Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Published by suttasilo, 2021-06-26 02:34:50

Description: หนังสือเรียน,ธรรมศึกษาเอก,ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Keywords: หนังสือเรียน,พระธีรวัฒน์,ธรรมศึกษาเอก

Search

Read the Text Version

100 ปสณุ วาจา เจตนาของผูม ีจิตเศราหมอง พยายามกระทำหรอื พดู เพ่ือตองการใหคนอน่ื มารักตน กด็ ี เพอื่ ตอ งการทำลายคนอน่ื กด็ ี ช่ือวา ปส ณุ วาจา การพูดใหร ายลับหลัง โดยมุงใหค นอ่นื เกิดความแตกแยก เม่อื คนอนื่ แตกแยกกัน จัดเปน ป สุณวาจา สำเรจ็ เปนกรรมบถ ถา ไมเกดิ ความแตกแยกกันก็เปนเพียงกรรมเทานนั้ ปส ุณวาจา จะสำเร็จเปนกรรมบถไดน ัน้ ตอ งประกอบดว ยองค ๔ คือ ๑. คนอน่ื พึงถกู ทำลาย ๒. จติ คดิ จะพูดสอเสียด ๓. พยายามจะพูดออกไป ๔. คนอนื่ เขา ใจเน้ือความนัน้ ปสณุ วาจา มโี ทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คอื ๑. บคุ คลผถู ูกทำลายใหแ ตกแยกกนั น้นั เปนผูมีคุณมาก ๒. คนเหลาน้ันแตกแยกกัน ๓. ผพู ดู มีกิเลสแรงกลา ปส ุณวาจาทีต่ รงกันขาม ชอื่ วามโี ทษนอ ย โทษของปสณุ วาจา โทษของปสุณวาจา ทรงแสดงไวว า ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย ปสุณวาจา อนั บคุ คลสองเสพ เจริญ ทำใหมาก ยอ มทำใหไ ปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตวดริ ัจฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรายแหงปส ุณวาจาอยาง เบาทีส่ ุด ยอมทำใหเกิดความแตก จากมติ ร แกผูท ่ไี ดเ กิดมาเปน มนุษย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา บุคคลผูพูดปส ณุ วาจา ถึงแมจ ะไมต กนรกเปน ตน น้นั หากได เกดิ มาเปนมนุษยกจ็ ะแตกจากมิตร คอื ผูท เ่ี ปนมติ รนนั่ แหละจะกลบั กลายมาเปน ศัตรูแกเ ขา สวนโทษของปส ณุ วาจา พงึ เหน็ ผลกรรมที่พระธรรมกถกึ รปู หน่ึงไดรับ เปนอทุ าหรณ ในกาลแหงพระพทุ ธเจา ทรงพระนามวา กสั สปะ มพี ระมหาเถระ ๒ รปู รูปหนึ่งมีพรรษา ๖๐ อกี รูปหน่ึงมพี รรษา ๕๙ สนิทรักกนั มาก จำพรรษาอยูในอาวาสแหงหน่งึ สมบรู ณด วยลาภ ตอมา มี พระธรรมกถึกรูปหน่งึ มาขออยูในอาวาสน้ันดว ย เพราะเหน็ วาเปนวัดที่มลี าภสักการะมาก อยไู ดไ มน าน กค็ ดิ ขับไลพระเถระท้งั ๒ รปู น้ัน จึงเขา ไปหาทีละรูปแลว พดู วา เมื่อวนั กระผมมาที่น่ี พระเถระรูปน้ัน บอกผมวา คณุ เปน คนดี จะคบหาสมาคมกับพระมหาเถระ ตอ งพจิ ารณาใหดีกอน พดู เหมือนกับรู ความลับความเสยี หายของทาน เสรจ็ แลว กเ็ ขาไปหาอกี รปู หนึ่ง พดู อยางเดียวกันนั้น แรก ๆ ท้ัง ๒ รปู ไมเชื่อ แตนานไป เกดิ บาดหมางกนั แลว ในทีส่ ดุ กแ็ ตกกนั ตางคนตา งออกจากวดั พระธรรมกถกึ จึงได ครองวัดน้นั แตเ พยี งรูปเดียว เมื่อพระธรรมกถึกนน้ั มรณภาพแลว ไปเกดิ ในนรกชั้นอเวจี พนจากนรกนน้ั แลว ไปเกดิ เปน เปรต รางกายเหมือนมนษุ ย มศี รี ษะเหมือนสุกร ตอ งเสวยทุกขอยทู ่ภี เู ขาคิชฌกูฏ การพดู ทำใหคนแตกสามัคคีกัน เปนบาปหนัก ดงั น้แี ล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 100

101 ผรสุ วาจา เจตนาแผไ ปเผาผลาญจติ ของผูฟง ชื่อวา ผรุสา เจตนาเปนเหตุประทษุ รา ย กอ ใหเกดิ ความพยายามทางกายและทางวาจาอนั เปนเหตทุ ำลาย ไมตรขี องผอู ืน่ ชื่อวา ผรุสวาจา อกี อยางหนึ่ง เจตนาในการพดู มุงทำลาย แผไ ปเผาผลาญจติ ใจของผูฟง ชื่อวา ผรุสวาจา ผรสุ วาจานนั้ ขนึ้ อยกู ับเจตนาทมี่ ุง ประทษุ ราย และพูดตอหนา จึงจัดเปนกรรมบถ สว นคำดา ทพ่ี ูดดวยเจตนาดี เหมือนบิดา มารดา และครูอาจารย ดุดาบุตร ธิดา และศษิ ย เปน ตน ไมจัดเปนผรุ สวาจา ดังไดส ดับมา เด็กคนหนึ่ง ไมเชื่อคำของมารดา เขาไปในปา เมอื่ มารดาไมสามารถบงั คับให เดก็ น้ันกลบั ได จึงดา วา ขอแมก ระบือดุ จงไลตามมัน ทันใดนนั้ แมก ระบือปรากฏแกเด็กนัน้ ในปา จริง ๆ เดก็ ไดต้งั สัจจอธิษฐานวา มารดาของขา พเจาพดู เรอื่ งใดดวยปาก เรอ่ื งนน้ั จงอยา มี แตมารดาคดิ เรอื่ งใด ดว ยจติ ขอเร่ืองนนั้ จงมีเถดิ แมก ระบอื ไดหยุดอยู เหมือนถูกผกู ในทน่ี ั้นน่นั เอง ผรุสวาจาทจ่ี ะสำเร็จเปนกรรมบถไดน นั้ ตอ งประกอบดว ยองค ๓ คอื ๑. คนอน่ื ท่ีพงึ ถกู ดา ๒. จิตคิดจะพดู คำหยาบ ๓. พูดคำหยาบออกไป ผรุสวาจามโี ทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. ผรสุ วาจาน้นั ถงึ ความเปนกรรมบถ ๒. คนที่ถูกดา เปน คนมคี ณุ ธรรมมาก ๓. ผพู ูดมีกเิ ลสแรงกลา ผรุสวาจาทตี่ รงกันขาม ช่อื วามีโทษนอ ย โทษของผรุสวาจา โทษของผรุสวาจา ทรงแสดงไวว า ดูกอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ผรสุ วาจาอนั บคุ คลสองเสพ เจริญ ทำใหม ากแลว ยอมทำใหไ ปเกดิ ในนรก ในกำเนิดดริ จั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรา ยแหงผรสุ วาจาอยา ง เบาที่สุด เมอ่ื เขาไดม าเกิดเปนมนษุ ย ยอมทำใหผ ูน ้ันไดย ินแต คำพดู ทไี่ มสบอารมณอยเู สมอ พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผพู ดู ผรสุ วาจา ถึงแมจะไมไปตกนรกเปน ตน นั้น หากไดมาเกดิ เปนมนุษย กจ็ ะไดย ินแตคำพดู ที่ทำใหเจ็บชำ้ น้ำใจตลอดเวลา คอื เวลาไปทีไ่ หนจะไดยินแตคำพูดชนิดท่ี ระคายหู บาดหู เผด็ รอ น สะเทือนใจ ทำลายความรูสกึ สว นโทษของผรุสวาจาที่ไดรบั ในปจ จบุ นั ทนั ตา พึงเหน็ เจา ศากยะท้งั หลาย เปน อุทาหรณ ในสมยั พทุ ธกาล พระราชกมุ ารทรงพระนามวาวฑิ ูฑภะ เปน โอรสของพระเจาปเสนทโิ กศล กับ พระนางวาสภขตั ตยิ าชาวศากยะ พระญาติขององคส มเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา เปน พระธิดาของพระ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 101

102 เจา มหานามะกับนางกำนัล พระเจา มหานามะไดถวายพระนางแกพ ระเจาปเสนทโิ กศล ท่สี ง คนมาขอโดย ประสงคจะเปนพระญาติกับพระสมั มาสมั พุทธเจา ขณะทีย่ ังทรงพระเยาว พระเจาวิฑูฑภะ เห็นพระกุมารอ่นื ๆ ไดร ับของขวญั จากสกลุ ของพระ เจา ตา จึงถามพระมารดาวา แมไมมีพระเจาตาพระเจายายหรอื เมอื่ พระมารดา ตอบวา มสี ิลูก ไดถาม กลับไปวา ทำไม พระเจา ตาพระเจายาย จึงไมสงของเลนใหช ายบา ง คำถามนี้ทำใหพ ระมารดาหนกั พระทยั ทส่ี ดุ เพราะรูจกั มานะของพวกศากยะดี จงึ ตอบเลยี่ งไปวา ทานอยไู กลและไมมเี วลา วิฑูฑภราชกมุ ารรบเรา พระมารดา ตองการจะไปเยีย่ มสกุลพระเจา ตา พระนางไมสามารถจะ ขดั ขนื ได จึงสงขา วไปใหพ ระเจา มหานามะทราบ ในวันท่วี ฑิ ฑู ภราชกุมารไปถึงเมอื งกบลิ พสั ดุ พวกศากยะ ใหพระกมุ ารท่ีมีอายุนอยกวา เสด็จออกประพาสปาหมด วิฑูฑภราชกุมารตอ งเปนผไู หวพ วกศากยะฝา ยเดยี ว จึงถามวา เจาศากยะทีม่ อี ายนุ อยกวา ไมมีเลยหรอื พวกเจาศากยะตอบวา มจี ะ พอ แตออกไปประพาส ปากันหมด วิฑฑู ภราชกมุ ารเย่ียมสกุลพระเจา ตาพอสมควรแกเวลา จึงลากลบั เดินทางไปไดระยะหน่ึง มหาดเล็กคนหนง่ึ ลมื ของไว จึงกลบั ไปเอา พบพวกศากยะกำลงั เอาน้ำนมลางตั่งทีว่ ฑิ ูฑภราชกมุ ารนั่ง ปาก ก็ดา วา ลา งเสนยี ดจัญไรท่ีลูกนางทาสนี ่ัง มหาดเล็กนำความน้นั มาทูลพระราชกุมาร พระราชกมุ ารโกรธจัด ตรสั วา วนั นี้ พวกศากยะเอาน้ำนมลางต่ังไปกอนเถอะ ภายหนา เมื่อเราไดครองราชย จะเอาเลอื ดในลำคอ ของพวกนัน้ ลางทองพระโรงใหไ ด เมื่อวิฑูฑภราชกุมาร ไดครองราชยห ลังจากพระเจาปเสนทโิ กศลสวรรคตแลวจงึ ยกกองทพั มา ฆา พวกศากยะจนหมดสิ้น ไมเวน แมกระทง่ั เด็กที่ยังดืม่ นม สกุลของพวกเจาศากยะไดถูกพระเจาวิฑฑู ภะ ทำลายจนหมดส้ิน เพราะการกลาวคำหยาบดา วาผอู นื่ ดว ยจติ ใจที่หยาบคาย ดังนัน้ จึงไมควรพดู คำหยาบ ไมว า จะดว ยเหตุผลใดกต็ าม สมั ผัปปลาปะ เจตนาเปนเหตกุ ลาวถอ ยคำอันหาประโยชนม ไิ ด คอื กำจัดทางแหงประโยชนอ นั สัตบรุ ษุ พงึ ไดร บั ชอื่ วา สมั ผปั ปลาปะ ความแตกตางระหวา งมุสาวาทกับสัมผปั ปลาปะ มุสาวาท ไดแก อกุศลเจตนา อนั เปนเหตุพยายามทางกาย ทางวาจาของคนผมู ุง จะหลอกลวง คนอืน่ สว นสัมผปั ปลาปะ ไดแก อกศุ ลเจตนา อนั เปนเหตกุ ลาวถอ ยคำปราศจากอรรถธรรม ไมแสดง อรรถ ธรรม และวนิ ัย เพอื่ ใหเขาใจประโยชนใ นภพนแี้ ละภพหนา สมั ผปั ปลาปะทีป่ ระกอบดวยอกุศลเจตนาเปน เหตุพยายามทางกาย ทางวาจาเพ่ือแสดงสิ่งไร สาระ จนคนหลงเช่อื วาเปน เรอ่ื งจริง จดั เปน กรรมบถ สวนดิรัจฉานกถา ผูพดู ดว ยความชอบใจ ยอมเปน เพียงกรรม ไมถ งึ กรรมบถ หากพูดโดยอิง อาศัยอรรถ ธรรม หรอื วินัย กเ็ กิดประโยชนไ ด สัมผปั ปลาปะ จะสำเรจ็ เปน กรรมบถได ตองประกอบดว ยองค ๒ คือ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 102

103 ๑. จิตคิดจะพดู เรื่องเพอ เจอ ๒. พูดเรอื่ งเชน นนั้ ออกไป สมั ผปั ปลาปะ มีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คอื ๑. ผูพ ดู มอี าเสวนะ ( ความเสพคนุ ) มาก ๒. คนอ่ืนเชือ่ วา เปน เร่ืองจริง ๓. ผพู ูดมีกิเลสแรงกลา สัมผัปปลาปะทต่ี รงกนั ขา ม ช่ือวามโี ทษนอย โทษของสมั ผปั ปลาปะ โทษของสัมผัปปลาปะ ทรงแสดงไวว า ดกู อ นภิกษทุ ง้ั หลาย สมั ผปั ปลาปะ อันบุคคล เสพ เจรญิ ทำใหมาก ยอ มทำใหไ ปเกดิ ในนรก ในกำเนิดเดียรจั ฉาน ในแดนแหง เปรต ผลรา ยแหงสมั ผปั ปลา ปะอยา งเบาทสี่ ุด ยอ มทำใหเปนคนมีวาจาที่ไมนาเชอื่ ถอื แกผ ูท่ีไดมาเกิดเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผพู ูดสมั ผัปปลาปะ ถงึ แมจ ะไมไ ปตกนรกเปน ตนน้นั หากได เกดิ มาเปน มนุษย ก็จะไมมใี ครเชอื่ ถอื วาจา ถงึ แมจ ะส่ังสอนบตุ รธิดา หรือศิษยก ็ไมเชือ่ ฟง เปนตน สว นโทษของการพูดสมั ผปั ปลาปะ โดยการพูดแบบไมรูกาละเทศะ พึงเหน็ เตาตัวหน่ึง เปน อุทาหรณ ในสมัยดกึ ดำบรรพ มเี ตา ชางพดู ตวั หนงึ่ ไดผกู มติ รกับหงส ๒ ตวั ที่มาหากินในหนองน้ำที่ เตาอาศยั อยู เม่ือหงสทัง้ สองมาทีห่ นองน้ำนนั้ กส็ นทนากับเตา อยางมีความสุข สมกับคำที่นักปราชญส อน ไววา จะมีใครในโลกนที้ ี่มีความสุขเทา กับผูมีมติ รสหายไวส นทนาปรับทกุ ข รวมสขุ ซง่ึ กันและกนั เตาไดพ ูด กบั หงสว า สหายทั้งสองนับวาโชคดี มปี กบนิ ได จึงไปหากิน และไปเทีย่ วตางถน่ิ ไดตามใจชอบ สวน ขาพเจาก่เี ดือนกป่ี  กอ็ ยแู ตทีห่ นองนำ้ แหงนี้ ไมม โี อกาสไดไ ปภมู ปิ ระเทศอ่ืนอนั สวยงามกบั เขาเลย เพราะ เปน สตั วเ ดนิ ชา หงสทงั้ สองสงสารเพอื่ น จึงบอกวา ถาสหายตอ งการจะไปหากินยังหนองน้ำอื่น และเท่ยี วชม ภมู ปิ ระเทศทีส่ วยงามละก็ ขา พเจาทง้ั สองสามารถพาไปได แตก ลัววาสหายจะอดพดู ไมได เตาถามวธิ ี จงึ บอกวา ขาพเจาทั้งสองจะคาบไมที่ปลายท้ังสอง ใหสหายคาบตรงกลาง เพียงเทานี้ ก็สามารถพาสหายไปท่ี ไหนกไ็ ด แตระหวางเดนิ ทาง สหายตองไมพ ูดเดด็ ขาด ถาพดู จะทำใหตกลงมาถึงแกความตาย เตารบั คำ ของหงสวาจะทำตามนัน้ หงสทัง้ สองพาเตาบินไป ผานทงุ นาแหง หนึ่ง ซ่ึงมีเดก็ เลยี้ งวัวหลายคนกำลังจบั กลุม เลน กนั เด็กคนหนึ่งเห็นเชนนัน้ จึงบอกเพอื่ นวา ดูสิ หงส ๒ ตัวคาบปลายไมพาเตาบนิ ไป ขาวา เดีย๋ วก็ตกลงมา ตาย พวกเราตามไปเกบ็ เตา ตายมาแกงกินกนั เถอะ แลว ก็พากันวิ่งตามไป เตาไดย ินดงั นนั้ อยากจะพดู กบั เดก็ ใหสะใจวา ไอเด็กโงเ อย พวกเองไมมีวันจะไดกนิ เน้อื ของขาหรอก อา ปากจะพูด จึงหลดุ จากไมท ่คี าบไว ตกลงมาทแี่ ผนดนิ จนกระดองแตก ถงึ แกค วามตาย การพดู ไมรูจักกาลเวลามโี ทษอยา งนี้ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 103

104 วจกี รรมเปน ไปในทวาร ๒ กรรม ๔ อยาง มมี ุสาวาทเปน ตน น้ี จัดเปน วจีกรรม เพราะเปน ไปทางวจที วารโดยมาก บางครงั้ กรรม ๔ อยา งน้ี กเ็ กิดข้ึนทางกายทวารได เชน การเขียนหนงั สอื หลอกลวงคนอื่น เปนตน อน่งึ ในขณะที่พูดเทจ็ พดู สอ เสยี ด พูดคำหยาบ และพดู เพอ เจอ นน้ั อกุศลธรรม ๓ อยา ง มีอภิชฌา พยาบาท และมจิ ฉาทฏิ ฐิ ยอ มเกดิ รว มดวยตามสมควร แตกไ็ มเรียกวาวจีกรรม เพราะในทีน่ ้ีมุง เอาเจตนาเปน ใหญ ดงั พระพุทธพจนวา เจตนาหํ ภิกขเว กมม ํ วทามิ ดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย เรากลาว เจตนาวาเปน กรรม และอกศุ ลธรรมท้งั ๓ น้นั ก็ไมช ือ่ วา มโนกหรรม เพราะละเมดิ ออกมาทางวาจาแลว ดังน้นั อกศุ ลธรรมท้งั ๓ นนั้ จึงเปนเพยี งตวั สนับสนุนเจตนา สวนอธิบายผูศึกษาพึงทราบเหมือนกับ อธบิ ายในกายกรรมที่แสดงไวแ ลว อภชิ ฌา เจตนาเปน เหตลุ ะโมบ ในเม่อื เห็นส่งิ ของ ๆ ผอู นื่ แลว เพงเลง็ โดยนอมเขา มาหาตนวา ทำ อยา งไรหนอ ของนี้จะพงึ เปน ของเรา ชือ่ วา อภชิ ฌา ท่ถี งึ ความเปนกรรมบถ แตถ าเห็นสมบตั ิของคนอนื่ แลว ไมคดิ เอามาเปนของตน เพยี งแตย ินดีวา ผใู ชส อยสมบตั ิเชนนี้มบี ญุ หนอ เราควรไดใชส อยสกั ชั่วคราว หรือวา เราควรไดรับของเชน เดยี วกันนี้ อยางนี้ เปนเพียงกรรมเทา น้นั ไมถ งึ กรรมบถ สมกบั คำของพระ อรรถกถาจารยวา แมความโลภจะเกดิ ขนึ้ ในสมบัตขิ องผอู ืน่ กย็ ังไมจ ัดเปน กรรมบถ ตลอดเวลาทยี่ ังไมน อม เขามาเปน ของตนวา ไฉนหนอ ของนี้พึงเปน ของเรา อภชิ ฌา จะสำเร็จเปนกรรมบถได ตองประกอบดว ยองค ๒ คอื ๑. สง่ิ ของ ของบุคคลอื่น ๒. การนอมมาเพื่อเปนของตน อภิชฌาน้นั มีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. สิ่งของที่เพงเลง็ มีคามาก ๒. เจา ของมีคุณมาก ๓. ผูเพงเลง็ มีกเิ ลสแรงกลา อารมณภ ายนอกเปน เหตเุ กดิ อภชิ ฌาได มเี ศรษฐใี หมค นหนง่ึ ไดรบั มรดกหลงั จากบิดามารดาถึงแกกรรม ผรู ักษาเรอื นคลังของเศรษฐี นน้ั ไดเ ปด หอ งสำหรบั เก็บทรพั ยแ จงจำนวนใหทราบวา ทรพั ยของบรรพบรุ ุษมปี เู ปนตน มีจำนวนเทา นี้ ของบิดาทา นมีจำนวนเทา นี้ เศรษฐใี หมดูทรัพยเหลา นัน้ แลว ถามวา ทำไมบรรพบรุ ษุ ของเรา จงึ ไมเ อา ทรพั ยเ หลานไี้ ปดวย ผรู ักษาเรอื นคลังตอบวา เจา นายไมมใี ครถอื เอาทรัพยไ ปปรโลกไดหรอก สัตว ทงั้ หลายพาเอาไปไดแตบญุ กบั บาปท่ตี นทำไวเ ทา นั้น เศรษฐใี หมค ิดวา บรรพบรุ ษุ ของเรา สะสมทรัพยส ินเงินทองเอาไวมากมายมหาศาล ท่ีสุดก็ เอาไวใหคนอนื่ เพราะความโงแ ท ๆ สวนเราจะเอาทรพั ยสนิ เงินทองเหลา นนั้ ไปใหหมด จงึ สั่งใหสราง คฤหาสนห รูราคาแพง สรา งประรำสำหรับรบั ประทานอาหาร เพื่อประกาศความร่ำรวย ใหชาวเมืองไดเห็น การรับประทานอาหารแตละมื้อใชจ า ยมากมีท้งั อาหาร สาวงามคอยปรนนบิ ตั ขิ ับกลอ ม โดยเฉพาะวันเพ็ญ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 104

105 ไดจ ายทรัพยเปน จำนวนมาก เพอื่ เปน คาอาหาร จางคนไปประกาศใหช าวเมอื งมาดกู ารรับประทานอาหาร ของตน ประชาชนไดพากนั มาดูเปนจำนวนมาก ในที่นนั้ มีคนยากจน ๒ คน เปนเพอ่ื นกัน คนหน่ึงอยใู นเมือง คนหน่ึงอยบู านนอก มีอาชีพ หาฟนขาย พอเศรษฐีเปดภาชนะบรรจุอาหาร กล่นิ ของอาหารหอมฟุง ตลบไปท่วั จนชาวบานนอกคนน้ัน เกดิ ความอยากรับประทาน อดใจไวไ มอ ยู เพราะต้ังแตเกดิ มา อยา วาแตไดร บั ประทานเลย แมแตก ลิ่น อยา งนี้กไ็ มเ คยไดร ับ จึงบอกแกเ พื่อนวา เพอื่ นเอย เราอยากกนิ อาหารนัน้ เหลือเกิน เพ่อื นจึงตอบวา อยา ปรารถนาเลยเพื่อน เราทำงานไปตลอดชีวิต ก็ไมมโี อกาสไดล้ิมรสอาหารอยางนี้ เขาขอรอ งวา เพ่ือน เอย ถาไมไดก นิ อาหารนี้ ตอ งตายแน เมื่อไมสามารถหามได จงึ ตะโกนดว ยเสยี งอันดงั วา นายครบั ผม ไหวทา น ขออาหารในถาดใหเ พือ่ นผมกินสกั คำเถดิ เศรษฐตี อบวา ไมได จึงหนั มาถามเพือ่ นวา ทานไดย นิ เศรษฐพี ดู ไหม เขาตอบวา ไดย นิ แลว แตย ังยนื ยนั วา ถา ไมไดรับประทานอาหารน้ี ตองตายแน ทา น ขอรับ เพื่อนของผมบอกวา ถาเขาไมไ ดอ าหาร ชวี ติ ของเขาตองตายแนนอน เขาจึงบอกเศรษฐอี ีกวาโปรด ใหช วี ิตแกเขาเถิด ไดร บั คำตอบวา อาหารนรี้ าคาแพงมาก ถาคนอืน่ มาอา งเหมือนเพื่อนของแกฉนั จะเอาที่ ไหนมาให ถาเพือ่ นของแกอยากกินอาหารจานนี้จรงิ ๆ ตอ งทำงานในบานฉนั ๓ ป ในทสี่ ดุ ชาวบานนอก คนนน้ั ก็ยอมทง้ิ ครอบครัวมาทำงานในบา นเศรษฐี ๓ ป เพ่อื แลกขา วจานเดยี ว เรอ่ื งน้แี สดงใหเหน็ วา อภิชฌา ความเพง เลง็ อยากไดอ ยา งรนุ แรงนน้ั เกิดขึ้นจากส่งิ ลอ ใจ ภายนอกก็ได ชาวบานนอกคนนน้ั มชี ีวิตอยูในโลกดวยความอดอยากยากจนมานานแลว เม่อื ไมไ ดเห็น ความหรูหรา ไมไ ดกลนิ่ อาหารดี ๆ ก็ไมม ีปญ หาอะไร แตเมือ่ ไดมาเหน็ ความหรูหรา และไดกลิน่ อาหารดี ๆ ของเศรษฐี จงึ เกิดความอยากไดอ ยางรุนแรง ถงึ กับเอาชวี ติ เขาแลก สมกบั คำทีน่ กั ปราชญส อนเอาไวว า ระหวา งอารมณก ับยาพษิ อารมณม ีพิษรายแรงกวา ยาพิษ เพราะยาพษิ ตอ งกนิ เขาไปมันถงึ จะฆาชวี ิตได แต อารมณแ คคิดถึงก็ทำใหคนเราถึงตายได ดังน้ัน คนเราจะทำอะไรก็ตาม ควรคิดถงึ จิตใจของคนอนื่ บาง อยาเอาทรัพยส มบตั ิ หรือสังขารรางกายของเราไปอวดสาธารณชน จนคนอ่นื เกดิ ความอยากไดอยางรุนแรง เปนเหตนุ ำภัยอนั ตรายมาสูตวั เองได พยาบาท เจตนาเปนเหตปุ องราย คอื ความคิดกระทำใหผอู นื่ ประสบความพนิ าศ ชอื่ วา พยาบาท ความคดิ ปองราย ของผูมุงจะทำรายชวี ติ ของสตั วอ่นื ต้งั แตม ดและยุงไปจนถึงมนษุ ยวา ขอให สตั วเ หลาน้จี งพนิ าศ จงวิบตั ิ ทำอยา งไรหนอ สตั วเหลาน้ี พึงพนิ าศ พึงวบิ ัติ ไมพงึ เจริญรงุ เรอื ง ไมพึงมี ชวี ติ อยไู ดน าน ดงั นี้ จดั เปน กรรมบถ สวนความโกรธทไี่ มคิดรายผอู ื่น เปนเพียงกรรมเทา นัน้ สมกบั คำ พระอรรถกถาจารยวา แมค วามโกรธทม่ี สี ัตวอ ่นื เปนเหตเุ กดิ ข้ึน กไ็ มล ว งกรรมบถ ตราบใดทยี่ ังไมค ดิ รายเขา วา ทำอยางไรหนอ ผูน ีจ้ ะพึงพนิ าศตายไป พยาบาท จะสำเรจ็ เปน กรรมบถได ตอ งประกอบดวยองค ๒ คอื ๑. มสี ตั วอ นื่ ๒. คิดจะใหสัตวนั้นถึงความพนิ าศ พยาบาท มโี ทษมาก เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 105

106 ๑. ผทู ถี่ ูกปองรา ยมคี ณุ มาก ๒. ผูปองรา ยมีกิเลสรนุ แรง ความพยาบาทเกดิ เพราะความคดิ ๑๐ ประการ ความพยาบาทยอ มเกิดเพราะความคดิ ๑๐ ประการ คือ เพราะคดิ วา ๑. เขาไดประพฤตสิ งิ่ ท่เี ปน ความพนิ าศแกเ รา ๒. เขากำลังประพฤตสิ ง่ิ ทีเ่ ปน ความพนิ าศแกเ รา ๓. เขาจะประพฤติสง่ิ ทเี่ ปนความพินาศแกเ รา ๔. เขาไดประพฤตสิ ิง่ ที่เปนความพินาศแกคนท่รี ักท่พี อใจของเรา ๕. เขากำลังประพฤตสิ ่งิ ทีเ่ ปนความพินาศแกค นที่รกั ทพ่ี อใจของเรา ๖. เขาจะประพฤตสิ ง่ิ ทเ่ี ปนความพินาศแกค นท่ีรกั ท่พี อใจของเรา ๗. เขาไดบ ำเพ็ญประโยชนแกคนทไ่ี มเปนทีร่ กั ไมเปนทีพ่ อใจของเรา ๘. เขากำลงั บำเพญ็ ประโยชนแกค นท่ไี มเ ปนท่ีรกั ไมเ ปน ทพี่ อใจของเรา ๙. เขาจะบำเพ็ญประโยชนแกคนทีไ่ มเปนทีร่ กั ไมเปนทีพ่ อใจของเรา ๑๐. บุคคลบางคนยอมโกรธโดยไมม ีเหตุผล ความพยาบาทน้ัน นอกจากจะทำลายประโยชนสขุ ของผูอน่ื แลว ยังทำลายตนเองอกี ดว ย ดัง เรื่องทพ่ี ระอรรถกถาจารยเ ลาไวใ นอรรถกถาธรรมบทวา มีเศรษฐีคนหนึง่ เก็บเอาเดก็ ทารกที่มารดาทิ้งไวทกี่ องขยะ นำมาเล้ียงเปน บตุ รบญุ ธรรม เพราะเช่อื โหราศาสตรว า เดก็ ทเ่ี กดิ มาในชวงระยะวนั เดอื นนน้ั จะมวี าสนาดี ไดเ ปน เศรษฐี พอดภี รรยา ของเขา ก็จะคลอดในชวงเวลานน้ั ดวย คิดวา ถา ภรรยาคลอดทารกออกมาเปน หญงิ ก็จะใหแตงงานกับ เด็กคนนัน้ ถา คลอดออกมาเปนชายกจ็ ะฆา เดก็ นน้ั ทิง้ เสีย เผอิญภรรยาคลอดทารกออกมาเปนชาย จึงคดิ จะฆา เดก็ น้ัน ตามความพยาบาทขอ ที่ ๖ วา เขาจะประพฤติส่ิงทเ่ี ปนความพินาศแกคนที่รกั ทพ่ี อใจ ของเรา เศรษฐพี ยายามฆาเด็กน้นั ต้งั แตเปนทารกแบเบาะ จนถงึ โตเปนหนุมถึง ๕ คร้ัง ครง้ั ที่ ๑ เอาไปวางไวท่ปี ระตูคอกโค ซ่ึงมโี คหลายรอ ยตัวทีจ่ ะเดินแออัดแยงกันออกจากคอก แลว เหยียบเดก็ แตป รากฏวา โคตัวจาฝูงไปยนื กันเด็กเอาไว จนโคออกจากคอกหมด ทำใหเด็กรอดตายใน ครงั้ นนั้ คร้ังท่ี ๒ เอาไปวางไวท่ที างเกวยี น เวลากลางคืน เพือ่ ใหห มูเกวียนท่ีนำสินคาไปขายหลายรอ ย หลายพันเลม ทับเด็กตาย แตโคลากเกวยี นเลม หนาสุด เดนิ ไปถึงที่น้ันไดสลดั แอกท้งิ ไมย อมลากเกวยี น ตอ ไป เจาของเกวียนลงไปจดั การกบั โค ไดพบเด็กเขาจึงนำไปคืนใหเศรษฐี ครงั้ ท่ี ๓ เอาเดก็ ไปท้งิ ในปาชา ผดี ิบ เพ่อื ใหสัตวร า ยและอมนษุ ยทม่ี าหากินในเวลากลางคืนทำ รายเดก็ แตกไ็ มมีสัตวร า ยอะไรทำรายเดก็ ได จนมคี นมาพบแลวนำไปคืนเศรษฐี ครงั้ ท่ี ๔ นำเอาเด็กไปโยนเหว แตป รากฏวา เด็กตกไปคางอยบู นยอดพุม ไม ซงึ่ มเี ถาวลั ยสอด ประสานกันอยา งหนาแนน จึงไมเ ปน อนั ตราย จนมคี นไปพบแลวนำไปคนื เศรษฐี พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 106

107 เศรษฐพี ยายามฆาเด็กถงึ ๔ ครั้ง แตเด็กไมตาย ยงั มีชีวิตอยตู อ มาจนเปนหนมุ เศรษฐมี องดู เด็กนนั้ ครั้งใด หนา ของเด็กนัน้ เหมอื นกับหนามแทงตาแทงใจ ดังพระพทุ ธพจนว า อปปฺ เยหิ สมปฺ โยโค ทกุ ฺโข การไดป ระสบกับบุคคลไมเ ปน ทีร่ กั เปนทกุ ข สดุ ทายเศรษฐี จึงวางแผนฆาเด็กดวยการสง เดก็ ไปยงั บานนายชา งหมอเพือ่ นตนเอง เขียนหนงั สือใหเ ดก็ ถอื ไป มีขอความวา ใหฆ า เด็กคนนแ้ี ลว เผาทง้ิ เสยี เพราะเด็กไมร ูหนงั สอื จึงรบั คำของบดิ า เดนิ ทางออกจากบา นมงุ หนา ไปยังบานของนายชางหมอ บังเอิญ ไปพบกบั บุตรชายแท ๆ ของเศรษฐี กำลังเลนอยกู ับเพอื่ น ๆ และพา ยแพมาตลอด จึงรบเราใหพ ี่ชายเลน แทน และขออาสาเอาจดหมายของพอไปใหน ายชา งหมอแทน จงึ ถูกนายชางหมอ ฆาตาย นายชางเผา ทำลายหลักฐาน ตามคำส่ังของเศรษฐแี ลว สงขาวไปใหท ราบวา งานที่สง่ั ใหทำ ไดจดั การเสรจ็ เรียบรอ ย แลว คร้นั ตกเย็น เด็กหนุม กลบั มาบา น พอเศรษฐเี ห็นหนา เขาเทา น้นั กร็ ูทนั ทวี า เกดิ อะไรขน้ึ เสยี ใจอยาง หนกั ถงึ กลับอาเจียนออกมาเปน เลือด และถึงแกความตายในท่สี ุด สมกบั ทีพ่ ระพทุ ธองคตรสั ไวว า ผู ประทุษรา ยตอ บุคคลผไู มค ิดประทุษราย ผูประทษุ รา ยตอ บุคคลผไู มมีความผดิ ยอ มประสบความทุกข ๑๐ ประการ คือ ๑. ตอ งเจ็บปวด อยา งหนัก ยากรกั ษา ๒. ทรัพยโภคา เสื่อมถอย คอยหดหาย ๓. อวยั วะ แตกหกั จากรางกาย ๔. โรคราย เกาะเก่ยี ว สดุ เยียวยา ๕. เกดิ โรค ทางจติ คดิ ฟุงซาน ๖. มีการ ออ้ื ฉาว ถกู กลาวหา ๗. อุปสรรค มากมี เขาบีฑา ๘. ญาติกา ทรี่ กั ตองจากไป ๙. ทรพั ยสิน ยอยยับ อยางฉับพลัน ขอ ๑๐ นั้น บา นเรือน ถูกไฟไหม ใน ๑๐ ขอ ไมขอ ใดขอหน่ึง เปน ตองได ประสบ พบแนน อน ความพยาบาทปองราย เปน เหตุนำทกุ ขภยันตรายมาสูตนและคนอืน่ ดังกลาวมา ฉะน้นั จึง ควรมีเมตตากรณุ า รักใคร ชว ยเหลอื ซง่ึ กันและกนั ดีกวา เพ่ือใหโลกของเราอยูรวมกันอยา งสันติสขุ และ พึ่งอาศยั กนั ไดต อ ไป มิจฉาทฏิ ฐิ เจตนาเปน เหตุใหเ หน็ ผิด เพราะไมม ีการถอื เอาตามความเปนจรงิ คัดคานขอ ประพฤตปิ ฏิบตั ิ ของสัตบรุ ษุ ทั้งหมด โดยนยั เปน ตนวา ทานที่ใหแ ลวไมม ีผล ชื่อวา มิจฉาทิฏฐิ นิยตมจิ ฉาทฏิ ฐิ ๓ อยา ง ๑. นตั ถกิ ทฏิ ฐิ ความเห็นวาผลกรรมไมมี เชน เหน็ วา ผลของกรรมดกี รรมชั่วไมมี โลกนไี้ มมี โลกหนาไมมี บดิ ามารดาไมม บี ญุ คุณตอ บุตรธดิ า เปน ตน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 107

108 ๒. อเหตกุ ทฏิ ฐิ ความเหน็ วาไมมเี หตุ คือ เหตุแหงความเศราหมอง ความบริสุทธข์ิ องสัตว ท้ังหลายไมม ี สตั วทั้งหลายเศราหมองเอง บรสิ ทุ ธิ์เอง ทุกขเ อง สุขเอง ไมมีอำนาจ ไมมกี ำลัง ไมม ีความ เพยี รอะไร ท่ีจะสามารถทำใหส ัตวท้ังหลายเศรา หมองและบรสิ ุทธ์ิได ดังนนั้ อเหตกุ ทิฏฐิ กค็ อื ความเหน็ วา กรรมไมม นี ่ันเอง ๓. อกิริยทิฏฐิ ความเห็นวาไมเปนอนั ทำ หมายความวา เมอ่ื คนทำบาป มกี ารฆา สัตว ลัก ทรพั ย เปน ตน ก็ไมจ ดั วาเปน การทำบาป เมื่อคนใหท าน รกั ษาศีล เปน ตน ก็ไมจ ัดวา เปนการทำบญุ ดังน้ัน อกริ ิยทิฏฐิ ก็คอื ความเห็นวา กรรมและผลของกรรมไมมี นัน่ เอง มจิ ฉาทิฏฐิ ๓ อยา งน้ี อยา งใดอยา งหนึ่ง ลวนปฏเิ สธกรรมและผลของกรรมอยางสน้ิ เชิง จัดเปนกรรมบถ สวนมิจฉาทิฏฐนิ อกจากน้ี มสี กั กายทฏิ ฐิ ๒๐ หรือทิฏฐิ ๖๒ เปน ตน เปน เพียงกรรม เทา น้นั มจิ ฉาทฏิ ฐิ จะสำเรจ็ เปน กรรมบถได ตองประกอบดว ยองค ๒ คือ ๑. เร่ืองไมจรงิ ๒. เรือ่ งไมจรงิ น้ัน ไมเ ปนไปตามที่มจิ ฉาทฏิ ฐิยดึ ถือ มิจฉาทฏิ ฐนิ ั้น มีโทษมาก เพราะเหตุ ๒ ประการ คอื ๑. เพราะมีอาเสวนะ (ความเสพคุน) มาก ๒. เพราะเปนนยิ ตมจิ ฉาทฏิ ฐิ โทษของมจิ ฉาทฏิ ฐิ โทษของมจิ ฉาทิฏฐิ แมจะไมถงึ เปนนิยตะ คือ ดิ่งจนไมสามารถจะแกไ ขไดทั้ง ๓ ประการ ดังกลาวมา กล็ วนแตเปน ส่งิ ท่ีมโี ทษมาก ทำใหผูป ระพฤติถงึ ความพนิ าศได เหมอื นชาวกาลิงครัฐ เปน อุทาหรณ เลา กันมาวา ครั้งดกึ ดำบรรพ พระเจาทณั ฑกีครองราชยใ นกุมภวดบี ุรี แควน กาลงิ คะ คร้ังนั้น พระองคท รงถอดตำแหนงหญิงนครโสเภณีคนหนึง่ นางไดวิ่งเตน ทุกวถิ ที างเพ่อื ไดตำแหนงกลบั มา วนั หนึง่ ไปพักผอนหยอ นใจในราชอทุ ยาน พบดาบสรูปหนง่ึ นง่ั เขา ฌานอยู เธอคดิ วานัน่ เปน ภาพกาฬกิณี จึงใหคน ใชเ อาน้ำมาลางตา เสร็จแลว ถมนำ้ ลายรดดาบส หลังจากนั้นสองสามวนั เธอไดร ับตำแหนงกลับคนื ดังเดิม ตอจากนั้นไมนาน ปุโรหิตคนหนึ่งถกู ถอดจากตำแหนง อกี เขาไปถามหญิงนัน้ วา ทำอยา งไรจึง ไดต ำแหนงกลับคืน เธอตอบวา เพราะไปถม นำ้ ลายรดดาบส ปโุ รหติ ไปทำตามนั้น หลังจากน้นั สองสามวนั เขาไดร ับพระราชทานตำแหนงดังเดมิ เชน กนั ตอจากนนั้ ไมนาน เกดิ จราจลที่หัวเมอื งชายแดน พระราชาทรงเช่อื ปุโรหิตนน้ั จึงใหป ระชาชน ไปถมน้ำลายรดดาบส ไมน านก็สามารถปราบปรามหวั เมอื งใหสงบลงได ตางราเรงิ ยนิ ดีวา ถมน้ำลายรด ดาบสแลว โชคดี หญิงนครโสเภณี ปุโรหิต และชาวกาลิงครฐั ไดรับความสำเร็จโดยบังเอญิ หลงั จากท่ีไปถม น้ำลายรดดาบส จึงเกิดความเห็นผดิ วา ทำช่ัวไดดี ตางกพ็ ากนั เห็นดเี ห็นงามกับการทำความช่วั เทวดา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 108

109 โกรธชาวเมืองนัน้ มาก จึงดลบันดาลใหฝนเพลิงและฝนทราย ตกลงมาในแวนแควน น้นั ทำใหค นเหลา น้ัน ถงึ แกค วามตายท้ังหมด จากเร่ืองดังกลา วน้ี ใหขอคิดทางคติธรรมวา ความบังเอญิ บางอยางทางดีกต็ าม ทางรายก็ตาม ซึง่ เกิดขน้ึ ภายหลังจากเหตกุ ารณบางอยา ง เปนสาเหตอุ นั สำคญั อยา งหนงึ่ ท่ีทำใหค นเกดิ มิจฉาทฏิ ฐิได ผเู ปน วิญูชนควรมีวจิ ารณญาณในเรือ่ งอยางนใ้ี หมาก เพือ่ สรางสัมมาทิฏฐิใหเ กดิ ขน้ึ และไมต อ งตกเปนเหยื่อ ของทรชน มโนกรรมเปนไปทางทวาร ๓ อภชิ ฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ ท้งั ๓ นี้ จัดเปน มโนกรรม เพราะเปน ไปทางมโนทวาร โดยมาก แมไมม กี ารเคลอ่ื นไหวทางกาย ทางวาจา เพียงแตคดิ ในใจ กส็ ำเร็จเปนกรรมบถได บางครั้ง อกุศลธรรมทัง้ ๓ นี้ ยอมเกดิ ขึ้นทางกายทวารและวจที วาร เชน บางคนมใี จละโมบอยากไดข องคนอ่นื จึงยนื่ มอื ไปหยบิ ของน้ัน มีใจโกรธแคน หยบิ มีดหยิบไมเพ่อื ทำรายเขา หรอื มีความเห็นผิดไปไหวก ระบอื ๕ ขา เพอ่ื ขอเลข เปนตน กรรมนนั้ ของเขา จดั เปนมโนกรรม สว นทวาร จัดเปนกายทวาร ถามวาทำไม จงึ ไมจ ดั เปน กายกรรม แกว า เพราะตรงน้ี ทา นมงุ ถงึ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทฏิ ฐเิ ปน ใหญ ไมไ ดมงุ เจตนาเปนใหญ ถามุงเจตนาทีเ่ ปน เหตใุ หกระทำทางกายก็จดั เปน กายกรรมได บางคนมีใจละโมบ พูดออกมาวา ทำอยางไรหนอ ของน้นั สง่ิ จะพึงเปน ของเรา มีใจโกรธแคน พูดแชง วา ทำอยา งไรหนอ คนนี้ จะพึงตายเสยี ที มีความเหน็ ผิด พูดวา ผลของกรรมดีกรรมช่วั ไมม ี เชน น้ี กรรมของเขา จัดเปน มโนกรรม สวนทวาร จัดเปนวจที วาร บางคนไมมกี ารกระทำทางกาย หรอื พดู ทางวาจา คิดละโมบอยากได คิดพยาบาทปองรา ย และเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมอยา งเดยี ว กรรมของเขา จัดเปนมโนกรรม แมทวารกเ็ ปน มโนทวาร มโนกรรมท่ีเปน อกศุ ล ยอมเกดิ ไดท างทวารท้ัง ๓ ดงั พรรณนามาฉะนี้ ฯ อธิบายเปนปคุ ลาธิษฐาน เรอ่ื งมโนกรรม ดังนี้ มีโจรอยู ๓ กลมุ กลมุ ท่ี ๑ หัวหนาชื่อนายอภชิ ฌา กลุม ที่ ๒ ช่อื นายพยาบาท กลุมที่ ๓ ช่อื นายมิจฉาทิฏฐิ สวนลูกนอ งของท้ัง ๓ กลมุ มี ๒ คอื นายกาย กับ นายวาจา บางครงั้ เวลาทำงาน เชน ฆาคนหรอื ปลนจี้ เปนตน หวั หนาเปน ผูคิดอบุ าย นายกาย นายวาจา ซ่ึงเปนลูกนองเปน ผลู งมือทำงาน จึงตอ งไดร ับโทษหนัก แตบ างคร้งั หัวหนา ลงมอื เอง ลกู นองคอยสนบั สนนุ เชน คอยดตู น ทาง เปนตน หวั หนา จึงมีโทษหนกั กวา โทษของอกุศลกรรมบถ ๑๐ บุคคลผูประกอบ คอื ประพฤติ หรือ กระทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ อยา งนี้ ยอมตกนรก เหมอื นกับถกู จบั เอาไปวางไว ดังพระพุทธองคต รัสไวใ นปฐมนริ ยสัคคสูตร ปญ จมปณ ณาสก ทสกนบิ าต อังคุตตรนกิ ายวา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 109

110 ดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย บุคคลผปู ระกอบดวยธรรม ๑๐ ประการ ยอม ตกนรกเหมอื นถกู จบั เอาไปวางไว ธรรม ๑๐ ประการอะไรบาง คือ บคุ คลบางคนในโลกนี้ ๑. เปนผูมกั ฆา สตั ว มมี อื เปอ นเลอื ด คิดแตป ระหตั ประหาร ไมมีความเมตตากรุณาตอ สตั วทั้ง ปวง ๒. มกั เปน ผูถือเอา สิ่งของท่เี จาของเขาไมไดใ ห ไมว าของนั้นจะอยูในบานของเขา หรอื ที่ไหน ๆ กต็ าม เปน ผูถอื เอาส่งิ นน้ั ดว ยจิตคิดขโมย ๓. เปนผูม ักประพฤติผิดในกาม จะเปน ผดิ เพราะการนอกใจคคู รองของตน ผิดเพราะลวง ละเมดิ คูครองของผอู ่ืน หรือผดิ เพราะลว งละเมดิ ตอ บุคคลทีต่ นไมมีสทิ ธท์ิ ี่จะทำเชนนัน้ ก็ตาม ๔. เปนผูม ักกลาวเทจ็ คอื ตนไมร ูบ อกวารู ไมเหน็ บอกวาเห็น หรือรบู อกวา ไมร ู เห็นบอกวา ไมเ ห็น เปน ผกู ลาวเทจ็ ท้งั ๆ ทรี่ ู เพราะเหตุแหงตน เพราะเหตุแหงบคุ คลอ่ืน หรือเพราะเห็นแกอ ามิส สนิ จาง ๕. เปน ผูพูดทำลายความสามัคคี ฟงจากฝายนไี้ ปบอกฝายโนน หรือฟงจากฝายโนนมาบอก ฝา ยนี้ เพอ่ื ใหเขาแตกสามัคคีกนั หรือเพอ่ื จะทำตนใหเปน ท่ีรกั ของฝายใดฝายหนึ่ง ชอบสรางความ แตกแยก หรือสงเสริมใหค นแตกแยก ชอบต้ังพรรคตั้งพวก พูดแตถอ ยคำทีจ่ ะทำใหแบงพรรคแบง พวก ๖. เปน ผพู ูดวาจาท่ีแผไปเผาผลาญหัวใจของผูฟง เปนคำพูดบาดหู หยาบคาย เผ็ดรอน กระทบกระเทียบเปรยี บเปรย ทำใหผูฟง เกิดความโกรธและฟุงซา น ๗. เปนผพู ูดทำลายความสุข และประโยชนท ่ีสตั บรุ ุษพึงไดร บั คอื พูดคำทก่ี ำจัดทางแหง ประโยชนและความสขุ น้นั ไมรกู าลเทศะ พูดปราศจากอรรถ ธรรม หรือวินัย อยางใดอยา งหนง่ึ ซ่งึ เปน เครื่องแสดงเหตุผลเพอื่ ใหเขาใจประโยชนในโลกน้ีและประโยชนในโลกหนา ๘. เปนผมู ากไปดวยความละโมบ จองหาทางเอาของคนอ่ืนมาเปนของตน ๙. เปนผูมีใจพยาบาท มคี วามคิดประทุษรายวา ขอสตั วเหลานี้จงถกู ฆา ถกู จองจำ จงหาย สาบสูญ จงพินาศ จงอยาอยูในโลกนี้ ๑๐. เปน ผูมคี วามเห็นผดิ มีทศั นะทีว่ ิปรติ วาการใหทานไมม ีผล การบูชาไมมีผล การเซน สรวงไมม ผี ล ผลวบิ ากของกรรมดีและกรรมช่ัวไมม ี โลกน้ไี มม โี ลกหนาไมม ี มารดาไมม คี ุณ บิดาไมม ีคุณ โอปปาติกสตั วไ มม ี สมณะพราหมณผปู ฏบิ ัติดีปฏิบตั ชิ อบ รูแจงเองแลว แสดงโลกนี้ และโลกหนา ไดแ จม แจง ไมมี ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย บคุ คลผปู ระกอบดว ยธรรม ๑๐ ประการเหลา นี้ ยอ มตกนรก เหมือนถูก จับเอาไปวางไว พฤตกิ รรมทเ่ี ปนบาป ๔ อยา ง ผูทีท่ ำกายกรรมอนั เปน อกุศล ๓ อยา ง พูดวจีกรรม อันเปนอกุศล ๔ อยา ง คิดมโนกรรมอนั เปนอกุศล ๓ อยาง ดังกลา วมาเทา น้ัน จึงเปน บาปทำใหไปตกนรกก็หาไม แมผ ชู ักชวน ผยู นิ ดี ผยู ก ยองสรรเสริญ อกุศลกรรม หรือบคุ คลผูป ระพฤตอิ กศุ ลกรรมเหลาน้ัน กล็ วนทำใหไ ปตกนรกไดเ หมือนกัน พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 110

111 ดังนั้น ตามหลกั ธรรมคำสอนในพระพทุ ธศาสนาจงึ สรุปพฤติกรรมทีเ่ ปน บาป สามารถนำไปสนู รกได ๔ อยา ง คอื ๑. การทำ การพดู การคิด ส่ิงทเ่ี ปนอกุศลดว ยตนเอง ๒. การชกั ชวนผูอน่ื ใหทำ ใหพดู ใหคดิ ส่ิงทเี่ ปน อกศุ ลเหลา นนั้ ๓. การยนิ ดีกบั บุคคลผทู ำ ผูพ ูด ผูคดิ สง่ิ ท่ีเปนอกุศลเหลา นน้ั ๔. การพูดยกยอ งสรรเสริญ บคุ คลผูท ำ ผูพดู ผูคดิ สง่ิ ทเ่ี ปนอกศุ ลเหลา น้นั สมจริงดงั ที่พระสัมมาสมั พุทธเจา ตรัสไวใ นกรรมปถวรรค องั คุตตรนิกาย ซ่งึ ขอยกมากลาวแต ใจความวา ดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย บุคคลผูประกอบดว ยธรรม ๔ ประการ ยอ มตกนรก เหมือนถกู เขาจบั เอาไปวางไว ธรรม ๔ ประการคอื ๑. เปนผูทำเอง พดู เอง คิดเอง ๒. เปน ผชู ักชวนผอู นื่ ใหทำ ให พูด ใหค ดิ ๓. เปน ผูยินดีกบั บุคคลผูท ำ ผูพูด ผูค ิด ๔. เปนผพู ูดสรรเสริญ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสมุ จิ ฉาจาร มุสาวาท ปส ณุ วาจา ผรุสวาจา สมั ผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท และมจิ ฉาทิฏฐิ ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย บุคคลผปู ระกอบดวยธรรม ๔ ประการนีแ้ ล ยอมตกนรก เหมือนถกู เขาจบั เอา ไปวางไว คนชว่ั ยิ่งกวา คนชัว่ อนึ่ง บุคคลผทู ำ ผูพดู ผูคิด กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อนั เปนอกศุ ลทง้ั ๑๐ นี้ ถึงแมว า จะทำใหต กนรกก็จริง ถึงอยางนัน้ องคสมเด็จสัมมาสมั พุทธเจาก็ตรสั วา เปนคนช่วั ธรรมดาเทานั้น แตบ างคนนอกจาก ทำ พดู และคิดอกุศลดวยตนเองแลว ยังชักชวน หรอื บบี บังคับผอู นื่ ใหท ำ ใหพดู ใหค ดิ อกศุ ลเหลานัน้ ดว ย บุคคลเชนนี้ พระพทุ ธองคตรัสวา เปนคนชวั่ ย่ิงกวาคนช่วั ตามพระพุทธพจน ในทสกรรมสตู รวา ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย บคุ คลบางคนในโลกนี้ เปน ผูฆา สัตว ลกั ทรัพย ประพฤติผิดในกาม พูด เทจ็ พูดสอ เสยี ด พดู คำหยาบ พูดเพอเจอ โลภอยากไดข องผูอนื่ คดิ รา ยทำลายผูอนื่ เปน มิจฉาทิฏฐิ ดูกอ นภกิ ษุทัง้ หลาย บคุ คลน้ีเราเรียกวา คนชั่ว ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย แตบ คุ คลบางคนในโลกน้ี ฆา สัตว ลักทรัพย ประ พฤติผดิ ในกาม พดู เท็จ พูดสอ เสยี ด พดู คำหยาบ พดู เพอ เจอ โลภอยากไดของผูอื่น คิดรายทำลายผอู นื่ เปนมจิ ฉาทิฏฐิดวย ตนเองแลว ยงั ชกั ชวนบคุ คลอน่ื ใหทำ ใหพูด ใหค ดิ อยา งนั้นดว ย ดูกอนภิกษุท้งั หลาย บุคคลนเ้ี ราเรยี กวา คนชวั่ ยิง่ กวา คนชั่ว กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี เวน จากทำชวี ิตสัตวใหตกลว ง ๒. อทนิ นฺ าทานา เวรมณี เวน จากถอื เอาสิ่งของท่เี จา ของไมไ ดให ดวยอาการแหง ขโมย ๓. กาเมสมุ จิ ฺฉาจารา เวรมณี เวนจากประพฤตผิ ิดในกาม ทัง้ ๓ นี้ จดั เปนกายกรรม เพราะเปน ไปทางกายทวารโดยมาก ๔. มุสาวาทา เวรมณี เวน จากพูดเท็จ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 111

112 ๕. ปสณุ าย วาจาย เวรมณี เวนจากพูดสอเสยี ด ๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เวนจากพดู คำหยาบ ๗. สมฺผปปฺ ลาปา เวรมณี เวนจากพูดเพอ เจอ ท้ัง ๔ นี้ จัดเปน วจกี รรม เพราะเปนไปทางวจีทวารโดยมาก ๘. อนภิชฺฌา ไมโลภอยากไดของเขา ๙. อพฺยาปาท ไมพยาบาทปองรา ยเขา ๑๐. สมมฺ าทิฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม ท้ัง ๓ น้ี จัดเปนมโนกรรม เพราะเปนไปทางมโนทวารโดยมาก ๑. แปลวา คำวา กศุ ลกรรมบถ แปลได ๒ นยั ๒. แปลวา ทางเกดิ แหงกุศลกรรมที่สง ผลในปฏสิ นธิกาลได กศุ ลกรรมที่เปน เหตเุ กิดในสุคตภิ ูมิ และความสขุ ในสคุ ติภูมินั้น กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการน้ี ทรงแสดงไวในพระสตู รมากมาย เฉพาะใน องั คตุ ตรนิกาย มี อยูห ลายสูตร มชี ือ่ เรยี กตาง ๆ กันไป ดังน้ี ในสาธสุ ูตร เรียกวา สาธุธรรม (ธรรมด)ี ในอรยิ ธรรมสตู ร เรยี กวา อริยธรรม (ธรรมของอารยชน) ในกศุ ลสตู ร เรยี กวา อรรถธรรม (ธรรมที่ทำลายความชั่ว) ในอรรถสูตร เรยี กวา อนาสวธรรม (ธรรมท่ีไมม ีกเิ ลส) ในวัชชสูตร เรยี กวา อนวัชชธรรม (ธรรมท่ไี มมโี ทษ) ในตปนียสตู ร เรียกวา อตปนยี ธรรม (ธรรมที่สรางความรม เย็น) ในอาจยคามิสูตร เรียกวา อปจยคามธิ รรม (ธรรมท่ีไมกอ ใหเกิดความทกุ ข) ในสาเลยยกสูตร ปญ จมวรรค แหงมลู ปณณาสก ทรงเรียกวา ธรรมจรยิ สมจริยา ธรรมจรยิ า แปลวา การประพฤติทเี่ ปน ธรรม สมจริยา แปลวา การประพฤติกรรมท่ีถกู ตอ ง ทรงแสดงผลดีที่พึงจะไดรบั จากการประพฤตธิ รรมและการประพฤตกิ รรมทถ่ี ูกตองนี้วา ใคร ปรารถนาอะไร จะเปนมนษุ ยส มบัติ สวรรคสมบตั ิ พรหมสมบัติ มรรค ผล และนพิ พาน ลวนสำเรจ็ สม ประสงคท้ังส้ิน ดังขอความในสาเลยยกสตู รวา ดูกอ นพราหมณและคฤหบดที ้งั หลาย สัตวบ างพวกในโลกน้ี หลงั จากตายจากโลกน้แี ลว ยอมบงั เกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค เพราะเหตแุ หงธรรมจริยาและสมจริยา ดูกอนพราหมณและคฤหบดีท้ังหลาย ธรรมจริยาและสมจริยา ทางกายมี ๓ ทางวาจามี ๔ ทางใจมี ๓ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 112

113 ธรรมจรยิ าและสมจรยิ า ทางกายมี ๓ คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกน้ี ยอ มเปนผลู ะการยังสตั วม ีชวี ิตใหตกลว งไปเวน ขาดจากการยงั สัตว มชี ีวิตใหตกลว งไป เปน ผมู ที อนไมแ ละศัสตราอนั วางแลว มีความละอายประกอบดว ยความเอน็ ดู เปนผู เกือ้ กลู อนุเคราะหสตั วทุกจำพวก ๒. เปน ผลู ะอทินนาทาน เวน ขาดจากอทินนาทาน ข้ึนชอื่ วา ทรพั ยข องผูอน่ื จะอยใู นบา น หรอื อยใู นปาก็ตาม ยอมเปนผไู มถอื เอาทรพั ยนั้นท่ีเจา ของไมไ ดใ หด วยจิตคดิ ขโมย ๓. เปนผูล ะกาเมสมุ จิ ฉาจาร เวน ขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ธรรมจรยิ าและสมจริยา ทางวาจามี ๔ คอื ๑. บคุ คลในโลกน้ี เปนผูละมสุ าวาท เวน ขาดจากมุสาวาท ไปในสภาก็ดี ในบริษทั กด็ ี ใน ทา มกลางหมญู าติก็ดี ในทามกลางเสนาก็ดี ในทา มกลางแหง ราชตระกลู ก็ดี ถูกอางเปนพยาน ซกั ถามวา แนะ พอ ชาย ทานจงมา ทา นรูอ ยางไร จงเบกิ อยา งนนั้ บคุ คลน้นั เมื่อไมร ู กบ็ อกวา ขาพเจา ไมรู หรือ รอู ยกู บ็ อกวา ขา พเจา รู เมือ่ ไมเหน็ ก็บอกวา ขาพเจาไมเ หน็ หรือเหน็ ก็บอกวา ขา พเจาเห็น ยอ มไมกลาว เทจ็ ท้งั ท่ีรู เพราะเหตุแหงตน เพราะเหตแุ หง คนอ่นื หรือเพราะเหตแุ หงอามสิ สนิ จาง ๒. เปน ผูละคำสอ เสยี ด เวน ขาดจากกลา วสอ เสยี ด ฟงขางน้แี ลวไมไ ปบอกขางโนน เพือ่ ทำลายคนหมูน้ี หรอื ฟงจากขางโนนแลว ไมมาบอกคนหมูน ้ี เพอื่ ทำ ลายคนหมโู นน เปนผสู มานคนทั้งหลายที่แตกกันแลว หรอื สนับสนนุ หมคู นทีส่ ามคั คีกนั อยแู ลว เปน ผูม ี ความช่ืนชมยนิ ดีในหมคู นผูสามคั คีกัน เปนผกู ลาววาจาท่ีทำใหคนสามคั คีกนั ๓. เปนผลู ะคำหยาบ เวนขาดจากการกลา วคำหยาบ เปน ผูกลาววาจาไมมโี ทษ เสนาะโสต เปน ที่รักจบั ใจ เปนคำสุภาพ เปนทีช่ อบใจ พอใจของคนจำนวนมาก ๔. เปน ผูละการกลา วเพอเจอ เวนขาดจากการกลา วเพอ เจอ พูดในเวลาทคี่ วรพูด พดู คำ จรงิ พูดอิงอรรถ อิงธรรม องิ วินยั มหี ลักฐาน มที อี่ างอิง ไมพดู มาก พดู แตค ำทม่ี ีประโยชน ดกู อนพราหมณแ ละคฤหบดที ั้งหลาย ธรรมจริยาและสมจรยิ าทางวาจามี ๔ อยางนแ้ี ล ธรรมจริยาและสมจรยิ า ทางใจมี ๓ อยา ง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกน้ี เปนผมู ากไปดว ยความไมเพงเล็ง ไมละโมบอยากไดท รัพยของผูอื่น มาเปนของตน ๒. เปนผมู ใี จไมพ ยาบาท ไมคดิ รายตอ ผูอนื่ คิดแตใ นทางทดี่ ีวา ขอสตั วท ัง้ หลาย จงมีความสุข อยูรอดปลอดภยั เถดิ ๓. เปน ผมู ีความเห็นชอบ มีความเห็นไมวปิ รติ วา ทานทใี่ หแลว มีผล การเซนสรวงบูชามีผล ผลวิบากของกรรมดแี ละกรรมช่วั มจี รงิ โลกนมี้ จี ริง โลกหนามีจรงิ มารดามบี ญุ คุณ บิดามีบุญคุณ โอปปาตกิ ะมีจริง สมณพราหมณผ ูรแู จงโลกนแ้ี ละโลกหนา มีจริง ดกู อ นพราหมณแ ละคฤหบดีทงั้ หลาย ธรรมจริยาและสมจรยิ าทางใจมี ๓ อยางนแ้ี ล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 113

114 ดกู อ นพราหมณและคฤหบดีทั้งหลาย สตั วบางพวกในโลกนี้ หลงั จากตายไปแลว ยอมเขา ถงึ สคุ ติโลกสวรรค เพราะการประพฤตธิ รรมและการประพฤตกิ รรมอนั ชอบเหลา นแ้ี ล ดูกอ นพราหมณและคฤหบดีทง้ั หลาย ถาบุคคลผูประพฤตธิ รรมและประพฤติกรรมอันชอบ พงึ หวังวา หลังจากทีเ่ ราตายแลว พึงเกิดเปน ๑. กษัตริยมหาศาล ๒. พราหมณม หาศาล ๓. เทวดาชน้ั จาตมุ มหาราช ๔. เทวดาชัน้ ดาวดึงส ๕. เทวดาชน้ั ยามา ๖. เทวดาชั้นดสุ ิต ๗. เทวดาช้ันนมิ มานรดี ๘. เทวดาชั้นปรนมิ มติ วสวัสดี ๙. พรหมชั้นพรหมปารสิ ัชชา ๑๐. พรหมช้ันพรหมปโุ รหิตา ๑๑. พรหมช้ันมหาพรหมา ๑๒. พรหมชนั้ ปริตตาภา ๑๓. พรหมชนั้ อปั ปมาณาภา ๑๔. พรหมชน้ั อาภสั สรา ๑๕. พรหมชั้นปรติ ตสภุ า ๑๖. พรหมชน้ั อปั ปมาณสภุ า ๑๗. พรหมชน้ั สุภกณิ หา ๑๘. พรหมชน้ั อสัญญีพรหม ๑๙. พรหมช้ันเวหัปผลา ๒๐. พรหมชั้นอวหิ า ๒๑. พรหมชน้ั อตปั ปา ๒๒. พรหมชั้นสุทสั สา ๒๓. พรหมชัน้ สทุ ัสสี ๒๔. พรหมชั้นอกนิฏฐา ๒๕. อรูปพรหมช้ันอากาสานัญจายตนะ ๒๖. อรูปพรหมชั้นวิญญาณัญจายตนะ ๒๗. อรูปพรหมชั้นอากิญจัญญายตนะ ๒๘. อรูปพรหมช้ันเนวสัญญานาสญั ญายตนะ ๒๙. การบรรลเุ จโตวิมุตติ ในชาตปิ จ จุบัน ๓๐. การบรรลุปญญาวมิ ตุ ติ ในชาตปิ จ จุบัน พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 114

115 ทัง้ หมดนี้ยอ มเปน ไปได ถามวา เพราะเหตุไร ตอบวา เพราะบุคคลนัน้ เปนผปู ระพฤติธรรม และเปนผปู ระพฤติกรรมอนั ชอบ พระสตู รน้แี สดงวา บุคคลผูปฏบิ ัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ จะปรารถนามนุษย สมบตั ิ สวรรคส มบตั ิ และนพิ พานสมบัติ ก็ตาม ลว นสมประสงคท ัง้ นน้ั มนุษยสมบตั ิ ทรงแสดงดวยคำวา พึงเกิดเปน กษัตรยิ มหาศาลและพราหมณมหาศาล สวรรคสมบัติ ทรงแสดงดว ยคำวา พึงเกิดเปนเทวดาชนั้ จาตุมมหาราช จนถงึ รปู พรหมชั้น เนว สัญญานาสญั ญายตนะ นิพพานสมบัติ ทรงแสดงดว ยคำวา การบรรลเุ จโตวมิ ุตตแิ ละปญญาวมิ ตุ ติ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ทำใหไดม นษุ ยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนพิ พานสมบตั ิ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการน้ี จัดวาเปน ศลี บคุ คลผรู ักษาศีล กระทำใหบ รสิ ทุ ธ์ิ บริบรู ณ ยอ มไดร ับอานสิ งส ดังนี้ ๑. สเี ลน สุคตึ ยนฺติ คนทัง้ หลายไปสูสุคติได เพราะศีล ๒. สีเลน โภคสมฺปทา คนทง้ั หลายถึงพรอมดวยโภคทรพั ย เพราะศีล ๓. สีเลน นพิ ฺพตุ ึ ยนฺติ คนทง้ั หลายบรรลุนพิ พานได เพราะศีล ศีลเปน เหตุใหไ ดไ ปสูสคุ ติ เพราะผลของกศุ ลกรรมบถ ๑๐ โดยเปนอปุ นสิ สยปจจยั โดยตรง ใหไดเกิดเปนมนษุ ย ๑, กามาวจรสวรรค ๖ ช้นั , และใหไดเกิดในพรหมโลก ๒๐ ช้ัน อปุ นิสัยมี ๓ อยา ง ๑. ทานปุ นิสยั อปุ นสิ ยั คอื ทาน การเสียสละ คนผมู อี ุปนิสัยน้ยี อ มกำจัดความโลภหรอื ทำ ความโลภใหเบาบางลงได ๒. สีลปุ นสิ ยั อปุ นิสยั คือศลี การเวนจากเบยี ดเบยี นสตั วอ่ืนคนผูมีนิสยั นี้ ยอมไมม กี าร เบียดเบยี นสตั วอืน่ ๓. ภาวนุปนิสัย อปุ นิสัยคือภาวนา การสง่ั สมความดี คนผูมอี ุปนสิ ัยนี้ ยอ มเพียรพยายาม เพอ่ื ทำความดใี หสูงย่ิง ๆ ขนึ้ ไป กศุ ลกรรมบถ ๑๐ น้ี จดั เปน ศลี ดังนน้ั จงึ เปนสลี ุปนสิ ยั ทจี่ ะชว ยสนับสนุนใหไ ดบ รรลสุ มาธิ ปญ ญาและวมิ ุตติ ตามพระบาลวี า สีลปรภิ าวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส แปลวา สมาธิที่ถูก บม ดว ยศลี ยอ มมผี ลมาก มอี านิสงสมาก อธิบายวา บคุ คลผูมีศลี บริสุทธิ์ เม่อื บำเพ็ญสมาธิ ยอมสามารถ ทำฌานใหเกิดไดง าย ครัน้ ไดฌานแลว ตายไป ยอมเกดิ เปนพรหม อยางนี้ ชอื่ วา กศุ ลกรรมบถ เปน เหตุ ใหไดไปเกดิ ในพรหมโลก สวนผไู ดฌานบางทา น ทำฌานใหเปนบาทแหง การเจริญวิปสสนา ยอ มรูแจง เหน็ จริงไดงา ย ตามพระบาลีวา สมาธปิ ริภาวติ า ปฺญา มหปผฺ ลา โหติ มหานิสํสา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 115

116 แปลวา ปญญาทถ่ี ูกบม ดว ยสมาธิ ยอ มมีผลมาก มีอานิสงสม าก จติ ของบคุ คลผูมีปญญารแู จง เหน็ จริง ยอมหลุดพนจากกเิ ลสทัง้ ปวง ตามพระบาลวี า ปญฺ ปรภิ าวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวชิ ฺชาสวา แปลวา จติ ท่ถี ูกอบรมดวยปญ ญา ยอมหลุดพนจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบ อยางน้ี ชอ่ื วากศุ ลกรรมบถ เปน เหตุใหไ ดบรรลุเจโตวิมุตตแิ ละปญญาวมิ ตุ ติ สลี ุปนสิ ยั คอื กุศลกรรมบถ ๑๐ เปน เหตใุ หบุคคลไดบรรลุฌาน มรรค ผล และนิพพาน ดังพรรณนามาฉะน้ี เปรยี บไดกับสว นของตนไม สีลปุ นิสยั เปน เสมอื นรากไม สมาธิ เปนเสมือนลำตน ปญ ญา เปน เสมือนกิง่ กานและใบ วิมุตติ ความหลดุ พน เปนเสมอื นดอกและผลของตนไม ศลี คอื กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ทำใหผูป ฏบิ ตั ิไดม นษุ ยสมบตั ิ สวรรคสมบตั ิ และนิพพาน สมบัติ ตามขนั้ ตอนดังไดอธิบายมาน้ี อธิบายกศุ ลกรรมบถ ๑๐ โดยอาการ ๕ ๑. โดยธรรม คือ โดยสภาวธรรม กศุ ลกรรมบถ ๗ คือ ๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี ๒. อทนิ ฺนาทานา เวรมณี ๓. กาเมสุมิจฉฺ าจารา เวรมณี ๔. มุสาวาทา เวรมณี ๕. ปส ณุ าย วาจาย เวรมณี ๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี ๗. สมฺผปปฺ ลาปา เวรมณี แมมชี ่อื ตา งกนั ก็จรงิ แตเมือ่ วาโดยสภาวธรรม ไดแ ก เจตนา หรือวิรัติ หมายความวา ถา ไม ตงั้ ใจจะงดเวน หรือไมม กี ารงดเวน กรรมบถทง้ั ๗ น้ี ยอ มสำเรจ็ ไมไ ดเ ลย มโนกรรม ๓ คอื อนภิชฌา โดยสภาวธรรม ไดแกอโลภะ อพยาบาท โดยสภาวธรรม ไดแกอ โทสะ สัมมาทฏิ ฐิ โดยสภาวธรรม ไดแก อโมหะ ทีว่ ประกอบดวยเจตนา ๒. โดยโกฏฐาสะ คอื โดยสวนแหง ธรรมตาง ๆ กศุ ลกรรมบถ ๗ คือ กายกรรม ๓ วจกี รรม ๔ เปน กรรมบถอยางเดยี ว ไมเปนรากเหงาของ กศุ ลเหลาอนื่ สวนมโนกรรม ๓ อยาง คืออนภชิ ฌา อพยาบาท และสมั มาทฏิ ฐิ เปน ท้ังกรรมบถ เปน ท้งั รากเหงาของกุศลเหลา อนื่ เพราะทัง้ ๓ น้ี ก็คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทเ่ี ปนกศุ ลมูลนน่ั เอง ๓. โดยอารมณ คอื สง่ิ ทใี่ จเขาไปยึดแลว เปน เหตใุ หงดเวน จากอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ พระอรรถกถาจารย อธิบายวา อารมณแหงอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ น่นั แหละ เปน อารมณแ หง กุศลกรรมบถ ทั้ง ๑๐ ประการ เปรียบเหมือนน้ำทส่ี ามารถทำใหเรือลอยกไ็ ด ทำใหจ มลงกไ็ ด พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 116

117 ๔. โดยเวทนา คือ ความรสู กึ เปนสุข เปน ทุกข และเฉย ๆ พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ในขณะทำกศุ ล ทกุ ขเวทนา คือความเสยี ใจ ความไมส บายใจ ยอ มไมมี เพราะฉะนั้น ในขณะประพฤติ กศุ ลกรรมบถ จงึ มีเพียงเวทนา ๒ คอื สขุ เวทนา และอเุ บกขาเวทนา ๕. โดยมูล คอื โดยกุศลมูล ๓ อยา ง ไดแก อโลภมูล ๑ อโทสมูล ๑ อโมหมูล ๑ กศุ ลกรรมบถ ๗ คือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ ทีบ่ คุ คลประพฤติดว ยปญ ญามีมลู ๓ คือ อโลภมลู อโทสมูล อโมหมูล ท่ปี ระพฤตโิ ดยขาดปญ ญามมี ลู ๒ คอื อโลภมูล อโทสมลู อนภิชฌาทป่ี ระพฤตดิ ว ยปญญา มมี ูล ๒ คอื อโทสมลู อโทหมูล ทปี่ ระพฤติโดยขาดปญ ญามี มลู เดียว คอื อโมหมลู อพยาบาทท่ีประพฤติดวยปญญา มมี ูล ๒ คือ อโลภมูล อโมหมูล ที่ประพฤติโดยขาดปญ ญา มีมูลเดียว คอื อโลภมูล สัมมาทิฏฐิ มีมูล ๒ คอื อโลภมลู อโทสมูล อานิสงสของกุศลกรรมบถ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ พระพทุ ธองคตรัสไว ในจนุ ทสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย วา ดกู อ นจนุ ทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ ทางวาจามี ๔ ทางใจมี ๓ ดูกอนจุนทะ ความสะอาดทาง กาย ๓ อยาง มีอะไรบา ง ดกู อนจนุ ทะ บคุ คลบางคนในโลกนี้ ๑. เปนผลู ะปาณาติบาท เวน ขาดจากปาณาตบิ าท วางทอ นไม วางศัสตรา มีความสะอาด ใจ มคี วามเอ็นดู มคี วามเมตตากรุณาตอสัตวทกุ หมเู หลา ๒. เปน ผลู ะอทนิ นาทาน เวน ขาดจากอทนิ นาทาน ไมถ อื เอาส่ิงที่เจา ของไมไ ดให ดว ยจติ อนั เปนขโมย ไมว าของนนั้ จะอยใู นบา นของเขา อยูในปา หรอื ทีไ่ หน ๆ กต็ าม ๓. เปนผลู ะกาเมสุมิจฉาจาร เวนขาดจากกาเมสมุ จิ ฉาจาร ดูกอ นจนุ ทะ ความสะอาดทางวาจา ๔ อยา ง มีอะไรบา ง ดกู อ นจุนทะ บคุ คลบางคน ใน โลกนี้ ๑. เปนผูละมุสาวาท เวน ขาดจากมสุ าวาท อยใู นสภา อยใู นบรษิ ัท อยใู นทา มกลางหมูญาติ อยใู นทามกลางเสนา หรอื อยใู นทามกลางราชสำนกั กต็ าม ถูกเขาอา งเปนพยาน ซกั ถามวา พอ ชายผู เจรญิ พอ รูอยา งไร จงเบกิ ความอยา งนัน้ ผูนนั้ เมอื่ ไมร ู กบ็ อกวาไมร ู หรอื เมือ่ รู ก็บอกวารู เมอ่ื ไมเหน็ ก็บอกวาไมเ หน็ หรือเม่ือเห็น ก็บอกวาเหน็ จะไมเ ปนผกู ลา วมุสาวาท ทั้งทรี่ ูตัว เพราะเหตแุ หงตน เพราะเหตุแหงผอู ืน่ หรอื เพราะเหตแุ หงอามสิ สนิ จา ง ๒. เปน ผูล ะวาจาสอเสียด เวนขาดจากวาจาสอเสียด ฟง ฝา ยนี้แลว ไมไปบอกฝา ยโนน เพอ่ื ทำลายคนฝายน้ี หรือฟงฝายโนน แลว ไมมาบอกฝา ยนี้ เพ่ือทำลายคนฝายโนน เปน ผูส มานคนท่ีแตก สามัคคี และสนบั สนนุ คนท่สี ามัคคีกันอยู ชื่นชมยนิ ดคี นทส่ี ามัคคกี ัน พูดแตวาจาท่ีสรา งความสามัคคี ๓. เปน ผูล ะวาจาหยาบ เวนขาดจากวาจาหยาบ เปนผพู ดู แตว าจาอนั ไมมโี ทษ เสนาะโสต เปน ท่ีรกั ซง้ึ ใจ เปน คำพูดของผดู ี เปน ท่ีรักและชอบใจของคนทัว่ ไป พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 117

118 ๔. เปนผูละคำเพอเจอ เวนขาดจากคำเพอเจอ เปนผูพูดถกู กาลเวลา พดู แตคำจริง พูดอิง อรรถ พดู อิงวนิ ยั พดู ถอยคำมหี ลกั ฐาน มีทอี่ า ง มีท่ีสุด ประกอบดว ยประโยชน โดยสมควรแกเวลา ดกู อ นจุนทะ ความสะอาดทางใจ ๓ อยาง มอี ะไรบาง ดกู อ นจุนทะ บคุ คลบางคนในโลกนี้ ๑. เปนผไู มมากไปดว ยความเพงเล็ง ไมเ พง เล็งคดิ เอาของผอู นื่ มาเปน ของตนวา ทำอยางไร หนอ ทรัพยของผอู ่นื น้นั จะพงึ เปนของเรา ๒. เปนผมู ีใจไมพ ยาบาท มใี จไมค ิดประทุษรายผูอ่นื วา ขอสัตวเ หลาน้ีจงอยา จองเวรกนั อยา เบยี ดเบยี นกนั อยา มคี วามทกุ ข จงมีแตความสขุ อยูรอดปลอดภัยเถดิ ๓. เปน ผมู คี วามเห็นชอบ มีทัศนะอนั ไมวิปรติ วา ทานทใ่ี หแ ลว มีผล การเซนสรวงมีผล การ บูชามีผล ผลวิบากของกรรมดแี ละกรรมชว่ั มีจรงิ โลกนม้ี ีจรงิ โลกหนามจี ริง มารดาบดิ ามีบญุ คณุ ตอบตุ ร ธิดาจรงิ โอปปาติกสัตวมจี ริง สมณพราหมณผ ูป ระพฤติดีปฏิบัตชิ อบ รแู จง ประจกั ษทัง้ โลกนี้และโลกหนา แลว สงั่ สอนผูอ่ืนมจี ริง ดูกอ นจุนทะ กศุ ลกรรมบถมี ๑๐ ประการ ดงั นี้แล ดูกอ นจนุ ทะ บคุ คลประกอบดวยกศุ ล กรรมบถ ๑๐ ประการเหลา น้ี ลกุ ขึน้ จากท่ีนอน แตเ ชาตรู จะจับตอ งแผนดิน โคมัยสด หญา อันเขยี วขจี หรือไมจ บั ตอ งก็ตาม จะประนมไหวพ ระอาทิตยหรอื ไมก ต็ าม จะลงอาบน้ำเชา เย็นหรือไมก ็ตาม จะบชู าไฟ หรือไมก ็ตาม ยอ มเปน ผสู ะอาดอยา งแทจริง ขอ นัน้ เปนเพราะเหตุไร ดูกอ นจนุ ทะ เพราะกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เปนพฤตกิ รรมอันสะอาดและเปนเครื่องสรางพฤติกรรมอนั สะอาด ดกู อ นจุนทะ เทวคติ มนษุ ยคติ หรอื สุคติอ่ืนใด บรรดามี ยอ มปรากฏ เพราะเหตุแหงการประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เหลานแ้ี ล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 118

119 สรุปกุศลกรรมบถ เครือ่ งมือสรา งความดี จากการทไี่ ดศ ึกษาเรอ่ื งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการน้ี ผูศ ึกษาจะเห็นไดวา ตามหลกั ธรรมคำ สอนของพระพุทธศาสนา เครื่องมือทีจ่ ะใชทำกุศลของมนษุ ย ทสี่ ำคัญทีส่ ุด คอื กาย วาจา และใจ ของ ตนนี่เอง กาย งดเวนจากการฆา สัตว ลกั ทรพั ย ประพฤตผิ ิดในกาม อนั เกิดขน้ึ เพราะหริ ิและ โอตตัปปะ วาจา งดเวนจากการพดู เท็จ พูดสอ เสยี ด พดู คำหยาบ พูดเพอ เจอ ไรสาระ ไมร ูกาละเทศะ อันเกดิ ข้นึ เพราะหริ ิและโอตตปั ปะ ใจ ไมโลภอยากไดของใคร ไมคิดรายทำลายใคร มีความเหน็ ชอบตามทำนองคลองธรรม (สงิ่ ทีส่ ัตบุรุษมอี งคสมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจาเปนตนสอนไว) เพียงการปฏิบตั อิ ยางนี้ ก็สามารถสรางมนุษย สมบตั ิ สวรรคสมบตั ิและนิพพานสมบัตใิ หแกต นไดแลว ดังคำสอนในสาเลยยกสตู รเปนตน อกี อยางหนง่ึ กายทใี่ ชท ำประโยชนใ หแ กส วนรวม วาจาใชพ ดู ในทางทดี่ ี ใจใชค ดิ ในทางทีด่ ี ก็ สามารถสรางมนุษยสมบัติ สวรรคสมบตั ิได ดังอุทาหรณตอ ไปน้ี กายท่ใี ชทำประโยชน อทุ าหรณ เชน นายมฆะเปนตัวอยาง ทา นเลาวา คร้งั ดึกดำบรรพใ น หมูบา นอจลคาม แควน มคธ ชายหนมุ คนหนึง่ ช่อื วา มฆะ ชอบทำสถานท่ตี าง ๆ ใหเ ปนรัมณยี สถาน สำหรับคนทั่วไป โดยมีความคดิ วา คนทง้ั หลายอาศยั พักในสถานทน่ี แี้ ลว ลวนมคี วามสุข และเราเองเมอื่ เหน็ ผอู นื่ มคี วามสขุ ก็มคี วามสขุ ใจเชน เดียวกนั คร้นั ถงึ ฤดหู นาว เขาไดก อ ไฟเพอ่ื ใหความอบอุนแกชาวบาน ฤดูรอ นหานำ้ มาใหผ อู ดน้ำ เขาได สรา งรมั ณียสถานเพิ่มข้นึ อกี หลายแหง ตอ มามีคนอน่ื อีก เหน็ วาการทำอยางนนั้ เปนความดี จึงมารวมดว ย พวกเขาไดสรางประโยชนใหแ กสวนรวม กวา งขวางออกไป เชน สรางถนน สรางสะพาน สรา งศาลพกั รอ น เปนตน คร้งั น้ัน นายบา น (ผใู หญบา น หรอื กำนัน) เหน็ พวกเขาแลวคดิ วา คนพวกน้ีทำส่งิ ท่ไี มเปน ประโยชนแ กเ ราเลย ถาพวกเขาไปหาปลา หาเนื้อ ซื้อสุรามารับประทานและแบงใหเราบา ง นาจะเกดิ ประโยชนดกี วา อีกอยางหนึ่ง ถา ปลอยใหคนพวกนีท้ ำความดีตอ ไป ประชาชนกจ็ ะรักใคร เปนอันตราย ตอ ตำแหนง ของตน เขาคิดกำจดั คนเหลานั้น จึงไปยังราชสำนกั กราบทลู วา ขา พระองคเหน็ คนกลุมหนึง่ สอ งสุมผูคนเปนจำนวนมาก อาจคบคิดกนั เปน กองโจรปลน ราชสมบัติ พระราชา ไมทันสอบสวนความจริง รบั สงั่ วา จงไปจบั ตวั พวกมนั มาประหารชีวิต โดยใหชา งเหยยี บใหต าย เขาดใี จมากที่อบุ ายกำจัดคนดขี องเขาสำเร็จอยา งงายดาย จึงนำเจาหนาท่ไี ปจบั ตวั คน เหลา นน้ั มา พนั ธนาการแนน หนา ใหน อนในพระลานหลวง แลวไสชา งใหเหยียบพวกเขา แตจะบงั คบั อยา งไร ชางกไ็ มย อมเหยยี บ พระราชารบั ส่ังวา ชางเหน็ คนคงเกิดความกลวั จงไปเอาเสอื่ ลำแพนมาคลุม พวกมนั ไวก อ น แมจ ะทำตามนั้น ชางกไ็ มกลาเขาใกลอยางเดิม พระราชาทอดพระเนตรเหน็ เหตุการณนนั้ ทรงไดพระสตวิ า เร่ืองน้ีนา จะมีเหตุอะไรสกั อยาง จึงรับสงั่ ใหนำตัวพวกเขามาเฝา แลว ตรัสถามวา พวกเจา อาศยั เราแลว ไมไดอะไรหรือ จงึ คดิ ทำรายเรา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 119

120 นายมฆะทูลถามวา ขอเดชะ พระองคต รัสถามเร่ืองอะไร เขาวา พวกเจาสองสุมผูคนเปน กองโจร หลบซอนอยูในปา ใครกราบทลู อยา งนน้ั พระเจาขา นายบาน เขาบอก ขอเดชะพวกขา พระองคไ มไ ดเปนโจร พวกขาพระองคแผวทางไปสูสวรรค ดวยการสรา ง รัมณยี สถาน สรา งถนน สรางสะพาน สรางศาลาพกั รอ น เปน ตน แตน ายบา นพยายามซกั นำพวกขา พระองคในทางอกุศล พวกขาพระองคไมย อมทำตาม เขาโกรธ จึงไดกราบทูลอยา งนนั้ เพอ่ื ตอ งการกำจัด พวกขาพระองค พระเจาขา พระราชาทรงสดบั ความจริงแลว ทรงถึงความโสมนสั ตรสั วา พอทัง้ หลาย ฉันขอโทษดว ย ชางเปน สัตวดิรจั ฉานยงั รูจกั ความดีของพวกเจา เราเปนมนษุ ยเ สียอกี ยงั ไมร เู ลย ไดท รงมอบหมบู า นน้ันให พวกเขาปกครอง และชางเชอื กนน้ั ใหเ ปนพาหนะ นายมฆะไดเ หน็ ผลของความดใี นปจ จุบัน ดใี จมากจึงชักชวนพรรคพวกใหท ำความดยี ิ่ง ๆ ขนึ้ ไป เขาไดบำเพญ็ วตั ตบท ๗ ประการ คือ ๑. บำรุงบิดามารดา ๒. ประพฤติออนนอ มตอผใู หญ ๓. พดู คำสตั ย ๔. ไมพูดคำหยาบ ๕. ไมพ ดู สอ เสียด ๖. กำจัดความตระหน่ี ๗. ไมโกรธ ในเวลาส้ินชวี ิตไดไ ปเกดิ เปนทา วสักกะเทวราชในภพดาวดึงส แมสหายของเขาก็ไปเกดิ ในทน่ี ้นั เหมือนกนั นี้คอื กาย สรางสวรรคส มบตั ใิ หแกตน วาจา หรอื ปาก กส็ ามารถสรา งสวรรคสมบัติได มีสนุ ัขตัวหน่ึง เปน อทุ าหรณ พระอรรถกถา จารยเ ลาไวในอรรถกถาธรรมบทวา มสี ุนขั แสนรตู วั หนง่ึ ของนายโคบาล ผูเปน อปุ ฏ ฐากของพระปจเจก พทุ ธเจา เวลาท่มี ันยังเล็กอยู พระปจ เจกพุทธเจา เมื่อฉนั อาหารเอาขาวสุกปนเปนกอ นใหก อนหนึ่งทุกคร้งั มันมีความสนทิ สนม และจงรักภักดีพระปจเจกพทุ ธเจามาก นายโคบาล ไปยังบรรณศาลาของพระปจเจกพุทธเจา ทุกวนั ๆ ละ ๒ ครั้ง คือ กอ นเที่ยง ไป กราบเรียนเวลาฉนั ภัตตาหาร เวลาหลงั เที่ยงเอาน้ำปานะไปถวาย สุนขั นน้ั ตามนายไปดวยทกุ วัน และทุก คร้งั ขณะเดนิ ไปตามทางมพี ุมไม กอไมตรงไหนท่ีนาสงสัยวาจะมีสัตวร า ย เขาเอาไมฟาด และสง เสยี งไล สุนัขน้ันกำหนดจดจำอาการนั้นไดอ ยางแมน ยำ วันหน่ึงนายของมนั เรียนกับพระปจเจกพุทธเจาวา ถาวนั ไหนกระผมไมวาง จะสงเจาตวั นมี้ า เพ่อื เรียนเวลาภตั ตาหารใหท ราบ ขอพระผูเปนเจา ไดโปรดไปตามเวลาที่เจาตัวนี้สง สญั ญาณ แลว เขากไ็ ด ทำตามน้ัน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 120

121 เม่อื ไดเวลาภตั ตาหาร นายของมนั สงสญั ญาณใหรเู พียงครั้งเดียวเทาน้นั มนั รีบวิง่ มุง หนาไปยงั บรรณศาลา ครนั้ ไปถึงแลว สง เสยี งเหา ๓ ครงั้ เพ่อื ใหพ ระปจ เจกพุทธเจาทราบ แลวไปนอนคอยอยทู ี่ แหง หนึ่ง เมือ่ พระปจเจกพุทธเจา กำหนดเวลาที่เหมาะสมแลว จึงออกจากบรรณศาลา สุนัขวิ่งนำหนาไป ยังบา นของนาย คร้นั ถงึ สถานทท่ี นี่ ายเคยระแวงภยั แตส ตั วราย เอาไมฟาดพมุ ไมสงเสียงไล มนั ก็สงเสยี ง เหา เพื่อขบั ไลสตั วราย ไดท ำอยางนีท้ ุกวัน สนุ ัขนั้นใชปากของตนใหเปน กศุ ล ชว ยบอกเวลาภัตตาหาร และคุมครองปอ งกนั ภัยแกพระ ปจเจกพุทธเจาดว ยการสง เสียงเหา ดวยความซื่อสตั ย และจงรกั ภักดตี อผมู ศี ีลธรรม ครัน้ ส้นิ ชีวติ ไดไปเกดิ เปนเทพบตุ รผูม ศี กั ดิใ์ หญ ในดาวดึงสเ ทวโลก นามวา โฆสกเทพบุตร น้คี ือ วาจา หรือปาก สรา ง สวรรคสมบัตใิ หแ กต นไดดงั น้แี ล ใจ หรอื ความคิด ก็สามารถสรางสวรรคสมบตั ไิ ด พึงเห็นมาณพคนหนง่ึ เปน อุทาหรณ พระ อรรถกถาจารยเ ลา ไวใ นอรรถกถาธรรมบทวา มีเดก็ หนุมคนหนงึ่ ช่อื มัฏฐกณุ ฑลี เปนบุตรของพราหมณย อดตระหนี่ เมือ่ เขามอี ายุ ๑๖ ป ไดป วยเปนโรคผอม เหลือง พราหมณผ บู ิดาไปเก็บรากไม ใบไม เปลือกไม ตามคำบอกเลาของชาวบานมาตม ยาให รับประทาน โรคของเขากำเรบิ มากขน้ึ ทกุ ที ญาตมิ ิตรทราบขาวตางพากนั มาเยย่ี ม พราหมณก ลวั คนจะ เหน็ ทรพั ยส มบตั ิ จึงนำบุตรชายออกมานอนท่นี อกชาน ครัง้ น้ัน พระศาสดาทรงเขา มหากรณุ าสมบัติเพื่อตรวจดูสตั วโลก เด็กหนุม น้ันไดป รากฏในขาย แหง พระญาณของพระองค จงึ ไดเ สดจ็ ไปโปรด โดยเสด็จพระดำเนนิ ผา นหนาบา น เขาเห็นพระศาสดาเกดิ ศรทั ธาเลือ่ มใส แตไ มมอี ะไรจะทำบญุ หรอื แมแ ตจะยกมอื ทง้ั สองขึ้นถวายบงั คมกไ็ มสามารถจะทำได เพราะขณะนัน้ เขาเหลือเพียงแตความรูส ึกในใจเทา นั้น จึงไดทำใจใหเ ลอ่ื มใสในพระศาสดาดวยความเคารพ นบั ถือบูชา ปรารถนาจะทำบญุ เมื่อพระศาสดาเสด็จผานไปไมน าน เขากส็ ้ินชีวิตลง แลวไดไปเกิดเปน เทพบุตร ในดาวดึงสเ ทวโลก นค้ี อื ใจ สรา งสวรรคส มบตั ิใหแ กต น ภายหลงั พระศาสดาทรงปรารภถึงเทพบุตรนน้ั แสดงธรรมแกมหาชนวา การทำกรรมอนั เปน กุศลหรอื อกศุ ลกต็ าม ใจเปน หวั หนา ใจเปนใหญใ นการทำกรรมนน้ั ๆ และกรรมที่ไดทำไวแลว ยอ มตดิ ตาม ผูทำไปทุกหนทกุ แหง เหมือนกับเงาตามตวั ใจ คือ ความคดิ แมเ พียงแตค ดิ เทานน้ั หากคดิ ในทางที่ดี ก็ สามารถสรางสวรรคสมบตั ิได เหมอื นกบั เด็กหนุม ชอ่ื มัฏฐกุณฑลีนี้แล พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 121

122 พฤตกิ รรมที่เปน บุญ ๔ อยา ง ผูทงี่ ดเวนจากกายกรรมอันเปน อกุศล ๓ อยาง วจกี รรมอนั เปน อกศุ ล ๔ อยาง มโนกรรมอันเปนอกุศล ๓ อยางเทา นัน้ จงึ จัดวาเปน ผูท ำกุศลสงผลใหไ ปเกดิ ในสุคตกิ ห็ าไม แมผ ูท ่ี ชกั ชวน ยินดี และพูดสรรเสริญ บุคคลอื่นในการประพฤติกุศลกรรมเหลา นั้น ก็จัดเปน กุศลกรรมนำไปสู สคุ ติไดท ้ังสิ้น ดังนนั้ ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงสรปุ พฤตกิ รรมทจี่ ัดเปนกศุ ลได ๔ อยางคือ ๑. การทำ การพดู การคดิ สง่ิ เปน กุศลดว ยตนเอง ๒. การชักชวนผูอนื่ ใหทำ ใหพูด ใหคดิ สิ่งทเ่ี ปน กุศล ๓. การยินดีกบั บุคคลผูทำ ผพู ูด ผูคิดส่ิงทเี่ ปนกศุ ล ๔. การยกยองสรรเสริญ ใหกำลังใจ ใหการสนบั สนุนบุคคลผทู ำ ผูพ ูด ผูคิดสิ่งทเ่ี ปนกศุ ล สมจรงิ ดังที่พระผูม ีพระภาคเจา ตรสั ไว ในกรรมปถวรรคอังคตุ ตรนิกาย ซึ่งขอยกมากลาวแต ใจความโดยยอวา ดกู อ นภกิ ษุทัง้ หลาย บคุ คลผปู ระกอบดว ยธรรม ๔ ประการ ยอมไดขนึ้ สวรรค เหมือนมีคนอมุ ไปวางไว ธรรม ๔ ประการคอื ๑. เปน ผูท ำเอง พูดเอง คิดเอง ๒. เปนผูชกั ชวนผอู ่นื ใหท ำ ใหพดู ใหค ดิ ๓. เปนผูยนิ ดกี บั บคุ คลผูทำ ผพู ูด ผูคดิ ๔. เปน ผสู รรเสริญ การงดเวน และผงู ด เวนจากปาณาติบาต อทนิ นาทาน กาเมสมุ ิจฉาจาร มุสาวาท ปสณุ วาจา ผรุสวาจา สมั ผปั ปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ดกู อ นภิกษุทงั้ หลาย บุคคลผปู ระกอบดว ยธรรม ๔ ประการนแี้ ล ยอมได ขึน้ สวรรค เหมือนมคี นมาอมุ ไปวางไว คนดยี ิ่งกวาคนดี อนง่ึ บุคคลผูทำ ผูพูด ผูคิด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเปนกุศล ๑๐ ประการนี้ แตล ำพังตนเอง องคส มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ตรัสสอนวา เปน คนดี (ธรรมดา) สว นบคุ คลใด ตนเองก็ ประพฤตกิ ุศลกรรม ๑๐ ประการนี้ และยังชกั ชวน ยนิ ดี หรือพูดสรรเสริญบคุ คลอนื่ ในการประพฤติกุศล กรรม ๑๐ ประการน้ดี ว ย บุคคลนน้ั จดั วาเปน คนดียิ่งกวาคนดี ตามพระพุทธพจนท ีต่ รสั ไวใ นทสกรรมสตู ร วา ดกู อ นภิกษุท้ังหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนผูงดเวนจากปาณาติบาต อทนิ นาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มสุ าวาท ปส ุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภชิ ฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ดูกอน ภิกษทุ ง้ั หลาย บุคคลนีเ้ ราเรยี กวา เปนคนดี ดูกอนภิกษุท้งั หลาย สวนบคุ คลบางคนในโลกน้ี ตนเองงดเวน จากปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน กาเมสมุ จิ ฉาจาร มุสาวาท ปส ุณวาจา ผรุสวาจา สมั ผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มจิ ฉาทิฏฐิ แลวยัง ชักชวนบคุ คลอืน่ ใหง ดเวนจากอกศุ ลกรรมเหลานั้น ยนิ ดีกบั บุคคลผูงดเวน จากอกุศลกรรมเหลานัน้ หรือ พูดสรรเสริญบคุ คลผงู ดเวนจากอกุศลกรรมเหลานัน้ อกี ดวย ดกู อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลน้ีเราเรยี กวา เปนคนดยี ิ่งกวาคนดี -------------------------------------- พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 122