144 เฉลยแบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรทู้ ี่ ๖ รู้และเข้าใจ ความส�ำ คัญของวนั ส�ำ คัญทางพระพุทธศาสนา ขอ้ ๑. ง ข้อ ๒. ข ขอ้ ๓. ง ขอ้ ๔. ก ขอ้ ๕. ก แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
145 ใบความรูท้ ่ี ๑๕ วันมาฆบูชา พิธบี �ำ เพ็ญกศุ ลในวันส�ำ คัญทางพระพุทธศาสนา ศาสนาล้วนมีวันสำ�คัญเพ่ือระลึกเหตุการณ์สำ�คัญท่ีเคยเกิดขึ้นแก่ศาสดาผู้ก่อต้ังและเกี่ยวเน่ือง ในพิธีกรรมหรือกิจกรรมท่ีเหล่าศาสนิกชนของศาสนาน้ัน ๆ จัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ พระพุทธศาสนา ก็เช่นเดียวกันมีวันสำ�คัญที่กำ�หนดข้ึนสำ�หรับให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติ เพื่อน้อมรำ�ลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และบำ�เพ็ญกุศลเปน็ กรณพี เิ ศษดว้ ยอามสิ บชู าและปฏิบัตบิ ูชาวันส�ำ คญั ทางพระพุทธศาสนา พอสรุปไดค้ อื ๑. วนั มาฆบชู า ๒. วันวิสาขบชู า ๓. วนั อฏั ฐมบี ชู า ๔. วันอาสาฬหบชู า วันมาฆบูชา มาฆบชู า ยอ่ มาจากค�ำ วา่ มาฆปณุ ณมบี ชู า แปลวา่ การบชู าในวนั เพญ็ เดอื น ๓ ปรารภการชมุ นมุ ใหญ่ ครั้งแรกของพระอรหนั ตสาวกท่เี รียกวา่ จาตุรงคสันนบิ าต ณ วดั เวฬุวนั เมืองราชคฤห์ แควน้ มคธ เมอื่ วันเพญ็ เดอื น ๓ หลงั วนั ตรสั รู้ ๙ เดอื นพทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยก�ำ หนดวนั มาฆบชู าเปน็ วนั พระธรรมเพราะพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ คือ คำ�ส่ังสอนที่เป็นหลักสำ�คัญของพระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนทรงวาง ธรรมนูญสงฆข์ ้นึ ไวเ้ ปน็ แนวทางในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาตอ่ ไป ความเป็นมาของวนั มาฆบูชา วันมาฆบูชาเป็นวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนา มีความเป็นมาว่า ในคร้ังพุทธกาลหลังจาก พระพทุ ธเจา้ ตรสั รแู้ ลว้ ไดเ้ ทศนาสงั่ สอนเวไนยสตั วใ์ หไ้ ดร้ บั ความรคู้ วามเขา้ ใจในสภาวะความจรงิ ของสงิ่ ตา่ ง ๆ ท่ีอุบัติข้ึนบนโลกจนทำ�ให้ผู้รับฟังคำ�สั่งสอนเกิดความรู้ความเข้าใจบรรลุมรรคผลสำ�เร็จเป็นพระอรหันต์ จ�ำ นวนมากและไดร้ บั การอปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษดุ ว้ ยวธิ เี อหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทาในพระพทุ ธศาสนาเปน็ จ�ำ นวนมาก ตอ่ มาวนั หน่ึงเปน็ วนั ท่พี ระจนั ทรเ์ สวยมาฆฤกษ์ คอื วันขึ้น ๑๕ ค่าํ เดอื น ๓ พระอรหนั ตขณี าสพ ผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าได้หวนระลึกถึงพระพุทธองค์จึงเดินทางมาเข้าเฝ้า ณ วัดเวฬุวัน อนั เป็นสถานท่ีประทบั ของพระพทุ ธเจ้า นับเปน็ เหตมุ หศั จรรย์ ๔ ประการ เรียกวา่ จาตุรงคสันนิบาต คอื ๑. พระสงฆ์จ�ำ นวน ๑,๒๕๐ องค์ มาประชมุ พรอ้ มกันโดยมไิ ดน้ ัดหมาย ๒. พระสงฆท์ ้ังหมดลว้ นเป็นพระอรหันตขีณาสพ ๓. พระสงฆท์ ้งั หมดไดร้ บั การบวชด้วยวธิ ีเอหิภกิ ขอุ ปุ สัมปทา ๔. วันน้ันตรงกับวันเพ็ญมาฆมาส แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี วิชาพทุ ธประวัติ
146 พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวใจพระพุทธศาสนาท่ีเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ แก่พระสงฆ์ที่มาประชุม ในวันนน้ั โดยมคธภาษาวา่ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตตี ิกฺขา นพิ พานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พุทธฺ า น หิ ปพพฺ ชโิ ต ปรปู ฆาต ี สมโณ โหติ ปรํ วเิ หฐยนโฺ ต สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสปู สมปฺ ทา สจติ ตฺ ปริโยทปนํ เอตํ พุทธฺ าน สาสนํ อนปู วาโทอนปู ฆาโต ปาฏโิ มกเฺ ข จ สํวโร มตตฺ ญฺญตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ ปนตฺ ญฺจ สยนาสนํ อธจิ ติ เฺ ต จ อาโยโค เอตํ พทุ ธฺ าน สาสนํ แปลว่า ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าท้ังหลายตรัสว่า นิพพาน เป็นธรรมอนั ยอดเย่ยี ม ผู้ท่ที �ำ รา้ ยผ้อู ื่นไม่ช่อื วา่ เป็นบรรพชติ ผ้ทู ี่เบียดเบยี นผู้อื่นไม่ช่ือวา่ เปน็ สมณะการไม่ทำ� ความช่ัวท้ังปวง การทำ�ความดีให้ถึงพร้อม การทำ�จิตของตนให้บริสุทธิ์นั่นเป็นคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ทงั้ หลายการไมว่ า่ รา้ ยผอู้ นื่ การไมเ่ บยี ดเบยี น ความส�ำ รวมในพระปาฏโิ มกข์ ความเปน็ ผรู้ จู้ กั ประมาณในอาหาร การประกอบความเพยี รในอธจิ ิตนนั่ เปน็ ค�ำ สอนของพระพุทธเจ้าทงั้ หลาย พระองค์ตรัสแก่พระสงฆ์ทั้งหลายอีกว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานูกมฺปาย อตถฺ าย หติ าย สุขาย เทวมนสุ ฺสานํ แปลความวา่ ดกู รภกิ ษทุ งั้ หลาย เธอทั้งหลายจงเทยี่ ว จาริกไปเพ่ือเก้ือกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เก้ือกูล เพ่อื ความสขุ แก่เทวดาและมนุษยท์ ั้งหลาย ดงั นี้ วันมาฆบูชาเป็นวนั ส�ำ คัญ เชน่ นีพ้ ุทธศาสนิกชนจึงได้ทำ�การบชู าอย่างมโหฬาร แตเ่ ดมิ ไม่เคยมีพธิ ี เกยี่ วกบั วนั มาฆบชู า ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ ทรงปรารภวา่ เพอื่ เปน็ การ รำ�ลึกถึงวันอันเป็นเหตุการณ์สำ�คัญทางพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบรมศาสดา จึงทรงประกาศให้วัดทงั้ หลายประกอบพิธีท�ำ การบชู าเปน็ พิเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหม้ ีการบ�ำ เพ็ญ ฅพระราชกุศลมาฆบชู าขึ้นเปน็ งานพระราชพิธใี นวันขนึ้ ๑๕ ค่าํ เดอื น ๓ สำ�หรบั ในปีท่มี อี ธิกมาส (เดือน ๘ สองหน) ให้เลื่อนไปจัดในวันข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๔ พิธีบำ�เพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชานั้น ให้นิมนต์พระสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหารและวดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสีมาราม จำ�นวน ๓๐ รปู มารับพระราชทานฉนั ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนในเวลาคํ่าเสด็จฯ ออกทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระสงฆ์สวดทำ�วัตรเย็น และเจริญพระพทุ ธมนต์ พร้อมท้ังสวดคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ด้วย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้วทรงจุดเทียน รายตามแนวราวรอบ ๆ พระอโุ บสถ จำ�นวน ๑,๒๕๐ เลม่ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหนั ต์ จ�ำ นวน ๑,๒๕๐ องค์ประโคมคร้ังหนึ่งแล้วมีถวายพระธรรมเทศนาโอวาทปาฏิโมกข์กัณฑ์หน่ึงทรงบูชากัณฑ์เทศน์ ด้วยผ้าจีวรเน้ือดี ๑ ผืน เงิน ๒ ตำ�ลึง และขนมหลากหลายชนิดพระราชพิธีทรงบำ�เพ็ญพระราชกุศล มาฆบชู านี้ ได้บำ�เพญ็ สืบต่อมาจนถงึ รัชกาลปัจจบุ ัน แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ชั้นตรี วิชาพุทธประวตั ิ
147 ล�ำ ดบั การบำ�เพญ็ พระราชกุศลในวนั มาฆบูชา ดังน้ี ทรงจุดเทียนรงุ่ บชู าพระพุทธมหามณีรตั นปฏิมากรและพระสมั พทุ ธพรรณี ทรงจดุ ธปู เทยี นบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและพระสัมพุทธพรรณี ทรงจุดธูปเทียนทา้ ยทน่ี ั่งบชู าพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลก และพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ทรงจดุ ธปู เทยี นเครื่องนมัสการที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงหยิบชนวนจุดไฟท่ีโคมไฟฟ้าพระราชทานให้ผู้อำ�นวยการกองพระราชพิธีเพื่อเชิญไปถวาย เจ้าอาวาสสำ�หรับจุดเทียนรุ่งพระราชทานในพระอารามหลวงท้ัง ๕ คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดเบญจมบพิตร ดสุ ิตวนาราม ต่อจากน้ัน พระสงฆ์คณะธรรมยุต ๓๐ รูป สวดมนต์ทำ�วัตรเย็น สวดบทนมการอัฏฐกคาถา สรณคม นปาฐะคาถา คาถาโอวาทปาฏโิ มกขส์ ปุ พุ พณั หสตู ร และบทภวตสุ พพฺ มงคฺ ลํ จบแลว้ เสดจ็ ไปทรงโปรย ดอกมะลทิ ธ่ี รรมาสนศ์ ลิ า เสดจ็ กลบั มาประทบั พระราชอาสน์ พระราชาคณะผถู้ วายพระธรรมเทศนาขน้ึ นงั่ บน ธรรมาสน์ ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์ (เทียนส่องธรรม) ทรงจุดธูปเทียน เคร่ืองทรงธรรมพระราชทานให้ เจา้ พนกั งานพระราชพธิ นี �ำ ไปตง้ั ขา้ งธรรมาสนศ์ ลิ า พระราชาคณะถวายศลี ครนั้ ถวายพระธรรมเทศนาจบแลว้ ถวายอนุโมทนา (ยะถา) บนธรรมาสน์ทรงหลั่งทักษิโณทกพระสงฆ์ทั้งหลายรับสัพพีพระราชาคณะลงจาก ธรรมาสน์มาน่ังท่ีอาสน์สงฆ์ เมื่อสวดบทสัพพีจบเสด็จมาทรงประเคนเคร่ืองไทยธรรมกัณฑ์เทศน์และถวาย ไทยธรรมแด่พระสงฆ์ท้ังหมดพระสงฆถ์ วายอดเิ รกและสวดบทภวตุสพฺพมงคฺ ลํ จบแล้ว ลงจากอาสน์สงฆ์ออก จากพระอโุ บสถ พระมหากษตั ริย์เสด็จพระราชดำ�เนนิ กลับเป็นอนั เสร็จการพระราชพธิ ี การเตรียมตวั กอ่ นเขา้ ร่วมพิธเี วยี นเทยี น ๑. อาบนาํ้ ชำ�ระรา่ งกายให้สะอาดท�ำ จิตใจใหส้ งบ ๒. แต่งกายสภุ าพเรียบรอ้ ยเหมาะสมกับพิธแี ละสถานที่ ๓. เตรียมเครือ่ งบชู า เชน่ ดอกไม้ ธูปเทียนให้พร้อม ๔. ควรเดินทางไปถึงวดั หรือสถานทีป่ ระกอบพิธีเวยี นเทยี นก่อนเวลาทจ่ี ะเริ่มพิธี ๕. เมื่อไปถึงควรเขา้ ไปกราบบชู าพระรตั นตรยั เปน็ ลำ�ดับแรกแลว้ รอเวลาเข้ารว่ มพิธีตอ่ ไป การเวยี นเทยี นในวนั มาฆบูชา เมอ่ื ถงึ วนั มาฆบชู าในตอนเชา้ พทุ ธศาสนกิ ชนเตรยี มภตั ตาหารคาวหวานพากนั ไปวดั ท�ำ บญุ ตกั บาตร สมาทานศีล ๕ หรอื ศลี อโุ บสถ ฟังพระธรรมเทศนาเจริญจติ ภาวนาตามพิธที ่ีปฏิบตั กิ นั ในวดั นน้ั และวดั ต่าง ๆ จะทำ�การประชาสมั พนั ธ์ลว่ งหน้าเพอื่ ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนไดร้ ับทราบทวั่ กนั โดยมีหลกั ปฏบิ ัติดังน้ี ๑. กอ่ นถงึ ก�ำ หนดวนั มาฆบชู าทางวดั จะประกาศใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนทราบทว่ั กนั บอกก�ำ หนดเวลา ประกอบพิธีอาจเปน็ เวลาบา่ ยหรอื คํา่ ก็ไดต้ ามแตส่ ะดวก ๒. เม่ือถึงเวลาตามก�ำ หนดทางวัดตีระฆังสญั ญาณทัง้ พระภกิ ษุ สามเณรและอุบาสก อุบาสกิ าประชมุ พร้อมกัน ณ สถานท่ีกำ�หนด บางวดั มพี ธิ ีทำ�วตั รเย็นกอ่ น บางวดั มีการแสดงธรรมเทศนาหรือปาฐกถาธรรม เพื่อช้ีแจงประวัติความเป็นมาของวันสำ�คัญและหลักธรรมข้อคิดจากวันสำ�คัญนั้น เพ่ือนำ�ไปปฏิบัติในชีวิต ประจ�ำ วนั ก่อน บางแหง่ จดั ใหม้ กี ารทำ�วัตรสวดมนตแ์ ละแสดงพระธรรมเทศนาหลงั เสรจ็ พิธีเวยี นเทียนแลว้ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชัน้ ตรี วิชาพทุ ธประวตั ิ
148 ๓. เม่ือพร้อมแล้วประธานสงฆ์จุดธูปเทียนทุกคนจุดธูปเทียน ของตนตามท่ีจัดเตรียมมา ยืน ประนมมือถือดอกไม้ ธูปเทียน หันหน้าเข้าหาปูชนียสถานท่ีจะเวียนเทียนนั้น ประธานสงฆ์นำ�กล่าวคำ�บูชา ตามแบบทีก่ ำ�หนดไวจ้ นจบ ๔. ประธานสงฆป์ ระนมมอื ถอื ดอกไม้ ธปู เทยี นเดนิ น�ำ หนา้ ตามดว้ ยพระภกิ ษุ สามเณรและอบุ าสก อุบาสิกาเดินเวยี นขวารอบปูชนียสถาน คอื เดนิ ให้ขวามือของตนเข้าหาสถานท่ีน้ันตลอดเวลาจนครบ ๓ รอบ ระหว่างเวียนเทยี นเดินด้วยความสงบไมค่ ุยกันหรือหยอกลอ้ กนั การเดินเวียนขวาเรียกว่า ทักษิณาวัฏ เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงตามธรรมเนียมอินเดีย สมัยพุทธกาล การเวยี นแตล่ ะรอบให้ระลึกถึงพระพทุ ธคณุ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณตามล�ำ ดับ ดงั น้ี รอบที่ ๑ ระลึกถึงพระพุทธคุณ คือ สวด อิตปิ โิ ส ภะคะวา จนถงึ พทุ โธภะคะวาติ ถ้าสวดไมไ่ ด้ จะภาวนาในใจวา่ พุทโธแทนกไ็ ด้ รอบท่ี ๒ ระลกึ ถงึ พระธรรมคณุ คอื สวดสวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม จนถงึ วญิ ญหู ตี ถิ า้ สวดไมไ่ ด้ จะภาวนาในใจว่าธมั โมแทนก็ได้ รอบที่ ๓ ระลกึ ถงึ พระสังฆคณุ คือ สวดสุปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะ สงั โฆ จนถึงปญุ ญักเขต ตังโลกสั สาติ ถา้ สวดไมไ่ ด้จะภาวนาในใจวา่ สงั โฆแทนกไ็ ด้ อน่ึงการประกอบพิธีเวียนเทียนเนื่องในวันสำ�คัญอื่น ๆ ได้แก่ วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับวนั มาฆบูชา คอื เลื่อนจากกำ�หนดปกติไปอกี ๑ เดอื น สำ�หรับปที ี่มี เดอื น ๘ สองหน (ปีอธกิ มาส) ค�ำ บูชาดอกไม้ ธปู เทยี นวนั มาฆบชู า อัชชายัง มาฆะปุณณะมี สัมปัตตา มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะจันโท ยุตโต ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ จาตรุ ังคเิ ก สาวะกะสันนปิ าเต โอวาทะปาฏิโมกขัง อุททสิ ิ ตะทา หิ อฑั ฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะวานัง สัพเพ เต เอหิภิกขุกา สัพเพปิ เต อะนามันติตาวะ ภะคะวะโต สันติกัง อาคะตา เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป มาฆะปุณณะมิยัง วัฑฒะมานะกัจฉายายะ ตัสมิญจะ สันนิปาเต ภะคะวา วิสุทธุโปสะถัง อะกาสิ อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะสันนิปาโต อะโหสิ จาตรุ งั คิโก อัฑฒะเตระสานิ ภิกขสุ ะตานิ สัพเพสังเยวะ ขณี าสะวานัง มะยนั ทานิ อมิ งั มาฆะปณุ ณะมี นกั ขตั ตะสะมะยงั ตกั กาละสะทสิ งั สมั ปตั ตา จริ ะปะรนิ พิ พตุ มั ปติ งั ภะคะวันตัง อะนุสสะระมานา อิมัสมงิ ตัสสะ ภะคะวะโต สกั ขิภูเต เจติเย อเิ มหิ ทีปะธูปะปปุ ผาทิสักกาเรหติ ัง ภะคะวนั ตัง ตานิ จะ อฑั ฒะเตระสานิ ภกิ ขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภนั เต ภะคะวา สะสาวะกะสงั โฆ สุจิระปะรินิพพุโตปิ คุเณหิ ธะระมาโน อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทฆี ะรตั ตัง หติ ายะ สุขายะ. ค�ำ แปล วันนี้มาถึงมาฆปุณณมีดิถีพระจันทร์เพ็ญ ประกอบด้วย ฤกษ์มาฆะตรงกับวันท่ีองค์พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ คร้ังน้ัน แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพุทธประวัติ
149 พระภกิ ษุ ๑,๒๕๐ องค์ ลว้ นแตเ่ ปน็ พระอรหนั ตข์ ณี าสพอปุ สมบทดว้ ยเอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา ไมม่ ผี ใู้ ดนดั หมายได้ มายงั สำ�นักพระผมู้ ีพระภาค ณ พระอารามเวฬวุ นั เวลาตะวนั บ่ายในวนั มาฆปณุ ณมี ณ ทป่ี ระชมุ นั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ทรงทำ�วิสุทธิอุโบสถ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ การประชุมพระสงฆ์สาวกพร้อมด้วยองค์ ๔ ของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ แหง่ เราทงั้ หลายมคี รง้ั เดยี วนเี้ ทา่ นนั้ พระภกิ ษผุ เู้ ขา้ ประชมุ ๑,๒๕๐ องค์ นนั้ ลว้ นแตเ่ ปน็ พระอรหันต์ขีณาสพ บดั น้ี มาถงึ มาฆปุณณมีนกั ขตั ตสมยั นคี้ ล้ายกับวนั จาตุรงคสันนิบาตน้นั แลว้ เราท้ังหลาย มาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคนั้นแม้ปรินิพพานนานแล้วขอน้อมบูชาพระผู้มีพระภาคกับท้ังพระภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์ น้ันด้วยสักการะท้ังหลาย มีธูปเทียน ดอกไม้ เป็นต้น เหล่าน้ี ณ พระพุทธเจดีย์ ซ่ึงเป็นสักขี พยานแหง่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคน์ น้ั ขา้ แตพ่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผเู้ จรญิ ขอพระผมู้ พี ระภาคเจา้ พรอ้ มดว้ ย พระสงฆ์สาวกแม้ปรินิพพานนานแล้ว แต่โดยพระคุณท้ังหลายยังคงดำ�รงอยู่โปรดรับเครื่องสักการะเหล่านี้ ของข้าพเจา้ ทัง้ หลายเพ่อื ประโยชน์และความสขุ แกข่ า้ พเจ้าทงั้ หลายตลอดกาลนานเทอญ. แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศึกษา ช้ันตรี วิชาพทุ ธประวตั ิ
150 ใบความรทู้ ี่ ๑๖ วนั วสิ าขบูชา วนั วสิ าขบชู า วนั วสิ าขบูชา ยอ่ มาจากคำ�วา่ วสิ าขปุณณมบี ูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๖ ซ่งึ พทุ ธศาสนกิ ชน ถือว่าเป็นวนั สำ�คัญย่ิงในรอบปี เพราะเป็นวันทเ่ี กิดเหตกุ ารณ์สำ�คัญที่สุดของพระพทุ ธเจ้า ๓ เหตุการณ์ คอื ประสตู ิ ตรัสรู้ และปรินิพพาน วนั ประสตู ิ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ประสตู จิ ากพระครรภข์ องพระนางสริ มิ หามายาเทวี มเหสขี องพระเจา้ สุทโธทนะผู้ครองกรุงกบิลพัสด์ุ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล เม่ือวันเพ็ญ เดอื น ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี วันตรัสรู้เกิดข้ึนเม่ือ ๓๕ ปี ต่อมาภายหลังเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกผนวชได้ ๖ ปี ณ โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์โพธ์ิใบ ใกล้แม่นํ้าเนรัญชรา ตำ�บลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ปัจจุบันอยู่ใน ประเทศอินเดีย เมือ่ วนั เพ็ญ เดอื น ๖ ก่อนพทุ ธศักราช ๔๕ ปี วันปรนิ พิ พานเกดิ ข้ึนในปีท่ี ๘๐ แห่ง พระชนมายขุ องพระพทุ ธเจ้า ณ พระแท่นบรรทมระหว่าง ตน้ สาละคู่ ณ สาลวโนทยาน เมอื งกสุ นิ ารา ปจั จบุ นั อยใู่ นประเทศอนิ เดยี เมอื่ วนั เพญ็ เดอื น ๖ กอ่ นพทุ ธศกั ราช ๑ ปี เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๖ หรือเดือนวิสาขะนี้ ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญ เดอื น ๖ เป็นวนั ทรี่ วมการเกดิ เหตุการณ์สำ�คัญตา่ ง ๆ ของพระพทุ ธเจา้ ไว้มากทสี่ ดุ จึงไดก้ ำ�หนดใหเ้ ปน็ วันของ พระพทุ ธเจา้ และนยิ มประกอบพธิ บี ูชาและเวียนเทียนเป็นพิเศษ ความเปน็ มาของวันวสิ าขบูชาในประเทศไทย การประกอบพธิ วี สิ าขบชู าสมยั ตา่ ง ๆ นนั้ มรี ปู แบบไมช่ ดั เจนสนั นษิ ฐานวา่ เรมิ่ มมี าตงั้ แตส่ มยั สโุ ขทยั โดยอาจสบื เนอื่ งมาจากการตดิ ตอ่ กบั ลงั กาทวปี (ประเทศศรลี งั กาปจั จบุ นั ) ทมี่ กี ารจดั พธิ วี สิ าขบชู ามากอ่ นแลว้ มปี รากฏในความตอนหนึง่ ของหนังสอื ตำ�หรบั ท้าวศรีจุฬาลักษณ์กลา่ วถงึ พิธีวสิ าขบูชาในสมยั สุโขทยั ว่า อันพระนครสุโขทัยราชธานี ถึงวันนักขัตฤกษ์คร้ังใดก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปเทียน ดอกไม้ เพลิงแลสล้างสลอนไปด้วยธงชายและธงผ้าไสว ไปด้วยพู่พวงดอกไม้กรองร้อยห้อยแขวนหอมตลบไปด้วย กล่ินสุคนธรสระรวยรื่นเสนาะสำ�เนียงเสียงพิณ พาทย์ ฆ้อง กลอง ท้ังทิวาราตรี มหาชนชายหญิงพากันมา กระทำ�กองการกุศลเหมอื นจะเผยซงึ่ ทวารพมิ านฟา้ ทุกช่องชน้ั ดังน้ี ในสมัยสุโขทัยเม่อื ถงึ วนั วิสาขบชู า พระมหากษตั รยิ ์กท็ รงบำ�เพญ็ พระราชกศุ ลตา่ ง ๆ เปน็ อันมาก ในเวลาตะวันชายแสงจะเสด็จพระราชดำ�เนินทรงเวียนเทยี นพรอ้ มด้วยพระบรมวงศานวุ งศ์และข้าทลู ละออง ธลุ ีพระบาท ณ วดั ตา่ ง ๆ รวม ๓ วัด คอื วัดหน้าพระธาตรุ าชอารามหลวงวัดหนง่ึ วัดราชบูรณะพระวิหารหลวง วัดหน่ึง และวัดโลกสุทธราชาวาสวัดหน่ึง ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็พร้อมใจกันประดับประดาอาคาร บ้านเรือนตลอดถึงวัดวาอารามและพระราชวังให้งดงามสว่างไสวด้วย ถือกันว่าวันวิสาขบูชานี้เป็นวัน นักขัตฤกษม์ งคลทสี่ ำ�คญั ยงิ่ แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี วิชาพทุ ธประวัติ
151 ในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา กรงุ ธนบรุ แี ละกรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ไมป่ รากฏหลกั ฐานวา่ มกี ารประกอบ พิธีวิสาขบูชาในรูปแบบใดในกฎมณเฑียรบาล ศักราช ๗๒๐ ซ่ึงกล่าวถึง พระราชพิธีสิบสองเดือนก็ไม่มีการ กล่าวถึงการพระราชพิธีวิสาขบูชาไว้ การทำ�พิธีวิสาขบูชาในสมัยดังกล่าวมา คงกระทำ�เหมือนกับแบบสมัย สุโขทัยแต่พิธีนี้อาจขาดช่วงไปบ้างในยามที่บ้านเมืองมีศึกสงครามจนถึง เม่ือปีพุทธศักราช ๒๓๖๐ ในรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) ซ่งึ เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราชพระองคท์ ่ี ๓ แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ได้ถวายพระพรขอให้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงบำ�เพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชาจึงได้มีพระราชดำ�ริเห็นชอบ และทรงพระกรุณาโปรดให้มีการพระราชพิธีบำ�เพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชาขึ้น ต้ังแต่น้ันมาพระมหากษัตริย์ แหง่ กรงุ รัตนโกสินทรท์ ุกพระองค์กท็ รงบ�ำ เพ็ญพระราชกศุ ลวิสาขบูชาสืบมาจนกระทง่ั ปจั จบุ นั พระราชพธิ ที รงบ�ำ เพญ็ พระราชกศุ ลวสิ าขบชู า ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาล ที่ ๒ ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้จัดให้มีข้ึนน้ัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๕ ได้มี พระบรมราชาธบิ ายไวใ้ นหนงั สือพระราชพิธีสิบสองเดอื นวา่ สมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์โปรดให้พระอารามต่าง ๆ ทั้งบ้านเรือนตามประทีปและโคมไฟ ในวันวิสาขบูชาประดบั ประดาดว้ ยมาลาดอกไมใ้ หข้ ้าราชการและราษฎรรกั ษาศลี ฟงั ธรรม สมยั รชั กาลที่ ๓ เมอื่ ทรงสรา้ งวดั สทุ ศั นเทพวราราม โปรดใหท้ �ำ เกยขนึ้ ส�ำ หรบั ตง้ั พระสตั ตมหาสถาน รอบพระอโุ บสถ ครนั้ ถงึ วนั วสิ าขบชู ากใ็ หเ้ ชญิ พระพทุ ธรปู ออกตงั้ แลว้ มเี ทศนาปฐมสมโพธกิ ถา ใหส้ ปั บรุ ษุ ไปฟงั และนมสั การพระพทุ ธรปู และท่วี ัดพระเชตพุ นก็ไดโ้ ปรดให้มีตะเกียงรายรอบกำ�แพงแกว้ เพมิ่ เตมิ สมยั รชั กาลที่ ๔ พระองคโ์ ปรดใหม้ กี ารตงั้ เครอื่ งบชู าทรี่ ะเบยี งวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม และตอ่ มา ไดโ้ ปรดใหท้ ำ�โคมตามต�ำ แหนง่ ตง้ั หรือแขวนตามศาลาราย สมยั รชั กาลที่ ๕ พระองคโ์ ปรดใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศแ์ ละขา้ ราชการฝา่ ยในเดนิ เทยี น (เวยี นเทยี น) และสวดมนตค์ ลา้ ยการพระราชพิธีที่ท�ำ ในปัจจบุ นั ณ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม สมยั รชั กาลท่ี ๖ การบ�ำ เพญ็ พระราชกศุ ลนกั ขตั ฤกษว์ สิ าขบชู าเหมอื นกบั ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่างกันแต่เม่ือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับอยู่ใน ตา่ งจงั หวดั ถา้ ถงึ กาลนกั ขตั ฤกษว์ สิ าขบชู าจะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ กี ารบ�ำ เพญ็ พระราชกศุ ลวสิ าขบชู า ณ อารามในจังหวัดท่ปี ระทับแรมอีกแห่งหน่งึ ส่วนทางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระราชวงศผ์ ใู้ หญ่ไปปฏบิ ัตพิ ระราชกรณียกิจแทนพระองค์ สมัยรัชกาล ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธี การตงั้ เปรยี ญธรรม ๙ ประโยค และ ๖ ประโยค ภายในพระอโุ บสถวดั พระศรรี ตั นศาสดารามกอ่ นวนั วสิ าขบชู า ๑ วัน คอื วนั ขึ้น ๑๔ ค่ํา และในวันข้ึน ๑๕ ค่าํ เสดจ็ ออกสวดพระพทุ ธมนตเ์ วียนเทยี นบชู าพระรตั นตรยั และทรงสดับพระธรรมเทศนา การพระราชพิธีทรงบำ�เพ็ญพระราชกุศลในรัชกาลปัจจุบันมีรูปแบบปฏิบัติเหมือนในสมัยรัชกาล ท่ี ๗ คือในวันข้ึน ๑๔ ค่ํา เดือน ๖ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวเสด็จพระราชดำ�เนินทรงตั้งเปรียญธรรม ๙ ประโยค และ ๖ ประโยค ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อเสด็จถึงด้านหน้าพระอุโบสถ ผอู้ �ำ นวยการกองพระราชพธิ สี �ำ นกั พระราชวงั กราบทลู รายงานจ�ำ นวนธปู เทยี นทที่ รงพระราชอทุ ศิ พระราชทาน แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพุทธประวัติ
152 ไปจดุ บูชาพระรัตนตรยั ตามพระอารามหลวงในวันวิสาขบชู าและวนั ถวายพระเพลงิ พระพุทธเจา้ (แรม ๘ คาํ่ เดือน ๖) ทรงพระสุหร่ายทรงเจิมเทียนทุกเล่ม เสด็จเข้าสู่พระอุโบสถทรงจุดธูปเทียนท้ายที่น่ังบูชา พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการหน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ ต่อจากนั้นประทับยืนกลางพระอุโบสถ พระราชทานประกาศนียบัตรพัดยศเปรียญและผ้าไตรแก่พระภิกษุและสามเณรท่ีสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค และ ๖ ประโยค ตามล�ำ ดบั เสร็จแลว้ เสดจ็ ไปทรงประเคนผ้าไตรแกพ่ ระสงฆท์ ่ีเจรญิ ชยั มงคลคาถา ประทับพระราชอาสน์พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก พระสงฆ์ ถวายอนโุ มทนา ถวายอดิเรกทรงหลงั่ ทกั ษิโณทก เสดจ็ พระราชดำ�เนนิ กลบั ครน้ั วนั ขนึ้ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๖ ตอนเยน็ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ ทรงบ�ำ เพญ็ พระราชกศุ ลวนั วสิ าขบชู า ณ พระอโุ บสถ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม เสดจ็ เขา้ สพู่ ระอโุ บสถทรงจดุ ธปู เทยี นทา้ ย ทน่ี งั่ บชู าพระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร พระสมั พทุ ธพรรณี พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ จากนั้นเสด็จออกจากพระอุโบสถประทับยืน ที่ชานพระอุโบสถ ผู้อำ�นวยการกองพระราชพิธีสำ�นักพระราชวังทูลเกล้าฯ ถวายเทียนทรงจุดไฟจากโคมไฟฟ้า เพอื่ น�ำ ไปถวายเจา้ อาวาสส�ำ หรบั จดุ เทยี นพระราชทานตามพระอารามทท่ี รงพระราชอทุ ศิ ไว้ เจา้ พนกั งานศภุ รตั น�ำ โคมเทยี นส�ำ หรบั ทรงถอื เมอ่ื เวลาเสดจ็ เวยี นเทยี นประทกั ษณิ พระอโุ บสถมาขอพระราชทานจดุ ไฟพระบรม วงศานุวงศ์ ข้าราชการเข้าไปเฝ้าขอพระราชทานต่อเทียนที่ทรงถือนั้น เสร็จแล้วพระราชทานเทียนชนวนให้ เจา้ พนกั งานสนมพลเรอื นรบั ไป ทรงกราบ แลว้ ทรงน�ำ สวดสรรเสรญิ คณุ พระรตั นตรยั จบแลว้ ทรงรบั โคมเทยี น จากเจ้าพนักงานศุภรัตเสด็จเวียนเทียนประทักษิณรอบพระอุโบสถพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ ครบ ๓ รอบ แลว้ เสดจ็ ขนึ้ สพู่ ระอโุ บสถไปยังธรรมาสน์ศิลา ทรงโปรยดอกมะลทิ ี่ธรรมาสนศ์ ลิ าเสด็จกลบั มา ประทับพระราชอาสน์ทรงศีลพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนาจบแล้วถวายอนุโมทนา (ยะถาวาริวหา) บนธรรมาสนน์ นั้ ทรงหลงั่ ทกั ษโิ ณทกพระสงฆ์ ๔ รปู สวดอนโุ มทนา พระราชาคณะลงมานงั่ ณ อาสนส์ งฆเ์ สดจ็ ไปทรงประเคนเครอื่ งไทยธรรมกัณฑเ์ ทศน์และทรงประเคนไทยธรรมพระสงฆ์ ๔ รปู สวดอนโุ มทนา พระสงฆถ์ วายอดิเรกออกจากพระอโุ บสถ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสด็จไปทรงกราบทหี่ นา้ เครือ่ งนมัสการ เสดจ็ พระราชดำ�เนนิ กลบั เป็นอนั เสรจ็ การพระราชพธิ ี การเวียนเทยี นในวนั วิสาขบูชา ส�ำ หรบั ประชาชนชาวพทุ ธทว่ั ไป เมอื่ ถงึ วนั ส�ำ คญั เชน่ นี้ มธี รรมเนยี มประเพณปี ฏบิ ตั สิ บื มาทงั้ ชาววดั ชาวบา้ นจะพากันทำ�ความสะอาดวัดวาอาราม อาคาร บา้ นเรือน ในตอนเช้าเขา้ วัดทำ�บญุ ตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรม ถือศีลอุโบสถ ตอนคํ่าวัดท่ัวประเทศจะมีการจัดพิธีเวียนเทียนเป็นกิจกรรมหลัก บางแห่งอาจมี กิจกรรมอ่ืน ๆ เพ่ิมเติมเสริมตามความเหมาะสมเช่นจัดนิทรรศการสนทนาธรรมบำ�เพ็ญประโยชน์ตาม ความเหมาะสมเฉพาะท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดารามจะมีพุทธศาสนิกชนจำ�นวนมากนำ�โคมสวยงามไปแขวน ศาลารายรอบพระอุโบสถถวายเปน็ พุทธบูชา พธิ กี ารเวยี นเทียนในวนั วิสาขบชู ามขี อ้ ควรปฏบิ ตั ิเหมือนวนั สำ�คญั ทางพระพทุ ธศาสนาอน่ื ๆ เชน่ วนั มาฆบชู าครน้ั เสรจ็ พธิ เี วยี นเทยี นแลว้ บางวดั จดั ใหม้ กี ารแสดงธรรมเทศนาพทุ ธประวตั แิ ละปฏบิ ตั ธิ รรมตลอด ทง้ั คนื เพอื่ ถวายเป็นพทุ ธบชู า ปัจจบุ นั เทา่ ท่ที ราบกย็ ังมถี ือปฏบิ ตั อิ ยู่บ้างแตม่ ีอยู่นอ้ ยมาก แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ ตรี วิชาพทุ ธประวัติ
153 วนั วิสาขบชู าไดร้ ับการรบั รองให้เป็นวนั สำ�คัญสากล เม่ือวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๓ นายดอน ปรมัตถ์วนิ ยั โฆษกกระทรวงการตา่ งประเทศ ได้แถลง ต่อส่อื มวลชนวา่ ตามที่การประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลงั กา ระหว่างวนั ที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึง่ มผี แู้ ทนจากประเทศทีน่ บั ถอื พระพุทธศาสนาจำ�นวนมาก อาทิ บังคลาเทศ จนี ลาว เกาหลใี ต้ เวยี ดนาม ภฏู าน อินโดนีเซีย เนปาล กมั พชู า อนิ เดีย ปากีสถาน และไทย ไดต้ กลงทจ่ี ะเสนอใหส้ มชั ชาสหประชาชาตริ บั รองขอ้ มตทิ จี่ ะประกาศใหว้ นั วสิ าขบชู าเปน็ วนั หยดุ ของสหประชาชาติ ต่อมาเม่ือวันท่ี ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาว่า เน่ืองจากวันวิสาขบูชา เป็นวันสำ�คัญของพุทธศาสนิกชนท่ัวโลกเพราะเป็นวันท่ีพระพุทธเจ้า ประสตู ติ รสั รู้ และเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนใหม้ วลมนษุ ยม์ เี มตตาธรรมและขนั ตธิ รรม ตอ่ เพอ่ื นมนษุ ยด์ ว้ ยกนั เพอื่ ใหเ้ กดิ สนั ตสิ ขุ ตอ่ สงั คม อนั เปน็ แนวทางของสหประชาชาตทิ ป่ี ระชมุ จงึ ใหก้ ารรบั รอง โดยฉนั ทามตวิ า่ วนั ดงั กลา่ วเปน็ วนั ทสี่ �ำ นกั งานใหญอ่ งคก์ ารสหประชาชาตแิ ละทที่ �ำ การสมชั ชาจะจดั ใหม้ ี การระลกึ ถึง (Observance) ตามความเหมาะสม การจัดพธิ ีวสิ าขบูชาของชาวพทุ ธนานาชาติ การบชู าวนั เพญ็ เดอื นวิสาขะ ซงึ่ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่าํ เดอื น ๖ ตามปฏทิ นิ จนั ทรคตขิ องไทย คอื คำ�นวณการโคจรของดวงจันทร์เป็นข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งมักจะตรงกับเดือน พฤษภาคม หรือมิถุนายน เฉพาะในประเทศไทยถา้ ปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดอื น ๘ สองหน ใหเ้ ล่ือนไปประกอบพิธใี นวันเพญ็ เดอื น๗สว่ น ประเทศท่ีนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่น ๆ คงจัดให้มีพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๖ แม้ในปีน้ันจะมี เดอื น ๘ สองหน กต็ าม สว่ นกล่มุ ชาวพุทธมหายานบางนิกายทีน่ บั ถอื วา่ เหตกุ ารณท์ ้ัง ๓ น้ันเกิดในวนั ตา่ งกัน ไม่ใช่ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๖ ทุกเหตกุ ารณก์ จ็ ะจดั พธิ ีวิสาขบูชาตามความเช่อื ในนกิ ายของตน เชน่ ชาวพุทธ ญป่ี ุ่นจัดงานฉลองวันประสูตพิ ระพุทธเจ้าตามปฏิทนิ สรุ ิยคติ (ปฏิทนิ สากล) ในวันท่ี ๘ เมษายน สว่ นชาวพุทธ ศรลี ังกา เรียกว่า วสี ัคหรอื วซี กั (Vesak หรอื Wesak Day) ดังนี้ เป็นตน้ แตส่ าระส�ำ คญั ของงานก็ยงั คงเปน็ อยา่ งเดียวกัน ค�ำ บชู าดอกไม้ธูปเทียนวนั วสิ าขบูชา ยะมมั หะ โข มะยงั ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา โย โน ภะคะวา สตั ถา ยัสสะ จะ มะยงั ภะคะวะโต ธมั มัง โรเจมะ อะโหสิ โข โส ภะคะวา มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะรยิ ะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปนั โน ขัตตโิ ย ชาตยิ า โคตะโม โคตเตนะ สกั ยะปุตโต สกั ยะกุลา ปัพพะชิโต สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัมหมะเก สัสสะมะณะ พราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา อะระหงั สมั มาสมั พุทโธ วิชชาจะระณะสมั ปนั โน สคุ ะโต โลกะวทิ ู อะนุตตะโร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนสุ สานัง พทุ โธ ภะคะวา สวากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐโิ ก อะกาลิโก เอหิปัสสโิ ก โอปะนะยโิ ก ปจั จตั ตงั เวทติ พั โพ วิญญหู ิ สุปะฏิปันโน โข ปะนสั สะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะทิทัง จตั ตาริ ปุรสิ ะยุคานิ อฏั ฐะ ปุรสิ ะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อาหุเนยโย ปาหเุ นยโย ทักขิเณยโย อญั ชะลกี ะระณโี ย อะนุตตะรงั ปุญญักเขตตงั โลกัสสะ แนวทางการจัดการเรยี นรูธ้ รรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพุทธประวตั ิ
154 อะยัง โข ปะนะ ถโู ป (ปะฏิมา) ตงั ภะคะวนั ตัง อุททสิ สะ กะโต (อุททิสสะ กะตา) ยาวะ เทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง วิสาขะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ชาติสัมโพธินิพพานะกาละสัมมะตัง ปัตวาอิมัง ฐานัง สัมปัตตา อิเม ทัณฑะทีปะธูปาทิสักกาเร คะเหตวา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภจุ เจ คเุ ณ อะนุสสะรันตา อมิ งั ถปู งั (อิมัง ปะฏมิ ัง) ติกขตั ตงุ ปะทกั ขณิ ัง กะริสสามะ อมิ งั ยะถาคะหิ เตหิ สักกาเรหิ ปูชงั กุรมุ านา สาธุ โน ภนั เต ภะคะวา สุจริ ะปะรนิ พิ พุโตปิ ญาตพั เพหิ คเุ ณหิ อะตตี ารัมมะณะ ตายะ ปญั ญายะมาโน อเิ ม อัมเหหิ คะหิเต สกั กาเร ปะฏิคคัณหาตุ อมั หากงั ทฆี ะรตั ตงั หิตายะ สขุ ายะ. คำ�แปล เราท้ังหลายถึงซ่ึงพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดว่าเป็นท่ีพ่ึง พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นศาสดา ของเราทง้ั หลายและเราทงั้ หลายชอบซงึ่ ธรรมของพระผมู้ พี ระภาคพระองคใ์ ด พระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ น้ั แล ไดอ้ บุ ตั แิ ลว้ ในหมมู่ นษุ ยช์ าวอรยิ กะในมชั ฌมิ ชนบท พระองคเ์ ปน็ กษตั รยิ โ์ ดยพระชาติ เปน็ โคดมโดยพระโคตร, เปน็ ศากยบตุ รเสด็จออกบรรพชาแลว้ แตศ่ ากยสกลุ เป็นผู้ตรสั รู้พรอ้ มเฉพาะแล้ว ซ่งึ พระอนตุ ตรสัมมาสัมโพธิ ญาณในโลกพร้อมท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมท้ังสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระผู้มีพระภาคพระองค์น้ัน เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เปน็ ผู้เสดจ็ ไปดแี ลว้ เปน็ ผ้รู ู้แจ้งโลก เปน็ สารถแี หง่ บรุ ุษควรฝึกได้ ไมม่ ผี ู้อ่ืนยิ่งไปกว่า เปน็ ศาสดาของเทวดา และมนษุ ย์ท้งั หลาย เป็นผู้ตน่ื แล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เปน็ ผมู้ โี ชค โดยไม่ต้องสงสัยแล อนงึ่ พระธรรมอนั พระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ น้ั ตรสั ดแี ลว้ อนั ผบู้ รรลจุ ะพงึ เหน็ เองไมป่ ระกอบดว้ ยกาล ควรเรยี กใหม้ าดู ควรนอ้ มเขา้ มาอนั วญิ ญชู นพงึ รเู้ ฉพาะตนและพระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ น้ั เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ติ รงแลว้ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั เิ ปน็ ธรรม เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั สิ มควรน้ี คอื คแู่ หง่ บรุ ษุ สี่ บรุ ษุ บคุ คล แปดน่ีพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ควรของคำ�นับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำ�บุญ เปน็ ผคู้ วรท�ำ อญั ชลี เปน็ นาบญุ ของโลก ไมม่ นี าบญุ อนื่ ยงิ่ กวา่ พระสถปู (พระปฏมิ า) นแี้ ล นกั ปราชญไ์ ดอ้ ทุ ศิ เฉพาะ ต่อพระผู้มีพระภาคพระองค์น้ันสร้างไว้แล้วเพียงเพ่ือระลึกถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์น้ันด้วยทรรศนะแล้ว ได้ความเลื่อมใสและสังเวช บัดนี้ เราทั้งหลายมาถึงกาลวิสาขปุณณมีเป็นที่รู้กันว่ากาลเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ และเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พานแหง่ พระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ นั้ จงึ มาประชมุ กนั แลว้ ณ ทน่ี ี้ ถอื สกั การะมปี ระทปี ดา้ ม และธปู เปน็ ตน้ เหลา่ นี้ ท�ำ กายของตนใหเ้ ปน็ ดงั ภาชนะรบั เครอื่ งสกั การะ ระลกึ ถงึ พระคณุ ตามเปน็ จรงิ ทง้ั หลาย ของพระผู้มีพระภาคพระองค์น้ันบูชาด้วยสักการะอันถือไว้แล้วอย่างไรจักทำ�ประทักษิณสิ้นวาระสามรอบซึ่ง พระสถูป (พระปฏมิ า) นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคแม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานมาแล้วยังปรากฏอยู่ ด้วยพระคุณสมบัติ อันข้าพระพุทธเจา้ ท้ังหลายจะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับเครื่องสักการะ อนั ข้าพระพุทธเจ้าท้ังหลายถือไวแ้ ล้วนี้ เพ่อื ประโยชน์ เพอื่ ความสขุ แกข่ า้ พระพทุ ธเจา้ ท้งั หลายสน้ิ กาลนานเทอญ. สถานที่ประกอบพิธีเวียนเป็นสถูปหรือเจดีย์ใช้คำ�ว่า ถูโป ถูปัง ถ้าสถานท่ีน้ันเป็นพระพุทธรูป หรอื อุโบสถใหเ้ ปล่ยี นใช้ค�ำ ในวงเล็บวา่ ปะฏิมา อทุ ทิสสะ กะตา, อมิ งั ปะฏิมัง แทน แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี วิชาพทุ ธประวตั ิ
155 ใบความรทู้ ่ี ๑๗ วนั อฏั ฐมบี ชู า วันอัฏฐมีบชู า อัฏฐมีบูชา หมายถึง การบูชาในวัน ๘ ค่ํา ซึ่งตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของ พระพุทธเจา้ นบั เป็นวันที่ ๘ หลงั เสด็จดับขันธปรนิ ิพพาน ตรงกับ แรม ๘ คาํ่ เดือน ๖ ของไทย ความเป็นมาของวันอัฏฐมบี ชู า เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ไดเ้ สดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน ณ พระแทน่ บรรทมระหวา่ งตน้ สาละคใู่ นสาลวโนทยาน เมอื งกสุ ินารา เมอื่ วันเพ็ญเดือน ๖ กอ่ นพุทธศักราช ๑ ปี พวกมัลลกษัตริย์แหง่ เมอื งกุสนิ ารา ได้ทำ�การบูชา สักการะพระพุทธสรีระด้วยดอกไม้ของหอมและประโคมเครื่องดนตรีทุกชนิดท่ีมีอยู่ในเมืองกุสินารา ตลอด ๗ วนั ในวนั ท่ี ๘ ใหเ้ จ้ามลั ละระดับหัวหนา้ ๘ คน สระสรงเกลา้ ผม นงุ่ ห่มผา้ ใหมอ่ ัญเชญิ พระพทุ ธสรีระ ไปทางทิศตะวันออกของพระนคร เพื่อท�ำ การถวายพระเพลิง ณ มกุฏพนั ธนเจดีย์ ในวันแรม ๘ ค่ํา เดือน ในวนั ถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระ ณ มกฏุ พันธนเจดีย์ มพี ระสงฆส์ าวกจำ�นวนมากมาชุมนุมกัน โดยมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่มีพระอนุรุทธเถระและพระอานนท์เถระ เป็นต้น ในฝ่ายเมืองมีพวกมัลลกษัตริย์พร้อมชาวเมืองกุสินาราและเมืองใกล้เคียงมาร่วมชุมนุม เพ่ือร่วมพิธี ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเป็นวันเศร้าโศกเสียใจของปุถุชนและธรรมสังเวชเกิดข้ึนแก่พระอรหันต์ เพราะการสญู เสยี แหง่ พระพุทธสรีระ วันอัฏฐมีบูชา เริ่มมีมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอน ท้ังไม่ได้กำ�หนดเป็นงานพระราชพิธี และทางราชการยงั ไมร่ บั รองใหเ้ ปน็ วนั ส�ำ คญั แตเ่ ดมิ สว่ นใหญม่ กี ารจดั พธิ เี วยี นเทยี นในวดั ทตี่ งั้ อยใู่ นสว่ นกลาง เป็นส่วนใหญ่ส่วนภูมิภาคมีจัดเฉพาะวัดที่อยู่ในเขตเมืองเท่านั้น ทำ�ให้ไม่ค่อยมีคนทราบถึงความสำ�คัญ ของวันอัฏฐมบี ูชา การจัดพิธอี ฏั ฐมีบูชา การจัดพิธอี ัฏฐมบี ูชามกี ารจัดเป็น ๒ รูป แบบ คือ แบบที่ ๑ จดั พธิ ีเวยี นเทยี นเช่นเดยี วกบั วนั ส�ำ คญั อน่ื ๆ คอื วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันมาฆบชู า แบบท่ี ๒ จัดพธิ ีถวายพระเพลงิ พระบรมศพจ�ำ ลอง เคยเหน็ มกี ารจดั ทวี่ ัดพลับพลาชัย อ�ำ เภอเมือง จังหวดั เพชรบรุ ี แต่จัดเพียงครง้ั คราวไม่ไดจ้ ดั เปน็ ประเพณี สว่ นท่ีอืน่ ก็คงมีบ้างแตค่ งไม่มากนกั สว่ นท่ีจัดจน เปน็ ประเพณนี น้ั ปรากฏวา่ มปี ระเพณกี ารจดั พธิ ถี วายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะจ�ำ ลองทวี่ ดั พระบรมธาตทุ งุ่ ยงั้ อำ�เภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยประเพณีมีมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอน ปัจจุบันประเพณีนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนโดยจัดเป็นงาน “วันอัฏฐมีบูชารำ�ลึกเมืองทุ่งยั้ง” ณ วดั พระบรมธาตุทุ่งยงั้ อ�ำ เภอลบั แล จงั หวัดอุตรดิตถ์ เปน็ ประจำ�ทุกปี โดยกำ�หนดจดั งานในวนั วสิ าขบชู า คือ วนั ข้นึ ๑๕ ค่าํ เดอื น ๖ ถึงวนั แรม ๘ คา่ํ เดือน ๖ รวม ๙ วัน กจิ กรรมในงานมกี ารแสดงแสงสเี สียงตง้ั แต่ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน จนถึงพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ (จำ�ลอง) มีประชาชนชาว จงั หวัดอตุ รดิตถ์และจังหวดั ใกลเ้ คยี งเขา้ ชมเป็นจ�ำ นวนมาก แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชนั้ ตรี วิชาพทุ ธประวตั ิ
156 เพอ่ื เป็นการรกั ษาวนั อฏั ฐมบี ชู าไมใ่ หเ้ ลอื นหายไปจากประเทศไทย หวังว่าพทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จะได้ช่วยกันรณรงค์ให้เห็นความสำ�คัญของวันอัฏฐมีบูชา สืบสานการประกอบพิธี อฏั ฐมีบชู าให้คงอยู่สืบไป ค�ำ บชู าดอกไม้ ธปู เทียนวันอฏั ฐมบี ชู า ยะมมั หะ โข มะยัง ภะคะวันตงั สะระณงั คะตา โย โน ภะคะวา สัตถา ยสั สะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อะโหสิ โข โส ภะคะวา มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน ขัตติโย ชาติยา โคตะโม โคตเตนะ สกั ยะปุตโต สกั ยะกลุ า ปพั พะชิโต สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรมั หมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ นิสสัง สะยงั โข โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสมั พุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปรุ ิสทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา สวากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวา ธัมโมสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเว ทิตัพโพ วิญญูหิ สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามี จปิ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทงั จัตตาริ ปรุ ิสะยุคานิ อัฏฐะ ปรุ สิ ะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหเุ นยโย ปาหเุ นยโย ทักขิเณยโย อัญชลีกะระณโี ย อะนตุ ตะรัง ปญุ ญกั เขตตัง โลกสั สะ อะยัง โข ปะนะ ถูโป (ปฏิมา) ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กโต (อุททิสสะ กตา) ยาวะ เทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ มะยัง โข เอตะระหิอิมัง วิสาขะปณุ ณะมิโตปะรัง อฏั ฐะมีกำ�ลัง ตสั สะ ภะคะวะโต สรีรัชฌาปะนะกาละ สมั มะตงั ปตั วาอมิ ัง ฐานงั สมั ปัตตา อเิ ม ทัณฑะทีปะธูปะปปุ ผาทิสกั กาเร คะเหตวา อัตตะโน กายงั สักการปุ ะธานัง กะริตวา ตสั สะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา อิมัง ถูปัง (อิมังปะฏิมัง) ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ ยะถา คะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชงั กุรมุ านา สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สจุ ิระปะรนิ พิ พุโตปิ ญาตพั เพหิ คุเณหิ อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ. ค�ำ แปล เราท้ังหลายถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดว่าเป็นที่พ่ึง พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นศาสดา ของเราทงั้ หลายและเราทง้ั หลายชอบธรรมของพระผมู้ พี ระภาคพระองคใ์ ด พระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ นั้ แลได้ อุบัติแล้วในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะในมัชฌิมชนบท พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เป็นโคดมโดยพระโคตร เป็นศากยบุตรเสด็จออกบรรพชาแล้วแต่ศากยสกุลเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซ่ึงพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณในโลก พรอ้ มทง้ั เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมสู่ ตั วพ์ รอ้ มทงั้ สมณพราหมณ์ เทวดาและมนษุ ยพ์ ระผมู้ ี พระภาคนั้น เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีแห่งบุรุษควรฝึกได้ ไม่มีผู้อื่นย่ิงไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย เปน็ ผูต้ ่นื แลว้ เปน็ ผูเ้ บกิ บานแลว้ เป็นผูม้ ีโชคโดยไม่ตอ้ งสงสัยแล แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
157 อน่ึง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคน้ันตรัสดีแล้วอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตนและพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าน้ัน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว แลเป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติสมควรนี้ คือ คู่แห่งบุรุษส่ี บรุ ษุ บคุ คลแปดนี่ พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผคู้ วรของค�ำ นบั เปน็ ผคู้ วรของตอ้ นรบั เปน็ ผคู้ วรของท�ำ บญุ เป็นผู้ควรทำ�อัญชลี (ประนมมือไหว้) เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอ่ืนยิ่งกว่าพระสถูป (พระปฏิมา) นี้แล นกั ปราชญไ์ ดอ้ ทุ ศิ เฉพาะตอ่ พระผมู้ พี ระภาคนนั้ สรา้ งไวแ้ ลว้ เพยี งเพอ่ื ระลกึ ถงึ พระผมู้ พี ระภาคนนั้ ดว้ ยทรรศนะ แลว้ ไดค้ วามเลื่อมใสและสังเวช บัดนี้ เราท้งั หลายมาถึงกาลอัฏฐมีบชู า หลงั จากวันวิสาขปณุ ณมีเปน็ ทร่ี กู้ นั วา่ กาลเปน็ ทถี่ วายพระเพลงิ พระสรรี ะแหง่ พระผมู้ พี ระภาคจงึ มาประชมุ กนั แลว้ ณ ทนี่ ี้ ถอื สกั การะมปี ระทปี ดา้ ม และธูป เป็นต้น เหล่านี้ ท�ำ กายของตนให้เปน็ ดังภาชนะรองรับเครือ่ งสักการะ ระลกึ ถงึ พระคุณตามเป็นจริง ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคน้ัน บูชาด้วยสักการะอันถือไว้แล้วอย่างไรจักทำ�ประทักษิณสิ้นวาระสามรอบ ซึง่ พระสถูป (พระปฏมิ า) นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคแม้เสด็จปรินิพพานนานมาแล้วยังปรากฏอยู่ด้วย พระคุณสมบัติ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับซ่ึงเคร่ืองสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วน้ี เพ่ือประโยชน์เพ่ือความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าท้ังหลายส้ินกาลนาน เทอญ. แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชัน้ ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
158 ใบความรู้ท่ี ๑๘ วนั อาสาฬหบชู า วนั อาสาฬหบชู า วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ (ประมาณเดอื นกรกฎาคม) ในปีทีม่ อี ธิกมาสเล่ือนไปจัดพธิ ใี นวนั เพญ็ เดอื น ๘ หลัง ความสำ�คญั ของวันอาสาฬหบชู า วนั อาสาฬหบูชา มเี หตุการณ์ส�ำ คัญท่เี กยี่ วข้องกบั พระพทุ ธศาสนาเกิดขึ้นหลายประการ ภายหลงั จากพระพุทธเจา้ ตรัสรไู้ ด้ ๒ เดือน พอสรปุ ไดด้ งั น้ี ๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศนากัณฑ์แรก) คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แกป่ ัญจวัคคีย์ และฤาษีโกณฑญั ญะได้บรรลดุ วงตาเหน็ ธรรม (โสดาบัน) แล้วทูลขอบวช ๒. เป็นวันท่ีมีพระสงฆ์สาวกเกิดขึ้นเป็นองค์แรกในโลก คือ ฤาษีโกณฑัญญะได้บวชเป็นภิกษุ องคแ์ รกในพระพุทธศาสนาดว้ ยวิธีเอหภิ กิ ขอุ ปุ สัมปทา ๓. เปน็ วันแรกทีม่ พี ระรตั นตรยั ครบบริบรู ณ์ ๓ ประการ ความเปน็ มาของวันอาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นวันท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซ่ึงเป็นพระธรรมเทศนา กณั ฑแ์ รก โปรดปญั จวคั คยี ์ท่ีปา่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั (ปจั จบุ ันเรียกสารนาถ) แขวงเมอื งพารณสี เม่อื วนั เพญ็ กลางเดือน ๘ ภายหลังการตรัสรู้ ๒ เดือน พอจบพระธรรมเทศนา ฤาษีโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม สำ�เร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตา เห็นธรรมแล้วจึงทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิวะตะโภโกณฑัญโญ อัญญาสิวะตะโภโกณฑัญโญ แปลว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอด้วยเหตุน้ีฤาษีโกณฑัญญะจึงได้นามว่าอัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฤาษีโกณฑัญญะได้ทูลขอบวช พระองค์ทรงประทานการบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยพระดำ�รัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิดธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพ่ือทำ�ท่ีสุดทุกข์ โดยชอบเถดิ จงึ นบั วา่ พระอญั ญาโกณฑญั ญะเปน็ พระสงฆอ์ งคแ์ รกและมพี ระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ เกดิ ข้ึนครบบรบิ รู ณใ์ นวนั น้นั วันอาสาฬหบูชายังเรียกกนั วา่ วันพระสงฆอ์ ีกดว้ ย ประเทศไทยได้ประกาศให้มีพิธีอาสาฬหบูชาเมื่อวันท่ี ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรมครั้ง ดำ�รงตำ�แหน่งสังฆมนตรี ช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอคณะสังฆมนตรีให้เพิ่มวันศาสนพิธีเพื่อทำ�พุทธบูชาขึ้นอีกวันหน่ึง คือ วันธรรมจักรหรือวันอาสาฬหบูชา คณะสังฆมนตรีมีมติเห็นชอบ โดยให้กำ�หนดว่าวันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนา และทางรัฐบาลก็ได้เห็นความสำ�คัญของวันดังกล่าวจึงได้ประกาศให้ เปน็ วันหยดุ ราชการจนกระทงั่ ปัจจบุ ันน้ี แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี วิชาพุทธประวตั ิ
159 วนั อาสาฬหบชู ามปี ฏบิ ตั เิ ฉพาะในประเทศไทยเทา่ นน้ั ส�ำ หรบั ชาวพทุ ธในประเทศทน่ี บั ถอื พระพทุ ธ ศาสนาอ่นื ๆ ไมไ่ ด้มีการจดั พิธแี ต่อย่างใด พระราชพธิ ใี นวนั อาสาฬหบชู า ในการพระราชพิธีเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ในปัจจุบันพิธีหลวงมิได้มีการเวียนเทียนเหมือน วันวสิ าขบูชาและวันมาฆบชู า แตเ่ ป็นพิธีจดั ต่อเนื่องกัน ๒ วัน คือ วันอาสาฬหบชู าและวันเข้าพรรษา เรยี กวา่ พระราชพิธี ทรงบำ�เพ็ญพระราชกุศล เน่ืองในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา สำ�หรับพระราชกิจ ในการพระราชพิธวี ันอาสาฬหบูชาพอสรปุ ไดด้ งั น้ี ในวนั ขน้ึ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๘ วนั อาสาฬหบชู า เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ ไปยงั พระอโุ บสถ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวงั ทรงจดุ เทยี นพรรษาบชู า พระรัตนตรัย ทรงจุดเทียนท้ายที่น่ังและถวายพานพุ่มเทียน พุ่มต้นไม้บูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพทุ ธพรรณี พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัยทรงจุดเทยี นเครื่องนมสั การทองใหญ่ (เคร่อื งบูชาส�ำ หรับพระมหากษัตรยิ ์ จดุ บูชาพระรตั นตรยั ในงานพระราชพิธี) ทรงจดุ เทียนชนวนพระราชทาน แกเ่ จ้าพนกั งานเพ่ือนำ�ไปถวายเจา้ อาวาสสำ�หรบั จดุ เทียนพรรษาทท่ี รงอุทิศตามพระอารามหลวงต่าง ๆ และ ถวายพระราชวงศ์ เพื่อจุดเทียนท่ีพระศรีรัตนเจดีย์หอพระมณเฑียรธรรม หอพระศาสตราคมในพระบรม มหาราชวงั ทม่ี ไิ ดเ้ สดจ็ พระราชด�ำ เนนิ ไป ทรงจดุ ดว้ ยพระองคเ์ อง ทรงประเคนพมุ่ เทยี นแดส่ มเดจ็ พระสงั ฆราช สมเดจ็ พระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระภกิ ษนุ าคหลวงเมอ่ื พระสงฆถ์ วายอดเิ รกออกจากพระอโุ บสถแลว้ จงึ เสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ กลบั วนั อาสาฬหบชู าพทุ ธศาสนกิ ชนพงึ ปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกบั วนั มาฆบชู าและวนั วสิ าขบชู า ค�ำ บชู าดอกไมธ้ ปู เทียนวันอาสาฬหบูชา ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา โย โน ภะคะวา สัตถา ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อะโหสิ โข โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สัตเตสุ การุญญัง ปะฏิจจะ กะรุณายะโก หิเตสิ อะนุกัมปัง อุปาทายะ อาสาฬหะปุณณะมิยัง พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ปัญจะวัคคยิ านงั ภิกขนู งั อะนตุ ตะรัง ธมั มะจกั กัง ปะฐะมงั ปะวตั เตตะวา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาเสส.ิ ตสั มิญจะ โข สะมะเย ปญั จะวคั คิยานัง ภกิ ขูนัง ปะมุโข อายัสมา อัญญาโกณฑัญโญ ภะคะวะโต ธมั มัง สุตวา วริ ะชงั วตี ะมะลงั ธมั มะจักขงุ ปะฏิละภิตวา ยงั กิญจิ สะมุทะยะธมั มงั สัพพันตงั นิโรธะธัมมันติ ภะคะวันตัง อุปะสัมปะทัง ยาจิตวา ภะคะวะโต เยวะ สันติกา เอหิภิกขุอุปะสัมปะทัง ปะฏิละภิตะวา ภะคะวะโต ธมั มะวนิ ะเย อะรยิ ะสาวะกะสังโฆ โลเก ปะฐะมงั อุปปนั โน อะโหสิ พุทธะระตะนติ ธัมมะระตะ นัง สังฆะระตะนัง ติระตะนงั สมั ปุณณงั อะโหสิ. มะยัง โข เอตะระหิ อมิ งั อาสาฬหะปณุ ณะมีกาลัง ตสั สะ ภะคะวะโต ธัมมะจกั กปั ปะวตั ตะนะ กาละสัมมะตัง อะริยะสาวะกะสังฆะอุปปัตติกาละสัมมะตัญจะ ระตะนัตตะยะสัมปุณณะกาละสัมมะตัญจะ ปัตตวา อิมัง ฐานัง สัมปัตตา อิเม สักกาเร คะเหตวา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนสุ สะรนั ตา อมิ งั ถูปงั (อิมัง พทุ ธะปฏมิ งั ) ตกิ ขตั ตุง ปะทกั ขิณงั กะริสสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศึกษา ช้นั ตรี วชิ าพุทธประวตั ิ
160 อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หติ ายะ สุขายะ. ค�ำ แปล เราท้ังหลายถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดว่าเป็นท่ีพ่ึง ท่ีระลึก พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด เปน็ พระศาสดาของเราทงั้ หลาย และเราทง้ั หลายชอบใจพระธรรมของพระผมู้ พี ระภาคพระองคใ์ ด พระผมู้ พี ระภาค พระองค์นั้นเป็นพระอรหันตสมั มาสัมพทุ ธเจ้า พระองค์ทรงอาศยั ความกรุณาในหมู่สตั ว์ ทรงพระมหากรณุ า มพี ระทยั ใฝป่ ระโยชน์เก้อื กูล ทรงอาศยั ความเอน็ ดู ทรงแสดงพระธรรมจกั รประกาศอรยิ สัจ ๔ เปน็ ครั้งแรก แก่ปัญจวัคคีย์ ทปี่ ่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกล้กรงุ พาราณสี ในวนั อาสาฬหปณุ ณมี อนง่ึ สมยั นนั้ แลทา่ นโกณฑญั ญะผเู้ ปน็ ประธานของปญั จวคั คยี ไ์ ดฟ้ งั ธรรมของพระผมู้ พี ระภาคแลว้ ไดธ้ รรมจกั ษอุ นั บรสิ ทุ ธปิ์ ราศจากมลทนิ วา่ “สง่ิ ใดสง่ิ หนง่ึ มคี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดา สง่ิ นน้ั ทง้ั มวลลว้ นมคี วาม ดบั เปน็ ธรรมดา” จงึ ทลู ขออปุ สมบทตอ่ พระผมู้ พี ระภาคไดร้ บั เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมบทจากส�ำ นกั ของพระผมู้ พี ระภาค เกดิ เปน็ อรยิ สาวกองคแ์ รกในโลกในพระธรรมวนิ ยั ของพระผมู้ พี ระภาคและในสมยั แมน้ นั้ แลพระสงั ฆรตั นะได้ บงั เกดิ ขน้ึ เปน็ ครง้ั แรก พระรัตนตรัย คอื พระพทุ ธรัตนะ พระธรรมรตั นะ พระสงั ฆรตั นะ ได้สมบรู ณ์แลว้ ในโลก บดั น้ี เราทงั้ หลายมาประจวบมงคลสมยั วนั อาสาฬหปณุ ณมี วนั เพญ็ เดอื น ๘ อนั เปน็ ทยี่ อมรบั กนั วา่ เป็นวันที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงประกาศพระธรรมจักรเป็นวันที่เกิดขึ้นแห่งพระอริยสงฆ์สาวก และเปน็ วนั ทีพ่ ระรตั นตรยั สมบรู ณ์ คือ ครบ ๓ รตั นะจงึ มาประชุมพร้อมกนั แลว้ ณ ทน่ี ้ี ถอื เคร่อื งสักการะ เหล่าน้ีทำ�กายของตนให้เป็นดังเครื่องรองรับเครื่องสักการะระลึกถึงพระคุณตามเป็นจริงทั้งหลายของ พระผู้มีพระภาคพระองค์น้ัน จักทำ�ประทักษิณรอบพระสถูปน้ี (พระปฏิมา) สิ้นวาระ ๓ รอบ น้อมบูชาอยู่ ด้วยเคร่ืองสักการะที่ถอื กนั อยู่ ณ บดั น้ี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่ยังปรากฏ อยู่ด้วยพระคุณซ่ึงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับเคร่ืองสักการะ อนั ขา้ พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายถอื ไวน้ ้ี เพอื่ ประโยชน์ เพอื่ ความสขุ แกข่ า้ พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลาย สน้ิ กาลนานเทอญ. แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้ันตรี วิชาพทุ ธประวัติ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๗ 161 ธรรมศึกษาช้ันตรี สาระการเรียนรวู้ ชิ าพุทธประวตั ิ เวลา..............ชั่วโมง เร่อื ง ความเป็นมา ปฏบิ ตั ิในพิธที ำ�บญุ เล้ียงพระและพธิ ีการถวายทาน ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ธศ ๒ รู้และเข้าใจพุทธประวัติ ความสำ�คัญของพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตนเป็น พทุ ธศาสนิกชนที่ดี และธ�ำ รงรักษาพระพทุ ธศาสนา ๒. ผลการเรียนรู้ รู้และเขา้ ใจความเป็นมา ปฏิบตั ิในพิธที ำ�บญุ เลย้ี งพระและพิธีการถวายทาน ๓. สาระส�ำ คญั พธิ ีทำ�บุญเลีย้ งพระ พธิ กี ารถวายทาน ๔. จดุ ประสงค์การเรียนรู้/เน้อื หา ๑. นกั เรยี นบอกความเปน็ มาและความส�ำ คญั พิธที �ำ บุญเลี้ยงพระได้ ๒. นกั เรยี นบอกความเป็นมาและความส�ำ คญั พิธกี ารถวายทานได้ ๕. สาระการเรยี นรู้ พธิ ที �ำ บุญเลย้ี งพระ - ความเปน็ มาของพธิ ีท�ำ บุญเลยี้ งพระ - การเตรียมการในพิธีท�ำ บุญ - พธิ ีสวดมนตเ์ ยน็ - ฉันเช้า - แนวทางการจัดพิธีทำ�บุญในงานตา่ ง ๆ - พิธที ำ�บุญคลา้ ยวันเกดิ ทำ�บุญบ้าน ทำ�บญุ อาคารสำ�นักงาน - การบูชาขา้ วพระพุทธ - พธิ ที �ำ บญุ ขึ้นบ้านใหม่ เปิดอาคารส�ำ นักงาน พธิ กี ารถวายทาน - พิธีถวายทาน - พิธถี วายสงั ฆทาน - การเตรยี มการและล�ำ ดบั พิธี - ข้อควรทราบ - ค�ำ ถวายสงั ฆทาน (สามัญ) แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชนั้ ตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
162 ๖. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ขน้ั สืบค้นและเชื่อมโยง ๑. นักเรียนดูภาพงานพธิ ีท�ำ บุญเลี้ยงพระ (พิธีท�ำ บญุ ทำ�บุญวันเกิด ท�ำ บุญบ้าน) โดยใช้ค�ำ ถาม เพ่อื ทบทวนและเช่อื มโยงไปสู่การเรยี นรู้ ดังนี้ - ภาพทน่ี ักเรียนเหน็ เกีย่ วกบั พธิ อี ะไร - ท�ำ ไมตอ้ งมพี ิธกี ารทำ�บุญเล้ียงพระ ฯลฯ ๒. ครูให้นักเรียนทุกคนร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับพิธีทำ�บุญเล้ียงพระและพิธีการถวายทาน โดยเขยี นอธบิ ายลงในกระดาษที่ครแู จกให้ สุ่มตวั อยา่ งนักเรยี นนำ�เสนอหน้าชั้นเรยี น ข้ันฝกึ ๓. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม จากน้ัน ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ท่ี ๑๙ เรือ่ ง พิธีทำ�บญุ เล้ียงพระ และใบความรทู้ ่ี ๒๐ เร่ือง พธิ กี ารถวายทาน โดยจบั ฉลากเลือกหวั ข้อตามกลุ่ม ดังนี้ กล่มุ ที่ ๑ ศกึ ษาเร่ือง พิธที �ำ บุญเลยี้ งพระ (ความเป็นมาของพธิ ที �ำ บุญเล้ยี งพระ) กลมุ่ ที่ ๒ ศกึ ษาเร่อื ง พธิ ีทำ�บุญเล้ยี งพระ (แนวทางการจัดพิธีท�ำ บุญในงานตา่ ง ๆ) กลมุ่ ที่ ๓ ศกึ ษาเร่อื ง พิธกี ารถวายทาน และใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ เขยี นสรปุ ความส�ำ คญั ในหวั ขอ้ ทกี่ ลมุ่ ตนศกึ ษาลงในใบกจิ กรรมที่ ๑๐ ๔. ให้นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ส่งตัวแทนออกมานำ�เสนอทลี ะกลุม่ ตามท่ีได้ศึกษา ขัน้ ประยุกต์ ๕. ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปความเป็นมาและความสำ�คัญของพิธีทำ�บุญเลี้ยงพระและพิธีการ ถวายทาน ๖. นกั เรยี นท�ำ ใบกจิ กรรมท่ี ๑๑ แล้วน�ำ มาส่งครใู นเวลาท่กี ำ�หนด ๗. นกั เรยี นท�ำ แบบทดสอบหลงั เรยี น และครตู รวจใหค้ ะแนน ๗. ภาระงาน/ช้ินงาน ท่ ี ภาระงาน ช้ินงาน ใบกจิ กรรมท่ี ๑๐ ๑ สรุปความเปน็ มาและความสำ�คญั พิธีทำ�บญุ เลยี้ งพระ ใบกจิ กรรมที่ ๑๐ ใบกิจกรรมที่ ๑๑ ๒ สรุปความเปน็ มาและความสำ�คญั พธิ กี ารถวายทาน ๓ ตอบคำ�ถามความสำ�คญั ของพธิ ีท�ำ บญุ เลยี้ งพระและพิธีการถวายทาน แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี วิชาพุทธประวตั ิ
163 ๘. สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. ภาพงานพธิ ที ำ�บุญเลย้ี งพระ (พิธที ำ�บุญ ทำ�บญุ วนั เกดิ ท�ำ บญุ บา้ น) ๒. ใบความรู้ท่ี ๑๙ เร่อื ง พธิ ีท�ำ บุญเล้ยี งพระ ๓. ใบความรู้ที่ ๒๐ เรือ่ ง พธิ ีการถวายทาน ๔. ใบกจิ กรรมท่ี ๑๐ - ๑๑ ๕. แบบทดสอบหลังเรียน ๙. การวดั ผลและประเมินผล ส่ิงที่ตอ้ งการวัด วิธีวดั เครื่องมอื เกณฑก์ ารประเมิน ๑. บอกความเปน็ มาและ - ตรวจผลงาน - แบบประเมิน ผ่าน = ไดค้ ะแนนตง้ั แตร่ อ้ ยละ ๖๐ ขึน้ ไป ไม่ผ่าน = ได้คะแนนตำ่� กวา่ ร้อยละ ๖๐ ความส�ำคญั พิธที �ำบุญ ผลงาน เลีย้ งพระได้ ๒. บอกความเป็นมาและ ความส�ำคญั พิธกี ารถวาย ทานได้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ชน้ั ตรี วชิ าพุทธประวตั ิ
164 ข้อ ที่ แบบประเมนิ ผลงาน ๑ คะแนน ๓ คะแนน ตอบคำ�ถามถูกตอ้ ง ใบกิจกรรมท่ี ๑๑ ตรงประเดน็ นอ้ ย ๑ - ๕ ตอบค�ำ ถามถกู ต้อง ตรงประเด็น ระดับคะแนน ๒ คะแนน ตอบค�ำ ถามถกู ต้อง ตรงประเดน็ ส่วนใหญ ่ เกณฑก์ ารตดั สนิ เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขึน้ ไป ๙ - ๑๕ ไมผ่ ่าน ตำ�่ กว่า ๖๐ ๐-๘ หมายเหต ุ เกณฑก์ ารตดั สินสามารถปรบั ใชต้ ามความเหมาะสมกับกลมุ่ เปา้ หมาย แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบทดสอบหลังเรียน เกณฑก์ ารประเมิน ตอบถูกได้ ๑ คะแนน ตอบผิดได้ ๐ คะแนน เกณฑ์การตดั สิน เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ข้ึนไป ๓-๕ ไมผ่ า่ น ต่�ำกว่า ๖๐ ๐-๒ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นตรี วิชาพุทธประวตั ิ
165 ใบกจิ กรรมท่ี ๘ พธิ ีทำ�บุญเล้ยี งพระและพิธกี ารถวายทาน กลมุ่ ที.่ ................... ชือ่ ......................................................................................ชั้น.....................เลขท่ี........................... ชอ่ื ......................................................................................ชัน้ .....................เลขท่ี........................... ชื่อ......................................................................................ชนั้ .....................เลขท่.ี .......................... ช่ือ......................................................................................ชั้น.....................เลขที่........................... คำ�ชแ้ี จง ให้นักเรียนสรุปความเป็นมาและความสำ�คัญของพิธีทำ�บุญเล้ียงพระและพิธีการถวายทาน ตามหัวข้อท่กี �ำ หนด และสง่ ตวั แทนน�ำ เสนอหนา้ ชน้ั เรยี น กลุม่ ท่ี ๑ ศึกษาเรือ่ ง พิธีท�ำบุญเล้ียงพระ (ความเป็นมาของพธิ ที �ำบญุ เลี้ยงพระ) กลุม่ ที่ ๒ ศกึ ษาเรอื่ ง พธิ ที �ำบญุ เลี้ยงพระ (แนวทางการจดั พิธที �ำบุญในงานตา่ ง ๆ) กลุ่มท่ี ๓ ศึกษาเรือ่ ง พิธกี ารถวายทาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชนั้ ตรี วิชาพุทธประวตั ิ
166 ใบกจิ กรรมท่ี ๑๑ พิธที �ำ บุญเลยี้ งพระและพธิ ีการถวายทาน ชือ่ ......................................................................................ชั้น.....................เลขท.ี่ .......................... ค�ำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนตอบค�ำถามตอ่ ไปนี้ จ�ำนวน ๕ ข้อ (๑๕ คะแนน) ๑. ในงานท�ำ บญุ ตา่ ง ๆ มีผเู้ ก่ยี วขอ้ งในการปฏบิ ัติกฝ่ี า่ ย มีใครบา้ ง ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๒. การบูชาข้าวพระพุทธ มีความสำ�คญั อยา่ งไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๓. ปฏิบคุ ลิกทานต่างจากสังฆทานอยา่ งไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๔. จงเขียนคำ�ถวายสังฆทานประเภทสามัญ พรอ้ มทงั้ ค�ำ แปล ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๕. ทานวตั ถุ คืออะไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศกึ ษา ช้ันตรี วชิ าพุทธประวัติ
167 เฉลยใบกจิ กรรมที่ ๑๑ พธิ ที �ำบุญเลย้ี งพระและพธิ กี ารถวายทาน ๑. ในงานท�ำบุญตา่ ง ๆ มผี ้เู กี่ยวข้องในการปฏบิ ตั กิ ฝี่ า่ ย มีใครบ้าง ตอบ ในการท�ำบุญตา่ ง ๆ มผี ้เู กีย่ วข้องในการปฏบิ ัติ ๒ ฝ่าย คอื ๑. ฝ่ายเจา้ ภาพ คือ ทายก ทายกิ า ผูป้ ระกอบการท�ำบุญ ๒. ฝ่ายปฏคิ าหก คือ ผรู้ ับประทานและประกอบพิธกี รรมตามความประสงค์ของเจา้ ภาพซ่ึงเปน็ บรรพชิต เรยี กอกี อย่างหนงึ่ ว่า ฝ่ายสงฆ์ ๒. การบูชาข้าวพระพทุ ธ มีความส�ำคัญอยา่ งไร ตอบ ประเพณีโบราณในพิธีท�ำบุญเล้ียงพระ ต้องจัดอาหารส�ำหรับบูชาพระพุทธ เพราะการถวาย ภตั ตาหารแดพ่ ระสงฆ์ มพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ประมขุ นน้ั มอี านสิ งสม์ าก เมอ่ื นมิ นตพ์ ระสงฆม์ าประกอบ พธิ ีท�ำบุญ ตอ้ งอัญเชญิ พระพทุ ธรูปมาประดษิ ฐานเปน็ ประธานเสมอ ๓. ปฏบิ คุ ลิกทานตา่ งจากสังฆทานอย่างไร ตอบ มีความต่างกัน คือ ปฏิบุคลิกทาน คือ ทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะพระรูปนั้นรูปน้ี สังฆทาน คือ ทานที่ถวายไม่เจาะจงพระรูปใด มอบเป็นของกลางเจาะจงสงฆ์ และมีอานิสงส์มากกวา่ การ ทานแบบแรก ๔. จงเขียนค�ำถวายสังฆทานประเภทสามัญพรอ้ มท้งั ค�ำแปล ตอบ “อิมานิ มะยัง ภนั เต, ภัตตานิ, สะปะริวาราน,ิ ภกิ ขุสังฆสั สะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภนั เต, ภิกขุ สังโฆ, อิมาน,ิ ภตั ตาน,ิ สะปะริวาราน,ิ ปะฏคิ คณั หาต,ุ อัมหากัง, ทีฆะรตั ตงั , หติ ายะ, สขุ ายะ” “ขา้ แตพ่ ระสงฆผ์ เู้ จรญิ , ขา้ พเจา้ ทง้ั หลาย ขอนอ้ มถวายภตั ตาหาร, พรอ้ มดว้ ยเครอื่ งบรวิ ารเหลา่ น,ี้ แดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ,์ ขอพระภกิ ษสุ งฆ,์ จงรบั ภตั ตาหาร, พรอ้ มดว้ ยเครอื่ งบรวิ ารเหลา่ น,้ี ของขา้ พเจา้ ท้ังหลาย, เพื่อประโยชน์ และความสุข, แก่ขา้ พเจ้าทัง้ หลาย, ตลอดกาลนานเทอญฯ” ๕. ทานวตั ถุ คอื อะไร ตอบ ทานวตั ถุ คือ วัตถุที่จะถวายให้เปน็ ทานไดใ้ นพระพุทธ มี ๑๐ ประการ คือ ๑. ภัตตาหาร ๒. น้าํ รวมทง้ั เครอื่ งดม่ื ท่สี มควรแกส่ มณบรโิ ภค ๓. ผ้าเคร่อื งนุ่งห่ม ๔. ยานพาหนะ รวมทงั้ ปัจจัยคา่ โดยสาร ๕. ดอกไม้ และมาลยั ส�ำหรับบูชา ๖. ของหอม หมายถึง ธปู เทียนเครื่องสกั การะบูชา ๗. เคร่อื งลบู ไล้ หมายถึง เคร่อื งช�ำระรา่ งกายให้สะอาด เช่น สบู่ ๘. เคร่อื งท่นี อนอนั ควรแกส่ มณะ ๙. เสนาสนะทอี่ ยอู่ าศัย รวมทงั้ ตู้ โตะ๊ เก้าอี้ ๑ ๐. เครอื่ งตามประทีป เทียน ตะเกยี ง พร้อมนาํ้ มนั ตะเกยี งและเคร่อื งไฟฟ้า แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ชนั้ ตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
168 แบบทดสอบวัดผลการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ท่ี ๗ รแู้ ละเข้าใจความเป็นมา ปฏิบตั ิในพิธที �ำ บุญเล้ียงพระและพธิ กี ารถวายทาน จำ�นวน ๕ ขอ้ คะแนน ๕ คะแนน ค�ำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นเลอื กค�ำตอบท่ีถกู ตอ้ งท่สี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว ๑. การนมิ นต์พระสงฆ์มาประกอบพธิ ี ใชค้ �ำว่าอะไร ก. อาราธนา ข. นมัสการ ค. กราบเรยี น ง. เรียนเชญิ ๒. อทิ ัง เม ญาตนี ัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตโย เป็นค�ำอะไร ก. กรวดนํา้ ข. บชู าพระ ค. อาราธนาศีล ง. อาราธนาธรรม ๓. การถวายสังฆทาน หมายถึงขอ้ ใด ก. ถวายเจาะจงเจ้าอาวาส ข. ถวายพระทเี่ คารพ ค. ถวายแก่พระสงฆท์ ั่วไป ง. ถวายพระทีม่ ีชอื่ เสียง ๔. ข้อใดเป็นกาลทานท่จี �ำกัดเวลาถวาย ก. สังฆทาน ข. ธรรมทาน ค. วตั ถุทาน ง. กฐนิ ทาน ๕. กิรยิ าท่ถี วายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ มคี �ำเรยี กวา่ อะไร ก. น้อมถวาย ข. ประเคน ค. น�ำถวาย ง. อังคาส แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชัน้ ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
169 เฉลยแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ท่ี ๗ ร้แู ละเข้าใจความเป็นมา ปฏบิ ัติในพิธีทำ�บญุ เลยี้ งพระและพธิ ีการถวายทาน ขอ้ ๑ ก ข้อ ๒ ก ขอ้ ๓ ค ขอ้ ๔ ง ข้อ ๕ ข แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
170 ใบความรทู้ ่ี ๑๙ พธิ ที �ำบุญเล้ียงพระ พธิ ที �ำ บุญเลี้ยงพระ ความเป็นมาของพิธที ำ�บุญเลี้ยงพระ การท�ำบุญเลย้ี งพระเร่ิมมมี าตง้ั แต่สมยั พทุ ธกาล และยงั นยิ มปฏิบตั อิ ยูจ่ นกระท่งั ทุกวนั น้ี ครง้ั แรก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารท่ีเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เม่ือพระเจ้าพิมพิสารสดับ พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก ไปฉันภัตตาหาร ณ พระราชนิเวศน์ในเมืองราชคฤห์ หรือในคราวพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธบิดา และพระประยุรญาติที่เมอื งกบิลพัสด์ุ ในวนั ที่ ๔ มีงานอาวาหมงคลอภเิ ษกสมรสระหว่างนันทะราชกมุ ารกบั นางชนบทกัลยาณี พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ได้รับอาราธนาให้เข้าไปฉันภัตตาหารในพิธีดังกล่าวด้วย นอกจากนใี้ นบา้ นของอบุ าสกอบุ าสกิ า เชน่ อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ า ตลอดถงึ พทุ ธศาสนกิ ชน อ่ืน ๆ จะนิมนต์พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกไปรับบิณฑบาตหรือฉันภัตตาหารที่บ้านของตน ๆ แต่ใน สมัยพุทธกาลยังไม่มีพิธีสวดมนต์เหมือนสมัยปัจจุบัน เมื่อฉันภัตตาหารแล้วพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์สาวก จะแสดงธรรมเปน็ การอนโุ มทนาเพมิ่ พนู ศรทั ธาของทายกทายกิ าใหย้ งิ่ ๆ ขน้ึ ไป ตอ่ มาพทุ ธศาสนกิ ชนในประเทศ ตา่ ง ๆ ไดน้ �ำหลกั ค�ำสอนในพระพทุ ธศาสนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั พธิ ที �ำบญุ ใหเ้ หมาะสมกบั พธิ ที เี่ กยี่ วขอ้ งกบั ชีวิตประจ�ำวัน เช่น การเกิด การมีคู่ครอง การตาย และอ่ืน ๆ โดยยึดหลักค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาว่า ผู้ฉลาดปรารภเหตอุ ย่างใดอยา่ งหนงึ่ แล้วท�ำบุญจึงเกดิ การท�ำบุญขึ้นมากมายหลายรูปแบบ การเตรยี มการในพิธที �ำ บุญ การจะจัดพิธีท�ำบุญไม่ว่าจะเป็นงานใดเจ้าภาพจะต้องเตรียมการในเบื้องต้นก่อนถึงวันพิธี เพือ่ ให้การจดั งานน้ัน ๆ เป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ยในวนั ประกอบพธิ ี ซงึ่ การเตรยี มการนี้มที ้ังการเตรยี มการ ระยะยาวก่อนก�ำหนดจัดงานและการเตรียมการในระยะส้ัน คือ ในวันจัดพิธีหรือก่อนวันจัดพิธี ๑ - ๒ วัน แลว้ แตง่ านท่จี ะจัดเป็นงานเลก็ หรอื งานใหญ่ ซงึ่ พอสรปุ ไดด้ ังน้ี ๑. เตรียมก�ำหนดการ ก่อนจะจัดงานใด ๆ ต้องก�ำหนดวันเวลาจัดงานให้ตรงวัตถุประสงค์ของ การจัดงานในเบอื้ งตน้ เพื่อใช้ในการทจี่ ะนิมนตพ์ ระและเชิญผูท้ ่ีจะมาร่วมงานในระยะสั้น คือ ใกลว้ นั จัดงาน หรอื ในวนั งาน ถา้ เปน็ งานพธิ ที างราชการหรอื งานทจ่ี ดั เปน็ งานใหญน่ มิ นตพ์ ระสงฆจ์ �ำนวนมากและมหี ลายพธิ ี ในงานเดยี วกนั ตอ้ งจดั ท�ำก�ำหนดการก�ำหนดล�ำดบั ของงาน เพ่ือสะดวกในการปฏบิ ัติ โดยผจู้ ัดท�ำก�ำหนดการ ต้องเข้าใจข้ันตอนของงานเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นงานเล็ก ๆ เช่น การท�ำบุญบ้านหรือครบรอบวันตายของ บรรพบุรษุ กไ็ ม่จ�ำเปน็ ต้องเขยี นเป็นก�ำหนดการเพียงแต่ก�ำหนดไวค้ ร่าว ๆ ในใจกเ็ พียงพอแลว้ ๒. เตรยี มบุคลากรคือ เตรียมบคุ คลจะมาเขา้ รว่ มพธิ ี เช่น การนิมนตพ์ ระสงฆก์ ารเชิญประธานพิธี (กรณงี านนน้ั มปี ระธานของงานแตถ่ า้ เปน็ งานท�ำบญุ บา้ นประธานกเ็ จา้ ภาพนน้ั เอง) พธิ กี รและผทู้ จ่ี ะมารว่ มงาน เหล่าน้ีต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าในวันงาน ต้องเตรียมมอบหมายหน้าท่ีให้ชัดเจน เช่น ผู้รับส่งพระสงฆ์ ผู้ช่วยตอ้ นรบั ผมู้ าร่วมงาน และอ่ืน ๆ ตามความเหมาะสม แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชนั้ ตรี วิชาพุทธประวัติ
171 ๓. เตรียมสถานที่ สถานท่ีจัดงานพิธีตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เช่น ท่ีบ้านส�ำนักงาน ต้องมีการจัดท�ำความสะอาดหรือตกแต่งเพ่ือความเรียบร้อยสวยงามส่วนสถานที่อื่น ๆ เช่น ห้องประชุม ของส่วนราชการหรือโรงแรม ต้องติดต่อประสานงานเพื่อจองสถานท่ีเป็นการล่วงหน้าและสถานท่ีจัดงาน ต้องเหมาะสมและเพียงพอแก่ผู้รว่ มงาน ๔. เตรียมอุปกรณ์พิธี อุปกรณ์การจัดพิธีท�ำบุญ มีทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ได้ทุกพิธีและอุปกรณ์ที่ใช้ เฉพาะพิธีซงึ่ ผูจ้ ัดเตรยี มอุปกรณจ์ ะตอ้ งทราบวา่ งานใดจะใชอ้ ุปกรณอ์ ะไร พอจ�ำแนกได้ดงั นี้ อุปกรณ์ที่ใช้ได้ทั่วไปทุกพิธีส�ำหรับงานท�ำบุญท่ีนิยมเรียกกันในปัจจุบันว่า งานมงคล เป็นงาน จัดข้ึนโดยปรารภเหตุเพ่อื ความสขุ ความเจรญิ เช่น งานท�ำบุญประจ�ำปี งานท�ำบุญคลา้ ยวันเกิด มอี ุปกรณท์ ใี่ ช้ ในพิธีประกอบด้วย พระพุทธรูป โต๊ะหมู่บูชา กระถางธูป เชิงเทียน แจกันดอกไม้ ชนวนจุดธูปเทียน ขนั นา้ํ มนตพ์ รอ้ มเทยี นท�ำนาํ้ มนต์ และหญา้ คาปะพรมนา้ํ มนตส์ ายสญิ จนจ์ บั เปน็ ๓ เสน้ หรอื ๙ เสน้ โตะ๊ ปผู า้ ขาว ส�ำหรับตั้งอาหารบูชาพระพุทธกรณีมีพิธีเล้ียงพระให้จัดอาสนะส�ำหรับพระสงฆ์พร้อมเคร่ืองรับรองและท่ี กรวดนํา้ พิธีท�ำบุญขึ้นบ้านใหม่และเปิดอาคารส�ำนักงานมีอุปกรณ์เพ่ิมเติมเฉพาะพิธีต้องจัดเตรียม คือ แปง้ กระแจะ นาํ้ อบนํา้ หอม แผน่ ทองพร้อมสผี ง้ึ หรือน้ํามันใชท้ าส�ำหรับปิดทอง พธิ มี งคลสมรสมีอุปกรณเ์ ฉพาะพิธี คือ มงคลแฝด กระแจะส�ำหรบั เจิมหนา้ คูบ่ า่ วสาว พธิ เี ทศนม์ อี ุปกรณเ์ ฉพาะพิธี คอื เทยี นสอ่ งธรรม หรือเคร่อื งทองนอ้ ยส�ำหรับบชู าธรรม ถา้ ไม่มีจะ ใชก้ ระถางธูปเชงิ เทยี นแทนก็ได้ พิธที �ำบุญเกย่ี วกับงานศพเช่นพธิ ีท�ำบุญ ๗ วนั ๕๐ วนั ๑๐๐ วัน และพิธีอน่ื เกยี่ วกบั งานดังกล่าว มีอุปกรณ์เฉพาะพธิ ตี อ้ งจดั เตรียม คือ ภูษาโยงหรือสายสิญจน์ส�ำรบั ใชใ้ นงานศพเครอ่ื งทองนอ้ ย (ถ้าม)ี ไม่ใช้ ขันนา้ํ มนต์ และตู้พระอภธิ รรมส�ำหรับพธิ สี วดพระอภธิ รรมศพและสวดพระอภธิ รรมหนา้ ไฟ อุปกรณ์เหล่านี้ถ้าจัดงานที่วัด ทางวัดจะจัดเตรียมไว้ให้ ถ้าจัดงานที่บ้าน เจ้าภาพต้องยืมจากวัด หรือจดั หามาเอง พิธสี วดมนตเ์ ย็น-ฉันเชา้ ค�ำว่าสวดมนต์เย็น - ฉันเช้า เป็นค�ำพูดสามัญตามธรรมเนียมของชาวบ้านท่ัวไป โดยเฉพาะ ในภาคกลางเปน็ พธิ ที จี่ ดั ทงั้ งานทปี่ รารภเหตุ ทเี่ ปน็ สริ มิ งคล และงานทปี่ รารภการตายของบคุ คลในครอบครวั ในสมัยก่อนคนไทยมีเวลาว่างมากโดยเฉพาะในหลังฤดูเก็บเก่ียว ไม่เร่งร้อนเหมือนสมัยปัจจุบัน ดังน้ัน พิธีการต่าง ๆ ก็จัดเต็มที่ไม่รวบรัด โดยนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์หรือสวดพระพุทธมนต์ ตอนเย็นวันหนึ่งก่อนเรียกว่าสวดมนต์เย็น ในวันรุ่งขึ้นตอนเช้าจะนิมนต์พระสงฆ์เม่ือวานมาฉันภัตตาหาร ท่านจะน�ำบาตรปิ่นโตมาด้วย เม่ือพระสงฆ์สวดถวายพรพระ (บทพาหุง) เจ้าภาพและผู้มาร่วมงานจะร่วม กันตักบาตรถวายภัตตาหารเรียกว่า เลี้ยงพระเช้าหรือฉันเช้า ปัจจุบันย่นเวลามาท�ำวันเดียวกันตอนเช้า หรอื ตอนเพลตามความสะดวก นมิ นตพ์ ระสงฆม์ าเจรญิ พระพทุ ธมนตห์ รอื สวดพระพทุ ธมนตก์ อ่ น จบแลว้ ถวาย ภตั ตาหารการประกอบพิธีท�ำบญุ ทัง้ ๒ วนั หรือวันเดียวกต็ าม เรยี กว่าท�ำบุญเลย้ี งพระ การท�ำบุญเล้ียงพระหรือการท�ำบุญอย่างอ่ืน นอกจากนี้จะประกอบด้วยบุคคล ๒ ฝ่าย คือ ฝา่ ยเจา้ ภาพ หมายถงึ ทายกหรือทายกิ า ผู้มศี รัทธาประสงคจ์ ะประกอบการบุญ และฝ่ายพระสงฆ์ หมายถึง ปฏคิ คาหกผรู้ บั ทานและประกอบพธิ ีกรรมตามความประสงคข์ องเจา้ ภาพ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชั้นตรี วิชาพุทธประวัติ
172 แนวทางการจดั พธิ ีทำ�บญุ ในงานต่าง ๆ เพ่ือเป็นแนวปฏิบัติในการจัดงานพิธีท�ำบุญท่ีนิยมจัดในปัจจุบันนี้ จึงได้น�ำรูปแบบและล�ำดับ ขั้นตอนของงานต่าง ๆ มาแสดงไว้เป็นตัวอย่าง ส�ำหรับพิธีท�ำบุญของพุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยท่ัวไป จะนิมนต์พระสงฆ์จ�ำนวน ๙ รปู ๗ รปู หรอื ๕ รูป ส่วนพิธีหลวงนมิ นต์พระสงฆ์ ๑๐ รูป เปน็ หลัก การนิมนต์ มากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยกู่ ับงานและศรัทธาของเจา้ ภาพ พิธที ำ�บุญคลา้ ยวนั เกดิ ท�ำ บญุ บา้ น ทำ�บุญอาคารส�ำ นักงาน การท�ำบุญดังกล่าวเพ่ือให้เกิดความสุขความเจริญแก่ตนเองหรือกิจการท่ีท�ำอยู่ เป็นการเพ่ิม ขวญั และก�ำลังใจแกผ่ ูป้ ฏบิ ัติงาน ควรเตรียมการดังน้ี ก่อนถึงวันงานควรจัดโต๊ะหมู่บูชาหมู่ ๕ หมู่ ๗ หรือหมู่ ๙ ตามท่ีมีถ้าไม่มีจะใช้โต๊ะธรรมดา ปูลาดด้วยผ้าขาวก็ได้ ให้อยู่ด้านขวามือของพระสงฆ์ ถ้าสถานที่จ�ำกัดอาจอยู่ด้านซ้ายมือพระสงฆ์ได้บ้าง อญั เชญิ พระพทุ ธรปู มาตงั้ บนโต๊ะหมพู่ รอ้ มเครื่องสกั การบูชา คอื ดอกไม้ ธูปเทยี น อาจจดั ในวันประกอบพิธี ก็ไดป้ ูลาดอาสนะพระสงฆ์ตามจ�ำนวนท่นี ิมนตไ์ ว้ วงสายสญิ จน์เร่ิมตน้ จากโตะ๊ หมู่บชู าแล้ววงวนขวารอบบา้ น ส�ำนักงานหรือห้องท่ีจัดพิธีแล้วแต่กรณี เม่ือครบรอบแล้วน�ำมาวนที่ฐานพระพุทธรูป ๓ รอบ ไม่ควรพัน องค์พระหรือพระศอของพระพทุ ธรปู น�ำสว่ นทเ่ี หลอื วางใสไ่ วใ้ นพานส�ำหรับพระสงฆ์ถอื ขณะเจรญิ พระพทุ ธมนต์ วันประกอบพิธี เมื่อถึงเวลาตามก�ำหนดเจ้าภาพและผู้ร่วมงานพร้อมกัน ณ มณฑลพิธี นิมนต์ พระสงฆน์ ง่ั ประจ�ำอาสนะ ประธานพธิ หี รอื เจา้ ภาพจดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั อาราธนาศลี รบั ศลี อาราธนา พระปรติ รฟงั พระสงฆเ์ จรญิ พระพทุ ธมนต์ เมอื่ ถงึ บทอะเสวะนา จะ พาลานงั จดุ เทยี นทข่ี นั นาํ้ มนตย์ กประเคน ประธานสงฆค์ รั้นเจริญพระพุทธมนต์จบ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทา่ นฉนั เสรจ็ แล้วถวายจตปุ ัจจัยไทยธรรม เม่ือพระสงฆ์อนุโมทนากรวดน้ํารับพรและรับประพรมน้ําพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ เสร็จพิธีแล้วสง่ พระสงฆก์ ลับวัด การบชู าข้าวพระพุทธ ในพิธีท�ำบุญเลี้ยงพระมีประเพณีโบราณสืบเน่ืองมาจนกระท่ังปัจจุบัน คือ การบูชาข้าวพระ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ถวายข้าวพระพุทธ มีค�ำกล่าวในพระบาลีว่า การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขน้ันมีอานิสงส์มาก จึงมีธรรมเนียมว่าเม่ือนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีท�ำบุญ ไม่ว่างานใด ๆ ต้องอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานเป็นประธานเสมอ แต่การถวายข้าวพระพุทธนั้น จดั เปน็ บูชาอยา่ งหนึง่ คือ อามสิ บูชาค�ำบูชาขา้ วพระพทุ ธว่า อิมงั สูปะพยญั ชะนะสัมปนั นงั สาลีนงั โอทะนงั อทุ ะกังวะรงั พุทธสั สะ ปูเชมิ ไม่ใชค้ �ำวา่ โอโณชะยามิ หรอื เทมิ เหมอื นกลา่ วค�ำถวายทานแด่พระสงฆ์ การจัดอาหารสำ�หรับบูชาพระพุทธน้ันควรจัดให้ประณีตสวยงามท้ังอาหารคาวหวาน พรอ้ มขา้ วนาํ้ ใสโ่ ตกหรอื ส�ำ รบั ภาชนะทใี่ สอ่ าหารตอ้ งไมเ่ ลก็ เกนิ ไปพอขนาดใหค้ นรบั ประทานอมิ่ ไมค่ วรจดั ใส่ ภาชนะเลก็ ๆ ดคู ลา้ ยของ เซน่ ผเี ชน่ ถว้ ยตะไล จดั โตะ๊ ปผู า้ ขาวตง้ั ไวด้ า้ นหนา้ โตะ๊ หมู่ เมอ่ื พระสงฆเ์ จรญิ หรอื สวด พระพุทธมนต์ถึงบทพาหุงยกสำ�รับอาหารมาต้ังแล้วกล่าวคำ�บูชา หรือจะยกมาตอนพระสงฆ์เจริญหรือสวด พระพทุ ธมนตจ์ บแล้วกไ็ ด้ กลา่ วคำ�บชู าให้เรยี บร้อยก่อนจึงประเคนภตั ตาหารแด่พระสงฆต์ ามล�ำ ดับไป แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ช้ันตรี วิชาพุทธประวตั ิ
173 พธิ ีท�ำ บุญขึ้นบา้ นใหม่ เปิดอาคารสำ�นกั งาน ธรรมเนียมของชาวพุทธไทยแต่โบราณ เม่ือปลูกอาคารบ้านเรือนหลังใหม่ก่อนจะเข้าไปอยู่อาศัย หรือใช้ประกอบกิจการจะต้องจัดพิธีท�ำบุญข้ึนบ้านใหม่หรือพิธีท�ำบุญเน่ืองในการเปิดอาคารส�ำนักงาน ไมเ่ วน้ แมแ้ ตว่ ดั วาอารามตา่ ง ๆ ทสี่ รา้ งอโุ บสถวหิ ารหรอื ศาลาหลงั ใหมเ่ สรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ กจ็ ะจดั พธิ เี ฉลมิ ฉลอง เช่นกัน การจัดพิธีตามท่ีกล่าวมานั้นวัตถุประสงค์ส�ำคัญก็เพ่ือให้เกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ ผอู้ ยอู่ าศัยหรอื เพ่อื ความเจรญิ รุ่งเรอื งแกก่ จิ การของบริษัทหา้ งร้านที่ประกอบธุรกิจในอาคารส�ำนักงานน้ัน ลำ�ดบั ขน้ั ตอนพิธี ล�ำดับขั้นตอนของพิธีนี้มีล�ำดับวิธีการปฏิบัติคล้ายกับพิธีกล่าวมาแล้ว เพียงแต่เจ้าภาพต้อง จัดเตรียมแป้งกระแจะ น้ําอบหรือน้ําหอม และแผ่นทองส�ำหรับประธานสงฆ์เจิมบ้านหรือเจิมป้ายอาคาร ส�ำนกั งานส่งิ ของเหล่านี้ต้องจดั เตรียมไวเ้ พ่อื น�ำเขา้ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ดว้ ย การเจิมบ้านหรือเจิมปา้ ยอาคารส�ำนักงานจะเจิมต่อจากพธิ ปี ระพรมนา้ํ พระพทุ ธมนตโ์ ดยเจ้าภาพ เป็นผู้ถือพานใส่แป้งเจิมและแผ่นทอง น�ำประธานสงฆ์ไปเจิมตามจุดที่ก�ำหนดไว้ เช่น ประตูบ้าน ประตู ห้องนอนหรือป้ายอาคารส�ำนักงาน เม่ือเจิมและปิดแผ่นทองเรียบร้อยแล้ว ประธานสงฆ์ประพรมนํ้า พระพุทธมนตเ์ ปน็ อนั เสรจ็ พธิ ี แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ชน้ั ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
174 ใบความรู้ที่ ๒๐ พิธีการถวายทาน พธิ ีการถวายทาน ค�ำว่าทาน แปลว่า การให้หรือส่ิงที่ควรให้ กล่าวโดยรวมคือ การให้สิ่งท่ีควรให้แก่คนที่ควรให้ ทานจงึ ส�ำเรจ็ ประโยชนแ์ ละเกดิ ผลตามความประสงค์ เพราะถา้ ใหส้ งิ่ ทไี่ มเ่ หมาะสม เชน่ สรุ า ยาเสพตดิ ไมจ่ ดั เปน็ ทานในทางธรรม จ�ำแนกชนดิ ของทาน คอื อามสิ ทานใหว้ ตั ถสุ ง่ิ ของธรรมทานใหธ้ รรมะค�ำสงั่ สอนนอกจากนยี้ งั มี ค�ำทเี่ พม่ิ เตมิ ในภายหลงั คอื อภยั ทานการใหอ้ ภยั และวทิ ยาทาน ใหว้ ชิ าความรู้ สว่ นค�ำทมี่ คี วามหมายใกลเ้ คยี ง ไดแ้ ก่ บริจาคน�ำมารวมกับค�ำว่าทานเปน็ บริจาคทาน ทานที่แปลว่าการให้เมื่อใช้กับผู้รับท่ีมีฐานะแตกต่างกันในภาษาไทยมีค�ำใช้ตามความเหมาะสม แก่ฐานะ เช่น ให้บุคคลธรรมดาหรือสัตว์เพื่อสงเคราะห์ใช้ค�ำว่าให้ทานหรือบริจาคทานให้พระภิกษุสามเณร ใช้ค�ำว่าถวายทานใหพ้ ระมหากษัตรยิ ใ์ ช้ค�ำว่าทลู เกล้าฯ ถวายหรอื นอ้ มเกลา้ ฯ ถวาย แต่ในทน่ี ี้จะกล่าวเฉพาะ การถวายทานแด่พระภิกษุสามเณรทีม่ กี ารจัดเป็นพิธี มกี ารกล่าวค�ำถวายนิยมจัดกนั ทั่วไป คอื พิธีถวายทาน ทานท่ีแปลว่าสิ่งท่ีควรให้ คือ การถวายวัตถุส่ิงของท่ีสมควรให้เป็นทานเรียกว่า ทานวัตถุ ในพระพทุ ธศาสนาจ�ำแนกไว้ ๑๐ อยา่ ง คือ ๑. ภตั ตาหาร ๒. นาํ้ รวมท้งั เครอื่ งด่ืมทส่ี มควรแกส่ มณบริโภค ๓. ผา้ เครื่องน่งุ หม่ ๔. ยานพาหนะ รวมทั้งปจั จยั คา่ โดยสาร ๕. ดอกไมแ้ ละมาลัยส�ำหรับบูชา ๖. ของหอม หมายถงึ ธปู เทียน เคร่ืองสกั การบชู า ๗. เครอ่ื งลูบไล้ หมายถงึ เคร่อื งช�ำระร่างกายใหส้ ะอาด เชน่ สบู่ ๘. เครื่องทนี่ อนอนั สมควรแกส่ มณะ ๙. เสนาสนะที่อย่อู าศัย รวมท้งั ตู้ โต๊ะ เก้าอ้ี เป็นตน้ ๑๐. เคร่อื งประทีปเทียนตะเกยี ง พร้อมนํา้ มนั ตะเกียงและเครอ่ื งไฟฟ้า ทานวัตถุท้ัง ๑๐ ประการน้ี โดยรวม ได้แก่ ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย ยารกั ษาโรค พรอ้ มท้ังเครือ่ งบชู าพระรตั นตรัย และเครือ่ งใช้ควรแก่สมณบรโิ ภคนัน่ เอง พิธีถวายทาน การถวายทานแดพ่ ระภกิ ษสุ ามเณร แบง่ ออกเปน็ ประเภทใหญ่ ๒ ประเภท คอื ๑. ปาฏิบุคลิกทาน การถวายเจาะจงบุคคลผู้รับ คือ ถวายพระภิกษุสามเณรรูปท่ีตนรู้จักหรือ ศรัทธาเล่ือมใส การถวายปาฏิบุคลิกทานไม่จ�ำเป็นต้องมีพิธีการถวายเมื่อผู้ถวายมีจิตศรัทธาจะถวายส่ิงใด แด่พระภิกษุสามเณรรูปใด ก็จัดของส่ิงนั้นถวายแด่รูปน้ันเป็นรายบุคคลก็ส�ำเร็จเป็นทานแล้ว ส่วนผู้รับจะ อนุโมทนาอย่างไรกเ็ ปน็ เรือ่ งสว่ นบุคคลเช่นกัน แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั ตรี วิชาพทุ ธประวตั ิ
175 ๒. สังฆทาน การถวายแด่สงฆ์ไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง โดยถวายเป็นกองกลางให้สงฆ์ เฉล่ียกันใช้สอย การถวายสังฆทานเป็นการท�ำบุญท่ีมีอานิสงส์มากกว่าปาฏิบุคลิกทาน เพราะสงฆ์ถือว่า เป็นองค์กรท่ีส�ำคัญในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในพิธีกรรมและกิจการต่าง ๆ จึงมผี ้นู ยิ มถวายสงั ฆทานกันมาก เน่ืองจากมีผู้นิยมถวายสังฆทานกันมากดังกล่าวปัจจุบันจึงมีการจัดพิธีถวายสังฆทานในวัดต่าง ๆ ทั่วไป เพื่อรองรับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนให้พุทธศาสนิกชนท�ำบุญได้สะดวกท�ำแล้วเกิดความอ่ิมเอมใจ สบายใจ ได้ท�ำบุญถวายสังฆทานตามศรัทธาของตนในท่ีนี้จะกล่าวเฉพาะพิธีถวายสังฆทานที่เป็นแบบอย่าง เพ่ือเป็นแนวทางทพี่ ทุ ธศาสนิกชนจะน�ำไปปฏบิ ัตอิ ย่างถูกตอ้ ง พธิ ถี วายสงั ฆทาน การถวายสังฆทาน หมายถึง ถวายเป็นของสงฆ์ให้พระสงฆ์ได้ใช้ร่วมกัน ผู้รับจะเป็นภิกษุหรือ สามเณรก็ได้ จ�ำนวนเพียงรูปเดียวหรือหลายรูปก็ได้ ส�ำคัญอยู่ที่เจตนาว่าต้องการจะถวายสงฆ์ ดังน้ัน เวลา นิมนต์พระต้องไม่ระบุว่ารูปน้ันรูปน้ี เพราะจะกลายเป็นปาฏิบุคลิกทานไป เมื่อทางวัดจัดพระภิกษุให้ ตามจ�ำนวนทนี่ มิ นต์ จะเปน็ พระมหาเถระ พระบวชใหม่ หรอื สามเณรกต็ าม จดั วา่ เปน็ สงฆใ์ นพธิ นี ี้ สว่ นผนู้ มิ นต์ กถ็ วายสงั ฆทานส�ำเร็จตามความต้งั ใจ แต่ถา้ ผู้นมิ นต์เห็นพระเถระทีต่ น เคารพเลื่อมใสเปน็ หัวหนา้ สงฆ์มารบั สังฆทานเกิดความปิติยินดีว่าเจ้าอาวาสมาด้วยตนเองเป็นการให้เกียรติแก่ตนถ้าทางวัดจัดพระบวชใหม่ และสามเณรให้เกิดความน้อยใจว่าทางวัดไม่เห็นความส�ำคัญของตนจัดแต่พระบวชใหม่และสามเณรมาให้ เชน่ นเ้ี มอื่ ถวายแลว้ ไมจ่ ดั เปน็ สงั ฆทานทส่ี มบรู ณ์ เพราะจติ ของผถู้ วายไปยดึ ตดิ ในบคุ คลบางคนนมิ นตพ์ ระภกิ ษุ หรอื สามเณรทเี่ ดนิ บณิ ฑบาตผา่ นหนา้ บา้ นของตน โดยตง้ั ใจวา่ นมิ นตจ์ ากสงฆไ์ มเ่ จาะจงรปู ใดแมเ้ พยี งรปู เดยี ว หรอื สองรูปแล้วถวายสังฆทานในบา้ นของตนนนั้ เช่นน้จี ดั เป็นสงั ฆทานท่ีถกู ตอ้ งสมบรู ณแ์ ละมอี านิสงส์มาก การถวายสังฆทานน้ัน มิใช่ถวายได้เฉพาะภัตตาหารและกัปปิยภัณฑ์เท่าน้ัน การถวายกุฏิ ศาลา สะพานทด่ี ิน เปน็ ตน้ อนั ควรแกส่ งฆก์ จ็ ดั วา่ เป็นสงั ฆทานเช่นเดยี วกันและการถวายสังฆทานนน้ั จะถวายท่วี ัด ทบ่ี า้ นหรอื ทสี่ �ำนกั งานกไ็ ด้ ถวายเวลาเชา้ บา่ ย หรอื กลางคนื กไ็ ดเ้ ชน่ กนั ทงั้ นขี้ นึ้ กบั ความสะดวกและความเหมาะสม การเตรยี มการและลำ�ดบั พธิ ี ๑. นมิ นตพ์ ระสงฆต์ ามจ�ำนวนที่ตอ้ งการ ๒. เตรียมสถานประกอบพิธีตัง้ โต๊ะหมบู่ ูชาและอาสนะสงฆ์ ๓. จดั ภตั ตาหารและสง่ิ อ่ืน ๆ ที่ตอ้ งการถวาย ๔. ผรู้ ว่ มพิธีและพระสงฆพ์ รอ้ ม แล้วยกสงั ฆทานตั้งไว้เบอ้ื งหนา้ พระสงฆ์หรือท่สี มควร ๕. จุดธูปเทยี นบชู าพระรัตนตรยั กล่าวค�ำบูชาพระ ไหว้พระ ๖. อาราธนาศลี รับศีล ๗. ถวายสังฆทานพิธีกรเชิญทุกคนต้ังนะโมพร้อมกัน ๓ จบ แล้วกล่าวค�ำถวายสังฆทาน ท้ังภาษามคธและค�ำแปลจบ แล้วยกเครื่องสังฆทานประเคนพระสงฆ์ กรวดนํ้ารับพรจากพระสงฆ์เป็นอัน เสรจ็ พธิ ี แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ช้นั ตรี วิชาพุทธประวัติ
176 ขอ้ ควรทราบ การถวายทานทุกครงั้ ใหต้ ั้งนะโม ๓ จบ ก่อนกลา่ วค�ำถวายถ้าถวายสังฆทานหลงั เทีย่ งวัน ไปแล้ว ไม่ควรมีอาหารสด ถ้าเป็นอาหารแห้งก็ไม่จ�ำเป็นต้องยกประเคนเพราะผิดวินัยพระสงฆ์ ประเคนเฉพาะ ของฉันไดก้ ่อนเท่ยี งวนั และของควรแก่บริโภค เช่น นํา้ ด่ืม นา้ํ ปานะ เปน็ ตน้ การถวายสังฆทานอุทิศให้ผู้ตายพึงปฏิบัติเช่นเดียวกับการถวายสังฆทานสามัญต่างกันแต่ค�ำ ถวายจาก ภตฺตานิ เปน็ มตกภตตฺ านิ เทา่ นั้น ในการถวายทานอ่ืน ๆ เชน่ ถวายผา้ อาบนํ้าฝน ถวายผ้าปา่ มลี �ำดบั พิธเี ช่นเดียวกนั ต่างกันบา้ ง ในพธิ ถี วายผ้าป่า เมอื่ กลา่ วค�ำถวายแล้วไม่ตอ้ งยกต้นผา้ ป่าประเคนนิมนต์ พระสงฆ์ไปพจิ ารณาผา้ ปา่ (ชกั บงั สุกลุ ) แทน คำ�ถวายสงั ฆทาน (สามญั ) อมิ านิ มะยงั ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภนั เต ภกิ ขสุ ังโฆ อมิ านิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคณั หาตุ อัมหากงั ทฆี ะรตั ตงั หิตายะ สุขายะ. คำ�แปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหาร พร้อมท้ังบริวารเหล่าน้ี แด่ พระภกิ ษสุ งฆ์ ขอพระภกิ ษสุ งฆ์ โปรดรบั ภตั ตาหาร พรอ้ มทงั้ บรวิ ารเหลา่ นี้ ของขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย เพอ่ื ประโยชน์ และความสขุ แกข่ ้าพเจา้ ทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ. แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศึกษา ชั้นตรี วิชาพทุ ธประวัติ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๘ 177 ธรรมศึกษาชัน้ ตรี สาระการเรียนรู้วิชาพทุ ธประวตั ิ เวลา..............ชว่ั โมง เรื่อง พิธีแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ธศ ๒ รู้และเข้าใจพุทธประวัติ ความส�ำคัญของพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตนเป็น พทุ ธศาสนกิ ชนที่ดี และธ�ำรงรักษาพระพทุ ธศาสนา ๒. ผลการเรยี นรู้ รแู้ ละเขา้ ใจความเป็นมาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ๓. สาระสำ�คญั ความเปน็ มาและความส�ำคัญพธิ แี สดงตนเป็นพทุ ธมามกะ ๔. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้/เนือ้ หา ๑. นกั เรียนบอกความเปน็ มาและความส�ำคญั พธิ ีแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะได้ ๒. นกั เรียนกลา่ วค�ำแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะได้ ๕. สาระการเรยี นรู้ พธิ ีแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ - ความเปน็ มาของพธิ แี สดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ - ระเบียบพธิ กี ารแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ๖. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ข้นั สบื ค้นและเชอื่ มโยง ๑. ครูน�ำวีดิทัศน์การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อทบทวนและเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้ โดยใช้ ค�ำถามในประเดน็ ต่อไปน้ี - วีดทิ ศั นท์ ่ีนกั เรียนชมมเี นอ้ื หาเกย่ี วกับเรื่องใด - ถา้ นักเรียนจะแสดงตนเป็นพุทธมามกะตอ้ งท�ำอย่างไรบา้ ง ฯลฯ ๒. ครใู ห้นักเรยี นทกุ คนรว่ มอภปิ รายค�ำวา่ พทุ ธมามกะ โดยเขียนอธบิ ายลงในกระดาษท่คี รแู จก ให้ส่มุ ตวั อยา่ งนักเรยี นน�ำเสนอหน้าชัน้ เรยี น ขนั้ ฝกึ ๓. ครใู หน้ กั เรียนศึกษาใบความรูท้ ่ี ๒๑ เรือ่ ง พธิ ีแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ โดยให้นักเรียนทกุ คน เขียนสรปุ ความเป็นมาและความส�ำคัญพธิ แี สดงตนเป็นพุทธมามกะลงในกระดาษ ๔. ครูแจกใบความรทู้ ี่ ๒๒ เรือ่ ง กล่าวค�ำแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ให้นักเรยี นศกึ ษาและกลา่ วค�ำ แสดงตนเป็นพทุ ธมามกะพรอ้ มกนั ทุกคน และไปฝกึ ท่องเป็นการบา้ น แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ชั้นตรี วิชาพทุ ธประวัติ
178 ขั้นประยุกต์ ๕. ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปความเป็นมาและความส�ำคัญพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ และ กล่าวค�ำแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ ๖. นักเรยี นท�ำใบกจิ กรรมท่ี ๑๒ แล้วน�ำมาสง่ ครใู นเวลาที่ก�ำหนด ๗. นกั เรยี นท�ำแบบทดสอบหลังเรยี น และครูตรวจให้คะแนน ๗. ภาระงาน/ชนิ้ งาน ที่ ภาระงาน ชนิ้ งาน - ๑ สรุปความเปน็ มาและความสำ�คญั พธิ แี สดงตนเป็นพทุ ธมามกะ - ๒ กลา่ วคำ�แสดงตนเป็นพุทธมามกะ ใบกิจกรรมที่ ๑๒ ๓ ตอบค�ำ ถามความเป็นมาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ๘. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ ๑. วีดทิ ัศน์การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ๒. ใบความรู้ที่ ๒๑ เรอ่ื ง พธิ แี สดงตนเป็นพุทธมามกะ ๓. ใบความรู้ที่ ๒๒ เรือ่ ง กลา่ วค�ำแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ ๔. ใบกิจกรรมท่ี ๑๒ ๕. แบบทดสอบหลงั เรียน ๙. การวัดผลและประเมนิ ผล สงิ่ ท่ตี อ้ งการวัด วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑก์ ารประเมิน ๑. บอกความเป็นมาและ - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผา่ น = ได้คะแนนตั้งแตร่ อ้ ยละ ๖๐ ข้ึนไป ความส�ำคญั พธิ แี สดงตน ผลงาน ไม่ผา่ น = ได้คะแนนต่�ำกวา่ ร้อยละ ๖๐ เปน็ พุทธมามกะได้ ๒. กลา่ วค�ำแสดงตน - - เป็นพทุ ธมามกะได้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี วิชาพุทธประวัติ
ข้อ ที่ แบบประเมนิ ผลงาน 179 ๓ คะแนน ใบกจิ กรรมท่ี ๑๒ ๑ คะแนน ๑ - ๕ ตอบคำ�ถามถูกตอ้ ง ตอบคำ�ถามถูกต้อง ตรงประเด็น ระดบั คะแนน ตรงประเดน็ น้อย ๒ คะแนน ตอบค�ำ ถามถกู ตอ้ ง ตรงประเด็นส่วนใหญ ่ เกณฑ์การตดั สนิ เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ขึน้ ไป ๙ - ๑๕ ไม่ผ่าน ต�ำ่ กว่า ๖๐ ๐-๘ หมายเหต ุ เกณฑก์ ารตดั สินสามารถปรับใชต้ ามความเหมาะสมกับกลุ่มเปา้ หมาย แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบทดสอบหลังเรียน เกณฑก์ ารประเมิน ตอบถูกได้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ได้ ๐ คะแนน เกณฑก์ ารตัดสนิ เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ข้นึ ไป ๓-๕ ไมผ่ า่ น ต�่ำกวา่ ๖๐ ๐-๒ แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ช้นั ตรี วิชาพทุ ธประวัติ
180 ใบกจิ กรรมที่ ๑๒ ความเป็นมาและแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ ชือ่ ......................................................................................ชั้น.....................เลขที่........................... ค�ำชีแ้ จง ให้นักเรยี นตอบค�ำถามตอ่ ไปน้ี จ�ำนวน ๕ ข้อ (๑๕ คะแนน) ๑. พธิ แี สดงตนเปน็ พุทธมามกะ หมายถึงอะไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๒. วธิ ีเอหิภกิ ขุอุปสัมปทากบั วิธตี สิ รณคมนปู สมั ปทา มคี วามแตกตา่ งกนั อย่างไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๓. วตั ถุประสงค์ของการปฏบิ ัตพิ ิธแี สดงตนเป็นพุทธมามกะมีอะไรบา้ ง ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้ันตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
181 ๔. ส่งิ ทตี่ ้องเตรยี มในพธิ ีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ มอี ะไรบา้ ง ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๕. ล�ำ ดับขน้ั ตอนพธิ ีแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ จะต้องปฏบิ ัตอิ ย่างไร ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ชัน้ ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
182 เฉลยใบกจิ กรรมท่ี ๑๒ ความเปน็ มาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ๑. พธิ แี สดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึงอะไร ตอบ พิธแี สดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึง การประกาศตนวา่ เป็นผู้รบั นับถอื พระพทุ ธเจา้ วา่ เป็นทพ่ี งึ่ ที่ระลกึ ตลอดชวี ิตของตน ๒. วธิ เี อหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทากบั วิธีตสิ รณคมนปู สมั ปทา มีความแตกต่างกันอยา่ งไร ตอบ วิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นพิธีที่พระพุทธเจ้าอุปสมบทให้แก่คนท่ีมาขอบรรพชาอุปสมบท เปน็ พระภกิ ษสุ งฆ์ วิธตี สิ รณคมนปู สมั ปทา เป็นพิธีทีใ่ ช้บรรพชาสามเณร ๓. วัตถปุ ระสงคข์ องการปฏิบัตพิ ิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ มอี ะไรบา้ ง ตอบ วตั ถปุ ระสงคข์ องการปฏบิ ัติพิธแี สดงตนเป็นพุทธมามกะ คอื ๑. เม่ือมีบุตรหลานของตนมีอายุพ้นเขตเป็นทารก เจริญวัยอยู่ในระหว่างอายุ ๑๒ - ๑๕ ปี ก็ประกอบพิธีให้บุตรหลานได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อให้เด็กสืบความเป็นชาวพุทธ ตามตระกูลวงศต์ อ่ ไป ๒. เม่ือจะส่งบุตรหลานของตนซึ่งเป็นชาวพุทธอยู่แล้ว ให้ไปอยู่ในถิ่นที่ไม่ใช่ดินแดนของ พระพุทธศาสนา เพ่ือการศึกษาหรือเพื่อประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม เป็นการที่ต้องจากถ่ินไป นานแรมปี ก็นิยมประกอบพิธีให้บุตรหลานของตนท่ีจะจากไปนั้น แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อให้เดก็ ได้รำ�ลกึ อยู่เสมอว่าตนเปน็ พุทธศาสนิกชน ๓. เม่ือจะปลูกฝังนิสัยเยาวชนให้ม่ันคงในพระพุทธศาสนา ส่วนมากทางโรงเรียนที่สอนวิชา ท้ังสามัญและอาชีวศึกษาแก่เด็ก ซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มชาวพุทธ นิยมประกอบพิธีให้นักเรียน ท่ีเขา้ ศกึ ษาใหม่ในรอบปี ไดแ้ สดงตนเปน็ พทุ ธมามกะหมู่ คือ แสดงรวมกันเปน็ หมู่ ทำ�ปีละครัง้ ในวันท่ีสะดวกท่ีสุด เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำ�คัญ ในการท่ีตนเป็นชาวพุทธร่วมอยู่กับ ชาวพุทธท้ังหลาย ๔. เมื่อมีบุคคลต่างศาสนาเกิดเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา ต้องการจะประกาศตนเป็นชาวพุทธ ก็ประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อประกาศว่านับแต่น้ีไปตนยอมรับนับถือ พระพทุ ธศาสนาแล้ว ๔. สงิ่ ทตี่ ้องเตรยี มในพธิ แี สดงตนเปน็ พุทธมามกะ มอี ะไรบา้ ง ตอบ สง่ิ ท่ตี ้องเตรียมในพธิ ีแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ คอื ๑. แจ้งให้ทางวัดหรือพระที่จะรับมอบตัวเป็นพุทธมามกะทราบ เพื่อหากำ�หนดการที่เหมาะสม ลว่ งหน้า ๒. นมิ นต์พระสงฆ์รว่ มพิธไี ม่นอ้ ยกว่า ๔ รูป โดยมากนิยม ๕ รปู แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ช้ันตรี วิชาพุทธประวตั ิ
183 ๓. ในวันเตรียมการแต่งกาย ควรใส่ชุดขาว แต่ถ้าเป็นนักเรียนหรือข้าราชการท่ีแสดงตน เป็นกล่มุ เปน็ คณะ กอ็ าจจะใชช้ ดุ เครอื่ งแบบก็ได้ ๔. พานดอกไม้ ธูปเทียน ๒ ชุด ได้แก่ สำ�หรับถวายสกั การะพระรัตนตรัย ๑ ชดุ และถวายพระ รปู ท่เี ปน็ ผ้นู ำ� ๑ ชดุ ๕. ลำ�ดบั ข้นั ตอนพธิ ีแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ จะต้องปฏิบตั ิอย่างไร ตอบ ล�ำ ดบั ขั้นตอนพธิ แี สดงตนเป็นพทุ ธมามกะ คอื ๑. ผู้จะแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะพร้อมกันท่ีบริเวณพธิ กี อ่ นก�ำ หนด นั่งรอเวลาในทที่ ่ีทางวัดจัดไว้ ๒. ถงึ เวลากำ�หนด พระสงฆเ์ ข้าสู่บรเิ วณพธิ ี กราบพระพทุ ธรปู ประธานแล้ว เข้าน่ังประจ�ำ อาสนะ ๓. ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะบูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ส่งใจระลึกถึง คณุ พระรตั นตรยั เปล่งวาจาวา่ อมิ นิ า สกั กาเรนะ, พทุ ธัง ปูเชมิ. ขา้ พเจา้ ขอบูชาพระพทุ ธเจา้ ด้วยเคร่ืองสักการะนี้ (กราบ) อิมินา สักกาเรน, ธมั มัง ปูเชมิ. ขา้ พเจา้ ขอบชู าพระธรรม ด้วยเครอื่ งสักการะน้ี (กราบ) อมิ นิ า สกั กาเรนะ สงั ฆัง ปูเชม.ิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ด้วยเครอ่ื งสกั การะนี้ (กราบ) ๔. เขา้ ถวายพานเครอ่ื งสกั การะแดพ่ ระสงฆ์ (รปู ทเ่ี ปน็ ผนู้ �ำ ) แลว้ กราบพระสงฆ์ ตรงหนา้ พระรปู นน้ั ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครงั้ ๕. กราบเสรจ็ แลว้ คงคกุ เข่าประนมมอื เปลง่ ค�ำ ปฏญิ าณตนใหต้ อ่ หน้าสงฆ์ ทงั้ ค�ำ บาลแี ละค�ำ แปล ดงั น้ี นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธสั สะ (วา่ ๓ จบ) เอสาหงั ภนั เต, สุจิระปะรนิ ิพพตุ มั ปิ, ตงั ภะคะวันตงั สะระณงั คจั ฉามิ, ธมั มญั จะ สงั ฆัญจะ, พุทธะมามะโกติ มงั , สังโฆ ธาเรตุ ค�ำ แปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ัน แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ท้ังพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจำ�ข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผรู้ บั เอาพระพทุ ธเจา้ เปน็ ของตน คือ ผูน้ บั ถือพระพุทธเจ้า แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้ันตรี วิชาพุทธประวัติ
184 แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรูท้ ่ี ๘ รแู้ ละเขา้ ใจความเป็นมาและแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ จำ�นวน ๕ ข้อ คะแนน ๕ คะแนน ค�ำชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเลือกค�ำตอบทถ่ี ูกต้องท่สี ุดเพียงข้อเดียว ๑. พทุ ธมามกะ หมายถึงบคุ คลเชน่ ใด ก. ผมู้ ีธรรมเป็นท่พี ่งึ ข. ผรู้ ับศลี เป็นสรณะ ค. ผ้ถู ือศลี อโุ บสถ ง. ผู้รบั นับถอื พระพทุ ธศาสนา ๒. วัตถุประสงค์ของการแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ ก. เม่อื ปฏิญาณตนว่าจะนับถือพระพทุ ธศาสนา และยึดถอื พระรัตนตรัยเปน็ ที่พง่ึ ตลอดชีวติ ข. เมื่อปฏญิ าณว่าจะเข้าร่วมศาสนพิธีทุกครง้ั ค. เมอ่ื ปฏญิ าณตนวา่ จะบวชเป็นพระภกิ ษุ ง. เปน็ การทบทวนบทบาทของตนเอง ๓. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเกย่ี วกบั การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ ก. เป็นการปลูกฝังนิสยั เยาวชนใหม้ ศี รทั ธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ข. เพือ่ ใหร้ �ำ ลึกอยเู่ สมอวา่ ตนเป็นพุทธศาสนกิ ชน ค. เป็นหนา้ ท่ขี องชาวพุทธ ง. ถูกทุกข้อ ๔. ขนั้ ตอนการมอบตัว ควรมีส่ิงใดไปถวาย ก. ดอกไม้ ธูปเทียน ข. ธูปเทยี น ดินสอพอง ค. ดินสอพอง หนังสอื สวดมนต์ ง. จตุปจั จยั ธูปเทยี น ๕. บคุ คลใดสามารถแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ ก. บคุ คลทุกเพศ ทุกวยั ทกุ ศาสนา ข. เฉพาะชาวพทุ ธ เพศชายเทา่ นั้น ค. พทุ ธศาสนิกชนทุกคน ง. บคุ คลอายุ ๗ - ๗๐ ปี แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
185 เฉลยแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่ ๘ รูแ้ ละเข้าใจความเป็นมาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ข้อ ๑ ง ขอ้ ๒ ก ขอ้ ๓ ง ขอ้ ๔ ก ข้อ ๕ ค แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชั้นตรี วชิ าพุทธประวัติ
186 ใบความรูท้ ่ี ๒๐ พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พิธีกรรมพิเศษเฉพาะเรอ่ื ง พิธแี สดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้า ว่าเป็นของตน ไดแ้ ก่ ยอมรบั นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ�ำชีวติ ของตน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์ไว้ในค�ำน�ำหนังสือพุทธมามกะว่า “การแสดงให้ปรากฏว่า เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้ท�ำกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเป็นกิจจ�ำเป็น ท�ำในสมัยอันเป็นคราวท่ี พระพุทธศาสนาเกิดขน้ึ ใหม่ เพ่ือแสดงใหร้ ้วู า่ ตนละลัทธิเดิมรบั เอาพระพทุ ธศาสนาเปน็ ทน่ี ับถอื ” การแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ มวี ตั ถปุ ระสงคต์ ่างกนั โดยสมควรแกบ่ ริษัท ดังนี้ ๑. ผู้เป็นบรรพชิตนอกพระพุทธศาสนามาก่อนมาทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธเจ้า จะทรงประทานการอุปสมบทด้วยวิธีเอหภิ กิ ขุอปุ สมั ปทา แม้คฤหัสถก์ ท็ รงรับวธิ เี ดียวกัน ๒. ผมู้ าขอบรรพชาอปุ สมบทตอ่ พระสาวกรบั ถอื เพศตามพระสาวกกอ่ นแลว้ เปลง่ วาจาถอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะท่ีพ่ึงที่ระลึก ๓ คร้ัง เรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา ต่อมาใช้เป็นวิธีบรรพชา เป็นสามเณร ๓. คฤหัสถ์ผู้ไม่ประสงค์จะบวชปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ชายเปน็ อบุ าสก หญงิ เปน็ อบุ าสกิ า หรอื มไิ ดก้ ลา่ วปฏญิ าณตนแตน่ บั ถอื สบื กนั มาได้ กราบไหวบ้ ชู าสกั การะตาม ประเพณีกใ็ ชไ้ ดเ้ ชน่ กัน และการแสดงตนเปน็ พุทธมามกะไมจ่ �ำเพาะตอ้ งท�ำคราวเดยี ว ท�ำซ้าํ ๆ หลายคร้งั กไ็ ด้ เรยี กว่า ทัฬหกี รรม ท�ำให้ม่ันคงย่ิงขึน้ ความเปน็ มาของพิธแี สดงตนเป็นพุทธมามกะ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งพระราชโอรสไป ศึกษาในยุโรปหลายพระองค์ บางพระองค์ยังทรงพระเยาว์และไม่เคยผนวชเป็นสามเณรมาก่อนพระองค์ มีพระราชปริวิตกว่าพระราชโอรสเหล่าน้ันยังไม่รู้สึกมั่นคงในพระพุทธศาสนา จึงทรงโปรดให้พระราชโอรส ผู้มิเคยผนวชเป็นสามเณรปฏิญาณพระองค์เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาก่อนเสด็จออกไปศึกษาในยุโรป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระองค์แรกท่ีปฏิญาณพระองค์ตามธรรมเนียมท่ีทรง ต้งั ข้ึนใหม่น้นั ต่อมาผอู้ น่ื นอกจากพระราชวงศ์เหน็ ชอบตามพระราชด�ำรจิ ึงได้ท�ำตามบ้าง ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ มปี ระเพณกี ารแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะสบื ตอ่ กนั มา ในปจั จบุ นั การปฏบิ ตั พิ ธิ แี สดงตน เปน็ พุทธมามกะยงั นิยมจดั ในประเทศไทย พอสรปุ วัตถปุ ระสงค์ไดด้ งั นี้ ๑. เม่ือบุตรหลานของตนเจริญวัยอยู่ในระหว่างอายุ ๑๒ - ๑๕ ปี ประกอบพิธีให้บุตรหลาน ของตนแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ เพอื่ ให้เด็กสืบทอดความเปน็ พทุ ธศาสนิกชนตามสกุลวงศ์ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้ันตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
187 ๒. เมื่อบุตรหลานซ่ึงนับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ไปศึกษาในประเทศนับถือศาสนาอ่ืน นิยมประกอบพิธีให้บุตรหลานแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพ่ือต้องการให้เด็กระลึกถึงตนอยู่เสมอว่า เปน็ พุทธศาสนิกชน ๓. เม่ือจะปลูกฝังให้เยาวชนมั่นคงในพระพุทธศาสนา โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนชาวพุทธนิยม น�ำนักเรียนท่ีเข้ารับการศึกษาใหม่หรือรวมทั้งหมดก็ได้ แสดงตนเป็นพุทธมามกะปีละ ๑ คร้ัง เพื่อให้ นกั เรยี นเห็นความส�ำคัญในการนบั ถอื พระพุทธศาสนา ๔. เม่ือบุคคลท่ีนับถือศาสนาอ่ืนเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาต้องการประกาศตนนับถือ พระพุทธศาสนา ก็ประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อประกาศตนว่านับแต่นี้ไปข้าพเจ้ายอมรับ นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ระเบยี บพธิ ีการแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ บุคคลที่ต้องการแสดงตนเป็นพุทธมามกะต้องไปมอบตัวต่อพระอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ ถา้ เปน็ เดก็ หรอื นกั เรยี นควรมผี ปู้ กครองหรอื ครู น�ำไป น�ำดอกไม้ ธปู เทยี น หรอื ธปู เทยี นแพไปถวายพระอาจารย์ ตามธรรมเนยี มโบราณด้วย เมือ่ ไปถงึ ส�ำนกั พระอาจารย์ผู้จะแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ พงึ ปฏบิ ัติดงั นี้ ๑. เขา้ ไปหาพระอาจารยท์ �ำความเคารพกราบเรยี นถงึ วตั ถปุ ระสงคใ์ นการแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ ใหพ้ ระอาจารยท์ ราบ เมอ่ื ท่านรบั แลว้ จึงมอบตวั ๒. ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะถือพานดอกไม้เข้าไปหาพระอาจารย์ คุกเข่าลงกับพ้ืน ยกพานดอกไม้ขึ้นน้อมตัวลงประเคน ๓. เมื่อพระอาจารย์รับพานแล้วให้ถอยออกมาพอสมควร ประนมมือก้มลงกราบด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วน่ังพับเพียบเพ่ือรับฟังข้อแนะน�ำ พร้อมทั้งก�ำหนดนัดหมายวันเวลา ในการประกอบพธิ ี ๔. อาราธนาพระสงฆ์อย่างต่ํา ๓ รูป รวมพระอาจารย์ด้วยเป็น ๔ รูป คือ ครบองค์สงฆ์ หรือเกินกว่าน้กี ็ได้ เสร็จแลว้ กราบลาพระอาจารย์ ๕. เมื่อถึงวันนัดหมายพระอาจารย์จะจัดเตรียมสถานท่ีประกอบพิธี พิธีน้ีอาจจัดข้ึนในวัด เช่น พระอุโบสถ หากผู้แสดงตนมีจ�ำนวนมากจะจัดท่ีศาลาการเปรียญหรือห้องประชุมในวัดก็ได้ ผู้จะแสดงตน เป็นพุทธมามกะควรแตง่ กายสุภาพชุดสีขาว ถา้ เปน็ เด็กนกั เรยี นจะแตง่ เครือ่ งแบบตามปกติก็ได้ เม่ือถึงเวลา ก�ำหนดพระอาจารย์พร้อมด้วยพระสงฆ์จะมายังสถานที่ประกอบพิธี กราบพระพุทธรูปน่ังบนอาสนะ ทจ่ี ัดเตรียมไว้ผแู้ สดงตนเป็นพุทธมามกะเข้าไปคกุ เข่าหนา้ โตะ๊ หมู่ จุดธปู เทียนและวางดอกไม้ เปลง่ วาจาบูชา พระรตั นตรยั วา่ อิมนิ า สักกาเรนะ พุทธงั ปเู ชมิ (กราบ) อมิ ินา สักกาเรนะ ธมั มงั ปูเชมิ (กราบ) อิมินา สักกาเรนะ สงั ฆงั ปเู ชมิ (กราบ) ถ้ามีผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะจ�ำนวนมาก ให้หัวหน้าหรือผู้น�ำเป็นคนจุดธูปเทียนคนเดียว นอกน้ันให้วางดอกไม้ท่ีน�ำมาบูชาพระรัตนตรัยด้วย ให้หัวหน้าเป็นผู้กล่าวน�ำบูชา เสร็จแล้วกราบลง พรอ้ ม ๆ กันหลงั จากนนั้ กลา่ วค�ำนมัสการและค�ำปฏิญาณตนตอ่ หนา้ พระสงฆ์ ดงั นี้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี วิชาพุทธประวัติ
188 นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สัมพุทธสั สะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพทุ ธัสสะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สมั พุทธัสสะ เอสาหงั ภนั เต สุจริ ะปะรนิ ิพพุตัมปติ งั ภะคะวันตัง สะระณงั คัจฉามิ ธัมมญั จะ สังฆัญจะ พทุ ธะมามะโกติ มงั สังโฆ ธาเรตุ คำ�แปล ข้าพเจา้ ขอนอบนอ้ ม แดพ่ ระผู้มพี ระภาคอรหนั ตสมั มาสัมพทุ ธเจา้ น้นั (วา่ ๓ จบ) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาค พระองค์น้ัน แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะท่ีพึ่งที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจ�ำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือ ผนู้ บั ถือพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิญาณพรอ้ มกันหลายคนให้เปล่ยี นค�ำกลา่ วดงั น้ี ค�ำวา่ เอสาหัง ผู้ชายว่า เอเตมะยัง สตรวี า่ เอตามะยงั ค�ำว่า คจั ฉามิ เป็น คจั ฉามะ ค�ำวา่ พทุ ธะมามะโกติ เป็น พทุ ธะมามะกาติ ค�ำว่า มัง เปน็ โน ค�ำว่า พุทธะมามะโกติ ถ้าเปน็ สตรแี ม้คนเดยี วกเ็ ปลี่ยนเปน็ พทุ ธะมามะกาติ เม่ือกล่าวค�ำนมัสการและค�ำปฏิญาณจบลง แล้วพระสงฆ์จะรับสาธุพร้อมกัน พึงก้มลงกราบ พร้อมกันลดลงนั่งราบกับพ้ืน ประนมมือรับฟังโอวาทจากพระอาจารย์ต่อไป หลังจากรับโอวาทจาก พระอาจารย์จบแล้ว ผู้ปฏิญาณตนรับว่า สาธุ แล้วพึงน่ังคุกเข้าประนมมือกล่าวค�ำสมาทานศีล ๕ (ค�ำอาราธนาศีลจะแสดงในภาคผนวก) เฉพาะปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะคนเดียวเปลี่ยนค�ำว่า มะยัง เป็น อะหัง ค�ำว่า ยาจามะเป็นยาจามิ ทั้งหญิงและชายต่อจากนั้นพึงว่าตามพระอาจารย์ผู้บอกศีล ๕ เรม่ิ ตั้งแตน่ ะโม ... เมื่อว่านะโมตามครบสามจบแลว้ พระอาจารยจ์ ะกลา่ วค�ำวา่ ยะมะหงั วะทามิ ตังวะเทหิ ผปู้ ฏญิ าณตนรบั วา่ อามะภนั เต พระอาจารยจ์ ะบอกไตรสรณคมนต์ อ่ วา่ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉาม.ิ .. พงึ วา่ ตามไป จบแล้ว พระอาจารย์จะกล่าวอีกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ผู้ปฏิญาณตนพึงรับว่า อามะ ภันเต ต่อมาพระอาจารยจ์ ะบอกศลี ๕ว่า ปาณาติปาตา เวรมณ.ี .. พงึ ว่าตามไปจนครบ ๕ ข้อ จากน้ันพระอาจารย์ จะกล่าวค�ำว่า อมิ านิ ปญั จะ สิกขาปะทานิ สะมาทยิ ามิ จบเดยี ว สว่ นผปู้ ฏิญาณตนต้องว่าตาม ๓ จบ เมอ่ื พระอาจารยบ์ อกอานสิ งส์ของศีลจบแล้วผ้ปู ฏญิ าณตนพึงกราบลง ๓ ครัง้ ถา้ มเี คร่อื งไทยธรรมถวายพระสงฆ์ กน็ �ำมาถวายในตอนนถ้ี วายเสรจ็ แล้วน่ังราบเตรยี มกรวดนาํ้ รบั พรจากพระสงฆต์ อ่ ไป การกรวดนา้ํ มแี บบแผนปฏบิ ตั กิ นั มา คอื เมอ่ื พระสงฆเ์ รมิ่ ยถาวารวิ หา ... ผกู้ รวดนา้ํ พงึ เทนาํ้ กรวด ลงภาชนะรองรับเมอ่ื พระสงฆ์กล่าวถึงค�ำวา่ มณิ โชติรโส ยถา ผู้กรวดนา้ํ พงึ เทนํ้าใหห้ มดพอดี เมอื่ พระสงฆ์ รูปท่ีสองรับว่า สัพพีติโย... พึงน่ังประนมมือรับพรต่อไปจนจบ เสร็จแล้วนั่งคุกเข่ากราบพระสงฆ์ ๓ ครั้ง เป็นอนั เสร็จพิธกี ารปฏิญาณตนเปน็ พทุ ธมามกะ แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชัน้ ตรี วชิ าพุทธประวัติ
189 ภาคผนวก คำ�บูชา คำ�อาราธนา ค�ำ ถวายทาน คำ�บชู าพระรตั นตรัย อิมินา สกั กาเรนะ พุทธงั ปเู ชมิ อิมนิ า สักกาเรนะ ธัมมัง ปเู ชมิ แบบที่ ๑ อิมนิ า สักกาเรนะ สังฆัง ปเู ชมิ แบบท่ี ๒ อิมินา สกั กาเรนะ พทุ ธงั อภิปูชะยามิ อิมินา สกั กาเรนะ ธัมมงั อภปิ ูชะยามิ อมิ นิ า สักกาเรนะ สงั ฆงั อภปิ ชู ะยามิ คำ�กราบนมัสการพระรัตนตรยั อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ ภะคะวา, พทุ ธงั ภะคะวนั ตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมสั สามิ (กราบ) สปุ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สงั ฆัง นะมามิ (กราบ) ค�ำ อาราธนาศลี ๕ มะยัง ภนั เต, วิสุง วสิ งุ รกั ขะณตั ถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ ทุติยมั ปิ มะยงั ภันเต, วิสงุ วสิ งุ รักขะณตั ถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ ตะตยิ ัมปิ มะยัง ภนั เต, วิสงุ วิสุง รกั ขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ หมายเหตุ อาราธนาศลี ๘ เปลีย่ น ปัญจะ เป็น อฏั ฐะ รบั ศลี คนเดียวเปล่ยี น มะยงั เปน็ อะหงั , ยาจามะ เป็น ยาจามิ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี วชิ าพทุ ธประวัติ
190 ใบความรูท้ ี่ ๒๒ กล่าวค�ำแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ คำ�อาราธนาพระปริตร วปิ ตั ติปะฏิพาหายะ สพั พะสมั ปัตติสิทธิยา สัพพะทุกขะวนิ าสายะ ปะริตตัง พรฺ ูถะ มงั คะลงั วิปตั ตปิ ะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะภะยะวนิ าสายะ ปะริตตัง พฺรถู ะ มังคะลัง วิปตั ตปิ ะฏพิ าหายะ สพั พะสัมปตั ติสทิ ธยิ า สัพพะโรคะวินาสายะ ปะริตตัง พรฺ ถู ะ มงั คะลัง สรณคมนแ์ ละศลี ๕ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธสั สะ (ว่า ๓ จบ) พทุ ธงั สะระณัง คัจฉามิ ธมั มัง สะระณงั คจั ฉามิ สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉามิ ทตุ ยิ มั ปิ พุทธัง สะระณงั คัจฉามิ ทตุ ยิ ัมปิ ธมั มัง สะระณัง คจั ฉามิ ทุตยิ ัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะตยิ มั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธมั มงั สะระณัง คจั ฉามิ ตะตยิ ัมปิ สังฆัง สะระณงั คัจฉามิ ปาณาตปิ าตา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ ามิ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ กาเมสุมจิ ฉาจารา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ ามิ มุสาวาทา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ ามิ สุราเมระยะมัชชะปะมาทฏั ฐานา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ อมิ านิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สเี ลนะ สคุ ะติง ยนั ติ สีเลนะ โภคะสมั ปะทา สีเลนะ นิพพตุ งิ ยนั ติ ตัสมา สีลงั วิโสธะเย. แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชนั้ ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
191 ค�ำ อาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะตี สะหมั ปะติ กัตอญั ชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สันตธี ะ สัตตาปปะระชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธมั มงั อะนกุ ัมปิมงั ปะชงั . ค�ำ บูชาขา้ วพระพทุ ธ อมิ งั สปู ะพยัญชะนะสัมปันนงั สาลีนงั โภชะนงั อุทะกงั วะรัง พทุ ธสั สะ ปเู ชม.ิ ค�ำ ลาข้าวพระพุทธ เสสงั มงั คะลงั ยาจามิ. ข้าพเจ้าขอสว่ นทเี่ หลือ อนั เป็นมงคล. ค�ำ ถวายสังฆทาน (สามัญ) อิมานิ มะยัง ภันเต, ภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขสุ ังโฆ, อมิ าน,ิ ภตั ตาน,ิ สะปะริวารานิ, ปะฏคิ คณั หาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตงั , หิตายะ สขุ ายะ. คำ�แปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหาร พร้อมท้ังบริวารเหล่านี้แด่ พระภกิ ษสุ งฆ์ ขอพระภกิ ษสุ งฆ์ โปรดรบั ภตั ตาหาร พรอ้ มทงั้ บรวิ ารเหลา่ น้ี ของขา้ พเจา้ ทง้ั หลาย เพอ่ื ประโยชน์ และความสขุ แกข่ ้าพเจ้าท้ังหลาย ตลอดกาลนานเทอญ. แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี วชิ าพทุ ธประวตั ิ
192 บทที่ ๕ แบบทดสอบ แบบทดสอบธรรมศึกษาช้ันตรี ประกอบดว้ ย - แบบทดสอบก่อนเรยี น - เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น - แบบทดสอบหลงั เรยี น - เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้นั ตรี วชิ าพุทธประวตั ิ
193 แบบทดสอบก่อนเรยี นวชิ าพุทธประวตั ิ ธรรมศึกษา ชั้นตรี จ�ำ นวน ๕๐ ข้อ ๕๐ คะแนน ค�ำชแ้ี จง ให้นักเรยี นเลอื กค�ำตอบท่ีถูกต้องทสี่ ดุ เพียงค�ำตอบเดียว ๑. พทุ ธประวัตพิ รรณนาเรอื่ งของใคร ข. พระพทุ ธเจ้า ก. นกั บวช ง. พระปัจเจกพุทธเจ้า ค. นกั พรต ๒. พ่อแมม่ วี รรณะตา่ งกัน ท�ำใหเ้ กดิ ชนชน้ั ใด ข. แพศย์ ก. พราหมณ ์ ค. ศูทร ง. จณั ฑาล ๓. นครกบิลพสั ด์ุ มีความสมั พนั ธ์กบั นครใด ข. เทวทหะ ก. สาวตั ถี ง. ราชคฤห์ ค. พาราณส ี ๔. เม่ือพระนางสริ ิมหามายาทรงพระครรภ์ สุบินนมิ ิตรอยา่ งไร ก. พญาช้างเผอื กชสู งข ์ ข. พญาช้างเผือกชดู อกบวั ค. พราหมณม์ อบสังขท์ อง ง. พราหมณม์ อบดอกบัว ๕. วันทเ่ี จา้ ชายสทิ ธตั ถะประสูติ ตรงกับข้อใด ก. วนั มาฆบูชา ข. วนั วสิ าขบชู า ค. วันอาสาฬหบูชา ง. วนั อัฏฐมบี ชู า ๖. สถานที่เจา้ ชายสทิ ธตั ถะประสตู ิ ปจั จบุ ันอยใู่ นประเทศใด ก. เนปาล ข. ปากีสถาน ค. ศรีลงั กา ง. อนิ เดีย ๗. เจ้าชายสทิ ธตั ถะประกอบดว้ ยมหาบรุ ุษลักษณะก่ปี ระการ ก. ๓๑ ประการ ข. ๓๒ ประการ ค. ๓๗ ประการ ง. ๓๘ ประการ ๘. เจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วนั มีเหตกุ ารณใ์ ดเกิดขน้ึ ก. ดาบสเขา้ เฝ้า ข. ขุดสระบัว ค. ขนานพระนาม ง. ไดฌ้ าน แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศกึ ษา ช้ันตรี วชิ าพุทธประวัติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218