50 ทรงประกาศมรรคาท้งั ทีเ่ ปน โลกยิ ะและโลกตุ ระ อนั เปนหนทางแหงความสขุ ในสุคติภพ และสขุ คือพระนิพพานใหเปนวิสยั แหง ปญ ญาญาณของเวไนยสตั ว เกิดมีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อบุ าสกิ า ประกาศพระพุทธศาสนาแพรห ลายไปในโลกแลว ไดเสดจ็ ดับขันธปรินพิ พาน เปรยี บเหมือนดวง ประทีปทชี่ ัชวาลเตม็ ท่ีแลวมอดดบั ไป คงเหลอื แตพระธรรมวินยั คอื พระพุทธศาสนาไวใ นโลก แมก าลเวลาท่ีพระองคทรงประสตู ิ ตรสั รู ประกาศพระพุทธศาสนา และเสดจ็ ดับขันธปริ นพิ พานจะผา นมานานแลว ก็ตาม แตเมือ่ พุทธมามกบริษทั ผูศรัทธาเล่ือมใส ต้ังใจศึกษาพระประวตั ขิ อง พระองคกจ็ ะทำใหเกิดความรูสกึ วา เวลานั้นไมไ ดผา นไปไกลเลย ยังเหมือนกับพระองคย งั ทรงพระชนมอ ยู ความเลอ่ื มใสท่มี คี ุณของพระสัมมาสัมพทุ ธเจา เปนอารมณเชนนีย้ อ มเปน ไปเพอ่ื อิฏฐวบิ ลุ ผลทางสุคติสวรรค และพระนพิ พานอนั เปนวบิ ากสมบตั ิทมี่ นุษยท ุกรปู ทกุ นามตา งปรารถนา ความเกิดของพระพุทธเจา ทัง้ หลายมไี ดยาก พระพุทธภาษิตในมหาปทานสูตร ทฆี นิกาย มหาวรรควา ๙๑ กัป มี พระอรหันตสัมมาสมั พุทธเจา เสด็จอุบตั ิ ๗ พระองค คอื ๑. พระวปิ สสพี ุทธเจา ๒. พระสิขพี ุทธเจา ๓. พระเวสสภูพทุ ธ เจา ๔. พระกกุสันธพุทธเจา ๕. พระโกนาคมนพทุ ธเจา ๖. พระกัสสปพุทธเจา ๗. พระโคตมพุทธเจา การเกดิ ของพระพุทธเจามี ๒ สมัย คอื เกิดโดยรปู กาย ๑ เกิดโดยธรรม ๑ การเกดิ โดยรปู กายมี ๒ สมยั คือ การเสดจ็ ลงสพู ระครรภม ารดา เรยี ก โอกกนั ตสิ มัย ๑ การประสตู ิจากพระครรภ เรียก นกิ ขมนสมัย ๑ การเกิดโดยธรรม ไดแ ก การตรสั รอู นุตรสัมมาสมั โพธญิ าณ ณ โคนตน พระศรมี หาโพธิ์ พระพทุ ธเจาทงั้ หลายเสดจ็ อุบัติในโลก เพราะทรงบรบิ รู ณดวยเหตุสมั ปทา ไดแก ทรงบำเพญ็ พทุ ธการกบารมีธรรมมาครบถวนแลว กอนพระพทุ ธเจาของเราทั้งหลายจะเสด็จอบุ ตั ปิ ระมาณ ๑,๐๐๐ ป พวกฤษีไดแตง ตำรามหาปุ ริสลักษณะเอาไว มหาปรุ สิ ลักษณะ ๓๒ ประการ ๑. มีฝาเทาไมแ หวงเวา ๒. ฝาเทา มีลายกงจักร ๓. มสี นเทา ยาว ๔. มีนว้ิ มอื นวิ้ เทา ยาว ๕. มฝี ามอื ฝา เทา ออ นนมุ ๖. ฝามือ ฝาเทา มีลายตาขาย ๗. ขอเทา ลอยอยูเบื้องบน (ไมตดิ กับหลังเทา) ๘. มแี ขงเรยี วเหมือนของเนอ้ื ทราย ๙. ยืนตามปกติ (ไมตองกม ) มือท้งั สองจบั ถึงหวั เขา ๑๐. มอี วัยวะเพศซอ นอยใู นฝก ๑๑. มีผวิ ดั่งทองคำ ๑๒. มีผิวละเอียด ฝนุ ละอองไมต ดิ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 50
51 ๑๓. มีขนขุมละเสน ๑๔. มีปลายขนข้นึ เบ้ืองบน ๑๕. มีลำตัวตรงดุจพระพรหม ๑๖. มีเนื้อเตม็ ในท่ี ๗ สถาน คือ หลงั มือท้ัง ๒ หลังเทา ทั้ง ๒ จะงอยบาทง้ั ๒ และลำคอ ๑๗. มีลำตวั เบ้อื งหนาเหมือนของราชสหี ๑๘. มแี ผนหลงั เต็ม (มองไมเ หน็ สะบกั ทัง้ สอง) ๑๙. รางกายกบั วา (แขนทงั้ สองกางออก) เทา กัน ๒๐. ลำคอกลม ๒๑. เสนเอน็ สำหรบั รบั รส ๗๐๐ รวมอยูท ีค่ อ ๒๒. มีคางเหมอื นราชสหี ๒๓. มีฟน ๔๐ ซ่ี ๒๔. มีฟน เรยี บเสมอกัน ๒๕. มีฟนไมห า ง ชิดสนทิ กัน ๒๖. มีเข้ียวอันขาวงาม ๒๗. มีลิน้ ออนและกวา งใหญ (ปด หนา ผากได ทำใหเล็กสอดเขาไปในชอ งจมกู และชอ งหไู ด) ๒๘. มีเสยี งดังพรหม ๒๙. มีตาดำดำสนทิ ๓๐. มดี วงตาเหมือนตาของโค ๓๑. มอี ณุ าโลมสขี าวเกดิ ระหวางคิว้ ทัง้ สอง ๓๒. มีศรี ษะเปน ปริมณฑลเรยี บรอ ย ผูม ีมหาปรุ ิสลกั ษณะ ๓๒ ประการ ครบสมบูรณมีคติ เปน ๒ คอื ถาอยคู รองฆราวาสจะได เปนพระเจาจักรพรรด์ิ ถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกในโลก พระเจา จกั รพรรดิม์ ขี องคบู ญุ เรยี กวา รตั นะ ๗ ประการ คอื ชางแกว ๑ มาแกว ๑ ดวงแกว มณี ๑ นางแกว ๑ คฤหบดแี กว ๑ ปริณายกแกว ๑ จักรแกว ๑ พระโพธสิ ัตวข องเราทง้ั หลายกอ นจะถอื ปฏสิ นธิในพระครรภพ ระมารดา เกิดเปนเทวบุตรอยูใน สวรรคช ้ันดุสติ เมือ่ พระโพธสิ ัตวถอื ปฏิสนธใิ นพระครรภแลว พระมารดาทรงมศี ีล ๕ บริสุทธ์ิ ไมม จี ติ ปฏิพัทธ เรือ่ งกามารมณ และบุรษุ ใด ๆ ลว งละเมิดไมไ ด พระโพธิสัตวอยใู นพระครรภพ ระมารดา ๑๐ เดอื น เวลาพระโพธิสัตวประสตู ิจากพระครรภพ ระมารดาประทบั ยืน ไมใชน อนคลอดเหมือนสตรที ัว่ ไป เมื่อคนทำความสะอาดรางกายแลว ปลอ ยมอื (เพ่อื ใหเด็กนอน) พระโพธิสตั วย นื ดว ยพระบาท ผนิ พระพกั ตรไ ปทางทิศอดุ ร (เหนอื ) ดำเนนิ ๗ กา ว (พระอรรถกถาจารยอ ธิบายวา หมายถึง โพชฌงค ๗ จะเกดิ ขึน้ ในโลก) พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 51
52 ทรงหยุดทอดพระเนตรทิศท้ังปวงแลวเปลงพระวาจาวา เราเปนผูเลิศแหงโลก เราเปนผูใหญ แหง โลก เราเปนผปู ระเสริฐแหง โลก ชาตนิ ี้เปนชาตสิ ดุ ทาย ชาติใหมไมมี พระโพธสิ ัตวท รงมีรปู กายสมบูรณดวยมหาปรุ ิสลักษณะ ๓๒ ประการ พราหมณาจารย ท้ังหลายจึงทำนายวามีคติเปน ๒ ดงั กลาวแลว แตบ างทานก็ทำนายวา จะตองออกบวชเปน ศาสดาเอก แนนอน เม่อื พระโพธสิ ัตวป ระสูติได ๗ วัน พระมารดาสน้ิ พระชนม ขอ น้ีเปนธรรมดาอีกเชนกนั เพราะ พระครรภน้นั ไมส มควรจะเปนที่ปฏิสนธิของสตั วอ ื่นอกี ตอไป ผลจากการทำนายของพราหมณาจารยท ำใหพระโพธสิ ัตวไ ดร บั การเคารพนับถือ และอภิบาล รกั ษาเปนอยา งดจี ากพระประยูรญาติ เมือ่ มพี ระชนม ๗ พรรษา เม่อื พระบดิ าทรงทำวัปปมงคล พระพี่เลยี้ งใหพระโพธิสัตวประทับ ใตตน หวา ใหญ ทรงนงั่ สมาธกิ ำหนดลมหายใจเขา ออกไดป ฐมฌาน จติ ทป่ี ระกอบดวยองค ๕ คือ วิตก วจิ าร ปติ สขุ เอกัคคตา พระโพธสิ ัตวทรงไดร ับการอภบิ าลรกั ษาเปนอยา งดีจากพระประยรู ญาติ ประทับอยแู ตใ น ปราสาทอันเหมาะแกฤ ดูทงั้ ๓ พรอมไปดวยกามคุณทน่ี าปรารถนานาบันเทิงใจ เปนนิตยกาล ตลอดเวลา ๒๙ ป การไดเ สวยกามสขุ ของพระโพธสิ ตั ว ทำใหเกิดประโยชนแ กพระองคในภายหลัง เมอื่ พระองค ตรัสรแู ลว แสดงธรรมแกผ อู นื่ จะไดท รงชีใ้ หเ หน็ โทษของกามท้งั หลายวา มีโทษอยางนัน้ ๆ และทรงเปน ตวั อยางใหโ ลกิยมหาชนเชื่อวา กามท้ังหลายถึงแมจะเปนสง่ิ ทีป่ รารถนา นา ใคร สำหรับโลกยิ ชนก็จริง แต อาศยั การทำในใจโดยอุบายอันชอบก็สามารถละได จนถงึ ออกบรรพชาแลวไดบ รรลุมรรคผลนพิ พาน อัน เปนนิรามิสสุข อภสิ มั โพธกิ ถา กณั ฑที่ ๒ เมอื่ พระโพธิสัตวทรงเจริญวัยได ๒๙ พรรษา ทรงรสู ึกสลดพระทัยดวยคดิ ถงึ ชรา พยาธิ และมรณะ อนั มปี ระจำแกส รรพสัตว และพระองคจ ะตอ งไดร บั อยา งแนน อน การคดิ ถงึ ชรา พยาธิ และมรณะ เปน เหตุใหทำลายความเมา ๓ อยา ง คอื ความเมาในวยั หลงคดิ วาตนยังหนุมยังสาว ความเมาในความไมมีโรค หลงคิดวาตนยังมีสขุ ภาพรางกายแขง็ แรง และความ เมาในชีวิต ความลมื คิดถึงความตาย ความเมาทงั้ ๓ อยา งนี้ เปนสาเหตสุ ำคัญอยางหนึง่ ที่ทำใหค นประพฤตทิ ุจรติ หรืออยา งนอย ที่สดุ ก็เปน เหตใุ หล ืมทำความดี การบรรพชาเปน วธิ ีท่ีดีอยางหน่ึง สามารถทำลายความท้งั ๓ นนั้ ได หรือทำใหบรรเทาเบาบาง ลง เมื่อถึงเวลาแก เจ็บ หรือตาย กจ็ ะไมมีความเศรา โศกเสียใจ เหมือนคนทั่วไป ที่เรยี กวา หลงตาย เพราะทรงเห็นประโยชนแหงการบรรพชาอยางน้ีจงึ เกดิ กุศลฉันทะนอ มใจไปในบรรพชา ในท่สี ดุ ไดเสด็จออกบรรพชา ทัง้ ท่ยี ังทรงพระเยาวดรุณกมุ าร มพี ระเกศายังดำสนิท พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 52
53 เม่อื เสดจ็ ออกบรรพชา ถือเพศเปนนักพรตแลว ไดเ สดจ็ สัญจรจาริกเท่ียวเสาะหาสันตวิ รบท คือ ทางเครือ่ งบรรลุถงึ ธรรมอนั ระงับดับกิเลส สมยั น้ัน แควนสักกะมคี ณาจารยใ หญ ๒ ทา น คอื อาฬารดาบส กาลามาโคตร ๑ อทุ ก ดาบส รามบุตร ๑ ประชุมชนเคารพนับถือโดยคุณธรรม พระโพธสิ ัตวเสด็จเขาไปยงั สำนักของอาฬารดาบส ทรงศกึ ษาลัทธสิ มยั ไดส มาบตั ิ ๗ คอื รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ เวนเนวสญั ญานาสัญญายตนะ ตอจากน้ันเสดจ็ เขาไปยังสำนักของอทุ กดาบส ทรงศึกษาลัทธสิ มยั ไดส มาบตั ิ ๘ คือ รปู ฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔ ทรงเหน็ วา ลทั ธิสมยั ของอาจารยท้งั สองเปนเพียงสันตวิ ิหาร คือ อบุ ายเครือ่ งอยเู ปน สขุ ทางใจ เทา น้นั กอ ใหเกดิ ปปญจธรรม คอื ธรรมเปน เหตุเนน่ิ ชา กบั การเวียนวา ยในวฏั ทุกข ไดแ ก ตณั หา มานะ และทิฏฐิ จากนนั้ ทรงเสาะหาอนุตรสันติวรบททางเคร่ืองพน จากกิเลสอยางยอดเยี่ยมตอ ไป ไดเ สดจ็ เขาสู แควนมคธ จนลุถึงอุรุเวลาเสนานิคม อันนารนื่ รมยสำราญจติ สมควรจะเปนสถานท่ีบำเพญ็ สัมมัปปธาน วริ ิยะ จึงประทบั อยู ณ ทน่ี น้ั ณ สถานท่นี ั้น อปุ มา ๓ ขอ อนั เปน อนวศั วรยิ ะ (ไมเ คยสดับมากอน) ไดมาแจมแจงเปนวิสย ญาณโคจร (อารมณแหงญาณวสิ ยั ) แกพ ระโพธสิ ัตวว า ๑. ไมส ดท่ีชมุ ดวยยาง ทง้ั แชอยใู นนำ้ จะพยายามอยา งไรกส็ ีใหเกิดไฟไมได ๒. ไมสดที่ชุมดว ยยาง แมจ ะวางไวบนบก ก็สีใหเ กดิ ไฟไมไ ดเ ชนเดียวกัน ๓. ไมแหง ท่ีปราศจากยาง และวางไวบนบก หากพยายามเตม็ ท่ีและถกู วิธี กย็ อมสใี หเกิดไฟ ได อปุ มาขอที่ ๑ เปรียบไดก ับสมณพราหมณผูบรโิ ภคกามคุณ ท้ังใจก็ยังยินดีในกามคุณนั้นอยู อปุ มาขอ ท่ี ๒ เปรยี บไดก ับสมณพราหมณผูออกบำเพ็ญพรต แตใจยังรกั ใครป รารถนาจะได กามคุณอยู อุปมาขอท่ี ๓ เปรยี บไดก ับสมณพราหมณผอู อกบำเพญ็ พรต ดว ยใจทเี่ บอ่ื หนา ยในกาม ถา หากพากเพยี รอยางถูกวธิ ี กส็ ามารถบรรลธุ รรมพิเศษได ทรงบำเพ็ญทกุ รกิรยิ า พระมหาบุรษุ ทรงกลวั อกุศลธรรมมกี ามวติ กเปนตนจะครอบงำจิต จึงทรงต้ังความเพียรอยางแรง กลา ๓ วาระ ดังนี้ วาระท่ี ๑ ทรงกดพระทนตด ว ยพระทนต กดพระตาลุ (เพดาน) ดวยพระชวิ หา แมเ กิด ทกุ ขเวทนาหลายอยา งก็ยงั มพี ระสตติ ้ังม่ันไมฟ นเฟอน มคี วามเพยี รไมย อหยอน วาระที่ ๒ ทรงประพฤตอิ ปาณกฌาน การเพง ไมมลี มปราณ คือ ทรงกลั้นลมหายใจไมให เดินทางชองพระนาสกิ และพระโอษฐ วาระที่ ๓ ทรงเสวยอาหารลดลงทีละนอย จนเหลอื มาเสวยครง้ั ละเทา เยือ่ ในเมลด็ บัว ทำให พระสรรี กายซบู ผอม พระมังสะหายแฟบ จนพระตจะแนบกบั พระอัฐิ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 53
54 ประโยชนจากการบำเพ็ญทุกรกริ ยิ า พระมหาบรุ ุษแมจะเปน ผูสมบูรณดว ยเหตสุ ัมปทาทที่ รงบำเพ็ญมาหลายอสงไขยกัป แตตอ งมา ประพฤติทกุ รกริ ิยาเชนน้ี ทั้งที่ไมใชเปนหนทางแหง การตรัสรู ก็มใิ ชวา จะไรป ระโยชนเ สียทีเดียว การ ประพฤติเชน นี้จะเกิดประโยชนแ กพ ระองคภายหลงั จากตรัสรูแ ลว คนบางพวกท่ศี รัทธาเช่อื ถืออตั ตกลิ มถานุ โยคปฏิปทาวาเปน หนทางตรัสรูและพน ทกุ ข จะไดคลายความสำคญั ผิดมจิ ฉาปฏิบัติยอมรับฟงธรรมคำ สอนของพระองค แลวนำตนไปสูความสวัสดีได ทรงเลิกทกุ รกริ ิยา พระมหาสัตวทรงปรารภถึงทุกขเวทนาอนั เกิดจากการบำเพ็ญเพยี รของพระองคว า สมณ พราหมณท ้งั ในอดตี อนาคต และปจ จุบนั ทีไ่ ดรับทุกขเวทนาอนั เกดิ จากการบำเพ็ญเพียรอยางมากทสี่ ุดก็ เทากบั ท่เี ราไดร บั นเ้ี ทานน้ั จะไมม ีใครไดร บั มากไปกวา นี้ แตวิธนี ก้ี ไ็ มใชท างตรัสรูเลย หรือจะมีหนทางอ่นื จากการประพฤติทกุ รกิรยิ านี้บาง ครงั้ นน้ั สตานุสารวี ญิ ญาณ คือ ความรแู จงไปตามสตทิ ่ีระลกึ ถงึ สมาธิซงึ่ เคยไดที่โคนตนหวา ใน สมัยทรงพระเยาว คราวทพี่ ระราชบดิ าทรงทำวปั ปมงคล วา สมาธิน้ันนาจะเปน ทางตรัสรู พระมหาบรุ ษุ จึงทรงเลิกประพฤติทุกรกริ ยิ าเสยี แลวทรงเสวยพระกระยาหารตามปกติ เพ่อื ให รา งกายมีกำลัง จะไดบ ำเพ็ญเพียรทางจติ ตอไป ครง้ั นนั้ เบญจวัคคยี คือ นักบวช ๕ รูป ทต่ี ามเสด็จออกบวชคอยเฝา ปรนนิบตั ิเพ่ือหวังคำส่งั สอนหลังจากทท่ี รงตรัสรแู ลว ไดเ ห็นพระมหาสตั วเสวยพระกระยาหาร จึงเกดิ อาการเบ่ือหนาย วา คงจะ ไมไ ดตรสั รจู งึ หนีไปอยทู ีป่ า อสิ ิปตนมฤคทายวัน การทพ่ี วกเบญจวัคคยี ห นไี ปเชน นน้ั กอ ใหเกิดผลดแี กพ ระมหาสัตว ภายหลังจากตรัสรูแ ลววา การประพฤติทุกรกิริยาไมใ ชหนทางตรัสรู โดยมีเบญจวัคคียเ ปน ประจักษพ ยาน ตรสั รู เมือ่ พระมหาสัตวเ สวยพระกระยาหารตามปกติ พระกายมีกำลังแลว จึงทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต เจรญิ ฌานจนไดบ รรลุจตตุ ถฌาน ทรงทำใหชำนาญเปนวสีพรอมท่ีจะเปนบาทใหเ กิดอภิญญา แตนน้ั ทรง ปลอ ยเวลาใหผา นไประยะหน่งึ ครั้นถงึ วนั วสิ าขปุรณมี เพญ็ กลางเดอื น ๖ เวลาพลบค่ำ ขณะน่ังคูบัลลังกบนภมู ิภาคท่ีลาดดว ย หญา ภายใตมหาโพธ์ิพฤกษ รมิ ฝงแมน้ำเนรัญชรา ผนิ พระพักตรไปทางทศิ บูรพา ณ สถานท่นี ้นั พระมหาสตั วทรงอธิษฐานจาตรุ งคมหาปธาน แปลวาความเพียรมีองค ๔ คอื เนื้อและเลือดในกายนีจ้ งเหือดแหง ไป ๑ หนัง ๑ เอ็น ๑ กระดูก ๑ จงเหลืออยู ถายังไมไ ดบ รรลุผลท่ี จะพึงบรรลุไดดวยเรีย่ วแรงของลกู ผูช าย เราจะไมลกุ ไปจากบลั ลงั กน้ี พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 54
55 จตุตถฌานเปนบาทแหงอภญิ ญา พระมหาสัตวท ำจติ ใหตัง้ มัน่ ในจตตุ ถฌาน ควรแกก ารงานแลว อันดบั แรกทรงนอ มไปเพอ่ื ปุพเพ นวิ าสานสุ ตญิ าณ กส็ ามารถระลกึ ถึงขันธ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่เี คยทรงอาศัยในกาล กอ นได ทรงบรรลญุ าณนใ้ี นปฐมยาม ตอ จากน้นั ทรงพระประสงคจะทราบจุติ และอบุ ตั ิแหงสัตวท ้ังหลาย จงึ นอมไปเพ่ือ จุตูปปาตญาณกท็ รงไดบ รรลุในมัชฌิมยาม ทำใหท รงทราบจุติ และอบุ ัตแิ หง สตั วท้งั หลาย ญาณนมี้ ชี ่อื เรียก อีกอยา งหนึ่งวา ทพิ พจกั ขญุ าณ จตุตถฌาน (อภญิ ญา) เปนบาทแหงวปิ สสนา เมื่อพระมหาสตั วม จี ิตต้ังม่นั ดวยจตตุ ถฌาน เปน เหตุใหเกดิ อภิญญาญาณทั้ง ๒ ประการ ดงั กลาวแลว จึงนอมจิตไปสวู ิปส สนา โดยพิจารณาปฏิจจสมปุ บาทวา ชรา ความแก พยาธิ ความเจ็บ มรณะ ความตาย โสกะ เศราใจ ปรเิ ทวะ ความครำ่ ครวญ ทกุ ข ไมส บายกายไมสบายใจ โทมนสั เสยี ใจอกเสียใจ อปุ ายาส ตรอมใจ มาจากไหน ทรงพจิ ารณาดว ยวปิ ส สนาปญ ญาวา มาจากชาติ ชาตมิ าจากไหน มาจากภพ คอื กัมมภพ ไดแ ก การสรางกรรม ภพมาจากไหน มาจากอุปาทาน (ความยดึ ถอื ดว ยอำนาจ ตณั หา และมิจฉาทิฏฐ)ิ อปุ าทานมาจากไหน มาจากตัณหา (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตณั หา) ตัณหามาจากไหน มาจากเวทนา (สขุ ทุกข อเุ บกขา) เวทนามาจากไหน มาจากผสั สะ (จักขสุ ัมผสั ฯลฯ มโนสัมผัส) ผสั สะมาจากไหน มาจากอายตนะ (บอเกิดอารมณ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ) อายตนะ มาจากไหน มาจากนามรูป (เวทนา สัญญา สงั ขาร ภูตรูป ๔ วัตถรุ ูป ๖ ชวี ิตรปู ๑) นามรูปมาจากไหน มาจากวญิ ญาณ (วปิ ากวิญญาณ และอวิปากวิญญาณ) วญิ ญาณมาจากไหน มาจากสงั ขาร (กศุ ลกรรม อกศุ ลกรรม) สงั ขารมาจากไหน มาจากอวชิ ชา (ความไมร อู รยิ สจั ๔) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 55
56 เพราะฉะนน้ั เมอ่ื จะดบั กองทุกขท ัง้ ปวงใหหมดสิ้น กต็ อ งสรางวชิ ชา คือ ความรอู รยิ สจั ๔ ใหเกดิ ขน้ึ เพราะเมือ่ วิชชาเกิดข้นึ แลว กองทุกขท ้ังปวงยอ มดบั ไปโดยสิน้ เชงิ เมือ่ วชิ ชาเกดิ ขึน้ แกพ ระมหาสตั วอ ยางนี้ อวชิ ชาก็ถกู ทำลาย จิตของพระองคก ห็ ลุดพนจากอา สวะท้ังปวง พระองคจ งึ ไดบ รรลญุ าณท่ี ๓ ชอื่ อาสวกั ขยญาณ ญาณท่ที ำความสิ้นอาสวะ ในปจ ฉมิ ยาม แหงราตรีนั้น อรหตั มรรคญาณเปนท่ีมาแหงญาณทงั้ ปวง เมื่อพระมหาบรุ ุษตรัสรูอนตุ รสมั มาสัมโพธญิ าณแลว พระคุณทั้งหลายแหงพระผมู พี ระภาคเจาไม มที ส่ี น้ิ สดุ พระองคทรงบรรลพุ ระญาณมสี ัพพญั ตุ ญาณเปนตน หาประมาณมไิ ด ดวยอำนาจอรหัตมรรค ญาณนนั่ เอง ประหน่งึ พระราชอำนาจท้ังปวงสำเรจ็ แกพ ระมหากษัตรยิ าธิราชเจา พรอมกับการไดร ับมุรธา ภิเษกเปนกษัตริย ธมั มเทสนาธฏิ ฐานกถา กณั ฑท ี่ ๓ เมอ่ื พระตถาคตเจาไดต รสั รูแลวไดป ระทบั นง่ั เสวยวมิ ตุ ตสิ ุข ณ ควงไมอ ัสสัตถพฤกษ ๗ วัน ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนโุ ลมและปฏิโลมแลวทรงเปลง อุทานวา เมอื่ ใดธรรมทงั้ หลายคอื โพธปิ ก ขยิ ธรรมหรืออรยิ สจั ๔ มาปรากฏชดั แกพราหมณผูเ พียรเพง อยู ดว ยฌาน ๒ อยาง คือ อารมั มณปุ นิชฌาน (สมาบตั ิ ๘) และลกั ขณุปนชิ ฌาน (วปิ สสนาญาณ) เม่อื นนั้ ความสงสัยของพราหมณน้ันยอมส้ินไป เพราะเขาไดท ราบชัดธรรมคอื กองทุกขม สี ังขาร เปนตน พรอ มทั้ง เหตมุ ีอวิชชา เปน ตน ครั้นมัชฌมิ ยามทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาทอยา งเดยี วกันนั้น แลว ทรงเปลงอุทานวา เมอ่ื ใด ธรรมทัง้ หลายปรากฏชัดแกพ ราหมณผ ูเพยี รเพงอยู เมอื่ นน้ั ความสงสัยของพราหมณนั้นยอ มสนิ้ ไป เพราะ เขาไดร ูแจงความสิน้ ไปแหง ปจจยั ทั้งหลาย ครั้นปจ ฉมิ ยาม ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาทอยา งเดยี วกันนนั้ แลวทรงเปลง อทุ านวา เม่อื ใด ธรรมทัง้ หลายปรากฏแกพราหมณผ ูเพยี รเพงอยู พราหมณน้ันยอ มกำจดั มารพรอมทงั้ เสนาเสียได สถิตยอ ยู ในโลกดว ยปรีชาอนั ชัชวาล เหมือนพระอาทิตยทำทอ งฟาใหสวางไสว ฉะน้นั จากตน อสั สตั ถพฤกษไดเสดจ็ ไปประทบั โคนตน อชปาลนโิ ครธ ๗ วัน ณ ท่ีน้ันทรงปรารภ พราหมณผมู กั ตวาดคนอ่นื วา หึ หึ แลว ทรงเปลงอทุ านวา ผูใดมีบาปธรรมอนั ลอยเสียแลว ไมต วาดใครดว ย คำหยาบ ไมม ีกเิ ลสยอ มใจ สำรวมตน ถึงทีส่ ุดแหงเวท (ปุพเพนวิ าสานสุ ติญาณ จุตูปปาตญาณ อาส วกั ขยญาณ) ผนู ั้นจึงควรกลา ววาตนเปนพราหมณโดยธรรม จากโคนตนอชปาลนิโครธ ไดเสด็จไปยังตน มจุ จลนิ ท ประทับนั่งเสวยวิมตุ ตสิ ขุ ๗ วัน ทรง เปลง อทุ านวา ความสงัดเปนเหตุนำมาซ่งึ ความสขุ สำหรบั บคุ คลผูสันโดษ ผูไดสดบั และเหน็ ธรรม ความ ไมเ บยี ดเบียน คือ ความสำรวมระวังในสัตวท ั้งหลาย เปนความสขุ ในโลก ความสน้ิ ราคะ คอื ความกาว ลวงกามทง้ั หลาย เปนความสุขในโลก การกำจดั อชั มิมานะเสยี ไดเปนความสุขอยา งย่งิ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 56
57 จากตน มุจจลินทไดเ สดจ็ ไปยงั ตน ราชายตนะ (ไมเกต) ประทบั น่งั เสวยวมิ ตุ ตสิ ุข ๗ วัน ณ ท่ี นน้ั พาณิช ๒ คนพนี่ อ งชือ่ ตปสุ สะ ๑ ภัลลกิ ะ ๑ เดินทางไปจากอกุ กลชนบท ไดนำสัตตผุ ง สัตตุ กอน เขาไปถวาย แตเ ปน ธรรมเนยี มวาพระพุทธเจาไมท รงรับอาหารบณิ ฑบาตดวยพระหตั ถ และบาตร ของพระองคก ไ็ มมี ทาวจาตมุ มหาราชจึงนำบาตรศิลามาถวาย ทรงรบั สัตตผุ ง สตั ตุกอน ของพาณิชทงั้ ๒ ดว ยบาตรนน้ั เสรจ็ แลวทง้ั ๒ ไดแสดงตนเปนอบุ าสก ถงึ รัตนะ ๒ คอื พระพทุ ธเจาและพระธรรมวา เปน สรณะ เปน อุบาสกคนแรกในพระพทุ ธศาสนา เรยี กวา เทวฺ วาจกิ อุบาสก จากตนราชยตนะนน้ั ไดเสด็จกลับไปยังตน อชปาลนโิ ครธอีก ณ ทน่ี ้นั ทรงดำริถงึ ธรรมที่ทรง ตรสั รวู า เปนของลึกซง้ึ ยากทผ่ี ยู ินดีในกามคณุ จะรูต ามได แตใ นทสี่ ดุ ทรงเห็นดว ยพุทธจกั ษุ คอื อินทรยิ ปโรปริยตั ตญาณ ปรชี าหยั่งรอู นิ ทรยี (สทั ธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญญา) แหง สตั วท ้ังหลายและ อาสยานุสยญาน ปรีชาหยัง่ รูอัธยาศยั และอนุสัยของสัตวทั้งหลายวา คนในโลกมี ๔ จำพวก คือ ๑. อุคฆติตญั ู ผูร ูผูเ ขา ใจไดเรว็ เปรยี บเหมือนดอกบัวที่โผลพ น นำ้ พอไดส มั ผัสแสงพระอาทิตยก ็จะบานได ทันที ๒. วิปจิตญั ู บุคคลผทู ่ีตองอธบิ ายเล็กนอยจึงเขาใจ เปรียบเหมอื นดอกบวั ท่ตี ั้งอยูเสมอนำ้ คอย เวลาพนจากน้ำนดิ หนอยจงึ จะบาน ๓. เนยยะ บุคคลผตู อ งอาศยั กลั ยาณมติ รและการสดบั ตรับฟง พากเพียรพยายามฝก ฝน จงึ เขาใจเปรียบเหมอื นดอกบวั ทีย่ งั อยภู ายใตน ้ำ ที่ตอ งคอยดแู ลรกั ษาแลว สามารถ บานในวนั ตอไป ๔. ปทปรมะ บคุ คลผูยากท่จี ะใหเ ขาใจ เพราะประกอบดวยอนั ตรายิกธรรม คือ วบิ าก กรรม และกเิ ลส เปรียบเหมอื นดอกบัว (๓ ชนิดนน้ั ) แตไ ดร บั อันตรายจากเตาและปลา เปนตน เสียกอ น จงึ ไมม ีโอกาสบาน เมื่อทรงเหน็ วา บุคคลผูทีจ่ ะตรสั รูธรรมมมี ากกวา จึงตดั สินพระทยั แสดง พระธรรมเทศนา โปรดเวไนยสัตว เรียกวา ทรงทำธรรมเทศนาธษิ ฐาน เม่ือทรงทำธรรมเทศนาธิษฐานแลวทรงตั้งพระทยั วา บริษทั ๔ คอื ภิกษุ ภกิ ษุณี อุบาสก และอุบาสกิ า ยงั ไมม คี รบถว น และพรหมจรรยค อื พระธรรมวินยั ยงั ไมก วางขวางเพยี งไร ในระหวางน้ี พระองคจะยงั ไมปรินิพพาน เรียกวา ทรงทำอายสุ ังขาราธิษฐาน พระธรรมจักกัปปวตั นสูตร กณั ฑท ่ี ๔ เม่อื ทรงตดั สนิ พระทัยวาจะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว อันดบั แรกทรงคิดถงึ อาฬารดาบส และ อุทกดาบส แตท ั้ง ๒ ทานเสยี ชวี ติ แลว จึงทรงคิดถึงปญจวัคคีย หลงั จากทีพ่ ระพุทธองคป ระทับอยทู ี่ตำบลอรุ ุเวลาเสนานคิ มตามอภริ มยแ ลว ไดเสด็จไปเมือง พาราณสี ครัน้ ถงึ สถานทรี่ ะหวางแมนำ้ กับมหาโพธิ์ อปุ กาชวี กเหน็ พระองคทรงมีพระฉวผี ุดผอ ง จึงถามวา ใครเปนศาสดาของทาน ไดต รัสตอบวา อาจารยของเราไมม ี เราเปนผตู รัสรชู อบเองแตผเู ดยี ว กำลงั จะไป แควน กาสี เพือ่ ขับเคล่อื นลอ ธรรมใหหมุนไปในโลก เราจะตีกลองอมตเภรีแกเวไนยชนผูถงึ พรอมดวย อปุ นสิ ยั เราเปนอนัตชินะ อุปกาชีวก กลาววา อาวโุ ส น่นั พงึ เปนไดแ ตช ือ่ ส่นั ศรี ษะแลวหลกี ไป พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 57
58 ครนั้ เสดจ็ ไปถึงเมอื งพาราณสี ไดเ สด็จไปหาปญจวคั คีย แตท ง้ั ๕ คน ไมเคารพ พูดกบั พระองคโ ดยใชคำวา อาวุโส พระองคท รงหามและแสดงเหตผุ ลหลายอยา ง จนทั้ง ๕ ยอมฟง ธรรม จึง ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑแ รก มีชอ่ื วา ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ใจความโดยยอ วา ที่สดุ ๒ อยา ง (ทางไมด)ี คือ ๑. กามสุขลั ลกิ านุโยค การหมกติดอยูกบั กามสุข (การละ กเิ ลสดวยวิธีสนองตัณหาของตน) ๒. อัตตกิลมถานโุ ยค การทรมานตนใหไดร ับความลำบาก (การละกเิ ลส ดวยวธิ ีทรมานตน) อันบรรพชิตไมค วรทำ ขอปฏิบตั สิ ายกลาง ๘ อยา ง คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สมั มาสังกัปปะ ความดำรชิ อบ สมั มาวาจา การเจรจาชอบ สมั มากมั มันตะ ทำการงานชอบ สมั มาอาชีวะ การเลีย้ งชีพชอบ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ การระลึกชอบ สมั มาสมาธิ ต้ังใจชอบ ซ่งึ หางไกลจากสวนสุด ๒ อยา งนัน้ อันพระตถาคตตรัสรแู ลว ทำใหเ กดิ ดวงตา ทำใหเกิดญาณ เปนไปเพื่อความรูย ิง่ เพือ่ ความ ตรัสรู เพือ่ ความดบั ทุกข ตอจากนนั้ ทรงแสดงอรยิ สัจ คือ ของจริงอยางประเสริฐ ๔ ประการ ไดแ ก ทุกข สมุทยั นิโรธ มรรค วา ความเกดิ ความแก ความตาย ความเสยี ใจ ความคร่ำครวญ ความเจ็บกาย ความเจบ็ ใจ ความตรอมใจ ความตองอยูรว มกับคนหรอื ส่ิงอนั ไมเปนท่ีรัก ความตองพลัดพรากจากคนหรอื ส่ิงอนั เปน ที่รกั ความผดิ หวัง ลวนเปน ความทุกข เม่ือกลา วโดยสรปุ แลว ขันธ ๕ (รางกายและจติ ใจ) ท่ยี ดึ ถือดว ย อปุ าทาน (ตณั หา และทฏิ ฐ)ิ กอ ใหเกดิ ความทุกข ท้ังหมดน้ีคอื ทกุ ขอริยสจั ความจริงอยางประเสรฐิ คอื ทุกข กามตณั หา ความอยากไดกามารมณ ภวตัณหา ความอยากไดรปู ภพ หรอื อยากมี อยากเปน ที่ตนเองไมม ีไมเ ปน วิภวตณั หา ความอยากไดอรูปภพ หรอื ความอยากจะไมมี ไมเปน ในส่ิงทีต่ นมีและ เปน อยูแลว ท้งั ๓ นีค้ อื ทกุ ขสมทุ ัยอรยิ สจั แปลวา ของจริงอยา งประเสริฐ คอื เหตทุ ีใ่ หเ กิดความทุกข ความดับไปอยา งไมมีสวนเหลือแหง ตัณหาท้ัง ๓ นั้น นคี้ ือ ทุกขนิโรธอริยสัจ แปลวา ของจริง อยา งประเสริฐ คอื ความดับทุกข อริยมรรคมอี งค ๘ คอื สมั มาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมนั ตะ สมั มาอาชวี ะ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ น้ีคือทกุ ขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทาอรยิ สัจ แปลวา ของจรงิ อยางประเสริฐ คือ ขอ ปฏิบตั ิท่ใี หดำเนินไปถึงความดบั ทุกข ทรงแสดงตอ ไปวา จักษุ ญาณ ปญ ญา วชิ ชา แสงสวาง ไดเ กิดข้นึ แกพระองคท้ังทีไ่ มเ คยได ยนิ ไดฟ งมากอ นวา ทุกขอรยิ สจั เปนปรญิ เญยยธรรม คอื ธรรมท่ีควรทำความเขา ใจใหช ดั เจน (เพ่อื จะไดแ กไ ขได ถูกตอ ง) พระองคไ ดเขาใจชดั เจนแลว ทุกขสมทุ ัยอรยิ สัจ เปน ปหาตัพพธรรม คือ เปนธรรมที่จะตองละหรอื ทำลายใหไ ด พระองค ทรงละหรือทำลายไดแลว ทกุ ขนิโรธอรยิ สัจ เปนสัจฉิกาตัพพธรรม คือ เปน ธรรมท่ีตองทำใหแ จง หมายถงึ ตอ งเขาใจ และไปใหถึง พระองคไดทรงทำใหแ จง แลว พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 58
59 ทกุ ขนิโรธคามินีปฏิปทาอรยิ สจั เปน ภาเวตัพพธรรม คอื สิง่ ตอ งบำเพญ็ ใหเกิด ใหม ี ใหเ จริญ จนถงึ ที่สดุ พระองคก ็ไดบ ำเพ็ญใหเ จรญิ จนถงึ ทส่ี ุดแลว ทา นโกณฑัญญะไดฟ งปฐมเทศนาดังกลาวมาน้ี ไดดวงตาเห็นธรรมวา สิง่ ใดส่ิงหนงึ่ (สังขาร) มี ความเกิดข้นึ เปนธรรมดา สง่ิ นั้นทง้ั หมดลว นมีความดับเปน ธรรมดา ทานไดบ รรลโุ สดาบัน องคสมเด็จพระ สมั มาสมั พุทธเจาทรงทราบเชน น้นั จงึ ทรงเปลง อุทานวา อญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญโญ อฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ ญโญ แปลวา โกณฑัญญะไดรแู ลวหนอ โกณฑญั ญะไดรแู ลว หนอ คำวา อญั ญา จงึ เปน คำนำหนา ชื่อของทา นตงั้ แตน้ันมา อนตั ตลกั ขณสตู ร กณั ฑค ำรบ ๕ ประทานเอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทาแกพ ระเบญจวคั คีย เม่ือทา นโกณฑญั ญะไดดวงตาเหน็ ธรรม หมดความสงสยั แนใ จ ไมห วน่ั ไหว ไมตองเช่ือใครใน คำสอนของพระศาสดา จึงขอบรรพชาอุปสมบท ทรงอนญุ าตใหเปนภิกษุดวยพระวาจาวา จงเปนภิกษุมา เถดิ ธรรมเรากลา วไวดีแลว จงประพฤตพิ รหมจรรยเพือ่ ทำที่สุดทกุ ขโ ดยชอบเถิด วธิ นี เ้ี รียกวา เอหภิ ิกขุอุปสัมปทา ตอ จากน้ัน ทรงส่งั สอน ๔ รปู ทเ่ี หลอื ดว ยปกณิ กเทศนา ทา นวัปปะ และภทั ทิยะ ไดดวงตาเหน็ ธรรมทูลขอบวชพรอมกนั ตอ จากนัน้ มหานามะ และอัสสชิ ไดด วงตาเห็นธรรมทลู ขอบวช เปนสุดทาย ทรงอนญุ าตใหท งั้ หมดเปนภกิ ษุดวยวิธีเอหิภกิ ขอุ ุปสมั ปทา เมื่อภกิ ษเุ บญจวคั คยี ดำรงอยูในเสขภมู ิ เปนพระโสดาบันอรยิ บุคคลแลว มอี นิ ทรียแ กกลา สมควรเจริญวิปส สนาเพอ่ื อรหตั ผล จงึ ตรัสเรียกมารับพระธรรมเทศนา อนัตตลักขณสตู ร โดยไวยากรณ ภาษิต ใจความโดยยอ วา รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ ๕) เปนอนตั ตา คอื วา งเปลา จากตวั ตน บงั คบั บัญชาไมได เพราะถาเปนอัตตา คือมีตัวตน บงั คบั บัญชาได ก็ตอ งไดต ามความปรารถนา วาจงอยาเจบ็ ไข จงเปนอยางน้ี คือเปนอยางท่เี ราตองการ จงอยาเปน อยางน้นั คือ อยา เปนอะไรท่ีเราไมตอ งการ ทรงแสดงตอ ไปวา รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ ไมเ ที่ยง เปนทกุ ข มีความ แปรปรวนเปน ธรรมดา จึงไมค วรเขา ใจวา นนั่ (ขนั ธ ๕) เปนของเรา นนั่ (ขนั ธ ๕) เปนเรา นัน่ (ขนั ธ ๕) เปน ตัวตนของเรา สดุ ทา ยทรงสอนเบญจวัคคียใ หเห็นดวยปญ ญาอันชอบตามความเปนจริงวา รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ ทัง้ ในอดีต อนาคต ปจ จบุ นั อนั ตา งโดยดีเลวเปนตนทกุ ชนดิ ลว นแตไ มใ ชข องเรา ไม เปนเรา ไมใชต วั ตนของเรา เมื่อเบญจวัคคียเ หน็ ดวยปญญาอันชอบ ตามความเปน จริงอยางนี้ จึงเกิดความเบื่อหนายในรปู เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ครั้นเบอ่ื หนายจึงคลายกำหนัด ไดบ รรลุอรหัตมรรคปราศจากกิเลส เคร่ืองยอ มจติ ทั้งหมด ครั้งน้ัน มีพระอรหนั ตเกิดขึน้ ในโลก ๖ องค คอื พระสัมมาสมั พทุ ธเจา ๑ เบญจวคั คีย ๕ ดวยประการฉะน้ี พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 59
60 จารกิ กณั ฑ กณั ฑค ำรบ ๖ ในเมอื งพาราณสี มบี ตุ รเศรษฐคี นหนึ่งชื่อวา ยศ มีปราสาท ๓ หลงั อยูท า มกลางแหงสตรีผู บำเรอกามคณุ คืนหนง่ึ เขาต่ืนขนึ้ มาในขณะทส่ี ตรีทง้ั หลายนอนหลับดวยอาการตา ง ๆ กัน เหมือนกบั ซากศพท่นี อนตายระเกะระกะ รสู กึ เบือ่ หนาย จึงหนไี ปทางปา อิสิปตนมฤคทายวัน เวลานนั้ เปน เวลาใกลร ุง พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ จงกรมอยูในทแ่ี จง ไดสดบั เสยี งอุทานของยศ กลุ บตุ รวา ท่นี ว่ี ุนวายหนอ ทนี่ ี่ขดั ของหนอ จึงตรสั เรยี กใหเ ขาเขาไปหา แลวทรงแสดงอนุปุพพกี ถา เทศนาท่ีแสดงโดยลำดบั พรรณา ทาน ศีล สวรรค โทษแหง กาม อานิสงสแ หงการออกจากกาม จบ แลว ทรงแสดงสามุกกังสิกเทศนา แปลวา เทศนาทท่ี รงยกขึน้ แสดงเอง ไดแก ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คอื ทุกข สมทุ ัย นิโรธ มรรค ยศกุลบุตรไดบรรลุโสดาปตติผล พระธรรมเทศนาอนุปุพพีกถา และสามุกกงั สกิ เทศนานี้ จะทรงแสดงแกบุคคลผูประกอบดวย องค ๓ คอื ๑. เปนมนษุ ย ๒. เปน คฤหัสถ ๓. มอี ุปนสิ ยั แกก ลา ควรบรรลุโลกุตรคณุ ตอมาทรงแสดงอนปุ ุพพกี ถา และสามกุ กังสกิ เทศนานี้แกเ ศรษฐบี ิดาของเขา ผอู อกมาตามหา บุตรชาย เศรษฐไี ดบ รรลโุ สดาบัน แสดงตนเปนอุบาสกถึงรัตน ๓ เปน สรณะ คนแรกในพระพุทธศาสนา สวนยศกลุ บุตรฟง ธรรมซำ้ อกี ครัง้ หน่งึ ไดบ รรลอุ รหัตผล เศรษฐคี รัน้ ฟงธรรมแลว ไดบอกลกู ชายวา แมคดิ ถึงมากใหก ลบั บา น พระผูมีพระภาคเจาตรัส บอกเขาวา ยศกุลบตุ รบรรลพุ ระอรหตั ผลแลว ไมสามารถจะครองเรอื นได เศรษฐีจึงอนุโมทนา และขอ อาราธนาพระผูม ีพระภาคเจาพรอ มกบั ยศกุลบุตรรบั ถวายภัตตาหารในวนั รงุ ขึน้ แลว กลับสูบ า นของตน หลังจากเศรษฐกี ลับไปแลว ยศกลุ บุตรไดทลู ขอบรรพชาอปุ สมบทกบั พระศาสดา ทรงอนญุ าตให เปน ภกิ ษดุ ว ยพระวาจาวา จงเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากลาวไวดีแลว เธอจงประพฤติพรหมจรรยเถิด คร้ันรุงข้ึนอีกวัน เวลาปุพพัณหสมยั พระผูมพี ระภาคเจามีพระยศเปนปจฉิมสมณะ ไดเสด็จไป ยงั นิเวศนของเศรษฐี มารดา และภรรยาของพระยศมาเฝา จงึ ทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอรยิ สัจโปรด ทง้ั สองไดบรรลุโสดาบนั และแสดงตนเปน อบุ าสกิ าคนแรกในพระพทุ ธศาสนา เสรจ็ ภตั กิจทน่ี ิเวศนของเศรษฐีแลว พระผูมีพระภาคเจาเสด็จกลับไปประทับทป่ี าอิสิ ปตน มฤคทายวนั ครัง้ น้ันสหายพระยศชาวเมอื งพาราณสี ๔ คน ชือ่ วมิ ละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ ได ทราบขาววา สหายออกบวชจงึ มายงั สำนักพระยศ พระยศไดพ าพวกเขาไปเฝา พระผมู พี ระภาคเจา ไดฟงอนุ ปพุ พกี ถา และอริยสจั บรรลโุ สดาปต ตผิ ลแลวทลู ขอบรรพชาอุปสมบท ครน้ั ไดบ รรพชาอุปสมบทแลวไม นานก็ไดบรรลอุ รหตั ผล สหายของพระยศอีก ๕๐ คน เปนลกู เศรษฐชี าวชนบทไดทราบขาววา ยศกลุ บตุ รออกบวช จึงพากันมายงั สำนักของพระยศ ทานไดพ าสหายเหลานั้นไปเฝาพระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงอนปุ พุ พกี ถา และอริยสจั ๔ พวกเขาไดท ูลขอบรรพชาอุปสมบท แลวไดบ รรพชาอุปสมบทและบรรลธุ รรมตามนัยหน หลัง ครง้ั นน้ั มีพระอรหนั ตเ กิดขึ้นในโลก ๖๑ องค พระผมู ีพระภาคทรงเจา ทรงสง พระอรหันต ๖๐ องค ไปประกาศศาสนา ดว ยพระดำรัสวา เธอทัง้ หลายจงจาริกไปเพื่อประโยชนและความสุขแกมวลชน เพอื่ อนเุ คราะห เพ่อื สิ่งท่ีตอ งประสงค เพอ่ื เกอื้ กลู เพ่ือความสุขแกเ ทวดาและมนษุ ยทง้ั หลาย พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 60
61 คร้ังนัน้ มารมาคุกคามพระองคว า ทา นถูกเราพนั ธนาการไวดวยบวงกามท้งั ทีเ่ ปนของเทวดา และมนุษย และใจของทานก็จะตองตดิ บว งราคะ (ความกำหนัดยนิ ดี) ของเรา ดกู อ นสมณะทานจะไมพ น มอื ของเราไปได พระผมู พี ระภาคตรสั ตอบมารวา ดกู อนมาร ความพอใจในรปู เสยี ง กลิ่น รส สมั ผัส ของเรา หมดไปแลว ทา นไมส ามารถจะผูกเราดวยบวงราคะไดหรอก มารจงึ อนั ตรธานหายไป (มั่นใจวา จะไมไปตดิ กับรูป เสยี ง กลนิ่ รส สัมผสั และลาภยศ) ทรงอนุญาตติสรณคมนปุ สมั ปทา ครงั้ นน้ั เมื่อพระอรหันต ๖๐ องคอ อกไปประกาศพระศาสนา เม่อื คนศรัทธาตอ งการบวชจงึ นำมาเฝาพระผูมีพระภาคเจาใหท รงบวชให ทรงเหน็ วาเปนความลำบากทัง้ แกพ ระสงฆและผูศรัทธา จึงทรง อนุญาตวิธีบรรพชาอปุ สมบทวา ก็แล กุลบุตรนั้น ๆ อันทานท้งั หลายพึงใหปลงผมและหนวด ใหครองผายอมดวยน้ำฝาดแบบ เฉวยี งบา ใหไหวเ ทาภกิ ษุ แลว ใหนั่งกระโหยง ประนมมอื เปลงวาจาวา พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ ฯเปฯ ตตยิ มฺป สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วิธบี รรพชาอุปสมบทแบบนเ้ี รียกวา ติสรณคมนุปสัมปทา ราชคหภณั ฑ กณั ฑท ่ี ๗ สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคเจา ทรงพิจารณาเหน็ วาประชาชนชาวมคธเปนผสู มบรู ณดวยอปุ นสิ ัยที่ จะรับธรรมเทศนาได จงึ ต้ังพระทยั ที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแควนมคธกอน แตจำเปน ตองอาศัย พระเจา พมิ พิสาร พระเจา แผน ดินมคธ และอุรเุ วลกสั สปะ ซงึ่ เปน เจาลทั ธิผูมอี ายมุ าก โลกสมมตกิ ันวาเปน ผปู ระเสรฐิ มานาน เปนกำลงั ชวย จึงเสดจ็ ออกจากพาราณสีเสดจ็ พทุ ธดำเนนิ ไปยงั อรุ ุเวลาประเทศ ใน ระหวางทางทรงแวะพักท่กี ปั ปาสิกวัน ปาฝาย ทรงโปรดภทั ทวคั คียสหาย ๓๐ คน ใหบรรลุผลเบ้อื งต่ำ ๓ บวชใหแลว สงไปประกาศพระพทุ ธศาสนา โปรดชฎิลพนั หนง่ึ ฝา ยพระผูมพี ระภาคเจา เสดจ็ ไปยังอรุ ุเวลาประเทศเพอื่ โปรดชฏิล ๓ พีน่ อง คอื พี่ชายใหญ นามวา อุรุเวลกสั สปะ มบี รวิ าร ๕๐๐ คนกลางนามวา นทีกัสสปะ มีบรวิ าร ๓๐๐ คนเล็กนามวาค ยากสั สปะ มีบริวาร ๒๐๐ ทรงทรมานอรุ เุ วลกัสสปะดว ยอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ และอาเทสนาปาฏิหารยิ ใหสนิ้ พยศ เกดิ ความสลดใจ ไดค วามเล่ือมใส ลอยชฏิลบริขาร แลว ทลู ขอบรรพชาอปุ สมบท พรอ มกบั บรวิ าร ฝา ยนทกี สั สปะ และคยากัสสปะ เหน็ บริขารของพี่ชายคิดวาเกิดอันตรายจึงพากนั มายงั สำนกั ของพีช่ าย ไดฟ งพระธรรมเทศนาแลวพรอ มกบั บรวิ ารทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 61
62 เม่อื ประทับอยทู ่ีอุรเุ วลาตามพระพทุ ธอัธยาศัยแลว พรอมดวยภิกษปุ ุราณชฎิล ๑,๐๐๐ องค ได เสดจ็ ไปยงั คยาสีสะประเทศ ณ ทนี่ ้นั ไดตรสั เรยี กภิกษุเหลานัน้ มาแลว ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร เปน ไวยากรณภาษิตวา ดกู อนภิกษทุ ้งั หลาย ทกุ สง่ิ ทุกอยา งเปน ของรอน อะไรคือทุกสิ่งทกุ อยา งทรี่ อ น คือ ตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ (ส่งิ ทมี่ าถกู ตองกาย) ธรรมารมณ (เร่ืองท่ีใจคิด) การเหน็ การไดยนิ การไดกลิ่น การลมิ้ รส การไดส ัมผสั ถกู ตอง การคดิ นึก ทงั้ ๓ อยาง (ตา + รูป + จกั ขวุ ิญญาณ ฯลฯ ใจ + ธรรมารมณ + มโนวิญญาณ) มาประจวบกนั ทำใหเ กิดความรสู ึกเปน สขุ เปน ทกุ ข หรอื ไมส ขุ ไมท ุกข นีแ้ หละช่อื วาทกุ สิ่งทุกอยางท่เี ปนของรอ น รอนเพราะอะไร รอนเพราะไฟ ราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ รอนเพราะความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตาย รอนเพราะความเสียใจ การรอ งไห ความทุกข ความโทมนัส ความตรอมใจ สรปุ พระธรรมเทศนาน้ีวา อายตนะภายใน ๖ ประการ อายตนะภายนอก ๖ ประการ วญิ ญาณ ๖ อยาง ผัสสะคอื การกระทบกันของสภาวธรรม ๓ อยางนน้ั ทำใหเกิดความรสู กึ เปนสขุ เปน ทุกข หรอื ไมส ขุ ไมทุกข เพราะมีอุปาทาน คือ ความยดึ ติดอยูกบั ความสขุ ความทกุ ข หรือความไมสุขไม ทุกขน้นั จึงถกู กิเลสมีราคะเปน ตน หรือถกู กองทุกขมีชาติ ชรา มรณะ เปน ตน เผาใจใหเรา รอ น สมเด็จพระนราสภทศพลทรงแสดงอานสิ งสแหง วิปสสนาปญญา ทร่ี แู จงเห็นจริงความเรารอนอัน เกิดจากกิเลสและกองทุกขวา อรยิ สาวกผูสดับแลวเห็นอยอู ยา งนี้ ยอมเบอื่ หนา ยในจกั ษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ จักขุวญิ ญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวญิ ญาณ และเวทนา คอื ความรูสึกเปนสุข เปนทุกข หรอื ไมส ุขไม ทุกข อันเกดิ จากสภาวธรรมทงั้ ๓ นนั้ มาประจวบกัน เมอื่ ทา นเบื่อหนาย จติ ยอมหมดความกำหนัด เม่อื หมดความกำหนดั ยอมหลดุ พน ครัน้ หลดุ พน จากกเิ ลสแลว ชาติ คือความเกิดในปญ จโวการภพ (มขี นั ธ ๕) จตุโวการภพ (มีขันธ ๔) เอกโวการ ภพ (มีขนั ธ ๑) ยอ มส้นิ ไป ชือ่ วาเปนผูอยจู บพรหมจรรยและทำกิจท่คี วรทำสำเรจ็ แลว เมื่อพระผมู พี ระภาคเจาตรสั ไวยากรณภ าษิตน้ีจบลง ภกิ ษุหนงึ่ พนั รปู ก็มจี ติ หลุดพน จากอาสวะ ทัง้ หลาย ไดบรรลุอรหตั ผล เปนอเสขบุคคลท้ังหมดดวยประการฉะน้ี โปรดพระเจาพมิ พสิ าร เมอื่ ภิกษปุ ุราณชฏลิ บรรลอุ รหัตผลแลว ทรงประทบั อยูทคี่ ยาสีสะประเทศตามอภิรมยพทุ ธ อธั ยาศยั แลว อนั วสิ ทุ ธสิ งฆอ งคอ รหนั ตห นึ่งพนั เปน พทุ ธบรวิ ารแวดลอมเสด็จไปประทับ ณ ลัฏฐวิ โนทยาน สวนตาลหนุมสุปตฏิ ฐเจดยี พระเจา พมิ พิสารทรงสดับขาวนน้ั พรอมพราหมณ คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จไปเฝา คนเหลานม้ี ีอาการทางกายและวาจาตางกันเปน ๕ ประเภท ๑. บางพวกถวายอภิวาทกราบไหว พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 62
63 ๒. บางพวกเพียงแตทกั ทายปราศยั ๓. บางพวกประนมมอื ไหว ๔. บางพวกประกาศชือ่ และโคตรของตน ๕. บางพวกนง่ั นิ่งไมทำประการใดทั้งสิ้น เพราะยงั ไมแนใ จวาระหวางอุรเุ วลกัสส ปะกบั พระสมณโคดม ใครเปนอาจารย ใครเปน ศษิ ย พระผมู ีพระภาคเจาทรงทราบความคิดของคนเหลานัน้ จงึ ตรสั ถามพระอุรเุ วลกัสสปะวา ทานผู ปาโมกขแหง คณาจารยท งั้ หลาย ทา นเห็นอะไรจงึ เลิกละการบชู าไฟเสยี พระอรุ ุเวลกสั สปะทูลวา ยญั ท้งั หลายลว นมุงหมายกามคุณ และสตรี ซ่ึงลว นแตเปน มลทนิ ขา พระองคทราบอยา งนี้แลวจึงเลกิ ละการบชู ายญั เสยี แตบดั น้ี ขาพระองคไ ดเห็นพระนิพพานอันสงบ ไมม ี อุปธิ คือ ขันธ กเิ ลส และอภิสงั ขาร ใจของขาพเจาจึงยนิ ดีในพระนพิ พานนน้ั แลวทา นไดล ุกขน้ึ กราบลง ทพ่ี ระบาทของพระผมู ีพระภาคเจาแลวประกาศตอหนา ชาวมคธวา สตถฺ า เม ภนฺเต ภควา, สาว โกหมสฺสมิ ขา แตพระผมู ีพระภาคเจาผูเ จริญ พระองคเปนศาสดา ของขา พระองค ขาพระองคเ ปนสาวก พราหมณและคฤหบดีชาวมคธ ไดเหน็ และไดย ินพระอรุ ุเวลกสั สปะเชน นัน้ แลวหมดความสงสยั ต้ังใจฟงพระธรรมเทศนา อนุปุพพกี ถาและอรยิ สัจ ๑๑ นหตุ ไดบ รรลโุ สดาปต ติผล ๑ นหุต ต้ังอยูใน สรณคมน พระเจาพมิ พสิ ารครัน้ บรรลโุ สดาปตติผลแลว ไดกราบทลู พระศาสดาใหทรงทราบถึงความ ปรารถนาในกาลกอนของพระองค ๕ ขอ วา ๑. ขอใหข าพเจาไดรบั อภิเษกเปนกษัตริยใ นแควน มคธ ๒. ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา จงเสด็จมายังแวน แควนของขาพเจา ๓. ขอใหขาพเจา ไดเ ขา ไปนงั่ ใกลพ ระผูมีพระภาคเจาน้นั ๔. ขอใหพ ระผูมพี ระภาคเจาน้นั ทรงแสดงธรรมแกข าพเจา ๕. ขอใหขาพเจาไดร ทู วั่ ถงึ ธรรมของพระผมู ีพระภาคเจานนั้ บัดน้ี ความปรารถนาทั้ง ๕ ประการของขาพระองคไ ดสำเร็จเรยี บรอ ยแลวทกุ ประการ แลว ไดท ลู อาราธนาพระผูม พี ระภาคเจา พรอ มทัง้ พระสงฆทัง้ หมด รบั ถวายภตั ตาหารในพระราชนเิ วศนใ น วนั รุงข้นึ วันรุงข้ึน พระศาสดาพรอมดวยพระปุราณชฎิล ๑ พันองค ไดเสด็จไปยังพระราชนิเวศนของ พระเจา พมิ พิสารทรงอังคาสพระสงฆมพี ระพุทธเจาเปน ประมุขดวยขชั ชโภชนาหารอนั ประณตี ดวยพระหัตถ ของพระองค เปน การแสดงออกซงึ่ ความเคารพตามสัปปรุ สิ วสิ ยั เม่ือเสร็จภัตกิจแลว ทรงคดิ ถงึ สถานที่ประทบั ของสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา กท็ รงเห็นวาเวฬุ วันอทุ ยานเปน สถานท่ไี มพลุกพลาน หนทางไมไ กลแตโ คจรคามเพอ่ื เทีย่ วบณิ ฑบาต ควรเปน สถานทม่ี ี วิเวกสขุ ตามสมณวสิ ยั จึงทรงจบั พระเตาทองอันเตม็ ไปดวยน้ำหลง่ั ลงเปน นมิ ติ หมายแหง การถวายเวฬวุ นั อทุ ยานแดพระศาสดา พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 63
64 พระสมั มาสัมพุทธเจา ทรงรบั แลว ทรงกระทำอนุโมทนาแลวเสดจ็ ไปประทบั ณ อารามน้ัน และ ทรงอาศัยอัตถุปปตติ คอื เหตุเกดิ เรือ่ งนีอ้ นุญาตใหภกิ ษทุ ง้ั หลายรับถวายอารามตามปรารถนา เวฬุวนาม รามจึงเปน อารามแรกทเ่ี กิดขึ้นในพทุ ธปุ บาทกาลน้ี ทรงไดอ คั รสาวก เตน โข ปน สมเยน สมยั น้ัน ปรพิ าชกคนหนง่ึ นามวา สญชัย อาศัยอยู ณ เมืองราชคฤห กบั ปริพาชกบรษิ ัทจำนวนมาก พราหมณม าณพ ๒ คน ช่อื สารีบุตร และโมคคลั ลานะ ออกแสวงหา โมกขธรรมไดไ ปบวชประพฤตพิ รหมจรรยใ นสำนักของสญชยั น้ัน สองสหายไมพ อใจลทั ธสิ มัยของสญชยั จงึ ไดท ำกตกิ ากนั วา ถาใครไดอมตธรรมกอ นจงบอกแก กัน คร้ังน้ัน สารบี ุตรปริพาชกไดพบพระอัสสชกิ ำลังเที่ยวภิกษาจารในเมอื งราชคฤห กิรยิ ามารยาทนา เลอื่ มใส จึงเขาไปหาถามถึงศาสดาและอาราธนาใหแ สดงธรรม พระเถระแสดงอรยิ สจั ๔ โดยยอ วา ธรรมทงั้ หลายลวนเกิดแตเ หตุ พระตถาคตตรสั เหตุแหง ธรรมเหลานั้น และตรัสความดบั ของธรรมเหลา นนั้ (วา ตองดับทีเ่ หตุ) พระมหาสมณะมปี กตติ รสั อยา งนี้ สารบี ุตรปรพิ าชกฟงธรรมแลวไดด วงตาเหน็ ธรรม คือบรรลโุ สดาปต ติผล จึงกลบั ไปบอกแกโ มค คัลลานปริพาชก พรอมกบั แสดงธรรมใหฟง โมคคัลลานปรพิ าชกฟง ธรรมแลวไดดวงตาเห็นธรรม จึงชวน กนั ลาอาจารยส ญชยั ไปเฝา พระผูมพี ระภาคเจา ทเี่ วฬุวนั พรอ มปรพิ าชกท่เี ปน บรวิ ารของตน สมเดจ็ พระบรมศาสดา ไดโปรดประทานเอหภิ กิ ขุอุปสัมปทาแกพ วกเขา ภกิ ษผุ ูเปนบรวิ ารไดรับ ฟง ธรรมของพระศาสดาไดบ รรลุอรหัตผลอยูในพรหมจรรย พระโมคคัลลานเถระ หลังจากบวชได ๗ วนั ไปทำความเพียรอยูทีก่ ลั ลวาลมุตตคาม นั่งโงก งวงเพราะถูกถีนมิทธนวิ รณเขา ครอบงำ พระองคทรงทราบจึงเสด็จไปสอน ทานฟง โอวาทแลวบรรลุ อรหตั ผล ฝา ยพระสารีบตุ รเถระ บวชได ๑๕ วนั เม่อื พระผูมีพระภาคประทบั อยูทถ่ี ำ้ สกุ รขาตาแสดง เวทนาปริคคหสูตรโปรดทฆี นขปริพาชก ทานไปถวายงานพดั อยูฟง ธรรมไปดว ย จึงไดสำเรจ็ อรหัตผล ณ สถานทีน่ น้ั ขอสังเกต พระสาวกท้งั สองลวนแตไดบรรลุพระอรหัตผลในสำนกั ของพระศาสดา ทรงบญั ญตั อิ ปุ ชฌายวตั รและอาจรยิ วตั ร เมื่อภิกษุบรษิ ัทถึงความไพบูลยขึ้นโดยลำดับ พระองคท รงปรารภอากปั ปาจารพิบัตแิ หง ภิกษใุ หมบาง จำพวก จึงทรงอนุญาตใหถือนิสัยเนื่องดวยอปุ ช ฌายและอาจารย และทรงบญั ญตั ิอุปช ฌายวตั รและ อาจริยวัตร เปนตน ตามอัตถุปปต ติเกดิ เรือ่ งน้ัน ๆ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 64
65 พทุ ธกิจกถา กณั ฑที่ ๘ ทรงเตรยี มพระองคเพอื่ บำเพ็ญสตั ตปู การกจิ สมเด็จพระบรมโลกนาถ ผปู ระกอบดวยพระกรณุ าคณุ อนั ใหญหลวง มีพระทัยใฝห าประโยชน แกเ วไนยสัตวด ว ยพระอธั ยาศยั อนั บรสิ ุทธิ์ พทุ ฺโธ ทรงเปนผตู น่ื แลวจึงมาปลุกผอู ืน่ ใหต่ืน ทนฺโต ทรงฝก พระองคด แี ลวจึงมาฝกผูอ่นื สนฺโต ทรงสงบระงับสรรพกิเลสเหตุเรา รอ นทง้ั ปวงแลว จึงทรงส่ังสอนผอู ่ืน เพอ่ื ความเปน อยางนั้น ปรนิ ิพพฺ โุ ต ทรงเย็นสนทิ จากเพลงิ กิเลสแลว จึงทรงสอนใหคนอ่ืนดบั เพลิงกิเลส ทรงบำเพญ็ สตั ตปู การกิจ ๒ ประการ พระองคทรงเสดจ็ จารกิ ไปในคามนิคมและราชธานีตาง ๆ เพื่อทรงประกอบสตั ตปู การกิจ ๒ ประการ ๑. ธมมฺ ํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมดวยสามารถแหง ขอ ปฏิบตั ิของคฤหัสถและบรรพชิต ๒. วินยํ ปญฺ าเปติ ทรงบญั ญตั ิวนิ ัยอุบายเครื่องฝก สหธรรมกิ บรษิ ัท เปนสกิ ขาบท และขันธ กะนั้น ๆ ต้ังเขตแดนขอบขนั เพ่ือใหเกดิ การปฏิบัติดงี ามดวยกายและวาจา อาการทท่ี รงแสดงธรรม พระองคทรงสั่งสอนเวไนยสัตวดว ยประโยชนท ้งั ๓ คอื ๑. ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถประโยชน ผลดที จ่ี ะพงึ ไดประสบในปจ จบุ นั ภพทนั ตาเห็น ธรรมท่ีทรงสอน คอื อฏุ ฐานสัมปทา ความขยนั หมั่นเพยี ร อารักขสัมปทา การรูจกั ดูแลรกั ษา กลั ยาณมติ ตตา มี กัลยาณมิตร สมชวี ติ า เลี้ยงชีวิตแตพ อเหมาะสม ๒. สัมปรายิกตั ถประโยชน ผลดีทีจ่ ะพึงไดรบั ในชาติหนา ธรรมท่ีทรงสอน คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปญ ญา ๓. ปรมตั ถประโยชน ผลดสี ูงสดุ ในพระพุทธศาสนา ธรรมที่ทรงสอนคือ ศีล สมาธิ และ ปญ ญา ท่ีมีความลมุ ลกึ ไปโดยลำดับ ครอบคลมุ หลักธรรมคำสอนทม่ี อี ยูท ั้งส้ิน วิธีฝก คน ๓ ประการ อนงึ่ เวไนยสัตวท คี่ วรฝกกเ็ ปน ตาง ๆ กนั โดยลทั ธวิ าท (การยึดถอื ลัทธิ) ทิฏฐิวาท (การ ถอื ทฏิ ฐิ) เปนพราหมณชาติ เดยี รถยี ปรพิ าชก พาหิรบรรพชิต ชฏลิ ดาบส ยักษ เทวดา พรหม ทม่ี ี อัธยาศยั วปิ รติ ถือผิดตา ง ๆ บางครงั้ ทรงใชอทิ ธปิ าฏิหารยิ บางครง้ั ทรงใชอ าเทศนาปาฏิหารยิ บางครัง้ ทรงใชอ นศุ าสนีปาฏิหาริย ทรมานฝกสอนใหเ ส่อื มพยศ วธิ สี อนคฤหสั ถผมู ีอินทรียแ กกลา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 65
66 เมื่อจะทรงสอนคฤหสั ถซ่ึงไมใชบ รรพชิตท้ังในและนอกศาสนา ผมู อี ุปนสิ ยั อินทรียแกก ลาควร สำเรจ็ มรรคผล ณ อาสนะทฟี่ งธรรมนนั้ สรปุ แลว ผูประกอบดว ยองค ๓ คือ ๑. เปน มนุษย ๒. เปน คฤหัสถ ๓. มีอนิ ทรียแกกลา สำหรับบุคคลเชนนีจ้ ะทรงแสดงอนุปุพพีกถา ๕ และอริยสจั ๔ อบุ ายวธิ แี สดงธรรม ๔ ประการ และการท่จี ะทรงสั่งสอนคฤหสั ถบ รษิ ทั เชนน้ัน จะทรงแสดงธรรมดวยอุบายวิธี ๔ ประการ คอื ๑. สนั ทสั สนา ทรงชแ้ี จงใหผูฟงเห็นโทษและคณุ ชัดเจน เหมอื นเห็นดว ยตาของตนเอง ๒. สมาทปนา ชักชวนหรอื โนมนาวใหผ ูฟงเห็นวา ส่ิงน้นั ไมดี ควรละ สิ่งน้ันดี ควรประพฤติ ๓. สมุตเตชนา ชี้แจงใหผฟู งเกดิ ความกลาหาญท่ีจะละความชัว่ ประพฤติความดี ๔. สมั ปหงั สนา พรรณนาคุณแหงการละความชั่ว และบำเพ็ญความดี เปน ตน นนั้ ใหผูฟง ร่นื เรงิ บนั เทิงใจ ธรรมท่ีเปนเหตใุ หพ รหมจรรยต งั้ อยไู ดน านและเปนประโยชนแ กเ ทวดาและมนุษย ธรรม ๓๗ ประการ คือ สติปฏ ฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อินทรีย ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ มรรคมีองค ๘ เปน อภิญญาเทสติ ธรรม ธรรมทีท่ รงแสดงดวยพระปญญาอันยงิ่ หรอื ธรรมที่ ทรงแสดงเพื่อใหเ กดิ ปญ ญาอันยิ่ง ธรรม ๓๗ ประการน้ี ภกิ ษุทัง้ หลายเลาเรียนใหด ี เห็นประโยชนป ฏิบตั ิเปนประจำ ทำใหม าก กจ็ ะพึงทำใหพรหมจรรย (ศาสนา) ตั้งอยไู ดนาน ทั้งเปน ไปเพ่อื ประโยชนแ ละความสุขแกเทวดา และ มนุษยท ั้งหลาย ปญ ญาทกี่ ำหนดนามรปู โดยลักษณะทงั้ ๓ เปน คุณเบอื้ งสูงแหงพรหมจรรย คำสอนที่เปนไปโดยมากในพระพุทธศาสนา ทีเ่ รียกวา พหุลานุศาสนี คือ ทรงสอนพุทธบรษิ ัท ใหเ ห็นดวยปญ ญาวา รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ อันยอ ลงเปน ๒ คอื รปู เรยี กวา รูป สว น เวทนา สญั ญา สังขาร และวิญญาณ รวมกนั เรียกวา นาม เปนของไมเ ท่ียง เปน ทุกข เปน อนตั ตา ปญญาท่รี อบรใู นลักษณะทง้ั ๓ น้เี รียกวา ธัมมฐิตญิ าณ (รคู วามดำรงอยูแหงสภาวธรรม) หรอื เรยี กวา ยถาภูตญาณทัสสนะ (ปญ ญารูเห็นตามความเปนจริง) เปนเหตใุ หเกิดนิพพานญาณ (การรูหรอื การบรรลนุ ิพพาน) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 66
67 ยถาภตู ญาณทสั สนะเปน เคร่อื งถอนคาหะความยดึ ถือ ๓ ประการ ยถาภูตญาณทสั สนะ ความรเู หน็ ตามความเปนจรงิ เปนเคร่อื งถอนคาหะความยดึ ถือผิด ๓ ประการ คือ ๑. เมือ่ เหน็ ตามเปน จรงิ วา น่ันไมใชของเรา ยอ มถอนตณั หาคาหะ ความถอื ม่ันดว ยอำนาจ ตณั หาเสียได ๒. เม่อื เห็นตามเปน จรงิ วา สภาพนั่นไมเปน เรา ยอมถอนมานคาหะ ความถอื ม่ันดว ยอำนาจมานะ (เยอหย่งิ ) เสียได ๓. เมอ่ื เห็นตามเปน จริงวา สภาพนั่นไมใชต วั ตนแกน สารของเรา ยอ มถอนทิฏฐิคาหะ ความ ถือมัน่ ดวยอำนาจทฏิ ฐิ (ความเหน็ ผดิ ) เสียได ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ เปนปปญ จธรรม ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ทั้ง ๓ นีจ้ ัดวาเปน ปปญจธรรม ธรรมท่ที ำใหเ กดิ ความเนน่ิ ชา อธบิ ายวา ถา สตั วยังมีความอยากได ถือตัว และเหน็ ผิดอยู ก็ยอ มไมม ปี ญญาที่รูเหน็ ตามความเปน จริง เม่ือไมร เู ห็นตามความเปน จริง ก็ไมสามารถจะพนจากความทกุ ขได อนตั ตานุปสสนาละอตั ตวาทุปาทาน สตั วทั้งหลายลว นยนิ ดีในธรรมเครื่องเนิน่ ชา ทง้ั ๓ น้ี แมผ ูเ ปนคณาจารยบางคน จะสอนใหล ะ อปุ าทาน ก็ละไดเฉพาะกามุปาทาน ทฏิ ุปาทาน และสีลพตปุ าทาน เทา นัน้ แตไปยึดมัน่ อยูก บั อตั ตวาทุ ปาทาน วามอี าตมันตัวตนอยู จงึ เหน็ ความจริงแตเพยี ง ๒ ประการ คือ ไมเที่ยง เปน ทกุ ข ไมมใี ครเห็น อนตั ตา นานเขา จึงเวยี นมาหาปปญจธรรมดา นเดิม คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิอีก ยอ มไมพ นจากวฏั ฏ สงสาร สวนพระตถาคตทัง้ หลาย ทรงทราบความจรงิ ทั้ง ๓ ประการ คอื ความไมเทีย่ ง เปนทกุ ข และความเปน อนัตตา ของสังขารทัง้ หลาย ถอนอุปาทานทงั้ ๔ คือ กามปุ าทาน ทิฏปุ าทาน สลี พตุ ปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เสยี ได จงึ เปนผูไมม ีธรรมเครอ่ื งเนิ่นชา ไดบ รรลุอมตมหานพิ พาน เพราะทรงมุงผลคือ ความพน จากวฏั ฏทกุ ขของเวไนยสัตว พระองคจ ึงทรงส่ังสอนใหพจิ ารณา สงั ขาร โดยลักษณะ ๓ ประการ คือ ไมเทีย่ ง เปน ทกุ ข และเปนอนตั ตา เปนพหลุ านศุ าสนี คำสอนท่ี มากกวาคำสอนอยา งอื่นในพระพุทธศาสนา พระธรรมชอ่ื วา สฺวากฺขาโต (ตรัสไวด)ี พระองคท รงแสดงธรรมสอนเวไนยสตั วดวยอาการ ๓ อยา ง คือ ๑. อภิฺญาย ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมหวงั จะใหเวไนยสตั วต รสั รูดวยปญญาอันยง่ิ ไมมี ปด บงั อำพราง หรือเปด เผยแกสาวกบางองค ปกปดสำหรบั สาวกบางองค พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 67
68 ๒. สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมประกอบดวยเหตุ ควรทผี่ ฟู ง จะตรองตามใหเ ห็นจรงิ ได ๓. สปปฺ าฏหิ าริยํ ธมมฺ ํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมมีความอศั จรรย ท่ผี ปู ฏิบตั ิตามไดผ ลดจี รงิ ดงั น้ัน พระธรรมที่ทรงแสดงจงึ ช่อื วา สวฺ ากขฺ าโต คอื ตรสั ไวดีแลว และพระสงฆผปู ฏิบตั ิตาม พระธรรมนั้น จงึ ชื่อวา สปุ ฏิปนโฺ น เปน ผูปฏิบัติดแี ลว อาการทที่ รงบัญญตั ิพระวนิ ัย เพือ่ จะเปน ท่รี องรับอธกิ ศุ ล ใหบ ุคคลไดบ ำเพ็ญสมั มาปฏิบตั ทิ างพระนพิ พานโดยงา ย และให หา งไกลจากอกุศลธุลีตาง ๆ จึงทรงบญั ญตั พิ ระวนิ ัยสำหรบั ใชกับ ภกิ ษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ไมท่ัวไปในคฤหสั ถบ ริษทั มณฑล ความเปน มาของ ภิกษุ ภกิ ษณุ ี สิกขมานา สามเณร สามเณรี เม่ือสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจาไดส ำเรจ็ อนุตรสัมมาสัมโพธญิ าณ ทรงประกาศพระศาสนาเรม่ิ ต้ังแตทรงแสดงพระธรรมจักร โปรดปญจวัคคยี ๕ ที่ปา อิสิปตนมฤคทายวัน ทา นโกณฑญั ญะไดด วงตา เห็นธรรม ทูลขอบรรพชาอุปสมบทจึงทรงอนุญาตใหเปนภิกษุดว ยพระวาจาวา เธอจงเปน ภกิ ษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากลา วไวดแี ลว เธอจงประพฤติพรหมจรรยเ พ่อื ทำท่ีสดุ ทกุ ขโ ดยชอบเถิด เพยี งเทานีท้ า นโกณ ฑญั ญะ ก็ไดเปน พระภิกษรุ ปู แรกในพระพทุ ธศาสนา วธิ นี ี้เรียกวา เอหภิ ิกขอุ ปุ สัมปทา ใชแตลำพังพระ ศาสดาพระองคเดยี วเทาน้นั ครั้นตอมา เม่อื มีพระอรหันตสาวกเกดิ ข้นึ ในโลก ๖๐ องค คอื ภกิ ษปุ ญ จวคั คยี ๕ รปู พระยสเถระและสหายของทา นอกี ๕๔ รูป ทรงสง ทานเหลานนั้ ไปประกาศพระศาสนา มีผูศรทั ธาตอ งการ บวชจึงนำมาเฝา เพ่ือประทานอุปสมบท ทรงเหน็ วาเปนความลำบาก จึงทรงอนุญาตใหพ ระสาวกบวช กลุ บุตรไดเอง เฉพาะตวั ตอ ตวั โดยใหเขาปลงผมและหนวด ครองผายอ มน้ำฝาด กราบภิกษุ นงั่ กระโหยง ประนมมือ วา ตามพระสงฆ วา พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิฯเปฯตติยมฺป สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ เพยี งเทานี้ ผนู ัน้ ก็ ไดส ำเรจ็ เปนภิกษุ วิธีนีเ้ รยี กวา ติสรณคมนูปสมั ปทา แปลวา อุปสมบทดว ยการรับไตรสรณคมน ครน้ั ตอ มา เมือ่ พระองคป ระทบั อยทู กี่ รุงราชคฤห แควนมคธ ตรัสใหพระสารีบตุ รเถระเปนพระ อปุ ชฌายบ วชพราหมณคนหนึ่งเปนการสงฆด วยวิธสี วดกรรมวาจา ๓ คร้ัง พรอมทั้งญัตติ ๑ เรยี กวา ญัตตจิ ตุตถกรรมวาจาอุปสัมปทา และทรงใหยกเลกิ วิธีบวชดว ยการรบั ไตรสรณคมนเ สีย ทรงอนญุ าตการบรรพชาเปน สามเณร เมอื่ ครง้ั ทพ่ี ระองคเสด็จยังนครกบิลพสั ดุ เพือ่ โปรดพระประยรู ญาติ ทรงรบั ส่ังใหพระสารีบตุ ร เถระบรรพชาใหพระราหลุ โดยวิธีรับไตรสรณคมน เรียกวา บรรพชาเปนสามเณร เพราะขณะนน้ั ทานยงั เปนเด็กมาก ยงั ไมเหมาะสมจะเปน ภิกษุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 68
69 ทรงอนุญาตใหส ตรีอุปสมบทเปน ภิกษณุ ี ครง้ั หน่ึง พระองคเสดจ็ อยูท่ีกูฏาคารศาลา ปา มหาวนั เมอื งไพศาลี ทรงอนญุ าตอุปสมบทเปน ภิกษณุ ี แกพ ระนางมหาปชาบดี ดว ยวิธีรับครธุ รรม ๘ ประการ ทรงอนญุ าตอุปสมบทแกน างสากิยาณี ๕๐๐ นาง โดยภิกษุสงฆฝายเดียว ทรงตั้งภกิ ษุณีบรษิ ทั ขึ้นในพระพุทธศาสนา ตอมาเมื่อมีภิกษุสงฆแ ละภกิ ษุณสี งฆ จึงทรงอนญุ าตอัฏฐวาจกิ าอปุ สัมปทา การอปุ สมบทดวย กรรมวาจา ๘ คอื ญัตติจตุตถกรรมวาจาฝายภิกษุสงฆ และญตั ตจิ ตตุ ถกรรมวาจาฝายภกิ ษณุ สี งฆแ กผทู ่ีจะ บวชเปน ภกิ ษุณี วธิ บี วชสามเณรี ตอมาทรงอนญุ าตใหภ ิกษณุ บี รรพชาใหส ตรีผูม ีอายุยงั นอ ยเปนสามเณรี ดวยวิธรี ับไตรสรณคมน เหมอื นกบั ภกิ ษุใหบ รรพชาสามเณร สิกขมานา ตอ มาทรงอนญุ าตใหภกิ ษณุ สี งฆใ หสกิ ขาสมมตแิ กสามเณรี ประพฤติใหบรบิ ูรณ ๒ ปกอ น จึง อุปสมบทเปน นางภกิ ษุณไี ด ผูประพฤติสกิ ขาสมมตินเี้ รียกวา สกิ ขมานา สหธรรมกิ บรรพชติ ๕ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ สามเณรสี กิ ขมานา ๑ สามเณร ๑ สามเณรี ๑ เปน สหธรรมกิ บรรพชิต ๕ จำพวก ดว ยประการฉะนี้ ทรงอาศยั อำนาจประโยชน ๑๐ ประการ บัญญตั ิสกิ ขาบทแกภ กิ ษุ และภิกษณุ ี พระองคท รงบัญญตั ิสกิ ขาบทเฉพาะภิกษบุ าง เฉพาะภกิ ษณุ ีบาง สาธารณะทัว่ ไปแกทั้งสองพวก บา ง ซึง่ เรยี กวา วนิ ยั เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน ๑๐ ประการ คอื ๑. เพ่อื ใหสงฆย อมรับวาดแี ลว ชอบแลว ๒. เพอ่ื ความสำราญแหงสงฆ ๓. เพ่ือขมบคุ คลผไู มล ะอายใจ ๔. เพื่ออยูสบายแหงผมู ศี ีล ๕. เพ่อื ปอ งกนั ความเสยี หายในปจจุบนั ๖. เพ่อื กำจัดเหตุแหงความเสยี หายในสมั ปรายภพ ๗. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไมเล่ือมใส พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 69
70 ๘. เพ่อื ความเลอ่ื มใสยิ่งข้ึนของคนท่เี ล่อื มใสอยแู ลว ๙. เพอื่ ความดำรงมั่นแหงพระสทั ธรรม ๑๐. เพ่ืออนุเคราะหพ ระวินัย (สนบั สนุนใหคนมรี ะเบยี บวินัย) ประโยชนท มี่ งุ หมายแหงพระธรรมวินยั ธรรมและวินัยท่ีทรงแสดงและทรงบญั ญตั ิไวแมจ ะมีมากมาย แตเมื่อจะกลาวถึงผลมุงหมายสูงสดุ กเ็ พ่ือ วมิ ุตติ คือ ความหลุดพน วิเศษจากสรรพกเิ ลส เครอื่ งเศราหมองใจอยางเดยี ว เปรียบเหมอื นน้ำในมหาสมทุ รทั้งหลายทกี่ วางใหญจ ะกมี่ หาสมุทรก็ตาม ลว นมีรสเดียวกนั คอื มีรสเคม็ ทรงแสดงธรรมและบัญญตั วิ ินัยเพือ่ ประกาศสทั ธรรม ๓ ประการ พระพุทธองคทรงแสดงธรรมและทรงบญั ญัตวิ ินัย เพอื่ ประกาศสทั ธรรม ๓ ประการ คือ ปริยตั ิ ปฏบิ ัติ และปฏเิ วธ ใหเปนไปในพทุ ธบริษัทสาวกมณฑลท้ังเทวดา มนษุ ย สตรี บุรษุ คฤหัสถ บรรพชติ ตามสมควร คำสอนอันแสดงขอปฏิบตั คิ ือ ศลี สมาธิ ปญ ญา ชือ่ วา ปริยัติสทั ธรรม การปฏิบัตติ ามศลี สมาธิ ปญญา ชอื่ วา ปฏิปต ติสัทธรรม มรรค ผล นิพพาน ท่ีไดบ รรลเุ พราะการปฏบิ ัตติ ามศีล สมาธิ ปญญา ชื่อวา ปฏเิ วธ สัทธรรม สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคเจาทรงใหสทั ธรรม ๓ ประการนี้ เปน ไปในมนษุ ยพุทธบริษทั ทง้ั ๔ คือ ภกิ ษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา จนบรษิ ัททั้ง ๔ น้นั ทรงคณุ ธรรมดำรงใน เอตทัคคสถานตาม อภสิ มัยสมบตั ิ ดังนี้ บรษิ ทั ๔ ผตู ง้ั อยใู นเอตทคั คสถาน ฝายภกิ ษุบริษัท พระสารบี ตุ รอัครสาวกทานทรงปญญาอนั พิเศษ ใหอนุตรธรรมจักรที่พระ ตถาคตเจา ใหเปน ไปแลว ใหเปนไปตามไดโ ดยชอบ ดังปรินายกรตั นแ หงบรมจกั รพรรดฉิ ะนัน้ ทานเปน ผู เลิศกวา ภกิ ษุผูมปี ญ ญามาก พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกที่ ๒ เลิศกวาภิกษุท้งั หลายทีม่ อี ิทธิฤทธิ์ พระอัญญาโกณฑัญญะ เลศิ กวาภิกษทุ ัง้ หลายผูรูราตรนี าน พระมหากสั สปะ เลิศกวา ภกิ ษทุ ั้งหลายผูทรงธดุ งคคุณ พระอนุรทุ ธะ เลิศกวา ภกิ ษทุ ้ังหลายผไู ดท ิพยจักษุญาณ พระภัททยิ กาิโคธายบุตร เลศิ กวาภิกษุทั้งหลายผูเกดิ ณ ตระกลู สงู พระลกณุ ฏกภัททยิ ะ เลิศกวาภิกษุท้งั หลายผูม ีเสยี งเพราะ พระปณ โฑลภารทวาชะ เลิศกวาภกิ ษุทงั้ หลายผบู นั ลือสหี นาทท้ังปวง พระปณุ ณมนั ตานีบุตร เลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูเปนธรรมกถึก พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 70
71 พระมหากัจจายนะ เลศิ กวาภิกษุท้ังหลายผูแจกเนอื้ ความแหงคำยอออกโดยพสิ ดารได พระจลุ ลปน ถกเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายอนั นิรมติ ไดซ งึ่ มโนมยกาย และเลศิ กวา ภกิ ษุ ทัง้ หลายผฉู ลาดในเจโตววิ ัฏ การพลกิ ปญญา พระมหาปน ถกเถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ัง้ หลายผฉู ลาดในปญญาวิวัฏฏ เจโตวิวัฏฏ การพลิกจติ พระสุภตู ิเถระ เลศิ กวาภิกษทุ ้งั หลายผอู ยดู วยอรณวหิ าร ไมม ีกิเลส และเลิศกวาภิกษุท้ังหลาย ผเู ปนทกั ขิเณยยะ ควรรับทักขิณาทานเคร่ืองเจริญสขุ สมปติ พระขทิรวนยิ ะเรวตเถระ อนั อยใู นปาไมก ระถินกว็ า ไมตะเคียนกว็ า เลิศกวาภกิ ษุท้ังหลายผูอ ยู ปา พระกังขาเรวตเถระ เลิศกวาภิกษทุ ้งั หลายผูเพง ดว ยฌาน พระโสณโกวิ ิสเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายผูมคี วามเพยี รปรารภแลว พระโสณกุฏิกณั ณเถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ง้ั หลายผมู ีวาจาอนั ไพเราะ พระสีวลีเถระ เลิศกวาภกิ ษทุ งั้ หลายผูม ีลาภมาก พระวกั กลิเถระ เลศิ กวาภกิ ษุทัง้ หลายผูน อมลงดว ยศรัทธา พระราหุล เลิศกวาภกิ ษทุ งั้ หลาย ผูใครซ งึ่ สกิ ขา พระรัฏฐปาลเถระ เลิศกวา ภกิ ษุท้งั หลายผบู วชดวยศรัทธา พระกณุ ฑธานเถระ เลศิ กวา ภกิ ษุทง้ั หลายผูถอื เอาซึง่ สลากเปน ประถม พระวังคีสเถระ เลิศกวาภิกษทุ ง้ั หลายผูมีปฏิภาณ พระอุปเสนวังคันตบุตร เลิศกวาภกิ ษทุ ้ังหลายผนู ำมาซ่ึงความเลอื่ มใสโดยรอบ พระทัพพมัลลบุตร เลิศกวา ภกิ ษทุ ้ังหลายผูแตงตั้งปูลาดเสนาสนะ พระปล นิ ทวจั ฉเถระ เลิศกวา ภิกษุทงั้ หลายผเู ปน ท่ีรกั เจริญจติ ของเทวดา พระพาหยิ ทารุจีรยิ ะ เลศิ กวาทา นทเ่ี ปนขปิ ปาภิญญาบคุ คลตรสั รพู ลนั พระกุมารกัสสปเถระ เลิศกวาภิกษุทั้งหลายผูกลาวธรรมกถาวิจิตร พระมหาโกฏฐติ เถระ เลิศกวาภกิ ษุท้งั หลายผถู งึ ซงึ่ ปฏิสมั ภทิ า พระอานนทเถระ เลศิ กวา ภกิ ษทุ ั้งหลายโดยคุณพิเศษถึง ๕ สถาน คือ เลศิ กวาภิกษุทง้ั หลาย ที่เปน พหุสูต เลิศกวาภกิ ษทุ ั้งหลายทม่ี ธี ติ ปิ ญญาจำทรง เลิศกวาภกิ ษุทัง้ หลาย ผูอปุ ฐาก พระอุรเุ วลกัสสปเถระ เลิศกวา ภกิ ษุทง้ั หลายทีม่ ีบรษิ ัทใหญบริวารมาก พระพากลุ เถระ เลศิ กวาภกิ ษทุ ง้ั หลายผูม ีโรคนอ ย พระโสภติ เถระ เลิศกวา ภกิ ษทุ ัง้ หลายผูร ะลึกไดซ ง่ึ ปพุ เพนวิ าส พระอุบาลีเถระ เลิศกวา ภิกษุทั้งหลายผูท รงไวซ ึ่งวินยั พระนันทกเถระ เลิศกวา ภิกษุทัง้ หลายผใู หโอวาทนางภกิ ษุณี พระนนั ทเถระ เลิศกวา ภิกษุทั้งหลายผูมีความเก้ือกูลในปฏภิ าณ พระโมฆราชเถระ เลศิ กวาภกิ ษุ ท้ังหลายผทู รงจวี รเศราหมองในภิกษุบริษัทมีทานผทู รงคุณ พเิ ศษน้นั ๆ ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญในเอตทคั คสถานโดยนยิ มดังนี้ ในฝา ยภกิ ษุณบี ริษัทเลา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 71
72 พระนางมหาปชาบดโี คตมี ซง่ึ ไดรับครธุ ัมมปฏคิ คหณุปสมบทกอ นเปน ประถมกวาภิกษณุ ี ทง้ั หลาย เลศิ กวา ภิกษณุ ีท้งั หลายบรรดาผูรูราตรี คอื เปนนางภิกษณุ ีกอนกวานางภกิ ษุณีทั้งปวง นางเขมาเถรี เปน อคั รสาวกิ า เลิศกวาภกิ ษุณีทัง้ หลายผมู ีปญญามาก นางอุบลวัณณาเถรี อัครสาวิกาที่ ๒ เลศิ กวา ภกิ ษุณีท้งั หลายผูมีฤทธ์ิ นางปฏาจาราเถรี เลศิ กวา ภิกษุณีทั้งหลายอันทรงไวซึ่งวนิ ยั นางธัมมทินนาเถรี เลิศกวาภิกษณุ ีท้งั หลายบรรดาทีเ่ ปนธรรมกถึก นางนันทาเถรี เลศิ กวาภิกษุณที ง้ั หลายผูเพงดวยฌานสมาบัติ นางโสณาเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีท้งั หลายผูม ีความเพียรปรารภแลว นางสกณุ เถรี เลิศกวาภกิ ษุณีทงั้ หลายที่บรรลทุ ิพยจักษญุ าณ นางภัททากุณฑลเกสีเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีท้งั หลายผเู ปน ขิปปาภิญญามีความตรัสรูพลนั นางภทั ทกาปลานเี ถรี เลิศกวา ภิกษุณที ง้ั หลายที่ระลึกไดซ ึ่งปพุ เพนิวาส นางภทั ทากจั จานาเถรี เลิศกวาภิกษุณที ง้ั หลายทถี่ งึ ซงึ่ อภิญญาอนั ใหญแลว นางกสิ าโคตมเี ถรี เลศิ กวา ภิกษณุ ีท้ังหลายผทู รงไวซึ่งจวี รอนั เศรา หมอง นางสิงคาลมาตาเถรี เลศิ กวาภิกษณุ ีทง้ั หลายทีน่ อมลงแลวดว ยศรัทธา ภกิ ษณุ ีพทุ ธบริษทั ทรงคณุ สมบตั ิดำรงในเอตทคั คสถาน ดวยประการฉะน้ี ฝา ยอบุ าสกบริษทั พาณิชทัง้ ๒ คอื ตปสุ สะ ๑ ภัลลิกะ ๑ ผูไ ดสรณะเปน เทวฺ วาจิกอบุ าสก เมอ่ื เสด็จอยู ณ ควงไมร าชายตนพฤกษน น้ั เลิศกวาสาวกอุบาสกผูถงึ สรณะกอ น สุทตั ตคฤหบดีอนาถบิณฑิกเศรษฐโี สดาบัน เลิศกวา อบุ าสกผทู ายกทัง้ หลาย จติ ตคฤหบดี อนาคามอี รยิ สาวก อยูเ มืองมัจฉกิ าสณั ฑนคร เลิศกวา อบุ าสกท้งั หลายผเู ปน ธรรม กถกึ หตั ถอาฬวกอนาคามอี รยิ สาวกเปน อบุ าสกเลิศกวาอุบาสกท้ังหลาย ผสู งเคราะหบ ริษทั ดวยสงั คห วตั ถุ ๔ ทา วมหานามสักกะผพู ระสกทาคามอี รยิ สาวก เลิศกวา อุบาสกทั้งหลายผูใหซง่ึ ปจจยั ลาภอัน ประณีต อุคคคฤหบดีอนาคามีอริยสาวกอยู ณ เมืองไพศาลี เลศิ กวามนาปทายกอบุ าสกผใู หสงิ่ ของอนั ใหเ จรญิ จติ อคุ คตคฤหบดอี นาคามีอรยิ สาวก อยู ณ บานหตั ถคี าม เลิศกวา สังฆปุ ฏ ฐากอบุ าสก ผูปฏบิ ัติ สงฆ ปรุ พนั ธเศรษฐีบุตรโสดาบนั อริยสาวก เลิศกวาอบุ าสกผูเ ลอ่ื มใสมนั่ คง ชวี กโกมารภจั เลิศกวาอบุ าสกทเี่ ลื่อมใสในบุคคล นงั กลุ บิดาคฤหบดโี สดาบัน เลิศกวาอุบาสกทั้งหลายผมู คี วามคุนเคยในพระพทุ ธเจา อุบาสกพุทธบรษิ ทั คฤหัสถสาวกมคี ุณสมบตั ดิ ำรงในเอตทคั คสถาน ดว ยประการฉะนี้ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 72
73 ฝา ยอุบาสกิ าบรษิ ทั นางสุชาดาเสนยิ ธดิ าโสดาบันอริยสาวิกาไดถ ึงสรณะกอน เลิศกวาอบุ าสกิ าทั้งหลายผูถึงสรณะ กอ น นางวสิ าขามิคารมาตาโสดาบนั เลิศกวาอบุ าสกิ าทัง้ หลายท่ีเปน ทายกิ าบริจาคทาน นางขชุ ชุตตราโสดาบนั อรยิ สาวกิ า เลิศกวา อุบาสกิ าทั้งหลายผเู ปน ธรรมกถกึ นางสามาวดีโสดาบนั อริยสาวกิ า เลิศกวาอบุ าสกิ าท้งั หลายผอู ยดู วยเมตตาวิหาร นางอุตรานันทมาตาโสดาบนั อริยสาวิกา เลิศกวาอุบาสกิ าทัง้ หลายผูเพงดวยฌานสมาบัติ นางสปุ ปวาสาโกลยิ ธติ าโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกวาอบุ าสกิ าทงั้ หลายผใู หซ ึ่งปจ จัยลาภอนั ประณตี นางสุปปย าอบุ าสิกาโสดาบันอรยิ สาวิกา เลิศกวาอบุ าสกิ าทั้งหลายผปู ฏบิ ัติภิกษไุ ข นางกาตยิ านีโสดาบันอรยิ สาวิกา เลศิ กวา อุบาสกิ าทง้ั หลายผูไดเ ลื่อมใสม่นั คง นางคฤหปตานนี ังกุชมาตาโสดาบันอริยสาวกิ า เลิศกวาอุบาสกิ าทัง้ หลายผูมีความคุนเคยใน พระพทุ ธเจา นางกาีอบุ าสิกากลุ ฆรกิ าโสดาบนั อรยิ สาวกิ า เลิศกวาอุบาสิกาท้งั หลายผไู ดเล่อื มใสแลวดวยได ยินตาม อุบาสิกาพทุ ธบริษทั คฤหัสถสาวิกา มีคณุ สมบัตดิ ำรงอยูในเอตทัคคสถาน ดวยประการฉะน้ี มหาปรนิ ิพพานสตู ร กัณฑท ่ี ๙ พรรษาท่ี ๔๕ พรรษาสดุ ทา ย ทรงจำพรรษา ณ บานเวฬุวคาม เขตเมืองไพศาลี ทรง พระประชวรขราพาธแลว เกิดทุกขเวทนาใกลป รินิพพาน ภายในพรรษาน้นั ไดต รสั สอนพระอานนทเถระทมี่ คี วามวิตกกงั วลกับการประชวรของพระองคว า ดูกอ นอานนท สมัยใด พระตถาคตเจา เขาอนิมติ ตเจโตสมาธิ คือ ไมใสใ จถึงนมิ ิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหลา สมัย น้นั กายของพระตถาคตเจา ยอมมีความผาสกุ เพราะฉะน้ัน เธอทงั้ หลายจงมีตนเปนทพ่ี ่งึ มิใชม บี คุ คล หรือสงิ่ อนื่ เปนท่ีพงึ่ ทรงอธบิ ายวามตี นเปน ท่ีพึ่ง คือ มธี รรมเปน ท่ีพ่งึ ธรรมน้นั ไดแ ก เอกายนมรรค คือ สตปิ ฏฐานท้งั ๔ คร้นั ออกพรรษา ประทบั อยทู ป่ี าวาลเจดีย ทรงรับอาราธนาพระยามารวาอกี ๓ เดือน ตถาคตจะปรนิ ิพพาน เรยี กวา ทรงปลงอายสุ ังขาร พระอรรถถกาจารย ถือตามพระบาลีนีจ้ งึ กลา ววา พระผมู พี ระภาคเจาทรงปลงอายุสังขารวนั มาฆปุรณมี ทรงแสดงบรษิ ัท ๘ คือ กษัตรยิ ๑ พราหมณ ๑ คฤหบดี ๑ สมณะ ๑ หมูเทพชัน้ จาตุ มหาราชิกา ๑ ชั้นดาวดึงส ๑ หมมู าร ๑ หมูพรหม ๑ ซงึ่ พระองคทรงเคยเขาไปสนทนาและแสดงธร รมกี ถาสงั่ สอน ทรงแสดงสถานท่ี ๑๖ ตำบล ท่ที รงทำนมิ ิตโอภาสอนั หยาบเพื่อใหพ ระอานนททูลขอใหท รงอยู แสดงธรรม เพื่อประโยชน เพ่อื ความสุขแกมหาชน คือ ทเี่ มอื งราชคฤห ๑๐ แหง เมอื งเวสาลี ๖ แหง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 73
74 เมอื งราชคฤห ๑๐ แหง คือ ภเู ขาคิชฌกูฏ ๑ โคตมนโิ ครธ ๑ โจรัปปปาตะ ๑ สัตตบัณณ คูหา ๑ กาฬสิลา ๑ สัปปโสณฑกิ า ๑ ตโปทาราม ๑ เวฬุวัน ๑ ชีวกัมพวัน ๑ มัททกุจฉิมคิ ทายวนั ๑ เมอื งเวสาลี ๖ แหง คือ อุเทนเจดยี ๑ โคตมกเจดยี ๑ สตั ตัมพเจดยี ๑ พหปุ ุตตเจดยี ๑ สารันทเจดยี ๑ ปาวาลเจดยี ๑ ทรงสัง่ สอนพทุ ธบรษิ ัทดวยสงั เวคกถาและอปั ปมาทธรรม พระผมู พี ระภาคเจาตรัสเรียกภิกษทุ ้ังหลายมาแลวทรงสอนวา คนทั้งหลาย ท้งั ท่เี ปน คนหนมุ สาว คนแก ทั้งที่เปนคนโง คนฉลาด ทัง้ ทีเ่ ปนคนมัง่ มี และคนยากจน ลว นแตมคี วามตายรอคอยอยูขางหนา เหมือนภาชนะดนิ ทีน่ ายชา งหมอกระทำไว สดุ ทายกต็ อ งแตกทำลาย ทา นทงั้ หลาย จงใหประโยชนตน ประโยชนผอู ่ืนถึงพรอมบริบูรณด ว ยความไมป ระมาทเถิด เวสาลีนาคาวโลก ทรงเหลียวกลบั มาทอดพระเนตรเมอื งไพศาลี ครง้ั นั้น เวลาเชา สมเดจ็ พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ เขาไปบิณฑบาตในพระนครไพศาลี ครัน้ เสดจ็ กลับจากบิณฑบาต ไดท อดพระเนตรเมืองไพศาลีเปน นาคาวโลก คอื กลับเยอื้ งพระกายมาท้ัง พระองคเ ปน มหาปุรสิ อาการอยา งหนง่ึ แลวตรัสกบั พระอานนทว า การดูเมืองไพศาลีคร้ังน้ีเปน ปจ ฉิมทศั นะ (การดูครงั้ สุดทา ย) ของตถาคต เราไปบา นภณั ฑุคามกันเถดิ ทรงแสดงอริยธรรม ๔ ประการ ณ บา นภณั ฑคุ ามนั้น ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ คือ ศลี สมาธิ ปญญา วิมุตติ วา เปน อรยิ ธรรม (ธรรมทำความเปนอริยะ) ทรงอธิบายวาเพราะไมไดตรสั รธู รรม ๔ ประการนี้ เราและทา น ทัง้ หลายจึงไดท องเทย่ี วไปในภพกำเนดิ ไดรับความทุกขอ นั วิจติ รเปนอเนกประการ แตบดั น้ี เราและทา น ท้งั หลายตรัสรธู รรม ๔ ประการนี้แลว จึงทำลายโมหะ และดบั ตัณหาเสียได การเกดิ ในภพใหมจงึ ไมมี ทรงแสดงไตรสกิ ขาวา เปนปฏปิ ทาแหง วิมตุ ติ ทรงแสดงอานิสงส (คุณ) แหง ศลี วา เปน ที่ต้ังอันใหญแหง คณุ พิเศษช้นั สงู เหมือนแผนดนิ เปน ที่ อาศัยทำงานของมนุษย ศีลเมอ่ื บรบิ ูรณด ี ยอ มกอใหเกดิ สมาธิ สมาธทิ ีเ่ กิดจากศีลอนั บรสิ ทุ ธิย์ อมมอี านสิ งส ใหญย่ิง สมาธิเมือ่ ม่ันคงดีแลวยอ มกอ ใหเ กดิ ปญญา ปญ ญาที่เกิดมาจากสมาธิอนั แนว แนและบริสทุ ธ์ิ ยอมมี อานสิ งสใ หญย ิง่ คอื จะทำใหจ ิตมคี วามรูแจงเหน็ จริง เมือ่ จิตรูแจงเหน็ จรงิ ดว ยอำนาจปญญาแลว ยอม หลดุ พนจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ทั้ง ๓ อยางไมมีเช้อื เหลือ (นิรนิ ธนพินาศ) พระผมู พี ระภาคเจาเสด็จประทบั อยทู อ่ี านนั ทเจดีย เขตโภคนคร ตรสั มหาประเทศ (เครอ่ื ง กำหนดรภู าษติ ของพระองค) ฝายพระสูตร เรียกวา สตุ ตันติกมหาปเทส ๔ ใจความยอ วา ถามีผอู ื่นมา อา งพระศาสดา สงฆ คณะ หรือบคุ คล แลว แสดงวานีเ้ ปน ธรรม เปน วินยั เปนสัตถศุ าสน อยา พงึ ดวน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 74
75 รับรองหรอื ดวนปฏิเสธ พึงสอบสวนดกู บั พระวินยั และพระสูตร ถาขัดแยง กัน พึงทราบวา น่นั ไมใ ชธ รรม วนิ ัย และสัตถุศาสน ถาตรงกันทั้งพระวินยั และพระสูตร พงึ ทราบวา น่นั เปนธรรม วนิ ัย และสัตถุศาสน วันทน่ี ายจนุ ทะถวายปจ ฉมิ บณิ ฑบาต พระผูม พี ระภาคเจาประทบั อยทู โี่ ภคนครนั้นตามสมควรแกเ วลา จึงเสดจ็ ไปถงึ ปาวานคร ประทับอยทู ่ีปา ไมม ะมวงของนายจุนทกมั มารบตุ ร นายจุนทะไดเขาไปเฝา ไดฟ ง พระธรรมเทศนา เชือ่ กรรมและวิบากแลว จึงทูลอาราธนาพระองคพรอมทัง้ พระสงฆเ พ่ือรบั อาหารบณิ ฑบาตในวนั รงุ ขึ้น พระองคท รงรับโดยดุษณียภาพ วันรงุ ข้นึ ท่นี ายจนุ ทะไดถวายภัตตาหารปจ ฉิมบณิ ฑบาตทานนัน้ เปน วนั ทพ่ี ระองคเสดจ็ ดบั ขนั ธป รนิ ิพพาน ซ่ึงพระอรรถกถาจารยก ลา ววา วันวิสาขปรุ ณดี ถิ เี พ็ญเดือน ๖ เสดจ็ สกู สุ ินารานคร เมอ่ื พระผมู พี ระภาคทรงเสวยภตั ตาหารของนายจนุ ทะแลว ทรงพระประชวรลงพระโลหติ อยาง หนกั แตทรงอดกลั้นไวดวยอธวิ าสนขันตธิ รรม ครั้งนั้นไดต รสั เรียกพระอานนทม าสงั่ วา จะเสด็จไปยังเมืองกสุ นิ ารา ในระหวา งทางไดพ บกบั บุตรแหงมลั ลกษตั ริยคนหน่ึง ช่อื ปุกกสุ ะ เปนสาวกของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงแสดงธรรมเทศนาแกเขา ทำใหเ ขาเกดิ ศรัทธาเลอ่ื มใส ไดถ วายผาคูเ น้ือดี เรียกวา ผาสิง ควิ รรณ รบั ส่ังใหถวายพระอานนทเ ถระผนื หนึง่ แตพระเถระไดถวายใหพระองคท รงนุงผืนหน่ึง หมผืนหน่ึง ทำใหผวิ พรรณพระกายบริสุทธผ์ิ ดุ ผาดผองใส จนพระอานนทกราบทูลสรรเสริญ จงึ ตรัสแกพระเถระวา กายแหง พระตถาคตยอ มบรสิ ทุ ธิ์ พรรณแหงผิวผุดผองย่ิงนกั ๒ คร้งั คือ เวลาราตรที ีจ่ ะตรัสรู อนุตตร สมั มาสมั โพธญิ าณ และเวลาราตรีทจี่ ะปรินพิ พานดว ยอนุปาทิเสสนพิ พานธาตุ ประทมอฏุ ฐานไสยา ลำดบั นั้น พระผูมีพระภาคเจาพรอ มดวยภิกษุสงฆ เสด็จพทุ ธดำเนนิ ไปถึงแมน ้ำกกุธานที ได เสด็จลงสรงและเสวยแลว เสดจ็ ไปประทบั ยังอัมพวัน ตรัสเรยี กพระจนุ ทกเถระใหปผู าสงั ฆาฏิเปน ๔ ชน้ั ถวาย ทรงสำเรจ็ สีหไสยาโดยขางเบอื้ งขวา ต้ังพระบาทใหเ หลอ่ื มกัน มสี ติสมั ปชัญญะทำพระทยั ซ่งึ อุฏฐาน สญั ญา ความต้ังใจจะเสด็จลกุ ขึ้น โดยมพี ระจุนทกเถระนงั่ เฝา อยู ทรงดบั ความเดอื ดรอ นใจของนายจนุ ทะ ณ สถานทนี่ ้นั ไดตรัสเรียกพระอานนทเถระมาตรัสวา บิณฑบาต ๒ อยา ง มีผลเทา กัน ทงั้ มี ผลมาก มีอานสิ งสม ากกวาบณิ ฑบาตอ่ืน ๆ คอื บณิ ฑบาตท่พี ระตถาคตบรโิ ภคแลวตรสั รอู นตุ รสมั มา สมั โพธิญาณ ๑ ทพี่ ระตถาคตบริโภคแลว ปรนิ พิ พานดว ยอนปุ าทเิ สสนิพพานธาตุ ๑ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 75
76 ทรงเปลง อทุ าน พระผมู พี ระภาคเจาทรงปรารภการบำเพญ็ กศุ ลของนายจนุ ทะ ไดเ ปลง อทุ านวา บุญกศุ ลยอ ม เจรญิ แกผ ูบ ริจาคทาน ผูสำรวมในศีล (รกั ษาศีล) ยอมไมกอ เวร คนฉลาดยอมละบาปได เพราะความสิน้ ราคะ โทสะ และโมหะ ยอ มเปน ผูมคี วามเยน็ ใจ มหาปรนิ พิ พานสตู ร กณั ฑท ่ี ๙ ภาคหลัง เสดจ็ ถงึ เมอื งกสุ นิ ารา ประทมอนุฏฐานไสยา ครั้งนน้ั พระผมู พี ระภาคเจา พรอ มดวยภกิ ษุสงฆ เสดจ็ พทุ ธดำเนินขามแมน้ำหิรัญญวดี ถงึ เมือง กสุ ินารา ประทบั ณ สาลวัน ตรสั สั่งใหพ ระอานนทเถระต้งั เตียงระหวางไมร งั ทง้ั คู ผนิ ศรี ษะไปทางทศิ อดุ ร ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยขางเบอื้ งขวา วางพระบาทเหลอ่ื มกนั มสี ตสิ มั ปชัญญะ แตม ิไดมอี ฏุ ฐานสญั ญา มนสิการ เพราะเปนไสยาอวสาน เรยี กวา อนฏุ ฐานไสยา ทรงยกยอ งปฏบิ ัตบิ ชู า สมยั นัน้ พระผูมพี ระภาคทรงปรารภการสักการบูชาของเทวดาทง้ั หลาย ไดต รัสแกพระอานนท เถระวา พระตถาคตไมเ ปนอนั บริษัทบชู าดวยสกั การะพเิ ศษเพียงเทาน้ี ผูทป่ี ฏิบัติธรรมสมควรแกธ รรม ธรรมบทหนา หมายถึง วิธกี าร ธรรมบทหลัง หมายถึง เปาหมาย ปฏิบตั ิชอบยง่ิ ประพฤติตามธรรม (โลกุตตรธรรม) จงึ ชือ่ วาบชู าพระตถาคตดว ยการบชู าอยางยิง่ ทรงแสดงสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พระโลกนาถทรงแสดงสถานท่ี ๔ ตำบล แกพ ระอานนทเถระวา เปน ท่คี วรจะดู ควรจะเหน็ ควรใหเกดิ สังเวชแหง กลุ บตุ รผมู ศี รัทธา คือ สถานท่ปี ระสตู ิจากพระครรภ ๑ สถานท่ีตรสั รูพระอนุตร สัมมาสัมโพธญิ าณ ๑ สถานทีแ่ สดงพระอนตุ รธรรมจกั ร (ปฐมเทศนา) ๑ สถานทปี่ รินพิ พานดว ยอนปุ าทิ เสสนพิ พานธาตุ ๑ การบชู าพระพทุ ธสรีระเปน กิจของคฤหัสถ พระพุทธองคไดตรัสแกพ ระอานนทเถระวา ดูกอนอานนท สหธรรมิกบรษิ ทั จงอยา ขวนขวาย เพื่อจะบชู าสรีระแหงพระตถาคตเลย เธอท้งั หลายจงเปน ผไู มป ระมาท มคี วามเพียรมงุ ตอที่สดุ แหง พรหมจรรยอ ยทู ุกอิริยาบถเถิด กษัตรยิ พราหมณ คฤหบดี ทง้ั หลาย ผเู ปนบัณฑติ เล่ือมใสในพระ ตถาคตมีอยู เขาเหลา นนั้ จกั ทำสกั การบูชาสรีระแหงพระตถาคตเอง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 76
77 วิธีปฏบิ ตั ิในพระพุทธสรรี ะ พระพุทธองคตรัสแกพ ระอานนทเถระ ผูทูลถามถงึ วิธปี ฏบิ ัติในพระพุทธสรรี ะวา ชนทง้ั หลาย พนั ซงึ่ สรีระของจกั รพรรดริ าชดว ยผา ใหม แลว ซบั ดว ยสำลี แลวหอ ดวยผา ใหมโดยอุบายนี้หารอ ยชั้น แลว เชิญพระสรรี ะลงประดิษฐาน ณ รางเหลก็ อนั เต็มไปดวยนำ้ มนั ปดครอบดว ยรางเหล็กอันเปน ฝา ทำ จติ กาธาร ลวนแตดว ยไมหอม ทำฌาปนกจิ แลว เชิญพระอัฏฐธิ าตบุ รรจทุ ำสถปู ไว ณ ทปี่ ระชมุ แหง ถนน ใหญทง้ั ๔ ฉนั ใด พึงปฏบิ ัติในพระตถาคตเจา ฉันนน้ั เถิด ถปู ารหบุคคล ๔ ครน้ั ทรงแสดงอจั ฉริยบุรษุ รตั น ๒ ประเภทดงั นี้แลว จึงไดท รงแสดงถปู ารหบุคคลผคู วรแกก าร ประดษิ ฐานสถปู ๔ ประเภท คือ พระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจา ๑ พระปจเจกสมั พทุ ธเจา ๑ พระ ตถาคตสาวกอรหนั ต ๑ พระเจา จักรพรรดิราช ๑ ทรงแสดงขออศั จรรย ๔ ประการ ในพระอานนท พระพุทธองคทรงแสดงขอ อศั จรรย ๔ ประการในพระอานนทเ ถระวา เมื่อภิกษุบริษัท ภิกษุณี บรษิ ทั อุบาสกบรษิ ัท หรอื อุบาสิกาบริษทั เขาไปหาเพ่ือจะพบพระอานนท บรษิ ทั น้ันไดเ หน็ เธอแลว ก็มีจติ ยนิ ดี ถาอานนทแ สดงธรรม บรษิ ัทนัน้ กม็ จี ติ ช่ืนชมดว ยภาษติ ของอานนท ไมอ ่ิม ไมเบือ่ ธรรมกถาคตท่ี อานนทแสดงนัน้ เลย คร้ันอานนทนิง่ หยดุ ธรรมกถา บรษิ ทั ๔ ซึ่งไดสดับนั้น ก็มจี ติ ยินดี ไมอ ิม่ ไมเ บอื่ ตรัสใหแ จง ขา วปรนิ ิพพานแกพ วกมัลลกษัตรยิ ครงั้ น้ัน พระผูมีพระภาคเจาตรัสสง่ั พระอานนทใหเ ขา ไปบอกพวกมัลลกษัตรยิ ใ หทราบวา พระ ตถาคตจกั ปรินพิ พาน ณ ยามสดุ ทายแหงราตรวี ันน้ี เพื่อใหมัลลกษัตริยทัง้ หลาย จะไดไมต อ งเดือดรอนใน ภายหลังวา พระตถาคตเจาไดป รนิ พิ พานในคามเขตของเรา โปรดสภุ ัททปรพิ าชก คร้งั น้ัน ปริพาชกคนหน่ึงชอื่ วา สภุ ัททะ อาศยั อยูในเมอื งกสุ ินารา มคี วามเช่ือเรอ่ื งที่อาจารย เกา ๆ เลากันตอ ๆ มาวา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจายอมเกิดขึน้ ในโลกเปน บางครัง้ บางคราว และ พระองคก็จะปรนิ พิ พานในราตรีน้ี ตนเองยังมีความสงสัยในเรือ่ งครทู งั้ ๖ มีปุรณกสั สป เปน ตน ซงึ่ คน ทัง้ หลายสมมตกิ ันวาเปน คนดี ประเสรฐิ ครทู งั้ ๖ นั้นไดต รสั รูด วยปญ ญาอนั ยิ่งของตนจรงิ หรอื ไม จงึ เขา ไปเฝา พระผมู ีพระภาค ทูลถามปญ หานัน้ พระพทุ ธองคตรัสวา ดกู อนสุภัททะ การท่ีครทู ้งั ๖ จะไดต รัสรูหรือไมไ ดตรัสรูน ้ัน อยา สนใจ เลย ตถาคตจะแสดงธรรมแกเ ธอ ดกู อนสุภทั ทะ อรยิ มรรคมีองค ๘ ไมมใี นธรรมวนิ ัยใด สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ยอมไมมีในธรรมวนิ ยั นนั้ อรยิ มรรคมีองค ๘ นัน้ มอี ยูในธรรมวินยั (องเรา) นี้เทาน้นั ท้ัง พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 77
78 ที่เปน ปฏิปทา (เอปฏิบตั ิ) และอภิสมัย (การตรสั รู) ดังนน้ั สมณะที่ ๑ (พระโสดาบัน) สมณะที่ ๒ (พระสกทิ าคามี) สมณะท่ี ๓ (พระอนาคามี) สมณะที่ ๔ (พระอรหนั ต) ยอ มมีจรงิ ในธรรมวนิ ยั นีเ้ ทา นัน้ ปจฉมิ สกั ขิสาวก เมอ่ื พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาน้ีแลว สภุ ทั ทะไดท ลู ขอบวชในพระพทุ ธศาสนา แตใน ฐานะท่ีเคยเปนเดยี รถียอยูกอน จงึ ตอ งอยูต ิตถยิ ปรวิ าส ๔ เดือน สภุ ัททะทลู วา แมจะตอ งอยูถ ึง ๔ ป ก็ ยินดี เม่ือทรงทราบความจริงใจเชนน้ี จงึ ตรสั แกพระอานนทเถระวา ถา เชน นั้นทา นทัง้ หลายจงบวชใหสุภทั ทะเถดิ พระสุภทั ทะจึงไดชอ่ื วา ปจฉมิ สักขสิ าวก คือ เปนสาวกรูปสุดทายท่ไี ดบวชในสำนกั ของพระ ศาสดา ตอมาไมนานทา นกไ็ ดบรรลุอรหัตผล ทรงต้งั พระธรรมวนิ ยั เปนศาสดา พระผมู ีพระภาคเจาไดต รัสแกพระอานนทเถระวา ดกู อ นอานนท ตอ ไปภายหนาทานทงั้ หลาย พงึ มีความวิตกวา ศาสนาไมม พี ระศาสดา ขอน้ันมชิ อบมคิ วรเลย ดูกอนอานนท ธรรมก็ดี วินยั กด็ ี อนั ใด ท่ีเราไดแ สดงแลว ไดบญั ญตั ิแลว แกเธอทง้ั หลาย ธรรมและวนิ ัยนน้ั เปนศาสดาแหงทานทั้งหลายโดยกาลลวง ไปแหง เรา ประทานปจ ฉมิ โอวาท ลำดับนั้น พระพุทธองคไดป ระทานปจฉมิ โอวาทแกภิกษทุ ง้ั หลายวา ดูกอ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย บัดนี้ เราตถาคตขอเตือนทานทัง้ หลายวา สังขารท้ังหลายมคี วามเสอื่ มเปน ธรรมดา ทา นทั้งหลายจงใหกจิ ท้งั ปวง ถึงพรอมบรบิ รู ณด ว ยความไมป ระมาทเถดิ นเ้ี ปนวาจาที่สุดแหง พระตถาคตเจา พระวาจาน้แี สดงใหเห็นวา พระผูมีพระภาคเจาไดรวบรวมโอวาทท้ังปวงทไ่ี ดป ระทานแลวเปน เวลา ๔๕ พรรษา ลงในความไมป ระมาทอยา งเดียวเทา นั้น ปรนิ พิ พาน หลงั จากทรงประทานปจฉมิ โอวาทแลว พระพทุ ธองคไมไดตรัสอะไรอีกเลย ทรงเขาอนุปุพพ วหิ ารสมาบัติ ๙ คือ รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสญั ญเวทยติ นิโรธ ดับจติ ตสังขาร คือ สญั ญา และ เวทนา ทรงออกจากสัญญาเวทยติ นิโรธแลว ทรงเขาสมาบัติ ๘ ถอยหลังกลับมาจากเนวสญั ญานา สญั ญายตนะถึงปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแลว ทรงเขาทตุ ิยฌาน จนถึงจตุตถฌาน ครน้ั ออกจากจตตุ ถ ฌานแลว จึงดับขันธปรินพิ พานในปจ ฉมิ ยามแหง ราตรีวนั วิสาขปรุ ณมี ผกู ลาวคาถาแสดงธรรมสงั เวช เมือ่ พระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ ดับขันธปรนิ ิพพานน้ัน มีผกู ลาวคาถาแสดงธรรมเวช ความสลดใจ กบั เหตกุ ารณ ๔ ทา น คือ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 78
79 ๑. ทาวสหับมบดีพรหม กลาววา พระตถาคตสมั มาสมั พุทธเจา ผูเปนศาสดาหาบุคคลเปรียบ ไมไ ดในโลก ทรงมีพลังแหงญาณ มาดับขนั ธปรินิพพานในโลกใด สัตวโลกทกุ รปู ทกุ นามจักตอ งทอดทิง้ รา งกายของตน (ถมทับ) ไวในโลกน้นั (แนนอน) ๒. ทาวโกสยี เทวราช กลาววา สังขารทงั้ หลายไมเทย่ี ง มีความเกิดและความดับเปนธรรมดา (ปกต)ิ เกดิ ขนึ้ แลว ยอมดบั ไป ความทสี่ ังขาร (เบญจขนั ธ) เหลาน้นั ระงับไป (ไมเกิด) นำมาซึง่ ความสขุ (ไมตอ ง แก เจ็บ ตาย) ๓. พระอนุรทุ ธเถระ กลาววา พระผูมีพระภาคเจา ผูม ีพระทยั ม่นั คง ทรงสน้ิ ลมปราณแลว พระมุนีมิไดหวั่นไหวตอโลกธรรม มุงแตสันติอยางเดยี ว ไมท รงระยอตอ มรณะใด ๆ ทรงอยเู หนอื เวทนา ทุกอยาง การปรินิพพานและความหลดุ พนแหงใจของพระองค เปรียบเหมือนประทปี อนั ไพโรจนช ัชวาล เตม็ ท่ีแลวดบั ไป ๔. พระอานนทเ ถระ กลา ววา เม่อื พระสัมมาสมั พทุ ธเจาผเู พยี บพรอมไปดว ยความดี เสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพาน เวลาน้นั ความนาสะพรึงกลวั ความสยดสยอง ไดเ กิดมีแลวแกเ ทวดาและมนุษยท ง้ั หลาย (วาความตายไมล ะเวน ใครเลย) ธาตวุ ิภชั ชนกถา กัณฑท ่ี ๑๐ ปรนิ พิ พานได ๘ วัน ถวายพระเพลงิ พระอรรถกถาจารยกลา ววา เม่ือพระผูมีพระภาคเจาเสดจ็ ดับขันธปรินพิ พานได ๘ วัน จึงได ทำการถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ ตามนัยน้ี คอื วนั แรม ๘ ค่ำ เดอื น ๖ ทท่ี ำเชนนี้ เพราะรอพระ มหากัสสปเถระ ผูเปน สาวกผูใหญทส่ี ดุ ในเวลานัน้ สว นที่ไมถ กู เพลิงไหม คร้นั พระมหากสั สปเถระพรอมกบั ภกิ ษุสงฆ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถงึ จึงไดท ำการถวายพระ เพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ พระฉวีหนงั ผิวภายนอก พระจมั มะหนังภายใน พระนหารุ เสนเอ็น พระลสกิ า ไข ขอ พระมังสะ เนอ้ื ท้ังหมดถกู เพลิงไหมไมเ หลือแมแตเ ถาและเขมา สว นพระอฐั ิ พระเกสา พระโลมา พระนขา พระทนต กับผา ๒ ผนื ยังเหลืออยู เพลงิ มิได ไหม กษัตรยิ และพราหมณส งทตู มาขอพระธาตุ ครง้ั น้นั กษัตรยิ แ ละพราหมณ ๗ หัวเมอื งไดสง ทูตมาขอพระสารรี ิกธาตุ คือ ๑. พระเจาอชาตศตั รู แหง แควน มคธ ๒. กษตั ริยลจิ ฉวี แหงพระนครไพศาลี ๓. กษตั ริยศากยะ แหง กบลิ พสั ดนุ คร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 79
80 ๔. ถลู ีกษัตริย ในอัลลกัปปนคร ๕. โกลิยกษตั รยิ ในรามคาม ๖. มหาพราหมณ เจา เมืองเวฏฐทีปกนคร ๗. มัลลกษัตรยิ แหงปาวานคร แตมลั ลกษัตรยิ แ หงกุสินารานครไมยอมแบง ให และทูตานทุ ตู จากพระนครท้ัง ๗ น้นั กไ็ มยอม ทอ ถอย จวนจะเกิดวิวาทเปน สงครามสมั ประหารใหญ โทณพราหมณแจกพระบรมสารรี ิกธาตุ คร้ังนั้น มีพราหมณคนหนึ่งช่อื โทณะ เปน ผูใ หญ มีความรูทั้งคดโี ลก คดีธรรม เปนท่ีเชือ่ ถือ ของประชุมชน เห็นวา จะเกิดสงครามเพราะพระสารีริกธาตุ ซึง่ เปน การไมส มควร จึงไดมาเจรจาใหมลั ลกษัตริยแ หง กุสินารายินยอม โดยกลาวในทามกลางกษัตรยิ และพราหมณเหลานน้ั วา องคสมเดจ็ พระผมู ี พระภาคเจาทรงเปน ขนั ติวาทะกลา วสรรเสริญความอดทนอดกล้ัน การปรารภสว นพระสรีระของพระองค แลว ประหัดประหารกันดวยอาวธุ เปนการไมดเี ลย ขอใหเ ราทงั้ ปวงสามคั คีปรองดอง ยม้ิ แยมแจมใสเขา หา กนั แบง พระสารีรกิ ธาตเุ ปน ๘ สวน ใหเ ทา กันทุกพระนครเถิด โทณพราหมณไดก ลาวถอยคำแสดงขนั ตวิ าทะและสามัคคธี รรมจบลงแลว กษตั รยิ และพราหมณ ทั้งหลายไดสามคั คีพรอมเพรยี งกนั แบงพระธาตุเปน ๘ สวน แลวนำกลับไปสรางสถปู บรรจไุ วเปนที่เคารพ สักการะยังพระนครของตน โทณพราหมณขอทะนานตวงพระธาตุ เมือ่ กษตั ริยและพราหมณทงั้ หลายยนิ ยอมแบง พระธาตนุ นั้ โทณพราหมณไดถือเอาตุมพะ คือ ทะนานทอง ตวงพระธาตุแจกให เสรจ็ แลว ไดขอตุมมะน้นั ไปสรางสถูปบรรจุไวใหประชาชนสักการะบูชา โมริยกษตั ริยเ ชญิ พระอังคารไปบรรจุ ครัง้ นนั้ โมริยกษัตรยิ เ มืองปป ผลวิ ัน ไดสงทตู มาขอแบงพระสารรี กิ ธาตุ แตมาไมท นั มัลลกษตั รยิ จึงใหเชิญพระองั คาร (เถาถาน) ไปทำสถูปบรรจไุ วส ักการะบชู า ประเภทแหงสัมมาสมั พุทธเจดีย กษตั ริยและพราหมณ ๗ หวั เมอื ง ดังกลาวมา และมลั ลกษัตริยแ หงกสุ ินารานคร ตางสราง พระสถปู เจดยี บรรจพุ ระสารรี ิกธาตุสว นท่ตี นไดไ ปไวใ นเมืองของตน ๆ จึงรวมเปน พระธาตเุ จดีย ๘ แหง โทณพราหมณส รางสถูปบรรจุทะนานตวงพระธาตุ เรียก ตุมพสถูป โมรยิ กษัตรยิ แ หงปปผลวิ ัน นำเอาพระองั คารไปสรางสถูปบรรจุไว เรยี กวา อังคารสถูป พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 80
81 รวมทัง้ หมดจึงมีพระสถปู เจดยี สถานหลังประถมกาลแหงปรนิ พิ พานขององคสมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจาอยู ๑๐ ตำบลดวยกนั ดวยประการฉะนี้ สงั เวชนยี สถาน ๔ ตำบล เปนพทุ ธเจดยี ด วย อนึ่ง สังเวชนยี สถาน ๔ ตำบล คือ สถานทพ่ี ระตถาคตประสูติ ๑ สถานทตี่ รัสรู ๑ สถานท่แี สดงพระธรรมจกั ร ๑ สถานที่ปรินิพพาน ๑ ทรงแสดงแกพระอานนทเถระวา เปนสถานท่ี กุลบุตรผมู ีศรัทธาควรจะดู ควรจะเหน็ ควรจะใหเ กดิ ความสังเวช ฉะน้นั จึงจัดเปน เจดยี ด ว ย พระพุทธรปู เปน อทุ เทสิกเจดีย ตอมาพทุ ธศาสนกิ บณั ฑิต ไดค ิดสรางพระพุทธรปู ปฏมิ า เปนเครอ่ื งระลกึ ถึงองคส มเด็จพระบรม ศาสดา ใหเ กิดพทุ ธารมณปตใิ จ พระพุทธรูปปฏิมานี้ เรยี กวา อุทเทสกิ เจดยี ธรรมเจดยี อนงึ่ วญิ ูชนบางพวก ไมสามารถจะสรา งพระพทุ ธรูปปฏิมาได หรอื สรางไดแตไ มนยิ ม จึงได สรา งพระสถปู ขึน้ แลว นำเอาใบลานทจี่ ดจารกึ พทุ ธวจนปรยิ ตั ิธรรม มปี ฏจิ จสมปุ บาท เปนตน บรรจไุ ว ภายใน เพ่อื กราบไหวบูชา สถปู นี้เรียกวา ธรรมเจดีย เจดีย ๒ ประเภท เจดียครัง้ ประถมกาลแหงปรินิพพานของพระบรมศาสดามี ๒ ประเภท คือ ธาตุเจดีย ๑ บรโิ ภคเจดยี ๑ ๑. ธาตเุ จดยี ไดแก เจดียบ รรจุพระธาตุ ๘ แหง ๒. บรโิ ภคเจดีย ไดแ ก เจดยี บ รรจตุ มุ พะ คอื ทะนานตวงพระธาตุ และเจดียบรรจพุ ระ องั คารของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา เจดยี ท ง้ั หมดมี ๔ ประเภท เพราะฉะนนั้ เม่ือรวมเจดยี ซง่ึ แสดงไวใ นพระบาลี คมั ภีรอ รรถกถาและฎีกากลาวรวมเปน อนั เดยี วกนั กไ็ ดเ จดยี เ ปน ๔ ประเภท คือ ธาตุเจดีย บริโภคเจดยี ธรรมเจดีย และอุทเทสิกเจดีย ความเปน มาแหง พระธรรมวนิ ยั เพราะเหตทุ ่ีพระผมู พี ระภาคเจา ไดตรัสแกพระอานนทเถระในวันจะปรนิ ิพพานวา เมื่อเราผู ตถาคตปรินิพพานลวงไปแลว ธรรมและวนิ ัยจกั เปนศาสดาแหงเธอทง้ั หลาย ในวนั ทโี่ ทณพราหมณแ จกพระ สารรี ิกธาตุ ภิกษุเปน อนั มากมาสนั นบิ าตประชมุ กัน ทานมหากัสสปะซึ่งเปน เถระในสงฆ จึงไดนำการติ เตียนพระธรรมวนิ ัยอนั สภุ ทั ทวฑุ ฒบรรพชิตเจรจากับภิกษทุ ง้ั หลาย มาบอกกลาวแกพระสงฆ แลวชกั ชวน ใหทำสงั คายนาพระธรรมวนิ ัย เพอ่ื ความม่นั คงแหงพระพุทธศาสนา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 81
82 พระเถระคดั เลือกพระอริยสงฆองคอ รหนั ตได ๕๐๐ รูป แลว ไดพรกั พรอ มกนั ณ เมอื ง ราชคฤห ทำสังคายนาคร้ังแรกเมื่อพระศาสดาปรนิ ิพพานได ๓ เดอื น (กลางเดือน ๙) ใชเ วลา ๗ เดอื น จึงแลวเสร็จปฐมสังคายนา สังคายนาคร้ังที่ ๒ เมอื่ พระศาสดาปรนิ พิ พานได ๑๐๐ ป เหลาภิกษวุ ัชชีบตุ ร ชาวเมอื งไพศาลี ละเมดิ พระธรรม วินยั ไดท ้ังสหธรรมกิ และคฤหสั ถจำนวนมากเปนฝกฝาย พระอรหนั ต ๗๐๐ รปู มีพระยสกากณั ฑบตุ ร เถระเปนประธาน ไดพ รกั พรอ มกนั ณ วาลกิ าราม เมืองไพศาลี ชำระเสี้ยนหนามพระธรรมวินัยใหสูญไป โดยอาณาสงฆ ประดิษฐานธรรมวงศบ รสิ ทุ ธ์ิสืบมาในมัธยมชนบทสิน้ กาลนาน สงั คายนาครั้งที่ ๓ ครั้นพระพุทธศาสนาผานมาได ๒๑๘ ป สมัยพระเจาอโศกมหาราชครองราชสมบตั ิ ณ ปาตลี บุตรนคร เกิดเสีย้ นหนามแกพ ระธรรมวนิ ัยอีก เพราะเหลาเดยี รถยี ปลอมเขามาบวชในพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลีบตุ ร ตสิ สเถระ ไดพ ึงราโชปถัมภใ นพระเจาอโศกมหาราช กำจดั เดียรถียเ หลา น้นั ออกจากสงั ฆ มณฑลไดแลว พรักพรอ มกับภิกษุสงฆอ งคอรหันตผทู รงธรรมวินัยชำระวาทะซ่งึ เปน มลทนิ แหง พระพทุ ธศาสนาเรยี บรอ ยแลว ประดิษฐานธรรมวงศใ หดำรงสบื มา ตง้ั แตพ ระศาสดาเสดจ็ ดับขนั ธปรินพิ พานมาเปน เวลาประมาณ ๔๕๐ ป พุทธบริษัทไดทรงจำ พระธรรมวินยั มาโดยมขุ ปาฐะ คอื การทองจำ ไมไดจ ดบนั ทกึ ดวยตัวอกั ษร ครั้นเวลาผานมา ทา นกำหนดวา ประมาณ ๔๕๐ ป แตพุทธปรินิพพาน พุทธบริษัทชาวสิงหล ซงึ่ รับพระพุทธศาสนาจากพระมหนิ ทเถระ แตป ๒๓๖ หลังพุทธปรินิพพาน ประชุมกนั ในอาโลกเลณ สถาน ในมลัยชนบท ลังกาทวีป ไดเ ขียนพระปรยิ ตั ิธรรมเปน อกั ษรจารึกลงไวใ นใบลาน คลายกบั การ สงั คายนาคร้งั ท่ี ๔ สงั คายนาครง้ั ที่ ๔ พระธรรมวนิ ัย คือ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพทุ ธเจาไดแพรหลายมาจนถึงเราทง้ั หลาย โดย วธิ กี ารดงั ไดพ รรณนามาฉะนแ้ี ล ฯ ประวตั พิ ระเถระ ๑๖ รปู ผูเคยเปนศิษยพราหมณพาวรี มพี ราหมณค นหนง่ึ ชื่อพาวรี ซง่ึ ออกไปบวชประพฤตพิ รตตามลทั ธิของพราหมณ ตั้งอาศรมอยทู ่ี ฝง แมน้ำโคธาวารี ในท่พี รมแดนแหง เมืองอัสสกะและอาฬกะ เปน อาจารยใ หญบอกไตรเพทแกหมูศ ิษย ได ทราบวา พระโอรสของศากยราช เสดจ็ ออกบรรพชา ปฏญิ ญาพระองคว าเปน ผตู รสั รูเองโดยชอบ แสดง ธรรมส่งั สอนประชมุ ชน มคี นเช่ือและเลือ่ มใส ยอมตนเปน สาวกปฏิบัตติ ามคำส่ังสอนเปน อันมาก พาวรคี ิดหลากใจใครจะสืบสวนใหไดความแน จึงเรยี กมาณพผเู ปนศษิ ย ๑๖ คนมอี ชติ มาณพ เปนหวั หนา ผกู ปญหาใหค นละหมวด ๆ ใหไปทลู ถามลองดู มาณพท้งั ๑๖ คนลาอาจารยแลว พา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 82
83 มาณพที่เปน บรวิ ารไปเฝา พระศาสดาทป่ี าสาณเจดยี แวนแควน มคธ ทูลขอโอกาสถามปญหาคนละหมวด ๆ ครัน้ พระศาสดาทรงอนุญาตแลว อชิตมาณพทลู ถามปญหาเปนคนแรก ๔ ขอ ดังนวี้ า โลกคือหมูสตั ว อนั อะไรปด บงั ไว จึงหลงดุจอยูในที่มืด, เพราะอะไรเปนเหตุ จงึ ไมมีปญญาเหน็ ปรากฏ, พระองคตรสั วา อะไรเปนเครอ่ื งฉาบไลสัตวโลกน้นั ใหติดอยู, และตรสั วาอะไรเปนภัยใหญข องสตั วโลกนนั้ พระศาสดาทรงพยากรณวา โลกคือหมสู ัตว อันอวิชชาคือความไมร ูแจง ปด บังไวแ ลว จึงหลง ดุจอยใู นท่มี ืด, เพราะความอยากมปี ระการตา ง ๆ และความประมาทเลนิ เลอ จงึ ไมมปี ญ ญาเหน็ ปรากฏ, เรากลา ววาความอยากเปน เครอ่ื งฉาบไลสตั วโลกใหตดิ อย,ู และเรากลาววาทุกขเ ปน ภัยใหญข องสตั วโ ลกน้นั อ. พระองคจ งตรัสบอกวา อะไรเปน เครอื่ งหา ม เปน เคร่ืองกันความอยาก ซ่ึงเปน ดุจกระแสนำ้ หลั่งไหลไปในอารมณท้งั ปวง ความอยากนั้น จะละไดเพราะ ธรรมอะไร พ. เรากลาววา สตเิ ปนเครือ่ งหามเปนเครอื่ งก้ันความอยากน้ัน และความอยากนนั้ จะละได เพราะปญ ญา อ. ปญญา สติ กบั นามรูปน้ัน จะดบั ไป ณ ทีไ่ หน ขาพเจาทลู ถามแลว ขอพระองคตรสั บอก ความขอ นแ้ี กขาพเจา พ. เราจะแกปญ หาท่ที า นถามถึงท่ดี ับนามรปู ส้ินเชงิ ไมมีเหลือแกทาน เพราะวิญญาณดบั ไป กอน นามรปู จึงดบั ไป ณ ที่นน้ั เอง อ. ชนผูมธี รรมไดพ จิ ารณาเห็นแลว และชนผยู งั ตอ งศึกษาอยูสองพวกน้ี มอี ยูใ นโลกเปนอันมาก ขา พเจาขอทลู ถามถึงความประพฤติ ของชนสองพวกน้นั พระองคม พี ระปญญาแกก ลา ขอจงตรสั บอกแก ขา พเจา พ. ภกิ ษุผมู ธี รรมไดพจิ ารณาเหน็ แลว และชนผยู ังตอ งศกึ ษาอยู ตองเปน ผไู มกำหนดั ในกาม ท้ังหลาย มีใจไมข ุน มัว ฉลาดในธรรมทัง้ ปวง มีสติอยใู นทุกอิริยาบถ ครนั้ พระศาสดาทรงแกป ญ หาที่อชิตมาณพทลู ถามอยางนีแ้ ลว โมฆราชมาณพปรารภจะทลู ถาม ปญ หา ไดยินวา โมฆราชมาณพนน้ั ถอื ตวั วาเปนคนมปี ญ ญากวา มาณพทั้ง ๑๕ คน คิดจะทูลถามกอ นแต เห็นวา อชติ มาณพเปน ผใู หญกวา จึงยอมใหท ูลถามกอน คร้นั อชติ มาณพถามแลว จงึ ปรารภจะทลู ถาม เปนที่ ๒ พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอาการอยางน้นั แลวตรัสหามวา โมฆราชทานยอมใหม าณพอนื่ ถาม กอนเถิด โมฆราชมาณพกห็ ยุดนิง่ อยู ดบั น้นั ติสสเมตเตยยมาณพ ทูลถามปญหาเปน ที่ ๒ วา ใครชอ่ื วาเปน ผสู ันโดษ คอื เตม็ ความประสงคในโลกนี้ ความอยากซ่งึ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดนิ้ รนของใครไมมี ใครรูสวนขางปลายทั้งสอง (คืออดตี กบั อนาคต) ดว ยปญ ญาแลว ไมตดิ อยใู นสวนทามกลาง ( คือปจ จบุ ัน ) พระองคตรัสวา ใครเปนมหาบุรุษ ใครลวงความอยากอนั ผกู ใจสัตวไ วใ นโลกน้ี ดุจดา ยเปน เครอ่ื งเยบ็ ผา ใหตดิ กนั ไปได. พระศาสดาทรงพยากรณวา ภิกษผุ ปู ระพฤติพรหมจรรย สำรวมในกามทัง้ หลาย ปราศจาก ความอยากแลว มีสติระลกึ ไดท ุกเมอ่ื พจิ ารณาเหน็ โดยชอบแลว ดบั เคร่ืองรอนกระวนกระวายเสียไดแ ลว ชอ่ื วา เปน ผสู ันโดษ คอื เต็มความประสงคในโลกนี้ ความอยากซงึ่ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดน้ิ รนของภกิ ษนุ ั่น พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 83
84 แลไมม ี ภิกษุนั้นแลรสู วนขา งปลายท้ังสองดวยปญ ญาแลว ไมตดิ อยใู นสวนทา มกลาง เรากลา ววาภกิ ษนุ น้ั แลเปนมหาบุรษุ ภิกษนุ ัน้ แลลวงความอยากอันผูกใจสัตวไวใ นโลกน้ี ดจุ ดายเปนเคร่อื งเยบ็ ผาใหตดิ กันไปได ครัน้ พระศาสดาทรงแกป ญหาท่ตี สิ สเมตเตยยมาณพทลู ถามอยา งนแี้ ลว ปณุ ณกมาณพ ทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๓ วา บดั นมี้ ีปญหามาถึงพระองคผูหาความหวาดหวนั่ มไิ ด รูเหตุที่เปนรากเหงาของสิ่งทัง้ ปวง ขา พเจาขอทูลถาม หมมู นษุ ยใ นโลกน้ี คือ ษี กษตั รยิ พราหมณเปน อนั มาก อาศัยอะไรจึงบชู า ยัญบวงสรวงเทวดา ขอพระองคจงตรสั บอกความขอน้นั แกข า พเจา พระศาสดาทรงพยากรณว า หมมู นุษยเหลานน้ั อยากไดของท่ีตนปรารถนา อาศยั ของที่ชรา ทรดุ โทรม จึงบูชายญั บวงสรวงเทวดา ป. หมูมนุษยเหลานั้น ถาไมประมาทในยัญของตน จะขามพนชาติชราไดบางหรือไม. พ. หมมู นุษยเ หลาน้นั มุงลาภที่ตนหวัง จงึ พดู สรรเสรญิ การบชู ายญั รำพันสิ่งที่ตัวใครด งั นั้น กเ็ พราะอาศัยลาภ เรากลาววาผูบชู ายัญเหลา นนั้ ยังเปนคนกำหนดั ยนิ ดีในภพ ไมข า มพนชาติชราไปได ป. ถาผูบูชายัญเหลา นั้น ขา มพน ชาตชิ รา เพราะยญั ของตนไมได เม่ือเปนเชนนี้ ใครเลา ในเทวโลกหรอื ในมนุษยโลก ขามพนชาติชรานัน้ ไดแลว พ. ความอยากซ่งึ เปน เหตทุ ะเยอทะยานดน้ิ รน ในโลกไหน ๆ ของผูใ ดไมม ี เพราะไดพจิ ารณา เหน็ ธรรมทีย่ งิ่ และหยอ นในโลก เรากลาววาผนู นั้ ซ่งึ สงบระงบั ไดไมมีทจุ ริตความประพฤติชวั่ อันจะทำใหม ัว หมองดจุ ควนั ไฟอนั จับเปนเขมา ไมมีกเิ ลสอันจะกระทบจติ หาความอยากทะเยอทะยานมไิ ด ขามพน ชาติ ชราไปไดแ ลว ครนั้ พระศาสดาทรงแกปญ หา ทีป่ ณุ ณกมาณพทูลถามอยางน้แี ลว เมตตคมู าณพทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๔ วา ขาพเจาขอทูลถาม ขอพระองคจ งตรัสบอกขอ ความทจ่ี ะทูลถามนัน้ แกขา พเจา ขาพเจาทราบวา พระองคถ ึงท่ีสุดจบไตรเพท มจี ิตอันไดอ บรมดีแลว ทกุ ขในโลกหลายประการ ไมใ ชแ ต อยางเดยี วนี้ มมี าแลว แตอ ะไร พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นถามเราถึงเหตุเปน แดนเกิดแหง ทุกข เราจกั บอกแกท า นตามรู เห็น ทุกขในโลกน้มี อี ุปธิคือกรรมและกิเลสเปน เหตุ ลวนเกดิ มากอ นแตอปุ ธิ ผูใดเปนคนเขลาไมร ูแลว กระทำอุปธนิ ัน้ ใหเกดิ ข้นึ ผูน ้ันยอ มถงึ ทกุ ขเ นอื ง ๆ เหตนุ ัน้ เม่อื รเู หน็ วาอปุ ธเิ ปนแดนเกดิ แหงทกุ ข อยา กระทำใหเกดิ มี ม. ขาพเจาทลู ถามขอ ใด กท็ รงแกข อ นน้ั ประทานแกขา พเจาแลว ขา พเจา ขอทลู ถามขออ่นื อกี ขอเชิญพระองคท รงแก อยางไรผูมปี ญญาจงึ ขามพนหวงทะเลใหญ คอื ชาติชราและโศกพิไรรำพนั เสีย ได ขอพระองคจงทรงแกข อนนั้ ประทานแกขา พเจา เพราะวาธรรมนัน้ พระองคคงทรงทราบแลว พ. เราจักแสดงธรรมทีจ่ ะพึงเหน็ แจงดว ยตนเอง ในอัตภาพน้ี ไมตอ งพิศวงตามคำของผูอนื่ คอื อยางน้ี ๆ ที่บุคคลไดทราบแลว จะเปนผมู ีสติ ดำเนินขามความอยากอันใหต ดิ อยูในโลกเสียไดแ กทา น ม. ขาพเจายินดีธรรม ท่ีสงู สุดนั้นเปนอยางยิง่ พ. ทานรอู ยางใดอยางหนึ่ง ในสวนเบ้ืองบน (คอื อนาคต) ในสวนเบื้องต่ำ (คืออดตี ) ในสวน ทามกลาง (คือปจ จบุ ัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลนิ ความยึดมน่ั ในสว นเหลา นน้ั เสยี วญิ ญาณของทานจะ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 84
85 ไมต้งั อยูใ นภพ ภิกษผุ มู ธี รรมเปนเครื่องอยูอยา งนี้ มีสติไมเลินเลอ ไดท ราบแลว ละความถือม่ันวาของเรา เสยี ไดแลว จะละทุกขค อื ชาติชราและโศกพิไรรำพันในโลกนไี้ ด ม. ขาพเจาชอบใจพระวาจาของพระองคเปนอยา งยิ่ง ธรรมอันไมม ีอปุ ธิ พระองคทรงแสดง ชอบแลว พระองคค งละทกุ ขไดแนแลว เพราะวา พระองคไ ดท รงทราบธรรมนีแ้ ลว แมท า นผรู ูท่ีพระองค ทรงสัง่ สอนอยูเปนนติ ย ไมหยุดหยอน คงละทกุ ขน ั้นไดด วยเปน แนเ หตุน้ัน ขา พเจาจงึ ไดมาถวายบงั คม พระองค ดว ยต้ังใจจะใหทรงสั่งสอนขาพเจาเปนนติ ย ไมหยุดหยอ นเหมือนอยางนน้ั บา ง พ. ทานรวู าผใู ดเปนพราหมณถ ึงท่ีสุดจบไตรเพท ไมม ีกเิ ลสเครอื่ งกังวล ไมตดิ ของอยูในกามภพ ผูนัน้ แลขา มลว งเหตุแหงทุกข ดุจหว งทะเลอนั ใหญน ี้ไดแ นแ ลว ครน้ั ขา มถงึ ฝง แลวเปนคนไมมกี เิ ลสอนั ตรึง จิต สิ้นความสงสัย ผนู น้ั คร้นั รูแลว ถึงที่สุดจบไตรเพทในศาสนานี้ ละธรรมทเ่ี ปนเหตุตดิ ขอ งอยใู นภพนอ ย ภพใหญเสียไดแลว เปน คนมีความอยากสิ้นแลว ไมมกี เิ ลสอันจะกระทบจติ หาความอยากทะเยอทะยาน มไิ ด เรากลาววาผูนน้ั แลขา มพน ชาติชราไดแลว คร้ันพระศาสดาทรงแกป ญหา ทเี่ มตตคมู าณพทลู ถามฉะนแ้ี ลว โธตกมาณพทลู ถามปญหาเปน คำรบ ๕ วา ขาพเจาทูลถามพระองค ขอจงตรัส บอกแกขา พเจา ขาพเจา อยากจะฟงพระวาจาของพระองค ขาพเจาไดฟ งพระสรุ เสียงของ พระองคแลว จะศกึ ษาขอ ปฏิบัติซ่ึงเปนเครื่องดับกิเลสของตน พระศาสดาทรงพยากรณวา ถาอยา งนั้น ทานจงเปน คนมปี ญญา มีสติ ทำความเพยี รในศาสนานเ้ี ถดิ ธ. ขา พเจาไดเห็นพระองคผเู ปนพราหมณ หากังวลมไิ ด เที่ยวอยใู นเทวโลกและมนุษยโลก เหตุน้ันขาพเจาขอถวายบงั คมพระองค ขอพระองคท รงเปลอ้ื งขา พเจาเสียจากความสงสยั เถิด พ. เราเปล้อื งใคร ๆ ในโลก ผยู งั มคี วามสงสัยอยูไมไ ด เมอื่ ทา นรธู รรมอนั ประเสรฐิ กจ็ ะขา ม หว งทะเลใหญ คือ กเิ ลสอันนเ้ี สยี ไดเอง ธ. ขอพระองคจ งทรงพระกรณุ า แสดงธรรมอันสงดั จากกิเลสท่ีขาพเจา ควรจะรู สงั่ สอน ขาพเจา ใหเ ปนคนโปรง ไมขดั ของดจุ อากาศ สงบระงบั กิเลสเสียได ไมอ าศยั สงิ่ หนึ่งส่ิงใดเทย่ี วอยูใ นโลกน้ี พ. เราจะบอกอบุ ายเคร่อื งสงบระงับกิเลส ซึ่งจะเหน็ เองไมต อ งเชื่อตามต่ืนขา ว ท่ีบคุ คลได ทราบแลว จะมีสตขิ า มความอยากทต่ี รงึ ใจไวในโลกเสยี ไดแ กทา น ธ. ขาพเจาชอบใจอบุ ายเคร่ืองสงบระงับกเิ ลสอันสูงสดุ นนั้ เปน อยางยง่ิ พ. ถาทา นรูวาความทะยานอยากทงั้ เบ้อื งบน เบ้อื งต่ำ ทามกลางเปนเหตใุ หติดของอยูในโลก ทา นอยาทำความทะยานอยาก เพอ่ื จะเกดิ ในภพนอ ยใหญ คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ท่ีโธตกมาณพทูลถามอยางนีแ้ ลว อปุ สวี มาณพทลู ถามปญหาคำ รบ ๖ วา ลำพงั ขาพเจาผเู ดียวไมไดอ าศยั อะไรแลว ไมอาจขามหวงทะเลใหญ คือกเิ ลสได ขอ พระองคต รัสบอกอารมณท ี่หนวงเหนยี่ ว ซงึ่ ขาพเจาจะควรอาศยั ขามหวงนแ้ี กข า พเจาเถิด พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 85
86 พระศาสดาทรงพยากรณว า ทานจงเปน ผูมีสตเิ พง อากิญจัญญายตนฌาน อาศยั อารมณวาไมมี ๆ ดังน้ี ขามหวงเสียเถดิ ทานจงละกามทั้งหลายเสยี เปนคนเวน จากความสงสัย เหน็ ธรรมท่สี ิ้นไปแหง ความทะเยอทะยานอยากใหป รากฏชัด ทง้ั กลางคนื กลางวนั เถดิ อุ. ผูใดปราศจากความกำหนดั ในกามทัง้ หลายท้งั ปวงแลว ลว งฌานอน่ื ไดแ ลว อาศยั อา กิญจญั ญายตนฌาน (คอื ความเพงใจวา “ ไมม ีอะไร” เปนอารมณ) นอมใจแลวในอากญิ จัญญายตนฌาน ซึ่งเปน ธรรมทเี่ ปลอื้ งสัญญาอยางประเสรฐิ สุด ผูนนั้ จะต้ังอยใู นอากญิ จัญญายตนฌานนน้ั ไมม เี สื่อมบา งหรอื พ. ผูนั้นจะตั้งอยใู นอากญิ จัญญายตนฌานนน้ั ไมมีเส่ือม. อุ. ถา ผนู ้นั จะตง้ั อยูในอากญิ จญั ญายตนฌานนนั้ ไมมีเส่อื มสน้ิ ไปเปน อนั มาก เขาจะเปนคน ย่ังยนื อยใู นอากญิ จญั ญายตนฌานน้นั หรือจะดับขันธปรินพิ พาน วญิ ญาณของคนเชนน้ันจะเปน ฉันใด พ. เปลวไฟอนั กำลังลมเปาแลวดับไป ไมถึงความนบั วา ไดไปแลวในทศิ ไหน ฉนั ใด ทานผรู พู น ไปแลวจากกองนามรูป ยอมดับไมม ีเช้ือเหลอื (คือดับพรอมทง้ั กเิ ลสทง้ั ขนั ธ) ไมถงึ ความนับวา ไปเกิดเปน อะไร ฉนั น้นั อ.ุ ทา นผูน้ันดบั ไปแลว หรือวาเปนแตไ มมีตัว หรอื จะเปนผตู ั้งอยูยงั่ ยืน หาอันตรายมไิ ด ขอ พระองคทรงพยากรณความขอนน้ั แกขาพเจา เพราะวาธรรมนน้ั พระองคไดท รงทราบแลว พ. ประมาณแหงเบญจขนั ธข องผูท ี่ดับปรินิพพานแลวมิไดม กี เิ สส ซ่ึงเปนเหตุกลาวผนู ้นั วา ไปเกดิ เปนอะไรของผนู ัน้ กม็ ไิ ดม ี, เมอื่ ธรรมท้งั หลาย (มขี ันธเปน ตน ) อนั ผูน ัน้ ขจัดไดหมดแลว ก็ตัดทางแหง ถอ ยคำทจ่ี ะพูดถึงผูนั้นวาเปน อะไรเสียทั้งหมด ครัน้ พระศาสดาทรงแกปญหา ทอ่ี ปุ สีวมาณพทลู ถามอยางน้ีแลว นนั ทมาณพทูลถามปญ หา เปนที่ ๗ วา ชนท้ังหลายกลาววา มนุ มี ีอยใู นโลกนี้ ขอนเี้ ปนอยางไร เขาเรียกคนถงึ พรอมดว ยญาณ หรอื ถงึ พรอมดวยการเลย้ี งชีวิต วาเปนมนุ ี พระศาสดาทรงพยากรณวา ผฉู ลาดในโลกนี้ ไมก ลา วคนวา เปนมุนี ดวยความเหน็ ดวยความ สดับ หรอื ดวยความรู เรากลาววาคนใด ทำตนใหปราศจากกองกิเลส เปน คนหากเิ ลสมิได ไมมีความหวัง ทะยานอยากเทยี่ วอยู คนผูน ัน้ แลช่ือวามุนี น. สมณพราหมณเ หลาใดเหลา หนึง่ กลา วความบริสทุ ธ์ิดว ยความเห็น ดวยความฟง ดว ยศีล และพรต และดว ยวธิ ีเปน อันมาก สมณพราหมณเหลา น้นั ประพฤตใิ นวิธเี หลา นั้น ตามท่ีตนเหน็ วาเปน เครื่องบรสิ ทุ ธ์ิ ขามพนชาติชราไดแ ลว บางหรือหาไม ขาพเจา ทูลถาม ขอพระองคต รัสบอกความขอ นั้นแก ขาพเจาเถดิ . พ. สมณพราหมณเ หลา น้ัน แมถ ึงประพฤติอยา งนั้น เรากลาววา พน ชาตชิ ราไมไ ดแ ลว น. ถาพระองคตรัสวา สมณพราหมณเหลานั้นขามหว งไมไดแลว เม่ือเปนเชน นน้ั ใครเลาในเท วโลกหรอื ในมนษุ ยโลก ขา มพนชาตชิ ราไดแลว พ. เราไมกลาววา สมณพราหมณ อันชาติชราครอบงำแลวหมดทุกคน แตเรากลาววา สมณพราหมณเหลาใดในโลกน้ลี ะอารมณท ต่ี น ไดเห็น ไดฟง พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 86
87 ไดรู และศลี พรตกบั วธิ เี ปน อนั มากเสยี ทั้งหมด กำหนดรูตณั หาวา เปน โทษควรละแลว เปน ผูห าอาสวะมไิ ด สมณพราหมณเหลานนั้ แล ขามหวงไดแ ลว น. ขาพเจา ชอบใจพระวาจาของพระองคเปนอยางยงิ่ พระองคทรงแสดงธรรมอันไมม อี ุปธิ (กิเลส) ชอบแลว แมขาพเจากเ็ รียกสมณพราหมณเหลาน้นั วา ผขู า มหวงไดแ ลว เหมอื นพระองคต รัส ครั้นพระศาสดาทรงแกปญ หา ท่นี ันทมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว เหมกมาณพทูลถามปญ หาเปน ท่ี ๘ วา ในปางกอ นแตศ าสนาของพระองค อาจารยท ัง้ หลายไดย นื ยนั วา อยางน้นั ไดเคยมมี าแลว อยาง นีจ้ กั มีตอ ไปขางหนา คำนล้ี วนเปนแตว าอยา งนแ้ี ล ๆ สำหรบั แตจะทำความตรกึ ฟุงใหมากขึน้ ขา พเจาไม พอใจในคำนัน้ เลย ขอพระองคตรสั บอกธรรมเปน เหตุถอนตณั หา ท่ีขาพเจาทราบแลวจะพึงเปน คนมีสตขิ าม ลว งตณั หาอนั ใหติดอยใู นโลก แกข าพเจาเถิด พระศาสดาทรงพยากรณวา ชนเหลา ใด ไดรวู า พระนพิ พาน เปน ทีบ่ รรเทาความกำหนัดพอใจ ในอารมณท ่ีรกั ซงึ่ ไดเหน็ แลว ไดฟ งแลว ไดด มแลว ไดช มิ แลว ไดถ ูกตองแลว และไดรูแ ลวดว ยใจ และ เปน ธรรมไมเ ปลย่ี นแปลง ดังน้ันแลว เปน คนมีสติ มีธรรมอันเหน็ แลว ดับกเิ ลสไดแลว ชนผสู งบระงบั กิเลสไดแ ลว นน้ั ขามลวงตณั หาอันใหตดิ อยูในโลกไดแลว ครั้นพระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่เหมกมาณพทูลถามอยา งน้แี ลว โมฆราชมาณพ ปรารภจะทูล ถามปญ หาอกี พระศาสดาตรัสหามใหรอกอน เหมอื นหนหลัง โตเทยยมาณพจงึ ทูลถามปญ หาเปนที่ ๙ วา กามทง้ั หลายไมต้งั อยูใ นผใู ด ตณั หาของผูใดไมมี และผูใ ดขามลวงความสงสัยเสยี ได ความพนของผู นน้ั เปน เชนไร พระศาสดาทรงพยากรณวา ความพน ของผูน้ัน ทจ่ี ะเปน อยางอื่นอกี มิไดม ี (อธบิ ายวา ผูน้ันพน จากกาม จากตัณหา จากความสงสัยแลว กามก็ดี ตัณหากด็ ี ความสงสัยก็ดี จะกลับเกิดขนึ้ ผูน ้นั จะตอง เพยี รพยายามเพอื่ จะทำตนใหพ นไปอีกหามไี ม ความพน ของผนู ้นั เปนอันคงท่ีไมแปรผนั เปนอยางอื่น) ต. ผนู ั้นเปน คนมีความหวงั ทะเยอทะยานหรือไมม ี เปน คนมีปญ ญาแท หรือเปน แตก อตัณหา และทิฏฐใิ หเ กิดขึ้นดวยปญญา ขา พเจา จะรูจกั ทานผมู ุนีน้ันไดอ ยา งไร ขอพระองคต รสั บอกแกข า พเจาเถดิ พ. ผูนน้ั เปน คนไมม ีความหวงั ทะเยอทะยาน จะเปนคนมีความหวังทะเยอทะยานกห็ าไม เปน คนมีปญญาแท จะเปนแตคนกอตณั หาและทิฏฐิใหเกิดดวยปญ ญากห็ าไม ทา นจงรจู กั มุนวี า คนไมม ีกังวล ไมตดิ อยูใ นกามภพ อยา งนี้เถดิ ครน้ั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่โตเทยยมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว กัปปมาณพทูลถามปญหา เปนที่ ๑๐ วา ขอพระองคต รัสบอกธรรมซึง่ จะเปน ท่พี ง่ึ พำนักของชนอันชราและมรณะมาถึงรอบขาง ดจุ เกาะอันเปนที่พำนักอาศัยของชนผูต ั้งอยใู นทามกลางสาคร เมอื่ คล่นื ใหญท ่นี า กลัวเกดิ ขึ้นแกขา พเจา อยาใหทุกขน้ีมไี ดอ ีก พระศาสดาทรงพยากรณว า เรากลาววา นิพพานอันไมม กี เิ ลสเครื่องกังวลไมมีตัณหาเครอื่ งถือมั่น เปน ที่ส้นิ แหงชราและมรณะน้แี ล เปนดจุ เกาะ หาใชธรรมอื่นไม ชนเหลาใดรนู พิ พานน้นั แลว เปนคนมีสติ มีธรรมอันเหน็ แลว ดบั กเิ ลสไดแลว ชนเหลา นัน้ ไมตอ งตกอยูในอำนาจของมาร ไมตอ งเดนิ ไปในทางของ มารเลย พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 87
88 คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ที่กัปปมาณพทลู ถามอยา งนแ้ี ลว ชตกุ ณั ณมี าณพทลู ถามปญหาที่ ๑๑ วา ขา พเจาไดท ราบวา พระองคไ มใชผูใครกาม ขามหว งกิเลสเสียไดแ ลว จงึ มาเฝา เพอื่ ทูลถาม พระองคผ ูหากเิ ลสกามมิได ขอพระผูม พี ระภาคเจาผูม ีพระปญ ญาดจุ ดวงตาเกิดพรอมกบั ตรัสรู จงแสดง ธรรมอนั ระงบั แกข า พเจาโดยถองแท เหตุวา พระองคทรงผจญกเิ ลสกามใหแ หงหายได ดจุ พระอาทิตยอนั สอ งแผนดนิ ใหแ หงดวยรัศมี ขอพระองคผมู ีพระปญ ญากวา งใหญร าวกบั แผนดนิ ตรัสบอกธรรมเปน เครอื่ ง ละชาติชราในอตั ภาพนที้ ีข่ า พเจา ควรจะทราบ แกข า พเจาผูมปี ญญานอ ยเถิด พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นจงนำความกำหนัดในกามเสยี ใหส ิน้ เห็นความออกไปจากกาม โดยเปน ความเกษมเถดิ กเิ ลสเครอ่ื งกังวลท่ีทา นยึดไวด วยตัณหาและทฏิ ฐซิ ่งึ ควรจะสละเสีย อยา เสยี ดแทง ใจของทานได กังวลใดไดมีแลว ในปางกอน ทา นจงใหก ังวลน้นั เหอื ดแหง เสีย กงั วลในภายหลงั อยาใหมีแก ทาน ถาทา นจักไมถือเอากังวลในทา มกลาง ทานจกั เปน คนสงบระงับกังวลไดเ ท่ยี วอยู อาสวะ (กเิ ลส) ซึง่ เปน เหตถุ งึ อำนาจมัจจุราชของชนผปู ราศจากความกำหนัดในนามรูป โดยอาการท้ังปวง มไิ ดม ี ครนั้ พระศาสดาทรงแกปญหา ทช่ี ตกุ ัณณีมาณพทลู ถามอยา งนี้แลว ภทั ราวธุ มาณพทลู ถาม ปญหาเปนที่ ๑๒ วา ขาพเจา ทูลขออาราธนาพระองค ผูทรงละอาลยั ตัดตัณหาเสยี ได ไมห วั่นไหว (เพราะโลกธรรม) ละความเพลดิ เพลนิ เสียได ขา มหวงกิเลสพน ไปไดแ ลว ละธรรมเปนเครอ่ื งใหด ำริ (ไป ตา ง ๆ) คอื ตณั หาและทิฏฐิไดแลว มีพระปรชี าญาณอันดี ชนท่ีอยชู นบทตาง ๆ อยากจะฟง พระวาจาของ พระองค มาพรอ มกนั แลวจากชนบทนัน้ ๆ ไดฟ งพระวาจาของพระองคแ ลว จักกลับไปจากทีน่ ี่ ขอพระองค จงทรงแกปญหาเพ่ือชนเหลาน้นั เพราะวาธรรมน้นั พระองคไ ดท ราบแลว พระศาสดาทรงพยากรณวา หมูช นน้ันควรจะนำตัณหาที่เปน เหตถุ อื มั่นในสวนเบอื้ งบนเบือ้ งต่ำ เบื้องขวาง คอื ทามกลางทงั้ หมดใหสนิ้ เชิง เพราะเขาถอื ม่ันส่งิ ใด ๆ ในโลก มารยอ มติดตามเขาไดโ ดยสิ่ง น้นั ๆ เหตุนน้ั เม่ือภิกษรุ ูอ ยู เหน็ หมูสตั วผตู ิดอยใู นวัฏฏะเปน ทต่ี ้งั แหง มารนว้ี า ติดอยเู พราะความถอื ม่นั ดงั น้ี พึงเปนคนมสี ติไมถ อื ม่นั กังวลในโลกท้ังปวง คร้ันพระศาสดาทรงแกป ญหา ทภ่ี ัทราวธุ มาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว อุทยมาณพทูลถามปญหา เปน ที่ ๑๓ วา ขา พเจามคี วามประสงคจะทูลถามปญ หา จึงมาเฝา พระองคผูทรงนง่ั บำเพญ็ ฌาน มพี ระ สันดานปราศจากกเิ ลสธุลี หาอาสวะมไิ ด ไดทรงทำกิจทจ่ี ำจะตอ งทำเสร็จแลวบรรลุถงึ ฝง แหง ธรรมทัง้ ปวง ขอพระองคจงทรงแสดงธรรมเปนเครอ่ื งพน (จากกเิ ลส) ทค่ี วรรูทั่วถงึ ซ่งึ เปนเครอื่ งทำลายอวชิ ชา ความ เขลาไมรแู จงเสีย พระศาสดาทรงพยากรณว า เรากลา วธรรมเปนเครอื่ งละความพอใจในกามและโทมนัสเสียทั้ง สองอยา ง เปนเคร่ืองบรรเทาความงวงเปน เครือ่ งหามความรำคาญ มีอเุ บกขากับสติเปน ธรรมบรสิ ทุ ธิ์ มี ความตรึกกอปรดวยธรรมเปนเบ้อื งหนา วาเปนธรรมเครือ่ งพน (จากกเิ ลส) ทีค่ วรรูท่วั ถึง ซ่งึ เปนเครอื่ ง ทำลายอวิชชาความเขลาไมร ูแจงเสีย อุ. โลกมีอะไรผูกพันไว อะไรเปนเคร่ืองสัญจรของโลกนนั้ ทานกลาวกันวา นิพพาน ๆ ดังนัน้ เพราะละอะไรได พ. โลกมีความเพลิดเพลินผูกพันไว ความตรกึ เปนเคร่อื งสัญจรของโลกน้นั ทา นกลา วกันวา นิพพาน ๆ ดงั นี้ เพราะละตัณหาเสยี ได พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 88
89 อุ. เม่อื บคุ คลมสี ติระลกึ อยางไรอยู วิญญาณจึงจะดบั , ขาพเจาทง้ั หลายมาเฝาแลว เพอ่ื ทลู ถามพระองค ขอใหไดฟ งพระวาจาของพระองคเ ถิด พ. เมื่อบคุ คลไมเพลิดเพลนิ เวทนาท้งั ภายในภายนอก มสี ติระลกึ อยา งน้ี วิญญาณจึงจะดับ คร้นั พระศาสดาทรงแกป ญ หาท่ีอทุ ยมาณพทลู ถามอยางน้แี ลว โปสาลมาณพทลู ถามปญหาเปน ที่ ๑๔ วา ขาพเจามคี วามประสงคจ ะทลู ถามปญ หา จึงไดม าเฝาพระองค ผทู รงสำแดงพระปรชี าญาณในกาล เปนอดตี ไมท รงหว่ันไหว (เหตสุ ขุ ทกุ ข) มีความสงสัยอนั ตดั เสียไดแ ลว บรรลถุ ึงฝงแหงธรรมทง้ั ปวง ขา พเจา ขอทูลถามถึงญาณของบคุ คล ผมู คี วามกำหนดหมายในรูปแจงชดั (คอื บรรลอุ รปู ฌานท่เี รยี กวาอา กญิ จญั ญายตนะ) บคุ คลเชน นั้นจะควรแนะนำส่งั สอนใหท ำอยางไรตอ ไป พระศาสดาทรงพยากรณวา พระตถาคตเจาทราบภูมิเปนท่ตี ง้ั แหง วิญญาณทงั้ หมด จงึ ทรงทราบ บคุ คลผูเชน นน้ั แมย งั ต้งั อยูในโลกนว้ี า มอี ัธยาศยั นอ มไปใน อากญิ จญั ญายตนภพ มอี ากญิ จญั ญายตนภพ เปนทีไ่ ปในเบือ้ งหนา บุคคลเชนนัน้ รูว า กรรมเปน เหตใุ หเกดิ ในอากิญจัญญายตนภพ มีความเพลดิ เพลนิ ยินดี เปนเครอ่ื งประกอบดังน้ีแลว ลำดับนั้น ยอมพจิ ารณาเหน็ สหชาตธรรม ในอากิญจัญญายตนภพนน้ั (คอื ธรรมท่เี กิดพรอ มกันกับญานนน้ั ) แจงชดั โดยลกั ษณะ ๓ (คือไมเ ท่ียงเปนทุกขไ มใชตวั ) ขอน้ีเปน ญาณอัน ถองแทข องพราหมณเ ชนน้ัน ผมู พี รหมจรรยไ ดประพฤตจิ บแลว คร้นั พระศาสดาทรงแกปญ หา ที่โปสาลมาณพทลู ถามอยางนี้แลว โมฆราชมาณพกราบทูลวา ขา พเจาไดท ลู ถามปญหาถึง ๒ คร้ังแลว พระองคไมท รงแกป ระทานแกขา พเจา ขาพเจาไดย นิ วา ถาทลู ถามถึง ๓ คร้ังแลว พระองคทรงแก คร้ันวาอยางน้แี ลวทูลถามปญ หาเปนคำรบ ๑๕ วา โลกนี้กด็ ี โลก อ่นื กด็ ี พรหมโลกกับทัง้ เทวโลกก็ดี ยอ มไมทราบความเห็นของพระองค เหตุฉะนี้ จึงมปี ญ หามาถึง พระองคผ ูมีพระปรชี า เห็นลวงสามัญชนท้งั ปวงอยางน้ี ขาพเจาจะพิจารณาเหน็ โลกอยา งไร มจั จุราช (ความตาย) จึงจะไมแ ลเหน็ คือวา จกั ไมต ามทนั พระศาสดาทรงพยากรณวา ทา นจงเปนคนมสี ติ พิจารณาเห็นโลก โดยความเปนของวา งเปลา ถอนความตามเห็นวาตวั ของเราเสยี ทกุ เมือ่ เถิด ทา นจะขามลวงมจั จรุ าชเสยี ไดดวยอบุ ายอยางน้ี ครน้ั พระศาสดาทรงแกป ญ หา ท่ีโมฆราชมาณพทูลถามอยางนแ้ี ลว ปงคยิ มาณพทลู ถามปญ หา เปนคำรบ ๑๖ วา ขาพเจาเปนคนแกแ ลว ไมม กี ำลัง มผี วิ พรรณส้นิ ไปแลว ดวงตาของขา พเจาก็เห็นไม กระจาง หูก็ฟงไมส ะดวก ขอขา พเจา อยาเปน คนหลงฉิบหายเสียในระหวา งเลย ขอพระองคจ งตรสั บอก ธรรมท่ีขา พเจาควรรูเปน เครื่องละชาติชราในอตั ภาพน้ีเสีย พระศาสดาทรงพยากรณวา ทานเห็นวา ชนทั้งหลายผูป ระมาทแลว ยอมเดือดรอนเพราะรูป เปน เหตุ เพราะฉะน้นั ทา นจงเปน คนไมประมาท ละความพอใจในรูปเสีย จะไดไมเกิดอีก ป. ทศิ ใหญ ๔ ทิศนอ ย ๔ เปน ๑๐ ท้งั ทิศเบือ้ งบนเบื้องต่ำทพ่ี ระองคไมไดเ หน็ แลว ไมได ฟง แลว ไมไ ดท ราบแลว ไมไดร ูแ ลว แมนอยหนง่ึ มไิ ดมใี นโลก ขอพระองคจงตรัสบอกธรรมที่ขา พเจา ควรรู เปนเครอ่ื งละชาติชราในอัตภาพน้ีเสยี พ. เมอื่ ทานเหน็ หมมู นุษย อันตัณหาครอบงำแลว มีความเดอื ดรอนเกดิ แลว อนั ชราถึงรอบ ขา งแลว เหตุนั้น ทานจงเปน คนไมป ระมาทละตณั หาเสีย จะไดไมเกิดอกี พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 89
90 ในกาลเปน ทีส่ ดุ แหง ปญ หา ที่พระศาสดาทรงพยากรณแกตน ๆ มาณพ ๑๕ คน เวนไว แตปงคิยมาณพ สงใจไปตามธรรมเทศนา กม็ จี ิตพนจากอาสวะไมถ อื มน่ั ดวยอุปาทาน สว นปง คยิ ะเปน แต ไดญ าณเหน็ ในธรรม ไดยินวา ปงคยิ มาณพนน้ั คิดถงึ พราหมณพ าวรีผูเ ปน อาจารย ในระหวา งทีน่ ั่งฟงธรรม เทศนาวา ลุงของเราหาไดฟ งธรรมเทศนาท่ีไพเราะอยางนไี้ ม อาศัยโทษทฟ่ี ุงซานเพราะความรกั อาจารยนั้น จงึ ไมอ าจทำจติ ใหสนิ้ อาสวะได มาณพ ๑๖ คนกบั ท้ังบริวารนนั้ ทลู ขออุปสมบทพระศาสดาก็ทรงอนญุ าตให เปนภกิ ษุดว ยพระวาจาวา ทานทั้งหลายเปนภิกษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลาวดีแลว ทานทั้งหลายประพฤติ พรหมจรรยเ ถิด ดังน้ี ฝา ยพระปง คิยะทูลลาพระศาสดากลับไปแจง ขา วแกพ ราหมณพ าวรผี ูอาจารยแ ลว แสดงธรรมเทศนาแกปญ หา ๑๖ ขอ น้นั ใหฟ ง ภายหลงั ไดส ดับโอวาทท่พี ระศาสดาสั่งสอน จึงทำจติ ให พน จากอาสวะได สวนพราหมณพาวรีผูอ าจารย บรรลุธรรมาภสิ มัย แตเพยี งชัน้ เสขภูมิ ********* พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 90
91 บทนำ ชีวิตของมนุษยเ รม่ิ เดินทางออกไปจากความเกดิ เดนิ ไปตามเสนทางแหงกรรม มงุ หนา สู จุดหมายปลายทางคอื ความดับไดแกค วามตาย ตรงกับพระพุทธพจนว า สตั วโลกยอมเปน ไปตามกรรม กรรมนั้นมี ๒ อยา ง คือ ๑. กรรมดี เรียกวา กุศลกรรมหรอื บญุ ๒. กรรมชว่ั เรยี กวา อกุศลกรรม หรอื บาป กุศลกรรมและอกุศลกรรมทัง้ ๒ อยางนเี้ อง ทที่ ำใหม นุษยแตกตา งกนั โดยมฐี านะทสี่ งู หรือตำ่ ดีหรือช่ัว เปนตน ตามพระพทุ ธพจนว า กรรมยอมจำแนกสัตวใหเลวและประณตี แตกตา งกันไป กรรมดีนำผทู ำไปสสู คุ ติ คอื ไปสสู ถานท่ดี ี ตอจากน้ันก็ชวยคมุ ครองรักษาผนู น้ั ใหพ นจากภยั อนั ตรายและอปุ สรรคตา ง ๆ พรอมกับชวยผลกั ดนั วถิ ีชวี ิตของเขาใหมีความเจริญรงุ เรือง มคี วามกา วหนา และทำใหจ ิตใจมีความรมเย็นเปน สขุ แมในสภาพท่คี นอนื่ เขาอาจรูสกึ เปนทกุ ข สวนกรรมชว่ั นำผูทำไปสทู คุ ติ คือไปสสู ถานท่ชี ว่ั หรอื นำภัยอนั ตรายและอุปสรรคตา ง ๆ มาสู ชวี ิต ท้งั ทำใหจิตใจมคี วามเศรา หมอง เรารอ นและเปนทกุ ขแมในสภาพท่ีไมน าจะเปน ทุกข สำหรับผูท่ไี ด เกดิ มาเปน มนษุ ย เสน ทางแหงกรรมดี อนั จะนำไปสูส คุ ติ คือสถานะทีด่ ี เรยี กวา กศุ ลกรรมบถ มี ๑๐ อยาง คอื เวน จากการฆาสตั ว ลกั ทรัพย ประพฤตผิ ิดในกาม พดู เท็จ พดู สอ เสียด พดู คำหยาบ พดู เพอเจอ ๗ อยา งน้เี รียกวา สีลสมบัติ ความไมโลภอยากไดข องผูอ ื่น ความไมค ดิ รายทำลายใคร ๒ อยางน้เี รียกวา จิตตสมบัติ ความเหน็ ชอบตามทำนองคลองธรรม คอื ไมคดั คาน ไมลบลาง ไมทำลาย ส่งิ ที่สัตบรุ ุษมีองค สมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจา เปน ตนสอนไว เรียกวา ทฏิ ฐสิ มบตั ิ ผมู สี ีลสมบัติ จิตตสมบตั ิ และทฏิ ฐสิ มบตั ิ ยอมไดม นุษยสมบตั ิ สวรรคสมบตั ิ และนพิ พานสมบตั อิ ยา งแนน อน สวนเสนทางแหงกรรมชวั่ อนั จะนำไปสทู คุ ติ คอื สถานะท่ชี วั่ เรียกวาอกศุ ลกรรมบถ มี ๑๐ อยาง ตรงกนั ขา มกับกศุ ลกรรมบถ คอื การฆา สัตวลักทรพั ย ประพฤติผิดในกาม พดู เท็จ พูดสอ เสียด พดู คำหยาบ พูดเพอ เจอ ๗ อยา งน้ี เรียกวา สีลวิบตั ิ ความโลภอยากไดของผูอน่ื ความคดิ รายทำลาย ผูอืน่ ๒ อยา งนี้ เรียกวา จิตตวิบัติ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คอื การปฏเิ สธ การลบลา ง ทำลายสิง่ ท่ีสัตบุรษุ มอี งคสมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจา เปนตนสอนไว เรยี กวา ทิฏฐิวบิ ตั ิ บุคคลผู ประกอบดวยวบิ ตั ิ ๓ ประการนี้ ยอ มประสบกบั คติวบิ ตั ิ คอื ไปเปน สัตวด ริ จั ฉาน เปรต สัตวน รก และ อสรุ กาย หนงั สือเลม น้ี จะแสดงกรรมบถทงั้ ๒ อยา ง โดยแสดงอกุศลกรรมบถ ซง่ึ เปนสงิ่ ทต่ี องงดเวน กอ น แลวจึงแสดงกุศลกรรมบถ ซง่ึ เปน สง่ิ ท่ตี องประพฤติปฏบิ ตั สิ ำหรบั สาธชุ นท่วั ไป เปรยี บเหมอื นการ แตงกาย อนั ดบั แรกตอ งอาบนำ้ ชำระรางกายใหสะอาดเสียกอ น ตอจากนัน้ จงึ หาเสอื้ ผา เครือ่ งประดับท่ี สวยงามมาสวมใส จึงจะเกดิ ความงามทส่ี มบูรณ หวังวา หนังสอื เลมนค้ี งจะใหความรู ความเขา ใจ หลักธรรมคำสอนของพระพทุ ธศาสนา แลวนำไปสกู ารปฏิบัตธิ รรมตามสมควรแกชาติวุฒิ วัยวุฒิ และ คุณวฒุ ขิ องผศู ึกษาทไี่ ดมองเหน็ โทษและคณุ อยางถอ งแทแ ลว พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 91
92 กรรมบถ หลกั สูตรวชิ าวินัย ธรรมศกึ ษาช้ันเอก พระพทุ ธศาสนา เปน ศาสนาท่สี อนเรอื่ งกรรมวา สตั วทัง้ หลายลวนเปน ไปตามกรรม หมายความวา กรรมน้นั สามารถท่ีจะทำใหสตั วโ ดยเฉพาะมนุษยเ รากลายสภาพเปน อะไรกไ็ ด คือทำใหไ ปสู ทคุ ติ ไดแ ก ไปเกิดเปน สตั วดิรัจฉาน เปน เปรต เปนสตั วน รก เปน อสุรกายก็ได ทำใหไ ปสูส คุ ตคิ ือ ไปเกิด เปนมนษุ ย เทวดา พรหม จนถงึ เปนพระอรหนั ตกไ็ ด ดงั น้ัน เรอ่ื งของกรรมจึงเปนเรอื่ งทพ่ี ทุ ธศาสนิกชนจำเปนจะตองศกึ ษาใหม ีความรูความเขา ใจ เพอ่ื จะไดพฒั นาตนเองใหพน จากทคุ ติ และดำเนินไปสสู ุคตซิ ึง่ เปน สง่ิ ท่ที กุ คนตางปรารถนา กรรมทีจ่ ะ นำไปสูท คุ ตแิ ละสุคตนิ น้ั ทางพระพุทธศาสนาเรียกวา กรรมบถ โดยแบง เปน ๒ ประเภท คือ ท่ีนำไปสู ทคุ ติ เรียกวา กุศลกรรมบถ และที่นำไปสูสคุ ติ เรยี กวา กศุ ลกรรมบถ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ๑. ปาณาติบาต ทำชวี ติ สตั วใ หต กลว ง คือฆา สัตว ๒. อทนิ นาทาน ถือเอาส่งิ ของที่เจาของเขาไมไ ดให ดวยอาการแหงขโมย ๓. กาเมสุมจิ ฉาจาร ประพฤติผดิ ในกาม ท้งั ๓ นี้ จัดเปน กายกรรม เพราะเกิดขึ้นทางกายทวารโดยมาก ๔. มสุ าวาท พุดเท็จ ๕. ปสุณวาจา พดู สอเสียด ๖. ผรสุ วาจา พดู คำหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปะ พูดเพอ เจอ ท้ัง ๔ น้ี จัดเปน วจกี รรม เพราะเกดิ ขึ้นทางวจที วารโดยมาก ๘. อภิชฌา โลภอยากไดของเขา ๙. พยาบาท ปองรา ยเขา ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผดิ จากคลองธรรม ทง้ั ๓ น้ี จัดเปนมโนกรรม เพราะเกิดข้นึ ทางโนทวารโดยมาก อธิบายอกศุ ลกรรมบถ โดยอาการ ๕ ๑. โดยธรรม คอื โดยสภาวธรรม กรรมบถ ๗ คอื กายกรรม ๓ และวจีกรรม ๔ โดยสภาวธรรม ไดแ ก เจตนา อธิบายวา ตองมีเจตนาในการทำ การพูด จึงจะเปนกรรมบถได ถาไมม ีเจตนาไมเ ปนกรรมบถ สวนมโนกรรม ๓ มี อภชิ ฌาเปนตน เกิดรว มกับเจตนา จึงจะเปน มโนกรรมได มีแตเ ฉพาะอยางใดอยางหนึง่ ไมจัดเปน มโนกรรม ๒. โดยโกฏฐาสะ คือ โดยเปนสว นแหงธรรมตา ง ๆ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 92
93 อกุศลกรรมบถ ๘ คอื กายกรรม ๓ วจกี รรม ๔ มจิ ฉาทฏิ ฐิ ๑ เปนกรรมบถอยางเดียว ไม เปน มลู คอื รากเหงาแหงอกุศลเหลา อ่ืน สวนอภิชฌา ไดแ กโลภะ พยาบาท ไดแ กโทสะ ดังนนั้ ทัง้ ๒ อยางน้ี เปนท้ังอกุศลกรรมบถ เปน ทั้งมูลคือรากเหงาของอกศุ ลเหลาอืน่ ดวย ๓. โดยอารมณ คือ ส่งิ ทใี่ จเขาไปยึดแลว เปนเหตใุ หท ำกรรมน้ัน ๆ ปาณาติบาต มีสังขารคือชีวิตของสัตวเปนอารมณ หมายความวา การฆา สัตว เปนการทำลาย ชวี ติ ของผูอืน่ ถา ทำลายส่ิงไมม ีชีวติ กไ็ มจ ดั เปนการฆาสตั ว อทนิ นาทาน มสี ัตวหรอื สังขารเปน อารมณ หมายความวา สิ่งทถี่ ูกลกั ขโมยนน้ั อาจเปน มนุษย สัตว หรือสง่ิ ของก็ได กาเมสมุ จิ ฉาจาร มสี ังขารคือผสั สะเปนอารมณ หมายความวา กาเมสมุ ิจฉาจาร จะสำเร็จได ตอ งมกี ารสมั ผัสทางกาย มุสาวาท ปส ณุ วาจา และสมั ผัปปลาปะ มีสตั วหรือสังขารเปน อารมณ หมายความวา เรอ่ื ง ทพ่ี ูดเทจ็ พดู สอเสยี ด และพูดเพอเจอ นัน้ อาจเปน เร่ืองของคนสัตว หรอื เหตกุ ารณต า ง ๆ ก็ได ผรสุ วาจา มีสัตวเ ปน อารมณ หมายความวา การพดู คำหยาบนนั้ ตอ งพูดกับผทู ี่เขาใจ ความหมายเทาน้ัน จึงจัดเปน กรรมบถ ถาพดู กับผทู ่ีไมเขา ใจ ไมจดั เปนกรรมบถ อภิชฌา มีสตั วและสังขารเปน อารมณ หมายความวา สิ่งที่โลภอยากไดน ัน้ เปน มนุษย สัตว หรอื สง่ิ ของก็ได พยาบาท มีสตั วเ ปนอารมณ หมายความวา การปองรายทีจ่ ดั เปนพยาบาทนัน้ ตองปองรา ย มนุษย หรอื สัตวท ง้ั หลายเทา นั้น มจิ ฉาทฏิ ฐิ มีสงั ขารคือธรรมอันเปน ไปในภูมิ ๓ เปนอารมณ ไดแ ก กามาวจรภูมิ รูปาวจรภมู ิ และอรูปาวจรภูมิ หมายความวา ความเห็นท่ีจัดเปนมิจฉาทฏิ ฐนิ ้ัน ตอ งเห็นผิดไปจากความเปนจรงิ เชน โลกอื่นไมม ี บาปไมมี บญุ ไมม ี เหน็ สิง่ ที่ไมเทยี่ ง วา เปน ของเทย่ี ง เปนตน ๔. โดยเวทนา คอื เวทนา ๓ อยาง ไดแก สขุ เวทนา ๑ ทกุ ขเวทนา ๑ อุเบกขาเวทนา ๑ ปาณาติบาต มที กุ ขเวทนาอยางเดยี ว หมายความวา ในขณะฆาสัตว จิตใจของผกู ระทำ ยอ มประกอบดว ยความโกรธ อทนิ นาทาน มีเวทนา ๓ หมายความวา ในขณะลักทรัพย จิตใจของผลู ักขโมย อาจจะมี ความสขุ ความทกุ ข หรอื รูส ึกเฉย ๆ ก็ได กาเมสมุ จิ ฉาจาร มเี วทนา ๒ คือ สขุ เวทนากับอเุ บกขาเวทนา หมายความวา จิตใจของผู กำลังประพฤติผดิ ในกามนั้น มีแตค วามสุข หรือรูสึกเฉย ๆ เทานัน้ มุสาวาท ปสุณวาจา และสมั ผัปปลาปะ มีเวทนา ๓ หมายความวา ในขณะท่ีพูดเท็จ พูด สอ เสียด หรือพดู เพอ เจอ นัน้ จิตใจของผพู ูด อาจมีความรูสกึ ดใี จเสียใจ หรือเฉย ๆ กไ็ ด ผรุสวาจา มีทุกขเวทนาอยา งเดียว หมายความวา คำพูดท่จี ะจดั วา หยาบคายนั้น ผพู ดู ตอง พูดดวยจติ ท่ีโกรธ หากพูดดว ยจิตเมตตาปรารถนาดี ไมจดั เปน ผรสุ วาจา พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 93
94 อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ มเี วทนา ๒ คือ สุขเวทนากบั อุเบกขาเวทนา หมายความวา ในขณะที่ โลภอยากไดข องผอู นื่ หรือมคี วามเหน็ ผดิ น้ัน จิตใจของผูนัน้ จะมแี ตความสุข หรอื รูสกึ เฉย ๆ ไมรสู กึ โกรธหรอื เสยี ใจเลย พยาบาท มีทุกขเวทนาอยา งเดยี ว หมายความวา ในขณะทป่ี องรา ยผอู น่ื นน้ั จิตใจของผูป อง ราย ยอ มมแี ตความโกรธอยา งเดียว ๕. โดยมูล คือ อกุศลมูล ๓ ไดแก โลภมลู ๑ โทสมูล ๑ โมหมลู ๑ ปาณาติบาต มมี ลู ๒ คอื โทสมูล โมหมลู ทนิ นาทาน มมี ูล ๒ คอื โทสมลู โมหมลู หรอื โลภมูล โมหมลู กาเมสมุ ิจฉาจาร มมี ูล ๒ คือ โลภมูล โมหมูล มสุ าวาท ปสุณวาจา และสมั ผัปปลาปะ มมี ูล ๒ คือ โทสมูล โมหมูล หรือ โลภมูล โม หมูล ผรุสวาจา มมี ูล ๒ คือ โทสมลู โมหมลู อภชิ ฌา พยาบาท มมี ลู ๑ คอื โมหมูล มิจฉาทฏิ ฐิ มมี ูล ๒ คือ โลภมูล โมหมูล ปาณาตบิ าต คำวา ปาณะ ในคำวา ปาณาติบาต โดยสมมติสัจจะ ไดแก สัตว โดยปรมัตถสจั จะ ไดแ ก ชวี ิตนิ ทรยี ๒ อยา ง คือ รปู ชวี ิตนิ ทรีย ธรรมชาตทิ ่เี ปนใหญในการทำใหร ูปมีชีวติ อยูได และอรูป ชีวิตนิ ทรยี ธรรมชาตทิ ีเ่ ปน ใหญในการทำใหนามธรรม ไดแก เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มี ชีวิตอยูไ ด ชวี ิตินทรยี ท้ังสองน้ี มคี วามสมั พันธเ กีย่ วเนอ่ื งกนั เมื่ออยา งหน่ึงถูกทำลาย อกี อยางหน่ึงกถ็ ูก ทำลายไปดว ย เจตนาฆา ของบุคคลผูรูอยวู า สตั วนน้ั มีชวี ิต อนั เปน ไปทางกายหรอื ทางวาจา เปนเหตุใหเกิด ความพยายามในการเขาไปตดั อนิ ทรยี ค อื ชวี ิตทง้ั ๒ นั้น ชอ่ื วา ปาณาติบาต ปาณาติบาต จะสำเร็จเปน กรรมบถได ตองประกอบดวยองค ๕ คอื ๑. สตั วมีชวี ิต ๒. รวู าสตั วมีชวี ิต ๓. จติ คดิ จะฆา ๔. พยายามเพอ่ื จะฆา ๕. สตั วตายดวยความพยายามนัน้ ปาณาตบิ าตนั้น มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. สตั วใหญ ๒. สัตวน น้ั มคี ณุ ๓. ความพยายามของผูฆามีมาก พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 94
95 ๔. กเิ ลสของผฆู ารนุ แรง ปาณาติบาตท่ีตรงกันขาม ช่อื วามีโทษนอ ย โทษของปาณาตบิ าต โทษของปาณาติบาต องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ทรงแสดงไวในทุจริตวิปากสตู ร อัง คตุ ตรนิกายวา ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ปาณาติบาต อันบุคคลสอ งเสพ (ทำ) เจรญิ (ทำดวยวธิ ีการตา ง ๆ) ทำใหม าก (ทำบอย ๆ ทำเปนประจำ) ยอมทำใหไปเกดิ ในนรก ในกำเนิดแหง สัตวดิรัจฉาน ในแดนแหง เปรต ผลรายแหงปาณาตบิ าต อยา งเบาท่สี ุด ยอ มทำใหเปน ผูมอี ายสุ ัน้ แกผูท่ไี ดเ กิดมาเปนมนุษย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผูทำปาณาตบิ าตบางคนแมจะไมตกนรก เกิดเปนสตั วด ิรจั ฉาน หรอื เกดิ ในแดนแหง เปรตกต็ าม อนั กศุ ลกรรมบางอยางท่ีไดท ำเอาไวส งผลใหไ ดม าเกิดเปนมนษุ ย ก็จะเปน ผู มีอายุสน้ั บางคนพอถือปฏิสนธใิ นครรภม ารดา ไมท นั จะไดลมื ตาดูโลก กต็ ายเสียกอ น หรอื บางคนคลอด จากครรภมารดามาแลว อยไู ดไ มน านก็เสียชีวิต ผไู ดร บั ผลรา ยจากการทำปาณาตบิ าตดวยจิตใจทอ่ี ำมหติ พงึ เห็นนายโคฆาต ชื่อนันทะ เปน อทุ าหรณ เลากนั มาวา ในครง้ั พทุ ธกาล ในพระนครสาวตั ถี มีชายคนหนง่ึ ช่ือนันทะ มีอาชพี ฆาโคเอาเน้อื ขายเลีย้ งชพี ตลอด ๕๕ ปท่ีเขาทำอาชีพน้ี ไมเ คยบริจาคทานและรกั ษาศีลเลย ถาขาดเนือ้ จะไมยอม รบั ประทานอาหาร วันหนึ่ง ในเวลาเย็น เขามอบเนอ้ื ใหภรรยาเพอ่ื ทำกับขา ว เสร็จแลว ไปอาบน้ำทีท่ านำ้ บงั เอญิ เพอื่ นของเขาคนหนง่ึ มีแขกมาทีบ่ า น ไมม ีกับขาวตอนรับ จึงไปยงั บา นนายนันทะ พบภรรยาของเขา จึงได ขอซื้อเนื้อ แตไมมีเนื้อสำหรับขาย มแี ตเนื้อทเี่ ตรียมไวส ำหรบั ทำกบั ขาวตอนเย็น ภรรยาของนายนนั ทะ จึงไมขายให เพราะทราบดวี าถาขาดเนือ้ แลว สามีจะไมยอมรับประทานอาหาร แตชายผูน้นั กไ็ มฟ ง เสยี ง ไดฉวยหยิบเอาเนอ้ื นั้นไปโดยพลการ นายนันทะกลบั มาจากทา นำ้ ภรรยาไดยกอาหารทป่ี ราศจากเน้ือมาใหได เลาเหตุการณท ี่ เกิดขึน้ ใหฟง เขาไมยอมรับประทานอาหาร ฉวยมีดอนั คมกริบ เดนิ เขา ไปหาโคตวั หน่ึง สอดมอื เขา ไปใน ปาก ดงึ ลิ้นออกมาแลวใชมดี เชอื ดจนขาด นำมาใหภ รรยาทำกับขา ว โคตวั นนั้ สิ้นใจตายดว ยความเจ็บปวด ทรมาน เมอ่ื กบั ขา วเสรจ็ แลว นายนันทะจึงรับประทานอาหาร ทนั ทที ีเ่ ขาใสช้ินเนอ้ื น้ันเขาไปในปาก ลิ้น ของเขาไดขาดตกลงไปในชามขาว ไดร ับผลกรรมทนั ตาเหน็ เพราะการทำปาณาตบิ าตดว ยจิตใจอนั เหย้ี มโหด เลือดไหลออกจากปาก รอ งครวญครางเสยี งเหมอื นโค ตายแลวไปตกนรกอเวจี ฯ อทนิ นาทาน คำวา อทินนะ ในคำวา อทินนาทาน หมายถึง ของท่เี จาของหวงแหนไมไ ดใ หด วยกายหรอื วาจา จะอยใู นบา น ในปา ทำตก หรอื หลงลมื ก็ตาม พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 95
96 เจตนาอนั เปน เหตุขโมย ของบคุ คลผูรอู ยวู า เจา ของหวงแหน อันเปนไปทางกายหรือทางวาจา ใหเกดิ ความพยายามในการถือเอาของนน้ั ชอื่ วา อทินนาทาน อทนิ นาทาน จะสำเรจ็ เปนกรรมบถไดน น้ั ตองประกอบดว ยองค ๕ คือ ๑. ของมีเจาของหวง ๒. รวู า มีเจาของหวง ๓. จิตคิดจะลกั ๔. พยายามเพ่ือจะลัก ๕. ลกั มาไดดว ยความพยายามนัน้ อทนิ นาทานน้นั มโี ทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. ของน้นั เปน ของประณีต หรอื มีความสำคญั ๒. ของนน้ั เปนของบคุ คลผูม ีคุณธรรม ๓. ผูล ักมคี วามพยายามมาก ๔. กเิ ลสของผลู กั แรงกลา อทินนาทานที่ตรงกันขาม ชือ่ วามีโทษนอ ย โทษของอทนิ นาทาน โทษของอทินนาทาน ทรงแสดงไวว า ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย อทนิ นาทาน อันบุคคลสองเสพ เจรญิ ทำใหมาก ยอ มทำใหไ ปเกดิ ในนรก ในกำเนิดแหงดริ จั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรายแหง อทนิ นาทาน อยางเบาท่ีสุด ยอ มทำทรัพยสนิ เงินทองใหพ ินาศ แกผทู ี่ไดเกิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา บคุ คลผูประพฤตผิ ดิ ศีลขอ อทนิ นาทานหากไดเกิดมาเปนมนษุ ย ทรพั ยส ินเงนิ ทองของเขาก็จะถึงความพินาศยอยยับไป จนหมดตวั หรือลมละลาย สวนโทษของอทินนาทาน ที่เห็นไดใ นปจจุบันทนั ตา พึงเหน็ พราหมณช่ือสลี วิมงั สนะเปน อุทาหรณ คร้ังพทุ ธกาล ในพระนครสาวัตถี มีพราหมณคนหนง่ึ ช่อื สีลวมิ ังสนะ ถึงสรณะ ๓ และรกั ษา ศลี ๕ รบั ราชการอยูกับพระเจา โกศล พระราชาพรอมดวยขาราชการใหญนอย ตางใหความนับถอื พราหมณน นั้ เขาคดิ วา ท่ีคนเขานบั ถอื เราน้ี เขานับถืออะไร ชาติ โคตร สกลุ ความรู หรือศีลกันแน ตองการจะทดลอง วันหน่ึง เมอ่ื กลบั จากท่ีทำงาน ไดแอบหยบิ เอาเงนิ ของหลวงไปจำนวนหน่ึง เจาหนาที่ การเงินไมว า อะไร วันท่ี ๒ ไดทำอยางน้ันอกี ก็ไมม ีใครวาอะไร วนั ท่ี ๓ จงึ หยิบเอาเงินไปกำมอื หนงึ่ เจาหนาท่ีการเงนิ โกรธ รองตะโกนใหคนชวยกนั จับตวั เม่อื จบั ตวั ไดแลว ก็ทุบตคี นละสองสามที แลว พนั ธนาการไปกราบทูลใหพ ระราชารบั ส่ังลงอาญาหลวงแกเ ขา พราหมณท ราบชัดวา ที่คนเขานับถือตนน้ัน เพราะการรักษาศลี จึงไดกลา ววา เรอ่ื งชาติ และชนชน้ั เปนเรื่องไรส าระ ศลี น่ีแหละ สงู ทสี่ ุด บคุ คลขาดศลี เสียแลว วิชาความรูกไ็ มม ปี ระโยชนอ ะไร เลย พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 96
97 --------------------------------------- กาเมสุมจิ ฉาจาร คำวา กาม ในคำวา กาเมสุมจิ ฉาจาร ไดแก เมถุนสมาจาร ๒ อยา ง คือ สทารสันโดษ ความพอใจในเฉพาะคูค รองของตน ๑ ปรทารคมนะ การละเมิดคูครองคนอนื่ ๑ สวนความผิดทจี่ ัดเปน กาเมสมุ จิ ฉาจารนนั้ ไดแ ก ความผดิ ทเ่ี กดิ ขึ้นเพราะนอกใจคูค รองของตน และละเมดิ คูครองของคนอนื่ เจตนาท่ลี วงละเมิดฐานะที่ตนไมควรละเมดิ อนั เปนไปทางกายทวาร โดยประสงคอสัทธรรม ช่อื วา กาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร จะสำเร็จเปนกรรมบถไดนนั้ ตอ งประกอบดว ยองค ๔ คอื ๑. วตั ถุทจี่ ะพงึ ประพฤตลิ วง ๒. จิตคิดจะเสพในวัตถุที่พงึ ประพฤตลิ ว งนั้น ๓. พยายามในอนั จะเสพ ๔. มคี วามยินดี กาเมสมุ จิ ฉาจาร มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คอื ๑. กระทำในบคุ คลผมู ีคณุ ธรรม ๒. เปนการขมขนื ใจ ๓. มคี วามพยายามมาก ๔. มีกิเลสแรงกลา กาเมสุมิจฉาจารทตี่ รงกันขาม ชอ่ื วามีโทษนอย โทษของกาเมสุมจิ ฉาจาร โทษของกาเมสมุ ิจฉาจาร ทรงแสดงไวว า ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย กาเมสุมจิ ฉาจาร อันบคุ คลสอง เสพ เจรญิ ทำใหม าก ยอ มทำใหไ ปเกิดในนรก ในกำเนดิ แหงดริ จั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรา ยแหง กาเมสุมิจฉาจารอยางเบาทสี่ ุด ยอมทำใหเปนผมู ศี ตั รูคเู วรมาก เมอ่ื ไดเ กิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธบิ ายวา ผูป ระพฤติผดิ ในกาม ถงึ แมจ ะไมตกนรกเปนตนนนั้ หากไดเกิดเปน มนุษยอ ีก กจ็ ะเปน คนมีศตั รมู าก คือ ใครพบเขายอมเกิดการจองเวร (ไมช อบหนา ) หรือถึงขน้ั ทำราย ทั้ง ทีไ่ มไ ดท ำผิดอะไรแกเขา สวนโทษของกาเมสุมจิ ฉาจารทเ่ี ห็นไดใ นปจ จบุ นั ทนั ตา พึงเห็นหญิงสาวคนหนง่ึ ทคี่ ิดนอกใจสามีเปน อทุ าหรณ ครั้งดึกดำบรรพ ไดม ีชายหนุมชาวพาราณสคี นหนง่ึ นามวาจฬู ธนุคคหบัณฑติ เรียนวิชากบั อาจารยทิศาปาโมกขท ่ีเมืองตักกสิลา เขาเปนชายหนุมหนาตาดี มีความประพฤติเรียบรอย เรียนเกง เปน ทีร่ ักใครข องอาจารย เมื่อเรียนศลิ ปะวทิ ยาจบแลว จึงลาอาจารยกลบั บา น อาจารยไ ดยกลูกสาวคนหนงึ่ ให พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 97
98 เปนภรรยา ในระหวางทาง ไดเกดิ การตอสูกับพวกโจรดวยมือเปลา บอกใหภรรยานำดาบมาให แตภ รรยา กลับเกิดความรักในตัวโจรทตี่ นเพ่ิงจะพบเห็นเด๋ียวน้นั เอง จึงสงดาบไปใหโ จร ฆาชายหนุมตาย โจรพานางไปถงึ แมน้ำสายหนึง่ คดิ วา หญงิ คนนี้พบชายอน่ื เขา คงจะใหฆา เราเหมือนกับใหเ ราฆา สามีเธอ เราไมตองการผูหญิงคนน้ี จึงออกอุบายหลอกลวงเอาทรพั ยส ินเงินทองของเธอจนหมดส้นิ แลวก็ จากไป โดยทิ้งคำพูดไวกบั เธอวา แมคนงามเธอเอาสามีทเ่ี คยเชยชดิ กันมานาน แลกกับฉนั ซ่ึงมิใชสามที ไ่ี ม เคยเชยชิด วันหลังเธอคงจะเอาฉันแลกกบั ชายอื่นอีก ฉันจะหนเี ธอไปใหไกลท่ีสุดเทา ทจี่ ะไกลได หญงิ สาว คนนน้ั ไมมใี ครคบหาสมาคมดว ย เพราะประพฤติผิดศีลขอท่ี ๓ นีน้ ั่นเอง ------------------------------------------------- กายกรรมเปน ไปในทวาร ๒ กรรม ๓ อยาง คอื ปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร เรยี กวา กายกรรม เพราะเปนไปทางกายทวารโดยมาก บางครงั้ ปาณาติบาตและอทินนาทาน กเ็ ปนไปทางวจีทวารบา ง ตัวอยาง นาย ก. ส่ังใหน าย ข. ไปฆา คน หรอื ไปลกั ทรพั ย นาย ข. ทำงานสำเร็จตามที่นาย ก. ส่ัง การฆา คน หรอื การลกั ทรพั ยข องนาย ก. จดั เปนกายกรรม แตท วาร จัดเปนวจีทวาร สวน กาเมสมุ ิจฉาจาร จัดเปนกายกรรม เพราะเปนไปทางกายทวารอยางเดียว ปาณาติบาต อทนิ นาทาน และกาเมสมุ จิ ฉาจาร ท่ีจัดเปนกายกรรมนั้น เพราะมีการกระทำ ดวยกาย กรรมน้นั จึงจะสำเร็จดังตวั อยางท่ียกมา ถา มเี พยี งแตการสง่ั อยางเดียว ไมมีคนลงมือทำ จะสัง่ ตอๆ กันไปกี่คนกต็ าม การฆา หรอื การลกั นั้นจะสำเร็จไมไดเลย ในการทำปาณาติบาต อทนิ นาทาน และกาเมสุมิจฉาจารน้ัน จิตใจของผูกระทำ ตองมี อภิชฌาคือโลภะ พยาบาทคือโทสะ และมิจฉาทิฏฐิ เกดิ ข้นึ ดวยตามสมควร แตก ายกรรมนี้ เนนตัวเจตนา คอื ความจงใจเปนสำคญั ดังนนั้ อภิชฌา พยาบาท และมจิ ฉาทิฏฐิ ในกายกรรมนี้ จึงจดั เปนอกุศลกรรม ฝา ยสนับสนนุ เจตนา ไมไ ดจัดเปน กรรมบถ เปรยี บเทยี บใหเ ขา ใจงาย สมมติวามผี ูราย ๔ คน คอื นาย เจตนา นายอภิชฌา นายพยาบาท และนายมิจฉาทฏิ ฐิ สมคบกันฆา คน นายอภิชฌา นายพยาบาท นายมจิ ฉาทฏิ ฐิ เปน ผคู ิดอุบาย นายเจตนาเปนผูล งมือฆา โทษหนักจึงไปอยทู น่ี ายเจตนา มสุ าวาท คำวา มุสา แปลวา เทจ็ เจตนาทำใหพูดเท็จ ชอื่ วา มุสาวาท ไดแก อกุศลเจตนา ที่ กอใหเ กิดความพยายามทางกายและทางวาจาของคนโกง โดยมุงจะหลอกลวงคนอน่ื การพดู เท็จน้ัน หาก ทำใหค นอ่นื เสียประโยชน จัดเปน กรรมบถ ถา ไมเสียประโยชน ก็เปน เพยี งกรรม กรรมบถ ตา งกนั กบั กรรม กรรมบถ หมายถึง กรรมทส่ี ง ผลในปฏิสนธกิ าล เชน สง ผลให ไปเกดิ ในนรก เกิดเปน มนุษย เกิดในสวรรค เปน ตน สวนกรรม หมายถึง กรรมที่สง ผลใน ปวตั ติกาล คอื หลังจากเกิดในภพนนั้ ๆ แลวเชน สงผลใหเหน็ รูป ฟงเสียง ลมิ้ รส ที่ดีหรือไมดี เปนตน มุสาวาท จะสำเร็จเปน กรรมบถไดนนั้ ตองประกอบดวยองค ๔ คอื พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 98
99 ๑. เรือ่ งไมจ รงิ ๒. จิตคดิ จะพดู ใหผ ดิ ๓. พยายามจะพดู ออกไป ๔. คนอื่นเขา ใจเน้ือความนนั้ มสุ าวาทมโี ทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. ประโยชนท ่ถี ูกทำลายมมี าก ๒. ผูเสยี ประโยชนเ ปนผมู คี ณุ มาก ๓. กิเลสของผกู ลาวมสุ าวาทมกี ำลังแรงกลา มสุ าวาททต่ี รงกันขา ม ช่อื วามโี ทษนอ ย โทษของมสุ าวาท โทษของมสุ าวาท ทรงแสดงไวว า ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย มสุ าวาท อันบคุ คลเสพ เจริญ ทำให มาก ยอ มทำใหเ กิดในนรก ในกำเนิดดิรจั ฉาน ในแดนแหงเปรต ผลรายแหงมุสาวาทอยางเบาทส่ี ดุ ยอม ทำใหเปน ผถู ูกใสค วาม แกผ ูทไ่ี ดเกิดมาเปน มนษุ ย พระอรรถกถาจารย อธิบายวา ผกู ลา วมุสา ถึงแมจ ะไมไ ปตกนรกเปน ตน นน้ั หากไดม าเกิด เปน มนษุ ยอ กี กม็ ักจะถูกใสความดวยเร่ืองอันไมเปน จรงิ คือใครทำความผดิ อะไรไว คนทั้งหลายมกั จะโทษ วา เขาเปน ผูท ำ สว นโทษของมุสาวาททีเ่ ห็นไดใ นปจ จบุ ันทันตา พึงเห็นสตรีผูหนึ่งทีพ่ ูดมสุ าเพอื่ ทำลาย ผลประโยชนข องหมอรกั ษาตา เปน อทุ าหรณ อดีตกาล ในพระนครพาราณสี ไดม ีจกั ษุแพทยคนหน่ึง เทยี่ วรกั ษาคนตามหมูบา น ตำบลตา ง ๆ ตอมา ไดพบผูหญิงคนหน่ึง กำลังทุกขทรมานดวยโรคตาจนเกือบจะมองไมเห็น หมอตรวจดูอาการ แลวบอกวา พอจะรกั ษาใหห ายเปนปกตไิ ด นางจึงตอบวา ถา คณุ หมอรักษาตาดิฉนั ใหหายเปน ปกตไิ ด ดิฉัน กับลูกชาย ลกู สาว จะยอมเปนทาสรับใชไปตลอดชีวิต หมอจึงตกลงรักษาให ตอมาไมนาน ดวงตาของ เธอก็หายเปนปกติ เธอกลัววาจะตองเปนทาสของหมอตามท่ีใหสญั ญาไว เม่ือหมอมาถามอาการ จึงแกลง พูดโกหกวา กอนนี้ดวงตาดิฉันเจ็บปวดเพียงเล็กนอย แตพอหยอดยาของทานแลว กลับเจ็บปวดมาก กวาเดิม หมอรูทันวา หญิงผูน้ีหลอกลวงเรา เพราะตองการจะไมใหคารักษา หมอโกรธมาก จึงปรุงยา ขนานใหมใ ห เมอื่ หญิงนั้นใชย าหยอดตาแลว ตาท้ัง ๒ ขางไดบอดสนทิ สตรีน้ัน ตาบอดเพราะกลา วเท็จ ดงั นแี้ ล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 99
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123