จิตวิทยาสำหรับครู 100-400 อาจารย์ จิราภรณ์ บัวเพ็ชร นางสาว อาริยา เกษม คณะศึกษาศาสตร์เเละศิลปศาสตร์ สาขา สังคมศึกษา 094-6703723
คำนำ E-book เล่มนี้สร้างขึ้นเพื่อการเรียนการสอนในรายวิชา 600-160จิตวิทยาสำหรับครูเรื่องหลักความหมาย จิตวิทยามีดังนี้ 1 พัฒนาการของมนุษย์ 2 พฤติกรรม ของมนุษย์ 3 การเรียนรู้4ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม5 ความจำของมนุษย์ 6 ความคิดและเชาวน์ปัญญา 7 การ รับรู้ 8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ 9 การจัดการเรียนรู้ สำหรับเด็กปกติ10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ 11 แรง จูงใจ 12 การแนะแนว 13 การให้คำปรึกษา 14 การ ศึกษาเป็นการรายกรณี 15 การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่ เรียน ดิฉันหวังว่า E-book เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็ น้ อยแก่ผู้ได้อ่านและผู้ที่กำลังศึกษาหลักความหมายของ จิตวิทยาหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมาณที่นี้ด้วย จัดทำโดย นางสาว อาริยา เกษม 6406910090
สารบัญ 4-6 7-13 1 พัฒนาการของมนุษย์ 14-19 2 พฤติกรรมของมนุษย์ 20-26 3 การเรียนรู้ 27-31 4ปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 32-37 5 ความจำของมนุษย์ 38-45 6 ความคิดและเชาวน์ปัญญา 46-52 7 การรับรู้ 53-56 8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ 57-61 9 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ 62-65 10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ 66-67 11 แรงจูงใจ 68-69 12 การแนะแนว 70-71 13 การให้คำปรึกษา 72-74 14 การศึกษาเป็นการรายกรณี 15 การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่เรียน
บทที่1 พัฒนาการของมนุษย์ พัฒนาการ คือ การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ของบุคคลอย่างมีขั้นตอนและเป็นระเบียบแบบแผน โดยจะเป็นการ เปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพื่อให้บุคคลนั้นพร้อมจะแสดงความ สามารถในการกระทำกิจกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับวัย
ทฤษฏีพัฒนาการ (Theories of Development) พัฒนาการความต้องการทางเพศและบุคลิกภาพ (Freud's Psychosexual&Personality Development) ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้ เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการของเขาไว้ว่า \"พัฒนาการความ ต้องการทางเพศและบุคลิกภาพของบุคคลต้องอาศัยการพัฒนาที่ต่อ เนื่องอย่างเป็นลำดับขั้นจนกลายเป็นบุคลิกภาพที่ถาวรในที่สุด\" ช่วง เวลาที่ฟรอยด์ให้ความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพอย่างมากจะอยู่ใน ช่วงระยะแรกเกิดถึงห้าปี ทฤษฎีพฒันาการทางสังคมของอีรกิสัน (Erikson's Psychosocial Theory) อีรกิ เอช. อีรกิ สัน แนวคิดของอีรกิ สันจะเน้ นความสําคัญที่ วา่ พนาการของบุคคลจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่ง แวดล้อมทางจิตใจมากกว่าการตอบสนองทางรา่งกาย พัฒนาการ ของบุคคลจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั้งเสียชีวิต
ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเพียเจย์ (Piaget's Cognitive Development Theory) ฌอง เพียเจย์ เขาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาอย่างจริง จังและลึกซึ่ง ผลจากการทดลอง ของเขาพบว่าเด็กทุกคนเกิดมาพรอ้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กํบสิทงแวดล้อม อยู่ตลอดเวลา และปฏิสัมพันธ์นี้เองที่เป็นปัจจัยก่อให่เกิดพัฒนาการ ทางเชาว์ปั ญญาขึ้น ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคห์ลเบรกิ ์ (Kohlberg's Moral Development) ลอเรนซ์ โคห์ลเบรกิ์วิธ๊การศึกษาวิจัยของ โคห์ลเบรกิ์มีความคล้ายคลึงกับวิธ๊ของเพียเจย์ กล่าวคือ จะมีการ สรา้งสถานการณ์สมมติขึ้นมา โดยให้กลุ่มทดลองเป็นผู้ตอบปัญหา ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์สมมตินั้น ผลจากการวิเคราะห์คําตอบของ ผู้ตอบในวัยต่างๆ ทําให้โคห์ลเบรกิ์สรุปเป็นทฤษฎีพัฒนาการทาง จริยธรรมของบุคคลเป็น 3 ระดับ
บทที่2พัฒนาการของมนุษย์ พัฒนาการของบุคคลในวัยต่างๆมี4 ระยะดังนี้ - วัยทารก เป็นวัยที่อยู่ระหว่างแรกเกิดจนถึง2ปี พัฒนาการด้านต่างๆ ในวัยนี˟ถือได้ว่าเป็นพื้นฐาน สำคัญของพัฒนาการในวัยต่อๆ ไป - วัยเด็ก วัยนี้อยู่ในช่วงอายุประมาณ 2-12 ปี เป˪นระยะที่ รา่งกายจะเจริญเติบโตช้าลงกว่าในวัยทารก โดยเฉพาะ ในระยะเริ่มต้นของวัย แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ชัดเจนอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของวัย วัยเด็ก ตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี เป็นวัยที่แสดง ความก้าวหน้ าทางด้านพัฒนาการในทุกด้าน
พัฒนาการของมนุษย์ - วัยรุน่ วัยนี้จะอยู่ในช่วงอายุ 12-20 ปี นับว่าเป็นวัยที่มีความ สําคัญมากอีกวัยหนึ่ง อาจกล่าวได่ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ ชีวิตเนื่ องจากเป็ นวัยที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการในทุก ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางรา่งกาย อารมณ์ สังคม และสติปํ ญญา ซึ่ง กลุ่มเพื่อนจะมีบทบาทสําคัญต่อพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นใน การที่จะค้นพบตัวเอง - วัยผู้ใหญ่ วัยนี˟เริ่มต้นตังแต่อายุ 21 ปีขึ้นไปจนตลอดชีวิต ผู้ใหญ่เป็นอีกวัยที่ มีความสําคัญต่อชีวิตมนุษย์ คือ นอกจากจะเป็นวัยแห่งความสมบูรณ์สูงสุด ของพัฒนาการในด้านต่างๆ ทั้งรา่งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ยัง เป็นวัยเริ่มต้นแห่งความแห่งเสื่อมของพัฒนาการทุกด้านอีกด้วย วัยผู้ใหญ่ ตอนต้น อายุ 20-40 ปี เป็นวัยแห่งการทํางาน มีครอบครวั และความมั่งคง ให้กับตนเอง วัยกลางคน อายุ 40-60 ปี เป็นวัยแห่งการเริ่ม ต้นความเสื่อม ของรา่งกาย วัยชราอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากคนในครอบครัวเป็ นพิเศษทั้งด้านรา่กายและจิตใจ
พฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรมต่าง ๆ อาจจะจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1 . พฤติกรรมเปฺดเผยหร์อพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป้ นพฤติกรรมที๋บุคคลแสดงออกมา ทําให้ผู้อื่นสามารถมองเห็น ได้ สังเกตได้ เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด ฯลฯ 2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป้ นพฤติกรรมที๋บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ สํงเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั็นจะเป้ นผู้บอกหรือ แสดงบาง อย่างเพื๋อให้คนอื่นรับรู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้ ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์ นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กําเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มา ก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION) เช่น การกระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัวรอดเป้ นต้น 2. พฤติกรรมที˜เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิด จากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในสังคม
พฤติกรรมมนุษย์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็ น 4 ลักษณะคือ 1 การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุง บุคลิกภาพ การ แต่งกาย การพูด 2 การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความ สัมพันธภาพที่ ดีกับบุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด 3 การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มี ความรู้ที่ทัน สมัย ทันเหตุการณ์ การมีความคิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ 4 การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลักการ แนวทาง บางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้ าหมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อ สวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม
พฤติกรรมมนุษย์ การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์ มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการ ที่จะทําให้การอยู่รว่มกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข จึงทําให้เกิดมีความเชื่อหลัก การและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่ พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้ 3 ประเภท 1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์ 2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ๋งแวดล้อม 3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์แรงผลักดันที่ทําให้มนุษย์ แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาก็คือ ความต้องการ ซึ่งความต้องการนี้จะแบ่งออก เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ความต้องการทางรา่งกาย และควาต้องการทางจิตใจ 1.1 ความต้องการทางด้านรา่งกาย เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด แต่ มีพลังอํานาจสูงสุด เพราะเป็นแรงผลักดันที่จะทําให้ชีวิตอยู่รอด 1.2 ความต้องการทางจิตใจ เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าความ ต้องการทางร่างกาย แต่มีพลังอำนาจน้ อยกว่า เพราะความต้องการทางจิตใจนี้ ไม่ใช่ความต้องการที่เป็นความตายของชีวิต จะเป็นความต้องการที่มาช่วยสร้าง เสริมให้ชีวิตมีความสุขความสบายยิ่งขึ้นเท่านั้น
พฤติกรรมมนุษย์ 2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม อริสโตเติล (Aristotle) เป็ นผู้ที่เริ่มประกาศความเชื่อนี้ ต่อมาความคิดเช่นนี้กลับมามีอิทธิพลอีกใน ยุคของจอห์น ลอคค์ (John Locke) เบิร์คลีย์ (Berkley) และอีกหลายคนซึ่ง เชื่อว่าประสบการณ์ของมนุษย์เป็ นสิ่งที่ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะกระทำ พฤติกรรมเมื่อเกิดมานั้น มนุษย์มิได้มีความรู้ติดตัวมาแต่อย่างใด ล้วนแล้ว แต่ต้องเรียนรู้ภายหลัง จากเกิดมาแล้วทั้งสิ้น ต่อเมื่อมีประสบการณ์แล้วจึงจะ เรียนรู้ และจดจำประสบการณ์นั้นเอาไว้เพื่อเป็ นแนวทางสำหรับการแสดง พฤติกรรมในอนาคตต่อไป 3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อัลเบิร์ต แบนดูรา (Aibert Bandura) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน ได้ให้ความ สำคัญแก่ ลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมว่า เป็นตัวก่อให้เกิดพฤติกรรม เขา อธิบายว่าพฤติกรรมมนุษย์ องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่างก็มีอิทธิพล ต่อกันและกัน ในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบต้องสัมพันธ์กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หมายความว่า ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะมีส่วนในการทำให้เกิดพฤติกรรมได้มากกว่า องค์ประกอบภายในตัวบุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมี อิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ เช่นนี้อยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและ กัน และทั้งคู่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์ ก็มี อิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน
พฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏระเบียบ หรือวิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจใน สถานภาพ และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูป แบบต่าง ๆ ดังนี้ 1. การติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION) 2. การขัดแย้ง (CONFLICT) 3. การแข่งขัน (COMPETITION) 4. การประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน (ACCOMODATION) 5. การผสมผสานกลมกลืนเข้าหากัน (ASSIMILATION) 6. การร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน (COOPERATION) การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6 ประการ คือ 1. การเรียนรู้ (LEARNING) 2. ค่านิยม (VALUE) 3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS) 4. ทัศนคติ (ATTITUDE) 5. ความเชื่อ (BELIEF) 6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
บทที่3 จิตวิทยาการเรียนรู้ การเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญและจำเป็นในการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิต ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนตาย สำหรับมนุษย์การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์โลก อื่น ๆ ดังพระราชนิพนธ์ บทความของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ ที่ว่า \"สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างจาก สัตว์อื่น ๆ ก็เพราะว่า คนย่อมมีปัญญา ที่จะนึกคิดและปฏิบัติสิ่งดีมีประโยชน์และ ถูกต้องได้ \" การเรียนรู้ช่วยให้มนุษย์รู้จักวิธีดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข ปรับตัวให้ เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพการต่างๆ ได้ ความสามารถในการเรียนรู้ของ มนุษย์จะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จและความพึงพอใจในชีวิตของมนุษย์ด้วย การเรียนรู้มีประเด็นที่ควรพิจารณา 4 ประการ คือ 1. การเรียนรู้อาจเป็ นพฤติกรรมภายนอกซึ่งแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน หรือเป็น ศักยภาพซึ่งเป็ นพฤติกรรมภายในก็ได้ 2. การเรียนรู้เป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ 3. การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่ถาวรหรือค่อนข้างถาวรไม่ใช่เกิดขึ้นชั่วขณะ 4. การเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์เท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การ เจริญเติบโตวุฒิภาวะฤทธิ์ยา ความเจ็บป่วยเมื่อยล้าฯลฯ
จิตวิทยาการเรียนรู้ เป้ าหมายของการเรียนรู้ เป้ าหมายของการเรียนรู้ในการเรียนรู้ หมายถึง การกำหนดจุดหมายปลายทางของผู้เรียนว่า จะต้องบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ซ่ึงตามหลักสูตรการศึกษาข้นั พื้นฐาน (ป.1- ป.6 และ ม.1 – ม. 6) มีเป้ าหมาย 3 ด้าน คือ 1. ความรู้ (Knowledge) ได้แก่ 1.1 ความรู้เชิงกระบวนการ เช่น อธิบายกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้ 1.2 ความรู้เชิงประจัก เช่น วิเคราะห์ถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ 1.3 ความรู้เชิงเนื้อหา เช่น อธิบายสาระสาคัญของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ 2. ทักษะ (Skill) ได้แก่ 2.1 ทกัษะพื้นฐาน เช่น มีทกัษะด้านวัฒนธรรมไทย 2.2 ทักษะการคิด เช่น มีทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้ 2.3 ทักษะการสื่อสาร เช่น พูด ฟัง อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ 2.4 ทักษะส่วนบุคคล เช่น มีสุขภาพและบุคลิกภาพดี 2.5 ทักษะการจัดการ เช่น มีทักษะการจัดการในงานอาชีพสุจริตได้ 2.6 ทักษะในงานอาชีพ เช่น มีทักษะในงานคอมพิวเตอร์ 3. เจตคติ (Attitude) ได้แก่ 3.1 คุณธรรม เช่น ยึดมั่น ความจริง ความดีและความงาม 3.2 จริยธรรม เช่น มีความรับผิดชอบในหน้ าที่และปฏิบัติตามสัญญา 3.3 ค่านิยม เช่น มีค่านิยมทางวิชาการและทางการเมือง
จิตวิทยาการเรียนรู้ ทฤษฎกีารเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ หมายถึง คำอธิบายแนวความคิดที่ได้จากการค้นพบว่า คนเราเกิด เรียนรู้ได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ ดีที่สุด เพื่อช่วยใหเ้ขา้ใจและนา ไปใชใ้นการควบคุมและทำนายการเรียนรู้ไดไ้ดผ้ลดียิ่งขึ้น 1. ทฤษฎีกลุ่มพฤตกิรรมนิยม (Behaviorism) 1.1 ทฤษฎีการวางเงื๋อนไข 1.1.1 ทฤษฎีการวางเงื๋อนไข แบบไม่จงใจกระทําของพัฟลัพ (Pavlov) อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง ไดแ้ก่ สุนัขผงเนื้อกระดิ่ง เครื่องวดัปริมาณนำ้ลาย 1. นำสุนัขที่หิวจัดมาล่ามไวด้งัรูป เจาะสายยางเครื่องวัดปริมาณนำ้ ลายที่กระพุ้งแก้ม 2. นำอาหารคือผงเนื้อ (สิ่งเร้าที่เรียนรู้แล้ว) มาให้สุนัข ปรากฏว่า สุนัขน้ำ ลายไหล 3. สั่นกระดิ่ง(สิ่งเร้าที่ยงัไม่ไดเ้รียนรู้ตอ้งการวางเงื่อนไขใหเ้กิดการเรียนรู้) ปรากฏว่าสุนัขน้ำลายไม่ไหล 4. นำอาหารพร้อมๆกับ สั่นกระดิ่งทำในเวลาที่ใกล้ชิดซ้า ๆ (วางเงื่อนไข) ปรากฏว่าสุนัขน้ำลายไหล 5. สั่นกระดิ่งอย่างเดียวปรากฏว่าสุนขัน้ำลายไหล(สุนัขเกิดการเรียนรู้เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์เดิม ทำให้เผชิญกับ สถานการณ์เดิมแตกต่างไปจากเดิม คือจากน้ำ ลายไม่ไหล เป็นน้ำลายไหลเมื่อได้ ยินเสียงสั่นกระดิ่ง)
จิตวิทยาการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้ทฤษฎกีารเรียนรู้ 1. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม 1. เตรียมความพร้อมหรือให้เด็กพร้อมก่อนสอน 2. พยายามใช้สิ่งเร้าที่เด็กเคยเรียนรู้หรือรู้มาแล้วควบคู่กับสิ่งเร้าที่ ไม่รู้และต้องการ จะใหเ้กิดการเรียนรู้สิ่งเร้านั้น 3. ครูจะต้องพยายามศึกษาเงื่อนไขต่าง ๆที่ทำให้เกิดปัญหาในการ เรียนรู้ของเด็ก 4. ใช้หลักการปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดย การเสริมแรงพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ และเมินเฉยหรือลงโทษ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 5. ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการกระทำ(Learning by doing) มากกว่าที่ จะนั่งฟังครู บรรยายหรือสอนเพียงอย่างเดียว 6. ใหเ้ด็กไดเ้รียนรู้แบบลองผดิลองถูกบ้างตามความเหมาะสม ช่วย ให้จดจำ สิ่งที่ เรียนไดแ้ม่นยา และยั่งยืน 7. พยายามใช้กฎแห่งการเรียนรู้ทั้ง 8ข้อ ในการจัดการเรียนการสอน คือ กฎแห่ง ความพร้อม กฎแห่ง การฝึกหัด และกฎแห่งผล
จิตวิทยาการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้ทฤษฎกีารเรียนรู้ 2. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีกลุ่มปั ญญานิยม 1. จัดสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิมของเด็กเพื่อให้เกิด การหยั่งเห็นได้ง่าย 2. พยายามให้ตัวครูและสิ่งที่จะสอนเข้าไปอยู่ในห้วงอวกาศชีวิต (Life space)ของเด็กตลอดเวลาที่สอน 3. คำนึงถึงการสอนใหเ้ด็กรับรู้สิ่งที่เรียนโดยภาพรวมก่อนที่จะแยกสอน เป็นส่วนย่อย(As a whole not a part) 4. เน้ นว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จะตอ้งเรียนแล้วนำมาใชใ้นชีวิตจริงตลอด เวลาปัจจุบันไม่ใช่เรียนเพื่อจะนำความรู้ไปใช้ในอนาคต (Learning is life not prepare to life) 5. ใช้วิธีการสอนที่หลากหลายและเหมาะสมกับตัวเด็ก มากกว่าที่จะมุ่ง บอกเนื้อหาสาระแก่เด็ก (How to teach is more importance than what to teach) 6. มีการวัดผลประเมินผลกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่วัดเฉพาะ ผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนรู้ของเด็กเท่านั้น (Learning is a process not a product)
จิตวิทยาการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้ทฤษฎกีารเรียนรู้ 3. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีกลุ่มมนุษยนิยม 1. ยึดเด็กเป็นสำคัญ หรือยึดเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ (Child Center) 2. สนองความต้องการทางกายแก่เด็ก เช่นจัดโครงการอาหารกลางวันให้ เด็กได้รับ ประทาน จดัใหมีน้ำดื่มที่สะอาด รวมทั้งจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ สะดวกสบายต่อการเรียนรู้ 3. จัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยทั้งทางกายและจิตใจ 4. ให้ความสนใจและเอาใจใส่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็ นคน ๆ หนึ่ง 5. ยอมรับเด็กอย่างไม่มีเงื่อนไขในความแตกต่างของเด็กแต่ละคนทั้ทาง ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 6. เน้ นให้แข่งขันกับตัวเองมากกว่าที่จะแข่งขันกับกลุ่มเพื่อน 7. เน้ นให้เกิดแรงจูงใจภายในที่จะเรียนรู้มากกว่าแรงจูงใจภายนอก 8. ช่วยให้เด็กสามารถปรับตนตัวจริง (Real-self) กับ ตนในอุดมการณ์ (Idealself)ให้สอดคล้องกัน
บทที่4 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม พฤติกรรม (Behavior) คือ กริยาอาการที่แสดงออกหรอื ปฏิกิริยา โต้ตอบเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสถานการณ์ต่าง ๆ อาการ แสดงออกต่าง ๆ เหล่านั้น อาจเป˪นการเคลื่อนไหวที่สังเกตได้หรือวัด ได้ เช่น การเดิน การพูด การเขียน การคิด การเต้นของหัวใจ เป้ นต้น ส่วนสิ่งเร้าที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็ นสิ่งเร้า ภายใน (Internal Stimulus) และสิ่งเร้าภายนอก (External Stimulus) สิ่งเร้าภายใน/สิ่งเร้าภายนอก สิ่งเร้าภายใน ได้แก่ สิ่งเร้าที่เกิดจากความต้องการทางกายภาพ เช่น ความหิว ความกระหาย สิ่งเรา้ ภายในนี้จะมีอิทธิพลสูงสุดในการกระตุ้น เด็กให้แสดงพฤติกรรม และเมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นในสังคม สิ่งเร้าใจ ภายในจะลดความสําคัญลงสิ่งเร้า ภายนอกทางสังคมที่เด็กได้รับรู้ใน สังคมจะมีอิทธิพลมากกว่าในการกําหนดว่าบุคคลควรจะแสดง พฤติกรรมอย่างใดต่อผู้อื่น สิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ สิ่งกระตุ้นต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่สามารถ สัมผัสได้ด้วยประสาททั˟ง ๕ คือ หู ตา คอ จมูก การสัมผัส
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม สิ่งเร้าที่มีอิทธิพลที่จะจูงใจให้บุคคลแสดงพฤติกรรม ได้แก่ สิ่งเรา้ ที่ทํา ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจที่เรียกว่า การเสริมแร(Reinforcement)ซึ่ง แบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) คือ สิ่งเร้าทีี่พอใจทํา ให้บุคคลมีการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น เช่น คําชมเชย การยอมรับของ เพื่อน การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) คือ สิ่งเร้าที่ไม่พอใจ หรือไม่พึงปรารถนานํามาใช้เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาให้น้ อยลง เช่น การลงโทษเด็กเมื่อลักขโมย การปรับเงินเมื่อผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่ ปฏิบัติตามกฎจราจร เป็นต้น การเสริมแรงทางบวกมากกว่าการเสริมแรงทางลบ วิธีการเสริมแรงทางบวก มีได้ดังนี้ ๑. การให้อาหารนำ เครื่องยังชีพ เป็นต้น ๒. การให้แรงเสริมทางสังคม เช่น การยอมรับการยกย่อง การชมเชย ฯลฯ ๓. การให้รางวัล คะแนน แต้ม ดาว เป็นต้น ๔. การให้ข้อมูลย้อนกลับ ( Information Feedback ) เช่น การรับแจ้งว่า พฤติกรรมที่กระทํานั้น ๆ เหมาะสม ๕. การใช้พฤติกรรมที่ชอบกระทํามากที่สุดมาเสริมแรงพฤติกรรมที่ชอบกระทํา น้ อยที่สุดเป็นการวางเงื่อนไข เช่น เมื่อทําการบ้านเสร็จ แล้วจึงอนุญาตให้ดูทีวี เป็ นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งมีปัจจัยย่อยอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยทางจิตวิทยา จะทำหน้ าที่ เป็นสื่อกลางในการรับรู้ และตีความสิ่งเร้าก่อนที่ร่างกายจะแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญ ประกอบด้วย แรงจูงใจและ การเรียนรู้ 1 แรงจูงใจ 1. แรงจูงใจ ความหมาย ประเภทและปัจจัยแรงผลักดันจากภายในที่ทำให้ให้มนุษย์เกิดพฤติกรรม ตอบสนองอย่าง มีทิศทางและ เป้ าหมาย เรียกว่า แรงจูงใจ คนที่มีแรงจูงใจ ที่จะทำ พฤติกรรมหนึ่งสูงกว่า จะใช้ความพยายามนำ การกระทำไปสู่เป้ าหมายสูงกว่า คนที่มีแรง จูงใจต่ำกว่า แรงจูงใจของมนุษย์จำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรก ได้แก่ แรง จูงใจทางกาย ที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมสนองความต้องการ ที่จำเป็นทางกาย เช่น หาน้ำ และอาหารมา ดื่มกิน เมื่อกระหายและหิว ประเภทที่สอง ได้แก่ แรงจูงใจทางจิตซึ่ง เกี่ยวข้องกับ ความต้องการทางสังคม เช่น ความต้องการความสำเร็จ เงิน คำชมอำนาจ กลุ่มและพวก เป็นต้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในมนุษย์ ประกอบด้วย 1.1.1 ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความต้องการจำเป็นของชีวิต คือ อาหาร น้ำ ความ ปลอดภัย 1.1.2 ปัจจัยทางอารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น วิตกกังวล กลัว โกรธ รัก เกลียด และความ รู้สึกอื่นใด ที่ให้คนมีพฤติกรรม ตั้งแต่เอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่จนถึง การฆ่าผู้อื่น 1.1.3 ปัจจัยทางความคิด เป็นปัจจัยที่กำหนดให้บุคคลกระทำในเรื่องที่คิดว่า เหมาะสม และเป็นไปได้ และตามความคาดหวังว่า ผู้อื่นจะสนองตอบ การกระทำของตนอย่างไร 1.1.4 ปัจจัยทางสังคม เป็นปัจจัยที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับ สังคม และเป็นที่ยอมรับ ของบุคคลในสังคมนั้นด้วย การกระทำของผู้อื่นและผลกรรม ที่ได้รับจึงทำให้เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นไปกฏระเบียบ และตัวแบบ ทางสังคม
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 2 การเรียนรู้ การเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ การปรับ พฤติกรรมของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ หรือมีปฏิสัมพันธ์ กับ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมมีความ สัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หลักการเรียนรู้ ที่สําคัญได้แก่ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การวางเงื่อนไขปฏิบัติการ และ หลักการเรียนรู้สังคม
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 2.1 การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของ พาฟลอฟ (Pavlov) 2.1 การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของ พาฟลอฟ (Pavlov) แนวคิดนี้เชื่อว่า มนุษย์ถูกวางเงื่อนไขเพื่อให้แสดง พฤติกรรมตอบ สนองต่อสิ่งเร้าได้ ตามรูปอยู่ตลอดเวลา เงื่อนไข จะถูกวาง ในขณะที่ มีสิ่งเร้า อื่น ที่มีอิทธิพลต่อการกระตุ้นเร้าอินทรีย์อยู่ ทําให้มี พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทั้งสอง อย่างพร้อม ๆ กัน เมื่ออินทรีย์ เกิดการเรียนรู้ก็จะทําให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขไว้ได้ 2.2 การวางเงื่อนไขปฎิบัติการของ สกินเนอร์ (Skinner) การวางเงื่อนไขอีกลักษณะหนึ่ง เป็นการวางเงื่อนไขที่เกิดจากแรง ขับ ที่ทําให้อินทรยี ์ ปฏิบัติการเป็นการเกิดพฤติกรรม โดยวาง เงื่อนไขระหว่าง พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้า กับ ผลกรรม (Consequence) ของพฤติกรรมนั้นพฤติกรรมใด ที่ได้รับผล กรรม เป็นที่พึงพอใจ พฤติกรรมนั้น มีแนวโน้ มที่จะเกิดขึ้น ต่อสิ่ง เรา้ อย่างเดียวกัน
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็น (Insight Learning) การหยั่งเห็นเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสัตว์ชั้นสูง เนื่องจากมีความซับ ซ้อนในด้านการคิด และ การแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ นัก จิตวิทยา ตามแนวคิดนี้ท่านหนึ่งชื่อ โคห์เลอร์(Kohler) ได้ทําการศึกษา กระบวนการแก้ปัญหาของลิงในการหยิบอาหารที่อยู่นอกกรง พบว่าลิงมี แบบแผนของการคิด ที่เชื่อมโยงกับ สภาพการณ์ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้ าใน ขณะนั้น และเลือกที่จะทำพฤติกรรมที่น่าจะเหมาะสมที่สุด และเมื่อศึกษา ต่อกับ มนุษย์ก็พบผลในทํานองเดียวกัน ตามทฤษฎีนี้ การตอบสนองต่อ สิ่งเร้าของบุคคล สามารถกระทําได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ กระบวนการ คิดของคนผู้นั้น รูปเเบบที่ตอบสนอง
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 2.4 การเรียนรู้ทางสังคม 2.4 การเรียนรู้ทางสังคม การเรียนรู้ทางสังคม เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่กล่าวว่า พฤติกรรมของ คนเราส่วนใหญ่เกิดจาก การสังเกตตัวแบบ แล้ว ลอกเลียนพฤติกรรม ของตัวแบบ เฉพาะที่ตัวแบบได้รับการเสรมิแรงเป็นรางวัล โดยที่ไม่ จําเป็นที่จะต้องทําตามแบบในทันที แต่อาจจะเก็บจําไว้ไปคิด หรือทดสอบ ดูก่อนก็ได้ การที่ได้สังเกตตัวแบบเป็นเวลานาน เช่น ลูกจะมีพ่อ แม่ เป็นตัวแบบการเรียนรูแ้ละจะทําตามอย่าง พ่อแม่โดยไม่รู้ตัวเพราะ การ เรียนรู้ แบบนี้จะแฝงอยู่ใน ความคิดก่อนที่จะแสดงออกมา ให้เด่นชัด พฤติกรรมของบุคคลหลายอย่างเกิดจาก การกระทําตาม ตัวแบบที่เขา นิยมชมชอบ เช่น เพื่อน ดาราภาพยนตร์ นักร้อง นักกีฬา บุคคลที่มีชื่อเสียง
บทที่5 ความจำของมนุษย์ ความหมาย ความจำของมนุษย์เกิดจากการทำงานร่วมกันของ ความจำ 3 ส่วน เริ่มตั้งแต่ข้อมูล ถูกส่งจากหน่วย ความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึก ไปยังหน่วยความจำ ระยะสั้นโดยเลือกเฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์กำลังให้ ความสนใจเท่านั้น และข้อมูลที่จะถูกส่งต่อไปยัง หน่วยความจำระยะยาวจะเป็ นข้อมูลที่เกิดจากการ ถูกกระตุ้นมายังหน่วยความจำระยะสั้นอย่างบ่อย ครั้ง
บทที่5 ความจำของมนุษย์ หน่วยความจำของมนุษย์ 1)ความจำเกี่ยวกับความรู้สึก (Sensory memory) การรับรู้ด้วยความรู้สึกผ่าน การมองเห็น การได้ยิน เป็นต้น และหน่วยความจำประเภทนี้มีลักษณะเก็บ แบบ Continuously Overwritten 2)ความจำระยะสั้น (Short-term memory : STM) ความจำที่สามารถเรียกคืนได้ภายในช่วงระยะเวลา หนึ่งแล้วความจำนั้นจะหายไป (ความจำแบบชั่วคราว) เช่น การรับรู้ข่าวสารจากการสนทนา เป็นต้น 3)ความจำระยะยาวที่เราทบทวนอยู่เสมอ ทำให้ เปลี่ยนจากความจำระยะสั้นมาเป็ นความจำระยะยาว ซึ่งอาจอยู่ได้นานเป็นปี หรือตลอดชีวิตก็ได้
บทที่5 ความจำของมนุษย์ การจดจำ การจดจำ การจัดเก็บหรือการจาได้จะต้องมีข้อมูลจาก หน่วยความจำระยะสั้นย้ายไปจัดเก็บในหน่วยความ จำระยะยาว ซึ่งอาจเกิดจากการท่องจำข้อมูล การจำ ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการเรียนรู้เป็ นสัดส่วน โดยตรงกับปริมาณเวลาที่ใช้ไปในการเรียน และ เวลาที่ใช้เรียนจะได้ผลที่สุด ถ้ามีการเรียนรู้อย่างต่อ เนื่อง และการจำ จำยากกว่าถ้าจากลุ่มของคำที่แทน แนวคิด แต่จะง่ายกว่าถ้าจากลุ่มของแทนที่แทนวัตถุ
บทที่5 ความจำของมนุษย์ การลืม การลืม การลืมข้อมูล เกิดจากข้อมูลในหน่วยความจำค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งมี 2 ทฤษฏี คือ ทฤษฎีที่ 1 ข้อมูลเก่าจะถูกทับด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เมื่อเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ก็ยากที่จะจำเบอร์ โทรศัพท์เก่าได้ ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูกขวางไว้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลาขับรถ มักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่า บ้านหลังใหม่
บทที่5 ความจำของมนุษย์ การดึงข้อมูลกลับมา การดึงข้อมูลกลับมา การดึงข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็น การหวนระลึกได้และ การจำแนกได้ - การหวนระลึกได้นั้นตัวข้อมูลสามารถถูก สร้างขึ้นอีกครั้งจากหน่วยความจำจากการแนะนำ การ ใบ้ หรือบอกเป็นนัย - การจาแนกได้นั้น ตัวข้อมูลได้ให้ข้อมูลที่ถูก พบเห็นมาก่อน ข้อมูลมักจะมีความซับซ้อนน้ อยกว่า การหวนระลึกได้ ที่สาคัญคือ ตัวข้อมูลนั้นคือคำใบ้
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา เชาวน์ปัญญา เชาวน์ปั ญญา หมายถึงความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้ การ ปรับตัวต่อปั ญหาอย่างเหมาะสมและความสามารถใน อันที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมี คุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมีเหตุผลสามารถ ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมี ประสิทธิภาพ
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา พัฒนาการของเชาวน์ปัญญา พัฒนาการของเชาวน์ปั ญญา เชาวน์ปั ญญาเป็ นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนมีติดตัวมาแต่ กำเนิดและพัฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามระดับอายุและสิ่ง แวดล้อมเชาวน์ปั ญญาของแต่ละคนจะมีลักษณะที่สูง ต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง เช่น 1)พันธุ์กรรม พันธุ์กรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมา จากพ่อแม่ คนเราจะมีเชาวน์ปัญญาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ กับพันธุ์กรรม 80% สิ่งแวดล้อม 20% 2)ความสมบูรณ์ของสมองและระบบประสาท
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา 3)สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้น และส่งเสริมให้บุคคลได้มี โอกาสเรียนรู้เช่น พ่อแม่ที่เอาใจใส่พูดคุยกับลูก ลูก จะเรียนได้ดีและช่วยให้มีเชาวน์ปัญญาดี การให้ ความรักและความอบอุ่น การยอมรับ การเลี้ยงดู อย่างมีเหตุผลที่เหมาะสม มีผลต่อสุขภาพจิตดีและมี อิทธิพลต่อเชาวน์ปั ญญา 4)อายุ ระดับอายุที่พัฒนาการของเชาวน์ปั ญญาถึงขั้นสูงสุด คือระหว่างอายุ 15-25 ปี เชาวน์ปัญญาเมื่อพัฒนาถึง ขั้นสูงสุดจะค่อยๆเสื่อมลงตามวัยแต่มีลักษณะค่อย เป็นค่อยไป แทบสังเกตไม่ได้ การเสื่อมของเชาวน์ ปั ญญาในแต่ละด้านอาจเสื่ อมเร็วและช้าไม่เท่ากัน
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา 5)เพศ เพศชายมักมีความสามารถทางด้านการคำนวณ ถนัด ทางกลไกการกระทำที่ใช้ไหวพริบ และความรวดเร็วดี กว่าหญิง ส่วนเพศหญิงมักมีความคล่องแคล่วในการใช้ มือ งานที่ต้องใช้ฝีมือ ลายละเอียด การใช้ภาษาความ สามารถทางภาษา ความจำ 6)เชื้อชาติ เด็กลูกผสมมักจะมีเชาวน์ปัญญาสูงกว่าเด็ก ที่ไม่ใช่ลูกผสม 7)ความผิดปกติทางสมอง ความผิดปกติทางสมอง อาจมีผลต่อการเสื่อมลงของเชาวน์ปัญญา ก่อนเวลา อันสมควร เช่นเนื้องอกในสมอง ลมชัก สมองได้รับ การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา ระดับเชาวน์ปั ญญากับความสามารถรับการศึกษา ประกอบอาชีพและการปรับตัว 130 ขึ้นไป ฉลาดมาก เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียนในระดับปริญญาเอก 120-129 ฉลาด เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียนในระดับปริญญาโท 110-119 สูงกว่าปกติหรือค่อนข้างฉลาด เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียนในระดับปริญญาตรี หรือมี โอกาส จบมหาวิทยาลัยได้ 90-109 ปกติหรือปานกลาง เป็นไอคิวเฉลี่ยของประชากรปกติ ส่วนใหญ่มีความสามารถปานกลางเรียน จบมัธยมศึกษาตอนปลายได้ 80-89 ต่ำกว่าปกติหรือปัญญาทึบ เชาวน์ปัญญาต่ำที่สามารถรับการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กเรียนช้าๆ 70-79 ระดับเชาวน์ปัญญาก้ำกึ่ง ระหว่างปัญญาทึบกับปัญญาอ่อนเเละประกอบอาชีพประเภทช่าง ฝี มือได้ 50-69 ปัญญาอ่อนเล็กน้ อย มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7-10 ปีอาจพอรับรู้การศึกษาได้ ใน ระดับประถมต้น ป.1-ป.4 โดยเรียนอยู่ในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียน การศึกษาพิเศษเฉพาะประกอบ อาชีพที่ไม่ต้องความรับผิดชอบสูง หรืองาน ประเภทช่างฝีมือง่ายๆ 35-49 ปัญญาอ่อนปานกลาง มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็ก อายุ 4-7 ปี อาจอ่านเขียนได้เล็กน้ อย แต่เรียนรู้ได้ช้า ไม่สามารถเรียน ในโรงเรียนปกติได้ควรเรียน ในโรงเรียนการ ศึกษาพิเศษเฉพาะ ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสมอาจพอดูแลตนเองในชีวิต ประจำวันได้และทำงานง่ายๆภายใต้การ ควบคุมดูแล 20-34 ปัญญาอ่อนมาก มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 3 ปี เรียนหนังสือไม่ได้มีความบกพร่องเห็นได้ชัดในพฤติกรรมการปรับตัวและอาจมีพัฒนาการบกพร่องใน ด้านภาษาการรับรู้ การดำรงชีวิตต้องอยู่ภายใต้การดูแล เช่นเดียวกับเด็กเล็ก ต่ำกว่า 20 ปัญญาอ่อนมากที่สุด มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1-2 ปี ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ต้องมีผู้ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
บทที่6 ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา เชาว์ปัญญากับความสำเร็จ การที่บุคคลจะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งด้านการเรียน การ ประกอบอาชีพต่างๆ นอกจากจะต้องมีเชาว์ปัญญาดีแล้วจะต้องอาศัย องค์ประกอบอื่นๆด้วยเช่น ความมุมานะพยายาม มีความอดทน มี มนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั่วไป และมีคุณธรรม มีสุขภาพจิตดี และ มีพื้นฐานทางบุคลิกภาพที่มั่นคง สภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมอย่าง เหมาะสม ฯลฯ ดังนั้นจะเห็นว่าบางคนมีเชาวน์ปั ญญาดีแต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ ในชีวิตหรือมีปั ญหาการเรียนเนื่ องจากขาดองค์ประกอบที่เหมาะสม ดังกล่าวข้างต้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งเน้ น ส่งเสริมแต่ เฉพาะในเรื่องการเรียนหรือเชาวน์ปัญญาของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ ควรควบคุมไปกับการ ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะทางสังคม การปรับตัว ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ตลอดจน การอบรมเลี้ยงดู ให้มีพื้นฐานทางบุคลิกภาพที่มั่นคงร่วมด้วยก็จะ ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จตามความสามารถของเชาวน์ปั ญญาที่ เขามีอยู่
บทที่7 การรับรู้ การรับรู้หมายถึง การรับรู้ (Perception) การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่ การมีสิ่งเร้ามา กระทบกับอวัยวะรับ สัมผัสทั้งห้า และส่งกระแสประสาท ไปยังสมอง เพื่อ การแปลความ
บทที่7 การรับรู้ กระบวนการรับรู้ กระบวนการของการรับรู้ (Process) เป็นกระบวนการ ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องความเข้าใจ การคิด การ รู้สึก (Sensing) ความจำ (Memory) การเรียนรู้ (Learning) การตัดสินใจ (Decision making) กระบวนการของการรับรู้ เกิดขึ้นเป็นลำดับดังนี้ 1. มีสิ่งเร้า ( Stimulus ) ที่จะทำให้เกิด การรรับรู้ เช่น สถานการณ์ เหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม รอบกาย ที่เป็น คน สัตว์ และสิ่งของ 2. ประสาทสัมผัส ( Sense Organs ) ที่ทำให้เกิด ความรู้สึกสัมผัส เช่น ตาดู หูฟัง จมูกได้ กลิ่น ลิ้นรู้ รส และผิวหนังรู้ร้อนหนาว
บทที่7 การรับรู้ กระบวนการรับรู้ 3)ประสบการณ์ หรือความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้า ที่เราสัมผัส 4. การแปลความหมายของสิ่งที่เราสัมผัส สิ่งที่เคย พบเห็นมาแล้วย่อมจะอยู่ในความทรงจำของสมอง เมื่อบุคคลได้รับสิ่งเร้า สมองก็จะทำหน้ าที่ทบทวนกับ ความรู้ที่มีอยู่เดิมว่า
บทที่7 การรับรู้ กลไกของการรับรู้ กลไกการรับรู้เกิดขึ้นจากทั้ง สิ่งเร้าภายนอกและภายในอินทรีย์ มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม อวัยวะรับสัมผัส (Sensory organ) เป็น เครื่องรับสิ่งเร้าของ มนุษย์ ส่วนที่รับความรู้สึกของอวัยวะรับสัมผัสอาจอยู่ลึกเข้าไปข้างใน มอง จากภายนอกไม่เห็น อวัยวะรับสัมผัส แต่ละอย่างมีประสาทรับสัมผัส (Sensory nerve) ช่วยเชื่อมอวัยวะรับสัมผัสกับเขตแดนการรับสัมผัสต่าง ๆ ที่สมอง และส่งผ่านประสาทมอเตอร์ (Motor nerve) ไปสู่อวัยวะมอเตอร์ (Motor organ) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ ทำให้เกิด ปฏิกิริยาตอบสนองของอวัยวะมอเตอร์ และจะออกมาในรูปใดขึ้นอยู่กับ การ บังคับบัญชาของระบบประสาท ส่วนสาเหตุที่มนุษย์เราสามารถไวต่อความ รู้สึกก็เพราะ เซลประสาทของประสาทรับสัมผัส แบ่งแยกแตกออกเป็นกิ่งก้าน แผ่ไปติดต่อกับ อวัยวะรับสัมผัส และที่อวัยวะรับสัมผัสมีเซลรับสัมผัส ที่มี คุณสมบัติเฉพาะตัวจึง สามารถทำให้มนุษย์รับสัมผัสได้
บทที่7 การรับรู้ องค์ประกอบของการรับรู้ องค์ประกอบของการรับรู้ 1)สิ่งเร้าได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่างๆ 2)อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทำให้ สูญเสียการรับรู้ได้ 3)ประสาทในการรับสัมผัสเป็ นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับ สัมผัสไปยังสมองส่วนกลาง เพื่อการแปลความต่อไป 4)ประสบการณ์เดิม การรู้จัก การจำได้ ทำให้การรับรู้ได้ดีขึ้น 5)ค่านิยม ทัศนคติ 6)ความใส่ใจ ความตั้งใจ 7)สภาพจิตใจ อารมณ์ เช่น การคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ 8)ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้รับรู้ได้เร็ว
บทที่7 การรับรู้ การจัดระบบการรับรู้ การจัดระบบการรับรู้ มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่ จะนำมาจัดระบบตามหลักดังนี้ 1)หลักแห่งความคล้ายคลึง ( Principle of similarity) สิ่งเร้าใดที่มีความคล้ายกันจะรับรู้ว่าเป็น พวกเดียวกัน 2)หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of proximity ) สิ่งเร้าที่มีความใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็ นพวกเดียวกัน 3)หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of closure) เป็ นการรับรู้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น
บทที่7 การรับรู้ ความคงที่ของการรับรู้ ความคงที่ของการรับรู้ ( Perceptual constancy ) ความคงที่ในการรับรู้มี 3 ประการ ได้แก่ 1)การคงที่ของขนาด 2)การคงที่ของรูปแบบ รูปทรง 3)การคงที่ของสีและแสงสว่าง การรับรู้ที่ผิดพลาด แม้ว่ามนุษย์มีอวัยวะรับสัมผัสถึง 5 ประเภทแต่มนุษย์ก็ ยังรับรู้ผิดพลาดได้ เช่น ภาพลวงตา การรับฟังความบอกเล่า ทำให้เรื่อง บิดเบือนไป การมีประสบการณ์และค่านิยมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการรับรู้ถ้า จะให้ถูกต้อง จะต้องรับรู้โดยผ่าน ประสาทสัมผัสหลายทาง ผ่านกระบวนการ คิดไตร่ตรองให้มากขึ้น
บทที่7 การรับรู้ ปัจจัยกำหนดการรับรู้ สิ่งเร้าอย่างเดียวกัน อาจจะทำให้คนสองคน สามารถรับรู้ต่างกันได้ เช่น คน หนึ่งมองว่าคนอเมริกันน่ารัก แต่อีกคนมองว่า เป็นคนอเมริกัน เป็นชาติที่น่า รักน้ อยหน่อยก็ได้ เพราะในใจเขาอาจชอบคนอังกฤษก็ได้ เลยชอบชาว อเมริกันน้ อยกว่า ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แล้วแต่การรับรู้ของ แต่ละคน การที่มนุษย์สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง และจะรับรู้ได้ดีมากน้ อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อ การรับรู้ เช่น ประสบการณ์ วัฒนธรรม การศึกษา เป็นต้น ดังนั้นการที่บุคคล จะเลือกรับรู้สิ่งเร้าใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะใดขณะ หนึ่งนั้นจึงขึ้นอยู่กับปัจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ มี 2 ประเภท คือ อิทธิพลที่มาจากภายนอก ได้แก่ ความเข้มและขนาดของสิ่งเร้า ( Intensively and Size) การกระทำซ้ำ ๆ (Repetition) สิ่งที่ตรงกันข้าม (Contrast) การเคลื่อนไหว (Movement) อิทธิพลที่มาจากภายใน ได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) การคาดหวัง (Expectancy) ความสนใจ อารมณ์ ความคิดและจิตนาการ ความรู้สึกต่างๆ ที่บุคคลได้รับ เป็นต้น
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of learning) หมายถึงจิตวิทยาที่ ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิด จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรหรือเกิดจากการฝึ กฝน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จากขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอนคือตั้งใจ จะรู้ กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติและได้รับผลประจักษ์ สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้นั้นจะพยายามศึกษาว่ากระบวนการเรียนรู้ นั้นมีลักษณะอย่างไร ในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะทำการศึกษาแบบ พฤติกรรมนิยมแบบพุทธินิยมและแบบ self-regulated learning โดยมีจิตวิทยาทางสื่อเป็นแนวการศึกษาใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจาก เทคโนโลยีมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ความสำคัญของจิตวิทยาการเรียนการสอน - ทำให้รู้จักลักษณะนิสัยของผู้เรียน - ทำให้เข้าใจพัฒนาการบุคลิกภาพบางอย่างของผู้เรียน - ทำให้ครูเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล - ทำให้ครูทราบว่ามีองค์ประกอบใดบ้างที่มีผลกระทบต่อสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเช่น แรงจูงใจ ความคาดหวัง เชาวน์ปัญญา ทัศนคติ ฯลฯ
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ประโยชน์ของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ประโยชน์ของจิตวิทยา ๑เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ๒. มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นของเด็กและการกีฬา ๓. จิตวิทยาช่วยให้การดำเนินชีวิตในสังคมเป็นไปโดยสะดวกและราบรื่น ๔. การรักษาพยาบาลต้องอาศัยจิตวิทยา ๕. จิตวิทยาช่วยเกี่ยวกับกฎหมายในเรื่องการสืบพยาน ๖. จิตวิทยาเป็นหัวใจของการโฆษณาประชาสัมพันธ์
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ แนวคิดของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ๑. จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ มีบทบาทต่อการ จัดการเรียนการสอน ๒. การจูงใจส่งผลให้เกิดความพร้อมในการเรียนมากขึ้น ๓. บุคคลจะปรับตัวเมื่อเกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวล คับข้องใจ หรือ เครียด แต่ละคนมีกลวิธานในการปรับตัวต่างๆ กันไป ๔. พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ทางจิตใจ ได้ ๕. บุคคลจะมีความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างๆ กันไป การที่ครูสามารถ สร้างและพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการเรียนของนักเรียนจะส่งผลดีต่อการเรียน การสอน
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม 1)กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ 1.1 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า 1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคที่เกิด ขึ้นกับมนุษย์ 1.3 เบอร์รัส สกินเนอร์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning theory) 1.4 เพียเจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลและนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูล มากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งรับข้อมูลได้มากเท่านั้น 1.5 กาเย่ (Gagne) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น - การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรงจูงใจในการเรียนรู้ - การรับรู้ตามเป้ าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับรู้สิ่งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ - การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้เกิดความจำระยะสั้นและระยะยาว - ความสามารถในการจำ (Retention Phase) - ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase) - การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization Phase) - การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase) - การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้เรียนได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดี และประสิทธิภาพสูง 1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง
Search