Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การปฏิรูปกฎหมาย

การปฏิรูปกฎหมาย

Published by Bensiya Panpunyadet, 2016-03-08 22:03:14

Description: การปฏิรูปกฎหมายเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและนวัตกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของ อปท.

Keywords: การปฏิรูปกฎหมาย, การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

Search

Read the Text Version

บทที่ 8: บทวิเคราะห์ 273บทท่ี 8 273บทวิเคราะห ขอหารือขางตนของกรมประมงจึงมีลักษณะที่ตองการวางหลักท่ัวไปสําหรับกําหนดขอบเขตอํานาจของ อปท. ในการตราขอบัญญัติทองถ่ินเพื่ออนุรักษและจัดการทรัพยากรทางทะเล กรมสงเสริมการปกครองทองถน่ิ พิจารณาแลว มีความเหน็ สรุปไดดังน3้ี 15 1) พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 บัญญัติใหเทศบาลมีอํานาจในการตราเทศบัญญัติเพ่ือ ปฏิบัติการใหเปนไปตามอํานาจหนาท่ีของเทศบาล และเม่ือมีกฎหมายบัญญัติใหเทศบาล ตราเทศบญั ญัติหรอื ใหมอี าํ นาจตราเทศบัญญัติ อยางไรก็ดี การตราเทศบัญญตั ินน้ั ตองไมขดั หรอื แยง ตอบทกฎหมาย 2) พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ไดกําหนดท่ีจับสัตวนํ้าไว 4 ประเภท โดยใหคณะ กรมการจังหวัดโดยอนุมัติของรัฐมนตรีมีอํานาจประกาศกําหนดท่ีจับสัตวน้ําภายในเขต ทองท่ีของตนวาเขาอยูในประเภทท่ีรักษาพืชพันธุ ที่วาประมูล หรือท่ีอนุญาต สวนท่ีจับสัตว น้ําใดมิไดถูกคณะกรมการจังหวัดกําหนดใหที่จับสัตวนํ้า 3 ประเภทดังกลาวขางตนจะถือ เปนท่ีสาธารณประโยชนซึ่งบุคคลมีสิทธิทาํ การประมงและเพาะเล้ียงสัตวน้ําได โดยปฏิบัติ ตามเงอ่ื นไขที่รัฐมนตรีกาํ หนด เนื่องจากพื้นท่ีทะเลสาบสงขลาตามรางเทศบัญญัติตําบลคูเตาท้ังสามฉบับยังมิไดถูกกําหนดใหเปนที่จับสัตวน้ําประเภทท่ีรักษาพืชพันธุ ที่วาประมูล หรือท่ีอนุญาต พื้นท่ีดังกลาวจึงถือวาเปนท่ีสาธารณประโยชน ในเมื่อไมมีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติการประมงหรือกฎหมายอื่นใดใหอํานาจเทศบาล อบต. หรือ อปท. อื่นในการตราเทศบัญญัติหรือขอบัญญัติหามทําการประมงหรือเพาะเล้ียงสัตวนํ้าในที่จับสัตวน้ําได การตรารางเทศบัญญัติท่ีมีเน้ือหาเปนการกําหนดพ้ืนที่หามทําการประมงหรือจับสัตวน้ํา รวมท้ังกําหนดเง่ือนไขการอนุญาตหรือกําหนดเครื่องมือทําการประมงหรือจับสัตวน ้าํ จึงเปน การตราเทศบญั ญตั ิท่ขี ดั หรอื แยง ตอพระราชบัญญัติการประมงพ.ศ. 2490 ตัวอยางความเห็นของฝายตางๆ ดังกลาวมาขางตน ท้ังนักวิชาการดานนิติศาสตร ศาลปกครองสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือแมแตกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ซ่ึงเปนหนวยงานที่มีหนาท่ีสงเสริมการกระจายอํานาจใหแก อปท. ลวนเปนไปในแนวทางที่วา อปท. ไมมีอํานาจตราขอบัญญัติทองถิ่นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญฯ พระราชบัญญัติจัดตั้ง อปท. หรือ ตามมาตรา 16แหงพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ินฯ ไดแตเพียงลาํ พัง อปท. จะมีอํานาจออกขอบัญญัติทองถิ่นเพ่ือบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในเร่ืองท่ีมีกฎหมายอื่นบญั ญัติไวเปนการเฉพาะแลวก็ตอเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให อปท. มีอํานาจกระทําเชนนั้นไดอยางชดั แจง ขอจํากัดดังกลาวน้ีกอใหเกิดปญหาและอุปสรรคแก อปท. ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหสอดคลองกับสภาพทองถิ่นและใหสามารถตอบสนองความตองการและความจําเปนของชุมชนทองถิ่น315 หนงั สอื กรมสง เสริมการปกครองทองถิน่ ถึงอธิบดกี รมประมง ที่ มท 0804.3/8899 เร่อื ง หารือปญ หาขอ กฎหมาย ลงวนั ที่ 3 กันยายน2553

274 การปฏริ ปู กฎหมายเพือ่ ส่งเสริมประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.274 การปฏริ ปู กฎหมายเพอ่ื สงเสริมประสทิ ธภิ าพและนวตั กรรม การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีของการจัดการทรัพยากรปาไมหรือปาชุมชน และการจัดการทรัพยากรทางทะเลท่ีมีความสาํ คญั ตอวิถชี วี ิตของชุมชนประมงชายฝง 8.1.2 ราชการสว นกลางใชอ าํ นาจกาํ กับดูแล อปท. มากจนเกนิ ขอบเขตหรอื ไม รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2550 มาตรา 282 วรรคหน่ึง บัญญัติในเรื่องการกํากับดูแล อปท. ไววา “การกํากับดูแลองคก รปกครองสวนทองถิน่ ตอ งทําเทาท่ีจําเปน และมีหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีชดั เจน สอดคลอ งและเหมาะสมกบั รูปแบบขององคกรปกครองสวนทอ งถิน่ ทง้ั น้ตี ามทีก่ ฎหมายบัญญัติโดยตองเปนไปเพ่ือคุมครองประโยชนของประชาชนในทองถิ่นหรือประโยชนของประเทศเปนสวนรวมและจะกระทบถึงสาระสําคัญแหงหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถ่ิน หรือนอกเหนือจากทก่ี ฎหมายบัญญตั ิไวม ไิ ด” มาตรา 283 วรรคหน่ึง ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติตอไปในเร่ืองความเปนอิสระของ อปท. วา“องคกรปกครองสวนทองถ่ินยอมมีอํานาจหนาที่โดยทั่วไปในการดูแลและจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถ่ิน และยอมมีอิสระในการกําหนดนโยบาย การบริหาร การจัดทําบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอํานาจหนาท่ขี องตนเองโดยเฉพาะ โดยตองคํานงึ ถงึ ความสอดคลองกบั การพัฒนาของจังหวดั และประเทศเปนสวนรวมดวย” อยางไรก็ดี ปรากฏวา พระราชบัญญัติจัดตั้ง อปท. ประเภทตางๆ ยังคงมีบทบัญญัติท่ีใหอํานาจกับสวนกลางมากจนเกินขอบเขตของการกํากับดูแล โดยเฉพาะบทบัญญัติท่ีใหอํานาจกระทรวงมหาดไทยในการตราระเบียบขอบังคับใหทองถ่ินตองปฏิบัติเพิ่มเติมจากท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญตั ิ ระเบยี บกระทรวงมหาดไทยทีต่ ราขนึ้ เปนจาํ นวนมากมลี ักษณะเปนการกาํ หนดอาํ นาจในการกํากับดูแลทองถ่ินเพ่ิมเติมจากอํานาจกํากับดูแลท่ีกําหนดไวในพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะการกําหนดใหการกระทําอยางใดอยางหนึ่งของทองถิ่นจะตองไดรับความเห็นชอบหรือไดรับอนุมัติจากสวนกลางกอน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติใหการใชอํานาจกํากับดูแลตองกระทําโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเทานั้น การกํากับดูแลโดยใชระเบียบกระทรวงมหาดไทยซ่ึงมีสถานะเปนกฎหมายลําดับรองจึงนาจะเปนการกระทําที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฯ สมควรท่ีศาลปกครองจะพิจารณาความไมชอบดวยกฎหมายรัฐธรรมนญู ฯ ของระเบยี บฯ เหลานนั้ เพ่อื ท่จี ะทาํ ใหร ะเบียบขอบงั คบั ในลักษณะน้ีสน้ิ ผลไป316 นอกจากระเบยี บกระทรวงมหาดไทยฉบับตา งๆ ทีใ่ หอํานาจแกสว นกลางในการกํากับดูแล อปท.จนเกินขอบเขตและมีลักษณะขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ แลว ยังมีการออกหนังสือส่ังการหรือหนังสือเวียนของสวนกลางซ่ึงเปนการกํากับดูแล อปท. มากเกินกวาที่กําหนดไวโดยพระราชบัญญัติ ซึ่งถือวา เปน การกระทําโดยไมชอบดวยกฎหมาย และขัดกบั บทบัญญตั ิของรฐั ธรรมนูญฯ เชนกัน ทองถ่ินจึงยอมมีอํานาจเสนอใหศ าลปกครองพจิ ารณาเพกิ ถอนการกระทาํ ดงั กลาวของสว นกลางได3 17 เราจึงสามารถสรุปไดวา แมรัฐธรรมนูญฯ จะบัญญัติเรื่องความเปนอิสระของทองถิ่น และกําหนดใหการกาํ กบั ดูแล อปท. กระทําไดเ ทา ท่ีจาํ เปน เพือ่ ประโยชนของประชาชนในทอ งถ่ิน แตในความ316 สมคดิ เลิศไพฑูรย, กฎหมายการปกครองทอ งถน่ิ , อางแลว , หนา 496-501.317 สมคดิ เลิศไพฑรู ย, กฎหมายการปกครองทอ งถ่นิ , อา งแลว , หนา 502.

บทท่ี 8: บทวิเคราะห์ 275บทท่ี 8 275บทวเิ คราะหเปนจริง ความเปนอิสระของทองถ่ินยังไมเกิดข้ึน เน่ืองจากการกํากับดูแลของสวนกลางยังคงมีมากจนมีลักษณะเปน การบงั คบั บัญชา8.2 การกระจายอาํ นาจการจดั การทรพั ยากรปาไม แผนปฏิบัติการกําหนดข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแก อปท. กําหนดใหกรมอุทยานแหงชาติฯและกรมปาไมมอบอํานาจการบริหารจัดการ ดูแล และอนุรักษพื้นท่ีปาไมใหแก อปท. กฎหมายหลักท่ีเก่ียวของโดยตรงกับการจัดการทรัพยากรปาไมมี 4 ฉบับ ไดแก พระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช2484 พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 รวมทั้งกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง และระเบียบฯ อีกมากมายที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติเหลาน้ี นับจนถึงปจจุบัน ยังไมมีการแกไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติท้ัง 4 ฉบับดังกลาวขางตนเพื่อรองรับการกระจายอํานาจในการจัดการทรพั ยากรปา ไมใ หแ ก อปท. ในทางปฏิบัติ เปนที่ชัดเจนวากฎหมายและระเบียบท้ังปวงที่ราชการสวนกลางออกมาใชบังคับเพื่อควบคุมการใชและการเขาถึงทรัพยากรปาไมและท่ีดินมีการบังคับใชนอยมาก กฎระเบียบบางประการ เชน การกําหนดบริเวณที่จะอนุญาตใหเขาและผานทางในเขตปาสงวนแหงชาติ หรือบริเวณที่จะอนุญาตใหนําหรือปลอยสัตวเล้ียงเขาไปในเขตปาสงวนแหงชาติ เปนกฎระเบียบที่อยูในกระดาษและไรความหมายตอวิถีชีวิตของชุมชนท่ียังมีความจําเปนในการใชพื้นท่ีปาไม ท่ีกลาวมาน้ี ยังไมนับรวมถึงการใชพื้นท่ีปาไมทั้งที่อยูในเขตปาสงวนแหงชาติและเขตปาอนุรักษเพ่ือทํากินและอยูอาศัย ซ่ึงนับวันจะขยายเพ่ิมขึ้นออกไป และเปนสภาพการณที่บุคลากรของหนวยงานสวนกลางและสวนภูมิภาคที่ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ยอมรับวา กฎหมายขาดสภาพบังคับและไมสอดคลองกับความเปนจริงและวิถีชวี ิตของชุมชน การกระจายอํานาจให อปท. ที่มีความพรอมและศักยภาพเขามามีสวนรวมในการจัดการทรัพยากรปาไมม ากข้นึ จึงนา จะกอ ใหเกิดผลดแี ละประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารจัดการทรัพยากรปาไมมากข้ึน เน่ืองจาก อปท. เปนหนวยงานที่อยูใกลชิดกับชุมชนมากท่ีสุด และมีโอกาสเขาถึงปญหาและความตองการของชุมชนไดม ากกวา พระราชบัญญัตสิ ภาตําบลและองคการบรหิ ารสวนตาํ บล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 บัญญัติให อบต.มีหนาที่ตองคุมครอง ดูแล และบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และพระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16บัญญัติใหเทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. มีอํานาจหนาที่จัดการ บํารุงรักษา และใชประโยชนจากปาไมที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม แตดังไดกลาวมาแลวขางตนวา ยังเปนเรื่องท่ีถกเถียงกันอยูมากวา อปท. จะอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติเหลานี้เพ่ือตราขอบัญญัติทองถิ่นในการอนุรักษและจัดการทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นของตนไดหรือไม แมวาขอบัญญัติทองถ่ินดังกลาวจะเกิดจากความตองการของชุมชนในเขต อปท. และจะชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษและจัดการทรัพยากรธรรมชาตไิ ดอ ยา งย่งั ยืนมากกวา การบรหิ ารจัดการโดยภาครฐั แตฝา ยเดียวกต็ าม

276 การปฏริ ูปกฎหมายเพือ่ สง่ เสริมประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.276 การปฏิรปู กฎหมายเพ่ือสง เสรมิ ประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท. 8.2.1 การกระจายอํานาจการจดั การทรัพยากรปา ไมใหแก อปท. แมจะยังไมมีการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายปาไมเพื่อกระจายอํานาจใหแก อปท. แตหนวยงานสวนกลางก็ไดออกประกาศกระทรวงและระเบียบฯ ฉบับตางๆ เพื่อเปดให อปท. มีอํานาจและมีสวนรวมในการจดั การทรพั ยากรปาไมอ ยางนอย 2 ประการคอื 1) การออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเพ่ือแตงตั้งผูบริหาร อปท. และบุคลากรของ อปท. เปนพนักงานเจาหนา ท่ี ตามกฎหมายปา ไม ไดแ ก  นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี นายกองคการบริหารสวนตําบล รองนายก องคการบริหารสวนตําบล และปลัดองคการบริหารสวนตําบล เปนพนักงานเจาหนาท่ี ตามพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507  นายกเทศมนตรี ปลดั เทศบาล นายกองคการบริหารสวนตําบล และปลัดองคการบริหาร สวนตําบล เปนพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 และ พระราชบญั ญตั ิสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 อยางไรก็ดี อํานาจหนาที่ของผูบริหาร อปท. และบุคลากรของ อปท. ในฐานะพนักงานเจาหนาท่ีตามประกาศกระทรวงฯ เหลาน้ี เปนเพียงอํานาจหนาที่ในการปองกัน จับกุมปราบปรามผกู ระทําความผดิ และยดึ ของกลางท่ีไดจ ากการกระทําผิดตามกฎหมายปา ไมเทา นน้ั 2) การออกระเบียบฯ เพื่อกําหนดใหการขออนุญาตเขาทําประโยชนในพื้นท่ีปาไมและ เขตปาสงวนแหงชาติตองมีหนังสือแสดงการไดรับความเห็นชอบจากจากสภา องคก ารบริหารสวนตําบล หรอื อปท. พรอ มทั้งบนั ทึกยินยอมแกไขปญ หาราษฎร กรมปาไมไดออกระเบียบฯ ฉบับตางๆ ซ่ึงใชบังคับกับการขออนุญาตเขาทําประโยชน การทําเหมืองแร และการปลูกสรางสวนปาและไมยืนตนในเขตปาสงวนแหงชาติ โดยกําหนดเงื่อนไขวา การขออนุญาตตองมีหนังสือใหความเห็นชอบจากสภาตําบล หรือ อปท. รวมท้ังจะตองไมมีปญหากับราษฎรในพื้นที่ (ดูหนา 32-54) ดังไดกลาวมาแลววา กรมปาไมไดยึดถือระเบียบฯ เหลานี้เปนแนวปฏิบัติที่ใชกับกรณีการขออนุญาตใชประโยชนในพ้ืนที่ปาอ่ืนๆ เชน พื้นท่ีปาไมถาวร ที่อยูนอกเขตปาสงวนแหงชาติดวย ฉะนั้น แมวาอํานาจอนุญาตจะอยูท่ีอธิบดีกรมปาไมและรัฐมนตรีฯ แตการใชประโยชนในพื้นท่ีปาไมโดยหนวยงานหรือบุคคลใดเพ่ือวัตถุประสงคตางๆ ดังกลาวขางตนจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ อปท. ใหความเห็นชอบเทาน้ัน ประเด็นสําคัญจงึ อยูท่ีวา การใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบของ อปท.สอดคลองหรือสะทอนปญหาหรือความตองการของชุมชนหรือประชาชนในพ้ืนท่ีมากนอยเพียงใดเน่ืองจากปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนในหลายๆ พื้นที่ก็คือ อปท. อาจใหความเห็นชอบ แตชุมชนอาจคัดคานไมเห็นดวย ยกตัวอยางเชนกรณีการออกประทานบัตรทําเหมืองแรในหลายพื้นที่ ท้ังๆ ท่ีในทางปฏิบัตินอกจากจะตอ งมีหนังสือใหค วามเหน็ ชอบจาก อปท. ในการอนุญาตใหใ ชป ระโยชนในพื้นท่ีปาไมแลว ยังมีระเบียบฯ ท่ีออกโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรท่ีกําหนดใหการออกประทานบัตรทําเหมืองแรต อ งมีหนงั สือใหความเห็นชอบจาก อปท. ดวยเชน กนั

บทท่ี 8: บทวเิ คราะห์ 277บทท่ี 8 277บทวเิ คราะห 8.2.2 การสงเสริมการกระจายอํานาจในการจดั การทรัพยากรปา ไมใหแ ก อปท. นับจนถึงปจจุบัน การกระจายอํานาจใหแก อปท. มีเพียงดานการปองกัน ปราบปราม จับกุมและยึดของกลางจากการกระทําผิดตามกฎหมายปาไม และการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะดานการจัดการไฟปาเทาน้ัน แตยังไมมีการถายโอนงบประมาณเพ่ือให อปท. สามารถดําเนินภารกิจดังกลาวไดอยางมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากกรมปาไมเองก็มีงบประมาณจํากัด ยกตัวอยางเชน ในกรณีของพ้ืนที่ปาไมในสามจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม ลําพูน และแมฮองสอน) ซ่ึงมีอยู 13-14 ลานไร กรมปาไมมีงบประมาณเพ่ือดําเนินภารกิจทั้งดานการจัดที่ดิน และการสงเสริมการปลูกปาคิดเฉลี่ยเปนเงินเพียงไรละ 3 บาท และหากคิดคํานวณเปนพ้ืนที่ความรับผิดชอบตอบุคลากรท้ังหมดของกรมปาไมทั้งที่เปนขาราชการและอัตราจางก็จะตกประมาณ 30,000 ไร ตอคน318 สําหรับภารกิจดานการจัดการไฟปาซึ่งไดถายโอนใหแก อปท. แลวนั้น การต้ังงบประมาณยังอยูที่กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช319 อปท. จึงขาดท้ังงบประมาณและบุคลากรในการดําเนินภารกิจดังกลาวเชนกัน บาง อปท. ไดพยายามจัดสรรงบประมาณท่ีมีอยูอยางจํากัดเพ่ือสนับสนุนกิจกรรมปองกันไฟปาของชุมชน เชน อบต.สบเต๊ียะ อําเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม จัดสรรงบประมาณให 11 หมูบานท่ีอยูใกลพื้นท่ีปาไมเปนจํานวน 5,000 บาท/หมูบาน/ป หรือกรณี อบต.ทาเหนือ อําเภอแมออน จังหวัดเชียงใหม ซ่ึงอยูในเขตอุทยานแหงชาติและมีขอตกลงกับเจาหนาท่ีกรมปาไมและเจาหนาท่ีอุทยานในการจัดการทรัพยากรปาไมรวมกัน ตองจัดสรรงบประมาณจัดการไฟปาให 5 หมูบานในเขต อบต. หมูบานละ 15,000 บาทตอปเปน ตน ในสวนของภารกิจดานการฟนฟูและบํารุงรักษาปาไมนั้น กรมปาไมและกรมอุทยานแหงชาติฯยังคงดําเนินการผานบุคลากรของกรมปาไมและกรมอุทยานฯ ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาคเปนหลักโดยอาศัยอํานาจตามมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 และมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 กิจกรรมหนึ่งท่ีเดนชัดก็คือ การจัดตั้งปาชุมชนในเขตปาสงวนแหงชาติ ซึ่งในปจจุบันมีปาชุมชนทั่วประเทศท่ีไดขึ้นทะเบียนไวกับกรมปาไมประมาณ 8,000 แหงเฉพาะในพื้นที่ปาสามจังหวัดภาคเหนือมีปาชุมชนอยูประมาณ 480 แหง แตหนวยงานที่เรียกวา สวนจัดการปาชุมชนของสํานักจัดการทรัพยากรปาไมท่ี 1 (เชียงใหม) ท่ีรับผิดชอบพ้ืนท่ีดังกลาวมีเจาหนาที่ปา ชมุ ชนเพียง 25 คน320 การดําเนนิ งานดานปาชุมชนโดยสว นใหญจงึ ขาดทัง้ การตดิ ตามและการประมนิผล ในกรณีของภาคเหนือ ประมาณกันวามีเพียงรอยละ 30 ของปาชุมชนท่ีไดจัดต้ังไปแลวที่ยังมีกิจกรรมดานปาชุมชนอยางตอเนื่อง รอยละ 50 ยังคงมีกิจกรรมดานการจัดการปาชุมชนอยูบาง และอีกรอยละ 20 คือปาชุมชนท่ีไมมีกิจกรรมหรือลมเหลวไปแลว321 การเปดให อปท. เขามามีสวนรวม318 ขอมูลจากการสัมภาษณนายวีระวัฒน ฉินทกานันท ผูอํานวยการสวนจัดการที่ดินปาไม สํานักจัดการทรัพยากรปาไมท่ี 1 (เชียงใหม)เม่ือวนั ท่ี 23 กมุ ภาพันธ 2554319 เพง่ิ อาง320 ขอมูลจากการสัมภาษณ นายผจญ สิทธิกัน ผูอํานวยการสวนจัดการปาชุมชน สํานักจัดการทรัพยากรปาไมท่ี 1 (เชียงใหม) เม่ือวันท่ี14 มกราคม 2554321 เพง่ิ อา ง

278 การปฏริ ปู กฎหมายเพอ่ื สง่ เสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรมการบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.278 การปฏิรูปกฎหมายเพอ่ื สงเสริมประสิทธภิ าพและนวัตกรรม การบรหิ ารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.รับผิดชอบการดําเนินงานดานปาชุมชน และการติดตามประเมินผลกิจกรรมปาชุมชนจึงเปนเร่ืองที่สมควรอยา งย่งิ โดยสภาพขอ เท็จจริงแลวปรากฎวา การจัดการปา ไมโดยหนวยงานของรัฐแตฝายเดียวไมอาจจะประสบความสําเร็จได ในกรณีของพ้ืนท่ีปาไมภาคเหนือ การดูแลรักษา จัดการ และใชประโยชนจากปารวมท้งั การจดั การไฟปา โดยชุมชนเปนปรากฏการณท่ีพบเหน็ ท่วั ไปในชุมชนท่ีอาศัยอยูในเขตพื้นท่ีปาไมหรือมีแนวเขตติดตอกับพ้ืนท่ีปาไม ชุมชนมักแบงปาออกเปนโซนปาอนุรักษ ปาใชสอย และพ้ืนท่ีทํากินการยื่นเร่ืองเพื่อขอจัดต้ังปาชุมชนในภาคเหนือสวนใหญเกิดจากการริเร่ิมของกํานัน ผูใหญบาน ในขณะที่ในภาคอีสานและภาคใตมักมาจากการริเร่ิมของผูนําชุมชน องคประกอบของคณะกรรมการปาชุมชนขึ้นอยูกับการคัดเลอื กในชมุ ชน322 การจัดการปาโดยชุมชนในบางพื้นท่ีเปนกิจกรรมที่ไดรับการสนับสนุนและดําเนินการรวมกับ อปท. แตในหลายพื้นที่ อปท. มีเพียงบทบาทในการสนับสนุนดานงบประมาณซึง่ สว นใหญมกั เปนงบประมาณจาํ นวนนอยเนอ่ื งจาก อปท. มที รพั ยากรจาํ กดั อยา งไรกด็ ี ดงั ไดกลาวมาแลวในบทที่ 3 วา กรมปาไมไดมีหนังสือส่ังการเม่ือ พ.ศ. 2550 ใหการดําเนินกิจกรรมใดๆ ดานการดูแลและบํารุงรักษาปาตามมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติฯซึ่งรวมถึงการจัดทําปาชุมชน จะตองจัดทําโครงการโดยมีเจาหนาที่ของกรมปาไมเปนหัวหนาโครงการ(ดหู นา 39-40) นโยบายดงั กลาวสะทอ นความคดิ แบบรวมศนู ย แทนทจี่ ะกระจายอาํ นาจใหแก อปท. และชมุ ชน ในดา นการควบคมุ การใชป ระโยชนในพน้ื ท่ีปาไม ไดม ีการมอบอาํ นาจบางสว นใหแกราชการสวนภูมิภาค ไดแก ผูวาราชการจังหวัด และผูอํานวยการสํานักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมจังหวัด (ทสจ.) แตยงั ไมมีการกระจายอํานาจหรอื มอบอํานาจใหแก อปท. ในปจ จุบัน ผูวาราชการจังหวัดไดร ับมอบอาํ นาจใหเ ปน ผอู นญุ าตกจิ การบางอยางท่ีเก่ยี วของกับอุตสาหกรรมการทําไม เชน การแปรรูปไม การทําไมในพ้นื ที่ “เปด ประโยชน” (เชน การอนญุ าตใหนําไมออกในกรณีท่ีสวนราชการขอใชพ้ืนที่ปาเพ่ือทําประโยชน) การออกใบเบิกทางการนําไมเคลื่อนที่ เปนตน สวน ทสจ. มีอํานาจอนุญาตใหใชเสนทางผานปาสงวนแหงชาติ ซ่ึงในทางปฏบิ ตั ิแทบไมม ีผูใดขออนุญาตใชเสนทางเลย แมจะมีการใชเขตปา สงวนแหงชาตเิ พื่ออยอู าศยั และทําประโยชนอยา งกวา งขวางก็ตาม เปน ทนี่ า สังเกตวา ในการสัมภาษณผ ูบ ริหาร อปท. สว นใหญ รวมท้งั อปท. ท่มี ีความกาวหนาถึงขนาดตราขอบัญญัติทองถิ่นเพ่ือจัดการปาชุมชนในเขตพ้ืนท่ีของตน เชน อบต.แมทา อําเภอแมออนจังหวัดเชียงใหม ผูบริหาร อปท. มิไดมองไกลไปถึงการกระจายอํานาจใหแก อปท. ในการอนุญาตและควบคมุ การใชประโยชนในพื้นท่ีปาไม แตตองการใหกระบวนการอนุญาตส้ินสุดเบ็ดเสร็จในระดับจังหวัดโดยใหอํานาจอนุญาตอยูท่ีผูวาราชการจังหวัดแทนที่จะตองสงเรื่องไปอนุมัติท่ีกรมปาไม3 23 ความเห็นดังกลาวอาจดูสวนทางกับทิศทางการกระจายอํานาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหแก อปท. แตก็สะทอนใหเห็นวา อาจยังไมถึงเวลาท่ีจะให อปท. มีอํานาจอนุญาตคําขอเขาทําประโยชนในพ้ืนท่ีปาไม322 เพิ่งอาง323 ขอมลู จากการสัมภาษณน ายกนกศักด์ิ ดวงแกวเรอื น นายกองคการบรหิ ารสวนตําบลแมท า อ.แมอ อน จ.เชียงใหม เม่ือวันที่ 8 เมษายน2554

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 279บทท่ี 8 279บทวเิ คราะหแต อปท. ควรมีอํานาจในการออกขอบัญญัติทองถิ่นเพื่อกําหนดกติกาการใชประโยชนและการอนุรักษทรัพยากรปาไมใ นชุมชน ขอมูลและการวิเคราะหที่นําเสนอมาขางตนชี้ใหเห็นอยางชัดเจนวา หนวยงานของราชการสวนกลางและสวนภูมิภาคแตเพียงลําพังไมอาจจัดการทรัพยากรปาไมไดอยางมีประสิทธิผล อันเน่อื งมาจากขอจํากดั ทั้งในดา นงบประมาณและบคุ ลากร รวมท้งั ความสามารถในการตอบสนองตอปญหาและความตองการของชุมชนท่ียังตองพึ่งพิงทรัพยากรปาไมในการดําเนินวิถีชีวิตของตน เทาที่ผานมาสวนราชการ เชน กรมปาไม ไดมีการปรับตัวไปแลวในระดับหน่ึง โดยการออกระเบียบฯ ให อปท. และชมุ ชนมสี ว นรวมในกระบวนการอนุญาตใหใชประโยชนในพื้นที่ปาไม แตก็ยังมีประเด็นที่สมควรปรับปรุงใหดีข้ึนไปอีกเพื่อใหสอดคลองกับทิศทางของการกระจายอํานาจและการมีสวนรวมตามหลักการของรฐั ธรรมนญู ฯ ในที่นี้ จึงขอเสนอแนะใหกระจายอํานาจในการจัดการทรัพยากรปาไมใหแก อปท. มากข้ึนท้ังในเชิงกฎหมายและเชงิ การบรหิ ารจดั การดงั น้ี ขอเสนอแนะในการแกไขเพิม่ เติมพระราชบญั ญัตปิ า สงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507 ควรเพ่ิมเติมนยิ ามของ “องคกรปกครองสวนทองถ่ิน” ในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 และแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เพื่อเปดให อปท.สามารถริเริ่มโครงการดูแลและบํารุงรักษาปาไม รวมท้ังจัดทําปาชุมชนไดดวยตนเอง นอกจากนี้ ควรใหอปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถ่ิน เพื่อกําหนดกติกาการอนุรักษและการใชประโยชนจากปาไมอยางยั่งยืนได ซึ่งจะทําใหปญหาและอุปสรรค และขอถกเถียงตางๆ เก่ียวกับอํานาจในการตราขอบัญญัติทองถิน่ ของ อปท. หมดสิน้ ไป การแกไขเพิ่มเติมกฎหมายปาไม เพ่ือกระจายอํานาจการบริหารจัดการใหแก อปท. มากข้ึนอาจกระทําไดดังน้ี 1) เพ่ิมเติมนิยามของ “องคกรปกครองสวนทองถ่ิน” และ “เจาพนักงานทองถ่ิน” ในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัตปิ าสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 ดังนี้ “องคกรปกครองสว นทอ งถิน่ หมายความวา องคก ารบรหิ ารสว นจงั หวัด เทศบาล องคก ารบริหารสวนตาํ บล กรงุ เทพมหานคร เมอื งพัทยา และองคก รปกครองสวนทองถนิ่ อ่นื ท่มี กี ฎหมายจดั ตง้ั ” “เจา พนกั งานทอ งถ่นิ หมายความวา (1) นายกองคก ารบริหารสวนจังหวัดสําหรบั ในเขตองคการบริหารสวนจังหวัด (2) นายกเทศมนตรสี ําหรับในเขตเทศบาล (3) นายกองคการบริหารสว นตาํ บลสาํ หรบั ในเขตองคก ารบริหารสว นตาํ บล (4) ผูวาราชการกรุงเทพมหานครสาํ หรบั ในเขตกรุงเทพมหานคร (5) นายกเมืองพทั ยาสาํ หรับในเขตเมอื งพัทยา (6) หัวหนาผูบ รหิ ารทองถนิ่ ขององคกรปกครองสว นทองถ่ินอ่นื ท่ีมกี ฎหมายจดั ต้งั สําหรับใน เขตองคก รปกครองสว นทองถิน่ น้นั ”

280 การปฏิรปู กฎหมายเพ่อื ส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.280 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือสงเสรมิ ประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบรหิ ารจดั การทรัพยากรธรรมชาติของ อปท. 2) แกไขเพิ่มเติมมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติโดยเพิ่มมาตรา 19 ทวิ ใน พระราชบัญญตั ิปาสงวนแหง ชาติ ในทาํ นองดังน้ี “มาตรา 19 ทวิ เจาพนักงานทองถิ่นอาจกระทําการอยางใดอยางหน่ึงเพ่ือการควบคุม ดูแลบํารุงรักษา และใชประโยชนอยางยั่งยืนในเขตปาสงวนแหงชาติได โดยไดรับอนุญาตเปนหนังสือจากอธบิ ดี ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ใหองคกรปกครองสวนทองถ่ิน มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถ่ินเพ่ือกําหนดหลักเกณฑและเง่ือนไขเก่ียวกับการอนุรักษและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยนื ในเขตปาสงวนแหงชาติได การออกขอบัญญัติทองถิ่นตามวรรคสอง ตองประกอบดวยกระบวนการมีสวนรวมของสมาชิกชุมชนในเขตพื้นท่ีซ่ึงขอบัญญัติทองถิ่นน้ันใชบังคับ ซ่ึงรวมถึงการใหขอมูลขาวสาร และการรับฟงความคดิ เหน็ จากชมุ ชน” ขอ เสนอแนะในการแกไ ขเพ่มิ พระราชบญั ญัติอทุ ยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 เพิ่มคํานิยามของ “องคกรปกครองสวนทองถิ่น” และ “เจาพนักงานทองถิ่น” ในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 เชนเดียวกันกบั กรณีการเพ่ิมคํานิยามในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติฯ และแกไขเพิ่มเติมมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 โดยเพิ่มมาตรา 19 ทวิ ดวยหลักการและเหตุผลเดียวกัน เพื่อให อปท. มีอํานาจในการดําเนินการรวมกับชุมชนในการกําหนดกตกิ าเพ่ืออนุรกั ษ จดั การ และใชประโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา งย่ังยืนดงั น้ี “บทบัญญัติในมาตรา 16 มิใหใชบังคับแกเจาพนักงานทองถ่ินซึ่งปฏิบัติการไปเพ่ือประโยชนในการคุมครองและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางยง่ั ยนื ท้งั นี้ตองเปน ไปตามระเบียบที่อธิบดีกาํ หนดโดยอนมุ ัติของรฐั มนตรี ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถิ่นเพื่อกําหนดหลักเกณฑและเง่ือนไขเก่ียวกับการอนุรักษและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางยงั่ ยืนในเขตอทุ ยานแหงชาติได การออกขอบัญญัติทองถิ่นตามวรรคสอง ตองประกอบดวยกระบวนการมีสวนรวมของสมาชิกชุมชนในเขตพื้นท่ีซึ่งขอบัญญัติทองถ่ินนั้นใชบังคับ ซ่ึงรวมถงึ การใหขอมูลขาวสาร และการรับฟงความคดิ เหน็ จากชุมชน” ขอเสนอแนะในการแกไขเพม่ิ เตมิ พระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ ครองสตั วป า พ.ศ. 2535 เพิ่มคํานิยามของ “องคกรปกครองสวนทองถิ่น” และ “เจาพนักงานทองถ่ิน” ในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 เชนเดียวกันกับกรณีการเพ่ิมคํานิยามในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติฯ และพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติฯ และแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 38แหงพระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปาฯ โดยเพ่ิมมาตรา 38 ทวิ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ดวยหลักการและเหตุผลเดียวกันดังน้ี

บทท่ี 8: บทวเิ คราะห์ 281บทท่ี 8 281บทวิเคราะห “มาตรา 38 ทวิ เพื่อประโยชนในการคุมครอง บํารุงรักษา และใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืน เจาพนักงานทองถ่ินมีอํานาจกระทําอยางใดอยางหน่ึงในเขตรักษาพันธุสัตวปาไดตามระเบยี บที่อธิบดกี าํ หนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ324 การคุมครอง บํารุงรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติตามวรรคหนึ่งมิใหรวมถึงการคุม ครอง อนรุ ักษ และจดั การสัตวปาสงวนและสตั วป าคุมครองตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ใหองคกรปกครองสวนทองถ่ิน มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถิ่นเพื่อกําหนดหลักเกณและเงื่อนไขเกี่ยวกับการอนุรักษและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางยง่ั ยนื ในเขตรักษาพนั ธุสัตวป าได การออกขอบัญญัติทองถ่ินตามวรรคสาม ตองประกอบดวยกระบวนการมีสวนรวมของสมาชิกชุมชนในเขตพื้นท่ีซ่ึงขอบัญญัติทองถ่ินน้ันใชบังคับ ซึ่งรวมถึงการใหขอมูลขาวสาร และการรับฟงความคิดเหน็ จากชมุ ชน” ขอ เสนอแนะดานการบรหิ ารจดั การ 1) กระจายอํานาจในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการไฟปาใหแก อปท. ให สมบูรณย่ิงข้ึน ดวยการถายโอนงบประมาณใหแก อปท. เพื่อใหสามารถปฏิบัติภารกิจ เหลาน้ีไดอยางแทจริง ซึ่งจะทําให อปท. สามารถพัฒนาศักยภาพของตนและบุคลากรของ อปท. ในการเปน หุนสว นดา นการดแู ลรกั ษาปา ไมไ ดอ ยา งเตม็ ที่ 2) ให อปท. มีสวนรวมในการกําหนดแนวเขตพื้นที่ปาสงวนแหงชาติและพ้ืนที่ปาอนุรักษ เนื่องจากปญหาความขัดแยงระหวางรัฐกับราษฎรเก่ียวกับการถือครองที่ดินในพื้นท่ีปาไม สวนหน่ึงเกิดจากการประกาศพื้นที่ปาทับที่ทํากินของราษฎร หรือในบางครั้งมีการประกาศ พื้นที่ปาแลว มีราษฎรเขาไปยึดถือพ้ืนท่ีทํากินในพ้ืนที่ปาไม จึงเกิดปญหาการพิสูจนวาคน อยูกอนการประกาศเขตปาหรือไม ในปจจุบัน มี อปท. จํานวนมากที่อยูในพื้นที่ปาและมี ความใกลชิดกับราษฎรและทราบขอมูลในระดับพ้ืนท่ีมากกวากรมปาไมและกรมอุทยาน แหงชาติ ฉะนั้น จึงควรเปดให อปท. และชุมชนเขามามีสวนรวมในกระบวนการการออก กฎกระทรวงกําหนดพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ และการออกพระราชกฤษฎีกากําหนดเขต อทุ ยานแหงชาติ และเขตรักษาพนั ธุสัตวปา การดําเนินการเพื่อให อปท. มีสวนรวมในการประกาศเขตพื้นท่ีปาสงวนแหงชาติ และเขตปาอนุรักษดังกลาวมาขางตนอาจกระทําไดโดยแกไขเพิ่มเติมบทบัญญัติท่ีเกี่ยวของในพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับ ไดแก มาตรา 6 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507325 มาตรา 6 แหงพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504326 และมาตรา 33 แหงพระราชบัญญัติสงวนและคุมครอง324 หมายถึง คณะกรรมการสงวนและคมุ ครองสตั วปา แหงชาติ325 พระราชบัญญตั ปิ า สงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติวา “เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรกําหนดปาอ่ืนใดเปนปาสงวนแหงชาติ เพื่อรักษาสภาพปาไม ของปา หรือทรัพยากรธรรมชาติอ่ืน ใหกระทําโดยออกกฎกระทรวง ซงึ่ ตองมีแผนทแี่ สดงแนวเขตปาที่กําหนดเปนปา สงวนแหง ชาตนิ ้ันแนบทา ยกฎกระทรวงดวย”326 พระราชบญั ญตั อิ ุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 6 บญั ญตั วิ า

282 การปฏริ ูปกฎหมายเพอื่ สง่ เสริมประสิทธภิ าพและนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.282 การปฏิรปู กฎหมายเพอ่ื สง เสริมประสิทธภิ าพและนวตั กรรม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.สัตวปา พ.ศ. 2535327 เพ่ือเพ่ิมขอกําหนดให อปท. และชุมชนมีสวนรวมในการออกกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะชวยทําใหกฎหมายปาไมท้ังสามฉบับสอดคลองกับหลักการมีสวนรวมตามที่บญั ญัติไวใ นรฐั ธรรมนญู ฯ อยางไรก็ดี เน่ืองจากการแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเปนเรื่องท่ีตองใชเวลาและประสบความสําเรจ็ คอ นขางยาก วธิ กี ารทสี่ ะดวกกวาก็คือ การออกระเบียบกรมปาไม และระเบียบกรมอุทยานฯเพื่อกําหนดวิธีการและขั้นตอนปฏิบัติในการออกกฎกระทรวงกําหนดเขตปาสงวนแหงชาติและพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุสัตวปาแลวแตกรณี โดยใหมีขอกําหนดเก่ียวกับการมีสว นรวม การปรกึ ษาหารือ และการรับฟง ความคิดเหน็ จาก อปท. และชมุ ชน 3) ให อปท. มีสวนรวมในกระบวนการพิสูจนสิทธิทํากินของราษฎรในพ้ืนท่ีปาไม ดังไดกลาว มาแลวโดยละเอียดในบทที่ 3 วา รัฐบาลไดใชมติคณะรัฐมนตรีมากมายเปนเคร่ืองมือในการ กําหนดนโยบายปาไม และแกไขปญหาความขัดแยงระหวางรัฐและราษฎรท่ีอยูอาศัยทํากิน ในพื้นที่ปา ในปจจุบัน มติคณะรัฐมนตรีท่สี ําคัญซ่ึงมีผลกระทบตอสิทธิของราษฎรมากที่สุด ไดแ ก  มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 กําหนดวิธีการตรวจสอบพิสูจนการครอบครอง ท่ีดินของราษฎร โดยพิจารณารวมกับพยานหลักฐานตางๆ ที่เก่ียวของกับการทํา ประโยชนในท่ีดนิ อยา งตอ เน่ือง  มติคณะรัฐมนตรี 11 พฤษภาคม 2542 เปดใหราษฎรท่ีอางวาตนอยูมากอนการสงวน หวงหา มพ้นื ทีป่ า มาขนึ้ ทะเบียนและแจงการครอบครองทด่ี ินในพืน้ ทปี่ า ไมภ ายใน 30 วัน และใหบุคคลดังกลาวไดรับความคุมครองสิทธิช่ัวคราวจากการจับกุมในระหวางการ ดําเนินกระบวนการพิสูจนสิทธิตามวิธีการที่กําหนดไวในมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 เปนท่ีทราบกันดีวา กระบวนการพิสูจนสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีที่กลาวมาขางตนเปนไปดวยความลาชา อีกท้ังผูที่จะไดรับความคุมครองสิทธิจากการถูกจับกุมจะตองเปนผูที่อางวาตนเองอยูอาศัยในพื้นทีป่ ามากอนวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เทานน้ั ในปจ จุบนั ยังไมม ีมตคิ ณะรัฐมนตรีทีก่ าํ หนดนโยบายเพ่ือรองรับกลุมคนท่ีเขาอยูอาศัยทํากินในพื้นท่ีปาหลังวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เปนตนมา ท้ังๆ ท่ีเวลา “เมือ่ รัฐบาลเหน็ สมควรกําหนดบริเวณที่ดนิ แหง ใดทม่ี สี ภาพธรรมชาติเปนที่นาสนใจ ใหคงอยูในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไวใหเปนประโยชนแกการศึกษาและรื่นรมยของประชาชน ก็ใหมีอํานาจกระทําไดโดยประกาศพระราชกฤษฎีกา และใหมีแผนท่ีแสดงแนวเขตแหงบรเิ วณท่กี าํ หนดน้นั แนบทายพระราชกฤษฎกี าดว ย บรเิ วณที่กําหนดนีเ้ รยี กวา “อทุ ยานแหง ชาติ” ที่ดินท่ีจะกําหนดใหเปนอุทยานแหงชาตินั้น ตองเปนท่ีดินท่ีมิไดอยูในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบดวยกฎหมายของบุคคลใดซ่ึงมใิ ชท บวงการเมอื ง”327 พระราชบัญญตั ิสงวนและคุม ครองสัตวป า พ.ศ. 2535 มาตรา 33 บญั ญตั ิวา “เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรกําหนดบริเวณท่ีดินแหงใดใหเปนท่ีอยูอาศัยของสัตวปาโดยปลอดภัยเพื่อรักษาไวซ่ึงพันธุสัตวปา ก็ใหกระทําไดโดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา และใหมีแผนท่ีแสดงแนวเขตแหงบริเวณกําหนดนั้นแนบทายพระราชกฤษฎีกาดวย บริเวณท่ีกาํ หนดนเี้ รยี กวา “เขตรกั ษาพันธุส ัตวป า” ทด่ี ินท่ีกําหนดใหเ ปนเขตรักษาพันธุสัตวปาน้ัน ตองเปนที่ดินท่ีมิไดอยูในกรรมสิทธ์ิหรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินของบคุ คลใดซง่ึ มใิ ชทบวงการเมอื ง”

บทที่ 8: บทวิเคราะห์ 283บทท่ี 8 283บทวเิ คราะหไดลวงเลยมากวา 13 ป และสภาพการใชที่ดินในพื้นที่ปาไดเปลี่ยนแปลงไปมากแลว ในหลายๆ พื้นท่ีเชน อบต. ทาเหนือ อําเภอแมออน และ อบต. ปางหินฝน อําเภอแมแจม จังหวัดเชียงใหม ชุมชน และเจาหนาท่ีปาไม และเจาหนาที่อุทยาน ไดเรียนรูปญหาและจัดทําขอตกลงหรือกติการวมกันเพ่ือกําหนดแนวเขตท่ีทํากินท่ีเปนปจจุบัน ซึ่งแสดงใหเห็นวา นโยบายของรัฐและสภาพความเปนจริงมีความแตกตา งกันเกอื บจะสิน้ เชงิ เทาท่ีผานมา ภาคประชาชนไดมีการเคลื่อนไหวหลายคร้ังใหยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีฉบับ 30มิถุนายน 2541 แตก็ไมประสบความสําเร็จ นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีดังกลาวก็มิไดกลาวถึงบทบาทของ อปท. ในกระบวนการพิสูจนส ิทธขิ องราษฎรอยางชัดเจน ท้ังๆ ที่ อปท. เปนหนวยงานท่ีนาจะทราบขอมูลดีในระดับพื้นที่ อยางไรก็ดี ในทางปฏิบัติกรมปาไมไดมีการประสานกับ อปท. ใหเขามามีสวนรวมในกระบวนการพิสูจนสิทธิดวยในฐานะหนวยงานที่เก่ียวของ ดังน้ัน เพอื่ ใหมีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทหนาท่ีของ อปท. กรมปาไมและกรมอุทยานฯ จึงควรออกระเบียบฯ เพ่ือกําหนดให อปท. มีสวนรวมในกระบวนการพิสูจนสิทธินี้ แมวาการมีสวนรวมของ อปท. อาจจะไมสามารถแกไขความไมเปนธรรมของมติคณะรัฐมนตรีฯ ดังกลาวได แตก็อาจชวยใหกระบวนการพิสูจนสิทธิมีความรวดเร็วและเปนธรรมมากขึน้ ขอเสนอแนะตางๆ ขางตนจะชวยกระจายอํานาจให อปท. มีสวนรวมในการจัดการทรัพยากรปาไมมากขึ้น ตลอดจนมีอํานาจออกขอบัญญัติทองถ่ินสําหรับใชบังคับในชุมชนที่มีความเขมแข็ง เพ่ือกําหนดกติกาการอนุรักษและใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสอดคลองกับหลักการกระจายอํานาจและสิทธิชุมชนในการมีสวนรวมจัดการและใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืนนอกจากน้ี ยังเปนทางออกอันหนึ่งในการลดความขัดแยงระหวางรัฐกับราษฎรในระหวางท่ียังไมมีการออกกฎหมายปาชุมชน ท้ังน้ีเพราะปญหาอุปสรรคประการหนึ่งของการจัดทํากฎหมายปาชุมชนก็คือความเห็นท่ียังคงมีอยูในภาครัฐและองคกรพัฒนาเอกชนบางสวนท่ีมีความไมวางใจวาชุมชนจะสามารถดูแลรักษาปาไดจริง การกระจายอํานาจให อปท. อาจเปน หนทางอันหน่ึง (แมวาหนวยงานสวนกลางและสวนภูมิภาคสวนใหญก็ไมไววางใจ อปท. เชนกัน) เนื่องจาก อปท. เปนหนวยงานท่ีมีสถานะที่เปนทางการและจะตองมี accountability (ตองรับผิดชอบตอการกระทําของตนเองและเปดใหสามารถตรวจสอบได) อยางไรก็ดี การกระจายอํานาจใหแก อปท. ดังท่ีกลาวมาจะสนองตอบเปาหมายของการสรางความเปนธรรมในการเขาถึงและการใชทรัพยากรไดก็ตอเม่ือ อปท. น้ันๆ มีวิสัยทัศน และเปนสวนหนึ่งหรือ “เปนเนื้อเดียวกันกับชุมชน” มิเชนนั้นแลว การจัดการทรัพยากรโดย อปท. อาจกลายเปนสวนหน่ึงของการสรางความขัดแยง ในการใชท รัพยากรระหวางกลุม ผลประโยชนตางๆ เสียเอง8.3 การกระจายอํานาจการจัดการทรพั ยากรทดี่ ิน การจัดการทรัพยากรที่ดินมีนัยสําคัญมากตอการสรางความเปนธรรมในสังคม อีกทั้งมีความสลับซับซอนมากกวาปญหาการจัดการทรัพยากรปาไม เนื่องจากประกอบดวยหลายมิติและมีหนวยงานที่เกยี่ วของมากมาย ซ่ึงตางมีอํานาจหนาที่ตามกฎหมายที่ตนรับผิดชอบ ในที่นี้จะวิเคราะหอํานาจหนาท่ี

284 การปฏิรปู กฎหมายเพ่อื ส่งเสรมิ ประสิทธภิ าพและนวัตกรรมการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.284 การปฏิรปู กฎหมายเพือ่ สง เสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ของหนวยงานตางๆ โดยใหความสําคัญแกเร่ืองการกระจายอํานาจใหแก อปท. ตามประเด็นตางๆดังตอไปน้ี 8.3.1 การจัดทด่ี นิ ใหแ กป ระชาชน ดังไดกลาวมาแลววาขอมูลจากกรมการปกครองระบุวา ปจจุบันมีประชาชนท่ีมีปญหาเร่ืองท่ีทํากินกวา 4 ลานราย การจัดท่ีทํากินใหแกประชาชนจึงเปนภารกิจสําคัญของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แตเทาท่ีผานมา การดําเนินงานในดานน้ียังไมประสบความสําเร็จเทาท่ีควร อีกท้ังขาดการสนับสนุนทางการเมอื งที่ตอ เนือ่ ง การจัดที่ดินใหแกประชาชนยังเปนภารกิจของราชการสวนกลางและสวนภูมิภาคเปนหลักหนวยงานสําคัญท่ีมีอํานาจหนาที่ในการจัดที่ดินใหแกประชาชน ไดแก ส.ป.ก. กรมที่ดิน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมสงเสริมสหกรณ และกรมปาไม (ในกรณีท่ีเปนการออกเอกสาร ส.ท.ก. ในเขตปาสงวนเสื่อมโทรม) หลักการและเหตุผลในการจัดที่ดินของหนวยงานเหลาน้ีมีลักษณะคลายๆ กันคือการจัดที่ดินใหประชาชนหรอื เกษตรกรท่ยี ากจน ไรทด่ี ิน หรอื มที ดี่ นิ ไมเ พยี งพอแกก ารเลย้ี งชีพ อปท. ยังไมม ีสวนรว มในกระบวนการจัดท่ีดินหรือคัดเลือกเกษตรกรผูมีสิทธิไดรับท่ีดิน ภารกิจท่ีหนวยงานซ่ึงมีอํานาจหนาที่ปฏิรูปที่ดินหรือจัดท่ีดินใหแกประชาชนถายโอนใหแก อปท. สวนใหญ จะเปนภารกิจดานการบาํ รุงรกั ษาโครงสรา งพน้ื ฐานและสาธารณปู โภค ไดแ ก3 28  ส.ป.ก. ถายโอนถนนลูกรังในเขตปฏิรูปที่ดินให อปท. บํารุงรักษา หรือพัฒนาถนนท่ีไดรับ ถายโอนใหประชาชนสัญจรไดโดยสะดวก โดย อปท. อาจปรับปรุงถนนลูกรังใหเปน ถนนลาดยาง หรือ คสล. ไดตามความเหมาะสมและศักยภาพของ อปท.  ส.ป.ก. ถายโอนการดูแล บํารุงรักษาสระเก็บนํ้าเพ่ืออุปโภคบริโภคท่ีประชาชนใชประโยชน รวมกัน การขุดลอกแหลงนํ้า บอบาดาล และฝายนํ้าลนในเขตปฏิรูปที่ดินใหเทศบาล อบจ. และ อบต. ในเขตพ้นื ท่ี  ส.ป.ก. มอบอํานาจการบริหารจัดการ การอนุรักษและการฟนฟูสภาพแวดลอมในเขตปฏิรูป ทดี่ นิ ให อปท.  กรมสง เสรมิ สหกรณถ า ยโอนถนนสาธารณะท้ังหมดท่ีอยูในความรับผิดชอบของกรมสงเสริม สหกรณ ทั้งในและนอกเขตนิคมสหกรณ ให อปท. ใชประโยชนและดูแลรักษา ซอมแซม หรือกอสรางเพิ่มเติม โดยใชงบประมาณของ อปท. หรือของบประมาณสนับสนุนจาก หนว ยงานทีม่ ีภารกจิ ในเรื่องนี้โดยตรง เชน กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เปนตน รวมทัง้ ให อปท. ปรับปรุงซอมแซมถนนและสะพานใหอยใู นสภาพสมบูรณใ ชง านได โดยสรุปก็คือ ภารกิจซ่ึงหนวยงานที่มีอํานาจหนาที่ดานการปฏิรูปท่ีดินหรือจัดที่ดินใหแกประชาชนถายโอนใหแก อปท. คือ งานดานการบํารุงรักษาโครงสรางพ้ืนฐานและสาธารณูปโภค จึงมีลักษณะเปนการถายโอนงาน แตไมมีการถายโอนงบประมาณและอํานาจในการตัดสินใจ โดยหลักการแลว ในเม่ือ อปท. เปนหนวยงานที่มีหนาท่ีดูแลคุณภาพชีวิตและจัดบริการสาธารณะใหแกประชาชน328 แผนปฏิบตั ิการกําหนดขั้นตอนการกระจายอาํ นาจใหแกอ งคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ (ฉบบั ท่ี 2 ) พ.ศ. 2551

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 285บทท่ี 8 285บทวเิ คราะหภารกิจดานการจัดที่ดินใหแกประชาชนในพ้ืนท่ีความรับผิดชอบของ อปท. ไมควรจะเปนภารกิจของหนวยงานสว นกลางแตฝ ายเดียว อยางไรก็ดี การกระจายอาํ นาจให อปท. มสี ว นรว มรบั ผดิ ชอบดา นการจัดท่ีดินใหแกประชาชนก็เปนประเด็นท่ีขึ้นอยูกับความพรอมและทัศนคติของ อปท. ดวยเชนกันเนือ่ งจากมี อปท. ไมนอ ยที่มองภารกจิ ทไี่ ดรับการถายโอนมาจากสว นกลางวาเปน ภาระ อยางไรก็ดี หากมีการถายโอนงบประมาณและบุคลากรให อปท. มากเพียงพอ อปท. ก็นาจะมีความพรอมในการรวมปฏิบัติภารกิจดานการจัดที่ดินใหประชาชนไดเปนอยางดี ซึ่งนาจะกอใหเกิดประสิทธิผลในการจัดท่ีดินมากขนึ้ 8.3.2 การแกไ ขปญหาการบกุ รกุ ทีด่ ินของรัฐ ปญหาความยากจนและการไรท่ีดินเปนสาเหตุสําคัญท่ีทําใหเกิดการบุกรุกท่ีดินของรัฐอยางกวางขวาง ในปจจุบัน หนวยงานที่มีภารกิจหลักดานการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐคือคณะกรรมการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ซ่ึงสังกัดสํานักแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ (สบร.) สํานักงานปลดั กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม ในการแกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ นโยบายของรัฐก็คือ ไมควรออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินใหแกผูบุกรุกท่ีดินของรัฐ หากพิสูจนไดวาผูถูกกลาวหาวาบุกรุกเปนผูครอบครองท่ีดินกอนท่ีจะมีการสงวนหวงหามท่ีดินนั้น ก็ใหจัดทําโครงการออกเอกสารสิทธิใหแกผูครอบครอง แตหากราษฎรอยูอาศัยในพื้นที่ท่ีแนวเขตที่ดินของรัฐไมชัดเจน ก็ใหเรงดําเนินการสํารวจแนวเขต สําหรับท่ดี นิ ทีร่ ัฐไมจาํ เปนตอ งสงวนหวงหา มอกี ตอไป หรือเปนท่สี าธารณประโยชนท ่เี ปนปาสงวนแหงชาติเสื่อมโทรม ก็ใหดําเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน หรือใหเชาหรืออนุญาตใหเขาทําประโยชนไดโดยเสียคาตอบแทนแลวแตก รณี นอกจากนี้ ยังมนี โยบายแกไขปญหาความยากจนท่ีออกมาเม่ือ พ.ศ. 2547 ในยุครัฐบาลทักษิณ ท่ีกําหนดใหกรมที่ดินนําที่ดินสาธารณประโยชนที่ประชาชนเลิกใชประโยชนรวมกันแลวมาออกใบอนญุ าตใหผ ูบกุ รกุ เขาครอบครองใชป ระโยชนใ นที่ดินนั้นไดไมเกนิ ครอบครวั ละ 15 ไร เปนระยะเวลาคราวละ 5 ป โดยสามารถขอตอใบอนุญาตไดหากไมมีการฝาฝนเงื่อนไขในใบอนุญาต (ดูหนา77-82) กระบวนการตางๆ ในการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐดังที่กลาวมานี้ลวนเกี่ยวของกับความเปนธรรมในการใชทรพั ยากรและขอเท็จจริงในระดับพ้ืนท่ีเปนอยางมาก จึงเปนการสมควรที่ อปท.จะเขาไปมีสว นรวมชว ยแกไ ขปญหา เปนที่นาสังเกตวา ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวา ดวยการสอบสวนเกี่ยวกับการบุกรุกท่ีหรือทางสาธารณประโยชน พ.ศ. 2539 ซึ่งออกมาใชบังคับกอนที่ประเทศไทยจะมีนโยบายกระจายอํานาจใหแก อปท. กําหนดใหผูวาราชการจังหวัดหรือปลัดกรุงเทพมหานครเปนผูมีอํานาจหนาท่ีในการสอบสวน โดยไมไดกลาวถึงบทบาทหนาท่ีของ อปท. ทั้งๆ ท่ี อปท. มีภารกิจดานการดูแลรักษาและปองกันที่สาธารณะในปจจุบัน ในขณะท่ีระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการอนุญาตใหประชาชนใชประโยชนในท่ีดินของรัฐ พ.ศ. 2547 ซ่ึงออกมาในยุคหลังเพื่อดําเนินการตามนโยบายแกไขปญหาความยากจน กําหนดใหมีผูแทนคณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นในพื้นท่ีอยูในคณะกรรมการที่มีอํานาจอนุญาตใหผูบุกรกุ ที่ดินของรัฐใชประโยชนในที่ดินนั้นได ฉะนั้น จึงควร

286 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือสง่ เสริมประสิทธภิ าพและนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.286 การปฏริ ปู กฎหมายเพอ่ื สง เสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวตั กรรม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของ อปท.ทบทวนและแกไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการสอบสวนเกี่ยวกับการบุกรุกที่หรือทางสาธารณประโยชน พ.ศ. 2539 ใหทนั สมัยเพือ่ กาํ หนดให อปท. มบี ทบาทชดั เจนในกระบวนการสอบสวนการบกุ รุกท่ดี นิ ของรฐั ดวย 8.3.3 การสงวนหวงหามที่ดินของรฐั เพือ่ ประชาชนใชป ระโยชนรวมกัน ตามระเบียบคณะกรรมการจัดท่ีดินแหงชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2529) การสงวนหวงหามท่ีดินของรัฐเพื่อใหประชาชนใชประโยชนรวมกันเปนอํานาจหนาที่ของผูวาราชการจังหวัดและคณะกรรมการจัดท่ีดินแหงชาติ (กจช.) โดยมีนายอําเภอเปนผูดําเนินการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับสภาพของทดี่ ินนน้ั รวมทัง้ สอบถามความเหน็ ของคณะกรรมการหมูบา นและสภาตาํ บลวา สมควรสงวนหรือหวงหามที่ดินน้ันเพ่ือใหประชาชนใชประโยชนรวมกันหรือไม แตอํานาจในการตัดสินใจวาจะสงวนหรือหวงหามท่ีดินหรือไมอยูที่ผูวาราชการจังหวัด หากคณะกรรมการหมูบานและหรือสภาตําบลไมเห็นดวยกับการที่จะสงวนหรือหวงหามที่ดินน้ัน ผูวาราชการจังหวัดจะเปนผูพิจารณาความเห็นดังกลาววาชอบดวยเหตุผลหรือไม ในกรณีท่ีจําเปน ผูวาราชการจังหวัดอาจรายงาน กจช. พรอมดวยความเห็น เพ่ือใหกจช. พิจารณาวาสมควรสงวนหรอื หวงหามทีด่ นิ น้ันหรือไม อํานาจในการสงวนหรือหวงหามที่ดินเพื่อประชาชนใชประโยชนรวมกันจึงเปนของหนวยงานสว นกลางและสวนภูมิภาค อันไดแก ผูวาราชการจังหวัด และ กจช. โดยนําความเห็นของคณะกรรมการหมูบ า นและสภาตําบลมาประกอบการพิจารณา โดย อปท. ไมมีบทบาทใดๆ ตามระเบียบฯ น้ี จึงสมควรที่จะจัดทําระเบียบฯ ใหมหรือแกไขเพ่ิมเติมระเบียบฯ น้ีเพื่อให อปท. ในเขตพื้นที่มีอํานาจหนาท่ีและมีสวนรวมในกระบวนการตัดสินใจวาสมควรจะสงวนหรือหวงหามท่ีดินนั้นเพื่อประชาชนใชประโยชนรว มกันหรือไม 8.3.4 การคมุ ครองและดแู ลรกั ษาท่ีสาธารณะ ในบรรดาภารกิจดานการจัดการทรัพยากรท่ีดินทั้งหมด อปท. มีภารกิจชัดเจนมากที่สุดในการคุมครองและดูแลรักษาท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน ภารกิจดังกลาวปรากฏชัดเจนทั้งในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อันไดแก พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พระพุทธศักราช 2457ซึ่งกําหนดให อปท. รวมกับนายอําเภอมีอํานาจหนาท่ีในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชนใชประโยชนรวมกัน นอกจากนี้ ยังมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน พ.ศ. 2553 ซึ่งขยายความและกําหนดขอบเขตหนาที่ความรับผิดชอบของ อปท. ในเรื่องน้ี เชน อํานาจหนาท่ีของ อปท. ในการจัดทําทะเบียนท่ีดินสาธารณประโยชน การดําเนินการกับขอพิพาทเก่ียวกับที่ดินสาธารณะ และการรองทุกขกลาวโทษบุคคลท่ีบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดย อปท. เปนผูออกคาใชจายท้ังหมด ซึ่งรวมถึงคาใชจา ยในการตรวจสอบและการออกหนังสอื สําคัญสาํ หรับทหี่ ลวงดว ย เปนตน

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 287บทที่ 8 287บทวิเคราะห อปท. มีอํานาจออกคาํ ส่งั ใหเอกชนร้ือถอนสงิ่ กอสรางออกจากที่ดินสาธารณะหรอื ไม เปนท่ีนาสังเกตวา อปท. มีเพียงอํานาจหนาที่ในการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินเทาน้ัน แตทั้งนายอําเภอและ อปท. ไมมีอํานาจพิจารณาอนุญาตหรือไมอนญุ าตใหห นว ยงานหรือบคุ คลใดใชท ด่ี นิ ซึง่ เปน สาธารณสมบตั ิของแผน ดินที่ราษฎรใชประโยชนรวมกันเวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากผูวาราชการจังหวัด (ดูหนา 122-123) นอกจากน้ี แมวากฎหมายจะกําหนดให อปท. มีอํานาจหนาท่ีดูแลและคุมครองปองกันท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน แตก็มิไดหมายความวา อปท. จะมีอํานาจในการออกคําส่ังใหเอกชนร้ือถอนส่ิงปลูกสรางใดๆ ออกจากทางสาธารณะได ดงั ปรากฏตามคาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ 145/2552 ทก่ี ลาวมาแลวขา งตน ซึ่งเปนคดีท่ีเอกชนฟองวา อบต. ออกคําสั่งใหร้ือถอนสิ่งกอสรางออกจากทางสาธารณะโดยไมชอบดวยกฎหมาย ศาลพิพากษาวา แม อปท. จะมีอํานาจหนาที่ในการดูแลและคุมครองท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา 68 (8) แหงพระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบลพ.ศ. 2537 มาตรา 16 แหงพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. 2542 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พ.ศ. 2544 (ปจจุบันถูกยกเลิกและแทนท่ีโดยระเบียบฯพ.ศ. 2553) และคําส่ังกระทรวงมหาดไทยที่ 12/2543 แตเม่ือไมปรากฏวามีบทบัญญัติใดท่ีใหอํานาจอบต. ในการออกคําส่ังใหเอกชนร้ือถอนส่ิงกอสรางใดๆ ออกจากทางสาธารณะไวอยางชัดแจง อํานาจหนาท่ีของ อบต. ในเรื่องดังกลาวจึงเปนเพียงอํานาจทั่วไป อบต. ไมมีอํานาจออกคําสั่งใหผูฟองคดีรื้อถอนส่ิงกอ สรางออกจากท่ีสาธารณสมบตั ิของแผน ดนิ คาํ สง่ั ดังกลาวจงึ เปน คาํ ส่ังท่ไี มชอบดว ยกฎหมาย คําพิพากษาศาลปกครองดังกลาวมาน้ีแสดงใหเห็นอยางชัดเจนเกี่ยวกับขอจํากัดของ อปท. ในการปฏิบัติภารกิจดานการดูแลรักษาและคุมครองปองกันสาธารณสมบัติของแผนดิน หาก อปท. ไมมีอํานาจออกคําส่ังใหผูฝาฝนกฎหมายร้ือถอนส่ิงกอสรางออกจากท่ีดินสาธารณะ การดูแลรักษาและคุมครองที่ดินสาธารณะยอมขาดประสิทธิผล จึงขอเสนอแนะใหแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของ อันไดแก การแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 122 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 เพ่ือให อปท. มีอํานาจออกคําส่ังใหบุคคลหรือเอกชนที่ฝาฝนกฎหมายรื้อถอนสิ่งกอสรางออกจากท่ีดินสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชนใชประโยชนรวมกันได รวมท้ังแกไขเพ่ิมเติมระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบตั ขิ องแผนดนิ พ.ศ. 2553 เพื่อกาํ หนดแนวปฏิบตั สิ าํ หรับ อปท. ใหสอดคลองกนั บทบาทของ อปท. ในการออกหนังสอื สาํ คัญสําหรบั ท่ีหลวง นอกจากขอจํากัดเร่ืองการคุมครองที่ดินสาธารณะดังกลาวมาแลว อปท. ยังมีบทบาทนอยในกระบวนการออก “หนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง” สําหรับที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมอื งใชรวมกันตามประมวลกฎหมายทด่ี ิน อํานาจในการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงเปนอํานาจของหนวยงานสวนกลางและสวนภูมิภาค กลาวคือ นับตั้งแต พ.ศ. 2535 เปนตนมา อธิบดีกรมที่ดินไดมีคําส่ังมอบอํานาจใหผ ูวาราชการจงั หวัดปฏิบตั ิราชการแทนเกีย่ วกับการออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง

288 การปฏิรูปกฎหมายเพือ่ ส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวัตกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.288 การปฏริ ปู กฎหมายเพ่อื สง เสรมิ ประสิทธภิ าพและนวตั กรรม การบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ในเขตจังหวัดของตน โดยมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ กําหนดใหสภาตําบลหรือ อปท. มีหนาท่ีเพียงใหความรวมมือ ชวยเหลือ ประสานงาน ควบคุมดูแลการรังวัด อํานวยความสะดวกแกเจาหนาท่ีของหนวยงานเหลาน้ี ตลอดจนชวยแกไขปญหาและอุปสรรคตางๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนในกระบวนการออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวง ในกรณีที่มีปญหาวาสมควรคงสภาพที่ดินสาธารณประโยชนเพื่อออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงไวเปนหลักฐาน หรือสมควรจะถอนสภาพเพ่ือนํามาจัดสรรใหราษฎรทํากินหรือจัดทําประโยชนอยางอื่น หรือสมควรจะดําเนินการขับไลผูบุกรุกท่ีดินน้ันหรือไม นายอําเภออาจรองขอให อปท. นัดประชุมราษฎร ผูนําชุมชน และหนวยงานตางๆ ในพ้ืนที่เพ่ือเปดใหมีสวนรวมในการตัดสนิ ใจ แลวสง ผลการประชมุ ใหนายอาํ เภอดาํ เนินการตอ ไป แต อปท. อาจยนื่ ขอออก นสล. ได โดยสรุปแลว อปท. เปนเพียงผูชวย และผูอํานวยความสะดวก พรอมท้ังออกคาใชจายในการดําเนินการใหแกหนวยงานสวนภูมิภาคในการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง อปท. ยังมีบทบาทนอยในการแกไขขอพพิ าทเกี่ยวกับการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงทับท่ีทํากินของราษฎร จึงเปนการสมควรท่ีจะปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเพ่ือให อปท. มีสวนรวมตัดสินใจมากข้ึนในกระบวนการดังกลาว เนื่องจาก อปท. เปนหนวยงานที่ราษฎรเขาถึงและสามารถตรวจสอบไดมากกวา และจะตองรับผิดชอบ (accountable) ในการกระทําของตนเองตอราษฎร การเพิ่มบทบาทของ อปท. อาจกระทําไดโดยการแกไ ขเพิ่มเติมกฎหมายดงั ตอ ไปน้ี 1) แกไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ตรี ในประมวลกฎหมายท่ีดินเพ่ือเพ่ิมอํานาจหนาที่และบทบาทของ อปท. โดยกําหนดใหการออกหนังสือสําคัญสําหรับท่ีหลวงตองมีหนังสือใหความเห็นชอบ จาก อปท. หรืออยางนอยตองสอบถามความเห็นของ อปท. รวมทั้งการประชุมช้ีแจงและรับ ฟงความคิดเห็นของราษฎร แทนที่จะปลอยใหเปนอํานาจของอธิบดีกรมท่ีดินแตฝายเดียว ดงั เชน ในปจจบุ นั (ซง่ึ ไดม อบอํานาจใหผ วู าราชการจงั หวัด) 2) ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อกําหนดอํานาจหนาที่ของ อปท. ในเรื่องนี้ใหมากกวา เพียงหนาที่ในการใหความรวมมือและชวยเหลือนายอําเภอในกระบวนการออกหนังสือ สําคัญสําหรับท่ีหลวงดังเชนที่เปนอยูในปจจุบัน แนวทางนี้เปนวิธีการซ่ึงนาจะงายกวาและมี ความเปนไปไดม ากกวาในอนาคตอนั ใกล 8.3.5 การอนุญาตใหใชป ระโยชนใ นทดี่ นิ ของรัฐ มาตรา 9 และมาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. 2497 บัญญัติเรื่องการอนุญาตใหบุคคลเขาใชประโยชนในที่ดินของรัฐได เชน การเขายึดถือครอบครองใชประโยชน การขุดตักดินลูกรังและหินผุ และการขุดตักหรือดูดทราย เปนตน พนักงานเจาหนาที่ผูมีอํานาจอนุญาตตามมาตรา 9 ไดแกอธิบดีกรมที่ดิน (ในบริเวณที่เขาหรือภูเขา และปริมณฑลรอบท่ีเขาหรือภูเขา 40 เมตร ท่ีรัฐมนตรีฯ ยังมิไดประกาศกําหนดใหเ ปน แหลง หินปนู หรือดนิ ลูกรงั หรือหนิ ผุเพอื่ การกอสราง) และผูวาราชการจังหวัดสวนการอนุญาตตามมาตรา 12 เปนกรณีการใหสัมปทาน ซ่ึงผูมีอํานาจอนุญาตคือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย (ดูหนา 111-117) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยหลักเกณฑและวิธีการเก่ียวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แหง ประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. 2543 กําหนดใหอปท. มีสวนรวมใน

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 289บทที่ 8 289บทวเิ คราะหการเสนอความคิดเห็นในกรณีที่เปนอํานาจอนุญาตของผูวาราชการจังหวัด และเปนหนึ่งในคณะกรรมการประจาํ จงั หวดั ท่ีเสนอความเห็นเพือ่ ประกอบการพิจารณาของผูวา ราชการจังหวัด ประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ยังมิไดกําหนดหลักเกณฑใหการใชทรัพยากรในพ้ืนท่ีตองไดรับความเห็นชอบจาก อปท. หรือกําหนดใหตองมีการประชุมช้ีแจงและรับฟงความคิดเห็นจากราษฎร จึงยังคงมีลักษณะการจัดการแบบรวมศูนย ขาดการกระจายอํานาจใหแกทองถิ่น และขาดการมีสว นรวมของประชาชน ซ่งึ นาจะไมส อดคลอ งกบั หลักการตามท่บี ัญญตั ิไวในรฐั ธรรมนญู ฯ ในท่ีน้ี จึงขอเสนอแนะใหแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 9 และมาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายที่ดินรวมท้ังระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยหลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แหงประมวลกฎหมายทดี่ นิ พ.ศ. 2543 เพ่อื เปด ให อปท. มีสว นรวมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใชทรัพยากรในพื้นท่ีมากข้ึน โดยกําหนดใหการอนุญาตตองมีหนังสือใหความเห็นชอบจาก อปท. และตองมีการใหขอมลู ตลอดจนจัดใหม กี ารประชุมเพอ่ื ชแี้ จงและรบั ฟง ความคดิ เหน็ จากราษฎร นอกจากการอนุญาตใหใชประโยชนในที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 และมาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายทด่ี ินดังกลา วมาแลว ยังมปี ระเดน็ เร่ืองการจดั หาผลประโยชนในทีด่ ินของรัฐตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แหง ประมวลกฎหมายที่ดินฯ ซ่ึงบัญญัติใหอธิบดีกรมที่ดินมีอํานาจจัดหาผลประโยชนในท่ีดินของรัฐซ่ึงมิใชสาธารณสมบัติของแผนดินอันราษฎรใชประโยชนรวมกัน และรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอาํ นาจมอบหมายใหทบวงการเมืองอื่นเปนผูจัดหาผลประโยชนสําหรับรัฐหรือบํารุงทองถ่ินได โดยมิไดกลาวถึงการมีสวนรวมของ อปท. และชุมชนทองถิ่น ทั้งๆ ท่ีการใชอํานาจดังกลาวอาจมีผลกระทบโดยตรงแกทองถ่ินได จึงสมควรแกไขเพิ่มเติมมาตรา 11 และมาตรา 12 เพ่ือใหสอดคลอ งกบั หลกั การกระจายอาํ นาจใหแ กทอ งถ่นิ ดว ยเชนกัน 8.3.6 การควบคุมสิง่ กอสรางทลี่ วงลา้ํ ลาํ นาํ้ และชายหาด การดูแลท่ีสาธารณะซ่ึงเปนท่ีชายตล่ิง ท่ีชายหาด แมนํ้า ลําคลอง ทะเลสาบ และทะเลในนานนํ้าไทย รวมตลอดถึงการควบคุมและอนุญาตสิ่งกอสรางท่ีลวงลํ้าลําน้ําและชายหาด เปนอํานาจหนาท่ีของกรมเจาทาตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานนํ้าไทย พระพุทธศักราช 2456 ในปจจุบัน กรมเจาทาได “มอบอํานาจ” ให อปท. พิจารณาและอนุญาตใหปลูกสรางส่ิงลวงลํ้าลําน้ําและชายหาด อนุญาตใหขุดลอกดูแลรักษารองนํ้าทางเรือเดินขนาดเล็กที่อยูใน อปท. เพียงแหงเดียวและรองนํ้าชายฝงทะเลขนาดเล็ก และบริหารดูแลรักษาสถานีขนสงทางน้ําหรือทาเทียบเรือ นอกจากน้ี ยังมอบอํานาจให อปท.ดําเนินการตามกฎหมายกับผูฝาฝนกฎหมายของเจาทา ออกคําส่ังใหผูฝาฝนร้ือถอนหรือแกไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ลวงลํ้า หรือไมเปนไปตามเงื่อนไขการอนุญาต แจงความรองทุกขตอพนักงานสอบสวนกรณีมีผูฝาฝนบทบัญญัติตางๆ ของกฎหมาย ตลอดจนมีอํานาจเปรียบเทียบปรับผูตองหาไดเม่ือผเู สยี หายยินยอม ในกรณที เ่ี ปน ความผิดซึง่ มโี ทษปรับสถานเดียวไมเกิน 10,000 บาท อปท. จึงมีอํานาจในการดูแลพ้ืนที่ชายตลิ่งและพ้ืนที่ชายหาดโดยการบังคับใชพระราชบัญญัติการเดนิ เรอื ในนา นน้าํ ไทย พระพทุ ธศกั ราช 2456 หรอื กฎหมายเจาทา อยางกวางขวาง (ดูหนา 126-135)ปญหาและอุปสรรคสําคัญคือความพรอมของ อปท. ซ่ึงขาดแคลนบุคลากรท่ีมีความรูเชิงเทคนิคในการ

290 การปฏริ ปู กฎหมายเพ่อื สง่ เสริมประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.290 การปฏริ ปู กฎหมายเพอ่ื สงเสรมิ ประสทิ ธภิ าพและนวตั กรรม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของ อปท.พิจารณาอนุญาตสิ่งกอสรางใหถูกตองตามหลักเกณฑที่กรมเจาทากําหนด แมวากรมเจาทาจะไดจัดทําคูมือการอนุญาตใหปลูกสรางส่ิงลวงล้ําลํานํ้าและการขุดลอกรองนํ้าขนาดเล็ก และจัดฝกอบรมใหแกบุคลากรของ อปท. มาต้ังแต พ.ศ. 2548 แลวก็ตาม ปญหาสําคัญอีกประการหน่ึงก็คือ ความไมรูกฎหมายของ อปท. เชน ไมทราบวาตนเองมีอํานาจแจงความรองทุกขกับผูฝาฝนกฎหมายได หรือไมทราบวาตนเองมีอํานาจออกคําสั่งใหบุคคลผูฝาฝนรื้อถอนส่ิงปลูกสรางได ดังเห็นไดจากกรณีศึกษาของโครงการยอยท่ี 2 ในชุดโครงการนี้ซ่ึงมี อปท. ท่ีมองวาตนเองไมมีอํานาจใดๆ ในการดําเนินการตามกฎหมายกบั เอกชนทบ่ี กุ รุกพน้ื ทชี่ ายหาด เปนตน อยา งไรกด็ ี ในการใชอาํ นาจดูแลรักษาท่สี าธารณะซง่ึ ประชาชนใชป ระโยชนรว มกนั อปท. จะตอ งคํานึงถึงคุณภาพชีวิต สภาพพ้ืนที่ และการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ดวย ศาลปกครองสูงสุดไดเคยมีคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 651/2545 ใหรับคําฟองของกลุมผูประกอบอาชีพประมงชายฝงจํานวน 50 คน ที่ใชพื้นที่บริเวณชายหาดนเรศวร อําเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธเปนท่ีจอดเรือและเก็บเครอ่ื งมือประมงสบื ทอดกนั มาหลายชัว่ คน โดยกลมุ ผฟู อ งคดไี ดยืน่ ฟอ งประธานกรรมการบริหารอบต. ปากนํ้าปราณ เน่ืองจาก อบต. มีคําส่ังใหสมาชิกกลุมประมงเรือเล็กร้ือถอนโรงเรือนและส่ิงปลูกสรา งไปอยใู นที่ใหมท่ี อบต. จัดให เพอ่ื ที่ อบต. จะไดปรับปรงุ ภูมิทศั นบ ริเวณชายหาดนเรศวรและพฒั นาบริเวณดังกลาวใหเปนแหลงทองเท่ียว ศาลปกครองสูงสุดไมเห็นพองดวยกับศาลปกครองช้ันตนที่มีคําส่ังไมรับฟองดวยเหตุผลวาท่ีดินบริเวณหาดนเรศวรเปนท่ีสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา1304 (2) แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ผูฟองคดีมิใชเปนผูมีสิทธิครอบครองที่ดินสาธารณะดังกลาวโดยชอบดวยกฎหมาย จึงมิใชผูไดรับความเดือดรอนเสียหายซึ่งจะมีสิทธิฟองคดีได ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นวา การท่ี อบต. ใชมาตรการบังคับและยืนยันท่ีจะใชกฎหมายเขาไปรื้อถอนสิ่งปลูกสรางของผูฟองคดีบนชายหาดสาธารณะเปนการกระทําท่ีมีผลกระทบตอผูฟองคดี เพราะสถานท่ีแหงใหมที่จัดใหไมเหมาะสมกับการประกอบอาชีพประมง และยังมีชายหาดบริเวณอ่ืนที่จะปรับปรุงใหเปนแหลงทอ งเท่ียวไดโ ดยประชาชนไมเดอื ดรอน จงึ เปนคดีพิพาทเกีย่ วกบั การกระทําของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐท่ีอาจมีลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรม สรางภาระใหแกประชาชนเกินสมควร หรือเปนการใชดุลพินิจโดยไมชอบ จึงถือวากลุมผูฟองคดีเปนผูไดรับความเดอื ดรอนหรือเสยี หาย และศาลปกครองสูงสุดมคี าํ สั่งใหรับคาํ ฟองไวพิจารณา8.4 การกระจายอาํ นาจการจัดการทรพั ยากรแร การจัดการทรัพยากรแรมีความเก่ียวของกับกฎหมายหลายฉบับ ไดแก พระราชบัญญัติแรพ.ศ. 2510 ประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. 2497 พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยท่ีเก่ียวของกับการอนุญาตใหขุดลอก ดูด และตักทรายฯ ซึ่ง อปท. มีสวนเกี่ยวของในระดับตา งๆ กัน ดงั สรุปในตารางท่ี 16

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 291บทท่ี 8 291บทวเิ คราะหตารางท่ี 16 กฎหมายและหนว ยงานที่เกี่ยวของกบั การจัดการทรพั ยากรแร กฎหมาย ภารกิจ หนวยงานสวนกลาง/ภูมภิ าค อปท.พระราชบัญญัติแร การออกอาชญาบัตรสาํ รวจ รฐั มนตรวี าการกระทรวง -พ.ศ. 2510 แร อุตสาหกรรม การออกประทานบตั ร รัฐมนตรวี า การกระทรวง  อปท. ประสานกบั อตุ สาหกรรมออกประทานบัตร ผูใหญบ านในพื้นทป่ี ระทาน เมอ่ื คณะกรรมการตาม บัตรใหจ ดั ประชุมประชาชน พ.ร.บ.แร มมี ตเิ หน็ ชอบ ในรัศมี 500 เมตรจากแนว เขตคาํ ขอประทานบัตรเพอื่ รบั ฟงการช้ีแจง  อปท.จัดประชมุ สภา อปท. เพื่อใหค วามเห็นชอบ หรอื ไมเ หน็ ชอบเปน หนงั สอื กอ นการออกประทานบัตร การตออายุประทานบตั ร รัฐมนตรวี า การกระทรวง - อตุ สาหกรรมอนุญาตหรอื ปฏเิ สธ คําขอเมอ่ื คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.แร มีมตเิ ห็นควรอนญุ าต หรอื ปฏเิ สธ การออกใบอนุญาตและ ผูวาราชการจงั หวดั (ตามคาํ สั่ง - ควบคุมกิจการตางๆ ตาม กรมอุตสาหกรรมพ้ืนฐานและการ พ.ร.บ.แร เชน เหมอื งแร ที่ 222/2546)  ใบอนญุ าตการซอื้ ขายแร  การเกบ็ แร แตงแร ประกอบโลหกรรม  สัง่ ใหเ ปลี่ยนแปลง แกไข หรอื หยดุ การทาํ เหมอื ง แร  กําหนดใหท ่ีดินที่ไมไดใ ช ทาํ เหมืองแลวใหทําเปน อยางอ่นื โดยไมตองถม ขมุ หลุม หรือ ปลอ ง หรือทําใหเปนไป ตามเดิม ฯลฯ

292 การปฏริ ปู กฎหมายเพอ่ื ส่งเสริมประสทิ ธภิ าพและนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.292 การปฏริ ูปกฎหมายเพือ่ สง เสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.กฎหมาย ภารกจิ หนวยงานสวนกลาง/ภมู ภิ าค อปท.คําส่งั กระทรวง การตดิ ตามและตรวจสอบ - ดาํ เนนิ การตรวจสอบและแจงอตุ สาหกรรมท่ี ดานสิ่งแวดลอ มและมลพิษ ผลการตรวจสอบตามแบบ127/2547 เร่ือง จากการทําเหมอื งแร รายงานของ กพร. แปลงละ 3 ครง้ั /ปแตงต้งั พนักงานเจาหนาทีต่ าม การติดตามเฝา ระวงั คุณภาพ - ดําเนนิ การตรวจสอบตามแบบพระราชบญั ญัตแิ ร ส่งิ แวดลอ ม รายงานขอ มลู ของ กพร.พ.ศ. 2510 ภายในวันที่ 15 มกราคมของ• นายกเทศมนตรี ทกุ ปปลัดเทศบาล นายก การแกไขและฟนฟู - จดั ทําโครงการปองกันแกไขอบต. ปลัด อบต. และ ส่งิ แวดลอ มในพ้ืนที่เหมอื งแร ปญหาสิ่งแวดลอมและโครงการหวั หนา หนวยงาน ฟน ฟูพ้นื ที่ท่ีทาํ เหมืองแรแลว โดย อปท. ตัง้ งบประมาณเองสาธารณสขุ และ และ กพร. เปน ท่ปี รกึ ษาสง่ิ แวดลอ มของ อปท. การจดั การปญหาขอ - ตรวจสอบพื้นที่และรายงาน รองเรียนเกี่ยวกับการทํา ขอ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั ปญ หาขอ เหมอื งแร รอ งเรยี นจากการทาํ เหมอื งแร ตามแบบท่ี กพร. กาํ หนดประมวลกฎหมาย การอนญุ าตขดุ ตักดนิ ลกู รัง  อธิบดีกรมท่ดี ิน (กรณเี ปน -ท่ีดิน พ.ศ. 2497 หรอื หินผุ บริเวณท่ีเขาหรือภูเขา และมาตรา 9 ประกอบ ปริมณฑลรอบที่เขาหรอื ภเู ขากับคาํ ส่งั กระทรวง 40 เมตร ท่ีรัฐมนตรีฯ ยังมไิ ดมหาดไทยที่ ประกาศกาํ หนดใหเปนแหลง หนิ ปูนหรอื ดนิ ลูกรัง หรือหินผุ109/2538 เพ่ือการกอสราง)  ผวู าราชการจงั หวัดพระราชบญั ญัตกิ าร ออกกฎกระทรวงกําหนด รฐั มนตรีวา การ -ขุดดนิ และถมดิน หลักเกณฑ วธิ ีการ และ กระทรวงมหาดไทย เงอ่ื นไขการขุดดนิ และถมดินพ.ศ. 2543 ออกขอบัญญัติทอ งถ่ิน - อปท. ออกขอบญั ญัติทอ งถนิ่ เพ่อื กาํ หนดรายละเอียดเพมิ่ เติม จากกฎกระทรวง ผูป ระกอบการแจงการขดุ ดิน - อปท. ออกใบรับแจงเปน และถมดนิ หลกั ฐาน ออกคาํ สง่ั ใหผ ูขุดดนิ ผถู ม - อปท. ออกคําสั่ง ดิน หรอื เจาของที่ดิน หยดุ การขดุ ดนิ หรอื ถมดนิ หรอื จดั การปอ งกนั ความเสยี หาย

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 293บทที่ 8 293บทวเิ คราะหกฎหมาย ภารกจิ หนวยงานสวนกลาง/ภูมิภาค อปท.ระเบียบกระทรวง การใหค วามเหน็ ชอบ ผวู าราชการจังหวดั นายอาํ เภอ หรือ อปท. เสนอมหาดไทยวา ดวย โครงการขดุ ลอกแหลงนา้ํ ที่ โครงการการขดุ ลอกแหลง ตน้ื เขนินาํ้ สาธารณประโยชนที่ตืน้ เขนิพ.ศ. 2547ระเบยี บกระทรวง การสอบสวนขอเทจ็ จริงและ นายอาํ เภอ หรือเจาพนักงาน ผูแ ทน อปท. รวมกบั นายอําเภอมหาดไทยวา ดวย ออกใบชนั สูตรสอบสวนที่ดิน ทด่ี นิ จงั หวดั สอบสวนขอเท็จจริง หรือพนกั งานที่ดนิ จังหวดั ออก ทข่ี ออนญุ าตดูดทราย ใบชันสูตรสอบสวนทีด่ นิ ที่ขอการอนุญาตใหดดู อนุญาตทราย พ.ศ. 2546 การพิจารณาเรื่องการขอ คณะอนุกรรมการพจิ ารณา  ผบู รหิ ารทองถิน่ หรอื ผแู ทน อนญุ าตดูดทรายเพ่อื การคา อนุญาตใหด ูดทราย 15 คน และ คณะผูบรหิ ารทองถิ่นเปน รวบรวมผลการพจิ ารณาสงให หนึ่งในคณะอนุกรรมการ กรมที่ดนิ เพ่ือเสนอคณะกรรมการ พิจารณาอนญุ าต พจิ ารณาอนญุ าตใหด ดู ทราย  สภา อปท. ใหความ (กพด.) เหน็ ชอบ โดยคํานึงถึงความ เดือดรอ นของราษฎร การอนญุ าตใหด ูดทรายเพอ่ื  กพด. พจิ ารณาอนญุ าต - การคา  ผูวาราชการจังหวัดออก ใบอนญุ าต ขอเสนอแนะเกีย่ วกับการปรับปรงุ กฎหมายแร จากตารางสรุปขางตน จะเห็นไดวาอํานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการออกประทานบัตรแรตามพระราชบัญญัติแร ซ่ึงครอบคลุมถึงการระเบิดและยอยหินในปจจุบันอยูท่ีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ท้ังในขั้นตอนการออกอาชญาบัตรสํารวจแร และการออกประทานบัตรเหมืองแร โดยมีการมอบอํานาจใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูออกใบอนุญาตเพ่ือควบคุมกิจกรรมอ่ืนๆ ที่เก่ียวเน่ืองกับการทําเหมืองแร รวมตลอดถึงการออกคําสั่งใหผูประกอบกิจการแกไขเปลี่ยนแปลง หรือหยุดการทําเหมืองแรหากเห็นวาจะเปนอันตรายตอส่ิงแวดลอม และมอบหมายใหอุตสาหกรรมจังหวัดปฏิบัติหนา ท่เี จา พนกั งานอตุ สาหกรรมแรประจาํ ทอ งท่ีภายในเขตที่ตนรบั ผิดชอบ กพร. ไดออกระเบียบฯ ซ่ึงกําหนดใหการออกประทานบัตรตองมีหนังสือใหความเห็นชอบจากอปท. ในพ้นื ที่ทีค่ ําขอประทานบัตรตั้งอยู โดย อปท. จะตองประสานกับผูใหญบานใหจัดประชุมชี้แจงกับสมาชกิ ชมุ ชน และนําขอคดิ เหน็ และขอมูลทไ่ี ดจ ากการประชมุ มาประกอบการพิจารณาของตน ฉะน้ันจึงอาจสรุปไดวา การออกประทานบัตรจะเกิดข้ึนมิไดหากไมมหี นังสือใหความเห็นชอบจาก อปท. แตในหลายพืน้ ที่ซงึ่ มีการเคล่ือนไหวตอตานการทําเหมืองแรกลับปรากฏวา อปท. และชุมชน

294 การปฏริ ูปกฎหมายเพอ่ื ส่งเสริมประสิทธิภาพและนวัตกรรมการบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.294 การปฏิรปู กฎหมายเพอ่ื สง เสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ไมไดม ีความเห็นสอดคลองกัน สถานการณดังกลาวมีสาเหตุจากการเมืองทองถิ่นและปจจัยอ่ืนๆ ท่ีทําใหเกิดความแปลกแยกระหวาง อปท. กับชุมชน ในบางพื้นท่ีเชน เทศบาลตําบลลี้ ซึ่งมีเอกชนยื่นคําขอประทานบัตรทําเหมืองแรลิกไนต ชุมชนในหมูบานท่ีไดรับผลกระทบมีความเห็นแตกออกเปนฝายท่ีเห็นดวยและฝายท่ีไมเห็นดวย ซ่ึงมีผลใหสภาเทศบาลตองสงความเห็นท่ีไดจากการทําประชาคมหมูบานไปใหหนวยงานท่ีเก่ียวของพิจารณา แทนท่ีจะลงมติเห็นชอบหรือไมเห็นชอบกับคําขอประทานบัตร ฉะนั้นสิ่งท่ีมีความสําคัญในลําดับตน ณ ขณะน้ีก็คือ การทําให อปท. และชุมชนเปนสวนหนึ่งของกันและกันและการใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบแกคําขอประทานบัตรของ อปท. สะทอนความเห็นและความตองการของชมุ ชนอยางแทจ ริง อยางไรก็ดี แมวาระเบียบ กพร.ฯ จะกําหนดใหกระบวนการออกประทานบัตรการทําเหมืองตองมีหนังสือใหความเห็นชอบจาก อปท. และรายงานการประชุมรับฟงความคิดเห็นของประชาชนมาเปนเอกสารประกอบการพิจารณา แตก็มีชองโหว กลาวคือ ไมไดกําหนดให อปท. หรือชุมชนมีสวนรวมใหความเห็นแกคําขอตออายุประทานบัตร ขอเท็จจริงก็คือ แมวา อปท. อาจใหความเห็นชอบแกการออกประทานบตั รในตอนแรก แตส ถานการณใ นพ้นื ท่ีอาจเปล่ียนแปลงไปหลังจากการทําเหมืองแร ทั้งในดานผลกระทบทางสังคมและส่ิงแวดลอ ม จึงควรแกไ ขเพมิ่ เติมระเบยี บ กพร. ใหอ ปท. มีสว นรวมใหความเห็นในขน้ั ตอนการขอตอ อายปุ ระทานบัตรดว ย นอกจากน้ี การกระจายอํานาจใหแก อปท. ตามพระราชบัญญัติแร ยังจํากัดอยูแตในดานการกํากับดูแลดานส่ิงแวดลอมและมลพิษที่เกิดจากการทําเหมืองแร ซึ่งรวมถึงการเขาไปในเขตเหมืองเพ่ือตรวจการทําเหมืองตามมาตรา 70 แหงพระราชบัญญัติแร แตไมรวมถึงการออกคําสั่งเปนหนังสือใหผูถือประทานบัตรจัดการปองกันอันตรายอันอาจเกิดจากการทําเหมืองหรือแตงแร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกระจายอํานาจตามมาตรา 70 ดังกลาวยังไมไดกระจายอยางเต็มที่ ซึ่งนาจะเปนขอจํากัดสําคัญสําหรับอปท. ในการกํากับดูแลปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดจากการทําเหมืองแร แมวาในมุมมองของ กพร. จะมีเหตุผลวา อปท. ยังไมมีความรูหรือความพรอมมากพอท่ีจะออกคําสั่งดังกลาวซ่ึงอาจจะมีผลกระทบมากตอผูถือประทานบัตรก็ตาม แตเมื่อมีกรณีประชาชนรองเรียนเก่ียวกับปญหาฝุนและมลพิษท่ีเกิดจากการทําเหมืองแร อปท. ก็ไมมีอํานาจออกคําสั่งใดๆ ใหผูถือประทานบัตรดําเนินการแกไขได นอกจากขอความรวมมือ จึงควรแกไขคําส่ังกระทรวงอุตสาหกรรมท่ี 127/2547 เร่ืองแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตามพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 (ดูหนา 154-155) เพื่อยกเลิกขอจํากัดอํานาจของ อปท. ในการติดตามตรวจสอบการทําเหมืองแร และให อปท. มีอํานาจออกคําส่ังเพื่อใหผูถือประทานบัตรจัดการปองกันอันตรายอันอาจเกิดจากการทําเหมืองหรือแตงแรได โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีท่ีการทําเหมืองอาจกอใหเกดิ ผลกระทบรนุ แรงตอสิง่ แวดลอม ในขณะท่ี อปท. ไมมีอํานาจในการออกคําส่ังใหผูถือประทานบัตรดําเนินการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่เกิดขึ้นจากการทําเหมือง แตก็มีการมอบภารกิจเกือบทั้งหมดในการติดตามเฝาระวังสิ่งแวดลอมใหแก อปท. หลังจาก กพร. ออกประทานบัตรแลว อปท. ในพื้นที่ประทานบัตรตองติดตามตรวจสอบวาผูทําเหมืองแรไดปฏิบัติตามมาตรการปองกันและแกไขผลกระทบตอส่ิงแวดลอมหรือไมติดตามเฝาระวังคุณภาพสิ่งแวดลอม และจัดทําโครงการฟนฟูส่ิงแวดลอมโดย อปท. ต้ังงบประมาณเอง

บทที่ 8: บทวิเคราะห์ 295บทท่ี 8 295บทวเิ คราะหและมี กพร. เปนที่ปรึกษา ในการทําหนาที่กํากับดูแลและเฝาระวังสิ่งแวดลอมดังกลาวมาน้ี อปท. ตองกรอกขอมูลตามแบบฟอรมที่กําหนดหลายชุด และจัดสงให กพร. ตามระยะเวลาท่ีกําหนด ซึ่งในบางเรื่องตองรายงานทุกไตรมาส (ดูหนา 156) ดังไดกลาวมาแลววา โดยสภาพขอเท็จจริงก็คือ อปท. ขาดบุคลากรและความรูเชิงเทคนิคในการปฏิบัติภารกิจที่ไดรับมอบหมายน้ีอยางมีคุณภาพ แมวา กพร. จะไดจัดทําคูมือและฝกอบรมบุคลากรใหแก อปท. แลวก็ตาม ฉะนั้น หากจะให อปท. สามารถกํากับดูแลสิ่งแวดลอมและมลพิษท่ีเกิดจากการทําเหมืองแรไดอยางแทจริง รัฐจะตองใหการสนับสนุนทั้งดานงบประมาณและดา นวิชาการใหแก อปท. มากกวา น้ี ประการสุดทายก็คือ ควรปรับปรุงสวนแบงคาภาคหลวงใหเปนธรรม เพื่อให อปท. ในพ้ืนท่ีตามประทานบตั รไดรบั สวนแบง คาภาคหลวงในสัดสว นทม่ี ากขึ้น ในปจจบุ นั ตามพระราชบัญญตั กิ าํ หนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน มาตรา 23 และมาตรา 24คาภาคหลวงแรห ลงั หักสง เปน รายไดร ัฐในอตั รารอยละ 40 แลว ใหจัดสรรใหเทศบาล หรือ อบต. เจาของพ้ืนท่ปี ระทานบัตรเพียงรอ ยละ 20 ให อบจ. ในจังหวดั ซ่งึ เปน ท่ีต้งั ประทานบตั รรอ ยละ 20 สวนที่เหลือใหกระจายใหเทศบาล และ อบต. ในเขตจังหวัดเดียวกันรอยละ 10 และเทศบาล และ อบต. อื่นๆ ทั่วประเทศอีกรอยละ 10 (ดูหนา 152-153) ฉะนั้น บางเทศบาล หรือ อบต. ที่ไมไดตั้งอยูในพื้นท่ีประทานบัตรก็จะไดสวนแบงคาภาคหลวงเพียงประมาณปละหมื่นกวาบาท329 ในขณะท่ี อปท. ซ่ึงอยูในพื้นท่ีประทานบัตร เชน เทศบาลตําบลลี้ ไดรับคาภาคหลวงรวมทุกแหลงแลวไมถึง 2 ลานบาท (ดูหนา 153)ทั้งๆ ที่การทําเหมืองแรกอใหเกิดผลกระทบอยางกวางขวางตอส่ิงแวดลอม สุขภาพ และโครงสรางพื้นฐานในเขตพ้ืนท่ีของ อปท. ไมวาจะเปนปญหาฝุนละออง และถนนที่ชํารุดเสียหายจากยานพาหนะท่ีตองผานเขาออกในระหวางกิจกรรมทําเหมืองแร แมวาสัดสวนการจัดสรรคาภาคหลวงตามที่กําหนดในกฎหมายปจจุบันจะมีวัตถุประสงคเพ่ือกระจายความเปนธรรมในเร่ืองรายไดจากคาภาคหลวง แตก็มีลักษณะเปนเบี้ยหัวแตก เน่ืองจากไมไดมีผลอยางมีนัยสําคัญแก อปท. อื่นนอกพื้นที่ประทานบัตรในขณะที่ อปท. และประชาชนในพ้นื ทท่ี ีไ่ ดร บั ผลกระทบโดยตรงกลับไมไ ดรับการชดเชยตามสมควร โครงการนี้จึงมีขอเสนอแนะดานการปรับปรุงกฎหมายท่ีเก่ียวของกับการทําแรตามพระราชบญั ญัติแร รวมทั้งการทบทวนปรับปรุงแผนการถายโอนภารกิจใหแก อปท. ดังน้ี 1) แกไขเพิ่มเติมระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรวาดวยการดําเนินการ เก่ียวกับคําขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การตออายุประทานบัตร พ.ศ. 2547 เพื่อให อปท. มสี วนรวมใหค วามเห็นชอบในขนั้ ตอนการขอตอ อายปุ ระทานบัตร 2) แกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกร ปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. 2542 มาตรา 23 และมาตรา 24 เพื่อให อปท. ซึ่งเปนท่ีตั้งของ พื้นท่ีประทานบัตรไดรับสวนแบงคาภาคหลวงในสัดสวนที่เปนธรรมมากข้ึน เพราะจะเปน สวนหน่ึงของการชดเชยความเสียหายในพื้นที่ และทําให อปท. มีรายไดสนับสนุนการแกไข ปญหาผลกระทบและฟนฟูสิ่งแวดลอมในพืน้ ท่ี329 ขอมูลจากการสัมภาษณคุณวริศรา ชัยสมภาร นายกองคการบริหารสวนตําบลเวียงแกว และคุณพร สุวรรณทีป ปลัดองคการบริหารสว นตาํ บลเวียงแกว อําเภอลี้ จังหวัดลาํ พนู เมอื่ วันท่ี 20 เมษายน พ.ศ. 2555

296 การปฏิรปู กฎหมายเพือ่ สง่ เสริมประสทิ ธภิ าพและนวัตกรรมการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.296 การปฏิรปู กฎหมายเพ่อื สงเสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท. 3) ทบทวนแผนและขอบเขตการถา ยโอนภารกิจซึง่ ในปจจบุ นั กําหนดภาระหนาที่ให อปท. มาก เกินไปในดานการกํากับดูแลดานส่ิงแวดลอมและมลพิษที่เกิดจากการทําเหมืองแร โดยมิได มีการสนับสนุนดานงบประมาณและบุคลากรผูมีความรูเชิงเทคนิคใหแก อปท. อยาง เพียงพอ 4) แกไขเพิ่มเติมคําสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม เร่ือง แตงต้ังผูบริหาร อปท. และบุคลากรของ อปท. เปน พนักงานเจาหนา ท่ตี ามพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 เพื่อให อปท. มีอํานาจออก คําสั่งเปนหนังสือใหผูถือประทานบัตรจัดการปองกันอันตรายอันอาจเกิดจากการทําเหมือง แรหรือแตงแร ท้ังนี้เพื่อให อปท. สามารถจัดการกับปญหาขอรองเรียนและความเดือดรอน ของราษฎรในพ้นื ทไ่ี ดอยา งแทจรงิ ขอเสนอแนะดา นการอนุญาตใหใชประโยชนใ นท่ดี ินของรัฐตามประมวลกฎหมายทด่ี ิน การอนุญาตใหใชประโยชนในที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 แหงประมวลกฎหมายท่ีดิน เชน การขุดตักดินลูกรัง การขุดหรือดูดทราย เปนอํานาจของผูวาราชการจังหวัด และอธิบดีกรมท่ีดินแลวแตกรณีและในกรณีท่ีเปนการใหสัมปทาน เปนอํานาจของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 12แหงประมวลกฎหมายท่ีดิน ในปจจุบัน อปท. ยังไมไดมีสวนรวมตัดสินใจในการอนุญาตตามบทบัญญัติเหลาน้ี ยกเวนกรณีการอนุญาตดูดทราย ซึ่งมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยกําหนดใหตองผานคณะอนุกรรมการอนุญาตใหดูดทราย ซง่ึ ผบู รหิ าร อปท. หรือผูแทน เปนหนึ่งในคณะอนุกรรมการ ดังน้ันจึงขอเสนอแนะใหแ กไ ขเพมิ่ เติมกฎหมายและระเบียบฯ ดงั ตอไปน้ี 1) แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 9 แหงประมวลกฎหมายท่ีดิน เพ่ือกําหนดใหตองมีหนังสือใหความ เห็นชอบจาก อปท. และมีการประชุมรับฟงความคิดเห็นจากราษฎรกอนที่ผูวาราชการ จงั หวัดหรืออธิบดจี ะอนุญาตใหใ ชป ระโยชนใ นทีด่ นิ ของรฐั ตามมาตรา 9 2) แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อกําหนดใหตองมีหนังสือใหความ เห็นชอบจาก อปท. และมีการประชุมรับฟงความคิดเห็นจากราษฎรกอนที่รัฐมนตรีฯ จะให สัมปทานตามมาตรา 12 3) ออกระเบียบฯ ใหมหรือแกไขเพ่ิมเติมระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยหลักเกณฑและ วธิ ีการเก่ยี วกับการอนญุ าตตามมาตรา 9 แหงประมวลกฎหมายที่ดนิ พ.ศ. 2543 เพ่ือใหการ อนุญาตตามมาตรา 9 ตองไดรับความเห็นชอบจาก อปท. ในพื้นท่ี และตองมีการประชุมรับ ฟงความคิดเห็นของประชาชน 4) ออกระเบยี บกระทรวงมหาดไทยเพื่อกําหนดหลักเกณฑและวิธีการเก่ียวกับการอนุญาตตาม มาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เพ่ือใหการใหสัมปทานตามมาตรา 12 ตองไดรับ ความเห็นชอบจาก อปท. ในพื้นที่ และตอ งมีการประชุมรบั ฟง ความคิดเหน็ ของประชาชน ขอ เสนอแนะเพอื่ ปรบั ปรงุ กฎหมายการขุดดนิ และถมดนิ พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 เปนเคร่ืองมือสําคัญท่ี อปท. ใชในการควบคุมการขุดดินและถมดินในเขตพ้ืนที่ของตนไมใหสงผลกระทบตอส่ิงแวดลอม และกอใหเกิดความเดือดรอน

บทที่ 8: บทวิเคราะห์ 297บทท่ี 8 297บทวิเคราะหแกเจาของท่ีดินขางเคียง บทบัญญัติของกฎหมายมีลักษณะคลายกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่ใหอํานาจแก อปท. ในระดับหนึ่งในการตราขอบัญญัติทองถ่ินเพื่อกําหนดหลักเกณฑและเง่ือนไขใหเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตน นอกจากนี้ยังใหอํานาจแก อปท. ในการออกคําส่ังใหผูขุดดิน ผูถมดิน หรือเจาของที่ดินหยุดการขุดดินหรือถมดินหรือจัดการปอ งกนั ความเสยี หายที่อาจเกิดขึน้ ไดต ามสมควร แมวาจะมีกฎกระทรวงทีอ่ อกโดยกระทรวงมหาดไทยเปนกรอบในการใชดุลพินิจ แตหลาย อปท.ก็มคี วามคดิ รเิ ริ่มและนวตั กรรมในการออกขอบัญญัติทองถ่ินที่ควบคุมการขุดดินและถมดินอยางเขมงวดรวมทั้งกําหนดใหผูขุดดินและผูถมดินตองวางเงินประกันความเสียหายดวยในบางกรณี แมเร่ืองดังกลาวจะมิไดมกี าํ หนดไวในตัวพระราชบัญญัติหรือกฎกระทรวงกต็ าม อยางไรก็ดี กฎหมายฉบับน้ีกําหนดใหผูขุดดิน และผูถมดิน มีเพียงหนาที่แจง อปท. พรอมเอกสารขอมูลตางๆ เชน แผนผังบริเวณที่จะขุดดินและถมดิน ที่ดินขางเคียง วิธีดําเนินการ ระยะเวลาที่จะขุดดินและถมดิน และช่ือผูควบคุมงาน ฯลฯ และให อปท. มีอํานาจหนาท่ีออกใบรับแจง ซึ่งเปนมาตรการในลกั ษณะตงั้ รบั จงึ ขอเสนอแนะใหแ กไขเพม่ิ เตมิ กฎหมายดงั น้ี 1) แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 17 และมาตรา 26 แหงพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 เพ่ือกําหนดใหผูประสงคจะขุดดิน หรือถมดิน มีหนาท่ีตองขออนุญาตจาก อปท. และ อปท. มอี าํ นาจอนญุ าต แทนทีจ่ ะใหผ ูประกอบการมีเพยี งหนา ท่ีแจง และ อปท. มีหนาท่ี ออกใบรับแจง ดังเชนท่ีเปนอยใู นปจจุบนั 2) แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 7 แหงพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งบัญญัติให อปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถ่ินเพื่อกําหนดในเรื่องท่ียังไมมีกฎกระทรวงกําหนด โดย เพิ่มสาระให อปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถิ่นท่ีกําหนดใหผูประกอบการตองวางเงิน ประกันความเสียหายท่ีอาจจะเกิดข้ึนไดดวย ท้ังน้ีเพ่ือปองกันปญหาหรือขอโตแยงท่ีอาจจะ เกิดขึ้นวา อปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถ่ินในลักษณะดังกลาวไดหรือไม ในเมื่อตัว พระราชบัญญัติไมไ ดบญั ญัตเิ ร่ืองน้ีไวอยางชดั แจง ขอ เสนอแนะเกยี่ วกบั การอนญุ าตใหขดุ ลอก ดูด หรือตักทราย การอนุญาตใหข ุดลอก ดดู หรือตักทรายในปจจบุ นั แบง ออกไดเ ปน 2 กรณีคือ 1) การขุดลอกกรวด หิน ดิน ทราย จากแหลงนํ้าสาธารณประโยชนท่ีต้ืนเขิน ซึ่งมีระเบียบ กระทรวงมหาดไทยฯ กําหนดใหการดําเนินการโดย อปท. เพ่ือแกไขปญหาการตื้นเขินของ แหลงนํ้าสาธารณะตองขอความเห็นชอบจากผูวาราชการจังหวัด แมวาขั้นตอนดังกลาวจะ ไมไดสรางปญหาแก อปท. มากนัก แตก็เปนการใชอํานาจกํากับและควบคุม อปท. มากจน เกินความจําเปน จึงควรยกเลิกขอกําหนดใหตองขอความเห็นชอบจากผูวาราชการจังหวัด และเปดให อปท. สามารถบํารุงรักษา และขุดลอกแหลงนํ้าสาธารณประโยชนที่ตื้นเขินได ตามที่ตนเห็นสมควร ทั้งน้ีเพื่อใหเปนไปตามหลักการกระจายอํานาจ แทนที่จะใหราชการ ภมู ิภาคมากํากบั อปท. ในทกุ กจิ กรรม

298 การปฏิรูปกฎหมายเพอื่ ส่งเสริมประสทิ ธภิ าพและนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.298 การปฏิรปู กฎหมายเพ่อื สงเสริมประสิทธิภาพและนวัตกรรม การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท. 2) การอนุญาตใหดูดทรายเพ่ือการคา มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการอนุญาตใหดูด ทราย ที่กําหนดใหตองผานคณะอนุกรรมการอนุญาตใหดูดทราย และคณะกรรมการ พิจารณาอนุญาตใหดูดทราย (กพด.) ซ่ึงเปนคณะกรรมการระดับชาติน้ัน รวมท้ังมี หลักเกณฑการพิจารณาท่ีกําหนดใหการอนุญาตตองไดรับความเห็นชอบจากสภา อปท. โดยคํานึงถึงความเดือดรอนของราษฎร และความเสียหายทางเศรษฐกิจหรือ ทรพั ยากรธรรมชาติ แมจะชอบดวยเหตุผลเนื่องจากการอนุญาตใหดูดทรายจะตองพิจารณา ในภาพรวม และไมควรปลอยใหแตละ อปท. ดําเนินการเรื่องนี้ไดโดยลําพัง แตก็ควรแกไข เพ่ิมเติมระเบยี บฯ เพ่ือใหม ผี แู ทนของ อปท. ใน กพด. ดว ย8.5 การกระจายอาํ นาจการจัดการทรพั ยากรทางทะเล กฎหมายที่เกี่ยวของกับทรัพยากรทางทะเลและมีผลกระทบตอวิถีชีวิตของชุมชนมากที่สุดก็คือพระราชบัญญัตกิ ารประมง พ.ศ. 2490 ซ่ึงมีกรมประมงเปนผูใชกฎหมาย สําหรับกรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง (ทช.) นั้นเปนหนวยงานอนุรักษทรัพยากรทางทะเลท่ียังไมมีกฎหมายเปนของตนเอง งานอนุรักษที่สําคัญสวนหนึ่งซึ่ง ทช. ไดรับมอบหมายเฉพาะเจาะจงก็คือการอนุรักษปาชายเลน และการแกไขปญหาการกัดเซาะชายฝง ทช. มีการประสานและตองทํางานกับ อปท. อยูแลวในหลายๆ พื้นท่ีเน่ืองจากตองอาศัยความรวมมือจาก อปท. ในการทํางานดานอนุรักษ การถายโอนภารกิจจาก ทช. จึงไมใชป ญหาสําคัญตอความเปนธรรมในการเขา ถงึ ทรัพยากรทางทะเล แตคณะกรรมการกระจายอํานาจฯกลับใหความสนใจแกเรื่องนี้มากกวาเร่ืองการการถายโอนภารกิจจากกรมประมง รวมท้ังแผนปฏิบัติการกําหนดข้ันตอนการกระจายอํานาจฯ ก็มีแตสวนท่ีกําหนดให ทช. ถายโอนภารกิจดานการจัดการอนรุ กั ษ และฟนฟูทรัพยากรชายฝงทะเล ใหแก อปท. โดยมไิ ดกลาวถึงกรมประมงแตอยางใด บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการประมงฯ ที่มีผลกระทบตอชุมชนชายฝงทะเลอยางกวางขวางก็คือ บทบัญญัติที่ใหอํานาจแกจังหวัดในการกําหนดใหท่ีจับสัตวนํ้าเปน “ที่อนุญาต” ซ่ึงประกอบดวยท่ีอนุญาตทําการประมง ที่อนุญาตเพาะเล้ียงสัตวนํ้า และที่อนุญาตรายบุคคล ซ่ึงลวนมีผลตอสิทธิในการเขาถึงทรัพยากรทางทะเล เน่ืองจากผูที่มีสิทธิและสามารถเขาถึงทรัพยากรจะตองไดแกผูไดรับใบอนุญาตเทาน้ัน กระบวนการประกาศ “ท่ีอนุญาต” มาจากการริเร่ิมของจังหวัด เปนผูเสนอใหกรมประมงพิจารณา และเมื่อไดรบั ความเหน็ ชอบจากกรมประมงแลว ใหจังหวัดดําเนินการประกาศกําหนดท่ีอนุญาตได โดยสงสําเนาใหกรมประมงเพื่อรายงานใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณทราบกระบวนการออกใบอนุญาตทําการประมงหรือเพาะเล้ียงสัตวนํ้าในท่ีอนุญาตประกอบดวย การยื่นคําขอตอ นายอาํ เภอทองที่ แลว ใหป ระมงจังหวัดพิจารณาคําขอวาสมควรอนุญาตหรือไม โดยมีนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจําก่ิงอําเภอเปนผูลงลายมือช่ือในใบอนุญาต นอกจากน้ี ยังมีเรื่องการออกใบอนุญาตใหเพาะเล้ียงสัตวนํ้าในที่สาธารณประโยชน ซึ่งผูขออนุญาตตองย่ืนเรื่องผานอําเภอหรือกิ่งอําเภอในทองท่ี เพื่อใหเสนอความเห็นรายงานจังหวัด และสงตออธิบดีกรมประมงพิจารณาอนุญาตเปนรายๆ ไป รายละเอียดขั้นตอนการประกาศกําหนดใหท่ีจับสัตวน้ําเปน “ท่ีอนุญาต” ประเภทตางๆ เปนดงั ท่ไี ดน ําเสนอไปแลว ในบทท่ี 6

บทที่ 8: บทวิเคราะห์ 299บทที่ 8 299บทวิเคราะห การกําหนดที่จับสัตวน้ําอีกประเภทหนึ่งที่อาจสงผลกระทบตอวิถีชีวิตของชุมชนก็คือ การประกาศที่จับสัตวนํ้าเปน “ท่ีรักษาพืชพันธุ” ซ่ึงก็มาจากการริเร่ิมหรือเสนอโดยจังหวัดเชนกัน การประกาศที่รักษาพืชพันธุตองเสนอใหคณะกรมการจังหวัดพิจารณาใหความเห็นชอบ เมื่อคณะกรมการจังหวัดใหความเห็นชอบแลว ใหสงเร่ืองใหกรมประมงพิจารณาเสนอใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณอนุมัติ เม่ือรัฐมนตรีฯ อนุมัติแลว จึงใหผูวาราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรมการจังหวัดลงนามประกาศกําหนดท่ีจับสัตวนํ้าเปนที่รักษาพืชพันธุตอไป แตหากบริเวณท่ีประกาศอยูในวัดมัสยิด สถานที่ราชการ โรงเรียน หรือมีอาณาเขตติดกับสถานที่ดังกลาว เมื่อคณะกรมการจังหวัดมีมติเห็นชอบแลว ก็ใหเสนอผูวาราชการจังหวัดลงนามในประกาศไดเลย โดยไมตองสงเรื่องใหกรมประมงพจิ ารณา ผูท่ีเกี่ยวของในกระบวนการท้ังหมดดังกลาวมาขางตนจึงไดแก หนวยงานสวนกลางและสวนภูมิภาค มีหนังสือสั่งการ 2 ฉบับจากกรมประมงและกระทรวงเกษตรและสหกรณที่ออกมาต้ังแตพ.ศ. 2520 ถงึ ผูวาราชการจงั หวัดทกุ จังหวัด เพอ่ื กาํ หนดขั้นตอนการปฏิบัติในการออกประกาศท่ีจับสัตวน้ําเปน “ท่ีอนุญาต” ซึ่งรวมถึงการรวบรวมขอมูลเก่ียวกับพื้นที่ และการประชุมช้ีแจงและรับฟงความคิดเห็นจากราษฎร (ดูหนา 184-186) เนื่องจากหนังสือส่ังการดังกลาวมีอายุกวา 30 ปแลว จึงไมนาแปลกที่จะไมไดกลาวถึงบทบาทหรือการมีสวนรวมของ อปท. ในกระบวนการตัดสินใจประกาศกําหนดใหที่จับสัตวน้ําเปน “ที่อนุญาต” นอกจากน้ี เนื่องจากมีสถานะเปนเพียงหนังสือสั่งการฯ จึงไมชัดเจนวาหนวยงานที่เก่ียวของมีการประชุมช้ีแจงราษฎรหรือถือปฏิบัติตามหนังสือส่ังการนี้มากนอยเพียงใด จึงควรมีการยกระดับแนวปฏิบัติตามหนังสือสั่งการเหลาน้ีขึ้นเปนกฎหมาย โดยแกไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติการประมงเพ่ือเพ่ิมเติมข้ันตอนการมีสวนรวมของ อปท. และประชาชนในพ้ืนที่ในกระบวนการกําหนดทจ่ี บั สัตวน ้าํ เปนท่ีอนุญาตดวย ในสว นของการประกาศ “ท่ีรกั ษาพืชพันธุ” นั้น หนังสือสั่งการจากกรมประมงเมื่อ พ.ศ. 2547 ถึงผูวาราชการจังหวัดทุกจังหวัด กําหนดใหจังหวัดตองประชุมช้ีแจงราษฎรในชุมชนใหรับทราบวัตถุประสงค และให อปท. รวมทั้งนายอําเภอทองท่ีมีสวนรวมในการพิจารณาดวย (ดูหนา 177-181) จึงอาจกลาวไดวา อปท. มีสวนรวมในกระบวนการประกาศท่ีรักษาพืชพันธุ แตแนวปฏิบัติดังกลาวก็มีสถานะเปนเพียงหนังสือส่ังการ จึงควรยกระดับข้ึนเปนกฎหมายดวยการแกไขเพ่ิมเติมบทบัญญัติที่เก่ยี วของของพระราชบญั ญัติการประมงฯ เชน กนั บทบญั ญตั ิสําคัญอกี สวนหนงึ่ ของพระราชบญั ญตั ิการประมงท่เี กยี่ วขอ งกับการอนรุ ักษท รพั ยากรทางทะเล คือ มาตรา 32 ซึ่งใหอํานาจแกรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ และผูวาราชการจงั หวดั โดยอนุมตั ิของรัฐมนตรีฯ ในการออกประกาศกําหนดมาตรการอนุรักษตางๆ ท้ังเร่ืองลักษณะของเครื่องมือประมง ระยะท่ีตั้งของเครื่องมือประจําที่ และการหามใชเครื่องมือบางประเภทในฤดูกาลท่ีสัตวน้ําวางไข เปนตน (ดูหนา 193-196) กระบวนการกําหนดมาตรการอนุรักษจึงมีลักษณะเปนแบบจากบนสูลางเปนหลัก โดย อปท. และชุมชนทองถ่ินไมไดมีสวนรวมในการตัดสินใจ ดังไดกลาวมาแลววา มีอปท. ในหลายพ้ืนท่ีซ่ึงตั้งอยูในพื้นที่ชายฝงทะเล ไดออกขอบัญญัติทองถิ่นท่ีกําหนดมาตรการอนุรักษทรัพยากรทางทะเลในเขตพื้นท่ีของตนเพ่ือใหชุมชนสามารถใชประโยชนจากทรัพยากรไดอยางยั่งยืน

300 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือสง่ เสรมิ ประสิทธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.300 การปฏิรูปกฎหมายเพ่อื สง เสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวตั กรรม การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.แตใ นปจ จบุ นั ยงั เปนทีถ่ กเถียงกนั ในทางนติ ศิ าสตรวา อปท. จะมอี าํ นาจตราขอบญั ญัติทองถ่ินในลักษณะนี้ไดหรือไม ในเมื่อกฎหมายเฉพาะ ซึ่งในที่นี้ไดแก พระราชบัญญัติการประมงฯ มิไดบัญญัติใหอํานาจดังกลาวไว จึงเปนการสมควรท่ีจะแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 32 แหงพระราชบัญญัติการประมงฯ เพื่อเปดชองให อปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติทองถิ่นเพื่อกําหนดมาตรการอนุรักษทรัพยากรทางทะเลใหสอดคลอ งกับสภาพปญหาและความจําเปน ของชมุ ชนทองถนิ่ ได ขอเสนอแนะเพ่ือแกไขพระราชบัญญตั กิ ารประมง พ.ศ. 2490 1) แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 32 เพื่อใหอํานาจแก อปท. โดยอนุมัติของรัฐมนตรีฯ มีอํานาจออก ขอบัญญัติทองถิ่นเพ่ือกําหนดมาตรการอนุรักษตางๆ ตามมาตราน้ี เชน หามมิใหใช เครื่องมือประมงบางชนิด กําหนดตาและระยะชองของเคร่ืองมือ และกําหนดหามใช เครอ่ื งมอื บางประเภทในฤดทู ีส่ ัตวนํา้ วางไข เปนตน 2) แกไขเพ่มิ เตมิ มาตรา 7 เพือ่ ให อปท. มีสวนรวมในกระบวนการประกาศกําหนดที่จับสัตวน้ํา เปนท่ีรักษาพืชพันธุ และท่ีอนุญาต โดยกําหนดใหการประกาศที่รักษาพืชพันธุ และท่ี อนุญาต ตองไดรับความเห็นชอบจาก อปท. รวมทั้งตองมีการใหขอมูลชี้แจง และรับฟง ความคิดเห็นจากราษฎร ในพื้นท่ีซึ่งท่ีจับสัตวนํ้านั้นตั้งอยู ซ่ึงจะทําใหมีการกระจายอํานาจ และเปดใหประชาชนมีสวนรวมในการจัดการและการเขาถึงทรัพยากรตามหลักการของ รฐั ธรรมนูญฯ 3) ออกประกาศกระทรวงแตงต้ังใหผูบริหารและบุคลากรของ อปท. เปนพนักงานเจาหนาที่ ตามพระราชบัญญัตกิ ารประมง8.6 การกระจายอาํ นาจการจัดการทรพั ยากรน้าํ แผนการกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติการฯ ฉบับท่ี 1 และฉบับที่ 2 รวมตลอดถึงรางแผนยุทธศาสตรการกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2555-2559) กําหนดให อปท.มีหนาท่ีจัดหาน้ําเพ่ืออุปโภคบริโภคและการเกษตรใหเพียงพอกับความตองการขั้นพื้นฐานของประชาชนในพ้ืนท่ีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และกําหนดใหหนวยงานที่มีอํานาจหนาที่ในการพัฒนาแหลงน้ําและจัดการนํ้าถายโอนภารกิจดานการกอสรางและบํารุงรักษาแหลงนํ้าขนาดเล็ก (แหลงน้ําท่ีมีปริมาตรเก็บกักนอยกวา 2 ลานลูกบาศกเมตร) ใหแก อปท. ฉะน้ัน นับต้ังแต พ.ศ. 2545 เปนตนมา หนวยงานตางๆ ที่สําคัญไดแก กรมชลประทาน กรมทรัพยากรนํ้า กรมพัฒนาท่ีดิน กรมทรัพยากรนํ้าบาดาล และส.ป.ก. ไดถายโอนทรัพยสินเปนจํานวนมากท่ีเปนแหลงนํ้าขนาดเล็กใหแก อปท. ท้ังท่ีเปนหนองนํ้า อางเก็บน้ํา ฝายนํ้าลน ระบบสงนํ้า คลองและคูน้ํา บอน้ําบาดาล รวมท้ังสวนควบ และเครื่องมืออุปกรณ เชนอาคารประกอบและเครอื่ งสบู น้าํ ฯลฯ การถายโอนทรัพยสินและภารกิจในชวงทศวรรษท่ีผานมาเปนไปอยางรวดเร็วตามนโยบายการกระจายอาํ นาจของรฐั โดยไมไ ดเตรยี มความพรอ มและจดั สรรงบประมาณให อปท. เพื่อรองรบั การดําเนินภารกิจดังกลาวไดอยางเพียงพอ อปท. เปนจํานวนมากไมมีงบประมาณและบุคลากรที่มีความรูเชิง

บทท่ี 8: บทวเิ คราะห์ 301บทที่ 8 301บทวิเคราะหเทคนิคท่จี ะบาํ รงุ รักษาซอมแซมแหลง น้ําหรือบอบาดาลที่ไดรับการถายโอน โดยเฉพาะ อปท. ขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งไมมีงบประมาณเพียงพอที่จะขุดลอกหนองนํ้า อางเก็บน้ํา ซอมแซมฝายที่พังชํารุดเสียหาย หรือซอมแซมบอนาํ้ บาดาล ทาํ ให อปท. ตอ งจดั ทาํ โครงการเพ่อื ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหนวยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา และกรมพัฒนาท่ีดิน ท้ังในเรื่องการกอสรางแหลงนาํ้ ขนาดเล็กเพ่อื สนองตอบความตอ งการของประชาชน และการซอ มแซมบาํ รุงรักษาแหลงนํ้า ในขณะที่หนวยงานตางๆ ท่ีไดถายโอนทรัพยสินและภารกิจใหแก อปท. ไปแลวก็ไมสามารถขอต้ังงบประมาณเพ่ือการซอมแซมบํารุงรักษาแหลงนํ้าเหลานั้นไดอีกตอไป สงผลใหแหลงนํ้าและทรัพยสินตางๆ ที่ถายโอนใหแก อปท. ตกอยูในภาวะทรุดโทรม ซ่ึงหากไมมีการแกไขปญหา ก็จะกอใหเกิดความเสยี หายมหาศาลแกส ว นรวม ปญหาและอุปสรรคในการถายโอนภารกิจดานการจัดการทรัพยากรนํ้าใหแก อปท. จึงเปนปญหาในเชิงการบริหารจัดการกระบวนการกระจายอํานาจมากกวาที่จะเปนปญหาในเชิงกฎหมาย หากอปท. ไดรบั การจัดสรรงบประมาณเพือ่ ดําเนนิ ภารกิจดานนํ้าอยา งเพยี งพอ กน็ าจะชว ยแกปญ หาไปไดในระดับหนึ่ง เนื่องจาก อปท. สามารถจัดซื้อจัดจางเอกชนมาดําเนินการในกิจกรรมที่ตนไมสามารถดําเนนิ การไดดวยตนเอง เชน การเปา ลา งบอ บาดาล หรอื การซอมบาํ รงุ เครื่องสูบนา้ํ แบบบอลกึ เปนตน อยางไรก็ดี ดูเหมือนวาหนวยงานท่ีเก่ียวของก็เขาใจถึงปญหาที่เกิดขึ้นและไดมีความพยายามที่จะแกไขปญหาน้ี ดังจะเห็นไดจากรางแผนปฏิบัติการกําหนดข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งกําหนดใหสวนราชการที่เก่ียวของติดตามผลหลังการถายโอน ชวยเหลือสนับสนุน ใหคําแนะนํา และคําปรึกษาทางเทคนิคแก อปท.เตรียมความพรอมใหแกบ คุ ลากรของ อปท. โดยจัดทําหลักสูตรและฝกอบรมให จัดทําแผนพัฒนาแหลงน้ําของ อปท. ระยะยาว 5 ปเสนอตอคณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ (กกถ.) เพื่อให กกถ. พิจารณาจัดลําดับความจําเปนเรงดวนและจัดสรรงบประมาณใหแก อปท. กําหนดใหมีกลไกบริหารจัดการภารกิจกอสรางและดแู ลรกั ษาแหลง น้าํ ภายใน กกถ. เพื่อทําหนาท่ีกลั่นกรองขอเสนอของสวนราชการ บูรณาการการบริหารจัดการและพัฒนาแหลงนํ้าของ อปท. รวมทั้งแกไขปญหาอุปสรรคในการถายโอนภารกิจใหแก อปท.นอกจากน้ี คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารแผนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถน่ิ ยงั ไดม ีหนังสือขอความรวมมอื จากหนวยงานตา งๆ ทถี่ ายโอนภารกิจดานโครงสรางพ้ืนฐานใหแกอปท. ใหรายงานผลการถายโอนภารกิจ เชน บัญชีแหลงน้ําที่ถายโอนให อปท. แลวใหคณะอนุกรรมการฯทราบ เพ่ือท่ีคณะอนุกรรมการฯ จะไดประมวลผลนําเสนอ กกถ. ซึ่งทั้งหมดนี้นาจะเปนขอมูลท่ีเปนประโยชนตอ การพิจารณาดานการจดั สรรงบประมาณใหแก อปท. ขอมูลเชิงประจักษที่ไดจากปญหาการถายโอนภารกิจโครงสรางพ้ืนฐานดานแหลงน้ําใหแกอปท. แสดงใหเห็นวา ในกระบวนการกระจายอํานาจและการกําหนดขั้นตอนการถายโอนภารกิจ เราจําเปนตองจําแนก อปท. ออกเปน อปท. ที่มีความพรอมและ อปท. ที่ตองเตรียมความพรอม เพื่อใหอปท. สามารถปฏิบัตภิ ารกิจทไ่ี ดรับการถา ยโอนไดอ ยา งมคี ณุ ภาพ แทนทจี่ ะถายโอนภารกิจใหทุก อปท.เหมือนกันและเทากันหมดอยางท่ีผานมา ท้ังๆ ท่ีบาง อปท. โดยเฉพาะ อปท. ขนาดเล็กและขนาดกลางไมสามารถแบกรบั ภารกจิ ทถ่ี ายโอนมาอยา งมากมายไดภ ายใตง บประมาณทไ่ี ดรบั การจัดสรรอยางจาํ กัด

302 การปฏิรปู กฎหมายเพอื่ ส่งเสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.302 การปฏริ ูปกฎหมายเพ่อื สง เสรมิ ประสทิ ธภิ าพและนวัตกรรม การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท. เน่ืองจากการจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวมไมอาจจะยึดตามเขตการปกครองของ อปท. แตจะตองบูรณาการความรวมมือของ อปท. ต้ังแตตนนํ้า กลางนํ้า ถึงปลายน้ํา การจัดทํารางพระราชบญั ญตั ิทรพั ยากรนา้ํ ที่กาํ หนดโครงสรางการบรหิ ารจดั การนํา้ โดยยึดลมุ นาํ้ เปนหลักจึงเปนเร่ืองท่ียังคงตองดําเนินการตอไป ซ่ึงหมายความวาจะตองมีการพัฒนากลไกบริหารจัดการนํ้าอยางบูรณาการในระดับ 25 ลุมนํ้าหลัก 254 ลุมนํ้าสาขา และอีกกวา 5,000 ลุมนํ้ายอย โดยใหผูใชน้ําและผูมีสวนไดเสียตลอดลุมน้ํามีสวนรวม มีขอมูลเชิงประจักษทั้งจากการศึกษาครั้งน้ีและงานศึกษาอื่นๆ อีกมากมายที่ช้ีใหเห็นวา ความเขมแข็งของกลุมผูใชนํ้าเปนกลไกสําคัญตอการบริหารจัดการน้ําและการแกไขปญหาความขดั แยงเรื่องนํา้ ไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ อยางไรก็ดี การสรางกลไกการบริหารจัดการลุมน้ําแบบบบูรณาการเปนหลักการท่ีดีแตเปนภารกิจท่ียากจะบรรลุผลหากหนวยงานท่ีเก่ียวของมิไดใหความสําคัญแกเร่ืองนี้อยางจริงจัง อปท. จะมีบทบาทสําคัญในกลไกการบริหารจัดการนํ้าในทุกระดับลงไปถึงลุมนํ้าสาขาและลุมนํ้ายอย เน่ืองจากอปท. เปนหนวยงานทีใ่ กลชิดกับปญหาของชุมชนมากที่สุด และมีศักยภาพสูงในการจัดการปญหาความขัดแยงเร่ืองน้ําซึ่งหลาย อปท. ทําหนาท่ีนี้ไดเปนอยางดีอยูแลวในปจจุบัน ในชวงสองทศวรรษท่ีผานมาความพยายามในการพัฒนากลไกในระดับลุมน้ําตางๆ ยังมีความกาวหนานอย เนื่องจากขาดการสนับสนุนทั้งดานการเมืองและงบประมาณ สมควรที่หนวยงานท่ีเก่ียวของ โดยเฉพาะกรมทรัพยากรนํ้าจะตองใหความสําคัญมากข้ึนแกเร่ืองการจัดทําแผนแมบทลุมน้ํา สงเสริมความเขมแข็งของกลุมผูใชน้ําและเครือขายอนุรักษลุมนํ้า รวมท้ัง อปท. เพื่อใหการมีสวนรวมของทุกภาคสวนในการบริหารจัดการนํ้าอยางบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) เปนจริงขึ้นมาได ท่ีกลาวมาน้ีเปนภารกิจที่กรมทรัพยากรนํ้าก็ดําเนินการอยูแลวในชวงหลายปท่ีผานมา แตการสนับสนุนดานงบประมาณแกการดําเนินงานของคณะกรรมการลุมน้ําและคณะทํางานลุมน้ําสาขายังมีนอยและขาดความตอเนื่อง จึงควรปรับปรุงโดยกําหนดใหงานพัฒนาเครือขายการจัดการลุมน้ําเปนงานท่ีมีความสําคญั ลาํ ดับตน แทนที่จะกระจายทรพั ยากรออกไปในดานการกอสรา งแหลงนาํ้ ซึ่งมีหนวยงานอ่ืนๆหลายหนว ยงานรบั ผิดชอบอยูแ ลว ขอเสนอแนะเกย่ี วกบั การปรบั ปรงุ กระบวนการถา ยโอนภารกิจดา นน้ําใหแก อปท. เนื่องจากการถายโอนภารกิจดานนํ้าใหแก อปท. ในชวงท่ีผานมาสวนใหญเปนการถายโอนโครงสรางพ้ืนฐานท่ีเปนแหลงน้ําให อปท. กอสรางและบํารุงรักษา (ในกรณีท่ีเปนแหลงนํ้าขนาดเล็กและบอบาดาลที่หนวยงานขุดเจาะไวแตเดิม) ปญหาท่ีเกิดข้ึนจึงเปนเรื่องของการบริหารจัดการขั้นตอนการถายโอนภารกิจและการจัดสรรงบประมาณให อปท. สามารถปฏิบัติภารกิจท่ีไดรับการถายโอนไดมากกวาที่จะเปนปญหาเชิงกฎหมาย ขอเสนอแนะในที่นี้จึงเปนไปในดานการปรับปรุงการบริหารจัดการดังนี้ 1) กกถ. ควรจําแนก อปท. ออกเปน อปท. ที่มีความพรอม และ อปท. ท่ีตองเตรียมความ พรอม เพื่อกําหนดข้ันตอนการถายโอนภารกิจท่ีแตกตางกัน แทนท่ีจะถายโอนภารกิจ ทั้งหมดใหทุก อปท. เหมือนกันหมด ท้ังๆ ท่มี ี อปท. ขนาดกลางและขนาดเล็กจํานวนมาก

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 303บทท่ี 8 303บทวเิ คราะห โดยเฉพาะ อปท. ท่ีอยูในพื้นท่ีหางไกล ที่ยังตองการสนับสนุนดานวิชาการ การพัฒนา ศักยภาพ และงบประมาณ เพื่อใหสามารถบํารุงรักษาแหลงนํ้าที่ไดรับการถายโอน ในระยะ ยาว อาจตอ งพิจารณาควบรวม อปท. ขนาดเล็กเขาดวยกัน เพ่ือใหค มุ คาแกคาใชจายในการ บรหิ ารจดั การและการจดั บรกิ ารสาธารณะดา นนาํ้ 2) หนวยงานสวนกลางผูถายโอนภารกิจควรติดตามผลการถายโอนภารกิจและจัดทําบัญชี ทรัพยส ินทถ่ี ายโอนใหแตละ อปท. พรอ มงบประมาณทีต่ อ งใชใ นการดูแลรกั ษาและซอมแซม แหลงน้ํา เพือ่ ให กกถ. ใชเปนขอมูลในการจัดสรรงบประมาณใหแก อปท. 3) อปท. ตองจดั ทาํ ทะเบียนแหลงน้ําขนาดเล็กในพื้นท่ี เพื่อเปนฐานขอมูลในการบริหารจัดการ แหลงนาํ้ การทาํ แผนพฒั นาแหลงนํา้ และการจัดสรรงบประมาณของ กกถ. 4) หนว ยงานผถู า ยโอนภารกิจควรทําหนา ที่เปน พเ่ี ล้ยี งให อปท. จัดทําแผนพัฒนาแหลงนํ้าราย ปใหแก อปท. รวมทั้งการสํารวจและออกแบบ และสงแบบสํารวจพรอมวงเงินงบประมาณที่ ตองใชใหแ ก กกถ. เพือ่ เปนขอมูลในการจดั สรรงบประมาณ 5) เพื่อปองกันมิใหแหลงนํ้าและทรัพยสินที่ถายโอนตองประสบกับภาวะชํารุดทรุดโทรมลงไป มากกวาที่เปนอยูในระหวางท่ี อปท. หลายแหงยังขาดความพรอมดานงบประมาณและ บุคลากรในการบํารุงรักษาแหลงน้ํา กกถ. และสํานักงบประมาณควรเปดใหสวนราชการผู ถายโอนต้ังงบประมาณเพ่ือการซอมแซมได รวมท้ังจัดสรรงบประมาณใหสวนราชการ สามารถเปนพ่ีเลี้ยงและจัดฝก อบรมใหแ ก อปท. ไดอยางตอ เนอื่ ง 6) อบจ. ควรพัฒนาบทบาทของตนเองในดานการบริหารจัดการนํ้าใหชัดเจนตามที่กําหนดไว ในรางแผนยุทธศาสตรการกระจายอํานาจและรางแผนปฏิบัติการฯ ฉบับท่ี 3 กลาวคือ อํานวยการในการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาแหลงนํ้าทั้งจังหวัดรวมกับสวนราชการ และ อปท. ในจงั หวัด รวมทงั้ จัดหานาํ้ บริหารจัดการ และบํารุงรักษาแหลงนํ้าท่ีประชาชนใช ประโยชนร ว มกันในพน้ื ทีท่ ่คี าบเก่ยี ว 2 อปท. ขน้ึ ไป 7) กกถ. ควรนําแผนพฒั นาแหลงนาํ้ ของ อปท. ทเี่ สนอผานคณะกรรมการลุม นํ้ามาใชประโยชน และเปนแนวทางในการจดั สรรงบประมาณใหแ ก อปท. 8) กรมทรัพยากรน้ํา และกรมชลประทาน ควรจัดสรรทรัพยากรมากข้ึนใหแกการสรางความ เขมแขง็ แกก ลุม ผูใชนา้ํ และเครือขายอนุรกั ษล มุ น้ํา รวมท้งั อปท.8.7 บทสรปุ และขอเสนอแนะ แมวาจะเปนที่ประจักษชัดเจนวา การกระจายอํานาจใหแก อปท. ในชวงกวาทศวรรษที่ผานมาไดสงผลดีตอการเขาถึงบริการสาธารณะของประชาชนไดอยางท่ัวถึงมากขึ้น อปท. มีสวนชวยใหประชาชนมีคุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น และสามารถตอบสนองและแกไขปญหาใหแกราษฎรไดดีและทันทวงทีมากกวาหนวยงานของราชการสวนกลางและสวนภูมิภาค การกระจายอํานาจในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาตใิ หแ ก อปท. ก็นา จะสง ผลในทํานองเดียวกัน แตการพัฒนาศักยภาพและความพรอมของ อปท. จะเปนไปไดและมีความรวดเร็วเพียงใด ก็ข้ึนอยูกับการกระจายงบประมาณและบุคลากรให

304 การปฏิรปู กฎหมายเพือ่ ส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวัตกรรมการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.304 การปฏิรปู กฎหมายเพอ่ื สง เสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรม การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ทองถิ่น รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เปนอุปสรรคตอการดําเนินภารกิจของ อปท.ขออางท่ีมักถูกหยิบยกข้ึนมาในการไมกระจายอํานาจ เชน อปท. ยังไมมีความพรอม หรือ อปท. ทุจริตคอรัปช่ัน ไมอาจจะปฏิเสธความจริงที่วา การกระจายอํานาจใหแก อปท. เปนกลไกสําคัญท่ีจะนําไปสูการแกไ ขปญ หาความไมเปน ธรรมในการเขาถงึ ทรพั ยากร ในปจจุบัน หลาย อปท. ไดริเริ่มจัดทําขอบัญญัติทองถิ่นของตนเองเพ่ือใชในการอนุรักษและควบคุมการใชป ระโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของตน ปรากฏการณเชนนี้มีแนวโนมท่ีจะขยายเพ่ิมมากขึ้นเร่ือยๆ ซึ่งแสดงใหเห็นถึงศักยภาพและความพรอมของ อปท. ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะท่ีกลไกการบริหารจัดการของราชการสวนกลางและสวนภูมิภาคยังขาดประสทิ ธภิ าพในการสนองตอบตอ การแกไ ขปญ หาของชมุ ชน ปญหาและอุปสรรคสําคัญอันหน่ึงในดานการบริหารจัดการของ อปท. ก็คือ การจัดสรรงบประมาณใหแ ก อปท. ท่ียงั ไมเพยี งพอตอการรองรับภารกิจที่มีอยูมากมาย บาง อปท. เชน อบต. ปางหินฝน อําเภอแมแจม จังหวัดเชียงใหม มีพื้นท่คี วามรับผิดชอบ 154,035 ไร ซ่ึงถือเปน อปท. ท่ีมีพื้นท่ีมากเปน อนั ดับ 5 ในอาํ เภอแมแ จม มี 14 หมบู า น บางหมบู านแบง ออกเปน อีกหลายหยอมบาน แตไดรับงบประมาณรวมเงินอุดหนุนและเงินรายไดเพียงประมาณ 20 ลานบาท (รวมรายไดจากภาษีโรงเรือนที่จัดเก็บเองไดเพียง 5,000 บาท) มีงบพฒั นาเหลือเพยี งปละไมถึง 1 ลานบาท ซ่ึงแสดงใหเห็นวา อปท. ท่ีอยูในพ้ืนท่ีปา และอยูในพ้ืนที่หางไกลยังตองการการสนับสนุนจากรัฐบาลอีกมาก รวมทั้งควรไดรับการจัดสรรงบประมาณในการอนุรกั ษแ ละฟนฟทู รัพยากรธรรมชาติเพม่ิ มากข้ึนดว ย อยางไรก็ดี อปท. เปนจํานวนมากยังขาดกลไกการทํางานที่เช่ือมตนเองเขากับชุมชน การปรับโครงสรางของ อปท. จากสถานะ อบต. ข้ึนเปนเทศบาลตําบล ย่ิงทําใหความเช่ือมตอระหวาง อปท. กับชุมชนในหลายๆ พื้นท่ีมีความหางเหินมากขึ้น เนื่องจากขาดตัวแทนจากหมูบานเขาไปเปนสมาชิกเทศบาลตําบล ในพ้ืนท่ีสวนใหญของภาคเหนือที่คณะผูวิจัยไดสัมผัส กํานัน ผูใหญบานมีบทบาทสําคัญมากในระดบั ชมุ ชน แตก ํานันผใู หญบานถือวาเปนหนวยท่ีอยูภายใตสายบังคับบัญชาของนายอําเภอและผูวาราชการจังหวัดซึ่งเปนราชการสวนภูมิภาค ในบางพ้ืนท่ีที่ อปท. และกํานันผูใหญบานประสานการทํางานกัน การทํางานเพ่ือชุมชนก็ดําเนินไปดวยดี แตในหลายพ้ืนที่การทํางานของกํานันผูใหญบานก็อาจจะไมเปนไปในทิศทางเดียวกันกับ อปท. ปญหาตางๆ เหลานี้นาจะนําไปสูการอภิปรายถึงความเปน ไปไดในการปรับโครงสรา ง อปท. ใหสามารถเช่ือมโยงการทาํ งานเขากับชมุ ชนใหมากขน้ึ แมวาในปจจุบันยังไมมีการตรากฎหมายเพื่อรองรับการกระจายอํานาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหแก อปท. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ และการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายท่ีเกี่ยวของยังมีความกาวหนานอยมาก แตผลการศึกษาตามโครงการน้ีช้ีใหเห็นวา ภายใตกฎระเบียบท่ีเปนอยูในปจจุบัน อปท. สามารถมีสวนรวมในกระบวนการจัดการและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งสามารถปกปองผลประโยชนและปองกันผลกระทบที่จะเกิดแกชุมชนจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบรวมศูนยไดในระดับหน่ึง ปรากฏการณความขัดแยงท่ีเกิดข้ึนในบางพื้นท่ีมีสาเหตุสวนหน่ึงมาจากความแปลกแยกระหวางชุมชนกับ อปท. มากกวาจากปญหาเรื่องการกระจายอํานาจ หาก อปท. ไมสามารถเชื่อมตอการทํางานของตนใหเขากับชุมชน การใชอํานาจตามกฎหมาย

บทท่ี 8: บทวิเคราะห์ 305บทที่ 8 305บทวิเคราะหของ อปท. อาจกลับกลายเปนการกอใหเกิดความขัดแยงขึ้นในชุมชนเสียเอง ดังตัวอยางที่เห็นไดจากการใหความเห็นชอบของ อปท. แกการออกประทานบัตรทําเหมืองแรในบางพ้ืนท่ี นอกจากนี้ การสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับกฎหมายใหแก อปท. เพื่อให อปท. สามารถใชกฎหมายท่ีมีอยูใหเกิดประโยชนอ ยา งเตม็ ท่ี จะชวยเสริมสรางศักยภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาตใิ หแก อปท. โครงการวิจัยนี้ไดศึกษาทบทวนกฎหมายที่เก่ียวของกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เปนปาไม ที่ดนิ แร ทรพั ยากรทางทะเล และทรัพยากรนา้ํ ประกอบกับการศึกษาวจิ ัยภาคสนามในภมู ิภาคตางๆของประเทศ ทําใหทราบถึงระดับของการกระจายอํานาจการบริหารจัดการใหแก อปท. ในทรัพยากรแตละประเภท ปญหา อุปสรรค และขอขัดของทางกฎหมายทั้งในระดับพระราชบัญญัติ กฎระเบียบ และคําส่ังตางๆ รวมท้ังปญหาและอุปสรรคในเชิงบริหารจัดการข้ันตอนการถายโอนภารกิจในกรณีของการถายโอนภารกิจดานน้ํา โดยไดวิเคราะหและจัดทําขอเสนอแนะดานการแกไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบท่ีเกี่ยวของ รวมท้ังขอเสนอแนะดานการบริหารจัดการข้ันตอนการถายโอนภารกิจไวแลวในบทนี้ ในทน่ี ี้จึงขอสรปุ ขอเสนอแนะตางๆ ไวตามตารางตอไปนี้ตารางที่ 17 ขอ เสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายดา นการจัดการทรัพยากรปาไมขอเสนอแนะ การแกไ ขกฎหมายและกฎระเบียบทเ่ี ก่ียวของ1) กระจายอํานาจให อปท. มี แกไ ขเพิม่ เตมิ บทบัญญตั ิทเี่ กี่ยวขอ งดงั ตอไปน้ีสวนรวมในการตดิ ตามและ  พ.ร.บ.ปา สงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507ประเมนิ ผลการดําเนนิ งาน  มาตรา 4 เพม่ิ เติมนิยาม “องคก รปกครองสวนทอ งถนิ่ ” และ “เจา พนักงานดา นปาชุมชน และมอี ํานาจ ทองถ่ิน”ออกขอบญั ญัติทองถิน่ เพอ่ื  เพมิ่ มาตรา 19 ทวิ เพือ่ ใหอ าํ นาจเจาพนักงานทองถิ่นในการกระทําการเพ่ือกาํ หนดกติกาการอนุรักษ ควบคุมดแู ล บํารุงรกั ษา และใชป ระโยชนอ ยางยัง่ ยืนในเขตปาสงวนแหงชาตไิ ดจดั การ และการใชป ระโยชน โดยไดรับอนุญาตจากอธิบดี รวมทั้งให อปท. มอี าํ นาจออกขอ บญั ญตั ทิ อ งถน่ิจากทรพั ยากรปาไมอ ยา ง โดยชุมชนมสี วนรวมเพอื่ กาํ หนดหลักเกณฑและเง่ือนไขเกีย่ วกบั การอนรุ กั ษและย่งั ยืน รว มกบั ชุมชน ใชประโยชนจ ากทรัพยากรธรรมชาติอยา งย่ังยืนในเขตปา สงวนแหง ชาติได  พ.ร.บ.อทุ ยานแหงชาติ พ.ศ. 2504  มาตรา 4 เพิม่ เตมิ นยิ าม “องคกรปกครองสว นทองถิ่น” และ “เจา พนกั งาน ทองถนิ่ ”  เพมิ่ มาตรา 19 ทวิ เพื่อใหอ าํ นาจเจา พนักงานทองถิน่ ในการปฏบิ ัตกิ ารเพ่อื ประโยชนใ นการคมุ ครอง ดแู ลรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ และการใชประโยชน จากทรพั ยากรธรรมชาติอยางย่ังยนื ในเขตอุทยานแหง ชาติได ตามระเบียบที่ อธิบดกี ําหนด รวมท้ังให อปท. มอี ํานาจออกขอบญั ญัติทอ งถิ่นโดยชุมชนมี สวนรว มเพ่อื กาํ หนดหลักเกณฑและเงื่อนไขเก่ียวกับการอนรุ ักษแ ละใช ประโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติอยา งยั่งยนื ในเขตอทุ ยานแหง ชาตไิ ด  พ.ร.บ.สงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535  มาตรา 4 เพิ่มเติมนยิ าม “องคก รปกครองสว นทอ งถิน่ ” และ “เจาพนักงาน ทองถิน่ ”

306 การปฏิรปู กฎหมายเพ่ือส่งเสริมประสทิ ธภิ าพและนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.306 การปฏิรปู กฎหมายเพอื่ สง เสรมิ ประสิทธภิ าพและนวัตกรรม การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ขอเสนอแนะ การแกไ ขกฎหมายและกฎระเบยี บท่เี กีย่ วของ  เพ่ิมมาตรา 38 ทวิ เพ่อื กาํ หนดใหเจา พนักงานทองถิ่นมอี ํานาจกระทาํ อยางใด อยา งหน่ึงในเขตรกั ษาพนั ธุสตั วป าเพื่อประโยชนในการคุมครอง บํารุงรกั ษา และใชประโยชนจ ากทรพั ยากรธรรมชาติอยางยง่ั ยืนได (ไมรวมถึงการอนุรกั ษ และจัดการสัตวปาสงวนและสตั วป าคมุ ครอง) รวมทั้งให อปท. มีอาํ นาจออก ขอบัญญตั ิทองถ่ินโดยประชาชนมสี ว นรว มเพ่อื กําหนดหลักเกณฑและเง่ือนไข เกีย่ วกบั การอนุรกั ษแ ละใชประโยชนอยา งยั่งยืนในเขตรกั ษาพันธสุ ตั วปาได2) ถายโอนงบประมาณให -อปท. สามารถดําเนินภารกจิดานการอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาติและการจดั การไฟปา3) เปด ให อปท. และชุมชนเขา  เพม่ิ ขอกําหนดให อปท. และชุมชนเขา มามีสว นรว มในกระบวนการออกมามีสวนรว มในการกําหนด กฎกระทรวงกําหนดพื้นท่ีปาสงวนแหงชาติ และการออกพระราชกฤษฎกี าแนวเขตพ้ืนทป่ี าสงวนและ กาํ หนดเขตอุทยานแหงชาติ และเขตรักษาพันธุส ัตวป า โดยแกไ ขเพมิ่ เตมิพืน้ ท่ปี า อนรุ กั ษ บทบัญญัติดังตอไปนี้  แกไขเพิ่มเตมิ มาตรา 6 แหง พ.ร.บ.ปา สงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 โดยเพม่ิ วรรคสอง เพอื่ กําหนดใหก ารออกกฎกระทรวงโดยรฐั มนตรีฯ ตามวรรคหน่ึง ตองไดร ับความเหน็ ชอบหรืออยางนอยตองสอบถามความคดิ เห็นจาก อปท. และจะตอ งจัดประชุมเพื่อชีแ้ จงและรบั ฟง ความคดิ เหน็ จากราษฎร  แกไขเพม่ิ เติมมาตรา 6 แหง พ.ร.บ.อุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 โดยเพมิ่ เตมิ วรรคสาม เพ่ือกําหนดใหก ารออกพระราชกฤษฎีกาโดยรฐั บาลตามวรรคหนง่ึ ตองไดร ับความเหน็ ชอบหรอื อยางนอ ยตองสอบถามความคิดเห็นจาก อปท. และจะตองจัดประชมุ เพอ่ื ชแ้ี จงและรบั ฟงความคดิ เห็นจากราษฎร  แกไขเพมิ่ เติมมาตรา 33 แหง พ.ร.บ.สงวนและคมุ ครองสตั วปา พ.ศ. 2535 โดยเพ่ิมเติมวรรคสาม เพอ่ื กาํ หนดใหการออกพระราชกฤษฎกี าโดย คณะรัฐมนตรีตามวรรคหนง่ึ ตอ งไดรับความเห็นชอบหรืออยางนอ ยตอง สอบถามความคดิ เหน็ จาก อปท. และจะตอ งจัดประชมุ เพ่ือชี้แจงและรับฟง ความคิดเหน็ จากราษฎร  ออกระเบยี บกรมปาไม และระเบียบกรมอุทยานฯ กาํ หนดวธิ ีการและขนั้ ตอน ปฏิบตั ใิ นการออกกฎกระทรวง หรอื พระราชกฤษฎกี า โดยใหม ีขอ กาํ หนด เกี่ยวกับการมีสวนรว ม การปรกึ ษาหารอื และการรับฟงความคิดเหน็ จาก อปท. และชมุ ชนมาตรา 6 แหง พ.ร.บ.ปาสงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6 แหง พ.ร.บ.อุทยานแหง ชาติ พ.ศ. 2504 และ มาตรา 33 แหง พ.ร.บ.สงวนและ คมุ ครองสัตวป า พ.ศ. 2535

บทท่ี 8: บทวิเคราะห์ 307บทที่ 8 307บทวิเคราะหขอเสนอแนะ การแกไขกฎหมายและกฎระเบยี บทเี่ ก่ียวของ4) ให อปท. มีสวนรวมใน  ออกระเบียบกรมปา ไม เพ่อื กาํ หนดให อปท. และราษฎรเขามามสี ว นรวมในการ กระบวนการพิสูจนสทิ ธิทํา กระบวนการพิสูจนสิทธขิ องราษฎร ในกรณที ีท่ ี่ดินตั้งอยใู นเขตปาสงวนแหงชาติ กนิ ของราษฎรในพื้นทป่ี า ไม  ออกระเบยี บกรมอุทยานฯ เพื่อกาํ หนดให อปท. และราษฎรเขามามีสวนรวมใน เพ่ือใหเ กดิ ความรวดเร็วและ การกระบวนการพิสูจนสิทธขิ องราษฎร ในกรณที ่ที ่ีดินต้ังอยูในเขตอุทยาน ความเปน ธรรมมากยงิ่ ขนึ้ แหง ชาติ หรอื เขตรกั ษาพนั ธุสตั วปา  ให อปท. ชว ยติดตามตรวจสอบการใชที่ดนิ และคณุ สมบตั ิของผูถือครองที่ดิน ส.ป.ก. รายแปลงตารางที่ 18 ขอเสนอแนะการปรบั ปรุงกฎหมายดา นการจัดการทรพั ยากรทด่ี นิ ขอ เสนอแนะ การแกไ ขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกย่ี วของ1) จดั สรรงบประมาณให อปท. สามารถดําเนิน -ภารกจิ ท่ไี ดร บั การถายโอนดานการบาํ รงุ รกั ษาและดูแลโครงสรางพ้ืนฐานและสาธารณูปโภค(เชน ถนน สระน้ํา ฯลฯ) และการอนุรกั ษฟนฟูทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอ มในเขตปฏิรูปทด่ี นิ และนคิ มสหกรณ2) ให อปท. มีสว นรวมและมบี ทบาทชัดเจนใน  แกไขเพม่ิ เตมิ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการกระบวนการสอบสวนการบกุ รุกทีด่ นิ ของรัฐ และ สอบสวนเกยี่ วกับการบกุ รุกท่ีหรอื ทางสาธารณะประโยชนการแกไ ขปญหาการบุกรุกทีด่ ินของรฐั พ.ศ. 2539 เพอื่ กาํ หนดให อปท. มีบทบาทอยา งชัดเจนใน กระบวนการสอบสวนการบกุ รุกทด่ี ินของรัฐ3) กระจายอํานาจให อปท. มีสว นรวมตดั สินใจใน  จัดทําระเบียบคณะกรรมการจดั ที่ดินแหงชาติฉบับใหม หรือกระบวนการสงวนหวงหา มท่ดี ินของรัฐเพอื่ แกไ ขเพ่มิ เติมระเบยี บคณะกรรมการจัดที่ดินแหง ชาติ ฉบับท่ีประชาชนใชป ระโยชนรวมกนั 9 (พ.ศ. 2529) เพื่อให อปท. มีอํานาจหนาทแ่ี ละมีสว นรว ม ในกระบวนการตัดสินใจวาสมควรจะสงวนหรือหวงหามท่ีดนิ ในเขตพนื้ ทีข่ องตนเพอ่ื ประชาชนใชป ระโยชนร วมกันหรอื ไม4) ให อปท. มีอํานาจออกคําสง่ั ใหเอกชนรอ้ื ถอน  แกไ ขเพม่ิ เติมมาตรา 122 แหง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองทองที่สงิ่ กอสรา งออกจากทสี่ าธารณะได พระพทุ ธศักราช 2457 เพ่ือให อปท. มอี ํานาจออกคาํ สง่ั ให บคุ คลหรือเอกชนท่ีฝาฝน กฎหมายรื้อถอนสิ่งกอ สรา งออกจาก ท่ดี ินสาธารณสมบัติของแผน ดินทปี่ ระชาชนใชประโยชน รวมกันได  แกไขเพ่ิมเตมิ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดแู ล รกั ษาคมุ ครองปอ งกันทด่ี ินอนั เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผนดิน พ.ศ. 2553 เพือ่ ใหสอดคลอ งกับบทแกไ ขเพิม่ เติมมาตรา 122 แหง พ.ร.บ.ลกั ษณะปกครองทองท่ีฯ ตามขอ เสนอแนะขางตน

308 การปฏริ ูปกฎหมายเพ่ือส่งเสริมประสทิ ธภิ าพและนวตั กรรมการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.308 การปฏริ ูปกฎหมายเพือ่ สงเสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรม การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ขอเสนอแนะ การแกไขกฎหมายและกฎระเบยี บท่เี กย่ี วของ5) เพิม่ บทบาทของ อปท. ในการออกหนงั สือ  แกไ ขเพิ่มเติมมาตรา 8 ตรี แหง ประมวลกฎหมายท่ีดนิ เพื่อสาํ คญั สาํ หรับท่ีหลวง จากการเปน เพยี งผชู วย เพม่ิ บทบาทของ อปท. ในกระบวนการออกหนงั สอื สาํ คัญผอู ํานวยความสะดวก และผอู อกคาใชจ าย โดย สาํ หรบั ทหี่ ลวง โดยกําหนดใหตองมหี นงั สือใหค วามเหน็ ชอบใหม ีสว นรว มในการตดั สนิ ใจ และมีบทบาทใน จาก อปท. หรืออยา งนอยตองสอบถามความเห็นจาก อปท.การแกไ ขขอ พิพาทเก่ยี วกับการออกหนงั สือ รวมทง้ั ตอ งจดั ประชุมเพอื่ ช้แี จงและรบั ฟง ความคดิ เหน็ จากสาํ คญั สําหรับที่หลวงทับที่ทาํ กนิ ของราษฎร ราษฎร แทนท่จี ะเปนอํานาจของอธบิ ดีกรมท่ดี ิน (มอบอํานาจ ใหผ วู าราชการจงั หวัด) แตฝ า ยเดยี ว  ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยใหรองรับและสอดคลอ งกับ การแกไ ขเพม่ิ เตมิ มาตรา 8 ตรี ตามขอ เสนอแนะขางตน เพ่ือ กาํ หนดอาํ นาจหนา ที่ให อปท. มสี วนรว มตัดสินใจและมี บทบาทมากข้นึ ในกระบวนการออกหนงั สือสาํ คัญสาํ หรบั ท่ี หลวง6) ให อปท. และชมุ ชนมีสวนรว มตดั สินใจในการ  แกไขเพิ่มเตมิ มาตรา 10 และมาตรา 11 แหง ประมวลจัดหาผลประโยชนจ ากทีด่ ินของรัฐ กฎหมายที่ดนิ ฯ เพอ่ื ใหก ารจดั หาผลประโยชนใ นที่ดินของรัฐ ตองไดร ับความเห็นชอบจาก อปท. และชมุ ชนในพน้ื ที่7) กรมเจา ทาใหการสนบั สนุนแก อปท. อยา ง -จรงิ จงั มากขนึ้ ดังน้ี การพฒั นาบุคลากรของ อปท. โดยเฉพาะการใหความรูเ ชิงเทคนิคดานการพจิ ารณาอนญุ าตสิ่งกอ สรางทรี่ ุกล้าํ ลํานํ้าหรือชายฝงทะเลใหถกู ตองตามหลักเกณฑและคูม อื ที่กรมเจา ทา กําหนด ใหค วามรแู ละชแ้ี จงให อปท. เขาใจเก่ียวกบัอาํ นาจหนา ทีท่ ่ีกรมเจา ทา ไดม อบอํานาจใหอปท. ภายใตพระราชบญั ญัติการเดินเรอื ในนานนํา้ ไทยฯ เชน การแจงความรอ งทุกขกรณมี กี ารบกุ รุกพน้ื ท่ีชายหาดสาธารณะและการปลอ ยมลพิษในพืน้ ที่ริมนํ้าและชายหาดที่อยใู นความรับผดิ ชอบ เปนตน

บทท่ี 8: บทวเิ คราะห์ 309บทที่ 8 309บทวเิ คราะหตารางที่ 19 ขอเสนอแนะการปรับปรงุ กฎหมายดา นการจดั การทรัพยากรแรขอเสนอแนะ การแกไขกฎหมายและกฎระเบยี บทีเ่ กย่ี วของ1) ให อปท. และชุมชนมสี วนรวม  แกไ ขเพมิ่ เตมิ ระเบยี บ กพร. วาดวยการออกประทานบัตร และการตอ อายุ ตัดสนิ ใจในขน้ั ตอนการตออายุ ประทานบัตรฯ พ.ศ. 2547 โดยกาํ หนดใหการตออายุประทานบัตรตองมี ประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร หนงั สอื ใหค วามเห็นชอบจาก อปท. และตอ งมรี ายงานการประชมุ รบั ฟง พ.ศ. 2510 ความคดิ เห็นของประชาชนในหมูบ านซ่ึงเปน ท่ีตงั้ คําขอประทานบตั ร เชน เดยี วกันกับที่กําหนดไวแ ลว สาํ หรับขัน้ ตอนการออกประทานบตั ร2) ลดขอจาํ กัดอาํ นาจของ อปท. ใน  แกไ ขคาํ สัง่ กระทรวงอตุ สาหกรรมที่ 127/2547 เร่อื งแตงตั้งพนักงานการกาํ กบั ดแู ลและติดตาม เจาหนา ทต่ี าม พ.ร.บ.แร พ.ศ. 2547 เพอ่ื ยกเลิกขอจาํ กดั อํานาจของ อปท.ผลกระทบดา นสิ่งแวดลอมจากการ ในการตดิ ตามตรวจสอบการทําเหมืองแร โดยให อปท. มีอาํ นาจออกคําสงั่ทาํ เหมืองแร ใหผูถอื ประทานบตั รแกไข หรือหยุดทําเหมอื งในกรณที ีก่ ารทําเหมือง กอใหเกดิ ผลกระทบรนุ แรงตอส่ิงแวดลอมได3) จัดสรรสวนแบงคา ภาคหลวงแร  แกไ ขเพ่มิ เติมมาตรา 23 แหง พระราชบัญญตั กิ ําหนดแผนและข้นั ตอนการ ใหแก อปท. ในพ้ืนท่ีที่ครอบคลุม กระจายอํานาจใหแกอ งคก รปกครองสว นทองถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อเพม่ิ โดยประทานบัตรใหม ีความเปน สดั สวนสวนแบงคาภาคหลวงแรใหแ ก อปท. ในพ้ืนท่ีประทานบัตร ธรรมมากขึ้น4) กพร. ทบทวนและปรบั ปรุง -กระบวนการถายโอนภารกจิ ดา นการกํากบั ดแู ลส่ิงแวดลอมและมลพิษจากการทาํ เหมืองแร เพื่อใหอปท. สามารถติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบส่ิงแวดลอมของผถู ือประทานบัตร และสามารถเฝาระวังส่งิ แวดลอ มไดอ ยางแทจ ริง5) กระจายอํานาจให อปท. และชุมชน  แกไ ขเพม่ิ เติมมาตรา 9 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี นิ โดยเพ่ิมวรรคสองใหมสี ว นรว มตดั สินใจอนุญาตใหใช ตอ งมหี นงั สือใหความเหน็ ชอบจาก อปท. และมีการประชมุ รบั ฟงความประโยชนในทีด่ ินของรฐั ตาม คิดเห็นของราษฎรกอนการอนุญาตที่กระทําโดยพนักงานเจาหนา ที่ประมวลกฎหมายที่ดนิ (การขดุ ตกั (ผวู าราชการจงั หวัด และอธิบดีกรมท่ีดนิ ) ตามวรรคหนึ่งดินลกู รัง การขุดหรอื ดดู ทราย  แกไ ขเพ่มิ เตมิ มาตรา 12 แหง ประมวลกฎหมายทด่ี ิน โดยเพมิ่ วรรคสามใหฯลฯ) ตอ งมีหนงั สอื ใหความเห็นชอบจาก อปท. และมีการประชุมรับฟงความ คดิ เหน็ ของราษฎรกอนทร่ี ัฐมนตรีฯ จะใหสัมปทานตามวรรคหนงึ่  ออกระเบยี บฯ ใหม หรือแกไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยวา ดวย หลกั เกณฑแ ละวธิ ีการเกย่ี วกบั การอนุญาตตามมาตรา 9 แหงประมวล กฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. 2543 เพ่ือกําหนดใหต อ งมีหนงั สือใหความเหน็ ชอบ จาก อปท. และมกี ารประชุมรับฟง ความคดิ เห็นของราษฎรกอนที่ผวู า ราชการจังหวัดหรืออธิบดีกรมทด่ี ินจะอนุญาตตามมาตรา 9

310 การปฏริ ปู กฎหมายเพ่อื สง่ เสริมประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.310 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือสงเสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรม การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ขอ เสนอแนะ การแกไ ขกฎหมายและกฎระเบยี บทเี่ ก่ียวของ  ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อกาํ หนดหลกั เกณฑและวิธีการเก่ียวกบั การอนญุ าตตามมาตรา 12 แหงประมวลกฎหมายทีด่ ิน เพ่ือใหการให สัมปทานตามมาตรา 12 ตองไดร ับความเห็นชอบจาก อปท. ในพนื้ ที่ และ ตองมกี ารประชมุ รับฟงความคิดเหน็ ของประชาชน6) ให อปท. มีอาํ นาจอนญุ าตใหขดุ  แกไขเพิม่ เติมมาตรา 17 และมาตรา 26 แหง พ.ร.บ.การขดุ ดินและถมดินดิน หรือถมดิน แทนทจ่ี ะมีหนา ที่ พ.ศ. 2543 เพือ่ กาํ หนดใหผปู ระสงคจะขดุ ดิน หรือถมดนิ มีหนา ทตี่ อ งขอเพียงออกใบรับแจง ใหกบั ผูประสงค อนญุ าตจาก อปท. และ อปท. มีอํานาจอนุญาต แทนทีจ่ ะใหผูประกอบการจะขดุ ดนิ หรอื ถมดนิ เทาน้นั มเี พียงหนา ทีแ่ จง และ อปท. มีหนา ทีอ่ อกใบรับแจงดังเชนทีเ่ ปนอยใู น ปจ จบุ ัน7) ให อปท. มีอํานาจออกขอบัญญัติ  แกไ ขเพิ่มเติมมาตรา 7 แหง พ.ร.บ.การขดุ ดนิ และถมดิน พ.ศ. 2543 โดยทองถ่นิ เพอื่ กําหนดให เพิม่ สาระให อปท. มอี ํานาจออกขอบญั ญัติทองถ่ินทก่ี าํ หนดใหผปู ระกอบการตอ งวางเงินประกัน ผูประกอบการตอ งวางเงนิ ประกันความเสียหายที่อาจจะเกดิ ขน้ึ ไดดวยความเสยี หายที่อาจจะเกดิ ขนึ้ ได8) กระจายอํานาจให อปท. สามารถ  แกไขระเบยี บกระทรวงมหาดไทยวาดว ยการขุดลอกแหลงนาํ้ขดุ ลอกแหลงนาํ้ สาธารณประโยชน สาธารณประโยชนท่ีตนื้ เขนิ พ.ศ. 2547 โดยยกเลกิ ขอกําหนดท่ใี ห อปท.ไดโ ดยไมต อ งขอความเหน็ ชอบ ตองขอความเห็นชอบจากผูวาราชการจงั หวดั ในการขุดลอกแหลงน้ําจากผูว า ราชการจงั หวดั สาธารณะทีต่ ื้นเขิน9) ลดขนั้ ตอนในการอนญุ าตใหดูด  แกไ ขระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการอนญุ าตใหด ดู ทราย ทราย พ.ศ. 2546 เพอื่ ลดขั้นตอนการขออนุญาตดูดทรายใหส น้ิ สุดในระดับจังหวดั แทนท่ีจะตองสงเรื่องใหค ณะกรรมการพจิ ารณาอนุญาตใหดูดทราย (กพด.) ซ่งึ เปนคณะกรรมการระดับชาติเปน ผพู จิ ารณาอนญุ าตในทุกกรณี

บทที่ 8: บทวเิ คราะห์ 311บทที่ 8 311บทวิเคราะหตารางที่ 20 ขอเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายดานการจดั การทรพั ยากรทางทะเล ขอ เสนอแนะ การแกไ ขกฎหมายและกฎระเบียบท่เี ก่ยี วของ1) ให อปท. มอี ํานาจออกขอ บัญญัติ  แกไ ขเพ่ิมเตมิ มาตรา 32 แหง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 โดยให ทองถน่ิ เพ่อื กําหนดมาตรการอนุรักษ อํานาจแก อปท. ในการออกขอ บัญญัติทอ งถน่ิ โดยอนมุ ัตขิ อง ทรัพยากรทางทะเลในทอ งถ่นิ ของตนได รฐั มนตรวี าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ เพือ่ กําหนดมาตรการ อนรุ ักษตางๆ เชน หา มมใิ หใ ชเคร่อื งมอื ประมงบางชนิด กําหนดตา และระยะชองของเครอ่ื งมอื กาํ หนดเครอ่ื งมอื ท่ีใชไดใ นฤดูทีส่ ัตวนํ้า วางไข เปนตน2) ให อปท. และชมุ ชนมีสว นรว มในการ  แกไขเพิ่มเติมมาตรา 7 แหง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 โดยกําหนดทจ่ี บั สัตวน า้ํ เปน “ทร่ี กั ษาพืช กําหนดใหการประกาศทีร่ ักษาพืชพันธุ และทีอ่ นุญาต ตองไดรบั ความพนั ธ”ุ และ “ที่อนุญาต” เหน็ ชอบจาก อปท. รวมทง้ั ตองมีการใหข อ มูลชแ้ี จงและรบั ฟง ความ คิดเหน็ จากราษฎรในพ้นื ทีซ่ ่ึงท่ีจบั สัตวน้ําน้นั ตั้งอยดู วย3) แตง ต้ังผูบรหิ าร อปท. และบุคลากร  ออกประกาศกระทรวงฯ หรอื คําสง่ั กระทรวงเพ่อื แตงต้งั ใหผบู ริหาร อปท. เปนพนักงานเจา หนา ท่ีตาม หรือบุคลากรของ อปท. มอี ํานาจหนาท่ปี ฏิบัตกิ ารตามมาตรา 56, 57 พระราชบญั ญัติการประมงฯ และ 59 (มีอํานาจเขาไปในที่จับสัตวนํ้าหรือเรือทําการประมงของ บคุ คลใดๆ เพอ่ื ตรวจการทาํ การประมงหรือเคร่อื งมอื ทําการประมง จับกมุ บุคคลผูก ระทาํ ความผิด และมีอาํ นาจรื้อถอนทาํ ลายหรือยดึ เครอื่ งมอื ซ่งึ ตง้ั อยูในทีจ่ บั สัตวนาํ้ โดยฝาฝน กฎหมาย)ตารางที่ 21 ขอ เสนอแนะดา นการบริหารจดั การกระบวนการถา ยโอนภารกิจดานนาํ้ ใหแก อปท.หนว ยงานทีเ่ กี่ยวขอ ง ขอเสนอแนะคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแก  จําแนก อปท. ออกเปน อปท. ที่มีความพรอ ม และ อปท. ท่ตี องเตรียมองคกรปกครองสวนทองถน่ิ และสาํ นัก ความพรอ ม เพื่อกําหนดขัน้ ตอนการถา ยโอนภารกจิ ท่ีแตกตา งกัน รวมทง้ังบประมาณ พิจารณา ควบรวม อปท. ขนาดเล็กเขาดวยกัน เพอื่ ใหค ุมคาแกคา ใชจ ายในการ บรหิ ารจัดการและการจดั บริการสาธารณะดา นนา้ํ  นาํ แผนพฒั นาแหลง นํา้ ของ อปท. ที่เสนอผานคณะกรรมการลุมนา้ํ มาใช ประโยชนแ ละเปน แนวทางในการจัดสรรงบประมาณใหแก อปท.  เปดใหส ว นราชการผถู ายโอนต้ังงบประมาณเพื่อการซอ มแซมบํารงุ รักษา แหลงน้ําไดใ นระหวา งที่ อปท. ยงั ไมม คี วามพรอมดา นงบประมาณและ บคุ ลากร  จัดสรรงบประมาณใหสว นราชการสามารถเปน พเี่ ล้ียงและจดั ฝกอบรมใหแก อปท. ไดอ ยางตอเนือ่ ง

312 การปฏริ ูปกฎหมายเพอ่ื ส่งเสริมประสิทธภิ าพและนวตั กรรมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของ อปท.312 การปฏิรปู กฎหมายเพื่อสง เสริมประสิทธภิ าพและนวัตกรรม การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท. หนว ยงานทเ่ี กี่ยวขอ ง ขอเสนอแนะกรมชลประทาน กรมทรัพยากรนา้ํกรมทรัพยากรน้ําบาดาล  ติดตามผลการถายโอนภารกิจและจัดทาํ บญั ชีทรัพยส ินที่ถา ยโอนใหแ ตล ะกรมพฒั นาทด่ี นิ และ ส.ป.ก. อปท. พรอ มงบประมาณท่ีตอ งใชในการดแู ลรักษาและซอ มแซมแหลงนา้ํ เพ่อื ให กกถ. ใชเปน ขอ มูลในการจดั สรรงบประมาณใหแ ก อปท.องคก ารบรหิ ารสวนจงั หวัด  ทาํ หนา ทเ่ี ปน พี่เลยี้ ง ชวยเหลอื และใหคาํ ปรกึ ษาทางวชิ าการแก อปท.เทศบาล และ อบต.  จดั ทําแผนพฒั นาแหลง นํ้ารายปใหแ ก อปท. รวมทง้ั การสาํ รวจและ ออกแบบ และสงแบบสาํ รวจพรอมวงเงินงบประมาณที่ตองใชใ หแ ก กกถ. เพื่อเปน ขอมูลในการจัดสรรงบประมาณ  สรางความเขมแข็งแกก ลุม ผูใ ชนํา้ และเครอื ขา ยอนรุ กั ษล มุ นํา้ รวมทงั้ อปท.  รว มกนั พัฒนารางพระราชบญั ญตั ทิ รพั ยากรน้ํา โดยยึดหลักการจดั การ ทรพั ยากรลมุ นา้ํ อยางบรู ณาการ  อํานวยการในการจดั ทําแผนและประสานแผนพฒั นาแหลง นา้ํ ท้ังจังหวดั รวมกบั สว นราชการและ อปท. ในจงั หวัด  จัดหาน้ํา บริหารจัดการ และบํารุงรกั ษาแหลงน้ําท่ีประชาชนใชป ระโยชน รว มกันในพื้นท่ีทค่ี าบเก่ยี ว 2 อปท. ข้นึ ไป  จดั ทําทะเบียนแหลงนํ้าขนาดเล็กในพืน้ ท่ี เพื่อเปนฐานขอมูลในการบรหิ าร จัดการแหลง นํ้า การทําแผนพัฒนาแหลง นํ้าในพนื้ ที่ รวมทั้งเปนขอ มูลใน การพจิ ารณาจัดสรรงบประมาณของ กกถ.  สงบคุ ลากรเขารับการฝก อบรมตามโครงการฝกอบรมท่หี นวยงาน ผูถา ยโอนภารกิจจดั ใหอ ยา งตอเนอ่ื ง

บรรณานุกรม 313บรรณานุกรม บรรณานุกรมกรมการขนสงทางน้ําและพาณิชยนาวี. 2547. คูมือการปฏิบัติงาน การอนุญาตใหปลูกสรางสิ่ง ลวงลํ้าลําน้ําและการขุดลอกรองน้ําขนาดเล็ก. คูมือการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการ กาํ หนดขนั้ ตอนการกระจายอํานาจใหแกอ งคก รปกครองสวนทองถ่ิน ดานโครงสรางพ้ืนฐาน เลม 7. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน สาํ นกั งานปลดั นายกรฐั มนตร.ี แหลงทม่ี า: http://lawlocal.tongthin.com/law/1_7.pdf.กรมชลประทาน. 2552a. แผนยุทธศาสตรกรมชลประทาน พ.ศ. 2553-2556. แหลงท่ีมา: www.rid.go.th/2009/data/docs/planerid/strategy53-56.pdf.______. 2552b. เอกสารนําเสนอในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเสริมสรางความรูความเขาใจใน ภารกิจท่ีถายโอนให อปท. สําหรับบุคลากรของกรมชลประทาน. 24 กันยายน. แหลงที่มา: http://water.rid.go.th/hwm/imp/Datas/Transfer_rid_job.ppt.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง. 2552. มตคิ ณะรัฐมนตรที เี่ กีย่ วของกับปา ชายเลน. กรุงเทพฯ: กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง .กรมพัฒนาท่ีดิน. 2554a. ทําเนียบเขตพัฒนาท่ีดิน. กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตร และสหกรณ.______. 2554b. ผลการสํารวจงานสงมอบและสภาพแหลงนํ้า งานพัฒนาแหลงนํ้าเพ่ือการ อนุรักษดินและน้ํา พ.ศ. 2524-2553. กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาท่ีดิน กระทรวงเกษตรและ สหกรณ.กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช. 2554. รายงานขอมูลสถิติ 2553. แหลงท่ีมา: http://www.dnp.go.th/statistics/2553/stat2553.asp.______. ม . ป . ป . น โ ย บ า ย ที่ เ ก่ี ย ว ข อ ง กั บ ก า ร จั ด ก า ร ลุ ม นํ้ า . แ ห ล ง ที่ ม า : http://www.dnp.go.th/watershed/policy1.htm#two. มิถุนายน 2554.กระทรวงอุตสาหกรรม. ม.ป.ป. ขั้นตอนดําเนินการอนุญาตประทานบัตร. แหลงที่มา: http://www.industry.go.th/ops/pio/nakhonratchasima/Lists/rule/Attachments/.pdf. 6 มิถุนายน 2554.กองอนุรักษทรัพยากรประมง กรมประมง. 2534. คูมือวาดวยท่ีอนุญาต. กรุงเทพฯ: กองอนุรักษ ทรัพยากรประมง กรมประมง.กอบกุล รายะนาคร. 2547. กฎหมายท่ีเก่ียวของกับการจัดการทรัพยากรนํ้าของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: โครงการยทุ ธศาสตรน โยบายฐานทรพั ยากร คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหงชาต.ิคณะกรรมการสมัชชาปฏริ ูป. 2554. ที่ดิน: ปญ หา สาเหตุ และแนวทางการจัดสรรอยางเปนธรรม. เอกสารประกอบการจัดเวทีสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น “การปฏิรูปโครงสรางการจัดการที่ดิน และทรพั ยากร”, โรงแรมมริ าเคลิ แกรนด กรงุ เทพมหานคร, 9 กมุ ภาพนั ธ.

314 การปฏิรูปกฎหมายเพอื่ สง่ เสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.314 การปฏิรูปกฎหมายเพือ่ สง เสรมิ ประสทิ ธภิ าพและนวัตกรรม การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.คูมือแนวทางการปฏิบัติในการตรวจสอบและรายงานการขออนุญาตเขาทําประโยชนในเขต พื้นที่ปาไม. แหลงท่ีมา: http://www2.suratthani.go.th/onre/download/230.pdf. 1 มิถุนายน 2554.ฐานขอมูลความรูทางทะเล (Marine Knowledge Hub). แหลงท่ีมา: http://www.mkh.in.th/ index.php/2010. มีนาคม 2554.พนม เอี่ยมประยูร. 2539. “อํานาจตราขอบังคับขององคการปกครองตนเองสวนทองถ่ิน.” วารสาร นติ ศิ าสตร 24, 3: 477-493.ม่ิงสรรพ ขาวสอาด และคณะ. 2540. การศึกษาเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในลุมนํ้า เจาพระยา: มุมมองดานสถาบันสําหรับการบริหารจัดการน้ํา. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัย เพ่อื การพฒั นาประเทศไทย.______. 2555. โครงการสํารวจและการศึกษาระดับพ้ืนที่เกี่ยวกับขอจํากัดของการบริหาร จัดการที่ดีของ อปท. โครงการยอยท่ี 2 ภายใตชุดโครงการวิจัยการศึกษานโยบายสาธารณะ เพื่อขับเคล่ือนการกระจายอํานาจสู อปท. และชุมชน เสนอตอสํานักงานกองทุนสนับสนุนการ สรา งเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.). เชียงใหม: สถาบนั ศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.วนิดา พรไพบูลย. 2541. คําอธิบายพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507. กรุงเทพฯ: กรมปาไม.วันเพ็ญ สุรฤกษ. 2528. พัฒนาการทางประวัติความเปนมาและการจัดการเกี่ยวกับระบบ ช ล ป ร ะ ท า น ใ น ภ า ค เ ห นื อ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย. เ ชี ย ง ใ ห ม : ค ณ ะ สั ง ค ม ศ า ส ต ร มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.วุฒิสาร ตันไชย. 2554. ปจฉิมปาฐกในหัวขอ “อปท. กับการกระจายอํานาจดานการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ” ในการสัมมนาทางวิชาการเร่ือง การกระจายอํานาจ: ความทาทายและ ความสําเร็จ. จัดโดย สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม ภายใตแผนงาน สรา งเสริมนโยบายสาธารณะทีด่ ี (นสธ.), โรงแรมอิมพีเรียล แมปง จังหวดั เชยี งใหม, 7 มีนาคม.ศูนยบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร. 2552. โครงการศึกษารูปแบบและการนํา รองการถายโอนภารกิจดานนํ้าบาดาลของกรมทรัพยากรนํ้าบาดาลไปสูองคกรปกครอง สวนทองถิ่น. รายงานการวิจัยเสนอตอ กรมทรัพยากรนํ้าบาดาล. กรุงเทพฯ: ศูนยบริการ วชิ าการ สถาบนั บณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร.ศูนยศ กึ ษาและพัฒนาการปกครองทอ งถิ่น สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร. 2552. คูมือปฏิบัติงาน ดานน้ําบาดาลของเทศบาลและองคการบริหารสวนตําบล. เสนอตอกรมทรัพยากรน้ํา บาดาล. กรุงเทพฯ: ศูนยศึกษาและพัฒนาการปกครองทองถิ่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร.

บรรณานุกรม 315บรรณานกุ รม 315สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. 2555. รายงานฉบับสุดทาย โครงการศึกษาและพัฒนา สิทธิการถือครองที่ดินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปท่ีดินเพื่อนําไปสูกรรมสิทธิ์ในที่ดินของ รัฐ. กรงุ เทพฯ: สถาบนั วจิ ัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.______. 2555. เอกสารประกอบการประชุมเพ่ือรับฟงความคิดเห็นเร่ือง “แนวทางการพัฒนาสิทธิการ ถือครองท่ีดินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน” ภายใตโครงการศึกษาและพัฒนาสิทธิการถือ ครองที่ดินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปท่ีดินเพื่อนําไปสูกรรมสิทธ์ิในท่ีดินของรัฐ. จัดโดย สาํ นกั งานปฏริ ูปท่ีดนิ เพ่ือเกษตรกรรม รวมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, โรงแรม เจาพระยาปารค กรงุ เทพฯ, 9 มีนาคม.สมคิด เลิศไพฑูรย. 2549. กฎหมายการปกครองทองถ่ิน. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพคณะรัฐมนตรีและ ราชกจิ จานเุ บกษา.สมพร ใชบางยาง. 2554. การปาฐกถาเรือ่ ง ”ลดความเหล่ือมล้ํา สรางความเปนธรรม โดย อปท. ไดอยางไร?” ใน การประชุมสมัชชาองคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อการปฏิรูป, สํานักงาน คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.), โรงแรมอิมพีเรียลแมปง เชยี งใหม, วันท่ี 3-4 กุมภาพันธ.สวนคุมครองที่ดินของรัฐ สํานักจัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน. 2550. คูมือการปฏิบัติงานเก่ียวกับ การดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน. กรุงเทพฯ: กรมทดี่ นิ กระทรวงมหาดไทย.สวนจัดการที่ดินของรัฐ สํานักจัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน. 2551. คูมือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการ จัดการทด่ี ินของรฐั . กรงุ เทพฯ: กองการพิมพ กรมทด่ี ิน กระทรวงมหาดไทย.สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม. ม.ป.ป. สาระสําคัญกฎหมายปฏิรูปที่ดิน. แหลงท่ีมา: http://www.alro.go.th/alro/index.jsp. 24 สิงหาคม 2554.สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น. ม.ป.ป. การถายโอน ภารกิจการจัดการอนุรักษและฟนฟูทรัพยากรชายฝงของกรมทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝง . แหลงท่ีมา: http://www.dloc.opm.go.th/Upload/Attachment/172_202.pdfสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม. 2553. โครงการขับเคล่ือน ยุทธศาสตรการบริหารจัดการท่ีดินไปสูการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สํานักนโยบายและแผน ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอมสํานักพัฒนาพื้นท่ีปฏิรูปท่ีดิน สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม. 2553. ขอมูลสถิติ โครงสรางพ้นื ฐานที่ สปก. ไดถ า ยโอนใหแก อปท. กรุงเทพฯ: สํานักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปท่ีดิน สํานกั งานการปฏิรปู ทดี่ นิ เพอื่ เกษตรกรรม.สํานักสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชน กรมชลประทาน. 2548. การบริหารจัดการนํ้าและการ บริหารองคกรผูใชนํ้าชลประทาน. กรุงเทพฯ: สํานักสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ.

316 การปฏิรปู กฎหมายเพือ่ สง่ เสริมประสทิ ธิภาพและนวตั กรรมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตขิ อง อปท.316 การปฏิรูปกฎหมายเพื่อสง เสรมิ ประสิทธภิ าพและนวตั กรรม การบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.______. 2553. คูมือคูใจอาสาสมัครชลประทาน. กรุงเทพฯ: สํานักสงเสริมการมีสวนรวมของ ประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ.______. 2554. การบริหารจัดการชลประทานโดยเกษตรกรมีสวนรวม. กรุงเทพฯ: สํานัก สงเสรมิ การมีสว นรว มของประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ.______. 2555. คําส่ังการแตงตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน. แหลงท่ีมา: http://113.53.240.217/ppp/index.php?option=com_content&view=article&id=248%3A2010 -02-11-13-3.สํานักอนุรักษทรัพยากรปาชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง. 2552. แผนแมบทการ จดั การปาชายเลนประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง .สํานักอุทกวิทยาและบริหารนํ้า กรมชลประทาน. 2551. การจัดต้ังองคกรผูใชน้ําชลประทาน. กรุงเทพฯ: สํานักอทุ กวิทยาและบรหิ ารนํา้ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ.สุรพล ธรรมสาร และวินัย สามารถ. 2554. เอกสารฝกอบรมภารกิจถายโอนนํ้าบาดาลไปสูเทศบาล/ อบต. โรงแรมเอมเมอรัลด กรุงเทพฯ, วันท่ี 23-25 มีนาคม.โสภณ ชมชาญ. 2548. ฐานขอมูลดานนโยบายท่ีดินของประเทศไทย. เอกสารวิชาการหมายเลข 16 ภายใตโครงการนโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสนับสนุนของสํานักงาน กองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.). เชียงใหม: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.อนุวัฒน นทีวัฒนา. 2551. พื้นที่คุมครองทางทะเลในประเทศไทย: เปาหมายป ค.ศ. 2010/2012 ภายใตกฎหมายวาดวยความหลากหลายทางชีวภาพ. เอกสารเผยแพรสํานักอนุรักษ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง ฉบับที่ 35, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง. แหลงที่มา: http://www.mkh.in.th/index.php/2010. มีนาคม 2554.“6 อปท. รว มฟน ทะเลอาวตราด.” 2554. หนังสือพมิ พม ติชน (1 เมษายน): 8.“สปก.เช็กบิล ‘วงั น้ําเขียว’ อีก 99 รีสอรต .” 2554. หนังสือพิมพมตชิ น (24 สงิ หาคม): 12.http://www.onep.go.th/lands/law%20and20%rule.html.http://www/alro.go.th/alro/intranet/files/Land-Three/20110731_files/sheet001.htmกฎหมาย และเอกสารราชการทเี่ กี่ยวขอ งรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550ประมวลกฎหมายทดี่ ิน พ.ศ. 2497พระราชบญั ญัติการขดุ ดนิ และถมดนิ พ.ศ. 2543พระราชบญั ญัติจัดทีด่ นิ เพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511พระราชบญั ญัตกิ ารชลประทานราษฎร พ.ศ. 2482

บรรณานุกรม 317บรรณานกุ รม 317พระราชบัญญตั ิการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485พระราชบัญญตั ิการเดนิ เรือในนานนํา้ ไทย (ฉบบั ท่ี 14) พ.ศ. 2535พระราชบัญญตั ิการเดนิ เรอื ในนานน้ําไทย พระพุทธศักราช 2456พระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย พระพุทธศักราช 2477 แกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติการ เดินเรอื ในนา นนํ้าไทย (ฉบบั ที่ 14) พ.ศ. 2535พระราชบัญญตั ิการปฏิรปู ท่ดี ินเพ่อื เกษตรกรรม พ.ศ. 2518พระราชบญั ญตั กิ ารประปานครหลวง พ.ศ. 2510พระราชบญั ญตั ิการประปาสว นภูมิภาค พ.ศ. 2522พระราชบัญญัตกิ ารประมง พ.ศ. 2490พระราชบัญญัติการไฟฟาฝา ยผลติ แหงประเทศไทย พ.ศ. 2511พระราชบญั ญัตกิ าํ หนดแผนและขั้นตอนการกระจายอาํ นาจใหแ กอ งคก รปกครองสว นทอ งถ่ิน พ.ศ. 2542พระราชบญั ญตั แิ กไขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายท่ดี นิ (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2528พระราชบญั ญตั คิ นั และคูน้ํา พ.ศ. 2505พระราชบญั ญตั ิท่รี าชพัสดุ พ.ศ. 2518พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496พระราชบญั ญตั ินํ้าบาดาล พ.ศ. 2520พระราชบญั ญตั ิปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545พระราชบัญญตั ิปองกนั และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550พระราชบญั ญัติปา ไม พุทธศักราช 2484พระราชบญั ญตั ิปา สงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507พระราชบัญญัติพฒั นาทด่ี นิ พ.ศ. 2551พระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการแผนดนิ พ.ศ. 2534พระราชบญั ญัตแิ ร พ.ศ. 2510พระราชบัญญตั ิลกั ษณะปกครองทอ งท่ี พระพุทธศกั ราช 2457พระราชบญั ญตั ิสงวนและคุม ครองสตั วปา พ.ศ. 2535พระราชบัญญตั ิสงเสริมและรักษาคณุ ภาพสิ่งแวดลอมแหง ชาติ พ.ศ. 2535พระราชบัญญัตสิ ภาตาํ บลและองคการบรหิ ารสว นตําบล พ.ศ. 2537พระราชบัญญัตสิ ภาองคกรชมุ ชน พ.ศ. 2551พระราชบัญญัติองคการบรหิ ารสว นจังหวัด พ.ศ. 2540พระราชบญั ญตั อิ ทุ ยานแหง ชาติ พ.ศ. 2504พระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงหามที่ดินในทองที่อําเภอเมืองกาญจนบุรี อําเภอวังขนาย อําเภอบาน ทวน และอําเภอวังกะ จังหวดั กาญจนบรุ ี พ.ศ. 2481พระราชกฤษฎีกากําหนดไมหวงหาม พ.ศ. 2530พระราชกฤษฎีกากําหนดหลกั เกณฑแ ละเงือ่ นไขการเปน เกษตรกร พ.ศ. 2535

318 การปฏริ ูปกฎหมายเพ่ือสง่ เสริมประสิทธิภาพและนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.318 การปฏิรปู กฎหมายเพอื่ สง เสรมิ ประสทิ ธิภาพและนวัตกรรม การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.พระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอํานาจหนาที่ของสวนราชการ ใหเปนไปตามพระราชบัญญัติ ปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545กฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) กําหนดใหพื้นท่ีเกาะสาก เกาะลาน เกาะครก บริเวณนานนํ้ารอบเกาะ ดังกลาว รวมท้ังนานนํ้าชายฝงเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี บริเวณอาวกระทิงลาย อาวกะทะ อาว พระจันทร อาวพัทยา และหาดไมลวก วัดจากแนวน้ําลดลงต่ําสุดออกไปในทะเลเปนระยะ 3 กิโลเมตร เปนพ้ืนที่คุมครองสิง่ แวดลอมกฎกระทรวง กาํ หนดคาธรรมเนียมและคา ใชจา ยในการขุดดนิ และถมดนิ พ.ศ. 2546กฎกระทรวง กําหนดใหหินเปนหินประดับหรือหินอุตสาหกรรม และดินหรือทรายเปนดินอุตสาหกรรม หรือทรายอตุ สาหกรรม พ.ศ. 2550กฎกระทรวง ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2490) วาดวยช่ือเครื่องมือในพิกัด ออกตามความในพระราชบัญญัติการ ประมง พ.ศ. 2490 ลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2490กฎกระทรวง ฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2490) วาดวยการติดโคมไฟและเครื่องหมาย ออกตามความใน พระราชบัญญัตกิ ารประมง พ.ศ. 2490 ลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2490กฎกระทรวง ฉบับท่ี 1106 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 วา ดวยการทาํ ไมในเขตปา สงวนแหงชาติกฎกระทรวง ฉบับท่ี 1107 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 วา ดวยการเก็บหาของปา ในเขตปา สงวนแหงชาติกฎกระทรวง ฉบบั ที่ 17 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2521กฎกระทรวง ฉบับท่ี 19 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับ ท่ี 6) พทุ ธศกั ราช 2481กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) กําหนดพื้นที่บริเวณเกาะภูเก็ตและเกาะอื่นๆ ของจังหวัดภูเก็ต รวมท้ังบริเวณนานน้ํารอบเกาะดังกลาววัดจากแนวนํ้าลงต่ําสุดออกไปในทะเลเปนระยะ 3 กิโลเมตร เปนพนื้ ที่คุมครองสงิ่ แวดลอมกฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2535) กําหนดพื้นท่ีบริเวณเกาะยูง เกาะไมไผ พีพีดอน เกาะพีพีเล และ เกาะบิดะ จังหวัดกระบ่ี รวมทั้งบริเวณนานํ้ารอบเกาะดังกลาววัดจากแนวนํ้าลงตํ่าสุดออกไปใน ทะเลเปนระยะทาง 3 กโิ ลเมตร เปนพน้ื ที่คมุ ครองสิง่ แวดลอมกฎกระทรวง ฉบับท่ี 5 (พ.ศ. 2490) วาดวยที่อนุญาต ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2490กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย พุทธศกั ราช 2456กฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานนํ้าไทย พระพุทธศักราช 2456

บรรณานกุ รม 319บรรณานุกรม 319กฎกระทรวง ฉบับที่ 64 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานนํ้าไทย พระพทุ ธศกั ราช 2456กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2539) กําหนดพื้นท่ีบริเวณปาดูนลําพัน อําเภอนาเชือก จังหวัด มหาสารคาม เน้ือทีก่ วา 311 ไร เปนพนื้ ที่คมุ ครองสิ่งแวดลอ มกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2540) แกไขเพ่ิมเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2543) ออกตาม ความในพระราชบญั ญัตนิ า้ํ บาดาล พ.ศ. 2520กฎกระทรวง ฉบับท่ี 9 (พ.ศ. 2490) วาดวยใบอนุญาตรายบุคคล ออกตามความในพระราชบัญญัติการ ประมง พ.ศ. 2490 ลงวันที่ 14 เมษายน 2490กฎกระทรวงวาดวยการขอและการออกอาชญาบัตรเพื่อใชเคร่ืองมือในพิกัดทําการประมง พ.ศ. 2545 ลงวันท่ี 14 สิงหาคม 2545 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ)ระเบยี บกรมชลประทานวา ดว ยการถายโอนภารกจิ ใหแกอ งคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ พ.ศ. 2553ระเบียบกรมทรัพยากรน้ําบาดาลวาดวยการดําเนินการเก่ียวกับคําขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การตอใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การออกใบแทนใบอนุญาต และการแกไขใบอนุญาต ประกอบกจิ การนํ้าบาดาล (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2552 ลงวันท่ี 14 มกราคม พ.ศ. 2552ระเบียบกรมประมงวาดวยการย่ืนคําขอและการอนุญาตใหเพาะเล้ียงสัตวนํ้าในที่จับสัตวนํ้าประเภทที่ สาธารณประโยชน พ.ศ. 2533ระเบยี บกรมปาไมวาดวยการใชประโยชนเก่ียวกับการเขาไป การผาน หรือการใชทางและการนําหรือ ปลอ ยสัตวเ ลี้ยงเขา ไปภายในเขตปาสงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2548 ลงวนั ที่ 17 มกราคม 2548ระเบียบกรมปาไมวาดวยการอนุญาตใหเขาทําประโยชนหรืออยูอาศัยภายในเขตปาสงวนแหงชาติ ลงวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2548ระเบียบกรมปาไมวาดวยการอนุญาตใหทําการปลูกสรางสวนปาหรือปลูกไมยืนตนภายในเขตปาสงวน แหง ชาติ พ.ศ.2548 ลงวันที่ 17 มกราคม 2548ระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรวาดวยการดําเนินการเกี่ยวกับคําขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การตออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร พ.ศ. 2547 แกไข เพ่ิมเติมโดย ระเบียบกรมอุตสาหกรรมพ้ืนฐานและการเหมืองแรวาดวยการดําเนินการเก่ียวกับ คําขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การตออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร (ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2551 ลงวันท่ี 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551ระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรวาดวยการดําเนินการเก่ียวกับคําขอประทานบัตร การออกประทานบตั ร การตอ อายปุ ระทานบตั ร และการโอนประทานบัตร พ.ศ. 2547ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการดูแลรักษาและคุมครองปองกันที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของ แผนดิน พ.ศ. 2553, ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เลม 127 ตอนพิเศษ 95 ง วันที่ 6 สิงหาคม 2553ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยหลักเกณฑและวิธีการเก่ียวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2543 ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543

320 การปฏริ ปู กฎหมายเพื่อสง่ เสรมิ ประสทิ ธภิ าพและนวัตกรรมการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติของ อปท.320 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือสงเสริมประสทิ ธิภาพและนวัตกรรม การบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการมอบหมายใหสภาตําบลหรือองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ชวยเหลือในการดําเนินการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง พ.ศ. 2543 ลงวันท่ี 3 มีนาคม 2543ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการสอบสวนเก่ียวกับการบุกรุกที่หรือทางสาธารณประโยชน พ.ศ. 2539 ลงวันท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2539ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวา ดวยการอนญุ าตใหด ูดทราย พ.ศ. 2546ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการอนุญาตใหประชาชนใชประโยชนในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2547 ลงวันท่ี 6 กนั ยายน 2547ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหลงนํ้าสาธารณประโยชนที่ตื้นเขิน พ.ศ. 2547ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเปล่ียนสภาพท่ีดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับ พลเมอื งใชร ว มกนั จากการใชเพ่อื สาธารณประโยชนอยางหนงึ่ เปน อีกอยางหน่งึ พ.ศ. 2543ระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2529) วาดวยการสงวนหรือหวงหามที่ดิน ของรฐั เพื่อใหป ระชาชนใชประโยชนร ว มกัน ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2529ระเบียบคณะกรรมการปฏริ ปู ท่ดี นิ เพ่อื เกษตรกรรมวาดวยหลกั เกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือก เกษตรกรซง่ึ จะมีสทิ ธไิ ดร ับท่ดี ินจากการปฏริ ูปทดี่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรม พ.ศ. 2535ระเบยี บคณะกรรมการปฏิรปู ทด่ี ินเพือ่ เกษตรกรรมวาดว ยหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือก เกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิไดรับท่ีดินจากการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2538 ลงวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2538ระเบยี บวาดว ยการจดั ที่ดนิ เพอ่ื ประชาชน วนั ที่ 24 สงิ หาคม 2498ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการแกไขปญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ พ.ศ. 2545 แกไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2547ระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรีวาดว ยการจัดใหม โี ฉนดชุมชน พ.ศ. 2553ระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรีวา ดวยการบริหารทรพั ยากรนํ้าแหง ชาติ พ.ศ. 2550ประกาศกรมเจาทา ท่ี 251/2541 ลงวนั ท่ี 22 มิถุนายน 2541ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่อง กําหนดเขตหามใชเคร่ืองมืออวนลากและอวนรุนทําการ ประมงในบรเิ วณอาวพงั งา ลงวันที่ 14 ธนั วาคม 2541ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรอื่ ง กาํ หนดเขตหามใชเคร่ืองมืออวนลากและอวนรุนที่ใชเรือยนต ทาํ การประมง ลงวนั ท่ี 20 กรกฎาคม 2515ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่อง กําหนดพื้นที่อนุรักษในทะเลอันดามัน ลงวันที่ 11 เมษายน 2528ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เร่ือง กําหนดพื้นท่ีอนุรักษในอาวไทย ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2527

บรรณานุกรม 321บรรณานกุ รม 321ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรอื่ ง กาํ หนดหามใชเ ครอ่ื งมืออวนลากและอวนรุนท่ีใชประกอบเรือ ยนตท าํ การประมงในที่จับสตั วนาํ้ บางแหง (จงั หวดั ตรัง) ลงวนั ที่ 9 ตลุ าคม 2550ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เร่ือง เง่ือนไขวาดวยการอนุญาตใหทําการประมงหรือเพาะเล้ียง สัตวนํ้าในท่ีจับสัตวน้ําประเภทที่สาธารณประโยชนตามพระราชบัญญัติการประมง ลงวันท่ี 5 กุมภาพนั ธ พ.ศ. 2533ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เร่ือง หามใชเคร่ืองมือประมงประเภทอวนลอมจับประกอบแสงไฟ ลอในบรเิ วณนอกฝงจงั หวดั ตราดในอาวไทย ลงวนั ท่ี 24 มกราคม 2528ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เร่ือง หามใชเคร่ืองมืออวนลากและอวนรุนในพ้ืนที่นอกฝงจังหวัด ชลบุรี ลงวนั ที่ 26 มถิ ุนายน 2518ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่อง หามมิใหใชคราดหอยทุกชนิดในเขต 3,000 เมตรจากชายฝง ลงวนั ท่ี 18 กมุ ภาพันธ 2517ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เร่ือง กําหนดเขตนํ้าบาดาลและความลึกของนํ้า บาดาล ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พ.ศ. 2554ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เรื่อง กําหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุมครอง ส่ิงแวดลอมในทองท่ีอําเภออาวลึก อําเภอเมืองกระบ่ี อําเภอเหนือคลอง อําเภอคลองทอม และ อาํ เภอเกาะลนั ตา จังหวดั กระบ่ี พ.ศ. 2550ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เรื่อง กําหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุมครอง สง่ิ แวดลอมในบรเิ วณพื้นทจ่ี งั หวัดกระบี่ พ.ศ. 2553ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เร่ือง กําหนดเขตพ้ืนท่ีและมาตรการคุมครอง สง่ิ แวดลอมในบรเิ วณพ้ืนท่ีจังหวัดภเู กต็ พ.ศ. 2553ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เรื่อง กําหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุมครอง สิ่งแวดลอ มในบริเวณพน้ื ทอี่ าํ เภอบางละมุง และอําเภอสตั หีบ จังหวดั ชลบรุ ี พ.ศ. 2553ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม เรื่อง กาํ หนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสําหรับ โครงการหรือกิจการท่ีอาจกอใหเกิดผลกระทบตอชุมชนอยางรุนแรงท้ังทางดานคุณภาพ สิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพฯ ลงวนั ท่ี 29 ธันวาคม 2552ประกาศกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เรือ่ ง กําหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสําหรับ โครงการหรือกิจการที่อาจกอใหเกิดผลกระทบตอชุมชนอยางรุนแรงท้ังทางดานคุณภาพ สง่ิ แวดลอ ม ทรพั ยากรธรรมชาติ และสขุ ภาพฯ ลงวนั ท่ี 19 พฤศจิกายน 2553ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เร่ือง กําหนดพ้ืนที่และมาตรการคุมครอง ส่งิ แวดลอมในทอ งทอ่ี าํ เภอครุ ะบรุ ี อําเภอตะก่ัวปา อําเภอทายเหมือง อําเภอทับปุด อําเภอเมือง พงั งา อาํ เภอตะก่วั ทงุ และอาํ เภอเกาะยาว จังหวดั พังงา พ.ศ. 2550ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เร่ือง แตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตาม พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 ลงวนั ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547

322 การปฏิรูปกฎหมายเพ่ือส่งเสริมประสทิ ธิภาพและนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติของ อปท.322 การปฏิรูปกฎหมายเพื่อสง เสรมิ ประสิทธิภาพและนวัตกรรม การบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาตขิ อง อปท.ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เรื่องแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่ตาม พระราชบัญญตั ปิ าไม พุทธศกั ราช 2484 ลงวันที่ 25 มถิ ุนายน 2547ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เร่ืองแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตาม พระราชบัญญัติปา ไม พทุ ธศักราช 2484 ลงวนั ท่ี 16 ธันวาคม 2547ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เรื่องแตงตั้งพนักงานเจาหนาท่ีตาม พระราชบญั ญัติปา สงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันท่ี 25 มถิ นุ ายน 2547ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เร่ืองแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตาม พระราชบัญญตั ปิ า สงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น เร่ือง การบังคับใชแผนการ กระจายอาํ นาจใหแ กอ งคก รปกครองสว นทองถ่ิน (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2551ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น เรื่อง กําหนดอํานาจและ หนาที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององคการบริหารสวนจังหวัด ลงวันท่ี 13 สิงหาคม 2546 แกไ ขเพ่มิ เตมิ โดยประกาศฯ เรือ่ งเดยี วกัน (ฉบบั ที่ 2) ลงวนั ท่ี 23 พฤศจิกายน 2552ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น เร่ือง กําหนดอํานาจและ หนาที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององคการบริหารสวนจังหวัด (ฉบับท่ี 2) ลงวันท่ี 23 พฤศจกิ ายน 2552ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน เรื่อง หลักเกณฑในการ สนับสนุนขององคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และองคการบริหารสวนตําบลในการ ใหบ รกิ ารสาธารณะ ลงวนั ที่ 23 พฤศจกิ ายน 2552ประกาศคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติ เร่ือง การสงวนหวงหามที่ดินของรัฐเพื่อใหประชาชนใช ประโยชนรวมกนั ลงวันท่ี 15 มถิ นุ ายน 2544ประกาศคณะกรรมการทรัพยากรนํ้าแหงชาติ เร่ือง คุณสมบัติ การสรรหา การแตงตั้ง วาระการดํารง ตําแหนงและการพนจากตําแหนงของกรรมการในคณะกรรมการลุมนํ้า ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551ประกาศคณะกรรมการประสานงานเพ่ือจัดใหมีโฉนดชุมชน วาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการ ดาํ เนินงานโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553ประกาศจังหวัดตรัง เรื่อง กําหนดหามใชเคร่ืองมือประมงบางชนิดทําการประมงในบริเวณแหลงหญา ทะเลภายในพ้ืนท่ีทกี่ ําหนด ลงวนั ท่ี 16 พฤษภาคม 2535คําสั่งกรมการขนสงทางนํ้าและพาณิชยนาวี ที่ 185/2548 ลงวนั ที่ 25 เมษายน 2548คาํ ส่ังกรมการขนสง ทางน้ําและพาณิชยนาวี ที่ 186/2548 เร่ือง แนวทางการพจิ ารณาสง่ิ ลว งลาํ้ ลาํ นํา้คาํ สัง่ กรมการขนสงทางน้าํ และพาณชิ ยนาวี ท่ี 320/2547 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2547คาํ ส่งั กรมการขนสง ทางนา้ํ และพาณชิ ยนาวี ท่ี 442/2547 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547คําสั่งกรมชลประทาน ท่ี ข.1056/2546 เร่ือง แตงตั้งเจาหนาที่ขององคการบริหารสวนตําบลและ เจาหนาที่ของเทศบาลเปน เจาพนักงาน ลงวันที่ 5 กนั ยายน พ.ศ. 2546


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook