ส . เ ข ม รั ง สี ความปวดน้ันเลยเหมือนเป็นอีกส่วนหน่ึง เป็นเหมือนของ อยู่ไกล ๆ แต่ก็ยังรู้สึกอยู่ ฉะน้ันเวลาท่ีเราน่ังนาน ๆ ถ้าไป สังเกตดูท่ีขา ที่เข่า มันก็ปวด แต่ก่อนหน้านั้นทำไมถึง ไม่เดือดร้อน เพราะพอใจเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ไป ยึดตรงที่ปวด แต่พอเราไปสนใจ ไปดู ก็รู้สึกเสวยความทุกข์ แล้ว ในทางปฏิบัติ คือให้รักษาใจ ไม่ไปทุกข์กับเวทนาท่ี ปรากฏ เห็นเวทนาสักแต่ว่าเวทนา เห็นจิตสักแต่ว่าจิต แยกกายแยกจิตออกจากกัน ถ้าจิตไปยึดเวทนา ก็จะเป็นไป ด้วยกัน ฉะนั้นจึงต้องหัดแยกดูให้ได ้ หลายคนหาจิตใจไม่เจอ จึงขอให้นำคำสอนของพระ- พุทธเจ้ามาปฏิบัติ พระองค์ทรงสอนให้ตามดูจิต โดยใช้ราคะ มาเป็นเกณฑ์ แล้วส่งสัมปชัญญะไปดู ถามตัวเองว่าขณะน้ี จิตมีราคะหรือไม่มีราคะ ถ้ามี ก็รู้ว่าจิตมีราคะอยู่ ไม่มี ก็รู้ ว่าจิตไม่มีราคะ จิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ ส่องไปดูท่ี บริเวณทรวงอก จิตส่วนใหญ่เกิดที่นั่น แต่อย่าไปจ้ีท่ีหัวใจ หัวใจมันไม่ใช่จิต สำรวจดูในตัวว่าจิตโกรธหรือไม่โกรธ จิต ไม่โกรธ ก็รู้ด้วยว่าขณะน้ีจิตปราศจากความโกรธ จิตใจก็จะ ผ่องใส แต่ถ้าโกรธจะเศร้าหมอง เร่าร้อน จิตมีสมาธิหรือไม่มี สมาธกิ ร็ ู้ จติ ฟงุ้ ซา่ นกร็ ู้ จติ หดหกู่ ร็ ู้ ลองฝกึ พจิ ารณาดจู ติ บอ่ ย ๆ 92
ตนื่ รู้ เบกิ บาน จะคุ้นเคย หลังจากน้ันไม่ต้องตั้งโจทย์มาถามตัวเอง เราจะ อ่านได้เลย สามารถวางสติสัมปชัญญะได้ตรงตำแหน่งของจิต ก็อ่านได้ออกว่าขณะนี้จิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลอยู่ อกุศลนั้นมีหลายอย่าง ประเภทจิตท่ีไม่ดีก็ลองอ่านดู เช่น จิตเป็นราคะ โทสะ โมหะ มานะคือความถือตัว อิจฉา ริษยา ตระหน่ี ท้อถอยท้อแท้ เศร้าหมอง ขุ่นมัว เร่าร้อน หรือบางคร้ังเราเจริญจิตให้ปล่อยวาง เวลาที่มีสติสัมผัสรับรู้ อารมณ์ต่าง ๆ ใด ๆ ก็ปล่อยวาง ฝึกจิตในการปล่อยอารมณ์ ให้ปล่อยวาง รับรู้อารมณ์หรือสภาวะที่มากระทบด้วยความ รู้สึกที่ปล่อยวาง แล้วอ่านจิตดูว่าจิตผ่องใสข้ึนหรือไม่ คือถ้ารู้ แล้ววาง จิตจะผ่องใส แต่ถ้ารู้แล้วไม่วาง จิตจะเศร้าหมอง ขุ่นมัว ยกตัวอย่างเช่นมีเสียงสุนัขเห่าแทรกเข้ามาในขณะ นั่งสมาธิ ก็ให้ระลึกรู้ว่า ได้ยินเสียง ๆ แล้วมาดูที่ใจว่าใจ เร่าร้อนหรือไม่ ใจหงุดหงิดไม่พอใจไหม หรือใจยังปกติอยู่ หรือเฉย ๆ ได้ยินก็ได้ยิน แล้วให้สติไประลึกรู้ว่าได้ยิน ขณะ เดียวกันก็ดูจิตใจด้วยว่า ใจสบาย ขุ่นมัว ผ่องใส หรือสงบ แช่มชื่น เบิกบาน เพราะถ้าเราเจริญเมตตาอยู่บ่อย ๆ ขอให้ สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด บริกรรมอยู่ในใจ และดูจิต เรา จะเห็นว่าจิตจะผ่องใส แช่มช่ืน พอเวลาที่จิตมีเมตตาขึ้นมา 93
ส . เ ข ม รั ง สี เรยี กวา่ เปน็ การปลกู สรา้ งใหจ้ ติ เปน็ ไปในทางทด่ี งี าม ฝกึ ไปบอ่ ย ๆ เข้าจิตจะเบิกบาน มีความสุข แม้จะอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ภายนอก แต่ภายในสงบนิ่ง ฉะน้ัน ธรรมะก็รวมอยู่ท่ีน่ีแหละ แต่ถ้ายังไม่ถึงแก่น ก็ต้องฝึกปฏิบัติไป ดูไป ฝึกหัดเจริญสติ ให้คอยรู้ดคู วามเปน็ จริงอยู่ตลอด แก่นของพระพุทธศาสนาอยู่ท่ีวิมุตติ คือความหลุดพ้น โดยเด็ดขาด มีโทสะเกิดขึ้นกำหนดรู้ หลุดไป ใจที่ฟุ้งซ่าน กำหนดรู้ หลุดไป ใจที่เศร้าหมองพอกำหนดรู้ปล่อยวางก็ หลุดไป เรียกว่า วิมุตติหลุดพ้นเป็นขณะ ๆ เม่ือฝึกไป ดูไป ก็มีโอกาสสะสมพัฒนาตนเองให้สูงส่งข้ึนไปตามลำดับ จนถึง วิมุตติหลุดพ้นโดยสมุจเฉทปหาน คือหลุดพ้นได้โดยเด็ดขาด ใหเ้ ราเขา้ ใจวา่ ถา้ อยกู่ บั ธรรมะ อยกู่ บั การปฏบิ ตั อิ ยา่ งน ้ี เจรญิ สติ ดูกายบ้าง ดูเวทนา ดูจิต ดูสภาพธรรมที่เกิดขึ้นท่ีใจ ท่ีกาย ที่ตา หู จมูก ลิ้น เวลามีอารมณ์มากระทบรู้สึก นี่แหละ คือพระพุทธศาสนา พวกเราทุกคนสามารถเข้าถึงศาสนาได้ด้วย การปฏิบตั ิธรรม ส่วนพิธีกรรมภายนอกก็ปฏิบัติตามสมควร ไม่ต้องไป ยึดถือมาก เป็นเพียงรูปแบบประกอบ ไม่ใช่ตัวแก่น เป็น เหมือนตัวห่อหุ้มภาชนะ เวลาที่มีใครส่งของมาให้ เขาใส่กล่อง กันกระแทก กันกระเทือน ห่อปกป้องของภายในไว้ ต่อเม่ือ 94
ต่นื รู้ เบกิ บาน มาถึงผู้รับแล้ว เราก็เปิดกล่องแกะเอาเฉพาะของภายในท่ีมีค่า ออกมา พอไดข้ องมคี า่ กลอ่ งกนั กระแทกกไ็ มไ่ ดเ้ อามาใช ้ เหมอื น กบั การทเี่ รามาเรยี นรศู้ าสนา กต็ อ้ งเขา้ ใจวา่ มสี ง่ิ ทหี่ อ่ หมุ้ อย ู่ คอื พธิ กี รรมต่าง ๆ ซึ่งอันทจ่ี รงิ ก็เพ่ือไปสแู่ กน่ ส่ธู รรมะน่นั เอง เรยี นลดั หมน่ั ปฏบิ ัตไิ ด ้“ปญั ญา” เมื่อเราปฏิบัติวิปัสสนาเป็น เจริญสติปัฏฐานเป็น ก็เบาใจ ได้ว่า เราได้รู้คำสอนในพระพุทธศาสนาเพ่ือนำมาเป็นที่พึ่งได้ แล้ว เรียกว่าเราจับสาระของพระพุทธศาสนาได้ถูกทาง ไม่อย่างนั้นมันเว้ิงว้าง บางคนอ่านแต่ตำรับตำรามากมายท้ัง พระสตู ร พระไตรปฎิ ก เรยี นไปเถอะมากตอ่ มาก แตไ่ มป่ ฏบิ ตั ิ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ไม่เจริญกรรมฐาน มันก็ยังไกลต่อนิพพาน ไกลตอ่ ความดับทุกข์ แต่ถ้าได้ปฏิบัติเจริญสติหย่ังรู้ หย่ังพิจารณาดูไปในกาย ในจิต ถึงจะไม่รู้ตำรับตำราอะไรมากมาย รู้แต่เพียงตรงน้ี ก็ สามารถดับทุกข์ให้ตนเองได้ คำสอนต่าง ๆ อยู่ท่ีนี่ อยู่ท่ีให้มี ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เป็นปัญญาท่ีเกิดจากตนเอง เกิดจาก การปฏิบัติธรรม ฉะน้ันเราจึงควรเอาใจท่ีมีสติสัมปชัญญะไปศึกษาดูกาย 95
ส . เ ข ม รั ง สี ท่ีกำลังเดิน ดูใจท่ีกำลังรับรู้อยู่ เวลาเคลื่อนไหวอวัยวะใด ให้ ใจเป็นตัวรู้ ตัวรู้สึก เราก็ระลึกพิจารณาแยกกายส่วนหนึ่ง ใจ ส่วนหน่ึง นี่คือหนทางที่เข้าถึงแก่นของศาสนา ท่ีจะได้รับ ประโยชน์ในการดับทุกข์ นั่นก็คือการเจริญสติ ในขณะ เดียวกันเราก็ต้องสะสมอินทรีย์ต่าง ๆ ไว้เป็นทุนด้วย เช่น การ รักษาศีล บำเพ็ญทาน อ่อนน้อมถ่อมตน เพราะว่าเราจะ เอาแต่ของสำคัญอย่างเดียวระหว่างที่ส่งไปไม่ได้ ต้องมีกล่อง มีของกันกระเทือนไว้เป็นเสบียง เป็นตัวช่วยด้วย เมอ่ื เรามสี ตทิ เี่ จรญิ ขนึ้ กจ็ ะนำความดบั ทกุ ขท์ สี่ ดุ แหง่ ทกุ ข์ ให้เกดิ ขึ้นกบั ตนเอง 96
ต่นื รู้ เบกิ บาน 97
ส . เ ข ม รั ง สี 98
ต่ืน รู้ เบิกบาน ๗. ตรงทาง ตรงธรรม การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเร่ืองที่จะต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องให้ตรง ทางและตรงธรรม ตรงทาง คือเป็นไปเพื่อการลด ละ สละ ส่ิงที่เป็นทุกข์ เป็นโทษ เช่น กิเลสในจิตใจ จนกระทั่งถึงข้ันดับสนิทไม่มี ส่วนเหลือ ตรงธรรม คือการปฏิบัติท่ีพึงเจริญให้ถูกต้องตรงต่อการ ละกิเลส ไม่ใช่เพ่ือพอกพูนกิเลส การปฏิบัติอันใดที่เป็นไปเพ่ือ การเพมิ่ ราคะ โทสะ โมหะ ถอื วา่ ไมถ่ กู ทาง ไมต่ รงคำสอนของ พระพุทธเจ้า ฉะนั้น การจะให้ตรงธรรมจึงต้องพิจารณาจาก ผลของการปฏิบตั ิ ว่าที่ลงมอื ทำอยนู่ นั้ ทำแล้วบรรเทา คลี่คลาย ความทกุ ข์ คลคี่ ลายกิเลส เป็นไปเพือ่ ความดับทุกขห์ รอื ไม่ 99
ส . เ ข ม รั ง สี เดนิ ทางธรรม ทกุ ขจ์ ะลดลง การเดินสู่ทางธรรมะท่ีถูก จะต้องมีผลเกิดข้ึนในทาง ลดละ คลี่คลายความทุกข์ ถึงแม้จะยังดับทุกข์โดยสนิทไม่ได้ แต่ก็ได้รับผลแห่งความทุกข์ลดลง ถึงจะถือว่าเราได้ปฏิบัติใน เส้นทางที่ถูกต้อง เรียกได้ว่าเรากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง แม้จะเดินทางถูกต้องในเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่พ้นที่จะผิดทางได้ บางคนเฉไปทางอื่น บางคนหลงทาง เพราะระหว่างทางน้ัน เตม็ ไปดว้ ยอปุ สรรค จงึ ตอ้ งเขา้ ใจในการทจ่ี ะฝา่ ฟนั ปญั หาอปุ สรรค เหล่านั้นใหไ้ ด้ ฉะนน้ั ในเบอ้ื งตน้ จงึ ขอใหม้ คี วามเขา้ ใจทถ่ี กู ตอ้ งวา่ วปิ สั สนา หรือวิชชา คือการเห็นแจ้ง เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงในรูป นาม ในปรมัตถ์ ในธรรมชาติ หรือเห็นขันธ์ ๕ ก็คือ ความ เปลี่ยนแปลง ความเกิดดับ ความบังคับบัญชาไม่ได้ น่ีคือ ธรรมดาของธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นเอง เพราะธรรมชาติต้อง เปล่ยี นแปลง ตอ้ งเกดิ ดับ บังคับบญั ชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน วิปัสสนาต้องเข้าไปเห็นธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือจิต เจตสิก รูป และนิพพาน แต่ว่าส่ิงที่ประกอบกันเป็นชีวิตมีอยู่ ๓ อยา่ ง คอื จติ เจตสกิ และรปู สว่ นนพิ พานยงั ไมม่ ี ยงั ไม่ เกิดข้ึน สำหรับปุถุชนต้องปฏิบัติวิปัสสนาไปให้ยิ่งข้ึนถึงขั้น 100
ต่ืน รู้ เบกิ บาน โลกุตตระ ถึงจะได้พบนิพพาน ถ้ายังไม่ได้ถึงขั้นน้ัน ก็จะมีแค่ จิต เจตสิก และรปู ชีวิตนี้คือธรรมชาติ เรียกว่าจิต เจตสิก และรูป มีแค่น้ี เอง ๓ ปรมตั ถ ์ คอื จติ ปรมตั ถ ์ เจตสกิ ปรมตั ถ ์ และรปู ปรมตั ถ์ แต่คนไม่เห็น เพราะเป็นปุถุชนผู้มีความหลง จึงยังไม่เห็นจิต เจตสิก และรูป กลับไปเห็นเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เห็นเป็นของเที่ยง ของสวยงาม เพราะไม่มีสติปัญญาหยั่งรู้ ความจรงิ ของชวี ติ ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมจึงเป็นไปเพ่ือเห็นธรรมชาติ เห็น จิต เจตสิก และรูป คำว่าเห็นในท่ีน้ีไม่ได้หมายถึงเห็นแบบ ตาเนื้อ เช่นเห็นเป็นภาพหรือรูปร่าง แต่เป็นการเห็นด้วยใจ ที่มีปัญญา เป็นการเข้าไปรับรู้ด้วยจิตใจ เรียกว่า รูป - นาม กล่าวคอื จติ กบั เจตสกิ เปน็ นามธรรม และรปู เปน็ รปู ธรรม ธรรมชาติจริง ๆ ก็คือรูปกับนามเท่าน้ันเองท่ีเป็นของจริง ความเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เป็นเร่ืองสมมติ โดยรูป - นาม ขยายออกเป็นขันธ์ ๕ รูปคงเป็นรูปขันธ์ ส่วนนามแยกได้ ๔ ขนั ธ์ คอื เวทนาขนั ธ์ สัญญาขันธ์ สงั ขารขันธ์ และวิญญาณ- ขันธ์ เรียกว่านามขันธ์ ๔ จิตนั้นเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิกได้ ๓ ขันธ์ เรียกว่าเจตสิกขันธ์ ๓ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ เราจะเรียกว่าเข้าไปรู้ขันธ์ ๕ ก็ได้ หรือเข้าไปรู้ 101
ส . เ ข ม รั ง สี รูปนาม เข้าไปรู้จิต เจตสิก รูป หรือเข้าไปรู้ปรมัตถ์ และถ้า จะใช้คำเดียวก็เรียกว่าเข้าไปรู้ปรมัตถ์ ๒ คือ เข้าไปรู้รูป - นาม เพราะปรมัตถ์แยกออกมาเป็นรูปธรรมส่วนหน่ึง อีกส่วนหน่ึง เรียกว่าเป็นนามธรรม ถ้าพูดข้ึนมาเป็น ๕ ก็กลายเป็นขันธ์ ๕ แต่ถ้าไม่เรียกว่าขันธ์ ๕ จะเรียกว่าอายตนะก็ได้ จะเรียกว่า ธาตุก็ได้ หากจัดเป็นธาตุก็ได้ ๑๘ ธาตุ จัดเป็นอายตนะได้ ๑๒ จัดเป็นขันธไ์ ด้ ๕ คอื ธรรมชาตอิ ยา่ งเดยี วกันหมด เหมือนกับเรามีวัตถุดิบ มีหิน ทราย ปูน น้ำ เพ่ือจะไป ก่อสร้างเป็นบ้าน เป็นศาลา กุฏิ โบสถ์ หรือเป็นอะไรก็แล้ว แต่ แต่ตัวเน้ือแท้ก็คือหิน ปูน ทราย น่ันแหละ ฉันใดก็ดี ปรมัตถธรรมก็มีแค่น ี้ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เรียกว่า ส่ิงที่จะประกอบเป็นชีวิตได้ก็มีจิต เจตสิก รูป แล้วแต่จะเรียก ว่าเป็นอะไร ส่ิงเดียวกันเรียกได้หลายอย่าง อย่างจิต การเห็น ถ้าว่าโดยขันธ์ สภาพที่เห็นสี เห็นรูป จัดเป็นกลุ่มเป็นกอง เรยี กวา่ ขนั ธ ์ เปน็ วญิ ญาณขนั ธ ์ แตถ่ า้ จดั เปน็ ประเภททเ่ี ชอ่ื มตอ่ เป็นบ่อที่เกิดเรียกว่า อายตนะ การเห็นจะเป็นมนายตนะ ถ้าจัดเป็นธาตุเรียกว่า จักขุวิญญาณธาตุ จัดเป็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การเห็นจะเป็นทุกขสัจจะ เป็นองค์ธรรมของทุกขสัจจะ เป็นความจริง คือทุกข์ เพราะว่า มันเกิดดับ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ การเข้าไปกำหนดรู้สภาพ 102
ตืน่ รู้ เบิกบาน เห็น เรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง คือ พบว่าเห็นแล้วก็ดับไป กำหนดสภาพเห็นหรือเรียกว่าไปกำหนด มนายตนะ กำหนดวิญญาณขันธ์ กำหนดจักขุวิญญาณธาตุ กำหนดทกุ ขสัจจะ เรียกไดห้ ลายอย่าง ส่วนความพอใจหรือไม่พอใจเป็นมโนวิญญาณ เกิดข้ึน ที่หทัยวัตถุ คือทรวงอกบริเวณราวนมข้างซ้าย หทัยวัตถุก็เป็น รูปธรรม เป็นที่อาศัยเกิดของมโนวิญญาณ ความนึกคิด ความชอบใจไม่ชอบใจก็เกิดท่ีน่ี เวลาปฏิบัติเจริญสติเขาให้ กำหนดดูจิต ดูเจตสิก ดูรูป ขณะท่ีรูปอันใดเกิด นามอันใด เกิด ก็ใส่ใจระลึกรู้ไป เช่น ได้ยินเสียงเกิดขึ้น ระลึกการ ได้ยิน การรู้ว่ามีเสียงเกิดขึ้นไม่ใช่ได้ยิน แต่เป็นความนึกคิด ท่ีเกิดที่หทัยวัตถุ ส่วนความโกรธ รำคาญที่เสียงน้ันหนวกหู ก็เป็นธรรมชาติท่ีเกิดต่อ ๆ กันมาจากความนึกคิด จากความ ปรุงแต่ง เป็นจิตประเภทโทสะ อาการของความโกรธ ร้อนใจ คับแค้นใจ ประทุษร้ายในอารมณ์ ล้วนเป็นธรรมชาติ สติจะ เกิดต่อเมื่อเข้าไประลึกรู้ครั้งแรกท่ีได้ยินเสียง ถ้าระลึกไม่ทัน จติ กจ็ ะคดิ ปรงุ แตง่ จดจำตคี วามหมาย จงึ บอกไดว้ า่ นน่ั คอื เสยี ง อะไร ความไม่พอใจก็จะเกิดข้ึน จิตมันจะเกิดต่อ ๆ กันมาด้วย ความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่ชอบ ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้น แล้ว บันทึกเอากิเลสลงไปสะสมหมักดองไว้ในขันธสันดาน เป็น 103
ส . เ ข ม รั ง สี อาสวะ เปน็ อนุสยั ให้เป็นคนขีโ้ กรธ มกี ิเลสหนาแน่นเข้าไปอกี จึงเรียกว่าปุถุชน คนที่หนาแน่นด้วยกิเลส แต่ถ้าขณะนั้นสติ ระลึกทนั มนั ก็ตดั กระแสของความปรุงแตง่ ต่อทันที เปลี่ยนภพชาติ จติ ยังสง่ ต่อกนั ได้ คำว่าปุถุชน เกิดตาย ตายเกิดมามากมาย สะสมกิเลส ไว้ชาติ ๆ หนึ่งไม่รู้สักเท่าไหร่ เกิดมาชาติหน่ึง โกรธก่ีครั้ง โลภ ก่ีครั้ง หลงกี่คร้ัง โกรธแต่ละคร้ัง แต่ละเรื่อง ทำให้มีจิตโกรธ หลายดวง มันก็สะสมหมักดองลงไป จะไม่ให้หนาแน่นได้ อย่างไร ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยท่ีเม่ือชีวิตของปุถุชนพอได้มา สบอารมณ์อันใดนิดหน่ึง กิเลสก็จะฟูข้ึนมาทันที และเม่ือไป เจออารมณ์ท่ีเคยชินต่อการเกิดโทสะ เขาก็จะเกิดโทสะข้ึนมาได้ อย่างง่ายดาย ไปเจออารมณ์อันใดที่จะก่อให้เกิดโลภะ ก่อให้ เกิดความหลง อิจฉาริษยา มานะทิฏฐิ ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญ สงสัย เบื่อหน่าย ท้อถอย ก็จะเกิดขึ้นทันทีเพราะมัน หนาแน่นอยู่แล้วในขันธสันดาน ขันธสันดานหมายถึงความ สืบต่อกันของจิต ความจริงจิตน้ันก็เกิดดับหมดไป หมดไป จิตท่ีเกิดกิเลสต่าง ๆ ก็ดับไป เกิดมาก็ดับไป แต่มันไม่ดับไป เฉย ๆ มีการส่งต่อส่ิงท่ีสะสมไว้ กิเลสก็ดี กรรมก็ดี จะถ่าย 104
ต่นื รู้ เบกิ บาน ต่อกันไป ถึงจะเปล่ียนภพชาติแล้วก็ส่งต่อกันได้ อุปมาเหมือน เมล็ดพันธ์ุของต้นไม้ ไม่ว่าจะไปปลูกจังหวัดไหน ก็จะเติบโต เป็นต้นชนิดน้ัน เป็นต้นมะม่วงก็ต้องเป็นมะม่วง จะเป็นต้น อย่างอื่นก็ไมไ่ ด้ ต้นไม้เรายังพอเห็นได้ เพราะเป็นรูปธรรม แต่จิตมอง ไมเ่ หน็ เพราะเปน็ นามธรรม ไมม่ รี ปู รา่ ง พอ่ แมพ่ น่ี อ้ งทอ้ งเดยี วกนั แต่นิสัยจิตใจยังต่างกัน ก็เน่ืองจากการสะสมกิเลสมาไม่เหมือน กัน นอกเสียจากบางคนมีกิเลสมีนิสัยท่ีสะสมมาคล้าย ๆ กัน จึงมีนิสัยคล้ายกัน แต่ก็ไม่มีใครเหมือนกันเสียทีเดียว แม้แต่ หน้าตาของคนเราก็ไม่ซ้ำแบบกัน ถึงจะดูเผิน ๆ ว่าเหมือนกัน เช่น ฝาแฝด หากพอดูนานเข้าก็จะเห็นว่าต่างกัน ไม่เพียง หน้าตาเท่านั้น น้ำเสียงก็ยังต่าง ที่เป็นเช่นน้ีเพราะกรรมและ บุญท่ีทำไว้นั่นเอง เช่นดูภายนอกอาจเห็นว่าทำบุญเท่ากัน แต่ จิตใจในขณะทำไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเจตนาหรือความ ศรัทธาก็ตามท่ีต่างกันไป การทำบาปก็เหมือนกัน บางคนยินดี ในการทำบาป บางคนทำเพราะความจำใจ หรือบันดาลโทสะ บางคนทำดว้ ยความอาฆาตมาดรา้ ย นจี่ งึ เปน็ เหตใุ หค้ นเราตา่ งกนั ก็เพราะกรรมทป่ี รงุ แต่งขึน้ มาไม่เหมอื นกัน พอมาดูรูปร่างของสัตว์เดรัจฉานยิ่งไปกันใหญ่ มีมากมาย หลายแบบทีเดียว มีทั้งส่ีขา สองขา ไม่มีขา และมีขามาก 105
ส . เ ข ม รั ง สี อยู่ในน้ำ อยู่บนบก คร่ึงบกคร่ึงน้ำ บนอากาศ อยู่ในดิน รูปร่างแปลกแตกต่างกันไปก็เพราะกำเนิดวิจิตรพิสดาร คือ การเกิดของสัตว์บางชนิดเกิดในไข่ เกิดในมดลูก บางชนิดเกิด ในยางเหนียว บางชนิดเกิดโผล่ข้ึนมาเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องมีพ่อ มีแม่ ก็เพราะว่าการกระทำท่ีเคยทำไว้วิจิตรพิสดาร เช่นเกิด ความอยากมีกำลังวังชาดี จึงไปกินอุ้งตีนหมี กินอะไรต่ออะไร สารพดั แลว้ แตต่ ณั หาวจิ ติ ร จงึ ทำใหท้ ำกรรมวจิ ติ ร ตณั หาวจิ ติ ร ก็เพราะสัญญาวิจิตร สัญญาวิจิตรก็เพราะจิตวิจิตร จึงจำไว้ อย่างน้ัน ที่สุดแล้วก็คือจิตน่ีเอง จิตมันวิจิตรพิสดารมาก สามารถจะทำชีวิตของสัตว์ทั้งหลายให้แปลกประหลาดได้ต่าง ๆ กัน จิตถ้าย่ิงมาบวกกับสมาธิก็ย่ิงมีความวิจิตรพิสดาร มีพลัง อำนาจ ผลจงึ เปน็ ไปตา่ ง ๆ นานา ฉะนน้ั พวกทเี่ ขามฤี ทธก์ิ ม็ าจาก จิตท่ีมีสมาธิ แล้วก็เกิดฤทธ์ิ รู้อิทธิวิธีการแสดงฤทธิ์ สามารถ ท่ีจะแทรกลงไปในแผ่นดิน เดินบนน้ำ ทำของใหญ่ให้เป็นของ เล็ก ทำของเล็กให้เป็นของใหญ่ได้ ล้วนเกิดจากอำนาจของจิต ทงั้ สน้ิ ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญขึ้นมาก เราสามารถมองเห็นไป ทว่ั โลกดว้ ยการเชอื่ มสมั พนั ธก์ นั จากเทคโนโลยที กี่ า้ วหนา้ ทนั สมยั นั้นก็เป็นเร่ืองของจิต ในขณะเดียวกันก็พิสูจน์ได้ว่าเซลล์ใน ร่างกายมนุษย์น้ีมีการแตกดับมากมาย ในวินาทีหนึ่งแตกดับ 106
ตื่น รู้ เบกิ บาน ประมาณ ๖๐ - ๗๐ ล้านเซลล์ แล้วก็เกิดชดเชยข้ึนมาใหม่ ซึ่ง กต็ รงตามคำสอนทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ได้ทรงแสดงไว ้ แต่พระพุทธเจ้าทรงพิสูจน์ด้วยญาณ ด้วยปัญญา ไม่ได้ ใชก้ ลอ้ งหรอื เครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรม์ าจบั กท็ รงรวู้ า่ ทกุ เซลล์ ในรา่ งกายมนษุ ยแ์ ตกสลายอยู่ ฉะนั้นเมื่อบุคคลได้เจริญสติ สัมผัสสัมพันธ์เข้าไปที่ ร่างกาย จะรู้สึกเลยว่ากายไม่ได้อยู่นิ่ง มีความรู้สึกไหว กระเพื่อมอยู่ตลอดเพราะมีความแตกดับสลายตัวอยู่ท่ัวกาย ซึ่งเซลล์ก็คือรูป การเข้าไปเห็นอย่างน้ีบ่อย ๆ เข้าเราก็จะถอน ความยึดถือว่ามันเที่ยง เป็นตัวตน เป็นเรา ของเราได้ แต่ถ้า มีญาณปัญญาเข้าไปหย่ังจะเห็นความสลายตัว เห็นไม่เท่ียงก็ เห็นทุกข์ เห็นอนัตตา คือบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน แต่การจะ หย่ังเห็นได้ต้องอาศัยการปฏิบัติให้ตรงปรมัตถ์ ตรงสภาวะ ถ้าไปดูท่ีสมมติก็ไม่เห็น จึงต้องกำหนดให้ตรงสภาวะรูปนาม เวลากำหนดมาที่กายจะต้องรู้เข้าไปที่ความรู้สึก คือ ความไหว หย่อน ตึง ร้อน เย็น ความอ่อน ความแข็ง รู้สึกสบาย ไม่สบาย อันนี้มันเป็นสภาวะ เป็นความรู้สึก 107
ส . เ ข ม รั ง สี แม้กายนงิ่ ยงั เกดิ ความเคล่ือนไหว ทบ่ี อกใหด้ คู วามเคลอ่ื นไหว ไมไ่ ดห้ มายความวา่ ตอ้ งขยบั ตวั ถ้าขยับตัวก็เคล่ือนไหวอยู่แล้ว ให้น่ังอยู่น่ิง ๆ เฉย ๆ น่ิง แต่ มันเคล่ือนไหวอยู่ภายใน อย่างน้อยปอดสูบเข้าไปขยายออก เป็นเหมือนเครื่องจักรทำงาน ไม่ได้อยู่นิ่ง บางคนกำหนดแล้วหาไม่เจอ ความรู้สึกในกาย น่ันเป็น เพราะเราไปดูสมมติอยู่ ไปดูแต่ความหมาย รูปร่าง เลยหา ปรมัตถ์ไม่เจอ เวลาสติเข้าไปสัมผัสปรมัตถ์จริง ๆ สมมติความ เป็นรูปร่าง แขนขา หน้าตา รูปทรง สัณฐาน จะอันตรธานไป เมื่ออันตรธานไปก็อย่าไปไขว่คว้ามาอีก เพราะเวลาที่จิตเข้าไปสู่ สภาวะปรมัตถ์ดี ๆ จะไม่นึก ไม่จำ ไม่ปรุงแต่ง รูปร่างก็ อันตรธานไปเพราะเป็นเร่ืองที่เกิดจากความนึกข้ึนมา ปรุงแต่ง ขึ้นมา พอไม่นึก ไม่แต่ง ไม่ปรุง ก็หายไป แต่คนทั่วไปมัก เข้าใจว่าการเห็นเป็นรูปร่างคือของจริง เลยพยายามหา พอ ไม่เห็นก็จะหาให้เห็น เลยไปวิปัสสนาไม่ได้ การปฏิบัติวิปัสสนานั้นสติต้องรู้ปรมัตถ์อยู่ สติต้องมี อารมณ์เป็นสภาวะอยู่ตลอด อย่างน้อยก็ไปรู้ความรู้สึกที่กาย มันไหว ตึง หย่อน เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เพราะฉะน้ันถ้า เข้าใจแลว้ จะมสี ภาวะให้ได้กำหนดอยตู่ ลอดเวลา ไม่ได้วา่ งเวน้ 108
ต่ืน รู้ เบิกบาน เพราะฉะนน้ั จงึ ตอ้ งหดั พจิ ารณาเวทนา ดคู วามรสู้ กึ กจ็ ะ เป็นทางให้รู้ว่า เวทนาก็สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา 109
ส . เ ข ม รั ง สี 110
ตืน่ รู้ เบกิ บาน ๘. กำหนดรู้ดูนวิ รณ์ ผทู้ ป่ี ระพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรม โดยเฉพาะผทู้ กี่ ำลงั ทำความเพยี ร ถ้าอยากจะได้ประสบการณ์จากสภาวะต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน ก็ต้อง อาศัยความเข้าใจในการปฏิบัติ เม่ือมีนิวรณ์เกิดขึ้นจะแก้ไข อย่างไร นิวรณ์ คือ เคร่ืองกั้นความดี อันประกอบด้วย กาม- ราคะ ความกำหนัดยินดีในกามคุณอารมณ์ พยาปาทะ ความ โกรธ ความแค้นเคืองในจิตใจ อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ถีนมิทธะ ความหดหู่ท้อถอยในอารมณ์ และ วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจ แต่สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจก็จะ สามารถหาประโยชน์จากนิวรณ์ได้ เม่ือเกิดข้ึนก็ใช้นิวรณ์นั้น มาเปน็ กรรมฐาน 111
ส . เ ข ม รั ง สี นำนิวรณ์มาใชเ้ พอ่ื กำหนดรู้ กรรมฐานคืออะไร กรรมฐานเป็นที่ต้ังของการกระทำ อารมณ์ของสติเรียกว่ากรรมฐาน เม่ือนิวรณ์เกิดขึ้นก็นำมาเป็น เครื่องกำหนดรู้ ให้สติสัมปชัญญะเข้าไปกำหนดรู้นิวรณ์ต่าง ๆ ท่ีกำลังปรากฏ เมื่อเป็นเช่นน้ีนิวรณ์ก็จะกลายเป็นประโยชน์ ตอ่ การฝกึ สตสิ มั ปชญั ญะ หรอื ถงึ ขนั้ มปี ญั ญารแู้ จง้ วา่ สภาพของ นิวรณ์ต่าง ๆ ก็เป็นธรรมชาติท่ีไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา เหน็ ความไมเ่ ทีย่ ง เห็นความบงั คบั บญั ชาไมไ่ ดข้ องนวิ รณต์ ่าง ๆ ฉะนนั้ เราสามารถทำใหน้ วิ รณก์ ลายเปน็ ประโยชนไ์ ดท้ งั้ ๆ ท่ี เป็นอกุศล เป็นสิ่งที่เกิดข้ึนมาแล้วให้ทุกข์ให้โทษ แต่นักปฏิบัติ วปิ สั สนาจะตอ้ งเปน็ ผทู้ ฉี่ ลาด นำนวิ รณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ มาเปน็ กรรมฐาน นิวรณ์อันใดเกิดขึ้นก็ต้ังสติเข้าไประลึกรู้ เข้าไปพิจารณาสิ่งที่ กำลังปรากฏข้ึนในจิตใจให้เห็นว่าเขาเกิดข้ึนอย่างไร มีสภาพ อาการอย่างใด เปลี่ยนแปลงไป เกิดข้ึนมาใหม่ เม่ือนิวรณ์ เกิดข้ึนด้วยเหตุใดก็รู้เหตุอันนั้น ละได้ด้วยเหตุอันใดก็รู้เหตุ อันน้ัน นิวรณ์ถูกละไปแล้ว ไม่เกิดข้ึน ก็ให้รู้ น้ีเป็นวิธีการ ของการเจรญิ วิปัสสนาอยา่ งหนึง่ คอื การเจรญิ สตริ ้สู งิ่ ท่ปี รากฏ หลักการของวิปัสสนาคือการระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลัง ปรากฏ เม่ือนิวรณ์อันเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งกำลังปรากฏ 112
ต่ืน รู้ เบิกบาน กเ็ จรญิ สตเิ ขา้ ไประลกึ รนู้ วิ รณท์ ก่ี ำลงั ปรากฏ ใหเ้ หน็ สภาพตาม ความเปน็ จรงิ ของนวิ รณต์ า่ ง ๆ วา่ เปน็ สงิ่ ทปี่ รากฏ เปลย่ี นแปลง บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ เป็นสภาพ ธรรมทมี่ ีจริง แตไ่ มใ่ ชต่ วั ตน การระลึกพิจารณานิวรณ์อยู่ในหลักของสติปัฏฐานข้อ ๔ คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือการมีสติตามระลึกรู้ พจิ ารณาธรรมในธรรมอยเู่ นอื ง ๆ นวิ รณต์ า่ ง ๆ นจี้ ดั วา่ เปน็ ธรรมะ คอื เปน็ ธรรมชาต ิ แมจ้ ะเปน็ อกศุ ลธรรม คอื ธรรมทไ่ี มด่ ี ธรรม ทม่ี โี ทษ ใหผ้ ลเปน็ ความทกุ ขก์ ต็ าม แตก่ เ็ ปน็ สจั ธรรม ความจรงิ เปน็ สภาวะ เปน็ นามธรรม เป็นสง่ิ ที่จะป้อนให้เกิดสติปญั ญาได้ เพียงแต่ว่าผู้ปฏิบัติต้องใส่ใจ ต้องระลึกเข้าไปรู้นิวรณ์ต่าง ๆ ที่ เกิดข้ึน คำว่า สักแต่ว่าก็คือการเข้าไปรับรู้อย่างไม่ยินดียินร้าย กบั สภาพของนวิ รณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ในจิตใจอยา่ งละวาง เหมือนกับคนยืนดูเหตุไฟไหม้บ้านอยู่ด้านนอก ให้เห็นว่า มันอยู่กันคนละท่ีระหว่างไฟท่ีไหม้กับผู้ยืนดู ผู้รู้อยู่ ให้เห็นว่า สภาพของนิวรณ์ท่ีปรากฏก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง สติสัมป- ชัญญะทำหน้าที่ระลึกรู้ดูอยู่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่รวมกัน ไม่เป็นอันเดียวกัน ดูอยู่ รู้อยู่ วางเฉยอยู่ พิจารณารักษาผู้รู้ ให้วาง ให้ปล่อยอยู่ แม้จะพบว่ามันเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ บีบคั้น วุ่นวาย ร้อนใจ ก็อดทนวางเฉย หัดวาง หัดปล่อย 113
ส . เ ข ม รั ง สี หัดน่ิง หัดรู้อย่างปกติ น้ีเป็นหน้าท่ี เป็นวิธีการของการ เจริญวิปัสสนา ดังท่ีกล่าวไว้แล้วว่า ต้องระลึกรู้สิ่งท่ีกำลังปรากฏอยู่ ขณะที่นิวรณ์ต่าง ๆ กำลังปรากฏก็ใช่ว่าจะมีแต่นิวรณ์เท่าน้ัน ที่ปรากฏ ยังมีสภาพธรรมอ่ืน ๆ ที่เกิดขึ้นสลับสับเปล่ียนกันอยู่ เพราะฉะน้ันผู้ปฏิบัติต้องระลึกรู้สภาพธรรมอื่น ๆ ท่ีเกิดสลับ สับกันอยู่ในขณะน้ันด้วย เช่นว่ากำลังพิจารณานิวรณ์ท่ีกำลัง ปรากฏ ก็พบว่ามันมีความนึกคิดเกิดขึ้น มีความไหวที่กาย บางคร้ังมีเสียง มีได้ยิน บางครั้งมีเย็น ร้อน ตึง หย่อน มี ไหวเกิดข้ึนสลับอยู่ ไม่ใช่มีแต่นิวรณ์เกิดอย่างเดียว แต่มี สภาวะอื่น ๆ ในทวารอื่น ๆ เกิดแทรกมาด้วย เช่นขณะที่ลืมตา เราไมเ่ พยี งแคเ่ หน็ เทา่ นน้ั แตอ่ าจไดย้ นิ เสยี งดว้ ย บางครง้ั เกดิ มี การรกู้ ลนิ่ บางครงั้ รรู้ ส รสู้ กึ เยน็ รอ้ น ออ่ น แขง็ หยอ่ น ตงึ สบายกาย ไม่สบายกาย ก็ปรากฏสลับอยู่ ความไม่สบายใจ หรือความสบายใจ หรือความเฉย ๆ ก็ปรากฏอยู่ในจิตใจ ไม่ใช่ มีแตน่ วิ รณ์ทเ่ี กดิ ขึ้น ฉะนั้นจึงต้องหัดสังเกตพิจารณาดูสภาวธรรมต่าง ๆ โดย แยกให้ออกระหว่างผู้เข้าไปรู้กับผู้รู้ เช่น ระหว่างความโกรธกับ ผรู้ โู้ กรธมนั คนละอยา่ ง คนละอนั สตริ ะลกึ ทงั้ ความโกรธ ระลกึ 114
ต่นื รู้ เบกิ บาน ท้ังผู้รู้โกรธ และพิจารณาให้เห็นว่ามันก็หมดไป มีแล้วหายไป ไมค่ งท ่ี ไมย่ ง่ั ยนื ไมม่ แี กน่ สาระแหง่ ความเปน็ สาระบคุ คล ตวั ตน เราเขา ตกอยใู่ นสภาพของความไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข ์ เปน็ อนตั ตา ตามดูตามรจู้ นเกิดปญั ญา การปฏิบัติเจริญวิปัสสนาเป็นแนวทางของการอบรม ปญั ญาใหเ้ กดิ ขนึ้ ปญั ญาอนั ดบั แรกเปน็ ปญั ญาทร่ี วู้ เิ สสลกั ษณะ คือลักษณะประจำของธรรมชาติแต่ละอย่าง ๆ ของรูปแต่ละรูป ของนามแต่ละนามท่ีไม่เหมือนกัน การเข้าไปสังเกตแล้วรู้ว่า มันมีลักษณะต่าง ๆ กัน ถือว่าเป็นปัญญาอย่างหน่ึง ปัญญาท่ีรู้ จากสภาวะของนามธรรม รูปธรรม หรือของปรมัตถธรรม แทนที่จะไปดูรู้อยู่กับบัญญัติอารมณ์ ที่เป็นชื่อ เป็นภาษา เป็นรูปร่าง เป็นความหมาย แต่เรามีปัญญาที่เข้าไปสัมผัส ตรงต่อปรมัตถธรรมของรูปของนาม เรียกว่ากำหนดอารมณ์ กรรมฐานที่เป็นส่วนของรูปของนามได้ แล้วอยู่กับปัจจุบันได้ ถือว่าเป็นปัญญาระดับหนึ่งท่ีทำให้รู้จักปรมัตถธรรมต่าง ๆ ท่ี ปรากฏ รู้จักลักษณะของรูป ดินคือแข็งอ่อน รู้จักรูปไฟ ร้อนเย็น รู้จักรูปลมตึงหย่อน ลักษณะของสภาพนามธรรม คือการเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัส การ 115
ส . เ ข ม รั ง สี นึกคิด การรู้สึก ความรู้สึกสบายไม่สบาย สุขทุกข์ ซ่ึงเป็น สภาวะปรมัตถ์ มีสติท่ีจะระลึกรู้ได้ตรงต่อสภาวธรรมเหล่าน้ี ถอื ว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง เมอ่ื ไดเ้ กดิ การเฝา้ ด ู เฝา้ ร ู้ เฝา้ ระลกึ เฝา้ ตดิ ตามดสู ภาวะ ของธรรมชาติท่ีกำลังปรากฏต่อเน่ืองติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย ในปัจจุบัน วางท่าทีได้ถูกต้องขึ้น คือเหมาะสมเป็นกลาง พอดิบพอดี ไม่เพ่ง ไม่จ้อง ไม่ยึด ไม่กด ไม่ข่ม แต่ก็ ไม่เผลอ เป็นกลางทำให้เห็นสามัญลักษณะ เสมอเหมือนทั่วไป คืออนิจจลักษณะ ความเปลี่ยนแปลงของรูปของนาม เห็น ทุกขลักษณะ ความเกิดและดับทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของรูป ของนาม เห็นอนัตตา เห็นอนัตตลักษณะ สภาพที่ไม่ใช่ตัวตน สภาพที่บังคับไม่ได้ เกิดขึ้นอย่างน้ีเรียกว่ามีปัญญา ปัญญาที่ เข้าไปรู้สามัญลักษณะ หรือเรียกว่ารู้ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้คือปัญญาที่เรียกว่าวิปัสสนา วิปัสสนาก็คือ ปัญญาทีร่ แู้ จ้งเหน็ จริง เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าไปรู้ไปเห็น ไปสัมผัสถูกต้องจรดสภาวะ ของรูปของนาม เห็นความเกิดดับ เห็นความไม่เท่ียง เห็น ความเป็นทุกข์ เห็นความเป็นอนัตตาโดยความเป็นธรรมดา คือต้องเป็นอย่างนั้น ความเป็นไปของธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้น ตามธรรมดา ตามเหตุตามปัจจัย สิ่งนี้เกิดจึงเป็นปัจจัยให้ 116
ตนื่ รู้ เบิกบาน อีกส่ิงหนึ่งเกิด ส่ิงนี้ดับจึงเป็นปัจจัยให้อีกส่ิงหน่ึงดับ ทุกส่ิง ทุกอย่างมีความเกิดดับ มีความเปลี่ยนแปลง เห็นก็ดับ ได้ยิน ก็ดับ รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึกมีความเกิดดับ แล้วก็เกิด ขึ้นใหม่ ท่ีดับก็ดับไป ที่เกิดใหม่ก็เกิดซ้อน ๆ กันไป ต้องระลึก ต้องพิจารณาให้เห็น รู้จักความเป็นจริงของธรรมชาติของชีวิตน้ี น่ีคือปัญญา ปัญญาที่เรียกว่าเห็นทุกข์ เห็นทุกขสัจจะ ความ จรงิ คือทกุ ข ์ จิตทั้งหมดเป็นทุกข์ท้ังนั้น ยกเว้นมรรคจิต ผลจิตถือว่า เป็นทุกขสัจจะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยความเป็นทุกขสัจจะ หมด จิตเห็นก็เป็นทุกข์ เพราะมันต้องเกิดต้องดับ จิตที่ทำ หน้าท่ีได้ยินเป็นทุกข์เพราะต้องเกิดต้องดับ จิตรู้กล่ินเป็นทุกข์ จิตรู้รสเป็นทุกข์ จิตรู้สึกเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึงล้วน เป็นทุกข์ เพราะมันมีความแตกดับ ความเป็นจริงทุกข์ก็คือ สภาพท่ีแตกดับ สภาพที่ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เห็นทุกขสัจจะ ก็ต้องเห็นความแตกดับของมัน ความไม่ย่ังยืน ความไม่คงที่ ความทีท่ นอยใู่ นสภาพเดมิ ไม่ได้ เรยี กวา่ เห็นทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกข์ไม่ใช่มีแต่ความปวด ความเจ็บ ความ เม่ือย ความชา ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจเท่านั้น ทุกส่ิง ทกุ อยา่ งทเี่ ปน็ โลกยี ะเปน็ ทกุ ขท์ ง้ั สนิ้ ไมว่ า่ จะเปน็ การเหน็ ไดย้ นิ รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึก เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ 117
ส . เ ข ม รั ง สี อุปาทานคือความยึดมั่นถือม่ัน มันก็จะเข้าไปยึดส่ิงเหล่านี้ไว้ ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ อุปาทานก็จะยึดความเห็นเป็นตัวเรา ของเรา เป็นเราเห็น เวลาได้ยินมันก็เข้าไปยึด สภาพได้ยิน เป็นตัวเรา เป็นเราได้ยิน เวลารู้กล่ินรู้รสก็เข้าไปยึดไว้เป็น ตัวเราของเรา รู้สึกสัมผัส นึกคิด มันเข้าไปยึดหมด ไม่เว้น แม้แต่จติ ทเ่ี ปน็ ฝา่ ยกุศล จิตท่ีเป็นไปในการเจริญภาวนา อุปาทานก็เข้าไปยึดได้อีก ทำให้รู้สึกเป็นตัวเรา เกิดปีติอุปาทานก็เข้าไปยึดว่าปีติคือเรา เราคือปีติ ทางฝ่ายดีฝ่ายกุศลที่เกิดข้ึนก็ยังตกเป็นเหยื่อของ อุปาทาน เผลอไม่ได้ เผลอปุ๊บเข้ามาปั๊บ ยึดเหนียวแน่นรวบ ไว้เป็นตัวเราของเราหมด น่ีจึงเป็นสาเหตุที่ทำไมเราถึงต้องมา ปฏิบัติธรรมเจริญสติ สัมผัสให้ตรงต่อสภาวะรูปนามที่กำลัง ปรากฏ ก็เพื่อค่อย ๆ ให้เกิดความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ อยา่ งแจ่มแจ้งตามความเป็นจรงิ เร่ืองของวิปัสสนาต้องระลึกรู้ถึงส่ิงที่ปรากฏ ถ้าหากสติ ยังพัฒนาได้อ่อน ไม่มีกำลัง พอนิวรณ์เกิดขึ้นมาแล้วก็ต้ังสติ ไมอ่ ย ู่ พา่ ยแพ ้ อาจจะตอ้ งใชส้ มถะเขา้ มาชว่ ย ใชแ้ นวความคดิ เข้ามาช่วย เหมือนกับการรักษาโรค การใช้ยารักษาโดยตรงก็ ใช่ว่าจะหายได้ทันที ทุกขเวทนามันมาก เกิดความปวด ความ เจ็บข้ึนมา ก็ต้องกินยาแก้ปวดระงับไปก่อน เช่นขณะที่เกิด 118
ตื่น รู้ เบิกบาน กิเลสรุนแรง แล้วต้ังสติในส่วนของวิปัสสนาไม่ทัน ก็ต้องใช้ สมถะมาช่วยควบคู่กันไป ไม่ใช่ว่าจะต้องเจริญวิปัสสนาไป ตลอดอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่นเวลาเกิดกามราคะ โดยการเจริญวิปัสสนา ก็กำหนดระลึกรู้ แต่ว่าการเจริญแบบสมถะจะต้องเพ่งพิจารณา อสุภะ พิจารณาอาการ ๓๒ ให้เห็นเป็นของปฏิกูลเป็นซากศพ มองใหเ้ หน็ เปน็ สงิ่ ไมส่ วยไมง่ าม ดจู ากภายนอกภายในของสงั ขาร ตัวเองให้เห็น ก็จะเป็นยาข่มกามฉันทะให้สงบระงับลงไป แล้ว คอ่ ยเจรญิ สต ิ เจรญิ วปิ สั สนา รสู้ ภาวะทเี่ กดิ ตอ่ ไป เพราะฉะนน้ั บางครงั้ กต็ อ้ งพจิ ารณาเกสา โลมา นขา ทนั ตะ ตจะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก แยกแยะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้เหน็ เป็นปฏกิ ูลใหไ้ ด้ โดยการนึกถึงว่าภายใต้ผิวหนังนั้นฟอนเฟะไปด้วย ส่ิงปฏิกูล มีทั้งเลือดและเสลดอยู่ท่ัวร่างกาย โดยสีและกลิ่น ก็ไม่สะอาด เน้ือมีเลือด มีกล่ินคาว มีสีสันไม่สวยงาม มี ลำไส้ขดอยู่จำนวนมาก มีอุจจาระปัสสาวะในร่างกาย มีข้ีไหล ออกทางตา เรียกว่าข้ีตา ออกทางหูเป็นข้ีหู ออกทางจมูกเป็น ขม้ี กู ออกทางปากกม็ ที ง้ั เสลด นำ้ ลาย อาเจยี น และกลน่ิ มแี ต่ ส่ิงไม่สะอาดต่าง ๆ ตามรูขุมขนก็มีเหงื่อไคลไหลออกมา ไม่ได้ อาบน้ำก็เหม็น การพิจารณาอย่างน้ีเป็นการพิจารณาที่จะข่ม 119
ส . เ ข ม รั ง สี ราคะ ความกำหนัดยินดีได้ ถ้ายังอยู่ในเรื่องของสมถะ ก็เป็นอารมณ์ท่ีเป็นสมมติ- บัญญัติ ระลึกถึงความหมาย จะต้องใช้การนึกให้เห็นเป็น มโนภาพ ภาพท่ีไมส่ วยงามเกิดข้นึ ในจติ ใจก็นึก จนกระทั่งสงบ ระงับพอสมควรแล้ว ก็เจริญวิปัสสนาต่อโดยหยุดนึกหยุดคิด หยุดตีความหมาย ระลึกรู้สิ่งท่ีกำลังปรากฏในความรู้สึกทาง กายทางใจ แล้วเวลาจิตฟุ้งซ่าน เจริญสติระลึกรู้สภาวะไม่อยู่ ก็ให้ใช้วิธีอื่น จิตฟุ้งใหเ้ ดินจงกรมแลว้ ค่อยน่ังสมาธิ การกำหนดลมหายใจให้อยู่อาจต้องนับลมหายใจ หรือ บรกิ รรม หรอื วา่ ดใู หร้ ถู้ งึ ความหมายของลมเขา้ ลมออก หรอื ใช้ คำบริกรรมควบคู่กันไป ก็จะเกิดความสงบขึ้น เม่ือมีความ ฟุ้งซ่านขึ้นเราต้องดูว่าเกิดจากอะไร เพราะถ้าเข้าไปบังคับจิต จนเกนิ ไป เขม้ งวดในการปฏบิ ตั มิ ากไปหรอื ทำดว้ ยความทะยาน อยาก ก็ฟุ้งซ่านได้ ต้องปรับปรุงแก้ไขโดยการตรวจสอบใจ เคลียร์ใจตัวเองให้ปฏิบัติไปอย่างไม่ต้องการอะไร ไม่อยากได้ อะไร ถ้าฟุ้งมากจนน่ังไม่ติดให้ลุกขึ้นเดินจงกรม เพราะการ เดินเป็นอารมณ์ที่หยาบ สติจะจับอยู่กับอารมณ์ที่หยาบ ก็จะ 120
ตนื่ รู้ เบิกบาน เป็นเรื่องที่ง่ายข้ึน หรือถ้าน่ังหลับตาแล้วฟุ้งเพราะสติไม่ทันกัน นงั่ ไปคดิ ไป คดิ ไปคดิ มากฟ็ งุ้ ใหถ้ อนความรสู้ กึ ออกมา ลมื ตา ขึ้น แล้วตั้งสติใหม่ ปรับความรู้สึกใหม่ เป็นการแก้ไขอีกวิธี หนง่ึ หรอื ลกุ ขน้ึ เดนิ จงกรม เจรญิ สตใิ นการคเู้ หยยี ด เคลอ่ื นไหว แลว้ ค่อยกลบั มาน่งั ใหม่ แล้วถ้าเกิดความโกรธความแค้นข้ึนมาในจิตใจ กำหนด ตามไม่ทัน ให้นำขึ้นมาพิจารณาว่าเราโกรธเขาทำไม โกรธแล้ว ได้อะไร คนที่เราโกรธอยู่ขณะนี้อาจนอนหลับสุขสบาย แล้ว เร่ืองอะไรจะไปโกรธให้ตัวเองเป็นทุกข์ มีแต่ปวดหัว เครียด วุ่นวายใจ พิจารณาให้เห็นโทษของมันอย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารู้จัก ใชแ้ นวความคดิ ใชธ้ รรมะมาเปน็ ข้อคิดพิจารณา คราวหน่ึงนางมาคันทิยาเกิดความโกรธแค้นเม่ือคร้ังได้ พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก นางเป็นคนสวยประจำหมู่บ้าน พ่อแม่ก็เป็นพราหมณ์ ไม่ยอมยกให้ใครเพราะมองไม่เห็นใคร ที่จะคู่ควรกับลูกสาวของตน วันหนึ่งพราหมณ์มาพบพระ- พุทธเจ้าก็พอใจถูกใจ เห็นว่าน่ีแหละถึงจะเป็นผู้ที่คู่ควรกับ ลูกสาวตัวเอง จึงบอกว่าให้คอยอยู่ตรงน้ี ข้าพเจ้าจะไปพา ลูกสาวมา พอกลับมาถึงบ้านก็บอกนางพราหมณีให้เตรียม แตง่ เนอื้ แตง่ ตวั ใหล้ กู เพราะวนั นเ้ี ราเจอบรุ ษุ ทเี่ หมาะสมกบั ลกู เรา แล้ว พอมาถึงท่ีท่ีพบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็เสด็จไป 121
ส . เ ข ม รั ง สี ท่ีอื่นแล้ว แต่ว่าประทับรอยพระบาทไว้ รอยพระบาทน้ันถ้า พระพุทธองค์อธิษฐานไว้ก็จะไม่ลบ นางพราหมณีเม่ือพิจารณา รอยเท้าก็บอกกับพราหมณ์สามีว่า ท่านอย่าไปติดตามเลย รอยเท้าลักษณะอย่างนี้เป็นรอยเท้าของผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว พราหมณ์ก็ดุภรรยาว่าแกอย่ารู้ดีนัก ช่วยกันติดตามหาให้เจอ เถอะ ที่สุดก็ไปพบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้โคนต้นไม ้ ก็เข้าไป ต่อว่าบอกให้คอยอยู่ทำไมหนีมาตรงนี้ น่ีเรานำลูกสาวมาแล้ว เห็นเหมาะควรที่จะให้เป็นคู่ครองกัน พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้รู้ถึง อัธยาศัย รู้ถึงประโยชน์ว่าตรัสอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ จึง ตรัสกับพราหมณ์ทั้งสองว่า อาตมาตถาคตไม่ได้ยินดีในธิดา ของท่าน แม้พระองค์มีนางตัณหา นางราคา นางอรดี ธิดา ของมารมายุย่ัวยวน คือมีความงามเลอเลิศขนาดน้ัน พระองค์ ก็ยังไม่ไยดีสนใจ ไฉนจะมายินดีกับลูกสาวของท่านซึ่งเต็มไป ด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ ตถาคตไม่ประสงค์จะถูกต้องแม้แต่ เพียงปลายเท้า พระพุทธเจ้าตรัสให้พราหมณ์ได้สติ พิจารณา ให้เห็นถึงอสุภะ พอแสดงธรรมแล้วก็ทำให้สองสามีภรรยานั้น ได้เห็นธรรม บรรลธุ รรมเปน็ อริยบุคคล แต่ว่านางมาคันทิยาลูกสาวเกิดความโกรธแค้นมาก ว่า ไฉนบุรุษนี้จึงไม่ประสงค์ในตัวเรา แถมยังมาตำหนิว่าเต็มไป 122
ต่ืน รู้ เบิกบาน ด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ นางเจ็บใจผูกแค้นไว้ว่าสักวันหนึ่งถ้าเรา เป็นใหญ่ขึ้นมาจะต้องแก้แค้นให้ได้ ต่อมานางมาคันทิยาได้ อาศัยความงามของตนจนเป็นท่ีโปรดปรานของพระราชาอุเทน ได้รับการแต่งต้ังให้เป็นอัครมเหสีองค์หน่ึง กระท่ังวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จเขา้ ไปบณิ ฑบาตในเมอื ง นางมาคันทิยาซึ่งมีความโกรธแค้นก็ได้จ้างคนไปยืนด่า พระพุทธเจ้าสารพัดอย่าง มาวันท่ีสองก็ถูกด่าอีก วันที่สามก็ ถูกด่า จนพระอานนท์ซึ่งติดตามพระพุทธเจ้าไปด้วยทนไม่ไหว กราบทูลพระพุทธเจ้าขอได้โปรดเสด็จไปท่ีอ่ืนเถอะ ด่ากันเหลือ เกิน พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า เธอจะไปที่ไหน ไปท่ี เมืองอ่ืนถ้าเขาด่าอีกแล้วจะทำยังไง ก็ไปต่ออีก ไปอีกเมืองหน่ึง แลว้ ถา้ ไปอีกเมอื งหน่งึ เขาดา่ อีกแล้วจะทำยงั ไง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อานนท์อย่าเลย เหตุเกิดท่ีไหน ต้องดับท่ีน่ัน คนเหล่านี้จะด่าตถาคตได้ไม่เกิน ๗ วัน ต่อมา ก็เป็นความจริง เพราะใครก็ไม่สามารถจะมาด่าคนท่ีไม่โต้ตอบ อยู่ได้ ท่ีสุดก็เลิกราไปเอง ฉะน้ันเราต้องนำมาพิจารณาว่า ขนาดพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดา เป็นผู้ประเสริฐ ยังมีคน มาด่าต่อหน้าต่อตา เราเองเป็นใครจะไม่โดนด่าบ้างเชียวหรือ เพราะฉะนัน้ ก็พจิ ารณาใหม้ นั เปน็ ธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลที่โกรธตอบ ถือว่าเลวกว่า 123
ส . เ ข ม รั ง สี บุคคลท่ีถูกศัตรูมาทำร้ายร่างกาย แม้มาเฉือนเนื้อเข้าไปถึง กระดูกก็ตาม ถ้าโกรธถือว่าไม่ใช่ลูกพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ลูกศิษย์ ตถาคต คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ให้โกรธ หากพิจารณา อยา่ งนก้ี จ็ ะชว่ ยใหเ้ ราละความโกรธ อยา่ งขนั ตวิ าทดี าบส ถกู พระราชาทำรา้ ย ตดั มอื ตดั แขน ตัดอวัยวะ ก็ไม่ยอมโกรธ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักหนา สาหัสก็ไม่โกรธจนตาย แต่พระราชาน้ันท่ีสุดก็ถูกแผ่นดิน สูบไป ทำกรรมกับผู้ที่เขาไม่โต้ตอบ เพราะฉะน้ันให้นึกถึง ปฏิปทาของพระพุทธเจ้า ของพระสงฆ์ ว่ามีความขันติ อดทน พิจารณาให้เห็นว่าเป็นเร่ืองธรรมดาของโลก มีสรรเสริญก็ต้อง มีนินทาเป็นธรรมดา คนทจี่ ะไมถ่ กู นนิ ทาไม่มใี นโลก หรือพิจารณาว่าเราต่างก็มีกรรมเป็นของตัวเอง ต้อง ประสบกับความทุกข์ ความยากลำบาก ถูกกลั่นแกล้ง เรามี กรรมอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นการใช้แนวความคิดท่ีจะ ปรับปรุงจิตใจของเราให้ลดละในเร่ืองความโกรธ ลดปฏิฆะ ความไม่สบายใจ ขนุ่ เคืองใจ หลักการพิจารณาอย่างน้ีไม่ใช่วิปัสสนา แต่เป็นการปฏิบัติ ธรรมะ ใช้ธรรมะในการที่จะรู้จักข่ม รู้จักระงับไปช่ัวคร้ัง ชั่วคราว พอจิตใจค่อยดีข้ึนสบายข้ึนก็เจริญระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏ ต่อ แต่บางคนน้ันใช้วิปัสสนาไปเลย เกิดความโกรธก็รู้ความ 124
ตื่น รู้ เบกิ บาน โกรธ เกิดความไม่สบายใจก็ดูความไม่สบายใจด้วยความ ปล่อยวาง สติเม่ือมีกำลังข้ึนก็สามารถคล่ีคลายได้ เพียงแต่ว่า การเขา้ ไปกำหนดรูน้ ัน้ อยา่ ไปรู้แบบบงั คบั อย่าไปรู้แบบไมพ่ อใจ อย่าไปรู้ด้วยความอยากจะให้มันหาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับ ไปเติมกิเลสอีก เลยไม่หาย เพียงแค่รู้เฉย ๆ รู้อย่างวางเฉย จะโกรธกโ็ กรธ จะฟงุ้ กฟ็ งุ้ ดไู ปอยา่ งนน้ั ไมต่ อ้ งไปปรงุ แตง่ อะไร ส่วนนิวรณ์ที่เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ท้อถอยท้อแท้ ก็หัดปลุกใจตนเอง ต้องมีความพากเพียรมุมานะถึงจะชนะได้ ถ้าเรายอมแพ้หลับไปในท่ีสุด น่ันคือการไม่พากเพียร ไม่ตั้งใจ งว่ งกล็ กุ ขน้ึ มาเดนิ ทำความพากเพยี รพยายาม หนกั เขา้ ๆ จะชนะ ได้ ถ้าไม่เดินให้ลืมตาข้ึนปฏิบัติ ลืมตาทำสติ แล้วจะเจริญ วิปัสสนาเลยก็กำหนดดูอาการของความง่วง ดูใจซิว่าหลับ ๆ ตื่น ๆ ใจมีลักษณะอย่างไร บางคร้ังหมดความรู้สึก บางครั้งมี ความรสู้ กึ ดกู นั ไปตรงนน้ั บอ่ ย ๆ เขา้ มนั จะสวา่ งไสวตน่ื ตวั ตน่ื ใจ ข้ึน หรือไม่ก็ลุกขึ้นเดินจงกรม ถ้าเดินแล้วยังง่วงอยู่ก็เดินดู ธรรมดา ใชส้ ายตามองธรรมดา ๆ อยา่ งน้ีเป็นตน้ แล้วถ้าเกิดความสงสัยก็ให้กำหนดรู้ที่ความสงสัย มีสติรู้ ความสงสัย ถ้าสติรู้ทันความสงสัยก็จะขาดตอนไป ต้องเตือน ใจตวั เองใหร้ วู้ า่ ถา้ มวั แตส่ งสยั อยจู่ ะไมไ่ ดเ้ รอื่ งอะไร เชน่ เดนิ ทาง แล้วไปเจอทางแยก ถ้ามัวแต่คิดว่าจะไปทางไหนดี ไปทางโน้น 125
ส . เ ข ม รั ง สี หรือทางน้ี เลยไม่ได้ไปไหน ให้รู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งท่ีปรากฏในจิต ในใจของตัวเอง ถ้าเราพยายามฝึกไปอย่างนี้ ใช้เวลาทำไปเร่ือย ๆ อย่า ใจร้อน อย่ารีบรอ้ น ยง่ิ ไปเร่งรีบก็จะไมไ่ ด้อะไร ถ้าหยดุ อยาก เม่ือไรก็ได้เม่ือน้ัน ควรทำใจให้ไร้ความอยาก ไม่ต้องไปหวัง อะไร แล้วความเบา ความโปรง่ ความผ่องใส จะปรากฏ 126
ต่นื รู้ เบกิ บาน 127
ส . เ ข ม รั ง สี 128
ตนื่ รู้ เบิกบาน ๙. ทำกุศลใหม้ ปี ญั ญา ความเชอื่ ความเลอื่ มใส เปน็ ปจั จยั ตอ่ ความเพยี ร เพยี ร ในการละบาปอกุศลท่ีเกิดข้ึนแล้ว ก็ต้องเพียรระวังไม่ให้บาป หรืออกุศลใหม่เกิดข้ึน เพียรรักษาบุญกุศลให้เกิดเจริญยิ่ง ๆ ขึน้ ไป ในขณะที่เพียรกุศลเกิดข้ึนก็เท่ากับละอกุศลไปในตัว โดยเฉพาะถ้าเราเป็นผู้เจริญสติ เจริญกุศลธรรม ในขณะนั้น อกุศลกรรมก็ตกไป ใจมันเกิดได้ทีละอย่าง จิตเกิดขึ้นได้ทีละ อย่าง จิตกุศลเกิดข้ึน จิตอกุศลก็ตกไป ถ้าไม่เจริญกุศลให้ เกิดขึ้น อกุศลก็เข้ามาแทนได้ ในสังขารในชีวิตน้ีเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ การมาปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง ของชีวิต คือธรรมชาติ เข้าใจธรรมะก็คือเข้าใจธรรมชาติของ ชีวิต ธรรมะที่เป็นธรรมโทษ ให้ผลเป็นความทุกข์ เรียกว่า 129
ส . เ ข ม รั ง สี เป็นอกุศลธรรม อกุศลธรรมเหล่านี้เป็นนิสสัตตนิชชีวะ คือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่ตัวตน กุศลธรรมหรืออกุศลธรรมก็ตาม ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นเพียงสภาพธรรม บุคคลที่จะเข้าใจ เหน็ สภาพธรรมไดก้ ต็ อ้ งอาศยั การศกึ ษา ดว้ ยการเจรญิ สตสิ มั ป- ชญั ญะ น่แี หละเปน็ การเขา้ ถึงความจริงของธรรมชาติ ธรรมชาติท่ีมีโทษให้ผลเป็นความทุกข์ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล แต่เป็นสิ่งที่จะต้องละ เป็นส่ิงที่จะต้องสละ ตอ้ งทำลาย ประหารใหห้ มดไป สน้ิ ไปจากจติ ใจ เพราะวา่ อกศุ ล- ธรรมเป็นธรรมที่มีโทษ ให้ผลเป็นความทุกข์ ส่วนกุศลธรรม ก็ตรงข้ามกัน กุศลธรรมน้ันเป็นธรรมฝ่ายดี ไม่มีโทษ ให้ผล เป็นความสุข แต่ก็เป็นนิสสัตตนิชชีวะ คือไม่ใช่สัตว์ บุคคล เหมือนกัน เป็นเพียงสภาพธรรม แต่มีลักษณะท่ีดีงาม ไม่มี โทษ แล้วก็นำมาซ่ึงความสุข นอกจากนี้ยังมีอัพยากตธรรม เป็นธรรมท่ีไม่ได้จัดเป็นอกุศลและกุศล คือไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป แต่ก็เป็นธรรมชาติ เป็นนิสสัตตนิชชีวะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชวี ะ ไมใ่ ช่เปน็ ตัวเป็นตนเชน่ กัน ในชีวิตนี้ประกอบด้วยส่ิงที่เป็นธรรมะอยู่ ๓ ประการ ด้วยกัน คือ ท่ีเป็นอกุศลธรรมอย่างหนึ่ง ท่ีเป็นกุศลธรรม อย่างหน่ึง ที่เป็นอัพยากตธรรมอย่างหน่ึง ในส่วนของกุศล- 130
ตน่ื รู้ เบกิ บาน ธรรมก็คือจิตท่ีเป็นกุศล จิตที่เป็นมหากุศล จิตท่ีเป็นมหากุศล น้ันเกิดข้ึนจากการที่บุคคลได้บำเพ็ญทาน ศีล เจริญภาวนา สภาพจิตก็เป็นมหากุศลเกิดขึ้น แล้วก็มีเจตสิกเข้าประกอบ รวมแล้วมี ๓๘ ชนิดด้วยกัน เป็นองค์ธรรมปรมัตถ์ คือตัว สภาพแท้ ๆ ท่ีเรียกว่ากุศล กุศลธรรมสภาพแท้ ๆ เขาเรียกว่า องค์ธรรม ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ เจตสิกประกอบ ๓๘ นี่เป็น กุศลธรรมเพื่อเป็น กุสลา ธมฺมา ธรรมท้ังหลายท่ีไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข แต่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ องค์ธรรมปรมัตถ์ กค็ อื จติ ทเ่ี ปน็ กศุ ล กบั เจตสกิ ทป่ี ระกอบ ทเ่ี รยี กวา่ กสุ ลา ธมมฺ า กศุ ลจติ ๒๑ ชนดิ นน้ั กป็ ระกอบดว้ ย มหากศุ ลจติ ๘ รปู าวจน- กุศลจิต ๕ อรูปาวจนกุศลจิต ๔ แล้วก็มรรคจิต ๔ โดย ย่อรวมเป็นกุศลจิต ๒๑ น่ีเป็นองค์ธรรมของกุสลา ธมฺมา สภาพของมหากุศลจิตไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นส่ิงที่มีอยู่ จริง เปน็ ปรมัตถ์ อาศัยการบำเพญ็ ทาน ศลี ภาวนา เปน็ ต้น กายชวนจติ ให้ทำมหากศุ ลได้ มหากุศลบางคร้ังก็เกิดพร้อมด้วยความดีใจ บางครั้งเกิด พร้อมด้วยความเฉย ๆ เกิดพร้อมด้วยความดีใจมีอยู่ ๔ ดวง เกิดพร้อมด้วยความเฉย ๆ ก็มี ๔ ดวง ฉะนั้นจิตท่ีเป็นไปใน 131
ส . เ ข ม รั ง สี กุศลไม่ใช่ว่าจะต้องมีปีติ โสมนัสเสมอไป แม้เกิดพร้อมด้วย ความอุเบกขาเฉย ๆ ก็สามารถเป็นมหากุศลจิตได้ บางท่านเวลา ใหท้ านจติ เปน็ มหากศุ ล แตเ่ ฉย ๆ รบั ศลี สมาทานศลี กไ็ มไ่ ดเ้ กดิ ปีติ โสมนัส แต่เฉย ๆ ก็ได้ เจริญสติ เจริญภาวนา กำหนด รูปดูกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นไปด้วยความเฉย ๆ ก็ได้ ผู้ปฏิบัติสามารถที่จะเจริญสติระลึกรู้มหากุศลที่เกิดข้ึนพร้อม ด้วยความเฉย ๆ อ่านสภาพจิตของตนเองว่าจิตเป็นกุศล แต่ว่า เฉย ๆ แตบ่ างครงั้ มหากศุ ลกเ็ กดิ ขน้ึ พรอ้ มดว้ ยความดใี จ ใหท้ าน แล้วเกิดความปลื้มอกปล้ืมใจ เกิดมหากุศลพร้อมด้วยโสมนัส มีโสมนัสเวทนาเข้าประกอบ รักษาศีลก็ปล้ืมอกปล้ืมใจ เกิด ปีติเป็นโสมนัสเวทนา เจริญภาวนาไปกำหนดไป เกิดโสมนัส เกิดปีติอ่ิมเอิบใจ นั่นแหละเป็นมหากุศล โสมนัสก็สามารถ เจริญสติหยั่งรู้กุศลธรรมท่ีเกิดข้ึน พิจารณาเห็นความจริงว่า กุศลธรรมขณะนี้เกิดพร้อมด้วยความดีใจ ขณะนี้เกิดพร้อม ด้วยความเฉย ๆ ต่างกัน โสมนัสเวทนาดีใจ อุเบกขาเวทนา เฉย ๆ ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข ์ เปน็ กศุ ลธรรมไดท้ งั้ ค ู่ ในจำนวนมหากศุ ล ที่เกิดพร้อมด้วยความดีใจหรือเฉย ๆ ยังมีลักษณะที่ต่างกันไป คือ มหากุศลเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีการชักชวนก็มี บางคร้ัง มหากุศลจะเกิดขึ้นต้องอาศัยการชักชวน ที่ว่าชักชวนน้ัน 132
ตืน่ รู้ เบิกบาน หมายถึง คนอื่นชักชวนอย่างหน่ึง ตนเองชักชวนตัวเองก็ อย่างหน่ึง คนอื่นชักชวนน้ันก็จะชักชวนได้ ๒ ทาง คือ ทาง วาจากับทางกาย ทางวาจาก็เช่น เขากล่าวเชิญชวน ขอเชิญได้ร่วมบุญ กันนะ เชิญร่วมถวายทาน เชิญบริจาคทรัพย์สร้างศาลา สร้าง โบสถ์ เชิญชวนไปรักษาศีล ภาวนา พอได้ฟังเขาเชิญชวน อย่างน้ันแล้วมีจิตคล้อยตาม มีจิตคิดจะให้ทาน มีจิตคิดจะ รักษาศีล มีจิตคิดจะเจริญภาวนา จิตขณะน้ันก็เป็นมหากุศล เกิดขึ้น เป็นมหากุศลที่เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน ภาษาธรรมะ เขาเรยี กว่า สสังขาริก บางทีเขาก็ไม่ได้ใช้วาจาชวน ใช้กายชวน เช่น การ กวักมือ ช้ีมือ แสดงกิริยาทางกายออกไป เชิญชวนแล้วก็เกิด กศุ ลจติ คดิ ทำตาม เปน็ มหากุศลที่เกดิ ข้ึนโดยมกี ารชกั ชวน บางครั้งมหากุศลเกิดข้ึนเองโดยไม่ต้องมีใครมาชักชวน จติ คิดจะให้ จติ คิดจะกระทำความดีข้ึนเองด้วยใจตนเอง เรียก ว่าเป็น อสังขาริก เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน ตนเองชักชวน ตนเองได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจ บางครั้งต้องกล่าว ออกไปใจจงึ คลอ้ ยตาม พอไมก่ ลา่ วไมพ่ ดู ใจไมเ่ ปน็ กศุ ล อยา่ งเชน่ เราไหว้พระสวดมนต์ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พอ เปล่งวาจา ใจของเราก็น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า จิตก็เป็น 133
ส . เ ข ม รั ง สี มหากุศลเกิดข้ึนมา อย่างนี้เรียกว่าตนเองชักชวนตนเองด้วย วาจา ฉะนั้นเวลาท่ีจิตใจเราไม่ไป ไม่ยอมเกิดกุศล ก็ต้องชวน ดว้ ยวาจาบา้ ง ดว้ ยกายบา้ ง ดว้ ยใจบา้ ง พดู เปลง่ ออกไปในทาง ที่ดี จิตก็เป็นกุศลขึ้นมาได้ ใช้กายชักชวนตนเองให้เกิดกุศล ก็ได้ เช่น เราประนมมือเคารพ ก็ชวนจิตตัวเองให้เป็นกุศล ข้นึ มาได้ อยา่ งนี้เปน็ ต้น ใจชักชวนใจตัวเองให้เป็นกุศลก็ได้ เช่น ระลึกนึกในใจ ว่าขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เมื่อจิตนึกอย่างน้ี บ่อย ๆ จิตจะคล้อยตาม เกิดความเมตตาต่อสัตว์ท้ังหลาย หายโกรธ มแี ตค่ วามปรารถนาด ี จติ มคี วามเปน็ มหากศุ ลเกดิ ขน้ึ โดยอาศัยใจตัวเองชักชวน ฉะน้ันใครที่จิตไม่ค่อยจะเป็นกุศล อย่าปล่อยไว้เฉย ๆ ชวนใจตัวเองให้เป็นกุศลให้ได้ โดยทาง วาจา กาย และใจ ในขณะท่ีใจเราขุ่น ไม่แช่มชื่น ให้ใช้กาย ฝืนยิ้มไปก่อน ทำบ่อย ๆ ใจก็จะคล้อยตาม เรียกว่า กาย ชักชวน มีอะไรก็ย้ิมไว้ หนักเข้าจะเป็นคนที่มีจิตผ่องใสข้ึนมา ถ้าเราใช้ท้ังกาย วาจา และใจก็จะย่ิงช่วยกันได้ดีข้ึน อย่างการ ไหวพ้ ระสวดมนต ์ เราใชท้ ง้ั กาย วาจา และใจไปพรอ้ ม ๆ กนั คอื กายแสดงกิริยานอบน้อมเคารพ วาจาก็เปล่งออกไป ขณะที่ใจ นึกถงึ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ์ จติ จงึ เกดิ กศุ ลขึ้น 134
ต่นื รู้ เบกิ บาน หากเราไม่ฝึกตนให้ทำเช่นนี้ แต่ปล่อยไปเร่ือย ๆ จิตก็ ไม่เกิดกุศล คอยแต่จะไปอกุศล ในบางคร้ังจิตก็เป็นกุศล ข้ึนมาเองได้โดยไม่ต้องชักชวน จิตเกิดมีศรัทธา เมตตา ความสงสาร รู้สึกเสียสละอยากจะให้ อยากจะช่วย อยาก จะโมทนาความดีกับผู้อ่ืน มีจิตเป็นกุศลขึ้นมาเอง เรียกว่า เป็นอสังขาริก คือจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน มีกำลัง มากพอทจ่ี ะทำกศุ ลไดเ้ องโดยไมต่ อ้ งอาศยั การชกั ชวนแตอ่ ยา่ งใด กุศลจติ เกดิ ได้แต่ไมม่ ีปญั ญากม็ ี กุศลจิต หรือมหากุศลจิต มีทั้งหมด ๘ ดวง บางครั้ง ก็ประกอบด้วยความเห็นผิด บางคร้ังก็ไม่ประกอบด้วยความ เห็นผิด บางครั้งประกอบด้วยปัญญา บางคร้ังก็ไม่ประกอบ ด้วยปัญญา มหากุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเราเรียกว่า มหา- กุศลญาณสัมปยุตต์ มีอยู่ ๔ ดวง เกิดพร้อมด้วยความดีใจ ๒ ดวง เกิดพร้อมด้วยความเฉย ๆ ๒ ดวง ที่เกิดพร้อมด้วย ความดีใจก็เป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวนดวงหน่ึง เกิดขึ้นโดยอาศัยถูกชักชวนดวงหนึ่ง แต่ก็ยังดีใจอยู่ มีปัญญา ประกอบด้วย จะว่าไปแล้วมหากุศลดวงที่ ๑ ภาษาบาลีว่า โสมนัสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง ซึ่งแปลว่า 135
ส . เ ข ม รั ง สี มหากุศลจิตท่ีเกิดข้ึนโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความ ดีใจ ประกอบด้วยปัญญา เป็นดวงท่ีดีที่สุดเพราะมีปัญญา เกิดขึ้นเอง มหากุศลดวงท่ี ๒ นั่นหย่อนลงไปหน่อย โสมนัสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง สสังขาริกัง เกิดข้ึนโดยอาศัยการชักชวน พร้อมด้วยความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาท่ีว่านั้นมี ๒ อย่าง คือ ๑. กัมมัสสกตาปัญญา เป็นปัญญาที่รู้เร่ืองกรรม เข้าใจ เรอื่ งกรรม และกฎแหง่ กรรม ๒. วปิ สั สนาปญั ญา เปน็ ปญั ญาทร่ี เู้ รอ่ื งปรมตั ถ ์ รปู - นาม มหากุศลท่ีประกอบด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหน่ึงเป็น มหากุศลญาณสัมปยุตต์ เป็นการทำกุศลอย่างมีความเข้าใจว่า สง่ิ ทต่ี วั เองทำนน้ั เปน็ กศุ ล เปน็ ความด ี นำมาซง่ึ ความสขุ ความ เจริญ แต่บางคนขณะที่ทำกุศลน้ันมีสติ เจริญสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้สภาวะรูปนาม เห็นรูปเห็นนาม ไม่ว่าจะเป็นกุศล ท่ีกำลังบำเพ็ญทาน กุศลที่กำลังรักษาศีล กุศลท่ีกำลังเจริญ ภาวนา กุศลกำลังอ่อนน้อมถ่อมตนเคารพกราบไหว้ กุศล ที่กำลังขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงาน เป็นผู้มีสติปัญญา พิจารณาสภาวะรูปนามในขณะกำลังทำกุศลนั้น ๆ กำลังฟัง ธรรม ก็มีสติเจริญรู้สภาวะรูปนาม กำลังแสดงธรรมก็มีสติ 136
ต่นื รู้ เบิกบาน ระลกึ รสู้ ภาวะรูปนามอย่างนี้ จิตเป็นมหากุศลที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญาจะเป็น กุศลประเภท วิวัฏฏคามินี คือกุศลที่ส่งไปสู่การออกจาก วัฏสงสาร เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้ คนท่ีไม่เข้าใจก็เป็นกุศลได้ แต่จะไม่มีปัญญา บำเพ็ญทาน เหมอื นกนั รกั ษาศลี เหมอื นกนั ทำงานชว่ ยเหลอื เหมอื นกนั ฟงั ธรรมเหมอื นกนั ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ไหวพ้ ระสวดมนตเ์ หมอื นกนั จิตขณะนั้นเป็นกุศล แต่ว่าไม่มีปัญญาเข้าประกอบ เรียกว่า เป็นมหากุศลญาณวิปปยุตต์ คือมหากุศลดวงท่ี ๓ ดวงท่ี ๔ ดวงที่ ๗ ดวงท่ี ๘ แม้จะประกอบด้วยความดีใจก็ไม่มีปัญญา ได ้ ประกอบด้วยความดีใจ ๒ ดวง ประกอบด้วยความเฉย ๆ ๒ ดวง เกดิ ขน้ึ โดยมีการชักชวน ๒ ดวง ดใี จดวงหนงึ่ เฉย ๆ ดวงหนึ่ง เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน ดีใจดวงหนึ่ง เฉย ๆ ดวงหนงึ่ กร็ วมเปน็ ๔ ดวง ทง้ั ๔ ดวงไมม่ ปี ญั ญาเขา้ ประกอบ ก็ได้ เช่นคนต่างประเทศท่ีมาเที่ยวประเทศไทย เขาไม่เข้าใจ เรื่องบุญเรื่องบาปอะไรหรอก แต่ว่าไปเท่ียววัดเห็นคนไทย ไหวพ้ ระกไ็ หวต้ ามบา้ ง การทค่ี นตา่ งชาตกิ ราบพระจติ กเ็ ปน็ กศุ ล เป็นบุญข้ึนได้ แต่เป็นการกราบไปอย่างนั้นเอง เพราะเขาไม่ รู้เร่ืองว่าบุญเป็นยังไง จึงเป็นมหากุศลญาณวิปปยุตต์ คือไม่มี 137
ส . เ ข ม รั ง สี ปัญญาเข้าประกอบ ไม่เข้าใจเร่ืองกรรม ไม่รู้ว่าน่ีคือกรรมดี เขาไมเ่ ข้าใจ เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ท่ีพ่อแม่พ่ีน้องสอนให้ใส่บาตร ให้ ประเคนของพระ เด็กก็ทำตาม จิตของเด็กน้ันเป็นมหากุศล เกิดข้ึน บางครั้งเขาก็ทำด้วยความดีอกดีใจ อยากทำ เป็น โสมนัส บางครั้งก็เฉย ๆ แล้วก็ไม่มีปัญญา เพราะไม่เข้าใจ เร่ืองกฎแห่งกรรม ไม่เข้าใจว่าน่ีเป็นการทำบุญ ให้ผลเป็น ความสุข จัดเป็นมหากุศลแบบไม่มีปัญญาเข้าประกอบ หรือคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วแต่ไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาป โดยเฉพาะไม่ได้เช่ือว่าบุญบาปมีจริง ไม่เชื่อเร่ืองนรกสวรรค์ ไม่เช่ือชาติน้ีชาติหน้า แต่ก็มีจิตที่เป็นกุศลได้เหมือนกัน เช่น คราวใดท่ีมีการเชิญชวนกันให้บริจาค ตนเองก็ทำบ้างโดยไม่ได้ คิดว่าจะทำเพ่ือเป็นบุญเป็นกุศลอะไร เป็นการทำเพื่อให้มีช่ือ มีหน้ามีตาบ้างเท่านั้น อย่างนี้ก็ถือว่าได้บุญ มีจิตท่ีเป็นกุศล โดยไม่ได้คิดว่าน่ีคือบุญ เพียงแค่คิดว่าทำไปอย่างนั้นแหละ เพอื่ ใหไ้ ดห้ นา้ ไดต้ า หรอื บางคนไมไ่ ดท้ ำเพอื่ หนา้ ตา แตท่ ำเพราะ ว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่ง ในฐานะท่ีควรต้องทำ เม่ือเขาทำกัน ตัวเองก็ต้องทำ ปรารภตนเองเป็นใหญ่ ปรารภโลกเป็นใหญ่ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย จิตก็เป็นกุศลได้ เม่ือได้มีการสละ ทรัพย์ออกไป จิตก็เป็นกุศลได้ เพราะอย่างน้อยมีใจคิด 138
ต่นื รู้ เบิกบาน เสียสละ แต่เป็นการทำท่ีไม่ได้เข้าใจว่าทำบุญ ฉะน้ันจึงเป็น มหากุศลญาณวิปปยุตต์ ไม่มีปัญญาเข้าประกอบ ดังนั้นเวลาท่ีบุญส่งผลจึงต่างกัน คนท่ีทำกุศลแบบมี ปัญญาแล้วเจตนาไม่เสียท้ัง ๓ ประการ เม่ือเวลาปฏิสนธิ คือ เกิดใหม่เป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นเทวดาที่ประกอบด้วยไตรเหตุ คือมีอโลภเหตุ ไม่โลภ มีอโทสเหตุ ไม่โกรธ มีอโมหเหตุ ไม่ หลง คือปัญญาในขณะปฏิสนธิจิต คือจิตดวงแรกที่เกิดข้ึนใน ภพใหม ่ เชน่ เกดิ เปน็ มนษุ ย ์ จติ เกดิ ขน้ึ ดวงแรกในขณะทอ่ี ยใู่ น ครรภ์มารดา ซึ่งในขณะนั้นร่างกายยังเป็นเพียงหยาดน้ำใส ๆ เหมือนน้ำมันงา ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น แต่มีจิตเกิดขึ้น แล้ว ปฏิสนธิ จิตจะมีไตรเหตุเข้าไปประกอบอยู่ด้วย ดังน้ันเมื่อ เจริญเติบโตข้ึนมา ถ้าได้ไปปฏิบัติกรรมฐาน เจริญสมถะ ก็จะ สามารถบรรลฌุ านได ้ เจรญิ วปิ สั สนากบ็ รรลมุ รรคผลนพิ พานได้ แต่ถ้าคนท่ีปฏิสนธิมาด้วยทวิเหตุ คือมีแค่อโลภเหตุ ไม่โลภ อโทสเหตุ ไม่โกรธ แต่ขาดอโมหเหตุ คือปัญญา เม่ือเกิด เป็นมนุษย์หรือเทวดา มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมก็จริง หาก ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได ้ ทำอย่างไร ๆ ก็บรรลุไม่ได้ เพราะปัญญาต้ังแต่ปฏิสนธิไม่มี ไม่มีตัวพ้ืนฐานท่ีจะส่งให้ เกิดปัญญาโลกุตตระได้ นี่คือทวิเหตุกบุคคล บุคคลท่ีเกิดมา ด้วยเหตุ ๒ บรรลุธรรมไม่ได้ แต่ว่าปฏิบัติธรรมได้ เจริญ 139
ส . เ ข ม รั ง สี กรรมฐานได ้ เจรญิ กศุ ลได ้ แตบ่ รรลธุ รรมไมไ่ ดใ้ นชาตนิ นั้ ตอ้ ง เพยี รไป คอยตอ่ ไปในชาตอิ นื่ ๆ เพอ่ื ทจ่ี ะไดไ้ ปเกดิ ดว้ ยไตรเหตุ ย่ิงบางคนเกิดมาเป็นสุคติอเหตุกบุคคล เกิดมาไม่มีเหตุเลย แค่เกิดเป็นมนุษย์หรือว่าเทวดาช้ันจาตุมหาราชิกาชั้นที่หนึ่ง เกดิ มาในสคุ ตภิ มู ิ แตไ่ มม่ เี หต ุ ในขณะปฏสิ นธ ิ คอื ไมม่ อี โลภะ ไมม่ อี โทสะ และไมม่ อี โมหะ เปน็ อเหตกุ บคุ คล คอื บคุ คลทเ่ี กดิ มาแล้วจะเป็นคนพิกลพิการ เป็นบ้า เป็นใบ้ หรือตาบอด หูหนวกแต่กำเนิด คนพวกนี้ยิ่งไม่สามารถบรรลุมรรคผล นิพพานอะไรได้ เพราะเป็นคนไม่มีปัญญา บรรลุไม่ได้ ปฏิบัติธรรมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว บุคคลอีกประเภทหน่ึงเรียกว่า ทุคติเหตุกบุคคล ทุคติ- บุคคล คือบุคคลท่ีเกิดในอบายภูมิ อันน้ีย่ิงเลวร้ายใหญ่ เกิด เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน พวกนี้ บรรลุธรรมไม่ได้เลย อย่างเช่นพญานาคนี่เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่มีศรัทธาแอบมาบวชเป็นพระ พอหลับก็นอนขดเป็นงูอยู่ ในกุฏิ พระรูปอื่นไปเห็นก็ตกใจ พอต่ืนก็กลับร่างเป็นมนุษย์ พระก็ไปแจ้งพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงต้องให้สึก เพราะ เป็นอภัพบุคคล บรรลุธรรมไม่ได ้ ฉะน้ัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่ขนาดไหน เช่น ช้าง ปลาวาฬ ก็ไม่มีปัญญาที่จะบรรลุธรรม ย่ิงเป็นสัตว์ที่เล็กลงไป 140
ตืน่ รู้ เบิกบาน อกี ยงิ่ ไมร่ เู้ รอ่ื ง จดั เปน็ ทคุ ตบิ คุ คล คอื ผไู้ ปสคู่ วามทกุ ขม์ ดื บอด ทง้ั หมดนล้ี ว้ นมาจากการกระทำในปจั จบุ นั ในชาตกิ อ่ น ๆ ของสตั ว์ เหล่านัน้ คนท่ีทำอกุศลธรรม อกุสลา ธมฺมา จะส่งผลให้ไปเกิด ในทคุ ตภิ มู ิ ทำบาปดว้ ยโลภะ โทสะ โมหะ เปน็ อกสุ ลา ธมมฺ า ไปเกดิ ในอบายภมู ิ ๔ สว่ นคนทเ่ี จรญิ กศุ ล ทำกศุ ล บำเพญ็ กศุ ล กุศลจะส่งไปเกิดในสุคติภูมิ คือเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา ถ้า กุศลท่ีได้ฌานก็ไปเป็นพรหม มหากุศลที่บุคคลบำเพ็ญ เวลา ส่งผลให้ไปเกิดใหม่อย่างน้อยก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ชั้นต่าง ๆ แล้วแต่เหตุปัจจัยของกุศลนั้นว่ามีกำลังมากน้อย ขนาดไหน บำเพ็ญกุศลควรมีเจตนาครบ ๓ ประการ การบำเพ็ญกุศลแต่ละคร้ังประกอบด้วยเจตนา ๓ ประการ คือ ปุพพเจตนา ก่อนทำ มุญจเจตนา กำลังทำ และอปราปรเจตนา หลังจากทำแล้ว เจตนาทั้งสามประการน้ี จะต้องดี ไม่เสีย แล้วมีปัญญาเข้าประกอบอย่างใดอย่างหน่ึง จึงจะส่งผลให้เป็นติเหตุกบุคคลได้ในภพต่อไป ท่ีจะได้กำเนิด ใหมเ่ ปน็ บคุ คลทสี่ มบรู ณ ์ มคี ณุ ภาพ มสี ตปิ ญั ญา เปน็ ตเิ หตกุ ะ 141
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182