Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงการวิจัยย่อยที่ 2

โครงการวิจัยย่อยที่ 2

Published by Bensiya Panpunyadet, 2016-03-08 01:09:25

Description: ประสิทธิภาพการดำเนินงานและการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม

Keywords: ประสิทธิภาพ, การยกระดับคุณภาพของแรงงาน

Search

Read the Text Version

รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ โครงการวิจัยยอยท่ี 2 ประสทิ ธภิ าพการดําเนินงานและการยกระดบั คุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม แผนงานนโยบายการสงเสริมและพัฒนาความสามารถ ในการแขง ขนั ดา นการทองเท่ียวของไทยเพื่อรองรบั การรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (RDG5650061) โดย ดร.อคั รพงศ อั้นทอง และคณะ พฤษภาคม 2558

สญั ญาเลขที่ RDG5650061 รายงานวจิ ยั ฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยยอ ยท่ี 2 ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงานและการยกระดบั คุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม โดย1. ดร.อัครพงศ อั้นทอง สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ2. ศ. ดร.มิ่งสรรพ ขาวสอาด สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ3. ดร.ไพรชั พิบูลยรุงโรจน คณะเศรษฐศาสตร ม.เชยี งใหม4. นายณฐั พล อนนั ตธ นสาร สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ แผนงานนโยบายการสงเสรมิ และพัฒนาความสามารถ ในการแขงขันดานการทอ งเทยี่ วของไทยเพอื่ รองรับการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น (RDG5650061) สนับสนุนโดยสํานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) และสาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนวจิ ยั (สกว.)(ความเหน็ ในรายงานนี้เปนของผูว ิจัย วช. – สกว. ไมจําเปน ตอ งเห็นดวยเสมอไป)

บทสรุปสาํ หรับผบู ริหาร โครงการวิจยั น้มี วี ตั ถปุ ระสงคม งุ เนนทจี่ ะประยกุ ตใชแนวคิดและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรในการประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม รวมท้ังการคนหาปจจัยที่มีสวนชวยกระตุนใหธุรกิจโรงแรมมีการดําเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน นอกจากน้ียังศึกษาวิเคราะหปจจัยที่กําหนดคาจาง (wage determination) ในอุตสาหกรรมโรงแรม และคนหาแนวทางการการพัฒนาแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมทส่ี อดคลอ งกบั ความตองการของผูป ระกอบการ การศกึ ษานมี้ ี 4 สว นคอื1 ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งานของอตุ สาหกรรมโรงแรมในอาเซียน การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมท่ีต้ังอยูในประเทศอาเซียนท่ีสําคัญ 4 ประเทศ (รวม 49 แหง) คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร และไทยโดยประยุกตใชวิธี data envelopment analysis (DEA) ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure(SBM) พบวา โรงแรมทั้งต้ังอยูในประเทศท้ัง 4 มีประสิทธิภาพในการดําเนินงานไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นวา การเพิ่มผลิตภาพแรงงานจะชวยใหโรงแรมที่ตั้งอยูในท้ัง 4 ประเทศมีประสทิ ธภิ าพเพ่มิ ข้นึ มากกวาการเพ่ิมประสทิ ธกิ ารใชห อ งพกั ในการแสวงหารายได ท้ังนี้เมื่อวิเคราะหถึงอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมทั้งต้ังอยูในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร และไทย พบวา โรงแรมที่ตั้งอยูในประเทศทั้ง 3 มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือบริหารจัดการแตกตางกัน โดยโรงแรมที่ต้ังอยูในประเทศสิงคโปรมีเทคโนโลยีหรือนวตั กรรมการดาํ เนินงานสูงกวา โรงแรมทีต่ ้งั อยใู นประเทศไทยและมาเลเซีย ตามลาํ ดบั2 ประสทิ ธภิ าพการดําเนนิ งานของอุตสาหกรรมโรงแรมไทย การประเมนิ ประสิทธิภาพและอตั ราสว นชอ งวา งทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทย โดยประยุกตใชวิธี data envelopment analysis ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure ในการวิเคราะหไดคัดเลือกขอมูลโรงแรมและเกสตเฮาสที่ต้ังอยูในโซนท่ีแตกตางกัน 8โซน จํานวน 921 แหง จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2555 ของสาํ นักงานสถิติแหง ชาติ ซ่ึงเปนขอมลู การดาํ เนนิ งานในรอบป พ.ศ. 2554 i

รายงานฉบับสมบรู ณ ผลการศึกษา พบวา โดยโรงแรมและเกสตเฮาสท่ีสามารถยืดหยุนหรือปรับตัวไดดีภายในเงื่อนไขทางสภาพแวดลอมและธุรกิจยอมมีประสิทธิภาพในการดําเนินงานและการบริหารจัดการที่ดีกวา ขณะท่ีกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสท่ีมีระดับราคาหองพักสูงและตั้งอยูในโซนชายทะเล โดยสวนใหญมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการที่สูงกวาโรงแรมและเกสตเฮาสกลุมอื่นๆ เชน โรงแรมประเภทบูทีคโรงแรมเครือภายในประเทศ โรงแรมท่ีมีระดับราคาหองพักสูงกวา 1,000 บาท/คืน โรงแรมท่ีมีหองประชุม เปนตน แตเปนท่ีนาสังเกตวา โรงแรมและเกสตเฮาสที่มีธุรกิจอ่ืนๆ ภายในโรงแรมและเกสตเฮาสเปนกลุมท่ีมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือการบริหารจัดการตํ่ากวากลุมอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ และใชวิธี DEA ท่ีเปนแบบจําลอง BCC ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงาน และใช Malmquist productivityapproach ประเมินการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และเทคโนโลยีในการดําเนินงาน โดยใชวิธีท้ังสองวิเคราะหขอมูลของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในภาพรวมระดับจังหวัดจํานวน 75 จังหวัด จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2551 และพ.ศ. 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซึ่งเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554ตามลําดบั สวนผลการศึกษาสวนท่ีสอง พบวา ในชวง 5 ปที่ศึกษา (พ.ศ. 2550-2554) ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยมีผลิตภาพปจจัยการผลิตเพ่ิมข้ึน การเพิ่มขึ้นดังกลาวเปนผลมาจากการท่ีธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสมีประสิทธิภาพในการดําเนินงานเพ่ิมขึ้น แตยังขาดการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานหรือบริหารจัดการ อยางไรก็ตาม โรงแรมและเกสตเฮาสท่ีตั้งหรือเปดดําเนินงานในจังหวัดท่ีเปนแหลงทองเที่ยวท่ีสําคัญของไทย อยางเชน ชลบุรี (พัทยา) เพชรบุรี(ชะอํา) ประจวบคีรีขันธ (หัวหิน) นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม กระบ่ี สุราษฎรธานี (เกาะสมุย)ตางก็มีการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในการดําเนินงานและการบริหารจัดการใหดีข้ึน เพื่อเพิ่มผลติ ภาพปจจยั การผลิตและเสริมสรางความสามารถในการแขง ขันใหก บั ตนเอง3 การกําหนดคาจา งแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม โครงการนี้ไดทําการสัมภาษณเชิงลึกแผนกบุคคลของโรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาว ในเชียงใหมเชยี งราย กรุงเทพฯ และใชขอมูลจากแบบสอบถามจาํ นวน 1,200 ชดุ การศึกษาปจจัยในการกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมการทองเท่ียวไทยไดใช แบบจําลองกาํ หนดคาจางของ Mincer ที่ระบุวาคาจางแรงงานน้ันข้ึนอยุกับ 2 ปจจัยหลักคือ ประสบการณ (จํานวนป)และการศึกษา (จาํ นวนปท ีอ่ ยูในการศกึ ษา) การศึกษาน้ีช้ีใหเห็นวาท่ีต้ังของโรงแรม และประสบการณของคนงานเปนปจจัยท่ีมีอิทธิพลมากที่สุด โรงแรมในภูเก็ตจะจายคาจางแรงงานสูงกวากรุงเทพฯ พัทยา และเชียงใหม ตามลําดับ (ภูเก็ต>กทม.>พัทยา>เชียงใหม) แมการศึกษาจะเปนปจจัยที่มีอิทธิพล แตการจบการศึกษาดานการทองเท่ียวและโรงแรม และการจบการศึกษาจากตางประเทศ ไมใชปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม ผลการศึกษาจากการสัมภาษณในระดับปฏิบัติการน้ันจะอาศัยแรงงานที่ผานการฝกอบรมในแผนกเฉพาะของโรงแรม โดยการศึกษานน้ั ไมไดม ีผลตอการจา งงานมากนัก แตประสบการณจะเปนปจจัยหลักในการรับเขาทํางาน โดยโรงแรมในระดับสูงจะมีการเพิ่ม คาบริการ (service charge) ให ii

ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมนอกเหนือจากคาจางขั้นต่ํา แตสําหรับโรงแรมระดับลางจะนับรวม คาบริการดังกลาวกับคาแรงใหถึงคาจางข้ันต่ํา ในสวนการจางงานผูบริหารข้ันกลาง หรือ ข้ันสูงน้ัน การศึกษาควรจะมีในข้ันตํ่าคือระดับปริญญาตรี แตประสบการณจะมีผลมากกวา โดยเฉพาะประสบการณในโรงแรมประเภท (เชน ในเมืองหรือ ริมหาด) และ ระดับ (ดาว) เดียวกัน ในสวนของทักษะดานภาษานั้น ภาษาอังกฤษในดานการส่ือสารคือฟงและพูดน้ันเปนส่ิงที่สําคัญมากสําหรับ พนักงานที่ตองใหบริการนักทองเท่ียว ในสวนภาษาอื่น ๆเชน ภาษาจีน รัสเซีย หรือ ญี่ปุนน้ัน จะสรางความไดเปรียบในการสมัครงาน และ สําหรับบางโรงแรม จะมีคาภาษาใหโดยเฉพาะดวย ในสวนของ การอบรมน้ัน มีผลอยางมากกับโรงแรมท่ีอยูในเครือ (Chain)โดยเฉพาะเครือนานาชาติ ในการเลื่อนตําแหนง โดยแนวโนมปจจุบัน โรงแรมช้ันนํามีการพัฒนามากข้ึนในสวนของความรวมมือระหวางโรงแรมช้ันนําและสถาบันการศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหสอดคลองกบั ความตองการของธรุ กิจโรงแรมในปจจุบนั4 ขอ เสนอแนะกลยทุ ธร ะดบั อุตสาหกรรมและแรงงาน 1) กลยุทธยกระดบั อตุ สาหกรรม  สภาอุตสาหกรรม สมาคมโรงแรม หรือสมาคมวิชาชีพควรสงเสริมใหมีการทําการเปรียบเทียบสมรรถนะ การจัดการความรู (Knowledge Management) การถายทอดความรูภายในกลุมธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสระดับเดียวกัน เพ่ือเปนการเสริมสรางความสามารถในการแขงขันใหกับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยท้ังในระยะสั้นและระยะยาวอยางเปนระบบ เชน การบริการจัดการฐานขอมูลลูกคา การบริการจัดการอัตราการเขาพัก การบริการจัดการขายหอง การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการจัดการโรงแรม เปนตน  ควรสงเสริมการเพ่ิมประสิทธิภาพในการใชหองพักแสวงหารายได รวมท้ังการเพ่ิมผลิตภาพแรงงานมากกวาการลดคาใชจายในการดําเนินงานเพียงอยางเดียว โดยการใชแนวทางการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmark) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในระดับเดียวกันกระตุนใหเกิดการแลกเปลี่ยนและการพัฒนานวัตกรรมท่ีจะทําใหธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสมีการดําเนินงานที่มีประสิทธภิ าพสงู ข้นึ ซ่งึ นํามาสูการยกระดับความสามารถในการแขงขันของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา ส  สนับสนุนใหโรงแรมไทยมีการพัฒนานวัตกรรมที่ลดการใชแรงงานไรทักษะหรือความผิดพลาดอนั เกดิ จากแรงงานไรท ักษะ เชน การใชดิจิทัล เมนกู ารลดการใชพลังงาน 2) กลยุทธเ ตมิ เตม็ ทักษะ สาํ หรับแนวทางดังตอไปน้ี รัฐควรพิจารณาใหมีการมีสวนรวมกับภาคเอกชนรวมท้ัง กรจัดหาทุนใหภาคเอกชนไปจัดการไปจัดการฝกอบรม  พัฒนาการศึกษาทวิลักษณคือ สลับการเรียนและการฝกงานในแตละภาคการศึกษา และควรกระตุนให นักศึกษาวิชาการจัดการโรงแรมไดมีโอกาสฝกงานจริงในโรงแรม (โดย)เฉพาะโรงแรมในเครอื โรงแรมนานาชาตใิ หไดมากทสี่ ุด iii

รายงานฉบับสมบูรณ  พัฒนาความรูของแรงงาน (Knowledge) และ ทักษะฝมือแรงงาน (Practicalskills) เฉพาะดาน ขยายผลตามแนวทาง MRA (A Mutual Recognition Agreement) ตอเน่ืองจาก FrontOffice ทีก่ ระทรวงการทองเทย่ี วและกฬี านํารองกอนหนา นี้  จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคคลากรโรงแรมไทย (Thailand Hotel Human ResourceDevelopment Institute: THHRDI) เพ่ือสรางความรวมมือระหวางภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนาหลักสูตรหลายหลายระดับท้ังระดับปริญญาและประกาศนียบัตร และมีทําเครือขายกับมหาวทิ ยาลัยภมู ภิ าค  เพิม่ ทักษะแรงงานเกย่ี วกับการใช IT ซอฟแวร ทใ่ี ชควบคุมตน ทุน  สงเสริมการพัฒนาทักษะทางดานภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และ ภาษาอ่ืนๆ ที่สําคัญเชน จีน ญ่ีปุน อินเดีย รัสเซีย หรือ เมียนมาร ท้ังทางโปรแกรมอบรมรายจังหวัดแยกตามลักษณะงาน  จัดตั้งหลักสูตรการอบรมฝมือแรงงาน พัฒนาทักษะผานการอบรมเฉพาะทาง จัดใหเ ปน Career path ใหแ กบุคลากรโรงแรมไทย  สงเสริมการพัฒนาทัศนคติตออาชีพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม (Attitudetoward jobs in hotels) 3) กลยทุ ธรกุ ดวยวถิ ีไทย  พัฒนาสงเสริมคุณภาพและภาพลักษณของแรงงานโรงแรมไทยโดยใหเพ่ิมสมรรถนะการบรกิ ารแบบไทย (Thainess)  บูรณาการกิจกรรมท่ีเสริมสรางความเปนไทยใหแกแรงงานโรงแรมใหเหมาะสมกบั ตาํ แหนง งาน iv

Executive Summary This project primarily aims at investigating 1) the efficiency and productivity of the chainhotels both at the ASEAN region level and the (Thailand) national level, 2) factors influencing theefficiency of hotels, 3) factors determining wages in the hotel industry of Thailand and, 4) meansto develop skills which fit the need of the hotel industry. The study has 4 parts as follows:1 Supply Efficiency: Hotel Industry in ASEAN The efficiency of the hotel industry (49 hotels) in 4 countries i.e. Indonesia, Malaysia,Singapore and Thailand was assessed by applying Data Envelopment Analysis (DEA) under theslack-base measure model. We discovered that the sectors in 4 countries were not significantlydifferent in term of management and the improvement in labor productivity would be moreeffective in raising efficiency than increasing room productivity. As far as technological innovation is concerned, the finding indicates that Singapore hadgreater technological improvement than the other three ASEAN countries.2 Supply Efficiency: Hotel Industry in Thailand The National Statistical Office data of 921 hotels between 2011 – 2012 in 8 zones ofThailand were used to assess efficiency and technological gap. The findings indicate thatpremium price hotels and beach hotels, tended to have better technological and managerialefficiency than boutique hotels, domestic - chain hotels and hotels with meeting facilities.Moreover, hotels which have non-core businesses in hotel tended to have lower managementefficiency. Our findings of improvement in efficiency overtime (2007 – 2011) of hotels in 75provinces using DEA and Malmquist productivity approach indicate that there has beenmanagerial improvement overtime but there has not been improvement in innovation. Hotels in v

รายงานฉบับสมบูรณimportant tourism provinces i.e. Phattaya, Cha-am, Hua Hin, Nakhon Ratchasima, UbonRatchathani, Chiang Mai Krabi and Samui and so on tended to engage in development andimprovement in efficiency. The study also suggests strategies for industry upgrading and skilldevelopment.3 Wage Determination in the Thai Hotel Industry Data for this section are from in-depth interviews with hotel personnel managers inBangkok, Chiang Mai, and Chiang Rai and from a questionnaire survey of 1,200 respondents. Our wage determination analysis employed the Mincer model which predicts education(years of schooling) and work experience (number of years at work) as the major factors. Ourmodel further suggested that location and experience especially from abroad were important.Hotels in Phuket pay higher wages than Bangkok, Pattaya and Chiang Mai respectively (PPhuket >PBangkok > PPattaya > PChiang Mai). Although education in an important factor influencing wages,degrees on hotel and tourism management made no difference to wages. The indepth interviews reveal that at the operation level, a bachelor degree is necessarybut experience especially from other hotels of the same type (city, beach hotel) and with thesame number of stars were important. English language skill is a must while an additionallanguage e.g. Chinese, Japanese or Russian gives a competitive advantage during recruitment.International chain hotels tend to value training more than local firms. The recent trend is thatleading hotels have collaborated more with education institutes and universities to develop acurriculum which fits the needs of the industry.4 Recommendations for Industry Upgrading and Skill Development in the Hotel Industry 1) Industrial Upgrading  Tourism Council of Thailand (TCT), the Thailand Hotel Association or othertourism related and professional associations should engage in Knowledge Management,knowledge transfer and benchmarking activities for its members to improve industry productivityand competitiveness both in the short and the long run. The topics for transfer and exchangeinclude database development and services, occupancy rate management, IT for hotelmanagement and sales management.  The industry should seek to improve productivity by increasing room sales morethan cost reduction. Firms may attempt to be involved in benchmarking activities (in non-customer related areas) in order to exchange innovative ideas and methods of managementwhich could help improve productivity in the medium term. vi

แผนงานนโยบายการสงเสรมิ และพัฒนาความสามารถในการแขง ขนั ดา นการทอ งเที่ยวของไทย เพอ่ื รองรบั การรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น  Promote the use of innovations which reduce the use of unskilled labor or errorsfrom unskilled labor e.g. digital menus for restaurants, energy cost reduction and control and soon. 2) Skill Development Strategy For the following recommendations, the government should seek to collaborate withthe private sector in its effort to provide training and education so that the output with meet theneeds of the industry. This can be done by providing funds for industry or professionalassociations to conduct training.  Develop a dual system of hotel education with alternate semesters in class and inhotel and seek opportunities for students to have a chance to be trained in chain hotels as muchas possible.  Develop specific knowledge and skill in specific areas following front office whichhas been piloted in MRA earlier.  Set up a tripartite personnel development institute with collaboration from thegovernment, the private sector to form a university similar to University of the Thai Chamber ofCommerce which has a variety of curricula and can offer both degrees and certificates. Thisinstitute should also form networks with regional universities.  Improve IT skills for SME hotel workers especially in the area of cost control.  Develop foreign language skill not only English but also Chinese, Japanese, India,Russia and Myanmar, produce training programs and schedules for each province.  Create specific skill development under continuous education system to enhancehotel personnel in their career path.  Promote the development of better understanding about career paths in hotelindustry in order to improve attitudes towards jobs in hotel. 3) Serve with Thainess Strategy  Develop quality and Thai identity in hotel and restaurant services.  Integrate activities that accentuate Thainess into specific jobs. vii

บทคดั ยอ โครงการวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคมุงเนนท่ีจะประยุกตใชแนวคิดและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรเพ่ือ1) ประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมในเครือตางประเทศที่เปดดําเนินงานในภูมิภาคอาเซียน 2) คนหาปจจัยที่มีสวนชวยกระตุนใหธุรกิจโรงแรมมีการดําเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน 3) วิเคราะหปจจัยท่ีกําหนดคาจาง (Wage determination) ของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม และ 4) คนหาแนวทางการการพัฒนาแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมที่สอดคลองกับความตองการของผูประกอบการ การศึกษาดานประสิทธิภาพโดยเลือกอุตสาหกรรมโรงแรมเปนกรณีศึกษา ไดศึกษาดานประสิทธิภาพทั้งในระดับอาเซยี น 4 ประเทศ ไดแ ก สงิ คโปร มาเลเซีย ฟลิปปนส และไทย พบวา ความไมมีประสิทธิภาพโดยรวมแตกตา งกัน แตส ิงคโปรมนี วตั กรรมดานเทคโนโลยเี หนือกวาประเทศอ่นื การศึกษาประสิทธิภาพในระดับประเทศโดยใชขอมูลป 2554 ของสํานักงานสถิติแหงชาติของโรงแรม 921 แหงใน 8 โซน พบวา โรงแรมท่ีมีระดับราคาหองพักสูงและอยูในโซนชายทะเลมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหนือกวา กลมุ อื่นๆ โรงแรมและเกสตเ ฮาสท ม่ี ธี ุรกิจอนื่ ๆ ภายในโรงแรมและเกสตเ ฮา สเปนกลุมที่มีเทคโนโลยหี รอื นวตั กรรมในการดําเนนิ งานหรือการบริหารจดั การต่ํากวา กลุมอน่ื ๆ โดยเปรยี บเทยี บ สวนการประเมินการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพการผลิตในชวง 5 ปท่ีศึกษา (พ.ศ. 2550-2554)พบวา ธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา สใ นประเทศไทยมีผลติ ภาพปจจัยการผลิตเพ่มิ ขึ้น โรงแรมและเกสตเฮาสที่ตั้งหรือเปดดําเนินงานในจังหวัดที่เปนแหลงทองเท่ียวท่ีสําคัญของไทย อยางเชน ชลบุรี (พัทยา)ประจวบคีรีขันธ (หัวหิน) เชียงใหม ตางก็มีการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในการดําเนินงานและการบริหารจดั การใหดีขึ้น การศกึ ษานีย้ งั ไดเสนอแนวทางการพัฒนาเพ่อื ยกระดับอตุ สาหกรรม การศึกษาปจจัยที่กําหนดคาจางแรงงานโดยใช Mincer Model ช้ีใหเห็นวาที่ตั้งของโรงแรมและประสบการณโดยเฉพาะในตางประเทศเปนปจจัยท่ีมีอิทธิพลมากท่ีสุด แมการศึกษาจะเปนปจจัยที่มีอิทธิพลก็จริง แตการจบปริญญาดานทองเท่ียวและโรงแรม และการจบการศึกษาตางประเทศไมใชปจจัยที่มีอิทธิพลตอคา แรง ภาครฐั ควรใหค วามสําคัญกับการมีสวนรวมของภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะของแรงงานใหตรงกับความตองการใชงานและแนวทางพัฒนาแรงงาน รายงานในสวนนี้ไดใหขอเสนอแนะท้ังระดับกลยุทธอุตสาหกรรม ix

Abstract This project primarily aims at investigating 1) the efficiency and productivity of the chainhotels both at the ASEAN region level and the national level, 2) factors influencing the efficiencyof hotels, 3) factors determining wages in the hotel industry of Thailand, and 4) means todevelop skills for labor in the hotel industry. The efficiency of the hotel industry (49 hotels) in 4 countries i.e. Indonesia, Malaysia,Singapore and Thailand was assessed by applying Data Envelopment Analysis (DEA) under theSlack-base Measure Model. We discovered that the sectors in 4 countries were not significantlydifferent in term of management and the improvement in labor productivity would be moreeffective than increasing room productivity. As far as technological innovation is concerned, thefinding indicates that Singapore had greater technological improvement than the other 3 ASEANcountries. The National Statistical Office data of 921 hotels between 2011 – 2012 in 8 zones ofThailand were used to assess efficiency and technological gap. The findings indicate thatpremium price hotels and seaside hotels, tended to have better technological and managerialefficiency than boutique hotels, domestic - chain hotels and hotels with meeting facilities.Moreover, hotels which have non-core businesses in hotel tended to have lower managementefficiency. Our findings of improvement in efficiency overtime (2007 – 2011) of hotels in 75provinces using DEA and Malmquist productivity approach indicate that there has beenmanagerial improvement overtime but there has not been improvement in innovation. Hotels inimportant tourism provinces i.e. Chon Buri (Pattaya), Prachuap Khiri Khan (Hua Hin), Chiang Maiand so on tended to engage in development and improvement in efficiency. Our wage determination model which suggests that experience especially experienceabroad and locations of hotel are important factors. Hotels in Phuket pay more than Bangkok, xi

(ราง) รายงานฉบบั สมบูรณPattaya and Chang Mai respectively (i.e. Phuket  Bangkok  Pattaya  Chiang Mai).Interestingly, specialization education in hotel and tourism and education abroad are notstatistically significant factors in wage determination. The study also suggests a number ofstrategies for industry upgrading and hotel work force development. xii

สารบัญ บทสรุปผบู รหิ าร หนา Executive Summary i v บทคดั ยอ ix xi Abstract xiii 1 สารบญั 1 3บทท่ี 1 บทนํา 3 4 1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั 4 1.2 วตั ถุประสงคข องการวจิ ัย 5 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 6 1.4 แนวคิด และแบบจําลองทีใ่ ชในการศึกษา 9 11 1.4.1 การเปรยี บเทียบสมรรถนะ (benchmarking) 13 1.4.2 แนวคดิ การวดั ประสทิ ธิภาพภายใต frontier approach 16 1.4.3 การประเมินประสทิ ธภิ าพดวยวธิ ี DEA 17 1.4.4 การประเมนิ ประสิทธภิ าพดวยวธิ ี slacks-based measure 17 1.4.5 การประเมนิ ประสทิ ธภิ าพดวย meta-frontier 1.4.6 การประเมินการเปลย่ี นแปลงผลติ ภาพปจ จยั การผลิต 20 1.4.7 Wage determination 1.5 วธิ กี ารศึกษา 24 1.5.1 การประเมินประสิทธภิ าพและอตั ราสว นชอ งวา งในการดาํ เนนิ งาน 26 ของธุรกจิ โรงแรมในประเทศอาเซยี นสาํ คญั 27 1.5.2 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพ อตั ราสว นชอ งวา ง และการเปลีย่ นแปลง 27 30 ผลิตภาพปจจยั การผลติ ในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและ 32 เกสตเฮาสในประเทศไทย 1.5.3 การวิเคราะห wage determination ของแรงงานท่ที าํ งานใน ภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม 1.6 ประโยชนท ่ีคาดวาจะไดร บับทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม 2.1 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงานของโรงแรม 2.2 การจางงานในอตุ สาหกรรมทองเที่ยว 2.3 ทกั ษะ การฝกอบรม และการกําหนดคา จา งในอตุ สาหกรรมโรงแรม xiii

2.4 การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยดานการบรกิ ารของโรงแรม หนา บทท่ี 3 ประสทิ ธภิ าพและอัตราสวนชองวา งทางเทคโนโลยีการดําเนนิ งาน 34 ของธุรกิจโรงแรม 37 3.1 ประสทิ ธภิ าพและอตั ราสว นชองวา งทางเทคโนโลยีการดาํ เนินงานของ 38 ธุรกจิ โรงแรมในประเทศอาเซียนทส่ี าํ คญั 3.2 ประสิทธิภาพและอัตราสว นชอ งวางทางเทคโนโลยใี นการดําเนนิ งานของ 41 ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮา สใ นประเทศไทย 42 3.2.1 ประสิทธภิ าพและอตั ราสวนชองวา งทางเทคโนโลยี 50 3.2.2 การเปล่ียนแปลงผลติ ภาพปจ จยั การผลติ 53 3.3 สรปุ และขอ เสนอแนะ 57 บทท่ี 4 การจา งงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย 57 4.1 ปจ จัยที่กาํ หนดคาจา งในอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 57 4.1.1 การคดั สรรบคุ ลากร (Recruitment) 59 4.1.2 ลักษณะการจา งงาน 59 4.1.3 การจางพนักงานตางชาติ 60 4.1.4 คาจางแรงงานและคา ตอบแทนอืน่ ๆ 61 4.1.5 สวสั ดิการโรงแรม 61 4.1.6 การเพม่ิ ทักษะแรงงาน 64 4.2 ผลการประมาณคา แบบจาํ ลอง wage determination ของแรงงานใน อตุ สาหกรรมโรงแรม 68 4.3 สรุป 73 บทท่ี 5 บทสรปุ 73 5.1 ประสทิ ธภิ าพการดาํ เนนิ งานของอตุ สาหกรรมโรงแรมในอาเซียน 73 5.2 ประสิทธภิ าพการดําเนินงานของอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 74 5.3 การกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม 76 5.4 ขอเสนอแนะเชงิ นโยบาย 76 5.4.1 ขอเสนอแนะกลยทุ ธร ะดับอตุ สาหกรรมและแรงงาน 79บรรณานกุ รม 87ภาคผนวก 89 ภาคผนวก ก ตัวแปรและขอ มลู ของธุรกิจโรงแรมในแตล ะจงั หวัด 95 ภาคผนวก ข ประเด็นในการสัมภาษณ 97 ภาคผนวก ค แบบสอบถาม xiv

สารบญั ตาราง ตารางที่ 1.1 จํานวนโรงแรมในกลมุ ประเทศอาเซยี นแยกตามประเภทโรงแรมในเครือ หนา ตารางท่ี 1.2 จํานวนโรงแรมในเครือทีต่ ั้งอยใู นประเทศอาเซยี น ตารางที่ 1.3 ขอมลู ของโรงแรมที่เปน ชดุ ตัวอยา งในการวิเคราะหป ระสทิ ธิภาพ 18 ตารางที่ 1.4 จาํ นวนโรงแรมและเกสตเฮา สท ่เี ปนชุดตวั อยา งในแตละโซนและจงั หวดั 18 ตารางท่ี 1.5 วธิ ีการดําเนนิ การวจิ ัย 19 ตารางท่ี 1.6 ขั้นตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรม 21 24 โรงแรมไทย 25 ตารางที่ 2.1 ผลงานการศึกษาการวัดประสิทธิภาพของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell 30 ทีส่ าํ คัญ ตารางที่ 3.1 ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพและองคประกอบของความดอยประสิทธภิ าพ 39 ตารางที่ 3.2 ประสิทธภิ าพและอตั ราสว นชองวางทางเทคโนโลยีในการดาํ เนนิ งาน 40 ตารางที่ 3.3 ราคาหอ งพักเฉลี่ย รายรบั มลู คาเพิ่ม และผลติ ภาพการใชแรงงานและ 42 หอ งพัก 45 ตารางที่ 3.4 ประสทิ ธิภาพและอัตราสว นชอ งวางทางเทคโนโลยีในการดําเนนิ งาน 47 ตารางที่ 3.5 องคประกอบของความดอ ยประสทิ ธภิ าพภายในกลุมเดียวกัน 49 ตารางที่ 3.6 องคป ระกอบของความดอ ยประสิทธภิ าพระหวางกลมุ (meta-frontier) 51 ตารางที่ 3.7 ประสิทธภิ าพและการเปล่ยี นแปลงผลติ ภาพปจจัยการผลิตของธุรกจิ 63 โรงแรมและเกสตเฮา สใ นแตล ะจงั หวดั ของประเทศไทย 65 ตารางท่ี 4.1 สรุปจุดแข็งและจดุ ออนของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย 65 ตารางที่ 4.2 สถิติเชงิ พรรณนาของกลมุ ตวั อยา ง 66 ตารางท่ี 4.3 คา จา งแรงงานแยกตามเมืองที่ตงั้ และแผนก 66 ตารางที่ 4.4 คาจา งตามแผนก และ ระดบั ของตําแหนง งาน ตารางที่ 4.5 เปรียบเทียบคา จา งของแตละแผนกเทยี บระหวา งการมปี รญิ ญาดา น 67 68 การทองเทย่ี วหรอื โรงแรม 69 ตารางท่ี 4.6 ตวั แปรทใี่ ชว ิเคราะหในแบบจําลอง 70 ตารางท่ี 4.7 ผลการประมาณคาแบบจาํ ลอง Wage determination 71 ตารางท่ี 4.8 การวิเคราะหป จจยั ภายนอกทส่ี ง ผลตอสถานการณแรงงานไทย ตารางที่ 4.9 กรอบแนวคิดการวิเคราะห TOWS Matrix แรงงานไทยตารางท่ี 4.10 แนวทางการพฒั นากลยุทธก ารพฒั นาคุณภาพแรงงานไทยxv

สารบญั รปูรูปที่ 1.1 meta-frontier และเสน พรมแดนกลมุ (individual frontiers) หนารูปที่ 1.2 การประเมนิ การเปล่ยี นแปลงประสิทธภิ าพในการจดั การที่พจิ ารณาทางดา น ผลผลติ 12 13 xvi

บทท่ี 1 บทนาํ1.1 ความเปน มาและความสาํ คญั หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในป พ.ศ. 2540 ภาคการทองเท่ียวกลายมาเปนหน่ึงในภาคเศรษฐกิจที่สําคัญของระบบเศรษฐกิจไทย และดวยความไดเปรียบเทียบในเรื่องของทําเลที่ตั้ง ความหลากหลายของทรัพยากรการทองเทย่ี ว ความพรอ มของสง่ิ สนบั สนนุ ทางดา นการทองเท่ียว และการบริการท่ีเปนมิตรของคนไทย ทําใหการทองเท่ียวของไทยเติบโตอยางตอเนื่องมากวา 3 ทศวรรษ โดยในป พ.ศ. 2553ไทยมีนักทองเที่ยวตางชาติมาเยือนมากเปนลําดับท่ี 16 ของโลก หรือเปนลําดับ 4 ในภูมิภาคเอเชีย (รองจากจีน มาเลเซีย และฮอ งกง ตามลาํ ดบั ) และมีรายรับจากการทองเทีย่ วมากเปนลําดับที่ 11 ของโลก หรือลําดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย (รองจากจีน และฮองกง ตามลําดับ) (UNWTO, 2011) โดยมีจํานวนและรายรับจากนักทองเที่ยวตางชาติประมาณ 15.9 ลานคน และ 5.9 แสนลานบาท ตามลําดับ (กระทรวงการทองเท่ียวและกีฬา, 2554) นอกจากนี้จากการประมาณการของ World Travel & Tourism Council(WTTC) พบวา ในป พ.ศ. 2553 ไทยจะมีมูลคาเพ่ิมจากอุตสาหกรรมทองเที่ยวคิดเปนรอยละ 6.2 ของผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติ และเม่ือรวมผลกระทบตออุตสาหกรรมอื่นๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีเกี่ยวเน่ืองกับการทองเที่ยวจะมีสัดสวนตอผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติสูงถึงรอยละ 13.9 และจะกอใหเกิดการจา งงานประมาณ 4.0 ลานคน หรือคิดเปนรอยละ 10.4 ของการจางงานทัง้ หมดของไทย (WTTC, 2010) ปจจุบันประเทศในอาเซียนมีการพัฒนาการทองเท่ียวข้ึนเปนลําดับ ในอนาคตอันใกลน้ีประเทศเหลา น้ีกําลังเปนคูแขงสําคัญของไทย จึงทําใหในอนาคตการแขงขันในอุตสาหกรรมโรงแรมที่เปนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สําคัญของการทองเที่ยวจะทวีความรุนแรงมากข้ึน ประกอบกับตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงคการทองเที่ยวท่ีเกิดจากความเสี่ยงทางดานภัยพิบัติทางธรรมชาติ (naturaldisasters) การกอการราย (terrorism) โรคระบาด (outbreak) และความไมมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (political instability) รวมท้ังวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และกลุมประเทศสหภาพยุโรปนอกจากน้ีในระยะยาวผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกจะมีผลกระทบตอการทองเที่ยวและแหลงทองเท่ียวอยางหลีกเล่ียงไมได (มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2552) ทําใหอุตสาหกรรมโรงแรมของไทย 1

รายงานฉบบั สมบูรณจําเปนตองปรับปรุงระบบการดําเนินงาน/การบริหารจัดการใหมีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้นแทนการแขงขันดวยการทาํ สงครามราคากบั คแู ขงทีอ่ าจนํามาสูก บั ดกั ราคาต่าํ อยา งถาวรในอุตสาหกรรมโรงแรมของไทย การเพ่ิมประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการเปนหนึ่งในปจจัยสําคัญท่ีชวยเสริมสรางความสามารถในการแขงขันของโรงแรมในระยะส้ัน ขณะที่การเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการดําเนินงาน/การจัดการจะนํามาซึ่งความสามารถในการแขงขันของโรงแรมในระยะยาว (อัครพงศ อั้นทองและมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2552) ขณะเดียวกันการพัฒนาประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการภายใตการประยุกตใชแนวคิดการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) ในการดําเนินงานระหวางธุรกิจ เปนกลยุทธการบริหารทชี่ วยใหธุรกิจทราบตําแหนงความสัมพันธกับธุรกิจที่มีผลิตภาพและกําไรที่สูงกวา การเปรียบเทียบสมรรถนะในการดําเนินงานจึงเปนเครื่องมือสําคัญในการจัดการท่ีมีประโยชนและทําใหทราบชองวางของผลประกอบการและกลยุทธในการแขงขัน รวมท้ังสามารถนํามาใชคนหาปจจัยที่จะใชพัฒนาธุรกิจใหประสบความสําเร็จ และกระตุนใหเกิดการเรียนรูและการพัฒนาตัวเองอยางรวดเร็ว (Fuchs andWeiermair, 2004) นอกจากการเพ่ิมประสิทธิภาพการดําเนินงาน/การจัดการแลว อุตสาหกรรมโรงแรมจําเปนตองมีการพัฒนากําลังแรงงานเพื่อยกระดับความสามารถในการแขงขันของตนเอง เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงแรมเปนอุตสาหกรรมที่มีการใชแรงงานอยางเขมขน (labor intensive) ดังนั้นการเพ่ิมความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรม สวนหนึ่งตองอาศัยการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย (human capital) ดวยการยกระดับการศึกษา (education) หรือการฝกอบรม(training) ใหกับแรงงานที่ทํางานในอุตสาหกรรมโรงแรม อยางไรก็ตามการลงทุนดานการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาทักษะฝมือแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมยังมีประเด็นปญหาท่ีตองวิจัยเพ่ิมเติม โดยเฉพาะประเด็นของการผลิตกําลังคนที่ไมสามารถตอบสนองตอความตองการของอุตสาหกรรมไดอยางแทจริงและประเด็นของรูปแบบลักษณะการพัฒนาแรงงานท่ีวา ควรจะพัฒนาแรงงานในทักษะใดระหวาง generalskills หรือ specific skills ที่จะมีสวนชวยเพ่ิมคุณภาพของแรงงานที่ตรงกับความตองการของภาคอตุ สาหกรรม ดังนั้นเพื่อเปนการยกระดับความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมโรงแรมใหสามารถแขงขันไดในอนาคตภายใตสภาพการแขงขันท่ีรุนแรงมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต โครงการวิจัยนี้จึงมุงเนนท่ีจะประยุกตใชแนวคิดและเคร่ืองมือทางเศรษฐศาสตรในการศึกษาเชิงประจักษเพ่ือใหไดมาซ่ึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม และแนวทางการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมเพ่ือเปนแนวทางในการลงทุนพัฒนาทักษะของแรงงานใหตรงกับความตองการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนํามาสูการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทยตอไป ผลการศึกษาที่ไดเปนประโยชนตอการวางนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับอุตสาหกรรมที่จะนํามาสูการเพิ่มความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทยเพ่ือรองรับการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการแขงขันที่ทวีความรุนแรงมากข้ึนในอนาคต ทั้งน้ีขอมูลที่ไดจากการเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) ในการดําเนินงานของโรงแรมเปนขอมูลสําคัญท่ีใชในการยกระดับผลการดําเนินงานของผูประกอบการ ขณะท่ี 2

ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมขอมูลท่ีไดจากการวิเคราะหปจจัยที่กําหนดคาจางแรงงานจะเผยใหเห็นถึงทักษะแรงงานท่ีตรงกับความตองการของผูป ระกอบการและแนวทางการพฒั นาบุคลากรในธุรกิจโรงแรม1.2 วัตถุประสงคของการวจิ ัย 1) ประเมินและเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงานของธรุ กิจโรงแรมในเครอื ตา งประเทศท่ีเปดดาํ เนนิ งานในภูมภิ าคอาเซยี น 2) คน หาปจจยั ทีม่ ีสว นชวยกระตุนใหธ รุ กจิ โรงแรมมกี ารดําเนนิ งานทม่ี ปี ระสิทธภิ าพเพ่ิมขน้ึ 3) วิเคราะหปจ จยั ที่กําหนดคาจา ง (wage determination) ในอตุ สาหกรรมโรงแรม 4) คน หาแนวทางการการพฒั นาแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมทีส่ อดคลองกับความตอ งการของผปู ระกอบการ1.3 ขอบเขตของการวิจยั การศึกษาน้จี ะแบง แนวทางการศึกษาและการวเิ คราะหขอ มลู เปน 3 สวนท่ีสําคัญ คอื 1) การประเมนิ ประสทิ ธภิ าพและอัตราสว นชองวา งในการดาํ เนินงานของธรุ กิจโรงแรมในประเทศอาเซียนที่สําคัญ 4 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร และไทย โดยประยุกตใชวิธี dataenvelopment analysis (DEA) ที่เปนแบบจําลอง slacks-based measure (SBM) ของ Tone (2001)รวมกับการวิเคราะห meta-frontier ท่ีเสนอโดย Battese and Rao (2002) ในการวิเคราะหใชขอมูลโรงแรมท่ีตั้งอยูในประเทศอินโดนีเซีย 5 แหงมาเลเซียจํานวน 15 แหง สิงคโปร 22 แหง และไทย12 แหง รวมท้ังหมด 54 แหง ซึ่งไดขอมูลจากฐานขอมูล Hoover และจากการสืบคนขอมูลจาก web siteของโรงแรมทเี่ ปนผลการดําเนินงานในป พ.ศ. 2556 2) การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทย โดยประยุกตใชวิธีการเชนเดียวกันขางตนในการประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยภายใตส ภาพแวดลอ ม ทําเลทีต่ ัง้ และเงื่อนไขทางธุรกิจท่ีแตกตางกัน ในการวิเคราะหไดคัดเลือกขอมูลโรงแรมและเกสตเฮาสที่ตั้งอยูในโซนที่แตกตางกัน 8 โซน จํานวน 921 แหง จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2554 สาํ หรบั การประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต (total factorproductivity) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยในชวงระหวางป พ.ศ. 2550-2554 โดยการวิเคราะหเปรยี บเทยี บการดาํ เนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮา สท่เี ปนขอ มูลในระดบั จงั หวัด และใชวธิ ีDEA ที่เปนแบบจําลอง BCC ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงาน และใช Malmquist productivityapproach ประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และเทคโนโลยีในการดําเนินงาน โดยใชวิธีท้ังสองวิเคราะหขอมูลของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในภาพรวมระดับจังหวัดจํานวน 75 จังหวัด จากโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ 2551 และ 3

รายงานฉบับสมบูรณพ.ศ. 2555 ของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซึ่งเปนขอมูลการดําเนินงานในรอบป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554ตามลาํ ดับ 3) การวิเคราะห wage determination ของแรงงานท่ีทํางานอยูในภาคอุตสาหกรรมโรงแรมที่ต้ังอยูในแหลงทองเที่ยวท่ีสําคัญของประเทศไทย 4 แหง ไดแก เชียงใหม ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯโดยจะคดั เลือกแรงงานตวั อยางตามระดบั คณุ ภาพโรงแรมและลักษณะงานทีแ่ ตกตางกนั1.4 แนวคิด และแบบจําลองทีใ่ ชในการศกึ ษา 1.4.1 การเปรียบเทยี บสมรรถนะ (benchmarking) การเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) เปนวิธีการท่ีชวยใหธุรกิจ/องคกรสามารถเปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติของตนเอง (performance) กับแนวทางปฏิบัติท่ีเปนมาตรฐาน (standard) หรือแนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศ (best practices) และสามารถนํามาใชคนหาปจจัยที่จะใชพัฒนาหรือยกระดับการดําเนินงานของธุรกิจ/องคกรใหประสบความสําเร็จ รวมทั้งกระตุนใหเกิดการเรียนรูและการพัฒนาตัวเองอยางรวดเร็ว (Fuchs and Weiermair, 2004) วิธีการน้ีจะพิจารณาศึกษาตนเองและธุรกิจ/องคกรที่มีมาตรฐานหรือมีผลงานดีที่สุดอยางเปนระบบผานการประเมินดวยดัชนีช้ีวัดในเชิงเปรียบเทียบ โดยชองวางหรือระยะหาง (gap) จากการประเมินจะช้ีใหเห็นถึงจุดแข็งและจุดออนของตนเองเมื่อเทียบกับคูแขงหรือธุรกิจ/องคกรท่ีใชเปรียบเทียบ รวมท้ังทราบทิศทางที่ธุรกิจ/องคกรตองเรงรัดพัฒนาในอนาคตหรอื แนวทางการปรับปรุงการดาํ เนินงานหรือการบริหารจัดการของตนเองใหดีข้ึน (Kozak and Nield, 2001;Wöber, 2002; Kozak, 2004) ดังนั้นในปจจุบันท้ังภาครัฐและเอกชนจึงมีการประยุกตใชวิธีการเปรียบเทียบสมรรถนะอยางกวางขวาง เน่ืองจากเปนเครื่องมือสําคัญที่ใชในการพัฒนาความไดเปรียบในการแขงขัน (Dorsch and Yasin, 1998; Kozak, 2002) และนํามาซึ่งความสําเร็จในการดําเนินงานของธุรกิจ/องคก ร แมวาวิธีการเปรียบเทียบสมรรถนะสามารถทําไดทั้งในเชิงปริมาณ (quantitative) และเชิงคุณภาพ(qualitative) แตสวนใหญนิยมใชวิธีวัดในเชิงปริมาณดวยตัวช้ีวัดตางๆ เนื่องจากมีความงายในการวัดและสามารถนําตัวชี้วัดดังกลาวมาเปรียบเทียบใหเห็นในเชิงประจักษได (Phillips andAppiah-Adu, 1998) โดยท่ัวไปการเปรียบเทียบสมรรถนะสามารถทําไดสอง 2 แนวทาง (Wöber, 2002)คือ 1) การเปรียบเทียบภายใน (internal benchmarking) ท่ีเปนการวิเคราะหการปฏิบัติงานภายในธุรกิจ/องคกร และ 2) การเปรียบเทียบภายนอก (external benchmarking) เปนการเปรียบกับธุรกิจ/องคกรท่ีสนใจ โดยสามารถแบงเปนการเปรียบเทียบสมรรถนะกับแนวทางปฏิบัติท่ีเปนเลิศ (เปรียบเทียบกับกลุมท่ีแตกตางกัน) การเปรียบเทียบสมรรถนะการแขงขัน (เปรียบเทียบกับคูแขง) และการเปรียบเทียบสมรรถนะภายในกลุม (เปรียบเทียบกับสมาชิกภายในกลุมท่ีคลายคลึงกัน ซ่ึงไมจําเปนตองเปนคูแขง)(Wöber, 2002; Lennon, Smith, Cockerell and Trew, 2006) อยางไรก็ตาม การศึกษาในอดีตนิยมใชการเปรียบเทียบสมรรถนะกับแนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศ หรือท่ีเรียกวา “Generic Benchmarking” เน่ืองจาก 4

ประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมวิธกี ารนจ้ี ะทาํ ใหธ รุ กจิ /องคกรสามารถเรียนรแู ละปรับปรุงตวั เองภายใตการปฏิบัติตามแนวทางที่เปนเลิศที่ไดรับการยอมรับทั้งในระดับชาตแิ ละนานาชาติ (Kozak, 2004) การประยุกตใชการเปรยี บสมรรถนะการดําเนนิ งานของโรงแรมทด่ี ําเนินงานในพ้นื ทห่ี รือประเทศท่ีแตกตางกันยังคงมีอยูจ าํ นวนนอ ยมาก สว นใหญเปนการเปรยี บเทยี บสมรรถนะการดําเนินงานของโรงแรมภายในประเทศเดียวกัน เชน การศึกษาของ Morey and Dittman (1995) Wöber (2002) Kaosa-ard andUntong (2005) Untong et al. (2011) เปนตน สวนใหญนิยมเปรียบเทียบสมรรถนะดวยการประเมินประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงานหรือการจัดการของโรงแรมภายใตพื้นฐานแนวคิดของ Farrell (1957) ดวยการประยุกตใชวิธีวิเคราะหเชิงปริมาณท่ีสําคัญสองวิธี คือ data envelopment analysis (DEA) และ stochasticfrontier approach (SFA) (Cracolici and Rietveld, 2008; Untong et al., 2011) แนวทางดังกลาวเปนการเปรียบเทียบสมรรถนะกบั แนวทางปฏิบัติที่เปนเลิศซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดําเนินงานหรือการจัดการผลลัพธท่ีไดเผยใหเห็นขอมูลเชิงประจักษเก่ียวกับประสิทธิภาพในการดําเนินงานหรือการจัดการท่ีไดจากการเปรียบเทียบกันในกลุมตัวอยาง และสามารถนําผลลัพธดังกลาวมาเปรียบเทียบและจัดลําดับความมีประสิทธิภาพได นอกจากนี้แนวทางดังกลาวยังแสดงใหเห็นถึงสาเหตุของความดอยประสิทธิภาพ ซึ่งเปนขอมูลสําคัญสําหรับใชปรับปรุงหรือยกระดับประสิทธิภาพของโรงแรม ดังน้ันโครงการวิจัยน้ีจึงประยุกตใชแนวทางดังกลาวในการเปรียบเทียบสมรรถนะการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมที่ดําเนินงานในประเทศที่เปนแหลงทองเทย่ี วทสี่ ําคัญในภูมิภาคอาเซียน 1.4.2 แนวคิดการวัดประสิทธภิ าพภายใต frontier approach ประสิทธิภาพการดําเนินงานเปนหน่ึงในส่ิงสําคัญในการดําเนินงานของธุรกิจ (Hwang andChang, 2003; อัครพงศ อั้นทอง และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2552) และนิยมใชเปนหนึ่งในดัชนีเปรียบเทียบสมรรถนะการแขงขันระหวางธุรกิจภายในกลุมอุตสาหกรรมเดียวกัน (Kaosa-ard and Untong, 2005;มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2552) การประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (Relative efficiency)ตามแนวคิดของ Farrell (1957) ทั้งวิธี data envelopment analysis (DEA) และ stochastic frontierapproach (SFA) เปนวิธีเชิงปรมิ าณที่นิยมใชอยางกวางขวางในปจจุบัน วิธี DEA ท่ีใชสวนใหญอยูภายใตขอสมมติ constant returns to scale (CRS ทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง CCR) (Charnes, Cooper and Rhodes,1978) และ variable returns to scale (VRS ทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง BCC) (Banker, Charnes andCooper, 1984) รวมทงั้ Malmquist productivity approach ท่พี ฒั นาบนพืน้ ฐานของวิธี DEA สําหรับประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจจัยการผลิต (Färe, Grosskopf, Yaisawarng, Liand Wang, 1990; Hwang and Chang, 2003; อัครพงศ อ้ันทอง และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2552) สวนวิธีSFA มีทั้งท่ีเปนแบบจําลอง error components (Anderson, Fish, Xia and Michello, 1999; Barros, 2004)และ technical efficient effect (มิ่งสรรพ ขาวสอาด และคณะ, 2548, อัครพงศ อั้นทอง, พนินท เครือไทยและม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554) นอกจากนี้มีการเสนอการวิเคราะห meta-frontier สําหรับประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบในกรณีที่หนวยธุรกิจมีเทคโนโลยีการผลิตหรือการดําเนินงานท่ีแตกตางกันภายใตอตุ สาหกรรมเดียวกัน (อคั รพงศ อ้นั ทอง, พนนิ ท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2554) 5

รายงานฉบบั สมบรู ณ วิธี DEA มีขอจํากัดหลายประการ เมื่อเทียบกับวิธี SFA เชน การไมมีคาคลาดเคลื่อน (errorterm) หมายความวา ความคลาดเคลื่อนถูกรวมอยูในคาประสิทธิภาพท่ีประเมินได การไมมีขอสมมติเกี่ยวกับการแจกแจงของคาความไมมีประสิทธิภาพ การไมมีการทดสอบทางสถิติของคาประสิทธิภาพที่คํานวณได และการออนไหวตอคาสุดโตง (Barros, 2006; Barros and Dieke, 2008) อยางไรก็ตามวิธี DEA มีขอไดเปรียบหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชน สามารถใชในกรณีที่มีปจจัยนําเขาและผลผลิตหลายชนิด (multiple inputs and outputs) ไมจําเปนตองคํานึงถึงรูปแบบฟงกชันฟอรม หรือแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร และสามารถใชในกรณีท่ีขอมูลหรือกลุมตัวอยางมีจํานวนนอย [จํานวนตัวอยางขั้นตํ่าสําหรับวิเคราะหดวยวิธี DEA คือ 3 คูณ (จํานวนผลผลิต+จํานวนปจจัยการผลิต) (Raab and Lichty,2002)] เปนตน ดังน้ันหากในการศึกษามีขอมูลจํานวนนอย หรือไมสามารถกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตรหรือรูปแบบฟงกชันฟอรมท่ีถูกตองและเหมาะสมได วิธี DEA จึงเหมาะสมมากกวาวิธี SFA(อัครพงศ อน้ั ทอง, 2548; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011) ดวยขอจํากัดของขอมูล และการกําหนดตัวแปรผลผลิตและปจจัยการผลิตในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม รวมทั้งความยากในการกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร ดังน้ันวิธี data envelopmentanalysis (DEA) จึงเปนวิธีท่ีเหมาะสมจะนํามาประยุกตใชในกรณีนี้ (Coelli, Rao, O’Donnell and Battese,2005; Untong, 2005; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011) โดยการศึกษานี้จะประยุกตใชวิธีDEA ท่ีเปนแบบจําลอง slacks-based measure (SBM) ท่ีพัฒนาโดย Tone (2001) และประยุกตใชการวเิ คราะห meta-frontier ทเ่ี สนอโดย Battese and Rao (2002) ในการประเมนิ ประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการบริหารจัดการของธุรกิจโรงแรมท่ีเปดดําเนินงานในประเทศท่ีสําคัญของภูมิภาคอาเซียน ซ่ึงมีสภาพแวดลอมทางสังคม วัฒนธรรมและทําเลท่ีต้ังแตกตางกัน โดยมีรายละเอียดของวิธีการท้ังสองพอสังเขปในหวั ขอ ตอไป 1.4.3 การประเมนิ ประสทิ ธิภาพดวยวิธี DEA วิธี DEA เปนที่นิยมใชประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (relative efficiency) ตามแนวคิดของ Farrell (1957) และมีการนําเสนอครั้งแรกโดย Charnes, Cooper and Rhodes (1978) ภายใตขอสมมติ constant returns to scale (CRS) โดยทั่วไปเรียกวา แบบจําลอง CCR โดยสมมติใหหนวยตดั สินใจ (decision making unit, DMU) ทกุ หนว ยดําเนนิ การผลิต ณ ระดับท่เี หมาะสม (optimal scale) Charnes et al. (1978) เสนอแบบจําลองคณิตศาสตรสําหรับประเมินประสิทธิภาพของหนวยผลิต n หนวย ในวิธี DEA เรียกวา หนวยตัดสินใจ (DMU) แตละหนวยตัดสินใจใชปจจัยนําเขา m ชนิดเพอื่ ผลติ ผลผลติ s ชนิด เมือ่ สมมติให DMUo ใชป จ จัยนําเขาชนิดท่ี i จํานวน xio (xio  0) เพื่อผลิตผลผลิตชนิดที่ r จํานวน yro(yro  0) ประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของ DMUo วัดไดจากสัดสวนผลผลิตตอปจจัยนําเขาเมื่อเทียบกับสัดสวนดังกลาวของทุกหนวยตัดสินใจ (DMUj โดยท่ี j = 1, 2,…, n) 6

ประสิทธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมประสิทธิภาพของแตละ DMU สามารถประเมินไดจากการหาคาสูงสุดของสัดสวนของผลผลิตที่ถว งน้าํ หนักตอ ปจ จยั นําเขาทีถ่ ว งนาํ้ หนักภายใตเง่ือนไขของสัดสว นดังกลาวของหนว ยตัดสนิ ใจทกุ หนวยท่ีพิจารณา รวมถึง DMUo คาประสิทธิภาพดังกลาวมีคานอยกวาหรือเทากับ 1 แสดงไดดังน้ี (Cooper,Seiford and Zhu, 2004) max ho (,)  r r yro iixio r r yrjsubject to i i x ij 1 ; j = 1,…, n และ r , i  0;  i, r (1)โดยที่ xij คอื จาํ นวนปจ จยั นําเขา ที่ I ของหนว ยตดั สนิ ใจ jyrj คือ จํานวนผลผลติ ที่ r ของหนวยตัดสนิ ใจ jr คือ คาถว งนํา้ หนกั ของผลผลติ ri คือ คาถวงนาํ้ หนักของปจ จยั นําเขา in คือ จํานวนหนวยผลิตs คอื จาํ นวนผลผลติm คือ จาํ นวนปจ จยั นาํ เขาการแกปญ หาโปรแกรมเชิงคณิตศาสตรของแบบจําลองท่ี (1) อาจมีจํานวนอนันต หาก (*, *) คือคําตอบที่เหมาะสม (optimal solution) ดังนั้น (*,*) ก็เปนคําตอบที่เหมาะสมเชนเดียวกันสาํ หรับทุกๆ คาท่ี  > 0 เพอื่ หลีกเล่ียงปญหาดังกลาวจึงเพ่ิมเงื่อนไข m  1 เขาไปในแบบจําลองที่  i x io i1(1) และจดั รปู ใหมด ังนี้ (Coelli, Rao, O’Donnell and Battese, 2005)subject to s 0 max z  ryro (2) r 1 sm ryrj  ixij  r1 i1 m  ixio  1 i1 r , i  0แบบจําลองที่ (2) เปนรูปแบบทวีคูณ (multiplier form) โดยปญหาควบคู (dual problem) ท่ีอยูในรูปแบบหอหุม (envelop form) ของแบบจาํ ลองน้ี คือ 7

รายงานฉบับสมบูรณ min subject to n ; i 1,2,,m;  xij j  xio ; r 1,2,,s; (3) ; j 1,2,,n j1 n  yrj j  yro j1 j ,0คา  เปน คาประสทิ ธิภาพของแตละหนวยตัดสินใจ โดยมีคาระหวาง 0-1 หากหนวยตัดสินใจใดมีคา เทา กับ 1 หมายความวา หนว ยตัดสนิ ใจนนั้ มีประสทิ ธภิ าพตามแนวคิดของ Farrell (1957)แบบจําลองท่ี (3) มีชื่อเรียกโดยท่ัวไปวาแบบจําลอง CCR เปนแบบจําลองท่ีสมมติใหหนวยตัดสินใจทุกหนวยดําเนินการผลิต ณ ระดับที่เหมาะสม ดังนั้นหาก DMU ดําเนินการผลิต ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม ผลลัพธท่ีไดจากแบบจําลอง CCR จะขาดความนาเช่ือถือและความเท่ียงตรง ดังนั้น Banker,Charnes and Cooper (1984) จึงเสนอแบบจําลองใหมภายใตขอสมมติ variable returns to scale(VRS) หรือเรียกวา แบบจําลอง BCC เพื่อใหมั่นใจวาเปนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ DMUขนาดเดียวกันอยางแทจริง (Untong et al., 2011) โดยเพิ่มขอจํากัดคาความโคง (convexity constraint) nnj  1 เขาไปในแบบจําลอง ตอมาเปล่ียนเปน j  1 เพ่ือใหสามารถประเมินคาประสิทธิภาพj1 j1ในชว ง non-increasing returns scale (NIRS) ได ดงั นัน้ แบบจาํ ลอง BCC ที่นิยมใช คือ *  min nsubject to ; i  1,2,,m;  xij j  xio  0 j1 n ; r  1,2,,s;  yrj j  yro  0 j1 n ; j  1,2,,n j 1 j1 j 0 (4)การประเมินประสิทธิภาพภายใตขอสมมติ CRS (TECRS) ประกอบดวย scale efficiency (SE) และpure technical efficiency (TEVRS) หากหนวยตัดสินใจดําเนินการผลิต ณ ระดับที่ไมเหมาะสมคา TECRS และ TEVRS มีคาไมเทากัน และ TECRS TEVRS ไดคา SE โดยคา TECRS, TEVRS และ SE มีคาระหวา ง 0-1 โดยที่ TECRS = TEVRS  SE 8

ประสทิ ธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมอยางไรก็ตาม DMU ท่ีมีประสิทธิภาพ (*  1) ตามแนวคิดของ Farrell (1957) จะตองไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน (excesses in inputs, si ) และผลผลิตสวนขาด (shortfalls in output: sr )หรือไมมี slacks (s) ดังนั้น Charnes, Clark, Cooper and Golany (1985) จึงเสนอแบบจําลองใหมเพ่ือใหม่ันใจวา DMU ทม่ี ีประสทิ ธิภาพจะไมมี slacks ดงั นี้ *  min    m si  s s    r    r 1 n i1subject to  xij j  si  xio ; i  1,2,,m; j1 n yrj j  sr  yro ; r  1,2,,s;  j1 n j 1 j1  j , si , sr  0 ;  i, j, r (5)เงื่อนไขจําเปนและเพียงพอสําหรับหนวยตัดสินใจ jo จะบรรลุประสิทธิภาพ คือ * = 1,sio*  sio *  0 หนวยตัดสินใจ jo มีคาประสิทธิภาพเทากับ 1 หรืออยูบนเสนพรมแดน สวนคาความไมมีประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ jo สามารถหาไดจาก xij  *xio  sio* และ yrj  yro  sro*เม่อื sio* คือ ปจจัยนําเขา สวนเกิน และ sro* คอื ผลผลติ สว นขาดของหนว ยตดั สินใจ jo1.4.4 การประเมินประสทิ ธภิ าพดว ยวิธี slacks-based measure คาประสิทธิภาพท่ีไดจากแบบจําลอง CCR และ BCC เรียกวา ratio or radial efficiencyโดยท่ัวไปแทนดวยสัญลักษณ * (Du, Liang and Zhu, 2010; Tone, 2001; 2002) โดย DMU ท่ีมีคาดังกลาวเทากับ 1 (*  1) เปน DMU ท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด หรืออยูบนเสนพรมแดน (frontier)กรณีดังกลา ว DMU จะไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน (excesses in inputs) และผลผลิตสวนขาด (shortfallsin output) หรอื ไมม ี slacks อยางไรก็ตามแบบจําลอง CCR และ BCC เปนการวิเคราะหบนพื้นฐานของสัดสวนที่ลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ของปจจัยการผลิต (หรือผลผลิต) ไมไดพิจารณา slacks ของปจจัยการผลิตและผลผลิตโดยตรงดังน้ัน Tone (2001) จึงเสนอแบบจําลองที่เปนวิธีวัดแบบ slacks-based measure (SBM)ที่จัดการกับ slacks ของปจจัยการผลิตและผลผลิตโดยตรง วิธีดังกลาวยังคงใหคาประสิทธิภาพระหวาง 0-1แบบจําลอง SBM ของ Tone (2001) มลี ักษณะดังนี้ 9

รายงานฉบับสมบูรณ สมมติใหมี DMU จํานวน n หนวย และแตละหนวยผลิตผลผลิต (Y) s ชนิด โดยใชปจจัยนําเขา(X) m ชนิด เมื่อกําหนดใหหนวยผลิตที่ j เขียนแทนวา DMUj (j=1,…,n) ใชปจจัยนําเขา i(xij; i=1,…, m) ในการผลิตผลผลิต r (yrj; r=1,…, s) ดังนั้นเมตริกซของผลผลิต คือ Y  (yrj sn)และปจจัยนําเขา คือ X  (xij mn) ซึ่งมีคามากกวาศูนย (Y > 0, X > 0) โดยเซตของการผลิตท่ีเปนไปได (P) มลี กั ษณะดังน้ี P  {(x,y) | x  X, y  Y,   0} (6)โดยที่  เปนเวกเตอรข องจํานวนจริงทมี่ คี า เปนบวก (n ) เมอื่ พจิ ารณาการผลิตของ DMUo(xo, yo) ท่มี จี ํานวนปจ จัยการผลติ (xo) และผลผลติ (yo) ดงั น้ี xo  X  s และ yo  Y  s ; ,  0, s  0, s  0 (7) โดยที่ s เปนเวกเตอร slacks ท่ีเปนจํานวนจริงท่ีมีคาเปนบวก s m คือ ปจจัยการผลิตสวนเกิน และ s s คือ ผลผลิตสวนขาด จากเง่ือนไขที่กําหนดให X  0 และ   0ทาํ ให xo  s ดงั น้ันจาก s และ s สามารถนิยามดัชนี  สําหรับประเมินประสิทธิภาพของ DMUoไดดังนี้   1  (1/ m)mi1si / xio ; 01 (8) 1  (1/ srs1sr / yro ) โดยแกปญหาแบบจําลอง จากแบบจําลองท่ี (8) สามารถประเมินประสิทธิภาพของ DMUOคณิตศาสตรด งั นี้ (Tone, 2001) minimize   1  (1/ m)im1si / xio subject to 1  (1/ srs1  yro ) s r / xo  X  s yo  Y  s ,  0, s  0, s  0 (9) จากแบบจําลองที่ (9) ประยุกตใช Charnes-Cooper transformation (Charnes et al., 1978)แปลงใหอยูในรูปแบบปญหา linear programming เม่ือแกปญหาเพ่ือหาคําตอบที่เหมาะสม (optimalsolution) ทําใหทราบคา *, *, s* และ s* ณ จุดท่ี DMUO มีประสิทธิภาพ คา *  1 ภายใตเง่ือนไขที่ s* = 0 และ s* = 0 หมายความวา ไมมีปจจัยการผลิตสวนเกิน หรือผลผลิตสวนขาด(Tone, 2001) 10

ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมการศึกษานี้ประยุกตใชแบบจําลอง SBM ท่ีพิจารณาประสิทธิภาพดานปจจัย (input-oriented)ท่ีเปนการจัดการกับ weighted distance ทางดานปจจัยการผลิต โดยคงไวซ่ึงผลผลิตในระดับเดิม (statusquo) ดังน้ันจากแบบจําลองที่ (9) สามารถปรับปรุงแบบจําลอง SBM สําหรับใชในกรณีดังกลาวไดดังนี้(Tone, 2001) I* = min 1 (1/ m)im1si / xio ,s,s xo  X  ssubject to yo  Y ,  0, s  0 (10)แบบจําลองท่ี (10) อยูภายใตขอสมมติ constant returns to scale ซึ่งหนวยตัดสินใจทุกหนวยตองดําเนินการผลิต ณ ระดับที่เหมาะสม (optimal scale) ดังนั้นหากหนวยตัดสินใจที่เปนชุดตัวอยางดําเนินการผลิต ณ ระดับที่ไมเหมาะสมจะตองเพิ่มขอจํากัดคาความโคง (convexity constraint)nj1j  1 เขาไปในแบบจําลองที่ (10) เพ่ือใหม่ันใจวาเปนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจขนาดเดียวกันอยางแทจริง ดังน้ันแบบจําลอง SBM ภายใตขอสมมติ variable returns to scaleมีลักษณะดงั นี้ I* = min 1  (1 / m)im1 si / xio ,s,ssubject to xo  X  s yo  Y nj1 j  1 ,  0, s  0 (11) 1.4.5 การประเมินประสทิ ธิภาพดวย meta-frontier วิธี SBM ท่ีเสนอขางตนอาจใหคาประสิทธิภาพไมถูกตอง หาก DMU ท่ีเปนชุดตัวอยางมีเทคโนโลยีในการดําเนินงานแตกตางกัน (Battese and Rao, 2002) หรือมีลักษณะทางส่ิงแวดลอมแตกตางกัน (O’Donnell, Rao and Battese, 2008) เนื่องจากเสนพรมแดนภายใตความแตกตางของเทคโนโลยีและ/หรือลักษณะทางสิ่งแวดลอมที่ไมเหมือนกัน (heterogeneous) หรือไมเปนเสนพรมแดนเดียวกัน ดังนั้น Battese and Rao (2002) จึงเสนอแนวคิดการวิเคราะห meta-frontier เพ่ือแกไขปญหาดังกลาว โดยประมาณเสน meta-frontier ที่หอหุม (envelop) เสนพรมแดนของแตละกลุม (individualfrontiers) ที่มีลักษณะไมเหมือนกัน และความแตกตางระหวางเสน meta-frontier กับ individual frontiersคือ technology gap ratio (TGR) สามารถแสดงความสมั พนั ธข องทั้งสามไดดงั รูปท่ี 1.1 11

รายงานฉบบั สมบูรณOutput Y Meta-frontier Individual frontiers Technology gap ratio 0 Input Xทม่ี า: ดัดแปลงจาก Battese, Rao and O’Donnell (2004, p.93)รปู ท่ี 1.1 meta-frontier และเสนพรมแดนกลมุ (individual frontiers)ผลลัพธทีไ่ ดจ ากการวเิ คราะหดวย meta-frontier มีดังนี้1) ความแตกตางของประสิทธิภาพภายในกลุมเสนพรมแดนเดียวกันหรือภายในกลุมที่มีเทคโนโลยีในการดําเนินงานเหมือนกัน2) ความแตกตางของประสิทธิภาพระหวางกลุมเสนพรมแดนหรือระหวางกลุมท่ีมีเทคโนโลยีในการดาํ เนนิ งานแตกตางกันภายใต meta-frontier3) technology gap ratio (TGR) ที่แสดงถึงอัตราสวนความแตกตางระหวางเทคโนโลยีของแตละกลุมกับ meta-frontier โดย TGR แสดงใหเห็นถึงชองวางทางเทคโนโลยีของหนวยผลิตท่ีอยูในกลุมหรือสภาพแวดลอมที่แตกตางกัน คาประสิทธิภาพที่ไดจาก meta-frontier มีคานอยกวาหรือเทากับคาประสิทธิภาพที่ไดจากเสนพรมแดนกลมุ (individual frontiers)การศึกษานี้ประยุกตใช SBM รวมกับแนวคิดการวิเคราะห meta-frontier ประมาณคาประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของโรงแรมที่เปดดําเนินงานในแตละประเทศอาเซยี นทสี่ าํ คัญ ซ่ึงไดแ ก มาเลเซีย สงิ คโปร และไทย โดยใชแบบจําลองที่ (11) ประมาณคาประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งานของแตละโรงแรมที่ตั้งอยูในแตละประเทศที่แตกตางกัน (*jgo ) และประมาณคาประสิทธิภาพการดําเนินงานของแตละโรงแรมภายใตกลุมตัวอยางทั้งหมด (*jo )จากคาประสิทธิภาพทั้งสองสามารถคํานวณหาคา TGR ท่ีแสดงถึงอัตราสวนความแตกตางระหวางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนนิ งานของแตล ะกลมุ โรงแรมที่ต้ังอยูในแตละประเทศท่ีแตกตา งกนั ดงั นี้ TGR jo  *jo (12) *jgoคา TGRjo ท่ีคํานวณไดมีคาระหวาง 0-1 (Battese and Rao, 2002; Battese, Rao andO'Donnell, 2004) กรณีท่ีคา TGR jo มีคาเทากับ 1 แสดงวา DMUj มีระดับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 12

ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมในการดําเนินงานระดับเดียวกับเสน meta-frontier ดังนั้นคาประสิทธิภาพของ DMUj ท่ีวัดภายใตเสนmeta-frontier หรือเสนพรมแดนกลุมมีคาเทากัน ( *jo  *jgo ) เม่ือไดคา TGR แลว จะทดสอบความแตกตางของคาเฉลย่ี TGR ระหวา งกลมุ โรงแรมท่ีต้งั อยูใ นและประเทศท่ีแตกตางกนั ดว ยวิธกี ารทางสถิติ1.4.6 การประเมินการเปลยี่ นแปลงผลติ ภาพปจจยั การผลติ วิธี DEA ที่นําเสนอในสวนที่ผานมาเปนวิธีที่ใชในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานในเชิงสถิต (static) ภายใตขอสมมติท่ีกําหนดใหเวลาคงท่ี หรือไมมีการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพหรือเทคโนโลยีในการดําเนินงาน ซ่ึงตอมาในป ค.ศ. 1990 จึงมีการพัฒนาและนําเสนอวิธี DEA ท่ีพัฒนาภายใตแนวคิด Malmquist productivity index (Malmquist, 1953) หรือเรียกกันโดยท่ัวไปวา Malmquistproductivity approach สําหรับประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิต (total productivitychange) การเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพ (technical efficiency change) และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี(technological change) (Färe et al., 1992; Hjalmarsson et al., 1992; Price and Weyman-Jones,1996) ซึ่งมีการประยุกตใชศึกษากับโรงแรมหลายผลงาน เชน Hwang and Chang (2003), Barros andAlves (2004), Barros (2005a), Untong, Kaosa-ard, Ramos and Rey-Maquieira (2011) เปน ตน จากแนวคิดพ้ืนฐานของ Farrell (1957) ตอมา Cave et al. (1982) ไดเสนอแนวคิดสําหรับประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจจัยการผลิต ของหนวยตัดสินใจดงั แสดงในรปู ท่ี 1.2 ดังนี้Y D Ft+1 ณ เวลาท่ี t+1  G  C F  Ft ณ เวลาที่ t   EB Xที่มา: ดัดแปลงมาจาก Hwang and Chang (2003)รปู ท่ี 1.2 การประเมนิ การเปลี่ยนแปลงประสทิ ธิภาพในการจัดการที่พจิ ารณาทางดานผลผลิต 13

รายงานฉบับสมบูรณ จากรปู ท่ี 1.2 กําหนดให Ft คอื เสนพรมแดน ณ เวลาที่ t และ Ft1 คือ เสนพรมแดน ณ เวลาที่ t+1   ขณะท่ี ณ จุด A t xt ,y t และ A t1 xt1,y t1 แสดง เวกเตอรของปจจัยนําเขาและผลผลิตของหนวยตดั สนิ ใจ ณ เวลาที่ t และ t+1 ตามลาํ ดับ ดังน้ันการเปล่ียนในประสิทธิภาพ (shift in efficiency: SIE) จากเวลาที่ t ถงึ เวลาที่ t+1 คือ SIE t,t1   BD  EG  12  BC EF และสัดสวนระหวางประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาท่ี t+1 เทียบกับ ณ เวลาท่ี t หรือcatching-up in efficiency (CIE) คือ CIE t,t1  BA t1  EA t BD EFดังน้ันการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพโดยรวม (total efficiency change) ของหนวยตัดสินใจ ณเวลาที่ t ถงึ เวลาที่ t+1 คือ TECt,t1  CIEt,t1SIEt,t1จากแนวคิดขางตน Caves et al. (1982) และ Färe et al. (1992) ประยุกตใชฟงกชันระยะทาง(distance function) ประเมินการเปล่ยี นในประสทิ ธภิ าพจากเวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 ดงั นี้ SIE t,t1  BD  EG  12 BC EF      t  12 Dt1 xt1,y t1 Dt1 xt ,y   Dt xt1,y t1  Dt xt,yt (13)ขณะท่ี CIE จากเวลาที่ t+1 ถงึ เวลาที่ t สามารถหาไดด งั น้ี CIE t,t1  BA t1  EA t BD EF     1 Dt1 xt1,y t1     Dt xt,yt    Dt xt,yt t1  (14) D x t 1, y  t1 สวนการเปลย่ี นแปลงประสิทธิภาพโดยรวมของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 สามารถหาไดด งั นี้ 14

ประสทิ ธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม TEC t,t1  CIEt,t1SIEt,t1       Dt t  12 Dt1 xt,yt  Dt1 xt1,y t1 Dt1 xt ,y  x t 1, y t1   Dt xt1,y t1  Dt xt,yt         Dtxt, y t  D t 1 xt, y t  12 (15) Dt x t1, y t1 Dt1 x t1, y t1 สมการท่ี (15) เหมือนกับ Malmquist productivity index ที่ใชประเมินการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจ ณ เวลาที่ t ถึงเวลาท่ี t+1 จากสมการดังกลาว สามารถใชแบบจําลองBCC ท่ีเสนอโดย Banker et al. (1984) ประเมินประสิทธิภาพ ณ เวลาที่ t และ t+1 ของฟงกชัน     Dt xt ,y t และ Dt1 xt1 ,y t1 สวนฟงกชัน Dt1 xt ,y t ที่แสดง ประสิทธิภาพของหนวยตัดสินใจณ เวลาที่ t ทีอ่ า งอิงเสนพรมแดน ณ เวลาท่ี t+1 สามารถหาไดจ ากแบบจําลองดงั นี้  Dt1 xt ,y t  min subject to n xitj1tj1  xito  0 i  1, 2,,m;  j1 n y rtj1tj1  yrto  0 r  1, 2,, s;  j1 n tj1  1  j1 tj1  0 j  1, 2,,n (16) เชนเดียวกัน ฟงกชัน Dt xt1 ,y t1 ที่แสดงประสิทธิภาพของหนวยผลิต ณ เวลาท่ี t+1ที่อา งองิ เสนพรมแดน ณ เวลาท่ี t สามารถหาไดจากแบบจําลองดังนี้  Dt xt1 ,y t1  min subject to n xitjtj  xito1  0 i  1,2,,m; r  1,2,, s;  j1 j  1,2,,n n yrtjtj  y rto1  0  j1 n tj  1  j1 tj  0 (17) 15

รายงานฉบบั สมบูรณ1.4.7 Wage determinationวิธี Mincerian approach หรือ Mincerian equation เปนวิธีหรือสมการพื้นฐานท่ีถูกกลาวอางถึงเสมอเม่ือศึกษา Wage determination เน่ืองจากเปนแบบจําลองพื้นฐานท่ีสามารถแสดงใหเห็นเชิงประจักษถึงความสัมพันธระหวางคาจางกับปจจัยตางๆ ท่ีเปนตัวกําหนดคาจาง แบบจําลองพ้ืนฐานท่ีถูกเสนอโดย Mincer (1974) เปนแบบจาํ ลองทแี่ สดงความสมั พันธร ะหวางคาจา งกับจํานวนปทศี่ ึกษา (s) และประสบการณในการทํางาน (n) โดยกําหนดใหรายไดตอปไมแปรผันตามเวลา (Ys) ดังนั้นเมื่อกําหนดใหVs คือ มลู คา ปจ จบุ นั ของผลรวมของรายไดต ลอดชวี ิตของบคุ คลตัง้ แตเ ร่มิ เขา รบั การศกึ ษา และ d แสดงถงึสวนตางของจาํ นวนปท ีศ่ กึ ษาระหวา งบุคคล ดงั นัน้ รายไดของผทู ไ่ี ดรับการศึกษาจาํ นวน s ป คอื Vs  Ys (ers  ern ) (18) rและ s-d ป คอื Ysd (er(sd) ern ) Vsd  r  (19)เม่ือกําหนดให Vs = V(s-d) จะไดอัตราสวนรายไดตอปของผูมีการศึกษามากตอรายไดตอปของผูมีการศกึ ษานอยดงั น้ี k s,sd  Ys  er(nds)  1 (20) Ysd er(ns)  1หากกาํ หนดใหบ คุ คลมีชว งชวี ติ ของการทํางาน (m) คงท่ี จะไดสมการรายไดใ หมดงั นี้ Ysers ern Vs  (1 ) r Ysder (sd) (1 ern Vsd  r ) k s,sd  er(sd)  erd (21) ersจากขางตนจะเห็นไดวาสวนตางของรายไดไมไดข้ึนอยูกับจํานวนปของการศึกษา หรือจํานวนปของการทํางาน ดงั น้ันเพอ่ื เปน การเปรียบเทยี บรายไดของผูม กี ารศึกษา s ป กับผูไ รก ารศกึ ษา จึงสมมติใหd = s ทาํ ใหไดสมการสัดสว นรายไดใ หมด ังน้ี Ys ks,0  Y0  ers (22)และสามารถเขยี นใหอยใู นรปู แบบฟง กชัน Logarithmic ไดดงั นี้ lnYs  lnY0  rs (23) 16

ประสิทธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมสมการขางตนแสดงใหเห็นวาคาจางจะแปรผันตรงกับจํานวนปของการศึกษา ตอมาจึงมีการเสนอเพ่ิมเติมวา ประสบการณในการทํางานซึ่งสงผลตอการเพ่ิมผลิตภาพของแรงงานนาจะมีความสัมพันธเชิงบวกกบั คา จา ง โดยการเพ่ิมขน้ึ ของผลติ ภาพแรงงานจะมีลักษณะ Concave เนื่องจากบุคคลจะมีระยะเวลาของการไดรับประโยชนจากการลงทุนลดลง ดังน้ันจึงมีการเพ่ิมตัวแปรประสบการณในการทํางาน (E) ในลกั ษณะของรปู แบบ Quadratic เขาไปในสมการท่ี (23) ดงั น้ีlnYs  lnY0  rs  E E2 (24)จากสมการที่ (19) lnY0 คือ รายไดของบุคคลเมื่อไมมีการลงทุนใดๆ กับตนเอง หากบุคคลมีการลงทุนโดยการศึกษา คา r จะแสดงถึง อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาจากการลงทุนดังกลาวของบุคคล ขณะท่ีถาคา  > 0 และ  < 0 จะสะทอนถึงผลตอบแทนจากการพัฒนาความรูความสามารถระหวางการทาํ งาน (On the job training)จากสมการที่ (24) ท่ีเปน Mincerian equation พ้ืนฐาน ไดมีการพัฒนาตอยอด และเพิ่มเติมตัวแปรตางๆ เขาไปในสมการดังกลาว เชน คุณภาพของการศึกษาและ/สถาบันการศึกษา ลักษณะพ้ืนฐานของบคุ คล และ/ครัวเรือน เปนตน นอกจากกลมุ ตวั แปรดังกลา วแลวในโครงการน้จี ะเพมิ่ เตมิ ตวั แปรในกลมุ ของGeneral skills และ Specific skills ของแรงงานที่ทํางานอยูในธุรกิจโรงแรมรวมท้ังลักษณะงานและคณุ ลกั ษณะเฉพาะของโรงแรมเขาไปในสมการที่ (24)1.5 วธิ กี ารศกึ ษา วิธีการศึกษาการศึกษาภายใตโครงการยอยท่ี 2 แบงออกเปน 3 สวนหลัก ตามขอบเขตการศึกษาที่ไดนําเสนอไวในหัวขอท่ี 1.3 โดยแบงออกเปน 1) การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมในประเทศอาเซียนที่สําคัญ 2) การประเมินประสิทธิภาพ อัตราสวนชองวางและการเปลีย่ นแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยและ 3) การวิเคราะห wage determination ของแรงงานที่ทํางานอยูในภาคอุตสาหกรรมโรงแรม โดยมีรายละเอยี ดในแตล ะสวนพอสังเขปดงั นี้ 1.5.1 การประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรม ในประเทศอาเซียนท่สี ําคัญ การศึกษาสวนน้ีใชขอมูลจากชุดตัวอยางโรงแรมท่ีไดจากฐานขอมูล Hoover ซึ่งจากตารางที่ 1.1พบวา ในป พ.ศ. 2556 ฐานขอมูล Hoover มีขอมูลจาํ นวนโรงแรมในอาเซียนทงั้ หมด 2,354 แหง แบงเปนโรงแรมท่ีอยูในกลุมไมใชโรงแรมในเครือ (hotel chain) ประมาณรอยละ 80 สวนอีกรอยละ 20 เปนกลุมโรงแรมในเครอื โดยโรงแรมกวารอยละ 41 ตั้งอยูที่ประเทศอินโดนีเซีย และอีกรอยละ 27 และ 12 ตั้งอยูท่ีประเทศสิงคโปร และไทย ตามลําดับ รองลงมาไดแก ฟลิปปนส (รอยละ 7) และมาเลเซีย (รอยละ 6)สวนที่เหลือกระจายอยูในประเทศเวียดนาม บรูไน กัมพูชา และสหภาพเมียนมาร โดยประเทศบรูไน สหภาพเมียนมาร และกัมพูชา เปน 3 ประเทศที่มีโรงแรมในเครือตางประเทศนอยที่สุด ขณะท่ีประเทศสิงคโปรอนิ โดนีเซยี และไทย เปน 3 ประเทศทีม่ จี ํานวนโรงแรมในเครอื ตา งประเทศมากท่สี ดุ 17

รายงานฉบับสมบูรณตารางที่ 1.1 จาํ นวนโรงแรมในกลมุ ประเทศอาเซยี นแยกตามประเภทโรงแรมในเครอื ประเทศ ไมใ ชโ รงแรมในเครือ โรงแรมในเครือ รวม (แหง ) สัดสวน (%) 968 41.12%อินโดนีเซีย 842 126 641 27.23% 129 287 12.19%สงิ คโปร 512 103 175 7.43% 21 147 6.24%ไทย 184 51 118 5.01% 32 6 0.25%ฟล ปิ ปนส 154 1 9 0.38% 5 3 0.13%มาเลเซยี 96 3 2,354 100.00% 471เวียดนาม 86 20.01% 100.00%บรูไน 5กัมพชู า 4สหภาพเมยี นมารรวม (แหง) 1,883สดั สวน (รอยละ) 79.99%ท่ีมา: ฐานขอ มลู Hoover (2557) จากตารางที่ 1.2 จะเห็นไดวา โรงแรมที่มีการรายงานช่ือของเครือโรงแรมตางประเทศจํานวน332 แหง (ตารางที่ 1.2) พบวา ประมาณรอยละ 57 เปนโรงแรมในเครือ Accor รอยละ 18 และ 12 เปนโรงแรมในเครือ International Hotel Group และ Best Western International, Inc. ตามลําดับ ดังนั้นอาจกลาวไดวา กวาครึ่งหนึ่งของโรงแรมในเครือตางประเทศท่ีเปดดําเนินงานในประเทศอาเซียนเปนโรงแรมในเครอื Accorตารางที่ 1.2 จาํ นวนโรงแรมในเครอื ทต่ี งั้ อยูในประเทศอาเซียนประเทศ Accor Best Western Carlson Rezidor Four Seasons Hilton Hyatt Hotels Intercontinental International, Inc. Hotel Group Worldwide Corporation Hotel Group(IHG)บรไู น -- 1- - --สหภาพเมียน - -- - -1มาร 2 1 - - - -- 1 16กมั พูชา 2 2 - - - 25 1 34สปป. ลาว 4 1 - - - 28 5 3 18สงิ คโปร 6- -2 2 5 18 9 16 60ฟลปิ ปนส 1 7 2 - 2.71% 4.82% 18.07%มาเลเซีย 11 4 -1เวียตนาม 19 3 - -ไทย 56 12 5 4อินโดนีเซยี 88 10 - 3รวม (แหง) 189 40 8 10สดั สว น (%) 56.93% 12.05% 2.41% 3.01%ทม่ี า: สืบคน จากเวบ็ ไซตหลักของโรงแรม (สิงหาคม พ.ศ. 2557) 18

ประสทิ ธิภาพการดาํ เนนิ งาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม เนื่องจากโรงแรมบางแหงที่เปดดําเนินการในอาเซียนเปนลักษณะของการซื้อลิขสิทธิ์การบริหารจัดการโรงแรมในเครือตางประเทศเขามาบริหารโรงแรม ทําใหช่ือโรงแรมกับเจาของกรรมสิทธ์ิโรงแรมเปนคนละชื่อกัน นอกจากน้ีดวยขอจํากัดของขอมูลที่โรงแรมตางๆ รายงานตอสาธารณะ ทําใหประเมินประสิทธิภาพในการศึกษาน้ี จึงเปนการประเมินประสิทธิภาพของโรงแรมในการบริการจัดการแรงงาน (labor) และหองพัก (room) เพื่อใหไดรับรายได (revenue) สูงสุด ดังน้ันในการศึกษานี้จึงมีปจจัยนําเขา 2 ชนิด คือ จํานวนหองพัก และจํานวนแรงงาน โดยมีผลผลิตเพียง 1 ชนิด คือ รายไดทั้งหมดของโรงแรม อยางไรก็ตาม ตัวแปรท้ัง 3 ตัวแปร ยังคงเปนตัวแปรท่ีมีการใชกันอยางกวางขวางในการประเมินประสทิ ธภิ าพการดําเนนิ งานของโรงแรม เชน งานศึกษาของ Morey and Dittman (1995) Anderson et al.(1999) Hwang and Chang (2003) และ Untong et al. (2011) เปนตน จากการคัดกรองขอมูลท่ีมีอยูในฐานขอมูล Hoover และจากการสืบคนขอมูลตัวแปรจํานวนหองพักตาม web site ของโรงแรม พบวา มีจํานวนโรงแรมที่มีขอมูลสมบูรณท่ีสามารถนํามาใชประเมินประสิทธิภาพไดจํานวน 54 โรงแรม ครอบคลมุ 4 ประเทศ ตามทไี่ ดแ สดงในตารางที่ 1.3ตารางท่ี 1.3 ขอ มลู ของโรงแรมท่เี ปน ชดุ ตัวอยา งในการวิเคราะหป ระสิทธภิ าพประเทศ จาํ นวน รายรบั รวม จาํ นวนแรงงานรวม จาํ นวนหองรวม (แหง ) (หอ ง) (ลา นดอลลารส หรัฐฯ) (คน) 666อนิ โดนีเซีย 5 78.03 743 11,301 10,727มาเลเซยี 15 2,809.79 23,345 5,730สงิ คโปร 22 4,279.29 9,674ไทย 12 339.86 4,490ทม่ี า: ฐานขอมลู Hoover (2557) และจากการสืบคน จาก web site โรงแรม (สิงหาคม พ.ศ. 2557) การวิเคราะหดวยวิธี DEA ในท่ีน้ีพิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (input-orientated) ภายใตขอสมมติ variable return to scale เน่ืองจากโรงแรมมีการแขงขันที่ไมสมบูรณ ดังนั้นโรงแรมแตละแหงจึงดําเนินงาน ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม (มิ่งสรรพ ขาวสอาด, นุกูล เครือฟู และอัครพงศ อั้นทอง, 2548;Untong et al., 2011) นอกจากนี้เพ่ือแกไขจุดออนเร่ืองการออนไหวตอคาสุดโตงของวิธี DEA จึงเปล่ียนรูปขอมูล (transform data) ดว ย natural logarithm (อคั รพงศ อน้ั ทอง, 2556) สําหรับการประเมินชองวาทางเทคโนโลยีดวยการวิเคราะห meta-frontier ซ่ึงตองมีจํานวนตวั อยา งในแตละประเทศอยา งนอ ย 9 ตัวอยา ง จึงจะทําใหผลการประเมินประสิทธิภาพท่ีไดมีความนาเช่ือถือดังน้ันในการวิเคราะห meta-frontier จะวิเคราะหเปรียบเทียบเฉพาะโรงแรมท่ีตั้งอยูในประเทศมาเลเซีย(มีจํานวนตัวอยาง 15 ตัวอยาง) สิงคโปร (มีจํานวนตัวอยาง 22 ตัวอยาง) และไทย (มีจํานวนตัวอยาง12 ตัวอยาง) เทานั้น โดยจะตัดโรงแรมท่ีต้ังอยูในอินโดนีเซีย ซึ่งมีเพียง 5 ตัวอยางออกจากการวิเคราะหหลังจากการวิเคราะห meta-frontier แลว จะทดสอบความแตกตางระหวางคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีของท้ัง 3 ประเทศท่ีมีขนาดจํานวนตัวอยางไมเทากัน โดยประยุกตใช Levene's test for equalityof variances ที่พิจารณาจากคาสถิติ F ในการทดสอบความเทากันของความแปรปรวน กอนท่ีจะใชสถิติ F(ANOVA analysis) ทดสอบความแตกตา งของคาเฉล่ีย 19

รายงานฉบับสมบรู ณ 1.5.2 การประเมินประสทิ ธภิ าพ อัตราสวนชองวาง และการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการ ผลิตในการดาํ เนนิ งานของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮา สในประเทศไทย การศึกษาสวนน้ีแบงออกเปน 2 สวนยอย คือ สวนแรก ประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยภายใตสภาพแวดลอม ทําเลที่ตั้ง และเง่ือนไขทางธุรกิจท่ีแตกตางกัน เพื่อแสดงใหเห็นวา ภายใตความแตกตางดังกลาวมสี ว นทาํ ใหโ รงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมท้ังประสิทธิภาพในการดาํ เนินงานแตกตางกนั หรือไมอยางไร กลาวคอื ความแตกตางในเรอื่ งของสภาพแวดลอ ม ทําเลท่ีตั้งและเง่ือนไขทางธุรกิจ มีสวนทําใหโรงแรมและเกสตเฮาสมีการดําเนินงานที่แตกตางกัน ซึ่งการมองขามความแตกตางดังกลาวอาจนํามาสูการประเมินประสิทธิภาพที่สูงกวาความเปนจริง และทําใหคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดมีความอคติ (Assaf, Barros and Josiassen, 2010; Lin, 2011; Lu and Chen,2012; อัครพงศ อ้ันทอง, พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554; อัครพงศ อ้ันทอง, 2556)นอกจากนี้ในการศึกษาจะคนหาปจจัยสวนเกิน (slack) ที่ทําใหโรงแรมและเกสตเฮาสเกิดความดอยประสิทธิภาพในการดําเนินงานท้ังภายในและระหวางกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงาน หรือบนสภาพแวดลอมและเงื่อนไขทางธุรกิจท่ีเหมือนและแตกตางกัน สวนที่ 2ประเมินการเปลยี่ นแปลงผลติ ภาพปจจัยการผลิต (total factor productivity) ของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในประเทศไทยระหวางป พ.ศ. 2550-2554 โดยเปนการศึกษาวิเคราะหภาพรวมระดับจังหวัด เพื่อท่ีจะตอบคําถามวา ธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาสในระดับจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตหรือไมอ ยางไร และการเปล่ียนแปลงดงั กลาวเปนผลมาจากการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ หรือเทคโนโลยีในการดําเนินงาน การศึกษาในแตละสวนมีการใชวิธีการศึกษาและขอมูล รวมท้ังขอสมมติท่ีแตกตางกันดงั มรี ายละเอยี ดพอสงั เขปดังนี้ 1) การศึกษาในสวนที่หน่ึงที่เปนการประเมินประสิทธิภาพและอัตราสวนชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและเกสตเฮาส ไดคัดเลือกโรงแรมและเกสตเฮาสที่เปนชุดตวั อยา งจากขอมูลภาคตัดขวาง (cross section data) ของโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ. 2555 ที่ดําเนินการโดยสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงเปนขอมูลการดําเนินกิจการในรอบปพ.ศ. 2554 จํานวน 921 แหง ครอบคลุมพ้ืนท่ี 8 โซน 13 จังหวัด ที่เปนจังหวัดทองเท่ียวที่สําคัญของประเทศไทย (ดูรายละเอยี ดในตารางท่ี 1.4) 20

ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมตารางท่ี 1.4 จํานวนโรงแรมและเกสตเฮาสทเี่ ปนชุดตัวอยา งในแตละโซนและจังหวดั โซน/จังหวดั จาํ นวนโรงแรม จํานวน จํานวน จาํ นวน สัดสวนผเู ขาพกั และเกสตเ ฮาส หอง แรงงาน ผเู ขาพกั (รอยละ) 1. มหานคร (เมอื งหลวง) (หอ ง) (คน) - กรงุ เทพมหานคร (แหง ) (คน) ชาวไทย ชาวตา งชาติ 17,527 9,021 2. ชายทะเลตะวันออก 129 3,649,287 50.61 49.39 - ชลบุรี (พัทยา) 17,527 9,021 129 28,263 16,120 3,649,287 50.61 49.39 3. ศนู ยก ลางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 223 4,413,657 27.12 72.88 - นครราชสมี า 28,263 16,120 - ขอนแกน 223 6,517 3,879 4,413,657 27.12 72.88 79 1,350,376 90.43 9.57 4. ศนู ยกลางภาคเหนอื บน 3,117 1,675 - เชยี งใหม 43 3,400 2,204 461,860 93.03 6.97 - เชียงราย 36 9,316 4,931 888,516 87.83 12.17 102 1,648,688 68.54 31.46 5. ชายทะเลภาคกลางตอนลาง 4,699 2,623 - เพชรบุรี (ชะอํา) 39 4,617 2,308 927,609 57.13 42.87 - ประจวบคีรีขันธ (หวั หิน) 63 5,727 4,665 721,079 79.95 20.05 74 2,468,648 70.50 29.50 6. ภาคใตฝง อนั ดามัน 2,317 1,540 - กระบี่ 27 3,410 3,125 576,531 88.30 11.70 - พงั งา 47 10,445 8,121 1,892,117 52.70 47.30 - ภเู กต็ 137 1,528,182 25.31 74.69 4,219 2,595 7. ภาคใตฝ งอา วไทยตอนบน 61 2,561 2,355 511,703 28.43 71.57 - สรุ าษฎรธานี (เกาะสมยุ ) 36 3,665 3,171 180,093 21.44 78.56 40 9,054 6,472 836,386 26.07 73.93 8. ภาคใตฝง อา วไทยตอนลาง 134 2,102,238 31.10 68.90 - สงขลา (หาดใหญ) 9,054 6,472 รวม 134 4,205 1,886 2,102,238 31.10 68.90 43 1,127,088 59.99 40.01ที่มา: สํานกั งานสถิติแหง ชาติ (พ.ศ. 2555) 4,205 1,886 43 91,054 55,095 1,127,088 59.99 40.01 921 18,288,164 52.95 47.05 ตัวแปรในแบบจําลองประกอบดว ยปจ จยั นาํ เขา 4 ชนิด ไดแก จํานวนหองพัก จํานวนแรงงานคาใชจายในการดําเนินงาน และสินทรัพยถาวรรวม สําหรับผลผลิตมี 1 ชนิด ไดแก รายรับ (รายรับจากการดําเนินงาน หัก รายรับจากการใหเชาท่ีดิน ดอกเบี้ยรับ/เงินปนผลรับ กําไรจากการเปล่ียนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน) (สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2555) ท้ังน้ีตัวแปรที่ใชศึกษาอางอิงจากงานของ Morye andDittman (1995) Anderson et al. (1999) Hwang and Chang (2003) Untong et al. (2011)อัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2554) และอัครพงศ อั้นทอง (2556)จากจํานวนปจจัยนําเขาและผลผลิต ทําใหทราบวาในการวิเคราะหดวย DEA จะตองมีจํานวนชุดตัวอยางขั้นต่ํา 15 ตัวอยา ง (3*(4+1) = 15) การวิเคราะหดวยวิธี DEA ที่เปนแบบจําลอง SBM เปนการวิเคราะหที่พิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (input-orientated) ภายใตขอสมมติ variable return to scale (VRS) เน่ืองจากโรงแรมและเกสตเฮาสที่เปนชุดตัวอยางอาจมีการแขงขันท่ีไมสมบูรณ ดังน้ันโรงแรมและเกสตเฮาสแตละแหงจึงดําเนินงาน ณ ระดับท่ีไมเหมาะสม (ม่ิงสรรพ ขาวสอาด, นุกูล เครือฟู และอัครพงศ อ้ันทอง, 2548; 21

รายงานฉบบั สมบรู ณUntong et al., 2011) นอกจากน้ีเพื่อแกไขจุดออนเร่ืองการออนไหวตอคาสุดโตงของวิธี DEA จึงเปลี่ยนรูปขอมูล (transform data) ดว ย natural logarithm (อคั รพงศ อ้ันทอง, 2556) สําหรับการประเมินชองวางทางเทคโนโลยีดวยการวิเคราะห meta-frontier จะพิจารณาวิเคราะหภายใตเงื่อนไขท่ีแตกตางกัน 12 เง่ือนไข ตามเง่ือนไขท่ีนิยมใชแบงหรือจัดกลุมโรงแรม ซึ่งโรงแรมและเกสตเฮาสในแตละกลุมที่แบงตามเง่ือนไขดังกลาวอาจมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานทแี่ ตกตา ง ดงั มีรายละเอียดของเงือ่ นไขการแบง กลุมโรงแรมและเกสตเฮา สพอสังเขปดังน้ี ก. ความแตกตางในเร่ืองของทําเลท่ีตั้งหรือสภาพแวดลอม (โซน) แบงออกเปน 8 กลุม คือมหานคร (เมืองหลวง) ชายทะเลตะวันออก ศูนยกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนยกลางภาคเหนือตอนบน ชายทะเลภาคกลางตอนลาง ภาคใตฝงอันดามัน ภาคใตฝงอาวไทยตอนบน ภาคใตฝงอาวไทยตอนลา ง ข. การแบงกลุมของอัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด (2554)ซ่ึงแบงออกเปน 5 กลุม แตเนื่องจากกลุมที่ 4 (โมเต็ล) มีจํานวนตัวอยางไมเพียงพอตอการวิเคราะหดวยmeta-frontier จึงยุบรวมกับกลุมท่ี 5 จึงเหลือกลุมที่ใชในการวิเคราะหเพียง 4 กลุม คือ 1) โรงแรมหรือเกสตเฮาสท่ีมีการลงทุนจากตางประเทศ 2) โรงแรมและเกสตเฮาสประเภทบูทีคหรือเครือภายในประเทศ3) โรงแรมเพ่ือการคา/พาณิชย/ประชุม และ 4) เกสตเฮาส (การสํารวจของสํานักงานสถิติแหงชาติไมน ับรวมรีสอรท บงั กะโล โมเตล็ หอ งชดุ และโรงแรมหองชุด ดังนั้นในท่ีนี้จึงเปลี่ยนแปลงคํานิยามในบางกลมุ ใหม) ค. ความสําคัญของตลาดผูเขาพักชาวตางชาติ แบงออกเปน 2 กลุม ตามเง่ือนไขท่ีวาโรงแรมหรอื เกสตเฮา สน น้ั ๆ มีจํานวนผูเขาพักชาวตางชาติเกินหรือต่ํากวารอยละ 50 ของผูเขาพักท้ังหมดหากมีสัดสวนของผูเขาพักชาวตางชาติเกินรอยละ 50 จัดใหอยูในกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่เนนตลาดผูเขาพักชาวตางชาติ และหากต่ํากวารอยละ 50 จัดใหอยูในกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่ไมไดเนนตลาดผเู ขา พักชาวตางชาติ ง. ขนาดของโรงแรมและเกสตเฮาสตามจํานวนหองพักท่ีกําหนดในรายงานของสํานักงานสถิติแหงชาติ ซ่ึงแบงออกเปน 3 กลุม คือ โรงแรมท่ีมีจํานวนหองพักไมเกิน 60 หอง โรงแรมท่ีมีจํานวนหอ งพกั ระหวาง 60-149 หอง และโรงแรมทม่ี ีจาํ นวนหอ งพักต้งั แต 150 หอ ง ขึ้นไป จ. ขนาดของโรงแรมและเกสตเฮาสตามจํานวนหองพักท่ีนิยมใชทั่วไป ซึ่งแบงออกเปน 3กลุม เชนเดียวกัน คือ โรงแรมขนาดเล็กซึ่งมีจํานวนหองพักไมเกิน 30 หอง โรงแรมขนาดกลางที่ มี จํ า น ว น ห อ ง พั ก 3 0 -1 0 0 ห อง แ ล ะ โ ร ง แ ร ม ข น า ด ใ ห ญ ซ่ึ ง มี จํ า น ว น ห อ ง พั ก ม า ก ก ว า100 หองขึ้นไป ฉ. รูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย แบงออกเปน 3 กลุม คือ 1) สวนบุคคล หางหุนสวนสามัญท่ีไมเปนนิติบุคคล 2) หางหุนสวนสามัญนิติบุคคล หางหุนสวนจํากัด 3) บริษัทจํากัดบรษิ ทั จาํ กดั (มหาชน) ช. ระดับราคาหองพักเฉลี่ย ซ่ึงอางอิงจากการแบงกลุมโรงแรมตามรายงานสถิติการทองเที่ยวไทยที่เสนอโดยของการทองเท่ียวแหงประเทศไทย และกรมการทองเท่ียว (เนื่องจากมีจํานวนโรงแรมท่ีมี 22

ประสิทธิภาพการดําเนินงาน และการยกระดับคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมระดับราคาหองพักต่ํากวา 200 บาท/คืน จํานวนนอย จึงไดยุบรวมกับกลุมที่สองและใชเปนระดับราคาหองพักตํ่ากวา 400 บาท/คืน) โดยสามารถแบงกลุมโรงแรมตามเง่ือนไขน้ีไดเปน 4 กลุม คือ 1) ระดับราคาหองพักต่ํากวา 400 บาท/คืน 2) ระดับราคาหองพัก 400-700 บาท/คืน 3) ระดับราคาหองพัก 701-1,000 บาท/คนื และ 4) ระดบั ราคาหองพักมากกวา 1,000 บาท/คืน ซ. เงื่อนไขการมีหองประชุม และการดําเนินธุรกิจภายในโรงแรม ซึ่งประกอบดวยภัตตาคาร/หองอาหาร สถานบนั เทิง สปา และนวดแผนโบราณหรือไม โดยการมีหองประชุม แบงออกเปน2 กลุม คือ โรงแรมและเกสตเฮาสท่ีมีหองประชุม และไมมีหองประชุม สวนเง่ือนไขการดําเนินการธุรกิจแบงออกเปน 3 กลุม ตามท่ีสํานักงานสถิติแหงชาติไดแบงไว คือ 1) ไมมีการดําเนินธุรกิจดังกลาว2) มีการดําเนนิ การธรุ กจิ ดังกลาวดว ยตนเอง และ 3) มกี ารดําเนินการธรุ กิจดังกลา วโดยผอู นื่ หลังจากการวิเคราะห meta-frontier ตามเง่ือนไขดังกลาวแลว ตอมาจะทดสอบความแตกตางระหวางคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยี (TGR) ภายใตเงื่อนไขท้ัง 12 เงื่อนไข ซ่ึงมีขนาดจํานวนตัวอยางของโรงแรมและเกสตเฮาสไมเทากัน โดยประยุกตใช Levene's test for equality of variances ท่ีพิจารณาจากคาสถิติ F ในการทดสอบความเทากันของความแปรปรวน กอนที่จะใชสถิติ F (ANOVAanalysis) ทดสอบความแตกตางของคาเฉล่ียระหวางกลุมโรงแรมและเกสตเฮาสที่แบงตามเงื่อนไขท่ีนําเสนอขางตน เพ่ือทดสอบสมมติวา โรงแรมและเกสตเฮาสในแตละกลุมมีคาประสิทธิภาพและชองวางทางเทคโนโลยีในการดําเนินงานแตกตา งกันหรือไม 2) การศึกษาในสวนท่ีสองเปนการประเมินการเปล่ียนแปลงผลิตภาพปจจัยการผลิตของธรุ กิจโรงแรมและเกสตเ ฮาสใ นประเทศไทยท่ีเปนการวิเคราะหในระดับจังหวัด โดยใชขอมูล panel data ท่ีเปนขอมูลภาพรวมในระดับจังหวัดในป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554 จากการโครงการสํารวจการประกอบกิจการโรงแรมและเกสตเฮาส พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่ดําเนินการโดยสํานักงานสถิติแหงชาติ ทั้งนี้เพื่อใหสอดคลอ งกับการวิเคราะหใ นสวนแรก ในสว นท่ีสองก็จะใชปจจัยนําเขาและผลผลิตชุดเดียวกัน โดยตัวแปรในแบบจําลองประกอบดว ยปจจยั นําเขา 4 ชนดิ ไดแ ก จํานวนหองพัก จาํ นวนแรงงาน คาใชจายในการดําเนินงาน และสินทรัพยถาวรรวม สาํ หรบั ผลผลิตมี 1 ชนิด ไดแก รายรับ (รายรับจากการดําเนินงานหัก รายรับจากการใหเชาท่ีดิน ดอกเบี้ยรับ/เงินปนผลรับ กําไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปล่ียน)(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2555) นอกจากนี้ตัวแปรท่ีใชในการศึกษาบางตัวแปรมีหนวยเปนมูลคา ณ ราคาตลาด จงึ ปรับมลู คาดงั กลา วใหเปนราคาคงทีด่ ว ยดชั นีราคาผูบ ริโภค (ป พ.ศ. 2543 เปน ปฐ าน) กอนนําขอมูลดังกลา วมาใชในการศึกษา การวิเคราะหสวนน้ียังคงเปนการวิเคราะหท่ีพิจารณาทางดานปจจัยนําเขา (Input-orientated)ภายใตขอสมมติ variable return to scale (VRS) เชนเดียวกับสวนท่ีผานมา และแกไขจุดออนในเรอ่ื งของการออนไหวตอคา สุดโตง โดยการ natural logarithm ขอ มลู ท่ีใชในการศกึ ษา 23

รายงานฉบบั สมบรู ณ 1.5.3 การวเิ คราะห wage determination ของแรงงานท่ีทํางานในภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ในการวิเคราะหสวนน้ีแบงออกเปน 3 สวน คือปรัชญาการวิจัยของงานน้ี เพ่อื เปน การอธิบายถงึ แนวทางในการทําวิจัย ซึ่งสะทอนถึงสวนตอไปท่ีเปนการออกแบบงานวจิ ัย ก. จดุ ยนื ในปรชั ญาการวิจัย (Philosophical stance of the research) การวิจัยน้ันเป็นการค้นหาความรู้ซ่ึงวิธีการในการวิจัยนั้นสามารถทําได้หลายทางขึ้นอยู่กับหลักปรัชญาของการวิจัยท่ีนักวิจัยใช้ในการวิจัย โดยการวิจัยนี้มีจุดยืนทางปรัชญาของ critical realism ซ่ึงอยู่ระหว่างแนวคิด positivist ท่ีสุดโต่งในเชิงการวัดว่าสามารถวัดองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันในทุกกรณี และconstructionism ท่ีมองว่าองค์ความรู้นั้นไม่สามารถวัดได้ต้องศึกษาเป็นกรณี ๆ ไปไม่สามารถมองว่าองค์ความรสู้ ามารถวดั ได้และสามารถวัดได้ และใช้แนวทางการศึกษาแบบ deductive approach นน่ั คอื เร่มิ ต้นจากการพัฒนาแบบจําลองจากวรรณกรรมและการศึกษาที่มีอยู่แล้ว โดยมีการปรับปรุงให้เข้ากับลักษณะ และบริบทที่ศึกษา จึงนําไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยผลที่ได้นั้นสามารถอธิบายกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมโรงแรมไทยได้และอาจจะสามารถนําไปอธิบายกับบริบทอื่น ๆ (generalization) ได้เช่นกันทว่าอาจจะมคี วามแตกตา่ งตามบรบิ ทของแตล่ ะแหง่ ข. การออกแบบการวิจัย วิธีการดําเนินการวิจัยออกแบบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยแต่ละข้อ ต้ังแต่การสํารวจอุตสาหกรรมผ่านเอกสารที่เก่ียวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึก และ การสํารวจด้วยแบบสอบถามโดยมีเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย และ กล่มุ ตัวอยา่ งในแตล่ ะข้นั ตอนตามตารางที่ 1.5 ดงั ต่อไปนี้ตารางท่ี 1.5 วธิ กี ารดําเนนิ การวิจยัวัตถปุ ระสงค วิธี เครอ่ื งมอื กลุมตัวอยา ง1.ทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของ คนหาและวิเคราะหเ อกสารทเ่ี ก่ียวขอ ง การทบทวนวรรณกรรม เอกสาร งานวจิ ยั ที่ศึกษาปจจัยทีก่ ําหนด คาจาง โดยเฉพาะในอตุ สาหกรรมโรงแรมกับการกําหนดคา จางงาน เชิงพรรณนา2.ศกึ ษาระบบการจา งงานและ 2.1 สัมภาษณ รางประเด็นการสมั ภาษณแบบ ผูจดั การฝา ยบุคคลของโรงแรมระดบัการจายคา จางในอุตสาหกรรม Semi-structure 4-5 ดาว ชดุ ตวั อยางจาํ นวน 10 รายโรงแรมไทย 2.2 สํารวจระบบการจางงานใน แบบสอบถามความรว มมอื โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ชดุ ตวั อยางจาํ นวน 10 ราย อตุ สาหกรรมโรงแรมไทย3.ศึกษาปจ จัยกาํ หนดคา จา งใน 3.1 เกบ็ ขอ มลู โดยแบบสอบถาม แบบสอบถามปลายปดและเปด โรงแรมระดับ 4-5 ดาวอตุ สาหกรรมโรงแรมไทย 3.2 พัฒนาแบบจาํ ลองการกาํ หนดคา จาง Mincer Model กลุมตวั อยางจํานวน 1,200 คน 3.3 ทดสอบทางเศรษฐมิติ Regression Model4.จดั ทาํ ฐานขอ มูล 4.1 จดั ทาํ ฐานขอ มูลออนไลน ระบบฐานขอ มูลผาน MS กลุม ตัวอยางในการสาํ รวจ กลุมตัวอยา งจํานวน 1,200 คน 4.2 จัดทําฐานขอมูลในรปู แบบ CD ROM Excel และ FileMaker5.การสํารวจการรองรบั การเปด 5.1 ทบทวนขอ มูลการเปด เสรี การเตรยี มวามพรอมของไทย กระทรวงการทอ งเทย่ี วและกฬี าเสรีจาก AEC 5.1 ศกึ ษการเตรยี มความพรอมของไทย และ สมาคมตา ง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ ง 24

ประสทิ ธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ค. การวเิ คราะหข อมลู (Data analysis method) โดยข้ันตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมไทยน้ันมี 10ข้ันตอนตั้งแตการทบทวนวรรณกรรมเพ่ือพัฒนาแบบจําลอง การสัมภาษณฝายบุคคลของโรงแรม 4 และ 5ดาว การพฒั นาแบบสอบถามการเก็บขอมลู และการวิเคราะหเชงิ สถิติ โดยสามารถสรุปไดดงั ตารางท่ี 1.6 น้ีตารางที่ 1.6 ขนั้ ตอนการวิเคราะหปจจัยกําหนดคาจางแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมไทยที่ กิจกรรม วัตถุประสงค ผลลัพธ หมายเหตุ1 ทบทวนเอกสารและ เพื่อหาตัวแปรท่ีมศี กั ยภาพ ไดต วั แปรท่ีนา จะมีผล แบบจาํ ลองหลกั คอื Mincer's model ท่มี กี ารใชกนั แพรหลายวรรณกรรมท่เี ก่ียวของ หลักคอื ประสบการณ (ป) และ การศึกษา (ป)2 สมั ภาษณฝายบคุ คล เพ่อื หาตัวแปรเพิม่ เติม ไดตัวแปรทีม่ ีผลเพิ่มคือ ตัวแปรทีไ่ ดเพ่ิมเปนตัวแปรเฉพาะในโรงแรม ประสบการณตา งประเทศ ภาษา อตุ สาหกรรมโรงแรม3 พัฒนาแบบสอบถาม เพอ่ื เปน เคร่อื งมอื ในการ แบบสอบถามท่ีผานการตรวจสอบ เก็บขอ มลู ถามถูกตอ งทางวชิ าการและความ สอดคลอ งในบริบท4 สาํ รวจกลมุ ตวั อยา ง เพอ่ื ใหไ ดขอมูลในการ กลุมตวั อยางแรงงานในอตุ สาหกรรม เฉพาะโรงแรม 4 และ 5 ดาว ทดสอบแบบจําลอง โรงแรมไทย 1,200 ตวั อยา ง ใน 4 เมอื งทอ งเทยี่ ว ไดแก กทม. พทั ยา ภูเก็ต เชยี งใหม5 ตรวจสอบขอมูลจาก เพื่อใหไ ดข อ มลู ท่นี าเช่อื ถือ ขอ มลู ท่ีไดรับการตรวจสอบแลว ตรวจสอบความถูกตองของขอมลู ที่ แบบสอบถาม อาจผิดพลาดจากการกรอกขอมลู6 วเิ คราะหเชงิ พรรณนา เพอ่ื ใหเ หน็ ภาพรวมของ สถติ ิเชิงพรรณนา กลุมตัวอยา ง7 วเิ คราะหเชิงจาํ แนก เพอื่ ใหเ หน็ ความแตกตาง ตารางเปรียบเทียบสองตวั แปร ของคาจา งในแตล ะกลมุ (cross-tabulation)8 การวิเคราะหสมการเชิง เพอ่ื ทดสอบปจ จัยกาํ หนด คาสัมประสิทธข์ิ องตัวแปรทศ่ี กึ ษาใน การทดสอบแบบ listwaise โดยเพ่มิเสน คา จา งแรงงาน แบบจาํ ลอง ตัวแปรเขา ไปทลี ะตัวใน Base model (Mincer's model)9 ตรวจสอบสมมุตฐิ าน เพอ่ื ทดสอบความ ผลความนาเช่อื ถือของแบบจาํ ลอง ใชก าร plot ในโปรแกรม R เพื่อดูของแบบจําลอง นาเช่อื ถือของแบบจาํ ลอง ลักษณะของ residuals ท่ีไดจาก model10 สัมภาษณผเู ชีย่ วชาญ เพือ่ หาคําอธิบายในสว น คาํ อธบิ ายผลไดจ ากตวั แปร ผูเชี่ยวชาญทั้งทางวิชาการและทาง ของผลลพั ธจ าก ปฏิบตั ิ แบบจําลอง 25

รายงานฉบบั สมบูรณ1.6 ประโยชนท ่คี าดวาจะไดร ับ 1) นโยบายสําหรับกระตุนใหโรงแรมในประเทศไทยมีการดําเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึน เพอ่ื เสริมสรางความสามารถในการแขงขันใหกับตนเองและเพ่ือรองรับการเปดเสรีดานบริการ ของกลุมประเทศอาเซยี นในป พ.ศ. 2558 2) นโยบายและกลยุทธสําหรับการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมท่ีสอดคลอง กับความตอ งการของภาคอตุ สาหกรรม 3) เกิดการเผยแพรขอมูล ซึ่งจะกระตุนใหภาคอุตสาหกรรมทองเท่ียวของไทยเกิดความสนใจใน เตรียมรับมอื กบั การเปด เสรีภาคบรกิ ารของกลมุ ประเทศอาเซยี นในป พ.ศ. 2558 4) ขอเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสงเสริมความสามารถในการแขงขันของ อตุ สาหกรรมโรงแรมของไทย 26

บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรม โครงการน้ีมุงเนนท่ีจะศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรมและคนหาปจจัยท่ีมีอิทธิพลในการยกระดับคุณภาพแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม ดังนั้นในสวนของการทบทวนวรรณกรรมจะนําเสนอในเรื่องของการวัดประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม และการศึกษาเก่ียวกับแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ดงั มรี ายละเอยี ดในแตละสวนพอสังเขปดงั นี้2.1 การประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรม การเปรียบเทียบสมรรถนะ (benchmarking) การดําเนินงานและการบริหารจัดการโรงแรมท่ีผานมามกี ารประยุกตใชเครื่องมือทางเศรษฐศาสตรในการศึกษาที่สําคัญอยู 2 เคร่ืองมือ คือ 1) การพัฒนาดัชนีหรือตัวชี้วัดผลการดําเนินงาน และ 2) การประเมินประสิทธิภาพในการดําเนินงาน แมวาผูบริหารและนักลงทุนจะนิยมพิจารณาตัวชี้วัดผลการดําเนินงาน แตในชวงทศวรรษท่ีผานมา มีการศึกษาเชิงประจักษทางวิชาการหลายชิ้นนิยมเปรียบเทียบสมรรถนะการดําเนินงานและการบริการจัดการโรงแรมดวยการประเมินประสิทธิภาพในการดําเนินงานของโรงแรม เนื่องจากเปนส่ิงสําคัญในการดําเนินงานของธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงประสทิ ธิภาพสามารถสะทอนความสามารถในการแขงขันของธรุ กิจได การประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ (relative efficiency) ตามแนวคิดของ M.J. Farrell(1957) เปนแนวคิดสําคัญท่ีนิยมใชวัดประสิทธิภาพการจัดการ/การดําเนินงานของอุตสาหกรรมทองเที่ยวเชน โรงแรม รานอาหาร สปา เปนตน แนวคิดดังกลาววัดประสิทธิภาพของหนวยธุรกิจแตละหนวยจากการเปรยี บเทียบกับหนวยธุรกิจที่ดีที่สุดซ่ึงอยูบนเสนพรมแดน (Frontier) ดังน้ันภายใตแนวคิดของ Farrell จึงตอ งประมาณการสมการพรมแดน เพอ่ื ใชเปรยี บเทยี บกบั หนว ยธุรกิจท่ตี อ งการวดั ประสิทธภิ าพ วิธีเชิงปริมาณสําหรับประเมินประสิทธิภาพตามแนวคิดนี้ มีการพัฒนามาต้ังแตป ค.ศ. 1977วิธีเชิงปริมาณท่ีนิยมใชอยางกวางขวางในการประมาณประสิทธิภาพตามแนวคิดของ Farrell ไดแก(อคั รพงศ อั้นทอง, 2556) 1) วิธี data envelopment analysis (DEA) ทั้งท่ีเปนขอสมมติ constant returns to scale (CRSโดยท่ัวไปเรียกวาแบบจําลอง CCR) (Charnes, Cooper and Rhodes, 1978) และ variable returns toscale (VRS โดยทั่วไปเรียกวาแบบจําลอง BCC) (Banker, Charnes and Cooper, 1984) รวมทั้ง 27

รายงานฉบบั สมบรู ณMalmquist productivity approach ที่ใชประเมินการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และผลิตภาพปจ จัยการผลติ 2) วิธี stochastic frontier analysis (SFA) ท้ังท่ีเปนแบบจําลอง error components และแบบจําลอง technical efficient effect ภายใตรูปแบบการกระจายของคาความไมมีประสิทธิภาพท่ีแตกตา งกันออกไป การประเมินประสิทธิภาพของโรงแรมในระยะแรก เปนการเปรียบเทียบอัตราสวนตางๆ ของผลการดําเนินงาน (Baker and Riley, 1994) และการวิเคราะหการจัดการผลผลิต (Yield management)(Brotherton and Mooney, 1992; Donaghy, McMahon and McDowell, 1995) ตอมาพบงานของ Moreyand Dittman (1995) ท่ีใชการวิเคราะหตามแนวคิดของ Farrell (1957) โดยใชวิธี data envelopment analysis(DEA) ในการศึกษา ต้ังแตนั้นมาการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานและการจัดการของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell ไดรับความนิยมอยางตอเน่ือง ซ่ึงกวาทศวรรษที่ผานมา มีการศึกษาเพ่ือประเมินประสทิ ธภิ าพโรงแรมเพ่ิมขึ้นอยางตอเน่ือง (Assaf, Barros and Josiasen, 2010; Untong, Kaosa-ard,Ramos and Rey-Maquieira, 2011; Lu and Chen, 2012) ท้ังในระดับนานาชาติและในประเทศไทย การศึกษาที่ผานมาโดยสวนใหญยังคงประเมินประสิทธิภาพภายใตแนวคิดของ Farrell (1957)โดยใชเครื่องมือเชิงปริมาณที่สําคัญ 2 วิธี คือ วิธี data envelopment analysis (DEA) และวิธีstochastic frontier approach (SFA) วิธี SFA และ DEA มีความไดเปรียบเสียเปรียบที่แตกตางกันซ่ึงยังไมมีขอยุติวาวิธีใดเปนวิธีที่ดีที่สุด ทั้งน้ีขึ้นอยูกับวัตถุประสงคและขอจํากัดของขอมูลท่ีใชศึกษาวิธีทั้งสองไดรับการพัฒนาใหสามารถวิเคราะหท้ังในเชิงสถิต (static) และพลวัต (dynamic) แตยังคงอยูภายใตขอสมมติที่กําหนดใหเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดําเนินงานเหมือนกัน ตอมาจึงมีการประยุกตใชการวิเคราะห meta-frontier ท่ีเสนอโดย Battese and Rao (2002) ประเมินประสิทธิภาพโรงแรมภายใตเทคโนโลยีในการดาํ เนินงานท่ีแตกตา งกันของโรงแรมในแตล ะกลุม จากขอจํากัดที่สําคัญของวิธี SFA ในเรื่องการกําหนดแบบจําลองทางเศรษฐศาสตรหรือรูปแบบฟงกชันที่ใชศึกษา จึงนิยมใชวิธี DEA ประเมินประสิทธิภาพการดําเนินของโรงแรม (Barros and Dieke,2008; Untong et al., 2011; อัครพงศ อ้ันทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด, 2554) เนื่องจากวธิ ีดังกลาวกาํ หนดเพยี งปจจัยนําเขา และผลผลิตของการดําเนินงานของโรงแรมเทา น้ัน ทผี่ า นมาปจ จัยนําเขาท่ีนิยมใช เชน จํานวนแรงงาน จํานวนหองพัก คาใชจายในการดําเนินงาน ตนทุนรวม เปนตน (Hwang andChang, 2003; Bo and Liping, 2004; Barros and Mascarenhas, 2004; Untong et al., 2011) สวนผลผลิตท่ีนิยมใช เชน รายไดรวม ยอดขาย จํานวนผูเขาพัก เปนตน (Anderson, Fok and Scott, 2000; Bo andLiping, 2004; Önüt and Soner, 2006; Untong et al., 2011) กรณีประเทศไทยพบวา มีการประยุกตใชทั้งสองวิธีในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานของโรงแรมท้ังในระดับประเทศ ภาค และจังหวัด และพบการศึกษาการเปล่ียนแปลงประสิทธิภาพการจัดการของโรงแรมโดยใช Malmquist index รวมทั้งการใชแนวทางการวิเคราะห meta-frontierในการศึกษาท้ังในกรณีของการประยุกตใชวิธี SFA และ DEA ผลการศึกษาท่ีผานมาแสดงใหเห็นวา โรงแรมในประเทศไทยมีประสิทธิภาพการดําเนินงานในระดับสูง (อัครพงศ อ้ันทอง, 2547; ม่ิงสรรพ ขาวสอาด และ 28

ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมคณะ, 2548; 2552) และการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการดําเนินงานของอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในจังหวัดเชียงใหมกับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสของท้ังประเทศ โดยใชฟงกชันพรมแดนสโทแคสติก (stochastic frontier) พบวา ความดอยประสิทธิภาพในการดําเนินงานทําใหเกิดการสูญเสียโอกาสในการสรางมูลคาเพิ่มถึง 266 ลานบาท สําหรับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสในจังหวัดเชียงใหม และ 6,119 ลานบาท สําหรับอุตสาหกรรมโรงแรมและเกสตเฮาสของท้ังประเทศ(Kaosa-ard and Untong, 2005) ทั้งนี้ยังมีการศึกษาภายใตกรณีที่โรงแรมมีเทคโนโลยีในการดําเนินงานท่ีแตกตางกันตามประเภทและระดับของโรงแรม (อัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และม่ิงสรรพ ขาวสอาด, 2554) รวมทั้งภายใตสภาพแวดลอมที่แตกตางกัน (อัครพงศ อ้ันทอง, 2556b) ดังนั้นในการประเมินประสิทธิภาพการดําเนินงานไมควรจะมองขามความแตกตางดานเทคโนโลยีและสภาพแวดลอม นอกจากน้ีในงานศึกษาของอัครพงศ อ้ันทอง และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2552) ยังแสดงใหเห็นวา โรงแรมในจังหวัดเชียงใหมควรมีการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีในการดําเนินงาน หากตองการเสริมสรางความสามารถในการแขงขันในระยะยาว ขณะท่ีงานศึกษาของอัครพงศ อ้ันทอง (2556b) เสนอวา ควรสงเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานในแนวทางที่แตกตางกันตามสภาพแวดลอมของทําเลที่ต้ังของโรงแรม รวมท้ังกระตุนใหเกิดการพัฒนาและแลกเปล่ยี นนวตั กรรมการดําเนินงานตามพ้นื ฐานสภาพแวดลอ ม จากตารางที่ 2.1 จะเห็นไดวา การวัดประสิทธิภาพของโรงแรมตามแนวคิดของ Farrell สวนใหญนิยมใชวิธี DEA ประเมินประสิทธิภาพ เน่ืองจากมีขอไดเปรียบหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชนสามารถใชในกรณีท่ีมีปจจัยนําเขาและผลผลิตหลายชนิด (multiple inputs and outputs) ไมจําเปนตองคํานึงถึงรูปแบบฟงกชันหรือแบบจําลองทางเศรษฐศาสตร และสามารถใชในกรณีที่มีขอมูลหรือจํานวนตัวอยางนอย (Barros and Athanassiou, 2004; Barros and Dieke, 2008; Untong et al., 2011)โดยจาํ นวนตวั อยา งขน้ั ตํ่าสําหรับการวเิ คราะหด ว ยวิธี DEA คอื 3 คณู (จํานวนผลผลติ +จาํ นวนปจจยั การผลติ )(Raab and Lichty, 2002) อยางไรก็ตาม วิธี DEA มีขอจํากัดหลายประการเม่ือเทียบกับวิธี SFA เชน การไมมีคาคลาดเคล่ือน (error term) หมายความวา ความคลาดเคล่ือนถูกรวมอยูในคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดการไมมีขอสมมติเกี่ยวกับการแจกแจงของคาความไมมีประสิทธิภาพ การไมมีการทดสอบทางสถิติของคาประสิทธิภาพที่คํานวณได และการออนไหวตอคาสุดโตง เปนตน (Barros, 2006; Barros andDieke, 2008; Untong et al., 2011; อัครพงศ อัน้ ทอง, 2556a) วิธีทั้งสองยังคงใชกันอยูอยางกวางขวางในงานศึกษาทางเศรษฐศาสตร รวมทั้งการวัดประสิทธิภาพการจัดการ/การดําเนนิ งานของธุรกิจโรงแรม ยังไมมีขอยุติวาวิธีใดเปนวิธีท่ีดีที่สุด ท้ังน้ีข้ึนอยูกับวัตถุประสงคและขอจํากัดของขอมูลที่ใชในการศึกษานั้นๆ แมวาวิธี SFA ใหผลลัพธที่ดีกวาภายใตเงื่อนไขในอุดมคติทางเศรษฐมิติและขอสมมติทางเศรษฐศาสตร อยางไรก็ตาม ในขอมูลบางประเภทท่ีไมสามารถกําหนดลักษณะความสัมพันธของตัวแปรในแบบจําลอง หรือเปนการวัดประสิทธิภาพของหนวยธรุ กจิ ทไี่ มแ สวงหากาํ ไร หรือหนว ยธุรกิจทไ่ี มมีวตั ถุประสงคของการดาํ เนินงานภายใตการใชตนทุนต่ําที่สุดหรือผลิตเพื่อใหไดผลตอบแทนสูงสุด วิธี DEA จะเหมาะสมมากกวาในกรณีนี้ แตถาหากในการศึกษา 29

รายงานฉบับสมบรู ณสามารถกําหนดรูปแบบของแบบจําลองได มีจํานวนขอมูลมากพอ และขอมูลดังกลาวมีความคลาดเคลื่อนจากการวัดสูง มีตัวแปรท่ีไมสามารถควบคุมไดหลายตัวแปร และตัวแปรตามมีความแปรปรวนสูง การใชวิธี DEA อาจทําใหผลลัพธท่ีไดมีความคลาดเคล่ือนจากความเปนจริงสูง เนื่องจากเสนพรมแดนท่ีประมาณคาไดอยูสูงกวาที่ควรจะเปน ทําใหคาประสิทธิภาพท่ีประเมินไดมีคาต่ํากวาความเปนจริง ดังนั้นในกรณีนี้จงึ นยิ มใชว ธิ ี SFA แทนวิธี DEAตารางท่ี 2.1 ผลงานการศกึ ษาการวัดประสทิ ธภิ าพของโรงแรมตามแนวคดิ ของ Farrell ที่สําคัญ ผูแตง วธิ ีการวิเคราะห ขนาดของกลมุ ตวั อยา งการศกึ ษาระดับนานาชาติ 54 hotels in the U.S. 48 hotels in the U.S.Morey and Dittman (1995) DEA (CRS) 45 hotels in Taiwan. 242 hotels in California, U.S.Anderson et al. (1999) SFA (error component) 43 hotels in Portugal. 93 hotels in the U.K.Hwang and Chang (2003) Malmquist index 87 hotels in Taiwan. 15 hotels in Portugal.Bo and Liping (2004) DEA two-stage approach 23 hotels in Taiwan. 78 hotels in Taiwan.Barros and Mascarenhas (2004) DEA (VRS) (TE, AE, EE) 43 hotels in Chiang Mai 62 hotels in Taiwan.Sigala (2004) DEA stepwise 56 hotels in Taiwan.Shang et al. (2008) DEA (Three-stage) 477 แหง ในภาคเหนือ 1,752 แหง ในประเทศไทยBarros, Peypoch and Solonanadrasana (2009) DEA (Luenberger index) 43 แหง ในจงั หวัดเชยี งใหม 1,799 แหง ในประเทศไทยSong, Yang and Wu (2009b) DEA the game cross-efficiency 14 แหงในเชียงใหม และ 34 แหง ในภเู ก็ตAssaf, Barros and Josiassen (2010) DEA (meta-frontier)Untong, Kaosa-ard, Ramos and Rey-Maquieira (2011) Malmquist indexLin (2011) SFA cost-efficiency (meta-frontier)Lu and Chen (2012) SFA cost-efficiency (meta-frontier)การศึกษาในประเทศไทยอคั รพงศ อั้นทอง (2547) DEA (VRS) two stageมิง่ สรรพ ขาวสอาด และคณะ (2548) SFA (TE effect model)อคั รพงศ อัน้ ทอง และม่งิ สรรพ ขาวสอาด (2552) DEA (VRS) และ Malmquist indexอัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และมิ่งสรรพ ขาวสอาด (2554) SFA (meta-frontier)อัครพงศ อ้ันทอง (2556b) DEA (slack base model with meta-frontier)ทีม่ า: ปรบั ปรงุ จากจาก อัครพงศ อั้นทอง พนินท เครือไทย และ ม่งิ สรรพ ขาวสอาด (2554)2.2 การจางงานในอุตสาหกรรมทอ งเทยี่ ว ในการทบทวนวรรณกรรมของ ม่ิงสรรพ ขาวสะอาด และอัครพงศ อ้ันทอง (2557) ไดสรุปไววาอุตสาหกรรมทอ งเทยี่ วเปนอตุ สาหกรรมที่ใชแรงงานอยางเขมขน (labor intensive) แตมีงานศึกษาในดานน้ีนอยมากในประเทศไทย เชน การศึกษาการพัฒนาทักษะการฝกอบรมในอุตสาหกรรมท่ัวไป ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมโรงแรม (Poapongsakorn, 1991; Ariga and Brunello, 2006; สํานักงานสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม, 2553) เปนตน ซึ่งในงานศึกษาดังกลาวยืนยันวาธุรกิจโรงแรมมีการใชปจจัยแรงงานสูงกวาปจจัยอื่น ทําใหแรงงานมีอํานาจตอรองสูง การขาดแคลนแรงงานทําใหมีการซื้อตัวแรงงานที่มีคุณภาพ ท้ังน้ีสํานักงานสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (2553) ไดใหขอคิดเห็นวา ธุรกิจโรงแรมและรีสอรทมีอัตราการเขาออกงานสูง การซ้ือตัวแรงงานคุณภาพไมไดแกปญหาการขาดแคลน 30

ประสทิ ธิภาพการดําเนนิ งาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรมแรงงานในภาพรวม จึงจาํ เปนตอ งใชแรงงานที่มีคุณภาพท่ีไมตรงตามความตองการหรือดอยกวา ซ่ึงสงผลตอคุณภาพการใหบริการ อยางไรก็ตาม ในชวงนอกฤดูทองเที่ยว (low season) กลับมีแรงงานท่ีวางงานนอกจากน้ีผลการศึกษาดานประสิทธิภาพแรงงานในภาคธุรกิจโรงแรมและรีสอรท ในป พ.ศ. 2551 พบวาธุรกิจไมว า จะเปน ขนาดเล็กหรือกลางหรอื ใหญ สวนใหญมียอดขายตอแรงงาน 1 คนตอป มากกวา 3 แสนบาท และมสี ดั สว นท่เี พิ่มสูงขึน้ ในชวงป พ.ศ. 2549 พ.ศ. 2550 และ 2551 ตามลําดบั ท้ังนี้จากการสืบคนงานวิจัยในระดับนานาชาติ พบวา การศึกษาเก่ียวกับแรงงานโดยสวนใหญเปน การศกึ ษาในภาพรวม เชน การขาดแคลนทกั ษะการทํางาน (Marchante, Ortega and Pagán, 2006)ความสามารถและทักษะของแรงงานที่ตองการ (Nolan, et al., 2010; Cobanoglu, Dede and Poorani,2007; Kong and Baum, 2006) การขาดแคลนแรงงาน (Davidson and Wang, 2011) และความแตกตางระหวางคาจางอันเนื่องมาจากเพศของแรงงาน (Munoz-Bullon, 2009) เปนตน นอกจากนี้ Chen andWallace (2011) ไดศึกษาถึงความสัมพันธระหวาง multi-skilling และการยกระดับคุณภาพการใหบริการคาตอบแทน ความพอใจในการทํางาน อยางไรก็ตาม มีเพียงงานศึกษาของ Marchante, Ortega andPagań (2006) และ Chen and Wallace (2011) เทาน้ัน ทีศ่ ึกษาเกย่ี วกับคา จางในอตุ สาหกรรมโรงแรม สําหรับการศึกษาเรื่องคาจางคาตอบแทนในอุตสาหกรรมโรงแรม พบวา คาตอบแทนยังคงเปนส่ิงที่ชวยสรางแรงจูงใจใหกับลูกจางเชนเดียวกับท่ีเกิดข้ึนในอุตสาหกรรมอื่นๆ (Stegman, 1991) โดยการเจรจาตอรองเรื่องของคาจางอาจมาจากสวนกลางหรืออยูในระดับโรงแรมก็ได (Rimmer 1991; Hawke1998) สําหรับปจจัยมีผลตอคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรมแบงออกเปน 2 กลุมที่สําคัญ คือ ปจจัยสวนบุคคล เชน ประสบการณ การศึกษา เพศ เปนตน และปจจัยเก่ียวกับงาน (job characteristics) เชนท่ีตั้ง ขนาด ประเภทของโรงแรม ขนาดของโรงแรม เปนตน (Kline and Hsieh, 2007; Campos-Soria etal., 2011; García-Pozo, Sánchez-Ollero and Marchante-Mera, 2012; García-Pozo, Sánchez-Ollero and Benavides-Chicón, 2012) นอกจากปจจัยท้ังสองกลุมแลว การฝกอบรมยังเปนอีกหน่ึงปจจัยท่ีความสําคัญตอคาตอบแทนของแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม เน่ืองจากเปนแนวทางการยกระดับทักษะการทํางาน ท่ีผานมามีงานศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับประเด็นดังกลาวและพยายามศึกษาเพื่อใหไดมาซึ่งแนวทางหรือโปรแกรมการฝกอบรมในอุตสาหกรรมโรงแรม เชน Lynch (1992) Breiter and Woods (1997)Buick and Muthu (1997) Wang (2006) Pollitt (2006) เปนตน ขณะที่ Ramos, Rey-Maquieira andTugores (2004) ไดวิเคราะหถึงปจจัยท่ีกําหนดการฝกอบรมในภาคการทองเที่ยว ซ่ึงแตกตางจาก Aksu(2005) ที่เนนการกําหนดรูปแบบการฝกอบรมท่ีตองการของโรงแรมระดับหาดาว อยางไรก็ตามแนวการศึกษาในลักษณะน้ียังคงมีอยูจํานวนนอยในประเทศไทย และยังขาดงานการศึกษาในอุตสาหกรรมโรงแรมของประเทศไทย การศึกษาเกี่ยวกับแรงงานในประเทศไทยสวนใหญยังคงศึกษาในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจอน่ื ๆ สําหรับในประเทศไทยการศึกษาในประเด็นเก่ียวกับคาจางสวนใหญเปนการศึกษาในภาพรวมระดับประเทศ (Hawley, 2004; Warunsiri and McNown, 2010) มากกวาที่จะศึกษาเฉพาะในอุตสาหกรรมโรงแรมหรือการทองเที่ยว (พนัชกร สิมะขจรบุญ, 2554) เม่ือพิจารณางานศึกษาในประเทศ 31

รายงานฉบับสมบูรณไทยที่เกยี่ วขอ งกบั การกาํ หนดคา จางในอตุ สาหกรรมโรงแรมท่ีผานมายังไมพบวา มีการศึกษาใดที่ทดสอบแบบจําลองของ Mincer (1974) อยางไรก็ตาม มีงานศึกษาบางช้ินท่ีคนพบวา ตัวแปรปจจัยสวนบุคคลไดแก อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณในการปฏิบัติงานมีผลตอการกําหนดคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรม ขณะที่ตัวแปรประเภทลูกจาง ผลงานของการทํางาน จํานวนหองพัก และมาตรฐานของโรงแรมเปนกลุมตัวแปรทไี่ มม อี ิทธพิ ลตอ การกาํ หนดคาจางแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม (พนัชกร สิมะขจรบุญ,2554) แมวาการศึกษานี้จะไมไดพัฒนาแบบจําลองตามแนวคิดของ Mincer (1974) แตผลการศึกษาดังกลาวเปน การยนื ยันแนวคดิ ของแบบจําลองการกําหนดคา จางของ Mincer (1974) นอกจากน้ี พนัชกร สิมะขจรบุญ (2554) ยังพบวา โรงแรมที่เปนแฟรนไชสสากล พนักงานของโรงแรมจะเปนพนักงานประจําซ่ึงจะไดรับการข้ึนเงินเดือนเปนประจําทุกป และโรงแรมจะจายคาบริการพิเศษ (service charges) ใหกับพนักงานประจําเปนสวนใหญ มีโรงแรมบางแหงจะมีการรับประกันคาservice charge ขั้นต่ําใหแกพนักงาน เมื่อพิจารณาถึงปญหาและอุปสรรคเร่ืองคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรมไทย พบวา พนักงานมีความคิดวา จํานวนพนักงานมีผลตอคา service charge ท่ีตนเองจะไดรับและในชวงที่การทองเที่ยวไดรับผลกระทบเชิงลบหรือชวงนอกฤดูกาลทองเท่ียว (low season) ซึ่งโรงแรมจะมีรายไดนอยกวาที่กําหนดไวก็จะทําใหไมไดรับคา service charge ตามที่คาดไว (สํานักงานสงเสริมวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม, 2553) สําหรับการศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาทักษะฝมือแรงงานในประเทศไทยพบเพียงแตการศึกษาในภาพรวมหลายอุตสาหกรรม เชน การศึกษาการฝกอบรมในหลายภาคอุตสาหกรรมของไทย ซ่ึงรวมถึงอุตสาหกรรมโรงแรม พบวา ธุรกิจโรงแรมมีโครงสรางการใชแรงงานที่สูงกวาปจจัยการผลิตอ่ืน และไดเปรียบเทียบการขยายตัวอยางสูงของธุรกิจโรงแรมและรีสอรทท่ีทําใหเกิดการขาดแคลนแรงงานท่ีมีคุณภาพ และประสบการณ ทําใหแรงงานมีอํานาจในการตอรองและมีการซ้ือตัวแรงงานท่ีมีคุณภาพและประสบการณม ากข้นึ (สาํ นกั งานสง เสรมิ วิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม, 2553)2.3 ทักษะ การฝก อบรม และการกาํ หนดคาจางในอตุ สาหกรรมโรงแรม หลังจากการตีพิมพผลงานของ Jacob Mincer ในป 1974 ก็ไดมีนักเศรษฐศาสตรโดยเฉพาะเศรษฐศาสตรแรงงานจํานวนมากใหความสนใจในการพัฒนาแนวคิดดังกลาวมากขึ้น โดยมีการพัฒนาตอยอดทั้งในการพัฒนาแนวคิดทางทฤษฏีและการพัฒนาสมการคาจาง รวมท้ังการนําสมการคาจางไปใชในการวิเคราะห Wage determination ในอุตสาหกรรมหรือในกรณีตางๆ การศึกษาสวนใหญเนนการวิเคราะหอิทธิพลของคุณลักษณะสวนบุคคลท่ีมีตอคาจาง เชน เพศ (Meng, 1998; Ogloblin andBrock, 2005) คุณลักษณะของครัวเรือน (Kessler, 1991) หรือหนวยธุรกิจ (Gruetter and Lalive, 2009;Monteiro and Straume, 2009) และการศึกษาบางสวนไดใหความสําคัญกับการวิเคราะหบทบาทของการศกึ ษาทมี่ ตี อคา จา ง (Fleishera and Wang, 2004; Zhong, 2011) ซึ่งไดมีการประยุกตใชศึกษาในกรณีของประเทศไทยอยูหลายผลงาน เชน Chalamwong and Amornthum (2001) Hawley (2004) Warunsiriand McNown (2010) เปนตน งานการศึกษาเหลานี้ไดบทสรุปท่ีเหมือนกันวา การศึกษามีบทบาทสําคัญตอการกาํ หนดคาจา ง 32

ประสิทธิภาพการดาํ เนินงาน และการยกระดับคณุ ภาพของแรงงานในอตุ สาหกรรมโรงแรม ขณะเดียวกันมีผลการศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับการวิเคราะหถึงผลกระทบของทักษะ(Skills) ที่มีตอคาจาง โดย Murnane, Willett and Levy (1995) พบวา ทักษะความรูความเขาใจพ้ืนฐาน(Basic cognitive skills) เปน หนึง่ ในปจจัยสําคัญท่ีกําหนดคาจางท่ีบุคคลจะไดรับ ตอมาไดมีการวิจัยเพ่ิมเติมในประเดน็ ของบทบาทของทกั ษะท่ีมกี ารการกําหนดคาจางในรูปแบบของทักษะทห่ี ลากหลาย เชน ทักษะเชิงปริมาณ (Quantitative skills) (Mitra, 2002) ทักษะทางดานคอมพิวเตอร การเขียน และคณิตศาสตร(Borghans and Weel, 2006) ขณะท่ี Ingram and Neumann (2006) วิเคราะหถึงมิติที่แตกตางของทักษะเชน คณติ ศาสตร ความสามารถในการพูด ทกั ษะในการใชงาน เปน ตน แลวพบวา ทักษะตางๆ เหลาน้ีมีสวนชวยกําหนดคาจางอยางมีนัยสําคัญ อยางไรก็ตามการศึกษาเหลานี้ยังไมไดถูกนํามาประยุกตใชในอตุ สาหกรรมโรงแรมอยางกวา งขวาง สําหรับในอุตสาหกรรมโรงแรม รานอาหาร และภาคเศรษฐกิจการใหบริการอื่นๆ มีการศึกษาเกี่ยวกับแรงงานในมุมมองท่ีหลายหลาย เชน การขาดแคลนทักษะการทํางาน (Marchante, Ortega, andPagán, 2006) ความสามารถและทกั ษะของแรงงานท่ีตองการ (Nolan, et al., 2010; Cobanoglu, Dede, andPoorani, 2007; Kong and Baum, 2006) การขาดแคลนแรงงาน (Davidson and Wang, 2011) เปนตนนอกจากน้ี Chen and Wallace (2011) ไดศึกษาถึงความสัมพันธระหวาง Multi-skilling และการยกระดับคุณภาพการใหบริการ คาตอบแทน ความพอใจในการทํางาน อยางไรก็ตามมีเพียงงานศึกษาของMarchante, Ortega, and Pagán (2006) และ Chen and Wallace (2011) เทาน้ัน ท่ีเปนการศึกษาเกี่ยวกับคาจางในอุตสาหกรรมโรงแรม สําหรับในประเทศไทยยังมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้นอยมาก สวนใหญเปนการศึกษาถึงผลตอบแทนจากการศึกษาที่เปนการวิเคราะหในภาพรวม หรืออุตสาหกรรมอ่ืนๆ เชนChalamwong and Amornthum (2001) Hawley (2004) Warunsiri and McNown (2010) จากการตรวจสอบผลงานการศึกษาท่มี กี ารตีพิมพในวารสารทางวิชาการทัง้ ภายในและตางประเทศ ยงั ไมพ บการศึกษาเกี่ยวกับwage determination และการวเิ คราะหความสัมพนั ธระหวา ง Skill กบั Wage ในภาคอตุ สาหกรรมโรงแรม นอกจากนี้ในการศกึ ษาทผ่ี า นมายงั แสดงใหเ ห็นวา สามารถยกระดับทกั ษะการทํางานของแรงงานไดดวยการฝกอบรมใหกับแรงงาน โดยผูทําการอบรมจะมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทักษะใหกับแรงงานเพ่ือใหสามารถตอบสนองความตองการของภาคธุรกิจหรือผูมีสวนไดสวนเสียในอุตสาหกรรมได (Baum,2006) ดังน้ันหนวยงานท่ีเก่ียวของควรเขาใจถึงคุณลักษณะของการฝกอบรมที่สามารถตอบสนองความตองการของอุตสาหกรรมโรงแรมและภาคเศรษฐกิจการใหบริการ ซึ่งท่ีผานมามีการศึกษาจํานวนหน่ึงใหความสําคัญกับประเด็นดังกลาวและพยายามศึกษาเพ่ือใหไดมาซ่ึงแนวทางหรือโปรแกรมการฝกอบรมในอุตสาหกรรมโรงแรม เชน Lynch (1992) Breiter and Woods (1997) Buick and Muthu (1997) Wang(2006) Pollitt (2011) เปนตน ขณะที่ Ramos, Maquieira and Tugores (2004) ไดพยายามวิเคราะหถึงปจจัยที่กําหนดการฝกอบรมในภาคการทองเที่ยว สวน Aksu (2005) ไดเนนถึงการกําหนดรูปแบบการฝกอบรมท่ีตองการของโรงแรมระดับหาดาว อยางไรก็ตามแนวการศึกษาในลักษณะน้ียังคงมีอยูจํานวนนอยในประเทศไทย สวนใหญยังคงศึกษาในภาพรวมและภาคเศรษฐกจิ อนื่ ๆ เชน Poapongsakorn (1991) ศึกษาการฝก อบรมในอุตสาหกรรมไทย Kenn Ariga and Giorgio Brunello (2006) ศกึ ษาความสัมพันธระหวา งการ 33

รายงานฉบบั สมบรู ณใหการศึกษาและการใหการฝกอบรมของนายจาง อยางไรก็ตามยังขาดงานการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศไทย2.4 การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยดานการบรกิ ารของโรงแรม การศึกษาในประเด็นนี้มีคอนขางนอยมากในประเทศไทย ดวยขอจํากัดของการสัมภาษณและเขาไปศึกษาในภาคอุตสาหกรรมโรงแรม ซึ่งจากการทบทวนงานของ สไบทิพย มงคลนิมิตร (2554)สามารถสรปุ กระบวนการในการพัฒนาทรพั ยากรมนุษยด านการบรกิ ารของโรงแรมไดพอสังเขปดงั นี้ แนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษยที่นําเสนอในงานดังกลาว ซึ่งไดจากการศึกษาข้ันตอนการบริหารทรัพยากรมนุษยของโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล ดวยการสัมภาษณเชิงลึก (in-depth Interview)และการสนทนากลุม (focus-Group) แบงออกเปน 2 ลักษณะ ไดแก 1) การพัฒนาท่ัวไปท่ีเปนการใหความรู ขอมูลเก่ียวกับองคกร และพฤติกรรมการบริการ (excellence Behaviour) และ 2) การพัฒนาทางดานสายบริการ เปนการจัดใหความรูดานบริการและพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน โดยโรงแรมแมนดารนิ โอเรยี นเต็ลมีหลักการและแนวคดิ ในการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย 1) การใหความสําคัญตอการพัฒนาทรัพยากรมนุษย ทางโรงแรมมีหนวยงานสําหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษยซึ่งแยกมาจากฝายทรัพยากรมนุษย นั่นคือ “งานอบรมและพัฒนาบุคลากร” ภายในหนวยงานจะรับผิดชอบจัดอบรมและพัฒนาความรูทั่วไป ขอมูลเก่ียวกับองคกรกลุมหลักสูตรสมรรถนะท่ัวไป (core general/ code competency course) กลุมหลักสูตรการบริหาร (managerial course)ภายในหนวยงานที่เปนฝายบริการจะตองรับผิดชอบการจัดอบรมและพัฒนาในกลุมหลักสูตรบริการ(functional or Professional competency) องคกรมีนโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย มีการพัฒนาบุคลากรใหสอดคลองกับวิสัยทัศนและเปาหมายขององคกร ทางแผนกพัฒนาบุคลากรของโรงแรมมีนโยบายที่มุงเนนการพัฒนาพฤติกรรมการบริการ (excellence service behaviour) องคกรมีการจัดทํางบประมาณสําหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษยอยางชัดเจน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษยขององคกรเปาหมายของการพัฒนาแบงเปน 2 กลุม ไดแก กลุมบริหารซ่ึงมีความสําคัญโดยตรงตอองคกร เน่ืองจากเปน ผูป ฏบิ ตั ิงานในภารกจิ หลกั และกลุม สนับสนุน 2) เปาหมายของการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยในองคกร เปาหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษยเนนไปที่การพัฒนาขีดความสามารถในการทํางาน พัฒนาภาวะผูนํา ความสามารถในการบริหารงานเปนตน บุคลากรตองเขารับการฝกอบรมเพื่อพัฒนาความสามารถทางการบริการ ซึ่งมีความแตกตางกันตามแผนกบริหาร ตําแหนงงาน อายุงาน องคกรพยายามจัดการอบรมอยางตอเน่ืองและกําหนดใหทุกคนตองไดรับการฝกอบรมตามแผนที่กําหนดไว สําหรับเรื่องการประเมินผลจะแบงตามลําดับดังน้ี ผูบริหารระดับสูง ผูบริหารระดับกลาง และระดับปฏิบัติการท่ัวไป หัวหนาจะเปนผูติดตามการประเมินผล จากน้ันผลการประเมินจะถูกสง มายังแผนกพฒั นาบุคลากรและหนว ยงานที่เกยี่ วของ เพือ่ ใชใ นการพิจารณาในการจดั อบรมและการพฒั นาในครง้ั ตอ ไป 3) วิธีการและการประเมินผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษยในโรงแรม ทางโรงแรมมีวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย 4 ประเภท ไดแก การฝกอบรม การศึกษา การพัฒนา และการหมุนเวียน การฝกอบรม 34


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook