ส . เ ข ม รั ง สี ขึ้น เพื่อจะได้หลุดรอดจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด ให้พจิ ารณาอยา่ งน้ี การท่ีบางคนเกิดในตระกูลต่ำ บางคนเกิดตระกูลสูง บางคนแข็งกระด้างเย่อหยิ่ง บางคนอ่อนโยน เป็นเพราะอดีต มีความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยเฉพาะการอ่อนน้อมถ่อมตนกับ ผู้มีศีล มีความบริสุทธิ์ จึงได้เกิดในตระกูลสูง ถ้าเราเคารพ อ่อนน้อมต่อผู้ควรเคารพอ่อนน้อม เราก็กลับสูงส่งในโอกาส ข้างหน้าต่อไป ในการเข้ามาศึกษา เข้ามาปฏิบัติธรรม จึงต้องฝึกเรื่อง ความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย ถ้าเราแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง มัน จะปิดหมดเลย ปิดธรรม ปิดความดีไปหมด เป็นเหมือน ภาชนะท่ีคว่ำไว้ ถังคว่ำมันจะใส่อะไรได้ ใครจะเทอะไรใส่ก็ ไม่ได้ ใครจะเอาของดีไปใส่มันก็เลื่อนลงไปหมด ดุจเดียวกับ คนท่ีเย่อหยิ่งถือตัวจะไม่สามารถเจริญในธรรมได้ ต้นไม้ที่มัน แข็ง ลมมาแรง ๆ มันก็หักหมด แต่ต้นไม้ท่ีมันรู้จักอ่อนลงไป ลมแรงขนาดไหนมันก็ไมห่ ัก เหมอื นตน้ อ้อตน้ ข้าวมนั จะลลู่ มไป รวงขา้ วทต่ี ง้ั ตรงไมเ่ อนเลยแสดงวา่ เปน็ ขา้ วลบี รวงขา้ วทอ่ี อ่ นโคง้ แสดงว่าขา้ วดเี มลด็ เตม็ คนทีม่ คี ณุ ธรรมความดเี ขาจะอ่อนนอ้ ม ถ่อมตน มีสัมมาคารวะ คนที่อวดดี คนที่เย่อหยิ่ง ก็เหมือน รวงข้าวตั้งตรงอยู่อย่างนั้นไม่มีอะไรด ี 42
ต่นื รู้ เบิกบาน เราต้องฝึกกาย ฝึกวาจาของเราด้วยใจว่า จะเป็นผู้ท่ี อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ บางทีถ้าเราฝึกกาย ฝึกวาจา ให้ดี มันเช่ือมโยงไปทำให้ใจพลอยดีตามไปด้วย มันชวนกัน ได้นะ กายวาจาจะชวนใจเราให้ดีข้ึนหรือไม่ดีก็ได้ อย่างเช่น เราแสดงกิริยากราบไหว้ เวลาเรากราบมันก็ดึงให้จิตใจเราดี ไปด้วย แม้ว่าเราสวดมนต์ไหว้พระเปล่งวาจาอะระหังสัมมาฯ วาจาทเ่ี ปลง่ ไปจะชวนใหใ้ จคดิ ด ี นกึ ด ี ใจนอ้ มไปในทางทด่ี ดี ว้ ย มันแตง่ ใจได้ ตรงกันข้าม ถ้าเราทำกายไม่ดี วาจาไม่ดี ใจก็พลอยไม่ดี ไปด้วยเหมือนกัน ถ้าใจเราไม่ฝึกหัดให้ดี ใจก็จะเต็มไปด้วย กิเลส มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง มานะ ทิฏฐิ อิจฉาริษยา เวลาพูดออกไปเดี๋ยวก็โกหก หลอกลวง ด่าทอ กลายเป็นคนหยาบคาย เพราะใจไม่ดี แต่ถ้าฝึกใจให้ดี ใจเรา สวยสะอาดข้ึนไปตามลำดับ การแต่งกายจะดีไปด้วย เพราะ มนั เก้อื กลู กนั เขาถงึ บอกว่าใจเปน็ นาย กายเปน็ บ่าว ความจริงร่างกายไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยหรอก แต่ อาศัยใจคิดจะเดินกายก็เดิน ใจคิดจะน่ังกายก็น่ัง กายไป อย่างเดียวไม่ได้ถ้าไม่มีใจ ใจโกรธก่อน ใจคิดก่อน กายจึงไป เพราะฉะนั้นถ้าคนฝึกใจดีแล้วกายก็จะพลอยดีไปหมด แต่ถ้า ใจยังไม่ดีก็ให้คุมกายคุมวาจาไว้ก่อน ให้รู้จักละอายต่อบาป 43
ส . เ ข ม รั ง สี รู้จักกลัวต่อบาป ใช้กฎระเบียบ นำศีลมากำกับไว้ก่อน ให้ศีล เป็นกรอบเป็นร้ัวไว้ ล้อมรั้วไว้ก่อน แล้วจึงมาฝึกใจ พอฝึก ใจดีตอนนี้ก็สบายแล้ว ไม่ต้องไปควบคุมทางกายทางวาจา มัน จะเกื้อกูลให้ดีไปเอง เหมือนคนที่ฝึกจิตใจดีแล้วเขาไม่ต้องไป ตั้งใจงดเว้นไม่ฆ่าสัตว์ เพราะใจจะมีเมตตา ไม่คิดทำร้ายใคร โดยธรรมชาต ิ ก่อนอื่นเราต้องต้ังใจรักษา อย่างเช่น ต้ังใจว่าจะไม่ ลักขโมย ไม่โกงใคร ถึงใจยังอยากได้ เราก็อาศัยศีลบังคับไว้ เมื่อเราปฏิบัติทางใจดี เราก็สามารถรักษาศีลข้อนี้ได้โดยปริยาย ไม่ต้องต้ังใจเว้นแล้ว มันเว้นของมันเอง เรียกว่าใจดีก็ช่วยให้ กายดี วาจาดี แรก ๆ ต้องรักษาศีลก่อน ต่อไปศีลจะรักษาให้ ด้วยใจท่ีดี ผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้นั้น ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธมฺม จารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข เม่ือเราอยู่ ในศีลในธรรมแล้วความสุขกจ็ ะเกดิ ดังน้ันจึงต้องฝึกใจของเราให้ดีด้วยการเจริญสติ สมาธิ ปญั ญา ดว้ ยการอาศยั กายยนื เดิน นงั่ นอน เพอื่ นอ้ มเขา้ ไป ฝึกที่ใจ รักษาใจของเราให้มีสติไว้ จะทำอะไรให้มีสติ ยืนให้ มีสติ เดินให้มีสติ นั่งให้มีสติ นอนให้มีสติ คู้เหยียด เคล่ือนไหวให้มีสติ สติคือความระลึกได้ เราจึงต้องหัดเป็นคน 44
ต่นื รู้ เบิกบาน ต้ังสติ มีอะไรก็ต้ังสติให้รู้ตัวไว้ ระลึกกลับมารู้ท่ีตั้งไว้ เมื่อ เผลอไปก็ต้ังสติใหม่ ต้ังไว้บ่อย ๆ ระลึกต้ังสติไว้บ่อย ๆ จนกวา่ จะมกี ำลงั สตกิ จ็ ะเกดิ ขนึ้ เอง ฉะนนั้ ไมว่ า่ จะทำ พดู คดิ อะไรกใ็ หร้ ู้เนื้อรตู้ วั ไว ้ แรกของการฝึกที่สำคัญคือความต้ังอกต้ังใจพยายามให้ มีสติรู้ตัวท่ัวพร้อม หาอุบาย เช่น ตั้งสติใส่ใจไว้ที่ลมหายใจ คอยรู้ว่ามีลมเข้าลมออก หรือต้ังใจไว้ท่ีเวลาเดินก็ให้รู้ตัว ก้าว ไปให้รู้ตัว จะได้มีสติขึ้นมา หรือไม่ก็ตั้งใจว่าเวลารับประทาน อาหารก็ให้มีสติ จะเค้ียว จะกลืนให้มีสติ ต้องฝึก ต้องต้ังใจ พากเพียร แล้วจะทำให้เราพบความสุขสงบ สะสมคุณงาม ความดีใหด้ ยี ่ิงขนึ้ ไป 45
ส . เ ข ม รั ง สี 46
ตื่น รู้ เบกิ บาน ๔. ประโยชน์จากการเขา้ วัด การที่มีโอกาสได้เข้ามาสู่สถานลานบุญ มาสู่วัดวาอาราม จะได้รับประโยชน์มากน้อยขนาดไหนก็อยู่ที่แต่ละท่านจะ รู้จักขวนขวาย รู้จักท่ีจะเข้าใจเก็บบุญ บำเพ็ญบุญ ทำความดี หรือไม ่ ถ้าไม่ขวนขวายกุศลนั้นก็ผ่านไป แต่ไม่ได้ผ่านไปเฉย ๆ หากกลืนกินชวี ิตของทกุ คนทุกชวี ิตให้รอ่ ยหรอไปด้วย อายุของเรามากข้ึนแต่ชีวิตกลับส้ันลง น้อยลง คืบคลาน เข้าไป ใกล้เข้าไป สักวันหนึ่งความตายก็ต้องมาถึงเราทุกคน หนีไม่พ้น ให้นึกว่าสังขารร่างกายชีวิตน้ี สักวันหนึ่งจะต้อง นอนแน่น่ิงไม่ติงไหว แข็งท่ือประดุจดังท่อนไม ้ ท่อนฟืน บอก กบั ตนเอง พจิ ารณากบั ตนเองวา่ สกั วนั หนงึ่ เราจะตอ้ งเปน็ เชน่ นนั้ เมื่อส้ินลมหายใจลง ใช่ว่าจะจบ จิตยังก่อชีวิตวิญญาณ 47
ส . เ ข ม รั ง สี ข้ึนมาใหม่ ปฏิสนธิคือการไปเกิดในภพใหม่ แล้วภพภูมิท่ีเกิด นั้นก็มีต่าง ๆ กันไป ไม่ใช่มีแต่เฉพาะมนุษย์ บางจิตวิญญาณ ไปปฏสิ นธใิ นอบายภมู ิ ไปเปน็ สตั วน์ รกบา้ ง เปน็ เปรต อสรุ กาย สัตว์เดรัจฉาน พวกนี้เป็นทุคติภูมิ เป็นภูมิที่ไปสู่ความทุกข์ เราลองพิจารณาดูซิว่าเราสามารถรับประกันตัวเองได้ไหมท่ีจะ ไม่ไปเกิดในอบาย พอที่จะอุ่นใจไหมว่ามีบุญ กุศล ความดี เพียงพอท่ีจะรักษาชีวิตในภพใหม่ให้เป็นไปในสุคติภพ เป็น มนษุ ย์ เทวดา หรอื พรหม การจะไปเกิดเป็นพรหมนั้นต้องได้ฌาน เป็นเทวดาก็ต้อง มีบุญพอ มีหิริโอตตัปปะ ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป ไมท่ ำบาปทง้ั ในทลี่ บั และทแ่ี จง้ บำเพญ็ บญุ กศุ ล สว่ นการไปเกดิ เปน็ มนษุ ยก์ ต็ อ้ งมศี ลี ๕ มกี ศุ ลกรรมบถ ลองพจิ ารณาตวั เราเอง เสียว่ารักษาศีลได้ดีไหม ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ดีก็มีสิทธ์ิเป็น มนษุ ยต์ ่อไป แต่ถ้าขาดกล็ งต่ำคือลงอบาย เขา้ วดั สรา้ งสตปิ ญั ญา เมื่อได้เกิดมามีชีวิตก็ต้องหม่ันพิจารณา อย่าปล่อยใจ ให้ลุ่มหลงมัวเมา บางคนเมาเหล้า เมารัก เมาลาภ ยศ สรรเสริญ เมาความสุข เมาลูกหลานสามีภรรยา ข้ึนชื่อว่า 48
ตื่น รู้ เบิกบาน เมาน้ันเต็มไปด้วยความมืดมัว คนที่ติดอยากในลาภ แทงหวย เลน่ การพนนั กย็ งิ่ เดอื ดรอ้ นมาก คนทเ่ี มายศอำนาจไปไหนมแี ต่ คนชมสรรเสริญ จึงมองเห็นตัวเองดีไปหมด พอใครมาตำหนิ ก็ทนไม่ไหว เมาลูกหลานสามีภรรยาก็หมกมุ่นไปไหนไม่ได้ กลายเป็นบ่วงผูกตัวเองไว้ การทท่ี า่ นทง้ั หลายมโี อกาสเขา้ มาในวดั ได ้ แสดงวา่ สรา่ งเมา แล้ว สลัดบ่วงมาได้ แม้จะเพียงช่ัวคราวก็ยังดี การเข้าวัดได้ ประโยชน์มากมายหลายประการ ได้บุญจากการรักษาศีล ใคร ทถ่ี อื ศลี ๘ ไดถ้ อื วา่ บญุ สงู กวา่ ธรรมดา ศลี ๑๐ สำหรบั สามเณร ศีล ๒๒๗ สำหรับภิกษุ ก็ยิ่งเพ่ิมพูนบุญกุศล ได้เนกขัมม- บารมีออกจากกาม ออกจากการครองเรือนมา ถ้าเราตั้งใจ ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อความดับทุกข์ ถ้าเราไม่มุ่งไปอย่างน้ัน คิดบวชเพื่อจะรวย บวชเพ่ือสะเดาะ- เคราะห์ อย่างน้ีไม่เป็นบารมี ยังไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน แต่ถ้าบวชเพ่ือมุ่งสู่ความสิ้นกิเลส นิพพาน สู่ความดับทุกข์ ถึงจะเป็นการบวชที่เป็นบารมี เป็นเนกขัมมบารมี บางท่านมาวัดแล้วสละทรัพย์ บริจาคทรัพย์ เรียกว่าให้ ทาน ถ้าเราให้ทานเพียงเพื่อหวังโลกียสุข ให้รวย สวย ให้ โชคดี แบบน้ันไม่เป็นบารมี ได้แต่บุญ ได้แต่สิ่งท่ีเราต้ังใจ อยากจะได้ เวลาบุญส่งผลก็ได้รวย ได้โลกียทรัพย์ แต่ไม่เป็น 49
ส . เ ข ม รั ง สี ไปเพื่อมรรคผลนิพพาน แต่ถ้าเราให้ทาน ถวายทานแล้วมุ่งสู่ มรรคผลนพิ พาน จะเปน็ ทานบารม ี บญุ นนั้ จะสง่ ผลตอ่ มรรคผล นิพพานได้ แม้การบำเพ็ญทานก็เป็นปัจจัยต่อมรรคผลนิพพาน หากเราปรารถนา ในจำนวนทานดว้ ยกนั มอี ภยั ทานและธรรมทาน ทใี่ หโ้ ดยไม่ต้องเสยี ทรัพย์ การให้อภัยทานเป็นทานท่ีเหนือกว่าวัตถุทาน เป็นเร่ือง ทางใจ คือสละความโกรธ ความแค้นได้ เรียกว่าให้อภัย ส่วนการให้ธรรมทานถือเป็นการให้ที่ชนะการให้ทั้งปวง เพราะ เปน็ การให้ปัญญา คนทีม่ ีปญั ญากพ็ าตนเองดับทุกข์ได ้ เรื่องปัญญาน้ันสำคัญ คนมีปัญญาเหมือนมีไฟส่องสว่าง การให้ปัญญาจึงเป็นการให้ท่ีเป็นคุณประโยชน์ ได้บุญกุศลมาก ถ้าเราสนับสนุนการให้ธรรมะด้วยการสอนหรือแสดงธรรม หรือตัวเรามีโอกาสเป็นผู้ไปสอนคนอื่น เช่น สอนลูก หลาน เพ่ือน ญาติมิตร เพียงแค่สอนว่าสิ่งนั้นไม่ดี ฆ่าสัตว์ไม่ดี ลกั ทรพั ยไ์ มด่ ี ประพฤตผิ ดิ ในกามไมด่ ี โกหกไมด่ นี ะ เปน็ โทษ เป็นบาปเป็นกรรม ต้องมีเมตตา ให้อภัย ประกอบอาชีพโดย สุจริต ก็ถือว่าเราได้ให้ธรรมะแล้ว เพราะเป็นการให้ทานอัน ประเสริฐ การเข้ามาวัดจึงเป็นการสร้างสติปัญญาให้ตนเอง ได้ กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ 50
ต่ืน รู้ เบิกบาน ได้บูชาบุคคลท่ีควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด การได้ฟังธรรมก็ ถือเป็นบุญ เป็น ทัสสนานุตตริยะ เป็นคุณจากการเห็น และ สวนานุตตริยะ คุณสำเร็จจากการฟังธรรม การได้ฟังธรรมจึง เป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้จิตใจเราเป็นไปในทางดี แต่ถ้าเราไป ฟังอย่างอื่นมันก็ชวนไปในทางไม่ดี อาจทำให้เกิดความลุ่มหลง ในรูป รส กลิ่น เสียง มัวเมาหมกมุ่น ฉะนั้นการได้มาอยู่วัด ถือว่าโชคดี เราสามารถสร้างบุญกุศลได้เสมอเมื่อมาอยู่วัด เพราะมี โอกาสได้เห็นพระพุทธรูป พระสงฆ์ ได้เห็นผู้ปฏิบัติธรรม เวลาเห็นผู้ปฏิบัติธรรมเราก็น้อมใจอนุโมทนากับเขา ยกมือขึ้น จบโมทนาสาธุ ยินดีที่เห็นเขาน่ังสมาธิ เดินจงกรม เราก็พลอย ได้บุญไปด้วย จิตใจก็เกิดความสุข ความเล่ือมใส เบิกบาน ทำให้เราเองอยากจะปฏิบัตธิ รรมบา้ ง สิ่งไหนยาก พยายามฝึกทำให้ได้ ย่ิงสิ่งใดท่ีทำยาก ต้องใช้ความอดทน ใช้ความพากเพียร ใช้ความเสียสละ ก็จะย่ิงได้บุญกุศลมากข้ึนไปอีก ส่ิงใดที่ ทำยาก ลำบาก ไม่มีใครอยากทำ เช่น การล้างห้องน้ำ 51
ส . เ ข ม รั ง สี ห้องส้วม เป็นส่ิงท่ีคนไม่อยากทำ มันสกปรก แต่ถ้าเราทำได้ ก็ได้อานสิ งสม์ ากข้ึนไปกวา่ ธรรมดา เพราะทำในสิ่งทท่ี ำได้ยาก ฉะนั้นเราต้องฝึกเป็นคนท่ีทำในสิ่งที่ทำได้ยาก พยายาม ทำให้ได้ อย่าเป็นคนหนีสิ่งท่ียาก หรือเลือกทำแต่อะไรที่ง่าย มนั จะไมแ่ กรง่ กลา้ เกดิ เปน็ คนตอ้ งกลา้ ทจ่ี ะทำความดที ท่ี ำไดย้ าก เชน่ การสละ การละสง่ิ ทเี่ ห็นแก่ตัว โดยปกติคนเรามักทำอะไรดี ๆ ให้ตนเอง แต่คนที่หวัง ความพน้ ทกุ ข ์ สรา้ งบารม ี จะไมท่ ำแบบนนั้ อะไรทด่ี ีๆ เขาทำให้ คนอื่นก่อน เราเอาไว้ทหี ลงั สมมติว่าเป็นอาหาร ปกติคนเราก็จะเลือกกินอาหารดี ๆ ส่วนไม่ดีให้คนอ่ืน แต่คนท่ีสร้างบารมีจะไม่ทำอย่างน้ัน จะเว้น อันไหนดี ๆ ให้คนอ่ืนไป เราเอาที่คนอ่ืนไม่ต้องการ เป็นการ สรา้ งบารม ี เป็นผู้ท่มี คี วามเสียสละ ถ้าฝึกอย่างนี้ก็จะเป็นผู้ที่ใกล้กับความดับทุกข์เข้าไป เพราะว่าจิตใจเสียสละ มันลดละความเห็นแก่ตัวได ้ โดยปกติปุถุชนมีความเห็นแก่ตัว อะไร ๆ ก็คิดถึงแต่ ตัวเอง ต้องได้มากกว่าเพื่อน ดีกว่าเพ่ือน แต่ใจท่ีสละ ใจที่ ยอมน่ันแหละเป็นจิตใจท่ีสูงส่ง เม่ือทำได้เราจะเห็นถึงความ ปล้ืมใจ สุขใจ เพราะฉะนั้นการมาอยู่วัด ได้ทำวัตรสวดมนต์ ก็เป็นบุญกุศลหลายอย่าง ได้บุญจากการบูชาพระพุทธเจ้า 52
ต่ืน รู้ เบิกบาน พระธรรม พระสงฆ์ ได้อปจายนมัย บุญสำเร็จจากการ อ่อนน้อม ได้บุญจากพุทธานุสติ การระลึกถึงคุณของพระ- พุทธเจ้า ได้ธัมมานุสติ ได้บุญจากการตามระลึกถึงพระธรรม ไดส้ งั ฆานสุ ต ิ ไดบ้ ญุ จากการตามระลกึ ถงึ พระสงฆ ์ ไดเ้ ปลง่ เสยี ง วาจา ก็เกิดเป็นบุญขึ้นมา กิริยาแสดงความอ่อนน้อมเคารพ เป็นระเบียบเรียบรอ้ ย สำรวมกาย วาจา ใจ บญุ กเ็ กิดขึ้นแลว้ เม่ือเรามาบวช นอกจากจะได้เนกขัมมบารมีแล้ว ยังได้ ขันติบารมีธรรม ความอดทน เวลาที่เราอยู่บ้านก็ทำตัวตาม สบาย ยกแข้งขาตามเรื่อง กินตามใจชอบ ดูหนังดูละคร พูดมาก คุยมาก แต่พอมาอยู่วัดเราต้องสำรวม นั่งก็ต้อง สงบเสงี่ยม ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น การทำเช่นนี้เป็น บุญกุศล เป็นความดี คนท่ีทำอะไรตามใจตนเองอยู่เสมอ จะเป็นคนอ่อนแอ เรียกว่าไม่มีภูมิต้านทาน อ่อนแอต่ออารมณ์ เจออารมณ์อะไร กระทบก็ทนไม่ไหว คนท่ีมักเอาแต่ใจตนเอง ตามใจตนเอง อยู่เสมอ ๆ จะเป็นคนทนอะไรไม่ได้ เจออะไรนิดหน่อยก็ทน ไม่ไหว เมื่อเรามาอยู่วัดจึงต้องฝึกความเป็นคนมีน้ำอดน้ำทน ความทุกข์ความลำบากจะสร้างสมรรถภาพจิตใจของเราให้ เข้มแข็งอดทนได้ คนจะดับทกุ ข์ก็ต้องมจี ิตใจเขม้ แขง็ หนกั แน่น ถา้ เป็นคน 53
ส . เ ข ม รั ง สี ออ่ นแอโอนเอนมนั ดบั ทกุ ข์ไมไ่ ด ้ จติ ไมห่ นักแน่น การท่ีต้องมาอยู่กับกฎระเบียบข้อบังคับ ต้องทำตาม ระเบียบ เป็นการฝึกตนเองให้มีระเบียบวินัย ถือเป็นการสร้าง ความเจริญให้ตนเอง ลองคิดดู ถ้าไม่มีระเบียบวินัยจะวุ่นวาย กันแค่ไหน คนท่ีอยู่ด้วยกันก็หาความสุขไม่ได้ ตัวเราเองก็ ไม่มีความสุข ความมีระเบียบวินัยจึงเป็นมงคล คำสอนของ พระพุทธศาสนาจะสอนให้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ยินดีตามที่มี ไม่ยินดีกับการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็ต้องมาพิจารณาตัวเรา เองว่าเป็นประเภทไหน ถ้ามัวสรวลเสเฮฮาจับกลุ่มอยู่ไป วนั หนง่ึ ๆ กห็ มดไปวนั ละหลาย ๆ ชวั่ โมง นน่ั แสดงวา่ เราไมไ่ ดท้ ำ ตามคำสอนของพระพทุ ธเจา้ ถา้ เรารจู้ กั ปลกี ตวั เอง นงั่ คนเดยี ว ยืนคนเดียว ปลีกวิเวกหามุมสงบพิจารณาจิตใจ พิจารณา สังขารร่างกาย เราจะได้คติธรรม ได้ข้อคิดที่ดีขึ้น นักบวชจึงต้องพยายามเป็นผู้มักน้อย การรับประทาน อาหารก็รู้จักพอประมาณ อย่างเป็นพระก็ต้องฉันให้หมด ต้อง พิจารณา วันไหนเหลือแสดงว่าไม่ถูกต้องแล้ว วันหลังต้อง ตักให้พอดี ให้นึกถึงคุณค่าของข้าวปลาอาหาร กว่าจะมาอยู่ ในจานเราได้ผ่านข้ันตอนมาต้ังเยอะ ชาวนาต้องไปไถนา หว่านดำ ต้องดูแลกว่าจะโตขึ้น เก็บเกี่ยวได้ แถมยังต้องนวด ส ี กวา่ จะนำมาหงุ ตม้ แลว้ มาอยใู่ นจานของเรา เหน็ ไหมวา่ ลำบาก 54
ตน่ื รู้ เบิกบาน แค่ไหน ถ้าเราจะมากินทิ้งกินขว้างมันบาป เพราะเราไม่เคารพใน ทาน ไม่ให้ความสำคัญในทรัพย์ท่ีเขาให้ด้วยศรัทธา ต้องรู้จัก โภชเนมัตตัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร เพราะเราไมไ่ ดบ้ รโิ ภคไปเพอื่ ใหห้ นา้ ตาผวิ พรรณสวยงาม แต่ฉันหรือรับประทานอาหารเพ่ืออนุเคราะห์แก่การประพฤติ พรหมจรรย์ พอให้ร่างกายดำรงอัตภาพอยู่ได้ ระงับความหิว ซึ่งเป็นทุกขเวทนาเก่า และไม่ให้ทุกขเวทนาใหม่เกิดขึ้น ความ แน่นอึดอัดเพราะกินมากนั่นเป็นทุกขเวทนาใหม่ แสดงว่าไม่ โภชเนมัตตัญญุตา คือระงับความหิวแต่ก็ไม่ให้มีทุกข์ใหม่ เกิดขึ้นอีก รับประทานแต่พอด ี ละกามคณุ สำหรับนักบวชที่จะต้องละกามคุณ พรากออกจากกาม ทั้งหลาย เพราะกามน้ันพระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเป็นเหมือนดัง ชิ้นเนื้อ เป็นเหมือนดังคนถือคบเพลิงทวนลมไป เป็นเหมือน ความฝัน เป็นเหมือนของขอยืม เป็นเหมือนหลุมถ่านเพลิง ผขู้ อ้ ง ผตู้ ดิ ผหู้ ลงใหลอยใู่ นกาม รปู เสยี ง กลน่ิ รส สมั ผสั น่าใคร่น่าปรารถนา เป็นเหมือนชิ้นเนื้อ อย่างสัตว์บางตัวได้ 55
ส . เ ข ม รั ง สี ช้ินเน้ือไปตัวอื่นก็มารุมแย่งเลย ถ้ามันไม่ปล่อยก็ถูกเล่นงาน ถกู กัด จิก ตี กามกเ็ ป็นอย่างนน้ั คนทีท่ ะเลาะกนั เขน่ ฆา่ กัน เพราะไม่ปล่อยจากกาม ถ้ารีบปล่อยก็รอดไปได้ กามเหมือนกับผู้ถือคบเพลิงไฟทวนลมไป ไฟก็ลามมา ไหม้มือไหม้ตัว ไม่รีบปล่อยก็ไหม้ คนที่ข้องติดอยู่กับกามโดน ไหม้ไปหมด ทุกข์ยากลำบาก เหมือนกับความฝันไม่เป็นเรื่อง จรงิ ฝันไปเร่ืองน้นั เร่อื งน้ี ตน่ื ขนึ้ มากไ็ มไ่ ด้มอี ย่างในฝัน กามเหมือนกับกระดูกท่ีเอาเนื้อออกไปแล้ว มีเพียงเลือด ติดอยู่นิดหน่อย สุนัขก็เอาไปแทะ แทะกระดูกที่ปนเลือดไม่มี เนอ้ื ถามวา่ มนั อม่ิ ไหม มนั ไมไ่ ดอ้ มิ่ อะไรหรอก เพราะกนิ ไมไ่ ด้ ก็หลงอยู่กับน้ำลายของมัน ถ้าเปรียบเหมือนกามก็เป็นอย่างน้ัน เป็นเหมือนหลุมถ่านเพลิง คนตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง ต้องไหม้ ต้องทุกข์ทรมานมากถ้าไม่รีบฉุดตัวเองให้หลุดออกมา เป็นเหมือนของขอยืม คนท่ีทุกข์ยากลำบากเพราะกาม ก็ ไปหลงว่าเป็นของตัวเองจริง ๆ พอส่ิงน้ันมีอันเปล่ียนแปลงไป กท็ กุ ขท์ รมานใจ เศรา้ โศกพไิ รรำพนั แตท่ จี่ รงิ มนั เปน็ ของขอยมื ถา้ เขา้ ใจวา่ เปน็ ของขอยมื เมอ่ื เขาทวงคนื ไปแลว้ เราจะไปวา่ อะไร ในเม่ือไม่ใช่ของของเรา ฉะน้ันทุกส่ิงทุกอย่างที่มีอยู่ ที่ประสบ บนโลกน ้ี เปน็ ของชว่ั คราว เปน็ ของขอยมื ทง้ั หมด อยา่ ไปยดึ วา่ เป็นของเราโดยแท ้ ตายแล้วกห็ อบเอาไปไม่ได้สักอย่าง ตอ้ งทิ้ง 56
ตื่น รู้ เบิกบาน ไวห้ มด เพราะฉะนน้ั จะพลดั พรากตอนเรามชี วี ติ อย ู่ หรอื พลดั พราก ตอนตายแล้วก็เหมือนกัน คือท่ีสุดก็ต้องพลัดพราก ไม่ใช่ ของเราทั้งหมด จึงต้องทำใจเพียงว่า ใช้ชั่วคราว มีไว้ช่ัวคราว อาศัยช่วั ครงั้ ชั่วคราวไป ร่างกายของเราก็เหมือนกัน เป็นของขอยืม เป็นของ ชั่วคราว เราก็ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยไปตามสภาพ เมื่อถึง ท่ีสุดก็ต้องล้มหายตายไป เป็นส่ิงท่ีต้องยอมรับว่าเป็นอย่างน้ัน แน่นอน ถ้ายงั มชี วี ิตอยู่กบ็ ำรงุ รกั ษาเยียวยาไป เหมือนบ้านที่รู้ว่าจะต้องผุพังไปในท่ีสุด แต่เม่ือยังพอ อาศัยได้ก็อาศัยไป จะผุจะพังก็บำรุงรักษาไว้ก่อน พอถึงคราว ทีห่ มดอายุผพุ งั ไปเรากต็ อ้ งปล่อยวาง ฉะน้ันถ้าบุคคลรู้จักเข้าใจ วางจิตวางใจให้เป็น ก็จะเป็น ผู้มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อน ปัญหาอะไรเกิดข้ึนก็ รู้จักปล่อย รู้จักวาง ปลดปลงลงวางก็ว่างสบาย ทุกอย่างต้อง ปล่อยวางท้ังหมด ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ เทยี่ งแทถ้ าวร ปลอ่ ยวางไมใ่ ชว่ างทง้ิ มหี นา้ ทอี่ ยา่ งไรกต็ อ้ งทำให้ ถกู หนา้ ท ่ี ทำอยา่ งปลอ่ ยวาง ไมย่ ดึ วา่ ตอ้ งเปน็ อยา่ งใจเราเสมอไป ย่ิงถ้ากำหนดรู้ในสภาวะ ในสังขารร่างกายของตนเองก็ย่ิง แยบคายข้ึนไปอีก จะต้องระลึกอย่างปล่อยวางผสมกลมกลืน 57
ส . เ ข ม รั ง สี กันไป ไม่ใช่หนีสภาวะ หนีรูปนาม หนีทุกข์ ต้องกำหนดรู้รูป รู้นาม รู้สภาวะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่กำลัง ปรากฏ เป็นเพียงกำหนดอย่างปล่อยวาง คืออย่างไม่ว่าอะไร หรืออย่างไม่ยินดียินร้าย อย่างวางเฉย พิจารณารับรู้ดูส่ิงใด ก็ไม่ว่าอะไรกับสง่ิ เหลา่ นน้ั ถา้ ปฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ยจติ ใจทเี่ ปน็ อยา่ งนใ้ี จเรากเ็ บา เผลอตวั ไปยึดไปถือมันก็หนัก พอรู้ตัวเท่าทันปล่อยวางก็เบา จิตใจที่ หนักก็เพราะยึด การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพ่ือจะเอา แต่เพื่อละ ถ้าปฏิบัติเพื่อจะเอาก็ทุกข์ แต่จะละได้ต้องรู้จักท่ีจะปล่อยวาง คนเรามักมีความทะยานอยาก อยากมากยึดมากก็กระสัน กระเสือกกระสน ถ้าปล่อยวางว่างตัวตนจึงหลุดพ้น จึงถึง นิพพาน อย่าปฏิบัติด้วยความทะยานอยาก ยิ่งอยากยิ่งยาก ยุ่งยากเพราะความอยาก ที่ปฏิบัติแล้วยากเพราะความอยาก ไปทำใหม้ นั ยาก ทำดว้ ยความอยากกย็ ากเลยไมไ่ ดผ้ ล ความเบา ความหลดุ พน้ คือละอยากได้ สน้ิ ความอยากได้ ใจกห็ ลดุ พน้ เม่ือมีโอกาสเข้าวัดปฏิบัติธรรม ประโยชน์ท่ีได้คือ ทาน ศลี ภาวนา จงใชส้ ตปิ ญั ญาคอ่ ย ๆ ทำใหเ้ จรญิ ยงิ่ ขนึ้ พยายาม สะสมกันไป 58
ตืน่ รู้ เบกิ บาน ปรศิ นาธรรม ท่านท่ีบุญเก่าเร่ิมส่งผล ได้กัลยาณมิตรท่ีดีชักชวน บอกกล่าว เลยได้เข้ามาส่ังสมบุญกันต่อ จิตใจก็รู้สึกสงบ สบายอกสบายใจข้ึน เริ่มเห็นคุณค่าของธรรมะ มองเห็นสังขาร ชีวิต นึกถึงความตายของตนเองได้เสมอ ลองนึกถึงตัวเองสิว่า เรามสี ทิ ธต์ิ ายไดท้ กุ วนั ไหม วนั น ี้ พรงุ่ น ี้ ความตายมาไดท้ กุ วนั เม่ือความตายมาถึง เราจะทำอะไร พอตายไปทุกอย่าง ก็จบ ส่ิงที่เราไขว่คว้าแสวงหาต้องการจะให้ได้ทุกอย่างก็จบไป ท่ีเราได้มาแล้วหวงไว้ รักษาไว้ ก็จบไปหมด ทรัพย์สมบัติ เงนิ ทอง เงนิ ในธนาคาร รถยนต ์ ใหใ้ ครชว่ ยฝงั ไปให ้ เผาไปให้ เราก็ไม่ได้หรอก แม้แต่ร่างกายยังเอาไปไม่ได้เลย แขนขา อวัยวะต่าง ๆ ต้องเน่าเปื่อยผุพัง ถูกเผาไปในท่ีสุด กลายเป็น ข้เี ถา้ สิ่งที่จะนำไปได้มีเพียงบุญกับบาปเท่าน้ัน อย่างปริศนา ธรรมท่ีว่า “อะไรเอ่ย สี่คนหาม สามคนแห่ หน่ึงคนน่ังแคร่ สองคนพาไป” สี่คนหาม หมายถึงร่างกายท่ีประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จึงยังมีชีวิตหามไปไหนมาไหนได้อยู่ ไม่กระจุย 59
ส . เ ข ม รั ง สี กระจายแตกแยก แต่ถ้าเกิดมันไม่ยอมหามแล้วก็จะสลาย จากกัน ดินไปเป็นดิน น้ำไปเป็นน้ำ ไฟไปสู่ไฟ ลมไปสู่ลม คนตายแล้วร่างกายจะเร่ิมไหล ข้ึนพองแล้วก็แตกเป็นน้ำเลือด นำ้ หนอง สลายไปในทีส่ ดุ สามคนแห่ ก็คือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย จิตใจ มัน เที่ยงไหม มันเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าอนิจจัง ทกุ ขงั แตกดบั เปน็ ทกุ ขท์ นอยไู่ มไ่ ด ้ อนตั ตา บงั คบั บญั ชาไมไ่ ด้ ไม่ใช่ตัวตน เขาแห่อยู่ แต่เราไม่รู้เอง ไม่พิจารณาให้เห็นเอง เขาแสดงอยู่ตลอดเวลา ผมที่เคยดำก็เปล่ียนเป็นขาว ตาท่ี เคยดกี ฝ็ า้ ฟาง หนงั ทเี่ คยเตง่ ตงึ กเ็ หยี่ วยน่ รา่ งกายทเ่ี คยแขง็ แรง ก็อ่อนแอลงไป มีตึงอยู่อย่างเดียวคือหู ยิ่งแก่ย่ิงตึง นอกน้ัน หย่อนยานหมด เพราะฉะน้ันเขาแห่ความจริงให้ดู เราไม่ดูเอง เรามัวแต่จะไปรง้ั ไว ้ ยึดไว้ ก็จะทกุ ข์เพราะความผดิ หวงั หนึ่งคนน่ังแคร่ ก็คือจิต ตามธรรมดาแล้วจิตเดินเอง ไม่ได้ จิตคิดจะมาวัดถ้าขาไม่มาด้วย ไม่ยอมเดิน ก็มาไม่ได้ จิตได้แต่สั่งอย่างเดียว ทำเองไม่ได้ ส่ังให้มาวัด กายมันก็ ขวนขวายเดินมา น่ังรถมา จิตส่ังให้นั่งกายก็ต้องน่ัง จิตส่ังให้ 60
ตืน่ รู้ เบิกบาน ยืนกายก็ยืน จิตสั่งให้เดินกายก็เดิน จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว มันเป็นอย่างนั้น นี่แหละคอื หนึ่งคนน่งั แคร่ สองคนพาไป จะพาไปสุคติภูมิ ไปสวรรค์ อาศัยบุญ เป็นคนพา หรือจะไปลงนรก ไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์ เดรัจฉาน ไปเสวยกองทุกข์ท้ังหลาย บาปเป็นคนพาไป แล้ว เราได้ให้กำลังกับคนบาปหรือคนบุญไว้มาก ถ้าให้กำลังกับคนที่ เปน็ บาปไวม้ าก มนั กม็ กี ำลงั มากพอทจ่ี ะลากเราไปนรก แตถ่ า้ เรา ให้กำลังกับคนท่ีเป็นฝ่ายบุญไว้มาก เขาก็พาข้ึนสวรรค ์ พาไปสู่ สุคติ ลองถามตัวเองดูว่าทุกวันน้ี แต่ละวันเราเติมกำลังให้ฝ่าย บาปหรือฝ่ายบุญ ถ้าเติมฝ่ายบาป เด๋ียวก็ไปฆ่าสัตว ์ ลักทรัพย์ ขโมยเขา โกหก ส่อเสียด พูดนินทาว่าร้ายเขา เดี๋ยวก็พูด ยแุ หย่ให้เขาเกลียดกันบ้าง ถา้ เราไปเติมกำลังฝา่ ยบาปไวเ้ ร่อื ย ๆ ก็ต้องพาเราไปสู่ทุกข์แน่นอน เพราะกำลังมันมากกว่า คนท่ี จะทุกข์ก็คือคนท่ีเติมไว้ ฉะนั้นเรารู้อย่างน้ีก็อย่าไปเติมกำลัง ใหบ้ าป มาเติมกำลังใหบ้ ุญกนั 61
ส . เ ข ม รั ง สี เติมบญุ ไม่ต้องใชเ้ งิน การเติมบุญใช่ว่าจะต้องจ่ายทรัพย์เท่าน้ัน การให้ทาน การให้อภัย ให้ธรรมะ สนทนาธรรมะ รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ก็เป็นการเติมบุญ พยายามที่จะเจริญภาวนา หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ เจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้กายเนือง ๆ เวทนา เนืองๆ จิตเนือง ๆ ธรรมในธรรมเนือง ๆ เรียกว่าต้องเจริญ สตปิ ฏั ฐาน เจรญิ สมั มปั ปธาน ๔ ตอ้ งเพยี ร เพยี รในการละบาป วันน้ีบาปเกิดข้ึนในใจเรา โกรธบ้าง โลภบ้าง ก็เพียรที่จะละ ออกไป เพียรมากก็ละออกไปได้มาก แล้วก็เพียรระวังไว้อย่า ให้บาปมันกลับมาเกิดข้ึนอีก เพียรให้เกิดกุศล สติ สมาธิ ปัญญา พอเกิดสติขึ้นมาก็เพียรรักษาไว้ให้มันเจริญไว้ ต้องมีอิทธิบาท ฉันทะ พอใจในการปฏิบัติธรรม ถ้าเรา ไม่มีฉันทะ ปฏิบัติไปก็ง่วง ปฏิบัติไปก็เบ่ือหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างฉันทะให้เห็นว่าการปฏิบัติ เป็นเร่ืองดี น่ังกรรมฐาน เจริญภาวนา เจริญสติ เพียรปฏิบัติ เดินจงกรม เป็นเรื่องดี และต้องมีจิตตะ คือฝักใฝ่อยู่ในเร่ือง ธรรมะไว้ ถ้าเราไปฝักใฝ่แต่เร่ืองอกุศลก็ขาดทุน ไปฝักใฝ่แต่ เร่ืองโลกียะ เรื่องกาม ใจก็ตกต่ำ ต้องรู้ทันว่ากิเลสจะพาให้เรา ไปฝักใฝ่อยู่ในเร่ืองของอกุศล เราต้องพิจารณาว่าส่ิงใดที่เรา 62
ต่ืน รู้ เบิกบาน ฝกั ใฝแ่ ลว้ ทำใหใ้ จเราเศรา้ หมอง เรา่ รอ้ น กเิ ลสหนาขน้ึ แสดงวา่ เป็นส่ิงท่ีไม่ถูกต้อง เราก็ไม่เอาด้วย ถ้าสิ่งใดที่เราฝักใฝ่สนใจ อยู่ทำให้เราดี มีความสงบ จิตใจดีงาม ก็ใช้ปัญญาในการ พิจารณาให้เห็นทุกข์เห็นโทษของกิเลส การปฏิบัติธรรมเป็นคุณเป็นประโยชน์ พิจารณาให้เห็น ประโยชน ์ พจิ ารณาใหเ้ หน็ โทษของกเิ ลส แลว้ เรากจ็ ะไดส้ อดสอ่ ง พจิ ารณาลกึ ซง้ึ ลงไปจนเหน็ รปู นาม เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ตอ้ งมอี นิ ทรยี ์ ๕ พละ ๕ คอื ตอ้ งมศี รทั ธาความเชอ่ื สทั ธนิ ทรยี ์ ศรัทธาพละ, วิริยินทรีย์ วิริยพละ (ความเพียร), สตินทรีย์ สตพิ ละ (ความระลกึ ได)้ , สมาธนิ ทรยี จ์ นถงึ เปน็ สมาธพิ ละ ตง้ั มน่ั ย่ิงขึ้นไปจนเป็นปัญญินทรีย์ จนเป็นปัญญาพละ ความรู้เห็น ตามความเปน็ จรงิ มนั มกี ำลงั มากขน้ึ มพี ละ ๕ เกดิ ขน้ึ อนิ ทรยี ์ ๕ มีกำลงั ก็เป็นพละ ๕ จนถงึ โพชฌงค ์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ สติสัมโพชฌงค์ ระลึกรู้อยู่ในสติปัฏฐาน สติมั่นคง เทา่ ทนั ตอ่ รปู นาม ธมั มวจิ ยสัมโพชฌงค์ สอดส่องพจิ ารณาเหน็ รปู นามวา่ เปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ดใู นตวั พจิ ารณาใหเ้ หน็ ว่ามันเปลี่ยนแปลง เกิดดับ เห็นแล้วดับไป ได้ยินแล้วดับไป รูก้ ล่ิน รู้รส รสู้ มั ผสั คิดนกึ หมดไปดับไป เวลาทส่ี ตริ ะลกึ รู้ตอ้ ง มีการพิจารณาไตรลักษณ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ ว่ามันเปล่ียนแปลง ไหม เกิดดับไหม สอดส่องพิจารณาว่าเรามีความเพียรเข้า 63
ส . เ ข ม รั ง สี ประกอบหรือไม ่ เมื่อเพียรปฏิบัติ เจริญภาวนา กำหนดรู้ ที่สุดจิตก็จะ รวมลงไปต้ังมั่น มีปีติ สมาธิ ความสงบ เกิดความอ่ิมเอิบใจ และเกิดปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ เกิดสมาธิต้ังมั่น เกิด อุเบกขาสัมโพชฌงค์ วางใจสม่ำเสมอ ที่สุดแล้วก็จะวางใจ พอดี ๆ ไม่เพ่ง ไม่เผลอ ประคับประคองพอดี ๆ ไม่จงใจ ไม่ จัดแจง ปล่อยให้สภาวะเขาแสดงของเขาเอง เราเพียงรู้ละ รู้ ปล่อย รู้วาง เป็นกลางอยู่เสมอ มีความสม่ำเสมอพอดี ก็จะ เห็นสภาวธรรมชดั เจนในจิตใจ เรียกว่ากำลังเจริญองค์มรรค ๘ อยู่ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นอยู่ที่รูปนามเป็นตัว ทุกขสัจจะ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ดำริอยู่ที่รูปที่นาม ที่ปรากฏ หรือว่าดำริออกจากกาม ดำริออกจากการเบียดเบียน ดำริออกจากการพยาบาท การที่ดำริอยู่กับรูปนาม จิตจะไหลไปในกามก็กลับเข้ามา จิตจะไหลไปเร่ืองโลกก็กลับเข้ามา เป็นตัวยกสัมปยุตตธรรม ขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน เม่ืออยู่กับรูปนามที่ปรากฏ ก็เท่ากับ ขณะนั้นออกจากกาม ออกจากการเบียดเบียน ออกจากการ พยาบาท และมีศีลอยู่ในตัว คนท่ีปฏิบัติธรรม ศีลก็บริสุทธิ์ ขึ้นไปด้วย เพราะไม่กล่าวส่อเสียด หยาบคาย โกหก เพ้อเจ้อ การงานก็บริสุทธิ์ การดำเนินชีวิตก็ปราศจากโทษ ไม่ฆ่าสัตว์ 64
ตื่น รู้ เบิกบาน ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม อาชีพก็บริสุทธ์ิ ไม่ได้ เบียดเบียนใครเพราะมีศีล คนปฏิบัติธรรมศีลจะบริสุทธิ์ไปในตัว สัมมาวายามะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ต้ังม่ันชอบ องค์มรรคท้ัง ๘ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันเม่ือใด ก็บรรลุ เกดิ ในมรรคญาณ เกดิ ในโลกตุ ตรมรรค เขา้ ถงึ นพิ พาน เพราะฉะน้ันองค์มรรค ๘ เหล่าน้ีจึงเป็นมัคคสัจจะ เป็น ความจรงิ ของพระอรยิ เจา้ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะใหถ้ งึ ความดบั ทกุ ข์ ถ้ามรรค ๘ เกิดข้ึน สมบูรณ์ขึ้นเม่ือไหร่ ก็เป็นอริยบุคคล เข้าไปรู้ทุกข์ เข้าไปละเหตุให้เกิดทุกข์ เข้าไปแจ้งความดับทุกข์ องค์มรรค ๘ เจริญเต็มรอบ มีกำลังพร้อมเพรียงกันเป็น มัคคสมังคี ก็ได้ตรัสรู้ธรรม เราจึงต้องพยายามขวนขวาย เร่งพากเพียรปฏิบัติให้ มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของชีวิต 65
ส . เ ข ม รั ง สี 66
ต่ืน รู้ เบิกบาน ๕. สง่ิ ท่หี าได้ยากในโลก การได้ฟังธรรมะอันเป็นหลักธรรมคำสอนในทางพุทธ- ศาสนา ถอื วา่ เปน็ การบำเพญ็ บญุ ประการหนง่ึ เรยี กวา่ ธมั มสั - สวนมัย คือ บุญท่ีสำเร็จจากการได้ฟังธรรม ย่ิงเราฟังด้วย ความต้ังใจ ด้วยจิตท่ีเล่ือมใสศรัทธา ก็จะทำให้เกิดปัญญา จิตใจผ่องใสเบิกบาน จิตเป็นมหากุศล เป็นบุญเกิดข้ึน ฉะนั้น การได้มีโอกาสฟังธรรมคำสอนในพระสัจธรรม จึงถือว่าเป็น ความโชคดีซงึ่ ไมใ่ ชเ่ ร่อื งที่ใครจะได้ฟงั กนั โดยง่าย ในบางยุคบางสมัย โลกปราศจากพระพุทธศาสนา หรือ วา่ งจากพระพทุ ธศาสนา ก็จะไมม่ ใี ครมาบอกมาสอนได้ อย่าว่า แต่เร่ืองของสัจธรรม อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ อะไรเป็นความดับทุกข์ อะไรเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับทุกข์ หรือเรื่องรูป นาม ขันธ์ ๕ ปรมัตถ์เลย แม้แต่เร่ือง 67
ส . เ ข ม รั ง สี บญุ บาปก็ไม่มโี อกาสได้ฟงั กัน การทเ่ี ราไดย้ นิ ไดฟ้ งั และรวู้ า่ อะไรเปน็ บญุ เปน็ บาปกเ็ พราะ พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ในโลกนี้ จึงเป็นเรื่องสมควรยิ่งท่ี มนุษย์ควรจะขวนขวายในการฟังธรรมอยู่เนือง ๆ เพราะเป็น สิ่งที่หาได้โดยยากในโลก ส่งิ ทห่ี าได้ยากในโลก ๕ ประการ สิ่งท่ีหาได้โดยยากในโลก พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ มีดว้ ยกัน ๕ ประการ คอื ประการแรก การอุบัติบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เป็น สิ่งท่ีหาได้โดยยากในโลก เพราะผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมา- สมั พทุ ธเจา้ ไดต้ อ้ งบำเพญ็ บารมมี ามาก จงึ ยากแสนยากกวา่ ทจี่ ะ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น บางครั้งเม่ือโลกได้วิวัฒนาการมาก จน ท่ีสุดก็เส่ือมสลายไป กระท่ังโลกและจักรวาลรวมตัวกันข้ึนมา ใหม ่ ก็ยังวา่ งจากพระพุทธเจา้ ฉะน้ัน การที่เราได้เกิดมาในยุคปัจจุบันจึงนับเป็นเร่ืองท่ี นา่ ยนิ ดี เพราะยงั ทนั คำสอนของพระพทุ ธเจา้ ทปี่ รากฏอยใู่ นโลก ถึงแม้พระองค์จะปรินิพพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้วก็ตาม 68
ตื่น รู้ เบกิ บาน แต่คำสอนที่ตรัสไว้ยังคงสืบทอดอยู่จนถึงปัจจุบัน อีกทั้ง ยังมีโอกาสท่ีบุคคลจะปฏิบัติตามเพื่อให้รู้ธรรม เห็นธรรม และดับทุกข์ได้ เพียงแค่นี้ก็เรียกว่าได้ถึงพระพุทธเจ้า ดัง พุทธภาษิตท่ีว่า โยธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้น้ันเห็นพระพุทธเจ้า โดยพุทธภาวะ กล่าวคือ ภาวะแห่ง ผู้บริสทุ ธ ์ิ แห่งผู้ร ู้ ผู้ตนื่ ผูเ้ บิกบาน ถา้ เราปฏิบัติธรรม เข้าถึง ธรรม เป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิกบาน เราก็จะเข้าใจ เข้าถึงความ ซาบซึ้งแห่งความบริสุทธ์ิ แห่งความรู้ ความต่ืน และความ เบิกบาน ก็ถือว่าเราได้สิ่งท่ีหาได้โดยยากในโลกแล้ว คือได้ เกิดมาพบพระพุทธเจ้า ถึงจะไม่ทันตอนท่ีพระองค์ยังมีพระ- ชนมชีพอยู่ก็ตาม ประการที่ ๒ การอุบัติบังเกิดข้ึนเป็นมนุษย์ ทุลฺลโภ มนุสฺสตฺต ปฏิลาโภ การเกิดข้ึนเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่หาได้โดย ยากในโลก การได้เกิดเป็นมนุษย์อาจจะดูเหมือนไม่ยากอะไร เพราะมเี ดก็ เกดิ กนั เยอะแยะมากมาย ผคู้ นกเ็ พมิ่ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ แต่ ถ้าเทียบกับสัตว์เดรัจฉานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว หรือ สตั ว์เล็ก ๆ เชน่ ยุง มด ปลวก สตั วน์ านาชนิดในผืนแผ่นดิน ในตน้ ไม ้ หรอื ตามทต่ี า่ ง ๆ ไมว่ า่ เราจะใชน้ ว้ิ มอื จมุ่ ลงไปตรงไหน ขุดดินไปจุดใด ก็จะมีสัตว์ท่ีเราไม่ค่อยเห็นเต็มไปหมด สัตว์ 69
ส . เ ข ม รั ง สี ในน้ำย่ิงมีมากกว่าสัตว์บนบก ซ่ึงสัตว์ทุกตัวล้วนมีจิตวิญญาณ ทั้งน้ัน เพราะส่วนใหญ่ตายด้วยความหลงจึงไปเกิดในอบายภูมิ กันมาก กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน หมู หมา เป็ด ไก่ เป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ส่วนจิตวิญญาณท่ีมีโอกาสอุบัติขึ้น เปน็ มนษุ ยถ์ อื วา่ มเี ปอรเ์ ซน็ ตน์ อ้ ยมากเมอ่ื เทยี บกบั สตั วเ์ ดรจั ฉาน เรียกว่าโอกาสท่ีจิตวิญญาณรอดจากตาข่ายดักอบายภูมิน้ัน มีเป็นส่วนน้อย ต้องเป็นผู้มีบุญกุศลเพียงพอถึงจะเกิดเป็น มนุษยไ์ ด้ หากจิตเศร้าหมองเวลาที่ใกล้ตายโอกาสไปสู่อบายก็ง่าย ฉะนน้ั ถา้ อยากเกดิ เปน็ มนษุ ยท์ ม่ี าดว้ ยบญุ จติ ตอ้ งไมเ่ ศรา้ หมอง ในขณะใกล้ตาย แค่จิตเต็มไปด้วยความห่วง ไม่ว่าจะห่วงใน ทรพั ย ์ หว่ งบา้ น ญาตพิ นี่ อ้ ง ลกู หลานวงศว์ าน หรอื เกดิ ความ กลัวตายข้ึนมา กลัวว่าตายแล้วจะไปอย่างไร ก็เศร้าหมองแล้ว จึงไม่ใช่เร่ืองง่ายเลยที่จิตคนเราเวลาใกล้ตายจะไม่เศร้าหมอง ต้องเป็นผู้มีบุญ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีศีล ๕ คนไหนรักษา ศีล ๕ ไว้ได้อย่างดีก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะเม่ือถึง วาระสุดท้ายของชีวิต ให้นึกถึงศีลท่ีตัวเองยึดถือปฏิบัติไว้ ความอุ่นใจ ปล้ืมใจก็เกิดข้ึน จิตก็ไม่เศร้าหมอง การที่จะ เกิดเป็นมนุษย์ได้นั้นจึงต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน เรียกว่า มีกุศลกรรมบถ 70
ต่ืน รู้ เบกิ บาน ฉะน้ัน หากเราฝึกอบรมจิตใจเป็น เจริญภาวนา เจริญ สติเป็น ก็ได้เปรียบผู้อ่ืน เม่ือถึงเวลาใกล้ตายก็สามารถทำ จิตเป็น เจริญสติได้ ถ้าเราปฏิบัติภาวนาเป็น จะสามารถจับ ความรสู้ กึ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั กายและใจตวั เองได ้ ใชเ้ ปน็ เครอ่ื งระลกึ รู้ พิจารณาดูว่าทุกข์ที่เกิดข้ึนเป็นอย่างน ี้ เกิดภาวะบีบค้ันอย่างน้ี มันเท่ียงไหม บังคับได้หรือไม่ แล้วเราจะเห็นถึงความจริง ดีไม่ดีอาจบรรลุธรรมเลยก็ได ้ มีโยมคนหน่ึงเล่าให้ฟังว่า ในขณะที่เขากำลังจะฆ่าตัวตาย โดยใช้สายไฟสองเส้นมาพันท่ีแขน แล้วเสียบเข้าไปในปลั๊กไฟ พอเสียบปุ๊บไฟก็ดูด ปรากฏว่าเขาเกิดต้ังสติข้ึนมาได้ ด้วย คนเราเวลาจิตมันยอมตายจะมีอาการช็อร์ต เกิดอาการกระตุก กระชากอยู่ในตัว ก็จะดึงเอาจิตให้มาอยู่กับตัวโดยอัตโนมัติ ขณะท่ีมีอาการกระตุก จิตก็เห็นความแตกดับในกาย เห็นไฟ ที่ดูด เห็นความรู้สึกที่เป็นเวทนา เห็นความแตกดับ เลยทำให้ โยมคนนนั้ ไดเ้ หน็ ธรรมะ รอดตายเพราะปลกั๊ ไฟเกดิ หลดุ ออกมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่เข้าใจในสภาวธรรม และหันมาสนใจ ศึกษาธรรมะมากยิ่งขึ้น นั่นแสดงว่า คนเราเวลาใกล้ส้ินลมจะมีสิ่งดึงร้ังจิตให้อยู่ กบั ตวั ถา้ เราตง้ั สตไิ ด ้ แลว้ พจิ ารณาดคู วามเปน็ ไปในกายของเรา กจ็ ะเหน็ ความจรงิ วา่ สงั ขารทง้ั หลายเกดิ การเปลย่ี นแปลง แตกดบั 71
ส . เ ข ม รั ง สี บงั คับไม่ได้ ไมใ่ ช่ตัวตน ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุรูปหน่ึงคิดฆ่าตัวตายเพื่อบรรลุ ธรรม ท่านทำฌานได้ แต่ป่วย จึงเกรงว่าเด๋ียวตัวเองจะตาย ตอนที่ฌานเส่ือม ดังน้ันในขณะที่เตรียมพร้อมเข้าฌานก็จะ ทำการเชือดคอตัวเอง เพราะต้องการตายตอนท่ีฌานยังดีอยู่ ยังไม่เส่ือม พอมารรู้ว่าภิกษุรูปน้ีเป็นผู้ที่มีจิตใจพร้อมยอมตาย จึงคิดขัดขวาง ครั้นจะมาปรากฏตัวห้าม ภิกษุก็คงไม่เช่ือ เลย ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ขณะน้ีมีสาวกของพระองค์กำลังคิด ฆา่ ตัวตาย ขอใหพ้ ระองคไ์ ปยับย้งั ความจรงิ มารไมไ่ ดป้ รารถนาดี แตต่ อ้ งการขดั ขวาง เพราะ กลัวภิกษุรูปนี้จะเห็นธรรม หากบรรลุธรรมได้ก็จะพ้นจาก เงื้อมมือมารน่ันเอง เม่ือพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงก็พบว่าภิกษุ ได้เชือดคอตัวเองมรณภาพแล้ว มารจึงได้ออกตามหาวิญญาณ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงกลับมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “วิญญาณภิกษุหายไปอยู่ท่ีใด” พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ต่อให้มารเป็นร้อยเป็นพันตนก็ไม่สามารถตามหาวิญญาณบุตร ของเราได้ เพราะบุตรของเราได้สิ้นอาสวกิเลส ดับขันธ- ปรินิพพานแล้ว” กลา่ วคอื ในขณะทภ่ี กิ ษเุ ชอื ดคอตวั เอง ทา่ นไดก้ ำหนดรู้ ด้วยการต้ังสติกำหนดดูทุกขเวทนาที่ปรากฏ ดูอาการที่มันจะ 72
ต่ืน รู้ เบิกบาน แตกดับ เลยได้เห็นธรรม เห็นความจริงว่า สังขารสภาวะ ในกาย ในใจน้ีมันเสื่อมสลาย แตกดับ เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ ตัวตน พอจิตไถ่ถอนหลุดพ้นได้ จึงส้ินอาสวกิเลส คร้ันพอ สำเร็จเป็นพระอรหันต์กป็ รนิ พิ พาน เลา่ เรอื่ งน ี้ เพอื่ ใหผ้ อู้ า่ นอา่ นแลว้ นำไปพจิ ารณา แตอ่ ยา่ ได้ คิดลองทำ เพราะมันไม่ใช่ของง่าย เพราะว่าฉากแห่งความตาย เป็นส่งิ ท่ที ุกคนต้องเจอ เราจึงต้องร้จู ักเตรียมพร้อม เตรียมตัว เสียแต่ตอนนี้ หากถ้าตายในขณะจิตเศร้าหมองก็ต้องไปสู่ อบาย แล้วจะทำอย่างไรให้ตายโดยจิตไม่เศร้าหมองล่ะ วิธี ที่ดีที่สุดก็คือ การเจริญสติ ระลึกรู้สภาวธรรม สภาพธรรม ท่ีกำลังปรากฏอยู่น่ันเอง กล่าวคือ รู้สึกอย่างไรก็ให้ระลึกรู้ สังเกตพิจารณาดูความเป็นทุกข์ ดูความเสื่อมสลาย ดูความ เป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ รู้สึกอย่างไรดูไปอย่างนั้น อย่างน้อย จิตก็ไม่เศร้าหมอง จิตถ้าดูสภาวะอยู่ก็จะเกิดการยอมรับ ปล่อยวาง วางเฉย ไม่กลัว ไม่หว่ันไหว ไม่ไปคิดนึก คิดถึง ห่วงอาลัยอาวรณ์ เม่ือไม่คิดแล้ว สติก็มาอยู่กับสภาวะ ถึงยัง ไมบ่ รรลุธรรม แตจ่ ิตจะผอ่ งใสดงี าม เม่ือตายก็ไปสคุ ต ิ ฉะนั้นการเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย พระพุทธเจ้าจึง ตรัสว่า เป็นส่ิงที่หาได้โดยยากในโลก โดยเฉพาะมนุษย์ถือเป็น ภพภมู ขิ องสตั วท์ ดี่ ี ตรงทสี่ ามารถจะพจิ ารณาธรรมได ้ เหน็ ธรรม 73
ส . เ ข ม รั ง สี ได้ การจะส่ังสมบารมกี ต็ อ้ งมาสั่งสมกนั ในภพมนุษยน์ แี่ หละ ประการท่ี ๓ การจะถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นสิ่งท่ีหาได้ โดยยากในโลก ทุลฺลภา สทฺธาสมฺปตฺติ ศรัทธาก็คือความเช่ือ เช่ือในเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม เช่ือว่าสัตว์ท้ังหลายมี กรรมเป็นของตน เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วท่าน ทั้งหลายเช่ือหรือไม่ว่า เรื่องของกรรม บุญและบาปมีจริง เช่ือ หรือไม่ว่าการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นบุญ การ สวดมนต์ไหว้พระ อ่อนน้อมบูชาเคารพกราบไหว้เป็นบุญ การ ขวนขวายช่วยเหลือการงานในทางท่ีชอบก็เป็นบุญ การอุทิศ ส่วนกุศลเป็นบุญ การเอ่ยปากโมทนาเวลาเห็นคนอื่นทำบุญ หรือเห็นใครทำความดีก็โมทนาชื่นชมจะเป็นบุญ การได้ฟัง ธรรมเป็นบุญ มีความเห็นตรงถูกต้องก็เป็นบุญ ส่วนการ ฆ่าสัตว์เป็นบาป การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การ โกหกหลอกลวงเป็นบาป ถ้ามีความเชื่อเช่นท่ีกล่าวมา เรียกว่า เรามีศรัทธา มีกัมมสัทธา คือเชื่อเรื่องกรรม เช่ือเรื่องการ กระทำ วปิ ากสทั ธา เช่ือเรื่องผลของกรรม เม่ือได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน เราเชื่อหรือไม่ว่า เป็นผลมาจากบาปที่ทำไว้ บางคราวต้องประสบกับอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ขาหัก จงรู้ว่านี่แหละเป็นผลของบาปที่เคยเบียดเบียน 74
ตืน่ รู้ เบกิ บาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นไว้ หรือต้องสูญเสียทรัพย์ ถูกโกง เจอ ภยั พบิ ตั ิ ได้รับความทุกข์ ได้รับความไมย่ ุตธิ รรม ขอใหเ้ ชอ่ื ว่า นี่คือผลของบาปท่ีเราเคยกระทำไว้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรไว้ ผลก็ ออกมาเป็นอย่างนั้นเสมอ หากเรามีศรัทธา มีความเชื่อเช่นที่กล่าวมา ก็ถือว่าได้ส่ิง ที่หาได้โดยยากในโลก คนท่ีไม่มีศรัทธา จะทำบุญ ทำกุศล ทำความดี ให้บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ทำไม่ได้ เพราะศรัทธาไม่เกิด แต่ถ้าดวงจิตเกิดศรัทธาขึ้น คุณงาม ความดีตา่ ง ๆ กจ็ ะตามมา ประการที่ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุลฺลภา ปพฺพชฺชา การได้บวชเป็นส่ิงท่ีหาได้โดยยากในโลก คนเราใช่ว่าจะมี โอกาสบวชกันได้ง่าย ๆ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ ไม่มี พระสงฆ์สืบทอด ก็บวชไม่ได้ เพราะไม่มีใครจะมาเป็น อุปัชฌาย์ ไม่มีพระคู่สวด โดยเฉพาะผู้หญิง ถ้านึกอยากจะบวชเป็นภิกษุณีก็บวช ไมไ่ ด ้ เพราะการบวชภกิ ษณุ ตี อ้ งบวชในสงฆส์ องฝา่ ย คอื บวชใน สงฆ์ฝ่ายภิกษุณีแล้วจึงจะมาบวชในสงฆ์ฝ่ายภิกษุ ถ้าจะบวช เป็นผู้ถือพรหมจรรย์ เป็นนักบวช นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เรา จะไปหาอุปัชฌาย์ท่ีไหน คู่สวดพระอันดับท่ีเป็นภิกษุณีก็ไม่มี 75
ส . เ ข ม รั ง สี แล้ว ขาดตอนไปนานไม่มีผู้สืบทอด สำหรับผู้ชายถือว่าโชคดียังมีโอกาสได้บวช เพราะมี พระสงฆ์สืบต่อพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเราไม่พร้อม หรือ คุณสมบัติไม่เพียงพอ ก็บวชไม่ได้เช่นกัน ฉะน้ันการได้บวชจึง เป็นส่ิงท่ีหาได้โดยยาก และเป็นการทำท่ียาก เพราะต้องสละ เพศฆราวาส สละออกจากทุกส่ิงทุกอย่าง มาประพฤติพรหม- จรรย ์ แต่ถ้าทำได้ ก็ถือวา่ ไดส้ ิ่งทห่ี าไดโ้ ดยยากในโลก ประการสุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุลฺลภํ สทฺธมฺ- มสฺสวนํ การได้มีโอกาสฟังพระสัทธรรมเป็นส่ิงท่ีหาได้โดยยาก ในโลก เราอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรในสมัยน้ี เพราะเป็นยุคที่ ยังมีศาสนาอยู่ เลยมีโอกาสได้ฟังธรรม แต่ถ้าไม่มีพุทธศาสนา หรือศาสนาหมดไป ก็จะไม่ได้ยินได้ฟังกันอีก หรือบางคร้ัง ธรรมะที่ได้ฟังอาจไม่ใช่พระสัทธรรม คือฟังแล้วไม่เป็นไปเพ่ือ การลดละสละกเิ ลส สิ่งใดท่ีฟังแล้วเป็นการเพ่ิมกิเลส มีแต่โลภ โกรธ หลง มากขึ้น ถึงจะออกมาจากปากของภิกษุก็ถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธองค์ต้อง เป็นไปเพือ่ ลดละสละกิเลสจึงจะถูกต้อง 76
ต่นื รู้ เบกิ บาน เกดิ มาแล้วไดเ้ ข้ารอบ ธรรมะที่เกี่ยวกับเรื่องของสัจธรรม ช้ีบอกถึงความเป็น จริงของชีวิตว่า ชีวิตน้ีเป็นอย่างไร ประกอบไปด้วยอะไร จะ ปฏบิ ัติอย่างไรจึงจะดบั ทกุ ข์ ซึ่งเปน็ เรอ่ื งทีไ่ มใ่ ชจ่ ะมีโอกาสได้ฟงั กันง่าย ๆ การที่ได้ยินได้ฟังถือเป็นโอกาสดี เป็นความโชคดี เรียกวา่ เราคือผู้ทไี่ ดเ้ ขา้ รอบมาตามลำดับ รอบแรก คือการผ่านเข้ารอบได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็น คนไทยในผืนแผ่นดินที่มีพระพุทธศาสนา เป็นบุญของเรามาก ที่ได้พบพระพุทธศาสนา ถ้าไปเกิดในถ่ินฐานท่ีไม่มีพระพุทธ- ศาสนา มีคำสอนที่ผิด เราก็จะพลอยเห็นผิด ทำผิดไปด้วย ฉะน้ัน พวกเราคนไทยทั้งหลายถือว่าโชคดีที่ได้มาพบพระพุทธ- ศาสนา แต่คนที่เป็นชาวพุทธแล้วไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อเร่ือง บุญบาปก็มีมาก โดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบัน ส่วนน้อยที่มี ความศรัทธา ความเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง ส่วนมากไม่เชื่อกัน ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ คนที่ทั้งทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติ ธรรมครบถ้วน นับเป็นผู้ที่โชคดีท่ีได้ก้าวมาถึงข้ันเป็นผู้มี ศรัทธาต่อการปฏิบัติ เรียกว่าได้เข้ารอบมาตามลำดับ แสดงถึง ความเป็นผู้มีบุญ มีปุพเพกตปุญญตา การสั่งสมบุญไว้แต่ปาง 77
ส . เ ข ม รั ง สี ก่อน สำหรับผู้ท่ีไม่มีโอกาสมาปฏิบัติ เพราะมีภารธุระการงาน ต่าง ๆ ยังห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงหน้าที่การงาน ห่วงลูกหลาน ผกู มัดจนสละออกไมไ่ ด้ ถอื วา่ บุคคลเหลา่ นยี้ ังไม่เข้ารอบ การได้เข้าถึงการปฏิบัติ เจริญภาวนา ถือว่าได้มาถึงข้ัน ความดีชั้นสูง เป็นความดีที่จะทำให้ดับทุกข์ พ้นทุกข์ได้ เป็น การมาสู่รอบสุดท้าย คือรอบแห่งการได้ปฏิบัติเจริญวิปัสสนา- ภาวนา ฉะนั้น หากใครท่ีมาปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาจนมาถึง แค่เอื้อมแล้ว ก็อย่าได้ละความพยายาม เพราะข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับทุกข์อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้ายังปรากฏชี้ทาง ให้เราอยู่ คือเร่ืองของรูปนาม ขันธ์ ๕ ในร่างกายจิตใจของ ตัวเรา ท่ีใช้เป็นที่เรียนรู้ ศึกษา พิจารณา ให้เข้าถึงความ พ้นทุกข์ หากเราทุกคนเร่งพากเพียรปฏิบัต ิ ชีวิตจะไม่มีทางตก ไปในอบายภูมิ ไม่ต้องเวยี นว่ายตายเกิดกันจนไมม่ ีทีส่ ิน้ สุด ถึงจะมีความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมก็ใช่ว่าจะประสบ ความสำเร็จกันทุกคน ข้ึนอยู่ท่ีความพากเพียร และเข้าใจเรื่อง ของการกำหนด คือรู้ว่ารูปนาม สภาวธรรม และกายใจเป็น อย่างไร และต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หากมัวแต่ท้อแท้ ท้อถอย ไม่พากเพียร ก็ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง บางคราวเราอาจขเี้ กยี จ ทอ้ ถอย อากาศหนาว นอนดกี วา่ 78
ตื่น รู้ เบกิ บาน หาความสุขอยู่กับผ้าห่ม ชีวิตเราก็หมดไป สั้นลง ส้ันลง เม่ือ ความตายมาถึงก็จะหมดโอกาส เม่ือมาจนถึงแค่เอ้ือมแล้ว ถ้าเรามีความเพียร โอกาสเห็นธรรมรู้ธรรมก็มี ฉะน้ันบางครั้ง อาจมีอุปสรรคปัญหาบ้าง เช่น โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน เรียกว่าเป็นขันธมาร ก็ต้องอดทน ต้องต่อสู้ให้ก้าวผ่านไป ให้ได้ ถือว่ายอมสละความสุขเล็กน้อยเพ่ือความสุขอันไพบูลย์ คือความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส การท่ีเราใช้สังขารมาลงทุน มาประพฤติปฏิบัติ ยอมสละ ความสุขท่ีจะไปเสวยอยู่ในความเพลิดเพลิน ในการนอน กิน เล่น เท่ียวเตร่ เสพกามคุณ ก็สละความสุขเหล่าน้ันออกมา ซึ่งเป็นความสุขเพียงเล็กน้อยในรูป รส กลิ่น เสียง เพ่ือ ความสุขอันไพบูลย ์ ถือเป็นการลงทุนที่มีผลมาก โดยพยายาม พากเพียรปฏิบัติ เจริญภาวนาระลึกรู้ให้เห็นความจริงในกายใจ ว่าจริง ๆ แล้วไม่เท่ียง เปลี่ยนแปลง เกิดดับ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน พยายามระลึกใส่ใจมาในกายในใจตนเอง ไม่ว่าจะยืน เดิน น่ัง นอน คู้ เหยียด เคล่ือนไหว ให้รู้ตัวในส่ิงเหล่านี้ เพ่ือให้เห็นแจ้งในสังขาร จากท่ีเคยเห็นเป็นตัวตน เป็นสัตว์ บุคคล ตัวเราของเรา ซึ่งเป็นสมมติ เป็นของปลอม เป็น ความยึดถือยึดมั่นที่ผิด ก็ต้องเพิกสมมติออกไปให้หมด 79
ส . เ ข ม รั ง สี เข้าไปรใู้ นแก่นแท้ใหไ้ ด ้ แก่น ก็คือตัวสภาวะปรมัตถธรรมท่ีเป็นแกนใน ส่วน ความเปน็ รปู เปน็ รา่ ง แขนขา หนา้ ตา เปน็ สมมต ิ ใหเ้ พกิ ออกไป แล้วมาระลึกสังเกตไปให้จรดตัวสภาวะ คือความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย สงบ ไม่สงบ ขุ่นมัว หรือผ่องใส สังเกตไปที่จิตใจขณะนี้เป็นอย่างไร คือต้องรู้ ทเ่ี ป็นปัจจุบนั ระลึกรู้ใหไ้ ดเ้ พราะเปน็ ตัวความจริง เม่ือพากเพียรประพฤติปฏิบัติบ่อย ๆ เนือง ๆ เข้า ปัญญา ก็จะเกิดขึ้น ปัญญาที่รู้แจ้ง คือเห็นความจริงว่า สังขารน้ี ชีวิตนี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตัวตน 80
ต่นื รู้ เบกิ บาน 81
ส . เ ข ม รั ง สี 82
ตนื่ รู้ เบกิ บาน ๖. พิจารณาใหเ้ ข้าถึงธรรม การฟังธรรมเป็นการเจริญกุศลอย่างหน่ึง กุศลแปล อีกอย่างหน่ึงว่า ฉลาด การฟังธรรมจึงเป็นการเพ่ิมพูนความ ฉลาด หรือความรู้ ปัญญา ถ้าเราเป็นผู้สนใจใคร่รู้ในการ ฟังธรรม ก็เท่ากับได้เพ่ิมพูนปัญญาของตนเอง เพราะได้ฟังใน ส่ิงท่ียังไม่เคยฟัง หรือท่ีเคยฟังแล้วก็ได้ทบทวน เข้าใจแจ้งชัด ยง่ิ ขน้ึ บรรเทาหรอื กำจดั ความสงสยั ได้ จติ ผอ่ งใส ใจกเ็ บกิ บาน ฟงั ธรรมถึงไม่สนุก แต่เปน็ ความสุขได้ การฟงั ธรรมไมเ่ หมอื นฟงั เรอ่ื งอนื่ ๆ ทด่ี วู า่ สนกุ สนาน แต่ กลับนำความเศร้าหมอง ความร้อนใจตามมา แต่สำหรับการ ฟังธรรมไม่ได้เป็นไปเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นความสุขท่ี 83
ส . เ ข ม รั ง สี เกิดจากจิตท่ีเป็นกุศล จิตที่ผ่องใส ใจท่ีเบิกบาน แสดงถึง กุศลธรรม กุศลจิตท่ีเกิดข้ึนเรียกว่า มหากุศลจิต ซึ่งผู้ปฏิบัติ สามารถจะระลึกรู้ถึงสภาพของกุศลจิตท่ีเกิดขึ้น หรือกุศลธรรม ที่เกิดข้ึนได้ ให้เห็นว่าเป็นแค่เพียงสภาวะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ บคุ คล ไมใ่ ช่ตวั ตนเราเขา เปน็ เพยี งสภาพธรรมทมี่ อี ยู่เท่านนั้ ดังนั้นจิตที่เป็นกุศลก็เป็นธรรมที่ต้องกำหนดรู้ คนท่ี กำหนดรู้ธรรม เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตาม ระลึกรู้พิจารณาธรรมในธรรมอยู่เนือง ๆ ธรรมะก็จะเกิดข้ึนใน จิตใจ ทำให้จิตมีความศรัทธา มีความเลื่อมใส ใจเบิกบาน มี สภาพท่ีดีงามเกิดขึ้นในขณะท่ีฟังธรรม ในฐานะผู้ปฏิบัติจึงต้อง ระลึกรู้ หย่ังรู้ในจิตใจของตนเอง ถึงลักษณะของจิตว่าจิต ขณะน้ีมีสภาพอย่างไร ดีงาม สงบ ผ่องใส เป็นปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ หรือไมห่ ลง การ ระลึกรู้เท่าทันจิตในจิต เรียกว่า จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน เป็นผู้มีสติตามระลึกรู้จิตในจิตอยู่เนือง ๆ โยธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรือ ผู้ใดตามรักษาจิตได้ ผู้น้ันจะพ้นจากเคร่ืองผูกแห่งมาร เยจิตฺตํ สญฺเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ชนเหล่าใดสำรวมระวังรักษาจิตได้ ชนเหล่าน้ันก็พ้น จากเครื่องผูกแห่งมาร บุคคลที่พ้นจากบ่วงมาร ก็คือพ้นจาก 84
ตนื่ รู้ เบกิ บาน วฏั สงสาร การเวียนวา่ ยตายเกดิ หากตามดูรู้เท่าทันจิตใจได้ ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งข้ึน ถ้า เราพิจารณาในกระแสจิต เวลาที่จิตเป็นกุศลจะพบว่าจิตเหล่านี้ เปน็ จติ ทไี่ มม่ โี ทษ ใหผ้ ลเปน็ ความสขุ นอกจากความสขุ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในขณะนน้ั แลว้ ยงั จะมคี วามสขุ อนื่ ๆ ตามมาอกี เปน็ มหาวบิ าก บุคคลท่ีเจริญมหากุศลอันเป็นเหตุฝ่ายดี ยังผลให้เกิดข้ึนเป็น มหาวิบาก ทำหน้าที่ปฏิสนธิในสุคติภพ และส่งผลให้เกิด กุศลวิบาก คือผลของบุญที่เกิดข้ึนทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาที่บุญส่งผลทางตา ก็ได้เห็นแต่ภาพที่ดีงาม เช่น เรา เข้ามาในวัดได้เห็นภาพพระพุทธรูปเหลืองอร่ามสวยงามก็ชื่นใจ มหากุศลส่งผลมาทางตา ทำบุญไว้ในส่ิงท่ีดีก็มาเห็นสิ่งที่ดี เห็นสถานท่ีของวัดสวยงาม สะอาด สงบ เห็นพระสงฆ์มีความ น่าเคารพเลื่อมใส เห็นแล้วเป็นคุณ เป็นบุญเกิดขึ้น ได้ฟัง เสียงสวดมนต์แล้วชื่นใจ ฟังเสียงธรรมะ เสียงดี เรียกว่าเป็น กุศลวิบากท่ีเกิดข้ึน ส่งผลมาทางหู เรียกว่า อเหตุกจิต จิต ทไ่ี ม่มีเหตุ แตท่ ำหน้าท่ีได้ยินเสยี ง อาศยั โสตประสาทเกิดขึน้ จิตทำหน้าท่อี ย่หู ลายอย่าง ถ้าเกิดท่ตี าก็ทำหน้าท่ที ัสสนกิจ คือหน้าที่ในการเห็น เกิดที่หูเป็นสวนกิจ กิจที่ทำหน้าที่ได้ยิน แล้วดับไป เห็นเกิดข้ึนขณะหนึ่งแล้วดับไป ได้ยินเกิดข้ึน ขณะหนึ่งแล้วดับไป เกิดข้ึนที่จมูกรู้กล่ินแล้วดับไป เกิดขึ้น 85
ส . เ ข ม รั ง สี ที่ล้ินรู้รสแล้วดับไป เกิดท่ีกายรู้สึกโผฏฐัพพะ รู้สึกเย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง หย่อนบ้าง ตึงบ้าง แล้วก็ดับไป เปน็ วบิ ากจิต บางคราวบุญส่งผล บางคราวบาปส่งผล เช่น เราอยาก จะนั่งสงบ ๆ เวลาฟังธรรม ก็ได้ยินเสียงหนวกหู หรือมีเสียง แทรก อย่างนี้เป็นอกุศลวิบาก เป็นผลของบาปที่ส่งผลเกิดข้ึน ทางหู เป็นอกุศลวิบากของตนเองท่ีเคยทำไว้ ทำบาปประเภท ทำให้เขาหนวกหู เคยทำเสียงหนวกหูไว้ เลยต้องได้ยินเสียง หนวกหูบ้าง เคยด่าเขาไว้ก็ต้องมาถูกด่าบ้าง มันทยอยมาให้ ผล การทำบุญทำได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจ แต่ เวลาส่งผลจะส่งผลถึง ๖ ทาง คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฉะน้ันตอนท่ีได้ยินเสียงก็ดี ได้เห็นก็ดี ได้สัมผัส ทางกายก็ดี เป็นเพียงวิบากจิตในขณะนั้น แต่จิตท่ีเกิดข้ึน ต่อมาน้ันจะเป็นบุญหรือบาปอยู่ที่โยนิโสมนสิการ คือการ ทำใจแยบคายหรือไม่แยบคาย รจู้ กั ใช้โยนิโสมนสิการใหเ้ ป็นประโยชน์ ถ้าทำใจไม่แยบคาย อกุศลก็จะเกิดตามมา ถ้าทำใจ แยบคาย แมจ้ ะประสบกบั อารมณท์ ไ่ี มด่ ี กย็ งั กศุ ลใหเ้ กดิ ขน้ึ ได ้ 86
ตนื่ รู้ เบกิ บาน คนที่เข้าใจในธรรมะ สามารถทำโยนิโสมนสิการได้ท้ัง ในอารมณ์ท่ีดี และนำอารมณ์ท่ีไม่ดีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อารมณ์ทีด่ เี ปน็ ประโยชน์ คอื ได้ร้วู า่ น่ีเป็นผลบุญ ได้รับอารมณ์ ที่ดี ๆ เห็นดี ได้ยินเสียงท่ีดี ได้สัมผัสดี ได้ลาภสักการะ ได้ยศ ชื่อเสียง ก็รู้ว่าเป็นผลบุญที่ทำไว้ และยังมีสติกำหนด รู้เห็นความเป็นจริง มีเสียงกระทบหู ได้ยินเกิดขึ้น รู้ไปถึงใจ ใจรู้สึกผ่องใสหรือใจสงบเป็นกุศล หากตามรู้ในจิตก็เป็นกุศล เพิ่มขึ้นมาอีก หากคราวใดรับอารมณ์ที่ไม่ดี แต่มีโยนิโสมนสิการท่ีดี ก็กลับมาเป็นคุณเป็นประโยชน์ได้ อย่างเช่น บุคคลประสบ ความวิปโยคจากการสูญเสีย ต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็น ที่รัก โดยปกติคนเราจะเศร้าโศก เรียกว่าไม่มีโยนิโสมนสิการ ไม่พิจารณาให้แยบคาย คิดแต่ว่าไม่น่าเลย เม่ือไม่ได้อย่างใจก็ เศร้าโศก โดยเฉพาะคนท่ีใกล้ชิด ย่ิงจะยังความสะเทือนใจ ความทุกข์ใจให้เกิดขึ้น เช่น ต้องมาเสียบุตรอันเป็นที่รัก เสีย พ่อแม่ สามีภรรยาอันเป็นท่ีรัก เกิดความเสียใจเศร้าโศก อย่างนี้เท่ากับเสียกับเสีย เสียแล้วยังมาเสียใจ ทุกข์ใจ เดือดร้อนใจก็ตามมา แต่คนท่ีมีโยนิโสมนสิการที่ดี เม่ือถึงคราวท่ีต้องสูญเสีย เขาจะพิจารณาว่ามันเป็นวิบาก เป็นธรรมดาของสังขารต้องมี 87
ส . เ ข ม รั ง สี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีพลัดพราก ไม่สมปรารถนา บัดนี้ เขาได้ตายไปแล้ว สักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน ความ ตายเป็นของแน่ คือคนเราต้องตายแน่ ๆ พิจารณาแล้วก็เกิด กุศลขึ้นมา คนท่ีเข้าในใจธรรม เวลาประสบกับอารมณ์ท่ีไม่ดี ก็ สามารถน้อมจิตเข้าไปในธรรม นำมาเป็นประโยชน์ทำให้คิดได้ สังเวชสลดใจได้ ทำให้หน่ายคลายจากความหลงใหล เพลิดเพลิน เราจึงต้องรู้จักพิจารณาให้แยบคายเวลาที่ประสบ กับอารมณ์ดี หรือเห็นผู้หญิงที่สวยงาม ถ้าเราไม่พิจารณาก็จะ เลยไปสู่อกุศล เกิดความรัก ความใคร่ ความปรารถนา ความต้องการ เกิดราคะ เป็นต้น อย่างน้ีเรียกว่า รับผลบุญ แล้วเกิดเป็นอกุศลตามมา เพราะพิจารณาไปทางความสวย ความงาม เรียกว่ามองแต่แง่ความงามอย่างเดียว เลยเป็น เหตุให้ราคะกำเริบ แต่ถ้าเราพิจารณาให้แยบคายว่า สังขารน้ี ดูภายนอกเป็นเพียงผิวเผิน แต่ภายในเน้ือหนัง อวัยวะเต็ม ไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ เต็มไปด้วยกระดูกเป็นชิ้น ๆ ต่อกัน มเี อน็ ดงึ รดั มเี ลอื ด มหี วั ใจ ตบั ไตฟอนเฟะ เปน็ ของไมส่ ะอาด โดยสี โดยกล่ิน เมื่อน้อมไปอย่างน้ี พิจารณาไปในทางอสุภะ จิตก็จะไม่หลง ไม่ติด ไม่อยาก ไม่เพลิดเพลิน เห็นแล้วทำให้ จติ หน่ายคลายความหลง เกดิ เปน็ กศุ ลขน้ึ 88
ตื่น รู้ เบกิ บาน ฝกึ ทำบ่อย ๆ จะพิจารณาไดค้ ลอ่ ง อะไรก็ตามถ้าทำบ่อย ๆ ก็จะทำได ้ หากจิตไม่คล่องต่อการ พิจารณาให้เห็นเป็นอสุภะ เราก็ต้องน้อมมาพิจารณาให้บ่อยข้ึน มองไปจุดไหนพยายามคิดพิจารณาถึงความเป็นอสุภะว่าความ จริงเป็นอย่างน้ันเอง ภายใต้เส้ือผ้าท่ีมีหนังห่อหุ้มน้ันเป็น โครงกระดูก เป็นเลือด เป็นเน้ือ หัวใจ ตับ ปอด เราดู ภายนอกว่างาม แต่ถา้ พจิ ารณาให้ด ี แมแ้ ต่ผิวหนังก็มีเหง่อื ไหล มสี ง่ิ ปฏกิ ลู ไหลออกมาทางปาก จมกู ตา ห ู ทวารหนกั ทวารเบา ในกายนี้เต็มไปด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ท่ีมีลมหายใจปรนเปรออยู่ มีจิตวิญญาณครองอยู่ แต่สักวันหนึ่งก็ต้องส้ินลมหายใจ ต้อง ตาย กายที่เราหลงใหล หวงแหน พยายามประคบประหงม แต่งเติมให้สวยงามน้ัน เมื่อตายก็ต้องเน่า ข้ึนอืด พอง น้ำเลือด น้ำหนองไหล เมื่อพิจารณาบ่อย ๆ เข้าก็จะเห็นว่าเป็นของไม่ย่ังยืน มี โรคภยั เบยี ดเบยี น เดย๋ี วกป็ วดเจบ็ ในทอ้ งในไส ้ มนั ตายไดง้ า่ ย ๆ ที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะยังหายใจเข้าออกอยู่ ถ้าหายใจเข้าแล้ว ไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย ชีวิตคนเรามีอยู่แค่น้ี ความตายเอาแน่นอนไม่ได้ ยกตัวอย่างน้องสาวอาตมา เป็น ลูกพี่ลูกน้องกัน อยู่บ้านคนเดียว พอคนมาเจอก็นอนตาย 89
ส . เ ข ม รั ง สี กลายเป็นศพไปเสียแล้ว ตอนค่ำยังพูดคุยกันอยู่ แต่ข้ามคืน ไปกต็ าย เพราะฉะนั้นชวี ิตเป็นของไมแ่ น่นอน เวลาความตายมาถงึ เราต้องทอดทง้ิ ทกุ สิ่งทุกอย่าง บ้าน ปลูกไว้ใหญ่โตก็ต้องกลายเป็นบ้านร้างหรือเป็นของคนอื่นไป สมบัติอื่น ๆ ที่สะสมไว้สุดท้ายเอาไปไม่ได้ ย่ิงถ้าไม่ได้ทำบุญ ทำกุศลไว้ สมบัติเหล่าน้ันก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ได้ให้คุณค่ากับ ตนเองเลย ฉะนั้นพวกเราท้ังหลายจึงควรพิจารณาให้เห็นโทษของ สังขาร ว่าพอมีสังขารชีวิตเกิดข้ึนแล้ว ก็จะนำพามาสู่ความ ทุกข์ ความเศร้าโศก ย่ิงบุคคลใดไปยึดถือ ยึดมั่นมาก เวลา สูญเสียจะทำใจลำบาก ไม่ยอมรับกับความพลัดพราก กับ ความตาย จึงต้องซักซ้อมใจของเราไว้เสียก่อน พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาบ่อย ๆ ว่า ชรา- ธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความแก่ไปได้ มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต เรามีความ ตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ คนไหนที่ซ้อมอยู่ บ่อย ๆ ถึงคราวต้องเจอความตาย ต้องเจอความสูญเสีย จะ ปลงใจได้ ยอมรับได้ว่าก็ธรรมดาอย่างนี้ พยาธิธมฺโมมฺหิ พยาธิงฺ อนตีโต เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความ เจ็บไปได้ คนจะทุกข์เพราะความเจ็บป่วย ทุกข์กายแล้วยังมา 90
ต่ืน รู้ เบิกบาน ทุกข์ใจ ถ้าไม่รู้จักยอมรับ วิตกกังวลถึงกายท่ีปวดเจ็บ อยาก จะหาย ก็ดิ้นรนแสวงหาหยูกยามารักษา ซึ่งการรักษาดูแลก็ เป็นเร่ืองท่ีจำเป็น แต่ว่าส่วนหนึ่งลึก ๆ ของใจต้องหัดยอมรับ ไว้ก่อน เจ็บก็ต้องเจ็บ รักษาหายก็หาย ถ้าตายก็ตาย ร่างกาย ถา้ เรายอมรบั มัน ถึงกายจะทกุ ข์ ก็เหมอื นเราไม่ทกุ ขด์ ว้ ย เม่ือฝึกแยกกายแยกจติ ได ้ ใจจะไม่ทุกข์ ความทุกข์นั้นมีด้วยกันทุกคน แต่การไม่เป็นทุกข์เป็นส่ิง ท่ีเราต้องฝึก ฝึกใจของตัวเองให้ไม่ทุกข์ ฉะน้ันเวลาท่ีปฏิบัติ กรรมฐาน ก็อย่าเปลี่ยนอิริยาบถเร็วจนเกินไป เม่ือยก็เปลี่ยน ท่า ปวดก็เปลี่ยนท่าเพื่อจะได้พ้นจากความทุกข์ คนเราลอง นงั่ พบั ขาไปนาน ๆ กต็ อ้ งปวด ตอ้ งเจบ็ มที กุ ขเวทนากนั ทกุ คน ทุกขเวทนาเหล่าน้ันจะเป็นบทฝึกหัด เป็นบทเรียน เป็นข้อฝึก ให้ตนเอง ขณะที่ปวดขา เข่า หลัง ก็ตามรู้ดูไป อย่าเปล่ียน โดยฉับพลันทันใด ประเด๋ียวก็หายปวด เป็นการฝึกใจของ ตัวเองให้ไม่ทุกข์ด้วย จึงต้องมีสติมาดูใจไว้ รักษาใจไว้บ่อย ๆ แล้วเราจะเริ่มพิจารณาเห็นความเป็นจริงว่า ปวดก็คือปวด สักแต่ว่าเป็น ไม่ใช่ตัวเราของเรา ใจก็เป็นส่วนใจ ใจไม่ปวด ปวดท่ีขา ใจเป็นแต่เพียงผู้เข้าไปรู้ เมื่อรู้แล้วมันก็ไม่ทุกข์ด้วย 91
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182