Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Book09_กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่

Book09_กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่

Published by thanatphat2606, 2020-04-14 00:41:10

Description: Book09_กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่

Keywords: Book09_กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่

Search

Read the Text Version

๔๔ ó.ñ ¤´Õ¾¾Ô Ò··ÕèäÁ‹ä´Œà¡Ô´¨Ò¡¡ÒÃãªอŒ ํา¹Ò¨·Ò§»¡¤Ãͧ คดีพิพาทที่ไมไดเกิดจากการใชอํานาจปกครองยอมไมใชคดีปกครอง ดังนั้น คดีท่ีไมอยูในอํานาจของศาลปกครองตามหลักกฎหมายทั่วไปและตามแนวคําวินิจฉัยของศาล เชน การกระทาํ ในทางนติ บิ ญั ญตั ิ ทางตลุ าการและการกระทาํ ของรฐั บาลทเี่ ปน งานดา นนโยบาย หรอื งานดา น การเมอื งหรอื นโยบายตา งประเทศหรอื ในความสมั พนั ธก บั ฝา ยนติ บิ ญั ญตั ิ ขอ พพิ าทเกย่ี วกบั กระบวนการ ยตุ ธิ รรมทางอาญา ขอ พพิ าทเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ งานของเจา พนกั งานบงั คบั คดใี นกระบวนการบงั คบั คดี ของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ขอพิพาทเก่ียวกับกิจการทางศาสนา ขอ พพิ าทเก่ียวกับกจิ กรรมทางพาณชิ ยกรรม อตุ สาหกรรม ของรฐั วสิ าหกิจ ขอ พิพาทเก่ียวกับกิจกรรม การแสวงหารายไดข องหนวยงานทางปกครอง ó.ò ¤´¾Õ ¾Ô Ò··àèÕ ¡´Ô ¨Ò¡¡ÒÃãªอŒ าํ ¹Ò¨·Ò§»¡¤Ãͧáμ‹ÁÕÅ¡Ñ É³Ð¾àÔ ÈÉ แมวาศาลปกครองจะเปนศาลท่ีเขตอํานาจทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดี ปกครองแตด ว ยลกั ษณะพเิ ศษ จงึ ไดม กี ารยกเวน คดปี กครองบางประเภทแมจ ะเปน คดพี พิ าททางปกครอง แต พ.ร.บ.จดั ต้ังศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรค ๒ บัญญตั ิ ไมใ หอ ยใู นอาํ นาจศาลปกครองมี ๓ กรณีดวยกนั คือ ๑) การดาํ เนนิ การเกี่ยวกบั วนิ ัยทหาร ๒) การดําเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายวาดวยระเบียบ ขา ราชการฝายตุลาการ ๓) คดีทีอ่ ยใู นอาํ นาจของศาลชาํ นัญพิเศษ ô. ¤´Õ·ÕèÍ‹Ùã¹อาํ ¹Ò¨¢Í§ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´ ศาลปกครองสูงสุดมีเพียงศาลเดียวจึงไมมีขอจํากัดดานเขตอํานาจ ดังนั้นคดีท่ีอยู ในอํานาจของศาลปกครองสูงสุด ไมวามูลคดีจะเกิดท่ีใด หรือผูฟองคดีมีภูมิลําเนาอยูท่ีใดก็สามารถ ฟองคดีตอศาลปกครองสูงสุดได เพียงแตตองย่ืนฟองใหถูกตองตามหลักเกณฑที่กฎหมายกําหนด กลา วคือ คดนี นั้ ตองย่นื ฟอ งตอ ศาลปกครองสงู สุดโดยตรง ถาเปน คดตี ามมาตรา ๑๑ (๑) (๒) และ (๓) หรือยื่นอุทธรณตอศาลปกครองช้ันตน ถาเปนคดีอุทธรณคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลปกครอง ชน้ั ตน ตามมาตรา ๑๑ (๔) “ÁÒμÃÒ ññ ศาลปกครองสงู สดุ มอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดี ดังตอไปน้ี (๑) คดีพิพาทเก่ียวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทตามที่ ท่ีประชุมใหญต ลุ าการในศาลปกครองสงู สุดประกาศกําหนด (๒) คดีพิพาทเก่ียวกับความชอบดวยกฎหมายของพระราชฤษฎีกา หรือกฎท่ีออก โดยคณะรฐั มนตรี หรอื โดยความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรี (๓) คดที ่ีมีกฎหมายกําหนดใหอยูใ นอาํ นาจศาลปกครองสงู สุด (๔) คดีที่อทุ ธรณค าํ พิพากษาหรอื คําสัง่ ของศาลปกครองชั้นตน ”

๔๕ ดงั นน้ั คดปี กครองทอี่ ยใู นอาํ นาจของศาลปกครองสงู สดุ ๔ ประเภทตามมาตรา ๑๑ คอื ๑) คดีพิพาทเก่ียวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทตามที่ ท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกาํ หนด ขณะนีท้ ปี่ ระชมุ ใหญฯ ยงั ไมไ ดกาํ หนดให คดพี พิ าทเกย่ี วกบั คาํ วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ขอ พพิ าทฟอ งตอ ศาลปกครองสงู สดุ ได จงึ ตอ งฟอ งคดี ดงั กลา วตอ ศาลปกครองชน้ั ตน เพราะเปน คดตี ามมาตรา ๙ (๑) อยแู ลว และเมอ่ื ใดทมี่ ปี ระกาศกาํ หนด ของท่ีประชุมใหญฯ ใหคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทใดฟองตอศาลปกครองสูงสุดได ก็ตองใชหลกั เกณฑต ามมาตรา ๙ (๑) อาํ นาจของศาลในการพิพากษาคดีจะเปน ไปตามมาตรา ๗๒ (๑) ๒) คดีพพิ าทเกี่ยวกับความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออก โดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยปกติคดีประเภทน้ีก็เปนคดีลักษณะ เดียวกับคดีตามมาตรา ๙ (๑) นั่นเอง แตดวยความสําคัญของกฎดังกลาวจึงใหฟองตอศาลปกครอง สูงสุดไดโดยตรง อํานาจของศาลในการพพิ ากษาคดจี ะเปน ไปตามมาตรา ๗๒ (๑) ๓) ลักษณะคดีที่มีกฎหมายเฉพาะกําหนดใหอยูในอํานาจของศาลปกครองสูงสุด ปจจุบันไมปรากฏวามกี ฎหมายเฉพาะดงั กลา ว ๔) คดีทอ่ี ทุ ธรณค ําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครองชั้นตน คดปี ระเภทนมี้ ีการ กําหนดข้ันตอนการตรวจอุทธรณ การพิจารณาอุทธรณและการพิพากษาหรือมีคําสั่งในคดีอุทธรณไว โดยเฉพาะ อนงึ่ คดตี าม (๑) และ (๒) ขางตน ผูฟอ งคดีอาจเรียกคาเสียหายตามมาตรา ๙ (๓) ไปพรอ มกนั กไ็ ด ซงึ่ ศาลปกครองสงู สดุ กจ็ ะมอี าํ นาจพพิ ากษาเชน เดยี วกบั ศาลปกครองชนั้ ตน ดงั ทก่ี ลา ว มาแลว õ. à§èÍ× ¹ä¢¡Òÿ‡Í§¤´Õμ‹ÍÈÒÅ»¡¤Ãͧ เรื่องท่ีนํามาฟองตองเปนคดีปกครอง และตองเปนเร่ืองท่ีอยูในอํานาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๗ ซ่ึงบัญญัติวา “ÁÒμÃÒ ñù÷ ศาลปกครองมอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดปี กครองอนั เนอื่ งมาจาก การใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ ตามท่ี กฎหมายบัญญัติ ใหม ีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไมรวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรอิสระ ซึง่ เปนการใชอาํ นาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนูญขององคกรอสิ ระน้ัน ๆ การจดั ตงั้ วธิ พี จิ ารณาคดี และการดาํ เนนิ งานของศาลปกครองใหเ ปน ไปตามกฎหมาย วา ดว ยการนน้ั ”

๔๖ และเรื่องที่นาํ มาฟอ งตองเปน คดีปกครอง และตองเปนเรอื่ งทีอ่ ยใู นอาํ นาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง คือ เปนกรณีตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดงั ทีไ่ ดกลา วมาแลว ในหัวขอที่ ๒ และ ๔ โดยการฟองคดปี กครองตองมีเงอื่ นไขในการฟอ งคดดี ังตอ ไปนี้ õ.ñ μÍŒ §Â×¹è ¿‡Í§μ‹ÍÈÒÅ·èÁÕ Õอํา¹Ò¨ อาํ นาจศาลในทนี่ หี้ มายถงึ ทง้ั อาํ นาจและเขตอาํ นาจ กลา วคอื คดที อ่ี ยใู นอาํ นาจ ของศาลปกครองช้ันตน ก็จะตองยื่นฟองตอศาลปกครองช้ันตนจะฟองไปยังศาลปกครองสูงสุดไมได ในทางกลับกนั คดีท่อี ยใู นอํานาจของศาลปกครองสูงสุดกจ็ ะตองยื่นฟองตอ ศาลปกครองสูงสุดเทาน้นั อกี ทงั้ การยนื่ ฟอ งคดจี ะตอ งยนื่ ฟอ งตอ ศาลปกครองทม่ี เี ขตอาํ นาจเหนอื คดนี นั้ ซ่ึงในศาลปกครองช้ันตน ไดแก ศาลท่ีมูลคดีเกิดขึ้นหรือศาลท่ีผูฟองคดีมีภูมิลําเนาอยูเขตศาลนั้น สวนศาลปกครองสงู สดุ มีเขตอํานาจครอบคลุมทุกพ้ืนทีข่ องประเทศ õ.ò คาํ ¿‡Í§μÍŒ §ทํา໚¹Ë¹Ñ§ÊÍ× áÅÐÁÃÕ Ò¡ÒÃμÒÁ·กÕè ํา˹´äÇጠÅйè× â´Â¶Ù¡Ç¸Ô Õ การฟอ งคดปี กครองไมม แี บบของคาํ ฟอ งกาํ หนดไวเ ฉพาะ แตต อ งทาํ เปน หนงั สอื ฟองดวยวาจาไมได ใชถอยคําสุภาพ มีรายการตามที่บัญญัติไวในมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติ จดั ต้ังศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กลา วคอื ตองระบุ ช่อื ทอี่ ยูของผฟู อ งคดี และผถู กู ฟอ งคดี ขอ เทจ็ จรงิ หรอื พฤตกิ ารณเ กยี่ วกบั การกระทาํ ทเ่ี ปน เหตแุ หง การฟอ งคดี คาํ ขอและลายมอื ชอื่ ผฟู อ งคดี โดยตอ งแนบพยานหลกั ฐานทเี่ กยี่ วขอ งไปพรอ มคาํ ฟอ ง โดยผฟู อ งคดตี อ งจดั ทาํ สาํ เนาคาํ ฟอ ง และสาํ เนาพยานหลักฐานตามจํานวนผูถูกฟองคดีดว ย ในกรณีท่ีมผี ปู ระสงคจะฟอ งคดหี ลายคนในเหตเุ ดียวกัน บคุ คลดังกลาวจะย่นื คําฟองรวมกันเปนฉบับเดียว โดยมอบใหผูฟองคดีคนหน่ึงเปนตัวแทนของผูฟองคดีทุกคนก็ได ในกรณีนี้ถือวา การกระทาํ ของตวั แทนผฟู องคดีในกระบวนพจิ ารณาผูกพันผฟู องคดที ุกคนดว ย ÁÒμÃÒ ôõ คาํ ฟอ งใหใชถ อ ยคาํ สุภาพและตองมี (๑) ชอ่ื และทอ่ี ยขู องผูฟอ งคดี (๒) ช่ือหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐที่เกี่ยวของอันเปนเหตุ แหง การฟองคดี (๓) การกระทําทั้งหลายที่เปนเหตุแหงการฟองคดี พรอมทั้งขอเท็จจริง หรือพฤติการณต ามสมควรเกี่ยวกบั การกระทาํ ดังกลาว (๔) คําขอของผูฟอ งคดี (๕) ลายมือช่ือของผูฟองคดี ถาเปนการยื่นฟองคดีแทนผูอ่ืนจะตองแนบ ใบมอบฉนั ทะใหฟ องคดมี าดวย คําฟองใดมีรายการไมครบตามวรรคหนึ่ง หรือไมชัดเจน หรือไมอาจเขาใจได ใหสํานักงานศาลปกครองใหคําแนะนําแกผูฟองคดีเพ่ือดําเนินการแกไขเพ่ิมเติมคําฟองน้ันใหถูกตอง ในการนใ้ี หถ ือวนั ทย่ี น่ื ฟองครง้ั แรกเปน หลักในการนับอายคุ วาม

๔๗ ในกรณที ม่ี ผี ปู ระสงคจ ะฟอ งคดปี กครองหลายคนในเหตเุ ดยี วกนั บคุ คลเหลา นนั้ อาจย่ืนคําฟองรวมกันเปนฉบับเดียว โดยจะมอบหมายใหผูฟองคดีคนใดเปนผูแทนของผูฟองคดี ทุกคนในการดําเนินคดีตอไปก็ได ในกรณีเชนวานี้ใหถือวาการกระทําของผูแทนผูฟองคดีในกระบวน พจิ ารณาผูกพนั ผูฟองคดีทกุ คน การฟองคดไี มตอ งเสยี คาธรรมเนยี มศาล เวน แตก ารฟองคดีขอใหส่ังใหใชเงนิ หรอื สง มอบทรพั ยส นิ อนั สบื เนอ่ื งจากคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๓) หรอื (๔) ใหเ สยี คา ธรรมเนยี มศาล ตามทุนทรัพยใ นอตั ราตามที่ระบุไวในตาราง ๑ ทายประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง สําหรับ คดีทีม่ ีคําขอใหป ลดเปลือ้ งทุกขอันอาจคํานวณเปนราคาเงนิ ได ในการดําเนินกระบวนพิจารณา คูกรณีจะดําเนินการท้ังปวงดวยตนเอง หรอื จะมอบอาํ นาจใหท นายความหรอื บคุ คลอน่ื ซง่ึ มคี ณุ สมบตั ติ ามระเบยี บของทป่ี ระชมุ ใหญต ลุ าการ ในศาลปกครองสูงสดุ กําหนดเพ่ือฟองคดีหรือดาํ เนินการแทนได” สาํ หรบั วธิ กี ารยนื่ คาํ ฟอ งนน้ั จะยน่ื ดว ยตนเองหรอื มอบอาํ นาจใหผ อู นื่ ยน่ื แทน หรอื จะสง ทางไปรษณยี ลงทะเบยี นกไ็ ด ตามมาตรา ๔๖ “ÁÒμÃÒ ôö คําฟองใหย่ืนตอพนักงานเจาหนาที่ของศาลปกครอง ในการน้ี อาจย่ืนคําฟองโดยสงทางไปรษณียลงทะเบียนก็ได และเพ่ือประโยชนในการนับอายุความ ใหถือวา วนั ทส่ี ง คําฟองแกเ จาพนกั งานไปรษณียเปนวนั ทยี่ น่ื คําฟอ งตอศาลปกครอง” õ.ó ¼¿ŒÙ ͇ §¤´μÕ ŒÍ§à»¹š ¼ÙŒ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁÊÒÁÒöμÒÁ¡®ËÁÒ โดยหลกั แลว ผฟู อ งคดตี อ งเปน ผทู มี่ คี วามสามารถในการทาํ นติ กิ รรมตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย หากผูฟองคดีมีขอบกพรองในเร่ืองความสามารถก็จะตองดําเนินการแกไข ตามที่ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยบ ัญญัติไว õ.ô ¼ŒÙ¿Í‡ §¤´ÕμÍŒ §à»š¹¼ŒÙÁÕÊÔ·¸Ô¿Í‡ §¤´Õ ผฟู องคดตี องเปนผูมีสทิ ธฟิ อ งคดตี ามท่บี ัญญัตไิ วใ นมาตรา ๔๒ แหง พระราช บัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กลาวคือ จะตองเปนผูที่ไดรับ ความเดือดรอนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงไดจากการกระทํา หรืองดเวนการกระทําอยางหนึ่งอยางใดของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐ หรือมี ขอโตแยงเก่ียวกบั สัญญาทางปกครอง หรอื กรณีอืน่ ใดที่อยใู นเขตอํานาจของศาลปกครอง ซ่ึงในความ เปน จรงิ สว นใหญแ ลว ผเู สยี หายในคดปี กครองกค็ อื ประชาชนทว่ั ไปทไ่ี ดร บั ความเดอื ดรอ นหรอื เสยี หาย จากการกระทําทางปกครอง แตหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐก็อาจเปนผูเสียหาย และฟอ งคดปี กครองได เชน กัน สาํ หรบั กรณีความรับผดิ ทางละเมิดหรอื ความรับผดิ อยา งอืน่ ของฝายปกครอง หรือสัญญาทางปกครองนั้น มีความชัดเจนอยูในตัววา “ผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล่ียงได” นั้น จะตองเปนผูท่ีถูก “โตแยงสิทธิ” เทาน้ัน เพราะตองเปน “ผูทรงสิทธิ” โดยสภาพ และสิทธิของเขาถูกโตแยงดวยการกระทําละเมิด หรอื การไมปฏิบัติตามสัญญาของฝา ยปกครอง หรืออสงั หารมิ ทรพั ยข องเขาถกู เวนคืน

๔๘ ในคดเี กยี่ วกบั การละเลยตอ หนา ท่ี หรอื ปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา เกนิ สมควร คงถอื หลกั เดียวกับคดีเก่ียวกับความชอบดวยกฎหมายของการกระทําทางปกครอง สวนคดีท่ีกฎหมายกําหนด ใหอยูในเขตอํานาจของศาลปกครองน้ัน ยอมข้ึนอยูกับกฎหมายในเร่ืองน้ัน ๆ แตก็ตองพิจารณา เปรียบเทียบกับกรณีท่ีกลา วมาขา งตน ดวยวา มลี กั ษณะคลา ยคลึงหรือแตกตา งกนั เพยี งใด แตสําหรับคดีท่ีกฎหมายกําหนดใหฝายปกครองฟองคดีตอศาลเพื่อบังคับให บุคคลตองกระทําหรือละเวนกระทําอยางหนึ่งอยางใด ไมมีประเด็นตองพิจารณาถึงความหมายของ คาํ วา “ผูมสี ว นไดเสีย” เพราะผูฟอ งคดีก็คือฝา ยปกครองและเปน การฟอ งคดตี ามท่กี ฎหมายกาํ หนด õ.õ μÍŒ §Â¹è× ¿Í‡ §ÀÒÂã¹ÃÐÂÐàÇÅÒ·กèÕ าํ ˹´ “ÁÒμÃÒ ôù การฟอ งคดปี กครองจะตอ งยนื่ ฟอ งภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทร่ี ู หรอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การฟอ งคดี หรอื นบั แตว นั ทพ่ี น กาํ หนดเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทผี่ ฟู อ งคดไี ดม หี นงั สอื รองขอตอหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐเพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนด และไมไดรับหนังสือช้ีแจงจากหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐหรือไดรับแตเปนคําช้ีแจง ทผี่ ูฟองคดีเห็นวา ไมม เี หตผุ ล แลวแตกรณี เวนแตจ ะมีบทกฎหมายเฉพาะกําหนดไวเปน อยา งอืน่ ” กรณที ฟ่ี อ งขอใหศ าลเพกิ ถอนกฎหรอื คาํ สงั่ ทางปกครองตอ งฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว นั ทรี่ หู รอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การฟอ งคดี เชน ฟอ งคดเี พกิ ถอนคาํ สงั่ ลงโทษทางวนิ ยั ตอ งฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว ันท่ที ราบผลการวนิ จิ ฉัยอทุ ธรณ เปนตน กรณีฟองเกี่ยวกับเจาหนาท่ีของรัฐละเลยตอหนาท่ีตามที่กฎหมายกําหนดให ตอ งปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี งั กลา วลา ชา เกนิ สมควรตอ งยนื่ ฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว นั ทพี่ น กาํ หนด ๙๐ วัน นับแตวันที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอตอหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ เพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดและไมไดรับหนังสือชี้แจงจากหนวยงานหรือเจาหนาที่ ดังกลา ว หรือไดร ับแตเปนคําชแ้ี จงทเ่ี ห็นวาไมม เี หตุผล หรอื มีกฎหมายเฉพาะกาํ หนดไวเ ปน อยางอื่น “ÁÒμÃÒ õñ การฟอ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๓) ใหย นื่ ฟอ งภายในหนงึ่ ป และการฟองคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ใหยื่นฟองภายในหาป นับแตวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุ แหง การฟอ งคดี แตไ มเกินสิบปนับแตวันที่มีเหตแุ หงการฟอ งคดี” กรณีคดีเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอยางอ่ืนของหนวยงาน ทางปกครองหรอื เจาหนา ที่ของรัฐ ใหย ่ืนฟองภายใน ๑ ป กรณคี ดพี ิพาทเกีย่ วกบั สญั ญาทางปกครองตอ งฟอ งภายใน ๕ ป นับแตว ันที่ รหู รอื ควรรถู งึ เหตุแหง การฟอ งคดี แตไมเ กิน ๑๐ ป นบั แตวนั ทีม่ ีเหตุแหง การฟองคดี อยางไรก็ตาม ถาเปนคดีเก่ียวกับการคุมครองประโยชนสาธารณะหรือ สถานะของบุคคลจะย่ืนฟองเม่ือใดก็ได และในบางกรณีถาคูกรณีมีคําขอหรือศาลปกครองเห็นเองวา คดีท่ีย่ืนฟองเมื่อพนกําหนดระยะเวลาการฟองคดีแลวนั้น จะเปนประโยชนแกสวนรวมหรือมีเหตุ จําเปนอื่น ศาลปกครองจะรับไวพ ิจารณาก็ได ตามมาตรา ๕๒ แหง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง

๔๙ “ÁÒμÃÒ õò การฟองคดีปกครองท่ีเกี่ยวกับการคุมครองประโยชนสาธารณะ หรือสถานะของบคุ คลจะยืน่ ฟอ งคดีเมือ่ ใดกไ็ ด การฟอ งคดปี กครองทย่ี นื่ เมอื่ พน กาํ หนดเวลาการฟอ งคดแี ลว ถา ศาลปกครอง เห็นวาคดีท่ีย่ืนฟองน้ันจะเปนประโยชนแกสวนรวมหรือมีเหตุจําเปนอื่นโดยศาลเห็นเองหรือคูกรณี มคี าํ ขอ ศาลปกครองจะรับไวพ ิจารณาก็ได” õ.ö ¡‹Í¹¿‡Í§¤´Õ»¡¤ÃͧμŒÍ§ดําà¹Ô¹¡ÒÃᡌ䢤ÇÒÁà´×ʹÌ͹ ËÃ×ÍàÊÕÂËÒ μÒÁ¢¹éÑ μ͹ËÃ×ÍÇ¸Ô Õ¡Ò÷¡Õè ®ËÁÒÂกํา˹´äÇสŒ ําËÃºÑ ¡Òùѹé àÊÂÕ ¡Í‹ ¹ ในกรณที ม่ี กี ฎหมายกาํ หนดขนั้ ตอนหรอื วธิ กี ารสาํ หรบั การแกไ ขความเดอื ดรอ น หรอื เสยี หายในเรอ่ื งใดไวโ ดยเฉพาะ การฟอ งคดปี กครองในเรอ่ื งนนั้ จะกระทาํ ไดต อ เมอ่ื มกี ารดาํ เนนิ การ ตามขน้ั ตอนและวธิ กี ารดังกลาว และไดมกี ารสง่ั การตามกฎหมายน้ันหรอื มิไดม ีการสง่ั การภายในเวลา อันสมควรหรือภายในเวลาทกี่ ฎหมายนั้นกาํ หนด ในกรณขี องคดสี ญั ญาและละเมดิ หรอื ความรบั ผดิ อยา งอนื่ นนั้ ไมม บี ทบญั ญตั ใิ ด บังคับใหเอกชนผูฟองคดีตองขอใหหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐรับผิดทางละเมิด หรอื ตามสัญญาเสียกอน ดวยเหตนุ ้ี เอกชนผเู สยี หายจงึ สามารถฟองคดลี ะเมิดตอ ศาลปกครองไดเ ลย ถาเปนกรณที ่เี ขาขายตามมาตรา ๙ วรรคหน่งึ (๓) õ.÷ ¡ÒÃชําÃФҋ ¸ÃÃÁà¹ÕÂÁÈÒÅ โดยทว่ั ไปการฟอ งคดปี กครองไมต อ งเสยี คา ธรรมเนยี มศาล แตถ า เปน การฟอ งคดี ขอใหศาลส่ังใหใชเงินหรือสงมอบทรัพยสินอันสืบเนื่องจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการทําละเมิด หรือความรับผิดอยางอ่ืนของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับ สญั ญาทางปกครองตอ งเสยี คา ธรรมเนยี มศาลในอตั ราตามทรี่ ะบไุ วใ นตาราง ๑ ทา ยประมวลกฎหมาย วธิ พี จิ ารณาความแพง เวน แตทศ่ี าลมคี ําสั่งใหยกเวนคาธรรมเนียมศาล

๕๐ ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÔ ¢ŒÍÁÅÙ ¢Ò‹ ÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ¾.È.òõôð ÀÁÙ ¾Ô ÅÍ´ÅØ Âà´ª ».Ã. ãËäŒ ÇŒ ³ Ç¹Ñ ·Õè ò ¡¹Ñ ÂÒ¹ ¾.È.òõôð à»¹š »‚·Õè õò ã¹ÃªÑ ¡ÒÅ»˜¨¨ºØ ¹Ñ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหป ระกาศวา โดยที่เปนการสมควรใหม กี ฎหมายวา ดวยขอ มลู ขาวสารของราชการ จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหต ราพระราชบญั ญตั ขิ น้ึ ไวโ ดยคาํ แนะนาํ และยนิ ยอมของ รฐั สภา ดังตอ ไปนี้ ÁÒμÃÒ ñ พระราชบัญญัติน้ีเรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐” ÁÒμÃÒ ò พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษาเปนตนไป ÁÒμÃÒ ó บรรดากฎหมาย กฎ ระเบยี บ และขอ บังคับอืน่ ในสวนทบ่ี ญั ญัติไวแ ลวใน พระราชบัญญัตนิ ้ี หรอื ซงึ่ ขดั หรอื แยงกับบทแหง พระราชบญั ญัตินี้ใหใชพ ระราชบัญญัตินแ้ี ทน ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบญั ญัตนิ ี้ “ขอ มูลขา วสาร” หมายความวา สิ่งทสี่ อ่ื ความหมายใหร ูเรอ่ื งราวขอ เทจ็ จรงิ ขอมลู หรอื สง่ิ ใดๆ ไมว า การสอ่ื ความหมายนน้ั จะทาํ ไดโ ดยสภาพของสงิ่ นน้ั เองหรอื โดยผา นวธิ กี ารใด ๆ และไมว า จะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบนั ทกึ ภาพหรอื เสยี ง การบนั ทกึ โดยเครอื่ งคอมพวิ เตอร หรอื วธิ อี นื่ ใดทท่ี าํ ใหส ง่ิ ทบี่ นั ทกึ ไวป รากฏได

๕๑ “ขอ มลู ขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอ มูลขา วสารที่อยใู นความครอบครองหรือ ควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน ขอ มลู ขา วสารเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ งานของรฐั หรอื ขอ มลู ขาวสารเกีย่ วกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการ สวนทองถ่ิน รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเกี่ยวกับการพิจารณา พพิ ากษาคดี องคก รควบคมุ การประกอบวชิ าชพี หนว ยงานอสิ ระของรฐั และหนว ยงานอน่ื ตามทกี่ าํ หนด ในกฎกระทรวง “เจา หนาทีข่ องรัฐ” หมายความวา ผซู ่ึงปฏิบตั ิงานใหแกห นว ยงานของรัฐ “ขอ มูลขา วสารสว นบคุ คล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกีย่ วกับสง่ิ เฉพาะตัวของบุคคล เชน การศกึ ษา ฐานะการเงิน ประวัตสิ ขุ ภาพ ประวตั ิอาชญากรรม หรอื ประวตั ิการทํางาน บรรดาท่ี มีชื่อของผูน้ันหรือมีเลขหมาย รหัส หรือส่ิงบอกลักษณะอ่ืนท่ีทําใหรูตัวผูนั้นได เชน ลายพิมพนิ้วมือ แผน บนั ทกึ ลกั ษณะเสยี งของคนหรอื รปู ถา ย และใหห มายความรวมถงึ ขอ มลู ขา วสารเกยี่ วกบั สงิ่ เฉพาะตวั ของผูท ถ่ี ึงแกกรรมแลว ดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ “คนตา งดา ว” หมายความวา บคุ คลธรรมดาทไ่ี มม สี ญั ชาตไิ ทยและไมม ถี น่ิ ทอ่ี ยใู นประเทศไทย และนิตบิ คุ คลดังตอ ไปน้ี (๑) บริษัทหรือหางหุนสวนท่ีมีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแก ผถู ือ ใหถือวาใบหนุ น้ันคนตางดา วเปนผถู ือ (๒) สมาคมท่มี สี มาชิกเกินกึง่ หน่ึงเปนคนตา งดา ว (๓) สมาคมหรือมลู นิธิท่ีมวี ัตถปุ ระสงคเ พอื่ ประโยชนข องคนตา งดาว (๔) นิตบิ คุ คลตาม (๑) (๒) (๓) หรอื นิติบุคคลอนื่ ใดท่ีมีผจู ัดการหรอื กรรมการเกินก่งึ หนง่ึ เปน คนตา งดาว นติ บิ คุ คลตามวรรคหนงึ่ ถา เขา ไปเปน ผจู ดั การหรอื กรรมการ สมาชกิ หรอื มที นุ ในนติ บิ คุ คลอนื่ ใหถือวาผูจดั การหรือกรรมการ หรือสมาชิก หรอื เจา ของทุนดงั กลาวเปนคนตางดา ว ÁÒμÃÒ õ ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออก กฎกระทรวงเพอื่ ปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั ิน้ี กฎกระทรวงน้ัน เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใ ชบ ังคับได ÁÒμÃÒ ö ใหจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการขึ้นในสังกัด สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีหนาที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการใหแก คณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสาร ประสานงานกบั หนว ยงานของรัฐ และใหคาํ ปรกึ ษาแกเอกชนเกี่ยวกับการปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ้ี

๕๒ ËÁÇ´ ñ ¡ÒÃà»´ à¼Â¢ŒÍÁÅÙ ¢‹ÒÇÊÒà ÁÒμÃÒ ÷ หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปน้ี ลงพิมพในราชกิจจานุเบกษา (๑) โครงสรางและการจัดองคกรในการดาํ เนนิ งาน (๒) สรปุ อาํ นาจหนาที่ท่ีสําคัญและวิธกี ารดาํ เนนิ งาน (๓) สถานท่ีติดตอเพ่ือขอรับขอมูลขาวสารหรือคําแนะนําในการติดตอกับหนวยงาน ของรฐั (๔) กฎ มตคิ ณะรัฐมนตรี ขอ บงั คบั คาํ ส่งั หนังสอื เวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ท้ังน้ี เฉพาะท่ีจัดใหมีข้ึนโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการท่ัวไปตอเอกชน ท่เี กีย่ วขอ ง (๕) ขอมูลขา วสารอน่ื ตามทคี่ ณะกรรมการกาํ หนด ขอมูลขาวสารใดท่ีไดมีการจัดพิมพเพื่อใหแพรหลายตามจํานวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาโดยอา งองิ ถงึ สง่ิ พมิ พน นั้ กใ็ หถ อื วา เปน การปฏบิ ตั ติ ามบทบญั ญตั ิ วรรคหน่ึงแลว ใหหนวยงานของรัฐรวบรวมและจัดใหมีขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไวเผยแพรเพ่ือขาย หรือจําหนายจายแจก ณ ทที่ าํ การของหนวยงานของรฐั แหงน้นั ตามทเ่ี หน็ สมควร ÁÒμÃÒ ø ขอมูลขาวสารท่ีตองลงพิมพตามมาตรา ๗ (๔) ถายังไมไดลงพิมพใน ราชกจิ จานเุ บกษา จะนาํ มาใชบ งั คบั ในทางทไี่ มเ ปน คณุ แกผ ใู ดไมไ ด เวน แตผ นู นั้ จะไดร ถู งึ ขอ มลู ขา วสารนน้ั ตามความเปน จริงมากอ นแลวเปนเวลาพอสมควร ÁÒμÃÒ ù ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หนว ยงานของรฐั ตอ งจดั ใหม ขี อ มลู ขา วสารของราชการอยา งนอ ยดงั ตอ ไปนไ้ี วใ หป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด ทง้ั น้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี าร ท่คี ณะกรรมการกําหนด (๑) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยท่ีมีผลโดยตรงตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและ คําส่ังทเี่ กี่ยวขอ งในการพิจารณาวนิ ิจฉัยดงั กลา ว (๒) นโยบายหรอื การตคี วามทไี่ มเ ขา ขา ยตอ งลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาตามมาตรา ๗ (๔) (๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจา ยประจาํ ปข องปท ่กี าํ ลังดําเนินการ (๔) คูมือหรือคําส่ังเก่ียวกับวิธีปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีของรัฐ ซ่ึงมีผลกระทบถึงสิทธิ หนาที่ของเอกชน (๕) สิ่งพิมพทไ่ี ดม ีการอางอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง

๕๓ (๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญารวมทุนกับ เอกชนในการจดั ทําบรกิ ารสาธารณะ (๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการท่ีแตงต้ังโดยกฎหมาย หรือโดยมติ คณะรฐั มนตรี ทง้ั นี้ ใหร ะบรุ ายชอ่ื รายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เทจ็ จรงิ หรอื ขอ มลู ขา วสารทน่ี าํ มาใช ในการพิจารณาไวดว ย (๘) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามท่คี ณะกรรมการกําหนด ขอ มลู ขา วสารทจ่ี ดั ใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ดต ามวรรคหนง่ึ ถา มสี ว นทต่ี อ งหา มมใิ หเ ปด เผย ตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยูดวย ใหลบหรือตัดทอนหรือทําโดยประการอ่ืนใดที่ไมเปน การเปด เผยขอมลู ขา วสารน้ัน บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ยอมมีสิทธิเขาตรวจดู ขอสําเนาหรือ ขอสําเนาท่ีมีคํารับรองถูกตองของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได ในกรณีท่ีสมควร หนวยงานของรัฐ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะวางหลักเกณฑเรียกคาธรรมเนียมในการน้ันก็ได ในการนี้ ใหคํานึงถึงการชวยเหลือผูมีรายไดนอยประกอบดวย ทั้งน้ีเวนแตจะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว เปนอยา งอ่ืน คนตางดาวจะมสี ิทธิตามมาตราน้ีเพยี งใดใหเ ปน ไปตามท่ีกาํ หนดโดยกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ñð บทบญั ญตั มิ าตรา ๗ และมาตรา ๙ ไมก ระทบถงึ ขอ มลู ขา วสารของราชการ ที่มกี ฎหมายเฉพาะกําหนดใหมกี ารเผยแพรห รอื เปด เผยดวยวิธีการอยา งอ่นื ÁÒμÃÒ ññ นอกจากขอมูลขาวสารของราชการท่ีลงพิมพในราชกิจจานุเบกษาแลว หรอื ท่ีจดั ไวใ หประชาชนเขาตรวจดูไดแลว หรอื ท่ีมีการจัดใหป ระชาชนไดคนควาตามมาตรา ๒๖ แลว ถา บคุ คลใดขอขอ มลู ขา วสารอน่ื ใดของราชการและคาํ ขอของผนู น้ั ระบขุ อ มลู ขา วสารทตี่ อ งการในลกั ษณะ ท่ีอาจเขา ใจไดต ามควร ใหหนว ยงานของรัฐผูรับผดิ ชอบจดั หาขอ มูลขา วสารนนั้ ใหแ กผขู อภายในเวลา อันสมควร เวนแตผูน้นั ขอจาํ นวนมากหรอื บอยครั้งโดยไมม เี หตุผลอันสมควร ขอ มลู ขา วสารของราชการใดมสี ภาพทอ่ี าจบบุ สลายงา ย หนว ยงานของรฐั จะขอขยายเวลา ในการจัดหาใหหรอื จะจดั ทาํ สําเนาใหใ นสภาพอยา งหน่ึงอยา งใด เพ่ือมใิ หเ กิดความเสียหายแกข อ มลู ขาวสารน้ันกไ็ ด ขอ มลู ขา วสารของราชการทห่ี นว ยงานของรฐั จดั หาใหต ามวรรคหนงึ่ ตอ งเปน ขอ มลู ขา วสาร ทม่ี ีอยแู ลวในสภาพทพี่ รอ มจะใหไ ด มใิ ชเ ปน การตอ งไปจดั ทํา วเิ คราะห จําแนก รวบรวม หรอื จดั ใหม ี ขึ้นใหม เวนแตเปนการแปรสภาพเปนเอกสารจากขอมูลขาวสารที่บันทึกไวในระบบการบันทึกภาพ หรือเสียง ระบบคอมพิวเตอร หรือระบบอ่ืนใด ทั้งน้ี ตามที่คณะกรรมการกําหนด แตถาหนวยงาน ของรัฐเหน็ วากรณีทข่ี อนั้นมใิ ชก ารแสวงหาผลประโยชนทางการคา และเปน เร่อื งท่ีจาํ เปนเพ่ือปกปอ ง สทิ ธเิ สรภี าพสาํ หรบั ผนู น้ั หรอื เปน เรอื่ งทจี่ ะเปน ประโยชนแ กส าธารณะ หนว ยงานของรฐั จะจดั หาขอ มลู ขา วสารนน้ั ใหกไ็ ด

๕๔ บทบญั ญตั วิ รรคสามไมเ ปน การหา มหนว ยงานของรฐั ทจ่ี ะจดั ใหม ขี อ มลู ขา วสารของราชการใด ขน้ึ ใหมใ หแ กผ รู อ งขอ หากเปน การสอดคลอ งดว ยอาํ นาจหนา ทต่ี ามปกตขิ องหนว ยงานของรฐั นน้ั อยแู ลว ใหน าํ ความในมาตรา ๙ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบ งั คบั แกก ารจดั หาขอ มลู ขาวสารใหตามมาตรานี้ โดยอนุโลม ÁÒμÃÒ ñò ในกรณที ม่ี ผี ยู น่ื คาํ ขอขอ มลู ขา วสารของราชการตามมาตรา ๑๑ แมว า ขอ มลู ขา วสาร ทข่ี อจะอยใู นความควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานสว นกลาง หรอื สว นสาขาของหนว ยงานแหง นน้ั หรอื จะอยู ในความควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐแหงอ่ืนก็ตาม ใหหนวยงานของรัฐท่ีรับคําขอใหคําแนะนํา เพื่อไปยืน่ คาํ ขอตอหนว ยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลขอมูลขา วสารนั้นโดยไมชกั ชา ถาหนวยงานของรัฐผูรับคําขอเห็นวาขอมูลขาวสารท่ีมีคําขอเปนขอมูลขาวสารท่ีจัดทํา โดยหนวยงานของรัฐแหงอื่น และไดระบุหามการเปดเผยไวตามระเบียบท่ีกําหนดตามมาตรา ๑๖ ใหส ง คาํ ขอน้ันใหห นว ยงานของรฐั ผจู ดั ทาํ ขอมูลขา วสารนนั้ พจิ ารณาเพ่อื มีคาํ ส่ังตอไป ÁÒμÃÒ ñó ผูใดเห็นวาหนวยงานของรฐั ไมจ ดั พมิ พข อมูลขา วสารตามมาตรา ๗ หรือ ไมจัดขอมูลขาวสารไวใหประชาชนตรวจดูไดตามมาตรา ๙ หรือไมจัดหาขอมูลขาวสารใหแกตน ตามมาตรา ๑๑ หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี หรือปฏิบัติหนาท่ีลาชา หรือเห็นวา ตนไมไดรับความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควร ผูนั้นมีสิทธิรองเรียนตอคณะกรรมการ เวนแตเปน เร่ืองเกี่ยวกับการมีคําสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ หรือคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานตาม มาตรา ๑๗ หรือคาํ สั่งไมแกไ ขเปลีย่ นแปลงหรอื ลบขอมูลขา วสารสว นบคุ คลตามมาตรา ๒๕ ในกรณีที่มีการรองเรียนตอคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตองพิจารณา ใหแ ลว เสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ทไ่ี ดร บั คาํ รอ งเรยี น ในกรณที ม่ี เี หตจุ าํ เปน ใหข ยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตผุ ลและรวมเวลาท้งั หมดแลว ตอ งไมเกนิ หกสบิ วนั ËÁÇ´ ò ¢ÍŒ ÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒ÷Õäè Áμ‹ ÍŒ §à»´à¼Â ÁÒμÃÒ ñô ขอมูลขาวสารของราชการที่อาจกอใหเกิดความเสียหายตอสถาบัน พระมหากษัตริยจะเปด เผยมไิ ด ÁÒμÃÒ ñõ ขอมูลขาวสารของราชการที่มีลักษณะอยางหนึ่งอยางใดดังตอไปนี้ หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาท่ีของรัฐอาจมีคําส่ังมิใหเปดเผยก็ได โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหนาที่ตาม กฎหมายของหนว ยงานของรัฐ ประโยชนส าธารณะ และประโยชนของเอกชนทเ่ี กยี่ วของประกอบกัน (๑) การเปดเผยจะกอใหเกิดความเสียหายตอความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ ระหวา งประเทศ หรือความมัน่ คงในทางเศรษฐกจิ หรือการคลงั ของประเทศ

๕๕ (๒) การเปด เผยจะทาํ ใหก ารบงั คบั ใชก ฎหมายเสอ่ื มประสทิ ธภิ าพ หรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ตาม วัตถปุ ระสงคไ ด ไมว า จะเกย่ี วกับการฟอ งคดี การปอ งกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรแู หลงท่มี าของขอมูลขาวสารหรือไมก ต็ าม (๓) ความเหน็ หรือคาํ แนะนําภายในหนวยงานของรฐั ในการดาํ เนินการเรือ่ งหน่งึ เรื่องใด แตท งั้ นไี้ มร วมถงึ รายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เทจ็ จรงิ หรอื ขอ มลู ขา วสารทน่ี าํ มาใชใ นการทาํ ความเหน็ หรือคาํ แนะนําภายในดงั กลาว (๔) การเปด เผยจะกอ ใหเ กดิ อนั ตรายตอ ชวี ติ หรอื ความปลอดภยั ของบคุ คลหนงึ่ บคุ คลใด (๕) รายงานการแพทยห รอื ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลซงึ่ การเปด เผยจะเปน การรกุ ลาํ้ สทิ ธิ สว นบคุ คลโดยไมส มควร (๖) ขอ มลู ขาวสารของราชการที่มกี ฎหมายคุม ครองมใิ หเ ปดเผย หรอื ขอ มูลขาวสารทีม่ ี ผูใหม าโดยไมป ระสงคใ หทางราชการนาํ ไปเปดเผยตอ ผูอ ืน่ (๗) กรณีอน่ื ตามที่กําหนดใหพระราชกฤษฎีกา คําส่ังมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการจะกําหนดเง่ือนไขอยางใดก็ได แตตอง ระบุไวดวยวาท่ีเปดเผยไมไดเพราะเปนขอมูลขาวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และใหถือวาการมี คําส่ังเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการเปนดุลพินิจโดยเฉพาะของเจาหนาที่ของรัฐตามลําดับสาย การบังคับบัญชา แตผูขออาจอุทธรณตอคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารไดตามท่ี กําหนดในพระราชบัญญตั นิ ี้ ÁÒμÃÒ ñö เพอื่ ใหเ กดิ ความชดั เจนในทางปฏบิ ตั วิ า ขอ มลู ขา วสารของราชการจะเปด เผย ตอบุคคลใดไดหรือไมภายใตเง่ือนไขเชนใด และสมควรมีวิธีรักษามิใหร่ัวไหลใหหนวยงานของรัฐ กําหนดวิธีการคุมครองขอมูลขาวสารน้ัน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนดวาดวยการรักษา ความลบั ของทางราชการ ÁÒμÃÒ ñ÷ ในกรณที เี่ จา หนา ทขี่ องรฐั เหน็ วา การเปด เผยขอ มลู ขา วสารของราชการใด อาจกระทบถึงประโยชนไดเสียของผูใด ใหเจาหนาที่ของรัฐแจงใหผูนั้นเสนอคําคัดคานภายในเวลา ท่ีกําหนด แตตองใหเวลาอันสมควรท่ีผูนั้นอาจเสนอคําคัดคานได ซ่ึงตองไมนอยกวาสิบหาวันนับแต วนั ทีไ่ ดรับแจง ผูที่ไดรับแจงตามวรรคหน่ึง หรือผูท่ีทราบวาการเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการใด อาจกระทบถงึ ประโยชนไ ดเ สยี ของตน มสี ทิ ธคิ ดั คา นการเปด เผยขอ มลู ขา วสารนนั้ ไดโ ดยทาํ เปน หนงั สอื ถึงเจา หนา ที่ของรัฐผูรบั ผิดชอบ ในกรณีที่มีการคัดคาน เจาหนาที่ของรัฐผูรับผิดชอบตองพิจารณาคําคัดคานและแจงผล การพิจารณาใหผูคัดคานทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคาน เจาหนาที่ของรัฐ จะเปดเผยขอมูลขาวสารน้ันมิไดจนกวาจะลวงพนกําหนดเวลาอุทธรณตามมาตรา ๑๘ หรือจนกวา คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารไดม คี าํ วนิ จิ ฉยั ใหเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารนนั้ ได แลว แตก รณี

๕๖ ÁÒμÃÒ ñø ในกรณีท่ีเจาหนาท่ีของรัฐมีคําสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารใดตาม มาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ หรือมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานของผูมีประโยชนไดเสียตามมาตรา ๑๗ ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสบิ หา วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั แจง คาํ ส่ังนนั้ โดยยื่นคาํ อุทธรณตอ คณะกรรมการ ÁÒμÃÒ ñù การพิจารณาเก่ียวกับขอมูลขาวสารท่ีมีคําส่ังมิใหเปดเผยน้ันไมวาจะเปน การพิจารณาของคณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารหรือศาลก็ได จะตองดําเนินกระบวนการพิจารณาโดยมิใหขอมูลขาวสารน้ันเปดเผยแกบุคคลอ่ืนใดท่ีไมจําเปน แกก ารพิจารณาและในกรณีท่จี าํ เปน จะพจิ ารณาลับหลงั คูกรณหี รอื คูความฝา ยใดกไ็ ด ÁÒμÃÒ òð การเปดเผยขอมูลขาวสารใดแมจะเขาขายตองมีความรับผิดชอบ ตามกฎหมายใด ใหถ อื วา เจา หนา ทขี่ องรฐั ไมต อ งรบั ผดิ หากเปน การกระทาํ โดยสจุ รติ ในกรณดี งั ตอ ไปน้ี (๑) ขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ ถาเจาหนาท่ีของรัฐไดดําเนินการโดยถูกตองตาม ระเบียบตามมาตรา ๑๖ (๒) ขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ ถาเจาหนาท่ีของรัฐในระดับตามที่กําหนด ในกฎกระทรวงมคี ําสั่งใหเปด เผยเปน การทัว่ ไปหรือเฉพาะแกบุคคลใด เพ่อื ประโยชนอ นั สําคญั ยง่ิ กวา ทีเ่ กย่ี วกบั ประโยชนสาธารณะ หรือชวี ติ รางกาย สขุ ภาพ หรือประโยชนอื่นของบคุ คล และคําสั่งนนั้ ไดกระทําโดยสมควรแกเหตุ ในการนี้จะมีการกําหนดขอจํากัดหรือเงื่อนไขในการใชขอมูลขาวสารน้ัน ตามความเหมาะสมกไ็ ด การเปด เผยขอ มลู ขา วสารตามวรรคหนง่ึ ไมเ ปน เหตใุ หห นว ยงานของรฐั พน จากความรบั ผดิ ตามกฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกลาว ËÁÇ´ ó ¢ÍŒ ÁÙÅ¢Ò‹ ÇÊÒÃʋǹº¤Ø ¤Å ÁÒμÃÒ òñ เพอื่ ประโยชนแ หง หมวดน้ี “บคุ คล” หมายความวา บคุ คลธรรมดาทม่ี สี ญั ชาตไิ ทย และบุคคลธรรมดาทีไ่ มมีสญั ชาตไิ ทยแตม ีถิ่นทอี่ ยูในประเทศไทย ÁÒμÃÒ òò สาํ นกั ขา วกรองแหง ชาติ สาํ นกั งานสภาความมน่ั คงแหง ชาติ และหนว ยงาน ของรัฐแหงอ่ืนตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง อาจออกระเบียบโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กําหนดหลักเกณฑ วิธกี าร และเงือ่ นไขทมี่ ิใหน าํ บทบัญญัตวิ รรคหน่งึ (๓) ของมาตรา ๒๓ มาใชบ งั คบั กบั ขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลทอ่ี ยูในความควบคุมดูแลของหนว ยงานดังกลาวกไ็ ด หนว ยงานของรฐั แหง อน่ื ทจ่ี ะกาํ หนดในกฎกระทรวงตามวรรคหนงึ่ นน้ั ตอ งเปน หนว ยงาน ของรฐั ซง่ึ การเปด เผยประเภทขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลตามมาตรา ๒๓ วรรคหนงึ่ (๓) จะเปน อปุ สรรค รา ยแรงตอการดําเนนิ การของหนวยงานดังกลาว

๕๗ ÁÒμÃÒ òó หนว ยงานของรฐั ตอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การจดั ระบบขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล ดังตอ ไปน้ี (๑) ตองจัดใหมีระบบขอมูลขาวสารสวนบุคคลเพียงเทาท่ีเก่ียวของและจําเปนเพ่ือการ ดาํ เนนิ งานของหนว ยงานของรฐั ใหส าํ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคเ ทา นนั้ และยกเลกิ การจดั ใหม รี ะบบดงั กลา ว เม่ือหมดความจําเปน (๒) พยายามเก็บขอมูลขาวสารโดยตรงจากเจาของขอมูล โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในกรณที ี่จะกระทบถึงประโยชนไดเ สยี โดยตรงของบคุ คลนน้ั (๓) จดั ใหม กี ารพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาและตรวจสอบแกไ ขใหถ กู ตอ งอยเู สมอเกยี่ วกบั สง่ิ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) ประเภทของบคุ คลท่มี กี ารเก็บขอมลู ไว (ข) ประเภทของระบบขอมูลขา วสารสว นบุคคล (ค) ลกั ษณะการใชข อ มูลตามปกติ (ง) วธิ กี ารขอตรวจดูขอมูลขาวสารของเจา ของขอมูล (จ) วธิ ีการขอใหแกไขเปล่ียนแปลงขอมลู (ฉ) แหลงทมี่ าของขอ มูล (๔) ตรวจสอบแกไ ขขอ มลู ขา วสารสว นบุคคลในความรับผดิ ชอบใหถกู ตองอยูเสมอ (๕) จดั ระบบรกั ษาความปลอดภยั ใหแ กร ะบบขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล ตามความเหมาะสม เพือ่ ปองกนั มิใหมีการนําไปใชโดยไมเ หมาะสมหรือเปนผลรา ยตอเจาของขอมูล ในกรณที เี่ กบ็ ขอ มลู ขา วสารโดยตรงจากเจา ของขอ มลู หนว ยงานของรฐั ตอ งแจง ใหเ จา ของ ขอ มลู ทราบลว งหนา หรอื พรอ มกบั การขอขอ มลู ถงึ วตั ถปุ ระสงคท จี่ ะนาํ ขอ มลู มาใช ลกั ษณะการใชข อ มลู ตามปกติ และกรณที ข่ี อขอ มลู นน้ั เปน กรณที อ่ี าจใหข อ มลู ไดโ ดยความสมคั รใจหรอื เปน กรณมี กี ฎหมาย บังคับ หนวยงานของรัฐตองแจงใหเจาของขอมูลทราบในกรณีมีการใหจัดสงขอมูลขาวสาร สวนบุคคลไปยังท่ีใดซึ่งจะเปนผลใหบุคคลท่ัวไปทราบขอมูลขาวสารนั้นได เวนแตเปนไปตามลักษณะ การใชขอ มลู ตามปกติ ÁÒμÃÒ òô หนว ยงานของรฐั จะเปด เผยขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทอ่ี ยใู นความควบคมุ ดแู ลของตนตอหนว ยงานของรัฐแหง อ่นื หรือผอู ื่น โดยปราศจากความยนิ ยอมเปน หนังสือของเจาของ ขอ มูลทใ่ี หไ วล วงหนาหรอื ในขณะน้นั มไิ ด เวนแตเปน การเปดเผยดงั ตอ ไปนี้ (๑) ตอเจาหนาท่ีของรัฐในหนวยงานของตน เพ่ือการนําไปใชตามอํานาจหนาท่ีของ หนว ยงานของรัฐแหง น้ัน (๒) เปนการใชขอมูลตามปกติภายในวัตถุประสงคของการจัดใหมีระบบขอมูลขาวสาร สว นบคุ คลน้นั

๕๘ (๓) ตอหนวยงานของรัฐที่ทํางานดวยการวางแผน หรือการสถิติ หรือสํามะโนตางๆ ซึ่งมีหนา ที่ตองรกั ษาขอ มลู ขา วสารสวนบคุ คลไวไมใ หเ ปด เผยตอ ไปยงั ผูอ่ืน (๔) เปนการใหเพื่อประโยชนในการศึกษาวิจัยโดยไมระบุช่ือหรือสวนที่ทําใหรูวาเปน ขอ มูลขาวสารสว นบคุ คลทเี่ กี่ยวกับบุคคลใด (๕) ตอ หอจดหมายเหตแุ หง ชาติ กรมศลิ ปากร หรอื หนว ยงานอน่ื ของรฐั ตามมาตรา ๒๖ วรรคหน่งึ เพือ่ การตรวจดคู ุณคาในการเกบ็ รกั ษา (๖) ตอ เจา หนา ทข่ี องรฐั เพอื่ การปอ งกนั การฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย การสบื สวน การสอบสวน หรือการฟอ งคดี ไมว า เปนคดปี ระเภทใดกต็ าม (๗) เปน การใหซ งึ่ จาํ เปน เพอื่ การปอ งกนั หรอื ระงบั อนั ตรายตอ ชวี ติ หรอื สขุ ภาพของบคุ คล (๘) ตอ ศาล และเจา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรฐั หรอื บคุ คลทมี่ อี าํ นาจตามกฎหมาย ทจี่ ะขอขอเทจ็ จรงิ ดงั กลาว (๙) กรณีอ่ืนตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎกี า การเปด เผยขอมูลขาวสารสว นบุคคลตามวรรคหนงึ่ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) ใหม กี ารจดั ทาํ บญั ชแี สดงการเปด เผยกาํ กบั ไวก บั ขอ มลู ขา วสารนนั้ ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนด ในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òõ ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ บคุ คลยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร ถู งึ ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทเ่ี กย่ี วกบั ตน และเมอ่ื บคุ คลนน้ั มคี าํ ขอเปน หนงั สอื หนว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ล ขอมูลขาวสารนั้นจะตองใหบุคคลน้ันหรือผูกระทําการแทนบุคคลน้ันไดตรวจดูหรือไดรับสําเนาขอมูล ขาวสารสวนบคุ คลสวนท่ีเกย่ี วกบั บคุ คลน้ัน และใหนํามาตรา ๙ วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบ งั คับ โดยอนุโลม การเปดเผยรายงานการแพทยที่เก่ียวกับบุคคลใด ถากรณีมีเหตุอันควรเจาหนาที่ของรัฐ จะเปด เผยตอ เฉพาะแพทยท บ่ี ุคคลน้ันมอบหมายกไ็ ด ถาบุคคลใดเห็นวาขอมูลขาวสารสวนบุคคลที่เก่ียวกับตนสวนใดไมถูกตองตามที่เปนจริง ใหมีสิทธิยื่นคําขอเปนหนังสือใหหนวยงานของรัฐท่ีควบคุมดูแลขอมูลขาวสารแกไขเปลี่ยนแปลงหรือ ลบขอมูลขาวสารสวนนั้นได ซึ่งหนวยงานของรัฐจะตองพิจารณาคําขอดังกลาว และแจงใหบุคคลน้ัน ทราบโดยไมช ักชา ในกรณที ห่ี นว ยงานของรฐั ไมแ กไ ขเปลยี่ นแปลงหรอื ลบขอ มลู ขา วสารใหต รงตามทม่ี คี าํ ขอ ใหผ นู นั้ มสี ทิ ธอิ ทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ได รับแจงคําสั่งไมยินยอมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร โดยย่ืนคําอุทธรณตอคณะกรรมการ และไมวากรณีใดๆ ใหเจาของขอมูลมีสิทธิรองขอใหหนวยงานของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไว กับขอมลู ขาวสารสว นบคุ คลทเี่ ก่ียวของได

๕๙ ใหบุคคลตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิดําเนินการตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรานี้แทนผูเยาว คนไรความสามารถ คนเสมือนไรความสามารถ หรือเจาของขอมูล ทถ่ี ึงแกก รรมแลวก็ได ËÁÇ´ ô àÍ¡ÊÒûÃÐÇμÑ ÔÈÒÊμÏ ÁÒμÃÒ òö ขอมูลขาวสารของราชการที่หนวยงานของรัฐไมประสงคจะเก็บรักษา หรือมีอายุครบกําหนดตามวรรคสองนับแตวันที่เสร็จสิ้นการจัดใหมีขอมูลขาวสารนั้น ใหหนวยงาน ของรัฐสงมอบใหแกหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศิลปากรหรือหนวยงานอ่ืนของรัฐตามที่กําหนดใน พระราชกฤษฎกี า เพื่อคดั เลอื กไวใหประชาชนไดศกึ ษาคน ควา กาํ หนดเวลาตอ งสง ขอมลู ขาวสารของราชการตามวรรคหน่ึงใหแ ยกประเภท ดงั น้ี (๑) ขอมูลขาวสารของราชการตามมาตรา ๑๔ เมือ่ ครบเจ็ดสิบหา ป (๒) ขอ มลู ขา วสารของราชการตามมาตรา ๑๕ เมอื่ ครบยี่สบิ ป กําหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดใ นกรณดี งั ตอ ไปน้ี (๑) หนว ยงานของรฐั ยงั จาํ เปน ตอ งเกบ็ รกั ษาขอ มลู ขา วสารของราชการไวเ องเพอ่ื ประโยชน ในการใชสอย โดยตองจัดเก็บและจัดใหประชาชนไดศึกษาคนควาตามท่ีจะตกลงกับหอจดหมายเหตุ แหง ชาติ กรมศลิ ปากร (๒) หนวยงานของรัฐเห็นวา ขอมูลขาวสารน้ันยังไมควรเปดเผยโดยมีคําสั่งขยายเวลา กํากับไวเปนการเฉพาะราย คําสั่งการขยายเวลานั้นใหกําหนดระยะเวลาไวดวย แตจะกําหนดเกิน คราวละหาปไมไ ด การตรวจสอบหรอื ทบทวนมใิ หม ีการขยายเวลาไมเปด เผยจนเกินความจําเปน ใหเ ปนไป ตามหลักเกณฑและวิธกี ารท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง บทบัญญัติตามมาตราน้ี มิใหใชบังคับกับขอมูลขาวสารของราชการตามท่ีคณะรัฐมนตรี ออกระเบียบกําหนดใหหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ของรัฐจะตองทําลายหรืออาจทําลายได โดยไมตองเก็บรกั ษา ËÁÇ´ õ ¤³Ð¡ÃÃÁ¡Òâ͌ ÁÙÅ¢Ò‹ ÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ÁÒμÃÒ ò÷ ใหมีคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ประกอบดวยรัฐมนตรี ซงึ่ นายกรฐั มนตรมี อบหมายเปน ประธาน ปลดั สาํ นกั นายกรฐั มนตรี ปลดั กระทรวงกลาโหม ปลดั กระทรวง

๖๐ เกษตรและสหกรณ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการตา งประเทศ ปลดั กระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณชิ ย เลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎกี า เลขาธกิ ารคณะกรรมการขา ราชการพลเรอื น เลขาธกิ ารสภาความมัน่ คงแหง ชาติ เลขาธิการสภาผูแ ทนราษฎร ผูอ ํานวยการสํานกั ขาวกรองแหงชาติ ผอู าํ นวยการสาํ นกั งบประมาณ และผทู รงคณุ วฒุ อิ นื่ จากภาครฐั และภาคเอกชน ซง่ึ คณะรฐั มนตรแี ตง ตง้ั อกี เกา คนเปน กรรมการ ใหปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งขาราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเปนเลขานกุ าร และอกี สองคนเปน ผชู วยเลขานุการ ÁÒμÃÒ òø คณะกรรมการมีอํานาจหนา ท่ี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) สอดสอง ดูแล และใหคําแนะนําเกี่ยวกับการดําเนินงานของเจาหนาท่ีของรัฐ และหนว ยงานของรัฐในการปฏบิ ัตติ ามพระราชบญั ญัตนิ ี้ (๒) ใหคําปรึกษาแกเจาหนาท่ีของรัฐหรือหนวยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พระราชบญั ญตั ินี้ ตามท่ไี ดรบั คาํ ขอ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกา และการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของ คณะรัฐมนตรตี ามพระราชบญั ญตั นิ ี้ (๔) พิจารณาและใหค วามเห็นเร่อื งรองเรียนตามมาตรา ๑๓ (๕) จัดทํารายงานเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ีเสนอคณะรัฐมนตรีเปน ครงั้ คราวตามความเหมาะสม แตอ ยา งนอ ยปล ะหนง่ึ ครั้ง (๖) ปฏิบัตหิ นาท่อี นื่ ตามทีก่ ําหนดในพระราชบัญญัติน้ี (๗) ดาํ เนนิ การเรอ่ื งอืน่ ตามท่คี ณะรฐั มนตรหี รือนายกรฐั มนตรมี อบหมาย ÁÒμÃÒ òù กรรมการผทู รงคณุ วฒุ ซิ ง่ึ ไดร บั แตง ตงั้ ตามมาตรา ๒๗ มวี าระอยใู นตาํ แหนง คราวละสามปน บั แตว นั ทไ่ี ดร ับแตง ตั้ง ผทู ีพ่ น จากตําแหนงแลวอาจไดร บั แตง ตง้ั ใหมได ÁÒμÃÒ óð นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการผูทรงคุณวุฒิซ่ึงไดรับ แตง ตั้งตามมาตรา ๒๗ พนจากตําแหนง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีใหออกเพราะมีความประพฤติเสือ่ มเสยี บกพรอ ง หรือไมส จุ ริตตอ หนาที่ หรอื หยอนความสามารถ (๔) เปนบุคคลลมละลาย (๕) เปน คนไรค วามสามารถหรอื คนเสมือนไรค วามสามารถ (๖) ไดร บั โทษจาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ ใหจ าํ คกุ เวน แตเ ปน โทษสาํ หรบั ความผดิ ทไี่ ด กระทําโดยประมาทหรอื ความผิดลหโุ ทษ

๖๑ ÁÒμÃÒ óñ การประชมุ ของคณะกรรมการตอ งมกี รรมการมาประชมุ ไมน อ ยกวา กงึ่ หนง่ึ ของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเปน องคประชมุ ใหประธานกรรมการเปนประธานในที่ประชุม ถาประธานกรรมการไมมาประชุมหรือไม อาจปฏิบตั ิหนา ทีไ่ ด ใหก รรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหน่งึ เปน ประธานในทป่ี ระชุม การวนิ จิ ฉยั ชี้ขาดของทปี่ ระชุมใหถ ือเสยี งขา งมาก กรรมการคนหนง่ึ ใหม ีเสยี งหนึ่งในการ ลงคะแนน ถา คะแนนเสยี งเทา กนั ใหป ระธานในทปี่ ระชมุ ออกเสยี งเพมิ่ ขน้ึ อกี เสยี งหนง่ึ เปน เสยี งชขี้ าด ÁÒμÃÒ óò ใหคณะกรรมการมีอํานาจเรียกใหบุคคลใดมาใหถอยคําหรือใหสงวัตถุ เอกสาร หรอื พยานหลกั ฐานมาประกอบการพจิ ารณาได ÁÒμÃÒ óó ในกรณีท่ีหนวยงานของรัฐปฏิเสธวาไมมีขอมูลขาวสารตามท่ีมีคําขอไมวา จะเปนกรณีมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๒๕ ถาผูมีคําขอไมเชื่อวาเปนความจริงและรองเรียนตอ คณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ใหคณะกรรมการมีอํานาจเขาดําเนินการตรวจสอบขอมูลขาวสาร ของราชการทเ่ี กย่ี วของไดแ ละแจงผลการตรวจสอบใหผ ูร อ งเรียนทราบ หนว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทข่ี องรฐั ตอ งยนิ ยอมใหค ณะกรรมการหรอื ผซู ง่ึ คณะกรรมการ มอบหมายเขาตรวจสอบขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครองของตนได ไมวาจะเปนขอมูลขาวสาร ที่เปดเผยไดห รือไมกต็ าม ÁÒμÃÒ óô คณะกรรมการจะแตงตั้งคณะอนุกรรมการเพ่ือพิจารณาหรือปฏิบัติงาน อยางใดอยางหนึ่งตามท่ีคณะกรรมการมอบหมายก็ได และใหนําความในมาตรา ๓๑ มาใชบังคับ โดยอนุโลม ËÁÇ´ ö ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÇ¹Ô ¨Ô ©Ñ¡ÒÃà»´ à¼Â¢ÍŒ ÁÅÙ ¢‹ÒÇÊÒà ÁÒμÃÒ óõ ใหม คี ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารสาขาตา งๆ ตามความ เหมาะสม ซ่ึงคณะรัฐมนตรีแตงตั้งตามขอเสนอของคณะกรรมการ มีอํานาจหนาที่พิจารณาวินิจฉัย อทุ ธรณคําสัง่ มใิ หเปด เผยขอ มูลขาวสารตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ หรอื คาํ สัง่ ไมรับฟง คาํ คัดคา น ตามมาตรา ๑๗ และคําสัง่ ไมแ กไขเปลีย่ นแปลงหรอื ลบขอมลู ขาวสารสวนบุคคลตามมาตรา ๒๕ การแตง ตง้ั คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารตามวรรคหนง่ึ ใหแ ตง ตง้ั ตาม สาขาความเชย่ี วชาญเฉพาะดา นของขอ มลู ขา วสารของราชการ เชน ความมน่ั คงของประเทศ เศรษฐกจิ และการคลังของประเทศ หรอื การบังคบั ใชกฎหมาย ÁÒμÃÒ óö คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารคณะหนงึ่ ๆ ประกอบดว ย บุคคลตามความจําเปน แตตองไมนอยกวาสามคน และใหขาราชการที่คณะกรรมการแตงต้ังปฏิบัติ หนาที่เปน เลขานุการและผูชวยเลขานุการ

๖๒ ในกรณีพิจารณาเกี่ยวกับขอมูลขาวสารของหนวยงานของรัฐแหงใด กรรมการวินิจฉัย การเปดเผยขอมลู ขาวสารซึง่ มาจากหนวยงานของรัฐแหงนน้ั จะเขารวมพิจารณาดวยไมไ ด กรรมการวินิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขาวสาร จะเปนเลขานุการหรือผูช ว ยเลขานกุ ารไมได ÁÒμÃÒ ó÷ ใหค ณะกรรมการพจิ ารณาสง คาํ อทุ ธรณใ หค ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมูลขาวสาร โดยคํานึงถึงความเช่ียวชาญเฉพาะดานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูล ขาวสารแตละสาขาภายในเจ็ดวันนับแตว นั ท่คี ณะกรรมการไดร ับคําอทุ ธรณ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารใหเปนที่สุด และในการมี คาํ วนิ จิ ฉยั จะมขี อ สงั เกตเสนอตอ คณะกรรมการเพอ่ื ใหห นว ยงานของรฐั ทเี่ กยี่ วขอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั กรณใี ด ตามทเ่ี หน็ สมควรก็ได ใหน าํ ความในมาตรา ๑๓ วรรคสอง มาใชบ งั คบั แกก ารพจิ ารณาอทุ ธรณข องคณะกรรมการ วนิ ิจฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนุโลม ÁÒμÃÒ óø อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร แตละสาขา วธิ ีพจิ ารณาและวินจิ ฉยั และองคคณะในการพิจารณาและวินิจฉัย ใหเปน ไปตามระเบยี บ ทค่ี ณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ÁÒμÃÒ óù ใหนาํ บทบัญญตั มิ าตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๒ และบทกาํ หนดโทษ ท่ีประกอบกับบทบัญญัติดังกลาวมาใชบังคับกับคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร โดยอนโุ ลม ËÁÇ´ ÷ º·กํา˹´â·É ÁÒμÃÒ ôð ผใู ดไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของคณะกรรมการทส่ี งั่ ตามมาตรา ๓๒ ตอ งระวางโทษ จําคุกไมเ กินสามเดอื น หรอื ปรบั ไมเ กินหา พันบาท หรือท้ังจาํ ทง้ั ปรบั ÁÒμÃÒ ôñ ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามขอ จาํ กดั หรอื เงอ่ื นไขทเ่ี จา หนา ทข่ี องรฐั กาํ หนด ตามมาตรา ๒๐ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กินหน่งึ ป หรอื ปรับไมเ กนิ สองหมนื่ บาท หรือทั้งจําท้งั ปรับ º·à©¾ÒСÒÅ ÁÒμÃÒ ôò บทบัญญัติมาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ มิใหใชบังคับกับขอมูล ขาวสารของราชการท่เี กดิ ขน้ึ กอนวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั ินใ้ี ชบ ังคับ ใหห นวยงานของรฐั จัดพิมพข อมลู ขาวสารตามวรรคหน่ึง หรอื จดั ใหม ีขอ มลู ขา วสารตาม วรรคหนง่ึ ไวเ พอ่ื ใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด แลว แตก รณี ทง้ั นี้ ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทคี่ ณะกรรมการ จะไดกําหนด

๖๓ ÁÒμÃÒ ôó ใหระเบียบวา ดว ยการรักษาความปลอดภัยแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๑๗ ในสว น ท่ีเกี่ยวกับขอมูลขาวสารของราชการ ยังคงใชบังคับตอไปไดเทาท่ีไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัตินี้ เวนแตร ะเบียบท่คี ณะรฐั มนตรีกําหนดตามมาตรา ๑๖ จะไดก ําหนดเปน อยางอ่ืน ผรู ับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ชวลติ ยงใจยทุ ธ นายกรฐั มนตรี ËÁÒÂàËμØ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การใหประชาชนมีโอกาสกวางขวางในการไดรับขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินการตางๆ ของรัฐ เปนสิ่งจําเปน เพ่ือท่ีประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมืองไดโดยถูกตอง กับความเปนจรงิ อันเปน การสง เสริมใหม ีความเปน รัฐบาลโดยประชาชนมากยง่ิ ข้ึน สมควรกําหนดให ประชาชนมีสิทธิไดรูขอมูลขาวสารของราชการ โดยมีขอยกเวนอันไมตองเปดเผยท่ีแจงชัดและจํากัด เฉพาะขอมลู ขา วสารท่ีหากเปด เผยแลว จะเกิดความเสยี หายตอ ประเทศชาติหรอื ตอประโยชนท ส่ี าํ คญั ของเอกชน ทง้ั นี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยใหมน่ั คงและจะยงั ผลใหประชาชนมโี อกาสรูถงึ สิทธิ หนาที่ของตนอยางเต็มที่ เพื่อท่ีจะปกปกรักษาประโยชนของตนไดอีกประการหนึ่งดวย ประกอบกับ สมควรคมุ ครองสทิ ธิสว นบคุ คลในสว นทีเ่ กย่ี วของกับขอ มูลขาวสารของราชการไปพรอมกนั จึงจําเปน ตอ งตราพระราชบัญญัตนิ ี้

๖๔ ÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ áÅТͺà¢μ¡ÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô μÒÁ¡®ËÁÒ¢͌ ÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞμÑ ÔáÅмŒàÙ ¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§ ËÅ¡Ñ ¡ÒÃáÅÐà¨μ¹ÒÃÁ³ เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัตฉิ บับนีค้ อื ¢Í§¡®ËÁÒ ในระบอบประชาธปิ ไตย การใหป ระชาชนมโี อกาสกวา งขวาง ในการไดร บั ขอ มลู ขา วสารเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ การตา งๆ ของรัฐเปนส่ิงจําเปน เพื่อท่ีประชาชนจะสามารถแสดง ความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมืองไดโดยถูกตองกับ ความเปน จริง อันเปน การสงเสรมิ ใหมคี วามเปนรฐั บาล โดยประชาชนมากยิ่งข้ึน สมควรกําหนดใหประชาชน มสี ทิ ธไิ ดร ขู อ มลู ขา วสารของทางราชการโดยมขี อ ยกเวน อนั ไมต อ งเปด เผยทแี่ จง ชดั และจาํ กดั เฉพาะขอ มลู ขา วสาร ที่หากเปดเผยแลวจะเกิดความเสียหายตอประเทศชาติ หรือตอประโยชนทสี่ ําคัญของเอกชน ท้งั นี้ เพ่ือพัฒนา ระบอบประชาธปิ ไตยใหม น่ั คงและจะยงั ผลใหป ระชาชน มโี อกาสรถู งึ สทิ ธหิ นา ทขี่ องตนอยา งเตม็ ท่ี เพอ่ื ทจี่ ะปกปก รกั ษาประโยชนข องตนไดอ กี ประการหนงึ่ ดว ย ประกอบกบั สมควรคุมครองสิทธิสวนบุคคลในสวนท่ีเกี่ยวของกับ ขอมูลขาวสารของราชการไปพรอมกัน จึงจําเปนตอง ตราพระราชบัญญตั ินี้ การประกาศกฎหมาย เมอ่ื วนั ท่ี ๑๐ กันยายน ๒๕๔๐ ผรู บั สนองพระบรมราชโองการ ข  อ มู ล ข  า ว ส า ร ใ น เลม ๑๑๔ ตอนที่ ๔๖ ก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ราชกจิ จานเุ บกษา นายกรฐั มนตรี วันบังคับใชกฎหมาย วันที่ ๙ ธนั วาคม ๒๕๔๐ ในสมยั รฐั บาลนายชวน หลกี ภยั ขอมลู ขาวสาร นายกรฐั มนตรี คํา¹ÔÂÒÁ หมายความวา สง่ิ ทส่ี อ่ื ความหมายใหร เู รอ่ื งราวขอ เทจ็ จรงิ ÁÒμÃÒ ô แหง พ.ร.บ.ขอมลู “ขอ มลู ขาวสาร” ขอมูลหรือสิ่งใดๆ ไมวาการส่ือความหมายนั้นจะทําได ขา วสาร โดยสภาพของส่ิงน้ันเองหรือโดยผานวิธีการใดๆ และ ไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึก ภาพหรอื เสียง การบันทกึ โดยเครื่องคอมพวิ เตอร หรอื วิธีอื่นใดท่ที ําใหสงิ่ ทีบ่ นั ทึกไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของ ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ขอมูลขาวสารท่ีอยูในความครอบครอง ราชการ” หรอื ควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน ขอ มลู ขา วสารเกยี่ วกบั การดาํ เนนิ งานของรฐั หรอื ขอ มลู ขา วสาร เก่ยี วกบั เอกชน

๖๕ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞÑμÔáÅмàŒÙ ¡ÂÕè Ç¢ŒÍ§ “หนวยงานของรัฐ ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ʋǹ¡ÅÒ§ ราชการสว นทอ งถนิ่ รฐั วสิ าหกจิ สว นราชการสงั กดั รฐั สภา - กระทรวง, ทบวง, กรม ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเก่ียวกับการพิจารณาพิพาทคดี ʋǹÀÙÁÀÔ Ò¤ องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระ - จังหวัด, อาํ เภอ ของรฐั และหนวยงานอน่ื ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ÊÇ‹ ¹·ÍŒ §¶è¹Ô “เจา หนา ทข่ี องรฐั ขอ มลู ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ผซู งึ่ ปฏบิ ตั งิ านใหแกห นวยงานของรฐั - เทศบาล ขา วสารสวนบุคคล” ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ขอมูลขาวสารเก่ียวกับสิ่งเฉพาะตัวของ - อบจ. บุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ - อบต. ประวตั อิ าชญากรรม หรอื ประวตั กิ ารทาํ งาน บรรดาทมี่ ชี อ่ื - กทม. ของผูน ้นั หรือมเี ลขหมาย รหสั หรอื สิง่ บอกลักษณะอ่ืน - เมอื งพัทยา ท่ีทําใหรูตัวผูน้ันได เชน ลายพิมพน้ิวมือ แผนบันทึก ลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความ รวมถึงขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ ผูทถ่ี งึ แกก รรมแลวดวย ͧ¤¡ÃμÒÁ¡®ËÁÒ ๑. คณะกรรมการขอ มลู ͧ¤»ÃСͺ ประกอบดว ยรัฐมนตรี ซง่ึ นายกรัฐมนตรี ÁÒμÃÒ ò÷ แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ขา วสารของราชการ มอบหมายเปนประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ขา วสารฯ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและ ͧ¤» ÃСͺ จาํ นวน ๒๓ คน : สหกรณ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการ - รมต. ที่ นรม.มอบหมาย ตางประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง - กรรมการโดยตําแหนง พาณิชย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ๑๓ คน คณะกรรมการขาราชการพลเรือน เลขาธิการ - กรรมการแตงตั้ง ๙ คน สภาความมั่นคงแหงชาติ ผูอํานวยการสํานัก (ผทู รงคณุ วุฒฯิ ) : อยใู น งบประมาณและผทู รงคณุ วฒุ อิ นื่ จากภาครฐั และภาคเอกชน วาระ ๓ ป ซ่งึ คณะรฐั มนตรแี ตง ตัง้ อีกเกา คนเปน กรรมการ อาํ ¹Ò¨Ë¹ÒŒ ·èÕ (๑) สอดสอง ดูแลและใหคําแนะนําเก่ียวกับการ ดําเนินงานของเจาหนาที่ของรัฐและหนวยงานของรัฐ ในการปฏบิ ัติตามพระราชบัญญัติน้ี (๒) ใหค าํ ปรกึ ษาแกเ จา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงาน ของรัฐเกย่ี วกับการปฏิบัตติ ามพระราชบัญญตั ินี้ ตามท่ี ไดร ับคาํ ขอ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎกี าและการ ออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของคณะรัฐมนตรีตาม พระราชบัญญตั นิ ี้

๖๖ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªŒÊ·Ô ¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÑÞÞÑμáÔ Åмٌà¡èÕÂǢ͌ § (๔) พิจารณาและใหความเห็นเรื่องรองเรียนตาม มาตรา ๑๓ (๕) จดั ทํารายการเก่ียวกบั การปฏบิ ัติตามพระราช บัญญัติน้ีเสนอคณะรัฐมนตรีเปนคร้ังคราวตามความ เหมาะสม แตอ ยา งนอยปล ะหน่งึ ครง้ั (๖) ปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี น่ื ตามทกี่ าํ หนดในพระราชบญั ญตั นิ ้ี (๗) ดําเนินการเรื่องอ่ืนตามที่คณะรัฐมนตรีหรือ นายกรฐั มนตรีมอบหมาย ๒. คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ͧ¤»ÃСͺ : ใหมีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผย ÁÒμÃÒ óõ แหง พ.ร.บ.ขอ มลู การเปดเผยขอมูล ขอมูลขาวสารสาขาตางๆ ตามความเหมาะสม ขาวสารฯ ͧ¤¤³Ð ตองมี ขาวสาร ซ่งึ คณะรฐั มนตรแี ตงตัง้ ตามขอเสนอของคณะกรรมการ กรรมการไมนอยกวา ๓ คน อํา¹Ò¨Ë¹ŒÒ·èÕ : พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณคําสั่งมิให อยูใ นวาระ ๓ ป เปดเผยขอ มูลขา วสารตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ หรือคาํ ส่ังไมรับฟง คําคัดคานตามมาตรา ๑๗ และคาํ สั่ง ไมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนบุคคล ตามมาตรา ๒๕ คาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ : คาํ วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมูลขาวสารใหเปนท่ีสุด และในการมีคําวินิจฉัยจะ มีขอสังเกตเสนอตอคณะกรรมการเพ่ือใหหนวยงาน ของรัฐท่ีเกี่ยวของปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีใดตามท่ีเห็น สมควรก็ได ๓. สาํ นกั งานคณะกรรมการ ͧ¤¡ à : ใหจ ดั ตงั้ สาํ นกั งานคณะกรรมการขอ มลู ขา วสาร ÁÒμÃÒ ö แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ขอมูลขาวสารของ ของราชการข้ึนในสาํ นักงานปลดั สํานักนายกรฐั มนตรี ขา วสารฯ กาํ หนดใหเ ปน หนว ย ราชการ ˹ŒÒ·Õè : ราชการระดับกอง (๑) ปฏิบัติงานเก่ียวกับงานวิชาการและธุรการ ใหแกคณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปดเผยขอ มูลขาวสาร (๒) ประสานงานกบั หนวยงานของรัฐ และ (๓) ใหค าํ ปรกึ ษาแกเ อกชนเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ าม พระราชบัญญัตนิ ้ี ÊÔ·¸ÔμÒÁ¡®ËÁÒ ๑. สิทธไิ ดร ู ๑.๑ สิทธิไดรูตาม หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการ ÁÒμÃÒ ÷ แหง พ.ร.บ.ขอมูล มาตรา ๗ อยา งนอยดังตอ ไปน้ีลงพิมพในราชกจิ จานเุ บกษา ขา วสารฯ (๑) โครงสรา งและการจดั องคก รในการดาํ เนนิ งาน »ÃЪҪ¹ (๒) สรุปอํานาจหนาที่ท่ีสําคัญและวิธีการ - มสี ิทธติ รวจดู ดาํ เนินงาน

๖๗ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞμÑ áÔ ÅмàŒÙ ¡èÂÕ Ç¢ŒÍ§ (๓) สถานที่ติดตอเพื่อขอรับขอมูลขาวสารหรือ ˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ คาํ แนะนําในการติดตอกบั หนว ยงานของรัฐ - มหี นา ท่ี (๔) กฎ มตคิ ณะรฐั มนตรี ขอ บงั คบั คาํ สงั่ หนงั สอื เวยี น ๑. นําลงพิมพในราชกิจจา ระเบยี บแบบแผน นโยบาย หรอื การตคี วาม ทง้ั นี้ เฉพาะ นุเบกษา ที่จัดใหมีข้ึนโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการ ๒. จดั พิมพแ พรเผย ทัว่ ไปตอ เอกชนทเ่ี ก่ยี วขอ ง เพ่ือจําหนายจายแจก (๕) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด ขอ มลู ขา วสารใดทไี่ ดม กี ารจดั พมิ พเ พอื่ ใหแ พรห ลาย ตามจาํ นวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใ นราชกจิ จา นเุ บกษาโดยอา งองิ ถงึ สง่ิ พมิ พน น้ั กใ็ หถ อื วา เปน การปฏบิ ตั ิ ตามบทบญั ญตั วิ รรคหนงึ่ แลว ใหห นว ยงานของรฐั รวบรวม และจัดใหมีขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไวเผยแพร เพอื่ ขยายหรอื จาํ หนา ยจา ยแจก ณ ทที่ าํ การของหนว ยงาน ของรฐั แหงนน้ั ตามท่ีเห็นสมควร ๑.๒ สิทธิตรวจดู ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หนว ยงาน ÁÒμÃÒ ù แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ตามมาตรา ๙ ของรฐั ตองจัดใหมีขอมลู ขาวสารของราชการอยางนอ ย ขาวสารฯ ดงั ตอ ไปนไี้ วใ หป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด ทงั้ นี้ ตามหลกั เกณฑ »ÃЪҪ¹ และวิธกี ารที่คณะกรรมการกําหนด - ใชสิทธติ รวจดเู อง (๑) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยท่ีมีผลโดยตรง ˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ ตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและคําส่ังท่ีเกี่ยวของ - มหี นา ที่ ในการพิจารณาวินจิ ฉยั ดังกลา ว ๑. จัดสถานที่ ลงประกาศใน (๒) นโยบายหรือการตีความที่ไมเขาขายตองลง ราชกิจจานุเบกษา พิมพในราชกจิ จานุเบกษาตามมาตรา ๗ (๔) ๒. นาํ ขอ มลู ขา วสารมาตง้ั แสดง (๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจาย ในสถานทต่ี าม ๑ ประจําปของปทก่ี าํ ลังดาํ เนินการ ๓. จัดทาํ ดรรชนีสําหรับคนหา (๔) คูมือหรือคําสั่งเก่ียวกับวิธีปฏิบัติงานของ ๔. กําหนดหลักเกณฑและ เจา หนา ทขี่ องรฐั ซง่ึ มผี ลกระทบถงึ สทิ ธหิ นา ทขี่ องเอกชน วิธีการเขาตรวจดู (๕) สงิ่ พมิ พท ไี่ ดม กี ารอา งองิ ถงึ ตามมาตรา๗วรรคสอง (๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาท่ีมีลักษณะเปนการ ผกู ขาดตดั ตอนหรอื สญั ญารว มทนุ กบั เอกชนในการจดั ทาํ บริการสาธารณะ (๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการ ท่ีแตงต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ท้ังนี้ ใหระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานขอเท็จจริง หรือขอ มูลขาวสารท่นี าํ มาใชใ นการพิจารณาไวดวย (๘) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด

๖๘ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞÑμáÔ ÅмŒàÙ ¡èÕÂÇ¢ŒÍ§ ขอมูลขาวสารท่ีจัดใหประชาชนเขาตรวจดูไดตาม วรรคหน่ึง ถามีสวนที่ตองหามมิใหเปดเผยตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ อยดู ว ย ใหล บหรือตัดทอนหรอื ทาํ โดยประการอ่ืนใดท่ีไมเปนการเปดเผยขอมูลขาวสาร สว นนนั้ ๑.๓ สิทธิขอดูตาม นอกจากขอมูลขาวสารของราชการที่ลงพิมพใน ÁÒμÃÒ ññ แหง พ.ร.บ.ขอมูล มาตรา ๑๑ ราชกจิ จานเุ บกษาแลว หรอื ทจี่ ดั ไวใ หป ระชาชนเขา ตรวจดู ขาวสารฯ ไดแ ลว หรอื ทมี่ กี ารจดั ใหป ระชาชนไดค น ควา ตามมาตรา ๒๖ »ÃЪҪ¹ แลว ถา บคุ คลใดขอขอ มลู ขา วสารอนื่ ใดของราชการและ - ใชส ิทธิโดยการย่นื คาํ ขอ คาํ ขอของผนู น้ั ระบขุ อ มลู ขา วสารทตี่ อ งการในลกั ษณะท่ี ˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ อาจเขา ใจไดต ามควรใหห นว ยงานของรฐั ผรู บั ผดิ ชอบจดั หา - มหี นา ท่ี ขอ มลู ขา วสารนน้ั ใหแ กผ ขู อภายในเวลาอนั สมควร เวน แต ๑. บรกิ าร อาํ นวยความสะดวก ผนู นั้ ขอจาํ นวนมากหรอื บอ ยครง้ั โดยไมม เี หตผุ ลอนั สมควร ๒. พฒั นาระบบจดั เกบ็ เอกสาร ขอ มลู ขา วสารของราชการใดมสี ภาพทอี่ าจบบุ สลาย ๓. จาํ แนกประเภทขอ มลู ขา วสาร งาย หนวยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให ๔. จัดหาขอมลู ใหต ามคําขอ หรือจะจัดทําสําเนาใหในสภาพอยางหน่ึงอยางใด ๕. คดั สาํ เนาและรบั รองสาํ เนา เพอื่ มใิ หเ กดิ ความเสียหายแกข อ มูลขา วสารน้ันกไ็ ด ขอ มลู ขา วสารของราชการทห่ี นว ยงานของรฐั จดั หาให ตามวรรคหนงึ่ ตอ งเปน ขอ มลู ขา วสารทม่ี อี ยแู ลว ในสภาพ ทพี่ รอ มจะใหไ ด มใิ ชเ ปน การตอ งไปจดั ทาํ วเิ คราะห จาํ แนก รวบรวม หรอื จดั ใหม กี ารขน้ึ ใหม เวน แตเ ปน การแปรสภาพ เปนเอกสารจากขอมูลขาวสารท่ีบันทึกไวในระบบ การบนั ทกึ ภาพหรอื เสยี งระบบคอมพวิ เตอร หรอื ระบบอน่ื ใด ทง้ั น้ี ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด แตถ า หนว ยงานของรฐั เหน็ วา กรณที ข่ี อนนั้ มใิ ชก ารแสวงหาผลประโยชนท างการคา และเปนเรื่องที่จําเปนเพ่ือปกปองสิทธิเสรีภาพสําหรับ ผนู นั้ หรอื เปน เรอื่ งทจ่ี ะเปน ประโยชนแ กส าธารณะ หนว ยงาน ของรฐั จะจดั หาขอมูลขา วสารนัน้ ใหก็ได บทบัญญัติวรรคสามไมเปนการหามหนวยงาน ของรัฐที่จะจัดใหมีขอมูลขาวสารของราชการใดขึ้นใหม ใหแกผูรองขอหากเปนการสอดคลองดวยอํานาจหนาที่ ตามปกติของหนว ยงานของรฐั นัน้ อยแู ลว ใหน าํ ความในมาตรา ๙ วรรคสอง วรรคสาม และ วรรคส่ีมาใชบังคับแกการจัดหาขอมูลขาวสารใหตาม มาตรานี้ โดยอนุโลม

๖๙ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞÑμÔáÅмŒÙà¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§ ๑.๔ สทิ ธไิ ดร บั สาํ เนา บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ÁÒμÃÒ ù áÅÐ ññ แหง และขอใหร บั รองสาํ เนา ยอมมีสิทธิเขาตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มี พ.ร.บ.ขอ มูลขาวสารฯ ถกู ตอง คํารับรองถูกตองของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได »ÃЪҪ¹ ในกรณที สี่ มควรหนว ยงานของรฐั โดยความเหน็ ชอบของ - ใชส ิทธขิ อสําเนา คณะกรรมการจะวางหลักเกณฑเรียกคาธรรมเนียม ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ในการนั้นก็ได ในการน้ีใหคํานึงถึงการชวยเหลือผูมี - มหี นาท่ี รายไดน อ ยประกอบดว ย ทงั้ น้ี เวน แตจ ะมกี ฎหมายเฉพาะ ๑. คดั สาํ เนาและรบั รองสาํ เนา บัญญัตไิ วเปนอยางอ่ืน ๒. กาํ หนดอตั ราคา ธรรมเนยี ม ๒. สิทธิคัดคานการ ÁÒμÃÒ ñ÷ ในกรณที เี่ จา หนา ทขี่ องรฐั เหน็ วา การเปด เผย ÁÒμÃÒ ñ÷ แหง พ.ร.บ.ขอ มูล เปดเผย ขอมูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน ขาวสารฯ ไดเสียของผูใดใหเจาหนาที่ของรัฐแจงใหผูน้ันเสนอ »ÃЪҪ¹·ÑèÇä» คาํ คดั คา นภายในเวลาทกี่ าํ หนดแตต อ งใหเ วลาอนั สมควร - ยื่นคาํ ขอดูขอมูล ทผี่ นู นั้ อาจเสนอคาํ คดั คา นไดซ งึ่ ตอ งไมน อ ยกวา สบิ หา วนั »ÃЪҪ¹¼ÁŒÙ ÊÕ ‹Ç¹ä´àŒ ÊÂÕ นบั แตวันทไ่ี ดรบั แจง - คดั คาน ผทู ไี่ ดร บั แจง ตามวรรคหนง่ึ หรอื ผทู ที่ ราบวา การเปด เผย - ใชสิทธิคัดคานพรอมแสดง ขอมูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน เหตุผล ไดเสียของตน มีสิทธิคัดคานการเปดเผยขอมูลขาวสาร - ใชสิทธิอุทธรณคําส่ัง นน้ั ไดโ ดยทาํ เปน หนงั สอื ถงึ เจา หนา ทข่ี องรฐั ผรู บั ผดิ ชอบ ไมร บั ฟงคาํ คดั คา น ในกรณที มี่ กี ารคดั คา น เจา หนา ทขี่ องรฐั ผรู บั ผดิ ชอบ ˹Nj §ҹ¢Í§ÃѰ ตอ งพจิ ารณาคาํ คดั คา นและแจง ผลการพจิ ารณาใหผ คู ดั คา น - มีหนาท่ี ทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคาน ๑. แจงผมู ีสว นไดเ สยี คดั คา น เจา หนา ทขี่ องรฐั จะเปด เผยขอ มลู ขา วสารนน้ั มไิ ดจ นกวา ๒. พจิ ารณาคาํ คดั คาน จะลวงพนกําหนดเวลาอุทธรณตามมาตรา ๑๘ หรือ จนกวาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร ไดม คี าํ วนิ จิ ฉยั ใหเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารนน้ั ได แลว แตก รณี ๓. สิทธริ องเรียน ÁÒμÃÒ ñó ผใู ดเหน็ วา หนว ยงานของรฐั ไมจ ดั พมิ พ ÁÒμÃÒ ñó แหง พ.ร.บ.ขอมูล ขอ มลู ขา วสารตามมาตรา ๗ หรอื ไมจ ดั ขอ มลู ขา วสารไวใ ห ขา วสารฯ ประชาชนตรวจดูไดตามมาตรา ๙ หรือไมจัดหาขอมูล »ÃЪҪ¹ ขา วสารใหแ กต นตามมาตรา ๑๑ หรอื ฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ิ - ใชส ิทธริ อ งเรียน ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรอื ปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา หรอื เหน็ วา ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ตนไมไดรับความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควรผูนั้น - มพี ฤตกิ รรมฝา ฝน ไมป ฏบิ ตั ิ มสี ทิ ธริ อ งเรยี นตอ คณะกรรมการ เวน แตเ ปน เรอ่ื งเกยี่ วกบั ตามกฎหมาย การมคี าํ สง่ั มใิ หเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารตามมาตรา ๑๕ หรอื ¡¢Ã. คําสั่งไมรับฟงคําคัดคานตามมาตรา ๑๗ หรือคําสั่ง - มหี นา ทพ่ี จิ ารณาคาํ รอ งเรยี น ไมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนบุคคล ตามมาตรา ๒๕

๗๐ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞÑμáÔ Åмٌà¡ÕèÂÇ¢ŒÍ§ ในกรณีที่มีการรองเรียนตอคณะกรรมการตาม ¡¢Ã. วรรคหนง่ึ คณะกรรมการตอ งพจิ ารณาใหแ ลว เสรจ็ ภายใน - ตองพิจารณาใหแลวเสร็จ สามสิบวันนับแตวันท่ีไดรับคํารองเรียน ในกรณีที่มีเหตุ ภายใน ๓๐ วัน จําเปนใหขยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตุผล และรวมเวลาทงั้ หมดแลวตองไมเ กนิ หกสบิ วนั ๔. สิทธอิ ุทธรณ ÁÒμÃÒ ñø ในกรณที ีเ่ จาหนา ท่ขี องรัฐมคี าํ ส่ังมใิ ห ÁÒμÃÒ ñø แหง พ.ร.บ.ขอ มลู เปด เผยขอ มลู ขา วสารใดตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ ขาวสารฯ หรือมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานของผูมีประโยชนไดเสีย »ÃЪҪ¹ ตามมาตรา ๑๗ ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั - ใชสิทธอิ ทุ ธรณไ ด ๓ กรณี การเปดเผยขอมูลขาวสารภายในสิบหาวันนับแตวันท่ี ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ไดรบั แจงคาํ สัง่ น้นั โดยยืน่ คาํ อทุ ธรณต อ คณะกรรมการ - มีคําสั่งปฏิเสธไมเปดเผย/ ÁÒμÃÒ òõ ÇÃäÊèÕ ในกรณีท่ีหนวยงานของรัฐ ไมร บั ฟง คาํ คดั คา น/ไมแ กไ ขขอ มลู ไมแ กไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารใหต รงตามที่ ขา วสารสวนบคุ คล มคี ําขอ ใหผ นู ้นั มีสิทธอิ ุทธรณตอ คณะกรรมการวินิจฉยั ¡¢Ã. การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ได - รบั คาํ อทุ ธรณ รับแจงคําส่ังไมยินยอมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูล - พิจารณาสงเร่ืองอุทธรณ ขาวสาร โดยยื่นคําอุทธรณตอคณะกรรมการและไมวา ใหกรรมการวินจิ ฉัยฯ กรณีใดๆ ใหเจาของขอมูลมีสิทธิรองขอใหหนวยงาน ¡Ç©. ของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไวกับขอมูลขาวสาร - พจิ ารณาคาํ อทุ ธรณ สว นที่เกี่ยวขอ งได ๕. สทิ ธไิ ดร ขู อ มลู ขา วสาร ÁÒμÃÒ òõ ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ÁÒμÃÒ òõ แหง พ.ร.บ.ขอ มูล สวนบคุ คลของตน บุคคลยอมมีสิทธิท่ีจะไดรูถึงขอมูลขาวสารสวนบุคคล ขาวสารฯ ที่เก่ียวกับตนและเม่ือบุคคลนั้นมีคําขอเปนหนังสือ »ÃЪҪ¹à¨ŒÒ¢Í§¢ŒÍÁÅÙ หนว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ลขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล - ใชส ิทธิขอดู สวนท่เี กยี่ วกบั บคุ คลนั้น และใหนาํ มาตรา ๙ วรรคสอง - ขอใหแ กไข และวรรคสาม มาใชบ ังคับโดยอนุโลม »ÃЪҪ¹Í¹è× จะขอดไู ดต อ งไดร บั การเปดเผยรายงานการแพทยที่เก่ียวกับบุคคลใด หนงั สอื ยนิ ยอมจากเจา ของขอ มลู ถากรณีมีเหตุผลอันควรเจาหนาท่ีของรัฐจะเปดเผยตอ ˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ เฉพาะแพทยที่บุคคลนัน้ มอบหมายกไ็ ด - มหี นา ที่ ถา บคุ คลใดเหน็ วา ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทเ่ี กย่ี วกบั ๑. เปดเผยแกเ จาของขอมลู ตนสว นใดไมถ กู ตอ งตามทเ่ี ปน จรงิ ใหม สี ทิ ธยิ นื่ คาํ ขอเปน ๒. แกไ ข/หมายเหตุตามคาํ รอ งขอ หนงั สอื ใหห นว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ลขอ มลู ขา วสาร เจา ของขอมลู แกไขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนน้ันได ซ่ึง ๓. จัดระบบคุมครองขอมูล หนว ยงานของรฐั จะตอ งพจิ ารณาคาํ ขอดงั กลา ว และแจง สว นบุคคล ใหบุคคลน้นั ทราบโดยไมช ักชา

๗๑ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ ·Ô ¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÑÞÞμÑ áÔ Åмٌà¡èÂÕ Ç¢ÍŒ § สทิ ธทิ าํ การแทนผเู ยาวฯ ใหบุคคลตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิ ดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรานแี้ ทน ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ คนเสมอื นไรค วามสามารถ หรือเจาของขอมูลท่ีถึงแกกรรมแลวได

๗๒

๗๓ º··Õè ó ¾.Ã.º.¤ÇÒÁÃºÑ ¼´Ô ·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·èÕ ¾.È.òõóù ñ. ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹»ÃÐจาํ º· ๑.๑ เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความรูและความเขาใจเก่ียวกับการกระทําที่เปน การละเมิดและรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ีอันเนือ่ งมาจากการปฏิบัติหนาท่ี ๑.๒ เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรแู ละความเขา ใจเกย่ี วกบั การเรยี กรอ งคา เสยี หาย จากการละเมดิ ของเจา หนาทอ่ี ันเนือ่ งมาจากการปฏิบตั หิ นาที่ ๑.๓ เพอ่ื ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรแู ละความเขา ใจเกย่ี วกบั การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของ หนว ยงานรัฐเพราะการละเมดิ ของเจาหนา ท่อี นั เนอ่ื งมาจากการปฏบิ ตั ิหนาท่ี ò. ʋǹนาํ การท่ีเจาหนาที่ดําเนินกิจการของหนวยงานของรัฐนั้น มิไดเปนไปเพ่ือประโยชน อันเปน การเฉพาะตัว การปลอ ยใหค วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจาหนา ที่ ในกรณที ป่ี ฏบิ ตั ิงานในหนา ท่ี และเกดิ ความเสยี หายแกเ อกชนเปน ไปตามหลกั กฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย จึงเปนการไมเหมาะสม จนบางครั้งกลายเปนปญหาในการบริหารเพราะเจาหนาที่ไมกลาตัดสินใจ ดําเนินงานเทาท่ีควรเพราะเกรงความรับผิดชอบท่ีจะเกิดแกตน ดังนั้น พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด ของเจา หนา ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ กาํ หนดใหเ จา หนา ทตี่ อ งรบั ผดิ ทางละเมดิ ในการปฏบิ ตั งิ านในหนา ทเี่ ฉพาะ เมื่อเปนการจงใจกระทําเพ่ือการเฉพาะตัว หรือจงใจใหเกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเลอ อยางรายแรงเทาน้ัน และใหแบงแยกความรับผิดชอบของแตละคนมิใหนําหลักลูกหนี้รวมมาใช ทําใหเกดิ ความเปนธรรมและเพ่มิ พนู ประสทิ ธภิ าพในการปฏิบัตงิ านของรัฐ ó. à¹Í×é ËÒμÒÁËÑǢ͌ ๓.๑ ความหมายของคาํ วาละเมิดตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ๓.๒ การปฏบิ ตั หิ นา ท,ี่ เจา หนา ทแี่ ละหนว ยงานของรฐั ตาม พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ๓.๓ การใชส ิทธิเรยี กรองคา สินไหมทดแทนของบคุ คลภายนอก ๓.๔ การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของหนว ยงานรฐั เมอ่ื ชดใชใ หแ กบ คุ คลภายนอก หรอื กรณหี นว ยงาน ของรฐั ไดร บั ความเสียหาย

๗๔ ô. ÊÇ‹ ¹ÊÃ»Ø กําหนดหลักเกณฑในการที่หนวยงานของรัฐจะเรียกใหเจาหนาที่ผูกระทําละเมิดตอ หนวยงานของรัฐชดใชคาสินไหมทดแทนแกหนวยงานของรัฐขึ้นใหมวาหนวยงานของรัฐจะเรียกให เจาหนาที่ของรัฐผูกระทําละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกหนวยงานของรัฐไดเฉพาะกรณีที่เจาหนาท่ี ผูน้ันกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเลออยางรายแรงเทาน้ัน สวนวาหนวยงานของรัฐจะใชสิทธิ ไลเบี้ยไดมากนอยเพียงใดน้ันตองคํานึงถึงขอเท็จจริงเปนกรณี ๆ ไป โดยหนวยงานของรัฐไมจําตอง ไดร บั ชดใชจ นเตม็ จาํ นวนความเสยี หาย สว นกรณกี ารกระทาํ ละเมดิ เกดิ ขนึ้ จากการกระทาํ ของเจา หนา ท่ี หลายคนวา เจา หนา ทแ่ี ตล ะคนไมต อ งรว มกนั รบั ผดิ อยา งลกู หนร้ี ว ม แตข น้ึ อยกู บั ขอ เทจ็ จรงิ เปน กรณไี ป วาแตละคนสมควรตองรวมรับผิดมากนอยเพียงใด โดยหนวยงานของรัฐไมจําตองไดรับชดใชจนเต็ม จํานวนความเสยี หาย õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ðนาํ ๕.๑ ผูสอนตั้งปญหาใหนักเรียนวินิจฉัย เพื่อใหรูจักคิด วิเคราะหและวิจารณเนื้อหา ที่เรียน ดวยการนําเทคนิค วิธีการตาง ๆ เพ่ือใหผูเรียนสนใจและติดตามการสอนตลอดเวลา และเช่ือมโยงกับวิชาอื่น ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ งกับเนื้อหา ซึ่งผเู รยี นตองสามารถบรู ณาการความคิดได ๕.๒ ผสู อนตงั้ คาํ ถามเพอ่ื ประเมนิ ความรู ดว ยการทาํ แบบฝก หดั หลงั เรยี นและสรปุ เนอื้ หา ทีเ่ รียนพรอมทงั้ สอดแทรกคณุ ธรรมจริยธรรมท่ีขาราชการตํารวจควรปฏิบตั ิ ๕.๓ ผูสอนแนะนาํ แหลง ขอ มูลท่จี ะศกึ ษาคนควาเพิ่มเตมิ ö. ÃÒ¡ÒÃÍÒŒ §Í§Ô ศักดิ์ สนองชาต,ิ คาํ อธิบายโดยยอประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยวาดวยละเมิดฯ กรงุ เทพฯ : สาํ นักพิมพน ติ บิ รรณการ, ๒๕๔๔ สษุ ม ศุภนติ ย, คาํ อธิบายประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยละเมดิ , กรุงเทพฯ : สาํ นกั พมิ พน ติ ิบรรณการ. ๒๕๔๓. สรุ ยิ า ปานแปน และอนวุ ฒั น บุญนนั ท. ¡®ËÁÒ»¡¤Ãͧ. พิมพค ร้ังท่ี ๕. กรงุ เทพฯ : วิญชู น, ๒๕๕๖. อนชุ า ฮนุ สวสั ดกิ ุล. á¹ÇคําÇ¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ¢Í§ÈÒÅ»¡¤Ãͧà¡ÕÂè ǡѺ¤ÇÒÁÃºÑ ¼Ô´·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õè : »˜ÞËÒã¹·Ò§»¯ÔºÑμáÔ ÅÐËÅÑ¡»¯ºÔ ÑμÔÃÒª¡Òèҡคาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ¢Í§ÈÒÅ»¡¤Ãͧ.นนทบรุ ี : สถาบนั พระปกเกลา , ๒๕๕๑. อาํ พน เจรญิ ชวี นิ ทร, ความรทู วั่ ไปเกย่ี วกบั ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ทแ่ี ละหนว ยงานของรฐั . กรุงเทพฯ : สํานกั พิมพน ติ ธิ รรม. ๒๕๔๖.

๗๕ º··èÕ ó ¾.Ã.º.¤ÇÒÁÃºÑ ¼Ô´·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õè ¾.È.òõóù เดมิ กอ นทจ่ี ะมพี ระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ใชบ งั คบั นนั้ ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ีในคาสินไหมทดแทนทางแพงท่ีเกิดขึ้นแมวาจะเปนการปฏิบัติ ตามหนา ทก่ี ต็ าม ความรบั ผดิ ดงั กลา วจะเปน ไปตามหลกั กฎหมายวา ดว ยละเมดิ ตามประมวลกฎหมาย แพงและพาณิชย กลาวคือ เม่ือเจาหนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอกก็ดี หรือกระทําละเมิดตอ หนว ยงานของรฐั เองกด็ ี เจา หนา ทผ่ี นู นั้ ตอ งรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกผ เู สยี หายหรอื แกห นว ยงาน ของรัฐแลวแตกรณีเสมอ ท้งั น้เี ปนผลของหลกั กฎหมายแพง วา ดวยละเมดิ ซึง่ เปนหลกั กฎหมายเอกชน ตามกฎหมายเดมิ กรณที เี่ จา หนา ทกี่ ระทาํ ละเมดิ ตอ บคุ คลภายนอก หนว ยงานของรฐั กอ็ าจ ตอ งรว มรบั ผดิ กบั เจา หนา ทผ่ี นู นั้ ในความเสยี หายทเี่ จา หนา ทขี่ องตนไดก ระทาํ ไปเชน เดยี วกบั หลกั เรอ่ื ง นายจา งตอ งรว มรบั ผดิ กบั ลกู จา งในความเสยี หายทลี่ กู จา งไดก อ ใหเ กดิ ขนึ้ ในทางการทจี่ า ง และหนว ยงาน ของรฐั ซง่ึ ไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแ กผูเสียหายเพือ่ การละเมดิ ทเี่ จา หนา ทีข่ องตนไดกระทาํ ไปแลว ยอ มมสี ทิ ธิไลเ บีย้ เอากบั ตวั เจา หนาท่ีผูเปน ตนเหตุแหงความเสียหายนัน้ ไดใ นภายหลงั μÒÁËÅÑ¡¡®ËÁÒÂᾋ§áÅоҳԪNjҴŒÇÂÅÐàÁÔ´ ซ่ึงเปนหลักความรับผิดเดิมของ เจา หนา ท่ี อาจแยกพิจารณาลักษณะของการกระทาํ ท่เี ปนละเมดิ และความรบั ผิดไดด ังน้ี ñ. ¡Ã³Õ¡ÒÃÅÐàÁÔ´¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·èÕÁãÔ ª‹¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ความรับผิดตามหลักกฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยละเมิดน้ัน ไมวาการละเมิด จะเปน การกระทาํ ในการดาํ เนนิ ชวี ติ สว นตวั ของเจา หนา ที่ หรอื วา จะเปน การกระทาํ ในระหวา งการปฏบิ ตั ิ หนา ท่ี หรือการกระทาํ นั้นจะไมเก่ยี วขอ งกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทก่ี ็ตาม เจาหนาท่ีผทู าํ ละเมิดก็ตองรับผิด ชดใชคาทดแทนความเสียหายในผลแหงละเมิดนั้นเปนการเฉพาะตัว ดังนั้นผูเสียหายจึงตองฟองให เจา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนโดยตรงเทา นนั้ โดยไมอ าจฟอ งหนว ยงานของรฐั ใหร ว มรบั ผดิ กบั เจา หนา ที่ไดต ามนยั แหงคําพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๑๙๓๑/๒๕๑๓ ซง่ึ วนิ ิจฉยั ไวว า จาํ เลยเปน ขา ราชการ สงั กดั กรมไปรษณยี  จอดรถเกบ็ ไปรษณยี ภณั ฑต รงตไู ปรษณยี  เจา พนกั งานตาํ รวจบอกใหจ าํ เลยจอดรถ ใหถูกท่ี จําเลยดาตํารวจและเมื่อเจาพนักงานตํารวจชะโงกศีรษะเขาไปในรถ จําเลยก็ขับรถออกไป โดยเรว็ และผลกั ตาํ รวจตกจากรถ การดา และการขดั ขวางตาํ รวจเปน เรอื่ งสว นตวั ไมเ กย่ี วกบั กรมไปรษณยี  กรมไปรษณียไ มต อ งรวมรบั ผิดดวย ò. ¡Ã³¡Õ ÒÃÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õàè »¹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·èÕ ตามหลกั กฎหมายแพง วา ดว ยละเมดิ แมเ จา หนา ทจ่ี ะกระทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี กลา วคอื การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องเจา หนา ทไ่ี ดก อ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกเ อกชน เจา หนา ทผี่ นู น้ั กย็ งั คงตอ ง รับผิดในผลแหงละเมิดน้ันเปนการเฉพาะตัว เพียงแตวา นอกจากผูเสียหายจะฟองใหเจาหนาที่ผูนั้น รับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนไดโดยตรงแลว ผูเสียหายยังอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรวมรับผิดกับ เจา หนา ทไี่ ดด ว ย และเมอ่ื หนว ยงานของรฐั ไดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทนใหแ กผ เู สยี หายไปแลว หนว ยงาน ของรฐั ยอ มมีสทิ ธทิ ี่จะไลเ บ้ียเอาแกเ จา หนาท่ีได

๗๖ ó. ¡Ã³·Õ àÕè ¨ÒŒ ˹Ҍ ·¢èÕ Í§Ë¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ ËÅÒ¤¹ÃÇ‹ Á¡¹Ñ ทาํ ÅÐàÁ´Ô 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ในกรณเี ชน นี้ แตเ ดมิ เจา หนา ทเ่ี หลา นน้ั จะตอ งรว มกนั รบั ผดิ ในผลแหง ละเมดิ นนั้ ผเู สยี หายจงึ อาจฟอ ง เจาหนาที่เหลาน้ันใหรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนในฐานะท่ีเจาหนาที่เหลาน้ันเปน “Å١˹ÕéËÇÁ” ของตน กลาวคอื ผูเสียหายอาจฟองเจา หนาที่คนใดคนหน่งึ ใหรับผิดชดใชคา สนิ ไหมทดแทนใหแกต น โดยส้ินเชิงหรือแตโดยสวนก็ไดตามแตจะเลือก แตเจาหนาที่เหลานั้นยังคงตองผูกพันอยูทั่วทุกคน จนกวาผเู สียหายจะไดร บั ชดใชคา สนิ ไหมทดแทนเสร็จส้ิน นอกจากผูเสียหายจะฟองใหเจาหนาท่ีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนไดโดยตรงในฐานะ ที่เปนลูกหนี้รวมของตนดังกลาวแลว ผูเสียหายยังอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรวมรับผิดดังกลาวกับ เจาหนาท่ีเหลานั้นไดดวย และเมื่อหนวยงานของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหายไปแลว หนว ยงานของรฐั ยอ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะไลเ บยี้ เอาแกเ จา หนา ทเี่ หลา นน้ั ไดใ นภายหลงั ในฐานะทเี่ จา หนา ทเี่ หลา นน้ั เปน ลกู หนร้ี ว มของตนเชนกนั การนาํ หลกั กฎหมายเอกชนวา ดว ยละเมดิ มาใชก บั การละเมดิ ของเจา หนา ทข่ี องรฐั ซงึ่ เปน ปญหาทางกฎหมายมหาชน จึงกอใหเ กดิ ปญหาท่ไี มเปน ธรรมหลายประการดวยกนั กลาวคอื »ÃСÒÃáá ¡Ã³·Õ ¡èÕ ÒÃÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·μèÕ Í‹ º¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡໹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ Ô Ë¹ÒŒ ·Õè โดยปกตแิ ลว ผเู สยี หายจะฟอ งใหเ จา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนโดยตรง และเพอื่ ใหเ กดิ ความมน่ั ใจวา ตนจะไดร บั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนเตม็ จาํ นวนทพ่ี งึ จะได ผเู สยี หายยงั อาจจะฟอ งหนว ยงาน ของรัฐใหรวมรับผิดดังกลาวกับเจาหนาที่ดวย เจาหนาที่หรือหนวยงานของรัฐจะชดใชคาสินไหม ทดแทนใหแ กผ เู สยี หายกต็ อ เมอ่ื ศาลมคี าํ พพิ ากษา ผเู สยี หายจงึ ตอ งเสยี คา ใชจ า ยในการดาํ เนนิ คดี เชน คาฤชาธรรมเนียม คาทนาย และเวลา ดังน้ัน หากความเสียหายที่เจาหนาที่กอใหเกิดขึ้นแกตนน้ัน มไี มม ากนกั ผเู สยี หายกอ็ าจละความตงั้ ใจทจี่ ะฟอ งคดี เนอื่ งจากคา สนิ ไหมทดแทนทพ่ี งึ ไดน น้ั อาจไมค มุ กับคา ใชจ า ยและเวลาทีต่ องเสยี ไป »ÃСÒ÷ÊèÕ Í§ ¡ÒÃดาํ à¹¹Ô ¡¨Ô ¡ÒÃμÒ‹ § æ ¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ ¹¹Ñé à¨ÒŒ ˹Ҍ ·ËèÕ Òä´¡Œ ÃÐทาํ ä»à¾è×Í»ÃÐ⪹ʏ Ç‹ ¹μ¹äÁ‹ หากแตไดกระทาํ ไปเพือ่ ตอบสนองความตอ งการสว นรวมของประชาชน หรือเพื่อประโยชนสาธารณะ การปลอยใหเจาหนาที่ตองรับผิดตอบุคคลภายนอกหรือตอหนวยงาน ของรัฐแลวแตกรณีในผลแหงละเมิดที่ตนไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่เสมอในทุกกรณี แมวา จะเปนการกระทําท่ีไดกระทําไปดวยความเผลอเรอตามวิสัยปุถุชนก็ตาม ยอมเปนที่เห็นไดชัดวา ไมเ ปน ธรรมตอ เจา หนาที่ »ÃСÒ÷ÊèÕ ÒÁ ¡Ã³¡Õ ÒÃÅÐàÁ´Ô μÍ‹ º¤Ø ¤ÅÀÒÂ¹Í¡à¡´Ô ¨Ò¡¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·èÕ ¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕËÅÒ¤¹ การท่ีหนวยงานของรัฐซ่ึงไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกบุคคลภายนอก ผเู สยี หายไปแลว มาไลเ บยี้ เอา ตอ มาเรยี กคา สนิ ไหมทดแทนคนื จากเจา หนา ทเี่ หลา นน้ั อยา งลกู หนร้ี ว ม โดยไมคํานึงวาเจาหนาท่ีแตละคนมีสวนกอใหเกิดความเสียหายมากนอยเพียงไรก็ดี หรือในกรณี ท่ีการละเมิดตอหนวยงานของรัฐเกิดจากการละเมิดของเจาหนาที่หลายคน การที่หนวยงานของรัฐ เรียกรองใหเจาหนาท่ีเหลานั้นรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกตนอยางลูกหนี้รวมโดยไมคํานึงวา เจาหนาท่ีแตละคนมีสวนกอใหเกิดความเสียหายมากนอยเพียงไรก็ดี ยอมไมเปนธรรมแกเจาหนาที่ แตล ะคนเชน เดยี วกนั

๗๗ »ÃСÒ÷ÊÕè Õè การปลอ ยใหเ จา หนา ทต่ี อ งรบั ผดิ ตอ บคุ คลภายนอกหรอื ตอ หนว ยงานของรฐั ในผลแหงละเมิดที่ตนไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่ ในทุกกรณีก็ดี การนําหลักกฎหมายเร่ือง ลกู หนรี้ ว มมาใชบ งั คบั กบั เจา หนา ทใ่ี หต อ งรว มรบั ผดิ ในการกระทาํ ของเจา หนา ทคี่ นอนื่ ดว ยกด็ ี เปน เหตใุ ห เจาหนาท่ีสวนใหญไมกลาตัดสินใจดําเนินงานในหนาที่ของตนเทาที่ควร เพราะเกรงวาความรับผิด อาจจะเกิดแกตน กจิ การบริการสาธารณะจึงขาดความตอเนื่องและหยดุ ชะงกั ËÅѡࡳ±¡ÒáÃÐทํา·Õàè »š¹¡ÒÃÅÐàÁ´Ô พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ี ไมไดบัญญัติเร่ืองลักษณะของ การกระทาํ ทเ่ี ปน ละเมดิ ไวโ ดยเฉพาะ ดงั นน้ั การพจิ ารณาวา การกระทาํ อยา งไรเปน ละเมดิ จงึ ตอ งพจิ ารณา ตามหลักกฎหมายท่ัวไป คอื ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยลกั ษณะละเมดิ ÁÒμÃÒ ôòð ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใหเขา เสียหายถงึ แกช วี ติ ก็ดี แกรา งกายก็ดี อนามยั กด็ ี เสรีภาพกด็ ี ทรัพยสนิ หรือสิทธอิ ยา งหน่ึงอยา งใดก็ดี ทานวาผนู ้ันทาํ ละเมดิ จาํ ตองชดใชค าสนิ ไหมทดแทนเพ่อื การน้นั ¨§ã¨ หมายถงึ จงใจใหเ ขาเสยี หายในเบอ้ื งตน นจ้ี าํ เปน ตอ งทาํ ความเขา ใจวา เรอื่ งละเมดิ ตามกฎหมายแพง นนั้ วตั ถปุ ระสงคข องกฎหมายแพง ซงึ่ เปน กฎหมายเอกชนมงุ ทกี่ ารเยยี วยาความเสยี หาย หรือการชดใชคาสินไหมทดแทนความเสียหายใหแกผูเสียหาย ดังน้ัน คําวา “¨§ã¨” ในเรื่องละเมิด ซ่ึงเปนหลักกฎหมายแพงจึงมีความหมายที่ตองแยกออกจากคําวา “à¨μ¹Ò” ตามกฎหมายอาญา เพราะวา กฎหมายอาญานั้นมีวัตถุประสงคเพ่ือนําตัวผูกระทําความผิดมาลงโทษ และ “เจตนา” ตามกฎหมายอาญานนั้ เปน องคป ระกอบภายในของความผดิ ทางอาญา ซง่ึ “เจตนา” ในกฎหมายอาญา จะเปนการกระทําโดยผูกระทํารูสํานึกในการกระทําและในขณะเดียวกันผูกระทําก็ประสงคตอผล คือ กระทําโดยมุงรายตอผูเสียหาย หรือกระทําโดยรูสํานึกในการกระทํา และขณะเดียวกันยอมเล็งเห็น ผลรา ยทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการกระทาํ น้นั ในความรบั ผดิ ทางแพง อนั เปน ความรบั ผดิ ทเี่ กดิ จากมลู ละเมดิ กฎหมายใชค าํ วา “¨§ã¨” ซ่ึงหมายถึง ผูกระทําตั้งใจกระทําอยางใดอยางหน่ึง ซ่ึงอาจจะกระทําโดยมีเจตนารายหรือกระทํา โดยตองการใหผูอื่นไดรับความเสียหายโดยตรงอยางหน่ึง และอีกอยางหน่ึง แมผูกระทําจะมิไดมี เจตนารา ยซึง่ เทา กับขาด “เจตนา” ตามกฎหมายอาญาซึ่งทําใหข าดองคประกอบและไมเปน ความผดิ อาญา แตเ ม่ือการกระทาํ ทตี่ ง้ั ใจทําน้ันเปน เหตุใหเ กดิ ความเสียหายแกบุคคลอืน่ ขน้ึ มา ผกู ระทาํ ทเี่ ปน เหตุของความเสียหายน้ันก็ตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนความเสียหายแกผูที่ไดรับความเสียหาย จากการกระทํานั้น เพราะฉะนั้น หลักกฎหมายเร่ือง “จงใจ” ในกฎหมายแพงจึงมุงพิจารณาที่ “¤ÇÒÁμéѧã¨ã¹¡ÒáÃÐทํา·Õè໚¹àËμØ¢Í§¤ÇÒÁàÊÕÂËÒ” นั้นเองวา ผูกระทําต้ังใจทําหรือไม มิได พจิ ารณาวาผกู ระทาํ มีเจตนารายหรือไม »ÃÐÁÒ·àÅ¹Ô àÅÍ‹ หมายถงึ กระทาํ โดยปราศจากความระมดั ระวงั ซง่ึ บคุ คลในภาวะเชน นน้ั จักตองมีตามวิสัยและพฤติการณและผูกระทําอาจใชความระมัดระวังเชนวานั้นได แตหาไดใช เพียงพอไม ซง่ึ ความระมดั ระวงั ของบคุ คลตอ งพจิ ารณาตามวสิ ัยและพฤติการณ

๗๘ คาํ วา “ประมาทเลนิ เลอ อยา งรายแรง” ศาลปกครองสูงสุดไดต ีความหมายถอ ยคาํ นีไ้ วว า หมายถงึ การกระทาํ โดยมไิ ดเ จตนาแตเ ปน การกระทาํ ซงึ่ บคุ คลคาดหมายไดว า จะกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายขน้ึ และหากใชความระมัดระวังเพียงเล็กนอยก็อาจปองกันไมใหเกิดความเสียหายน้ันได แตกลับไมไดใช ความระมัดระวงั นน้ั เลย (คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ.๑๐๖/๒๕๕๒) กรณีทถ่ี อื วา “ประมาทเลินเลออยา งรายแรง” ๑. ไมไดใชความระมดั ระวงั เลยสกั นดิ ๒. ทาํ ผิดซ้ําๆ ในเร่อื งแบบเดียวกัน ๓. ปฏบิ ัตผิ ิดมาตรฐานวิชาชพี ๔. ฝาฝน กฎหมาย หรือระเบยี บ ๕. กฎหมายหรอื ระเบยี บกาํ หนดวิธปี ฏบิ ัตไิ วแตไ มไดท ําหรือปฏิบตั ิตามน้ัน “¤ÇÒÁÃÐÁ´Ñ ÃÐÇ§Ñ μÒÁÇÊÔ ÂÑ ” นนั้ หมายถงึ ความระมดั ระวงั ตามสภาพของตวั ผกู ระทาํ นน้ั เอง เชน เด็กกับผูใหญ หรือผูมีความชํานาญในวิชาชีพเฉพาะดานกับคนทั่วไป เปนเจาหนาท่ีช้ันผูใหญ หรอื ชัน้ ผูนอย เปน เจาหนา ทธ่ี รรมดาหรือผูเชยี่ วชาญ ดังนี้ ความระมดั ระวังยอ มแตกตา งกนั สว น “¤ÇÒÁÃÐÁ´Ñ ÃÐÇ§Ñ μÒÁ¾Äμ¡Ô Òó” หมายถงึ ความระมดั ระวงั ตามสภาพของเหตแุ วดลอ ม ซงึ่ เปน เหตภุ ายนอกตวั ผกู ระทาํ เชน สภาพฝนตกถนนลน่ื กบั แดดออกถนนแหง เวลากลางคนื กบั เวลากลางวนั ทางตรงกบั ทางโคง สภาพถนนกวา งมยี านยนตน อ ยกบั ทคี่ บั ขนั หรอื มยี านยนตค บั คง่ั สภาพของสถานทที่ าํ งาน ของเจา หนา ท่ี จาํ นวนของประชาชนทเี่ ขา มาตดิ ตอ กบั เจา หนา ที่ เปน ตน สภาพแวดลอ มเหลา นที้ าํ ใหต อ งใช ความระมดั ระวงั ทแี่ ตกตางกนั คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.òù/òõôö การที่ผูฟองคดีไดรับแจงใหเขารับ การฝกอบรมกอนถึงกําหนดฝกอบรมเพียง ๒ วันแลวผูฟองคดีไมไดตรวจสอบวาตนมีหนาที่ตองอยู เวรยามในวันใด เพราะเปนเวลาที่กระช้ันชิดและผูฟองคดีมีราชการที่ตองออกไปปฏิบัตินอกสถานที่ อยางตอเนื่องและไมรายงานใหหัวหนาฝายทะเบียนการคาทราบเพื่อจะไดออกคําสั่งใหผูอ่ืนมาอยู เวรยามแทนจึงมีเหตผุ ลพอท่ีจะรับฟงได ประกอบกับผฟู อ งคดีมหี นาท่ตี องไปเขา รับการฝก อบรมตาม คําสั่งของผูบังคับบัญชาซ่ึงเปนการกระทําโดยชอบในทางราชการจึงถือไมไดวาผูฟองคดีมีพฤติการณ ละท้ิงหนาที่เวรยามและถือไมไดวาผูฟองคดีจงใจหรือประมาทเลินเลอเปนเหตุใหเกิดความเสียหาย แกทางราชการ คําส่ังของกรมทะเบียนการคาที่สั่งใหผูฟองคดีชดใชคาเสียหายจึงเปนคําสั่งท่ีไมชอบ ดว ยกฎหมาย คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´·èÕ Í.òñô/òõõð นายไพศษิ ฐป ลดั อาํ เภอรกั ษาราชการ แทนนายอําเภอซึง่ เปน ผถู ูกฟองคดีที่ ๒ ไดป ฏบิ ัติหนา ทีโ่ ดยทาํ พินัยกรรมแบบเอกสารฝายเมอื งใหก ับ นางอึง่ เม่อื วันท่ี ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๒ แลวเก็บรกั ษาพนิ ัยกรรมนน้ั ไวทัง้ ทีน่ างอ่งึ ยงั ไมไดล งลายมอื ชอ่ื ในพินัยกรรมโดยไมไดตรวจสอบกอนวานางอึ่งผูทําพินัยกรรมไดลงลายมือชื่อแลวหรือไม เปนผลให พนิ ยั กรรมเปน โมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยก รณจี งึ ถอื ไดว า เปน การ กระทาํ โดยประมาทเลินเลอในการปฏบิ ตั ิหนาที่

๗๙ ¡ÒáÃÐทําâ´Â¼Ô´¡®ËÁÒ หมายความวา ผูกระทํา “äÁ‹ÁÕอํา¹Ò¨” หรือ “äÁ‹ÁÕÊÔ·¸Ô” ที่จะกระทําเชนน้ัน ¡ÒÃäÁ‹ÁÕอํา¹Ò¨หมายถึง ไมมีอํานาจตามกฎหมาย สวน “ÊÔ·¸Ô” น้ันเปนสภาพ ทางกฎหมายท่ีกอใหเกิด “ÊÔ·¸Ôอํา¹Ò¨” กลาวคือ ทําใหเกิดสิทธิเรียกรองใหผูอ่ืนมีหนาที่ตองกระทํา เพ่ือผูที่มีสิทธินั้น สิทธิอาจเปนสิทธิตามท่ีกฎหมายกําหนดหรือเปนสิทธิที่เกิดจากเจตนาโดยสมัครใจ ของคกู รณี หรอื เปน สทิ ธอิ นั เกดิ จากสญั ญา ซง่ึ เปน ไปตามหลกั กฎหมายแพง การทผ่ี กู ระทาํ ไดก ระทาํ ไป “â´ÂäÁ‹ÁÕอาํ ¹Ò¨” หรอื “â´ÂäÁ‹ÁÊÕ Ô·¸”Ô การกระทําดงั กลาวจงึ เปน การกระทําทไ่ี มช อบดวยกฎหมาย หากกระทาํ แลว ทาํ ใหผ อู น่ื ไดร บั ความเสยี หายโดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ แลว การกระทาํ นนั้ ยอ มเปน การละเมิด แตถาผูก ระทํามอี าํ นาจกระทําไดต ามกฎหมาย เชน เปน “à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹¼ÁŒÙ Õอาํ ¹Ò¨Ë¹ŒÒ·Õè” หรือ “ÁÕÊÔ·¸ÔμÒÁ¡®ËÁÒ” เชน เปน คูสัญญาผมู สี ิทธิตามสญั ญา แมจ ะเกิดความเสยี หายขน้ึ จากการ กระทําโดยใชอํานาจหรือกระทําตามสิทธิดังกลาว การกระทํานั้นก็ไมเปนการกระทําโดยผิดกฎหมาย และเมื่อไมเปนการกระทําทผ่ี ิดกฎหมายก็ไมเปน การละเมิด ¡Ã³ÕÈ¡Ö ÉÒ : ¡ÒáÃÐทํา·èàÕ »š¹¡ÒÃÅÐàÁ´Ô เม่ือการกระทําใดเขาหลักเกณฑ ๓ ประการขางตนการกระทํานั้นเปนการละเมิด ผูกระทําจะตองใชคา สนิ ไหมทดแทนเพ่อื การน้ัน เชน คํา¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.ôø/òõô÷ ผฟู องคดีซง่ึ เปน ผใู หเ ชาซ้อื รถยนตและ ผคู าํ้ ประกนั ไดม าตดิ ตอ ขอรบั รถยนตท เ่ี กดิ อบุ ตั เิ หตคุ นื พนกั งานสอบสวนยอ มทราบดวี า มเี จา ของแนช ดั จงึ ไมมีอํานาจขายทอดตลาดฯ การนํารถยนตขายทอดตลาดจึงเปน การกระทาํ ท่ไี มชอบดว ยขอ บังคับ การเก็บรักษาของกลางกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๔๘๐ ประกอบกับประมวลระเบียบการตํารวจ เกย่ี วกบั คดเี มอ่ื ทาํ ใหผ ฟู อ งคดไี ดร บั ความเสยี หายกรณจี งึ เปน การกระทาํ ละเมดิ ตอ ผฟู อ งคดแี ละเปน การทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทผี่ ถู กู ฟอ งคดที ่ี ๒ (สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาต)ิ ซงึ่ เปน หนว ยงานของรฐั ทพ่ี นกั งาน สอบสวนสังกัดอยูตองรับผิดชดใชคาสินเสียหายใหแกผูฟองคดีและกรณีนี้ผูฟองคดีตองฟองผูถูกฟอง คดที ี่ ๒ ซง่ึ เปน หนว ยงานของรฐั โดยตรงจะฟอ งพนกั งานสอบสวนผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ซง่ึ เปน เจา หนา ทไี่ มไ ด ทั้งน้ี ตามมาตรา ๕ วรรคหนง่ึ แหงพระราชบัญญัตคิ วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ¢Íºà¢μ¡ÒÃ㪺Œ §Ñ ¤ºÑ ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞμÑ ¤Ô ÇÒÁÃºÑ ¼´Ô ·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õè ¾.È.òõóù μŒÍ§à»¹š ¡ÒáÃÐทําâ´Â਌Ò˹ŒÒ·¢Õè Í§Ã°Ñ พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เปน กฎหมายทบี่ ญั ญตั ิ เพื่อใชบังคับกับความรับผิดทางละเมิดของ “਌Ò˹ŒÒ·èÕáÅÐ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ” ซึ่งมาตรา ๔ แหง พระราชบัญญัตนิ ีไ้ ดกาํ หนดบทนยิ ามของคําวา “à¨ÒŒ ˹Ҍ ·”èÕ และ “˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ ” ไว ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบัญญตั ิน้ี เจาหนาที่ หมายความวา ขาราชการ พนักงาน ลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานประเภทอ่ืน ไมว า จะเปนการแตง ต้งั ในฐานะเปน กรรมการหรือฐานะอนื่ ใด หนวยงานของรัฐ หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่อ อยางอ่ืนและมีฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งข้ึน

๘๐ โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และใหหมายความรวมถึงหนวยงานอื่นของรัฐที่มี พระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเ ปน หนวยงานของรฐั ตามพระราชบัญญัตนิ ด้ี วย “਌Ò˹ŒÒ·Õè” หมายความวา ขาราชการ พนักงานลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานประเภทอ่ืน ไมวาจะเปนการแตง ตง้ั ในฐานะเปน กรรมการหรือฐานะอ่ืนใด นอกจากนนั้ คณะกรรมการกฤษฎกี ายงั ใหค วามเหน็ วา คาํ วา “à¨ÒŒ ˹Ҍ ·”Õè ตามกฎหมายน้ี ไมรวมถึงเอกชนที่รับทําหรือจัดทํากิจการใหแกรัฐหรือดําเนินการแทนรัฐตามสัญญาจางทําของ เชน กรณีท่ีการไฟฟาสวนภูมิภาคทําสัญญาแตงตั้งใหเอกชนซึ่งเปนบุคคลภายนอก หรือนิติบุคคล หรือ องคการบริหารสวนตําบล ดําเนินการในหนาที่อยางหน่ึงอยางใดแทนการไฟฟาสวนภูมิภาค เชน เปน ตวั แทนเกบ็ คา ไฟฟา จากผใู ชไ ฟฟา แทนพนกั งานเกบ็ เงนิ ของการไฟฟา สว นภมู ภิ าค หรอื แกไ ขกระแส ไฟฟาที่ขัดของใหแกผูใชกระแสไฟฟา หรือกอสรางอาคารใด ๆ ใหแกการไฟฟาสวนภูมิภาคเบื้องตน บคุ คลดงั กลา วยอ มไมเ ปน “เจา หนา ท”ี่ ตามกฎหมายน้ี เนอื่ งจากไมใ ชเ จตนารมณข องกฎหมายทขี่ ยาย ความรับผิดของหนวยงานของรัฐใหตองรับผิดไปถึงกรณีท่ีเอกชนหรือบุคคลภายนอกท่ีไมใชเจาหนาที่ ไปทําละเมิดดวย ซึ่งโดยปกติหนวยงานของรัฐยอมไมตองรับผิดในกรณีที่บุคคลดังกลาวทําละเมิด อยูแลว เวน แตจะเปนกรณที กี่ ฎหมายกําหนดไวโ ดยเฉพาะ คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè öø/òõõð องคการขนสงมวลชนกรุงเทพเปนรัฐวิสาหกิจ ทจ่ี ดั ตงั้ ขน้ึ ตามพระราชกฤษฎกี าจดั ตงั้ องคก ารขนสง มวลชนกรงุ เทพ พ.ศ.๒๕๑๙ มฐี านะเปน หนว ยงาน ทางปกครองและพนกั งานขับรถโดยสารประจาํ ทางมฐี านะเปนเจา หนาท่ขี องรฐั “˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่อ อยางอื่นและมีฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และใหหมายความรวมถึงหนวยงานอื่นของรัฐท่ีมี พระราชกฤษฎีกากาํ หนดใหเ ปน หนวยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินดี้ ว ย ดังนั้น จึงจําแนกประเภทของ “˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ ” ไดด ังนี้ (๑) กระทรวง ทบวง กรม หรือสว นราชการทีเ่ รียกช่ืออยา งอ่ืนและมีฐานะเปน กรม (๒) ราชการสว นภูมภิ าค ไดแ ก จังหวดั อาํ เภอ (๓) ราชการสวนทองถ่ิน ไดแก เทศบาล องคการบริหารสวนตําบล องคการบริหาร สวนจงั หวดั เมืองพทั ยาและกรุงเทพมหานคร (๔) รฐั วสิ าหกจิ ทตี่ ง้ั ขนึ้ โดยพระราชบญั ญตั หิ รอื พระราชกฤษฎกี า เชน การไฟฟา ฝา ยผลติ แหงประเทศไทย การไฟฟาสว นภูมิภาค การประปานครหลวง องคก ารขนสงมวลชนกรุงเทพ องคการ โทรศัพทแหงประเทศไทย การสื่อสารแหงประเทศไทย ธนาคารออมสิน เปนตน ดังนั้น หนวยงาน ของรฐั ตามกฎหมายฉบบั น้ี จงึ ไมร วมไปถงึ รฐั วสิ าหกจิ ทจี่ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ในรูปของบริษัท เชน บริษทั การบินไทย จํากดั (มหาชน) หรอื บริษทั ไมอดั ไทย เปน ตน (๕) ใหห มายความรวมถงึ หนว ยงานอน่ื ของรฐั ทม่ี พี ระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเ ปน หนว ยงาน ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ดวย เชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร

๘๑ และเทคโนโลยแี หง ชาติ องคก ารสงเคราะหท หารผา นศกึ สาํ นกั งานคณะกรรมการการเลอื กตงั้ สาํ นกั งาน คณะกรรมการกาํ กบั หลกั ทรพั ยแ ละตลาดหลกั ทรพั ย สถาบนั พระปกเกลา สาํ นกั งานผตู รวจการแผน ดนิ ของรฐั สภา สาํ นกั งานศาลปกครอง สํานักงานศาลยุตธิ รรม สาํ นักงานการปฏริ ปู การศึกษา (องคการ มหาชน) สํานักงานสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (องคการมหาชน) สถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคก ารมหาชน) โรงเรยี นมหดิ ลวทิ ยานสุ รณ (องคก ารมหาชน) โรงพยาบาลบา นแพว (องคก ารมหาชน) ศนู ยม านษุ ยวทิ ยาสริ นิ ธร (องคก ารมหาชน) กองทนุ บาํ เหนจ็ บาํ นาญขา ราชการ สถาบนั มาตรวทิ ยาแหง ชาติ เปนตน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè ôò/òõõð โรงเรียนสะพือวิทยาคารเปนนิติบุคคลตาม มาตรา ๓๕ แหง พระราชบญั ญตั บิ รหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ.๒๕๔๖ แตม ไิ ดเ ปน หนว ยงาน ของรฐั ตามมาตรา ๔ แหง พระราชบัญญตั ิความรับผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òñ/òõôø สาํ นกั งานทด่ี ินจงั หวดั ระยองมใิ ชเปนหนวยงาน ของรฐั ที่อาจถูกฟอ งใหชดใชคาเสียหายได **กรณนี ี้ หากจะฟอ งหนวยงานของรฐั ตอ งฟอ งกรมท่ีดิน ¢ÍŒ 椄 à¡μ ในกรณเี จา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรฐั ทไ่ี มไ ดอ ยใู นความหมายดงั กลา ว ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ีและหนวยงานของรัฐก็ยังคงใชบังคับตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยอยูเชนเดิม เชน รัฐวิสาหกิจท่ีไมไดจัดต้ังขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แตจ ัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย หรือ มติ ครม. เปน ตน และมิไดม ีพระราชกฤษฎกี า กาํ หนดใหเ ปนหนวยงานของรัฐตามพระราชบญั ญตั ินี้ เปนตน ¢Íºà¢μ¡ÒÃ㪺Œ §Ñ ¤ÑºμÍŒ §à»¹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ÔºμÑ Ô˹ŒÒ·èÕ ÁÒμÃÒ õ หนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดท่ีเจาหนาที่ ของตนไดกระทาํ ในการปฏบิ ัติหนา ท่ี ในกรณนี ้ผี ูเสียหายอาจฟอ งหนวยงานของรฐั ดังกลาวไดโดยตรง แตจ ะฟอ งเจาหนาทีไ่ มไ ด ถาการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่ซึ่งไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวง การคลงั เปนหนว ยงานของรัฐทต่ี อ งรบั ผิดตามวรรคหนึ่ง ÁÒμÃÒ ö ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ เจาหนาที่ตองรับผิดในการนั้นเปนการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผูเสียหายอาจฟองเจาหนาท่ีไดโดยตรง แตจ ะฟอ งหนวยงานของรฐั ไมได ดังน้ัน การจะพิจารณาวาหนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิด ท่ีเจา หนาท่ขี องตนไดก ระทํา จึงตองพิจารณาวาการกระทํานนั้ ไดก ระทําในการปฏิบตั หิ นาทีห่ รือไม การจะพจิ ารณาวา การนนั้ เปน การปฏบิ ตั หิ นา ทห่ี รอื ไม พจิ ารณาจากเจา หนา ทรี่ ฐั มอี าํ นาจ หนาท่ีตามท่ีกฎหมายกําหนดตามพระราชบัญญัติของสวนราชการนั้น ๆ และรวมไปถึงกฎระเบียบ ของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาลและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทาง

๘๒ ราชการสาํ หรบั หนา ทที่ เี่ ปน การเฉพาะนน้ั หนว ยราชการจะตอ งมกี ารมอบหมายใหก บั ผรู บั ผดิ ชอบเปน ลายลักษณอักษร ซ่ึงอาจจะทําเปน คําส่ังของหนวยงานหรือรปู แบบอนื่ เชน บนั ทึกขอ ความ เปนตน การท่ีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดในขณะท่ีปฏิบัติหนาท่ีซ่ึงอาจเกิดข้ึนจากการปฏิบัติหนาที่ โดยทั่วไปในลักษณะท่ีเปนการกระทําทางกายภาพหรือเปนการกระทําละเมิดที่เกิดจากการใชอํานาจ ตามกฎหมายหรือจากการออกกฎคําส่ังทางปกครองหรือคําสั่งอ่ืนหรือจากการละเลยตอหนาท่ีตามที่ กฎหมายกาํ หนดใหตอ งปฏบิ ัตหิ รือปฏบิ ตั ิหนา ที่ลา ชาเกนิ สมควรแลวแตก รณี ñ. ¢ŒÍÊѧà¡μà¡ÕèÂǡѺ “¡Òû¯ºÔ ÑμËÔ ¹ŒÒ·èÕ” ปญหาวาการกระทําละเมิดนั้นกระทําในการปฏิบัติหนาที่หรือไมเปนประเด็นสําคัญ ท่ีตองพิจารณา เพราะกอใหเกิดผลตอความรับผิดของเจาหนาท่ีและหนวยงานของรัฐแตกตางกัน ซ่ึงพอจะมแี นวทางพิจารณาไดด ังนี้ ๑.๑ เจาหนาท่ีทุกคนจะตองมีอํานาจหรือหนาท่ีโดยอํานาจหนาที่ของเจาหนาที่ แตละคนหรือแตละเรื่องอาจมีแหลงที่มาของอํานาจหนาที่แตกตางกัน เชน บางเรื่องอาจกําหนดให พระราชบัญญัติ บางกรณีอาจกําหนดใหกฎ บางกรณีอาจกําหนดในคําส่ังมอบหมายงานของ ผบู งั คบั บญั ชา เปน ตน การกระทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทจี่ งึ จะตอ งเปน การปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ ามอาํ นาจ หรอื หนา ทท่ี เ่ี จา หนา ทผ่ี นู น้ั มอี ยดู งั กลา ว ถา การกระทาํ ละเมดิ ของเจา หนา ทผ่ี หู นง่ึ ผใู ดมใิ ชเ ปน การปฏบิ ตั ิ ตามอาํ นาจหนา ทท่ี ต่ี นเองมอี ยแู ลว การกระทาํ นน้ั ยอ มไมอ าจถอื เปน การกระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ด ดังนั้น ในเบ้ืองตนจึงจะตองตรวจสอบถึงอํานาจหรือหนาที่ของเจาหนาที่ผูกระทําละเมิดเสียกอนวา มีอํานาจหนาทีใ่ นเร่ืองท่กี ระทาํ ละเมดิ หรอื ไมอ ยา งไร หากการกระทาํ ท่เี ปนเหตลุ ะเมิดน้นั มิใชเปน งาน ตามอํานาจหรือหนาท่ี แมจะกระทําในเวลาราชการหรือกระทําในสํานักงานของหนวยงานของรัฐ หรอื ขณะแตง เครอ่ื งแบบของราชการกต็ าม การทําละเมดิ นนั้ ก็มใิ ชเ ปนการกระทาํ ในการปฏิบตั ิหนา ท่ี ๑.๒ การอาศยั โอกาสในการปฏบิ ตั หิ นา ทแ่ี ลว ทจุ รติ ทาํ ใหท างราชการเสยี หายเปน การ ทาํ ละเมดิ ในการปฏิบัติหนาทีท่ ่ีเกดิ จากการใชอํานาจตามกฎหมาย μÑÇÍ‹ҧà¡èÂÕ Ç¡Ñº¡ÒáÃзÒí ÅÐàÁ´Ô à¡´Ô ¨Ò¡¡Òû¯ÔºμÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.÷ð/òõõò กรมชลประทานรุกลํ้าเขามาในที่ดิน ของผูฟองคดี เพ่ือขุดลอกขยายความกวางของลําหวยพะเนียงและกอสรางคันดินเปนถนนเลียบ ตลอดสองแนวโดยไมไดดําเนินการเวนคืนที่ดินตามกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพยหรือตกลง ซื้อขายทดี่ ินเปน การกระทาํ ละเมดิ ในการปฏิบตั หิ นา ที่ คําÊѧè ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òøö/òõô÷ การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มมี ติใหผูฟอ งคดี พน จากตาํ แหนง ซงึ่ เปน การกระทาํ ตามอาํ นาจหนา ทข่ี อง ครม. ตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดจงึ ถอื วา เปน การใช อํานาจตามกฎหมายของเจาหนาท่ีที่มีผลเปนการสรางนิติสัมพันธข้ึนระหวางบุคคลซ่ึงมีผลกระทบ ตอสถานภาพของสิทธหิ รือหนา ท่ีของผูฟอ งคดี มติ ครม. ดังกลาวจงึ เปน คําสั่งทางปกครองเม่ือ ครม. ซง่ึ อาจเปน ผกู ระทาํ ละเมดิ กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกผ ฟู อ งคดมี ใิ ชห นว ยงานของรฐั และไมไ ดส งั กดั หนว ยงาน ของรฐั แหง ใดจงึ ใหถ อื วา กระทรวงการคลงั เปน หนว ยงานของรฐั ดงั นน้ั กรณนี ก้ี ระทรวงการคลงั จงึ เปน หนว ยงานของรัฐทีต่ องรับผดิ หากมีการกระทําละเมดิ ของ ครม.

๘๓ μÇÑ Í‹ҧà¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡ÒáÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô ·ÁèÕ Ô㪨‹ Ò¡¡Òû¯ºÔ ÑμËÔ ¹ŒÒ·Õè คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õ÷ù/òõô÷ สารวัตรกํานันนํารถขุดดินในทางเกวียน สาธารณประโยชนทําเปนลําเหมืองเพ่ือเอาน้ําเขานาของตนโดยบุกรุกที่นาของผูฟองคดีทําใหไดรับ ความเสยี หายนนั้ เปน การกระทาํ สว นตวั มใิ ชเ กดิ จากการกระทาํ หรอื การดาํ เนนิ การทางปกครองในการ ปฏบิ ตั หิ นา ท่ีตามทกี่ ฎหมายกําหนด คาํ ʧèÑ ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè ñõõ/òõõò การทผี่ ถู กู ฟอ งคดี (ผบู ญั ชาการเรอื นจาํ ) ไดก ลา ว หมน่ิ ประมาทผฟู อ งคดตี อ หนา ผตู อ งขงั ในทปี่ ระชมุ และขม ขใู หผ ฟู อ งคดถี อนฟอ งและหนงั สอื รอ งเรยี น ทไี่ ดย น่ื ไว ทาํ ใหผ ฟู อ งคดเี สยี ชอื่ เสยี งถกู ดหู มน่ิ เกลยี ดชงั จากผตู อ งขงั คนอน่ื ศาลวนิ จิ ฉยั วา แมผ ถู กู ฟอ งคดี จะเปนผูบังคับบัญชาของเรือนจําก็ตาม แตการกระทําดังกลาวก็เปนการกระทําโดยอาศัยเหตุสวนตัว หาใชการกระทาํ ละเมดิ หรอื กจิ การทางปกครองไม คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè óøô/òõô๖ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพทุ ธศักราช ๒๔๕๗ มไิ ดบ ัญญตั ิใหผ ูใ หญบ านมอี าํ นาจหนาท่ีในการสรางถนน การทผี่ ถู ูกฟอ งคดี ซง่ึ เปน ผใู หญบ า นเขา ดาํ เนนิ การสรา งถนนพพิ าททผี่ ฟู อ งคดแี ละราษฎรยกทดี่ นิ และสละเงนิ ใหส รา งนน้ั จึงมิใชเปนการกระทําในหนาท่ีหรือใชอํานาจทางปกครองของผูใหญบานแตกระทําในฐานะสวนตัว ทางสังคมแมผูฟองคดีอางวาผูถูกฟองคดีทําถนนรุกล้ําเขามาในที่ดินของผูฟองคดีผิดจากขอตกลง กม็ ใิ ชเ ปน การใชอ ํานาจทางปกครองในอาํ นาจหนาที่ของผูใหญบ า น คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òð/òõôô การทีผ่ ูถกู ฟอ งคดมี หี นงั สือถึงสาํ นักงาน ป.ป.ช. ขอทราบขอมูลเก่ียวกับผูฟองคดีเพื่อนําไปประกอบการตอสูคดีในคดีอาญาที่ผูถูกฟองคดีถูกฟอง เปนจําเลยน้ัน เปนการกระทําเพื่อวัตถุประสงคสวนตัว แมจะเปนหนังสือราชการและลงนามในฐาน อธิการบดีกม็ ใิ ชเปนการใชอํานาจตามกฎหมายในฐานะอธกิ ารบดีไมเปนคดีพิพาทเกย่ี วกบั การกระทาํ ละเมิดในการปฏิบัตหิ นาที่ของหนว ยงานทางปกครองหรือเจา หนา ท่ีของรัฐ Ê·Ô ¸àÔ ÃÂÕ ¡¤Ò‹ àÊÂÕ ËÒ¢ͧº¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡àÁÍè× à¨ÒŒ ˹Ҍ ·¡èÕ ÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè Ê·Ô ¸Ô¢Í§ºØ¤¤ÅÀÒ¹͡㹡ÒÃàÃÂÕ ¡¤‹ÒàÊÕÂËÒ กรณที บ่ี คุ คลภายนอกไดร บั ความเสยี หายจากการกระทาํ ละเมดิ ของเจา หนา ทอ่ี นั เกดิ จาก การปฏบิ ัตหิ นา ที่ บคุ คลภายนอกผเู สยี หายสามารถดาํ เนนิ การได ๒ วธิ ี คอื ๑) รอ งขอตอหนวยงานของรฐั ใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกตน ๒) ฟองคดีตอศาล ¢Ñé¹μ͹áÅÐÇÔ¸Õ¡ÒÃ㪌ÊÔ·¸ÔàÃÕ¡Ìͧâ´ÂÂè×¹คํา¢Íμ‹Í˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰãˌ˹‹Ç§ҹÃѰ ª´ãªŒ¤‹ÒàÊÕÂËÒ ÁÒμÃÒ ññ ในกรณีท่ีผูเสียหายเห็นวา หนวยงานของรัฐตองรับผิดตามมาตรา ๕ ผูเสียหายจะยื่นคําขอตอหนวยงานของรัฐใหพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหาย ทเี่ กดิ แกต นกไ็ ด ในการนหี้ นว ยงานของรฐั ตอ งออกใบรบั คาํ ขอใหไ วเ ปน หลกั ฐานและพจิ ารณาคาํ ขอนน้ั โดยไมชักชา เมื่อหนวยงานของรัฐมีคําส่ังเชนใดแลวหากผูเสียหายยังไมพอใจในผลการวินิจฉัยของ

๘๔ หนว ยงานของรฐั กใ็ หม สี ทิ ธริ อ งทกุ ขต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั รอ งทกุ ขต ามกฎหมายวา ดว ยคณะกรรมการ กฤษฎกี าไดภายในเกา สบิ วนั นับแตวันทีต่ นไดร บั แจง ผลการวนิ ิจฉัย ใหหนวยงานของรัฐพิจารณาคําขอท่ีไดรับตามวรรคหน่ึงใหแลวเสร็จภายในหนึ่งรอย แปดสิบวัน หากเร่ืองใดไมอาจพิจารณาไดทันในกําหนดน้ันจะตองรายงานปญหาและอุปสรรคให รฐั มนตรเี จา สงั กดั หรอื กาํ กบั หรอื ควบคมุ ดแู ลหนว ยงานของรฐั แหง นน้ั ทราบและขออนมุ ตั ขิ ยายระยะเวลา ออกไปได แตร ฐั มนตรดี งั กลา วจะพจิ ารณาอนมุ ตั ใิ หข ยายระยะเวลาใหอ กี ไดไ มเ กนิ หนงึ่ รอ ยแปดสบิ วนั ดังนั้น ผูเสียหายสามารถรองขอตอหนวยงานของรัฐใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกตนได โดยตรง และเมื่อหนวยงานของรัฐมีคําสั่งเชนใดแลว หากผูเสียหายยังไมพอใจการวินิจฉัยก็สามารถ ฟอ งคดตี อ ศาลไดต ามมาตรา ๑๑ แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ตามหลกั เกณฑ ดังนี้ (๑) ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวาเปนท่ีเห็นไดจากเหตุผลของเร่ืองวา ผูเสียหายจะตอง ยน่ื คาํ ขอตอหนว ยงานของรฐั ภายใน ๑ ป นบั แตวนั ทีร่ ถู ึงการละเมิดและรูตัวผจู ะพึงตอ งใชคา สินไหม ทดแทนแตไมเกิน ๑๐ ปนับแตวันทําละเมิด ซึ่งเปนระยะเวลาเดียวกับการยื่นฟองคดีตอศาล ดังนั้น หากผเู สยี หายยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั เมอ่ื พน ระยะเวลาดงั กลา ว แมห นว ยงานของรฐั จะพจิ ารณา คําขอ ผูเสียหายซึ่งไมพอใจผลการวินิจฉัยก็ไมมีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองไดเพราะถือวาฟองคดี เม่ือพน ระยะเวลาทก่ี ฎหมายกําหนด คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤Ãͧ·Õè õ÷ó/òõôù ในกรณที ีเ่ จา หนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอก ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ บญั ญตั ใิ หผ เู สยี หาย ใชส ทิ ธเิ รยี กรอ งคา สนิ ไหมทดแทนได ๒ ทาง กลา วคอื ผเู สยี หายอาจฟอ งตอ ศาลขอใหพ พิ ากษาใหห นว ยงาน ของรฐั ทเี่ จา หนา ทผี่ กู ระทาํ ละเมดิ อยใู นสงั กดั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนภายใน ๑ ปน บั แตว นั ทรี่ หู รอื ควรรถู งึ เหตุแหง การฟองคดี แตไ มเกนิ ๑๐ ป นับแตวันทีม่ เี หตุแหง การฟอ งคดี หรอื อีกนัยหนง่ึ ภายใน ๑ ป นับแตวันท่ีผูเสียหายรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองชดใชคาสินไหมทดแทน แตไมเกิน ๑๐ ป นบั แตว นั ทาํ ละเมดิ ทางหนงึ่ กบั ผเู สยี หายอาจยนื่ คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั ทเ่ี จา หนา ทผ่ี กู ระทาํ ละเมดิ อยใู นสงั กดั ใหพ จิ ารณาชดใชค า สนิ ไหมทดแทนใหแ กต นอกี ทางหนงึ่ และแมก ฎหมายจะมไิ ดบ ญั ญตั ไิ ว อยา งชดั แจง วา ผเู สยี หายจะตอ งยนื่ คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั ใหพ จิ ารณาชดใชค า สนิ ไหมทดแทนสาํ หรบั ความเสียหายท่ีเกิดแกตนภายในระยะเวลาเทาใด แตก็เปนที่เห็นไดจากเหตุผลของเรื่องวาผูเสียหาย จะตองยื่นคําขอตอหนวยงานของรัฐภายใน ๑ ป นับแตวันท่ีรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใช คา สนิ ไหมทดแทน แตไ มเ กนิ ๑๐ ป นบั แตว นั ทาํ ละเมดิ เชน เดยี วกบั การฟอ งคดตี อ ศาล ในกรณที ผ่ี เู สยี หาย ยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั เมอื่ พน ระยะเวลาดงั กลา วแลว แมห นว ยงานของรฐั จะพจิ ารณาคาํ ขอนน้ั ผูเสียหายซึ่งไมพอใจผลการวินิจฉัยของหนวยงานของรัฐก็หามีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองตาม มาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ไดอ กี ไม กรณเี ชน นต้ี อ งถอื วา เปน การใชส ทิ ธฟิ อ งคดเี มอื่ พน ระยะเวลาทกี่ ฎหมายกาํ หนดแลว (๒) หนวยงานของรัฐผูรับคําขอ ตองออกใบรับคําขอไวเปนหลักฐาน ท้ังนี้ ใบรับคําขอ ตอ งเปน เอกสารทห่ี นว ยงานไดจ ดั ทาํ ขน้ึ เพอื่ ใหท ราบวา หนว ยงานของรฐั ไดร บั คาํ ขอของผเู สยี หายแลว ซึง่ การออกใบรับคาํ ขอนจ้ี ะมีผลตอการนับระยะเวลาการพิจารณาคําขอของหนวยงาน เชน

๘๕ คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·èÕ ó÷/òõõò ผูเสยี หายมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ แจง ใหห นว ยงานรบั ผดิ ในผลแหง ละเมดิ จากกรณที เี่ จา หนา ทบี่ กุ รกุ และลกั ทรพั ยใ นทดี่ นิ โดยหนว ยงาน กไ็ ดอ อกใบรับคาํ ขอใหเมื่อวันท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ พรอมกบั มีหนังสอื แจง วาไดร ับเร่ืองไวแลว ถือวา ผูเสยี หายไดใชสิทธใิ นหนวยงานของรฐั พจิ ารณาชดใชค า สินไหมทดแทนแลว คํา¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.ùñ/òõô÷ วินิจฉัยวาใบตอบรับของไปรษณีย ทสี่ ง คนื ใหผ ฟู อ งคดมี อิ าจถอื ไดว า เปน ใบรบั คาํ ขออนั เปน หลกั ฐานทผ่ี ถู กู ฟอ งคดี (สาํ นกั งานอยั การสงู สดุ ) เปน ผอู อกใหเ ปน เพยี งหลกั ฐานทางไปรษณยี ว า ไดม กี ารสง ซองเอกสารทางไปรษณยี ใ หผ รู บั แลว เทา นน้ั มิไดบงบอกวาเอกสารในซองท่ีถึงผูรับเปนเอกสารอะไร จึงตองมีการออกใบรับคําขอของหนวยงาน เพื่อมิใหเกิดปญหาโตเถียงในภายหลังได เม่ือใบตอบรับของไปรษณียที่สงคืนใหผูฟองคดีมิอาจถือ ไดวาเปนใบรับคําขออันเปนหลักฐานท่ีผูถูกฟองคดีเปนผูออกใหตามมาตรา ๑๑ วรรคหน่ึง ดังน้ัน การทผี่ ถู กู ฟอ งคดไี มอ อกใบรบั คาํ ขอใหผ ฟู อ งคดี จงึ เปน การละเลยตอ หนา ทต่ี ามมาตรา ๑๑ วรรคหนงึ่ (๓) การพิจารณาคําขอตองกระทําโดยไมชักชาและหากหนวยงานของรัฐท่ีรับคําขอให ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนนน้ั เหน็ วา เปน เรอื่ งทเี่ กย่ี วกบั ตนกใ็ หแ ตง ตงั้ คณะกรรมการเพอื่ ดาํ เนนิ การตอ ไป โดยไมช กั ชา กลา วคอื หนว ยงานของรฐั ตอ งพจิ ารณาคาํ ขอทไ่ี ดร บั ใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั หากเรอ่ื งใดไมอ าจพจิ ารณาไดท นั ภายในกาํ หนด ตอ งรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ฐั มนตรเี จา สงั กดั หรือกํากับหรือควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐน้ันทราบ และหากจําเปนก็สามารถขอขยายระยะเวลา ออกไปได แตรัฐมนตรจี ะพิจารณาอนมุ ัตใิ หข ยายระยะเวลาใหอ กี ไดไ มเกนิ หนึ่งรอยแปดสบิ วนั เชน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ ó÷/òõõò ผูเสียหายมีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐ รับผิดในผลแหงละเมิดจากกรณีที่เจาหนาท่ีบุกรุกและลักทรัพยในที่ดิน หนวยงานนั้นไดออก ใบรบั คําขอใหเมอื่ วันท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ พรอ มกบั มีหนังสือลงวนั ท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ แจงวา ไดรับเร่ืองไวแลว ถือวาผูเสียหายไดใชสิทธิใหหนวยงานของรัฐพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนแลว เมอื่ ผถู กู ฟอ งคดี (กรมทางหลวง) ไมพ จิ ารณาดาํ เนนิ การใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั (คอื วนั ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๑) ตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ผเู สียหายยอ มใชสทิ ธิฟอ งคดตี อศาลปกครองได (๔) เม่อื หนว ยงานของรฐั พิจารณาคํารอ งขอของผูเสียหายแลว หนว ยงานของรัฐตอ งทาํ คาํ สง่ั เกย่ี วกบั ผลการพจิ ารณาและตอ งแจง คาํ สงั่ ดงั กลา วใหแ กผ เู สยี หายทราบ ซง่ึ การทาํ คาํ สง่ั และการแจง คําสั่งดังกลาวน้ัน พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ มิไดกําหนด วิธกี ารไวเปน การเฉพาะจึงตอ งปฏบิ ตั ติ ามแบบการจัดทาํ คาํ สั่งในทางปกครอง ตามหมวด ๒ สวนที่ ๔ รูปแบบและผลของคาํ สั่งทางปกครองตามพระราชบญั ญัตวิ ิธปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ดงั น้ี - หนวยงานอาจทําคําส่ังเปนหนังสือ หรือวาจา หรือโดยการสื่อความหมาย ในรปู แบบอ่ืนก็ได แตต องมขี อ ความหรอื ความหมายท่ีชัดเจนเพยี งพอที่จะเขาใจได

๘๖ - ถา ทาํ คาํ สง่ั เปน หนงั สอื อยา งนอ ยตอ งระบุ วนั เดอื น ป ทที่ าํ คาํ สงั่ ชอ่ื และตาํ แหนง ของผูทําคําส่ัง และลายมือช่ือของเจาหนาท่ีผูนั้น โดยตองระบุเหตุผลในการมีคําส่ังเชนนั้นไวดวย ซงึ่ เหตผุ ลในการมคี าํ สง่ั ดงั กลา วประกอบดว ยขอ เทจ็ จรงิ อนั เปน สาระสาํ คญั ของเรอื่ งนนั้ ขอ กฎหมายท่ี ใชอางอิงในการพจิ ารณาและวนิ จิ ฉัย ตลอดจนประเด็นการพิจารณาและขอ สนบั สนนุ การใชด ุลยพนิ จิ (๕) เมื่อหนวยงานของรัฐไดพิจารณาคําขอและมีคําส่ังเชนใดแลว หากผูเสียหายยังไม พอใจในผลการวนิ จิ ฉยั ของหนว ยงานของรฐั พจิ ารณาคาํ รอ งขอแลว ผเู สยี หายมสี ทิ ธฟิ อ งโตแ ยง ผลการ วนิ จิ ฉยั ตอ ศาลทมี่ เี ขตอาํ นาจ แลว แตก รณี ตามมาตรา ๑๑ แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งหากผูเสียหายไมพอใจผลการวินิจฉัยของหนวยงานของรัฐ ผูเสียหาย ตอ งฟอ งคดตี อ ศาลภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั แจง ผลการวนิ จิ ฉยั หรอื หากหนว ยงานของรฐั มไิ ด พจิ ารณาคาํ ขอใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั คาํ ขอ (หรอื ภายในระยะเวลาทไี่ ด รบั อนมุ ตั ใิ หข ยายออกไปอกี ไมเ กนิ หนง่ึ รอยแปดสบิ วนั ) ผูเสยี หายตองฟองคดภี ายในเกา สิบวันนบั แต วันท่ีครบกําหนดระยะเวลาดังกลาว ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติ ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ - ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ ในกรณที ผ่ี เู สยี หายทยี่ น่ื คาํ ขอไมเ หน็ ดว ยกบั คาํ สง่ั ของหนว ยงานของรฐั ไมวาจะเปนเร่ืองของจํานวนเงินคาสินไหมทดแทน หรือการยกคําขอ และเปนคําสั่งของหนวยงาน ของรฐั ทว่ี นิ จิ ฉยั คา สนิ ไหมทดแทนจากการกระทาํ ละเมดิ ทม่ี ใิ ชก ารใชอ าํ นาจตามกฎหมายในทางปกครอง - ÈÒÅ»¡¤Ãͧ ในกรณที ผ่ี เู สยี หายทยี่ นื่ คาํ ขอไมเ หน็ ดว ยกบั คาํ สงั่ ของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน เรอื่ งของจาํ นวนเงนิ คา สนิ ไหมทดแทน หรอื การยกคาํ ขอและไดฟ อ งโตแ ยง คาํ สง่ั ของหนว ยงาน ของรฐั ทวี่ นิ จิ ฉยั คา สนิ ไหมทดแทนจากการกระทาํ ละเมดิ อนั เกดิ จากการใชอ าํ นาจตามกฎหมายในทาง ปกครอง º¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡¿Í‡ §¤´ÕμÍ‹ ÈÒÅ ผูเสียหายอาจฟองคดีตอศาล เพื่อขอใหศาลมีคําส่ังหรือคําพิพากษาใหเจาหนาท่ีหรือ หนว ยงานของรฐั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนไดโ ดยตรง โดยไมต อ งยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั กอ น ทงั้ นี้ โดยอาจยนื่ ฟองตอ ศาลปกครองหรือศาลยุตธิ รรม แลวแตกรณกี ลา วคือ ñ. à¢μอํา¹Ò¨ÈÒÅ ñ.ñ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ การกระทําละเมิดที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองตอ งเปน การกระทาํ ละเมดิ ของหนว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทข่ี องรฐั อนั เกดิ จากการใชอ าํ นาจ ตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําส่ังอื่นหรือจากการละเลยตอหนาที่ตามท่ี กฎหมายกําหนดใหต องปฏบิ ัติหรอื ปฏบิ ตั หิ นา ท่ดี ังกลา วลาชาเกนิ สมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนง่ึ (๓) แหง พระราชบัญญตั จิ ดั ต้งั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ เชน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õñö/òõôõ การออกโฉนดท่ีดินเปนคําส่ังทาง ปกครองตามมาตรา ๕ แหง พระราชบญั ญตั ิวธิ ีปฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ การฟองคดี ขอใหศาลกําหนดคําบังคับใหกรมท่ีดินชดใชคาเสียหายจากการออกโฉนดท่ีดินท่ีมิชอบดวยกฎหมาย

๘๗ เน่ืองจากไดรุกล้ําเขาไปในที่ดินของผูอ่ืน จึงเปนคดีพิพาทเก่ียวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิด อยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคําส่ังทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ñ.ò ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ กรณเี ปน การกระทาํ ละเมดิ ทม่ี ใิ ชจ ากการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หรอื กรณี เปนการกระทําละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหนาท่ี แตมิใชจากการใชอํานาจตามกฎหมายหรือจากการ ออกกฎ คําสัง่ ทางปกครอง หรือคําส่งั อนื่ หรือจากการละเลยตอ หนาทต่ี ามทก่ี ฎหมายกาํ หนดใหต อง ปฏบิ ตั หิ รอื จากการปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี งั กลา วลา ชา เกนิ สมควร การฟอ งคดเี พอื่ เรยี กคา เสยี หายตอ งฟอ งตอ ศาลยุตธิ รรม เชน คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õ÷÷/òõô÷ พนักงานขับรถของผูถูกฟองคดี ที่ ๑ (กรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอม) ไดขับรถยนตของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไปสํารวจตนไมดวย ความประมาทเลนิ เลอ ทาํ ใหร ถยนตข องผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๑ ชนกบั รถยนตข องผฟู อ งคดเี ปน เหตใุ หผ ฟู อ งคดไี ดร บั ความเสยี หาย จงึ เปน กรณกี ารกระทาํ ละเมดิ ทเี่ กดิ จากการปฏบิ ตั หิ นา ทที่ ว่ั ไปของพนกั งานขบั รถ มไิ ดม ี ลกั ษณะเปน การใชอ าํ นาจตามกฎหมายหรอื จากกฎคาํ สงั่ ทางปกครอง หรอื คาํ สง่ั อน่ื จงึ มใิ ชค ดพี พิ าทตาม มาตรา ๙ วรรค ๑ (๓) แหง พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คาํ ʧèÑ ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·èÕ óöô/òõôõ การฟอ งเรยี กคา เสยี หายอนั เนอ่ื งมาจาก การท่ีถูกเจาหนาที่ของรัฐจับกุมและดําเนินคดีอาญาเปนการฟองเพื่อเรียกคาเสียหายในเร่ืองของ การดาํ เนนิ งานตามกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา และศาลยตุ ธิ รรมมอี าํ นาจทจ่ี ะเยยี วยาความเสยี หาย ดงั กลา วได จงึ อยใู นอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรม การกระทาํ ดงั กลา วมใิ ชก ารกระทาํ ทาง ปกครองที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ แหงพระราชบัญญัติจัดต้ัง ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´·èÕ ôò÷/òõôõ(») เจา พนักงานตาํ รวจออกตรวจ พน้ื ทพ่ี บคนรา ยซง่ึ กระทาํ ผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปน ฯ กาํ ลงั วงิ่ หลบหนี การที่เจาพนักงานตํารวจวิ่งไลและใชอาวุธปนยิงคนราย แตกระสุนพลาดไปถูกบุตรชายผูฟองคดี ถงึ แกค วามตาย ถอื วา เปน ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ การใชอ าํ นาจจบั กมุ ของเจา พนกั งานตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาซึ่งกําหนดใหอํานาจไวเปนการเฉพาะ และศาลยุติธรรมมีอํานาจที่จะเยียวยา ความเสียหายดังกลาวได จึงไมเขาหลักเกณฑเปนกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราช บัญญัติจดั ตง้ั ศาลปกครองฯ การเรียกคา เสยี หายอนั เกดิ จากการกระทาํ ละเมิดของพนกั งานเจาหนาที่ ซึ่ีงดําเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยตุ ธิ รรม คดีน้ีจงึ ไมอยูในอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหง พระราชบญั ญัติจดั ตั้งศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

๘๘ à¢μอาํ ¹Ò¨ÈÒÅ㹡Òÿ‡Í§¤´Õ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ ¿Í‡ § ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ - ละเมิดท่เี กิดจากการปฏิบตั ิหนาที่ ละเมดิ ทีไ่ มไดเ กิดจากการปฏิบัติหนาท่ี (ละเมดิ ทางแพง ) (เจาหนาที่ตองรบั ผิดเปนสวนตัว) ละเมดิ เกดิ จาก ๔ กรณี (ละเมดิ ทางปกครอง) ละเมดิ ทเ่ี ปน การปฏบิ ตั หิ นา ที่ แตม ใิ ชเ กดิ จากกรณี ๑. การใชอํานาจตามกฎหมาย ดงั ตอ ไปน้ี (เฉพาะกฎหมายปกครอง) ๒. - กฎ - การใชอ ํานาจตามกฎหมาย - คาํ สั่งทางปกครอง - การออกกฎ คําสงั่ ทางปกครอง - สญั ญาทางปกครอง - การละเลยตอหนา ที่ หรือ ๓. ละเลยตอหนาทที่ กี่ ฎหมายกําหนด - การปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา หรอื ลา ชา เกนิ สมควร ๔. ปฏบิ ตั หิ นา ทีล่ า ชา หรอื ลาชา เกินสมควร (อยูในอํานาจพิจารณาพิพาทฯ ของ ศาลยุตธิ รรม) ò. ¼·ÙŒ Õè¨ÐÍÂÙ‹ã¹°Ò¹Ð໚¹¼¶ÙŒ ¡Ù ¿Í‡ §¤´Õ มาตรา ๕ กําหนดวา กรณีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดในการปฏิบัติหนาที่ ผูเสียหาย ท่ีเปนบุคคลภายนอกอาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได และถา การละเมดิ เกดิ จากเจา หนา ทซ่ี ง่ีึ ไมไ ดส งั กดั หนว ยงานของรฐั แหง ใดใหถ อื วา กระทรวงการคลงั เปน หนว ยงาน ของรัฐท่ีตองรับผิดตามวรรคหน่ึง และมาตรา ๖ กําหนดวา ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใช การกระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ที่ ผเู สยี หายอาจฟอ งเจา หนา ทไี่ ดโ ดยตรง แตจ ะฟอ งหนว ยงานของรฐั ไมไ ด คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ øó/òõôø มาตรา ๕ แหงพระราชบญั ญตั ิความรับผิด ทางละเมิดของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ผูเสียหายอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรับผิดในผลแหงละเมิด ที่เจาหนาที่ในสังกัดหนวยงานของรัฐน้ันไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่ แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได ผูฟ อ งคดีจงึ ไมอ าจฟอ งผูถ กู ฟองคดที ่ี ๒ ถึงท่ี ๕ ซึ่งเปน เจาหนาท่ีในสังกดั ผูถ ูกฟองคดีท่ี ๖ (สาํ นักงาน ปอ งกันและปราบปรามการฟอกเงนิ ) ใหรว มรับผดิ กบั ผูถกู ฟองคดีท่ี ๖ ในผลแหง ละเมิดท่ีผูถกู ฟอ งคดี ที่ ๒ ถึงท่ี ๕ ไดก ระทาํ ตอ ผูฟ องคดใี นการปฏบิ ตั หิ นาที่ ¡Ã³ÁÕ ¡Õ Òÿ͇ §¼´Ô μÇÑ ÁÒμÃÒ ÷ ÇÃä˹§Öè กาํ หนดวา ในคดที ผี่ เู สยี หายฟอ งหนว ยงาน ของรฐั ถา หนว ยงานของรฐั เหน็ วา เปน เรอ่ื งทเ่ี จา หนา ทต่ี อ งรบั ผดิ หรอื ตอ งรว มรบั ผดิ หรอื ในคดที ผี่ เู สยี หาย

๘๙ ฟอ งเจา หนา ที่ ถา เจา หนา ทเ่ี หน็ วา เปน เรอ่ื งทห่ี นว ยงานของรฐั ตอ งรบั ผดิ หรอื ตอ งรว มรบั ผดิ หนว ยงาน ของรฐั หรอื เจา หนา ทดี่ งั กลา วมสี ทิ ธขิ อใหศ าลทพี่ จิ ารณาคดนี น้ั อยเู รยี กเจา หนา ทห่ี รอื หนว ยงานของรฐั แลว แตก รณี เขา มาเปน คคู วามในคดี ดงั นน้ั ในกรณที ผ่ี ฟู อ งคดฟี อ งผดิ ตวั ผถู กู ฟอ งคดมี สี ทิ ธขิ อใหศ าล เรยี กเจา หนา ท่ีหรือหนว ยงานของรัฐ แลว แตก รณี เขา มาเปนคคู วามในคดแี ทนไดหรอื ศาลอาจกาํ หนด ตัวผถู ูกฟองคดีใหมใหถ ูกตอ งได ó. ÃÐÂÐàÇÅÒ¡Òÿ͇ §¤´Õ ๓.๑ ผเู สยี หายจะตอ งฟอ งตอ ศาลภายใน ๑ ป นบั แตว นั ทร่ี หู รอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การ ฟองคดีหรือนับแตวันท่ีรูถึงการละเมิด แตไมเกิน ๑๐ ป นับแตวันที่มีเหตุแหงการฟองคดีหรือนับแต เกิดเหตุละเมดิ คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè óóô/òõõñ แมน้ําเจาพระยาไดเออลนตลิ่ง เขา ทว มโรงสแี ละโกดงั เกบ็ ขา วของผฟู อ งคดชี ว งระหวา งวนั ท่ี ๑ กนั ยายน ๒๕๔๕ ถงึ ปลายเดอื นตลุ าคม ๒๕๔๕ เมื่อผูฟองคดีอางวาทรัพยสินของผูฟองคดีไดรับความเสียหายจากการกระทําละเมิดของ ผูถ กู ฟอ งคดที ้ังหก (กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ กรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย และกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย) อันเกิดจากการละเลยตอหนาท่ีตามท่ี กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ถือวาผูฟองคดีรูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดีอยางชา ท่ีสุดในปลายเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ซ่ึงจะตองยื่นฟองคดีดังกลาวภายในเดือนตุลาคม ๒๕๔๖ การที่ ผูฟองคดียื่นฟองคดีตอศาลเม่ือวันท่ี ๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ จึงลวงพนระยะเวลาการฟองคดีตาม มาตรา ๕๑ แหง พระราชบญั ญัตเิ ดยี วกนั ๓.๒ นอกจากน้ัน มาตรา ๗ วรรคสอง ยังกําหนดอีกวาถาศาลพิพากษายกฟอง เพราะเหตุที่หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ที่ถูกฟองมิใชผูตองรับผิด ใหขยายอายุความฟองรองผูที่ ตองรบั ผิดซงึ่ มิไดถ กู เรยี กเขามาในคดีออกไปถงึ หกเดือนนบั แตว นั ทค่ี ําพิพากษาน้ันถงึ ที่สุด คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ øôù/òõôø คดีเดิม ศาลปกครองชั้นตนไดมี คําพิพากษาเพิกถอนประกาศสํานักงานเขตพ้ืนที่ฯ สวนกรณีคําขอใหชดใชคาเสียหายจากการกระทํา ของผูถ ูกฟองคดนี ั้น มาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัตคิ วามรบั ผิดทางละเมิดของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ จะตองฟองหนวยงานของรัฐ จะฟองเจาหนาที่ไมได ศาลจึงไมอาจบังคับใหตามคําขอไดจึงพิพากษา ยกฟอ งในสว นน้ี เปน กรณที ศ่ี าลปกครองชน้ั ตน ไดพ พิ ากษายกฟอ งเพราะเหตทุ เ่ี จา หนา ทที่ ถ่ี กู ฟอ งมใิ ช ผตู อ งรบั ผดิ การฟอ งผทู ต่ี อ งรบั ผดิ ซงึ่ มไิ ดถ กู เรยี กเขา มาในคดเี ดมิ จงึ ตอ งขยายอายคุ วามฟอ งรอ งออกไป ถงึ ๖ เดอื นนับแตวนั ทคี่ าํ พิพากษาในคดเี ดิมถงึ ท่ีสุดตามมาตรา ๗ วรรคสอง เมอ่ื คดีเดิมศาลปกครอง ชั้นตนมีคําพิพากษาเม่ือวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๘ และมิไดมีการอุทธรณคําขอในสวนน้ี ประเด็นนี้ จึงถึงท่ีสุดวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๘ การท่ีผูฟองคดีนําคดีน้ีมาฟองตอศาลเพื่อเรียกให สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ซ่ึงตองรับผิดตอผูฟองคดีในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตน ไดก ระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี รบั ผดิ ชดใชค า เสยี หายเมอ่ื วนั ท่ี ๒๒ กนั ยายน ๒๕๔๘ จงึ เปน การยนื่ ฟอ ง ภายในกําหนด ๖ เดือน นับแตวนั ท่ไี ดม คี าํ พพิ ากษาถึงทส่ี ุด

๙๐ ¡ÒÃãªŒÊ·Ô ¸äÔ Åà‹ ºéÂÕ ¢Í§Ë¹‹Ç§ҹÃѰ กรณีท่ีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอกจากการปฏิบัติหนาท่ีและหนวยงาน ของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกบุคคลภายนอกไปแลว (จากการท่ีผูเสียหายย่ืนคําขอหรือตาม คาํ พพิ ากษา) หนว ยงานของรฐั มสี ทิ ธทิ จี่ ะออกคาํ สงั่ เรยี กใหเ จา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทน ไดต ามมาตรา ๘ แหง พระราชบัญญัตคิ วามรับผิดทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ดงั นี้ (๑) เฉพาะกรณที เี่ ปน การกระทาํ ละเมดิ โดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงเทา นนั้ แตถ า เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ เลก็ นอ ยหรอื ประมาทเลนิ เลอ ธรรมดาไมถ งึ ขนาดเปน ประมาท เลินเลออยางรายแรงหนวยงานของรัฐไมอาจใชสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนเอากับเจาหนาที่ ดังนั้น คาสินไหมทดแทนที่หนวยงานของรัฐไดชดใชใหแกบุคคลภายนอกที่เสียหายหรือความเสียหายที่เกิด กับหนว ยงานของรฐั แลว แตก รณกี ็ตกเปนพบั กบั หนวยงานของรฐั ไป (๒) ตองคํานึงถึงความรายแรงแหงการกระทําและความเปนธรรมในแตละกรณี การใช สิทธิเรียกใหชดใชคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาท่ีตามขอ (๑) จะมีไดเพียงใดหนวยงานของรัฐ ตองคํานึงถึงระดับความรายแรงแหงการกระทําและความเปนธรรมในแตละกรณีเปนเกณฑโดยมิตอง ใหใชเ ตม็ จํานวนของความเสียหายกไ็ ด (๓) ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความผดิ หรอื ความบกพรอ งของหนว ยงานของรฐั หรอื ระบบการดาํ เนนิ งาน สวนรวม ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการ ดาํ เนินงานสว นรวมใหหักสว นแหงความรบั ผิดดงั กลาวออกดวย (๔) ไมนําหลักเรื่องลูกหนรี้ ว มมาใชบ ังคบั (๕) คําสั่งเรียกใหชดใชคาสินไหมทดแทนเปนคําส่ังทางปกครองตามมาตรา ๕ แหง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ดังน้ัน หากเจาหนาที่ผูถูกเรียกใหชดใช คาสินไหมทดแทนไมเหน็ ดว ยกบั คําสงั่ ดังกลาวจะตอ งอุทธรณคาํ สง่ั กอนฟองคดีตอไป ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õè การทเ่ี จา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ จะตอ งรบั ผดิ ในความเสยี หายทต่ี นไดก ระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หรือไมก ็คือ (๑) ถา เปน การกระทาํ ละเมดิ โดยประมาทเลนิ เลอ ธรรมดาเจา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ ไมต อ งรบั ผดิ ในความเสียหายนน้ั เลย ความเสียหายท้ังหมดตกเปนพับกบั หนว ยงานของรฐั (๒) แตถ า เปน การกระทาํ โดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงเจา หนา ทผ่ี ทู าํ ละเมดิ กจ็ ะตองรับผิดในความเสียหายทเ่ี กดิ จากการกระทําของตนน้ัน คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.óóø-óóù/òõôù ผูบญั ชาการเรอื นจําจงั หวดั ต. มีหนาท่ีรับผิดชอบตามปกติมากมายคงไมสามารถตรวจนับจํานวนเงินกับคูปองท่ีจําหนายใหกับญาติ ของผตู อ งขงั ดว ยตนเอง การทเ่ี จา หนา ทก่ี ารเงนิ ทจุ รติ ลงบญั ชรี บั เงนิ นอ ยกวา ความเปน จรงิ ผบู ญั ชาการ เรอื นจํา ต. จึงมิไดกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยา งรายแรงใหท างราชการเสยี หายจงึ ไมต อง รับผิดชดใชคา สนิ ไหมทดแทน

๙๑ คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.óöò/òõôù ประชาสงเคราะหจ งั หวดั ส. นาํ รถยนต ของทางราชการไปเก็บรักษาท่ีบานพักอันเปนการฝาฝนตอระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวย รถราชการ พ.ศ.๒๕๒๓ ประกอบกับบานพักไมมีร้ัวรอบขอบชิดเปนเสนทางสาธารณะบุคคลท่ัวไป สามารถใชป ระโยชนร ว มกนั ไดไ มไ ดเ ปน ทรี่ โหฐานสว นตวั และไมไ ดม กี ารจดั เวรยามรกั ษาซงึ่ นา จะคาดเหน็ ความไมป ลอดภยั ในการเกบ็ รกั ษารถยนตจ งึ ถอื ไดว า เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง จงึ ตองรับผดิ ชดใชคา สนิ ไหมทดแทนตอกรมประชาสัมพันธ คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ Í.óóø-óóù/òõôù นาย ก. เปนกรรมการตรวจ การจา งไดล งชอื่ ตรวจรบั สนิ คา โดยไมไ ดต รวจสนิ คา จรงิ จงึ เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·èÕ Í.òö÷/òõõð หวั หนาสว นโยธาซ่ึงไดร บั แตงต้งั เปน ผคู วบคมุ งานโครงการกอ สรา งถนนลกู รงั ไมไ ดป ฏบิ ตั หิ นา ทผี่ คู วบคมุ งานตามทรี่ ะเบยี บกาํ หนดไวถ อื วา เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงจงึ ตอ งรบั ผดิ ตอ ทางราชการในความเสยี หายทเี่ กดิ ขนึ้ ตามมาตรา ๑๐ วรรคหน่ึง ประกอบกับมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ (ó)¡ÒÃãªÊŒ ·Ô ¸äÔ Åà‹ ºÂÕé μÍŒ §คาํ ¹§Ö ¶§Ö ÃдºÑ ¤ÇÒÁÃÒŒ ÂáçËÃÍ× ¤ÇÒÁº¡¾ÃÍ‹ §¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹ ¢Í§ÃѰËÃ×ÍÃкº¡ÒÃดําà¹Ô¹§Ò¹Ê‹Ç¹ÃÇÁ ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของ หนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานสวนรวมใหหักสวนแหงความรับผิดดังกลาวออกดวย และ กรณีละเมิดเกดิ จากเจา หนา ทีห่ ลายคนมิใหนาํ หลักเรอ่ื งลกู หน้ีรวมมาใชบงั คับ คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ Í.÷ó/òõõð การที่หนวยงานของรัฐจะใชสิทธิ เรยี กใหเ จา หนาทผี่ ูท ําละเมดิ ชดใชคาสินไหมทดแทนจงึ ตองคาํ นงึ ถงึ หลักเกณฑสาํ คญั ๓ ประการ คือ (๑) ตอ งคาํ นงึ ถงึ ระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรมในแตล ะกรณี (๒) หากการละเมดิ เกิดจากความผิดหรือบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานสวนรวมตองหักสวน ความรับผิดดังกลาวออกดวย และ (๓) กรณีละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคนมิใหนําหลักเรื่อง ลกู หน้ีรวมมาใชบังคบั คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤Ãͧ¡ÅÒ§·èÕ ñô÷/òõõð การที่นักการภารโรงอยูเวรเฝาอาคาร โดยไมใ ชค วามระมดั ระวงั ในการดแู ลรกั ษาทรพั ยส นิ ของทางราชการดงั เชน วญิ ชู นพงึ กระทาํ จนเปน เหตุ ใหค นรายลักเอาเครอ่ื งคอมพิวเตอรไ ปจํานวน ๒๙ ตัว อนั เปนการปฏบิ ตั ิหนาทโ่ี ดยประมาทเลนิ เลอ อยางรายแรงเปนเหตุใหทางราชการเสียหาย แตโดยที่นักการภารโรงมิไดมีหนาที่โดยตรงในการรักษา ความปลอดภยั และมหาวทิ ยาลยั ท. กม็ ไิ ดจ ดั ใหม เี จา หนา ทมี่ หี นา ทโ่ี ดยตรงในการรกั ษาความปลอดภยั ทง้ั ทม่ี ที รพั ยส นิ มลู คา สงู แตไ ดใ หเ จา หนา ทปี่ ฏบิ ตั ริ าชการตามปกตมิ าอยเู วรโดยไมม ผี ตู รวจเวรและไมม ี ระเบียบขอบังคับหรือขอปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาเวรยาม ดังนั้นเม่ือพิจารณาถึงระดับความรายแรง แหงการกระทําและความเปนธรรมในกรณีนี้ รวมท้ังความบกพรองของหนวยงานของรัฐแลว การที่ มหาวทิ ยาลยั ท. ใหน กั การภารโรงรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนในอตั รารอ ยละ ๒๐ ของความเสยี หาย หลังจากหักคาเสอื่ มแลว จึงเปนการเหมาะสมและชอบดวยกฎหมาย

๙๒ ¡ÒÃàÃÂÕ ¡¤Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹¡Ã³ËÕ ¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ àÊÂÕ ËÒ¨ҡ¡ÒáÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô ¢Í§ ਌Ò˹Ҍ ·Õè ในการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีอาจกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐใหไดรับ ความเสียหายโดยอาจเปนกรณีเจาหนาที่ของรัฐคนหนึ่งทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐแหงเดียว หรอื หลายแหง กไ็ ดแ ละอาจเปน หนว ยงานของรฐั ทตี่ นเองสงั กดั อยหู รอื หนว ยงานแหง รฐั อน่ื กไ็ ดห รอื อาจเปน เจา หนาทีข่ องรฐั หลายหนวยงานทําละเมิดตอ หนว ยงานของรัฐหนึ่งหรือหลายแหง ก็ได โดยเมอื่ มกี ารกระทาํ ละเมดิ เกดิ ขนึ้ เจา หนา ทยี่ อ มตอ งรบั ผดิ ตอ หนว ยงานของรฐั ทเ่ี สยี หาย ซึ่งมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ไดกําหนด หลักเกณฑใ นการเรียกรองคาสนิ ไหมทดแทนจากเจาหนาทอ่ี นั เนื่องจากการกระทําละเมิดไว ๒ กรณี ¡Ã³Õáá การกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐจากการปฏิบัติหนาท่ีใหนําบทบัญญัติ มาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ มาใชบังคับ โดยอนโุ ลม ¡Ã³Õ·èÊÕ Í§ การกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐที่มิใชจากการปฏิบัติหนาท่ีใหบังคับ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ËÅ¡Ñ à¡³±¡ÒÃàÃÂÕ ¡¤Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹¡Ã³Õ¡ÒáÃÐทําÅÐàÁ´Ô ¨Ò¡¡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ใชห ลกั เกณฑเ ดยี วกนั กบั การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของหนว ยงานของรฐั ทไ่ี ดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทน ใหกับบุคคลภายนอก ดังตอ ไปนี้ (๑) หนวยงานของรัฐที่ไดรับความเสียหายมีอํานาจออกคําสั่งเรียกใหเจาหนาที่ผูทํา ละเมิดรับผิดในความเสียหายของการกระทําละเมิดได (มาตรา ๑๒) เม่ือเปนการกระทําโดยจงใจ หรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง ดงั นนั้ กรณที เี่ จา หนา ทก่ี ระทาํ ละเมดิ โดยความประมาทเลนิ เลอ ธรรมดา หนว ยงานของรฐั ทไี่ ดร บั ความเสยี หายยอ มไมอ าจเรยี กใหเ จา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนไดเ ลย หากหนวยงานของรฐั ออกคําส่งั เชน วาน้ียอ มมีผลทําใหเปนคาํ ส่ังทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย (๒) หนว ยงานของรฐั จะตอ งคาํ นงึ ถงึ ระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรม ในแตล ะกรณเี ปนเกณฑโ ดยไมต อ งใหใชเ ต็มจาํ นวนความเสียหายกไ็ ด (๓) หากความเสยี หายเกดิ จากความผดิ หรอื ความบกพรอ งของหนว ยงานของรฐั หรอื ระบบ การดําเนนิ การสว นรวมแลวตอ งหกั สวนความรบั ผดิ ดังกลา วออกดวย (๔) หากการทําละเมดิ เกิดจากเจาหนาที่หลายคนรว มกันกระทํา หนว ยงานของรัฐมสี ิทธิ เรยี กใหเ จา หนา ทแี่ ตล ะคนรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนเฉพาะสว นทเ่ี จา หนา ทแี่ ตล ะคนไดก ระทาํ เทา นน้ั ไมอ าจเรยี กใหเ จาหนา ทร่ี วมกนั รบั ผิดในฐานะเปนลูกหนร้ี วมได คาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ª¢Õé Ò´ÍÒí ¹Ò¨ÃÐËÇÒ‹ §ÈÒÅ·Õè ñð/òõó÷ ขณะเกดิ เหตโุ จทก (สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาต)ิ เปน หนว ยงานของรฐั จาํ เลยที่ ๑ รบั ราชการในสงั กดั ของโจทกไ ดร บั มอบหมายใหป ฏบิ ตั หิ นา ทใี่ นตาํ แหนง ผชู ว ยเจา หนา ทก่ี ารเงนิ ไดอ าศยั โอกาสในการปฏบิ ตั หิ นา ทเี่ ปรยี บเทยี บปรบั จราจรทางบก เงนิ ประกนั ตวั ผตู อ งหา ฯลฯ และไดเ บยี ดบงั ยกั ยอกเอาเงนิ ดงั กลา วทตี่ นเองมหี นา ทดี่ แู ลจดั การไปโดยทจุ รติ เปน เหตุ ใหโจทกไดรับความเสียหายเปนคดีละเมิดอันเกิดจากการใชอํานาจหนาที่ตามกฎหมายตามมาตรา ๙

๙๓ วรรคหนง่ึ (๓) แหง พระราชบญั ญัติจดั ตัง้ ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อนั อยู ในอํานาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครอง ๒.๓ การปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชาแมคําสั่งน้ันจะไมชอบดวยกฎหมาย ก็ไมม ีผลทําใหเปน การกระทาํ ทไี่ มใชการปฏิบตั ิหนาท่ี (ถอื เปนการกระทําในการปฏิบตั หิ นา ท)่ี ๒.๔ การปฏิบัติงานใหกับหนวยงานของรัฐอ่ืนโดยไมไดรับคําสั่งจากหนวยงาน ของรฐั ตน สงั กัดไมเปน การปฏบิ ตั ิหนา ท่ี Ç¸Ô ¡Õ ÒÃáÅТ¹éÑ μ͹¡Ò÷ËÕè ¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ àÃÂÕ ¡ãËàŒ ¨ÒŒ ˹Ҍ ·ªÕè ´ãª¤Œ Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹ จากทีไ่ ดกลาวมาการทาํ ละเมดิ ของเจาหนา ที่แบงเปน ๒ สวนคือ ÊÇ‹ ¹·èÕ ñ เจาหนาที่ทําละเมิดตอบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหนาท่ีและหนวยงาน ของรัฐไดชดใชค า สินไหมทดแทนใหแกบคุ คลภายนอกท่ีไดร ับความเสยี หาย เม่ือปรากฏวา การกระทํา ละเมิดของเจา หนา ทดี่ ังกลาวเปน การกระทําโดยจงใจหรอื ประมาทเลินเลอ อยา งรา ยแรง ซงึ่ หนวยงาน ของรฐั สามารถใชสทิ ธิไลเบ้ยี เรียกใหเ จา หนา ท่ีชดใชคา สินไหมทดแทนใหแ กห นว ยงานของรฐั ได ÊÇ‹ ¹·èÕ ò เจาหนาที่ทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐโดยจงใจหรือประมาทเลินเลอ อยางรายแรง ซ่ึงหนวยงานของรัฐสามารถเรียกใหเจาหนาท่ีชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกหนวยงาน ของรฐั ไดท ง้ั สองกรณขี า งตน หนว ยงานของรฐั สามารถใชส ทิ ธเิ รยี กใหเ จา หนา ทชี่ ดใชค า สนิ ไหมทดแทน ใหแกหนวยงานของรฐั ได ๒ ทางดงั น้ี (๑) การออกคําสง่ั ทางปกครองเรยี กใหเจา หนาท่ชี ดใชค า สนิ ไหมทดแทนตามมาตรา ๑๒ แหง พระราชบัญญตั ิความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ กรณเี จา หนา ทท่ี าํ ละเมดิ ตอ หนว ยงานของรฐั อายคุ วาม ๒ ปน บั แตว นั ทห่ี นว ยงานของรฐั รถู งึ การละเมดิ และรตู วั เจา หนา ทต่ี ามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.òøø/òõôù เมอื่ ผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ออกคาํ สง่ั เรยี กรอ ง คา สินไหมทดแทนเม่อื พนกําหนดอายคุ วาม ๒ ปนบั แตวันที่ผถู ูกฟองคดที ี่ ๑ รูถึงการละเมิดและรตู ัว เจาหนาที่ผูจะพึงตองชดใชคาสินไหมทดแทน สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนของผูถูกฟองคดีที่ ๑ จงึ สน้ิ สดุ ลงเมอ่ื ผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๑ ออกคาํ สงั่ ใหผ ฟู อ งคดชี ดใชค า สนิ ไหมทดแทนเมอื่ พน อายคุ วามใชส ทิ ธิ เรียกรองดังกลา วแลวจงึ เปนการออกคาํ สงั่ โดยไมม ีอาํ นาจจงึ เปนคาํ สั่งทไ่ี มชอบดว ยกฎหมาย (๒) กรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาท่ีผูน้ันไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลัง ตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิดใหสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนนั้นมีกําหนดอายุความ ๑ ป นับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐมีคําส่ังตามความเห็นของกระทรวงการคลังตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัตคิ วามรับผิดทางละเมิดของเจา หนา ที่ พ.ศ.๒๕๓๙


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook