Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระยะที่ 1

วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระยะที่ 1

Published by rossukon, 2023-07-31 07:28:42

Description: วิทย์ฯ ม.3 ระยะที่ 1

Search

Read the Text Version

ระยะที่ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มฐ. ว 1.1 ตชว. ม.3/1 ,ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5 มฐ. ว 1.2 ตชว. ม.1/1, ม.1/2, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/9, ม.1/10, ม.1/11, ม.1/12 มฐ. ว 1.3 ตชว. ม.3/1, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/7, ม.3/8, ม.3/9, ม.3/10 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1

ระบบนิเวศ มาตรฐาน ว 1.1 ตัวชีว้ ัด ม.3/1, ม.3/2 , ม.3/3, ม.3/4 ม.3/5, ม.3/6 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปี ท่ี 3 สำนกั งำนเขตพน้ื ทก่ี ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำยะลำเขต 1

ความหมายของระบบนิเวศ (Ecosystem) ระบบนิเวศ หมายถึง หน่ วยพ้ืนท่ีหน่ึ ง ประกอบดว้ ยสงั คมของสิ่งมีชีวิตกบั สิ่งแวดลอ้ มทา หน้าที่ร่วมกัน มีความสัมพนั ธ์อย่างใกล้ชิดของ ส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม โดยการลาดับข้นั ของ การกินแบบต่าง ๆ การหมุนเวียนของสารแร่ธาตุ แ ล ะ ก า ร ถ่ า ย ท อ ด พ ลัง ง า น จ น ท า ใ ห้ เ กิ ด องคป์ ระกอบของระบบนิเวศมีลกั ษณะต่าง ๆ กนั

องค์ประกอบของระบบนิเวศ (Ecosystem components)) องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ องคป์ ระกอบท่ีมีชีวิต องคป์ ระกอบที่ไม่มีชีวิต พืช และสัตว์ ➢อนินทรียสาร เช่น ก๊าซชนิดต่าง ๆ -ผู้ผลติ ➢อนิ ทรียสาร -ผู้บริโภค ➢สภาพแวดล้อมทางกายภาพ -ผู้ย่อยสลาย

Biological Component 1. องคป์ ระกอบท่ีมีชีวิต ประกอบดว้ ย 1. ผู้ผลิต (Producer/Autotroph) เป็ นส่ิงมีชีวิตที่ สามารถสังเคราะห์อาหารได้ อาจแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ 1) สังเคราะห์อาหารเองได้ ได้แก่ พืชสี เขียว แพลงค์ตอนพืช (Phytoplankton) ซ่ึงอาศัย พลงั งานจากแสงอาทิตย์ 2) ผผู้ ลิตบางพวกสามารถสงั เคราะห์อาหาร เองได้ แต่ก็สามารถกินสัตว์ได้ พืชพวกน้ีได้แก่ ตน้ หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลิง,กาบหอยแครง,หยาดน้าคา้ ง เป็ นตน้ http://cep.kucomsci18.in.th/art002/ http://th.wikipedia.org/

2. ผู้บริโภค (Consumer) เป็ นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถ สร้างอาหารเองได้ จาเป็ นต้องบริโภคผู้ผลิตหรือ ผู้บริโภคด้ วยกันเอง เพ่ือให้ ได้ รับสารอาหาร ในลักษณะที่มีลาดับข้ันของการกิน (Tropic level) ทตี่ ่อเน่ืองแบ่งได้เป็ น - ส่ิงมีชีวติ กนิ พืช (Herbivore) - ส่ิงมีชีวติ กนิ สัตว์ (Carnivore) - สิ่งมชี ีวติ ที่กนิ พืชและสัตว์ (Omnivore) - สิ่งมีชีวติ ที่กนิ ซาก (Scavenger)

ถา้ แบ่งตามลาดบั ขน้ั การกนิ อาหาร (Trophic level) ยงั สามารถแบ่งไดด้ งั น้ี 1. ผบู้ ริโภคปฐมภมู ิ (primary consumer) หมายถึงสตั ว์ กินพืช (Herbivore) 2. ผบู้ ริโภคทตุ ิยภมู ิ (secondary consumer) หมายถึง สตั วท์ ่ีกินสตั วก์ นิ พืช (carnivore) 3. ผ้บู ริโภคตติยภมู ิ (tertiary consumer) หมายรวมถึง สตั วท์ ี่กนิ ผบู้ รโิ ภคทตุ ิยภมู ิ 4. ผบู้ รโิ ภคขนั้ สงู สดุ (top consumer) หมายถึง ผบู้ ริโภคสตั ว์ ขน้ั สดุ ทา้ ยของห่วงโซอ่ าหาร เชน่ มนษุ ย์ ลาดบั ขน้ั การบรโิ ภค ผบู้ รโิ ภคสงู สดุ ผบู้ รโิ ภคลาดบั ท่ีสาม ผบู้ รโิ ภคลาดบั ท่ีสอง ผบู้ รโิ ภคลาดบั ที่หนึ่ง ผผู้ ลิต

3. ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) เป็ นส่ิงมีชีวติ ที่ไม่สามารถ สร้างอาหารเองได้ แต่ได้รับสารอาหารโดยการปล่อย เอนไซม์ออกมาย่อยอินทรีย์สารที่อยู่ในซากพืชซากสัตว์ ให้เป็ นสารท่ีมีโมเลกุลเล็กลง แล้วจึงดูดซึมไปใช้ ผู้ย่อย สลายในระบบนิเวศได้ แก่ รา (Fungi) แบคทีเรี ย (Bacteria) จุลนิ ทรีย์ แผนภาพแสดงความสัมพนั ธ์การบริโภคในระบบนิเวศ

2. องค์ประกอบทไ่ี ม่มชี ีวติ ( Physical Component) องค์ประกอบทางอนินทรียสาร เช่น ❖คาร์บอน (C) ❖คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ❖ไนโตรเจน (N) ❖ฟอสฟอรัส (P) ❖ นา้ (H2O) ❖โพแทสเซี่ยม (K) ❖ ออกซิเจน (O) องค์ประกอบทางอนิ ทรียสาร เช่น ❖ โปรตีน ❖ ไขมนั ❖ คาร์โบไฮเดรต

ความสัมพนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ กับสงิ่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ 1 ความสมั พนั ธแ์ บบกาฝากหรอื แบบปรสิต (Parasitism) 2 ความสมั พนั ธแ์ บบการล่าเหย่ือ (Predation) 3 ความสมั พนั ธแ์ บบเกือ้ กลู (Commensalisms) 4 ความสมั พนั ธแ์ บบไดป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั (Protocooperation) 5 ความสมั พนั ธแ์ บบพง่ึ พา (Mutualism) 6 ความสมั พนั ธแ์ บบการย่อยสลาย (Saprophytism) 1 ความสัมพันธ์ แบบปรสิต (Parasitism) หมายถึง ความ สัมพนั ธ์ของส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึงเสียประโยชน์ “ผูใ้ ห้อาศยั ” ส่ิงมีชีวิต อีกชนิดหน่ึงไดป้ ระโยชน์ “ปรสิต” ลกั ษณะท่ีสาคญั ของปรสิต (-,+) (1) ค่อย ๆ เบียดเบียน hostโดยการแยง่ อาหารของhost (2) ทาให้ host อ่อนแอลง (3) ไม่ทาให้ host ตายทนั ที (4) มีขนาดเลก็ กวา่ host (5) อาจก่อใหเ้ กิดโรคกบั host กาฝาก

2. ความสัมพันธ์แบบการล่าเหย่ือ (Predation) หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตท่ีสิ่งมีชีวิตชนิดหน่ึง เสียประโยชน์ เรียกว่า เหย่ือ (prey) แต่ส่ิงมีชีวิตอีกชนิด หนง่ึ ไดป้ ระโยชน์ เรียกวา่ ผลู้ า่ (predator) (+, -) 3.ความสัมพันธ์แบบเกื้อกูล (Commensalism) หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตโดยฝ่ ายหน่ึงได้ ผลประโยชน์ เช่น เป็นแหล่งท่ีอย่อู าศยั และหลบภยั เรียกว่า “ผู้อาศัย” ส่วนอีกฝ่ ายไม่ได้และไม่เสียผลประโยชน์ใด ๆ เรยี กวา่ “ผใู้ หอ้ าศยั ” (+, 0) ฉลามกบั เหาฉลาม

4.ความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ร่ วมกัน (Protocooperation) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง สิง่ มีชีวิต 2 ฝ่าย โดยทงั้ 2 ฝ่ายต่างไดป้ ระโยชนจ์ ากการอยู่ ร่วมกัน แต่ไม่จาเป็นตอ้ งอยู่ร่วมกันตลอดเวลา สามารถ แยกกนั อยไู่ ดโ้ ดยไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบใด ๆ (+,+) นกเอยี้ งกบั ควาย 5. ความสัมพันธแ์ บบพ่ึงพา (Mutualism) หมายถึง ความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่ิงมีชีวิต 2 ฝ่ าย โดยทงั้ 2 ฝ่ ายต่างได้ ประโยชนจ์ ากการอย่รู ว่ มกนั และตอ้ งอาศยั รว่ มกนั ตลอดไป จงึ จะสามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้ ไลเคน

6. ค ว า ม สั ม พั น ธ์ แ บ บ ก า ร ย่ อ ย ส ล า ย (Saprophytism) หมายถึง การดารงชีวิตของผู้ย่อยสลาย (decomposer) บนซากสง่ิ มีชีวิต โดยการหล่งั นา้ ย่อยออกมา นอกรา่ งกาย (exoenzyme) เพ่ือยอ่ ยซากสงิ่ มีชีวิต โดยสาร ท่ีไดจ้ ากการย่อยสลายเหล่านี้ ส่วนหน่ึงจะถกู ดูดซึมไปใช้ โดยผยู้ อ่ ยสลายเอง สว่ นท่ีเหลอื จะสะสมในสง่ิ แวดลอ้ ม เห็ด การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ แหล่งพลงั งานในระบบนิเวศไดจ้ ากดวงอาทิตย์ พลงั งานท่ีส่งมายงั โลก ประมาณ 30% จะสะทอ้ น กลบั ไปยงั บรรยากาศและอีก 70% จะส่งมายงั โลกใช้ ในกิจกรรมต่าง ๆ โดย 47 % ใชใ้ นการให้ความร้อน อีก 23 % ช่วยใหเ้ กิดวฏั จกั รของน้า และเพียง 1 % ท่ี พืชใชใ้ นการสังเคราะห์แสงและถ่ายทอดพลงั งานไป ตามห่วงโซ่อาหาร (Food chain) หรือสายใยอาหาร (Food web)

ห่วงโซ่อาหาร (Food chain) เป็ นการเคล่ือนยา้ ยพลังงาน และธาตุอาหารใน ระบบนิเวศ ผ่านผูผ้ ลิต ผูบ้ ริโภคในระดบั ต่างๆ โดยการ กินกนั เป็นทอดๆ ในลกั ษณะเป็นเส้นตรง การเขียนห่วงโซ่อาหาร - ใหเ้ หยอื่ อยทู่ างซา้ ยมือ ผลู้ า่ อยทู่ างขวามือ - หวั ลูกศรช้ีไปทางผลู้ า่ สนุ ขั ขา้ วโพด แมลง นก พรี ามดิ การถ่ายทอดพลงั งาน

การถา่ ยทอดสารพษิ ในห่วงโซอ่ าหาร การถา่ ยทอดสารอาหารและพลงั งานในระบบจะเป็นไป ตามกฎสบิ เปอรเ์ ซน็ ต์ แต่พบว่าสารเคมีหรอื สารพิษต่างๆ เช่น สารฆ่าแมลง DDT จะสลายตวั ยาก มีความคงตวั สงู ทาลาย ระบบประสาทแมลงได้ดี เน่ืองจากมีโลหะหนักเจือปน อยู่ สามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร แต่การถ่ายทอด สารพิษในระบบนิเวศไม่เป็นไปตามของการส่งถ่ายพลงั งาน แตถ่ ่ายทอดแบบทวีคณู คือ สารพิษจะเพ่ิมมากขนึ้ ตามลาดบั ขนั้ ของผบู้ รโิ ภค การถ่ายทอดสารพษิ ในห่วงโซ่อาหาร

สายใยอาหาร (Food web) เป็นการรวมกนั ของหว่ ง โซ่อาหารหลาย ๆ ชดุ เน่ืองจากส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึงกินอาหาร ไดห้ ลายอย่างและยงั เป็นอาหารใหก้ บั ส่ิงมีชีวิตอ่ืนอีกหลาย ชนิดดว้ ย ในธรรมชาติการถ่ายทอดอาหารไม่เป็นสายตรง เสมอไป ในสายใยอาหารแตล่ ะระดบั จะประกอบไปดว้ ยหว่ ง โซอ่ าหารท่ีสลบั ซบั ซอ้ นอยมู่ ากมาย

สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 ตวั ชวี้ ัด ม.1/1, ม.1/2 ม.1/5, ม.1/6 ม.1/9, ม.1/10 ม.1/11, ม.1/12 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปี ที่ 3 สำนกั งำนเขตพน้ื ทก่ี ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำยะลำเขต 1

หน่วยพ้นื ฐานของสง่ิ มีชีวติ การคน้ พบหน่วยพ้นื ฐานของสง่ิ มีชีวติ ส่งิ มีชีวิตประกอบดว้ ยหน่วยเลก็ ๆ หน่วยท่ีเลก็ ท่สี ุดของสง่ิ มีชีวติ ถกู คน้ พบ โดยนกั วทิ ยาศาสตรช์ าวองั กฤษ ช่ือ โรเบิรต์ ฮคุ (Robert Hooke) โรเบิรต์ ฮคุ ประดิษฐก์ ลอ้ ง จุลทรรศนม์ ีลกั ษณะดงั ภาพ สอ่ งดูไมค้ อรก์ ท่ีฝานเป็ นแผ่นบาง ๆ พบว่ามีลกั ษณะเป็นหอ้ งเลก็ ๆ

เซลลป์ ระสาทของมนุษย์ เซลลย์ ูกลนี าจากน้าในอา่ งเล้ยี งปลา เซลลข์ องสง่ิ มชี ีวติ มีรูปร่างลกั ษณะท่หี ลากหลายและมคี วาม เหมาะสมกบั หนา้ ท่ีของเซลล์ เซลลป์ ระสาทสว่ นใหญ่มีเสน้ ใย ประสาทเป็นแขนงยาว เพอ่ื นากระแสประสาทไปยงั เซลลอ์ น่ื ๆ เซลลย์ ูกลนี าและเซลลส์ เปิรม์ ของมนุษย์ มีหางยาว เพอ่ื ใช้ ในการเคล่อื นท่ี เซลลพ์ ารามีเซยี มมขี นเลก็ ๆ รอบตวั ใชใ้ น การเคล่อื นท่เี ช่นกนั

เคร่อื งมอื ช่วยขยายขอบเขตของประสาทสมั ผสั ทางตา มนุษยเ์ รามปี ระสาทสมั ผสั ทางตาท่มี ขี อบเขตจากดั ตอ้ งใช้ เครอ่ื งมอื ช่วยขยายขอบเขตของประสาทสมั ผสั ทางตา เช่น แว่นขยาย กลอ้ งจลุ ทรรศน์ แว่นขยาย ใชส้ าหรบั ดูวตั ถขุ นาดเลก็ ใหเ้ หน็ ขนาดขยายข้ึน ท่ีพอจะมองเหน็ ดว้ ยตาเปลา่ ไดเ้ ทา่ น้นั กลอ้ งจลุ ทรรศน์ ใชส้ าหรบั สอ่ ง ดูวตั ถขุ นาดเลก็ ใหเ้ หน็ วตั ถมุ ี ขนาดใหญ่และชดั เจนมากข้ึน

สว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ เลนสใ์ กลว้ ตั ถุ เลนสใ์ กลต้ า ท่หี นีบสไลด์ แขนกลอ้ ง แท่นวางวตั ถุ ป่ มุ ปรบั ภาพหยาบ ป่ มุ ปรบั ภาพละเอยี ด แหลง่ กาเนิดแสง ฐานกลอ้ ง

ประเภทของเซลล์ 2.1 ใชจ้ านวนเซลล์ สง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี ว เป็ นเกณฑ ์ สง่ิ มชี ีวติ หลายเซลล์ 2.2 ใชก้ ารสรา้ งอาหาร สง่ิ มชี ีวติ เป็ นเกณฑ ์ ท่สี รา้ งอาหารได้ สง่ิ มีชีวติ ท่สี รา้ งอาหารไม่ได้

ใชจ้ านวนเซลลเ์ ป็ นเกณฑ์ 1) สง่ิ มีชีวติ เซลลเ์ ดยี ว หมายถงึ สง่ิ มชี ีวติ ท่มี ีเซลลเ์ พยี ง เซลลเ์ ดยี ว โครงสรา้ งภายในเป็นแบบงา่ ย ๆ พบไดท้ วั่ ไป ทง้ั ในน้าและบนบก ดารงชีวติ อย่างอสิ ระ ตวั อยา่ งสง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียว เช่น อะมบี า พารามเี ซียม คลอเรลลา ยสี ต์ อะมบี า พารามเี ซยี ม คลอเรลลา ยสี ต์

2) สง่ิ มชี ีวติ หลายเซลล์ สง่ิ มีชีวติ ท่ปี ระกอบดว้ ยเซลลม์ ากกวา่ 1 เซลล์ เช่น มนุษย์ สตั ว์ พลานาเรยี ไฮดรา และพชื ทวั่ ไป พชื มนุษย์ พลานาเรยี สตั ว์ ไฮดรา

ใชก้ ารสรา้ งอาหารเป็นเกณฑ์ 1) สง่ิ มชี ีวติ ท่สี รา้ งอาหารได้ หมายถงึ สง่ิ มีชีวติ ท่มี คี ลอโรฟิ ลล์ สามารถเปลย่ี นแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละน้าใหเ้ ป็นน้าตาล ได้ เช่น สาหรา่ ยสเี ขยี วและพชื สเี ขียวทกุ ชนิด 2) สง่ิ มีชีวติ ท่สี รา้ งอาหารไม่ได้ หมายถงึ สง่ิ มชี ีวติ ท่ไี ม่มคี ลอโรฟิ ลล์ ไม่สามารถสรา้ ง อาหารไดเ้ อง เช่น มนุษย์ สตั ว์

โครงสรา้ งเซลลพ์ ชื เย่อื หมุ้ เซลล์ ไรโบโซม ผนงั เซลล์ คลอโรพลาสต์ แวควิ โอล ไมโทคอนเดรยี ไซโทพลาซึม นิวเคลยี ส

โครงสรา้ งเซลลตั ว์ ไลโซโซม ไรโบโซม กอลจคิ อมเพลกซ์ เยอ่ื หมุ้ เซลล์ เซนทริโอล ไซโทพลาซึม ไมโทคอนเดรีย นิวเคลยี ส สว่ นประกอบและหนา้ ท่สี าคญั ของสว่ นประกอบของเซลล์ 1) ผนงั เซลล์ (cell wall) เป็ นเย่อื หมุ้ ผิวดา้ นนอกสุดของเซลลพ์ ชื ประกอบดว้ ย สารพวกเซลลโู ลสเป็นหลกั ทาหนา้ ท่ีใหค้ วามแข็งแรงและ หอ่ หมุ้ ป้ องกนั อนั ตรายใหแ้ กเ่ ซลลพ์ ชื

2) เย่อื หมุ้ เซลล์ (cell membrane) เป็ นเย่อื บาง ๆ ประกอบดว้ ยโปรตีนและลพิ ดิ ทาหนา้ ท่หี อ่ หมุ้ เซลลแ์ ละควบคมุ ปรมิ าณและชนิดของสารท่ีผา่ นเขา้ ออก จากเซลล์ มีสมบตั ิเป็ นเย่อื เลอื กผ่าน (semipermeable membrane) 3) โพรโทพลาซึม (protoplasm) เป็ นสว่ นประกอบทง้ั หมดภายในเย่อื หมุ้ เซลล์ มีลกั ษณะเป็ นของเหลวเรยี ก ไซโทพลาซึม สว่ นประกอบอน่ื ๆ เรยี กว่า ออรแ์ กเนลล์ (organelles) (3.1) ไมโทคอนเดรยี (3.2) คลอโรพลาสต์ (mitochondria) (chloroplast) ทาหนา้ ทเ่ี ก่ยี วกบั การสลายสารอาหาร เพ่อื ให้ พบเฉพาะในเซลลพ์ ชื มสี ารพวกคลอโรฟิ ลล์ พลงั งานแกเ่ ซลล์ (chlorophyll) คลอโรพลาสตเ์ ป็นแหลง่ ท่เี กดิ (3.3) ไรโบโซม การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง (ribosome) (3.4) กอลจคิ อมเพลกซ์ เป็นแหลง่ ทม่ี กี ารสงั เคราะหโ์ ปรตีน (golgi complex) (3.5) เซนทรโิ อล ทาหนา้ ท่สี รา้ งคารโ์ บไฮเดรต (centriole) ท่รี วมกบั โปรตนี มหี นา้ ทเ่ี กย่ี วกบั การแบง่ เซลล์ (3.6) แวควิ โอล (vacuole) ทาหนา้ ท่เี กบ็ น้าและสารตา่ ง ๆ

4) นิวเคลยี ส (nucleus) เป็นโครงสรา้ งทอ่ี ยูต่ รงกลางของเซลล์ เซลลม์ ชี ีวติ โดยทวั่ ไปมี นิวเคลยี ส ทาหนา้ ท่คี วบคมุ การทางานของเซลลร์ ่วมกบั ไซโทพลา ซมึ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ควบคมุ การสงั เคราะหส์ าร ประกอบของเซลล์ นิวเคลยี สประกอบดว้ ย เย่อื หมุ้ นิวเคลยี สเป็นเย่อื บางๆ มรี ูเลก็ ๆ กระจายอยู่ทวั่ ไป เพอ่ื ใหส้ ารตา่ ง ๆ ผ่านเขา้ ออกระหวา่ งของเหลวภายในนิวเคลยี ส (นิวคลโี อพลาซมึ ) กบั ของเหลวภายนอกนิวเคลยี สในเซลล์ (ไซ โทพลาซมึ ) โดยวธิ กี ารแพร่ โครมาทิน เย่อื หมุ้ นิวเคลยี ส นิวคลโี อลสั

ขอ้ แตกตา่ งระหว่างเซลลพ์ ชื กบั เซลลส์ ตั ว์ เซลล์ชนิ ดเดียวกนั มารวมตัวกันเป็ นกลุ่มเซ ลล์ เพอ่ื ทาหน้าท่ีเฉพาะอย่าง เรียกว่า เน้ือเย่อื (tissue) เช่น เน้ือเย่ือกลา้ มเน้ือ เน้ือเย่ือประสาท กลุ่มเน้ือเย่ือหลายๆ ชนิดท่ีรวมกนั เพ่ือทาหน้าท่ี เรียกกล่มุ เน้ือเย่ือน้ีว่า อวยั วะ (organ) เช่น ปาก หลอดอาหาร ตบั ตบั ออ่ น อวยั วะหลาย ๆ ชนิดมาทาหน้าท่ีสาคญั รว่ มกนั เรียก ระบบอวยั วะ เช่น ระบบหายใจ ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบประสาท และยงั มีอกี หลายระบบท่ที างานประสานกนั ประกอบกนั เป็ นรูปร่าง เป็ นรา่ งกายของสง่ิ มีชีวติ

ตัวอย่างการแพร่ ในชวี ิตประจาวัน ไดแ้ ก่ การแพรข่ องสีนา้ ในนา้

การออสโมซสิ (Osmosis)

สารละลายท่ีมีความเข้มขน้ น้อยกว่าเซลล์ (Hypotonic solution) 2. สารละลายท่มี คี วามเข้มข้นมากกวา่ เซลล์ (Hypertonic solution) 3. สารละลายทม่ี คี วามเข้มข้นเท่ากนั (Isotonic solution)

สารมคี วาม สารมคี วาม สารมคี วาม เขม้ ข้นเท่ากับ เข้มขน้ น้อย เขม้ ขน้ กวา่ เซลล์ เซลล์ มากกว่าเซลล์ ทิศทางการอออสโมซลิ ของสาร

กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (Photosynthesis) หมายถึง กระบวนการสร้างอาหารจาพวก คาร์โบไฮเดรต ของพืชสีเขียว เพ่ือใช้ในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนท่ีสึกหรอ ของพืช อีกทั้งยังเป็นการผลิต อาหารสาหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลก ในพืชสีเขียวน้ันมี คลอโรฟิลล์ที่ทาหน้าท่ีดูดกลืนพลังงานแสงจาดวงอาทิตย์ มาใช้ในการสร้างอาหาร นอกจากนั้นพืชยังจาเป็นต้องใช้ น้าและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเป็นสารอนินทรีย์โมเลกุล เล็กมาใช้ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงอกี ด้วย กระบวนการการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงเกดิ ข้นึ ท่คี ลอโรพลาส

สมการทวั่ ไปของการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง แสง, คลอโรฟีลล์ 6CO2 + 12H2O C6H12O6 + 6H2O + 6O2 + พลงั งาน คาร์บอนไดออกไซค์ + น้า นา้ ตาล + น้า + ออกซเิ จน + พลงั งาน สรปุ





การสืบพนั ธ์ุของพืช Pollination การถา่ ยละอองเกสรของ ดอกไม้ ละอองเกสรตัวผู้ ไปตกบนยอดเกสรตวั เมยี Fertilization ละอองเกสรตัวผู้งอกลงไป ผสมกบั ไข่ของตน้ แม่ เกิด การรวมตัวกันทเี่ รียกว่า double fertilization Pollination Fertilization Plant Seed

โครงสร้างของดอกไม้ ดอกสมบรู ณเ์ พศ (perfect flower) ดอกทมี่ ชี ัน้ ของเกสรตวั ผู้และตัวเมีย อยใู่ นดอกเดยี วกนั เกสรเพศเมยี เกสรเพศผู้ กลบี ดอก กลบี เลยี้ ง



เกสรตวั ผู้และตวั เมยี ไม่อย่ใู นภาวะทจี่ ะะผสม ตวั เองได้เนื่องมาจะาก 1. ตวั ผู้และตวั เมยี อยู่กนั คนละดอกบนต้น เดยี วกนั (monoecious) เช่น ขนุน 2. ตวั ผู้และตวั เมยี อยู่กนั คนละดอกในแต่ละต้น (dioecious) เช่น อนิ ทผาลมั 3. ตวั ผู้และตวั เมยี อย่ใู นดอกเดยี วกนั แต่มี ความพร้อมในการผสมพนั ธ์ุในเวลาทตี่ ่างกนั เช่น หน้าววั เดหลี แครอท การถ่ายละอองเกสร การปรับปรุงพนั ธ์ุ ต้องการสร้างสายพนั ธ์ุใหม่ ให้เป็ นไปตามทต่ี ้องการ - พืชผสมตวั เอง ป้องกนั ไม่ให้มกี ารผสมตัวเอง - พืชผสมข้าม ต้องมั่นใจะว่าไม่มกี ารแปดเปื้ อน จะากต้นท่ไี ม่ต้องการ

การตอน (emusculation) การทาหมัน โดยการตัดเอาส่วนของเกสรตัวผู้ ออกก่อน เพื่อให้มั่นใจะว่าไม่มกี ารผสมตัวเอง ในกรณขี องพืชผสมข้าม ต้องเอาถุงครอบไว้ ก่อน ไม่ให้มีการถ่ายละอองเกสร

มาตรฐาน ว 1.3 ตวั ชวี้ ดั ม.3/1 , ม.3/3 , ม.3/4 , ม.3/5 , ม.3/7 , ม.3/8 , ม.3/9 , ม.3/10 สำนกั งำนเขตพน้ื ทก่ี ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำยะลำเขต 1

กระบวนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม (Genetic character ) พนั ธุกรรม (Heredity) คือการถ่ายทอดลกั ษณะต่าง ๆ จาก รุ่ นสู่ รุ่ นหรื อจากบรรพบุรุ ษไปสู่ ลูกหลานโดยอาศยั เซลลส์ ืบพนั ธุ์ ซ่ึง พนั ธุกรรมบางอยา่ งอาจไม่ปรากฏใน รุ่นลูก แต่ไปปรากฏในรุ่นหลานได้ ลั ก ษ ณ ะ ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม คื อ ลกั ษณะต่าง ๆ ของส่ิงมีชีวิตท่ีถูก ค ว บ คุ ม โ ด ย ยี น ( Gene) แ ล ะ สามารถถ่ายทอดลกั ษณะจากรุ่น หน่ึงไปยงั รุ่นต่อ ๆ ไปได้

โครโมโซม (Chromosome) เม่ือเซลล์มีการแบ่งตวั ของเซลล์ โครมาทนิ (chromatin) จะมกี าร ขดตัวส้ั นจนมีลักษณะเป็ นแท่ งจะเรี ยกว่ า โครโมโซม (chromosome) เมื่อโครโมโซม (chromosome) ได้จาลองตัวเอง จนมลี กั ษณะเป็ นเส้นคู่ จะเรียกว่า โครมาทิด (chromatid) Chromosome ยนี หรือหน่วย พนั ธุกรรม เป็ นส่วนหนึ่งทอี่ ยู่บน ดเี อน็ เอ

ลกั ษณะปรากฏถูกควบคุมด้วยหน่วยพนั ธุกรรม ยนี (gene) คือ หน่วยพนั ธุกรรมที่อยบู่ นโครโมโซม (chromosome) ทาหนา้ ท่ีควบคุมลกั ษณะต่าง ๆ ทาง พนั ธุกรรมจากพอ่ แม่ไปยงั ลูกหลาน รูปแบบของยนี เรียกวา่ ‘แอลลลี (Allele)’ มี 2 ลกั ษณะ คือ 1. แอลลลี เด่น (dominant allele) คือ แอลลีลที่ควบคุม ลกั ษณะเด่นและแสดงลกั ษณะน้นั ๆ ออกมาได้ อาจเรียกวา่ ‘ยนี เด่น’ มกั เขียนแทนดว้ ยอกั ษรพมิ พใ์ หญ่ เช่น T 2. แอลลลี ด้อย (recessive allele) คือ แอลลีลที่ควบคุม ลกั ษณะดอ้ ย ไม่สามารถแสดงลกั ษณะออกมาได้ อาจ เรียกวา่ ‘ยนี ด้อย’ มกั เขียนแทนดว้ ยอกั ษรพิมพเ์ ลก็ เช่น t

มลั ตเิ ปิ ลแอลลลี (Multiple alleles) การเขา้ คู่ของแอลลีล เรียกวา่ “ มลั ตเิ ปิ ลแอลลลี (Multiple alleles) ” ❖ แอลลีลท่ีเป็นคู่เหมือนกนั เช่น TT หรือ ttเรียกวา่ Homozygous (พนั ธุแ์ ท)้ ❖ แอลลีลท้งั คู่ต่างกนั เช่น Tt เรียกวา่ Heterozygous (ลูกผสม หรือพนั ทาง) จานวนโครโมโซมในเซลล์ร่างกายของส่ิงมีชีวติ แต่ละชนิด

โครโมโซมในร่างกายมนุษย์ (Somatic cell) มีท้งั หมด 2n = 46 (23 คู่) 1. โครโมโซมร่างกาย (Autosome) จานวน 44 โครโมโซม (22 คู่) 2. โครโมโซมเพศ (Sex chromosome) จานวน 2โครโมโซม (1 คู)่ ในรูปแบบ XX เพศหญิง และ XY เพศชาย เพศ โครโมโซมร่างกาย โครโมโซมเซลล์สืบพนั ธ์ มนุษยผ์ หู้ ญิง 44+XX 22+X มนุษยผ์ ชู้ าย 44+XY 22+X หรือ 22+Y ลกั ษณะของโครโมโซมในร่ายกายมนุษย์ โครโมโซมเพศ

การปฏสิ นธิ อสุจจิ ากพ่อ ไข่จากแม่ โครโมโซม 23 โครโมโซม โครโมโซม 23 โครโมโซม ปฏสิ นธิ ไซโกต โครโมโซม 46 โครโมโซม สรุป Dominant allele Recessive allele Chromatids ที่มา: https://www.asharedvision.com/gene-therapy-research/understanding-genetic-disease/


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook