รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ โครงการวิจัยยอยท่ี 2 ประสทิ ธภิ าพการดําเนินงานและการยกระดบั คุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม แผนงานนโยบายการสงเสริมและพัฒนาความสามารถ ในการแขง ขนั ดา นการทองเท่ียวของไทยเพื่อรองรบั การรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (RDG5650061) โดย ดร.อคั รพงศ อั้นทอง และคณะ พฤษภาคม 2558
สญั ญาเลขที่ RDG5650061 รายงานวจิ ยั ฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยยอ ยท่ี 2 ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงานและการยกระดบั คุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม โดย1. ดร.อัครพงศ อั้นทอง สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ2. ศ. ดร.มิ่งสรรพ ขาวสอาด สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ3. ดร.ไพรชั พิบูลยรุงโรจน คณะเศรษฐศาสตร ม.เชยี งใหม4. นายณฐั พล อนนั ตธ นสาร สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ แผนงานนโยบายการสงเสรมิ และพัฒนาความสามารถ ในการแขงขันดานการทอ งเทยี่ วของไทยเพอื่ รองรับการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น (RDG5650061) สนับสนุนโดยสํานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) และสาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนวจิ ยั (สกว.)(ความเหน็ ในรายงานนี้เปนของผูว ิจัย วช. – สกว. ไมจําเปน ตอ งเห็นดวยเสมอไป)
บทสรุปสาํ หรับผบู ริหาร โครงการวิจยั น้มี วี ตั ถปุ ระสงคม งุ เนนทจี่ ะประยกุ ตใชแนวคิดและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรในการประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม รวมท้ังการคนหาปจจัยที่มีสวนชวยกระตุนใหธุรกิจโรงแรมมีการดําเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน นอกจากน้ียังศึกษาวิเคราะหปจจัยที่กําหนดคาจาง (wage determination) ในอุตสาหกรรมโรงแรม และคนหาแนวทางการการพัฒนาแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมทส่ี อดคลอ งกบั ความตองการของผูป ระกอบการ การศกึ ษานมี้ ี 4 สว นคอื1 ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งานของอตุ สาหกรรมโรงแรมในอาเซียน การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมท่ีต้ังอยูในประเทศอาเซียนท่ีสําคัญ 4 ประเทศ (รวม 49 แหง) คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร และไทยโดยประยุกตใชวิธี data envelopment analysis (DEA) ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure(SBM) พบวา โรงแรมทั้งต้ังอยูในประเทศท้ัง 4 มีประสิทธิภาพในการดําเนินงานไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นวา การเพิ่มผลิตภาพแรงงานจะชวยใหโรงแรมที่ตั้งอยูในท้ัง 4 ประเทศมีประสทิ ธภิ าพเพ่มิ ข้นึ มากกวาการเพ่ิมประสทิ ธกิ ารใชห อ งพกั ในการแสวงหารายได ท้ังนี้เมื่อวิเคราะหถึงอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมทั้งต้ังอยูในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร และไทย พบวา โรงแรมที่ตั้งอยูในประเทศทั้ง 3 มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือบริหารจัดการแตกตางกัน โดยโรงแรมที่ต้ังอยูในประเทศสิงคโปรมีเทคโนโลยีหรือนวตั กรรมการดาํ เนินงานสูงกวา โรงแรมทีต่ ้งั อยใู นประเทศไทยและมาเลเซีย ตามลาํ ดบั2 ประสทิ ธภิ าพการดําเนนิ งานของอุตสาหกรรมโรงแรมไทย การประเมนิ ประสิทธิภาพและอตั ราสว นชอ งวา งทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทย โดยประยุกตใชวิธี data envelopment analysis ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure ในการวิเคราะหไดคัดเลือกขอมูลโรงแรมและเกสตเฮาสที่ต้ังอยูในโซนท่ีแตกตางกัน 8โซน จํานวน 921 แหง จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2555 ของสาํ นักงานสถิติแหง ชาติ ซ่ึงเปนขอมลู การดาํ เนนิ งานในรอบป พ.ศ. 2554 i
รายงานฉบับสมบรู ณ ผลการศึกษา พบวา โดยโรงแรมและเกสตเฮาสท่ีสามารถยืดหยุนหรือปรับตัวไดดีภายในเงื่อนไขทางสภาพแวดลอมและธุรกิจยอมมีประสิทธิภาพในการดําเนินงานและการบริหารจัดการที่ดีกวา ขณะท่ีกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสท่ีมีระดับราคาหองพักสูงและตั้งอยูในโซนชายทะเล โดยสวนใหญมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการที่สูงกวาโรงแรมและเกสตเฮาสกลุมอื่นๆ เชน โรงแรมประเภทบูทีคโรงแรมเครือภายในประเทศ โรงแรมท่ีมีระดับราคาหองพักสูงกวา 1,000 บาท/คืน โรงแรมท่ีมีหองประชุม เปนตน แตเปนท่ีนาสังเกตวา โรงแรมและเกสตเฮาสที่มีธุรกิจอ่ืนๆ ภายในโรงแรมและเกสตเฮาสเปนกลุมท่ีมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือการบริหารจัดการตํ่ากวากลุมอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ และใชวิธี DEA ท่ีเปนแบบจําลอง BCC ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงาน และใช Malmquist productivityapproach ประเมินการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และเทคโนโลยีในการดําเนินงาน โดยใชวิธีท้ังสองวิเคราะหขอมูลของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในภาพรวมระดับจังหวัดจํานวน 75 จังหวัด จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2551 และพ.ศ. 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซึ่งเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554ตามลําดบั สวนผลการศึกษาสวนท่ีสอง พบวา ในชวง 5 ปที่ศึกษา (พ.ศ. 2550-2554) ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยมีผลิตภาพปจจัยการผลิตเพ่ิมข้ึน การเพิ่มขึ้นดังกลาวเปนผลมาจากการท่ีธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสมีประสิทธิภาพในการดําเนินงานเพ่ิมขึ้น แตยังขาดการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือบริหารจัดการ อยางไรก็ตาม โรงแรมและเกสตเฮาสท่ีตั้งหรือเปดดําเนินงานในจังหวัดท่ีเปนแหลงทองเที่ยวท่ีสําคัญของไทย อยางเชน ชลบุรี (พัทยา) เพชรบุรี(ชะอํา) ประจวบคีรีขันธ (หัวหิน) นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม กระบ่ี สุราษฎรธานี (เกาะสมุย)ตางก็มีการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในการดําเนินงานและการบริหารจัดการใหดีข้ึน เพื่อเพิ่มผลติ ภาพปจจยั การผลิตและเสริมสรางความสามารถในการแขง ขันใหก บั ตนเอง3 การกําหนดคาจา งแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม โครงการนี้ไดทําการสัมภาษณเชิงลึกแผนกบุคคลของโรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาว ในเชียงใหมเชยี งราย กรุงเทพฯ และใชขอมูลจากแบบสอบถามจาํ นวน 1,200 ชดุ การศึกษาปจจัยในการกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมการทองเท่ียวไทยไดใช แบบจําลองกาํ หนดคาจางของ Mincer ที่ระบุวาคาจางแรงงานน้ันข้ึนอยุกับ 2 ปจจัยหลักคือ ประสบการณ (จํานวนป)และการศึกษา (จาํ นวนปท ีอ่ ยูในการศกึ ษา) การศึกษาน้ีช้ีใหเห็นวาท่ีต้ังของโรงแรม และประสบการณของคนงานเปนปจจัยท่ีมีอิทธิพลมากที่สุด โรงแรมในภูเก็ตจะจายคาจางแรงงานสูงกวากรุงเทพฯ พัทยา และเชียงใหม ตามลําดับ (ภูเก็ต>กทม.>พัทยา>เชียงใหม) แมการศึกษาจะเปนปจจัยที่มีอิทธิพล แตการจบการศึกษาดานการทองเท่ียวและโรงแรม และการจบการศึกษาจากตางประเทศ ไมใชปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม ผลการศึกษาจากการสัมภาษณในระดับปฏิบัติการน้ันจะอาศัยแรงงานที่ผานการฝกอบรมในแผนกเฉพาะของโรงแรม โดยการศึกษานน้ั ไมไดม ีผลตอการจา งงานมากนัก แตประสบการณจะเปนปจจัยหลักในการรับเขาทํางาน โดยโรงแรมในระดับสูงจะมีการเพิ่ม คาบริการ (service charge) ให ii
ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมนอกเหนือจากคาจางขั้นต่ํา แตสําหรับโรงแรมระดับลางจะนับรวม คาบริการดังกลาวกับคาแรงใหถึงคาจางข้ันต่ํา ในสวนการจางงานผูบริหารข้ันกลาง หรือ ข้ันสูงน้ัน การศึกษาควรจะมีในข้ันตํ่าคือระดับปริญญาตรี แตประสบการณจะมีผลมากกวา โดยเฉพาะประสบการณในโรงแรมประเภท (เชน ในเมืองหรือ ริมหาด) และ ระดับ (ดาว) เดียวกัน ในสวนของทักษะดานภาษานั้น ภาษาอังกฤษในดานการส่ือสารคือฟงและพูดน้ันเปนส่ิงที่สําคัญมากสําหรับ พนักงานที่ตองใหบริการนักทองเท่ียว ในสวนภาษาอื่น ๆเชน ภาษาจีน รัสเซีย หรือ ญี่ปุนน้ัน จะสรางความไดเปรียบในการสมัครงาน และ สําหรับบางโรงแรม จะมีคาภาษาใหโดยเฉพาะดวย ในสวนของ การอบรมน้ัน มีผลอยางมากกับโรงแรมท่ีอยูในเครือ (Chain)โดยเฉพาะเครือนานาชาติ ในการเลื่อนตําแหนง โดยแนวโนมปจจุบัน โรงแรมช้ันนํามีการพัฒนามากข้ึนในสวนของความรวมมือระหวางโรงแรมช้ันนําและสถาบันการศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหสอดคลองกบั ความตองการของธรุ กิจโรงแรมในปจจุบนั4 ขอ เสนอแนะกลยทุ ธร ะดบั อุตสาหกรรมและแรงงาน 1) กลยุทธยกระดบั อตุ สาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สมาคมโรงแรม หรือสมาคมวิชาชีพควรสงเสริมใหมีการทําการเปรียบเทียบสมรรถนะ การจัดการความรู (Knowledge Management) การถายทอดความรูภายในกลุมธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสระดับเดียวกัน เพ่ือเปนการเสริมสรางความสามารถในการแขงขันใหกับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยท้ังในระยะสั้นและระยะยาวอยางเปนระบบ เชน การบริการจัดการฐานขอมูลลูกคา การบริการจัดการอัตราการเขาพัก การบริการจัดการขายหอง การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการจัดการโรงแรม เปนตน ควรสงเสริมการเพ่ิมประสิทธิภาพในการใชหองพักแสวงหารายได รวมท้ังการเพ่ิมผลิตภาพแรงงานมากกวาการลดคาใชจายในการดําเนินงานเพียงอยางเดียว โดยการใชแนวทางการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmark) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในระดับเดียวกันกระตุนใหเกิดการแลกเปลี่ยนและการพัฒนานวัตกรรมท่ีจะทําใหธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสมีการดําเนินงานที่มีประสิทธภิ าพสงู ข้นึ ซ่งึ นํามาสูการยกระดับความสามารถในการแขงขันของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา ส สนับสนุนใหโรงแรมไทยมีการพัฒนานวัตกรรมที่ลดการใชแรงงานไรทักษะหรือความผิดพลาดอนั เกดิ จากแรงงานไรท ักษะ เชน การใชดิจิทัล เมนกู ารลดการใชพลังงาน 2) กลยุทธเ ตมิ เตม็ ทักษะ สาํ หรับแนวทางดังตอไปน้ี รัฐควรพิจารณาใหมีการมีสวนรวมกับภาคเอกชนรวมท้ัง กรจัดหาทุนใหภาคเอกชนไปจัดการไปจัดการฝกอบรม พัฒนาการศึกษาทวิลักษณคือ สลับการเรียนและการฝกงานในแตละภาคการศึกษา และควรกระตุนให นักศึกษาวิชาการจัดการโรงแรมไดมีโอกาสฝกงานจริงในโรงแรม (โดย)เฉพาะโรงแรมในเครอื โรงแรมนานาชาตใิ หไดมากทสี่ ุด iii
รายงานฉบับสมบูรณ พัฒนาความรูของแรงงาน (Knowledge) และ ทักษะฝมือแรงงาน (Practicalskills) เฉพาะดาน ขยายผลตามแนวทาง MRA (A Mutual Recognition Agreement) ตอเน่ืองจาก FrontOffice ทีก่ ระทรวงการทองเทย่ี วและกฬี านํารองกอนหนา นี้ จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคคลากรโรงแรมไทย (Thailand Hotel Human ResourceDevelopment Institute: THHRDI) เพ่ือสรางความรวมมือระหวางภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนาหลักสูตรหลายหลายระดับท้ังระดับปริญญาและประกาศนียบัตร และมีทําเครือขายกับมหาวทิ ยาลัยภมู ภิ าค เพิม่ ทักษะแรงงานเกย่ี วกับการใช IT ซอฟแวร ทใ่ี ชควบคุมตน ทุน สงเสริมการพัฒนาทักษะทางดานภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และ ภาษาอ่ืนๆ ที่สําคัญเชน จีน ญ่ีปุน อินเดีย รัสเซีย หรือ เมียนมาร ท้ังทางโปรแกรมอบรมรายจังหวัดแยกตามลักษณะงาน จัดตั้งหลักสูตรการอบรมฝมือแรงงาน พัฒนาทักษะผานการอบรมเฉพาะทาง จัดใหเ ปน Career path ใหแ กบุคลากรโรงแรมไทย สงเสริมการพัฒนาทัศนคติตออาชีพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม (Attitudetoward jobs in hotels) 3) กลยทุ ธรกุ ดวยวถิ ีไทย พัฒนาสงเสริมคุณภาพและภาพลักษณของแรงงานโรงแรมไทยโดยใหเพ่ิมสมรรถนะการบรกิ ารแบบไทย (Thainess) บูรณาการกิจกรรมท่ีเสริมสรางความเปนไทยใหแกแรงงานโรงแรมใหเหมาะสมกบั ตาํ แหนง งาน iv
Executive Summary This project primarily aims at investigating 1) the efficiency and productivity of the chainhotels both at the ASEAN region level and the (Thailand) national level, 2) factors influencing theefficiency of hotels, 3) factors determining wages in the hotel industry of Thailand and, 4) meansto develop skills which fit the need of the hotel industry. The study has 4 parts as follows:1 Supply Efficiency: Hotel Industry in ASEAN The efficiency of the hotel industry (49 hotels) in 4 countries i.e. Indonesia, Malaysia,Singapore and Thailand was assessed by applying Data Envelopment Analysis (DEA) under theslack-base measure model. We discovered that the sectors in 4 countries were not significantlydifferent in term of management and the improvement in labor productivity would be moreeffective in raising efficiency than increasing room productivity. As far as technological innovation is concerned, the finding indicates that Singapore hadgreater technological improvement than the other three ASEAN countries.2 Supply Efficiency: Hotel Industry in Thailand The National Statistical Office data of 921 hotels between 2011 – 2012 in 8 zones ofThailand were used to assess efficiency and technological gap. The findings indicate thatpremium price hotels and beach hotels, tended to have better technological and managerialefficiency than boutique hotels, domestic - chain hotels and hotels with meeting facilities.Moreover, hotels which have non-core businesses in hotel tended to have lower managementefficiency. Our findings of improvement in efficiency overtime (2007 – 2011) of hotels in 75provinces using DEA and Malmquist productivity approach indicate that there has beenmanagerial improvement overtime but there has not been improvement in innovation. Hotels in v
รายงานฉบับสมบูรณimportant tourism provinces i.e. Phattaya, Cha-am, Hua Hin, Nakhon Ratchasima, UbonRatchathani, Chiang Mai Krabi and Samui and so on tended to engage in development andimprovement in efficiency. The study also suggests strategies for industry upgrading and skilldevelopment.3 Wage Determination in the Thai Hotel Industry Data for this section are from in-depth interviews with hotel personnel managers inBangkok, Chiang Mai, and Chiang Rai and from a questionnaire survey of 1,200 respondents. Our wage determination analysis employed the Mincer model which predicts education(years of schooling) and work experience (number of years at work) as the major factors. Ourmodel further suggested that location and experience especially from abroad were important.Hotels in Phuket pay higher wages than Bangkok, Pattaya and Chiang Mai respectively (PPhuket >PBangkok > PPattaya > PChiang Mai). Although education in an important factor influencing wages,degrees on hotel and tourism management made no difference to wages. The indepth interviews reveal that at the operation level, a bachelor degree is necessarybut experience especially from other hotels of the same type (city, beach hotel) and with thesame number of stars were important. English language skill is a must while an additionallanguage e.g. Chinese, Japanese or Russian gives a competitive advantage during recruitment.International chain hotels tend to value training more than local firms. The recent trend is thatleading hotels have collaborated more with education institutes and universities to develop acurriculum which fits the needs of the industry.4 Recommendations for Industry Upgrading and Skill Development in the Hotel Industry 1) Industrial Upgrading Tourism Council of Thailand (TCT), the Thailand Hotel Association or othertourism related and professional associations should engage in Knowledge Management,knowledge transfer and benchmarking activities for its members to improve industry productivityand competitiveness both in the short and the long run. The topics for transfer and exchangeinclude database development and services, occupancy rate management, IT for hotelmanagement and sales management. The industry should seek to improve productivity by increasing room sales morethan cost reduction. Firms may attempt to be involved in benchmarking activities (in non-customer related areas) in order to exchange innovative ideas and methods of managementwhich could help improve productivity in the medium term. vi
แผนงานนโยบายการสงเสรมิ และพัฒนาความสามารถในการแขง ขนั ดา นการทอ งเที่ยวของไทย เพอ่ื รองรบั การรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น Promote the use of innovations which reduce the use of unskilled labor or errorsfrom unskilled labor e.g. digital menus for restaurants, energy cost reduction and control and soon. 2) Skill Development Strategy For the following recommendations, the government should seek to collaborate withthe private sector in its effort to provide training and education so that the output with meet theneeds of the industry. This can be done by providing funds for industry or professionalassociations to conduct training. Develop a dual system of hotel education with alternate semesters in class and inhotel and seek opportunities for students to have a chance to be trained in chain hotels as muchas possible. Develop specific knowledge and skill in specific areas following front office whichhas been piloted in MRA earlier. Set up a tripartite personnel development institute with collaboration from thegovernment, the private sector to form a university similar to University of the Thai Chamber ofCommerce which has a variety of curricula and can offer both degrees and certificates. Thisinstitute should also form networks with regional universities. Improve IT skills for SME hotel workers especially in the area of cost control. Develop foreign language skill not only English but also Chinese, Japanese, India,Russia and Myanmar, produce training programs and schedules for each province. Create specific skill development under continuous education system to enhancehotel personnel in their career path. Promote the development of better understanding about career paths in hotelindustry in order to improve attitudes towards jobs in hotel. 3) Serve with Thainess Strategy Develop quality and Thai identity in hotel and restaurant services. Integrate activities that accentuate Thainess into specific jobs. vii
บทคดั ยอ โครงการวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคมุงเนนท่ีจะประยุกตใชแนวคิดและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรเพ่ือ1) ประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมในเครือตางประเทศที่เปดดําเนินงานในภูมิภาคอาเซียน 2) คนหาปจจัยที่มีสวนชวยกระตุนใหธุรกิจโรงแรมมีการดําเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน 3) วิเคราะหปจจัยท่ีกําหนดคาจาง (Wage determination) ของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม และ 4) คนหาแนวทางการการพัฒนาแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมที่สอดคลองกับความตองการของผูประกอบการ การศึกษาดานประสิทธิภาพโดยเลือกอุตสาหกรรมโรงแรมเปนกรณีศึกษา ไดศึกษาดานประสิทธิภาพทั้งในระดับอาเซยี น 4 ประเทศ ไดแ ก สงิ คโปร มาเลเซีย ฟลิปปนส และไทย พบวา ความไมมีประสิทธิภาพโดยรวมแตกตา งกัน แตส ิงคโปรมนี วตั กรรมดานเทคโนโลยเี หนือกวาประเทศอ่นื การศึกษาประสิทธิภาพในระดับประเทศโดยใชขอมูลป 2554 ของสํานักงานสถิติแหงชาติของโรงแรม 921 แหงใน 8 โซน พบวา โรงแรมท่ีมีระดับราคาหองพักสูงและอยูในโซนชายทะเลมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหนือกวา กลมุ อื่นๆ โรงแรมและเกสตเ ฮาสท ม่ี ธี ุรกิจอนื่ ๆ ภายในโรงแรมและเกสตเ ฮา สเปนกลุมที่มีเทคโนโลยหี รอื นวตั กรรมในการดําเนนิ งานหรือการบริหารจดั การต่ํากวา กลุมอน่ื ๆ โดยเปรยี บเทยี บ สวนการประเมินการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพการผลิตในชวง 5 ปท่ีศึกษา (พ.ศ. 2550-2554)พบวา ธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา สใ นประเทศไทยมีผลติ ภาพปจจัยการผลิตเพ่มิ ขึ้น โรงแรมและเกสตเฮาสที่ตั้งหรือเปดดําเนินงานในจังหวัดที่เปนแหลงทองเท่ียวท่ีสําคัญของไทย อยางเชน ชลบุรี (พัทยา)ประจวบคีรีขันธ (หัวหิน) เชียงใหม ตางก็มีการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในการดําเนินงานและการบริหารจดั การใหดีขึ้น การศกึ ษานีย้ งั ไดเสนอแนวทางการพัฒนาเพ่อื ยกระดับอตุ สาหกรรม การศึกษาปจจัยที่กําหนดคาจางแรงงานโดยใช Mincer Model ช้ีใหเห็นวาที่ตั้งของโรงแรมและประสบการณโดยเฉพาะในตางประเทศเปนปจจัยท่ีมีอิทธิพลมากท่ีสุด แมการศึกษาจะเปนปจจัยที่มีอิทธิพลก็จริง แตการจบปริญญาดานทองเท่ียวและโรงแรม และการจบการศึกษาตางประเทศไมใชปจจัยที่มีอิทธิพลตอคา แรง ภาครฐั ควรใหค วามสําคัญกับการมีสวนรวมของภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะของแรงงานใหตรงกับความตองการใชงานและแนวทางพัฒนาแรงงาน รายงานในสวนนี้ไดใหขอเสนอแนะท้ังระดับกลยุทธอุตสาหกรรม ix
Abstract This project primarily aims at investigating 1) the efficiency and productivity of the chainhotels both at the ASEAN region level and the national level, 2) factors influencing the efficiencyof hotels, 3) factors determining wages in the hotel industry of Thailand, and 4) means todevelop skills for labor in the hotel industry. The efficiency of the hotel industry (49 hotels) in 4 countries i.e. Indonesia, Malaysia,Singapore and Thailand was assessed by applying Data Envelopment Analysis (DEA) under theSlack-base Measure Model. We discovered that the sectors in 4 countries were not significantlydifferent in term of management and the improvement in labor productivity would be moreeffective than increasing room productivity. As far as technological innovation is concerned, thefinding indicates that Singapore had greater technological improvement than the other 3 ASEANcountries. The National Statistical Office data of 921 hotels between 2011 – 2012 in 8 zones ofThailand were used to assess efficiency and technological gap. The findings indicate thatpremium price hotels and seaside hotels, tended to have better technological and managerialefficiency than boutique hotels, domestic - chain hotels and hotels with meeting facilities.Moreover, hotels which have non-core businesses in hotel tended to have lower managementefficiency. Our findings of improvement in efficiency overtime (2007 – 2011) of hotels in 75provinces using DEA and Malmquist productivity approach indicate that there has beenmanagerial improvement overtime but there has not been improvement in innovation. Hotels inimportant tourism provinces i.e. Chon Buri (Pattaya), Prachuap Khiri Khan (Hua Hin), Chiang Maiand so on tended to engage in development and improvement in efficiency. Our wage determination model which suggests that experience especially experienceabroad and locations of hotel are important factors. Hotels in Phuket pay more than Bangkok, xi
(ราง) รายงานฉบบั สมบูรณPattaya and Chang Mai respectively (i.e. Phuket Bangkok Pattaya Chiang Mai).Interestingly, specialization education in hotel and tourism and education abroad are notstatistically significant factors in wage determination. The study also suggests a number ofstrategies for industry upgrading and hotel work force development. xii
สารบัญ บทสรุปผบู รหิ าร หนา Executive Summary i v บทคดั ยอ ix xi Abstract xiii 1 สารบญั 1 3บทท่ี 1 บทนํา 3 4 1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั 4 1.2 วตั ถุประสงคข องการวจิ ัย 5 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 6 1.4 แนวคิด และแบบจําลองทีใ่ ชในการศึกษา 9 11 1.4.1 การเปรยี บเทียบสมรรถนะ (benchmarking) 13 1.4.2 แนวคดิ การวดั ประสทิ ธิภาพภายใต frontier approach 16 1.4.3 การประเมินประสทิ ธภิ าพดวยวธิ ี DEA 17 1.4.4 การประเมนิ ประสิทธภิ าพดวยวธิ ี slacks-based measure 17 1.4.5 การประเมนิ ประสทิ ธภิ าพดวย meta-frontier 1.4.6 การประเมินการเปลย่ี นแปลงผลติ ภาพปจ จยั การผลิต 20 1.4.7 Wage determination 1.5 วธิ กี ารศึกษา 24 1.5.1 การประเมินประสิทธภิ าพและอตั ราสว นชอ งวา งในการดาํ เนนิ งาน 26 ของธุรกจิ โรงแรมในประเทศอาเซยี นสาํ คญั 27 1.5.2 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพ อตั ราสว นชอ งวา ง และการเปลีย่ นแปลง 27 30 ผลิตภาพปจจยั การผลติ ในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและ 32 เกสตเฮาสในประเทศไทย 1.5.3 การวิเคราะห wage determination ของแรงงานท่ที าํ งานใน ภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม 1.6 ประโยชนท ่ีคาดวาจะไดร บับทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม 2.1 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงานของโรงแรม 2.2 การจางงานในอตุ สาหกรรมทองเที่ยว 2.3 ทกั ษะ การฝกอบรม และการกําหนดคา จา งในอตุ สาหกรรมโรงแรม xiii
2.4 การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยดานการบรกิ ารของโรงแรม หนา บทท่ี 3 ประสทิ ธภิ าพและอัตราสวนชองวา งทางเทคโนโลยีการดําเนนิ งาน 34 ของธุรกิจโรงแรม 37 3.1 ประสทิ ธภิ าพและอตั ราสว นชองวา งทางเทคโนโลยีการดาํ เนินงานของ 38 ธุรกจิ โรงแรมในประเทศอาเซียนทส่ี าํ คญั 3.2 ประสิทธิภาพและอัตราสว นชอ งวางทางเทคโนโลยใี นการดําเนนิ งานของ 41 ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮา สใ นประเทศไทย 42 3.2.1 ประสิทธภิ าพและอตั ราสวนชองวา งทางเทคโนโลยี 50 3.2.2 การเปล่ียนแปลงผลติ ภาพปจ จยั การผลติ 53 3.3 สรปุ และขอ เสนอแนะ 57 บทท่ี 4 การจา งงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย 57 4.1 ปจ จัยที่กาํ หนดคาจา งในอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 57 4.1.1 การคดั สรรบคุ ลากร (Recruitment) 59 4.1.2 ลักษณะการจา งงาน 59 4.1.3 การจางพนักงานตางชาติ 60 4.1.4 คาจางแรงงานและคา ตอบแทนอืน่ ๆ 61 4.1.5 สวสั ดิการโรงแรม 61 4.1.6 การเพม่ิ ทักษะแรงงาน 64 4.2 ผลการประมาณคา แบบจาํ ลอง wage determination ของแรงงานใน อตุ สาหกรรมโรงแรม 68 4.3 สรุป 73 บทท่ี 5 บทสรปุ 73 5.1 ประสทิ ธภิ าพการดาํ เนนิ งานของอตุ สาหกรรมโรงแรมในอาเซียน 73 5.2 ประสิทธภิ าพการดําเนินงานของอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 74 5.3 การกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม 76 5.4 ขอเสนอแนะเชงิ นโยบาย 76 5.4.1 ขอเสนอแนะกลยทุ ธร ะดับอตุ สาหกรรมและแรงงาน 79บรรณานกุ รม 87ภาคผนวก 89 ภาคผนวก ก ตัวแปรและขอ มลู ของธุรกิจโรงแรมในแตล ะจงั หวัด 95 ภาคผนวก ข ประเด็นในการสัมภาษณ 97 ภาคผนวก ค แบบสอบถาม xiv
สารบญั ตาราง ตารางที่ 1.1 จํานวนโรงแรมในกลมุ ประเทศอาเซยี นแยกตามประเภทโรงแรมในเครือ หนา ตารางท่ี 1.2 จํานวนโรงแรมในเครือทีต่ ั้งอยใู นประเทศอาเซยี น ตารางที่ 1.3 ขอมลู ของโรงแรมที่เปน ชดุ ตัวอยา งในการวิเคราะหป ระสทิ ธิภาพ 18 ตารางที่ 1.4 จาํ นวนโรงแรมและเกสตเฮา สท ่เี ปนชุดตวั อยา งในแตละโซนและจงั หวดั 18 ตารางท่ี 1.5 วธิ ีการดําเนนิ การวจิ ัย 19 ตารางท่ี 1.6 ขั้นตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรม 21 24 โรงแรมไทย 25 ตารางที่ 2.1 ผลงานการศึกษาการวัดประสิทธิภาพของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell 30 ทีส่ าํ คัญ ตารางที่ 3.1 ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพและองคประกอบของความดอยประสิทธภิ าพ 39 ตารางที่ 3.2 ประสิทธภิ าพและอตั ราสว นชองวางทางเทคโนโลยีในการดาํ เนนิ งาน 40 ตารางที่ 3.3 ราคาหอ งพักเฉลี่ย รายรบั มลู คาเพิ่ม และผลติ ภาพการใชแรงงานและ 42 หอ งพัก 45 ตารางที่ 3.4 ประสทิ ธิภาพและอัตราสว นชอ งวางทางเทคโนโลยีในการดําเนนิ งาน 47 ตารางที่ 3.5 องคประกอบของความดอ ยประสทิ ธภิ าพภายในกลุมเดียวกัน 49 ตารางที่ 3.6 องคป ระกอบของความดอ ยประสิทธภิ าพระหวางกลมุ (meta-frontier) 51 ตารางที่ 3.7 ประสิทธภิ าพและการเปล่ยี นแปลงผลติ ภาพปจจัยการผลิตของธุรกจิ 63 โรงแรมและเกสตเฮา สใ นแตล ะจงั หวดั ของประเทศไทย 65 ตารางท่ี 4.1 สรุปจุดแข็งและจดุ ออนของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย 65 ตารางที่ 4.2 สถิติเชงิ พรรณนาของกลมุ ตวั อยา ง 66 ตารางท่ี 4.3 คา จา งแรงงานแยกตามเมืองที่ตงั้ และแผนก 66 ตารางที่ 4.4 คาจา งตามแผนก และ ระดบั ของตําแหนง งาน ตารางที่ 4.5 เปรียบเทียบคา จา งของแตละแผนกเทยี บระหวา งการมปี รญิ ญาดา น 67 68 การทองเทย่ี วหรอื โรงแรม 69 ตารางท่ี 4.6 ตวั แปรทใี่ ชว ิเคราะหในแบบจําลอง 70 ตารางท่ี 4.7 ผลการประมาณคาแบบจาํ ลอง Wage determination 71 ตารางท่ี 4.8 การวิเคราะหป จจยั ภายนอกทส่ี ง ผลตอสถานการณแรงงานไทย ตารางที่ 4.9 กรอบแนวคิดการวิเคราะห TOWS Matrix แรงงานไทยตารางท่ี 4.10 แนวทางการพฒั นากลยุทธก ารพฒั นาคุณภาพแรงงานไทยxv
สารบญั รปูรูปที่ 1.1 meta-frontier และเสน พรมแดนกลมุ (individual frontiers) หนารูปที่ 1.2 การประเมนิ การเปล่ยี นแปลงประสิทธภิ าพในการจดั การที่พจิ ารณาทางดา น ผลผลติ 12 13 xvi
บทท่ี 1 บทนาํ1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในป พ.ศ. 2540 ภาคการทองเท่ียวกลายมาเปนหน่ึงในภาคเศรษฐกิจที่สําคัญของระบบเศรษฐกิจไทย และดวยความไดเปรียบเทียบในเรื่องของทําเลที่ตั้ง ความหลากหลายของทรัพยากรการทองเทย่ี ว ความพรอ มของสง่ิ สนบั สนนุ ทางดา นการทองเท่ียว และการบริการท่ีเปนมิตรของคนไทย ทําใหการทองเท่ียวของไทยเติบโตอยางตอเนื่องมากวา 3 ทศวรรษ โดยในป พ.ศ. 2553ไทยมีนักทองเที่ยวตางชาติมาเยือนมากเปนลําดับท่ี 16 ของโลก หรือเปนลําดับ 4 ในภูมิภาคเอเชีย (รองจากจีน มาเลเซีย และฮอ งกง ตามลาํ ดบั ) และมีรายรับจากการทองเทีย่ วมากเปนลําดับที่ 11 ของโลก หรือลําดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย (รองจากจีน และฮองกง ตามลําดับ) (UNWTO, 2011) โดยมีจํานวนและรายรับจากนักทองเที่ยวตางชาติประมาณ 15.9 ลานคน และ 5.9 แสนลานบาท ตามลําดับ (กระทรวงการทองเท่ียวและกีฬา, 2554) นอกจากนี้จากการประมาณการของ World Travel & Tourism Council(WTTC) พบวา ในป พ.ศ. 2553 ไทยจะมีมูลคาเพ่ิมจากอุตสาหกรรมทองเที่ยวคิดเปนรอยละ 6.2 ของผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติ และเม่ือรวมผลกระทบตออุตสาหกรรมอื่นๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีเกี่ยวเน่ืองกับการทองเที่ยวจะมีสัดสวนตอผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติสูงถึงรอยละ 13.9 และจะกอใหเกิดการจา งงานประมาณ 4.0 ลานคน หรือคิดเปนรอยละ 10.4 ของการจางงานทัง้ หมดของไทย (WTTC, 2010) ปจจุบันประเทศในอาเซียนมีการพัฒนาการทองเท่ียวข้ึนเปนลําดับ ในอนาคตอันใกลน้ีประเทศเหลา น้ีกําลังเปนคูแขงสําคัญของไทย จึงทําใหในอนาคตการแขงขันในอุตสาหกรรมโรงแรมที่เปนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สําคัญของการทองเที่ยวจะทวีความรุนแรงมากข้ึน ประกอบกับตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงคการทองเที่ยวท่ีเกิดจากความเสี่ยงทางดานภัยพิบัติทางธรรมชาติ (naturaldisasters) การกอการราย (terrorism) โรคระบาด (outbreak) และความไมมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (political instability) รวมท้ังวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และกลุมประเทศสหภาพยุโรปนอกจากน้ีในระยะยาวผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกจะมีผลกระทบตอการทองเที่ยวและแหลงทองเท่ียวอยางหลีกเล่ียงไมได (มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2552) ทําใหอุตสาหกรรมโรงแรมของไทย 1
รายงานฉบบั สมบูรณจําเปนตองปรับปรุงระบบการดําเนินงาน/การบริหารจัดการใหมีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้นแทนการแขงขันดวยการทาํ สงครามราคากบั คแู ขงทีอ่ าจนํามาสูก บั ดกั ราคาต่าํ อยา งถาวรในอุตสาหกรรมโรงแรมของไทย การเพ่ิมประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการเปนหนึ่งในปจจัยสําคัญท่ีชวยเสริมสรางความสามารถในการแขงขันของโรงแรมในระยะส้ัน ขณะที่การเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการดําเนินงาน/การจัดการจะนํามาซึ่งความสามารถในการแขงขันของโรงแรมในระยะยาว (อัครพงศ อั้นทองและมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2552) ขณะเดียวกันการพัฒนาประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการภายใตการประยุกตใชแนวคิดการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) ในการดําเนินงานระหวางธุรกิจ เปนกลยุทธการบริหารทชี่ วยใหธุรกิจทราบตําแหนงความสัมพันธกับธุรกิจที่มีผลิตภาพและกําไรที่สูงกวา การเปรียบเทียบสมรรถนะในการดําเนินงานจึงเปนเครื่องมือสําคัญในการจัดการท่ีมีประโยชนและทําใหทราบชองวางของผลประกอบการและกลยุทธในการแขงขัน รวมท้ังสามารถนํามาใชคนหาปจจัยที่จะใชพัฒนาธุรกิจใหประสบความสําเร็จ และกระตุนใหเกิดการเรียนรูและการพัฒนาตัวเองอยางรวดเร็ว (Fuchs andWeiermair, 2004) นอกจากการเพ่ิมประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการแลว อุตสาหกรรมโรงแรมจําเปนตองมีการพัฒนากําลังแรงงานเพื่อยกระดับความสามารถในการแขงขันของตนเอง เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงแรมเปนอุตสาหกรรมที่มีการใชแรงงานอยางเขมขน (labor intensive) ดังนั้นการเพ่ิมความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรม สวนหนึ่งตองอาศัยการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย (human capital) ดวยการยกระดับการศึกษา (education) หรือการฝกอบรม(training) ใหกับแรงงานที่ทํางานในอุตสาหกรรมโรงแรม อยางไรก็ตามการลงทุนดานการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาทักษะฝมือแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมยังมีประเด็นปญหาท่ีตองวิจัยเพ่ิมเติม โดยเฉพาะประเด็นของการผลิตกําลังคนที่ไมสามารถตอบสนองตอความตองการของอุตสาหกรรมไดอยางแทจริงและประเด็นของรูปแบบลักษณะการพัฒนาแรงงานท่ีวา ควรจะพัฒนาแรงงานในทักษะใดระหวาง generalskills หรือ specific skills ที่จะมีสวนชวยเพ่ิมคุณภาพของแรงงานที่ตรงกับความตองการของภาคอตุ สาหกรรม ดังนั้นเพื่อเปนการยกระดับความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมโรงแรมใหสามารถแขงขันไดในอนาคตภายใตสภาพการแขงขันท่ีรุนแรงมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต โครงการวิจัยนี้จึงมุงเนนท่ีจะประยุกตใชแนวคิดและเคร่ืองมือทางเศรษฐศาสตรในการศึกษาเชิงประจักษเพ่ือใหไดมาซ่ึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม และแนวทางการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมเพ่ือเปนแนวทางในการลงทุนพัฒนาทักษะของแรงงานใหตรงกับความตองการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนํามาสูการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทยตอไป ผลการศึกษาที่ไดเปนประโยชนตอการวางนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับอุตสาหกรรมที่จะนํามาสูการเพิ่มความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทยเพ่ือรองรับการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการแขงขันที่ทวีความรุนแรงมากข้ึนในอนาคต ทั้งน้ีขอมูลที่ไดจากการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) ในการดําเนินงานของโรงแรมเปนขอมูลสําคัญท่ีใชในการยกระดับผลการดําเนินงานของผูประกอบการ ขณะท่ี 2
ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมขอมูลท่ีไดจากการวิเคราะหปจจัยที่กําหนดคาจางแรงงานจะเผยใหเห็นถึงทักษะแรงงานท่ีตรงกับความตองการของผูป ระกอบการและแนวทางการพฒั นาบุคลากรในธุรกิจโรงแรม1.2 วัตถุประสงคของการวจิ ัย 1) ประเมินและเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงานของธรุ กิจโรงแรมในเครอื ตา งประเทศท่ีเปดดาํ เนนิ งานในภูมภิ าคอาเซยี น 2) คน หาปจจยั ทีม่ ีสว นชวยกระตุนใหธ รุ กจิ โรงแรมมกี ารดําเนนิ งานทม่ี ปี ระสิทธภิ าพเพ่ิมขน้ึ 3) วิเคราะหปจ จยั ที่กําหนดคาจา ง (wage determination) ในอตุ สาหกรรมโรงแรม 4) คน หาแนวทางการการพฒั นาแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมทีส่ อดคลองกับความตอ งการของผปู ระกอบการ1.3 ขอบเขตของการวิจยั การศึกษาน้จี ะแบง แนวทางการศึกษาและการวเิ คราะหขอ มลู เปน 3 สวนท่ีสําคัญ คอื 1) การประเมนิ ประสทิ ธภิ าพและอัตราสว นชองวา งในการดาํ เนินงานของธรุ กิจโรงแรมในประเทศอาเซียนที่สําคัญ 4 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร และไทย โดยประยุกตใชวิธี dataenvelopment analysis (DEA) ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure (SBM) ของ Tone (2001)รวมกับการวิเคราะห meta-frontier ท่ีเสนอโดย Battese and Rao (2002) ในการวิเคราะหใชขอมูลโรงแรมท่ีตั้งอยูในประเทศอินโดนีเซีย 5 แหงมาเลเซียจํานวน 15 แหง สิงคโปร 22 แหง และไทย12 แหง รวมท้ังหมด 54 แหง ซึ่งไดขอมูลจากฐานขอมูล Hoover และจากการสืบคนขอมูลจาก web siteของโรงแรมทเี่ ปนผลการดําเนินงานในป พ.ศ. 2556 2) การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทย โดยประยุกตใชวิธีการเชนเดียวกันขางตนในการประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยภายใตส ภาพแวดลอ ม ทําเลทีต่ ัง้ และเงื่อนไขทางธุรกิจท่ีแตกตางกัน ในการวิเคราะหไดคัดเลือกขอมูลโรงแรมและเกสตเฮาสที่ตั้งอยูในโซนที่แตกตางกัน 8 โซน จํานวน 921 แหง จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2554 สาํ หรบั การประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต (total factorproductivity) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยในชวงระหวางป พ.ศ. 2550-2554 โดยการวิเคราะหเปรยี บเทยี บการดาํ เนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮา สท่เี ปนขอ มูลในระดบั จงั หวัด และใชวธิ ีDEA ที่เปนแบบจําลอง BCC ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงาน และใช Malmquist productivityapproach ประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และเทคโนโลยีในการดําเนินงาน โดยใชวิธีท้ังสองวิเคราะหขอมูลของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในภาพรวมระดับจังหวัดจํานวน 75 จังหวัด จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2551 และ 3
รายงานฉบับสมบูรณพ.ศ. 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซึ่งเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554ตามลาํ ดับ 3) การวิเคราะห wage determination ของแรงงานท่ีทํางานอยูในภาคอุตสาหกรรมโรงแรมที่ต้ังอยูในแหลงทองเที่ยวท่ีสําคัญของประเทศไทย 4 แหง ไดแก เชียงใหม ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯโดยจะคดั เลือกแรงงานตวั อยางตามระดบั คณุ ภาพโรงแรมและลักษณะงานทีแ่ ตกตางกนั1.4 แนวคิด และแบบจําลองทีใ่ ชในการศกึ ษา 1.4.1 การเปรียบเทยี บสมรรถนะ (benchmarking) การเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) เปนวิธีการท่ีชวยใหธุรกิจ/องคกรสามารถเปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติของตนเอง (performance) กับแนวทางปฏิบัติท่ีเปนมาตรฐาน (standard) หรือแนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศ (best practices) และสามารถนํามาใชคนหาปจจัยที่จะใชพัฒนาหรือยกระดับการดําเนินงานของธุรกิจ/องคกรใหประสบความสําเร็จ รวมทั้งกระตุนใหเกิดการเรียนรูและการพัฒนาตัวเองอยางรวดเร็ว (Fuchs and Weiermair, 2004) วิธีการน้ีจะพิจารณาศึกษาตนเองและธุรกิจ/องคกรที่มีมาตรฐานหรือมีผลงานดีที่สุดอยางเปนระบบผานการประเมินดวยดัชนีช้ีวัดในเชิงเปรียบเทียบ โดยชองวางหรือระยะหาง (gap) จากการประเมินจะช้ีใหเห็นถึงจุดแข็งและจุดออนของตนเองเมื่อเทียบกับคูแขงหรือธุรกิจ/องคกรท่ีใชเปรียบเทียบ รวมท้ังทราบทิศทางที่ธุรกิจ/องคกรตองเรงรัดพัฒนาในอนาคตหรอื แนวทางการปรับปรุงการดาํ เนินงานหรือการบริหารจัดการของตนเองใหดีข้ึน (Kozak and Nield, 2001;Wöber, 2002; Kozak, 2004) ดังนั้นในปจจุบันท้ังภาครัฐและเอกชนจึงมีการประยุกตใชวิธีการเปรียบเทียบสมรรถนะอยางกวางขวาง เน่ืองจากเปนเครื่องมือสําคัญที่ใชในการพัฒนาความไดเปรียบในการแขงขัน (Dorsch and Yasin, 1998; Kozak, 2002) และนํามาซึ่งความสําเร็จในการดําเนินงานของธุรกิจ/องคก ร แมวาวิธีการเปรียบเทียบสมรรถนะสามารถทําไดทั้งในเชิงปริมาณ (quantitative) และเชิงคุณภาพ(qualitative) แตสวนใหญนิยมใชวิธีวัดในเชิงปริมาณดวยตัวช้ีวัดตางๆ เนื่องจากมีความงายในการวัดและสามารถนําตัวชี้วัดดังกลาวมาเปรียบเทียบใหเห็นในเชิงประจักษได (Phillips andAppiah-Adu, 1998) โดยท่ัวไปการเปรียบเทียบสมรรถนะสามารถทําไดสอง 2 แนวทาง (Wöber, 2002)คือ 1) การเปรียบเทียบภายใน (internal benchmarking) ท่ีเปนการวิเคราะหการปฏิบัติงานภายในธุรกิจ/องคกร และ 2) การเปรียบเทียบภายนอก (external benchmarking) เปนการเปรียบกับธุรกิจ/องคกรท่ีสนใจ โดยสามารถแบงเปนการเปรียบเทียบสมรรถนะกับแนวทางปฏิบัติท่ีเปนเลิศ (เปรียบเทียบกับกลุมท่ีแตกตางกัน) การเปรียบเทียบสมรรถนะการแขงขัน (เปรียบเทียบกับคูแขง) และการเปรียบเทียบสมรรถนะภายในกลุม (เปรียบเทียบกับสมาชิกภายในกลุมท่ีคลายคลึงกัน ซ่ึงไมจําเปนตองเปนคูแขง)(Wöber, 2002; Lennon, Smith, Cockerell and Trew, 2006) อยางไรก็ตาม การศึกษาในอดีตนิยมใชการเปรียบเทียบสมรรถนะกับแนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศ หรือท่ีเรียกวา “Generic Benchmarking” เน่ืองจาก 4
ประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมวิธกี ารนจ้ี ะทาํ ใหธ รุ กจิ /องคกรสามารถเรียนรแู ละปรับปรุงตวั เองภายใตการปฏิบัติตามแนวทางที่เปนเลิศที่ไดรับการยอมรับทั้งในระดับชาตแิ ละนานาชาติ (Kozak, 2004) การประยุกตใชการเปรยี บสมรรถนะการดําเนนิ งานของโรงแรมทด่ี ําเนินงานในพ้นื ทห่ี รือประเทศท่ีแตกตางกันยังคงมีอยูจ าํ นวนนอ ยมาก สว นใหญเปนการเปรยี บเทยี บสมรรถนะการดําเนินงานของโรงแรมภายในประเทศเดียวกัน เชน การศึกษาของ Morey and Dittman (1995) Wöber (2002) Kaosa-ard andUntong (2005) Untong et al. (2011) เปนตน สวนใหญนิยมเปรียบเทียบสมรรถนะดวยการประเมินประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงานหรือการจัดการของโรงแรมภายใตพื้นฐานแนวคิดของ Farrell (1957) ดวยการประยุกตใชวิธีวิเคราะหเชิงปริมาณท่ีสําคัญสองวิธี คือ data envelopment analysis (DEA) และ stochasticfrontier approach (SFA) (Cracolici and Rietveld, 2008; Untong et al., 2011) แนวทางดังกลาวเปนการเปรียบเทียบสมรรถนะกบั แนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดําเนินงานหรือการจัดการผลลัพธท่ีไดเผยใหเห็นขอมูลเชิงประจักษเก่ียวกับประสิทธิภาพในการดําเนินงานหรือการจัดการท่ีไดจากการเปรียบเทียบกันในกลุมตัวอยาง และสามารถนําผลลัพธดังกลาวมาเปรียบเทียบและจัดลําดับความมีประสิทธิภาพได นอกจากนี้แนวทางดังกลาวยังแสดงใหเห็นถึงสาเหตุของความดอยประสิทธิภาพ ซึ่งเปนขอมูลสําคัญสําหรับใชปรับปรุงหรือยกระดับประสิทธิภาพของโรงแรม ดังน้ันโครงการวิจัยน้ีจึงประยุกตใชแนวทางดังกลาวในการเปรียบเทียบสมรรถนะการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมที่ดําเนินงานในประเทศที่เปนแหลงทองเทย่ี วทสี่ ําคัญในภูมิภาคอาเซียน 1.4.2 แนวคิดการวัดประสิทธภิ าพภายใต frontier approach ประสิทธิภาพการดําเนินงานเปนหน่ึงในส่ิงสําคัญในการดําเนินงานของธุรกิจ (Hwang andChang, 2003; อัครพงศ อั้นทอง และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2552) และนิยมใชเปนหนึ่งในดัชนีเปรียบเทียบสมรรถนะการแขงขันระหวางธุรกิจภายในกลุมอุตสาหกรรมเดียวกัน (Kaosa-ard and Untong, 2005;มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2552) การประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (Relative efficiency)ตามแนวคิดของ Farrell (1957) ทั้งวิธี data envelopment analysis (DEA) และ stochastic frontierapproach (SFA) เปนวิธีเชิงปรมิ าณที่นิยมใชอยางกวางขวางในปจจุบัน วิธี DEA ท่ีใชสวนใหญอยูภายใตขอสมมติ constant returns to scale (CRS ทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง CCR) (Charnes, Cooper and Rhodes,1978) และ variable returns to scale (VRS ทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง BCC) (Banker, Charnes andCooper, 1984) รวมทงั้ Malmquist productivity approach ท่พี ฒั นาบนพืน้ ฐานของวิธี DEA สําหรับประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจจัยการผลิต (Färe, Grosskopf, Yaisawarng, Liand Wang, 1990; Hwang and Chang, 2003; อัครพงศ อ้ันทอง และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2552) สวนวิธีSFA มีทั้งท่ีเปนแบบจําลอง error components (Anderson, Fish, Xia and Michello, 1999; Barros, 2004)และ technical efficient effect (มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2548, อัครพงศ อั้นทอง, พนินท เครือไทยและม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554) นอกจากนี้มีการเสนอการวิเคราะห meta-frontier สําหรับประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบในกรณีที่หนวยธุรกิจมีเทคโนโลยีการผลิตหรือการดําเนินงานท่ีแตกตางกันภายใตอตุ สาหกรรมเดียวกัน (อคั รพงศ อ้นั ทอง, พนนิ ท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2554) 5
รายงานฉบบั สมบรู ณ วิธี DEA มีขอจํากัดหลายประการ เมื่อเทียบกับวิธี SFA เชน การไมมีคาคลาดเคลื่อน (errorterm) หมายความวา ความคลาดเคลื่อนถูกรวมอยูในคาประสิทธิภาพท่ีประเมินได การไมมีขอสมมติเกี่ยวกับการแจกแจงของคาความไมมีประสิทธิภาพ การไมมีการทดสอบทางสถิติของคาประสิทธิภาพที่คํานวณได และการออนไหวตอคาสุดโตง (Barros, 2006; Barros and Dieke, 2008) อยางไรก็ตามวิธี DEA มีขอไดเปรียบหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชน สามารถใชในกรณีที่มีปจจัยนําเขาและผลผลิตหลายชนิด (multiple inputs and outputs) ไมจําเปนตองคํานึงถึงรูปแบบฟงกชันฟอรม หรือแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร และสามารถใชในกรณีท่ีขอมูลหรือกลุมตัวอยางมีจํานวนนอย [จํานวนตัวอยางขั้นตํ่าสําหรับวิเคราะหดวยวิธี DEA คือ 3 คูณ (จํานวนผลผลิต+จํานวนปจจัยการผลิต) (Raab and Lichty,2002)] เปนตน ดังน้ันหากในการศึกษามีขอมูลจํานวนนอย หรือไมสามารถกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตรหรือรูปแบบฟงกชันฟอรมท่ีถูกตองและเหมาะสมได วิธี DEA จึงเหมาะสมมากกวาวิธี SFA(อัครพงศ อน้ั ทอง, 2548; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011) ดวยขอจํากัดของขอมูล และการกําหนดตัวแปรผลผลิตและปจจัยการผลิตในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม รวมทั้งความยากในการกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร ดังน้ันวิธี data envelopmentanalysis (DEA) จึงเปนวิธีท่ีเหมาะสมจะนํามาประยุกตใชในกรณีนี้ (Coelli, Rao, O’Donnell and Battese,2005; Untong, 2005; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011) โดยการศึกษานี้จะประยุกตใชวิธีDEA ท่ีเปนแบบจําลอง slacks-based measure (SBM) ท่ีพัฒนาโดย Tone (2001) และประยุกตใชการวเิ คราะห meta-frontier ทเ่ี สนอโดย Battese and Rao (2002) ในการประเมนิ ประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการบริหารจัดการของธุรกิจโรงแรมท่ีเปดดําเนินงานในประเทศท่ีสําคัญของภูมิภาคอาเซียน ซ่ึงมีสภาพแวดลอมทางสังคม วัฒนธรรมและทําเลท่ีต้ังแตกตางกัน โดยมีรายละเอียดของวิธีการท้ังสองพอสังเขปในหวั ขอ ตอไป 1.4.3 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพดวยวิธี DEA วิธี DEA เปนที่นิยมใชประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (relative efficiency) ตามแนวคิดของ Farrell (1957) และมีการนําเสนอครั้งแรกโดย Charnes, Cooper and Rhodes (1978) ภายใตขอสมมติ constant returns to scale (CRS) โดยทั่วไปเรียกวา แบบจําลอง CCR โดยสมมติใหหนวยตดั สินใจ (decision making unit, DMU) ทกุ หนว ยดําเนนิ การผลิต ณ ระดับท่เี หมาะสม (optimal scale) Charnes et al. (1978) เสนอแบบจําลองคณิตศาสตรสําหรับประเมินประสิทธิภาพของหนวยผลิต n หนวย ในวิธี DEA เรียกวา หนวยตัดสินใจ (DMU) แตละหนวยตัดสินใจใชปจจัยนําเขา m ชนิดเพอื่ ผลติ ผลผลติ s ชนิด เมือ่ สมมติให DMUo ใชป จ จัยนําเขาชนิดท่ี i จํานวน xio (xio 0) เพื่อผลิตผลผลิตชนิดที่ r จํานวน yro(yro 0) ประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของ DMUo วัดไดจากสัดสวนผลผลิตตอปจจัยนําเขาเมื่อเทียบกับสัดสวนดังกลาวของทุกหนวยตัดสินใจ (DMUj โดยท่ี j = 1, 2,…, n) 6
ประสิทธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมประสิทธิภาพของแตละ DMU สามารถประเมินไดจากการหาคาสูงสุดของสัดสวนของผลผลิตที่ถว งน้าํ หนักตอ ปจ จยั นําเขาทีถ่ ว งนาํ้ หนักภายใตเง่ือนไขของสัดสว นดังกลาวของหนว ยตัดสนิ ใจทกุ หนวยท่ีพิจารณา รวมถึง DMUo คาประสิทธิภาพดังกลาวมีคานอยกวาหรือเทากับ 1 แสดงไดดังน้ี (Cooper,Seiford and Zhu, 2004) max ho (,) r r yro iixio r r yrjsubject to i i x ij 1 ; j = 1,…, n และ r , i 0; i, r (1)โดยที่ xij คอื จาํ นวนปจ จยั นําเขา ที่ I ของหนว ยตดั สนิ ใจ jyrj คือ จํานวนผลผลติ ที่ r ของหนวยตัดสนิ ใจ jr คือ คาถว งนํา้ หนกั ของผลผลติ ri คือ คาถวงนาํ้ หนักของปจ จยั นําเขา in คือ จํานวนหนวยผลิตs คอื จาํ นวนผลผลติm คือ จาํ นวนปจ จยั นาํ เขาการแกปญ หาโปรแกรมเชิงคณิตศาสตรของแบบจําลองท่ี (1) อาจมีจํานวนอนันต หาก (*, *) คือคําตอบที่เหมาะสม (optimal solution) ดังนั้น (*,*) ก็เปนคําตอบที่เหมาะสมเชนเดียวกันสาํ หรับทุกๆ คาท่ี > 0 เพอื่ หลีกเล่ียงปญหาดังกลาวจึงเพ่ิมเงื่อนไข m 1 เขาไปในแบบจําลองที่ i x io i1(1) และจดั รปู ใหมด ังนี้ (Coelli, Rao, O’Donnell and Battese, 2005)subject to s 0 max z ryro (2) r 1 sm ryrj ixij r1 i1 m ixio 1 i1 r , i 0แบบจําลองที่ (2) เปนรูปแบบทวีคูณ (multiplier form) โดยปญหาควบคู (dual problem) ท่ีอยูในรูปแบบหอหุม (envelop form) ของแบบจาํ ลองน้ี คือ 7
รายงานฉบับสมบูรณ min subject to n ; i 1,2,,m; xij j xio ; r 1,2,,s; (3) ; j 1,2,,n j1 n yrj j yro j1 j ,0คา เปน คาประสทิ ธิภาพของแตละหนวยตัดสินใจ โดยมีคาระหวาง 0-1 หากหนวยตัดสินใจใดมีคา เทา กับ 1 หมายความวา หนว ยตัดสนิ ใจนนั้ มีประสทิ ธภิ าพตามแนวคิดของ Farrell (1957)แบบจําลองท่ี (3) มีชื่อเรียกโดยท่ัวไปวาแบบจําลอง CCR เปนแบบจําลองท่ีสมมติใหหนวยตัดสินใจทุกหนวยดําเนินการผลิต ณ ระดับที่เหมาะสม ดังนั้นหาก DMU ดําเนินการผลิต ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม ผลลัพธท่ีไดจากแบบจําลอง CCR จะขาดความนาเช่ือถือและความเท่ียงตรง ดังนั้น Banker,Charnes and Cooper (1984) จึงเสนอแบบจําลองใหมภายใตขอสมมติ variable returns to scale(VRS) หรือเรียกวา แบบจําลอง BCC เพื่อใหมั่นใจวาเปนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ DMUขนาดเดียวกันอยางแทจริง (Untong et al., 2011) โดยเพิ่มขอจํากัดคาความโคง (convexity constraint) nnj 1 เขาไปในแบบจําลอง ตอมาเปล่ียนเปน j 1 เพ่ือใหสามารถประเมินคาประสิทธิภาพj1 j1ในชว ง non-increasing returns scale (NIRS) ได ดงั นัน้ แบบจาํ ลอง BCC ที่นิยมใช คือ * min nsubject to ; i 1,2,,m; xij j xio 0 j1 n ; r 1,2,,s; yrj j yro 0 j1 n ; j 1,2,,n j 1 j1 j 0 (4)การประเมินประสิทธิภาพภายใตขอสมมติ CRS (TECRS) ประกอบดวย scale efficiency (SE) และpure technical efficiency (TEVRS) หากหนวยตัดสินใจดําเนินการผลิต ณ ระดับที่ไมเหมาะสมคา TECRS และ TEVRS มีคาไมเทากัน และ TECRS TEVRS ไดคา SE โดยคา TECRS, TEVRS และ SE มีคาระหวา ง 0-1 โดยที่ TECRS = TEVRS SE 8
ประสทิ ธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมอยางไรก็ตาม DMU ท่ีมีประสิทธิภาพ (* 1) ตามแนวคิดของ Farrell (1957) จะตองไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน (excesses in inputs, si ) และผลผลิตสวนขาด (shortfalls in output: sr )หรือไมมี slacks (s) ดังนั้น Charnes, Clark, Cooper and Golany (1985) จึงเสนอแบบจําลองใหมเพ่ือใหม่ันใจวา DMU ทม่ี ีประสทิ ธิภาพจะไมมี slacks ดงั นี้ * min m si s s r r 1 n i1subject to xij j si xio ; i 1,2,,m; j1 n yrj j sr yro ; r 1,2,,s; j1 n j 1 j1 j , si , sr 0 ; i, j, r (5)เงื่อนไขจําเปนและเพียงพอสําหรับหนวยตัดสินใจ jo จะบรรลุประสิทธิภาพ คือ * = 1,sio* sio * 0 หนวยตัดสินใจ jo มีคาประสิทธิภาพเทากับ 1 หรืออยูบนเสนพรมแดน สวนคาความไมมีประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ jo สามารถหาไดจาก xij *xio sio* และ yrj yro sro*เม่อื sio* คือ ปจจัยนําเขา สวนเกิน และ sro* คอื ผลผลติ สว นขาดของหนว ยตดั สินใจ jo1.4.4 การประเมินประสทิ ธภิ าพดว ยวิธี slacks-based measure คาประสิทธิภาพท่ีไดจากแบบจําลอง CCR และ BCC เรียกวา ratio or radial efficiencyโดยท่ัวไปแทนดวยสัญลักษณ * (Du, Liang and Zhu, 2010; Tone, 2001; 2002) โดย DMU ท่ีมีคาดังกลาวเทากับ 1 (* 1) เปน DMU ท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด หรืออยูบนเสนพรมแดน (frontier)กรณีดังกลา ว DMU จะไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน (excesses in inputs) และผลผลิตสวนขาด (shortfallsin output) หรอื ไมม ี slacks อยางไรก็ตามแบบจําลอง CCR และ BCC เปนการวิเคราะหบนพื้นฐานของสัดสวนที่ลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ของปจจัยการผลิต (หรือผลผลิต) ไมไดพิจารณา slacks ของปจจัยการผลิตและผลผลิตโดยตรงดังน้ัน Tone (2001) จึงเสนอแบบจําลองที่เปนวิธีวัดแบบ slacks-based measure (SBM)ที่จัดการกับ slacks ของปจจัยการผลิตและผลผลิตโดยตรง วิธีดังกลาวยังคงใหคาประสิทธิภาพระหวาง 0-1แบบจําลอง SBM ของ Tone (2001) มลี ักษณะดังนี้ 9
รายงานฉบับสมบูรณ สมมติใหมี DMU จํานวน n หนวย และแตละหนวยผลิตผลผลิต (Y) s ชนิด โดยใชปจจัยนําเขา(X) m ชนิด เมื่อกําหนดใหหนวยผลิตที่ j เขียนแทนวา DMUj (j=1,…,n) ใชปจจัยนําเขา i(xij; i=1,…, m) ในการผลิตผลผลิต r (yrj; r=1,…, s) ดังนั้นเมตริกซของผลผลิต คือ Y (yrj sn)และปจจัยนําเขา คือ X (xij mn) ซึ่งมีคามากกวาศูนย (Y > 0, X > 0) โดยเซตของการผลิตท่ีเปนไปได (P) มลี กั ษณะดังน้ี P {(x,y) | x X, y Y, 0} (6)โดยที่ เปนเวกเตอรข องจํานวนจริงทมี่ คี า เปนบวก (n ) เมอื่ พจิ ารณาการผลิตของ DMUo(xo, yo) ท่มี จี ํานวนปจ จัยการผลติ (xo) และผลผลติ (yo) ดงั น้ี xo X s และ yo Y s ; , 0, s 0, s 0 (7) โดยที่ s เปนเวกเตอร slacks ท่ีเปนจํานวนจริงท่ีมีคาเปนบวก s m คือ ปจจัยการผลิตสวนเกิน และ s s คือ ผลผลิตสวนขาด จากเง่ือนไขที่กําหนดให X 0 และ 0ทาํ ให xo s ดงั น้ันจาก s และ s สามารถนิยามดัชนี สําหรับประเมินประสิทธิภาพของ DMUoไดดังนี้ 1 (1/ m)mi1si / xio ; 01 (8) 1 (1/ srs1sr / yro ) โดยแกปญหาแบบจําลอง จากแบบจําลองท่ี (8) สามารถประเมินประสิทธิภาพของ DMUOคณิตศาสตรด งั นี้ (Tone, 2001) minimize 1 (1/ m)im1si / xio subject to 1 (1/ srs1 yro ) s r / xo X s yo Y s , 0, s 0, s 0 (9) จากแบบจําลองที่ (9) ประยุกตใช Charnes-Cooper transformation (Charnes et al., 1978)แปลงใหอยูในรูปแบบปญหา linear programming เม่ือแกปญหาเพ่ือหาคําตอบที่เหมาะสม (optimalsolution) ทําใหทราบคา *, *, s* และ s* ณ จุดท่ี DMUO มีประสิทธิภาพ คา * 1 ภายใตเง่ือนไขที่ s* = 0 และ s* = 0 หมายความวา ไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน หรือผลผลิตสวนขาด(Tone, 2001) 10
ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมการศึกษานี้ประยุกตใชแบบจําลอง SBM ท่ีพิจารณาประสิทธิภาพดานปจจัย (input-oriented)ท่ีเปนการจัดการกับ weighted distance ทางดานปจจัยการผลิต โดยคงไวซ่ึงผลผลิตในระดับเดิม (statusquo) ดังน้ันจากแบบจําลองที่ (9) สามารถปรับปรุงแบบจําลอง SBM สําหรับใชในกรณีดังกลาวไดดังนี้(Tone, 2001) I* = min 1 (1/ m)im1si / xio ,s,s xo X ssubject to yo Y , 0, s 0 (10)แบบจําลองท่ี (10) อยูภายใตขอสมมติ constant returns to scale ซึ่งหนวยตัดสินใจทุกหนวยตองดําเนินการผลิต ณ ระดับที่เหมาะสม (optimal scale) ดังนั้นหากหนวยตัดสินใจที่เปนชุดตัวอยางดําเนินการผลิต ณ ระดับที่ไมเหมาะสมจะตองเพิ่มขอจํากัดคาความโคง (convexity constraint)nj1j 1 เขาไปในแบบจําลองที่ (10) เพ่ือใหม่ันใจวาเปนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจขนาดเดียวกันอยางแทจริง ดังน้ันแบบจําลอง SBM ภายใตขอสมมติ variable returns to scaleมีลักษณะดงั นี้ I* = min 1 (1 / m)im1 si / xio ,s,ssubject to xo X s yo Y nj1 j 1 , 0, s 0 (11) 1.4.5 การประเมินประสทิ ธิภาพดวย meta-frontier วิธี SBM ท่ีเสนอขางตนอาจใหคาประสิทธิภาพไมถูกตอง หาก DMU ท่ีเปนชุดตัวอยางมีเทคโนโลยีในการดําเนินงานแตกตางกัน (Battese and Rao, 2002) หรือมีลักษณะทางส่ิงแวดลอมแตกตางกัน (O’Donnell, Rao and Battese, 2008) เนื่องจากเสนพรมแดนภายใตความแตกตางของเทคโนโลยีและ/หรือลักษณะทางสิ่งแวดลอมที่ไมเหมือนกัน (heterogeneous) หรือไมเปนเสนพรมแดนเดียวกัน ดังนั้น Battese and Rao (2002) จึงเสนอแนวคิดการวิเคราะห meta-frontier เพ่ือแกไขปญหาดังกลาว โดยประมาณเสน meta-frontier ที่หอหุม (envelop) เสนพรมแดนของแตละกลุม (individualfrontiers) ที่มีลักษณะไมเหมือนกัน และความแตกตางระหวางเสน meta-frontier กับ individual frontiersคือ technology gap ratio (TGR) สามารถแสดงความสมั พนั ธข องทั้งสามไดดงั รูปท่ี 1.1 11
รายงานฉบบั สมบูรณOutput Y Meta-frontier Individual frontiers Technology gap ratio 0 Input Xทม่ี า: ดัดแปลงจาก Battese, Rao and O’Donnell (2004, p.93)รปู ท่ี 1.1 meta-frontier และเสนพรมแดนกลมุ (individual frontiers)ผลลัพธทีไ่ ดจ ากการวเิ คราะหดวย meta-frontier มีดังนี้1) ความแตกตางของประสิทธิภาพภายในกลุมเสนพรมแดนเดียวกันหรือภายในกลุมที่มีเทคโนโลยีในการดําเนินงานเหมือนกัน2) ความแตกตางของประสิทธิภาพระหวางกลุมเสนพรมแดนหรือระหวางกลุมท่ีมีเทคโนโลยีในการดาํ เนนิ งานแตกตางกันภายใต meta-frontier3) technology gap ratio (TGR) ที่แสดงถึงอัตราสวนความแตกตางระหวางเทคโนโลยีของแตละกลุมกับ meta-frontier โดย TGR แสดงใหเห็นถึงชองวางทางเทคโนโลยีของหนวยผลิตท่ีอยูในกลุมหรือสภาพแวดลอมที่แตกตางกัน คาประสิทธิภาพที่ไดจาก meta-frontier มีคานอยกวาหรือเทากับคาประสิทธิภาพที่ไดจากเสนพรมแดนกลมุ (individual frontiers)การศึกษานี้ประยุกตใช SBM รวมกับแนวคิดการวิเคราะห meta-frontier ประมาณคาประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมที่เปดดําเนินงานในแตละประเทศอาเซยี นทสี่ าํ คัญ ซ่ึงไดแ ก มาเลเซีย สงิ คโปร และไทย โดยใชแบบจําลองที่ (11) ประมาณคาประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งานของแตละโรงแรมที่ตั้งอยูในแตละประเทศที่แตกตางกัน (*jgo ) และประมาณคาประสิทธิภาพการดําเนินงานของแตละโรงแรมภายใตกลุมตัวอยางทั้งหมด (*jo )จากคาประสิทธิภาพทั้งสองสามารถคํานวณหาคา TGR ท่ีแสดงถึงอัตราสวนความแตกตางระหวางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนนิ งานของแตล ะกลมุ โรงแรมที่ต้ังอยูในแตละประเทศท่ีแตกตา งกนั ดงั นี้ TGR jo *jo (12) *jgoคา TGRjo ท่ีคํานวณไดมีคาระหวาง 0-1 (Battese and Rao, 2002; Battese, Rao andO'Donnell, 2004) กรณีท่ีคา TGR jo มีคาเทากับ 1 แสดงวา DMUj มีระดับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 12
ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมในการดําเนินงานระดับเดียวกับเสน meta-frontier ดังนั้นคาประสิทธิภาพของ DMUj ท่ีวัดภายใตเสนmeta-frontier หรือเสนพรมแดนกลุมมีคาเทากัน ( *jo *jgo ) เม่ือไดคา TGR แลว จะทดสอบความแตกตางของคาเฉลย่ี TGR ระหวา งกลมุ โรงแรมท่ีต้งั อยูใ นและประเทศท่ีแตกตางกนั ดว ยวิธกี ารทางสถิติ1.4.6 การประเมินการเปลยี่ นแปลงผลติ ภาพปจจยั การผลติ วิธี DEA ที่นําเสนอในสวนที่ผานมาเปนวิธีที่ใชในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานในเชิงสถิต (static) ภายใตขอสมมติท่ีกําหนดใหเวลาคงท่ี หรือไมมีการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพหรือเทคโนโลยีในการดําเนินงาน ซ่ึงตอมาในป ค.ศ. 1990 จึงมีการพัฒนาและนําเสนอวิธี DEA ท่ีพัฒนาภายใตแนวคิด Malmquist productivity index (Malmquist, 1953) หรือเรียกกันโดยท่ัวไปวา Malmquistproductivity approach สําหรับประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต (total productivitychange) การเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพ (technical efficiency change) และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี(technological change) (Färe et al., 1992; Hjalmarsson et al., 1992; Price and Weyman-Jones,1996) ซึ่งมีการประยุกตใชศึกษากับโรงแรมหลายผลงาน เชน Hwang and Chang (2003), Barros andAlves (2004), Barros (2005a), Untong, Kaosa-ard, Ramos and Rey-Maquieira (2011) เปน ตน จากแนวคิดพ้ืนฐานของ Farrell (1957) ตอมา Cave et al. (1982) ไดเสนอแนวคิดสําหรับประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจจัยการผลิต ของหนวยตัดสินใจดงั แสดงในรปู ท่ี 1.2 ดังนี้Y D Ft+1 ณ เวลาท่ี t+1 G C F Ft ณ เวลาที่ t EB Xที่มา: ดัดแปลงมาจาก Hwang and Chang (2003)รปู ท่ี 1.2 การประเมนิ การเปลี่ยนแปลงประสทิ ธิภาพในการจัดการที่พจิ ารณาทางดานผลผลิต 13
รายงานฉบับสมบูรณ จากรปู ท่ี 1.2 กําหนดให Ft คอื เสนพรมแดน ณ เวลาที่ t และ Ft1 คือ เสนพรมแดน ณ เวลาที่ t+1 ขณะท่ี ณ จุด A t xt ,y t และ A t1 xt1,y t1 แสดง เวกเตอรของปจจัยนําเขาและผลผลิตของหนวยตดั สนิ ใจ ณ เวลาที่ t และ t+1 ตามลาํ ดับ ดังน้ันการเปล่ียนในประสิทธิภาพ (shift in efficiency: SIE) จากเวลาที่ t ถงึ เวลาที่ t+1 คือ SIE t,t1 BD EG 12 BC EF และสัดสวนระหวางประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาท่ี t+1 เทียบกับ ณ เวลาท่ี t หรือcatching-up in efficiency (CIE) คือ CIE t,t1 BA t1 EA t BD EFดังน้ันการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพโดยรวม (total efficiency change) ของหนวยตัดสินใจ ณเวลาที่ t ถงึ เวลาที่ t+1 คือ TECt,t1 CIEt,t1SIEt,t1จากแนวคิดขางตน Caves et al. (1982) และ Färe et al. (1992) ประยุกตใชฟงกชันระยะทาง(distance function) ประเมินการเปล่ยี นในประสทิ ธภิ าพจากเวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 ดงั นี้ SIE t,t1 BD EG 12 BC EF t 12 Dt1 xt1,y t1 Dt1 xt ,y Dt xt1,y t1 Dt xt,yt (13)ขณะท่ี CIE จากเวลาที่ t+1 ถงึ เวลาที่ t สามารถหาไดด งั น้ี CIE t,t1 BA t1 EA t BD EF 1 Dt1 xt1,y t1 Dt xt,yt Dt xt,yt t1 (14) D x t 1, y t1 สวนการเปลย่ี นแปลงประสิทธิภาพโดยรวมของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 สามารถหาไดด งั นี้ 14
ประสทิ ธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม TEC t,t1 CIEt,t1SIEt,t1 Dt t 12 Dt1 xt,yt Dt1 xt1,y t1 Dt1 xt ,y x t 1, y t1 Dt xt1,y t1 Dt xt,yt Dtxt, y t D t 1 xt, y t 12 (15) Dt x t1, y t1 Dt1 x t1, y t1 สมการท่ี (15) เหมือนกับ Malmquist productivity index ที่ใชประเมินการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 จากสมการดังกลาว สามารถใชแบบจําลองBCC ท่ีเสนอโดย Banker et al. (1984) ประเมินประสิทธิภาพ ณ เวลาที่ t และ t+1 ของฟงกชัน Dt xt ,y t และ Dt1 xt1 ,y t1 สวนฟงกชัน Dt1 xt ,y t ที่แสดง ประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจณ เวลาที่ t ทีอ่ า งอิงเสนพรมแดน ณ เวลาท่ี t+1 สามารถหาไดจ ากแบบจําลองดงั นี้ Dt1 xt ,y t min subject to n xitj1tj1 xito 0 i 1, 2,,m; j1 n y rtj1tj1 yrto 0 r 1, 2,, s; j1 n tj1 1 j1 tj1 0 j 1, 2,,n (16) เชนเดียวกัน ฟงกชัน Dt xt1 ,y t1 ที่แสดงประสิทธิภาพของหนวยผลิต ณ เวลาท่ี t+1ที่อา งองิ เสนพรมแดน ณ เวลาท่ี t สามารถหาไดจากแบบจําลองดังนี้ Dt xt1 ,y t1 min subject to n xitjtj xito1 0 i 1,2,,m; r 1,2,, s; j1 j 1,2,,n n yrtjtj y rto1 0 j1 n tj 1 j1 tj 0 (17) 15
รายงานฉบบั สมบูรณ1.4.7 Wage determinationวิธี Mincerian approach หรือ Mincerian equation เปนวิธีหรือสมการพื้นฐานท่ีถูกกลาวอางถึงเสมอเม่ือศึกษา Wage determination เน่ืองจากเปนแบบจําลองพื้นฐานท่ีสามารถแสดงใหเห็นเชิงประจักษถึงความสัมพันธระหวางคาจางกับปจจัยตางๆ ท่ีเปนตัวกําหนดคาจาง แบบจําลองพ้ืนฐานท่ีถูกเสนอโดย Mincer (1974) เปนแบบจาํ ลองทแี่ สดงความสมั พันธร ะหวางคาจา งกับจํานวนปทศี่ ึกษา (s) และประสบการณในการทํางาน (n) โดยกําหนดใหรายไดตอปไมแปรผันตามเวลา (Ys) ดังนั้นเมื่อกําหนดใหVs คือ มลู คา ปจ จบุ นั ของผลรวมของรายไดต ลอดชวี ิตของบคุ คลตัง้ แตเ ร่มิ เขา รบั การศกึ ษา และ d แสดงถงึสวนตางของจาํ นวนปท ีศ่ กึ ษาระหวา งบุคคล ดงั นัน้ รายไดของผทู ไ่ี ดรับการศึกษาจาํ นวน s ป คอื Vs Ys (ers ern ) (18) rและ s-d ป คอื Ysd (er(sd) ern ) Vsd r (19)เม่ือกําหนดให Vs = V(s-d) จะไดอัตราสวนรายไดตอปของผูมีการศึกษามากตอรายไดตอปของผูมีการศกึ ษานอยดงั น้ี k s,sd Ys er(nds) 1 (20) Ysd er(ns) 1หากกาํ หนดใหบ คุ คลมีชว งชวี ติ ของการทํางาน (m) คงท่ี จะไดสมการรายไดใ หมดงั นี้ Ysers ern Vs (1 ) r Ysder (sd) (1 ern Vsd r ) k s,sd er(sd) erd (21) ersจากขางตนจะเห็นไดวาสวนตางของรายไดไมไดข้ึนอยูกับจํานวนปของการศึกษา หรือจํานวนปของการทํางาน ดงั น้ันเพอ่ื เปน การเปรียบเทยี บรายไดของผูม กี ารศึกษา s ป กับผูไ รก ารศกึ ษา จึงสมมติใหd = s ทาํ ใหไดสมการสัดสว นรายไดใ หมด ังน้ี Ys ks,0 Y0 ers (22)และสามารถเขยี นใหอยใู นรปู แบบฟง กชัน Logarithmic ไดดงั นี้ lnYs lnY0 rs (23) 16
ประสิทธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมสมการขางตนแสดงใหเห็นวาคาจางจะแปรผันตรงกับจํานวนปของการศึกษา ตอมาจึงมีการเสนอเพ่ิมเติมวา ประสบการณในการทํางานซึ่งสงผลตอการเพ่ิมผลิตภาพของแรงงานนาจะมีความสัมพันธเชิงบวกกบั คา จา ง โดยการเพ่ิมขน้ึ ของผลติ ภาพแรงงานจะมีลักษณะ Concave เนื่องจากบุคคลจะมีระยะเวลาของการไดรับประโยชนจากการลงทุนลดลง ดังน้ันจึงมีการเพ่ิมตัวแปรประสบการณในการทํางาน (E) ในลกั ษณะของรปู แบบ Quadratic เขาไปในสมการท่ี (23) ดงั น้ีlnYs lnY0 rs E E2 (24)จากสมการที่ (19) lnY0 คือ รายไดของบุคคลเมื่อไมมีการลงทุนใดๆ กับตนเอง หากบุคคลมีการลงทุนโดยการศึกษา คา r จะแสดงถึง อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาจากการลงทุนดังกลาวของบุคคล ขณะท่ีถาคา > 0 และ < 0 จะสะทอนถึงผลตอบแทนจากการพัฒนาความรูความสามารถระหวางการทาํ งาน (On the job training)จากสมการที่ (24) ท่ีเปน Mincerian equation พ้ืนฐาน ไดมีการพัฒนาตอยอด และเพิ่มเติมตัวแปรตางๆ เขาไปในสมการดังกลาว เชน คุณภาพของการศึกษาและ/สถาบันการศึกษา ลักษณะพ้ืนฐานของบคุ คล และ/ครัวเรือน เปนตน นอกจากกลมุ ตวั แปรดังกลา วแลวในโครงการน้จี ะเพมิ่ เตมิ ตวั แปรในกลมุ ของGeneral skills และ Specific skills ของแรงงานที่ทํางานอยูในธุรกิจโรงแรมรวมท้ังลักษณะงานและคณุ ลกั ษณะเฉพาะของโรงแรมเขาไปในสมการที่ (24)1.5 วธิ กี ารศกึ ษา วิธีการศึกษาการศึกษาภายใตโครงการยอยท่ี 2 แบงออกเปน 3 สวนหลัก ตามขอบเขตการศึกษาที่ไดนําเสนอไวในหัวขอท่ี 1.3 โดยแบงออกเปน 1) การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมในประเทศอาเซียนที่สําคัญ 2) การประเมินประสิทธิภาพ อัตราสวนชองวางและการเปลีย่ นแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยและ 3) การวิเคราะห wage determination ของแรงงานที่ทํางานอยูในภาคอุตสาหกรรมโรงแรม โดยมีรายละเอยี ดในแตล ะสวนพอสังเขปดงั นี้ 1.5.1 การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม ในประเทศอาเซียนท่สี ําคัญ การศึกษาสวนน้ีใชขอมูลจากชุดตัวอยางโรงแรมท่ีไดจากฐานขอมูล Hoover ซึ่งจากตารางที่ 1.1พบวา ในป พ.ศ. 2556 ฐานขอมูล Hoover มีขอมูลจาํ นวนโรงแรมในอาเซียนทงั้ หมด 2,354 แหง แบงเปนโรงแรมท่ีอยูในกลุมไมใชโรงแรมในเครือ (hotel chain) ประมาณรอยละ 80 สวนอีกรอยละ 20 เปนกลุมโรงแรมในเครอื โดยโรงแรมกวารอยละ 41 ตั้งอยูที่ประเทศอินโดนีเซีย และอีกรอยละ 27 และ 12 ตั้งอยูท่ีประเทศสิงคโปร และไทย ตามลําดับ รองลงมาไดแก ฟลิปปนส (รอยละ 7) และมาเลเซีย (รอยละ 6)สวนที่เหลือกระจายอยูในประเทศเวียดนาม บรูไน กัมพูชา และสหภาพเมียนมาร โดยประเทศบรูไน สหภาพเมียนมาร และกัมพูชา เปน 3 ประเทศที่มีโรงแรมในเครือตางประเทศนอยที่สุด ขณะท่ีประเทศสิงคโปรอนิ โดนีเซยี และไทย เปน 3 ประเทศทีม่ จี ํานวนโรงแรมในเครอื ตา งประเทศมากท่สี ดุ 17
รายงานฉบับสมบูรณตารางที่ 1.1 จาํ นวนโรงแรมในกลมุ ประเทศอาเซยี นแยกตามประเภทโรงแรมในเครอื ประเทศ ไมใ ชโ รงแรมในเครือ โรงแรมในเครือ รวม (แหง ) สัดสวน (%) 968 41.12%อินโดนีเซีย 842 126 641 27.23% 129 287 12.19%สงิ คโปร 512 103 175 7.43% 21 147 6.24%ไทย 184 51 118 5.01% 32 6 0.25%ฟล ปิ ปนส 154 1 9 0.38% 5 3 0.13%มาเลเซยี 96 3 2,354 100.00% 471เวียดนาม 86 20.01% 100.00%บรูไน 5กัมพชู า 4สหภาพเมยี นมารรวม (แหง) 1,883สดั สวน (รอยละ) 79.99%ท่ีมา: ฐานขอ มลู Hoover (2557) จากตารางที่ 1.2 จะเห็นไดวา โรงแรมที่มีการรายงานช่ือของเครือโรงแรมตางประเทศจํานวน332 แหง (ตารางที่ 1.2) พบวา ประมาณรอยละ 57 เปนโรงแรมในเครือ Accor รอยละ 18 และ 12 เปนโรงแรมในเครือ International Hotel Group และ Best Western International, Inc. ตามลําดับ ดังนั้นอาจกลาวไดวา กวาครึ่งหนึ่งของโรงแรมในเครือตางประเทศท่ีเปดดําเนินงานในประเทศอาเซียนเปนโรงแรมในเครอื Accorตารางที่ 1.2 จาํ นวนโรงแรมในเครอื ทต่ี งั้ อยูในประเทศอาเซียนประเทศ Accor Best Western Carlson Rezidor Four Seasons Hilton Hyatt Hotels Intercontinental International, Inc. Hotel Group Worldwide Corporation Hotel Group(IHG)บรไู น -- 1- - --สหภาพเมียน - -- - -1มาร 2 1 - - - -- 1 16กมั พูชา 2 2 - - - 25 1 34สปป. ลาว 4 1 - - - 28 5 3 18สงิ คโปร 6- -2 2 5 18 9 16 60ฟลปิ ปนส 1 7 2 - 2.71% 4.82% 18.07%มาเลเซีย 11 4 -1เวียตนาม 19 3 - -ไทย 56 12 5 4อินโดนีเซยี 88 10 - 3รวม (แหง) 189 40 8 10สดั สว น (%) 56.93% 12.05% 2.41% 3.01%ทม่ี า: สืบคน จากเวบ็ ไซตหลักของโรงแรม (สิงหาคม พ.ศ. 2557) 18
ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม เนื่องจากโรงแรมบางแหงที่เปดดําเนินการในอาเซียนเปนลักษณะของการซื้อลิขสิทธิ์การบริหารจัดการโรงแรมในเครือตางประเทศเขามาบริหารโรงแรม ทําใหช่ือโรงแรมกับเจาของกรรมสิทธ์ิโรงแรมเปนคนละชื่อกัน นอกจากน้ีดวยขอจํากัดของขอมูลที่โรงแรมตางๆ รายงานตอสาธารณะ ทําใหประเมินประสิทธิภาพในการศึกษาน้ี จึงเปนการประเมินประสิทธิภาพของโรงแรมในการบริการจัดการแรงงาน (labor) และหองพัก (room) เพื่อใหไดรับรายได (revenue) สูงสุด ดังน้ันในการศึกษานี้จึงมีปจจัยนําเขา 2 ชนิด คือ จํานวนหองพัก และจํานวนแรงงาน โดยมีผลผลิตเพียง 1 ชนิด คือ รายไดทั้งหมดของโรงแรม อยางไรก็ตาม ตัวแปรท้ัง 3 ตัวแปร ยังคงเปนตัวแปรท่ีมีการใชกันอยางกวางขวางในการประเมินประสทิ ธภิ าพการดําเนนิ งานของโรงแรม เชน งานศึกษาของ Morey and Dittman (1995) Anderson et al.(1999) Hwang and Chang (2003) และ Untong et al. (2011) เปนตน จากการคัดกรองขอมูลท่ีมีอยูในฐานขอมูล Hoover และจากการสืบคนขอมูลตัวแปรจํานวนหองพักตาม web site ของโรงแรม พบวา มีจํานวนโรงแรมที่มีขอมูลสมบูรณท่ีสามารถนํามาใชประเมินประสิทธิภาพไดจํานวน 54 โรงแรม ครอบคลมุ 4 ประเทศ ตามทไี่ ดแ สดงในตารางที่ 1.3ตารางท่ี 1.3 ขอ มลู ของโรงแรมท่เี ปน ชดุ ตัวอยา งในการวิเคราะหป ระสิทธภิ าพประเทศ จาํ นวน รายรบั รวม จาํ นวนแรงงานรวม จาํ นวนหองรวม (แหง ) (หอ ง) (ลา นดอลลารส หรัฐฯ) (คน) 666อนิ โดนีเซีย 5 78.03 743 11,301 10,727มาเลเซยี 15 2,809.79 23,345 5,730สงิ คโปร 22 4,279.29 9,674ไทย 12 339.86 4,490ทม่ี า: ฐานขอมลู Hoover (2557) และจากการสืบคน จาก web site โรงแรม (สิงหาคม พ.ศ. 2557) การวิเคราะหดวยวิธี DEA ในท่ีน้ีพิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (input-orientated) ภายใตขอสมมติ variable return to scale เน่ืองจากโรงแรมมีการแขงขันที่ไมสมบูรณ ดังนั้นโรงแรมแตละแหงจึงดําเนินงาน ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม (มิ่งสรรพ ขาวสอาด, นุกูล เครือฟู และอัครพงศ อั้นทอง, 2548;Untong et al., 2011) นอกจากนี้เพ่ือแกไขจุดออนเร่ืองการออนไหวตอคาสุดโตงของวิธี DEA จึงเปล่ียนรูปขอมูล (transform data) ดว ย natural logarithm (อคั รพงศ อน้ั ทอง, 2556) สําหรับการประเมินชองวาทางเทคโนโลยีดวยการวิเคราะห meta-frontier ซ่ึงตองมีจํานวนตวั อยา งในแตละประเทศอยา งนอ ย 9 ตัวอยา ง จึงจะทําใหผลการประเมินประสิทธิภาพท่ีไดมีความนาเช่ือถือดังน้ันในการวิเคราะห meta-frontier จะวิเคราะหเปรียบเทียบเฉพาะโรงแรมท่ีตั้งอยูในประเทศมาเลเซีย(มีจํานวนตัวอยาง 15 ตัวอยาง) สิงคโปร (มีจํานวนตัวอยาง 22 ตัวอยาง) และไทย (มีจํานวนตัวอยาง12 ตัวอยาง) เทานั้น โดยจะตัดโรงแรมท่ีต้ังอยูในอินโดนีเซีย ซึ่งมีเพียง 5 ตัวอยางออกจากการวิเคราะหหลังจากการวิเคราะห meta-frontier แลว จะทดสอบความแตกตางระหวางคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีของท้ัง 3 ประเทศท่ีมีขนาดจํานวนตัวอยางไมเทากัน โดยประยุกตใช Levene's test for equalityof variances ที่พิจารณาจากคาสถิติ F ในการทดสอบความเทากันของความแปรปรวน กอนท่ีจะใชสถิติ F(ANOVA analysis) ทดสอบความแตกตา งของคาเฉล่ีย 19
รายงานฉบับสมบรู ณ 1.5.2 การประเมินประสทิ ธภิ าพ อัตราสวนชองวาง และการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการ ผลิตในการดาํ เนนิ งานของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา สในประเทศไทย การศึกษาสวนน้ีแบงออกเปน 2 สวนยอย คือ สวนแรก ประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยภายใตสภาพแวดลอม ทําเลที่ตั้ง และเง่ือนไขทางธุรกิจท่ีแตกตางกัน เพื่อแสดงใหเห็นวา ภายใตความแตกตางดังกลาวมสี ว นทาํ ใหโ รงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมท้ังประสิทธิภาพในการดาํ เนินงานแตกตางกนั หรือไมอยางไร กลาวคอื ความแตกตางในเรอื่ งของสภาพแวดลอ ม ทําเลท่ีตั้งและเง่ือนไขทางธุรกิจ มีสวนทําใหโรงแรมและเกสตเฮาสมีการดําเนินงานที่แตกตางกัน ซึ่งการมองขามความแตกตางดังกลาวอาจนํามาสูการประเมินประสิทธิภาพที่สูงกวาความเปนจริง และทําใหคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดมีความอคติ (Assaf, Barros and Josiassen, 2010; Lin, 2011; Lu and Chen,2012; อัครพงศ อ้ันทอง, พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554; อัครพงศ อ้ันทอง, 2556)นอกจากนี้ในการศึกษาจะคนหาปจจัยสวนเกิน (slack) ที่ทําใหโรงแรมและเกสตเฮาสเกิดความดอยประสิทธิภาพในการดําเนินงานท้ังภายในและระหวางกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงาน หรือบนสภาพแวดลอมและเงื่อนไขทางธุรกิจท่ีเหมือนและแตกตางกัน สวนที่ 2ประเมินการเปลยี่ นแปลงผลติ ภาพปจจัยการผลิต (total factor productivity) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยระหวางป พ.ศ. 2550-2554 โดยเปนการศึกษาวิเคราะหภาพรวมระดับจังหวัด เพื่อท่ีจะตอบคําถามวา ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในระดับจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตหรือไมอ ยางไร และการเปล่ียนแปลงดงั กลาวเปนผลมาจากการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ หรือเทคโนโลยีในการดําเนินงาน การศึกษาในแตละสวนมีการใชวิธีการศึกษาและขอมูล รวมท้ังขอสมมติท่ีแตกตางกันดงั มรี ายละเอยี ดพอสงั เขปดังนี้ 1) การศึกษาในสวนที่หน่ึงที่เปนการประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาส ไดคัดเลือกโรงแรมและเกสตเฮาสที่เปนชุดตวั อยา งจากขอมูลภาคตัดขวาง (cross section data) ของโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ. 2555 ที่ดําเนินการโดยสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงเปนขอมูลการดําเนินกิจการในรอบปพ.ศ. 2554 จํานวน 921 แหง ครอบคลุมพ้ืนท่ี 8 โซน 13 จังหวัด ที่เปนจังหวัดทองเท่ียวที่สําคัญของประเทศไทย (ดูรายละเอยี ดในตารางท่ี 1.4) 20
ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมตารางท่ี 1.4 จํานวนโรงแรมและเกสตเฮาสทเี่ ปนชุดตัวอยา งในแตละโซนและจังหวดั โซน/จังหวดั จาํ นวนโรงแรม จํานวน จํานวน จาํ นวน สัดสวนผเู ขาพกั และเกสตเ ฮาส หอง แรงงาน ผเู ขาพกั (รอยละ) 1. มหานคร (เมอื งหลวง) (หอ ง) (คน) - กรงุ เทพมหานคร (แหง ) (คน) ชาวไทย ชาวตา งชาติ 17,527 9,021 2. ชายทะเลตะวันออก 129 3,649,287 50.61 49.39 - ชลบุรี (พัทยา) 17,527 9,021 129 28,263 16,120 3,649,287 50.61 49.39 3. ศนู ยก ลางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 223 4,413,657 27.12 72.88 - นครราชสมี า 28,263 16,120 - ขอนแกน 223 6,517 3,879 4,413,657 27.12 72.88 79 1,350,376 90.43 9.57 4. ศนู ยกลางภาคเหนอื บน 3,117 1,675 - เชยี งใหม 43 3,400 2,204 461,860 93.03 6.97 - เชียงราย 36 9,316 4,931 888,516 87.83 12.17 102 1,648,688 68.54 31.46 5. ชายทะเลภาคกลางตอนลาง 4,699 2,623 - เพชรบุรี (ชะอํา) 39 4,617 2,308 927,609 57.13 42.87 - ประจวบคีรีขันธ (หวั หิน) 63 5,727 4,665 721,079 79.95 20.05 74 2,468,648 70.50 29.50 6. ภาคใตฝง อนั ดามัน 2,317 1,540 - กระบี่ 27 3,410 3,125 576,531 88.30 11.70 - พงั งา 47 10,445 8,121 1,892,117 52.70 47.30 - ภเู กต็ 137 1,528,182 25.31 74.69 4,219 2,595 7. ภาคใตฝ งอา วไทยตอนบน 61 2,561 2,355 511,703 28.43 71.57 - สรุ าษฎรธานี (เกาะสมยุ ) 36 3,665 3,171 180,093 21.44 78.56 40 9,054 6,472 836,386 26.07 73.93 8. ภาคใตฝง อา วไทยตอนลาง 134 2,102,238 31.10 68.90 - สงขลา (หาดใหญ) 9,054 6,472 รวม 134 4,205 1,886 2,102,238 31.10 68.90 43 1,127,088 59.99 40.01ที่มา: สํานกั งานสถิติแหง ชาติ (พ.ศ. 2555) 4,205 1,886 43 91,054 55,095 1,127,088 59.99 40.01 921 18,288,164 52.95 47.05 ตัวแปรในแบบจําลองประกอบดว ยปจ จยั นาํ เขา 4 ชนิด ไดแก จํานวนหองพัก จํานวนแรงงานคาใชจายในการดําเนินงาน และสินทรัพยถาวรรวม สําหรับผลผลิตมี 1 ชนิด ไดแก รายรับ (รายรับจากการดําเนินงาน หัก รายรับจากการใหเชาท่ีดิน ดอกเบี้ยรับ/เงินปนผลรับ กําไรจากการเปล่ียนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน) (สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2555) ท้ังน้ีตัวแปรที่ใชศึกษาอางอิงจากงานของ Morye andDittman (1995) Anderson et al. (1999) Hwang and Chang (2003) Untong et al. (2011)อัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2554) และอัครพงศ อั้นทอง (2556)จากจํานวนปจจัยนําเขาและผลผลิต ทําใหทราบวาในการวิเคราะหดวย DEA จะตองมีจํานวนชุดตัวอยางขั้นต่ํา 15 ตัวอยา ง (3*(4+1) = 15) การวิเคราะหดวยวิธี DEA ที่เปนแบบจําลอง SBM เปนการวิเคราะหที่พิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (input-orientated) ภายใตขอสมมติ variable return to scale (VRS) เน่ืองจากโรงแรมและเกสตเฮาสที่เปนชุดตัวอยางอาจมีการแขงขันท่ีไมสมบูรณ ดังน้ันโรงแรมและเกสตเฮาสแตละแหงจึงดําเนินงาน ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม (ม่ิงสรรพ ขาวสอาด, นุกูล เครือฟู และอัครพงศ อ้ันทอง, 2548; 21
รายงานฉบบั สมบรู ณUntong et al., 2011) นอกจากน้ีเพื่อแกไขจุดออนเร่ืองการออนไหวตอคาสุดโตงของวิธี DEA จึงเปลี่ยนรูปขอมูล (transform data) ดว ย natural logarithm (อคั รพงศ อ้ันทอง, 2556) สําหรับการประเมินชองวางทางเทคโนโลยีดวยการวิเคราะห meta-frontier จะพิจารณาวิเคราะหภายใตเงื่อนไขท่ีแตกตางกัน 12 เง่ือนไข ตามเง่ือนไขท่ีนิยมใชแบงหรือจัดกลุมโรงแรม ซึ่งโรงแรมและเกสตเฮาสในแตละกลุมที่แบงตามเง่ือนไขดังกลาวอาจมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานทแี่ ตกตา ง ดงั มีรายละเอียดของเงือ่ นไขการแบง กลุมโรงแรมและเกสตเฮา สพอสังเขปดังน้ี ก. ความแตกตางในเร่ืองของทําเลท่ีตั้งหรือสภาพแวดลอม (โซน) แบงออกเปน 8 กลุม คือมหานคร (เมืองหลวง) ชายทะเลตะวันออก ศูนยกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนยกลางภาคเหนือตอนบน ชายทะเลภาคกลางตอนลาง ภาคใตฝงอันดามัน ภาคใตฝงอาวไทยตอนบน ภาคใตฝงอาวไทยตอนลา ง ข. การแบงกลุมของอัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด (2554)ซ่ึงแบงออกเปน 5 กลุม แตเนื่องจากกลุมที่ 4 (โมเต็ล) มีจํานวนตัวอยางไมเพียงพอตอการวิเคราะหดวยmeta-frontier จึงยุบรวมกับกลุมท่ี 5 จึงเหลือกลุมที่ใชในการวิเคราะหเพียง 4 กลุม คือ 1) โรงแรมหรือเกสตเฮาสท่ีมีการลงทุนจากตางประเทศ 2) โรงแรมและเกสตเฮาสประเภทบูทีคหรือเครือภายในประเทศ3) โรงแรมเพ่ือการคา/พาณิชย/ประชุม และ 4) เกสตเฮาส (การสํารวจของสํานักงานสถิติแหงชาติไมน ับรวมรีสอรท บงั กะโล โมเตล็ หอ งชดุ และโรงแรมหองชุด ดังนั้นในท่ีนี้จึงเปลี่ยนแปลงคํานิยามในบางกลมุ ใหม) ค. ความสําคัญของตลาดผูเขาพักชาวตางชาติ แบงออกเปน 2 กลุม ตามเง่ือนไขท่ีวาโรงแรมหรอื เกสตเฮา สน น้ั ๆ มีจํานวนผูเขาพักชาวตางชาติเกินหรือต่ํากวารอยละ 50 ของผูเขาพักท้ังหมดหากมีสัดสวนของผูเขาพักชาวตางชาติเกินรอยละ 50 จัดใหอยูในกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่เนนตลาดผูเขาพักชาวตางชาติ และหากต่ํากวารอยละ 50 จัดใหอยูในกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่ไมไดเนนตลาดผเู ขา พักชาวตางชาติ ง. ขนาดของโรงแรมและเกสตเฮาสตามจํานวนหองพักท่ีกําหนดในรายงานของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงแบงออกเปน 3 กลุม คือ โรงแรมท่ีมีจํานวนหองพักไมเกิน 60 หอง โรงแรมท่ีมีจํานวนหอ งพกั ระหวาง 60-149 หอง และโรงแรมทม่ี ีจาํ นวนหอ งพักต้งั แต 150 หอ ง ขึ้นไป จ. ขนาดของโรงแรมและเกสตเฮาสตามจํานวนหองพักท่ีนิยมใชทั่วไป ซึ่งแบงออกเปน 3กลุม เชนเดียวกัน คือ โรงแรมขนาดเล็กซึ่งมีจํานวนหองพักไมเกิน 30 หอง โรงแรมขนาดกลางที่ มี จํ า น ว น ห อ ง พั ก 3 0 -1 0 0 ห อง แ ล ะ โ ร ง แ ร ม ข น า ด ใ ห ญ ซ่ึ ง มี จํ า น ว น ห อ ง พั ก ม า ก ก ว า100 หองขึ้นไป ฉ. รูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย แบงออกเปน 3 กลุม คือ 1) สวนบุคคล หางหุนสวนสามัญท่ีไมเปนนิติบุคคล 2) หางหุนสวนสามัญนิติบุคคล หางหุนสวนจํากัด 3) บริษัทจํากัดบรษิ ทั จาํ กดั (มหาชน) ช. ระดับราคาหองพักเฉลี่ย ซ่ึงอางอิงจากการแบงกลุมโรงแรมตามรายงานสถิติการทองเที่ยวไทยที่เสนอโดยของการทองเท่ียวแหงประเทศไทย และกรมการทองเท่ียว (เนื่องจากมีจํานวนโรงแรมท่ีมี 22
ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมระดับราคาหองพักต่ํากวา 200 บาท/คืน จํานวนนอย จึงไดยุบรวมกับกลุมที่สองและใชเปนระดับราคาหองพักตํ่ากวา 400 บาท/คืน) โดยสามารถแบงกลุมโรงแรมตามเง่ือนไขน้ีไดเปน 4 กลุม คือ 1) ระดับราคาหองพักต่ํากวา 400 บาท/คืน 2) ระดับราคาหองพัก 400-700 บาท/คืน 3) ระดับราคาหองพัก 701-1,000 บาท/คนื และ 4) ระดบั ราคาหองพักมากกวา 1,000 บาท/คืน ซ. เงื่อนไขการมีหองประชุม และการดําเนินธุรกิจภายในโรงแรม ซึ่งประกอบดวยภัตตาคาร/หองอาหาร สถานบนั เทิง สปา และนวดแผนโบราณหรือไม โดยการมีหองประชุม แบงออกเปน2 กลุม คือ โรงแรมและเกสตเฮาสท่ีมีหองประชุม และไมมีหองประชุม สวนเง่ือนไขการดําเนินการธุรกิจแบงออกเปน 3 กลุม ตามท่ีสํานักงานสถิติแหงชาติไดแบงไว คือ 1) ไมมีการดําเนินธุรกิจดังกลาว2) มีการดําเนนิ การธรุ กจิ ดังกลาวดว ยตนเอง และ 3) มกี ารดําเนินการธรุ กิจดังกลา วโดยผอู นื่ หลังจากการวิเคราะห meta-frontier ตามเง่ือนไขดังกลาวแลว ตอมาจะทดสอบความแตกตางระหวางคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยี (TGR) ภายใตเงื่อนไขท้ัง 12 เงื่อนไข ซ่ึงมีขนาดจํานวนตัวอยางของโรงแรมและเกสตเฮาสไมเทากัน โดยประยุกตใช Levene's test for equality of variances ท่ีพิจารณาจากคาสถิติ F ในการทดสอบความเทากันของความแปรปรวน กอนที่จะใชสถิติ F (ANOVAanalysis) ทดสอบความแตกตางของคาเฉล่ียระหวางกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่แบงตามเงื่อนไขท่ีนําเสนอขางตน เพ่ือทดสอบสมมติวา โรงแรมและเกสตเฮาสในแตละกลุมมีคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานแตกตา งกันหรือไม 2) การศึกษาในสวนท่ีสองเปนการประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮาสใ นประเทศไทยท่ีเปนการวิเคราะหในระดับจังหวัด โดยใชขอมูล panel data ท่ีเปนขอมูลภาพรวมในระดับจังหวัดในป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554 จากการโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่ดําเนินการโดยสํานักงานสถิติแหงชาติ ทั้งนี้เพื่อใหสอดคลอ งกับการวิเคราะหใ นสวนแรก ในสว นท่ีสองก็จะใชปจจัยนําเขาและผลผลิตชุดเดียวกัน โดยตัวแปรในแบบจําลองประกอบดว ยปจจยั นําเขา 4 ชนดิ ไดแ ก จํานวนหองพัก จาํ นวนแรงงาน คาใชจายในการดําเนินงาน และสินทรัพยถาวรรวม สาํ หรบั ผลผลิตมี 1 ชนิด ไดแก รายรับ (รายรับจากการดําเนินงานหัก รายรับจากการใหเชาท่ีดิน ดอกเบี้ยรับ/เงินปนผลรับ กําไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปล่ียน)(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2555) นอกจากนี้ตัวแปรท่ีใชในการศึกษาบางตัวแปรมีหนวยเปนมูลคา ณ ราคาตลาด จงึ ปรับมลู คาดงั กลา วใหเปนราคาคงทีด่ ว ยดชั นีราคาผูบ ริโภค (ป พ.ศ. 2543 เปน ปฐ าน) กอนนําขอมูลดังกลา วมาใชในการศึกษา การวิเคราะหสวนน้ียังคงเปนการวิเคราะหท่ีพิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (Input-orientated)ภายใตขอสมมติ variable return to scale (VRS) เชนเดียวกับสวนท่ีผานมา และแกไขจุดออนในเรอ่ื งของการออนไหวตอคา สุดโตง โดยการ natural logarithm ขอ มลู ท่ีใชในการศกึ ษา 23
รายงานฉบบั สมบรู ณ 1.5.3 การวเิ คราะห wage determination ของแรงงานท่ีทํางานในภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ในการวิเคราะหสวนน้ีแบงออกเปน 3 สวน คือปรัชญาการวิจัยของงานน้ี เพ่อื เปน การอธิบายถงึ แนวทางในการทําวิจัย ซึ่งสะทอนถึงสวนตอไปท่ีเปนการออกแบบงานวจิ ัย ก. จดุ ยนื ในปรชั ญาการวิจัย (Philosophical stance of the research) การวิจัยน้ันเป็นการค้นหาความรู้ซ่ึงวิธีการในการวิจัยนั้นสามารถทําได้หลายทางขึ้นอยู่กับหลักปรัชญาของการวิจัยท่ีนักวิจัยใช้ในการวิจัย โดยการวิจัยนี้มีจุดยืนทางปรัชญาของ critical realism ซ่ึงอยู่ระหว่างแนวคิด positivist ท่ีสุดโต่งในเชิงการวัดว่าสามารถวัดองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันในทุกกรณี และconstructionism ท่ีมองว่าองค์ความรู้นั้นไม่สามารถวัดได้ต้องศึกษาเป็นกรณี ๆ ไปไม่สามารถมองว่าองค์ความรสู้ ามารถวดั ได้และสามารถวัดได้ และใช้แนวทางการศึกษาแบบ deductive approach นน่ั คอื เร่มิ ต้นจากการพัฒนาแบบจําลองจากวรรณกรรมและการศึกษาที่มีอยู่แล้ว โดยมีการปรับปรุงให้เข้ากับลักษณะ และบริบทที่ศึกษา จึงนําไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยผลที่ได้นั้นสามารถอธิบายกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมโรงแรมไทยได้และอาจจะสามารถนําไปอธิบายกับบริบทอื่น ๆ (generalization) ได้เช่นกันทว่าอาจจะมคี วามแตกตา่ งตามบรบิ ทของแตล่ ะแหง่ ข. การออกแบบการวิจัย วิธีการดําเนินการวิจัยออกแบบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยแต่ละข้อ ต้ังแต่การสํารวจอุตสาหกรรมผ่านเอกสารที่เก่ียวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึก และ การสํารวจด้วยแบบสอบถามโดยมีเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย และ กล่มุ ตัวอยา่ งในแตล่ ะข้นั ตอนตามตารางที่ 1.5 ดงั ต่อไปนี้ตารางท่ี 1.5 วธิ กี ารดําเนนิ การวิจยัวัตถปุ ระสงค วิธี เครอ่ื งมอื กลุมตัวอยา ง1.ทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของ คนหาและวิเคราะหเ อกสารทเ่ี ก่ียวขอ ง การทบทวนวรรณกรรม เอกสาร งานวจิ ยั ที่ศึกษาปจจัยทีก่ ําหนด คาจาง โดยเฉพาะในอตุ สาหกรรมโรงแรมกับการกําหนดคา จางงาน เชิงพรรณนา2.ศกึ ษาระบบการจา งงานและ 2.1 สัมภาษณ รางประเด็นการสมั ภาษณแบบ ผูจดั การฝา ยบุคคลของโรงแรมระดบัการจายคา จางในอุตสาหกรรม Semi-structure 4-5 ดาว ชดุ ตวั อยางจาํ นวน 10 รายโรงแรมไทย 2.2 สํารวจระบบการจางงานใน แบบสอบถามความรว มมอื โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ชดุ ตวั อยางจาํ นวน 10 ราย อตุ สาหกรรมโรงแรมไทย3.ศึกษาปจ จัยกาํ หนดคา จา งใน 3.1 เกบ็ ขอ มลู โดยแบบสอบถาม แบบสอบถามปลายปดและเปด โรงแรมระดับ 4-5 ดาวอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 3.2 พัฒนาแบบจาํ ลองการกาํ หนดคา จาง Mincer Model กลุมตวั อยางจํานวน 1,200 คน 3.3 ทดสอบทางเศรษฐมิติ Regression Model4.จดั ทาํ ฐานขอ มูล 4.1 จดั ทาํ ฐานขอ มูลออนไลน ระบบฐานขอ มูลผาน MS กลุม ตัวอยางในการสาํ รวจ กลุมตัวอยา งจํานวน 1,200 คน 4.2 จัดทําฐานขอมูลในรปู แบบ CD ROM Excel และ FileMaker5.การสํารวจการรองรบั การเปด 5.1 ทบทวนขอ มูลการเปด เสรี การเตรยี มวามพรอมของไทย กระทรวงการทอ งเทย่ี วและกฬี าเสรีจาก AEC 5.1 ศกึ ษการเตรยี มความพรอมของไทย และ สมาคมตา ง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ ง 24
ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ค. การวเิ คราะหข อมลู (Data analysis method) โดยข้ันตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทยน้ันมี 10ข้ันตอนตั้งแตการทบทวนวรรณกรรมเพ่ือพัฒนาแบบจําลอง การสัมภาษณฝายบุคคลของโรงแรม 4 และ 5ดาว การพฒั นาแบบสอบถามการเก็บขอมลู และการวิเคราะหเชงิ สถิติ โดยสามารถสรุปไดดงั ตารางท่ี 1.6 น้ีตารางที่ 1.6 ขนั้ ตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมไทยที่ กิจกรรม วัตถุประสงค ผลลัพธ หมายเหตุ1 ทบทวนเอกสารและ เพื่อหาตัวแปรท่ีมศี กั ยภาพ ไดต วั แปรท่ีนา จะมีผล แบบจาํ ลองหลกั คอื Mincer's model ท่มี กี ารใชกนั แพรหลายวรรณกรรมท่เี ก่ียวของ หลักคอื ประสบการณ (ป) และ การศึกษา (ป)2 สมั ภาษณฝายบคุ คล เพ่อื หาตัวแปรเพิม่ เติม ไดตัวแปรทีม่ ีผลเพิ่มคือ ตัวแปรทีไ่ ดเพ่ิมเปนตัวแปรเฉพาะในโรงแรม ประสบการณตา งประเทศ ภาษา อตุ สาหกรรมโรงแรม3 พัฒนาแบบสอบถาม เพอ่ื เปน เคร่อื งมอื ในการ แบบสอบถามท่ีผานการตรวจสอบ เก็บขอ มลู ถามถูกตอ งทางวชิ าการและความ สอดคลอ งในบริบท4 สาํ รวจกลมุ ตวั อยา ง เพอ่ื ใหไ ดขอมูลในการ กลุมตวั อยางแรงงานในอตุ สาหกรรม เฉพาะโรงแรม 4 และ 5 ดาว ทดสอบแบบจําลอง โรงแรมไทย 1,200 ตวั อยา ง ใน 4 เมอื งทอ งเทยี่ ว ไดแก กทม. พทั ยา ภูเก็ต เชยี งใหม5 ตรวจสอบขอมูลจาก เพื่อใหไ ดข อ มลู ท่นี าเช่อื ถือ ขอ มลู ท่ีไดรับการตรวจสอบแลว ตรวจสอบความถูกตองของขอมลู ที่ แบบสอบถาม อาจผิดพลาดจากการกรอกขอมลู6 วเิ คราะหเชงิ พรรณนา เพอ่ื ใหเ หน็ ภาพรวมของ สถติ ิเชิงพรรณนา กลุมตัวอยา ง7 วเิ คราะหเชิงจาํ แนก เพอื่ ใหเ หน็ ความแตกตาง ตารางเปรียบเทียบสองตวั แปร ของคาจา งในแตล ะกลมุ (cross-tabulation)8 การวิเคราะหสมการเชิง เพอ่ื ทดสอบปจ จัยกาํ หนด คาสัมประสิทธข์ิ องตัวแปรทศ่ี กึ ษาใน การทดสอบแบบ listwaise โดยเพ่มิเสน คา จา งแรงงาน แบบจาํ ลอง ตัวแปรเขา ไปทลี ะตัวใน Base model (Mincer's model)9 ตรวจสอบสมมุตฐิ าน เพอ่ื ทดสอบความ ผลความนาเช่อื ถือของแบบจาํ ลอง ใชก าร plot ในโปรแกรม R เพื่อดูของแบบจําลอง นาเช่อื ถือของแบบจาํ ลอง ลักษณะของ residuals ท่ีไดจาก model10 สัมภาษณผเู ชีย่ วชาญ เพือ่ หาคําอธิบายในสว น คาํ อธบิ ายผลไดจ ากตวั แปร ผูเชี่ยวชาญทั้งทางวิชาการและทาง ของผลลพั ธจ าก ปฏิบตั ิ แบบจําลอง 25
รายงานฉบบั สมบูรณ1.6 ประโยชนท ่คี าดวาจะไดร ับ 1) นโยบายสําหรับกระตุนใหโรงแรมในประเทศไทยมีการดําเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึน เพอ่ื เสริมสรางความสามารถในการแขงขันใหกับตนเองและเพ่ือรองรับการเปดเสรีดานบริการ ของกลุมประเทศอาเซยี นในป พ.ศ. 2558 2) นโยบายและกลยุทธสําหรับการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมท่ีสอดคลอง กับความตอ งการของภาคอตุ สาหกรรม 3) เกิดการเผยแพรขอมูล ซึ่งจะกระตุนใหภาคอุตสาหกรรมทองเท่ียวของไทยเกิดความสนใจใน เตรียมรับมอื กบั การเปด เสรีภาคบรกิ ารของกลมุ ประเทศอาเซยี นในป พ.ศ. 2558 4) ขอเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสงเสริมความสามารถในการแขงขันของ อตุ สาหกรรมโรงแรมของไทย 26
บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรม โครงการน้ีมุงเนนท่ีจะศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรมและคนหาปจจัยท่ีมีอิทธิพลในการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม ดังนั้นในสวนของการทบทวนวรรณกรรมจะนําเสนอในเรื่องของการวัดประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม และการศึกษาเก่ียวกับแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ดงั มรี ายละเอยี ดในแตละสวนพอสังเขปดงั นี้2.1 การประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม การเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) การดําเนินงานและการบริหารจัดการโรงแรมท่ีผานมามกี ารประยุกตใชเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรในการศึกษาที่สําคัญอยู 2 เคร่ืองมือ คือ 1) การพัฒนาดัชนีหรือตัวชี้วัดผลการดําเนินงาน และ 2) การประเมินประสิทธิภาพในการดําเนินงาน แมวาผูบริหารและนักลงทุนจะนิยมพิจารณาตัวชี้วัดผลการดําเนินงาน แตในชวงทศวรรษท่ีผานมา มีการศึกษาเชิงประจักษทางวิชาการหลายชิ้นนิยมเปรียบเทียบสมรรถนะการดําเนินงานและการบริการจัดการโรงแรมดวยการประเมินประสิทธิภาพในการดําเนินงานของโรงแรม เนื่องจากเปนส่ิงสําคัญในการดําเนินงานของธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงประสทิ ธิภาพสามารถสะทอนความสามารถในการแขงขันของธรุ กิจได การประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (relative efficiency) ตามแนวคิดของ M.J. Farrell(1957) เปนแนวคิดสําคัญท่ีนิยมใชวัดประสิทธิภาพการจัดการ/การดําเนินงานของอุตสาหกรรมทองเที่ยวเชน โรงแรม รานอาหาร สปา เปนตน แนวคิดดังกลาววัดประสิทธิภาพของหนวยธุรกิจแตละหนวยจากการเปรยี บเทียบกับหนวยธุรกิจที่ดีที่สุดซ่ึงอยูบนเสนพรมแดน (Frontier) ดังน้ันภายใตแนวคิดของ Farrell จึงตอ งประมาณการสมการพรมแดน เพอ่ื ใชเปรยี บเทยี บกบั หนว ยธุรกิจท่ตี อ งการวดั ประสิทธภิ าพ วิธีเชิงปริมาณสําหรับประเมินประสิทธิภาพตามแนวคิดนี้ มีการพัฒนามาต้ังแตป ค.ศ. 1977วิธีเชิงปริมาณท่ีนิยมใชอยางกวางขวางในการประมาณประสิทธิภาพตามแนวคิดของ Farrell ไดแก(อคั รพงศ อั้นทอง, 2556) 1) วิธี data envelopment analysis (DEA) ทั้งท่ีเปนขอสมมติ constant returns to scale (CRSโดยท่ัวไปเรียกวาแบบจําลอง CCR) (Charnes, Cooper and Rhodes, 1978) และ variable returns toscale (VRS โดยทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง BCC) (Banker, Charnes and Cooper, 1984) รวมทั้ง 27
รายงานฉบบั สมบรู ณMalmquist productivity approach ที่ใชประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจ จัยการผลติ 2) วิธี stochastic frontier analysis (SFA) ท้ังท่ีเปนแบบจําลอง error components และแบบจําลอง technical efficient effect ภายใตรูปแบบการกระจายของคาความไมมีประสิทธิภาพท่ีแตกตา งกันออกไป การประเมินประสิทธิภาพของโรงแรมในระยะแรก เปนการเปรียบเทียบอัตราสวนตางๆ ของผลการดําเนินงาน (Baker and Riley, 1994) และการวิเคราะหการจัดการผลผลิต (Yield management)(Brotherton and Mooney, 1992; Donaghy, McMahon and McDowell, 1995) ตอมาพบงานของ Moreyand Dittman (1995) ท่ีใชการวิเคราะหตามแนวคิดของ Farrell (1957) โดยใชวิธี data envelopment analysis(DEA) ในการศึกษา ต้ังแตนั้นมาการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานและการจัดการของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell ไดรับความนิยมอยางตอเน่ือง ซ่ึงกวาทศวรรษที่ผานมา มีการศึกษาเพ่ือประเมินประสทิ ธภิ าพโรงแรมเพ่ิมขึ้นอยางตอเน่ือง (Assaf, Barros and Josiasen, 2010; Untong, Kaosa-ard,Ramos and Rey-Maquieira, 2011; Lu and Chen, 2012) ท้ังในระดับนานาชาติและในประเทศไทย การศึกษาที่ผานมาโดยสวนใหญยังคงประเมินประสิทธิภาพภายใตแนวคิดของ Farrell (1957)โดยใชเครื่องมือเชิงปริมาณที่สําคัญ 2 วิธี คือ วิธี data envelopment analysis (DEA) และวิธีstochastic frontier approach (SFA) วิธี SFA และ DEA มีความไดเปรียบเสียเปรียบที่แตกตางกันซ่ึงยังไมมีขอยุติวาวิธีใดเปนวิธีที่ดีที่สุด ทั้งน้ีขึ้นอยูกับวัตถุประสงคและขอจํากัดของขอมูลท่ีใชศึกษาวิธีทั้งสองไดรับการพัฒนาใหสามารถวิเคราะหท้ังในเชิงสถิต (static) และพลวัต (dynamic) แตยังคงอยูภายใตขอสมมติที่กําหนดใหเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานเหมือนกัน ตอมาจึงมีการประยุกตใชการวิเคราะห meta-frontier ท่ีเสนอโดย Battese and Rao (2002) ประเมินประสิทธิภาพโรงแรมภายใตเทคโนโลยีในการดาํ เนินงานท่ีแตกตา งกันของโรงแรมในแตล ะกลุม จากขอจํากัดที่สําคัญของวิธี SFA ในเรื่องการกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตรหรือรูปแบบฟงกชันที่ใชศึกษา จึงนิยมใชวิธี DEA ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินของโรงแรม (Barros and Dieke,2008; Untong et al., 2011; อัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2554) เนื่องจากวธิ ีดังกลาวกาํ หนดเพยี งปจจัยนําเขา และผลผลิตของการดําเนินงานของโรงแรมเทา น้ัน ทผี่ า นมาปจ จัยนําเขาท่ีนิยมใช เชน จํานวนแรงงาน จํานวนหองพัก คาใชจายในการดําเนินงาน ตนทุนรวม เปนตน (Hwang andChang, 2003; Bo and Liping, 2004; Barros and Mascarenhas, 2004; Untong et al., 2011) สวนผลผลิตท่ีนิยมใช เชน รายไดรวม ยอดขาย จํานวนผูเขาพัก เปนตน (Anderson, Fok and Scott, 2000; Bo andLiping, 2004; Önüt and Soner, 2006; Untong et al., 2011) กรณีประเทศไทยพบวา มีการประยุกตใชทั้งสองวิธีในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรมท้ังในระดับประเทศ ภาค และจังหวัด และพบการศึกษาการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพการจัดการของโรงแรมโดยใช Malmquist index รวมทั้งการใชแนวทางการวิเคราะห meta-frontierในการศึกษาท้ังในกรณีของการประยุกตใชวิธี SFA และ DEA ผลการศึกษาท่ีผานมาแสดงใหเห็นวา โรงแรมในประเทศไทยมีประสิทธิภาพการดําเนินงานในระดับสูง (อัครพงศ อ้ันทอง, 2547; ม่ิงสรรพ ขาวสอาด และ 28
ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมคณะ, 2548; 2552) และการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการดําเนินงานของอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในจังหวัดเชียงใหมกับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสของท้ังประเทศ โดยใชฟงกชันพรมแดนสโทแคสติก (stochastic frontier) พบวา ความดอยประสิทธิภาพในการดําเนินงานทําใหเกิดการสูญเสียโอกาสในการสรางมูลคาเพิ่มถึง 266 ลานบาท สําหรับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในจังหวัดเชียงใหม และ 6,119 ลานบาท สําหรับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสของท้ังประเทศ(Kaosa-ard and Untong, 2005) ทั้งนี้ยังมีการศึกษาภายใตกรณีที่โรงแรมมีเทคโนโลยีในการดําเนินงานท่ีแตกตางกันตามประเภทและระดับของโรงแรม (อัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554) รวมทั้งภายใตสภาพแวดลอมที่แตกตางกัน (อัครพงศ อ้ันทอง, 2556b) ดังนั้นในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานไมควรจะมองขามความแตกตางดานเทคโนโลยีและสภาพแวดลอม นอกจากน้ีในงานศึกษาของอัครพงศ อ้ันทอง และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2552) ยังแสดงใหเห็นวา โรงแรมในจังหวัดเชียงใหมควรมีการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีในการดําเนินงาน หากตองการเสริมสรางความสามารถในการแขงขันในระยะยาว ขณะท่ีงานศึกษาของอัครพงศ อ้ันทอง (2556b) เสนอวา ควรสงเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานในแนวทางที่แตกตางกันตามสภาพแวดลอมของทําเลที่ต้ังของโรงแรม รวมท้ังกระตุนใหเกิดการพัฒนาและแลกเปล่ยี นนวตั กรรมการดําเนินงานตามพ้นื ฐานสภาพแวดลอ ม จากตารางที่ 2.1 จะเห็นไดวา การวัดประสิทธิภาพของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell สวนใหญนิยมใชวิธี DEA ประเมินประสิทธิภาพ เน่ืองจากมีขอไดเปรียบหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชนสามารถใชในกรณีท่ีมีปจจัยนําเขาและผลผลิตหลายชนิด (multiple inputs and outputs) ไมจําเปนตองคํานึงถึงรูปแบบฟงกชันหรือแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร และสามารถใชในกรณีที่มีขอมูลหรือจํานวนตัวอยางนอย (Barros and Athanassiou, 2004; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011)โดยจาํ นวนตวั อยา งขน้ั ตํ่าสําหรับการวเิ คราะหด ว ยวิธี DEA คอื 3 คณู (จํานวนผลผลติ +จาํ นวนปจจยั การผลติ )(Raab and Lichty, 2002) อยางไรก็ตาม วิธี DEA มีขอจํากัดหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชน การไมมีคาคลาดเคล่ือน (error term) หมายความวา ความคลาดเคล่ือนถูกรวมอยูในคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดการไมมีขอสมมติเกี่ยวกับการแจกแจงของคาความไมมีประสิทธิภาพ การไมมีการทดสอบทางสถิติของคาประสิทธิภาพที่คํานวณได และการออนไหวตอคาสุดโตง เปนตน (Barros, 2006; Barros andDieke, 2008; Untong et al., 2011; อัครพงศ อัน้ ทอง, 2556a) วิธีทั้งสองยังคงใชกันอยูอยางกวางขวางในงานศึกษาทางเศรษฐศาสตร รวมทั้งการวัดประสิทธิภาพการจัดการ/การดําเนนิ งานของธุรกิจโรงแรม ยังไมมีขอยุติวาวิธีใดเปนวิธีท่ีดีที่สุด ท้ังน้ีข้ึนอยูกับวัตถุประสงคและขอจํากัดของขอมูลที่ใชในการศึกษานั้นๆ แมวาวิธี SFA ใหผลลัพธที่ดีกวาภายใตเงื่อนไขในอุดมคติทางเศรษฐมิติและขอสมมติทางเศรษฐศาสตร อยางไรก็ตาม ในขอมูลบางประเภทท่ีไมสามารถกําหนดลักษณะความสัมพันธของตัวแปรในแบบจําลอง หรือเปนการวัดประสิทธิภาพของหนวยธรุ กจิ ทไี่ มแ สวงหากาํ ไร หรือหนว ยธุรกิจทไ่ี มมีวตั ถุประสงคของการดาํ เนินงานภายใตการใชตนทุนต่ําที่สุดหรือผลิตเพื่อใหไดผลตอบแทนสูงสุด วิธี DEA จะเหมาะสมมากกวาในกรณีนี้ แตถาหากในการศึกษา 29
รายงานฉบับสมบรู ณสามารถกําหนดรูปแบบของแบบจําลองได มีจํานวนขอมูลมากพอ และขอมูลดังกลาวมีความคลาดเคลื่อนจากการวัดสูง มีตัวแปรท่ีไมสามารถควบคุมไดหลายตัวแปร และตัวแปรตามมีความแปรปรวนสูง การใชวิธี DEA อาจทําใหผลลัพธท่ีไดมีความคลาดเคล่ือนจากความเปนจริงสูง เนื่องจากเสนพรมแดนท่ีประมาณคาไดอยูสูงกวาที่ควรจะเปน ทําใหคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดมีคาต่ํากวาความเปนจริง ดังนั้นในกรณีนี้จงึ นยิ มใชว ธิ ี SFA แทนวิธี DEAตารางท่ี 2.1 ผลงานการศกึ ษาการวัดประสทิ ธภิ าพของโรงแรมตามแนวคดิ ของ Farrell ที่สําคัญ ผูแตง วธิ ีการวิเคราะห ขนาดของกลมุ ตวั อยา งการศกึ ษาระดับนานาชาติ 54 hotels in the U.S. 48 hotels in the U.S.Morey and Dittman (1995) DEA (CRS) 45 hotels in Taiwan. 242 hotels in California, U.S.Anderson et al. (1999) SFA (error component) 43 hotels in Portugal. 93 hotels in the U.K.Hwang and Chang (2003) Malmquist index 87 hotels in Taiwan. 15 hotels in Portugal.Bo and Liping (2004) DEA two-stage approach 23 hotels in Taiwan. 78 hotels in Taiwan.Barros and Mascarenhas (2004) DEA (VRS) (TE, AE, EE) 43 hotels in Chiang Mai 62 hotels in Taiwan.Sigala (2004) DEA stepwise 56 hotels in Taiwan.Shang et al. (2008) DEA (Three-stage) 477 แหง ในภาคเหนือ 1,752 แหง ในประเทศไทยBarros, Peypoch and Solonanadrasana (2009) DEA (Luenberger index) 43 แหง ในจงั หวัดเชยี งใหม 1,799 แหง ในประเทศไทยSong, Yang and Wu (2009b) DEA the game cross-efficiency 14 แหงในเชียงใหม และ 34 แหง ในภเู ก็ตAssaf, Barros and Josiassen (2010) DEA (meta-frontier)Untong, Kaosa-ard, Ramos and Rey-Maquieira (2011) Malmquist indexLin (2011) SFA cost-efficiency (meta-frontier)Lu and Chen (2012) SFA cost-efficiency (meta-frontier)การศึกษาในประเทศไทยอคั รพงศ อั้นทอง (2547) DEA (VRS) two stageมิง่ สรรพ ขาวสอาด และคณะ (2548) SFA (TE effect model)อคั รพงศ อัน้ ทอง และม่งิ สรรพ ขาวสอาด (2552) DEA (VRS) และ Malmquist indexอัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2554) SFA (meta-frontier)อัครพงศ อ้ันทอง (2556b) DEA (slack base model with meta-frontier)ทีม่ า: ปรบั ปรงุ จากจาก อัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และ ม่งิ สรรพ ขาวสอาด (2554)2.2 การจางงานในอุตสาหกรรมทอ งเทยี่ ว ในการทบทวนวรรณกรรมของ ม่ิงสรรพ ขาวสะอาด และอัครพงศ อ้ันทอง (2557) ไดสรุปไววาอุตสาหกรรมทอ งเทยี่ วเปนอตุ สาหกรรมที่ใชแรงงานอยางเขมขน (labor intensive) แตมีงานศึกษาในดานน้ีนอยมากในประเทศไทย เชน การศึกษาการพัฒนาทักษะการฝกอบรมในอุตสาหกรรมท่ัวไป ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมโรงแรม (Poapongsakorn, 1991; Ariga and Brunello, 2006; สํานักงานสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม, 2553) เปนตน ซึ่งในงานศึกษาดังกลาวยืนยันวาธุรกิจโรงแรมมีการใชปจจัยแรงงานสูงกวาปจจัยอื่น ทําใหแรงงานมีอํานาจตอรองสูง การขาดแคลนแรงงานทําใหมีการซื้อตัวแรงงานที่มีคุณภาพ ท้ังน้ีสํานักงานสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (2553) ไดใหขอคิดเห็นวา ธุรกิจโรงแรมและรีสอรทมีอัตราการเขาออกงานสูง การซ้ือตัวแรงงานคุณภาพไมไดแกปญหาการขาดแคลน 30
ประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมแรงงานในภาพรวม จึงจาํ เปนตอ งใชแรงงานที่มีคุณภาพท่ีไมตรงตามความตองการหรือดอยกวา ซ่ึงสงผลตอคุณภาพการใหบริการ อยางไรก็ตาม ในชวงนอกฤดูทองเที่ยว (low season) กลับมีแรงงานท่ีวางงานนอกจากน้ีผลการศึกษาดานประสิทธิภาพแรงงานในภาคธุรกิจโรงแรมและรีสอรท ในป พ.ศ. 2551 พบวาธุรกิจไมว า จะเปน ขนาดเล็กหรือกลางหรอื ใหญ สวนใหญมียอดขายตอแรงงาน 1 คนตอป มากกวา 3 แสนบาท และมสี ดั สว นท่เี พิ่มสูงขึน้ ในชวงป พ.ศ. 2549 พ.ศ. 2550 และ 2551 ตามลําดบั ท้ังนี้จากการสืบคนงานวิจัยในระดับนานาชาติ พบวา การศึกษาเก่ียวกับแรงงานโดยสวนใหญเปน การศกึ ษาในภาพรวม เชน การขาดแคลนทกั ษะการทํางาน (Marchante, Ortega and Pagán, 2006)ความสามารถและทักษะของแรงงานที่ตองการ (Nolan, et al., 2010; Cobanoglu, Dede and Poorani,2007; Kong and Baum, 2006) การขาดแคลนแรงงาน (Davidson and Wang, 2011) และความแตกตางระหวางคาจางอันเนื่องมาจากเพศของแรงงาน (Munoz-Bullon, 2009) เปนตน นอกจากนี้ Chen andWallace (2011) ไดศึกษาถึงความสัมพันธระหวาง multi-skilling และการยกระดับคุณภาพการใหบริการคาตอบแทน ความพอใจในการทํางาน อยางไรก็ตาม มีเพียงงานศึกษาของ Marchante, Ortega andPagań (2006) และ Chen and Wallace (2011) เทาน้ัน ทีศ่ ึกษาเกย่ี วกับคา จางในอตุ สาหกรรมโรงแรม สําหรับการศึกษาเรื่องคาจางคาตอบแทนในอุตสาหกรรมโรงแรม พบวา คาตอบแทนยังคงเปนส่ิงที่ชวยสรางแรงจูงใจใหกับลูกจางเชนเดียวกับท่ีเกิดข้ึนในอุตสาหกรรมอื่นๆ (Stegman, 1991) โดยการเจรจาตอรองเรื่องของคาจางอาจมาจากสวนกลางหรืออยูในระดับโรงแรมก็ได (Rimmer 1991; Hawke1998) สําหรับปจจัยมีผลตอคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมแบงออกเปน 2 กลุมที่สําคัญ คือ ปจจัยสวนบุคคล เชน ประสบการณ การศึกษา เพศ เปนตน และปจจัยเก่ียวกับงาน (job characteristics) เชนท่ีตั้ง ขนาด ประเภทของโรงแรม ขนาดของโรงแรม เปนตน (Kline and Hsieh, 2007; Campos-Soria etal., 2011; García-Pozo, Sánchez-Ollero and Marchante-Mera, 2012; García-Pozo, Sánchez-Ollero and Benavides-Chicón, 2012) นอกจากปจจัยท้ังสองกลุมแลว การฝกอบรมยังเปนอีกหน่ึงปจจัยท่ีความสําคัญตอคาตอบแทนของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม เน่ืองจากเปนแนวทางการยกระดับทักษะการทํางาน ท่ีผานมามีงานศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับประเด็นดังกลาวและพยายามศึกษาเพื่อใหไดมาซึ่งแนวทางหรือโปรแกรมการฝกอบรมในอุตสาหกรรมโรงแรม เชน Lynch (1992) Breiter and Woods (1997)Buick and Muthu (1997) Wang (2006) Pollitt (2006) เปนตน ขณะที่ Ramos, Rey-Maquieira andTugores (2004) ไดวิเคราะหถึงปจจัยท่ีกําหนดการฝกอบรมในภาคการทองเที่ยว ซ่ึงแตกตางจาก Aksu(2005) ที่เนนการกําหนดรูปแบบการฝกอบรมท่ีตองการของโรงแรมระดับหาดาว อยางไรก็ตามแนวการศึกษาในลักษณะน้ียังคงมีอยูจํานวนนอยในประเทศไทย และยังขาดงานการศึกษาในอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทย การศึกษาเกี่ยวกับแรงงานในประเทศไทยสวนใหญยังคงศึกษาในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจอน่ื ๆ สําหรับในประเทศไทยการศึกษาในประเด็นเก่ียวกับคาจางสวนใหญเปนการศึกษาในภาพรวมระดับประเทศ (Hawley, 2004; Warunsiri and McNown, 2010) มากกวาที่จะศึกษาเฉพาะในอุตสาหกรรมโรงแรมหรือการทองเที่ยว (พนัชกร สิมะขจรบุญ, 2554) เม่ือพิจารณางานศึกษาในประเทศ 31
รายงานฉบับสมบูรณไทยที่เกยี่ วขอ งกบั การกาํ หนดคา จางในอตุ สาหกรรมโรงแรมท่ีผานมายังไมพบวา มีการศึกษาใดที่ทดสอบแบบจําลองของ Mincer (1974) อยางไรก็ตาม มีงานศึกษาบางช้ินท่ีคนพบวา ตัวแปรปจจัยสวนบุคคลไดแก อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณในการปฏิบัติงานมีผลตอการกําหนดคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรม ขณะที่ตัวแปรประเภทลูกจาง ผลงานของการทํางาน จํานวนหองพัก และมาตรฐานของโรงแรมเปนกลุมตัวแปรทไี่ มม อี ิทธพิ ลตอ การกาํ หนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม (พนัชกร สิมะขจรบุญ,2554) แมวาการศึกษานี้จะไมไดพัฒนาแบบจําลองตามแนวคิดของ Mincer (1974) แตผลการศึกษาดังกลาวเปน การยนื ยันแนวคดิ ของแบบจําลองการกําหนดคา จางของ Mincer (1974) นอกจากน้ี พนัชกร สิมะขจรบุญ (2554) ยังพบวา โรงแรมที่เปนแฟรนไชสสากล พนักงานของโรงแรมจะเปนพนักงานประจําซ่ึงจะไดรับการข้ึนเงินเดือนเปนประจําทุกป และโรงแรมจะจายคาบริการพิเศษ (service charges) ใหกับพนักงานประจําเปนสวนใหญ มีโรงแรมบางแหงจะมีการรับประกันคาservice charge ขั้นต่ําใหแกพนักงาน เมื่อพิจารณาถึงปญหาและอุปสรรคเร่ืองคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย พบวา พนักงานมีความคิดวา จํานวนพนักงานมีผลตอคา service charge ท่ีตนเองจะไดรับและในชวงที่การทองเที่ยวไดรับผลกระทบเชิงลบหรือชวงนอกฤดูกาลทองเท่ียว (low season) ซึ่งโรงแรมจะมีรายไดนอยกวาที่กําหนดไวก็จะทําใหไมไดรับคา service charge ตามที่คาดไว (สํานักงานสงเสริมวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม, 2553) สําหรับการศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาทักษะฝมือแรงงานในประเทศไทยพบเพียงแตการศึกษาในภาพรวมหลายอุตสาหกรรม เชน การศึกษาการฝกอบรมในหลายภาคอุตสาหกรรมของไทย ซ่ึงรวมถึงอุตสาหกรรมโรงแรม พบวา ธุรกิจโรงแรมมีโครงสรางการใชแรงงานที่สูงกวาปจจัยการผลิตอ่ืน และไดเปรียบเทียบการขยายตัวอยางสูงของธุรกิจโรงแรมและรีสอรทท่ีทําใหเกิดการขาดแคลนแรงงานท่ีมีคุณภาพ และประสบการณ ทําใหแรงงานมีอํานาจในการตอรองและมีการซ้ือตัวแรงงานท่ีมีคุณภาพและประสบการณม ากข้นึ (สาํ นกั งานสง เสรมิ วิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม, 2553)2.3 ทักษะ การฝก อบรม และการกาํ หนดคาจางในอตุ สาหกรรมโรงแรม หลังจากการตีพิมพผลงานของ Jacob Mincer ในป 1974 ก็ไดมีนักเศรษฐศาสตรโดยเฉพาะเศรษฐศาสตรแรงงานจํานวนมากใหความสนใจในการพัฒนาแนวคิดดังกลาวมากขึ้น โดยมีการพัฒนาตอยอดทั้งในการพัฒนาแนวคิดทางทฤษฏีและการพัฒนาสมการคาจาง รวมท้ังการนําสมการคาจางไปใชในการวิเคราะห Wage determination ในอุตสาหกรรมหรือในกรณีตางๆ การศึกษาสวนใหญเนนการวิเคราะหอิทธิพลของคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีตอคาจาง เชน เพศ (Meng, 1998; Ogloblin andBrock, 2005) คุณลักษณะของครัวเรือน (Kessler, 1991) หรือหนวยธุรกิจ (Gruetter and Lalive, 2009;Monteiro and Straume, 2009) และการศึกษาบางสวนไดใหความสําคัญกับการวิเคราะหบทบาทของการศกึ ษาทมี่ ตี อคา จา ง (Fleishera and Wang, 2004; Zhong, 2011) ซึ่งไดมีการประยุกตใชศึกษาในกรณีของประเทศไทยอยูหลายผลงาน เชน Chalamwong and Amornthum (2001) Hawley (2004) Warunsiriand McNown (2010) เปนตน งานการศึกษาเหลานี้ไดบทสรุปท่ีเหมือนกันวา การศึกษามีบทบาทสําคัญตอการกาํ หนดคาจา ง 32
ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ขณะเดียวกันมีผลการศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับการวิเคราะหถึงผลกระทบของทักษะ(Skills) ที่มีตอคาจาง โดย Murnane, Willett and Levy (1995) พบวา ทักษะความรูความเขาใจพ้ืนฐาน(Basic cognitive skills) เปน หนึง่ ในปจจัยสําคัญท่ีกําหนดคาจางท่ีบุคคลจะไดรับ ตอมาไดมีการวิจัยเพ่ิมเติมในประเดน็ ของบทบาทของทกั ษะท่ีมกี ารการกําหนดคาจางในรูปแบบของทักษะทห่ี ลากหลาย เชน ทักษะเชิงปริมาณ (Quantitative skills) (Mitra, 2002) ทักษะทางดานคอมพิวเตอร การเขียน และคณิตศาสตร(Borghans and Weel, 2006) ขณะท่ี Ingram and Neumann (2006) วิเคราะหถึงมิติที่แตกตางของทักษะเชน คณติ ศาสตร ความสามารถในการพูด ทกั ษะในการใชงาน เปน ตน แลวพบวา ทักษะตางๆ เหลาน้ีมีสวนชวยกําหนดคาจางอยางมีนัยสําคัญ อยางไรก็ตามการศึกษาเหลานี้ยังไมไดถูกนํามาประยุกตใชในอตุ สาหกรรมโรงแรมอยางกวา งขวาง สําหรับในอุตสาหกรรมโรงแรม รานอาหาร และภาคเศรษฐกิจการใหบริการอื่นๆ มีการศึกษาเกี่ยวกับแรงงานในมุมมองท่ีหลายหลาย เชน การขาดแคลนทักษะการทํางาน (Marchante, Ortega, andPagán, 2006) ความสามารถและทกั ษะของแรงงานท่ีตองการ (Nolan, et al., 2010; Cobanoglu, Dede, andPoorani, 2007; Kong and Baum, 2006) การขาดแคลนแรงงาน (Davidson and Wang, 2011) เปนตนนอกจากน้ี Chen and Wallace (2011) ไดศึกษาถึงความสัมพันธระหวาง Multi-skilling และการยกระดับคุณภาพการใหบริการ คาตอบแทน ความพอใจในการทํางาน อยางไรก็ตามมีเพียงงานศึกษาของMarchante, Ortega, and Pagán (2006) และ Chen and Wallace (2011) เทาน้ัน ท่ีเปนการศึกษาเกี่ยวกับคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรม สําหรับในประเทศไทยยังมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้นอยมาก สวนใหญเปนการศึกษาถึงผลตอบแทนจากการศึกษาที่เปนการวิเคราะหในภาพรวม หรืออุตสาหกรรมอ่ืนๆ เชนChalamwong and Amornthum (2001) Hawley (2004) Warunsiri and McNown (2010) จากการตรวจสอบผลงานการศึกษาท่มี กี ารตีพิมพในวารสารทางวิชาการทัง้ ภายในและตางประเทศ ยงั ไมพ บการศึกษาเกี่ยวกับwage determination และการวเิ คราะหความสัมพนั ธระหวา ง Skill กบั Wage ในภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม นอกจากนี้ในการศกึ ษาทผ่ี า นมายงั แสดงใหเ ห็นวา สามารถยกระดับทกั ษะการทํางานของแรงงานไดดวยการฝกอบรมใหกับแรงงาน โดยผูทําการอบรมจะมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทักษะใหกับแรงงานเพ่ือใหสามารถตอบสนองความตองการของภาคธุรกิจหรือผูมีสวนไดสวนเสียในอุตสาหกรรมได (Baum,2006) ดังน้ันหนวยงานท่ีเก่ียวของควรเขาใจถึงคุณลักษณะของการฝกอบรมที่สามารถตอบสนองความตองการของอุตสาหกรรมโรงแรมและภาคเศรษฐกิจการใหบริการ ซึ่งท่ีผานมามีการศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับประเด็นดังกลาวและพยายามศึกษาเพ่ือใหไดมาซ่ึงแนวทางหรือโปรแกรมการฝกอบรมในอุตสาหกรรมโรงแรม เชน Lynch (1992) Breiter and Woods (1997) Buick and Muthu (1997) Wang(2006) Pollitt (2011) เปนตน ขณะที่ Ramos, Maquieira and Tugores (2004) ไดพยายามวิเคราะหถึงปจจัยที่กําหนดการฝกอบรมในภาคการทองเที่ยว สวน Aksu (2005) ไดเนนถึงการกําหนดรูปแบบการฝกอบรมท่ีตองการของโรงแรมระดับหาดาว อยางไรก็ตามแนวการศึกษาในลักษณะน้ียังคงมีอยูจํานวนนอยในประเทศไทย สวนใหญยังคงศึกษาในภาพรวมและภาคเศรษฐกจิ อนื่ ๆ เชน Poapongsakorn (1991) ศึกษาการฝก อบรมในอุตสาหกรรมไทย Kenn Ariga and Giorgio Brunello (2006) ศกึ ษาความสัมพันธระหวา งการ 33
รายงานฉบบั สมบรู ณใหการศึกษาและการใหการฝกอบรมของนายจาง อยางไรก็ตามยังขาดงานการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศไทย2.4 การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยดานการบรกิ ารของโรงแรม การศึกษาในประเด็นนี้มีคอนขางนอยมากในประเทศไทย ดวยขอจํากัดของการสัมภาษณและเขาไปศึกษาในภาคอุตสาหกรรมโรงแรม ซึ่งจากการทบทวนงานของ สไบทิพย มงคลนิมิตร (2554)สามารถสรปุ กระบวนการในการพัฒนาทรพั ยากรมนุษยด านการบรกิ ารของโรงแรมไดพอสังเขปดงั นี้ แนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษยที่นําเสนอในงานดังกลาว ซึ่งไดจากการศึกษาข้ันตอนการบริหารทรัพยากรมนุษยของโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล ดวยการสัมภาษณเชิงลึก (in-depth Interview)และการสนทนากลุม (focus-Group) แบงออกเปน 2 ลักษณะ ไดแก 1) การพัฒนาท่ัวไปท่ีเปนการใหความรู ขอมูลเก่ียวกับองคกร และพฤติกรรมการบริการ (excellence Behaviour) และ 2) การพัฒนาทางดานสายบริการ เปนการจัดใหความรูดานบริการและพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน โดยโรงแรมแมนดารนิ โอเรยี นเต็ลมีหลักการและแนวคดิ ในการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย 1) การใหความสําคัญตอการพัฒนาทรัพยากรมนุษย ทางโรงแรมมีหนวยงานสําหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษยซึ่งแยกมาจากฝายทรัพยากรมนุษย นั่นคือ “งานอบรมและพัฒนาบุคลากร” ภายในหนวยงานจะรับผิดชอบจัดอบรมและพัฒนาความรูทั่วไป ขอมูลเก่ียวกับองคกรกลุมหลักสูตรสมรรถนะท่ัวไป (core general/ code competency course) กลุมหลักสูตรการบริหาร (managerial course)ภายในหนวยงานที่เปนฝายบริการจะตองรับผิดชอบการจัดอบรมและพัฒนาในกลุมหลักสูตรบริการ(functional or Professional competency) องคกรมีนโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย มีการพัฒนาบุคลากรใหสอดคลองกับวิสัยทัศนและเปาหมายขององคกร ทางแผนกพัฒนาบุคลากรของโรงแรมมีนโยบายที่มุงเนนการพัฒนาพฤติกรรมการบริการ (excellence service behaviour) องคกรมีการจัดทํางบประมาณสําหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษยอยางชัดเจน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษยขององคกรเปาหมายของการพัฒนาแบงเปน 2 กลุม ไดแก กลุมบริหารซ่ึงมีความสําคัญโดยตรงตอองคกร เน่ืองจากเปน ผูป ฏบิ ตั ิงานในภารกจิ หลกั และกลุม สนับสนุน 2) เปาหมายของการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยในองคกร เปาหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษยเนนไปที่การพัฒนาขีดความสามารถในการทํางาน พัฒนาภาวะผูนํา ความสามารถในการบริหารงานเปนตน บุคลากรตองเขารับการฝกอบรมเพื่อพัฒนาความสามารถทางการบริการ ซึ่งมีความแตกตางกันตามแผนกบริหาร ตําแหนงงาน อายุงาน องคกรพยายามจัดการอบรมอยางตอเน่ืองและกําหนดใหทุกคนตองไดรับการฝกอบรมตามแผนที่กําหนดไว สําหรับเรื่องการประเมินผลจะแบงตามลําดับดังน้ี ผูบริหารระดับสูง ผูบริหารระดับกลาง และระดับปฏิบัติการท่ัวไป หัวหนาจะเปนผูติดตามการประเมินผล จากน้ันผลการประเมินจะถูกสง มายังแผนกพฒั นาบุคลากรและหนว ยงานที่เกยี่ วของ เพือ่ ใชใ นการพิจารณาในการจดั อบรมและการพฒั นาในครง้ั ตอ ไป 3) วิธีการและการประเมินผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษยในโรงแรม ทางโรงแรมมีวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย 4 ประเภท ไดแก การฝกอบรม การศึกษา การพัฒนา และการหมุนเวียน การฝกอบรม 34
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112