Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ตื่น รู้้ เบิกบาน

ตื่น รู้้ เบิกบาน

Published by Panadda Sujan, 2021-09-09 01:30:11

Description: ตื่น รู้้ เบิกบาน

Search

Read the Text Version

ส . เ ข ม รั ง สี แปลว่า  ได้เหตุ  ๓  คอื   อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ  กุศลน้ันจะต้องไม่เสียเจตนา  เช่น  ก่อนจะบำเพ็ญทาน เราต้ังอกตั้งใจเตรียมอาหารต่าง ๆ ไว้  ในขณะที่กำลังนำอาหาร มาถวายก็ยังมีใจที่ดีตลอด  หลังจากทำบุญแล้วก็ยังมีจิตใจดี ไม่เสียดาย  ไม่ขุ่นใจ  ไม่อาลัยในทรัพย์เหล่านั้น  รักษาเจตนาดี เรยี กวา่ มเี จตนาดที ง้ั สามประการ  แลว้ เวลาทำกศุ ลกม็ คี วามเขา้ ใจ ว่านี่เป็นบุญเป็นกุศล  มีกัมมัสสกตาปัญญา  คือมีสติปัญญา พจิ ารณาสภาวะรปู นามในขณะบำเพญ็ ทาน  อยา่ งนเ้ี ปน็ มหากศุ ล ทสี่ มบรู ณ ์ มที ง้ั ปญั ญาประกอบ  มเี จตนาดที งั้ สามประการ  เปน็ มหากศุ ลท่ีจะสง่ ผลใหไ้ ด้เกิดเปน็ ตเิ หตุกบุคคลในอนาคต  แต่ถ้าเกิดมีเจตนาเสียในประการใดประการหนึ่ง  ทั้ง ๆ ท่ี ทำบุญประกอบด้วยปัญญาตอนเตรียมทำก็ดี  กำลังทำก็ดี  ทำ เสรจ็ แลว้ กด็  ี หากเกดิ เสยี ดายขนึ้ มา  บญุ นนั้ จะตกอนั ดบั ลดจาก ติเหตุกบุคคลไปเป็นทวิเหตุกบุคคล  ถึงจะเกิดมาเป็นคนรวย ก็จริงตามที่บำเพ็ญทานไว้  รวย  สวย  มีทรัพย์สมบัติ  แต่ ปัญญาทจี่ ะบรรลุธรรมไมม่ กี ็ไม่สามารถบรรลธุ รรมได ้ ทีนี้ถ้าหากว่าบำเพ็ญกุศลท่ีเป็นญาณวิปปยุตต์  แบบไม่มี ปัญญาล่ะ  แต่ว่าเจตนาดี  ก่อนทำก็เจตนาดี  ขณะกำลังทำก็ เจตนาด ี หลงั ทำกเ็ จตนาดี  แตว่ า่ ไมเ่ ขา้ ใจ  ไมม่ วี ปิ สั สนาปญั ญา ไม่มีกัมมัสสกตาปัญญา  ก็ส่งผลให้เป็นทวิเหตุกบุคคลได้  คือ 142

ตน่ื   รู้  เบิกบาน เกิดมาเป็นคนรวย  สวย  เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ  แต่ ไม่มีปัญญา  และถ้าทำกุศลแบบไม่มีปัญญาด้วย  เจตนาก็เสีย ไปประการใดประการหนึ่ง  ท้ัง ๆ ท่ีทำก็ไม่มีปัญญาอยู่แล้ว  ไม่รู้ เร่ืองบุญเรื่องกรรมอะไร  แล้วยังปล่อยให้เจตนาเสียอีก  อันน้ี แหละจะส่งผลต่ำลงไปเป็นสุคติอเหตุกบุคคลเลย  ถึงจะได้เกิด เป็นมนุษย์  แต่ก็พิกลพิการบ้าใบ้บอดหนวก  ซ่ึงก็ยังดีท่ีไม่ไป ตกนรก  ยังพ้นจากนรก  เปรต  อสุรกาย  เป็นมนุษย์ถือว่า ยังดีกว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นสัตว์นรก  ที่ลำบากทุกข์ทรมาน กวา่ กนั เยอะทีเดียว  เมื่อกำลังของกุศลเสีย  ก็จะเปิดโอกาสให้อกุศลท่ีตัวเองมี อยู่แล้ว  บาปกรรมท่ีมีอยู่แล้วเข้ามาแทรกแซง  เกิดมาจึงพิกล พิการ  บ้าใบ้บอดหนวก  ความพิกลพิการไม่ใช่ว่าจะมีแต่มนุษย์ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา  เทวดาชั้นต้นก็พิกลพิการบ้าใบ้บอด หนวกได้เหมือนกัน  แต่ชั้นสูงข้ึนไปตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์จะไม่มี ความพิกลพิการ  เพราะเปน็ เทวดาชน้ั สูง  ฉะน้ันการทำบุญด้วยความรู้ความเข้าใจจะได้เปรียบกว่า เรียกว่าทำบุญเหมือนกัน  แต่ได้ไม่เหมือนกัน  มหากุศลต้อง ให้มีปัญญาเข้าประกอบอย่างใดอย่างหน่ึงไว้  แม้จะเกิดด้วย ความเฉย ๆ  อย่างมหากุศลดวงท่ี  ๕  อุเปกขาสหคตัง  ญาณ- สัมปยุตตัง  อสังขาริกัง  จิตมหากุศลดวงนี้เกิดข้ึนโดยไม่มีการ 143

ส . เ ข ม รั ง สี ชกั ชวน  ประกอบดว้ ยปญั ญา  ทำดว้ ยใจตวั เอง  แตว่ า่ เฉย ๆ  ก็ เกิดพร้อมด้วยความเฉย ๆ  ฉะนั้นถ้าเราเป็นผู้เจริญสติกำหนด รู้ได้  รู้จิตตัวเองว่าจิตไหนเป็นกุศลท่ีเกิดขึ้นเอง  กุศลอันนี้ต้อง ชวน  กุศลอันนี้มีปัญญา  ไม่มีปัญญา  ในขณะที่เราพิจารณา สภาวะจติ ใจตวั เองอย่นู ั้น  กก็ ลับเป็นกุศลข้นึ มาอกี   กศุ ลทเ่ี กดิ จากการพจิ ารณาเปน็ กศุ ลทม่ี ปี ญั ญาเขา้ ประกอบ อย่างผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานเจริญภาวนา  โอกาสที่กุศลมีปัญญา กจ็ ะเกดิ ขนึ้ ได ้ หรอื คนทไ่ี มไ่ ดเ้ จรญิ กรรมฐาน  แตพ่ จิ ารณาเรอ่ื ง กรรม  เรอื่ งผลของกรรม  กเ็ ปน็ มหากศุ ลทมี่ ปี ญั ญาได ้ อยา่ งเชน่ เวลาที่เราประสบความทุกข์  ก็พิจารณาว่าน่ีคือผลของกรรม น่ีผลของบาป  แสดงว่าเราทำบาปไว้อย่างน้ีผลก็เกิดมาอย่างนี้ ขณะท่ีพิจารณาอยู่น้ัน  มหากุศลก็ได้เกิดข้ึนพร้อมด้วยกัมมัส- สกตาปัญญา  การพิจารณาอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับการให้ทาน  รักษาศีล  แต่ เป็นเร่ืองของการพิจารณา  สังเกต  จิตเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศล ก็รู้  เม่ือประสบกับความทุกข์  ก็พิจารณาว่าน่ีเป็นวิบาก  เป็น อกุศลวิบากที่เราได้เคยทำไว้  หรือเราเห็นคนอ่ืนพิกลพิการ  เห็นสัตว์เดรัจฉาน  ช้าง  หมา  แมว  เป็นข้ีเรื้อนบ้าง  ขาด้วน บ้าง  เราก็พิจารณาว่า  พวกนี้เป็นสัตว์ที่ต้องเสวยผลกรรม เพราะทำอกุศลกรรมไว้จึงต้องเกิดมาเป็นเช่นนี้ ๆ  จิตขณะน้ันก็ 144

ตืน่   รู้  เบิกบาน เป็นมหากุศลท่ีมีกัมมัสสกตาปัญญาเข้าประกอบ  จิตเป็นกุศล เพราะเขา้ ใจเรือ่ งกรรม เพราะฉะนน้ั การพจิ ารณาเวลาทมี่ อี ารมณม์ าปรากฏกระทบ เกิดเสียงดัง  เสียงด่า  ทำให้หนวกหู  เราก็พิจารณาว่านี่มัน เป็นผลของกรรมท่ีตัวเองเคยทำไว้  จิตขณะนั้นก็เป็นกุศล ที่มีกัมมัสสกตาปัญญา  แต่ถ้าเกิดมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่ กำลังปรากฏ  เช่น  ระลึกรู้สภาพเสียงที่ได้ยิน  ระลึกรู้จิตท่ีรับรู้  จติ ทร่ี สู้ กึ   มเี สยี งเปน็ สภาวะ  การไดย้ นิ จงึ เปน็ สภาวะ  จติ ทร่ี บั รู้ เปน็ สภาวะ  สตมิ กี ารระลกึ รพู้ จิ ารณาเหน็ สภาวะ  มปี ญั ญาเกดิ ขน้ึ เห็นสภาวธรรม  จิตขณะนั้นก็จะเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตต์ได้ เปน็ มหากศุ ลทปี่ ระกอบดว้ ยวปิ สั สนาปญั ญา  ซง่ึ จะดกี วา่ พจิ ารณา เร่ืองกรรม  การพิจารณาถึงสภาวะของปรมัตถธรรม  อันนี้จะ เป็นไปเพื่อออกจากทุกข์  ออกจากวัฏสงสาร  หรือแม้เวลาท่ี ประสบกบั สงิ่ ด ีๆ  อาจจะเหน็ คนอนื่ เขาไดด้  ี คนนนั้ ไดย้ ศไดล้ าภ เขาเกิดมาหน้าตาดี  ผิวพรรณดี  เราต้องนึกพิจารณาว่า  นี่เป็น เพราะเขาทำบุญกุศลไว้จึงได้มาอย่างนี้  จิตของตนเองก็เป็น กุศล  มีกัมมัสสกตาปัญญาเข้าประกอบ  ดังนั้นไม่ว่าเราจะเจอ กับสภาวะอันใดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  ก็สามารถนำมาเป็น กุศลไดห้ มด  นำมาเป็นปัญญาได้หมด  เจออัพยากตธรรมก็พิจารณาให้เป็นกุสลา  ธมฺมา  เป็น 145

ส . เ ข ม รั ง สี กุศลที่มีปัญญา  อัพยากตธรรมในส่วนของรูป  รูปทางตาคือสี รูปทางหูคือเสียง  รูปทางจมูกคือกลิ่น  รูปทางลิ้นคือรส  รูป ทางกายคือเย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  หย่อน  ตึง  จะพิจารณา เวลาสี  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะท่ีมากระทบ  มีสติระลึกรู้ มีปัญญาพิจารณาเห็นสภาวะ  แม้ว่ารูป  เสียง  กล่ิน  รส โผฏฐัพพะที่มากระทบไม่ดี  เช่น  ร้อนเกินไป  หนาวเกินไป ทำให้ปวด  เจ็บ  ไม่สบายร่างกาย  ก็พิจารณาว่ามันเป็นวิบาก- กรรม  เป็นผลของกรรมท่ีเราทำไว้  ต้องใช้หนี้กรรม  มี สติปัญญาพิจารณาถึงสภาวะของรูปที่มากระทบ  เห็นเป็นเพียง รูปธรรม  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ก็มีกุศลเกิดขึ้นขณะที่มีวิปัสสนา- ปัญญา  ถึงจะประสบกับอารมณ์ท่ีไม่ดี  แต่นำมาเป็นปัจจัยให้ เกิดมหากุศลที่มีปัญญาเขา้ ประกอบได้  การประสบกับภัยพิบัติ  เสียทรัพย์  หรือต้องพลัดพราก สญู เสยี บคุ คลอนั เปน็ ทร่ี กั   กต็ อ้ งรวู้ า่ นเ่ี ปน็ วบิ าก  เปน็ อกศุ ลวบิ าก จึงต้องประสบกับการสูญเสีย  การพลัดพราก  เป็นอกุศลวิบาก เป็นอัพยากตธรรม  แล้วพิจารณาให้เป็นเครื่องสอนใจตัวเองว่า ชวี ติ กเ็ ปน็ เชน่ นแี้ หละ  เกดิ มาหนไี มพ่ น้ เรอื่ งความแก่  ความเจบ็ ความตาย  ความพลดั พราก  ความทกุ ข์  สงั ขารนเ้ี ปน็ ทกุ ข์  การ พิจารณาอย่างน้ีก็จะกลับเป็นกุศล  ยิ่งพิจารณาจนเกิดความ สังเวช  เกิดความสลดใจ  เข้าใจ  น้อมเข้าสู่สภาวะปรมัตถ์ 146

ต่ืน  รู้  เบกิ บาน ระลึกเข้ามาถึงกาย  ถึงจิต  ถึงสภาวะของรูปธรรม  ก็จะเกิด เป็นมหากุศลต่อเน่ือง  จนกุศลนั้นมีปัญญาญาณเข้าประกอบ กุศลเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับการให้ทาน  ไม่ได้เก่ียวกับการต้อง สละทรัพย์  แต่เกี่ยวกับการพิจารณาสัจธรรม  ความเป็นจริง คนท่ีเข้าใจก็จะสามารถสร้างบุญสร้างกุศลได้เสมอ  คนจน ก็ทำได้  คนไม่มีสตางค์ก็ทำบุญได้  ทำบุญด้วยปัญญา  เพราะ รู้จักพจิ ารณาเขา้ หาความเป็นจริง การฟังธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้เรามีความ เข้าใจ  รู้จักสะสมเหตุปัจจัยของปัญญา  เพราะฉะน้ันสิ่งสำคัญ คือ  เมื่อฟังธรรมแล้วให้นำธรรมะกลับมาพิจารณาเป็นข้อคิด นำมาปรับปรุง  นำมาเจริญในธรรมของตัวเอง  ธรรมะท้ังหลาย ถา้ ไมไ่ ดล้ งมอื กระทำ  ไมไ่ ดล้ งมอื เจรญิ   เรากจ็ ะไมไ่ ดร้ บั ประโยชน์ เทา่ ทค่ี วร  เหมอื นยานน้ั จะดขี นาดไหน  แตถ่ า้ ไมน่ ำมากนิ   มาใช้ เราก็ไม่สามารถจะรับประโยชน์จากยานั้นได้  ธรรมะท้ังหลาย จึงต้องอยู่ท่ีเราบำเพ็ญ  ต้องดำเนิน  ต้องเจริญ  ต้องสะสม ให้มากข้ึนไป  แล้วมีเป้าหมายสู่มรรคผลนิพพาน  สู่การสละ การละกเิ ลส  กุศลท่ีเราทำจะเป็นปัจจัยส่งต่อไปเป็นกุศลที่จะส่งให้ หลุดพน้ จากวฏั สงสาร  นัน่ แหละถงึ เป็นทางแหง่ ความดับทุกข์ 147

ส . เ ข ม รั ง สี การสง่ั สมนสิ ัย คร้ังหน่ึงพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่  ณ  เชตวนาราม กรุงสาวัตถี  อุบาสก  ๕  คนที่ฟังธรรมอยู่มีกิริยาไม่เหมือนกัน อบุ าสกคนหนงึ่ นงั่ ขดี ดนิ เลน่ ไปเรอื่ ย  ไมไ่ ดต้ ง้ั ใจฟงั   อกี คนหนง่ึ ก็น่ังหลับ  อีกคนก็น่ังแหงนหน้าดูท้องฟ้าเล่นเร่ือยไป  เพราะ การแสดงธรรมส่วนใหญ่อยู่กลางแจ้งใต้ต้นไม้  อีกคนหน่ึง ก็เขย่าต้นไม้เล่น  อีกคนหนึ่งตั้งตัวตรงดำรงสติ  ตั้งใจฟัง  พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำไมอุบาสกเหล่าน้ีถึง ไมต่ ง้ั ใจฟงั ธรรมะทพ่ี ระองคแ์ สดง  พระพทุ ธเจา้ ทรงตอบวา่   คน เหล่านี้ในชีวิตแสนกัปชาติไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย  คำว่าพุทโธ ธัมโม  สังโฆ  ก็ไม่เคยได้ยิน  เพราะฉะน้ันเขาเลยไม่มีความ สนใจ  ตง้ั ใจ  ไมม่ อี ธั ยาศยั มากอ่ น  กจ็ ะมดื มนอยอู่ ยา่ งน ี้ ฉะนน้ั เราทั้งหลายจึงต้องมาเริ่มได้ยินได้ฟังให้ผ่านหูผ่านใจไว ้ ต่อไป ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดมาชาติไหนก็จะเป็นผทู้ ่ีฟังรู้เร่ือง  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  อุบาสกท่ีนั่งแล้วใช้น้ิวไชดินไปเรื่อย  เพราะเขาเคยเกิดเป็นไส้เดือนมา  ๕๐๐  ชาติ  ไส้เดือนเจอดิน ไม่ได้เป็นต้องไช  อุบาสกอีกคนนั่งหลับประจำ  ก็เพราะเคย เกิดเป็นพญางูหรือที่เรียกว่าพญานาคนี่หลับเป็นพุทธันดร พทุ ธนั ดรกค็ อื ชว่ งเวลาทโ่ี ลกวา่ งจากพระพทุ ธศาสนา  หรอื ชว่ งเวลา 148

ตน่ื   รู้  เบิกบาน ที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หน่ึงสูญส้ินแล้ว  และพระ- พุทธเจ้าองค์ใหม่ยังไม่อุบัติ  หลับถึงขนาดน้ัน  พอพระพุทธเจ้า อธษิ ฐานจติ แลว้ ลอยถาด  ถาดลอยทวนกระแสนำ้ แลว้ จมลงไปสู่ ก้นบาดาล  ถาดนั้นก็ไปซ้อนถาดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนท่ี อธิษฐานไว้  เสียงก็ดัง  พญานาคเลยตื่นมา  วันก่อนก็มีพระ- พุทธเจ้าตรัสรู้ไปองค์  วันน้ีจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้อีกแล้ว  แล้ว ก็หลับต่ออกี   เรยี กว่านอนกันเปน็ พทุ ธนั ดร  อบุ าสกอกี คนหนงึ่ ชอบแหงนดทู อ้ งฟา้ ประจำ  พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ เคยเปน็ หมอด ู ดดู วงดาวมา  ๕๐๐  ชาต ิ เกดิ มาไมใ่ ชช่ าติ เดยี ว  เกดิ ตดิ  ๆ กนั   จงึ ตดิ นสิ ยั เชน่ นม้ี า  แลว้ อบุ าสกอกี คนหนงึ่ ทเี่ ขยา่ ตน้ ไมน้ ่นั ก็เกดิ เป็นลงิ มา  ๕๐๐  ชาติ  จงึ อยูน่ ่ิงไม่ได้  ส่วนอุบาสกท่ีน่ังตัวตรง  ต้ังใจฟังดี  ไม่ง่วง  ไม่หลับ ต้ังอกต้งั ใจ  เป็นเพราะเขาเคยเกิดเป็นพราหมณ ์ ศกึ ษาไตรเพท มา  ๕๐๐  ชาติ  เคยฝึกตนเองมา  เคยเรียนศิลปะมา  เขาก็ เทียบเคียงเราได้  บางคนนิสัย  จิตใจสั่งสมมาไม่เหมือนกัน ฉะนั้นอุบาสกเหล่านี้ไม่เคยได้ยินเลยคำว่า  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ จะใหเ้ ขามาสนใจ  เล่อื มใสธรรมะจึงเปน็ เร่อื งยาก  คนที่ปฏิบัติธรรมก็ไม่เหมือนกัน  บางคนฟังธรรมะเข้าใจ รู้เร่ืองดี  บางคนฟังไม่รู้เรื่องเลย  เร่ืองรูป  เร่ืองนามอะไรไม่รู้  แต่ถ้าหากเพยี รฟงั   ศกึ ษาและฟังบ่อย ๆ หลายหนหลายเท่ียวเข้า 149

ส . เ ข ม รั ง สี เป็นเดือนเป็นปีเข้าก็รู้เร่ืองได้  แต่จะนานหน่อย  คนท่ีส่ังสม อินทรียบารมีมาอ่อน  ไม่เคยได้ฟังธรรมะมา  ก็จะฟังยาก  แต่ บางคนท่ีเขามีของเก่าสั่งสมมามาก  จะน่ังฟังธรรมอย่างเบิกบาน ใจ  ฟังแล้วรู้สึกปีติใจ  อิ่มเอิบใจ  ตื่นตัว  ตื่นใจ  ฉะน้ันคนเราทุกคนจึงไม่เหมือนกัน  แต่ก็ยังดีท่ีสามารถ นำตวั เองเขา้ มาในศาสนาได ้ เรยี กวา่ เขา้ มาสเู่ สน้ ทางทจ่ี ะพน้ ทกุ ข์ ทจี่ ะดบั ทกุ ขใ์ หต้ วั เอง  คนอกี จำนวนมากยงั ไกลตอ่ ความพน้ ทกุ ข์ อยู่มาก  เพราะเขาไม่ได้สนใจธรรมะเลย  ใช้ชีวิตอยู่กับโลก อยกู่ บั สงั คม  อยกู่ บั รปู   รส  กลนิ่   เสยี ง  ทน่ี า่ ใคร ่ นา่ ปรารถนา  หมกมนุ่ อยใู่ นกาม  หลงอยใู่ นโลก  บางคนกเ็ มาอยเู่ สมอ  บางคน ติดการพนัน  ยาเสพติด  มหรสพ  หนัง  ละคร  เพลง  ก็ ไม่สามารถเขา้ หาธรรมะได้  150

ต่นื   รู้  เบกิ บาน 151

ส . เ ข ม รั ง สี 152

ตน่ื   รู้  เบกิ บาน ๑๐. เจริญเมตตาภาวนา การนำหลักธรรมคำสอนท่ีพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มา ถ่ายทอดให้ท่านทั้งหลายนำไปประพฤติปฏิบัติ  เพ่ือประโยชน์ เพื่อความสุข  เพราะถ้าเราเป็นผู้มีธรรมก็จะชนะความทุกข์ได้ ดังนั้นหากปรารถนาความร่มเย็นเป็นสุขต้องเร่งลงมือปฏิบัติ ภาวนาศกึ ษาธรรมะ  เพอ่ื ทจ่ี ะไดด้ บั รอ้ นผอ่ นทกุ ขใ์ หเ้ ขา้ ถงึ ความสขุ   ถา้ เราปฏบิ ตั ธิ รรมไดน้ อ้ ยเราจะพบความสขุ ไดน้ อ้ ย  ปฏบิ ตั ิ ธรรมไดม้ ากกไ็ ดร้ บั ความสขุ มาก  ปฏบิ ตั ธิ รรมยงั นอ้ ยกค็ ลคี่ ลาย ความทุกข์ได้น้อย  ปฏิบัติธรรมเจริญก้าวหน้าก็ดับความทุกข์ พ้นทุกข์ได้มาก  และหากปฏิบัติจนถึงท่ีสุดจะหลุดพ้นจากกอง ทกุ ขท์ ง้ั หลายได้ในที่สุด  ในพระพุทธศาสนามีวิธีการปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์โดย ส้ินเชิงได้  ธรรมะข้อแรกท่ีจะนำมามอบให้ท่านท้ังหลายคือการ 153

ส . เ ข ม รั ง สี รู้ละวาง  และธรรมะอีกข้อหน่ึงคือการแผ่ความรัก  ความ ปรารถนาดที ่ีเรยี กวา่   เมตตา  ฝึกปล่อยวาง  จิตสบาย รลู้ ะวาง  หมายถงึ   เราตอ้ งมสี ต ิ ดแู ลรกั ษาจติ ของเราดว้ ย ความปล่อยวางอยู่เสมอ  ถ้าจิตมีการดูแล  มีการปล่อยวางอยู่ จิตก็จะมีความสบาย  มีความปลอดโปร่งโล่งใจ  มีความสุขข้ึน ดังนั้นในขณะท่ีเรากำลังทำการงาน  กำลังยืนเดินนั่งนอน  ทำ อะไรอยู่ก็ตาม  ถ้าหัดเป็นผู้มีสติ  นำความระลึกรู้เข้ามาสังเกต สภาพในใจตนเอง  สังเกตสภาพความรู้สึกในร่างกายตนเอง ด้วยความปล่อยวางอยู่  รู้อย่างปล่อยวาง  ใจเราก็จะมีความ แจ่มใส  มีความเบิกบาน  มีความสุข  เพราะจิตโดยปกติแล้ว จะมีกิเลสมาห่อหุ้ม  ถ้าขาดสติปัญญา  ขาดการพิจารณาโดย แยบคาย  ใจก็เศร้าหมอง  เร่าร้อน  วิตกกังวล  เป็นทุกข์  ฉะน้ันเพียงแค่มีสติสัมปชัญญะ  ใส่ใจระลึกรู้ตรง ๆ ต่อ สภาพของจิตที่กำลังปรากฏอยู่ขณะน้ี  ว่าจิตขณะน้ีกำลังรู้สึก กำลังนึก  แล้วใส่ความปล่อยวางลงไปพร้อมกับการระลึกรู้ จิตจากเศร้าหมองก็จะคลาย  จะใสข้ึน  จิตท่ีวุ่นวายคลายเป็น ความสงบ  จิตที่เร่าร้อนจะผ่อนลงมาเป็นความร่มเย็น  เพียงเรา 154

ตืน่   รู้  เบิกบาน ใช้ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ  หย่ังรู้ดูกระแสของจิตใจหรือ รา่ งกายด้วยความปล่อยวาง  ระลึกร ู้   ระลึกรู้เป็นเร่ืองท่ีเราต้องฝึกหัด  ฝึกฝน  ใส่ใจ  ส่วน ปล่อยวางก็เป็นเรื่องต้องฝึกหัดเช่นกัน  บางคนระลึกได้แต่ไม่ ปล่อยวาง  ยังยึดถือ  ใจก็ไม่เบา  ยังเศร้าหม่นหมองอยู่  ฉะน้ัน เม่ือฝึกทำใหม่   ๆ  อาจต้องใช้คำสอนที่เตือนใจตนเองไปก่อน เวลาที่ใส่ใจระลึกรู้ดูในกระแสจิตให้สอนตัวเองว่าปล่อยวาง ท่องคาถาว่าปล่อยวางไปก่อน  หรือไม่ก็ท่องว่า  ไม่เอาอะไร ไมเ่ อาอะไร  จติ จะคอ่ ย ๆ คลายตวั จากความอยาก  จากความยดึ พอมันคลายตัวก็จะเบา  ใจจะใสขึ้น ๆ  ความสุขก็เกิด  ความ ทุกข์คล่ีคลาย  เหมือนความร้อนที่มอดลง  ความเย็นก็ปรากฏ ฉะน้ันทุกคร้ังท่ีนึกขึ้นได้ให้เราใส่ใจ  ระลึกรู้สึกตัว  รู้สึกตัวใน ท่ีน้คี ือทงั้ กายและใจ  นกึ ข้ึนได้เมอื่ ไรก็ใสใ่ จระลึก  ทำความรู้สกึ ในกาย  ในใจ  ในปัจจุบัน  แล้วก็ใส่คำสอนไปก่อนว่าปล่อยวาง ไม่เอาอะไร  แค่น้ีก็มีประโยชน์อย่างมหาศาล  ได้รับประโยชน์ ทันทีที่เกิดการระลึกรู้อย่างปล่อยวาง  ประโยชน์เกิดข้ึนทันทีคือ ๑.  ได้สะสมสติสัมปชัญญะที่จะเป็นฐานให้เกิดปัญญา รู้แจ้งได้ตลอดเกิดขึ้น  ๒.  ได้รับความคล่ีคลาย  ได้รับความสุขใจเกิดขึ้น  ทำให้ ชีวิตเราอยอู่ ยา่ งมคี วามสขุ   155

ส . เ ข ม รั ง สี ดูเหมือนจะไม่ยาก  เพียงแค่ระลึกอย่างปล่อยวาง  แต่ถ้า เข้าใจแล้วไม่ฝึกหัดก็ทำไม่ได้  อยู่ท่ีเราต้องเริ่มต้นฝึกหัดใส่ใจ ระลึกเอาความร้สู กึ ตัว  รูส้ งั ขารรา่ งกายดว้ ยความปล่อยวาง  ธรรมะอีกข้อหน่ึงคือ  การแผ่เมตตา  การแผ่ความรัก ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ผสมผสานกับการเจริญวิปัสสนาได้ โดยเฉพาะการแผ่เมตตากับการปล่อยวางมันผสานเข้ากันได้ การฝึกให้รู้ความรู้สึกในกายในใจด้วยความปล่อยวางเป็นการ เจรญิ วปิ สั สนาทร่ี วบยอด  ถา้ ทำตรงนี้ไดก้ ็เขา้ ถงึ ธรรม  ดับทุกข์ ดบั ร้อน  ผอ่ นทกุ ข ์ เข้าถึงความสุข  ส่วนการเจริญเมตตา  คือต้องบริกรรมในใจ  แล้วให้ใจ เราน้อมตาม  ใจเม่ือถูกนำบ่อย ๆ ก็จะคล้อยตาม  เกิดความ เบิกบาน  แจ่มใส  เป็นสุข  เพราะการแผ่เมตตาเป็นการเอาชนะ ความโกรธ  เอาชนะความไม่สบายใจ  ร้อนใจ  ใจที่มีความ ขุ่นใจจะเป็นทุกข์  เศร้าหมอง  ถ้าเรามีเมตตา  จิตก็จะห่างไกล จากความโกรธ  ความหงุดหงิดไม่สบายใจ  เม่ือใจมีความสุข เวลาท่ีเราไปเก่ียวข้องกับบุคคลใด  ก็จะเกิดการแผ่ความสุขให้ แก่ผู้ท่ีเกี่ยวข้อง  นำความสุขออกไปทางกายกรรม  เมตตา กายกรรม  เมตตาวจีกรรม  เมตตามโนกรรม  ถ้าเราแผ่เมตตากันในครอบครัว  ครอบครัวก็จะร่มเย็น เป็นสุข  จะปรองดองรักใคร่สมานสามัคคีกัน  แต่ตัวเราเองต้อง 156

ตนื่   รู้  เบกิ บาน เป็นผู้แผ่ก่อน  แล้วสอนคนข้างเคียงในครอบครัวให้แผ่เมตตา ขยายออกมาในท่ีทำงาน  สมาชิกในท่ีทำงาน  ช่วยกันสอน ช่วยกันแผ่เมตตา  ยิ่งขยายออกไป  คนในประเทศแผ่เมตตา กันมาก ๆ  จะเกิดความร่มเย็นเป็นสุข  จะเกิดนิมิตหมายท่ีดี เกิดสิริมงคล  เจรญิ เมตตาใหผ้ ล  ๑๑  ประการ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์ของการเจริญเมตตาไว้ว่า ประโยชน์ทเี่ ราจะไดร้ ับมีด้วยกัน  ๑๑  ประการ  คอื ๑.  หลับเป็นสุข  บางคนหลับไม่ค่อยเป็นสุข  หลับไม่สนิท ถ้าเราแผ่เมตตาจะหลับเป็นสุข ๒.  ต่ืนมาเป็นสุข  บางคนต่ืนมาแล้วไม่อยากจะลุกเลย  พักผ่อนเหมือนพักไม่เพียงพอ  ถ้าเราเจริญเมตตาต่ืนขึ้นมาก็จะ เป็นสุข ๓.  ไมฝ่ นั ร้าย  ถ้าฝนั กฝ็ นั ดี  ๔.  เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย  ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ๆ ก็ มีแต่คนรัก  เมตตา  ให้การต้อนรับ  เอื้อเฟื้อ  หยิบย่ืนน้ำใจ ไมตรใี ห ้ ๕.  เป็นท่ีรักของอมนุษย์ท้ังหลาย  ส่ิงท่ีไม่ใช่มนุษย์ 157

ส . เ ข ม รั ง สี บุคคลท่ีไม่ใช่มนุษย์  จะเป็นภูตผีปีศาจหรืออะไรก็แล้วแต่  ถ้า เราแผ่เมตตา  เขาจะกลับเป็นมิตร  มีเมตตาต่อเรา  หากเรา ไม่แผ่เมตตา  บางทีเราจะอยู่ไม่เป็นสุข  เขาจะแสดงนิมิตให้เห็น เชน่   ฝนั รา้ ยบา้ ง  เดยี๋ วกม็ โี รคตา่ ง ๆ เบยี ดเบยี น  ใหเ้ ปน็ อยา่ งนน้ั อย่างน้ีบา้ ง  เพราะถา้ เราไมม่ ีเมตตา  เขากไ็ มม่ ีความสุข  มีภิกษุกลุ่มหน่ึงไปพักอยู่ในป่า  มีเทวดาอยู่บนต้นไม้ เรียกว่า  รุกขเทวดา  เมื่อเห็นภิกษุมาพักอยู่ท่ีโคนต้นไม้  ก็ ไม่กล้าอยู่บนต้นไม้ด้วยเกรงอำนาจของศีล  จึงพากันหอบลูก หอบหลานลงมาอยกู่ บั พน้ื แผน่ ดนิ   คดิ วา่ อดทนรอไปสกั คนื หนงึ่ เด๋ียวพรุ่งน้ีท่านคงไป  ผ่านไปวันแล้ววันเล่าภิกษุก็ยังไม่ยอมไป เผอิญว่าเป็นช่วงเข้าพรรษา  ภิกษุอธิษฐานจำพรรษาท่ีนั่น เทวดาชักเดือดร้อน  เลยหาทางจะกล่ันแกล้งให้ภิกษุหนีจากไป จึงได้ทำนิมิตเป็นภาพให้ปรากฏ  ให้เห็นเป็นผีหัวขาดบ้าง  ให้ ฝนั รา้ ยบา้ ง  ใหเ้ หน็ เปน็ สตั วต์ า่ ง ๆ บา้ ง  แทรกเขา้ มาใหภ้ กิ ษปุ ว่ ย เจบ็ อยา่ งนน้ั อยา่ งนบ้ี า้ ง  ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั อยไู่ มเ่ ปน็ สขุ   ไปกไ็ ปไมไ่ ด้ ปฏิบัติก็ไม่ได้ผลอะไร  แต่ต้องทนอยู่เพราะจำพรรษา  พอ ออกพรรษาแล้วก็รีบหนีออกจากที่น่ันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ถามว่าเธอจำพรรษาที่ไหน  มีความเป็นอยู่อย่างไร ภิกษุก็เล่าถวายว่าจำพรรษาอยู่ในป่าใหญ่  ไม่เป็นอันประพฤติ ปฏบิ ตั  ิ เหน็ ภาพทไ่ี มด่  ี อยกู่ นั ดว้ ยความทกุ ขร์ อ้ น  พระพทุ ธเจา้ 158

ต่นื   รู้  เบิกบาน จึงให้บทแผ่เมตตา  ให้ไปเจริญเมตตาท่ีน่ัน  ภิกษุรับแล้วก็ กลับไป  พอไปเจริญแผ่เมตตา  เทวดาท่ีอยู่ตรงน้ันก็กลับใจ เป็นมิตร  มีความรักภิกษุเหล่านั้นเหมือนกับบุตร  เหมือน มารดาอนุเคราะห์บุตร  ดูแลภัยอันตรายไม่ให้มากล้ำกราย ภิกษุเหล่านั้นจึงปฏิบัติธรรมด้วยความสะดวกสบาย  ประสบ ความสำเร็จได้บรรลุธรรม  นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าไปอยู่ท่ีใด  เรา ไม่เจริญเมตตา  ก็จะถูกรบกวน  มีอันตราย  หากเรามีเมตตา อมนุษย์ก็มีเมตตาต่อเรา  หลับเป็นสุข  ตื่นเป็นสุข  ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ท้ังหลาย  และเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖.  เทวดารักษา  คนไหนท่ีไม่มีเทวดารักษาก็จะถูกสิ่งไม่ดี มาร  หรืออมนุษย์คิดร้ายมาเล่นงาน  มาแทรกซ้อน  แต่ถ้ามี เทวดารักษาก็ปลอดภัย  ย่ิงปัจจุบันน้ีเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติ แผ่นดินไหวตายกันทีละมาก ๆ  มีโรคระบาด  ภัยจากผู้ก่อการ ร้ายวางระเบิด  ภัยจากสงคราม  เราจะหนีไปไหนถ้าไม่มีเกราะ ปอ้ งกนั ภยั อนั ตรายทเ่ี กดิ ขนึ้   ฉะนนั้ บา้ นเมอื งเราทมี่ ปี ญั หามาก ๆ ตายกันเยอะ ๆ  เพราะว่าเราทำบาปกันมากข้ึน  เทวดาเลยช่วย ไม่ไหว  ไปที่ไหนแผเ่ มตตาไว ้ เทวดาจะไดร้ ักษาใหป้ ลอดภยั ๗.  หนา้ ตาผ่องใส  คนทเี่ จริญเมตตาหนา้ ตาจะผ่องใส ๘.  สมาธิต้ังม่ันได้เร็ว  คนท่ีเจริญเมตตาจิตจะเป็นสมาธิ ได้ง่าย  ตง้ั ม่ันได้เร็ว 159

ส . เ ข ม รั ง สี ๙.  ศัสตรา  อาวุธก็ดี  ไฟก็ดี  ยาพิษก็ดี  ทำอันตราย ไมไ่ ด้ ๑๐.  ไม่หลงตาย  ตอนตายไม่หลง  ถ้าหลงตายก็ไปอบาย ไปเกิดในนรก  เปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน  คนที่แผ่เมตตา เวลาตายจะไมห่ ลง ๑๑.  ถ้าได้ฌานด้วย  ตายแล้วไปสู่พรหมโลก  ถ้าไม่ได้ ฌานก็อยสู่ ุคติภมู ิ เพราะฉะน้ันถ้าเราเจริญเมตตาจะได้รับอานิสงส์ถึง  ๑๑ ประการ  บทเจรญิ เมตตากค็ อื   สพั เพ  สตั ตา  ขอใหส้ ตั วท์ ง้ั หลาย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อะเวรา  อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพพะยาปัชฌา  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกัน และกันเลย  อะนีฆา  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย  สุขี  อัตตานัง  ปะริหะรันตุ  จงมีความสุขกายสุขใจ รกั ษาตนใหพ้ น้ จากทุกข์ภัยท้งั สิน้ เถดิ   ท่องเพียงรอบเดียวไม่ได้  ต้องว่าซ้ำ ๆ จนจิตคล้อยตาม เร่ิมท่องคร้ังแรก ๆ ใจเราอาจยังดื้ออยู่  ยังไม่มีเมตตาตามที่เรา พูด  จงึ ต้องว่าซำ้  ๆ จนกวา่ ใจเราจะเมตตาจรงิ  ๆ  เพราะเวลาที่ใจ มีเมตตาน้ัน  ใจจะมีความอิ่มเอิบ  มีความผ่องใส  ถ้าท่องภาษา บาลีไม่คล่องก็พูดเป็นภาษาไทยได้  เพราะความสำคัญอยู่ท่ีการ ทำใหใ้ จคลอ้ ยตาม  ใจสบาย  ใจนอ้ มไปในทางเมตตา  คอื   ขอให้ 160

ตนื่   รู้  เบิกบาน สัตว์ท้ังหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีเวรแก่กันและกัน เลย  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย  ขอให้มีความ สขุ กาย  สขุ ใจ  รกั ษาตนใหพ้ น้ จากทกุ ขภ์ ยั ทงั้ สนิ้ เถดิ   หรอื อาจจะ วา่ ประโยคเดยี วทเี่ ราถนดั กไ็ ด ้ เชน่   ขอใหส้ ตั วท์ ง้ั หลายจงเปน็ สขุ เป็นสุขเถิด  ขอให้สัตว์ท้ังหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  เพียงแค่ ประโยคเดียวถ้ายงั จำไมไ่ ด้  กช็ ว่ ยไม่ไดแ้ ลว้   เจริญเมตตาซำ้  ๆ  จิตเกดิ ความอ่ิมเอบิ การเจริญเมตตาต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย ถึงจะได้ผล  เราจะประจักษ์กับสิ่งต่าง ๆ ในทางท่ีดีเข้ามาในชีวิต เริ่มตั้งแต่ยามตื่นข้ึนมาก็เจริญเมตตาเลยว่า  ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นสุขเป็นสุข  ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุข  เดินอยู่ นั่งอยู่  ไปที่ไหน  อยู่ในรถ  หรือนึกข้ึนได้ก็ขอให้สัตว์ท้ังหลาย จงเป็นสุขเป็นสุข  ขอให้สัตว์ท้ังหลายจงเป็นสุขเป็นสุข  ถ้าว่า ซำ้  ๆ จติ จะเกดิ เมตตาจรงิ   ทำใหจ้ ติ มคี วามอมิ่ เอบิ   หนา้ ตาแจม่ ใส จิตใจเบิกบาน  นี่คือวิธีท่ีจะทำให้เรามีความสุข  ถ้าเราเจริญ วิปสั สนาดว้ ย  สตสิ ัมปชัญญะจะมาระลึกร้ทู ใ่ี จตนเอง  สมั ผสั ใจ ทอี่ ม่ิ เอบิ   สมั ผสั ใจทมี่ คี วามผอ่ งใส  มคี วามสขุ   สมั ผสั ทห่ี นา้ ตา 161

ส . เ ข ม รั ง สี ใบหนา้   แววตา  ปาก  จากนนั้ ใหส้ งั เกตความรสู้ กึ ทรี่ า่ งกาย  ทใ่ี จ แล้วเจริญเมตตาไปเรื่อย ๆ  มีสติมารู้ด้วยการปล่อยวาง  เป็น การเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป  จะได้ประโยชน์ มากมายมหาศาลทีเดียว  ประโยชน์ของการเจริญสมถะด้วยการแผ่เมตตาก็มาก อย่แู ล้ว  ยังได้ประโยชน์จากการเจริญวิปัสสนาด้วย  คือ  ทำให้ เกดิ สติปัญญา  รู้แจ้งแทงตลอดในสัจธรรม  ที่จะละกิเลส  โดย อาศัยฐานของสมถะมาเป็นปัจจัย  แล้วเจริญวิปัสสนาสลับกัน ไป  เรียกวา่   ยุคนันทสมถวิปัสสนา  พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่   ความสงบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการเจรญิ เมตตา ชั่วขณะหน่ึงมีอานิสงส์มาก  มีผลมาก  ถ้าใครที่ใจเป็นทุกข์ จิตใจไม่ผ่องใส  ไม่อ่ิมเอิบ  ไม่มีความสุข  ใช้ธรรมะท้ังสองข้อ ข้อท่ี  ๑  รู้ละวาง  และข้อที่  ๒  แผ่เมตตา  นำมาใช้ควบคู่กัน รู้ละวางเป็นเรื่องของการเจริญวิปัสสนา  รู้ก็คือการมีสติสัมป- ชญั ญะ  หยง่ั ร ู้ สมั ผสั กระแสจติ   สมั ผสั ความรสู้ กึ ในจติ   สมั ผสั ความรสู้ กึ ทางกาย  รแู้ ลว้ ยงั มกี ารปลอ่ ยวางดว้ ย  ถา้ ปลอ่ ยไมเ่ ปน็ ต้องฝึกไปก่อน  ปล่อยวาง  ปล่อยวาง  ปล่อยวาง  ฝึกบ่อย ๆ ฝึกนาน ๆ  ก็จะเก่ง  จนไม่ต้องฝึกแล้ว  พอรู้ก็วาง  รู้เมื่อไร ก็วาง  ใจเราจะคืนกลับสู่สภาพที่ดีงาม  จิตปกติเป็นสภาพท่ี ผ่องใสประภัสสรอยู่แล้ว  แต่มาเศร้าหมองขุ่นมัวเพราะมีกิเลส 162

ต่นื   รู้  เบิกบาน กเิ ลสมนั จรเขา้ มา  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  มานะ  ทฏิ ฐิ จรเข้ามา  โดยเฉพาะตัณหา  ความทะยานอยากจะเคลือบใจเรา อยู่  แต่ถ้าเราหม่ันฝึกฝนจนมีสติ  ดูใจ  ปล่อยวาง  ดูใจ  รู้ ปล่อยวาง  มันจะกำจัดฝ้า  จิตก็เหมือนกระจกท่ีมีฝุ่นจับ เช็ดออกไปกระจกก็ใส  ฝึกมาก ๆ จะเกิดปัญญา  เห็นความ เกิดดับ  เห็นจิต  เห็นสภาพธรรมมีการเกิดขึ้น  มีดับไป เห็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เข้าถึงการละกิเลส  โดยอาศัย การที่เราระลึกรู้จิต  ระลึกรู้สภาพธรรมไปเร่ือย ๆ  แม้ยังไม่ถึง ข้ันบรรลุธรรม  ตัดกิเลสไม่ขาด  แต่เราจะได้รับประโยชน์ใน ปจั จุบันทันที การแผ่เมตตาท่ีถูกต้องสมองต้องไม่เครียด  ไม่ใช่แผ่แล้ว สมองเครียด  เราต้องปรับให้เป็น  การแผ่เมตตาจิตจะต้องเบา สบาย  มีความสุข  การแผ่เมตตาน้ันมีท้ังแผ่แบบรวม ๆ  คือ สัตว์ทั้งหลายอย่างหน่ึง  และแผ่เจาะจงบุคคลอย่างหนึ่ง  ถ้าแผ่ เจาะจงควรแผ่ให้คนท่ีเรารักพอประมาณ  หรือคนท่ีเราเคารพ นับถือก็ได้  เม่ือเรามีเมตตามากข้ึนค่อยแผ่ไปยังคนที่รักมาก หรือว่าคนทั่วไป  จนกระทั่งเม่ือจิตใจเราดีค่อยแผ่ให้คนท่ีเรา โกรธ  ถ้าแผ่ให้คนท่ีเราเป็นศัตรูไม่ได้ให้กลับมาแผ่ให้คนที่เรา แผ่ได้  พอจิตใจอ่ิมเอิบค่อยกลับไปแผ่ให้ศัตรูใหม่  ทำไปทำมา เช่นนเ้ี ดยี๋ วก็ได้ 163

ส . เ ข ม รั ง สี มีโยมคนหน่ึงฝึกแผ่เมตตาตามท่ีอาตมาแนะไป  แล้วบอก ว่า  ในวันหน่ึงมีบุคคลที่แกมีจิตอาฆาตมาดร้าย  โกรธแค้น ผูกพยาบาทมานาน  พอแกเจริญสติแผ่เมตตา  จู่ ๆ คนคนน้ัน ก็โผล่ข้ึนมาในใจ  ใจน้ันก็แผ่เมตตาทันที  แล้วใจก็หลุด  หลุด จากความโกรธ  ความอาฆาตพยาบาท  ท่ีเคยโกรธเกลียด จิตกลับไม่มีความรู้สึกโกรธอะไรเลย  พอมาเจอคนคนน้ันจริง ๆ ก็ไม่รู้สึกโกรธอะไรแล้ว  จิตเป็นปกติธรรมดา  ไม่มีความโกรธ พยาบาท  มแี ต่ความสขุ สบาย  การแผ่เมตตาให้กับคนที่เป็นศัตรู  จิตจะต้องมีพื้นฐาน มาก่อน  น่ันคือต้องแผ่เมตตาอยู่เรื่อย ๆ  พอมาเจอคนที่เป็น ศัตรู  ท่ีโกรธเกลียด  จิตก็แผ่เมตตาได้  ฉะน้ันจึงต้องฝึกเจริญ เมตตา  ทำกันแบบจริง ๆ  ทำบ่อย ๆ อยู่เนือง ๆ  อานิสงส์  ๑๑ ประการกจ็ ะเกดิ ขนึ้ กบั เรา เจริญเมตตามากจะไดฌ้ าน การเจริญเมตตาถ้าทำมาก  ๆ  สามารถทำให้ได้ฌานด้วย ได้ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  เพราะจิตจะเข้าถึงอัปปนา- สมาธิ  ฌานก็คือเข้าถึงอัปปนาสมาธิ  สงบ  น่ิงมาก  จนกระทั่ง ได้ฌาน  คนที่ได้ฌานเวลาตายจะไปสู่พรหมโลก  ฉะน้ันพวก 164

ตืน่   รู้  เบิกบาน พรหมจะมีคุณธรรมประจำตัวเขาอยู่  คือมีเมตตาประจำตัว เมตตา  กรณุ า  มทุ ติ า  อเุ บกขา  ฉะนั้นมนุษย์คนใดมีคุณธรรมส่ีประการนี้  เมตตา  กรุณา มุทิตา  อุเบกขา  คนคนนั้นถือว่าเป็นผู้ใหญ่  เป็นพรหม  คือมี คุณธรรมเหมือนกับพรหม  เช่น  พ่อแม่จะมีเมตตา  กรุณา มุทิตา  อุเบกขา  ต่อบุตรธิดา  พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าพ่อแม่ เปรียบเสมือนเป็นพระพรหมของบุตร  พ่อแม่จะมีความรักต่อ บุตร  มีความเมตตา  ช่วยเหลือ  ขวนขวาย  มีมุทิตา  ความ พลอยยินดี  มีอุเบกขา  รู้จักวางใจให้อภัยเสมอ  สำหรับพ่อแม่ เป็นอย่างนั้น  แต่ว่ายังไม่ใช่เมตตาแท้จริง  เมตตาแท้ ๆ จะไม่มี ทกุ ขเ์ ลย  ความรกั ความเมตตาทแ่ี ทจ้ ะไมม่ คี วามทกุ ข ์ ไมเ่ หมอื น ความรกั ของหนมุ่ สาว  ไมใ่ ชเ่ มตตาจรงิ   เขาเรยี กวา่   ตณั หาเปมะ เปน็ เมตตาเทยี ม  เปน็ ความรกั ทเี่ ปน็ ความใคร ่ พอไมไ่ ดอ้ ยา่ งใจ ไปรักเขาเขาไม่รักด้วยก็โกรธ  พยาบาทอาฆาต  บางคนถึงกับ ฆ่า  ทำร้ายเขา  อย่างท่ีมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์  เป็น ความรักที่เจือด้วยกิเลส  มันจะมีทุกข์ตามมา  แต่ความรักแท้ ๆ ท่ีเป็นเมตตาจะไม่มีทุกข์  คนท่ีเรารักจะเป็นยังไงก็ได้  จะไป อยู่ท่ีไหนกับใครก็ไม่เดือดร้อน  ขอให้เขามีความสุขเป็นใช้ได้ เมตตาแท ้ๆ นน้ั จะไม่มคี วามโกรธตามมา  มีแตค่ วามปรารถนาด ี ดังนั้นบางครอบครัวสามีภรรยาที่มีเมตตาแท้   ๆ  ต่อกัน 165

ส . เ ข ม รั ง สี จะอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง  มีความจริงใจ  อนุเคราะห์ ช่วยเหลือกันด้วยกาย  วาจา  ใจ  ทำให้เกิดความร่มเย็น  มี ชีวิตครอบครัวที่ยืดยาว  เพราะมีเมตตาจริง  ไม่ใช่อยู่กันด้วย เมตตาท่ีเป็นราคะ  เพราะฉะนนั้ เมตตาแท้ ๆ จงึ เปน็ สงิ่ ท่เี ปน็ กศุ ล เป็นความดี  ถ้าเราไม่ปลูกสร้างข้ึนมาก็ไม่เกิด  วิธีท่ีทำให้เกิด คือเราต้องเจริญ  ต้องฝึกให้มาก  ทำให้บ่อย ๆ  ต้ังแต่ตื่นข้ึนมา ก็เจริญเมตตาขอให้สัตว์ท้ังหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  ขอให้ สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  แล้วก็รู้ละวาง  มีสติมา กำหนดดูจิตดูใจด้วยความปล่อยวาง  รู้ด้วย  ปล่อยวางด้วย  เป็นวิปัสสนาในตัว  คือมีสติสัมปชัญญะเข้าไปหย่ังรู้สภาพธรรม ให้เหน็ ตามความเปน็ จรงิ   การทเ่ี รามสี ตสิ มั ปชญั ญะเขา้ มากำหนดดใู จ  ใจเปน็ อยา่ งไร ใจคิดนึก  ใจเกิดอาการความรู้สึก  ขุ่นมัวหรือผ่องใส  ใจสบาย ไม่สบาย  เป็นสภาวธรรม  ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะมากำหนดดู บ่อย ๆ เนือง ๆ  ด้วยความปล่อยวาง  เมื่อสติเราสะสมมากขึ้น ๆ ก็จะเกิดปัญญา  ทำให้ประจักษ์แจ้งในสภาพธรรม  ในสังขาร ร่างกายตัวเอง  สังขารชีวิตน้ีเป็นธาตุธรรมชาติหนอ  ไม่ใช่ ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  เคยรู้สึกว่าใจน่ีคือเรา  ใจนี่เป็นของเรา ก็พบว่าจิตใจเป็นธาตุธรรมชาติชนิดหนึ่ง  มันมีความเกิด ความดับ  ความหมดไป  ไม่ใช่ตัวตนของเรา  สรีระร่างกาย 166

ต่ืน  รู้  เบิกบาน ก็เหมือนกัน  ธรรมชาติทางกายเป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนแล้วก็ดับไป เท่านั้นเอง  เห็นความดับไป  สิ้นไป  จิตใจก็ละวาง  จิตใจก็ ยอมรบั   สงิ่ ทั้งหลายไมเ่ ท่ียงก็คอื ความไม่เทย่ี ง  สง่ิ ท้งั หลายเปน็ ทุกข์ก็เป็นทุกข์  สิ่งท้ังหลายไม่ใช่ตัวตนก็ไม่ใช่ตัวตน  จิตที่วาง ลงไปกไ็ ม่ทุกข์ ทุกวันน้ีที่เราทุกข์เพราะวางไม่ลงปลงไม่ได้  เพราะไม่มี สตไิ ม่มปี ัญญา  อยากมากยึดมากกก็ ระสนั กระเสือกกระสน  ถา้ ปล่อยวางว่างตัวตนจึงหลุด  จึงพ้น  จึงถึงนิพพาน  ฉะนั้นรู้ละ สละวางว่างสบาย  ดแู ลรกั ษาใจใหป้ ลอ่ ยวางเสมอ  ธรรมะ  ๒  ข้อ  คือ  ๑.  การเจริญเมตตา  ๒.  การรู้ละวาง ถ้านำไปทำบ่อย ๆ แลว้ ผลจะเกดิ ข้ึนอย่างมากมาย  ห่างไกลจาก ความทกุ ข ์ ใกลถ้ งึ ความสขุ ตามลำดบั   จนกระทง่ั สามารถเขา้ ถงึ บรมสขุ   ดบั ทกุ ขโ์ ดยสน้ิ เชงิ   167

ส . เ ข ม รั ง สี 168

เกย่ี วกับผเู้ ขียน พระครูเกษมธรรมทัต  (สุรศักดิ์  เขมรังสี)  มีนามเดิมว่า  สุรศักด์ิ เพ็งอาทิตย์  เกิดเมื่อวันที่  ๓  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๙๔  ณ  หมู่บ้านแห่งหน่ึง ในเขตตำบลนครหลวง  อำเภอนครหลวง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็น บุตรของนายบัวขาวและนางมณี  เพ็งอาทิตย์ ทา่ นไดเ้ ข้ารบั การศกึ ษาทง้ั ในระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศกึ ษาทโ่ี รงเรยี น นครหลวงวิทยากร  โรงเรียนนครหลวงพิบูลย์ประเสริฐวิทย์  และโรงเรียน อุดมรัชวิทยา  โดยเป็นนักเรียนที่เอาใจใส่การเล่าเรียนเป็นอย่างดี  และมัก ได้รับคำชมเชยจากครูผู้สอนอยู่เสมอ เม่ืออายุย่างเข้า  ๒๔  ปี  ท่านได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  โดยมี โยมบิดาและโยมมารดาจัดพิธีอุปสมบทให้เมื่อวันท่ี  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๑๘ ณ  วัดพร้าวโสภณาราม  ตำบลนครหลวง  อำเภอนครหลวง  จังหวัดพระ- นครศรีอยุธยา  มีพระครูอดุลธรรมประกาศเป็นพระอุปัชฌาย์  พระอธิการ ป่วน  โสภโณ  เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และพระครูสำเริงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาวา่  “เขมรังส”ี   แปลว่า  ประทีปธรรมนำความสงบและหลดุ พน้ ต่อมาท่านได้เข้าปฏิบัติกรรมฐาน  ณ  สำนักวิปัสสนานครหลวง  จังหวัด พระนครศรีอยุธยา  ซ่ึงทำให้ท่านได้พบกับความสงบร่มเย็นของชีวิต  และรู้สึก ลึกซ้ึงในคุณค่าของพระธรรมมากยิ่งข้ึน  จนทำให้เปลี่ยนความตั้งใจจากเดิม 169

ที่คิดว่าจะบวชเพียงพรรษาเดียวเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดา  เป็นต้ังมั่น ที่จะอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป  เพื่อศึกษาหลักธรรมให้แตกฉาน กาลต่อมาพระครูสังวรสมาธิวัตร  อดีตเจ้าอาวาสวัดเพลงวิปัสสนา  เขต บางกอกน้อย  กรุงเทพฯ  ได้เมตตารับท่านไว้เป็นศิษย์  ทั้งยังได้แนะนำให้เข้า รับการอบรมในสำนักปฏิบัติกรรมฐานของทางวัด  ท่านจึงมีศรัทธาแรงกล้า ใคร่ที่จะศึกษาพระอภิธรรมคัมภีร์  จนได้ไปสมัครเรียนท่ีอภิธรรมโชติกวิทยาลัย และสามารถสอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศ  กระทั่งได้รับการแต่งต้ังให้เป็น พระอาจารย์สอนพระอภิธรรมตั้งแต่ยังมีอายุพรรษาได้เพียง  ๓  พรรษาเท่านั้น พระภกิ ษสุ รุ ศกั ดไ์ิ ดศ้ กึ ษาหาความรจู้ ากครบู าอาจารยต์ า่ ง ๆ  และคมั ภรี ท์ าง พระพุทธศาสนา  พร้อมท้ังหาโอกาสออกไปสู่ความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกฝนปฏิบัติตนในพระธรรมกรรมฐานอยู่เสมอเป็นนิจ  จนกระท่ังได้มีโอกาส เปิดสำนักปฏิบัติกรรมฐานข้ึน  ณ  วัดมเหยงคณ์  ตำบลหันตรา  อำเภอ พระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  นับว่าเป็นการบูรณะโบราณสถาน (วัดร้าง)  ท่ีมีสภาพเส่ือมโทรมมาช้านาน  ให้กลายเป็นสำนักปฏิบัติธรรมอัน สงบรม่ ร่ืนภายในระยะเวลาไมก่ ่ีป ี ดว้ ยผลงานทป่ี รากฏชดั เจนเชน่ น ี้ จงึ ยงั ผลใหท้ า่ นไดร้ บั เกยี รตคิ ณุ นานปั การ กล่าวคือ  สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก ได้โปรดประทาน “ปสาทนียบัตร”  สาขาผู้มีศรัทธาบำเพ็ญประโยชน์  ส่งเสริม การปฏิบัติธรรมแก่เยาวชน  ให้แก่ท่าน  เม่ือวันท่ี  ๕  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๓๓ นอกจากน้ันท่านยังได้รับพระราชทานสมณศักด์ิเป็นพระครูสัญญาบัตรช้ันโท 170

โดยได้รับพระราชทานนามว่า “พระครูเกษมธรรมทัต”  เม่ือวันท่ี  ๕  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔  และต่อมาท่านก็ได้รับพระราชทานเล่ือนสมณศักด์ิเทียบผู้ช่วย เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบันพระครูเกษมธรรมทัตดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์  ซ่ึง มีการจัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้แก่ประชาชนท่ัวไปเป็นประจำทุกเดือน อีกท้ังยังเป็นพระวิปัสสนาจารย์ให้แก่ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมแห่ง ประเทศไทยเฉลิมพระเกียรติ  ศูนย์  ๒  จังหวัดปทุมธานี  และบ้านทรงไทย (ส.รวยเจรญิ )  จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา  อกี ดว้ ย  นอกจากนที้ า่ นยงั ไดจ้ ดั รายการ แสดงธรรมทางสถานีวิทยุ  ณ  สถานีวิทยุทหารอากาศ  ๐๑  มีนบุรี  คลื่น  ๙๔๕ ระบบเอเอ็ม  เป็นประจำทุกวันจันทร์ - วันเสาร์  ในช่วงเวลา  ๔.๐๐  น. - ๕.๐๐  น. (ข้อมูลจาก  www.watmahaeyong.net  และ  www.dharma-gateway.com)  171

ส . เ ข ม รั ง สี 172

การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เร่ืองง่าย  พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  เป็นส่ิงท่ีหาได้โดยยากในโลก โดยเฉพาะมนุษย์ถือเป็นภพภูมิของสัตว์ที่ดี  ตรงที่สามารถจะพิจารณาธรรมได้  เห็น ธรรมได้  การจะสั่งสมบารมีก็ต้องมาส่ังสมกันในภพมนุษย์น่ีแหละ  ฉะน้ันถ้าอยากเกิด เปน็ มนษุ ยท์ ม่ี าดว้ ยบญุ   จติ ตอ้ งไมเ่ ศรา้ หมองในขณะใกลต้ าย  แคจ่ ติ เตม็ ไปดว้ ยความหว่ ง ไม่ว่าจะห่วงในทรัพย์  ห่วงบ้าน  ญาติพี่น้อง  ลูกหลานวงศ์วาน  หรือเกิดความกลัวตาย ขนึ้ มา  จติ กเ็ ศรา้ หมองแลว้   จงึ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งงา่ ยทจ่ี ติ คนเราเวลาใกลต้ ายจะไมเ่ ศรา้ หมอง  ตอ้ ง เป็นผู้มีบุญ  หรืออย่างน้อยต้องมีศีล  ๕  คนไหนรักษาศีล  ๕  ไว้ได้อย่างดีก็ไม่ต้อง เดือดเนื้อร้อนใจ  เพราะเม่ือถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ให้นึกถึงศีลท่ีตัวเองยึดถือปฏิบัติไว้ ความอุ่นใจ  ปลื้มใจเกิดขึ้น  จิตก็ไม่เศร้าหมอง  การท่ีจะเกิดเป็น มนษุ ยไ์ ดน้ นั้ จงึ ตอ้ งมศี ลี   ๕  เปน็ พนื้ ฐาน  เรยี กวา่ มกี ศุ ลกรรมบถ ดังน้ันหากเราฝึกอบรมจิตใจเป็น  เจริญภาวนา เจริญสติเป็น  ก็ได้เปรียบผู้อื่น  เมื่อถึงเวลาใกล้ตายก็สามารถ ทำจติ เปน็   เจรญิ สตไิ ด ้ กจ็ ะสามารถจบั ความรสู้ กึ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั กายและใจตวั เองได้  ใชเ้ ปน็ เครอ่ื งระลกึ ร ู้ พจิ ารณาดวู า่ ทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขน้ึ เปน็ อยา่ งน ้ี เกดิ ภาวะบบี คน้ั อยา่ งน ้ี มนั ไมเ่ ทย่ี ง บังคับไม่ได้  แล้วเราจะเห็นถึงความจริงว่า  สังขารทั้งหลายเกิดการเปลี่ยนแปลง แตกดับ  บังคับไม่ได้  ไม่ใช่ตัวตน หมวดศาสนา/ธรรมะประยุกต ์ ISBN  978-616-387-501-3 อ อ ก แ บ บ ป ก กุศล คงสวัสดิ์ 125 บาท w w w . a m a r i n p o c k e t b o o k . c o m


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook