\"คนไหนชนิส์ยขยันยันแข็ง เก็นหอมรอบรินละเอียดรอนคอน นิสัยนา:!าาใ11ประสนความยัาเราในซีวิท\" ทั้งหมดนี้ คือหน้าที่ของสามีและภรรยาพีงปฏิบตต่อกัน เป็นเสน่ห์ ผูกมัดใจที่งกันและกันไว้ไม่ให้เส์อมคลาย นับวันรูปกายหรือสังขารมีแต่จะ เส์อมลงตามเวลา แต่ถ้าเรายกระดับจิตใจ ให้การดูแลที่งกันและกัน ประพฤติ ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จะพบแต่ความสุขสงบ ไม่ต้อง ทะเลาะเบาะแว้งระแวงใจกัน แม้ว่าโลกยุคปิจจุบัน ทั้งสองฝ่ายจะออกไปทำงานนอกบ้าน เป็นส่วน ใหญ่ แต่หัวใจของการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันยังคงอยู่ ต้องร่วมกันดูแล บ้าน ดูแลลูกและญาติของทั้งสองฝ่าย เพื่อความอบอุ่นของครอบครัวนั่นเอง ในสมัยพุทธกาล นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ บิดาซื่อว่า ธนัญขัยเศรษเ มารดาซื่อว่า สุมนาเทวิ บางเป็นที่รัก ดุจแก้วตาดวงใจของปูซื่อ เมณฑกเศรษฐี ขณะที่เธอมีอายุอยู่ในวัย 7ขวบ เมื่อ ไต้ฟ้งธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บรรลุโสดาบัน เมื่อเจริญวัยขึ้นเป็นสตรื รูปงาม ที่มีลักษณะงามพร้อม 5 ประการ เรียกว่า \"เบญจกัลยาณี\" ไต้แก่ ห^^ www.kalyanamitra.org
1. ผมงาม คือ ผมยาวดำสลวยเป็นเงางาม แล้วปลายผมงอนขึ้น 2. เนื้องาม คือ รูปร่างดี เนื้อเต็ม แสดงออกที่ริม!!เปากแดงดุจผล ตำ ลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี 3.กระดูกงาม คือ กระดูกได้สัดส่วน แสดงออกที่ฟ้นงามจาวประดุจ สังข์ เรียบเป็นระเบียบเสมอกัน 4. ผิวงาม คือ ผิวงามละเอียดเกลี้ยงเกลาไม่มีไฝฝ็า ล้าดำก็ดำดัง ดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็จาวดังดอกกรรณิการ์ 5. วัยงาม คือ ความงามแม้จะคลอดบุตรลึง 10 ครั้ง ก็ยังคงสภาพ ร่างกายสาวสวยดุจคลอดเพียงครั้งเดียว สิ่งที่งดงามที่สุดจองนางวิสาขา คือ เป็นผู้หญิงที่มี จริยวัตรและนื้าใจ งาม ต่อมานางได้ทำการสมรสกับ ปุณณวัฒนกุมาร บุตรซายมิคารเศรษฐี ซึ่งเป็นเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมีองสาวัตถี ก่อนส่งตัวนางวิสาขาไปยังบัาน เจ้าปาว ท่านธนัญซัยเศรษฐีผู้เป็นบิดาได้ไห้โอวาทเกี่ยวกับการครองเรือน ไว้ 10 ประการ ดังนี้ (1) ไฟในอย่าน่าออก หมายถีง ไม่น่าเรื่องราวบิญหา ความร้อนใจ ต่าง ๆ ในครอบครัว ไปเป็ดเผยแก่คนทั่วไปภายนอก ฮ^บโน!!!sniinuylHajUiก www.kalyanamitra.org
(2) ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึง ไม่นำเรื่องราว'ป็ญหาต่าง ๆ ภายนอกที่ร้อนใจเข้ามาในครอบครัว (3) ให้แก่ผู้ให้ หมายถึง ผู้ใดที่เราให้ความช่วยเหลือ ให้หยิบยืม สิ่งของแล้ว เมื่อถึงกำหนดก็นำมาส่งคืนตามเวลา เมื่อเรามีความจำเป็นต้อง ขอความช่วยเหลือ หากไม่เกินความสามารถของเขา เขาก็ยินดีช่วยเหลือ อย่างเต็มใจ •บุคคลเช่นนี้ ภายหลังล้ามาขอความช่วยเหลือเราอก ก็ให้ช่วย (4) ไมไห้แก่ผู้ที่ไม่ให้ หมายถึง ผู้ใดที่เราให้ความช่วยเหลือให้หยิบ ยืมสิ่งของแล้ว ไม่ส่งคืนตามกำหนดเวลา เมื่อเรามีเรื่องขอความช่วยเหลือ แม้ไม่เกินความสามารถของเขาและเป็นเรื่องถูกคืลธรรม เขาก็ไม่ยอมช่วย คนอย่างนี้ภายหลังล้ามาขอความช่วยเหลือเราอีก อย่าช่วย (5) ให้ไมไห้ก็ให้ หมายถึง ถ้าญาติพี่น้องเราที่ตกระกำลำบากอยู่ มาขอความช่วยเหลือ แม้บางครั้งไม่ส่งของที่หยิบยืมตามเวลา ภายหลังเขา มาขอความช่วยเหลืออีก ก็ให้ช่วย เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นญาติพี่น้องกัน (6)กินให้เป็นสุข หมายถึงให้จัดการเรื่องอาหารการกินในครอบครัว ให้ดี ปรนนิบ้ตพ่อแม่ของสามีในเรื่องอาหารอย่าให้บกพร่อง ถ้าทำได้อย่าง นี้ตัวเราเองเวลากิน ก็จะกินอย่างมีความสุขไม่ต้องกังวล (7)'นงให้เป็นสุข หมายถึง ร้จักที่สูงที่ตํ่า เวลานั่งก็ไม่'นั่งสูงกว่าพ่อ แม่ของสามี จะได้นั่งอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวล ไม่ถูกตำหนิ ฬนูเ^!!^^เก้บน?แ^ม^ www.kalyanamitra.org
(8) นอนให้เป็นสุข หมายถึง ดูแลเรื่องที่หลับที่นอนให้ดี และยึด หลักตื่นก่อนนอนทีหลัง ก่อนนอนก็จัดการธุระการงานให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้นอนอย่างมีความสุข (9)บูชาใฟ หมายถึง เวลาที่ฟอแม่ของสามีหรีอตัวสามีเองกำลังโกรธ เปรียบเสมือนไฟกำลังลุก ถ้าดุด่าอะไรเรา ก็ไห้นิงเสีย อย่าไปต่อล้อด่อ เถึยงด้วย เพราะในช่วงเวลานั้น ถ้าเราไปเถึยงเข้า เรื่องราวก็จะยิ่งลุกลาม ใหญ่โตไม่มีประโยขน์ คอยหาโอกาสเมื่อเขาหายโกรธแล้วขี้แจงเหตุผลให้ ฟ้งอย่างนมนวลจะดีกว่า (10) บูชาเทวดา หมายถึง เวลาที่ฟอแม่ของสามี หรือตัวสามีเอง ทำ ความดี ก็พยายามส่งเสรีมสนับสนน พูดให้กำลังใจ ให้ทำความดีให้ ยิ่ง ๆ ขี้นไป ตังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็น classic case ที่ไม่เคยล้าสมัย ยังไข้ได้ดี เป็นมงคลชีวิต คติเตือนใจแก'ภรรยา พึงปฏิบัติยามออกเรือนแต่งงานไป จวบจนถึงป้จจบัน อ^ชโน!!?รกแทชyไหojuiก www.kalyanamitra.org
/\\ <- L N''^ อย่ามโนแเ รักแก้ย่นใหญ่บาก :.;:\"50> www.kalyanamitra.org
£ ถ้วยชนกซนนนนรคุผ ได้การุญเลี้ยงรักษามาจนใหญ่ อุ้มอุทรป้อนข้าวเป็นเท่าไร หมายจะได้พึ่งพาธิดาดวง ถ้าเราดืมีจิตคิดอุปถัมภ์ กุศลลํ้าเลิศเท่าภูเขาหลวง จะปรากฏยศยิ่งสิงทั้งปวง กว่าจะล่วงลุถึงซึ่งพิมาน เทพไทในห้องสิบหกชั้น จะซวนถันสรรเสริญเจริญสาร ว่าสตรีนี้เป็นยอดยุพาพาล ได้เลี้ยงท่านขนกขนนี พ \"สุภาษิตสอนหญิง\" สุนทรภู่ อร)าบโน!!! รกแโ1ป้นใหฮ]บาก www.kalyanamitra.org
การประสับประคองชีวิตคู่ ให้อยู่กันได้ยืนยาว เป็นคู่บุญ คู่บารมื กัน ทางธรรมไซ้ \"หลักสังคหวัตลุ 4\"เป็นการรักษาชีวิตคูให้ยืนยาว มีด้งนี้ ประการที่ 1 คือ กาน ไถัแก่ การแน่Jปืนก้น ถ้าอยู่ครองเรือนแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนี่งเห็นแก'ตัวจนอีทฝ่ายหนึ่งรู้สึก ได้ ต้องบอกว่าสอบตกทันที ความสัมพันธ์ยากที่จะราบรื่น ยากที่จะอย่ ด้วยกันอย่างมีความสุขได้ ความสัมพันธ์จะราบรื่นได้ ด้องเริ่มที่มีนี้าใจต่อ กัน เออเชี!อกัน แบ่งป็นกัน โดยยืดหลักของการให้ที่ไม่หวังผลตอนแห■น แบ่งออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่ 1. อามิสทาน คือ การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงิน เมื่อรู้ว่าฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งขาดแคลนด้านใดก็จัดหามาให้ หรือไปนอกสถานที่แปลกใหม่มา ขื้อ ของใซ้ของกินยอดนิยมมาฝาก เป็นการบ่งบอกถึงการระสึกถึงอยู่เสมอได้ อ£ภบโนแ1 sniir^uThcyuiก ,50, --' ft www.kalyanamitra.org
อีกส่วนหนึ่งด้วย ยกเว้น การให้สุรา สารเสพติด หรืออาวุธ ตลอดจนสิ่งที่ ทำ ให้เกิดการมัวเมาในกาม ทำ ให้เกิดเป็นภัยกับซีวิต 2.ธรรมทาน คือ การให้ข้อคิดเป็นคติเตือนใจ เมื่ออีกฝ่ายกำลังหลง ผิดหรือเกิดมิจฉาทิฐิขึ้น แต่ต้องดำเนินการโดยวิธีการอันแยบคาย ไมให้อีก ฝ่ายรู้สีกว่าเหมือนถูกสั่งสอน จะเกิดการต่อด้าน แต่ต้องใข้วิธีโน้มน้าวใจให้ คิดตาม หรือยกเรื่องอื่นมาเล่าเปรียบเทียบ เพื่อเกิดสัมมาทิฐิ หรือพาไปหา ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ให้ท่านช่วยสอน ให้ข้อคิด 3. อภัยทาน คือ การให้อภัยกัน ไม่จองเวร เจ้าคิดเจ้าแคบ จนตนเอง ก็หาความสุขไมใต้แม้ว่าสิ่งดังกล่าวจะทำไต้ยากแต่สิ่งนี้ คือ สิ่งที่ทำให้ซวิต คู่อยู่กันไต้ยั่งยืน นอกจากนั้น การดูแลรักษาบุพการีของทั้งสองฝ่าย มิให้อนาทรรัอน ใจ ถ้าอาศัยอยู่เรือนเดียวกัน ก็ต้องดูแลปิจจัยสิ่มิให้ขาดตกบกพร่อง แต่ถ้าอยู่ คนละแห่งก็ต้องจัดหาข้าวของเครื่องใข้ รวมทั้งทรัพย์สินเงินทองส่งให้ท่าน ไว้ใข้จ่ายส่วนตัวโดยมิต้องร้องขอ เพราะบิดามารดาคือพระอรหันตไนเรือน ฟรา ฟร.).- www.kalyanamitra.org
ประการท 2 คือ ชยวาาา ไถ้แก่ ให้เกียรติกัน ให้กำณัใจกัน ถ้ายกตนข่มท่านโดยคิดว่า ถ้าขืนให้เกียรติ เขาจะมาข่มเรา ต้องข่ม เขาเอาไว้ก่อน ชีวิตก็จะทุกข์ทันที ต้องรู้จักยกย่องให้เกียรติเขา ทำ ให้เมื่อ อยู่ใกล้เราแล้วเขาสบายใจ เกิดความมั่นใจ แม้ในยุคที่ผู้ขายเป็นช้างเท้า หน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ผู้ชายออกไปลุยช้างนอกมาสารพัด พอกลับมา ถงบ้าน แม่บ้านทำให้สามีรู้สึกมีความมั่นใจ เกิดความเชื่อมั่นไต้ จะสามารถ กลับไปล้คิกช้างนอกไต้อย่างมั่นคงมั่นใจ มาถึงยุคป้จจุบัน ทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ต่างต้องออก ไปทำงานต้วยกันทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างต้องเติมเต็มให้ชื่งกันและกัน ตรงนี้ ทำ ให้คู่ชีวิตมีความรู้สึกว่ามั่นใจในตนเองเพิ่มขึ้น มีความรู้สึกไต้รับการให้ เกียรติ อยู่ช้างนอกจะไปเจอคิกสารพัดบาดเจ็บมายังไง พอกลับถึงบ้านแล้ว ครอบครัวอบอุ่น มีคนเคียงช้างที่พร้อมจะเยียวยา พร้อมจะรับฟ้งปีญหา คำ ว่า \"ป็ยวาจา\" ไม่ได้แปลว่าพูดเพราะอย่างเดียว นั่นเป็นแค่ เปลือกผิวนอกสุด นัยของ \"ป็ยวาจา\" คือทำให้อึกฝ่ายหนึ่งสบายใจ ใต้ รับการให้เกียรติเกิดความเชื่อมั่นตนเองเพิ่มขึ้น A อย่ามโน!!! รักแก้บันใหญ่บไก www.kalyanamitra.org \\,'บ้]
\"จะนุเทาาปราศรัยกับใครนั้น อย่าถะคั้นถะคอก]หเคีอาหู ไม่ควรนุเคอั้ออJขนUJQ คนจะหลู่ล่วJลามไม่ขามใจ\" \"สุภาษิตสอบหญิง\" สุนทรฎ' การฟ้งอย่างตั้งใจก็เป็น \"จยวาจา\" อย่างหนึ่ง อีกฝ่ายเจอปัญหา มาระบายให้ฟ้ง การแสดงท่าทีพร้อมรับฟัง ฟังอย่างตั้งใจ จับประเด็นได้ เสริมแง่คิดบางข้อ แล้วพูดเชียร์ซมให้กำลังใจอีกฝ่าย จนเขาเกิดใจฟูขึ้นมา นั่นแหละ คือ ปียวาจา บางทีพูดไม่กี่คำ แต่รับฟังเสียเป็นส่วนใหญ่ จนคน ที่คุยด้วยสบายใจ ต่างเสริมกำลังใจ เสริมความเชื่อมั่นให้แก่กัน ๚ยวาจามีอานสงส์ คือเชนทรักขอJมนษยและ!กวถา ชาก!!เนจะสวย นาเสียJจ:ไพเราะ กลนปากจะหอม!!เา\" อย่าบโน!!! ริกแก้มันใหญ่๓ก 59' www.kalyanamitra.org
นระการกี่ 3 คือ อัตกจริยา ไถ้แก่ ทาตน]ห้เ0น ประโยซน อยู่ด้วยกันแล้วไมใช่ว่าจะนอนเอกเขนกให้อีกฝ่ายมาคอยเอาใจให้ บริการอย่างเดียว แต่ว่าต้องเป็นคู่ชีวิต คือ สร้างชีวิตด้วยกัน ต้องพิจารณา ตั้งคำถามให้กับตนเองว่า เราจะทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับครอบครัวได้อย่างไรบ้าง สิงใดที่ตัวเราควรทำ อะไรจะมาเสริมให้ชีวิตการครองเรือนสมบูรณ์ขึ้น ยุคนี้ผู้หญิงผู้ชายทำงานด้วยกัน'ตั้งคู่ เลิกงานกลับบ้าน หรือวัน หยุดสุดสัปดาห์ใครถนัดงานอะไร มีจุดแข็งจุดเด่นด้านใด ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ ตายตัวว่า หญิงต้องทำอาหาร ซายต้องเป็นช่าง ผู้ชายบางคนชอบทำกับข้าว ก็มี แต่ละฝ่ายถนัดเรื่องอะไรก็ทำเรื่องนั้น ช่วยกันคนละไม้ละมือ ถ้าอย่าง นี้จะทำงาบสนุก ทำ งานคนเดียวบาง'ฅีก็เ'บอ พอช่วยกันทำร้สีกเสร็จเร็ว มี กำ ลังใจคืกคกที่จะทำ ต่างฝ่ายต่างต้องปีกตนเอง ให้เป็นคนมีประโยชน์มาก ขึ้นเรื่อย ๆ เซ่น งานบ้าน เก็บกวาดเช็ดถูบ้าน ซักผ้ารีดผ้า ทำ อาหาร ล้าง ถ้วยจาน ทำ ความสะอาดห้องนํ้า จัดตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เป็นต้น อย่ามโน!)! ริกแก้บน?หญ่บาก www.kalyanamitra.org
งานช่าง การช่อมแซมอุปกรถป้ฃองใช้!นบ้านที่ชำรุด เช่น ก๊อก- นารั่ว หลอดไฟเสีย ฟวส์ขาด ราวตากผ้าหลุด พื้นบ้านชำรุด เป็นต้น งานสวน ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ตกแต่งกิ่งไม้ ทำ ปุย ใส่ปุย รดนํ้าพรวนดิน กำ จัดวัฃพืซ เป็นต้น นัยนี้ ส่วนใหญ่คนทั่วไปม้กจะมองช้าม นึกเพียงว่า \"อัดถจริยา\" เป็นเพียงทำประโยซ'นให้อีกฝ่ายหนึ่งก็จบแล้ว การที่เราจะทำประโยข'น!ห้ เกิดขึ้นมาก ๆ เราต้อง^กตนเองให้เป็นคนมีประโยซน่ก่อน ฉะนั้น เราควร ขวนขวายพัฒนาตนเอง \"เราแาถบาควรทำประโยซนใหัไถัสักอย่าJหฒึ่ อย่าJน้อยทสุด!าทำไ!iตนเอง ก้าทำให้ตน!องไดแล้ว ยังทำให้คนหมู่บากไถ้ถ้วย ชีวิตนเกิดบาก็คุ้บแล้ว\" อย่ามโบ]!! รักแก้บันไหญ่บาก 'ไ\"''0^ www.kalyanamitra.org
พ่อบ้านคนไหนเป็นคนมีสืมือ ทำ งานทำการเก่ง หารายได้เข้า ครอบครัวได้มาก แม่บ้านย่อมรู้สีกพึงพอใจ ยิ่งถ้าแม่บ้านเป็นคนเก่งด้านใด ด้านหนึ่ง คอยอุดซ่องโหวให้พ่อบ้านได้อย่างดี แขกไปใครมาเป็นคู่คิดหารือ กันได้ ให้การด้อนรับแขกอย่างดี พ่อบ้านสนทนากับแขก แม่บ้านก็คอยนั่ง ฟ้ง คอยเสริมทำให้แขกมีความสุข พอแขกกลับก็ซ่วยกันเก็บข้าวของเครื่อง ใข้ให้เรียบร้อยดังเดิม เราต้องพัฒนาฟ้มือความรู้ความสามารถขึ้นมาในทุกด้าน ให้อก ฝ่ายรู้สิกว่าขาดเราไมได้ รู้สึกดัดสินใจถูกแล้วที่ครองเรือนอยู่ด้วยกัน รู้สึก ว่าอีกฝ่ายได้ทำในสิงที่เป็นประโยซนเหลอเกิน ต่างฝ่ายต่างก็เป็นคนมื แมือ เอา!!มือนั้นมาสร้างงานให้เกิดประโยชน์กับครอบครัว อย่าไปคิดว่า ความรักจะยั่งยืน เพียงแค่เราแต่งดัวดี หน้าตาสวย พูดจาไพเราะอ่อนหวาน สิ่งเหล่านั้น จะเป็นความรักหวานแหววที่เราเห็นในหนังในละครที่สร้างเป็น ฉากบังหน้า แต่ชีวิตจริงคืองาน คำ ว่า \"แต่งงาน\" ก็บอกอยู่แล้ว มี 2 ซ่วง คือ ช่วงแต่ง กับ ช่วงงาบ อย่าบโน!!! รักแก้บันใแถjมาก www.kalyanamitra.org
ตอนกำลังรักกัน แต่งตัวสวยโชว์กัน พูดจาไพเราะ เอาอกเอาใจ กันเพื่อหวังจะครองใจอีกฝ่ายหนึ่งไหได้ จนกระทั่งถึงวันแต่งงาน เป็นจุดที่ ถึอว่าเป็นความสำเร็จของชีวิตที่บิดามารดาถือว่าตายตาหลับ คือหมดห่วง ต่างคนต่างแต่งตัวเสียโกัหรูหรา บางที่จัดงานจนหมดตัว ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เขามา เริ่มชีวิตการครองเรือนด้วยการติดลบ มีหนี้ก็ไม่ค่อยเป็นสุขเท่าไรแล้ว ขอให้จัดงานแค่พอเหมาะพอควร สมนี้าสมเนื้อให้เกียรติฝ่ายหญิงเพราะชีวิต หนึ่งมีแค่ครั้งเดียวที่เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ช่วงแต่งจบมาถึงช่วงงาน ต้อง^ก!!มือความรู้ความสามารถให้ดี เสริมกันคนละไม้คนละมีอ ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เป็นประโยชน์ต่อ ครอบครัว ความรู้สึกจะดีตาม ความสัมพันธ์ระยะยาวกับครอบครัวจะยั่งยืน ดีกว่าพูดจาอ่อนหวาน แต่งตัวสวยไปวัน ๆ แต่หยิบจับทำอะไรไม่เป็นเลย \"ให้เราลิขิตชีวิต(ทนเฌใหม่ เทุ่ทเาไควาบถีอย่บฌี่ยวด ขกพร่อJตธาไหนให้รมแก้ไข ในขณะที่ยัทบีลมหายใ'าอยู่ จะไถ้ไม่ต้อJใซ้วิบากกรรมอันยาวนาน และบันกาลให้!จอณี่ที่ตีที่สุถในอนาคต\" อย่ามโน!]! รกแก้บินไหegบาก ^3 www.kalyanamitra.org
ชระการท 4 คือ สมานัตตตา ไถ้แก่ การวาJทนถาบ บทบาทส,าบะอย่าJสมาเสมอ ไม่อารมณ์ขึ้นลงวูบวาบ นํ้าขึ้นนํ้าลง เดยวก็หวานแหวว เดี๋ยว ก็ปีงปังอาละวาด จนอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูก ต้องม่ความสมํ่าเสมอในอารมณ์ รูบทบาทฐานะตนเองแล้วทำได้อย่างถูกต้อง ล้าทำอย่างนี้ชีวิตการ ครองเรือนจะสอบผ่าน ต่อให้ค่าเฉลี่ยทั้งสังคมมีคนสอบผ่านได้สัก 10% เรา ก็อยู่ในส่วนยอดของ 10% นั้นอย่างแน่นอน ฝากไว้เป็นข้อคิดว่า เราทุกคนเคยขัดใจตนเองไหม ร้อยทั้งร้อย ด้องตอบว่าเคย ตัวของเรา มีอของเรา เท้าของเรา ปากของเรา เราสังได้ ทุกอย่าง บางครั้งยังทำไม่ถูกใจตนเองเลย เพราะฉะนั้น ถ้าจะหวังให้ใคร ทำ อะไรให้ถูกใจเราทั้งหมด บอกได้เลยว่า \"ต้องผิดหวังแน่นอน\" เพราะ เรา \"หวังผิด\" ลิ้นกับฟ้นมันต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา อย่ามโน[เ! รกแทมิมใหญ่บาท 64 www.kalyanamitra.org
ให้เตรียมตัวเตรียมใจแต่เนิ่น ๆ อย่าใปตั้งความหวังไว้สูงนักและให้อดทน มาก ๆ ให้รู้ว่าชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ดังนั้น เมื่อคิดจะครองเรือนแล้ว อย่าไปหวังให้1ครทำอะไรให้ถูกใจ เรา เราจะผิดหวัง แตให้คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ถูกใจเขา เราจะไปเติมเต็ม ส่วนพร่องส่วนขาดเขาได้อย่างไร แล้วก็แกทาน ปียวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตตา ให้ดี เราจะสอบผ่านการครองเรือนอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก ตลอดไป \"แม้ในถัวเราเอjnDความขัฉแย้J ความถัอาการบินแย้ากันเอาอยู่ถลออเวลา แชอเข้าใาอย่าานแล้ว เราๆะเรมเขาใ'าคนอื่นไอ'' รักคนอื่นมากกว่าคู่ครองตนเอง ความจริงแล้วก็เป็นความรู้สีก ชั่วคราวเหมือนเดิม เมื่อถูกใจคนอื่นสักพัก ก็ถูกใจคนใหม่อีก เปลี่ยนไปได้ เรื่อย ๆ เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ให้พิจารณาว่าเราจะตามใจกิเลสตนเอง แค่ข่วงสั้น ๆ แต่มืความทุกข์ยาว ๆ รออยู่ มันจะคุ้มกันไหม อย่ามโน!แ ริกแกัมํนใหegนาก . . ' ^55 www.kalyanamitra.org
ฯกิ0|0นแญิงให้1หํนว่า|0นหญิง อย่ากอดณั้กริยาอัชฌาสัย เป็นหดjjคราชายคราอย่าพาใจ ไคร!ขาไม่สรรเสริญเมินอารมณ์ แม้นผัวเดือดเจ้าจาถันระานไว้ อย่าพอใจขนเสียาเกียาชระสม เขาเป็นไฟเราเป็นนาค่อยพรำพรม แม้นระดมขน!าาค่จะวู่วาบ\" \"สุภาษิตสอนหญิง\" สุนทรฏ' ขนแพน ผู้ชายไทยไม'น้อยเลยที่มีความเชื่อผิด ๆ คือ เชื่อว่าพระเอกใน อุดมคติคือ \"ขนแผน\" ตันแบบแห่งความเจ้าชู้ รู้สิกว่าตนเองแน่ เก่ง เยี่ยม ถ้ามีสาวมาซอนเยอะๆ สามารถคุยโอ้อวดกันได้ แต่ถ้าลองไปดู ชีวิตจริง ๆ จะเห็นว่าไม่มีความสุข เพราะมีแรงกดดันตลอดเวลา อย่าไปหลงผิดกับภาพ ลักษณ์พระเอกในวรรณคดีไทย ควรจะสร้างวรรณคดีใหม่ ให้เป็นภาพลักษณ์ ผู้ชายไทยที่เข้มแข็ง นิสัยดี รักเดียวใจเดียว รับผิดชอบครอบครัวและสังคม ยืนหยัดในศีลธรรม เป็นแบบอย่างที่ดั1ด้ จะส่งผลต่ออุปนิสัยชายไทยให้เป็น ชายดี ขายแท้ ชายในอุดมคติกันดีกว่า อย่าบโน!!! รกแก้บ่นใหญ่ชาก 65 www.kalyanamitra.org
หลักดำเนินซีวิตคู่อย่างถูกต้องเหมาะสม คือ ซวนกันเข้าวัด จะ ทำ ให้เกิดสิงแวดลัอมใหม่ที่ดีงามร่วมกัน จะมีเรื่องธรรมะ เป็นประเด็นพูด คุยความสนใจร่วมกัน เมื่อคุยแลัวจิตใจจะผ่องใสสบายใจ จะทำให้มีศรัทธา คืล เกิดขึ้นเสมอกัน ความคิดเรื่องการให้ การแบ่งปินก็เกิดขึ้น ปิญญาทาง ธรรมก็เริ่มมี เพราะเป็นหัวข้อเรื่องที่คุยกันได้เพลิดเพสิน อฟาบโนเแ รักแธม้นใหcij๓ก .67 www.kalyanamitra.org
''สํJRHวัตกุรรรบเครองยึทเหนยว ก่อให้เกิถความกลมเกลียวชสี่อย่าJ หนาคือกานการให้ไม่จืถจาJ มอมแด่คนรอนข้าาด้วยยินถี อีกป็ยวาจาข้อที่สอJ พคสมานปรผดองฉันน้ฌเ]J ไม่ส่อเสียถเผลอไผลในวจี ไม่เสียคลีกุกคำที่เJบูดไป อัตกจริยาข้อที่สาม ผยายามสงเครา:ห้มิถรชิดไกลใกล้ สร้างประโยขนให้ผู้อื่นได้ปีนใจ อย่าบโบ!!! รกแก้0Uใหคป้บาก ' V,, ท --^ www.kalyanamitra.org
จิniDก]ป่เพื่อข่วยเหลีอเกั้อกูลกัน สมานถตถาวาJถัวไห้!เน่นหนัก ไม่!ลี่กลั่กหวือหวาหรือหุนหัน เสนอถันเสมอปลายคล้ายทุกวัน พร้อมสรรพนรรยากาาบไม่เปลี่ยนแปฌ เซ่นนุปพา[ปียกลี่นมิสั้นหอม เปรยนพะยอมลอยเนาไสมิ!หือกแห้ง ล้งคหวัถทุธรรมนำแสกน ทนลี่ข้อมิเคยแล้นลากมิตรธรรม\" เ^อง^า อย่าบโน!!! รทแก้บันไหถัน่ชไก www.kalyanamitra.org
_ อฟาบIlilII §กijpuuThcvuin ■0> ■ www.kalyanamitra.org
น เรนมนุษย์สุถอยมกี่ลบปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดืมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะหไห้เหมาะความ \"สุภาษิตสอนหญิง\" สุนทรภู่ • รักแก้นันไกท่3มาก www.kalyanamitra.org
ความๆริjiOนสี่Jไม่ถาย ทุกคนชอบความจริงและทราบดีว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่ทำไม คนส่วนใหญในโลกถึงยังโกหกอยู่ คนเราเวลาเจอสถานการณ์หน้าสิ่วหน้า ขวาน หรือบางครั้งเกิดความกลัวไปเองก็เลยโกหกออกไป เพื่อเอาตัวรอด จนเกิดความโล่งอก คนโบราณใช้คำว่า \"ขายผ้า เอาหน้ารอด\" แต่หลังจาก นั้นสิ่งที่ตามมาอย่างแรก คือ ความกังวลใจ ความกลัวที่จะถูกเป็ดเผยความ จริง ยิงกลัวเท่าไรยิ่งมีโอกาสที่จะโกหกต่อเพื่อปกป็ดหรือเบี่ยงเบนเรื่องราว ต่อ ๆ ไป จนบางทีเรื่องกลับกลายเป็นลุกลามมากฃี้นเรื่อย ๆ กลายเป็นอีก สถานการณ์หนึ่งที่คาดไม่ถึง ไม่สามารถกลับคำได้ แล้วกลายเป็นนิสัยโกหก ถาวร พูดอะไรไม่ตรง เบี่ยงประเด็นไปมาแก้ไม่หาย ญ่ม^ www.kalyanamitra.org
สิ่งหนึ่งที่เป็นจริงอยู่ คือ \"ความลับไมมในโลก\" เพราะฉะนั้น ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมา ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด และ สุดท้ายผู้ที่โกหกจะกลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครไว้ใจ คนที่โกหก อย่าคิดว่าคนอื่นรู้!ม่ท้น แต่บางทีที่เขาไม่พูดเพื่อรักษามารยาท ถ้าเรื่องใหญ่ ก็เก็บไปพูดกันลือลั่นสนั่นเมือง ทำ ให้ผู้พูดโกหกเลืยหายหมดเครดิต ไม่มีโคร คบค้าสมาคมด้วย นักจิตวิทยาด้นพบว่า มนุษย์เราเรื่มโกหกตั้งแต่ทารกอายุ 6 เดือน คือ การแกล้งร้องไห้ ดูว่าจะมีโครมาโอไหม อายุ 2 ขวบ พูดได้ก็เริ่มโกหก ด้วยคำพูด พออายุ 5 ขวบ วิธีการโกหกจะพัฒนามากขึ้นไปอีก ตามหลัก จิตวิทยามองว่าการโกหกของเด็กเป็นธรรมขาติที่เกิดขึ้นเอง คือ มีความ บริสุทธโจ เพราะเด็กยังแยกจินตนาการกับความจริงไม่ออก เด็กมักโกหก เพราะความกลัว หรือด้องการเลียนแบบ คือ เลียนแบบจากสื่อทางทีวี เลียน แบบจากละครนํ้าเน่า หรือเรืยกร้องความสนไจจากผู้ใหญ่ พอเติบโตขึ้น ระดับความโกหกจะซับช้อนมากขึ้น เข่น ผู้หญิงโช้ สมองซีกขวาได้ดื สามารถเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้ดีกว่า ผู้หญิงส่วนโหญ่ จิงโกหกเพื่อรักษาหรือถนอมนํ้าโจคนที่อยู่โกล้ขิด โนขณะเดียวกัน ผู้ขาย มักจะโกหกเพื่อผลประโยขน่ หรือเพื่อปกปิดเรื่องราวบางอย่าง โดยเห็น ว่าการโกหกเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด ° ^าบโน!แรกแท้นันใหcOบาก www.kalyanamitra.org
ทางสถิติทั่วไปผู้ชายจะโกหกประมาณ 6 ครั้งต'อวัน ส่วนผู้หญง โกหกประมาณ 2 ครั้งต่อวัน ผู้ชายโกหกมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า แต่เขา นับทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วย เซ่น ถามว่า สบายดีไหม ออ !ไม่เป็นไรสบายดี ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่ค่อยสบาย แต่ไม่อยากจะ คุย ไม่อยากจะพูดมาก หรือคิดว่าจะพูดให้คนอื่นเขารู้เรื่องชองเราไปทำไม ประโยคโกหกยอดฮิตติดอันดับ คือ \"คุณเป็นคนเดียวที่ฉันจะรก ไปจนวันตาย\" เคยมีการสอบถามว่า \"ตกลงคุณรู้สีกอย่างนั้นจริง ๆ หริอ เปลา\" คำ ตอบคือ \"ไม่ครับ\" แต่ว่าคนฟังรู้สีกดี เป็นการโกหกแบบขอไป ที หรือประโยคที่ว่า \"ฉันรับรองเลยว่า จะไม่มึเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น อีก ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ\" นักจิตวิทยาจาก University of California คืกษาวิจัยเรื่องการ โกหกมากว่า 40 ปี เขาบอกว่า มบุษย์ทั่วไปยากจะหลีกเลี่ยงการโกหกได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำความเข้าใจว่าการโกหกที่เกิดขึ้นในชีวิตคือ อะไร แล้วพิจารณารูปแบบของการโกหกเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เขาวิเคราะห์ ออกมาว่าทำไมมนุษย์ถึงโกหก โดยจำแนกประนาทของการโกหกออกมาดังนี้ ประ๓ทแรก คือ การโกหกเพื่อรักษานํ้าใจ หรือ \"White Lies\" หรือ \"โกหกสิขาว\" หมายถึงโกหกด้วยเจตนาถนอมความรู้สึกคนอื่น เกรง ว่าถ้าบอกความจริงไป คนฟังโดยเฉพาะค่รักหรือภรรยาอาจรับไมใต้ แล้ว จะเสึยใจหรือพาลโกรธไปเลย คำ ถามยอดฮิต เซ่น อย่าบ!น!!เ^กPUU?MC^^ www.kalyanamitra.org
• ถามว่า \"ฉันอ้วนไหม\" ตอบว่า \"ไม่อ้วนหรอก\" จริง ๆ คิด ว่าคำว่าท้วมยังห่างไกลด้วยซํ้าไป • พอตอนลองเสื้อ \"ชุดบี้สวยไหม\" ตอบว่า \"เออ...ดี สวยดี\" จริง ๆ ไม่ซอบเลย • ถามว่า \"ชอบของขวัญที่ซื้อไปให้หรือเปล่า\" ตอบว่า \"ออ... ชอบมากเลย\" บางทียังไมได้แกะกล่องด้วยฃํ้า แถมบางคนจำ ไม่ได้อีกว่ากล่องไหน • ถามว่า \"กับข้าววันบี้อร่อยไหม\" ตอบว่า \"เอ้อ..อร่อยดี\" ในใจคิดว่าสงสัยนํ้าปลาหกใส่ หรือเผลอไปหยิบเกลือแทน นํ้าตาล ฬรอบ,,ร'3น, www.kalyanamitra.org
ทุกอย่างที่ตอบแบบอัตโนม้ติเหล่านั้น ไม่ได้เป็นคำตอบจากใจ แต่ เป็นคำตอบเพื่อรักษามารยาท ไม่ตอบตรงไปตรงมา มนุษย์เราเลยโกหก white lies กันมาก ประเภทที่ 2 คือ การโกหกเพี่อปกป้องตนเอง เพี่อเอาตัวรอด เซ่น กลัวความผิด กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเสียเกียรติ กลัวการเผชิญหน้า กลัว ความผิดหวัง เป็นด้น การโกหกบางครั้ง ถึงขั้นโยนความผิดให้ผู้อื่น แน้กระทั่งการเป็น พยานในศาล บางทีเพื่อปกป้องตนเองเลยไปพูดใส่ความผิดให้คนอื่น เรื่อง นี้เป็นลักษณะติดมาตั้งแต่เด็ก ถ้าผู้ใหญ่เข้มงวดมากเกีนไป เด็กจะโกหก เพื่อปกป้องตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ประ๓ทที่ 3 คือ โกหกเพี่อหลีกเลี่ยงความลำบาก ความเดือด ร้อน หรือคนอื่นมาขอความช่วยเหลีอ เซ่น • ถาม \"พรุ่งนี้ว่างไหม\" ตอบ \"ไม่ว่าง ติดธุระ\" ที่จริงว่าง แต่ ไม่อยากไปด้วย • ถาม \"มีเงินไหม\" ตอบ \"ไม่มี\" ที่จริงมี แต่ไม่อยากให้ยืม เพราะกลัวไม่ได้คืน • ถาม \"ช่วยทำงานชินนื้ให้หน่อยได้ไหม\"ตอบ \"ติดประชุม\" หรือ \"ติดนัด\" ที่จริงไม่อยากทำ ถาม \"เจ้านายไปประชุมต่างจังหวัดกับใคร\" ตอบ \"ไม่ทราบ\" อย่าบTuill ร้กเขก้บันใหญ่มาก www.kalyanamitra.org
• หรือ \"ไม่ได้ไปกับใคร\" ที่จรืงทั้งรู้ทั้งเห็นว่าไปกับใคร ประเภทที่ 4 คือ โกหกเพื่อหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ยาวนาน บาง ครั้งไม่อยากไปฟ้งคนมานั่งวิพากษ์วิจารณ์กัน เลยอ้างเหตุปวดท้อง อ้างต้อง รีบไปทำงานด่วน อ้างติดนัดใครต่อใครไว้จริง ๆ เป็นการหลีกเลี่ยง แต่เป็น เทคนิคที่เขามองว่าเป็นการโกหก ประเภทที่ 5 คือ โกหกเพื่อเข้าสังคม เพื่อยกระดับฐานะตนเอง ให้คนในสังคมยอมรับ ประเภทที่ 6 คือ โกหกเพื่อหวังผลประโยซ*น เพื่อให้ตนเองไต้ รับการยอมรับ หรือไต้รับความไว้วางใจ รักษาประโยชน์ตนเองไว้ ให้ได้ งาน ไต้ธุรกิจทำนองนี้ ประเภทที่ 7 คือ โกหกเพื่อโน้มน้าวใจคน เป็นคำโกหก ที่เรืยง ร้อยมาอย่างดี ทำ ให้ผู้ฟ้งเกิดการคล้อยตามเพื่อหวังผลประโยชน์ตนเอง ประเภทที่ 8 คือ โกหกเพื่อยีนยันความคิดของตนเอง บางคน ปีกใจเชื่อความคิดตนเองว่าถูกต้อง มีความยึดมั่นในความคิดตนเองมากเกิน ไป เลยสรรหาคำพูดมาสนับสนุนความคิดตนเอง ไม่ยอมรับความผิดพลาด ประเภทที่ 9 คือ โกหกตนเอง ส่วนใหญ่คนจะโกหกตนเองก่อน โกหกคนอื่น หมายถึง หลอกตนเอง เซ่น สูญเลียคนรักไป โกหกตนเองว่า ยังไม่สูญเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่จริง เพื่อหวังคลายความทุกข์ไปชั่วขณะ ก็เลย โกหกตนเอง สุดท้ายก็โทษตนเอง • ^£กบโน1|(รกแก้13นใหญบาก www.kalyanamitra.org
เมื่อชีวิตนี้หลีกเลี่ยงการโกหกยาก ถ'ๆไม่อยากใหเด็กหรือลูกเรา เป็นคนโกหก ก็อย่าไปไล่จี้หาความผิดเขา ทำ ไห้เขาต้องปกป็องตนเอง นั่น คือ ควานผิดพลาดคเงใหญ่ วิรนึเกเด็กไห้ฟ้นคนไม่โกหก ลณทาถัJU ฃ้อที่ 1 ต้วเราเองต้องพูดความจริง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง อย่า ไปโกหกเพื่อหวังให้ลูกหยุดร้องไห้ ถ้าพูดอะไรออกไป คือ คำ มั่นสัญญา รับปากแล้วต้องทำได้จริง นิทานปรัมปราเรื่องเมืองลับแล ห้ามพูดโกหก เพียงหลอกลูกที่ร้องไห้ว่าแม่มาแล้ว ยังต้องถูกขับออกจากเมือง ฃ้อที่ 2ห้ามลงโทษลูกถ้าเขาบอกความจริง ต้องพูดสนับสนุน \"ไม่ เป็นไร คราวหน้าแกตัวใหม่\" ให้กำลังใจ ไม่ซํ้าเติมหรือลงโทษเป็นอันขาด ตอนที่ จอรืจ วอขิงตัน(George Washington)ประธานาธิบดี คนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังเป็นเด็ก คุณพ่อเขาได้นำต้นเซอร์รื่พันธุ้ ดีมาปลูก เฝ็ารดนํ้าพรวนดิน ใส่ปุยดูแลมันอย่างดี เป็นเซอร์รื่ต้นโปรด มือยู่ วันหนึ่ง พ่อออกไปทำงานตามปกติ เขาได้ขวานเล็ก ๆ มาอันหนึ่ง ด้วยความ ที่เขาเป็นเด็กซนเหมือนเด็กทั่วไป ก็เที่ยวพีนต้นไมัเล่นทั่วไปหมด จนเผลอ ไปฟ้นเซอร้รื่ต้นโปรดของคุณพ่อเข้า พอพ่อกลับมาเห็น ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ ปรากฏว่า เด็กน้อย \"จอร์จ\" แม้ว่าจะกลัวความผิดแต่ก็ออก มา ยอมรับผิดว่า \"ผมทำเอง\" เพราะว่าเล่นขวานแล้วเผลอไปพีนเข้าโดย ไม่ตั้งใจ คุณพ่อเขาทำอย่างไรรู้ไหม เขาไม่ทำโทษลูก แต่บอกว่า \"ถึงพ่อจะ มันใหญ่!^ www.kalyanamitra.org
ขฮบคณftSU.M รูสืกเสียใจที่ด้นเชอร์รี่ที่พ่อรักถูกโค่นไป แต่พ่อก็ดีใจยิ่งกว่าที่ลูกชองพ่อ ชื่อสัตย์และกล้าหาญยอมรับในการกระทำชองตนเอง ล้าไม่มีสิงนี้ ถึงแม้ จะมีเชอร์รี่พันธุดีเต็มสวนก็ไม่มีประโยชน์อะไร\" ฃ้อที่ 3 อย่ากล่าวหาลูก ให้เขาสารภาพเองในสภาพแวดล้อมที่ ไม่ทำให้เขากลัว คือ เวลาเกิดอะไรขึ้น ข้าวของแตกหักเสียหายก็ไม่ต้อง พูด ไม่จำเป็นต้องไปกล่าวหา บางครั้งแมว หรือสุนัขเล่นกันแรงไปหน่อย อาจจะทำข้าวของตกหล่นได้ ต้องสร้างบรรยากาศให้เขาผ่อนคลาย เปิด โอกาสให้เขาไต้แสดงอะไรออกมา อย่าไปไล่จี้หาคำตอบ บีบคั้นเขาจนร้สีก ผิด ร้สีกเลว พาลรู้สึกเกลียดและโกรธไปเลย ข้อที่ 4 อย่าไต'สวนลูก การซักถามเขาอย่างหนัก จะทำให้เขา ปกป้องตนเองมากขึ้น แล้วเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นเขาก็จะบอกเฉพาะสิ่งที่เขาคิด หรือพูดสิ่งที่เราอยากไต้ยินเพื่อให้รอดพันจากสถานการณ์เท่านั้นเอง อย่า ไปไต่สวน ไล่ล่าหาความจริงให้ไต้ สวมหัวใจอัยการซักถามเอาเป็นเอาตาย กับจำเลยตัวน้อย ตามหลักแล้วล้าเขายอมรับความจริง ก็ควรสนับสนุนให้ โอกาส ให้กำลังใจมีใช่หรือ www.kalyanamitra.org
ถ้ายังไม่ยอมรับความจริงตรงนั้น ก็อาจพูดขึ้นมาเพื่อเปีดโอกาส ให้มีเรื่องพูดคุยกันในบรรยากาศที่ดี อาบนั้าแต่งตัว ทานอาหาร หรือทำ กิจกรรมร่วมกันแล้วลองหยิบยกประเด็น เล่าเรื่องที่เราก็เคยทำผิดพลาด แบบนี้แล้วเกิดอะไรขึ้นให้ฟ้งแบบขำ ๆ จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก ๆ โดยสรุป ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกดู รวมทั้งสร้างบรรยากาศให้ รู้ว่าการพูดความจริงเป็นสิงไม่ตาย และคนพูดก็ไม่ตายด้วย การโกหก ตอนแรกที่ทำไปเป็นเรื่องเหมือนจะง่าย เพราะว่าเราสามารถแก้ปัญหาไต้ แต่ความจริงแล้ว ถ้าเราพูดโกหก 1 ครั้ง เราจะต้องตามโกหกต่อไปอกไม่รู้ จบเลย บางครั้งเราคิดว่าการโกหกเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไร แต่ อย่างไรก็ตาม คำ โกหกทำให้เราเสียคิลไปอย่างแน่นอน \"พ่อแม่มักาะเฒ่บอ บผิถไปทลูก แถ่ควาบๆริJแล้ว ควรย้อนบาบณทตบเอวก่อบ เพราะพ่อแม่ต้อjiOนแบบอย่าวทถี]11แก่ลูก\" ทำ ไมต้องโกหก คำ ว่า \"โกหก\" เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก บางคน อาจจะพูดโกหกออกไป หรือเราไมใต้พูดแต่คนรอบตัวเราพูด เป็นสิ่งที่เรา เจออยู่แทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าถามว่าซีวิตคนเราโกหกทำไมกัน วิเคราะห้ สาเหตุแล้วมีเยอะแยะมากมาย แต่สรุปสาเหตุหลักของการโกหกไต้เพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ *• • • อย่าบtulll sf)®iuuThcymn www.kalyanamitra.org
1. โกหกเพื่อหลีกเลี่ยงบางสิงบางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา เข่นว่า กลัวจะถูกลงโทษ ก็เลยโกหกไปว่าไม่ได้ทำ ไม่เกี่ยว ไม่ใข่ความรับผิดขอบ ของเรา หรือกลัวจะเลียเวลา อยากจะตัดบทก็เลยโกหกว่าติดงานตดธุระ ยุ่งอยู่ ไม่อยากจะเลียประโยชน์ ด้องการหลีกเลี่ยงเลยใช้วธีการโกหก 2. โกหกเพื่อต้องการบางสิงบางอย่างที่พึงปรารถนา เข่น อยาก ได้ผลประโยชน์เลยโกหก ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ลาเหตุของการโกหก สุดท้ายหนีไม่พัน 2 ทางนี้ คือ หลีกเลี่ยง บางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา กับต้องการบางสิงบางอย่างที่พึงปรารถนา แต่พอใช้วธีการโกหก มองระยะยาวแล้ว พบว่า ไม่ไดให้ผลดีเลย ยิ่งในโลก ยุคนีจจุบันที่ทุกลี่งทุกอย่างมีการบันทึกเอาไว้ในเทคโนโลยีสารพัดรูปแบบ มีอถือก็อัดเลียงได้ ถ่ายรูปได้ ส่งข้อมูลแพร่กระจายไปในโลกออนไลน์ จะ เป็นเว็บไซต์ เครือข่ายลังคมออนไลน์ต่าง ๆ บางเรื่องผ่านมาเป็นสืบ ๆ ปี แล้ว ก็ถูกดึงกลับมาให้เห็นว่า คนนี้พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ตอนนี้พูดอย่าง นี้วันนั้นพูดอีกอย่าง เป็นด้น ทำ ให้คนพูดเลียหาย กระทบกระเทึอนเครดิต ความน่าเชื่อถือ ^บโบ่!แรกแท้นันไแโภูมใก www.kalyanamitra.org
ส่วนคนทีพูดความจริงกลับดีกวา พูดความจริงด้วยสติด้วยปัญญา วิธีการพูดต้องยดหลักความจริงเอาไว้ก่อน คนเราแม้ไมม \"เจโตปริยญาณ คือ การรู้วาระจิตผู้อื่น\" แต่พอเจอหน้าแล้วคุยกัน คนที่พูดเรื่องไม่จริง ทั้ง สีหน้า แววตา นํ้าเสียง คนฟ้งแล้วจะรู้สึกว่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือ คนไหนโกหก ปอยนํ้าหนักคำพูดจะไม่มี แต่คนไหนพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการหมก เม็ด ไมใช่นำเสนอเพื่อหวังให้เขาเห็นขอบด้วย พูดแต่ประเด็นดี ๆ เรื่องเสีย หายหรือจุดอ่อนไม่ยอมพูด นำ เสนอครบถ้วนทั้งข้อดีฃ้อเสียอย่างชัดเจน คนอื่นฟ้งแล้วกลับเชื่อถือมีแนวโน้มว่าจะเห็นด้วย หรือจะอนุมัติโครงการ \"สํๆจวาๆา คือ พูถอย่าJไรทํไอย่าJUน ทำ อย่าJไรพูดอย่างนน\" เพราะฉะนั้น ความจริงมีพลานุภาพของตนเอง แต่เมื่อไรที่ใข้ วิธีการแบบซิกแซก เหมือนกับเป็นวิธีการที่ง่ายแต่จะให้ผลเสียระยะยาว ความจริงดูเล้นทางก็รู้อยู่แล้ว เล้นทางที่ใกล้ที่สุด คือ ทางตรง เมื่อไรวิ่ง ซิกแซก คือ ทางอ้อม เดยวเตลิดออกข้างทางเข้าปา เข้ารกไปจะลำบาก ไม่เฉพาะผลในขาตินี้เท่านั้น แต่การโกหกยังมีผลถืงภพชาติต่อไปอีก มาพิจารณาดจากหลากหลายตัวอย่าง ^ย่ามrj!!^n®uufMcyi^ www.kalyanamitra.org
1. เวมานิกเปรต เป็นเปรตสลับกับเทวดา เสวยสุขและทุกข์สลับ กันไป เป็นทั้งเทวดาและเปรตผสมอยู่ในร่างเดียวกัน บางตน 7 วันเสวย สุข อีก 7วันเสวยทุกข์ ดังตัวอย่างเวมานิกเปรตตนหนึ่งมีบุพกรรม คือ ภพ ในอดีตเกิดในคเงพทธกาล เป็นผู้พิพากษาอรรถคดีอยู่กับพระเจ้าพิมพิสาร ผู้พิพากษาคนนี้เดิมเป็นคนซื่อสัตย!ม'รับสินบน แต่ต่อมามีคนหวังชนะคดี มากราบไหว้เอาเงินทองมาให้ พอเผลอใจไปรับเข้า ก็เคยตัว ติดในทรัพย์ คดีใดไมให้เงินแม้ว่าควรจะชนะก็ตัดสินให้แพ้ คดีใดควรแพ้เอาทรัพย์สินมา ให้ก็ตัดสินให้ฃนะ กลายเป็นคนขาดความยุติธรรมกินสินบนเป็นที่ทั้ง พระเจ้าพิมพิสารทรงถืออุโบสถศีล เดือนละ 6 วัน ข้าราชบริพาร ส่วนใหญ่จึงสมาทานอุโบสถศีลตาม วันหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารตรัสถาม ผู้พิพากษานี้ว่า \"เธอรักษาอุโบสถศีลหรือเปล่า\" พอถูกพระเจ้าพิมพิสาร ถาม ตอบว่ารักษาทันทีเพื่อเอาใจพระราชา แล้วก็ไปสมาทานอุโบสถศีล พร้อมพระองค์และเพื่อนอำมาตย์ผู้ใหญ่ด้วยกัน พอออกมาจากเข้าเฝืาแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ เพื่อนฝูงถามว่าทำไมบอกพระเจ้าพิมพิสารว่ารักษาอุโบสถศีล พระองค์เป็นอริยบุคคล เป็นโสดาบัน ไปโกหกท่านเดี่ยวจะลำบากเป็นบาป นะ ใจก็กลัวบาป ตกลงใจวันนี้จะรักษาอุโบสถศีล เวลาที่เหลืออยู่ครึ่งวัน จึงทั้งใจรักษาศีล แต่ด้วยเหตุที่ไมใต้เตรียมตัวไว้ก่อนล่วงหน้า อาหารเที่ยง ก็เลยเวลาไปแล้ว รักษาอุโบสถศีลต้องไม่ทานอาหารมื้อเย็น อายุก็มาก ลม เริ่มตีฃึ้น สุขภาพเริ่มไม่ไหวแถมวิบากกรรมเก่าตามมาบีบทั้นจึงเสียชีวิตไป ^าบโน*!! รักแก้น้นใหญ่มาก _ *• ^3: www.kalyanamitra.org
ด้วยบุญที่รักษาอุโบสถสืลครึ่งวัน ส่งผลให้ไปเกิดเป็นเทวดามี วิมานอยู่ แต่ด้วยกรรมที่ \"โกหกหลอกลวง ตัดสินคดีความไม่เที่ยงธรรม รับสินบนจากคนผิด คบถูกตัดสินให้เป็นคนผิด คนผิดตัดสินให้เป็นคน ถูก พูดเรื่องไม่จริง\" ผลคือ มีวิมานอยู่ก็จริง แต่เป็นเวมานิกเปรต มีปาก แหลมยาวอ้อมไปจิกเนื้อที่หลังตนเองกิน ไม่ได้กินอาหารดีอย่างคนอื่น แต่กินเนื้อหลังตนเอง นึกแล้วหวาดเสียวแทน วันหนึ่งพระนาลันทะเดีน ผ่านมา ท่านมีญาณทัสนะเห็นเปรตตนนี้แปลก ทำ ไมรูปร่างดูสง่างาม รัศมี ผ่องใส มีวิมานงดงาม แต่ต้องมาจิกเนื้อหลังตนเองกิน เวมานิกเปรตจีงเล่า บุพกรรมตนเองให้ฟ้ง ปีเป็นเรื่องปากลัวทีเดียว อย่าไปดีดว'วโกหก ถือเป็นเรื่องเล็ก ปอย ไห้ณั้เาถนาว่า \"ไม่(ท้ณการ[กหก\" ก้อากาธรกษาวจีสุจริต คือ \"พูถเรอJจริJ\" เพราะเรฌน \"ไม่อยากบชูถ\" เราบสิกรมอกว่า \"เรื่อJijไม่ขอพูด\" 2. เจ้าขายราหล ออกบวซตั้งแต่เป็นสามเณร วันหนึ่งพระพุทธเจ้า เสด็จไปเยี่ยมแล้วตรัสสอนใจความตอนหนึ่งว่า \"ราหุลเธอพึงสืกษาว่า เราจัก ไม่กล่าวมุสาแม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูก่อนราหุล เธอพึงดีกษาอย่างนื้แล\" www.kalyanamitra.org
ลองพิจารณาดูว่า ขนาดล้อเล่นต่างฝ่ายต่างรู้กันว่าเป็นเรื่องไม่จริง พูดแซวกันเล่นพระองค์ยังไม่ให้ทำเลย เพราะเรื่องไม่จริงจะทำให้สภาพ ใจเราเสีย เวลาเราพูดอะไรออกไปจะเกิดเป็นภาพขึ้นมาในใจ ถ้าพูดโกหก ก็จะเกิดภาพไม่จริงขึ้น พูดโกหกบ่อย ๆ ก็เท่ากับตอกยํ้าภาพไม่จริงซํ้า ๆ สุดท้าย เราจะสับสนหลายเรื่องว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง อายุ มากเข้าจะเป็นคนขึ้หลงขึ้ลืมจำอะไรไม่ไล้ เพราะฉะนั้นให้ยึดหสักพูดแต่คำ จริงเท่านั้น ไม่อยากพูดก็ไม่ล้องพูดเสียดีกว่า แล้วเราจะเป็นดนมีเครดิตใน ตนเองดี ไบ่ถีงไหนใครก็เซื่อ ไบ่ถีงไหนใครก็ฟ้ง ไม่เฉพาะตัวบุคคลแม้จะเป็น องค์กร บ่ระเทศซาดิก็เป็นแบบเดียวกัน 3. องค์กรไซออนนิสม่ (Zionism) ตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำ ลังจะเลิก พวกยิวถูกกลุ่มนาซีเอาไปรมแก๊สพิษ เอาไปฆ่าเสียตัง 6 ล้าน คน ทำ ให้องค์กรไซออนนิสม์ (Zionism) ซึ่งรวมซาวยิวทั่วโลกคิดว่า อยู่ อย่างนี๋ไม่ไล้เผ่าพันธุยิวสูญหมดโลกแน่ จึงตั้งใจสร้างประเทศอิสราเอลข้น มา ค่อย ๆ ไปทยอยซื้อที่ดินในดินแดนปาเลสไตน์ เตรียมตั้งเป็นประเทศ อิสราเอลในปิจจุบน เริ่มแรกไม่ไล้รบกับกลุ่มปาเลสไตน์แต่รบอยู่กับประเทศ อังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่ พอยิวจะประกาศ เอกราช อังกฤษ และฝรั่งเศสต่างก็ไม่พอใจ ยิวจำเป็นต้องตั้งกองโจรขึ้นมา เพราะประเทศยังตั้งไม่ไล้ เวลามี การรบปะทะกันกับทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส วิทยุใต้ดินขององค์กรไซออน- นิสม์(Zionism) ก็จะบอกว่ากลุ่มของตนเอง และฝ่ายข้าสืกเสียข้วิตกี่คน ^าบโน!แรกแกันัมไMOJบาท www.kalyanamitra.org
บาดเจ็บกี่คนตามความเป็นจริง ส่วนวิทยุอังกฤษเป็นวิทยุทางการ มักออก ข่าวทหารฝ่ายตนเสียหายน้อยกว่าที่เป็นจริง แต่ฝ่ายฃ้าสีกเสียหายมาก เพื่อ สร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพ เป็นการโฆษณาขวนเชื่อตามนโยบายของตน ปรากฏว่าพอผ่านไปหลายปี สำ นักข่าวทั่วโลกจะอ้างอิงข้อมูล จากสถานีวิทยุเถื่อนขององค์กรไซออนนิสม์ เพราะรู้ว่าสถานีนี้พูดเรื่องจริง กลายเป็นการเสริมเครดิตให้กับสถานีวิทยุเถื่อนไซออนนีสม์ของยิวอย่าง มหาศาล ลองดิดดูแม้องค์กรระดับประเทศ เปรียบเทียบกันระหว่างสถานี วิทยุทางการของประเทศมหาอำนาจกับสถานีวิทยุเถื่อนใต้ดินขององค์กร ไซออนนิสมั เครดิตเรื่มต้นต่างกันฟ้ากับดิน แต่เมื่อพูดความจริงในขณะ ที่อีกฝ่ายไม่พูดความจริงทั่งหมด คนก็ไม่อยากจะเชื่อเลยหันไปฟ้งจากอีก ฝ่ายที่เครดิตน้อยกว่า จนกลายเป็นมีเครดิตมากขึ้นกลายเป็นสถานีวิทยุที่ มีอิทธิพล มากกว่าของประเทศมหาอำนาจต้วยซํ้าไป 4. นิทานอีสป ■'เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ\" เด็กเอาฝูงแกะไปเลี้ยงในทุ่ง หญ้า หมาป่าจะมากินแกะ โดยปกติเวลาหมาป่าจะมากินแกะ ขาวบ้านจะ มาช่วยกันไล่ แต่เด็กหวังเล่นสนุกจึงวิ่งไปหลอกซาวบ้านว่าหมาป่ามากิน อย่าม!li!!! ร้กทท้บับไหณ่บไก www.kalyanamitra.org
แกะแล้ว ซาวบ้านถือจอบถือเสียมวิ่งเข้ามาจะซ่วยไล่หมาป่า มองไปไม่เห็น หมาป่าสักตัว เด็กเลี้ยงแกะก็หัวเราะชอบใจว่าหลอกผู้ไหญใตัสำเร็จ พอวัน หลังหมาป่ามาจริง ๆ วิ่งไปบอกซาวบ้านไม่มีใครมาซ่วย เพราะวิบากกรรม ที่เคยโกหกเอาไว้ จนแกะถูกฝูงหมาป่ากิน นี่เป็นอุทาหรณ์อยู่ในนิทานอีสป ไว้สอนลูกหลานแต่ยังเยาว์วัย 5. ฮ่องเต้องคสุดท้าย ของ \"ราซวงต้โจว\" ซื่อว่า \"โจวโยวหวัง\" เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอมักมากในกามคณ จะเอาใจพระมเหสีซือ \"เปาลี้อ\" ซื่งสวยปานเทพอัปสรมาเกิด แต่พระนางนั่งหน้าทึ้งไปวัน ๆ ไม่ยอมยิ้ม ฮ่องเต้พยายามหาวิธีการทุกอย่าง เอาคณะระบำ เอาการแสดงอะไรมาจะ ยั่วเย้าให้หัวเราะพระนางก็นั่งเฉยเสีย ฮ่องเต้จึงเอาใจโดยสั่งให้จุดไฟล่งสัญญาณคึกขึ้นมาที่เนินเขาแต่ละ ลูก คนเฝืาอยู่ที่ป่อมยามเป็นหอสูงพอเห็นสัญญาณไฟก็จะจุดไฟต่อ ๆ กัน ไปเป็นการแจ้งข่าวคึก พอมีไฟขึ้นมาก็มีควันลอยฃึนสูงจะแจ้งข่าวได้อย่าง รวดเร็วไปถืงแคว้นต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร สมัยน้น ไม่มีวิทยุสื่อสารหรือโทรศัพท์มือถือ เมื่อมองเห็นสัญญาณไฟจะได้รืนยก กองทัพมาช่วยกัน • • • โน!เ^รกฒ้นัน^1 www.kalyanamitra.org
พอส่งสัญญาณไฟสืกออกไป แว่นแคว'นต่าง ๆ ก็รีบส่งทหารกันมา ฟ้นแสนคน นึกว่าข้าคีกมาตีเมืองหลวงแล้ว ฮ่องเต้ก็พาพระมเหสีขึ้นไปนั่งดู บนกำแพงเมือง พอเห็นแต่ละเมืองเร่งรีบยกทัพมาถึงที่เมืองหลวง ไม่มืคัตรู สักคน นายทัพทั้งหลายไต้แต่ทำหน้างุนงงสับลนกันไปหมด ข้าศีกศัตรูอยู่ ไหนทำไมไม่มื บ้านเมืองก็ดูสงบเรียบร้อยตี แต่ละคนลูน่าขัน ฮองเอาจง หัวเราะออกมาไต้เป็นครั้งแรก ฮ่องเต้ก็ดีใจว่าทำให้นางยิ้มไต้แล้ว ไมใต้คิด ว่าลำบากทหารนับแสนคน \"ยามLUOไหนกกึJความส์ถย้ ยามทำJานหมักให้นึกกึวการทำคีทสุท ยามสาส์ยให้นึกณึการไต่กาม ยามโกรรให้นึกณืพลทจะตามมา ยามได้พลประโยชนให้นึกณึความสมควร\" ต่อมาไม่นานศัตรู \"ขาวฮวนบั้ง เตอรีก\" ยกทัพมาตีเมือง เมื่อทาง เมืองหลวงส่งสัญญาณไฟแจ้งข่าวคึก ก็ไม่มืใครส่งทหารมาข่วยด้วยใมโห ที่โดนหลอกคราวก่อน ทำ ให้เมืองแตก \"ใจวโยวหวัง\" ถูกปลงพระขนม์ ส่วน \"พระนางเปาสัอ\" ถูกขายเป็นทาส สุดท้ายเสียเมือง ทำ ให้ราข างคึโจว อ่อนแอลงทันตา โกหกเพราะหวังเพืยงยิมเดียวของนาง ของคน อย่าบ!น!!! รกเษ้บ่นใหญ่บาก www.kalyanamitra.org
หจ่: ฮ่า ส์าาา ฮ่ทไไ ระดับฮ่องเต้ทำให้เสียเครดิตจนเสียบัลลังก์ ตัวตาย เมืองแตก ทั้งหมดนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า \"อย่าดูเบาแม้เรื่องเล็กน้อย คนพูดจริง ทำ จริง โลกย่อมสรรเสริญ\" • ^ามโน*แรก!!ทนUไหอรบาก www.kalyanamitra.org
6 ฟแ^ ฟานโน!!!§กแก้บ#1ญ่นาก J9(^—MIIII www.kalyanamitra.org
แลวถรสบอกลูกนอย กลอยสวาก เจ้าหน่อเนื้อเชื้อชาติดังราชสีห์ อันรักษาสีลสัตย์กตเวที ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน ทรสักษณ์อักดัญญตาเขา เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล พระเวทมนตร์เสือมคลายทาลายยศ 'สุภาษิตสอนหญิง\" สุนทรภู่ 9 ริกนก้นับTหญ่ฬุก 1°^ แ ^ ไน เ: www.kalyanamitra.org
ครอบครัวปีจจุบันบี้ พ่อแม่ต่างซ่วยกันทำงานหนักทั้งครอบครัว จนไม่ค่อยมีเวลาเจอกันพร้อมหนัาพร้อมตา เหตุผลที่พ่อแม่ทำงานหนัก เพื่ออนาคตของลูกเพื่อหารายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าจะเป็นความ จำ เป็นและภาระหน้าที่ แต่ก็มีจ้อคิดเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพจองการใช้เวลา มาให้ลองพิจารณากันดู ตัวอย่างซาวเยอรมัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์เขาทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพเต็มที่ พอถึงวันศุกร์ม่าย เขาเตรียมตัวพาครอบครัวออกไป พักผ่อนกันตามบัานไร่ อาจเป็นฟาร์มเล็ก ๆ หรือท่องเที่ยวไปตามขนบท ทำ กิจกรรมดูนก ตกปลา ปีกนิก เดินป่า ฯลฯ กลับมาบ้านเย็นวันอาทิตย์ เจ้าวันจันทร์สดขื่นกลับมาทำงานต่อ ทำ งานสัปดาห์ละ 4 วันครึ่ง แต่ได้ ผลงานมากมาย จนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า คนเยอรมันทำงาน จริงจัง และมีประสิทธิภาพมากติดอันดับโลก อย่ามโน!!! snnnuilfhcyuin 92โ www.kalyanamitra.org
วิรีการลถ0ญหาถ้านการใซ้เวลา D 2 ประคาธ ประการที่ 1 ใ'สืเวลาแต่ละวันอย่างคุ้มค่า การทำงานของแต่ละคน มีหลากหลาย แตกต่างกันไปตามอาชีพ เช่น ทำ งานห้างร้าน บริษัท งาน รับจ้าง กิจการส่วนตัว รับราชการ ค้าขาย องค์กรการกุศล แต่โดยภาพรวม ให้ยืดหลักการว่า พยายามไข้เวลาให้มีประสิทธิภาพ ไมใช่บอกแต่ว่างานยุ่ง แต่ที่จริงใข้เวลาจำนวนมากไปกับเรื่องอื่นที่ไม่เป็นสาระ ปริมาณงานที่ได้น้อย ลง เวลาให้ครอบครัวก็ไม่มี เป็นเพราะจัดสรรเวลาไม่ลงตัว ถ้าทำงานเต็มที่ สามารถแบ่งเวลาได้แน่นอน !ณ่มากวัไ. สะอาถ)}ลวค่ะ!!บ... อ£^โน!!!ร™ก้บนไหญ่ขาก 193 www.kalyanamitra.org
ประการที่ 2แกลูกให้ช่วยงานบ้าน ความรู้สึกของลูกจะเปลี่ยน จากการเรียกร้องเวลาจากพ่อแม่ กลายเปีนว่าจะให้อะไรกับพ่อแม่บ้าง ความ รู้สึกเหงาว่าพ่อแม'ไม่มาดูแลจะลดลง เปลี่ยนความรู้สึกจากการเป็นผู้รับมา เป็นผู้ให้แทน \"คุณพ่อคุณแม่ณหลาย (าอารบทาถามพร:พุทรทาสอน คีอ กันลูกาากควาบชว ปลูกfljลูกไว้?บกบกี่ถี ๓ไถ้อย่บนแล้ว ลูก'าะชควานกตัญญูกตเวที\" การที่คุณพ่อคุณแมให้เหตุผลว่า ยอมทำงานหนัก เหนื่อยยากเพื่อ เก็บเงินไว้ให้ลูกเพราะรักลูก กลัวว่าอนาคตลูกจะลำบาก ทำ ไมลูกไม่เข้าใจ อันที่จริงต้องจำแนกดูว่า เราทำงานเพื่อให้มีทรัพย์ขั้นพื้นฐานตํ่าสุด คือ มี ทรัพย์ไว้เลี้ยงครอบครัวให้มีป้จจัย 4ไม่ขาดแคลนให้ลูกได้รับการคืกษาที่ ดี เท่านี้ถือว่าทำหน้าที่ตนเองไม่บกพร่องแล้ว ส่วนการหาทรัพย์เพื่อละสม ไว้เป็นมรดกให้ลูกในอนาคตถือว่าเป็นของแถม ล้าพื้นฐานของครอบครัวมี ปัจจัย 4ในการดำรงขีวิต ลูกไต้รับการศึกษาอบรมดี ลูกจะเป็นคนดีมีความ สามารถดูแลตนเองไต้ ในทางกลับกัน ล้าพ่อแม่เอาเวลาเกือบทั้งหมดทุ่มไปกับการหา ทรัพย์ พยายามหาเงินไว้ให้ลูกมากมายเท่าไรก็ตาม แต่ไม่มีเวลาดูแล ** * อย่าบโบ!!! รก11ทบ้#1ญ่บาก 94 www.kalyanamitra.org
ลูกไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูก ทำ ให้ลูกเป็นคนไม่ดี แม้มีทรัพย์เหลือไว้ มากมายเพียงใดลูกก็ไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์เหล่านั้นไว้!ด้ เรียกว่า สูญเปล่าทั้งแรงกายแรงใจ เสียเวลา เสียลูกไปอีกต่างหาก ดังตัวอย่าง ในสมัยพทธกาลเคยมีมาแล้ว \"ส่วนใหญ่พ่อแช่เวลาบอJ มักจะมอาเพ่าไปกี่ลูก njmsj ๆ แล้วมอJข้ามไม่นัด!ถียวว่า เรมต้ชด้อา!รมกี่ตนเอว(ว่อน เพราะพ่อแช่ต้อาเม่นแนบอย่าากี่ดีให้แก่ลูก\" เศรษ!แห่าคราพาราณสี ครั้งพทธกาล ณ กรุงพาราณสี มีเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกขายคนเดียว เศรษฐีทั้งใจทำงานหาเงินหาทองให้ลูก เก็บทรัพย์ได้ถง 80โกฏิกหาปนะ ค่า ของเงินสมัยนั้นเปรียบเทียบกับปิจจุบันมากแค่ไหนลองคิดดู 1 กหาปณะ = 4 บาท 1 โกฏิ = 10 ล้าน 80 โกฏิกหาปนะ = 800 ล้านกหาปนะ รวมเป็นเงิน 800 X 4 นาท = 3,200 ล้านนาท (ค่าเงินในอดีต เทียนค่าเงินในปีจจุนันเ•ดีมอึกหลายดีนเท่า) * • อย่^ใน!!! ล้เ๚1ก้มับใหญ่มาก www.kalyanamitra.org
เศรษฐีเมื่อเก็บสะสมเงินไว้ให้ลูกแล้ว นึกว่าเรารักลูกอุตส่าห์ ทำ งานหาเงินขนาดนี้ลูกคงสบายแล้ว ไม่ต้องไปรรเรียนเขียนอ่านอะไร ให้ ขับร้องฟ้อนรำทำเพลงก็พอเพื่อให้ลูกมีความสุข ให้ความสะดวกสบายทุก อย่าง ในขณะเดียวกัน มีตระกูลเศรษฐีอีกครอบครัวหนี่งมีลูกสาว คิดแบบ เดียวกัน เก็บเงินไว!ต้80โกฏิเหมีอนกัน จึงให้ลูกขาย ลูกสาว 2คนแต่งงาน กัน พอแต่งงานเสร็จเศรษฐีทั้งสองตระกูลก็ละโลกนี้ไป เท่ากับว่า 2 สามี ภรรยากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มกับเศรษฐีนึสาว มีทรัพย์รวมกันตั้ง 160 โกฏิ กหาปนะ สมัยนั้น เท่ากับ 6,400 ล้านบาท ซึ่งก็นับหลายหมื่นล้านในสมัยนี้ ต่อมาไปหลงกลคนที่มาปอกลอก ชวนไปกินเหล้าหลงมัวเมากับ อบายมุข ใช้จ่ายทรัพย์ที่พ่อแม่หามาให้จนค่อย ๆ หมดไป อายุมากขึ้นก็ขาย คฤหาสน์ ขายเรือกสวนไร่นาหมด จนกระทั่งไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีอาหารจะกิน ต้องถือกะลาไปขอทาน วันหนึ่ง พากันมายืนอยู่หน้าโรงฉัน คอยขอแปงเศษอาหารจากพระ ภิกษุ พระพทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นแล้วก็แย้มพระโอษฐ์ ปกติพระพุทธเจ้า จะไม่หัวเราะ มีอะไรขึ้นมาพระองค์จะแย้มพระโอษฐ์ แสงมากระทบพระ เขึ้ยวแก้วเป็นประกายขึ้นมา พระอานนท์ตามเสด็จจะร้ว่ามีเหตุเกิดขึ้น จึง กราบทูลถามพระองค์ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือพระเจ้าช้า พระองค์จึงเล่าให้ฟัง ถืงสามีภรรยาคู่นี้ว่า อย่าบโน!!! รก!!ก้นtfHcumn _ www.kalyanamitra.org
ถ้าหากทงลองคน ช่วยกับขวนขวายทำการงานในซ่วงปฐมวัย ต่อ จากพ่อแม่ตนที่เสืยชีวิตไปแล้ว จะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดันหนึ่งของ เมือง ถ้าหากออกบวซฝ่ายขายจะได้เป็นพระอรหันต์ ฝ่ายหญิงจะได้เป็น พระอนาคามี ถ้าเกิดขยันตอบมัชฌิมวัย อายุประมาณ 40 ปีเศษ กลับตัวกลับใจ ได้ จะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเมือง ถ้าหากออกบวซ ฝ่ายชาย จะได้เป็นพระอนาคามี ฝ่ายหญิงจะได้เป็นพระสกิทาคามี ถ้ายังเพลิดเพลินต่อไปอีก มาขยันตอนอายุใกล้ 60 ปี จะได้เป็น มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเมือง ถ้าหากออกบวช ฝ่ายชายจะได้เป็นพระ สกิทาคามี ฝ่ายหญิงจะได้เป็นพระโสดาบัน แต่ตอนนี้ทั้งคู่ต่างตั้งอยู่ในความประมาท จนกระทั้งล่วงกาลฝาน วัย จึงต้องถือกะลามาขออาหารเลี้ยงชีพเช่นนี้ \"บคคลกี่ประมาทใบการดำเอนฃีวค เหมือนบกคลกี่ตายแลว คือ ตายจากคุณJามความดี หมทเวลาในชีวิตไปโถยไรประโยชน\" * อย่^โนแเ ร™(ก้มํนใหญ่นไก B.' • www.kalyanamitra.org
ลองคิดดูว่า พ่อแม่อุตส่าห์ทำงานเหนื่อยยากเพื่อให้ลูกมืทรัพย์ไว้ เลี้ยงชีพ แล้วลูกเป็นคนไม่ดี ถามว่าได้อะไร ในทางตรงข้าม ไม่จำเป็นต้อง เหลือทรัพย์ถึงฝ่ายละ 80โกฏิหรอก เหลือเพียงโกฏิเดียวก็พอแล้ว แต่ได้ลูก เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ ขวนขวายในการทำการงาน จะสามารถ สร้างทรัพย์จากโกฏิหนื่งเป็น 80โกฏิไต้เอง แต่ถ้าเลี้ยงลูกไม่ดีให้สบายทุก อย่าง คิดไม่เป็น เอาเวลาทั้งชีวิตไปหาเงินเตรียมไว้ให้ลูก ห้ายสุดกลับไม่ เหลืออะไรเลย แม้แต่ลูกและเงินที่ออมไว้ให้ เพราะฉะนั้น ให้เราวางเป้าหมายการหาทรัพย์เพื่อหาป้จจัย 4ให้ เพียงพอในการดำรงชีวิต ให้ลูกได้รับการคิกษาที่ดี และ มีเวลาสอนลูกให้ เป็นคนดี ถือว่าเป็นของขวัญลํ้าค่ามากพอแล้ว สำ หรับพ่อแม่ที่จะทำเพื่อ ลูก อย่ามุ่งหาเงินจนกระทั่งไม่มีเวลาให้ลูกอย่างทุกวันนี้ แม้ครอบครัวในชนบท พื้นฐานที่บอกว่า คือ ปีจจัย 4 กับทรัพย์ ในการส่งเสียให้ลูกได้รับการดีกษา โรงเรียนในป้จจุบัน เด็กเกิดลดลงมาก มีที่ว่างสำหรับเด็กทุกคนให้ได้รับการดีกษาในโรงเรียนใกล้บ้านอย่างทั่วถึง อยู่แล้ว และเป็นการดีกษาแบบให้เปล่า เพราะถือว่าเป็นการดีกษาขั้นพื้น ฐานสำหรับเด็กไทยทุกคน คือเรียนไปจนครบ 9 ปี สามารถต่อได้จนถึงขั้น มัธยมปลาย ถ้าหากจะเรียนต่อในระลับสูงขึ้น ก็ยังมีทางเลือกเป็นลักษณะ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้อีก ที่เรียกกันว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อ การศึกษา (กยศ.) •• www.kalyanamitra.org
ใบขณะทครอบครัวฐานะปานกลาง หรือค่อนข้างดี อยากจะขดเชย เวลาให้กับลูก โดยพาไปฝากเข้าโรงเรียนในเมืองหรือโรงเรียนอินเตอร์ ค่าใช้ จ่ายแพง ๆ คาดหวังว่า จะซดเชยความรู้สึกผิดในใจที่ไม่มีเวลาให้ลูก คือ หวัง ให้ครูอาจารย์ช่วยสั่งสอนแทน ซึ่งอาจได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่จริงทั้งหมด เพราะด้นแบบที่ดี คือ พ่อแม่ที่ฟ้นคนขวนขวายทำงานทำการแบบขยัน อดทน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เหล้าเบียร์ไวน่ไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การพนัน ไม่เล่น ลูกกีจะซึมซับตัวอย่างดี ๆ เหล่านั้นไป เพราะเห็นทุกวัน กลาย เป็นนิสัยดีติดตัว •' • • www.kalyanamitra.org [99
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156