หน่วยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๑ หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ ๒ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ ๓ หนว่ ยกำรเรียนรูท้ ี่ ๔ ดนตรี-นาฏศิลป์ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๗ หนว่ ยกำรเรยี นรูท้ ่ี ๘ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๙ หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ี่ ๑๐ ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๑ กล่มุ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ที่ ๕ หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ ๖ หน่วยกำรเรยี นรู้ท่ี ๑๑ หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๑๒ ๑_หลักสตู รวิชาดนตร-ี นาฏศิลป์ ๒_แผนการจดั การเรียนรู้ ๓_PowerPoint_ประกอบการสอน ๔_Clip ๕_ใบงาน_เฉลย ๖_ขอ้ สอบประจาหน่วย_เฉลย ๗_ขอ้ สอบ_เฉลย ๘_การวดั และประเมินผล ๙_เสริมสาระ ๑๐_สอ่ื เสรมิ การเรียนรู้ บรษิ ัท อกั ษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๑หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ความรพู้ ้นื ฐานเกี่ยวกบั ดนตรีไทย จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๑. อำ่ น เขยี น รอ้ งโน้ตไทยและโนต้ สำกลได้ ๒. เปรียบเทียบเสยี งรอ้ งและเสยี งของเคร่ืองดนตรีที่มำจำกวฒั นธรรมท่ีตำ่ งกันได้ ๓. อธบิ ำยบทบำทควำมสมั พันธ์และอทิ ธพิ ลของดนตรีทม่ี ตี ่อสังคมไทยได้ ๔. ระบุควำมหลำกหลำยขององคป์ ระกอบดนตรใี นวฒั นธรรมต่ำงกันได้
ความหมาย และประวัตคิ วามเป็นมาของดนตรไี ทย ความหมาย • เพลงไทยที่มีระดับเสียงซึ่งประกอบขน้ึ เปน็ ทำนองมีลีลำ จงั หวะ ควำมดัง-เบำ สลับสอดแทรกมีควำมไพเรำะเสนำะหู • กอ่ ให้เกดิ ควำมรู้สึกรื่นเรงิ สนกุ สนำน ให้ควำมสุขควำมโศกเศรำ้ ความเปน็ มา • ดนตรีไทยเป็นดนตรีทศ่ี ลิ ปินสร้ำงสรรค์ขน้ึ เพื่อใชบ้ รรเลงในกิจกรรมตำ่ งๆ บรรเลงประกอบพิธีกรรมตำมควำมเช่อื บรรเลงเพือ่ ควำมบนั เทิงของผู้คน
การแบ่งยคุ สมัยทางดนตรขี องไทย ๑ สมัยก่อนสุโขทัย ไดม้ กี ำรเลน่ ดนตรกี ันในหลำยลักษณะท่ัวทุกอำณำจกั ร เครื่องดนตรีทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ เครือ่ งดนตรี ประเภทเคร่อื งดีด เช่น พณิ น้ำเต้ำ พิณเพียะ เครอื่ งดนตรีประเภทเครอ่ื งตี เช่น ฆ้องกลอง เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเคร่ืองเป่ำ เช่น แคน ป่ี ๒ สมัยสโุ ขทัย มีควำมคล้ำยคลงึ กับสมยั กอ่ นสุโขทยั เช่น กระจับป่ี พิณน้ำเตำ้ พณิ เพยี ะ ซอสำมสำย ฆอ้ ง กลอง พัด ฯลฯ และได้มีกำรประสมวงดนตรีในรปู แบบต่ำงๆขึ้น เช่น วงขบั ไม้ ใช้บรรเลงในงำนพระรำช พิธสี ำคญั ๓ สมยั อยธุ ยา มีกำรประดิษฐเ์ ครอื่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งสำยข้นึ ได้แก่ ซอดว้ ง ซออู้ จระเข้ และได้มกี ำร ปรับปรงุ ประสมวงดนตรขี น้ึ ใหม่ ไดแ้ ก่ วงมโหรีเครื่องหก ส่วนเพลง ไทยมกี ำรประพนั ธข์ ึ้นในสมัย อยธุ ยำ เช่น เพลงนำงนำค สมงิ ทอง ๔ สมยั รัตนโกสนิ ทร์ ดนตรีมคี วำมเจริญรงุ่ เรอื งมำก มหี ลำยวงดนตรเี กิดขึ้น และมกี ำรนำเครอ่ื งดนตรีหลำยชนิดมำ ใชใ้ นวง
บทบาท และอิทธิพลของดนตรีตอ่ สังคมไทย บทบาทของดนตรตี อ่ สังคมไทย บทบาทของดนตรีไทย : ดนตรที ่ีมแี บบแผน และมรี ูปแบบเปน็ ดนตรที ี่เป็นตัวแทนของดนตรีประจำชำติ พระรำชพิธขี องรำชสำนัก งำนพิธขี องรำษฎร และในกจิ กรรมอ่นื ๆ งำนพธิ ขี องรำษฎร ประเภทงำนศพ ดนตรีที่ใช้ประกอบกำรแสดง ดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบกำรแสดงภำพยนตร์ และละครโทรทศั น์ ดนตรีทใี่ ช้ประกอบกำรประชำสมั พนั ธก์ ิจกรรมต่ำงๆ
บทบาทของดนตรีพื้นบา้ น : ดนตรพี ืน้ บ้ำนของไทยน้ันมีควำมหลำกหลำยตำมสภำพของสงั คมและวฒั นธรรม ภาคเหนือ ภาคกลาง • วงสะล้อซึงขล่ยุ (วงสะล้อซอซึงหรอื วงสะลอ้ ซอปนิ ) • วงปพี่ ำทยพ์ น้ื บำ้ น แตรวง วงกลองยำว วงปจ่ี ุม วงปำ้ ดฆอ้ ง วงตง่ึ โนง • ประเภทของเพลง และทำนองร้อง เชน่ เพลงกลอ่ มลูก • ประเภทของเพลง และทำนองรอ้ ง เช่น ออ่ื ซอ ค่ำว ฮำ่ เพลงฉ่อย เพลงอแี ซว เพลงรอ่ ยพรรษำ เพลงรำภำขำ้ วสำร ซอจะปุ ซอเง้ยี ว ซอดำด เพลงสงฟำง เพลงรำโทน • ประเภทกำรแข่งขันหรอื บรรเลงท่วั ไป เชน่ วงกลอง สะบดั ชัย อสี าน ภาคใต้ • วงพิณแคนโหวด วงกันตรึม วงหมอลำ วงโปงลำง • วงดนตรโี นรำ วงดนตรีหนงั ตะลงุ วงกำหลอ วงดนตรี วงดนตรตี ุ้มโมง ประกอบกำรแสดงมะโย่ง วงดนตรซี ลี ะ วงดนตรีรองเงง็ วงดนตรใี นพิธีตือรี วงดนตรใี นพธิ ีกรรมลิมนต์ • ประเภทของเพลงและทำนองร้อง เชน่ เพลงโครำช ลำเต้ย ลำกลอน ลำพ้นื เจรียง • ประเภทของเพลง และทำนองร้อง เชน่ เพลงบอก เพลงเรอื เพลงนำ เพลงคำตัก
อิทธิพลของดนตรีต่อสังคมไทย • ดนตรีเปน็ เรอ่ื งของเสยี งทม่ี ีควำมสมั พนั ธ์กับวถิ ชี วี ติ ของมนษุ ย์ เสยี งดนตรชี ว่ ยสร้ำงเสรมิ จติ ใจของมนษุ ย์ จรรโลงใจ ให้มคี วำมสุข อม่ิ เอบิ คุณคำ่ ของดนตรีสนองตอบตอ่ กิจกรรมในรูปแบบต่ำงๆ เช่น งำนพระรำชพธิ ี งำนพธิ กี รรมของ ประชำชน งำนรื่นเรงิ • ส่ือกลำงที่ดที ีส่ ุดของกจิ กรรมดงั ทกี่ ลำ่ วนีอ้ ยู่ทคี่ วำมร้สู ึกในกจิ กรรมที่จัดขนึ้ น้นั เป็นสำคัญ เพ่อื ใหเ้ ข้าใจอิทธพิ ลของดนตรี จงึ ควรเข้าใจความรูพ้ ืน้ ฐานของดนตรีโดย ภาพรวมและความรู้ทีเ่ ก่ียวกับดนตรีไทยตามหวั ขอ้ ธรรมชาติและเสยี งของดนตรไี ทย ความเช่อื ของคนไทยที่นามา สู่อทิ ธิพลของดนตรี
องคป์ ระกอบของดนตรไี ทย จังหวะ เสยี งดนตรี กำรเคลอื่ นไหวท่ีสมำ่ เสมออำจกำหนดไว้เปน็ ควำม ช้ำ-เรว็ ตำ่ งกนั เชน่ เพลงจงั หวะชำ้ เพลงจงั หวะเร็ว เสียงทมี่ นุษยป์ ระดิษฐ์ขนึ้ มำโดยนำเสยี งตำ่ งๆ มำจดั ระบบให้ไดส้ ดั ส่วน มีควำมกลมกลืนกัน การประสานเสยี ง ทานอง เสยี งของเครือ่ งดนตรี และเสียงรอ้ งเพลงของมนษุ ยท์ ่มี ี ระดับเสยี งต่ำงกัน เปลง่ เสยี งออกมำ พรอ้ มกัน เสยี งท่ี เสียงต่ำ เสยี งสงู เสียงสน้ั เสยี งยำว เสยี งท้มุ เปลง่ ออกมำตอ้ งผสมผสำนกลมกลืนกัน เสียงแหลมของดนตรีหรือบทเพลง ทำนองของ ดนตรขี องบทเพลงแตล่ ะเพลงนน้ั มีลกั ษณะ แตกต่ำงกนั ออกไป
ระบบเสยี ง และทานองของดนตรไี ทย ระบบเสียงของดนตรีไทย • มที ้งั หมด ๗ เสียง เช่นเดยี วกับดนตรสี ำกล แต่ตำ่ งกันตรงที่ระยะควำมหำ่ งของชว่ งเสยี งในแต่ละระดับของ ดนตรไี ทยจะมคี วำมหำ่ งเทำ่ กนั ๑ เสยี งเต็มทุกเสียง ไมม่ ชี ่วงคร่ึงเสียงเหมือนดนตรีสำกล ระดบั เสียงของดนตรี ไทยจะใช้ฆ้องวงใหญเ่ ปน็ เคร่ืองกำหนดระดับเสยี ง ซ่ึงศพั ท์สงั คีต เรียกว่ำ “ทาง”
ตำรำงเปรียบเทยี บระดบั เสยี งของดนตรไี ทยและดนตรีสำกล ระดบั เสยี งดนตรไี ทย ระดบั เสียงสากล ลูกฆอ้ งวงใหญ่ วงท่ใี ชบ้ รรเลง • ทำงเพียงออล่ำง • ฟำ • ลกู ที่ ๑๐ • ปี่พำทยไ์ ม้นวม หรือทำงในลด • ปี่พำทยด์ ึกดำบรรพ์ ลกู ท่ี ๑๐
ระดบั เสยี งดนตรีไทย ระดับเสยี งสากล ลูกฆ้องวงใหญ่ วงทีใ่ ช้บรรเลง • ทำงใน • ซอล • ลูกท่ี ๑๑ • ปี่พำทย์ไมแ้ ขง็ ใชป้ ใี่ น ลกู ท่ี ๑๑
ระดับเสยี งดนตรไี ทย ระดับเสียงสากล ลกู ฆ้องวงใหญ่ วงทใี่ ชบ้ รรเลง • ทำงกลำง • ลำ • ลูกที่ ๑๒ • ปีพ่ ำทย์ไม้แขง็ ใชป้ ่ี กลำง ลูกท่ี ๑๒
ระดับเสยี งดนตรีไทย ระดับเสียงสากล ลูกฆ้องวงใหญ่ วงทใ่ี ช้บรรเลง • ทำงเพยี งออบนหรอื • ซีแฟลต • ลูกท่ี ๑๓ • เครือ่ งสำยมโหรี ทำงนอกต่ำ ใช้ขลุ่ยเพียงออ ลูกท่ี ๑๓
ระดับเสยี งดนตรไี ทย ระดับเสียงสากล ลูกฆอ้ งวงใหญ่ วงท่ใี ช้บรรเลง • ทำงกรวด หรอื • โด • ลกู ท่ี ๑๔ • ปพี่ ำทย์เสภำ ทำงนอก ใชป้ นี่ อก ลกู ท่ี ๑๔
ระดับเสยี งดนตรไี ทย ระดบั เสียงสากล ลูกฆ้องวงใหญ่ วงที่ใช้บรรเลง • ทำงกลำงแหบ • เร • ลูกที่ ๑๕ • ป่ีพำทยใ์ ช้ปี่กลำง ทำงแหบ ลกู ท่ี ๑๕
ระดบั เสยี งดนตรไี ทย ระดับเสยี งสากล ลูกฆอ้ งวงใหญ่ วงทใ่ี ชบ้ รรเลง • ทำงกลำงแหบ • มี • ลกู ที่ ๑๖ • เครื่องสำยปี่ชวำ ลูกท่ี ๑๖
ทานองของดนตรีไทย • เสยี งลักษณะต่ำงๆ สูงบำ้ ง ต่ำบ้ำง สัน้ บำ้ ง ยำวบ้ำง ท่ผี ูป้ ระพนั ธน์ ้ันได้นำมำเขยี นเรือ่ งให้ต่อเนือ่ ง ผสมผสำนกนั ได้อย่ำงกลมกลนื ทำนองของดนตรไี ทย แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ทานองรอ้ ง หรอื ทำงรอ้ งท่ีประพันธ์ข้นึ สำหรับให้ผู้ขับร้องรอ้ งส่งใหด้ นตรรี บั ประกอบด้วยทำนองท่ผี ปู้ ระพนั ธ์ ไดป้ ระพนั ธ์ข้นึ และเน้ือร้องผขู้ บั ร้องจะตอ้ งปรุงแตง่ ทำนองหลกั ใหเ้ หมำะสมกบั ระดบั เสยี งและควำมหมำย ของเน้ือรอ้ ง ทานองบรรเลง หรอื ทำงเครือ่ ง ทำนองทผี่ ปู้ ระพันธไ์ ด้ประพันธ์ข้ึนสำหรบั ให้เครื่องดนตรตี ำ่ งๆ บรรเลงซ่ึงผบู้ รรเลงสำมำรถ พลกิ แพลงทำนองหลกั จำกลูกฆอ้ งเป็นทำนองเตม็ ให้เหมำะสมกบั เคร่ืองดนตรีแตล่ ะชนิดได้ แตต่ ้องเป็นไปตำม แบบแผน
ลกั ษณะของบทเพลงไทย วรรค ส่วนหนงึ่ ของทำนองเพลงทีก่ ำหนดโดยควำมยำวของจังหวะหน้ำทับทำนองเพลง ๑ วรรค มคี วำมยำวเทำ่ กบั ๑ จงั หวะหนำ้ ทับ ท่อน ทำนองเพลงทม่ี ีควำมยำวต้งั แต่ ๒ วรรคขึน้ ไปที่นำมำเรยี บเรียงติดต่อกนั เปน็ ส่วนหน่ึงของเพลง ควำมหมำยเดียวกบั “ทอ่ น” แต่ใชเ้ รยี กทำนองเพลงเชิดนอกทใี่ ช้ปนี่ อกบรรเลงประกอบกำรแสดงหนังใหญ่ จับ โดยกำรแสดงแต่ละครั้งคนเชิดจะเชดิ หนังจบั ออกมำ ๓ คู่ ในแตล่ ะคู่ ผูบ้ รรเลงปีน่ อกจะต้องบรรเลงเพลงเชดิ นอก ๑ จับ ดงั นนั้ ในกำรบรรเลง เพลงเชดิ นอกทถี่ ูกตอ้ ง จงึ ตอ้ งบรรเลงให้ครบทงั้ ๓ จบั ควำมหมำยเดียวกับ “ท่อน” และ “จบั ”ต่ำงกันเพยี ง “ตัว” ใช้สำหรบั เรยี กสดั ส่วนของเพลงบำงประเภท ได้แก่ ตวั เพลงตระ และเพลงเชดิ ตำ่ งๆ ยกเว้นเพลงเชิดนอกที่เรียกเป็น “จับ” อกี ทงั้ เพลงท่นี ับเป็นตัวจะมีลักษณะพเิ ศษ คอื ทำนองตอนท้ำยของทุกตวั นัน้ จะลงทำ้ ยเหมือนกนั เพลง ทำนองทดี่ รุ ยิ กวไี ด้ประพนั ธข์ น้ึ จำกจนิ ตนำกำรของตน หรอื แรงบนั ดำลใจ โดยจะมีจงั หวะชำ้ หรอื เรว็ หรือยำว ไม่เทำ่ กัน แตแ่ บบแผนทถ่ี กู ตอ้ งของเพลงไทยโบรำณ คือ ท่อนหนึง่ ควรมีควำมยำวไม่นอ้ ยกว่ำ ๒ จงั หวะหนำ้ ทับ
เพลงไทย สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท ๑ เพลงขับร้อง เพลงท่ีประพันธข์ ึ้นสำหรบั ดนตรบี รรเลงร่วมกบั กำรขับร้อง เพลงเถา เพลงๆ เดียวท่ีบรรเลง หรอื ขบั รอ้ งตดิ ตอ่ กนั โดยมอี ตั รำจงั หวะลดหล่ันกนั ตัง้ แตอ่ ัตรำ จังหวะ ๓ ช้ัน (ชำ้ ) ๒ ช้ัน (ปำนกลำง) และชน้ั เดยี ว (เรว็ ) เชน่ เพลงรำตรปี ระดับดำวเถำ เพลงตับ เพลงหลำยๆ เพลงท่ีนำมำบรรเลงหรือขับร้องตอ่ เนือ่ งกัน แบง่ ย่อยออกได้ เป็น ๒ ประเภท คือ ตบั เพลง เป็นเพลงทน่ี ำมำบรรเลง หรอื ขับรอ้ งตอ่ เน่ือง กัน และตบั เรอ่ื ง คือ เพลงที่ นำมำบรรเลง หรือขบั ร้องต่อเนอื่ งกนั โดยมบี ทรอ้ งเปน็ เรอ่ื งรำวเดียวกนั เพลงที่นำมำบรรเลง หรือขบั รอ้ งอสิ ระ ไม่จำเปน็ ต้องบรรเลง หรือขับร้องร่วมกบั เพลงอน่ื ๆ เพลงเกรด็ ส่วนใหญ่จะเปน็ เพลงที่มบี ทรอ้ งบรรยำยเกี่ยวขอ้ งกบั ธรรมชำตกิ ำรชมควำมงำม กำรอวยพร หรือเป็นคตสิ อนใจ
๒ เพลงบรรเลง เพลงท่ีประพนั ธ์ขนึ้ เฉพำะสำหรบั เครอื่ งดนตรบี รรเลง เพลงโหมโรง ใชบ้ รรเลงเปน็ เพลงแรกก่อนกำรบรรเลงหรือกำรแสดงจะเรม่ิ เพลงหน้าพาทย์ เปน็ เพลงชัน้ สูงที่ใชบ้ รรเลงในพระรำชพิธี พธิ ี หรอื งำนทีต่ อ้ งกำรแสดงถึงควำมศักด์ิสทิ ธ์ิ หรอื บรรเลงประกอบกิรยิ ำอำกำรตำ่ งๆ ของผู้แสดงโขน หรือละคร เพลงเร่ือง เพลงท่ีนำมำบรรเลงติดต่อกนั โดยใชบ้ รรเลงประกอบพธิ ีตำ่ งๆ ไมม่ ีกำรขับร้องมำเกี่ยวข้อง เพลงหางเครอื่ ง เพลงท่บี รรเลงตอ่ ท้ำยเพลงใหญอ่ ำจมีสำเนยี งเดียวกบั เพลงใหญ่ ซงึ่ เพลงส่วนใหญม่ ีทำนอง สน้ั ๆ และมีจงั หวะสนกุ สนำน เพลงออกภาษา เพลงท่มี สี ำเนยี งภำษำตำ่ งๆ ท่ีบรรเลงตดิ ตอ่ กันหลังจำกบรรเลงเพลงแมจ่ บ โดยมีลักษณะคลำ้ ย เพลงหำงเครอ่ื งต่ำงกนั ตรงทมี่ ไิ ดบ้ รรเลงเพียงสำเนยี งใดสำเนยี งหนง่ึ เพลงลูกหมด เพลงท่มี ที ำนองส้นั จงั หวะเรว็ แสดงนัยวำ่ เพลงทีบ่ รรเลงนน้ั จะจบลงแล้ว
เครื่องหมาย และสัญลักษณท์ างดนตรี บรรทัดทใ่ี ชใ้ นการบันทึกโน้ต • กำรบนั ทกึ โน้ตเพลงไทยปกตโิ ดยทวั่ ไปบรรทัดหนง่ึ จะแบง่ ออกเปน็ ๘ ห้องเทำ่ ๆ กนั โดยในแต่ละหอ้ งประกอบดว้ ย ตัวอกั ษรทใี่ ชแ้ ทนเสยี งตัวโน้ต ๔ ตวั สัญลักษณ์แทนเสียงตวั โน้ต • โนต้ เพลงไทยไม่นยิ มบนั ทกึ ลงในบรรทัด ๕ เส้น เหมอื นโน้ตสำกล แต่มีรปู แบบทไ่ี ดก้ ำหนดไวอ้ ยำ่ งเหมำะสมกบั ดนตรี ไทยแลว้ ท้งั ทใ่ี ชต้ วั เลขแทนเสียงและใชต้ ัวอกั ษรแทนเสยี ง โดยในปัจจบุ ันนิยมใช้ตัวอักษรแทนเสียง ระดบั เสยี งของ ดนตรีไทยมที งั้ หมด ๗ เสยี ง เช่นเดียวกบั โนต้ สำกลซึ่งแต่ละชว่ งเสยี งจะหำ่ งกนั ๑ เสยี งเต็มเท่ำกนั ทกุ เสียง ไม่มีระยะ ครึง่ เสยี งเหมือนโนต้ สำกล เครื่องหมายทีแ่ สดงถงึ การปฏิบตั ซิ ้า • เส้นหนำ “ ” ใชเ้ ขียนหน้ำเส้นแบ่งหอ้ งและหลงั ห้องที่ต้องกำรใหป้ ฏิบัตทิ ำนองนั้นซำ้ ปกติจะเขยี นไว้ ต้นท่อนและท้ำยทอ่ นเพื่อให้บรรเลงกลับตน้ อกี ครงั้
เครื่องหมายแสดงการแบง่ พวกปฏิบัติ • โดยทำนองเพลงไทยบำงตอนนัน้ อำจมีกำรบรรเลงทีเ่ รียกว่ำ “ลูกล้อหรอื ลกู ขดั ” มกี ำรแบง่ ผู้บรรเลงเป็น ๒ พวก จึงใช้เคร่อื งหมำย“ ” เขียนบนทำนองของแต่ละพวก เพ่อื ให้ปฏบิ ตั ิได้ถูกตอ้ ง สญั ลกั ษณแ์ ทนความยาวของจงั หวะ • เสยี งของตวั โนต้ นัน้ มที ัง้ เสยี งสัน้ และเสยี งยำว ซง่ึ ในกำรบันทึกโนต้ เสียงยำวจะใช้สญั ลักษณ์ “ - ” แทนควำมยำว ของจังหวะ โดยหนึ่งขดี มีค่ำเท่ำกับควำมยำวของโนต้ ๑ ตวั หำกยำวมำกก็เพ่มิ จำนวนสญั ลักษณ์ตำมขนำดควำม ยำวของตัวโนต้ แต่ละตวั ว่ำ ผูป้ ระพันธ์ต้องกำรให้มีควำมยำวมำกนอ้ ยเพยี งใด ตัวอย่าง เครอื่ งหมายและสญั ลักษณท์ างดนตรีท่กี ลา่ วขา้ งต้น ซ ลซมซร มซ ซลซม ซร มซซล ซมร ด - ร ซ ลซมร ด- ร
โนต้ ดนตรีไทย ระดบั เสยี งของโนต้ ดนตรีไทย ระดบั เสยี งเพลงไทยประกอบด้วยเสียง ๗ เสยี ง เดิมใช้ตวั เลขแทนเสยี ง ปัจจุบนั ใช้ตวั อักษรแทนเสยี งแต่ละเสยี ง ลำดับเสยี ง ท ล ๗ ซ ๖ ฟ ๕ ม ๔ ร ๓ ด ๒ ๑ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที
รูปแบบการบันทกึ โน้ตเพลงไทย โนต้ เพลงไทยทใ่ี ชป้ ัจจบุ ันมใี ชท้ งั้ ทเี่ ปน็ ตวั อักษรและเปน็ ตวั เลข เพ่อื เปน็ สัญลักษณ์แทนเสียงดนตรี หรอื เสียงร้อง ดังน้นั ในกำร บนั ทึกโน้ต ๘ หอ้ ง ๑ บรรทัด จงึ มอี ตั รำเทำ่ กับ ๑ จังหวะของหน้ำทับปรบไก่ ๒ ช้นั หรือ ๑ จงั หวะของหนำ้ ทบั สองไม้ ๓ ชน้ั ดงั นี้ ตำแหนง่ กำรบรรจตุ ัวโนต้ เพลงใน ๑ หอ้ งปกติ กำหนดตัวโน้ต ๔ ตวั ดงั นี้ --- - - -- --- ---- -- --- - -- --- - -- - - -- ในแตล่ ะหอ้ งเพลง เม่ือกำกับจังหวะฉิ่ง มีลกั ษณะดังน้ี ๓ ชัน้ - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉับ - - - - - - - ฉงิ่ - - - - - - - ฉับ ๒ ชั้น - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ ช้ันเดยี ว - ฉิ่ง - ฉับ - ฉ่ิง - ฉบั - ฉง่ิ - ฉับ - ฉ่งิ - ฉบั - ฉิ่ง - ฉบั - ฉิง่ - ฉบั - ฉ่ิง - ฉบั - ฉิ่ง - ฉบั
กำรบนั ทกึ ตัวโนต้ เตมิ ทุกตำแหน่ง ทุกห้องทง้ั ๒ หอ้ ง ๑ บรรทดั มีลักษณะ ดังนี้ ด ร มฟซ ล ทด ร มฟ ซลทด ร มฟซ ลทด รมฟซล ทด ร มพ กำรบันทกึ ตวั โน้ต ๒ ตัวโน้ตใน ๑ หอ้ งเพลง มีลักษณะ ดงั นี้ - ด - ร - ม- ฟ - ซ- ล- ท- ด- ด - ท- ล - ซ- ฟ- ม- ร - ด กำรบันทึกตัวโนต้ ๑ ตัวโนต้ ใน ๑ หอ้ งเพลง มลี กั ษณะ ดังนี้ - - - ด- - - ร - - - ม- - - ฟ- - - ซ- - - ล- - - ท- - - ด กำรบันทึกตวั โนต้ ๒ ห้องเพลง บรรจุโน้ตทจ่ี งั หวะหนกั ๑ ตัวโน้ต ดงั นี้ - - - -- - - ด- -- - - - - ล- - - - - - -ซ- -- - - - - ม กำรบนั ทกึ ตวั โนต้ ๓ ตวั ใน ๑ หอ้ งเพลง มีลกั ษณะ ดังนี้ - มรด- ร ดล - ดล ซ- ลซม- มซล- ซ - ด - ลด ร- ดรม
กำรบนั ทกึ ตัวโน้ต ผสมแบบต่ำงๆ เข้ำด้วยกัน มลี กั ษณะ ดังน้ี ตวั อยา่ งท่ี ๑ - - - ดร มซร - - - - - ม- ร- - - ดรมซรมรดร- ม- ซ ตัวอยา่ งท่ี ๒ -ซ-ล- ด- ร - ม-ม- รรร- - - - - - -รร รร รร- ร-
ตวั อย่างการอ่าน เขยี น และร้องตามโน้ตบทเพลงไทย โนต้ ทว่ั ไปทม่ี คี วามยาวของจงั หวะเท่าๆ กนั ตัวอย่าง อำ่ นโนต้ ตอ่ ไปน้พี รอ้ มเคำะจงั หวะตรงตวั ท่ี ๒ และ ๔ ของแต่ละห้อง ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด°ด°ด°ด° = จังหวะยก = จงั หวะเคำะ โน้ตทมี่ ีเสียงยาวเท่ากบั โน้ต ๒ ตวั ตวั อยา่ ง อำ่ นโน้ตตอ่ ไปนพี้ ร้อมเคำะจงั หวะตรงตวั ท่ี ๒ และ ๔ ของแตล่ ะห้อง โนต้ ตัวใดที่มี เครื่องหมำย “-” ตำม ให้ อำ่ นเสียงยำวครบตำมจงั หวะ - ด - ด - ร - ร - ม - ม - ฟ - ฟ - ซ - ซ - ล - ล - ท - ท - ด° - ด° = จงั หวะยก = จังหวะเคำะ
โนต้ ท่มี เี สยี งยาวและสน้ั ปนกัน ตวั อยา่ ง อ่ำนโนต้ ต่อไปนี้พร้อมเคำะจังหวะตรงตวั ที่ ๒ และ ๔ ของแตล่ ะหอ้ ง ด รดล- ซ- ม - - ซลดซ - - ดร ดล- ซ- ม- - รด ร ด- - -ซ- ม- ร - ม ซมรดร ม- - - ซ - ม- ร - ม- - ร ด ร ด- - ฟฟฟฟ- ม - ร - - ล ดลซ - - ฟฟ ฟฟ- ม - ร - - ซม ร ด - - = จงั หวะยก = จงั หวะเคำะ
อัตราจงั หวะพนื้ ฐานของเพลงไทยเดิมท่นี ยิ มบรรเลงกันทั่วไป บัญญตั ไิ วเ้ ปน็ ศพั ทส์ ังคีต ๓ คา ▪ ๓ ชั้น ▪ ๒ ชน้ั ▪ ชน้ั เดยี ว ๓ ชน้ั • อตั รำจังหวะที่มีควำมยำวมำกท่ีสุด หรือชำ้ ท่สี ดุ มคี วำมยำวกวำ่ อตั รำจังหวะ ๒ ชั้น ๑ เทำ่ และยำวกวำ่ อัตรำ จังหวะชนั้ เดียว ๔ เท่ำ ถ้ำเคำะตำมจงั หวะฉ่ิงจะเคำะตรงโน้ตตวั ที่ ๔ ของหอ้ งคู่ คอื หอ้ งที่ ๒ ๔ ๖ ๘ ฉิ่ง ฉบั ฉง่ิ ฉับ ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด°ด°ด°ด°
๒ ชั้น • อตั รำจงั หวะท่ีมีควำมยำวปำนกลำง จะสั้นกว่ำอัตรำจังหวะ ๓ ชนั้ ๑ เท่ำ ยำวกว่ำอัตรำจงั หวะชน้ั เดยี ว ๑ เทำ่ ดงั น้ัน ถ้ำเคำะตำมจังหวะฉง่ิ ให้เคำะตรงโน้ตตัวท่ี ๔ ของแต่ละหอ้ ง ฉง่ิ ฉับ ฉงิ่ ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉง่ิ ฉบั ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด°ด°ด°ด° ช้ันเดยี ว • อัตรำจงั หวะทีส่ นั้ ท่สี ดุ มคี วำมยำวเทำ่ กับคร่ึงหนึ่งของอตั รำจงั หวะ ๒ ชัน้ ถ้ำเคำะตำมจงั หวะฉ่ิงจะเทำ่ กบั จังหวะ ยอ่ ยของโน้ตที่ได้ฝกึ ปฏบิ ัตขิ ้ำงตน้ คอื จงั หวะฉิ่งจะลงท่ีโนต้ ตัวท่ี ๒ และจังหวะฉบั จะลงท่ีโนต้ ตวั ที่ ๔ ฉง่ิ ฉบั ฉ่ิง ฉับ ฉิ่ง ฉบั ฉงิ่ ฉบั ฉ่งิ ฉับ ฉ่ิง ฉบั ฉง่ิ ฉับ ฉิง่ ฉับ ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด°ด°ด°ด°
ตัวอยา่ งบทเพลงไทย อัตรา ๒ ชั้น : สาหรบั ฝกึ อา่ นโนต้ และเคาะจังหวะบทเพลง เพลง สรอ้ ยเพลง เพลงทานองเกา่ ไม่ทราบนามผ้แู ตง่ - - - ท- ดดด - ท- รดดดด- ซฟร- ด - ท - - ร ดทด- ร - ฟ- ฟ- - - ร - - - ดทร ดท- - ลซ- ล - ซ - ซ- ซร ซ- ด - - - ท- ด ดด - ท- ร ดด ดด- ลซ ม- ร - ด มร ด ซล ทดร - - - - - - - - มรซ ด- ร - ม- ซ- ล- ซ - ม - - - ร- - - ด
๒หน่วยการเรยี นรู้ท่ี เครื่องดนตรี และวงดนตรีไทย จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. เปรียบเทยี บเสยี งรอ้ งและเสียงของเคร่ืองดนตรีทม่ี ำจำกวัฒนธรรมท่ีตำ่ งกนั ได้ ๒. จัดประเภทของวงดนตรีไทยและวงดนตรีท่ีมำจำกวฒั นธรรมตำ่ งๆ ได้ ๓. ใชแ้ ละบำรงุ รกั ษำเครื่องดนตรอี ยำ่ งระมัดระวังละรับผิดชอบได้
ประวัติความเป็นมาของเครอ่ื งดนตรีไทย • ประเทศไทยเป็นประเทศทีม่ ปี ระวตั ศิ ำสตรข์ องกำรรวม และสร้ำงชำตติ อ่ เนอ่ื งมำเปน็ เวลำนำน • เม่ือเกิดกำรโยกยำ้ ยพลเมือง ซ่งึ กำรตั้งถิ่นฐำนใหม่ของพลเมอื งบำงกลุม่ ยงั คงรักษำขนบธรรมเนียม ประเพณีดงั้ เดมิ ของตนไว้ และสืบทอดมำยังลูกหลำน โดยเฉพำะงำนด้ำนศิลปะกำรดนตรี • เครื่องดนตรีทชี่ ำวไทย ลำว กมั พูชำ พมำ่ ใชป้ ระสมวงเลน่ กันในปจั จบุ นั มหี ลำยชนิดทเี่ หมอื นกัน เชน่ ปี่ ระนำด ฆ้อง กลอง เปน็ ต้น • นอกจำกนี้ ควำมสัมพันธท์ ำงดำ้ นศำสนำ และกำรค้ำขำยกเ็ ป็นสว่ นหนง่ึ ของกำรรับและนำศิลปะกำรดนตรเี ข้ำมำสู่สังคมไทย ด้วย โดยมกี ำรนำเคร่ืองดนตรที ใี่ ช้ประกอบพิธกี รรมทำงศำสนำ ควำมเชอ่ื และกิจพิธตี ่ำงๆ เขำ้ มำ เช่น บณั เฑำะว์ สังข์ รับมำจำกอินเดยี ซอดว้ ง ซออู้ รับเขำ้ มำเมอ่ื มีกำรตดิ ต่อค้ำขำยกบั จนี เม่อื ติดต่อกับชวำก็ได้กลองชวำ กลองแขก ปีช่ วำ เมอ่ื ติดตอ่ กับชำวมลำยกู ็ไดก้ ลองมลำยู เมือ่ ติดตอ่ กับชำวฮอลนั ดำก็ไดแ้ ตรวิลนั ดำเขำ้ มำใช้งำน กำรคำ้ ขำยและกำรติดต่อกับประเทศเพื่อนบำ้ น เปน็ สำเหตหุ น่งึ ทท่ี ำใหไ้ ทยรับเอำเคร่ืองดนตรที ม่ี คี วำมหลำกหลำยเข้ำมำ
ประเภทของเคร่ืองดนตรไี ทย เครื่องดนตรีของไทยจำแนกได้ ๔ ประเภท โดยพิจำรณำจำกวิธีกำรกระทำให้เกดิ เสียง ดดี สี ตี เปา่
เครื่องดีด เปน็ เครอ่ื งดนตรีทีม่ สี ำย และกะโหลกเสียงหรือกล่องเสยี งเป็นส่วนประกอบสำคัญ พิณน้ำเต้ำ กระจบั ป่ี ทำใหเ้ กดิ เสยี งโดยกำรใชน้ วิ้ หรือไมด้ ีดไปทสี่ ำย ใหส้ ำยสั่นสะเทอื น เชน่ จะเข้ ซงึ จะเข้ กระจับปี่ ซึง พณิ นำ้ เตำ้ พณิ เปย๊ี ะ เป็นตน้ เครอ่ื งสี เปน็ เครื่องดนตรที ด่ี ดั แปลงมำจำกเครอ่ื งดดี มีสำย และกะโหลกเสยี งเป็นสว่ นประกอบ ซอสำมสำย ซออู้ ท่สี ำคญั เชน่ เดียวกับเคร่ืองดดี ทำใหเ้ กิดเสียงโดยใชค้ นั ชักสีทส่ี ำย เชน่ ซอสำมสำย สะลอ้ ซออู้ ซอดว้ ง สะลอ้ เปน็ ตน้ ซอดว้ ง
เครอื่ งตี แบ่งเปน็ ๓ ประเภท ๑ เคร่ืองตีท่ที ำด้วยไม้ เช่น เกราะ โกร่ง กรับ กรับพวง กรับเสภา ระนาดเอก ระนาดท้มุ โปงลาง เป็นต้น ระนำดเอก กรบั เสภำ ๒ เคร่ืองตที ที่ าด้วยโลหะ เชน่ ฉงิ่ ฉำบเล็ก ฉำบใหญ่ ระนำดเอกเหล็ก มโหระทกึ ฆ้อง เปน็ ต้น ฆ้องวงใหญ่ โหมง่ ๓ เครอื่ งตที ข่ี ึงดว้ ยหนัง เชน่ กลองทัด กลองตะโพน กลองชำตรี กลองแขก กลองแขก ตะโพนไทย กลองมลำยู กลองยำว กลองชนะ ตะโพนไทย ตะโพนมอญ โทนมโหรี ตะโล้ดโปด๊ เปิงมำงคอก บณั เฑำะว์ เปน็ ต้น
เครอ่ื งเป่า แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ๑ เครื่องเป่าไมม่ ีลิ้น เชน่ ขลุย่ หลบี ขลยุ่ เพยี งออ ขลุ่ยอู้ สังข์ เปน็ ตน้ ขล่ยุ หลบี ขลุ่ยเพยี งออ ๒ เครือ่ งเปา่ มลี น้ิ เช่น ปี่นอก ป่กี ลำง ปใ่ี น ปช่ี วำ ป่มี อญ ปอ่ี อ้ แคน เปน็ ตน้ ปน่ี อก แคน
หลักการใช้และบารงุ รกั ษาเครื่องดนตรีของไทย หลักการใช้และบารุงรักษาเครือ่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งสาย มี ๒ ประเภท • ประเภทเครือ่ งดีด เชน่ จะเข้ กระจบั ปี่ ซงึ (ปิน) พณิ อสี ำน พิณเปยี๊ ะ เป็นต้น • ประเภทเครอื่ งสาย เชน่ ขิม ซอสำมสำย ซอดว้ ง ซออู้ สะลอ้ รอื บบั โกร (ซอมอญ) เตหนำ่ (นำเดย่ ) เปน็ ต้น ก่อนนามาใช้ทกุ คร้งั ต้องตรวจสอบควำมสมบูรณข์ องเคร่ืองดนตรใี หเ้ รียบรอ้ ย ปรบั เสยี ง และตง้ั ระดับเสยี งให้ถกู ต้อง รวมท้งั ต้อง ปฏบิ ัติตำมข้นั ตอนวิธีบรรเลงของเคร่อื งดนตรี เมือ่ เลิกใชแ้ ล้วใหด้ ำเนินกำรตำมข้นั ตอน ดังนี้ ๑. ทำควำมสะอำดด้วยกำรใชผ้ ้ำเช็ดถูเครื่องดนตรีนั้นๆ ให้สะอำด ๒. ปลดเล่อื นหมอน หรือหยอ่ ง เพอ่ื คลำยสำยของเครือ่ งดนตรี หรือคลำยลูกบิดใหส้ ำยหยอ่ นเลก็ นอ้ ย ๓. เกบ็ คันชักเขำ้ กบั คันซอ หรอื ในกล่องเกบ็ ไม้ดีดใหเ้ รียบร้อย รือบับ เป็นเครือ่ งดนตรปี ระเภทเคร่อื งสำยที่ควรดแู ลคันชัก ใหเ้ รยี บร้อยกอ่ นเกบ็ ทกุ ครั้ง
หลักการใช้และบารุงรกั ษาเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครื่องตดี าเนินทานอง เชน่ ระนำดเอก ระนำดทมุ้ ระนำดเอกเหล็ก ระนำดท้มุ เหลก็ ฆ้องวงใหญ่ ฆอ้ งวงเลก็ ฆอ้ งมอญ โปงลำง เป็นตน้ กอ่ นนามาใช้ • ตรวจสอบควำมสมบูรณ์ของเคร่ืองดนตรีให้เรยี บรอ้ ยก่อนกำรนำมำฝกึ ซอ้ ม หรอื บรรเลงจรงิ ตรวจสอบระดับเสียงให้ถกู ต้อง เพือ่ ป้องกนั ควำมเพี้ยนทเี่ กิดจำกตะก่ัวถ่วงเสยี งหลดุ ตัง้ วำง และจดั ลูกระนำด ลูกฆอ้ ง ลูกโปงลำง ให้อยู่ในตำแหนง่ ทถ่ี กู ต้อง ตรวจสอบสภำพไมต้ ีใหอ้ ยใู่ นสภำพเรยี บร้อยพรอ้ มใช้ รวมทงั้ ปฏบิ ัติตำมข้นั ตอนวธิ บี รรเลง เลิกใชง้ านแล้ว ใหด้ ำเนนิ กำรตำมข้นั ตอน ดงั นี้ ๑. ทำควำมสะอำดดว้ ยกำรใช้ผ้ำเชด็ ถเู คร่อื งดนตรีน้นั ๆ ใหส้ ะอำด ๒. ระนำดเอก และระนำดทุม้ ให้ปลดเชือกจำกตะขอแขวนทำงด้ำนซำ้ ย ๑ อนั เพรำะส่วนน้ีตอ้ งรับน้ำหนักผนื ระนำดจงึ ตอ้ งปลดเชือก เพ่อื ป้องกนั เชอื กขำด หรอื ตะขอหกั หรอื หลดุ ๓. ตั้งวำงเคร่ืองดนตรีไว้อยำ่ งเปน็ ระเบียบโดยมใิ ห้ถกู แสงแดด เพ่ือปอ้ งกนั มใิ หต้ ะกัว่ ถว่ งเสียงละลำยหรือสว่ นประกอบทเี่ ปน็ ไม้ แตกหัก บดิ เบ้ียว ระนำดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนำดทุ้มเหลก็
หลักการใชแ้ ละบารงุ รักษาเครื่องดนตรปี ระเภทเครอื่ งตีกากบั จงั หวะ ไดแ้ ก่ ฉง่ิ ฉำบเลก็ ฉำบใหญ่ กรบั โหมง่ แตระ กบั แกบ๊ รวมทง้ั เครื่องตี และเคร่ืองเคำะที่ใช้ตเี ป็นเครอ่ื งประกอบจังหวะ ฉำบใหญ่ ฉิ่ง กรบั ก่อนนามาใช้ • ควรตรวจสอบควำมสมบรู ณ์ของเคร่ืองดนตรใี ห้เรียบร้อย และปฏิบตั ติ ำมขั้นตอนวิธบี รรเลงเคร่อื งดนตรีแตล่ ะชนดิ ใหถ้ กู ตอ้ ง เลกิ ใชง้ านแลว้ ใหด้ ำเนนิ กำรตำมขน้ั ตอน ดังน้ี ๑. ทำควำมสะอำดด้วยกำรใช้ผ้ำเช็ดถูเครอ่ื งดนตรนี ั้นๆ ใหส้ ะอำด ๒. เก็บวำง หรอื ใสไ่ วใ้ นกล่องเกบ็ เครื่องดนตรีให้เปน็ ระเบียบเรียบร้อย
หลกั การใช้และบารงุ รักษาเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งหนงั เชน่ กลองทดั ตะโพนไทย ตะโพนมอญ กลองแขกกลองมลำยู กลองสองหน้ำ กลองยำว กลองหำง โทน รำมะนำ ทับ เป็นต้น เคร่อื งดนตรลี ักษณะน้ีมักจะนำหนังสตั วม์ ำขึ้นหน้ำหมุ้ กลอง ตรงึ ด้วยหมดุ บำงชนดิ โยงด้วยสำยทท่ี ำจำกหนังสตั ว์ สำยหวำย เปน็ ต้น ก่อนนามาใช้ • ควรตรวจสอบควำมสมบรู ณข์ องเครื่องดนตรีใหเ้ รยี บร้อย ต้งั ระดบั เสยี งให้ถูกตอ้ ง ก่อนใชง้ ำนบำงชนิดท่ีมีไม้ตี ก็ใหต้ รวจสอบใหอ้ ยู่ ในสภำพพรอ้ มใช้รวมทั้งตอ้ งปฏิบัตติ ำมข้นั ตอนวิธบี รรเลงเครื่องดนตรีแต่ละชนดิ ใหถ้ กู ต้อง เลกิ ใช้งานแลว้ ให้ดำเนินกำรตำมข้นั ตอน ดังน้ี ๑. ทำควำมสะอำดดว้ ยกำรใช้ผ้ำเชด็ ถเู ครอื่ งดนตรนี ั้นๆ ให้สะอำด ๒. ลำ้ ง หรือเชด็ ทำควำมสะอำดหนำ้ กลองท่ีตดิ จ่ำกลอง หรือขำ้ วบดสำหรับถว่ งหน้ำกลองใหส้ ะอำดเพรำะขำ้ วบดถ่วง หรอื จ่ำกลองทีม่ ี สว่ นผสมของขเ้ี ถ้ำ หำกไม่ทำควำมสะอำดใหด้ ีแลว้ ควำมเคม็ ของขี้เถำ้ จะกดั แผ่นหนังกลองให้เกิดควำมเสยี หำยได้ ตะโพน กอ่ นเก็บตอ้ งทำควำมสะอำดโดยกำรนำเอำจำ่ กลองออกเสียก่อน
หลกั การใช้และบารงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรีประเภทเครือ่ งเป่า เช่น ปีใ่ น ป่นี อก ปี่ชวำ ปมี่ อญ ขล่ยุ ชนิดต่ำงๆ แคน เคง่ (แคนม้ง) ปอ่ี ้อ ป่ผี ไู้ ทย ปี่ล้ำนนำ เปน็ ต้น ลกั ษณะโดยทั่วไปของปมี่ ักจะทำดว้ ย ไม้ แต่บำงชนิดจะแทรกดว้ ยกำพวดลน้ิ โลหะ หรอื ลิน้ ใบตำล กอ่ นนามาใช้ • ควรตรวจสอบควำมสมบูรณ์ของเคร่อื งดนตรีให้เรียบร้อยเสยี ก่อน รวมท้งั ใหป้ ฏบิ ตั ิตำมขัน้ ตอนวิธบี รรเลงเคร่อื งดนตรี แตล่ ะชนดิ ให้ถูกตอ้ ง เลกิ ใชง้ านแล้ว ใหด้ ำเนินกำรตำมขน้ั ตอน ดงั น้ี ๑. ทำควำมสะอำดดว้ ยกำรใช้ผ้ำเชด็ ถเู ครอ่ื งดนตรีน้ันๆ ใหส้ ะอำด ๒. แช่ลิ้นป่ใี นนำ้ ยำฆำ่ เช้อื โรค เก็บกำพวดปี่ และลน้ิ ปไี่ วใ้ นกรักปใ่ี หเ้ รยี บรอ้ ย ๓. ต้งั วำงในทม่ี อี ำกำศโปร่ง เพ่ือป้องกันเช้ือรำทอี่ ำจเกิดขึ้นได้ และหำ้ มนำเลำปี่ ตวั แคน หรือเลำขล่ยุ ไปตำกแดด หรือต้ังไว้ในทีม่ ีอุณหภมู ิสงู เพรำะจะทำใหเ้ ครอ่ื งดนตรีปรแิ ตก หรอื โครงสรำ้ งภำยในเสียหำย ส่งผลกระทบต่อระบบเสียงของเครือ่ งดนตรชี นดิ นั้นๆ ได้
สสี นั และนา้ เสียงของเครือ่ งดนตรไี ทย เคร่ืองดนตรีประเภทท่มี ีสายสนั่ สะเทอื นด้วยการสี ดดี หรือดึงเสน้ หรือสายทข่ี งึ ตงึ แลว้ ปลอ่ ยให้เส้นหรือสำยสัน่ สะเทอื น ผำ่ นไปยังกล่องเสยี งท่ีมีรูปทรงต่ำงๆ ตำมควำมกว้ำง ลกึ และทรวดทรง เสน้ หรือสำยจงึ เป็นตัวสรำ้ งสีสัน และนำ้ เสยี ง กระจับปี่ ให้กับเคร่ืองดนตรใี ห้มคี วำมไพเรำะ เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสำมสำยสะลอ้ ซึง จะเข้ กระจบั ป่ี เป็นต้น เครื่องดนตรปี ระเภทท่ีส่นั สะเทอื นจากแรงกระทบ ได้แก่ เคร่อื งดนตรีประเภทเคร่อื งตีทั้งปวง สสี ันและธรรมชำติ ของเสียงเกิดจำกกำรส่นั สะเทอื นของวัตถกุ ระทบกนั เช่น ไม้ตีระนำดตกี ระทบบนผืนระนำดไม้ฆอ้ งตีกระทบบนปุม่ ฆ้องวงใหญ่ ฆอ้ ง ไม้ตกี ลองตีกระทบบนหนังหน้ำกลอง เปน็ ต้น เคร่อื งดนตรีประเภทเคร่ืองเปา่ นอกจำกตัวเลำทเี่ ปน็ ตัวทอ่ เสียงแล้ว ยงั ขน้ึ อยู่กับควำมสน้ั -ยำวควำมกลวงของลำโพงป่ี รูเป่ำ และล้ินปี่ เม่ือเครอ่ื งดนตรีเหล่ำนี้เกิดกำรเปำ่ แรงลมทนี่ กั ดนตรีเปำ่ จะทำให้เกิดกำรสั่นสะเทอื นไปกระทบกับกลไก แคน ภำยใน เกดิ กำรปรับเปล่ียนเปน็ ระดบั เสยี งสูง-ต่ำ เสียงของเครือ่ งดนตรปี ระเภทนี้จึงมคี วำมดังมำก อนั เป็นสีสันของ เครอื่ งเปำ่
ประเภทของวงดนตรไี ทย วงปีพ่ าทย์ วงดนตรที ่เี กดิ จำกกำรประสมวงกันระหวำ่ งเครื่องดนตรีประเภทเครอ่ื งเป่ำ และเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องตีเปน็ หลัก แบง่ ออกเปน็ ๓ ขนาด วงปพ่ี าทยเ์ คร่ืองห้า วงดนตรปี ระเภทนีม้ เี คร่ืองดนตรปี ระกอบไปด้วยปใ่ี น ระนำดเอก ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองทดั และฉิง่ วงปพ่ี าทยเ์ คร่อื งคู่ เคร่อื งดนตรปี ระกอบด้วยป่ใี น ป่ีนอก ระนำดเอก ระนำดทมุ้ ฆ้องวงใหญ่ ฆอ้ งวงเลก็ ตะโพน กลองทดั ฉ่งิ ฉำบเลก็ กรบั และโหม่ง วงป่ีพาทย์เครอ่ื งใหญ่ เครอ่ื งดนตรีประกอบดว้ ยปใ่ี น ป่ีนอก ระนำดเอก ระนำดทุ้ม ระนำดเอกเหล็ก ระนำดท้มุ เหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้อง วงเลก็ ตะโพน กลองทัด ฉ่ิง ฉำบเล็ก ฉำบใหญ่ กรบั และโหมง่
วงเคร่ืองสายไทย ประกอบดว้ ยเคร่อื งดนตรปี ระเภทท่มี ีสายเปน็ หลกั แบ่งออกเปน็ ๒ ชนิด ๑ วงเครือ่ งสายเคร่อื งเด่ียว หรอื เคร่ืองสายวงเลก็ เครือ่ งดนตรีประกอบด้วยซอด้วง ๑ คัน ซออู้ ๑ คัน จะเข้ ๑ ตัว ขลุ่ยเพยี งออ ๑ เลำ โทน-รำมะนำ ๑ สำรบั ฉ่ิง ๑ คู่ และฉำบเล็ก ๑ คู่ ตวั อย่ำง ซอดว้ ง จะเข้ ฉง่ิ ๒ วงเครอ่ื งสายเครื่องคู่ เคร่อื งดนตรีประกอบด้วยซอดว้ ง ๒ คนั ซออู้ ๒ คัน จะเข้ ๒ ตัวขลยุ่ เพียงออ ๑ เลำ ขลุ่ยหลบี ๑ เลำ โทน-รำมะนำ ๑ สำรับ ฉงิ่ ๑ คู่ ฉำบเลก็ ๑ คู่ กรับ ๑ คู่ และโหมง่ ๑ ใบ ตวั อย่ำง ซอดว้ ง กรับ ซออู้
วงมโหรี เปน็ วงดนตรีทม่ี ีเครอื่ งดนตรีประสมวงครบทกุ กลมุ่ คอื เครื่องดดี สี ตี และเป่า จาแนกเปน็ ๓ ขนาด ๑ วงมโหรีเครือ่ งเดี่ยว เครื่องดนตรีประกอบดว้ ยซอสำมสำย ๑ คัน ขลยุ่ เพียงออ ๑ เลำ ระนำดเอก ๑ รำง ฆอ้ งวงใหญ่ ๑ วง จะเข้ ๑ ตัว ซอดว้ ง ๑ คนั ซออู้ ๑ คนั โทน-รำมะนำ ๑ สำรับฉ่ิง ๑ คู่ และฉำบเล็ก ๑ คู่ ตวั อยำ่ ง ระนำดเอก จะเข้ ฆอ้ งวงใหญ่ ๒ วงมโหรีเครอ่ื งคู่ เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอสำมสำย ๑ คัน ซอสำมสำยหลีบ ๑ คนั ขลยุ่ เพยี งออ ๑ เลำ ขลุย่ หลีบ ๑ เลำ ระนำดเอก ๑ รำง ระนำดท้มุ ๑ รำง ฆ้องวงใหญ่ ๑ วง ฆ้องวงเลก็ ๑ วง จะเข้ ๒ ตัว ซอดว้ ง ๒ คัน ซออู้ ๒ คัน โทน-รำมะนำ ๑ สำรับ ฉ่ิง ๑ คู่ ฉำบเล็ก ๑ คู่ กรับพวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ ตวั อยำ่ ง ระนำดเอก กรับพวง โหม่ง
๓ วงมโหรเี ครอ่ื งใหญ่ เครื่องดนตรมี ซี อสำมสำย ๑ คนั ซอสำมสำยหลีบ ๑ คนั ขล่ยุ เพยี งออ ๑ เลำ ขลุย่ หลีบ ๑ เลำ ระนำดเอก ๑ รำง ระนำดทุม้ ๑ รำง ระนำดเอกเหลก็ ๑ รำง ระนำดทมุ้ เหล็ก ๑ รำง ฆ้องวงใหญ่ ๑ วง ฆอ้ งวงเลก็ ๑ วง จะเข้ ๒ ตวั ซอด้วง ๒ คัน ซออู้ ๒ คนั โทน-รำมะนำ ๑ สำรบั ฉิ่ง ๑ คู่ ฉำบเล็ก ๑ คู่ กรับพวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ ตัวอย่ำง ระนำดเอก จะเข้ ฆอ้ งวงใหญ่ ฆอ้ งวงเลก็ กรับพวง โหมง่ ระนำดเอกเหลก็ ซออู้ ซอดว้ ง
ประเภทของวงดนตรีพ้นื บ้าน วงดนตรพี ้นื บ้านภาคเหนอื • ประกอบไปดว้ ยวงกลองแอว วงสะลอ้ -ซงึ วงกลองมองเซงิ วงกลองปูเจ่ วงปี่จุม วงกลองแอว นิยมใชบ้ รรเลงประกอบกำรฟ้อนเมือง วงกลองมองเซิง นยิ มใช้บรรเลงประกอบกำรฟอ้ นมองเซงิ • เครือ่ งดนตรที ใี่ ช้บรรเลงในวงดนตรพี นื้ บ้ำนภำคเหนือที่สำคญั ไดแ้ ก่ พณิ เปีย๊ ะ ซึง สะล้อ กลองแอว กลองสะบดั ชัย และกลอง ตะโล้ดโป๊ด วงดนตรีพ้นื บ้านภาคกลาง • ประกอบไปด้วยวงป่ีพำทย์พืน้ บำ้ น วงปพ่ี ำทย์นำงหงส์ วงปี่พำทย์มอญ วงเคร่ืองสำย วงปพ่ี าทยม์ อญ และวงปี่พาทยน์ างหงส์ นยิ มใชบ้ รรเลงประโคมในงำนศพ วงเครือ่ งสาย นยิ มใช้บรรเลงในงำนมงคลตำ่ งๆ เชน่ งำนแตง่ งำนข้ึนบ้ำนใหม่ • เคร่ืองดนตรที ่ใี ช้บรรเลงในวงดนตรีพื้นบำ้ นภำคกลำงทสี่ ำคัญ ได้แก่ จะเข้ ขลุ่ย ซออู้ ซอดว้ ง ระนำดเอก ฆ้องวงใหญ่ ป่ี ฉ่งิ ฉำบเลก็ กรับ และโหม่ง
วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ • ประกอบไปดว้ ยวงโปงลำง วงกนั ตรึม วงตมุ้ โมง และวงแคน วงตุ้มโมง ใช้บรรเลงในงำนศพ • เคร่ืองดนตรีทใี่ ช้บรรเลงในวงดนตรพี ืน้ บ้ำนภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ท่ีสำคญั ได้แก่ แคน โปงลำง พิณ โหวด ซอบัง้ ฆ้องหุย่ และหมำกกับแกบ๊ (กรับ) วงดนตรีพนื้ บา้ นภาคใต้ • ประกอบไปด้วยวงกำหลอ วงปพี่ ำทย์ชำตรี วงรองเงง็ วงโตะ๊ ครมึ วงดนตรีโนรำ วงดนตรหี นงั ตะลงุ วงดนตรซี ีละ วงดนตรมี ะโย่ง และวงดนตรลี เิ กป่ำ วงกาหลอ ใชบ้ รรเลงในงำนศพ วงดนตรีหนงั ตะลงุ ใช้บรรเลงประกอบกำรแสดงหนงั ตะลงุ โนรำ • เครื่องดนตรที ใี่ ชบ้ รรเลงในวงดนตรีพ้ืนบ้ำนภำคใตท้ สี่ ำคญั ได้แก่ ทบั รำมะนำ กลอง โหม่งคู่ (ฆ้องค)ู่ กลองชำตรี กรือโตะ๊ และรอื บบั
๓หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี หลักการขับรอ้ งและบรรเลง เครอ่ื งดนตรไี ทย จุดประสงค์การเรยี นรู้ • ร้องเพลง และใช้เคร่อื งดนตรบี รรเลงประกอบกำรร้องเพลงดว้ ยบทเพลงที่หลำกหลำยรูปแบบได้
Search