51 การทาบญุ ไว้ในกาลก่อนเป็ นมงคล เพราะ การทาความดีในอดีตย่อมส่งผล ในปัจจุบนั และอนาคต การทาบุญเป็ นการสร้างความดี ซ่ึงมีระยะเวลายาวนาน ทต่ี ้องอดทน เหมือนการปลูกต้นไม้ยนื ต้นจะต้องรอคอยผลไม้น้นั หลายปี 123rf free royalty clipart ข้อที่ 6: ต้ังตนชอบ (อตตฺ สมมฺ าปณธิ ิ จ :อัตตะสัมมาปะณธิ ิ จะ Setting oneself up properly in life.) อตั ตะ แปลว่า ตน สัมมาปณธิ ิ คือความถูกต้อง การต้งั ตนไว้ชอบคือ การดาเนนิ ชีวิตด้วยความถูกต้อง ทาอาชีพที่สุจริต ไม่ประมาท อดทนพยายามไม่ ทงิ้ งานกลางคนั เตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน
52 มูลนธิ ิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ข้อท่ี 7: เป็ นพหูสูต ผู้มีความรู้กว้างขวาง (พาหุสจจฺ ญจฺ :พาหุ สัจจญั จะ Learnedness, Possessing much experience and learning) พหู แปลว่ามาก สูต แปลว่าความเป็ นผู้ได้สดับตรับฟัง พหูสูต หมายถึงความเป็ นผู้รู้ ได้สดับตรับฟังมาก หรือความเป็ นผู้คงแก่เรียน คนทเ่ี ป็ น พหูสูต คือคนท่ี รู้ลกึ คือรู้ถงึ รายละเอยี ด รู้รอบ คอื รู้ถึงส่ิงรอบข้าง รู้กว้าง คือรู้ ถึงส่ิงใกล้เคยี งเกยี่ วข้อง รู้ไกล คือคาดการณ์ส่ิงท่อี าจเกดิ ขึน้ ในอนาคต คนทจ่ี ะเป็ นพหูสูตน้ัน จะต้องสนใจค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเองและจาก แหล่งความรู้ รู้วิธีจดจาและไม่ลืมส่ิงสาคญั รู้วิธีพจิ ารณาตรึกตรองวิเคราะห์หา ข้อเท็จจริง ทาความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และ ตัดสินใจในทางท่ีถูกต้อง การเป็ นพหูสูตน้ันเป็ นมงคล เพราะการฟังมาก อ่านมาก ย่อมเพิ่มวุฒิ ปัญญา เชาวน์ และไหวพริบ นาความรู้ที่ได้ยนิ ได้ฟัง ได้อ่าน ไปปฏิบัติเพื่อ ช่วยเหลือตนเองหรือคนอื่นได้มาก และเป็ นช่องทางนาความเจริญก้าวหน้ามาสู่ ตนเอง โดยไม่มีใครแย่งชิงได้
53 GoGRAPH Royalty free Clipart ข้อท่ี 8: มีศิลปะ (สิปปฺ ญจฺ :สิปปัญจะ Artfulness.) สิปปะ หรือ ศิลปะ หมายถงึ ส่ิงทเ่ี ป็ นผลผลติ จากมนุษย์ ทีแ่ สดงออกถึง ฝี มือ ความงดงาม มีความประณตี มีคุณค่า นาสู่ความคดิ สร้างสรรค์ เช่น งาน จติ รกรรม ประตมิ ากรรม ศิลปกรรม วรรณกรรม ศิลปะการแสดง ดนตรี คนที่ มีศิลปะ จะสร้างสรรค์ส่ิงที่ดีงามเป็ นประโยชน์ต่อสังคม Clipart Panda Free Clipart Image ข้อท่ี 9: มวี นิ ัยท่ีดี (วนิ โย จ สุสิกขฺ โิ ต :วินะโย จะ สุสิกขิโต Self- discipline.) วินัย แปลว่า ข้อกาหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ เพื่อควบคุมให้มีความเป็ น
54 ระเบยี บตามข้อกาหนด วนิ ัยของพระสงฆ์ มี 227 ข้อ วินยั ของบุคคลทัว่ ไป มี 10 ข้อ ในการละเว้นการกระทาไม่เหมาะสม ( อกศุ ลกรรม 10) คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ ลกั ทรัพย์ ไม่ประพฤตผิ ิดในกาม ไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่ พดู เพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่โลภอยากได้ของคนอืน่ ไม่พยาบาทปองร้ายคนอื่น ไม่เห็น ผิดเป็ นชอบ 1 23rf Free Clipart Images ข้อที่ 10: มีคาพูดทด่ี ี (สุภาสิตา จ ยา วาจา :สุภาสิตา จะ ยา วาจา Artful speech.) วาจา คือ คาพูด สุภาษิต คือพดู ดี คาว่า วาจาสุภาษติ หมายถึง คาพูด ทด่ี ี มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ซ่ึงมีลักษณะคือ เป็ นความจริงที่ถูกต้อง มีหลกั ฐาน เช่ือถือได้ เป็ นคาสุภาพไม่หยาบโลน เป็ นคาพูดทม่ี ีประโยชน์ในทางสร้างสรรค์
55 พดู ด้วยจติ เมตตา ด้วยความปรารถนาดี รวมท้งั พดู ในเวลาและสถานที่ท่ี เหมาะสม PinClipart Royalty Free ข้อท่ี 11: ดูแลบารุงบดิ า มารดา ( มาตาปิ ตุอปุ ฏฺฐานํ :มาตาปิ ตุอปุ ัฏฐานัง support father & mother.) มารดา แปลว่า แม่ ผู้รักษาบุตร ผู้เลยี้ งดูลูก บดิ า แปลว่า พ่อ ผ้รู ักใคร่ บุตร ผู้ให้สัตว์โลกยนิ ดี การทดแทนคุณพ่อแม่ระหว่างทที่ ่านมีชีวติ อยู่ กระทา โดยการดูแล เป็ นธุระทาส่ิงทีท่ ่านต้องการให้ทา ไม่ทาเรื่องเสื่อมเสีย ชักชวน ช่วยเหลือในการทาความดี หากพ่อแม่ล่วงลบั ไป แล้วกท็ าบุญอุทิศส่วนกุศลให้
56 123rf free royalty ข้อที่ 12: ดูแลสงเคราะห์บุตร (ปตุ ฺตสงคฺ โห :ปตุ ตะสังคะโห Cherishing one's children.) บุตร แปลว่าลูก มี 3 ประเภท คือ 1. อภชิ าตบุตร บุตรทม่ี ี ความสามารถยง่ิ ใหญ่กว่ามารดาบิดา 2. อนุชาตบุตร บุตรท่ีเสมอมารดาบิดา 3. อวชาตบุตร บุตรท่เี ลวกว่ามารดาบิดา พ่อแม่จะต้องดูแลลูก โดย ห้ามปรามไม่ให้ทาความช่ัว ปลูกฝัง สนับสนุนให้ทาความดี ให้การศึกษาหาความรู้ ช่วยให้ได้คู่ครองทดี่ ี มอบทรัพย์ ในโอกาสอนั ควร Clipart Panda Free Clipart Images
57 ข้อที่ 13: ดูแลสงเคราะห์คู่ครอง ( ทารสงคฺ โห :ทาระสังคะโห Cherishing one's spouse.) ทาระ ในภาษาบาลี แปลว่า คู่ครอง คือ ภรรยา หรือ สามี หลกั การเลยี้ ง ดู หรือสงเคราะห์ค่คู รอง ได้แก่ การยกย่องนับถือ ไม่ดูหม่นิ ไม่นอกใจ มอบ ความเป็ นใหญ่ให้ มอบทรัพย์ส่ิงของให้ โดยคู่ครอง ทเี่ ป็ นภรรยาหรือสามี กม็ ีหน้าที่ต้องตอบแทนโดย จัดการ งานให้ดี สงเคราะห์ญาตขิ องคู่ครองให้ดี ไม่ประพฤตนิ อกใจ รักษาทรัพย์ทใ่ี ห้ มา และขยนั ทางาน 123rf royalty free ข้อที่ 14: ทาการงานไม่ให้คงั่ ค้าง (อนากลุ า จ กมมฺ นฺตา :อะนากลุ า จะ กมั มันตา Peaceful occupations.) กรรม หรือการงาน แบ่งออกเป็ น งานทางโลกและงานทางธรรม งาน งานทางโลก ได้แก่ ทานา ทาสวน ทาไร่ ค้าขาย บริการ รับราชการ ส่วน งานทางธรรม ได้แก่ งานสร้างสันติสุขให้แก่โลก ลดละความเห็นแก่ตวั ความ ริษยาให้น้อยลง คนท่จี ะเจริญก้าวหน้าประสบความสาเร็จ ต้องไม่ทางานให้คง่ั
58 ค้างหมกั หมม สาเหตุที่ทาให้งานคง่ั ค้าง เพราะ ทาไม่ถูกวธิ ี ทาไม่ถูกเวลา หรือไม่ยอมทางาน วิธีทางานให้สาเร็จต้องมี อทิ ธิบาท 4 คือ พอใจรักงานทีท่ า มี ความต้งั ใจ พากเพียร เอาใจใส่ คดิ พิจารณาทบทวนปรับปรุง รู้เวลาและสถานที่ ทเี่ หมาะสมที่จะทา ด้วยความขยนั หม่ันเพยี ร 123rf free royalty clipart ข้อที่ 15 ให้ทาน (ทานญจฺ :ทานัญจะGenerosity.) ทาน แปลว่า ให้ และเป็ นการให้ด้วยเจตนาอยากให้ ทานมี 3 อย่างคือ “อามิสทาน” ให้วัตถุสิ่งของ เช่น ปัจจยั 4 ดอกไม้ ธูป เทียน เงิน ของกินของใช้ “ธรรมทาน”คือการให้คาแนะนาสั่งสอน ความรู้ในสิ่งที่ดี “อภัยทาน” คือยกโทษ ในส่ิงท่ีคนอ่ืนทาไม่ดี ไม่จองเวร ไม่พยาบาท การให้ทานท่ดี ี ประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการคือ “วตั ถุบริสุทธ์ิ” คือ ของทไ่ี ด้มาโดยสุจริต “เจตนาบริสุทธ์ิ” คือผู้ให้มีเจตนาดี ไม่ได้ให้เพราะความ ฉ้อฉล คดโกง หลอกลวง กลนั่ แกล้ง “บุคคลบริสุทธ์”ิ คือ ผู้รับเป็ นคนดี ไม่นา ของทไี่ ด้รับไปใช้ในทางเสื่อมเสีย
59 สิ่งของบางอย่างไม่ควรให้เป็ นทาน เพราะเป็ นอนั ตราย เช่น สุรา ยา เสพติด อาหารบูดเน่า ยานพาหนะหรือเคร่ืองใช้ที่ชารุดอาจก่ออนั ตราย(โดยไม่ บอกก่อน) อาวุธ ภาพลามก วตั ถุอนั ตรายเช่นยาพิษ วตั ถุระเบิด หรือ ทรัพย์ สิ่งของที่ได้มาด้วยการทุจริต คดโกง 123rf free royalty ข้อที่ 16: ปฏิบัติธรรม ( ธมมฺ จริยา จ :ธัมมะจะริยา จะ) Dhamma practice.) ธรรม คือ คาสอนของพระพุทธเจ้าและสาวก ตามความจริงท่ีเกดิ ขึน้ ในโลก ตามศัพท์แปลว่าการประพฤติดี หรือ คุณความดี จริยา แปลว่าความ ประพฤติ ดังน้ัน ธรรมจริยา จึงหมายถึง การประพฤติปฏบิ ัติตามคาสอนทีด่ ี ของพระพุทธเจ้าและพระสาวก โดยการปฏบิ ัติ “กายสุจริต” คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลกั ทรัพย์ ไม่ประพฤตผิ ิดในกาม “วจีสุจริต” คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดคาหยาบ ไม่พดู ส่อเสียดให้ร้าย ไม่พูดเพ้อเจ้อ “มโนสุจริต” คือไม่โลภไม่อยากได้ของคนอ่ืน ไม่คดิ พยาบาทปองร้ายผู้อ่ืน และ มีความเช่ือเข้าใจในความเป็ นจริง
60 123rf royalty free ข้อท่ี 17 สงเคราะห์ญาติ ( ญาตกานญจฺ สงคฺ โห : ญาตะกา นัญจะ สัง คะโห Caring for extended family.) วธิ ีช่วยเหลือญาติ ทาได้โดย ให้ “ทาน” เป็ นเงนิ หรือทรัพย์สิน “ปิ ย วาจา” พดู เจรจาด้วยคาเหมาะสม “อตั ถจริยา”ประพฤตติ นเป็ นประโยชน์ และ “สมานัตตตา” วางตัวเหมาะสม เสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ถือตัว ลกั ษณะญาติที่ควรช่วยเหลือ คือ เมื่อยากจนหาที่พึง่ มไิ ด้ เม่ือขาดทนุ ทรัพย์ในการค้าขาย เม่ือขาดยานพาหนะ เม่ือขาดอุปกรณ์ทามาหากนิ เม่ือป่ วยไข้ เม่ือมีธุระการงาน และเมื่อมีคดีหรือถูกใส่ความ
61 Freepix free royalty ข้อที่ 18: ทางานที่ไม่มีโทษ ( อนวชฺชานิ กมมฺ านิ :อะนะวชั ชานิ กมั มานิ Blameless actions.) งานท่ีไม่มีโทษ คือ งานท่ีไม่ผิดกฎหมาย คือระเบียบกฎเกณฑ์ของ สังคม ไม่ผดิ ประเพณอี นั ดีท่ีเคยทาสืบต่อกนั มา และไม่ผดิ ศีลธรรม เช่นการพนัน การหลอกลวง งานที่มีโทษและอาชีพต้องห้ามทางพุทธศาสนา ได้แก่ การค้า อาวุธ การค้ามนุษย์ การค้ายาพิษ การค้าสารเสพตดิ และการค้าสัตว์เพื่อนาไปฆ่า 123rf free royalty
62 ข้อท่ี 19: ละเว้นการทาบาป ( อารตี วริ ตี ปาปา : อาระตี วริ ะตี ปาปา Avoiding unwholesomeness.) บาปคือส่ิงที่ไม่ดี ของเสีย ความชั่ว ทไี่ ม่ควรทา ได้แก่ อกศุ ลกรรมบถ 10 คือ การฆ่าสัตว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤตผิ ิดในกาม พดู เทจ็ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พดู เพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา คดิ พยาบาทปองร้ายคนอ่ืน เห็นผิดเป็ นชอบ 123rf free royalty ข้อที่ 20: สารวมการเสพส่ิงมึนเมา ( มชฺชปานา จ สญญฺ โม : มัชชะปานา จะ สัญญะโม Not drinking intoxicants.) ส่ิงท่ีทาให้มึนเมา ได้แก่ สุรา กะแช่ กญั ชา ยาบ้า ยาอี เฮโรอนี ฯลฯ ล้วนมี โทษอนั ได้แก่ ทาให้เสียทรัพย์ ทาให้เกดิ การทะเลาะววิ าท ทาให้เกดิ โรค ทาให้เสีย ชื่อเสียง ทาให้ลืมตวั ไม่รู้จกั อาย และทอนกาลงั ปัญญา
63 123rf free royalty ข้อที่ 21 ไม่ดารงตนอยู่ในความประมาททางธรรม (อปฺปมาโท จ ธมฺเม สุ :อปั ปะมาโท จะ ธัมเมสุ Non-recklessness in the Dhamma.) ลกั ษณะ คนที่ประมาททางธรรม คือคนท่ีไม่ทาเหตุดี แต่อยากได้ผลดี ทา ตัวเลวแต่จะเอาผลดี ทาเพยี งเลก็ น้อยแต่จะเอาผลมาก ส่ิงท่ีไม่ควรประมาท ได้แก่ “ประมาทในเวลา” คือการปล่อยให้เวลา ล่วงเลยไปโดยไม่ทาประโยชน์ “ประมาทในวัย” คือหลงคดิ ว่ายงั ไม่แก่ชรา “ประมาทในความไม่มีโรค”คือปล่อยตัว ไม่ดูแลสุขภาพ เพราะคดิ ว่าตนเอง แข็งแรงไม่ป่ วยง่าย “ประมาทในชีวติ ” คือคดิ ว่าจะยงั มีชีวติ ต่อไปอีกนาน “ประมาทในการงาน” คือไม่มุ่งม่ันทางาน หรือปล่อยให้งานคงั่ ค้างเหมือนดิน พอกหางหมู “ประมาทในการศึกษา” คือไม่สนใจหาความรู้เพม่ิ เติม “ประมาท ในการปฏิบัตธิ รรม” คือการไม่ศึกษาและปฏบิ ัตติ ามศีลธรรมอนั ดี
64 CoolCLIPS Royalty free Clipart ข้อที่ 22: มีความเคารพในสิ่งที่ควรเคารพ ( คารโว จ :คาระโว จะ Respect.) สิ่งท่ีควรเคารพคือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา การ ดาเนินตามหลกั ธรรม และการสนทนาปราศรัยต่อผู้มาเยือน 123rf Royalty free Image ข้อที่ 23: มีความถ่อมตน (นิวาโต จ :นิวาโต จะ Humility.) ความอ่อนน้อมถ่อมตน คอื การไม่แสดงออกถึงความสามารถท่ี ตัวเองมอี ยู่ให้ผู้อื่นทราบ เพ่ือข่มผู้อ่ืน หรือเพื่อโอ้อวด ไม่อวดดี เย่อหยิ่งจองหอง แต่แสดงตนอย่างสงบเสง่ียม ไม่เบ่ง ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่ยโส
65 โอหัง ไม่เย่อหยงิ่ จองหอง ไม่ดื้อร้ัน ลกั ษณะของคนถ่อมตนน้ัน จะมีกริ ิยาท่ี นอบน้อม มีวาจาทีอ่ ่อนหวาน มีจติ ใจท่ีอ่อนโยน คอยพจิ ารณาความบกพร่อง ของตนเองแล้วนาไปปรับปรุงแก้ไขส่ิงทยี่ ังไม่เหมาะสม โทษของการอวดดีไม่ ถ่อมตน คือ ทาให้เสียคน ทาให้เสียมิตร ทาให้เสียหมู่คณะ การทาตวั ให้เป็ นคนอ่อนน้อมถ่อมตนน้ันมีหลกั คือ “ต้องคบ กลั ยาณมติ ร” คือเพ่ือนที่ดีมศี ีลมธี รรม คอยตักเตือนหรือชักนาไปในทางทดี่ ีทถ่ี ูก ท่ีควร “ต้องรู้จักคดิ ไตร่ตรอง” คือการรู้จักคิดหาเหตุผลอยู่ตลอด ถึงความ เป็ นไปในธรรมชาติของมนุษย์ ต่างคนย่อมต่างจติ ต่างใจ “ต้องมีความสามัคคี” คือการมีความสามัคคใี นหมู่คณะ ตักเตือน รับฟังและเคารพความคดิ เห็นของ ผู้อนื่ อย่างมีเหตุผล 123rf free royalty ข้อท่ี 24: มคี วามสันโดษ ( สนตฺ ุฏฺฐี จ :สันตุฏฺะฐี จะ Contentment.) คาว่าสันโดษไม่ได้หมายถึงการอยู่ลาพงั คนเดียว แต่หมายถึงการพอใจในสิ่ง ท่ีตนมีอยู่ ในของของตวั ลักษณะของความสันโดษเป็ นดังนี้ คือ
66 “ยถาลาภสันโดษ” หมายถงึ ความยินดีในทรัพย์สมบัติตามมีตามเกดิ คือมี ทรัพย์ส่ิงของแค่ไหนกพ็ อใจเท่าน้ัน “ยถาพลสันโดษ” หมายถึงความยนิ ดีตามกาลงั คือ มีกาลงั แค่ไหนกพ็ อใจ เท่าน้ัน ต้งั แต่กาลงั กาย กาลงั ทรัพย์ กาลงั บารมี หรือกาลงั ความสามารถ “ยถาสารรูปสันโดษ” หมายถึงยนิ ดใี นฐานะและรูปลักษณะของตนเอง จะ มีหน้าตาสวยงานหรือไม่ จะอยู่ในตาแหน่งสูงหรือตา่ กพ็ อใจแค่น้ัน Clipart Library free royalty ข้อที่ 25: มีความกตญั ญู ( กตญญฺ ตุ า :กะตัญญตุ า Gratitude.) คือ การรู้คุณ และตอบแทน บุญคุณ ของผู้ทเ่ี คยให้หรือช่วยเหลือกนั มา สิ่งของหรือผู้ท่ีควรกตญั ญนู ้ันคือ “กตญั ญตู ่อบุคคล” คือคนที่มีบุญคุณควร ระลกึ ถงึ และตอบแทนคุณ เช่น บดิ า มารดา ครู ผู้บังคบั บัญชา ลูกจ้าง คนขบั รถ หมอพยาบาล ทหาร แม่ครัว “กตญั ญูต่อสัตว์” คือสัตว์ที่ช่วยทางานให้ ควร เลยี้ งดูให้ดีเช่นช้าง ม้า วัว ควาย หรือหมาที่ช่วยเฝ้าบ้าน “กตัญญูต่อสิ่งของ” เช่น หนงั สือที่ให้ความรู้ รถยนต์ หรือ อุปกรณ์ทามากินต่างๆ ทค่ี วรเกบ็ ดูแล บารุงรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ให้ชารุดเสียหาย จะได้ใช้การไปนานๆ
67 Pngaaa free royalty clipart ข้อท่ี 26: ฟังธรรมตามกาล (กาเลน ธมฺมสฺสวนํ : กาเลนะ ธัมมัสสะ วะนัง Listening regularly to Dhamma teachings.) เม่ือมโี อกาส เวลา หรือตามวนั สาคญั ต่าง ๆ กค็ วรไปฟังธรรมบ้าง เพ่ือ สดับตรับฟัง สิ่งท่ีเป็ นประโยชน์ในหลกั ธรรมน้นั ๆ และนามาใช้กบั ชีวติ เรา เพ่ือ ปรับปรุงให้ดีขนึ้ เวลาท่ีควรไปฟังธรรมน้ันมดี ังนี้คือ 1. วนั ธรรมสวนะ ก็คือวนั พระ หรือวันท่ีสาคญั ทางศาสนา 2. เม่ือมผี ู้มาแสดงธรรม กอ็ ย่างเช่น การฟังธรรมตามวทิ ยุ การท่ีมพี ระมา แสดงธรรมตามสถานทตี่ ่าง ๆ หรือการอ่านจากสื่อต่าง ๆ 3. เม่ือมีโอกาสอนั สมควร อาทเิ ช่นในวนั อาทติ ย์เมื่อมีเวลาว่าง หรือในงาน มงคล งานบวช งานกฐิน งานวัดเป็ นต้น คุณสมบัติของผู้ฟังธรรมท่ีดีควรมีดงั นีค้ ือ 1. ไม่ดูแคลนในหัวข้อธรรมว่าง่ายเกนิ ไป 2. ไม่ดูแคลนในความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม 3. ไม่ดูแคลนในตัวเองว่าโง่ ไม่สามารถเข้าใจได้
68 4. มคี วามต้งั ใจในการฟังธรรม และนาไปพจิ ารณา 5. นาความรู้จากการฟังธรรมน้นั ๆ ไปปฏิบตั ใิ ห้เกดิ ผล Cliparttoday free royalty ข้อที่ 27 มีความอดทน (ขนตฺ ี จ :ขนั ตี จะ Patience )ลกั ษณะของความ อดทนน้ันสามารถจาแนกออกได้ คือ 1. ความอดทนต่อความลาบาก คือความลาบากทตี่ ้องประสบตามธรรมชาติ ซ่ึงอาจมาจากสภาพแวดล้อม อากาศร้อนหนาว ฝนตก น้าท่วม ความหิว กระหาย 2. ความอดทนต่อทุกขเวทนา คือทุกข์ที่เกิดจากสังขารของเราเอง เช่นความไม่ สบายกาย การป่ วยไข้ ความชรา 3. ความอดทนต่อความเจ็บใจ คือการที่คนอ่ืนทาให้เราต้องผิดหวัง หรือพูดจา ให้เจบ็ ช้าใจ ไม่เป็ นอย่างท่ีหวงั การดุด่า นินทาว่าร้าย เหยียดหยาม 4. ความอดทนต่อส่ิงยัว่ ยวน ท่ีเป็ นกเิ ลสท้ังทางใจและทางกายอาทิเช่น ความ นึกโลภอยากได้ส่ิงของต่างๆ
69 GoGRAPH free royalty ข้อท่ี 28 เป็ นผ้วู ่าง่าย (โสวจสฺสตา :โสวะ จสั สะตา Be easily admonished.) ผ้วู ่าง่ายน้ันมีลกั ษณะทสี่ ังเกตได้ดังนีค้ ือ 1.ไม่พูดกลบเกลื่อนเม่ือได้รับการว่ากล่าวตักเตือน คือการรับฟังด้วยดี ไม่ใช่ คอยแก้ตัว แล้วปิ ดประตูความคดิ ไม่รับฟัง 2.ไม่น่ิงเฉยเมื่อได้รับการเตือน คือการนาคาตักเตือนน้ันมาพิจารณาและ แก้ไขข้อบกพร่อง 3. ไม่จับผิดผู้ส่ังสอน คือการท่ีผู้สอนอาจจะมีความผดิ พลาด ควรให้อภัยต่อ ผู้สอน เพราะการจบั ผดิ ทาให้ผู้สอนต้องอบั อายขายหน้า 4. เคารพต่อคาสอนและผู้สอน คือการรู้จักสัมมาคารวะต่อผู้สอน และ เคารพในสิ่งที่ผู้สอนแนะนา 5.มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน คือไม่แสดงความยโส ถือตวั ว่าอยู่เหนือผู้อื่น เพราะส่ิงทต่ี ัวเองเป็ นตัวเองมี
70 6.มคี วามยนิ ดีต่อคาสอน คือยอมรับในคาสอน ด้วยความยนิ ดี ไม่แสดง ความเบ่ือหน่ายเพราะเคยฟังมาแล้ว 7.ไม่ดือ้ ร้ัน คือการไม่อวดดี คิดว่าของตัวเองน้ันผิด แต่กย็ งั ดันทุรังทาต่อไป เพราะกลวั เสียช่ือ เสียฟอร์ม 8.ไม่ขดั แย้ง เพราะว่าการว่ากล่าวตักเตือนหรือส่ังสอนน้ัน อาจเป็ นสิ่งที่ไม่ เหมือนหรือตรงข้ามกบั ส่ิงที่เราทาอยู่ ควรเปิ ดใจให้กว้าง ไม่ขัดแย้งต่อคา สอน คาวิจารณ์น้ันๆ 9.ยนิ ดีให้ตักเตือนได้ทุกเวลา คือการยินดใี ห้มีการแสดงความคดิ เห็น ตักเตือนได้โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องเวลา 10.มีความอดทนต่อการเป็ นผู้ถูกส่ังสอน คือการไม่เอาความขัดแย้งใน ความเห็นเป็ นอารมณ์ แต่ให้เข้าใจเจตนาทแี่ ท้จริงของผู้สอน การทาให้เป็ นคนว่าง่ายน้ันทาได้ดังนี้ 1. ลดมานะของตัว คือการไม่ถือดี ไม่ถือตัว ความไม่สาคญั ตวั เองว่าเป็ น อย่างโน้นอย่างนี้ อาทิเช่นถือตวั ว่าการศึกษาดีกว่าเป็ นต้น 2. ละอปุ าทาน คือการไม่ยดึ ถือในสิ่งที่เรามี เราเป็ น หรือถือมั่นในอานาจ กเิ ลสต่างๆ 3. มสี ัมมาทฐิ ิ คือมีปัญญาที่เห็นชอบ การเห็นถูกเห็นควรตามหลกั อริยสัจ 4. เชื่อเรื่องความไม่เท่ยี ง เช่ือในเรื่องบุญเร่ืองบาป
71 123rf free royalty ข้อที่ 29: ได้เห็นสมณะ (สมณานญจฺ ทสฺสนํ :สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง Sight of a True Monk.) คาว่าสมณะแปลว่า ผู้สงบ (หมายถึงผู้อยู่ในสมณเพศ) คุณสมบัตขิ อง สมณะต้องประกอบไปด้วย 3 อย่างคือ 1. ต้องสงบกาย คือมีความสารวมในการกระทาทุกอย่าง รวมถงึ กริ ิยา มรรยาท 2. ต้องสงบวาจา คือการพูดจาให้อย่ใู นกรอบของความพอดี มีความสุภาพ สงบเสงี่ยมในคาพูดและภาษาทใี่ ช้ เป็ นไปตามข้อปฏิบัติ ประเพณี 3. ต้องสงบใจ คือการทาใจให้สงบปราศจากกเิ ลสครอบงา ไม่ว่าจะเป็ น โลภ โกรธ หลง หรือความพยาบาทใด ๆ ต้ังมน่ั อยู่ในสมาธิภาวนา เมื่อเห็นสมณะแล้วควรทาอย่างนีค้ ือ 1.เข้าไปหา คือให้ความเคารพท่าน เข้าไปขอคาแนะนา ชี้แนะ 2.เข้าไปบารุงช่วยเหลือ คือการช่วยเหลือ เพ่ือแบ่งเบาภาระ
72 3.เข้าไปฟัง คือการรับฟังคุณธรรม หลกั คาสอน 4.ระลกึ ถงึ ท่าน คือระลกึ ถึงความดีของท่านมีแล้วนามาเป็ นตัวอย่าง 5.รับฟังรับปฏบิ ตั ิ คือการรับคาแนะนาของท่านมาปฏิบัติทาตาม 123Rf free royalty ข้อที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล ( กาเลน ธมมฺ สากจฉฺ า : กาเลนะ ธัมมะ สากัจฉา Regular discussion of the Dhamma .) การได้สนทนากนั เร่ืองธรรม ทาให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ แลกเปลย่ี น ความรู้ และได้รู้ในส่ิงใหม่ ๆ ทเี่ ราอาจนึกไม่ถงึ หรือเป็ นการเผ่ือแผ่ความรู้ทเ่ี รามี ให้แก่ผู้อ่นื ได้ทราบด้วย ก่อนทจ่ี ะสนทนาธรรม ควรต้องพจิ ารณาและคานึงถงึ ส่ิง ต่อไปนี้คือ ต้องรู้เร่ืองที่จะพดู ดี พดู เรื่องจริง มปี ระโยชน์ เป็ นคาพดู ท่ไี พเราะ พูดด้วยความเมตตา ไม่พูดจาโอ้อวด หรือยกตนข่มท่าน
73 Shutter Stock free Royalty ข้อที่ 31: บาเพญ็ ตบะ( ตโป จ :ตะโป จะ Practising Austerities.) ตบะโดยความหมายแปลว่า ทาให้ร้อน ไม่ว่าด้วยวิธีใด การบาเพญ็ ตบะ หมายความถึงการทาให้กเิ ลส ความรุ่มร้อนต่าง ๆ หมดไป หรือเบาบางลง ลกั ษณะ การบาเพ็ญตบะมีดังนี้ 1. การมีใจสารวมในอนิ ทรีย์ท้งั 6 (อายตนะภายใน 6 อย่าง) ได้แก่ ตา หู จมูก ลนิ้ กาย และใจ ไม่ให้หลง ติดอยู่กบั สัมผัสภายนอกมากเกนิ ไป ไม่ให้กเิ ลส ครอบงาใจเวลาท่ีรับรู้อารมณ์ผ่านอินทรีย์ท้งั 6 (อนิ ทรีย์สังวร) 2. การประพฤตริ ักษาพรหมจรรย์ เว้นจากการร่วมกามกิจท้งั ปวง 3. การปฏิบัติธรรม คือการเรียนรู้และเข้าใจหลกั ธรรม ความจริงของ ธรรมชาติ
74 ShutterStock free royalty ข้อที่ 32: ประพฤตพิ รหมจรรย์ (พฺรหฺมจริยญจฺ :พรหมะจะริยญั จะ Practising the Brahma-faring.) คาว่าพรหมจรรย์หมายความถึง การประพฤติธรรมอนั ประเสริฐ ลกั ษณะ ของธรรมที่ถือว่าเป็ นการประพฤติพรหมจรรย์น้ัน (ไม่ใช่ว่าต้องบวชเป็ นพระ) มี อยู่ดังนีค้ ือ 1.ให้ทาน บริจาคทานไม่ว่าจะเป็ นทรัพย์ ส่ิงของ เงนิ ทอง หรือปัญญา 2.ช่วยเหลือผู้อนื่ ในกจิ การงานทชี่ อบ ท่ีถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย) 3.รักษาศีล 5 คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลกั ขโมย ไม่ทาผดิ ในกาม ไม่พดู ปด ไม่ดื่ม นา้ เมา (เบญจศีล)
75 4.มเี มตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขากับคนที่เราต้องพบปะด้วยทุกคน (อปั ป มญั ญา) 5.งดเว้นจากการเสพกาม (เมถุนวิรัติ) 6.ยนิ ดีในค่ขู องตน คือการมสี ามีหรือภรรยาคนเดียว (สทารสันโดษ) 7.เพียรพยายามที่จะละความชั่ว ไม่ท้อถอยในความบากบ่นั (วิริยะ) 8.รักษาซ่ึงศีล ๘ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ร่วมประเวณี ไม่พดู ปด ไม่ ด่ืมนา้ เมา ไม่บริโภคอาหารต้งั แต่เท่ยี งวนั เป็ นต้นไป ไม่ฟ้อนรา ขบั ร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่น ใช้ของหอมหรือเคร่ืองประดับ ไม่นอนบนที่สูง ใหญ่ หรูหรา (อโุ บสถ) 9.ใช้ปัญญาเห็นแจ้งใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (อริยธรรม) 10.ศึกษาปฏิบัตใิ นศีล สมาธิ ปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริง (ไตรสิกขา) 123rf free royalty
76 ข้อท่ี 33: เห็นอริยสัจ (อริยสจฺจานทสฺสน :อะริยะสัจจานะทัสสะนะ Seeing the Four Noble Truths.) อริยสัจ หมายถึงความจริงอนั ประเสริฐ หลกั แห่งอริยสัจมีอยู่ 4 ประการ 1.ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ สัตว์โลกทุกผู้ทุกนามต้องมที ุกข์ มีความทุกข์ที่เป็ นอาการ หรือเกดิ จากสภาพแวดล้อมคือ ความโศกเศร้า (โส กะ) ความราพันด้วยความเสียใจ (ปริเทวะ) ความเจบ็ ไข้ได้ป่ วย (ทุกขะ) ความเสียใจ (โทมนัสสะ) ความท้อแท้ สิ้นหวงั คบั แค้นใจ (อุปายาสะ) การ ตรอมใจ ผดิ หวงั จากส่ิงท่ีไม่รัก (อปั ปิ เยหิ สัมปโยคะ) การพลดั พรากจากสิ่ง ทรี่ ัก (ปิ เยหิ วปิ ปโยคะ) ความหม่นหมองเมื่อปรารถนาแล้วไม่ได้ส่ิงน้ัน (ยัมปิ จฉัง นลภต)ิ 2.สมุทยั คือเหตุทที่ าให้เกดิ ทกุ ข์ ต้นตอของทุกข์กอ็ ยู่ที่ใจของเราด้วยน่ันก็ คือความอยาก หรือตัณหา ๓ อย่าง คือ ความอยากได้ หมายรวมถงึ อยาก ทุกอย่างท่ีนามาสนองสัมผสั ท้งั ๕ และกามารมณ์ (กามตัณหา) ความอยาก เป็ น คือความอยากเป็ นโน่นเป็ นนี่ (ภวตัณหา) ความไม่อยากเป็ น คือความ ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็ นอยู่ (วภิ วตัณหา) 3.นิโรธ คือความดับทุกข์ ความหลดุ พ้น 4.มรรค คือข้อปฏิบตั ิ หรือหนทางทนี่ าไปสู่การดับทุกข์ มี 8 ประการคือ - ความเห็นชอบ เช่นความศรัทธาในเบื้องต้นต่อหลกั ธรรม คาสอน (สัมมาทิฏฐิ) ความดาริชอบ หรือความคิดชอบ มีความคดิ ที่ถูกต้องตาม
77 หลกั ธรรม (สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ คือการไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคาหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ (สัมมาวาจา) ทาการงานชอบ คือการกระทา ท่ีไม่ผดิ หลกั ศีลธรรม (สัมมากมั มันตะ) เลยี้ งชีพชอบ คือการทามาหากนิ ในทางที่ถูก ไม่เบียดเบียนหรือทาความเดือดร้อนให้กบั ผู้อื่น (สัมมาอาชีวะ) ความเพยี รชอบ คือการพยายามทาในส่ิงทีถ่ ูกต้อง (สัมมาวายามะ)ความ ระลกึ ชอบ คือมสี ตติ ้งั มัน่ ในสิ่งที่ถูกต้อง (สัมมาสติ) จิตต้งั มนั่ ชอบ คือมีจิต ทมี่ ีสมาธิ ไม่ว่อกแวกหรือคดิ ฟุ้งซ่าน (สัมมาสมาธิ) Pininterest
78 ข้อที่ 34 ทาให้แจ้งซ่ึงพระนพิ พาน (นิพฺพานสจฉฺ ิกริ ิยา จ :นิพพานะ สัจฉิกริ ิยา จะ Attainment of Nirvana.) คือให้เข้าใจเร่ืองนิพพาน ว่านิพพาน คือ ภาวะของจิตที่ดับกเิ ลส ได้หมดสิ้น หลุดจากอานาจกรรม และไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก พ้นจาก ความทุกข์ 123rf Clipart ข้อที่ 35 มีจติ ไม่หวน่ั ไหวในโลกธรรม ( ผฏุ ฺฐสฺส โลกธมเฺ มหิ จติ ตฺ ํ ยสฺส น กมปฺ ต : ผฏุ ฺฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จติ ตัง ยสั สะ นะ กมั ปะตะ Mind free of Worldly Vicissitudes.) คาว่าโลกธรรม มคี วามหมายถงึ เร่ืองราวที่เกดิ ขึน้ อยู่เป็ นประจาบนโลก นี้ ซ่ึงเราไม่ควรมีจติ หว่ันไหวต่อส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้ ลกั ษณะของโลกธรรมมี 8 ประการคือ
79 1. การได้ลาภ และ 2.การเสื่อมลาภ เม่ือมีลาภผลก็ย่อมมีความเส่ือมเป็ น ธรรมดา 3.การได้ยศและ 4.การเสื่อมยศ เพราะเป็ นส่ิงสมมุตขิ ึน้ มาท้ังน้ัน 5.การได้รับคาสรรเสริญและ 6. คาดุด่า เกลยี ดชัง ทีใ่ ดมคี นนิยมชมชอบ สรรเสริญ ทนี่ ่ันกย็ ่อมต้องมีคนเกลยี ดชังเป็ นเรื่องธรรมดา 7.การได้รับความสุขและ 8.ความทุกข์ ที่ใดมีสุขท่ีน่ันกจ็ ะมีทุกข์ตามมาด้วย 123rf free royalty ข้อที่ 36 มีจติ ไม่เศร้าโศก ( อโสกํ : อะโสกัง Sorrowlessness.) มีเหตุอยู่ 2ประการทท่ี าให้จติ เราต้องโศกเศร้าคือ 1.ความโศกเศร้ าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก
80 2.ความโศกเศร้าท่ีเกิดจากความใคร่ วิธีทาให้จิตใจไม่โศกเศร้า 1.ใช้ปัญญาพจิ ารณาอยู่เนือง ๆ ถึงความไม่เทยี่ งในสิ่งท้ังหลาย และร่างกาย ของตน 2.ไม่ยดึ ม่นั ในตัวตน หรือความจรี ังยงั่ ยืน ในคนหรือสิ่งของว่าเป็ นของเรา 3.ทุกอย่างในโลกเปล่ยี นแปลงทุกขณะ แม้ร่างกายกใ็ ช้เป็ นที่อาศัยชั่วคราว เท่าน้ัน 4. ทุกสิ่งในโลกนี้เป็ นของไม่เท่ียงแท้แน่นอน ย่อมมีการเกดิ ขึน้ และดับไป ได้เป็ นธรรมดา 123rf free royalty
81 ข้อท่ี 37 มีจติ ปราศจากกิเลส ท่ีทาให้ขุ่นข้องหมองใจ (วริ ชํ : วริ ะชัง Free of Subtle Defilements.) กเิ ลส คือ สภาพที่ทาให้จิตเศร้าหมอง ได้แก่ ความโลภ(ราคะ) ความ โกรธ(โทสะ) ความหลง(โมหะ) ซ่ึงอาจแบ่งย่อยออกเป็ น 1.ราคะ หรือความโลก สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็ น -ความโลภอย่างแรงจนแสดงออกมา เช่นการลกั ขโมย ปล้น จี้ ข่มขืน (อภิชฌาวิสมโลภะ) -ความเพ่งเลง็ จะเอาของคนอ่ืนมาเป็ นของตัว มใี จอยากได้ของคนอ่ืนแต่ยงั ไม่ถงึ กบั แสดงออก (อภิชฌา) -ความอยากได้ในทางไม่ชอบ เช่นการยอมรับสินบน การทุจริตเพื่อแลกกับ การมีทรัพย์ (ปาปิ จฉา) -ความมักมากเห็นแก่ได้ ด้วยการเอามาเป็ นของตนจนเกนิ พอดี เอา ประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่คานึงถงึ คนอื่น (มหิจฉา) -ความยนิ ดีในกาม กค็ ือยงั ไม่สามารถละกจิ กรรมทางเพศได้ ยังมีความรู้สึก มีแรงกระตุ้น มีความพอใจในเร่ืองเพศ (กามราคะ) -ความยนิ ดีในรูปธรรมอนั ประณตี กค็ ือตดิ อยู่ในอารมณ์ของรูปฌาน ปรารถนาในรูปของภพเมื่อทาสมาธิข้ันสูงขนึ้ ไป (รูปราคะ) -ความยนิ ดีในอรูปฌาน กค็ ือตดิ อย่ใู นอารมณ์ของอรูปฌานเม่ือทาสมาธิถงึ ภพของอรูปพรหม (อรูปราคะ) 2.โทสะ หรือความโกรธ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็ น
82 -พยาบาท คือการผูกใจอาฆาต มีใจทไ่ี ม่หวังดี การจองเวร -โทสะ คือการคดิ หมายทาร้าย เน่ืองด้วยมีใจพยาบาท -โกธะ คือความโกรธ ความเดือดร้อนใจ ซึ่งล้วนเป็ นเหมือนไฟที่เผาตัวเอง -ปฏิฆะ คือความขัดใจ ความไม่พอใจอนั ทาให้อารมณ์หงุดหงดิ ๓.โมหะ หรือความหลง สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็ น -ความเห็นผิดเป็ นชอบ เช่นการไม่เช่ือในเร่ืองบาป บุญ (มิจฉาทิฐิ) -ความหลงผดิ ไม่รู้ตามความเป็ นจริง (โมหะ) -การเห็นว่ามีตัวตน เช่นการเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าเท่าน้ัน (สังกายทฏิ ฐิ) -ความสงสัย คือสงสัยในคาส่ังสอนในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (วิจกิ จิ ฉา) -การยดึ ถืออย่างงมงาย เช่นการไปไหว้ต้นไม้ ขอลาภ (สีลพั พตปรามาส) -ความถือตัว คือการสาคญั ตวั เองผดิ ว่าเป็ นอย่างโน้นเป็ นอย่างนี้ (มานะ) -ความฟุ้งซ่าน คือการทจ่ี ิตใจวอกแวก คดิ ไม่เป็ นสาระ ไม่อย่กู บั ร่องกบั รอย ไม่มีสมาธิ หรือการทาสมาธิไม่น่ิง (อทุ ธจั จะ) -ความไม่รู้จริง คือการทรี่ ู้แค่ผวิ เผิน หรือการทึกทกั เอาเอง ไม่ปฏบิ ัตติ าม หลกั พระธรรม ยงั ไม่เกดิ ปัญญา (อวิชชา)
83 ข้อที่ 38 มจี ิตเกษม ( เขมํ :เขมัง Blissful Mind.) เกษม หมายถึงมีความสุข สบาย มีจติ เกษมก็คือมจี ิตที่เป็ นสุข ในท่นี ี้ หมายถึงการละกเิ ลส ซึ่งเป็ นเคร่ืองผูกรัดจติ ใจ 4 ประการคือ 1. การละกามโยคะ คือการละความยนิ ดใี นกามคุณ วัตถุ และส่ิงมีชีวิตท้งั หลาย 2. การละภวโยคะ คอื การละความยินดีในภพ โดยเห็นว่าทุกส่ิงไม่คงอยู่ ตลอดไป 3. การละ ทิฏฐิโยคะ คือการละความยนิ ดใี นความเห็นผิดเป็ นชอบ 4. การละอวิชชาโยคะ คือการละความยนิ ดใี นอวิชชาท้งั หลาย และ ความไม่รู้ ท้งั หลาย โดยให้มุ่งปฏิบัติเพื่อปัญญาทร่ี ู้แจ้งเห็นจริง
84 Panotthorn Phuhual, Shutterstock ปลอดลขิ สิทธ์ิ แหล่งข้อมูล พระธรรมปิ ฎก (ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต). \"พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์\". พระธรรมปิ ฎก (ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต). \"พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม\". http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/vocab26.htm https://www.tsemrinpoche.com/tsem-tulku-rinpoche/external-article/mangala-sutta https://en.wikipedia.org/wiki/Ma%E1%B9%85gala_Sutta
85 บทท่ี 14 กสี ลี สตู ร : ขนั ติ โสรจั จะ ความอดทนและสงบเสงย่ี ม (Khanti Soracca: Gentleness and forbearance) Pixabay.com free image พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “บุคคลใด จะเป็ นท่ีเคารพนับถือของผู้พบ เห็น อยากคบค้าสมาคมด้วย กเ็ พราะมีจติ ใจงาม คือ ความอดทน(ขนั ต)ิ และ ความสงบเสงี่ยม (โสรัจจะ) ซึ่งจะส่งเสริมบุคลิกลกั ษณะ ให้เป็ นคนมเี หตุผล น่า นับถือ สุภาพเรียบร้อย มีคุณธรรม ไม่ก่อการทะเลาะวิวาทกบั ใครๆ สามารถ รักษาสภาพปกตขิ องตนไว้ได้ เม่ือถูกกระทบด้วยสิ่งไม่พงึ ปรารถนาใดๆ” ขนั ติ คือ ความอดทน ทนทาน อดกล้นั ข่มใจ ยบั ย้งั ไม่หยาบคาย ถ่อมตน เพราะรู้เท่าทันอารมณ์ หักห้ามใจไม่ตอบโต้ ไม่ลุอานาจความโลภ โกรธ
86 หลง และให้อภัยผู้เป็ นต้นเหตุแห่งความไม่พอใจ (Khanti: patience, forbearance, tolerance, endurance) 1. อดทนต่อความยากลาบากตรากตรา เช่นความลาบากในการ ทางาน ความหนาว ความร้อน ความหิว ความง่วง ความ อ่อนเพลยี 2. อดทนต่อความทุกข์เวทนา เช่น ความเจ็บป่ วย การบาดเจบ็ 3. อดทนต่ออานาจความอยากและส่ิงไม่พอใจต่ออารมณ์ เช่น ความอยากได้อยากมีอยากเป็ น ความโลภ โกรธ หลง สิ่งไม่น่า พอใจทีเ่ ข้ามาทางตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ การล่วงเกนิ ของผ้อู ื่น เช่นคาจาบจ้วง คาด่าว่านินทาให้เจ็บใจ โสรัจจะ คือ ความ สงบเสงี่ยม อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยง่ิ ผยอง ลาพอง ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่นท้ังทางกาย วาจา และใจ ทาให้เป็ นคน น่านับถือ มีวัฒนธรรม (Soracca: modesty, meekness) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๓๔ พระอภธิ รรมปิ ฎกเล่มท่ี ๑ ธรรมสังคณปี กรณ์ http://www.84000.org/tipitaka/read/?34/860
87 บทที่ 15 สตสิ ตู ร: สติ สมั ปชญั ญะ คณุ ธรรมเพอ่ื ความไมป่ ระมาท (Sati Sutta : Awareness, Mindful ) 123rf.com Royalty free พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “การทาอะไรน้ัน ต้องมีสติและสัมปชัญญะ อยู่เสมอ ท้งั การเดินก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลงั ขณะเหลียวซ้ายแลขวา ขณะ กาลงั กนิ ด่ืม เคยี้ ว หรือลมิ้ รส ขณะถ่ายอจุ จาระ ปัสสาวะ ขณะที่ เดิน ยนื นง่ั หลบั ต่ืน พดู และอยู่นิ่ง หรือ ขณะท่ีงอ อวัยวะเข้าและออก” สติ คือความระลกึ ก่อนคดิ ก่อนพดู ก่อนทา ( Sati: mindfulness awareness )
88 สัมปชัญญะ คือ ความตระหนักรู้ชัดขณะกาลงั ทา ไม่เลื่อนลอย ไม่หลงลืม (Sampchaya : conscience conscious knowingness cognizance, clear comprehension, clarity of consciousness, awareness) 1 ตระหนักในจุดหมาย (สาตถกสัมปชัญญะ) คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ รู้ ชัดว่าอะไรเป็ นจุดมุ่งหมายของการกระทาน้ัน - clear comprehension of purpose) 2. ตระหนักในความเหมาะสมเกือ้ กูล (สัปปายสัมปชัญญะ) คือรู้ตัว ตระหนักชัดว่าสิ่งของน้นั การกระทาน้ัน ทท่ี ่ีจะไปน้นั เหมาะกนั กบั ตน จงึ ใช้ จงึ ทา จงึ ไป หรือเลือกให้เหมาะ - clear comprehension of suitability) 3. ตระหนักในงานของตน (โคจรสัมปชัญญะ) คอื รู้ตัวตระหนักชัดอยู่ ตลอดเวลาถึงสิ่งที่หน้าท่ี เป็ นจุดของเร่ือง ทตี่ นกระทา ไม่ว่าจะไปไหนหรือทา อะไรอื่น กไ็ ม่ปล่อยให้เลือนหายไป - clear comprehension of the domain) 4.ตระหนักในตวั เนื้อหาสภาวะ ( อสัมโมหสัมปชัญญะ) รู้ชัดว่าไม่หลง หรือไม่หลงใหลฟั่นเฟื อน คือเม่ือทาอะไร กร็ ู้ตัวตระหนักชัดในส่ิงที่กระทาน้ัน ไม่ หลง ไม่สับสน - clear comprehension of non-delusion, or of reality) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภธิ รรมปิ ฎกเล่มที่ ๒วิภงั คปกรณ์ http://84000.org/tipitaka/read/?35/612_
89 บทที่ 16 สาราณียธรรม : วธิ ที าใหเ้ กดิ ความสามคั คี ลดความขดั แยง้ ในสงั คม สาราณยี ธรรม :วธิ ีทาให้เกดิ ความสามัคคี ลดความขดั แย้งในสังคม (Saraniya Dhamma : Principles on Harmony in the Groups , Conditions leading to mutual recollection) ClipartLibrary, free clipart ในสมยั พระพุทธเจ้าเม่ือราว 2,600 ปี ก่อน สังคมอินเดียมีความขดั แย้ง ทะเลาะววิ าทจนมีการก่อสงครามรบฆ่าฟันกนั รุนแรง เหมือนในสังคมไทยและ โลกในปัจจุบนั พระพุทธเจ้าทรงแนะนาวธิ ีลดความขดั แย้ง สร้างความสามัคคี โดยใช้สาราณียธรรม(ธรรมเป็ นเหตุให้ระลกึ ถึงกัน ) ทาให้เป็ นท่รี ัก ทาให้เป็ นที่
90 เคารพ เป็ นไปเพ่ือความสงเคราะห์กนั เพื่อความไม่ววิ าทกนั เพื่อความสามัคคีกนั เพื่อความเป็ นอนั เดียวกัน คือ 1. คดิ ให้ความเมตตา (เมตตากายกรรม) คือ มีไมตรีจติ ต่อกนั ช่วยเหลือกิจธุระของสมาชิก ด้วยความเต็มใจ จริงใจ และแสดงกริ ิยาสุภาพ เคารพนับถือกนั ท้งั ต่อหน้าและลบั หลงั (Metta-kayakamma : friendly action ) 2. ใช้คาพูด ทใ่ี ห้ความเมตตา (เมตตาวจีกรรม) มีไมตรีจติ ต่อกนั ทาง วาจา คือช่วยบอกส่ิงที่เป็ นประโยชน์ สอน แนะนาตักเตือนด้วยความหวงั ดี มีมิตร ไมตรี กล่าวแต่วาจาสุภาพ เคารพนับถือซ่ึงกนั และกัน ท้งั ต่อหน้าและลบั หลงั (Metta-vacikamma: : friendly speech ) 3. ทาใจให้ความเมตตา (เมตตามโนกรรม) มีไมตรีจิตต่อกันอย่างจริงใจ คือต้งั จติ ปรารถนาดี ต่อกนั คดิ ทาส่ิงที่เป็ นประโยชน์แก่กัน มองกนั ในแง่ดี มี หน้าตาท่าทาง ยิม้ แย้มแจ่มใส มีความช่ืนชมยนิ ดีต่อกนั ( Metta-manokamma : friendly thoughts) 4. ช่วยเหลือเกื้อกลู กนั (สาธารณโภค)ี แบ่งปันประโยชน์ที่ได้รับอย่าง ยุตธิ รรมเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเอาเปรียบ เอื้อเฟื้ อ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ประสานประโยชน์ สละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือประโยชน์สาธารณะของ ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวท้งั ต่อหน้าและลับหลัง ( Sadharana-bhogi : sharing of gains )
91 5. มีความเท่าเทยี มเสมอกนั (สีลสามญั ญตา ) ปฏิบัติตามกฎหมาย กติกา ระเบียบแบบแผน ประพฤตสิ ุจริตถูกระเบยี บวนิ ัย เสมอกนั กบั เพ่ือนสมาชิก ท้งั หลาย ไม่ทาตนให้เป็ นทน่ี ่ารังเกยี จหรือทาลายหมู่คณะ ( Sila-samannata : moral harmony) 6. ไม่ดื้อร้ันเอาแต่ความคดิ วธิ ีการของตนเป็ นใหญ่ (ทิฏฐิสามัญญตา) หาจุดร่วมหลกี เลยี่ งจุดต่าง ยอมรับในเหตุผลความคดิ วธิ ีการของผู้อืน่ ปรับมุม ที่เห็นต่างให้ตรงกนั หาข้อสรุปส่วนที่ยอมรับได้ทุกฝ่ าย มีความเห็นถูกต้องดีงาม ในทางเดยี วกนั คดิ ในสิ่งตรงกันคล้ายกัน ปรึกษาหารือกนั ด้วยเหตุผล เพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม ให้ความเคารพ และให้เกยี รติต่อความคดิ ของผู้อ่ืน มี ความเห็นร่วมกนั (Ditthi-samannata : harmony of views) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๘ พระวินัยปิ ฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=08&A=6308&Z=6335 (D.III.245)
92 บทที่ 17 นวี รณสตู ร : นวิ รณ์ 5 สง่ิ ทท่ี าใหไ้ มบ่ รรลถุ งึ ความดี (Nivarana: Five Hindrances) Dreamstime.com Royalty free Commented [ac1]: พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่ภิกษุท้งั หลาย ว่า “ส่ิงท่ีกดี ก้นั การทาความ ดี หรือ นิวรณ์ ซ่ึงจะมาครอบงาจิต ทาให้ไม่เกดิ ปัญญา ทาให้มืดมองไม่เห็น ปิ ด ก้นั ไม่ให้บรรลคุ วามดี เหมือนก้อนหินที่ก้นั ลาน้ามิให้กระแสน้าไหลได้ โดยสะดวก น้ัน มี 5 ประเภท คือ 1.ความยนิ ดพี อใจตดิ ใจในกาม หลงใหล ใฝ่ ฝัน ในรูป รส กล่ิน เสียง ท่ีมาถูกต้องกาย ในกามโลกยี ์ท้ังปวง :กามฉันทะ เช่น ความใคร่ ความกาหนัด ความเพลดิ เพลนิ หมกมุ่นในกาม (Kamacchanda: Seeking for pleasure through
93 the fife sense of sight, sound, smell, test and physical feeling, Sensory desire, hindrance of sensual desire) 2.ความพยาบาทปองร้าย :พยาปาทะ เช่นความคดิ ร้าย ความไม่พอใจ จากการไม่ได้สมดังปรารถนาในส่ิงทตี่ ้องการ เหมือนคนท่ีถูกทัณฑ์ทรมานอยู่ มี ความขุ่นเคืองแค้นใจ อาฆาต มุ่งประทุษร้าย (Vpapada: , Feeling of hostility, resentment, hatred and bitterness, hindrance of ill will) 3. ความท้อถอย :ถีนมธี ะ คือ ความหดหู่ เซ่ืองซึม ขีเ้ กยี จ ท้อแท้ อ่อนแอ ไร้กาลงั กายใจ ซบเซา หมดอาลยั ไม่ฮึกเหิม (Thina-middha : Half- hearted action with lillle of no effort or concentration, hindrance of sloth and torpor) 4. ความคดิ ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ :อุทธัจจกกุ กจุ จะ เช่นความคดิ ซัดส่าย ราคาญใจ ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคดิ ใดๆ ( Uddhacca-kukkucca : Restless and worry, the inability to calm the mind and focus one’s energy, hindrance of restlessness) 5. ความลังเลสงสัย:วจิ ิกจิ ฉา เช่นความ ไม่แน่ใจ กงั วล กล้าๆกลวั ๆ ไม่ เตม็ ท่ี ไม่มั่นใจ ( Vicikiccha : Doubt, Lack of conviction or trust in one’s ability ,hindrance of doubt)
94 พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า กามฉันทะ เหมือนนา้ ทถ่ี ูกสีย้อมผ้า พยาบาท เหมือนน้าทก่ี าลงั เดือด ถีนมิทธะ เหมือนนา้ ท่ีมจี อกแหนปกคลุมอยู่ อทุ ธัจจะกุกกจุ จะ เหมือนน้าทเี่ ป็ นคลน่ื วิจกิ จิ ฉา เหมือนนา้ ที่มีโคลนตม เมื่อ นา้ ในสระแห่งใด มีสีย้อมผ้า มีฟองน้าเดือด มจี อกแหนปกคลุมอยู่ มีคล่ืน หรือมี โคลนตมอยู่ นา้ ในสระน้ันย่อมไม่ใส มองไม่เห็นใต้นา้ โดยสะดวก ปัจจัย หรือสิ่งทีน่ าให้เกดิ สิ่งสกปรกท้ัง5 และวิธีควบคุม กระทาได้โดย 1.ความใคร่ในกาม (กามฉันทะ) มปี ัจจัยคือ การกระทาทีไ่ ม่แยบคาย (อนโิ สมนสิการ) ในส่ิงท่ีเกดิ จากการพบเห็นส่ิงยว่ั ยวนกาม (ศุภนิมิต ) ควบคุม ด้วยการไม่ประพฤติผดิ ในกาม และทาลายความอยากในกาม 2. ความพยาบาทจองเวร (พยาบาท) มปี ัจจัยคือ การกระทาท่ไี ม่แยบ คาย ในสิ่งท่ีทาให้ขุ่นเคืองใจ หรือขดั ใจ (ปฏิฆนิมิต) ควบคมุ ได้โดยการไม่ฆ่า ทรมานคนและสัตว์ และเพิ่มความเมตตา 3.ความขเี้ กยี จ ใจหดหู่ (ถีนมิทธะ) มปี ัจจัยคือ การกระทาทไ่ี ม่แยบ คาย ในเรื่องความเกยี จคร้าน ไม่ยินดีในการกระทาความดี ไม่สบายด้วยอานาจ สิ่งเร้า ความมึนเมา ควบคุมได้ด้วย การไม่เสพส่ิงเสพติดอันเป็ นเหตุให้ประมาท เสริมสร้างศรัทธาและความเพยี ร 4. ความคดิ ฟุ้งซ่าน (อุทธจั จกกุ กจุ ะ) มปี ัจจัยคือ การกระทาที่ไม่ แยบคาย ในความไม่สงบใจ เหมือนกองไฟท่ีคุกรุ่นแม้ไม่เห็นเปลวไฟแล้ว กย็ งั มี
95 ความร้อนออกมา ควบคุมด้วย การไม่ถือเอาสิ่งของทเี่ ขาไม่ได้ให้ และระงับความ ฟุ้งซ่าน 5. ความไม่แน่ใจสงสัย (วกิ ิจจฉา) มีปัจจยั คอื การกระทาทไี่ ม่แยบ คาย ในส่ิงทีเ่ ป็ นท่ตี ้ังแห่งความสงสัย ควบคุมด้วยการไม่พูดเท็จ ละความสงสัย แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๑๙ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๑สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=19&A=2941&Z=2967
96 บทที่ 18 สงั คหสตู ร: สงิ่ ยดึ เหนย่ี วนา้ ใจในสงั คม (Sangahavatthu : four ways of being inclusive) Clipart Library free royalty สังคหวตั ถุ แปลว่า วตั ถุแห่งการสงเคราะห์กนั , เครื่องยดึ เหน่ียวนา้ ใจกนั ใน สังคม หมายถงึ หลักการครองใจคน, หลกั ในการยดึ เหนี่ยวใจกันไว้ วธิ ีทาให้คน รัก เป็ นหลักการสังคมสงเคราะห์ ซ่ึงเป็ นเครื่องประสานใจและเหน่ียวร้ังใจคนให้ เป็ นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ได้ และทาให้อยู่กนั ด้วยความรักความปรารถนาดีต่อกนั เหมือนสลกั เพลาควบคุมรถที่แล่นไปอยู่ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องสังคหวัตถุ 4 ตอน สังคหสูตร ว่า “ทานญจฺ เปยยฺ วชฺชญจฺ อตฺถจริยา จ ยา อธิ สมานตฺตตา จ ธมเฺ มสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ”
97 “การให้ทาน พดู จาไพเราะ ประพฤติตนให้เป็ นประโยชน์ และความเป็ น ผ้มู ีตนสมา่ํ เสมอในธรรมทั้งหลาย เป็ นสิ่งทคี่ วรกระทาํ ” (องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) 21/32/51) 1. ทาน คือการให้และเสียสละ (Dana: Giving, Being Kind) 2. ปิ ยวาจา คือการเป็ นผ้ใู ช้วาจาน่ารัก ใช้คาพดู ไพเราะทดี่ ีมีประโยชน์ (Piyavaca: Kind Speech, amicable speech, polite words) 3. อตั ถจริยาคือการประพฤติประโยชน์ ช่วยเหลือ (Atthacariya: Helpful action, Taking care) 4. สมานัตตา ความเป็ นผู้มตี นเสมอ มีความสม่าเสมอ เป็ นกนั เอง (Samanattata: Equality, participation, putting oneself in communion with others ,not taking advantage of others) ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมท้งั 4 ข้อดงั กล่าว กไ็ ม่ควรนับถือผู้น้ัน ถ้าผู้ใดมธี รรมท้งั 4 ข้อดงั กล่าว กจ็ ะเป็ นบณั ฑติ เป็ นใหญ่ และน่าสรรเสริญ การทาตนให้เป็ นทร่ี ักอยู่ร่วมกนั ในสังคมน้ัน ต้องรู้จักการให้และแบ่งปัน รู้จกั พดู จาด้วยถ้อยคาไพเราะ พูดให้เกดิ กาลงั ใจ ส่งเสริมสนับสนุนการทาความดี ใช้คาพูดท่ีก่อให้เกดิ ความสามัคคี รู้จักทาตัวให้เป็ นประโยชน์ต่อคนอื่นและ ส่วนรวม และรู้จักวางตนให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ลืมตัวเมื่อเป็ นใหญ่ การให้ทานมี 3 ประเภท คือ 1. อามิสทาน คือการให้วัตถุส่ิงของ เช่น อาหารและนา้ เสื้อผ้า เงินทอง
98 2. ธรรมทาน คือการให้ที่ไม่เป็ นวตั ถุสิ่งของ ได้แก่ ให้สติ ให้ธรรมะ สอน คุณธรรม ให้กาลังใจ ให้อภัย(อภยั ทาน) ให้วิชาความรู้ (วทิ ยาทาน) 3. อภัยทาน คือการยกโทษด้วยการไม่พยาบาทจองเวร ซึ่งเป็ นทานที่ให้ได้ยาก ทส่ี ุด โดยเฉพาะการให้อภัยศัตรูหรือผู้ทท่ี าร้ายตนอย่างสาหัส แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๒๑ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๓ อังคตุ ตรนกิ าย จตุกกนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=863&Z=876
99 บทที่ 19 สงิ คาลกสตู ร1 :ทศิ 6 บคุ คลทคี่ วรบชู า 6 ประเภท (Sigalovada Sutta 1 : The Layperson’s Code of Discipline , Six Directions) Buddhanet.net เช้าวันหน่ึง ขณะทพี่ ระพุทธเจ้าเสดจ็ ฯ บิณฑบาตทกี่ รุงราชคฤห์ ทรง เห็นชายหนุ่มลกู เศรษฐีคนหน่ึงช่ือ สิงคาลกะ กาลังนอบน้อมไหว้ทิศท้งั 6 คือ ทศิ เบื้องหน้า ทิศเบือ้ งขวา ทศิ เบื้องหลงั ทศิ เบื้องซ้าย ทศิ เบื้องล่าง ทิศเบื้องบน พระพุทธเจ้าจงึ ทรงถามว่า สิงคาลกะกาลงั ทาอะไรอยู่ แล้วได้รับคาตอบว่า กาลงั ไหว้ทิศท้ัง ๖ คามคาส่ังของบดิ าก่อนจะเสียชีวิต พระพุทธเจ้าจึงทรงบอกว่า ชาวพุทธเขาไม่ไหว้บูชากนั แบบนี้ สิงคาลกะ ถามว่า แล้วชาวพุทธไหว้ทิศท้งั 6 กนั อย่างไร? พระพทุ ธเจ้า ทรงตอบว่า ทศิ 6 คือ บุคคล 6 ประเภทท่ีควรไหว้ เคารพบชู า คือ
100 1. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่มารดาบิดา และบุตรธิดา โดยบุตรธิดา ควรบารุงบดิ ามารดาด้วยการเลยี้ งดูท่านอย่างเหมาะสมเพ่ือตอบแทนทท่ี ่านเลยี้ ง เรามาต้ังแต่เดก็ ช่วยเหลือทาการงานของท่าน ดารงวงศ์ตระกลู ประพฤตติ นให้ สมกบั เป็ นทายาท และ ทาบุญอุทศิ ส่วนกศุ ลเม่ือท่านล่วงลบั ไป สิ่งที่บิดามารดา ควรทาต่อบุตรธิดา คือ ห้ามปรามไม่ให้ทาความชั่วและทาความดี ให้การศึกษา ศิลปวิทยา หาคู่ครองทีเ่ หมาะสมให้ และ ยกทรัพย์สมบัตใิ ห้เมื่อถึงเวลาสมควร 2. ทศิ เบื้องขวา ได้แก่ครูอาจารย์ ท่ีสั่งสอนวิชาความรู้ โดยศิษย์ ควรแสดงความเคารพด้วยการลุกยืนต้อนรับเมื่อเห็นครูเข้ามา เข้าไปหาเพื่อรับใช้ ทาการงาน ต้งั ใจเล่าเรียน อย่างจริงจังด้วยความเคารพ ส่วนครูอาจารย์ควร ปฏบิ ัติต่อศิษย์ โดย แนะนาให้เป็ นคนดี สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ถ่ายทอดวิชาให้ หมดสิ้นไม่หวงแหน ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ และสร้างเครื่องคุ้มภัยใน สารทศิ โดย ใช้วธิ ีการท่ีเหมาะสมเพื่อให้ศิษย์ประสบความสาเร็จในชีวิต และ ปกป้องศิษย์ให้พ้นจากความช่ัวร้าย 3. ทิศเบื้องหลงั ได้แก่สามีภรรยา โดยสามีควรยกย่อง ให้เกยี รติ ไม่ดูหมิ่น ซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ มอบความเป็ นใหญ่และหน้าท่ีดูแลบ้าน ให้ ของขวัญในโอกาสท่ีสมควร ส่วนภรรยา ควรรับหน้าทีด่ ูแลบ้านเรือนให้ เรียบร้อย สงเคราะห์ญาตมิ ิตรท้งั สองฝ่ าย ไม่นอกใจ ดูแลทรัพย์สมบัตทิ ี่สามหี า มา และขยนั ไม่เกยี จคร้านในงานท้ังปวง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165