Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ถอดรหัสความงามวัดพระธาตุลำปางหลวง

ถอดรหัสความงามวัดพระธาตุลำปางหลวง

Published by husoclibrary.lpru, 2022-08-01 09:50:16

Description: เจ้าของผลงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราภรณ์ ภูมลี
สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

Keywords: วัดพระธาตุลำปางหลวง

Search

Read the Text Version

ถอดรหสั ความงาม 93 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง

ถอดรหสั ความงาม 94 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง

ถอดรหสั ความงาม 95 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ตำ� นาน ความเป็นมาของตำ� นาน การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนาทำ� ใหท้ ราบสถานภาพ ของการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนาทม่ี ี อยู่ 2 แนวทาง คอื 1. แนวประวตั ศิ าสตรม์ วี ธิ ี การศกึ ษาตามแบบตะวนั ตกมลี กั ษณะเป็นงานวชิ าการ 2. แนวจารตี ทอ้ งถนิ่ หรอื แนว ตำ� นาน เป็นการศกึ ษาตามจารตี โบราณของลา้ นนาทม่ี คี วามสบื เน่ืองตงั้ แต่ปลายพทุ ธ ศตวรรษท่ี 20 และเตบิ โตมากในพทุ ธศตวรรษท่ี 21 ต�ำนานทส่ี ำ� คญั จนถงึ ปจั จบุ นั เรม่ิ มี การจดบนั ทกึ เป็นอกั ษร ไดแ้ ก่ ตำ� นานมลู ศาสนา ตำ� นานจามเทววี งศ์ ชนิ กาลมาลปี กรณ์ เป็นตำ� นานคลาสสคิ ตำ� นานมลู ศาสนาเป็นตำ� นานรนุ่ แรกสดุ เกดิ จากพระพทุ ธพกุ ามและ พระพทุ ธญาณเจา้ น�ำนิทานพน้ื บา้ นหลายเรอ่ื งมาเรยี บเรยี ง เลม่ ตอ่ มา คอื จามเทววี งศ์ และชนิ กาลมาลปี กรณ์ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากตำ� นานมลู ศาสนา จงึ มโี ครงสรา้ งทค่ี ลา้ ยกนั โดย ไดร้ บั อทิ ธพิ ลแนวการเขยี นประวตั ศิ าสตรจ์ ากสำ� นกั สงฆล์ งั กา ซง่ึ กอ่ นหน้าน้อี าศยั เลา่ สู่ กนั เป็นทอดๆ เพราะฉะนนั้ ตำ� นานกค็ อื ประวตั ศิ าสตรค์ ำ� บอกเลา่ ทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ ลกั ษณะ การเขยี นตำ� นาน มพี ระพทุ ธศาสนาเป็นศนู ยก์ ลางของความคดิ เป้าหมายการเขยี นเพอ่ื ทำ� บุญเป็นการสรา้ งกุศลและเพอ่ื จรรโลงพทุ ธศาสนา ต�ำนานจงึ เป็นการรวบรวมความ คดิ ความเชอ่ื เขา้ ดว้ ยกนั (สรสั วดี อ๋องสกุล, 2544: 1-10) ดงั นนั้ การศกึ ษาต�ำนานพระธาตุล�ำปางหลวงจงึ เป็นการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ ลา้ นนาอกี รูปแบบหน่ึงเพราะการศกึ ษาต�ำนานพระธาตุล�ำปางหลวง ท�ำใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรเ์ พมิ่ ขน้ึ เพราะหากเพยี งอา่ นและไมศ่ กึ ษา ถงึ ความเป็นมาของตำ� นาน อาจเกดิ ความเขา้ ใจคลาดเคลอ่ื น ดงั นนั้ การรวบรวมความรู้ ของตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวงจงึ จำ� เป็นทต่ี อ้ งมกี ารเผยแพรเ่ พอ่ื คงคณุ คา่ ความเขา้ ใจ ตำ� นาน เพราะหากไดอ้ า่ นเพยี งผวิ เผนิ กจ็ ะเหน็ เพยี งอทิ ธฤิ ทธเิ์กนิ จรงิ โดยไมท่ ราบสาเหตุ ความเป็นมาของเจตนาอนั สำ� คญั รวมถงึ โครงสรา้ งในการเขยี นของตำ� นานจงึ จำ� เป็น ตอ้ งการศกึ ษาเรอ่ื งน้ี ซง่ึ เป็นสว่ นหน่ึงในกระบวนการ การวเิ คราะหต์ �ำนาน และน�ำมา สงั เคราะหเ์ ป็นองคค์ วามรูแ้ ลว้ หลงั จากนัน้ น�ำองคค์ วามรูม้ าถ่ายทอดเพ่อื เผยแพร่สู่ สาธารณะและเพอ่ื ใหอ้ งคค์ วามรไู้ ดส้ บื ทอดจงึ น�ำมาบรู ณาการกบั ศาสตรท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งเพอ่ื เผยแพรค่ วามรเู้ กย่ี วกบั ตำ� นาน วตั ถุประสงคข์ องตำ� นานคอื ตอ้ งการสบื อายพุ ระศาสนา

ถอดรหสั ความงาม 96 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง การวเิ คราะหต์ ำ� นาน และน�ำมาสงั เคราะหเ์ ป็นองคค์ วามรแู้ ลว้ หลงั จากนนั้ น�ำองคค์ วามรู้ มาถา่ ยทอดเพอ่ื เผยแพรส่ สู่ าธารณะและเพอ่ื ใหอ้ งคค์ วามรไู้ ดส้ บื ทอดจงึ น�ำมาบรู ณาการ กบั ศาสตรท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งเพอ่ื เผยแพรค่ วามรเู้ กย่ี วกบั ต�ำนาน วตั ถุประสงคข์ องต�ำนานคอื ตอ้ งการสบื อายพุ ระศาสนาใหค้ รบ 5,000 ปี เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ถงึ นิพพานไมต่ อ้ งเวยี นวา่ ยตาย เกดิ ในวฏั สงสาร เพอ่ื ใหไ้ ดต้ ามทต่ี นเองปรารถนา และเพอ่ื ใหป้ ราศจากโรคภยั ไขเ้ จบ็ ตา่ งๆ เกดิ ชาตหิ น้าใหอ้ ยดู่ มี สี ขุ ความเชอ่ื เหลา่ น้ีลว้ นสง่ ผลต่อจติ ใจของผเู้ ขยี นตำ� นาน ใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ ดงั ทก่ี ลา่ วไว้ (ตุลาภรณ์ แสนปรน, 2557: 159) ตำ� นานเป็นเรอ่ื งเลา่ ทถ่ี กู บนั ทกึ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรมเี คา้ ความจรงิ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การบนั ทกึ เรอ่ื งเลา่ เป็นตวั อกั ษรซง่ึ มใิ ชค่ วามจรงิ ทงั้ หมดเป็นเพยี งการแต่งผสมกบั เรอ่ื งจรงิ คลา้ ยนิทานถ่ายทอดเป็นเรอ่ื งเลา่ การเรม่ิ เรอ่ื งขน้ึ ดว้ ยบทบชู าพระธาตุลำ� ปาง หลวงตอ่ ดว้ ยเรอ่ื งเลา่ คำ� ทำ� นายของพระพทุ ธเจา้ ทไ่ี ดเ้ สดจ็ มา ณ ทแ่ี หง่ น้ีทจ่ี ะกลายเป็น เมอื ง “ลมั ภะกปั ปะนคร” ซ่งึ เป็นดนิ แดนทจ่ี ะมพี ระธาตุเกดิ ขน้ึ และเร่อื งราวของพระ ราชบตุ รของพระเจา้ สวุ รรณภมู ิ 2 พระองคท์ แ่ี สดงเรอ่ื งราวปาฏหิ ารยิ ข์ องพระธาตุและ บชู าพระบรมสารรี กิ ธาตแุ ละอานุภาพของพระนางจามเทวที ไ่ี ดม้ าสกั การะพระธาตลุ ำ� ปาง หลวงเหน็ นิมติ และชว่ ยชาวบา้ นใหม้ นี ้�ำใชจ้ ากการตงั้ สจั จะอธษิ ฐานกราบไหวพ้ ระบรม สารรี กิ ธาตุ ตำ� นานมี 2 ประเภท คอื ตำ� นานฝา่ ยวดั หรอื ตำ� นานมลู ศาสนา ไดแ้ ก่ ตำ� นาน พระธาตุ ตำ� นานพระพทุ ธรปู ตำ� นานวดั และตำ� นานพระบาท ตำ� นานฝา่ ยเมอื งหรอื ฝา่ ย พน้ื จะใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ ประวตั คิ วามเป็นมาของบา้ นเมอื งโดยเฉพาะกษตั รยิ แ์ ละราชวงศ์ เป็นแก่นเรอ่ื ง (สรุ สั วดี อ๋องสกุล, 2558: 19-20) ซง่ึ ตำ� นานพระธาตุลำ� ปางหลวงจดั เป็น ตำ� นานฝา่ ยวดั เพราะเป็นเรอ่ื งราวเกย่ี วกบั พระธาตุลำ� ปางหลวง เน้ือหาของตำ� นานฝา่ ย วดั หรอื ตำ� นานมลู ศาสนาแบง่ เป็น 2 ภาค คอื ภาคแรกมลี กั ษณะเป็นประวตั ศิ าสตรส์ ากล กลา่ วถงึ ประวตั พิ ทุ ธศาสนา การเสดจ็ มาของพระพทุ ธเจา้ และท�ำนายวา่ จะมพี ระธาตุมา ประดษิ ฐานและมเี มอื งเกดิ ขน้ึ ภาคทส่ี องเป็นประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถนิ่ อธบิ ายความเป็นมา ของกษตั รยิ แ์ ละราชวงศท์ อ้ งถนิ่ ตามลำ� ดบั รชั กาลโดยมพี ทุ ธศาสนาเป็นแกน่ ของเรอ่ื งใน สว่ นน้ีแมจ้ ะเรยี งตามลำ� ดบั รชั กาลแต่กเ็ น้นเป็นพเิ ศษสำ� หรบั กษตั รยิ อ์ งคท์ เ่ี ป็นเอกอคั ร ศาสนูปถมั ภก

ถอดรหสั ความงาม 97 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง การศกึ ษาวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ คอื การเรยี นรูร้ ากเหงา้ ของการเหน็ คุณค่าของ สภาพแวดลอ้ มทอ่ี าศยั อยเู่ ปรยี บเสมอื นการเหน็ คณุ คา่ ของตนดว้ ย การศกึ ษา “ตำ� นาน พระธาตลุ ำ� ปางหลวง” เพอ่ื ถา่ ยทอดผา่ นการสรา้ งสรรคท์ างศลิ ปะในรปู แบบวาดเสน้ เป็น เพยี งการเรยี นรสู้ ว่ นหน่งึ เพอ่ื ทำ� ความเขา้ ใจความเป็นมา ทค่ี นในทอ้ งถน่ิ ตอ้ งเหน็ คณุ คา่ ก่อนจงึ เกดิ การอนุรกั ษอ์ ยา่ งแทจ้ รงิ เพราะวดั พระธาตุลำ� ปางหลวงมคี วามสมบรู ณ์ของ ความเป็นแหลง่ อารยธรรมลา้ นนา ทส่ี มบรู ณ์ทส่ี ดุ แหง่ หน่งึ ในประเทศไทย ทม่ี มี รดกทาง วฒั นธรรมใหเ้ รยี นรอู้ ยา่ งมาก ซง่ึ ตำ� นานเป็นเพยี งสว่ นหน่ึงเทา่ นนั้ ในการศกึ ษาถงึ การ เชอ่ื มโยงมติ แิ หง่ คณุ คา่ ทว่ี ดั พระธาตุลำ� ปางหลวงยงั มอี กี มากมาย ตำ� นานพระธาตุลำ� ปางหลวง เป็นตำ� นานเกย่ี วกบั พทุ ธศาสนาหรอื ต�ำนานฝา่ ย วดั มคี วามยาวเพยี งผกู เดยี ว ผแู้ ต่งเป็นพระภกิ ษุในทอ้ งถน่ิ วตั ถุประสงคข์ องการแต่ง ต�ำนานเพ่อื จรรโลงพระพุทธศาสนาโดยโครงเร่อื งแบ่งเป็นสองตอน ตอนแรกเป็นบท เกรนิ่ น�ำ กล่าวถงึ เมอ่ื ครงั้ พทุ ธกาลพระองคไ์ ดเ้ สดจ็ มาเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา เทศนา ชนพน้ื เมอื งซง่ึ ครงั้ แรกอาจมกี ารต่อตา้ นจงึ แสดงอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ จ์ นเกดิ การยอมรบั จงึ ประทานเกสาธาตุและทรงพทุ ธพยากรณ์ถงึ อนาคตของสถานทน่ี นั้ (สรสั วดี อ๋องสกุล, 2558:4-5) ตำ� นานพระธาตุลำ� ปางหลวงนอกจากมที ม่ี าจากหลกั ฐานคมั ภรี ใ์ บลานทค่ี น้ พบแลว้ ยงั เป็นแคห่ น่ึงในคมั ภรี ใ์ บลานในลา้ นนากวา่ 10 ลา้ นผกู ต่อจากนนั้ ไดม้ กี ารน�ำ หลกั ฐานชนั้ ตน้ มาตพี มิ พแ์ ละยงั มหี ลกั ฐานชนั้ รองไดแ้ กง่ านวจิ ยั และหนงั สอื ลกั ษณะของตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวงทส่ี รสั วดี อ๋องสกลุ ไดก้ ลา่ วถงึ ลกั ษณะ ของต�ำนานลำ� ปางซง่ึ เป็นต�ำนานฝา่ ยวดั หรอื ต�ำนานพระพทุ ธศาสนา ประเภทต�ำนาน พระธาตุ ตำ� นานพระบาทแตล่ ะตำ� นานมคี วามยาวเพยี งผกู เดยี ว พระภกิ ษุผแู้ ตง่ กระท�ำ ดว้ ยความศรทั ธาในพระพุทธศาสนา เป้าหมายการแต่งตำ� นาน เพอ่ื จรรโลงพระพุทธ ศาสนา โดยเลา่ ประวตั ศิ าสตรค์ วามเป็นมาในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ มาสทู่ อ้ งถน่ิ โดยอา้ งถงึ สมยั พทุ ธกาลพระพทุ ธองคเ์ สดจ็ โปรดสตั วแ์ ละประทานเกสาธาตุ หรอื ประทบั รอยพระบาทในทอ้ งถนิ่ พรอ้ มกบั เลา่ ความสำ� คญั ของพระธาต/ุ พระบาทของทอ้ งถน่ิ โดย สรา้ งใหเ้ ก่าแก่เกย่ี วพนั ไปถงึ สมยั พทุ ธกาล ใหค้ นในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ไดร้ บั รเู้ พอ่ื จะไดเ้ กดิ ความเลอ่ื มใสในปชู นียสถาน ลกั ษณะการแต่งใชว้ ธิ เี ลา่ เป็นนิทาน โดยใชภ้ าษาพดู เป็น ภาษาเขยี นแบบเลา่ เรอ่ื งและนิยมอา่ นออกเสยี ง เพราะใชเ้ ทศนาธรรมเพอ่ื ใหผ้ ฟู้ งั ทราบ ประวตั แิ ละความสำ� คญั ของพระธาตุ/พระบาท

ถอดรหสั ความงาม 98 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ในทอ้ งถน่ิ อยา่ งน่าสนใจชวนตดิ ตามทำ� ใหพ้ รรณนาเกนิ จรงิ มอี ทิ ธฤิ ทธปิ์ าฏหิ ารยิ ต์ าม ความเชอ่ื และศรทั ธาอยา่ งแรงกลา้ ดว้ ยเหตุน้ี การศกึ ษาตำ� นานจำ� เป็นตอ้ งเขา้ ใจขนบ การน�ำเสนอและแยกแยะส่วนทเ่ี ป็นนิทานปรมั ปราออกจากส่วนเน้ือหาทเ่ี ป็นประวตั ิ ความเป็นมาของทอ้ งถนิ่ ซง่ึ จะใชเ้ ป็นหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรไ์ ด้ โครงสร้างของตำ� นาน พระธาตุลำ� ปางหลวง เป็นตำ� นานฝา่ ยวดั หรอื ฝา่ ย พทุ ธศาสนามแี กนเรอ่ื งหลกั เหมอื นกนั แต่มรี ายละเอยี ดปลกี ยอ่ ยแตกตา่ งกนั แบง่ เป็น 2 ตอนตอนแรกเป็นบทเกรนิ่ น�ำซง่ึ ตำ� นานพระธาตุลำ� ปางหลวง เป็นภาษาบาลี ตอน ทส่ี องเป็นการทำ� นุบำ� รงุ พระธาตุ สบื ตอ่ ๆ กนั มาตามยคุ สมยั ตา่ งๆ ซง่ึ ผแู้ ตง่ ตำ� นาน เลา่ ทม่ี าของพระธาตุ ผอู้ ุปถมั ภ์ เจา้ ศรทั ธาและทม่ี าของชอ่ื บา้ นนามเมอื งซง่ึ ในสว่ นน้ี แทรกประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถนิ่ เขา้ มา แบง่ เป็นตอนไดแ้ ก่ ตอนพระญาจนั เทวราช ตอนพ ระญาพลราช ตอนมหาเทวี ตอนเจา้ เมอื งหาญแตท่ อ้ ง ตอนเจา้ หมน่ื คำ� เพชร ตอนเจา้ เมอื งหาญสที ตั ถ์ และตอนเจา้ นางจามเทวี แนวคดิ เบอ้ื งหลงั ของตำ� นานพระธาตุลำ� ปาง หลวงคอื ตำ� นานพระเจา้ เลยี บโลกและคมั ภรี ม์ หาวงค์ โดยคมั ภรี ม์ หาวงคเ์ ป็นตน้ แบบ ใหแ้ กต่ ำ� นานสำ� คญั ในลา้ นนารนุ่ แรกคอื ตำ� นานมลู ศาสนา จามเทววี งศ์ และชนิ กาล มาลปี กรณ์ อทิ ธพิ ลของตำ� นานดงั กลา่ วไดส้ ง่ ผลตอ่ แนวคดิ สบื กนั มา มผี ลต่อแนวความ คดิ และวธิ กี ารเขยี นของตำ� นานลำ� ปางมคี วามคลา้ ยคลงึ กนั (สรสั วดี อ๋องสกุล, 2558: 4-5) ตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวง กลา่ วถงึ การสรา้ งพระธาตุลำ� ปางหลวงใน เมอื งลมั ภะกปั ปะนคร ยอ้ นไปถงึ สมยั พทุ ธกาล วา่ พระพทุ ธองคท์ รงมพี ทุ ธทำ� นาย ถงึ สถานทท่ี จ่ี ะบรรจพุ ระธาตุ ของพระองคเ์ พอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนกราบไหว้ ทรงเสดจ็ มา ถงึ บา้ นลมั ภกาลวี นั และทรงทำ� นายวา่ สถานทน่ี ้ีต่อไป จะเป็นเมอื งชอ่ื “ลมั พาง” แลว้ ทรงมอบพระเกศาธาตุใหใ้ สไ่ วใ้ นพระบรมธาตุ และตรสั วา่ หลงั จากพระองคป์ รนิ ิพพาน แลว้ 218 ปีจะมพี ระอรหนั ต์ 2 องคค์ อื กุมารกสั สปะกบั เมตยิ เถร น�ำพระธาตุของ พระองคม์ าบรรจไุ วท้ น่ี ่ีจะเป็นเจดยี ท์ ช่ี อ่ื วา่ “ลมั พกปั ปะเจดยี ”์ และในตำ� นานน้ียงั ได้ กลา่ ว เกย่ี วกบั การสรา้ งพระธาตุเมอื งลมั ภะกปั ปะนครอกี วา่ เมอ่ื อดตี นานมาแลว้ มคี น 5 คน อยทู่ างเหนือเดนิ ทางไปอโยธยิ า เพอ่ื ไปไหวพ้ ระธาตุ พบพระองคห์ น่ึง พระองค์ นนั้ บอกวา่ พระบรมธาตุของพระพทุ ธเจา้ มี 2 แหง่ คอื ทห่ี รภิ ุญไชยนคร และลมั ภกปั ปะนคร ซง่ึ อยทู่ างทศิ อาคเนยข์ องเมอื งหรภิ ุญไชย ตอ่ มาตำ� นานกลา่ ววา่

ถอดรหสั ความงาม 99 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ถงึ พระยาโศกธรรมกิ ราช ประดษิ ฐาน สรรี ธาตุพระพุทธเจา้ ไวใ้ นลมั ภกปั ปะนครหลงั จากนนั้ ตำ� นานกล่าวถงึ พระยาจนั ทะเทวราชเมอื งสวุ รรณภมู ิ ยกทพั มายงั ลมั ภกปั ปะ นคร กพ็ บพระบรมธาตุทเ่ี ดมิ จงึ ทรงสรา้ ง เจดยี เ์ พอ่ื ประดษิ ฐาน ณ ทน่ี นั้ และในเวลา ต่อมาพระยาพลราช ทราบขา่ ววา่ มพี ระสรรี ธาตุทล่ี มั ภกปั ปะนคร จงึ ยกพลขน้ึ มาใหค้ น ขดุ จะเอาพระธาตุ แต่ขดุ ถงึ อุโมงค์ ของหนุ่ ทร่ี กั ษาพระธาตุ กข็ ดุ ตอ่ ไปไมไ่ ด้ เพราะหนุ่ ยนตร์ กั ษาพระธาตุอยา่ งแขง็ แรง พระองคจ์ งึ ถมไวด้ งั เดมิ ต่อมาต�ำนานยงั ไดก้ ล่าววา่ เมอ่ื ศกั ราช 775 (พ.ศ.1956) มหาเทวเี มอื งเชยี งใหม่ ไดเ้ สดจ็ มาพกั ทส่ี บยาว พระธาตุ ทล่ี มั ภกปั ปะนคร ไดแ้ สดงปาฏหิ ารยิ ใ์ หเ้ หน็ พระองคเ์ ลอ่ื มใสและไปบชู าพระธาตุ ไวน้ า และขา้ ทาสไวก้ บั พระธาตุ และในตอนน้ยี งั ไดก้ ลา่ วถงึ การสรา้ งน้�ำบอ่ เลย้ี งดว้ ย หลงั จาก นนั้ มากม็ เี จา้ ผคู้ รองนครลำ� ปางหลายองค์ ไดม้ าบรู ณะซ่อมแซม รวมทงั้ มาบชู าพระธาตุ ลำ� ปางหลวงตลอดมา (ภาสกร โทณะวณกิ , 2529: 19-20) ซง่ึ เน้ือหาตำ� นานพระธาตุ ลำ� ปางหลวง อำ� เภอเกาะคา จงั หวดั ลำ� ปาง และ ตำ� นานพระแกว้ มรกต (เกษม เกาะปิ นะ, 2498) ดงั น้ี ยาปาตภุ ตู าอตลุ านุภาวา จรี งั ปะฏฐิ ฐิ าลมั ภะ กปั ปะปเุ ร เทเวนคตุ ตา อตุ ตรา ภทิ ั ยยา นมามหิ นั ตงั วะระชนิ ะธาตุง กุมมาระกสั สปงั นราตะธาตุโย เมฆยิ ะ มหาเถโร กะ นะธาตุฐะ เปตมิ หาถาเน เจตยิ งั ปชู ติ า นะระเทเวหิ อะหงั วนั ทามธิ าตุโย สาตราจรกิ ะ อา้ งวา่ สมยั เมอ่ื พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ยงั ทรงสำ� ราญพระอรยิ าบถอยู่ เชตะวนั อาราม คนื วนั หน่ึงยามใกลร้ งุ่ พระองคท์ รงรำ� พงึ วา่ ตงั้ แต่กตู ถาคตไดต้ รสั รเู้ ป็น สพั พญั ญตู ญาณมาถงึ วนั น้ีนบั ได้ 25 พรรษาแลว้ ต่อเมอ่ื กตู ถาคตมอี ายคุ รบ 80 ปี เมอ่ื ใด กตู ถาคตกจ็ ะเขา้ สปู่ รนิ ิพพานแลว้ ควรกตู ถาคตจกั อธษิ ฐานธาตุใหย้ อ่ ย เพอ่ื ใหค้ น และพระอรหนั ตไ์ ดน้ �ำมาบรรจไุ ว้ เป็นทบ่ี ชู าเสมอื นดงั กตู ถาคตยงั ทรมานอยู่ ทรงรำ� พงึ ดงั นนั้ แลว้ รงุ่ ขน้ึ กเ็ ป็นวนั ออกพรรษา องคส์ มั มาสมั พทุ ธเจา้ พรอ้ มดว้ ยพระอรหนั ตส์ าม องค์ กบั พระอานนทเถระเจา้ รวมอยดู่ ว้ ยเป็น 4 พระองค์ นอกจากน้ีกม็ พี ระเจา้ ปเสรทิ โกศล ตามเสดจ็ ออกจากเชตะวนั อารามมหาวหิ าร ลำ� ดบั ไปตามบา้ นน้อยเมอื งใหญ่ทงั้ หลาย จงึ ไดเ้ สดจ็ ถงึ บา้ นอนั มชี ่อื ว่า ลมั ภะการวี นั (บา้ นล�ำปางหลวง)องคส์ มเดจ็ พระ สมั มาสมั พทุ ธเจา้ กเ็ สดจ็ นงั่ อยเู่ หนือดอยมอ่ นน้อย (เขาเตย้ี ) ขณะนนั้ มชี ายผหู้ น่ึงชอ่ื ลั๊ วะอา้ ยกอน เหน็ พระพุทธเจา้ มนั เกดิ มคี วามเล่อื มใสไดน้ �ำเอาน้�ำผง้ึ บรรจุกระบอกไม้ ป้าง (ไมข้ า้ วหลามไมเ่ ปราะ) มะพรา้ วและมะตมู อยา่ งละ 4 ลกู มาน้อมถวายต่อพระองค์ พระองคร์ บั เอาแลว้ จงึ สง่ มอบกระบอกน้�ำผง้ึ นนั้ ใหแ้ ก่พระอานนท์

ถอดรหสั ความงาม 100 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง เถระเจา้ ไปกองลงในบาตร แล้วพระองค์จงึ ไดฉ้ ันน้�ำผ้งึ นัน้ เสรจ็ แล้วพระองค์จงึ ท้งิ กระบอกไมน้ นั้ ไปตกทางทศิ เหนือ พระองคจ์ งึ พยากรณ์วา่ สถานทน่ี ้ีต่อไปจกั มผี มู้ าส รา้ งเป็นเมอื ง มชี อ่ื วา่ “ลมั ภะกปั ปะนคร” แลต่อนนั้ พระองคก์ ย็ กหตั ถข์ า้ งขวาขน้ึ ลบู พระ เศยี รไดพ้ ระเกษา 1 เสน้ ตดิ พระหตั ถม์ า แลว้ พระองคท์ รงมอบใหแ้ กล่ วั๊ ะอา้ ยกอนรบั เอา พระเกษา โดยความโสมนสั เป็นลน้ พน้ แลว้ น�ำลงบรรจใุ นผอบทองคำ� ใหญ่ 8 กำ� ขณะนนั้ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล พรอ้ มดว้ ยพระอรหนั ตเ์ จา้ ทงั้ หลายจงึ ใหข้ ดุ หลมุ อนั หน่งึ กวา้ ง 5 วา ลกึ 5 วา อญั เชญิ ผอบพระเกษาลงไปประดษิ ฐานทา่ มกลางหลมุ นนั้ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล และลวั๊ ะอา้ ยกอน กไ็ ดน้ �ำเอาแกว้ แหวนเงนิ ทองเป็นจำ� นวนมาก ถวายเป็นพทุ ธบชู าลง ฝงั ในหลมุ นนั้ เสรจ็ แลว้ กแ็ ตง่ ยนตผ์ ดั (ยนตห์ มนุ ) รกั ษาไวจ้ ดั การรมดนิ ดแี ลว้ กก็ ่อเป็น เจดยี ข์ า้ งบนหลมุ อุโมงคน์ นั้ สงู 7 ศอก พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รสั พยากรณ์ตอ่ ไปวา่ เมอ่ื กตู ถาคตเขา้ สปู่ รนิ ิพพานแลว้ นาน 218 ปี จกั มพี ระอรหนั ตล์ กู ศษิ ยต์ ถาคต 2 องค์ องคห์ น่ึงชอ่ื กุมาระกสั ปะเถระ จกั ไดน้ �ำเอาอฐั พิ ระนลาตขา้ งขวาและเมฆยิ เถระ จกั ได้ น�ำเอาอฐั ลำ� คอขา้ งหน้าหลงั ของกตู ถาคตมาบรรจไุ วน้ ้อี กี แล เจดยี น์ ้จี กั ปรากฏเป็นเจดยี ์ ทองคำ� จกั ไดช้ อ่ื วา่ “ลมั ภะกปั ปะ” แลว้ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ กเ็ สดจ็ จารกิ ไป ตามบา้ นน้อยใหญ่ตอ่ ไป ตามตำ� นานน้ียงั มกี ารอา้ งต่อไปอกี วา่ ครงั้ กระนนั้ มมี หาเถรชาวเชยี งใหม่ 2 รปู ไดจ้ ารกิ ลงไปสู่ เมอื งอโยธยิ าฝา่ ยใตเ้ พอ่ื เทย่ี วนมสั การพระบรมสารรี กิ ธาตุในเมอื งนนั้ ไดพ้ บมหาเถรชาวอโยธยิ าเขา้ พระมหาเถรองคน์ นั้ จงึ ถามวา่ อาวโุ ส ขา้ แต่เป็นพระผู้ เป็นเจา้ อยปู่ ระเทศใด สว่ นพระมหาเถรเจา้ ชาวเชยี งใหม่ จงึ ตอบวา่ ภนั เต ขา้ แตเ่ จา้ กู ตขู า้ มาในประเทศบา้ นเมอื งอนั น้ีจกั มกี จิ อนั ใดนนั้ หาไม่ ตขู า้ มาเพอ่ื จกั ไหวแ้ ละบชู าพระ สารรี กิ ธาตุ อนั มอี ย่ใู นเมอื งแห่งน้ีดว้ ย และตูน้ีกไ็ ดม้ าจากเมอื งอนั มชี ่อื ว่า ระมงิ คอ์ นั ตงั้ อยภู่ าคหนเหนือน้�ำดา่ ย เมอ่ื นนั้ พระมหาเถรเจา้ ชาวอโยธยิ าจงึ ไดบ้ อกวา่ พระบรม สารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้ นนั้ ทางเหนอื อนั มหี นเหนอื น้�ำมมี ากกวา่ และบอกตอ่ ไปวา่ ท่ี มมี ากนนั้ คอื ทเ่ี มอื งหรภิ ุญชยั นนั้ และลมั ภะกปั ปะนคร พระมหาเถรชาวเชยี งใหมก่ ลา่ ว ขา้ วา่ แต่พระผเู้ ป็นเจา้ พระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ ทม่ี ใี นหรภิ ุญไชยนนั้ ตขู า้ หากรแู้ ลว้ สว่ นทล่ี มั ภะกปั ปะนครนนั้ ยงั ไมป่ รากฏแกข่ า้ พเจา้ ทงั้ สองเลย ครนั้ แลว้ มหา เถรเจา้ ทงั้ 2 จงึ ขอเขยี นเอาตำ� นานดงั กลา่ วตอ่ มหาเถรเจา้ นนั้ ดงั ขอ้ ความตอ่ ไปน้ี เมอ่ื องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดป้ รนิ ิพพานไปแลว้ ไดน้ าน

ถอดรหสั ความงาม 101 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง 218 ปี วนั นนั้ มพี ระยาองคห์ น่ึงชอ่ื ศรธี รรมาโศกราช ไดช้ ำ� นะขา้ ศกึ ทงั้ หลายแลว้ ได้ อาศยั เจา้ นโิ คธสามเณร ไดท้ รงเลกิ ถอนความเลอ่ื มใสตอ่ พวกอยตั ฐิ ที งั้ หลายเสยี แลว้ จงึ บงั เกดิ ปสาทะศรทั ธาอนั แก่กลา้ ต่อพระบวรพุทธศาสนา อยากจะสรา้ งเจดยี เ์ พอ่ื บรรจุ พระสารรี กิ ธาตุใหม้ จี ำ� นวน 84,000 องค์ พระวหิ าร 84,000 หลงั ทงั้ น้ีเพ่อื เป็นการ ถวายเป็นการบชู า แดพ่ ระธรรมของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ 84,000 พระธรรมขนั ธ์ ตอ่ มา พระองคจ์ งึ พจิ ารณาหาพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ และพระองค์ กไ็ ดพ้ บพระ บรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ ทเ่ี มอื งราชคฤหน์ คร แลว้ พระองคก์ อ็ ญั เชญิ มาสกู่ รงุ ปา ตลบี ุตรมหานคร พระองคจ์ งึ สงั่ ใหห้ วั เมอื งทงั้ หลายในชมภทู วปี ใหท้ ำ� การก่อสรา้ งพระ เจดยี ์ พระวหิ ารรวมทงั้ สน้ิ อยา่ งละ 84,000 เสรจ็ แลว้ พระองคจ์ งึ แบง่ พระบรมสารรี กิ ธาตุ มอบใหพ้ ระเถระเจา้ ทงั้ หลายใหอ้ ญั เชญิ ไปประดษิ ฐานในพระเจดยี น์ นั้ ๆ สว่ นพระกุมา ระกสั สปะเถระเจา้ กบั พระเมฆยิ ะเถระเจา้ ต่างกอ็ ญั เชญิ เอาพระบรมสารรี กิ ธาตุของ พระพทุ ธเจา้ ตามดงั กลา่ วในหนหลงั มาประดษิ ฐานไวท้ เ่ี จดยี ล์ มั ภะกปั ปะนคร (วดั พระ ธาตลุ ำ� ปางหลวง) ตำ� นานตอนพระยาศรธี รรมาโศกราชสรา้ งพระเจดยี ์ 84,000 องค์ และ พระวหิ าร 84,000 หลงั ไดจ้ บลงเพยี งเทา่ น้ี ต่อแต่นนั้ มาเป็นเวลานาน (ศกั ราชไมป่ รากฏ) มพี ระยาองคห์ น่ึงไดเ้ สวยราช สมบตั อิ ยู่ในเมอื งสุวรรณภูมิ มพี ระนามว่า พระยาจนั ทะเทวราช รูข้ ่าวว่าพระบรม สารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้ ทพ่ี ระยาศรธี รรมาโศกราชไดอ้ ญั เชญิ มาประดษิ ฐานไวท้ ว่ี ดั ลมั ภะกปั ปะนครนนั้ องคเ์ จดยี ไ์ ดช้ ำ� รดุ ทรดุ โทรมลง พระยาจนั ทะเทวราช ทรงเลอ่ื มใส อยากไดม้ าไวใ้ นบา้ นเมอื งของพระองค์ พระองคจ์ งึ เสดจ็ มาโดยจตุรงคเ์ สนาถงึ ลมั ภะ กปั ปนคร ทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุแล้วพระองค์กใ็ หจ้ ดั การพกั พล ตงั้ ค่าย รายลอ้ มบรเิ วณทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ แลว้ พระองคก์ ไ็ ดจ้ ดั การสมโภชเป็น มหกรรมครบ 7 วนั แลว้ พระองคก์ ไ็ ดต้ งั้ สจั จะอธษิ ฐานขออญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ เสดจ็ ออกจากหลุมตงั้ สามครงั้ พระบรมสารรี กิ ธาตุหาไดเ้ สดจ็ ออกไม่ คราวน้ีพระองค์ จงึ บญั ชาใหอ้ ำ� มาตยท์ งั้ หลาย ของพระองคท์ ำ� การขดุ ดนิ ลงไปแลว้ อญั เชญิ ผะอบทบ่ี รรจุ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ออกจากหลมุ แลว้ อญั เชญิ ขน้ึ หลงั ชา้ งทรง แลว้ เลกิ ทพั กลบั ไปสเู่ มอื ง สวุ รรณภมู ิ ถงึ แลว้ พระองคก์ ใ็ หจ้ ดั การสมโภชเป็นมหกรรมพอถงึ คนื ครบ 2 พระบรม สารรี กิ ธาตุกแ็ สดงปาฏหิ ารยิ ล์ อยขน้ึ สบู่ นอากาศทงั้ ผอบทองค�ำท่ี บรรจุแลว้ เสดจ็ กลบั ไปลมั ภะกปั ปะตามเดมิ พระองคม์ คี วามน้อยพระทยั เป็นลน้ พน้

ถอดรหสั ความงาม 102 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง รงุ่ ขน้ึ พระองคส์ งั่ ใหเ้ ตรยี มกองทพั เสรจ็ แลว้ เสดจ้ ออกตดิ ตามพระบรมสารรี กิ ธาตุ จนบรรลุถงึ ลมั ภะกปั ปะนคร กท็ รงเหน็ ผอบพรอ้ มดว้ ยพระบรมสารรี กิ ธาตุตงั้ อยทู่ เ่ี ดมิ เป็นปกติ ดงั นนั้ พระองคจ์ งึ กราบไหวพ้ ระบรมสารรี กิ ธาตุ โดยความเคารพเลอ่ื มใสเป็น ลน้ พน้ พระองคจ์ งึ ไดส้ งั่ ใหจ้ ดั การพกั พลเรยี บรอ้ ย พระองคก์ จ็ ดั การตบแต่งหลุมทจ่ี กั ประดษิ ฐาน พระบรมสารรี กิ ธาตใุ หก้ วา้ งดา้ นละ 10 วา ลกึ 20 วา ปรบั พน้ื กน้ หลมุ ใหร้ าบ เรยี บดงี าม แลว้ จงึ กอ่ ดว้ ยอฐิ เงนิ อฐิ ทองคำ� สงู จากกน้ หลมุ ขน้ึ มา 4 ศอก แลว้ แตง่ ผอบ เงนิ อกี อนั หน่งึ เพอ่ื บรรจผุ อบทองคำ� เดมิ ประดษิ ฐานไวเ้ หนอื หลงั สงิ หอ์ นั หลอ่ ดว้ ยทองคำ� แลว้ กน็ �ำเอาสงิ หค์ ำ� น้ลี งไปตงั้ ไวเ้ หนอื อฐิ ทองคำ� ทา่ มกลางหลมุ เสรจ็ แลว้ พระองคก์ ใ็ หช้ า่ ง ก่อเจดยี ์ อนั หน่ึงหมุ้ สงิ หท์ องคำ� นนั้ เจดยี ม์ รี ปู สนั ฐานเหมอื นฟองน้�ำ แลว้ พระองคก์ ต็ งั้ เครอ่ื งบชู า คอื ดอกไมเ้ งนิ ดอกไมท้ องคำ� ประทปี เงนิ ประทปี ทองคำ� ลอ้ มรอบไวท้ กุ ๆ ดา้ นนอกจากน้ีพระองคก์ ใ็ หต้ งั้ ไหเงนิ ลกู ใหญ่ไว้ 4 มมุ ของหลมุ แลว้ พระองคก์ ส็ รา้ งหนุ่ ยนตม์ มี อื ถอื อาวธุ ไว้ 4 ดา้ น ทงั้ น้ีเพอ่ื จกั ไดร้ กั ษาพระสารรี กิ ธาตุใหม้ นั่ คงตอ่ ไป ตอ่ จาก นนั้ พระองคก์ ไ็ ดก้ ่ออุโมงคห์ มุ้ หนุ่ ยนตน์ นั้ ไวอ้ กี ถดั นนั้ กใ็ หก้ อ่ กลบดว้ ยแผน่ เงนิ แลว้ ถม ดว้ ยหนิ ศลิ าแลงใหเ้ สมอดว้ ยดนิ โบกดว้ ยปนู ใหแ้ น่นหนาแขง็ แรงเสรจ็ แลว้ เม่อื นัน้ พระองคจ์ งึ ตรสั แก่เหล่าอ�ำมาตยท์ งั้ หลายว่า กจิ การทงั้ หลายเรากไ็ ด้ กระทำ� สำ� เรจ็ แลว้ บดั น้ียงั มที องคำ� เหลอื เศษจากการน้ีอกี 4 โกฏิ ยงั ไมร่ วู้ า่ จกั เกบ็ ไวใ้ น ทแ่ี หง่ ใดพระองคแ์ ละอำ� มาตยไ์ ดป้ รกึ ษาตกลงกนั แลว้ จงึ ไดน้ �ำเอาทองจำ� นวน 2 โกฏิ ไดน้ �ำไปฝงั ไวท้ างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ วดั ทา่ ผา หา่ งจากวดั ทา่ ผาประมาณ 100 วา (วดั ทา่ ผาน้ี) ตงั้ อยทู่ างทศิ ใตว้ ดั พระธาตุลำ� ปางหลวง 3 กม. ตงั้ อยทู่ ศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือท่ี วา่ การอำ� เภอเกาะคาประมาณ 25 เสน้ เป็นวดั เก่าแก่มพี ระพทุ ธรปู โบราณมาก และทาง ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตว้ ดั ทา่ ผาไกลประมาณ 100 วานนั้ มหี ลมุ เกา่ หลมุ แกน่ ้ชี าวบา้ นเรยี ก วา่ “ขมุ คำ� ” (ยงั ปรากฏอย)ู่ และทองคำ� ทเ่ี หลอื อกี 2 โกฏกิ ใ็ หน้ �ำไปฝงั ไวท้ ด่ี อย “พน่ี ้อง“ ทางทศิ เหนอื เมอื ง “เตรนิ ”(เหน็ จะเป็นเมอื งเถนิ หรอื หว้ ยแมเ่ ตนิ เหนอื อำ� เภอเถนิ ) เมอ่ื ฝงั เสรจ็ แลว้ พระองคก์ ต็ งั้ สจั จอธษิ ฐานวา่ นบั แตน่ ้ีไปเมอ่ื หน้า ขอใหท้ า้ วพระยาและบุคคล ทม่ี ี บุญญาธกิ ารมใี จเล่อื มใสในพทุ ธศาสนา และพระบรมสารรี กิ ธาตุแหง่ พระพทุ ธเจา้ ทป่ี ระดษิ ฐานอยใู่ นเมอื ง ลมั ภะกปั ปะนครน้ีจงมาขดุ เอาทองคำ� 4 โกฏนิ ้ี ไปกระทำ� การ ก่อสรา้ งองคพ์ ระเจดยี ์ ใหร้ งุ่ เรอื งถาวรตลอด 5,000

ถอดรหสั ความงาม 103 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง พรรษา พระองคก์ ระทำ� สจั จอธษิ ฐานเสรจ็ แลว้ กก็ ราบไหวพ้ ระบรมสารรี กิ ธาตุโดยอา การคบอยำ� (เคารพนบั ถอื ) เพอ่ื ขมาโทษและอำ� ลาเสรจ็ แลว้ พระองคก์ เ็ สดจ็ กลบั สเู่ มอื ง สวุ รรณภมู เิ มอื งแหง่ พระองค์ จบตอนพระยาจนั ทะเทวราช ตอ่ จากนนั้ มาเป็นเวลานาน (ไมป่ รากฏศกั ราช) มพี ระยาสามญั ตราชองคห์ น่งึ ชอ่ื วา่ พระยาพละ เสวยสมบตั อิ ยใู่ นเมอื งอนั ตงั้ อยใู่ กลเ้ มอื งงลมั ภะกปั ปะนครน้ี รปู้ ระวตั วิ า่ พระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ มอี ยใู่ นเมอื งลมั ภะกปั ปะนคร พระองคอ์ ยากไดจ้ งึ เสดจ็ มาโดยเหลา่ เสนาทงั้ 4 ถงึ แลว้ พระองคจ์ งึ ใหข้ ดั ราชวตั รรอบบรเิ วณทป่ี ระดษิ ฐาน พระบรมสารรรี กิ ธาตุแลว้ ใหค้ นท�ำการขดุ ทบ่ี รรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุกพ็ บแผ่นเงนิ ท่ี กลบหลงั หนุ่ ยนต์ กใ็ หย้ กเอาแผน่ เงนิ นนั้ ออกเสยี แลว้ ขดุ ต่อลงไปจนถงึ อุโมงคข์ องหนุ่ ยนตค์ ราวน้ีจะท�ำการขดุ ล้�ำลงไมไ่ ด้ เพราะหุ่นยนตไ์ ดป้ ้องกนั รกั ษา พระองคจ์ งึ ใหห้ า กอ้ นหนิ ทราย ดนิ และทอ่ นไมใ้ หญ่ๆ มากองบรเิ วณปากหลุมเป็นอนั มากแลว้ จงึ ใหค้ น พรอ้ มกนั ทง้ิ วตั ถุเหลา่ นนั้ ลงไปในหลุม แตว่ ตั ถุเหลา่ นนั้ ไดย้ อ่ ยเป็นผงพงุ่ กลบั ขน้ึ มาหา อาจทำ� ลายหนุ่ ยนตน์ นั้ ไดไ้ ม่ พระองคใ์ หก้ ระทำ� อยเู่ ชน่ น้ี 2 ครงั้ 3 ครงั้ กไ็ มบ่ งั เกดิ ผล พระองคจ์ นปญั ญา จงึ ใหค้ นทงั้ หลายถมดนิ แต่ขา้ งหลงั หนุ่ ยนตน์ นั้ ขน้ึ มา จนหมุ้ อุโมงค์ นนั้ แลว้ พระองคจ์ งึ ใหห้ าคนผกู้ ระทำ� ผดิ 4 คนมาฆา่ แลว้ เอาหวั สมุ กนั ใหเ้ ทา้ ชไ้ี ปคนละ ทศิ ทงั้ น้เี พอ่ื ใหค้ น 4 คนทำ� การรกั ษา พระบรมสารรี กิ ธาตุตอ่ ไป แลว้ ถมดนิ นนั้ ขน้ึ มาจน เสมอพน้ื ดงั กลา่ วแลว้ จงึ ใหห้ าไมข้ ะจาวมาปลกู ไวต้ รงกลางหลุมนนั้ 1 ตน้ นอกจากน้ีก็ ใหป้ ลกู ไมข้ ะจาวมาปลกู ไวต้ รงกลางหลมุ นนั้ 1 ตน้ นอกจากน้ีกใ็ หป้ ลกู ไมข้ ะจาวไวท้ งั้ 4 ทศิ ดว้ ย ทงั้ น้ีเพอ่ื เป็นเครอ่ื งหมายไวว้ า่ วนั หน่ึงขา้ งหน้าหนุ่ ยนตต์ อ้ งชำ� รดุ หกั พงั ลง แลว้ พระองคจ์ ะไดม้ าขดุ เอาพระสารรี กิ ธาตุต่อไป เสรจ็ แลว้ พระองคพ์ รอ้ มดว้ ยจตุรงค์ เสนากไ็ ดเ้ สดจ็ กลบั บา้ นเมอื งแหง่ พระองค์ ตำ� นานตอนพระยาพละกจ็ บเพยี งเทา่ น้ี เมอ่ื จลุ ศกั ราช 477 พ.ศ.1658 เจา้ แมม่ หาเทวี (จามเทว)ี ไดเ้ สวยราชสมบตั ใิ น เมอื งหรภิ ุญชยั มอี านุภาพมาก ครงั้ หน่ึงพระองคไ์ ปทพั แมส่ ลดิ เสรจ็ แลว้ เสดจ็ กลบั ได้ ผา่ นมาตงั้ คา่ ยพกั ทส่ี บยาว (ปากหว้ ยแมย่ าวไหลมาบรรจบแมน่ ้�ำวงั ทางทศิ ใตว้ ดั พระ ธาตลุ ำ� ปางหลวง หา่ ง 2 ก.ม.) ขณะทพ่ี ระนางประทบั อยใู่ นคา่ ยดว้ ยความสำ� ราญนนั้ เวลา นนั้ เป็นเวลาปจั ฉมิ ยาม กไ็ ดแ้ สดงปาฏหิ ารยิ ม์ าจากลมั ภะกปั ปะนครตกลงกลางคา่ ยพกั ของพระนาม ครงั้ น้ีทำ� ใหพ้ ระนามเขา้ พระทยั วา่ ชาวบา้ นแถวนนั้ หมน่ิ

ถอดรหสั ความงาม 104 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง พระบรมเดชานุภาพของพระนาง โดยแกลง้ จดุ ไฟโตนดใหม้ าตก รงุ่ ขน้ึ พระนางจงึ ได้ เรยี กเสนาบดผี ใู้ หญ่เขา้ เฝ้า เลา่ เหตุการณ์ทพ่ี ระนางไดเ้ หน็ เมอ่ื กลางคนื ใหฟ้ งั เสนาบดี ไดท้ ราบเหตุ จงึ ไดถ้ ามคนอน่ื ๆ วา่ มคี นใดไดเ้ หน็ ไฟโตนดมาตกลงกลางคา่ ยพกั น้ีบา้ ง คนทงั้ หลายเหลา่ นนั้ กต็ อบเป็นเสยี งเดยี วกนั วา่ ไมไ่ ดเ้ หน็ เลย ขณะนนั้ มชี ายผหู้ น่ึงชอ่ื ลา่ มพนั ทองอยใู่ นทน่ี นั้ ดว้ ย จงึ กราบทลู วา่ ทพ่ี ระแมเ่ จา้ อยหู่ วั ไดเ้ หน็ ไฟโตนดตกนนั้ หาใชไ่ ฟโตนดไม่ ทแ่ี ทค้ อื พระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ อนั ตงั้ อยวู่ ดั ลมั ภะกปั ปะ นคร หากเสดจ็ แสดงปาฏหิ ารยิ ใ์ หแ้ มเ่ จา้ อยหู่ วั ไดท้ ราบ ทงั้ น้ีโดยบญุ ญาธกิ ารของพระ แมเ่ จา้ อยหู่ วั ต่างหาก เมอ่ื ชายนนั้ กราบทลู ใหพ้ ระนางทรงทราบดงั นนั้ แลว้ พระนางก็ เขา้ พระทยั โดยปญั ญาของนางแลว้ พระนางกส็ งั่ ใหเ้ ตรยี มพลยกไปถงึ ลมั ภะกปั ปะนคร สถานทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ พระนางเสดจ็ ลงจากหลงั ชา้ งทรงแลว้ กเ็ สดจ็ เขา้ ไปกราบไหวต้ รงทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุโดยอาการ อนั เคารพยง่ิ ฝา่ ยชาวบา้ นชาวเมอื งเมอ่ื ทราบขา่ ววา่ พระแมเ่ จา้ อยหู่ วั เสดจ็ มาถงึ ตา่ ง กช็ กั ชวนกนั มา เพอ่ื เฝ้าชมพระบารมขี องพระนาง สว่ นพระนางกท็ รงปราศรยั ดว้ ย ชาวบา้ นชาวเมอื งเหลา่ นนั้ โดยทรงถามถงึ ทกุ ขส์ ขุ หรอื ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นประการ ใดบา้ ง ชาวบา้ นชาวเมอื งเหลา่ นนั้ กก็ ราบทลู ใหพ้ ระนางทราบวา่ ความเดอื ดรอ้ นอนั อน่ื ใดจกั ไดเ้ กดิ แก่ขา้ พเจา้ ทงั้ หลายหามไิ ด้ นอกจากความเดอื ดรอ้ นอนั เกดิ จากการ ขาดแคลนน้�ำบรโิ ภคเทา่ นนั้ และกราบทลู ต่อไปวา่ น้�ำทใ่ี ชบ้ รโิ ภคทต่ี อ้ งใชอ้ ยทู่ กุ วนั น้ี ตอ้ งน�ำเอาเกวยี นไปบรรทกุ เอาจากแมน่ ้�ำวงั และหว้ ยแมย่ าวอนั เป็นระยะทางไกล มาก เมอ่ื จกั ขดุ บอ่ ในบรเิ วณน้ีกห็ าสายน้�ำมไิ ดจ้ งึ เป็นอนั จนใจของพวกเขาเป็นอนั มาก เมอ่ื พระนางไดย้ นิ ชาวบา้ นชาวเมอื งกราบทลู ดงั นนั้ พระองคก์ ท็ รงสงสารชาวบา้ นชาว เมอื งในเรอ่ื งความเดอื ดรอ้ น โดยขาดน้�ำบรโิ ภคเป็นอนั มาก กอ่ นทพ่ี ระนางจะเสดจ็ จากสถานทน่ี นั้ พระนางกท็ รงกราบไหวพ้ ระบรมสารรี กิ ธาตุ โดยความเคารพแลว้ ทรง กลา่ วสจั จอธษิ ฐานวา่ ถา้ วา่ สถานทน่ี ้ีเป็นสถานทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุของ พระพทุ ธเจา้ ทพ่ี ระอรหนั ตแ์ ละพระยาศรธี รรมโศกราช น�ำมาประดษิ ฐานไวจ้ รงิ แลว้ ขา้ พระพทุ ธเจา้ ขอใหส้ ายน้�ำจงแตกออกตรงใจกลางเมอื งน้ี ทงั้ น้ีเพอ่ื เป็นทอ่ี าศยั แก่ หมคู่ นทงั้ หลาย อนั ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นนนั้ เมอ่ื พระนางกระทำ� สจั จอธษิ ฐานเสรจ็ แลว้ กก็ ราบไหวด้ ว้ ยความเคารพอกี ครงั้ หน่ึง แลว้ พระองคก์ ด็ ำ� เนินมาขน้ึ หลงั ชา้ งทรงอนั พระนางเตรยี มไวแ้ ลว้ ทรงเสดจ็ ยาตรากองทพั ไปสเู่ มอื งตาลรมณยี ์ อนั เป็นทท่ี รง

ถอดรหสั ความงาม 105 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง พระสำ� ราญของพระองค์ (เมอื งตาลหรอื เมอื งรมณยี น์ ้ี เป็นเมอื งรา้ งตงั้ อยหู่ วา่ งดอยขนุ ตาล ไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องทว่ี า่ การอำ� เภอหา้ งฉตั ร) วนั นนั้ เวลาเยน็ เมอ่ื กระบวนเสดจ็ ของพระนางเสดจ็ ไปแลว้ กม็ ผี หู้ ญงิ คนหน่งึ ชอ่ื “ยา่ ลอน” ไดไ้ ปพบเหน็ ทบ่ี รเิ วณแหง่ หน่ึงมรี อยน้�ำซมึ ออกมาบนผวิ ดนิ นางกค็ ยุ้ เขย่ี ดกู ็ พบสายน้�ำพงุ่ ขน้ึ มา เมอ่ื เป็นเชน่ นนั้ นางกไ็ ปบอกกลา่ วชาวบา้ นทงั้ หลายใหม้ าดู และชาว บา้ นเหลา่ นนั้ กห็ าเสยี มมาขดุ ดนิ ใหเ้ ป็นบอ่ กพ็ บสายน้�ำพงุ่ ขน้ึ มาแรงนกั คนเหลา่ นนั้ กพ็ ดู เป็นเสยี งเดยี วกนั วา่ น่ีหากบุญญาธกิ ารแหง่ พระนางอนั กระทำ� สจั จอธษิ ฐานเป็นมนั่ คง น้�ำในบอ่ น้ีผดิ กบั น้�ำทม่ี ใี นบอ่ แหง่ อน่ื ๆ คอื ใสเยน็ มรี สกลน่ิ อรอ่ ย ( บอ่ น้ียงั มอี ยกู่ ระทงั่ ทกุ วนั น้ี ชาวบา้ นเรยี กวา่ “บอ่ น้�ำเลย้ี ง” ในบา้ นน้ีไมม่ นี ้�ำบอ่ ไหนเลย ทกุ ครวั ตอ้ งอาศยั บอ่ น้�ำน้ีแหง่ เดยี ว) รงุ่ ขน้ึ ผเู้ ป็นเฒา่ เมอื ง (พอ่ เมอื ง) กใ็ หห้ าไหอนั ใหมอ่ นั ดงี าม มาตกั เอาน้�ำบอ่ นนั้ ใสห่ มุ้ ปากไหดว้ ยผา้ อนั ใหมแ่ ลว้ ใชค้ นหามขน้ึ ไปถวายพระนางจามเทวี ในเมอื งตาลหรอื เมอื งรมณยี ์ เมอื งพระนางทอดพระเนตรเหน็ มผี นู้ �ำเอาไหน้�ำมาถวายจงึ ตรสั วา่ ไหอนั น้ี เป็นสง่ิ ใด คนเหลา่ นนั้ กก็ ราบทลู ตามเหตกุ ารณ์อนั บงั เกดิ ขน้ึ หลงั จากพระนางไดเ้ สดจ็ จา กลมั ภะกปั ปะนครแลว้ ใหพ้ ระนางทรงทราบทกุ ประการ เมอ่ื พระนางไดท้ ราบดงั นนั้ แลว้ ก็ บงั เกดิ มคี วามปิตเิ ป็นอนั มาก แลว้ พระนางกท็ รงรบั สงั่ ใหน้ างเฒา่ แก่ ซง่ึ เฝ้าอยใู่ นทน่ี นั้ ชมิ น้�ำนนั้ ดู นางเฒา่ แกช่ มิ น้�ำนนั้ แลว้ กก็ ราบทลู วา่ น้�ำอนั น้มี รี สดกี วา่ น้�ำ 7 รนิ อนั อยใู่ นเมอื ง หรภิ ุญชยั ของพระองคต์ ่อน้ีพระนางจงึ รบั สงั่ ใหอ้ ำ� มาตยจ์ ดั คนใหต้ ดิ ตามชาวบา้ นลมั ภะ กปั ปะไปเลอื กหาชยั ภมู ิ ทจ่ี ะปลกู พลบั พลาทป่ี ระทบั ของพระองคเ์ มอ่ื อ�ำมาตยเ์ ลอื กหา ชยั ภมู อิ นั ดไี ดแ้ ลว้ กจ็ ดั การใหค้ นชว่ ยกนั ปลกู สรา้ งพลบั พลาเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ อำ� มาตย์ กก็ ลบั ไปกราบทลู ใหพ้ ระนางทรงทราบแลว้ พระนางกใ็ หเ้ ตรยี มกระบวนยาตราออกจาก เมอื งตาลเมอื งรมณยี ย์ งั พลบั พลาในลมั ภะกปั ปะนครแลว้ เสดจ็ พกั ผอ่ นอริ ยิ าบถเพอ่ื ให้ หายเหน็ดเหน่อื ย พระนางกจ็ ดั แจงชำ� ระสระทรงพระวรกายใหห้ มดจดแตง่ พระองคเ์ สรจ็ แลว้ พระนางเสดจ็ ราชดำ� เนนิ ขน้ึ ไปนมสั การพระบรมสารรี กิ ธาตุ โดยเครอ่ื งพระราชทาน เป็นจำ� นวนมาก แลว้ พระนางกส็ งั่ ใหม้ กี ารฉลองสมโภชพระสารรี กิ ธาตตุ ลอด 7 วนั 7 คนื เสรจ็ แลว้ พระนางจงึ ไดจ้ ดั การถวายนาราคาลา้ นเบย้ี ใหเ้ ป็นนาของพระบรมสารรี กิ ธาตุ นอกจากน้ีพระนางและถวายล่ามพนั ทองกบั นางดอกได้ ทเ่ี ป็นทาสาทาสขี องพระนาง ใหอ้ ยเู่ ป็นผปู้ ฏบิ ตั ิ

ถอดรหสั ความงาม 106 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง รกั ษาพระบรมสารรี กิ ธาตุ นอกจากน้ีพระนางยงั ไดถ้ วายขา้ ทาสชายหญงิ ของพระนาง อกี 8 ครวั ใหอ้ ยปู่ ฏบิ ตั ริ กั ษาพระบรมสารรี กิ ธาตุกบั ไวข้ า้ ทาสชายหญงิ 2 ครวั เพอ่ื ให้ ปฏบิ ตั ริ กั ษาบอ่ น้�ำอนั ทเ่ี กดิ จากการตงั้ สจั จอธษิ ฐานของพระองค์ พระนางเสดจ็ สำ� ราญ พระอรยิ าบถพกั ผอ่ นตามสมควรแลว้ วนั หน่ึงจงึ ไดต้ รสั สงั่ ใหอ้ �ำมาตยเ์ ตรยี มพล เพอ่ื จกั ยกกลบั ไปสเู่ มอื งตาลหรอื เมอื งรมณยี อ์ นั เป็นทส่ี ำ� ราญของนาง ตำ� นานพระแก้วมรกต ดกู รอานนท์ เมอ่ื ศาสนาตถาคตลว่ งแลว้ ไป 1,000 ปี ลกู ศษิ ยแ์ หง่ ตถาคตจกั ไดจ้ ตุ จิ ากดาวดงึ ษาลงมาปฏสิ นธิ์ในเมอื งกกุ ตุ นคร เมอ่ื จำ� เรญิ วนั ขน้ึ มากจ็ กั ไดอ้ อกบวช เป็นภกิ ขภุ าวะ ตงั้ อยใู่ นเพศสมณะจนไดเ้ ป็นเถรแลว้ พรอ้ มกนั นนั้ นางเทวดาองคห์ น่ึงกไ็ ดจ้ คุ ลิ งมาเกดิ ในเมอื งกุกุตนครเชน่ เดยี วกนั และนางไดม้ ใี จ เลอ่ื มใสต่อพระศาสนาตถาคตเป็นอนั มาก นางไดม้ าเป็นผอู้ ุปฎั ฐากพระมหาธาตุเจา้ วดั มอ่ นดอนเตา้ และพระมหาเถรดว้ ย นางผนู้ ้ีชอ่ื “สชุ าดา” อยมู่ าวนั หน่ึงพระมหาเถร คดิ อยากจะสรา้ งพระพทุ ธรปู สกั องคห์ น่ึง แต่หาวตั ถุอนั จกั มาสรา้ งและสลกั ไมม่ ี เมอ่ื นนั้ มี พญานาคตนหน่งึ ซง่ึ รกั ษาอยใู่ นแมน่ ้�ำอนั มชี อ่ื วงั กะนะที (แมน่ ้�ำวงั ) ไดไ้ ปเมอื งนาคแหง่ พระองค์ ไปน�ำเอาแกว้ มรกตลกู หน่ึงมา แลว้ พระยานาคกเ็ อาแกว้ มรกตลกู นนั้ เขา้ ใสไ่ ว้ ในหมากเตา้ (แตงโม) น�ำไปไวใ้ นไรข่ องนางสชุ าดา รงุ่ ขน้ึ วนั หน่ึง นางสชุ าดาเขา้ ไปใน ไรเ่ พอ่ื จกั เกบ็ ดอกไม้ ไปบชู าพระมหาธาตุและถวายพระมหาเถร นางไดพ้ บหมากเตา้ ลกู นนั้ มสี สี นั วรรณะกวา่ ลกู อน่ื ๆ นางกน็ �ำไปสสู่ ำ� นกั มหาเถรในวดั มหาธาตุดอนเตา้ และ ถวายใหแ้ กพ่ ระมหาเถรเมอ่ื พระมหาเถระรบั เอาแลว้ กจ็ ดั แจงผา่ แตงโมนนั้ ปรากฏวา่ ใน แตงโมนนั้ มแี กว้ มรกตลกู หน่งึ พระมหาเถรและนางสชุ าดา เมอ่ื ไดเ้ หน็ แกว้ มรกตนนั้ แลว้ กม็ โี สมนสั ยนิ ดเี ป็นอนั มาก สว่ นพระมหาเถระเมอ่ื ไดแ้ กว้ นนั้ มากจ็ ดั การสลกั เพอ่ื ใหเ้ ป็น พระพทุ ธรปู แตส่ ลกั ทไี รหาเขา้ ไม่ และพระมหาเถรพยายามสลกั อยหู่ ลายวนั กไ็ มส่ ำ� เรจ็ วนั หน่ึงขณะทพ่ี ระมหาเถร กำ� ลงั พจิ ารณาแกว้ มรกตทจ่ี ะสลกั เป็นพระพทุ ธรปู อยทู่ ห่ี น้า กฏุ ิ ปรากฏวา่ มชี ายแกค่ นหน่งึ ไมท่ ราบวา่ มาจากทศิ ใด เขา้ มาถามมหาเถระวา่ ขา้ แตพ่ ระ มหาเถระเป็นเจา้ ทา่ นจกั กระทำ� สงิ่ อนั ใด เมอ่ื พระมหาเถรไดฟ้ งั ชายแก่นนั้ ถาม จงึ ตอบ วา่ เราจกั สลกั แกว้ มรกตน้ีเป็นพระพทุ ธรปู แตส่ ลกั เทา่ ใดกไ็ มเ่ ขา้ แขง็ นกั แลว้ พระมหา เถรจงึ ถามชายแกน่ นั้ วา่ ตวั อุบาสกยงั มคี วามเขา้ ใจและเป็นชา่ งในทางน้ีบา้ งหรอื ชาย แกน่ นั้ กร็ บั วา่ ตนพอจะเขา้ ใจบา้ ง ฝา่ ยพระมหาเถรเมอ่ื ทราบจากชายแกน่ นั้ กม็ ี ความ โสมนสั เป็นอนั มาก รบี ลกุ จากทเ่ี พอ่ื

ถอดรหสั ความงาม 107 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง เขา้ ไปเอาเครอ่ื งมอื ใหช้ ายแกน่ นั้ ครนั้ พระมหาเถรกลบั ออกมาจากกุฏพิ รอ้ มดว้ ยเครอ่ื ง มอื มาถงึ ทห่ี น้ากฏุ ิ พระมหาเถรกแ็ ลเหน็ องคพ์ ระพทุ ธรปู แกว้ มรกต มสี สี นั วรรณะผอ่ งใส งดงามมากนกั แตพ่ ระมหาเถรมองหาชายแก่ในทน่ี นั้ ไมพ่ บ จงึ ออกเทย่ี วตามหา จนทวั่ บรเิ วณกไ็ มพ่ บปะในทใ่ี ดเลยพระมหาเถรจงึ คดิ มาในใจวา่ ชะรอยวา่ พระอนิ ทรแ์ ละเทวดา ลงมานมิ ติ ให้ ครนั้ แลว้ พระมหาเถรพรอ้ มดว้ ยนางสชุ าดาตา่ งกม็ คี วามโสมนสั เป็นลน้ พน้ กติ ศิ พั ยเ์ รอ่ื งน้ไี ดร้ ่ำ� ลอื ไปในหมปู่ ระชาชนจนทวั่ เมอื ง ประชาชนตา่ งกม็ าทำ� สกั การะบชู า พระพทุ ธรปู เจา้ เป็นอนั มาก สว่ นพระมหาเถรและนางสชุ าดากพ็ รอ้ มกนั นมิ นตพ์ ระภกิ ษุ สงฆ์ มาทำ� การอบรมสมโภชพระพทุ ธรปู เจา้ เสรจ็ แลว้ ฉะนนั้ สถานทแ่ี หง่ น้จี งึ ปรากฏนาม ในตอ่ มาวา่ “วดั พระแกว้ ดอนเตา้ ” มาจนตราบเทา่ ทกุ วนั น้ี ต่อจากนนั้ มบี ุคคลบางพวก บางหมู่ กเ็ ลา่ ลอื วา่ พระมหาเถรกบั นางสชุ าดาเป็นชดู้ ว้ ยกนั เรอ่ื งน้ีไดท้ ราบถงึ อ�ำมาตย์ ของเจา้ ปกครองนครแหง่ น้ี ไดน้ �ำความขน้ึ กราบทลู เจา้ ผคู้ รองนครใหท้ ราบ เจา้ ผคู้ รอง นครเมอ่ื ทรงทราบเรอ่ื งน้แี ลว้ หาทรงพจิ ารณาใหถ่ อ่ งแทเ้ ทจ็ จรงิ อยา่ งใดไม่ จงึ ทรงบญั ชา ใหเ้ พชฌฆาต ใหน้ �ำเอานางสชุ าดาไปฆา่ เสยี ณ ทร่ี มิ ฝงั่ น้�ำแมว่ งั คะนะที ก่อนลงมอื ฆา่ นางไดก้ ระทำ� สตั ยาอธษิ ฐานวา่ ถา้ ขา้ ไดก้ ระทำ� การเป็นชกู้ บั พระมหาเถรจรงิ ดงั ผกู้ ลา่ ว หาแลว้ กใ็ หเ้ ลอื ดแหง่ ขา้ พงุ่ ลงสพู้ น้ื ดนิ และตวั ขา้ น้ีมไิ ดก้ ระทำ� การเป็นชกู้ บั พระมหาเถร กข็ อใหเ้ ลอื ดแหง่ ขา้ พงุ่ ขน้ึ สอู่ ากาศ อยา่ ไดต้ กลงมาสพู่ น้ื ดนิ เลย เมอ่ื เพชฌฆาตลงดาบ และคอนางขาด ปรากฏว่าเลอื ดของนางไดพ้ ุง่ ขน้ึ สอู่ ากาศโดยมไิ ดต้ กลงมาบนพน้ื ดนิ เลย ดงั นนั้ เมอ่ื พวกเพชฌฆาตไดเ้ หน็ เหตุการณ์เช่นนนั้ จงึ พากนั กลบั เอาเหตุการณ์ ไปกราบทลู ใหผ้ เู้ จา้ ครองนครเมอื งนนั้ ทรงทราบ เมอ่ื ผคู้ รองนครทรงทรบเหตุการณ์เชน่ นนั้ พระองคท์ รงมคี วามเสยี พระทยั เป็นอนั มาก พระองคจ์ งึ ลกุ จากพระแทน่ แลว้ แลน่ ไป มาลม้ ลงขาดใจตายในบดั เดยี๋ วนนั้ ตงั้ แต่นนั้ มาพระมหาเถรเจา้ กห็ นีจากส�ำนกั วดั พระ แกว้ ดอนเตา้ ไปพำ� นกั อยวู่ ดั “ลมั ภะกปั ปะ” (วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง) พรอ้ มกบั น�ำเอา พระพทุ ธรปู แกว้ มรกตไปดว้ ย ดงั นนั้ พระพทุ ธรปู แกว้ มรกตองคน์ นั้ จงึ ไดส้ ถติ อยทู่ ว่ี ดั พระธาตุลำ� ปางหลวงมาจนตราบทกุ วนั น้ี เกษม เกาะปินะ (2494:3-32) ไดเ้ รยี บเรยี งตำ� นานพระธาตุลำ� ปางหลวง อำ� เภอ เกาะคา จงั หวดั ลำ� ปางจากตำ� นานพน้ื เมอื ง และตำ� นานพระพทุ ธรปู แกว้ มรกต ของวดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ตามตำ� นาน ฉบบั ใบลานอกั ษรพน้ื เมอื ง

ถอดรหสั ความงาม 108 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ตำ� นานเจ้าเจด็ พระองค์ กลา่ วถงึ ความเป็นมาของทพิ ยช์ า้ งและการสบื วงศข์ องทพิ ยช์ า้ ง ตงั้ แตส่ มยั ปลายกรงุ ศรอี ยธุ ยาถงึ ตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ มเี หตุการณ์ บางชว่ งทก่ี ลา่ วถงึ วดั พระธาตุลำ� ปางหลวงดงั ต่อไปน้ี คอื ในปี พ.ศ. 2271 ทา้ วมหา ยศเจา้ เมอื งลำ� พนู คมุ ทพั พมา่ มารบทพั ชาวนครทป่ี า่ ตนั ทพั ชาวนครพา่ ยหนีเขา้ ไปตงั้ รบั ทว่ี ดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ทหารจากลำ� พนู ตดิ ตามมาและลอ้ มไว้ สมภารวดั นายาง และพวกหนีออกมา ถกู ทหารลำ� พนู ฆา่ ตาย ทา้ วมหายศยดึ เอาวดั พระธาตุลำ� ปางหลวง เป็นคา่ ยทหาร ในระยะตอ่ มาสมภารวดั ชมพู คดิ กอบกบู้ า้ นเมอื งโดยเลอื กนายทพิ จกั ร (หนานทพิ ยช์ า้ ง) ผมู้ สี ตปิ ญั ญาฉลาดและมคี วามสามารถในการยงิ ปืนและธนู นายทพิ จกั รขอกำ� ลงั คน 300 ลอ้ มวดั พระธาตุลำ� ปางหลวงไว้ แลว้ ลอบเขา้ ไปยงิ ทา้ วมหายศ ตาย ทพั ลำ� พนู แตกพา่ ยไป รายทพิ จกั รไดร้ บั แต่งตงั้ เป็นเจา้ ครองนครลำ� ปาง วดั ลำ� ปาง หลวงถกู กลา่ วอกี ครงั้ ในสมยั มา่ นโปเ่ จยี ก (เนเมยี วสหี บด)ี ยกทพั จากเมอื งลาวมาพกั ทพั อยทู่ ล่ี ำ� ปางหลวง และชมุ นุมทพั เพอ่ื จะยกไปตอี ยธุ ยา ซง่ึ ในพงศาวดารเมอื งน่าน และราชวงศป์ กรณ์ ความตอ้ งกนั กลา่ ววา่ ใน จศ. 1125 (พ.ศ. 2306) ยกทพั จากหลวง พระบางเจา้ หลวงอรยิ วงศแ์ หง่ เมอื งน่าน แตง่ ตงั้ ใหน้ ายอา้ ย คมุ ทพั น่านตามนายทหาร พมา่ ชมุ ทพั กนั ทต่ี นี วดั หลวงพระบาง ขบั (เกณฑ)์ กำ� ลงั ในลานนาไทย 51 หวั เมอื ง อยทู่ ล่ี ำ� ปาง (ลำ� ปางหลวง) กวา่ ครง่ึ ปียกทพั ไปตอี โยธยา ในสมยั กรงุ ธนบุรี กองทพั พระเจา้ กรงุ ธนบุรี พระยาจกั รี และพระยาสรุ สหี ์ น�ำทพั หลวงมาตงั้ ทล่ี ำ� ปาง (ตำ� บล ลำ� ปางหลวง) เพอ่ื ไปตเี มอื งเชยี งใหม่ หลงั จากตเี มอื งเชยี งใหมไ่ ดใ้ นปี พ.ศ.2317 กย็ ก ทพั กลบั มาแวะพกั ทบ่ี า้ นลำ� ปางหลวง นมสั การพระธาตุลำ� ปางหลวง (ภาสกร โทณะ วณกิ , 2529: 22) พระนางจามเทวี กลา่ วถงึ ความเป็นมาของบอ่ น้�ำเลย้ี ง จากการมา สกั การะพระธาตุลำ� ปางหลวงเหน็ การ จดุ ไฟอยา่ งคกึ คะนองแลว้ เกดิ ความประหลาดใจ เขา้ พระทยั วา่ ชาวบา้ นแถบนนั้ หมน่ิ พระบรมเดชานุภาพของนาง ทแ่ี ทค้ อื พระบรมสา รรี กธาตุของพระพทุ ธเจา้ ทต่ี งั้ อยวู่ ดั ลมั ภะกปั ปะนคร หากมาแสดงปฏ่ หิ ารยิ เ์ พราะบุญ ญาธกิ ารของพระนางจามเทวี เมอ่ื ทรงทราบ ทรงเขา้ พระทยั โดยปญั ญาของพระนาง เสดจ็ เขา้ ไปกราบไหว้ ตรงทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตโุ ดยอาการอนั เคารพยง่ิ เมอ่ื ชาวบา้ นทราบขา่ วจงึ มาเฝ้ารบั เสดจ็ และทรงถามไถ่ทุกขส์ ขุ ของชาวบา้ น ไดค้ วามวา่ ขาดแคลนน้�ำบรโิ ภค เพราะตอ้ งน�ำเอาเกวยี น ไปบรรทกุ เอามาจาก

ถอดรหสั ความงาม 109 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง แม่น้�ำวงั และหว้ ยแม่ยาว อนั เป็นระยะทางไกลมาก หลงั จากพระองคท์ รงกราบไหว้ พระบรมสารรี กิ ธาตโุ ดยความเลอ่ื มใสศรทั ธา แลว้ ทรงกลา่ วสจั จะอธษิ ฐานวา่ ถา้ หากวา่ สถานทน่ี ้ีเป็นสถานทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้ ขอใหส้ ายน้�ำจง แตกออกตรงใจกลางเมอื งน้ี ทงั้ น้ีเพอ่ื ใหเ้ ป็นทอ่ี าศยั แก่หมคู่ นทงั้ หลายอนั ไดร้ บั ความ เดอื ดรอ้ นนนั้ เมอ่ื กระทำ� สจั จะอธษิ ฐานเสรจ็ กก็ ราบไหวด้ ว้ ยความเล่อื มใสอกี ครงั้ หน่ึง และเสดจ็ กลบั ส่เู มอื งตาลเมอื งรมณียอ์ นั เป็นทท่ี รงพระส�ำราญของพระองค์ เมอื งตาล หรอื เมอื งรมณยี น์ ้ีเป็นเมอื งรา้ งตงั้ อยรู่ ะหวา่ งดอยขนุ ตาลไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือ ของทว่ี า่ การอำ� เภอหา้ งฉตั รหลงั จากนนั้ ยายลอนกไ็ ดพ้ บเหน็ มรี อยน้�ำซมึ ออกมาบนผวิ ดนิ (วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง, 2554: 24-27) จารกึ จารกึ ทพ่ี บ 34 หลกั สว่ นใหญ่กลา่ วถงึ การบรู ณะและสรา้ งศาสนวตั ถุ ศาสนสถาน ถวายวดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง มกี ารจารกึ ชอ่ื สง่ิ ของทส่ี รา้ งถวายหรอื บรู ณะ ปี พ.ศ. รวมถงึ ความปรารถนาของผสู้ รา้ งหรอื ผบู้ รู ณะ วตั ถุทใ่ี ชจ้ ารกึ มที งั้ แผน่ หนิ ทราย หนิ ออ่ น พระพทุ ธรปู สำ� รดิ และหนิ พระแผงไม้ พระบฏไม้ ระฆงั ทองสำ� รดิ แผน่ ไมด้ า้ น หลงั อาสนะ บนผนงั ดา้ นขา้ งพระวหิ าร ซร่ี วั้ เหลก็ เสาพระวหิ าร แผน่ ซเี มนตต์ ดิ กบั เสาตงุ ตุงไม้ และแผน่ ปนู ปนั้ สตั ตภณั ฑ์ ภาษาทใ่ี ชส้ ว่ นใหญ่เป็นภาษาไทยวน มไี มก่ ห่ี ลกั ทใ่ี ช้ รว่ มกบั ภาษาบาลี อกั ษรทใ่ี ช้ สว่ นใหญ่เป็นอกั ษรธรรมลา้ นนา มบี า้ งทใ่ี ชอ้ กั ษรฝกั ขาม หรอื ใชอ้ กั ษรทงั้ 2 รว่ มกนั สว่ นตวั เลขใชต้ วั เลขโหรา มบี างหลกั ใชต้ วั เลขธรรม น้อยห ลกั ทใ่ี ชต้ วั เลขไทยปจั จบุ นั และมเี พยี งจารกึ พ.ศ.2516 หลกั เดยี ว ทจ่ี ารกึ เป็นภาษไทย ปจั จบุ นั มเี พยี ง 5 ชน้ิ ทจ่ี ารกึ ดวงชะตาไวซ้ ง่ึ การจารกึ ดวงชะตาในสมยั โบราณ เป็นการ บนั ทกึ วนั เวลา ในวนั เฉลมิ ฉลองศาสนสถาน ศาสนวตั ถุทส่ี รา้ งโดยยดึ เอาการเคลอ่ื นท่ี ของดาวเป็นหลกั จารกึ เหลา่ น้ี นอกจากใชเ้ ป็นหลกั ฐานชนั้ ตน้ ทางประวตั ศิ าสตรย์ งั ได้ สะทอ้ น ใหเ้ หน็ ความเชอ่ื ทางพทุ ธศาสนาของผคู้ นลา้ นนา พทุ ธศตวรรษท่ี 21-25 อยา่ ง น้อย 2 เรอ่ื งดว้ ยกนั คอื 1.ความเชอ่ื เรอ่ื งพระพทุ ธศาสนา 5,000 ปี และอนั ตรธาน 5 2.ความเชอ่ื เรอ่ื งพระศรอี ารยิ เมตไตรย และการปรารถนาพทุ ธภมู ิ ความเชอ่ื ทงั้ 2 นนั้ ไดส้ ง่ ผลใหเ้ กดิ พธิ กี ลั ปนาขน้ึ มากมายในสงั คมลา้ นนาชว่ งเวลาดงั กลา่ ว(สำ� นกั ศลิ ปากร ท่ี 7 น่าน, 2551: 28-56)

ถอดรหสั ความงาม 110 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง คติจกั รวาลวดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง จกั รวาลคตใิ นการวางผงั วดั หลวงล้านนา : สญั ลกั ษณ์สะท้อนอ�ำนาจรฐั ใน ภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตช้ ่วงพุทธศตวรรษท่ี 21 ว่าการวางผงั แบบจกั วาลคติ คอื รปู แบบการวางอาคารศาสนสถาน ทม่ี กี ารจดั วางเรอ่ื งทศิ และต�ำแหน่ง สอดคลอ้ ง กบั ความเช่อื เร่อื ง จกั รวาลของแต่ละชุมชน แมแ้ ต่ชุมชนทน่ี ับถอื ผบี รรพบุรุษและสงิ่ ศกั ดสิ ์ ทิ ธใิ ์ นธรรมชาติ กม็ รี ะบบจกั รวาลในแบบของตนเอง การจำ� ลองจกั รวาลใหเ้ กดิ ขน้ึ ในชมุ ชนคอื การสรา้ งศนู ยก์ ลางของชมุ ชนใหเ้ กดิ ขน้ึ อยา่ งเป็นรปู ธรรม พน้ื ทท่ี ถ่ี กู กำ� หนด ใหเ้ ป็นศนู ยก์ ลางจกั รวาลจะเป็นสถานทศ่ี กั ดสิ ์ ทิ ธสิ์ ำ� หรบั ใชป้ ระกอบพธิ กี รรม และเป็น ศนู ยร์ วมความเชอ่ื มนั่ ของคนในชุมชน ในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ศนู ยก์ ลาง วฒั นธรรมทเ่ี ผยแพรแ่ นวคดิ เรอ่ื งจกั รวาลในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 14-18 คอื อาณาจกั ร ของชาวขอม เรยี กช่อื ว่าอาณาจกั รกมั พชู า มศี ูนยก์ ลางทเ่ี มอื งพระนคร ซง่ึ ประกอบ ดว้ ยบา้ นเมอื งรอบทะเลสาบใหญ่ ในประเทศกมั พชู า ความส�ำคญั ของพน้ื ทน่ี ้ีในฐานะ เป็นศนู ยก์ ลางของอำ� นาจ เรมิ่ ชดั เจนในพทุ ธศตวรรษท่ี 14 ในสมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 2 ทเ่ี ป็นการเรมิ่ ตน้ ขอมสมยั พระนคร ทรงรวบรวมเผา่ และผคู้ น และทำ� พธิ รี าชาพเิ ษก ในพ.ศ.1345 ณ ยอดเขาพนมกุเลน ประกาศลทั ธเิ ทวราชา หรอื เทพเจา้ -กษตั รยิ ์ God- King) ซง่ึ พฒั นาจากการเน้นนบั ถอื พระศวิ ะเป็นลทั ธกิ ารเคารพบชู ากษตั รยิ ์ สรา้ งพระ ราชอำ� นาจกษตั รยิ ์ ใหเ้ ป็นเทพกษตั รยิ เ์ หนอื คนตา่ งเผา่ ตา่ งความเชอ่ื ลทั ธเิ ทวราชาผสม ผสานกบั การนบั ถอื พระศวิ ะในศาสนาฮนิ ดู ตลอดจนการนบั ถอื บรรพบรุ ษุ และลทั ธภิ เู ขา ไดก้ ลายเป็นลทั ธขิ องบรรดากษตั รยิ ข์ อมสบื ตอ่ มา ลทั ธขิ องเทวราชามงุ่ สรา้ งกษตั รยิ ใ์ ห้ เป็นเทวะผยู้ งิ่ ใหญ่ทส่ี ดุ บนพน้ื โลก พราหมณ์ประกอบพธิ คี วามเป็นเทพเจา้ กษตั รยิ แ์ ละ ถอื เป็นธรรมเนยี มตอ้ งสถาปนาศวิ ลงึ คอ์ นั ศกั ดสิ์ ทิ ธทิ ์ ส่ี ถติ สาระแหง่ ความเป็นกษตั รยิ ไ์ ว้ บนทส่ี งู เชน่ ศนู ยก์ ลางเมอื ง ศนู ยก์ ลางแผน่ ดนิ หรอื บนภเู ขาอนั ศกั ดสิ ์ ทิ ธแิ์ หง่ จกั รวาล นบั แต่นนั้ มากษตั รยิ ข์ อมหลายพระองค์ กเ็ สรมิ สรา้ งสถานภาพของเทพกษตั รยิ ์ ตาม ลทั ธขิ องเทวราชา ดว้ ยการประกอบพธิ บี นเขา และสถาปนาศงิ ลงึ คส์ ญั ลกั ษณ์แหง่ พระ ราชอำ� นาจ ตลอดจนการสรา้ งปราสาทรปู ปิรามดิ เปรยี บประดจุ เขาพระสเุ มรุ อนั เป็นแกน กลางแหง่ จกั รวาล (ธดิ า สาระยา, 2539: 267-268)

ถอดรหสั ความงาม 111 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง และอาณาจกั รกมั พชู าในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 18 สมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 พทุ ธศาสนา ลทั ธวิ ชั รยาน ได้มอี ทิ ธพิ ลต่อวฒั นธรรมขอมแทนท่ฮี นิ ดู ท�ำให้คตกิ ารสรา้ งศวิ ลงึ ค์ ถูกเปลย่ี นเป็นพระพุทธรปู แต่ยงั คงคตกิ ารสรา้ งปราสาทไวก้ ลางเมอื งเป็นศูนยก์ ลาง จกั รวาลเชน่ เดมิ ขอมมรี ปู แบบการปกครองทใ่ี ชร้ ะบบจกั รวาลเป็นหลกั ทงั้ ทางนามธรรม และรปู ธรรม ทางนามธรรมนนั้ เรยี กวา่ “คตเิ ทวราชา” เป็นคตทิ ช่ี ใ้ี หเ้ หน็ วา่ กษตั รยิ ข์ อม ใชค้ วามเชอ่ื ทางศาสนา สนบั สนุนการสรา้ งบารมแี ละสรา้ งความชอบธรรม ในการดำ� รง ตำ� แหน่งผปู้ กครองสงู สดุ สว่ นทางรปู ธรรม เป็นการแสดงออกโดยการจดั วางโครงสรา้ ง ผงั เมอื ง แสดงการรวมศูนยอ์ �ำนาจทม่ี ลี กั ษณะเลยี นแบบระบบจกั รวาล ดงั จะเหน็ ได้ จาก ผงั ของเมอื งพระนครและนครธม ซง่ึ สะทอ้ นปรชั ญาความเชอ่ื ทางศาสนาทอ่ี ธบิ าย เกย่ี วกบั โลกทงั้ หมด มปี ราสาทพระนครเป็นเครอ่ื งหมายแทนเขาพระสเุ มรุ ผงั เมอื งเป็น รปู สเ่ี หลย่ี ม อยใู่ นลกั ษณะสมดลุ โดยใชท้ ศิ 4 ทศิ เป็นแกน กำ� แพงเมอื งและคเู มอื งเป็น สญั ลกั ษณ์แทนทวปี และมหาสมุทรทล่ี อ้ มรอบโลก คตเิ ทวราชาและระบบผงั เมอื งเช่น น้ี แสดงความหมาย ใหร้ าชธานีเป็นมากกวา่ ศนู ยก์ ลางทางการเมอื ง เพราะไดแ้ สดงให้ เหน็ ถงึ ความเป็นศนู ยก์ ลางอนั ศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องจกั รวรรดอิ กี ดว้ ย (กรกนก รตั นวราภรณ์, 2545:1-2) กรกนก รตั นวราภรณ์ ยงั ไดก้ ลา่ วไวอ้ กี วา่ ผงั พทุ ธาวาสวดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง เป็นผงั ทม่ี รี ปู แบบมาตงั้ แต่พธุ ศตวรรษท่ี 21 ซง่ึ แสดงถงึ คตจิ กั รวาลอยา่ งชดั เจน โดยมี องคป์ ระกอบของจะกรวาลครบและสมบรู ณ์ ประกอบดว้ ยเขาพระสเุ มรคุ อื องคพ์ ระธาตุ เจดยี ์ วางอยใู่ นแนวแกนเดยี วกบั วหิ ารหลวงซง่ึ เป็น วหิ ารโถงหนั หน้าทางทศิ ตะวนั ออก มวี หิ ารครบทกุ ทศิ สำ� คญั 4 ทศิ และมวี หิ ารทศิ สำ� คญั คอื วหิ ารทศิ ใต้ ชอ่ื เดยี วกบั วหิ าร พระพุทธ ดา้ นทศิ ใตข้ องวดั พระธาตุหรภิ ุญชยั แสดงใหเ้ หน็ ความสำ� คญั กบั ทศิ ใตเ้ ช่น เดยี วกบั ผงั วดั พระสงิ ห์ เมอื งเชยี งใหม่ ผงั วดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง มคี วามชดั เจนในการ สรา้ งศนู ยก์ ลางทเ่ี ป็นเอกลกั ษณ์ของสถาปตั ยกรรมสมยั พทุ ธศตวรรษท่ี 21 เป็นสถานท่ี ศกั ดสิ์ ทิ ธใิ์ นการประกอบพธิ โี ดยกษตั รยิ เ์ มอื งเชยี งใหม่ เชน่ การทพ่ี ระเจา้ ตโิ ลกราชเคย เสดจ็ มานมสั การพระธาตุลำ� ปางหลวง เปรยี บเสมอื นมพี ธิ กี รรมอนั ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ณ ศนู ย์ จกั รวาล เป็นการตอกยำ้� ถงึ พระราชอำ� นาจของกษตั รยิ เ์ มอื งเชยี งใหมต่ อ่ การปกครอง เมอื งลำ� ปาง เป็นการใชค้ ตจิ กั รวาลในการวางผงั รว่ มกบั การปกครอง คตจิ กั รวาลในการ วางผงั วดั หลวงลา้ นนาไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ ในชว่ งเวลาสนั้ แต่ เกดิ จากการสะสมแนวคดิ

ถอดรหสั ความงาม 112 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง โดยพฒั นาการชดั เจนในชว่ งพระเจา้ ตโิ ลกราชถงึ พญาแกว้ พบการบรู ณะวดั หลวงสำ� คญั หลายแหง่ ใหผ้ งั พทุ ธาวาสมคี วามเป็นผงั แบบจกั รวาลทช่ี ดั เจน รปู แบบการวางผงั แบบ จกั รวาลคตขิ องวดั หลวงลา้ นนาทค่ี รบสมบรู ณ์ ตามแนวคดิ ทางพทุ ธศาสนาในชว่ งเวลา นนั้ สนั นษิ ฐานวา่ จะเป็นรปู แบบดงั ตอ่ ไปน้ี คอื มอี งคเ์ จดยี เื ป็นศนู ยก์ ลาง วหิ าร 4 ทศิ วาง ตามแนวแกนทส่ี มั พนั ธก์ บั องคเ์ จดยี ์ โดยวหิ ารหลวงจะอยดู่ า้ นทศิ ตะวนั ออก เป็นอาคาร หลกั ในการประกอบศาสนพธิ ี ในทศิ เสรมิ ตามทศิ เฉยี ง 4 ทศิ อาจจะพบเป็นตำ� แหน่งของ วหิ าร หอไตร หอระฆงั หอพระพทุ ธบาท ตน้ ไม้ บอ่ น้�ำ กุมภณั ฑ์ โดยพน้ื ทงั้ หมดเป็น ทราย มกี ำ� แพงรอบผงั เรยี กวา่ ศาลาบาตร ประตทู างเขา้ ออกมี 3 ดา้ น โดยมปี ระตโู ขง ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออก เขตสงั ฆาวาสมกั จะพบอยบู่ รเิ วณทศิ ใตข้ องผงั พทุ ธาวาส ตาม แนวคดิ ของพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์ (กรกนก รตั นวราภรณ์, 2545: 38-40)

ถอดรหสั ความงาม 113 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง สรปุ การคน้ ควา้ ผา่ นการทำ� วจิ ยั ในระยะประมาณ 1 ปี ดว้ ยกระบวนการทต่ี อ้ งทำ� ใน เวลาจำ� กดั นนั้ ทำ� ใหไ้ มม่ คี วามสมบรู ณ์ของเน้อื หา ทร่ี อ้ ยเรยี งเชอ่ื มโยงกนั หนงั สอื เลม่ น้ี จงึ เป็นเพยี งการบนั ทกึ ชว่ งการคน้ ควา้ ในปีทท่ี ำ� วจิ ยั จากแหลง่ ตา่ งๆ เพอ่ื เป็นการตอ่ ยอด ในดา้ นอน่ื ๆ ซง่ึ ความสมบรู ณ์ของหนงั สอื ตอ้ งผา่ นการกลนั่ กรอง ตกผลกึ วพิ ากษ์ และ เรยี บเรยี งอยา่ งประณตี ดงั นนั้ ครงั้ น้จี งึ เป็นเพยี งการเรม่ิ ตน้ ของขอ้ มลู ทไ่ี ดแ้ บง่ เป็นหมวด หมทู่ างประวตั ศิ าสตรเ์ บอ้ื งตน้ รปู แบบศลิ ปกรรม พทุ ธศลิ ป์ ประเพณี ตำ� นาน จารกึ และ คตจิ กั รวาล ขอ้ มลู เหลา่ น้เี ปรยี บเสมอื นเรอื พง่ึ แลน่ ออกจากฝงั่ ไปยงั โพน้ ทะเลกวา้ งใหญ่ ทต่ี อ้ งเดนิ ทางไปอกี ไกล และจะกลบั มาอกี ครงั้ ดว้ ยประสบการณ์จากการเดนิ ทางเพอ่ื มา ถ่ายทอดเรอ่ื งราวทไ่ี ดพ้ บเจอ น�ำมาเสนอเป็นเรอ่ื งราวทส่ี มบรู ณ์มากขน้ึ ในครงั้ ต่อไป ถอดรหสั ความงามของวดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง คอื มติ ขิ องชว่ งเวลาในสมยั ตา่ งๆ ทม่ี กี ารบนั ทกึ เรอ่ื งราว จากหลกั ฐานและการคน้ ควา้ ทไ่ี ดร้ วบรวมซง่ึ มอี ยเู่ ป็นจำ� นวนมาก มาจดั หมวดหมเู่ พอ่ื ใหเ้ หน็ รปู แบบทเ่ี ป็นรปู ธรรม เช่น งานศลิ ปกรรม สถาปตั ยกรรม จติ รกรรม ปฏมิ ากรรมและประตมิ ากรรม พทุ ธศลิ ป์ รวมถงึ รปู แบบทอ่ี งคก์ รยเู นสโกได้ กลา่ วถงึ รปู แบบวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ในเลม่ น้ี คอื ประวตั ศิ าสตรป์ ระเพณสี ำ� คญั ใน ชมุ ชน ตำ� นาน จารกึ และคตจิ กั รวาล จดุ มงุ่ หมายเพอ่ื การรวบรวมองคค์ วามรู้ ใหส้ มบรู ณ์ และตอ้ งการสอ่ื สารถงึ สถานทแ่ี หง่ น้ีทต่ี อ้ งการสบื ทอด พระพทุ ธศาสนาใหย้ าวนานทส่ี ดุ ผ่านแผนผงั ทางความงามทส่ี ามารถยกระดบั จติ ใจใหถ้ งึ แก่น เขา้ ส่อู าณาจกั รทางคติ จกั รวาลอยา่ งแทจ้ รงิ

ถอดรหสั ความงาม 114 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง บรรณานุกรม เกษม เกาะปินะ. (2494). ตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวง. ลำ� ปาง : ศลิ ป์ประดษิ ฐ.์ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://www.culture.go.th [2562, มนี าคม 12]. กรกนก รตั นวราภรณ์. (2545). จกั รวาลคติในการวางผงั วดั หลวงล้านนา: สญั ลกั ษณ์สะท้อนอำ� นาจรฐั ในอนุภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 21.กรงุ เทพฯ : สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั . ชาครติ สทิ ธฤิ ทธ.ิ์ (2559). จบั ต้องได้-จบั ต้องไมไ่ ด้:ความไม่หลากหลายในความ หลากหลายของมรดกทางวฒั นธรรม. วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละ สงั คมศาสตร์ ปีท่ี : 8 ฉบบั ท่ี : 2. ฐาปนีย์ เครอื ระยา. (2545). ภาพจิตรกรรมเขียนสีในวิหารน้�ำแต้ม วดั พระธาต-ุ ลำ� ปางหลวง อำ� เภอเกาะคา จงั หวดั ลำ� ปาง. รายงานการศกึ ษาน้ีเป็นสว่ น หน่ึงของการศกึ ษาตามหลกั สตู รศลิ ปะบณั ฑติ (ศลิ ปะไทย) ภาควชิ าศลิ ปะ- ไทย คณะวจิ ติ รศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ ตุลาภรณ์ แสนปรน. (2557). เล่าเรื่องเมืองลำ� ปาง. ลำ� ปาง : สำ� นกั พมิ พศ์ ลิ ปะและ วฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลำ� ปาง. ธดิ า สาระยา. (2539). อารยธรรมไทย. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ. ปารสิ ทุ ธิ ์สารกิ ะวณชิ . (2540). จิตรกรรมบนแผงคอสองในวิหารหลวงวดั พระธาตุ ลำ� ปางหลวง. วารสารเมอื งโบราณ ปีท่ี 23 ฉบบั 2 เมษายน-มถิ ุนายน. ภาสกร โทณะวณกิ . (2529). การศึกษาเมืองโบราณเวียงพระธาตลุ ำ� ปางหลวง. สาขาวชิ าโบราณคดี ภาควชิ าโบราณคดบี ณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. พรรณนิภา ปิณฑวณชิ . (2546). การศึกษารปู แบบสถาปัตยกรรมวดั พระธาตุ ลำ� ปางหลวงจงั หวดั ลำ� ปาง. กรงุ เทพฯ : คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.

ถอดรหสั ความงาม 115 วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง มณี พยอมยงค.์ (2529). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เอกสารวชิ าการ ชดุ ลา้ นนาคดศี กึ ษา ลำ� ดบั ท่ี 3 โครงการศนู ยส์ ง่ เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ วดั พระธาตุลำ� ปางหลวง. (2554). ตำ� นานวดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวง. เชยี งใหม่ : ณฐั พลการพมิ พ.์ สรุ พล ดำ� รหิ ก์ ุล. (2544). ลายคำ� ล้านนา. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ. สรุ พล ดำ� รหิ ก์ ุล. (2558). เล่าเร่อื งเมอื งลำ� ปาง. ลำ� ปาง: สำ� นกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลำ� ปาง. สรุ สั วดี อ๋องสกุล. (2544). ประวตั ิศาสตรล์ ้านนา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร.์ สรุ สั วดี อ๋องสกุล. (2558). พินิจตำ� นานลำ� ปาง. เชยี งใหม:่ ศนู ยล์ า้ นนาศกึ ษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ สำ� นกั ศลิ ปากรท่ี 7 น่าน. (2551). วดั พระธาตลุ ำ� ปางหลวงบรู ณะระเบยี งคดกฏุ ิ พระแก้วและหอไตร. กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร. สมพงษ์ คนั ธสายบวั . (2524). ภาพเขียนสีภายในวิหารน้�ำแต้ม วดั พระธาตลุ ำ� ปาง หลวง อำ� เภอเกาะคา จงั หวดั ลำ� ปาง. สารนิพนธศ์ ลิ ปศาสตรบ์ ณั ฑติ (โบราณคด)ี ภาควชิ าโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. หน่วยอนุรกั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มศลิ ปกรรมทอ้ งถน่ิ จงั หวดั ลำ� ปาง. (2543). สภาพสิ่ง แวดล้อมแหล่งศิลปกรรมในจงั หวดั ลำ� ปาง. ลำ� ปาง : ศนู ยว์ ฒั นธรรม จงั หวดั ลำ� ปาง วทิ ยาลยั ครลู ำ� ปาง. อนุกลู ศริ พิ นั ธ.ุ์ (2559). ประเพณีสิบสองเดือนนครลำ� ปาง. ลำ� ปาง : สำ� นกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลำ� ปาง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook