Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Published by suttasilo, 2021-06-26 02:34:50

Description: หนังสือเรียน,ธรรมศึกษาเอก,ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Keywords: หนังสือเรียน,พระธีรวัฒน์,ธรรมศึกษาเอก

Search

Read the Text Version

50 ทรงประกาศมรรคาท้งั ทีเ่ ปน โลกยิ ะและโลกตุ ระ อนั เปนหนทางแหงความสขุ ในสุคติภพ และสขุ คือพระนิพพานใหเปนวิสยั แหง ปญ ญาญาณของเวไนยสตั ว เกิดมีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อบุ าสกิ า ประกาศพระพุทธศาสนาแพรห ลายไปในโลกแลว ไดเสดจ็ ดับขันธปรินพิ พาน เปรยี บเหมือนดวง ประทีปทชี่ ัชวาลเตม็ ท่ีแลวมอดดบั ไป คงเหลอื แตพระธรรมวินยั คอื พระพุทธศาสนาไวใ นโลก แมก าลเวลาท่ีพระองคทรงประสตู ิ ตรสั รู ประกาศพระพุทธศาสนา และเสดจ็ ดับขันธปริ นพิ พานจะผา นมานานแลว ก็ตาม แตเมือ่ พุทธมามกบริษทั ผูศรัทธาเล่ือมใส ต้ังใจศึกษาพระประวตั ขิ อง พระองคกจ็ ะทำใหเกิดความรูสกึ วา เวลานั้นไมไ ดผา นไปไกลเลย ยังเหมือนกับพระองคย งั ทรงพระชนมอ ยู ความเลอ่ื มใสท่มี คี ุณของพระสัมมาสัมพทุ ธเจา เปนอารมณเชนนีย้ อ มเปน ไปเพอ่ื อิฏฐวบิ ลุ ผลทางสุคติสวรรค และพระนพิ พานอนั เปนวบิ ากสมบตั ิทมี่ นุษยท ุกรปู ทกุ นามตา งปรารถนา ความเกิดของพระพุทธเจา ทัง้ หลายมไี ดยาก พระพุทธภาษิตในมหาปทานสูตร ทฆี นิกาย มหาวรรควา ๙๑ กัป มี พระอรหันตสัมมาสมั พุทธเจา เสด็จอุบตั ิ ๗ พระองค คอื ๑. พระวปิ สสพี ุทธเจา ๒. พระสิขพี ุทธเจา ๓. พระเวสสภูพทุ ธ เจา ๔. พระกกุสันธพุทธเจา ๕. พระโกนาคมนพทุ ธเจา ๖. พระกัสสปพุทธเจา ๗. พระโคตมพุทธเจา การเกดิ ของพระพุทธเจามี ๒ สมัย คอื เกิดโดยรปู กาย ๑ เกิดโดยธรรม ๑ การเกดิ โดยรปู กายมี ๒ สมยั คือ การเสดจ็ ลงสพู ระครรภม ารดา เรยี ก โอกกนั ตสิ มัย ๑ การประสตู ิจากพระครรภ เรียก นกิ ขมนสมัย ๑ การเกิดโดยธรรม ไดแ ก การตรสั รอู นุตรสัมมาสมั โพธญิ าณ ณ โคนตน พระศรมี หาโพธิ์ พระพทุ ธเจาทงั้ หลายเสดจ็ อุบัติในโลก เพราะทรงบรบิ รู ณดวยเหตุสมั ปทา ไดแก ทรงบำเพญ็ พทุ ธการกบารมีธรรมมาครบถวนแลว กอนพระพทุ ธเจาของเราทั้งหลายจะเสด็จอบุ ตั ปิ ระมาณ ๑,๐๐๐ ป พวกฤษีไดแตง ตำรามหาปุ ริสลักษณะเอาไว มหาปรุ สิ ลักษณะ ๓๒ ประการ ๑. มีฝาเทาไมแ หวงเวา ๒. ฝาเทา มีลายกงจักร ๓. มสี นเทา ยาว ๔. มีนว้ิ มอื นวิ้ เทา ยาว ๕. มฝี ามอื ฝา เทา ออ นนมุ ๖. ฝามือ ฝาเทา มีลายตาขาย ๗. ขอเทา ลอยอยูเบื้องบน (ไมตดิ กับหลังเทา) ๘. มแี ขงเรยี วเหมือนของเนอ้ื ทราย ๙. ยืนตามปกติ (ไมตองกม ) มือท้งั สองจบั ถึงหวั เขา ๑๐. มอี วัยวะเพศซอ นอยใู นฝก ๑๑. มีผวิ ดั่งทองคำ ๑๒. มีผิวละเอียด ฝนุ ละอองไมต ดิ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 50

51 ๑๓. มีขนขุมละเสน ๑๔. มีปลายขนข้นึ เบ้ืองบน ๑๕. มีลำตัวตรงดุจพระพรหม ๑๖. มีเนื้อเตม็ ในท่ี ๗ สถาน คือ หลงั มือท้ัง ๒ หลังเทา ทั้ง ๒ จะงอยบาทง้ั ๒ และลำคอ ๑๗. มีลำตวั เบ้อื งหนาเหมือนของราชสหี  ๑๘. มแี ผนหลงั เต็ม (มองไมเ หน็ สะบกั ทัง้ สอง) ๑๙. รางกายกบั วา (แขนทงั้ สองกางออก) เทา กัน ๒๐. ลำคอกลม ๒๑. เสนเอน็ สำหรบั รบั รส ๗๐๐ รวมอยูท ีค่ อ ๒๒. มีคางเหมอื นราชสหี  ๒๓. มีฟน ๔๐ ซ่ี ๒๔. มีฟน เรยี บเสมอกัน ๒๕. มีฟนไมห า ง ชิดสนทิ กัน ๒๖. มีเข้ียวอันขาวงาม ๒๗. มีลิน้ ออนและกวา งใหญ (ปด หนา ผากได ทำใหเล็กสอดเขาไปในชอ งจมกู และชอ งหไู ด) ๒๘. มีเสยี งดังพรหม ๒๙. มีตาดำดำสนทิ ๓๐. มดี วงตาเหมือนตาของโค ๓๑. มอี ณุ าโลมสขี าวเกดิ ระหวางคิว้ ทัง้ สอง ๓๒. มีศรี ษะเปน ปริมณฑลเรยี บรอ ย ผูม ีมหาปรุ ิสลกั ษณะ ๓๒ ประการ ครบสมบูรณมีคติ เปน ๒ คอื ถาอยคู รองฆราวาสจะได เปนพระเจาจักรพรรด์ิ ถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกในโลก พระเจา จกั รพรรดิม์ ขี องคบู ญุ เรยี กวา รตั นะ ๗ ประการ คอื ชางแกว ๑ มาแกว ๑ ดวงแกว มณี ๑ นางแกว ๑ คฤหบดแี กว ๑ ปริณายกแกว ๑ จักรแกว ๑ พระโพธสิ ัตวข องเราทง้ั หลายกอ นจะถอื ปฏสิ นธิในพระครรภพ ระมารดา เกิดเปนเทวบุตรอยูใน สวรรคช ้ันดุสติ เมือ่ พระโพธสิ ัตวถอื ปฏิสนธใิ นพระครรภแลว พระมารดาทรงมศี ีล ๕ บริสุทธ์ิ ไมม จี ติ ปฏิพัทธ เรือ่ งกามารมณ และบุรษุ ใด ๆ ลว งละเมิดไมไ ด พระโพธิสัตวอยใู นพระครรภพ ระมารดา ๑๐ เดอื น เวลาพระโพธิสัตวประสตู ิจากพระครรภพ ระมารดาประทบั ยืน ไมใชน อนคลอดเหมือนสตรที ัว่ ไป เมื่อคนทำความสะอาดรางกายแลว ปลอ ยมอื (เพ่อื ใหเด็กนอน) พระโพธิสตั วย นื ดว ยพระบาท ผนิ พระพกั ตรไ ปทางทิศอดุ ร (เหนอื ) ดำเนนิ ๗ กา ว (พระอรรถกถาจารยอ ธิบายวา หมายถึง โพชฌงค ๗ จะเกดิ ขึน้ ในโลก) พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 51

52 ทรงหยุดทอดพระเนตรทิศท้ังปวงแลวเปลงพระวาจาวา เราเปนผูเลิศแหงโลก เราเปนผูใหญ แหง โลก เราเปนผปู ระเสริฐแหง โลก ชาตนิ ี้เปนชาตสิ ดุ ทาย ชาติใหมไมมี พระโพธสิ ัตวท รงมีรปู กายสมบูรณดวยมหาปรุ ิสลักษณะ ๓๒ ประการ พราหมณาจารย ท้ังหลายจึงทำนายวามีคติเปน ๒ ดงั กลาวแลว แตบ างทานก็ทำนายวา จะตองออกบวชเปน ศาสดาเอก แนนอน เม่อื พระโพธสิ ัตวป ระสูติได ๗ วัน พระมารดาสน้ิ พระชนม ขอ น้ีเปนธรรมดาอีกเชนกนั เพราะ พระครรภน้นั ไมส มควรจะเปนที่ปฏิสนธิของสตั วอ ื่นอกี ตอไป ผลจากการทำนายของพราหมณาจารยท ำใหพระโพธสิ ัตวไ ดร บั การเคารพนับถือ และอภิบาล รกั ษาเปนอยา งดจี ากพระประยูรญาติ เมือ่ มพี ระชนม ๗ พรรษา เม่อื พระบดิ าทรงทำวัปปมงคล พระพี่เลยี้ งใหพระโพธิสัตวประทับ ใตตน หวา ใหญ ทรงนงั่ สมาธกิ ำหนดลมหายใจเขา ออกไดป ฐมฌาน จติ ทป่ี ระกอบดวยองค ๕ คือ วิตก วจิ าร ปติ สขุ เอกัคคตา พระโพธสิ ัตวทรงไดร ับการอภบิ าลรกั ษาเปนอยา งดีจากพระประยรู ญาติ ประทับอยแู ตใ น ปราสาทอันเหมาะแกฤ ดูทงั้ ๓ พรอมไปดวยกามคุณทน่ี าปรารถนานาบันเทิงใจ เปนนิตยกาล ตลอดเวลา ๒๙ ป การไดเ สวยกามสขุ ของพระโพธสิ ตั ว ทำใหเกิดประโยชนแ กพระองคในภายหลัง เมอื่ พระองค ตรัสรแู ลว แสดงธรรมแกผ อู นื่ จะไดท รงชีใ้ หเ หน็ โทษของกามท้งั หลายวา มีโทษอยางนัน้ ๆ และทรงเปน ตวั อยางใหโ ลกิยมหาชนเชื่อวา กามท้ังหลายถึงแมจะเปนสง่ิ ทีป่ รารถนา นา ใคร สำหรับโลกยิ ชนก็จริง แต อาศยั การทำในใจโดยอุบายอันชอบก็สามารถละได จนถงึ ออกบรรพชาแลวไดบ รรลุมรรคผลนพิ พาน อัน เปนนิรามิสสุข อภสิ มั โพธกิ ถา กณั ฑที่ ๒ เมอื่ พระโพธิสัตวทรงเจริญวัยได ๒๙ พรรษา ทรงรสู ึกสลดพระทัยดวยคดิ ถงึ ชรา พยาธิ และมรณะ อนั มปี ระจำแกส รรพสัตว และพระองคจ ะตอ งไดร บั อยา งแนน อน การคดิ ถงึ ชรา พยาธิ และมรณะ เปน เหตุใหทำลายความเมา ๓ อยา ง คอื ความเมาในวยั หลงคดิ วาตนยังหนุมยังสาว ความเมาในความไมมีโรค หลงคิดวาตนยังมีสขุ ภาพรางกายแขง็ แรง และความ เมาในชีวิต ความลมื คิดถึงความตาย ความเมาทงั้ ๓ อยา งนี้ เปนสาเหตสุ ำคัญอยางหนึง่ ที่ทำใหค นประพฤตทิ ุจรติ หรืออยา งนอย ที่สดุ ก็เปน เหตใุ หล ืมทำความดี การบรรพชาเปน วธิ ีท่ีดีอยางหน่ึง สามารถทำลายความท้งั ๓ นนั้ ได หรือทำใหบรรเทาเบาบาง ลง เมื่อถึงเวลาแก เจ็บ หรือตาย กจ็ ะไมมีความเศรา โศกเสียใจ เหมือนคนทั่วไป ที่เรยี กวา หลงตาย เพราะทรงเห็นประโยชนแหงการบรรพชาอยางน้ีจงึ เกดิ กุศลฉันทะนอ มใจไปในบรรพชา ในท่สี ดุ ไดเสด็จออกบรรพชา ทัง้ ท่ยี ังทรงพระเยาวดรุณกมุ าร มพี ระเกศายังดำสนิท พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 52

53 เม่อื เสดจ็ ออกบรรพชา ถือเพศเปนนักพรตแลว ไดเ สดจ็ สัญจรจาริกเท่ียวเสาะหาสันตวิ รบท คือ ทางเครือ่ งบรรลุถงึ ธรรมอนั ระงับดับกิเลส สมยั น้ัน แควนสักกะมคี ณาจารยใ หญ ๒ ทา น คอื อาฬารดาบส กาลามาโคตร ๑ อทุ ก ดาบส รามบุตร ๑ ประชุมชนเคารพนับถือโดยคุณธรรม พระโพธสิ ัตวเสด็จเขาไปยงั สำนักของอาฬารดาบส ทรงศกึ ษาลัทธสิ มยั ไดส มาบตั ิ ๗ คอื รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ เวนเนวสญั ญานาสัญญายตนะ ตอจากน้ันเสดจ็ เขาไปยังสำนักของอทุ กดาบส ทรงศึกษาลัทธสิ มยั ไดส มาบตั ิ ๘ คือ รปู ฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔ ทรงเหน็ วา ลทั ธิสมยั ของอาจารยท้งั สองเปนเพียงสันตวิ ิหาร คือ อบุ ายเครือ่ งอยเู ปน สขุ ทางใจ เทา น้นั กอ ใหเกดิ ปปญจธรรม คอื ธรรมเปน เหตุเนน่ิ ชา กบั การเวียนวา ยในวฏั ทุกข ไดแ ก ตณั หา มานะ และทิฏฐิ จากนนั้ ทรงเสาะหาอนุตรสันติวรบททางเคร่ืองพน จากกิเลสอยางยอดเยี่ยมตอ ไป ไดเ สดจ็ เขาสู แควนมคธ จนลุถึงอุรุเวลาเสนานิคม อันนารนื่ รมยสำราญจติ สมควรจะเปนสถานท่ีบำเพญ็ สัมมัปปธาน วริ ิยะ จึงประทบั อยู ณ ทน่ี น้ั ณ สถานท่นี ั้น อปุ มา ๓ ขอ อนั เปน อนวศั วรยิ ะ (ไมเ คยสดับมากอน) ไดมาแจมแจงเปนวิสย ญาณโคจร (อารมณแหงญาณวสิ ยั ) แกพ ระโพธสิ ัตวว า ๑. ไมส ดท่ีชมุ ดวยยาง ทง้ั แชอยใู นนำ้ จะพยายามอยา งไรกส็ ีใหเกิดไฟไมได ๒. ไมสดที่ชุมดว ยยาง แมจ ะวางไวบนบก ก็สีใหเ กดิ ไฟไมไ ดเ ชนเดียวกัน ๓. ไมแหง ท่ีปราศจากยาง และวางไวบนบก หากพยายามเตม็ ท่ีและถกู วิธี กย็ อมสใี หเกิดไฟ ได อปุ มาขอที่ ๑ เปรียบไดก ับสมณพราหมณผูบรโิ ภคกามคุณ ท้ังใจก็ยังยินดีในกามคุณนั้นอยู อปุ มาขอ ท่ี ๒ เปรยี บไดก ับสมณพราหมณผูออกบำเพ็ญพรต แตใจยังรกั ใครป รารถนาจะได กามคุณอยู อุปมาขอท่ี ๓ เปรยี บไดก ับสมณพราหมณผอู อกบำเพญ็ พรต ดว ยใจทเี่ บอ่ื หนา ยในกาม ถา หากพากเพยี รอยางถูกวธิ ี กส็ ามารถบรรลธุ รรมพิเศษได ทรงบำเพ็ญทกุ รกิรยิ า พระมหาบุรษุ ทรงกลวั อกุศลธรรมมกี ามวติ กเปนตนจะครอบงำจิต จึงทรงต้ังความเพียรอยางแรง กลา ๓ วาระ ดังนี้ วาระท่ี ๑ ทรงกดพระทนตด ว ยพระทนต กดพระตาลุ (เพดาน) ดวยพระชวิ หา แมเ กิด ทกุ ขเวทนาหลายอยา งก็ยงั มพี ระสตติ ้ังม่ันไมฟ นเฟอน มคี วามเพยี รไมย อหยอน วาระที่ ๒ ทรงประพฤตอิ ปาณกฌาน การเพง ไมมลี มปราณ คือ ทรงกลั้นลมหายใจไมให เดินทางชองพระนาสกิ และพระโอษฐ วาระที่ ๓ ทรงเสวยอาหารลดลงทีละนอย จนเหลอื มาเสวยครง้ั ละเทา เยือ่ ในเมลด็ บัว ทำให พระสรรี กายซบู ผอม พระมังสะหายแฟบ จนพระตจะแนบกบั พระอัฐิ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 53

54 ประโยชนจากการบำเพ็ญทุกรกริ ยิ า พระมหาบรุ ุษแมจะเปน ผูสมบูรณดว ยเหตสุ ัมปทาทที่ รงบำเพ็ญมาหลายอสงไขยกัป แตตอ งมา ประพฤติทกุ รกริ ิยาเชนน้ี ทั้งที่ไมใชเปนหนทางแหง การตรัสรู ก็มใิ ชวา จะไรป ระโยชนเ สียทีเดียว การ ประพฤติเชน นี้จะเกิดประโยชนแ กพ ระองคภายหลงั จากตรัสรูแ ลว คนบางพวกท่ศี รัทธาเช่อื ถืออตั ตกลิ มถานุ โยคปฏิปทาวาเปน หนทางตรัสรูและพน ทกุ ข จะไดคลายความสำคญั ผิดมจิ ฉาปฏิบัติยอมรับฟงธรรมคำ สอนของพระองค แลวนำตนไปสูความสวัสดีได ทรงเลิกทกุ รกริ ิยา พระมหาสัตวทรงปรารภถึงทุกขเวทนาอนั เกิดจากการบำเพ็ญเพยี รของพระองคว า สมณ พราหมณท ้งั ในอดตี อนาคต และปจ จุบนั ทีไ่ ดรับทุกขเวทนาอนั เกดิ จากการบำเพ็ญเพียรอยางมากทสี่ ุดก็ เทากบั ท่เี ราไดร บั นเ้ี ทานน้ั จะไมม ีใครไดร บั มากไปกวา นี้ แตวิธนี ก้ี ไ็ มใชท างตรัสรูเลย หรือจะมีหนทางอ่นื จากการประพฤติทกุ รกิรยิ านี้บาง ครงั้ นน้ั สตานุสารวี ญิ ญาณ คือ ความรแู จงไปตามสตทิ ่ีระลกึ ถงึ สมาธิซงึ่ เคยไดที่โคนตนหวา ใน สมัยทรงพระเยาว คราวทพี่ ระราชบดิ าทรงทำวปั ปมงคล วา สมาธิน้ันนาจะเปน ทางตรัสรู พระมหาบรุ ษุ จึงทรงเลิกประพฤติทุกรกริ ยิ าเสยี แลวทรงเสวยพระกระยาหารตามปกติ เพ่อื ให รา งกายมีกำลัง จะไดบ ำเพ็ญเพียรทางจติ ตอไป ครง้ั นนั้ เบญจวัคคยี  คือ นักบวช ๕ รูป ทต่ี ามเสด็จออกบวชคอยเฝา ปรนนิบตั ิเพ่ือหวังคำส่งั สอนหลังจากทท่ี รงตรัสรแู ลว ไดเ ห็นพระมหาสตั วเสวยพระกระยาหาร จึงเกดิ อาการเบ่ือหนาย วา คงจะ ไมไ ดตรสั รจู งึ หนีไปอยทู ีป่ า อสิ ิปตนมฤคทายวัน การทพ่ี วกเบญจวัคคยี ห นไี ปเชน นน้ั กอ ใหเกิดผลดแี กพ ระมหาสัตว ภายหลังจากตรัสรูแ ลววา การประพฤติทุกรกิริยาไมใ ชหนทางตรัสรู โดยมีเบญจวัคคียเ ปน ประจักษพ ยาน ตรสั รู เมือ่ พระมหาสัตวเ สวยพระกระยาหารตามปกติ พระกายมีกำลังแลว จึงทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต เจรญิ ฌานจนไดบ รรลุจตตุ ถฌาน ทรงทำใหชำนาญเปนวสีพรอมท่ีจะเปนบาทใหเ กิดอภิญญา แตนน้ั ทรง ปลอ ยเวลาใหผา นไประยะหน่งึ ครั้นถงึ วนั วสิ าขปุรณมี เพญ็ กลางเดอื น ๖ เวลาพลบค่ำ ขณะน่ังคูบัลลังกบนภมู ิภาคท่ีลาดดว ย หญา ภายใตมหาโพธ์ิพฤกษ รมิ ฝงแมน้ำเนรัญชรา ผนิ พระพักตรไปทางทศิ บูรพา ณ สถานท่นี ้นั พระมหาสตั วทรงอธิษฐานจาตรุ งคมหาปธาน แปลวาความเพียรมีองค ๔ คอื เนื้อและเลือดในกายนีจ้ งเหือดแหง ไป ๑ หนัง ๑ เอ็น ๑ กระดูก ๑ จงเหลืออยู ถายังไมไ ดบ รรลุผลท่ี จะพึงบรรลุไดดวยเรีย่ วแรงของลกู ผูช าย เราจะไมลกุ ไปจากบลั ลงั กน้ี พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 54

55 จตุตถฌานเปนบาทแหงอภญิ ญา พระมหาสัตวท ำจติ ใหตัง้ มัน่ ในจตตุ ถฌาน ควรแกก ารงานแลว อันดบั แรกทรงนอ มไปเพอ่ื ปุพเพ นวิ าสานสุ ตญิ าณ กส็ ามารถระลกึ ถึงขันธ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่เี คยทรงอาศัยในกาล กอ นได ทรงบรรลญุ าณนใ้ี นปฐมยาม ตอ จากน้นั ทรงพระประสงคจะทราบจุติ และอบุ ตั ิแหงสัตวท ้ังหลาย จงึ นอมไปเพ่ือ จุตูปปาตญาณกท็ รงไดบ รรลุในมัชฌิมยาม ทำใหท รงทราบจุติ และอบุ ัตแิ หง สตั วท้งั หลาย ญาณนมี้ ชี ่อื เรียก อีกอยา งหนึ่งวา ทพิ พจกั ขญุ าณ จตุตถฌาน (อภญิ ญา) เปนบาทแหงวปิ สสนา เมื่อพระมหาสตั วม จี ิตต้ังม่นั ดวยจตตุ ถฌาน เปน เหตุใหเกดิ อภิญญาญาณทั้ง ๒ ประการ ดงั กลาวแลว จึงนอมจิตไปสวู ิปส สนา โดยพิจารณาปฏิจจสมปุ บาทวา ชรา ความแก พยาธิ ความเจ็บ มรณะ ความตาย โสกะ เศราใจ ปรเิ ทวะ ความครำ่ ครวญ ทกุ ข ไมส บายกายไมสบายใจ โทมนสั เสยี ใจอกเสียใจ อปุ ายาส ตรอมใจ มาจากไหน ทรงพจิ ารณาดว ยวปิ ส สนาปญ ญาวา มาจากชาติ ชาตมิ าจากไหน มาจากภพ คอื กัมมภพ ไดแ ก การสรางกรรม ภพมาจากไหน มาจากอุปาทาน (ความยดึ ถอื ดว ยอำนาจ ตณั หา และมิจฉาทิฏฐ)ิ อปุ าทานมาจากไหน มาจากตัณหา (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตณั หา) ตัณหามาจากไหน มาจากเวทนา (สขุ ทุกข อเุ บกขา) เวทนามาจากไหน มาจากผสั สะ (จักขสุ ัมผสั ฯลฯ มโนสัมผัส) ผสั สะมาจากไหน มาจากอายตนะ (บอเกิดอารมณ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ) อายตนะ มาจากไหน มาจากนามรูป (เวทนา สัญญา สงั ขาร ภูตรูป ๔ วัตถรุ ูป ๖ ชวี ิตรปู ๑) นามรูปมาจากไหน มาจากวญิ ญาณ (วปิ ากวิญญาณ และอวิปากวิญญาณ) วญิ ญาณมาจากไหน มาจากสงั ขาร (กศุ ลกรรม อกศุ ลกรรม) สงั ขารมาจากไหน มาจากอวชิ ชา (ความไมร อู รยิ สจั ๔) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 55

56 เพราะฉะนน้ั เมอ่ื จะดบั กองทุกขท ัง้ ปวงใหหมดสิ้น กต็ อ งสรางวชิ ชา คือ ความรอู รยิ สจั ๔ ใหเกดิ ขน้ึ เพราะเมือ่ วิชชาเกิดข้นึ แลว กองทุกขท ้ังปวงยอ มดบั ไปโดยสิน้ เชงิ เมือ่ วชิ ชาเกดิ ขึน้ แกพ ระมหาสตั วอ ยางนี้ อวชิ ชาก็ถกู ทำลาย จิตของพระองคก ห็ ลุดพนจากอา สวะท้ังปวง พระองคจ งึ ไดบ รรลญุ าณท่ี ๓ ชอื่ อาสวกั ขยญาณ ญาณท่ที ำความสิ้นอาสวะ ในปจ ฉมิ ยาม แหงราตรีนั้น อรหตั มรรคญาณเปนท่ีมาแหงญาณทงั้ ปวง เมื่อพระมหาบรุ ุษตรัสรูอนตุ รสมั มาสัมโพธญิ าณแลว พระคุณทั้งหลายแหงพระผมู พี ระภาคเจาไม มที ส่ี น้ิ สดุ พระองคทรงบรรลพุ ระญาณมสี ัพพญั ตุ ญาณเปนตน หาประมาณมไิ ด ดวยอำนาจอรหัตมรรค ญาณนนั่ เอง ประหน่งึ พระราชอำนาจท้ังปวงสำเรจ็ แกพ ระมหากษัตรยิ าธิราชเจา พรอมกับการไดร ับมุรธา ภิเษกเปนกษัตริย ธมั มเทสนาธฏิ ฐานกถา กณั ฑท ี่ ๓ เมอ่ื พระตถาคตเจาไดต รสั รูแลวไดป ระทบั นง่ั เสวยวมิ ตุ ตสิ ุข ณ ควงไมอ ัสสัตถพฤกษ ๗ วัน ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนโุ ลมและปฏิโลมแลวทรงเปลง อุทานวา เมอื่ ใดธรรมทงั้ หลายคอื โพธปิ ก ขยิ ธรรมหรืออรยิ สจั ๔ มาปรากฏชดั แกพราหมณผูเ พียรเพง อยู ดว ยฌาน ๒ อยาง คือ อารมั มณปุ นิชฌาน (สมาบตั ิ ๘) และลกั ขณุปนชิ ฌาน (วปิ สสนาญาณ) เม่อื นนั้ ความสงสัยของพราหมณน้ันยอมส้ินไป เพราะเขาไดท ราบชัดธรรมคอื กองทุกขม สี ังขาร เปนตน พรอ มทั้ง เหตมุ ีอวิชชา เปน ตน ครั้นมัชฌมิ ยามทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาทอยา งเดยี วกันนั้น แลว ทรงเปลงอุทานวา เมอ่ื ใด ธรรมทัง้ หลายปรากฏชัดแกพ ราหมณผ ูเพยี รเพงอยู เมอื่ นน้ั ความสงสัยของพราหมณนั้นยอ มสนิ้ ไป เพราะ เขาไดร ูแจงความสิน้ ไปแหง ปจจยั ทั้งหลาย ครั้นปจ ฉมิ ยาม ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาทอยา งเดยี วกันนนั้ แลวทรงเปลง อทุ านวา เม่อื ใด ธรรมทัง้ หลายปรากฏแกพราหมณผ ูเพยี รเพงอยู พราหมณน้ันยอ มกำจดั มารพรอมทงั้ เสนาเสียได สถิตยอ ยู ในโลกดว ยปรีชาอนั ชัชวาล เหมือนพระอาทิตยทำทอ งฟาใหสวางไสว ฉะน้นั จากตน อสั สตั ถพฤกษไดเสดจ็ ไปประทบั โคนตน อชปาลนโิ ครธ ๗ วัน ณ ท่ีน้ันทรงปรารภ พราหมณผมู กั ตวาดคนอ่นื วา หึ หึ แลว ทรงเปลงอทุ านวา ผูใดมีบาปธรรมอนั ลอยเสียแลว ไมต วาดใครดว ย คำหยาบ ไมม ีกเิ ลสยอ มใจ สำรวมตน ถึงทีส่ ุดแหงเวท (ปุพเพนวิ าสานสุ ติญาณ จุตูปปาตญาณ อาส วกั ขยญาณ) ผนู ั้นจึงควรกลา ววาตนเปนพราหมณโดยธรรม จากโคนตนอชปาลนิโครธ ไดเสด็จไปยังตน มจุ จลนิ ท ประทับนั่งเสวยวิมตุ ตสิ ขุ ๗ วัน ทรง เปลง อทุ านวา ความสงัดเปนเหตุนำมาซ่งึ ความสขุ สำหรบั บคุ คลผูสันโดษ ผูไดสดบั และเหน็ ธรรม ความ ไมเ บยี ดเบียน คือ ความสำรวมระวังในสัตวท ั้งหลาย เปนความสขุ ในโลก ความสน้ิ ราคะ คอื ความกาว ลวงกามทง้ั หลาย เปนความสุขในโลก การกำจดั อชั มิมานะเสยี ไดเปนความสุขอยา งย่งิ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 56

57 จากตน มุจจลินทไดเ สดจ็ ไปยงั ตน ราชายตนะ (ไมเกต) ประทบั น่งั เสวยวมิ ตุ ตสิ ุข ๗ วัน ณ ท่ี นน้ั พาณิช ๒ คนพนี่ อ งชือ่ ตปสุ สะ ๑ ภัลลกิ ะ ๑ เดินทางไปจากอกุ กลชนบท ไดนำสัตตผุ ง สัตตุ กอน เขาไปถวาย แตเ ปน ธรรมเนยี มวาพระพุทธเจาไมท รงรับอาหารบณิ ฑบาตดวยพระหตั ถ และบาตร ของพระองคก ไ็ มมี ทาวจาตมุ มหาราชจึงนำบาตรศิลามาถวาย ทรงรบั สัตตผุ ง สตั ตุกอน ของพาณิชทงั้ ๒ ดว ยบาตรนน้ั เสรจ็ แลวทง้ั ๒ ไดแสดงตนเปนอบุ าสก ถงึ รัตนะ ๒ คอื พระพทุ ธเจาและพระธรรมวา เปน สรณะ เปน อุบาสกคนแรกในพระพทุ ธศาสนา เรยี กวา เทวฺ วาจกิ อุบาสก จากตนราชยตนะนน้ั ไดเสด็จกลับไปยังตน อชปาลนโิ ครธอีก ณ ทน่ี ้นั ทรงดำริถงึ ธรรมที่ทรง ตรสั รวู า เปนของลึกซง้ึ ยากทผ่ี ยู ินดีในกามคณุ จะรูต ามได แตใ นทสี่ ดุ ทรงเห็นดว ยพุทธจกั ษุ คอื อินทรยิ ปโรปริยตั ตญาณ ปรชี าหยั่งรอู นิ ทรยี  (สทั ธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญญา) แหง สตั วท ้ังหลายและ อาสยานุสยญาน ปรีชาหยัง่ รูอัธยาศยั และอนุสัยของสัตวทั้งหลายวา คนในโลกมี ๔ จำพวก คือ ๑. อุคฆติตญั ู ผูร ูผูเ ขา ใจไดเรว็ เปรยี บเหมือนดอกบัวที่โผลพ น นำ้ พอไดส มั ผัสแสงพระอาทิตยก ็จะบานได ทันที ๒. วิปจิตญั ู บุคคลผทู ่ีตองอธบิ ายเล็กนอยจึงเขาใจ เปรียบเหมอื นดอกบวั ท่ตี ั้งอยูเสมอนำ้ คอย เวลาพนจากน้ำนดิ หนอยจงึ จะบาน ๓. เนยยะ บุคคลผตู อ งอาศยั กลั ยาณมติ รและการสดบั ตรับฟง พากเพียรพยายามฝก ฝน จงึ เขาใจเปรียบเหมอื นดอกบวั ทีย่ งั อยภู ายใตน ้ำ ที่ตอ งคอยดแู ลรกั ษาแลว สามารถ บานในวนั ตอไป ๔. ปทปรมะ บคุ คลผูยากท่จี ะใหเ ขาใจ เพราะประกอบดวยอนั ตรายิกธรรม คือ วบิ าก กรรม และกเิ ลส เปรียบเหมอื นดอกบัว (๓ ชนิดนน้ั ) แตไ ดร บั อันตรายจากเตาและปลา เปนตน เสียกอ น จงึ ไมม ีโอกาสบาน เมื่อทรงเหน็ วา บุคคลผูทีจ่ ะตรสั รูธรรมมมี ากกวา จึงตดั สินพระทยั แสดง พระธรรมเทศนา โปรดเวไนยสัตว เรียกวา ทรงทำธรรมเทศนาธษิ ฐาน เม่ือทรงทำธรรมเทศนาธิษฐานแลวทรงตั้งพระทยั วา บริษทั ๔ คอื ภิกษุ ภกิ ษุณี อุบาสก และอุบาสกิ า ยงั ไมม คี รบถว น และพรหมจรรยค อื พระธรรมวินยั ยงั ไมก วางขวางเพยี งไร ในระหวางน้ี พระองคจะยงั ไมปรินิพพาน เรียกวา ทรงทำอายสุ ังขาราธิษฐาน พระธรรมจักกัปปวตั นสูตร กณั ฑท ่ี ๔ เม่อื ทรงตดั สนิ พระทัยวาจะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว อันดบั แรกทรงคิดถงึ อาฬารดาบส และ อุทกดาบส แตท ั้ง ๒ ทานเสยี ชวี ติ แลว จึงทรงคิดถึงปญจวัคคีย หลงั จากทีพ่ ระพุทธองคป ระทับอยทู ี่ตำบลอรุ ุเวลาเสนานคิ มตามอภริ มยแ ลว ไดเสด็จไปเมือง พาราณสี ครัน้ ถงึ สถานทรี่ ะหวางแมนำ้ กับมหาโพธิ์ อปุ กาชวี กเหน็ พระองคทรงมีพระฉวผี ุดผอ ง จึงถามวา ใครเปนศาสดาของทาน ไดต รัสตอบวา อาจารยของเราไมม ี เราเปนผตู รัสรชู อบเองแตผเู ดยี ว กำลงั จะไป แควน กาสี เพือ่ ขับเคล่อื นลอ ธรรมใหหมุนไปในโลก เราจะตีกลองอมตเภรีแกเวไนยชนผูถงึ พรอมดวย อปุ นสิ ยั เราเปนอนัตชินะ อุปกาชีวก กลาววา อาวโุ ส น่นั พงึ เปนไดแ ตช ือ่ ส่นั ศรี ษะแลวหลกี ไป พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 57

58 ครนั้ เสดจ็ ไปถึงเมอื งพาราณสี ไดเ สด็จไปหาปญจวคั คีย แตท ง้ั ๕ คน ไมเคารพ พูดกบั พระองคโ ดยใชคำวา อาวุโส พระองคท รงหามและแสดงเหตผุ ลหลายอยา ง จนทั้ง ๕ ยอมฟง ธรรม จึง ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑแ รก มีชอ่ื วา ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ใจความโดยยอ วา ที่สดุ ๒ อยา ง (ทางไมด)ี คือ ๑. กามสุขลั ลกิ านุโยค การหมกติดอยูกบั กามสุข (การละ กเิ ลสดวยวิธีสนองตัณหาของตน) ๒. อัตตกิลมถานโุ ยค การทรมานตนใหไดร ับความลำบาก (การละกเิ ลส ดวยวธิ ีทรมานตน) อันบรรพชิตไมค วรทำ ขอปฏิบตั สิ ายกลาง ๘ อยา ง คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สมั มาสังกัปปะ ความดำรชิ อบ สมั มาวาจา การเจรจาชอบ สมั มากมั มันตะ ทำการงานชอบ สมั มาอาชีวะ การเลีย้ งชีพชอบ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ การระลึกชอบ สมั มาสมาธิ ต้ังใจชอบ ซ่งึ หางไกลจากสวนสุด ๒ อยา งนัน้ อันพระตถาคตตรัสรแู ลว ทำใหเ กดิ ดวงตา ทำใหเกิดญาณ เปนไปเพื่อความรูย ิง่ เพือ่ ความ ตรัสรู เพือ่ ความดบั ทุกข ตอจากนนั้ ทรงแสดงอรยิ สัจ คือ ของจริงอยางประเสริฐ ๔ ประการ ไดแ ก ทุกข สมุทยั นิโรธ มรรค วา ความเกดิ ความแก ความตาย ความเสยี ใจ ความคร่ำครวญ ความเจ็บกาย ความเจบ็ ใจ ความตรอมใจ ความตองอยูรว มกับคนหรอื ส่ิงอนั ไมเปนท่ีรัก ความตองพลัดพรากจากคนหรอื ส่ิงอนั เปน ที่รกั ความผดิ หวัง ลวนเปน ความทุกข เม่ือกลา วโดยสรปุ แลว ขันธ ๕ (รางกายและจติ ใจ) ท่ยี ดึ ถือดว ย อปุ าทาน (ตณั หา และทฏิ ฐ)ิ กอ ใหเกดิ ความทุกข ท้ังหมดน้ีคอื ทกุ ขอริยสจั ความจริงอยางประเสรฐิ คอื ทุกข กามตณั หา ความอยากไดกามารมณ ภวตัณหา ความอยากไดรปู ภพ หรอื อยากมี อยากเปน ที่ตนเองไมม ีไมเ ปน วิภวตณั หา ความอยากไดอรูปภพ หรอื ความอยากจะไมมี ไมเปน ในส่ิงทีต่ นมีและ เปน อยูแลว ท้งั ๓ นีค้ อื ทกุ ขสมทุ ัยอรยิ สจั แปลวา ของจริงอยา งประเสริฐ คอื เหตทุ ีใ่ หเ กิดความทุกข ความดับไปอยา งไมมีสวนเหลือแหง ตัณหาท้ัง ๓ นั้น นคี้ ือ ทุกขนิโรธอริยสัจ แปลวา ของจริง อยา งประเสริฐ คอื ความดับทุกข อริยมรรคมอี งค ๘ คอื สมั มาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมนั ตะ สมั มาอาชวี ะ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ น้ีคือทกุ ขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทาอรยิ สัจ แปลวา ของจรงิ อยางประเสริฐ คือ ขอ ปฏิบตั ิท่ใี หดำเนินไปถึงความดบั ทุกข ทรงแสดงตอ ไปวา จักษุ ญาณ ปญ ญา วชิ ชา แสงสวาง ไดเ กิดข้นึ แกพระองคท้ังทีไ่ มเ คยได ยนิ ไดฟ งมากอ นวา ทุกขอรยิ สจั เปนปรญิ เญยยธรรม คอื ธรรมท่ีควรทำความเขา ใจใหช ดั เจน (เพ่อื จะไดแ กไ ขได ถูกตอ ง) พระองคไ ดเขาใจชดั เจนแลว ทุกขสมทุ ัยอรยิ สัจ เปน ปหาตัพพธรรม คือ เปนธรรมที่จะตองละหรอื ทำลายใหไ ด พระองค ทรงละหรือทำลายไดแลว ทกุ ขนิโรธอรยิ สัจ เปนสัจฉิกาตัพพธรรม คือ เปน ธรรมท่ีตองทำใหแ จง หมายถงึ ตอ งเขาใจ และไปใหถึง พระองคไดทรงทำใหแ จง แลว พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 58

59 ทกุ ขนิโรธคามินีปฏิปทาอรยิ สจั เปน ภาเวตัพพธรรม คอื สิง่ ตอ งบำเพญ็ ใหเกิด ใหม ี ใหเ จริญ จนถงึ ที่สดุ พระองคก ็ไดบ ำเพ็ญใหเ จรญิ จนถงึ ทส่ี ุดแลว ทา นโกณฑัญญะไดฟ งปฐมเทศนาดังกลาวมาน้ี ไดดวงตาเห็นธรรมวา สิง่ ใดส่ิงหนงึ่ (สังขาร) มี ความเกิดข้นึ เปนธรรมดา สง่ิ นั้นทง้ั หมดลว นมีความดับเปน ธรรมดา ทานไดบ รรลโุ สดาบัน องคสมเด็จพระ สมั มาสมั พุทธเจาทรงทราบเชน น้นั จงึ ทรงเปลง อุทานวา อญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญโญ อฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ ญโญ แปลวา โกณฑัญญะไดรแู ลวหนอ โกณฑญั ญะไดรแู ลว หนอ คำวา อญั ญา จงึ เปน คำนำหนา ชื่อของทา นตงั้ แตน้ันมา อนตั ตลกั ขณสตู ร กณั ฑค ำรบ ๕ ประทานเอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทาแกพ ระเบญจวคั คีย เม่ือทา นโกณฑญั ญะไดดวงตาเหน็ ธรรม หมดความสงสยั แนใ จ ไมห วน่ั ไหว ไมตองเช่ือใครใน คำสอนของพระศาสดา จึงขอบรรพชาอุปสมบท ทรงอนญุ าตใหเปนภิกษุดวยพระวาจาวา จงเปนภิกษุมา เถดิ ธรรมเรากลา วไวดีแลว จงประพฤตพิ รหมจรรยเพือ่ ทำที่สุดทกุ ขโ ดยชอบเถิด วธิ นี เ้ี รียกวา เอหภิ ิกขุอุปสัมปทา ตอ จากน้ัน ทรงส่งั สอน ๔ รปู ทเ่ี หลอื ดว ยปกณิ กเทศนา ทา นวัปปะ และภทั ทิยะ ไดดวงตาเหน็ ธรรมทูลขอบวชพรอมกนั ตอ จากนัน้ มหานามะ และอัสสชิ ไดด วงตาเห็นธรรมทลู ขอบวช เปนสุดทาย ทรงอนญุ าตใหท งั้ หมดเปนภกิ ษุดวยวิธีเอหิภกิ ขอุ ุปสมั ปทา เมื่อภกิ ษเุ บญจวคั คยี ดำรงอยูในเสขภมู ิ เปนพระโสดาบันอรยิ บุคคลแลว มอี นิ ทรียแ กกลา สมควรเจริญวิปส สนาเพอ่ื อรหตั ผล จงึ ตรัสเรียกมารับพระธรรมเทศนา อนัตตลักขณสตู ร โดยไวยากรณ ภาษิต ใจความโดยยอ วา รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ ๕) เปนอนตั ตา คอื วา งเปลา จากตวั ตน บงั คบั บัญชาไมได เพราะถาเปนอัตตา คือมีตัวตน บงั คบั บัญชาได ก็ตอ งไดต ามความปรารถนา วาจงอยาเจบ็ ไข จงเปนอยางน้ี คือเปนอยางท่เี ราตองการ จงอยาเปน อยางน้นั คือ อยา เปนอะไรท่ีเราไมตอ งการ ทรงแสดงตอ ไปวา รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ ไมเ ที่ยง เปนทกุ ข มีความ แปรปรวนเปน ธรรมดา จึงไมค วรเขา ใจวา นนั่ (ขนั ธ ๕) เปนของเรา นนั่ (ขนั ธ ๕) เปนเรา นัน่ (ขนั ธ ๕) เปน ตัวตนของเรา สดุ ทา ยทรงสอนเบญจวัคคียใ หเห็นดวยปญ ญาอันชอบตามความเปนจริงวา รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ ทัง้ ในอดีต อนาคต ปจ จบุ นั อนั ตา งโดยดีเลวเปนตนทกุ ชนดิ ลว นแตไ มใ ชข องเรา ไม เปนเรา ไมใชต วั ตนของเรา เมื่อเบญจวัคคียเ หน็ ดวยปญญาอันชอบ ตามความเปน จริงอยางนี้ จึงเกิดความเบื่อหนายในรปู เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ครั้นเบอ่ื หนายจึงคลายกำหนัด ไดบ รรลุอรหัตมรรคปราศจากกิเลส เคร่ืองยอ มจติ ทั้งหมด ครั้งน้ัน มีพระอรหนั ตเกิดขึน้ ในโลก ๖ องค คอื พระสัมมาสมั พทุ ธเจา ๑ เบญจวคั คีย ๕ ดวยประการฉะน้ี พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 59

60 จารกิ กณั ฑ กณั ฑค ำรบ ๖ ในเมอื งพาราณสี มบี ตุ รเศรษฐคี นหนึ่งชื่อวา ยศ มีปราสาท ๓ หลงั อยูท า มกลางแหงสตรีผู บำเรอกามคณุ คืนหนง่ึ เขาต่ืนขนึ้ มาในขณะทส่ี ตรีทง้ั หลายนอนหลับดวยอาการตา ง ๆ กัน เหมือนกบั ซากศพท่นี อนตายระเกะระกะ รสู กึ เบือ่ หนาย จึงหนไี ปทางปา อิสิปตนมฤคทายวัน เวลานนั้ เปน เวลาใกลร ุง พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ จงกรมอยูในทแ่ี จง ไดสดบั เสยี งอุทานของยศ กลุ บตุ รวา ท่นี ว่ี ุนวายหนอ ทนี่ ี่ขดั ของหนอ จึงตรสั เรยี กใหเ ขาเขาไปหา แลวทรงแสดงอนุปุพพกี ถา เทศนาท่ีแสดงโดยลำดบั พรรณา ทาน ศีล สวรรค โทษแหง กาม อานิสงสแ หงการออกจากกาม จบ แลว ทรงแสดงสามุกกังสิกเทศนา แปลวา เทศนาทท่ี รงยกขึน้ แสดงเอง ไดแก ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คอื ทุกข สมทุ ัย นิโรธ มรรค ยศกุลบุตรไดบรรลุโสดาปตติผล พระธรรมเทศนาอนุปุพพีกถา และสามุกกงั สกิ เทศนานี้ จะทรงแสดงแกบุคคลผูประกอบดวย องค ๓ คอื ๑. เปนมนษุ ย ๒. เปน คฤหัสถ ๓. มอี ุปนสิ ยั แกก ลา ควรบรรลุโลกุตรคณุ ตอมาทรงแสดงอนปุ ุพพกี ถา และสามกุ กังสกิ เทศนานี้แกเ ศรษฐบี ิดาของเขา ผอู อกมาตามหา บุตรชาย เศรษฐไี ดบ รรลโุ สดาบัน แสดงตนเปนอุบาสกถึงรัตน ๓ เปน สรณะ คนแรกในพระพุทธศาสนา สวนยศกลุ บุตรฟง ธรรมซำ้ อกี ครัง้ หน่งึ ไดบ รรลอุ รหัตผล เศรษฐคี รัน้ ฟงธรรมแลว ไดบอกลกู ชายวา แมคดิ ถึงมากใหก ลบั บา น พระผูมีพระภาคเจาตรัส บอกเขาวา ยศกุลบตุ รบรรลพุ ระอรหตั ผลแลว ไมสามารถจะครองเรอื นได เศรษฐีจึงอนุโมทนา และขอ อาราธนาพระผูม ีพระภาคเจาพรอ มกบั ยศกุลบุตรรบั ถวายภัตตาหารในวนั รงุ ขึน้ แลว กลับสูบ า นของตน หลังจากเศรษฐกี ลับไปแลว ยศกลุ บุตรไดทลู ขอบรรพชาอปุ สมบทกบั พระศาสดา ทรงอนญุ าตให เปน ภกิ ษดุ ว ยพระวาจาวา จงเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากลาวไวดีแลว เธอจงประพฤติพรหมจรรยเถิด คร้ันรุงข้ึนอีกวัน เวลาปุพพัณหสมยั พระผูมพี ระภาคเจามีพระยศเปนปจฉิมสมณะ ไดเสด็จไป ยงั นิเวศนของเศรษฐี มารดา และภรรยาของพระยศมาเฝา จงึ ทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอรยิ สัจโปรด ทง้ั สองไดบรรลุโสดาบนั และแสดงตนเปน อบุ าสกิ าคนแรกในพระพทุ ธศาสนา เสรจ็ ภตั กิจทน่ี ิเวศนของเศรษฐีแลว พระผูมีพระภาคเจาเสด็จกลับไปประทับทป่ี าอิสิ ปตน มฤคทายวนั ครัง้ น้ันสหายพระยศชาวเมอื งพาราณสี ๔ คน ชือ่ วมิ ละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ ได ทราบขาววา สหายออกบวชจงึ มายงั สำนักพระยศ พระยศไดพ าพวกเขาไปเฝา พระผมู พี ระภาคเจา ไดฟงอนุ ปพุ พกี ถา และอริยสจั บรรลโุ สดาปต ตผิ ลแลวทลู ขอบรรพชาอุปสมบท ครน้ั ไดบ รรพชาอุปสมบทแลวไม นานก็ไดบรรลอุ รหตั ผล สหายของพระยศอีก ๕๐ คน เปนลกู เศรษฐชี าวชนบทไดทราบขาววา ยศกลุ บตุ รออกบวช จึงพากันมายงั สำนักของพระยศ ทานไดพ าสหายเหลานั้นไปเฝาพระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอริยสจั ๔ พวกเขาไดท ูลขอบรรพชาอุปสมบท แลวไดบ รรพชาอุปสมบทและบรรลธุ รรมตามนัยหน หลัง ครง้ั นน้ั มีพระอรหนั ตเ กิดขึ้นในโลก ๖๑ องค พระผมู ีพระภาคทรงเจา ทรงสง พระอรหันต ๖๐ องค ไปประกาศศาสนา ดว ยพระดำรัสวา เธอทัง้ หลายจงจาริกไปเพื่อประโยชนและความสุขแกมวลชน เพอื่ อนเุ คราะห เพ่อื สิ่งท่ีตอ งประสงค เพอ่ื เกอื้ กลู เพ่ือความสุขแกเ ทวดาและมนษุ ยทง้ั หลาย พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 60

61 คร้ังนัน้ มารมาคุกคามพระองคว า ทา นถูกเราพนั ธนาการไวดวยบวงกามท้งั ทีเ่ ปนของเทวดา และมนุษย และใจของทานก็จะตองตดิ บว งราคะ (ความกำหนัดยนิ ดี) ของเรา ดกู อ นสมณะทานจะไมพ น มอื ของเราไปได พระผมู พี ระภาคตรสั ตอบมารวา ดกู อนมาร ความพอใจในรปู เสยี ง กลิ่น รส สมั ผัส ของเรา หมดไปแลว ทา นไมส ามารถจะผูกเราดวยบวงราคะไดหรอก มารจงึ อนั ตรธานหายไป (มั่นใจวา จะไมไปตดิ กับรูป เสยี ง กลนิ่ รส สัมผสั และลาภยศ) ทรงอนุญาตติสรณคมนปุ สมั ปทา ครงั้ นน้ั เมื่อพระอรหันต ๖๐ องคอ อกไปประกาศพระศาสนา เม่อื คนศรัทธาตอ งการบวชจงึ นำมาเฝาพระผูมีพระภาคเจาใหท รงบวชให ทรงเหน็ วาเปนความลำบากทัง้ แกพ ระสงฆและผูศรัทธา จึงทรง อนุญาตวิธีบรรพชาอปุ สมบทวา ก็แล กุลบุตรนั้น ๆ อันทานท้งั หลายพึงใหปลงผมและหนวด ใหครองผายอมดวยน้ำฝาดแบบ เฉวยี งบา ใหไหวเ ทาภกิ ษุ แลว ใหนั่งกระโหยง ประนมมอื เปลงวาจาวา พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ ฯเปฯ ตตยิ มฺป สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วิธบี รรพชาอุปสมบทแบบนเ้ี รียกวา ติสรณคมนุปสัมปทา ราชคหภณั ฑ กณั ฑท ่ี ๗ สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคเจา ทรงพิจารณาเหน็ วาประชาชนชาวมคธเปนผสู มบรู ณดวยอปุ นสิ ัยที่ จะรับธรรมเทศนาได จงึ ต้ังพระทยั ที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแควนมคธกอน แตจำเปน ตองอาศัย พระเจา พมิ พิสาร พระเจา แผน ดินมคธ และอุรเุ วลกสั สปะ ซงึ่ เปน เจาลทั ธิผูมอี ายมุ าก โลกสมมตกิ ันวาเปน ผปู ระเสรฐิ มานาน เปนกำลงั ชวย จึงเสดจ็ ออกจากพาราณสีเสดจ็ พทุ ธดำเนนิ ไปยงั อรุ ุเวลาประเทศ ใน ระหวางทางทรงแวะพักท่กี ปั ปาสิกวัน ปาฝาย ทรงโปรดภทั ทวคั คียสหาย ๓๐ คน ใหบรรลุผลเบ้อื งต่ำ ๓ บวชใหแลว สงไปประกาศพระพทุ ธศาสนา โปรดชฎิลพนั หนง่ึ ฝา ยพระผูมพี ระภาคเจา เสดจ็ ไปยังอรุ ุเวลาประเทศเพอื่ โปรดชฏิล ๓ พีน่ อง คอื พี่ชายใหญ นามวา อุรุเวลกสั สปะ มบี รวิ าร ๕๐๐ คนกลางนามวา นทีกัสสปะ มีบรวิ าร ๓๐๐ คนเล็กนามวาค ยากสั สปะ มีบริวาร ๒๐๐ ทรงทรมานอรุ เุ วลกัสสปะดว ยอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ และอาเทสนาปาฏิหารยิ ใหสนิ้ พยศ เกดิ ความสลดใจ ไดค วามเล่ือมใส ลอยชฏิลบริขาร แลว ทลู ขอบรรพชาอปุ สมบท พรอ มกบั บรวิ าร ฝา ยนทกี สั สปะ และคยากัสสปะ เหน็ บริขารของพี่ชายคิดวาเกิดอันตรายจึงพากนั มายงั สำนกั ของพีช่ าย ไดฟ งพระธรรมเทศนาแลวพรอ มกบั บรวิ ารทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 61

62 เม่อื ประทับอยทู ่ีอุรเุ วลาตามพระพทุ ธอัธยาศัยแลว พรอมดวยภิกษปุ ุราณชฎิล ๑,๐๐๐ องค ได เสดจ็ ไปยงั คยาสีสะประเทศ ณ ทนี่ ้นั ไดตรสั เรยี กภิกษุเหลานัน้ มาแลว ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร เปน ไวยากรณภาษิตวา ดกู อนภิกษทุ ้งั หลาย ทกุ สง่ิ ทุกอยา งเปน ของรอน อะไรคือทุกสิ่งทกุ อยา งทรี่ อ น คือ ตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ (ส่งิ ทมี่ าถกู ตองกาย) ธรรมารมณ (เร่ืองท่ีใจคิด) การเหน็ การไดยนิ การไดกลิ่น การลมิ้ รส การไดส ัมผสั ถกู ตอง การคดิ นึก ทงั้ ๓ อยาง (ตา + รูป + จกั ขวุ ิญญาณ ฯลฯ ใจ + ธรรมารมณ + มโนวิญญาณ) มาประจวบกนั ทำใหเ กิดความรสู ึกเปน สขุ เปน ทกุ ข หรอื ไมส ขุ ไมท ุกข นีแ้ หละช่อื วาทกุ สิ่งทุกอยางท่เี ปนของรอ น รอนเพราะอะไร รอนเพราะไฟ ราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ รอนเพราะความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตาย รอนเพราะความเสียใจ การรอ งไห ความทุกข ความโทมนัส ความตรอมใจ สรปุ พระธรรมเทศนาน้ีวา อายตนะภายใน ๖ ประการ อายตนะภายนอก ๖ ประการ วญิ ญาณ ๖ อยาง ผัสสะคอื การกระทบกันของสภาวธรรม ๓ อยางนน้ั ทำใหเกิดความรสู กึ เปนสขุ เปน ทุกข หรอื ไมส ขุ ไมทุกข เพราะมีอุปาทาน คือ ความยดึ ติดอยูกบั ความสขุ ความทกุ ข หรือความไมสุขไม ทุกขน้นั จึงถกู กิเลสมีราคะเปน ตน หรือถกู กองทุกขมีชาติ ชรา มรณะ เปน ตน เผาใจใหเรา รอ น สมเด็จพระนราสภทศพลทรงแสดงอานสิ งสแหง วิปสสนาปญญา ทร่ี แู จงเห็นจริงความเรารอนอัน เกิดจากกิเลสและกองทุกขวา อรยิ สาวกผูสดับแลวเห็นอยอู ยา งนี้ ยอมเบอื่ หนา ยในจกั ษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ จักขุวญิ ญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวญิ ญาณ และเวทนา คอื ความรูสึกเปนสุข เปนทุกข หรอื ไมส ุขไม ทุกข อันเกดิ จากสภาวธรรมทงั้ ๓ นนั้ มาประจวบกัน เมอื่ ทา นเบื่อหนาย จติ ยอมหมดความกำหนัด เม่อื หมดความกำหนดั ยอมหลดุ พน ครัน้ หลดุ พน จากกเิ ลสแลว ชาติ คือความเกิดในปญ จโวการภพ (มขี นั ธ ๕) จตุโวการภพ (มีขันธ ๔) เอกโวการ ภพ (มีขนั ธ ๑) ยอ มส้นิ ไป ชือ่ วาเปนผูอยจู บพรหมจรรยและทำกิจท่คี วรทำสำเรจ็ แลว เมื่อพระผมู พี ระภาคเจาตรสั ไวยากรณภ าษิตน้ีจบลง ภกิ ษุหนงึ่ พนั รปู ก็มจี ติ หลุดพน จากอาสวะ ทัง้ หลาย ไดบรรลุอรหตั ผล เปนอเสขบุคคลท้ังหมดดวยประการฉะน้ี โปรดพระเจาพมิ พสิ าร เมอื่ ภิกษปุ ุราณชฏลิ บรรลอุ รหัตผลแลว ทรงประทบั อยูทคี่ ยาสีสะประเทศตามอภิรมยพทุ ธ อธั ยาศยั แลว อนั วสิ ทุ ธสิ งฆอ งคอ รหนั ตห นึ่งพนั เปน พทุ ธบรวิ ารแวดลอมเสด็จไปประทับ ณ ลัฏฐวิ โนทยาน สวนตาลหนุมสุปตฏิ ฐเจดยี  พระเจา พมิ พิสารทรงสดับขาวนน้ั พรอมพราหมณ คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จไปเฝา คนเหลานม้ี ีอาการทางกายและวาจาตางกันเปน ๕ ประเภท ๑. บางพวกถวายอภิวาทกราบไหว พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 62

63 ๒. บางพวกเพียงแตทกั ทายปราศยั ๓. บางพวกประนมมอื ไหว ๔. บางพวกประกาศชือ่ และโคตรของตน ๕. บางพวกนง่ั นิ่งไมทำประการใดทั้งสิ้น เพราะยงั ไมแนใ จวาระหวางอุรเุ วลกัสส ปะกบั พระสมณโคดม ใครเปนอาจารย ใครเปน ศษิ ย พระผมู ีพระภาคเจาทรงทราบความคิดของคนเหลานัน้ จงึ ตรสั ถามพระอุรเุ วลกัสสปะวา ทานผู ปาโมกขแหง คณาจารยท งั้ หลาย ทา นเห็นอะไรจงึ เลิกละการบชู าไฟเสยี พระอรุ ุเวลกสั สปะทูลวา ยญั ท้งั หลายลว นมุงหมายกามคุณ และสตรี ซ่ึงลว นแตเปน มลทนิ ขา พระองคทราบอยา งนี้แลวจึงเลกิ ละการบชู ายญั เสยี แตบดั น้ี ขาพระองคไ ดเห็นพระนิพพานอันสงบ ไมม ี อุปธิ คือ ขันธ กเิ ลส และอภิสงั ขาร ใจของขาพเจาจึงยนิ ดีในพระนพิ พานนน้ั แลวทา นไดล ุกขน้ึ กราบลง ทพ่ี ระบาทของพระผมู ีพระภาคเจาแลวประกาศตอหนา ชาวมคธวา สตถฺ า เม ภนฺเต ภควา, สาว โกหมสฺสมิ ขา แตพระผมู ีพระภาคเจาผูเ จริญ พระองคเปนศาสดา ของขา พระองค ขาพระองคเ ปนสาวก พราหมณและคฤหบดีชาวมคธ ไดเหน็ และไดย ินพระอรุ ุเวลกสั สปะเชน นัน้ แลวหมดความสงสยั ต้ังใจฟงพระธรรมเทศนา อนุปุพพกี ถาและอรยิ สัจ ๑๑ นหตุ ไดบ รรลโุ สดาปต ติผล ๑ นหุต ต้ังอยูใน สรณคมน พระเจาพมิ พสิ ารครัน้ บรรลโุ สดาปตติผลแลว ไดกราบทลู พระศาสดาใหทรงทราบถึงความ ปรารถนาในกาลกอนของพระองค ๕ ขอ วา ๑. ขอใหข าพเจาไดรบั อภิเษกเปนกษัตริยใ นแควน มคธ ๒. ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา จงเสด็จมายังแวน แควนของขาพเจา ๓. ขอใหขาพเจา ไดเ ขา ไปนงั่ ใกลพ ระผูมีพระภาคเจาน้นั ๔. ขอใหพ ระผูมพี ระภาคเจาน้นั ทรงแสดงธรรมแกข าพเจา ๕. ขอใหขาพเจาไดร ทู วั่ ถงึ ธรรมของพระผมู ีพระภาคเจานนั้ บัดน้ี ความปรารถนาทั้ง ๕ ประการของขาพระองคไ ดสำเร็จเรยี บรอ ยแลวทกุ ประการ แลว ไดท ลู อาราธนาพระผูม พี ระภาคเจา พรอ มทัง้ พระสงฆทัง้ หมด รบั ถวายภตั ตาหารในพระราชนเิ วศนใ น วนั รุงข้นึ วันรุงข้ึน พระศาสดาพรอมดวยพระปุราณชฎิล ๑ พันองค ไดเสด็จไปยังพระราชนิเวศนของ พระเจา พมิ พิสารทรงอังคาสพระสงฆมพี ระพุทธเจาเปน ประมุขดวยขชั ชโภชนาหารอนั ประณตี ดวยพระหัตถ ของพระองค เปน การแสดงออกซงึ่ ความเคารพตามสัปปรุ สิ วสิ ยั เม่ือเสร็จภัตกิจแลว ทรงคดิ ถงึ สถานที่ประทบั ของสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา กท็ รงเห็นวาเวฬุ วันอทุ ยานเปน สถานท่ไี มพลุกพลาน หนทางไมไ กลแตโ คจรคามเพอ่ื เทีย่ วบณิ ฑบาต ควรเปน สถานทม่ี ี วิเวกสขุ ตามสมณวสิ ยั จึงทรงจบั พระเตาทองอันเตม็ ไปดวยน้ำหลง่ั ลงเปน นมิ ติ หมายแหง การถวายเวฬวุ นั อทุ ยานแดพระศาสดา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 63

64 พระสมั มาสัมพุทธเจา ทรงรบั แลว ทรงกระทำอนุโมทนาแลวเสดจ็ ไปประทบั ณ อารามน้ัน และ ทรงอาศัยอัตถุปปตติ คอื เหตุเกดิ เรือ่ งนีอ้ นุญาตใหภกิ ษทุ ง้ั หลายรับถวายอารามตามปรารถนา เวฬุวนาม รามจึงเปน อารามแรกทเ่ี กิดขึ้นในพทุ ธปุ บาทกาลน้ี ทรงไดอ คั รสาวก เตน โข ปน สมเยน สมยั น้ัน ปรพิ าชกคนหนง่ึ นามวา สญชัย อาศัยอยู ณ เมืองราชคฤห กบั ปริพาชกบรษิ ัทจำนวนมาก พราหมณม าณพ ๒ คน ช่อื สารีบุตร และโมคคลั ลานะ ออกแสวงหา โมกขธรรมไดไ ปบวชประพฤตพิ รหมจรรยใ นสำนักของสญชยั น้ัน สองสหายไมพ อใจลทั ธสิ มัยของสญชยั จงึ ไดท ำกตกิ ากนั วา ถาใครไดอมตธรรมกอ นจงบอกแก กัน คร้ังน้ัน สารบี ุตรปริพาชกไดพบพระอัสสชกิ ำลังเที่ยวภิกษาจารในเมอื งราชคฤห กิรยิ ามารยาทนา เลอื่ มใส จึงเขาไปหาถามถึงศาสดาและอาราธนาใหแ สดงธรรม พระเถระแสดงอรยิ สจั ๔ โดยยอ วา ธรรมทงั้ หลายลวนเกิดแตเ หตุ พระตถาคตตรสั เหตุแหง ธรรมเหลานั้น และตรัสความดบั ของธรรมเหลา นนั้ (วา ตองดับทีเ่ หตุ) พระมหาสมณะมปี กตติ รสั อยา งนี้ สารบี ุตรปรพิ าชกฟงธรรมแลวไดด วงตาเหน็ ธรรม คือบรรลโุ สดาปต ติผล จึงกลบั ไปบอกแกโ มค คัลลานปริพาชก พรอมกบั แสดงธรรมใหฟง โมคคัลลานปรพิ าชกฟง ธรรมแลวไดดวงตาเห็นธรรม จึงชวน กนั ลาอาจารยส ญชยั ไปเฝา พระผูมพี ระภาคเจา ทเี่ วฬุวนั พรอ มปรพิ าชกท่เี ปน บรวิ ารของตน สมเดจ็ พระบรมศาสดา ไดโปรดประทานเอหภิ กิ ขุอุปสัมปทาแกพ วกเขา ภกิ ษผุ ูเปนบรวิ ารไดรับ ฟง ธรรมของพระศาสดาไดบ รรลุอรหัตผลอยูในพรหมจรรย พระโมคคัลลานเถระ หลังจากบวชได ๗ วนั ไปทำความเพียรอยูทีก่ ลั ลวาลมุตตคาม นั่งโงก งวงเพราะถูกถีนมิทธนวิ รณเขา ครอบงำ พระองคทรงทราบจึงเสด็จไปสอน ทานฟง โอวาทแลวบรรลุ อรหตั ผล ฝา ยพระสารีบตุ รเถระ บวชได ๑๕ วนั เม่อื พระผูมีพระภาคประทบั อยูทถ่ี ำ้ สกุ รขาตาแสดง เวทนาปริคคหสูตรโปรดทฆี นขปริพาชก ทานไปถวายงานพดั อยูฟง ธรรมไปดว ย จึงไดสำเรจ็ อรหัตผล ณ สถานทีน่ น้ั ขอสังเกต พระสาวกท้งั สองลวนแตไดบรรลุพระอรหัตผลในสำนกั ของพระศาสดา ทรงบญั ญตั อิ ปุ ชฌายวตั รและอาจรยิ วตั ร เมื่อภิกษุบรษิ ัทถึงความไพบูลยขึ้นโดยลำดับ พระองคท รงปรารภอากปั ปาจารพิบัตแิ หง ภิกษใุ หมบาง จำพวก จึงทรงอนุญาตใหถือนิสัยเนื่องดวยอปุ ช ฌายและอาจารย และทรงบญั ญตั ิอุปช ฌายวตั รและ อาจริยวัตร เปนตน ตามอัตถุปปต ติเกดิ เรือ่ งน้ัน ๆ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 64

65 พทุ ธกิจกถา กณั ฑที่ ๘ ทรงเตรยี มพระองคเพอื่ บำเพ็ญสตั ตปู การกจิ สมเด็จพระบรมโลกนาถ ผปู ระกอบดวยพระกรณุ าคณุ อนั ใหญหลวง มีพระทัยใฝห าประโยชน แกเ วไนยสัตวด ว ยพระอธั ยาศยั อนั บรสิ ุทธิ์ พทุ ฺโธ ทรงเปนผตู น่ื แลวจึงมาปลุกผอู ืน่ ใหต่ืน ทนฺโต ทรงฝก พระองคด แี ลวจึงมาฝกผูอ่นื สนฺโต ทรงสงบระงับสรรพกิเลสเหตุเรา รอ นทง้ั ปวงแลว จึงทรงส่ังสอนผอู ่ืน เพอ่ื ความเปน อยางนั้น ปรนิ ิพพฺ โุ ต ทรงเย็นสนทิ จากเพลงิ กิเลสแลว จึงทรงสอนใหคนอ่ืนดบั เพลิงกิเลส ทรงบำเพญ็ สตั ตปู การกิจ ๒ ประการ พระองคทรงเสดจ็ จารกิ ไปในคามนิคมและราชธานีตาง ๆ เพื่อทรงประกอบสตั ตปู การกิจ ๒ ประการ ๑. ธมมฺ ํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมดวยสามารถแหง ขอ ปฏิบตั ิของคฤหัสถและบรรพชิต ๒. วินยํ ปญฺ าเปติ ทรงบญั ญตั ิวนิ ัยอุบายเครื่องฝก สหธรรมกิ บรษิ ัท เปนสกิ ขาบท และขันธ กะนั้น ๆ ต้ังเขตแดนขอบขนั เพ่ือใหเกดิ การปฏิบัติดงี ามดวยกายและวาจา อาการทท่ี รงแสดงธรรม พระองคทรงสั่งสอนเวไนยสัตวดว ยประโยชนท ้งั ๓ คอื ๑. ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถประโยชน ผลดที จ่ี ะพงึ ไดประสบในปจ จบุ นั ภพทนั ตาเห็น ธรรมท่ีทรงสอน คอื อฏุ ฐานสัมปทา ความขยนั หมั่นเพยี ร อารักขสัมปทา การรูจกั ดูแลรกั ษา กลั ยาณมติ ตตา มี กัลยาณมิตร สมชวี ติ า เลี้ยงชีวิตแตพ อเหมาะสม ๒. สัมปรายิกตั ถประโยชน ผลดีทีจ่ ะพึงไดรบั ในชาติหนา ธรรมท่ีทรงสอน คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปญ ญา ๓. ปรมตั ถประโยชน ผลดสี ูงสดุ ในพระพุทธศาสนา ธรรมที่ทรงสอนคือ ศีล สมาธิ และ ปญ ญา ท่ีมีความลมุ ลกึ ไปโดยลำดับ ครอบคลมุ หลักธรรมคำสอนทม่ี อี ยูท ั้งส้ิน วิธีฝก คน ๓ ประการ อนงึ่ เวไนยสัตวท คี่ วรฝกกเ็ ปน ตาง ๆ กนั โดยลทั ธวิ าท (การยึดถอื ลัทธิ) ทิฏฐิวาท (การ ถอื ทฏิ ฐิ) เปนพราหมณชาติ เดยี รถยี  ปรพิ าชก พาหิรบรรพชิต ชฏลิ ดาบส ยักษ เทวดา พรหม ทม่ี ี อัธยาศยั วปิ รติ ถือผิดตา ง ๆ บางครงั้ ทรงใชอทิ ธปิ าฏิหารยิ  บางครง้ั ทรงใชอ าเทศนาปาฏิหารยิ  บางครัง้ ทรงใชอ นศุ าสนีปาฏิหาริย ทรมานฝกสอนใหเ ส่อื มพยศ วธิ สี อนคฤหสั ถผมู ีอินทรียแ กกลา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 65

66 เมื่อจะทรงสอนคฤหสั ถซ่ึงไมใชบ รรพชิตท้ังในและนอกศาสนา ผมู อี ุปนสิ ยั อินทรียแกก ลาควร สำเรจ็ มรรคผล ณ อาสนะทฟี่ งธรรมนนั้ สรปุ แลว ผูประกอบดว ยองค ๓ คือ ๑. เปน มนุษย ๒. เปน คฤหัสถ ๓. มีอนิ ทรียแกกลา สำหรับบุคคลเชนนีจ้ ะทรงแสดงอนุปุพพีกถา ๕ และอริยสจั ๔ อบุ ายวธิ แี สดงธรรม ๔ ประการ และการท่จี ะทรงสั่งสอนคฤหสั ถบ รษิ ทั เชนน้ัน จะทรงแสดงธรรมดวยอุบายวิธี ๔ ประการ คอื ๑. สนั ทสั สนา ทรงชแ้ี จงใหผูฟงเห็นโทษและคณุ ชัดเจน เหมอื นเห็นดว ยตาของตนเอง ๒. สมาทปนา ชักชวนหรอื โนมนาวใหผ ูฟงเห็นวา ส่ิงน้นั ไมดี ควรละ สิ่งน้ันดี ควรประพฤติ ๓. สมุตเตชนา ชี้แจงใหผฟู งเกดิ ความกลาหาญท่ีจะละความชัว่ ประพฤติความดี ๔. สมั ปหงั สนา พรรณนาคุณแหงการละความชั่ว และบำเพ็ญความดี เปน ตน นนั้ ใหผูฟง ร่นื เรงิ บนั เทิงใจ ธรรมท่ีเปนเหตใุ หพ รหมจรรยต งั้ อยไู ดน านและเปนประโยชนแ กเ ทวดาและมนุษย ธรรม ๓๗ ประการ คือ สติปฏ ฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อินทรีย ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ มรรคมีองค ๘ เปน อภิญญาเทสติ ธรรม ธรรมทีท่ รงแสดงดวยพระปญญาอันยงิ่ หรอื ธรรมที่ ทรงแสดงเพื่อใหเ กดิ ปญ ญาอันยิ่ง ธรรม ๓๗ ประการน้ี ภกิ ษุทัง้ หลายเลาเรียนใหด ี เห็นประโยชนป ฏิบตั ิเปนประจำ ทำใหม าก กจ็ ะพึงทำใหพรหมจรรย (ศาสนา) ตั้งอยไู ดนาน ทั้งเปน ไปเพ่อื ประโยชนแ ละความสุขแกเทวดา และ มนุษยท ั้งหลาย ปญ ญาทกี่ ำหนดนามรปู โดยลักษณะทงั้ ๓ เปน คุณเบอื้ งสูงแหงพรหมจรรย คำสอนที่เปนไปโดยมากในพระพุทธศาสนา ทีเ่ รียกวา พหุลานุศาสนี คือ ทรงสอนพุทธบรษิ ัท ใหเ ห็นดวยปญ ญาวา รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ อันยอ ลงเปน ๒ คอื รปู เรยี กวา รูป สว น เวทนา สญั ญา สังขาร และวิญญาณ รวมกนั เรียกวา นาม เปนของไมเ ท่ียง เปน ทุกข เปน อนตั ตา ปญญาท่รี อบรใู นลักษณะทง้ั ๓ น้เี รียกวา ธัมมฐิตญิ าณ (รคู วามดำรงอยูแหงสภาวธรรม) หรอื เรยี กวา ยถาภูตญาณทัสสนะ (ปญ ญารูเห็นตามความเปนจริง) เปนเหตใุ หเกิดนิพพานญาณ (การรูหรอื การบรรลนุ ิพพาน) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 66

67 ยถาภตู ญาณทสั สนะเปน เคร่อื งถอนคาหะความยดึ ถือ ๓ ประการ ยถาภูตญาณทสั สนะ ความรเู หน็ ตามความเปนจรงิ เปนเคร่อื งถอนคาหะความยดึ ถือผิด ๓ ประการ คือ ๑. เมือ่ เหน็ ตามเปน จรงิ วา น่ันไมใชของเรา ยอ มถอนตณั หาคาหะ ความถอื ม่ันดว ยอำนาจ ตณั หาเสียได ๒. เม่อื เห็นตามเปน จรงิ วา สภาพนั่นไมเปน เรา ยอมถอนมานคาหะ ความถอื ม่ันดว ยอำนาจมานะ (เยอหย่งิ ) เสียได ๓. เมอ่ื เห็นตามเปน จริงวา สภาพนั่นไมใชต วั ตนแกน สารของเรา ยอ มถอนทิฏฐิคาหะ ความ ถือมัน่ ดวยอำนาจทฏิ ฐิ (ความเหน็ ผดิ ) เสียได ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ เปนปปญ จธรรม ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ทั้ง ๓ นีจ้ ัดวาเปน ปปญจธรรม ธรรมท่ที ำใหเ กดิ ความเนน่ิ ชา อธบิ ายวา ถา สตั วยังมีความอยากได ถือตัว และเหน็ ผิดอยู ก็ยอ มไมม ปี ญญาที่รูเหน็ ตามความเปน จริง เม่ือไมร เู ห็นตามความเปน จริง ก็ไมสามารถจะพนจากความทกุ ขได อนตั ตานุปสสนาละอตั ตวาทุปาทาน สตั วทั้งหลายลว นยนิ ดีในธรรมเครื่องเนิน่ ชา ทง้ั ๓ น้ี แมผ ูเ ปนคณาจารยบางคน จะสอนใหล ะ อปุ าทาน ก็ละไดเฉพาะกามุปาทาน ทฏิ ุปาทาน และสีลพตปุ าทาน เทา นัน้ แตไปยึดมัน่ อยูก บั อตั ตวาทุ ปาทาน วามอี าตมันตัวตนอยู จงึ เหน็ ความจริงแตเพยี ง ๒ ประการ คือ ไมเที่ยง เปน ทกุ ข ไมมใี ครเห็น อนตั ตา นานเขา จึงเวยี นมาหาปปญจธรรมดา นเดิม คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิอีก ยอ มไมพ นจากวฏั ฏ สงสาร สวนพระตถาคตทัง้ หลาย ทรงทราบความจรงิ ทั้ง ๓ ประการ คอื ความไมเทีย่ ง เปนทกุ ข และความเปน อนัตตา ของสังขารทัง้ หลาย ถอนอุปาทานทงั้ ๔ คือ กามปุ าทาน ทิฏปุ าทาน สลี พตุ ปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เสยี ได จงึ เปนผูไมม ีธรรมเครอ่ื งเนิ่นชา ไดบ รรลุอมตมหานพิ พาน เพราะทรงมุงผลคือ ความพน จากวฏั ฏทกุ ขของเวไนยสัตว พระองคจ ึงทรงส่ังสอนใหพจิ ารณา สงั ขาร โดยลักษณะ ๓ ประการ คือ ไมเทีย่ ง เปน ทกุ ข และเปนอนตั ตา เปนพหลุ านศุ าสนี คำสอนท่ี มากกวาคำสอนอยา งอื่นในพระพุทธศาสนา พระธรรมชอ่ื วา สฺวากฺขาโต (ตรัสไวด)ี พระองคท รงแสดงธรรมสอนเวไนยสตั วดวยอาการ ๓ อยา ง คือ ๑. อภิฺญาย ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมหวงั จะใหเวไนยสตั วต รสั รูดวยปญญาอันยง่ิ ไมมี ปด บงั อำพราง หรือเปด เผยแกสาวกบางองค ปกปดสำหรบั สาวกบางองค พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 67

68 ๒. สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมประกอบดวยเหตุ ควรทผี่ ฟู ง จะตรองตามใหเ ห็นจรงิ ได ๓. สปปฺ าฏหิ าริยํ ธมมฺ ํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมมีความอศั จรรย ท่ผี ปู ฏิบตั ิตามไดผ ลดจี รงิ ดงั น้ัน พระธรรมที่ทรงแสดงจงึ ช่อื วา สวฺ ากขฺ าโต คอื ตรสั ไวดีแลว และพระสงฆผปู ฏิบตั ิตาม พระธรรมนั้น จงึ ชื่อวา สปุ ฏิปนโฺ น เปน ผูปฏิบัติดแี ลว อาการทที่ รงบัญญตั ิพระวนิ ัย เพือ่ จะเปน ท่รี องรับอธกิ ศุ ล ใหบ ุคคลไดบ ำเพ็ญสมั มาปฏิบตั ทิ างพระนพิ พานโดยงา ย และให หา งไกลจากอกุศลธุลีตาง ๆ จึงทรงบญั ญตั พิ ระวนิ ัยสำหรบั ใชกับ ภกิ ษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ไมท่ัวไปในคฤหสั ถบ ริษทั มณฑล ความเปน มาของ ภิกษุ ภกิ ษณุ ี สิกขมานา สามเณร สามเณรี เม่ือสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจาไดส ำเรจ็ อนุตรสัมมาสัมโพธญิ าณ ทรงประกาศพระศาสนาเรม่ิ ต้ังแตทรงแสดงพระธรรมจักร โปรดปญจวัคคยี  ๕ ที่ปา อิสิปตนมฤคทายวัน ทา นโกณฑญั ญะไดด วงตา เห็นธรรม ทูลขอบรรพชาอุปสมบทจึงทรงอนุญาตใหเปนภิกษุดว ยพระวาจาวา เธอจงเปน ภกิ ษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากลา วไวดแี ลว เธอจงประพฤติพรหมจรรยเ พ่อื ทำท่ีสดุ ทกุ ขโ ดยชอบเถิด เพยี งเทานีท้ า นโกณ ฑญั ญะ ก็ไดเปน พระภิกษรุ ปู แรกในพระพทุ ธศาสนา วธิ นี ี้เรียกวา เอหภิ ิกขอุ ปุ สัมปทา ใชแตลำพังพระ ศาสดาพระองคเดยี วเทาน้นั ครั้นตอมา เม่อื มีพระอรหันตสาวกเกดิ ข้นึ ในโลก ๖๐ องค คอื ภกิ ษปุ ญ จวคั คยี  ๕ รปู พระยสเถระและสหายของทา นอกี ๕๔ รูป ทรงสง ทานเหลานนั้ ไปประกาศพระศาสนา มีผูศรทั ธาตอ งการ บวชจึงนำมาเฝา เพ่ือประทานอุปสมบท ทรงเหน็ วาเปนความลำบาก จึงทรงอนุญาตใหพ ระสาวกบวช กลุ บุตรไดเอง เฉพาะตวั ตอ ตวั โดยใหเขาปลงผมและหนวด ครองผายอ มน้ำฝาด กราบภิกษุ นงั่ กระโหยง ประนมมือ วา ตามพระสงฆ วา พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิฯเปฯตติยมฺป สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ เพยี งเทานี้ ผนู ัน้ ก็ ไดส ำเรจ็ เปนภิกษุ วิธีนีเ้ รยี กวา ติสรณคมนูปสมั ปทา แปลวา อุปสมบทดว ยการรับไตรสรณคมน ครน้ั ตอ มา เมือ่ พระองคป ระทบั อยทู กี่ รุงราชคฤห แควนมคธ ตรัสใหพระสารีบตุ รเถระเปนพระ อปุ ชฌายบ วชพราหมณคนหนึ่งเปนการสงฆด วยวิธสี วดกรรมวาจา ๓ คร้ัง พรอมทั้งญัตติ ๑ เรยี กวา ญัตตจิ ตุตถกรรมวาจาอุปสัมปทา และทรงใหยกเลกิ วิธีบวชดว ยการรบั ไตรสรณคมนเ สีย ทรงอนญุ าตการบรรพชาเปน สามเณร เมอื่ ครง้ั ทพ่ี ระองคเสด็จยังนครกบิลพสั ดุ เพือ่ โปรดพระประยรู ญาติ ทรงรบั ส่ังใหพระสารีบตุ ร เถระบรรพชาใหพระราหลุ โดยวิธีรับไตรสรณคมน เรียกวา บรรพชาเปนสามเณร เพราะขณะนน้ั ทานยงั เปนเด็กมาก ยงั ไมเหมาะสมจะเปน ภิกษุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 68

69 ทรงอนุญาตใหส ตรีอุปสมบทเปน ภิกษณุ ี ครง้ั หน่ึง พระองคเสดจ็ อยูท่ีกูฏาคารศาลา ปา มหาวนั เมอื งไพศาลี ทรงอนญุ าตอุปสมบทเปน ภิกษณุ ี แกพ ระนางมหาปชาบดี ดว ยวิธีรับครธุ รรม ๘ ประการ ทรงอนญุ าตอุปสมบทแกน างสากิยาณี ๕๐๐ นาง โดยภิกษุสงฆฝายเดียว ทรงตั้งภกิ ษุณีบรษิ ทั ขึ้นในพระพุทธศาสนา ตอมาเมื่อมีภิกษุสงฆแ ละภกิ ษุณสี งฆ จึงทรงอนญุ าตอัฏฐวาจกิ าอปุ สัมปทา การอปุ สมบทดวย กรรมวาจา ๘ คอื ญัตติจตุตถกรรมวาจาฝายภิกษุสงฆ และญตั ตจิ ตตุ ถกรรมวาจาฝายภกิ ษณุ สี งฆแ กผทู ่ีจะ บวชเปน ภกิ ษุณี วธิ บี วชสามเณรี ตอมาทรงอนญุ าตใหภ ิกษณุ บี รรพชาใหส ตรีผูม ีอายุยงั นอ ยเปนสามเณรี ดวยวิธรี ับไตรสรณคมน เหมอื นกบั ภกิ ษุใหบ รรพชาสามเณร สิกขมานา ตอ มาทรงอนญุ าตใหภกิ ษณุ สี งฆใ หสกิ ขาสมมตแิ กสามเณรี ประพฤติใหบรบิ ูรณ ๒ ปกอ น จึง อุปสมบทเปน นางภกิ ษุณไี ด ผูประพฤติสกิ ขาสมมตินเี้ รียกวา สกิ ขมานา สหธรรมกิ บรรพชติ ๕ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ สามเณรสี กิ ขมานา ๑ สามเณร ๑ สามเณรี ๑ เปน สหธรรมกิ บรรพชิต ๕ จำพวก ดว ยประการฉะนี้ ทรงอาศยั อำนาจประโยชน ๑๐ ประการ บัญญตั ิสกิ ขาบทแกภ กิ ษุ และภิกษณุ ี พระองคท รงบัญญตั ิสกิ ขาบทเฉพาะภิกษบุ าง เฉพาะภกิ ษณุ ีบาง สาธารณะทัว่ ไปแกทั้งสองพวก บา ง ซึง่ เรยี กวา วนิ ยั เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน ๑๐ ประการ คอื ๑. เพ่อื ใหสงฆย อมรับวาดแี ลว ชอบแลว ๒. เพอ่ื ความสำราญแหงสงฆ ๓. เพ่ือขมบคุ คลผไู มล ะอายใจ ๔. เพื่ออยูสบายแหงผมู ศี ีล ๕. เพ่อื ปอ งกนั ความเสยี หายในปจจุบนั ๖. เพ่อื กำจัดเหตุแหงความเสยี หายในสมั ปรายภพ ๗. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไมเล่ือมใส พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 69

70 ๘. เพ่อื ความเลอ่ื มใสยิ่งข้ึนของคนท่เี ล่อื มใสอยแู ลว ๙. เพอื่ ความดำรงมั่นแหงพระสทั ธรรม ๑๐. เพ่ืออนุเคราะหพ ระวินัย (สนบั สนุนใหคนมรี ะเบยี บวินัย) ประโยชนท มี่ งุ หมายแหงพระธรรมวินยั ธรรมและวินัยท่ีทรงแสดงและทรงบญั ญตั ิไวแมจ ะมีมากมาย แตเมื่อจะกลาวถึงผลมุงหมายสูงสดุ กเ็ พ่ือ วมิ ุตติ คือ ความหลุดพน วิเศษจากสรรพกเิ ลส เครอื่ งเศราหมองใจอยางเดยี ว เปรียบเหมอื นน้ำในมหาสมทุ รทั้งหลายทกี่ วางใหญจ ะกมี่ หาสมุทรก็ตาม ลว นมีรสเดียวกนั คอื มีรสเคม็ ทรงแสดงธรรมและบัญญตั วิ ินัยเพือ่ ประกาศสทั ธรรม ๓ ประการ พระพุทธองคทรงแสดงธรรมและทรงบญั ญัตวิ ินัย เพอื่ ประกาศสทั ธรรม ๓ ประการ คือ ปริยตั ิ ปฏบิ ัติ และปฏเิ วธ ใหเปนไปในพทุ ธบริษัทสาวกมณฑลท้ังเทวดา มนษุ ย สตรี บุรษุ คฤหัสถ บรรพชติ ตามสมควร คำสอนอันแสดงขอปฏิบตั คิ ือ ศลี สมาธิ ปญ ญา ชือ่ วา ปริยัติสทั ธรรม การปฏิบัตติ ามศลี สมาธิ ปญญา ชอื่ วา ปฏิปต ติสัทธรรม มรรค ผล นิพพาน ท่ีไดบ รรลเุ พราะการปฏบิ ัตติ ามศีล สมาธิ ปญญา ชื่อวา ปฏเิ วธ สัทธรรม สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคเจาทรงใหสทั ธรรม ๓ ประการนี้ เปน ไปในมนษุ ยพุทธบริษทั ทง้ั ๔ คือ ภกิ ษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา จนบรษิ ัททั้ง ๔ น้นั ทรงคณุ ธรรมดำรงใน เอตทัคคสถานตาม อภสิ มัยสมบตั ิ ดังนี้ บรษิ ทั ๔ ผตู ง้ั อยใู นเอตทคั คสถาน ฝายภกิ ษุบริษัท พระสารบี ตุ รอัครสาวกทานทรงปญญาอนั พิเศษ ใหอนุตรธรรมจักรที่พระ ตถาคตเจา ใหเปน ไปแลว ใหเปนไปตามไดโ ดยชอบ ดังปรินายกรตั นแ หงบรมจกั รพรรดฉิ ะนัน้ ทานเปน ผู เลิศกวา ภกิ ษุผูมปี ญ ญามาก พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกที่ ๒ เลิศกวาภิกษุท้งั หลายทีม่ อี ิทธิฤทธิ์ พระอัญญาโกณฑัญญะ เลศิ กวาภิกษทุ ัง้ หลายผูรูราตรนี าน พระมหากสั สปะ เลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผูทรงธดุ งคคุณ พระอนุรทุ ธะ เลิศกวา ภกิ ษทุ ้ังหลายผไู ดท ิพยจักษุญาณ พระภัททยิ กาิโคธายบุตร เลศิ กวาภิกษุทั้งหลายผูเกดิ ณ ตระกลู สงู พระลกณุ ฏกภัททยิ ะ เลิศกวาภิกษุท้งั หลายผูม ีเสยี งเพราะ พระปณ โฑลภารทวาชะ เลิศกวาภกิ ษุทงั้ หลายผบู นั ลือสหี นาทท้ังปวง พระปณุ ณมนั ตานีบุตร เลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูเปนธรรมกถึก พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 70

71 พระมหากัจจายนะ เลศิ กวาภิกษุท้ังหลายผูแจกเนอื้ ความแหงคำยอออกโดยพสิ ดารได พระจลุ ลปน ถกเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายอนั นิรมติ ไดซ งึ่ มโนมยกาย และเลศิ กวา ภกิ ษุ ทัง้ หลายผฉู ลาดในเจโตววิ ัฏ การพลกิ ปญญา พระมหาปน ถกเถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ัง้ หลายผฉู ลาดในปญญาวิวัฏฏ เจโตวิวัฏฏ การพลิกจติ พระสุภตู ิเถระ เลศิ กวาภิกษทุ ้งั หลายผอู ยดู วยอรณวหิ าร ไมม ีกิเลส และเลิศกวาภิกษุท้ังหลาย ผเู ปนทกั ขิเณยยะ ควรรับทักขิณาทานเคร่ืองเจริญสขุ สมปติ พระขทิรวนยิ ะเรวตเถระ อนั อยใู นปาไมก ระถินกว็ า ไมตะเคียนกว็ า เลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูอ ยู ปา พระกังขาเรวตเถระ เลิศกวาภิกษทุ ้งั หลายผูเพง ดว ยฌาน พระโสณโกวิ ิสเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายผูมคี วามเพยี รปรารภแลว พระโสณกุฏิกณั ณเถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ง้ั หลายผมู ีวาจาอนั ไพเราะ พระสีวลีเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ งั้ หลายผูม ีลาภมาก พระวกั กลิเถระ เลศิ กวาภกิ ษุทัง้ หลายผูน อมลงดว ยศรัทธา พระราหุล เลิศกวาภกิ ษทุ งั้ หลาย ผูใครซ งึ่ สกิ ขา พระรัฏฐปาลเถระ เลิศกวา ภกิ ษุท้งั หลายผบู วชดวยศรัทธา พระกณุ ฑธานเถระ เลศิ กวา ภกิ ษุทง้ั หลายผูถอื เอาซึง่ สลากเปน ประถม พระวังคีสเถระ เลิศกวาภิกษทุ ง้ั หลายผูมีปฏิภาณ พระอุปเสนวังคันตบุตร เลิศกวาภกิ ษทุ ้ังหลายผนู ำมาซ่ึงความเลอื่ มใสโดยรอบ พระทัพพมัลลบุตร เลิศกวา ภกิ ษทุ ้ังหลายผูแตงตั้งปูลาดเสนาสนะ พระปล นิ ทวจั ฉเถระ เลิศกวา ภิกษุทงั้ หลายผเู ปน ท่ีรกั เจริญจติ ของเทวดา พระพาหยิ ทารุจีรยิ ะ เลศิ กวาทา นทเ่ี ปนขปิ ปาภิญญาบคุ คลตรสั รพู ลนั พระกุมารกัสสปเถระ เลิศกวาภิกษุทั้งหลายผูกลาวธรรมกถาวิจิตร พระมหาโกฏฐติ เถระ เลิศกวาภกิ ษุท้งั หลายผถู งึ ซงึ่ ปฏิสมั ภทิ า พระอานนทเถระ เลศิ กวา ภกิ ษทุ ั้งหลายโดยคุณพิเศษถึง ๕ สถาน คือ เลศิ กวาภิกษุทง้ั หลาย ที่เปน พหุสูต เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายทม่ี ธี ติ ปิ ญญาจำทรง เลิศกวาภกิ ษุทัง้ หลาย ผูอปุ ฐาก พระอุรเุ วลกัสสปเถระ เลิศกวา ภกิ ษุทง้ั หลายทีม่ ีบรษิ ัทใหญบริวารมาก พระพากลุ เถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ง้ั หลายผูม ีโรคนอ ย พระโสภติ เถระ เลิศกวา ภกิ ษทุ ัง้ หลายผูร ะลึกไดซ ง่ึ ปพุ เพนวิ าส พระอุบาลีเถระ เลิศกวา ภิกษุทั้งหลายผูท รงไวซ ึ่งวินยั พระนันทกเถระ เลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผใู หโอวาทนางภกิ ษุณี พระนนั ทเถระ เลิศกวา ภิกษุทั้งหลายผูมีความเก้ือกูลในปฏภิ าณ พระโมฆราชเถระ เลศิ กวาภกิ ษุ ท้ังหลายผทู รงจวี รเศราหมองในภิกษุบริษัทมีทานผทู รงคุณ พเิ ศษน้นั ๆ ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญในเอตทคั คสถานโดยนยิ มดังนี้ ในฝา ยภกิ ษุณบี ริษัทเลา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 71

72 พระนางมหาปชาบดโี คตมี ซง่ึ ไดรับครธุ ัมมปฏคิ คหณุปสมบทกอ นเปน ประถมกวาภิกษณุ ี ทง้ั หลาย เลศิ กวา ภิกษณุ ีท้งั หลายบรรดาผูรูราตรี คอื เปนนางภิกษณุ ีกอนกวานางภกิ ษุณีทั้งปวง นางเขมาเถรี เปน อคั รสาวกิ า เลิศกวาภกิ ษุณีทัง้ หลายผมู ีปญญามาก นางอุบลวัณณาเถรี อัครสาวิกาที่ ๒ เลศิ กวา ภกิ ษุณีท้งั หลายผูมีฤทธ์ิ นางปฏาจาราเถรี เลศิ กวา ภิกษุณีทั้งหลายอันทรงไวซึ่งวนิ ยั นางธัมมทินนาเถรี เลิศกวาภิกษณุ ีท้งั หลายบรรดาทีเ่ ปนธรรมกถึก นางนันทาเถรี เลศิ กวาภิกษุณที ง้ั หลายผูเพงดวยฌานสมาบัติ นางโสณาเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีท้งั หลายผูม ีความเพียรปรารภแลว นางสกณุ เถรี เลิศกวาภกิ ษุณีทงั้ หลายที่บรรลทุ ิพยจักษญุ าณ นางภัททากุณฑลเกสีเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีท้งั หลายผเู ปน ขิปปาภิญญามีความตรัสรูพลนั นางภทั ทกาปลานเี ถรี เลิศกวา ภิกษุณที ง้ั หลายที่ระลึกไดซ ึ่งปพุ เพนิวาส นางภทั ทากจั จานาเถรี เลิศกวาภิกษุณที ง้ั หลายทถี่ งึ ซงึ่ อภิญญาอนั ใหญแลว นางกสิ าโคตมเี ถรี เลศิ กวา ภิกษณุ ีท้ังหลายผทู รงไวซึ่งจวี รอนั เศรา หมอง นางสิงคาลมาตาเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีทง้ั หลายทีน่ อมลงแลวดว ยศรัทธา ภกิ ษณุ ีพทุ ธบริษทั ทรงคณุ สมบตั ิดำรงในเอตทคั คสถาน ดวยประการฉะน้ี ฝา ยอบุ าสกบริษทั พาณิชทัง้ ๒ คอื ตปสุ สะ ๑ ภัลลิกะ ๑ ผูไ ดสรณะเปน เทวฺ วาจิกอบุ าสก เมอ่ื เสด็จอยู ณ ควงไมร าชายตนพฤกษน น้ั เลิศกวาสาวกอุบาสกผูถงึ สรณะกอ น สุทตั ตคฤหบดีอนาถบิณฑิกเศรษฐโี สดาบัน เลิศกวา อบุ าสกผทู ายกทัง้ หลาย จติ ตคฤหบดี อนาคามอี รยิ สาวก อยูเ มืองมัจฉกิ าสณั ฑนคร เลิศกวา อบุ าสกท้งั หลายผเู ปน ธรรม กถกึ หตั ถอาฬวกอนาคามอี รยิ สาวกเปน อบุ าสกเลิศกวาอุบาสกท้ังหลาย ผสู งเคราะหบ ริษทั ดวยสงั คห วตั ถุ ๔ ทา วมหานามสักกะผพู ระสกทาคามอี รยิ สาวก เลิศกวา อุบาสกทั้งหลายผูใหซง่ึ ปจจยั ลาภอัน ประณีต อุคคคฤหบดีอนาคามีอริยสาวกอยู ณ เมืองไพศาลี เลศิ กวามนาปทายกอบุ าสกผใู หสงิ่ ของอนั ใหเ จรญิ จติ อคุ คตคฤหบดอี นาคามีอรยิ สาวก อยู ณ บานหตั ถคี าม เลิศกวา สังฆปุ ฏ ฐากอบุ าสก ผูปฏบิ ัติ สงฆ ปรุ พนั ธเศรษฐีบุตรโสดาบนั อริยสาวก เลิศกวาอบุ าสกผูเ ลอ่ื มใสมนั่ คง ชวี กโกมารภจั เลิศกวาอบุ าสกทเี่ ลื่อมใสในบุคคล นงั กลุ บิดาคฤหบดโี สดาบัน เลิศกวาอุบาสกทั้งหลายผมู คี วามคุนเคยในพระพทุ ธเจา อุบาสกพุทธบรษิ ทั คฤหัสถสาวกมคี ุณสมบตั ดิ ำรงในเอตทคั คสถาน ดว ยประการฉะนี้ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 72

73 ฝา ยอุบาสกิ าบรษิ ทั นางสุชาดาเสนยิ ธดิ าโสดาบันอริยสาวิกาไดถ ึงสรณะกอน เลิศกวาอบุ าสกิ าทั้งหลายผูถึงสรณะ กอ น นางวสิ าขามิคารมาตาโสดาบนั เลิศกวาอบุ าสกิ าทัง้ หลายท่ีเปน ทายกิ าบริจาคทาน นางขชุ ชุตตราโสดาบนั อรยิ สาวกิ า เลิศกวา อุบาสกิ าทั้งหลายผเู ปน ธรรมกถกึ นางสามาวดีโสดาบนั อริยสาวกิ า เลิศกวาอบุ าสกิ าท้งั หลายผอู ยดู วยเมตตาวิหาร นางอุตรานันทมาตาโสดาบนั อริยสาวิกา เลิศกวาอุบาสกิ าทัง้ หลายผูเพงดวยฌานสมาบัติ นางสปุ ปวาสาโกลยิ ธติ าโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกวาอบุ าสกิ าทงั้ หลายผใู หซ ึ่งปจ จัยลาภอนั ประณตี นางสุปปย าอบุ าสิกาโสดาบันอรยิ สาวิกา เลิศกวาอบุ าสกิ าทั้งหลายผปู ฏบิ ัติภิกษไุ ข นางกาตยิ านีโสดาบันอรยิ สาวิกา เลศิ กวา อุบาสกิ าทง้ั หลายผูไดเ ลื่อมใสม่นั คง นางคฤหปตานนี ังกุชมาตาโสดาบันอริยสาวกิ า เลิศกวาอุบาสกิ าทัง้ หลายผูมีความคุนเคยใน พระพทุ ธเจา นางกาีอบุ าสิกากลุ ฆรกิ าโสดาบนั อรยิ สาวกิ า เลิศกวาอุบาสิกาท้งั หลายผไู ดเล่อื มใสแลวดวยได ยินตาม อุบาสิกาพทุ ธบริษทั คฤหัสถสาวิกา มีคณุ สมบัตดิ ำรงอยูในเอตทัคคสถาน ดวยประการฉะน้ี มหาปรนิ ิพพานสตู ร กัณฑท ่ี ๙ พรรษาท่ี ๔๕ พรรษาสดุ ทา ย ทรงจำพรรษา ณ บานเวฬุวคาม เขตเมืองไพศาลี ทรง พระประชวรขราพาธแลว เกิดทุกขเวทนาใกลป รินิพพาน ภายในพรรษาน้นั ไดต รสั สอนพระอานนทเถระทมี่ คี วามวิตกกงั วลกับการประชวรของพระองคว า ดูกอ นอานนท สมัยใด พระตถาคตเจา เขาอนิมติ ตเจโตสมาธิ คือ ไมใสใ จถึงนมิ ิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหลา สมัย น้นั กายของพระตถาคตเจา ยอมมีความผาสกุ เพราะฉะน้ัน เธอทงั้ หลายจงมีตนเปนทพ่ี ่งึ มิใชม บี คุ คล หรือสงิ่ อนื่ เปนท่ีพงึ่ ทรงอธบิ ายวามตี นเปน ท่ีพึ่ง คือ มธี รรมเปน ท่ีพ่งึ ธรรมน้นั ไดแ ก เอกายนมรรค คือ สตปิ ฏฐานท้งั ๔ คร้นั ออกพรรษา ประทบั อยทู ป่ี าวาลเจดีย ทรงรับอาราธนาพระยามารวาอกี ๓ เดือน ตถาคตจะปรนิ ิพพาน เรยี กวา ทรงปลงอายสุ ังขาร พระอรรถถกาจารย ถือตามพระบาลีนีจ้ งึ กลา ววา พระผมู พี ระภาคเจาทรงปลงอายุสังขารวนั มาฆปุรณมี ทรงแสดงบรษิ ัท ๘ คือ กษัตรยิ  ๑ พราหมณ ๑ คฤหบดี ๑ สมณะ ๑ หมูเทพชัน้ จาตุ มหาราชิกา ๑ ชั้นดาวดึงส ๑ หมมู าร ๑ หมูพรหม ๑ ซงึ่ พระองคทรงเคยเขาไปสนทนาและแสดงธร รมกี ถาสงั่ สอน ทรงแสดงสถานท่ี ๑๖ ตำบล ท่ที รงทำนมิ ิตโอภาสอนั หยาบเพื่อใหพ ระอานนททูลขอใหท รงอยู แสดงธรรม เพื่อประโยชน เพ่อื ความสุขแกมหาชน คือ ทเี่ มอื งราชคฤห ๑๐ แหง เมอื งเวสาลี ๖ แหง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 73

74 เมอื งราชคฤห ๑๐ แหง คือ ภเู ขาคิชฌกูฏ ๑ โคตมนโิ ครธ ๑ โจรัปปปาตะ ๑ สัตตบัณณ คูหา ๑ กาฬสิลา ๑ สัปปโสณฑกิ า ๑ ตโปทาราม ๑ เวฬุวัน ๑ ชีวกัมพวัน ๑ มัททกุจฉิมคิ ทายวนั ๑ เมอื งเวสาลี ๖ แหง คือ อุเทนเจดยี  ๑ โคตมกเจดยี  ๑ สตั ตัมพเจดยี  ๑ พหปุ ุตตเจดยี  ๑ สารันทเจดยี  ๑ ปาวาลเจดยี  ๑ ทรงสัง่ สอนพทุ ธบรษิ ัทดวยสงั เวคกถาและอปั ปมาทธรรม พระผมู พี ระภาคเจาตรัสเรียกภิกษทุ ้ังหลายมาแลวทรงสอนวา คนทั้งหลาย ท้งั ท่เี ปน คนหนมุ สาว คนแก ทั้งที่เปนคนโง คนฉลาด ทัง้ ทีเ่ ปนคนมัง่ มี และคนยากจน ลว นแตมคี วามตายรอคอยอยูขางหนา เหมือนภาชนะดนิ ทีน่ ายชา งหมอกระทำไว สดุ ทายกต็ อ งแตกทำลาย ทา นทงั้ หลาย จงใหประโยชนตน ประโยชนผอู ่ืนถึงพรอมบริบูรณด ว ยความไมป ระมาทเถิด เวสาลีนาคาวโลก ทรงเหลียวกลบั มาทอดพระเนตรเมอื งไพศาลี ครง้ั นั้น เวลาเชา สมเดจ็ พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ เขาไปบิณฑบาตในพระนครไพศาลี ครัน้ เสดจ็ กลับจากบิณฑบาต ไดท อดพระเนตรเมืองไพศาลีเปน นาคาวโลก คอื กลับเยอื้ งพระกายมาท้ัง พระองคเ ปน มหาปุรสิ อาการอยา งหนง่ึ แลวตรัสกบั พระอานนทว า การดูเมืองไพศาลีคร้ังน้ีเปน ปจ ฉิมทศั นะ (การดูครงั้ สุดทา ย) ของตถาคต เราไปบา นภณั ฑุคามกันเถดิ ทรงแสดงอริยธรรม ๔ ประการ ณ บา นภณั ฑคุ ามนั้น ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ คือ ศลี สมาธิ ปญญา วิมุตติ วา เปน อรยิ ธรรม (ธรรมทำความเปนอริยะ) ทรงอธิบายวาเพราะไมไดตรสั รธู รรม ๔ ประการนี้ เราและทา น ทัง้ หลายจึงไดท องเทย่ี วไปในภพกำเนดิ ไดรับความทุกขอ นั วิจติ รเปนอเนกประการ แตบดั น้ี เราและทา น ท้งั หลายตรัสรธู รรม ๔ ประการนี้แลว จึงทำลายโมหะ และดบั ตัณหาเสียได การเกดิ ในภพใหมจงึ ไมมี ทรงแสดงไตรสกิ ขาวา เปนปฏปิ ทาแหง วิมตุ ติ ทรงแสดงอานิสงส (คุณ) แหง ศลี วา เปน ที่ต้ังอันใหญแหง คณุ พิเศษช้นั สงู เหมือนแผนดนิ เปน ที่ อาศัยทำงานของมนุษย ศีลเมอ่ื บรบิ ูรณด ี ยอ มกอใหเกดิ สมาธิ สมาธทิ ีเ่ กิดจากศีลอนั บรสิ ทุ ธิย์ อมมอี านสิ งส ใหญย่ิง สมาธิเมือ่ ม่ันคงดีแลวยอ มกอ ใหเ กดิ ปญญา ปญ ญาที่เกิดมาจากสมาธิอนั แนว แนและบริสทุ ธ์ิ ยอมมี อานสิ งสใ หญย ิง่ คอื จะทำใหจ ิตมคี วามรูแจงเหน็ จริง เมือ่ จิตรูแจงเหน็ จรงิ ดว ยอำนาจปญญาแลว ยอม หลดุ พนจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ทั้ง ๓ อยางไมมีเช้อื เหลือ (นิรนิ ธนพินาศ) พระผมู พี ระภาคเจาเสด็จประทบั อยทู อ่ี านนั ทเจดีย เขตโภคนคร ตรสั มหาประเทศ (เครอ่ื ง กำหนดรภู าษติ ของพระองค) ฝายพระสูตร เรียกวา สตุ ตันติกมหาปเทส ๔ ใจความยอ วา ถามีผอู ื่นมา อา งพระศาสดา สงฆ คณะ หรือบคุ คล แลว แสดงวานีเ้ ปน ธรรม เปน วินยั เปนสัตถศุ าสน อยา พงึ ดวน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 74

75 รับรองหรอื ดวนปฏิเสธ พึงสอบสวนดกู บั พระวินยั และพระสูตร ถาขัดแยง กัน พึงทราบวา น่นั ไมใ ชธ รรม วนิ ัย และสัตถุศาสน ถาตรงกันทั้งพระวินยั และพระสูตร พงึ ทราบวา น่นั เปนธรรม วนิ ัย และสัตถุศาสน วันทน่ี ายจนุ ทะถวายปจ ฉมิ บณิ ฑบาต พระผูม พี ระภาคเจาประทบั อยทู โี่ ภคนครนั้นตามสมควรแกเ วลา จึงเสดจ็ ไปถงึ ปาวานคร ประทับอยทู ่ีปา ไมม ะมวงของนายจุนทกมั มารบตุ ร นายจุนทะไดเขาไปเฝา ไดฟ ง พระธรรมเทศนา เชือ่ กรรมและวิบากแลว จึงทูลอาราธนาพระองคพรอมทัง้ พระสงฆเ พ่ือรบั อาหารบณิ ฑบาตในวนั รงุ ขึ้น พระองคท รงรับโดยดุษณียภาพ วันรงุ ข้นึ ท่นี ายจนุ ทะไดถวายภัตตาหารปจ ฉิมบณิ ฑบาตทานนัน้ เปน วนั ทพ่ี ระองคเสดจ็ ดบั ขนั ธป รนิ ิพพาน ซ่ึงพระอรรถกถาจารยก ลา ววา วันวิสาขปรุ ณดี ถิ เี พ็ญเดือน ๖ เสดจ็ สกู สุ ินารานคร เมอ่ื พระผมู พี ระภาคทรงเสวยภตั ตาหารของนายจนุ ทะแลว ทรงพระประชวรลงพระโลหติ อยาง หนกั แตทรงอดกลั้นไวดวยอธวิ าสนขันตธิ รรม ครั้งนั้นไดต รสั เรียกพระอานนทม าสงั่ วา จะเสด็จไปยังเมืองกสุ นิ ารา ในระหวา งทางไดพ บกบั บุตรแหงมลั ลกษตั ริยคนหน่ึง ช่อื ปุกกสุ ะ เปนสาวกของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงแสดงธรรมเทศนาแกเขา ทำใหเ ขาเกดิ ศรัทธาเลอ่ื มใส ไดถ วายผาคูเ น้ือดี เรียกวา ผาสิง ควิ รรณ รบั ส่ังใหถวายพระอานนทเ ถระผนื หนึง่ แตพระเถระไดถวายใหพระองคท รงนุงผืนหน่ึง หมผืนหน่ึง ทำใหผวิ พรรณพระกายบริสุทธผ์ิ ดุ ผาดผองใส จนพระอานนทกราบทูลสรรเสริญ จงึ ตรัสแกพระเถระวา กายแหง พระตถาคตยอ มบรสิ ทุ ธิ์ พรรณแหงผิวผุดผองย่ิงนกั ๒ คร้งั คือ เวลาราตรที ีจ่ ะตรัสรู อนุตตร สมั มาสมั โพธญิ าณ และเวลาราตรีทจี่ ะปรินพิ พานดว ยอนุปาทิเสสนพิ พานธาตุ ประทมอฏุ ฐานไสยา ลำดบั นั้น พระผูมีพระภาคเจาพรอ มดวยภิกษุสงฆ เสด็จพทุ ธดำเนนิ ไปถึงแมน ้ำกกุธานที ได เสด็จลงสรงและเสวยแลว เสดจ็ ไปประทบั ยังอัมพวัน ตรัสเรยี กพระจนุ ทกเถระใหปผู าสงั ฆาฏิเปน ๔ ชน้ั ถวาย ทรงสำเรจ็ สีหไสยาโดยขางเบอื้ งขวา ต้ังพระบาทใหเ หลอ่ื มกัน มสี ติสมั ปชัญญะทำพระทยั ซ่งึ อุฏฐาน สญั ญา ความต้ังใจจะเสด็จลกุ ขึ้น โดยมพี ระจุนทกเถระนงั่ เฝา อยู ทรงดบั ความเดอื ดรอ นใจของนายจนุ ทะ ณ สถานทนี่ ้นั ไดตรัสเรียกพระอานนทเถระมาตรัสวา บิณฑบาต ๒ อยา ง มีผลเทา กัน ทงั้ มี ผลมาก มีอานสิ งสม ากกวาบณิ ฑบาตอ่ืน ๆ คอื บณิ ฑบาตท่พี ระตถาคตบรโิ ภคแลวตรสั รอู นตุ รสมั มา สมั โพธิญาณ ๑ ทพี่ ระตถาคตบริโภคแลว ปรนิ พิ พานดว ยอนปุ าทเิ สสนิพพานธาตุ ๑ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 75

76 ทรงเปลง อทุ าน พระผมู พี ระภาคเจาทรงปรารภการบำเพญ็ กศุ ลของนายจนุ ทะ ไดเ ปลง อทุ านวา บุญกศุ ลยอ ม เจรญิ แกผ ูบ ริจาคทาน ผูสำรวมในศีล (รกั ษาศีล) ยอมไมกอ เวร คนฉลาดยอมละบาปได เพราะความสิน้ ราคะ โทสะ และโมหะ ยอ มเปน ผูมคี วามเยน็ ใจ มหาปรนิ พิ พานสตู ร กณั ฑท ่ี ๙ ภาคหลัง เสดจ็ ถงึ เมอื งกสุ นิ ารา ประทมอนุฏฐานไสยา ครั้งนน้ั พระผมู พี ระภาคเจา พรอ มดวยภกิ ษุสงฆ เสดจ็ พทุ ธดำเนินขามแมน้ำหิรัญญวดี ถงึ เมือง กสุ ินารา ประทบั ณ สาลวัน ตรสั สั่งใหพ ระอานนทเถระต้งั เตียงระหวางไมร งั ทง้ั คู ผนิ ศรี ษะไปทางทศิ อดุ ร ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยขางเบอื้ งขวา วางพระบาทเหลอ่ื มกนั มสี ตสิ มั ปชัญญะ แตม ิไดมอี ฏุ ฐานสญั ญา มนสิการ เพราะเปนไสยาอวสาน เรยี กวา อนฏุ ฐานไสยา ทรงยกยอ งปฏบิ ัตบิ ชู า สมยั นัน้ พระผูมพี ระภาคทรงปรารภการสักการบูชาของเทวดาทง้ั หลาย ไดต รัสแกพระอานนท เถระวา พระตถาคตไมเ ปนอนั บริษัทบชู าดวยสกั การะพเิ ศษเพียงเทาน้ี ผูทป่ี ฏิบัติธรรมสมควรแกธ รรม ธรรมบทหนา หมายถึง วิธกี าร ธรรมบทหลัง หมายถึง เปาหมาย ปฏิบตั ิชอบยง่ิ ประพฤติตามธรรม (โลกุตตรธรรม) จงึ ชือ่ วาบชู าพระตถาคตดว ยการบชู าอยางยิง่ ทรงแสดงสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พระโลกนาถทรงแสดงสถานท่ี ๔ ตำบล แกพ ระอานนทเถระวา เปน ท่คี วรจะดู ควรจะเหน็ ควรใหเกดิ สังเวชแหง กลุ บตุ รผมู ศี รัทธา คือ สถานท่ปี ระสตู ิจากพระครรภ ๑ สถานท่ีตรสั รูพระอนุตร สัมมาสัมโพธญิ าณ ๑ สถานทีแ่ สดงพระอนตุ รธรรมจกั ร (ปฐมเทศนา) ๑ สถานทปี่ รินพิ พานดว ยอนปุ าทิ เสสนพิ พานธาตุ ๑ การบชู าพระพทุ ธสรีระเปน กิจของคฤหัสถ พระพุทธองคไดตรัสแกพ ระอานนทเถระวา ดูกอนอานนท สหธรรมิกบรษิ ทั จงอยา ขวนขวาย เพื่อจะบชู าสรีระแหงพระตถาคตเลย เธอท้งั หลายจงเปน ผไู มป ระมาท มคี วามเพียรมงุ ตอที่สดุ แหง พรหมจรรยอ ยทู ุกอิริยาบถเถิด กษัตรยิ  พราหมณ คฤหบดี ทง้ั หลาย ผเู ปนบัณฑติ เล่ือมใสในพระ ตถาคตมีอยู เขาเหลา นนั้ จกั ทำสกั การบูชาสรีระแหงพระตถาคตเอง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 76

77 วิธีปฏบิ ตั ิในพระพุทธสรรี ะ พระพุทธองคตรัสแกพ ระอานนทเถระ ผูทูลถามถงึ วิธปี ฏบิ ัติในพระพุทธสรรี ะวา ชนทง้ั หลาย พนั ซงึ่ สรีระของจกั รพรรดริ าชดว ยผา ใหม แลว ซบั ดว ยสำลี แลวหอ ดวยผา ใหมโดยอุบายนี้หารอ ยชั้น แลว เชิญพระสรรี ะลงประดิษฐาน ณ รางเหลก็ อนั เต็มไปดวยนำ้ มนั ปดครอบดว ยรางเหล็กอันเปน ฝา ทำ จติ กาธาร ลวนแตดว ยไมหอม ทำฌาปนกจิ แลว เชิญพระอัฏฐธิ าตบุ รรจทุ ำสถปู ไว ณ ทปี่ ระชมุ แหง ถนน ใหญทง้ั ๔ ฉนั ใด พึงปฏบิ ัติในพระตถาคตเจา ฉันนน้ั เถิด ถปู ารหบุคคล ๔ ครน้ั ทรงแสดงอจั ฉริยบุรษุ รตั น ๒ ประเภทดงั นี้แลว จึงไดท รงแสดงถปู ารหบุคคลผคู วรแกก าร ประดษิ ฐานสถปู ๔ ประเภท คือ พระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจา ๑ พระปจเจกสมั พทุ ธเจา ๑ พระ ตถาคตสาวกอรหนั ต ๑ พระเจา จักรพรรดิราช ๑ ทรงแสดงขออศั จรรย ๔ ประการ ในพระอานนท พระพุทธองคทรงแสดงขอ อศั จรรย ๔ ประการในพระอานนทเ ถระวา เมื่อภิกษุบริษัท ภิกษุณี บรษิ ทั อุบาสกบรษิ ัท หรอื อุบาสิกาบริษทั เขาไปหาเพ่ือจะพบพระอานนท บรษิ ทั น้ันไดเ หน็ เธอแลว ก็มีจติ ยนิ ดี ถาอานนทแ สดงธรรม บรษิ ัทนัน้ กม็ จี ติ ช่ืนชมดว ยภาษติ ของอานนท ไมอ ่ิม ไมเบือ่ ธรรมกถาคตท่ี อานนทแสดงนัน้ เลย คร้ันอานนทนิง่ หยดุ ธรรมกถา บรษิ ทั ๔ ซึ่งไดสดับนั้น ก็มจี ติ ยินดี ไมอ ิม่ ไมเ บอื่ ตรัสใหแ จง ขา วปรนิ ิพพานแกพ วกมัลลกษัตรยิ  ครงั้ น้ัน พระผูมีพระภาคเจาตรัสสง่ั พระอานนทใหเ ขา ไปบอกพวกมัลลกษัตรยิ ใ หทราบวา พระ ตถาคตจกั ปรินพิ พาน ณ ยามสดุ ทายแหงราตรวี ันน้ี เพื่อใหมัลลกษัตริยทัง้ หลาย จะไดไมต อ งเดือดรอนใน ภายหลังวา พระตถาคตเจาไดป รนิ พิ พานในคามเขตของเรา โปรดสภุ ัททปรพิ าชก คร้งั น้ัน ปริพาชกคนหน่ึงชอื่ วา สภุ ัททะ อาศยั อยูในเมอื งกสุ ินารา มคี วามเช่ือเรอ่ื งที่อาจารย เกา ๆ เลากันตอ ๆ มาวา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจายอมเกิดขึน้ ในโลกเปน บางครัง้ บางคราว และ พระองคก็จะปรนิ พิ พานในราตรีน้ี ตนเองยังมีความสงสัยในเรือ่ งครทู งั้ ๖ มีปุรณกสั สป เปน ตน ซงึ่ คน ทัง้ หลายสมมตกิ ันวาเปน คนดี ประเสรฐิ ครทู งั้ ๖ นั้นไดต รสั รูด วยปญ ญาอนั ยิ่งของตนจรงิ หรอื ไม จงึ เขา ไปเฝา พระผมู ีพระภาค ทูลถามปญ หานัน้ พระพทุ ธองคตรัสวา ดกู อนสุภัททะ การท่ีครทู ้งั ๖ จะไดต รัสรูหรือไมไ ดตรัสรูน ้ัน อยา สนใจ เลย ตถาคตจะแสดงธรรมแกเ ธอ ดกู อนสุภทั ทะ อรยิ มรรคมีองค ๘ ไมมใี นธรรมวนิ ัยใด สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ยอมไมมีในธรรมวนิ ยั นนั้ อรยิ มรรคมีองค ๘ นัน้ มอี ยูในธรรมวินยั (องเรา) นี้เทาน้นั ท้ัง พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 77

78 ที่เปน ปฏิปทา (เอปฏิบตั ิ) และอภิสมัย (การตรสั รู) ดังนน้ั สมณะที่ ๑ (พระโสดาบัน) สมณะที่ ๒ (พระสกทิ าคามี) สมณะท่ี ๓ (พระอนาคามี) สมณะที่ ๔ (พระอรหนั ต) ยอ มมีจรงิ ในธรรมวนิ ยั นีเ้ ทา นัน้ ปจฉมิ สกั ขิสาวก เมอ่ื พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาน้ีแลว สภุ ทั ทะไดท ลู ขอบวชในพระพทุ ธศาสนา แตใน ฐานะท่ีเคยเปนเดยี รถียอยูกอน จงึ ตอ งอยูต ิตถยิ ปรวิ าส ๔ เดือน สภุ ัททะทลู วา แมจะตอ งอยูถ ึง ๔ ป ก็ ยินดี เม่ือทรงทราบความจริงใจเชนน้ี จงึ ตรสั แกพระอานนทเถระวา ถา เชน นั้นทา นทัง้ หลายจงบวชใหสุภทั ทะเถดิ พระสุภทั ทะจึงไดชอ่ื วา ปจฉมิ สักขสิ าวก คือ เปนสาวกรูปสุดทายท่ไี ดบวชในสำนกั ของพระ ศาสดา ตอมาไมนานทา นกไ็ ดบรรลุอรหัตผล ทรงต้งั พระธรรมวนิ ยั เปนศาสดา พระผมู ีพระภาคเจาไดต รัสแกพระอานนทเถระวา ดกู อ นอานนท ตอ ไปภายหนาทานทงั้ หลาย พงึ มีความวิตกวา ศาสนาไมม พี ระศาสดา ขอน้ันมชิ อบมคิ วรเลย ดูกอนอานนท ธรรมก็ดี วินยั กด็ ี อนั ใด ท่ีเราไดแ สดงแลว ไดบญั ญตั ิแลว แกเธอทง้ั หลาย ธรรมและวนิ ัยนน้ั เปนศาสดาแหงทานทั้งหลายโดยกาลลวง ไปแหง เรา ประทานปจ ฉมิ โอวาท ลำดับนั้น พระพุทธองคไดป ระทานปจฉมิ โอวาทแกภิกษทุ ง้ั หลายวา ดูกอ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย บัดนี้ เราตถาคตขอเตือนทานทัง้ หลายวา สังขารท้ังหลายมคี วามเสอื่ มเปน ธรรมดา ทา นทั้งหลายจงใหกจิ ท้งั ปวง ถึงพรอมบรบิ รู ณด ว ยความไมป ระมาทเถดิ นเ้ี ปนวาจาที่สุดแหง พระตถาคตเจา พระวาจาน้แี สดงใหเห็นวา พระผูมีพระภาคเจาไดรวบรวมโอวาทท้ังปวงทไ่ี ดป ระทานแลวเปน เวลา ๔๕ พรรษา ลงในความไมป ระมาทอยา งเดียวเทา นั้น ปรนิ พิ พาน หลงั จากทรงประทานปจฉมิ โอวาทแลว พระพทุ ธองคไมไดตรัสอะไรอีกเลย ทรงเขาอนุปุพพ วหิ ารสมาบัติ ๙ คือ รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสญั ญเวทยติ นิโรธ ดับจติ ตสังขาร คือ สญั ญา และ เวทนา ทรงออกจากสัญญาเวทยติ นิโรธแลว ทรงเขาสมาบัติ ๘ ถอยหลังกลับมาจากเนวสญั ญานา สญั ญายตนะถึงปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแลว ทรงเขาทตุ ิยฌาน จนถึงจตุตถฌาน ครน้ั ออกจากจตตุ ถ ฌานแลว จึงดับขันธปรินพิ พานในปจ ฉมิ ยามแหง ราตรีวนั วิสาขปรุ ณมี ผกู ลาวคาถาแสดงธรรมสงั เวช เมือ่ พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ ดับขันธปรนิ ิพพานน้ัน มีผกู ลาวคาถาแสดงธรรมเวช ความสลดใจ กบั เหตกุ ารณ ๔ ทา น คือ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 78

79 ๑. ทาวสหับมบดีพรหม กลาววา พระตถาคตสมั มาสมั พุทธเจา ผูเปนศาสดาหาบุคคลเปรียบ ไมไ ดในโลก ทรงมีพลังแหงญาณ มาดับขนั ธปรินิพพานในโลกใด สัตวโลกทกุ รปู ทกุ นามจักตอ งทอดทิง้ รา งกายของตน (ถมทับ) ไวในโลกน้นั (แนนอน) ๒. ทาวโกสยี เทวราช กลาววา สังขารทงั้ หลายไมเทย่ี ง มีความเกิดและความดับเปนธรรมดา (ปกต)ิ เกดิ ขนึ้ แลว ยอมดบั ไป ความทสี่ ังขาร (เบญจขนั ธ) เหลาน้นั ระงับไป (ไมเกิด) นำมาซึง่ ความสขุ (ไมตอ ง แก เจ็บ ตาย) ๓. พระอนุรทุ ธเถระ กลาววา พระผูมีพระภาคเจา ผูม ีพระทยั ม่นั คง ทรงสน้ิ ลมปราณแลว พระมุนีมิไดหวั่นไหวตอโลกธรรม มุงแตสันติอยางเดยี ว ไมท รงระยอตอ มรณะใด ๆ ทรงอยเู หนอื เวทนา ทุกอยาง การปรินิพพานและความหลดุ พนแหงใจของพระองค เปรียบเหมือนประทปี อนั ไพโรจนช ัชวาล เตม็ ท่ีแลวดบั ไป ๔. พระอานนทเ ถระ กลา ววา เม่อื พระสัมมาสมั พทุ ธเจาผเู พยี บพรอมไปดว ยความดี เสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพาน เวลาน้นั ความนาสะพรึงกลวั ความสยดสยอง ไดเ กิดมีแลวแกเ ทวดาและมนุษยท ง้ั หลาย (วาความตายไมล ะเวน ใครเลย) ธาตวุ ิภชั ชนกถา กัณฑท ่ี ๑๐ ปรนิ พิ พานได ๘ วัน ถวายพระเพลงิ พระอรรถกถาจารยกลา ววา เม่ือพระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ ดับขันธปรินพิ พานได ๘ วัน จึงได ทำการถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ ตามนัยน้ี คอื วนั แรม ๘ ค่ำ เดอื น ๖ ทท่ี ำเชนนี้ เพราะรอพระ มหากัสสปเถระ ผูเปน สาวกผูใหญทส่ี ดุ ในเวลานัน้ สว นที่ไมถ กู เพลิงไหม คร้นั พระมหากสั สปเถระพรอมกบั ภกิ ษุสงฆ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถงึ จึงไดท ำการถวายพระ เพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ พระฉวีหนงั ผิวภายนอก พระจมั มะหนังภายใน พระนหารุ เสนเอ็น พระลสกิ า ไข ขอ พระมังสะ เนอ้ื ท้ังหมดถกู เพลิงไหมไมเ หลือแมแตเ ถาและเขมา สว นพระอฐั ิ พระเกสา พระโลมา พระนขา พระทนต กับผา ๒ ผนื ยังเหลืออยู เพลงิ มิได ไหม กษัตรยิ และพราหมณส งทตู มาขอพระธาตุ ครง้ั น้นั กษัตรยิ แ ละพราหมณ ๗ หัวเมอื งไดสง ทูตมาขอพระสารรี ิกธาตุ คือ ๑. พระเจาอชาตศตั รู แหง แควน มคธ ๒. กษตั ริยลจิ ฉวี แหงพระนครไพศาลี ๓. กษตั ริยศากยะ แหง กบลิ พสั ดนุ คร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 79

80 ๔. ถลู ีกษัตริย ในอัลลกัปปนคร ๕. โกลิยกษตั รยิ  ในรามคาม ๖. มหาพราหมณ เจา เมืองเวฏฐทีปกนคร ๗. มัลลกษัตรยิ  แหงปาวานคร แตมลั ลกษัตรยิ แ หงกุสินารานครไมยอมแบง ให และทูตานทุ ตู จากพระนครท้ัง ๗ น้นั กไ็ มยอม ทอ ถอย จวนจะเกิดวิวาทเปน สงครามสมั ประหารใหญ โทณพราหมณแจกพระบรมสารรี ิกธาตุ คร้ังนั้น มีพราหมณคนหนึ่งช่อื โทณะ เปน ผูใ หญ มีความรูทั้งคดโี ลก คดีธรรม เปนท่ีเชือ่ ถือ ของประชุมชน เห็นวา จะเกิดสงครามเพราะพระสารีริกธาตุ ซึง่ เปน การไมส มควร จึงไดมาเจรจาใหมลั ลกษัตริยแ หง กุสินารายินยอม โดยกลาวในทามกลางกษัตรยิ และพราหมณเหลานน้ั วา องคสมเดจ็ พระผมู ี พระภาคเจาทรงเปน ขนั ติวาทะกลา วสรรเสริญความอดทนอดกล้ัน การปรารภสว นพระสรีระของพระองค แลว ประหัดประหารกันดวยอาวธุ เปนการไมดเี ลย ขอใหเ ราทงั้ ปวงสามคั คีปรองดอง ยม้ิ แยมแจมใสเขา หา กนั แบง พระสารีรกิ ธาตเุ ปน ๘ สวน ใหเ ทา กันทุกพระนครเถิด โทณพราหมณไดก ลาวถอยคำแสดงขนั ตวิ าทะและสามัคคธี รรมจบลงแลว กษตั รยิ และพราหมณ ทั้งหลายไดสามคั คีพรอมเพรยี งกนั แบงพระธาตุเปน ๘ สวน แลวนำกลับไปสรางสถปู บรรจไุ วเปนที่เคารพ สักการะยังพระนครของตน โทณพราหมณขอทะนานตวงพระธาตุ เมือ่ กษตั ริยและพราหมณทงั้ หลายยนิ ยอมแบง พระธาตนุ นั้ โทณพราหมณไดถือเอาตุมพะ คือ ทะนานทอง ตวงพระธาตุแจกให เสรจ็ แลว ไดขอตุมมะน้นั ไปสรางสถูปบรรจุไวใหประชาชนสักการะบูชา โมริยกษตั ริยเ ชญิ พระอังคารไปบรรจุ ครัง้ นนั้ โมริยกษัตรยิ เ มืองปป ผลวิ ัน ไดสงทตู มาขอแบงพระสารรี กิ ธาตุ แตมาไมท นั มัลลกษตั รยิ จึงใหเชิญพระองั คาร (เถาถาน) ไปทำสถูปบรรจไุ วส ักการะบชู า ประเภทแหงสัมมาสมั พุทธเจดีย กษตั ริยและพราหมณ ๗ หวั เมอื ง ดังกลาวมา และมลั ลกษัตริยแ หงกสุ ินารานคร ตางสราง พระสถปู เจดยี บรรจพุ ระสารรี ิกธาตุสว นท่ตี นไดไ ปไวใ นเมืองของตน ๆ จึงรวมเปน พระธาตเุ จดีย ๘ แหง โทณพราหมณส รางสถูปบรรจุทะนานตวงพระธาตุ เรียก ตุมพสถูป โมรยิ กษัตรยิ แ หงปปผลวิ ัน นำเอาพระองั คารไปสรางสถูปบรรจุไว เรยี กวา อังคารสถูป พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 80

81 รวมทัง้ หมดจึงมีพระสถปู เจดยี สถานหลังประถมกาลแหงปรนิ พิ พานขององคสมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจาอยู ๑๐ ตำบลดวยกนั ดวยประการฉะนี้ สงั เวชนยี สถาน ๔ ตำบล เปนพทุ ธเจดยี ด วย อนึ่ง สังเวชนยี สถาน ๔ ตำบล คือ สถานทพ่ี ระตถาคตประสูติ ๑ สถานทตี่ รัสรู ๑ สถานท่แี สดงพระธรรมจกั ร ๑ สถานที่ปรินิพพาน ๑ ทรงแสดงแกพระอานนทเถระวา เปนสถานท่ี กุลบุตรผมู ีศรัทธาควรจะดู ควรจะเหน็ ควรจะใหเ กดิ ความสังเวช ฉะน้นั จึงจัดเปน เจดยี ด ว ย พระพุทธรปู เปน อทุ เทสิกเจดีย ตอมาพทุ ธศาสนกิ บณั ฑิต ไดค ิดสรางพระพุทธรปู ปฏมิ า เปนเครอ่ื งระลกึ ถึงองคส มเด็จพระบรม ศาสดา ใหเ กิดพทุ ธารมณปตใิ จ พระพุทธรูปปฏิมานี้ เรยี กวา อุทเทสกิ เจดยี  ธรรมเจดยี  อนงึ่ วญิ ูชนบางพวก ไมสามารถจะสรา งพระพทุ ธรูปปฏิมาได หรอื สรางไดแตไ มนยิ ม จึงได สรา งพระสถปู ขึน้ แลว นำเอาใบลานทจี่ ดจารกึ พทุ ธวจนปรยิ ตั ิธรรม มปี ฏจิ จสมปุ บาท เปนตน บรรจไุ ว ภายใน เพ่อื กราบไหวบูชา สถปู นี้เรียกวา ธรรมเจดีย เจดีย ๒ ประเภท เจดียครัง้ ประถมกาลแหงปรินิพพานของพระบรมศาสดามี ๒ ประเภท คือ ธาตุเจดีย ๑ บรโิ ภคเจดยี  ๑ ๑. ธาตเุ จดยี  ไดแก เจดียบ รรจุพระธาตุ ๘ แหง ๒. บรโิ ภคเจดีย ไดแ ก เจดยี บ รรจตุ มุ พะ คอื ทะนานตวงพระธาตุ และเจดียบรรจพุ ระ องั คารของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา เจดยี ท ง้ั หมดมี ๔ ประเภท เพราะฉะนนั้ เม่ือรวมเจดยี ซง่ึ แสดงไวใ นพระบาลี คมั ภีรอ รรถกถาและฎีกากลาวรวมเปน อนั เดยี วกนั กไ็ ดเ จดยี เ ปน ๔ ประเภท คือ ธาตุเจดีย บริโภคเจดยี  ธรรมเจดีย และอุทเทสิกเจดีย ความเปน มาแหง พระธรรมวนิ ยั เพราะเหตทุ ่ีพระผมู พี ระภาคเจา ไดตรัสแกพระอานนทเถระในวันจะปรนิ ิพพานวา เมื่อเราผู ตถาคตปรินิพพานลวงไปแลว ธรรมและวนิ ัยจกั เปนศาสดาแหงเธอทง้ั หลาย ในวนั ทโี่ ทณพราหมณแ จกพระ สารรี ิกธาตุ ภิกษุเปน อนั มากมาสนั นบิ าตประชมุ กัน ทานมหากัสสปะซึ่งเปน เถระในสงฆ จึงไดนำการติ เตียนพระธรรมวนิ ัยอนั สภุ ทั ทวฑุ ฒบรรพชิตเจรจากับภิกษทุ ง้ั หลาย มาบอกกลาวแกพระสงฆ แลวชกั ชวน ใหทำสงั คายนาพระธรรมวนิ ัย เพอ่ื ความม่นั คงแหงพระพุทธศาสนา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 81

82 พระเถระคดั เลือกพระอริยสงฆองคอ รหนั ตได ๕๐๐ รูป แลว ไดพรกั พรอ มกนั ณ เมอื ง ราชคฤห ทำสังคายนาคร้ังแรกเมื่อพระศาสดาปรนิ ิพพานได ๓ เดอื น (กลางเดือน ๙) ใชเ วลา ๗ เดอื น จึงแลวเสร็จปฐมสังคายนา สังคายนาคร้ังที่ ๒ เมอื่ พระศาสดาปรนิ พิ พานได ๑๐๐ ป เหลาภิกษวุ ัชชีบตุ ร ชาวเมอื งไพศาลี ละเมดิ พระธรรม วินยั ไดท ้ังสหธรรมกิ และคฤหสั ถจำนวนมากเปนฝกฝาย พระอรหนั ต ๗๐๐ รปู มีพระยสกากณั ฑบตุ ร เถระเปนประธาน ไดพ รกั พรอ มกนั ณ วาลกิ าราม เมืองไพศาลี ชำระเสี้ยนหนามพระธรรมวินัยใหสูญไป โดยอาณาสงฆ ประดิษฐานธรรมวงศบ รสิ ทุ ธ์ิสืบมาในมัธยมชนบทสิน้ กาลนาน สงั คายนาครั้งที่ ๓ ครั้นพระพุทธศาสนาผานมาได ๒๑๘ ป สมัยพระเจาอโศกมหาราชครองราชสมบตั ิ ณ ปาตลี บุตรนคร เกิดเสีย้ นหนามแกพ ระธรรมวนิ ัยอีก เพราะเหลาเดยี รถยี ปลอมเขามาบวชในพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลีบตุ ร ตสิ สเถระ ไดพ ึงราโชปถัมภใ นพระเจาอโศกมหาราช กำจดั เดียรถียเ หลา น้นั ออกจากสงั ฆ มณฑลไดแลว พรักพรอ มกับภิกษุสงฆอ งคอรหันตผทู รงธรรมวินัยชำระวาทะซ่งึ เปน มลทนิ แหง พระพทุ ธศาสนาเรยี บรอ ยแลว ประดิษฐานธรรมวงศใ หดำรงสบื มา ตง้ั แตพ ระศาสดาเสดจ็ ดับขนั ธปรินพิ พานมาเปน เวลาประมาณ ๔๕๐ ป พุทธบริษัทไดทรงจำ พระธรรมวินยั มาโดยมขุ ปาฐะ คอื การทองจำ ไมไดจ ดบนั ทกึ ดวยตัวอกั ษร ครั้นเวลาผานมา ทา นกำหนดวา ประมาณ ๔๕๐ ป แตพุทธปรินิพพาน พุทธบริษัทชาวสิงหล ซงึ่ รับพระพุทธศาสนาจากพระมหนิ ทเถระ แตป ๒๓๖ หลังพุทธปรินิพพาน ประชุมกนั ในอาโลกเลณ สถาน ในมลัยชนบท ลังกาทวีป ไดเ ขียนพระปรยิ ตั ิธรรมเปน อกั ษรจารึกลงไวใ นใบลาน คลายกบั การ สงั คายนาคร้งั ท่ี ๔ สงั คายนาครง้ั ที่ ๔ พระธรรมวนิ ัย คือ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพทุ ธเจาไดแพรหลายมาจนถึงเราทง้ั หลาย โดย วธิ กี ารดงั ไดพ รรณนามาฉะนแ้ี ล ฯ ประวตั พิ ระเถระ ๑๖ รปู ผูเคยเปนศิษยพราหมณพาวรี มพี ราหมณค นหนง่ึ ชื่อพาวรี ซง่ึ ออกไปบวชประพฤตพิ รตตามลทั ธิของพราหมณ ตั้งอาศรมอยทู ่ี ฝง แมน้ำโคธาวารี ในท่พี รมแดนแหง เมืองอัสสกะและอาฬกะ เปน อาจารยใ หญบอกไตรเพทแกหมูศ ิษย ได ทราบวา พระโอรสของศากยราช เสดจ็ ออกบรรพชา ปฏญิ ญาพระองคว าเปน ผตู รสั รูเองโดยชอบ แสดง ธรรมส่งั สอนประชมุ ชน มคี นเช่ือและเลือ่ มใส ยอมตนเปน สาวกปฏิบัตติ ามคำส่ังสอนเปน อันมาก พาวรคี ิดหลากใจใครจะสืบสวนใหไดความแน จึงเรยี กมาณพผเู ปนศษิ ย ๑๖ คนมอี ชติ มาณพ เปนหวั หนา ผกู ปญหาใหค นละหมวด ๆ ใหไปทลู ถามลองดู มาณพท้งั ๑๖ คนลาอาจารยแลว พา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 82

83 มาณพที่เปน บรวิ ารไปเฝา พระศาสดาทป่ี าสาณเจดยี แวนแควน มคธ ทูลขอโอกาสถามปญหาคนละหมวด ๆ ครัน้ พระศาสดาทรงอนุญาตแลว อชิตมาณพทลู ถามปญหาเปนคนแรก ๔ ขอ ดังนวี้ า โลกคือหมูสตั ว อนั อะไรปด บงั ไว จึงหลงดุจอยูในที่มืด, เพราะอะไรเปนเหตุ จงึ ไมมีปญญาเหน็ ปรากฏ, พระองคตรสั วา อะไรเปนเครอ่ื งฉาบไลสัตวโลกน้นั ใหติดอยู, และตรสั วาอะไรเปนภัยใหญข องสตั วโลกนนั้ พระศาสดาทรงพยากรณวา โลกคือหมสู ัตว อันอวิชชาคือความไมร ูแจง ปด บังไวแ ลว จึงหลง ดุจอยใู นท่มี ืด, เพราะความอยากมปี ระการตา ง ๆ และความประมาทเลนิ เลอ จงึ ไมมปี ญ ญาเหน็ ปรากฏ, เรากลา ววาความอยากเปน เครอ่ื งฉาบไลสตั วโลกใหตดิ อย,ู และเรากลาววาทุกขเ ปน ภัยใหญข องสตั วโ ลกน้นั อ. พระองคจ งตรัสบอกวา อะไรเปน เครอื่ งหา ม เปน เคร่ืองกันความอยาก ซ่ึงเปน ดุจกระแสนำ้ หลั่งไหลไปในอารมณท้งั ปวง ความอยากนั้น จะละไดเพราะ ธรรมอะไร พ. เรากลาววา สตเิ ปนเครือ่ งหามเปนเครอื่ งก้ันความอยากน้ัน และความอยากนนั้ จะละได เพราะปญ ญา อ. ปญญา สติ กบั นามรูปน้ัน จะดบั ไป ณ ทีไ่ หน ขาพเจาทลู ถามแลว ขอพระองคตรสั บอก ความขอ นแ้ี กขาพเจา พ. เราจะแกปญ หาท่ที า นถามถึงท่ดี ับนามรปู ส้ินเชงิ ไมมีเหลือแกทาน เพราะวิญญาณดบั ไป กอน นามรปู จึงดบั ไป ณ ที่นน้ั เอง อ. ชนผูมธี รรมไดพ จิ ารณาเห็นแลว และชนผยู งั ตอ งศึกษาอยูสองพวกน้ี มอี ยูใ นโลกเปนอันมาก ขา พเจาขอทลู ถามถึงความประพฤติ ของชนสองพวกน้นั พระองคม พี ระปญญาแกก ลา ขอจงตรสั บอกแก ขา พเจา พ. ภกิ ษุผมู ธี รรมไดพจิ ารณาเหน็ แลว และชนผยู ังตอ งศกึ ษาอยู ตองเปน ผไู มกำหนดั ในกาม ท้ังหลาย มีใจไมข ุน มัว ฉลาดในธรรมทัง้ ปวง มีสติอยใู นทุกอิริยาบถ ครนั้ พระศาสดาทรงแกป ญ หาที่อชิตมาณพทลู ถามอยางนีแ้ ลว โมฆราชมาณพปรารภจะทลู ถาม ปญ หา ไดยินวา โมฆราชมาณพนน้ั ถอื ตวั วาเปนคนมปี ญ ญากวา มาณพทั้ง ๑๕ คน คิดจะทูลถามกอ นแต เห็นวา อชติ มาณพเปน ผใู หญกวา จึงยอมใหท ูลถามกอน คร้นั อชติ มาณพถามแลว จงึ ปรารภจะทลู ถาม เปนที่ ๒ พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอาการอยางน้นั แลวตรัสหามวา โมฆราชทานยอมใหม าณพอนื่ ถาม กอนเถิด โมฆราชมาณพกห็ ยุดนิง่ อยู ดบั น้นั ติสสเมตเตยยมาณพ ทูลถามปญหาเปน ที่ ๒ วา ใครชอ่ื วาเปน ผสู ันโดษ คอื เตม็ ความประสงคในโลกนี้ ความอยากซ่งึ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดนิ้ รนของใครไมมี ใครรูสวนขางปลายทั้งสอง (คืออดตี กบั อนาคต) ดว ยปญ ญาแลว ไมตดิ อยใู นสวนทามกลาง ( คือปจ จบุ ัน ) พระองคตรัสวา ใครเปนมหาบุรุษ ใครลวงความอยากอนั ผกู ใจสัตวไ วใ นโลกน้ี ดุจดา ยเปน เครอ่ื งเยบ็ ผา ใหตดิ กนั ไปได. พระศาสดาทรงพยากรณวา ภิกษผุ ปู ระพฤติพรหมจรรย สำรวมในกามทัง้ หลาย ปราศจาก ความอยากแลว มีสติระลกึ ไดท ุกเมอ่ื พจิ ารณาเหน็ โดยชอบแลว ดบั เคร่ืองรอนกระวนกระวายเสียไดแ ลว ชอ่ื วา เปน ผสู ันโดษ คอื เต็มความประสงคในโลกนี้ ความอยากซงึ่ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดน้ิ รนของภกิ ษนุ ั่น พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 83

84 แลไมม ี ภิกษุนั้นแลรสู วนขา งปลายท้ังสองดวยปญ ญาแลว ไมตดิ อยใู นสวนทา มกลาง เรากลา ววาภกิ ษนุ น้ั แลเปนมหาบุรษุ ภิกษนุ ัน้ แลลวงความอยากอันผูกใจสัตวไวใ นโลกน้ี ดจุ ดายเปนเคร่อื งเยบ็ ผาใหตดิ กันไปได ครัน้ พระศาสดาทรงแกป ญหาท่ตี สิ สเมตเตยยมาณพทลู ถามอยา งนแี้ ลว ปณุ ณกมาณพ ทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๓ วา บดั นมี้ ีปญหามาถึงพระองคผูหาความหวาดหวนั่ มไิ ด รูเหตุที่เปนรากเหงาของสิ่งทัง้ ปวง ขา พเจาขอทูลถาม หมมู นษุ ยใ นโลกน้ี คือ ษี กษตั รยิ  พราหมณเปน อนั มาก อาศัยอะไรจึงบชู า ยัญบวงสรวงเทวดา ขอพระองคจงตรสั บอกความขอน้นั แกข า พเจา พระศาสดาทรงพยากรณว า หมมู นุษยเหลานน้ั อยากไดของท่ีตนปรารถนา อาศยั ของที่ชรา ทรดุ โทรม จึงบูชายญั บวงสรวงเทวดา ป. หมูมนุษยเหลานั้น ถาไมประมาทในยัญของตน จะขามพนชาติชราไดบางหรือไม. พ. หมมู นุษยเ หลาน้นั มุงลาภที่ตนหวัง จงึ พดู สรรเสรญิ การบชู ายญั รำพันสิ่งที่ตัวใครด งั นั้น กเ็ พราะอาศัยลาภ เรากลาววาผูบชู ายัญเหลา นนั้ ยังเปนคนกำหนดั ยนิ ดีในภพ ไมข า มพนชาติชราไปได ป. ถาผูบูชายัญเหลา นั้น ขา มพน ชาตชิ รา เพราะยญั ของตนไมได เม่ือเปนเชนนี้ ใครเลา ในเทวโลกหรอื ในมนุษยโลก ขามพนชาติชรานัน้ ไดแลว พ. ความอยากซ่งึ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดน้ิ รน ในโลกไหน ๆ ของผูใ ดไมม ี เพราะไดพจิ ารณา เหน็ ธรรมทีย่ งิ่ และหยอ นในโลก เรากลาววาผนู นั้ ซ่งึ สงบระงบั ไดไมมีทจุ ริตความประพฤติชวั่ อันจะทำใหม ัว หมองดจุ ควนั ไฟอนั จับเปนเขมา ไมมีกเิ ลสอันจะกระทบจติ หาความอยากทะเยอทะยานมไิ ด ขามพน ชาติ ชราไปไดแ ลว ครนั้ พระศาสดาทรงแกปญ หา ทีป่ ณุ ณกมาณพทูลถามอยางน้แี ลว เมตตคมู าณพทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๔ วา ขาพเจาขอทูลถาม ขอพระองคจ งตรัสบอกขอ ความทจ่ี ะทูลถามนัน้ แกขา พเจา ขาพเจาทราบวา พระองคถ ึงท่ีสุดจบไตรเพท มจี ิตอันไดอ บรมดีแลว ทกุ ขในโลกหลายประการ ไมใ ชแ ต อยางเดยี วนี้ มมี าแลว แตอ ะไร พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นถามเราถึงเหตุเปน แดนเกิดแหง ทุกข เราจกั บอกแกท า นตามรู เห็น ทุกขในโลกน้มี อี ุปธิคือกรรมและกิเลสเปน เหตุ ลวนเกดิ มากอ นแตอปุ ธิ ผูใดเปนคนเขลาไมร ูแลว กระทำอุปธนิ ัน้ ใหเกดิ ข้นึ ผูน ้ันยอ มถงึ ทกุ ขเ นอื ง ๆ เหตนุ ัน้ เม่อื รเู หน็ วาอปุ ธเิ ปนแดนเกดิ แหงทกุ ข อยา กระทำใหเกดิ มี ม. ขาพเจาทลู ถามขอ ใด กท็ รงแกข อ นน้ั ประทานแกขา พเจาแลว ขา พเจา ขอทลู ถามขออ่นื อกี ขอเชิญพระองคท รงแก อยางไรผูมปี ญญาจงึ ขามพนหวงทะเลใหญ คอื ชาติชราและโศกพิไรรำพนั เสีย ได ขอพระองคจงทรงแกข อนนั้ ประทานแกขา พเจา เพราะวาธรรมนัน้ พระองคคงทรงทราบแลว พ. เราจักแสดงธรรมทีจ่ ะพึงเหน็ แจงดว ยตนเอง ในอัตภาพน้ี ไมตอ งพิศวงตามคำของผูอนื่ คอื อยางน้ี ๆ ที่บุคคลไดทราบแลว จะเปนผมู ีสติ ดำเนินขามความอยากอันใหต ดิ อยูในโลกเสียไดแ กทา น ม. ขาพเจายินดีธรรม ท่ีสงู สุดนั้นเปนอยางยิง่ พ. ทานรอู ยางใดอยางหนึ่ง ในสวนเบ้ืองบน (คอื อนาคต) ในสวนเบื้องต่ำ (คืออดตี ) ในสวน ทามกลาง (คือปจ จบุ ัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลนิ ความยึดมน่ั ในสว นเหลา นน้ั เสยี วญิ ญาณของทานจะ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 84

85 ไมต้งั อยูใ นภพ ภิกษผุ มู ธี รรมเปนเครื่องอยูอยา งนี้ มีสติไมเลินเลอ ไดท ราบแลว ละความถือม่ันวาของเรา เสยี ไดแลว จะละทุกขค อื ชาติชราและโศกพิไรรำพันในโลกนไี้ ด ม. ขาพเจาชอบใจพระวาจาของพระองคเปนอยา งยิ่ง ธรรมอันไมม ีอปุ ธิ พระองคทรงแสดง ชอบแลว พระองคค งละทกุ ขไดแนแลว เพราะวา พระองคไ ดท รงทราบธรรมนีแ้ ลว แมท า นผรู ูท่ีพระองค ทรงสัง่ สอนอยูเปนนติ ย ไมหยุดหยอน คงละทกุ ขน ั้นไดด วยเปน แนเ หตุน้ัน ขา พเจาจงึ ไดมาถวายบงั คม พระองค ดว ยต้ังใจจะใหทรงสั่งสอนขาพเจาเปนนติ ย ไมหยุดหยอ นเหมือนอยางนน้ั บา ง พ. ทานรวู าผใู ดเปนพราหมณถ ึงท่ีสุดจบไตรเพท ไมม ีกเิ ลสเครอื่ งกังวล ไมตดิ ของอยูในกามภพ ผูนัน้ แลขา มลว งเหตุแหงทุกข ดุจหว งทะเลอนั ใหญน ี้ไดแ นแ ลว ครน้ั ขา มถงึ ฝง แลวเปนคนไมมกี เิ ลสอนั ตรึง จิต สิ้นความสงสัย ผนู น้ั คร้นั รูแลว ถึงที่สุดจบไตรเพทในศาสนานี้ ละธรรมทเ่ี ปนเหตุตดิ ขอ งอยใู นภพนอ ย ภพใหญเสียไดแลว เปน คนมีความอยากสิ้นแลว ไมมกี เิ ลสอันจะกระทบจติ หาความอยากทะเยอทะยาน มไิ ด เรากลาววาผูนน้ั แลขา มพน ชาติชราไดแลว คร้ันพระศาสดาทรงแกป ญหา ทเี่ มตตคมู าณพทลู ถามฉะนแ้ี ลว โธตกมาณพทลู ถามปญหาเปน คำรบ ๕ วา ขาพเจาทูลถามพระองค ขอจงตรัส บอกแกขา พเจา ขาพเจา อยากจะฟงพระวาจาของพระองค ขาพเจาไดฟ งพระสรุ เสียงของ พระองคแลว จะศกึ ษาขอ ปฏิบัติซ่ึงเปนเครื่องดับกิเลสของตน พระศาสดาทรงพยากรณวา ถาอยา งนั้น ทานจงเปน คนมปี ญญา มีสติ ทำความเพยี รในศาสนานเ้ี ถดิ ธ. ขา พเจาไดเห็นพระองคผเู ปนพราหมณ หากังวลมไิ ด เที่ยวอยใู นเทวโลกและมนุษยโลก เหตุน้ันขาพเจาขอถวายบงั คมพระองค ขอพระองคท รงเปลอ้ื งขา พเจาเสียจากความสงสยั เถิด พ. เราเปล้อื งใคร ๆ ในโลก ผยู งั มคี วามสงสัยอยูไมไ ด เมอื่ ทา นรธู รรมอนั ประเสรฐิ กจ็ ะขา ม หว งทะเลใหญ คือ กเิ ลสอันนเ้ี สยี ไดเอง ธ. ขอพระองคจ งทรงพระกรณุ า แสดงธรรมอันสงดั จากกิเลสท่ีขาพเจา ควรจะรู สงั่ สอน ขาพเจา ใหเ ปนคนโปรง ไมขดั ของดจุ อากาศ สงบระงบั กิเลสเสียได ไมอ าศยั สงิ่ หนึ่งส่ิงใดเทย่ี วอยูใ นโลกน้ี พ. เราจะบอกอบุ ายเคร่อื งสงบระงับกิเลส ซึ่งจะเหน็ เองไมต อ งเชื่อตามต่ืนขา ว ท่ีบคุ คลได ทราบแลว จะมีสตขิ า มความอยากทต่ี รงึ ใจไวในโลกเสยี ไดแ กทา น ธ. ขาพเจาชอบใจอบุ ายเคร่ืองสงบระงับกเิ ลสอันสูงสดุ นนั้ เปน อยางยง่ิ พ. ถาทา นรูวาความทะยานอยากทงั้ เบ้อื งบน เบ้อื งต่ำ ทามกลางเปนเหตใุ หติดของอยูในโลก ทา นอยาทำความทะยานอยาก เพอ่ื จะเกดิ ในภพนอ ยใหญ คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ท่ีโธตกมาณพทูลถามอยางนีแ้ ลว อปุ สวี มาณพทลู ถามปญหาคำ รบ ๖ วา ลำพงั ขาพเจาผเู ดียวไมไดอ าศยั อะไรแลว ไมอาจขามหวงทะเลใหญ คือกเิ ลสได ขอ พระองคต รัสบอกอารมณท ี่หนวงเหนยี่ ว ซงึ่ ขาพเจาจะควรอาศยั ขามหวงนแ้ี กข า พเจาเถิด พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 85

86 พระศาสดาทรงพยากรณว า ทานจงเปน ผูมีสตเิ พง อากิญจัญญายตนฌาน อาศยั อารมณวาไมมี ๆ ดังน้ี ขามหวงเสียเถดิ ทานจงละกามทั้งหลายเสยี เปนคนเวน จากความสงสัย เหน็ ธรรมท่สี ิ้นไปแหง ความทะเยอทะยานอยากใหป รากฏชัด ทง้ั กลางคนื กลางวนั เถดิ อุ. ผูใดปราศจากความกำหนดั ในกามทัง้ หลายท้งั ปวงแลว ลว งฌานอน่ื ไดแ ลว อาศยั อา กิญจญั ญายตนฌาน (คอื ความเพงใจวา “ ไมม ีอะไร” เปนอารมณ) นอมใจแลวในอากญิ จัญญายตนฌาน ซึ่งเปน ธรรมทเี่ ปลอื้ งสัญญาอยางประเสรฐิ สุด ผูนนั้ จะต้ังอยใู นอากญิ จัญญายตนฌานนน้ั ไมม เี สื่อมบา งหรอื พ. ผูนั้นจะตั้งอยใู นอากญิ จัญญายตนฌานนน้ั ไมมีเส่ือม. อุ. ถา ผนู ้นั จะตง้ั อยูในอากญิ จญั ญายตนฌานนนั้ ไมมีเส่อื มสน้ิ ไปเปน อนั มาก เขาจะเปนคน ย่ังยนื อยใู นอากญิ จญั ญายตนฌานน้นั หรือจะดับขันธปรินพิ พาน วญิ ญาณของคนเชนน้ันจะเปน ฉันใด พ. เปลวไฟอนั กำลังลมเปาแลวดับไป ไมถึงความนบั วา ไดไปแลวในทศิ ไหน ฉนั ใด ทานผรู พู น ไปแลวจากกองนามรูป ยอมดับไมม ีเช้ือเหลอื (คือดับพรอมทง้ั กเิ ลสทง้ั ขนั ธ) ไมถงึ ความนับวา ไปเกิดเปน อะไร ฉนั น้นั อ.ุ ทา นผูน้ันดบั ไปแลว หรือวาเปนแตไ มมีตัว หรอื จะเปนผตู ั้งอยูยงั่ ยืน หาอันตรายมไิ ด ขอ พระองคทรงพยากรณความขอนน้ั แกขาพเจา เพราะวาธรรมนน้ั พระองคไดท รงทราบแลว พ. ประมาณแหงเบญจขนั ธข องผูท ี่ดับปรินิพพานแลวมิไดม กี เิ สส ซ่ึงเปนเหตุกลาวผนู ้นั วา ไปเกดิ เปนอะไรของผนู ัน้ กม็ ไิ ดม ี, เมอื่ ธรรมท้งั หลาย (มขี ันธเปน ตน ) อนั ผูน ัน้ ขจัดไดหมดแลว ก็ตัดทางแหง ถอ ยคำทจ่ี ะพูดถึงผูนั้นวาเปน อะไรเสียทั้งหมด ครัน้ พระศาสดาทรงแกปญหา ทอ่ี ปุ สีวมาณพทลู ถามอยางน้ีแลว นนั ทมาณพทูลถามปญ หา เปนที่ ๗ วา ชนท้ังหลายกลาววา มนุ มี ีอยใู นโลกนี้ ขอนเี้ ปนอยางไร เขาเรียกคนถงึ พรอมดว ยญาณ หรอื ถงึ พรอมดวยการเลย้ี งชีวิต วาเปนมนุ ี พระศาสดาทรงพยากรณวา ผฉู ลาดในโลกนี้ ไมก ลา วคนวา เปนมุนี ดวยความเหน็ ดวยความ สดับ หรอื ดวยความรู เรากลาววาคนใด ทำตนใหปราศจากกองกิเลส เปน คนหากเิ ลสมิได ไมมีความหวัง ทะยานอยากเทยี่ วอยู คนผูน ัน้ แลช่ือวามุนี น. สมณพราหมณเ หลาใดเหลา หนึง่ กลา วความบริสทุ ธ์ิดว ยความเห็น ดวยความฟง ดว ยศีล และพรต และดว ยวธิ ีเปน อันมาก สมณพราหมณเหลา น้นั ประพฤตใิ นวิธเี หลา นั้น ตามท่ีตนเหน็ วาเปน เครื่องบรสิ ทุ ธ์ิ ขามพนชาติชราไดแ ลว บางหรือหาไม ขาพเจา ทูลถาม ขอพระองคต รัสบอกความขอ นั้นแก ขาพเจาเถดิ . พ. สมณพราหมณเ หลา น้ัน แมถ ึงประพฤติอยา งนั้น เรากลาววา พน ชาตชิ ราไมไ ดแ ลว น. ถาพระองคตรัสวา สมณพราหมณเหลานั้นขามหว งไมไดแลว เม่ือเปนเชน นน้ั ใครเลาในเท วโลกหรอื ในมนษุ ยโลก ขา มพนชาตชิ ราไดแลว พ. เราไมกลาววา สมณพราหมณ อันชาติชราครอบงำแลวหมดทุกคน แตเรากลาววา สมณพราหมณเหลาใดในโลกน้ลี ะอารมณท ต่ี น ไดเห็น ไดฟง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 86

87 ไดรู และศลี พรตกบั วธิ เี ปน อนั มากเสยี ทั้งหมด กำหนดรูตณั หาวา เปน โทษควรละแลว เปน ผูห าอาสวะมไิ ด สมณพราหมณเหลานนั้ แล ขามหวงไดแ ลว น. ขาพเจา ชอบใจพระวาจาของพระองคเปนอยางยงิ่ พระองคทรงแสดงธรรมอันไมม อี ุปธิ (กิเลส) ชอบแลว แมขาพเจากเ็ รียกสมณพราหมณเหลาน้นั วา ผขู า มหวงไดแ ลว เหมอื นพระองคต รัส ครั้นพระศาสดาทรงแกปญ หา ท่นี ันทมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว เหมกมาณพทูลถามปญ หาเปน ท่ี ๘ วา ในปางกอ นแตศ าสนาของพระองค อาจารยท ัง้ หลายไดย นื ยนั วา อยางน้นั ไดเคยมมี าแลว อยาง นีจ้ กั มีตอ ไปขางหนา คำนล้ี วนเปนแตว าอยา งนแ้ี ล ๆ สำหรบั แตจะทำความตรกึ ฟุงใหมากขึน้ ขา พเจาไม พอใจในคำนัน้ เลย ขอพระองคตรสั บอกธรรมเปน เหตุถอนตณั หา ท่ีขาพเจาทราบแลวจะพึงเปน คนมีสตขิ าม ลว งตณั หาอนั ใหติดอยใู นโลก แกข าพเจาเถิด พระศาสดาทรงพยากรณวา ชนเหลา ใด ไดรวู า พระนพิ พาน เปน ทีบ่ รรเทาความกำหนัดพอใจ ในอารมณท ่ีรกั ซงึ่ ไดเหน็ แลว ไดฟ งแลว ไดด มแลว ไดช มิ แลว ไดถ ูกตองแลว และไดรูแ ลวดว ยใจ และ เปน ธรรมไมเ ปลย่ี นแปลง ดังน้ันแลว เปน คนมีสติ มีธรรมอันเหน็ แลว ดับกเิ ลสไดแลว ชนผสู งบระงบั กิเลสไดแ ลว นน้ั ขามลวงตณั หาอันใหตดิ อยูในโลกไดแลว ครั้นพระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่เหมกมาณพทูลถามอยา งน้แี ลว โมฆราชมาณพ ปรารภจะทูล ถามปญ หาอกี พระศาสดาตรัสหามใหรอกอน เหมอื นหนหลัง โตเทยยมาณพจงึ ทูลถามปญ หาเปนที่ ๙ วา กามทง้ั หลายไมต้งั อยูใ นผใู ด ตณั หาของผูใดไมมี และผูใ ดขามลวงความสงสัยเสยี ได ความพนของผู นน้ั เปน เชนไร พระศาสดาทรงพยากรณวา ความพน ของผูน้ัน ทจ่ี ะเปน อยางอื่นอกี มิไดม ี (อธบิ ายวา ผูน้ันพน จากกาม จากตัณหา จากความสงสัยแลว กามก็ดี ตัณหากด็ ี ความสงสัยก็ดี จะกลับเกิดขนึ้ ผูน ้นั จะตอง เพยี รพยายามเพอื่ จะทำตนใหพ นไปอีกหามไี ม ความพน ของผนู ้นั เปนอันคงท่ีไมแปรผนั เปนอยางอื่น) ต. ผนู ั้นเปน คนมีความหวงั ทะเยอทะยานหรือไมม ี เปน คนมีปญ ญาแท หรือเปน แตก อตัณหา และทิฏฐใิ หเ กิดขึ้นดวยปญญา ขา พเจา จะรูจกั ทานผมู ุนีน้ันไดอ ยา งไร ขอพระองคต รสั บอกแกข า พเจาเถดิ พ. ผูนน้ั เปน คนไมม ีความหวงั ทะเยอทะยาน จะเปนคนมีความหวังทะเยอทะยานกห็ าไม เปน คนมีปญญาแท จะเปนแตคนกอตณั หาและทิฏฐิใหเกิดดวยปญ ญากห็ าไม ทา นจงรจู กั มุนวี า คนไมม ีกังวล ไมตดิ อยูใ นกามภพ อยา งนี้เถดิ ครน้ั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่โตเทยยมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว กัปปมาณพทูลถามปญหา เปนที่ ๑๐ วา ขอพระองคต รัสบอกธรรมซึง่ จะเปน ท่พี ง่ึ พำนักของชนอันชราและมรณะมาถึงรอบขาง ดจุ เกาะอันเปนที่พำนักอาศัยของชนผูต ั้งอยใู นทามกลางสาคร เมอื่ คล่นื ใหญท ่นี า กลัวเกดิ ขึ้นแกขา พเจา อยาใหทุกขน้ีมไี ดอ ีก พระศาสดาทรงพยากรณว า เรากลาววา นิพพานอันไมม กี เิ ลสเครื่องกังวลไมมีตัณหาเครอื่ งถือมั่น เปน ที่ส้นิ แหงชราและมรณะน้แี ล เปนดจุ เกาะ หาใชธรรมอื่นไม ชนเหลาใดรนู พิ พานน้นั แลว เปนคนมีสติ มีธรรมอันเหน็ แลว ดบั กเิ ลสไดแลว ชนเหลา นัน้ ไมตอ งตกอยูในอำนาจของมาร ไมตอ งเดนิ ไปในทางของ มารเลย พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 87

88 คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่กัปปมาณพทลู ถามอยา งนแ้ี ลว ชตกุ ณั ณมี าณพทลู ถามปญหาที่ ๑๑ วา ขา พเจาไดท ราบวา พระองคไ มใชผูใครกาม ขามหว งกิเลสเสียไดแ ลว จงึ มาเฝา เพอื่ ทูลถาม พระองคผ ูหากเิ ลสกามมิได ขอพระผูม พี ระภาคเจาผูม ีพระปญ ญาดจุ ดวงตาเกิดพรอมกบั ตรัสรู จงแสดง ธรรมอนั ระงบั แกข า พเจาโดยถองแท เหตุวา พระองคทรงผจญกเิ ลสกามใหแ หงหายได ดจุ พระอาทิตยอนั สอ งแผนดนิ ใหแ หงดวยรัศมี ขอพระองคผมู ีพระปญ ญากวา งใหญร าวกบั แผนดนิ ตรัสบอกธรรมเปน เครอื่ ง ละชาติชราในอตั ภาพนที้ ีข่ า พเจา ควรจะทราบ แกข า พเจาผูมปี ญญานอ ยเถิด พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นจงนำความกำหนัดในกามเสยี ใหส ิน้ เห็นความออกไปจากกาม โดยเปน ความเกษมเถดิ กเิ ลสเครอ่ื งกังวลท่ีทา นยึดไวด วยตัณหาและทฏิ ฐซิ ่งึ ควรจะสละเสีย อยา เสยี ดแทง ใจของทานได กังวลใดไดมีแลว ในปางกอน ทา นจงใหก ังวลน้นั เหอื ดแหง เสีย กงั วลในภายหลงั อยาใหมีแก ทาน ถาทา นจักไมถือเอากังวลในทา มกลาง ทานจกั เปน คนสงบระงับกังวลไดเ ท่ยี วอยู อาสวะ (กเิ ลส) ซึง่ เปน เหตถุ งึ อำนาจมัจจุราชของชนผปู ราศจากความกำหนัดในนามรูป โดยอาการท้ังปวง มไิ ดม ี ครนั้ พระศาสดาทรงแกปญหา ทช่ี ตกุ ัณณีมาณพทลู ถามอยา งนี้แลว ภทั ราวธุ มาณพทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๑๒ วา ขาพเจา ทูลขออาราธนาพระองค ผูทรงละอาลยั ตัดตัณหาเสยี ได ไมห วั่นไหว (เพราะโลกธรรม) ละความเพลดิ เพลนิ เสียได ขา มหวงกิเลสพน ไปไดแ ลว ละธรรมเปนเครอ่ื งใหด ำริ (ไป ตา ง ๆ) คอื ตณั หาและทิฏฐิไดแลว มีพระปรชี าญาณอันดี ชนท่ีอยชู นบทตาง ๆ อยากจะฟง พระวาจาของ พระองค มาพรอ มกนั แลวจากชนบทนัน้ ๆ ไดฟ งพระวาจาของพระองคแ ลว จักกลับไปจากทีน่ ี่ ขอพระองค จงทรงแกปญหาเพ่ือชนเหลาน้นั เพราะวาธรรมน้นั พระองคไ ดท ราบแลว พระศาสดาทรงพยากรณวา หมูช นน้ันควรจะนำตัณหาที่เปน เหตถุ อื มั่นในสวนเบอื้ งบนเบือ้ งต่ำ เบื้องขวาง คอื ทามกลางทงั้ หมดใหสนิ้ เชิง เพราะเขาถอื ม่ันส่งิ ใด ๆ ในโลก มารยอ มติดตามเขาไดโ ดยสิ่ง น้นั ๆ เหตุนน้ั เม่ือภิกษรุ ูอ ยู เหน็ หมูสตั วผตู ิดอยใู นวัฏฏะเปน ทต่ี ้งั แหง มารนว้ี า ติดอยเู พราะความถอื ม่นั ดงั น้ี พึงเปนคนมสี ติไมถ อื ม่นั กังวลในโลกท้ังปวง คร้ันพระศาสดาทรงแกป ญหา ทภ่ี ัทราวธุ มาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว อุทยมาณพทูลถามปญหา เปน ที่ ๑๓ วา ขา พเจามคี วามประสงคจะทูลถามปญ หา จึงมาเฝา พระองคผูทรงนง่ั บำเพญ็ ฌาน มพี ระ สันดานปราศจากกเิ ลสธุลี หาอาสวะมไิ ด ไดทรงทำกิจทจ่ี ำจะตอ งทำเสร็จแลวบรรลุถงึ ฝง แหง ธรรมทัง้ ปวง ขอพระองคจงทรงแสดงธรรมเปนเครอ่ื งพน (จากกเิ ลส) ทค่ี วรรูทั่วถงึ ซ่งึ เปนเครอื่ งทำลายอวชิ ชา ความ เขลาไมรแู จงเสีย พระศาสดาทรงพยากรณว า เรากลา วธรรมเปนเครอื่ งละความพอใจในกามและโทมนัสเสียทั้ง สองอยา ง เปนเคร่ืองบรรเทาความงวงเปน เครือ่ งหามความรำคาญ มีอเุ บกขากับสติเปน ธรรมบรสิ ทุ ธิ์ มี ความตรึกกอปรดวยธรรมเปนเบ้อื งหนา วาเปนธรรมเครือ่ งพน (จากกเิ ลส) ทีค่ วรรูท่วั ถึง ซ่งึ เปนเครอื่ ง ทำลายอวิชชาความเขลาไมร ูแจงเสีย อุ. โลกมีอะไรผูกพันไว อะไรเปนเคร่ืองสัญจรของโลกนนั้ ทานกลาวกันวา นิพพาน ๆ ดังนัน้ เพราะละอะไรได พ. โลกมีความเพลิดเพลินผูกพันไว ความตรกึ เปนเคร่อื งสัญจรของโลกน้นั ทา นกลา วกันวา นิพพาน ๆ ดงั นี้ เพราะละตัณหาเสยี ได พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 88

89 อุ. เม่อื บคุ คลมสี ติระลกึ อยางไรอยู วิญญาณจึงจะดบั , ขาพเจาทง้ั หลายมาเฝาแลว เพอ่ื ทลู ถามพระองค ขอใหไดฟ งพระวาจาของพระองคเ ถิด พ. เมื่อบคุ คลไมเพลิดเพลนิ เวทนาท้งั ภายในภายนอก มสี ติระลกึ อยา งน้ี วิญญาณจึงจะดับ คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หาท่ีอทุ ยมาณพทลู ถามอยางน้แี ลว โปสาลมาณพทลู ถามปญหาเปน ที่ ๑๔ วา ขาพเจามคี วามประสงคจ ะทลู ถามปญ หา จึงไดม าเฝาพระองค ผทู รงสำแดงพระปรชี าญาณในกาล เปนอดตี ไมท รงหว่ันไหว (เหตสุ ขุ ทกุ ข) มีความสงสัยอนั ตดั เสียไดแ ลว บรรลถุ ึงฝงแหงธรรมทง้ั ปวง ขา พเจา ขอทูลถามถึงญาณของบคุ คล ผมู คี วามกำหนดหมายในรูปแจงชดั (คอื บรรลอุ รปู ฌานท่เี รยี กวาอา กญิ จญั ญายตนะ) บคุ คลเชน นั้นจะควรแนะนำส่งั สอนใหท ำอยางไรตอ ไป พระศาสดาทรงพยากรณวา พระตถาคตเจาทราบภูมิเปนท่ตี ง้ั แหง วิญญาณทงั้ หมด จงึ ทรงทราบ บคุ คลผูเชน นน้ั แมย งั ต้งั อยูในโลกนว้ี า มอี ัธยาศยั นอ มไปใน อากญิ จญั ญายตนภพ มอี ากญิ จญั ญายตนภพ เปนทีไ่ ปในเบือ้ งหนา บุคคลเชนนัน้ รูว า กรรมเปน เหตใุ หเกดิ ในอากิญจัญญายตนภพ มีความเพลดิ เพลนิ ยินดี เปนเครอ่ื งประกอบดังน้ีแลว ลำดับนั้น ยอมพจิ ารณาเหน็ สหชาตธรรม ในอากิญจัญญายตนภพนน้ั (คอื ธรรมท่เี กิดพรอ มกันกับญานนน้ั ) แจงชดั โดยลกั ษณะ ๓ (คือไมเ ท่ียงเปนทุกขไ มใชตวั ) ขอน้ีเปน ญาณอัน ถองแทข องพราหมณเ ชนน้ัน ผมู พี รหมจรรยไ ดประพฤตจิ บแลว คร้นั พระศาสดาทรงแกปญ หา ที่โปสาลมาณพทลู ถามอยางนี้แลว โมฆราชมาณพกราบทูลวา ขา พเจาไดท ลู ถามปญหาถึง ๒ คร้ังแลว พระองคไมท รงแกป ระทานแกขา พเจา ขาพเจาไดย นิ วา ถาทลู ถามถึง ๓ คร้ังแลว พระองคทรงแก คร้ันวาอยางน้แี ลวทูลถามปญ หาเปนคำรบ ๑๕ วา โลกนี้กด็ ี โลก อ่นื กด็ ี พรหมโลกกับทัง้ เทวโลกก็ดี ยอ มไมทราบความเห็นของพระองค เหตุฉะนี้ จึงมปี ญ หามาถึง พระองคผ ูมีพระปรชี า เห็นลวงสามัญชนท้งั ปวงอยางน้ี ขาพเจาจะพิจารณาเหน็ โลกอยา งไร มจั จุราช (ความตาย) จึงจะไมแ ลเหน็ คือวา จกั ไมต ามทนั พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นจงเปนคนมสี ติ พิจารณาเห็นโลก โดยความเปนของวา งเปลา ถอนความตามเห็นวาตวั ของเราเสยี ทกุ เมือ่ เถิด ทา นจะขามลวงมจั จรุ าชเสยี ไดดวยอบุ ายอยางน้ี ครน้ั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ท่ีโมฆราชมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว ปงคยิ มาณพทลู ถามปญ หา เปนคำรบ ๑๖ วา ขาพเจาเปนคนแกแ ลว ไมม กี ำลัง มผี วิ พรรณส้นิ ไปแลว ดวงตาของขา พเจาก็เห็นไม กระจาง หูก็ฟงไมส ะดวก ขอขา พเจา อยาเปน คนหลงฉิบหายเสียในระหวา งเลย ขอพระองคจ งตรสั บอก ธรรมท่ีขา พเจาควรรูเปน เครื่องละชาติชราในอตั ภาพน้ีเสีย พระศาสดาทรงพยากรณวา ทานเห็นวา ชนทั้งหลายผูป ระมาทแลว ยอมเดือดรอนเพราะรูป เปน เหตุ เพราะฉะน้นั ทา นจงเปน คนไมประมาท ละความพอใจในรูปเสีย จะไดไมเกิดอีก ป. ทศิ ใหญ ๔ ทิศนอ ย ๔ เปน ๑๐ ท้งั ทิศเบือ้ งบนเบื้องต่ำทพ่ี ระองคไมไดเ หน็ แลว ไมได ฟง แลว ไมไ ดท ราบแลว ไมไดร ูแ ลว แมนอยหนง่ึ มไิ ดมใี นโลก ขอพระองคจงตรัสบอกธรรมที่ขา พเจา ควรรู เปนเครอ่ื งละชาติชราในอัตภาพน้ีเสยี พ. เมอื่ ทานเหน็ หมมู นุษย อันตัณหาครอบงำแลว มีความเดอื ดรอนเกดิ แลว อนั ชราถึงรอบ ขา งแลว เหตุนั้น ทานจงเปน คนไมป ระมาทละตณั หาเสีย จะไดไมเกิดอกี พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 89

90 ในกาลเปน ทีส่ ดุ แหง ปญ หา ที่พระศาสดาทรงพยากรณแกตน ๆ มาณพ ๑๕ คน เวนไว แตปงคิยมาณพ สงใจไปตามธรรมเทศนา กม็ จี ิตพนจากอาสวะไมถ อื มน่ั ดวยอุปาทาน สว นปง คยิ ะเปน แต ไดญ าณเหน็ ในธรรม ไดยินวา ปงคยิ มาณพนน้ั คิดถงึ พราหมณพ าวรีผูเ ปน อาจารย ในระหวา งทีน่ ั่งฟงธรรม เทศนาวา ลุงของเราหาไดฟ งธรรมเทศนาท่ีไพเราะอยางนไี้ ม อาศัยโทษทฟ่ี ุงซานเพราะความรกั อาจารยนั้น จงึ ไมอ าจทำจติ ใหสนิ้ อาสวะได มาณพ ๑๖ คนกบั ท้ังบริวารนนั้ ทลู ขออุปสมบทพระศาสดาก็ทรงอนญุ าตให เปนภกิ ษุดว ยพระวาจาวา ทานทั้งหลายเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลาวดีแลว ทานทั้งหลายประพฤติ พรหมจรรยเ ถิด ดังน้ี ฝา ยพระปง คิยะทูลลาพระศาสดากลับไปแจง ขา วแกพ ราหมณพ าวรผี ูอาจารยแ ลว แสดงธรรมเทศนาแกปญ หา ๑๖ ขอ น้นั ใหฟ ง ภายหลงั ไดส ดับโอวาทท่พี ระศาสดาสั่งสอน จึงทำจติ ให พน จากอาสวะได สวนพราหมณพาวรีผูอ าจารย บรรลุธรรมาภสิ มัย แตเพยี งชัน้ เสขภูมิ ********* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 90

91 บทนำ ชีวิตของมนุษยเ รม่ิ เดินทางออกไปจากความเกดิ เดนิ ไปตามเสนทางแหงกรรม มงุ หนา สู จุดหมายปลายทางคอื ความดับไดแกค วามตาย ตรงกับพระพุทธพจนว า สตั วโลกยอมเปน ไปตามกรรม กรรมนั้นมี ๒ อยา ง คือ ๑. กรรมดี เรียกวา กุศลกรรมหรอื บญุ ๒. กรรมชว่ั เรยี กวา อกุศลกรรม หรอื บาป กุศลกรรมและอกุศลกรรมทัง้ ๒ อยางนเี้ อง ทที่ ำใหม นุษยแตกตา งกนั โดยมฐี านะทสี่ งู หรือตำ่ ดีหรือช่ัว เปนตน ตามพระพทุ ธพจนว า กรรมยอมจำแนกสัตวใหเลวและประณตี แตกตา งกันไป กรรมดีนำผทู ำไปสสู คุ ติ คอื ไปสสู ถานท่ดี ี ตอจากน้ันก็ชวยคมุ ครองรักษาผนู น้ั ใหพ นจากภยั อนั ตรายและอปุ สรรคตา ง ๆ พรอมกับชวยผลกั ดนั วถิ ีชวี ิตของเขาใหมีความเจริญรงุ เรือง มคี วามกา วหนา และทำใหจ ิตใจมีความรมเย็นเปน สขุ แมในสภาพท่คี นอนื่ เขาอาจรูสกึ เปนทกุ ข สวนกรรมชว่ั นำผูทำไปสทู คุ ติ คือไปสสู ถานท่ชี ว่ั หรอื นำภัยอนั ตรายและอุปสรรคตา ง ๆ มาสู ชวี ิต ท้งั ทำใหจิตใจมคี วามเศรา หมอง เรารอ นและเปนทกุ ขแมในสภาพท่ีไมน าจะเปน ทุกข สำหรับผูท่ไี ด เกดิ มาเปน มนษุ ย เสน ทางแหงกรรมดี อนั จะนำไปสูส คุ ติ คือสถานะทีด่ ี เรยี กวา กศุ ลกรรมบถ มี ๑๐ อยาง คอื เวน จากการฆาสตั ว ลกั ทรัพย ประพฤตผิ ิดในกาม พดู เท็จ พดู สอ เสียด พดู คำหยาบ พดู เพอเจอ ๗ อยา งน้เี รียกวา สีลสมบัติ ความไมโลภอยากไดข องผูอ ื่น ความไมค ดิ รายทำลายใคร ๒ อยางน้เี รียกวา จิตตสมบัติ ความเหน็ ชอบตามทำนองคลองธรรม คอื ไมคดั คาน ไมลบลาง ไมทำลาย ส่งิ ที่สัตบรุ ุษมีองค สมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจา เปน ตนสอนไว เรียกวา ทฏิ ฐสิ มบตั ิ ผมู สี ีลสมบัติ จิตตสมบตั ิ และทฏิ ฐสิ มบตั ิ ยอมไดม นุษยสมบตั ิ สวรรคสมบตั ิ และนพิ พานสมบตั อิ ยา งแนน อน สวนเสนทางแหงกรรมชวั่ อนั จะนำไปสทู คุ ติ คอื สถานะท่ชี วั่ เรียกวาอกศุ ลกรรมบถ มี ๑๐ อยาง ตรงกนั ขา มกับกศุ ลกรรมบถ คอื การฆา สัตวลักทรพั ย ประพฤติผิดในกาม พดู เท็จ พูดสอ เสียด พดู คำหยาบ พูดเพอ เจอ ๗ อยา งน้ี เรียกวา สีลวิบตั ิ ความโลภอยากไดของผูอน่ื ความคดิ รายทำลาย ผูอืน่ ๒ อยา งนี้ เรียกวา จิตตวิบัติ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คอื การปฏเิ สธ การลบลา ง ทำลายสิง่ ท่ีสัตบุรษุ มอี งคสมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจา เปนตนสอนไว เรยี กวา ทิฏฐิวบิ ตั ิ บุคคลผู ประกอบดวยวบิ ตั ิ ๓ ประการนี้ ยอ มประสบกบั คติวบิ ตั ิ คอื ไปเปน สัตวด ริ จั ฉาน เปรต สัตวน รก และ อสรุ กาย หนงั สือเลม น้ี จะแสดงกรรมบถทงั้ ๒ อยา ง โดยแสดงอกุศลกรรมบถ ซง่ึ เปนสงิ่ ทต่ี องงดเวน กอ น แลวจึงแสดงกุศลกรรมบถ ซง่ึ เปน สง่ิ ท่ตี องประพฤติปฏบิ ตั สิ ำหรบั สาธชุ นท่วั ไป เปรยี บเหมอื นการ แตงกาย อนั ดบั แรกตอ งอาบนำ้ ชำระรางกายใหสะอาดเสียกอ น ตอจากนัน้ จงึ หาเสอื้ ผา เครือ่ งประดับท่ี สวยงามมาสวมใส จึงจะเกดิ ความงามทส่ี มบูรณ หวังวา หนังสอื เลมนค้ี งจะใหความรู ความเขา ใจ หลักธรรมคำสอนของพระพทุ ธศาสนา แลวนำไปสกู ารปฏิบัตธิ รรมตามสมควรแกชาติวุฒิ วัยวุฒิ และ คุณวฒุ ขิ องผศู ึกษาทไี่ ดมองเหน็ โทษและคณุ อยางถอ งแทแ ลว พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 91

92 กรรมบถ หลกั สูตรวชิ าวินัย ธรรมศกึ ษาช้ันเอก พระพทุ ธศาสนา เปน ศาสนาท่สี อนเรอื่ งกรรมวา สตั วทัง้ หลายลวนเปน ไปตามกรรม หมายความวา กรรมน้นั สามารถท่ีจะทำใหสตั วโ ดยเฉพาะมนุษยเ รากลายสภาพเปน อะไรกไ็ ด คือทำใหไ ปสู ทคุ ติ ไดแ ก ไปเกิดเปน สตั วดิรัจฉาน เปน เปรต เปนสตั วน รก เปน อสุรกายก็ได ทำใหไ ปสูส คุ ตคิ ือ ไปเกิด เปนมนษุ ย เทวดา พรหม จนถงึ เปนพระอรหนั ตกไ็ ด ดงั น้ัน เรอ่ื งของกรรมจึงเปนเรอื่ งทพ่ี ทุ ธศาสนิกชนจำเปนจะตองศกึ ษาใหม ีความรูความเขา ใจ เพอ่ื จะไดพฒั นาตนเองใหพน จากทคุ ติ และดำเนินไปสสู ุคตซิ ึง่ เปน สง่ิ ท่ที กุ คนตางปรารถนา กรรมทีจ่ ะ นำไปสูท คุ ตแิ ละสุคตนิ น้ั ทางพระพุทธศาสนาเรียกวา กรรมบถ โดยแบง เปน ๒ ประเภท คือ ท่ีนำไปสู ทคุ ติ เรียกวา กุศลกรรมบถ และที่นำไปสูสคุ ติ เรยี กวา กศุ ลกรรมบถ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ๑. ปาณาติบาต ทำชวี ติ สตั วใ หต กลว ง คือฆา สัตว ๒. อทนิ นาทาน ถือเอาส่งิ ของที่เจาของเขาไมไ ดให ดวยอาการแหงขโมย ๓. กาเมสุมจิ ฉาจาร ประพฤติผดิ ในกาม ท้งั ๓ นี้ จัดเปน กายกรรม เพราะเกิดขึ้นทางกายทวารโดยมาก ๔. มสุ าวาท พุดเท็จ ๕. ปสุณวาจา พดู สอเสียด ๖. ผรสุ วาจา พดู คำหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปะ พูดเพอ เจอ ท้ัง ๔ น้ี จัดเปน วจกี รรม เพราะเกดิ ขึ้นทางวจที วารโดยมาก ๘. อภิชฌา โลภอยากไดของเขา ๙. พยาบาท ปองรา ยเขา ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผดิ จากคลองธรรม ทง้ั ๓ น้ี จัดเปนมโนกรรม เพราะเกิดข้นึ ทางโนทวารโดยมาก อธิบายอกศุ ลกรรมบถ โดยอาการ ๕ ๑. โดยธรรม คอื โดยสภาวธรรม กรรมบถ ๗ คอื กายกรรม ๓ และวจีกรรม ๔ โดยสภาวธรรม ไดแ ก เจตนา อธิบายวา ตองมีเจตนาในการทำ การพูด จึงจะเปนกรรมบถได ถาไมม ีเจตนาไมเ ปนกรรมบถ สวนมโนกรรม ๓ มี อภชิ ฌาเปนตน เกิดรว มกับเจตนา จึงจะเปน มโนกรรมได มีแตเ ฉพาะอยางใดอยางหนึง่ ไมจัดเปน มโนกรรม ๒. โดยโกฏฐาสะ คือ โดยเปนสว นแหงธรรมตา ง ๆ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 92

93 อกุศลกรรมบถ ๘ คอื กายกรรม ๓ วจกี รรม ๔ มจิ ฉาทฏิ ฐิ ๑ เปนกรรมบถอยางเดียว ไม เปน มลู คอื รากเหงาแหงอกุศลเหลา อ่ืน สวนอภิชฌา ไดแ กโลภะ พยาบาท ไดแ กโทสะ ดังนนั้ ทัง้ ๒ อยางน้ี เปนท้ังอกุศลกรรมบถ เปน ทั้งมูลคือรากเหงาของอกศุ ลเหลาอืน่ ดวย ๓. โดยอารมณ คือ ส่งิ ทใี่ จเขาไปยึดแลว เปนเหตใุ หท ำกรรมน้ัน ๆ ปาณาติบาต มีสังขารคือชีวิตของสัตวเปนอารมณ หมายความวา การฆา สัตว เปนการทำลาย ชวี ติ ของผูอืน่ ถา ทำลายส่ิงไมม ีชีวติ กไ็ มจ ดั เปนการฆาสตั ว อทนิ นาทาน มสี ัตวหรอื สังขารเปน อารมณ หมายความวา สิ่งทถี่ ูกลกั ขโมยนน้ั อาจเปน มนุษย สัตว หรือสง่ิ ของก็ได กาเมสมุ จิ ฉาจาร มสี ังขารคือผสั สะเปนอารมณ หมายความวา กาเมสมุ ิจฉาจาร จะสำเร็จได ตอ งมกี ารสมั ผัสทางกาย มุสาวาท ปส ณุ วาจา และสมั ผัปปลาปะ มีสตั วหรือสังขารเปน อารมณ หมายความวา เรอ่ื ง ทพ่ี ูดเทจ็ พดู สอเสยี ด และพูดเพอเจอ นัน้ อาจเปน เร่ืองของคนสัตว หรอื เหตกุ ารณต า ง ๆ ก็ได ผรสุ วาจา มีสัตวเ ปน อารมณ หมายความวา การพดู คำหยาบนนั้ ตอ งพูดกับผทู ี่เขาใจ ความหมายเทาน้ัน จึงจัดเปน กรรมบถ ถาพดู กับผทู ่ีไมเขา ใจ ไมจดั เปนกรรมบถ อภิชฌา มีสตั วและสังขารเปน อารมณ หมายความวา สิ่งที่โลภอยากไดน ัน้ เปน มนุษย สัตว หรอื สง่ิ ของก็ได พยาบาท มีสตั วเ ปนอารมณ หมายความวา การปองรายทีจ่ ดั เปนพยาบาทนัน้ ตองปองรา ย มนุษย หรอื สัตวท ง้ั หลายเทา นั้น มจิ ฉาทฏิ ฐิ มีสงั ขารคือธรรมอันเปน ไปในภูมิ ๓ เปนอารมณ ไดแ ก กามาวจรภูมิ รูปาวจรภมู ิ และอรูปาวจรภูมิ หมายความวา ความเห็นท่ีจัดเปนมิจฉาทฏิ ฐนิ ้ัน ตอ งเห็นผิดไปจากความเปนจรงิ เชน โลกอื่นไมม ี บาปไมมี บญุ ไมม ี เหน็ สิง่ ที่ไมเทยี่ ง วา เปน ของเทย่ี ง เปนตน ๔. โดยเวทนา คอื เวทนา ๓ อยาง ไดแก สขุ เวทนา ๑ ทกุ ขเวทนา ๑ อุเบกขาเวทนา ๑ ปาณาติบาต มที กุ ขเวทนาอยางเดยี ว หมายความวา ในขณะฆาสัตว จิตใจของผกู ระทำ ยอ มประกอบดว ยความโกรธ อทนิ นาทาน มีเวทนา ๓ หมายความวา ในขณะลักทรัพย จิตใจของผลู ักขโมย อาจจะมี ความสขุ ความทกุ ข หรอื รูส ึกเฉย ๆ ก็ได กาเมสมุ จิ ฉาจาร มเี วทนา ๒ คือ สขุ เวทนากับอเุ บกขาเวทนา หมายความวา จิตใจของผู กำลังประพฤติผดิ ในกามนั้น มีแตค วามสุข หรือรูสึกเฉย ๆ เทานัน้ มุสาวาท ปสุณวาจา และสมั ผัปปลาปะ มีเวทนา ๓ หมายความวา ในขณะท่ีพูดเท็จ พูด สอ เสียด หรือพดู เพอ เจอ นัน้ จิตใจของผพู ูด อาจมีความรูสกึ ดใี จเสียใจ หรือเฉย ๆ กไ็ ด ผรุสวาจา มีทุกขเวทนาอยา งเดียว หมายความวา คำพูดท่จี ะจดั วา หยาบคายนั้น ผพู ดู ตอง พูดดวยจติ ท่ีโกรธ หากพูดดว ยจิตเมตตาปรารถนาดี ไมจดั เปน ผรสุ วาจา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 93

94 อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ มเี วทนา ๒ คือ สุขเวทนากบั อุเบกขาเวทนา หมายความวา ในขณะที่ โลภอยากไดข องผอู นื่ หรือมคี วามเหน็ ผดิ น้ัน จิตใจของผูนัน้ จะมแี ตความสุข หรอื รูสกึ เฉย ๆ ไมรสู กึ โกรธหรอื เสยี ใจเลย พยาบาท มีทุกขเวทนาอยา งเดยี ว หมายความวา ในขณะทป่ี องรา ยผอู น่ื นน้ั จิตใจของผูป อง ราย ยอ มมแี ตความโกรธอยา งเดียว ๕. โดยมูล คือ อกุศลมูล ๓ ไดแก โลภมลู ๑ โทสมูล ๑ โมหมลู ๑ ปาณาติบาต มมี ลู ๒ คอื โทสมูล โมหมลู ทนิ นาทาน มมี ูล ๒ คอื โทสมลู โมหมลู หรอื โลภมูล โมหมลู กาเมสมุ ิจฉาจาร มมี ูล ๒ คือ โลภมูล โมหมูล มสุ าวาท ปสุณวาจา และสมั ผัปปลาปะ มมี ูล ๒ คือ โทสมูล โมหมูล หรือ โลภมูล โม หมูล ผรุสวาจา มมี ูล ๒ คือ โทสมลู โมหมลู อภชิ ฌา พยาบาท มมี ลู ๑ คอื โมหมูล มิจฉาทฏิ ฐิ มมี ูล ๒ คือ โลภมูล โมหมูล ปาณาตบิ าต คำวา ปาณะ ในคำวา ปาณาติบาต โดยสมมติสัจจะ ไดแก สัตว โดยปรมัตถสจั จะ ไดแ ก ชวี ิตนิ ทรยี  ๒ อยา ง คือ รปู ชวี ิตนิ ทรีย ธรรมชาตทิ ่เี ปนใหญในการทำใหร ูปมีชีวติ อยูได และอรูป ชีวิตนิ ทรยี  ธรรมชาตทิ ีเ่ ปน ใหญในการทำใหนามธรรม ไดแก เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มี ชีวิตอยูไ ด ชวี ิตินทรยี ท้ังสองน้ี มคี วามสมั พันธเ กีย่ วเนอ่ื งกนั เมื่ออยา งหน่ึงถูกทำลาย อกี อยางหน่ึงกถ็ ูก ทำลายไปดว ย เจตนาฆา ของบุคคลผูรูอยวู า สตั วนน้ั มีชวี ิต อนั เปน ไปทางกายหรอื ทางวาจา เปนเหตุใหเกิด ความพยายามในการเขาไปตดั อนิ ทรยี ค อื ชวี ิตทง้ั ๒ นั้น ชอ่ื วา ปาณาติบาต ปาณาติบาต จะสำเร็จเปน กรรมบถได ตองประกอบดวยองค ๕ คอื ๑. สตั วมีชวี ิต ๒. รวู าสตั วมีชวี ิต ๓. จติ คดิ จะฆา ๔. พยายามเพอ่ื จะฆา ๕. สตั วตายดวยความพยายามนัน้ ปาณาตบิ าตนั้น มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. สตั วใหญ ๒. สัตวน น้ั มคี ณุ ๓. ความพยายามของผูฆามีมาก พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 94

95 ๔. กเิ ลสของผฆู ารนุ แรง ปาณาติบาตท่ีตรงกันขาม ช่อื วามีโทษนอ ย โทษของปาณาตบิ าต โทษของปาณาติบาต องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ทรงแสดงไวในทุจริตวิปากสตู ร อัง คตุ ตรนิกายวา ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ปาณาติบาต อันบุคคลสอ งเสพ (ทำ) เจรญิ (ทำดวยวธิ ีการตา ง ๆ) ทำใหม าก (ทำบอย ๆ ทำเปนประจำ) ยอมทำใหไปเกดิ ในนรก ในกำเนิดแหง สัตวดิรัจฉาน ในแดนแหง เปรต ผลรายแหงปาณาตบิ าต อยา งเบาท่สี ุด ยอ มทำใหเปน ผูมอี ายสุ ัน้ แกผูท่ไี ดเ กิดมาเปนมนุษย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผูทำปาณาตบิ าตบางคนแมจะไมตกนรก เกิดเปนสตั วด ิรจั ฉาน หรอื เกดิ ในแดนแหง เปรตกต็ าม อนั กศุ ลกรรมบางอยางท่ีไดท ำเอาไวส งผลใหไ ดม าเกิดเปนมนษุ ย ก็จะเปน ผู มีอายุสน้ั บางคนพอถือปฏิสนธใิ นครรภม ารดา ไมท นั จะไดลมื ตาดูโลก กต็ ายเสียกอ น หรอื บางคนคลอด จากครรภมารดามาแลว อยไู ดไ มน านก็เสียชีวิต ผไู ดร บั ผลรา ยจากการทำปาณาตบิ าตดวยจิตใจทอ่ี ำมหติ พงึ เห็นนายโคฆาต ชื่อนันทะ เปน อทุ าหรณ เลากนั มาวา ในครง้ั พทุ ธกาล ในพระนครสาวตั ถี มีชายคนหนง่ึ ช่ือนันทะ มีอาชพี ฆาโคเอาเน้อื ขายเลีย้ งชพี ตลอด ๕๕ ปท่ีเขาทำอาชีพน้ี ไมเ คยบริจาคทานและรกั ษาศีลเลย ถาขาดเนือ้ จะไมยอม รบั ประทานอาหาร วันหนึ่ง ในเวลาเย็น เขามอบเนอ้ื ใหภรรยาเพอ่ื ทำกับขา ว เสร็จแลว ไปอาบน้ำทีท่ านำ้ บงั เอญิ เพอื่ นของเขาคนหนง่ึ มีแขกมาทีบ่ า น ไมม ีกับขาวตอนรับ จึงไปยงั บา นนายนันทะ พบภรรยาของเขา จึงได ขอซื้อเนื้อ แตไมมีเนื้อสำหรับขาย มแี ตเนื้อทเี่ ตรียมไวส ำหรบั ทำกบั ขาวตอนเย็น ภรรยาของนายนนั ทะ จึงไมขายให เพราะทราบดวี าถาขาดเนือ้ แลว สามีจะไมยอมรับประทานอาหาร แตชายผูน้นั กไ็ มฟ ง เสยี ง ไดฉวยหยิบเอาเนอ้ื นั้นไปโดยพลการ นายนันทะกลบั มาจากทา นำ้ ภรรยาไดยกอาหารทป่ี ราศจากเน้ือมาใหได เลาเหตุการณท ี่ เกิดขึน้ ใหฟง เขาไมยอมรับประทานอาหาร ฉวยมีดอนั คมกริบ เดนิ เขา ไปหาโคตวั หน่ึง สอดมอื เขา ไปใน ปาก ดงึ ลิ้นออกมาแลวใชมดี เชอื ดจนขาด นำมาใหภ รรยาทำกับขา ว โคตวั นนั้ สิ้นใจตายดว ยความเจ็บปวด ทรมาน เมอ่ื กบั ขา วเสรจ็ แลว นายนันทะจึงรับประทานอาหาร ทนั ทที ีเ่ ขาใสช้ินเนอ้ื น้ันเขาไปในปาก ลิ้น ของเขาไดขาดตกลงไปในชามขาว ไดร ับผลกรรมทนั ตาเหน็ เพราะการทำปาณาตบิ าตดว ยจิตใจอนั เหย้ี มโหด เลือดไหลออกจากปาก รอ งครวญครางเสยี งเหมอื นโค ตายแลวไปตกนรกอเวจี ฯ อทนิ นาทาน คำวา อทินนะ ในคำวา อทินนาทาน หมายถึง ของท่เี จาของหวงแหนไมไ ดใ หด วยกายหรอื วาจา จะอยใู นบา น ในปา ทำตก หรอื หลงลมื ก็ตาม พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 95

96 เจตนาอนั เปน เหตุขโมย ของบคุ คลผูรอู ยวู า เจา ของหวงแหน อันเปนไปทางกายหรือทางวาจา ใหเกดิ ความพยายามในการถือเอาของนน้ั ชอื่ วา อทินนาทาน อทนิ นาทาน จะสำเรจ็ เปนกรรมบถไดน น้ั ตองประกอบดว ยองค ๕ คือ ๑. ของมีเจาของหวง ๒. รวู า มีเจาของหวง ๓. จิตคิดจะลกั ๔. พยายามเพ่ือจะลัก ๕. ลกั มาไดดว ยความพยายามนัน้ อทนิ นาทานน้นั มโี ทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. ของน้นั เปน ของประณีต หรอื มีความสำคญั ๒. ของนน้ั เปนของบคุ คลผูม ีคุณธรรม ๓. ผูล ักมคี วามพยายามมาก ๔. กเิ ลสของผลู กั แรงกลา อทินนาทานที่ตรงกันขาม ชือ่ วามีโทษนอ ย โทษของอทนิ นาทาน โทษของอทินนาทาน ทรงแสดงไวว า ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย อทนิ นาทาน อันบุคคลสองเสพ เจรญิ ทำใหมาก ยอ มทำใหไ ปเกดิ ในนรก ในกำเนิดแหงดริ จั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรายแหง อทนิ นาทาน อยางเบาท่ีสุด ยอ มทำทรัพยสนิ เงินทองใหพ ินาศ แกผทู ี่ไดเกิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา บคุ คลผูประพฤตผิ ดิ ศีลขอ อทนิ นาทานหากไดเกิดมาเปนมนษุ ย ทรพั ยส ินเงนิ ทองของเขาก็จะถึงความพินาศยอยยับไป จนหมดตวั หรือลมละลาย สวนโทษของอทินนาทาน ที่เห็นไดใ นปจจุบันทนั ตา พึงเหน็ พราหมณช่ือสลี วิมงั สนะเปน อุทาหรณ คร้ังพทุ ธกาล ในพระนครสาวัตถี มีพราหมณคนหนง่ึ ช่อื สีลวมิ ังสนะ ถึงสรณะ ๓ และรกั ษา ศลี ๕ รบั ราชการอยูกับพระเจา โกศล พระราชาพรอมดวยขาราชการใหญนอย ตางใหความนับถอื พราหมณน นั้ เขาคดิ วา ท่ีคนเขานบั ถอื เราน้ี เขานับถืออะไร ชาติ โคตร สกลุ ความรู หรือศีลกันแน ตองการจะทดลอง วันหน่ึง เมอ่ื กลบั จากท่ีทำงาน ไดแอบหยบิ เอาเงนิ ของหลวงไปจำนวนหน่ึง เจาหนาที่ การเงินไมว า อะไร วันท่ี ๒ ไดทำอยางน้ันอกี ก็ไมม ีใครวาอะไร วนั ท่ี ๓ จงึ หยิบเอาเงินไปกำมอื หนงึ่ เจาหนาท่ีการเงนิ โกรธ รองตะโกนใหคนชวยกนั จับตวั เม่อื จบั ตวั ไดแลว ก็ทุบตคี นละสองสามที แลว พนั ธนาการไปกราบทูลใหพ ระราชารบั ส่ังลงอาญาหลวงแกเ ขา พราหมณท ราบชัดวา ที่คนเขานับถือตนน้ัน เพราะการรักษาศลี จึงไดกลา ววา เรอ่ื งชาติ และชนชน้ั เปนเรื่องไรส าระ ศลี น่ีแหละ สงู ทสี่ ุด บคุ คลขาดศลี เสียแลว วิชาความรูกไ็ มม ปี ระโยชนอ ะไร เลย พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 96

97 --------------------------------------- กาเมสุมจิ ฉาจาร คำวา กาม ในคำวา กาเมสุมจิ ฉาจาร ไดแก เมถุนสมาจาร ๒ อยา ง คือ สทารสันโดษ ความพอใจในเฉพาะคูค รองของตน ๑ ปรทารคมนะ การละเมิดคูครองคนอนื่ ๑ สวนความผิดทจี่ ัดเปน กาเมสมุ จิ ฉาจารนนั้ ไดแ ก ความผดิ ทเ่ี กดิ ขึ้นเพราะนอกใจคูค รองของตน และละเมดิ คูครองของคนอนื่ เจตนาท่ลี วงละเมิดฐานะที่ตนไมควรละเมดิ อนั เปนไปทางกายทวาร โดยประสงคอสัทธรรม ช่อื วา กาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร จะสำเร็จเปนกรรมบถไดนนั้ ตอ งประกอบดว ยองค ๔ คอื ๑. วตั ถุทจี่ ะพงึ ประพฤตลิ วง ๒. จิตคิดจะเสพในวัตถุที่พงึ ประพฤตลิ ว งนั้น ๓. พยายามในอนั จะเสพ ๔. มคี วามยินดี กาเมสมุ จิ ฉาจาร มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คอื ๑. กระทำในบคุ คลผมู ีคณุ ธรรม ๒. เปนการขมขนื ใจ ๓. มคี วามพยายามมาก ๔. มีกิเลสแรงกลา กาเมสุมิจฉาจารทตี่ รงกันขาม ชอ่ื วามีโทษนอย โทษของกาเมสุมจิ ฉาจาร โทษของกาเมสมุ ิจฉาจาร ทรงแสดงไวว า ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย กาเมสุมจิ ฉาจาร อันบคุ คลสอง เสพ เจรญิ ทำใหม าก ยอ มทำใหไ ปเกิดในนรก ในกำเนดิ แหงดริ จั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรา ยแหง กาเมสุมิจฉาจารอยางเบาทสี่ ุด ยอมทำใหเปนผมู ศี ตั รูคเู วรมาก เมอ่ื ไดเ กิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธบิ ายวา ผูป ระพฤติผดิ ในกาม ถงึ แมจ ะไมตกนรกเปนตนนนั้ หากไดเกิดเปน มนุษยอ ีก กจ็ ะเปน คนมีศตั รมู าก คือ ใครพบเขายอมเกิดการจองเวร (ไมช อบหนา ) หรือถึงขน้ั ทำราย ทั้ง ทีไ่ มไ ดท ำผิดอะไรแกเขา สวนโทษของกาเมสุมจิ ฉาจารทเ่ี ห็นไดใ นปจ จบุ นั ทนั ตา พึงเห็นหญิงสาวคนหนง่ึ ทคี่ ิดนอกใจสามีเปน อทุ าหรณ ครั้งดึกดำบรรพ ไดม ีชายหนุมชาวพาราณสคี นหนง่ึ นามวาจฬู ธนุคคหบัณฑติ เรียนวิชากบั อาจารยทิศาปาโมกขท ่ีเมืองตักกสิลา เขาเปนชายหนุมหนาตาดี มีความประพฤติเรียบรอย เรียนเกง เปน ทีร่ ักใครข องอาจารย เมื่อเรียนศลิ ปะวทิ ยาจบแลว จึงลาอาจารยกลบั บา น อาจารยไ ดยกลูกสาวคนหนงึ่ ให พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 97

98 เปนภรรยา ในระหวางทาง ไดเกดิ การตอสูกับพวกโจรดวยมือเปลา บอกใหภรรยานำดาบมาให แตภ รรยา กลับเกิดความรักในตัวโจรทตี่ นเพ่ิงจะพบเห็นเด๋ียวน้นั เอง จึงสงดาบไปใหโ จร ฆาชายหนุมตาย โจรพานางไปถงึ แมน้ำสายหนึง่ คดิ วา หญงิ คนนี้พบชายอน่ื เขา คงจะใหฆา เราเหมือนกับใหเ ราฆา สามีเธอ เราไมตองการผูหญิงคนน้ี จึงออกอุบายหลอกลวงเอาทรพั ยส ินเงินทองของเธอจนหมดส้นิ แลวก็ จากไป โดยทิ้งคำพูดไวกบั เธอวา แมคนงามเธอเอาสามีทเ่ี คยเชยชดิ กันมานาน แลกกับฉนั ซ่ึงมิใชสามที ไ่ี ม เคยเชยชิด วันหลังเธอคงจะเอาฉันแลกกบั ชายอื่นอีก ฉันจะหนเี ธอไปใหไกลท่ีสุดเทา ทจี่ ะไกลได หญงิ สาว คนนน้ั ไมมใี ครคบหาสมาคมดว ย เพราะประพฤติผิดศีลขอท่ี ๓ นีน้ ั่นเอง ------------------------------------------------- กายกรรมเปน ไปในทวาร ๒ กรรม ๓ อยาง คอื ปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร เรยี กวา กายกรรม เพราะเปนไปทางกายทวารโดยมาก บางครงั้ ปาณาติบาตและอทินนาทาน กเ็ ปนไปทางวจีทวารบา ง ตัวอยาง นาย ก. ส่ังใหน าย ข. ไปฆา คน หรอื ไปลกั ทรพั ย นาย ข. ทำงานสำเร็จตามที่นาย ก. ส่ัง การฆา คน หรอื การลกั ทรพั ยข องนาย ก. จดั เปนกายกรรม แตท วาร จัดเปนวจีทวาร สวน กาเมสมุ ิจฉาจาร จัดเปนกายกรรม เพราะเปนไปทางกายทวารอยางเดียว ปาณาติบาต อทนิ นาทาน และกาเมสมุ จิ ฉาจาร ท่ีจัดเปนกายกรรมนั้น เพราะมีการกระทำ ดวยกาย กรรมน้นั จึงจะสำเร็จดังตวั อยางท่ียกมา ถา มเี พยี งแตการสง่ั อยางเดียว ไมมีคนลงมือทำ จะสัง่ ตอๆ กันไปกี่คนกต็ าม การฆา หรอื การลกั นั้นจะสำเร็จไมไดเลย ในการทำปาณาติบาต อทนิ นาทาน และกาเมสุมิจฉาจารน้ัน จิตใจของผูกระทำ ตองมี อภิชฌาคือโลภะ พยาบาทคือโทสะ และมิจฉาทิฏฐิ เกดิ ข้นึ ดวยตามสมควร แตก ายกรรมนี้ เนนตัวเจตนา คอื ความจงใจเปนสำคญั ดังนนั้ อภิชฌา พยาบาท และมจิ ฉาทิฏฐิ ในกายกรรมนี้ จึงจดั เปนอกุศลกรรม ฝา ยสนับสนนุ เจตนา ไมไ ดจัดเปน กรรมบถ เปรยี บเทยี บใหเ ขา ใจงาย สมมติวามผี ูราย ๔ คน คอื นาย เจตนา นายอภิชฌา นายพยาบาท และนายมิจฉาทฏิ ฐิ สมคบกันฆา คน นายอภิชฌา นายพยาบาท นายมจิ ฉาทฏิ ฐิ เปน ผคู ิดอุบาย นายเจตนาเปนผูล งมือฆา โทษหนักจึงไปอยทู น่ี ายเจตนา มสุ าวาท คำวา มุสา แปลวา เทจ็ เจตนาทำใหพูดเท็จ ชอื่ วา มุสาวาท ไดแก อกุศลเจตนา ที่ กอใหเ กิดความพยายามทางกายและทางวาจาของคนโกง โดยมุงจะหลอกลวงคนอน่ื การพดู เท็จน้ัน หาก ทำใหค นอ่นื เสียประโยชน จัดเปน กรรมบถ ถา ไมเสียประโยชน ก็เปน เพยี งกรรม กรรมบถ ตา งกนั กบั กรรม กรรมบถ หมายถึง กรรมทส่ี ง ผลในปฏิสนธกิ าล เชน สง ผลให ไปเกดิ ในนรก เกิดเปน มนุษย เกิดในสวรรค เปน ตน สวนกรรม หมายถึง กรรมที่สง ผลใน ปวตั ติกาล คอื หลังจากเกิดในภพนนั้ ๆ แลวเชน สงผลใหเหน็ รูป ฟงเสียง ลมิ้ รส ที่ดีหรือไมดี เปนตน มุสาวาท จะสำเร็จเปน กรรมบถไดนนั้ ตองประกอบดวยองค ๔ คอื พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 98

99 ๑. เรือ่ งไมจ รงิ ๒. จิตคดิ จะพดู ใหผ ดิ ๓. พยายามจะพดู ออกไป ๔. คนอื่นเขา ใจเน้ือความนนั้ มสุ าวาทมโี ทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. ประโยชนท ่ถี ูกทำลายมมี าก ๒. ผูเสยี ประโยชนเ ปนผมู คี ณุ มาก ๓. กิเลสของผกู ลาวมสุ าวาทมกี ำลังแรงกลา มสุ าวาททต่ี รงกันขา ม ช่อื วามโี ทษนอ ย โทษของมสุ าวาท โทษของมสุ าวาท ทรงแสดงไวว า ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย มสุ าวาท อันบคุ คลเสพ เจริญ ทำให มาก ยอ มทำใหเ กิดในนรก ในกำเนิดดิรจั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรายแหงมุสาวาทอยางเบาทส่ี ดุ ยอม ทำใหเปน ผถู ูกใสค วาม แกผ ูทไ่ี ดเกิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผกู ลา วมุสา ถึงแมจ ะไมไ ปตกนรกเปน ตน นน้ั หากไดม าเกิด เปน มนษุ ยอ กี กม็ ักจะถูกใสความดวยเร่ืองอันไมเปน จรงิ คือใครทำความผดิ อะไรไว คนทั้งหลายมกั จะโทษ วา เขาเปน ผูท ำ สว นโทษของมุสาวาททีเ่ ห็นไดใ นปจ จบุ ันทันตา พึงเห็นสตรีผูหนึ่งทีพ่ ูดมสุ าเพอื่ ทำลาย ผลประโยชนข องหมอรกั ษาตา เปน อทุ าหรณ อดีตกาล ในพระนครพาราณสี ไดม ีจกั ษุแพทยคนหน่ึง เทยี่ วรกั ษาคนตามหมูบา น ตำบลตา ง ๆ ตอมา ไดพบผูหญิงคนหน่ึง กำลังทุกขทรมานดวยโรคตาจนเกือบจะมองไมเห็น หมอตรวจดูอาการ แลวบอกวา พอจะรกั ษาใหห ายเปนปกตไิ ด นางจึงตอบวา ถา คณุ หมอรักษาตาดิฉนั ใหหายเปน ปกตไิ ด ดิฉัน กับลูกชาย ลกู สาว จะยอมเปนทาสรับใชไปตลอดชีวิต หมอจึงตกลงรักษาให ตอมาไมนาน ดวงตาของ เธอก็หายเปนปกติ เธอกลัววาจะตองเปนทาสของหมอตามท่ีใหสญั ญาไว เม่ือหมอมาถามอาการ จึงแกลง พูดโกหกวา กอนนี้ดวงตาดิฉันเจ็บปวดเพียงเล็กนอย แตพอหยอดยาของทานแลว กลับเจ็บปวดมาก กวาเดิม หมอรูทันวา หญิงผูน้ีหลอกลวงเรา เพราะตองการจะไมใหคารักษา หมอโกรธมาก จึงปรุงยา ขนานใหมใ ห เมอื่ หญิงนั้นใชย าหยอดตาแลว ตาท้ัง ๒ ขางไดบอดสนทิ สตรีน้ัน ตาบอดเพราะกลา วเท็จ ดงั นแี้ ล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 99