๔๔ ó.ñ ¤´Õ¾¾Ô Ò··ÕèäÁ‹ä´Œà¡Ô´¨Ò¡¡ÒÃãªอŒ ํา¹Ò¨·Ò§»¡¤Ãͧ คดีพิพาทที่ไมไดเกิดจากการใชอํานาจปกครองยอมไมใชคดีปกครอง ดังนั้น คดีท่ีไมอยูในอํานาจของศาลปกครองตามหลักกฎหมายทั่วไปและตามแนวคําวินิจฉัยของศาล เชน การกระทาํ ในทางนติ บิ ญั ญตั ิ ทางตลุ าการและการกระทาํ ของรฐั บาลทเี่ ปน งานดา นนโยบาย หรอื งานดา น การเมอื งหรอื นโยบายตา งประเทศหรอื ในความสมั พนั ธก บั ฝา ยนติ บิ ญั ญตั ิ ขอ พพิ าทเกย่ี วกบั กระบวนการ ยตุ ธิ รรมทางอาญา ขอ พพิ าทเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ งานของเจา พนกั งานบงั คบั คดใี นกระบวนการบงั คบั คดี ของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ขอพิพาทเก่ียวกับกิจการทางศาสนา ขอ พพิ าทเก่ียวกับกจิ กรรมทางพาณชิ ยกรรม อตุ สาหกรรม ของรฐั วสิ าหกิจ ขอ พิพาทเก่ียวกับกิจกรรม การแสวงหารายไดข องหนวยงานทางปกครอง ó.ò ¤´¾Õ ¾Ô Ò··àèÕ ¡´Ô ¨Ò¡¡ÒÃãªอŒ าํ ¹Ò¨·Ò§»¡¤Ãͧáμ‹ÁÕÅ¡Ñ É³Ð¾àÔ ÈÉ แมวาศาลปกครองจะเปนศาลท่ีเขตอํานาจทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดี ปกครองแตด ว ยลกั ษณะพเิ ศษ จงึ ไดม กี ารยกเวน คดปี กครองบางประเภทแมจ ะเปน คดพี พิ าททางปกครอง แต พ.ร.บ.จดั ต้ังศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรค ๒ บัญญตั ิ ไมใ หอ ยใู นอาํ นาจศาลปกครองมี ๓ กรณีดวยกนั คือ ๑) การดาํ เนนิ การเกี่ยวกบั วนิ ัยทหาร ๒) การดําเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายวาดวยระเบียบ ขา ราชการฝายตุลาการ ๓) คดีทีอ่ ยใู นอาํ นาจของศาลชาํ นัญพิเศษ ô. ¤´Õ·ÕèÍ‹Ùã¹อาํ ¹Ò¨¢Í§ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´ ศาลปกครองสูงสุดมีเพียงศาลเดียวจึงไมมีขอจํากัดดานเขตอํานาจ ดังนั้นคดีท่ีอยู ในอํานาจของศาลปกครองสูงสุด ไมวามูลคดีจะเกิดท่ีใด หรือผูฟองคดีมีภูมิลําเนาอยูท่ีใดก็สามารถ ฟองคดีตอศาลปกครองสูงสุดได เพียงแตตองย่ืนฟองใหถูกตองตามหลักเกณฑที่กฎหมายกําหนด กลา วคือ คดนี นั้ ตองย่นื ฟอ งตอ ศาลปกครองสงู สุดโดยตรง ถาเปน คดตี ามมาตรา ๑๑ (๑) (๒) และ (๓) หรือยื่นอุทธรณตอศาลปกครองช้ันตน ถาเปนคดีอุทธรณคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลปกครอง ชน้ั ตน ตามมาตรา ๑๑ (๔) “ÁÒμÃÒ ññ ศาลปกครองสงู สดุ มอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดี ดังตอไปน้ี (๑) คดีพิพาทเก่ียวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทตามที่ ท่ีประชุมใหญต ลุ าการในศาลปกครองสงู สุดประกาศกําหนด (๒) คดีพิพาทเก่ียวกับความชอบดวยกฎหมายของพระราชฤษฎีกา หรือกฎท่ีออก โดยคณะรฐั มนตรี หรอื โดยความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรี (๓) คดที ่ีมีกฎหมายกําหนดใหอยูใ นอาํ นาจศาลปกครองสงู สุด (๔) คดีที่อทุ ธรณค าํ พิพากษาหรอื คําสัง่ ของศาลปกครองชั้นตน ”
๔๕ ดงั นน้ั คดปี กครองทอี่ ยใู นอาํ นาจของศาลปกครองสงู สดุ ๔ ประเภทตามมาตรา ๑๑ คอื ๑) คดีพิพาทเก่ียวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทตามที่ ท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกาํ หนด ขณะนีท้ ปี่ ระชมุ ใหญฯ ยงั ไมไ ดกาํ หนดให คดพี พิ าทเกย่ี วกบั คาํ วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ขอ พพิ าทฟอ งตอ ศาลปกครองสงู สดุ ได จงึ ตอ งฟอ งคดี ดงั กลา วตอ ศาลปกครองชน้ั ตน เพราะเปน คดตี ามมาตรา ๙ (๑) อยแู ลว และเมอ่ื ใดทมี่ ปี ระกาศกาํ หนด ของท่ีประชุมใหญฯ ใหคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทใดฟองตอศาลปกครองสูงสุดได ก็ตองใชหลกั เกณฑต ามมาตรา ๙ (๑) อาํ นาจของศาลในการพิพากษาคดีจะเปน ไปตามมาตรา ๗๒ (๑) ๒) คดีพพิ าทเกี่ยวกับความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออก โดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยปกติคดีประเภทน้ีก็เปนคดีลักษณะ เดียวกับคดีตามมาตรา ๙ (๑) นั่นเอง แตดวยความสําคัญของกฎดังกลาวจึงใหฟองตอศาลปกครอง สูงสุดไดโดยตรง อํานาจของศาลในการพพิ ากษาคดจี ะเปน ไปตามมาตรา ๗๒ (๑) ๓) ลักษณะคดีที่มีกฎหมายเฉพาะกําหนดใหอยูในอํานาจของศาลปกครองสูงสุด ปจจุบันไมปรากฏวามกี ฎหมายเฉพาะดงั กลา ว ๔) คดีทอ่ี ทุ ธรณค ําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครองชั้นตน คดปี ระเภทนมี้ ีการ กําหนดข้ันตอนการตรวจอุทธรณ การพิจารณาอุทธรณและการพิพากษาหรือมีคําสั่งในคดีอุทธรณไว โดยเฉพาะ อนงึ่ คดตี าม (๑) และ (๒) ขางตน ผูฟอ งคดีอาจเรียกคาเสียหายตามมาตรา ๙ (๓) ไปพรอ มกนั กไ็ ด ซงึ่ ศาลปกครองสงู สดุ กจ็ ะมอี าํ นาจพพิ ากษาเชน เดยี วกบั ศาลปกครองชนั้ ตน ดงั ทก่ี ลา ว มาแลว õ. à§èÍ× ¹ä¢¡Òÿ‡Í§¤´Õμ‹ÍÈÒÅ»¡¤Ãͧ เรื่องท่ีนํามาฟองตองเปนคดีปกครอง และตองเปนเร่ืองท่ีอยูในอํานาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๗ ซ่ึงบัญญัติวา “ÁÒμÃÒ ñù÷ ศาลปกครองมอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดปี กครองอนั เนอื่ งมาจาก การใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ ตามท่ี กฎหมายบัญญัติ ใหม ีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไมรวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรอิสระ ซึง่ เปนการใชอาํ นาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนูญขององคกรอสิ ระน้ัน ๆ การจดั ตงั้ วธิ พี จิ ารณาคดี และการดาํ เนนิ งานของศาลปกครองใหเ ปน ไปตามกฎหมาย วา ดว ยการนน้ั ”
๔๖ และเรื่องที่นาํ มาฟอ งตองเปน คดีปกครอง และตองเปนเรอื่ งทีอ่ ยใู นอาํ นาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง คือ เปนกรณีตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดงั ทีไ่ ดกลา วมาแลว ในหัวขอที่ ๒ และ ๔ โดยการฟองคดปี กครองตองมีเงอื่ นไขในการฟอ งคดดี ังตอ ไปนี้ õ.ñ μÍŒ §Â×¹è ¿‡Í§μ‹ÍÈÒÅ·èÁÕ Õอํา¹Ò¨ อาํ นาจศาลในทนี่ หี้ มายถงึ ทง้ั อาํ นาจและเขตอาํ นาจ กลา วคอื คดที อ่ี ยใู นอาํ นาจ ของศาลปกครองช้ันตน ก็จะตองยื่นฟองตอศาลปกครองช้ันตนจะฟองไปยังศาลปกครองสูงสุดไมได ในทางกลับกนั คดีท่อี ยใู นอํานาจของศาลปกครองสูงสุดกจ็ ะตองยื่นฟองตอ ศาลปกครองสูงสุดเทาน้นั อกี ทงั้ การยนื่ ฟอ งคดจี ะตอ งยนื่ ฟอ งตอ ศาลปกครองทม่ี เี ขตอาํ นาจเหนอื คดนี นั้ ซ่ึงในศาลปกครองช้ันตน ไดแก ศาลท่ีมูลคดีเกิดขึ้นหรือศาลท่ีผูฟองคดีมีภูมิลําเนาอยูเขตศาลนั้น สวนศาลปกครองสงู สดุ มีเขตอํานาจครอบคลุมทุกพ้ืนทีข่ องประเทศ õ.ò คาํ ¿‡Í§μÍŒ §ทํา໚¹Ë¹Ñ§ÊÍ× áÅÐÁÃÕ Ò¡ÒÃμÒÁ·กÕè ํา˹´äÇጠÅйè× â´Â¶Ù¡Ç¸Ô Õ การฟอ งคดปี กครองไมม แี บบของคาํ ฟอ งกาํ หนดไวเ ฉพาะ แตต อ งทาํ เปน หนงั สอื ฟองดวยวาจาไมได ใชถอยคําสุภาพ มีรายการตามที่บัญญัติไวในมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติ จดั ต้ังศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กลา วคอื ตองระบุ ช่อื ทอี่ ยูของผฟู อ งคดี และผถู กู ฟอ งคดี ขอ เทจ็ จรงิ หรอื พฤตกิ ารณเ กยี่ วกบั การกระทาํ ทเ่ี ปน เหตแุ หง การฟอ งคดี คาํ ขอและลายมอื ชอื่ ผฟู อ งคดี โดยตอ งแนบพยานหลกั ฐานทเี่ กยี่ วขอ งไปพรอ มคาํ ฟอ ง โดยผฟู อ งคดตี อ งจดั ทาํ สาํ เนาคาํ ฟอ ง และสาํ เนาพยานหลักฐานตามจํานวนผูถูกฟองคดีดว ย ในกรณีท่ีมผี ปู ระสงคจะฟอ งคดหี ลายคนในเหตเุ ดียวกัน บคุ คลดังกลาวจะย่นื คําฟองรวมกันเปนฉบับเดียว โดยมอบใหผูฟองคดีคนหน่ึงเปนตัวแทนของผูฟองคดีทุกคนก็ได ในกรณีนี้ถือวา การกระทาํ ของตวั แทนผฟู องคดีในกระบวนพจิ ารณาผูกพันผฟู องคดที ุกคนดว ย ÁÒμÃÒ ôõ คาํ ฟอ งใหใชถ อ ยคาํ สุภาพและตองมี (๑) ชอ่ื และทอ่ี ยขู องผูฟอ งคดี (๒) ช่ือหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐที่เกี่ยวของอันเปนเหตุ แหง การฟองคดี (๓) การกระทําทั้งหลายที่เปนเหตุแหงการฟองคดี พรอมทั้งขอเท็จจริง หรือพฤติการณต ามสมควรเกี่ยวกบั การกระทาํ ดังกลาว (๔) คําขอของผูฟอ งคดี (๕) ลายมือช่ือของผูฟองคดี ถาเปนการยื่นฟองคดีแทนผูอ่ืนจะตองแนบ ใบมอบฉนั ทะใหฟ องคดมี าดวย คําฟองใดมีรายการไมครบตามวรรคหนึ่ง หรือไมชัดเจน หรือไมอาจเขาใจได ใหสํานักงานศาลปกครองใหคําแนะนําแกผูฟองคดีเพ่ือดําเนินการแกไขเพ่ิมเติมคําฟองน้ันใหถูกตอง ในการนใ้ี หถ ือวนั ทย่ี น่ื ฟองครง้ั แรกเปน หลักในการนับอายคุ วาม
๔๗ ในกรณที ม่ี ผี ปู ระสงคจ ะฟอ งคดปี กครองหลายคนในเหตเุ ดยี วกนั บคุ คลเหลา นนั้ อาจย่ืนคําฟองรวมกันเปนฉบับเดียว โดยจะมอบหมายใหผูฟองคดีคนใดเปนผูแทนของผูฟองคดี ทุกคนในการดําเนินคดีตอไปก็ได ในกรณีเชนวานี้ใหถือวาการกระทําของผูแทนผูฟองคดีในกระบวน พจิ ารณาผูกพนั ผูฟองคดีทกุ คน การฟองคดไี มตอ งเสยี คาธรรมเนยี มศาล เวน แตก ารฟองคดีขอใหส่ังใหใชเงนิ หรอื สง มอบทรพั ยส นิ อนั สบื เนอ่ื งจากคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๓) หรอื (๔) ใหเ สยี คา ธรรมเนยี มศาล ตามทุนทรัพยใ นอตั ราตามที่ระบุไวในตาราง ๑ ทายประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง สําหรับ คดีทีม่ ีคําขอใหป ลดเปลือ้ งทุกขอันอาจคํานวณเปนราคาเงนิ ได ในการดําเนินกระบวนพิจารณา คูกรณีจะดําเนินการท้ังปวงดวยตนเอง หรอื จะมอบอาํ นาจใหท นายความหรอื บคุ คลอน่ื ซง่ึ มคี ณุ สมบตั ติ ามระเบยี บของทป่ี ระชมุ ใหญต ลุ าการ ในศาลปกครองสูงสดุ กําหนดเพ่ือฟองคดีหรือดาํ เนินการแทนได” สาํ หรบั วธิ กี ารยนื่ คาํ ฟอ งนน้ั จะยน่ื ดว ยตนเองหรอื มอบอาํ นาจใหผ อู นื่ ยน่ื แทน หรอื จะสง ทางไปรษณยี ลงทะเบยี นกไ็ ด ตามมาตรา ๔๖ “ÁÒμÃÒ ôö คําฟองใหย่ืนตอพนักงานเจาหนาที่ของศาลปกครอง ในการน้ี อาจย่ืนคําฟองโดยสงทางไปรษณียลงทะเบียนก็ได และเพ่ือประโยชนในการนับอายุความ ใหถือวา วนั ทส่ี ง คําฟองแกเ จาพนกั งานไปรษณียเปนวนั ทยี่ น่ื คําฟอ งตอศาลปกครอง” õ.ó ¼¿ŒÙ ͇ §¤´μÕ ŒÍ§à»¹š ¼ÙŒ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁÊÒÁÒöμÒÁ¡®ËÁÒ โดยหลกั แลว ผฟู อ งคดตี อ งเปน ผทู มี่ คี วามสามารถในการทาํ นติ กิ รรมตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย หากผูฟองคดีมีขอบกพรองในเร่ืองความสามารถก็จะตองดําเนินการแกไข ตามที่ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยบ ัญญัติไว õ.ô ¼ŒÙ¿Í‡ §¤´ÕμÍŒ §à»š¹¼ŒÙÁÕÊÔ·¸Ô¿Í‡ §¤´Õ ผฟู องคดตี องเปนผูมีสทิ ธฟิ อ งคดตี ามท่บี ัญญัตไิ วใ นมาตรา ๔๒ แหง พระราช บัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กลาวคือ จะตองเปนผูที่ไดรับ ความเดือดรอนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงไดจากการกระทํา หรืองดเวนการกระทําอยางหนึ่งอยางใดของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐ หรือมี ขอโตแยงเก่ียวกบั สัญญาทางปกครอง หรอื กรณีอืน่ ใดที่อยใู นเขตอํานาจของศาลปกครอง ซ่ึงในความ เปน จรงิ สว นใหญแ ลว ผเู สยี หายในคดปี กครองกค็ อื ประชาชนทว่ั ไปทไ่ี ดร บั ความเดอื ดรอ นหรอื เสยี หาย จากการกระทําทางปกครอง แตหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ีของรัฐก็อาจเปนผูเสียหาย และฟอ งคดปี กครองได เชน กัน สาํ หรบั กรณีความรับผดิ ทางละเมิดหรอื ความรับผดิ อยา งอืน่ ของฝายปกครอง หรือสัญญาทางปกครองนั้น มีความชัดเจนอยูในตัววา “ผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล่ียงได” นั้น จะตองเปนผูท่ีถูก “โตแยงสิทธิ” เทาน้ัน เพราะตองเปน “ผูทรงสิทธิ” โดยสภาพ และสิทธิของเขาถูกโตแยงดวยการกระทําละเมิด หรอื การไมปฏิบัติตามสัญญาของฝา ยปกครอง หรืออสงั หารมิ ทรพั ยข องเขาถกู เวนคืน
๔๘ ในคดเี กยี่ วกบั การละเลยตอ หนา ท่ี หรอื ปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา เกนิ สมควร คงถอื หลกั เดียวกับคดีเก่ียวกับความชอบดวยกฎหมายของการกระทําทางปกครอง สวนคดีท่ีกฎหมายกําหนด ใหอยูในเขตอํานาจของศาลปกครองน้ัน ยอมข้ึนอยูกับกฎหมายในเร่ืองน้ัน ๆ แตก็ตองพิจารณา เปรียบเทียบกับกรณีท่ีกลา วมาขา งตน ดวยวา มลี กั ษณะคลา ยคลึงหรือแตกตา งกนั เพยี งใด แตสําหรับคดีท่ีกฎหมายกําหนดใหฝายปกครองฟองคดีตอศาลเพื่อบังคับให บุคคลตองกระทําหรือละเวนกระทําอยางหนึ่งอยางใด ไมมีประเด็นตองพิจารณาถึงความหมายของ คาํ วา “ผูมสี ว นไดเสีย” เพราะผูฟอ งคดีก็คือฝา ยปกครองและเปน การฟอ งคดตี ามท่กี ฎหมายกาํ หนด õ.õ μÍŒ §Â¹è× ¿Í‡ §ÀÒÂã¹ÃÐÂÐàÇÅÒ·กèÕ าํ ˹´ “ÁÒμÃÒ ôù การฟอ งคดปี กครองจะตอ งยนื่ ฟอ งภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทร่ี ู หรอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การฟอ งคดี หรอื นบั แตว นั ทพ่ี น กาํ หนดเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทผี่ ฟู อ งคดไี ดม หี นงั สอื รองขอตอหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐเพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนด และไมไดรับหนังสือช้ีแจงจากหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐหรือไดรับแตเปนคําช้ีแจง ทผี่ ูฟองคดีเห็นวา ไมม เี หตผุ ล แลวแตกรณี เวนแตจ ะมีบทกฎหมายเฉพาะกําหนดไวเปน อยา งอืน่ ” กรณที ฟ่ี อ งขอใหศ าลเพกิ ถอนกฎหรอื คาํ สงั่ ทางปกครองตอ งฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว นั ทรี่ หู รอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การฟอ งคดี เชน ฟอ งคดเี พกิ ถอนคาํ สงั่ ลงโทษทางวนิ ยั ตอ งฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว ันท่ที ราบผลการวนิ จิ ฉัยอทุ ธรณ เปนตน กรณีฟองเกี่ยวกับเจาหนาท่ีของรัฐละเลยตอหนาท่ีตามที่กฎหมายกําหนดให ตอ งปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี งั กลา วลา ชา เกนิ สมควรตอ งยนื่ ฟอ งภายใน ๙๐ วนั นบั แตว นั ทพี่ น กาํ หนด ๙๐ วัน นับแตวันที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอตอหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ เพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดและไมไดรับหนังสือชี้แจงจากหนวยงานหรือเจาหนาที่ ดังกลา ว หรือไดร ับแตเปนคําชแ้ี จงทเ่ี ห็นวาไมม เี หตุผล หรอื มีกฎหมายเฉพาะกาํ หนดไวเ ปน อยางอื่น “ÁÒμÃÒ õñ การฟอ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๓) ใหย นื่ ฟอ งภายในหนงึ่ ป และการฟองคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ใหยื่นฟองภายในหาป นับแตวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุ แหง การฟอ งคดี แตไ มเกินสิบปนับแตวันที่มีเหตแุ หงการฟอ งคดี” กรณีคดีเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอยางอ่ืนของหนวยงาน ทางปกครองหรอื เจาหนา ที่ของรัฐ ใหย ่ืนฟองภายใน ๑ ป กรณคี ดพี ิพาทเกีย่ วกบั สญั ญาทางปกครองตอ งฟอ งภายใน ๕ ป นับแตว ันที่ รหู รอื ควรรถู งึ เหตุแหง การฟอ งคดี แตไมเ กิน ๑๐ ป นบั แตวนั ทีม่ ีเหตุแหง การฟองคดี อยางไรก็ตาม ถาเปนคดีเก่ียวกับการคุมครองประโยชนสาธารณะหรือ สถานะของบุคคลจะย่ืนฟองเม่ือใดก็ได และในบางกรณีถาคูกรณีมีคําขอหรือศาลปกครองเห็นเองวา คดีท่ีย่ืนฟองเมื่อพนกําหนดระยะเวลาการฟองคดีแลวนั้น จะเปนประโยชนแกสวนรวมหรือมีเหตุ จําเปนอื่น ศาลปกครองจะรับไวพ ิจารณาก็ได ตามมาตรา ๕๒ แหง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง
๔๙ “ÁÒμÃÒ õò การฟองคดีปกครองท่ีเกี่ยวกับการคุมครองประโยชนสาธารณะ หรือสถานะของบคุ คลจะยืน่ ฟอ งคดีเมือ่ ใดกไ็ ด การฟอ งคดปี กครองทย่ี นื่ เมอื่ พน กาํ หนดเวลาการฟอ งคดแี ลว ถา ศาลปกครอง เห็นวาคดีท่ีย่ืนฟองน้ันจะเปนประโยชนแกสวนรวมหรือมีเหตุจําเปนอื่นโดยศาลเห็นเองหรือคูกรณี มคี าํ ขอ ศาลปกครองจะรับไวพ ิจารณาก็ได” õ.ö ¡‹Í¹¿‡Í§¤´Õ»¡¤ÃͧμŒÍ§ดําà¹Ô¹¡ÒÃᡌ䢤ÇÒÁà´×ʹÌ͹ ËÃ×ÍàÊÕÂËÒ μÒÁ¢¹éÑ μ͹ËÃ×ÍÇ¸Ô Õ¡Ò÷¡Õè ®ËÁÒÂกํา˹´äÇสŒ ําËÃºÑ ¡Òùѹé àÊÂÕ ¡Í‹ ¹ ในกรณที ม่ี กี ฎหมายกาํ หนดขนั้ ตอนหรอื วธิ กี ารสาํ หรบั การแกไ ขความเดอื ดรอ น หรอื เสยี หายในเรอ่ื งใดไวโ ดยเฉพาะ การฟอ งคดปี กครองในเรอ่ื งนนั้ จะกระทาํ ไดต อ เมอ่ื มกี ารดาํ เนนิ การ ตามขน้ั ตอนและวธิ กี ารดังกลาว และไดมกี ารสง่ั การตามกฎหมายน้ันหรอื มิไดม ีการสง่ั การภายในเวลา อันสมควรหรือภายในเวลาทกี่ ฎหมายนั้นกาํ หนด ในกรณขี องคดสี ญั ญาและละเมดิ หรอื ความรบั ผดิ อยา งอนื่ นนั้ ไมม บี ทบญั ญตั ใิ ด บังคับใหเอกชนผูฟองคดีตองขอใหหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐรับผิดทางละเมิด หรอื ตามสัญญาเสียกอน ดวยเหตนุ ้ี เอกชนผเู สยี หายจงึ สามารถฟองคดลี ะเมิดตอ ศาลปกครองไดเ ลย ถาเปนกรณที ่เี ขาขายตามมาตรา ๙ วรรคหน่งึ (๓) õ.÷ ¡ÒÃชําÃФҋ ¸ÃÃÁà¹ÕÂÁÈÒÅ โดยทว่ั ไปการฟอ งคดปี กครองไมต อ งเสยี คา ธรรมเนยี มศาล แตถ า เปน การฟอ งคดี ขอใหศาลส่ังใหใชเงินหรือสงมอบทรัพยสินอันสืบเนื่องจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการทําละเมิด หรือความรับผิดอยางอ่ืนของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับ สญั ญาทางปกครองตอ งเสยี คา ธรรมเนยี มศาลในอตั ราตามทรี่ ะบไุ วใ นตาราง ๑ ทา ยประมวลกฎหมาย วธิ พี จิ ารณาความแพง เวน แตทศ่ี าลมคี ําสั่งใหยกเวนคาธรรมเนียมศาล
๕๐ ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÔ ¢ŒÍÁÅÙ ¢Ò‹ ÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ¾.È.òõôð ÀÁÙ ¾Ô ÅÍ´ÅØ Âà´ª ».Ã. ãËäŒ ÇŒ ³ Ç¹Ñ ·Õè ò ¡¹Ñ ÂÒ¹ ¾.È.òõôð à»¹š »‚·Õè õò ã¹ÃªÑ ¡ÒÅ»˜¨¨ºØ ¹Ñ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหป ระกาศวา โดยที่เปนการสมควรใหม กี ฎหมายวา ดวยขอ มลู ขาวสารของราชการ จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหต ราพระราชบญั ญตั ขิ น้ึ ไวโ ดยคาํ แนะนาํ และยนิ ยอมของ รฐั สภา ดังตอ ไปนี้ ÁÒμÃÒ ñ พระราชบัญญัติน้ีเรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐” ÁÒμÃÒ ò พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษาเปนตนไป ÁÒμÃÒ ó บรรดากฎหมาย กฎ ระเบยี บ และขอ บังคับอืน่ ในสวนทบ่ี ญั ญัติไวแ ลวใน พระราชบัญญัตนิ ้ี หรอื ซงึ่ ขดั หรอื แยงกับบทแหง พระราชบญั ญัตินี้ใหใชพ ระราชบัญญัตินแ้ี ทน ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบญั ญัตนิ ี้ “ขอ มูลขา วสาร” หมายความวา สิ่งทสี่ อ่ื ความหมายใหร ูเรอ่ื งราวขอ เทจ็ จรงิ ขอมลู หรอื สง่ิ ใดๆ ไมว า การสอ่ื ความหมายนน้ั จะทาํ ไดโ ดยสภาพของสงิ่ นน้ั เองหรอื โดยผา นวธิ กี ารใด ๆ และไมว า จะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบนั ทกึ ภาพหรอื เสยี ง การบนั ทกึ โดยเครอื่ งคอมพวิ เตอร หรอื วธิ อี นื่ ใดทท่ี าํ ใหส ง่ิ ทบี่ นั ทกึ ไวป รากฏได
๕๑ “ขอ มลู ขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอ มูลขา วสารที่อยใู นความครอบครองหรือ ควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน ขอ มลู ขา วสารเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ งานของรฐั หรอื ขอ มลู ขาวสารเกีย่ วกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการ สวนทองถ่ิน รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเกี่ยวกับการพิจารณา พพิ ากษาคดี องคก รควบคมุ การประกอบวชิ าชพี หนว ยงานอสิ ระของรฐั และหนว ยงานอน่ื ตามทกี่ าํ หนด ในกฎกระทรวง “เจา หนาทีข่ องรัฐ” หมายความวา ผซู ่ึงปฏิบตั ิงานใหแกห นว ยงานของรัฐ “ขอ มูลขา วสารสว นบคุ คล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกีย่ วกับสง่ิ เฉพาะตัวของบุคคล เชน การศกึ ษา ฐานะการเงิน ประวัตสิ ขุ ภาพ ประวตั ิอาชญากรรม หรอื ประวตั ิการทํางาน บรรดาท่ี มีชื่อของผูน้ันหรือมีเลขหมาย รหัส หรือส่ิงบอกลักษณะอ่ืนท่ีทําใหรูตัวผูนั้นได เชน ลายพิมพนิ้วมือ แผน บนั ทกึ ลกั ษณะเสยี งของคนหรอื รปู ถา ย และใหห มายความรวมถงึ ขอ มลู ขา วสารเกยี่ วกบั สงิ่ เฉพาะตวั ของผูท ถ่ี ึงแกกรรมแลว ดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ “คนตา งดา ว” หมายความวา บคุ คลธรรมดาทไ่ี มม สี ญั ชาตไิ ทยและไมม ถี น่ิ ทอ่ี ยใู นประเทศไทย และนิตบิ คุ คลดังตอ ไปน้ี (๑) บริษัทหรือหางหุนสวนท่ีมีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแก ผถู ือ ใหถือวาใบหนุ น้ันคนตางดา วเปนผถู ือ (๒) สมาคมท่มี สี มาชิกเกินกึง่ หน่ึงเปนคนตา งดา ว (๓) สมาคมหรือมลู นิธิท่ีมวี ัตถปุ ระสงคเ พอื่ ประโยชนข องคนตา งดาว (๔) นิตบิ คุ คลตาม (๑) (๒) (๓) หรอื นิติบุคคลอนื่ ใดท่ีมีผจู ัดการหรอื กรรมการเกินก่งึ หนง่ึ เปน คนตา งดาว นติ บิ คุ คลตามวรรคหนงึ่ ถา เขา ไปเปน ผจู ดั การหรอื กรรมการ สมาชกิ หรอื มที นุ ในนติ บิ คุ คลอนื่ ใหถือวาผูจดั การหรือกรรมการ หรือสมาชิก หรอื เจา ของทุนดงั กลาวเปนคนตางดา ว ÁÒμÃÒ õ ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออก กฎกระทรวงเพอื่ ปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั ิน้ี กฎกระทรวงน้ัน เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใ ชบ ังคับได ÁÒμÃÒ ö ใหจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการขึ้นในสังกัด สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีหนาที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการใหแก คณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสาร ประสานงานกบั หนว ยงานของรัฐ และใหคาํ ปรกึ ษาแกเอกชนเกี่ยวกับการปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ้ี
๕๒ ËÁÇ´ ñ ¡ÒÃà»´ à¼Â¢ŒÍÁÅÙ ¢‹ÒÇÊÒà ÁÒμÃÒ ÷ หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปน้ี ลงพิมพในราชกิจจานุเบกษา (๑) โครงสรางและการจัดองคกรในการดาํ เนนิ งาน (๒) สรปุ อาํ นาจหนาที่ท่ีสําคัญและวิธกี ารดาํ เนนิ งาน (๓) สถานท่ีติดตอเพ่ือขอรับขอมูลขาวสารหรือคําแนะนําในการติดตอกับหนวยงาน ของรฐั (๔) กฎ มตคิ ณะรัฐมนตรี ขอ บงั คบั คาํ ส่งั หนังสอื เวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ท้ังน้ี เฉพาะท่ีจัดใหมีข้ึนโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการท่ัวไปตอเอกชน ท่เี กีย่ วขอ ง (๕) ขอมูลขา วสารอน่ื ตามทคี่ ณะกรรมการกาํ หนด ขอมูลขาวสารใดท่ีไดมีการจัดพิมพเพื่อใหแพรหลายตามจํานวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาโดยอา งองิ ถงึ สง่ิ พมิ พน นั้ กใ็ หถ อื วา เปน การปฏบิ ตั ติ ามบทบญั ญตั ิ วรรคหน่ึงแลว ใหหนวยงานของรัฐรวบรวมและจัดใหมีขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไวเผยแพรเพ่ือขาย หรือจําหนายจายแจก ณ ทที่ าํ การของหนวยงานของรฐั แหงน้นั ตามทเ่ี หน็ สมควร ÁÒμÃÒ ø ขอมูลขาวสารท่ีตองลงพิมพตามมาตรา ๗ (๔) ถายังไมไดลงพิมพใน ราชกจิ จานเุ บกษา จะนาํ มาใชบ งั คบั ในทางทไี่ มเ ปน คณุ แกผ ใู ดไมไ ด เวน แตผ นู นั้ จะไดร ถู งึ ขอ มลู ขา วสารนน้ั ตามความเปน จริงมากอ นแลวเปนเวลาพอสมควร ÁÒμÃÒ ù ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หนว ยงานของรฐั ตอ งจดั ใหม ขี อ มลู ขา วสารของราชการอยา งนอ ยดงั ตอ ไปนไ้ี วใ หป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด ทง้ั น้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี าร ท่คี ณะกรรมการกําหนด (๑) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยท่ีมีผลโดยตรงตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและ คําส่ังทเี่ กี่ยวขอ งในการพิจารณาวนิ ิจฉัยดงั กลา ว (๒) นโยบายหรอื การตคี วามทไี่ มเ ขา ขา ยตอ งลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาตามมาตรา ๗ (๔) (๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจา ยประจาํ ปข องปท ่กี าํ ลังดําเนินการ (๔) คูมือหรือคําส่ังเก่ียวกับวิธีปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีของรัฐ ซ่ึงมีผลกระทบถึงสิทธิ หนาที่ของเอกชน (๕) สิ่งพิมพทไ่ี ดม ีการอางอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
๕๓ (๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญารวมทุนกับ เอกชนในการจดั ทําบรกิ ารสาธารณะ (๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการท่ีแตงต้ังโดยกฎหมาย หรือโดยมติ คณะรฐั มนตรี ทง้ั นี้ ใหร ะบรุ ายชอ่ื รายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เทจ็ จรงิ หรอื ขอ มลู ขา วสารทน่ี าํ มาใช ในการพิจารณาไวดว ย (๘) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามท่คี ณะกรรมการกําหนด ขอ มลู ขา วสารทจ่ี ดั ใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ดต ามวรรคหนง่ึ ถา มสี ว นทต่ี อ งหา มมใิ หเ ปด เผย ตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยูดวย ใหลบหรือตัดทอนหรือทําโดยประการอ่ืนใดที่ไมเปน การเปด เผยขอมลู ขา วสารน้ัน บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ยอมมีสิทธิเขาตรวจดู ขอสําเนาหรือ ขอสําเนาท่ีมีคํารับรองถูกตองของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได ในกรณีท่ีสมควร หนวยงานของรัฐ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะวางหลักเกณฑเรียกคาธรรมเนียมในการน้ันก็ได ในการนี้ ใหคํานึงถึงการชวยเหลือผูมีรายไดนอยประกอบดวย ทั้งน้ีเวนแตจะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว เปนอยา งอ่ืน คนตางดาวจะมสี ิทธิตามมาตราน้ีเพยี งใดใหเ ปน ไปตามท่ีกาํ หนดโดยกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ñð บทบญั ญตั มิ าตรา ๗ และมาตรา ๙ ไมก ระทบถงึ ขอ มลู ขา วสารของราชการ ที่มกี ฎหมายเฉพาะกําหนดใหมกี ารเผยแพรห รอื เปด เผยดวยวิธีการอยา งอ่นื ÁÒμÃÒ ññ นอกจากขอมูลขาวสารของราชการท่ีลงพิมพในราชกิจจานุเบกษาแลว หรอื ท่ีจดั ไวใ หประชาชนเขาตรวจดูไดแลว หรอื ท่ีมีการจัดใหป ระชาชนไดคนควาตามมาตรา ๒๖ แลว ถา บคุ คลใดขอขอ มลู ขา วสารอน่ื ใดของราชการและคาํ ขอของผนู น้ั ระบขุ อ มลู ขา วสารทตี่ อ งการในลกั ษณะ ท่ีอาจเขา ใจไดต ามควร ใหหนว ยงานของรัฐผูรับผดิ ชอบจดั หาขอ มูลขา วสารนนั้ ใหแ กผขู อภายในเวลา อันสมควร เวนแตผูน้นั ขอจาํ นวนมากหรอื บอยครั้งโดยไมม เี หตุผลอันสมควร ขอ มลู ขา วสารของราชการใดมสี ภาพทอ่ี าจบบุ สลายงา ย หนว ยงานของรฐั จะขอขยายเวลา ในการจัดหาใหหรอื จะจดั ทาํ สําเนาใหใ นสภาพอยา งหน่ึงอยา งใด เพ่ือมใิ หเ กิดความเสียหายแกข อ มลู ขาวสารน้ันกไ็ ด ขอ มลู ขา วสารของราชการทห่ี นว ยงานของรฐั จดั หาใหต ามวรรคหนงึ่ ตอ งเปน ขอ มลู ขา วสาร ทม่ี ีอยแู ลวในสภาพทพี่ รอ มจะใหไ ด มใิ ชเ ปน การตอ งไปจดั ทํา วเิ คราะห จําแนก รวบรวม หรอื จดั ใหม ี ขึ้นใหม เวนแตเปนการแปรสภาพเปนเอกสารจากขอมูลขาวสารที่บันทึกไวในระบบการบันทึกภาพ หรือเสียง ระบบคอมพิวเตอร หรือระบบอ่ืนใด ทั้งน้ี ตามที่คณะกรรมการกําหนด แตถาหนวยงาน ของรัฐเหน็ วากรณีทข่ี อนั้นมใิ ชก ารแสวงหาผลประโยชนทางการคา และเปน เร่อื งท่ีจาํ เปนเพ่ือปกปอ ง สทิ ธเิ สรภี าพสาํ หรบั ผนู น้ั หรอื เปน เรอื่ งทจี่ ะเปน ประโยชนแ กส าธารณะ หนว ยงานของรฐั จะจดั หาขอ มลู ขา วสารนน้ั ใหกไ็ ด
๕๔ บทบญั ญตั วิ รรคสามไมเ ปน การหา มหนว ยงานของรฐั ทจ่ี ะจดั ใหม ขี อ มลู ขา วสารของราชการใด ขน้ึ ใหมใ หแ กผ รู อ งขอ หากเปน การสอดคลอ งดว ยอาํ นาจหนา ทต่ี ามปกตขิ องหนว ยงานของรฐั นน้ั อยแู ลว ใหน าํ ความในมาตรา ๙ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบ งั คบั แกก ารจดั หาขอ มลู ขาวสารใหตามมาตรานี้ โดยอนุโลม ÁÒμÃÒ ñò ในกรณที ม่ี ผี ยู น่ื คาํ ขอขอ มลู ขา วสารของราชการตามมาตรา ๑๑ แมว า ขอ มลู ขา วสาร ทข่ี อจะอยใู นความควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานสว นกลาง หรอื สว นสาขาของหนว ยงานแหง นน้ั หรอื จะอยู ในความควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐแหงอ่ืนก็ตาม ใหหนวยงานของรัฐท่ีรับคําขอใหคําแนะนํา เพื่อไปยืน่ คาํ ขอตอหนว ยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลขอมูลขา วสารนั้นโดยไมชกั ชา ถาหนวยงานของรัฐผูรับคําขอเห็นวาขอมูลขาวสารท่ีมีคําขอเปนขอมูลขาวสารท่ีจัดทํา โดยหนวยงานของรัฐแหงอื่น และไดระบุหามการเปดเผยไวตามระเบียบท่ีกําหนดตามมาตรา ๑๖ ใหส ง คาํ ขอน้ันใหห นว ยงานของรฐั ผจู ดั ทาํ ขอมูลขา วสารนนั้ พจิ ารณาเพ่อื มีคาํ ส่ังตอไป ÁÒμÃÒ ñó ผูใดเห็นวาหนวยงานของรฐั ไมจ ดั พมิ พข อมูลขา วสารตามมาตรา ๗ หรือ ไมจัดขอมูลขาวสารไวใหประชาชนตรวจดูไดตามมาตรา ๙ หรือไมจัดหาขอมูลขาวสารใหแกตน ตามมาตรา ๑๑ หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี หรือปฏิบัติหนาท่ีลาชา หรือเห็นวา ตนไมไดรับความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควร ผูนั้นมีสิทธิรองเรียนตอคณะกรรมการ เวนแตเปน เร่ืองเกี่ยวกับการมีคําสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ หรือคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานตาม มาตรา ๑๗ หรือคาํ สั่งไมแกไ ขเปลีย่ นแปลงหรอื ลบขอมูลขา วสารสว นบคุ คลตามมาตรา ๒๕ ในกรณีที่มีการรองเรียนตอคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตองพิจารณา ใหแ ลว เสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ทไ่ี ดร บั คาํ รอ งเรยี น ในกรณที ม่ี เี หตจุ าํ เปน ใหข ยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตผุ ลและรวมเวลาท้งั หมดแลว ตอ งไมเกนิ หกสบิ วนั ËÁÇ´ ò ¢ÍŒ ÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒ÷Õäè Áμ‹ ÍŒ §à»´à¼Â ÁÒμÃÒ ñô ขอมูลขาวสารของราชการที่อาจกอใหเกิดความเสียหายตอสถาบัน พระมหากษัตริยจะเปด เผยมไิ ด ÁÒμÃÒ ñõ ขอมูลขาวสารของราชการที่มีลักษณะอยางหนึ่งอยางใดดังตอไปนี้ หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาท่ีของรัฐอาจมีคําส่ังมิใหเปดเผยก็ได โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหนาที่ตาม กฎหมายของหนว ยงานของรัฐ ประโยชนส าธารณะ และประโยชนของเอกชนทเ่ี กยี่ วของประกอบกัน (๑) การเปดเผยจะกอใหเกิดความเสียหายตอความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ ระหวา งประเทศ หรือความมัน่ คงในทางเศรษฐกจิ หรือการคลงั ของประเทศ
๕๕ (๒) การเปด เผยจะทาํ ใหก ารบงั คบั ใชก ฎหมายเสอ่ื มประสทิ ธภิ าพ หรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ตาม วัตถปุ ระสงคไ ด ไมว า จะเกย่ี วกับการฟอ งคดี การปอ งกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรแู หลงท่มี าของขอมูลขาวสารหรือไมก ต็ าม (๓) ความเหน็ หรือคาํ แนะนําภายในหนวยงานของรฐั ในการดาํ เนินการเรือ่ งหน่งึ เรื่องใด แตท งั้ นไี้ มร วมถงึ รายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เทจ็ จรงิ หรอื ขอ มลู ขา วสารทน่ี าํ มาใชใ นการทาํ ความเหน็ หรือคาํ แนะนําภายในดงั กลาว (๔) การเปด เผยจะกอ ใหเ กดิ อนั ตรายตอ ชวี ติ หรอื ความปลอดภยั ของบคุ คลหนงึ่ บคุ คลใด (๕) รายงานการแพทยห รอื ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลซงึ่ การเปด เผยจะเปน การรกุ ลาํ้ สทิ ธิ สว นบคุ คลโดยไมส มควร (๖) ขอ มลู ขาวสารของราชการที่มกี ฎหมายคุม ครองมใิ หเ ปดเผย หรอื ขอ มูลขาวสารทีม่ ี ผูใหม าโดยไมป ระสงคใ หทางราชการนาํ ไปเปดเผยตอ ผูอ ืน่ (๗) กรณีอน่ื ตามที่กําหนดใหพระราชกฤษฎีกา คําส่ังมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการจะกําหนดเง่ือนไขอยางใดก็ได แตตอง ระบุไวดวยวาท่ีเปดเผยไมไดเพราะเปนขอมูลขาวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และใหถือวาการมี คําส่ังเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการเปนดุลพินิจโดยเฉพาะของเจาหนาที่ของรัฐตามลําดับสาย การบังคับบัญชา แตผูขออาจอุทธรณตอคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารไดตามท่ี กําหนดในพระราชบัญญตั นิ ี้ ÁÒμÃÒ ñö เพอื่ ใหเ กดิ ความชดั เจนในทางปฏบิ ตั วิ า ขอ มลู ขา วสารของราชการจะเปด เผย ตอบุคคลใดไดหรือไมภายใตเง่ือนไขเชนใด และสมควรมีวิธีรักษามิใหร่ัวไหลใหหนวยงานของรัฐ กําหนดวิธีการคุมครองขอมูลขาวสารน้ัน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนดวาดวยการรักษา ความลบั ของทางราชการ ÁÒμÃÒ ñ÷ ในกรณที เี่ จา หนา ทขี่ องรฐั เหน็ วา การเปด เผยขอ มลู ขา วสารของราชการใด อาจกระทบถึงประโยชนไดเสียของผูใด ใหเจาหนาที่ของรัฐแจงใหผูนั้นเสนอคําคัดคานภายในเวลา ท่ีกําหนด แตตองใหเวลาอันสมควรท่ีผูนั้นอาจเสนอคําคัดคานได ซ่ึงตองไมนอยกวาสิบหาวันนับแต วนั ทีไ่ ดรับแจง ผูที่ไดรับแจงตามวรรคหน่ึง หรือผูท่ีทราบวาการเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการใด อาจกระทบถงึ ประโยชนไ ดเ สยี ของตน มสี ทิ ธคิ ดั คา นการเปด เผยขอ มลู ขา วสารนนั้ ไดโ ดยทาํ เปน หนงั สอื ถึงเจา หนา ที่ของรัฐผูรบั ผิดชอบ ในกรณีที่มีการคัดคาน เจาหนาที่ของรัฐผูรับผิดชอบตองพิจารณาคําคัดคานและแจงผล การพิจารณาใหผูคัดคานทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคาน เจาหนาที่ของรัฐ จะเปดเผยขอมูลขาวสารน้ันมิไดจนกวาจะลวงพนกําหนดเวลาอุทธรณตามมาตรา ๑๘ หรือจนกวา คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารไดม คี าํ วนิ จิ ฉยั ใหเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารนนั้ ได แลว แตก รณี
๕๖ ÁÒμÃÒ ñø ในกรณีท่ีเจาหนาท่ีของรัฐมีคําสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารใดตาม มาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ หรือมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานของผูมีประโยชนไดเสียตามมาตรา ๑๗ ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสบิ หา วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั แจง คาํ ส่ังนนั้ โดยยื่นคาํ อุทธรณตอ คณะกรรมการ ÁÒμÃÒ ñù การพิจารณาเก่ียวกับขอมูลขาวสารท่ีมีคําส่ังมิใหเปดเผยน้ันไมวาจะเปน การพิจารณาของคณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารหรือศาลก็ได จะตองดําเนินกระบวนการพิจารณาโดยมิใหขอมูลขาวสารน้ันเปดเผยแกบุคคลอ่ืนใดท่ีไมจําเปน แกก ารพิจารณาและในกรณีท่จี าํ เปน จะพจิ ารณาลับหลงั คูกรณหี รอื คูความฝา ยใดกไ็ ด ÁÒμÃÒ òð การเปดเผยขอมูลขาวสารใดแมจะเขาขายตองมีความรับผิดชอบ ตามกฎหมายใด ใหถ อื วา เจา หนา ทขี่ องรฐั ไมต อ งรบั ผดิ หากเปน การกระทาํ โดยสจุ รติ ในกรณดี งั ตอ ไปน้ี (๑) ขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ ถาเจาหนาท่ีของรัฐไดดําเนินการโดยถูกตองตาม ระเบียบตามมาตรา ๑๖ (๒) ขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ ถาเจาหนาท่ีของรัฐในระดับตามที่กําหนด ในกฎกระทรวงมคี ําสั่งใหเปด เผยเปน การทัว่ ไปหรือเฉพาะแกบุคคลใด เพ่อื ประโยชนอ นั สําคญั ยง่ิ กวา ทีเ่ กย่ี วกบั ประโยชนสาธารณะ หรือชวี ติ รางกาย สขุ ภาพ หรือประโยชนอื่นของบคุ คล และคําสั่งนนั้ ไดกระทําโดยสมควรแกเหตุ ในการนี้จะมีการกําหนดขอจํากัดหรือเงื่อนไขในการใชขอมูลขาวสารน้ัน ตามความเหมาะสมกไ็ ด การเปด เผยขอ มลู ขา วสารตามวรรคหนง่ึ ไมเ ปน เหตใุ หห นว ยงานของรฐั พน จากความรบั ผดิ ตามกฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกลาว ËÁÇ´ ó ¢ÍŒ ÁÙÅ¢Ò‹ ÇÊÒÃʋǹº¤Ø ¤Å ÁÒμÃÒ òñ เพอื่ ประโยชนแ หง หมวดน้ี “บคุ คล” หมายความวา บคุ คลธรรมดาทม่ี สี ญั ชาตไิ ทย และบุคคลธรรมดาทีไ่ มมีสญั ชาตไิ ทยแตม ีถิ่นทอี่ ยูในประเทศไทย ÁÒμÃÒ òò สาํ นกั ขา วกรองแหง ชาติ สาํ นกั งานสภาความมน่ั คงแหง ชาติ และหนว ยงาน ของรัฐแหงอ่ืนตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง อาจออกระเบียบโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กําหนดหลักเกณฑ วิธกี าร และเงือ่ นไขทมี่ ิใหน าํ บทบัญญัตวิ รรคหน่งึ (๓) ของมาตรา ๒๓ มาใชบ งั คบั กบั ขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลทอ่ี ยูในความควบคุมดูแลของหนว ยงานดังกลาวกไ็ ด หนว ยงานของรฐั แหง อน่ื ทจ่ี ะกาํ หนดในกฎกระทรวงตามวรรคหนงึ่ นน้ั ตอ งเปน หนว ยงาน ของรฐั ซง่ึ การเปด เผยประเภทขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลตามมาตรา ๒๓ วรรคหนงึ่ (๓) จะเปน อปุ สรรค รา ยแรงตอการดําเนนิ การของหนวยงานดังกลาว
๕๗ ÁÒμÃÒ òó หนว ยงานของรฐั ตอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การจดั ระบบขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล ดังตอ ไปน้ี (๑) ตองจัดใหมีระบบขอมูลขาวสารสวนบุคคลเพียงเทาท่ีเก่ียวของและจําเปนเพ่ือการ ดาํ เนนิ งานของหนว ยงานของรฐั ใหส าํ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคเ ทา นนั้ และยกเลกิ การจดั ใหม รี ะบบดงั กลา ว เม่ือหมดความจําเปน (๒) พยายามเก็บขอมูลขาวสารโดยตรงจากเจาของขอมูล โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในกรณที ี่จะกระทบถึงประโยชนไดเ สยี โดยตรงของบคุ คลนน้ั (๓) จดั ใหม กี ารพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาและตรวจสอบแกไ ขใหถ กู ตอ งอยเู สมอเกยี่ วกบั สง่ิ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) ประเภทของบคุ คลท่มี กี ารเก็บขอมลู ไว (ข) ประเภทของระบบขอมูลขา วสารสว นบุคคล (ค) ลกั ษณะการใชข อ มูลตามปกติ (ง) วธิ กี ารขอตรวจดูขอมูลขาวสารของเจา ของขอมูล (จ) วธิ ีการขอใหแกไขเปล่ียนแปลงขอมลู (ฉ) แหลงทมี่ าของขอ มูล (๔) ตรวจสอบแกไ ขขอ มลู ขา วสารสว นบุคคลในความรับผดิ ชอบใหถกู ตองอยูเสมอ (๕) จดั ระบบรกั ษาความปลอดภยั ใหแ กร ะบบขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล ตามความเหมาะสม เพือ่ ปองกนั มิใหมีการนําไปใชโดยไมเ หมาะสมหรือเปนผลรา ยตอเจาของขอมูล ในกรณที เี่ กบ็ ขอ มลู ขา วสารโดยตรงจากเจา ของขอ มลู หนว ยงานของรฐั ตอ งแจง ใหเ จา ของ ขอ มลู ทราบลว งหนา หรอื พรอ มกบั การขอขอ มลู ถงึ วตั ถปุ ระสงคท จี่ ะนาํ ขอ มลู มาใช ลกั ษณะการใชข อ มลู ตามปกติ และกรณที ข่ี อขอ มลู นน้ั เปน กรณที อ่ี าจใหข อ มลู ไดโ ดยความสมคั รใจหรอื เปน กรณมี กี ฎหมาย บังคับ หนวยงานของรัฐตองแจงใหเจาของขอมูลทราบในกรณีมีการใหจัดสงขอมูลขาวสาร สวนบุคคลไปยังท่ีใดซึ่งจะเปนผลใหบุคคลท่ัวไปทราบขอมูลขาวสารนั้นได เวนแตเปนไปตามลักษณะ การใชขอ มลู ตามปกติ ÁÒμÃÒ òô หนว ยงานของรฐั จะเปด เผยขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทอ่ี ยใู นความควบคมุ ดแู ลของตนตอหนว ยงานของรัฐแหง อ่นื หรือผอู ื่น โดยปราศจากความยนิ ยอมเปน หนังสือของเจาของ ขอ มูลทใ่ี หไ วล วงหนาหรอื ในขณะน้นั มไิ ด เวนแตเปน การเปดเผยดงั ตอ ไปนี้ (๑) ตอเจาหนาท่ีของรัฐในหนวยงานของตน เพ่ือการนําไปใชตามอํานาจหนาท่ีของ หนว ยงานของรัฐแหง น้ัน (๒) เปนการใชขอมูลตามปกติภายในวัตถุประสงคของการจัดใหมีระบบขอมูลขาวสาร สว นบคุ คลน้นั
๕๘ (๓) ตอหนวยงานของรัฐที่ทํางานดวยการวางแผน หรือการสถิติ หรือสํามะโนตางๆ ซึ่งมีหนา ที่ตองรกั ษาขอ มลู ขา วสารสวนบคุ คลไวไมใ หเ ปด เผยตอ ไปยงั ผูอ่ืน (๔) เปนการใหเพื่อประโยชนในการศึกษาวิจัยโดยไมระบุช่ือหรือสวนที่ทําใหรูวาเปน ขอ มูลขาวสารสว นบคุ คลทเี่ กี่ยวกับบุคคลใด (๕) ตอ หอจดหมายเหตแุ หง ชาติ กรมศลิ ปากร หรอื หนว ยงานอน่ื ของรฐั ตามมาตรา ๒๖ วรรคหน่งึ เพือ่ การตรวจดคู ุณคาในการเกบ็ รกั ษา (๖) ตอ เจา หนา ทข่ี องรฐั เพอื่ การปอ งกนั การฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย การสบื สวน การสอบสวน หรือการฟอ งคดี ไมว า เปนคดปี ระเภทใดกต็ าม (๗) เปน การใหซ งึ่ จาํ เปน เพอื่ การปอ งกนั หรอื ระงบั อนั ตรายตอ ชวี ติ หรอื สขุ ภาพของบคุ คล (๘) ตอ ศาล และเจา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรฐั หรอื บคุ คลทมี่ อี าํ นาจตามกฎหมาย ทจี่ ะขอขอเทจ็ จรงิ ดงั กลาว (๙) กรณีอ่ืนตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎกี า การเปด เผยขอมูลขาวสารสว นบุคคลตามวรรคหนงึ่ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) ใหม กี ารจดั ทาํ บญั ชแี สดงการเปด เผยกาํ กบั ไวก บั ขอ มลู ขา วสารนนั้ ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนด ในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òõ ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ บคุ คลยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร ถู งึ ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทเ่ี กย่ี วกบั ตน และเมอ่ื บคุ คลนน้ั มคี าํ ขอเปน หนงั สอื หนว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ล ขอมูลขาวสารนั้นจะตองใหบุคคลน้ันหรือผูกระทําการแทนบุคคลน้ันไดตรวจดูหรือไดรับสําเนาขอมูล ขาวสารสวนบคุ คลสวนท่ีเกย่ี วกบั บคุ คลน้ัน และใหนํามาตรา ๙ วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบ งั คับ โดยอนุโลม การเปดเผยรายงานการแพทยที่เก่ียวกับบุคคลใด ถากรณีมีเหตุอันควรเจาหนาที่ของรัฐ จะเปด เผยตอ เฉพาะแพทยท บ่ี ุคคลน้ันมอบหมายกไ็ ด ถาบุคคลใดเห็นวาขอมูลขาวสารสวนบุคคลที่เก่ียวกับตนสวนใดไมถูกตองตามที่เปนจริง ใหมีสิทธิยื่นคําขอเปนหนังสือใหหนวยงานของรัฐท่ีควบคุมดูแลขอมูลขาวสารแกไขเปลี่ยนแปลงหรือ ลบขอมูลขาวสารสวนนั้นได ซึ่งหนวยงานของรัฐจะตองพิจารณาคําขอดังกลาว และแจงใหบุคคลน้ัน ทราบโดยไมช ักชา ในกรณที ห่ี นว ยงานของรฐั ไมแ กไ ขเปลยี่ นแปลงหรอื ลบขอ มลู ขา วสารใหต รงตามทม่ี คี าํ ขอ ใหผ นู นั้ มสี ทิ ธอิ ทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ได รับแจงคําสั่งไมยินยอมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร โดยย่ืนคําอุทธรณตอคณะกรรมการ และไมวากรณีใดๆ ใหเจาของขอมูลมีสิทธิรองขอใหหนวยงานของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไว กับขอมลู ขาวสารสว นบคุ คลทเี่ ก่ียวของได
๕๙ ใหบุคคลตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิดําเนินการตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรานี้แทนผูเยาว คนไรความสามารถ คนเสมือนไรความสามารถ หรือเจาของขอมูล ทถ่ี ึงแกก รรมแลวก็ได ËÁÇ´ ô àÍ¡ÊÒûÃÐÇμÑ ÔÈÒÊμà ÁÒμÃÒ òö ขอมูลขาวสารของราชการที่หนวยงานของรัฐไมประสงคจะเก็บรักษา หรือมีอายุครบกําหนดตามวรรคสองนับแตวันที่เสร็จสิ้นการจัดใหมีขอมูลขาวสารนั้น ใหหนวยงาน ของรัฐสงมอบใหแกหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศิลปากรหรือหนวยงานอ่ืนของรัฐตามที่กําหนดใน พระราชกฤษฎกี า เพื่อคดั เลอื กไวใหประชาชนไดศกึ ษาคน ควา กาํ หนดเวลาตอ งสง ขอมลู ขาวสารของราชการตามวรรคหน่ึงใหแ ยกประเภท ดงั น้ี (๑) ขอมูลขาวสารของราชการตามมาตรา ๑๔ เมือ่ ครบเจ็ดสิบหา ป (๒) ขอ มลู ขา วสารของราชการตามมาตรา ๑๕ เมอื่ ครบยี่สบิ ป กําหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดใ นกรณดี งั ตอ ไปน้ี (๑) หนว ยงานของรฐั ยงั จาํ เปน ตอ งเกบ็ รกั ษาขอ มลู ขา วสารของราชการไวเ องเพอ่ื ประโยชน ในการใชสอย โดยตองจัดเก็บและจัดใหประชาชนไดศึกษาคนควาตามท่ีจะตกลงกับหอจดหมายเหตุ แหง ชาติ กรมศลิ ปากร (๒) หนวยงานของรัฐเห็นวา ขอมูลขาวสารน้ันยังไมควรเปดเผยโดยมีคําสั่งขยายเวลา กํากับไวเปนการเฉพาะราย คําสั่งการขยายเวลานั้นใหกําหนดระยะเวลาไวดวย แตจะกําหนดเกิน คราวละหาปไมไ ด การตรวจสอบหรอื ทบทวนมใิ หม ีการขยายเวลาไมเปด เผยจนเกินความจําเปน ใหเ ปนไป ตามหลักเกณฑและวิธกี ารท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง บทบัญญัติตามมาตราน้ี มิใหใชบังคับกับขอมูลขาวสารของราชการตามท่ีคณะรัฐมนตรี ออกระเบียบกําหนดใหหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ของรัฐจะตองทําลายหรืออาจทําลายได โดยไมตองเก็บรกั ษา ËÁÇ´ õ ¤³Ð¡ÃÃÁ¡Òâ͌ ÁÙÅ¢Ò‹ ÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ÁÒμÃÒ ò÷ ใหมีคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ประกอบดวยรัฐมนตรี ซงึ่ นายกรฐั มนตรมี อบหมายเปน ประธาน ปลดั สาํ นกั นายกรฐั มนตรี ปลดั กระทรวงกลาโหม ปลดั กระทรวง
๖๐ เกษตรและสหกรณ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการตา งประเทศ ปลดั กระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณชิ ย เลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎกี า เลขาธกิ ารคณะกรรมการขา ราชการพลเรอื น เลขาธกิ ารสภาความมัน่ คงแหง ชาติ เลขาธิการสภาผูแ ทนราษฎร ผูอ ํานวยการสํานกั ขาวกรองแหงชาติ ผอู าํ นวยการสาํ นกั งบประมาณ และผทู รงคณุ วฒุ อิ นื่ จากภาครฐั และภาคเอกชน ซง่ึ คณะรฐั มนตรแี ตง ตง้ั อกี เกา คนเปน กรรมการ ใหปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งขาราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเปนเลขานกุ าร และอกี สองคนเปน ผชู วยเลขานุการ ÁÒμÃÒ òø คณะกรรมการมีอํานาจหนา ท่ี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) สอดสอง ดูแล และใหคําแนะนําเกี่ยวกับการดําเนินงานของเจาหนาท่ีของรัฐ และหนว ยงานของรัฐในการปฏบิ ัตติ ามพระราชบญั ญัตนิ ี้ (๒) ใหคําปรึกษาแกเจาหนาท่ีของรัฐหรือหนวยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พระราชบญั ญตั ินี้ ตามท่ไี ดรบั คาํ ขอ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกา และการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของ คณะรัฐมนตรตี ามพระราชบญั ญตั นิ ี้ (๔) พิจารณาและใหค วามเห็นเร่อื งรองเรียนตามมาตรา ๑๓ (๕) จัดทํารายงานเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ีเสนอคณะรัฐมนตรีเปน ครงั้ คราวตามความเหมาะสม แตอ ยา งนอ ยปล ะหนง่ึ ครั้ง (๖) ปฏิบัตหิ นาท่อี นื่ ตามทีก่ ําหนดในพระราชบัญญัติน้ี (๗) ดาํ เนนิ การเรอ่ื งอืน่ ตามท่คี ณะรฐั มนตรหี รือนายกรฐั มนตรมี อบหมาย ÁÒμÃÒ òù กรรมการผทู รงคณุ วฒุ ซิ ง่ึ ไดร บั แตง ตงั้ ตามมาตรา ๒๗ มวี าระอยใู นตาํ แหนง คราวละสามปน บั แตว นั ทไ่ี ดร ับแตง ตั้ง ผทู ีพ่ น จากตําแหนงแลวอาจไดร บั แตง ตง้ั ใหมได ÁÒμÃÒ óð นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการผูทรงคุณวุฒิซ่ึงไดรับ แตง ตั้งตามมาตรา ๒๗ พนจากตําแหนง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีใหออกเพราะมีความประพฤติเสือ่ มเสยี บกพรอ ง หรือไมส จุ ริตตอ หนาที่ หรอื หยอนความสามารถ (๔) เปนบุคคลลมละลาย (๕) เปน คนไรค วามสามารถหรอื คนเสมือนไรค วามสามารถ (๖) ไดร บั โทษจาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ ใหจ าํ คกุ เวน แตเ ปน โทษสาํ หรบั ความผดิ ทไี่ ด กระทําโดยประมาทหรอื ความผิดลหโุ ทษ
๖๑ ÁÒμÃÒ óñ การประชมุ ของคณะกรรมการตอ งมกี รรมการมาประชมุ ไมน อ ยกวา กงึ่ หนง่ึ ของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเปน องคประชมุ ใหประธานกรรมการเปนประธานในที่ประชุม ถาประธานกรรมการไมมาประชุมหรือไม อาจปฏิบตั ิหนา ทีไ่ ด ใหก รรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหน่งึ เปน ประธานในทป่ี ระชุม การวนิ จิ ฉยั ชี้ขาดของทปี่ ระชุมใหถ ือเสยี งขา งมาก กรรมการคนหนง่ึ ใหม ีเสยี งหนึ่งในการ ลงคะแนน ถา คะแนนเสยี งเทา กนั ใหป ระธานในทปี่ ระชมุ ออกเสยี งเพมิ่ ขน้ึ อกี เสยี งหนง่ึ เปน เสยี งชขี้ าด ÁÒμÃÒ óò ใหคณะกรรมการมีอํานาจเรียกใหบุคคลใดมาใหถอยคําหรือใหสงวัตถุ เอกสาร หรอื พยานหลกั ฐานมาประกอบการพจิ ารณาได ÁÒμÃÒ óó ในกรณีท่ีหนวยงานของรัฐปฏิเสธวาไมมีขอมูลขาวสารตามท่ีมีคําขอไมวา จะเปนกรณีมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๒๕ ถาผูมีคําขอไมเชื่อวาเปนความจริงและรองเรียนตอ คณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ใหคณะกรรมการมีอํานาจเขาดําเนินการตรวจสอบขอมูลขาวสาร ของราชการทเ่ี กย่ี วของไดแ ละแจงผลการตรวจสอบใหผ ูร อ งเรียนทราบ หนว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทข่ี องรฐั ตอ งยนิ ยอมใหค ณะกรรมการหรอื ผซู ง่ึ คณะกรรมการ มอบหมายเขาตรวจสอบขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครองของตนได ไมวาจะเปนขอมูลขาวสาร ที่เปดเผยไดห รือไมกต็ าม ÁÒμÃÒ óô คณะกรรมการจะแตงตั้งคณะอนุกรรมการเพ่ือพิจารณาหรือปฏิบัติงาน อยางใดอยางหนึ่งตามท่ีคณะกรรมการมอบหมายก็ได และใหนําความในมาตรา ๓๑ มาใชบังคับ โดยอนุโลม ËÁÇ´ ö ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÇ¹Ô ¨Ô ©Ñ¡ÒÃà»´ à¼Â¢ÍŒ ÁÅÙ ¢‹ÒÇÊÒà ÁÒμÃÒ óõ ใหม คี ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารสาขาตา งๆ ตามความ เหมาะสม ซ่ึงคณะรัฐมนตรีแตงตั้งตามขอเสนอของคณะกรรมการ มีอํานาจหนาที่พิจารณาวินิจฉัย อทุ ธรณคําสัง่ มใิ หเปด เผยขอ มูลขาวสารตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ หรอื คาํ สัง่ ไมรับฟง คาํ คัดคา น ตามมาตรา ๑๗ และคําสัง่ ไมแ กไขเปลีย่ นแปลงหรอื ลบขอมลู ขาวสารสวนบุคคลตามมาตรา ๒๕ การแตง ตง้ั คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารตามวรรคหนง่ึ ใหแ ตง ตง้ั ตาม สาขาความเชย่ี วชาญเฉพาะดา นของขอ มลู ขา วสารของราชการ เชน ความมน่ั คงของประเทศ เศรษฐกจิ และการคลังของประเทศ หรอื การบังคบั ใชกฎหมาย ÁÒμÃÒ óö คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มลู ขา วสารคณะหนงึ่ ๆ ประกอบดว ย บุคคลตามความจําเปน แตตองไมนอยกวาสามคน และใหขาราชการที่คณะกรรมการแตงต้ังปฏิบัติ หนาที่เปน เลขานุการและผูชวยเลขานุการ
๖๒ ในกรณีพิจารณาเกี่ยวกับขอมูลขาวสารของหนวยงานของรัฐแหงใด กรรมการวินิจฉัย การเปดเผยขอมลู ขาวสารซึง่ มาจากหนวยงานของรัฐแหงนน้ั จะเขารวมพิจารณาดวยไมไ ด กรรมการวินิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขาวสาร จะเปนเลขานุการหรือผูช ว ยเลขานกุ ารไมได ÁÒμÃÒ ó÷ ใหค ณะกรรมการพจิ ารณาสง คาํ อทุ ธรณใ หค ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมูลขาวสาร โดยคํานึงถึงความเช่ียวชาญเฉพาะดานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูล ขาวสารแตละสาขาภายในเจ็ดวันนับแตว นั ท่คี ณะกรรมการไดร ับคําอทุ ธรณ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารใหเปนที่สุด และในการมี คาํ วนิ จิ ฉยั จะมขี อ สงั เกตเสนอตอ คณะกรรมการเพอ่ื ใหห นว ยงานของรฐั ทเี่ กยี่ วขอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั กรณใี ด ตามทเ่ี หน็ สมควรก็ได ใหน าํ ความในมาตรา ๑๓ วรรคสอง มาใชบ งั คบั แกก ารพจิ ารณาอทุ ธรณข องคณะกรรมการ วนิ ิจฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนุโลม ÁÒμÃÒ óø อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร แตละสาขา วธิ ีพจิ ารณาและวินจิ ฉยั และองคคณะในการพิจารณาและวินิจฉัย ใหเปน ไปตามระเบยี บ ทค่ี ณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ÁÒμÃÒ óù ใหนาํ บทบัญญตั มิ าตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๒ และบทกาํ หนดโทษ ท่ีประกอบกับบทบัญญัติดังกลาวมาใชบังคับกับคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร โดยอนโุ ลม ËÁÇ´ ÷ º·กํา˹´â·É ÁÒμÃÒ ôð ผใู ดไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของคณะกรรมการทส่ี งั่ ตามมาตรา ๓๒ ตอ งระวางโทษ จําคุกไมเ กินสามเดอื น หรอื ปรบั ไมเ กินหา พันบาท หรือท้ังจาํ ทง้ั ปรบั ÁÒμÃÒ ôñ ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามขอ จาํ กดั หรอื เงอ่ื นไขทเ่ี จา หนา ทข่ี องรฐั กาํ หนด ตามมาตรา ๒๐ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กินหน่งึ ป หรอื ปรับไมเ กนิ สองหมนื่ บาท หรือทั้งจําท้งั ปรับ º·à©¾ÒСÒÅ ÁÒμÃÒ ôò บทบัญญัติมาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ มิใหใชบังคับกับขอมูล ขาวสารของราชการท่เี กดิ ขน้ึ กอนวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั ินใ้ี ชบ ังคับ ใหห นวยงานของรฐั จัดพิมพข อมลู ขาวสารตามวรรคหน่ึง หรอื จดั ใหม ีขอ มลู ขา วสารตาม วรรคหนง่ึ ไวเ พอ่ื ใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด แลว แตก รณี ทง้ั นี้ ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทคี่ ณะกรรมการ จะไดกําหนด
๖๓ ÁÒμÃÒ ôó ใหระเบียบวา ดว ยการรักษาความปลอดภัยแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๑๗ ในสว น ท่ีเกี่ยวกับขอมูลขาวสารของราชการ ยังคงใชบังคับตอไปไดเทาท่ีไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัตินี้ เวนแตร ะเบียบท่คี ณะรฐั มนตรีกําหนดตามมาตรา ๑๖ จะไดก ําหนดเปน อยางอ่ืน ผรู ับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ชวลติ ยงใจยทุ ธ นายกรฐั มนตรี ËÁÒÂàËμØ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การใหประชาชนมีโอกาสกวางขวางในการไดรับขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินการตางๆ ของรัฐ เปนสิ่งจําเปน เพ่ือท่ีประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมืองไดโดยถูกตอง กับความเปนจรงิ อันเปน การสง เสริมใหม ีความเปน รัฐบาลโดยประชาชนมากยง่ิ ข้ึน สมควรกําหนดให ประชาชนมีสิทธิไดรูขอมูลขาวสารของราชการ โดยมีขอยกเวนอันไมตองเปดเผยท่ีแจงชัดและจํากัด เฉพาะขอมลู ขา วสารท่ีหากเปด เผยแลว จะเกิดความเสยี หายตอ ประเทศชาติหรอื ตอประโยชนท ส่ี าํ คญั ของเอกชน ทง้ั นี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยใหมน่ั คงและจะยงั ผลใหประชาชนมโี อกาสรูถงึ สิทธิ หนาที่ของตนอยางเต็มที่ เพื่อท่ีจะปกปกรักษาประโยชนของตนไดอีกประการหนึ่งดวย ประกอบกับ สมควรคมุ ครองสทิ ธิสว นบคุ คลในสว นทีเ่ กย่ี วของกับขอ มูลขาวสารของราชการไปพรอมกนั จึงจําเปน ตอ งตราพระราชบัญญัตนิ ี้
๖๔ ÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ áÅТͺà¢μ¡ÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô μÒÁ¡®ËÁÒ¢͌ ÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒâͧÃÒª¡Òà ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞμÑ ÔáÅмŒàÙ ¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§ ËÅ¡Ñ ¡ÒÃáÅÐà¨μ¹ÒÃÁ³ เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัตฉิ บับนีค้ อื ¢Í§¡®ËÁÒ ในระบอบประชาธปิ ไตย การใหป ระชาชนมโี อกาสกวา งขวาง ในการไดร บั ขอ มลู ขา วสารเกย่ี วกบั การดาํ เนนิ การตา งๆ ของรัฐเปนส่ิงจําเปน เพื่อท่ีประชาชนจะสามารถแสดง ความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมืองไดโดยถูกตองกับ ความเปน จริง อันเปน การสงเสรมิ ใหมคี วามเปนรฐั บาล โดยประชาชนมากยิ่งข้ึน สมควรกําหนดใหประชาชน มสี ทิ ธไิ ดร ขู อ มลู ขา วสารของทางราชการโดยมขี อ ยกเวน อนั ไมต อ งเปด เผยทแี่ จง ชดั และจาํ กดั เฉพาะขอ มลู ขา วสาร ที่หากเปดเผยแลวจะเกิดความเสียหายตอประเทศชาติ หรือตอประโยชนทสี่ ําคัญของเอกชน ท้งั นี้ เพ่ือพัฒนา ระบอบประชาธปิ ไตยใหม น่ั คงและจะยงั ผลใหป ระชาชน มโี อกาสรถู งึ สทิ ธหิ นา ทขี่ องตนอยา งเตม็ ท่ี เพอ่ื ทจี่ ะปกปก รกั ษาประโยชนข องตนไดอ กี ประการหนงึ่ ดว ย ประกอบกบั สมควรคุมครองสิทธิสวนบุคคลในสวนท่ีเกี่ยวของกับ ขอมูลขาวสารของราชการไปพรอมกัน จึงจําเปนตอง ตราพระราชบัญญตั ินี้ การประกาศกฎหมาย เมอ่ื วนั ท่ี ๑๐ กันยายน ๒๕๔๐ ผรู บั สนองพระบรมราชโองการ ข อ มู ล ข า ว ส า ร ใ น เลม ๑๑๔ ตอนที่ ๔๖ ก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ราชกจิ จานเุ บกษา นายกรฐั มนตรี วันบังคับใชกฎหมาย วันที่ ๙ ธนั วาคม ๒๕๔๐ ในสมยั รฐั บาลนายชวน หลกี ภยั ขอมลู ขาวสาร นายกรฐั มนตรี คํา¹ÔÂÒÁ หมายความวา สง่ิ ทส่ี อ่ื ความหมายใหร เู รอ่ื งราวขอ เทจ็ จรงิ ÁÒμÃÒ ô แหง พ.ร.บ.ขอมลู “ขอ มลู ขาวสาร” ขอมูลหรือสิ่งใดๆ ไมวาการส่ือความหมายนั้นจะทําได ขา วสาร โดยสภาพของส่ิงน้ันเองหรือโดยผานวิธีการใดๆ และ ไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึก ภาพหรอื เสียง การบันทกึ โดยเครื่องคอมพวิ เตอร หรอื วิธีอื่นใดท่ที ําใหสงิ่ ทีบ่ นั ทึกไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของ ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ขอมูลขาวสารท่ีอยูในความครอบครอง ราชการ” หรอื ควบคมุ ดแู ลของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน ขอ มลู ขา วสารเกยี่ วกบั การดาํ เนนิ งานของรฐั หรอื ขอ มลู ขา วสาร เก่ยี วกบั เอกชน
๖๕ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞÑμÔáÅмàŒÙ ¡ÂÕè Ç¢ŒÍ§ “หนวยงานของรัฐ ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ʋǹ¡ÅÒ§ ราชการสว นทอ งถนิ่ รฐั วสิ าหกจิ สว นราชการสงั กดั รฐั สภา - กระทรวง, ทบวง, กรม ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเก่ียวกับการพิจารณาพิพาทคดี ʋǹÀÙÁÀÔ Ò¤ องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระ - จังหวัด, อาํ เภอ ของรฐั และหนวยงานอน่ื ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ÊÇ‹ ¹·ÍŒ §¶è¹Ô “เจา หนา ทข่ี องรฐั ขอ มลู ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ผซู งึ่ ปฏบิ ตั งิ านใหแกห นวยงานของรฐั - เทศบาล ขา วสารสวนบุคคล” ËÁÒ¤ÇÒÁÇ‹Ò ขอมูลขาวสารเก่ียวกับสิ่งเฉพาะตัวของ - อบจ. บุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ - อบต. ประวตั อิ าชญากรรม หรอื ประวตั กิ ารทาํ งาน บรรดาทมี่ ชี อ่ื - กทม. ของผูน ้นั หรือมเี ลขหมาย รหสั หรอื สิง่ บอกลักษณะอ่ืน - เมอื งพัทยา ท่ีทําใหรูตัวผูน้ันได เชน ลายพิมพน้ิวมือ แผนบันทึก ลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความ รวมถึงขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ ผูทถ่ี งึ แกก รรมแลวดวย ͧ¤¡ÃμÒÁ¡®ËÁÒ ๑. คณะกรรมการขอ มลู ͧ¤»ÃСͺ ประกอบดว ยรัฐมนตรี ซง่ึ นายกรัฐมนตรี ÁÒμÃÒ ò÷ แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ขา วสารของราชการ มอบหมายเปนประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ขา วสารฯ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและ ͧ¤» ÃСͺ จาํ นวน ๒๓ คน : สหกรณ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการ - รมต. ที่ นรม.มอบหมาย ตางประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง - กรรมการโดยตําแหนง พาณิชย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ๑๓ คน คณะกรรมการขาราชการพลเรือน เลขาธิการ - กรรมการแตงตั้ง ๙ คน สภาความมั่นคงแหงชาติ ผูอํานวยการสํานัก (ผทู รงคณุ วุฒฯิ ) : อยใู น งบประมาณและผทู รงคณุ วฒุ อิ นื่ จากภาครฐั และภาคเอกชน วาระ ๓ ป ซ่งึ คณะรฐั มนตรแี ตง ตัง้ อีกเกา คนเปน กรรมการ อาํ ¹Ò¨Ë¹ÒŒ ·èÕ (๑) สอดสอง ดูแลและใหคําแนะนําเก่ียวกับการ ดําเนินงานของเจาหนาที่ของรัฐและหนวยงานของรัฐ ในการปฏบิ ัติตามพระราชบัญญัติน้ี (๒) ใหค าํ ปรกึ ษาแกเ จา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงาน ของรัฐเกย่ี วกับการปฏิบัตติ ามพระราชบัญญตั ินี้ ตามท่ี ไดร ับคาํ ขอ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎกี าและการ ออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของคณะรัฐมนตรีตาม พระราชบัญญตั นิ ี้
๖๖ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªŒÊ·Ô ¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÑÞÞÑμáÔ Åмٌà¡èÕÂǢ͌ § (๔) พิจารณาและใหความเห็นเรื่องรองเรียนตาม มาตรา ๑๓ (๕) จดั ทํารายการเก่ียวกบั การปฏบิ ัติตามพระราช บัญญัติน้ีเสนอคณะรัฐมนตรีเปนคร้ังคราวตามความ เหมาะสม แตอ ยา งนอยปล ะหน่งึ ครง้ั (๖) ปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี น่ื ตามทกี่ าํ หนดในพระราชบญั ญตั นิ ้ี (๗) ดําเนินการเรื่องอ่ืนตามที่คณะรัฐมนตรีหรือ นายกรฐั มนตรีมอบหมาย ๒. คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ͧ¤»ÃСͺ : ใหมีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผย ÁÒμÃÒ óõ แหง พ.ร.บ.ขอ มลู การเปดเผยขอมูล ขอมูลขาวสารสาขาตางๆ ตามความเหมาะสม ขาวสารฯ ͧ¤¤³Ð ตองมี ขาวสาร ซ่งึ คณะรฐั มนตรแี ตงตัง้ ตามขอเสนอของคณะกรรมการ กรรมการไมนอยกวา ๓ คน อํา¹Ò¨Ë¹ŒÒ·èÕ : พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณคําสั่งมิให อยูใ นวาระ ๓ ป เปดเผยขอ มูลขา วสารตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ หรือคาํ ส่ังไมรับฟง คําคัดคานตามมาตรา ๑๗ และคาํ สั่ง ไมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนบุคคล ตามมาตรา ๒๕ คาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ : คาํ วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมูลขาวสารใหเปนท่ีสุด และในการมีคําวินิจฉัยจะ มีขอสังเกตเสนอตอคณะกรรมการเพ่ือใหหนวยงาน ของรัฐท่ีเกี่ยวของปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีใดตามท่ีเห็น สมควรก็ได ๓. สาํ นกั งานคณะกรรมการ ͧ¤¡ à : ใหจ ดั ตงั้ สาํ นกั งานคณะกรรมการขอ มลู ขา วสาร ÁÒμÃÒ ö แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ขอมูลขาวสารของ ของราชการข้ึนในสาํ นักงานปลดั สํานักนายกรฐั มนตรี ขา วสารฯ กาํ หนดใหเ ปน หนว ย ราชการ ˹ŒÒ·Õè : ราชการระดับกอง (๑) ปฏิบัติงานเก่ียวกับงานวิชาการและธุรการ ใหแกคณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปดเผยขอ มูลขาวสาร (๒) ประสานงานกบั หนวยงานของรัฐ และ (๓) ใหค าํ ปรกึ ษาแกเ อกชนเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ าม พระราชบัญญัตนิ ้ี ÊÔ·¸ÔμÒÁ¡®ËÁÒ ๑. สิทธไิ ดร ู ๑.๑ สิทธิไดรูตาม หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการ ÁÒμÃÒ ÷ แหง พ.ร.บ.ขอมูล มาตรา ๗ อยา งนอยดังตอ ไปน้ีลงพิมพในราชกจิ จานเุ บกษา ขา วสารฯ (๑) โครงสรา งและการจดั องคก รในการดาํ เนนิ งาน »ÃЪҪ¹ (๒) สรุปอํานาจหนาที่ท่ีสําคัญและวิธีการ - มสี ิทธติ รวจดู ดาํ เนินงาน
๖๗ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞμÑ áÔ ÅмàŒÙ ¡èÂÕ Ç¢ŒÍ§ (๓) สถานที่ติดตอเพื่อขอรับขอมูลขาวสารหรือ ˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ คาํ แนะนําในการติดตอกบั หนว ยงานของรัฐ - มหี นา ท่ี (๔) กฎ มตคิ ณะรฐั มนตรี ขอ บงั คบั คาํ สงั่ หนงั สอื เวยี น ๑. นําลงพิมพในราชกิจจา ระเบยี บแบบแผน นโยบาย หรอื การตคี วาม ทง้ั นี้ เฉพาะ นุเบกษา ที่จัดใหมีข้ึนโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการ ๒. จดั พิมพแ พรเผย ทัว่ ไปตอ เอกชนทเ่ี ก่ยี วขอ ง เพ่ือจําหนายจายแจก (๕) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด ขอ มลู ขา วสารใดทไี่ ดม กี ารจดั พมิ พเ พอื่ ใหแ พรห ลาย ตามจาํ นวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใ นราชกจิ จา นเุ บกษาโดยอา งองิ ถงึ สง่ิ พมิ พน น้ั กใ็ หถ อื วา เปน การปฏบิ ตั ิ ตามบทบญั ญตั วิ รรคหนงึ่ แลว ใหห นว ยงานของรฐั รวบรวม และจัดใหมีขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไวเผยแพร เพอื่ ขยายหรอื จาํ หนา ยจา ยแจก ณ ทที่ าํ การของหนว ยงาน ของรฐั แหงนน้ั ตามท่ีเห็นสมควร ๑.๒ สิทธิตรวจดู ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หนว ยงาน ÁÒμÃÒ ù แหง พ.ร.บ.ขอ มลู ตามมาตรา ๙ ของรฐั ตองจัดใหมีขอมลู ขาวสารของราชการอยางนอ ย ขาวสารฯ ดงั ตอ ไปนไี้ วใ หป ระชาชนเขา ตรวจดไู ด ทงั้ นี้ ตามหลกั เกณฑ »ÃЪҪ¹ และวิธกี ารที่คณะกรรมการกําหนด - ใชสิทธติ รวจดเู อง (๑) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยท่ีมีผลโดยตรง ˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ ตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและคําส่ังท่ีเกี่ยวของ - มหี นา ที่ ในการพิจารณาวินจิ ฉยั ดังกลา ว ๑. จัดสถานที่ ลงประกาศใน (๒) นโยบายหรือการตีความที่ไมเขาขายตองลง ราชกิจจานุเบกษา พิมพในราชกจิ จานุเบกษาตามมาตรา ๗ (๔) ๒. นาํ ขอ มลู ขา วสารมาตง้ั แสดง (๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจาย ในสถานทต่ี าม ๑ ประจําปของปทก่ี าํ ลังดาํ เนินการ ๓. จัดทาํ ดรรชนีสําหรับคนหา (๔) คูมือหรือคําสั่งเก่ียวกับวิธีปฏิบัติงานของ ๔. กําหนดหลักเกณฑและ เจา หนา ทขี่ องรฐั ซง่ึ มผี ลกระทบถงึ สทิ ธหิ นา ทขี่ องเอกชน วิธีการเขาตรวจดู (๕) สงิ่ พมิ พท ไี่ ดม กี ารอา งองิ ถงึ ตามมาตรา๗วรรคสอง (๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาท่ีมีลักษณะเปนการ ผกู ขาดตดั ตอนหรอื สญั ญารว มทนุ กบั เอกชนในการจดั ทาํ บริการสาธารณะ (๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการ ท่ีแตงต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ท้ังนี้ ใหระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานขอเท็จจริง หรือขอ มูลขาวสารท่นี าํ มาใชใ นการพิจารณาไวดวย (๘) ขอ มลู ขา วสารอนื่ ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด
๖๘ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÞÑ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ Ô·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÞÑ ÞÑμáÔ ÅмŒàÙ ¡èÕÂÇ¢ŒÍ§ ขอมูลขาวสารท่ีจัดใหประชาชนเขาตรวจดูไดตาม วรรคหน่ึง ถามีสวนที่ตองหามมิใหเปดเผยตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ อยดู ว ย ใหล บหรือตัดทอนหรอื ทาํ โดยประการอ่ืนใดท่ีไมเปนการเปดเผยขอมูลขาวสาร สว นนนั้ ๑.๓ สิทธิขอดูตาม นอกจากขอมูลขาวสารของราชการที่ลงพิมพใน ÁÒμÃÒ ññ แหง พ.ร.บ.ขอมูล มาตรา ๑๑ ราชกจิ จานเุ บกษาแลว หรอื ทจี่ ดั ไวใ หป ระชาชนเขา ตรวจดู ขาวสารฯ ไดแ ลว หรอื ทมี่ กี ารจดั ใหป ระชาชนไดค น ควา ตามมาตรา ๒๖ »ÃЪҪ¹ แลว ถา บคุ คลใดขอขอ มลู ขา วสารอนื่ ใดของราชการและ - ใชส ิทธิโดยการย่นื คาํ ขอ คาํ ขอของผนู น้ั ระบขุ อ มลู ขา วสารทตี่ อ งการในลกั ษณะท่ี ˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ อาจเขา ใจไดต ามควรใหห นว ยงานของรฐั ผรู บั ผดิ ชอบจดั หา - มหี นา ท่ี ขอ มลู ขา วสารนน้ั ใหแ กผ ขู อภายในเวลาอนั สมควร เวน แต ๑. บรกิ าร อาํ นวยความสะดวก ผนู นั้ ขอจาํ นวนมากหรอื บอ ยครง้ั โดยไมม เี หตผุ ลอนั สมควร ๒. พฒั นาระบบจดั เกบ็ เอกสาร ขอ มลู ขา วสารของราชการใดมสี ภาพทอี่ าจบบุ สลาย ๓. จาํ แนกประเภทขอ มลู ขา วสาร งาย หนวยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให ๔. จัดหาขอมลู ใหต ามคําขอ หรือจะจัดทําสําเนาใหในสภาพอยางหน่ึงอยางใด ๕. คดั สาํ เนาและรบั รองสาํ เนา เพอื่ มใิ หเ กดิ ความเสียหายแกข อ มูลขา วสารน้ันกไ็ ด ขอ มลู ขา วสารของราชการทห่ี นว ยงานของรฐั จดั หาให ตามวรรคหนงึ่ ตอ งเปน ขอ มลู ขา วสารทม่ี อี ยแู ลว ในสภาพ ทพี่ รอ มจะใหไ ด มใิ ชเ ปน การตอ งไปจดั ทาํ วเิ คราะห จาํ แนก รวบรวม หรอื จดั ใหม กี ารขน้ึ ใหม เวน แตเ ปน การแปรสภาพ เปนเอกสารจากขอมูลขาวสารท่ีบันทึกไวในระบบ การบนั ทกึ ภาพหรอื เสยี งระบบคอมพวิ เตอร หรอื ระบบอน่ื ใด ทง้ั น้ี ตามทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด แตถ า หนว ยงานของรฐั เหน็ วา กรณที ข่ี อนนั้ มใิ ชก ารแสวงหาผลประโยชนท างการคา และเปนเรื่องที่จําเปนเพ่ือปกปองสิทธิเสรีภาพสําหรับ ผนู นั้ หรอื เปน เรอื่ งทจ่ี ะเปน ประโยชนแ กส าธารณะ หนว ยงาน ของรฐั จะจดั หาขอมูลขา วสารนัน้ ใหก็ได บทบัญญัติวรรคสามไมเปนการหามหนวยงาน ของรัฐที่จะจัดใหมีขอมูลขาวสารของราชการใดขึ้นใหม ใหแกผูรองขอหากเปนการสอดคลองดวยอํานาจหนาที่ ตามปกติของหนว ยงานของรฐั นัน้ อยแู ลว ใหน าํ ความในมาตรา ๙ วรรคสอง วรรคสาม และ วรรคส่ีมาใชบังคับแกการจัดหาขอมูลขาวสารใหตาม มาตรานี้ โดยอนุโลม
๖๙ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞÑμÔáÅмŒÙà¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§ ๑.๔ สทิ ธไิ ดร บั สาํ เนา บุคคลไมวาจะมีสวนไดเสียเกี่ยวของหรือไมก็ตาม ÁÒμÃÒ ù áÅÐ ññ แหง และขอใหร บั รองสาํ เนา ยอมมีสิทธิเขาตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มี พ.ร.บ.ขอ มูลขาวสารฯ ถกู ตอง คํารับรองถูกตองของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได »ÃЪҪ¹ ในกรณที สี่ มควรหนว ยงานของรฐั โดยความเหน็ ชอบของ - ใชส ิทธขิ อสําเนา คณะกรรมการจะวางหลักเกณฑเรียกคาธรรมเนียม ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ในการนั้นก็ได ในการน้ีใหคํานึงถึงการชวยเหลือผูมี - มหี นาท่ี รายไดน อ ยประกอบดว ย ทงั้ น้ี เวน แตจ ะมกี ฎหมายเฉพาะ ๑. คดั สาํ เนาและรบั รองสาํ เนา บัญญัตไิ วเปนอยางอ่ืน ๒. กาํ หนดอตั ราคา ธรรมเนยี ม ๒. สิทธิคัดคานการ ÁÒμÃÒ ñ÷ ในกรณที เี่ จา หนา ทขี่ องรฐั เหน็ วา การเปด เผย ÁÒμÃÒ ñ÷ แหง พ.ร.บ.ขอ มูล เปดเผย ขอมูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน ขาวสารฯ ไดเสียของผูใดใหเจาหนาที่ของรัฐแจงใหผูน้ันเสนอ »ÃЪҪ¹·ÑèÇä» คาํ คดั คา นภายในเวลาทกี่ าํ หนดแตต อ งใหเ วลาอนั สมควร - ยื่นคาํ ขอดูขอมูล ทผี่ นู นั้ อาจเสนอคาํ คดั คา นไดซ งึ่ ตอ งไมน อ ยกวา สบิ หา วนั »ÃЪҪ¹¼ÁŒÙ ÊÕ ‹Ç¹ä´àŒ ÊÂÕ นบั แตวันทไ่ี ดรบั แจง - คดั คาน ผทู ไี่ ดร บั แจง ตามวรรคหนง่ึ หรอื ผทู ที่ ราบวา การเปด เผย - ใชสิทธิคัดคานพรอมแสดง ขอมูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน เหตุผล ไดเสียของตน มีสิทธิคัดคานการเปดเผยขอมูลขาวสาร - ใชสิทธิอุทธรณคําส่ัง นน้ั ไดโ ดยทาํ เปน หนงั สอื ถงึ เจา หนา ทข่ี องรฐั ผรู บั ผดิ ชอบ ไมร บั ฟงคาํ คดั คา น ในกรณที มี่ กี ารคดั คา น เจา หนา ทขี่ องรฐั ผรู บั ผดิ ชอบ ˹Nj §ҹ¢Í§ÃѰ ตอ งพจิ ารณาคาํ คดั คา นและแจง ผลการพจิ ารณาใหผ คู ดั คา น - มีหนาท่ี ทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคาน ๑. แจงผมู ีสว นไดเ สยี คดั คา น เจา หนา ทขี่ องรฐั จะเปด เผยขอ มลู ขา วสารนน้ั มไิ ดจ นกวา ๒. พจิ ารณาคาํ คดั คาน จะลวงพนกําหนดเวลาอุทธรณตามมาตรา ๑๘ หรือ จนกวาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร ไดม คี าํ วนิ จิ ฉยั ใหเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารนน้ั ได แลว แตก รณี ๓. สิทธริ องเรียน ÁÒμÃÒ ñó ผใู ดเหน็ วา หนว ยงานของรฐั ไมจ ดั พมิ พ ÁÒμÃÒ ñó แหง พ.ร.บ.ขอมูล ขอ มลู ขา วสารตามมาตรา ๗ หรอื ไมจ ดั ขอ มลู ขา วสารไวใ ห ขา วสารฯ ประชาชนตรวจดูไดตามมาตรา ๙ หรือไมจัดหาขอมูล »ÃЪҪ¹ ขา วสารใหแ กต นตามมาตรา ๑๑ หรอื ฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ิ - ใชส ิทธริ อ งเรียน ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรอื ปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา หรอื เหน็ วา ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ตนไมไดรับความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควรผูนั้น - มพี ฤตกิ รรมฝา ฝน ไมป ฏบิ ตั ิ มสี ทิ ธริ อ งเรยี นตอ คณะกรรมการ เวน แตเ ปน เรอ่ื งเกยี่ วกบั ตามกฎหมาย การมคี าํ สง่ั มใิ หเ ปด เผยขอ มลู ขา วสารตามมาตรา ๑๕ หรอื ¡¢Ã. คําสั่งไมรับฟงคําคัดคานตามมาตรา ๑๗ หรือคําสั่ง - มหี นา ทพ่ี จิ ารณาคาํ รอ งเรยี น ไมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนบุคคล ตามมาตรา ๒๕
๗๐ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃ㪌ÊÔ·¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÂÕ ´ º·ºÑÞÞÑμáÔ Åмٌà¡ÕèÂÇ¢ŒÍ§ ในกรณีที่มีการรองเรียนตอคณะกรรมการตาม ¡¢Ã. วรรคหนง่ึ คณะกรรมการตอ งพจิ ารณาใหแ ลว เสรจ็ ภายใน - ตองพิจารณาใหแลวเสร็จ สามสิบวันนับแตวันท่ีไดรับคํารองเรียน ในกรณีที่มีเหตุ ภายใน ๓๐ วัน จําเปนใหขยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตุผล และรวมเวลาทงั้ หมดแลวตองไมเ กนิ หกสบิ วนั ๔. สิทธอิ ุทธรณ ÁÒμÃÒ ñø ในกรณที ีเ่ จาหนา ท่ขี องรัฐมคี าํ ส่ังมใิ ห ÁÒμÃÒ ñø แหง พ.ร.บ.ขอ มลู เปด เผยขอ มลู ขา วสารใดตามมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๕ ขาวสารฯ หรือมีคําส่ังไมรับฟงคําคัดคานของผูมีประโยชนไดเสีย »ÃЪҪ¹ ตามมาตรา ๑๗ ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั - ใชสิทธอิ ทุ ธรณไ ด ๓ กรณี การเปดเผยขอมูลขาวสารภายในสิบหาวันนับแตวันท่ี ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ ไดรบั แจงคาํ สัง่ น้นั โดยยืน่ คาํ อทุ ธรณต อ คณะกรรมการ - มีคําสั่งปฏิเสธไมเปดเผย/ ÁÒμÃÒ òõ ÇÃäÊèÕ ในกรณีท่ีหนวยงานของรัฐ ไมร บั ฟง คาํ คดั คา น/ไมแ กไ ขขอ มลู ไมแ กไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารใหต รงตามที่ ขา วสารสวนบคุ คล มคี ําขอ ใหผ นู ้นั มีสิทธอิ ุทธรณตอ คณะกรรมการวินิจฉยั ¡¢Ã. การเปด เผยขอ มลู ขา วสารภายในสามสบิ วนั นบั แตว นั ได - รบั คาํ อทุ ธรณ รับแจงคําส่ังไมยินยอมแกไขเปลี่ยนแปลงหรือลบขอมูล - พิจารณาสงเร่ืองอุทธรณ ขาวสาร โดยยื่นคําอุทธรณตอคณะกรรมการและไมวา ใหกรรมการวินจิ ฉัยฯ กรณีใดๆ ใหเจาของขอมูลมีสิทธิรองขอใหหนวยงาน ¡Ç©. ของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไวกับขอมูลขาวสาร - พจิ ารณาคาํ อทุ ธรณ สว นที่เกี่ยวขอ งได ๕. สทิ ธไิ ดร ขู อ มลู ขา วสาร ÁÒμÃÒ òõ ภายใตบ งั คบั มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ÁÒμÃÒ òõ แหง พ.ร.บ.ขอ มูล สวนบคุ คลของตน บุคคลยอมมีสิทธิท่ีจะไดรูถึงขอมูลขาวสารสวนบุคคล ขาวสารฯ ที่เก่ียวกับตนและเม่ือบุคคลนั้นมีคําขอเปนหนังสือ »ÃЪҪ¹à¨ŒÒ¢Í§¢ŒÍÁÅÙ หนว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ลขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คล - ใชส ิทธิขอดู สวนท่เี กยี่ วกบั บคุ คลนั้น และใหนาํ มาตรา ๙ วรรคสอง - ขอใหแ กไข และวรรคสาม มาใชบ ังคับโดยอนุโลม »ÃЪҪ¹Í¹è× จะขอดไู ดต อ งไดร บั การเปดเผยรายงานการแพทยที่เก่ียวกับบุคคลใด หนงั สอื ยนิ ยอมจากเจา ของขอ มลู ถากรณีมีเหตุผลอันควรเจาหนาท่ีของรัฐจะเปดเผยตอ ˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ เฉพาะแพทยที่บุคคลนัน้ มอบหมายกไ็ ด - มหี นา ที่ ถา บคุ คลใดเหน็ วา ขอ มลู ขา วสารสว นบคุ คลทเ่ี กย่ี วกบั ๑. เปดเผยแกเ จาของขอมลู ตนสว นใดไมถ กู ตอ งตามทเ่ี ปน จรงิ ใหม สี ทิ ธยิ นื่ คาํ ขอเปน ๒. แกไ ข/หมายเหตุตามคาํ รอ งขอ หนงั สอื ใหห นว ยงานของรฐั ทคี่ วบคมุ ดแู ลขอ มลู ขา วสาร เจา ของขอมลู แกไขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสวนน้ันได ซ่ึง ๓. จัดระบบคุมครองขอมูล หนว ยงานของรฐั จะตอ งพจิ ารณาคาํ ขอดงั กลา ว และแจง สว นบุคคล ใหบุคคลน้นั ทราบโดยไมช ักชา
๗๑ ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ¢Íºà¢μáÅСÒÃãªÊŒ ·Ô ¸Ô ¢Íºà¢μ / ÃÒÂÅÐàÍÕ´ º·ºÑÞÞμÑ áÔ Åмٌà¡èÂÕ Ç¢ÍŒ § สทิ ธทิ าํ การแทนผเู ยาวฯ ใหบุคคลตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิ ดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรานแี้ ทน ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ คนเสมอื นไรค วามสามารถ หรือเจาของขอมูลท่ีถึงแกกรรมแลวได
๗๒
๗๓ º··Õè ó ¾.Ã.º.¤ÇÒÁÃºÑ ¼´Ô ·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·èÕ ¾.È.òõóù ñ. ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹»ÃÐจาํ º· ๑.๑ เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความรูและความเขาใจเก่ียวกับการกระทําที่เปน การละเมิดและรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ีอันเนือ่ งมาจากการปฏิบัติหนาท่ี ๑.๒ เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรแู ละความเขา ใจเกย่ี วกบั การเรยี กรอ งคา เสยี หาย จากการละเมดิ ของเจา หนาทอ่ี ันเนือ่ งมาจากการปฏิบตั หิ นาที่ ๑.๓ เพอ่ื ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรแู ละความเขา ใจเกย่ี วกบั การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของ หนว ยงานรัฐเพราะการละเมดิ ของเจาหนา ท่อี นั เนอ่ื งมาจากการปฏบิ ตั ิหนาท่ี ò. ʋǹนาํ การท่ีเจาหนาที่ดําเนินกิจการของหนวยงานของรัฐนั้น มิไดเปนไปเพ่ือประโยชน อันเปน การเฉพาะตัว การปลอ ยใหค วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจาหนา ที่ ในกรณที ป่ี ฏบิ ตั ิงานในหนา ท่ี และเกดิ ความเสยี หายแกเ อกชนเปน ไปตามหลกั กฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย จึงเปนการไมเหมาะสม จนบางครั้งกลายเปนปญหาในการบริหารเพราะเจาหนาที่ไมกลาตัดสินใจ ดําเนินงานเทาท่ีควรเพราะเกรงความรับผิดชอบท่ีจะเกิดแกตน ดังนั้น พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด ของเจา หนา ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ กาํ หนดใหเ จา หนา ทตี่ อ งรบั ผดิ ทางละเมดิ ในการปฏบิ ตั งิ านในหนา ทเี่ ฉพาะ เมื่อเปนการจงใจกระทําเพ่ือการเฉพาะตัว หรือจงใจใหเกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเลอ อยางรายแรงเทาน้ัน และใหแบงแยกความรับผิดชอบของแตละคนมิใหนําหลักลูกหนี้รวมมาใช ทําใหเกดิ ความเปนธรรมและเพ่มิ พนู ประสทิ ธภิ าพในการปฏิบัตงิ านของรัฐ ó. à¹Í×é ËÒμÒÁËÑǢ͌ ๓.๑ ความหมายของคาํ วาละเมิดตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ๓.๒ การปฏบิ ตั หิ นา ท,ี่ เจา หนา ทแี่ ละหนว ยงานของรฐั ตาม พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ๓.๓ การใชส ิทธิเรยี กรองคา สินไหมทดแทนของบคุ คลภายนอก ๓.๔ การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของหนว ยงานรฐั เมอ่ื ชดใชใ หแ กบ คุ คลภายนอก หรอื กรณหี นว ยงาน ของรฐั ไดร บั ความเสียหาย
๗๔ ô. ÊÇ‹ ¹ÊÃ»Ø กําหนดหลักเกณฑในการที่หนวยงานของรัฐจะเรียกใหเจาหนาที่ผูกระทําละเมิดตอ หนวยงานของรัฐชดใชคาสินไหมทดแทนแกหนวยงานของรัฐขึ้นใหมวาหนวยงานของรัฐจะเรียกให เจาหนาที่ของรัฐผูกระทําละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกหนวยงานของรัฐไดเฉพาะกรณีที่เจาหนาท่ี ผูน้ันกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเลออยางรายแรงเทาน้ัน สวนวาหนวยงานของรัฐจะใชสิทธิ ไลเบี้ยไดมากนอยเพียงใดน้ันตองคํานึงถึงขอเท็จจริงเปนกรณี ๆ ไป โดยหนวยงานของรัฐไมจําตอง ไดร บั ชดใชจ นเตม็ จาํ นวนความเสยี หาย สว นกรณกี ารกระทาํ ละเมดิ เกดิ ขนึ้ จากการกระทาํ ของเจา หนา ท่ี หลายคนวา เจา หนา ทแ่ี ตล ะคนไมต อ งรว มกนั รบั ผดิ อยา งลกู หนร้ี ว ม แตข น้ึ อยกู บั ขอ เทจ็ จรงิ เปน กรณไี ป วาแตละคนสมควรตองรวมรับผิดมากนอยเพียงใด โดยหนวยงานของรัฐไมจําตองไดรับชดใชจนเต็ม จํานวนความเสยี หาย õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ðนาํ ๕.๑ ผูสอนตั้งปญหาใหนักเรียนวินิจฉัย เพื่อใหรูจักคิด วิเคราะหและวิจารณเนื้อหา ที่เรียน ดวยการนําเทคนิค วิธีการตาง ๆ เพ่ือใหผูเรียนสนใจและติดตามการสอนตลอดเวลา และเช่ือมโยงกับวิชาอื่น ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ งกับเนื้อหา ซึ่งผเู รยี นตองสามารถบรู ณาการความคิดได ๕.๒ ผสู อนตงั้ คาํ ถามเพอ่ื ประเมนิ ความรู ดว ยการทาํ แบบฝก หดั หลงั เรยี นและสรปุ เนอื้ หา ทีเ่ รียนพรอมทงั้ สอดแทรกคณุ ธรรมจริยธรรมท่ีขาราชการตํารวจควรปฏิบตั ิ ๕.๓ ผูสอนแนะนาํ แหลง ขอ มูลท่จี ะศกึ ษาคนควาเพิ่มเตมิ ö. ÃÒ¡ÒÃÍÒŒ §Í§Ô ศักดิ์ สนองชาต,ิ คาํ อธิบายโดยยอประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยวาดวยละเมิดฯ กรงุ เทพฯ : สาํ นักพิมพน ติ บิ รรณการ, ๒๕๔๔ สษุ ม ศุภนติ ย, คาํ อธิบายประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยละเมดิ , กรุงเทพฯ : สาํ นกั พมิ พน ติ ิบรรณการ. ๒๕๔๓. สรุ ยิ า ปานแปน และอนวุ ฒั น บุญนนั ท. ¡®ËÁÒ»¡¤Ãͧ. พิมพค ร้ังท่ี ๕. กรงุ เทพฯ : วิญชู น, ๒๕๕๖. อนชุ า ฮนุ สวสั ดกิ ุล. á¹ÇคําÇ¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ¢Í§ÈÒÅ»¡¤Ãͧà¡ÕÂè ǡѺ¤ÇÒÁÃºÑ ¼Ô´·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õè : »˜ÞËÒã¹·Ò§»¯ÔºÑμáÔ ÅÐËÅÑ¡»¯ºÔ ÑμÔÃÒª¡Òèҡคาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ¢Í§ÈÒÅ»¡¤Ãͧ.นนทบรุ ี : สถาบนั พระปกเกลา , ๒๕๕๑. อาํ พน เจรญิ ชวี นิ ทร, ความรทู วั่ ไปเกย่ี วกบั ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ทแ่ี ละหนว ยงานของรฐั . กรุงเทพฯ : สํานกั พิมพน ติ ธิ รรม. ๒๕๔๖.
๗๕ º··èÕ ó ¾.Ã.º.¤ÇÒÁÃºÑ ¼Ô´·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õè ¾.È.òõóù เดมิ กอ นทจ่ี ะมพี ระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ใชบ งั คบั นนั้ ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ีในคาสินไหมทดแทนทางแพงท่ีเกิดขึ้นแมวาจะเปนการปฏิบัติ ตามหนา ทก่ี ต็ าม ความรบั ผดิ ดงั กลา วจะเปน ไปตามหลกั กฎหมายวา ดว ยละเมดิ ตามประมวลกฎหมาย แพงและพาณิชย กลาวคือ เม่ือเจาหนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอกก็ดี หรือกระทําละเมิดตอ หนว ยงานของรฐั เองกด็ ี เจา หนา ทผ่ี นู นั้ ตอ งรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกผ เู สยี หายหรอื แกห นว ยงาน ของรัฐแลวแตกรณีเสมอ ท้งั น้เี ปนผลของหลกั กฎหมายแพง วา ดวยละเมดิ ซึง่ เปนหลกั กฎหมายเอกชน ตามกฎหมายเดมิ กรณที เี่ จา หนา ทกี่ ระทาํ ละเมดิ ตอ บคุ คลภายนอก หนว ยงานของรฐั กอ็ าจ ตอ งรว มรบั ผดิ กบั เจา หนา ทผ่ี นู นั้ ในความเสยี หายทเี่ จา หนา ทขี่ องตนไดก ระทาํ ไปเชน เดยี วกบั หลกั เรอ่ื ง นายจา งตอ งรว มรบั ผดิ กบั ลกู จา งในความเสยี หายทลี่ กู จา งไดก อ ใหเ กดิ ขนึ้ ในทางการทจี่ า ง และหนว ยงาน ของรฐั ซง่ึ ไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแ กผูเสียหายเพือ่ การละเมดิ ทเี่ จา หนา ทีข่ องตนไดกระทาํ ไปแลว ยอ มมสี ทิ ธิไลเ บีย้ เอากบั ตวั เจา หนาท่ีผูเปน ตนเหตุแหงความเสียหายนัน้ ไดใ นภายหลงั μÒÁËÅÑ¡¡®ËÁÒÂᾋ§áÅоҳԪÂNjҴŒÇÂÅÐàÁÔ´ ซ่ึงเปนหลักความรับผิดเดิมของ เจา หนา ท่ี อาจแยกพิจารณาลักษณะของการกระทาํ ท่เี ปนละเมดิ และความรบั ผิดไดด ังน้ี ñ. ¡Ã³Õ¡ÒÃÅÐàÁÔ´¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·èÕÁãÔ ª‹¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ความรับผิดตามหลักกฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยละเมิดน้ัน ไมวาการละเมิด จะเปน การกระทาํ ในการดาํ เนนิ ชวี ติ สว นตวั ของเจา หนา ที่ หรอื วา จะเปน การกระทาํ ในระหวา งการปฏบิ ตั ิ หนา ท่ี หรือการกระทาํ นั้นจะไมเก่ยี วขอ งกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทก่ี ็ตาม เจาหนาท่ีผทู าํ ละเมิดก็ตองรับผิด ชดใชคาทดแทนความเสียหายในผลแหงละเมิดนั้นเปนการเฉพาะตัว ดังนั้นผูเสียหายจึงตองฟองให เจา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนโดยตรงเทา นนั้ โดยไมอ าจฟอ งหนว ยงานของรฐั ใหร ว มรบั ผดิ กบั เจา หนา ที่ไดต ามนยั แหงคําพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๑๙๓๑/๒๕๑๓ ซง่ึ วนิ ิจฉยั ไวว า จาํ เลยเปน ขา ราชการ สงั กดั กรมไปรษณยี จอดรถเกบ็ ไปรษณยี ภณั ฑต รงตไู ปรษณยี เจา พนกั งานตาํ รวจบอกใหจ าํ เลยจอดรถ ใหถูกท่ี จําเลยดาตํารวจและเมื่อเจาพนักงานตํารวจชะโงกศีรษะเขาไปในรถ จําเลยก็ขับรถออกไป โดยเรว็ และผลกั ตาํ รวจตกจากรถ การดา และการขดั ขวางตาํ รวจเปน เรอื่ งสว นตวั ไมเ กย่ี วกบั กรมไปรษณยี กรมไปรษณียไ มต อ งรวมรบั ผิดดวย ò. ¡Ã³¡Õ ÒÃÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õàè »¹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·èÕ ตามหลกั กฎหมายแพง วา ดว ยละเมดิ แมเ จา หนา ทจ่ี ะกระทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี กลา วคอื การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องเจา หนา ทไ่ี ดก อ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกเ อกชน เจา หนา ทผี่ นู น้ั กย็ งั คงตอ ง รับผิดในผลแหงละเมิดน้ันเปนการเฉพาะตัว เพียงแตวา นอกจากผูเสียหายจะฟองใหเจาหนาที่ผูนั้น รับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนไดโดยตรงแลว ผูเสียหายยังอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรวมรับผิดกับ เจา หนา ทไี่ ดด ว ย และเมอ่ื หนว ยงานของรฐั ไดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทนใหแ กผ เู สยี หายไปแลว หนว ยงาน ของรฐั ยอ มมีสทิ ธทิ ี่จะไลเ บ้ียเอาแกเ จา หนาท่ีได
๗๖ ó. ¡Ã³·Õ àÕè ¨ÒŒ ˹Ҍ ·¢èÕ Í§Ë¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ ËÅÒ¤¹ÃÇ‹ Á¡¹Ñ ทาํ ÅÐàÁ´Ô 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ในกรณเี ชน นี้ แตเ ดมิ เจา หนา ทเ่ี หลา นน้ั จะตอ งรว มกนั รบั ผดิ ในผลแหง ละเมดิ นนั้ ผเู สยี หายจงึ อาจฟอ ง เจาหนาที่เหลาน้ันใหรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนในฐานะท่ีเจาหนาที่เหลาน้ันเปน “Å١˹ÕéËÇÁ” ของตน กลาวคอื ผูเสียหายอาจฟองเจา หนาที่คนใดคนหน่งึ ใหรับผิดชดใชคา สนิ ไหมทดแทนใหแกต น โดยส้ินเชิงหรือแตโดยสวนก็ไดตามแตจะเลือก แตเจาหนาที่เหลานั้นยังคงตองผูกพันอยูทั่วทุกคน จนกวาผเู สียหายจะไดร บั ชดใชคา สนิ ไหมทดแทนเสร็จส้ิน นอกจากผูเสียหายจะฟองใหเจาหนาท่ีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนไดโดยตรงในฐานะ ที่เปนลูกหนี้รวมของตนดังกลาวแลว ผูเสียหายยังอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรวมรับผิดดังกลาวกับ เจาหนาท่ีเหลานั้นไดดวย และเมื่อหนวยงานของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหายไปแลว หนว ยงานของรฐั ยอ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะไลเ บยี้ เอาแกเ จา หนา ทเี่ หลา นน้ั ไดใ นภายหลงั ในฐานะทเี่ จา หนา ทเี่ หลา นน้ั เปน ลกู หนร้ี ว มของตนเชนกนั การนาํ หลกั กฎหมายเอกชนวา ดว ยละเมดิ มาใชก บั การละเมดิ ของเจา หนา ทข่ี องรฐั ซงึ่ เปน ปญหาทางกฎหมายมหาชน จึงกอใหเ กดิ ปญหาท่ไี มเปน ธรรมหลายประการดวยกนั กลาวคอื »ÃСÒÃáá ¡Ã³·Õ ¡èÕ ÒÃÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·μèÕ Í‹ º¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡໹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ Ô Ë¹ÒŒ ·Õè โดยปกตแิ ลว ผเู สยี หายจะฟอ งใหเ จา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนโดยตรง และเพอื่ ใหเ กดิ ความมน่ั ใจวา ตนจะไดร บั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนเตม็ จาํ นวนทพ่ี งึ จะได ผเู สยี หายยงั อาจจะฟอ งหนว ยงาน ของรัฐใหรวมรับผิดดังกลาวกับเจาหนาที่ดวย เจาหนาที่หรือหนวยงานของรัฐจะชดใชคาสินไหม ทดแทนใหแ กผ เู สยี หายกต็ อ เมอ่ื ศาลมคี าํ พพิ ากษา ผเู สยี หายจงึ ตอ งเสยี คา ใชจ า ยในการดาํ เนนิ คดี เชน คาฤชาธรรมเนียม คาทนาย และเวลา ดังน้ัน หากความเสียหายที่เจาหนาที่กอใหเกิดขึ้นแกตนน้ัน มไี มม ากนกั ผเู สยี หายกอ็ าจละความตงั้ ใจทจี่ ะฟอ งคดี เนอื่ งจากคา สนิ ไหมทดแทนทพ่ี งึ ไดน น้ั อาจไมค มุ กับคา ใชจ า ยและเวลาทีต่ องเสยี ไป »ÃСÒ÷ÊèÕ Í§ ¡ÒÃดาํ à¹¹Ô ¡¨Ô ¡ÒÃμÒ‹ § æ ¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ ¹¹Ñé à¨ÒŒ ˹Ҍ ·ËèÕ Òä´¡Œ ÃÐทาํ ä»à¾è×Í»ÃÐâª¹Ê Ç‹ ¹μ¹äÁ‹ หากแตไดกระทาํ ไปเพือ่ ตอบสนองความตอ งการสว นรวมของประชาชน หรือเพื่อประโยชนสาธารณะ การปลอยใหเจาหนาที่ตองรับผิดตอบุคคลภายนอกหรือตอหนวยงาน ของรัฐแลวแตกรณีในผลแหงละเมิดที่ตนไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่เสมอในทุกกรณี แมวา จะเปนการกระทําท่ีไดกระทําไปดวยความเผลอเรอตามวิสัยปุถุชนก็ตาม ยอมเปนที่เห็นไดชัดวา ไมเ ปน ธรรมตอ เจา หนาที่ »ÃСÒ÷ÊèÕ ÒÁ ¡Ã³¡Õ ÒÃÅÐàÁ´Ô μÍ‹ º¤Ø ¤ÅÀÒÂ¹Í¡à¡´Ô ¨Ò¡¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·èÕ ¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕËÅÒ¤¹ การท่ีหนวยงานของรัฐซ่ึงไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกบุคคลภายนอก ผเู สยี หายไปแลว มาไลเ บยี้ เอา ตอ มาเรยี กคา สนิ ไหมทดแทนคนื จากเจา หนา ทเี่ หลา นน้ั อยา งลกู หนร้ี ว ม โดยไมคํานึงวาเจาหนาท่ีแตละคนมีสวนกอใหเกิดความเสียหายมากนอยเพียงไรก็ดี หรือในกรณี ท่ีการละเมิดตอหนวยงานของรัฐเกิดจากการละเมิดของเจาหนาที่หลายคน การที่หนวยงานของรัฐ เรียกรองใหเจาหนาท่ีเหลานั้นรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกตนอยางลูกหนี้รวมโดยไมคํานึงวา เจาหนาท่ีแตละคนมีสวนกอใหเกิดความเสียหายมากนอยเพียงไรก็ดี ยอมไมเปนธรรมแกเจาหนาที่ แตล ะคนเชน เดยี วกนั
๗๗ »ÃСÒ÷ÊÕè Õè การปลอ ยใหเ จา หนา ทต่ี อ งรบั ผดิ ตอ บคุ คลภายนอกหรอื ตอ หนว ยงานของรฐั ในผลแหงละเมิดที่ตนไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่ ในทุกกรณีก็ดี การนําหลักกฎหมายเร่ือง ลกู หนรี้ ว มมาใชบ งั คบั กบั เจา หนา ทใ่ี หต อ งรว มรบั ผดิ ในการกระทาํ ของเจา หนา ทคี่ นอนื่ ดว ยกด็ ี เปน เหตใุ ห เจาหนาท่ีสวนใหญไมกลาตัดสินใจดําเนินงานในหนาที่ของตนเทาที่ควร เพราะเกรงวาความรับผิด อาจจะเกิดแกตน กจิ การบริการสาธารณะจึงขาดความตอเนื่องและหยดุ ชะงกั ËÅѡࡳ±¡ÒáÃÐทํา·Õàè »š¹¡ÒÃÅÐàÁ´Ô พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ี ไมไดบัญญัติเร่ืองลักษณะของ การกระทาํ ทเ่ี ปน ละเมดิ ไวโ ดยเฉพาะ ดงั นน้ั การพจิ ารณาวา การกระทาํ อยา งไรเปน ละเมดิ จงึ ตอ งพจิ ารณา ตามหลักกฎหมายท่ัวไป คอื ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยลกั ษณะละเมดิ ÁÒμÃÒ ôòð ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใหเขา เสียหายถงึ แกช วี ติ ก็ดี แกรา งกายก็ดี อนามยั กด็ ี เสรีภาพกด็ ี ทรัพยสนิ หรือสิทธอิ ยา งหน่ึงอยา งใดก็ดี ทานวาผนู ้ันทาํ ละเมดิ จาํ ตองชดใชค าสนิ ไหมทดแทนเพ่อื การน้นั ¨§ã¨ หมายถงึ จงใจใหเ ขาเสยี หายในเบอ้ื งตน นจ้ี าํ เปน ตอ งทาํ ความเขา ใจวา เรอื่ งละเมดิ ตามกฎหมายแพง นนั้ วตั ถปุ ระสงคข องกฎหมายแพง ซงึ่ เปน กฎหมายเอกชนมงุ ทกี่ ารเยยี วยาความเสยี หาย หรือการชดใชคาสินไหมทดแทนความเสียหายใหแกผูเสียหาย ดังน้ัน คําวา “¨§ã¨” ในเรื่องละเมิด ซ่ึงเปนหลักกฎหมายแพงจึงมีความหมายที่ตองแยกออกจากคําวา “à¨μ¹Ò” ตามกฎหมายอาญา เพราะวา กฎหมายอาญานั้นมีวัตถุประสงคเพ่ือนําตัวผูกระทําความผิดมาลงโทษ และ “เจตนา” ตามกฎหมายอาญานนั้ เปน องคป ระกอบภายในของความผดิ ทางอาญา ซง่ึ “เจตนา” ในกฎหมายอาญา จะเปนการกระทําโดยผูกระทํารูสํานึกในการกระทําและในขณะเดียวกันผูกระทําก็ประสงคตอผล คือ กระทําโดยมุงรายตอผูเสียหาย หรือกระทําโดยรูสํานึกในการกระทํา และขณะเดียวกันยอมเล็งเห็น ผลรา ยทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการกระทาํ น้นั ในความรบั ผดิ ทางแพง อนั เปน ความรบั ผดิ ทเี่ กดิ จากมลู ละเมดิ กฎหมายใชค าํ วา “¨§ã¨” ซ่ึงหมายถึง ผูกระทําตั้งใจกระทําอยางใดอยางหน่ึง ซ่ึงอาจจะกระทําโดยมีเจตนารายหรือกระทํา โดยตองการใหผูอื่นไดรับความเสียหายโดยตรงอยางหน่ึง และอีกอยางหน่ึง แมผูกระทําจะมิไดมี เจตนารา ยซึง่ เทา กับขาด “เจตนา” ตามกฎหมายอาญาซึ่งทําใหข าดองคประกอบและไมเปน ความผดิ อาญา แตเ ม่ือการกระทาํ ทตี่ ง้ั ใจทําน้ันเปน เหตุใหเ กดิ ความเสียหายแกบุคคลอืน่ ขน้ึ มา ผกู ระทาํ ทเี่ ปน เหตุของความเสียหายน้ันก็ตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนความเสียหายแกผูที่ไดรับความเสียหาย จากการกระทํานั้น เพราะฉะนั้น หลักกฎหมายเร่ือง “จงใจ” ในกฎหมายแพงจึงมุงพิจารณาที่ “¤ÇÒÁμéѧã¨ã¹¡ÒáÃÐทํา·Õè໚¹àËμØ¢Í§¤ÇÒÁàÊÕÂËÒ” นั้นเองวา ผูกระทําต้ังใจทําหรือไม มิได พจิ ารณาวาผกู ระทาํ มีเจตนารายหรือไม »ÃÐÁÒ·àÅ¹Ô àÅÍ‹ หมายถงึ กระทาํ โดยปราศจากความระมดั ระวงั ซง่ึ บคุ คลในภาวะเชน นน้ั จักตองมีตามวิสัยและพฤติการณและผูกระทําอาจใชความระมัดระวังเชนวานั้นได แตหาไดใช เพียงพอไม ซง่ึ ความระมดั ระวงั ของบคุ คลตอ งพจิ ารณาตามวสิ ัยและพฤติการณ
๗๘ คาํ วา “ประมาทเลนิ เลอ อยา งรายแรง” ศาลปกครองสูงสุดไดต ีความหมายถอ ยคาํ นีไ้ วว า หมายถงึ การกระทาํ โดยมไิ ดเ จตนาแตเ ปน การกระทาํ ซงึ่ บคุ คลคาดหมายไดว า จะกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายขน้ึ และหากใชความระมัดระวังเพียงเล็กนอยก็อาจปองกันไมใหเกิดความเสียหายน้ันได แตกลับไมไดใช ความระมัดระวงั นน้ั เลย (คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ.๑๐๖/๒๕๕๒) กรณีทถ่ี อื วา “ประมาทเลินเลออยา งรายแรง” ๑. ไมไดใชความระมดั ระวงั เลยสกั นดิ ๒. ทาํ ผิดซ้ําๆ ในเร่อื งแบบเดียวกัน ๓. ปฏบิ ัตผิ ิดมาตรฐานวิชาชพี ๔. ฝาฝน กฎหมาย หรือระเบยี บ ๕. กฎหมายหรอื ระเบยี บกาํ หนดวิธปี ฏบิ ัตไิ วแตไ มไดท ําหรือปฏิบตั ิตามน้ัน “¤ÇÒÁÃÐÁ´Ñ ÃÐÇ§Ñ μÒÁÇÊÔ ÂÑ ” นนั้ หมายถงึ ความระมดั ระวงั ตามสภาพของตวั ผกู ระทาํ นน้ั เอง เชน เด็กกับผูใหญ หรือผูมีความชํานาญในวิชาชีพเฉพาะดานกับคนทั่วไป เปนเจาหนาท่ีช้ันผูใหญ หรอื ชัน้ ผูนอย เปน เจาหนา ทธ่ี รรมดาหรือผูเชยี่ วชาญ ดังนี้ ความระมดั ระวังยอ มแตกตา งกนั สว น “¤ÇÒÁÃÐÁ´Ñ ÃÐÇ§Ñ μÒÁ¾Äμ¡Ô Òó” หมายถงึ ความระมดั ระวงั ตามสภาพของเหตแุ วดลอ ม ซงึ่ เปน เหตภุ ายนอกตวั ผกู ระทาํ เชน สภาพฝนตกถนนลน่ื กบั แดดออกถนนแหง เวลากลางคนื กบั เวลากลางวนั ทางตรงกบั ทางโคง สภาพถนนกวา งมยี านยนตน อ ยกบั ทคี่ บั ขนั หรอื มยี านยนตค บั คง่ั สภาพของสถานทที่ าํ งาน ของเจา หนา ท่ี จาํ นวนของประชาชนทเี่ ขา มาตดิ ตอ กบั เจา หนา ที่ เปน ตน สภาพแวดลอ มเหลา นที้ าํ ใหต อ งใช ความระมดั ระวงั ทแี่ ตกตางกนั คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.òù/òõôö การที่ผูฟองคดีไดรับแจงใหเขารับ การฝกอบรมกอนถึงกําหนดฝกอบรมเพียง ๒ วันแลวผูฟองคดีไมไดตรวจสอบวาตนมีหนาที่ตองอยู เวรยามในวันใด เพราะเปนเวลาที่กระช้ันชิดและผูฟองคดีมีราชการที่ตองออกไปปฏิบัตินอกสถานที่ อยางตอเนื่องและไมรายงานใหหัวหนาฝายทะเบียนการคาทราบเพื่อจะไดออกคําสั่งใหผูอ่ืนมาอยู เวรยามแทนจึงมีเหตผุ ลพอท่ีจะรับฟงได ประกอบกับผฟู อ งคดีมหี นาท่ตี องไปเขา รับการฝก อบรมตาม คําสั่งของผูบังคับบัญชาซ่ึงเปนการกระทําโดยชอบในทางราชการจึงถือไมไดวาผูฟองคดีมีพฤติการณ ละท้ิงหนาที่เวรยามและถือไมไดวาผูฟองคดีจงใจหรือประมาทเลินเลอเปนเหตุใหเกิดความเสียหาย แกทางราชการ คําส่ังของกรมทะเบียนการคาที่สั่งใหผูฟองคดีชดใชคาเสียหายจึงเปนคําสั่งท่ีไมชอบ ดว ยกฎหมาย คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´·èÕ Í.òñô/òõõð นายไพศษิ ฐป ลดั อาํ เภอรกั ษาราชการ แทนนายอําเภอซึง่ เปน ผถู ูกฟองคดีที่ ๒ ไดป ฏบิ ัติหนา ทีโ่ ดยทาํ พินัยกรรมแบบเอกสารฝายเมอื งใหก ับ นางอึง่ เม่อื วันท่ี ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๒ แลวเก็บรกั ษาพนิ ัยกรรมนน้ั ไวทัง้ ทีน่ างอ่งึ ยงั ไมไดล งลายมอื ชอ่ื ในพินัยกรรมโดยไมไดตรวจสอบกอนวานางอึ่งผูทําพินัยกรรมไดลงลายมือชื่อแลวหรือไม เปนผลให พนิ ยั กรรมเปน โมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕ แหง ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยก รณจี งึ ถอื ไดว า เปน การ กระทาํ โดยประมาทเลินเลอในการปฏบิ ตั ิหนาที่
๗๙ ¡ÒáÃÐทําâ´Â¼Ô´¡®ËÁÒ หมายความวา ผูกระทํา “äÁ‹ÁÕอํา¹Ò¨” หรือ “äÁ‹ÁÕÊÔ·¸Ô” ที่จะกระทําเชนน้ัน ¡ÒÃäÁ‹ÁÕอํา¹Ò¨หมายถึง ไมมีอํานาจตามกฎหมาย สวน “ÊÔ·¸Ô” น้ันเปนสภาพ ทางกฎหมายท่ีกอใหเกิด “ÊÔ·¸Ôอํา¹Ò¨” กลาวคือ ทําใหเกิดสิทธิเรียกรองใหผูอ่ืนมีหนาที่ตองกระทํา เพ่ือผูที่มีสิทธินั้น สิทธิอาจเปนสิทธิตามท่ีกฎหมายกําหนดหรือเปนสิทธิที่เกิดจากเจตนาโดยสมัครใจ ของคกู รณี หรอื เปน สทิ ธอิ นั เกดิ จากสญั ญา ซง่ึ เปน ไปตามหลกั กฎหมายแพง การทผ่ี กู ระทาํ ไดก ระทาํ ไป “â´ÂäÁ‹ÁÕอาํ ¹Ò¨” หรอื “â´ÂäÁ‹ÁÊÕ Ô·¸”Ô การกระทําดงั กลาวจงึ เปน การกระทําทไ่ี มช อบดวยกฎหมาย หากกระทาํ แลว ทาํ ใหผ อู น่ื ไดร บั ความเสยี หายโดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ แลว การกระทาํ นนั้ ยอ มเปน การละเมิด แตถาผูก ระทํามอี าํ นาจกระทําไดต ามกฎหมาย เชน เปน “à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹¼ÁŒÙ Õอาํ ¹Ò¨Ë¹ŒÒ·Õè” หรือ “ÁÕÊÔ·¸ÔμÒÁ¡®ËÁÒ” เชน เปน คูสัญญาผมู สี ิทธิตามสญั ญา แมจ ะเกิดความเสยี หายขน้ึ จากการ กระทําโดยใชอํานาจหรือกระทําตามสิทธิดังกลาว การกระทํานั้นก็ไมเปนการกระทําโดยผิดกฎหมาย และเมื่อไมเปนการกระทําทผ่ี ิดกฎหมายก็ไมเปน การละเมิด ¡Ã³ÕÈ¡Ö ÉÒ : ¡ÒáÃÐทํา·èàÕ »š¹¡ÒÃÅÐàÁ´Ô เม่ือการกระทําใดเขาหลักเกณฑ ๓ ประการขางตนการกระทํานั้นเปนการละเมิด ผูกระทําจะตองใชคา สนิ ไหมทดแทนเพ่อื การน้ัน เชน คํา¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.ôø/òõô÷ ผฟู องคดีซง่ึ เปน ผใู หเ ชาซ้อื รถยนตและ ผคู าํ้ ประกนั ไดม าตดิ ตอ ขอรบั รถยนตท เ่ี กดิ อบุ ตั เิ หตคุ นื พนกั งานสอบสวนยอ มทราบดวี า มเี จา ของแนช ดั จงึ ไมมีอํานาจขายทอดตลาดฯ การนํารถยนตขายทอดตลาดจึงเปน การกระทาํ ท่ไี มชอบดว ยขอ บังคับ การเก็บรักษาของกลางกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๔๘๐ ประกอบกับประมวลระเบียบการตํารวจ เกย่ี วกบั คดเี มอ่ื ทาํ ใหผ ฟู อ งคดไี ดร บั ความเสยี หายกรณจี งึ เปน การกระทาํ ละเมดิ ตอ ผฟู อ งคดแี ละเปน การทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทผี่ ถู กู ฟอ งคดที ่ี ๒ (สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาต)ิ ซงึ่ เปน หนว ยงานของรฐั ทพ่ี นกั งาน สอบสวนสังกัดอยูตองรับผิดชดใชคาสินเสียหายใหแกผูฟองคดีและกรณีนี้ผูฟองคดีตองฟองผูถูกฟอง คดที ี่ ๒ ซง่ึ เปน หนว ยงานของรฐั โดยตรงจะฟอ งพนกั งานสอบสวนผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ซง่ึ เปน เจา หนา ทไี่ มไ ด ทั้งน้ี ตามมาตรา ๕ วรรคหนง่ึ แหงพระราชบัญญัตคิ วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ¢Íºà¢μ¡ÒÃ㪺Œ §Ñ ¤ºÑ ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞμÑ ¤Ô ÇÒÁÃºÑ ¼´Ô ·Ò§ÅÐàÁ´Ô ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õè ¾.È.òõóù μŒÍ§à»¹š ¡ÒáÃÐทําâ´Â਌Ò˹ŒÒ·¢Õè Í§Ã°Ñ พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เปน กฎหมายทบี่ ญั ญตั ิ เพื่อใชบังคับกับความรับผิดทางละเมิดของ “਌Ò˹ŒÒ·èÕáÅÐ˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ” ซึ่งมาตรา ๔ แหง พระราชบัญญัตนิ ีไ้ ดกาํ หนดบทนยิ ามของคําวา “à¨ÒŒ ˹Ҍ ·”èÕ และ “˹Nj §ҹ¢Í§Ã°Ñ ” ไว ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบัญญตั ิน้ี เจาหนาที่ หมายความวา ขาราชการ พนักงาน ลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานประเภทอ่ืน ไมว า จะเปนการแตง ต้งั ในฐานะเปน กรรมการหรือฐานะอนื่ ใด หนวยงานของรัฐ หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่อ อยางอ่ืนและมีฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งข้ึน
๘๐ โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และใหหมายความรวมถึงหนวยงานอื่นของรัฐที่มี พระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเ ปน หนวยงานของรฐั ตามพระราชบัญญัตนิ ด้ี วย “਌Ò˹ŒÒ·Õè” หมายความวา ขาราชการ พนักงานลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานประเภทอ่ืน ไมวาจะเปนการแตง ตง้ั ในฐานะเปน กรรมการหรือฐานะอ่ืนใด นอกจากนนั้ คณะกรรมการกฤษฎกี ายงั ใหค วามเหน็ วา คาํ วา “à¨ÒŒ ˹Ҍ ·”Õè ตามกฎหมายน้ี ไมรวมถึงเอกชนที่รับทําหรือจัดทํากิจการใหแกรัฐหรือดําเนินการแทนรัฐตามสัญญาจางทําของ เชน กรณีท่ีการไฟฟาสวนภูมิภาคทําสัญญาแตงตั้งใหเอกชนซึ่งเปนบุคคลภายนอก หรือนิติบุคคล หรือ องคการบริหารสวนตําบล ดําเนินการในหนาที่อยางหน่ึงอยางใดแทนการไฟฟาสวนภูมิภาค เชน เปน ตวั แทนเกบ็ คา ไฟฟา จากผใู ชไ ฟฟา แทนพนกั งานเกบ็ เงนิ ของการไฟฟา สว นภมู ภิ าค หรอื แกไ ขกระแส ไฟฟาที่ขัดของใหแกผูใชกระแสไฟฟา หรือกอสรางอาคารใด ๆ ใหแกการไฟฟาสวนภูมิภาคเบื้องตน บคุ คลดงั กลา วยอ มไมเ ปน “เจา หนา ท”ี่ ตามกฎหมายน้ี เนอื่ งจากไมใ ชเ จตนารมณข องกฎหมายทขี่ ยาย ความรับผิดของหนวยงานของรัฐใหตองรับผิดไปถึงกรณีท่ีเอกชนหรือบุคคลภายนอกท่ีไมใชเจาหนาที่ ไปทําละเมิดดวย ซึ่งโดยปกติหนวยงานของรัฐยอมไมตองรับผิดในกรณีที่บุคคลดังกลาวทําละเมิด อยูแลว เวน แตจะเปนกรณที กี่ ฎหมายกําหนดไวโ ดยเฉพาะ คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè öø/òõõð องคการขนสงมวลชนกรุงเทพเปนรัฐวิสาหกิจ ทจ่ี ดั ตงั้ ขน้ึ ตามพระราชกฤษฎกี าจดั ตงั้ องคก ารขนสง มวลชนกรงุ เทพ พ.ศ.๒๕๑๙ มฐี านะเปน หนว ยงาน ทางปกครองและพนกั งานขับรถโดยสารประจาํ ทางมฐี านะเปนเจา หนาท่ขี องรฐั “˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่อ อยางอื่นและมีฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และใหหมายความรวมถึงหนวยงานอื่นของรัฐท่ีมี พระราชกฤษฎีกากาํ หนดใหเ ปน หนวยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินดี้ ว ย ดังนั้น จึงจําแนกประเภทของ “˹‹Ç§ҹ¢Í§Ã°Ñ ” ไดด ังนี้ (๑) กระทรวง ทบวง กรม หรือสว นราชการทีเ่ รียกช่ืออยา งอ่ืนและมีฐานะเปน กรม (๒) ราชการสว นภูมภิ าค ไดแ ก จังหวดั อาํ เภอ (๓) ราชการสวนทองถ่ิน ไดแก เทศบาล องคการบริหารสวนตําบล องคการบริหาร สวนจงั หวดั เมืองพทั ยาและกรุงเทพมหานคร (๔) รฐั วสิ าหกจิ ทตี่ ง้ั ขนึ้ โดยพระราชบญั ญตั หิ รอื พระราชกฤษฎกี า เชน การไฟฟา ฝา ยผลติ แหงประเทศไทย การไฟฟาสว นภูมิภาค การประปานครหลวง องคก ารขนสงมวลชนกรุงเทพ องคการ โทรศัพทแหงประเทศไทย การสื่อสารแหงประเทศไทย ธนาคารออมสิน เปนตน ดังนั้น หนวยงาน ของรฐั ตามกฎหมายฉบบั น้ี จงึ ไมร วมไปถงึ รฐั วสิ าหกจิ ทจี่ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ในรูปของบริษัท เชน บริษทั การบินไทย จํากดั (มหาชน) หรอื บริษทั ไมอดั ไทย เปน ตน (๕) ใหห มายความรวมถงึ หนว ยงานอน่ื ของรฐั ทม่ี พี ระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเ ปน หนว ยงาน ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ดวย เชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร
๘๑ และเทคโนโลยแี หง ชาติ องคก ารสงเคราะหท หารผา นศกึ สาํ นกั งานคณะกรรมการการเลอื กตงั้ สาํ นกั งาน คณะกรรมการกาํ กบั หลกั ทรพั ยแ ละตลาดหลกั ทรพั ย สถาบนั พระปกเกลา สาํ นกั งานผตู รวจการแผน ดนิ ของรฐั สภา สาํ นกั งานศาลปกครอง สํานักงานศาลยุตธิ รรม สาํ นักงานการปฏริ ปู การศึกษา (องคการ มหาชน) สํานักงานสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (องคการมหาชน) สถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคก ารมหาชน) โรงเรยี นมหดิ ลวทิ ยานสุ รณ (องคก ารมหาชน) โรงพยาบาลบา นแพว (องคก ารมหาชน) ศนู ยม านษุ ยวทิ ยาสริ นิ ธร (องคก ารมหาชน) กองทนุ บาํ เหนจ็ บาํ นาญขา ราชการ สถาบนั มาตรวทิ ยาแหง ชาติ เปนตน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè ôò/òõõð โรงเรียนสะพือวิทยาคารเปนนิติบุคคลตาม มาตรา ๓๕ แหง พระราชบญั ญตั บิ รหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ.๒๕๔๖ แตม ไิ ดเ ปน หนว ยงาน ของรฐั ตามมาตรา ๔ แหง พระราชบัญญตั ิความรับผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òñ/òõôø สาํ นกั งานทด่ี ินจงั หวดั ระยองมใิ ชเปนหนวยงาน ของรฐั ที่อาจถูกฟอ งใหชดใชคาเสียหายได **กรณนี ี้ หากจะฟอ งหนวยงานของรฐั ตอ งฟอ งกรมท่ีดิน ¢ÍŒ 椄 à¡μ ในกรณเี จา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรฐั ทไ่ี มไ ดอ ยใู นความหมายดงั กลา ว ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ีและหนวยงานของรัฐก็ยังคงใชบังคับตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยอยูเชนเดิม เชน รัฐวิสาหกิจท่ีไมไดจัดต้ังขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แตจ ัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย หรือ มติ ครม. เปน ตน และมิไดม ีพระราชกฤษฎกี า กาํ หนดใหเ ปนหนวยงานของรัฐตามพระราชบญั ญตั ินี้ เปนตน ¢Íºà¢μ¡ÒÃ㪺Œ §Ñ ¤ÑºμÍŒ §à»¹š ¡ÒáÃÐทาํ 㹡Òû¯ÔºμÑ Ô˹ŒÒ·èÕ ÁÒμÃÒ õ หนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดท่ีเจาหนาที่ ของตนไดกระทาํ ในการปฏบิ ัติหนา ท่ี ในกรณนี ้ผี ูเสียหายอาจฟอ งหนวยงานของรฐั ดังกลาวไดโดยตรง แตจ ะฟอ งเจาหนาทีไ่ มไ ด ถาการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่ซึ่งไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวง การคลงั เปนหนว ยงานของรัฐทต่ี อ งรบั ผิดตามวรรคหนึ่ง ÁÒμÃÒ ö ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ เจาหนาที่ตองรับผิดในการนั้นเปนการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผูเสียหายอาจฟองเจาหนาท่ีไดโดยตรง แตจ ะฟอ งหนวยงานของรฐั ไมได ดังน้ัน การจะพิจารณาวาหนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิด ท่ีเจา หนาท่ขี องตนไดก ระทํา จึงตองพิจารณาวาการกระทํานนั้ ไดก ระทําในการปฏิบตั หิ นาทีห่ รือไม การจะพจิ ารณาวา การนนั้ เปน การปฏบิ ตั หิ นา ทห่ี รอื ไม พจิ ารณาจากเจา หนา ทรี่ ฐั มอี าํ นาจ หนาท่ีตามท่ีกฎหมายกําหนดตามพระราชบัญญัติของสวนราชการนั้น ๆ และรวมไปถึงกฎระเบียบ ของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาลและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทาง
๘๒ ราชการสาํ หรบั หนา ทที่ เี่ ปน การเฉพาะนน้ั หนว ยราชการจะตอ งมกี ารมอบหมายใหก บั ผรู บั ผดิ ชอบเปน ลายลักษณอักษร ซ่ึงอาจจะทําเปน คําส่ังของหนวยงานหรือรปู แบบอนื่ เชน บนั ทึกขอ ความ เปนตน การท่ีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดในขณะท่ีปฏิบัติหนาท่ีซ่ึงอาจเกิดข้ึนจากการปฏิบัติหนาที่ โดยทั่วไปในลักษณะท่ีเปนการกระทําทางกายภาพหรือเปนการกระทําละเมิดที่เกิดจากการใชอํานาจ ตามกฎหมายหรือจากการออกกฎคําส่ังทางปกครองหรือคําสั่งอ่ืนหรือจากการละเลยตอหนาท่ีตามที่ กฎหมายกาํ หนดใหตอ งปฏบิ ัตหิ รือปฏบิ ตั ิหนา ที่ลา ชาเกนิ สมควรแลวแตก รณี ñ. ¢ŒÍÊѧà¡μà¡ÕèÂǡѺ “¡Òû¯ºÔ ÑμËÔ ¹ŒÒ·èÕ” ปญหาวาการกระทําละเมิดนั้นกระทําในการปฏิบัติหนาที่หรือไมเปนประเด็นสําคัญ ท่ีตองพิจารณา เพราะกอใหเกิดผลตอความรับผิดของเจาหนาท่ีและหนวยงานของรัฐแตกตางกัน ซ่ึงพอจะมแี นวทางพิจารณาไดด ังนี้ ๑.๑ เจาหนาท่ีทุกคนจะตองมีอํานาจหรือหนาท่ีโดยอํานาจหนาที่ของเจาหนาที่ แตละคนหรือแตละเรื่องอาจมีแหลงที่มาของอํานาจหนาที่แตกตางกัน เชน บางเรื่องอาจกําหนดให พระราชบัญญัติ บางกรณีอาจกําหนดใหกฎ บางกรณีอาจกําหนดในคําส่ังมอบหมายงานของ ผบู งั คบั บญั ชา เปน ตน การกระทาํ ละเมดิ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทจี่ งึ จะตอ งเปน การปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ ามอาํ นาจ หรอื หนา ทท่ี เ่ี จา หนา ทผ่ี นู น้ั มอี ยดู งั กลา ว ถา การกระทาํ ละเมดิ ของเจา หนา ทผ่ี หู นง่ึ ผใู ดมใิ ชเ ปน การปฏบิ ตั ิ ตามอาํ นาจหนา ทท่ี ต่ี นเองมอี ยแู ลว การกระทาํ นน้ั ยอ มไมอ าจถอื เปน การกระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ด ดังนั้น ในเบ้ืองตนจึงจะตองตรวจสอบถึงอํานาจหรือหนาที่ของเจาหนาที่ผูกระทําละเมิดเสียกอนวา มีอํานาจหนาทีใ่ นเร่ืองท่กี ระทาํ ละเมดิ หรอื ไมอ ยา งไร หากการกระทาํ ท่เี ปนเหตลุ ะเมิดน้นั มิใชเปน งาน ตามอํานาจหรือหนาท่ี แมจะกระทําในเวลาราชการหรือกระทําในสํานักงานของหนวยงานของรัฐ หรอื ขณะแตง เครอ่ื งแบบของราชการกต็ าม การทําละเมดิ นนั้ ก็มใิ ชเ ปนการกระทาํ ในการปฏิบตั ิหนา ท่ี ๑.๒ การอาศยั โอกาสในการปฏบิ ตั หิ นา ทแ่ี ลว ทจุ รติ ทาํ ใหท างราชการเสยี หายเปน การ ทาํ ละเมดิ ในการปฏิบัติหนาทีท่ ่ีเกดิ จากการใชอํานาจตามกฎหมาย μÑÇÍ‹ҧà¡èÂÕ Ç¡Ñº¡ÒáÃзÒí ÅÐàÁ´Ô à¡´Ô ¨Ò¡¡Òû¯ÔºμÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.÷ð/òõõò กรมชลประทานรุกลํ้าเขามาในที่ดิน ของผูฟองคดี เพ่ือขุดลอกขยายความกวางของลําหวยพะเนียงและกอสรางคันดินเปนถนนเลียบ ตลอดสองแนวโดยไมไดดําเนินการเวนคืนที่ดินตามกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพยหรือตกลง ซื้อขายทดี่ ินเปน การกระทาํ ละเมดิ ในการปฏิบตั หิ นา ที่ คําÊѧè ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òøö/òõô÷ การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มมี ติใหผูฟอ งคดี พน จากตาํ แหนง ซงึ่ เปน การกระทาํ ตามอาํ นาจหนา ทข่ี อง ครม. ตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดจงึ ถอื วา เปน การใช อํานาจตามกฎหมายของเจาหนาท่ีที่มีผลเปนการสรางนิติสัมพันธข้ึนระหวางบุคคลซ่ึงมีผลกระทบ ตอสถานภาพของสิทธหิ รือหนา ท่ีของผูฟอ งคดี มติ ครม. ดังกลาวจงึ เปน คําสั่งทางปกครองเม่ือ ครม. ซง่ึ อาจเปน ผกู ระทาํ ละเมดิ กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกผ ฟู อ งคดมี ใิ ชห นว ยงานของรฐั และไมไ ดส งั กดั หนว ยงาน ของรฐั แหง ใดจงึ ใหถ อื วา กระทรวงการคลงั เปน หนว ยงานของรฐั ดงั นน้ั กรณนี ก้ี ระทรวงการคลงั จงึ เปน หนว ยงานของรัฐทีต่ องรับผดิ หากมีการกระทําละเมดิ ของ ครม.
๘๓ μÇÑ Í‹ҧà¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡ÒáÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô ·ÁèÕ Ô㪨‹ Ò¡¡Òû¯ºÔ ÑμËÔ ¹ŒÒ·Õè คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õ÷ù/òõô÷ สารวัตรกํานันนํารถขุดดินในทางเกวียน สาธารณประโยชนทําเปนลําเหมืองเพ่ือเอาน้ําเขานาของตนโดยบุกรุกที่นาของผูฟองคดีทําใหไดรับ ความเสยี หายนนั้ เปน การกระทาํ สว นตวั มใิ ชเ กดิ จากการกระทาํ หรอื การดาํ เนนิ การทางปกครองในการ ปฏบิ ตั หิ นา ท่ีตามทกี่ ฎหมายกําหนด คาํ ʧèÑ ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè ñõõ/òõõò การทผี่ ถู กู ฟอ งคดี (ผบู ญั ชาการเรอื นจาํ ) ไดก ลา ว หมน่ิ ประมาทผฟู อ งคดตี อ หนา ผตู อ งขงั ในทปี่ ระชมุ และขม ขใู หผ ฟู อ งคดถี อนฟอ งและหนงั สอื รอ งเรยี น ทไี่ ดย น่ื ไว ทาํ ใหผ ฟู อ งคดเี สยี ชอื่ เสยี งถกู ดหู มน่ิ เกลยี ดชงั จากผตู อ งขงั คนอน่ื ศาลวนิ จิ ฉยั วา แมผ ถู กู ฟอ งคดี จะเปนผูบังคับบัญชาของเรือนจําก็ตาม แตการกระทําดังกลาวก็เปนการกระทําโดยอาศัยเหตุสวนตัว หาใชการกระทาํ ละเมดิ หรอื กจิ การทางปกครองไม คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè óøô/òõô๖ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพทุ ธศักราช ๒๔๕๗ มไิ ดบ ัญญตั ิใหผ ูใ หญบ านมอี าํ นาจหนาท่ีในการสรางถนน การทผี่ ถู ูกฟอ งคดี ซง่ึ เปน ผใู หญบ า นเขา ดาํ เนนิ การสรา งถนนพพิ าททผี่ ฟู อ งคดแี ละราษฎรยกทดี่ นิ และสละเงนิ ใหส รา งนน้ั จึงมิใชเปนการกระทําในหนาท่ีหรือใชอํานาจทางปกครองของผูใหญบานแตกระทําในฐานะสวนตัว ทางสังคมแมผูฟองคดีอางวาผูถูกฟองคดีทําถนนรุกล้ําเขามาในที่ดินของผูฟองคดีผิดจากขอตกลง กม็ ใิ ชเ ปน การใชอ ํานาจทางปกครองในอาํ นาจหนาที่ของผูใหญบ า น คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·Õè òð/òõôô การทีผ่ ูถกู ฟอ งคดมี หี นงั สือถึงสาํ นักงาน ป.ป.ช. ขอทราบขอมูลเก่ียวกับผูฟองคดีเพื่อนําไปประกอบการตอสูคดีในคดีอาญาที่ผูถูกฟองคดีถูกฟอง เปนจําเลยน้ัน เปนการกระทําเพื่อวัตถุประสงคสวนตัว แมจะเปนหนังสือราชการและลงนามในฐาน อธิการบดีกม็ ใิ ชเปนการใชอํานาจตามกฎหมายในฐานะอธกิ ารบดีไมเปนคดีพิพาทเกย่ี วกบั การกระทาํ ละเมิดในการปฏิบัตหิ นาที่ของหนว ยงานทางปกครองหรือเจา หนา ท่ีของรัฐ Ê·Ô ¸àÔ ÃÂÕ ¡¤Ò‹ àÊÂÕ ËÒ¢ͧº¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡àÁÍè× à¨ÒŒ ˹Ҍ ·¡èÕ ÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô 㹡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè Ê·Ô ¸Ô¢Í§ºØ¤¤ÅÀÒ¹͡㹡ÒÃàÃÂÕ ¡¤‹ÒàÊÕÂËÒ กรณที บ่ี คุ คลภายนอกไดร บั ความเสยี หายจากการกระทาํ ละเมดิ ของเจา หนา ทอ่ี นั เกดิ จาก การปฏบิ ัตหิ นา ที่ บคุ คลภายนอกผเู สยี หายสามารถดาํ เนนิ การได ๒ วธิ ี คอื ๑) รอ งขอตอหนวยงานของรฐั ใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกตน ๒) ฟองคดีตอศาล ¢Ñé¹μ͹áÅÐÇÔ¸Õ¡ÒÃ㪌ÊÔ·¸ÔàÃÕ¡Ìͧâ´ÂÂè×¹คํา¢Íμ‹Í˹‹Ç§ҹ¢Í§ÃѰãˌ˹‹Ç§ҹÃѰ ª´ãªŒ¤‹ÒàÊÕÂËÒ ÁÒμÃÒ ññ ในกรณีท่ีผูเสียหายเห็นวา หนวยงานของรัฐตองรับผิดตามมาตรา ๕ ผูเสียหายจะยื่นคําขอตอหนวยงานของรัฐใหพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหาย ทเี่ กดิ แกต นกไ็ ด ในการนหี้ นว ยงานของรฐั ตอ งออกใบรบั คาํ ขอใหไ วเ ปน หลกั ฐานและพจิ ารณาคาํ ขอนน้ั โดยไมชักชา เมื่อหนวยงานของรัฐมีคําส่ังเชนใดแลวหากผูเสียหายยังไมพอใจในผลการวินิจฉัยของ
๘๔ หนว ยงานของรฐั กใ็ หม สี ทิ ธริ อ งทกุ ขต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั รอ งทกุ ขต ามกฎหมายวา ดว ยคณะกรรมการ กฤษฎกี าไดภายในเกา สบิ วนั นับแตวันทีต่ นไดร บั แจง ผลการวนิ ิจฉัย ใหหนวยงานของรัฐพิจารณาคําขอท่ีไดรับตามวรรคหน่ึงใหแลวเสร็จภายในหนึ่งรอย แปดสิบวัน หากเร่ืองใดไมอาจพิจารณาไดทันในกําหนดน้ันจะตองรายงานปญหาและอุปสรรคให รฐั มนตรเี จา สงั กดั หรอื กาํ กบั หรอื ควบคมุ ดแู ลหนว ยงานของรฐั แหง นน้ั ทราบและขออนมุ ตั ขิ ยายระยะเวลา ออกไปได แตร ฐั มนตรดี งั กลา วจะพจิ ารณาอนมุ ตั ใิ หข ยายระยะเวลาใหอ กี ไดไ มเ กนิ หนงึ่ รอ ยแปดสบิ วนั ดังนั้น ผูเสียหายสามารถรองขอตอหนวยงานของรัฐใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกตนได โดยตรง และเมื่อหนวยงานของรัฐมีคําสั่งเชนใดแลว หากผูเสียหายยังไมพอใจการวินิจฉัยก็สามารถ ฟอ งคดตี อ ศาลไดต ามมาตรา ๑๑ แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ตามหลกั เกณฑ ดังนี้ (๑) ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวาเปนท่ีเห็นไดจากเหตุผลของเร่ืองวา ผูเสียหายจะตอง ยน่ื คาํ ขอตอหนว ยงานของรฐั ภายใน ๑ ป นบั แตวนั ทีร่ ถู ึงการละเมิดและรูตัวผจู ะพึงตอ งใชคา สินไหม ทดแทนแตไมเกิน ๑๐ ปนับแตวันทําละเมิด ซึ่งเปนระยะเวลาเดียวกับการยื่นฟองคดีตอศาล ดังนั้น หากผเู สยี หายยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั เมอ่ื พน ระยะเวลาดงั กลา ว แมห นว ยงานของรฐั จะพจิ ารณา คําขอ ผูเสียหายซึ่งไมพอใจผลการวินิจฉัยก็ไมมีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองไดเพราะถือวาฟองคดี เม่ือพน ระยะเวลาทก่ี ฎหมายกําหนด คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤Ãͧ·Õè õ÷ó/òõôù ในกรณที ีเ่ จา หนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอก ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ บญั ญตั ใิ หผ เู สยี หาย ใชส ทิ ธเิ รยี กรอ งคา สนิ ไหมทดแทนได ๒ ทาง กลา วคอื ผเู สยี หายอาจฟอ งตอ ศาลขอใหพ พิ ากษาใหห นว ยงาน ของรฐั ทเี่ จา หนา ทผี่ กู ระทาํ ละเมดิ อยใู นสงั กดั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนภายใน ๑ ปน บั แตว นั ทรี่ หู รอื ควรรถู งึ เหตุแหง การฟองคดี แตไ มเกนิ ๑๐ ป นับแตวันทีม่ เี หตุแหง การฟอ งคดี หรอื อีกนัยหนง่ึ ภายใน ๑ ป นับแตวันท่ีผูเสียหายรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองชดใชคาสินไหมทดแทน แตไมเกิน ๑๐ ป นบั แตว นั ทาํ ละเมดิ ทางหนงึ่ กบั ผเู สยี หายอาจยนื่ คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั ทเ่ี จา หนา ทผ่ี กู ระทาํ ละเมดิ อยใู นสงั กดั ใหพ จิ ารณาชดใชค า สนิ ไหมทดแทนใหแ กต นอกี ทางหนงึ่ และแมก ฎหมายจะมไิ ดบ ญั ญตั ไิ ว อยา งชดั แจง วา ผเู สยี หายจะตอ งยนื่ คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั ใหพ จิ ารณาชดใชค า สนิ ไหมทดแทนสาํ หรบั ความเสียหายท่ีเกิดแกตนภายในระยะเวลาเทาใด แตก็เปนที่เห็นไดจากเหตุผลของเรื่องวาผูเสียหาย จะตองยื่นคําขอตอหนวยงานของรัฐภายใน ๑ ป นับแตวันท่ีรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใช คา สนิ ไหมทดแทน แตไ มเ กนิ ๑๐ ป นบั แตว นั ทาํ ละเมดิ เชน เดยี วกบั การฟอ งคดตี อ ศาล ในกรณที ผ่ี เู สยี หาย ยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั เมอื่ พน ระยะเวลาดงั กลา วแลว แมห นว ยงานของรฐั จะพจิ ารณาคาํ ขอนน้ั ผูเสียหายซึ่งไมพอใจผลการวินิจฉัยของหนวยงานของรัฐก็หามีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองตาม มาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ไดอ กี ไม กรณเี ชน นต้ี อ งถอื วา เปน การใชส ทิ ธฟิ อ งคดเี มอื่ พน ระยะเวลาทกี่ ฎหมายกาํ หนดแลว (๒) หนวยงานของรัฐผูรับคําขอ ตองออกใบรับคําขอไวเปนหลักฐาน ท้ังนี้ ใบรับคําขอ ตอ งเปน เอกสารทห่ี นว ยงานไดจ ดั ทาํ ขน้ึ เพอื่ ใหท ราบวา หนว ยงานของรฐั ไดร บั คาํ ขอของผเู สยี หายแลว ซึง่ การออกใบรับคาํ ขอนจ้ี ะมีผลตอการนับระยะเวลาการพิจารณาคําขอของหนวยงาน เชน
๘๕ คาํ ÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·èÕ ó÷/òõõò ผูเสยี หายมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ แจง ใหห นว ยงานรบั ผดิ ในผลแหง ละเมดิ จากกรณที เี่ จา หนา ทบี่ กุ รกุ และลกั ทรพั ยใ นทดี่ นิ โดยหนว ยงาน กไ็ ดอ อกใบรับคาํ ขอใหเมื่อวันท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ พรอมกบั มีหนังสอื แจง วาไดร ับเร่ืองไวแลว ถือวา ผูเสยี หายไดใชสิทธใิ นหนวยงานของรฐั พจิ ารณาชดใชค า สินไหมทดแทนแลว คํา¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.ùñ/òõô÷ วินิจฉัยวาใบตอบรับของไปรษณีย ทสี่ ง คนื ใหผ ฟู อ งคดมี อิ าจถอื ไดว า เปน ใบรบั คาํ ขออนั เปน หลกั ฐานทผ่ี ถู กู ฟอ งคดี (สาํ นกั งานอยั การสงู สดุ ) เปน ผอู อกใหเ ปน เพยี งหลกั ฐานทางไปรษณยี ว า ไดม กี ารสง ซองเอกสารทางไปรษณยี ใ หผ รู บั แลว เทา นน้ั มิไดบงบอกวาเอกสารในซองท่ีถึงผูรับเปนเอกสารอะไร จึงตองมีการออกใบรับคําขอของหนวยงาน เพื่อมิใหเกิดปญหาโตเถียงในภายหลังได เม่ือใบตอบรับของไปรษณียที่สงคืนใหผูฟองคดีมิอาจถือ ไดวาเปนใบรับคําขออันเปนหลักฐานท่ีผูถูกฟองคดีเปนผูออกใหตามมาตรา ๑๑ วรรคหน่ึง ดังน้ัน การทผี่ ถู กู ฟอ งคดไี มอ อกใบรบั คาํ ขอใหผ ฟู อ งคดี จงึ เปน การละเลยตอ หนา ทต่ี ามมาตรา ๑๑ วรรคหนงึ่ (๓) การพิจารณาคําขอตองกระทําโดยไมชักชาและหากหนวยงานของรัฐท่ีรับคําขอให ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนนน้ั เหน็ วา เปน เรอื่ งทเี่ กย่ี วกบั ตนกใ็ หแ ตง ตงั้ คณะกรรมการเพอื่ ดาํ เนนิ การตอ ไป โดยไมช กั ชา กลา วคอื หนว ยงานของรฐั ตอ งพจิ ารณาคาํ ขอทไ่ี ดร บั ใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั หากเรอ่ื งใดไมอ าจพจิ ารณาไดท นั ภายในกาํ หนด ตอ งรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ฐั มนตรเี จา สงั กดั หรือกํากับหรือควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐน้ันทราบ และหากจําเปนก็สามารถขอขยายระยะเวลา ออกไปได แตรัฐมนตรจี ะพิจารณาอนมุ ัตใิ หข ยายระยะเวลาใหอ กี ไดไ มเกนิ หนึ่งรอยแปดสบิ วนั เชน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ ó÷/òõõò ผูเสียหายมีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐ รับผิดในผลแหงละเมิดจากกรณีที่เจาหนาท่ีบุกรุกและลักทรัพยในที่ดิน หนวยงานนั้นไดออก ใบรบั คําขอใหเมอื่ วันท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ พรอ มกบั มีหนังสือลงวนั ท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐ แจงวา ไดรับเร่ืองไวแลว ถือวาผูเสียหายไดใชสิทธิใหหนวยงานของรัฐพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนแลว เมอื่ ผถู กู ฟอ งคดี (กรมทางหลวง) ไมพ จิ ารณาดาํ เนนิ การใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั (คอื วนั ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๑) ตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ผเู สียหายยอ มใชสทิ ธิฟอ งคดตี อศาลปกครองได (๔) เม่อื หนว ยงานของรฐั พิจารณาคํารอ งขอของผูเสียหายแลว หนว ยงานของรัฐตอ งทาํ คาํ สง่ั เกย่ี วกบั ผลการพจิ ารณาและตอ งแจง คาํ สงั่ ดงั กลา วใหแ กผ เู สยี หายทราบ ซง่ึ การทาํ คาํ สง่ั และการแจง คําสั่งดังกลาวน้ัน พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ มิไดกําหนด วิธกี ารไวเปน การเฉพาะจึงตอ งปฏบิ ตั ติ ามแบบการจัดทาํ คาํ สั่งในทางปกครอง ตามหมวด ๒ สวนที่ ๔ รูปแบบและผลของคาํ สั่งทางปกครองตามพระราชบญั ญัตวิ ิธปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ดงั น้ี - หนวยงานอาจทําคําส่ังเปนหนังสือ หรือวาจา หรือโดยการสื่อความหมาย ในรปู แบบอ่ืนก็ได แตต องมขี อ ความหรอื ความหมายท่ีชัดเจนเพยี งพอที่จะเขาใจได
๘๖ - ถา ทาํ คาํ สง่ั เปน หนงั สอื อยา งนอ ยตอ งระบุ วนั เดอื น ป ทที่ าํ คาํ สงั่ ชอ่ื และตาํ แหนง ของผูทําคําส่ัง และลายมือช่ือของเจาหนาท่ีผูนั้น โดยตองระบุเหตุผลในการมีคําส่ังเชนนั้นไวดวย ซงึ่ เหตผุ ลในการมคี าํ สง่ั ดงั กลา วประกอบดว ยขอ เทจ็ จรงิ อนั เปน สาระสาํ คญั ของเรอื่ งนนั้ ขอ กฎหมายท่ี ใชอางอิงในการพจิ ารณาและวนิ จิ ฉัย ตลอดจนประเด็นการพิจารณาและขอ สนบั สนนุ การใชด ุลยพนิ จิ (๕) เมื่อหนวยงานของรัฐไดพิจารณาคําขอและมีคําส่ังเชนใดแลว หากผูเสียหายยังไม พอใจในผลการวนิ จิ ฉยั ของหนว ยงานของรฐั พจิ ารณาคาํ รอ งขอแลว ผเู สยี หายมสี ทิ ธฟิ อ งโตแ ยง ผลการ วนิ จิ ฉยั ตอ ศาลทมี่ เี ขตอาํ นาจ แลว แตก รณี ตามมาตรา ๑๑ แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งหากผูเสียหายไมพอใจผลการวินิจฉัยของหนวยงานของรัฐ ผูเสียหาย ตอ งฟอ งคดตี อ ศาลภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั แจง ผลการวนิ จิ ฉยั หรอื หากหนว ยงานของรฐั มไิ ด พจิ ารณาคาํ ขอใหแ ลว เสรจ็ ภายในหนง่ึ รอ ยแปดสบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั คาํ ขอ (หรอื ภายในระยะเวลาทไี่ ด รบั อนมุ ตั ใิ หข ยายออกไปอกี ไมเ กนิ หนง่ึ รอยแปดสบิ วนั ) ผูเสยี หายตองฟองคดภี ายในเกา สิบวันนบั แต วันท่ีครบกําหนดระยะเวลาดังกลาว ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติ ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ - ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ ในกรณที ผ่ี เู สยี หายทยี่ น่ื คาํ ขอไมเ หน็ ดว ยกบั คาํ สง่ั ของหนว ยงานของรฐั ไมวาจะเปนเร่ืองของจํานวนเงินคาสินไหมทดแทน หรือการยกคําขอ และเปนคําสั่งของหนวยงาน ของรฐั ทว่ี นิ จิ ฉยั คา สนิ ไหมทดแทนจากการกระทาํ ละเมดิ ทม่ี ใิ ชก ารใชอ าํ นาจตามกฎหมายในทางปกครอง - ÈÒÅ»¡¤Ãͧ ในกรณที ผ่ี เู สยี หายทยี่ นื่ คาํ ขอไมเ หน็ ดว ยกบั คาํ สงั่ ของหนว ยงานของรฐั ไมว า จะเปน เรอื่ งของจาํ นวนเงนิ คา สนิ ไหมทดแทน หรอื การยกคาํ ขอและไดฟ อ งโตแ ยง คาํ สง่ั ของหนว ยงาน ของรฐั ทวี่ นิ จิ ฉยั คา สนิ ไหมทดแทนจากการกระทาํ ละเมดิ อนั เกดิ จากการใชอ าํ นาจตามกฎหมายในทาง ปกครอง º¤Ø ¤ÅÀÒ¹͡¿Í‡ §¤´ÕμÍ‹ ÈÒÅ ผูเสียหายอาจฟองคดีตอศาล เพื่อขอใหศาลมีคําส่ังหรือคําพิพากษาใหเจาหนาท่ีหรือ หนว ยงานของรฐั ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนไดโ ดยตรง โดยไมต อ งยน่ื คาํ ขอตอ หนว ยงานของรฐั กอ น ทงั้ นี้ โดยอาจยนื่ ฟองตอ ศาลปกครองหรือศาลยุตธิ รรม แลวแตกรณกี ลา วคือ ñ. à¢μอํา¹Ò¨ÈÒÅ ñ.ñ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ การกระทําละเมิดที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองตอ งเปน การกระทาํ ละเมดิ ของหนว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทข่ี องรฐั อนั เกดิ จากการใชอ าํ นาจ ตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําส่ังอื่นหรือจากการละเลยตอหนาที่ตามท่ี กฎหมายกําหนดใหต องปฏบิ ัติหรอื ปฏบิ ตั หิ นา ท่ดี ังกลา วลาชาเกนิ สมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนง่ึ (๓) แหง พระราชบัญญตั จิ ดั ต้งั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ เชน คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õñö/òõôõ การออกโฉนดท่ีดินเปนคําส่ังทาง ปกครองตามมาตรา ๕ แหง พระราชบญั ญตั ิวธิ ีปฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ การฟองคดี ขอใหศาลกําหนดคําบังคับใหกรมท่ีดินชดใชคาเสียหายจากการออกโฉนดท่ีดินท่ีมิชอบดวยกฎหมาย
๘๗ เน่ืองจากไดรุกล้ําเขาไปในที่ดินของผูอ่ืน จึงเปนคดีพิพาทเก่ียวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิด อยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคําส่ังทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ñ.ò ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ กรณเี ปน การกระทาํ ละเมดิ ทม่ี ใิ ชจ ากการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หรอื กรณี เปนการกระทําละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหนาท่ี แตมิใชจากการใชอํานาจตามกฎหมายหรือจากการ ออกกฎ คําสัง่ ทางปกครอง หรือคําส่งั อนื่ หรือจากการละเลยตอ หนาทต่ี ามทก่ี ฎหมายกาํ หนดใหต อง ปฏบิ ตั หิ รอื จากการปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี งั กลา วลา ชา เกนิ สมควร การฟอ งคดเี พอื่ เรยี กคา เสยี หายตอ งฟอ งตอ ศาลยุตธิ รรม เชน คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ õ÷÷/òõô÷ พนักงานขับรถของผูถูกฟองคดี ที่ ๑ (กรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอม) ไดขับรถยนตของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไปสํารวจตนไมดวย ความประมาทเลนิ เลอ ทาํ ใหร ถยนตข องผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๑ ชนกบั รถยนตข องผฟู อ งคดเี ปน เหตใุ หผ ฟู อ งคดไี ดร บั ความเสยี หาย จงึ เปน กรณกี ารกระทาํ ละเมดิ ทเี่ กดิ จากการปฏบิ ตั หิ นา ทที่ ว่ั ไปของพนกั งานขบั รถ มไิ ดม ี ลกั ษณะเปน การใชอ าํ นาจตามกฎหมายหรอื จากกฎคาํ สงั่ ทางปกครอง หรอื คาํ สง่ั อน่ื จงึ มใิ ชค ดพี พิ าทตาม มาตรา ๙ วรรค ๑ (๓) แหง พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คาํ ʧèÑ ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·èÕ óöô/òõôõ การฟอ งเรยี กคา เสยี หายอนั เนอ่ื งมาจาก การท่ีถูกเจาหนาที่ของรัฐจับกุมและดําเนินคดีอาญาเปนการฟองเพื่อเรียกคาเสียหายในเร่ืองของ การดาํ เนนิ งานตามกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา และศาลยตุ ธิ รรมมอี าํ นาจทจ่ี ะเยยี วยาความเสยี หาย ดงั กลา วได จงึ อยใู นอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรม การกระทาํ ดงั กลา วมใิ ชก ารกระทาํ ทาง ปกครองที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ แหงพระราชบัญญัติจัดต้ัง ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù ÊØ´·èÕ ôò÷/òõôõ(») เจา พนักงานตาํ รวจออกตรวจ พน้ื ทพ่ี บคนรา ยซง่ึ กระทาํ ผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปน ฯ กาํ ลงั วงิ่ หลบหนี การที่เจาพนักงานตํารวจวิ่งไลและใชอาวุธปนยิงคนราย แตกระสุนพลาดไปถูกบุตรชายผูฟองคดี ถงึ แกค วามตาย ถอื วา เปน ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ การใชอ าํ นาจจบั กมุ ของเจา พนกั งานตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาซึ่งกําหนดใหอํานาจไวเปนการเฉพาะ และศาลยุติธรรมมีอํานาจที่จะเยียวยา ความเสียหายดังกลาวได จึงไมเขาหลักเกณฑเปนกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราช บัญญัติจดั ตง้ั ศาลปกครองฯ การเรียกคา เสยี หายอนั เกดิ จากการกระทาํ ละเมิดของพนกั งานเจาหนาที่ ซึ่ีงดําเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยตุ ธิ รรม คดีน้ีจงึ ไมอยูในอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหง พระราชบญั ญัติจดั ตั้งศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
๘๘ à¢μอาํ ¹Ò¨ÈÒÅ㹡Òÿ‡Í§¤´Õ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ ¿Í‡ § ÈÒÅÂμØ ¸Ô ÃÃÁ - ละเมิดท่เี กิดจากการปฏิบตั ิหนาที่ ละเมดิ ทีไ่ มไดเ กิดจากการปฏิบัติหนาท่ี (ละเมดิ ทางแพง ) (เจาหนาที่ตองรบั ผิดเปนสวนตัว) ละเมดิ เกดิ จาก ๔ กรณี (ละเมดิ ทางปกครอง) ละเมดิ ทเ่ี ปน การปฏบิ ตั หิ นา ที่ แตม ใิ ชเ กดิ จากกรณี ๑. การใชอํานาจตามกฎหมาย ดงั ตอ ไปน้ี (เฉพาะกฎหมายปกครอง) ๒. - กฎ - การใชอ ํานาจตามกฎหมาย - คาํ สั่งทางปกครอง - การออกกฎ คําสงั่ ทางปกครอง - สญั ญาทางปกครอง - การละเลยตอหนา ที่ หรือ ๓. ละเลยตอหนาทที่ กี่ ฎหมายกําหนด - การปฏบิ ตั หิ นา ทล่ี า ชา หรอื ลา ชา เกนิ สมควร ๔. ปฏบิ ตั หิ นา ทีล่ า ชา หรอื ลาชา เกินสมควร (อยูในอํานาจพิจารณาพิพาทฯ ของ ศาลยุตธิ รรม) ò. ¼·ÙŒ Õè¨ÐÍÂÙ‹ã¹°Ò¹Ð໚¹¼¶ÙŒ ¡Ù ¿Í‡ §¤´Õ มาตรา ๕ กําหนดวา กรณีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดในการปฏิบัติหนาที่ ผูเสียหาย ท่ีเปนบุคคลภายนอกอาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได และถา การละเมดิ เกดิ จากเจา หนา ทซ่ี ง่ีึ ไมไ ดส งั กดั หนว ยงานของรฐั แหง ใดใหถ อื วา กระทรวงการคลงั เปน หนว ยงาน ของรัฐท่ีตองรับผิดตามวรรคหน่ึง และมาตรา ๖ กําหนดวา ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใช การกระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ที่ ผเู สยี หายอาจฟอ งเจา หนา ทไี่ ดโ ดยตรง แตจ ะฟอ งหนว ยงานของรฐั ไมไ ด คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ øó/òõôø มาตรา ๕ แหงพระราชบญั ญตั ิความรับผิด ทางละเมิดของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ ผูเสียหายอาจฟองหนวยงานของรัฐใหรับผิดในผลแหงละเมิด ที่เจาหนาที่ในสังกัดหนวยงานของรัฐน้ันไดกระทําไปในการปฏิบัติหนาที่ แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได ผูฟ อ งคดีจงึ ไมอ าจฟอ งผูถ กู ฟองคดที ่ี ๒ ถึงท่ี ๕ ซึ่งเปน เจาหนาท่ีในสังกดั ผูถ ูกฟองคดีท่ี ๖ (สาํ นักงาน ปอ งกันและปราบปรามการฟอกเงนิ ) ใหรว มรับผดิ กบั ผูถกู ฟองคดีท่ี ๖ ในผลแหง ละเมิดท่ีผูถกู ฟอ งคดี ที่ ๒ ถึงท่ี ๕ ไดก ระทาํ ตอ ผูฟ องคดใี นการปฏบิ ตั หิ นาที่ ¡Ã³ÁÕ ¡Õ Òÿ͇ §¼´Ô μÇÑ ÁÒμÃÒ ÷ ÇÃä˹§Öè กาํ หนดวา ในคดที ผี่ เู สยี หายฟอ งหนว ยงาน ของรฐั ถา หนว ยงานของรฐั เหน็ วา เปน เรอ่ื งทเ่ี จา หนา ทต่ี อ งรบั ผดิ หรอื ตอ งรว มรบั ผดิ หรอื ในคดที ผี่ เู สยี หาย
๘๙ ฟอ งเจา หนา ที่ ถา เจา หนา ทเ่ี หน็ วา เปน เรอ่ื งทห่ี นว ยงานของรฐั ตอ งรบั ผดิ หรอื ตอ งรว มรบั ผดิ หนว ยงาน ของรฐั หรอื เจา หนา ทดี่ งั กลา วมสี ทิ ธขิ อใหศ าลทพี่ จิ ารณาคดนี น้ั อยเู รยี กเจา หนา ทห่ี รอื หนว ยงานของรฐั แลว แตก รณี เขา มาเปน คคู วามในคดี ดงั นน้ั ในกรณที ผ่ี ฟู อ งคดฟี อ งผดิ ตวั ผถู กู ฟอ งคดมี สี ทิ ธขิ อใหศ าล เรยี กเจา หนา ท่ีหรือหนว ยงานของรัฐ แลว แตก รณี เขา มาเปนคคู วามในคดแี ทนไดหรอื ศาลอาจกาํ หนด ตัวผถู ูกฟองคดีใหมใหถ ูกตอ งได ó. ÃÐÂÐàÇÅÒ¡Òÿ͇ §¤´Õ ๓.๑ ผเู สยี หายจะตอ งฟอ งตอ ศาลภายใน ๑ ป นบั แตว นั ทร่ี หู รอื ควรรถู งึ เหตแุ หง การ ฟองคดีหรือนับแตวันท่ีรูถึงการละเมิด แตไมเกิน ๑๐ ป นับแตวันที่มีเหตุแหงการฟองคดีหรือนับแต เกิดเหตุละเมดิ คําÊÑè§ÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè óóô/òõõñ แมน้ําเจาพระยาไดเออลนตลิ่ง เขา ทว มโรงสแี ละโกดงั เกบ็ ขา วของผฟู อ งคดชี ว งระหวา งวนั ท่ี ๑ กนั ยายน ๒๕๔๕ ถงึ ปลายเดอื นตลุ าคม ๒๕๔๕ เมื่อผูฟองคดีอางวาทรัพยสินของผูฟองคดีไดรับความเสียหายจากการกระทําละเมิดของ ผูถ กู ฟอ งคดที ้ังหก (กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ กรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย และกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย) อันเกิดจากการละเลยตอหนาท่ีตามท่ี กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ถือวาผูฟองคดีรูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดีอยางชา ท่ีสุดในปลายเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ซ่ึงจะตองยื่นฟองคดีดังกลาวภายในเดือนตุลาคม ๒๕๔๖ การที่ ผูฟองคดียื่นฟองคดีตอศาลเม่ือวันท่ี ๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ จึงลวงพนระยะเวลาการฟองคดีตาม มาตรา ๕๑ แหง พระราชบญั ญัตเิ ดยี วกนั ๓.๒ นอกจากน้ัน มาตรา ๗ วรรคสอง ยังกําหนดอีกวาถาศาลพิพากษายกฟอง เพราะเหตุที่หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ที่ถูกฟองมิใชผูตองรับผิด ใหขยายอายุความฟองรองผูที่ ตองรบั ผิดซงึ่ มิไดถ กู เรยี กเขามาในคดีออกไปถงึ หกเดือนนบั แตว นั ทค่ี ําพิพากษาน้ันถงึ ที่สุด คําÊèѧÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ øôù/òõôø คดีเดิม ศาลปกครองชั้นตนไดมี คําพิพากษาเพิกถอนประกาศสํานักงานเขตพ้ืนที่ฯ สวนกรณีคําขอใหชดใชคาเสียหายจากการกระทํา ของผูถ ูกฟองคดนี ั้น มาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัตคิ วามรบั ผิดทางละเมิดของเจาหนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ จะตองฟองหนวยงานของรัฐ จะฟองเจาหนาที่ไมได ศาลจึงไมอาจบังคับใหตามคําขอไดจึงพิพากษา ยกฟอ งในสว นน้ี เปน กรณที ศ่ี าลปกครองชน้ั ตน ไดพ พิ ากษายกฟอ งเพราะเหตทุ เ่ี จา หนา ทที่ ถ่ี กู ฟอ งมใิ ช ผตู อ งรบั ผดิ การฟอ งผทู ต่ี อ งรบั ผดิ ซงึ่ มไิ ดถ กู เรยี กเขา มาในคดเี ดมิ จงึ ตอ งขยายอายคุ วามฟอ งรอ งออกไป ถงึ ๖ เดอื นนับแตวนั ทคี่ าํ พิพากษาในคดเี ดิมถงึ ท่ีสุดตามมาตรา ๗ วรรคสอง เมอ่ื คดีเดิมศาลปกครอง ชั้นตนมีคําพิพากษาเม่ือวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๘ และมิไดมีการอุทธรณคําขอในสวนน้ี ประเด็นนี้ จึงถึงท่ีสุดวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๘ การท่ีผูฟองคดีนําคดีน้ีมาฟองตอศาลเพื่อเรียกให สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ซ่ึงตองรับผิดตอผูฟองคดีในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตน ไดก ระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี รบั ผดิ ชดใชค า เสยี หายเมอ่ื วนั ท่ี ๒๒ กนั ยายน ๒๕๔๘ จงึ เปน การยนื่ ฟอ ง ภายในกําหนด ๖ เดือน นับแตวนั ท่ไี ดม คี าํ พพิ ากษาถึงทส่ี ุด
๙๐ ¡ÒÃãªŒÊ·Ô ¸äÔ Åà‹ ºéÂÕ ¢Í§Ë¹‹Ç§ҹÃѰ กรณีท่ีเจาหนาท่ีกระทําละเมิดตอบุคคลภายนอกจากการปฏิบัติหนาท่ีและหนวยงาน ของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกบุคคลภายนอกไปแลว (จากการท่ีผูเสียหายย่ืนคําขอหรือตาม คาํ พพิ ากษา) หนว ยงานของรฐั มสี ทิ ธทิ จี่ ะออกคาํ สงั่ เรยี กใหเ จา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทน ไดต ามมาตรา ๘ แหง พระราชบัญญัตคิ วามรับผิดทางละเมดิ ของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ดงั นี้ (๑) เฉพาะกรณที เี่ ปน การกระทาํ ละเมดิ โดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงเทา นนั้ แตถ า เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ เลก็ นอ ยหรอื ประมาทเลนิ เลอ ธรรมดาไมถ งึ ขนาดเปน ประมาท เลินเลออยางรายแรงหนวยงานของรัฐไมอาจใชสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนเอากับเจาหนาที่ ดังนั้น คาสินไหมทดแทนที่หนวยงานของรัฐไดชดใชใหแกบุคคลภายนอกที่เสียหายหรือความเสียหายที่เกิด กับหนว ยงานของรฐั แลว แตก รณกี ็ตกเปนพบั กบั หนวยงานของรฐั ไป (๒) ตองคํานึงถึงความรายแรงแหงการกระทําและความเปนธรรมในแตละกรณี การใช สิทธิเรียกใหชดใชคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาท่ีตามขอ (๑) จะมีไดเพียงใดหนวยงานของรัฐ ตองคํานึงถึงระดับความรายแรงแหงการกระทําและความเปนธรรมในแตละกรณีเปนเกณฑโดยมิตอง ใหใชเ ตม็ จํานวนของความเสียหายกไ็ ด (๓) ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความผดิ หรอื ความบกพรอ งของหนว ยงานของรฐั หรอื ระบบการดาํ เนนิ งาน สวนรวม ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการ ดาํ เนินงานสว นรวมใหหักสว นแหงความรบั ผิดดงั กลาวออกดวย (๔) ไมนําหลักเรื่องลูกหนรี้ ว มมาใชบ ังคบั (๕) คําสั่งเรียกใหชดใชคาสินไหมทดแทนเปนคําส่ังทางปกครองตามมาตรา ๕ แหง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ดังน้ัน หากเจาหนาที่ผูถูกเรียกใหชดใช คาสินไหมทดแทนไมเหน็ ดว ยกบั คําสงั่ ดังกลาวจะตอ งอุทธรณคาํ สง่ั กอนฟองคดีตอไป ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õè การทเ่ี จา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ จะตอ งรบั ผดิ ในความเสยี หายทต่ี นไดก ระทาํ ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หรือไมก ็คือ (๑) ถา เปน การกระทาํ ละเมดิ โดยประมาทเลนิ เลอ ธรรมดาเจา หนา ทผี่ ทู าํ ละเมดิ ไมต อ งรบั ผดิ ในความเสียหายนน้ั เลย ความเสียหายท้ังหมดตกเปนพับกบั หนว ยงานของรฐั (๒) แตถ า เปน การกระทาํ โดยจงใจหรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงเจา หนา ทผ่ี ทู าํ ละเมดิ กจ็ ะตองรับผิดในความเสียหายทเ่ี กดิ จากการกระทําของตนน้ัน คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·Õè Í.óóø-óóù/òõôù ผูบญั ชาการเรอื นจําจงั หวดั ต. มีหนาท่ีรับผิดชอบตามปกติมากมายคงไมสามารถตรวจนับจํานวนเงินกับคูปองท่ีจําหนายใหกับญาติ ของผตู อ งขงั ดว ยตนเอง การทเ่ี จา หนา ทก่ี ารเงนิ ทจุ รติ ลงบญั ชรี บั เงนิ นอ ยกวา ความเปน จรงิ ผบู ญั ชาการ เรอื นจํา ต. จึงมิไดกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยา งรายแรงใหท างราชการเสยี หายจงึ ไมต อง รับผิดชดใชคา สนิ ไหมทดแทน
๙๑ คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.óöò/òõôù ประชาสงเคราะหจ งั หวดั ส. นาํ รถยนต ของทางราชการไปเก็บรักษาท่ีบานพักอันเปนการฝาฝนตอระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวย รถราชการ พ.ศ.๒๕๒๓ ประกอบกับบานพักไมมีร้ัวรอบขอบชิดเปนเสนทางสาธารณะบุคคลท่ัวไป สามารถใชป ระโยชนร ว มกนั ไดไ มไ ดเ ปน ทรี่ โหฐานสว นตวั และไมไ ดม กี ารจดั เวรยามรกั ษาซงึ่ นา จะคาดเหน็ ความไมป ลอดภยั ในการเกบ็ รกั ษารถยนตจ งึ ถอื ไดว า เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง จงึ ตองรับผดิ ชดใชคา สนิ ไหมทดแทนตอกรมประชาสัมพันธ คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ Í.óóø-óóù/òõôù นาย ก. เปนกรรมการตรวจ การจา งไดล งชอื่ ตรวจรบั สนิ คา โดยไมไ ดต รวจสนิ คา จรงิ จงึ เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§Ê´Ø ·èÕ Í.òö÷/òõõð หวั หนาสว นโยธาซ่ึงไดร บั แตงต้งั เปน ผคู วบคมุ งานโครงการกอ สรา งถนนลกู รงั ไมไ ดป ฏบิ ตั หิ นา ทผี่ คู วบคมุ งานตามทรี่ ะเบยี บกาํ หนดไวถ อื วา เปน การกระทาํ โดยประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรงจงึ ตอ งรบั ผดิ ตอ ทางราชการในความเสยี หายทเี่ กดิ ขนึ้ ตามมาตรา ๑๐ วรรคหน่ึง ประกอบกับมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ (ó)¡ÒÃãªÊŒ ·Ô ¸äÔ Åà‹ ºÂÕé μÍŒ §คาํ ¹§Ö ¶§Ö ÃдºÑ ¤ÇÒÁÃÒŒ ÂáçËÃÍ× ¤ÇÒÁº¡¾ÃÍ‹ §¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹ ¢Í§ÃѰËÃ×ÍÃкº¡ÒÃดําà¹Ô¹§Ò¹Ê‹Ç¹ÃÇÁ ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของ หนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานสวนรวมใหหักสวนแหงความรับผิดดังกลาวออกดวย และ กรณีละเมิดเกดิ จากเจา หนา ทีห่ ลายคนมิใหนาํ หลักเรอ่ื งลกู หน้ีรวมมาใชบงั คับ คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃͧÊÙ§ÊØ´·èÕ Í.÷ó/òõõð การที่หนวยงานของรัฐจะใชสิทธิ เรยี กใหเ จา หนาทผี่ ูท ําละเมดิ ชดใชคาสินไหมทดแทนจงึ ตองคาํ นงึ ถงึ หลักเกณฑสาํ คญั ๓ ประการ คือ (๑) ตอ งคาํ นงึ ถงึ ระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรมในแตล ะกรณี (๒) หากการละเมดิ เกิดจากความผิดหรือบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานสวนรวมตองหักสวน ความรับผิดดังกลาวออกดวย และ (๓) กรณีละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคนมิใหนําหลักเรื่อง ลกู หน้ีรวมมาใชบังคบั คํา¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤Ãͧ¡ÅÒ§·èÕ ñô÷/òõõð การที่นักการภารโรงอยูเวรเฝาอาคาร โดยไมใ ชค วามระมดั ระวงั ในการดแู ลรกั ษาทรพั ยส นิ ของทางราชการดงั เชน วญิ ชู นพงึ กระทาํ จนเปน เหตุ ใหค นรายลักเอาเครอ่ื งคอมพิวเตอรไ ปจํานวน ๒๙ ตัว อนั เปนการปฏบิ ตั ิหนาทโ่ี ดยประมาทเลนิ เลอ อยางรายแรงเปนเหตุใหทางราชการเสียหาย แตโดยที่นักการภารโรงมิไดมีหนาที่โดยตรงในการรักษา ความปลอดภยั และมหาวทิ ยาลยั ท. กม็ ไิ ดจ ดั ใหม เี จา หนา ทมี่ หี นา ทโ่ี ดยตรงในการรกั ษาความปลอดภยั ทง้ั ทม่ี ที รพั ยส นิ มลู คา สงู แตไ ดใ หเ จา หนา ทปี่ ฏบิ ตั ริ าชการตามปกตมิ าอยเู วรโดยไมม ผี ตู รวจเวรและไมม ี ระเบียบขอบังคับหรือขอปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาเวรยาม ดังนั้นเม่ือพิจารณาถึงระดับความรายแรง แหงการกระทําและความเปนธรรมในกรณีนี้ รวมท้ังความบกพรองของหนวยงานของรัฐแลว การที่ มหาวทิ ยาลยั ท. ใหน กั การภารโรงรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนในอตั รารอ ยละ ๒๐ ของความเสยี หาย หลังจากหักคาเสอื่ มแลว จึงเปนการเหมาะสมและชอบดวยกฎหมาย
๙๒ ¡ÒÃàÃÂÕ ¡¤Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹¡Ã³ËÕ ¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ àÊÂÕ ËÒ¨ҡ¡ÒáÃÐทาํ ÅÐàÁ´Ô ¢Í§ ਌Ò˹Ҍ ·Õè ในการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีอาจกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐใหไดรับ ความเสียหายโดยอาจเปนกรณีเจาหนาที่ของรัฐคนหนึ่งทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐแหงเดียว หรอื หลายแหง กไ็ ดแ ละอาจเปน หนว ยงานของรฐั ทตี่ นเองสงั กดั อยหู รอื หนว ยงานแหง รฐั อน่ื กไ็ ดห รอื อาจเปน เจา หนาทีข่ องรฐั หลายหนวยงานทําละเมิดตอ หนว ยงานของรัฐหนึ่งหรือหลายแหง ก็ได โดยเมอื่ มกี ารกระทาํ ละเมดิ เกดิ ขนึ้ เจา หนา ทยี่ อ มตอ งรบั ผดิ ตอ หนว ยงานของรฐั ทเ่ี สยี หาย ซึ่งมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ไดกําหนด หลักเกณฑใ นการเรียกรองคาสนิ ไหมทดแทนจากเจาหนาทอ่ี นั เนื่องจากการกระทําละเมิดไว ๒ กรณี ¡Ã³Õáá การกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐจากการปฏิบัติหนาท่ีใหนําบทบัญญัติ มาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ มาใชบังคับ โดยอนโุ ลม ¡Ã³Õ·èÊÕ Í§ การกระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐที่มิใชจากการปฏิบัติหนาท่ีใหบังคับ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ËÅ¡Ñ à¡³±¡ÒÃàÃÂÕ ¡¤Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹¡Ã³Õ¡ÒáÃÐทําÅÐàÁ´Ô ¨Ò¡¡Òû¯ºÔ μÑ ËÔ ¹ÒŒ ·Õè ใชห ลกั เกณฑเ ดยี วกนั กบั การใชส ทิ ธไิ ลเ บยี้ ของหนว ยงานของรฐั ทไ่ี ดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทน ใหกับบุคคลภายนอก ดังตอ ไปนี้ (๑) หนวยงานของรัฐที่ไดรับความเสียหายมีอํานาจออกคําสั่งเรียกใหเจาหนาที่ผูทํา ละเมิดรับผิดในความเสียหายของการกระทําละเมิดได (มาตรา ๑๒) เม่ือเปนการกระทําโดยจงใจ หรอื ประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง ดงั นนั้ กรณที เี่ จา หนา ทก่ี ระทาํ ละเมดิ โดยความประมาทเลนิ เลอ ธรรมดา หนว ยงานของรฐั ทไี่ ดร บั ความเสยี หายยอ มไมอ าจเรยี กใหเ จา หนา ทรี่ บั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนไดเ ลย หากหนวยงานของรฐั ออกคําส่งั เชน วาน้ียอ มมีผลทําใหเปนคาํ ส่ังทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย (๒) หนว ยงานของรฐั จะตอ งคาํ นงึ ถงึ ระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรม ในแตล ะกรณเี ปนเกณฑโ ดยไมต อ งใหใชเ ต็มจาํ นวนความเสียหายกไ็ ด (๓) หากความเสยี หายเกดิ จากความผดิ หรอื ความบกพรอ งของหนว ยงานของรฐั หรอื ระบบ การดําเนนิ การสว นรวมแลวตอ งหกั สวนความรบั ผดิ ดังกลา วออกดวย (๔) หากการทําละเมดิ เกิดจากเจาหนาที่หลายคนรว มกันกระทํา หนว ยงานของรัฐมสี ิทธิ เรยี กใหเ จา หนา ทแี่ ตล ะคนรบั ผดิ ชดใชค า สนิ ไหมทดแทนเฉพาะสว นทเ่ี จา หนา ทแี่ ตล ะคนไดก ระทาํ เทา นน้ั ไมอ าจเรยี กใหเ จาหนา ทร่ี วมกนั รบั ผิดในฐานะเปนลูกหนร้ี วมได คาํ Ç¹Ô ¨Ô ©ÂÑ ª¢Õé Ò´ÍÒí ¹Ò¨ÃÐËÇÒ‹ §ÈÒÅ·Õè ñð/òõó÷ ขณะเกดิ เหตโุ จทก (สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาต)ิ เปน หนว ยงานของรฐั จาํ เลยที่ ๑ รบั ราชการในสงั กดั ของโจทกไ ดร บั มอบหมายใหป ฏบิ ตั หิ นา ทใี่ นตาํ แหนง ผชู ว ยเจา หนา ทก่ี ารเงนิ ไดอ าศยั โอกาสในการปฏบิ ตั หิ นา ทเี่ ปรยี บเทยี บปรบั จราจรทางบก เงนิ ประกนั ตวั ผตู อ งหา ฯลฯ และไดเ บยี ดบงั ยกั ยอกเอาเงนิ ดงั กลา วทตี่ นเองมหี นา ทดี่ แู ลจดั การไปโดยทจุ รติ เปน เหตุ ใหโจทกไดรับความเสียหายเปนคดีละเมิดอันเกิดจากการใชอํานาจหนาที่ตามกฎหมายตามมาตรา ๙
๙๓ วรรคหนง่ึ (๓) แหง พระราชบญั ญัติจดั ตัง้ ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อนั อยู ในอํานาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครอง ๒.๓ การปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชาแมคําสั่งน้ันจะไมชอบดวยกฎหมาย ก็ไมม ีผลทําใหเปน การกระทาํ ทไี่ มใชการปฏิบตั ิหนาท่ี (ถอื เปนการกระทําในการปฏิบตั หิ นา ท)่ี ๒.๔ การปฏิบัติงานใหกับหนวยงานของรัฐอ่ืนโดยไมไดรับคําสั่งจากหนวยงาน ของรฐั ตน สงั กัดไมเปน การปฏบิ ตั ิหนา ท่ี Ç¸Ô ¡Õ ÒÃáÅТ¹éÑ μ͹¡Ò÷ËÕè ¹Ç‹ §ҹ¢Í§Ã°Ñ àÃÂÕ ¡ãËàŒ ¨ÒŒ ˹Ҍ ·ªÕè ´ãª¤Œ Ò‹ Ê¹Ô äËÁ·´á·¹ จากทีไ่ ดกลาวมาการทาํ ละเมดิ ของเจาหนา ที่แบงเปน ๒ สวนคือ ÊÇ‹ ¹·èÕ ñ เจาหนาที่ทําละเมิดตอบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหนาท่ีและหนวยงาน ของรัฐไดชดใชค า สินไหมทดแทนใหแกบคุ คลภายนอกท่ีไดร ับความเสยี หาย เม่ือปรากฏวา การกระทํา ละเมิดของเจา หนา ทดี่ ังกลาวเปน การกระทําโดยจงใจหรอื ประมาทเลินเลอ อยา งรา ยแรง ซงึ่ หนวยงาน ของรฐั สามารถใชสทิ ธิไลเบ้ยี เรียกใหเ จา หนา ท่ีชดใชคา สินไหมทดแทนใหแ กห นว ยงานของรฐั ได ÊÇ‹ ¹·èÕ ò เจาหนาที่ทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐโดยจงใจหรือประมาทเลินเลอ อยางรายแรง ซ่ึงหนวยงานของรัฐสามารถเรียกใหเจาหนาท่ีชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกหนวยงาน ของรฐั ไดท ง้ั สองกรณขี า งตน หนว ยงานของรฐั สามารถใชส ทิ ธเิ รยี กใหเ จา หนา ทชี่ ดใชค า สนิ ไหมทดแทน ใหแกหนวยงานของรฐั ได ๒ ทางดงั น้ี (๑) การออกคําสง่ั ทางปกครองเรยี กใหเจา หนาท่ชี ดใชค า สนิ ไหมทดแทนตามมาตรา ๑๒ แหง พระราชบัญญตั ิความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจา หนา ท่ี พ.ศ.๒๕๓๙ กรณเี จา หนา ทท่ี าํ ละเมดิ ตอ หนว ยงานของรฐั อายคุ วาม ๒ ปน บั แตว นั ทห่ี นว ยงานของรฐั รถู งึ การละเมดิ และรตู วั เจา หนา ทต่ี ามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนาที่ พ.ศ.๒๕๓๙ คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø ·Õè Í.òøø/òõôù เมอื่ ผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ออกคาํ สง่ั เรยี กรอ ง คา สินไหมทดแทนเม่อื พนกําหนดอายคุ วาม ๒ ปนบั แตวันที่ผถู ูกฟองคดที ี่ ๑ รูถึงการละเมิดและรตู ัว เจาหนาที่ผูจะพึงตองชดใชคาสินไหมทดแทน สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนของผูถูกฟองคดีที่ ๑ จงึ สน้ิ สดุ ลงเมอ่ื ผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๑ ออกคาํ สงั่ ใหผ ฟู อ งคดชี ดใชค า สนิ ไหมทดแทนเมอื่ พน อายคุ วามใชส ทิ ธิ เรียกรองดังกลา วแลวจงึ เปนการออกคาํ สงั่ โดยไมม ีอาํ นาจจงึ เปนคาํ สั่งทไ่ี มชอบดว ยกฎหมาย (๒) กรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาท่ีผูน้ันไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลัง ตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิดใหสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนนั้นมีกําหนดอายุความ ๑ ป นับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐมีคําส่ังตามความเห็นของกระทรวงการคลังตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัตคิ วามรับผิดทางละเมิดของเจา หนา ที่ พ.ศ.๒๕๓๙
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114