๑๔๕ 4.1.2 จัดบรรยากาศการเรยี นรู้ให้เหมาะสมโดยควบคุมกระบวนการการเรยี นรู้ใหบ้ รรลุ เปา้ หมายตามทก่ี าหนดไว้ 4.1.3 เปน็ ผชู้ ้แี นะไม่ใช่ชน้ี า แสดงความคดิ เหน็ และให้ข้อมูลท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ก่ผ้เู รยี นตาม โอกาสทีเ่ หมาะสม (ต้องคอยสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ของผ้เู รียนและบรรยากาศการเรียนท่เี กดิ ข้ึนอยู่ ตลอดเวลา) 4.1.4 เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นรจู้ ักสงั เกต มสี ่วนร่วมในกจิ กรรมการเรยี นโดยทัว่ ถึงกันตลอดจน รบั ฟงั และสนบั สนุนส่งเสรมิ ให้กาลงั ใจแกผ่ ้เู รียน ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผ้เู รียน ยอมรับความแตกต่าง ระหวา่ งบคุ คล 4.1.5 มปี ฏสิ ัมพนั ธท์ ่ดี ีกับผูเ้ รียนทาใหบ้ รรยากาศในการเรียนการสอนเกิดความเป็นกนั เอง และมีความเปน็ มิตรท่ีดตี ่อกนั คอยช่วยแกป้ ัญหาใหผ้ เู้ รียนครจู งึ ควรมคี วามเป็นมิตร 4.1.6 ช่วยเชือ่ มโยงความคิดเห็นของผ้เู รยี นและสรุปผลการเรยี นรตู้ ลอดจนส่งเสรมิ และนา ทางใหผ้ ูเ้ รยี นได้รู้วิธีวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อผเู้ รยี นจะไดน้ าไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้ 4.1.7 การจัดเวลาสอนควรจดั ใหย้ ดื หยุน่ เหมาะสมกับเวลาทีใ่ หผ้ เู้ รียนได้ลงมือปฏบิ ัติ กิจกรรมผสู้ อนต้องพยายามเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมอื ปฏิบตั ิกิจกรรมภายในเวลาทเ่ี หมาะสมไม่มากหรือน้อย ไป 4.2 บทบาทผู้เรียน ผูเ้ รยี นควรมีบทบาทในการจัดการเรยี นรดู้ ังนี้ 4.2.1 ผเู้ รียนจะมีบทบาทเปน็ ผูป้ ฎิบตั ิและสร้างความรู้ไปพร้อมๆกนั 4.2.2 มีปฏสิ มั พนั ธก์ บั ผเู้ รียนด้วยกนั โดยใชก้ ระบวนการกลมุ่ แลกเปล่ียนเรยี นรู้ ยอมรบั ความคดิ เห็นของ ผอู้ ่นื ฝกึ ความเปน็ ผู้นาและผตู้ ามทีด่ ี 4.2.3 มีความกระตือรอื รน้ ในการเรียนรู้มคี วามยนิ ดรี ว่ มกจิ กรรมทกุ ครั้งด้วยความสมัครใจ 4.2.4 เรยี นรไู้ ดเ้ องกล้าแสดงออก กลา้ เสนอความคิดอยา่ งสร้างสรรค์รู้จกั แสวงหาความรูจ้ ากแหล่ง ความรูต้ า่ งๆทมี่ ีอยดู่ ้วยตนเอง 4.2.5 ตัดสนิ ปัญหาต่างๆอย่างมีเหตผุ ลเคารพกติกาทางสังคม รับผดิ ชอบต่อส่วนรวม 4.2.6 มคี วามสามารถในการเช่ือมโยงความรเู้ ดมิ เขา้ กบั ความร้ใู หม่ มีผลงานที่สรา้ งสรรค์ 4.2.7 วิเคราะห์พฤติกรรมของตนเองและผอู้ ื่นได้ 4.2.8 ให้ความช่วยเหลือกันและกนั รจู้ ักรบั ผิดชอบงานทีต่ นเองทาอยูแ่ ละที่ไดร้ ับมอบหมาย 4.2.9 นาสิ่งท่เี รยี นรไู้ ปประยกุ ต์ใช้ประโยชน์ในชวี ติ จริงได้ 4.2.10 มเี จตนคตทิ ด่ี ตี ่อการเรยี นรู้ รักการอา่ น กลา้ ซกั ถาม 4.2.11 มกี ารบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ สามารถนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ได้ หลกั สูตรคณติ ศาสตร์ โรงเรยี นอนบุ าลกระสัง สพป.บุรีรมั ย์ เขต ๒
๑๔๖ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็นการวัดและประเมินผลท่ีอยู่ใน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดาเนินการเป็นปกติและสม่าเสมอ ใช้วิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพจริงให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะที่ต้องการวัด ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่าง หลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระ งาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมิน ตนเอง เพ่ือนประเมินเพอ่ื น หรือผูป้ กครองรว่ มประเมนิ เกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผลการเรียน ในการวดั และประเมินผลการเรียน เพ่ือตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ โดยมี รายละเอยี ดดังนี้ 1. กาหนดสัดส่วนคะแนนระหว่างเรียนกับคะแนนปลายปี/ปลายภาค โดยให้ความสาคัญของคะแนน ระหว่างเรียนมากกว่าคะแนนปลายปี/ปลายภาค เป็น 70:30 2. กาหนดเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน โดยกาหนดเป็นระดับผลการเรียน หรือระดับคุณภาพการ ปฏิบัติของผู้เรียนเป็นระบบตัวเลข ระดับผลการเรียน 8 ระดับ และกาหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ของผลการเรียน เชน่ การประเมินท่ยี งั ไม่สมบรู ณ์ (ร) การไมม่ ีสิทธเิ ขา้ รบั การสอบปลายภาค (มส) เป็นต้น 3. มีการสอนซ่อมเสรมิ เพื่อการสอบแก้ตัวกรณีผเู้ รียนมีระดับผลการเรียน “0” หรือ มีระดบั คุณภาพ ต่ากว่าเกณฑแ์ ละกรณีผูเ้ รยี นมผี ลการเรียน “ร” หรือ “มส” สอื่ การเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ การจัดหาส่ือการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนจัดทาและพัฒนาข้ึนเอง และปรับปรุงเลือกใช้จากส่ือต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพ่ือนามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างแท้จรงิ ดังน้ี 1. แหลง่ เรียนรู้ 1.1 แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรยี น ไดแ้ ก่ ห้องสมดุ ศูนยส์ อ่ื การเรยี นรู้ หอ้ งเรยี น เป็นต้น 1.2 แหลง่ เรียนร้ภู ายนอกโรงเรยี น ไดแ้ ก่ รา้ นคา้ หา้ งสรรพสนิ คา้ ศนู ยก์ ารเรยี นรู้ชมุ ชน โบราณสถาน โบราณวตั ถุ เปน็ ตน้ 2. สอ่ื การเรียนรู้ 2.1 ส่ือสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือแบบเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หนังสือแบบฝึกทักษะ กลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ วารสารคณติ ศาสตร์ เปน็ ตน้ 2.2 ส่ือวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ บัตรโจทย์ปัญหา บัตรรูปภาพ บัตรประโยคสัญลักษณ์ รูปทรง เรขาคณติ ชนิดต่าง ๆ เป็นตน้ 2.3 ใบกจิ กรรม ใบความรู้ ใบงาน 2.4 สอ่ื เทคโนโลยี ได้แก่ อนิ เตอรเ์ น็ต โซเชยี ลมีเดยี เปน็ ตน้ หลกั สตู รคณติ ศาสตร์ โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บุรีรมั ย์ เขต ๒
๑๔๗ ส่วนที่ 7 อภธิ านศัพท์ หลักสตู รคณติ ศาสตร์ โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒
๑๔๘ สว่ นท่ี 7 อภิธานศพั ท์ การแจกแจงของความนา่ จะเปน็ (probability distribution) การอธบิ ายลักษณะของตวั แปรสุม่ โดยการแสดงคา่ ที่เป็นไปได้ และความน่าจะเป็นของการเกดิ ค่าต่าง ๆ ของตวั แปรสุ่มนนั้ การประมาณ (approximation) การประมาณเปน็ การหาค่าซึง่ ไมใ่ ชค่ า่ ท่ีแท้จรงิ แตเ่ ป็นการหาค่าท่มี คี วามละเอยี ดเพยี งพอท่จี ะนาไปใช้ เช่น ประมาณ 25.20 เป็น 25 หรือประมาณ 178 เป็น 180 หรือประมาณ 18.45 เป็น 20 เพ่ือสะดวก ในการคานวณ ค่าทไ่ี ด้จากการประมาณ เรียกวา่ คา่ ประมาณ การประมาณคา่ (estimation) การประมาณค่าเป็นการคานวณหาผลลัพธ์โดยประมาณ ด้วยการประมาณแต่ละจานวนที่เกี่ยวข้อง ก่อนแล้วจงึ นามาคานวณหาผลลัพธ์ การประมาณแตล่ ะจานวนท่ีจะนามาคานวณอาจใช้หลกั การปดั เศษหรือไม่ ใชก้ ไ็ ด้ ขึน้ อย่กู ับความเหมาะสมในแตล่ ะสถานการณ์ การแปลงทางเรขาคณิต (geometric transformation) การแปลงทางเรขาคณิตในที่น้ีเน้นทั้งการแปลงที่ทาให้ได้ภาพที่เกิดจากการแปลงมีขนาดและรูปร่าง เหมือนกับรูปต้นแบบ ซ่ึงเป็นผลจากการเลื่อนขนาน (translation) การสะท้อน (reflection) และการหมุน (rotation) รวมท้ังการแปลงท่ีทาให้ได้ภาพท่ีเกิดจากการแปลงมีรูปร่างคล้ายกับรูปต้นแบบ แต่มีขนาดแตกต่าง จากรูปต้นแบบ ซ่ึงเปน็ ผลมาจากการยอ่ /ขยาย (dilation) การสืบเสาะ การสารวจ และการสร้างข้อความคาดการณ์เก่ียวกับสมบตั ิทางเรขาคณติ การสืบเสาะ การสารวจ และการสร้างข้อความคาดการณ์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรยี น สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง ในที่น้ีใช้สมบัติทางเรขาคณิตเป็นสื่อในการเรียนรู้ ผู้สอนควรกาหนด กิจกรรมทางเรขาคณิตที่ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้พื้นฐานเดิมท่ีเคยเรียนมาเป็นฐานในการต่อยอดความรู้ ด้วย การสืบเสาะ สารวจ สังเกตหาแบบรูป และสร้างข้อความคาดการณ์ท่ีอาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามผู้สอนต้อง ให้ผู้เรียนตรวจสอบว่าข้อความคาดการณ์น้ันถูกต้องหรือไม่ โดยอาจค้นคว้าหาความรู้เพ่ิมเติมว่าข้อความ คาดการณ์นั้นสอดคล้องกับสมบัติทางเรขาคณิตหรือทฤษฎีบททางเรขาคณิตใดหรือไม่ ในการประเมินผล สามารถพิจารณาได้จากการทากิจกรรมของผ้เู รยี น การแสดงวธิ หี าคาตอบของโจทยป์ ัญหา การแสดงวิธีหาคาตอบของโจทย์ปัญหา เป็นการแสดงแนวคิด วิธีการ หรือข้ันตอนของการหาคาตอบ ของโจทย์ปัญหา โดยอาจใชก้ ารวาดภาพประกอบ เขยี นเป็นขอ้ ความด้วยภาษางา่ ยๆ หรืออาจเขียนแสดงวิธีทา อยา่ งเป็นข้นั ตอน หลักสูตรคณิตศาสตร์ โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บุรีรมั ย์ เขต ๒
๑๔๙ การหาผลลัพธข์ องการบวก ลบ คณู หารระคน การหาผลลัพธ์ของการบวก ลบ คณู หารระคน เปน็ การหาคาตอบของโจทย์การบวก ลบ คณู หารที่มี เคร่ืองหมาย + - × ÷ มากกว่าหน่งึ เครอ่ื งหมายท่แี ตกตา่ งกัน เช่น (4 + 7) – 3 = (18 ÷ 2) + 9 = (4 × 25) – (3 × 20) = ตัวอยา่ งต่อไปน้ี ไมเ่ ป็นโจทย์การบวก ลบ คูณ หารระคน (4 + 7) + 3 = เปน็ โจทยก์ ารบวก 2 ขัน้ ตอน (4 × 15) × (5 × 20) = เปน็ โจทย์การคูณ 3 ขั้นตอน การให้เหตผุ ลเก่ยี วกบั ปริภมู ิ (spatial reasoning) การใหเ้ หตผุ ลเกี่ยวกับปริภูมิในท่ีน้ีเป็นการใช้ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั สมบัติต่าง ๆ ของรูปเรขาคณิต และความสัมพนั ธ์ระหว่างรปู เรขาคณิต มาใหเ้ หตุผลหรอื อธบิ ายปรากฏการณห์ รอื แก้ปัญหาทางเรขาคณติ ข้อมูล (data) ข้อมูลเป็นข้อเท็จจริงหรือส่ิงที่ยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงของเร่ืองท่ีสนใจ ซึ่งได้จากการเก็บรวบรวม อาจเป็นได้ท้ังขอ้ ความและตัวเลข ความรู้สกึ เชิงจานวน (number sense) ความรสู้ ึกเชิงจานวนเปน็ สามญั สานึกและความเขา้ ใจเก่ยี วกบั จานวนท่ีอาจพจิ ารณาในดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ • เข้าใจความหมายของจานวนที่ใชบ้ อกปรมิ าณ (เช่น ดินสอ 5 แท่ง) และใชบ้ อกอันดับที่ (เชน่ เตว้ ิ่งเข้า เสน้ ชยั เปน็ คนที่ 5) • เขา้ ใจความสมั พนั ธ์ท่ีหลากหลายของจานวนใด ๆ กับจานวนอ่นื ๆ เชน่ 8 มากกวา่ 7 อยู่ 1 แต่น้อยกวา่ 10 อยู่ 2 • เข้าใจเก่ียวกับขนาดหรือค่าของจานวนใด ๆ เมื่อเปรยี บเทียบกบั จานวนอ่ืน เช่น 8 มีค่าใกลเ้ คียง กับ 4 แต่ 8 มีค่าน้อยกว่า 100 มาก • เขา้ ใจผลทีเ่ กิดข้ึนจากการดาเนนิ การของจานวน เชน่ ผลบวกของ 65 + 42 ควรมากกวา่ 100 เพราะวา่ 65 > 60 42 > 40 และ 60 + 40 = 100 • ใชเ้ กณฑจ์ ากประสบการณ์ในการเทยี บเคียงเพ่ือพิจารณาความสมเหตุสมผลของจานวน เช่น การรายงานวา่ ผเู้ รยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 คนหนงึ่ สูง 250 เซนติเมตรน้ันไม่น่าจะเป็นไปได้ ความสัมพนั ธแ์ บบสว่ นย่อย – ส่วนรวม (part – whole relationship) ความสัมพนั ธแ์ บบส่วนยอ่ ย – ส่วนรวมของจานวน เปน็ การเขยี นแสดงจานวนในรปู ของจานวน 2 จานวนขึน้ ไป โดยท่ผี ลบวกของจานวนเหล่านนั้ เท่ากบั จานวนเดิม เชน่ 8 อาจเขยี นเป็น 2 กบั 6 หรือ 3 กับ 5 หรือ 0 กบั 8 หรือ 1 กับ 2 กบั 5 ซงึ่ อาจเขียนแสดงความสมั พนั ธ์ไดด้ งั นี้ 88 01 8 82 26 35 8 5 หลกั สตู รคณิตศาสตร์ โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒
๑๕๐ จานวน (number) จานวนเป็นคาทีไ่ ม่มคี าจากัดความ (คาอนยิ าม) จานวนแสดงถึงปรมิ าณของส่ิงตา่ งๆ จานวนมีหลาย ชนิด เชน่ จานวนนับ จานวนเตม็ เศษส่วน ทศนิยม จานวนท่หี ายไปหรือรูปที่หายไป จานวนท่หี ายไปหรือรูปทีห่ ายไปเป็นจานวนหรือรปู ท่ีเมือ่ นามาเตมิ สว่ นทีว่ า่ งในแบบรปู แล้วทาให้ ความสมั พนั ธ์ในแบบรปู นั้นไม่เปลย่ี นแปลง เชน่ 1 3 5 7 9 ....... จานวนที่หายไปคือ 11 ∆ ∆ ........ ∆ รปู ท่ีหายไปคือ ตัวไม่ทราบค่า ตัวไม่ทราบค่าเปน็ สญั ลกั ษณ์ทีใ่ ช้แทนจานวนท่ียงั ไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์ ซง่ึ ตัวไมท่ ราบค่าจะ อยู่ส่วนใดของประโยคสัญลักษณก์ ็ได้ ในระดับประถมศึกษา การหาค่าของตวั ไม่ทราบคา่ อาจหาได้โดยใช้ ความสัมพนั ธ์ของการบวกและการลบ หรือการคูณและการหาร เชน่ + 333 = 999 18 × ก = 54 120 = A ÷ 9 789 - 156 = ตวั เลข (numeral) ตัวเลขเป็นสญั ลักษณ์ท่ีใช้แสดงจานวน ตัวอยา่ ง เขียนตัวเลข แสดงจานวนมงั คุดได้หลายแบบ เชน่ ตัวเลขไทย : 7 ตวั เลขฮินดอู ารบิก : 7 ตวั เลขโรมนั : VII ตัวเลขท้ังหมดแสดงจานวนเดยี วกนั แมว้ า่ สญั ลกั ษณ์ทใี่ ชจ้ ะแตกตา่ งกนั ตารางทางเดียว (one-way table) ตารางทางเดียวเป็นตารางที่มีการจาแนกรายการตามหัวเรือ่ งเพียงลักษณะเดียวเท่านนั้ เชน่ จานวน นักเรียนของโรงเรียนแห่งหน่ึงจาแนกตามช้ันปี หลักสูตรคณิตศาสตร์ โรงเรยี นอนบุ าลกระสงั สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒
๑๕๑ จานวนนกั เรยี นของโรงเรียนแห่งหนง่ึ จาแนกตามชั้นปี ชนั้ จานวน(คน) ประถมศึกษาปที ่ี 1 65 ประถมศึกษาปีที่ 2 70 ประถมศึกษาปีท่ี 3 69 ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 62 ประถมศกึ ษาปีที่ 5 72 ประถมศึกษาปีท่ี 6 60 รวม 398 ตารางสองทาง (two-way table) ตารางสองทางเป็นตารางที่มีการจาแนกรายการตามหวั เร่อื งสองลกั ษณะ เช่น จานวนนักเรยี นของ โรงเรยี นแห่งหน่ึงจาแนกตามชน้ั และเพศ จานวนนกั เรียนของโรงเรียนแห่งหน่ึงจาแนกตามช้นั ปี และเพศ ช้ันปี ชาย(คน) เพศ รวม (คน) ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 38 หญิง (คน) 65 ประถมศึกษาปีท่ี 2 33 70 ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 32 27 69 ประถมศึกษาปีท่ี 4 28 37 62 ประถมศึกษาปีที่ 5 32 37 72 ประถมศกึ ษาปีที่ 6 25 34 60 40 398 รวม 188 35 210 หลกั สตู รคณิตศาสตร์ โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒
๑๕๒ แถวลาดับ (array) แถวลาดบั เปน็ การจัดเรยี งจานวนหรอื สิง่ ตา่ ง ๆ ในรูปแถวและสดมภ์ อาจใชแ้ ถวลาดับเพ่ืออธบิ าย เกี่ยวกับการคณู และการหาร เช่น การคณู การหาร ๒ × ๕ = ๑๐ ๑๐ ÷ ๒ = ๕ ๕ × ๒ = ๑๐ ๑๐ ÷ ๕ = ๒ ทศนยิ มซ้า ทศนยิ มซา้ เปน็ จานวนท่ีมีตัวเลขหรือกลุ่มของตัวเลขท่ีอยู่หลงั จดุ ทศนิยมซา้ กนั ไปเรื่อย ๆ ไมม่ ที ่สี ิน้ สดุ เชน่ 0.3333… 0.41666... 23.02181818... 0.243243243… สาหรับทศนิยม เช่น 0.25 ถือวา่ เป็นทศนิยมซา้ เช่นเดยี วกัน เรียกว่า ทศนยิ มซา้ ศนู ย์ เพราะ 0.25 = 0.25000... ในการเขียนตัวเลขแสดงทศนิยมซา้ อาจเขียนได้โดยการเติม • ไวเ้ หนือตวั เลขท่ีซ้ากนั เชน่ 0.3333… เขยี นเป็น 0. 3̇ อา่ นว่า ศนู ยจ์ ดุ สาม สามซ้า 0.41666... เขยี นเปน็ 0.416̇ อา่ นว่า ศูนย์จดุ สีห่ นงึ่ หก หกซา้ หรอื เติม • ไวเ้ หนอื กล่มุ ตวั เลขทีซ่ า้ กนั ในตาแหนง่ แรกและตาแหนง่ สุดท้าย เช่น 23.02181818... เขยี นเปน็ 23.021̇8̇ อ่านวา่ ยส่ี บิ สามจดุ ศนู ย์สองหน่งึ แปด หนึ่งแปดซ้า 0.243243243… เขียนเป็น 0. 2̇43̇ อ่านวา่ ศูนย์จุดสองสีส่ าม สองสสี่ ามซา้ ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ ทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถท่ีจะนาความรไู้ ปประยุกต์ใชใ้ นการเรียนรูส้ ่ิง ตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหไ้ ด้มาซึง่ ความรู้และประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การแก้ปัญหา การแก้ปัญหา เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนควรจะเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดทักษะขึ้นในตนเอง เพือ่ สร้างองค์ความรู้ใหม่ เพ่ือใหผ้ เู้ รียนมีแนวทางในการคิดทห่ี ลากหลาย รูจ้ ักประยุกต์และปรับเปล่ียนวิธีการ แกป้ ัญหาให้เหมาะสม รจู้ ักตรวจสอบและสะท้อนกระบวนการแก้ปัญหา มีนิสัยกระตอื รือร้น ไมย่ ่อท้อ รวมถึง มีความม่ันใจในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน นอกจากน้ี การแก้ปัญหายังเป็น ทักษะพ้ืนฐานที่ผู้เรยี นสามารถนาไปใช้ในชวี ิตจริงได้ การสง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นร้เู กยี่ วกับการแก้ปญั หาอย่าง มีประสิทธิผล ควรใช้สถานการณ์หรือปัญหาทางคณิตศาสตร์ท่ีกระตุ้น ดึงดูดความสนใจ ส่งเสริมให้มีการ ประยกุ ต์ความรทู้ างคณิตศาสตร์ ข้ันตอน/กระบวนการแก้ปัญหา และยทุ ธวธิ แี ก้ปญั หาทห่ี ลากหลาย การส่อื สารและส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ การส่ือสาร เป็นวิธีการแลกเปล่ียนความคิดและสร้างความเข้าใจระหว่างบุคคล ผ่านช่องทางการ ส่อื สารต่างๆ ไดแ้ ก่ การฟงั การพูด การอ่าน การเขยี น การสังเกต และการแสดงทา่ ทาง หลกั สูตรคณติ ศาสตร์ โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒
๑๕๓ การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นกระบวนการส่ือสารท่ีนอกจากนาเสนอผ่านช่องทางการ สอ่ื สาร การฟัง การพูด การอา่ น การเขยี น การสงั เกตและการแสดงทา่ ทางตามปกติแล้ว ยังเปน็ การสอื่ สารท่ีมี ลกั ษณะพเิ ศษ โดยมีการใชส้ ญั ลกั ษณ์ ตัวแปร ตาราง กราฟ สมการ อสมการ ฟงั ก์ชนั หรือแบบจาลอง เปน็ ต้น มาชว่ ยในการสือ่ ความหมายดว้ ย การสื่อสารและส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จะช่วย ให้ผ้เู รียนสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ แนวคดิ ทางคณติ ศาสตร์ หรอื กระบวนการคิดของตนให้ผู้อื่นรับรู้ ไดอ้ ย่างถูกต้องชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การที่ผูเ้ รียนมสี ว่ นร่วมในการอภิปรายหรือการเขียนเพื่อแลกเปล่ียน ความรแู้ ละความคดิ เหน็ ถ่ายทอดประสบการณ์ซงึ่ กันและกัน ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อืน่ จะชว่ ยใหผ้ ู้เรียน เรียนร้คู ณิตศาสตร์ไดอ้ ยา่ งมคี วามหมาย เขา้ ใจได้อย่างกว้างขวางลกึ ซง้ึ และจดจาได้นานมากข้ึน การเชื่อมโยง การเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ และความคิดริเร่ิม สร้างสรรค์ ในการนาความรู้ เนื้อหา และหลักการทางคณิตศาสตร์ มาสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเปน็ ผล ระหว่างความรู้และทักษะและกระบวนการที่มีในเนื้อหาคณิตศาสตร์กับงานท่ีเกี่ยวข้อง เพื่อนาไปสู่การ แกป้ ญั หาและการเรยี นรแู้ นวคิดใหม่ท่ซี บั ซอ้ นหรอื สมบูรณ์ขนึ้ การเชือ่ มโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณติ ศาสตร์ เป็นการนาความรูแ้ ละทักษะและกระบวนการตา่ ง ๆ ทาง คณติ ศาสตร์ไปสมั พนั ธก์ ันอยา่ งเป็นเหตุเป็นผล ทาให้สามารถแกป้ ญั หาได้หลากหลายวิธแี ละกะทัดรดั ขนึ้ ทาให้ การเรยี นรคู้ ณติ ศาสตรม์ ีความหมายสาหรบั ผูเ้ รยี นมากย่ิงข้ึน การเช่ือมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อ่ืน ๆ เป็นการนาความรู้ ทักษะและกระบวนการต่าง ๆ ทาง คณิตศาสตร์ ไปสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับเน้ือหาและความรู้ของศาสตร์อ่ืน ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ พันธุกรรมศาสตร์ จิตวิทยา และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ทาให้การเรียนคณิตศาสตร์น่าสนใจ มคี วามหมาย และผูเ้ รียนมองเห็นความสาคัญของการเรียนคณติ ศาสตร์ การทผี่ ูเ้ รียนเห็นการเช่อื มโยงทางคณิตศาสตร์ จะสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นเหน็ ความสมั พนั ธข์ องเนอ้ื หาตา่ ง ๆ ในคณิตศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดทางคณิตศาสตร์กับศาสตร์อ่ืน ๆ ทาให้ผู้เรียนเข้าใจเน้ือหา ทางคณิตศาสตร์ได้ลึกซ้ึงและมีความคงทนในการเรียนรู้ ตลอดจนช่วยให้ผู้เรียนเห็นว่าคณิตศาสตร์มีคุณค่า นา่ สนใจ และสามารถนาไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ จรงิ ได้ การใหเ้ หตุผล การให้เหตุผล เป็นกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ท่ีต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์และความคิดริเร่ิม สร้างสรรค์ ในการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อความ แนวคิด สถานการณ์ทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ แจกแจง ความสัมพันธ์ หรือการเชือ่ มโยง เพอ่ื ให้เกิดขอ้ เทจ็ จรงิ หรือสถานการณใ์ หม่ การให้เหตุผลเป็นทักษะและกระบวนการที่ส่งเสริมให้ผ้เู รยี นรู้จกั คิดอยา่ งมีเหตุผล คิดอย่างเป็นระบบ สามารถคิดวิเคราะหป์ ัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การคิดอย่างมีเหตุผลเป็นเคร่ืองมือสาคัญท่ีผู้เรียนจะนาไปใช้พัฒนา ตนเองในการเรียนรู้สง่ิ ใหม่ เพอื่ นาไปประยกุ ต์ใช้ในการทางานและการดารงชีวิต การคดิ สรา้ งสรรค์ การคิดสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการคิดที่อาศัยความรู้พื้นฐาน จินตนาการและวิจารณญาณ ในการ พัฒนาหรือคดิ ค้นองค์ความรู้ หรือสง่ิ ประดิษฐใ์ หม่ ๆ ทมี่ คี ณุ คา่ และเปน็ ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม ความคิด หลกั สตู รคณิตศาสตร์ โรงเรยี นอนบุ าลกระสงั สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒
๑๕๔ สรา้ งสรรค์มีหลายระดับ ตั้งแตร่ ะดับพนื้ ฐานทสี่ ูงกว่าความคิดพื้น ๆ เพียงเล็กน้อย ไปจนกระทงั่ เป็นความคิดท่ี อยใู่ นระดับสูงมาก การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะช่วยใหผ้ ้เู รียนมีแนวทางการคดิ ทหี่ ลากหลาย มีกระบวนการคดิ จนิ ตนาการในการประยุกต์ ที่จะนาไปสู่การคดิ คน้ ส่งิ ประดิษฐท์ ี่แปลกใหมแ่ ละมคี ุณคา่ ที่คนส่วนใหญ่คาดคิด ไม่ถงึ หรือมองข้าม ตลอดจนส่งเสรมิ ให้ผ้เู รียนมนี สิ ยั กระตือรือรน้ ไม่ย่อท้อ อยากรูอ้ ยากเห็น อยากค้นคว้าและ ทดลองส่ิงใหม่ ๆ อยู่เสมอ แบบรูป (pattern) แบบรูปเป็นความสมั พันธท์ แ่ี สดงลักษณะสาคัญรว่ มกันของชุดของจานวน รปู เรขาคณติ หรืออนื่ ๆ ตัวอยา่ ง (1) 1 3 5 7 9 11 (2) 1 1 1 1 1 1 1 1 1 2 4 8 2 4 8 2 4 8 (3) รูปเรขาคณิต (geometric figure) รปู เรขาคณิตเป็นรูปทีป่ ระกอบด้วย จดุ เส้นตรง เสน้ โค้ง ระนาบ ฯลฯ อย่างน้อยหนึ่งอย่าง ▪ ตัวอยา่ งของรปู เรขาคณิตหน่ึงมติ ิ เชน่ เสน้ ตรง ส่วนของเสน้ ตรง รังสี ▪ ตัวอย่างของรปู เรขาคณติ สองมติ ิ เชน่ วงกลม รปู สามเหล่ียม รปู สเ่ี หล่ียม ▪ ตัวอยา่ งของรูปเรขาคณติ สามมิติ เช่น ทรงกลม ลูกบาศก์ ปรซิ ึม พีระมิด เลขโดด (digit) เลขโดดเป็นสญั ลักษณ์พ้ืนฐานทใี่ ช้เขียนตวั เลขแสดงจานวน จานวนทนี่ ยิ มใช้ในปัจจบุ นั เปน็ ระบบฐาน สบิ ในการเขียนตวั เลขแสดงจานวนใด ๆ ใน ระบบฐานสิบ ใชเ้ ลขโดดสิบตวั เลขโดดทใี่ ช้เขียนตัวเลขฮินดอู ารบกิ ได้แก่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 เลขโดดท่ใี ชเ้ ขียนตัวเลขไทย ไดแ้ ก่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 สันตรง (straightedge) สนั ตรงเปน็ เครือ่ งมือหรืออุปกรณ์ท่ีใชใ้ นการเขียนเสน้ ในแนวตรง เช่น ใช้เขียนสว่ นของเสน้ ตรงและ รงั สี ปกตบิ นสนั ตรงจะไม่มีขีดสเกลสาหรบั การวัดระยะกากับไว้ อยา่ งไรก็ตามในการเรียนการสอนอนุโลมให้ ใช้ไมบ้ รรทัดแทนสันตรงไดโ้ ดยถอื เสมือนวา่ ไม่มีขีดสเกลสาหรบั การวัดระยะกากบั หน่วยเด่ยี ว (single unit) และหนว่ ยผสม (compound unit) การบอกปรมิ าณทไี่ ดจ้ ากการวัดอาจใชห้ น่วยเดยี่ ว เช่น สม้ หนัก 12 กโิ ลกรมั หรือใช้หนว่ ยผสม เช่น ปลาหนกั 1 กิโลกรัม 200 กรัม หนว่ ยมาตรฐาน (standard unit) หนว่ ยมาตรฐานเปน็ หนว่ ยการวัดที่เป็นที่ยอมรับกนั ทัว่ ไป เช่น กโิ ลเมตร เมตร เซนติเมตรเปน็ หน่วยมาตรฐานของการวัดความยาว กิโลกรัม กรมั มลิ ลิกรมั เป็นหนว่ ยมาตรฐานของการวดั นา้ หนัก อตั ราสว่ น (ratio) หลักสตู รคณิตศาสตร์ โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บุรีรัมย์ เขต ๒
๑๕๕ อัตราส่วนเป็นความสัมพันธ์ที่แสดงการเปรยี บเทยี บปรมิ าณสองปรมิ าณซึ่งอาจมีหน่วยเดียวกนั หรอื ตา่ งกันก็ได้ อัตราสว่ นของปริมาณ a ต่อ ปริมาณ b เขียนแทนด้วย a : b หลักสูตรคณติ ศาสตร์ โรงเรียนอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒
๑๕๖ เอกสารอ้างองิ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2552). หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 . กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธิการ.ตัวช้วี ัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร(์ ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)ตามหลักสตู ร แกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. เขา้ ถึงได้จาก : http://www.udn1.go.th (วันท่คี ้น ขอ้ มลู : 5 เมษายน 2561) กระทรวงศึกษาธิการ.(2560). มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชวี้ ดั กล่มุ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุม่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551. เขา้ ถึงไดจ้ าก : http://opec.go.th/ (วนั ท่ีค้นขอ้ มลู : 5 เมษายน 2561) สานกั งานเลขาธกิ ารวุฒิสภา. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพ : สานกั การพมิ พ์ สานักงานเลขาธกิ ารวฒุ ิสภา. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://click.senate.go.th (วันท่คี น้ ขอ้ มลู : 5 เมษายน 2561) สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร. พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. เขา้ ถงึ ได้จาก : http://www.ops.moe.go.th (วันท่ีคน้ ข้อมลู : 5 เมษายน 2561) สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2546 ก.). สรปุ ผลการประชุมวเิ คราะห์หลักสูตรการศึกษา ขั้นพ้นื ฐาน. 27-28 ตุลาคม 2546 โรงแรมตรงั กรุงเทพฯ. (เอกสารอัดสาเนา). สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2546 ข.). สรปุ ความเหน็ จากการประชุมเสวนาหลักสูตร การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน 5 จุด. พฤศจิกายน 2546 (เอกสารอดั สาเนา). สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2548 ก). รายงานการวิจัย การใช้หลักสูตรการศึกษา ข้นั พน้ื ฐานตามทัศนะของผู้สอน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับสง่ สนิ ค้าและพัสดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.). สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2548 ข.). รายงานการวจิ ัยโครงการวิจยั เชิงทดลอง กระบวนการสรา้ งหลักสูตรสถานศกึ ษาแบบอิงมาตรฐาน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรบั สง่ สนิ คา้ และพัสดภุ ัณฑ์ (ร.ส.พ.). ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร.์ (2561). เข้าถึงได้จาก : www.siamchemi.com/ ทักษะคณิตศาสตร/์ (วนั ที่คน้ ข้อมลู : 17 เมษายน 2561) หลักสูตรคณติ ศาสตร์ โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒
๑๕๗ ภาคผนวก หลกั สตู รคณิตศาสตร์ โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒
๑๕๘ คาสงั่ โรงเรยี นอนุบาลกระสัง ที่ ๑๕ / ๒๕๖๕ เรอ่ื ง แต่งต้งั คณะกรรมการปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นอนบุ าลกระสัง พทุ ธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ .............................................................. ตามท่ีโรงเรียนอนุบาลกระสังได้ประกาศใชห้ ลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลกระสัง ตามหลักสูตร สถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕๕๑ สู่การปฏิบัติในโรงเรียนและห้องเรียนนั้น โรงเรียนได้ดาเนินการประเมินการ ใช้หลักสูตร ซึ่งผลจากการประเมินทางโรงเรียนเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้ตรงกับการจัดการ เรียนรขู้ องผู้เรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ สอดรับหลกั สูตรทวิศกึ ษา และบรบิ ทของท้องถน่ิ เพ่ือให้การบริหารหลักสูตรและงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลกระสัง เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ หมวด ๔ มาตรา ๒๗ ท่ีกาหนดให้สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีหน้าท่ีจัดกรอบสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อความเป็น พลเมืองดีของชาติ การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนการศึกษาต่อ จึงขอแต่งต้ังคณะกรรมการ ปรับปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. นายสมชาย ไกรศุทธกิ านต์ ผู้อานวยการโรงเรยี น ประธานกรรมการ ๒. นายอภชิ าติ เรืองจินดาวลยั ประธานกรรมการสถานศึกษาช้นั พื้นฐาน ทีป่ รกึ ษา ๓. นายสัญญา อนนั ต์ รองผู้อานวยการโรงเรยี น รองประธานกรรมการ ๔. นางรมั ภา ศรวี รานนั ท์ ผูช้ ่วยผอู้ านวยการโรงเรียน กรรมการ ๕. นายอภสิ ิทธิ์ นะรัยรมั ย์ หน.กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ฯ กรรมการ ๖. นางวิลาวณั ย์ สมหมาย หน.กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กรรมการ ๗. นายสนธยา สมหมาย หน.กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชพี ฯ กรรมการ ๘. นางสาวจาเนียร เจรญิ รัมย์ หน.กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ กรรมการ ๙. นายทองหล่อ นามวิชัย หน.กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ขุ ศึกษาและพลศึกษา กรรมการ ๑๐. นางสุภารัตน์ ทองเกล้ียง หน.กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กรรมการ ๑๑. นางกฤษณาพร คาผาย หน.กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศิลปะ กรรมการ ๑๒. นางสาวอัมพร ศรจี ันทร์ หน.กล่มุ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ กรรมการ ๑๓. นางสาวฉววี รรณ ทานผดุง หน.การศกึ ษาปฐมวัย กรรมการ ๑๔. นายสรุ พจน์ บญุ ครอง หน.งานกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน กรรมการ ๑๕. นางสาลนิ ี กลุ วงษ์ หน.กลมุ่ งานบรหิ ารวชิ าการ กรรมการและเลขานุการ หลักสตู รคณติ ศาสตร์ โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒
๑๕๙ คณะกรรมการดาเนนิ การ มีหน้าที่และดาเนินการจดั การตามขน้ั ตอนท่ีกาหนด ดงั น้ี ๑. วางแผนดาเนินงานวิชาการ กาหนดสาระรายละเอียดของหลกั สตู รระดบั สถานศึกษา และ แนวการจัดสดั สว่ นสาระการเรียนรแู้ ละกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาใหส้ อดคล้องกับหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๐) สภาพเศรษฐกิจ สังคม ศลิ ปวฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น ๒. จดั ทาคูม่ ือบริหารหลกั สตู รและงานวชิ าการของสถานศึกษา นเิ ทศ กากับ ติดตาม ให้ คาปรึกษาเกีย่ วกบั การพฒั นาหลักสตู รการจดั กระบวนการเรยี นรู้ การวดั และประเมินผลและการแนะแนว ให้ สอดคลอ้ งและเป็นไปตามมาตรฐานหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ๓. สง่ เสริมและสนบั สนนุ การพฒั นาบคุ ลากรเก่ยี วกับการพฒั นาหลกั สตู ร การจัดกระบวนการ เรียนรู้การวดั ผลและประเมินผลและการแนะแนวใหเ้ ป็นไปตามจดุ หมายและแนวทางการดาเนนิ การของ หลกั สตู ร ๔. ประสานความรว่ มมือจากบุคคล หน่วยงาน องค์กรตา่ งๆ ชุมชน เพื่อให้การใช้หลกั สตู ร เปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและมคี ุณภาพ ๕. ประชาสัมพันธห์ ลกั สตู รและการใช้หลักสูตรให้แก่นักเรยี น ผ้ปู กครอง ชมุ ชน และผู้ที่ เกยี่ วขอ้ งและนาขอ้ มลู ปอ้ นกลบั จากฝา่ ยต่างๆ มาพิจารณา เพ่อื การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา ๖. สง่ เสรมิ และสนับสนุนการวจิ ัยเกี่ยวกับการพฒั นาหลกั สตู รและกระบวนการเรียนรู้ ๗. ตดิ ตามผลการเรียนของนักเรียนรายบคุ คล ระดบั ชนั้ และระดบั กลมุ่ วิชาการในแต่ละปี การศกึ ษา เพ่ือปรบั ปรงุ แก้ไขและพฒั นาการดาเนินงาน ดา้ นต่างๆ ของสถานศึกษา ๘. ตรวจสอบ ทบทวน ประเมนิ มาตรฐานในการปฏบิ ัติงานของครูและการบริหารหลกั สตู ร ระดบั สถานศึกษาในรอบปีทผ่ี ่านมาแลว้ ใช้ผลการประเมนิ เพอ่ื วางแผนพัฒนาการปฏิบัตงิ านของครแู ละการ บริหารหลักสตู รปกี ารศึกษาต่อไป ๙. รายงานผลการปฏบิ ัติงานและผลการบริหารหลักสตู รของสถานศึกษา โดยเนน้ ผลการ พฒั นาคุณภาพนักเรียนตอ่ คณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พื้นฐาน คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรระดบั เหนือ สถานศกึ ษา สาธารณชนและผู้ทเี่ กยี่ วข้อง ๑๐. ให้ดาเนินการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ ๒ ครง้ั ทั้งนใี้ หค้ ณะกรรมการทไ่ี ด้รับการแตง่ ตงั้ ปฏบิ ตั ิหน้าท่ี ด้วยความต้งั ใจ เอาใจใส่เพอ่ื ใหเ้ กิดผลดตี ่อทาง ราชการต่อไป สงั่ ณ วันท่ี ๑๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ (นายสมชาย ไกรศุทธกิ านต์) ผู้อานวยการโรงเรียนอนบุ าล หลกั สตู รคณติ ศาสตร์ โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บุรีรัมย์ เขต ๒
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165