Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร 20220208

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร 20220208

Published by mamja06, 2022-02-09 06:55:54

Description: พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร 20220208

Search

Read the Text Version

101 4.ทิศเบือ้ งซ้าย ได้แก่เพื่อนผู้เป็ นมิตรสหาย โดย ช่วยเหลือเผื่อแผ่ แบ่งปันให้มิตรผ้ขู าดแคลนยากลาบาก ใช้วาจาสุภาพมนี ้าใจต่อกนั ช่วยเหลือ เกือ้ กลู รักษาผลประโยชน์ของมิตร ทาตนเสมอ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ซ่ือสัตย์จริงใจ เห็นอกเห็นใจต่อกนั เม่ือเพ่ือนประมาท ช่วยรักษาป้องกนั มิให้หลงผิด ช่วยรักษา ทรัพย์สมบตั ิของเพ่ือนไม่ให้สูญหาย เป็ นท่ีพงึ่ ได้ในคราวมีภัย ไม่ละทงิ้ ในยาม ทุกข์ยาก นบั ถือตลอดวงศ์ญาติของมิตร 5. ทิศเบือ้ งล่าง ได้แก่ลกู น้อง กรรมกร บริวาร คนรับใช้ โดยจัด งานให้ทาตามความเหมาะสมกบั ความสามารถ ให้ค่าจ้างและความเป็ นอย่ใู ห้คุ้ม กบั งาน จัดสวัสดิการดูแลรักษาเวลาเจบ็ ไข้ แบ่งปันของกนิ รสแปลกประหลาด และให้มีเวลาหยุดพกั ผ่อนตามสมควร ส่วนลูกน้องกค็ วร ต่ืนเช้าเร่ิมทางาน ก่อนนาย เลกิ ทางานทีหลงั นาย ถือเอาแต่ของทนี่ ายให้ ขยนั ทางานให้เรียบร้อย ด้วยความซ่ือสัตย์ นาเกยี รติคุณของนายไปเผยแพร่ รักษาชื่อเสียงของนาย 6. ทศิ เบือ้ งบน ได้แก่พระสงฆ์ ด้วยการปฏิบัติตามคาสอน ต้อนรับให้ความเคารพ เกือ้ กลู สงเคราะห์ด้วยปัจจัย 4 ส่วนพระสงฆ์ก็จะต้อง สอนให้ทาความดี ห้ามปรามการทาความชั่ว อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี ให้ฟังส่ิงที่ไม่เคยได้ฟัง ทาส่ิงท่เี คยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง และชี้ทางไปสู่ความสุข ความเจริญ วธิ ีเคารพบูชาทิศท้ัง 6 กระทาได้โดย ละความชั่ว ท่ีกระทา ด้วยความ รัก ด้วยความกลวั และด้วยความหลง คือ เว้นการทาชีวิตให้ตกล่วง (ปาณาติบาต)

102 เว้นจากการถือเอาส่ิงที่เจ้าของไม่ให้ (อทินนาทาน) เว้นจากการกล่าวเท็จ (มุสาวาท) และเว้นจากทาส่ิงช่ัวร้ายเศร้าหมอง(กรรมกเิ ลส) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=11&A=3923&Z=420

103 บทท่ี 20 สงิ คาลกสตู ร2 , อบายมขุ : ทางเสอื่ มของมนษุ ย์ (Sigalovada Sutta 2 : The Layperson’s Code of Discipline, Cause of ruin) Stock.adobe.com free trial พระพุทธเจ้าทรงสอนชายหนุ่มลูกเศรษฐีท่ีช่ือ สิงคาลกะ ถงึ ทางเส่ือมของ มนุษย์ และทางรั่วไหลของทรัพย์สิน (Channels for dissipating wealth) เกดิ จาก อบายมุข 6 อย่าง คือ เสพสิ่งมนึ เมา สารเสพตดิ (Indulgence in toxicants which cause infatuation and heedlessness) , เที่ยวไปในเวลาไม่สมควร (Sauntering in streets at unseemly hours) , มัวเมาในมหรสพร้องราทาเพลง (Frequenting theatrical shows, habitual partying) , เล่นการพนนั (Indulgence in gambling which cause heedlessness), คบคนชั่วเป็ นมิตร (association with evil companions) และความเกยี จคร้านในการทางาน (Habit of idleness)

104 โทษของการเสพสิ่งมึนเมา หรือสิ่งเสพตดิ คือ 1.เสียเงินไปซื้อสิ่งมึนเมา เช่น เหล้า และสารเสพติด 2.เป็ นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท 3.เป็ นบ่อเกดิ แห่งโรค 4.เป็ นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียง 5.เป็ นเหตุให้ไม่รู้จักละอาย 6.เป็ นเหตุทอนกาลังปัญญาของตนเอง โทษของการพนัน คือ 1.ผู้ชนะย่อมก่อเวร 2.ผู้แพ้ ย่ อมเศร้ าโศกเสี ยดายทรั พย์ ท่ีสู ญไป 3.ความลดน้อยของทรัพย์ในปัจจุบัน 4.ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคาของคนเล่นการพนัน 5.ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท 6.ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย เพราะจะไม่สามารถเลีย้ ง ครอบครัวได้ โทษของการเท่ียวไปในเวลาไม่สมควร คือ 1.ไม่คุ้มครองรักษาตนเอง เพราะอาจไปพบศัตรู คนร้าย สัตว์ร้าย หรือขวากหนาม

105 2.ไม่คุ้มครองรักษาบุตรภรรยา 3. ไม่คุ้มครองรักษาทรัพย์สมบตั ิ 4. เป็ นทรี่ ะแวงของผู้อื่นว่าจะไปทาการไม่เหมาะสม 5. มักพูดไม่จริง 6. ได้รับความลาบากจากความทุกข์อันมาก โทษของการมัวเมาในการดูการละเล่นมหรสพ คอื ทาให้ต้องทิง้ งาน เสียเวลาทา มาหากนิ ทาไร่ทานา และไม่มีเวลาดูแลครอบครัว 1.เม่ือมีการเต้นราท่ีไหนต้องไปที่นัน่ 2.เม่ือมีการร้องเพลงท่ไี หนต้องไปทน่ี ่ัน 3.เม่ือมีการเล่นดนตรีที่ไหนต้องไปที่นัน่ 4. เมื่อมีการขับ เสภา หรือการบรรยาย เล่าเร่ือง ที่ไหนต้องไปทน่ี ่ัน 5.มีการปรบมือที่ไหนต้องไปท่ีนัน่ 6.มีเถิดเทงิ ตีกลอง ทไ่ี หนไปต้องท่ีน่ัน โทษของการคบคนช่ัวเป็ นมติ ร คือ 1.นาให้เป็ นนักเลงการพนัน 2.นาให้เป็ นนักเลงเจ้าชู้

106 3.นาให้เป็ นนักเลงเหล้า 4.นาให้เป็ นคนลวงผู้อ่ืนด้วยของปลอม 5.นาให้เป็ นคนโกงเขาซึ่งหน้า 6.นาให้เป็ นนักเลงหัวไม้ โทษของความเกยี จคร้านคือ คือ 1.มักอ้างว่าอากาศหนาวนัก แล้วไม่ทาการงาน 2.มักอ้างว่าอากาศร้อนนัก แล้วไม่ทาการงาน 3.มักอ้างว่าเวลาเยน็ แล้ว แล้วไม่ทาการงาน 4.มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทาการงาน 5. มักอ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทาการงาน 6.มักอ้างว่ากระหายนา้ นัก แล้วไม่ทาการงาน อบายมุข 6 อย่างดังกล่าวเป็ นช่องทางแห่งความเสื่อม ทาให้รายได้ที่ยงั ไม่เกดิ กไ็ ม่เกดิ ขนึ้ และรายได้ที่เกดิ ขึน้ แล้วสิ้นเปลืองเสื่อมสูญไป แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๑๑ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=11&A=3923&Z=4206

107 บทท่ี 21 สงิ คาลกสตู ร 3,สฺหทมติ ร: มติ รแท้ เพอื่ นดที คี่ วรคบ (Sigalovada Sutta 3 : The Layperson’s Code of Discipline True Friends ) Clipart Library free download พระพุทธเจ้า ทรงสอน ว่า คนเราควรรู้จักเลือกเพื่อนว่าคนไหนควรคบ และคนไหนไม่ควรคบหาสมาคมด้วย คาว่า มิตรหมายถงึ ผู้ทร่ี ักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกนั กล่าวคือมีความเมตตา ท้ัง ทางกาย วาจา ใจ ต่อกนั ท้ังต่อหน้า และลับหลงั ผู้ทคี่ วรคบหาสมาคม หรือมิตรแท้ (สฺหทมิตร) มี 4 ประเภทคือ มิตร มีอปุ การะ มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะประโยชน์. มิตรมีความรักใคร่ มติ รแท้ คือผู้ที่คอยตักเตือนให้กระทาความดี มใิ ห้กระทาความชั่ว เป็ น ห่วงเป็ นใยท้งั ต่อหน้าและลบั หลัง เมื่อประสบเคราะห์กรรมกค็ อยช่วยเหลือด้วย

108 ความเห็นใจเม่ือถึงคราวจาเป็ น คอยปลอบโยนให้คลายทุกข์ รักษาความลบั ให้ คาปรึกษาและชักจูงไปในทางทถี่ ูก 1.มิตรมีอุปการะ : อปุ การกะ ได้แก่ เพ่ือนท่ีคอยคุ้มครองป้องกนั เป็ นที่ พงึ่ ได้ (Uparaka: The Helpful Friend) - ป้องกนั เพื่อนผู้ประมาท คือตักเตือนก่อนท่ีเพื่อนจะทาส่ิงผิดพลาด - รักษาทรัพย์สมบตั ิของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว คือช่วยรักษาเงินทอง สิ่งของของเพ่ือนที่ทาผิดพลาดไปแล้ว - เม่ือมีภัยเป็ นทพ่ี ่ึงได้ คือคอยคุ้มครองช่วยเหลือเม่ือเพ่ือนมีภัยอนั ตราย –ช่วยออกทรัพย์เกนิ กว่าท่ีออกปาก คือให้เงนิ ช่วยเหลือมากกว่าทข่ี อร้อง 2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ : สมานสุขทุกขตา ได้แก่ เพื่อนท่อี ยู่เรียงเคียง ไหล่ เมื่อมีความสุขกส็ ุขด้วยกนั เม่ือมีความทุกข์กท็ ุกข์เสมอด้วยกนั (Samanasukhadukkha: The Constant Friend ,the friend in good time and bad, the man who is in weal and woe.) – บอกความลบั ของตนแก่เพ่ือน คือ เปิ ดเผยส่ิงทป่ี กปิ ดของตนแก่เพื่อน – ปกปิ ดความลบั ของเพ่ือน คือไม่เปิ ดเผยสิ่งที่เพื่อนไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ - ไม่ละทิง้ ในยามอนั ตราย คือ เม่ือเพื่อนอย่ใู นอนั ตรายกไ็ ม่หลกี หนีละทงิ้

109 - แม้ชีวิตก็อาจสละได้ คือ ยอมเอาชีวติ เข้าแลกแทนเพื่อนได้ ๓.มิตรแนะประโยชน์ :อตั ถักขายี ได้แก่ เพื่อนทีค่ อยแนะทางท่ดี ี (Atthakkayi: The Friend of Wise) -ห้ามไม่ให้ทาชั่ว คือ คอยตักเตือนห้ามปรามเพ่ือน ไม่ให้ทาในส่ิงผดิ เพราะความไม่รู้หรือความประมาท ให้เพ่ือนรังเกยี จความช่ัวและเกรงกลวั ต่อผล การถูกลงโทษจากการทาความช่ัว -แนะนาให้ทาความดี คือ คอยบอกเล่าชักชวนให้ทาคุณความดี ทาสิ่งที่มี ประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม -ให้ฟังในสิ่งที่ยงั ไม่เคยรู้ คือ เล่าส่ิงดีทเี่ พ่ือนไม่เคยรู้ ให้ได้ฟังได้รู้ -บอกทางสวรรค์ให้ คือ บอกวิธีดาเนนิ ชีวิตสู่อนาคตอนั รุ่งเรือง 4.มิตรมีน้าใจรักใคร่ :อนุกมั ปะ ได้แก่ เพ่ือนทมี่ ีความสนิทสนม มีความ รักชอบพอกนั (Anukampaka : The Sympathetic Friend.) -เมื่อเพื่อนมีความทุกข์กท็ ุกข์ด้วยกนั คือ เม่ือเห็นเพื่อนมีความทุกข์ไม่ ว่าทางใด กเ็ ป็ นห่วง ช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหา ท้ังทางกาย วาจา และใจ -เมื่อเพ่ือนมคี วามสุขกส็ ุขด้วยกนั คือ เม่ือเพื่อนมคี วามสุข ความ เจริญ ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ กร็ ่วมมีความสุข พลอยยินดีกบั เพ่ือนด้วย ไม่ อจิ ฉาริษยาในความสุขของเพ่ือน

110 -ยับย้งั ผู้ท่ีตเิ ตยี นเพื่อน คือ หากมีคนอ่ืนติเตียนเพ่ือน ไม่ว่าต่อหน้า และลับหลงั กช็ ่วยพูดจาชี้แจงห้ามปราม เพื่อป้องกนั ลดความเสียหายของเพ่ือน -สนับสนุนคนที่สรรเสริญเพ่ือน คือ เม่ือมีใครชมเชยยกย่องเพ่ือน กเ็ ข้า ไปสนับสนุน มิตรแท้เหล่านี้ ควรคบหาให้สนิทสนม เพราะสามารถพ่ึงพาอาศัยกนั ใน คราวยากลาบาก คราวจาเป็ น มีภัยอนั ตราย แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่ม ๑๑ พระสุตตันตปิ ฎกเล่ม ๓ ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค . ท.ี ปา.๑๑/๑๙๒/๒๐๑. http://www.84000.org/tipitaka/read/?11/192/201 พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ 2546 https://www.mahidol.ac.th/budsir/Part2_3.htm

111 บทที่ 22 สงิ คาลกสตู ร 4, มติ ตปฏริ ปู ก:์ มติ รเทยี ม, เพอ่ื นทไี่ มค่ วรคบ (Sigalovada Sutta 4 : Fake Friends, False Friends) Canstockphoto royalty free illustration พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “มิตรเทียม หรือ เพื่อนจอมปลอม ที่ควร หลกี เลย่ี งให้ห่างไกล ไม่ควรคบหาสมาคมสนิทสนมด้วย มี 4 ประเภทคือ คน ปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบสอพลอ และ คนทชี่ วนในทางเสียหาย” 1. คนปอกลอก :อญั ญทตั ถุหระ หมายถึงคนทเ่ี อาแต่ของเพ่ือนฝ่ ายเดียว คดิ เอาแต่ประโยชน์ส่วนตวั ไม่คดิ ช่วยเหลือเพ่ือน ไม่ควรคบหรือเข้าใกล้ (Harajana: the taker, The out-and-out robber) มีลกั ษณะ คือ 1.1 คดิ เอาแต่ได้ฝ่ ายเดียว 1.2 ยอมเสียให้น้อยโดยหวังจะเอาให้มาก

112 1.3 เม่ือตัวเองมภี ัย จงึ จะมาช่วยทากจิ ของเพื่อน 1.4 คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง 2. คนดีแต่พูด :วจีบรม (Vaciparama : the talker)มีลกั ษณะ คือ 2.1 ชอบเกบ็ เอาเร่ืองทีผ่ ่านมาแล้วมาพูดคุย 2.2 อ้างเอาสิ่งยงั ไม่มมี าพดู คุย 2.3 ช่วยเหลือด้วยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ 2.4 พ่ึงไม่ได้เม่ือเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ อ้างแต่เหตุขัดข้อง 3. คนหัวประจบ :อนุปิ ยภาณี ( anupiyabhani: the flatterer) มีลกั ษณะ ๔ คือ 3.1 เมื่อเพ่ือนจะทาความชั่วกค็ ล้อยตาม 3.2 เมื่อเพื่อนจะทาความดีกค็ ล้อยตาม 3.3 เมื่ออยู่ต่อหน้ากพ็ ูดสรรเสริญเพื่อน 3.4 เม่ืออยู่ลบั หลงั กพ็ ูดนินทาเพื่อน 4. คนชวนในทางเลวทราม :อปายสหาย ( Apayasahaya: the spender) มี ลกั ษณะ ๔ คือ 4.1 ชักชวนด่ืมน้าเมา 4.2 ชักชวนไปเที่ยวในเวลาท่ีไม่เหมาะสม 4.3 ชักชวนให้มวั เมาในการดูการละเล่น 4.4 ชักชวนไปเล่นการพนัน

113 มติ รเทยี มเหล่านี้ ควรหลกี เลย่ี ง ในการคบหาสมาคม ถ้าจาเป็ นก็ไม่ควร ให้ความสนิทสนมมากนัก เหมือนกับการหลกี เลย่ี ง ไม่ใช้เส้นทางท่ีมีภัยอนั ตราย แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๓ ทีฆนิกาย ปาฏกิ วรรค http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=3923

114 บทที่ 23 จนุ ทสตู ร1: อกศุ ลกรรมบถ 10 ตน้ เหตขุ องความชว่ั รา้ ย ( Akusalakammapatha, course of action for disadvantageous actions, way of bad action ) Free PNG Messy ClipArt วนั หนงึ่ พระพุทธเจ้าประทับอย่ทู ่ีสวนมะม่วงของนายจุนทะ ลูกช่างทา เคร่ืองเงิน ใกล้เมืองปาวา ทรงถามนายจุนทะว่า ชอบความสะอาดของใครบ้าง นายจุนทะ ตอบว่า ชอบความสะอาดของพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ทอี่ ย่ทู างทิศ ตะวนั ตก ท่ีหิว้ หม้อนา้ คล้องพวงมาลยั บูชาไฟ ลงอาบน้าเป็ นประจา และตอน

115 เช้าเมื่อตื่นนอนแล้วจะใช้มือแตะหญ้าเขียวหรือมูลวัวสด หรือบูชาไฟ หรือบูชา พระอาทิตย์ หรือ อาบนา้ สามคร้ังต่อวนั พระพุทธเจ้าทรงให้ความเห็นว่า ความสะอาด ของชาวพุทธมใิ ช่ เช่นเดียวกบั พราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ แต่ต้องหลกี เลยี่ งความไม่สะอาด หรือความ ช่ัวร้าย ทางกาย 3 อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจา 4 อย่าง และ ความไม่สะอาดทาง ใจ 3 อย่าง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า 1. ความไม่สะอาดทางกาย: (Impurity in Body) 3 อย่างคือ 1.1 การฆ่าทาร้าย :ปาณาติบาตเช่น ทุบตี ทรมานคนหรือสัตว์ (Panatipati: Killing or destroying any living being) 1.2 การลกั ขโมย :อทินนาทาน คือการยดึ ถือสิ่งท่ีเจ้าของไม่ให้มาเป็ นของตน ( Adinnadayi:Stealing,Theft) 1.3 การประพฤตผิ ิดในกาม: กาเมสุมิจฉาจาร ต่อคนหรือสัตว์ที่มเี จ้าของหวง แหน (Kamesumicchacari: unlawful sexual intercourse, falls into a conduct with a woman who is protected.) 2. ความไม่สะอาดทางวาจา (Impurity in Speech) 4 อย่างคือ

116 2.1 การพดู โกหก :มุสาวาท เช่น เมื่อรู้บอกว่าไม่รู้ เมื่อไม่รู้บอกว่ารู้ (Musavadi: lying) 2.2 การพูดส่อเสียด:ปิ สุณาวาจา คือการพูดยุยงคนที่สามัคคกี นั ให้ แตกแยกกนั (Pisunavaco: slendering) 2.3 การพูดคาหยาบคาย :ผรุสวาจา ทาให้คนอ่ืนใกล้ความโกรธ (Pharusavaco: rude speech) 2.4 การพูดเพ้อเจ้อ :สัมผปั ปลาปะ ซุบซิบนินทา ไม่ถูกเวลาที่ เหมาะสม (Samphappalapa : gossip, talking nonsense) 3. ความไม่สะอาดทางใจ (Impurity in Mind) 3 อย่างคือ 3.1 ความโลภอยากเอาส่ิงของของผู้อืน่ มาเป็ นของตน : อภชิ ฌา (Abhijjhalu: covetousness) 3.2 การคดิ ปองร้าย : พยาบาท การทาให้คนหรือสัตว์อื่นถูกทาลาย เสียหายพนิ าศ (Byapanna-citto: ill will) 3.3 การมีความเห็นที่ผดิ จากความดงี ามถูกต้อง: มิจฉาทิฏฐิ เช่น การ คดิ ว่าการทาดีแล้วจะได้ชั่ว การทาชั่วแล้วจะได้ดี บาปกรรมไม่มี คนทาดีไม่มี ในโลกนี้ (Micchacitthiko:wrong views)

117 พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “คนท่ไี ม่มีความสะอาด 10 อย่างนี้ ถึงแม้ เม่ือลุก ขึน้ จากทีน่ อนตอนเช้าแล้ว แม้จะเอามือแตะหญ้า แตะมูลโค บูชาไฟ บูชาพระ อาทติ ย์ ลงอาบน้า 3 คร้ัง ท้งั เช้ากลางวันเยน็ แล้ว กย็ งั เป็ นคนไม่สะอาดอย่ดู ี” วธิ ีทาความสะอาดแบบพระพุทธเจ้าคือ “ต้องขจัดส่ิงชั่วร้ายท้งั 10 อย่าง ดังกล่าวออกจากใจของตนเองให้ได้” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๒๔ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนบิ าตจุนทสูตร D.III 269, 290; A.).264.ทปี า. 11/359/284; 470/337; อง.ฺ ทสก. 24/165/285.) http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=6275&Z=6419

118 บทท่ี 24 จนุ ทสตู ร 2 , กศุ ลกรรมบถ 10: วธิ ที าความดที สี่ จุ รติ เพอื่ นาสคู่ วามสขุ ความเจรญิ (Kusala-kamma-patha, Wholesome course of action, righteous conducts) GoGraph Royalty free Clipart พระพุทธเจ้าทรงสอนนายจุนทะว่า หนทางหรือวิธีที่จะทาความ สะอาด กาย วาจา ใจ ของชาวพุทธ อย่างสุจริต เพ่ือนาสู่ความสุขความเจริญ ประกอบด้วย 10 วธิ ีคือ 1.ความสะอาดทางกาย (Purity in Body) 3 อย่าง 1.1 เว้นจากการทาลายหรือเบียดเบียนชีวิต : ปาณาติปาตาเวรมณี คือ ไม่ฆ่า ไม่ทรมาน ทุบ ตี ไม่เบียดเบียนคนหรือสัตว์ วางอาวุธ มีความกรุณา มี

119 ความเอน็ ดู ช่วยเหลือเกือ้ กลู คนและสัตว์ท้ังหลาย (Panatipata: avoidance of killing and injuring living beings.) 1.2 เว้นจากการถือของทเ่ี จ้าของมิได้ให้โดยการขโมย : อทินฺนาทานา เวรมณี คือไม่ลักขโมยเบียดเบยี นทรัพย์สินท่ีหวงแหนของคนอ่ืน ทเี่ จ้าของไม่ได้ ให้ (Adinnadana: not stealing, refrain from taking that which is not given.) 1.3 เว้นจากการประพฤตผิ ิดในกาม: กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณคี ือ ไม่ ประพฤตผิ ดิ ล่วงละเมดิ ทางเพศต่อคนหรือสัตว์ท่มี ีผู้หวงห้าม (Kamesumicchacara: no adultery, refrain from excessive sensuality) 2.ความสะอาดทางวาจา (Purity in Speech) 4 อย่าง 2.1 เว้นจากการพดู เทจ็ : มุสาวาทา เวรมณี คือ ไม่พูดโกหก หลอกลวง ท้งั ที่รู้ เพ่ือประโยชน์ของตนหรือผ้อู ่ืน หรือโดยอามิสสินจ้าง เม่ือรู้ก็ บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้กบ็ อกว่าไม่รู้ (Musavada: avoidance of lying, refrain from false and harmful speech. ) 2.2 เว้นจากการพูดส่อเสียด :ปิ สุณายาวาจา เวรมณไี ม่ยแุ ยงให้คน ทะเลาะกนั ส่งเสริมให้คนสมัครสมานกนั (Pisunacaca: no slandering, refrain from backbiting.)

120 2.3 เว้นจากการพูดคาหยาบ :ผรุสฺสาย วาจาย เวรมณี โดยกล่าววาจาท่ี มีประโยชน์ ใช้คาสุภาพอ่อนหวาน (Pharusavaca: no rude speech, refrain from harsh or abusive speech.) 2.4 เว้นจากการพดู เพ้อเจ้อ :สมฺผปฺปลาปาวาจาย เวรมณี ไม่ซุบซิบ นินทาเรื่องท่ีไร้ประโยชน์ พูดแต่เรื่องจริงในสิ่งทีด่ มี ีประโยชน์ ใช้ถ้อยคาที่ เหมาะสม แก่เวลา และสถานท่ี พดู แต่สิ่งที่มีหลกั ฐานยนื ยนั ได้ (Samphappalapa: no gossip, refrain from useless or meaningless conversation.) 3.ความสะอาดทางใจ (Purity in mind) 3 อย่าง 3.1 ไม่คดิ เพ่งเลง็ อยากได้ของคนอ่นื : อนภิชฺฌา โหติ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โลภ ไม่อยากได้ส่ิงที่เจ้าของหวง ( Anabhijiha: unselfishness ) 3.2 ไม่คดิ ร้ายพยาบาทต่อผ้อู ่ืน: อพฺพยาปาโท โหติ หวงั ดี มีจติ เมตตา กรุณา(Avyapada : good will, non-illwill) . 3.3 ไม่คดิ ทาในส่ิงทผ่ี ดิ : สมฺมทฎิ ฺ ฐิโก โหติ มีความคดิ เห็นในสิ่งท่ี ถูกต้อง เช่ือว่าทาดีแล้วจะต้องได้รับผลในทางท่ีดี เชื่อว่าทาชั่วแล้วจะได้รับผล ในทางร้าย (Samma ditthi : Right views, Right Understanding, Not having a wrong vision)

121 พระพุทธเจ้าทรงสอนนายจนุ ทะต่อไปว่า “ เม่ือบุคคลใดมีความสะอาด ทางกาย วาจา ใจ ตามกศุ ลกรรมบถ 10 อย่างดงั กล่าวแล้ว เมื่อลุกจากทนี่ อนตอน เช้า ถึงแม้จะไม่เอามือแตะหญ้า ไม่บูชาไฟ ไม่บูชาพระอาทิตย์ ไม่อาบน้าวันละ 3 คร้ัง กถ็ ือว่าเป็ นผู้มีความสะอาด ในทางของพุทธศาสนา” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๖ องั คตุ ตรนกิ าย ทสก-เอกาทสกนิบาตจุนทสูตร D.III 269, 290; A.).264.ทีปา. 11/359/284; 470/337; อง.ฺ ทสก. 24/165/285.) http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=6275&Z=6419

122 บทท่ี 25 พาลบณั ฑติ สตู ร ลกั ษณะของคนพาลทไี่ มค่ วรคบและบณั ฑติ ทคี่ วรคบ (Bala-pandita Sutta : To recognize the Fool and the wise person) 123rf Royalty free Cliparts พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ใน “มงคล 36 ประการ” ข้อหนึง่ ว่า อย่าคบคน พาล (อเสวนา จ พาลาน) และทรงอธิบายใน “พาลบัณฑิตสูตร” ว่าคนพาลมี 3 จาพวก คือ พวกที่คดิ ช่ัว พวกที่พูดช่ัว และ พวกท่ีทาช่ัว คนพาลมกั เป็ น คนทฆี่ ่าหรือทรมานสิ่งมีชีวติ มักยดึ เอาสิ่งของที่เจ้าของ ไม่ได้ให้ มักประพฤติผิดในกามต่อผู้มีเจ้าของหวงแหน มักพูดเท็จ มักประมาท เพราะเสพสิ่งมึนเมา คนพาลมกั กระทาความผดิ ต่อกฎหมายจนถูกลงโทษ จาคุก โบยตที รมาน หรือ ประหารชีวิต เมื่อมีชีวิตอยู่ คนพาลจะทาความชั่ว

123 ความร้าย ความเลว ประพฤตผิ ิดด้วยกาย วาจา ใจ ดังน้ัน “จงอย่าคบค้าสมาคม หรือพูดคุยกบั คนพาล” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ลกั ษณะเคร่ืองหมาย เครื่องอ้าง ว่าเป็ นพาล ของคนพาล มี ๓ อย่าง คือคนพาล มักคิดความคดิ ท่ีช่ัว มักพดู คาพดู ท่ีช่ัว และมัก ทาการกระทาท่ีช่ัว สิ่งท่ีคนพาลทา คือ กายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต คน พาลจะทาแต่ความชั่ว ทาแต่ความร้าย ทาแต่ความเลว คนพาลมักเป็ นผู้ทาชีวิต สัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของท่ีเจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผดิ ในกาม มักพดู เทจ็ มปี รกติต้งั อยู่ในความประมาทเพราะดื่มน้าเมาคือสุรา และเมรัย ลกั ษณะ เครื่องหมาย เคร่ืองอ้างว่าเป็ นบัณฑิต มี ๓ อย่าง บัณฑิตมักคิด ความคดิ ท่ีดี มักพูดคาพูดทดี่ ี มักทาการทาทด่ี ี บัณฑิตเป็ นผ้เู ว้นขาดจาก ปาณาติบาต เว้นขาดจากอทนิ นาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจาก มุสาวาท เว้นขาดจากเหตุเป็ นที่ต้ังความประมาทเพราะดื่มนา้ เมาคือสุราเมรัย” “ อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญ จะ เสวะนา” “คบพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บณั ฑิตพาไปหาผล” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๖ มชั ฌมิ นิกาย อปุ ริปัณณาสก์ http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=6312&Z=6749 SN 12.19 PTS: S ii 23 CDB i 549

124 บทท่ี 26 เกสสี ตู ร : วธิ ฝี ึ กมา้ และฝึ กคน (Kesi Sutta: the horsetrainer) 123rf royalty free ClipArts วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงถามนายเกสี คนฝึ กม้า ว่าใช้วิธีการฝึ กม้า อย่างไร นายเกสีตอบว่า “ม้าบางตวั วิธีอ่อนโยน ม้าบางตัวต้องใช้วธิ ีรุนแรง แต่ บางตัวน้ันถ้าใช้ท้ังสองวิธีแล้วไม่ได้ผลกต็ ้องฆ่าม้าตวั น้นั ทงิ้ เสีย” พระพุทธเจ้าทรงบอกนายเกสีว่า พระองค์ก็ทรงใช้วิธีเดยี วกนั ในการฝึ ก คนเหมือนกนั โดย “บางคนใช้วิธีอ่อนโยนโดยสอนให้ทาความดี บางคนใช้วธิ ี รุนแรงโดยสอนให้เห็นผลร้าย และวิบากกรรมของการทาช่ัว จนไม่อยากจะทา

125 ความช่ัวใดๆ บางคนกต็ ้องใช้ท้งั แบบอ่อนโยนสุภาพ และรุนแรงโดยสอนให้ทา ความดีและละเว้นความชั่ว แต่ถ้าทาทุกอย่างแล้วไม่สาเร็จ กต็ ้องให้วิธีฆ่า” นายเกสีตกใจแล้วทูลถามว่า “การฆ่าคนเป็ นบาปมิใช่หรือ?” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า การฆ่าของพระองค์ คือ “คนทค่ี วรฝึ กผู้ใด ไม่ ยอมเข้าถงึ การฝึ กด้วยท้งั วิธีอ่อนโยนสุภาพ โดย ชี้ให้เห็นสุจริตและผลของสุจริต หรือวิธีรุนแรง โดยชี้ในเหน็ ทุจริตและผลแห่งทุจริต น้ัน พระองค์ จะกาหนดว่า เขาเป็ นผู้ไม่ควรว่ากล่าวสั่งสอน พดู คุย หรือตกั เตือน อะไรอกี ต่อไป ถือว่าเป็ น การฆ่าทางพุทธศาสนา ” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๒๑ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๓องั คุตตรนิกาย จตุกกนิบาต, องฺ.จตุกฺก.21/111/150-2 http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=3060&Z=3112

126 บทท่ี 27 วสิ าขาสตู ร : ความทกุ ขท์ เี่ กดิ จากความรกั (Visakha Sutta) GoGRAPH free royalty วนั หนึ่ง นางวิสาขา เดนิ ร้องไห้ไปหาพระพุทธเจ้า ทเี่ มืองสาวตั ถี แล้ว ทูลว่าหลานสาวของเธอได้เสียชีวติ ลง นางวสิ าขารักหลานสาวคนนี้มาก จงึ เศร้า โศกเสียใจมากท่ีสุด พระพุทธเจ้าตรัสกับนางวิสาขาว่า “ผู้ใดมีส่ิงรักร้อยอย่าง กจ็ ะมที ุกข์ โศกร้อยอย่าง ผู้ใดมีส่ิงรักเก้าสิบอย่าง กจ็ ะมีทุกข์โศกเก้าสิบอย่าง ผ้ใู ดมีส่ิงรักห้า สิบอย่าง กจ็ ะมีทุกข์โศกห้าสิบอย่าง ผู้ใดมีสิ่งรักสิบอย่าง กจ็ ะมีทุกข์โศกสิบอย่าง ผู้ใดมีสิ่งรักหนึ่งอย่าง กจ็ ะมีทุกข์หนึ่งอย่าง ผ้ใู ดไม่มีสิ่งรักสักอย่างเดียว กจ็ ะไม่ มีทุกข์โศกเลย”

127 “ความโศกเศร้าเสียใจ ความร่าไร ความทุกข์ มากมายหลายอย่างนีม้ ีอยู่ ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอนั เป็ นทร่ี ัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอนั เป็ นทรี่ ัก ความโศก ความร่าไรและความทุกข์เหล่านีย้ ่อมไม่มี” “ เพราะเหตุนี้ ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอนั เป็ นทร่ี ัก ผู้น้ันจะเป็ นผู้มี ความสุข ปราศจากโศกเศร้า ดงั น้ัน ผู้ปรารถนาความไม่โศกเศร้า ให้จติ ใจปราศ จากกเิ ลสเหมือนผงฝ่ นุ ละออง ไม่พงึ ทาสัตว์หรือสังขารให้เป็ นทรี่ ัก ในโลก ” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๗ ขทุ ทกนิกาย ขทุ ทกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิ ติวตุ ตกะ-สุตตนิบาต http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4307&Z=4352

128 บทท่ี 28 เอฬกสตู ร: อนั ตรายจากลาภและชอื่ เสยี งทไี่ มร่ จู้ กั พอ (Pilahaka Sutta: the Dung Beetle) 123rf Royalty free Clipart ท่ีพระเชตวนั นครสาวัตถี มีพระสงฆ์บางองค์ไปบิณฑบาตได้อาหาร และส่ิงของมามากจนเต็มบาตรแล้วกย็ งั ไม่พอ อยากได้เพม่ิ ต่อไปอกี ท้งั ยงั กลับมาอวดอ้างดูและหม่ินว่าพระภิกษุอื่น ว่าได้ของบณิ ฑบาตน้อยกว่า พระพุทธเจ้าทรงติเตียนภกิ ษุผู้อวดอ้างดูหมิน่ น้ัน ว่า “ตกอยู่ใต้อทิ ธิพล ของลาภสักการะ ทาส่ิงท่ีไม่เกดิ ประโยชน์ ก่อให้เกดิ ความทุกข์ให้ตนเอง เพราะ หลงลาภสักการะและช่ือเสียงท่ีครอบงาจิตใจ เปรียบได้กบั แมงกดุ จ่ี หรือ ด้วง ขคี้ วาย (เอฬกะ Dung Beetle) ที่กนิ ขวี้ วั ควายเป็ นอาหาร เม่ือกนิ ขเี้ ต็มท้องแล้วก็ ยงั ไม่รู้จักพอ อยากได้ขีค้ วายกองใหญ่ท่ีอยู่ข้างหน้าอกี ” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค, http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=16&A=5961&Z=5980

129 บทที่ 29 ฉปั ปาณสตู ร วธิ คี วบคมุ ตนไมใ่ หเ้ ป็ นทาสของความตอ้ งการ (Chappana Sutta: The Six Animals) Dreamstime free royalty วนั หนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงสอนพระภิกษุว่า “ถ้าพระภกิ ษุใดไม่ระวัง ควบคุมตนเอง กไ็ ม่ต่างอะไรกบั การจับสัตว์ 6 ชนิด ท่ีมีทอ่ี ยู่อาศัยต่างกนั มาผูก เชือกมดั รวมกนั ไว้ คือ งู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจงิ้ จอก และลงิ โดยไม่ผูกกบั เสาหลกั ที่ตอกลงดนิ อย่างม่ันคง สัตว์ท้ัง 6 ชนิดกจ็ ะพยายามฉุดดึงสัตว์ท้ังกล่มุ ไปยังท่ีอยู่ หรือรัง ของตนด้วยวิธีต่างๆ เช่นงูกจ็ ะดงึ ไปยงั พงหญ้า จระเข้จะพา ลงน้า นกจะบินขึน้ ฟ้า สุนัขบ้านจะพาเข้าไปท่ีบ้าน สุนัขจงิ้ จอกจะนาเข้าโพรงใน ป่ าช้า ลิงจะปี นขนึ้ ต้นไม้ในป่ า สัตว์ตัวใดมีพละกาลงั มากกว่าก็จะลากสัตว์อ่ืน ตามไป ส่วนสัตว์ท่ีมีกาลงั น้อยกจ็ ะถูกลากดึงตดิ ไปแม้ว่าจะไม่เต็มใจกต็ าม”

130 “ภิกษุบางรูปท่ีไม่ฝึ กฝนอบรม ควบคุมจติ ใจให้ดี จะตกอยู่ในสภาพ คล้ายกบั สัตว์ 6 ชนิดทถ่ี ูกมดั ตดิ กนั นี้ โดยจะถูกตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ ส่วนท่ีมี กาลงั สูง ดึงไปสู่เส้นทางท่เี คยชิน เช่นตาดงึ ไปสู่สิ่งทง่ี ดงาม ไม่มองไปทน่ี ่า เกลยี ดปฏิกลู สกปรก ลนิ้ พาไปสู่อาหารที่มรี สอร่อย ใจดงึ ไปสู่ส่ิงท่ีพอใจ จมูกพา ไปสู่กลน่ิ หอมน่าสูดดม กายพาไปสู่สัมผสั ท่ียวั่ ยวนใจ อานาจใดที่มีพลงั มาก ทีส่ ุดกจ็ ะดึงท้งั กลุ่มไปทางน้ัน ทาให้คนเราตกเป็ นทาสของ รูป เสียง กลนิ่ รส สัมผสั และความคดิ คานึง เหมือนคนท่ีมีแผลพพุ อง เดินเข้าไปในป่ าหญ้าคา ทา ให้หนามและหน่อหญ้าคาตาเท้า ใบหญ้าคาบาดตวั เกดิ พุพอง เกดิ ความทุกข์” “ ดงั น้นั ภิกษุ ที่อบรมดีแล้วจงึ ควรสารวม ตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ ให้ มั่นคงไว้ มิให้หวัน่ ไหวกบั สิ่งท่ีมากระทบ เหมือนกบั เอาสัตว์ท้ัง 6 ชนิดมามัดรวม ไว้กบั เสาหลกั ทปี่ ักไว้อย่างแน่นหนาม่ันคงแขง็ แรง เม่ือสัตว์ท้งั หกดึงดันกนั ไป มาจนเมื่อยล้าหมดแรงแล้ว มันกจ็ ะไป ยืน นั่งนอนอยู่ข้างเสาหลกั น้ันเอง เหมือน ตาของพระภกิ ษุท่ีอบรมดีแล้ว จะไม่ฉุดไปมองแต่สิ่งทส่ี วยงาม และไม่ขยะแขยง ในการมองส่ิงทนี่ ่าเกลยี ด เช่นซากศพ กายของภิกษุท่ีอบรมแล้วจะไม่ฉุดให้ไป ชอบท่ีนอนอ่อนนุ่ม เพยี งแต่นอนบนเสื่อกพ็ อ” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๐ สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค, http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=5327&Z=5391

131 บทที่ 30 องั คลุ มิ าลสตู ร: วธิ ปี ราบโจร (Angulimala Sutta) Bookganga.com ท่ีใกล้กรุงสาวัตถี มีโจรใจร้ายคนหน่ึง ชื่อ องคุลมิ าล มใี จหยาบช้า ชอบ ปล้นฆ่ามนุษย์ อย่างไม่มีความเมตตากรุณา คดิ จะฆ่าแม้กระท่งั แม่ของตน เมื่อ ฆ่ามนุษย์แล้ว จะตดั เอาหัวแม่มือขวามาร้อยเป็ นพวง ห้อยคอไว้ เพื่อจะนาเอาไป ให้พราหมณ์ทเ่ี ป็ นอาจารย์ท่ปี ระสงค์ร้ายว่าถ้าไปฆ่าคนมากๆ องคุลมี าล เองกค็ ง จะถูกคนอ่ืนฆ่าตายสักวันหน่ึง เม่ือองคุลีมาลฆ่าคนไปมาก หนทางถนนกไ็ ม่มี คนใช้เดนิ ทาง ประชาชนพากันหลกี หนีออกจากบ้าน ทาให้เป็ นหมู่บ้านร้าง วนั หน่ึง พระพทุ ธเจ้าเสด็จฯ ไปบิณฑบาตใกล้ถ่ินทโี่ จรองคุลิมาลอยู่ พวกเลีย้ งสัตว์ริมทางและชาวนา ทูลห้ามพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปทางน้ัน แต่ พระพุทธเจ้ากย็ งั ทรงเดินต่อไป

132 เมื่อโจรองคุลมิ าลเห็นพระพุทธเจ้าเดนิ มาองค์เดียว ไม่มีเพ่ือนมาด้วย กแ็ ปลกใจ เพราะก่อนนีไ้ ม่มใี ครกล้าผ่านมาทางน้ันคนเดียว ต้องรวมกลุ่มกนั มา หลายสิบคน แต่ก็ยงั ถูกโจรองคุลิมาลปล้นฆ่าเป็ นประจา องคุลมิ าล ถือดาบและธนู เดินวิ่งตามหลงั พระพุทธเจ้าไป แต่ตามไม่ทัน ท้งั ๆท่ีใช้แรงสุดกาลังแล้ว องคลุ ิมาลประหลาดใจมากเพราะ แม้แต่ช้างม้าหรือ กวางกาลงั วง่ิ หรือ รถกาลงั แล่น องคุลมิ าลยังวง่ิ ตามไปจับได้ องคุลมิ าลวง่ิ จนเหนื่อยต้องหยุดวง่ิ แล้วตะโกนว่า “ หยุดก่อน หยดุ ก่อน” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ฉันหยุดแล้ว เธอสิยงั ไม่หยุด” องคุลมิ าลจงึ ถามพระพุทธเจ้าว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ตุวํ จ ปาเณสุ อสญญฺ โตสิ” แปลว่า “เธอยงั ไม่ หยุดทาบาป ยงั ไม่หยดุ ฆ่าคน แต่ฉันหยุดทาบาป ฉันหยดุ ฆ่าสัตว์ตัดชีวติ แล้ว” โจรองคุลมิ าลสานึกในการกระทาความผดิ ของตน จงึ ทงิ้ ดาบ ให้สัญญาว่า จะเลิกเป็ นโจร เลิกฆ่าคนต่อไปตลอดชีวิต แล้วขอบวชเป็ นพระภิกษุ แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๕ มัชฌมิ นิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ http://www.84000.org/tipitaka/atita10/v.php?B=13&A=8237&Z=8451

133 บทท่ี 31 วนโรปาสตู ร: วธิ ที าบญุ โดยไมเ่ ขา้ วดั ตกั บาตร Vanaropa Sutta : Pragmatic Environment Conservation 123rf free royalty Clipart มีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ทาอะไร จงึ จะได้บุญท้ังกลางวนั และ กลางคืน?” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า . “อารามโรปา วนโรปา เย ชนา เสตุการกา ปปญจฺ อุทปานญจฺ เย ททนฺติ อปุ สฺสยํ เตสํ ทวิ า จ รตโฺ ต จ สทา ปุญญฺ ํ ปวฑฒฺ ติ ธมมฺ ฏฺฐา สีลสมปฺ นฺนา เต ชนา สคคฺ คามโิ น ฯ” แปลว่า “ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้ (ใช่ร่ม เงา) สร้าง สะพาน ชนเหล่าใดให้โรงน้าเป็ นทาน และบ่อน้าท้ังบ้านทพ่ี ักอาศัย ชนเหล่าน้ัน ย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเม่ือ ท้งั กลางวัน และกลางคืน ชน เหล่าน้ันต้งั อย่ใู นธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็ นผู้ไปสวรรค์”

134 “บุญย่อมเกดิ ท้ังกลางวันและกลางคืนแก่ คนกลุ่มใด ที่ปลกู หมู่ไม้ ต้นไม้ ดอก ไม้ผล ไม้ที่ให้ร่มเงา ดูแลต้นไม้ในป่ าธรรมชาติที่เกดิ ขนึ้ เอง คนกล่มุ ใด สร้าง วัด กฏุ ิ พระ เจดีย์ ที่เดินจงกรม ปลกู ต้นโพธิ คนกลุ่มใดสร้างสะพาน สร้างถนน มอบเรือ เพื่อความสะดวกการเดนิ ทาง คนกล่มุ ใดให้น้าดื่มเป็ นทาน หรือสร้าง บ่อน้า สระนา้ คนกล่มุ ใดสร้างท่ีสาธารณะให้เป็ นแหล่งพกั อาศัย คนที่อยู่กระทาการในศีลในธรรมอนั ดดี ังกล่าว ย่อมได้รับผลบุญ มีความ เจริญรุ่งเรืองทุกเม่ือ ท้งั เวลากลางวัน และกลางคืน” ในพระวนิ ัยปิ ฎก พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระภิกษพุ รากภูตคาม คือ ตดั หรือใช้ให้คนอ่ืนคดั หรือทาลายพืชพันธ์ุ ที่เกดิ จากเหง้า เช่น ขิง ขมนิ้ แห้วหมู พืชทเ่ี กดิ จากหน่อ เช่น โพธ์ิ ไทร พืชทีเ่ กดิ จากตาหรือข้อปล้อง เช่น อ้อย ไม้ไผ่ พืชทเ่ี กดิ จากยอด เช่นผกั บุ้ง ย่านาง และพืชท่ีเกดิ จากเมลด็ เช่นข้าว ถว่ั งา ในพระไตรปิ ฎก ทุททกนิกาย ตอน “ องั กรุ เปตวัตถุ” ระบุไว้ตอนหน่ึง ว่า “น ภญเฺ ชยยฺ มติ ฺตทุพโฺ ภ ปาปโก” แปลว่า “บุคคลทอี่ าศัยน่ังนอนทร่ี ่มเงา ของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานทาลายก่งิ หรือใบของต้นไม้ทเี่ ป็ นมิตรน้ัน เพราะการ ประทุษร้ายต่อมิตรเป็ นความเลวทราม” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๗ สังยตุ ตนิกาย สคาถวรรค http://84000.org/tipitaka//attha/v.php?B=15&A=966&Z=976

135 บทที่ 32 พรหมชาลสตู ร 1 วธิ ปี ฏบิ ตั เิ มอื่ มคี นตเิ ตยี นหรอื ยกยอ่ ง Brahmajala Sutta : If anyone insult or praises 123rf Royalty free clipart พรหมชาลสูตร เป็ นพระสูตรชุดแรก ทไี่ ด้นามาบันทกึ ไว้ในพระ ไตรปิ ฏก เพราะมีพระภิกษุที่มาร่วมทาสังคายนาคร้ังท่ี 1 หลงั จากที่พระพทุ ธเจ้า ปรินิพพานได้ 7 วนั มีความเห็นพ้องกันว่าเป็ นคาสอนท่มี ีความสาคญั สูงสุด ซ่ึงพระอานนท์ได้จดจาไว้ นามาบอกเล่าในทปี่ ระชุมสงฆ์ แล้วท่องจาสืบต่อกนั มา คาว่า ชาล แปลว่าตาข่ายดกั สัตว์ พรหมชาล หมายถงึ สิ่งที่ทาให้ลทั ธิต่างๆหลงตดิ ในความเห็นทผ่ี ิด เหมือนถูกตาข่ายคลุม เหมือนปลาทต่ี ิดในแห ต่อมาได้นามา บันทึกไว้ในใบลานเป็ นภาษาสิงหล ในการสังคายนาคร้ังที่ 3 ทีเ่ กาะลงั กา พรหมชาลสูตร บนั ทึกเรื่องราว ขณะท่ีพระพุทธเจ้าทรงเดินทางกบั พระสงฆ์กลุ่มใหญ่ ระหว่างเมืองราชคฤห์กบั นาลนั ทา โดยมีผู้นานักบวชศาสนา

136 อื่นเดนิ ตามมาข้างหลงั แล้วกล่าวคาติเตียนพุทธศาสนา ทาให้เหล่าพระสงฆ์โกรธ แค้น เมื่อ พระพุทธเจ้าทรงทราบเร่ืองก็ทรงสอนพระสงฆ์ ไม่ให้เสียใจ ไม่โกรธ ไม่อาฆาตแค้นเคืองขุ่นใจต่อผู้ตเิ ตียนน้ัน เพราะจะไม่เกดิ ผลดีอะไร เพราะไม่รู้ว่า คาติเตยี นน้ันถูกหรือผดิ แต่ให้พิจารณาคาติเตียนน้นั ถ้าเป็ นจริงก็แก้ไข ข้อบกพร่องเสีย ถ้าคาติเตียนน้นั เป็ นเรื่องไม่จริง กค็ วรชี้แจงให้เขารู้ชัดว่าเป็ น เร่ืองไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่ปรากฏ เพราะการโกรธขึง้ น้ัน เหมือนกบั การหลงผิด เหมือนไปถูกคลุมติดไว้อยู่ ในตาข่ายแหจับปลา (ชาล) พร้อมท้งั มิให้ดีใจหรือเหลงิ เมื่อมีผู้ชมเชยยกย่อง สรรเสริญ ถ้าคากล่าวยกย่องน้ันเป็ นจริง กเ็ พียงรับรู้ว่าเป็ นตามน้ันกพ็ อแล้ว ไม่ ควรทาความรื่นเริงดีใจ แต่ควรยืนยันให้เขารู้ชัดว่าเป็ นเร่ืองจริง มีอยู่ และปรากฏ เร่ืองต่อไปในพรหมชาลสูตร มีเนื้อหาเกีย่ วกบั ศีล อนั เป็ นแนวทาง ปฏบิ ัตขิ องพระพทุ ธเจ้า และพระภิกษุในพุทธศาสนา ว่าด้วยศีลคือข้อห้ามในการ ปฏบิ ัติ ประกอบด้วยศีลอย่างเลก็ ศีลอย่างกลาง และศีลอย่างใหญ่ วธิ ีปลดเปลือ้ ง ตาข่ายกับดัก และความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนากบั ลทั ธิอื่นทแ่ี พร่หลายใน ขณะน้ัน ซ่ึงผู้สนใจสามารถศึกษาเพม่ิ เตมิ ได้จากพระไตรปิ ฏก แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๙ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค , http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=09&A=1&Z=1071

137 บทที่ 33 ปตั ตกมั มสตู ร: คหบดธี รรม การกระทาทส่ี มควรของผมู้ ฐี านะดี (Patta kamma sutta : Restoring actions, Worthy Deeds) GoGRAPH Royalty free Clipart วันหนึ่ง คหบดี ช่ือ อนาถบิณฑิกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึง ทรงสอนคหบดีธรรม 4 ประการ สาหรับพ่อค้าคหบดี ให้เป็ นทรี่ ัก ที่ปรารถนารัก ใคร่พอใจ ซึ่งหาได้ยากในโลก คือ 1. ถงึ พร้อมด้วยศรัทธา :สัทธาสัมปทา หมายความว่า เช่ือถือ ศรัทธาในคุณธรรม ความเอือ้ อาทร และภูมปิ ัญญา ของพระพุทธเจ้า (Saddha Sampada: attainment of faith generosity and wisdom) 2. ถึงพร้อมด้วยศีล :สีลสัมปทา คือ เว้นจากการฆ่าทรมานสัตว์ เว้น จากการลกั ขโมย เว้นจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม เว้นจากการพูดเทจ็ และเว้นจาก เสพส่ิงมึนเมา (Sila Sampada virtue as exemplified by the five precepts)

138 3. ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ :จาคสัมปทา คือ มใี จปราศจากความ ตระหนี่ ยนิ ดีในการสละ ช่วยเหลือ บริจาคให้ทาน แก่ผู้สมควร และผู้ทตี่ ้องการ ความช่วยเหลือ (Caga Sampada : generosity giving charity and alms) 4.ถงึ พร้อมด้วยปัญญา :ปัญญาสัมปทา คือทาและยนิ ดใี นส่ิงที่ควร ทา ไม่ยนิ ดีและไม่ทาส่ิงที่ไม่ควรทา ไม่เพ่งเล็งละโมบอยากได้ (อภิชฌาวิสมโล ภะ) ไม่จองเวรคดิ ร้าย (พยาบาท) ไม่หดหู่เซื่องซึม(ถนี มิทธะ) ไม่ฟุ้งซ่านร้อน ใจ (อุทธัจจกกุ จจะ) ไม่ลงั เลสงสัย (วิจิกจิ ฉา) เพราะจะทาให้จิตใจเศร้าหมอง เมื่อได้ละสิ่งท่ีทาให้เศร้าหมองแล้ว จะทาให้เกดิ ปัญญากว้างขวาง มองเห็น แนวทางท่ีเหมาะสมในการกระทาต่อไป (Panna Sampada: Wisdom having insight into the arising and passing of things) ผู้ทปี่ ฏิบัติตามธรรมดงั กล่าวจะได้รับผลดีคือ 1. บารุงตนเอง และครอบครัวให้เป็ นสุข ด้วยทรัพย์ทห่ี ามาโดยสุจริต 2. ทาให้ปลอดภัย ป้องกนั อนั ตราย จาก การใช้ทรัพย์ทหี่ ามาได้โดย สุจริต ไฟ น้า พระราชา โจร หรือคนท่ีไม่ชอบกนั 3. สงเคราะห์ น้อมให้ ใช้จ่าย หรือบวงสรวง ด้วยทรัพย์ที่หามาได้ โดยสุจริต แก่บุคคล 5 ประเภทคือ ญาต(ิ ญาติพล)ี แขกผู้มาเยือน (อติถิพล)ี ผู้ตาย(ปพุ เพเปตพล)ี รัฐหรือพระราชา เช่นเสียภาษี อากร (ราชพล)ี เทวดา (เทวตาพลี) พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิ ฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจฬุ าฯ]อังคตุ ตรนิกาย จตุกกนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=61

139 บทที่ 34 กสี าโคตรมเี ถรยิ าปทาน : เมล็ดผกั กบั ความตาย (Kisagotami , Mustard seed and the dead) Wikipedia, free encyclopedia ในสมัยพทุ ธกาล หญงิ คนหน่ึงช่ือ นางกสี า ซ่ึงเป็ นเศรษฐีตกยาก เดิน ร้องไห้อุ้มศพของลกู น้อยที่เพง่ิ ตาย ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอยาวิเศษมาชุบชีวิตลูก ให้ฟื้ นคืนชีพขนึ้ มา พระพุทธเจ้าทรงบอกให้นางกสี าไปหาเมล็ดพันธ์ุผกั กาด จากครอบครัว ที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน เพื่อจะได้นามาทายาชุบชีวติ ให้ลกู ของเธอ

140 นางกสี าเดนิ ทางไปค้นหาตามบ้านต่างๆทัว่ กรุงสาวตั ถี กไ็ ม่พบครอบครัว ใดทไ่ี ม่เคยมีคนในครอบครัวเสียชีวิตมาก่อนเลย จงึ กลบั มาทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจงึ ทรงสอนว่า “การเกดิ แก่ เจ็บ ตาย เป็ นธรรมดาของ ส่ิงมีชีวติ ไม่มีใครหลกี หนี หรือชุบชีวติ ท่ตี ายแล้วกลบั คืนมาได้ ทุกส่ิงในโลกนีม้ ี เกดิ ขนึ้ ต้งั อยู่ และดับไป ความตายไม่ได้เกดิ กบั ลกู ของนางเท่าน้ัน แต่เกดิ กบั สิ่งมีชีวติ ทุกอย่างท้งั ปวง” “ ต ปุตตฺ ปสุสมฺมตฺต พฺยาสตฺตมนส สุตตฺ คาม มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉต”ิ “มฤตยูย่อมพาเอานรชน ผู้มัวเมาในลูกและสัตว์เลีย้ ง ผ้มู ใี จข้องอยู่ใน อารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้วงน้าใหญ่พดั พาเอาชาวบ้านทหี่ ลบั ใหลอยู่ไปฉะน้นั ” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิ ฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ หน้า ๕๔ http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=173

141 บทท่ี 35 ปาปณกิ สตู ร :วธิ สี รา้ งความรงุ่ เรอื งใหน้ กั ธรุ กจิ (Papanika Sutta: qualities of a successful shopkeeper or businessman) Flyclipart free royalty vector Clipart พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ปัจจยั ทจี่ ะทาให้นักธุรกจิ (ปาปณกิ )ได้รับความ เจริญรุ่งเรือง กค็ ือ 1.มีวสิ ัยทัศน์คาดการณ์ล่วงหน้าได้ดี : จกฺขุมา คือ ตาดี มีสายตา กว้างไกล ดูสินค้าเป็ น สามารถกะเกง็ ได้อย่างแม่นยารูว่าสินค้าชนิดไหนจะขายได้ กาไรดี ขายท่ีไหน ขายเม่ือไหร่ ขายอย่างไร สินค้าอะไรหาง่ายขายง่าย สินค้า อะไรหายากขายยาก หรือเส่ียงน้อยต่อการขาดทุน (Cakkhuma: Shrewd eye)

142 2.จดั เจนธุรกจิ ดี :วธิ ูโร มีหัวการค้า รู้ความต้องการและความ เคลือ่ นไหวของตลาด รู้แหล่งซื้อขายสินค้าว่าจะซื้ออะไร ท่ีไหน อย่างไร จะมี กาไรหรือเสี่ยงต่อการขาดทุนเท่าไร รู้ใจและรู้จักเอาใจลูกค้า (Vidhura: Capable) 3.มที ุนช่วยสนับสนุนดี (นสิ ฺสยสมฺปนฺโน) มีแหล่งเงนิ ทุน มีมนุษย์สัมพันธ์ ดี พงึ่ พาอาศัยคนอื่นได้ เป็ นท่ีไว้วางใจเชื่อถือในแหล่งทุน หาเงนิ มาลงทนุ ดาเนินกจิ การได้มาก รู้จกั คนมาก มีอปุ กรณ์ดาเนินงานทเี่ หมาะสม (Nissayasampanno : Good human relations, friendliness would gain trust from people) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก ไทย (ฉบับมหาจฬุ าฯ) เล่มท่ี ๒๐,สุตตันตปิ ฎก อังคตุ ตรนิกาย เอก-ทกุ - ติกนิบาตhttp://etipitaka.com/compare/thaimc/thaimm/20/163/?keywords=

143 บทที่ 36 สสี ปาสตู ร :คาสอนพระพทุ ธเจา้ เหมอื นใบไมใ้ นกามอื (Simsapa Sutta : The leaves in Buddha hand) Dreamstime royalty free stock photo ทีป่ ่ าประดู่ สีสปาวนั ใกล้กรุงโกสัมพี พระพทุ ธเจ้าทรงหยิบใบประดู่ 2-3 ใบไว้ในพระหัตถ์ แล้วทรงถามพระภิกษุว่า “จานวนใบไม้ในกามือนี้ กบั จานวนใบไม้ในป่ าใหญ่น้นั ทไ่ี หนจะมีมากกว่ากนั ” พระภิกษุตอบว่า “ใบไม้ใน ป่ า” พระพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายว่า คาสอนของพระองค์ ทที่ รงบอกทรง สอนแก่พระภิกษุท้ังหลายน้ัน เป็ นเพยี งส่วนน้อยนิดเดียว เปรียบกบั ใบไม้ในกา มือของพระองค์เท่าน้ัน แต่ยังมีส่ิงทพี่ ระองค์ตรัสรู้แล้วยงั ไม่ได้บอกใคร ยงั มีอีก

144 มากมาย เพราะถึงจะบอกไปก็ไม่เกดิ ประโยชน์ที่จะทาให้ชีวิตดีขึน้ หรือไม่ สามารถลดเลกิ ความโลภ โกรธ หลง ลงได้ ดังน้ัน จงึ ทรงไม่บอก แต่ทรงบอก ทรงสอน เร่ืองอริยสัจ 4 เพราะเป็ นส่ิงที่ก่อประโยชน์ ต่อ ปวงชนท้งั หลาย ดังน้ันพระสงฆ์ท้ังหลายจงึ พึงทาความเพียรเพื่อรู้ชัดในเรื่อง อริยสัจ 4 พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๑๙ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๑ สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค, http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=19&A=10374&Z=10392 SN 56.31 PTS: S v 437 CDB ii 1857

145 บทที่ 37 อภยั ราชกมุ ารสตู ร พระพทุ ธเจา้ ทรงกลา่ วคาพดู อะไร และไมท่ รงกลา่ วคาพูดอะไร Abhaya Sutta On Right Speech Shutterstock Royalty free Clipart พระพุทธเจ้า ทรงทรงสนทนากบั อภัยราชกมุ าร เก่ียวกบั ส่ิงที่ พระองค์ทรงกล่าวคาพดู และทรงสอนไว้ว่า 1.คาพดู ที่รู้ว่าไม่เป็ นความจริง ไม่เป็ นของแท้ ไม่มีประโยชน์ และคาพูดน้ัน ไม่เป็ นทร่ี ัก ไม่เป็ นท่ีชอบใจของคนอ่ืน จะไม่ทรงกล่าววาจาน้ัน

146 1. In the case of words that the Tathagata knows to be unfactual, untrue, unbeneficial (or: not connected with the goal), unendearing & disagreeable to others, he does not say them. 2. คาพูดรู้ว่าเป็ นความจริง เป็ นของแท้ แต่ไม่มีประโยชน์ และคาพูดน้ันจะ ไม่เป็ นทร่ี ัก ไม่เป็ นท่ีพอใจของคนอื่น จะไม่ทรงกล่าววาจาน้ัน 2. In the case of words that the Tathagata knows to be factual, true, unbeneficial, unendearing & disagreeable to others, he does not say them. 3. คาพดู ที่รู้ว่าเป็ นความจริง เป็ นของแท้ และมีประโยชน์ แต่คาพูดน้ัน จะ ไม่เป็ นทร่ี ัก และไม่เป็ นที่ชอบใจของคนอื่น จะทรงเลือกเวลาสถานท่ีเหมาะสมที่ จะทรงกล่าววาจาน้ัน 3.In the case of words that the Tathagata knows to be factual, true, beneficial, but unendearing & disagreeable to others, he has a sense of the proper time for saying them. 4. คาพูดรู้ว่าไม่เป็ นความจริง ไม่เป็ นของแท้ ไม่มีประโยชน์ ถงึ แม้ว่าคาพูด น้ันจะเป็ นทร่ี ักเป็ นทีช่ อบใจของคนอ่ืน กจ็ ะไม่ทรงกล่าววาจาน้ัน 4. In the case of words that the Tathagata knows to be unfactual, untrue, unbeneficial, but endearing & agreeable to others, he does not say them. 5. คาพดู ที่รู้ว่าเป็ นความจริง เป็ นของแท้ แต่ไม่มีประโยชน์ ถงึ แม้สิ่งน้ันจะ เป็ นทร่ี ักเป็ นที่ชอบใจของคนอื่น จะไม่ทรงกล่าววาจาน้นั

147 5. In the case of words that the Tathagata knows to be factual, true, unbeneficial, but endearing & agreeable to others, he does not say them. 6. สิ่งท่ีรู้ว่าเป็ นความจริง ที่เป็ นของแท้ ที่มีประโยชน์ ท้งั ยงั เป็ นเป็ นท่ี รัก เป็ นท่ีชอบใจของคนอ่ืน พระพุทธเจ้าจะทรงเลือกเวลาและสถานที่ที่ เหมาะสม ในการกล่าววาจาคาพูดน้ัน เพราะทรงมีความเมตตากรุณาต่อ สิ่งมีชีวติ ท้งั หลาย 6. In the case of words that the Tathagata knows to be factual, true, beneficial, and endearing & agreeable to others, he has a sense of the proper time for saying them. Why is that? Because the Tathagata has sympathy for living beings. แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่มท่ี ๑๓ พระสูตร เล่มท่ี ๕ มัชฌมิ นิกาย มูลปัณณาสก์ ๑ คหปตวิ รรค เร่ืองที่ ๘ อภย ราชกมุ ารสูตร https://www.accesstoinsight.org/tipitaka/mn/mn.058.than.html MN58 PTS:M I 392

148 บทท่ี 38 จฬู มาลงุ กโยวาทสตู ร: ปญั หาทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงไมต่ อบ Cula Malunkyovada Sutta: Questions that Buddha would not answer. Clipart Library free royalty คร้ังหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระวหิ ารเชตะวนั นครสาวตั ถี พระมาลงุ กยบุตร เข้าไปทูลถามว่าทาไมพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาเก่ียวกบั เร่ือง โลกเทยี่ ง หรือโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีท่ีสุด ชีพกบั สรีระ เป็ นสิ่งเดยี วกนั หรือต่างกนั สัตว์ทีต่ ายแล้วไปเกิดใหม่หรือไม่เกดิ ใหม่ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทยี บให้พระมาลุงกยบุตรฟังว่า เปรียบเหมือน คนถูกยงิ ด้วยลูกศรอาบยาพิษ ญาติหาหมอรักษา ให้ถอนลูกศรออก ถ้าคนผู้น้ัน ห้ามไม่ให้ถอนลูกศรออก เพราะยงั ไม่รู้ว่าใครเป็ นคนยงิ ลกู ศรน้นั ยงิ จากธนูชนิด ไหน สายธนูทาด้วยอะไร หางลูกศรทาด้วยอะไร คนผู้น้ันคงตายเปล่า พระพุทธเจ้าทรงสอนต่อไปว่า ปัญหาท่ีพระองค์ไม่ทรงตอบ ให้จาไว้ว่า ไม่ทรงตอบ ปัญหาทที่ รงตอบ กใ็ ห้จาไว้ว่าทรงตอบ ปัญหาทไ่ี ม่ทรงตอบ คือ ทิฏฐิ 10 ประการ ที่ไม่ทรงตอบเพราะไม่มปี ระโยชน์อะไร ส่ิงที่ทรงตอบ คือ อริยสัจ 4

149 เพราะประกอบด้วยประโยชน์ อนั ตคาหิกทฏิ ฐิ 10 (Antagahika ditthi: the ten erroneous extremist views) คือคาถามทพี่ ระพทุ ธเจ้าไม่ทรงตอบ คือเร่ืองเกยี่ วกบั 1. โลกเทยี่ ง (The world is eternal.) 2. โลกไม่เท่ียง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีทีส่ ุด (The world is infinite.) 5. ชีพ (วิญญาณ) และ สรีระ (ร่างกาย) เป็ นอย่างเดียวกนั (The soul and the body are the same.) 6. ชีพ (วิญญาณ) และ สรีระ (ร่างกาย) เป็ นคนละอย่างแตกต่างกัน (The soul is one thing and the body is another.) 7. เมื่อตายไปแล้วจะเกดิ ใหม่อกี (After dead a Tathagata exists.) 8. เม่ือตายไปแล้วไม่เกดิ ใหม่อีก (Afterdead a Tathagata does not exist.) 9. การจะเกดิ ใหม่หรือไม่เกดิ เม่ือตายไปแล้ว (After dead a Tathagata both exists and does not exist.) 10. การไม่เกดิ ใหม่หรือไม่เกิดเม่ือตายไปแล้ว (After dead a Tathagata neither exists nor does not exist.) พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตนั ตปิ ฎก เล่มที่ ๕ มชั ฌิมนิกาย มชั ฌิมปัณณาสก์ http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=337 , MN63 PTS:M I 426 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖

150 บทที่ 39 สามญั ญผลสตู ร ขอ้ หา้ มตา่ งๆสาหรบั พระภกิ ษุในพทุ ธศาสนา Samanaphala Sutta: The Fruit of the Contemplative Life 123rf free royalty สามญั ญผลสูตร เป็ นพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจ้าท่ีทรงแสดง ต่อพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาแคว้นมคธ ท่ีสวนมะม่วง กรุงราชคฤห์ เกี่ยวกบั ศีล หรือข้อห้ามปฏบิ ัตขิ องพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็ น จุลศีล(ข้อห้าม อย่างเลก็ ) มชั ฌิมศีล (ข้อห้ามอย่างกลาง) และ มหาศีล(ข้อห้ามอย่างใหญ่)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook