพิ พานมานาน ในพุทธกาล แหงพระปทุมตุ ตรศาสดา ไดเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไวใ นตำแหนง ท่เี ลิศกวา ภกิ ษทุ ัง้ หลายผยู ินดี ในการเขา ฌาน จึงไดบ ำเพญ็ กุศลเปน การใหญแ ลวต้ังความปรารถนาโดยมพี ระศาสดาเปนพยานวา ท่ีทำบุญ น้ขี า พระองคมไิ ดป ระสงคส มบตั ิอน่ื หวงั จะไดตำแหนง แหง ภกิ ษุผูยนิ ดใี นการเขา ฌาน ในกาลแหง พระพุทธเจาพระองคหน่ึงในภายหนา พระศาสดาทรงเหน็ ความสำเร็จของเขา จงึ ไดพยากรณวาจะสำเร็จใน กาลแหงพระพทุ ธเจา พระนามวาโคดม และเขากไ็ ดสมปรารถนาตามพระพุทธวาจาทกุ ประการ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 69
๕. ปรนิ พิ พาน 70 พระกงั ขาเรวตเถระ ถึงแมจะเช่ยี วชาญเร่อื งเขาฌาน ก็หนมี ัจจุมารไมพน สดุ ทา ยกไ็ ด ปรนิ พิ พานเหลือเพยี งช่อื ไวในตำนานใหไ ดศึกษากนั สืบตอ มา ****************************** ๒๖. ประวตั ิ พระโกณฑธานเถระ ๑. สถานะเดมิ พระโกณฑธานเถระ นามเดิม ธานะ ตอมามีภาพลวงตาเปน สตรตี ิดตามทานเพราะผลบาปใน ชาตกิ อ น ภกิ ษแุ ละสามเณรทงั้ หลายเหน็ ภาพนัน้ เปน ประจำจึงตง้ั ช่อื ทานเพิ่มวา กุณฑธานะ ( ธานะช่วั ) เปนคนวรรณะพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถี ๒. มูลเหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา ครน้ั อายยุ า งเขาปจฉมิ วยั เขาไปฟง ธรรมของพระศาสดาเปนประจำ เกิดศรัทธาอยากบวชใน พระพุทธศาสนา จงึ ทูลขอบรรพชาอปุ สมบทตอ พระพทุ ธองค ซ่งึ ก็ทรงประทานใหตามปรารถนา ตง้ั แต วันทท่ี านบวชแลว เพราะบาปกรรมในชาตกิ อนของทา น เวลาทานอยทู ว่ี ัดกด็ ี เขาบา นเชน ไปบิณฑบาตก็ดี จะมคี นเหน็ ภาพสตรีคนหน่งึ ตามหลังทา นไปเสมอ แตต วั ทานเองไมท ราบ และไมเคยเห็นสตรนี ้ันเลย เวลา คนใสบ าตบางคนก็บอกวา สว นนข้ี องทา น สว นน้สี ำหรับหญงิ สหาย พระภกิ ษแุ ละสามเณรก็เหน็ ภาพนัน้ เปนประจำ วันหนงึ่ พากันไปลอ มกุฏขิ องทาน พูดเยาะเยย วา พระธานะเปน คนช่ัว ทานอดกล้ันไวไมอยูจ ึงไดต อบโตไปวา พวกทานกเ็ ปนคนชวั่ ภกิ ษทุ ั้งหลาย เหลา น้นั จึงไปฟอ งพระพทุ ธเจา ๆ ตรัสเรียกทา นไปพบแลว แสดงธรรมวา เธออยา กลาวคำหยาบตอใคร ๆ เพราะผูท่ถี กู เธอดา ยอมดา ตอบเธอบา ง จะกลายเปนการแขงดีกนั ไป (สดุ ทา ย) ก็มีการทำรายกนั เหตกุ ารณท่ีเกิดข้ึนนท้ี ำใหทา นลำบากใจ และลำบากเร่ืองอาหารบิณฑบาตมาก ตอ มามกี าร พสิ ูจนค วามจริง โดยมพี ระะเจาปเสนทิโกศลเปนประธาน ทรงเห็นวา เปนเรื่องไมจ ริง เปนเรอื่ งเวรกรรม ของทาน ๆ จึงไดรบั ความอปุ ถัมภจ ากพระราชา เมอื่ ทานไดความอุปถัมภจ ากพระราชา ไดอ าหารเปนท่สี ปั ปายะ พากเพียรภาวนาเจรญิ วิปสสนาไมชากไ็ ดบรรลุพระอรหตั พรอ มกับอภญิ ญา ๖ ๓. เอตทัคคะ พระโกณฑธานเถระเปน ผูมีบญุ ในเรือ่ งของการจบั สลากเพื่อไปในกจิ นิมนต ทานจะเปนผไู ดจับ สลากกอนเสมอ พระศาสดาจึงทรงยกยอ งทานวา เปนผูเ ลิศกวา ภิกษทุ ั้งหลายผจู ับสลากกอ น ๔. ธรรมวาทะ ผูเหน็ ภยั ตัดบวงผูกเขาเทา ๕ อยา ง ( สงั โยชนเบือ้ งตน ๕ ) แกบ ว งผูกคอ ๕ อยาง ( สังโยชนเบ้อื งสงู ๕ ) เจริญธรรม ๕ อยาง ( สัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญญา ) พน กิเลสเครอ่ื งขอ ง ๕ อยา ง ( ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ ) พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 70
71 ทา นเรียกวา ผขู ามพนหวงกเิ ลส ๕. ปรนิ พิ พาน พระโกณฑธานเถระ ไดบรรลผุ ลสูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา ดำรงชีวติ ตอ มาจนถึงอายุขัย แลวดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน เหมอื นกบั ไฟทห่ี มดเชอื้ แลวดับไป ******************************* ๒๗. ประวตั ิ พระวงั คสี เถระ ๑. สถานะเดมิ พระวังคีสเถระ นามเดิม วงั คีสะ เพราะเกิดในวงั คชนบท และเพราะ เปน ใหญในถอ ยคำ บดิ าเปนพราหมณ ไมป รากฏนาม มารดาเปนปรพิ าชิกา ไมปรากฏนาม ทงั้ ๒ เปน คนวรรณะพราหมณ เกิดท่วี งั คชนบท เมอื งสาวัตถี ๒. ชวี ิตกอนบวช วงั คสี มานพครน้ั เจรญิ วัยสมควรจะไดรบั การศึกษาเลาเรยี น จงึ เรยี นลัทธพิ ราหมณ จบไตรเพท เขาเปน ท่ีรักของอาจารย จึงไดเ รยี นมนตพิเศษโดยใชเล็บดดี กะโหลกศีรษะของผตู ายภายในเวลา ๓ ป แลว สามารถรไู ดว า ไปเกิดท่ไี หน พราหมณท้งั หลายเหน็ อบุ ายจะหาทรัพยไ ด จงึ พาเขาไปยงั สถานท่ีตาง ๆ ดดี กะโหลกศีรษะของผูท ่ตี ายแลวใหก ะโหลกนั้นบอกแกญ าติของตนวา ไปเกิดทไ่ี หน พวกเขาไดลาภเปน อนั มาก ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา วันหนึง่ เขาไดสดบั พระคุณของพระพทุ ธเจา เกิดความเลอื่ มใสอยากจะไปเฝา พราหมณทั้งหลาย คดั คานเขา กลัวจะเปลี่ยนใจไปนบั ถอื พระศาสดา แตเขาไมเชื่อพราหมณเหลานน้ั ไปเฝาพระศาสดาท่ี พระเชตวนั ทรงทำปฏสิ ันถารอยางดี ตรสั ถามถึงความสามารถของเขา ครน้ั ทรงทราบแลว จึงทรงนำเอา กะโหลกศีรษะคนตายมา ๔ กะโหลก ในวังคสี ะดีดดู เขาดดี กะโหลกท่ี ๑ บอกวาไปเกดิ ในนรก ท่ี ๒ บอกวา ไปเกดิ เปนมนุษย ที่ ๓ บอกวาไปเกดิ เปนเทวดา ทรงประทานสาธุการแกเ ขา พอดีดกะโหลกท่ี ๔ ซ่งึ เปนของพระอรหนั ต เขาไมทราบวาไปเกดิ ทีไ่ หน นั่งเหง่อื ไหล พระศาสดาตรสั ถามวา เธอลำบากใจ หรอื วังคีสะ เธอยอมรับวาพระพทุ ธเจาขา แลวทูลถามวา พระองคท ราบมนตนีห้ รอื ตรัสวาทราบ เขาจึง ขอเรยี น แตท รงปฏิเสธวาสอนใหไ มไ ด จะสอนไดเฉพาะแกค นทมี่ เี พศเหมอื นเราเทา น้ัน เขาจึงทลู ขอบวช กบั พระศาสดา ตรัสใหพระนโิ ครธกปั ปเถระเปนพระอุปช ฌายบ วชให ๔. การบรรลุธรรม วังคสี ะ ครั้นบวชแลว ทรงบอกกรรมฐานคอื อาการ ๓๒ และวปิ สสนากรรมฐานแลว เมอ่ื ทา น กำลงั สาธยายอาการ ๓๒ และเจรญิ วิปสสนากรรมฐานอยู พวกพราหมณเขาไปถามวา เรียนมนตข องพระ โคดมจบหรือยงั ทา นตอบวาจบแลว พวกพราหมณพ ูดวา ถา อยางนัน้ ก็ไปไดแ ลว ทา นตอบวา อาตมาไม ไปแลว พวกพราหมณไมส ามารถจะทำอยางไรไดจงึ ไปตามกรรมของตน พระวังคสี ะเจรญิ วิปส สนาไมน าน นกั กไ็ ดบรรลพุ ระอรหัตผล จบกิจบรรพชิตของตน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 71
72 ๕. เอตทัคคะ พระวงั คีสเถระ เปน ผมู ปี ฏิภาณสามารถกลาวเปน คำประพนั ธ ( ฉนั ท ) สรรเสริญคณุ พระ ศาสดา เวลาทา นเขาไปเฝาไดทกุ คร้ัง พระศาสดาจึงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลิศกวาภิกษทุ ัง้ หลาย ผมู ี ปฏภิ าณ ๖. ปรนิ พิ พาน พระวงั คีสเถระ ครั้นถึงทสี่ ุดประโยชนส ว นตนคือบรรลพุ ระอรหตั ผลแลว ไดช ว ยพระศาสดาประกาศพระพทุ ธศาสนาตลอดเวลาอายุของทาน แลวไดดบั ขันธปรินิพพานไปตามสัจ ธรรมของชวี ิต ********************************* ๒๘. ประวตั ิ พระปล นิ ทวจั ฉเถระ ๑. สถานะเดมิ พระปลินทวจั ฉเถระ นามเดมิ ปลินทะ วัจฉะเปนช่ือของโคตรตอมาไดช ื่อวา ปลินทวจั ฉะ โดยนำเอาชือ่ โคตรไปรวมดว ย บดิ าและมารดาเปนพราหมณไ มปรากฏนาม เปนชาวเมอื งสาวัตถี ๒. ชีวติ กอนบวช กอนท่จี ะมาบวชในพระพุทธศาสนา ทานเปน ผทู มี่ ากไปดว ยความสังเวช (ความสลดใจที่ ประกอบกับโอตตัปปะ) จึงบวชเปน ปริพาชก สำเร็จวิชา ช่ือวา จูฬคนั ธาระ เหาะเหินเดินอากาศไดและรู ใจของผอู ่นื มลี าภและยศมาก อาศัยอยูในกรงุ ราชคฤห ๓. มูลเหตุของการบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พระศาสดาของเราทง้ั หลายไดตรสั รูแลว เสดจ็ ไปประทับในเมอื งราชคฤหอานุภาพแหงวชิ า ของเขาก็เส่อื มไป ลาภยศของเขาก็หมดไปดวย เขาคิดวาพระสมณโคดมตองรูคันธารวิชาอยางแนนอน จึง ไปยังสำนกั ของพระศาสดาขอเรยี นวิชา พระศาสดาตรัสวา ทานตอ งบวชในสำนักของเราจงึ จะเรยี นได เขา กย็ อมบวชตามพระพุทธดำรสั ๔. การบรรลุธรรม เมื่อทานบวชแลว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแกเ ขาและไดประทานกรรมฐานอนั สมควรแกจรยิ า เพราะทานเปน ผูมีอุปนสิ ัยท่สี มบรู ณ เรมิ่ ตงั้ ความเพียรในกรรมฐาน ไมนานก็ไดบรรลพุ ระอรหัตผล ๕. งานประกาศพระพุทธศาสนา เพราะผูทีต่ ้ังอยูใ นโอวาทของทานสมัยเปน พระเจาจกั รพรรดิ์ ไดไ ปเกิดเปน เทวดามากมาย เทวดาเหลานั้นอาศัยความกตญั ู มีความนับถือทานมาก เขา ไปหา ทาน ทงั้ เชาเยน็ แตท า นมักจะมี ปญหากบั ภกิ ษแุ ละชาวบาน เพราะทา นชอบใชวาจาไมไพเราะ ตอ มาพระศาสดาทรงแกไ ขใหทกุ คนเขา ใจ กไ็ มมีใครถอื สา กลับศรธั าเล่อื มใสยิง่ ขน้ี ทา นเปน พระทีม่ วี าจาศักดิ์สิทธ์ิ เลา กนั วา ชายคนหนง่ึ ถือถาดดีปลี มา ทา นถามวาถาดอะไรไอถอย ชายคนน้ันโกรธคดิ วา พระอะไรพูดคำหยาบ จงึ ตอบไปวา ถาดข้หี นู พอ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 72
73 ผา นทานไปดปี ลีเปนขี้หนจู ริง ๆ ตอ มามีคนแนะนำเขาวา ใหเดินสวนทางกบั ทา นใหม ถาทานถามอยางนัน้ จงตอบทา นวาดีปลี ก็จะกลายเปนดีปลีดงั เดิม เขาไดทำตามคำแนะนำปรากฏวามลู หนูกลับเปนดปี ลีดงั เดิม ๖. เอตทัคคะ กเ็ พราะเทวดาผตู ้งั อยใู นโอวาทของทานในชาตกิ อน แลว เกดิ ในสวรรคเปนอันมาก เทวดา เหลาน้นั มคี วามกตญั มู คี วามเคารพนับถอื บชู า จึงมาหาทา นทั้งเชา เย็น เพราะฉะน้ันพระศาสดาจงึ ทรงต้งั ทา นไวในฐานะทีเ่ ลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายผูเปน ทร่ี ักท่ีชอบใจของเทวดาทง้ั หลาย ๗. ปรินิพพาน พระพระปล นิ ทวจั ฉเถระ ครั้นดำรงเบญจขันธพอสมควรแกก าล ก็ไดปรินิพพานดับไปโดยไมมี อาลยั ***************************** ๒๙. ประวตั ิ พระกมุ ารกสั สปเถระ ๑. สถานะเดมิ พระกุมารกสั สปเถระ นามเดิม กัสสปะ เปน นามทีพ่ ระเจา ปเสนทิโกศลทรงต้ังให ตอมาทา น บวชในพระพุทธศาสนา เวลาพระศาสดาตรสั เรยี กภิกษชุ อื่ กัสสปะ จะถูกทลู ถามวากัสสปะไหน จึงตรัสวา กมุ ารกัสสปะ เพราะทา นบวชมาต้ังแตย ังเด็ก ๆ บิดาและมารดาไมป รากฏชื่อ เปน ชาวเมืองสาวัตถี มารดาของทานศรัทธาจะบวชตั้งแตยังไมไ ด แตง งาน แตบิดาและมารดาไมอนญุ าต หลงั จากแตงงานแลวขออนุญาตสามี ในทส่ี ุดสามีอนุญาตใหบ วช เธอจงึ เปน ภกิ ษณุ โี ดยไมร ูตวั วาตง้ั ครรภ ครั้นอยมู าครรภไ ดใหญขึ้น ภิกษณุ ที ั้งหลายรงั เกียจเธอ จึงนำไปให พระเทวทัตตัดสิน พระเทวทตั ตัดสินวา เธอศลี ขาด แมเ ธอจะชี้แจงเหตผุ ลอยา งไรกไ็ มย อมรบั ฟง ภิกษุณี ท้งั หลายจึงพาไปเฝาพระศาสดา ๆ ทรงมอบหมายใหพ ระอบุ าลีเถระตัดสนิ พระอบุ าลีเชญิ ตระกูลใหญ ๆ ชาวสาวตั ถแี ละนางวสิ าขามาพิสจู นไ ดวา นางตั้งครรภมากอนบวช ศลี ของนางบริสุทธ์ิ ๒. ชวี ิตกอนบวช นางภกิ ษณุ ีน้ันคลอดบุตรชาย หนา ตานารัก ผิวพรรณดุจทองคำ พระเจาปเสนทิโกศลทรงให เลย้ี งดูไว และทรงต้งั ชอ่ื ใหว า กสั สปะ อกี ยา งหน่ึง คนทงั้ หลายรจู กั ทา นในนามวา กุมารกัสสปะ เพราะ เปนเด็กทีพ่ ระราชาทรงชบุ เลยี้ งอยา งราชกมุ าร ๓. มูลเหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา เมอื่ เขาเจริญวยั แลว พระราชาทรงประดับประดาเขาอยางสมเกยี รติ แลว นำไปบวชยงั สำนัก ของพระศาสดา ตง้ั แตท า นบวชแลว ก็ไดเ จรญิ วิปส สนาและเรียนพทุ ธพจน แตไ มไดบรรลุมรรคผลแตอ ยาง ใด ๔. การบรรลธุ รรม ครงั้ นนั้ สหายของทานเกิดเปนพรหมในชนั้ สทุ ธาวาส เห็นทา นลำบากในการเจริญวปิ ส สนา จึง ผูกปญ หา ๑๕ ขอ แลวบอกวา นอกจากพระศาสดา ไมมีใครสามารถแกป ญ หานไี้ ด รงุ ข้นึ ทา นเขาไปเฝา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 73
74 พระศาสดา ทลู ถามปญ หาเหลานัน้ พระศาสดาทรงแกใ หทา นจนถึงพระอรหัต พระเถระเรียนตามทพ่ี ระ ศาสดาตรัส เขาไปยงั ปาอัมพวันเจริญวปิ สสนาไมนานกไ็ ดบ รรลพุ ระอรหตั ๕. งานประกาศพระศาสนา พระกมุ ารกสั สปะเถระ กลาวธรรมกถาไดอ ยา งวิจติ ร สมบรู ณด วยอปุ มาและเหตุผล เชน การ โตต อบกับพระเจา ปายาสิผไู มเชือ่ วา โลกอนื่ มจี รงิ เปนตน พระเจา ปายาสเิ หน็ วานรกไมมี เพราะไมเ คยเหน็ ญาติคนไหนตกนรกแลว มาบอก พระเถระ อุปมาวา เหมอื นคนทำความผดิ รายแรง ถูกตัดสนิ จำคกุ จะออกมานอกคุกไดอ ยา งไร พระเจา ปายาสเิ ห็นวาสวรรคไมม ี เพราะไมมญี าติทขี่ ้นึ สวรรคก ลบั มาบอกพระ เถระอุปมาวา เหมือนคนพลดั ตกลงไปในหลมุ คถู ครน้ั ข้ึนมาได ชำระรา งกายสะอาดแลว คงไมมใี ครอยากลงไปนอนในหลมุ คถู อกี พระเจา ปายาสิตรัสวา เคยฆาคนโดยเอาใสในหมอ แลวปดฝาจนสนทิ ถมทงั้ เปน ใหค นชวยดู รอบ ๆ หมอ ก็ไมเ ห็นชีวะของผูน้ันออกมา พระเถระอุปมาวา เหมือนพระองคเคยบรรทมหลับทา มกลางผู อารกั ขาและนางสนม แลว ทรงสุบินวาเสด็จประพาสสถานทต่ี าง ๆ แตก็ไมเคยมใี ครเห็นชวี ะของพระองคท่ี ออกไป พระเจา ปายาสติ รัสวา เคยฆาคนโดยไมท ำลายอนิ ทรียท ัง้ ๖ (ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ) ครั้น แลว ทรงตรวจดู ไมพบวาท้งั ๖ น้นั รูสึกอะไรเลย พระเถระอปุ มาวา เหมือนคนเปาสังข คนโงไดยนิ เสยี งสังข จึงมาขอดูเสยี งของสังข คนหาอยางไรไมพบเสียงในตวั สังข จงึ บอกวา สังขไ มม ีเสียง ยังมีเรอื่ งอกี มากมายท่แี สดงถึงความฉลาดสามารถของพระกุมารกสั สปะเถระใน การอธิบาย หลักธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา ทา นสามารถโตต อบกบั ผูท ่ีมาโตแยง คัดคานคำสอนไดอยางดี จึงนับวา เปน กำลังทส่ี ำคญั รปู หนึ่งในการประกาศพระพทุ ธศาสนา ๖. เอตทัคคะ เพราะพระกมุ ารกัสสปะเถระ กลา วธรรมกถาไดอ ยางวิจิตรสมบูรณด ว ยการอปุ มาและเหตุผล พระทศพลจงึ ยกยอ งทา นวา เปนผูเ ลศิ กวาภกิ ษทุ งั้ หลายผูใ ชถ อ ยคำอันวิจติ ร (กลาวถอ ยคำไพเราะ) ๗. ปรินพิ พาน พระกมุ ารกัสสปเถระ ครั้นอยูจ บพรหมจรรยของทา นแลว ก็ไดช วยพระศาสดาประกาศพระ ศาสนา อยมู าตามสมควรแกเ วลาของทา น แลว ไดป รนิ พิ พานจากโลกไป **************************** ๓๐. ประวตั ิ พระมหาโกฏฐติ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระมหาโกฏฐิตเถระ นามเดิม โกฎฐติ ะ มีความหมายวา ทำใหคนหนีหนา เพราะเขาเปน ผู ฉลาดในศาสตรตา ง ๆ จึงเทีย่ วท่มิ แทงคนอ่ืนดว ยหอกคือปากของตน บิดาชื่อ อัสสลายนพราหมณ มารดาช่ือ จันทวดพี ราหมณี ทั้งคูเ ปนชาวเมอื งสาวัตถี พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 74
75 ๒. ชีวิตกอนบวช เขาเจริญวัยแลวไดเลาเรยี นไตรเพทจนถึงความสำเรจ็ ในศิลปะของพราหมณ เปน ผฉู ลาดในทาง เวทางคศาสตร ตักกศาสตร นิฆณั ฑุศาสตร เกภ ศาสตร ในประเภทแหงอักษรสมยั ของตน และในการ พยากรณท้งั หมด เขาชอบพดู หักลางคนอื่น ใครพบเขาจึงพากนั หลบหนา ไมอ ยากสนทนาดว ย ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา โกฏฐติ มานพ เขาไปเฝาและฟงธรรมจากพระศาสดา แลว เกดิ ศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงทลู ขอบวชกบั พระองค ๆ ทรงบวชใหเขาตามประสงค ต้ังแตเขาบวชแลว ก็พากเพียรศึกษาพระธรรมวนิ ัย และต้งั ใจบำเพญ็ วปิ ส สนา ไมช าก็ไดสำเร็จพระอรหัตผลพรอมกบั ปฏสิ ัมภทิ า ๔ มคี วามเชี่ยวชาญใน ปฏิสมั ภิทาญาณ กลาหาญ แมจ ะเขาไปหาพระมหาเถระหรือแมแตพ ระศาสดากจ็ ะถามปญหาในปฏิสัมภิทา ๔ จึงมนี ามเพมิ่ อกี วา มหาโกฏฐติ ะ ๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระมหาโกฏฐิตเถระ เปนพระเถระรปู หน่ึงทีไ่ ดแ สดงหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาไวม าก เชน ในมหาเวทลั ลสูตร ทานไดช ักถามพระสารีบุตรเถระเพ่อื เปนการวางหลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา จะนำมา เฉพาะบางเรอ่ื ง ดังนี้ ผูมปี ญ ญาทราม คอื ผูไมร อู รยิ สจั ๔ ตามเปน จรงิ ผมู ีปญ ญา คอื ผูร อู ริยสจั ๔ ตามเปน จรงิ วญิ ญาณ คือ ธรรมชาติที่รูจรงิ ไดแ กรแู จง สุข ทกุ ข และ ไมทุกขไ มสขุ ปจ จยั ในการเกิดขน้ึ แหง สมั มาทฏิ ฐมิ ี ๒ อยา ง คือ การประกาศของผูอนื่ (ปรโตโฆสะ ) ๑ การ ทำไวในใจโดยแยบคาย ( โยนิโสมนสิการ ) ๑ การเกดิ ในภพใหมม ีได เพราะความยนิ ดีในภพนั้น ๆ ของสตั วผ ูมีอวชิ ชาเปน นวิ รณ (เคร่อื งกน้ั ) มตี ัณหาเปน สังโยชน ( เครอื่ งผูกมดั ) การไมเกดิ ในภพใหมมีได เพราะเกดิ วิชชาและเพราะดบั ตัณหา คนตายกบั ผเู ขา สัญญาเวทยติ นโิ รธตางกัน คือ คนตายส่ิงปรงุ แตงกาย วาจา จติ ดบั อายสุ น้ิ ไอ อนุ ดบั และอนิ ทรียแ ตก ผเู ขาสัญญาเวทยิตนโิ รธ สิง่ ปรงุ แตงกาย วาจา จิตดบั แตอายุยังไมส้ิน ไออุน ยงั ไมดับ อนิ ทรียผ องใส ๕. เอตทัคคะ เพราะอาศยั เหตกุ ารณท เ่ี กิดขนึ้ ระหวา งทานกบั พระสารบี ุตรเถระ ในมหาเวทัลลสูตรนี้ พระ ศาสดาจึงทรงยกยอ งทา นวา เปนผเู ลศิ กวาภิกษทุ ั้งหลายผูบรรลุปฏิสมั ภิทา ๖. ปรินิพพาน พระมหาโกฏฐิตเถระไดท ำหนาท่ีของทา นและหนา ทต่ี อ พระศาสนาในฐานะทเ่ี ปน พระสงฆแลว ไดด ำรงอยตู ามสมควรแกเวลา สดุ ทายก็ไดปรนิ พิ พานดบั ไป ******************************* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 75
76 ๓๑. ประวตั พิ ระโสภติ เถระ ๑. สถานะเดมิ พระโสภิตเถระ นามเดิม โสภิตมาณพ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปนพราหมณชาวเมอื งสาวัตถี ๒. มลู เหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา โสภิตมาณพ วนั หนึ่งไดไ ปเฝาพระศาสดา ฟง ธรรมเทศนาแลว เกิด ศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงไดท ลู ขอบวชกบั พระพทุ ธองค ๆ ไดทรงบวชใหเขาตามประสงค ครน้ั บวชแลว ไดตง้ั ใจศกึ ษาพระธรรมวินัย เจรญิ วิปส สนากรรมฐาน ไมนานก็ไดบ รรลอุ ภญิ ญา ๖ เปนพระขีณาสพอยูจ บ พรหมจรรยเปนผชู ำนาญในบุพเพนิวาสานุสสตญิ าณ คือ การระลกึ ชาติในอดีต ๓. เอตทัคคะ เพราะพระโสภิตเถระมคี วามชำนาญเปนพิเศษในบุพเพนิวาสานสุ สติญาณ คือญาณในการระลกึ ชาตใิ นอดีต พระศาสดาจึงทรงตงั้ ทานไวใ นตำแหนง อนั เลิศกวา ภกิ ษุท้ังหลายผูระลึกบพุ เพสนั นิวาส ๔. ปรินิพพาน พระโสภติ เถระ ไดบรรลุประโยชนส ูงสดุ สวนตน คอื พระอรหตั ผลแลวไดทำหนาท่ีของพระสงฆ ผดู ำรงพระพทุ ธศาสนา ตามสมควรแกเ วลาของทา น จึงไดป รนิ พิ พานจากโลกไปโดยหาความอาลัยไมไ ด ******************************** ๓๒. ประวตั ิ พระนันทกเถระ ๑. สถานะเดมิ พระนันทกเถระ นามเดิม นันทกะ บิดาและมารดา ไมปรากฏนาม เปนพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถี ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา นันทกมาณพ ไดยินกติ ตศิ ัพทของพระศาสดาวา เปนพระอรหันตต รัสรูชอบไดด วยพระองคเ อง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ชแี้ จงประโยชนใ นโลกนแ้ี ละประโยชนใ นโลกหนาไดอยา งแจมแจง วนั หน่ึง เมอื่ มี โอกาศจึงไปเฝาพระศาสดา ไดฟ งพระธรรมเทศนา เกดิ ศรทั ธาปรารถนาจะบวช จึงทูลขอบวชกับพระพุทธ องค ๆ ไดท รงบวชใหเขาตามความประสงค คร้ันบวชแลว ไดตงั้ ใจศกึ ษาเลาเรียนและพากเพียรปฏิบตั ิใน วปิ สสนากรรมฐาน ไมนานนักก็ไดบ รรลุพระอรหัตผล เปนผชู ำนาญในญาณระลกึ รูบพุ เพนวิ าส ๓. งานประกาศพระศาสนา ในตำนานไมไ ดบ อกวา ทา นไดใครมาเปน สทั ธวิ ิหาริกและอันเตวาสิกบา ง บอกวา ทานเปนผฉู ลาด ในการสอนนางภิกษุณี มีเรือ่ งเลาวา นางมหาปชาบดีโคตมไี ดพ าภิกษณุ ี ๕๐๐ รปู มาฟงธรรม พระ ศาสดาจึงมอบใหภกิ ษเุ ปลี่ยนกันแสดงธรรมแกภ ิกษุณี ภกิ ษุรปู อ่ืนแสดงธรรม ภกิ ษุณีทัง้ หลายก็ไมไ ดบ รรลุ อะไร เมื่อถึงวาระของพระนนั ทกะแสดงธรรมภิกษุณเี หลานัน้ จงึ ไดบรรลุอรหัตผล พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 76
77 ๔. เอตทัคคะ พระผมู ีพระภาคเจาทรงอาศยั เหตุทท่ี า นสามารถแสดงธรรมใหแกภ ิกษุณีท้ังหลายไดบรรลุ อรหัตผลนเ้ี อง จึงไดท รงต้ังทา นไวใ นตำแหนง อันเลศิ กวา ภิกษทุ ้งั หลายผใู หโอวาทแกนางภกิ ษุณี ๕. ธรรมวาทะ มา อาชาไนยชน้ั ดีพลาดลม ลงไป ยงั กลบั ลุกขึ้นยืนใหมได ครนั้ ไดค วามสลดใจไมยอ ทอ ยอม แบกภาระไดห นกั ย่งิ ขนึ้ อกี ฉันใด ขอทานทัง้ หลายจงจำขาพเจาวาเปนบรุ ุษชาติอาชาไนย ฉันนั้น เหมือนกนั ๖. ปรนิ พิ พาน พระนันทกเถระ ไดบ รรลพุ ระอรหัตผลอันเปน ประโยชนสงู สดุ ของตน แลวไดทำหนา ทีข่ อง พระสงฆผ ูดำรงพระพุทธศาสนา อยูมาตามสมควรแกเ วลาของทา น สดุ ทายไดปรินิพพานจากไป ******************************** ๓๓. ประวตั ิ พระมหากปั ปนเถระ ๑. สถานะเดมิ พระมหากปั ปน เถระ นามเดิม กัปปนะ ตอมาไดครองราชยจงึ มีนามวา มหากัปปน ะ เปน วรรณะกษัตริย พระบิดาพระมารดา ไมปรากฏพระนาม เปนเจา เมอื งกกุ กฏุ วดีในปจจันตชนบท ๒. ชีวิตกอนบวช เมอ่ื พระราชบิดาสวรรคตแลว ก็ไดข ึน้ ครองราชยส บื ตอสนั ตตวิ งค ทรงพระนามวา พระเจา มหากัปปนะ ทรงอภเิ ษกสมรสกับเจาหญงิ อโนชาเทวี พระราชธดิ าของพระเจาสาคละ แหง แควนมัททะ ท้ัง ๒ พระองคทรงสนพระทัยเรื่องศาสนา คอยสดับตรับฟงขา วการอุบัติของพระพทุ ธเจา ตลอดเวลา ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา วนั หนง่ึ ทรงทราบขาวจากพอ คาชาวเมอื งสาวัตถวี า พระพทุ ธเจา พระ ธรรมและพระสงฆอุบัติขน้ึ แลว ในโลก ทรงดพี ระทยั อยางยิง่ พรอ มกับบริวารจำนวนหนง่ึ ไดเ สด็จมงุ หนา ไปยงั เมอื งสาวัตถี พระพุทธเจาทรงทราบขาวการเสดจ็ มาของพระเจามหากัปปน ะ จงึ เสด็จไปรบั ที่ฝงแมนำ้ จนั ทภา คา ประทบั น่ังอยูที่โคนตนพหปุ ตุ ตนิโครธ ทา วเธอพรอมดวยบรวิ ารไดเ สด็จเขาไปเฝา ณ ที่นนั้ ทรงแสดง อนปุ ุพพิกถาและอริยสัจ ๔ คร้นั จบพระธรรมเทศนาพระราชาพรอ มดวยบรวิ ารไดบ รรลพุ ระอรหัตผลแลว ทูลขอบรรพชาอปุ สมบท ทรงใหพวกเขาอปุ สมบทดว ยเอหิภิกขุอปุ สัมปทา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 77
78 ๔. งานประกาศพระศาสนา เมอื่ บวชในพระพุทธศาสนา และแมจะสำเร็จพระอรหนั ตแลว ทา นก็ไมส อนใคร มีความ ขวนขวายนอย ตอมาพระศาสดาทรงทราบ จึงรับสัง่ ใหทานสอนผูอ่นื บา ง ทา นทูลรับดวยเศยี รเกลา ได แสดงธรรมแกอ นั เตวาสิกของทานประมาณพนั รูปใหบ รรลอุ รหตั ผล ๕. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงอาศยั เหตทุ ที่ า นแสดงธรรมแกอ ันเตวาสิกนัน้ จึงต้ังทา นไวในตำแหนง อันเลศิ กวา ภิกษุท้งั หลายผใู หโ อวาทแกภ ิกษุ ๖.ธรรมวาทะ มีปญญา แมไ มม ที รพั ย ยังพออยไู ด ขาดปญ ญา แมม ีทรพั ย ก็อยไู มไ ด ปญ ญาเปน ตัวชีขาด ศาสตรท เ่ี รียนมา ปญญาทำใหเ จรญิ ไปดวยเกยี รติ และความสรรเสริญผมู ีปญญายอม ไดรบั ความสุข แมใ นสง่ิ ทคี่ นอน่ื เขาทกุ ขกนั ๗. ปรนิ ิพพาน พระมหากัปปน เถระ ทำหนา ทขี่ องพระสงฆผูดำรงพระพทุ ธศานา ตามสม ควรแกเ วลาของทา น แลว ไดปรนิ พิ พานจากไป ***************************** ๓๔. ประวตั ิ พระสาคตเถระ ๑. สถานะเดิม พระสาคตเถระ นามเดิม สาคตะ บดิ าและมารดา เปนพราหมณ ชาวเมอื งสาวตั ถที ง้ั ๒ ไมปรากฏนาม ๒. มูลเหตุแหงการบวชในพระพทุ ธศาสนา สาคตมาณพเปน ผสู นใจใครศึกษา ไดร ับทราบขาวพระศาสดาวา เปนพระอรหนั ต ตรัสรชู อบ ดว ยพระองคเอง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ช้ใี หเ หน็ ถงึ ประโยชนโ ลกนี้และประโยชนโ ลกหนาไดแจม แจง วัน หน่ึง มีโอกาสจึงเขาไปเฝา ไดฟงพระธรรมเทศนาเกดิ ศรัทธา จงึ ทลู ขอบรรพชาอปุ สมบท ครน้ั บวชแลว เจริญฌานไดส มาบตั ิ ๘ มีความชำนาญในฌานสมาบัติ ๓. การบรรลธุ รรม พระสาคตเถระไดป ราบอัมพติตถนาคราช จนสิ้นฤทธเ์ิ ดช ดว ยเตโชธาตุสมาบัติของทาน ชาวบานทเี่ คยไดรับความทกุ ขจากนาคราชนั้น ดีใจ เลื่อมใสทา น ทกุ บานไดจ ัดสุราถวายเวลาทา นไป บิณฑบาต ทานจบิ สุราบานละนอ ย เพือ่ ฉลองศรทั ธา คร้นั หลายบา นเขาจึงเกิดเมาสุรา ไปลมหมดสติท่ี กองขยะ พระศาสดาทรงทราบจงึ ทรงใหพ ระมาประคองเอาไป ทรงติเตยี นและชโ้ี ทษของสุรา หลังจากน้นั ทานเกิดความสลดใจ ปฏบิ ัตสิ มณธรรม ไมนานนักก็ไดบ รรลุอรหตั ผล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 78
79 ๔. งานประกาศพระศาสนา เพราะทา นเปน ผชู ำนาญเตโชธาตุสมาบัติ สามารถแสดงฤทธเิ์ กย่ี วกบั ไฟไดห ลายอยา ง เชนทำให เกิดแสงสวางในทมี่ ดื และทำใหเ กิดความมืดในที่สวา ง เปนตน จึงทำใหประชาชนผพู บเหน็ เล่ือมใสเปน จำนวนมาก ๕. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงปรารภความสามารถในการเขา เตโชธาตุสมาบัตขิ องทา น จึงทรงต้ังทานไวใ น เอตทคั คะวา พระสาคตเถระเปน ผเู ลศิ กวาภิกษุทง้ั หลายผูฉลาดในการเขาเตโชสมาบตั ิ ๖. ธรรมวาทะ ตนไมทุกชนิด ยอ มงอกงามบนแผน ดนิ ฉันใด สัตวผ ูมีปญญา ก็ยอมงอกงามในศาสนาของพระ ชินเจา ฉันน้นั องคพระสพั พญั ู ผทู รงนำหมูของผูแสวงหาคุณอันย่ิงใหญ ทรงถอนคนเปน อันมากออก จากทางทผี่ ิด แลว ตรัสบอกทางท่ีถกู ให ๗. ปรินิพพาน พระสาคตเถระ ไดชวยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดเวลาท่เี ปนภกิ ษุ สดุ ทา ยก็ได ปรนิ ิพพานจากโลกไปตามสจั ธรรมของชวี ติ **************************** ๓๕. ประวตั ิ พระอุปเสนเถระ ๑. สถานะเดมิ พระอุปเสนเถระ นามเดิม อุปเสนมาณพ หรอื อปุ เสนวงั คนั ตบตุ ร บดิ าชอื่ วังคันตพราหมณ มารดาชอ่ื สารพี ราหมณี เกดิ ทีห่ มูบา นนาลันทา แควนมคธ เปน คนวรรณะพราหมณ ๒. ชวี ิตกอนบวช อุปเสนมาณพมีพช่ี าย ๒ คน คือ อปุ ติสสะและจุนทะ นองชาย ๑ คน คือ เรวตะ นองสาว ๓ คน คือ นางจาลา นางอุปจารา และนางสุปจารา คร้นั เติบโตแลวไดศกึ ษาไตรเพทตามลัทธิพราหมณ ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพทุ ธศาสนา อุปเสนมาณพก็เหมอื นกับพระสาวกโดยมาก คือ ไดฟงกิตตศิ ัพทของพระศาสดาจึงเขาไปเฝา ฟง พระธรรมเทศนาแลว เกิดศรทั ธา ปรารถนาจะบวชในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงบวชใหต ามประสงค ๔. การบรรลธุ รรม ครัน้ ไดบวชในพระพุทธศาสนาแลว ยงั ไมทันไดพรรษา คดิ วาจะสรา งพระอริยะใหพ ระศาสนาให มากทีส่ ุด จึงบวชใหก ุลบตุ รคนหนึง่ แลว พาไปเฝาพระศาสดา ถูกพระศาสดาตเิ ตียนวาไมเหมาะสม เพราะ อุปช ฌายก ็ยงั ไมไ ดพ รรษา สิทธวิ ิหารกิ กย็ ังไมไ ดพ รรษา ทานคดิ วาเราอาศยั บรษิ ัทจึงถูกพระศาสดาติเตยี น แตเ รากจ็ ะอาศยั บริษัทนี่แหละทำใหพระศาสดาเลอ่ื มใส จึงพากเพียรภาวนา ในไมชา ไดสำเรจ็ พระอรหตั ผล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 79
80 สมาทานธดุ งคแ ละสอนผอู ่ืนใหสมาทานดว ย มีสัทธวิ หิ าริกและอันเตวาสกิ มากมายคราวน้พี ระศาสดาทรง สรรเสริญทา น ๕. งานประกาศพระศาสนา พระอปุ เสนเถระ ครนั้ บรรลพุ ระอรหัตผลแลว ไดสมาทานประพฤตธิ ุดงคธรรมทั้งหมด และ สอนผอู น่ื ใหส มาทานประพฤติธดุ งคธรรมนน้ั ดว ย จึงเปน ที่ศรทั ธาเลื่อมใสของประชาชนทกุ ชัน้ วรรณะ และ พากนั บวชในสำนักของทา น ๖. เอตทัคคะ พระศาสดาทรงอาศยั ความท่ีทา นเปน ทเ่ี ลือ่ มใสของคนทุกชัน้ วรรณะนัน้ จึงทรงตั้งทานไวใ น ตำแหนง อนั เลิศกวาภิกษุท้งั หลายผนู ำมาซึ่งความเลอ่ื มใสโดยรอบดาน ๗. ธรรมวาทะ ในทชี่ ุมชน ผเู ปน บณั ฑิต พึงแสดงตนท่ีไมโง ที่ไมไ ดเ ปน ใบ เหมือนกับคนโงและคนเปนใบ ( ในบางครงั้ ) ไมค วรพูดยืดยาวเกนิ เวลา คนทไ่ี มเสียใจกบั สงิ่ ที่ผา นไป ไมเพอ ฝน ถงึ สง่ิ ที่ยงั มาไมถงึ ดำเนนิ ชวี ติ อยูก ับปจ จบุ นั ผูน ั้นทานเรยี กวา สนั โดษ ๘. ปรินพิ พาน พระอปุ เสนเถระ ไดเปนพระขณี าสพ อยูจบพรหมจรรย เสรจ็ กจิ สวนตวั ของทา นแลว ไดทำ หนา ที่ของพระสงฆ เพื่อประโยชน เพ่อื ความสุขแกม หาชน ตามสมควรแกเวลา แลวไดป รินิพพานดับไป เหมอื นกบั ไฟท่ีหมดเช้ือ ************************************* ๓๖. ประวตั ิ พระขทริ วนยิ เรวตเถระ ๑. สถานะเดิม พระขทิรวนิยเรวตเถระ นามเดิม เรวตะ แตเ มื่อบวชแลวทา นพำนกั อยูในปาไมตะเคยี น จึงมี ชอ่ื วา ขทริ วนยิ เรวตะ บดิ าชือ่ วังคันตพราหมณ มารดาช่ือ นางสารีพราหมณี เกิดที่บานลันทา แควน มคธ เปน คนวรรณะพราหมณ ๒. ชีวติ กอนบวช เรวตะ เปน บุตรชายคนเล็กของครอบครัว เหลอื อยูค นเดยี ว สว นคนอ่นื บวชกันหมดแลว บดิ า และมารดาจึงหาวธิ ีผูกมดั โดยจัดใหแตงงานต้ังแตมีอายไุ ด ๘ ขวบ ๓. มูลเหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา คร้นั ถึงวนั แตงงาน บดิ าและมารดาแตง ตวั ใหเ รวตะอยา งภูมฐิ าน นำไปยงั บา นของนางกุมารกิ า ขณะทำพธิ มี งคลสมรสรดน้ำสังข ไดน ำญาติผใู หญท ้งั ๒ ฝายไปอวยพร ถึงลำดบั ยายแหงนางกมุ ารกิ า ซึ่ง มีอายุ ๑๒๐ ป เขามาอวยพร คนทั้งหลายใหพ รคสู มรสท้งั สองวา ขอใหมีอายมุ ัน่ ขวญั ยนื เหมอื นกับยายนี้ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 80
81 เรวตะไดฟงดงั น้ัน มองดคู ณุ ยาย ผมหงอก ฟน หกั หนังเหี่ยว หลังโกง เน้อื ตัวสน่ั เทา รสู กึ สลดใจกับการทีต่ นเองจะตองอยูในสภาพเชนน้นั ในวันหนงึ่ ขา งหนา เมื่อเสร็จพธิ ญี าติจึงพาเขากลบั บา น ใน ระหวา งทางเขาไดหาอบุ ายหนีไปยังสำนกั ของภกิ ษผุ ูอยูป า ขอบรรพชากบั ทา น ภิกษุนัน้ กจ็ ัดการบวชให เพราะพระสารบี ุตรไดส่ังไววา ถานอ งชายของทานมาขอบวชใหบวชไดเ ลย เพราะโยมบิดาและมารดาของ ทา นเปนมิจฉาทิฏฐิ ๔. การบรรลธุ รรม สามเณรเรวตะ ครัน้ อายุครบ ๒๐ ปบรบิ รู ณ กไ็ ดอ ุปสมบทเปน ภิกษุ เรียนกรรมฐานในสำนัก อุปช ฌายอ าจารยแ ลว ไดไปอาศยั อยูในปาไมตะเตยี น บำเพญ็ เพยี รภาวนา ในไมชา กไ็ ดบ รรลุพระอรหตั ผล เปน พระขีณาสพอยจู บพรหมจรรย ๕. งานประกาศพระศาสนา พระเรวตเถระน้ี แมต ำนานไมไ ดก ลา ววา ทานไดใ ครมาเปนสทั ธวิ ิหารกิ และอนั เตวาสิกก็ตาม แต ปฏปิ ทาเกย่ี วกับการอยปู าของทาน ก็นำมาซงึ่ ความเลอ่ื มใสของผทู ่ีไดร ูจกั ในสมยั นัน้ และไดศกึ ษาประวตั ิ ของทา นในภายหลงั ตอ มา แมแตอ งคพระศาสดาและมหาสาวกยังไปเยี่ยมทา นถงึ ปาไมต ะเคียนที่ทา นจำ พรรษาอยู ๖. เอตทัคคะ เพราะทานพระขทริ วนยิ เรวตเถระนช้ี อบอาศัยอยใู นปา องคพระศาสดาจึงทรงตั้งไวใ นตำแหนง อนั เลศิ กวาภิกษทุ ้ังหลายผอู ยปู า ๗. ธรรมวาทะ ตง้ั แตอ าตมภาพ สละเรอื นออกบวช ยังไมเ คยรจู กั ความคิดอนั เลวทรามประกอบดวยโทษ ไม เคยรูจ ักความคิดวา ขอสตั วเ หลา น้ีจงเดอื ดรอน จงถูกฆา จงประสบความทกุ ข อาตมภาพรจู กั แตการ เจริญเมตตาจิต อยา งหาประมาณมิได ซ่งึ อาตมภาพคอ ย ๆ สะสมมาโดยลำดับ ตามทพี่ ระพทุ ธเจาทรง แสดงไว ๘. ปรนิ ิพพาน พระขทิรวนิยเรวตเถระ ครั้นสำเรจ็ พระอรหัตผลแลว ไดปฏิบัตหิ นา ทข่ี องพระสงฆเพอื่ ประโยชน เพือ่ ความสุขแกม หาชนตามสมควรแกเวลา แลว ไดป รินพิ พานจากไปตามสัจธรรมของชีวิต ********************************* ๓๗. ประวตั ิ พระสวี ลีเถระ ๑. สถานเดมิ พระสวี ลีเถระ นามเดิม สวี ลี บดิ าไมป รากฏนาม มารดา พระนางสุปปวาสา พระธดิ าเจา เมืองโกลิยะ เขาอยใู นครรภมารดาถงึ ๗ ป ๗ เดือน ๗ วนั ทำใหมารดามีลาภสักการะมากและคลอด งายที่สดุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 81
82 ๒. ชวี ิตกอนบวช ยอ นไปถึงกอนท่ีทานจะประสตู ิ พระมารดาเสวยทุกขเวทนาหนักมาก จงึ ใหพระสวามไี ปบงั คม ทลู พระศาสดา พระศาสดาตรสั ประทานพรใหว า ขอพระธิดาแหงโกลยิ วงศจ งมีความสุข ปราศจาก โรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสหาโรคมิไดเถิด พระนางก็ประสตู พิ ระโอรสสมพุทธพรทุกประการ แลวได ถวายมหาทานตลอด ๗ วนั ๓. มูลเหตุของการบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือสีวลกี ุมารประสูติ พระมารดาและพระประยุรญาติไดถวายมหาทาน ๗ วัน ในวนั ท่ี ๗ พระสารีบตุ รเถระจึงชวนเธอบวช เธอตอบวาถาบวชไดกจ็ ะบวช พระมารดาทรงทราบก็ดีใจ อนญุ าตให พระเถระบวชกุมารไดต ามประสงค พระเถระจงึ นำกุมารไปบวชเปนสามเณร ต้ังแตก ุมารบวชแลว ลาภ สกั การะไดเ กดิ แกภ กิ ษทุ ั้งหลายมากมาย ๔. การบรรลธุ รรม พระสวี ลีไดฟ งตจปญ จกกรรมฐานจากพระสารีบุตรเถระ แลวบรรลุพระอรหัตผลในเวลาปลงผม ทา นกลา ววา จดมดี โกนครั้งแรกบรรลุโสดาปตติผล ครั้งท่ี ๒ บรรลสุ กิทาคามผิ ล คร้ังที่ ๓ บรรลุ อนาคามผิ ล พอปลงผมเสรจ็ บรรลพุ ระอรหัตผล ๕. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระสวี ลนี ้นั เปนพระทม่ี นุษยแ ละเทวดาเคารพนับถือบชู ามาก จึงเปนพระท่ีมลี าภมาก แตมักจะ ถกู มองวา เปนเร่ืองของบุญเกา แตถ ึงอยา งไรกต็ ามเหตกุ ารณอ ยา งน้ีกต็ อ งถือวาทานมสี วนสำคญั ในการ ประกาศพระศาสนา เพราะทำใหคนทย่ี งั ไมศ รัทธาในพระพุทธศาสนาเกดิ ศรัทธา เพราะยากจะหาพระที่มี บญุ ญาธกิ ารเหมือนทา น ๖. เอตทัคคะ เพราะเหตทุ ท่ี านเปน ผมู ีลาภมาก ไมวาจะอยูที่ไหน หรือจะไปทไ่ี หนชวยใหภิกษทุ งั้ หลาย ไมขดั สนปจ จัยลาภไปดว ย พระศาสดาจึงทรงต้ังทา นไวใ นเอตทัคคะวา เปนผเู ลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูม ลี าภมาก ๗. ปรินิพพาน พระสวี ลีเถระไดบรรลปุ ระโยชนสูงสุดของตนแลว ไดบำเพญ็ ประโยชนเพอ่ื มหาชน จนถึงวาระ สุดทายของชวี ิต จึงไดปรินพิ พานดบั สงั ขารสูบรมสุขอยา งถาวร ************************************** ๓๘. ประวตั ิ พระวักกลเิ ถระ ๑. สถานะเดมิ พระวกั กลเิ ถระ นามเดิม วกั กลิ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปน พราหมณช าวสาวตั ถี ๒. ชวี ิตกอนบวช เม่ือเตบิ โตเขาไดศึกษาลัทธิพราหมณ เรยี นจบเวท ๓ แตไมไดต้ังตัวเปน คณาจารยส ัง่ สอนใคร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 82
83 ๓. มลู เหตุแหง การบวชในพระพุทธศาสนา วันหนง่ึ เขาเห็นพระศาสดาแวดลอมไปดว ยภิกษุสงฆ เสด็จดำเนินไป ในพระนคร สาวัตถี ไม อิ่มดวยการดพู ระรปู สมบตั ิ จึงติดตามพระองคไ ปทุกหนทกุ แหง ในที่สดุ ตดั สนิ ใจวาตองบวชจึงจะไดเ ห็น พระศาสดาตลอดเวลา เขาจึงขอบวช แลวไดบวชในสำนักพระศาสดา ๔. การบรรลุธรรม ตั้งแตบ วชแลว พระวักกลติ ิดตามดูพระศาสดาตลอดเวลา เวน เวลาฉันอาหารเทานน้ั พระ ศาสดาทรงรอคอยความแกก ลาแหงญาณของเธอ จงึ ไมต รัสอะไร ครน้ั ทราบวา ญาณของเธอแกก ลาแลว จงึ ไดต รัสแกเธอวา วักกลิ จะมปี ระโยชนอะไรกับการดรู างกายท่เี ปอ ยเนา ผูใดเห็นธรรมผูนัน้ ยอ มเห็นเรา ผูใดเห็นเราผูนั้นยอ มเหน็ ธรรม ดกู อนวกั กลบิ คุ คลผูเหน็ ธรรมช่อื วาเหน็ เรา บคุ คลผเู ห็นเราชือ่ วา ยอมเหน็ ธรรม แมพระศาสดาตรสั อยางนี้ ทานกย็ งั ไมเ ลิกดูพระศาสดา ทรงพระดำรวิ า ภิกษนุ ถี้ าไมไดความ สังเวชคงไมบ รรลุธรรม จงึ ทรงขบั ไลวา วกั กลิเธอจงหลกี ไป ทา นเสยี ใจมากขนึ้ ไปบนภูเขาจะฆาตวั ตาย พระองคทรงเปลงพระรศั มีไปโปรด ตรัสเรียกเธอวา วักกลิ เธอรูสึกปล้มื ใจมาก นึกถึงพระดำรัสของพระ ศาสดา ขม ปต ิไดแลว บรรลุพระอรหตั ผล ๕. เอตทัคคะ เพราะพระวกั กลเิ ถระบรรลุพระอรหัตผลดวยศรทั ธาในพระศาสดา ฉะน้ันจึงทรงยกยองทา นวา เปนเลิศแหงภิกษผุ เู ปนสัทธาวิมุตติ ( พนจากกิเลสเพราะสทั ธา ) ๖. ปรนิ พิ พาน พระวกั กลิเถระ ครน้ั ดำรงอยตู ามสมควรแกเวลาของทา น กไ็ ดป รนิ พิ พานจากไป เหลอื ไวแต ปฏิปทาที่ควรคา แกก ารศึกษาของปจฉิมชนตาชนผูส นใจพระพุทธศาสนาตอ ไป ๓๙. ประวตั ิ พระพาหยิ ทารจุ รี ิยเถระ ๑. สถานะเดิม พระพาหยิ ทารจุ ีรยิ เถระ นามเดมิ พาหยิ ะ ภายหลงั เขานงุ เปลอื กไม จึงไดช่อื วา พาหิยทารุจรี ิ ยะ บดิ าและมารดาไมป รากฏนาม เปน ชาวพาหิยรฐั วรรณะแพศย ๒. ชวี ิตกอนบวช เม่ือเตบิ โต เขามีอาชีพคา ขาย วนั หนงึ่ นำสินคา ลงเรอื ไปขายยงั จังหวัดสุวรรณภูมิ เรืออับปาง คนในเรือเสียชีวติ ทั้งหมด เหลอื แตเขาคนเดียว เกาะไมก ระดานแผนหนึ่งไวได ลอยคอไปข้นึ ทท่ี าเรอื ชอ่ื สุ ปารกะ ผานุงผาหมถูกคลืน่ ซดั หลุดหายไปหมด จึงเอาใบไมบา ง เปลอื กไมบ า ง ถกั พอปด รางกาย ถอื ภาชนะกระเบ้อื งดินเผาเทย่ี วขอทานเล้ียงชีพ คนทัง้ หลายเหน็ เขาแตงตวั แปลก ๆ คิดวาเปนพระอรหนั ต จึงนำอาหารไปใหมากมาย บางคนนำเอาผา ไปให แตเขาไมยอมนงุ ผา คงนงุ ผาเปลือกไมต อ ไป และสำคญั ผิดคดิ วาเปนพระอรหนั ต ๓. มลู เหตุแหงการบวชในพระพุทธศาสนา ครั้งนัน้ เทวดาตนหนึ่ง ผูเคยบำเพญ็ สมณธรรมรว มกนั มาในชาตกิ อ น พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 83
84 แลวไดไ ปเกดิ เปน พรหมช้ันสุทธาวาส ไดลงมาใหส ติแกเขาวา พาหิยะ ทา นไมใ ชพระอรหันตด อก แมแต ขอ ปฏิบตั ทิ ีจ่ ะทำใหบ รรลุพระอรหตั ผลทา นก็ยังไมรูเลย ผูเปน พระอรหันตแ ละรขู อ ปฏิบตั ทิ ่จี ะทำใหบ รรลุ พระอรหตั ผล อยูทพ่ี ระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถเี ขาสลดใจ ไดไปเฝาพระศาสดาตามคำของเทวดา พบ พระศาสดากำลังทรงดำเนินบิณฑบาตอยู รบี รอนวิงวอนจะฟง พระธรรมเทศนาใหได พระศาสดาทรง ปฏเิ สธถงึ ๓ คร้ัง ครัน้ ทรงทราบวา ญาณของเขาแกก ลาแลว และปติของเขาสงบลงแลวจึงไดต รัสวา พาหยิ ะ ขอใหเ ธอศกึ ษาดังน้ี เมอ่ื เหน็ ขอใหเปน เพียงการเหน็ ( ทฏิ เฐ ทิฏฐมตต ํ ภวิสสติ ) ในเวลาจบเทศนา เขายืนอยูก ลางถนนนนั่ เอง สง ญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ไดบรรลุ พระอรหัตพรอ มกบั ปฏสิ ัมภทิ า ไดท ลู ขอบรรพชากบั พระศาสดา แตม บี าตรและจวี รยังไมครบ จึงไปหา บาตรและจวี ร กำลงั ดึงทอ นผา เกาจากกองขยะ อมนุ ษยคเู วรกนั เขา สิงในรางแหงแมโคตัวหนึ่ง ทำรายทาน จนถงึ ส้นิ ชวี ิต จึงไมทันไดบ วช ๔. งานประกาศพระพทุ ธศาสนา พระพาหิยะรจุ ีรยิ เถระแมท านจะยงั ไมไดบวชตามพธิ อี ุปสมบทกรรมตามพระวินยั แตท า นก็ได บรรลุพระอรหัตผล จดั เปนพระสงฆใ นพระพุทธศาสนาได และมปี ระวัตอิ ยใู นจำนวนพระอสีติมหาสาวก พระศาสดาเสดจ็ ออกจากเมืองสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นศพของพระพาหยิ ะลมอยใู นกองขยะ จึงรับสง่ั ให ภกิ ษุท้ังหลายนำไปทำการฌาปนกิจ แลวใหสรา งเจดยี บ รรจอุ ัฐิธาตุของทา นไวท ่ีทางสแี่ พรง ภิกษทุ งั้ หลาย สงสัยวา ทานบรรลมุ รรคอะไรเปนสามเณรหรือเปนภกิ ษุ พระศาสดาตรัสวา พาหิยะปรินิพพานแลวทกุ สิง่ ทุกอยางจึงจบลงดว ยดี ประวัติพระพาหยิ ะทารจุ รี ิยเถระจงึ เปน การประกาศหลกั การทางพระพุทธศาสนาวา เมอื่ ปฏบิ ตั จิ นไดบรรลพุ ระอรหัตผลแลว จะบวชตามพระวินยั หรือ ไมกต็ าม กจ็ ัดเปนพระสงฆไดทงั้ นน้ั คอื เปน อรยิ สงฆ ๕. เอตทัคคะ เพราะพระพาหยิ ทารุจรี ยิ เถระ ไดบรรลุธรรมเรว็ พลัน เพยี งฟงพระพทุ ธพจนวา ทฏิ เ ฐ ทฏิ ฐ มต ตํ ภวสิ สติ ( เมือ่ เหน็ ขอใหเ ปนเพียงการเห็น ) พระศาสดาจงึ ทรงต้ังทานไวใ นเอตทัคคะวา เปน ผูเ ลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผูรูเ รว็ พลัน ๖. บุญญาธิการ แมพระพาหิยทารจุ ีรยิ เถระนี้ ก็ไดบ ำเพ็ญบารมอี ันเปน อปุ นิสัยแหงพระนพิ พานมานาน ใน กาลเวลาแหง พระปทุมุตตรศาสดา ไดเห็นพระพทุ ธองคท รงตงั้ ภิกษุรูปหนง่ึ ไวใ นตำแหนง ทเ่ี ลศิ กวาภกิ ษุ ทัง้ หลายผูรูเร็วพลัน จงึ ไดบ ำเพญ็ กุศลแลวปรารถนาตำแหนง นน้ั อนั พระศาสดาทรงพยากรณว า จะไดสม ประสงคในสมัยแหงพระพทุ ธองคท รงพระนามวา โคดม และก็ไดส มตามความปรารถนา ดงั พทุ ธวาจาทุก ประการ ๗. ธรรมวาทะ ผูทอ งเท่ียวไปในสงสาร ไมเคยไดอ าหาร คือ คำขาว เลยหรอื ? ขาพระองคไ มรูอนั ตรายแหง ชวี ิตของพระผมู ีพระภาคเจา หรอื ของขา พระองค ขอพระผมู พี ระภาคเจาจงทรงแสดงธรรมแกขา พระองค เถิด พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 84
๘. ปรินพิ พาน 85 พระพาหยิ ทารุจีรยิ เถระ ไดถูกอมนุษยผูม ีเวรตอกนั เขา สิงในรา งแมโคชนในขณะกำลงั เกบ็ ผา บงั สุกลุ ในกองขยะแลวปรินพิ พาน ************************** ๔๐. ประวตั ิ พระพากุลเถระ ๑. สถานะเดิม พระพากุลเถระ นามเดมิ พากลุ แปลวา คนสองตระกลู บิดาและมารดาไมปรากฏนาม เปนเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพี ๒. ชวี ิตกอนบวช เมอ่ื พระพากุละเกิดได ๕ วัน มกี ารทำมงคล โกนผมไฟและตัง้ ช่ือ พ่ีเลยี้ งไดพ าไปอาบนำ้ ท่ที า น้ำแมน้ำคงคา ปลาไดกินทารกนั้น แลวแหวกวายไปตามแมน้ำ แตเ ดก็ น้นั เปน ผมู บี ญุ ทางศาสนาเรียก ปจ ฉมิ ภวิกสตั ว แปลวา ผูเกดิ ในภพสุดทาย ถา ยังไมบ รรลุพระอรหัตทำอยา งไรกไ็ มตาย ปลานัน้ วายไปตามแมนำ้ ไปตดิ ขายชาวประมงในพระนครพาราณสี ชาวประมงนั้นจึงนำเอา ปลาน้นั ไปขาย ในทสี่ ดุ เศรษฐีชาวเมอื งพาราณสคี นหนงึ่ ไดซ้อื เอาไว เม่ือแหวะทอ งปลากพ็ บทารกนา รัก เพศชายนอนอยู เพราะเศรษฐนี ั้นไมม ีบตุ รและธดิ า จึงรสู ึกรักเด็กนน้ั มาก ไดเลี้ยงดไู วอยา งดี คร้ันตอมา เศรษฐีผเู ปนบิดาและมารดาเดมิ ไดทราบเรอ่ื งนน้ั จึงไปยงั บา นของเศรษฐีชาวพาราณ สี พบเด็กจำไดว าเปน ลูกของตน จึงไดขอคนื แตเศรษฐชี าวพาราณสไี มย อม เมอื่ ตกลงกันไมไดจ งึ ถวาย ฎีกาตอพระเจาพาราณสี พระองคจ ึงทรงวินจิ ฉัยใหต ระกลู ทง้ั สองผลดั เปล่ยี นกนั เลีย้ งเดก็ น้นั คนละ ๔ เดือน เด็กนนั้ คอ ย ๆ เติบโตขนึ้ โดยลำดับ ๓. มลู เหตแุ หงการบวชในพระพุทธศาสนา เม่ือพระศาสดา เสดจ็ ไปประกาศพระพทุ ธศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลเศรษฐีพรอมดวย บรวิ ารไดพากันไปเฝา แลว ไดฟงพระธรรมเทศนาเกดิ ศรทั ธาเลอ่ื มใส จึงไดทลู ขอบรรพชาอุปสมบท พระ ศาสดาทรงประทานใหต ามประสงค ๔. การบรรลุธรรม พระพากุละ ครน้ั บวชในพระพุทธศาสนาแลว ตงั้ ใจรับฟงพระโอวาทจากพระศาสดา ไม ประมาท พากเพียรภาวนา เจรญิ วิปสสนากรรมฐานเพียง ๗ วัน ก็ไดบรรลพุ ระอรหัตผล เปนพระ ขีณาสพอยูจ บพรหมจรรย ๕. งานประกาศพระศาสนา พระพากลุ เถระ ครนั้ บรรลพุ ระอรหัตผลจบกิจสวนตวั ของทานแลว กไ็ ดชว ยพระศาสดา ประกาศพระพุทธศาสนา ในฐานะเปน พระเถระผูใหญ ทา นเปน ผูท่ีมีอายยุ นื ทสี่ ุด บวชเมื่ออายุ ๘๐ ป เปนพระอีก ๘๐ พรรษา ตามนี้ทานจึงตองมอี ายุ ๑๖๐ ป ตำนานกลาววา ทา นไมมีโรคภยั เบยี ดเบียน ไมต อ งฉนั ยารักษาโรคเลย ท่เี ปน เชนนี้เพราะทา นไดสรา งเวจ็ จกุฎีถวายสงฆ และไดบริจาคยาใหเปนทาน ทา นเปนพระรูปหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ รูป ที่เขารวมสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครัง้ แรก พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 85
86 ๖. เอตทัคคะ เพราะพระพากลุ เถระ เปนผทู มี่ โี รคนอย และมอี ายุยนื ดงั กลา วมา พระศาสดาจงึ ทรงตง้ั ทา นไว ในเอตทัคคะวา เปนผูเ ลิศกวา ภิกษุท้ังหลายผูมีโรคาพาธนอ ย ๗. บญุ ญาธิการ แมพระพากุลเถระนี้ ก็ไดสรางสมบุญญาธิการอันเปน อุปนสิ ัยแหงพระนพิ พานมานาน ในกาล แหง พระปทุมตุ ตรพทุ ธเจา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษรุ ูปหนึ่งในเอตทคั คะวา เปน ผเู ลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผู มโี รคาพาธนอย อยากไดตำแหนงเชนนน้ั บาง จึงไดสรางบุญกุศลอันจะอำนวยผลใหเ ปน เชน น้นั แลวตง้ั ความปรารถนา พระศาสดาทรงพยากรณว า จะสำเร็จสมปณธิ านในพุทธกาลแหง พระสมณโคดม และก็ได สมจริงทกุ ประการ ๘. ธรรมวาทะ ผผู ลัดวนั ประกันพรุง ยอ มทำลายเหตุแหง ความสุข และยอ มเดือดรอนในภายหลัง บุคคลพูด อยา งไรพึงทำอยางนน้ั อยาเปนคนพดู อยางทำอยาง เพราะบคุ คลผูพดู อยางทำอยา ง ผูรูย อ มดหู ม่ินได พระนพิ พานอนั พระสัมมาสมั พุทธเจาทรงแสดงไว ไมม ีความโศก ไมม ธี ุลี คอื กเิ ลส เกษม ( ไมถ กู กเิ ลสรบกวน ) ดับความทุกขท งั้ สิ้น เปน สขุ ทแ่ี ทจ ริง ๙. ปรินพิ พาน พระพากลุ เถระ ครน้ั ไดส ำเร็จอรหตั ผลแลว ไดป ฏิบัติตนใหเปนประโยชน แกพ ระศาสนาและ ชาวโลกจนถึงอายขุ ัยของทา นแลว ไดปรินพิ พานจากไป ตามตำนานกลาววากอ นปรนิ ิพพานไดเขาเตโช สมาบัติ น่งั ปรินิพพานในทา มกลางภิกษุสงฆ เม่ือปรนิ พิ พานแลวไฟไดไหมสรีระรา งของทา นหมดไป ณ ท่ี น่ันเอง **************************** พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 86
87 อโุ บสถศลี หลกั สูตรวชิ าวนิ ัย ธรรมศกึ ษาชนั้ โท ********************** ศลี ศีล เปนเคร่ืองควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ใหอยูในสภาพท่ีเรียบรอยดีงาม พน จากความเบียดเบียนและเปนเคร่ืองรองรับกุศลธรรมช้นั สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึง มรรค ผลนิพพาน อันเปน เปาหมายสงู สุดในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชน กอนจะบำเพ็ญกศุ ลอยางอื่น จึงตองสมาทานศีลกอน และกอนแตจะสมาทานศีล จะเปนศีล ๕ ศลี ๘ อุโบสถศีล หรือ ศีล ๑๐ ก็ตาม ลวนตอ งเปลง วาจาถึงพระรตั นตรยั วาเปน สรณะ กอนทง้ั สนิ้ ดังนัน้ กอ นท่จี ะอธิบายอโุ บสถศีล จงึ ขออธิบายพระรัตนตรัยโดยยอ พอใหผ ูศกึ ษาทราบความ เปน มา ความหมาย และวธิ ปี ฏิบตั ิที่ถกู ตอง เพอ่ื ปองกนั บาปอกุศลที่จะเกดิ ขึ้นจากการปฏิบัติผดิ และเพ่อื เปน บุญกศุ ลทจ่ี ะเกดิ ข้นึ จากการปฏบิ ตั ิชอบตอ พระรัตนตรัย ---------------------------------- พระรัตนตรัย พระรตั นตรัย คือพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ มคี วามสำคญั ทส่ี ุดสำหรบั พุทธศาสนิกชน เพราะเปน เสมือนประตูทจ่ี ะเขามาสพู ระพทุ ธศาสนา ผทู ่ีเขามาสพู ระพทุ ธศาสนาจะเปน มนุษยหรือเทวดา จะเขามาในฐานะเปน ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสกหรอื อุบาสกิ ากต็ าม ลวนแตตองเขามาทาง พระรตั นตรัยทั้งสิน้ ดวยความเคารพนับถอื บูชา และศรทั ธาในพระพุทธเจา พระธรรม หรือพระสงฆ จึงไดเขามาและการจะไดเ ปน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสกิ า กล็ วนแตต องเปลงวาจาวา พุทธํ สรณํ คจฉ ามิ ธมม ํ สรณํ คจฉ ามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ทงั้ สน้ิ เพราะฉะนัน้ พระรัตนตรัยจึงเปน เร่อื งทพี่ ทุ ธศาสนิกชนควรศึกษา เพือ่ ความเขาใจและปฏิบตั ิได ถูกตอ ง ตามหวั ขอดังตอ ไปน้ี ๑. ใครเปน ผูก ลาวเปนครั้งแรก ถามวา คำวา พุทธํ สรณํ คจฉ ามิ ธมมํ สรณํ คจฉ ามิ สงฆสํ รณํ คจฉ ามิ ฯเปฯ ใคร เปนผูกลา วเปน คร้ังแรก ? ตอบวา พระผมู ีพระภาคเจาตรสั เปนคร้ังแรก ทปี่ าอิสปิ ตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี ใน โอกาสทท่ี รงสงพระอรหันต ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนา เพือ่ เปนการใหบ รรพชาอปุ สมบทแกผูท ี่ ศรทั ธาปรารถนาใครจ ะบวชในพระพทุ ธศาสนา ดงั พระพทุ ธดำรัสวา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 87
88 ผูมงุ บรรพชาอปุ สมบทอันภกิ ษุพึงใหป ลงผมและหนวดกอน แลวใหนุงหมผากาสายะ ใหก ราบ เทาภกิ ษุทั้งหลาย แลวพึงสอนใหว า ตามวา พทุ ธํ สรณํ คจฉามิ ธมม ํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ทุตยิ มฺป พุทธํ สรณํ คจฉามิ ธมม ํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ตติยมฺป พทุ ธ ํ สรณํ คจฉามิ ธมมํ สรณํ คจฉามิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ ๒. ความหมายของคำวา พทุ ธะ ธรรมะ และสังฆะ คำวา พทุ ธะ โดยอรรถะ คือความหมาย ไดแ กบ ุคคลพิเศษทีม่ ีขันธสนั ดานอันอบรมดว ยบารมี ธรรมมายาวนาน อยางตำ่ ทสี่ ุด ๔ อสงไขย กบั อีก ๑ แสนกัป จนไดบ รรลุอนตุ ตรวโิ มกข อนั เปนเหตใุ ห เกดิ อนาวรณญาณ (ความรูอ ะไรไดต ลอด) หรอื ไดรยู ิ่งซ่งึ สจั จะทัง้ หลาย อนั เปน ปทัฏฐานแหงสัพพญั ุต ญาณ สว นโดยพยญั ชนะ คำวา พุทธะ แปลไดมากมายหลายนัย แตท ่ที ราบกนั โดยมาก แปลวา ผูร ู และทรงสอนใหผ อู ่ืนรู ผูต่ืน และทรงปลุกใหผ ูอืน่ ตืน่ จากความหลบั ดวยอำนาจของกิเลส ผเู บกิ บาน คือเปน ผรู ูแลวสามารถกำจัดกิเลสใหสนิ้ ไปจากขันธสนั ดานไปดวย มิใชร ูอ ยางเดียว คำวา ธัมมะ ( ธรรม ) แปลวา สภาพท่ที รงไว โดยความหมายสงู สุด ไดแก มรรค หรอื วิราค ธรรม ( นิพพาน ) เพราะมรรค หรือวิราคธรรม ทรงไวซ ง่ึ ผูท เี่ จรญิ มรรค และผทู ำใหแจง (บรรล)ุ พระ นิพพานไมใหต กไปในอบายท้ังหลาย (สัตวดิรัจฉาน เปรต สัตวน รกอสรุ กาย) และทำใหโปรง ใจอยางยิ่ง สว นความหมายโดยออม แมปริยตั ธิ รรม คือการศึกษาพระพุทธพจน และปฏิบตั ธิ รรม คือการ ฝก หดั กาย วาจา ใจ ไปตามศลี สมาธิ และปญ ญา ก็จัดเปน ธมั มะ ( ธรรม ) ได เพราะเปนปฏปิ ทา เบอื้ งตนอันจะนำไปสูการบรรลมุ รรค และทำใหแ จง พระนพิ พาน ดังกลาวแลว คำวา สังฆะ แปลวา กลุมบคุ คลผรู วมตัวกนั คำน้เี ปนชอ่ื ของกลมุ บคุ คลกลุม หนง่ึ ผรู วมตัวกนั ดว ยคณุ เครอื่ งรวมตวั คอื ทิฏฐิ และศลี สมดังท่ีพระผมู ีพระภาคเจา ไดตรสั ไวว า ดูกอ นอานนท เธอจะสำคัญความขอ น้นั เปน ไฉน ธรรมเหลาใดที่เราแสดงแลวเพ่ือความรยู ่ิง สำหรับเธอท้งั หลาย คือ สตปิ ฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธบิ าท ๔ อนิ ทรยี ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ อริยมรรคมีองค ๘ ดูกอนอานนท เธอจะไมเ หน็ ภิกษแุ มสองรูป มีวาทะตางกันในธรรมเหลา นีเ้ ลย ๓ . ความหมายของสรณะ สรณะ มีความหมายวา กำจัด บีบ ทำลาย นำออก และดับซึง่ ภยั ความหวาดสะดงุ ความทกุ ข ทคุ ติ และความเศราหมอง (กเิ ลส) อธิบายวา เม่อื บคุ คลเขาถึงพระพทุ ธเจา พระธรรม พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 88
89 และพระสงฆ โดยการปฏิบัตติ ามพระธรรม จนสามารถทำลายกเิ ลส มคี วามรกั โลภ โกรธ หลง เปนตน ได ภัยเปน ตนเหลานน้ั กจ็ ะถกู กำจดั หรอื ถกู ทำลายหมดสน้ิ ไป พระพทุ ธเจา ชอ่ื วา สรณะ เพราะเปน ผูก ำจดั ภัยของสตั วทง้ั หลาย ดว ยการนำออกจากส่งิ ท่ี ไมเปน ประโยชน แลวไดบรรลซุ ึ่งสง่ิ อันเปนประโยชน พระธรรม ช่อื วา สรณะ เพราะทรงไวซ ่งึ ผูป ฏิบัติตามไมใ หต กไปในอบาย คอื ไมใหก ลาย สภาพเปน สตั วดริ ัจฉาน เปรต สัตวน รก และอสรุ กาย และชวยใหผูป ฏิบัตติ ามไดร บั ความปลอดโปรง ใจ พระสงฆ ชอื่ วา สรณะ เพราะเปน เน้ือนาบุญของโลก หมายความวา พระสงฆ ผปู ระพฤติดี ปฏบิ ตั ิชอบ ท่ีเรียกวา อริยสงฆ ใครไดถวายจตปุ จจยั แกท า น การถวายนนั้ ยอ มมีผลมาก มีอานสิ งสมาก เกดิ ความรุงเรอื งแผไพศาล เพราะเปน การสนบั สนนุ คนดใี หม ีกำลงั ทำงานแกสังคม ๔. ความหมายของคำวา สรณะคมน ดวงใจท่มี ีความเลือ่ มใส และมีความเคารพในพระรตั นตรัยนน้ั วา พระรตั นตรัยเปนของเรา พระรตั นตรัยเปนผนู ำทางชีวิตของเรา ซง่ึ สามารถนำไปสูการทำลายกิเลสไดชือ่ วา สรณคมน (การถึงพระ รัตนตรัยวา เปนสรณะ) ๕. วิธีถึงพระรัตนตรัยวา เปนสรณะ วิธีถงึ พระรัตนตรยั วาเปน สรณะนัน้ มหี ลายอยาง ในทนี่ ีจ้ ะกลาวเฉพาะที่ปรากฏ โดยมาก ๕ วิธี คอื ๕.๑ วิธีสมาทาน ตัวอยา งเชน พาณิชสองพ่นี อง ผมู นี ามวา ตปุสสะ และภัลลกิ ะ ไดเ ปลง วาจาถึงพระผมู พี ระภาคเจา และพระธรรมเปน สรณะวา เอเต มยํ ภนเ ต ภควนต ํ สรณํ คจฉ าม, ธม มญจ, อุปาสเก โน ภควา ธาเรตุ อชชตคเ ค ปาณเุ ปเต สรณํ คเต แปลวา ขาแตพ ระองคผ เู จรญิ ขาพระองคทั้งสองนี้ ขอถึงพระผมู ีพระภาคเจา และพระธรรมวา เปนสรณะ ขอพระผูม ีพระภาคเจา จง ทรงจำขาพระองคท้ังสอง วา เปน อบุ าสกผูถ งึ สรณะดว ยชวี ติ ต้ังแตบดั นีเ้ ปนตน ไป ๕.๒ วธิ ีมอบตนเปนสาวก เชน พระมหากัสสปเถระ คร้ังยังเปนปปผลมิ าณพออกบวชอุทศิ พระอรหันตทงั้ หลายท่มี ีอยูในโลก ไดไ ปพบพระสัมมาสัมพุทธเจา ประทับนัง่ สมาธอิ ยูท ่ีโคนตน พหุปตุ ตนิโครธ ( อรรถกถาวา ตนสีขาว ใบสีเขียว ผลสแี ดง) ในระหวางทางเมอื งราชคฤหไ ปนาลันทา เขาใจวา เปน พระอรหนั ต จึงนอ มกายเขา ไปเฝาดวยความเคารพอยา งย่งิ แลว เปลงวาจามอบตนเปนสาวกวา สตถา เม ภนเต ภควา, สาวโกหมสมิ แปลวา ขา แตพระองคผูเ จริญ พระผมู ีพระภาคเจา เปน ศาสดาของ ขา พระองค ขาพระองคเ ปนสาวก ๕.๓ วิธีทมุ เทความเลอ่ื มใสในพระศาสดาหรอื ยอมนอบนอ ม เชน พรหมายุพราหมณ เปนตน ในพรหมายุสตู ร มชั ฌิมนกิ าย กลา ววา พรหมายุพราหมณ เปน พราหมณผ ใู หญ เชีย่ วชาญไตรเวท รูจกั ศาสตรว าดว ยคดโี ลก และมหาปุริสลกั ษณะไดย นิ กิตติศพั ทว า พระพทุ ธเจาทรงมีมหาปรุ ิสลกั ษณะครบ ๓๒ ประการ จึงสงอุตตรมาณพผูเ ปนศษิ ยเอกไปพิสูจนค วามจริง อุตตรมาณพรบั คำของอาจารยไปเฝา พระพทุ ธเจา ไดเห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๐ ประการหมดแลว ยังเหลืออกี ๒ ประการ ท่ยี งั ไมเหน็ ครน้ั เขา เหน็ มหาปุริสลักษณะครบทั้ง ๓๒ ประการและความเปนไปแหงอิริยาบถทัง้ ปวงของพระพทุ ธเจาแลว จึง กลบั ไปกราบเรียนใหอ าจารยท ราบ คร้ันอตุ ตรมาณพพรรณามหาปรุ ิสลักษณะของพระสมั มาสมั พุทธเจาจบ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 89
90 ลง พรหมายุพราหมณกไ็ ดล กุ ขึ้นยืนหมผา เฉวยี งบา ผนิ หนา ไปทางทศิ ท่พี ระพทุ ธเจาประทับอยู ประณมมือ เปลง วาจาวา นโม ตสส ภควโต อรหโต สมมาสมพ ทุ ธสส ๓ ครั้ง แปลวา ขาพเจาขอนอบนอมแดพ ระผมู ีพระภาค อรหันตสมั มาสมั พุทธเจาพระองคนั้น ๕.๔ วธิ ีมอบตน เชนพระโยคผี ูมศี รทั ธา ขวนขวายในการเจรญิ กรรมฐาน กอ นแตจ ะสมาทานกรรมฐาน ตอ ง กลาวคำมอบตนตอพระผมู ีพระภาคเจาวา อิมาหํ ภนเต ภควา อตตภาวํ ตมุ หากํ ปริจจ ชามิ แปลวา ขา แตพ ระผมู ีพระภาคเจาผูเจริญ ขา พระองค ขอสละอตั ตภาพรางกายน้ีแกพระพุทธองค ๕.๕ วธิ ีปฏิบัตหิ นาท่ีของพุทธบริษทั คือการกำจดั กเิ ลสทั้งหลาย ทำตนใหบรรลธุ รรมเปนพระ โสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต เหมือนพระอรยิ สาวกบางทานไดฟงธรรมเทศนา ของพระศาสดาแลวไดด วงตาเห็นธรรม เปน ตน วิธนี ี้จดั วา เปน วธิ ีถงึ สรณคมนข ้นั สูงสดุ และมีความม่ันคงทีส่ ุด เปน โลกุตตรสรณคมน ๖. การขาดสรณคมน บุคคลผูถึงสรณคมน มี ๒ ประเภท คอื ปถุ ุชนกับพระอรยิ บคุ คล การขาดสรณคมนยอมมใี น ปุถุชนเทา นั้น สว นพระอริยบุคคลจะไมย อมขาดสรณคมนเด็ดขาดดังสปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิ เปนตน พระอรรถกถาจารยเลาไวใ นอรรถกถาธรรมบทวา วนั หนึ่งพระพุทธเจา ทรงแสดงธรรมแกบ ริษัท ท่ีวหิ ารเวฬุวนั สปุ ปพุทธกฏุ ฐซิ ่งึ เปน โรคเรื้อน ยากจนเขญ็ ใจ ไดไปฟง ธรรมอยขู างทา ยบริษัทเขาไดบรรลุ โสดาบัน ประสงคจะกราบทลู การบรรลุธรรมใหพ ระพุทธเจา ทรงทราบ แตไมมโี อกาสเพราะบรษิ ัท หนาแนน จงึ กลับไปทอ่ี ยูของตน ครนั้ บรษิ ทั กลบั ไปหมดแลว เขาจึงมาเฝาพระพุทธเจา ทาวสกั กะ เทวราชทราบเชน นน้ั จึงไดเ สดจ็ ลงมาตรัสกบั เขาวา สุปปพทุ ธะ ทา นเปนคนขดั สน ทา นจงกลาวคำวา พระพุทธเจา ไมใ ชพระพทุ ธเจาแทจริง พระธรรมไมใ ชพระธรรมแทจ รงิ พระสงฆไมใชพ ระสงฆแทจ ริง พอกันทีพระพทุ ธเจา พระธรรมและพระสงฆ (เลิกนบั ถือ) เราจะใหทรพั ยแกท านมากมายนบั ประมาณ ไมไ ด สุปปพทุ ธะ ถามวา ทา นเปนใคร ทาวสกั กะตอบวา เราเปน ทาวสกั กะจอมเทพ สุปปพทุ ธะกลา ววา ทา นทาวสกั กะผไู มม ีหิริ ทานพูดวา ขาพเจาเปนคนขดั สนจนยาก แต ขา พเจาไมไดขดั สนจนธรรม ไมไดจ นความสุขเลย ทานไมสมควรจะพดู เชนน้กี ับขาพเจา คนมีอริยทรัพย สามารถมีความสขุ ไดใ นสภาพทค่ี นอนื่ เขารสู ึกเปนทกุ ข ทาวสกั กะเมือ่ ไมอ าจจะใหสปุ ปพทุ ธกฏุ ฐิพดู อยาง นนั้ ได จึงเสดจ็ จากเขาไปเฝา องคสมเดจ็ สัมมาสัมพุทธเจา กราบทูลถอ ยคำทโ่ี ตตอบกันใหท รงทราบ พระพทุ ธเจา ไดตรัสวา ทา วสกั กะเชน พระองคจ ำนวนรอ ยจำนวนพันก็ไมส ามารถจะใหส ุปปพุทธกฏุ ฐิ พูดคำ วา พระพทุ ธเจาไมใ ชพระพุทธเจา พระธรรมไมใ ชพระธรรม พระสงฆไ มใ ชพ ระสงฆ (แทจ ริง) เรอื่ งนี้ แสดงใหเ ห็นทัศนะทางพุทธศาสนาวา คนผูบ รรลสุ ัจจะแลว จะไมยอมประพฤติกายทุจรติ วจที ุจรติ และ มโนทุจริต เพราะเหตุแหงทรพั ย อวยั วะและแมแตช วี ติ อยางแนนอน เพราะฉะนน้ั การขาดสรณคมนจงึ มีไดเฉพาะผูเปน ปถุ ชุ นเทา นน้ั การขาดสรณคมนมเี พราะเหตุ ๓ อยาง คือ ๑. เพราะความตาย ๒. เพราะทำรายพระศาสดา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 90
91 ๓. เพราะไปนับถอื ศาสดาอน่ื การขาดสรณคมนเ พราะความตาย เปน การขาดทไ่ี มม โี ทษ คือไมทำใหไ ปสทู ุคติภมู ิ การขาด เพราะทำรายพระศาสดาเหมอื นพระเทวทตั เปน ตน ท่คี ิดทำรา ยพระศาสดาดวยการส่ังนายขมงั ธนไู ปลอบ ปลงพระชนม กล้ิงศิลาใหท บั ใหปลอยชา งนาฬาคีรีไปทำราย และทำสังฆเภทแยกพระสงฆไปจากพระองค จดั เปนการขาดสรณคมนท ม่ี โี ทษเพราะทำใหพระเทวทัตหลังจากมรณภาพแลวไปตกนรกอเวจี สว นการขาดสรณคมน เพราะไปนับถือศาสดาอ่นื นัน้ มีมากท้งั ในสมัยพุทธกาลและในปจ จบุ ันนี้ แมจ ะไมทราบวาผปู ระพฤติอยา งนน้ั ตายแลวไมตกนรกเหมือนพระเทวทัตก็ตาม แตก แ็ สดงถึงความไม นา เช่อื ถือของคนเหลา นัน้ ทพี่ รอ มจะทรยศกบั ใครก็ไดเ มอื่ เขาไดผลประโยชนท ่ีมากกวา ไดท ราบวา ผทู ่ี อาศยั ผาเหลืองบวชเรียนในพระพทุ ธศาสนาจนจบเปรียญธรรมสูงสดุ จบปรญิ ญาจากมหาวิทยาลยั สงฆ หรอื บวชจนไดเปน เจาคณะตำบล อำเภอแลว ไดถ ูกศาสนาอืน่ ซ้อื ไปหวนกลับมาทำลายพระพทุ ธศาสนาก็มี ไมใ ชนอ ย คนพวกน้ีจรงิ ๆ แลว เปน คนไมมีศาสนาบวชเปนพระมกั จะไมเ ชื่อเรื่องบาปบุญ จะไมยอมทำ กิจวตั ร เชนไหวพระสวดมนตจึงไมรูจกั คำวา นริ ามิสสขุ วนั ๆ หนึ่งคดิ แตจะหาทรัพยสนิ เงินทอง รูป เสียง กลน่ิ รส สมั ผัสทีน่ าปรารถนาจงึ มคี าเหมอื นคนตกนรกท้งั เปน ครั้นพอมีใครมาเสนอเงนิ ทองใหกร็ ีบ ไปทันที มกั จะไปสอนไปแนะเยาวชนวา อยา ไปบวชเลยอาจารยบ วชแลวไมไ ดเรอื่ งหรอก แตน าจะบอก ดว ยวา เมอ่ื ครั้งอาจารยบ วชอยูอาจารยไ มเคยเช่อื เร่อื งบาป บุญ คุณโทษ ไมเคยทำกจิ วัตรของพระสงฆ เลย การขาดสรณคมนดวยการไปนบั ถอื ศาสดาอื่น จึงเปนเร่ืองนา กลัวมาก เพราะคนอยางน้นั แนนอนวา เปน คนไมมศี าสนาพรอมทีจ่ ะทำลายใครกไ็ ด เมอ่ื ตนไดผลประโยชน ๗. สรณคมนเ ศรา หมอง สวนบุคคลผูที่ประพฤตดิ ว ยความไมร ู ความรูผิด ความสงสยั และความไมเอือ้ เฟอในพระ รตั นตรัย สรณคมนไมข าดแตเปน ความเศราหมอง ความไมร ู คอื ไมศกึ ษาเลาเรียนพระพทุ ธศาสนาคิดเอาเอง ปฏบิ ัตเิ อาเอง แลวนำไปสั่งสอน ผูอ ่นื ความรูผิด คือ เรียนพระปริยัติธรรมแตไมเ ช่ือพระไตรปกฏ อรรถกถา ตงั้ ตัวเปนศาสดาตคี วาม เอาตามความพอใจ ความสงสยั คอื สงสัยวาพระพุทธเจา พระธรรมและพระสงฆมจี รงิ หรอื เปลา ทำบุญไดบ ญุ จรงิ หรอื เปลา ทำบาปแลวบาปจริงหรอื เปลา ชาติหนามจี ริงหรือเปลา นรกสวรรคมจี ริงหรือเปลา เปนตน ความไมเ ออื้ เฟอ คอื ไมป ระพฤตติ อพระรัตนตรยั ดวยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ท่ี ประกอบดวยเมตตาคือความปรารถนาดี เชนตัดเศียรพระพุทธรปู ทำลายโบสถ พระเจดีย ขโมย พระพุทธรปู ไปขาย ประพฤติการไมส มควรเชน ไปแสดงความรักทางกามราคะตามบริเวณศาสนสถาน เชน โบสถ และพระเจดยี เปนตน ไมเ ออื้ เฟอ ตอ พระธรรมคือคัดคานพระธรรมวาไมสามารถจะใหค ณุ ใหโทษได จริง ไมศกึ ษาเลาเรยี น ไมสนใจฟง เม่ือมีการแสดงธรรมตลอดถึงการเหยียบยำ่ ทำลายหนังสอื หรือส่ิงอืน่ ใดที่ จารึกพระธรรม ไมเออ้ื เฟอในพระสงฆ ดาวาพระสงฆ ยยุ งใหแตกแยกกัน ไมทำบุญและขัดขวางผูอ่ืนไมให ทำบุญ เปน ตน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 91
92 ๘. พระรตั นตรยั แยกกนั ไมได พระรัตนตรยั คอื พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ ทัง้ ๓ นี้ แยกจากกันไมไ ด ตองมี ความสมั พันธเกย่ี วเนื่องกันอยเู สมอ พระอรรถกถาจารยท าน อปุ มาไวดังน้ี ๑. พระพทุ ธเจาเปรียบเหมือนดวงจันทร พระธรรมเปรียบเหมอื นกลมุ รัศมีทม่ี ีความสวางและ เย็นตาเยน็ ใจของดวงจนั ทร พระสงฆเ ปรียบเหมือนสัตวโลก ทไี่ ดรับความสขุ สดช่นื จากแสงจันทรนัน้ ขอ นี้ จะเห็นไดช ัดเจนวาถา มแี ตดวงจนั ทรไมมีแสงจันทร คงไมมใี ครเห็นดวงจันทรวาอยูทไ่ี หน หรือถา มีดวง จนั ทรและมีแสงจนั ทร แตไมม ีสตั วโลกก็คงไมมีใครเห็นดวงจนั ทรและไดร บั ผลประโยชนจ ากดวงจันทร ดวงจันทรกบั แสงจนั ทรจงึ มคี า เทา กับไมม นี ่นั เอง พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆก็เหมือนกนั ถา มแี ตพ ระพุทธเจา ไมมีพระธรรม กค็ ง เปนพระพุทธเจา ไมไ ด คงเปน เจาชายสทิ ธัตถะธรรมดาเหมือนเดมิ หรอื ถามีพระพทุ ธเจาและพระธรรม แต ไมมพี ระสงฆ ก็ไมมีใครเช่ือวาเจาชายสทิ ธัตถะเปน พระพทุ ธเจา เพราะฉะน้ัน พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆ จึงตองเกี่ยวเนื่องกนั อยเู สมอ เกิดอะไรกับสว นหนง่ึ กก็ ระทบไปถงึ อกี ๒ สวนดวย อยาง หลีกเลี่ยงไมได ๒. พระพุทธเจาเปรยี บเหมือนดวงอาทิตย พระธรรมเปรยี บเหมือนแสงสวางและความรอนของ ดวงอาทิตย พระสงฆเปรียบเหมือนสตั วโ ลกท่ไี ดรับแสงสวางและไออุนจากดวงอาทิตย ๓. พระพุทธเจา เปรยี บเหมือนกอนเมฆ พระธรรมเปรยี บเหมอื นน้ำฝนอนั เกิดจากกอ นเมฆ พระสงฆเ ปรียบเหมอื นโลกพรอมท้งั แมกไมและกอหญาทไ่ี ดรับความชมุ ชื่นจากนำ้ ฝน ๔. พระพทุ ธเจาเปรียบเหมอื นสารถีผชู าญฉลาด พระธรรมเปรียบเหมือนอบุ ายวิธสี ำหรบั ฝก มา พระสงฆเ ปรียบเหมอื นมา ทไี่ ดรับการฝกหดั ไวดแี ลว ๕. พระพุทธเจา เปรียบเหมอื นผชู ี้ทาง พระธรรมเปรยี บเหมือนหนทางทถ่ี กู ทตี่ รงและมีความ ปลอดภัย พระสงฆเปรียบเหมอื นคนเดนิ ทางผถู ึงท่หี มายแลว ๖. พระพุทธเจาเปรียบเหมอื นผูชี้ขุมทรพั ย พระธรรมเปรียบเหมือนขมุ ทรพั ย พระสงฆเปรียบ เหมอื นคนที่ไดรบั ทรัพยส มบตั ไิ ปใชอยางมีความสุข ๙. ผเู ขาไปหาพระรตั นตรยั ดวยอกศุ ลจิตยอมเกิดโทษ พระมหาโมคคัลลาเถระ พระอคั รสาวกเบื้องซา ย ไดกลาวกับมารทีเ่ ขาไปหาพระพทุ ธเจาดว ย ประสงครา ย เชน ครั้งเสดจ็ ออกผนวชก็ไปหามไวโ ดยอางวา จกั รรตั นะจะเกดิ ข้ึนภายใน ๗ วัน ทานจะได เปน พระเจา จักรพรรดอิ ยูแลว จะไปบวชทำไม เมอ่ื ตรัสรูแลว กไ็ ดไปทูลขอใหเ สด็จดับขันธปรนิ พิ พาน แต พระพุทธองคท รงหา มปรามมารวา ขอใหบ ริษัทของเรารูป ริยัติ ปฏบิ ตั ิได เขาใจธรรม นำไปใชเ ปนเสียกอน เราจงึ จะนิพพาน ตอ จากนน้ั พระยามารกต็ ดิ ตามรงั ควานทง้ั พระศาสดาและพระสาวกมาตลอดเวลา แมแ ต พระมหาโมคคัลลาเถระกถ็ ูกรังควานดวย ครั้งหน่งึ พระเถระจึงไดก ลาวกับมารวา ไฟไมไดต ัง้ ใจเลยวาเราจะเผาไหมคนโง คนโงต างหากท่เี ขาไปหาไฟอันกำลังลุกโซน เขาเขา ไปหาไฟใหเผาไหมตัวเขาเอง ดกู อนมารผใู จบาป ไฉนทานจึงเขา ไปหาพระตถาคต เหมือนคนโงเขา ไป หาไฟเลา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 92
93 คนโงเ ขา ไปหาพระตถาคต แทนทจี่ ะไดบุญกลบั ไดบ าป ซำ้ ยงั สำคัญผิดวา ไมเห็นจะบาป อะไร ๑๐. พระรตั นตรัยเปนสรณะท่ีปลอดภยั ผทู ่มี ีจติ ใจศรัทธาเล่ือมใส และเคารพนบั ถือบชู า เชอื่ ม่ันพระธรรมคำสัง่ สอน ขององคสมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลวปฏิบตั ติ ามแมด ว ยชีวิต ไมย อมใหส รณคมนข าดไป ยอมไดรับผลท่ีนาปรารถนา ดังที่พระพทุ ธองคตรสั ไวว า ชนเหลาใดเหลาหน่ึง ถงึ พระพทุ ธเจาเปนสรณะ ชนเหลา นนั้ ละกายมนุษยไปแลวจักไม เขาถงึ อบายภูมิ จกั ทำหมูเทพใหบรบิ รู ณ (ไดไปเกดิ ในสวรรค) บคุ คลใด ถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ เปนท่ีพ่งึ แลว เห็นอริยสจั ๔ คือ เห็นทกุ ข เหตุใหทกุ ขเกิด ความดับทกุ ข และมรรคมีองค ๘ อันประเสรฐิ ซ่งึ ทำใหถ ึง ความดับทุกข ดว ยปญญาอันชอบ สรณะนัน้ ของบุคคลน้นั เปนสรณะที่ปลอดภยั เปน สรณะอันสงู สดุ เขาอาศัย สรณะน้นั ยอมพนจากความทกุ ขท้ังปวงได. จากพระพุทธพจนทไี่ ดย กมาน้ี เปนการรบั ประกนั จากองคส มเดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจาวา ผทู ี่ ถึงพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ เปนสรณะแลวปลอดภยั พนจากความทุกขทั้งปวงไดน ั้น ตอ ง เห็นอรยิ สจั ๔ หมายความวา ตอ งดำเนินชวี ิตดว ยปญ ญาอนั ชอบตามหลักอริยสัจ ๔ ไมใชถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆ วา เปนสรณะแลว ยังกราบไหวอ อนวอนขอพรสิ่งอื่น เชน แมนำ้ ภูเขา ตน ไม เทพเจา เปนตน อันนอกเหนือไปจากพระรตั นตรัย ไมป ฏบิ ตั ิตามหลักอรยิ สจั ๔ ถา อยางนจี้ ะมาโทษพระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆวา พึ่งอะไรไมได ยอมไมย ุติธรรมสำหรับ พระรตั นตรยั การที่ไดพบพระรตั นตรัย อันเปน สรณะทใี่ หค วามปลอดภัย ทำลายความทกุ ขไ ดจรงิ แลว ไมยอมรบั นบั ถอื ไมปฏิบตั ติ ามพระธรรมคำสัง่ สอน กเ็ ทา กับคนผูปฏเิ สธสริ ทิ ่เี ขามาหาตน สมกบั ทพ่ี ระ มหาปน ถกเถระ ไดกลา วไววา ผทู ่ีไดพบพระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลว ปลอยโอกาสน้นั ใหผา นไปโดยไมส นใจศกึ ษาและปฏิบัติ ตามโอวาทของพระองค ผูนัน้ เปน คนไมม ีบุญ เหมอื นกบั คนที่ใชมือและเทา ปดปองสริ ทิ เ่ี ขามาหาตนถงึ ที่นอน แลวขบั ไลไสสง ออกไป ---------------------------------- พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 93
94 อโุ บสถศลี อุโบสถ เปนเร่อื งของกศุ ลกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของคฤหัสถ แปลวา การเขา จำ เพื่อหยุด การงานของฆราวาส เชน ทำนา ทำไรเปนตนไวชั่วคราวแลวมาทำกิจกรรมทางศาสนา เปนการขัดเกลา กิเลสอยางหยาบใหเบาบาง และเปนทางแหงความสงบระงับ อันเปนความสุขสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะฉะน้นั พทุ ธศาสนิกชนผูเปนฆราวาส จึงนิยมเอาใจใสหาโอกาสประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามสมควร อุโบสถนั้น ปฏบิ ัติกนั มากอ นพุทธกาล ปรากฏท่มี าในอรรถกถาคงั คมาลชาดก อัฏฐกนบิ าต และ ในอโุ บสถขันธกะ ดังนี้ ในอรรถกถาคังคมาลชาดก มใี จความวา สมัยหนึง่ พระพุทธเจา ประทับอยูที่พระวิหารเชตวัน ตรสั เรียกคนรักษาอุโบสถมาแลว ตรัสวา พวกเธอท้ังหลาย ทำความดีแลวที่รักษาอุโบสถ พวกเธอรักษา อุโบสถ ควรใหทาน รกั ษาศีล ไมควรทำความโกรธ ควรเจริญเมตตาภาวนา ควรอยจู ำอุโบสถในครบเวลา เพราะวา บัณฑิตในปางกอนอาศัยอุโบสถเพียงกึ่งเดียวยังไดยศใหญม าแลว อันอุบาสกและอบุ าสิกาเหลาน้ัน ทูลขอรองแลว จึงไดนำเร่ืองอดตี มาเลาวา ในอดีตกาล มีเศรษฐีคนหน่ึง มีทรัพยมาก มีบริวารเปนคนดี ชอบทำบุญบริจาคทาน ภรรยา บุตร ธิดา บริวารชน แมกระทั่งคนเล้ียงวัวของเศรษฐีนั้น ลวนเปนผูเขาจำอุโบสถ เดือนละ ๖ วัน ใน กาลนั้น พระโพธิสัตวเกิดในครอบครัวคนขัดสน มีอาชีพรับจาง เปนอยูอยางอัตคัดขัดสน เขาไปยังบาน ของเศรษฐีเพื่อขอทำงาน เศรษฐีบอกวา ทุกคนในบานน้ี ลวนแตเปนผูรักษาศีล ถาเธอรักษาศีลได ก็ ทำงานได แตล ืมบอกวิธรี กั ษาศีลแกเขา พระโพธิสตั วเ ปน คนวางา ย ทำงานแบบถวายชวี ิต ไมคำนึงถงึ ความยากลำบาก ตน่ื กอ น นอน ที่หลังเสมอ ตอมาวันหนึ่ง มีมหรสพในเมือง เศรษฐีเรียกสาวใชมาสั่งวา วันนี้เปนวันอุโบสถ เธอจงหุง อาหารใหคนงานแตเชาตรู พวกเขารบั ประทานอาหารแลว จะไดรกั ษาอุโบสถฝายพระโพธิสัตว ตื่นนอน แลว ไดออกไปทำงานแตเชามดื ไมมีใครบอกวา วันนี้เปนวันอุโบสถ คนท้ังหมดรับประทานอาหารเชาแลว ตางรกั ษาอโุ บสถ แมเศรษฐพี รอ มภรรยาและบุตรธดิ า ก็ไดอ ธฐิ านอุโบสถ ไปยงั ที่อยูข องตนแลว นง่ั นกึ ถึง ศลี พระโพธิสตั วทำงานตลอดทง้ั วนั เมอื่ พระอาทติ ยต กดนิ จึงไดกลบั มา แมค รัวนำอาหารไปให พระโพธิสัตว รูสกึ แปลกใจ จึงถามวา วันอื่น ๆ เวลานม้ี เี สียงดัง วนั น้คี นเหลานนั้ ไปไหนกนั หมด ครนั้ ทราบวาทกุ คนสมาทานอโุ บสถ ตางอยูในทขี่ องตนจงึ คิดวา เราคนเดยี วไมมีศีลในทามกลางของผมู ศี ลี จะ อยไู ดอ ยางไร ? เราจะอธษิ ฐานอโุ บสถ ในตอนนีจ้ ะไดหรอื ไมห นอ ? จงึ เขาไปถามเศรษฐี เศรษฐีบอกวา เมอ่ื รักษาอุโบสถตอนน้ี จะไดอ ุโบสถกรรมครงึ่ เดียว เพราะไมไดอ ธษิ ฐานแตเ ชา พระโพธิสัตว บอกวา ครึง่ เดียวก็ไดขอรบั จงึ สมาทานศีลกบั เศรษฐอี ธิษฐานอโุ บสถ เขา ไปยงั ท่ีอยขู องตนนอนนึกถึงศลี ในปจ ฉมิ ยาม หิวอาหารจนเปน ลม เพราะยงั ไมไดรบั ประทานอาหารเลยตลอดท้ังวัน เศรษฐนี ำเอาเภสชั ตาง ๆ มาให กไ็ มยอมรบั ประทาน ยอมเสียชวี ิต แตไมยอมเสยี ศีล ในขณะใกลจะเสยี ชีวิต พระเจาพาราณ สี เสดจ็ ประทกั ษณิ พระนครมาถึงทนี่ ้นั เขาไดเ หน็ สริ แิ หง พระราชา จึงปรารถนาราชสมบตั ิ ครน้ั สิ้นชวี ติ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 94
95 แลว ไดถอื ปฏิสนธใิ นพระครรภอ ัครมเหสี เพราะผลแหง อุโบสถกรรมกงึ่ หนึ่ง ครั้นประสูติแลว ทรงไดร ับ ขนานพระนามวา อุทยั กมุ าร ในอุโบสถขันธกะ มหาวรรค วินัยปฎก มีใจความวา สมัยน้ัน พระผูมีพระภาคเจา ประทับ อยูทีภ่ ูเขาคิชฌกูฏ ใกลพระนครราชคฤห พวกปริพาชกผนู ับถือลทั ธิอ่ืน ประชุมกลาวธรรมในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ คนจำนวนมากไปฟงธรรมของพวกเขาแลว ไดความรัก ความเลื่อมใส และเปน พวกกับปริพาชกเหลานนั้ พระเจาพิมพิสาร ไดทรงทราบเร่ืองน้ันแลว ทรงเกิดความคิดวา แมพระสงฆก็สมควรจะ ประชุมกนั ในวันเชนน้ันบาง จึงเสด็จเขา ไปเฝาพระผูมีพระภาคเจากราบทลู เร่ืองน้นั แลวเสดจ็ กลับ พระผมู ี พระภาคเจา ตรัสเรยี กภิกษุทง้ั หลายมาแลว ตรสั วา ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหเ ธอทง้ั หลายประชุม พรอมกัน ในวัน ๑๔ คำ่ ๑๕ ค่ำ และ ๘ คำ่ ภกิ ษทุ ้ังหลายไดประชุมกันตามพุทธดำรสั แตน ่ังอยูเฉย ๆ ชาวบานมาเพ่ือจะฟงธรรมก็ไมพูดดวย จึงถูกติเตียนขอนขอดวา เหมือนพวกสุกรใบ พระผูมีพระภาคเจา ทรงทราบเรื่องน้ันแลว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแลว ตรัสวา ดูกอนภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตใหเธอ ทง้ั หลายประชุมกันกลาวธรรมในวนั ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ ภิกษทุ ง้ั หลายไดท ำตามนัน้ แลว ท้ัง ๒ เรื่องท่ีนำมากลาวน้ี ยอมเปนเครื่องแสดงวา อุโบสถนั้น มีปฏิบัติกันมากอนแลว และเปน ช่อื ของวันทเ่ี จา ลัทธนิ ้นั ๆ กำหนดไว เพ่ือความสะดวกในการทำกจิ กรรมตามลทั ธขิ องตน ดว ยการ งดอาหาร ตอมา เม่ือพระผูมีพระภาคเจา เสด็จอุบัติขึ้นแลว จึงทรงบัญญัติอุโบสถศีล อันประกอบดวย องค ๘ พรอมท้งั สรณคมน เพราะฉะนนั้ อุโบสถ จงึ มี ๒ อยาง คือ ๑. อุโบสถนอกพุทธกาล ไดแกการเขาจำดวยการงดอาหาร ตั้งแตเท่ียงวันไปแลวในวันท่ี กำหนดไว ดงั คำท่ีพระอรรถกถาจารยกลาวไว ในอรรถกถาคังคมาลชาดกอัฏฐกนิบาตวา บุตรและภรรยาก็ ดี บริวารชนก็ดี ของเศรษฐีนน้ั โดยทสี่ ุดแมค นเลี้ยงโคในเรือนนั้น ทั้งหมดลวนเขาจำอุโบสถเดอื นละ ๖ วัน ๒. อุโบสถในสมัยพุทธกาล ไดแก อุโบสถท่เี ปน พุทธบญั ญัติ อันประกอบดวยสรณคมน และ องค ๘ มีปาณาตปิ าตา เวรมณี เปนตน ---------------------------------------- อุโบสถศีลมี ๓ ประการ01 ๑. ปกติอุโบสถ ไดแก อุโบสถที่รับรักษากันตามปกติ เฉพาะวันหน่ึงคืนหนึ่งอยางที่อุบาสก อบุ าสิการักษากันอยูทุกวันน้ี มีเดอื นละ ๔ วนั คือ วนั ข้ึน ๘ ค่ำ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๘ ค่ำ วัน แรม ๑๔ ค่ำ หรอื ๑๕ คำ่ 1 ปฏชิ าครอโุ บสถ รกั ษาเดือนละ ๑๑ วัน คือ ขา งขึ้น ๕ วนั ไดแ ก วันขึ้น ๔ คำ่ ๖ ค่ำ ๗ คำ่ ๙ คำ่ และขา งแรม ๖ วนั ไดแ ก วันแรม ๑ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๗ คำ่ ๙ ค่ำ ๑๒ ค่ำ หรอื ๑๓ ค่ำ ปาฏิหาริยอุโบสถ บางแหง แสดงวา ๕ เดือน คือ ต้ังแตเดอื น ๘ ถึงเดือน ๑๒ บางอาจารยก ลาววา ๓ เดือน คือ เดอื น ๘ เดือน ๑๒ เดอื น ๔ บางพวกกลา ววา ๔ วนั คือ ๗ ค่ำ ๙ คำ่ ๑๓ คำ่ หรอื ๑๔ ค่ำ ๑ คำ่ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 95
96 ๒. ปฏิชาครอุโบสถ ไดแก อุโบสถท่ีรับรักษาเปนพิเศษกวาปกติ คือ รักษาคราวละ ๓ วัน คือวันรับวันรักษา และวันสง เชนจะรับอุโบสถวัน ๘ ค่ำ ตองรับและรักษามาแตวัน ๗ ค่ำ ตลอดไป จนถงึ วัน ๙ ค่ำ จนไดอรณุ ใหมของวนั ๑๐ ค่ำนน่ั เองจงึ หยดุ รักษา ๓. ปาฏิหาริยอุโบสถ ไดแก อุโบสถท่ีรับรักษาตลอด ๔ เดือนฤดูฝน คือต้ังแตวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ จนถึงวนั เพญ็ กลางเดือน ๑๒ ปาฏหิ าริยอุโบสถ ถือตามคตินยิ มของคนอนิ เดียในสมัยนัน้ เทียบเคียงไดก ับเร่ืองบญั ญัติการจำ พรรษาของภิกษุ ในวสั สูปนายิกขนั ธกะ พระวนิ ัยปฎ กวา สมัยนั้นพระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ พระเวฬุวัน พระนครราชคฤห คร้ังน้ันพระพุทธ องคยังมิไดทรงบัญญัติใหภิกษุท้ังหลายอยูจำพรรษา ภิกษุท้ังหลายเท่ียวจาริกไป ตลอดฤดูหนาว ฤดูรอ น และฤดูฝน คนทั้งหลายจึงเพงโทษติเตียนโพนทะนาวา ไฉน พระสมณะเช้ือสายศากยบุตร จึงไดเท่ียว จารกิ ไปอยางนี้ เหยยี บยำ่ ขา วกลา ท่ีเขียวสด เบยี ดเบียนสิ่งมีชวี ิตทำสัตวเ ล็ก ๆ จำนวนมากใหถ ึง ความวอด วายเลา ก็พวกปรพิ าชกอัญญเดียรถีย ผูกลาวธรรมอันต่ำทราม ยังพักอาศัยอยูประจำตลอดฤดูฝน ภิกษุ ท้ังหลาย จึงกราบทูลเรื่องน้ันแกพระพุทธองค ลำดับนั้น พระผูมีพระภาคเจา จึงทรงแสดงธรรมแกภิกษุ ท้งั หลาย ปรารภเหตุนั้นแลว ตรัสวาดูกอนภกิ ษทุ ั้งหลาย เราอนุญาตใหภกิ ษุทัง้ หลายอยจู ำพรรษา คร้ังนั้น ภกิ ษุทั้งหลาย คิดวาพวกเราพึงจำพรรษาเมื่อไรหนอ ? จึงทูลถามพระผูมพี ระภาคเจา พระพุทธองครับส่ัง วา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหจำพรรษาในฤดูฝน น้ีเปนคตินิยมของคนอินเดียในสมัยนั้น การ รักษาปาฏหิ ารยิ อโุ บสถ อาจเกย่ี วเนือ่ งกบั คตินิยมนี้ก็ได --------------------------------------------- รักษาอุโบสถเพือ่ ขมกิเลส อุโบสถน้เี ปน วงศข องโบราณบัณฑิต ทานเหลานนั้ ไดเขาจำอุโบสถ เพอื่ ขมกเิ ลสมีราคะเปนตน สมดงั ท่ีพระอรรถกถาจารยไดก ลาวไว ในอรรถกถาปญ จุโปสถชาดกวา ครั้งหนึ่ง องคสมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ประทับน่ังบนพุทธอาสนทามกลางบริษัท ๔ใน ธรรมสภา ทรงทอดพระเนตรดูบริษัทดวยพระทัยออนโยน ทรงทราบวา วันนี้เทศนาจะเกิดขึ้นเพราะอาศัย ถอยคำของอุบาสกท้ังหลาย จึงตรัสเรยี กพวกเขามาถามวา เธอท้ังหลายกำลงั รกั ษาอุโบสถกันหรือ ? เม่ือ พวกเขาทูลตอบวา พระพุทธเจาขา จึงตรัสวา พวกเธอทำดีแลว ช่ือวาอุโบสถนี้ เปนวงศแหงโบราณ บัณฑิต ดวยวาโบราณบัณฑิตท้ังหลาย ไดอยูจำอุโบสถ เพ่ือขมกิเลสมีราคะเปนตน อุบาสกเหลาน้ันทูล วงิ วอนแลว จงึ ไดนำอดตี นทิ านมาตรสั วา ในอดีตกาล มีสถานที่อันเปนปานา รืน่ รมยย่งิ แหงหน่ึง ระหวางแควนทัง้ ๓ มีแควนมคธเปน ตน พระโพธิสัตวเกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล ในแควนมคธ ครั้นเจริญวัยแลว ละกามออกไปยังปานั้น สรางอาศรม บวชเปนษี ในที่ไมหางจากอาศรมของษีนั้น มีนกพิราบสองตัวผัวเมีย อยูท่ีปาไผแหง หน่ึง งตู ัวหน่ึงอยูท่ีจอมปลวก สนุ ัขจงิ้ จอกอยูที่พุมไม หมีอยูที่พุม ไมอีกแหงหนึ่ง สัตวทั้ง ๔ นั้น เขาไป หาพระษีแลวฟง ธรรมตามเวลาอนั สมควร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 96
97 ครั้นตอ มาวันหนึง่ นกพริ าบสองผวั เมีย ออกจากรงั ไปหาอาหาร เหย่ียวไดเ ฉย่ี วเอาลูกนอยซึง่ บนิ ตามหลังไป แลวจิกกินทั้งท่ลี กู นกสง เสียงรอง นกพิราบเสียใจมาก คิดวา ความรกั นท้ี ำใหเราทุกขใจ เหลอื เกนิ จึงไปยังสำนกั ของดาบส สมาทานอุโบสถแลวนอนอยู ณ ท่ีสมควรแหงหนึง่ เพอ่ื ขมความ เสยี ใจ อันเกิดจากความรัก ฝา ยงู ออกจากท่อี ยูไปหากนิ ไดไปยังทางสญั จรของฝงู โค เพราะกลัวเสียงเทาโค จึงหลบเขา ไปยงั จอมปลวกแหง หนึง่ ครัง้ นั้น โคอสุ ภะซ่งึ เปน โคมงคลของนายบาน เขา ไปเอาสขี างถูจอมปลวก ได เหยยี บงูน้นั งูโกรธจดั จึงกดั โคอุสภะน้นั ถึงแกค วามตาย พวกชาวบานทราบขา ววา โคตาย จงึ พากนั มา บูชาดวยดอกไมเ ปน ตน ขุดหลุมฝง แลว กลบั ไป งคู ดิ วา เราฆาโคนี้ เพราะความโกรธ ทำใหคนเปน จำนวน มาก ตอ งเศราโศกเสยี ใจ ถา เรายงั ขม ความโกรธไมไ ดจ ะไมอ อกไปหากนิ จงึ ไปยงั อาศรมของษี สมาทานอุโบสถเพอื่ ขม ความโกรธแลว ฝายสุนัขจิง้ จอก ออกไปหากินพบซากชา ง เขา ไปภายในทอ ง ซากชางนั้นไดย ุบลงสนุ ัขจ้งิ จอก ออกมาขา งนอกไมได ติดอยูใ นทองชา งหลายวัน ไดรบั ความทกุ ขทรมานมาก ตอมาวันหนึง่ ฝนตกลงมา อยางหนกั ทำใหหนงั ของชา งเนา จึงออกมาได คดิ วา เพราะความโลภเราจึงประสบความทุกขน ี้ ถายังขม ความโลภไมไ ด จะไมอ อกไปหากิน ไปยังอาศรมพระษสี มาทานอโุ บสถเพ่ือขม ความโลภ ฝายหมี เกิดความโลภจดั ออกจากปา ไปยงั หมบู า นชายแดน แควนมลั ละ พวกชาวบา นบอก ตอ ๆ กนั วา หมีเขามายงั หมบู า น ตางถือธนแู ละทอนไมเปนตน ออกไปลอ มพุมไมท ่ีหมีนนั้ หนีเขาไป ชวยกนั ทบุ ตีจนศรี ษะแตก เลอื ดไหล หมีน้ันคิดวา ความทกุ ขนี้เกดิ แกเ ราเพราะความโลภจดั ถา เรายังขม ความโลภนไี้ มไ ด จะไมออกไปหากิน ไปยังอาศรมของพระษีสมาทานอโุ บสถ เพอื่ ขมความโลภน้นั แมษีเอง ก็ตกอยใู ตอ ำนาจของมานะถอื ตัว เพราะอาศยั ชาตติ ระกูล จึงไมส ามารถจะทำ ฌานใหเกิดข้ึนได ครงั้ นัน้ พระปจเจกพทุ ธเจาองคห นง่ึ ทราบวาเขาเปนผถู อื ตวั คดิ วา ผนู ีไ้ มใชค นธรรมดา เปนพทุ ธางกรู จะไดบรรลุสพั พญั ุตญาณในกลั ปน้ี เราจกั ทำการขม มานะผนู ีแ้ ลวทำใหเ ขาไดฌ านสมาบตั ิ ในขณะที่ ษกี ำลงั นอน ในบรรณศาลา จึงมาจากปาหมิ พานต น่ังบนแทน ของษี ษที ราบวา พระ ปจเจกพุทธเจานัง่ บนอาสนะของตน มคี วามโกรธ เขาไปหา ชหี้ นา ดา วา เจา สมณะโลนถอ ย กาฬกิณี จงฉิบหาย เจามาน่ังบนแผน หินท่นี ัง่ ของขาทำไม พระปจเจกพุทธเจาไดพูดกับษีนั้นวา ทานสัตบุรุษทำไม ? จึงถือตัวนักเลาอาตมาบรรลุ ปจเจกพุทธญาณแลว ทานก็จะเปนพุทธสัพพัญูในกัลปนี้ ทานเปนหนอเน้ือพุทธะบำเพ็ญความดีมาแลว เม่ือเวลาผานไปเทาน้ี จะเปนพระพุทธเจา ทรงพระนามวาสิทธัตถะ ไดใหโอวาทวา ทานเปนผูถือตัว หยาบคาย รายกาจเพ่ืออะไร ? ทำอยางน้ีไมสมควรแกทานเลยษนี ั้น ก็ยังไหวทาน และไมถามวา ตนเอง จะไดเปนพระพุทธเจา เมื่อไร ? พระปจเจกพุทธเจาพดู กับเขาวา ทานไมรูหรอกวา เราก็มีชาติสูงและมีคุณ ใหญเหมือนกัน ถา แนจรงิ ก็เหาะใหไดเหมือนเราสิไดเหาะข้ึนไปในอากาศโปรยฝุนที่เทาของตนลงบนมวย ของเขาแลว กลบั ไปยงั ปา หิมพานต ษเี กดิ ความสลดใจ หลังจากพระปจ เจกพุทธเจาไปแลว คิดวา พระสมณะน้มี ีรางกายหนกั แตเ หาะไปเหมือนปยุ นุนท่ีถกู ลมพัด เราไมไหวท า น ไมถ ามทานดวยความเยอ หยงิ่ เพราะชาติ ขึน้ ช่ือวา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 97
98 ชาติชน้ั วรรณะ จะทำอะไรได การประพฤติศีลเทาน้ันเปน คุณใหญใ นโลกนีแ้ ตม านะนี้ของเราเมอื่ เจริญขน้ึ มีแตจะนำไปสนู รก ถาเรายังขม มานะน้ไี มได จะไมไ ปหาผลาผลจึงเขาสูบ รรณศาลา สมาทานอุโบสถเพือ่ ขม มานะ เร่ืองปญจอโุ บสถชาดกนี้ แสดงใหเห็นวา ความทกุ ขแ ละภัยอนั ตรายท่เี กดิ ข้ึนกบั มนุษยเปน สว นตวั หรือสังคมกต็ าม มกั เกิดขึ้น เพราะความขาดศีลธรรม การแกไขความทกุ ขและภยั อนั ตรายน้ัน ควรแกด วยศลี ธรรม ไมค วรแกดวยกเิ ลส หรือ ดว ยอบายมขุ เชน เสพสง่ิ เสพติดและเทีย่ วเตรเ สเพล เปนตน เพราะย่ิงเพิม่ ปญ หาใหม ากและกวา งขวางออกไปอกี การเขา จำอุโบสถสงบจติ ใจ จะทำใหเกดิ ปญญามองเหน็ วิธแี กไขปญ หาท่ีถูกตอ งได ------------------------------------------------ อโุ บสถศีลมี ๘ สกิ ขาบท ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจาสมาทานสิกขาบท คอื เวนจากฆาสตั วดว ยตนเอง และใชผอู ืน่ ใหฆ า ๒. อทินนาทานา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทิยามิ ขา พเจาสมาทานสกิ ขาบท คือ เวนจากลักฉอของเขาดว ยตนเอง และ ใชผ ูอ่ืนใหลกั ฉอ ๓. อพรหท จริยา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจา สมาทานสกิ ขาบท คอื เวน จากประพฤตอิ สัทธรรม เปน ขา ศกึ แก พรหมจรรย ๔. มสุ าวาทา เวรมณี สิกข าปทํ สมาทยิ ามิ ขา พเจา สมาทานสกิ ขาบท คือ เวน จากพูดเท็จคำไมจรงิ ลอลวงอำพรางทา นผูอนื่ ๕. สุราเมรยมชช ปมาทฏฐ านา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทิยามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คือ เวนจากเหตเุ ปน ทีต่ งั้ แหงความประมาท คือ ดืม่ กนิ ซ่งึ น้ำเมาคอื สุราและเมรยั และเคร่อื งดองท่เี ปนของทำใจใหคลัง่ ไคลตาง ๆ ๖. วกิ าลโภชนา เวรมณี สกิ ข าปทํ สมาทิยามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คอื เวน จากบรโิ ภคอาหารในเวลาวกิ าลคอื ตั้งแตเ ทย่ี งแลวไปจนถงึ เวลาอรณุ ข้ึนใหม ๗. นจจคตี วาทติ วิสกู ทสสนา มาลาคนธ วิเลปนธารณมณฑนวิภสู นฏฐ านา เวรมณี สิกขาปทํ สมาทิยามิ ขา พเจา สมาทานสิกขาบท คือ เวนจากฟอ นรำ ขบั รอ ง ประโคม เคร่อื งประโคมตาง ๆ ดกู าร เลน แตบ รรดาทเี่ ปน ขา ศึกแกก ุศล และลบู ทาทดั ทรงประดับตกแตง ซึง่ รางกาย ดวยระเบยี บดอกไมแ ละของ หอม เคร่ืองทาเครื่องยอม ผัดผิวตาง ๆ ๘. อจุ จาสยนมหาสยนา เวรมณี สกิ ขาปทํ สมาทยิ ามิ ขาพเจาสมาทานสิกขาบท คือ เวนจากน่ังนอนบนเตียงตั่ง มีเทาสูงเกินประมาณ และท่ีนั่งท่ี นอนอันใหญ และเครื่องปลู าดอันงามวิจิตรตา ง ๆ --------------------------------------------------- พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 98
99 อธิบายอุโบสถศีล ๘ ขอ โดยสงั เขป อโุ บสถศีลทง้ั ๘ นนั้ สกิ ขาบทที่ ๑ เวน จากทำสตั วมีชีวติ ใหต กลวง คือ เวนจากฆาสัตวมี ชีวิต คำวา สตั ว ในทีน่ ี้ ประสงคท้ังมนุษยและเดยี รฉานยงั เปน อยู ทุกเพศ ทุกวยั ทุกชนิด สกิ ขาบทนม้ี อี งค ๕ คือ สตั วม ีชีวติ ๑ รูวาสตั วมชี ีวิต ๑ จิตคิดจะฆา ๑ พยายามฆา ๑ สัตว ตายดว ยความพยายามน้นั ๑ สกิ ขาบทที่ ๒ เวนจากถือเอาส่ิงของที่เจา ของไมไดใ ห กิริยาทถ่ี อื เอาในทีน่ ้ี หมายถึง ถือเอาดว ยอาการเปนโจร ส่ิงของท่เี ขาไมไ ดใหในที่น้ี หมายถึง สิ่งของทีม่ เี จา ของ ทัง้ ท่ีเปน สวิญญาณกทรัพย ท้งั ทีเ่ ปน อวญิ ญาณกทรพั ย อนั เจา ของไมไ ดย กใหเปน สิทธข์ิ าด อยางหน่ึงส่ิงของทีไ่ มใ ช ของใคร แตม ีผรู ักษาหวงแหน เชน ของสงฆ ของสวนรวมอันเปน สาธารณะประโยชน อยางหนึ่ง สกิ ขาบทน้มี ีองค ๕ คือ ของมีเจาของหวง ๑ รูวา มเี จาของหวง ๑ จิตคิดจะลัก ๑พยายามลัก ๑ นำของมาดว ยความพยายามน้ัน ๑ สกิ ขาบทที่ ๓ เจตนาเปน เหตุกาวลว งฐานะ โดยประสงคจะเสพอสัทธรรม ซึ่งเปนไปทาง กายทวาร ชือ่ วา อพรหมจรรย ไดแก ความลุอำนาจแกร าคะแลวเสพอสัทธรรมในมรรคใดมรรคหนึ่ง บรรดามรรคทัง้ ๓ (ทวารหนัก ทวารเบา ปาก) สกิ ขาบทน้มี อี งค ๔ คือ อชั ฌาจรณยี วัตถุ วัตถทุ จ่ี ะพึงประพฤติลว ง (มรรคทัง้ ๓) ๑จิตคิดจะ เสพในอชั ฌาจรณยี วตั ถุนั้น ๑ ความพยายามในการเสพ ๑ มคี วามยินดี ๑ สกิ ขาบทที่ ๔ การแสดงความเทจ็ เพอ่ื ใหผอู นื่ เขา ใจผิด คลาดเคล่อื นจากความเปน จรงิ ทาง กายก็ดี ทางวาจาก็ดี จัดเปน มุสาวาท สกิ ขาบทนีม้ อี งค ๔ คือ เรอ่ื งไมจริง ๑ จิตคิดจะพูดใหผิด ๑ พยายามพูดออกไป ๑คนอน่ื เขาใจ เนือ้ ความน้นั ๑ สกิ ขาบทที่ ๕ นำ้ เมาท่เี ปน แตเพียงของดอง เชน น้ำตาลเมาตา ง ๆ ชื่อเมรัย เมรยั นัน้ เขา กล่ันใหเ ขมขนขน้ึ ไปอีก เชน เหลา ตาง ๆ ชอื่ สุรา สุราเมรัยนี้ ทำใหผ ดู มื่ เมาเสยี สติ สามารถทำความ ช่ัวไดท ุกอยา ง จึงไดช ือ่ วา เปน ท่ตี ั้งแหง ความประมาท สกิ ขาบทนม้ี อี งค ๔ คือ ของทำใหเมา มสี ุราเปนตน ๑ จิตใครจ ะดมื่ ๑ ทำพยายามดืม่ ๑ ดมื่ ใหล ว งลำคอเขาไป ๑ สิกขาบทที่ ๖ กาลท่ผี รู ักษาอโุ บสถศีลจะบรโิ ภคอาหารได คือ ต้ังแตอ รณุ ข้ึนมาแลวจนถึงเที่ยง เรยี กวา กาล สวนตัง้ แตเ ทย่ี งแลวไปจนถึงกอนอรณุ ขน้ึ เรียกวา วกิ าล จะบรโิ ภคอาหารในเวลานี้ไมได สิกขาบทน้มี ีองค ๔ คือ เวลาตง้ั แตเทย่ี งแลวไปถงึ กอนอรุณขึ้น ๑ ของเคี้ยวของกนิ สงเคราะห เขา ในอาหาร ๑ พยายามกลืนกิน ๑ กลนื ใหล วงลำคอเขาไป ดว ยความพยายามนัน้ ๑ สกิ ขาบทที่ ๗ การดทู ีช่ ่ือวา เปน ขา ศกึ ศตั รูนน้ั เพราะขัดแยงตอ คำสอนของศาสนา การฟอ นรำ การขบั รอง การดีดสีตเี ปา จะทำดวยตนเอง หรอื ใชใ หผูอ น่ื ทำกต็ าม ถา เปนขาศกึ แกก ศุ ล จัดเปน ความผิดในสกิ ขาบทนีท้ ง้ั สิ้น สกิ ขาบทนมี้ อี งค ๓ คือ การเลน มฟี อ นรำขับรอ งเปน ตน ๑ ไปเพ่ือจะดูหรอื ฟง ๑ ดูหรือฟง ๑ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 99
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119