รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 เขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) สังกัดสานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มกี ารบรหิ ารเชงิ กลยุทธใ์ นภาพรวม อยู่ในระดับ มาก 2. จากผลการวิจัย พบว่า การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานครเขต 1 ผลการวิจัย พบว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เนื่องมาจากการ จัดระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษาของผู้บริหารท่ีมีการกาหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์และ พันธกิจอย่างชัดเจน สามารถดาเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตร สถานศึกษาในทุกกลุ่มเปา้ หมาย จัดทาแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ดาเนินการพัฒนาครูและ บคุ ลากรให้มีความเชยี่ วชาญทางวชิ าชีพ และจดั ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหาร จัดการและการเรียนรู้รวมท้ังจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมท่ีเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ ซ่ึง สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิสาลินี รัตนโอภา (2555) ท่ีได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงาน การประกันคุณภาพกับการดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารและครูหัวหน้างานการประกันคุณภาพภายใน สังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 ผลการวิจัยการบริหารงานการประกันคุณภาพของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหาร และครูหัวหน้างานประกันคุณภาพภายใน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุงเขต 2 โดย ภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก นอกจากน้ันยังพบงานวิจัยของ ศิรินทร ดงเรืองศรี (2561) ท่ีได้ทาการวิจัยเร่ืองศึกษาการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนนิคม พฒั นา สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า การดาเนินการ ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับ เกศรา สิทธิแก้ว (2558) ผลการวิจัย พบว่า การดาเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและแนวคิดของ Peter (1992) ที่ได้นาเสนอแนวคิดและกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในประเทศ ออสเตรเลีย โดยในข้ันตอนแรกกล่าวถึงความจาเป็นของการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาใน ปัจจุบันและอนาคต ช้ีให้เห็นว่าคุณภาพที่มีความสาคัญต่อการศึกษาอย่างยิ่ง จากน้ันได้กล่าวถึง กระบวนการพัฒนาระบบประกนั คุณภาพการศึกษาโดยยึดการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสาคัญ มีการกาหนด เป้าหมายและทิศทางการพัฒนาการเรียนรู้อย่างชัดเจน ให้ทุกคนท่ีเก่ียวข้องมีส่วนร่วม มีการตัดสินใจ โดยใช้ฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ กาหนดระบบและวิธีการควบคุมคุณภาพท้ังในส่วนของกระบวนการและ ผลลัพธ์อีกท้ังมุ่งมั่นให้สถานศึกษาเป็นเสมือนองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีกระบวนการพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเน่ืองและมีการวางแผนการจัดการดาเนินคุณภาพเชิงรุก และได้มีการสรุปการประกันคุณภาพ ~ 28 ~
รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 การศึกษาว่าไม่สามารถรับประกันคุณภาพของตัวผู้เรียนได้แต่กระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา สามารถใช้เปน็ วธิ ีการท่ีจะนาไปสู่องคก์ รแห่งการเรยี นรู้ทีม่ ีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้ 3. จากผลการวิจัย พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์กับการ ประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ใน ระดับมาก อาจเน่ืองมาจากในโรงเรียนส่วนใหญ่จะกาหนดให้มีการจัดทากลยุทธ์ หรือแผนระยะยาว ซึ่งเปน็ หวั ใจหลักของการบริหารเพ่ือนามาใช้ในการบริหารงาน เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาสและปัญหา อุปสรรคท่ีเป็นอยู่ในขณะนั้นและในการจัดทากลยุทธ์นั้นจะต้องสอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนของ โรงเรียน อีกทัง้ ต้องกาหนดวสิ ยั ทัศน์ พนั ธกิจ วัตถปุ ระสงค์ ภารกิจ เป้าหมายและการกาหนดทิศทาง ของโรงเรียน เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่กาหนดไว้เพ่ือให้สนองตอบต่อแนวคิด หลักการของ โรงเรียนซ่ึงต้องให้สอดคล้องกับกระแสความเปล่ียนแปลงของสภาวะแวดล้อม สอดคล้องกับงานวิจัย สุภาพร ภิรมย์เมือง (2556) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก นอกจากน้ันยังมีงานวิจัย ของ จักรกฤษณ์ พันธ์โพคา (2558) ได้ศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ของ ผู้บริหารสถานศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี โดยภาพรวมและราย ด้านอยูใ่ นระดับมาก และยังมีงานวิจยั ของ พงษ์ดนยั ศรีวเิ ชยี ร (2558) ได้ศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัยพบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตาม ทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ใน ภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ยั ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ผ้วู จิ ยั ไดน้ าเสนอข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้ ดงั นี้ 1. จากผลการวิจัยกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงาน เขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 พบว่า ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ครูนาข้อมูล ด้านชุมชนสถานศึกษาทตี่ ัง้ อยู่ วัฒนธรรม ประเพณี อาชพี ฯลฯ มาประกอบการวิเคราะห์แผนกลยุทธ์ ส่งเสริมให้ครูมีความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษาตามแผนกลยุทธ์โดยคานึงถึงการประหยัด งบประมาณและประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนพึงได้รับ และควรเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการกาหนด กลไกและระบบทชี่ ดั เจนในการควบคมุ ตดิ ตาม การปฏบิ ัตงิ านทกุ ขัน้ ตอน ~ 29 ~
รายงานสืบเนือ่ งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 2. จากผลการวิจัยการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหาร และการจัดการของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 พบว่า ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูมีการสารวจความต้องการของชุมชน ท้องถ่ินที่ตั้งของสถานศึกษา เพือ่ นามากาหนดในเป้าหมายได้ชัดเจน มีการกากับติดตามดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการนิเทศภายใน เพ่อื ใหก้ ารบริหารดาเนนิ ไปอยา่ งมคี ุณภาพ มีการเชื่อมโยงวิถีชีวิตจริงของผู้เรียนที่ครอบคลุมถึงชุมชน และสังคม ได้แก่ หลักสูตรท้องถ่ินศึกษา ได้เปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความสามารถในด้าน วชิ าชีพมาพฒั นาครู ผเู้ รยี น ให้เกดิ การเรยี นรแู้ ละประกอบอาชีพในอนาคต ทาใหค้ รมู คี วามสามารถใน การจัดสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เรียน ทาให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพแก่ผู้เรียนอย่าง ต่อเน่ืองและให้ความสาคัญกับการให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับครูและบุคลากรฝ่าย อื่น ๆ เพ่อื ให้เกิดความคลอ่ งตัว รวดเรว็ มีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป 1. ควรมีการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานที่ 2 กระบวนการและการบริหารจัดการสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 2. ควรมีการศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์กับประสิทธิผล การบรหิ ารสถานศกึ ษา สังกัดสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 3. ควรศกึ ษาเพ่มิ เตมิ เกี่ยวกับการนาตัวแปรอ่ืนท่ีนอกเหนือจากการวิจัยครั้งน้ีกับการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการและการบริหารจัดการสถานศึกษา สังกัด สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 เอกสารอา้ งองิ กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: สานักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา สานกั งานคณะกรรมการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกระทรวงศึกษาธกิ าร. เกศรา สิทธิแก้ว. (2558). ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อการ ดาเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ .ี จกั รกฤษณ พันธโพคา. (2558). การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธของผบู้ ริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต พ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์. ~ 30 ~
รายงานสืบเนือ่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ณฐวัฒน์ พระงาม. (2555). การติดต่อส่ือสารแบบปฏิสัมพันธ์ในองค์การ. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัย พษิ ณโุ ลก. พงษ์ดนัย ศรีวิเชียร.(2558). ศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. วิทยานิพนธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เทพสตรี. เพญ็ พิชชา โคตรชาลี.(2556). ความสมั พนั ธร์ ะหว่างการบริหารเชิงกลยทุ ธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับการเป็นองค์กรท่ีมีขีดสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัด ขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย. รินรดา น้าใจสุข.(2556). การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีส่งผลต่อสมรรถนะ ประจาสายงานของครู สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. วรัทยา ธนพัฒนรุ่งโรจน์. (2559) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์ อุปถัมภ์) สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 การค้นคว้าอิสระ หลกั สตู รครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร. วริศรา บุญธรรม. (2560). การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ใน จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย ราชภัฏราไพพรรณ. วิสาลินี รัตนโอภา. (2555). ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานการประกันคุณภาพกับการ ดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู หัวหน้างานประกันคุณภาพภายใน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุงเขต 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราช ภัฏสงขลา. ศิรินทร ดงเรอื งศรี. (2561) การประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษากลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา ศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั บูรพา. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1. (2563). ข้อมูลสารสนเทศปี การศึกษา2563. กรงุ เทพฯ: สพม.กรงุ เทพมหานคร เขต 1. ~ 31 ~
รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2559). คู่มือการประเมินคุณภาพตามมาตรฐาน การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน เพ่ือการประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สานักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ. สภุ าพร ภิรมยเ์ มอื ง. (2556). การบรหิ ารเชิงกลยุทธของผบู้ ริหารกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. Adair, J. (2002), Effective Strategic Leadership. London: Pan Macmillan Cronbach, L J. (1970),. Essentials of Psychological Testing. 3rd ed. New York: Harper & Row. Peter Write, Charles D. Pringle and Mark J. (1992). Kroll. Strategic Management: Text and Case. Massachusetts: Ally and Bacon. Thomas L. Wheelen and J. David Hunger. (2004). Strategic Management and Business Policy, 9th ed. (Upper Saddle River, N.J.: Prentice–Hall. ~ 32 ~
รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 ความคาดหวงั และความพงึ พอใจของผู้ปกครองท่มี ีต่อระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน ศูนย์การศกึ ษาพิเศษในเครือข่ายส่งเสรมิ ประสทิ ธภิ าพการจัดการศกึ ษา สงั กัดศูนย์การศึกษาพเิ ศษเขตการศกึ ษา 1 สานกั บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ Parent’s Expectancy and Satisfaction toward The Student Care and Support System in The Special Education Center in the Network to Promote the Efficiency of Educational Management Group 1, Special Education Bureau. วิชชุลดา นามสงา่ 1 ปฐมพรณ์ อนิ ทรางกูร ณ อยุธยา2 วิเชียร อนิ ทรสมพันธ์3 1นักศกึ ษา หลกั สตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยธนบรุ ,ี [email protected] 2คณบดบี ณั ฑติ วทิ ยาลัย หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยธนบรุ ี, [email protected]. 3คณบดคี ณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั บา้ นสมเด็จเจ้าพระยา, [email protected] บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลือนักเรยี น 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพิเศษ ซึ่งการกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของ Yamane (1973: 1088) กลุ่มตัวอย่าง จานวน 301 คน เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย คอื แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน ใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์ สนั สถิตกิ ารทดสอบประชากร 2 กลุ่มสัมพนั ธ์ และวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนสองทาง ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคาดหวังของผู้ปกครองโดยภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับ มาก ในรายละเอียดพบว่าผู้ปกครองมีความคาดหวังด้านการส่งต่อสูงสุด รองลงมาด้านการส่งเสริม นักเรียน ส่วนด้านการคัดกรองนักเรียนต่าสุด 2) ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองโดยภาพรวมมี ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากในรายละเอียดพบว่าผู้ปกครองมีความพึงพอใจด้านการรู้จักนักเรียนเป็น รายบคุ คลสูงสดุ รองลงมาด้านการสง่ เสริมนักเรยี น สว่ นด้านการส่งตอ่ ต่าสุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่าง ความคาดหวังกับความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ .465 4) เปรียบเทียบความคาดหวังกับความ ~ 33 ~
รายงานสืบเน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 พึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 โดยความคาดหวังมีค่าเฉลี่ยมากกว่าความพึงพอใจ และจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ท้งั หมดมีความแตกต่างกนั อย่างไม่มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ คาสาคัญ: ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ Abstract The purposes of this research were: 1) Study the level of parent’s expectancy toward The Student Care and Support System 2) Investigate the level of parent’s satisfaction toward The Student Care and Support System. 3) Determine the relationship between parental expectancy and satisfaction toward The Student Care and Support System 4) Compare between parental expectancy with satisfaction toward The Student Care and Support. Using personal factors of parents as a sample classification, the target samples were selected from among parents of students in The Student Care and Support System in The Special Education Center School Group 1. The samples of 301 people. Questionnaire survey was used as the research instrument. The study was performed statistical analysis by using the mean and standard deviation. Pearson’s product moment correlation coefficient, t-test of dependent sample, and Two-Way ANOVA, were useful tools for hypothesis testing. The results showed that 1) the average level of parent’s expectancy toward The Student Care and Support System was at the high level. It was thoroughly found parent’s expectancy at the highest and high level: student referring and encouragement, respectively. The lowest level of expectancy was the student screening process. 2) The average level of parent’s satisfaction toward The Student Care and Support System was at the high level, and it was showed in detail that parents satisfied with recognizing individual student at the highest level, and encouragement came in second. The lowest level of satisfaction was student referring. 3) Relationship between expectancy and satisfaction toward The Student Care and Support System were significantly related at the .05 level with significant correlation coefficient at 0.465. 4) Comparison between parent’s expectancy and ~ 34 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 satisfaction toward The Student Care and Support System in were significantly different at .05 with the higher level of parent’s expectancy than satisfaction. Moreover, the total of parental expectancy and satisfaction classified by personal factors indicated no statistically significant difference. Keywords: parent’s expectancy and satisfaction, the student care and support system, the special education center ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือเด็กพิการ เป็นกลุ่มพิเศษท่ีต้องจัดการศึกษาพิเศษให้ เนื่องจากเด็กพิการไม่สามารถจะรับการบริการทางการศึกษาเหมือนกับนักเรียนปกติได้ เพราะด้วย ข้อจากัดของภาวะโรคท่ีทาให้เกิดความพิการ สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (2560) กล่าวว่าการ จัดการศึกษาสาหรับคนพิการ จะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถคนพิการให้เต็มศักยภาพของแต่ละ บุคคล โดยการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention Services) ตั้งแต่แรกเกิดหรือ แรกพบความพิการ ให้การศึกษาอบรมพ้ืนฐานให้สามารถดารงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ช่วยเหลือ ตนเองได้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ นโยบายการศึกษาพิเศษที่ดีจะเป็นแนวทางให้มีการ จัดการท่ีเหมาะสมรวมท้ังการจัดบริการด้านอ่ืน ๆ อาทิเช่น ส่ือและบริการทางการศึกษาท่ี เฉพาะเจาะจงกับความพิการ การบริการทางการแพทย์ คือการให้บริการทางกายภาพบาบัด กิจกรรมบาบัดท่สี อดคลอ้ งกบั ความพิการเพื่อการพัฒนาศกั ยภาพรอบด้านของนักเรียนพิการแต่ละคน ที่จาเป็นต้องได้รับ ฉะน้ันจึงจาเป็นต้องมีนโยบายการศึกษาพิเศษเฉพาะ นอกเหนือไปจากนโยบาย ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ “สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ” มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ โดย ให้การสนับสนุนด้านรูปแบบการจัดการศึกษา บุคลากร เพ่ือให้คนพิการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยา่ งทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้โอกาสการศึกษาท่ีเท่าเทียมท้ังการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต่อเน่ืองตลอดชีวิต โดยยึดหลักการศึกษาเพ่ือปวงชน ที่ได้ กาหนดไว้อย่างชดั เจน ในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 มาตรา 43 ซึ่งบัญญัติ ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะแห่งความแตกต่างในเร่ือง ถ่ินกาเนิด เช้ือชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางร่างกาย หรือสุขภาพ สถานะบุคคล จะกระทามิได้ ซ่ึงหมายความว่า ประชาชนไทยทุกคนย่อมมีสิทธิทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างน้อย อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม กันไม่ว่าจะมีสภาพทางร่างกาย หรือสุขภาพอย่างไร ทั้งน้ีรัฐต้องจัดส่ิงอานวยความสะดวกและความ ชว่ ยเหลือให้ ตามมาตรา 55 ซ่ึงบัญญัติว่า “บุคคลซ่ึงพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิที่จะได้รับส่ิงอานวย ~ 35 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 ความสะดวก อันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกาหนด” รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และรัฐบาลได้ พยายามผลักดันให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อคนพิการอย่างเต็มท่ี ด้ังน้ันทิศทางการจัด การศึกษาสาหรับคนพิการ จึงควรมุ่งเน้นการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมต้ังแต่พบความพิการ และเตรียมความพรอ้ มใหค้ นพกิ ารไดเ้ รียนรว่ มอยา่ งมคี วามสขุ กบั เด็กทว่ั ไปในชมุ ชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้มีการจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษเรียนร่วมข้ึนและสนับสนุนให้ศูนย์ การศึกษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษา 13 แหง่ และศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด 64 แห่ง รวมเป็น 77 แห่งท่ัวประเทศ มีความเข้มแข็ง สามารถให้บริการในพื้นที่ในการค้นหาคนพิการ คัดแยก ให้บริการ ช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม เตรียมความพร้อม ส่งต่อ จัดส่ือ ส่ิงอานวยความสะดวก บริการและความ ช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามความต้องการจาเป็น ประสานกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องและ สนบั สนุนการจดั การศึกษาเพ่อื คนพิการทุกรูปแบบ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล รายงานผลรวมทั้งวิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อคน โดยศูนย์การศึกษาพิเศษ มีการบริหารจัดการตาม โครงสร้างการบริหารงาน 4 กลุ่มงาน คือ กลุ่มบริหารวิชาการ กลุ่มแผนงานและงบประมาณ กลุ่ม บริหารงานบุคคล และกลุ่มบริหารงานท่ัวไป ซ่ึงกลุ่มบริหารทั่วไปจะรับผิดชอบงานระบบดูแล ช่วยเหลอื นักเรียนของศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ ซงึ่ งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้นเป็นงานท่ีแทรกอยู่ ในกระบวนการดาเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ท่ียังไม่ได้แยกออกมาและวางแผนการทางาน อยา่ งเปน็ ระบบ สง่ ผลต่อการดาเนินงานดา้ นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรยี นท่ไี ม่เป็นระบบ ล่าช้า และไม่ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองท่ีเป็นผู้เกี่ยวข้องหลักในระบบการจัดการเรียนการสอนใน เดก็ พิการ สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552) ระบุว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็น กระบวนการพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจสติปัญญา ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตท่ีมีความสุขตามที่สังคมมุ่งหวังไว้ โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษา โดย องค์ประกอบท้ัง 5 ด้านคือ 1) ด้านการรู้จักนักเรียนรายบุคคล 2) ด้านการคัดกรองนักเรียน 3) ด้าน การส่งเสรมิ และพัฒนานักเรียน 4) ด้านการป้องกันและแก้ไชปัญหา 5) ด้านการส่งต่อนักเรียน ซ่ึงถือ เปน็ ขอ้ สาคญั ในการพฒั นานกั เรยี นของศูนย์การศกึ ษาพิเศษ ซ่งึ กระบวนการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ หนึ่งคนจะต้องอาศัยระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพราะเนื่องจากสภาพความพิการ และ สถานภาพทางครอบครัวทยี่ ากจน จากความสาคัญของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาระดับของความ คาดหวังและระดับความพึงพอใจ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับความพึงพอใจ และ เปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจ และนาผลมาปรับปรุงระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ~ 36 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ศูนย์การศึกษาพิเศษให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน และสอดคล้องกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ นักเรยี นใหต้ รงตามความพกิ าร และความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนต่อไป วัตถปุ ระสงค์การวิจัย 1. เพ่ือศึกษาระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพิเศษ 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศกึ ษาพเิ ศษ 3. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษา พเิ ศษเขตการศกึ ษา 1 4. เพ่อื เปรยี บเทยี บความคาดหวงั กับความพงึ พอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนในเครือขา่ ยส่งเสรมิ ประสิทธภิ าพการจัดการศึกษา สงั กดั ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษเขตการศึกษา 1 เมือ่ จาแนกตามปจั จัยส่วนบุคคลของผปู้ กครอง สมมติฐานการวจิ ัย 1. ความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนใน เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 1 มี ความสัมพนั ธก์ ันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 2. ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขต การศึกษา 1 จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ปกครองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .05 วธิ ีการวจิ ัย การดาเนนิ การวจิ ัยคร้ังนี้มวี ัตถุประสงค์ เพือ่ ศกึ ษาความสัมพันธ์ และเปรียบเทียบความคาดหวัง และความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิง พรรณนา (descriptive research) โดยใช้ศูนย์การศึกษาพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัด การศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 1 สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จานวน 5 ศูนยเ์ ป็นหน่วยวิเคราะห์ (unit of analysis) ผู้วิจยั ไดด้ าเนนิ การตามขั้นตอน มรี ายละเอียดดังน้ี ~ 37 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ี คือ ผู้ปกครองนักเรยี นของศูนย์การศึกษาพิเศษในเครือข่าย ส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 1 จานวน 1,214 คน (ข้อมลู จากแบบรายงานสานกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ ปี 2563) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ีเป็นผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษในเครือข่าย ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 1 และส่วนกลาง ซ่ึงทา การกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane (1973: 1088) ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นจานวน 301 คน และแบ่งชันภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแยกตามสถานศึกษา ทั้ง 6 จังหวัด จานวน 301 คน เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยเปน็ แบบสอบถาม มคี ุณลกั ษณะดังนี้ ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเก่ยี วกับข้อมูลสว่ นตัวพนื้ ฐานของผู้ปกครองของนักเรียน ท่ีเข้าเรียนที่ ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ คาถามเปน็ แบบตรวจสอบรายการ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ วุฒกิ ารศกึ ษา อาชีพ ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับความคาดหวังและความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือ นกั เรยี น ลักษณะเปน็ แบบมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั การสร้างเครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัยเปน็ แบบสอบถามเกย่ี วกับความคาดหวังและความพึงพอใจต่อระบบ ดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี นของผู้ปกครอง มีข้นั ตอนการสร้างแบบสอบถามดงั นี้ 1. ศึกษาหลกั การ แนวคิด ทฤษฎีท่ีเกย่ี วกับความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ี มีต่อการบริหารท่ัวไป ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จากเอกสาร ตารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องท้ังใน ประเทศและตา่ งประเทศ เพ่ือนาเนอ้ื หามาวเิ คราะห์แนวทางในการสรา้ งแบบสอบถาม 2. สรา้ งขอ้ คาถาม ตามดัชนีช้ีวัดให้ครอบคลุมนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรท่ีศึกษาภายใต้ คาแนะนาของอาจารยท์ ่ีปรกึ ษา 3. นาแบบสอบถามให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยนาแบบสอบถามเสนอผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 คน ตรวจสอบเพื่อพิจารณาความเที่ยงตรง ความ ถูกต้องของเนื้อหาและความเหมาะสมของภาษาที่ใช้โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม กับวัตถุประสงค์มาวิเคราะห์หาค่า IOC (The Index of Item-Objective Congruence) เพื่อความ ถูกตอ้ งของเคร่ืองมือและนามาปรับปรุงแก้ไข โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ ซึ่ง ผลการตรวจสอบทไ่ี ด้มีค่าระหวา่ ง 0.67–1.00 4. นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้ (Try Out) ผู้ปกครองศูนย์ การศึกษาพิเศษส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาคุณภาพของ ~ 38 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 เคร่ืองมือโดยการหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยการหาค่าสัมประสิทธ์ิ สหสัมพันธ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ (Cronbach, 1970: 161) โดยได้ค่าความเช่ือมั่น เท่ากับ 0.97 5. นาแบบสอบถามที่ผ่านการหาคุณภาพแล้ว พิมพ์เป็นแบบสอบถามฉบับจริงเพ่ือใช้เป็น เครอ่ื งมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู กบั กลุม่ ตวั อยา่ ง สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 1. วิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามโดยวิธีการหาค่าความถ่ีร้อยล่ะ (percentage) และการใชแ้ จกแจงความถี่ 2. วิเคราะหค์ วามคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนโดยหาค่าเฉล่ีย (mean) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3. วิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient: rxy) 4. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระกันใช้สถิติการ ทดสอบความแตกตา่ งค่าเฉลีย่ ของประชากร 2 กลุ่มสัมพนั ธ์ (t-test of dependent sample) 5. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระกันใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนสองทาง (Two-Way ANOVA) ผลการวิจัย การวิจัยเรื่องความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขต การศึกษา 1 สานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ พบวา่ ขอ้ มูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 301 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 230 คน คิดเป็นร้อยละ 76.41 มีอายุระหว่าง 25-34 ปี จานวน 103 คน คิดเป็นร้อยละ 34.22 การศึกษาระดับ ต่ากว่าปริญญาตรี จานวน 141 คน คิดเป็นร้อยละ 46.84 และ ส่วนใหญม่ ี อาชีพแม่บา้ น/พ่อบา้ น จานวน 109 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 36.21 1. ผลการศึกษาระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศกึ ษาพเิ ศษ โดยภาพรวมวิเคราะหข์ ้อมลู โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ดงั ตารางที่ 1 ~ 39 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ีย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลือนกั เรียนของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษโดยภาพรวม ความคาดหวังต่อระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี น SD ระดับ ลาดบั 1. ดา้ นการรจู้ ักนักเรยี นเป็นรายบคุ คล 4.45 0.67 มาก 4 2. ดา้ นการคดั กรองนกั เรยี น 4.31 0.71 มาก 5 3. ดา้ นการส่งเสรมิ นกั เรียน 4.46 0.61 มาก 2 4. ดา้ นการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หา 4.45 0.60 มาก 3 5. ดา้ นการส่งตอ่ 4.48 0.60 มาก 1 รวม 4.43 0.65 มาก จากตารางที่ 1 พบว่า ระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ( =4.43, SD=0.65) เมื่อพิจารณาตามตาราง เป็นรายด้าน พบว่า ด้านการส่งต่อ มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( =4.48, SD=0.60) รองลงมาได้แก่ ด้านการ ส่งเสริมนักเรียน ( =4.46, SD=0.61) ส่วนด้านการคัดกรองนักเรียนมีค่าเฉล่ียต่าสุด ( =4.31, SD=0.71) 2. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมวเิ คราะหข์ ้อมูลโดยการหาคา่ เฉลยี่ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ดงั ตารางที่ 2 ตารางท่ี 2 ค่าเฉล่ีย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลอื นักเรยี นของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษโดยภาพรวม ความพงึ พอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี น SD ระดับ ลาดบั 1. ดา้ นการรู้จักนักเรยี นเปน็ รายบคุ คล 4.32 0.84 มาก 1 2. ด้านการคดั กรองนักเรียน 4.26 0.92 มาก 3 3. ด้านการสง่ เสริมนักเรยี น 4.27 0.94 มาก 2 4. ด้านการปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหา 4.14 1.01 มาก 4 5. ดา้ นการสง่ ต่อ 4.00 1.04 มาก 5 รวม 4.23 0.93 มาก จากตารางท่ี 2 พบว่า ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ( =4.23, SD=0.93) เมื่อพิจารณาตามตาราง เปน็ รายด้าน พบว่า ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.32, SD=0.84) รองลงมา ได้แก่ ด้านการส่งเสริมนักเรียน ( =4.27, SD=0.94) ส่วนด้านการส่งต่อมีค่าเฉลี่ยต่าสุด ( =4.00, SD=1.04) ~ 40 ~
รายงานสืบเน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวทิ ยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 3. ผลการวเิ คราะห์ความสมั พันธ์ระหว่างความคาดหวังกบั ความพงึ พอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อ ระบบดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี นของศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลอื นกั เรียนของศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษ ความพึงพอใจต่อระบบดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน ความคาดหวังต่อ ระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น ด้านการรู้ ัจกนักเรียนเป็น ราย ุบคคล ้ดานการคัดกรอง ันกเรียน ้ดานการ ่สงเสริม ันกเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไข ปัญหา . ด้านการ ่สงต่อ ความพึงพอใจต่อระบบดูแล ่ชวยเห ืลอนักเรียนในภาพรวม (YBtt) 1. ด้านการรู้จักนักเรียนเป็น r รายบคุ คล .586** .367** .233** .355** .260** .575** 2. ดา้ นการคดั กรองนักเรียน 0.019 -0.073 0.077 0.078 -0.035 0.017 3. ด้านการสง่ เสริมนกั เรียน 0.069 0.111 0.000 0.041 0.108 0.097 4. ด้านการป้องกันและแก้ไข 0.068 0.112 0.023 -0.032 0.076 0.077 ปัญหา 5. ด้านการสง่ ต่อ 0.031 0.057 -0.022 0.043 0.061 0.050 ความคาดหวังต่อระบบดแู ล .457** .312** .184** .280** .237** .465** ช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวม ** มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .01 จากตารางท่ี 3 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ ได้แก่ ความ คาดหวังต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ กับความพึงพอใจต่อระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .465 ซ่ึงถือว่าความสัมพันธ์กันในระดับต่า เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าดา้ นทม่ี ีความสมั พันธก์ นั มากท่ีสดุ คือ ดา้ นการรู้จักนักเรยี นเป็นรายบคุ คล ~ 41 ~
รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 4. ผลการเปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลือนักเรยี นของศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ โดย จาแนกตามปจั จัยส่วนบุคคลของผปู้ กครอง 4.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ วิเคราะห์โดยใช้ t-test of dependent sample ผลการวิเคราะหแ์ สดงดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบความคาดหวังกับความพงึ พอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เพศ SD t Sig. ความคาดหวัง 141.93 6.22 11.15** .00 ความพึงพอใจ 135.41 11.40 ** มนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01 จากตารางท่ี 4 พบว่า ความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยความคาดหวังมี คา่ เฉลย่ี ของคะแนน ( =141.93, SD=6.22) มากกวา่ ความพึงพอใจ ( =135.41, SD=11.40) 4.2 ผลการวิเคราะห์ความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ปกครอง สามารถ นาเสนอข้อมลู ในตารางประกอบการบรรยาย ผลการวิเคราะหแ์ สดงดงั ตารางท่ี 5 ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพิเศษจาแนกตามเพศชายกบั เพศหญิง เพศ n SD t Sig. ชาย 71 136.15 9.08 0.77 .44 หญิง 230 135.13 12.03 จากตารางที่ 4.2 พบว่าความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศูนย์การศึกษาพิเศษแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ โดยเพศชายมีค่าเฉลี่ยของคะแนน ( = 136.15, SD=9.08) มากกว่าเพศหญิง ( =135.13, SD=12.03) 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมี ต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ด้วยการ วเิ คราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) ผลการวเิ คราะหแ์ สดงดังตารางที่ 6 ~ 42 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ตารางท่ี 6 การเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลอื นักเรยี นของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษจาแนกตามอายุ แหล่งความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความคาดหวัง) Squares Square ระหวา่ งกลมุ่ 34.43 11.48 3 ภายในกลมุ่ 11516.24 38.91 296 0.30 0.83 รวม 11550.67 299 แหล่งความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความพึงพอใจ) Squares Square ระหว่างกลุม่ 254.94 84.98 3 0.65 0.58 ภายในกลมุ่ 38723.12 130.38 297 รวม 38978.07 300 จากตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าความคาดหวังและความพึงพอใจของ ผ้ปู กครองจาแนกตามอายุ แตกตา่ งกันอยา่ งไมม่ นี ยั สาคัญทางสถติ ิ ตารางที่ 7 การเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษจาแนกตามวุฒิการศึกษา แหล่งความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความคาดหวัง) Squares Square ระหว่างกลมุ่ 2.44 1.22 2 ภายในกลุ่ม 11548.23 38.88 297 0.03 0.97 รวม 11550.67 299 แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความพึงพอใจ) Squares Square ระหวา่ งกลมุ่ 234.10 117.05 2 0.90 0.41 ภายในกลุ่ม 38743.97 130.01 298 รวม 38978.07 300 จากตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าความคาดหวังและความพึงพอใจของ ผูป้ กครองจาแนกตามวฒุ กิ ารศกึ ษา แตกต่างกนั อยา่ งไมม่ ีนยั สาคัญทางสถิติ ~ 43 ~
รายงานสบื เนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางที่ 8 การเปรียบเทยี บความคาดหวงั ของผูป้ กครองทมี่ ีต่อระบบดูแล ชว่ ยเหลือนักเรียนของศูนย์ การศึกษาพเิ ศษ จาแนกตามอาชีพ แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความคาดหวัง) Squares Square ระหว่างกลุ่ม 104.43 34.81 3 ภายในกล่มุ 11446.24 38.67 296 0.90 0.41 รวม 11550.67 299 แหล่งความแปรปรวน Sum of Mean df F Sig. (ความพึงพอใจ) Squares Square ระหวา่ งกลมุ่ 23.18 7.73 3 0.06 0.98 ภายในกลมุ่ 38954.89 131.16 297 รวม 38978.07 300 จากตารางท่ี 8 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าความคาดหวังและความพึงพอใจของ ผู้ปกครองจาแนกตามอาชพี แตกต่างกนั อย่างไม่มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ อภปิ รายผล ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเรื่องความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองท่ีมีต่อ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 1 และส่วนกลาง สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผลการวิจัยครงั้ นส้ี ามารถอภิปรายผลตามลาดบั ของวัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยดงั ต่อไปน้ี 1. ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ได้สอดคล้องกับ สุภาวดี ลาภเจริญ (2562) พบว่า รูปแบบการบริหารงานด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของรัฐ โรงเรียนพนัสพิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 โดยรวมอยู่ในระดับ มาก นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยของ สมถวิล รัตน์อาษาดี และ อนุสรา สุวรรณวงศ์ (2562) พบว่า สภาพการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน: กรณีศึกษาโรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์สังกัด สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาตามตาราง เป็นรายด้าน พบว่า ด้านการส่งต่อ มีค่าเฉล่ียสูงสุด ด้านการคัดกรองนักเรียนมีค่าเฉล่ียต่าสุดท่ีเป็น เช่นนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้ปกครองของนักเรียนพิการท่ีเข้าศึกษาในศูนย์การศึกษาพิเศษซ่ึงเป็น สถานศึกษาเฉพาะทางสาหรับเด็กพิการเพอ่ื เตรยี มความพร้อมนกั เรียนในการเข้าสู่ระบบโรงเรียน โดย ~ 44 ~
รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 การส่งตอ่ นกั เรยี นพกิ ารที่มีปญั หา ทางดา้ นพฤตกิ รรม อารมณ์ ทางด้านความบกพร่องทางร่างกาย ไป รับการรกั ษากบั ผูเ้ ชียวชาญเฉพาะด้าน และยังรวมไปถึงคาดหวังให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมนักเรียน ด้านพัฒนาศักยภาพของนักเรียน ด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ ถือเป็นเป้าหมายหลักที่ผู้ปกครองคาดหวัง จะให้นักเรียนได้รับการบริการแบบองค์รวมโดยทีมสหวิชาชีพ ไม่ใช่เฉพาะด้านการศึกษาจากครู การศึกษาพิเศษเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จุฑาภรณ์ นาคประวัติ (2553) พบว่า โรงเรียนควรมีการติดต่อประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานภายนอกท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง ท่ี สามารถดแู ลและมีวธิ ีการเฉพาะทางท่สี ามารถชว่ ยเหลือนักเรยี นได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ 2. ผลการวิจัยพบว่าระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศูนย์การศึกษาพิเศษโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ อานาจ ชยางคานนท์ (2555) พบว่า 1) การปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของบุคลากรตามความ คิดเห็นครูผู้รับผิดชอบระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก 2) ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูผู้รับผิดชอบระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือมีการพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล มีค่าเฉล่ียสูงสุด ด้านการส่งต่อมี ค่าเฉลี่ยต่าสุด ที่เป็นเช่นน้ีอาจจะเนื่องมาจากศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้บริการในรูปแบบเฉพาะบุคคล โดยตรงอย่กู ่อนแล้ว โดยมีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) ให้นักเรียนเป็นรายบุคคลตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์ และ วิธีการจดทาแผนการจดการศึกษาเฉพาะบคุ คลระดบั การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ.2552 ด้านการส่งต่อที่ ผู้ปกครองมีความพึงพอใจน้อยท่ีสุดอาจจะเป็นสาเหตุเน่ืองมาจากการประสานงานระหว่างศูนย์ การศึกษาพิเศษ และผู้เชียวชาญเฉพาะด้านยังมีข้อจากัดอยู่ด้วยในเร่ืองของระยะเวลา โดยจานวน ผู้รับบริการที่มีจานวนมากข้ึน ทาให้การจัดสรรเวลาไม่เป็นไปตามท่ีวางแผนไว้ ส่งผลให้การพัฒนา ศักยภาพนักเรียนล่าช้าและไม่เป็นตามคาดหวัง สอดคล้องกับงานวิจัยของ ปรมาภรณ์ สนธิ (2560) พบว่า สถานศึกษามีการรวบรวมข้อมูลค้นความสามารถพิเศษของนักเรียนอย่างเป็นระบบ ด้านการ คัดกรองนักเรียน และด้านการส่งต่อนักเรียน พบว่านักเรียนท่ีส่งต่อได้รับการช่วยเหลือท่ีถูกต้องและ รวดเร็วการศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 3. ผลการศึกษา ความคาดหวังต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ กับ ความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ มีความสัมพันธ์กันอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ .465 ซึ่งถือว่ามีความสัมพันธ์กันใน ระดับต่า ทั้งน้ีอาจจะเนื่องมาจากผู้ปกครองนักเรียนพิการในศูนย์การศึกษาพิเศษนั้นมีความคาดหวัง ให้นักเรียนได้รับการบริการด้วยการส่งต่อนักเรียนให้กับผู้เชียวชาญทั้งทางจิตวิทยาคลินิกเพื่อแก้ไข ด้านพฤติกรรม ลดความเครียด และทางกายภาพบาบัดเพ่ือฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางกาย ทาง ~ 45 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 กิจกรรมบาบัดเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ชีวิตประจาวันเป็นต้น สอดคล้องกับงานวิจัยที่เน้นการ ประสานงานกับหนว่ ยงานในท้องถิน่ ของ Daniel (2015) ศึกษาเร่ืองโครงการระบบบริการแก่เด็กและ วัยรนุ่ โดยใช้วธิ ีการหลายรปู แบบเพื่อนามาบริการแก่นกั เรยี นซ่งึ มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งได้ใช้ระบบ การให้บริการแก่เด็กและเยาวชนในรัฐเพนซิลวาเนีย โดยใช้ระบบ Children and Adolescent Service System Program (CASSP) พบว่า ระบบการให้บริการน้ีสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านสุขภาพจิตของ เดก็ และเยาวชนได้ โดยอาศัยการเก็บข้อมูลรายบุคคลแบบเป็นความลับ การคัดกรองนักเรียน และมีการ ประสานงานกับหน่วยงานในท้องถิ่น ซ่ึงแตกต่างจากงานวิจัย ณัฐวุฒิ พิมพิสุทธ์ิ (2559) พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อคุณภาพการให้บริการของ สถาบันกวดวิชาสแควร์พลัส จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าทางด้านหลักสูตร ทางด้านค่าใช้จ่าย ทางด้าน บุคลากรผู้สอนทางด้านสถาบันกวดวิชา ทางด้านข้อมูลข่าวสาร ทางด้านทัศนคติผู้ปกครองมี ความสัมพนั ธ์กนั อย่างมนี ยั สาคัญท่ี .05 4. ผลการเปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแล ช่วยเหลอื นักเรียนของศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ พบวา่ ความคาดหวงั กบั ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อ ระบบดูแลช่วยเหลอื นกั เรียนของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยความคาดหวังมีค่าเฉลี่ยของคะแนนมากกว่าความพึงพอใจ แ ละผลการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความคาดหวังกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ จาแนกตามปจั จัยสว่ นบคุ คล ดว้ ยการวเิ คราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความคาดหวัง ความพึงพอใจของผู้ปกครองจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ วุฒิการศึกษา และ อาชีพ) ทัง้ หมดมีความแตกตา่ งกนั อย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถติ ิ ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยท่ีตั้ง ไว้ ท่ีเป็นเช่นนี้อาจจะเน่ืองมาจาก ผู้ปกครองทุกคนล้วนมีความคาดหวังที่คล้ายคลึงกันล้วนอยากให้ นกั เรียนได้รบั บริการดา้ นการส่งต่อไปยังผู้เชียวชาญเพ่ือการฟ้ืนฟูศักยภาพของบุตรหลานท่ีพิการแบบ องค์รวมด้วยทีมนักสหวิชาชีพ และคาดหวังให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมศักยภาพจากครูประจาชั้น ตามความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียน ซ่ึงในสภาพความเป็นจริงแล้วศูนย์การศึกษาพิเศษเองก็ เป็นสถานศึกษาเฉพาะทางท่ีจัดการเรียนการเฉพาะบุคคลตามความพิการและความต้องการจาเป็น พิเศษอยู่แล้ว แต่ว่าปัจจุบันส่วนของการส่งต่อนักเรียนไปยังผู้เชียวชาญก็ยังเป็นปัญหาเน่ืองจาก ข้อจากัดของบุคลากร และระยะเวลา ซ่ึงสอดคล้องกับ ณัฐฐิญา ใจสุทธิ (2559) ที่ได้ศึกษาและ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านตรอกนอง (ประทปี วารรี าษฎร์วิทยา) จาแนกตามระดบั ชนั้ ของนกั เรยี น พบวา่ ด้านการคัดกรองนักเรียนด้านการ ส่งต่อ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับนิฮานานี สาบา (2556) พบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา ตาม ~ 46 ~
รายงานสืบเนือ่ งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 ทัศนะของครู สังกัดสานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาปัตตานี เขต 2 พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ดา้ นการปอ้ งกันและการแก้ไขปัญหา ซ่ึงมีค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุดโดยประเด็นท่ีโรงเรียนมีครูแนะแนวโดยตรง และเพียงพอเป็นปัญหาท่ีสาคัญท่ีสุด รองลงมาได้แก่ ด้านการส่งต่อนักเรียน โดยด้านการส่งต่อ นกั เรียนปัญหาคอื ขาดการประสานงานที่ดรี ะหว่างโรงเรียนกบั หน่วยงานสง่ ต่อภายนอก ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ยั ในการวิจยั ครง้ั น้ี ผูว้ จิ ัยได้นาเสนอขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ ดงั น้ี 1. ความคาดหวัง ผู้บริหารควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการจัดทาแฟ้มสะสมผลงานของ นักเรียนด้านความสามารถพิเศษ เป็นรายบุคคล เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าของพัฒนาการนักเรียน ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการติดต่อประสานงานกับผู้ปกครอง พร้อมท้ังรายงานพฤติกรรมนักเรียน เพอ่ื ใหผ้ ปู้ กครองรว่ มแกไ้ ขขอ้ บกพร่องอย่างสม่าเสมอ ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการจัดกิจกรรมพัฒนา ศักยภาพและสุนทรียภาพด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อพัฒนาทักษะด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ส่งเสริมสนับสนนุ ให้ครมู ีการใหค้ าปรกึ ษาแกผ่ ปู้ กครองนักเรียนเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม และจดั กิจกรรมเพ่ือพัฒนาและแก้ไขพฤติกรรมผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและตรงตามความต้องการจาเป็น ของผู้เรียน และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูควรมีกระบวนการในการช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงและ กลุ่มที่มีปัญหาให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น โดยอาจจะต้องประสานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหน่วยงาน ภายนอกเพ่อื สง่ ต่อใหน้ กั เรียนไดร้ บั การชว่ ยเหลอื อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 2. ความพึงพอใจ ผู้บริหารควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการจัดทาข้อมูลเบื้องต้นด้าน ครอบครัวของนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อนาเป็นข้อมูลในการคัดกรองนักเรียน ส่งเสริมสนับสนุนให้ ครูมีการจัดกลุ่มนักเรียนเส่ียง ได้แก่ นักเรียนท่ีชอบเก็บตัว มีการแสดงออกเกินขอบเขต และชอบทา ร้ายตนเองเสมอ ๆ เพือ่ ที่จะให้การช่วยเหลือเฉพาะบุคคลได้ ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการจัดกิจกรรม พฒั นาศักยภาพและสุนทรียภาพด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ เพ่ือพัฒนาทักษะด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการจัดกิจกรรมตามความถนัด และความสนใจของ ผู้เรยี นเปน็ รายบคุ คล และสง่ เสรมิ สนับสนุนใหค้ รใู หค้ วามสาคัญกับการส่งต่อนักเรียน ที่ต้องการความ ช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท้ังน้ีเพ่ือให้การพัฒนานักเรียนเป็นไปอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ~ 47 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ขอ้ เสนอแนะในการทาวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป 1. ควรทาวิจัยเก่ียวกับความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแล ช่วยเหลอื นกั เรียนศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา สังกัดศูนย์ การศกึ ษาพเิ ศษเขตการศึกษาอน่ื ๆ หรือในภาพรวมของสานกั บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ 2. ควรทาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการดาเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เฉพาะของศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อจะนามาใช้ในการพัฒนานักเรียนตามบริบทที่แตกต่างจาก โรงเรยี นปกติ 3. ควรทาวิจัยเกีย่ วกับการพฒั นารปู แบบการบริหารงานในด้านตา่ ง ๆ เพ่ิมเตมิ ที่จะส่งผลต่อ ประสิทธกิ ารดาเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี น เอกสารอ้างองิ จฑุ าภรณ์ นาคประวัต.ิ (2553). ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของโรงเรียนในเขตอาเภอสอยดาวสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรีเขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา. มหาวิทยาลยั บรู พา. ณัฐวุฒิ พิมพิสุทธิ. (2559). ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อคุณภาพการ ให้บริการของสถาบันกวดวิชาสแควร์พลัส จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมถวิล รัตน์อาษาดี และอนุสรา สุวรรณวงศ์. (2562). สภาพและแนวทางการพัฒนาระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียน: กรณีศึกษา โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 18. วารสารสถาบันวิจัยญาณสังวร, 10(2): 147. สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560–2564. กรุงเทพฯ: โรงพิมพส์ านักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ. 7-8. สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2552). เอกสารสรุปย่อองค์ความรู้สาหรับการพัฒนา ทีมงานขับเคล่ือนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อก้าวย่างอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. สภุ าวดี ลาภเจริญ. (2562). รูปแบบการบริหารงานดา้ นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้ปกครอง ใสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของรัฐ โรงเรียนพนัสพิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18. ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ~ 48 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 อานาจ ชยางคานนท์. (2555). ปจั จัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูผู้รับผิดชอบ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี .ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏราไพ พรรณี. Cronbach, L J. (1970). Essentials of Psychological Testing. 3rd ed. New York: Harper & Row. Daniel,F. K. (2015). Transitioning from single-sex to coeducation high school: A study exploring the effects on self-concept concept using the self description questionnaire II. Retrieved on 19th November 2020, from http://www.files.eric.ed.gov/fulltext/ED364795.pdf ~ 49 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 การบริหารโดยใชโ้ รงเรยี นเปน็ ฐานทส่ี ง่ ผลต่อบทบาทหน้าที่ของ คณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พ้ืนฐานของโรงเรียนในสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ที่ การศกึ ษามธั ยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 School-Based Administration Affecting Roles and Duties of the Basic Education Committee of Schools under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1 วรชา ยุกตานนท์1 ปฐมพรณ์ อินทรางกรู ณ อยธุ ยา2 1นักศึกษาปรญิ ญาโท หลักสตู รศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ธนบุรี, [email protected] 2คณบดบี ัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยธนบรุ ,ี [email protected]. บทคัดยอ่ การวิจยั ครงั้ นมี้ วี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศกึ ษาเพื่อ 1) ศกึ ษาระดบั การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ศึกษาระดับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน 3) ศึกษาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานท่ีส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้การวิจัย ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จานวน 277 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ข้ันตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากท่ีสุด และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ 2) บทบาท หน้าท่ขี องคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก โดยมีด้านท่ีมีค่าเฉล่ีย มากที่สุด 1 ด้าน คือ ด้านพิทักษ์สิทธิเด็ก ดูแล เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถ พิเศษให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และพบว่าอยู่ในระดับมาก 10 ด้าน 3) การบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยมีคา่ สัมประสทิ ธส์ิ หสัมพนั ธ์พหุคูณเปน็ .761 คาสาคญั : การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน บทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พนื้ ฐาน สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 ~ 50 ~
รายงานสบื เนื่องจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 Abstract This research on school-based administration affecting the roles and duties of the basic education committee of schools under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1 aims 1) to study the level of administration by using school- based administration of the basic education, 2) to study the level of roles and duties of the basic education, and 3) to study the school-based administration that affects the roles and duties of the basic education. The sample group used in this research was the basic education committee of schools under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1, which the sample size was determined using the formula of Taro Yamane (1973: 727-728) A sample of 277 people was obtained by Stratified Random Sampling. The research tools were questionnaires, the statistics used for data analysis were mean, standard deviation, hypothesis testing statistics using Stepwise Multiple Regression Analysis. The results of the research were as follows: 1) School-based administration of basic education committees Overall, the average was at the highest level. and each aspect was at the highest level in all items 2) Roles and duties of the Basic Education Institutions Committee Overall, the average is at a high level. The aspect with the highest average was 1 aspect was the protection of children's rights, caring for children with disabilities, underprivileged children. and children with special abilities to develop their full potential and found that it was at a high level in 10 aspects. 3) School-based management that affected the roles and duties of the basic education committees of schools under the Bangkok Secondary Education Service Area Office, District 1 with statistical significance. at the .05 level with a multiple correlation coefficient of .761. Keywords: school-based administration, Roles and Duties of the Basic Education Committee, under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 80 (4) กาหนดให้มีการส่งเสริม และสนับสนุนการกระจายอานาจ เพ่ือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา เพ่ือพัฒนามาตรฐานคุณภาพให้เท่าเทียมและสอดคล้องแนวนโยบายพ้ืนฐาน ~ 51 ~
รายงานสบื เนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 แห่งชาติ ซ่ึงตรงกับหมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา ส่วนท่ี 1 การบริหารและการจัดการศึกษา ของรฐั ของพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 มาตรา 39 ได้บัญญัติไว้ว่า ให้กระทรวงกระจายอานาจการบริหารและการจัดการศึกษา ไปยังคณะกรรมการและ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง ซ่ึงสอดคล้องกับมาตรา 40 ท่ีให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน เพ่ือทาหน้าที่กากับ และส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมของ สถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์หรือผู้แทนศาสนาอ่ืน ๆ ในพื้นที่ และ ผู้ทรงคณุ วุฒิ โดยให้ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสถานศึกษา โดย หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอานาจให้เป็นไปตามที่กาหนดในกฎกระทรวง (สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, 2545: 24) ผลจากการปฏิรปู การศึกษาคร้ังนี้ ทาให้มีการเปล่ียนแนวความคิดการบริหารโรงเรียนจากเดิมท่ี มีลักษณะการบริหารแบบรวมอานาจ เน้นการปฏิบัติตามระเบียบ นโยบาย คาส่ัง และการควบคุมเพื่อ หลกี เลยี่ งการเกิดปัญหา อานาจการบริหารอยู่ที่ส่วนกลาง โรงเรียนมีอานาจในการตัดสินใจน้อยมาก มา เป็นการบริหารแบบกระจายอานาจ (Decentralization) เพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการตัดสินใจใน ขอบข่ายหน้าทแ่ี ละภาระงาน และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมทั้งการให้อิสระแก่สถานศึกษาในการกาหนดคามต้องการของตนเองได้ ซึ่ง ลักษณะของการกระจายอานาจดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ตรงกับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management: SBM) (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551: 13) จากการรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (2542: 22-23) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทเพียงเล็กน้อย เป็นเพียงกรรมการที่ปรึกษาหรือรับทราบการ ดาเนนิ งานของสถานศกึ ษาเท่านั้น ไมไ่ ดเ้ ข้ามามีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายการจัดการศึกษา กาหนด หลักสูตรแบบเรียน ทาให้การจัดการศึกษาไม่สอดคล้องกับสภาพความต้องการของการพัฒนาด้าน เศรษฐกิจ และสังคมของท้องถิ่น จะมีอยู่บ้างในรูปของการช่วยเหลือแรงงาน เงิน วัสดุ ครุภัณฑ์มากกว่า การรว่ มคดิ ร่วมวางแผน รว่ มตดั สินใจ และร่วมติดตามผล ซ่ึงถือว่าเป็นจุดอ่อนของระบบ คณะกรรมการ ทุกระดับโดยเฉพาะในระดับโรงเรียนซ่ึงเป็นระดับท่ีใกล้ชิดกับชุมชนมากท่ีสุด ดังน้ัน คณะกรรมการ สถานศึกษา จึงมีความสาคัญต่อการพัฒนาสถานศึกษาเป็นอย่างมาก แม้ว่าสถานศึกษาทุกแห่งจะมีการ แต่งตั้งคณะกรรมการสถานศึกษา และมีการบริหารจัดการศึกษาร่วมกันแล้วก็ตาม การปฏิบัติงานของ คณะกรรมการสถานศึกษาที่ผ่านมามีข้อมูลและผลการศึกษายืนยันตรงกันว่า การปฏิบัติงานของ คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานยังไมเ่ ปน็ ไปตามบทบาทหน้าท่ีที่กาหนด รวมทั้งยังมีอุปสรรคในการ ปฏิบัติงานอยู่หลายประการ ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ยังขาดความ ชัดเจน เร่ืองบทบาทหน้าที่ของตนเองว่าจะทาอะไรทาอย่างไร ทาเพ่ืออะไร บุคลากรของคณะกรรมการ ~ 52 ~
รายงานสืบเน่ืองจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความหลากหลายของพ้ืนฐานความรู้ในวิธีการทางาน ทักษะและประสบการณ์ ในการทางานร่วมกัน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานส่วนหน่ึงมีความคิดว่า การบริหารจัด การศึกษาเป็นหน้าท่ีของสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานเป็นเพียงท่ีปรึกษาหรือผู้ ปฏบิ ัตติ ามการรอ้ งขอจากสถานศึกษา (พนั ธุท์ ิพา ศรตี ะพัสโส, 2552) จากสภาพการปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เนื่องจาก ส่วนมากได้รับการร้องขอจากสถานศึกษามากกว่า ขาดแรงจูงใจ ขาดความตระหนัก ขาดความชัดเจนใน บทบาทหน้าท่ี ขาดความกระตือรือร้น ตามการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ปล่อยให้เป็น หน้าท่ีของโรงเรียนแต่เพียงฝ่ายเดียว (กระทรวงศึกษาธิการ, 2547: 21-22) ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความ สนใจท่ีจะศึกษาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานท่ีส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ท้ังนี้เพื่อนา ขอ้ มลู เป็นแนวทางในการศึกษา พัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในรูปแบบ ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนท้ังทางด้านสติปัญญา ร่างกาย จติ ใจ สงั คม รวมท้งั ให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และส่งผลให้การจัดการศึกษา มีประสิทธิภาพสูงสดุ วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั 1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน พน้ื ฐานในโรงเรยี นสงั กดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2. เพอื่ ศกึ ษาระดับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานในโรงเรียนสังกัด สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 3. เพื่อศึกษาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรยี นในสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ~ 53 ~
รายงานสบื เน่อื งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั บทบาทหนา้ ที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน 1. กาหนดนโยบายและแผนพัฒนาของสถานศึกษา การบริหารโดยใชโ้ รงเรียนเป็น 2. ใหค้ วามเหน็ ชอบแผนปฏบิ ัตกิ ารประจาปีของสถานศึกษา ฐาน 3. ให้ความเห็นชอบในการจัดทาสาระหลักสูตรให้สอดคล้อง กบั ความตอ้ งการของทอ้ งถ่ิน 1. หลักการกระจายอานาจ 4. กากับและตดิ ตามการดาเนินงานตามแผนของสถานศึกษา 2. หลกั การบริหารตนเอง 5. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กทุกคนในเขตบริการได้รับ 3. หลักการบริหารแบบมีส่วน การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน รว่ มของผมู้ ีสว่ นได้สว่ นเสยี 6. พทิ กั ษ์สิทธิเดก็ ดูแลเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสและเด็กท่ีมี 4. หลักความรับผดิ ชอบที่ ความสามารถพเิ ศษ ตรวจสอบได้ 7. เสนอแนะและมีส่วนร่วมในการบริหารด้านวิชาการ ด้าน ท่มี า: สถาบนั พฒั นาผ้บู รหิ าร งบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการ การศึกษา (2548) บรหิ ารงานท่ัวไปของสถานศกึ ษา 8. ระดมทรัพยากรเพอื่ การศึกษา 9. เสรมิ สร้างความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสถานศกึ ษากบั ชมุ ชน 10. ใหค้ วามเห็นชอบรายงานผลการดาเนินงานประจาปีของ สถานศกึ ษา 11. แต่งต้ังที่ปรึกษาและหรือคณะอนุกรรมการ เพ่ือ ดาเนินงานตามระเบยี บ ทีม่ า: ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการ สถานศึกษาขนั้ พื้นฐาน พ.ศ.2543 ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย วธิ ีการวิจัย การวจิ ยั ครง้ั น้เี ปน็ การศกึ ษาเร่ืองการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ี ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา มัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) โดยมีวธิ ีดาเนินการตามลาดบั หวั ข้อดังต่อไปน้ี ~ 54 ~
รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจัย ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้ คือ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จานวน 67 โรงเรียน รวม ทง้ั ส้ิน 903 คน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ซึ่งวิธีการกาหนดขนาดของกลุ่ม ตวั อย่างโดยใช้สตู รของ Taro Yamane (1973: 727-728) ดาเนินการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งช้ันภูมิตาม สดั สว่ นของประชากรและใชว้ ธิ กี ารสมุ่ อยา่ งง่าย เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั คร้งั นี้ คอื แบบสอบถาม จานวน 1 ฉบบั แบง่ เป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ สถานภาพของผู้ตอบ แบบสอบถาม ระดบั การศกึ ษา ประสบการณใ์ นการทางาน และตาแหนง่ ในคณะกรรมการสถานศึกษา ขัน้ พนื้ ฐาน โดยมลี ักษณะเป็นแบบสารวจรายการ (Checklist) ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน มี ลักษณะเป็นแบบ มาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ตามแนวคิดของ (Best, 1997) ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ของโรงเรยี นในสังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีลักษณะเป็น แบบสอบถามมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแนวคดิ ของ (Best, 1997) การสรา้ งเครื่องมอื ทใ่ี ชว้ ิจัย เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยมขี น้ั ตอนการสร้างแบบสอบถามดังน้ี ข้ันตอนท่ี 1 ศึกษาทฤษฎี ตารา เอกสาร บทความ วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ การบริหารโดยใช้โรงเรยี นเป็นฐานที่สง่ ผลตอ่ บทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ข้ันตอนท่ี 2 สร้างแบบสอบถาม และนาแบบสอบถามท่ีสร้างข้ึนเสนออาจารย์ที่ปรึกษาการ วิจัยเพ่ือตรวจสอบปรับปรุงความสมบูรณ์ และความถูกต้องให้ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหา และความเหมาะสมในการใช้ภาษาและครอบคลมุ เรอื่ งทีต่ อ้ งการศกึ ษาแล้วนามาปรับปรงุ แกไ้ ข ข้ันตอนที่ 3 นาแบบสอบถามให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยนาแบบสอบถามเสนอผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบเพ่ือพิจารณาความเท่ียงตรง ความถกู ต้องของเนื้อหาและความเหมาะสมของภาษาที่ใช้โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม กับวัตถุประสงค์มาวิเคราะห์หาค่า IOC (The Index of Item-Objective Congruence) เพื่อความ ถูกต้องของเคร่ืองมือและนามาปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดการพัฒนาและมี ~ 55 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ความสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ ซึ่งผลการตรวจสอบท่ีได้มี ค่าระหวา่ ง 0.67–1.00 ขั้นตอนที่ 4 นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กรงุ เทพมหานคร เขต 2 ท่ไี มใ่ ช่กล่มุ ตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาคุณภาพของเคร่ืองมือโดยการหา ค่าความเช่ือมน่ั (Reliability) ของแบบสอบถามทไี่ ดก้ ลบั คนื มา โดยใช้วิธขี อง Cronbach (1970) โดย ใช้คา่ สัมประสิทธ์ิแอลฟา (α-Coefficient) ตัวแปรต้นมีค่าเท่ากับ 0.983 และตัวแปรตามมีค่าเท่ากับ 0.955 ข้ันตอนที่ 5 นาแบบสอบถามที่ผ่านการหาคุณภาพแล้ว พิมพ์เป็นแบบสอบถามฉบับจริงเพ่ือ ใชเ้ ป็นเครือ่ งมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู กับกลมุ่ ตัวอย่าง การวิเคราะห์ขอ้ มูล ขั้นตอนท่ี 1 วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทางาน และตาแหน่งในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยการแจกแจงความถ่ี และหาคา่ ร้อยละ ข้ันตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับการศึกษาระดับของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน กับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยการหาค่าเฉลี่ย (mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ข้ันตอนที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณแบบเป็นข้ันตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวจิ ัย การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไป 277 ฉบับ และได้รับ แบบสอบถามกลับคืนมา จานวน 277 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 นามาวิเคราะห์และเสนอผลการ วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใชต้ ารางประกอบคาบรรยาย นาเสนอเป็น 4 ตอน ดงั นี้ ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วน ใหญเ่ ป็นเพศชาย จานวน 221 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 79.80 มีอายุระหว่าง 56 ปีข้ึนไป จานวน 146 คน คิด เป็นร้อยละ 52.70 มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี จานวน 168 คน คิดเป็นร้อยละ 60.60 มี ประสบการณ์การทางาน 16 ปีขึ้นไป จานวน 232 คน คิดเป็นร้อยละ 83.80 และมีตาแหน่งเป็น ผทู้ รงคุณวุฒิ จานวน 96 คิดเปน็ รอ้ ยละ 34.70 ~ 56 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ระดับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนในสังกัด สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยการหาค่าเฉล่ีย ( ) และส่วน เบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลดังรายละเอยี ดในตารางท่ี 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของ โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวม การบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรยี นเป็นฐาน SD ระดบั ลาดบั ท่ี 1. หลักการกระจายอานาจ 4.62 0.34 มากที่สุด 1 2. หลักการบริหารตนเอง 4.59 0.42 มากทสี่ ดุ 2 3. หลักการบรหิ ารแบบมีสว่ นรว่ มของผู้มสี ว่ นได้สว่ นเสีย 4.58 0.41 มากท่ีสุด 3 4. หลักความรบั ผิดชอบท่ตี รวจสอบได้ 4.57 0.40 มากที่สดุ 4 รวม 4.59 0.36 มากท่ีสุด จากตารางท่ี 1 พบว่าระดับระดับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนในสังกัด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ท่ีสุด ( =4.59, SD=0.36) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า หลักการกระจายอานาจมีค่าเฉล่ียสูงสุด ( =4.62, SD=0.34) หลักการบริหารตนเอง ( =4.59, SD=0.42) ส่วนด้านหลักความรับผิดชอบท่ี ตรวจสอบไดม้ คี ่าเฉล่ยี ตา่ สดุ ( =4.57, SD=0.40) ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ระดับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรียนในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลดงั รายละเอยี ดในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลีย่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน ของโรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวม บทบาทหน้าทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน SD ระดบั ลาดบั ท่ี ด้านกาหนดนโยบายและแผนพฒั นาของสถานศึกษา 4.49 0.38 มาก 3 ด้านใหค้ วามเหน็ ชอบแผนปฏบิ ตั ิการประจาปขี องสถานศกึ ษา 4.49 0.41 มาก 3 ด้านให้ความเห็นชอบในการจดั ทาสาระหลกั สูตรใหส้ อดคลอ้ งกับ 4.48 0.42 มาก 4 ความตอ้ งการของท้องถิน่ ดา้ นกากบั และตดิ ตามการดาเนินงานตามแผนของสถานศึกษา 4.47 0.42 มาก 5 ~ 57 ~
รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางที่ 2 คา่ เฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน พื้นฐาน ของโรงเรียนในสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวม (ตอ่ ) บทบาทหนา้ ทีข่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน SD ระดับ ลาดบั ท่ี ดา้ นส่งเสริมและสนับสนนุ ใหเ้ ดก็ ทกุ คนในเขตบริการไดร้ ับการศึกษา 4.49 0.42 มาก 3 ขน้ั พน้ื ฐานอย่างทัว่ ถึงมคี ุณภาพและไดม้ าตรฐาน ด้านพิทักษ์สิทธิเด็ก ดูแล เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มี 4.51 0.42 มากทสี่ ดุ 1 ความสามารถพเิ ศษใหไ้ ดร้ บั การพัฒนาเตม็ ศักยภาพ ด้านเสนอแนะและมสี ว่ นร่วมในการบรหิ ารด้านวชิ าการ ดา้ น 4.50 0.40 มาก 2 งบประมาณ ด้านการบรหิ ารงานบคุ คล และด้านการบรหิ ารงาน ทัว่ ไปของสถานศกึ ษา ดา้ นระดมทรพั ยากรเพอ่ื การศึกษา ตลอดจนวิชาวิทยากรภายนอก 4.46 0.43 มาก 6 และภมู ิปัญญาท้องถนิ่ เพ่ือสง่ เสรมิ พัฒนาการของนกั เรียนทุกด้าน รวมทั้งสื่อสารจารตี ประเพณศี ลิ ปวัฒนธรรมของท้องถน่ิ และของชาติ ด้านเสริมสร้างความสมั พันธร์ ะหวา่ งสถานศึกษากับชมุ ชนตลอดจน 4.47 0.45 มาก 5 ประสานงานกบั องค์กรทัง้ ภาครัฐและเอกชนเพ่อื ใหส้ ถานศกึ ษาเป็น แหลง่ วิทยากรของชุมชนและมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาชมุ ชน และ ท้องถนิ่ ด้านใหค้ วามเห็นชอบรายงานผลการดาเนินงานประจาปีของ 4.48 0.43 มาก 4 สถานศึกษา ก่อนเสนอตอ่ สาธารณชน ดา้ นแต่งตั้งทปี่ รกึ ษาและหรอื คณะอนุกรรมการ เพอ่ื ดาเนนิ งานตาม 4.41 0.47 มาก 7 ระเบยี บนต้ี ามทเี่ ห็นสมควร รวม 4.48 0.38 มาก จากตารางที่ 2 พบว่าระดับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของ โรงเรยี นในสานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.48, SD=0.38) เม่ือพิจารณาเป็นรายบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่า โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยบทบาทหน้าที่ข้อที่ 6 พิทักษ์สิทธิเด็ก ดูแล เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสและเด็ก ที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = 4.51, SD=0.42) รองลงมา คอื หนา้ ทขี่ อ้ ที่ 7 เสนอแนะและมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารด้านวชิ าการ ด้าน งบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงาน ทั่วไปของสถานศึกษา ( =4.50, SD=0.40) ส่วนหน้าท่ีข้อท่ี 11 แต่งตั้งที่ปรึกษาและหรือคณะอนุกรรมการ เพื่อดาเนินงานตาม ระเบยี บนต้ี ามท่เี ห็นสมควร มคี า่ เฉล่ียตา่ สดุ ( =4.41, SD=0.47) ~ 58 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตอนท่ี 4 ผลการวิเคราะห์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 ผลการวเิ คราะหก์ ารถดถอยแบบพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) การบรหิ ารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา ข้ันพน้ื ฐานของโรงเรียนในสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 ตารางท่ี 3 การวิเคราะหก์ ารถดถอยแบบพหคุ ูณแบบเป็นขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) การบรหิ ารโดยใช้โรงเรยี นเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 รูปแบบ ตวั แปรทานาย R R2 R2adj R2change SE est. F P 1. X4 .000 2. X4, X3 .731a .535 .533 .263 .731a 316.474* .000 3. X4, X3, X1 .754b .568 .000 .760c .577 .565 .254 .754b 179.967* .572 .252 .760c 124.059* * มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดบั .05 จากตารางที่ 3 พบว่าผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นข้ันตอน ( Stepwise Multiple Regression Analysis) พบว่า ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ บทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พนื้ ฐานมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .05 ได้แก่ ด้านหลักความรับผิดชอบ ทต่ี รวจสอบได้ (X4) ดา้ นดา้ นหลกั การบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมของผมู้ สี ่วนได้ส่วนเสีย (X3) และด้านด้าน หลักการกระจายอานาจ (X1) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.760 มีค่า สัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R2) เท่ากับ 0.557 มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ปรับปรุง (R2adj) เท่ากับ 0.572 ค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐาน (SEest) เท่ากับ 0.760 ตัวแปรทั้ง 3 ตัวแปรสามารถพยากรณ์ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ไดร้ อ้ ยละ 57.20 อภิปรายผล 1. จากผลการวิจัย พบว่า ระดับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ เมอื่ พจิ ารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านหลักการกระจายอานาจ มีค่าเฉล่ียสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านหลักการบริหารตนเอง และด้านหลักความรับผิดชอบท่ี ตรวจสอบได้ มีคา่ เฉลี่ยต่าทส่ี ุด ท่ีเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของ ~ 59 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 โรงเรยี นในสานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 ได้รับการกระจายอานาจ การจัดการศกึ ษาจากกระทรวงและส่วนกลางไปยงั สถานศึกษา ซึ่งจะทาให้สถานศึกษาเกิดความอิสระ คล่องตัวในการบริหารจัดการตนเองได้สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและ เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของโรงเรียนทาให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง ตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 39 ทง้ั ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการ บริหารทั่วไป ไปยังสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาโดยตรง ผลการวิจัยน้ีสอดคล้องกับงานวิจัยของ วันชัย กล้าเอ่ียม (2551: บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องสภาพและปัญหาการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสิงห์บุรี ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสิงห์บุรีในภาพรวม พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาในแต่ละรายด้านพบว่า อย่ใู น ระดบั มากทุกด้าน เรยี งลาดบั คา่ เฉล่ียจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านหลักการกระจายอานาจ ด้าน หลกั การตรวจสอบและถ่วงดุล ด้านหลกั การบรหิ ารตนเอง และดา้ นหลกั การบรหิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม 2. จากผลการวิจัยพบว่าระดับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ โรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมอ่ื มกี ารพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ด้านพิทักษ์สิทธิเด็ก ดูแล เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มี ความสามารถพิเศษให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านเสนอแนะ และมีส่วนร่วมในการบริหารด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการ บริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา และด้านแต่งต้ังท่ีปรึกษาและหรือคณะอนุกรรมการ เพ่ือดาเนินงาน ตามระเบียบนี้ตามที่เห็นสมควร มีค่าเฉล่ียต่าที่สุด ท่ีเป็นเช่นนี้อาจเน่ืองมาจากคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีการสนับสนุนให้เด็กพิการ ได้มีการเรียนร่วมกับเด็กปกติ รวมไปถึงมีการ ดูแลเด็กท่ีได้รับการทารุณ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เด็กด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาข้ันพื้นฐานอย่างท่ัวถึง โดยได้รับ ความร่วมมือจากองค์กรพิทักษ์สิทธิเด็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัย ของ เพปเลอร์ (Pepler, 1999: Abstract) ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สถานศึกษาของโรงเรียนในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสองเขตของเมืองอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา คณะกรรมการสถานศึกษา ประกอบด้วย อาจารย์ใหญ่ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาผู้แทนครู ผู้ปกครอง และศึกษาธิการอาเภอ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผลการศึกษา พบวา่ คณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้ท่ีมีความรู้เก่ียวกับ ระบบการศึกษามากที่สุด (ครูและอาจารย์ใหญ่) จะเป็นผู้ท่ีมีอิทธิพลสูงสุดในการแสดงความคิดเห็น ของตนในท่ีประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ส่วนผู้แทนผู้ปกครองท่ีมีความรู้เกี่ยวกับโรงเรียนน้อย จะมีบทบาทน้อยในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา และของคณะกรรมการมีความคิดเห็นต่อ ~ 60 ~
รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจิกายน 2564 แนวปฏิบัติตามหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมและรายด้านทั้ง 12 ด้าน อยู่ ในระดับมาก โดยเรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่า 3 ด้านแรก ดังน้ี ด้านส่งเสริมและสนับสนุนให้ เด็กทุกคนในเขตบริการได้รบั การศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทว่ั ถงึ มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ด้านส่งเสริม ให้มีการพิทักษ์สิทธิเด็ก ดูแลเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ให้ได้รับการ พัฒนาเต็มตามศักยภาพ และด้านส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา ตลอดจนวิทยากร ภายนอกและภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนทุกด้าน รวมทั้งสืบสานจารีต ประเพณี ศลิ ปะและวัฒนธรรมของท้องถน่ิ และของชาติ 3. จากผลการวิจัยพบว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานท่ีส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 ดา้ นหลกั ความรับผิดชอบท่ตี รวจสอบได้ (X4) ดา้ นหลกั การบริหารแบบมีส่วน ร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (X3) ด้านหลักการกระจายอานาจ (X1) สามารถร่วมกันทานายบทบาท หน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ได้ร้อยละ 57.70 (R2=0.577) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ท่ีเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีอิสระในการ บริหารจัดการ มีความรับผิดชอบต่อผลงานท่ีเกิดขึ้นและพร้อมท่ีจะให้ตรวจสอบเพ่ือให้การบริหาร เป็นไปตามมาตรฐานที่กาหนด โดยจะต้องบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีความ โปร่งใส และจัดทารายงานการดาเนินงานเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานท่ีเก่ียงข้องและ สาธารณชนเป็นประจาทุกปี สอดคล้องกับงานวิจัยของ พนิตา ไชยเทพ (2558) พบว่า ภาวะผู้นาเชิง สร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านการเจรจาต่อรอง ด้าน การสรา้ งมนุษยส์ ัมพนั ธ์ ดา้ นการสอ่ื สาร ด้านการทางานเป็นทีม โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจาแนกตามสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 การจัดให้มี คณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าสถานศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ ทาหน้าท่ีกากับ ส่งเสริม สนบั สนุนกิจกรรมของสถานศึกษา คณะครู บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชนจะเข้ามามีบทบาท ในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผนดาเนินการและแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ การทางานมีลักษณะการทางานเป็นทีม การพัฒนาเปลี่ยนแปลงส่ิงใดทุกส่วนในองค์การจะต้อง เห็นด้วย ทุกคนจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในงานต่าง ๆ และจะมีความตั้งใจท่ีจะทางานให้เกิดผลสาเร็จ สูงสดุ ซงึ่ จะทาให้การบริหารงานของสถานศึกษามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สอดคล้องกับงานวิจัย ของ สอดคล้องกับงานวิจัยของ กัญญ์วรา ผลเจริญ (2559) ได้ศึกษาสมรรถนะหลักของครูโรงเรียนสันติ ~ 61 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ี่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ราษฎร์วิทยาลัย สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 พบว่า ครูมีความพยายามหา โอกาสในการเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้นทั้งจากสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งผลสัมฤทธ์ิของ งาน การบริการ การทางานเป็นทีม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ ท้ังนี้อาจเป็นเพราะว่าผู้บริหาร สถานศึกษาในปัจจุบันต้องมีภาวะผู้นาเชิงสร้างสรรค์เพ่ือสนับสนุนส่งเสริมสมรรถนะหลักของครู ให้เพิ่ม มากข้ึนทาให้สถานศึกษามีความพร้อมในทุกด้านและดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ได้ และ สถานศึกษาเกิดความอิสระ คล่องตัวในการบริหารจัดการตนเองและช่วยเหลือตนเองได้ สามารถจัดการ กับปัญหาที่เกิดข้ึนในโรงเรียนได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของโรงเรี ยนทาให้ โรงเรียนมีความเข้มแข็ง โดยกระทรวงกระจายอานาจการบริหาร และการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารท่ัวไป ไปยังสถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาโดยตรง ดังนั้น สถานศึกษาจะมีอานาจหน้าท่ี ความรับผิดชอบและมีความอิสระ โรงเรียนจะเป็นฐานของการ กระจายอานาจ และการจัดทาแผนพัฒนาสถานศึกษา โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาและบุคลากรใน โรงเรียนร่วมกันดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนจะกระจายไปสู่ผู้ปฏิบัติในรูปของคณะกรรมการหรือ ทีมงานอยา่ งทั่วถึง คณะกรรมการสถานศึกษามีหน้าที่กากับ สนับสนุน และส่งเสริม ผู้บริหารโรงเรียนซ่ึง เป็นเลขานุการ จะเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการตามความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา สอดคล้องกับ งานวิจัยของ ไอเวอรสัน คริสตินา โจแอน (Iverson Christina Joann, 2001) ผู้วิจัยทาการศึกษาราย กรณีการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหน่ึงในเมืองนิวยอร์ค ซิตี (New York City) เป็นเวลา 1 ปี ผลการวิจัย พบว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไม่ได้เกิดข้ึน ภายในโรงเรียน แตถ่ ูกสงั่ การมาจากรัฐโดยในเบ้ืองต้นโรงเรยี นเพียงรับรู้ว่าให้โรงเรียนตัดสินใจแบบมีส่วน ร่วม ครูใหญ่ของโรงเรียนมีความเข้าใจดีว่าผู้บริหาร และคณะกรรมการโรงเรียนมีอานาจหน้าท่ีตาม กฎหมายมากข้ึน จานวนผู้มีส่วนเก่ียวข้องการบริหารโรงเรียนเพ่ิมขึ้น การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ที่จะประสบความสาเร็จต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในโรงเรียนต้องออกกฎหมายท่ีทาให้เกิดการกระจาย อานาจอย่างจรงิ จงั และมีธรรมนูญหรือแม่บทในระดับโรงเรยี นอย่างชัดเจน ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะจากการวิจยั ในการวิจัยครงั้ นี้ ผู้วิจยั ได้นาเสนอข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้ ดงั นี้ 1. จากผลการวิจัยระดับการบริหารโดยใชโ้ รงเรยี นเปน็ ฐานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พ้ืนฐานในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับการกระจายอานาจจากกระทรวงและส่วนกลางมายังสถานศึกษา ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรบริหารงานด้วยความอิสระ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการตนเอง ผบู้ ริหารจะต้องจัดการกับปัญหาท่ีเกิดขึ้นในสถานศึกษาได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสมสอดคล้องกับ ~ 62 ~
รายงานสบื เนือ่ งจากการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 สภาพของสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรแต่ละงานควรมีการวางแผนการดาเนินงาน และประเมินผลการปฏิบัติงานของตนโดยทาในรูปองค์คณะบุคคลหรือคณะกรรมการ และร่วม รับผิดชอบแก้ไขปัญหา พัฒนางานของตนอย่างครบวงจร ท่ีสาคัญนั้นผู้บริหารต้องมีความรับผิดชอบ ตอ่ ผลงานท่ีเกิดข้ึน บริหารจัดการสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีความโปร่งใสและพร้อมท่ีจะ ให้ตรวจสอบเพ่ือใหก้ ารบรหิ ารจดั การเป็นไปตามมาตรฐานทกี่ าหนด 2. จากผลการวิจัยระดับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 พบว่า คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพน้ื ฐานควรศกึ ษาถึงบทบาทหน้าทข่ี องตนเอง ให้ความสาคัญกับบทบาทหน้าท่ีในการมี ส่วนร่วมในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ในสถานศึกษาโดยมีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายและ แผนพัฒนาของสถานศึกษา ศึกษาและให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจาปีของสถานศึกษา พจิ ารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทาสาระหลกั สตู รให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของท้องถิ่น กากับ ตดิ ตามการดาเนนิ งานของสถานศกึ ษา ดแู ล พิทักษ์สิทธิเด็ก และเด็กดอยโอกาส ระดมทรัพยากรด้าน ต่าง ๆ เพื่อการศึกษา สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ติดตาม ประเมินผล การ บริหารงานท้ัง 4 ฝ่ายในสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มี ประสิทธภิ าพ และประสิทธผิ ล ซงึ่ สะท้อนถงึ คุณภาพในการจดั การศึกษาของสถานศึกษา 3. จากผลการวิจัยการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 มีข้อเสนอแนะ ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานจะต้องศึกษาถึง บทบาทหนา้ ท่ีของตนเอง และมสี ่วนรว่ มในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษา ภายในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เนื่องจาก ผลการวิจัยพบว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป 1. ควรศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของ สถานศกึ ษาสังกัดอื่น ๆ 2. ควรศึกษาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานท่ีส่งผลต่อคุณภาพและ มาตรฐานการศึกษาของสถานศกึ ษาในสงั กัดอ่ืน ๆ 3. ควรศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานกับ บทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานของสถานศกึ ษาสังกดั อืน่ ๆ ~ 63 ~
รายงานสบื เนือ่ งจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 เอกสารอา้ งองิ กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). การปฏิรูประบบบริหารการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ: การศาสนา. ______. (2547). คู่มอื การปฏบิ ัติงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. กรุงเทพฯ: การศาสนา สานกั งานพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ. กัญญ์วรา ผลเจริญ. (2559). การศึกษาสมรรถนะหลักของครูโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา. พนิตา ไชยเทพ. (2558). ภาวะผู้นาเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่ม แพรกษา สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย บรู พา. พันธ์ุทิพา ศรีตะพัสโส. (2552). ศึกษาปัญหาและแนวทางการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตการประถมศึกษา ชลบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. วันชัย กล้าเอ่ียม. (2551). สภาพและปัญหาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขั้น พ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสิงห์บุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. ใน บทคัดย่อวิทยานิพนธ์ ปี 2551 มหาวิทยาลัย ราชภัฏเทพสตร.ี หนา้ ง. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟคิ . Best W. John. (1997). Research in Education. Boston MA.: Allyn and Bacon. Cronbach, L J. (1970). Essentials of Psychological Testing. 3rd ed. New York: Harper & Row. Iverson, Christina Joann. (2001). School - Based Management: A Case Study. Dilation Abstracts International. 62-05 A.192. Horan, Julie Lyne. 1999. Pepler, (1999). About the role of the School Board of Education In The Two Educational Districts Of Alberta Canada. International Journal of Special Education University of Canada. ~ 64 ~
รายงานสืบเนือ่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรยี นรเู้ ชิงรุกของครู โรงเรียนวดั เขมาภริ ตาราม The Model of Teacher’S Competency through Active Learning Management in Wat Khemapirataram School จรุญ จารสุ าร โรงเรยี นวดั เขมาภิรตาราม, [email protected] บทคัดย่อ การวิจยั คร้ังน้มี ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือ 1) ศกึ ษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีคาดหวังด้านการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม 3) ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรยี นรู้ เชิงรกุ ของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม โดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิง คณุ ภาพ กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจยั คอื ผบู้ ริหารและครูโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จานวน 198 คน ผู้เช่ียวชาญ 5 คน กลุ่มตัวอย่างครูท่ีเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ สมัครใจเข้าร่วมการพัฒนา จานวน 16 คน กลุ่มตัวอย่างครูที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก จานวน 219 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และการสนทนา กลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่า ดชั นคี วามตอ้ งการจาเปน็ และสถติ คิ ่า t ผลการวิจัยพบว่า สภาพปจั จุบนั และสภาพที่คาดหวังด้านการ จดั การเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามสมรรถนะที่มีความต้องการจาเป็น (PNIModified) อยู่ในระดับสูงสุดและต่าสุดคือ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (PNI=.55) และสมรรถนะการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และรู้เท่าทันส่ือ (PNI=.34) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิง รุกของครูมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (M=4.16) และเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก (M=4.40) ผล การผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิร ตาราม พบว่า ครมู สี มรรถนะการจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ หลงั เขา้ รบั การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชิงรกุ (M=4.14) สงู กว่าก่อนเข้ารับการพฒั นาสมรรถนะ (M=3.24) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 และนักเรียนมีทักษะการคิดหลังเข้ารับการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก (M=3.36) สูงกว่าก่อนเข้า รบั การพฒั นาอยูใ่ นระดับพอใช้ (M=1.84) อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 คาสาคญั : รปู แบบการพัฒนา การพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรเู้ ชงิ รุก ~ 65 ~
รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 Abstract The purpose of this research were to 1) analyze current and the desirable states of developing active learning competency for Wat Khemapirataram school’s teachers; 2) to enhance the model of active learning competency; and 3) Study the results of use the model. The sample size was 132 executives and teachers, the 5 experts and a sample group for participating in active learning competency activity and volunteered for the research for 16 teachers. The research instruments were questionnaire and focus group. The data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard division, index PNI modified and t-test dependent samples. The results showed the current conditions and expected conditions for teachers' proactive learning management Wat Khemapirataram School. In terms of competence need hierarchy, the competency of building learning networks (PNI=.55) showed as the highest and the competence in using information technology and media literacy (PNI=.34) was the lowest. The development model of teachers' proactive learning management competency was appropriate at a high level (M=4.16) and feasible at a high level (M=4.40). The results of the experiment using a model for developing teachers' proactive learning management competency at Wat Khemaphirataram School found that the experimental participants had a statistically significantly higher proactive learning management competency at the .001 level. Keywords: Development Model, Competency Development, Active Learning ความเปน้ มาและความสาคัญของปญั หา จากการปฏิรูปการเรียนการสอนในยุคประเทศไทย 4.0 และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้มีการปรับลด ระยะเวลาเรียนของภาควิชาการหรือภาคทฤษฎีลดลง แต่ยังคงไว้ซ่ึงเนื้อหาหลักท่ีนักเรียนควรรู้ตาม มาตรฐานของหลักสูตร และให้ครูปรับเปล่ียนวิธีการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเพ่ิมเวลา ใหน้ ักเรียนไดเ้ รียนรจู้ ากการปฏบิ ตั จิ รงิ มากขึ้น ภายใตโ้ ครงการ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่มุ่งเน้นการ ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ให้นักเรียนมีบทบาทในการเรียนรู้มากขึ้นครูลด บทบาทการสอนด้วยการบอกเล่า การให้ข้อความรู้แก่นักเรียนโดยตรง ไปเป็นการจัดกระบวนการ เรียนรู้และกิจกรรมที่จะทาให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมเรียนรู้ อย่างหลากหลาย ต้องเป็นครูแบบ Actively Teach คือ สอนแบบมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมให้นักเรียน ~ 66 ~
รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ รท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 อยากเรยี นรู้ตลอดเวลาเปน็ การจดั การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยครูสามารถนาการจัดการ เรียนรูเ้ ชงิ รกุ ไปจดั กิจกรรมการเรียนการสอนตามมาตรฐานและตัวช้ีวัดในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุก รายวิชา รวมถึงการนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียน และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้อื่น (สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน, 2562: คานา) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการ สร้างสรรค์ทางปัญญา ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหารายวิชา เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถ เช่ือมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านส่ือหรือกิจกรรม การเรียนรู้ท่ีมีครูเป็นผู้แนะนา กระตุ้น หรืออานวยความสะดวก ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ โดย กระบวนการคดิ ขน้ั สงู กล่าวคอื นักเรียนมกี ารวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากส่ิงที่ได้รับ จากกจิ กรรมการเรยี นรู้ ทาให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนาไปใช้ในสถานการณ์อ่ืนๆ ได้ อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกลุ , 2555: 5) ซึง่ สอดคล้องกับ พรรณี ปานเทวัญ (2559: 17) ท่ี กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน จาเป็นต้องส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนให้เกิดทักษะการ เรียนรู้เพ่ือการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ตามแนวทางท่ีเน้นให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ (Active Learning) การจัดการศึกษาในศตวรรษนี้เป็นการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่ต้องตอบสนองความต้องการ ของนกั เรียนและมแี หลง่ เรียนรตู้ ลอดชวี ติ ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวกใน การเรียนรู้ โดยเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางและเน้นให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงเพ่ือให้ นักเรียนนาความรู้และทักษะไปใชใ้ ห้ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ จากสภาพปัญหาและความคาดหวังด้านการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะครูให้มีสมรรถนะที่ จาเปน็ ในการจดั การเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงเน้นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิด ขั้นสูงและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ประกอบกับการเปลี่ยนบทบาทของครูให้เป็นผู้ให้คาปรึกษา ผอู้ านวยความสะดวกในการจัดการเรียนรใู้ ห้แก่นกั เรยี น และเพือ่ ใหก้ ารดาเนินงานบริหารสถานศึกษา หลักการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้ความรู้ คู่คุณธรรม และมีทัศนคติที่ดีในการทางาน ด้วยหลัก“KHEMA Administrative Model” ที่ประกอบด้วย K–H–E–M–A คือ K: Knowledge Strategy คือ การวางแผนในการพัฒนาความรู้ความสามารถที่เป็นสมรรถนะของครู H: Hone Ability เปน็ การพัฒนาความรู้ใหก้ ับครูในหลากหลายวิธีตามบริบทของรายวิชาที่ครูจัดการเรียนรู้ตาม กลุ่มสาระการเรียนรู้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม E: Evaluation All เป็นการวัดผล และประเมินผลอย่างรอบด้านแบบองค์รวมโดยการมีส่วนร่วม และตามสภาพจริง M: Mentor Mindset เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดของครูให้มีทัศนคติท่ีดีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ A: Accommodate Change เป็นการยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง โดยที่รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม เป็นรูปแบบท่ีมุ่งเน้นเพ่ือพัฒนาครูให้มี ~ 67 ~
รายงานสบื เนือ่ งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ รท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างเหมาะสม เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ การออกแบบ กิจกรรม และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ท่ีสอดคล้องกับหลักการบริหารของโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ในการส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนมีความรู้และทักษะท่ีจาเป็นสาหรับศตวรรษท่ี 21 มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการศึกษาท่ีสูงขึ้น และส่งผลให้โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามประสบความสาเร็จและบรรลุตาม เป้าหมายและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาอย่างย่ังยนื วตั ถุประสงค์การวจิ ยั 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพทคี่ าดหวงั ดา้ นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภริ ตาราม 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมา ภิรตาราม 3. เพอ่ื ศกึ ษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภริ ตาราม วิธีการวจิ ัย ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 1. การศกึ ษาสภาพปจั จุบันและสภาพทค่ี าดหวงั ด้านการจดั การเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วัดเขมาภิรตาราม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ปี การศึกษา 2563 จานวน 198 คน การสนทนากลุ่มเพื่อสังเคราะห์สมรรถนะ องค์ประกอบ และ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม กลุ่มผู้ให้ ข้อมูล จานวน 20 คน คือ ผู้บริหารโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ได้แก่ รองผู้อานวยการ ผู้ช่วยรอง อานวยการ จานวน 4 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จานวน 8 คน และตัวแทนครูแต่ละสาระการ เรยี นรู้ จานวน 8 คน 2. การพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมา ภริ ตาราม กลมุ่ ผูใ้ หข้ ้อมูล คือ ผเู้ ชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน 3. การศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภิรตาราม กลุ่มตวั อยา่ งคือ ครู โรงเรยี นวดั เขมาภริ ตาราม 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ และท่ีสมัคร ใจเข้ารับการทดลอง จานวน 16 คน และนักเรียน ด้วยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบช้ันภูมิ (Stratified Random Sampling) จานวน 219 คน ~ 68 ~
รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 กรอบแนวคิดในการวิจัย รปู แบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนร้เู ชงิ รุกของครู โรงเรยี นวดั เขมาภริ ตาราม ผู้วิจัย กาหนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย ดงั น้ี รปู แบบการพัฒนาสมรรถนะการจดั การ องคป์ ระกอบสมรรถนะ สมรรถนะการ เรยี นร้เู ชงิ รุก 1. ความรู้ จัดการเรยี นร้เู ชิง 2. ทกั ษะ - การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และรเู้ ท่า 3. ทศั นคติ รกุ ของครู ทันสอ่ื 4. คุณลกั ษณะเฉพาะบุคคล โรงเรียนวัดเขมา - การมคี วามรแู้ ละทกั ษะในเรอ่ื งท่ีสอน เป็นอย่างดี และแสวงหาความรูใ้ หม่อยา่ ง รูปแบบวธิ กี ารพฒั นา ภริ ตาราม ต่อเนื่อง 1. การสอนงาน - การเข้าใจความแตกตา่ งระหว่างบุคคล 2. ระบบพี่เลย้ี ง - การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 3. การใหค้ าปรกึ ษา - การเปน็ มืออาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดี 4. การฝกึ อบรม - การสรา้ งเครือข่ายการเรียนรู้ 5. การนเิ ทศ - การเปน็ ผูอ้ านวยความสะดวก - การเป็นนักประเมินที่ดี ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่เี กีย่ วขอ้ งกับการจดั การเรียนรูเ้ ชิงรุก รูปแบบและวิธีการพฒั นาสมรรถนะครู การพัฒนาเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมและปรับปรุงทักษะการทางานของบุคลากร โดยวิธีการ ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และทักษะเฉพาะอย่าง ซึ่งในวงการศึกษามีการใช้รูปแบบวิธีการในการ พฒั นาบคุ ลากรหลากหลายวธิ ีท่ีแตกต่างกนั ออกไป ซง่ึ ไดแ้ ก่ การสอนงาน (Coaching) เป็นการพัฒนา ความสามารถทางความรู้และทักษะของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพ่ือการแก้ปัญหาและสะท้อนความคิด อย่างสร้างสรรค์ การสอนงานน้ันเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่องด้วยความ ช่วยเหลือและติดตาม (ณัฐธิดา ภู่จีบ, 2560: 27-35) ระบบพ่ีเล้ียง (Mentoring) เป็นการนาผู้ท่ีมี ความรู้ความสามารถเป็นท่ียอมรับในการแนะนา ให้คาปรึกษาและช่วยเหลือครูให้พัฒนาศักยภาพ ตนเองให้สูงขึ้น เพื่อสามามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2552: 21) ระบบการให้คาปรึกษา (Counselling) การให้คาปรึกษาเป็นการช่วยเหลือรูปแบบหน่ึงที่อาศัย ~ 69 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับการปรึกษา เพ่ือให้ผู้รับการปรึกษาเกิด ความเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา ได้ความรู้และทางเลือกในการแก้ปัญหาน้ันอย่างเพียงพอ มีสภาพ อารมณ์และจิตใจท่ีพร้อมจะคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง (สวัสด์ิ บรรเทิงสุข, 2542: 25) การฝึกอบรม (Training) เป็นกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงการทางานของบุคคลและองค์กร โดยการส่งเสริมให้ เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และทัศนคติ จะช่วยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ สาเร็จลุล่วงไปได้ การฝึกอบรม มีจุดประสงค์เพื่อให้บุคคลมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน และมีทัศนคติที่ดีต่อการทางาน เกิดความรักในองค์กร (บรรยงค์ โตจินดา, 2543: 194-202) และการนิเทศ (Supervision) เป็นการ พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถปรับปรุงกระบวนการ เรียนการสอนส่งผลไปสู่การเรียนของนักเรียนด้วยความร่วมมือระหว่างผู้นิเทศและผู้รับนิเทศในการ ช่วยเหลือปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทางานร่วมกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่ง สัมฤทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอนของนักเรียน (อรุณศกั ดิ์ เริงนิรนั ดร์ และคณะ, 2562: 180) การจดั การเรียนรเู้ ชิงรุก การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เป็นกระบวนการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมให้ นักเรียนมีสว่ นรว่ มในชนั้ เรียน สรา้ งปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน มุ่งให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ โดย มคี รเู ป็นผูอ้ านวยความสะดวก (Facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คาปรึกษา ดูแล แนะนาทาหน้าท่ี เป็นโค้ชและพี่เล้ียง (Coach & Mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่ หลากหลาย ให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful learning) นักเรียนสร้างองค์ ความรู้ได้ มีความข้าใจในตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่บ่งบอกถึง การมีสมรรถนะสาคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ บรรลุ เป้าหมายการเรยี นรตู้ ามระดับชว่ งวยั (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน, 2562: 4) โดยมี ลักษณะกจิ กรรมทเี่ ปน็ การเรียนรู้เชงิ รกุ 6 ลักษณะด้วยกนั คอื 1. กระบวนการเรียนรู้ทลี่ ดบทบาทการ สอนและการให้ความร้โู ดยตรงของครแู ตเ่ ปน็ การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมสร้างองค์ความรู้และ จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้นาความรู้ความเข้าใจไป ประยกุ ตใ์ ช้สามารถวิเคราะห์สงั เคราะห์ ประเมินค่า คิดสร้างสรรคส์ ่ิงต่าง ๆ พฒั นาทักษะกระบวนการ คิดไปสู่ระดับที่สูงข้ึน 3. กิจกรรมเชื่อมโยงกับนักเรียนกับสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ 4. กิจกรรมเป็นการนาความรู้ท่ีได้ไปใช้แก้ปัญหาใหม่ หรือใช้ในสถานการณ์ ใหม่ 5. กิจกรรมเน้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดของตนเองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสร่วมอภิปรายและ นาเสนอผลงาน และ 6. กิจกรรมเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนักเรียนกับครู และปฏิสัมพันธ์กัน ระหวา่ งนกั เรยี นด้วยกนั ~ 70 ~
รายงานสืบเน่อื งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง พิสิทธ์ิ สุพรรณศรี (2561: บทคัดย่อ) ศึกษาเก่ียวกับรูปแบบการบริหารโรงเรียนเพ่ือเสริมสร้าง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โรงเรียนท่าขอนยาง พิทยาคม องค์การบริหารสว่ นจังหวัดมหาสารคาม ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูต้องการใช้รูปแบบการบริหาร โรงเรียนเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2. รูปแบบการ บริหารโรงเรียนเพ่ือเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มี องค์ประกอบ จานวน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหาร 2) ด้านกลยุทธ์ 3) ด้านกระบวนการ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4) ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 5) ด้านการประเมินผล และ 6) ด้าน ความพึงพอใจ โดยผลการตรวจสอบความเหมาะสมและนาไปใช้ได้ของรูปแบบการบริหารโรงเรียน และ องค์ประกอบ พบว่า มีความเหมาะสมและนาไปใช้ได้ อยู่ในระดับมากที่สุด 3. การทดลองใช้รูปแบบ พบวา่ ครมู ีความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทกุ ช้ันเรียนสงู ขนึ้ และผู้ปกครองมีความพงึ พอใจต่อการบรหิ ารโรงเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4. การ ประเมนิ รูปแบบการบรหิ ารพบว่า มคี วามเหมาะสมและเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด สาหรับแลมป์ (Lampe, 2020: Abstract) ได้สารวจประสบการณแ์ ละความต้องการของครูเมื่อนาการเรียนรู้แบบเชิงรุก ไปใช้ที่มหาวิทยาลัยสาธารณะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า กลยุทธ์การเรียนรู้ที่ใช้ในปัจจุบันมา จากประสบการณ์ดา้ นเทคโนโลยีภายในห้องเรียนการเรียนรู้มาจากประสบการณ์โดยรวม สาหรับกลยุทธ์ ที่นาไปใช้คณาจารย์และนักเรียนทั้งสองกลุ่มเห็นพ้องกันว่ามีการนากิจกรรมความร่วมมือมาใช้มากขึ้น ทาให้หอ้ งเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ดังนั้นผู้บริหารงานวิชาการมองเห็นประโยชน์และความ ท้าทายของการสอนในห้องเรียนท่ีมีการเรียนรู้แบบเชิงรุก สามารถจัดฝึกอบรมคณาจารย์เก่ียวกับ วิธีการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้เชิงรุกที่กระตือรือร้น ท้ังหลักสูตรแบบด้ังเดิมหรือแบบออนไลน์เพื่อให้เป็น แนวปฏิบัติทางการสอนท่ีเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่มีความหมาย และยังช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพให้กับนักเรียนในการเรียนรู้เชิงรุกซ่ึงมีความเช่ือมโยงกับการเรียนรู้ แบบ คอนสตรคั ตวิ ิสม์ และมีการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ วธิ กี ารวิจัย ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีคาดหวังของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชิงรกุ ของครู โรงเรยี นวดั เขมาภริ ตาราม 1. ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาสมรรถนะและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการพัฒนาสมรรถนะการจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ 2. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของครูท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียน วัดเขมาภิรตาราม เพ่ือหาความต้องการจาเป็นของครูในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ~ 71 ~
รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ี่ 26 พฤศจิกายน 2564 โดยข้ันตอนน้ี ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากร ผู้บริหารและครู โรงเรียนวัด เขมาภิรตาราม จานวน 198 คน เพื่อนาผลท่ไี ด้มาทาการพัฒนารา่ งรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ 3. ประชมุ เชิงปฏิบัตกิ ารเพ่ือค้นหาสมรรถนะ องค์ประกอบ และวิธีการพัฒนาสมรรถนะการ จดั การเรยี นรู้เชงิ รุกร่วมกบั ผบู้ ริหาร หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ และตวั แทนครู 4. ดาเนินการระยะท่ี 1 ระหว่าง ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 1 สิงหาคม–30 กันยายน 2563) ระยะท่ี 2 การพฒั นารูปแบบการพฒั นาสมรรถนะการจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รกุ ของครู โรงเรียน วดั เขมาภิรตาราม 1. การจัดทาร่างรปู แบบการพัฒนาสมรรถนะ 2. ตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยใช้แบบสอบถาม ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน เพ่ือแสดง ความคดิ เหน็ และใหข้ อ้ เสนอแนะตอ่ รูปแบบฯ ฉบบั ร่าง 3. นารา่ งรูปแบบฯ ท่ผี า่ นการหาฉนั ทามติแล้ว ปรับปรงุ แกไ้ ขและเตรยี มทดลองใช้ 4. ดาเนินการระยะที่ 2 ระหว่าง ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563 (1 สิงหาคม–30 กันยายน 2563) ระยะท่ี 3 การศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชิงรกุ ของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม 1. ทาคู่มือการใช้รูปแบบฯ เฉพาะส่วนท่ีทาการทดลองใช้ และแบบประเมินสมรรถนะก่อน- หลัง 2. ประเมินสมรรถนะครูก่อนใช้รูปแบบฯ ด้วยแบบสอบถามการประเมินตนเองด้าน สมรรถนะการจัดการเรียนร้เู ชงิ รกุ 3. ประชมุ เชิงปฏิบัติการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ โดยคัดเลือกวิทยากรในการทดลอง เป็นผู้ทม่ี คี วามเช่ยี วชาญดา้ นการพฒั นาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มาจัดอบรมให้ความรู้ แกค่ รูในสมรรถนะทใ่ี ชใ้ นการพัฒนา 4. ดาเนินการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัด เขมาภิรตาราม ด้วยกระบวนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิง รุกให้แก่ครูกลุ่มตัวอย่าง และสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้แก่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ตลอดภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 (16 พฤศจิกายน 2563–15 พฤษภาคม 2564) 5. ทาการประเมินทักษะการคิดของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จานวน 219 คน ก่อนดาเนินการ ใช้รูปแบบ โดยการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อประเมินทักษะการคิดของนักเรียนจากกลุ่มตัวอย่างครูประจา วิชาแต่ละกลมุ่ สาระการเรียนรู้ จานวน 8 กลุ่มสาระการเรยี นรูท้ เ่ี ขา้ รว่ มการทดลอง จานวน 16 คน ~ 72 ~
รายงานสบื เน่ืองจากการประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 5. ประเมินสมรรถนะครู หลังการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ ด้วยแบบสอบถามการ ประเมินตนเองด้านสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพ่ือทดสอบหาค่าความแตกต่างระหว่าง คา่ เฉล่ยี ก่อนและหลังการใช้รปู แบบด้วยสถติ คิ ่า t (t-test dependent samples) 6. ทาการประเมินทกั ษะการคดิ ของนกั เรยี นกล่มุ ตัวอยา่ ง จานวน 219 คน หลังดาเนินการใช้ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม โดยการ ประชุมกลมุ่ ยอ่ ยเพอ่ื ประเมินทักษะการคดิ ของนักเรยี นจากกลุ่มตวั อย่างครู จานวน 16 คน 7. สรุปผลการศึกษา และนาเสนอผลการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชงิ รุกของครู โรงเรยี นวดั เขมาภริ ตาราม 8. ดาเนินการระยะท่ี 3 ระหว่าง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 (16 พฤศจิกายน 2563– 15 พฤษภาคม 2564) ผลการวจิ ยั 1. ศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั และสภาพทีค่ าดหวังด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียน วดั เขมาภริ ตาราม ผลการวิจัยพบว่า สภาพสมรรถนะปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนวัด เขมาภิรตาราม ที่มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุดไปน้อยท่ีสุด พบว่า สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ รู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับมาก (M=3.74) และสมรรถนะที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือสมรรถนะการสร้าง เครือข่ายการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.23) ส่วนและสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ คาดหวงั ของครู พบว่ามีระดบั ความคาดหวังเท่ากันทุกสมรรถนะอยู่ในระดับมากที่สุด (M=5.00) ส่วน ลาดับความต้องการจาเป็นที่มีค่า PNI มากท่ีสุดไปน้อยท่ีสุด พบว่า การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (PNI=.55) และลาดับความต้องการจาเป็นท่ีมีค่า PNI ต่าสุด คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ รู้เท่าทันสอ่ื (PNI=.34) ไดด้ ังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 สภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู โรงเรยี นวัดเขมาภริ ตาราม สมรรถนะ สภาพปจั จบุ ัน สภาพท่ีคาดหวัง การจดั การเรียนรูเ้ ชิงรุก Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล PNI Rank 1 การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ 3.74 0.440 มาก 5.00 0.000 มากท่ีสดุ .34 8 และรเู้ ท่าทนั สือ่ ~ 73 ~
รายงานสบื เนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วนั ศกุ ร์ที่ 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางท่ี 1 สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีคาดหวังในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม (ตอ่ ) สมรรถนะ สภาพปจั จบุ นั สภาพท่คี าดหวัง การจดั การเรียนรู้เชงิ รุก Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล PNI Rank 2 การมีความรู้และทักษะใน 3.66 0.491 มาก 5.00 0.000 มากทีส่ ดุ .37 7 เรอื่ งท่ีสอนเป็นอยา่ งดี และ 4 3 แสวงหาความรอู้ ย่างตอ่ เน่ือง 5 1 3 การเข้าใจความแตกตา่ ง 3.36 0.489 ปาน 5.00 0.000 มากทส่ี ุด .49 2 6 ระหวา่ งบุคคล กลาง 4 การจัดสภาพแวดล้อมการ 3.34 0.311 ปาน 5.00 0.000 มากท่ีสดุ .50 เรยี นรู้ กลาง 5 การเป็นมอื อาชพี และเปน็ 3.38 0.223 ปาน 5.00 0.000 มากทส่ี ุด .48 แบบอย่างท่ดี ี กลาง 6 การสรา้ งเครือข่ายการเรียนรู้ 3.74 0.440 มาก 5.00 0.000 มากที่สุด .55 7 การเปน็ ผูอ้ านวยความสะดวก 3.66 0.491 มาก 5.00 0.000 มากที่สดุ .52 8 การเปน็ นกั ประเมินทดี่ ี 3.36 0.489 ปาน 5.00 0.000 มากที่สดุ .46 กลาง สภาพรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกปัจจุบันของครู โรงเรียนวัดเขมา ภิรตาราม ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยท่ีสุด พบว่า การให้คาปรึกษาอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.35) และรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด การนิเทศ อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.21) สาหรับรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะท่ีคาดหวังอยู่ในระดับที่มากที่สุดเท่ากัน (M=5.00) ส่วนลาดับ ความต้องการจาเป็นที่มีค่า PNI มากที่สุดไปน้อยที่สุด พบว่า การนิเทศ (PNI=.56) และลาดับความ ตอ้ งการจาเปน็ ทีม่ ีค่า PNI ตา่ สุดคือ การใหค้ าปรกึ ษา (PNI=.49) ได้ดงั ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะปัจจุบันและรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะท่ีคาดหวัง และ ลาดับความสาคญั ของความต้องการจาเป็นของรปู แบบสมรรถนะ รปู แบบการพฒั นาสมรรถนะ สภาพปจั จบุ นั สภาพทค่ี าดหวงั การจดั การเรียนรู้เชิงรกุ Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล PNI Rank 1 การสอนงาน 3.33 0.200 ปานกลาง 5.00 0.000 มากที่สดุ .50 4 2 ระบบพี่เลี้ยง 3.32 0.188 ปานกลาง 5.00 0.000 มากทส่ี ดุ .51 3 ~ 74 ~
รายงานสืบเนอื่ งจากการประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ วันศุกรท์ ่ี 26 พฤศจกิ ายน 2564 ตารางที่ 2 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะปัจจุบันและรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะท่ีคาดหวัง และ ลาดบั ความสาคญั ของความตอ้ งการจาเปน็ ของรปู แบบสมรรถนะ (ต่อ) รูปแบบการพฒั นาสมรรถนะ สภาพปจั จบุ นั สภาพท่ีคาดหวัง การจดั การเรียนร้เู ชงิ รกุ Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล PNI Rank 3 การให้คาปรึกษา 3.35 0.219 ปานกลาง 5.00 0.000 มากทส่ี ุด .49 5 4 การฝกึ อบรม 3.29 0.207 ปานกลาง 5.00 0.000 มากทส่ี ุด .52 2 5 การนิเทศ 3.21 0.223 ปานกลาง 5.00 0.000 มากทสี่ ดุ .56 1 ในส่วนของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ควรมีการบูรณาการ รูปแบบร่วมกัน คือ การสอนงาน ระบบพี่เล้ียง การฝึกอบรม และการให้คาปรึกษา โดยการฝึกอบรม น้ันควรเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ ส่วนระบบนิเทศ ติดตามประเมินผลกระบวนการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก ควรอยู่ในระดับท่ีเกิดขึ้นภายหลังกระบวนการพัฒนาสมรรถนะ เพ่ือศึกษาผลการพัฒนา สมรรถนะของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกว่าเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาหรือไม่ ทั้งนี้เพ่ือนาผล การพัฒนาสมรรถนะครูมาปรับปรุงและพัฒนาให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้มีประสิทธิภาพ อยา่ งยง่ั ยนื 2. พัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมา ภริ ตาราม ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เช่ียวชาญภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (M=4.16) และผลการประเมนิ ความเป็นไปได้ของรูปแบบอยู่ในระดับมาก (M=4.40) ดงั ตารางท่ี 3 ตารางที่ 3 ผลการประเมินความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดเ้ พ่ือรบั รองรูปแบบ ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ หวั ข้อ Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล 1 ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของชือ่ 4.20 0.447 มาก 4.60 0.548 มากที่สุด รปู แบบ 4.20 0.447 มาก 4.40 0.547 มาก 4.00 0.000 มาก 4.40 0.547 มาก 2 ความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ของรูปแบบ การพัฒนา 3 ความเหมาะสมและความเป็นไปไดข้ อง องค์ประกอบของสมรรถนะแตล่ ะดา้ น ~ 75 ~
รายงานสบื เน่อื งจากการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศกุ ร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 ตารางท่ี 3 ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปไดเ้ พื่อรบั รองรปู แบบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ หัวขอ้ Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล 4 ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลไกการ 4.40 0.547 มาก 4.00 0.000 มาก สนับสนุนรูปแบบ 5 ความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดข้ องข้นั ตอน 4.00 0.000 มาก 4.60 0.547 มากท่สี ดุ ของรปู แบบ รวม 4.16 .089 มาก 4.40 .316 มาก รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ประกอบดว้ ยรปู แบบทง้ั ส้ิน 4 รูปแบบ คือ การสอนงาน (Coaching) ระบบพ่ีเลี้ยง (Mentoring) การ ฝึกอบรม (Training) และการใหค้ าปรกึ ษา (Counseling) โดยมคี วามแตกต่างกันออกไป ซ่ึงจะมุ่งเน้น พัฒนาสมรรถนะท้ังการสอนของครู ได้แก่ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ทัศนคติ (Attitude) และคณุ ลกั ษณะเฉพาะบุคคล (Personal Attributes) เพื่อให้เกิดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ พึงประสงค์ ประกอบด้วย 8 สมรรถนะ คือ สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และรู้เท่าทันส่ือ สมรรถนะการมีความรูแ้ ละทักษะในเร่ืองท่สี อนเป็นอย่างดี สมรรถนะการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง บคุ คล สมรรถนะการจดั สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ สมรรถนะการเป็นมืออาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดี สมรรถนะการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ สมรรถนะการเป็นผู้อานวยความสะดวก และสมรรถนะการ เป็นนักประเมินที่ดี โดยในรูปแบบการพัฒนามีกลไกในการสนับสนุนรูปแบบตามข้อเสนอแนะจาก แบบสอบถามและการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การพัฒนาตนเอง (Self-Development) การสนับสนุนของสถานศึกษา (Organization Supporting) และการติดตามและประเมินผล (Follow up and Evaluate) ดงั ภาพท่ี 2 ภาพท่ี 2 รูปแบบในการพัฒนาทีเ่ หมาะสมแตล่ ะสมรรถนะ ~ 76 ~
รายงานสืบเนอ่ื งจากการประชุมวิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ วันศุกร์ท่ี 26 พฤศจิกายน 2564 3. การทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัด เขมาภิรตาราม ผลการประเมินสมรรถนะครูหลังเข้ารับการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ตลอดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ในภาพรวมอยู่ท่ีระดับมาก (M=4.14) เม่ือพิจารณาเป็นรายสมรรถนะ ท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยท่ีสุด พบว่า สมรรถนะการ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (M=4.29) และสมรรถนะที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ สมรรถนะ การเปน็ นกั ประเมนิ ท่ีดีอยู่ในระดับมาก (M=4.00) ผลการประเมินก่อนและหลังการเข้ารับการพัฒนา สมรรถนะ พบว่า ครูมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหลังเข้ารับการพัฒนาสมรรถนะอยู่ในระดับ มาก (M=4.14) สูงกว่าก่อนเข้ารับการพัฒนาสมรรถนะอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.24) อย่างมี นยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .001 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลการประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม กอ่ นและหลงั การเขา้ รบั การพัฒนาสมรรถนะ ผลการประเมนิ สมรรถนะ จานวน M SD t P กอ่ นอบรม 16 3.24 .100 24.258** .000 หลังอบรม 16 4.14 .123 ** มนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ี .001 ผลการประเมินทักษะการคิดของนกั เรียนกลมุ่ ตวั อยา่ ง จานวน 219 คน หลังเข้าร่วมการ พัฒนาสมรรถนะครูตามรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ในภาพรวมอยู่ท่ี ระดับดีมาก (M=3.36) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยที่สุด พบว่า ค้นหา/ ค้นพบคาตอบตามหลักเหตุผลจากแหล่งข้อมูลอยู่ในระดับดีมาก (M=3.48) และข้อที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ สรุปความคิดรวบยอดตามหลักเหตุผลอยู่ในระดับดี (M=3.14) ผลการประเมินก่อนและหลังการ เข้ารับการพัฒนา พบวา่ นกั เรียนมีทกั ษะการคิดหลงั เข้ารับการพัฒนาอยูใ่ นระดับดีมาก (M=3.36) สูง กว่าก่อนเข้ารับการพัฒนาอยู่ในระดับพอใช้ (M=1.84) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 ดัง ตารางที่ 5 ~ 77 ~
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 527
Pages: