๔หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ความรูพ้ ืน้ ฐานเกย่ี วกบั ดนตรสี ากล จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. อา่ น เขยี น รอ้ งโนต้ ไทย และโนต้ สากลได้ ๒. ระบคุ วามหลากหลายขององค์ประกอบดนตรีในวฒั นธรรมตา่ งกันได้
ประวตั ิความเป็นมา และววิ ฒั นาการของดนตรสี ากล ประวตั คิ วามเปน็ มา • ในสมยั โบราณมนษุ ยร์ ู้จกั เคาะ รจู้ กั ตี รูจ้ กั นาส่ิงตา่ งๆ มาเปา่ ทาใหเ้ กิดเสียง เชน่ เปา่ เขาสัตว์ เมอื่ มงี านรื่นเริงก็ใช้การตเี กราะ เคาะไม้ เปน็ จงั หวะประกอบ • ตามหลกั ฐานพบวา่ ศาสนาคริสตเ์ ป็นจดุ เริม่ ตน้ ของการกาเนิดลักษณะดนตรีทางยุโรป ภายหลงั กลายมาเป็นดนตรที ี่ชนทว่ั โลกยอมรับ ทเี่ รียกวา่ “ดนตรสี ากล” • ในยุโรปถือว่าเพลงเก่ียวกับศาสนาเปน็ เพลงชั้นสูงสดุ ผแู้ ต่งจะต้องแตง่ อยา่ งสดุ ฝีมือเม่ือแต่ง บทสวดเสร็จแลว้ จะต้องเลือกวงดนตรีที่จะบรรเลงประกอบ จึงได้เกดิ เป็นวงดนตรีขนิดต่างๆ ขึน้ มา ววิ ฒั นาการของดนตรีสากล • ดนตรสี ากลเกิดขึน้ ในทวปี ยุโรป เป็นดนตรีท่ีรบั ใช้พิธีกรรมทางศาสนา ตอ่ มาไดม้ ีการประดิษฐ์ คาพูดให้มรี ะดบั เสยี งตา่ งๆ เรมิ่ จากมแี นวรอ้ งแนวเดยี ว และเพ่ิมเปน็ ๒, ๓, ๔ แนวตามลาดบั • จากนัน้ เริ่มมีการนาดนตรีลกั ษณะดงั กล่าวไปเล่นในที่สาธารณะ โดยมีเนอ้ื รอ้ งท่ีกลา่ วถึงความรกั การรบ อกี ด้านหนง่ึ ดนตรเี ป็นที่นิยมในหม่ขู องกษตั รยิ ์ • และภายหลงั ผู้คนทัว่ ไปกห็ ันมาให้ความนิยมช่ืนชมในดนตรดี ว้ ย ถึงข้นั มกี ารจดั การแสดงดนตรีที่ เรียกวา่ “คอนเสริ ต์ ” ดนตรีจงึ ถูกประพันธม์ าเพอื่ การค้า และเปน็ ธรุ กจิ มากขึน้ • ในศตวรรษท่ี ๒๐ เปน็ ยคุ ของการทดลอง และการบกุ เบิกทางดนตรี มจี ังหวะแปลกใหม่เกดิ ขึ้น ปัจจบุ ันดนตรเี ข้ามามีสว่ นในชีวิตความเปน็ อย่ปู ระจาวันของมนุษย์มากข้ึน
องคป์ ระกอบ และประเภทของดนตรสี ากล องคป์ ระกอบของดนตรีสากล (ท่มี าของภาพ : http://www.gear-vault.com) จังหวะ (Time or Rhythm) ในทางดนตรีสากลอาจหมายถงึ จงั หวะเน้นในแตล่ ะเพลง ซง่ึ นิยมแบง่ กวา้ งๆ ได้ ๓ แบบ คอื เพลง ๒ จงั หวะ เพลง ๓ จังหวะ และเพลง ๔ จงั หวะ ทานอง (Melody) (ที่มาของภาพ : http://www.filmnews1.blogspot.com) การนาเอาระดับเสียงสูง-ต่าทางดนตรี และความสัน้ -ยาวของเสียงเหล่าน้ัน มาร้อยเรียงให้เกดิ ความไพเราะตามหลักการทางดนตรี เสียงประสาน (Harmony) เสียงตง้ั แต่ ๒ เสยี งขึน้ ไปเกิดขนึ้ ในเวลาเดียวกัน และมคี วามกลมกลืนกนั เปน็ สว่ นประกอบทเ่ี นน้ ให้จงั หวะ และทานองให้มคี วามโดดเดน่ ข้ึน (ท่ีมาของภาพ : http://www.lannatv.com)
การแบ่งประเภทของดนตรีตามหลกั สากล • แบง่ ออกเปน็ ๓ ประเภท ดนตรพี ื้นเมือง หรอื ดนตรีพื้นบา้ น (Folk Music) • มีลักษณะเฉพาะเปน็ ของทอ้ งถนิ่ นนั้ ๆ ทาใหเ้ ราได้ทราบวา่ ดนตรีพนื้ บา้ นท่ไี ด้ยิน ได้ชมเป็นดนตรขี องทอ้ งถน่ิ ใด หรือของชนเผ่าใด ภาษาใด ประเภทของดนตรี ดนตรีแบบฉบับ (Classical Music) ตามหลกั สากล • เปน็ ดนตรที ่ีมคี วามโดดเด่นถึงขนั้ เป็นแบบฉบบั ของชนชาตนิ ั้นได้ ได้แก่ ดนตรีไทย ไดร้ ับการพฒั นา และนาเข้าไปเล่นในราชสานกั ตอ่ มาได้รบั การปรับปรุงจากครู ดนตรีหลายทา่ น จนเปน็ ท่ียอมรับว่าเป็นดนตรชี น้ั สงู มคี วามไพเราะ ดนตรี ดนตรสี มัยนยิ ม หรือดนตรชี นนยิ ม (Popular Music) • เป็นดนตรีทไี่ ด้รับความนยิ มจากประชาชนท่วั ไป ดนตรปี ระเภทน้ีจะมเี พลง ซ่ึงได้รบั ความนิยมอย่รู ะยะเวลาหน่ึง จากนัน้ เพลงดงั กล่าวกจ็ ะเสื่อมความนยิ ม ลงแล้วกจ็ ะมีเพลงใหม่ๆ ท่ไี ดร้ บั ความนยิ มเข้ามาแทนที่
เครอื่ งหมาย และสัญลกั ษณ์ในดนตรีสากล บรรทดั ๕ เสน้ (Staff) บรรทดั ๕ เส้น สิ่งทแ่ี สดงวา่ ตัวโน้ตท่ีบนั ทึกลงในบรรทัด ๕ เสน้ น้มี เี สียงระดับใด เสียงสงู หรือตา่ กว่าตัวโนต้ ตวั อ่นื ๆ หรอื ไม่ • ลกั ษณะของบรรทดั ๕ เส้น หรอื เส้นบนั ทึกโน้ต เปน็ เส้นตรงแนวนอน ๕ เส้น ทข่ี นานกันและมรี ะยะห่างเท่าๆ กัน ใชส้ าหรบั บันทึก ตัวโน้ตและตัวหยดุ • วธิ กี ารนับเส้นและช่อง จะนับจากเสน้ ข้างลา่ งข้นึ ไปหาเส้นขา้ งบน ดงั นี้ เส้นท่ี ชอ่ งที่ • นอกจากบรรทดั ๕ เสน้ ซ่งึ ใช้เป็นหลกั ในการบันทกึ ตัวโนต้ และตัวหยดุ แล้ว ยังมีเส้นท่ใี ชข้ ดี ใต้บรรทัด ๕ เสน้ หรือเหนือบรรทัด ๕ เสน้ เปน็ เส้นส้ันๆ ท่ีขดี ใช้เฉพาะตวั โน้ตท่ีมีระดบั เสยี งต่ากวา่ หรือมีระดบั เสยี งสงู กวา่ เส้นทป่ี รากฏในบรรทดั ๕ เส้น เรียกเส้น ส้ันๆ นี้ วา่ “เส้นน้อย” (Ledger Line) เส้นน้อย เสน้ น้อย
ลกั ษณะตัวโน้ต และตวั หยุด ตวั โนต้ เคร่อื งหมายทใ่ี ชบ้ ันทกึ แสดงความสั้น-ยาวของเสยี ง อตั ราความสั้น-ยาวของตวั โน้ตจะมกี ่ีจงั หวะน้นั จะขน้ึ อยู่กับ เครื่องหมายกาหนดจงั หวะ ลกั ษณะของตวั โนต้ ทพ่ี บโดยท่ัวไปมลี กั ษณะ ดังนี้ เสียงดนตรี เรยี กว่า ตัวกลม มอี ตั ราความยาวของเสยี งยาวท่ีสดุ เรียกว่า ตัวขาว มีอัตราความยาวของเสยี งเป็นครง่ึ หน่งึ ของตวั กลม เรียกว่า ตัวดา มอี ตั ราความยาวของเสียงเป็นครึ่งหนงึ่ ของตวั ขาว เรยี กวา่ ตวั เขบต็ หน่งึ ชัน้ มีอัตราความยาวของเสยี งเปน็ ครง่ึ หนง่ึ ของตัวดา เรยี กวา่ ตวั เขบ็ตสองช้ัน มีอตั ราความยาวของเสียงเป็นครง่ึ หนงึ่ ของตัวเขบ็ตหนงึ่ ชั้น เรียกวา่ ตวั เขบต็ สามช้ัน มอี ตั ราความยาวของเสียงเป็นครง่ึ หนึ่งของตัวเขบต็ สองชั้น
ตัวโน้ตสามารถแบง่ คา่ ออกเป็น ๒ จานวนเสมอ การเขยี นโน้ตตวั เขบ็ต ในกรณีท่เี ขียนตัวโน้ตเรียงตอ่ กนั นยิ มเขียนในลักษณะ ดงั นี้ เขยี นเปน็ เขียนเปน็ เขียนเป็น เขียนเป็น
ตวั หยดุ เครอ่ื งหมายท่ีทาใหเ้ สยี งเงียบ หรอื หยดุ ชวั่ คราว แตจ่ งั หวะยงั คงดาเนนิ ตอ่ เนือ่ งไปจะหยดุ นาน หรอื เคร่อื งหมายพักเสียง เท่าใดนนั้ ข้ึนอยู่กบั ลกั ษณะของตวั หยดุ ลักษณะ และอัตราความยาวของตวั หยดุ หยุดตัวกลม มีอัตรายาวทส่ี ุด เทียบเทา่ กับอตั ราจงั หวะของโน้ตตวั กลม หยุดตวั ขาว มีอตั ราเปน็ คร่ึงหน่งึ ของหยุดตวั กลม เทยี บเท่ากับอตั ราจังหวะของโนต้ ตัวขาว หยดุ ตวั ดา มีอัตราเป็นครงึ่ หนงึ่ ของหยดุ ตัวขาว เทียบเท่ากับอัตราจังหวะของโน้ตตัวดา หยุดตัวเขบ็ตหน่ึงชน้ั มีอัตราเป็นครง่ึ หน่งึ ของหยุดตัวดา เทยี บเท่ากบั อัตราจงั หวะของโน้ตตวั เขบ็ตหนง่ึ ชน้ั หยดุ ตัวเขบต็ สองช้ัน มีอัตราเปน็ คร่งึ หนง่ึ ของหยดุ ตวั เขบ็ตหนงึ่ ชั้น เทยี บเท่ากบั อัตราจงั หวะของโนต้ ตวั เขบ็ตสองชั้น หยดุ ตัวเขบต็ สามชัน้ มอี ัตราเป็นครงึ่ หนง่ึ ของหยดุ ตวั เขบต็ สองชน้ั เทยี บเท่ากบั อัตราจังหวะของโนต้ ตวั เขบต็ สามชน้ั หยดุ ตัวเขบต็ ส่ชี ั้น มีอัตราเปน็ คร่ึงหนงึ่ ของหยดุ ตวั เขบ็ตสามช้ัน เทียบเทา่ กบั อตั ราจังหวะของโน้ตตวั เขบ็ตส่ชี ้นั
เครอื่ งหมายกากับบรรทดั • โน้ตสากลท่ีบนั ทกึ ลงในบรรทดั ๕ เสน้ ทอ่ี ยใู่ นตาแหน่งหรือในระดับต่างกัน จะมีชอื่ เรยี กหรืออา่ นออกเสยี งต่างกนั การอ่าน ออกเสียงตวั โนต้ ในบรรทดั ๕ เสน้ อ่านออกเสยี งเปน็ ตาแหน่งของตวั โน้ตท่ีอา่ นออกเสยี งต่างกันนี้ ถูกกาหนดโดยเคร่อื งหมายกากับบรรทดั ซึง่ เรียกว่า “กญุ แจ” (Clef) ๑ กญุ แจซอล (G Clef) เคร่ืองหมายทก่ี าหนดเสยี งของตัวโนต้ ในบรรทัด ๕ เสน้ ใหอ้ า่ นออกเสียงเป็นโด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด มีตาแหน่งเสียงคงท่ี โดยยดึ เสยี ง “ซอล” เปน็ หลกั กญุ แจซอลจะบันทึกหัวกุญแจคาบเสน้ ท่ี ๒ ของบรรทดั ๕ เส้น ตัวโนต้ ทุกลกั ษณะทบี่ นั ทึกคาบเส้นที่ ๒ อ่านออกเสยี ง “ซอล” ท้งั หมด เสยี งอนื่ ๆ ก็ลาดับตอ่ เนือ่ งกันไปทั้งทางสูงและทางต่า ลกั ษณะของกญุ แจซอล
๒ กุญแจฟา (F Clef) เครือ่ งหมายท่ีกาหนดเสียงของตวั โนต้ ในบรรทดั ๕ เสน้ มีตาแหนง่ เสยี งคงทโ่ี ดยยึดเสียง “ฟา” เปน็ หลกั กุญแจฟา บันทกึ หัวกญุ แจคาบเสน้ ที่ ๔ ของบรรทดั ๕ เส้น ตัวโนต้ ทุกลักษณะทบ่ี นั ทกึ เสน้ ท่ี ๔ อา่ นออกเสยี ง “ฟา” ทงั้ หมด เสยี งอ่นื ๆ ก็ลาดับตอ่ เน่อื งกันไปทง้ั ทางสูงและ ทางต่า ลักษณะของกญุ แจซอล ความสัมพันธร์ ะหวา่ งบรรทัด ๕ เสน้ กุญแจซอล และกญุ แจฟา อาจเขียนเป็นบรรทัดรวมใหญ่ (Great Staff) ได้ ดังน้ี เสียงโดทีค่ าบเส้นกลางของบรรทัดรวมใหญ่ (Great Staff) มชี ื่อเรยี กว่า “โดกลาง” หรอื “M.C.” (Middle C)
เครื่องหมาย (Signs) ทางดนตรี ชาร์ป (Sharp) ใช้สัญลักษณ์ • เครอ่ื งหมายทีใ่ ชแ้ ปลงเสียงตวั โน้ตให้สงู ขนึ้ กวา่ เสยี งปกติครงึ่ เสยี ง แฟลต (Flat) ใชส้ ัญลกั ษณ์ • เครอื่ งหมายทใ่ี ช้แปลงเสียงตัวโนต้ ให้ต่าลงกวา่ เสียงปกติครึ่งเสยี ง เนเจอรัล (Natural) ใช้สัญลักษณ์ หรอื แฟลต • เครื่องหมายที่ใชแ้ ปลงสภาพของตัวโน้ตท่ีเคยถูกเครอื่ งหมายชาร์ป บังคับเสยี งให้สงู ข้นึ หรือต่าลงกวา่ ปกติไว้แลว้ ใหก้ ลบั เปน็ เสยี งเดิม การเรียกชอ่ื ตัวโน้ตทีถ่ ูกแปลงเสียงด้วยเครือ่ งหมายชาร์ปหรอื แฟลตน้นั ใหค้ งเรยี กชอ่ื เดิม แต่ต่อดว้ ยคาวา่ “ชารป์ ” หรอื “แฟลต”
การปฏบิ ตั ิจงั หวะ การปฏิบัตจิ ังหวะหลัก จังหวะหลกั (ใชจ้ ังหวะปกติ เป็นแบบฝกึ ) • เปน็ จังหวะท่ีนักดนตรี และนกั รอ้ งจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบอันเดียวกนั ตามความเร็วทก่ี าหนดไวใ้ นเพลง Moderato (ความเร็วปานกลาง) มือ (๓ - ๔ - ) เทา้ ท่าเตรียม ขอ้ สงั เกต ๑ ๒๓๔ มอื เท้า (๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ) ก่อนการปฏิบตั ิจงั หวะหลักทกุ คร้งั ต้องอยู่ในทา่ เตรียม และตบเท้าตามความเรว็ ที่กาหนดให้ ในจังหวะนบั มาก่อน (๓-๔-) เสมอ
การปฏิบตั จิ ังหวะตามตัวโนต้ การปฎิบตั ิจงั หวะตามตวั โน้ต (ใชจ้ งั หวะปกติ เปน็ แบบฝกึ ) • ใชก้ ารปรบมอื ตามลกั ษณะของตัวโนต้ ทบี่ นั ทึกให้สัมพนั ธ์กบั การตบเท้าจงั หวะหลักอยา่ งที่เคยปฏิบัตมิ า ท่าเตรียมและนับมากอ่ น ๒ จงั หวะ (๓-๔-) ยงั คงปฏบิ ัตเิ ช่นเดียวกับการปฏิบัติจงั หวะหลกั โนต้ ตวั กลม จังหวะตามโน้ต ขอ้ สงั เกต ๑. มโี น้ต ๑ ตัว ปรบมอื ๑ คร้ัง ๒. ปรบมือในจังหวะที่ ๑ แลว้ คา้ งไวถ้ งึ จังหวะที่ ๔ ๓. ปรบมือในจงั หวะยกเทา้ ของจงั หวะท่ี ๔ เพอื่ เตรียมปรบมือตามโน้ตตวั ต่อไป
โนต้ ตัวขาว ท่าเตรียม และนบั มากอ่ น ๒ จงั หวะ (๓-๔-) ยงั คงปฏิบัตเิ ช่นเดยี วกบั การปฏบิ ตั ิจงั หวะหลกั จงั หวะตามโน้ต ข้อสงั เกต ๑. มีโน้ต ๒ ตวั ปรบมอื ๒ ครง้ั ๒. ปรบมือครั้งที่ ๑ ในจังหวะที่ ๑ ปรบมอื ครง้ั ที่ ๒ ในจงั หวะท่ี ๓ ๓. ปรบมือในจังหวะยกเท้าของจงั หวะที่ ๒ และ ๔ เพื่อเตรียมปรบมอื ตามโน้ตตวั ต่อไป
โน้ตตวั ดา ท่าเตรียม และนับมากอ่ น ๒ จังหวะ (๓-๔-) ยังคงปฏิบัติเช่นเดียวกบั การปฏบิ ัตจิ งั หวะหลกั จังหวะตามโน้ต ข้อสงั เกต ๑. มโี น้ต ๔ ตัว ปรบมือ ๔ ครัง้ ๒. ปรบมอื ทกุ ครั้งท่นี บั ๑ ๒ ๓ ๔ (ปรบมือพรอ้ มๆ กับตบเทา้ ) ๓. ปรบมอื ในจงั หวะยกเท้าของจังหวะที่ ๔ เพือ่ เตรียมปรบมือตามโนต้ ตวั ตอ่ ไป
โนต้ ตัวเขบ็ต ๑ ช้ัน ท่าเตรยี ม และนบั มาก่อน ๒ จังหวะ (๓-๔-) ยงั คงปฏบิ ตั ิเชน่ เดยี วกับการปฏบิ ตั ิจงั หวะหลกั จังหวะตามโน้ต ข้อสงั เกต ๑. มโี น้ต ๘ ตวั ปรบมือ ๘ คร้งั ๒. ปรบมอื ทุกครง้ั ท่ตี บเท้าลง (เม่อื นับเลข) และยกเท้าข้นึ (เมอ่ื นับ &)
การอ่าน เขยี น และร้องตามโน้ตสากล การฝึกอ่าน-เขยี น และร้องตามโนต้ ในกญุ แจซอล ในบนั ไดเสยี ง C Major ขน้ั ตอนการฝึกปฏบิ ตั ิ ๑. ให้นักเรียนเติมเสียงใตต้ ัวโน้ตทกุ ตัวบนบรรทัดท่ี ๑ และ ๒ ใหค้ รบ ๒. ลอกตัวโน้ตทกุ ตัว และเสยี งทุกเสียงจากบรรทัดท่ี ๑ ลงบนบรรทัดท่ี ๓ ๓. นกั เรียนร้องเพลงฝนั ชมดาวตามโนต้ ทบี่ ันทึกทัง้ ๓ บรรทัดพร้อมๆ กนั ๒ เที่ยว ๔. นกั เรยี นรอ้ งเพลงฝันชมดาวตามเนือ้ รอ้ งที่บนั ทกึ ท้งั ๓ บรรทัด พรอ้ มๆ กัน ๒ เทยี่ ว
ฝกึ การอา่ น-เขยี น และรอ้ งโน้ตในกุญแจฟา ในบนั ไดเสยี ง C Major ข้ันตอนการฝกึ ปฏบิ ตั ิ ๑. ให้นักเรียนเติมเสียงใต้ตัวโนต้ ทกุ ตวั ในเพลงขนมปงั กรอบ (บันทกึ ในกุญแจฟา) ๒. นกั เรียนร้องเพลงขนมปงั กรอบตามโน้ตทบ่ี นั ทกึ พร้อมกนั ๒ เทยี่ ว ๓. นกั เรียนร้องเพลงขนมปังกรอบตามเนือ้ ร้องที่บนั ทึก พรอ้ มๆ กัน ๒ เทยี่ ว
๕หน่วยการเรียนรู้ที่ เครื่องดนตรแี ละวงดนตรสี ากล จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๑. จดั ประเภทของวงดนตรไี ทย และวงดนตรีทม่ี าจากวฒั นธรรมตา่ งๆ ได้ ๒. ใชแ้ ละบารงุ รักษาเครื่องดนตรอี ยา่ งระมัดระวังและรบั ผิดชอบได้
ประเภทของเคร่ืองดนตรสี ากล โดยท่วั ไปแล้วเคร่อื งดนตรีสากลจะแบง่ ตามหลักการเกดิ เสียง หรือวธิ กี ารในการบรรเลงทีเ่ รยี กว่า “แบง่ ประเภทตามตระกูล” (Family) ของเครื่องดนตรี ซึ่งสามารถจาแนกไดเ้ ป็น ๕ ประเภท เครื่องสาย (The String Instruments) แบง่ ตามวธิ ีการเลน่ ได้ ๒ ประเภท ประเภทเครอ่ื งดดี • การดีดอาจใช้น้วิ มอื หรอื ปคิ (Pick) ส่วนใหญท่ าจากช้นิ ส่วนของกระดองเต่ากระ หรอื พลาสตกิ กีตาร์ แมนโดลนิ แบนโจ ฮารป์
ประเภทเครื่องสี • เครอ่ื งดนตรีชนดิ น้ีใช้คันชกั ในการทาใหเ้ กิดเสียง ซ่ึงคนั ชกั จะทาดว้ ยไม้ และขนหางม้า ก่อนเลน่ จะตอ้ งฝนขนหางมา้ ด้วยยางสน เพื่อทาให้เกิดความฝดื นอกจากใช้คันชกั แล้วยงั สามารถใชด้ ดี ไดอ้ ีก ไวโอลิน วโิ อลา เชลโล ดับเบิลเบส
เครอื่ งเปา่ ลมไม้ (The Woodwind Instruments) แบ่งตามกรรมวิธที ที่ าให้เกดิ เสยี งเปน็ ๒ ประเภท เป่าลมผ่านชอ่ งลม • ลาตัวของเคร่อื งดนตรปี ระเภทน้ีมีลกั ษณะเป็นทอ่ รคิ อร์เดอร์ ปิคโคโล ฟลูต เปา่ ลมผ่านลนิ้ • เคร่ืองดนตรีประเภทนี้จะมลี ิ้นอยทู่ ส่ี ่วนของปากสาหรบั เปา่ ล้นิ สามารถถอดเปลย่ี นได้ มีทงั้ ล้นิ เดีย่ ว และลน้ิ คู่ คลารเิ น็ต แซก็ โซโฟน โอโบ อิงลชิ ฮอร์น บาสซูน คอนทราบาสซนู
เครอ่ื งเปา่ ทองเหลือง (The Brass Instruments) • เครอื่ งเปา่ ประเภทนี้ทาใหเ้ กิดเสียงโดยการเป่าลมใหผ้ ่านริมฝีปากไปปะทะกับชอ่ งท่ีเปา่ (Mouth Piece) ทาใหเ้ กดิ การสนั่ สะเทอื น ของมวลอากาศ เคร่อื งดนตรที ีอ่ ยใู่ นกลมุ่ นี้ เช่น
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทลิ่มนว้ิ (The Keyboard Instruments) • เครอื่ งดนตรปี ระเภทนม้ี ลี มิ่ นว้ิ เรียงกันเป็นแผง เวลาเลน่ ใช้นิ้วมอื กดลงบนลิ่มน้วิ ของเครื่องดนตรี การเกิดเสียงนั้นขึ้นอยู่กับกลไก ภายใน ซึง่ มีลกั ษณะเป็นคอ้ นเลก็ ๆ ตที ่เี ส้นลวดหรือแท่งโลหะ หรือมลี กั ษณะเปน็ ทอ่ ลมทมี่ ีทป่ี ดิ -เปดิ • ปจั จุบันเคร่ืองดนตรปี ระเภทลมิ่ น้วิ ไดถ้ ูกปรับปรุงให้ทันสมัยขน้ึ โดยการนาระบบไฟฟา้ มาทาให้เกดิ เสียง เคร่อื งดนตรีกลุ่มน้ี เช่น ออรแ์ กนไฟฟ้า หรอื อเิ ลก็ โทน (Electronic Organor Electone) เปยี โนไฟฟา้ (Electronic Piano) คีย์บอร์ดไฟฟา้ (Electronic Keyboard) แอคคอรเ์ ดยี น เปียโน อิเล็กโทน เมโลเดียน เชเลสตา คยี ์บอรด์ ไฟฟ้า ออร์แกน
เครื่องดนตรีประเภทเคร่อื งตี (The Percussion Instruments) แบ่งตามลักษณะของระดบั เสียงได้ ๒ ประเภท ประเภทท่ีมรี ะดับเสยี งไมแ่ นน่ อน (Indefinite Pitch) • เครื่องดนตรปี ระเภทนีเ้ ป็นเครอื่ งตปี ระกอบจงั หวะ ไม่สามารถตีเป็นทานองได้ แตส่ ามารถใหจ้ งั หวะ หรือคมุ จังหวะ เพอื่ ให้ การบรรเลงน้ันพรอ้ มเพรียงกนั • เครือ่ งดนตรีท่ที าจงั หวะกลุม่ น้ี เช่น กลองใหญ่ (Bass Drum) กลองเทเนอร์ (TenorDrum) ทมิ พะนี (Timpani) กลองสแนร์ (Snare Drum) ทอมบา (Tomba) มาราคสั (Maracas) แทมบูรนี (Tambourine) ทรัยแองเกลิ (Triangle) ฉาบ (Cymbal) กลองชดุ (Drum Kit) คาวเบลล์ (Cowbells) วูดบล็อก (Wood Block) แรตเทิล (Rattle) บองโก (Bongo) ทอมทอม (Tom Tom Drum) กรบั (Castanets) แทมบรู นี (Tambourine) เปน็ ตน้ ตวั อย่าง
ประเภททมี่ ีระดบั เสยี งแนน่ อน (Definite Pitch) • สามารถไล่ระดับเสียง และสามารถใชบ้ รรเลงทานองได้ แต่มบี างชนิดในกล่มุ นท้ี ี่ไม่สามารถเล่นเปน็ ทานองเดย่ี วๆ ได้ แตก่ ส็ ามารถ เทยี บเสยี งและตใี หจ้ งั หวะได้ • เครอ่ื งดนตรีกลุม่ นี้ เชน่ ไซโลโฟน (Xylophone) กลอ็ กเคนชปลี (Glockenspiel) เบลไลรา (Bell Lyra) ระฆังราว (Tubular Bells) เปน็ ตน้ ตัวอยา่ ง เบลไลรา ไซโลโฟน ระฆงั ราว
หลกั การใช้ และบารงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรีสากล เครอ่ื งสาย • ก่อนหรอื หลงั การเล่นเครื่องดนตรปี ระเภทเครื่องสาย ใหใ้ ช้ผ้าแห้งที่มีเนอ้ื น่มุ ลบู เบาๆ ไปบนสายและ ตวั เครือ่ งดนตรี เพอื่ ขจัดฝนุ่ ท่อี าจเกาะอยู่ • ถา้ เปน็ เครื่องสายท่ีใชค้ ันชักสี เม่ือเล่นเสรจ็ แลว้ จะต้องปรับคันชกั ไม่ให้ตงึ จนเกินไปก่อนทจี่ ะนาเก็บ ใสก่ ลอ่ งให้เรียบร้อย • หากไม่เล่นเครือ่ งสายเป็นเวลานานต้องผอ่ นสายให้หยอ่ น จะช่วยใหต้ ัวเคร่อื งดนตรีไมต่ อ้ งรบั แรงตงึ เป็นเวลานานๆ ซงึ่ อาจมีผลทาใหค้ อของเคร่ืองดนตรหี ลดุ หรือแตกชารุดได้ (ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)
เครอ่ื งเป่าลมไม้ • ถา้ เปน็ ประเภทเป่าลมผ่านชอ่ งลม เชน่ ริคอรเ์ ดอร์ ปิกโกโล ฟลูต เป็นต้นใหใ้ ช้ผ้าแห้งที่มเี น้ือนุ่มเช็ด ใหท้ ว่ั ทั้งตวั เคร่อื ง เพ่ือทาความสะอาดกอ่ นและหลังเปา่ • สาหรบั ปิคโคโลและฟลูตนน้ั ตอ้ งหม่นั ดูแลเอาใจใสก่ ระเดอ่ื งกลไกใหอ้ ยูใ่ นสภาพทีใ่ ชง้ าน ดว้ ยการใช้เศษผา้ น่มุ ๆ แตะน้ามันทใี่ ชส้ าหรบั ทาความสะอาดเครอื่ งดนตรีที่เปน็ โลหะลูบไปตามกระเด่ืองกลไก และตวั เครอ่ื ง ใหท้ ่วั น้ามันดงั กล่าวจะช่วยใหก้ ระเดอื่ งกลไกเกิดความคล่องตวั ในขณะใช้งาน และชว่ ยให้ไม่เกดิ สนมิ กบั เครื่องดนตรีอกี ด้วย • เคร่ืองดนตรปี ระเภทเป่าลมผ่านลน้ิ ใหเ้ พ่ิมการดูแลในส่วนของปากเปา่ และล้นิ ด้วยการถอดปากเป่าออกมา ลา้ งดว้ ยน้าสะอาด แล้วผึง่ ลมให้แห้งก่อนใชฝ้ าครอบสวมส่วนบน นาไปเก็บใส่กล่องให้เรยี บรอ้ ยทุกครง้ั เมื่อ เล่นเสรจ็ แลว้ (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)
เครื่องเปา่ ลมทองเหลอื ง • ใช้ผา้ แหง้ ท่มี เี นื้อนมุ่ เช็ดที่ตัวเครอื่ งให้สะอาดทัง้ ก่อนและหลงั การใช้ • เม่ือใช้เสร็จแล้วให้กดที่กระเด่ืองสาหรบั ไล่น้าลายแล้วเปา่ ลมทปี่ ากเป่า (กาพวด) แรงๆ เพอื่ ไลห่ ยดนา้ ลายที่อยู่ภายใน ทอ่ ออกให้หมด • ถอดกาพวดออกมาทาความสะอาด โดยใชผ้ ้าเชด็ แลว้ ใช้เศษผา้ แตะครีมขัดโลหะลบู ไปบนตัวเครอ่ื งให้ทั่วทงิ้ ไว้ ๕-๑๐ นาที ใชผ้ ้าแหง้ เน้อื นมุ่ เชด็ ถใู ห้เกิดความเงางาม แล้วนาไปเกบ็ ใส่กลอ่ งใหเ้ รียบร้อย เครือ่ งดนตรีประเภทลม่ิ นวิ้ • ใช้ผ้าสักหลาดหรือผา้ แหง้ เชด็ ถูที่ตวั เครือ่ ง และบรเิ วณท่เี ปน็ ลม่ิ นว้ิ ให้สะอาดปราศจากคราบไคล ปิดดว้ ยฝาครอบแลว้ ใช้ผา้ คลมุ ให้เรยี บร้อย เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครื่องตี • ใชผ้ า้ แหง้ ทีม่ เี นอ้ื นุ่มเชด็ ถูทาความสะอาดตัวเครอ่ื ง และสว่ นทีใ่ ชส้ าหรับตใี ห้สะอาดก่อนและหลังการเลน่ ทุกครั้ง เก็บเคร่ืองดนตรีใส่กลอ่ ง หรือใช้ผา้ คลุมใหเ้ รียบรอ้ ยเมอื่ เลิกเลน่
ลกั ษณะของวงดนตรีสากล วงแชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) • นิยมเล่นกนั ในราชสานกั หรอื ผสมวงเล่นกนั ในหอ้ งโถงหอ้ งขนาดใหญภ่ ายในบ้าน เป็นลักษณะของวงดนตรแี บบง่ายๆ ตามปกติจะมี นักดนตรีตง้ั แต่ ๒ คน จนถงึ ๙ คน มีเครือ่ งดนตรอี ยา่ งละช้ิน • วงดนตรีแชมเบอร์มวิ สกิ (Chamber Music) จะมีช่ือเรยี กต่างกันไปตามจานวนของผู้บรรเลง โดยเร่ิมต้ังแต่ ๒-๙ คน ผ้บู รรเลง ๒ คน เรยี กวา่ “ดูเอต็ ” (Duet) ผบู้ รรเลง ๓ คน เรียกวา่ “ทรโี อ” (Trio) ผบู้ รรเลง ๔ คน เรยี กวา่ “ควอเตต็ ” (Quartet) ผบู้ รรเลง ๕ คน เรยี กว่า “ควินเต็ต” (Quintet) ผูบ้ รรเลง ๖ คน เรียกวา่ “เซก็ ซเ์ ต็ต” (Sextet) ผู้บรรเลง ๗ คน เรียกว่า “เซปเต็ต” (Septet) ผู้บรรเลง ๘ คน เรยี กวา่ “ออคเตต็ ” (Octet) ผบู้ รรเลง ๙ คน เรยี กวา่ “โนเนต็ ” (Nonet) ดูเอต็ ทรโี อ ควอเตต็ ควนิ เต็ต
วงดุริยางค์ (Orchestra) • ประกอบด้วยเครอ่ื งดนตรี ๔ กล่มุ ใหญ่ คือ กลุ่มเครือ่ งสาย กลุ่มเครือ่ งเป่าลมไม้ กล่มุ เครือ่ งเป่าลมทองเหลือง และกลุม่ เครื่องดนตรี ประเภทเครื่องตี • วงดนตรลี ักษณะนีจ้ ะมผี อู้ านวยเพลงถอื ไมบ้ าตอง (Baton) ยืนอยบู่ นแทน่ เล็กๆ หนา้ วงผอู้ านวยเพลงจะมีหนา้ ทีค่ วบคุมการบรรเลง ของนักดนตรีทงั้ วง • การจดั วงดุรยิ างค์นจ้ี ะให้ไวโอลินที่ ๑ และที่ ๒ อยูท่ างซ้ายมือของผอู้ านวยนวยเพลง และจะใหไ้ วโอลนิ ท่ี ๒ อย่ทู างขวามอื แตบ่ างวง อาจจะจดั ใหไ้ วโอลนิ ที่ ๑ และท่ี ๒ อยทู่ างซ้ายมอื และให้วโิ อลากับเชลโลอยทู่ างขวามอื เครอ่ื งดนตรที ใี่ ช้ในวงดรุ ยิ างคใ์ นคริสตศ์ ตวรรษที่ ๒๐
วงดุริยางค์ แบง่ ไดห้ ลายขนาดตามจานวนผบู้ รรเลง ซึ่งแต่ละขนาดจะมีชอ่ื เรยี กต่างกัน ๑ วงดรุ ยิ างคซ์ มิ โฟนี (Symphony Orchestra) • เปน็ วงดนตรีขนาดใหญ่ จะบรรเลงเพลงซิมโฟนีเป็นหลกั (Symphony คอื เพลงเถาทีม่ ี ๓-๔ ท่อน) วงดรุ ิยางค์ซิมโฟนี ยังแบง่ ออกเปน็ วงขนาดเลก็ (Small Orchestra)มีนกั ดนตรีประมาณ ๔๐-๖๐ คน วงขนาดกลาง (Medium Orchestra) มนี กั ดนตรีประมาณ ๖๐-๘๐ คน และวงขนาดใหญ่ (Full Orchestra) มีนกั ดนตรีประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน ๒ วงดุรยิ างค์ประกอบการแสดงอุปรากรและละคร (Orchestra for Accompaniments of Opera) • เป็นวงดุรยิ างค์ท่ีมีลักษณะเช่นเดียวกับวงดรุ ิยางคซ์ มิ โฟนี แต่จะมขี นาดเล็กกวา่ มนี ักดนตรีประมาณ ๖๐ คน ใช้ประกอบ การแสดงอปุ รากร และละครเปน็ หลกั ลักษณะของวงดุริยางคซ์ ิมโฟนี จะมนี ักดนตรผี รู้ ่วมบรรเลงจานวนมาก
วงเคร่ืองสาย (String Band) • มเี คร่อื งดนตรี ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ เคร่ืองสายท่ีใช้ดดี ไดแ้ ก่ กตี าร์ แบนโจ แมนโดลนิ เบส และเครือ่ งดนตรปี ระเภทเครื่องตีทนี่ าเอา เครอื่ งตหี ลายๆ ช้ินมารวมเปน็ ชุดเรียกวา่ “กลองชุด หรอื กลองแจส๊ ” วงดนตรีชนิดน้ใี ชผ้ บู้ รรเลงไม่มาก และไมเ่ ปลอื งพืน้ ที่ แตรวง (Brass Band) • มเี ครอ่ื งดนตรอี ยู่ ๓ ประเภทใหญ่ๆ เครอ่ื งเปา่ ลมทองเหลอื ง ไดแ้ ก่ ทรัมเป็ต ทรอมโบน และทูบา เครอื่ งเป่าลมไม้ ไดแ้ ก่ แซก็ โซโฟน และคลารเิ นต็ เคร่ืองดนตรปี ระเภทตี ได้แก่ กลองใหญ่ กลองสแนร์ ฉาบ และไซโลโฟน • วงดนตรีในลักษณะนเ้ี หมาะสาหรับการเดนิ ขบวน ในเวลาเดินขบวนจะต้องมคี นนาหน้า (Drum Major) คอยให้จงั หวะโดยใช้คทา ส่งสัญญาณให้ผู้บรรเลงได้ทราบ
วงโยธวาทติ (Military Band) • มลี กั ษณะคลา้ ยกบั แตรวง เหมาะสาหรับการบรรเลงกลางแจ้ง วงดนตรีประเภทน้มี เี ครอื่ งดนตรอี ยู่ ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ เครือ่ งเปา่ ลมทองเหลอื ง เครอ่ื งเป่าลมไม้ และเครอื่ งดนตรีประเภทเคร่อื งตีวงโยธวาทติ จะมคี นนาหนา้ (Drum Major) คอยกากบั จังหวะ และ ใหส้ ญั ญาณต่างๆเชน่ เดียวกบั แตรวง วงแจ๊ส (Jazz Band) • มจี ุดกาเนิดมาจากชนผวิ ดาชาวอเมรกิ ันเชอ้ื สายอัฟริกัน (นโิ กร) แหง่ เมืองนิวออร์ลีน ประเทศสหรฐั อเมรกิ า • การบรรเลงดนตรีแจส๊ ในระยะแรกน้ันเป็นการบรรเลงสด ไมม่ กี ารใช้ตวั โนต้ ผูบ้ รรเลงจะคดิ ทานองเพลงขน้ึ มาบรรเลงสด ผู้บรรเลง มกั จะมีรปู แบบการบรรเลงที่เป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตัว เพลงทบ่ี รรเลงเปน็ เพลงทีม่ จี งั หวะสนกุ สนาน ครึกครืน้ เร้าอารมณใ์ ห้ผู้ฟงั คกึ คกั • เครื่องดนตรที นี่ ยิ มใชใ้ นวงแจ๊ส เช่น คอรเ์ นต็ ทรมั เป็ต ทรอมโบน แซ็กโซโฟน คลาริเนต็ เปียโน แบนโจ กตี าร์ ดบั เบิลเบส หรอื กตี าร์ เบส กลองชดุ เปน็ ต้น • วงดนตรแี จ๊สที่บรรเลงในระยะแรกนัน้ มักเปน็ วงดนตรขี นาดเลก็ มีผู้บรรเลงประมาณ ๓-๘ คน ต่อมาดนตรแี จ๊สไดพ้ ัฒนารปู แบบให้ มขี นาดใหญข่ ึน้ โดยใชผ้ บู้ รรเลงประมาณ ๑๐-๒๐ คน
วงคอมโบ (Combo Band) • เป็นวงดนตรีขนาดเลก็ มีนกั ดนตรไี ม่มากนัก จานวนของนกั ดนตรี และเครื่องดนตรีไม่แนน่ อน • เครอ่ื งดนตรีทนี่ ยิ มใช้ในวงคอมโบ ไดแ้ ก่ ทรมั เป็ต แซกโซโฟน เปยี โน กีตารเ์ บส หรอื กลองชดุ • การจดั วงดนตรขี นาดเลก็ แบบนี้อาจใช้เคร่อื งดนตรีมากกวา่ ๕ ชิน้ ก็ได้ เชน่ เพ่ิมทรอมโบน กีตาร์คอร์ด หรืออาจใช้ออรแ์ กนแทน เปยี โน แตส่ ง่ิ จาเป็นและขาดมไิ ด้สาหรับวงคอมโบ คอื เคร่ืองตกี ากบั จงั หวะต่างๆ เชน่ กลองทอมบา บองโก แทมบรู ีน วงสตรงิ คอมโบ หรือวงกีตาร์คอมโบ (String Combo or Guitar Combo) • เป็นวงดนตรขี นาดเล็กท่เี กดิ ขน้ึ ใหม่ สะดวกตอ่ การขนย้าย • เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยประเภทกีตารเ์ บสกตี ารค์ อรด์ กีตารเ์ มโลดี (เรียกกันทว่ั ไปวา่ กตี าร์โซโล หรือกตี ารล์ ีด) และกลองชุด บางครั้ง อาจนาออร์แกนไฟฟ้ามาผสมด้วยก็ได้ วงสตรงิ คอมโบนม้ี กั จะรจู้ กั กนั ในอกี ช่อื หน่งึ ว่า “วงชาโดว์” (Shadow)
๖หน่วยการเรียนรู้ท่ี หลกั การรอ้ ง และบรรเลงเพลงสากล จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. อ่าน เขยี น ร้องโนต้ ไทย และโนต้ สากลได้ ๒. รอ้ งเพลง และใชเ้ ครือ่ งดนตรีบรรเลงประกอบการร้องเพลงด้วยบทเพลงท่ีหลากหลายรปู แบบได้ ๓. แสดงความคดิ เหน็ ทม่ี ีต่ออารมณข์ องบทเพลงที่มีความเรว็ ของจังหวะ และความดงั -เบาแตกตา่ งกันได้ ๔. เปรยี บเทยี บอารมณ์ ความรู้สกึ ในการฟงั ดนตรแี ต่ละประเภทได้ ๕. นาเสนอตวั อย่างเพลงทตี่ นเองช่นื ชอบ และอภปิ รายลกั ษณะเดน่ ทที่ าให้งานนนั้ น่าชืน่ ชมได้ ๖. ใช้เกณฑ์สาหรับประเมินคณุ ภาพงานดนตรี หรอื เพลงทีฟ่ งั ได้
หลักการรอ้ งเพลงสากล ประเภทของการขบั ร้อง ๑ การขบั รอ้ งเดย่ี ว (Solo singing) • เปน็ การขับรอ้ งคนเดยี วตามโนต้ ทานอง และบทร้องของบทเพลง จุดประสงคเ์ พือ่ จะใหน้ ักร้องไดแ้ สดงออกถึงอตั ลกั ษณ์ของตนเอง ดา้ นทกั ษะการรอ้ งเพลงและคุณภาพเสียงขับร้อง มกั ใช้วงดนตรีบรรเลงสนับสนนุ เชน่ วงโฟล์ค วงคอมโบ วงแจส๊ เป็นตน้ ๒ การขับร้องหมู่ (Group singing) • เป็นการขบั ร้องหลายคน ทกุ คนขบั ร้องตามโน้ตทานอง การขบั ร้องประเภทนีม้ ีจดุ ประสงค์ที่จะให้ทกุ คนร่วมสนกุ ในการขบั ร้องเพลง ได้โดยไมต่ ้องกงั วลเร่ืองการแยกแนวออกจากกนั นิยมใช้วงดนตรีบรรเลงสนบั สนนุ เชน่ การขบั ร้องเพลงราวง เพลงมาร์ชประจา สถาบนั เป็นต้น ๓ การขบั ร้องหลายแนว (Chorus singing) • เป็นการขบั ร้องหลายคน หรือหลายกลมุ่ แตล่ ะคนแตล่ ะกลมุ่ ขบั ร้องตามโน้ตทานองท่ีตา่ งกนั อาจมีบทร้องเป็นบทเดยี วกนั หรือตา่ งกนั ในบางตอนก็ได้ การขบั ร้องหลายแนวมี ๔ แนว คือ แนวเสยี งโซปราโน (Soprano) , แนวเสยี งอัลโต (Alto) , แนวเสยี ง เทเนอร์ (Tenor) , แนวเสียงเบส (Bass)
คณุ สมบัติของผูท้ ีจ่ ะขบั รอ้ ง และการวางท่าทาง • การวางท่าทางในการขับรอ้ ง ทง้ั ในท่ายนื และทา่ นง่ั ที่ถูกต้องน้ันมีความสาคญั เพราะจะชว่ ยให้ควบคมุ ลมหายใจได้ดี นอกจากนั้นยงั ต้องฝกึ เปล่งเสียงขบั ร้องให้มีคุณภาพแบบต่างๆ ดว้ ย • คณุ สมบตั ิของผทู้ จ่ี ะขบั ร้อง มีดังตอ่ ไปน้ี ๑. เปน็ ผ้ทู ่มี สี ขุ ภาพรา่ งกาย และสุขภาพจิตดี ๒. เปน็ ผทู้ ม่ี อี วยั วะทเี่ ก่ียวข้องกับการเปลง่ เสียงเปน็ ปกติ และมสี ุขภาพดี ๓. เป็นผูม้ ีโสตประสาทปกติ ไดย้ ินเสียงชัดเจน ๔. เป็นผมู้ นี ้าเสียงดี แต่ผูม้ นี ้าเสยี งเปน็ อย่างอนื่ ก็ฝึกร้องเพลงได้ถ้าไดร้ ับการฝกึ ฝนถูกวธิ ี ๕. เปน็ ผ้ทู ม่ี ีประสาทสมั ผสั กับจงั หวะดนตรีดี เช่น นบั จังหวะเคาะได้สมา่ เสมอ และคงท่ี เป็นต้น ๖. เป็นผมู้ คี วามจาดี จาทานอง จาจงั หวะ จาบทรอ้ งได้รวดเร็ว และถาวร ๗. เป็นผมู้ พี น้ื ฐานความรเู้ รอ่ื งภาษาทใี่ ช้ในบทร้อง ๘. เป็นผเู้ ปลง่ เสยี งถ้อยคาภาษาไดช้ ัดเจนถูกตอ้ ง ๙. เป็นผทู้ ม่ี พี ืน้ ฐานความรู้เรอ่ื งดนตรี ๑๐. เป็นผ้ใู ฝร่ ทู้ ่จี ะรอ้ งเพลง
การควบคมุ การหายใจ (การควบคมุ การหายใจ สามารถปฏบิ ตั ไิ ดด้ งั น้ี) ๑ สูดลมหายใจเข้าด้วยแรงลมปกติ ใหใ้ ช้ความรูส้ ึกตามทศิ ทางลมว่า ผ่านรูจมูกเขา้ สู่หลอดลมทาใหป้ อดขยายกว้าง ซ่ีโครงยืดออก และกล้ามเนอ้ื บริเวณท้องนอ้ ยขยายออก กกั ลมไว้ในปอด ๒-๓ วนิ าที ๒ หายใจออกโดยวธิ ผี ่อนลมออกทีละน้อยๆ ใหค้ วามยาวของช่วงหายใจออกมากกว่าชว่ งหายใจเขา้ โดยสงั เกตการเปลย่ี นแปลงของอวัยวะท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการหายใจออก เช่น ช่องท้องกะบงั ลม ปอด เปน็ ต้น วา่ เปลยี่ นแปลงอยา่ งไร จากน้นั เพิม่ ความยาวของการหายใจออกขน้ึ เร่ือยๆ ครั้งท่ี ๑ : สูดลมหายใจเข้านบั ๑ หายใจออกนบั ๒ ๓ ครั้งที่ ๒ : สดู ลมหายใจเขา้ นับ ๑ หายใจออกนับ ๒ ๓ ๔ คร้ังที่ ๓ : สูดลมหายใจเข้านบั ๑ หายใจออกนับ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
วธิ ตี รวจสอบว่าหายใจไดถ้ กู ต้องหรือไม่ ใหป้ ฏบิ ัติดงั นี้ ท่าท่ี ๑ • เอาฝา่ มือทงั้ ๒ ข้าง วางทาบบริเวณกล้ามเนือ้ หนา้ ทอ้ งซ่ึงอยู่เหนือสะดือ สูดลมหายใจ เข้าจะรู้สึกว่า กล้ามเนื้อหน้าทอ้ งยดื ออก และเม่ือผอ่ นลมหายใจออกกลา้ มเนือ้ หนา้ ทอ้ งจะหดเขา้ ทา่ ที่ ๒ • เอามอื ทั้ง ๒ ข้าง เท้าสะเอว ให้นิว้ หวั แมม่ อื อยู่ด้านหลังอีก ๔ นวิ้ ชไ้ี ปรอบเอวดา้ นหน้า เมือ่ สดู ลมหายใจเข้าจะรูส้ ึกทมี่ ือว่า กลา้ มเน้ือขยายออก และเม่อื ผอ่ นลมหายใจออก กล้ามเน้ือเอวจะหดเขา้ ท่าท่ี ๓ • นอนหงาย วางท่อนแขนไว้ขา้ งลาตัวแบบผ่อนคลายสูดลมหายใจเข้าโดยท่บี รเิ วณทรวงอก ไม่เคลือ่ นไหว จะร้สู กึ ได้วา่ กลา้ มเน้อื หน้าทอ้ งพองออก และเม่ือผ่อนลมหายใจออก กล้ามเนอื้ หนา้ ทอ้ งจะหดเข้า
การเปล่งเสียงเพ่อื เปดิ ช่องคอ เป็นการเปล่งเสียงออกมาจากบรเิ วณช่องคอส่รู ิมฝีปากโดยตรง ไมม่ ีการถูกกักบริเวณใด การเปล่งเสียงลกั ษณะนช้ี ว่ ยผ่อนคลายความเกรง็ ของกลา้ มเนอ้ื และขยายชอ่ งอวยั วะที่เก่ียวกบั การหายใจ • การเปลง่ เสียงมลี ักษณะปฏิบัติ ดงั น้ี เปล่งเสยี งเลยี นอาการหาวนอนซา้ ๆ และสงั เกตลกั ษณะของลมเขา้ ออกลาคอ เปล่งเสยี งสระแท้ตามแบบสากล ๕ สระ ก่อน คือ A E I O U โดยเปล่งเสียงว่า อา เอ อี โอ อู ตามลาดับ ให้ฝึกทลี ะเสียง ตามด้วยฝึกทลี ะคู่และฝึกรวมทกุ เสียง เทยี บระดับเสยี งที่จะเปล่งออกมากบั เคร่ืองเทียบเสียง เชน่ เปียโน เครอ่ื งดนตรีอน่ื ๆ
การเปลง่ เสยี งสะทอ้ น เสียงสะทอ้ น เสียงดังกงั วานที่มนุษยส์ ามารถเปล่งออกมาได้ โดยใชช้ ่องวา่ งระหวา่ งอวยั วะต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับการเปลง่ เสยี ง บรเิ วณของอวยั วะทีท่ าใหเ้ สยี งเกิดความก้องกงั วาน ทรวงอกและลาคอ ชอ่ งปากและชอ่ งจมูก หน้าผาก เกดิ ระดับเสียงตา่ เกดิ ระดับเสยี งกลาง และโพรงกะโหลก เกิดระดบั เสยี งสูง
การฝกึ ขับรอ้ งทานองเพลง การฝกึ ขบั รอ้ งทานองเพลง ควรฝกึ ครบตามระบบการฝึก (Systematic Training) ๔ ข้ันตอน ๑ ข้นั เตรยี มตัว ๒ ขนั้ ฝกึ ขับร้องตามเสยี งตน้ แบบ (Repetition) ๓ ข้ันฝึกจาทานอง จนสามารถจาแนกวรรคตอนได้ (Recognition) ๔ นาทักษะจาก ขอ้ ๑ และ ขอ้ ๒ มาขบั รอ้ งทานองด้วยตนเอง (Reproduction)
การบรรเลงเคร่อื งดนตรีสากล ฝกึ บรรเลงขลุ่ยริคอร์เดอร์ • ขล่ยุ รคิ อร์เดอรเ์ ป็นเครอ่ื งเป่าทไี่ ม่มีล้นิ จัดอยู่ในตระกูลเครื่องเปา่ ลมไม้ • รคิ อร์เดอรม์ หี ลายชนดิ แตล่ ะชนดิ มีขนาด และช่วงเสยี งทตี่ ่างกัน สว่ นใหญ่นยิ มใชโ้ ซปราโน • เป็นเคร่ืองดนตรีท่ีเหมาะสาหรับฝกึ บรรเลงเพราะมรี าคาไมแ่ พง หาซื้อได้ง่าย มีขนาดเลก็ เปา่ งา่ ย พกพาไปฝึกซอ้ ม ไดส้ ะดวก รวมทง้ั สามารถดแู ลเก็บรักษาได้งา่ ย ขลุ่ยริคอร์เดอร์ (Recorder)
ขัน้ ตอนการฝกึ บรรเลงขลยุ่ รคิ อรเ์ ดอร์ ในบันไดเสียง C เมเจอร์ ขลยุ่ ริคอร์เดอร์ (Recorder)
สรปุ เสียงท่ใี ช้ในบนั ไดเสยี ง C เมเจอร์ เทียบกบั เสยี งบนคียบ์ อรด์
ตวั อย่าง เพลงหนมู าลี (Mary Had A Little Lamb) ม ร ด ซ เพลงนใ้ี ช้เพยี ง ๔ เสยี งเทา่ นั้น ดงั สัญลักษณด์ า้ นบน
หบี เพลงปาก (Mouth Organ) หีบเพลงปาก (Mouth Organ) • มตี ้นกาเนดิ จากประเทศจนี ไดร้ ับการพัฒนาในทวปี ยุโรป • เป็นเคร่อื งเป่าที่มลี ้ินจัดอย่ใู นตระกลู เคร่ืองเปา่ ลมไม้ บางคร้งั เรียกว่า “เมาท์ออรแ์ กน” • เสียงของหบี เพลงปากเกดิ จากการสัน่ สะเทือนของลิน้ โลหะท่ีมขี นาดเล็ก ขณะเปา่ ลม เขา้ หรือดูดลมออก ความยาว-สน้ั ของลน้ิ โลหะ ทาใหเ้ กิดเสยี งตา่ และสูง ตามลาดบั ขณะเลน่ ใหเ้ สียงตา่ อยทู่ างด้านซา้ ยมือ และเสยี งสูงอยทู่ างดา้ นขวามอื (ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)
ในชนั้ นีค้ วรเร่มิ ฝกึ โดยใชห้ บี เพลงปากคยี ์ C เมเจอร์ก่อน โดยฝึกไล่บนั ไดเสยี ง C เมเจอร์ ดงั น้ี การฝกึ เป่าหีบเพลง “เพลงหนูมาลี (Mary Had A Little Lamb)” เรม่ิ ให้ง่ายดว้ ยการรอ้ งตามโน้ตเพลงให้ถกู ทานองและจงั หวะ ๒-๓ เทีย่ วก่อน จะทาให้จาทานองเพลงได้ และมสี มาธใิ นขณะบรรเลงจริง
การขับร้อง และบรรเลงเครือ่ งดนตรีประกอบ โนต้ เพลงทีใ่ ช้ประกอบในการขับร้อง และบรรเลงเคร่อื งดนตรใี นช้ันน้ี จะใช้โนต้ เพลงทอ่ี ยู่ในบันไดเสียง C เมเจอร์ เป็นหลัก และจะใชเ้ ครอ่ื งดนตรอี ย่างง่าย ในการฝกึ บรรเลงประกอบการขับรอ้ ง เช่น เครื่องกระทบหลัก (กลองเบส กลอง สแนร์ ฉาบ กตี าร)์ เปน็ ต้น กลอง กลองสแนร์ ฉาบ กีตาร์
Search