Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ISSUE 1 - สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ISSUE 1 - สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

Published by tumrongrat_nat, 2022-01-20 12:28:05

Description: ISSUE 1 - สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

Search

Read the Text Version

รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ตารางที่ 5 ผลการประเมินทักษะการคิดของนักเรียน ก่อนและหลังเข้าร่วมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามรูปแบบพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรเู้ ชงิ รกุ ของครู โรงเรยี นวดั เขมาภิรตาราม ผลการประเมนิ สมรรถนะ จานวน M SD t P กอ่ นอบรม 219 1.84 .248 76.712** .000 หลงั อบรม 219 3.36 .173 ** มีนยั สาคญั ทางสถติ ิที่ .001 4. การศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวดั เขมาภิรตาราม ผลการศึกษาความพึงพอใจท่ีมีต่อรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ตามความคิดเห็นของครูกลุ่มตัวอย่าง จานวน 16 คน ที่เข้าร่วมการ ทดลองการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ตลอดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 (16 พฤษภาคม 2563–15 พฤษภาคม 2564) ภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (M=4.45) เมื่อพิจารณาด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดไปยังต่าสุดพบว่า ครูมีระดับความพึงพอใจ ด้านการประเมินผลการพัฒนาสมรรถนะตามรูปแบบอยู่ในระดับมากท่ีสุด (M=4.62) สาหรับด้านท่ีมี คา่ เฉล่ยี ตา่ สุดคอื ด้านการบริหารจัดการอยู่ในระดบั มาก (M=4.31) ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ของนกั เรียนระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1-6 กล่มุ ตวั อยา่ ง จานวน 219 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักเรียน มคี วามพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้เชงิ รกุ ของครใู นภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=4.45) เม่ือพิจารณา รายขอ้ ทม่ี ีค่าเฉล่ยี มากทีส่ ดุ ไปยงั นอ้ ยท่ีสุด พบว่า นักเรียนมีความสุขในการจัดการเรียนรู้ของครูอยู่ใน ระดับมาก (M=4.49) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุดมีระดับที่เท่ากันคือ ครูนาความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในการ จัดการเรียนรู้ ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน ครูสอดแทรกเน้ือหาในการจัดการ เรียนรู้ที่ทันสมัยกับยุคปัจจุบัน ครูยอมรับในความแตกต่างระหว่างนักเรียนแต่ละคน และครูจัด กจิ กรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุก (M=4.42) สรุปผลการวิจยั สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีคาดหวังของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ใน ส่วนของสมรรถนะที่มีค่าลาดับความต้องการจาเป็นอยู่ในระดับมากท่ีสุด 8 สมรรถนะ คือ สมรรถนะการ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทันสอ่ื สมรรถนะการมคี วามรู้และทักษะในเรื่องที่สอนเป็นอย่างดี และ แสวงหาความรู้ใหม่อย่างต่อเน่ือง สมรรถนะการเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล สมรรถนะการจัด สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ สมรรถนะการเป็นมืออาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดี สมรรถนะการสร้าง ~ 78 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 เครือข่ายการเรียนรู้ สมรรถนะการเป็นผู้อานวยความสะดวก และสมรรถนะการเป็นนักประเมินที่ดี องค์ประกอบในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การพัฒนาด้านความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และคุณลักษณะเฉพาะบุคคล ควรใช้เทคนิคการสอนงาน ระบบพี่เล้ียง การฝึกอบรม และการให้ คาปรึกษา สาหรับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซ่ึงมี ส่วนประกอบที่สาคัญ 7 ส่วน ได้แก่ 1) ช่ือรูปแบบ 2) หลักการและความสาคัญ 3) วัตถุประสงค์ของ รูปแบบ 4) องค์ประกอบของรูปแบบ โดยประกอบด้วยรูปแบบการพัฒนาท่ีแตกต่างกันแต่ละ สมรรถนะ คือ การสอนงาน ระบบพี่เล้ียง การฝึกอบรม และการให้คาปรึกษา ที่มุ่งพัฒนา องคป์ ระกอบของสมรรถนะ 4 องค์ประกอบ คือ ความรู้ ทักษะ ทศั นคติ และคุณลักษณะเฉพาะบุคคล 5) กลไกการสนับสนุน คือ การสนับสนุนขององค์กร การพัฒนาตนเอง และการติดตามและ ประเมินผล 6) แผนภาพของรูปแบบและการนาไปใช้ และ 7) ประโยชน์ที่ได้รับ ผลการทดลองใช้ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม พบว่า ครู สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 และนักเรียนมีทักษะ การคิดสูงขึน้ อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .001 อภิปรายผล 1. ศึกษาสภาพปจั จุบนั และสภาพทค่ี าดหวังด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วัดเขมาภริ ตาราม ผลการศึกษาสภาพสมรรถนะปัจจุบันและสมรรถนะท่ีคาดหวังด้านการจัดการเรียนรู้เชิง รุกของครู จากการวิเคราะห์ความถี่สูงสุดในแต่ละสมรรถนะ พบผลการวิจัยที่ช้ีให้เห็นความแตกต่าง ของสภาพปัจจบุ นั และสภาพทคี่ าดหวังอย่างชดั เจน โดยเฉพาะอย่างย่งิ สมรรถนะทค่ี าดหวัง ครูมีความ คาดหวังในด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุดทุกสมรรถนะ จากการศึกษาสมรรถนะ ปัจจุบันพบว่า สมรรถนะการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด ทั้งน้ีอาจเกิดจาก ประสบการณใ์ นการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในสมัยปัจจุบันยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ครูขาดโอกาสในการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่จาเป็นในการพัฒนาการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของเกรียงไกร พันธุ์ไทย (2559: 82) ท่ีกล่าวว่า ปัญหา สาคัญในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้น้ันคือปัญหาด้านประสบการณ์ ทักษะในการสร้างเครือข่าย ในขณะที่ผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกท่ีคาดหวังท่ีมีค่าความต้อง การจาเป็น เฉล่ียมากท่ีสุดคือ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ แสดงให้เห็นว่าครูตระหนักถึงความสาคัญของการ สร้างเครอื ข่ายการเรียนรใู้ นการจัดการเรียนรเู้ ชิงรุกมากท่ีสุดในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชิงรกุ โรงเรยี นวดั เขมาภริ ตาราม ~ 79 ~

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ประเดน็ หน่ึงทน่ี า่ สนใจจากการศึกษาสภาพรปู แบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิง รุกปจั จุบนั ของครู โรงเรยี นวัดเขมาภริ ตาราม การใหค้ าปรึกษาอยใู่ นระดับปานกลาง (M=3.35) และมี ระดับความตอ้ งการจาเป็น PNI อยู่ในระดับต่าที่สุด (PNII=.49) สาเหตุที่เป็นเช่นน้ีเป็นเพราะโรงเรียน วัดเขมาภิรตารามมีระบบการให้คาปรึกษาแก่ครูที่เป็นรูปธรรม มีการประชุมเป็นประจาทุกเดือนเพื่อ รับร่วมรับฟังปัญหา และเสนอแนะแนวทางให้แก่ครูในทุกรูปแบบ จึงมีการมอบหมายให้หัวหน้ากลุ่ม สาระการเรียนรู้มีการจัดประชุมกลุ่มย่อยทุกสัปดาห์ในการร่วมคิด ร่วมปรึกษา และแนะนาในการ ปฏิบัติหน้าที่ของครูให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับ สวัสดิ์ บรรเทิงสุข (2542: 25) กล่าวถึง ระบบการให้คาปรึกษามีจุดมุ่งหมายท่ีจะช่วยให้ผู้ขอรับคาปรึกษาให้สามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจ ปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง หรือเพ่ือให้สมาชิกในองค์กร ประสิทธิภาพการ ปฏบิ ัติงานให้สูงขนึ้ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยผู้เช่ียวชาญ และจากการ ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระ และตัวแทนครู พบว่ารูปแบบการ พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ควรมีกลไกในก าร สนับสนุนรูปแบบ ประกอบด้วย การพัฒนาตนเอง การสนับสนุนขององค์กร และการติดตามและ ประเมินผลอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสมรรถนะอย่างย่ังยืน สอดคล้องกับจารุวรรณ นาคูบัว (2552: บทคัดย่อ) ท่ีกล่าวว่าปัจจัยแห่งความสาเร็จของการจัดการความรู้ของโรงเรียน ได้แก่ การ สนบั สนนุ ของผ้บู รหิ าร ความเข้มแขง็ ของทมี งาน การมสี ่งิ กระตุ้นเพอ่ื สรา้ งแรงจงู ใจ การช่วยเหลือของ หน่วยงานภายนอก การวางแผนและกิจกรรมการจัดการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนมี บรรยากาศและสถานท่ีเอือ้ ต่อการจัดการเรียนร้แู ละมีงบประมาณสนับสนุนทีเ่ พยี งพอ 2. พัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมา ภริ ตาราม จากการสังเคราะห์เม่ือนารูปแบบในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มาพิจารณาราย ด้านของแต่ละสมรรถนะการจัดการเรยี นรู้เชงิ รุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม พบว่ามีสมรรถนะ ครูทเี่ ดน่ ชดั คอื สมรรถนะการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ พบว่า ครูมีความต้องการจาเป็นในการพัฒนา ด้านสมรรถนะการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้มากท่ีสุด (PNI=.583) ซึ่งจะเห็นได้ว่าครูตระหนักถึงการ สรา้ งเครือข่ายการเรียนร้นู ้ันมีความจาเปน็ อยา่ งมากต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และมีความต้องการที่ จะพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว นอกจากน้ี ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนการนารูปแบบการสอนงาน ระบบพ่ีเล้ียง และการอบรมเชิงปฏิบัติการมาบูรณาการที่จะส่งเสริมให้ครูมีองค์ประกอบของ สมรรถนะด้านความรู้และทักษะควบคู่กัน รูปแบบวิธีการบูรณาการร่วมกันระหว่างการสอนงาน (Coaching) ระบบพ่ีเล้ียง (Mentoring) และการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Training) เหมาะกับการ สมรรถนะดา้ นความร้แู ละทักษะมากท่สี ุด ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ เกรียงไกร พันธุ์ไทย (2560: 83) ที่กล่าวว่า ~ 80 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 การฝกึ อบรมโดยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการติดต่อส่ือสารระหว่างบุคคลหรือกับกลุ่มบุคคลนั้น จะมีสว่ นชว่ ยสนับสนนุ ให้เกดิ กระบวนการเรียนรู้ เกิดการเปล่ยี นถ่ายโอนประสบการณ์และความรู้จาก พนักงานสูพ่ นกั งาน หรือจากวิทยากรสู่พนักงานโดยผ่านกิจกรรมของเครือข่ายการฝึกอบรมโดยสร้าง เป็นเครือขา่ ยการเรียนรู้นน้ั จะช่วยส่งเสรมิ ให้พนกั งานในองค์การพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านตรงตามท่ีพนักงานต้องการได้อย่างแท้จริง ทาให้ได้ความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในการทางานได้ อย่างรวดเร็วจากการท่ีพนักงานได้มีโอกาสแลกเปล่ียนประสบการณ์ในการแก้ปัญหากับสมาชิกใน เครือข่าย 3. การทดลองใชร้ ปู แบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัด เขมาภริ ตาราม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนของผลการประเมินสมรรถนะครู หลังเข้ารับการพัฒนา สมรรถนะของครู พบว่า สมรรถนะครใู นทุกๆ สมรรถนะทงั้ 8 สมรรถนะสูงข้นึ สาเหตทุ ี่เป็นเช่นน้ี การ จดั กระบวนการอบรมเชิงปฏิบตั กิ าร มีเนื้อหาสาระทีส่ อดแทรกเนอื้ หาเกีย่ วกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ท่ีส่งเสริมทุกสมรรถนะ ใช้รูปแบบการอบรม เชิงปฏิบัติการ (Training) โดยลงมือปฏิบัติแบบกลุ่ม สัมพนั ธผ์ สมผสานกับการสอนงาน (Coaching) ผา่ นการบรรยายโดยใช้ส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ประกอบเนื้อหาคาบรรยาย พร้อมท้ังกิจกรรมกระบวนกลุ่มเพื่อสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่าง ผเู้ ข้าร่วมอบรม ได้แก่ กิจกรรมละลายพฤติกรรม การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทากิจกรรมร่วมกัน โดย การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ และเทคนิคการสร้างเครือข่าย และหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยระหว่างการทากิจกรรมนั้นจะมีครูพี่เล้ียง (Coaching) คอยให้ คาชี้แนะและตอบข้อสงสัยตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม มีการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น อภิปรายกลุ่ม โดยมีทีมวิทยากรให้คาชี้แนะรายกลุ่มและบุคคล พร้อมท้ังวิทยากรได้ให้ความรู้และ ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติที่สัมฤทธิ์ผลและประสบความสาเร็จในการดาเนินกิจกรรม และการนา ความรู้และทักษะไปใช้ในการทางานและจัดการเรียนการสอนได้ ซ่ึงสอดคล้องกับ ทิศนา แขมณี (2557: 45-91) กล่าวถึงทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์ในการสอนว่า เป็นการสอนที่เน้นหรือให้ความสนใจเป็น พิเศษในเร่ืองพฤติกรรมของคนมีผลกระทบต่อกันและกัน ตามหลักการเรียนรู้ของทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์ ที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีตื่นตัวมีชีวิตชีวา การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ดีเมื่อผู้เรียนมีบทบาท รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนของตน การเรียนรู้ท่ีดีจะต้องเป็น การเรยี นรทู้ เี่ กิดจากความเข้าใจ การเรียนรทู้ ่ีดีจะต้องช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเข้าใจและสามารถใช้การ เรยี นรูน้ น้ั ให้เป็นประโยชน์ได้การเรียนรู้ท่ีผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบด้วยตนเองมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจลึกซึ้งและจดจาไดด้ ี ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความเขา้ ใจในสิ่งน้นั มากข้ึนและเกดิ ความรู้เพิ่มขนึ้ ผลการประเมินทักษะการคิดของนักเรียน พบว่า หลังเข้ารับการการจัดการเรียนรู้ตาม รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัด นักเรียนมีทักษะการคิดสูง ~ 81 ~

รายงานสืบเน่อื งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 กว่าก่อนใช้รปู แบบโดยภาพรวมอยใู่ นระดับดมี าก สาเหตุท่เี ปน็ เช่นน้ีอาจเป็นเพราะรูปแบบการพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรูเ้ ชิงรกุ ของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามมีกระบวนการที่ช่วยเสริมสร้างให้ ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ จากภาระงานและช้ินงานที่นักเรียนสร้างสรรค์ข้ึน สายฝน แสนใจพรม (2564: 145-146) กล่าวว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เกิดจากครูมีการออกแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การวัดและ ประเมินผลท่ีส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยได้อบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับกระบวนการจัดการ เรยี นรู้ การวดั และประเมินผล ประกอบกับกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีแปลกใหม่ของครู ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด ความกระตอื รือรน้ ในการเรยี นมากย่ิงขึ้น ข้อคาถามเน้นการสง่ เสรมิ การคิดวิเคราะห์ซ่ึงครูได้นาคาถาม 5W 1H มาใช้ในการถามกระตุ้นผู้เรียนอย่างสม่าเสมอ ทาให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็น ระบบ 4. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภิรตาราม ผลการประเมินสมรรถนะครู หลังเข้ารับการพัฒนาสมรรถนะของครู พบว่า สมรรถนะ ด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงขึ้นเม่ือเทียบกับก่อนเข้ารับการพัฒนา พบวา่ ครมู คี วามรคู้ วามเข้าใจในทักษะการสือ่ สาร และการสร้างเครือข่ายมากข้ึน ซ่ึงเห็นได้ชัดจากผล ของการทาบัญชีรายช่ือบุคคล องค์กรและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใน การพฒั นาประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ หแ้ ก่นกั เรียน การอภิปรายและการแสดงความคิดเห็นของครู ซึ่งมี ทัศนคติท่ีดีต่อการสร้างเครือข่าย และพร้อมท้ังการร่วมระบุและกาหนดพฤติกรรมคุณลักษณะส่วน บุคคลทพ่ี ึงประสงคท์ ก่ี ลา่ วถงึ การสรา้ งมนุษยสมั พนั ธ์ การเหน็ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนครูตลอดระยะเวลาการดาเนินกิจกรรมด้วยเป้าหมาย เดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับ เกรียงไกร พันธุ์ไทย (2559: 82) ท่ีกล่าวว่า เครือข่ายการเรียนรู้ เป็น โครงสร้างสาหรบั การเรียนรูท้ คี่ นสนใจเรอ่ื งเดียวกัน มารวมตัวกนั มีพันธะทางสังคมท่ียึดเหนี่ยวสมาชิก ไว้ร่วมกัน เป็นผลผลิตหรือตัวกลางเพ่ือสนับสนุนให้เกิดการติดต่อส่ือสาร สร้างปฏิสัมพันธ์ในการทา กิจกรรมของบุคคลในองค์การ ในเครือข่ายจะประกอบไปด้วยสมาชิกท่ีมาจากแต่ละหน่วยงานใน องค์การ ทม่ี คี วามรู้แตกตา่ งกนั ไปทาให้ภายในเครือข่ายมีความรู้ และประสบการณ์ที่หลากหลาย ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1. โรงเรยี นสามารถนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภริ ตารามทไ่ี ปใช้ในการพัฒนาใหเ้ กิดการพัฒนาสมรรถนะของครู ท่ีมีความสอดคล้องกับความ ~ 82 ~

รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ต้องการและบริบทของโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาท่ีเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างสูงสดุ 2. การนารปู แบบการพฒั นาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ไปใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรองค์กรอ่ืนท่ีมิใช่สถานศึกษา ควรทาการศึกษาความเป็นไป ได้ในการใช้รูปแบบฯ และศึกษาความต้องการจาเป็นของบุคลากร ก่อนการนารูปแบบไปใช้ เพื่อให้ ไดผ้ ลการพัฒนาสมรรถนะที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลสงู สุดขององคก์ ร 3. ควรมีการวัดระดับสมรรถนะของผู้เข้าร่วมการพัฒนาก่อนการเข้าโปรแกรมตามรูปแบบฯ เพื่อเป็นการวินิจฉัยความต้องการพัฒนาสมรรถนะตามด้านท่ีขาดและมีความจาเป็น เพ่ือจะได้ จัดรูปแบบการพัฒนาท่ีเหมาะสมและตรงกับสมรรถนะท่ีจาเป็น เพื่อจะส่งผลให้การพัฒนาสมรรถนะ การจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รุกเป็นไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพและมีประสิทธผิ ลอย่างย่ังยืน ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการศึกษาวิจยั เร่อื งการประเมินผลการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู เพ่ือประเมินผลท่ีเกิดข้ึนจากการพัฒนาด้วยรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ซ่ึงการวิจัยน้ีเป็นเพียงการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาเพียง บางสว่ น 2. ควรมีการวิจัยเรื่องการรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้เชิงรุกของนักเรียน โรงเรยี นวดั เขมาภิรตาราม เนอ่ื งจากการศกึ ษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ ของนักเรียนจะเป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและเป็น การหาชอ่ งว่างของสมรรถนะการเรียนร้ขู องนักเรียนกบั สมรรถนะการจดั การเรยี นรเู้ ชิงรุกของครู เอกสารอ้างอิง เกรียงไกร พันธุ์ไทย. (2559). กระบวนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้สาหรับการฝึกอบรมพนักงานใน องค์กร. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 3(2): 82-91. จารุวรรณ นาคูบัว. (2552). การศึกษาปัจจัยด้านเชาวน์ปัญญา แรงจุงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และรูปแบบ การเรียนรู้ที่ส่งผลต่อผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษานครปฐม เขต 1. ปริญญานิพนธ์ ปริญญามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. ณัฐธิดา ภู่จีบ. (2560). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอนสาหรับครูทัศน์ศิลป์ในโรงเรียน มธั ยมศกึ ษา. วิทยานิพนธป์ รญิ ญาดษุ ฎบี ณั ฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บรรยงค์ โตจินดา. (2543). การบริหารงานบคุ คล. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น. ~ 83 ~

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 พรรณี ปานเทวัญ. (2559). การพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 กับการเรียนรู้เชิงรุกในวิชาชีพ พยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก, 17(3): 17-24. พิสิทธิ์ สุพรรณศรี. (2561). รูปแบบการบริหารโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม. ค้นเมื่อวันท่ี 25 กรกฎาคม 2564, จาก http://www.tkschool.org/index.php?name=research&file=readresearch&id=21. สถาพร พฤฑฒิกุล. (2555). คุณภาพนักเรียน...เกิดจากกระบวนการเรียนรู้. วารสารการบริหาร การศกึ ษา มหาวิทยาลัยบรู พา, 6(2): 1-13. สวัสด์ิ บรรเทงิ สขุ . (2542). การให้คาปรกึ ษา=Counselling. เชยี งใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สายฝน แสนใจพรม. (2564). การพัฒนาความสามารถด้านการวิจัยของครูท่ีใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อ สง่ เสริมทกั ษะการคิดวเิ คราะห.์ วารสารวจิ ยั ราชภัฏเชยี งใหม่, 22(1), 133-148. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน. (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริม การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้. กรงุ เทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. อรุณศักด์ิ เริงนิรันดร์ และคณะ. (2562). ยุทธศาสตร์การนิเทศเพื่อพัฒนาครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 28. มนุษยสังคมสาร (มสส.), Journal of Humanities & Social Sciences (JHUSOC), 17(1): 175-192. อัญชลี ธรรมะวิธกี ุล. (2552). กระบวนการนิเทศภายใน. กรงุ เทพฯ: อกั ษรบริการ. Dewey J. (1998). Experience and Education, 60th Anniversary Edition. West Lafayatte, Indiana: Kappa Delta pl. Krejcie R.V. & Morgan D.W. (1970). Determining Sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30: 607-610. Lampe, M. (2020). Exploring the Experiences and Needs of Faculty When Implementing Active Learning at a Public Southeastern Regional University: A Mixed-Methods Approach. Retrieved on June 21, 2021 from https://scholarcommons.sc.edu/etd/5875. ~ 84 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการบริหารตามหลกั ไตรสิกขาของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษากับ ประสิทธิภาพในการปฏบิ ัติงานของครสู งั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 Relationship between Administration based on the Threefold Learning and Performance Effectiveness of teachers under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1 พระมหาภทั รเมธ จาปา1 นิษฐส์ นิ ี กู้ประเสริฐ2 1ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยธนบรุ ,ี [email protected] 2บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ธนบรุ ี, [email protected] บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหาร สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 2) ประสิทธิภาพการ ปฏิบัติงานของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษากับ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ประชากร คือ ผู้บริหารและครูของในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ทั้งหมด 2,171 คน และกลุ่มตัวอย่าง 339 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เคร่ืองมือที่ใช้เป็น แบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 มีค่าเฉล่ียภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณารายละเอียดใน แต่ละด้านพบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านอธิปัญญาสิกขามีค่าเฉล่ียสูงท่ีสุด รองลงมา คือ ด้านอธิจิตสิกขา ส่วนด้านอธิศีลสิกขามีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูใน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 มีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณารายละเอียดในแต่ละด้านพบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณภาพของงานมี คา่ เฉลีย่ สงู ท่สี ดุ รองลงมา คือ ด้านปริมาณงานและด้านเวลา ส่วนด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉลี่ยต่าท่ีสุด 3) การ บรหิ ารตามหลักไตรสิกขาของผู้บรหิ ารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพใน การปฏิบัติงานของครูสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 อย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 ~ 85 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 คาสาคัญ: การบริหารตามหลักไตรสิกขา ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษานครปฐมเขต 1 Abstract The purposes of the current study were to investigate 1) administration based on the Threefold learning of administrators under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1, 2) performance effectiveness of teachers, and 3) relationship between administration based on the Threefold learning of administrators and performance effectiveness of teachers under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1. A study population was 2,171 administrators and teachers with a sample of 339 drawn by stratified random sampling technique. A questionnaire, with its congruences ranged from .60-1.00, and reliability of .992 was used as a research instrument. Data were analyzed by means of frequency, percentage, mean, standard deviation and Pearson’s product moment correlation coefficient. The findings revealed that 1) overall administration based on the Threefold learning of administrators under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1 was at a high level. The highest averaged aspect was adhipaññā-sikkhā (higher wisdom), followed by adhicitta-sikkhā (higher mind), while the lowest averaged adhisīla- sikkhā (higher virtue). (2) Overall performance effectiveness of teachers under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1 was at a high level. When inspecting at individual aspects, it was found that all aspects were averaged at high level. The highest averaged aspect was job quality, followed by job quantity and timing, while the lowest averaged aspect was expense. (3) Administration based on the Threefold learning of administrators positively related to performance effectiveness of staffs under Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1, significantly at .01 level. Keywords: administration based on the Threefold learning, performance effectiveness, Nakhon Pathom Primary Educational Service Office Area 1 ~ 86 ~

รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ปจั จบุ นั แนวความคิดการบริหารจัดการศึกษาหรือ Conceptual Design ท่ีกาหนดโดยแผนการ ศึกษาแห่งชาติมุ่งประเด็นหลักสาคัญในการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นหลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน หลักการจัดการศึกษาเพอื่ ความเทา่ เทียมและท่ัวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการมีส่วน ร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมรวมท้ังยึดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน (Sustainable Development Goals: SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศเน้นในเร่ืองคุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปล่ียนแปลง โครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้าของการกระจายรายได้และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดย นายุทธศาสตร์ชาติมาเป็นกรอบความคิดสาคัญในการจัดทาแผนการศึกษาแห่งชาติ อีกท้ังยังระดมสมอง ร่วมกันคิดวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย ตัวช้ีวัดและยุทธศาสตร์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ มาเพ่ือ รองรับนโยบายจากแนวคิดการจัดการศึกษา โดยแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับได้กาหนด วิสัยทัศน์ไว้ว่า “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดารงชีวิต อย่างเป็นสุข สอดคล้อง กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษท่ี 21” (สานักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา, 2560: ฉ) โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบและ กระบวนการจัดการศึกษาท่ีมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดีมีคุณลักษณะ ทักษะและสมรรถนะทีส่ อดคล้องกับบทบญั ญัติของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย การศึกษาทางพระพทุ ธศาสนากบั การจัดการศึกษาจาเป็นต้องจัดเข้ากระบวนการการบริหาร จัดการที่เป็นศิลปะของการทางานให้สาเร็จโดยอาศัยบุคคลอื่นในความหมายนี้ช้ีในเห็นว่าผู้บริหาร ประสบความสาเร็จในเป้าหมายของพวกเขาโดยการเตรียมการให้กับบุคคลอื่นปฏิบัติงานอะไรก็ได้ที่มี ความจาเป็นผู้บริหารไม่ได้ปฏิบัติงานดังกล่าวด้วยตัวเองโดยมีกระบวนการของการวางแผนการจัด องคก์ ารการสัง่ การและการควบคุมกาลังความพยายามของสมาชิกขององค์การและใช้ทรัพยากรอ่ืน ๆ เพื่อความสาเร็จในเป้าหมายขององค์การที่กาหนดไว้ในความหมายน้ีช้ีให้เห็นว่าผู้บริหารใช้ทรัพยากร ท้ังหมดขององค์การซ่ึงมีเงินทุน อุปกรณ์ ข่าวสาร และคน เพ่ือความสาเร็จในเป้าหมายขององค์การ คนเป็นทรพั ยากรทีม่ คี วามสาคัญท่สี ดุ ขององค์การซ่งึ การบริหารจะหมายรวมความครอบคลุมประเด็น ที่เปน็ สาระสาคัญท่ีจะต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการดาเนินงานท่ีผู้บริหารต้องดาเนินการให้ ประสบความสาเร็จจะต้องมีประสิทธิภาพอันเป็นความสาเร็จของผลงานตามที่คาดหมายไว้ ผ่านการ ใช้ทรัพยากรท่ีเป็น ปัจจัยต่าง ๆ ของการบริหารที่ผู้บริหารเก่ียวข้องด้วยโดยตรง ประกอบด้วย คน เงิน วัสดุและการจดั การหรือท่ีเรียกโดยย่อว่า 4 M’s โดยในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทางสังคม และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ทรัพยากรดังกล่าวจึงจาเป็นต้องเปล่ียนแปลงไปด้วย โดยทรัพยากรที่ เป็นส่วนประกอบในการบริหาร ประกอบด้วย ทรัพยากรคนทรัพยากรที่เป็นวัสดุและอุปกรณ์และ ทรัพยากรทางด้านเงินทุนและทรัพยากรทางด้านข่าวสารข้อมูลมีการประสมประสานกันผ่าน กระบวนการในการดาเนินงานดว้ ยประการทงั้ ปวงท่ีทาให้กจิ กรรมตา่ ง ๆ สอดคลอ้ งต่อเนือ่ งกนั ~ 87 ~

รายงานสืบเนอื่ งจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับท่ี 10 มีวัตถุประสงค์คือเพื่อพัฒนาการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้คู่ คุณธรรม ดังน้ัน หลักสูตรสถานศึกษาในทุกระดับจึงจัดมาตรฐานการศึกษาโดยการนาหลักธรรมทาง ศาสนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนหลักไตรสิกขาคือหลักการศึกษา 3 ประการ มี จุดมุ่งหมายและกระบวนการของหลักไตรสิกขา ดังนี้ คือ อธิศีลสิกขา คือ การศึกษาในข้ันตอนฝึกให้เกิดมี สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและ สัมมาอาชีวะเจริญงอกงามขึ้นจนบุคคลมีความพร้อมทางความประพฤติ วินัยและความสัมพันธ์ทางสังคมถึงมาตรฐานของอารยชน เป็นพ้ืนฐานแก่การสร้างเสริมคุณภาพจิตใจ อธิ จิตสิกขา คอื การศึกษาในข้ันตอนฝึกให้เกิดมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิเจริญงอกงามขึ้นจน บคุ คลมีความพร้อมทางคุณธรรม มีคณุ ภาพสมรรถภาพและสุขภาพจิตพัฒนาถึงมาตรฐานของอารยชนเป็น พ้ืนฐานแห่งการพัฒนาปัญญา อธิปัญญาสิกขา คือ การศึกษาในขั้นตอนฝึกให้เกิดมีสัมมาทิฏฐิและสัมมา สังกัปปะเจริญงอกงามขึ้น จนบุคคลมีความพร้อมทางปัญญาถึงมาตรฐานของอารยชนสามารถดารงชีวิต อยู่ด้วยปญั ญามีจิตใจผ่องใสเบิกบานไรท้ กุ ขห์ ลุดพ้นจากความยึดติดถือม่ันต่าง ๆ เป็นอิสระเสรีด้วยปัญญา อย่างแท้จริง (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2550) ด้วยพันธกิจหลักในพัฒนาผู้บริหารครูและ บคุ ลากรทางการศึกษาให้เป็นมืออาชีพจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม การ บริหารงานหรือการนาเอาเคร่ืองมือต่าง ๆ ในการพัฒนาองค์การมาใช้ เพ่ือสร้างประโยชน์ให้กับองค์การ อักท้ังการบริหารงานด้วยการสร้างคนให้มีทักษะสูง มีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีความร่วมมือกัน และเป็นบุคคลท่ีรอบรู้ซ่ึงเข้าใจถึงกลไกของสภาวะแวดล้อมในการดาเนินงานขององค์การและนาองค์การ ไปส่กู ารแข่งขันได้ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ การสร้างคุณค่าและการแข่งขัน ขององค์การ และเพ่ือให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว พวกเขาจะต้องเรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเน่ือง มีการ แบ่งปัน การบูรณาการ และการใช้ความรู้ทั้งในระดับของส่วนบุคคลและในกลุ่มผู้ร่วมงาน บุคลากรต้อง ตงั้ ใจปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถใชก้ ลวิธีหรือเทคนิคการทางานท่ีจะสร้างผลงานได้มากเป็นผลงานที่ มคี ุณภาพเปน็ ท่นี ่าพอใจโดยส้ินเปลืองทุนค่าใช้จ่ายพลังงานและเวลาน้อยเป็นบุคคลท่ีมีความสุขและพอใจ ในการทางานเป็นบุคคลที่มีความพอใจจะเพิ่มพูนคุณภาพและปริมาณของผลงานคิดค้นดัดแปลงวิธีการ ทางานใหไ้ ด้ผลดยี ิ่งขนึ้ อยู่เสมอ ประสิทธิภาพในการทางานในองค์การเป็นหัวใจของการนาองค์การไปสู่การบรรลุผล ความสาเร็จของการดาเนินงานองค์การจะมีให้บริการเป็นที่น่าพอใจมีความเจริญก้าวหน้าและสร้าง ความพึงพอใจท้ังแก่ลูกค้าและแก่บุคลากรขององค์การก็ขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์การในการ พัฒนาประสิทธิภาพขององค์การ (สมใจ ลักษณะ, 2546: 11-12) แนวคิดการวัดประสิทธิภาพในการ บริหารงานของ Peterson and Plowman (1989: 325) มีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ คุณภาพของ งาน จะต้องมีคุณภาพสูงคือองค์กรและผู้ได้ประโยชน์คุ้มค่าและมีความพึงพอใจผลการทางานมีความ ถูกต้องได้มาตรฐานรวดเร็วนอกจากน้ีผลงานที่มีคุณภาพควรก่อเกิดประโยชน์ต่อองค์กรและสร้าง ความพึงพอใจของผู้มารับบริการ ปริมาณงาน งานที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นไปตามความคาดหวังของ ~ 88 ~

รายงานสืบเนอื่ งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 หน่วยงานโดยผลงานท่ีปฏิบัติได้มีปริมาณท่ีเหมาะสมตามที่กาหนดในแผนงานหรือเป้าหมายท่ีบริษัท วางไว้และควรมีการวางแผนบริหารเวลาเพื่อให้ได้ปริมาณงานตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ เวลา คือ เวลาที่ใช้ในการดาเนินงานจะต้องอยู่ในลักษณะที่ถูกต้องตามหลักการเหมาะสมกับงานแ ละทันสมัยมี การพฒั นาเทคนคิ การทางานใหส้ ะดวกรวดเรว็ ขน้ึ ค่าใชจ้ ่ายในการดาเนินการทั้งหมดจะต้องเหมาะสม กับงานและวิธีการคือจะต้องลงทุนน้อยและได้ผลกาไรมากท่ีสุดประสิทธิภาพในมิติของค่าใช้จ่ายหรือ ตน้ ทุนการผลิต ได้แก่ การใชท้ รัพยากรดา้ นการเงิน คน วสั ดเุ ทคโนโลยีทม่ี ีอยู่อย่างประหยัดคุ้มค่าและ เกิดการสูญเสียน้อยท่ีสุด ถึงแม้ว่าสถาบันการศึกษาเป็นองค์ท่ีไม่แสวงหาผลกาไร แต่มีเป้าหมายเพื่อ พฒั นาผเู้ รียนและยกระดับผู้มสี ่วนไดส้ ว่ นเสียใหม้ ีการพฒั นาและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมถือ ไดว้ า่ เป็นผลกาไรของสถาบันการศึกษา จา กก าร ปร ะ มว ลผ ลข้ า งต้ นผู้ วิ จั ย จึ ง สน ใจ ท าก าร ศึ ก ษ าใ นป ระ เ ด็ น ขอ งก า ร ก า ร ศึ ก ษ า ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 จะเป็นแรงขับเคล่ือน องค์กรท่ีจะพัฒนาองค์กรภายใต้การทาให้คนเป็นมนุษย์ท่ีมีทั้งความเก่ง ความดี และความสุข เสริมสร้างแนวทางต้นแบบของการบริหารจัดการที่มีคุณภาพโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือที่ สาคัญในการบริหาร โดยผู้วิจัยมีความเห็นว่าผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในการช้ีให้เห็นถึง แนวความคิดและวิธีการในการบริหารจัดการ และเป็นแนวทางให้ผู้บริหารการศึกษาในสังคมไทย สามารถใช้เป็นต้นแบบในการผลิตสร้างกระบวนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความต้องการของ องค์กรเพื่อเป็นตัวแบบในการดาเนินงานท่ีมีกลไกของศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหัวใจของ พระพทุ ธศาสนา อันจะนาไปสู่การสร้างเป็นนโยบายการบริหารให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยเน้น การศึกษาไปยังหลักการบริหารการศึกษาวิถีพุทธ เพ่ือก่อให้เกิดตัวแบบการจัดการวิถีพุทธ เพ่ือไป สร้างวฒั นธรรมองคก์ ร สงั คมไทยให้มีประสิทธผิ ลสูงเกดิ ความมั่นคงของประเทศ วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย 1. เพื่อศึกษาการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศึกษานครปฐมเขต 1 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศกึ ษานครปฐมเขต 1 3. เพื่อศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษากับ ประสทิ ธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ~ 89 ~

รายงานสบื เนอื่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 สมมติฐานการวิจัย การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ประสทิ ธิภาพในการปฏิบัติงานของครสู ังกดั สานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดบั .01 แนวคดิ ทฤษฎี งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง และกรอบแนวคิดในการวิจยั แนวคดิ การบรหิ ารตามหลักไตรสกิ ขา พระพุทธศาสนาเน้นความสาคัญของหลักไตรสิกขาเป็นอย่างมากเน่ืองจากหลักปฏิบัติธรรม ในพระพทุ ธศาสนาทัง้ หมดจัดเข้ารวมอยู่ในหลกั สิกขาเร่ืองการศึกษารวมถึงการบริหารจึงเป็นเร่ืองของ พระพุทธศาสนาทัง้ ส้ิน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2550) ให้ทัศนะว่าไตรสิกขา ได้แก่ อธิศีล สิกขา อธจิ ิต ตสิกขา และอธิปญั ญาสิกขา เรยี กงา่ ย ๆ ว่า ศลี สมาธิ ปัญญา 1. อธิศีลสิกขา คือ การฝึกความประพฤติสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ ได้แก่ องค์มรรคข้อ สัมมาวาจา สมั มากมั มันตะ และสมั มาอาชีวะโดยสาระก็คือการดารงตนด้วยดีในสังคมรักษาระเบียบวินัย ปฏิบัติหน้าท่ีและความรับผิดชอบทางสังคมให้ถูกต้องมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีงามเกื้อกูลเป็น ประโยชน์ช่วยรักษาและส่งเสริมสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะในทางสังคมให้อยู่ในภาวะเอ้ืออานวยแก่ทุก ๆ คนจะสามารถดาเนินชีวติ ท่ีดีงามปฏบิ ัตติ ามมรรคกนั ไดด้ ว้ ยดี 2. อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกปรือในด้านคุณภาพและสมรรถภาพของจิต ได้แก่ องค์มรรคข้อ สมั มาวายามะ สมั มาสติและสมั มาสมาธโิ ดยสาระก็คือ การฝึกให้มีจิตใจเข้มแข็ง ม่ันคงแน่วแน่ควบคุม ตนได้ดีมีสมาธิมีกาลังใจสูงเป็นจิตท่ีสงบผ่องใสเป็นสุขบริสุทธ์ิปราศจากสิ่งรบกวนทาให้เศร้าหมองอยู่ ในสภาพเหมาะแกก่ ารใชง้ านมากท่ีสุดโดยเฉพาะการใช้ปญั ญาอยา่ งลึกซึ้งและตรงตามความเป็นจริง 3. อธปิ ัญญาสกิ ขา คอื การฝกึ ปรือปัญญาให้เกดิ ความร้คู วามเข้าใจสิ่งท้ังหลายตามความเป็น จรงิ จนถึงความหลดุ พน้ มีจติ ใจเป็นอิสระผ่องใสเบิกบานโดยสมบูรณ์ ได้แก่องค์มรรคข้อสัมมาทิฐิและ สัมมาสังกัปปะสองอยา่ งแรกโดยสาระก็คอื การฝึกอบรมให้เกดิ ปญั ญาบรสิ ุทธท์ิ ีร่ ้แู จง้ ชัดตรงตามสภาพ ความเป็นจริง ไม่เป็นความรู้ความคิดความเข้าใจที่ถูกบิดเบือนเคลือบคลุมย้อมสีอาพรางหรือพร่ามัว เพราะอิทธิพลของกิเลส มีอวิชชาและตัณหาเป็นผู้นาที่ครอบงาจิตอยู่การฝึกปัญญาเช่นนี้ต้องอาศัย การฝึกจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นพื้นฐานแต่ในเวลาเดียวกันเม่ือปัญญาท่ีบริสุทธิ์รู้เห็นตามเป็นจริงนี้ เกิดขึ้นแล้วก็กลับช่วยให้จิตน้ันสงบม่ันคง บริสุทธ์ิผ่องใสอย่างแน่นอนย่ิงข้ึนและส่งผลออกไปในการ ดาเนินชวี ิตคือทาให้วางใจวางทา่ ทีมีความสัมพันธ์กบั สงิ่ ท้ังหลายอย่างถูกตอ้ งและใชป้ ัญญาที่บริสุทธิ์ไม่ เอนเอียงไม่มีกิเลสแอบแฝงนั้นคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทากิจทั้งหลายเพ่ือประโยชน์สุขอย่าง แท้จรงิ ไตรสิกขาเป็นกระบวนการทส่ี าคัญในการพัฒนาบุคลากร คือการจัดตั้งระบบระเบียบแบบแผน เก่ียวกับการดาเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันของบุคคลในองค์การซ่ึงเนื้อหาสาระที่สาคัญของไตรสิกขา ~ 90 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 น้ันได้สอดแทรกอยู่ในหลักธรรมต่าง ๆ เช่น โอวาทปาติโมกข์ ฯลฯ สามารถจาแนกพระพุทธโอวาทที่ ทรงแสดงถงึ ความสาคญั ของไตรสิกขาออกเปน็ ดา้ นตา่ ง ๆ แนวคดิ ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงาน แนวคิดของ Peterson and Plowman (1989: 325) การวัดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน คือการลดต้นทนุ ในการผลิตและในความหมายอย่างกว้างขวางรวมถึงคุณภาพของการมีประสิทธิภาพ สูงสุดนั้นก็เพ่ือสามารถให้บริการในปริมาณและคุณภาพที่ต้องการในเวลาท่ีเหมาะสมและต้นทุนน้อย ที่สุดเมื่อคานึงถึงสถานการณ์และข้อผูกพัน ด้านการเงินที่มีอยู่ดังน้ัน แนวคิดของคาว่าการวัด ประสิทธิภาพมีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ คุณภาพของงาน จะต้องมีคุณภาพสูงคือองค์กรและผู้ได้ ประโยชน์ค้มุ คา่ และมีความพงึ พอใจผลการทางานมีความถกู ตอ้ งได้มาตรฐานรวดเร็วนอกจากน้ีผลงาน ท่ีมีคุณภาพควรก่อเกิดประโยชน์ต่อองค์กรและสร้างความพึงพอใจของผู้มารับบริการ ปริมาณงาน งานที่เกดิ ขน้ึ จะตอ้ งเป็นไปตามความคาดหวงั ของหน่วยงานโดยผลงานทีป่ ฏิบัตไิ ด้มปี รมิ าณที่เหมาะสม ตามท่ีกาหนดในแผนงานหรือเป้าหมายท่ีบริษัทวางไว้และควรมีการวางแผนบริหารเวลาเพื่อให้ได้ ปริมาณงานตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ เวลา คือ เวลาที่ใช้ในการดาเนินงานจะต้องอยู่ในลักษณะที่ ถกู ตอ้ งตามหลกั การเหมาะสมกับงานและทันสมัยมีการพัฒนาเทคนิคการทางานให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดาเนินการทั้งหมดจะต้องเหมาะสมกับงานและวิธีการคือจะต้องลงทุนน้อยและได้ผล กาไรมากที่สุดประสิทธิภาพในมิติของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิต ได้แก่ การใช้ทรัพยากรด้าน การเงิน คน วัสดเุ ทคโนโลยีทมี่ อี ยอู่ ยา่ งประหยัดคมุ้ ค่าและเกดิ การสญู เสยี น้อยทีส่ ดุ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั การค้นคว้าอิสระเร่ืองความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหาร สถานศึกษากับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษานครปฐมเขต 1 ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการบริหารตามหลัก ไตรสิกขาตามแนวคิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) และศึกษาเอกสารเก่ียวกับ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรตามแนวคิดของ Peterson and Plowman (1989) ผูว้ ิจยั สามารถนามากาหนดเป็นกรอบแนวคิดการวจิ ัยไดด้ งั นี้ ~ 91 ~

รายงานสบื เนอื่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั การบรหิ ารตามหลักไตรสิกขา ประสิทธิภาพในการปฏิบตั ิงาน 1. อธิศลี สกิ ขา 1. คณุ ภาพของงาน (Quality) 2. อธิจิตสิกขา 2. ปริมาณงาน (Quantity) 3. อธิปัญญาสิกขา 3. เวลา (Time) ทม่ี า: สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 4. ค่าใช้จา่ ย (Costs) (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (2550) ทีม่ า: Peterson and Plowman (1989) ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวิจยั วิธีการวิจยั ขอบเขตด้านประชากร ประชากรท่ีจะใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรครูที่ปฏิบัติงานใน โรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีท้ังหมด 121 โรงเรียนและมี ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรครูท่ีปฏิบัติงานทั้งหมด 2,171 คน (สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศึกษานครปฐมเขต 1, 2564) กลมุ่ ตวั อยา่ ง กลมุ่ ตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัย คอื ผ้บู ริหารสถานศึกษาและบุคลากรครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน ในสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีท้ังหมด 339 คน ใช้หลักการกาหนด ขนาดตวั อยา่ งแบบทราบค่าจานวนประชากร โดยใช้สูตรสาหรับคานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Taro Yamane (1973: 155) ประมาณขนาดกลุ่มตัวอย่าง ค่าความคลาดเคล่ือน .05 โดยใช้หลักการสุ่ม แบบแบง่ ชนั้ ภูมิ เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั การวิจัยครั้งนผ้ี ูว้ จิ ยั ใชแ้ บบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 ข้อมูลเก่ียวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน จานวน 4 ข้อคาถาม เป็นแบบชนิดเลือกตอบได้เพียงคาตอบเดียว ส่วนท่ี 2 ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสานักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ~ 92 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 (Rating Scale) ผวู้ จิ ัยนาแบบสอบถามใหผ้ ู้เชี่ยวชาญจานวฯ 3 ท่านตรวจสอบดัชนีความสอดคล้อง (IOC) พบว่า อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และนาไปทดลองกับผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชัย จังหวัดสมุทรสาคร จานวน 30 คน เพ่ือหาคา่ ความเช่อื ม่ันของแบบสอบถามทั้งฉบับพบว่าเท่ากับ 0.992 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผูว้ ิจยั นาแบบสอบถามไปให้กลุ่มตัวอย่างท่ีจะศึกษาตอบแบบสอบถามโดยขอความร่วมมือไป ยังผู้อานวยการสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยแจก แบบสอบถามจานวน 339 ชดุ ซง่ึ ไดด้ าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้วิจัยทาหนังสือแนะนาตัวจากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยธนบุรี ถึงผู้อานวยการ สถานศกึ ษาเพื่อขออนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามในการวจิ ัยคร้ังน้ี 2. ผู้วิจัยดาเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองในวันประชุมบุคลากรก่อนเปิดการเรียนการสอน ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 โดยแจกแบบสอบถามตามจานวนตัวอย่างทก่ี าหนดไว้ 3. ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามในข้ันต้น ถ้าพบว่าแบบสอบถามที่มีการ ตอบไม่สมบรู ณ์ ผ้วู จิ ัยจะของขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ การวเิ คราะหข์ ้อมูล ผวู้ จิ ัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลในการคานวณหาค่าทางสถิตดิ ังกล่าวโดยอาศยั การคานวณ จากโปรแกรมสาเรจ็ รปู ทางสถิติ ดงั น้ี 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้ค่าความถี่ (Frequency) และค่ารอ้ ยละ (Percentage) 2. การวิเคราะห์ระดับการบรหิ ารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยใช้ค่าเฉล่ีย ( ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) โดยนาค่าเฉล่ียท่ีคานวณได้ไปวิเคราะห์และแปลความหมายคะแนนโดยใช้เกณฑ์ของเบสท์ (Best, 1981: 81) ดงั น้ี ค่าเฉลย่ี 4.50 - 5.00 หมายถึง ผูบ้ ริหารสถานศึกษามกี ารปฏบิ ัติอยใู่ นระดับมากท่ีสุด คา่ เฉลย่ี 3.50 - 4.49 หมายถึง ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษามีการปฏบิ ตั ิอยใู่ นระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 - 3.49 หมายถงึ ผ้บู รหิ ารสถานศึกษามกี ารปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง คา่ เฉล่ีย 1.50 - 2.49 หมายถงึ ผู้บริหารสถานศกึ ษามีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลย่ี 1.00 - 1.49 หมายถึง ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษามีการปฏิบัติอยใู่ นระดับนอ้ ยท่สี ุด 3. การวิเคราะห์ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) โดยนา คา่ เฉลี่ยท่ีคานวณได้ไปวิเคราะห์และแปลความหมายคะแนนโดยใช้เกณฑ์ของเบสท์ (Best, 1981: 81) ดังนี้ ~ 93 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ค่าเฉล่ีย 4.50 - 5.00 หมายถงึ ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั งิ านของครอู ยู่ในระดับมากท่สี ดุ คา่ เฉล่ยี 3.50 - 4.49 หมายถงึ ประสิทธิภาพในการปฏิบตั งิ านของครอู ยใู่ นระดับมาก ค่าเฉล่ีย 2.50 - 3.49 หมายถึง ประสทิ ธิภาพในการปฏบิ ตั งิ านของครอู ยู่ในระดบั ปานกลาง คา่ เฉลยี่ 1.50 - 2.49 หมายถงึ ประสทิ ธิภาพในการปฏิบัติงานของครอู ยู่ในระดับน้อย คา่ เฉลย่ี 1.00 - 1.49 หมายถึง ประสิทธภิ าพในการปฏิบตั งิ านของครอู ยใู่ นระดับน้อยทสี่ ดุ 4. วเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษากับ ประสิทธิภาพในการปฏิบตั งิ านของครูสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 โดยใช้การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) โดยนาค่าสมั ประสิทธส์ิ หสมั พันธท์ ีค่ านวณได้จากโปรแกรมสาเร็จรปู ไปวเิ คราะห์เทียบกับ เกณฑก์ ารกาหนดคา่ สมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพันธ์ของ Hinkle (1998: 118) ซ่งึ มีรายละเอยี ดดงั น้ี คา่ r ระดบั ของความสัมพันธ์ .91 - 1.00 มีความสัมพนั ธ์กันสูงมาก .71 - .90 มีความสมั พนั ธก์ ันในระดบั สงู .51 - .70 มคี วามสมั พันธก์ ันในระดับปานกลาง .31 - .50 มคี วามสัมพนั ธ์กนั ในระดับตา่ .00 - .30 มคี วามสัมพนั ธก์ นั ในระดับต่ามาก ผลการวจิ ัย ตารางท่ี 1 ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัด สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษานครปฐมเขต 1 จาแนกรายดา้ น การบริหารตามหลักไตรสิกขา SD แปลผล ดา้ นอธศิ ีลสิกขา 4.32 0.61 มาก ดา้ นอธจิ ติ สิกขา 4.33 0.64 มาก ดา้ นอธิปัญญาสกิ ขา 4.35 0.64 มาก ภาพรวม 4.33 0.65 มาก จากตารางท่ี 1 พบว่าการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีค่าเฉล่ียภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.33, SD=0.65) เมื่อ พิจารณารายละเอียดในแต่ละด้านพบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านอธิปัญญาสิกขามี ~ 94 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( =4.35, SD=0.64) รองลงมา คือ ด้านอธิจิตสิกขา ( =4.33, SD=0.64 )ส่วนด้าน อธิศลี สกิ ขามีคา่ เฉล่ียต่าทสี่ ดุ ( =4.32, SD=0.61) ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานงานของครูในสังกัด สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 จาแนกรายดา้ น ประสิทธิภาพในการปฏบิ ตั งิ าน SD แปลผล ดา้ นคุณภาพของงาน 4.38 0.59 มาก ดา้ นปรมิ าณงาน 4.37 0.60 มาก ด้านเวลา 4.33 0.61 มาก ด้านคา่ ใชจ้ า่ ย 4.16 0.67 มาก ภาพรวม 4.35 0.62 มาก จากตารางท่ี 2 พบว่าประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีค่าเฉล่ียภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.35, SD=0.62) เม่ือ พิจารณารายละเอียดในแต่ละด้านพบว่าทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณภาพของงานมี ค่าเฉล่ียสูงที่สุด ( =4.38, SD=0.59) รองลงมา คือ ด้านปริมาณงาน ( =4.37, SD=0.60 )และด้าน เวลา ( =4.33, SD=0.61)ส่วนด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉล่ยี ต่าที่สุด ( =4.16, SD=0.67) ตารางท่ี 3 ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงานของครูสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 บรหิ ารตามหลกั ไตรสกิ ขา ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั งิ าน r คุณภาพของงาน(Y1) ปริมาณงาน(Y2) เวลา (Y3) ค่าใชจ้ า่ ย(Y4) ภาพรวม(Y) .86** .82** .80** .85** .80** ดา้ นอธิศีลสิกขา (x1) p .00 .00 .00 .00 .00 ระดบั สูง สงู สงู สูง สูง r .80** .79** .74** .81** .75** ด้านอธิจิตสิกขา (x2) p .00 .00 .00 .00 .00 ระดบั สูง สูง สูง สงู สูง ~ 95 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางที่ 3 ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั งิ านของครูสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 (ตอ่ ) บริหารตามหลักไตรสกิ ขา ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัติงาน r คณุ ภาพของงาน(Y1) ปริมาณงาน(Y2) เวลา (Y3) ค่าใช้จา่ ย(Y4) ภาพรวม(Y) .85** .87** .85** .90 .82** ดา้ นอธปิ ัญญาสิกขา (x3) p .00 .00 .00 .00 .00 ระดบั สูง สูง สูง สูง สูง r .87** .85** .83** .89** .82** ภาพรวม p .00 .00 .00 .00 .00 ระดับ สงู สูง สูง สงู สงู ** มีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01 จากตารางที่ 3 พบว่าการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 (r=.82, p=.00) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 เมื่อพิจารณาในรายละเอียดใน แต่ละประเด็นพบวา่ การบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านอธิปัญญาสิกขา (x3) ของผู้บริหารสถานศึกษา มคี วามสมั พนั ธส์ งู ทส่ี ดุ ในทางบวกในระดบั สงู กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านค่าใช้จ่าย(Y4) ของ ครูสังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 (r=.90, p=.00) รองลงมา คือ การบริหาร ตามหลักไตรสิกขาด้านอธิปัญญาสิกขา (x3) ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกใน ระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านปริมาณงาน (Y2) ของครูสังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษานครปฐมเขต 1 (r=.87, p=.00) และการบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านด้านอธิศีลสิกขา (x1) ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ด้านคุณภาพของงาน (Y1) ของครูสังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 (r=.87, p=.00) ส่วนการบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านด้านอธิจิตสิกขา (x2) ของผู้บริหารสถานศึกษามี ความสัมพันธ์ต่าที่สุดทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านเวลา (Y3) ของครู สังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 (r=.74, p=.00) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดบั .01 สรุปผลการวิจัย 1. การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษานครปฐมเขต 1 มคี า่ เฉลยี่ ภาพรวมอยู่ในระดับมากเมอ่ื พจิ ารณารายละเอียดในแต่ละด้าน ~ 96 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก โดยด้านอธิปัญญาสิกขามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดรองลงมา คือ ด้าน อธจิ ิตสกิ ขาส่วนด้านอธิศีลสิกขามีค่าเฉล่ยี ตา่ ทสี่ ุด 2. ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 มคี า่ เฉลี่ยภาพรวมอย่ใู นระดบั มากเมอ่ื พจิ ารณารายละเอยี ดในแต่ละด้านพบว่าทุกด้าน มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณภาพของงานมีค่าเฉล่ียสูงท่ีสุด รองลงมาคือด้านปริมาณงาน และด้านเวลาส่วนดา้ นคา่ ใชจ้ ่ายมคี า่ เฉลยี่ ต่าทส่ี ดุ 3. การบรหิ ารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาในรายละเอียดในแต่ละประเด็นพบว่า การบริหารตามหลัก ไตรสกิ ขาด้านอธิปญั ญาสิกขา (x3) ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์สูงท่ีสุดในทางบวกในระดับสูง กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านค่าใช้จ่าย (Y4) ของครูสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 รองลงมา คือ การบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านอธิปัญญาสิกขา (x3) ของผู้บริหาร สถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านปริมาณงาน (Y2) ของครูสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 และการบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านด้าน อธิศีลสิกขา (x1) ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงานด้านคุณภาพของงาน (Y1) ของครูสังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 ส่วน การบริหารตามหลักไตรสิกขาด้านด้านอธิจิตสิกขา (x2) ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ต่าท่ีสุด ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านเวลา (Y3) ของครูสังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษานครปฐมเขต 1 อภิปรายผล 1. ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีค่าเฉล่ียภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียด ในแต่ละด้านพบว่า ทุกด้านมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก โดยด้านอธิปัญญาสิกขามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านอธิจิตสิกขาส่วนด้านอธิศีลสิกขามีค่าเฉล่ียต่าที่สุดทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากผู้บริหาร สถานศึกษาใช้หลักพระพุทธศาสนาเข้ามาบูรณาการการบริหารตั้งแต่การเป็นแบบอย่างท่ีดี มีความ รบั ผดิ ชอบ ช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาตามความเหมาะสม มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความสุขมเยือกเย็น ใช้ ปัญญาในการแก้ปัญหา มีความเที่ยงตรงความยุติธรรมและบริหารสถานศึกษาโดยคานึงถึงประโยชน์ ของสถานศึกษาเป็นสาคัญ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูปลัดเอนก ปุณฺณวุฑฺโฒ (แก้วดวงดี) (2561) รูปแบบการบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5. ผลการวิจัยพบว่า ด้านการบริหารงานครูอยู่ในระดับมากและยัง ~ 97 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ ณัฐวรา ชมแก้ว (2560) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ กับความผูกพันต่อองค์กรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบคุลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ ธานีผลการวิจัย พบว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของครูมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีภาพ รวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ วิภาดา สารัมย์ (2562) การบริหารของผู้บริหาร สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ผลการวิจัย พบว่า การบริหารของผู้บริหาร สถานศึกษาในเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1 มีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียด ในแต่ละด้านพบว่าทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณภาพของงานมีค่าเฉล่ียสูงที่สุด รองลงมาคือด้านปริมาณงานและด้านเวลาส่วนด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉล่ียต่าที่สุดท้ังนี้อาจเน่ืองมาจาก ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษามเี ปา้ หมายการปฏบิ ตั ิงานในแตล่ ะดา้ นและมีสว่ นรว่ มในการกาหนดแผนงาน โดย ให้ครูออกแบบการที่เหมาะสม มีการติดตามผลการดาเนินงานอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงการ ดาเนินงานให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเน่ือง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐิติกาญจน์ คงชัย (2560) ปัจจัยท่ีส่งผลต่อคุณภาพการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพการปฏิบัติงานของครูใน ศตวรรษท่ี 21 ของสถานศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากและยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมบูรณ์ ไกรแก้ว (2560) ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสานักงานการประถมศึกษาจังหวัดนราธิวาส ผล การศึกษา พบว่า ข้าราชการครูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนมากจะเป็นบุคคลท่ีมีประสิทธิภาพใน การทางานสงู 3. ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐมเขต 1 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจากผู้บริหารสถานศึกษาใช้ หลักธรรมในการบริหารโดยเน้นการบูรณาการทุกด้านทาให้ครูเกิดความรักและศรัทราในตัวผู้บริหาร ทาให้ครูมุ่งม่ันต้ังใจปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถโดยยึดผลประโยชน์ของ สถานศึกษาเป็นสาคัญ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฐวรา ชมแก้ว (2560) ความสัมพันธ์ระหว่าง การบริหารทรัพยากรมนุษย์กับความผูกพันต่อองค์กรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบคุลากร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี ผลการวิจัย พบว่า ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์กับประสิทธิการปฏิบัติงานของครูมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีโดยรวมมี ความสมั พันธก์ นั ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 ~ 98 ~

รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะจากการวิจยั 1. ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้หลักธรรมเข้ามาบูรณาการการบริหารภายในสถานศึกษาเพื่อ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่ดี ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีตามหลักพระพุทธศาสนา กิริยาวาจาที่สุภาพอ่อนโยนต่อผู้ใต้บังคับบัญชารักษาระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่อสังคม มี ความสัมพันธ์ท่ีดีกับเพื่อนร่วมงานสร้างวัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการ ปฏิบัติงานในหน้าที่ของครู มีสุขภาพจิตดี มีจิตใจท่ีเข้มแข็งมีความมั่นคงในอารมณ์สามารถควบคุม ตนเองได้อย่างดีมีความสงบเยือกเย็นมีความรู้ความคิดความเข้าใจในงานที่รับผิดชอบมีหลักการและ เหตุผลความเที่ยงตรงความยุติธรรมอย่างมีวิจารณญาณใช้สติปัญญาโดยคานึงถึงประโยชน์ของ สถานศึกษาเป็นสาคัญควรกาหนดขอบข่ายงานให้ชัดเจนและให้ครูทุกคนรับทราบขอบข่ายงานน้ัน และกาหนดเป้าหมายของงานให้ชัดเจนโดยให้ครูมีส่วนร่วมในการกาหนดแผนงาน และให้มีการ ตดิ ตามผลการดาเนินงานอยา่ งต่อเนื่อง และควรใช้ธรรมมาภิบาลในการบริหารโดยยึดหลักเป็นผู้มีศิล ธรรม มีความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นผู้มีปัญญาซึ่งจะส่งผลให้ครูมีความรักและศรัทราต่อ ผู้บรหิ ารมคี วามมงุ่ มน่ั ต้งั ใจปฏบิ ัติงานอย่างเตม็ ความสามารถ 2. ผบู้ รหิ ารควรประเมินประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัตงิ านของครูอย่างต่อเน่ืองรวมทั้งนาผลการ ประเมินไปใชใ้ นการพจิ ารณาความดคี วามชอบเพอื่ สรา้ งขวั ญและกาลงั ใจในการปฏบิ ตั ิงาน 3. ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครู ดังน้ันผู้บริหารควรนาหลักธรรมเข้ามา บรู ณาการการบริหารงานใหเ้ ปน็ รูปธรรม ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยคร้ังต่อไป 1. การศึกษาท้ังนี้ผู้วิจัยศึกษาการบริหารงานเฉพาะการบริหารเท่าน้ันซ่ึงยังมีประเด็นท่ีมีผล ต่อประสทิ ธภิ าพการปฏิบตั ิของครู เช่น ปริมาณของภาระงาน งบประมาณที่ได้รับ การทางานเป็นทีม การรักและผูกพนั ตอ่ สถานศกึ ษา เปน็ ตน้ 2. นอกจากน้ันควรมีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน จาแนกตามขนาด ของโรงเรียน งบประมาณทไ่ี ดร้ ับ และตามลักษณะส่วนบุคคลของครูในสถานศกึ ษา 3. การศึกษาคร้ังนี้ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณควรใช้กระบวนการศึกษาวิจัยเชิง คณุ ภาพควบคูก่ ารการวจิ ยั เชงิ ปริมาณ ~ 99 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 เอกสารอ้างอิง ฐิติกาญจน์ คงชัย. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 ของ สถานศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. วารสาร Veridian E-Journal,Silpakorn University (ฉบับภาษาไทย) สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศลิ ปะ, 10(2) พฤษภาคม –สงิ หาคม 2560. ณัฐวรา ชมแก้ว. (2560). ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับความผูกพันต่อองค์กร และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบคุลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี. วารสาร วิทยาการจดั การ, 4(2). พระครูปลัดเอนก ปุณฺณวุฑฺโฒ (แกวดวงดี) (2561). รูปแบบการบริหารตามหลักไตรสิกขาของ ผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระพรหมคุณาภรณ(์ ป.อ.ปยตุ ฺโต). (2550). ภาวะผ้นู า. กรงุ เทพฯ: สุขภาพใจ. วิภาดา สารัมย์. (2562). การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษาคณะครศุ าสตร์อตุ สาหกรรมมหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี. สมใจ ลักษณะ. (2546). การพฒั นาประสทิ ธภิ าพในการทางาน. พิมพ์ครั้งท่ี 3. กรุงเทพฯ: ธนธัชการ พิมพ์. สมบูรณ์ ไกรแก้ว. (2560). ปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู ใน สานักงาน การประถมศึกษาจังหวัดนราธิวาสออนไลน์. ค้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564, จาก https://madlab.cpe.ku.ac.th/TR2/?itemID=468641 สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษานครปฐม เขต 1. (2564). ค้นเมื่อวันท่ี 5 กุมภาพันธ์ 2564, จ า ก https://www.nptedu.go.th/area1 / index.php?name=download&file=read download&id=44. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579. กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟคิ . Best, John W. (1981). Research in Education. 3rd ed. Englewood cliffs, New Jersey: Prentice. Hall Inc. Hinkle, D.E. (1998). Applied Statistics for the Behavioral Sciences. Boston: Houghton Mifflin. ~ 100 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 Peterson, E & Plowman, E.G. (1989). Business Organization and Management. Homewood, Illinois: Richard D. Irwin. Taro Yamane. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. 3rd ed. New York. Harper and Row Publications. ~ 101 ~

รายงานสบื เนื่องจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารทส่ี ง่ ผลตอ่ การทางานเป็นทมี ของครูในสถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร Charismatic Leadership affecting Teacher’s Teamwork in Basic Education School under the Office of Samut Sakhon Primary Educational Service Area อรพรรณ สมศรี 1 ปฐมพรณ์ อินทรางกรู ณ อยธุ ยา2 วิเชียร อินทรสมพันธ์3 1บณั ฑติ วทิ ยาลยั , มหาวิทยาลัยธนบุรี, [email protected] 2บณั ฑติ วทิ ยาลยั , มหาวิทยาลยั ธนบุรี, [email protected] 3ครศุ าสตร,์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเดจ็ เจา้ พระยา, [email protected] บทคดั ยอ่ การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพ่ือ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหาร สถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2) ศึกษาระดับ การทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 3) ศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร และครู ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2563 จานวน 341 คน โดยแบ่งออกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา 13 คน และครู 328 คน เครื่องมือท่ีใช้เก็บ รวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ ด้วยการหา ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation) วิเคราะห์พหุคูณอย่างง่าย โดยวิธี Stepwise (Simple Regression Analysis Stepwise) ผลการวิจยั พบวา่ 1) ภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาใน รายละเอียด พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้านการใช้อานาจส่วนบุคคล รองลงมา คือ ด้านการ เปลย่ี นความติดยึดของผู้ตาม ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ด้านการกล้าเส่ียง 2) การทางานเป็นทีม ของครู ในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับมาก เม่ือพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประสานงาน รองลงมา คือ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ด้านการติดต่อส่ือสาร ~ 102 ~

รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 3) ภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทิศทางบวกกับการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดับ .05 ซึ่งภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร ภาพรวม (Ytot) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดบั .05 คาสาคัญ: ภาวะผูน้ า ภาวะผนู้ าแบบบารมี การทางานเป็นทมี Abstract The purposes of this study were to investigate 1) level of charismatic leadership of principals in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, 2) level of teachers’ team-working in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, and (3) influence of principals’ charismatic leadership on teachers’ team-working in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office. A total number of 341 sampled participants consisted of 13 principals and 328 teachers in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office. A questionnaire was used as a research instrument. Data were analyzed by means of frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson’s correlation, and Stepwise simple regression analysis. The findings revealed that(1) overall charismatic leadership of school principals under Samut Sakhon Primary Educational Service Office was at a high level. When inspecting at individual aspects, the highest averaged aspect was using personal power, followed by changing followers’ adhesion, while the lowest averaged was taking risks. 2) Overall teachers’ team-working was at a high level. When inspecting at individual aspects, the highest averaged aspect was coordination, followed by creativity, while the lowest averaged aspect was communication. 3) Principals’ charismatic leadership positively related to teachers’ team-working in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, significantly at .05 level. (4) Principals’ charismatic leadership influenced on teachers’ team-working in school under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, overall (Ytot) significantly at .05 level. Keywords: leadership, charismatic leadership, team-working ~ 103 ~

รายงานสบื เนื่องจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ความเปน็ มาและความสาคัญ การบริหารเป็นกระบวนการที่สาคัญในการจัดการศึกษา ผู้บริหารมีบทบาทสาคัญย่ิง การ บริหารโรงเรียนจะมีประสิทธิภาพและดาเนินไปได้ผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับ ความสามารถของผดู้ ารงตาแหน่งผู้บริหาร ซ่งึ ตอ้ งรูจ้ ักดาเนินบทบาทพฤติกรรมภาวะผู้นาของตนได้อย่าง ถกู ตอ้ งเหมาะสม ภาวะผ้นู าไมไ่ ดจ้ ากัดเฉพาะอยู่กับผู้บริหารเท่าน้ัน บุคคลที่มีความสามารถอาจเป็นผู้นา ได้เช่นกัน ภาวะผู้นาจึงเป็นสิ่งสาคัญยิ่งต่อการบริหาร การปฏิบัติงานใด ๆ หากคาดหวังจะให้ผลการ ปฏบิ ัตงิ านมปี ระสิทธภิ าพและเกิดประสทิ ธิผลแลว้ จาเป็นอย่างย่ิงที่ผู้นาต้องมีความชานาญอย่างดีในส่ิงที่ ตนปฏิบัติ มีความสามารถ ภาวะผู้นา (Leadership) ในการบริหาร งานและความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) และมีภาวะผู้นาแบบมีบารมี (Charismatic Leadership) จึงต้องมีความจา เปน็ มาก การบรหิ ารสถานศกึ ษาผูบ้ รหิ ารควรมีภาวะผนู้ าแบบมีบารมี ที่เป็นปัจจัยสาคัญอีกประการหน่ึง ที่จะส่งผลต่อการทางานของผู้บริหาร เน้นความสาคัญที่เป้าหมายของงานเพราะจะส่งผลถึงการ ปฏิบัติงานให้มีขวัญและกาลังใจ รู้จักเสียสละ ค่านิยม ความคิดเห็นและแรงจูงใจร่วมกันของผู้ตาม โดย จะให้ผู้ตามน้ันรู้ถึงทิศทางในการทางานว่าจะมุ่งไปทางไหน ซ่ึงทาให้คนทางานรู้ว่าเขามีความสาคัญและ งานของเขาทั้งหมดมีความหมาย จึงทาให้มีแรงดลใจและทุ่มเทแรงใจแรงกายร่วมกัน สุดท้ายก็จะทาให้ ผู้ทางานทุกคน เกิดการยอมรับในงานและจุดมุ่งหมายของงานร่วมกัน ดังที่ คองเกอร์ และ คานันโก (Conger and Kanungo, 1987) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้แบบบารมี คือ ผู้นาที่มีความ สามารถพิเศษ มี อิทธพิ ลเหนือจติ ใจของผู้รว่ มงาน มีพฤติกรรมใช้แรงกระตุ้นให้ผู้ตามเช่ือมั่นในตนเอง เป็นแบบอย่างท่ี ดี ทาใหผ้ ู้ตามเช่ือมน่ั เต็มใจและยินดีที่จะปฏิบัติตามคาสั่งของผู้นา โดยแบ่งออกเป็น 7 องค์ประกอบ ดังน้ี 1) วิสัยทัศน์กว้างไกล 2) กล้าเส่ียง 3) ใช้กลยุทธวิธีทุกรูปแบบ 4) ประเมินสถานการณ์รอบข้าง ตลอดเวลา 5) เปล่ียนความตดิ ยดึ ของผู้ตาม 6) สื่อสารด้วยความมัน่ ใจ และ 7) ใชอ้ านาจสว่ นบคุ คล ซึ่งในการบริหารสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้นั้นต้อง อาศัยการทางานเป็นทีม ร่วมกันกาหนดวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อจะได้ดาเนินงานอย่างเต็มความ สามารถและมีการประสานงานอย่างดี เพราะหลักการทางานเป็นทีมเป็นตัวที่ช้ีให้เห็นถึงแนวทางใน การปฏิบัติ และหนา้ ทร่ี ับผดิ ชอบของผ้อู ยู่ในทีมได้ช่วยให้การทางานเป็นทีมดาเนินไปอย่างราบร่ืนเกิด ประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรของกลุ่มให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังท่ี รูมิก (Romig, 1996) กล่าวว่า คุณลักษณะท่ีจาเป็นในการทางานเป็นทีมจะต้องมีการร่วมมือช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน มีการคิดต่อท่ีดี ท้ังสองทาง เกิดการคิดใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์เพื่อมาพัฒนาปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิ ผลตามเหมายขององค์การ องค์ประกอบที่สาคัญที่ทาให้ทีมงานทางานอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสานกันได้ดีนั้น ข้ึนอยู่กับคุณลักษณะท่ีจาเป็นในการทางาน ซ่ึงอยู่ในรูปแบบ 5 คือ 1) การ ~ 104 ~

รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ติดต่อส่ือสาร 2) ความร่วมมือ 3) การประสานงาน 4) การมีความ คิดสร้างสรรค์ และ 5) การ ปรับปรงุ งานอยา่ งตอ่ เน่ือง สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร เป็นหน่วยงานทางการศึกษาสังกัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในเขตจังหวัด สมุทรสาคร มีสถานศึกษาในสังกัดจานวน 102 โรงเรียน (กลุ่มนโยบายและแผน สานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร, 2563: ออนไลน์) ท้ังนี้มีการติดต่อประสานงานและทากิจกรรม ร่วมกันภายในสถานศึกษาระหว่างสถานศึกษา เช่น กิจกรรมแข่งขันทักษะทางวิชาการ กิจกรรมกีฬา ภายใน กิจกรรมแข่งขันกีฬากลมุ่ เครือข่าย กจิ กรรมแข่งขนั กีฬาในระดบั เขตพื้นที่การศึกษา ซ่ึงล้วนแต่ ต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งส้ิน กิจกรรมเหล่าน้ีแสดงให้ เห็นว่าการทางานเป็นทีมมีความสาคัญต่อการดาเนินกิจกรรมทุกอย่าง กิจกรรมน้ัน ๆ จึงจะดาเนิน ไปสู่จุดหมายท่ีกาหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สภาพความเป็นจริงแล้วการทางานเป็นทีมที่มี ประสิทธิภาพในสถานศึกษามีไม่มากนัก แม้จะมีการจัดทาโครงสร้างการบริหารองค์การภายใน สถานศึกษาทีน่ ัน้ ใหม้ ีการทางานเป็นทมี มกี ารแต่งตั้งคณะทางานฝ่ายต่าง ๆ ในสถานศึกษา แต่ในการ ปฏิบัติกลับมีการทางานเป็นทีมท่ีไม่มีประสิทธิภาพ มีคนทางานจริง ๆ เพียงบางคนหรือบางส่วน เทา่ นัน้ บคุ คลสว่ นใหญ่ได้รบั แตง่ ตั้งให้เป็นคณะทางานแตไ่ ม่มีบทบาท หรือไม่ได้ทางาน จึงทาให้งานไม่ มคี ณุ ภาพ และส่งผลเสียต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ที่ไม่สามารถทาให้เป็นไปตามเป้าหมาย การดาเนนิ งานได้ จากสภาพความเปน็ มาและความสาคญั ดังกลา่ วข้างตน้ ทาใหผ้ ้วู จิ ัยมีความสนใจท่ีศึกษาภาวะ ผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร เพ่ือนาข้อมูลที่ได้ไปเป็นแนวทาง ปรับปรุง แก้ไข พัฒนา ประสิทธภิ าพการทางานเปน็ ทมี ให้มีประสิทธิผลตอ่ ไป วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสมทุ รสาคร 2. เพ่ือศึกษาระดับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศกึ ษาประถมศึกษาสมทุ รสาคร 3. เพ่ือศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร ~ 105 ~

รายงานสบื เน่ืองจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 สมมติฐานการวจิ ยั ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย จากแนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นาแบบมีบารมีและการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ผู้ศึกษาได้นาแนวคิดของ คองเกอร์ และ คานันโก (Conger and Kanungo, 1987) ด้านภาวะผู้นาแบบบารมี (Charismatic Leadership) และ แนวคิดของรูมิก (Romig, 1996) ด้านการทางานเป็นทีม มาประยุกต์ใช้ใน การศึกษา ตวั แปรและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปรดงั นี้ ภาวะผนู้ าแบบมบี ารมขี องผู้บริหาร การทางานเป็นทีมของครู 1. วิสัยทัศน์กวา้ งไกล ในสถานศกึ ษา 2. กลา้ เสย่ี ง 3. ใชก้ ลยุทธวิธที กุ รปู แบบ 1. การตดิ ต่อสอื่ สาร 4. ประเมินสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา 2. ความร่วมมอื 5. เปลย่ี นความตดิ ยึดของผ้ตู าม 3. การประสานงาน 6. ส่ือสารดว้ ยความม่ันใจ 4. การมีความคิดสรา้ งสรรค์ 7. ใช้อานาจสว่ นบคุ คล 5. การปรบั ปรงุ อยา่ งตอ่ เนื่อง ทีม่ า: คองเกอร์ และคานนั โก (Conger & Kanungo, 1987) ทีม่ า: รมู กิ (Romig, 1996) ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั วิธกี ารวจิ ัย การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการศึกษาเร่ือง ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางาน เป็นทีมของครูในโรงเรียน สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร การวิจัยนี้ เป็น การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) โดยมีวิธีดาเนินการตามลาดับหวั ข้อดงั ต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวิจยั ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ ผู้บริหารและครู ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2563 จานวน 2,327 คนประกอบด้วย ผู้บริหาร ~ 106 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 สถานศึกษา 96 คน และครูผู้สอนในสถานศึกษา 2,231 คน (กลุ่มบริหารงานบุคคล: สานักงานเขต พน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสมทุ รสาคร ข้อมูล ณ วันท่ี 10 มถิ นุ ายน 2563) กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้บริหารและครู ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2563 กาหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรคานวณตาม วิธีการคานวณของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane, 1973) ที่ระดับความเช่ือมั่น 95% สัดส่วน ความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 จากประชากรทั้งหมด 2,327 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจานวน 341 คน ประกอบด้วย ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา 13 คน และครูผสู้ อนในสถานศึกษา 328 คน เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั เคร่อื งมือท่ีใช้ในการวิจยั เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มคี ุณลักษณะดังน้ี ตอนที่ 1 เป็นแบบสารวจรายการ (Checklist) เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับสถานภาพของ ผู้ตอบแบบสอบถาม เกี่ยวกับ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน ประสบการณ์ในการ ทางาน และขนาดสถานศึกษา ตอนท่ี 2 เปน็ แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมทุ รสาคร จานวน 32 ขอ้ มีลักษณะเป็นแบบมาตรา ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ของ Likert ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับเก่ียวกับการทางานเป็นทีมของครู ในสังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จานวน 25 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ของ Likert การสรา้ งเครอื่ งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัย เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถามเก่ียวกบั ภาวะผูน้ าแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อ การทางานเปน็ ทมี ของครใู นโรงเรยี น สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดย มขี ้นั ตอนดงั นี้ 1. ศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องนามาเป็นเกณฑ์ ในการสร้างแบบสอบถาม 2. สร้างแบบสอบถาม กาหนดประเด็นท่ีจะสอบถาม นาแบบสอบถามท่ีสร้างข้ึน เสนอ อาจารยท์ ่ีปรึกษาการวจิ ยั เพื่อตรวจสอบปรับปรุงความสมบูรณ์ และความถูกต้องให้ครอบคลุมทั้งด้าน โครงสร้าง เน้ือหา และความเหมาะสมในการใชภ้ าษา เพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจแก่ผู้ตอบ และครอบคลุม เรอื่ งทต่ี ้องการศึกษาแลว้ นามาปรับปรงุ แก้ไข 3. นาแบบสอบถามให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยนาแบบสอบถามเสนอผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบเพื่อพิจารณาความเท่ียงตรง ความ ~ 107 ~

รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ถูกต้องของเน้ือหาและความเหมาะสมของภาษาท่ีใช้โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม กบั วตั ถปุ ระสงคม์ าวิเคราะหห์ าคา่ IOC (Index of Item-Objective Congruence) เพ่ือความถูกต้อง ของเครือ่ งมอื และนามาปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญเพื่อให้เกิดการพัฒนาและมีความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ ซึ่งผลการตรวจสอบที่ได้มีค่า ระหวา่ ง 0.67–1.00 4. นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้ (Try Out) ผู้บริหาร สถานศึกษาหรือครูในสถานศึกษา ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาคุณภาพของเครื่องมือ โดยการหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ (Cronbach, 1970) โดยได้คา่ ความเช่อื มั่นเทา่ กับ .85 5. นาแบบสอบถามที่ผ่านการหาคุณภาพแล้ว พิมพ์เป็นแบบสอบถามฉบับจริงเพ่ือใช้เป็น เคร่ืองมอื ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู กบั กลุม่ ตวั อย่าง สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู 1. วิเคราะห์เกี่ยวกับข้อมูลพ้ืนฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยแจกแจงความถ่ี (frequency) และค่ารอ้ ยละ (percentage) 2. วิเคราะห์เก่ียวศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยการหาค่าเฉลี่ย (mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3. วิเคราะห์เก่ียวศึกษาการทางานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยการหาค่าเฉล่ีย (mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 4. วิเคราะห์สถิติเชิงอ้างอิง เพื่อการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาแบบมีบารมี ของผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาสมทุ รสาคร โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation) 5. วิเคราะห์สถิติเชิงอ้างอิง เพื่อการวิเคราะห์ภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อ ปะสิทธิภาพการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษา สมุทรสาคร โดยวิเคราะห์พหุคูณอย่างง่าย โดยวิธี Stepwise (Stepwise Multiple Regression Analysis) ~ 108 ~

รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ผลการวจิ ัย ผลการวิเคราะหร์ ะดับภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วน เบย่ี งเบนมาตรฐาน ดงั ตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสมทุ รสาคร ในภาพรวม (n=341) ภาวะผ้นู าการเปลย่ี นแปลง SD แปลผล ลาดบั ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 1. วิสยั ทัศนก์ ว้างไกล (X1) 4.03 0.50 มาก 6 2. กลา้ เสยี่ ง (X2) 4.02 0.56 มาก 7 3. ใชก้ ลยุทธวธิ ีทกุ รูปแบบ (X3) 4.03 0.49 มาก 5 4. ประเมนิ สถานการณร์ อบขา้ งตลอดเวลา (X4) 4.06 0.52 มาก 3 0.50 มาก 2 5. เปลย่ี นความตดิ ยึดของผู้ตาม (X5) 4.07 6. สอ่ื สารด้วยความมั่นใจ (X6) 4.05 0.48 มาก 4 7. ใช้อานาจสว่ นบคุ คล (X7) 4.10 0.48 มาก 1 รวม 4.05 0.50 มาก จากตารางท่ี 1 พบวา่ ภาวะผนู้ าแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ( =4.05, SD=0.50) เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้านการใช้อานาจส่วนบุคคล (X7) ( = 4.10, SD=0.48) รองลงมา คือ ดา้ นการเปล่ียนความติดยึดของผู้ตาม (X5) ( = 4.07, SD=0.50) ส่วน ด้านทมี่ ีค่าเฉลยี่ ตา่ สุด คอื ดา้ นกล้าเสย่ี ง (X2) ( =4.02, SD=0.56) ผลการวิเคราะห์ระดับการทางานเป็นทีมของครู ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังตารางท่ี 2 ~ 109 ~

รายงานสบื เนื่องจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางท่ี 2 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานการทางานเป็นทีมของครูในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาสมทุ รสาคร ในภาพรวม (n=341) การทางานเป็นทีมของครูในสถานศกึ ษา x SD ระดับ ลาดับ มาก 5 1. การติดต่อส่ือสาร 4.05 0.53 2. ความรว่ มมือ 4.08 0.52 มาก 3 3. การประสานงาน 4.11 0.49 มาก 1 4. การมีความคดิ สร้างสรรค์ 4.08 0.48 มาก 2 5. การปรับปรุงอย่างต่อเนอ่ื ง 4.08 0.52 มาก 4 ภาพรวม 4.08 0.51 มาก จากตารางที่ 2 พบวา่ ผลการวิเคราะห์การทางานเป็นทีมของครู ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ( =4.08, SD=0.51) เมื่อ พิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้านการประสานงาน ( =4.11, SD=0.49) รองลงมา คอื ดา้ นการมีความคิดสร้างสรรค์ ( =4.08, SD=0.48) ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ด้าน การติดต่อส่ือสาร ( =4.05, SD=0.53) ผลการวิเคราะห์เคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารกับการ ทางานเปน็ ทมี ของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ด้วย สถิติสหสมั พนั ธ์แบบเพียรส์ นั (Pearson’s product moment correlation) แสดงดงั ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารกับการทางานเป็น ทมี ของครูในสถานศกึ ษาสังกดั สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมทุ รสาคร ตัวแปร (X1) (X2) (X3) (X4) (X5) (X6) (X7) (Ytot) r (X1) 1.000 .664 .706 .564 .559 .512 .521 .622* ปานกลาง (X2) .664 1.000 .746 .524 .624 .572 .576 .706* (X3) .706 .746 1.000 .578 .629 .642 .562 .685* สงู (X4) .564 .524 .578 1.000 .710 .702 .604 .758* ปานกลาง (X5) .559 .624 .629 .710 1.000 .723 .721 .767* (X6) .512 .572 .642 .702 .723 1.000 .718 .762* สูง (X7) .521 .576 .562 .604 .721 .718 1.000 .731* สงู สูง (Ytot) 1.000 สงู * มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 ~ 110 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 จากตารางที่ 3 พบว่า สัมประสิทธ์สิ หสัมพนั ธ์ระหวา่ งตัวแปรภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในแต่ละด้านมีค่าอยู่ระหว่าง 0.512–0.746 เปน็ สหสัมพันธ์ในลักษณะคล้อยตามกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร แสดงดังตารางท่ี 4 ตารางที่ 4 การวิเคราะห์ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศกึ ษา สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร Unstandardized Standardized ตัวแปรพยากรณ์ Coefficients Coefficients t Sig. B Std. Error Beta คา่ คงท่ี (Constant) .367 .122 2.997* .003 ดา้ นเปลยี่ นความตดิ ยดึ ของผู้ตาม (X5) .214 .041 .238 5.192* .000 6.461* .000 ดา้ นสื่อสารด้วยความมน่ั ใจ (X6) .267 .041 .284 5.628* .000 3.874* .000 ดา้ นกลา้ เส่ยี ง (X2) .183 .033 .229 2.681* .008 ดา้ นใชอ้ านาจสว่ นบคุ คล (X7) .159 .041 .170 ด้านวสิ ยั ทศั นก์ วา้ งไกล (X1) .093 .035 .102 ค่าคงท=ี่ .367, SEest=± .122 R=.866, R2=.749, R2adj=.746, F=200.261, Sig.=.000 * มีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05 จากตารางที่ 4 พบว่า ตัวแปรท่ีได้รับการคัดเลือกเข้าสมการ คือ ด้านเปล่ียนความติดยึดของ ผู้ตาม (X5) ด้านสื่อสารด้วยความม่ันใจ (X6) ด้านกล้าเสี่ยง (X2) ด้านใช้อานาจส่วนบุคคล (X7) และ ด้านวิสัยทัศน์กว้างไกล (X1) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) ในการทานายการทางานเป็นทีม ของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวม (Ytot) เท่ากับ 0.866 ค่าสัมประสิทธิ์ในการทานาย (R2) เท่ากับ 0.749 หมายความว่า ภาวะผู้นาแบบบารมี ของผู้บรหิ ารในดา้ นเปลี่ยนความติดยึดของผู้ตาม (X5) ด้านสื่อสารด้วยความม่ันใจ (X6) ด้านกล้าเสี่ยง (X2) ด้านใช้อานาจส่วนบุคคล (X7) และด้านวิสัยทัศน์กว้างไกล (X1) สามารถทานายการทางานเป็น ทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมดี ร้อยละ 74.90 ค่าประสิทธิภาพในการทานายท่ีปรับแล้ว (Adjusted R2) เท่ากับ 0.746 มีค่าความ คลาดเคล่ือนมาตรฐานในการทานาย (Standard Error) เท่ากับ 0.122 ในลักษณะนี้แสดงว่า ภาวะ ผูน้ าแบบบารมีของผู้บรหิ ารในด้านเปลย่ี นความตดิ ยดึ ของผ้ตู าม (X5) ด้านสื่อสารด้วยความม่ันใจ (X6) ~ 111 ~

รายงานสืบเน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ด้านกล้าเสี่ยง (X2) ด้านใช้อานาจส่วนบุคคล (X7) และด้านวิสัยทัศน์กว้างไกล (X1) ส่งผลต่อการ ทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวม (Ytot) อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 สรุปผลการวิจัย ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 216 คน คิดเป็นร้อยละ 63.30 มีอายุ 31-40 ปี จานวน 120 คน คิดเป็นร้อยละ 35.19 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จานวน 241 คน คิดเป็นร้อยละ 70.67 ครูส่วนใหญ่มปี ระสบการณใ์ นการทางาน 1- 10 ปี จานวน 212 คน คิดเป็นร้อยละ 62.17 มีตาแหน่ง ครูผสู้ อน จานวน 328 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 96.19 และขนาดสถานศึกษา ขนาดกลาง จานวน 157 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 46.04 ผลการวิเคราะห์ระดบั ภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหาร ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.05, SD=0.50) เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ใช้อานาจส่วนบุคคล (X7) ( =4.10, SD=0.48) รองลงมา คือ เปลี่ยนความติดยึดของผู้ตาม (X5) ( =4.07, SD=0.50) ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ีย ตา่ สดุ คอื กล้าเสี่ยง (X2) ( =4.02, SD=0.56) ผลการวิเคราะห์ระดับการทางานเป็นทีมของครู ในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.08, SD=0.51) เมื่อพิจารณาใน รายละเอียด พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การประสานงาน ( =4.11, SD=0.49) รองลงมา คือ การมีความคิดสร้างสรรค์ ( =4.08, SD=0.48) ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ การติดต่อส่ือสาร ( = 4.05, SD=0.53) ผลการการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการ ทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันในทิศทาง และผลการศึกษาภาวะผู้นาแบบ บารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา ซึ่งพบว่าภาวะผู้นาแบบบารมีใน ด้านเปล่ียนความติดยึดของผู้ตาม (X5) ด้านส่ือสารด้วยความมั่นใจ (X6) ด้านกล้าเส่ียง (X2) ด้านใช้ อานาจส่วนบุคคล (X7) และด้านวิสัยทัศน์กว้างไกล (X1) สามารถพยากรณ์การทางานเป็นทีมของครู ในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ได้ร้อยละ 74.90 อย่างมี นยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05 และสอดคลอ้ งกับสมมุติฐานท่ีตัง้ ไว้ ~ 112 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 อภปิ รายผล ในการวจิ ัยครัง้ น้ี เป็นการวิจัยเร่ืองภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางานเป็น ทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ผลการวิจัยคร้ังนี้ สามารถอภปิ รายตอบตามวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ที่ 1 และ 2 ตามลาดับ ดงั ต่อไปนี้ 1. จากการศึกษาระดับภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ผลการวิจัยพบว่าภาวะผู้นาแบบมีบารมีของ ผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมี คา่ เฉลย่ี อยู่ในระดับมาก สามารถอภิปรายผลจากด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่าสุดตามตารางท่ี 1 แต่ละ ด้านดังตอ่ ไปน้ี 1.1 ด้านใช้อานาจส่วนบุคคลภาพ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ผู้บริหารสามารถแสดงวิสัยทัศน์ ศักยภาพและภาวะผู้นาเชิงประจักษ์ทาให้บุคลากร เกิดการยอมรับ รองลงมา คือ ผู้บริหารสามารถนาพาองค์กรไปสู่ความสาเร็จในอนาคต ส่วนด้านที่มี ค่าเฉล่ยี ตา่ สุด คอื ผ้บู รหิ ารมีการแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องตา่ ง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เนรมิตร มีเพียร (2560) ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับเร่ือง การศึกษาบทบาทภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีใน เขตพ้ืนท่ีตาบลคุระ อาเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีของ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และบุคลากรระดับปฏิบัติการหลัก ด้านการใช้อานาจส่วน บคุ คลของผบู้ ริหารภาพรวมอยู่ในระดบั มาก 1.2 ดา้ นเปลยี่ นความติดยึดของผู้ตาม ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ีอาจเพราะ ผบู้ ริหารมีการกระตนุ้ ใหท้ กุ ฝา่ ยปฏบิ ัติตามวิสัยทัศน์ใหมโ่ ดยใช้กลยุทธ์วิธีต่าง ๆ รองลงมา คือ ผู้บริหารมี ความสามารถทาใหบ้ คุ ลากรยอมรบั ในตัวผู้บริหารท่ีสามารถแสวงหาวิธีการทางานใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ผู้บริหารมีความต้องการที่จะเปลี่ยนวิธีการแบบเดิมไปสู่เง่ือนไขในการ ปฏิบัติงานแบบใหม่ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เนรมิตร มีเพียร (2560) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเร่ือง การศึกษาบทบาทภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีในเขตพ้ืนท่ีตาบลคุระ อาเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีของผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และบุคลากร ระดบั ปฏิบตั กิ ารหลัก ดา้ นการเปลยี่ นเจตคติของผู้ตาม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 1.3 ด้านประเมินสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ีอาจเพราะผู้บริหารมีศักยภาพการเรียนรู้และให้ความสาคัญกับการเรียนรู้ในเร่ืองความต้องการ ค่านิยม และ ผู้บริหารมีความยุติธรรมของบุคลากรมีความสามารถในการประเมินสถานการณ์รอบ ด้านโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยประกอบการตัดสินใจ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เนรมิตร มีเพียร (2560) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเก่ยี วกับเรื่อง การศึกษาบทบาทภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีในเขตพ้ืนที่ตาบลคุระ อาเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีของผู้บริหารระดับสูง ~ 113 ~

รายงานสบื เนือ่ งจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 ผู้บริหารระดับกลาง และบุคลากรระดับปฏิบัติการหลัก ด้านการประเมินสถานการณ์รอบด้าน ภาพรวมอยูใ่ นระดบั มาก 1.4 ด้านสื่อสารด้วยความมั่นใจ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อาจเพราะ ผู้บริหารมีความม่ันใจในการถ่ายทอดถึงหลักการแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน และผู้บริหารให้ คาแนะนาข้อมูลในด้านวิชาการ อย่างถูกต้องและเหมาะสม สอดคล้องกับงานวิจัยของ อารีรัตน์ จีนแส (2562) ได้ศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า สภาพดาเนินการปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของ ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ดา้ นมที กั ษะการส่ือสารยอดเย่ียม ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก 1.5 ด้านใช้กลยุทธวิธีทุกรูปแบบ ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเพราะ ผู้บรหิ ารมกี ารใช้วิธีการและรูปแบบการบริหารที่หลากหลาย ได้แก่ การสร้างแรงกดดัน การปรับ เปลี่ยน วิธีการเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน และผู้บริหารสามารถทาให้บุคลากรร่วมกันฟันฝ่า อุปสรรค จนถึงเป้าหมายแห่งความสาเร็จ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เนรมิตร มีเพียร (2560) ได้ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับเรื่อง การศึกษาบทบาทภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีในเขตพ้ืนที่ตาบลคุระ อาเภอคุระบุรี จังหวัด พังงา ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีของผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และ บคุ ลากรระดบั ปฏิบตั ิการหลัก ด้านการใช้ยุทธวิธีหลายรูปแบบ ภาพรวมอยใู่ นระดับมาก 1.6 ด้านวสิ ยั ทัศนก์ วา้ งไกล ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยใู่ นระดับมาก ท้ังน้ีอาจเพราะผู้บริหาร สามารถกาหนดแผนกลยทุ ธอ์ ยา่ งเป็นรูปธรรมเพื่อนาสู่การปฏิบัติจริง และผู้บริหารมีความสามารถใน การสัง่ การทีท่ าใหบ้ ุคลากรยอมรับและรว่ มปฏิบัตติ ามวสิ ยั ทศั นข์ องสถานศึกษา สอดคล้องกับงานวิจัย ของ กมลมาลย์ ไชยศริ ธิ ญั ญา (2560) ไดศ้ ึกษาภาวะผูน้ าเชิงบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผล ของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ผลการวิจัย พบว่า ความมี วิสยั ทศั น์กวา้ งไกล อยใู่ นระดับมาก 1.7 ด้านกล้าเสี่ยง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเพราะผู้บริหารให้ ความสาคญั กบั การมสี ่วนร่วมของบคุ ลากรทาให้ได้รบั ความเชือ่ ถอื และไว้วางใจ และผู้บริหารยอมแลก ชื่อเสียงในตาแหน่งหน้าท่ีของตน เพื่อความถูกต้องความเป็นธรรมและความสาเร็จของสถานศึกษา สอดคล้องกับงานวิจัยของ อารีรัตน์ จีนแส (2562) ได้ศึกษา ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหาร โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า สภาพ ดาเนินการปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารโรงเรียน สังกัด สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ด้านมีความกล้าที่จะเสี่ยง ภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ~ 114 ~

รายงานสืบเนือ่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 2. จากการศึกษาระดับการทางานเป็นทีมของครู ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สามารถอภิปรายผลจากด้านท่ีมี คา่ เฉลยี่ สูงสุดไปตา่ สุดตามตารางท่ี 2 ในแต่ละด้านดงั ตอ่ ไปน้ี 2.1 ด้านการประสานงาน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารร่วมกับครูมีการกาหนดสร้างข้อตกลงด้านผลประโยชน์ท่ีได้รับมีการกาหนดเวลาในการ ปฏิบัติงาน ก่อนลงมือปฏิบัติงาน และ ผู้บริหารร่วมกับครูสร้างกลไกเพื่อเช่ือมโยงระหว่างหน่วยงาน ตา่ ง ๆ ทง้ั ในและนอกสถานศึกษาเพ่ือให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้อง กับงานวิจัยของ อริศษรา อุ่มสิน (2560) ได้ทาการศึกษาการทางานเป็นทีมของครูผู้สอนใน สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการวิจัย พบว่า ด้านการ ประสานงาน อยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ รุ่งฤดี เรืองสิน (2562) ได้ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษากับการทางานเป็นทีมในสถานศึกษาสังกัด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 ผลการวิจัย พบว่า การประสานงาน อยู่ใน ระดบั มาก 2.2 ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อาจเป็น เพราะ ผบู้ รหิ ารและครสู ามารถปัญหาในองคก์ รได้ผบู้ ริหารมศี ักยภาพในการเช่อื มโยงแนวคิดใหม่ ๆ ท่ี จะช่วยพัฒนางานของสถานศึกษา และผู้บริหารและครูมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎี หรือ หลักการได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้อง สอดคล้องกับงานวิจัยของ อริศษรา อุ่มสิน (2560) ได้ ทาการศึกษาการทางานเป็นทีมของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 17 ผลการวิจยั พบวา่ ดา้ นการมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ อยู่ในระดบั มาก 2.3 ด้านความรว่ มมอื ในภาพรวมมคี า่ เฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะ ผู้บริหาร ร่วมกับครูปฏิบัติงานเพื่อให้ผลงาน บรรลุตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย และ ผู้บริหารให้ครูมีส่วน ร่วมในการตัดสินใจท้ังนี้โดยคานึงถึงการสร้างทีมงานท่ีมีคุณภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ อริศษรา อุ่มสิน (2560) ได้ทาการศึกษาการทางานเป็นทีมของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการวิจัย พบว่า ด้านการร่วมมือ อยู่ในระดับมาก และ สอดคล้องกับงานวิจัยของ สิทธิศักดิ์ เพ็ชรยิ้ม (2562) ได้ศึกษาการทางานเป็นทีมที่ส่งผลต่อ ประสิทธิผลของโรงเรียน สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ผลการวิจัย พบว่า ด้าน การมีสว่ นรว่ มอยู่ในระดบั มาก 2.4 ด้านการปรับปรุงงานอย่างต่อเน่ือง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจ เปน็ เพราะ ผู้บริหารและครูรว่ มกนั ประเมนิ ผลของการดาเนนิ งานตามแผนท่ีได้ต้ังไว้ และผู้บริหารและ ครูมีความสามารถในการปรับปรุงงานโดยมีการสอดแทรกการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สอดคล้อง กับงานวิจัยของ อริศษรา อุ่มสิน (2560) ได้ทาการศึกษาการทางานเป็นทีมของครูผู้สอนใน ~ 115 ~

รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการ ศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการวิจัย พบว่า ด้านการ ปรับปรุงงานอย่างตอ่ เนอ่ื งอยู่ในระดับมาก 2.5 ด้านการติดต่อสื่อสาร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระเพื่อแก้ไข ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในสถานศึกษา และผู้บริหารร่วมกับครูให้ความสาคัญกับการสื่อสารแบบ 2 ทาง คือ ท่ังท่เี ป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ สอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของ ลาเทยี น เผา้ อาจ (2559) ได้ศึกษาการ ทางานเป็นทีมของข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาส อาเภอเมืองตราด สังกัดสานักงานเขตพื้นที การศึกษาประถมศึกษาตราด ผลการวิจัย พบว่า การสื่อสารอย่างเปิดเผย อยู่ในระดับมาก และ สอดคล้องกับงานวิจัยของ รุ่งฤดี เรืองสิน (2562) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพของ ผู้บริหารสถานศึกษากับการทางานเป็นทีมในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมยเ์ ขต 3 ผลการวิจัย พบว่า การติดต่อส่อื สาร อยใู่ นระดบั มาก 2.5 ด้านการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ในภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจ เป็นเพราะ ผู้บรหิ ารและครูรว่ มกนั ประเมนิ ผลของการดาเนินงานตามแผนท่ีได้ตั้งไว้ และผู้บริหารและ ครูมีความสามารถในการปรับปรุงงานโดยมีการสอดแทรกการมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ สอดคล้อง กับงานวิจัยของ อริศษรา อุ่มสิน (2560) ได้ทาการศึกษาการทางานเป็นทีมของครูผู้สอนใน สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการ ศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการวิจัย พบว่า ด้านการ ปรบั ปรุงงานอยา่ งต่อเนื่อง อยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นาแบบมีบารมีของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทิศทางบวกกับการทางานเป็นทีมของครู ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดบั .05 ทงั้ นอ้ี าจเพราะผู้บรหิ ารเป็นผนู้ ามีอทิ ธพิ ลในการจูงใจผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติงานตาม โดยใช้ความ พยายามของตนให้บรรลเุ ปา้ หมายขององค์กรหรือบรรลตุ ามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และภาวะผูน้ าแบบบารมขี องผู้บริหารทส่ี ่งผลตอ่ การทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสานักงาน เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวม (Ytot) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ท้ังนี้ อาจเพราะผู้นาแบบมีบารมี เน้นความสาคัญที่เป้าหมายของงาน แต่ก็ให้ความสนใจกับค่านิยม ความ คิดเห็นและแรงจูงใจร่วมกันของผู้ตามหรือผู้ทางาน โดยจะให้ผู้ทางานรู้ถึงทิศทางในการทางานว่าจะมุ่ง ไปทางไหน ซึ่งทาให้คนทางานรู้ว่าเขามีความสาคัญและงานของเขาท้ังหมดมีความหมาย จึงทาให้มีแรง ดลใจและทุ่มเทแรงใจแรงกายร่วมกัน สุดท้ายก็จะทาให้ผู้ทางานทุกคน เกิดการยอมรับในงานและ จุดมุ่งหมายของงานร่วมกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ กมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา (2560) ได้ศึกษาภาวะ ผู้นาเชิงบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา มัธยมศึกษาเขต 1 ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นาเชิงบารมีของผู้บริหารในภาพรวมทุกด้านส่งผลต่อ ประสิทธผิ ลของสถานศกึ ษาสังกัดสานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยสามารถร่วมกัน ~ 116 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 ทานายประสิทธิผลของโรงเรียนในภาพรวมได้ร้อยละ 81.60 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สิทธิศักดิ์ เพ็ชรย้ิม (2562) ได้ศึกษาการทางานเป็นทีมท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ผลการวิจัย พบว่า การทางานเป็นทีมท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของ โรงเรียน สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 22 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .01 ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย จากผลการศึกษาภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารส่งผลต่อการทางานเป็นทีมของครูใน โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร พิจารณาเป็นรายด้านท่ีมีการ ปฏิบตั ิตา่ ที่สดุ ได้ดังนี้ 1. ภาวะผนู้ าแบบมีบารมขี องผูบ้ รหิ าร ผบู้ ริหารควรมีความกล้าที่จะปรับเปล่ียนแนวคิดและกาหนดเป้าหมายท่ีจะนาองค์กรไปสู่ ความสาเร็จ อีกทั้งควรมีความเสียสละเพื่อส่วนรวมทาให้ได้รับความพอใจจากบุคลากรทุกกฝ่าย ใน การปฏบิ ัตงิ าน และความสามารถในการใชศ้ กั ยภาพเพื่อทาใหบ้ ุคลากรร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงาน เพอ่ื นาองค์กรไปสู่ความสาเร็จตามเป้าหมาย ผู้บริหารควรรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ เพ่ือนามา เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจ รวมถึงกล้าท่ีจะเปล่ียนวิธีการแบบเดิมไปสู่เงื่อนไขในการปฏิบัติงาน แบบใหม่ มีการสื่อสารให้องค์กรได้มีความรู้ความสามารถในการลาดับข้อมูลต่าง ๆ และมีการ แสดงออกถึงความเช่ยี วชาญในเร่อื งตา่ ง ๆ 2. การทางานเปน็ ทมี ของครู ผู้บริหารควรมีการสื่อสารกับครูและบุคลากรฝ่าย อื่น ๆ โดยทุกฝ่ายจะต้องรับฟังและทา ความเขา้ ใจเพอ่ื นาไปสกู่ ารปฏิบตั งิ านไดอ้ ย่างถกู ต้องครบถ้วน อกี ทงั้ ยงั ควรให้ความช่วยเหลือแก่เพ่ือน ครใู นการแกไ้ ขปญั หาระหว่างปฏบิ ัตงิ านโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการร่วมคิดมากย่ิงข้ึน และร่วมกับ ครคู วรมกี ารประชุมเพอ่ื วางแผนการปฏิบัติงาน มากไปกว่าน้ันผู้บริหารและครูควรสร้างนวัตกรรมใน การทางานเพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว คล่องตัวให้มากย่ิงข้ึน และควรมีศักยภาพในการพัฒนา ผลการปฏิบตั ิงานของคณะครู ได้แกก่ ารลดเวลาในการทางาน การเพ่ิมศักยภาพของงาน ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครง้ั ต่อไป 1. ควรทาการศึกษาเชิงคุณภาพเพิ่ม เพราะในงานวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งในการวิจัยสารวจคร้ังต่อไป ควรเพ่ิมการสารวจเชิงคุณภาพ เพ่ือสอบถามข้อมูลเชิงลึกท่ี แบบสอบถามท่ัวไปไมส่ ามารถเกบ็ ข้อมลู ได้ ~ 117 ~

รายงานสบื เนื่องจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 2. ควรทาการศึกษาในสถานท่ีแตกต่างกัน เพราะในงานวิจัยครั้งน้ีเป็นการศึกษาเฉพาะใน จังหวัดสมุทรสาครเท่าน้ัน ในการวิจัยสารวจคร้ังต่อไป ควรมีการศึกษาภูมิภาคอ่ืน ๆ เพ่ือให้มีความ ครอบคลมุ ของข้อมูล เอกสารอา้ งอิง กมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา. (2560). ภาวะผู้นาเชิงบารมีของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของ สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 1. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบรุ ี. เนรมิตร มีเพียร. (2560). การศึกษาบทบาทภาวะผู้นาเชิงอานาจบารมีในเขตพ้ืนท่ีตาบลคุระ อาเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา. รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขานโยบายสาธารณะ) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสนุ นั ทา. ประพันธ์ คาสามารถ. (2553). การศึกษาการทางานเป็นทีมของบุคลากรในโรงเรียน สังกัด สานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1. สารนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต (บริหารการศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. รัชนีกร สมทรัพย์. (2550). การทางานเป็นทีมของผู้บริหารและครูในโรงเรียนทีได้รับรางวัล พระราชทานประจาปีการศึกษา 2547 - 2548 ในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบณั ฑติ (บริหารการศึกษา) บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั จันทรเกษม. รุ่งฤดี เรืองสิน. (2562). ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษากับการทางาน เป็นทีมในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3. ครุศาสตรมหาบัณฑิต การบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั รภัฏบรุ รี ัมย์. ลาเทยี น เผ้าอาจ. (2559) การทางานเปน็ ทมี ของขา้ ราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาส อาเภอเมือง ตราดสังกัดสานักงานเขตพ้ืนทีการศึกษาประถมศึกษาตราด. ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา. สิทธิศักดิ์ เพ็ชรยิ้ม. (2562). การทางานเป็นทีมท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สานักงานเขต พ้นื ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร. อรศิ ษรา อ่มุ สิน. (2560). ศกึ ษาการทางานเปน็ ทมี ของครผู ู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 17. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏราไพพรรณี. ~ 118 ~

รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 อารีรัตน์ จีนแส. (2562). ภาวะผู้นาแบบบารมีของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ บรหิ ารการศึกษา คณะครุศาสตรอ์ ตุ สาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี. Conger & Kanungo. (1987). Toward a Behavioral Theory of Charismatic Leadership in Organizational Settings, Academy of Management Review. House. H.J. (1974). The Path Goal Theory of Leadership. Some Prst Hoc and Priori Tests. In J.G> Hrnt and L.L. Larson (eds.). Contingency Approaches to Leadership. Corbondalell: Sounthern lllinois University Press. Romig, D. A. (1996). Breakthrough teamwork: Out standing result using structured teamwork. Chicago: Irwin. Woodcock, M. (1989). Team development manual. 2nd ed. Worcester, Great Britain: Billing & Son. ~ 119 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารกับการทางานเปน็ ทมี ของครูในสถานศึกษาสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร The Relationship between Transformational Leadership and Teacher’s Teamwork in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Area Office นชิ าภา เหว่ย1 นษิ ฐส์ ินี กปู้ ระเสริฐ2 1บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยธนบุร,ี [email protected] 2คณบดบี ณั ฑติ วทิ ยาลยั หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยธนบรุ ,ี [email protected] บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2) การทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะ ผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูใน สถานศกึ ษาสงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2563 จานวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียรสัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ รองลงมา คือ ด้านการคานึงถึงความเป็น ปัจเจกบุคคล ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา 2) การทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ด้านการประสานงาน 3) ภาวะผู้นาการ เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทิศทางบวกกับการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมอยู่ระดับสูงอย่างมี นยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 ~ 120 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 คาสาคญั : ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง การทางานเปน็ ทมี สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา สมุทรสาคร Abstract The purposes of the current study were to study 1) transformative leadership of school principals under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, 2) team- working of school teachers under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, and 3) relationship between principals’ transformative leadership and teachers’ team-working in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office. A sample group consisted of 341 teachers and principals in schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office in the 2020 academic year. A questionnaire was used as a research instrument. Data were analyzed by means of frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson’s correlation coefficient. The findings revealed that 1) overall principals’ transformative leadership was at a high level. When inspecting at individual aspects, the highest averaged aspect was idealized and influence, followed by individualized consideration, while the lowest averaged was intellectual stimulation, respectively. 2) Overall team-working of school teachers under Samut Sakhon Primary Educational Service Office was at a high level. When inspecting at individual aspects, the highest averaged aspect was continuous development, followed by creativity, while cooperation aspect was the lowest. 3) Principals’ transformative leadership positively related to team working of school teachers under Samut Sakhon Primary Educational Service Office, significantly at .05. Keywords: principals’ transformative leadership, teachers’ team working, Schools under Samut Sakhon Primary Educational Service Office ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา การบริหารสถานศึกษาน้ัน ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้นาเป็นผู้ที่มีความสาคัญมากต่อการ พัฒนาองค์กรให้บรรลุประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพและเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดี ผู้บริหารจาเป็น ต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงมี ~ 121 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 อิทธิพลต่อการเปล่ียนแปลงทั้งพฤติกรรม และเจตคติในการทางานของบุคลากรในสถานศึกษาให้ การศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเป็นผู้ท่ีมี ความสามารถในการนาและบริหารสถานศึกษา มีบทบาทหน้าท่ีในการบริหารตามขอบข่ายภารกิจของ สถานศึกษา จัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามท่ีกาหนดไว้ คุณภาพของการจัดการศึกษาของ สถานศึกษานนั้ ๆ โดยดทู ี่ผลผลติ การศึกษา คอื ตวั นักเรียนว่า มีคุณภาพเพียงใด เป็นท่ียอมรับชื่นชมของ สังคมหรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้บริหารต้องทุ่มเทให้กับการบริหารสถานศึกษาให้มากตลอดจนสนับสนุน สง่ เสรมิ ให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ (สถาบนั พฒั นาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา, 2550) สอดคล้องกับทฤษฎีของ แบส และ อโว ลิโอ (Bass and Avolio, 1994) ได้กล่าวถึงภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงว่าสามารถเห็นได้จากผู้นาท่ีมี ลกั ษณะมีการกระตุ้นให้เกิดความสนใจในระหวา่ งผรู้ ว่ มงานและผู้ตามให้มองงานของพวกเขาในแง่มุมต่าง ๆ ทาให้เกิดตระหนักรู้เรื่องในภารกิจ (Mission) และวสิ ยั ทศั น์ (Vision) การทางานเป็นทีมนับว่ามีคุณค่าต่อองค์การในหลายประเด็น เนื่องจากการทางานเป็นทีมเกิด จากการประสานความสามารถท่ีแตกต่างกันของบุคคลหลายฝ่าย การมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมาย การมีส่วนร่วมในกระบวนการทางานและการตัดสินใจ การมีปฏิสัมพันธ์และความมีสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ตลอดจนการรับรู้ในความเป็นสมาชิกทีม สิ่งเหล่านี้จะนาไปสู่การสรรค์สร้างพัฒนาและยกระดับผลงาน ขององค์การ การคิดค้นนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อส่ือสารในองค์การตลอดจนการสร้าง แรงจูงใจ ความพึงพอใจและบรรยากาศของความสามัคคีให้เกิดข้ึนในองค์การ (อานาจ ธีระวนิช, 2547) เห็นได้จากการที่มีการกาหนดให้การทางานเป็นทีมเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมองค์การ ซ่ึงทุกองค์การ ตา่ งยอมรบั วา่ การทางานเปน็ ทีมเปน็ วธิ กี ารทเี่ หมาะสมและใช้ได้วิธีหน่ึงท่ีจะช่วยให้องค์การสามารถสร้าง ความมีคุณภาพสูงขึ้น สามารถให้บริการที่รวดเร็วข้ึน ช่วยสร้างความพึงพอใจโดยรวมให้แก่ผู้รับบริการ โดยการให้บุคลากรได้ใช้ความพยายามในการร่วมมือประสานการทางานและรับผิดชอบต่อกิจกรรมที่ สาคัญขององค์การในรูปแบบทีมงาน ทั้งนี้ ด้วยมุ่งประสงค์ให้องค์การมีทีมงานที่มีประสิทธิผลโดย ประสิทธิผลของทีมงานจะเกิดขึ้นจากการท่ีสมาชิกทุกคนยอมรับเป้าหมายมีวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจนและ พร้อมท่ีจะปฏิบัติตาม ซึ่งจะทาให้ทุกคนภายในทีม สามารถทางานร่วมกันด้วยความเต็มใจ อีกท้ัง สามารถตดั สนิ ใจในส่ิงท่ีเก่ียวข้องและมีความสาคัญ ทีมท่ีดีจะต้องเป็นทีมที่สามารถจัดการกับปัญหาโดย การหันหนา้ เข้าหากนั มีการปรกึ ษาหารอื รว่ มกันอยา่ งเปดิ เผย สามารถพูดคุยปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสบาย ใจ อีกทั้งสมาชิกในทีมจะต้องให้ความไว้วางใจและสนับสนุนซ่ึงกันและกัน มีการร่วมมือประสานงานกัน เพอ่ื ขจัดปัญหาและขอ้ ขดั แย้งท่เี กิดข้นึ ภายในองค์การได้ โดยสมาชิกทุกคนจะต้องเข้าใจในบทบาทหน้าท่ี ของตนเอง มีความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน และมีการตรวจสอบทบทวนการทางานเพ่ือที่จะนาข้อบกพร่องมา แก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานของทีมงานในอันท่ีจะช่วยส่งเสริมให้ทีมงานเกิดประสิทธิผล (Mike Woodcock and Dave Francis, 1994) ~ 122 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร เป็นหน่วยงานทางการศึกษาสังกัด ส า นั ก ง า น ค ณะ กร ร ม กา ร ก า ร ศึ กษ า ขั้ น พ้ื น ฐ า น รั บ ผิ ด ช อ บ ก า ร ศึ กษ า ข้ั น พ้ื น ฐ า น ใ น เ ข ต จั ง ห วั ด สมุทรสาคร มีสถานศึกษาในสังกัดจานวน 102 โรงเรียน (กลุ่มนโยบายและแผน สานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร, 2563: ออนไลน์) ซึ่งมีการติดต่อประสานงานและทากิจกรรม ร่วมกันกับสถานศึกษา โดยต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร การประสานงาน และต้องได้รับความร่วมมือ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งส้ิน โดยจะต้องอาศัยการทางานเป็นทีมเพ่ือดาเนิน ไปสู่จุดหมายท่ีกาหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สภาพความเป็นจริงแล้วการทางานเป็นทีมที่มี ประสิทธิภาพในสถานศึกษามีไม่มากนัก จึงทาให้งานไม่มีคุณภาพ และส่งผลเสียต่อการจัดการศึกษา ของสถานศกึ ษา ที่ไม่สามารถทาให้เปน็ ไปตามเป้าหมายการดาเนนิ งานได้ จากปัญหาและความสาคัญดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลทาให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกั ด สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาสมทุ รสาคร เพือ่ ใชใ้ นการพฒั นาและปรับปรุงในการปรับพฤติกรรมภาวะ ผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร โดยการบริหารงานท่ีดีน้ันจะมีความสัมพันธ์กับการทางานเป็นทีม ของครใู นสถานศึกษาสังกัดสานกั เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาครเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพ และประสทิ ธผิ ลในองค์กรได้ วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั 1. เพอ่ื ศกึ ษาภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2. เพ่ือศึกษาการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร 3. เพื่อศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งภาวะผนู้ าการเปลย่ี นแปลงของผู้บริหารกบั การทางานเป็น ทมี ของครูในสถานศึกษาสังกัดสานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสมทุ รสาคร สมมติฐานการวิจัย ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศกึ ษาสงั กดั สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร กับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ~ 123 ~

รายงานสืบเน่ืองจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 สมุทรสาคร โดยศกึ ษาแนวคดิ เกีย่ วกับภาวะผนู้ าการเปล่ยี นแปลงของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาตามแนวคิด ของ Bass and Avolio (1994) และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการทางานเป็นทีมของครูตามแนวคิดของ Romig (1996) สามารถนามาสรุปเป็นกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ภาวะผูน้ าการเปลยี่ นแปลงของผูบ้ ริหาร การทางานเปน็ ทมี ของครู สถานศึกษา 1) การตดิ ต่อสอื่ สาร (Y1) 2) การร่วมมือ (Y2) 1) การมีอิทธิพลเชงิ อดุ มการณ์ (X1) 3) การประสานงาน (Y3) 2) การสรา้ งแรงบันดาลใจ (X2) 4) การมีความคิดสรา้ งสรรค์ (Y4) 3) การกระตุ้นทางปัญญา (X3) ภ5) การปรบั ปรุงอยา่ งต่อเน่ือง (Y5) 4) การคานึงถงึ ความเปน็ ปัจเจกบคุ คล (X4) ที่มา: Romig (1996) ที่มา: Bass and Avolio (1994) ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย วิธกี ารวิจยั การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการศึกษา เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของ ผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรสาคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) โดยมีวิธีดาเนินการ ตามลาดับหัวข้อดังต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2563 จานวน 2,327 คนประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษา 96 คน และครูในสถานศึกษา 2,231 คน (ข้อมูล วันท่ี 10 มิถุนายน พ.ศ.2563 ของ สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จานวน 102 โรงเรียน ซึ่งจานวนกลุ่มตัวอย่างได้จากการ คานวณโดยใช้สูตรของ Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 341 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษา 13 คน และครูในสถานศึกษา 328 คน และทาการสุ่มด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ~ 124 ~

รายงานสืบเน่อื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัยเปน็ แบบสอบถาม (Questionnaire) มคี ณุ ลกั ษณะดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสารวจรายการ (Checklist) สอบถามเก่ียวกับข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบ แบบสอบถามประกอบด้วย เพศ อายุ ระดบั การศึกษา ประสบการณ์ในการทางาน ตาแหน่งและวทิ ยฐานะ ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง จานวน 20 ข้อ มีลักษณะ เป็นแบบมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของ Likert ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จานวน 25 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตรา ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ของ Likert การสรา้ งเครอื่ งมือท่ใี ช้ในการวิจยั เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยมีขน้ั ตอนการสร้างแบบสอบถามดังนี้ 1. ศกึ ษาหลกั การ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ที่เกีย่ วข้องกับภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ ผู้บริหารสถานศึกษา และการทางานเป็นทีมของครู งานวิจัยที่เก่ียวข้องนามาเป็นเกณฑ์ในการสร้าง แบบสอบถาม 2. สร้างแบบสอบถาม กาหนดประเด็นที่จะสอบถาม นาแบบสอบถามที่สร้างข้ึน เสนอ อาจารย์ทีป่ รกึ ษาการวิจยั เพอื่ ตรวจสอบปรับปรุงความสมบูรณ์ และความถูกต้องให้ครอบคลุมท้ังด้าน โครงสร้างเนือ้ หา และความเหมาะสมในการใช้ภาษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่ผู้ตอบ และครอบคลุม เร่ืองทตี่ อ้ งการศึกษาแลว้ นามาปรบั ปรงุ แก้ไข 3. นาแบบสอบถามให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยนาแบบสอบถามเสนอผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบเพ่ือพิจารณาความเที่ยงตรง ความ ถูกต้องของเนื้อหาและความเหมาะสมของภาษาที่ใช้โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม กับวัตถุประสงค์มาวิเคราะห์หาค่า IOC (The Index of Item-Objective Congruence) เพื่อความ ถูกต้องของเครื่องมือและนามาปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญเพ่ือให้เกิดการพัฒนาและ มีความสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ ซ่ึงผลการตรวจสอบที่ ไดม้ ีค่าระหวา่ ง 0.67–1.00 4. นาแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้ (Try Out) ผู้บริหาร สถานศึกษาหรือครูในสถานศึกษา ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาคุณภาพของเคร่ืองมือ โดยการหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ อลั ฟา (Alpha Coefficient) ของ (Cronbach, 1970: 161) โดยได้คา่ ความเชอ่ื ม่นั เท่ากบั 0.92 ~ 125 ~

รายงานสบื เน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 5. นาแบบสอบถามท่ีผ่านการหาคุณภาพแล้ว พิมพ์เป็นแบบสอบถามฉบับจริงเพ่ือใช้เป็น เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู กบั กลมุ่ ตัวอย่าง สถิติท่ใี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู 1. วิเคราะห์เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยแจกแจงความถ่ี (frequency) และค่าร้อยละ (percentage) 2. วิเคราะห์ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับการทางานเป็นทีมของครูใน สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยการหาค่าเฉล่ีย (mean) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3. การวิเคราะห์หาค่าสถิติความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับ การทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวจิ ัย ผลการวเิ คราะห์วเิ คราะห์ภาวะผูน้ าการเปลีย่ นแปลงของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉล่ียและส่วน เบ่ยี งเบนมาตรฐาน ดงั ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรสาคร ในภาพรวม ภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลง SD แปลผล ลาดับ ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 1. การมอี ทิ ธพิ ลเชงิ อุดมการณ์ (X1) 4.23 0.71 มาก 1 2. การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ (X2) 4.19 0.75 มาก 3 3. การกระตนุ้ ทางปญั ญา (X3) 4.19 0.76 มาก 4 4. การคานึงถงึ ความเป็นปจั เจกบุคคล (X4) 4.22 0.75 มาก 2 รวม 4.21 0.74 มาก จากตารางท่ี 1 พบว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.21, SD=0.74) เม่ือ พิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ( =4.23, ~ 126 ~

รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 SD=0.71) รองลงมา คือ ด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ( =4.22, SD=0.75) ส่วนด้านท่ีมี คา่ เฉล่ียต่าสดุ คอื ด้านการกระตุ้นทางปญั ญา ( =4.19, SD=0.76) ผลการวิเคราะห์การทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัด สานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในภาพรวม การทางานเป็นทมี ของครูในสถานศึกษา x SD ระดับ ลาดับ มาก 4 1. การตดิ ตอ่ สือ่ สาร (Y1) 4.19 0.77 มาก 3 มาก 5 2. การรว่ มมือ (Y2) 4.20 0.76 3. การประสานงาน (Y3) 4.16 0.77 4. การมีความคดิ สรา้ งสรรค์ (Y4) 4.21 0.73 มาก 2 5. การปรบั ปรุงอยา่ งตอ่ เน่อื ง (Y5) 4.24 0.73 มาก 1 ภาพรวม 4.20 0.75 มาก จากตารางท่ี 2 พบว่า ผลการวิเคราะห์การทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.20, SD=0.75)เมื่อพิจารณาใน รายละเอียด พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ( =4.24, SD=0.73) รองลงมา คือ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ( =4.21, SD=0.73) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ด้านการ ประสานงาน ( =4.16, SD=0.77) ผลการผลการวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารกับการ ทางานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏดัง ตารางที่ 3 ~ 127 ~


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook