Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล

แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล

Published by kittkhan, 2021-01-03 16:58:28

Description: แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล โดย ดร.กิตติ์กาญจน์ ปฏิพันธ์

Keywords: นวัตกรรม,นวัตกรรมดิจิทัล

Search

Read the Text Version

ขน้ั ท่ี 2 เขา้ ถงึ ดว้ ยความมงุ่ มน่ั ใหเ้ ขา้ ถงึ นกั เรยี นเรยี นอยา่ งจรงิ ใจ จรงิ จงั ทำ� การวเิ คราะหผ์ นู้ กั เรยี น รจู้ กั นกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล แลว้ ทำ� ขอ้ มลู สาระสนเทศในการพฒั นานกั เรยี นทม่ี มี ปี ญั หาเขา้ ถงึ ครอบครวั นกั เรยี น ใหผ้ ูป้ กคอรงเหน็ ความสำ� คญั ในการช่วยเหลอื พฒั นานกั เรยี นทม่ี ปี ญั หา ข้ันที่ 3 เข้าถึงดว้ ยการปฏิบตั ิ ดว้ ยการจัดท�ำแผนการจดั การศึกษาเร่อื งการอา่ น เขียน ภาษาไทย และการวัดประเมินผลตามจัดส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรู้จัดให้กับนักเรียนท่ีมีเร่ืองการอ่าน เขียน ภาษาไทย ท้ังสภาพแวดล้อมทางกายภาพและบุคคลในการที่จะช่วยกันพัฒนา จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแผนทเี่ นน้ ในการพฒั นาผเู้ รยี นเปน็ สำ� คญั ทำ� การวดั ประเมนิ ผลเปน็ รายบคุ คลโดยบรู ณาการรายวชิ าอน่ื ๆดว้ ย และให้นักเรียนไดเ้ รียนรอู้ ย่างมีความสุข เพอื่ พัฒนาผู้เรียนใหเ้ ตม็ ตามศักยภาพ ข้ันท่ี 4 มุ่งมั่นปฏิบัติและพัฒนา เป็นการพัฒนาสร้างนวัตกรรมจากพื้นฐานเล็ก ๆ อาจเป็น สิ่งท่ีมีอยู่แล้วแต่น�ำมาปรับให้เข้ากับนักเรียนท่ีมีปัญหาเรื่องการอ่าน เขียน ภาษาไทย จากส่ิงที่มีอยู่ใกล้ตัว นักเรียนก่อน การพัฒนาต้องท�ำต้องท�ำทุกวันต่อเน่ืองจนสามารถพัฒนานักเรียนได้ ท�ำให้นักเรียนได้เรียน เปน็ วถิ ีชวี ิตจรงิ ๆ ขนั้ ท่ี 5 ร่วมพฒั นาสู่ความย่ังยืน คือ ร่วมมือกันลงมือปฏิบตั ิ ปรบั ปรงุ พัฒนาอยูเ่ สมอ อยา่ งจริงจงั จริงใจ ทงั้ ผ้บู ริหาร ครู ผปู้ กครองและนักเรยี น อย่างสมำ่� เสมอตอ่ เนอ่ื ง จากแนวคิดน�ำไปส่กู ารปฏิบตั ิรว่ มกัน ทำ� ให้พัฒนาสู่ความยั่งยนื ที่แทจ้ รงิ โดยท�ำการหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรมแลว้ พบว่า ผลการวิเคราะห์หาผลทางการเรียนก่อนและหลังการจัดนวัตกรรมสนุกกับการเรียนรู้การอ่าน เขยี น ภาษาไทย โดยใชบ้ ทเรียนโปรแกรมแบบมลั ติพอยท์ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 และ 3 กลุ่มตัวอย่าง ท่ใี ชใ้ นการศกึ ษาครั้งนี้ จำ� นวน 28 คน เป็นรายบุคคล ตามคุณลกั ษะหลัก (KPA) ดา้ นความรู้ (Knowledge) ก่อนเรียน 1.56 หลังเรียน 3.56 ด้านทักษะและการปฏิบัติ (Practice) ก่อนเรียน 2.02 หลังเรียน 3.98 และ ด้านเจตคตหิ รอื คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude) กอ่ นเรียน 1.98 หลังเรียน 3.56 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนที่มีปัญหาเรื่อง การอ่าน เขียน ภาษาไทย เปรียบเทียบ ปกี ารศกึ ษา 2558 - 2559 พบวา่ วา่ นกั เรยี นไดค้ ะแนนจากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธป์ิ ี 2558 เฉลย่ี รอ้ ยละ 87.26 และคะแนนเฉล่ยี จากทำ� แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ 2559 เฉล่ียร้อยละ 95.72 ในภาคเรียนท่ี 1 ในด้านความพึงพอใจพบว่านักเรียนที่เรียนและใช้กิจกรรมการเรียนรู้ นวัตกรรม มีความพึงพอใจ ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ได้ค่าเฉล่ียรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านรูปแบบการจัด การเรียนรู้นักเรียน มีความพึงพอใจในระดับมาก ข้อที่นักเรียนพึงพอใจในด้านรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มากทส่ี ดุ สว่ นดา้ นบทเรยี นโปรแกรมแบบมลั ตพิ อยทท์ ใ่ี ชใ้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรนู้ กั เรยี นมคี วามพงึ พอใจ ในระดบั มาก สว่ นขอ้ ทน่ี กั เรยี นพงึ พอใจในดา้ นนมี้ ากทสี่ ดุ คอื มคี วามสะดวก รวดเรว็ งา่ ย ตอ่ การเขา้ ใชบ้ ทเรยี น วทิ ยาจารย์ 99

สรปุ ส่งิ ทเี่ รยี นรแู้ ละการปรบั ปรงุ ให้ดขี น้ึ 1. มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่บนพ้ืนท่ีภูเขาสูง ถิ่นทุรกันดารห่างไกล ไดเ้ ข้าถึงเทคโนโลยีและส่ือการเรยี นท่ดี ีข้ึน 2. การจดั การเรียนร้ใู ห้ผเู้ รียนได้เรยี นรู้ ผลการเรียนของผู้เรยี นดขี ึ้น 3. มบี ทเรียนโปรแกรมแบบมัลติพอยทท์ ี่สง่ เสรมิ การจดั การเรียนรูใ้ หก้ ับผู้เรียน 4. มีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่บนพ้ืนที่ภูเขาสูง ถิ่นทุรกันดารห่างไกลได้เข้าถึงเทคโนโลยี และทำ� ให้ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรรู้ ว่ มกนั สนุกและสนใจท่ีจะเรยี นรู้มากขน้ึ 5. มเี วบ็ ไซตส์ ำ� หรบั เกบ็ รวบรวมสอื่ บทเรยี นโปรแกรมแบบมลั ตพิ อยทท์ พ่ี ฒั นาขน้ึ ครทู กุ คนสามารถ นำ� ไปใชไ้ ด้ แบบอย่างท่ีภาคภมู ิ 1. ผลงานสง่ ผลให้เกิดประโยชน์ตอ่ สถานศกึ ษา โรงเรยี นมีนวตั กรรมใหม่ ทีใ่ ช้สำ� หรับการเรียน การสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญ อีกท้ังยังเป็นสื่อท่ีเน้นให้นักเรียน เกิดผลทางการเรียนรู้ท้ังเร่ืองการอ่าน เขียน ภาษาไทย และบรู ณาการ ซึ่งสง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนมคี วามรู้สง่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของโรงเรียนดขี ึน้ นักเรียนมีทักษะการใช้ชีวิตท่ีดี และโรงเรียนได้รางวัลด้านนวัตกรรมดีเด่น หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรรม รางวลั นวัตกรรมเด็กพิเศษ และอีกมากมายในดา้ นการพฒั นานักเรียนพื้นที่สูง 2. ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อวงการวิชาชีพ นวัตกรรมสนุกกับการเรียนรู้ การอ่าน เขยี น ภาษาไทย ด้วยเทคโนโลยีมัลตพิ อยท์ เปน็ นวตั กรรมทคี่ ณะครวู งการวิชาชพี จากโรงเรียน เครอื ข่าย เขตพน้ื ที่ การศึกษา และในระดับภาค ชาติให้ความสนใจที่จะน�ำไปใช้ในสถานศึกษาให้กับนักเรียนในโรงเรียน ของตนเอง เพราะนวตั กรรมมคี วามสามารถในการแกป้ ญั หาการเรยี นรู้ การอา่ น เขยี น และทกั ษะอนื่ ๆ ตลอดจน วิธีการเรียนรู้ (Learning Style) ที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ บนเทคโนโลยีมัลติพอยท์ สามารถสรา้ งเนอ้ื หาวชิ าขน้ึ มาเองไดน้ อกเหนอื ไปจากการสรา้ งบทเรยี น ในเนอ้ื หาทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั คอมพวิ เตอร์ มีการบูรณาการเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เข้าร่วมเพื่อให้การเรียนรู้และความคิดในการสร้างบทเรียน การแสดงออกไดอ้ ยา่ งหลากหลายและการค้นหาข้อมลู ความรูต้ ่าง ๆ ดำ� เนนิ ไปไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ 3. ผลงานสง่ ผลใหไ้ ดร้ ับรางวัลทีไ่ ดร้ บั อันทรงคณุ คา่ ดังน้ี 3.1 รางวลั ผลงานทางวชิ าการและการปฏิบัติงานท่เี ปน็ เลิศ (Brest Practice) รางวลั เหรียญทอง ชนะเลิศ อันดับท่ี 1 ด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนส�ำหรับนักเรียนเรียนร่วม ระดับชาติและภาคเหนือ ปกี ารศึกษา 2559 3.2 รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) รางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชาติและภาคเหนือ ปกี ารศกึ ษา 2559 100 วทิ ยาจารย์

ทศั นศ์ กึ ษา นายธนนิ ทร์ ฐั กฤษฎิ์ฉนั ทัชท์ ศิริวศิ าลสวุ รรณ สอนภาษาไทยอย่างไรให้สนกุ สนาน พร้อมพฒั นาทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ : เทคนิค 5T Model บูรณาการกจิ กรรม ร้อง เลน่ เต้น เรียน ตอนท่ี 1 ทักษะการคิดจึงเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถด�ำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค ศตวรรษท่ี 21 เนอ่ื งดว้ ยความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที สี่ ง่ ผลตอ่ สภาพสงั คม ทำ� ใหส้ งั คมมกี ารเปลยี่ นแปลง อย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสารสนเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อท่ีหลากหลาย บุคคลจ�ำเป็น จะตอ้ งใชท้ กั ษะการคดิ ในการพจิ ารณาขา่ วสารและเรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ รอบตวั วา่ ความจรงิ เปน็ เชน่ ไร อะไรควรเชอื่ ไมค่ วรเชอ่ื สงิ่ ไหนทค่ี วรถอื ปฏบิ ตั ิ การคดิ วเิ คราะหเ์ ปน็ พน้ื ฐานของทกั ษะการคดิ ขน้ั สงู ประเภทหนงึ่ ทจ่ี ะทำ� ใหบ้ คุ คลสามารถพจิ ารณา อย่างมีหลักการ สามารถควบคุม จัดการและตรวจสอบความคิดของตนเองได้ รวมท้ังสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา โดยใชเ้ หตผุ ลอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมจงึ นบั ไดว้ า่ เปน็ ทกั ษะสำ� คญั ทจี่ ะพฒั นาบคุ คลใหส้ ามารถ “คดิ เปน็ ทำ� เปน็ แกป้ ญั หาเปน็ ” (คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต,ิ 2545: 50 - 51) แตก่ ารจดั การศกึ ษาเพอื่ พฒั นาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ทกั ษะการคดิ วเิ คราะหข์ อง ประเทศไทยน้ัน พบว่า ผลการจัดการศึกษาไม่ค่อยประสบผลส�ำเร็จเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากผลที่เยาวชนไทยยังขาด ทักษะความสามารถในการคิดอยู่ จากการสรุปผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของส�ำนักรับรองและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ในรายงานประจำ� ปี 2557 ภาพรวมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 - 2556 พบวา่ ผลการประเมนิ คุณภาพ ภายนอกในด้านผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีคุณภาพในมาตรฐานที่ 4 ท่ีก�ำหนดว่า ผู้เรียนมีความสามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มวี ิจารณญาณ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวสิ ัยทศั น์ ซ่ึงนนั่ แสดงใหเ้ ห็นว่า สภาพการพฒั นา สง่ เสรมิ ทกั ษะการคดิ ในโรงเรียนยังไม่สามารถบรรลเุ ป้าหมายได้ ซง่ึ เมือ่ เปรียบเทียบกับผลการประเมนิ ในมาตรฐานอ่นื ๆ ทงั้ 14 มาตรฐาน พบวา่ มผี ลประเมนิ ตำ่� สดุ ดงั นนั้ ทกั ษะการคดิ วเิ คราะหจ์ งึ เปน็ ทกั ษะทจี่ ำ� เปน็ ทผี่ เู้ รยี นตอ้ งไดร้ บั การเสรมิ สรา้ ง และพฒั นาอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ วทิ ยาจารย์ 101

การคิดวิเคราะหเ์ ปน็ การจดั การกบั ข้อมลู ในสถานการณ์ แล้วนำ� ไปส่กู ารคิดระดบั สงู เชน่ การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดเพื่อตัดสินใจ (Decision Making) การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving) และการคิดสรา้ งสรรค์ (Creative Thinking) ซงึ่ ได้มาจากพื้นฐานการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ซงึ่ สามารถสรุปเป็นความสมั พันธ์ทต่ี ่อเน่อื งกันได้ ดังน้ี การวิเคราะห การคดิ อยา งมีวิจารณญาณ การตัดสินใจ - ระบุความสำคัญ - ระบบขอมลู หลากหลาย เลอื กวิธเี หมาะสมเปน การคิดแกไขปญหา - แจกแจงขอมูลและ - ทบทวนจดุ เดนจุดดอ ย ประโยชนในการแกไขปญหา การคดิ อยางสรางสรรค หรือสรางสรรคง าน จำแนกขอ มลู ของระบบขอมูล - ระบุความสมั พนั ธ - ปรบั ระบบโดยหา และความเปนเหตุผล ขอมูลเพม่ิ การคิดวิเคราะหน์ ำ� ไปสู่การคิดระดบั สูง (วิทย์ทชิ ัย พวงค�ำ, 2551: 2) จะพบวา่ การคิดวเิ คราะหน์ ้ันเปน็ พื้นฐานของการคิดระดบั สูง อนงึ่ ในสังคมปัจจบุ นั ครูมบี ทบาท ส�ำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ดังนั้นครูในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องค�ำนึงในเร่ือง การจัด บรรยากาศการเรียนรู้ท่ีเอ้ือต่อการฝึกทักษะการคิด รู้จักวิธีการกระตุ้นให้นักเรียนสนใจใฝ่รู้สู่การคิด ใหน้ กั เรยี นไดแ้ สดงความคดิ เหน็ อยา่ งอสิ ระโดยมคี รเู ปน็ ผเู้ สรมิ และนำ� ทางไปสเู่ ปา้ หมายของการคดิ ทถี่ กู ตอ้ ง เชอื่ มโยงความคดิ เหน็ ของนกั เรยี นทม่ี คี วามคดิ แตกตา่ งกนั ครจู ะตอ้ งใจกวา้ งรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของนกั เรยี น บนพนื้ ฐานของเหตุผล มคี วามเป็นมติ ร มีความใกลช้ ิดและจรงิ ใจต่อนักเรยี น ฝกึ ให้นกั เรียนไดร้ ู้จักค้นพบ ในส่ิงท่ีเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักอภิปรายร่วมกันและเสนอแนะผลจากการคิดอย่างถูกต้อง เหมาะสม แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามครจู ะตอ้ งเตรยี มการตา่ ง ๆ เพอื่ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะการคดิ เชน่ กจิ กรรม การฝกึ ทกั ษะการคดิ แบบฝกึ หดั ทกั ษะการคดิ กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ใชว้ ธิ สี อนอยา่ งหลากหลายทเ่ี นน้ ใหน้ กั เรยี นรจู้ กั การคดิ การทค่ี รฝู กึ ใหน้ กั เรยี นเปน็ ผตู้ นื่ ตวั ในการเรยี นรทู้ ใ่ี ชท้ กั ษะการคดิ อยเู่ สมอโดยเชอ่ื มโยง ประสบการณ์เดิมของตนกับข้อมูลความรู้ท่ีแสวงหามาใหม่มาเป็นพ้ืนฐานหรือประเด็นในการคิด อยตู่ ลอดเวลาสม่�ำเสมอ จนเปน็ วิถชี ีวติ ของการเรียนรขู้ องนักเรียนแล้ว ย่อมส่งผลให้นักเรียนเป็นบุคลากร ทมี่ คี ณุ ภาพ สามารถดำ� เนนิ ชวี ติ ไปตามเสน้ ทางทถ่ี กู ตอ้ ง ครจู งึ ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ ผสู้ รา้ งนกั คดิ รนุ่ เยาวซ์ ง่ึ จะสง่ ผล ให้พลเมืองของชาติเป็นผู้มีทักษะการคิด คิดเป็น คิดถูก ท�ำถูก อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ทกุ ดา้ นในอนาคต (สคุ นธ์ สนิ ธพานนทแ์ ละคณะ, 2555: 25 - 28; ไพฑรู ย์ สนิ ลารตั น,์ 2557: 9 - 17; พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยินดสี ุข, 2557: 1 - 11) 102 วทิ ยาจารย์

ครูผู้สอนภาษาไทยจึงสร้างนวัตกรรมท่ีใช้ชื่อ THINK TALK TURN plus TEACH for THAI LANGUAGE : 5T Model โดยบรู ณาการกจิ กรรมรอ้ งเลน่ เตน้ เรยี น เขา้ มามบี ทบาทสำ� คญั ในการพฒั นานกั เรยี น ในเรื่อง ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ ดังนี้ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู THINK ขนั้ นำกิจกรรมการเรยี นรู TEACH ขน้ั พัฒนากจิ กรรมการเรยี นรู TURN TALK ข้ันสรปุ และประเมิลผล THAI LANGUAGE กิจกรรมการเรยี นรู 5 T Model กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้นวัตกรรม 5T Model (ธนนิ ทร์ ัฐ กฤษฎิ์ฉนั ทัชท์ ศิรวิ ิศาลสุวรรณ, 2559: 108) วทิ ยาจารย์ 103

อนง่ึ นวตั กรรม THINK TALK TURN plus TEACH for THAI LANGUAGE: 5T Model หมายถงึ เทคนคิ การสอนทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสามารถสอดแทรกเขา้ ในกระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรใู้ นขน้ั ตอนใด ขน้ั ตอนหนง่ึ หรอื ทง้ั 3 ขนั้ ตอนได้ คอื ขนั้ นำ� กจิ กรรมการเรยี นรู้ ขนั้ พฒั นากจิ กรรมการเรยี นรู้ และขน้ั สรปุ และประเมนิ ผลกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดย 5T Model ทค่ี รผู สู้ อนภาษาไทยสรา้ งขน้ึ มานน้ั มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี T – THINK คือ การคิด T – TALK คือ การพดู คยุ แลกเปล่ยี นประสบการณ์การเรยี นรู้ T – TURN A KNOWLEDGE คอื การย้อนกลับแหง่ มวลความร้ ู (วัดและประเมนิ ) T – TEACH คือ การสอนของครู หรอื นกั เรยี นสอนเพอ่ื น T – THAI LANGUAGE SKILLS คอื ทกั ษะวชิ าภาษาไทย (การฟงั พูด อา่ นและเขยี น) ความแปลกใหม่ของนวัตกรรม 1. เกิดจากแนวคิดแปลกใหม่ ไมเ่ คยมปี รากฏมากอ่ น นวตั กรรมทน่ี ำ� เสนอนข้ี า้ พเจา้ ไดส้ งั เคราะหแ์ ละประยกุ ตท์ ฤษฎที างการศกึ ษาเพอื่ ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ สงู สดุ แกผ่ ูเ้ รยี น ดงั รปู แบบต่อไปนี้ THINK เลน รอ ง เตน TEACH เรยี น บูรณาการกจิ กรรม TURN TALK THAI LANGUAGE 104 วทิ ยาจารย์

2. เปน็ การพฒั นาตอ่ ยอดจากแนวคดิ เดมิ Think Teach Teach THINK TEACH รอง เลน Talk TURN TALK เตน เรียน THAI LANGUAGE Turn Teach แนวคดิ ใหม 5T Model แนวคิดเดิม Triple T plus T Model 3. มกี ารปรับปรงุ จากแนวคดิ เดิมและนำ� มาพฒั นาใหม่ ความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมและเทคโนโลยกี ารเรยี นการสอนประเภทเทคนคิ การจดั กจิ กรรม การเรยี นรรู้ ายวชิ าภาษาไทยเพ่ือพัฒนาทกั ษะการคิดวิเคราะหไ์ ด้บรู ณาการกจิ กรรมตา่ ง ๆ ดงั น้ี THINK TEACH กระบวนการกลมุ เลน และ รอง เตน TURN TALK THAI LANGUAGE รบั ฟงความคดิ เห็น เรียน นวตั กรรมชดุ กิจกรรมการเรียนรวู ิชาภาษาไทย การเรยี นแบบรวมมือ ทักษะชวี ติ ทกั ษะการคิดวิเคราะห เกมการศึกษา คำถาม RCA วทิ ยาจารย์ 105

4. ผลงานมีจดุ เด่น น่าสนใจ สะทอ้ นถงึ การมีแนวคดิ ใหม่ ชุดนวัตกรรมประเภท เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทยน้ี ได้สังเคราะห์ทฤษฎี ทางการศกึ ษา และหลอมรวมประยกุ ตเ์ ขา้ ใชร้ ว่ มกบั แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ พอื่ พฒั นาผเู้ รยี นใหเ้ กดิ เจตคตทิ ดี่ ี ต่อรายวชิ าภาษาไทยและพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิให้มีคณุ ภาพอย่างแทจ้ ริง โดยมี จุดเด่น ดังนี้ 1) การจดั กิจกรรมการเรียนรูใ้ หเ้ หมาะสมกบั ช่วงวัย 2) ใชเ้ ทคนคิ วธิ /ี กลวธิ แี บบ 5T Model (Think Talk Turn Teach Thai) 3) การเรียนแบบสรา้ งสรรค์ 4) ทักษะการคิดวเิ คราะห์ 5) ทักษะชีวิต 6) การเรียนแบบรว่ มมอื /มสี ว่ นรว่ ม 7) เกมการศึกษา 8) ค�ำถาม RCA 9) กิจกรรม รอ้ ง เลน่ เตน้ เรยี น 10) กระบวนการกลมุ่ และรบั ฟงั ความคิดเห็น 5. ใช้ง่าย สะดวก เนอ่ื งจากนวตั กรรมนเ้ี ปน็ ชดุ นวตั กรรมประเภท เทคนคิ การจดั กจิ กรรม การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทยจึงมีความสะดวกในสามารถปรับประยุกต์ เข้าใช้ได้เข้ากับทุกช่วงวัย และทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะในการจัดท�ำ แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ พอ่ื พฒั นาผเู้ รยี นในแตล่ ะรายวชิ านน้ั สามารถ ใชน้ วตั กรรม 5T Model (Think Talk Turn Teach Thai) รว่ มเข้าเปน็ สว่ นหนงึ่ ในกระบวนการ/ขนั้ ตอน/การดำ� เนนิ กจิ กรรมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ทง้ั นี้ สามารถนำ� เทคนคิ การสอนทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพสามารถสอดแทรกเขา้ ในกระบวนการ จัดกิจกรรมการเรียนร้ใู นข้ันตอนใดขัน้ ตอนหนึ่งหรือทงั้ 3 ข้ันตอนได้ ดังน้ี 1) ขั้นนำ� กิจกรรมการเรียนรู้ 2) ขน้ั พฒั นากิจกรรมการเรยี นรู้ 3) ขั้นสรุปและประเมินผลกจิ กรรมการเรยี นรู้ 6. ลงทนุ น้อย ชดุ นวตั กรรมประเภท เทคนคิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวิชาภาษาไทยน้ี เปน็ นวตั กรรมทไ่ี มต่ อ้ งลงทนุ สิง่ ใดเลย นอกจากการคดิ ของผใู้ ชน้ วัตกรรม สอ่ื การเรยี นรูต้ ่าง ๆ ภายในหอ้ งเรยี น เชน่ กระดาษท่ใี ช้แลว้ ตะกรา้ ร่ม เก้าอ้ี โต๊ะ ไม้กวาด เป็นต้น โดยสิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องเรียนนั้นเป็นเสมือนสื่อการเรียนรู้แบบธรรมดาพื้นฐาน แตท่ จี่ รงิ แลว้ นน้ั ผสู้ อนสามารถประยกุ ตเ์ พอ่ื เรา้ ความสนใจใหก้ บั ผเู้ รยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ทงั้ นผ้ี สู้ อนสามารถใชส้ ภาพแวดลอ้ ม ในบรเิ วณโรงเรยี นหรือหอ้ งเรยี นเป็นฐานได้ เชน่ ห้องสมุด ลานกีฬา หอประชุม สวนในวรรณคดี เปน็ ตน้ 106 วทิ ยาจารย์

รอบรู้การศกึ ษา ดร.ชยั ยศ อิ่มสวุ รรณ์ การศึกษาตามอธั ยาศยั = การศกึ ษาในวิถีชีวิต ประเทศไทยบญั ญตั คิ ำ� วา่ การศกึ ษาตามอธั ยาศยั เพอ่ื อธบิ ายความหมาย ของคำ� วา่ Informal Education โดยบญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษา แหง่ ชาติ พ.ศ. 2552 ซงึ่ ทำ� ใหผ้ ทู้ ร่ี แู้ ละเขา้ ใจความหมายของทงั้ คำ� วา่ \"อธั ยาศยั \" และ \"Informa Educaton\" รู้สึกอิหลักอิเหล่ือ เพราะรู้ว่าแท้จริงต่างมี ความหมายเฉพาะของคำ� นนั้ ๆ อยแู่ ลว้ การเอาบทบญั ญตั ใิ หเ้ ปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั เลยกลายเป็นเอาฝรัง่ มาแต่งเปน็ ไทย ค�ำว่า \"อัธยาศัย\" เป็นศัพท์ในภาษาสันสกฤต หมายถึง นิสัยใจคอ ในพจนานุกรม สันสกฤต ไทย อังกฤษ อภิธาน ไดอ้ ธิบายว่า หมายถึง พ้นื ฐานของจติ ใจหรือก�ำพืดของบุคคล ซึ่งเป็นค�ำกลาง ๆ นอกจากน้ันในพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ยังได้ให้ ความหมายเพม่ิ วา่ หมายถงึ ความพอใจความประสงค์ดว้ ยและยงั มคี ำ� ในภาษาบาลที เ่ี ปน็ คำ� เดยี วกนั คอื คำ� ว่า \"อัชฌาศยั \" แตใ่ นภาษาไทยให้ความหมายวา่ นิสยั ใจคอทีด่ ี ดังนนั้ เม่อื เอามารวมกบั ค�ำว่าการศึกษา เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ก็จะอธิบายได้เพียงแต่เป็นการศึกษาที่ผู้เรียน สามารถเรยี นไดต้ ามความประสงคเ์ ทา่ นน้ั เอง ซงึ่ ผดิ รปู กบั ความหมายของ \"อธั ยาศยั \" ในศพั ทเ์ ดมิ แตน่ า่ คดิ วา่ หากจะยดึ ความหมายเดมิ การศกึ ษากค็ วรจะจดั ใหส้ อดคลอ้ งกบั อธั ยาศยั ของผเู้ รยี น แต่ละคน ซง่ึ สนใจกวา่ และเหมาะแก่ยุคสมยั เสยี ดว้ ยซ�้ำ วิทยาจารย์ 107

ประการส�ำคัญก็คือ การศึกษาตามอัธยาศัย แตอ่ ยา่ งไรกด็ ใี นแวดวงวชิ าการตา่ งประเทศกย็ งั ใช้ ในความหมายทวี่ า่ เปน็ การศกึ ษาทจ่ี ดั ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นตาม ค�ำว่าInformal Education ปะปนกับค�ำว่า Non Formal ความประสงค์ หรือความสนใจน้ัน เป็นความหมายเพียง Education ซง่ึ มกั ทำ� ใหส้ บั สนกนั จงึ ตอ้ งสงั เกตวา่ มกี ารกลา่ วถงึ ส่วนเดยี วของคำ� วา่ Informal Education กจิ กรรมทเ่ี ป็น Non Formal Education ไว้ในขณะทีก่ ลา่ ว กอ่ นทจี่ ะพดู ถงึ Informal Education ควรทจี่ ะเขา้ ใจ คอื Informal Education ด้วยหรอื ไม่ หรอื ผู้พดู จะหมายถึง เป็นเบ้ืองต้นก่อนว่า ค�ำน้ีมีที่มาอย่างไร ซ่ึงต้องยกย่องว่า เรื่องเดียวกัน สาเหตุส�ำคัญก็คือ ความไม่ชัดเจนในตัวเอง Philip H.Coombs และคณะนักวิจัย ซงึ่ ได้ท�ำรายงานเสนอ ของ Informal Education ซึ่งเป็นอตั ลกั ษณข์ องการศึกษา ตอ่ องคก์ าร Unesco เกยี่ วกบั การเรยี นรขู้ องคนในยคุ ปจั จบุ นั ประเภทน้ี โดย Philip Coombs ไดแ้ บง่ การศกึ ษาออกเปน็ 3 ลกั ษณะคอื เพื่อท่ีจะเข้าใจการศึกษาตามอัธยาศัย เราควรจะ Formal Education ซ่ึงหมายถึง การศึกษาท่ีจัด ท�ำความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย ในโรงเรยี นทวั่ ไป มรี ะบบ มแี บบแผนทชี่ ดั เจน เปน็ การศกึ ษา หรอื ทรี่ บั รกู้ นั เรอื่ ง Lifelong Education การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ กระแสหลกั ของทุกประเทศทว่ั โลก เป็นเบ้ืองต้นก่อนแท้จริงแล้วมนุษย์เรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ Non - Formal Education หมายถึง การศึกษา มารดา เรยี นรู้ทจี่ ะส่ือสารกับแม่ เรยี นรเู้ มือ่ ลืมตาดูโลก และ ทจี่ ดั ขน้ึ โดยมลี กั ษณะทย่ี ดื หยนุ่ ไปตามสภาพและความจำ� เปน็ คอ่ ย ๆ พฒั นาการเรยี นรเู้ พอื่ เอาชวี ติ รอดตงั้ แตห่ ายใจ กนิ นม ของผู้เรียน มีลักษณะเป็นการเรียนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน รอ้ งไห้ หัดพูด หัดสือ่ สาร ดว้ ยการท�ำตาม เลยี นแบบ หรอื และเป็นระยะสั้น อาจจัดเปน็ เอกเทศหรอื เปน็ สว่ นหน่งึ ของ แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งจากการท�ำด้วยตัวเอง พัฒนาสู่ กระบวนการพฒั นากไ็ ด้ การท�ำตาม สงั เกต ลองผิด ลองถูก เปน็ กระบวนท่ีเรียกว่า Informal Learning เปน็ ค�ำท่ี Coombs ใช้ในระยะ เป็นกระบวนการหล่อหลอมทางสังคม เป็น Socialization แรก ๆ โดยอธบิ ายวา่ เปน็ กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ไ่ี มเ่ ปน็ ทางการ ทำ� ให้เด็กแรกเกิดเปน็ เพศชาย เพศหญิง ทางสงั คมเปน็ คน มคี วามหลากหลาย และไมเ่ ปน็ ระบบทชี่ ดั เจน ผเู้ รยี นจะรตู้ วั ในสงั คมแบบตา่ งๆคนไทยคนลาวคนจนี ....เราถกู กระบวนการ หรอื ไมก่ ไ็ ด้ จะมผี สู้ อนหรอื อาจไมม่ อี ยา่ งชดั เจนกไ็ ด้ สามารถ ทางสงั คมหลอ่ หลอมคขู่ นานไปกบั การเรยี นรใู้ นตวั ของเราเอง เรียนรู้ได้จาก ส่ือ วัตถุ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ได้ เราเรียนรู้ที่จะท�ำงานโดยการช่วยพ่อแม่ ท�ำโน่น ท�ำน่ี แต่ไมเ่ ป็นระบบชดั เจนตายตวั ต่อ ๆ มาได้มกี ารปรบั เปลีย่ น เชน่ เราหุงข้าวเปน็ แตจ่ ะเปน็ ตอนไหนกไ็ มร่ ู้ได้ เพยี งแต่ร้วู ่า ค�ำว่า Informal Learning เป็น Informal Education อาจจะ ชว่ ยแมอ่ ยใู่ นครวั หยบิ จบั โนน่ นดิ นหี่ นอ่ ยจนสดุ ทา้ ยกห็ งุ ขา้ วเปน็ เพือ่ ให้เขา้ พวกกับ Formal Education และ Non Formal ทำ� อาหารเปน็ หรอื ไปชว่ ยพอ่ ทำ� นาเรม่ิ จากตามพอ่ ไปในทอ้ งนา Education แตม่ ีนัยวา่ หากเปน็ Education ก็ยอ่ มหมายถงึ พ่อแม่จะสอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็หาได้ชัดเจนไม่เพียง เป็นกจิ กรรมทีม่ กี ารจัดการได้ แตใ่ ห้ลกู ไปชว่ ยเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ในที่สุดกท็ �ำเป็น พอเรม่ิ โตเขา้ โรงเรยี นไดเ้ รากไ็ ปเรยี นทโี่ รงเรยี นตามท่ี คุณครูท่านสอนวิชาต่างๆ แต่เราก็มีกิจกรรมในโรงเรียน อีกมากมาย ตั้งแต่เล่นกับเพื่อน ช่วยกันท�ำความสะอาด ห้องเรียน สารพัดกิจกรรมทั้งท่ีเราสนใจจะไปท�ำหรือไม่ได้ ต้งั ใจจะเรียนรู้เสียด้วยซำ�้ 108 วทิ ยาจารย์

วัฒนธรรมไทยเรามีกิจกรมท่ีเรยี กวา่ \"ครพู กั ลักจ�ำ\" การเรยี นรทู้ มี่ รี ปู แบบและวธิ กี ารทห่ี ลากหลายและ เปน็ ครทู ป่ี ระเพณไี ทยเราตอ้ งไหวร้ วมกบั ครอู น่ื ๆ ดว้ ย แตว่ ธิ ี ไมเ่ ปน็ ทางการนค้ี ขู่ นานไปกบั การใชช้ วี ติ ปกตขิ องคนทกุ กลมุ่ ครูพักลักจ�ำคือการไปลักจ�ำ ไปดู ไปสังเกตแล้วมาลองท�ำ ทุกเพศ ทกวัย ทุกสถานะ ทุกอาชพี เราเรียนรผู้ า่ นการศกึ ษา ลองดดั แปลง เจา้ ของวชิ าทา่ นกไ็ มไ่ ดส้ อน แตท่ า่ นทำ� ภารกจิ ในระบบเพยี งชว่ งหนงึ่ ของชวี ติ เฉลยี่ แลว้ ไมเ่ กนิ 20 ปี สำ� หรบั ของท่านไปแล้วมีคนแอบไปจ�ำมา เช่น พ่อเพลงแม่เพลง การเรยี นรตู้ ง้ั แตโ่ รงเรยี นอนบุ าลเรอ่ื ยมาจนถงึ จบมหาวทิ ยาลยั ท่านร้องเพลงแล้วเราไปจ�ำมา หรือเราไปเป็นผู้ช่วยช่าง ในระหวา่ งนนั้ หรอื ในชว่ งวยั ทำ� งาน เรากเ็ รยี นรจู้ ากการศกึ ษา ชว่ ยชา่ งหยบิ จบั เครอื่ งไมเ้ ครอ่ื งมอื พอคลอ่ งแคลว่ กช็ ว่ ยชา่ ง นอกระบบแบบ Non - Formal Education เป็นระยะ ๆ ท�ำงานได้ไม่ว่าจะเป็นช่างเคร่ืองยนต์ ช่างไม้ ช่างปูน ตามความสนใจ แตก่ ารเรยี นรแู้ บบ Informal Learning มอี ยู่ ช่างแกะสลัก ฯลฯ ในท่ีสุดก็เอาความรู้ที่ไปจ�ำมาเอามา ตลอดชว่ งชวี ติ จนกระทง่ั ลมหายใจสดุ ทา้ ยดงั คนไทยสมยั กอ่ น เป็นอาชีพของตนเองได้ แบบนี้ก็เป็นการเรียนรู้ท่ีมีรูปแบบ จะบอกทางพระอรหันต์แก่ผู้ท่ีก�ำลังจะส้ินชีวิตดังน้ันจึงเห็น ไมเ่ ป็นทางการแต่มีความหมายมคี ุณค่า ไดว้ า่ กระบวนการเรยี นรแู้ บบไมเ่ ปน็ ทางการ เปน็ รปู แบบหรอื ในองคก์ รสมยั ใหม่ การฝกึ อบรมบคุ ลากรอาจยงั คง วิธีการที่มีความหลากหลายท่ีตัวผู้เรียนเองจะสนใจหรือไม่ มคี วามสำ� คญั แตก่ ม็ กี ระบวนการเรยี นรแู้ บบโคช้ ใหค้ ำ� แนะนำ� ก็ได้ จะต้ังใจหรือไม่ก็ได้ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย หรือสอนงานโดยการสังเกตให้ลองท�ำ รวมทั้งการพูดคุย ท่ีจ�ำกัดความไว้เฉพาะการศึกษาที่จัดให้บุคคลเรียนรู้ตาม แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ การถกเถยี งโตว้ าทีรวมตลอดไปจนถงึ ความสนใจจึงเป็นเพียงบางส่วนและก่อให้เกิดความสับสน การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ การเข้าไปเรียนรู้ผ่าน ปะปนกบั การเรยี นรจู้ ากการศกึ ษานอกระบบ (Non - Formal แอปพลเิ คชนั ตา่ ง ๆ การคน้ ควา้ ทาง Internet เปน็ วธิ กี ารเรยี นรู้ Education) ด้วย เพราะการศึกษานอกระบบก็เป็นการจัด ทไ่ี มเ่ ปน็ ทางการและมวี ธิ กี ารทห่ี ลากหลายมาก ซง่ึ ทำ� ใหเ้ กดิ การศกึ ษาเพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการและความสนใจของ การเรยี นรไู้ ด้แทบจะไมต่ า่ งไปจากการอา่ นหนงั สอื สารพดั ชนดิ ผู้เรียนดว้ ยเช่นกัน การท่ีบุคคลมีการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย และไมเ่ ป็นทางการ ไมม่ ีขอบเขตเรอ่ื ง ระบบ รปู แบบ วิธีการ ของความคดิ เรอื่ งการศกึ ษา ดงั นน้ั เราจงึ ไมค่ วรมอง Informal Learningดว้ ยกรอบความคดิ เรอ่ื งการศกึ ษาทจ่ี ะตอ้ งมหี ลกั สตู ร รูปแบบวธิ ีการจดั การเรยี นการสอน การวัดและประเมินผล เพราะจะไมพ่ บในสิง่ ท่รี ะบบคิดเรือ่ งการศึกษาได้ก�ำหนดไว้ และไมค่ วรลมื ดว้ ยวา่ Informal Learning นน้ั ใหค้ วามสำ� คญั ที่ตัว Learning คือการเรียนรู้มากกว่าการศึกษา ซ่ึงเป็น การจดั การเพอ่ื ขดั เกลาหลอ่ หลอมในความหมายของEducate ซึ่งมรี ูปแบบและกระบวนการ วิทยาจารย์ 109

เมื่อจะมอง Informal Learning ให้เป็น Informal จัดแสดงนิทรรศการ จัดพิพิธภัณฑ์จัดกิจกรรมต่าง ๆ Education จึงมองได้แต่เพียงว่าเป็นกระบวนการจัดการ จัดการเล่นกีฬา แสดงปาฐกถาเป็นทางการ หรือแม้แต่ เพ่ือให้บุคคลเกิดการเรยี นรอู้ ย่างไม่เปน็ ทางการ เด่ียวไมโครโฟนก็ใช่ รวมตลอดไปจนถึงการจัดให้ใช้ การจัดการให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างไม่เป็น Application ตา่ ง ๆ ในโลก Online เกมส์ ฯลฯ ซงึ่ เปน็ กจิ กรรม ทางการทำ� ไดเ้ พยี งแตเ่ ปน็ การจดั สถานการณ์ โอกาส เงอื่ นไข ทท่ี ำ� ใหค้ นไดเ้ รยี นรกู้ อ็ าจสงั เคราะหเ์ รยี กวา่ InformalEducation และสภาพแวดลอ้ มใหบ้ คุ คลไดเ้ รยี นรใู้ นรปู แบบและวธิ กี าร ซ่ึงไม่ควรแปลว่า การศึกษาตามอัธยาศัย เพราะกินความ ทห่ี ลากหลาย และไมเ่ ปน็ ทางการ เชน่ การอา่ นหนงั สอื การดู ไมค่ รบถว้ นและกอ่ ใหเ้ กดิ ความสบั สนปะปนกบั การเลอื กเรยี น โทรทศั น์ การชมการแสดงตา่ ง ๆ การฟงั วทิ ยุ การใชส้ อื่ Online การศกึ ษาในรูปแบบอนื่ ๆ ตามความสนใจ ตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ Facebook Twister Line หรอื Application ด้วยเหตุที่การศึกษาประเภทนี้มีความหลากหลาย ต่าง ๆ แม้กระท่ัง Games การไปเที่ยวชมสถานท่ีต่าง ๆ ไมต่ ายตวั ดงั นน้ั จงึ ไมส่ ามารถมองดว้ ยสายตาของนกั การศกึ ษา ตามโปรแกรมทกี่ ำ� หนด หรอื ไมก่ ำ� หนดกไ็ ด้ การไปพพิ ธิ ภณั ฑ์ ในระบบไดแ้ นน่ อน เพราะนกั การศกึ ษาทว่ั ๆ ไป กจ็ ะมองหา การพดู คยุ สนทนา การสงั เกต หรอื เพยี งไปดเู ฉย ๆ อาจจะตง้ั ใจ วา่ อะไรคอื หลกั สตู รหรอื เนอ้ื หาสาระทจ่ี ะใชส้ อน จดุ มงุ่ หมาย หรอื ไมต่ ั้งใจ โดยสรุปคือการทตี่ ัวเราเขา้ ไปสมั ผสั กับสถานท่ี ของหลกั สตู รเปน็ อยา่ งไรวธิ สี อนเปน็ ยา่ งไร ใครจะเปน็ คนสอน เหตุการณ์ต่าง ๆ แลว้ เกดิ การรับรู้ เรียนรขู้ ึน้ มาจะโดยตัง้ ใจ การวัดผลประเมินผลเป็นอย่างไร มีตลกร้ายท่ีสุดก็คือ หรอื ไมต่ งั้ ใจ เพราะอาจจะเปน็ เพยี งสว่ นหนงึ่ ของการทำ� งาน ถามหาผลสมั ฤทธ์ิของการศกึ ษาแบบ Informal Education การใชช้ วี ติ หากกอ่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรกู้ เ็ รยี กไดว้ า่ เปน็ การเรยี นรู้ การมองแบบระบบการศกึ ษาซงึ่ ตกอยใู่ นวาทกรม Pedagogy ตามวถิ ชี วี ติ อยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการทเ่ี รยี กวา่ Informal Learning จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ ความคบั ขอ้ งใจและมองวา่ Informal Education หากมกี ารจดั การใหค้ นไดเ้ รยี นรใู้ นลกั ษณะนี้ เชน่ จดั หอ้ งสมดุ เป็นการศึกษาที่เข้าใจยากและอธิบายแบบวิชาการศึกษา ให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านหนังสือ จัดโปรแกรมท่องเท่ียวให้ได้ ทั่วไปไม่ได้ เรียนรู้ไปด้วยท่องเที่ยวไปด้วย เช่น สวนสัตว์ ทัวร์ไหว้พระ 110 วทิ ยาจารย์

ประการสำ� คญั กค็ อื ความไมม่ รี ะบบชดั เจนตายตวั ไมม่ ใี ครเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เคมี ชวี วทิ ยา ฟสิ กิ ส์ ความหลากหลายของรปู แบบและวิธีการ และความไม่เป็น มาแต่ก�ำเนิดแต่เรามาเรยี นเม่ือเรารจู้ ักดิน นำ้� ลม ไฟ รจู้ ัก ทางการของการศึกษาประเภทนี้ เปน็ อตั ลักษณส์ �ำคัญและ ส่งิ ตา่ ง ๆ รอบตวั แล้วท้ังนัน้ ไม่ควรท�ำให้มีระบบชัดเจนเพราะจะกลายเป็นการศึกษา การเรยี นรแู้ บบInformalLearningจงึ เปน็ แกนกลาง รปู แบบอ่นื ไป ของการเรียนรู้ท้ังมวลในชวี ิตของมนษุ ย์ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เราเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิดจนตาย โจทย์ส�ำคัญของนักการศึกษาก็คือ ท�ำอย่างไร ด้วยวิธีการที่หลากหลายและการเรียนรู้แบบ Informal จงึ จะจดั การใหม้ นษุ ยไ์ ดเ้ รยี นรอู้ ยา่ งมคี ณุ ภาพ ซงึ่ ควรจะไดร้ บั Learning เป็นวิถีชีวิตของเราทุกคน เราจะเห็นคุณค่าของ การฝึกฝน และพัฒนาความสามารถในการเรียนรูเ้ พื่อที่เขา การเรียนรู้แบบนี้ และจุดเด่นของการเรียนรู้แบบ Informal จะไดไ้ ปเรียนร้จู าก Informal Education ไดอ้ ยา่ งมีความสุข Learning นเี้ องทตี่ ดิ ฝังแน่นอยูใ่ นความเป็นมนุษยข์ องเรา 1. เราต้องไม่ท�ำลายความกระหายใคร่รู้ของเด็ก เราเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้ดีและไม่ลืมเลย เพราะ ของเราแลว้ ตอ้ งชว่ ยใหเ้ ขามคี วามสขุ กบั การไดเ้ รยี นรตู้ อ่ เนอื่ ง เราเรียนพดู เรียนฟงั ดว้ ยวธิ ธี รรมชาติ ไปไม่สน้ิ สดุ เราทำ� งานไดด้ ที ้งั งานบา้ น งานอาชพี ตา่ ง ๆ เพราะ 2. เราตอ้ งชว่ ยพฒั นาทกั ษะพนื้ ฐานใหเ้ ขาสามารถ เราเรยี นด้วยวธิ ีธรรมชาติ ไปแสวงหาความรู้เพม่ิ ข้ึนได้อกี เชน่ ทักษะการอ่าน ทักษะ เราใชช้ วี ติ ไดด้ ี เป็นคนดขี องชมุ ชน เพราะเราเรยี น การค้นควา้ จากเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทกั ษะการตัง้ คำ� ถาม ดว้ ยวิธีธรรมชาติ ทักษะการจดบนั ทึกทกั ษะการเขา้ ไปเรียนรูร้ ว่ มกบั ผู้อนื่ ๆ วิธีการแบบธรรมชาติคือ การเรียนแบบไม่เป็น 3. เราตอ้ งใหก้ ำ� ลงั ใจ ยกยอ่ งชน่ื ชมกบั ผลการเรยี นรู้ ทางการและแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า เราก�ำลังเรียนรู้เพราะ ทเี่ ขาเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ ขี องเขาเอง ซงึ่ อาจจะไมไ่ ดเ้ กดิ จากการสอน เราใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติของมนุษย์ตั้งแต่การเลียนแบบ ของเรา้ เลย การลองผดิ ลองถกู เปน็ วธิ หี ลกั การเรยี นในระบบจาก Formal 4. เราต้องช่วยกันสร้างสรรค์บรรยากาศของ Education เปน็ เพยี งแตก่ ารทำ� ใหค้ วามรขู้ องเราเปน็ ระบบขนึ้ การเรยี นรทู้ หี่ ลากหลายเรมิ่ ตน้ ตงั้ แตใ่ นครอบครวั ชมุ ชนสงั คม ลกึ ซง้ึ ขนึ้ และเรยี นรไู้ ดม้ ากขนึ้ แลว้ เราเรยี นรจู้ ากNon-Formal ของเรา เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ Education เปน็ ตวั เสรมิ เพม่ิ เตมิ ความรคู้ วามสามารถของเรา ที่หลากหลาย สังคมแห่งการเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคน ไมม่ ใี ครเรยี นไวยากรณห์ รอื หลกั ภาษามาแตก่ ำ� เนดิ ในสังคมไม่ลงมอื สรา้ งข้นึ ดว้ ยมอื ของพวกเราเอง เราเรียนกต็ ่อเมือ่ เราเรม่ิ พดู เริ่มฟังได้แล้ว ไมม่ ใี ครเรยี นหลกั คณติ ศาสตร์สมการทางคณติ ศาสตร์ ไดม้ าแตก่ ำ� เนดิ เราเรยี นเมอ่ื หดั บวก ลบไดบ้ า้ งแลว้ วทิ ยาจารย์ 111

เพ่อื ทีจ่ ะทำ� ให้ Informal Education มีความหมาย หอ้ งสมดุ ทอ่ี า่ นหนงั สอื บรษิ ทั หา้ งรา้ นหา้ งสรรพสนิ คา้ ท่ีสมบรู ณใ์ นตวั เอง และไม่ก่อให้เกดิ ความสบั สน เราควรใช้ สามารถจัดมุมหนงั สอื มมุ เรียนรู้ คำ� วา่ \"การศกึ ษาในวถิ ชี ีวิต\" เป็นความหมายของ Informal ชุมชนแต่ละชุมชนจัดกิจกรรมในชุมชนของตน Education เพราะเป็นการจัดการให้คนได้เรียนรู้ในวิถีชีวิต ใหผ้ คู้ นไดม้ าเรยี นรู้ มาทอ่ งเทยี่ ว สวนผลไมไ้ มเ่ พยี งแตข่ ายผลไม้ ของเขาเอง ไมใ่ ชต่ ามอธั ยาศยั และเปา้ หมายของการศกึ ษา อาจใหผ้ คู้ นเขา้ มาเรียนรใู้ นสวนผลไมไ้ ด้ดว้ ย ในวิถีชีวิตก็คือการท�ำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความสมบูรณ์ อุทยานประวัติศาสตร์จัดกิจกรรมให้ผู้คนได้เรียนรู้ ในตวั ของเขาเอง เรอื่ งราวทางประวตั ศิ าสตรท์ อี่ าจจะสนกุ กวา่ มานงั่ เรยี นวชิ า รัฐควรจะส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ประวัตศิ าสตรใ์ นหอ้ งเรียนกไ็ ด้ ในสงั คมจดั การศกึ ษาในวถิ ชี วี ติ ขนึ้ อยา่ งกวา้ งขวางและหลากหลาย เมื่ออยากจะท่องโลก Online ผ่านเทคโนโลยี โดยไมต่ อ้ งควบคมุ กำ� กบั ในสงิ่ ทเ่ี กนิ กวา่ มาตรฐานของสงั คม ท่ีหลากหลายท้ังทางวิชาการ กึ่งวิชาการ หรือแม้แต่เกม วัดหรือสถาบันทางศาสนาสามารถจัดกิจกรรม ตา่ ง ๆ ก็เป็นช่องทางการเรยี นรู้อกี มหาศาล ทางศาสนาเพอื่ ส่งเสริมการเรียนรู้ของบุคคล พพิ ธิ ภณั ฑส์ ามารถจดั กจิ กรรมหรอื แสดงนทิ รรศการ ฯลฯ ได้อย่างหลากหลายตามจดุ มุ่งหมายของพพิ ธิ ภณั ฑ์ การศึกษาในวิถีชีวิตน้ีใครจะจัดก็ได้ไม่จ�ำกัด สวนสตั ว์ สวนพฤกษศาสตร์ อทุ ยานธรรมชาติ ฯลฯ รัฐเพียงแต่ส่งเสริมสนับสนุนว่าทุกคนมีสิทธิ และมีหน้าท่ี สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของบุคคลได้อย่าง ให้ความรูแ้ กค่ นในสังคม หลากหลาย “ เป้าหมายของการศึกษาในวิถีชวี ติ ก็คอื การท�ำใหช้ ีวิตของแตล่ ะคน มคี วามสมบูรณใ์ นตัวของเขาเอง “ 112 วิทยาจารย์




Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook