คำนำ กรมกำรพฒั นำชุมชน มภี ำรกจิ เกยี่ วกับกำรสง่ เสรมิ กระบวนกำรเรยี นรแู้ ละกำรมสี ว่ นรว่ มของประชำชน สง่ เสรมิ และพฒั นำเศรษฐกิจชุมชนฐำนรำกให้มีควำมม่ันคงและมเี สถียรภำพ สรำ้ งควำมเขม้ แขง็ ของเศรษฐกิจชุมชน ตำมกรอบแผนปฏิบัติรำชกำรระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) แผนปฏิบัติรำชกำร เรอ่ ื งท่ี 2 กำรสง่ เสรมิ และยกระดับ เศรษฐกิจฐำนรำกให้มั่นคง โดยมเี ป้ำประสงค์ให้คนในชุมชนมงี ำน มีรำยได้ และมคี ุณภำพชวี ติ ทด่ี ี และแผนปฏิบตั ิรำชกำร เรอ่ ื งท่ี 4 กำรพฒั นำองค์กรให้ทันสมัย มสี มรรถนะสูง และมีธรรมำภิบำล บุคลำกรมีอุดมกำรณ์และเชย่ี วชำญในงำน พฒั นำชุมชน โดยกำรสง่ เสรมิ กำรเรยี นรสู้ ำธำรณะเชงิ รกุ และสนบั สนุนกำรให้บรกิ ำรทำงวชิ ำกำร ซงึ่ ในกำรขบั เคล่อื นงำน ตำมยทุ ธศำสตรด์ ังกล่ำวของกรมกำรพัฒนำชุมชน มคี วำมสอดคล้องกับกำรดำเนนิ โครงกำรอนุรกั ษ์พนั ธุกรรมพืชอันเนอ่ื ง มำจำกพระรำชดำร ิสมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) ตำมแผนแมบ่ ท อพ.สธ. ระยะ 5 ปที ่เี จด็ (1 ตุลำคม พ.ศ. 2564 - 30 กันยำยน พ.ศ. 2569) โครงกำรอนรุ กั ษ์พันธุกรรมพืชอันเนอ่ื งมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี (อพ.สธ.) ได้ดำเนินกำรมำต้ังแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมวี ตั ถุประสงค์เพ่ือสรำ้ งควำมเข้ำใจ เห็นควำมสำคัญของพนั ธุกรรมพชื และทรพั ยำกร เพื่อให้เกิดกำรรว่ มคิด รว่ มปฏิบัติ จนเกิดประโยชน์ถึงมหำชนชำวไทยโดยให้มรี ะบบขอ้ มลู พันธุกรรมพืช และทรพั ยำกรส่ือถึงกันได้ทวั่ ประเทศ กรมกำรพัฒนำชุมชน โดยศูนย์ศึกษำและพฒั นำชุมชนลำปำง ได้รว่ มสนองพระรำชดำร ิ ดำเนินโครงกำรอนุรกั ษ์พนั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร ี (อพ.สธ.) นับต้ังแต่ปี พ.ศ. 2561 เพอ่ื สืบสำนโครงกำรอนั เนอ่ื งมำจำกพระรำชดำรเิ ปน็ หนง่ึ ในภำรกิจหลกั ในกำรสง่ เสรมิ กระบวนกำรเรยี นรู้ กำรมีส่วนรว่ มของประชำชน และกำรพฒั นำเศรษฐกิจชุมชนฐำนรำกให้มคี วำมมัน่ คงและมีเสถียรภำพ ด้วยแนวคิดกำรสรำ้ งควำมรเู้ กี่ยวกับกำรรกั ษำพนั ธกุ รรมพืช ซงึ่ เป็นทุนทำงธรรมชำติเพื่อรองรบั สถำนกำรณ์ควำมเปลีย่ นแปลง และสง่ เสรมิ ให้ประชำชนสำมำรถเขำ้ ถึงแหลง่ ทุนท่มี ีอยใู่ นชุมชน เพอื่ นำทนุ ทมี่ ีอยไู่ ปส่งเสรมิ กำรประกอบอำชพี สรำ้ งรำยได้ ให้กับครอบครวั ชุมชน ส่งผลใหเ้ ศรษฐกิจฐำนรำกม่นั คง ชุมชนเขม้ แขง็ อย่ำงยงั่ ยนื ด้วยหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผำ้ ด้วยใจรกั ษ์ ของศูนย์ศกึ ษำและพฒั นำ ชุมชนลำปำง ได้พฒั นำขนึ้ โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือสนองพระรำชดำรใิ นโครงกำรอนุรกั ษ์พันธุกรรมพชื อันเนอื่ งมำจำก พระรำชดำร ิสมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) เพ่มิ ศักยภำพด้ำนกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกพชื ให้สี ใหแ้ ก่ประชำชนในพนื้ ที่ และสง่ เสรมิ ให้เกิดกำรตระหนกั รถู้ ึงควำมสำคัญด้ำนกำรอนรุ กั ษ์และใชป้ ระโยชนจ์ ำกทรพั ยำกร ในทอ้ งถิ่น โดยใชพ้ ้ืนทีส่ นองพระรำชดำร ิอพ.สธ.-ศพช.ลำปำง เปน็ แหลง่ เรยี นรู้ และให้ผูท้ ี่มีควำมรู้ ควำมเชยี่ วชำญ หรอื ปรำชญท์ อ้ งถิ่นได้เขำ้ มำมีสว่ นรว่ มในกำรถ่ำยทอดควำมรู้ ซง่ึ เปน็ กระบวนกำรสง่ เสรมิ กระบวนกำรเรยี นรดู้ ้วยภูมปิ ญั ญำ ทอ้ งถ่ิน ท้งั นี้ หวังเปน็ อย่ำงยิง่ ว่ำผเู้ ข้ำรว่ มกิจกรรมจะได้นำเอำองค์ควำมรทู้ ีไ่ ด้จำกกำรอบรมในครง้ั น้ี ไปใชใ้ นกำรประกอบ อำชพี เพม่ิ รำยได้ และขยำยผลใหเ้ กิดคุณค่ำ รจู้ กั ใชป้ ระโยชนข์ องทรพั ยำกรทอ้ งถ่ิน ก่อให้เกดิ ควำมรกั ควำมหวงแหน และเรยี นรูท้ ีจ่ ะอนุรกั ษ์และปลูกทดแทนเพ่อื กำรผลิตที่ยัง่ ยืน ศูนย์ศึกษำและพัฒนำชุมชนลำปำง สถำบันกำรพัฒนำชุมชน กรมกำรพัฒนำชุมชน
สำรบัญ เรอ่ ื ง หน้ำ คำนำ สำรบญั 1 ตำรำงกำรดำเนินกิจกรรม 11 วชิ ำที่ 1 กำรอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกรท้องถ่ิน ตำมแนวทำงโครงกำร อพ.สธ. 25 วชิ ำท่ี 2 กำรใชป้ ระโยชน์จำกทุนธรรมชำติ ประเภทพชื ให้สี 28 วชิ ำท่ี 3 ฝกึ ปฏิบตั ิกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทุนธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี เพอื่ กำรพัฒนำผลติ ภัณฑ์ โดยวธิ กี ำรพมิ พล์ ำยผ้ำจำกสีธรรมชำติ วชิ ำที่ 4 กำรจดั กำรควำมรกู้ ำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทุนธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี
ตำรำงกำรดำเนินกิจกรรม หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง “สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผ้ำด้วยใจรกั ษ์” กิจกรรมสนองพระรำชดำรโิ ครงกำรอนุรกั ษ์พันธกุ รรมพืชอันเนื่องมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) ณ ศูนย์ศึกษำและพัฒนำชุมชนลำปำง วนั เสำรท์ ่ี 27 พฤษภำคม 2566 เวลำ 08.00 - 08.30 น. ลงทะเบียน เวลำ 08.30 - 09.00 น. ปฐมนเิ ทศ ชแ้ี จงสรำ้ งควำมเขำ้ ใจหลักสูตร ฯ เวลำ 09.00 - 10.00 น. กำรอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกรทอ้ งถิ่น ตำมแนวทำงโครงกำร อพ.สธ. เวลำ 10.00 - 12.00 น. กำรใชป้ ระโยชน์จำกทนุ ธรรมชำติ ประเภทพชื ให้สี เวลำ 12.00 - 13.00 น. รบั ประทำนอำหำรกลำงวัน เวลำ 13.00 - 15.00 น. ฝกึ ปฏิบัติกำรใชป้ ระโยชน์จำกทนุ ธรรมชำติ ประเภทพชื ให้สี เพอื่ กำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ โดยวธิ กี ำรพมิ พล์ ำยผำ้ จำกสีธรรมชำติ เวลำ 15.00 - 16.00 น. กำรจดั กำรควำมรกู้ ำรใชป้ ระโยชน์จำกทุนธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี เวลำ 16.00 - 16.30 น. แลกเปล่ียนเรยี นรู้ สรุปและประเมนิ ผลกิจกรรม หมำยเหตุ: กำหนดกำรอำจเปลยี่ นแปลงได้ตำมควำมเหมำะสม
1 การอนุรกั ษแ์ ละใชป้ ระโยชน์ทรพั ยากรทอ้ งถน่ิ โครงกำรอนุรกั ษ์พนั ธกุ รรมพชื อันเน่ืองมำจำกพระรำชดำร สิ มเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร (ี อพ.สธ.) a เมือ่ เดือนมถิ นุ ำยน พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร ีทรงมพี ระรำชดำรกิ ับ นำยแกว้ ขวญั วัชโรทัย เลขำธกิ ำรพระรำชวงั และผอู้ ำนวยกำรโครงกำรสว่ นพระองค์ ฯ สวนจติ รลดำ ใหอ้ นรุ กั ษ์พชื พรรณ ของประเทศและดำเนินกำรเป็นธนำคำรพืชพรรณ โครงกำรอนรุ กั ษ์พนั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมำจำกพระรำชดำรฯิ ได้เรม่ ิ ดำเนนิ กำร โดยฝำ่ ยวชิ ำกำรโครงกำรส่วนพระองค์ ฯ สำหรบั งบประมำณดำเนินงำนนั้น สำนักงำนคณะกรรมกำรพเิ ศษ เพอ่ื ประสำนงำนโครงกำรอนั เนื่องมำจำกพระรำชดำร ิได้สนบั สนุนให้กับโครงกำรส่วนพระองค์ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ีโครงกำรอนุรกั ษ์พันธุกรรมพืชอันเนอ่ื งมำจำกพระรำชดำรฯิ โดยจดั สรำ้ งธนำคำรพชื พรรณขึน้ ใน ปี 2536 สำหรบั เก็บรกั ษำพนั ธกุ รรมพืชทเ่ี ปน็ เมล็ดและเนื้อเย่อื และสนับสนนุ งบประมำณดำเนนิ งำนทกุ กจิ กรรมของ โครงกำร พ.ศ 2536 เป้หมำยหลัก เพอื่ พฒั นำบุคลำกร อนรุ กั ษแ์ ละพัฒนำทรพั ยำกรพันธกุ รรมพชื และทรพั ยำกร ให้เกิดประโยชน์กับมหำชน ชำวไทย วัตถุประสงค์ 1. ให้เข้ำใจและเห็นควำมสำคัญของพันธุกรรมพืชและทรพั ยำกร 2. ให้รว่ มคิด รว่ มปฏิบตั ิ จนเกิดผลประโยชนถ์ ึงมหำชนชำวไทย 3. ให้มีระบบขอ้ มลู พันธุกรรมพชื และทรพั ยำกร สื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ แนวทำงกำรดำเนินงำนตำมกรอบกำรดำเนินงำน ตำมแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะ 5 ปีทีเ่ จด็ (1 ตุลำคม พ.ศ. 2564 - 30 กันยำยน พ.ศ. 2569) เพื่อให้บรรลุวตั ถปุ ระสงค์และเปำ้ หมำยท่กี ำหนดไวข้ ้ำงต้น จงึ กำหนดแนวทำงและแผนกำรดำเนินงำน ตำมแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะ 5 ปที ่เี จด็ (1 ตุลำคม พ.ศ. 2564 - 30 กันยำยน พ.ศ. 2569) โดยมีกิจกรรม 8 กิจกรรม ทอี่ ยภู่ ำยใต้ 3 กรอบกำรดำเนินงำนและ 3 ฐำนทรพั ยำกร ได้แก่ ทรพั ยำกรกำยภำพ ทรพั ยำกรชวี ภำพ และทรพั ยำกร วัฒนธรรมและภูมิปัญญำ ดังนี้ 1. กรอบกำรเรยี นรูท้ รพั ยำกร เพอ่ื พฒั นำและเพ่ิมประสิทธภิ ำพกำรดำเนินงำนด้ำนกำรพฒั นำ และด้ำนกำรบรหิ ำรจดั กำรด้ำนปกปัก ทรพั ยำกรของประเทศ จงึ ต้องมกี ำรเรยี นรทู้ รพั ยำกรในพื้นที่ โดยมกี ิจกรรมทด่ี ำเนินงำน ได้แก่ กิจกรรมท่ี 1 กิจกรรม ปกปกั ทรพั ยำกร กิจกรรมท่ี 2 กิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมทรพั ยำกร และกิจกรรมท่ี 3 กิจกรรมปลูกรกั ษำทรพั ยำกร
2 กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมปกปักทรพั ยำกร เปำ้ หมำย 1. เพอ่ื ปกปกั รกั ษำพ้ืนที่ปำ่ ธรรมชำติของหนว่ ยงำนท่รี ว่ มสนองพระรำชดำร ิ ทัง้ หนว่ ยงำนภำครฐั และ เอกชน ทม่ี ีพนื้ ทป่ี ำ่ ดั้งเดิมอยู่ในควำมรบั ผดิ ชอบ โดยไม่มีนโยบำยจะเปล่ยี นแปลงสภำพพ้ืนท่ี แต่จะต้องเปน็ พื้นทนี่ อกเหนือ จำกพ้ืนท่ีของกรมปำ่ ไมแ้ ละกรมอุทยำนแหง่ ชำติสัตว์ปำ่ และพันธพุ์ ืช หรอื จะต้องไมเ่ ปน็ พน้ื ทที่ มี่ ปี ญั หำกับรำษฎรโดย เด็ดขำด 2. เพ่อื รว่ มมือกบั กรมปำ่ ไมแ้ ละกรมอุทยำนแหง่ ชำติสัตว์ปำ่ และพนั ธพุ์ ชื โดยทกี่ รม ฯ นำพืน้ ทข่ี องกรม ฯ มำสนองพระรำชดำร ิตำมควำมเหมำะสม แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมปกปักทรพั ยำกรในพื้นที่ปกปกั ทรพั ยำกร 1. กำรทำขอบเขตพน้ื ทีป่ กปกั ทรพั ยำกร และให้ระบุสถำนะพื้นท่ีวำ่ อยู่เอกสำรสิทธป์ิ ระเภทใด 1.1 เปน็ พื้นทมี่ เี อกสำรสิทธข์ิ องหนว่ ยงำน ฯ 1.2 เป็นพื้นที่ของหนว่ ยงำนอ่ืนแต่อนุญำตให้มสี ิทธใ์ิ ชพ้ ้นื ท่ีนัน้ ได้ *** พืน้ ทปี่ กปกั ทรพั ยำกร ต้องไมเ่ ปน็ พ้ืนทท่ี ่ีมกี รณพี พิ ำทกับรำษฎรในเรอ่ ื งของกำรบกุ รกุ หรอื แผว้ ถำง 2. กำรสำรวจ ทำรหัสประจำต้นไม้ ทำรหัสพกิ ัด เพอ่ื รวบรวมเปน็ ฐำนขอ้ มลู ในพนื้ ทข่ี องหน่วยงำนท่รี ว่ ม สนองพระรำชดำร ิ 3. กำรสำรวจ ทำรหัสพิกัด และค่ำพิกัดของทรพั ยำกรชวี ภำพอนื่ ๆ นอกเหนือจำกพนั ธกุ รรมพชื เชน่ สัตว์ จุลินทรยี ์ 4. กำรสำรวจ ทำรหัสพกิ ัด และค่ำพกิ ัดของทรพั ยำกรกำยภำพ เชน่ ดิน หิน แรธ่ ำตุต่ำง ๆ คุณภำพน้ำ คณุ ภำพอำกำศ เป็นต้น 5. กำรสำรวจเก็บข้อมลู ภมู ปิ ญั ญำทอ้ งถ่ิน วฒั นธรรมต่ำง ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับกำรใชท้ รพั ยำกรกำยภำพและ ทรพั ยำกรชวี ภำพในพ้ืนที่ 6. สนบั สนนุ ให้มอี ำสำสมัครปกปักรกั ษำทรพั ยำกรในพ้ืนที่สถำนศึกษำ เชน่ นักศึกษำในมหำวทิ ยำลัย ในระดับหมบู่ ำ้ น ตำบล สนบั สนุนให้ประชำชนท่ีอยู่รอบ ๆ พืน้ ท่ปี กปักทรพั ยำกร เชน่ มกี ิจกรรมป้องกันไฟป่ำ กิจกรรม รว่ มมอื รว่ มใจรกั ษำทรพั ยำกรในพ้ืนทีป่ กปกั ทรพั ยำกร เป็นต้น กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมทรพั ยำกร เปำ้ หมำย 1. เพอ่ื สำรวจและเก็บรวบรวมทรพั ยำกรในพ้ืนท่ี ได้แก่ ทรพั ยำกรกำยภำพ ทรพั ยำกรชวี ภำพ และทรพั ยำกร วัฒนธรรมและภมู ิปัญญำ ในพน้ื ที่ท่ที รำบแนช่ ดั วำ่ กำลงั จะเปลย่ี นแปลงจำกสภำพเดิม เชน่ จำกป่ำกลำยเปน็ สวน พ้นื ที่ ตำมเกำะต่ำง ๆ ท่จี ะกลำยสภำพเป็นพ้ืนที่ทอ่ งเที่ยว พืน้ ท่ีท่เี รง่ ในกำรสรำ้ งถนนและสงิ่ ก่อสรำ้ งต่ำง ๆ ภำยใต้รศั มอี ยำ่ งนอ้ ย 50 กโิ ลเมตร ของหนว่ ยงำนทีร่ ว่ มสนองพระรำชดำร ิใหพ้ ิจำรณำควำมพรอ้ มและศักยภำพของหนว่ ยงำนทเ่ี ปน็ แกนกลำง
3 ดำเนินงำนในแต่ละพื้นทีเ่ ปน็ สำคัญ 2. เพื่อสำรวจและเก็บรวบรวมทรพั ยำกรในพนื้ ที่ ได้แก่ ทรพั ยำกรกำยภำพ ทรพั ยำกรชวี ภำพ และทรพั ยำกร วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญำ ภำยใต้รศั มอี ยำ่ งน้อย 50 กิโลเมตร ของหน่วยงำนท่ีรว่ มสนองพระรำชดำรอิ ำจจะกำลังเปล่ยี นแปลง หรอื ไม่ก็ได้ แต่เป็นคนละพ้ืนท่ีกับพน้ื ทปี่ กปักพันธุกรรมพืช/ทรพั ยำกรดังในกิจกรรมที่ 1 กิจกรรมปกปกั ทรพั ยำกร แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมทรพั ยำกร 1. กำรสำรวจเก็บรวบรวมตัวอย่ำง ทรพั ยำกรกำยภำพ ทรพั ยำกรชวี ภำพ และทรพั ยำกรวฒั นธรรมและ ภูมปิ ัญญำ ในบรเิ วณรศั มอี ย่ำงน้อย 50 กิโลเมตร ของหน่วยงำนนั้น ๆ 2. กำรสำรวจ ทำรหัสประจำต้นไม้ ทำรหัสพกิ ัด เพือ่ รวบรวมเป็นฐำนขอ้ มลู ในพ้นื ท่ี 3. กำรสำรวจ ทำรหัสพิกัด และค่ำพกิ ัดของทรพั ยำกรชวี ภำพอืน่ ๆ นอกเหนือจำกพันธุกรรมพืช เชน่ สัตว์ จุลินทรยี ์ 4. กำรสำรวจ ทำรหัสพิกัด และค่ำพิกัดของทรพั ยำกรกำยภำพ เชน่ ดิน หิน แรธ่ ำตุต่ำง ๆ คณุ ภำพน้ำ คุณภำพอำกำศ เป็นต้น 5. กำรสำรวจเก็บข้อมลู ภูมิปญั ญำท้องถิ่น วัฒนธรรมต่ำง ๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับกำรใชท้ รพั ยำกรกำยภำพและ ทรพั ยำกรชวี ภำพในพ้ืนที่ 6. กำรเก็บรวบรวมทรพั ยำกรชวี ภำพเพอื่ เป็นตัวอย่ำงแห้ง และตัวอยำ่ งดอง รวมถึงกำรเก็บตัวอย่ำง ทรพั ยำกรกำยภำพ เพือ่ เป็นตัวอยำ่ งในกำรศึกษำหรอื เก็บในพิพิธภัณฑ์พชื พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชำติวทิ ยำ 7. กำรเก็บพันธกุ รรมทรพั ยำกร สำหรบั พืชสำมำรถเก็บเพือ่ เปน็ ตัวอยำ่ งเพ่ือกำรศกึ ษำหรอื มีกำรเก็บใน รปู เมล็ดในห้องเก็บรกั ษำเมลด็ พันธุ์ กำรเก็บต้นพชื มีชวี ติ เพอ่ื ไปปลูกในท่ีปลอดภัย กำรเก็บชน้ิ ส่วนพืชท่มี ชี วี ติ (เพื่อนำมำ เก็บรกั ษำในสภำพเพำะเลี้ยงเนื้อเยอ่ื ) และสำหรบั ทรพั ยำกรอน่ื ๆ (สัตว์ จุลนิ ทรยี ์ เห็ด รำ ฯลฯ) สำมำรถเก็บตัวอยำ่ งมำ ศึกษำและขยำยพันธุต์ ่อไปได้ ในกิจกรรมที่ 3 กิจกรรมปลกู รกั ษำทรพั ยำกร กิจกรรมท่ี 3 กิจกรรมปลูกรกั ษำทรพั ยำกร เปำ้ หมำย 1. เพื่อนำทรพั ยำกรที่มคี ่ำ ใกล้สญู พนั ธุ์ หรอื ต้องกำรเพมิ่ ปรมิ ำณเพื่อนำมำใชป้ ระโยชน์ จำกพื้นทใ่ี นกิจกรรมที่ 1 และกิจกรรมท่ี 2 ทำกำรคัดเลอื กมำเพอ่ื ดำเนนิ งำนเปน็ กิจกรรมต่อเนือ่ ง โดยกำรนำพนั ธกุ รรมทรพั ยำกรชวี ภำพต่ำง ๆ ไปเพำะพนั ธุ์ ปลกู เล้ียง และขยำยพันธเุ์ พิม่ ในพื้นทีท่ ี่ปลอดภัยเรยี กว่ำ “พ้ืนที่ปลกู รกั ษำทรพั ยำกร” 2. เพื่อส่งเสรมิ ใหเ้ พม่ิ พน้ื ทแ่ี หลง่ รวบรวมพนั ธุท์ รพั ยำกรตำมพน้ื ทข่ี องหนว่ ยงำนต่ำง ๆ ทงั้ ในแปลงเพำะ ขยำยพนั ธุ์ ห้องปฏิบตั ิกำร ฯ แหล่งเพำะพันธสุ์ ัตว์ เชน่ พน้ื ท่สี ถำบนั กำรศึกษำทีน่ ำเขำ้ รว่ มสนองพระรำชดำรเิปน็ ลกั ษณะ ของสวนพฤกษศำสตร์ สวนรกุ ขชำติ ป่ำชุมชนทร่ี ว่ มสนองพระรำชดำรแิ ละยังมีกำรเก็บรกั ษำในรูปเมล็ด เน้ือเยอ่ื และ สำรพันธกุ รรมในห้องปฏิบัติกำร ฯ ในหนว่ ยงำนต่ำง ๆ รวมถึงกำรเก็บรกั ษำพันธุกรรมต่ำง ๆ ในธนำคำรพืชพรรณ อพ.สธ. สวนจติ รลดำเก็บในรูปสำรพนั ธุกรรมหรอื ดีเอ็นเอ
4 แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมปลูกรกั ษำทรพั ยำกร ทรพั ยำกรพันธกุ รรมพืช 1. กำรปลกู รกั ษำต้นพันธกุ รรมพืชในแปลงปลกู กำรปลูกรกั ษำต้นพืชมชี วี ติ ลกั ษณะปำ่ พันธุกรรมพชื มีแนวทำงดำเนนิ งำนคือ สำรวจสภำพพ้ืนท่แี ละสรำ้ งสง่ิ อำนวยควำมสะดวกในกำรปฏิบัติงำน งำนขยำยพนั ธพุ์ ืช งำนปลกู พันธุกรรมพชื และบันทกึ ผลกำรเจรญิ เติบโต งำนจดั ทำแผนทีต่ ้นพันธกุ รรมและทำพกิ ัดต้นพนั ธุกรรม 2. กำรตรวจสอบพชื ปรำศจำกโรคก่อนกำรเก็บรกั ษำพันธกุ รรมพชื ในรูปแบบต่ำง ๆ 3. กำรเก็บรกั ษำทง้ั ในรูปของเมลด็ ในระยะส้ัน ระยะกลำง และระยะยำว ในรูปของธนำคำรพนั ธุกรรม ศึกษำ หำวธิ กี ำรเก็บเมลด็ พันธุ์ และทดสอบกำรงอกของเมลด็ พันธุ์ 4. กำรเก็บรกั ษำโดยศึกษำเทคโนโลยีกำรเพำะเลีย้ งเนือ้ เยอ่ื พชื แต่ละชนดิ ศึกษำกำรฟอกฆ่ำเชอื้ ศึกษำ สูตรอำหำรที่เหมำะสม ศึกษำกำรเก็บรกั ษำโดยกำรเพำะเล้ียงเนอ้ื เยอ่ื ในระยะสั้น ระยะกลำง ระยะยำว และในไนโตรเจนเหลว (Cryopreservation) และกำรขยำยพันธโุ์ ดยกำรเพำะเล้ยี งเนอื้ เย่ือ 5. กำรเก็บรกั ษำในรปู สำรพนั ธุกรรม (DNA) เพ่อื กำรนำไปใชป้ ระโยชน์ เชน่ กำรวเิ ครำะหล์ ำยพมิ พ์ดีเอ็นเอ กำรปรบั ปรุงพนั ธพุ์ ชื เปน็ ต้น 6. กำรดำเนินงำนในรูปของสวนพฤกษศำสตร์ สวนรกุ ขชำติ สวนสำธำรณะต่ำง ๆ กำรปลกู พชื ในสถำนศึกษำ โดยมีระบบฐำนขอ้ มลู ที่สำมำรถใชป้ ระโยชน์ได้ในอนำคต ทรพั ยำกรพันธกุ รรมสัตวแ์ ละทรพั ยำกรพันธกุ รรมอื่น ๆ ให้ดำเนินกำรให้มสี ถำนท่ีเพำะเล้ียงหรอื ห้องปฏิบตั ิกำรทีจ่ ะเก็บรกั ษำ เพำะพนั ธ/ุ์ ขยำยพันธตุ์ ำมมำตรฐำน ควำมปลอดภัย โดยมีแนวทำงกำรดำเนินงำนคลำ้ ยคลงึ กับกำรดำเนนิ งำนในทรพั ยำกรพันธกุ รรมพชื ขำ้ งต้น 2. กรอบกำรใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกร เพ่ือพฒั นำและเพ่มิ ประสิทธภิ ำพกำรดำเนินงำนศึกษำวจิ ยั และประเมนิ ศักยภำพของทรพั ยำกรต่ำง ๆ ใน อพ.สธ. ให้เกิดประโยชน์ ทงั้ ในด้ำนกำรพฒั นำและกำรบรหิ ำรจดั กำรให้กำรดำเนินงำนเป็นไปในทิศทำงเดียวกันและ เออ้ื อำนวยประโยชนต์ ่อกัน รวมทัง้ พัฒนำระบบข้อมูลสำรสนเทศ อพ.สธ. ให้เป็นเอกภำพ สมบรู ณ์และเป็นปัจจุบัน โดยบรรลจุ ุดมุ่งหมำยตำมแนวพระรำชดำร ิโดยมกี ิจกรรมท่ีดำเนินงำน ได้แก่ กิจกรรมท่ี 4 กิจกรรมอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ ทรพั ยำกร กิจกรรมท่ี 5 กิจกรรมศูนยข์ ้อมูลทรพั ยำกร และกิจกรรมที่ 6 กิจกรรมวำงแผนพัฒนำทรพั ยำกร กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกร เปำ้ หมำย 1. เพือ่ ศึกษำและประเมินศกั ยภำพพนั ธกุ รรมพชื และทรพั ยำกรอ่นื ๆ ท่ีสำรวจเก็บรวบรวมและปลกู รกั ษำ ไวจ้ ำกกิจกรรมที่ 1-3 2. เพื่อกำรอนุรกั ษแ์ ละใชป้ ระโยชนท์ รพั ยำกรทงั้ 3 ฐำนทรพั ยำกร ได้แก่ ทรพั ยำกรกำยภำพ ทรพั ยำกร ชวี ภำพ และทรพั ยำกรวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญำ มกี ำรวำงแผนและดำเนินกำรวจิ ยั ศักยภำพของทรพั ยำกรต่ำง ๆ นำไปสู่กำรเกิดผลิตภัณฑ์ ทเี่ ป็นประโยชน์กับท้องถ่ินต่ำง ๆ และประเทศไทย
5 3. เพ่ือศึกษำศักยภำพของทรพั ยำกรทอ่ี ำจนำไปสูก่ ำรพฒั นำพนั ธพุ์ ืช พันธสุ์ ัตว์ สำยพันธจุ์ ุลนิ ทรยี ์ ตำม แนวพระรำชดำร ิและมแี นวทำงนำไปสู่กำรอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ได้อย่ำงยัง่ ยืน แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกร 1. กำรวเิ ครำะห์ทำงกำยภำพ เชน่ แรธ่ ำตุในดิน คุณสมบตั ิของน้ำ ฯลฯ จำกแหลง่ กำเนดิ พนั ธุกรรม ด้ังเดิมของพืชนั้น ๆ 2. กำรศึกษำทำงด้ำนชวี วทิ ยำ สัณฐำนวทิ ยำ สรรี วทิ ยำ ชวี เคมี พนั ธุศำสตร์ ฯลฯ ของทรพั ยำกรชวี ภำพ ที่คัดเลอื กมำศึกษำ 3. กำรศึกษำด้ำนโภชนำกำร องค์ประกอบของสำรสำคัญ เชน่ รงควัตถุ กลนิ่ สำรสำคัญต่ำง ๆ ในพันธุกรรม พืชและทรพั ยำกรชวี ภำพอน่ื ๆ ท่ีเป็นเป้ำหมำย 4. กำรศึกษำกำรปลูก กำรเขตกรรม และขยำยพันธพุ์ ชื ด้วยกำรขยำยพนั ธตุ์ ำมปกติในพันธุกรรมพชื ที่ไม่เคย ศึกษำมำก่อน และกำรขยำยพนั ธโุ์ ดยกำรเพำะเลีย้ งเนือ้ เยอื่ ในพันธุกรรมพชื ท่ไี มเ่ คยศึกษำมำก่อน รวมถึงกำรศึกษำ กำรเลี้ยงและกำรขยำยพันธุท์ รพั ยำกรชวี ภำพอื่น ๆ เพ่ือให้ได้ผลผลิตตำมทต่ี ้องกำร 5. กำรศึกษำกำรจำแนกสำยพนั ธโุ์ ดยวธิ ที ำงชวี โมเลกลุ เพอื่ นำไปสู่กำรพฒั นำพนั ธพุ์ ืช สัตว์ และจุลินทรยี ์ เพอ่ื เก็บเป็นลำยพมิ พด์ ีเอ็นเอของทรพั ยำกรชนิดนั้น ๆ ไวเ้ พื่อนำไปใชป้ ระโยชนต์ ่อไป 6. โครงกำร ฯ จำกกิจกรรมท่ี 4 นำไปสกู่ ำรทำงำนรว่ มกับสมำชกิ งำนฐำนทรพั ยำกรทอ้ งถ่ิน (อปท)/ชุมชน ท่อี ยู่ใน อปท. ทเ่ี ป็นสมำชกิ งำนฐำนทรพั ยำกรท้องถิ่น/สมำชกิ งำนสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น (สถำบนั กำรศึกษำ) เพ่ือนำผลงำนถ่ำยทอดและเกิดประโยชน์กับท้องถ่ินอย่ำงชดั เจน กิจกรรมท่ี 5 กิจกรรมศูนยข์ ้อมูลทรพั ยำกร เป้ำหมำย 1. เพ่ือให้เกิดฐำนขอ้ มูลทรพั ยำกรของประเทศ โดยศูนย์ขอ้ มูลทรพั ยำกร อพ.สธ. สวนจติ รลดำรว่ มกับ หน่วยงำนที่รว่ มสนองพระรำชดำร ิ บันทึกขอ้ มูลของกำรสำรวจเก็บรวบรวมกำรศึกษำประเมินกำรอนุรกั ษ์ และกำรใช้ ประโยชน์ทรพั ยำกรทง้ั 3 ฐำน ตัวอย่ำงเชน่ ฐำนขอ้ มูลพรรณไม้แห้ง ฐำนข้อมลู งำนวจิ ยั ฐำนขอ้ มลู ทรพั ยำกรทอ้ งถิ่น ฐำนขอ้ มลู สัตว์ทะเล และฐำนขอ้ มูลจุลนิ ทรยี ์ ขอ้ มลู ต่ำง ๆ จำกกำรทำงำนในกิจกรรมต่ำง ๆ ของ อพ.สธ. โดยทำกำรบนั ทกึ ลงในระบบฐำนขอ้ มูล เพ่อื เปน็ ฐำนข้อมลู และมรี ะบบทเ่ี ชอื่ มต่อถึงกันได้ทวั่ ประเทศ โดยเชอ่ื มโยงกับฐำนขอ้ มลู ทรพั ยำกร ของหนว่ ยงำนทรี่ ว่ มสนองพระรำชดำร ิอพ.สธ. 2. เพ่ือให้ฐำนขอ้ มูลทรพั ยำกรนั้น เป็นขอ้ มลู เพ่ือนำไปสู่กำรวำงแผนกำรใชท้ รพั ยำกรอย่ำงย่งั ยนื และ อำจนำไปสู่กำรพฒั นำพันธพุ์ ชื และทรพั ยำกรต่ำง ๆ
6 แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมศูนยข์ ้อมูลทรพั ยำกร 1. อพ.สธ. รว่ มกับหน่วยงำนท่ีรว่ มสนองพระรำชดำร ิ จดั ทำฐำนขอ้ มลู ระบบดิจติ อลและพัฒนำโปรแกรม สำหรบั ระบบศูนย์ข้อมูลทรพั ยำกรต่ำง ๆ รว่ มกัน เชน่ โปรแกรมกำรจดั กำรฐำนขอ้ มลู ทรพั ยำกรท้องถ่ิน ด้ำนกำรสำรวจ เก็บรวบรวม กำรอนุรกั ษ์ กำรประเมนิ คุณค่ำพันธุกรรมทรพั ยำกร และกำรใชป้ ระโยชน์ 2. นำข้อมูลของตัวอยำ่ งพชื ที่เก็บรวบรวมไว้เดิม โดยหน่วยงำนทรี่ ว่ มสนองพระรำชดำรอิ งค์กรอ่ืน เชน่ กรมป่ำไม้ กรมวชิ ำกำรเกษตร และมหำวทิ ยำลัยสงขลำนครนิ ทร์ เป็นต้น เข้ำเก็บไวใ้ นระบบฐำนขอ้ มลู ของศูนย์ข้อมูล ทรพั ยำกร อพ.สธ. 3. นำข้อมูลที่ได้จำกกำรสำรวจเก็บรวบรวมพันธกุ รรมพชื และทรพั ยำกรต่ำง ๆ เชน่ ขอ้ มลู กำรปลูกรกั ษำ ขอ้ มลู กำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทรพั ยำกร ขอ้ มูลวฒั นธรรมและภูมิปญั ญำ ขอ้ มลู พันธไุ์ ม้จำกโรงเรยี นสมำชกิ สวนพฤกษศำสตร์ โรงเรยี น เข้ำเก็บไว้ในศูนยข์ ้อมลู ทรพั ยำกร เพ่อื กำรประเมนิ คณุ ค่ำและนำไปสกู่ ำรวำงแผนพฒั นำพันธพุ์ ืชและทรพั ยำกร อนื่ ๆ 4. พฒั นำกำรบรหิ ำรจดั กำรฐำนข้อมูลของศูนยข์ อ้ มูลทรพั ยำกร อพ.สธ. ให้มเี อกภำพ มคี วำมสมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ซง่ึ หนว่ ยงำนต่ำง ๆ สำมำรถใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกันได้ โดยเฉพำะฐำนข้อมลู ทรพั ยำกรท่ีได้จำกงำนฐำน ทรพั ยำกรท้องถิ่น ฐำนข้อมลู พชื จำกกำรสำรวจเก็บรวบรวม ฐำนข้อมลู พรรณไมแ้ ห้ง ฐำนขอ้ มลู สวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น โดยมี อพ.สธ. เปน็ ศูนยก์ ลำงและวำงแผนดำเนนิ งำนพัฒนำเครอื ขำ่ ยระบบขอ้ มลู สำรสนเทศ อพ.สธ. รว่ มกับหนว่ ยงำน ทรี่ ว่ มสนองพระรำชดำร ิ เพื่อให้สำมำรถเชอ่ื มโยงและใชร้ ว่ มกนั ได้อย่ำงกวำ้ งขวำงอำจผำ่ นทำงเวบ็ ไซต์ทีม่ รี ะบบปอ้ งกัน กำรเข้ำถึงฐำนข้อมูล 5. หนว่ ยงำนรว่ มสนองพระรำชดำร ิมีควำมประสงค์ท่ีจะดำเนินกำรแบ่งปนั หรอื เผยแพรข่ อ้ มูลใด ๆ ที่เก่ียวข้อง ในงำน อพ.สธ. จำเป็นต้องขออนญุ ำตผ่ำนทำง อพ.สธ. ก่อน เพื่อขอพระรำชทำนข้อมูลนั้น ๆ กิจกรรมที่ 6 กิจกรรมวำงแผนพัฒนำทรพั ยำกร เป้ำหมำย เพือ่ กำรพัฒนำและปรบั ปรงุ พนั ธทุ์ รพั ยำกรให้ดียิ่งขน้ึ ตำมควำมต้องกำรของท้องถ่ิน โดยที่ อพ.สธ. มีหนำ้ ที่ ประสำนกับนักวชิ ำกำรผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงำนและสถำบันกำรศึกษำต่ำง ๆ เชน่ ในเรอ่ ื งของพืช โดยวเิ ครำะห์จำก ฐำนขอ้ มูลจำกกิจกรรมท่ี 5 มำใชใ้ นกำรพิจำรณำศักยภำพของพันธุพ์ ืช พันธสุ์ ัตว์ พันธจุ์ ุลินทรยี ์ ฯลฯ และนำไปสู่กำรวเิ ครำะห์ ข้อมลู และคัดเลือกสำยต้นเพอ่ื เปน็ พ่อแมพ่ นั ธพุ์ ชื พรอ้ มกับวำงแผนพัฒนำพันธรุ์ ะยะยำวและนำแผนพัฒนำพนั ธขุ์ ึ้น ทูลเกล้ำฯ ถวำยสมเด็จพระกนษิ ฐำธริ ำชเจำ้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร ีเพอ่ื มพี ระรำชวนิ ิจฉัย และพระรำชทำนแผนพฒั นำพันธแุ์ ละพนั ธกุ รรมที่คัดเลอื ก ให้หน่วยงำนที่มคี วำมพรอ้ มนำไปปฏิบัติ พนั ธพุ์ ืช/สัตว/์ ชวี ภำพอื่น ๆ ท่ีอยู่ในเป้ำหมำย ได้แก่ พนั ธพุ์ ืชสมนุ ไพร พันธุพ์ ืชพน้ื เมืองต่ำง ๆ ทส่ี ำมำรถวำงแผนนำไปสู่กำรพัฒนำ ให้ดีย่ิงขึ้นเหมำะสมต่อกำรปลูกในพน้ื ท่ีต่ำง ๆ ในประเทศไทย
7 แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมวำงแผนพัฒนำทรพั ยำกร ทรพั ยำกรพันธกุ รรมพืช 1. จดั ประชุมคณะทำงำนทรพั ยำกรต่ำง ๆ คัดเลือกพันธพุ์ ืชทผ่ี ทู้ รงคุณวุฒพิ ิจำรณำแล้ววำ่ ควรมีกำรวำงแผน พัฒนำพันธเุ์ พ่อื กำรใชป้ ระโยชน์ต่อไปในอนำคต 2. ดำเนนิ กำรทูลเกล้ำฯ ถวำยแผนกำรพฒั นำทรพั ยำกรที่คัดเลือกแล้ว เพอ่ื ให้สมเด็จพระกนษิ ฐำธริ ำชเจำ้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร ีทรงมพี ระรำชวนิ จิ ฉัยและพระรำชทำนใหก้ ับหน่วยงำนทมี่ ีศกั ยภำพ ในกำรพฒั นำปรบั ปรงุ พันธกุ รรมทรพั ยำกรชนิดนัน้ ๆ ให้เปน็ ไปตำมเป้ำหมำย 3. ประสำนงำนเพื่อให้หนว่ ยงำนท่ีมคี วำมพรอ้ ม ในกำรพัฒนำพนั ธทุ์ รพั ยำกรต่ำง ๆ เชน่ พฒั นำพนั ธกุ รรม พืช ดำเนินกำรพัฒนำพันธพุ์ ชื และนำออกไปสู่ประชำชน และอำจนำไปปลูกเพื่อเป็นกำรค้ำต่อไป 4. ดำเนินกำรขน้ึ ทะเบียนรบั รองพนั ธพุ์ ชื ใหม่ทีไ่ ด้มำจำกกำรพัฒนำพันธพุ์ ืชดั้งเดิม เพอ่ื ประโยชน์ของ มหำชนชำวไทย ทรพั ยำกรพันธกุ รรมสัตวแ์ ละทรพั ยำกรพันธกุ รรมอื่น ๆ มแี นวทำงกำรดำเนินงำนคลำ้ ยคลึงกับกำรดำเนินงำนในทรพั ยำกรพนั ธกุ รรมพืชขำ้ งต้น 3. กรอบกำรสรำ้ งจติ สำนึก เพ่อื ให้ประชำชนกลุ่มเป้ำหมำยต่ำง ๆ โดยเฉพำะเยำวชน นักเรยี น นสิ ิต นักศึกษำและบคุ คลทั่วไป ได้มคี วำมรู้ ควำมเขำ้ ใจเก่ียวกับพชื พรรณไม้ และกำรอนุรกั ษ์พนั ธกุ รรมพชื ของประเทศ จนตระหนกั ถึงควำมสำคัญและประโยชน์ ของกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกรทีก่ ่อให้เกิดประโยชนต์ ่อมหำชนชำวไทย โดยมีกิจกรรมทด่ี ำเนินงำน ได้แก่ กิจกรรมท่ี 7 กิจกรรมสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกร และกิจกรรมที่ 8 กิจกรรมพเิ ศษสนับสนุนกำรอนรุ กั ษ์ทรพั ยำกร กิจกรรมท่ี 7 กิจกรรมสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกร เปำ้ หมำย 1. เพ่ือให้เยำวชนประชำชนชำวไทย ให้เข้ำใจถึงควำมสำคัญและประโยชนข์ องทรพั ยำกรทั้ง 3 ฐำน ให้รจู้ กั หวงแหน รจู้ กั กำรนำไปใชป้ ระโยชนอ์ ยำ่ งยง่ั ยืน ซงึ่ มีควำมสำคัญต่อกำรจดั กำรกำรอนุรกั ษแ์ ละใชท้ รพั ยำกรของประเทศ อย่ำงย่ังยืน 2. เพอื่ ให้หนว่ ยงำนท่รี ว่ มสนองพระรำชดำร ิ วำงแผนและขยำยผลเพ่อื นำแนวทำงกำรสรำ้ งจติ สำนกึ ใน กำรรกั ทรพั ยำกรของ อพ.สธ. ไปดำเนนิ งำนตำมยุทธศำสตรข์ องหนว่ ยงำนนั้น ๆ แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกร 1. งำนสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น เป็นนวัตกรรมของกำรเรยี นรเู้ พอื่ นำไปส่กู ำรสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนรุ กั ษ์ทรพั ยำกรธรรมชำติ วฒั นธรรม และภูมปิ ญั ญำของประเทศไทย นำไปสู่กำรพฒั นำคนใหเ้ ขม้ แขง็ รเู้ ท่ำทนั พรอ้ มรบั กับกระแสกำรเปลย่ี นแปลงของโลก
8 2. งำนพิพิธภัณฑ์ เปน็ กำรขยำยผลกำรดำเนินงำนเพ่อื เสรมิ สรำ้ งกระบวนกำรเรยี นรู้ ไปสู่ประชำชน กล่มุ เป้ำหมำยต่ำง ๆ ให้กวำ้ งขวำงยิ่งขึ้น โดยใชก้ ำรนำเสนอในรูปของพพิ ิธภัณฑ์ ซงึ่ เปน็ ส่ือเข้ำถึงประชำชนท่ัวไป 3. งำนอบรม อพ.สธ. ดำเนนิ งำนอบรมเรอ่ ื ง งำนสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น, งำนฝกึ อบรมปฏิบตั ิกำรสำรวจและจดั ทำ ฐำนทรพั ยำกรทอ้ งถิ่น หรอื งำนทเี่ กี่ยวข้องกับกำรสรำ้ งจติ สำนกึ ในกำรอนรุ กั ษ์ทรพั ยำกร โดยอำจจดั ณ แหล่งฝึกอบรม ของศูนย์แม่ขำ่ ยประสำนงำน อพ.สธ. และศูนย์ประสำนงำน อพ.สธ. ท่ีกระจำยอยู่ตำมภูมภิ ำคต่ำง ๆ กิจกรรมท่ี 8 กิจกรรมพิเศษสนับสนุนกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกร เป้ำหมำย 1. เพ่อื เปิดโอกำสให้หน่วยงำนต่ำง ๆ ทงั้ ภำครฐั และเอกชน เขำ้ รว่ มสนับสนนุ งำนของ อพ.สธ. ในรปู แบบ ต่ำง ๆ ไมว่ ำ่ จะเปน็ ในรปู ของทนุ สนบั สนุน หรอื ดำเนนิ งำนท่ีเกี่ยวขอ้ งและสนบั สนนุ กิจกรรมต่ำง ๆ ของ อพ.สธ. โดยอยู่ ในกรอบของแผนแม่บท อพ.สธ. 2. เพอ่ื เปิดโอกำสให้เยำวชนและประชำชนได้สมัครเขำ้ มำศึกษำหำควำมรเู้ ก่ียวกับทรพั ยำกรธรรมชำติ ในสำขำต่ำง ๆ ตำมควำมถนัดและสนใจ โดยมีคณำจำรย์ผ้เู ชยี่ วชำญในแต่ละสำขำให้คำแนะนำ และให้แนวทำงกำรศกึ ษำ โดยจดั ตั้งเป็นชมรมนักชวี วทิ ยำ อพ.สธ. 3. เพ่ือรวบรวมนักวจิ ยั นักวชิ ำกำร คณำจำรยผ์ ู้เชยี่ วชำญจำกทงั้ ภำครฐั และเอกชน เป็นอำสำสมคั รและ เข้ำมำทำงำนตำมแนวทำงกำรดำเนินงำนในกิจกรรมของ อพ.สธ. ท้ังส่วนตัวและผ่ำนทำงหนว่ ยงำนทีต่ นเองสงั กัดอยู่ โดยจดั ต้ังเปน็ ชมรมคณะปฏิบตั ิงำนวทิ ยำกำร อพ.สธ. ซง่ึ จะเปน็ ผนู้ ำในกำรถ่ำยทอดควำมรแู้ ละสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนรุ กั ษ์ ทรพั ยำกรของประเทศให้แก่เยำวชนและประชำชนชำวไทยต่อไป 4. เพื่อสนบั สนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เทศบำลตำบล เทศบำลเมือง ให้ดำเนินงำนสมัครสมำชกิ เขำ้ มำในงำนฐำนทรพั ยำกรท้องถิ่น แนวทำงกำรดำเนินกิจกรรมพิเศษสนับสนุนกำรอนุรกั ษ์ทรพั ยำกร 1. อพ.สธ. เป็นเจำ้ ภำพรว่ มกับหน่วยงำนที่รว่ มสนองพระรำชดำรทิ ีม่ ีควำมพรอ้ มในกำรดำเนินกำรจดั กำร ประชมุ วชิ ำกำรและนิทรรศกำร อพ.สธ. จดั กำรประชุมตำมทกี่ ำหนดไว้ โดยมกี ำรรว่ มจดั แสดงนิทรรศกำรกับหน่วยงำนที่ รว่ มสนองพระรำชดำรทิ ุกหนว่ ยงำน นอกจำกนัน้ ยงั มกี ำรจดั กำรประชุมวชิ ำกำรและนทิ รรศกำรสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น และฐำนทรพั ยำกรท้องถ่ิน ระดับภูมภิ ำค รว่ มกับสมำชกิ งำนสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี นและสมำชกิ งำนฐำนทรพั ยำกร ท้องถิ่น
9 2. อพ.สธ. สนับสนนุ ให้มกี ำรนำเสนอผลงำนวจิ ยั ของเจำ้ หนำ้ ทแี่ ละนักวจิ ยั อพ.สธ. รวมถึงงำนของหน่วยงำน ท่รี ว่ มสนองพระรำชดำร ิ ในงำนประชุมวชิ ำกำรต่ำง ๆ ระดับประเทศ และต่ำงประเทศ และให้มีกำรขออนุญำตในกำรนำเสนอ ผลงำนทกุ ครงั้ 3. หน่วยงำนภำครฐั เอกชน และผูม้ ีจติ ศรทั ธำสนบั สนนุ เงนิ ทนุ ให้ อพ.สธ. (โดยกำรทลู เกล้ำฯ ถวำย โดย ผ่ำนทำงมลู นธิ ิ อพ.สธ. เพ่ือใชใ้ นกิจกรรม อพ.สธ.) 4. กำรดำเนินงำนของชมรมนักชวี วทิ ยำ อพ.สธ. และชมรมคณะปฏิบตั ิงำนวทิ ยำกำร อพ.สธ. โดยท่ี อพ.สธ. สนับสนุนให้มผี สู้ มคั รเป็นสมำชกิ ชมรม ฯ ตำมเง่อื นไขของชมรม ฯ โดยทีช่ มรมทงั้ สอง มีกำรดำเนินงำนสนับสนนุ งำนใน กิจกรรมท่ี 1-7 ตำมแผนแมบ่ ทของ อพ.สธ. เชน่ เข้ำไปศึกษำทำงำนวจิ ยั ในพืน้ ทปี่ กปกั ทรพั ยำกรอพ.สธ. รว่ มในกิจกรรม สำรวจทรพั ยำกรต่ำง ๆ ในพนื้ ทท่ี ี่ อพ.สธ. กำหนด 5. หน่วยงำนทร่ี ว่ มสนองพระรำชดำร ิ สำมำรถดำเนินกำรฝกึ อบรมในกำรสรำ้ งจติ สำนึกในกำรอนรุ กั ษ์ พนั ธกุ รรมพืชและทรพั ยำกรต่ำง ๆ เพ่ือสนองพระรำชดำรติ ำมแผนแม่บท อพ.สธ. เพอ่ื สนบั สนนุ ในงำนกิจกรรมต่ำง ๆ ของ อพ.สธ. ตำมแนวทำงกำรดำเนินงำนตำมแผนแม่บทของ อพ.สธ. โดยอำจมีกำรฝกึ อบรมตำมสถำนท่ีต่ำง ๆ ของ หนว่ ยงำนนั้น ๆ เอง หรอื โดยรว่ มกับวทิ ยำกรของ อพ.สธ. หรอื เป็นวทิ ยำกรของหนว่ ยงำนที่รว่ มสนองพระรำชดำรเิ อง แต่ผำ่ นกำรวำงแผนและเห็นชอบจำก อพ.สธ. 6. มหำวทิ ยำลัยท่รี ว่ มสนองพระรำชดำร ิอพ.สธ. 5 แห่ง ได้รบั พระรำชทำน ฯ ให้ดำเนินงำนเปน็ ศูนย์แมข่ ำ่ ย ประสำนงำน อพ.สธ. และมหำวทิ ยำลยั ทร่ี ว่ มสนองพระรำชดำรใิ นกลุม่ ท่ี 5 และ กล่มุ ท่ี 6 ของหนว่ ยงำนทร่ี ว่ มสนอง พระรำชดำร ิอพ.สธ. นั้น สำมำรถขอเข้ำเป็นศูนย์ประสำนงำน อพ.สธ. โดยศูนยป์ ระสำนงำน อพ.สธ. ดำเนินงำนภำยใต้ กำรกำกับดูแลของคณะกรรมกำรดำเนนิ งำน อพ.สธ. ของมหำวทิ ยำลัย ฯ 7. หนว่ ยงำนทร่ี ว่ มสนองพระรำชดำร ิ สำมำรถดำเนินงำนและจดั กำรพ้ืนท่ีท่เี พอ่ื กำรอนุรกั ษ์และพฒั นำ เกิดเปน็ ศูนย์เรยี นรตู้ ่ำง ๆ ซง่ึ เปน็ ศูนย์ ฯ ตัวอย่ำง เพอ่ื กำรเรยี นรกู้ ำรใชป้ ระโยชนท์ รพั ยำกรอยำ่ งยง่ั ยืน ตำมปรชั ญำของ เศรษฐกิจพอเพยี ง อีกทง้ั ศูนย์ ฯ เหลำ่ น้ี สำมำรถใชป้ ระโยชนใ์ ห้เป็นแหล่งฝกึ อบรมตำมแนวทำงกำรดำเนินงำนของ อพ.สธ.-หน่วยงำน 8. กำรทำหลกั สูตรท้องถ่ินของมหำวทิ ยำลัยต่ำง ๆ ตำมแนวทำงแผนแมบ่ ทของ อพ.สธ. 9. กำรเผยแพรโ่ ดยสื่อต่ำง ๆ เชน่ กำรทำหนงั สอื วดี ีทศั น์ เอกสำรเผยแพร่ เว็บไซต์ประชำสมั พันธ์ ท่ีได้รบั ควำมเห็นชอบจำก อพ.สธ. เพื่อสนับสนนุ งำนกิจกรรมต่ำง ๆ ของ อพ.สธ. สำมำรถใชส้ ญั ลกั ษณ์ของ อพ.สธ. ได้เม่อื ได้รบั กำรพิจำรณำและเห็นชอบจำก อพ.สธ. 10. กำรจดั งำนประชุมวชิ ำกำรและนทิ รรศกำรต่ำง ๆ ของหน่วยงำนที่รว่ มสนองพระรำชดำร ิ ในส่วนที่ เผยแพรง่ ำนของ อพ.สธ. และได้รบั ควำมเห็นชอบจำก อพ.สธ. 11. หนว่ ยงำนเอกชน หรอื บคุ คลทัว่ ไป สมัครเป็นอำสำสมัครในกำรรว่ มงำนกับ อพ.สธ. 12. กำรดำเนนิ งำนอ่ืน ๆ เพอ่ื เป็นกำรสนบั สนนุ งำนตำมกรอบแผนแม่บทของ อพ.สธ. 13. องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน สมัครเขำ้ มำงำนฐำนทรพั ยำกรท้องถิ่น ขอ้ มูลเพิ่มเติม อพ.สธ.-ศพช.ลำปำง SCAN QR CODE
10 แนวทำงกำรฟ้ ืนฟู/กำรอนุรกั ษ์ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพในพ้ืนที่ กำรดำเนนิ กำรอนรุ กั ษ์ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ จะต้องอำศัยกำรมีส่วนรว่ มของทกุ ภำคส่วนในกำรวำงแผน กำรจดั กำรให้เปน็ ไปตำมเปำ้ หมำยและวตั ถุประสงค์ โดยเฉพำะในระดับทอ้ งถิ่น ควรต้องมีแผนกำรจดั กำรควำมหลำกหลำย ทำงชวี ภำพในระดับทอ้ งถ่ิน (คณิต ธนูธรรมเจรญิ , 2565) 1) กำรสรำ้ งจติ สำนกึ สรำ้ งควำมตระหนัก และให้ควำมรเู้ กย่ี วกับควำมสำคญั ของควำมหลำกหลำยทำง ชวี ภำพ เชน่ กำรรณรงค์ให้ตระหนักในคุณค่ำของควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ กำรให้ควำมรเู้ ก่ียวกับวธิ กี ำรใชท้ รพั ยำกร อย่ำงเหมำะสม กำรฝกึ อบรมแนวทำงกำรอนุรกั ษ์ธรรมชำติ รวมถึงกำรจดั ต้ังกล่มุ และเสรมิ สรำ้ งควำมเขม้ แขง็ ของเครอื ขำ่ ย ควำมรว่ มมือของรฐั ประชำชน ประชำสงั คม และภำคธุรกิจในกำรอนุรกั ษ์ ฟ้ ืนฟู และใชป้ ระโยชน์อย่ำงยง่ั ยืน 2) กำรอนรุ กั ษ์และฟ้ ืนฟูควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เป็นกำรป้องกัน ควบคุมมิให้เกิดควำมสูญเสีย ควำมเสียหำยต่อควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพในชุมชน เชน่ กำรป้องกันมิให้ถูกรุกรำน มีกำรสรำ้ งกลไกในกำรปกป้อง ค้มุ ครองและฟ้ ืนฟูชนดิ พันธุท์ ้องถิ่น หรอื ชนิดพันธุท์ ่ีถูกคุกคำม ลดอัตรำกำรสูญเสียแหลง่ อำศัยตำมธรรมชำติ และ ฟ้ ืนฟูระบบนิเวศที่เส่ือมโทรมให้กลับมำอุดมสมบูรณ์ กำรจดั กำรพ้ืนทเี่ กษตรกรรม พื้นท่ีกำรเพำะเลี้ยงสัตวน์ ้ำ และ กำรป่ำไม้ 3) กำรใชป้ ระโยชน์ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพอย่ำงสมดุล มนุษย์ได้นำควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ มำใชป้ ระโยชน์ในกำรดำรงชวี ติ ในหลำกหลำยรูปแบบ เชน่ ยำรกั ษำโรค อำหำร ด้ำนกำรเกษตร โดยกำรอำศัยคัดสรร พันธพุ์ ืชที่ดีท่เี หมำะสมกับสภำพภูมิอำกำศ ด้ำนกำรแพทย์นำควำมรภู้ ูมปิ ัญญำสมนุ ไพร ด้ำนอุตสำหกรรมได้นำพืชนำ้ มัน มำใชใ้ นกำรอุตสำหกรรมเชอื้ เพลงิ หรอื กำรนำจุลนิ ทรยี ์มำใชใ้ นอตุ สำหกรรมอำหำร เป็นต้น หำกนำเอำควำมหลำกหลำย ทำงชวี ภำพนั้นมำใชจ้ นเกินกำลงั กำรผลิตได้ตำมธรรมชำติ เกินควำมสมดุลในระบบนิเวศธรรมชำติแลว้ จะทำให้เกิด กำรสูญเสีย เกิดควำมรอ่ ยหรอ เกิดกำรลดจำนวนลงอย่ำงรวดเรว็ 4) กำรพัฒนำองค์ควำมรแู้ ละระบบฐำนขอ้ มูลด้ำนควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ โดยกำรนำควำมรูท้ ำง วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยีทผ่ี สมผสำนให้เขำ้ กับภูมปิ ญั ญำทอ้ งถิ่น เพ่อื ให้ชมุ ชนสำมำรถใชป้ ระโยชนจ์ ำกทรพั ยำกรได้ อยำ่ งย่งั ยืน นอกจำกน้ี กำรศึกษำวจิ ยั และขอ้ มลู สถำนกำรณ์ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ ควรมกี ำรวำงแผนในกำรสื่อสำร สรำ้ งควำมเข้ำใจอย่ำงมปี ระสิทธภิ ำพ ที่มำ : เอกสำรกำรประชมุ เชงิ ปฏิบัติกำรสรำ้ งกำรรบั รแู้ ละเข้ำใจกำรดำเนนิ งำนโครงกำร อพ.สธ. สำนกั พัฒนำทุนและองค์กรกำรเงนิ ชุมชน กรมกำรพัฒนำชุมชน
11 การใช้ประโยชน์จากทนุ ธรรมชาติ ทนุ ชุมชน ทุนชุมชน หมำยถึงสินทรพั ยห์ รอื ทรพั ยำกร (ท่ีเกิดขึน้ ตำมธรรมชำติหรอื มนษุ ยส์ รำ้ งขนึ้ )ทก่ี ่อให้เกิดผลผลิต ในกำรดำรงชวี ติ ของคนและชุมชน ทุนชุมชนจำแนกเป็น 5 ด้ำน ดังนี้ 1) ทุนธรรมชำติ 2) ทุนกำยภำพ ทนุ สังคม 3) ทุนมนษุ ย์ 4) ทุนธรรมชำติ 5) ทุนกำรเงนิ ทุนธรรมชำติ คือ ทรพั ยำกรธรรมชำติและกำรได้รบั บรกิ ำรจำกทรพั ยำกรธรรมชำติ ได้แก่ - ทด่ี ิน นำ้ ปำ่ ไม้ อำกำศ ทรพั ยำกรทำงทะเลและสัตวป์ ่ำ - คุณภำพของทรพั ยำกรธรรมชำติ - กำรอนรุ กั ษ์ฟ้ ืนฟู - ระดับควำมหลำกหลำยและอตั รำกำรเปลี่ยนเปลย่ี นทำงชวี ภำพ
12 กำรใชป้ ระโยชน์จำกต้นไม้ประจำหวัด 8 จงั หวัดภำคเหนือตอนบน พันธุไ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวัด เป็นพนั ธุไ์ มท้ ี่สมเด็จพระนำงเจำ้ สิรกิ ิต์ิ พระบรมรำชนิ ีนำถได้ พระรำชทำนให้กับผู้ว่ำรำชกำรจงั หวัดของแต่ละจงั หวัด เพื่อให้นำไปปลูกเป็นสิรมิ งคลแก่จงั หวัดและเพ่ือเป็นกำรรณรงค์ ให้ประชำชนปลกู ต้นไม้ในโครงกำรปลูกป่ำถำวรเฉลิมพระเกียรติ เนือ่ งในวโรกำสท่ีพระบำทสมเด็จพระเจำ้ อยูห่ ัวทรง ครองสิรริ ำชสมบัติครบ 50 ปี (พระรำชพิธกี ำญจนำภิเษก) รำยช่ือพันธุไ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจังหวัดของแต่ละจงั หวัดแยกตำมภำค (ตำมเกณฑ์กำรแบ่ง ของรำชบัณฑิตยสถำน) มีรำยละเอียดตำมท่ีปรำกฏในตำรำงข้ำงลำ่ ง ทั้งน้ี พันธุไ์ ม้มงคลพระรำชทำนของบำงจงั หวดั (ได้แก่ นครปฐม บุรรี มั ย์ ยโสธร ระนอง ระยอง สุโขทัย และสุรนิ ทร)์ จะเป็นพรรณไม้คนละชนิดกับต้นไม้ประจำ จงั หวดั นั้น ๆ ส่วนจงั หวดั บงึ กำฬไมม่ พี ันธไุ์ ม้พระรำชทำนเน่อื งจำกขณะนั้นยงั เป็นส่วนหน่งึ ของจงั หวัดหนองคำย ท่ี จงั หวัด พันธไุ์ มม้ งคลพระรำชทำนประจำจงั หวัด ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ 1 เชยี งรำย กำสะลองคำ Mayodendron igneum 2 เชยี งใหม่ ทองกวำว Butea monosperma 3 น่ำน กำลงั เสือโครง่ Betula alnoides 4 พะเยำ สำรภี Mammea siamensis 5 แพร่ ยมหิน Chukrasia tabularis 6 แม่ฮอ่ งสอน กระพี้จน่ั Millettia brandisiana 7 ลำปำง ขะจำว Holoptelea integrifolia 8 ลำพนู จำมจุร ี Samanea saman 1. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวดั เชยี งรำย ปบี ทอง, อ้อยชำ้ ง หรอื กำซะลองคำ (ชอื่ วทิ ยำศำสตร:์ Mayodendron igneum (Kurz); ชอื่ อื่น: กำกี, สำเภำหลำมต้น, จำงจดื , สะเภำ) เป็นไมต้ ้นผลัดใบในวงศแ์ คหำงค่ำง (Bignoniaceae) สงู ประมำณ 10 เมตร เรอื นยอดเป็นพุม่ ทบึ ใบเปน็ ประเภทใบประกอบแบบ 2-3 ชน้ิ ใบยอ่ ยรูปไขป่ ลำยใบแหลม ขนึ้ ตำมธรรมชำติบนเทือกเขำหินปูนที่ค่อนขำ้ ง ชน้ื พบต้ังแต่พม่ำตอนใต้ไปจนถึงเกำะไหหลำ ดอกมสี ีเหลอื งอมส้มหรอื สีส้มออกเป็นกระจุกตำมกิ่งและ ลำต้น กระจุกละ 5-10 ดอก บำนไมพ่ รอ้ มกัน กลีบเลย้ี งรปู ถ้วยสีม่วงแดง กลีบดอกเชอ่ื มกันเปน็ หลอด ยำว 4-7 เซนติเมตร ปลำยเป็นแฉกสั้น ๆ 5 แฉก ผลเป็นฝัก ยำว 26-40 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซกี ปบี ทองเป็นพรรณไมพ้ ระรำชทำนเพื่อปลกู เป็นมงคล ประจำจงั หวดั เชยี งรำย และเป็นเปน็ พรรณไม้ประจำมหำวทิ ยำลัย 2 แหง่ คือมหำวทิ ยำลัยรำชภัฏเชยี งรำย (เรยี กว่ำ\"กำซะลองคำ\")และมหำวทิ ยำลยั เทคโนโลยสี ุรนำร ี (เรยี กวำ่ \"ปบี ทอง\") อนงึ่ ปบี ทองเปน็ พรรณไมค้ นละชนิดกับต้นกอกกัน ทม่ี อี กี ชอื่ หนง่ึ วำ่ ต้นออ้ ยชำ้ ง เหมือนกัน ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์ : ลำต้น ไม้ต้นขนำดเล็กถึงขนำดกลำง สูง 6-15 เมตร ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว เรอื นยอดแผ่นเป็นช้ัน ลำต้นเปลำตรง กิ่งก้ำนเล็กและลลู่ ง เปลือกสีเทำ แตกสะเก็ดเล็กนอ้ ยมีชอ่ งอำกำศขนำดใหญ่ทว่ั ไป ใบ ประกอบแบบขนนก 3 ชนั้ เรยี งตรงข้ำมสลับต้ังฉำก ยำว 20-60 ซม. ใบย่อย 3-5 คู่ เรยี งตรงข้ำม ใบรปู ร ีรูปใบหอก กว้ำง 2-4.6 ซม. ยำว 5-12 ซม. ปลำยใบแหลมยำวโคนใบเบ้ียว ขอบใบเรยี บ หลงั ใบเรยี บ สีเขียว เป็นมัน ท้องใบเรยี บสีออ่ นกวำ่ แผน่ ใบบำง เส้นแขนงใบขำ้ งละ 4-5 เส้น ก้ำนใบย่อยยำว 0.3-1.1 ซม.
13 ดอก สีเหลืองทองออกเป็นชอ่ แบบชอ่ กระจุกตำมก่ิงและลำต้น มี 3-10 ดอก ชอ่ ดอกยำว 1-1.7 ซม. มีขนน่มุ ประปรำย กลีบเล้ยี งเชอ่ื มติดกันเปน็ หลอดคล้ำยรูปกระสวยแกมรูปไข่ สีนำ้ ตำลแดง มขี นนุ่มทัว่ ไป กลบี ดอก เชอื่ มเป็นรปู ทรงกระบอกปลำยแยกเป็น 5 แฉก ดอกบำนเต็มทก่ี วำ้ ง 1.5-2 ซม. ผล แห้งแตก เป็นฝัก รปู ทรงกระบอกยำว 30-45 ซม. ผลแก่จะบดิ เวยี นและแตก 2 ซกี เมลด็ แบน มจี ำนวนมำก มีปกี แคบยำว 2 ขำ้ ง ระยะติดดอก - ผล : เรม่ ิ ติดดอก : กุมภำพนั ธ์ สิ้นสุดระยะติดดอก : เมษำยน เรม่ ิ ติดผล : พฤษภำคม ส้ินสุดระยะติดผล : มิถนุ ำยน สภำพทำงนิเวศวทิ ยำ : นิเวศวทิ ยำ ป่ำเบญจพรรณชนื้ และชำยป่ำดิบแลง้ ตำมเชงิ เขำ ถ่ินกำเนิด กำรกระจำยพันธุ์ กำรใชง้ ำน ด้ำนภมู ิทศั น์ ทรงพุม่ เบยี ดกันเปน็ กลมุ่ ไมแ่ ผ่กว้ำง พมุ่ ใบสวยงำม ควรปลกู เป็นจุดเด่นตำมมุมของพนื้ ท่หี รอื ปลกู ใกล้ ทำงเดินเพรำะดอกสวยงำมแต่ซอ่ นอยู่ตำมก่ิง กำรปลูกและกำรขยำยพนั ธุ์ : ดินรว่ นปนทรำย โดยกำรเพำะเมลด็ ตอนกิ่ง ปกั ชำกิ่ง และแยกหนอ่ กำรใชป้ ระโยชน์ : - ลำต้น ผสมกับต้นขำงปอย ต้นขำงนำ้ ขำ้ ว ต้นขำงน้ำนม ต้นอวดเชอื ก ฝนนำ้ กินแก้ซำง - เปลือกต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ทอ้ งเสีย - ใบ ตำคั้นน้ำ ทำหรอื พอกรกั ษำแผลสด แผลถลอก ห้ำมเลอื ด - เน้อื ไมท้ ำลังใส่ของ กระดำน เครอ่ ื งเรอื น - ไมเ้ บิกนำ โตเรว็ 2. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวัดเชยี งใหม่ ทองกวำว, ทอง หรอื ทองธรรมชำติ เปน็ ไม้ยืนต้นขนำดกลำงใน วงศ์ถ่ัว มีถิ่นกำเนิดในเอเชยี ใต้ จำกประเทศปำกีสถำน, อินเดีย, บังกลำเทศ, เนปำล, ศรลี งั กำ, พมำ่ , ไทย, ลำว, กัมพูชำ, เวยี ดนำม, มำเลเซยี และทำงตะวนั ตก ของอินโดนีเซยี ทองกวำวมชี อื่ อ่ืนอกี คือ กวำว ก๋ำว (ภำคเหนือ), จอมทอง (ภำคใต้), จำ้ (เขมร), ทองธรรมชำติ ทองพรหมชำติ ทองต้น (ภำคกลำง), ดอกจำน (อีสำน) ลักษณะท่ัวไป ต้นไม้ ไมย้ ืนต้นขนำดกลำง สูง 5-15 เมตร ผลดั ใบ เรอื นยอด เปน็ พ่มุ กลมทบึ ลำต้นแตกก่ิงตำ่ คดงอ เปลือกนอกสีเทำถึงสีเทำคล้ำค่อนขำ้ งเรยี บหรอื แตกเป็นรอ่ ง ตื้น ๆ เปลือกในสแี ดง สับเปลอื กทิง้ ไว้จะมนี ำ้ ยำงใส ๆ ไหลออกมำทง้ิ ไวส้ ักพกั จะกลำยเป็นสีแดง ใบ ใบประกอบแบบขนนก ปลำยค่ี เรยี งเวยี นสลบั ใบยอ่ ยมี 3 ใบ เรยี งตรงขำ้ ม ใบย่อยทีป่ ลำยเป็นรูปมนเกือบกลม ใบย่อยด้ำนขำ้ งรปู ไขเ่ บยี้ ว กวำ้ ง 8-15 ซม. ยำว 9-17 ซม. ปลำยใบมน โคนใบสอบ แผ่นใบหนำ หลงั ใบเกลยี้ ง ท้องใบมขี นสำก เส้นแขนงใบข้ำงละ 5-7 เส้น ก้ำนใบย่อยยำว 3-5 มม. ดอก ออกเป็นชอ่ แบบไม่แตกแขนง ตำมก่ิงก้ำนและปลำยก่ิง ชอ่ ดอกยำว 2-15 ซม. ก้ำนชอ่ ดอกมีขน สีนำ้ ตำล ก้ำนชอ่ ดอกยำว 3-4 ซม. กลีบรองกลบี ดอกเชอื่ มกันเปน็ รปู บำตรยำว 1.3 ซม. ส่วนบนแยกออกเปน็ กลีบสั้น ๆ 5 กลบี มขี นสีน้ำตำลดำปกคลุมตลอดกลบี ดอกยำว 7 ซม. มี 5 กลีบ ขนำดไมเ่ ท่ำกันคล้ำยดอกถั่ว กลบี ด้ำนลำ่ งรปู
14 เรอื แยกเป็นอสิ ระดอกบำนเต็มทก่ี ว้ำงประมำณ 6 ซม. ดอกมีทัง้ สีแสดและสีเหลอื งสด ดอกสีเหลอื งพบท่เี ชยี งรำย เชยี งใหม่ อบุ ลรำชธำนี สุรนิ ทร์ ผล ผลเป็นฝกั แบนรูปบรรทัดกวำ้ ง 3.5 ซม. ยำว 1.5 ซม. ผลแก่สีน้ำตำลอมเหลอื งมขี นอ่อนนุม่ สีขำว เปน็ มัน มเี มลด็ เดียวตรงปลำยฝัก กำรปลกู : นิยมปลกู ลงในแปลงปลกู เพือ่ ประดับบรเิวณบำ้ นและสวน ขนำดหลุมปลกู 50x50x50 ซม. ใชป้ ยุ๋ คอกหรอื ปยุ๋ หมกั : ดินรว่ นอัตรำ 1:2 ผสมดินถ้ำปลูกเพือ่ ประดับบรเิวณบ้ำนหรอื อำคำรควรให้มีระยะห่ำงท่เี หมำะสม เพรำะทองกวำวเป็นไมท้ ีม่ ีทรงพมุ่ ใหญ่พอสมควร กำรดูแล : ต้องกำรแสงแดดจดั หรอื กลำงแจง้ ต้องกำรปรมิ ำณนำ้ ปำนกลำง ควรให้น้ำ 7-10 วนั /ครงั้ ชอบดินรว่ นซุย ใส่ปุ๋ยคอกหรอื ปยุ๋ หมัก อตั รำ 2:3 กิโลกรมั /ต้น ควรใส่ปีละ 4-5 ครงั้ ไม่ค่อยมปี ัญหำเรอ่ ื งโรค เพรำะ เป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร กำรขยำยพันธุ์ : โดยกำรเพำะเมลด็ กำรใชป้ ระโยชน์ : - ดอก ต้มดื่มเป็นยำแก้ปวด ถอนพิษไข้ ขบั ปัสสำวะ - ฝัก ต้มเอำน้ำเป็นยำขบั พยำธิ - ยำง แก้ทอ้ งรว่ ง - เปลอื ก มงี ำนวจิ ยั พบว่ำ สำรสกัดจำกเปลอื ก ชว่ ยเพิม่ ขนำดหน้ำอกให้ใหญ่ขน้ึ แต่จะลดจำนวนอสุจิ - เมล็ด บดผสมมะนำว ทำบรเิ วณผื่นคัน - ใบ ต้มกับน้ำ แก้ปวด ขบั พยำธิ ท้องขนึ้ รดิ สีดวงทวำร - รำก ต้มรกั ษำโรคประสำท บำรงุ ธำตุ [2] - ควำมเชอื่ ของไทย ไม้มงคล คนไทยโบรำณเชอื่ วำ่ บำ้ นใดปลูกต้นทองกวำวไว้ประจำบ้ำนจะทำให้มีเงนิ มีทองมำก นอกจำกนี้ดอกยงั มีควำมสวยเรอื งรองดั่งทองธรรมชำติ ควรปลูกต้นทองกวำวไว้ทำงทิศใต้ผปู้ ลูกควรปลกู ในวนั เสำรเ์ พรำะโบรำณเชอ่ื วำ่ กำรปลูกไม้เพ่ือเอำคุณทว่ั ไปให้ปลกู ในวนั เสำร์ ทองกวำวเป็นพืชทมี่ ีควำมสำคญั ในศำสนำ ฮนิ ดู ใชเ้ ป็นสัญลักษณ์ของพระพรหม พระนำรำยณ์ พระอศิ วร ไม้ทองกวำวใชเ้ ปน็ ฟืนเผำศพ ถือเป็นพืชศักด์ิสิทธ์ิ 3. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวดั น่ำน กำลังเสือโครง่ (ชอ่ื วทิ ยำศำสตร:์ Betula alnoides) อยู่ใน วงศ์ Betulaceae เป็นไม้ผลัดใบระยะส้ัน เปลอื กต้นสีนำ้ ตำลแดงหรอื เทำ ออกเงนิ มีเลนติเซล เมอ่ื สับเปลือกมีกล่ินคล้ำยน้ำมันระกำ แก่แล้วจะลอก เปน็ แผ่นบำงคลำ้ ยกระดำษ เปลือกชนั้ ในมกี ลิน่ หอม หูใบขนำดเลก็ หลุดรว่ งงำ่ ย ใบเด่ียว ขอบใบเป็นซจ่ี กั ยอดออ่ นมีขนสีเงนิ ผิวด้ำนลำ่ งมจี ดุ น้ำยำงมำกมำย ดอกแยกเพศไมแ่ ยกต้น ดอกขนำดเล็ก อยู่เป็นชอ่ ห้อยลง สีออกเขยี ว ดอก เพศผูห้ ้อยเป็นพวงเหมือนพวงกระรอกเลก็ ๆ ชอ่ ดอกเพศเมียเป็นชอ่ ต้ัง ผล ขนำดเล็ก แบนกว้ำง มปี กี บำง กล่มุ ผลมกี ำบดอกปกคลมุ และยังติดอยู่บน ก้ำนแม้ว่ำผลจะปลิวออกไปแลว้ พบในเอเชยี ใต้และคำบสมุทรอินโดจนี ไม้เน้ือแขง็ ทนทำน นิยมใชใ้ นงำนก่อสรำ้ ง เปลือกมนี ำ้ มนั หอม มฤี ทธเ์ ปน็ ยำ ใชท้ ำเหลำ้ ใบใชเ้ ปน็ อำหำรเลย้ี งสัตว์ เปลอื กต้นใชข้ บั ลมในลำไส้ แก้ปวดเมือ่ ยตำมรำ่ งกำย เปลือกต้นใชด้ องเหลำ้ เป็นยำสมุนไพร ลำต้น ไม้ต้น สงู ถึง 30 ม. เปลือกต้นด้ำนในมีกลน่ิ หอม ใบ ใบเดี่ยว เรยี งสลบั รูปใบหอก รปู ใบหอกแกมรูปไข่ หรอื รปู รแี กมรปู ไข่ กวำ้ ง 2.5-5.5 ซม. ยำว 4-12 ซม. ผวิ ใบด้ำนล่ำงมีจุดโปรง่ แสง
15 ดอก แยกเพศ ออกเปน็ ชอ่ ชอ่ ดอกเพศผู้ ห้อยลง รูปทรงกระบอก มีดอกย่อยจำนวนมำก สีเหลอื งอมเขียว ชอ่ ดอกเพศเมียมจี ำนวนดอก 3-5 ดอก ผล แบบเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปไขก่ ลบั ยำว 1.5-2.0 มม. มีขนทป่ี ลำย มีปกี ลักษณะเป็นเยอ่ื กำรใชป้ ระโยชน์ : - สมุนไพร, พืชวสั ดุ, พชื ให้รม่ เงำ - เปลอื กต้น ใชร้ ว่ มกับสมนุ ไพรอื่นเป็นยำดองเหล้ำ หรอื ต้มด่ืมเป็นยำบำรุงกำลงั แก้ปวดเม่ือยตำมรำ่ งกำย แก้อำกำรท้องรว่ ง เป็นยำอำยุวฒั นะ เจรญิ อำหำร - เปลือกนอกบำงใชท้ ำกระดำษ เปลอื กชนั้ ในเป็นน้ำมันมกี ลิ่นหอม มสี รรพคุณคล้ำยน้ำมันมวย หรอื ใช้ เคลือบหนงั 4. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวัดพะเยำ สำรภี เป็นไม้ดอกยืนต้นพบในประเทศไทย ลำว เวยี ดนำม และกัมพูชำ เป็นพันธไุ์ มพ้ ระรำชทำนเพอื่ ปลกู เป็นมงคลจงั หวัดพะเยำ สำรภี ยงั มีชอ่ื พื้นเมืองอนื่ อกี ดังนี้ : ทรพี (จนั ทบุร)ี สรอ้ ยพี (ใต้) สำหละปี (เชยี งใหม่, เหนือ) ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์ เป็นไมย้ ืนต้นสูง 10-15 เมตร ไม่ผลัดใบ เรอื นยอดเป็น พ่มุ ทึบ ใบเป็นใบเด่ียวเรยี งตรงขำ้ ม รูปไข่กลับแกมขอบขนำน เส้นแขนง ใบไมช่ ดั เจน แต่เส้นใบยอ่ ยแบบรำ่ งแหเห็นชดั ทั้งสองขำ้ ง เนอ้ื ไมม้ ีสีนำ้ ตำล แกมแดง ใบสีเขียว หนำ แข็งเปน็ มัน มยี ำงขำว เปลอื กสีเทำดำ แตกล่อน เปน็ สะเก็ดตลอดลำต้น ดอกสีขำวอมเหลอื ง ออกดอกเป็นกระจุกตำมก่ิง สีขำว กลนิ่ หอม รว่ งงำ่ ย มเี กสรเพศผสู้ ีเหลอื ง ผลรปู กระสวย ยำวประมำณ 2.5 ซม. เมือ่ สุกสีเหลือง มเี นื้อสีเหลอื งหรอื สแี สดห้มุ เมล็ด รบั ประทำนได้ ออกดอก มกรำคม - มีนำคม เป็นผล กุมภำพันธ-์ เมษำยน ถิ่นกำเนิด ปำ่ เบญจพรรณ ป่ำดงดิบ ในเขตเอเชยี ตะวนั ออก เฉียงใต้ กำรปลกู : สำรภีชอบสภำพดินรว่ นซุย ควำมชน้ื พอเหมำะ ขยำยพันธุ์ โดยกำรเพำะเมลด็ กำรใชป้ ระโยชน์ : - ดอกสดและแหง้ มรี สหอมเยน็ จดั อยู่ในเกสรทั้งห้ำ ใชบ้ ำรงุ กำลงั แก้อ่อนเพลยี ชว่ ยเจรญิ อำหำร แก้ไข้ พิษรอ้ น ใชผ้ สมในยำหอมแก้ลม วงิ เวยี นศีรษะ หน้ำมืดตำลำย แก้รอ้ นใน ชูกำลัง บำรุงหัวใจและประสำท บำรุงปอด แก้โลหิตพกิ ำร ขบั ลม - เกสร มีรสหอมเย็น เป็นยำแก้ไข้ บำรุงครรภ์ - ผลสุก เย่ือหุ้มเมล็ดมรี สหวำน รบั ประทำนได้ เป็นยำบำรงุ หัวใจ ขยำยหลอดโลหิต - ดอกตูม ยอ้ มผ้ำไหมให้สีแดง
16 5. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวัดแพร่ ยมหิน เป็นต้นไม้ประจำจงั หวัดแพรท่ ี่สมเด็จพระนำงเจำ้ สิรกิ ิติ์ พระบรมรำชนิ นี ำถ พระบรมรำชชนนีพนั ปีหลวง พระรำชทำนเพอื่ ปลกู เป็นต้นไม้ ประจำจงั หวัด ต้นยมหินมีควำมสงู 15-25 เมตร เปลือกมีสีนำ้ ตำลถึงนำ้ ตำลดำ เพ่อื ลำต้นมอี ำยุเพม่ิ ขน้ึ เปลือกในสแี ดงออกน้ำตำลชมพู แกน่ ไม้มีสีเหลอื งเขม้ ถึงนำ้ ตำลแดง ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ Chukrasia velutina Wight & Arn.เปน็ พืช ในวงศ์ Meliaceae ชอ่ื สำมญั Almond-wood, Chickrassy Chittagong-wood. ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์ เป็นแบบขนนกปลำยค่ี ยำวประมำณ 30-50 ซม. ใบแก่จะมีรปู รำ่ ง ใบแบบรูปไข่ หรอื รปู ขอบขนำน ฐำนใบกลมหรอื มน ปลำยใบแหลม ผลของต้น ยมหิน เป็นแบบผลแห้งมเี ปลอื กแขง็ สีน้ำตำลมีรปู ทรงแบบไข่ ขนำดยำวประมำณ 2.5-50 ซม. เมล็ดของต้นยมหิน มีลกั ษณะเป็นแผน่ บำง ๆ สนี ้ำตำล มคี วำมยำว เปน็ สองเท่ำของควำมกว้ำง ในแต่ละชว่ งของผลจะมเี มล็ดอยู่ประมำณ 60-100 เมลด็ กำรใชป้ ระโยชน์ : เป็นไม้ท่เี หมำะสำหรบั งำนที่ใชใ้ นทรี่ ม่ สำมำรถนำไปแปรรูปเปน็ สินค้ำได้ เชน่ ทำเครอ่ ื งเรอื น, ก่อสรำ้ ง บำ้ นเรอื น 6. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวัดแม่ฮ่องสอน จนั่ หรอื กระพ้จี น่ั (ชอ่ื วทิ ยำศำสตร:์ Millettia brandisiana) เปน็ ไมย้ นื ต้นในวงศ์ถ่ัว เปลือกต้นค่อนขำ้ งเรยี บ ใบประกอบแบบขนนกชนั้ เดียว ดอกชอ่ กลบี ดอกสีม่วงหรอื มว่ งครำมผลแห้งแตก เมล็ดกลมแบนเน้ือไม้ใชท้ ำเยื่อกระดำษ และดอกไม้ประดิษฐใ์ บออ่ นรบั ประทำนเป็นผกั หรอื ใส่ในแกง กระพ้ีจนั่ เป็นพันธไุ์ มพ้ ระรำชทำนเพ่อื ปลกู เปน็ สิรมิ งคลประจำจงั หวดั แม่ฮอ่ งสอน ตำมมติตำมคณะรฐั มนตรเี ม่อื วันที่ 1 กมุ ภำพันธ์ พ.ศ. 2537 ลำต้น ไมต้ ้น ผลัดใบ สูง 8-20 เมตร เปลอื กค่อนขำ้ งเรยี บ สีเทำ อมน้ำตำล ใบ ใบประกอบแบบขนนกชนั้ เดียวปลำยค่ี เรยี งเวยี น แกนกลำง ใบประกอบยำว 10-20 ซม. ก้ำนใบประกอบยำว 3-7 ซม. โคนก้ำนบวม มกั มสี ีคล้ำ ใบย่อย 6-8 คู่ เรยี งตรงขำ้ ม รูปขอบขนำนหรอื รูปปขอบขนำนแกมรูปใบหอก กวำ้ ง 0.8-1.7 ซม. ยำว 2.5-7.0 ซม. ปลำยแหลมหรอื มน โคนมนหรอื รูปล่มิ ขอบเรยี บ แผ่นใบบำงคล้ำยกระดำษ ด้ำนบนสีเขียวเข้ม เกล้ยี ง ด้ำนลำ่ งสีอ่อนกวำ่ มขี นสั้นนุ่มประปรำยตำมเส้นกลำงใบ ผลัดใบก่อนออกดอก ดอก เป็นชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนง ออกตำมปลำยก่ิงและด้ำนข้ำงของกิ่ง ชอ่ ยำว 7-22 ซม. แต่ละชอ่ มีดอกจำนวนมำก ก้ำนดอกยำว 2-3 มม. ดอกรูปดอกถ่ัว กลีบเลย้ี งสีม่วงเข้ม โคนเชอื่ มติดกันคลำ้ ยรูประฆัง ยำว ประมำณ 5 มม. ปลำยแยกเป็นรูปสำมเหลยี่ ม 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ สมี ว่ งแกมสขี ำวหรอื มว่ งแกมสีชมพู มกี ลีบกลำง 1 กลีบ อยู่ด้ำนบน กลีบค่ขู ้ำง 2 กลีบ และกลีบค่ลู ำ่ ง 2 กลบี แต่ละกลีบยำว 0.8-1.1 ซม. เกสรเพศผู้ 10 เกสร เชอื่ มติด 2 กลุ่ม กล่มุ หน่ึงมี 9 เกสร ก้ำนชูอบั เรณเู ชอื่ มติดกัน อกี 1 เกสรแยกเป็นอิสระ รงั ไข่อยเู่ หนอื วงกลบี มีขนสั้นนมุ่ ผล แบบผลแห้งแตกสองแนว เป็นฝกั แบน รูปขอบขนำนแกมรปู ใบหอกกลับ กวำ้ ง 2-2.5 ซม. ยำว 10-14 ซม. ผลอ่อนสีเขียว เม่ือแก่สีนำ้ ตำลอมเหลอื ง
17 ฤดูรอ้ น เมลด็ รูปค่อนขำ้ งกลม สีน้ำตำลอมดำ มี 1-4 เมล็ด กำรใชป้ ระโยชน์ : - สมุนไพร,พืชประดับ,พชื ใชเ้ นื้อไม้,พืชให้รม่ เงำ - ยอดอ่อน กินเป็นผักสดจม้ิ น้ำพรกิ ใส่ในแกงหรอื ยำได้ มกั แตกใบอ่อนมำกชว่ งปลำยฤดูหนำวถึงต้น - ผล มีรสฝำดมนั มสี รรพคุณแก้เส้นเอ็นพกิ ำร 7. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวดั ลำปำง ขะจำว หรอื กระเชำ เป็นชอ่ื ไม้ต้นผลัดใบขนำดใหญ่ชนิด Holoptelea integrifolia ในวงศ์ Ulmaceae สงู 15–30 เมตร ขนึ้ อยตู่ ำมป่ำเบญจพรรณและปำ่ ทุง่ บนทีร่ ำบหรอื ตำมเชงิ เขำทไ่ี มส่ งู จำก ระดับน้ำทะเลมำกนัก พบในอินเดีย พมำ่ ไทย และภมู ิภำคอินโดจนี ชอ่ื เรยี ก ตำมท้องถิ่น ขจำว, ขะจำว, ขจำวแจง, ขเจำ, ฮังคำว (ภำคเหนือ) ฮำ้ งคำว (เชยี งรำย)ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ พูคำว (นครพนม) มหำเหนยี ว (นครรำชสีมำ) ฮำ้ งคำว (ชยั ภมู ิ, อุดรธำนี) กระเจำ, กระเจำ้ , กระเชำ (ภำคกลำง) กระเชำ้ (กำญจนบุร)ี กระเชำะ (รำชบุร)ี กำซำว (เพชรบูรณ์) กระเจำะ, ขจำว, ขเจำ (ภำคใต้) ลำต้น ไมต้ ้น สงู ได้ถึง 25 ม. ผลดั ใบ ตำมก่ิงและลำต้นมี ชอ่ งระบำยอำกำศชดั เจน เปลือกและใบมีกล่ินเหมน็ เขยี ว ใบ ใบเด่ียว เรยี งสลบั รูปร ีหรอื รูปไข่แกมขอบขนำน ฐำนมน ปลำยแหลมหรอื เรยี วแหลมขอบเรยี บ ยำว 10-20 ซม. กว้ำง 5-8 ซม. เน้อื ใบค่อนขำ้ งหนำ ผิวใบด้ำนบนเกลยี้ ง ผวิ ใบด้ำนล่ำงมขี นหนำน่มุ ดอก ดอกแบบชอ่ แยกแขนง ออกตำมซอกใบ กลบี เล้ยี งสีเหลืองออ่ น มขี นนุ่ม ไม่มกี ลบี ดอก ผล ผลแห้ง มปี ีกเดียว ผลแก่มีสีเหลืองปนน้ำตำล ปลำยด้ำนบนของปีกมีต่ิงแหลมแตกเป็น 2 งำ่ ม เมลด็ เมล็ดนูนหนำชดั เจน กำรใชป้ ระโยชน์ : ขะจำว เป็นไมท้ โ่ี ตเรว็ และทนไฟป่ำได้ดี เน้ือไม้สดมีสีเหลอื งอ่อนหรอื เหลืองมะนำว เม่อื แห้งเปน็ สีนวล แขง็ พอประมำณ ใชใ้ นกำรก่อสรำ้ งทไี่ ม่ต้องรบั นำ้ หนักมำกนัก ทำเครอ่ ื งเรอื น เครอ่ ื งกลงึ แกนรม่ ก้ำนและกลอ่ งไมข้ ีดไฟ สำมำรถนำมำทำประโยชนไ์ ด้มำกมำย ปลูกในบรเิวณสวนข้ำงทำง เพรำะมรี ม่ ไม้ทีโ่ ปรง่ สงู กันแดดได้ดี ใชท้ ำส่งิ ก่อสรำ้ ง ท่อี ยใู่ นรม่ ทำเครอ่ ื งมอื ทำงกำรเกษตร เชน่ ด้ำมจอบ เสียม ทำพำนทำ้ ยปืน เส้นใยจำกเปลือกเหนียว ใชท้ ำเชอื ก ผ้ำ และกระสอบ เปลือกทำยำรกั ษำเรอ้ ื นสุนัข กันตัวไร และเป็นยำแก้ปวดตำมขอ้
18 8. พันธไุ์ ม้มงคลพระรำชทำนประจำจงั หวดั ลำพูน ก้ำมปู, ฉำฉำ หรอื จำมจุรแี ดง (มักเรยี กส้ัน ๆ ว่ำ จำมจุร)ี เปน็ พืชในวงศ์ถั่ว (Leguminosae) ในวงศ์ยอ่ ย Minosoideae เป็น ไมย้ ืนต้นขนำดใหญ่ มกี ิ่งก้ำนสำขำมำก เปลอื กสีดำหรอื สีเทำแตกลอ่ น เปน็ สะเก็ด มใี บขนำดเล็กและผลดั ใบเก่ง ใบประกอบแบบขนนกสองชนั้ เรยี งสลับ ใบประกอบยอ่ ย 2-5 คู่ มตี ่อมใต้ระหวำ่ งใบประกอบย่อย ใบย่อย มี 3-6 คู่ รูปร ีรปู ไข่ หรอื รูปสี่เหลีย่ มขนมเปียกปนู เบีย้ ว กว้ำง 0.7-3 ซม. ยำว 1.5-6 ซม. ดอกเลก็ สีชมพู ออกชอ่ กระจุกบนก้ำนชอ่ เชงิ หล่ัน ชอ่ กลำง ดอกมขี นำดใหญก่ วำ่ ชอ่ ข้ำงๆ เลก็ น้อย มผี ลเป็นฝัก ยำว 15-20 ซม. เมล็ดแขง็ ฝักละ 15-25 เมล็ด รูปรยี ำวประมำณ 1 ซม. ผลมเี น้ือสีชมพู รสหวำนสัตว์เค้ียวเอ้ืองชอบกินเปน็ อำหำรต้นจำมจุรมี ีอำยุยืนได้นบั รอ้ ยๆปี เป็นพืชพน้ื เมืองของเมก็ ซโิ ก, บรำซลิ และเปรู ต่อมำได้ถูกนำเขำ้ มำเผยแพร่ ในเอเชยี ใต้, เอเชยี อำคเนย,์ หมูเ่ กำะแปซฟิ ิก และฮำวำย เมล็ดเมอ่ื รบั ประทำน ทำให้ปวดศีรษะ อำเจยี น ถ้ำเปน็ พษิ รุนแรง ทำให้ระบบไหลเวยี นเลอื ดไม่ สมำ่ เสมอ ทำให้ชกั ได้ ก้ำมปูหรอื จำมจุรแี ดง เปน็ ต้นไม้ประจำจุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย, โรงเรยี นเตรยี มอุดมศกึ ษำ, โรงเรยี น สำธติ จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย, โรงเรยี นหำดใหญว่ ทิ ยำลยั และเป็นพันธไุ์ มพ้ ระรำชทำนเพื่อปลกู เป็นมงคลประจำจงั หวัด ลำพนู นอกจำกจำมจุรแี ดงและฉำฉำแลว้ ก้ำมปยู ังมชี อ่ื เรยี กอืน่ ๆ อกี ตำมแต่ละพืน้ ที่ ได้แก่ \"ก้ำมกรำม\" (กลำง), \"ก้ำมกุ้ง\" (กทม., อุตรดิตถ์), \"ตุ๊ดตู่\" (ตรำด), \"ลงั \" (เหนือ), \"สำรสำ\" (เหนอื ), \"สำสำ\" (เหนือ, อสี ำน) และ \"เส่ค่\"ุ (กะเหรย่ ี ง แม่ฮอ่ งสอน) เปน็ ต้น กำรใชป้ ระโยชน์ : - อำหำร,สมุนไพร,พชื ใชเ้ น้อื ไม้ - เปลือกต้น ป่นละเอยี ดเป็นยำสมำนแผล และเมลด็ รกั ษำอำกำรบิด ท้องเสีย - เนื้อไม้ ใชใ้ นงำนแกะสลัก ทำเครอ่ ื งใช้ เครอ่ ื งเรอื นต่ำงๆ - ใบ แก้ปวดแสบปวดรอ้ น - เมล็ด แก้โรคผวิ หนังเปลอื กสมำนแผลในปำกคอ แก้ทอ้ งรว่ ง - ฝักแก่ เปน็ อำหำรสัตว์
19 กำรจำแนกกลุ่มสีจำกพันธพุ์ ืชให้สี ธรรมชำติมีควำมมหัศจรรยม์ ำกมำย และมนุษย์ก็เรยี นรทู้ ่ีจะใชป้ ระโยชน์จำกควำมมหัศจรรยน์ ม้ี ำเป็น เวลำนำน รจู้ กั ท่ีจะสรำ้ งควำมงดงำมให้กับเครอ่ ื งนงุ่ ห่มของตนเอง จำกสว่ นต่ำง ๆ ของพชื ไมว่ ่ำจะเป็น แก่น เปลอื ก ก่ิง ใบ ผล และดอก ให้สงิ่ ท่เี รยี กวำ่ “สียอ้ มจำกธรรมชำติ” อนั เปน็ สิง่ ทม่ี นษุ ยเ์ รยี นรแู้ ละถ่ำยทอดกันมำอยำ่ งยำวนำน และ สำมำรถบง่ ชถี้ งึ ควำมเปน็ เอกลกั ษณ์ของสงั คมนเิ วศแต่ละแห่ง ผสำนกับกำรตัด เยบ็ ถัก ทอ ท่ดี ึงเอำควำมงดงำมทไ่ี ม่ เหมอื นใครออกมำ ทำให้เครอ่ ื งนงุ่ ห่มจำกสีย้อมธรรมชำติจงึ ยังคงได้รบั ควำมนิยมจนถึงปัจจุบัน วัสดุธรรมชำติ ทใ่ี ห้โทนสีเหลือง-แสด ยกตัวอย่ำง เชน่ ส่วนรำกของยอป่ำซงึ่ ให้สแี ดง-ส้ม แต่ถ้ำใชส้ ่วนของเนอื้ รำกจะ ให้สีเหลือง หรอื แก่นไมแ้ กแลทีใ่ ห้สีเหลืองทอง เหลอื งเขม้ เหลือง เขยี ว เปลอื กเพกำก็สำมำรถให้ได้ทั้งโทนสีเขียว-เหลอื ง และฝกั ของ ต้นรำชพฤกษ์หรอื คูณ ซง่ึ พบได้ท่วั ไปตำมท้องถนน ก็สำมำรถให้สี ส้มออ่ นอมเทำได้เชน่ กัน นอกจำกทก่ี ลำ่ วไปขำ้ งต้น ยงั มวี สั ดุหรอื พชื ธรรมชำติ ท่คี นไทยนำมำใชส้ กัดสีเพือ่ ใชป้ ระโยชน์ และเปน็ วัสดุทห่ี ำได้ง่ำย จงึ ขอยกตัวอย่ำงวสั ดุธรรมชำติทีใ่ ห้สีโทนดังกล่ำวทีม่ กี ำรใชอ้ ย่ำง แพรห่ ลำยในท้องถิ่นหลำยแห่ง ได้แก่ ขมนิ้ ชนั แก่นขนุน และเมลด็ คำแสด เป็นต้น วัสดุธรรมชำติที่ให้สีเหลืองท่ีเรำนกึ ถึงเป็นอันดับแรก ก็คงเปน็ ขม้ินชนั แน่นอนว่ำเป็นพืชท่ีเรำรจู้ กั กันดีเพรำะมีกำรใชป้ ระโยชน์มำเป็นเวลำนำน โดยจะใชจ้ ำกส่วนหัวหรอื เหงำ้ ขมิ้น นิยมใชใ้ นกำรประกอบอำหำร แต่งสี แต่งกลิน่ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งสรรพคุณ ทำงยำมำกมำย จงึ มกั เปน็ ส่วนผสมสำคัญในตัวยำแผนไทยและเครอ่ ื งสำอำงหลำยประเภท เหง้ำของขม้ินชนั มผี ิวนอก เป็นสีเหลือง-นำ้ ตำล ส่วนด้ำนในมีสีเหลอื งเขม้ หรอื สีสม้ ปนนำ้ ตำล เม่อื บดเป็นผงจะมสี ีเหลอื งทองหรอื สีเหลืองส้มปน นำ้ ตำล สำรสีเหลอื งจำกขมิ้นชนั นั้นมสี ำรสำคัญ คือ เคอรค์ ิวมิน (cur cumin) เป็นสำรกลมุ่ เคอรค์ ิวมนิ นอยด์ อยูร่ อ้ ยละ 5 เปน็ สำรสีเหลืองปนส้ม ใชแ้ ต่งสีอำหำรรวมถึงยอ้ มผ้ำด้วย กำรสกัดสียอ้ มจำกขมิ้นชนั ทำได้ไมย่ ำก สำมำรถนำมำตำและค้ันกรองเอำน้ำสี แล้วนำผำ้ ฝำ้ ยลงไปยอ้ ม ในน้ำสี อำจเติมน้ำมะนำวเปน็ สำรชว่ ยย้อม เพอ่ื ให้สีติดผำ้ แน่นยิ่งขน้ึ (กระบวนกำรสกัดสแี ละยอ้ มอำจแตกต่ำงกันไป) ในขณะท่ีไม้ขนนุ เปน็ ไมโ้ บรำณที่อยู่ค่กู ับคนไทยมำนำน เห็นได้จำกชอ่ื ของสถำนท่ใี นประเทศไทยหลำยแห่งก็มคี ำวำ่ ขนนุ อยู่ อกี ทง้ั ยังเปน็ หนง่ึ ในไมม้ งคลตำมควำมเชอ่ื ว่ำจะมคี นเกื้อหนุน หนุนนำ มบี ำรมี เงนิ ทอง จงึ นยิ มปลูกในบรเิวณบ้ำน
20 และเน้อื ไม้ก็สำมำรถใชท้ ำเฟอรน์ เิ จอรไ์ ด้ด้วย โดยส่วนทีน่ ิยมใชส้ กัดสี คือ “แก่นขนุน” หรอื เรยี กอีกอย่ำงว่ำ “กรกั ” ได้มำจำกต้นขนุนท่ีเรำพบเห็นท่ัวไป นยิ มนำมำใชย้ ้อมสี จะให้สีออกเหลืองแก่ หรอื สีกรกั โดยสีเหลอื งทไ่ี ด้นั้นมำจำก สำร Morin ซงึ่ เป็นสำรในกลุ่มฟลำโวนอยด์ ผำ้ สีกรกั เป็นผำ้ ท่ีนยิ มใชใ้ นหมพู่ ระธุดงค์พระป่ำ และ พระกรรมฐำน เน่ืองจำกถือคติวำ่ เปน็ สีปอน เปน็ สีที่เกิดจำกธรรมชำติ ไมฉ่ ดู ฉำดต่ำงจำกผ้ำที่ได้จำกสีย้อมสังเครำะห์ นอกจำกน้ี ส่วนของใบ และรำกขนุนเองกใ็ ห้โทนสเี หลือง-เหลอื งเขียวได้เชน่ กัน สีสันอำจแตกต่ำง กันขึ้นอยกู่ ับสำรชว่ ยย้อม แต่แก่นขนนุ นั้นค่อนขำ้ งได้รบั ควำมนิยม มำกกว่ำ และมจี ำหน่ำยท่ัวไปเพ่ือใชใ้ นกำรสกัดสีย้อมผ้ำอีกด้วย กำรสกัดสีจำกแก่นขนุนเพ่อื ยอ้ มผ้ำนั้น สำมำรถหำซอ้ื แก่นขนุนแห้งสำเรจ็ รูปหรอื เอำแก่นทไ่ี สและเล่อื ยเปน็ ชนิ้ เล็ก ๆ มำต้ม จนได้สีตำมทตี่ ้องกำร อำจเติมเกลอื เพอื่ ให้สีติดแนน่ ขน้ึ กรองเอำนำ้ สี หลงั จำกนั้นจงึ นำผ้ำลงไปย้อมรอ้ น แชท่ ง้ิ ไว้ประมำณ 24 ชว่ั โมง แลว้ นำผ้ำขนึ้ ตำก พืชชนิดต่อมำ คือ “คำแสด” หรอื คำเงำะ หรอื คำไทย เรยี กได้แตกต่ำงกันในแต่ละท้องถ่ิน คำแสดไมใ่ ชไ่ มท้ อ้ งถ่ินของไทย โดยมีถ่ินกำเนิดเดิมอยแู่ ถบเขตรอ้ นของอเมรกิ ำกลำง และขยำยมำจนถึง เขตรอ้ นท่วั โลก สำหรบั ประเทศไทยมกี ำรปลกู ทว่ั ทกุ ภำคโดยส่วนทีใ่ ห้ สีมีทั้งดอก ผล และใบ แต่ส่วนท่ีถูกนำมำสกัดใชส้ ียอ้ มมำกทสี่ ุด คือ “เมล็ดคำแสด” เมลด็ คำแสดถกู หุ้มด้วยเปลอื กแขง็ ของผลทรงสำมเหลี่ยมปลำยแหลม เมื่อผลแกจ่ ะแตกออกเห็นเมลด็ คำแสดท่ซี อ่ นอยูภ่ ำยใน ลกั ษณะเป็นเมล็ดกลมเลก็ ๆ สีนำ้ ตำลแดงจำนวนมำก เนอ้ื หุ้มเมลด็ มีสีแดงหรอื สแี สด ซง่ึ เปน็ ส่วนที่ให้สีได้เชน่ กัน คำแสด เปน็ พชื ที่มกี ำรใชป้ ระโยชน์จำกกำรสกัดสี สีท่ไี ด้จำกเมลด็ คำแสด เรยี กวำ่ สี annatto ซงึ่ ตรงกับชอ่ื สำมญั ของไมช้ นดิ นี้ คือ Annatto tree โดยสีทไ่ี ด้จำกเมล็ดคำแสดเปน็ สีแสดสดหรอื สีส้มอมแดง สีทส่ี กัด จำกเมล็ดคำแสดมกี ำรใชป้ ระโยชน์ในหลำยประเทศ ทงั้ ในกำรยอ้ มผ้ำและสผี สมอำหำร โดยเฉพำะในผลติ ภัณฑ์นม จงึ มี กำรส่งขำยในชอ่ื เมล็ด annatto หรอื Annatto Seed องค์ประกอบของสีจำกเมลด็ คำแสดประกอบด้วยสำร Bixin (สแี สด) และ Bixol (สเี ขยี วเข้ม) ในประเทศ อินเดียเองก็ใชส้ ่วนของผลทีห่ ุ้มผลสุก เรยี กวำ่ กมลำ (kamala) ย้อมผำ้ ไหมและผำ้ ขนสัตว์เป็นสีส้มสด และมีกำรใช้ เมล็ดคำแสดยอ้ มผำ้ ฝ้ำย รวมถึงในไทยเชน่ กัน ปัจจุบันเมล็ดคำแสดมกี ำรพฒั นำเปง็ ผงสีสำเรจ็ รปู แลว้ หรอื จะนำเมลด็ คำแสดมำบด เติมน้ำ และกรองเอำกำกออก ปล่อยให้สตี กตะกอน แลว้ รนิ นำ้ ใส ๆ ทง้ิ น้ำทเ่ี หลือนำไประเหยแหง้ จะได้ สีเป็นก้อนสแี ดงส้ม หลงั จำกนนั้ ก็นำก้อนสีทม่ี ำบดและต้ม และย้อมผ้ำโดยกรรมวธิ ยี ้อมรอ้ น อยำ่ งไรก็ตำม กระบวนกำร ยอ้ มและสำรชว่ ยยอ้ มที่แตกต่ำงกัน จะให้สีท่หี ลำกหลำยถึงแม้จะใชว้ สั ดุธรรมชำติชนิดเดียวกันก็ตำม
21 วสั ดุธรรมชำติที่ให้สีโทนนำ้ ตำล สำรท่ที ำให้เกิดสี น้ำตำลหลัก ๆ คือ สำรแทนนิน ซง่ึ พบได้แทบทุกส่วนของพชื มังคดุ ผลไมส้ ุดโปรดของใครหลำยคน ด้วยรสชำติ หวำนอรอ่ ย เป็นที่นิยมมำกในแถบเอเชยี จนได้รบั กำรขนำนนำมวำ่ “รำชนิ ีแหง่ ผลไม้” จงึ เป็นที่นยิ มบรโิ ภคและเปน็ ผลไมเ้ ศรษฐกิจใน ปัจจุบนั ไมเ่ พยี งแต่เนอื้ ของผลทมี่ รี สชำติอรอ่ ย เปลือกของมังคุด เองก็มีกำรใชป้ ระโยชน์อยำ่ งแพรห่ ลำย โดยสำรแซนโทนท่ีมีมำก ในเปลอื กมังคุดนั้น มฤี ทธย์ิ บั ยงั้ แบคทเี รยี ยับยงั้ กำรอักเสบ และ ยบั ยัง้ อนมุ ูลอิสระ จงึ มกี ำรพฒั นำเปน็ ส่วนผสมในเครอ่ ื งสำอำงและ ตัวยำเพ่ือกำรเลยี้ งสัตวห์ รอื ด้ำนกำรเกษตร เปน็ ต้น ในส่วนของกำรใชป้ ระโยชน์ในด้ำนกำรย้อมผ้ำ สีที่ ได้จะเปน็ สีน้ำตำล-น้ำตำลแดง ขึ้นอย่กู ับกระบวนกำรยอ้ ม สำรหลกั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับกำรให้สีของเปลือกมงั คุด คือ “แทนนิน” ซง่ึ ให้สีเหลอื งหรอื น้ำตำล โดยแทนนนิ มีกำรใชใ้ นอุตสำหกรรมฟอกย้อมมำเป็นเวลำนำนหำกใครเคยเผลอกัดเปลือก มังคดุ เข้ำให้ ก็จะเจอเข้ำกับรสฝำดและขม นั่นก็คือรสชำติของแทนนิน นอกจำกน้ี ใบของมงั คดุ ก็นำมำยอ้ มได้ โดยเติม สำรส้มชว่ ยติดสีก็จะให้สีออกนำ้ ตำลแดงเชน่ กัน และเรำก็มกั จะพบแทนนินในพชื ท่ีถูกใชใ้ นกำรยอ้ มสีหลำยชนดิ ไมว่ ำ่ จะเป็นประดู่ หูกวำง หรอื สำบเสือ เป็นต้น สำหรบั กำรนำเปลือกมังคุดมำย้อม สำมำรถใชไ้ ด้ท้งั เปลือกผลสดและเปลอื กผลแห้ง และยอ้ มด้วยกระบวนกำร ย้อมรอ้ น สีท่ีได้จำกเป็นสีน้ำตำลอมเหลือง หรอื ใชเ้ ป็นสำรชว่ ยย้อมซง่ึ ทำให้สีธรรมชำติบนผ้ำติดทนย่งิ ข้ึนก็ดี มะขำมป้อม ท่ีเป็นส่วนผสมของตัวยำหลำยขนำน โดยเฉพำะในยำอมและเป็นส่วนผสมในเครอ่ ื งสำอำงอีกด้วย ในอินเดีย มกี ำรใชป้ ระโยชน์มะขำมปอ้ มเป็นเวลำหลำยพันปแี ลว้ โดยเรยี ก ผลไมช้ นดิ น้ีวำ่ “Akmalaka” ซง่ึ แปลว่ำ พยำบำล และไมช้ นิดนย้ี งั มกี ำรกล่ำวถึงในพทุ ธประวตั ิตำมควำมเชอ่ื ของชำวฮนิ ดู สำหรบั ประเทศไทย มะขำมป้อมเป็นผลไมป้ ่ำทีค่ นไทยรจู้ กั มำนำน นิยม รบั ประทำนทัง้ แบบผลสดและแปรรปู และเป็นผลไม้ประจำจงั หวดั สระแก้ว กำรใชป้ ระโยชน์ในกำรเปน็ สียอ้ มนัน้ ทำงภำคเหนือ นยิ มใชเ้ ปลือกของต้นมะขำมปอ้ มยอ้ มเส้นใย ไหม หรอื ผำ้ ขนสัตว์ โดยเฉพำะในใบแหง้ มแี ทนนินมำกเมื่อย้อมผำ้ จะให้สีน้ำตำลแกม เหลือง แต่ถ้ำผสมเกลือจะได้สีนำ้ ตำลอมดำ และหำกย้อมเส่ือด้วย เปลอื กต้นก็จะให้สีดำ หรอื จะใชล้ กู มะขำมปอ้ มแชน่ ำ้ ไวข้ ำ้ มวนั จน นำ้ เปลีย่ นเป็นสีดำ แลว้ จงึ นำผำ้ ลงไปย้อมรอ้ น จะได้ผำ้ สีดำแกม เขยี วหรอื สีเทำ ปจั จุบันมีกำรพฒั นำสกัดสียอ้ มผมธรรมชำติจำกมะขำมปอ้ มแลว้ นอกจำกนี้ เปลอื กไมโ้ กงกำงแหง้ ก็ให้ สีนำ้ ตำลได้เชน่ กนั เน่ืองจำกเปลือกไมม้ สี ำรแทนนินและฟีนอลเปน็ จำนวนมำก สีสันทแ่ี ตกต่ำงกันแปรเปลย่ี นไปตำม ประเภทและควำมสด-แก่ของวัสดุทนี่ ำมำใชแ้ ละสำรชว่ ยย้อม พชื หลำยชนิดกส็ ำมำรถให้ได้ทง้ั โทนสีชมพไู ปจนถึงสีนำ้ ตำล หรอื โทนเขยี ว-น้ำตำล ยกตัวอยำ่ งเชน่ ใบหรอื แก่นของต้นสัก สำมำรถให้สกี ำกหี รอื สีนำ้ ตำลได้เชน่ กัน หรอื เปลอื กเพกำ ต้มกับน้ำผลมะเกลอื หรอื น้ำโคลนเปน็ สำรชว่ ยย้อม จะได้สีเหลอื งส้มอมน้ำตำล หรอื เปลือกมะพรำ้ วแก่กับสำรส้ม/น้ำด่ำง ขีเ้ ถ้ำจะได้สีนำ้ ตำลแดง ขณะท่ีเปลอื กผลมะพรำ้ วอ่อนกับสำรส้มจะได้สีครมี
22 วัสดุธรรมชำติทใี่ ห้สีดำ-เทำ โดยวัสดุทมี่ กี ำรใชป้ ระโยชน์ หลัก ๆ และใชก้ ันอย่ำงแพรห่ ลำย คือ ผลของมะเกลอื เน่ืองจำกให้ สีดำสนิท และมีควำมคงทนต่อกำรซกั และแสงดีมำก มะเกลอื เป็นวตั ถดุ ิบธรรมชำติทีใ่ ชป้ ระโยชนไ์ ด้อย่ำง หลำกหลำย พบได้ตำมป่ำเบญจพรรณ โดยผลมะเกลือมสี รรพคณุ ทำงยำนิยมใชใ้ นกำรถ่ำยพยำธิ แต่ต้องใชใ้ นปรมิ ำณทีเ่ หมำะสม ในขณะ ทเ่ี น้อื ไม้ก็มคี วำมละเอียด แขง็ แรงทนทำน ใชท้ ำเครอ่ ื งเรอื น เฟอรน์ เิ จอร์ และอ่นื ๆ เปน็ ต้น นอกจำกน้ียังนิยมใชใ้ นกำรยอ้ มผ้ำอย่ำงแพรห่ ลำย โดยใชผ้ ลแก่ท่ีมียำง ซงึ่ มสี ำรไดออสไพรอลไดกลโู คไซต์ เมื่อสัมผสั อำกำศจะกลำยเป็นสำรไดออสไพรอลท่ีมีสีดำ เมอื่ นำไปย้อมผำ้ สีให้ สีดำสนิท ติดทนดี กำรย้อมผำ้ ด้วยมะเกลอื มมี ำต้ังแต่สมยั รชั กำลที่ 5 เปน็ กิจกรรมของคนจนี ในสมัยนั้น เน่อื งจำกนิยมใส่ กำงเกงผ้ำแพรสีดำ แต่สมยั นั้นยังไม่มีสีสงั เครำะห์จงึ ใชผ้ ำ้ ยอ้ มสีดำจำกผลมะเกลอื และเกิดกิจกำร “โรงยอ้ มมะเกลอื ” กระจำยหลำยแหง่ ในฝ่ งั ธนบรุ ี โดยจะมลี ำนกว้ำงสำหรบั ย้อมผ้ำและตั้งอยตู่ ิดกับลำคลองเพอ่ื ใชใ้ นกระบวนกำรลำ้ งสีย้อม เรยี กว่ำ “ลำนมะเกลอื ” กำรย้อมผ้ำด้วยผลมะเกลอื จะต้องใชเ้ วลำ โดยใชไ้ ด้ ทงั้ ผลดิบและผลสุก แต่ใชผ้ ลสุกจะสะดวกกวำ่ โดยนำผลสุกสีดำ มำบดละเอียด กรองเอำแต่น้ำสีดำมำยอ้ มแลว้ ตำก ต้องย้อมซำ้ อกี ประมำณ 3 ครง้ั หมักกับโคลนประมำณ 1-2 คืนเพอ่ื ชว่ ยติดสี จะได้ ผำ้ สีดำสนิท ในขณะที่เปลอื กเงำะโรงเรยี น ทเี่ รำนยิ มรบั ประทำน สำมำรถนำมำใชย้ ้อมผำ้ ได้เชน่ กนั เนอื่ งจำกในเปลือกสำรแทนนนิ อยู่ กำรยอ้ มผ้ำด้วยเปลือกเงำะจะใชเ้ ปลือกสดมำบดเป็นชน้ิ เลก็ ๆ ไปต้ม กับนำ้ เพ่ือสกัดสี โดยสีทไ่ี ด้นีจ้ ะเปน็ สีนำ้ ตำลเข้ม หลงั จำกนั้นจงึ นำ ผำ้ ลงไปย้อมรอ้ นกับน้ำสีทไี่ ด้ แลว้ หมักกับโคลนเป็นเวลำวันละ 7-8 ชวั่ โมง นำน 3 วัน ผ้ำทไี่ ด้จะกลำยเป็นสีดำใกล้เคียงกับมะเกลือ นอกจำกนีย้ งั มรี ำยงำนกำรใชป้ ระโยชน์ยอ้ มผ้ำจำก ลูกกระบกผสมกับโคลนก็จะได้สีเทำ-เทำดำเชน่ กัน แต่ปัจจุบนั ไม่ พบกำรยอ้ มผำ้ ด้วยกระบกมำกนัก อำจเป็นเพรำะเปน็ ไม้ทีไ่ ม่นยิ มปลกู มักข้ึนเองตำมธรรมชำติ และออกผลตำมฤดูกำล จะเห็นได้ว่ำ ผำ้ จำก สียอ้ มธรรมชำติทเ่ี ป็นสีดำ จะต้องนำไปหมกั กับโคลน เนือ่ งจำกชว่ ย ให้สีย้อมจำกวสั ดุธรรมชำติที่ได้ติดทนมำกย่ิงขึ้น และให้สีทเี่ ข้มขน้ึ อีกด้วย
23 วัสดุธรรมชำติที่ให้สีครำม พชื ท่ใี ห้สีครำมหรอื สี น้ำเงนิ ในบ้ำนเรำทนี่ ิยมใชใ้ นกำรยอ้ มผ้ำ จะมหี ลัก ๆ อยู่ 3 ชนิด คือ ต้นครำม ต้นฮ่อม และต้นเบือก/เบกิ แต่ทน่ี ิยมใชป้ ระโยชน์ คือ ต้นครำม/ถ่ัวครำม และต้นฮ่อม แต่อำจเพรำะชอื่ เรยี กทแี่ ตกต่ำง กันในแต่ละทอ้ งถิ่น และบำงพน้ื ทกี่ ็เรยี กต้นฮ่อมวำ่ ครำม จงึ มกั ถกู เขำ้ ใจผดิ คิดว่ำเปน็ พชื ชนิดเดียวกัน แท้จรงิ แลว้ พชื ทัง้ สองชนดิ นอ้ี ย่กู ันคนละวงศ์กัน อีกท้ังยังเติบโตได้ดีในพืน้ ทีท่ ่ตี ่ำงกัน ครำม เปน็ พชื ลม้ ลกุ ตระกลู ถ่ัว จงึ เรยี กวำ่ ถ่วั ครำม ก็ได้ จดั อย่ใู นสกลุ Indigofera spp. วงศ์ FABACEAE โดยใน เอเชยี มีอยู่ 2 ชนิด คือ ครำม (I. tinctoria L.) และครำมใหญ่ (I. suffruticosa Mill.) มใี บประกอบแบบขนนกเรยี งสลับ ดอกชอ่ ออกตำมซอกใบรูปดอกถ่ัวสีชมพู ผลเปน็ ฝกั มที ง้ั ฝกั ตรงและฝกั โค้ง ต้นถ่ัวครำมชอบพื้นท่ีท่เี ปน็ ดินรว่ น นำ้ น้อย แดดจดั จงึ ควรปลกู บรเิวณท่ีดอนโล่ง มีแสงแดดเพียงพอ ตำมหัวไรป่ ลำยนำก็ได้ อนั ท่ีจรงิ แลว้ มนษุ ย์มกี ำรใชป้ ระโยชนถ์ ่ัวครำมในกำรยอ้ มผำ้ มำเป็นเวลำกว่ำ 2,000 ปแี ลว้ ในประเทศไทย กำรย้อมสีจำกครำมเป็นภมู ิปัญญำทมี่ กี ำรปฏิบัติมำแต่โบรำณ โดยเฉพำะแถบภำคอีสำนเหนือ มกี ำรสอดแทรกเรอ่ ื ง คติควำมเชอ่ื กำรย้อม จติ วญิ ญำณในครำมและหม้อย้อมครำม ที่เรยี กวำ่ “หม้อนลิ ” ซง่ึ ผยู้ อ้ มครำมต้องคอยเอำใจใส่ กระบวนกำรยอ้ ม เพ่ือให้ได้สีย้อมครำมที่ดีและผ้ำยอ้ มสีครำมทต่ี ิดสีอยำ่ งสม่ำเสมอ ในขณะท่เี ม่อื พูดถึง ฮอ่ ม เรำจะนึกถึงเสื้อผำ้ สีครำม ของฝำกขนึ้ ชอ่ื จำกจงั หวดั แพร่ เรยี กว่ำ “ผ้ำม่อฮ่อม” โดยคำว่ำ “มอ่ ” เพีย้ นมำจำก มอ มีควำมหมำยวำ่ สีมืด สีครำม บำ้ งก็เขียน ว่ำ “หม้อ”หมำยควำมถึงภำชนะท่ีใชใ้ นกำรหมกั ใบฮ่อม ส่วนคำวำ่ “ฮอ่ ม” หมำยถึง สีครำมทีไ่ ด้จำกต้นฮอ่ ม ซงึ่ ต้นฮอ่ มน้ีเปน็ ไมล้ ้มลกุ มชี อ่ื วทิ ยำศำสตร์ คือ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze. วงศ์ ACANTHACEAE ลำต้นสงู 50-150 ซม. ลักษณะเป็น ใบเดี่ยวเรยี งตรงข้ำมรูปวงร ีขอบใบหยกั ฟันเลอื่ ยละเอียด กำรย้อมสีจำกฮอ่ ม มกี ำรปฏิบัติกันมำกทำง ภำคเหนือ โดยเฉพำะกลุ่มชำติพันธเุ์ ผ่ำไท แต่ปจั จุบนั กลับลด น้อยลง ด้วยข้อจำกัดท่ีต้องปลูกในพ้ืนท่สี งู ใกลล้ ำธำร มีแสงรำไร หรอื มกั ขนึ้ ในบรเิ วณป่ำดิบเขำหรอื ป่ำสนเขำท่มี อี ำกำศเย็น ตลอดทงั้ ปี อีกทง้ั ไม่ค่อยมกี ำรสง่ เสรมิ ปลกู ในเชงิ อุตสำหกรรม มำกนกั ซง่ึ ผำ้ มอ่ ฮอ่ มทจ่ี ำหน่ำยในปัจจุบนั ส่วนมำกย้อมมำจำก สีสังเครำะห์หรอื สีจำกครำมถ่ัวทม่ี ีส่วนผสมของฮอ่ มบำงส่วน เทำ่ นั้น จงึ อำจกล่ำวได้ว่ำสถำนกำรณ์กำรยอ้ มสีครำมจำกต้นฮ่อมค่อนขำ้ งวกิ ฤติ ด้วยวตั ถดุ ิบท่หี ำยำก อันส่งผลให้ ภมู ิปัญญำท้องถ่ินกำรใชส้ ียอ้ มจำกฮ่อมอำจสูญหำยไปในอนำคต สีครำม ท้ังจำกครำมถ่ัวและฮอ่ มทไี่ ด้นั้นมำจำกกระบวนกำรหมกั ใบพชื โดยมสี ำร Indigo ที่ให้สีนำ้ เงนิ ซง่ึ เป็นสำรกลมุ่ อัลคำลอยด์ โดยกระบวนกำรดังกลำ่ วจะต้องหมักพชื ผสมกับปูนขำว ก็จะได้กอ้ นสีครำมเปียก ซงึ่ สำมำรถ นำไปพัฒนำเป็นผงสีต่อไปได้
24 วัสดุธรรมชำติทใี่ ห้สีเขียว/เขียวเหลือง สำหรบั วสั ดุธรรมชำติท่ีให้สีเขยี วนั้นมีหลำกหลำยมำก อย่ำงไรก็ตำม วสั ดุทใี่ ห้โทนสีเขยี วนั้น สำมำรถให้เฉดสีท่หี ลำกหลำยตั้งแต่เขยี ว- เขยี วออ่ น-เหลอื ง ไปจนถึงสีกำกี ขึน้ อยู่กับสำรชว่ ยย้อม ส่วนผสม ของวัสดุอ่นื ในกำรยอ้ ม และกรรมวธิ ใี นกำรย้อม ขอยกตัวอย่ำงพนั ธไุ์ มท้ ่ใี ห้โทนสีดังกลำ่ วและ สำมำรถหำได้ง่ำยตำมบ้ำนเรำ 1. เพกำ/ลน้ิ ฟ้ำ สำมำรถพบกระจำยได้ทั่วไป จะใช้ เปลอื กของลำต้นในกำรย้อมสี สำมำรถใชไ้ ด้ทั้งเปลอื กสดและ เปลอื กแห้ง กำรสกัดสีจำกเพกำทำได้หลำยวธิ แี ละกำรใชส้ ำรชว่ ย ติดสีท่ีต่ำงกัน ก็จะให้สีทแ่ี ตกต่ำงกัน หำกใชเ้ ปลอื กสดกับสำรส้ม ชว่ ยย้อม จะให้สีเหลืองสดใส แต่หำกต้องกำรโทนสีเขยี ว อำจใชส้ ำรติดสีจำพวกโซเดียมคำรบ์ อเนต นำ้ สนมิ เหลก็ หรอื จุนสีลงไปขณะยอ้ ม 2. หูกวำง เปน็ พนั ธไุ์ ม้ท่นี ยิ มปลกู กันมำก โดยเฉพำะในเมอื งกส็ ำมำรถพบเห็นได้ง่ำย จรงิ ๆ แลว้ หกู วำง เป็นไมท้ มี่ ีกำรใชป้ ระโยชน์ที่หลำกหลำยมำนำนแลว้ ทกุ ส่วนของต้นหูกวำงสำมำรถนำมำใชป้ ระโยชน์ได้ท้ังหมด มีทง้ั สรรพคุณทำงยำ รำกและผลดิบใชใ้ นกำรฟอกยอ้ มหนัง เสื่อ และทำน้ำหมกึ สียอ้ มจำกใบหูกวำง จะใชใ้ บทไี่ มอ่ อ่ นหรอื แก่จนเกินไป โดยสำรให้สีในใบหูกวำงมี 2 กลุม่ โครงสรำ้ ง คือ 2.1เตตรำพิโรล ซง่ึ เป็นสำรท่ใี ห้สีเขยี วเป็นหลัก ได้แก่ พอรฟ์ ิรนิ คลอโรฟิลล์ ซงึ่ เปน็ แมกนเี ซยี มคอมเพล็กซ์ โดยสีเขียวนี้ไม่ทนต่อสภำพสำรละลำยท่เี ป็นกรดหรอื มีควำมรอ้ น เพรำะทำให้แมกนีเซยี มหลดุ ออกจำกโมเลกลุ สีจะ เปลี่ยนเป็นสีเขยี วข้มี ำ้ หรอื น้ำตำลแกมเขียวของสำรประกอบฟีโอไฟติน 2.2 โอ-เฮเทอโรไซคลิก ได้แก่ ฟลำโวนอยด์ ประกอบด้วยสำร 3 ชนิด คือ ฟลำโวน ฟลำโวนอล และ แอนโทไซยำนิน นอกจำกนใ้ี บหูกวำงมแี ทนนนิ เปน็ องค์ประกอบทส่ี ำคัญ ซง่ึ เปน็ สำรทม่ี ีคุณสมบัติทำให้สียอ้ มติดแน่น ทนทำน 3. มะม่วง เปน็ พชื ทนี่ ยิ มปลูกกันมำกในประเทศไทย โดยส่วนมำกปลกู เพ่อื รบั ประทำน นอกจำกนี้ เปลือก มะม่วงยงั มีคุณสมบตั ิในกำรย้อมผ้ำโดยให้สีเหลอื งออ่ น เขียว เขยี วขม้ี ำ้ ขน้ึ อย่กู ับสำรและวัสดอุ นื่ ทช่ี ว่ ยยอ้ ม มีกำรศึกษำ รงควัตถุสีท่พี บในเปลอื กมะมว่ งส่วนมำกอยใู่ นกลุ่มฟลำโวนอยด์ ซง่ึ ให้สีเหลอื งเข้ม และรงควัตถุสีท่ีเปน็ สำรอนุพันธ์ ในกลุ่มแซนโทน ซง่ึ อยู่ในรปู กลูโคไซด์ คือ แมงจเิ ฟอรนิ (Mangiferin) และนอกจำกน้ยี งั พบองค์ประกอบอื่น ๆ เชน่ Gallic Acid, Epicatechin รวมทงั้ Tannic Acid เป็นต้น 4. สำบเสือ เปน็ พชื ลม้ ลกุ ท่ีพบได้ทัว่ ไปในที่รกรำ้ ง ทุ่งหญำ้ รมิ ถนน ในไร่ และรมิ สวนผลไม้ ปจั จุบันมี กำรศึกษำพัฒนำสำรสกัดเพ่ือใชใ้ นกำรกำจดั ศัตรพู ืช อีกทง้ั ยังมสี รรพคุณทำงยำชว่ ยในกำรห้ำมเลอื ด เนือ่ งจำกมสี ำร eupatol, coumarin ซง่ึ ออกฤทธทิ์ ีผ่ นังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลอื ดหดตัว สำบเสืออำจถกู มองวำ่ เปน็ วัชพชื แต่ในหลำย พ้นื ท่มี ีกำรใชป้ ระโยชน์ในกำรย้อมผ้ำอกี ด้วย โดยจะใชส้ ่วนใบในกำรยอ้ มซงึ่ ให้สีเขยี วอมเหลืองหรอื เขียวคลำ้ ในใบสำบเสือ ประกอบด้วยสำรสำคัญ คือ anisic acid และ flavonoid หลำยชนิด หนึง่ ในนั้น คือ สำรกลุ่มแทนนินเชน่ กัน นอกจำกนี้ ตัวอยำ่ งวัสดุธรรมชำติทกี่ ล่ำวมำขำ้ งต้นยงั มพี ชื อกี หลำยชนิดทถ่ี ูกใชใ้ นกำรสกัดสยี อ้ ม ไมว่ ำ่ จะเป็นใบและเปลือกจำกสมอปำ่ จะให้สกี ำกแี กมเขยี วหรอื เขยี วแก่ ใบจำกต้นแค ให้สีเขยี วอ่อน หรอื พืชเศรษฐกิจอย่ำง สับปะรด หำกนำใบอ่อนยอ้ มกับสำรกลุ่มท่ีเป็นกรด เชน่ นำ้ มะนำวหรอื นำ้ มะกรดู จะได้สีเขียวตองอ่อน และใบจำกใบเตย ก็ให้สีเขียวได้ด้วยเชน่ กัน
25 การพิมพล์ ายผา้ จากสีธรรมชาติ (ECO PRINT) กำรพิมพล์ ำยผำ้ สีธรรมชำติ (ECO PRINT) เป็นงำนวจิ ยั เชงิ นวตั กรรมรกั ษ์โลก กำรพิมพล์ ำยผำ้ ด้วย พรรณพชื ต่ำง ๆ ดั้งเดิม เป็นองค์ควำมรูต้ ะวันตกเรม่ ิ จำกประเทศออสเตรเลีย โดยอำศัยกระบวนกำรธรรมชำติจำก กำรเปลีย่ นแปลงทำงธรรมชำติของใบไม/้ ดอกไม้ ตำมฤดูกำลและสภำวะแวดล้อม สง่ ผลให้สีส้นของใบไม/้ ดอกไมแ้ ต่ละใบ ทรงคุณค่ำและสวยงำมตำมธรรมชำติ กำรพิมพล์ ำยผำ้ ด้วยสีธรรมชำติจงึ เชอื่ มโยงกับวถิ ีธรรมชำติ งำ่ ยต่อกำรบำรงุ รกั ษำ ประหยัดพลงั งำนและต้นทนุ ในกำรดูแล เพรำะใชส้ ำรจำกธรรมชำติทไี่ ม่มผี ลกระทบต่อสงิ่ แวดล้อม เชน่ ขี้เถ้ำ เกลือ สำรส้ม ใบไม้ เปลอื กไม้ รำกไม้ สีใบไม้และดอกไม้บนผืนผ้ำสวยงำมตำมธรรมชำติ ECO PRINT เป็นเทคนคิ กำรพมิ พล์ ำยผ้ำเฉพำะตัวทีไ่ ด้ลวดลำยของพรรณพืชทไี่ มอ่ ำจคำดเดำได้ ซง่ึ สำร ทเี่ ปน็ สื่อในกำรจบั สีหรอื เรยี กวำ่ มอรแ์ ดนท์ (Mordant) ชว่ ยทำให้สีใบไมต้ ิดทนทำน ตลอดจนควำมเป็นกรด-ด่ำงท่ี มผี ลต่อสีธรรมชำติทีพ่ มิ พล์ งผนื ผำ้ ผำ้ แต่ละชนดิ จะรองรบั สีจำกธรรมชำติท่ีแตกต่ำงกัน แม้วำ่ สีนั้นจะมำจำกใบไม้ชนดิ พนั ธเุ์ ดียวกัน ทง้ั นี้ กำรนำพรรณพชื ท่ีเตรยี มไวม้ ำจดั เรยี งหรอื วำงบนผืนผ้ำให้สวยงำมตำมต้องกำรแล้วกดและมว้ นแล้ว นำไปนงึ่ เพอื่ ให้สีธรรมชำติของใบและดอกสำมำรถเกำะติดกับผืนผ้ำ โดยผ้ำทใ่ี ชต้ ้องเปน็ ผำ้ ทที่ ำมำจำกเส้นใยธรรมชำติ หรอื วัสดุธรรมชำติเท่ำนั้น เชน่ กระดำษ หนังสัตว์ ผำ้ ทอจำกฝ้ำย ผ้ำลนิ ิน และผำ้ ไหม จะทำให้ติดสีจำกธรรมชำติได้ดี มสี ีสวยงำมชดั เจน ฉะนั้น ECO PRINT ถือเปน็ งำนศิลปะอยำ่ งหนง่ึ ที่สำมำรถนำไปพมิ พล์ ำยได้ทงั้ เสื้อผ้ำ กระเป๋ำ ผำ้ พนั คอ ผำ้ โพกหัว ผ้ำคลมุ ไหล่ เปน็ ต้น ซง่ึ จำกกำรใชว้ สั ดุธรรมชำติทำให้ผำ้ มสี ีสันสะดุดตำ สำมำรถนำไปเป็นผลิตภัณฑ์ของฝำก ของที่ระลกึ สรำ้ งจุดขำยใหม่ ๆ ให้กับชุมชน ก่อให้เกิดรำยได้และอำชพี ต่อไป วัสดุอุปกรณ์ 1. ผำ้ ขำวจำกเส้นใยธรรมชำติ ท่ซี กั แลว้ (ซกั ด้วยสบอู่ ่อน ๆ หรอื สบเู่ ด็ก) ตำกแดดได้) 2. ใบไม/้ ดอกไม้ ทเ่ี ลอื กตำมใจชอบ (ต้องเปน็ ใบไม/้ ดอกไม้สดจะดีทสี่ ุด) 3. พลำสติก 4. ฟิล์มยืด (แรปห่อของ) 5. ท่อพลำสติกสอดสำยยำง 6. หมอ้ น่งึ อลูมเิ นียม (ในกระบวนกำรให้ควำมรอ้ น หำกเป็นวันแดดแรง ใชก้ ระดำษฟอยลห์ ่อแล้ว 7. น้ำสนมิ 8. ถังแก๊ส 9. กะละมงั อลูมิเนียม 10. น้ำมอรแ์ ดนท์
26 ข้ันตอนกำรทำ ECO PRINT ลงผืนผ้ำโดยใชค้ วำมรอ้ น กำรเตรยี มสำรติดสี หรอื Mordant 1. สำรส้ม (Alum 520 g) 520 กรมั คุณสมบตั ิ : ชว่ ยจบั ยึดสีกับเส้นด้ำยและชว่ ยให้สีสดสวำ่ งขึ้น 2. โซดำแอช (Soda Ash 200 g) 200 กรมั คณุ สมบัติ : ลำ้ งครำบไขมนั ท่ตี ิดมำกับเส้นด้ำย 3. ปูนขำว (Lime Powder 50 g) 50 กรมั คุณสมบตั ิ : ชว่ ยให้สีติดง่ำย 4. หินปูน (Calcium carbonate 30 g) 30 กรมั คณุ สมบัติ : ทำให้สีมีควำมต่อเนอื่ ง 5. น้ำหมกั (Kombucha Carbonated Fermented Beverage 150 ml) 150 มลิ ลิลติ ร คุณสมบัติ: ทำให้สีเขม้ ขน้ึ 6. เบกกิ้งโซดำ (Baking Soda 100 g) 100 กรมั คณุ สมบตั ิ : ทำให้ผ้ำนมุ่ ขึน้ 7. น้ำส้มสำยชู 5% (Vinegar 5% 300 ml) 300 มิลลลิ ติ ร คณุ สมบัติ : ดูดซบั สี 8. นำ้ สะอำด (Water 6 l) 6 ลิตร 9. น้ำสนิมบม่ (Ferrou Sulfate 2 l) 2 ลติ ร คุณสมบัติ: ทำให้สีเขม้ ขนึ้ กำรทำสำรติดสี หรอื Mordant 1. ต้มน้ำสะอำด 6 ลิตร 2. เทโซดำแอช สำรส้มที่ผำ่ นกำรทบุ ละเอียด ปูนขำว และหินปูน 3. เทน้ำสนิมทผ่ี ำ่ นกำรกรอง 2 ลติ ร 4. เทน้ำหมกั จำกคอมบชู ำ 150 มลิ ลิลิตร โดยเอำเฉพำะน้ำไมเ่ อำวุ้น 5. เทน้ำส้มสำยชู 300 มิลลลิ ิตร ตำมด้วยเบกก้ิงโซดำ 6. ต้มพอให้อุ่น ไมต่ ้องเดือด หรอื รอให้เย็น กำรทำ ECO PRINT ลงผืนผ้ำโดยใชค้ วำมรอ้ น 1. ขน้ั ตอนกำรเตรยี มผำ้ นำผำ้ ที่ซกั แลว้ (ผำ้ ท่ีต้องกำรพิมพล์ ำย) ไปแชน่ ำ้ Mordant ประมำณ 40 นำที
27 2. เมอื่ แชจ่ นครบกำหนด ให้นำออกมำสะบัดให้มำดทส่ี ุด เพื่อควำมชดั ของลวดลำยและยืดพน้ื ผวิ ผ้ำ ให้ตึง จำกนั้นวำงผำ้ ลงบนพลำสติก/แรปที่เตรยี มไว้ และจดั วำงใบไม้/ดอกไม้ตำมใจชอบ 3. ใชพ้ ลำสติก/แรปคลมุ ผวิ หนำ้ แลว้ ใชท้ ่อพลำสติกสอดสำยยำงออกแรงมว้ นให้ใบไม/้ ดอกไม้แนบสนิท กับผ้ำมำกที่สุด ในลกั ษณะทศิ ทำงเดียวเพือ่ ไม่ให้เกิดกำรเคลอ่ื นของใบไม้ 4. ม้วนให้แน่นท่สี ุด จำกนั้นแรปด้วยพลำสติกแรปเพอื่ กันควำมชน้ื ออกและเขำ้ แลว้ ดึงท่อพลำสติกออกมำ และนำไปนงึ่ อย่ำงน้อย 40 นำที 5. แกะพลำสติก/แรปออก จะได้ผืนผ้ำลำยใบไม้/ดอกไม้จำกสีธรรมชำติ
28 เทคนิค/ข้อควรพึงระวงั 1. หำกต้องกำรสีสันของผืนผ้ำสำมำรถแชส่ ีเพม่ิ ได้ โดยฝำง แกนขนุน เปลือกไม้ ฯลฯ แลว้ ใชเ้ ทคนิค กำรห่มสี 2. กำรใชใ้ บไมท้ ห่ี นำและมีควำมมันจะเกิดสีนอ้ ย ใบสักให้สแี ดง ใบขเ้ี หลก็ ให้สีเหลอื ง ควำมอ่อนแก่ของ ใบไม้ ฤดูกำล มผี ลต่อเม็ดสี ควรถ่ำยภำพเก็บไวเ้ พอ่ื กลับมำดูผลลพั ธก์ ำรให้สี 3. กำรม้วนท่อสวนทิศทำงไปมำ ทำให้วัตถุท่ีอยู่ขำ้ งในเคล่ือนทำให้เกิดลวดลำยท่ีไมช่ ดั เจน 4. แรปผ้ำให้สนิท และระวงั เรอ่ ื งผำ้ ไหม้ 5. เพือ่ ควำมคงทนของลวดลำยผำ้ ควรท้ิงไว้ 2 อำทติ ย์แลว้ จงึ ล็อคสีด้วยกำรรดี และนำไปซกั ได้ ที่มำ : เอกสำรประกอบกำรฝกึ อบรม ECO Printing กำรพิมพ์ลำยผ้ำด้วยใบไม้ อำจำรย์ณัฐอมร จวงเจมิ สำขำพืชศำสตร์ คณะวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยีกำรเกษตร มหำวทิ ยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลลำ้ นนำ ลำปำง
29 การจัดการความรู้ กำรสำรวจเก็บรวบรวมทรพั ยำกรท้องถ่ิน หลักกำร รทู้ รพั ยำกร เห็นควำมหลำย รูร้ ะบบฐำน สำระสำคัญ สำรวจเก็บรวบรวมขอ้ มลู ทำงด้ำนกำยภำพ ชวี ภำพ รวมทัง้ วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญำ ต้ังแต่อดีตถึงปจั จุบัน วเิ ครำะห์ จดั ทำเป็นระบบฐำนข้อมูล ลำดับกำรดำเนินงำน 1. เก็บข้อมูลพืน้ ฐำนในท้องถิ่น 2. เก็บขอ้ มูลกำรประกอบอำชพี ในท้องถิ่น 3. เก็บข้อมูลกำยภำพในท้องถ่ิน 4. เก็บข้อมลู ประวัติหมบู่ ้ำน ชุมชน วถิ ีชุมชน 5. เก็บข้อมูลกำรใชป้ ระโยชน์จำกพชื ในท้องถิ่น 6. เก็บขอ้ มูลกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกสัตวใ์ นท้องถิ่น 7. เก็บขอ้ มลู กำรใชป้ ระโยชน์จำกชวี ภำพอน่ื ๆ ในทอ้ งถ่ิน 8. เก็บขอ้ มูลภูมปิ ญั ญำในท้องถิ่น 9. เก็บขอ้ มูลแหล่งทรพั ยำกรและโบรำณคดีในทอ้ งถิ่น ตัวอย่ำงกำรบันทกึ ข้อมูลกำรสำรวจและจดั ทำฐำนทรพั ยำกรท้องถ่ิน ทมี่ ำ : ฐำนขอ้ มูลทรพั ยำกร อพ.สธ. http://www.rspg.or.th/
30 ใบงำนที่ ๕ เรอ่ ื ง กำรเก็บข้อมูลกำรใชป้ ระโยชน์ของพืชในท้องถ่ิน ข้อมูลพืช : ชอ่ื ชนิดพืช ...................ม...ะ...ม....ว่...ง...เ..ข...ีย....ว...เ..ส....ว...ย................................ ชอื่ วทิ ยำศำสตร…์ ……………M…a…n…g…i…f…e…ra……in……d…ic…a……L...…………… รหัสพรรณไม้……8…-…5…4…7……1…2…0…3……-0.…3…-…0…0…1……… ลักษณะวสิ ัย…….…..……………………ไ…ม…ต้ …้น……………………………………..……….. ลกั ษณะเด่นของพืช......................ผ....ล...ย....ำ...ว...ร....ีส....ีเ..ข...ีย....ว...เ..ข...้ม......ผ...ิว...ม....ัน....เ..ร...ย.ี...บ.....ผ....ล....ด....ิบ....เ..น....อื้ ...ก....ร...อ...บ......ห....ว...ำ...น....อ....ม...เ..ป....ร...ย.้ ี...ว....................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... บรเิ วณทพี่ บ.............................................................................................................................................................. ชอื่ หมบู่ ้ำน/ชุมชน/แขวง………………………………………. ท่ีอยูบ่ ้ำนเลขที่………4……2……….. หมู่ที่/ชุมชนท่ี/แขวงที่……………………3……………………. ซอย……………… ถนน……………………………………………… ตำบล/แขวง............ค....ล....อ...ง...ไ...ผ...่.................. อำเภอ/เขต.............ส...ีค....ิว้................... จงั หวดั ...........น...ค....ร...ร...ำ...ช...ส....ีม....ำ............. พกิ ัดทำงภมู ศิ ำสตร์ (ตำแหน่งพรรณไม้) ละติจูด (Latitude) ………1…4….…8…5…4…9…2……9…….. ลองจจิ ูด (Longitude)…1…0……1….5…6…8……7..01 อำยปุ ระมำณ.........5...............ปี เส้นรอบวงลำต้น......0.....5...0..........เมตร ควำมสูง .........3...........เมตร สถำนภำพ…………………………พ…บ…ท……่ัวไ…ป……………………………………จำนวนที่พบ...........................ต้น กำรใชป้ ระโยชน์ในท้องถิ่น (ระบุส่วนทีใ่ ชแ้ ละวธิ กี ำรใช)้ อำหำร................เ..น....้ือ....ผ...ล....ด....ิบ.....ร...บ.ั ...ป....ร...ะ...ท....ำ...น....ไ..ด...้..เ..ช....น่ .....น....ำ...ม....ำ..ต....ำ...น....้ำ...พ....ร...ก.ิ...ม....ะ...ม...ว่...ง.....ฯ...ล....ฯ........................................................................................................... …………………………เน……ื้อ…ผ…ล…ส…ุก……ร…บั …ป…ร…ะ…ท…ำ…น…ไ…ด…้ เ…ช…น่ ……ข…้ำ…ว…เห…น……ีย…ว…ม…ะ…ม…่ว…ง…ฯ…ล…ฯ………………………………………………………….………………………………....... ยำรกั ษำโรค ใชก้ ับคน……………………………-…………………………………………….................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ยำรกั ษำโรค ใชก้ ับสัตว.์ ..............................-............................................................................................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... เครอ่ ื งเรอื น เครอ่ ื งใชอ้ น่ื ๆ…………เป……ล…ือ…ก…ล…ำ…ต…้น……น…ำ…ไป……ต…้ม……ได…้ส……ีน…้ำ…ต..ำ..ล....ใ..ช....ย้ ...้อ....ม....ผ...้ำ................................................................................................... …………………………………………………………เ…น…้อื …ไ…ม…้ ส…่ว…น……ล…ำต……้น…ใ…ช…ท้ …ำ…ด…้ำ…ม…ม……ดี …เ…ข…ยี …ง……………………………………………………….………………………………....... ยำฆ่ำแมลง ยำปรำบศัตรพู ชื ………………-………………………………………………….............................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ควำมเกี่ยวข้องกับประเพณี วฒั นธรรม…………………………- ……………............................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ควำมเกี่ยวขอ้ งกับควำมเชอ่ื ทำงศำสนำ......................-............................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... อน่ื ๆ (เชน่ กำรเป็นพษิ อันตรำย)…………น…ำ้ …ย…ำ…งใ…ส…จ…ำ…ก.ข..้วั...ผ...ล..แ...ล...ะ..ก...ง่ิ....ร..ะ..ค...ำ..ย...เ..ค...ือ..ง...ต..่.อ..ผ...วิ...ห...น..ั.ง............................................ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….......
31 ควำมสำคัญของพืช โดยเลือกได้มำกกว่ำ 1 กลมุ่ แบ่งออกเป็น พืชไม้ผล พืชใชเ้ นื้อไม้ ไมด้ อก ไมป้ ระดับ พืชเส้นใย พืชผกั พ้ืนเมอื ง ผักสวนครวั พืชให้แป้งและน้ำตำล พืชจกั สำน พืชให้น้ำมันหอมระเหย พืชเครอ่ ื งด่ืม พืชอำหำรสัตว์ พืชสมุนไพร พืชมพี ษิ พืชเครอ่ ื งเทศ พืชกำจดั แมลง พืชน้ำมัน วชั พืช พืชให้สี พืชให้น้ำยำง พืชเพ่ือสิ่งแวดลอ้ มและระบบนิเวศ ผู้ให้ข้อมูล ชอื่ -สกุล.............................น....ำ..ย....ป....ร...ะ...ท....ปี .....เ...ท...ีย....น....ท....อ....ง...ค...ำ.......................................อำยุ .............5....7...............ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอ่ื หมู่บำ้ น/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ท่อี ยบู่ ้ำนเลขท่ี...........4....2............ หมู่ที่/ชมุ ชนที่/แขวงท่.ี ..........3.............. ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง..................ค...ล....อ....ง...ไ..ผ....่ ...................... อำเภอ/เขต................ส...ีค....ิ้ว...............................จงั หวัด...................น....ค...ร...ร...ำ...ช...ส....ีม....ำ.......................................... หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อเี มล…………………..................................................................................………………………….......……....
ผังแสดงตำแหนง่ พรรณไม้ 32 เหนือ ภำพประกอบ บันทึกข้อมูลโดย หน่วยงำน/สถำนศึกษำ………อ…ง…ค…์ก…ำ…ร…บ…ร…หิ…ำ…ร…ส…่ว…น…ต…ำ…บ…ล…ค……ล…อ…ง…ไผ……่ ….. วัน เดือน ปี………1…1……ต…ุล…ำ…ค…ม.…2……5…5…8…………….
33 ใบงำนที่ ๕ เรอ่ ื ง กำรเก็บข้อมูลกำรใชป้ ระโยชน์ของพืชในท้องถ่ิน ข้อมูลพืช : ชอื่ ชนิดพืช ........................................................................................ ชอื่ วทิ ยำศำสตร…์ ……………………………………………………..…………… รหัสพรรณไม้………………………………….…………………… ลักษณะวสิ ัย…….……………………………………………………..………………..……….. ลักษณะเด่นของพืช.................................................................................................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... บรเิ วณทีพ่ บ.............................................................................................................................................................. ชอ่ื หมู่บำ้ น/ชุมชน/แขวง………………………………………. ที่อย่บู ้ำนเลขท่ี…………………….. หม่ทู ี่/ชมุ ชนที่/แขวงที่…………………………………………. ซอย……………… ถนน……………………………………………… ตำบล/แขวง.................................................. อำเภอ/เขต....................................... จงั หวดั ................................................... พิกัดทำงภมู ศิ ำสตร์ (ตำแหน่งพรรณไม้) ละติจูด (Latitude) …………………………………….. ลองจจิ ูด (Longitude)……………………….. อำยปุ ระมำณ........................ปี เส้นรอบวงลำต้น........................เมตร ควำมสูง ....................เมตร สถำนภำพ……………………………………………………………………………จำนวนท่ีพบ...........................ต้น กำรใชป้ ระโยชน์ในทอ้ งถิ่น (ระบุส่วนทใี่ ชแ้ ละวธิ กี ำรใช)้ อำหำร.................................................................................................................................................................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ยำรกั ษำโรค ใชก้ ับคน………………………………………………………………………….................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ยำรกั ษำโรค ใชก้ ับสัตว.์ ........................................................................................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... เครอ่ ื งเรอื น เครอ่ ื งใชอ้ ืน่ ๆ……………………………………………………………………............................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ยำฆ่ำแมลง ยำปรำบศัตรูพชื ………………………………………………………………….............................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ควำมเกี่ยวขอ้ งกับประเพณี วัฒนธรรม………………………………………............................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ควำมเกี่ยวข้องกับควำมเชอื่ ทำงศำสนำ................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... อืน่ ๆ (เชน่ กำรเป็นพษิ อันตรำย)………………………………............................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….......
34 ควำมสำคัญของพืช โดยเลือกได้มำกกวำ่ 1 กลุ่ม แบ่งออกเป็น พืชไมผ้ ล พืชใชเ้ น้ือไม้ ไมด้ อก ไมป้ ระดับ พืชเส้นใย พืชผกั พื้นเมอื ง ผักสวนครวั พืชให้แป้งและน้ำตำล พืชจกั สำน พืชให้น้ำมันหอมระเหย พืชเครอ่ ื งดื่ม พืชอำหำรสัตว์ พืชสมุนไพร พืชมพี ษิ พืชเครอ่ ื งเทศ พืชกำจดั แมลง พืชน้ำมัน วชั พืช พืชให้สี พืชให้น้ำยำง พืชเพ่ือส่ิงแวดลอ้ มและระบบนิเวศ ผู้ให้ข้อมลู ชอื่ -สกลุ .............................................................................................................................อำยุ ................................ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอื่ หมบู่ ้ำน/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ท่อี ยบู่ ้ำนเลขท่.ี .......................... หมทู่ ี่/ชมุ ชนที่/แขวงท่ี......................... ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง............................................................ อำเภอ/เขต......................................................จงั หวัด........................................................................................ หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อเี มล…………………..................................................................................………………………….......……....
35 ผังแสดงตำแหนง่ พรรณไม้ วำดภำพประกอบ บันทึกข้อมลู โดย หน่วยงำน/สถำนศึกษำ…………………………………………………………………………….. วัน เดือน ปี………………………….………………………….
36 ใบงำนท่ี 8 เรอ่ ื ง กำรเก็บข้อมูลภูมิปญั ญำในท้องถ่ิน ข้อมูลภูมปิ ัญญำทอ้ งถิ่น : 1. สำขำภูมปิ ัญญำทอ้ งถิ่น……………………อ……ตุ …ส…ำ…ห…ก…ร…ร…ม…แ…ล…ะ…ห…ัต……ถ…ก…ร…ร…ม……………………………………. (สำขำเกษตรกรรม/สำขำอุตสำหกรรมและหัตถกรรม/สำขำกำรแพทย์แผนไทย/สำขำกำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำติและ ส่ิงแวดล้อม/สำขำกองทุนและธุรกิจชุมชน/สำขำสวัสดิกำร/สำขำศิลปกรรม/สำขำกำรจดั กำรองค์กร/สำขำภำษำและวรรณกรรม/ สำขำศำสนำและประเพณี) 2. ชอ่ื ภมู ปิ ญั ญำท้องถิ่น………………….…………ก…ำ…ร…ย…อ้ …ม…ส…ีไ…ห…ม…………………………………………………..…………… รหัสภมู ิปัญญำท้องถนิ่ …………………………8…-…6…3…0…2…0……0…7…-…0…3…-…0…0…1……………..…..………..…………................. พิกัดทำงภูมศิ ำสตร์ (ตำแหน่งภูมปิ ญั ญำท้องถ่ิน) ละติจูด (Latitude).................................. ลองจจิ ูด (Longitude)................................................ 3. ประเภทของภูมิปัญญำทอ้ งถิ่น ภมู ิปัญญำทอ้ งถ่นิ ด้ำนผลิตภัณฑ์และกำรแปรรูป ภูมิปัญญำท้องถน่ิ ด้ำนพืช ภูมิปัญญำทอ้ งถ่ินด้ำนเครอ่ ื งมือเครอ่ ื งใชท้ ำงกำรเกษตร ภูมิปัญญำท้องถ่นิ ด้ำนสัตว์ อ่ืนๆ……………………………………………………………….. ภูมิปัญญำท้องถนิ่ ด้ำนประมง 4. จุดเด่นของภมู ิปญั ญำทอ้ งถิ่น …………………………………………………………………ส…ีธ…ร…ร…ม…ช…ำ…ต…ิ ……………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... 5. รำยละเอียดของภมู ปิ ัญญำทอ้ งถิ่น (แสดงวัสดุ/อุปกรณ์ ขั้นตอน/วธิ กี ำร และประโยชน์ของภมู ปิ ัญญำท้องถิ่น) ……………ก…ำ…ร…ย…้อ…ม…ส…ี …ม…วี …ธิ …กี …ำ…ร…ด…ัง…น…ี้ …………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ………………………………-…ต…้ม…ล……ะล……ำย…ว…ัต……ถ…ุด…ิบ…ธ…ร…ร…ม…ช…ำ…ต…ิก…ับ……เก…ล…ือ……โ…ด…ย…ม…ีอ…ัต……รำ…ส…่ว…น……ต…่อ…ไ…ป…น…ี้ ……………………………….………………………………....... ………………………………ว…ัต…ถ…ดุ …ิบ……3…0……ก…ิโ…ล…ก…ร…มั …………………น…้ำ…6……0…ล…ิต……ร………………เก……ล…ือ…1…5……0…ก…ร…มั……………………………….………………………………....... ………………………………-…เ…ม…อื่ …ไ…ด…้ส…ำ…ร…ส…ะ…ล…ำ…ย…แ…ล…้ว…น…ำ…ไ…ห…ม…ไ…ป…ย…้อ…ม………………………………………………………………………………….………………………………....... ………………………………-…น…ำ…ไ…ห…ม…ท…่ีย…้…อ…ม…ไป……แ…ช…จ่ …ุน…ส…ี …1…0…-…1…5……น…ำ…ท…ี ช…ว่…ย…ใ…น…ก…ำ…ร…ต…ิด……ส…ีแ…ล…ะ…ค…ว…ำ…ม…ค…ง…ท…น…ข…อ……งส……ี ….………………………………....... ………………………………แ…ล…ะ…ใ…ห…้เ…ห…็น…ส…ีส…ุด…ท……ำ้ ย…………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ………………………………-…เ…อ…ำ…ไป……ล…ำ้ …งซ……กั …ฟ…อ…ก……แ…ล…ะ…ต…ำ…ก…ใ…ห…้แ…ห…้ง…………………………………………………………………………………….………………………………....... ………………………………-…แ…ล…้ว…เ…ข…้ำ…ส…ู่ก…ร…ะ…บ…ว…น…ก…ำ…ร…ค…ัด…เ…ล…อื …ก…เ…ส…้น…ไ…ห…ม…ต……่อ…ไป………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….......
37 6. กำรประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพรภ่ ูมปิ ัญญำทอ้ งถิ่น ไมเ่ คยประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพร่ เคยประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพร่ จำนวน..............ครงั้ กำรเย่ียมชม จำนวน………….ครงั้ จำนวน…………คน จำนวน.............กลุ่ม กำรเย่ยี มชม จำกบุคคลภำยในหม่บู ้ำน/ชุมชน/แขวง จำนวน………...ครงั้ จำนวน…..……คน จำนวน…..........กลุ่ม กำรเยี่ยมชม จำกบุคคลภำยนอกหมู่บ้ำน/ชมุ ชน/แขวง จำนวน……….ครงั้ จำนวน……..…คน จำนวน.............กล่มุ 7. ลักษณะของภูมิปญั ญำท้องถิ่น ภมู ิปญั ญำทอ้ งถน่ิ ดั้งเดิม ที่ได้รบั กำรถ่ำยทอดมำจำก (นำย/นำง/นำงสำว/กลุ่ม)..………….…………………………...……… สรปุ ลักษณะแบบด้ังเดิม :………………………………………………………………………….………………………………………………………....…………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ภูมิปัญญำท้องถิ่น ท่ีได้พัฒนำและต่อยอด สรปุ ลักษณะกำรพัฒนำและต่อยอด :………………พ…ฒั ……น…ำ…ส…ีจ…ำ…ก…พ…ชื .…อ…ืน่ ……ๆ…เ…พ…่มิ ……เช…น่……ส…บ…่แู……ด…ง………………….…………….…………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ภมู ิปญั ญำท้องถน่ิ ท่ีได้คิดค้นขึ้นมำใหม่ 8. วัตถดุ ิบทีใ่ ชป้ ระโยชน์ในผลิตภัณฑท์ เ่ี กิดจำกภูมิปญั ญำ ซงึ่ พ้ืนทอ่ี ่ืนไมม่ ี ได้แก่ 1……………………ส…บ…่แู ……ด…ง…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… เจำ้ ของภูมิปัญญำทอ้ งถิ่น ชอื่ -สกุล....................................น....ำ..ย....อ....น....ัน.....จ....นั ...ท....ร...ก.์ ...ล....ำ..ง..........................................อำยุ ................................ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอ่ื หมบู่ ำ้ น/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ท่อี ยู่บ้ำนเลขท.ี่ .....1....4.../...8........... หมทู่ ่ี/ชุมชนที่/แขวงท่ี.........3................ ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง...........ค....ล....อ...ง...ไ..ผ....่............................. อำเภอ/เขต..............ส....ีค...้ิว.................................จงั หวัด...............น....ค....ร...ร...ำ...ช...ส...ี.ม...ำ.............................................. หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อีเมล…………………..................................................................................………………………….......…….... ผู้ให้ข้อมูล ชอ่ื -สกุล.............................................................................................................................อำยุ ................................ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอ่ื หมบู่ ้ำน/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ทอี่ ยบู่ ้ำนเลขที.่ .......................... หม่ทู ี่/ชุมชนท่ี/แขวงที.่ ........................ ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง............................................................ อำเภอ/เขต......................................................จงั หวัด........................................................................................ หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อเี มล…………………..................................................................................………………………….......……....
38 วำดภำพประกอบ บันทึกข้อมูลโดย หน่วยงำน/สถำนศึกษำ………อ…ง…ค…์ก…ำ…ร…บ…ร…หิ…ำ…ร…ส…่ว…น…ต……ำบ……ล…ค…ล…อ…ง…ไ…ผ…่ ….. วัน เดือน ปี…………1…1……ต…ุล…ำ…ค.…ม…2……5…5…8………….
39 ใบงำนท่ี 8 เรอ่ ื ง กำรเก็บข้อมูลภูมิปญั ญำในท้องถิ่น ข้อมูลภมู ิปัญญำทอ้ งถิน่ : 1. สำขำภมู ปิ ญั ญำท้องถิ่น………………………………………………………………………………………………………………. (สำขำเกษตรกรรม/สำขำอุตสำหกรรมและหัตถกรรม/สำขำกำรแพทย์แผนไทย/สำขำกำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำติและ ส่งิ แวดล้อม/สำขำกองทุนและธุรกิจชุมชน/สำขำสวัสดิกำร/สำขำศิลปกรรม/สำขำกำรจดั กำรองค์กร/สำขำภำษำและวรรณกรรม/ สำขำศำสนำและประเพณี) 2. ชอ่ื ภูมปิ ัญญำทอ้ งถิ่น………………….……………………………………………………………………………………..…………… รหัสภูมปิ ญั ญำทอ้ งถนิ่ …………………………………………………………………………………..…..………..…………................. พิกัดทำงภูมศิ ำสตร์ (ตำแหน่งภมู ิปัญญำท้องถิ่น) ละติจูด (Latitude).................................. ลองจจิ ูด (Longitude)................................................ 3. ประเภทของภมู ปิ ัญญำท้องถิ่น ภมู ปิ ญั ญำท้องถิน่ ด้ำนผลติ ภัณฑ์และกำรแปรรูป ภูมปิ ญั ญำท้องถนิ่ ด้ำนพืช ภมู ิปญั ญำท้องถ่ินด้ำนเครอ่ ื งมือเครอ่ ื งใชท้ ำงกำรเกษตร ภูมิปญั ญำทอ้ งถิ่นด้ำนสัตว์ อื่นๆ……………………………………………………………….. ภมู ปิ ญั ญำทอ้ งถน่ิ ด้ำนประมง 4. จุดเด่นของภูมิปัญญำทอ้ งถิ่น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... 5. รำยละเอียดของภูมปิ ัญญำท้องถิ่น (แสดงวัสดุ/อุปกรณ์ และขั้นตอน/วธิ กี ำร และประโยชน์ของภมู ปิ ัญญำทอ้ งถิน่ ) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….......
40 6. กำรประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพรภ่ ูมปิ ัญญำท้องถิ่น ไม่เคยประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพร่ เคยประชำสัมพันธแ์ ละเผยแพร่ จำนวน..............ครงั้ กำรเย่ียมชม จำนวน………….ครงั้ จำนวน…………คน จำนวน.............กลมุ่ กำรเยย่ี มชม จำกบุคคลภำยในหมู่บำ้ น/ชมุ ชน/แขวง จำนวน………...ครงั้ จำนวน…..……คน จำนวน…..........กลุ่ม กำรเยี่ยมชม จำกบุคคลภำยนอกหมูบ่ ้ำน/ชุมชน/แขวง จำนวน……….ครงั้ จำนวน……..…คน จำนวน.............กลมุ่ 7. ลักษณะของภมู ิปัญญำท้องถิ่น ภูมิปญั ญำท้องถน่ิ ดั้งเดิม ที่ได้รบั กำรถ่ำยทอดมำจำก (นำย/นำง/นำงสำว/กลุ่ม)..………….…………………………...……… สรปุ ลักษณะแบบด้ังเดิม :………………………………………………………………………….………………………………………………………....…………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ภมู ปิ ญั ญำทอ้ งถิน่ ท่ีได้พัฒนำและต่อยอด สรปุ ลักษณะกำรพัฒนำและต่อยอด :………………………………………….……………………………………………………………….…………….…………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………....... ภมู ปิ ัญญำทอ้ งถิ่น ที่ได้คิดค้นขึ้นมำใหม่ 8. วัตถุดิบทใ่ี ชป้ ระโยชน์ในผลิตภัณฑท์ ี่เกิดจำกภมู ิปัญญำ ซงึ่ พ้ืนทอ่ี ่ืนไมม่ ี ได้แก่ 1……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… เจำ้ ของภูมิปัญญำท้องถิ่น ชอ่ื -สกลุ .............................................................................................................................อำยุ ................................ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอื่ หมู่บ้ำน/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ที่อยูบ่ ้ำนเลขท่.ี .......................... หมทู่ ี่/ชมุ ชนที่/แขวงที.่ ........................ ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง............................................................ อำเภอ/เขต......................................................จงั หวัด........................................................................................ หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อีเมล…………………..................................................................................………………………….......…….... ผู้ให้ข้อมลู ชอ่ื -สกุล.............................................................................................................................อำยุ ................................ปี อำชพี ………………………….....…........................... ชอ่ื หมบู่ ้ำน/ชุมชน/แขวง..…………………………………………..................….…........................................................................................................……...........……..……… ทอ่ี ย่บู ้ำนเลขท.่ี .......................... หม่ทู ี่/ชมุ ชนท่ี/แขวงท.่ี ........................ ซอย........................ ถนน ........................................................................................ ตำบล/แขวง............................................................ อำเภอ/เขต......................................................จงั หวัด........................................................................................ หมำยเลขโทรศัพท์………………......…….……………….……….อเี มล…………………..................................................................................………………………….......……....
41 วำดภำพประกอบ บนั ทึกข้อมูลโดย หนว่ ยงำน/สถำนศึกษำ…………………………………………………………………………….. วนั เดือน ปี………………………….………………………….
42 แบบประเมินผล “ควำมรูค้ วำมเข้ำใจ กำรนำไปใชป้ ระโยชน์ และควำมพึงพอใจ” ของผู้เขำ้ รว่ มกิจกรรม สนองพระรำชดำรโิ ครงกำรอนรุ กั ษ์พันธกุ รรมพืชอันเน่ืองมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง “สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผ้ำด้วยใจรกั ษ์” ณ ศูนยศ์ ึกษำและพัฒนำชุมชนลำปำง คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ ื งหมำย และเขยี นข้อควำมลงในชอ่ งว่ำงตำมควำมคิดเห็นของท่ำน 1. ข้อมูลท่วั ไป ชำย หญงิ 1) เพศ 2) อำยุ ต่ำกวำ่ 30 ปี 30 – 39 ปี 40 – 49 ปี 50 – 59 ปี 3) กำรศึกษำ 60 ปี ขึ้นไป ระดับประถมศึกษำ ระดับมัธยมศึกษำ ระดับปรญิ ญำตร ี ระดับปรญิ ญำโท ระดับอื่น ๆ (ระบุ) ........................................... 4) ตำแหน่ง ………………………………………………………………………. 2. ควำมรแู้ ละควำมเข้ำใจด้ำนวชิ ำกำร (กรณุ ำให้ข้อมูลทง้ั ก่อนและหลัง เข้ำรว่ มกิจกรรม) ก่อนเข้ำรว่ มกิจกรรม หลังเข้ำรว่ มกิจกรรม ประเด็น มำก มำก ปำนกลำง น้อย น้อยท่สี ุด มำกทสี่ ุด มำก ปำนกลำง น้อย น้อยทส่ี ุด ที่สุด 1) วชิ ำ กำรอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ ทรพั ยำกรท้องถ่ิน ตำมแนวทำง โครงกำร อพ.สธ. 2) วชิ ำ กำรใชป้ ระโยชน์จำกทนุ ธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี 3) วชิ ำ ฝึกปฏบิ ัติกำรใชป้ ระโยชน์จำก ทนุ ธรรมชำติ ประเภทพชื ให้สี เพ่อื กำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ โดยวธิ กี ำร พมิ พ์ลำยผ้ำจำกสีธรรมชำติ 4) กำรจดั กำรควำมรกู้ ำรใชป้ ระโยชน์จำก ทุนธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี
43 3. กำรนำควำมรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ระดับควำมคิดเห็น น้อยที่สุด มำกทส่ี ุด มำก ปำนกลำง น้อย ประเด็น 1) สำมำรถนำควำมรทู้ ่ไี ด้รบั ไปใชใ้ นกำรปฏบิ ตั ิงำนได้ 2) สำมำรถให้คำปรกึ ษำแนะนำแก่ผ้เู ก่ยี วข้องได้ 3) มัน่ ใจว่ำจะสำมำรถนำควำมรทู้ ่ไี ด้ไปประยุกต์ใชเ้ พ่ือปรบั ปรงุ และพัฒนำงำน 4) เห็นด้วยทีจ่ ะจดั กจิ กรรมน้ีในครงั้ ต่อไปเป็นระยะ ๆ อย่ำงต่อเนื่อง 4. ควำมพึงพอใจหรอื ไม่พึงพอใจต่อกำรบรหิ ำรโครงกำร (กรณุ ำทำเครอ่ ื งหมำย เพียงประเด็นละ 1 ตัวเลอื ก) ประเด็น พึงพอใจ พึงพอใจ พึงพอใจ ไม่พึงพอใจ ไมพ่ ึงพอใจ ไมพ่ ึงพอใจ มำก ปำนกลำง น้อย มำก ปำนกลำง น้อย 1) กำรประสำนงำนของเจำ้ หน้ำที่ 2) กำรอำนวยควำมสะดวกของเจำ้ หน้ำท่ี 3) กำรถ่ำยทอดควำมรขู้ องวทิ ยำกร 4) กำรให้บรกิ ำรของบุคลำกรศูนย์ศึกษำ ฯ 4.1) บุคลำกรแต่งกำยสุภำพ เรยี บรอ้ ย และสะอำด 4.2) บุคลำกรมบี ุคลกิ มำรยำท อัธยำศัยทด่ี ี เป็นมิตร และมีจติ บรกิ ำร 4.3) บคุ ลำกรสำมำรถให้ข้อมูลและ ควำมชว่ ยเหลือได้ตำมหน้ำท่ีอย่ำงมี ประสิทธภิ ำพ 5) ควำมเหมำะสมของเน้ือหำวชิ ำกำร 6) บรรยำกำศในกำรเรยี นรู้ 7) ระยะเวลำกำรจดั ประชุม 8) เอกสำรประกอบกำรประชมุ 9) อำหำร 10) อำหำรวำ่ ง 11) กำรมสี ่วนรว่ มในกำรแสดง ควำมคดิ เห็น 5. ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ เพมิ่ เติมเพ่อื ปรบั ปรุงกระบวนงำนในปตี ่อไป ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................
44 แบบประเมินวทิ ยำกร กิจกรรมสนองพระรำชดำรโิ ครงกำรอนุรกั ษ์พันธกุ รรมพืชอันเนื่องมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง “สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผ้ำด้วยใจรกั ษ์” ชอ่ื วทิ ยำกร : นำงสำวศรญั ยำ ปำปลกู นักทรพั ยำกรบุคคลปฏิบตั ิกำร รำยวชิ ำ กำรอนุรกั ษ์และใชป้ ระโยชน์ทรพั ยำกรท้องถ่ิน ตำมแนวทำงโครงกำร อพ.สธ. เวลำ 09.00 - 10.00 น. คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ ื งหมำย ✓ และเขยี นขอ้ ควำมลงในชอ่ งวำ่ งตำมควำมคิดเห็นของทำ่ น ระดับควำมคิดเห็น หัวข้อ มำกที่สุด มำก ปำนกลำง น้อย น้อยทีส่ ุด (5 คะแนน) (4 คะแนน) (3 คะแนน) (2 คะแนน) (1 คะแนน) 1. ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ ของผู้เข้ำอบรม ก่อน - หลังกำรอบรม 1.1 ก่อนกำรอบรมท่ำนมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งท่อี บรมอยู่ในระดับใด 1.2 หลงั จำกอบรมท่ำนมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งท่อี บรมอยู่ในระดับใด 2. ด้ำนควำมพึงพอใจ 2.1 หัวข้อหลักสูตรตรงกบั วตั ถุประสงคใ์ นกำรจดั ฝึกอบรม 2.2 ผู้เข้ำอบรมได้มีส่วนรว่ มในกำรแสดงควำมคดิ เห็น 2.3 เป็นประโยชน์ต่อกำรนำไปใชใ้ นกำรปฏบิ ัติงำนของทำ่ น 2.4 สำมำรถนำไปประยุกต์ใชใ้ นกำรดำเนินชวี ติ ได้ 3. ด้ำนควำมรู้ ควำมสำมำรถของวทิ ยำกร 3.1 ถ่ำยทอดควำมรู้ ประสบกำรณจ์ นทำให้เขำ้ ใจในเน้ือหำได้เป็นอย่ำงดี 3.2 มีเทคนิคกำรสรำ้ งบรรยำกำศท่เี อ้ือต่อกำรเรยี นรู้ 3.3 มกี ำรเปดิ โอกำสให้ซกั ถำม หรอื แสดงควำมคดิ เห็นระหวำ่ งกำรอบรม 3.4 ตอบข้อซกั ถำมได้เปน็ อย่ำงดีและชดั เจน 3.5 ให้คำแนะนำท่ีเป็นประโยชน์ สำมำรถนำไปปฏิบตั ิได้จรงิ ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................
45 แบบประเมินวทิ ยำกร กิจกรรมสนองพระรำชดำรโิ ครงกำรอนุรกั ษ์พันธกุ รรมพืชอันเน่ืองมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง “สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผ้ำด้วยใจรกั ษ์” ชอื่ วทิ ยำกร : นำงกรรณิกำร์ ก๋ำวติ ำ นักทรพั ยำกรบุคคลชำนำญกำร รำยวชิ ำ กำรใชป้ ระโยชน์จำกทุนธรรมชำติ ประเภทพืชให้สี เวลำ 10.00 - 12.00 น. คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ ื งหมำย ✓ และเขียนขอ้ ควำมลงในชอ่ งวำ่ งตำมควำมคิดเห็นของทำ่ น ระดับควำมคิดเห็น หัวข้อ มำกทสี่ ุด มำก ปำนกลำง น้อย น้อยทีส่ ุด (5 คะแนน) (4 คะแนน) (3 คะแนน) (2 คะแนน) (1 คะแนน) 1. ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ ของผู้เขำ้ อบรม ก่อน - หลังกำรอบรม 1.1 ก่อนกำรอบรมทำ่ นมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งท่ีอบรมอยู่ในระดับใด 1.2 หลงั จำกอบรมท่ำนมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งทอ่ี บรมอยู่ในระดับใด 2. ด้ำนควำมพงึ พอใจ 2.1 หัวข้อหลกั สูตรตรงกบั วัตถุประสงคใ์ นกำรจดั ฝึกอบรม 2.2 ผูเ้ ข้ำอบรมได้มสี ่วนรว่ มในกำรแสดงควำมคดิ เห็น 2.3 เป็นประโยชน์ต่อกำรนำไปใชใ้ นกำรปฏบิ ตั ิงำนของทำ่ น 2.4 สำมำรถนำไปประยุกต์ใชใ้ นกำรดำเนินชวี ติ ได้ 3. ด้ำนควำมรู้ ควำมสำมำรถของวทิ ยำกร 3.1 ถ่ำยทอดควำมรู้ ประสบกำรณจ์ นทำให้เข้ำใจในเนื้อหำได้เป็นอยำ่ งดี 3.2 มีเทคนิคกำรสรำ้ งบรรยำกำศทเ่ี อื้อต่อกำรเรยี นรู้ 3.3 มกี ำรเปิดโอกำสให้ซกั ถำม หรอื แสดงควำมคิดเห็นระหวำ่ งกำรอบรม 3.4 ตอบข้อซกั ถำมได้เป็นอย่ำงดีและชดั เจน 3.5 ให้คำแนะนำที่เปน็ ประโยชน์ สำมำรถนำไปปฏิบัติได้จรงิ ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................
46 แบบประเมินวทิ ยำกร กิจกรรมสนองพระรำชดำรโิ ครงกำรอนุรกั ษ์พันธกุ รรมพืชอันเนื่องมำจำกพระรำชดำร ิ สมเด็จพระเทพรตั นรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำร ี(อพ.สธ.) หลักสูตรเสรมิ กำรเรยี นรู้ อพ.สธ. เรอ่ ื ง “สีสันจำกพฤกษำ ลงผืนผ้ำด้วยใจรกั ษ์” ชอื่ วทิ ยำกร : 1. นำงสำวณัฐกฤตำ ชยั ตูม นักทรพั ยำกรบคุ คลชำนำญกำร 2. นำงสำวสุวลี ฟทู อง นักทรพั ยำกรบุคคล และทีมวทิ ยำกร ศพช.ลำปำง รำยวชิ ำ ฝึกปฏิบัติกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทุนธรรมชำติ ประเภทพชื ให้สี เพือ่ กำรพฒั นำผลติ ภัณฑ์ โดยวธิ กี ำรพมิ พ์ลำยผำ้ จำกสีธรรมชำติ เวลำ 13.00 - 15.00 น. คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ ื งหมำย ✓ และเขยี นขอ้ ควำมลงในชอ่ งว่ำงตำมควำมคิดเห็นของทำ่ น ระดับควำมคิดเห็น หัวข้อ มำกท่ีสุด มำก ปำนกลำง น้อย น้อยท่สี ุด (5 คะแนน) (4 คะแนน) (3 คะแนน) (2 คะแนน) (1 คะแนน) 1. ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ ของผู้เขำ้ อบรม ก่อน - หลังกำรอบรม 1.1 ก่อนกำรอบรมทำ่ นมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งที่อบรมอยู่ในระดับใด 1.2 หลงั จำกอบรมท่ำนมีควำมรูใ้ นเรอ่ ื งที่อบรมอยู่ในระดับใด 2. ด้ำนควำมพงึ พอใจ 2.1 หัวข้อหลักสูตรตรงกับวตั ถุประสงค์ในกำรจดั ฝกึ อบรม 2.2 ผู้เขำ้ อบรมได้มีส่วนรว่ มในกำรแสดงควำมคิดเห็น 2.3 เป็นประโยชน์ต่อกำรนำไปใชใ้ นกำรปฏบิ ัติงำนของทำ่ น 2.4 สำมำรถนำไปประยุกต์ใชใ้ นกำรดำเนินชวี ติ ได้ 3. ด้ำนควำมรู้ ควำมสำมำรถของวทิ ยำกร 3.1 ถ่ำยทอดควำมรู้ ประสบกำรณ์จนทำให้เข้ำใจในเน้ือหำได้เปน็ อย่ำงดี 3.2 มีเทคนคิ กำรสรำ้ งบรรยำกำศท่ีเอ้ือต่อกำรเรยี นรู้ 3.3 มกี ำรเปิดโอกำสให้ซกั ถำม หรอื แสดงควำมคิดเห็นระหวำ่ งกำรอบรม 3.4 ตอบข้อซกั ถำมได้เป็นอยำ่ งดีและชดั เจน 3.5 ให้คำแนะนำท่ีเปน็ ประโยชน์ สำมำรถนำไปปฏบิ ตั ิได้จรงิ ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................................................................
Search