รายงานการพฒั นาแบบฝึ กทักษะการเขยี นคาศัพท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 4 อรวรรณ พุดมอญ โรงเรียนวดั พืชนมิ ติ (คาสวสั ด์ริ าษฎร์บารุง) สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
รายงานการพฒั นาแบบฝึ กทักษะการเขยี นคาศัพท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 4 อรวรรณ พุดมอญ โรงเรียนวดั พืชนมิ ติ (คาสวสั ด์ริ าษฎร์บารุง) สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ก กติ ตกิ รรมประกาศ วิจยั ฉบบั น้ีสำเร็จไดด้ ว้ ยความเมตตาอยำ่ งสูงจำกผอู้ ำนวยกำรโรงเรียนวดั พชื นิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) นำงสำวกันยำภทั ร ภัทรโสตถิ ท่ีกรุณาให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา ตลอดจน ให้ความ ช่วยเหลือ แกไ้ ข ขอ้ บกพร่อง เพ่ือให้วิจยั ฉบบั นีมีความสมบูรณ์ ซ่ึงผูว้ ิจยั ขอ กราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูง ไว้ ณ โอกาสน้ี ขอขอบพระคณุ ผเู้ ช่ียวชาญท้งั 3 ทา่ ที่ไดใ้ หค้ วามอนุเคราะห์ในการประเมินและตรวจสอบ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั รวมท้งั ให้คำแนะนำ ในการแกไ้ ขขอ้ บกพรองเพื่อพฒั นาเคร่ืองมือที่ใช้ ในการวิจัยให้มีประสิทธิภาพ ขอขอบคุณนักเรียนโรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) ท่ีใหค้ วามร่วมมือในการดำเนินการวิจยั ร่วมกนั จนไดง้ านวิจยั ท่ีสมบรู ณ์ ขอขอบคุณคณะครูทุกทาน ที่มีส่วนช่วยเหลือ ใหง้ ำนวจิ ยั ฉบบั น้ีสำเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณค่าแห่งการศึกษาและความสำเร็จในคร้ังน้ีขา้ พเจา้ ขอน้อมรำลึกและบูชา พระคุณบิดามารดา บูรพคณาจารย์ และผูท้ ี่มีพระคุณทุกท่านท้งั ในอดีตจนถึงปัจจุบนั ที่ได้อบรม ส่ังสอนสนบั สนุนช่วยเหลือ ตลอดจน ประสิทธ์ิประสาทวิชาความรู้ใหแ้ ก่ขา้ พเจา้ ตลอดมา
ข คานา เอกสำรเล่มน้ีเป็นรำยงำนผลกำรพฒั นำแบบฝึ กทกั ษะกำรอ่ำนและเขียนคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำอังกฤษ) ช้ัน ประถมศึกษำปี ที่ 4 ของโรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) สำนกั งำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำ ประถมศึกษำปทุมธำนี เขต 1 ผูศ้ ึกษำได้จัดทำข้ึนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมำยของหลักสูตร กำรศึกษำ ข้นั พ้ืนฐำน พุทธศกั รำช 2551 และทดลองสอนในช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 หลงั จำกกำรนำ ส่ือกำรเรียนรู้ท่ีจดั ทำข้ึนไปทดลองใช้กบั นักเรียนผลปรำกฏว่ำ แบบฝึ กทกั ษะทำให้กำรเรียนกำร สอนมีคุณภำพดีข้นึ จะมีผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนสูงกวำ่ นกั เรียนที่เรียนจำกครูผสู้ อนในช้นั เรียนปกติ เมื่อผลปรำกฏเช่นน้ี ทำให้ผูศ้ ึกษำ มีกำลงั ใจในกำรพฒั นำกำรสอนต่อไปโดยปรับปรุงวิธีกำรและ กิจกรรมให้สอดคลอ้ งมำกข้ึนทำให้ม่ันใจว่ำแบบฝึ กทกั ษะเป็ นนวตั กรรมกำรเรียน กำรสอนที่มี คณุ ภำพและประสิทธิภำพจริง ขอขอบพระคุณ นำงสำวกันยำภัทร ภัทรโสตถิ โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์ บำรุง) สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำประถมศึกษำปทุมธำนี เขต 1 และคณะครูทุกท่ำนที่ให้ ขอ้ เสนอแนะใน กำรจดั ทำรำยงำนกำรใชเ้ ล่มน้ี ประสบผลสำเร็จดว้ ยดีและ เป็ นประโยชน์ต่อกำร นำไปใชเ้ ป็นแนวทำงในกำร ในกำรปรับปรุงกำรเรียนกำรสอนสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ จึง หวงั เป็ นอย่ำงย่ิงว่ำจะเป็ นประโยชน์แก่ครูผูส้ อนและผูท้ ่ีสนใจในกำรร่วมกนั พฒั นำกำรเรียนกำร สอนสำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ ไปสู่ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน ที่สูงข้นึ อรวรรณ พุดมอญ
ค สารบญั คำนำ หน้า กิตติกรรมประกำศ……………..…………………………………….……………… ก บทคดั ยอ่ ………………………………………………………………................... ข สำรบญั ตำรำง…………………………….………………………………………… ง ช บทที่ 1 บทนา 1 1ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ………….……………………… 1 3 กรอบแนวคิดในกำรศึกษำ………………………………………………… 3 วตั ถุประสงคข์ องกำรศึกษำ……………………………………………… 4 สมมติฐำนของกำรศึกษำ………………………………………………… 4 ควำมสำคญั ของกำรศึกษำ………………………………………………… 5 ขอบเขตของกำรศึกษำ………………………………………………… นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ………………………………………………………… บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง 7 หลกั สูตรกำรศึกษำข้นั พ้นื ฐำน พุทธศกั รำช 2551 กลุ่มสำรสำระกำรเรียนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ………………………………………………………………… 8 เอกสำรที่เก่ียวขอ้ งกบั กำรเขียน ………………………………………………… 11 แบบฝึกทกั ษะและกำรสร้ำงแบบฝึกทกั ษะ……………………………………… 14 ประสิทธิภำพ…………………………………………………..……………… 22 ดชั นีประสิทธิผล ……………………………………………..………….…… 26 เอกสำรท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน…………………………………. 28 ควำมพงึ พอใจ……………………………………………………………… 40 งำนวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง……………………………………………………… 43
สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การศึกษา 46 กลุ่มเป้ำหมำยของกำรพฒั นำ…………………………………………… 46 ตวั แปรที่ศึกษำ……………………………………………………………… 46 วธิ ีกำรศึกษำ………………………………………………………………… 47 เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นกำรพฒั นำและศึกษำ ……………………………………… 47 กำรพฒั นำและหำคณุ ภำพเครื่องมือท่ีใชใ้ นกำรพฒั นำ……………………… 50 กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู และสถิติท่ีใช้ ……………………………………………… 52 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 57 สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นกำรเสนอผลกำรวิเครำะห์ขอ้ มูล……………………………… 57 ลำดบั ข้นั ตอนในกำรเสนอผลกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล……………………………… 57 ผลกำรวิเครำะหข์ อ้ มลู ………………………………………………………… 58 บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 64 วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรศึกษำ……………………………………………….. 64 สมมติฐำนของกำรศึกษำ…………………………………………………… 64 สรุปผล……………………………………………………………………… 65 อภิปรำยผล…………………………………………………………………. 65. ขอ้ เสนอแนะ……………………………………………………………. 68 บรรณำนุกรม……………………………………..…………………….…… 70 ภำคผนวก ภำคผนวก ก รำยนำม ผเู้ ชี่ยวชำญ………………………………….………………….…..………………… 74 ภำคผนวก ข ผลกำรวิเครำะห์หำคำ่ IOC ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ จำกผเู้ ช่ียวชำญ 3 ทำ่ น……………………………………………….… 79 ภำคผนวก ค ค่ำควำมยำก ( P )และค่ำอำนำจจำแนก ( B ) ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ…. 82
สารบญั (ต่อ) หน้า ภำคผนวก ง คะแนนจำกกำรทำแบบทดสอบยอ่ ยท้งั 5 ชุด ………………………… 85 ภำคผนวก ฉ แบบวดั ควำมพงึ พอใจในกำรเรียนรู้ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ที่มีตอ่ กำร เรียนวชิ ำภำษำองั กฤษ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ……… 98 สารบัญตาราง หน้า ตาราง 1 กำรจดั แบง่ แบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 5 ตาราง 2 ควำมสอดคลอ้ งของเน้ือหำ และจำนวนขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน 49 ตาราง 3 แบบแผนกำรศึกษำ One Group Pre-test Post-test Design 51 ตาราง 4 คะแนนแบบทดสอบยอ่ ยหลงั เรียนโดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ 58 ตาราง 5 คะแนนส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำนและร้อยละของคะแนนจำกกำรทำแบบทดสอบวดั ผล สมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยแบบฝึกทกั ษะกำรเขียนคำศพั ทช์ ุด Happy with English Vocabulary กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 60 ตาราง 6 กำรศึกษำเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงระหวำ่ งคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำร เรียนก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยแบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 61 ตาราง 7 ค่ำเฉล่ียส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน และระดบั ควำมพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ที่มีตอ่ กำรเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ชุด Happy with English Vocabulary กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 67
ตาราง 8 ผลกำรวิเครำะห์หำคำ่ IOC ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ 80 จำกผเู้ ช่ียวชำญ 3 ทำ่ น 82 ตาราง 9 คำ่ ควำมยำก ( P ) และค่ำอำนำจจำแนก ( B ) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ 85 ตาราง 10 คะแนนเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนและคะแนนเฉล่ียร้อยละของแบบทดสอบ ยอ่ ยหลงั เรียนดว้ ยแบบฝึกทกั ษะ
ชื่อเร่ือง : รำยงำนกำรพฒั นำแบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กล่มุ สำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) สำหรับช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ผ้รู ายงาน : นำงสำวอรวรรณ พดุ มอญ หน่วยงาน : โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) ปี ทีร่ ายงาน : พ.ศ. 2562 บทคดั ย่อ รำยงำนกำรพฒั นำแบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ันมธั ยมศึกษำปี ที่ 4 คร้ังน้ีมี เพ่ือ 1) เพื่อพฒั นำแบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่ม สำระกำรเรียนรู้ประเทศ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ปี กำรศึกษำ 2562 โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิ รำษฎร์บำรุง) สำนกั งำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำประถมศึกษำปทุมธำนี เขต 1 จำนวนนกั เรียน 25 คน ได้มำโดยกำรใช้วิธีสุ่มอย่ำงง่ำย (Simple Random Sampling) เครื่องมือท่ีใช้ใน กำรศึกษำ ได้แก่ แบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary สำหรับช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 จำนวน 8 ชุดแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน เป็ นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 40 ขอ้ และแบบสอบถำม ควำมพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ที่มีต่อกิจกรรม กำรเรียนรู้โดยใช้แบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ Happy with English Vocabulary สำหรับช้ัน ประถมศึกษำปี ที่ 4 เป็ นแบบสอบถำม แบบมำตรำส่วนประมำณค่ำ (Rating Scale) สถิติท่ีใช้ใน กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ร้อยละ คำ่ เฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ผลกำรศึกษำพบวำ่ 1. ประสิ ทธิภำพของแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุด Happy with English Vocabulary ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 มีประสิทธิภำพ 81.01/87.01 2. นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary ช้ันประถมศึกษำปี ที่ 4 มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนหลงั เรียนสูงกว่ำก่อนเรียน อยำ่ งมีนยั สำคญั ทำงสถิติท่ีระดบั .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุด Happy with English Vocabulary สำหรับช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 มีคำ่ เท่ำกบั 0.8175 แสดงวำ่ นกั เรียนมีควำมรู้เพิ่มข้ึนหรือ คิดเป็นร้อยละ 81.75
4. นักเรียนช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 4 มีควำมพึงพอใจต่อกำรเรียนโดยใช้แบบฝึ ก ทกั ษะ กำรเขียนคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 โดยรวมและเป็นรำยดำ้ นทุกดำ้ นอยใู่ นระดบั มำก
บทที่ 1 บทนา ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา ภำษำองั กฤษถือว่ำมีควำมสำคญั อยำ่ งมำกซ่ึงประเทศไทยไดจ้ ดั ให้มีกำรเรียนกำรสอนวิชำ ภำษำองั กฤษต้งั แต่ระดบั อนุบำลจนถึงระดบั อุดมศึกษำ คิดเป็ นระยะเวลำยำวนำนในกำรเรียนรวม อย่ำงน้อย 14 ปี หลักสู ตรแกนกลำงข้ันพ้ืนฐำนพุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรี ยนรู้ ภำษำต่ำงประเทศมุ่งหวงั ให้ผูเ้ รียนมีเจที่ดีต่อภำษำต่ำงประเทศและสำมำรถใช้ภำษำต่ำงประเทศ สื่อสำรในสถำนกำรณ์ต่ำง ๆ แสวงหำควำมรู้ประกอบอำชีพและศึกษำต่อในระดบั ที่สูงข้ึนรวมท้งั มี ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจในเรื่องรำวและวฒั นธรรมอนั หลำกหลำยของประชำคมโลกและสำมำรถถ่ำยทอด ควำมคิดและวฒั นธรรมไทยไปยงั สังคมโลกไดอ้ ย่ำงสร้ำงสรรค์ ซ่ึงประกอบดว้ ยสำระสำคญั ดงั น้ี ภำษำเพ่ือกำรส่ือสำร, ภำษำและวฒั นธรรม, ภำษำกบั ควำมสัมพนั ธ์กบั กลุ่มสำระกำรเรียนรู้อ่ืนและ ภำษำกับควำมสัมพนั ธ์กับชุมชนและโลก ผูว้ ิจยั ไดห้ ยิบยกสำระสำคญั ว่ำดว้ ยเร่ืองภำษำเพื่อกำร ส่ือสำรเน่ืองจำกสำระสำคัญน้ีได้สอดคล้องกับงำนวิจัยที่ผูว้ ิจัยได้ทำกำรศึกษำค้นควำ้ ซ่ึงใน สำระสำคญั น้ีทำงหลกั สูตรแกนกลำงข้นั พ้ืนฐำนพุทธศกั รำช 2551 ไดก้ ล่ำวเก่ียวกับภำษำเพ่ือกำร ส่ือสำรไวว้ ่ำ “กำรใชภ้ ำษำต่ำงประเทศในกำรฟัง-พูด-อ่ำน-เขียน แลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่ำวสำรแสดง ควำมรู้สึกและควำมคิดเห็น ตีควำม นำเสนอขอ้ มูล ควำมคิดรวบยอดและควำมคิดเห็นในเร่ื องต่ำง ๆ และสร้ำงควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงบุคคลอย่ำงเหมำะสม” โดยในปัจจุบนั พบว่ำปัญหำพ้ืนฐำนของ กำรเรียนภำษำองั กฤษท้งั สี่ทกั ษะคือ ปัญหำคำศพั ท์ เนื่องจำกควำมรู้ดำ้ นคำศพั ท์ไม่เพียงพอ เป็ น สำเหตุสำคัญประกำรหน่ึงท่ีทำให้นักเรียนไม่ประสบควำมสำเร็จในกำรเรียนภำษำอังกฤ ษใน โรงเรียนไม่ว่ำจะเป็นทกั ษะ กำรฟัง พูด อ่ำน และเขียน ซ่ึงเป็ นทกั ษะที่สำคญั และจำเป็ นท่ีนักเรียน จะตอ้ งมีพ้ืนฐำนเกี่ยวกบั คำศพั ท์ จึงจะสำมำรถเรียนภำษำไดด้ ี จึงเป็ นที่ยอมรับว่ำ “คำศพั ท์” เป็ น หวั ใจสำคญั ในกำรศึกษำภำษำอยำ่ งหน่ึง อย่ำงไรก็ตำม กำรสอนคำศพั ท์ในประเทศไทยน้ัน ยงั ไดร้ ับควำมสนใจน้อย และกำร ละเลยในด้ำนกำรสอน จึงได้ก่อให้เกิดปัญหำแก่นักเรียนไทยในกำรสอนหลำยด้ำน ดังน้ัน ภำษำอังกฤษจึงเป็ นส่วนหน่ึงของหลำย ๆกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และในกำรท่ีจะใช้ ภำษำองั กฤษไดด้ ีน้นั ผูเ้ รียนตอ้ งฝึกฝนท้งั ทกั ษะกำรพดู กำรฟัง กำรอำ่ น และกำรเขียนโดยเชื่อมโยง กบั กำรนำไปใช้ไดจ้ ริงและในทกั ษะกำรส่ือสำรภำษำองั กฤษท้งั หมด ทกั ษะกำรเขียนเป็ นทกั ษะท่ี สำคญั อยำ่ งหน่ึงต่อกำรเรียนภำษำ
เพรำะ กำรอ่ำนและกำรเขียนเป็นกระบวนกำรท่ีตอ้ งฝึกฝนอยำ่ งมีระบบ ตอ้ งหมน่ั อดทนฝึกซอ้ ม ซ่ึง กำรอ่ำนและกำรเขียนที่ดีน้นั กไ็ ม่ใช่เร่ืองงำ่ ยสำหรับผทู้ ี่เรียนวิชำภำษำองั กฤษเป็นภำษำตำ่ งประเทศ เพรำะแมแ้ ต่ตวั ของเจำ้ ของภำษำเองน้นั ก็พบว่ำกำรอำ่ นและกำรเขียนยำก เนื่องมำจำกสะกดคำศพั ท์ น้ัน ๆไม่ถูกตอ้ ง รู้ตวั อกั ษรแต่ประสมเป็ นคำไม่ได้ แต่อย่ำงไรก็ตำมกำรฝึ กควำมสำมำรถดำ้ นกำร อ่ำนและกำรเขียนก็ช่วยให้ตวั ผูเ้ รียนพฒั นำทกั ษะกำรเรียนรู้ภำษำองั กฤษในดำ้ นกำรอ่ำน ดำ้ นกำร ฟัง และดำ้ นกำรพูดไดด้ ว้ ยจำกปัญหำขำ้ งตน้ ไดม้ ีผใู้ ห้ควำมสนใจศึกษำปัญหำและหำวิธีแกไ้ ข (เช่น นิตยำ ดวงเงิน, 2557) ซ่ึงไดท้ ำกำรวิจยั พบวำ่ แบบฝึกทกั ษะช่วยใหน้ กั เรียนเขยี นและอ่ำนถูกตอ้ งตำม หลกั เขียนสะกดคำศพั ทไ์ ดอ้ ยำ่ งถูกตอ้ งมำกข้ึน ซ่ึงสอดคลอ้ ง (กบั ปำรมี นกสวน, 2557) ซ่ึงไดท้ ำ กำรวิจยั เกี่ยวกบั กำรใชเ้ กมแฮงแมนเป็ นกิจกรรมเตรียมควำมพร้อมเพ่ือเพิ่มควำมตระหนกั ในเรื่อง แบบแผนกำรสะกดบอกว่ำแบบฝึ กทกั ษะช่วยให้นกั เรียนเขำ้ ใจแบบแผนกำรสะกดคำภำษำองั กฤษ สำมำรถจำคำศพั ท์ไดแ้ ม่นยำและถูกตอ้ ง ท้งั ยงั สำมำรถเดำคำศพั ท์ท่ีสะกดคลำ้ ยคลึงกนั ไดอ้ ีกดว้ ย นอกจำกน้ี (ณัฐชำ เรืองเกษม, 2554) พบว่ำ สำมำรถพัฒนำทักษะกำรอ่ำนและกำรเขียนสะกด คำศพั ทภ์ ำษำองั กฤษของนักเรียนให้เพ่ิมข้ึนได้ โดยมีคะแนนกำรอ่ำนและกำรเขียนสะกดคำศพั ท์ ภำษำอังกฤษเพ่ิมข้ึนจำกคะแนนก่อนเรียนร้อยละ 39.00 และมีผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเขียนสะกด คำศพั ทภ์ ำษำองั กฤษหลงั เรียนเพม่ิ ข้ึนจำกก่อนเรียนอยำ่ งมีนยั สำคญั ทำงสถิติท่ีระดบั 0.01 หลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนบ้ำนโคกสิเหรง ได้กล่ำวเก่ียวกับ สมรรถนะสำคัญของ ผูเ้ รียนว่ำด้วยเรื่องกำรส่ือสำรไว้ว่ำ “นักเรียนควรมีควำมสำมำรถในกำรรับส่งสำรมีวฒั นธรรม ถำ่ ยทอดควำมคิด ควำมรู้ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่ำวสำรและประสบกำรณ์อนั เป็นประโยชน์ต่อ กำรพฒั นำตนเองและสังคมรวมท้งั กำรเจรจำต่อรองเพ่ือขจดั และลดปัญหำควำม ขดั แยง้ ตำ่ ง ๆ กำรเลือกรับหรือไมร่ ับขอ้ มลู ข่ำวสำรดว้ ยหลกั เหตผุ ลและควำมถูกตอ้ งตลอดจน กำรเลื อก ใช้วิธี ก ำรส่ื อส ำรท่ี มี ป ระสิ ท ธิ ภ ำพ โดยคำนึ งถึ งผ ลกระท บ ท่ี มี ต่อต น เองและสั งค ม ” (หลกั สูตรสถำนศึกษำโรงเรียนบำ้ นโคกสิเหรง) เม่ือศึกษำถึงสำเหตุของปัญหำดังกล่ำวพบว่ำ นักเรียนมีปัญหำอยู่หลำยดำ้ นดว้ ยกนั แต่ที่ ชดั เจนที่สุดคือ กำรเขียนสะกดคำศพั ทภ์ ำษำองั กฤษไมไ่ ดข้ องนกั เรียน ซ่ึงมีสำเหตุมำจำกกำรกำรนำ ตวั อกั ษรมำประสมเป็นคำไม่เป็นและไม่มีสื่อที่สำมำรถดึงดูดควำมสนใจให้นกั เรียนอ่ำนและเขียน ได้ ทำให้นักเรียนส่วนหน่ึงขำดทกั ษะกำรเขียนภำษำองั กฤษ และยงั ไม่ได้รับกำรแกไ้ ขเท่ำที่ควร เพรำะเวลำกำรเรียนกำรสอนน้ันมีจำกดั และนกั เรียนก็มีจำนวนมำกจึงทำให้ไม่เพียงพอต่อกำรให้ นกั เรียนฝึกฝนไดค้ รบทุกคน ผศู้ ึกษำไดป้ ฏิบตั ิกำรสอนในรำยวิชำ ภำษำองั กฤษ ของช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 โรงเรียนวดั พืช นิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) ปรำกฏว่ำมีนักเรียนจำนวนหน่ึงประสบปัญหำกำรอ่ำนและกำรเขียน
สะกดคำศพั ทไ์ ม่ได้ ทำใหท้ รำบว่ำนกั เรียนขำดทกั ษะทำงดำ้ นกำรเขยี นเป็นอย่ำงมำก เนื่องจำกเม่ือผู้ ศึกษำให้นกั เรียนเขยี นคำศพั ทภ์ ำษำองั กฤษ นกั เรียนไม่สำมำรถนำตวั อกั ษรต่ำง ๆมำประสมเป็นคำ น้นั ๆได้ ดงั น้นั จำกกำรศึกษำขำ้ งตน้ ทำใหผ้ ศู้ ึกษำมีควำมสนใจท่ีจะนำแบบฝึ กทกั ษะ ตำ่ ง ๆ มำเพ่ือ พฒั นำทักษะกำรเขียนคำศพั ท์สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 4/1 โดยคุณครูจะนำแบบฝึ ก ทกั ษะต่ำง ๆมำใช้ในข้นั สรุป คือหลงั จำกสอนคำศพั ท์ให้นักเรียนไปแลว้ ผูศ้ ึกษำจะนำคำศพั ทน์ ้นั ๆมำทบทวนใหน้ กั เรียนโดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ซ่ึงแบบฝึ กทกั ษะที่ผู้ ศึกษำไดใ้ ชน้ ้นั มีท้งั หมด 5 ชุด คือ ซ่ึงจะวดั ผลโดยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิกำรเขียนคำศพั ท์ 2. วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา 2.1 เพ่ือพฒั นำแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่ม สำระ กำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ที่ 4 ท่ีมีประสิทธิภำพตำม เกณฑ์ 80/80 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนก่อนเรียนและหลงั เรียนของนักเรียนท่ีเรียน ด้วยแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 2.3 เพ่ือหำดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 2.4 เพ่ือศึกษำควำมพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ที่มีต่อกำรเรียนรู้ดว้ ย แบบ ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก ำร เขี ย น ค ำศัพ ท์ ชุ ด Happy with English Vocabulary ก ลุ่ ม ส ำร ะ ก ำร เรี ย น รู้ ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 3. สมมตฐิ านของการศึกษา 3.1 แบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 มีประสิทธิภำพเท่ำกบั หรือสูงกว่ำเกณฑ์ ที่กำหนด 80/80 3.2 นักเรียนท่ีผ่ำนกำรเรียนโดยใช้แบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำอังกฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 4 มี ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนหลงั เรียนสูงกวำ่ ก่อนเรียน
3.3 เพื่อหำดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 3.4 นักเรียนที่ผ่ำนกำรเรียนโดยใช้แบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 จะมีควำม พึงพอใจต่อแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำร เรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ในระดบั มำก 4. ความสาคัญของการศึกษา 4.1 ผลกำรศึกษำทำให้ได้แบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ที่ 4 ที่มี ประสิทธิภำพ 4.2 เพ่ือเป็ นแนวทำงสำหรับครูและผูเ้ กี่ยวข้องกับกำรจดั กำรเรียนกำรสอน จะได้นำ แนวคิดไปใช้ในกำรพฒั นำกำรเรียนกำรสอนภำษำองั กฤษในระดบั ประถมศึกษำตอนปลำยศึกษำ ตอ่ ไป 5. ขอบเขตของการศึกษา 5.1 ประชำกรท่ีใชใ้ นกำรศึกษำคร้ังน้ี เป็ นนักเรียนช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 4 โรงเรียนวดั พืช นิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) ท่ีเรียนในปี กำรศึกษำ 2562 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียนท้งั หมด 25 คน 5.2 กลุ่มตวั อย่ำง ไดแ้ ก่ นักเรียนช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4/1 ภำคเรียนท่ี 2 ปี กำรศึกษำ 2562 โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คำสวสั ด์ิรำษฎร์บำรุง) จำนวนนักเรียน 25 คน ไดม้ ำโดย กำรใช้วิธีสุ่มอย่ำง ง่ำย (Simple Random Sampling) 5.3 ระยะเวลำท่ีใช้ในกำรศึกษำในคร้ังน้ี คือ ภำคเรียนท่ี 2 ปี กำรศึกษำ 2562 ระหว่ำง ธนั วำคม 2562 ถึงเดือน มกรำคม 2563 จำนวน 15 ชวั่ โมง (ไมร่ วมเวลำที่ใชใ้ นกำรทดสอบก่อนและ หลงั เรียน) 5.4 เครื่องมือที่ใชใ้ นกำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู 5.4.1 แบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระ กำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 5.4.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน
5.4.3 แบบทดสอบวดั ควำมพึงพอใจของนักเรียนช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ท่ีมีต่อกำร จดั กำรเรียนกำรสอนโดยใช้แบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 5.5 เน้ือหำที่ใช้ในกำรสร้ำงแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ไดน้ ำมำ จำกหลักสูตรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ระดบั ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ของกรมวิชำกำรกระทรวงศึกษำธิกำรโดยจดั แบ่งแบบ ฝึกทกั ษะและลำดบั เน้ือหำในแตล่ ะบทเรียนไวด้ งั ตำรำง 1 ตาราง 1 กำรจดั แบ่งแบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กล่มุ สำระ กำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 ลำดบั เน้ือหำ แบบฝึ กทักษะชุดท่ี เรื่อง เวลาทใ่ี ช้ (ชั่วโมง) 1 3 2 Parts of body 3 3 My Family 3 4 My Pets 3 5 Fruits 3 In School 15 รวม 6. นยิ ามศัพท์เฉพาะ 6.1 แบบฝึ กทักษะ หมำยถึง สื่อ เอกสำรที่ผูศ้ ึกษำสร้ำงข้ึนเพ่ือพฒั นำทักษะกำรเขียน คำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ที่ 4 ซ่ึงสอดคล้องกับเน้ือหำและผลกำรเรียนรู้ท่ีคำดหวงั ซ่ึงสำมำรถสร้ำง บรรยำกำศ กำรเรียนรู้ในห้องเรียนให้น่ำสนใจมำกข้ึนและเพิ่มประสิทธิภำพในกำรเรียนรู้ของ นกั เรียนท้งั รำยบุคคลกลุ่มยอ่ ยและกลุ่มใหญ่ ในแต่ละแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ 24 แผน โดยมีค่ำเฉล่ีย ร้อยละ 80 ข้ึนไป 6.2 กำรพฒั นำแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่ม สำระ กำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 หมำยถึง กระบวนกำร
สร้ำงส่ือกำรเรียนกำรสอนเพื่อใชฝ้ ึ กทกั ษะกำรอ่ำน ซ่ึงมีลำดบั ข้นั กำรสร้ำง ดงั น้ี 1) กำรศึกษำขอ้ มูล พ้นื ฐำน 2) กำรพฒั นำแบบฝึก 3) กำรทดลองใชแ้ บบฝึก 4) กำรประเมินผลและปรับปรุงแบบฝึก 6.3 ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน หมำยถึง คะแนนผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนของผูเ้ รียน ช้ัน ประถมศึกษำปี ท่ี 4/1 ที่เป็นกลุ่มตวั อยำ่ งจำกกำรทำแบบทดสอบของแบบฝึ กทกั ษะกำรเขียนคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ัน ประถมศึกษำปี ท่ี 4 แต่ละเร่ือง 6.4 ประสิทธิภำพของแบบฝึกทกั ษะกำรเขยี นคำศพั ท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ที่ผูศ้ ึกษำสร้ำงข้ึน มี ประสิทธิภำพตำมเกณฑม์ ำตรฐำน E1/E2 (80/80) 80 ตวั แรก หมำยถึง ประสิทธิภำพของกระบวนกำร (E1) เป็ นคะแนนเฉล่ียร้อยละของ กำรทำแบบทดสอบหลงั เรียนจำกแบบฝึกทกั ษะ 80 ตัวหลัง หมำยถึง ประสิทธิภำพของผลลัพธ์ (E2) เป็ นคะแนนเฉล่ียร้อยละของ ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนของผเู้ รียน ท่ีไดจ้ ำกกำรทดสอบหลงั เรียน 6.5 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน หมำยถึง เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวม ขอ้ มูลในรูปของคะแนนที่นกั เรียนสำมำรถทำได้ โดยทำกำรทดสอบหลงั จำกผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้ตำม แบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุด Happy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรี ยนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี 4 ท้งั 5 ชุด ซ่ึงมีจำนวน 40 ขอ้ 6.6 ดชั นีประสิทธิผล (Effectiveness Index) หมำยถึง คะแนนที่แสดงถึงควำมกำ้ วหนำ้ ใน กำรเรี ยนของนักเรี ยนที่เรี ยนรู้ด้วยแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำองั กฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ที่ 4 โดย เปรียบเทียบจำกคะแนนที่เพ่ิมข้นึ จำกคะแนนกำรทดสอบก่อนเรียนกบั คะแนนท่ีไดจ้ ำกกำรทดสอบ หลงั เรียน 6.7 ควำมพงึ พอใจ หมำยถึง ควำมรู้สึกที่แสดงถึงควำมชอบ ควำมพอใจ ควำมยนิ ดีท่ีผเู้ รียน แสดงออกต่อกำรจัดกำรเรียนรู้ด้วยแบบฝึ กทักษะกำรเขียนคำศัพท์ ชุดHappy with English Vocabulary กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ (ภำษำอังกฤษ) ช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 4 ที่ สำมำรถวดั ไดด้ ว้ ยแบบสอบถำมควำมพึงพอใจ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง ในกำรศึกษำคร้ังน้ี ผศู้ ึกษำไดศ้ ึกษำเอกสำรและงำนวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งตำมหวั ขอ้ ต่อไปน้ี 1. หลักสูตรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำรสำระกำรเรียนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ 2. เอกสำรที่เก่ียวขอ้ งกบั กำรเขยี น 2.1 ควำมหมำยของกำรเขียน 2.2 ปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กำรเขียน 2.3 กำรสร้ำงควำมพร้อมในกำรเขียน 3. แบบฝึกทกั ษะและกำรสร้ำงแบบฝึกทกั ษะ 3.1 ควำมหมำยของแบบฝึกทกั ษะ 3.2 หลกั ในกำรสร้ำงแบบฝึกทกั ษะ 3.3 หลกั จิตวทิ ยำท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กำรสร้ำงแบบฝึกทกั ษะ 3.4 ข้นั ตอนกำรสร้ำงแบบฝึกทกั ษะ 3.5 ลกั ษณะท่ีดีของแบบฝึกทกั ษะ 4. ประสิทธิภำพ 5. ดชั นีประสิทธิผล 6. เอกสำรที่เกี่ยวขอ้ งกบั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน 6.1 ควำมหมำยของผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน 6.2 จุดประสงคข์ องกำรวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน 6.3 ประเภทของกำรวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน 6.4 ข้นั ตอนกำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน 7. ควำมพึงพอใจ 7.1 ควำมหมำยของควำมพึงพอใจ 7.2 ปัจจยั ที่ทำใหเ้ กิดควำมพงึ พอใจ 7.3 แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกบั ควำมพงึ พอใจ 7.4 กำรวดั ควำมพึงพอใจ 8. งำนวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง
8.1 งำนวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 1. หลกั สูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน กำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศมีควำมสำคัญและจำเป็ นอย่ำงย่ิง ในชีวิตประจำวนั เน่ืองจำกเป็ นเครื่องมือสำคญั ในกำรติดต่อส่ือสำร กำรศึกษำ กำรแสวงหำควำมรู้ กำรประกอบอำชีพ กำรสร้ำงควำมเข้ำใจเก่ียวกับวฒั นธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และ ตระหนกั ถึงควำมหลำกหลำยทำงวฒั นธรรมและมุมมองของสงั คมโลก นำมำซ่ึงมิตรไมตรีและควำม ร่วมมือกับประเทศต่ำง ๆ ช่วยพฒั นำผูเ้ รียนให้มีควำมเขำ้ ใจตนเองและผูอ้ ่ืนดีข้ึน เรียนรู้และเข้ำ ใจควำมแตกต่ำงของภำษำและวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี กำรคิด สังคม เศรษฐกิจ กำรเมือง กำรปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อกำรใชภ้ ำษำต่ำงประเทศ และใช้ภำษำต่ำงประเทศเพื่อกำร สื่อสำรได้ รวมท้งั เขำ้ ถึงองค์ควำมรู้ตำ่ ง ๆ ไดง้ ่ำยและกวำ้ งข้นึ และมีวิสัยทศั น์ในกำรดำเนินชีวติ ภำษำต่ำงประเทศท่ีเป็ นสำระกำรเรียนรู้พ้ืนฐำน ซ่ึงกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตร กำรศึกษำข้นั พ้ืนฐำน คือ ภำษำองั กฤษ ส่วนภำษำต่ำงประเทศอื่น เช่น ภำษำฝร่ังเศส เยอรมนั จีน ญี่ป่ ุน อำหรับ บำลี และภำษำกลุ่มประเทศเพ่ือนบ้ำน หรือภำษำอ่ืน ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของ สถำนศึกษำ ที่จะจดั ทำรำยวชิ ำและจดั กำรเรียนรู้ตำมควำมเหมำะสม เรียนรู้อะไรในภำษำตำ่ งประเทศ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศมุ่งหวงั ให้ผูเ้ รียนมีเจตคติท่ีดีต่อภำษำต่ำงประเทศ สำมำรถใชภ้ ำษำต่ำงประเทศ ส่ือสำรในสถำนกำรณ์ต่ำง ๆ แสวงหำควำมรู้ ประกอบอำชีพ และศึกษำ ต่อ ในระดับที่สูงข้ึน รวมท้ังมีควำมรู้ควำมเข้ำใจในเร่ืองรำวและวฒั นธรรมอันหลำกหลำยของ ประชำคมโลก และสำมำรถถำ่ ยทอดควำมคดิ และวฒั นธรรมไทยไปยงั สงั คมโลกไดอ้ ยำ่ งสร้ำงสรรค์ ประกอบดว้ ยสำระสำคญั ดงั น้ี • ภำษำเพ่ือกำรสื่อสำรกำรใชภ้ ำษำต่ำงประเทศในกำรฟัง-พูด-อ่ำน-เขียน แลกเปล่ียน ขอ้ มูล ข่ำวสำร แสดงควำมรู้สึกและควำมคิดเห็น ตีควำม นำเสนอขอ้ มูล ควำมคิดรวบยอดและ ควำมคดิ เห็นในเรื่องต่ำงๆ และสร้ำงควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งบุคคลอยำ่ งเหมำะสม • ภำษำและวัฒนธรม กำรใช้ภำษำต่ำงประเทศตำมวัฒนธรรมของเจ้ำของภำษำ ควำมสัมพันธ์ ควำมเหมือนและควำมแตกต่ำงระหว่ำงภำษำกับวฒั นธรรมของเจ้ำของภำษำ ภำษำและวฒั นธรรมของเจำ้ ของภำษำกบั วฒั นธรรมไทย และนำไปใชอ้ ยำ่ งเหมำะสม
• ภำษำกับควำมสัมพนั ธ์กับกลุ่มสำระกำรเรียนรู้อ่ืนกำรใช้ภำษำต่ำงประเทศในกำร เชื่อมโยงควำมรู้กับกลุ่มสำระกำรเรียนรู้อ่ืน เป็ นพ้ืนฐำนในกำรพัฒนำ แสวงหำควำมรู้ และ เปิ ดโลกทศั นข์ องตน • ภำษำกบั ควำมสมั พนั ธก์ บั ชุมชนและโลกกำรใชภ้ ำษำต่ำงประเทศในสถำนกำรณ์ตำ่ ง ๆ ท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็ นเคร่ืองมือพ้ืนฐำนในกำรศึกษำต่อ ประกอบอำชีพและแลกเปล่ียนเรียนรู้กบั สงั คมโลก สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการส่ือสาร มำตรฐำน ต 1.1 เขำ้ ใจและตีควำมเรื่องที่ฟังและอ่ำนจำกส่ือประเภทต่ำงๆ และแสดงควำมคดิ เห็น อยำ่ งมีเหตุผล มำตรฐำน ต 1.2 มีทกั ษะกำรส่ือสำรทำงภำษำในกำรแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่ำวสำร แสดงควำมรู้สึก และควำมคิดเห็นอยำ่ งมีประสิทธิภำพ มำตรฐำน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่ำวสำร ควำมคิดรวบยอด และควำมคิดเห็นในเร่ืองต่ำง ๆ โดยกำรพดู และกำรเขยี น สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มำตรฐำน ต 2.1 เขำ้ ใจควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงภำษำกบั วฒั นธรรมของเจำ้ ของภำษำ และนำไปใช้ ได้ อยำ่ งเหมำะสมกบั กำลเทศะ มำตรฐำน ต 2.2 เขำ้ ใจควำมเหมือนและควำมแตกต่ำงระหว่ำงภำษำและวฒั นธรรมของเจำ้ ของ ภำษำกบั ภำษำและวฒั นธรรมไทย และนำมำใชอ้ ยำ่ งถกู ตอ้ งและเหมำะสม สาระท่ี 3 ภาษากบั ความสัมพนั ธ์กบั กล่มุ สาระการเรียนรู้อื่น มำตรฐำน ต 3.1 ใชภ้ ำษำต่ำงประเทศในกำรเชื่อมโยงควำมรู้กบั กลุ่มสำระกำรเรียนรู้อ่ืน และเป็ น พ้ืนฐำนในกำรพฒั นำ แสวงหำควำมรู้ และเปิ ดโลกทศั นข์ องตน สาระที่ 4 ภาษากบั ความสัมพนั ธ์กบั ชุมชนและโลก มำตรฐำน ต 4.1 ใชภ้ ำษำต่ำงประเทศในสถำนกำรณ์ตำ่ ง ๆ ท้งั ในสถำนศึกษำ ชุมชน และสังคม มำตรฐำน ต 4.2 ใช้ภำษำต่ำงประเทศเป็ นเคร่ืองมือพ้ืนฐำนในกำรศึกษำต่อ กำรประกอบอำชีพ และ กำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้กบั สังคมโลก
คุณภาพผู้เรียน จบช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 • ปฏิบตั ิตำมคำส่ัง คำขอร้อง และคำแนะนำท่ีฟังและอ่ำน อ่ำนออกเสียงประโยค ขอ้ ควำม นิทำนและบทกลอนส้ัน ๆ ถูกตอ้ งตำมหลักกำรอ่ำน เลือก/ระบุประโยคและขอ้ ควำมตรงตำม ควำมหมำยของสัญลกั ษณ์หรือเคร่ืองหมำยที่อ่ำน บอกใจควำมสำคญั และตอบคำถำมจำกกำรฟัง และอ่ำน บทสนทนำ นิทำนงำ่ ยๆ และเรื่องเลำ่ • พูด/เขียนโต้ตอบในกำรส่ือสำรระหว่ำงบุคคล ใช้คำส่ัง คำขอร้อง และให้คำแนะนำ พูด/เขียนแสดงควำมตอ้ งกำร ขอควำมช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธกำรให้ควำมช่วยเหลือใน สถำนกำรณ์ง่ำย ๆ พูดและเขยี นเพ่ือขอและใหข้ อ้ มูลเก่ียวกบั ตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเร่ืองใกล้ ตวั พูด/เขียนแสดงควำมรู้สึกเก่ียวกบั เร่ืองต่ำง ๆ ใกลต้ วั กิจกรรมต่ำง ๆ พร้อมท้งั ให้เหตุผลส้ันๆ ประกอบ • พูด/เขียนให้ขอ้ มูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และส่ิงแวดลอ้ มใกล้ตัว เขียนภำพ แผนผงั แผนภูมิ และตำรำงแสดงขอ้ มูลต่ำงๆ ท่ีฟังและอ่ำน พูด/เขียนแสดงควำมคิดเห็นเก่ียวกบั เรื่องต่ำงๆ ใกลต้ วั • ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยำท่ำทำงอย่ำงสุภำพ เหมำะสม ตำมมำรยำทสังคมและ วฒั นธรรมของเจำ้ ของภำษำ ให้ขอ้ มูลเก่ียวกบั เทศกำล/วนั สำคญั /งำนฉลอง/ชีวิตควำมเป็ นอยขู่ อง เจำ้ ของภำษำ เขำ้ ร่วมกิจกรรมทำงภำษำและวฒั นธรรมตำมควำมสนใจ • บอกควำมหมือน /ควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรออกเสียงประโยคชนิดต่ำงๆ กำรใช้ เครื่องหมำยวรรคตอน และกำรลำดับคำ ตำมโครงสร้ำงประโยคของภำษำต่ำงประเทศและ ภำษำไทย เปรียบเทียบควำมเหมือน/ควำมแตกต่ำงระหว่ำงเทศกำล งำนฉลองและประเพณีของ เจำ้ ของภำษำกบั ของไทย • คน้ ควำ้ รวบรวมคำศพั ทท์ ่ีเก่ียวขอ้ งกบั กล่มุ สำระกำรเรียนรู้อื่นจำกแหลง่ กำรเรียนรู้ และ นำเสนอดว้ ยกำรพดู /กำรเขียน • ใชภ้ ำษำส่ือสำรในสถำนกำรณ์ต่ำงๆ ท่ีเกิดข้นึ ในหอ้ งเรียนและสถำนศึกษำ • ใชภ้ ำษำตำ่ งประเทศในกำรสืบคน้ และรวบรวมขอ้ มูลตำ่ งๆ • มีทักษะกำรใช้ภำษำต่ำงประเทศ (เน้นกำรฟัง-พูด-อ่ำน-เขียน) ส่ือสำรตำมหัวเรื่อง เกี่ยวกบั ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ส่ิงแวดลอ้ ม อำหำร เครื่องดื่ม เวลำวำ่ งและนนั ทนำกำร สุขภำพ และสวสั ดิกำร กำรซ้ือ-ขำย และลมฟ้ำอำกำศ ภำยในวงคำศัพท์ประมำณ ๑,๐๕๐-๑,๒๐๐ คำ (คำศพั ทท์ ่ีเป็นรูปธรรมและนำมธรรม)
• ใช้ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) ส่ือควำมหมำยตำมบริบท ตำ่ งๆ 2. เอกสารท่เี กย่ี วข้องกบั การเขียน 2.1 ความหมายของการเขียน มีผใู้ หค้ วำมหมำยกำรเขียน ไวห้ ลำยอยำ่ งตำ่ งกนั ดงั น้ี พจนำนุกรมฉบบั รำชบณั ฑิตยสถำน (รำชบณั ฑิตยสถำน. 2546 : 203) ให้ควำมหมำยว่ำ กำรเขียน หมำยถึง ขีดใหเ้ ป็นตวั หนงั สือหรือตวั เลข ขดี ใหเ้ ป็นเสน้ หรือรูปต่ำง ๆ วำดตวั หนงั สือ สนิท สัตโยภำส (2552 : 88) ให้ควำมหมำยกำรเขียนว่ำ กำรเขียนเป็นทกั ษะอย่ำงหน่ึง และเป็นเคร่ืองมือสำหรับแสดงควำมคิด ควำมเขำ้ ใจ และถ่ำยทอดออกมำเป็นตวั อกั ษร เพ่ือให้ผอู้ ่ืน เกิดควำมเขำ้ ใจ จุฑำมำศ สมตน (2556 : 13๙) ให้ควำมหมำยของกำรเขียนว่ำเป็ นเครื่องมือถ่ำยทอด ควำมรู้สึกนึกคิดและควำมตอ้ งกำรของบุคคลออกมำเป็นสญั ลกั ษณ์หรือลูกศร เพ่ือสื่อควำมหมำยให้ ผอู้ ่ืนเขำ้ ใจได้ เพรำะกำรเขียนเป็นทกั ษะกำรส่งออกตำมหลกั ของภำษำศิลป์ วิ จิ ต รำ แ ส งพ ล สิ ท ธ์ิ (ม .ป .ป . : 26 ๙ ) ให้ ค ว ำม ห ม ำย ข อ งก ำร เขี ย น คื อ กำรแสดงออกเพื่อกำรส่ือสำรอยำ่ งหน่ึงของมนุษย์ โดยอำศยั ภำษำตวั อกั ษร และอุปกรณ์อ่ืนเป็นสื่อ เพ่อื ถำ่ ยทอดควำมรู้สึกนึกคดิ ควำมตอ้ งกำร และควำมในใจทกุ อยำ่ งใหผ้ อู้ ื่นทรำบ ประยุทธ เพ่ิมพูลทรัพย์ (2556 : 2) ให้ควำมหมำยของกำรเขียน คือกำรแสดงออกซ่ึง ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจ ควำมคดิ เห็น ควำมรู้สึกควำมตอ้ งกำรเจตคติและหรือประสบกำรณ์ โดยใชภ้ ำษำ เขียนหรือสัญญำลกั ษณ์อย่ำงใดอย่ำงหน่ึงเป็ นเครื่องมือส่ือสิ่งดกล่ำวออกมำให้อ่ำนทรำบตำมท่ี ผเู้ ขียนตอ้ งกำรจำกคำกล่ำวขำ้ งตน้ กำรเขียนเป็นทกั ษะหน่ึงของกำรส่ือสำรประเภทกำรส่งออก ท่ีมี ควำมสัมพนั ธ์กำรฟังกำรพูดกำรอ่ำน เพรำะลกั ษณะกำรฟัง กำรพูด และกำรอ่ำนช่วยให้ทกั ษะกำร เขยี นดีข้นึ ควำมสำคญั ของกำรเขียน กำรเขียนมีควำมสำคญั ตอ่ บคุ คลและสังคม (วรรณี โสมประยรู . 253๙ : 140 – 141) กล่ำวถึงควำมสำคญั ของกำรเขียนโดยสรุปไวด้ งั น้ี 1. เป็นเครื่องมือสื่อสำรอยำ่ งหน่ึงของมนุษยท์ ่ีผเู้ ขียนตอ้ งกำรถำ่ ยทอดควำมคิด ควำมเขำ้ ใจและประสบกำรณ์ของตนออกเสนอผอู้ ่ำน 2. เป็นกำรบนั ทึกรวบรวมขอ้ มูลที่ตนไดม้ ีประสบกำรณ์มำก่อน 3. เป็นกำรระบำยอำรมณ์อย่ำงหน่ึง ในเรื่องที่ผเู้ ขียนเกิดควำมรู้สึกประทบั ใจหรือที่ มีประสบกำรณ์
4. เป็ นเคร่ืองมือถ่ำยทอดมรดกทำงวฒั นธรรม เช่น ถ่ำยทอดจำกสมยั หน่ึงไปสู่อีก สมยั หน่ึง หรือจำกชำติหน่ึงไปสู่อีกชำติหน่ึง เป็นตน้ 5. เป็ นเครื่องมือพฒั นำสติปัญญำ เน่ืองจำกเรียนรู้ทุกอย่ำง ตอ้ งอำศยั กำรเขียนเป็ น เครื่องมือสำหรับบนั ทึกส่ิงท่ีไดฟ้ ังและอำ่ น 6. เป็ นกำรสนองควำมต้องกำรของมนุษย์ตำมจุดประสงค์ที่มนุษย์แต่ละคน ปรำรถนำ เช่น เพื่อตอ้ งกำรทำใหร้ ู้เร่ืองรำว ทำใหร้ ัก ทำให้โกรธ และสร้ำงหรือทำลำยควำมสำมคั คี ของคนในชำติเป็ นตน้ 7. เป็นกำรแสดงออกซ่ึงภมู ิปัญญำของผเู้ ขยี นทำใหร้ ู้สึกถึงควำมสำมำรถของผเู้ ขยี น 8. เป็ นอำชีพอย่ำงหน่ึงที่ไดร้ ับกำรยกยอ่ งวำ่ เป็นอำชีพท่ีมีเกียรติและเพิ่มฐำนะทำง เศรษฐกิจใหส้ ูงข้นึ ไดเ้ ป็นอยำ่ งดี ๙. เป็ นกำรพฒั นำควำมสำมำรถและบุคลิกภำพส่วนบุคคล ให้มีควำมเช่ือม่นั ใน ตนเองในกำรแสดงควำมรู้สึกและแนวคิด 10. เป็ นกำรพฒั นำควำมคิดสร้ำงสรรค์ และใช้เวลำวำ่ งให้เป็ นประโยชน์ต่อตนเอง และสงั คม 2.2 ปัจจยั ท่เี กย่ี วข้องกบั การเขยี น กำรเขียนเป็ นทกั ษะกำรแสดงออกท่ีสำคญั และซับซ้อนเป็ นทกั ษะท่ีตอ้ งใชอ้ วยั วะ ของร่ำงกำยหลำยอยำ่ งประกอบกนั ดงั น้ี 1. มือ กำรพัฒนำกล้ำมเน้ือมือก็เป็ นส่วนสำคัญในกำรเขียนเด็กบำงคนไม่ สำมำรถบังคบั กลำ้ มเน้ือมือให้เขียนตัวอักษรได้ บำงคนมือพิกำรก็ทำให้เขียนไม่ถนัด หรือไม่ สำมำรถเขียนได้เลย กำรเขียนต้องใช้มือเป็ นประกำรสำคัญ ดังน้ันจึงจำเป็ นต้องมีกำรฝึ กฝน กลำ้ มเน้ือมือดว้ ย 2. ตำ กำรเขียนจำเป็นตอ้ งใชส้ ำยตำดูแบบอกั ษร วำ่ เหมือนแบบหรือไม่ สำหรับ เด็กท่ีมีพฒั นำกำรทำงอวยั วะตำไม่เจริญไปตำมปกติจะมองภำพกลบั กนั กบั ภำพจริง คือมองตงั อกั ษร กลบั หวั บำ้ ง กลบั ตวั บำ้ ง ดงั น้นั สำยตำจึงเป็นปัจจยั ที่สำคญั ตอ่ กำรเขียนมำก 3. ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงตำกบั กลำ้ มเน้ือมือ กำรเขียนตอ้ งอำศยั สำยตำมอง เพ่ือ รับเขำ้ และใชม้ ือเขียนสิ่งท่ีมองเห็น นอกจำกน้ีตำยงั ตอ้ งมองสิ่งท่ีมือเขียนวำ่ มีขนำดถูกตอ้ งเหมือน แบบหรือเหมือนที่คิดไวห้ รือไม่นอกจำกน้ีในบำงคร้ังเม่ือเด็กเขียนตำมคำบอก กำรฟังจะมีส่วน เก่ียวขอ้ งอีกดว้ ยเพรำะถำ้ ฟังไม่ชดั กจ็ ะเขียนไม่ถูก 4. สมองหรือสติปัญญำ กำรเขียนเป็นกำรถ่ำยทอดควำมคิด ควำมเขำ้ ใจและเป็ น เคร่ืองมือสำหรับพฒั นำควำมคิด และสติปัญญำท้งั กล่ำวขำ้ งตน้ ดงั น้ัน สมองจึงเป็ นปัจจยั หน่ึงที่
จำเป็นต่อกำรเขียนอย่ำงย่งิ เพรำะสมองไม่คิดสิ่งใดแลว้ ก็ไม่มีควำมตอ้ งกำรท่ีจะเขียนแสดงสิ่งน้นั ออกมำใหผ้ อู้ ื่นเขำ้ ใจ 2.3 การสร้างความพร้อมในการเขียน จรรยำ สุวรรณ (2552 : 55) กล่ำวถึงเทคนิคต่ำง ๆ ท่ีครูจำเป็ นตอ้ งใช้ เพ่ือให้เด็กมี ควำมพร้อมที่จะเขียน ดงั น้ี 1. ก่อนจะเขียนใหม้ ีกำรเลน่ เกม 2. ฝึ กควำมพร้อมในกำรใช้กล้ำมเน้ือมือด้วย กำรวำด กำรลำกเส้นประสำท ตำ่ ง ๆ เพื่อจะไดเ้ รียนรู้ลกั ษณะของตวั อกั ษร 3. กำรใหเ้ ดก็ ไดเ้ ล่นกบั เกินเหนียว หรือดินน้ำมนั โดยนำดินเหนียวหรือดินน้ำมนั ใหเ้ ป็นตวั อกั ษรตำ่ ง ๆ 4. ใหร้ ะบำยสีภำพท่ีมีตวั อกั ษรชนิดต่ำงอยดู่ ว้ ย 5. ใหเ้ ลน่ กิจกรรมเขำ้ จงั หวะก่อนแลว้ จึงเขียน 6. ให้เล่นตุ๊กตำ แสดงบทบำทเป็ นพ่ี แม่หรือเป็ นพ่อแลว้ เขียนตำมน้ันปัญหำใน กำรสอนเขียนปัญหำกำรเขยี นท่ีสำคญั ของนกั เรียนประถมศึกษำ โดยทวั่ ไปมีดงั น้ีคือ 1. เขียนตวั อกั ษรเอนหลงั อำจเน่ืองมำจำกกำรวำงกระดำษผิดลกั ษณะ และขำด กำรเอำใจใส่ของครูผสู้ อนอีกดว้ ย 2. เขียนตวั อกั ษรโยข้ ำ้ งหน้ำ อำจเป็ นเพรำะจบั เครื่องเขียนจบั เคร่ืองเขียนชิด ปลำยมำกเกินไป 3. กำรเขียนกด อำจเนื่องจำกใชน้ ิ้วช้ีแรงมำก หรือเกิดจำกกำรฝึกเขียนเร่ิมแรกที่ ผิดวธิ ีก็ได้ 4. เขียนเบำ ทำให้บำงส่วนของตวั อกั ษรหำยไป อำจเป็ นเพรำะผูเ้ ขียนเกรงว่ำ กระดำษจะขำด หรือเครื่องเขยี นมีสีจำงไม่คมชดั 5. เขียนเกร็ง เดก็ บำงคนเขียนเกร็งมือมำกทำให้ตวั อกั ษรไมส่ วยและเขยี นไดช้ ำ้ อำจเป็นเพรำะจบั เคร่ืองเขียนแน่นเกินไป 6. กำรเวน้ ช่องไฟไม่เหมำะสม อำจเป็ น อำจเป็ นเพรำะกำรวำงมือไม่ถูกวิธีทำ ใหเ้ คล่ือนไหวไดช้ ำ้ เม่ือขยบั จึงมีจงั หวะไม่เทำ่ กนั 7. กำรเวน้ วรรคผิด อำจมีเหตุมำจำกกำรเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่ระมดั ระวงั จึงทำให้ เวน้ วรรคผิด 8. กำรเขียนตวั อกั ษรกลบั 9. กำรเขียนผิดลกั ษณะตวั อกั ษร
จำกควำมสำคญั ที่กล่ำวมำแลว้ พอสรุปไดว้ ่ำกำรเขียนคือ กำรถ่ำยทอดควำมรู้สึก ควำมคิดของตนเองออกมำเป็ นเครื่องหมำยหรือสัญลกั ษณ์ท่ีสำมำรถมองเห็นได้ เพ่ือช่วยเพิ่มพูน ทักษะและควำมเข้ำใจกำรอ่ำน กำรส่ือควำมหมำยให้ตรงกันตลอดจนส่งเสริมให้มีควำมคิด สร้ำงสรรคแ์ ละมี 3. แบบฝึ กทักษะและการสร้างแบบฝึ ก 3.1 ควำมหมำยของแบบฝึกทกั ษะ วิไลวรรณ ศรีมงคง (2552 : 55) ได้กล่ำวว่ำ แบบฝึ กหมำยถึง สิ่งท่ีสร้ำงข้ึนเพ่ือ เสริมสร้ำงควำมเข้ำใจ ตำมแนวของหลักสูตรกระทรวงศึกษำธิกำร และเสริมเพิ่มเติมเน้ือหำ บำงส่วน ช่วยใหน้ กั เรียนนำควำมรู้ควำมเขำ้ ใจไปใชไ้ ดอ้ ยำ่ งแม่นยำถกู ตอ้ งและคล่องแคล่ว จงจิต บำรุง (2554 : 25) กล่ำวถึงแบบฝึ กว่ำ คือสิ่งท่ีสร้ำงข้ึนเพ่ือเสริมสร้ำงทักษะ ใหแ้ ก่นกั เรียน มีลกั ษณะเป็นแบบฝึกท่ีมีกิจกรรมใหน้ กั เรียนกระทำ อรุณ วอ่ งไว (2556 : 36) กล่ำวว่ำ แบบฝึ กเป็นอุปกรณ์กำรเรียนกำรสอนอย่ำงหน่ึงที่ สร้ำงข้ึนเพ่ือใหน้ กั เรียนไดฝ้ ึกเพอื่ เพม่ิ พูนทกั ษะในดำ้ นต่ำง ๆ โดยมีลกั ษณะเป็นแบบฝึกที่มีกิจกรรม ใหน้ กั เรียนกระทำ มหำวิทยำลยั สุโขทยั ธรรมำธิรำช (2550 : 60) ให้ควำมหมำยของแบบฝึ กปฏิบัติว่ำ หมำยถึง คู่มือนักเรียน ท่ีนกั เรียนตอ้ งใชค้ วบคู่ไปกบั กำรเรียนกำรสอนจำกชุดกำรสอน เป็นส่วนที่ นกั เรียนบนั ทึกสำระสำคญั และทำแบบฝึ กหัดดว้ ย มีลกั ษณะคลำ้ ยกบั “แบบฝึ กหัด” แต่ครอบคลุม กิจกรรมท่ีผเู้ รียนพึงกระทำมำกกวำ่ แบบฝึกหดั อำจกำหนดแยกเป็นแตล่ ะหน่วยเรียกวำ่ “Worksheet” หรือ “กระดำษคำตอบ” ซ่ึงผูเ้ รียนตอ้ งถือติดตวั เวลำประกอบกิจกรรมต่ำงๆ หรืออำจรวมเป็ นเล่ม เรียกว่ำ “Workbook” โดยเยบ็ รวมเรียงตำมลำดบั ต้งั แต่หน่วยที่ 1 ข้ึนไป แบบฝึ กปฏิบตั ิเป็ นสมบตั ิ ส่วนตวั ของผเู้ รียน แตต่ อ้ งเก็บไวท้ ่ีชุดกำรสอนเป็นตวั อยำ่ ง 1 ชุดเสมอ สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ (2550 : 67) ใหค้ วำมหมำยวำ่ แบบ ฝึ ก หรือแบบฝึ กหัด หรือแบบฝึ กเสริมทกั ษะ เป็ นสื่อกำรเรียนประเภทหน่ึงสำหรับให้นักเรียนฝึ ก ปฏิบตั ิ เพื่อให้เกิดควำมรู้ควำมเขำ้ ใจ และทกั ษะเพ่ิมข้ึนส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึ กหัดอยู่ ทำ้ ยบทเรียน ในบำงวชิ ำแบบฝึกหดั จะมีลกั ษณะเป็นแบบฝึกปฏิบตั ิ จำกขอ้ ควำมดงั กล่ำวสรุปได้ว่ำ แบบฝึ กเสริมทกั ษะ หมำยถึงเคร่ืองมือหรือส่ือ กำร เรียนกำรสอนอย่ำงหน่ึงที่สร้ำงข้ึน เพื่อให้นักเรียนเกิดกำรเรียนรู้จำกกำรปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง เพ่ือฝึ ก ทกั ษะเพิม่ เติมหลงั จำกที่ไดเ้ รียนเน้ือหำจำกแบบเรียนไปแลว้ โดยมีลกั ษณะเป็นแบบฝึ กที่มีกิจกรรม ใหน้ กั เรียนกระทำเพ่อื ใหส้ ำมำรถนำประสบกำรณ์จำกแบบฝึกไปใชไ้ ดอ้ ยำ่ งถูกตอ้ ง คลอ่ งแคล่ว
3.2 หลกั ในกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ กำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะมีจุดมุ่งหมำยเพ่ือใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือสำหรับให้นักเรียนได้ ฝึ กบ่อยๆ และซ้ำกนั หลำยๆ คร้ัง จะช่วยให้นักเรียนเกิดควำมคล่องแคล่วในกำรเขียนสะกดคำได้ กำรสร้ำงแบบฝึ กให้มีคุณภำพและเกิดประโยชน์สูงสุดน้ัน มีนักกำรศึกษำหลำยท่ำนให้ ขอ้ เสนอแนะในกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะไวด้ งั ต่อไปน้ี ก่อ สวัสดิพำณิ ชย์ (2514 :1-2,อ้ำงถึงใน อมรรัตน์ คงสมบูรณ์ 2536 : 23)ให้ ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั หลกั กำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ ดงั น้ี 1. ครูตอ้ งเตรียมแบบฝึ กให้รอบคอบว่ำ ตอ้ งกำรให้เกิดทกั ษะใด ใชแ้ บบฝึ กแบบ ไหน ใชอ้ ยำ่ งไร และตอ้ งพิจำรณำดว้ ยวำ่ แบบฝึ กน้นั จะช่วยฝึ กทกั ษะน้นั ๆ แค่ไหน และจะนำไปใช้ ไดห้ รือไม่ 2. ใช้แบบฝึ กส้ันๆ แต่หลำยๆ แบบ เพื่อฝึ กฝนทกั ษะอนั เดียวกนั น้ันจนเกิดควำม แมน่ ยำ แบบฝึกควรมีหลำยแบบ เดก็ จะไดไ้ ม่เบ่ือ 3. ใหฝ้ ึ กในสถำนกำรณ์ที่แตกต่ำงกนั เช่น คดั บนกระดำนดำ คดั บนกระดำษมำปิ ด ไวใ้ หอ้ ่ำน 4. ประเมินผล กำรประเมินตอนฝึ กน้นั ตอ้ งประเมินเพื่อดูว่ำเด็กเกิดควำมชำนำญ ในทกั ษะน้นั เพียงใด อำจใหเ้ ดก็ ออกมำพูดวำ่ ทำอะไรไม่ไดใ้ นแบบฝึกน้นั หรืออำจหำวิธีอ่ืนเพ่ือคน้ ดูว่ำเด็กทำแบบฝึ กน้ัน ๆ ไม่ได้เพรำะอะไร ถ้ำเรำไม่ประเมินผลเรำจะไม่มีโอกำสฝึ กเด็กให้เกิด ทกั ษะท่ีตอ้ งกำรได้ ญำดำ ศรีไพรวรรณ (2547 : 412–413, อำ้ งถึงใน สมคิด คงแก้ว 2548 : 32) ไดใ้ ห้ ขอ้ คิดเก่ียวกบั หลกั กำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะท่ีดีไว้ ดงั น้ี 1. สร้ำงแบบฝึ กให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยำและพัฒนำกำรของนักเรียน ตำมลำดับข้นั ของกำรเรียนรู้ แบบฝึ กหัดเสริมทกั ษะน้ันตอ้ งอำศยั รูปภำพจูงใจนักเรียน และควร จดั เรียงเน้ือหำ ตำมลำดบั จำกง่ำยไปหำยำก นกั เรียนจะมีกำลงั ใจทำแบบฝึกหดั 2. มีจุดมุ่งหมำยที่แน่นอนว่ำจะฝึ กทักษะในด้ำนใด แล้วจัดเน้ือหำให้ตรงกับ จุดมงุ่ หมำยท่ีกำหนดไว้ 3. ตอ้ งคำนึงถึงควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลของนกั เรียน ถำ้ สำมำรถแบ่ง นกั เรียน ออกเป็นกลมุ่ ยอ่ ยตำมควำมสำมำรถแลว้ จึงจดั ทำแบบฝึกทกั ษะจะดียงิ่ 4. แบบฝึ กที่ดีจะตอ้ งมีคำช้ีแจงง่ำย ๆ ส้ัน ๆ ท่ีนักเรียนอ่ำนเขำ้ ใจและทำแบบฝึ ก เสริมทกั ษะไดด้ ว้ ยตนเอง
5. แบบฝึ กตอ้ งมีควำมถูกตอ้ ง ครูตอ้ งพิจำรณำให้รอบคอบ ทดลองทำดว้ ย ตนเอง เสียก่อนอยำ่ ใหม้ ีขอ้ ผิดพลำด 6. กำรให้นักเรียนทำแบบฝึ กเสริมทกั ษะแต่ละคร้ัง ตอ้ งให้เหมำะสมกบั ช่วงเวลำ ควำมสนใจ 7. แบบฝึ กเสริมทักษะควรมีหลำยรูปแบบ เพ่ือให้เกิดกำรเรียนรู้อย่ำงกวำ้ งขวำง ส่งเสริมควำมคิดสร้ำงสรรค์ จำกหลกั กำรของนักกำรศึกษำดังกล่ำว สรุปได้ว่ำ กำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะควร คำนึงถึงหลกั จิตวิทยำ ตอ้ งมีจุดมุ่งหมำยและเน้ือหำของกำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะท่ีชดั เจนแบบ ฝึกท่ีดีควรมีควำมหลำกหลำยเพือ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดควำมสนใจ และเกิดกำรเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง 3.3 หลกั จิตวิทยำท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั กำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ กำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะจำเป็ นตอ้ งเอำทฤษฎีหรือหลกั จิตวิทยำเขำ้ มำเกี่ยวขอ้ ง เพ่ือส่งเสริมใหแ้ บบฝึ กเสริมทกั ษะน้นั มีควำมถูกตอ้ งเหมำะสมท่ีจะนำไปใชก้ บั นกั เรียนตำมวยั เป็ น แบบฝึ กเสริมทกั ษะท่ีมีประสิทธิภำพน่ำเชื่อถือ สุจริต เพียรชอบ และสำยใจ อินทรัมพรรย์ (2522 : 52-62) ไดแ้ นะนำหลกั จิตวิทยำที่ควรนำมำใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะ สรุปไดว้ ำ่ 1. กฎกำรเรียนรู้ของ ธอร์นไดด์ (Thorndike) ในกำรจดั กำรเรียนกำรสอนดงั น้ี 1.1 กฎแห่งกำรฝึ กฝน (Law of Exercise) คือ กำรให้ผูเ้ รียนทำแบบฝึ กหัด มำกๆ จะทำให้เกิดควำมคล่องและควำมชำนำญ กำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะจึงช่วยให้ ผูเ้ รียนทำ แบบฝึกหดั ที่เสริมจำกแบบฝึกหดั ในบทเรียนและมีหลำยรูปแบบ 1.2 กฎแห่งควำมพร้อม (Law of Readiness) คือ กำรให้ผูเ้ รียนมีควำมพร้อม ในกำรเรียน จะทำใหเ้ กิดควำมพอใจในกำรเรียน 1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือ แบบฝึ กตอ้ งมีเน้ือเรื่องเป็ นที่สนใจของ ผเู้ รียน ควำมยำกง่ำยให้เหมำะสมกบั วยั และสติปัญญำ มีสิ่งกระตุน้ ให้ผูเ้ รียนพอใจในกำรเรียนกำร ประเมินผลควรทำอยำ่ งรวดเร็ว หลงั จำกที่นกั เรียนทำเสร็จแลว้ 2. ควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล ครูควรคำนึงถึงนักเรียนแต่ละคนมีควำมรู้ ควำม ถนัด ควำมสำมำรถและควำมสนใจแตกต่ำงกนั ดังน้ัน กำรสร้ำงแบบฝึ กจึงควรพิจำรณำถึงควำม เหมำะสม ไม่ยำกและไม่ง่ำยเกินไปควรมีกำรคละกนั หลำยแบบ 3. กำรจูงใจผูเ้ รียน สำมำรถทำไดโ้ ดยกำรจดั แบบฝึ กจำกง่ำยไปหำยำก เพื่อดึงดูด ควำมสนใจของผเู้ รียน เป็นกำรกระตุน้ ให้ติดตำมต่อไป และทำให้นกั เรียนประสบผลสำเร็จในกำร ทำแบบฝึก แบบฝึกควรส้ันๆ จะช่วยใหผ้ เู้ รียนไม่เบื่อหน่ำย
4. กำรนำส่ิงที่มีควำมหมำยต่อชีวิตและกำรเรียนรู้มำให้นักเรียนไดท้ ดลองทำให้ ผูเ้ รียนไดเ้ รียนและทำแบบฝึ กในสิ่งท่ีใกลต้ วั จะทำให้จำได้แม่น นักเรียนยงั สำมำรถนำหลกั และ ควำมรู้ท่ีไดร้ ับไปใชป้ ระโยชนอ์ ีกดว้ ย ขวญั นภำ ศรีชมพู (2552 : 192 -195) ไดเ้ สนอกำรนำหลกั จิตวทิ ยำกำรศึกษำมำใชใ้ น กำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ สรุปไดด้ งั น้ี 1. กำรสำธิตและกำรอธิบำยแนะนำ เร่ิมแรกควรบอกให้นักเรียนทรำบว่ำจะทำ อยำ่ งไร ช้ีแจงใหเ้ ห็นควำมสำคญั ของส่ิงที่จะเรียนน้นั เพือ่ เร้ำใหเ้ ด็กเกิดควำมสนใจ 2. ให้เด็กไดม้ ีโอกำสฝึ กทนั ทีหลงั จำกกำรสำธิต และสิ่งท่ีตอ้ งคำนึงถึงก็คือ กำร ทำซ้ำและกำรเสริมแรง ควรใหโ้ อกำสเด็กไดฝ้ ึกซ้ำ ๆ และควรใหไ้ ดร้ ับกำรเสริมแรงอยำ่ งทว่ั ถึง 3. ในขณะท่ีฝึกหดั ควรมีกำรใหค้ ำแนะนำเพอื่ ใหเ้ ด็กฝึกทกั ษะน้นั ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง 4. ให้คำแนะนำในบรรยำกำศท่ีสบำย ๆ ครูผสู้ อนตอ้ งใจเยน็ ไม่ดุ บรรยำกำศไม่ ตึงเครียด จะยว่ั ยใุ หเ้ ด็กเกิดควำมพยำยำมท่ีจะฝึก 5. ส่ิงที่จะทำให้ผูเ้ รียนพบปัญหำยงุ่ ยำกในกำรฝึ กทกั ษะใหม่ คือ กำรท่ีทกั ษะเก่ำ ของผูเ้ รียนจะมำรบกวนกำรเรียนทกั ษะใหม่ ซ่ึงควรแกไ้ ขดว้ ยกำรอธิบำยให้ผูเ้ รียนเขำ้ ใจว่ำทกั ษะ ใหม่ที่จะฝึ กฝนน้ันจะมีวิธีกำรของมนั เอง ซ่ึงต่ำงไปจำกวิธีกำรของทกั ษะเก่ำ และพยำยำมกระตุน้ นกั เรียนใหร้ ะลึกอยเู่ สมอวำ่ เขำกำลงั จะเรียนทกั ษะใหม่ กำรจำมีควำมเก่ียวขอ้ งกบั กำรเรียน กำรจำและกำรเรียนรู้เป็ นสิ่งที่แยกกนั ไม่ออก กำรที่คนเรำเกิดกำรเรียนรู้หมำยควำมว่ำ เกิดกำรจำข้ึนด้วย เรำจำสิ่งที่เรำเรียนรู้ได้ไม่ว่ำจะเป็ น ควำมรู้ ทกั ษะหรือควำมพึงพอใจ ตลอดจนควำมเขำ้ ใจ ส่ิงเหล่ำน้ีปรำกฏอยูใ่ นควำมจำ หำกไม่มีส่ิง ที่คำ้ งอยู่ดว้ ย ควำมจำ กำรเรียนรู้ย่อมไม่เกิดข้นึ กมลรัตน์ หลำ้ สุวงษ์ (2528 : 238) กล่ำววำ่ ควำมจำ หมำยถึง ควำมสำมำรถสะสมประสบกำรณ์ต่ำง ๆ ท่ีไดร้ ับจำกกำรเรียนรู้ท้งั ทำงตรงและทำงออ้ ม แลว้ สำมำรถถำ่ ยทอดออกมำในรูปของกำรระลึกไดห้ รือกำรจำได้ กำเย่ (Gagne. 1974 : 27-46) ไดอ้ ธิบำยข้นั ตอนของกระบวนกำรเรียนรู้และกำรจำไว้ ดงั น้ี 1. กำรจูงใจ (Motivation) เป็นกำรชกั จูงใหผ้ เู้ รียนอยำกเรียนรู้ 2. กำรทำควำมเขำ้ ใจ (Apprehending) เป็นข้นั ท่ีผเู้ รียนสำมำรถเขำ้ ใจสถำนกำรณ์ท่ี เป็ นสิ่งเร้ำ 3. กำรเรียน ปรุงแต่งสิ่งท่ีเรียนรู้ไว้เป็ นควำมจำ (Acquisition) ข้ันน้ีจะมีกำร เปลี่ยนแปลงเกิดเป็นควำมสำมำรรถอยำ่ งใหม่ข้ึน
4. ควำมสำมำรถในกำรสะสมสิ่งเร้ำเก็บไวใ้ นควำมทรงจำ (Retention) ข้นั น้ีเป็ น กำรนำส่ิงท่ีเรียนรู้ไปเก็บไวใ้ นส่วนของควำมจำอีกช่วงเวลำหน่ึง 5. กำรร้ือฟ้ื น (Recall) ข้นั น้ีเป็นกำรนำเอำส่ิงท่ีเรียนไปแลว้ และเก็บไวน้ ้นั ออกมำ ใชใ้ นลกั ษณะของกำรกระทำที่สังเกตได้ 6. กำรสรุปหลกั กำร (Generalization) ข้นั น้ีเป็ นควำมสำมำรถใช้ส่ิงท่ีเรียนรู้แลว้ ไปประยกุ ตก์ บั ส่ิงเร้ำใหมท่ ี่ประสบ 7. กำรลงมือปฏิบัติ (Performance) เป็ นกำรแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกถึง กำรเรียนรู้ 8. กำรทรำบผลยอ้ นหลงั (Feedback) ข้นั น้ีใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับทรำบผลกำรเรียนรู้ ประสิทธ์ิ ศรีสุข (2555 : 35) กล่ำวว่ำ ในกำรจำมกั ตอ้ งมีระบบต่ำงๆ เพ่อื ช่วยในกำรจำ ได้ ระบบควำมจำแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ระบบ คือ 1. ระบบควำมจำกำรรู้สึกสัมผสั (Sensory Memory) กำรคงอยู่ของควำมรู้สึก สัมผสั (ด้วยอวยั วะสัมผสั ท้ัง 5 ได้แก่ หู ตำ จมูก ลิ้น และผิวหนัง หรือเพียงส่วนใดส่วนหน่ึง) หลงั จำกท่ีเสนอส่ิงเร้ำสิ้นสุดลง 2. ระบบควำมจำระยะส้ัน (Short – Term – Memory เขียนย่อว่ำ STM) หมำยถึง ควำมจำชวั่ ครำวที่เกิดข้ึนหลงั จำกเกิดกำรรับรู้แลว้ เท่ำน้นั เม่ือเรำไม่ใส่ใจแลว้ ควำมจำน้นั ก็จะเลือน หำยไปโดยงำ่ ย 3. ระบบควำมจำระยะยำว (Long – Term – Memory เขียนย่อว่ำ LTM) หมำยถึง ควำมจำท่ีคงทนถำวรกวำ่ ควำมจำระยะส้ัน ไมว่ ำ่ ทิ้งระยะเวลำไวเ้ นิ่นนำนเพียงใด เม่ือตอ้ งกำรร้ือฟ้ื น ควำมจำน้นั ๆ จะระลึกออกมำไดท้ นั ทีและถูกตอ้ ง จำกหลกั จิตวิทยำกำรเรียนรู้ภำษำของเด็ก สำมำรถนำมำประยุกต์ใช้ในกำรสร้ำง แบบฝึ กเสริมทักษะให้มีคุณภำพได้ ซ่ึงแบบฝึ กเสริมทักษะท่ีสร้ำงข้ึนน้ันควรคำนึงถึงธรรมชำติ กำรเรียนรู้ของเด็ก โดยกำรใช้สื่อประกอบกำรเรียนกำรสอน เพื่อกระตุน้ ให้นักเรียนอยำกเรียนรู้ เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมกำรเรียนรู้ท่ีพึงประสงคต์ อ้ งให้กำรเสริมแรง กำรเรียนทกั ษะทำงภำษำ ควรจดั ประสบกำรณ์ให้เด็กไดฝ้ ึ กฝนบ่อย ๆ และให้คำติชมได้ทรำบผลกำรใชภ้ ำษำของตนทนั ที จะช่วยใหเ้ ดก็ เกิดกำรเรียนรู้ภำษำไดอ้ ยำ่ งรวดเร็ว 3.4 ข้นั ตอนกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ (2550 : 145 – 146) กล่ำวถึง ข้นั ตอนในกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทกั ษะ ไวด้ งั น้ี คือ
1. ศึกษำปัญหำและควำมตอ้ งกำร โดยศึกษำจำกกำรผ่ำนจุดประสงค์กำรเรียนรู้ และผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน หำกเป็นไปไดค้ วรศึกษำควำมตอ่ เน่ืองของปัญหำในทุกๆ ระดบั ช้นั 2. วิเครำะหเ์ น้ือหำหรือทกั ษะที่เป็นปัญหำ ออกเป็นเน้ือหำหรือทกั ษะยอ่ ยๆ เพอ่ื ใชใ้ นกำรสร้ำงแบทดสอบและแบบฝึกหดั 3. พิจำรณำวตั ถุประสงค์ รูปแบบ และข้นั ตอนกำรใชแ้ บบฝึ ก เช่น จะนำแบบฝึ ก ไปใชอ้ ยำ่ งไร ในแต่ละชุดจะประกอบดว้ ยอะไรบำ้ ง 4. สร้ำงแบบทดสอบ ซ่ึงอำจมีแบบทดสอบเชิงสำรวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย ขอ้ บกพร่อง แบบทดสอบควำมก้ำวหน้ำเฉพำะเร่ือง เฉพำะตอน แบบทดสอบท่ีสร้ำง จะต้อง สอดคลอ้ งกบั เน้ือหำหรือทกั ษะท่ีวเิ ครำะห์ไวใ้ นตอนที่ 2 5. สร้ำงบตั รฝึกหดั เพ่ือใชพ้ ฒั นำทกั ษะยอ่ ยแต่ละทกั ษะ ในแต่ละบตั รจะมี คำถำม ใหน้ กั เรียนตอบ กำรกำหนดรูปแบบขนำดของบตั ร พจิ ำรณำตำมควำมเหมำะสม 6. สร้ำงบตั รอำ้ งอิง เพื่อใชอ้ ธิบำยคำตอบหรือแนวทำงในกำรตอบแต่ละเร่ือง กำร สร้ำงบตั รอำ้ งอิงน้ีอำจทำเพ่มิ เติมเมื่อไดน้ ำบตั รฝึกหดั ไปทดลองใชแ้ ลว้ 7. สร้ำงแบบบนั ทึกควำมกำ้ วหน้ำ เพ่ือใช้บนั ทึกผลกำรทดสอบหรือผลกำรเรียน โดยจดั ทำเป็ นตอน เป็ นเรื่อง เพ่ือให้เห็นควำมก้ำวหน้ำเป็ นระยะ ๆ สอดคล้องกบั แบบทดสอบ ควำมกำ้ วหนำ้ 8. นำแบบฝึ กไปทดลองใช้ เพ่ือหำขอ้ บกพร่อง คุณภำพของแบบฝึ กและ คุณภำพ ของแบบทดสอบ 9. ปรับปรุงแกไ้ ข 10. รวบรวมเป็นชุดจดั ทำคำช้ีแจง คูม่ ือกำรใชส้ ำรบญั เพ่ือใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป จำกขอ้ เสนอแนะหลกั กำรในกำรสร้ำงแบบฝึ กเสริมทกั ษะดงั กล่ำวแลว้ น้นั จะ เห็นวำ่ แบบฝึกสำมำรถท่ีจะช่วยแกป้ ัญหำกำรเรียนของเด็ก และช่วยใหเ้ ด็กมีทกั ษะทำงภำษำไดด้ ีข้นึ 3.5 ลกั ษณะท่ีดีของแบบฝึกเสริมทกั ษะ กำรสร้ำงแบบฝึ กให้มีคุณภำพเหมำะสำหรับกำรนำไปใช้กบั นักเรียนแต่ละระดบั ช้นั ตอ้ งศึกษำองคป์ ระกอบหลำย ๆ ประกำร มีนกั กำรศึกษำหลำยท่ำนไดเ้ สนอแนะเก่ียวกบั ลกั ษณะของ แบบฝึกเสริมทกั ษะที่ดีไว้ ดงั น้ี สมภพ ไชยภกั ด์ิดี (2554 : 49) ไดศ้ ึกษำพบว่ำ แบบฝึ กเสริมทกั ษะที่นักเรียนสนใจ และกระตือรือร้นเป็นแบบฝึกท่ีมีลกั ษณะ ดงั น้ี 1. ใชห้ ลกั จิตวิทยำ 2. สำนวนภำษำง่ำย
3. ใหค้ วำมหมำยตอ่ ชีวติ 4. คิดไดเ้ ร็วและสนุก 5. ปลกุ ควำมสนใจ 6. เหมำะกบั วยั และควำมสำมำรถ 7. อำจศึกษำดว้ ยตนเองได้ ประจวบ มำมี (2556 : 45) กล่ำวถึงแบบฝึกเสริมทกั ษะท่ีดี ตอ้ งมีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี 1. ควรใชห้ ลกั จิตวิทยำ และกระบวนกำรเรียนรู้ของผเู้ รียน 2. ควรสร้ำงข้ึนเพ่ือฝึกส่ิงท่ีจะสอน และเกี่ยวขอ้ งกบั นกั เรียน 3. คำพดู หรือเน้ือหำ ควรเกี่ยวขอ้ งกบั ชีวติ ประจำวนั และเป็นส่ิงที่นกั เรียนพบเห็น อยแู่ ลว้ เช่น จำกกำรอ่ำน กำรสนทนำ 4. ส่ิงท่ีฝึ กแต่ละคร้ัง ควรเป็นแบบฝึ กส้ัน ๆ และเขำ้ ใจง่ำย ไม่น่ำเบื่อ และที่สำคญั ตอ้ งกระตนุ้ ใหเ้ ดก็ สนใจที่จะฝึก สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ (2550 : ) กล่ำวถึงลกั ษณะของ แบบฝึกท่ีดี ไวด้ งั น้ี 1. เก่ียวขอ้ งกบั เร่ืองท่ีเรียนมำแลว้ 2. เหมำะสมกบั ระดบั วยั หรือควำมสำมรถของนกั เรียน 3. มีคำช้ีแจงส้ัน ๆ ที่ช่วยใหน้ กั เรียนเขำ้ ใจวิธีทำโดยง่ำย 4. ใชเ้ วลำที่เหมำะสม 5. มีสิ่งน่ำสนใจและทำ้ ทำยใหแ้ สดงควำมสำมำรถ 6. ควรมีขอ้ แนะนำในกำรใช้ 7. มีใหเ้ ลือกท้งั แบบตอบอยำ่ งจำกดั และตอบอยำ่ งเสรี 8. ถำ้ เป็ นแบบฝึ กที่ตอ้ งกำรให้นักเรียนศึกษำด้วยตนอง แบบฝึ กน้ันควรมีหลำย รูปแบบและใหค้ วำมหมำยแก่ผฝู้ ึกทำดว้ ย 9. ควรใชส้ ำนวนภำษำง่ำย ๆ ฝึกใหค้ ิดไดเ้ ร็วและสนุก 10. ปลุกควำมสนใจและใชห้ ลกั จิตวทิ ยำ สรุปไดว้ ่ำ แบบฝึ กท่ีดีจะตอ้ งมีลกั ษณะที่ก่อให้เกิดควำมสนุกสนำน ควำมพอใจใหก้ บั นกั เรียน ควรมีกิจกรรมประกอบหลำยๆ ลกั ษณะ เริ่มจำกง่ำยไปหำยำกและมีรูปภำพประกอบเพื่อ กระตนุ้ ใหน้ กั เรียนเกิดควำมสนใจ 3.6 ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทกั ษะ
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ (2550 : 146) กล่ำวถึงประโยชน์ ของแบบฝึกเสริมทกั ษะ ดงั น้ี 1. เป็นส่วนเพม่ิ เติมหรือเสริมหนงั สือเรียน 2. ช่วยเสริมทกั ษะกำรใชภ้ ำษำใหด้ ีข้นึ แต่ท้งั น้ีจะตอ้ งอำศยั กำรส่งเสริมและควำม เอำใจใส่จำกครูผสู้ อนดว้ ย 3. ช่วยในเร่ืองของควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล เพรำะกำรท่ีให้นักเรียนทำ แบบฝึกหดั ที่เหมำะสมกบั ควำมสำมำรถของนกั เรียนจะช่วยใหน้ กั เรียนประสบควำมสำเร็จ 4. แบบฝึกช่วยเสริมใหท้ กั ษะทำงภำษำคงทน 5. กำรให้นักเรียนทำแบบฝึ ก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือจุดบกพร่องของ นกั เรียนไดช้ ดั เจน ซ่ึงจะช่วยใหค้ รูดำเนินกำรปรับปรุง แกไ้ ขปัญหำน้นั ๆ ไดท้ นั ทว่ งที 6. แบบฝึ กที่จดั พิมพ์ไวเ้ รียบร้อยแลว้ จะช่วยให้ครูประหยดั แรงงำนและเวลำใน กำรท่ีจะเตรียมกำรสร้ำงแบบฝึ ก นกั เรียนก็ไม่ตอ้ งเสียเวลำในกำรคดั ลอกแบบฝึ ก ทำให้มีเวลำและ โอกำสฝึกฝนไดม้ ำกข้ึน กรีน (Green. 1963 : 469-472) กล่ำวถึงประโยชนข์ องแบบฝึกเสริมทกั ษะไว้ ดงั ต่อไปน้ี 1. เป็นส่วนเพ่ิมหรือเสริมหนงั สือเรียนในกำรเรียนทกั ษะ เป็นอุปกรณ์กำรสอนที่ ช่วยลดภำระของครูไดม้ ำก เพรำะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จดั ทำข้ึนเป็นระบบระเบียบ 2. ช่วยเสริมทกั ษะทำงกำรใชภ้ ำษำ แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยใหเ้ ด็กฝึกทกั ษะ กำรใชภ้ ำษำไดด้ ีข้ึน แต่จะตอ้ งอำศยั กำรส่งเสริมและควำมเอำใจใส่จำกครูผสู้ อนดว้ ย 3. ช่วยในเร่ืองควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบคุ คล เน่ืองจำกเดก็ มีควำมสำมำรถทำงภำษำ แตกต่ำงกนั กำรใหเ้ ดก็ ทำแบบฝึกหดั ที่เหมำะสมกบั ควำมสำมำรถของเขำจะช่วยใหเ้ ด็กประสบ ผลสำเร็จในดำ้ นจิตใจไดม้ ำกข้ึน 4. แบบฝึกช่วยเสริมใหท้ กั ษะทำงภำษำคงทน โดยกำรกระทำ ดงั น้ี 4.1 ฝึกทนั ทีหลงั จำกเดก็ ไดเ้ รียนรู้ในเรื่องน้นั ๆ 4.2 ฝึกซ้ำหลำยๆ คร้ัง 4.3 เนน้ เฉพำะเร่ืองท่ีตอ้ งกำรฝึก 5. แบบฝึกท่ีใช้ เป็นเครื่องมือวดั ผลกำรเรียนหลงั จำกจบบทเรียนในแต่ละคร้ัง 6. แบบฝึกท่ีจดั ทำข้ึนเป็นรูปเลม่ เด็กสำมำรถเก็บรักษำไวเ้ ป็นแนวทำง เพ่อื ทบทวนดว้ ยตนเองไดต้ ่อไป 7. กำรใหเ้ ดก็ ทำแบบฝึกช่วยใหค้ รูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหำต่ำงๆ ของเดก็ ได้ ชดั เจน ซ่ึงจะช่วยใหค้ รูดำเนินกำรปรับปรุงแกไ้ ขปัญหำน้นั ๆ ไดท้ นั ท่วงที
8. แบบฝึกท่ีจดั ทำข้ึนนอกเหนือจำกท่ีอยใู่ นหนงั สือแบบเรียนจะช่วยใหเ้ ด็กฝึกฝน ไดอ้ ยำ่ งเตม็ ที่ 9. แบบฝึกท่ีจดั พิมพไ์ วเ้ รียบร้อยจะช่วยใหค้ รูประหยดั ท้งั แรงงำนและเวลำในกำร ท่ีจะตอ้ งเตรียมสร้ำงแบบฝึกอยเู่ สมอ ในดำ้ นผเู้ รียนกไ็ ม่ตอ้ งเสียเวลำลอกแบบฝึกจำกตำรำเรียน ทำ ใหเ้ ด็กมีโอกำสไดฝ้ ึกฝนทกั ษะต่ำง ๆ มำกข้นึ 10. แบบฝึกช่วยประหยดั ค่ำใชจ้ ่ำย เพรำะกำรจดั พมิ พข์ ้ึนเป็นรูปเล่มท่ีแน่นอนยอ่ ม ลงทนุ ต่ำกวำ่ ที่จะพิมพล์ งในกระดำษไขทุกคร้ัง และผเู้ รียนสำมำรถบนั ทึกและมองเห็น ควำมกำ้ วหนำ้ ของตนเองไดอ้ ยำ่ งมีระบบและเป็นระเบียบ สรุปไดว้ ำ่ แบบฝึกมีควำมสำคญั และจำเป็นต่อกำรเรียนทกั ษะทำงภำษำมำก เพรำะ จะช่วยใหผ้ เู้ รียนเขำ้ ใจในบทเรียนไดด้ ียงิ่ ข้นึ สำมำรถจดจำเน้ือหำในบทเรียนและคำศพั ทต์ ำ่ ง ๆ ไดค้ งทน ทำใหเ้ กิดควำมสนุกสนำนในขณะเรียน ทรำบควำมกำ้ วหนำ้ ของตนเอง สำมำรถนำแบบ ฝึกมำทบทวนเน้ือหำเดิมดว้ ยตนเองได้ นำมำวดั ผลกำรเรียนหลงั จำกท่ีเรียนแลว้ ซ่ึงจะมีผลทำใหค้ รู ประหยดั เวลำ ค่ำใชจ้ ่ำยและลดภำระไดม้ ำก นอกจำกน้นั ยงั ทำใหน้ กั เรียนสำมำรถนำภำษำไปใช้ สื่อสำรไดอ้ ยำ่ งมีประสิทธิภำพ 4. ประสิทธภิ าพ เผชิญ กิจระกำรและสมนึก ภทั ทิยธนี (2545 : 46 – 51) กลำ่ ววำ่ กำรหำประสิทธิภำพของ สื่อกำรเรียนกำรสอนใด ๆ มีกระบวนกำรสำคญั อยู่ 2 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ข้นั ตอนกำรหำประสิทธิภำพ ตำมวิธีกำรหำประสิทธิภำพเชิงเหตุผล (Rational Approach) และข้นั ตอนกำรหำประสิทธิภำพตำม วิธีกำรหำประสิทธิภำพเชิงประจกั ษ์ (Empirical Approach) ท้งั สองวธิ ีน้ีตอ้ งทำควบคูก่ นั ไป จึงจะ มน่ั ใจไดว้ ำ่ สื่อหรือเทคโนโลยกี ำรเรียนกำรสอนที่ผำ่ นกระบวนกำรหำประสิทธิภำพจะเป็นที่ ยอมรับไดด้ งั รำยละเอียดตอ่ ไปน้ี 1. วิธีกำรหำประสิทธิภำพเชิงเหตุผล (Rational Approach) กระบวนกำรน้ีเป็นกำร หำประสิทธิภำพโดยใชห้ ลกั ของควำมรู้ และเหตผุ ลในกำรตดั สินคุณค่ำของส่ือกำรเรียนกำรสอน โดยอำศยั ผเู้ ชี่ยวชำญ (Panel of Experts) เป็นผพู้ ิจำรณำตดั สินคุณคำ่ ซ่ึงเป็นกำรหำควำมเที่ยงตรง เชิงเน้ือหำ (Content Validity) และควำมเหมำะสมในดำ้ นควำมถูกตอ้ งของกำรนำไปใช้ (Use ability) ผลจำกกำรประเมินของผเู้ ชี่ยวชำญแต่ละคนนำมำหำประสิทธิภำพโดยใชส้ ูตรดงั น้ี CVTR = 2N E −1 N เม่ือ CVR แทน ประสิทธิภำพเชิงเหตผุ ล (Rating Approach)
NE แทน จำนวนผเู้ ช่ียวชำญท่ียอมรับ (Number of Panelists Who Had Agreement) N แทน จำนวนผูเ้ ชี่ยวชำญท้งั หมด (Total Number of Panelists) ผเู้ ชี่ยวชำญจะประเมินสื่อกำรเรียนกำรสอนตำมแบบประเมินที่สร้ำงข้ึนในลกั ษณะ ของแบบสอบถำมชนิดมำตรำส่วนประมำณค่ำ (Rating Scale) (นิยมใชม้ ำตรำส่วนประมำณค่ำ 5 ระดบั ) นำค่ำเฉลี่ยที่ไดจ้ ำกแบบประเมินของผเู้ ชี่ยวชำญแต่ละคนไปหำค่ำในสูตร สำหรับคำ่ เฉลี่ย ของผเู้ ชี่ยวชำญที่ยอมรับจะตอ้ งอยใู่ นระดบั มำกข้นึ ไป คือคำ่ เฉลี่ยต้งั แต่ 3.50 – 5.00 คำ่ ท่ีคำนวณได้ ตอ้ ง สูงกวำ่ ค่ำท่ีปรำกฏในตำรำง ตำมจำนวนจะตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ขสื่อและนำไปใหผ้ เู้ ช่ียวชำญ พิจำรณำใหม่ ตวั อยำ่ ง ผเู้ ชี่ยวชำญท่ีประเมินเครื่องมือหรือส่ือกำรเรียนกำรสอนจำนวน 5 คนแต่ ละคน คำนวณคำ่ เฉล่ียไดด้ งั น้ี 4.15, 3.89, 4.67, 4.32 และ 4.75 เมื่อพจิ ำรณำค่ำเฉลี่ยของผเู้ ช่ียวชำญแตล่ ะคน พบวำ่ ไดค้ ำ่ เฉล่ียต้งั แต่ 3.50 ทุกคน NE จึงมีค่ำเท่ำกบั 5 ดว้ ย ผลกำรแทนคำ่ ในสูตรดงั น้ี CVR = 2N E −1 N = 25 −1 5 = 2–1 = 1.00 แสดงวำ่ เคร่ืองมือหรือสื่อกำรเรียนกำรสอนมีประสิทธิภำพเชิงเหตุผลจึงนำไปใชไ้ ด้ (เพรำะเป็นคำ่ ที่สูงกวำ่ คำ่ กำรยอมรับข้นั ต่ำในตำรำง) 1. วิธีกำรหำประสิทธิภำพเชิงประจกั ษ์ (Empirical Approach) วธิ ีกำรน้ีจะนำส่ือไปทดลองใชก้ บั กลมุ่ นกั เรียนเป้ำหมำย กำรหำประสิทธิภำพ ของสื่อ เช่น บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) บทเรียนโปรแกรม ชุดกำรสอน แผนกำรสอน แบบฝึกทกั ษะ เป็นตน้ ส่วนมำกใชว้ ิธีกำรหำประสิทธิภำพดว้ ยวธิ ีน้ี ประสิทธิภำพที่สดั ส่วนใหญจ่ ะ พจิ ำรณำจำกเปอร์เซ็นตก์ ำรทำแบบฝึกหดั หรือกระบวนกำรเรียน หรือแบบทดสอบยอ่ ย โดยแสดง เป็นค่ำตวั เลข 2 ตวั เช่น E1/E2 = 80/80 , E1/E2 = 85/85, E1/E2 = 90/90 เป็นตน้ เกณฑก์ ำรหำประสิทธิภำพ (E1/E2) มีควำมหมำยแตกต่ำงกนั หลำยลกั ษณะใน ท่ีน้ีจะยกตวั อยำ่ ง E1/E2 = 80/80 ดงั น้ี
1. เกณฑ์ 80/80 ในควำมหมำยท่ี 1 ตวั เลข 80 ตวั แรก (E1) คือ นกั เรียน ท้งั หมดทำแบบฝึกหดั หรือแบบทดสอบยอ่ ยไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภำพของ กระบวนกำร ส่วนตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) คือนกั เรียนท้งั หมดท่ีทำแบบทดสอบหลงั เรียน (Post – test) ไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนกำรหำคำ่ E1 และ E2 ใชส้ ูตร ดงั น้ี X 100 N E1 = A เม่ือ E1 แทน ประสิทธิภำพของกระบวนกำรเรียนกำรสอน X แทน ผลรวมของแบบทดสอบยอ่ ยและผลงำนระหวำ่ งเรียน A แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบยอ่ ยและผลงำนระหวำ่ ง เรียน N แทน จำนวนนกั เรียนท้งั หมด X 100 N E2 = B เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภำพของผลลพั ธ์ X แทน คะแนนรวมจำกคะแนนทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ทำงกำรเรียนหลงั จำกเรียน B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทำงกำรเรียน N แทน จำนวนนกั เรียนท้งั หมด 2. เกณฑ์ 80/80 ในควำมหมำยท่ี 2 ตวั เลข 80 ตวั แรก (E1) คือ จำนวนนกั เรียน ท้งั หมดทำแบบทดสอบหลงั เรียน (Post – test) ไดค้ ะแนนร้อยละ 80 ทกุ คน ส่วนตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) คอื นกั เรียนท้งั หมดทำแบบทดสอบหลงั เรียนคร้ังน้นั ไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 เช่น มีนกั เรียน 40 คน ร้อยละ 80 ของนกั เรียนท้งั หมด คือ 32 คน แตล่ ะคนไดค้ ะแนนจำกกำรทดสอบ หลงั เรียน ถึงร้อยละ 80 (E1) ส่วน 80 ตวั หลงั (E2) คือผลกำรทดสอบหลงั เรียนของนกั เรียนท้งั หมด (40 คน) ไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80
3. เกณฑ์ 80/80 ในควำมหมำยท่ี 3 ตวั เลข 80 ตวั แรก (E1) คอื จำนวนนกั เรียน ท้งั หมดทำแบบทดสอบหลงั เรียน (Post – test) ไดค้ ะแนนร้อยละ 80 ส่วนตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) คือ คะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ที่นกั เรียนทำเพม่ิ ข้ึนจำกแบบทดสอบหลงั เรียน (Post – test) โดยเทียบ คะแนนท่ีทำไดก้ ่อนกำรเรียน (Pre – test) ยกตวั อยำ่ ง ตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) ดงั น้ี สมมุตินกั เรียน ท้งั หมดทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre – test) ไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 10 แสดงวำ่ แตกตำ่ งจำก คะแนนเตม็ (ร้อยละ 100)เท่ำกบั 90 ถำ้ นกั เรียนท้งั หมดทำแบบทดสอบหลงั เรียน (Post – test) ได้ คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ 85 แสดงวำ่ ควำมแตกต่ำงของ 2 คร้ังน้ี (ก่อนเรียนกบั หลงั เรียน) เทำ่ กบั 85 – 10 = 75 ดงั น้นั ค่ำของ (75/90) × 100 = 83.33 % ถือวำ่ สูงกวำ่ เกณฑท์ ี่กำหนดไว้ (E1 = 80) 4. เกณฑ์ 80/80 ในควำมหมำยท่ี 3 ตวั เลข 80 ตวั แรก (E1) คอื นกั เรียนท้งั หมด ที่ทำแบบทดสอบหลงั เรียนไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) หมำยถึง นกั เรียน ท้งั หมดทำแบบทดสอบหลงั เรียนแตล่ ะขอ้ ถกู มีจำนวนร้อยละ 80 (ถำ้ นกั เรียนทำขอ้ สอบขอ้ ใดถูกมี จำนวนนกั เรียนไมถ่ ึงร้อยละ 80 แสดงวำ่ สื่อไมม่ ีประสิทธิภำพและช้ีใหเ้ ห็นวำ่ จุดประสงค์ ท่ีตรงกบั ขอ้ น้นั มีควำมบกพร่อง) กลำ่ วโดยสรุปเกณฑใ์ นกำรประสิทธิภำพของส่ือกำรเรียนกำรสอนจะนิยม ต้งั เป็นตวั เลข 3 ลกั ษณะ คอื 80/80 และ 90/90 ท้งั น้ีข้นึ อยกู่ บั ธรรมชำติของวชิ ำและเน้ือหำท่ีนำมำสร้ำง ส่ือน้นั ถำ้ เป็นวชิ ำท่ีคอ่ นขำ้ งยำกกอ็ ำจต้งั เกณฑไ์ ว้ 80/80 หรือ 85/85 สำหรับวชิ ำท่ีมีเน้ือหำง่ำย ก็ อำจต้งั เกณฑไ์ วท้ ่ี 90/90 เป็นตน้ นอกจำกน้ียงั ต้งั เกณฑเ์ ป็นค่ำควำมคลำดเคล่ือนไวเ้ ท่ำกบั ร้อยละ 2.5 น้นั คอื ถำ้ ต้งั เกณฑไ์ วท้ ่ี 90/90 เม่ือคำนวณแลว้ คำ่ ท่ีถือวำ่ ใชไ้ ดค้ อื 87.5/87.5 หรือ 87.5/90 เป็น ตน้ ประสิทธิภำพของสื่อและเทคโนโลยกี ำรเรียนกำรสอน จะมำจำกผลลพั ธ์ของกำร คำนวณ E1 และ E2 เป็นตงั เลข ตวั แรกและตวั หลงั ตำมลำดบั ถำ้ ตวั เลขเขำ้ ใกล้ 100 มำกเทำ่ ไร ยงิ่ ถือ วำ่ มีประสิทธิภำพมำกข้ึน เป็นเกณฑท์ ่ีใชพ้ ิจำรณำกำรรับรองประสิทธิภำพของส่ือกำรเรียนกำรสอน ส่วนแนวคดิ ในกำรหำประสิทธิภำพที่ควรคำนึง มีดงั น้ี 1. ส่ือกำรเรียนกำรสอน ที่สร้ำงข้นึ ตอ้ งมีกำรกำหนดจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม เพ่อื กำรเรียนกำรสอนอยำ่ งชดั เจน และสำมำรถวดั ได้ 2. เน้ือหำของบทเรียนท่ีสร้ำงข้ึนตอ้ งผำ่ นกระบวนกำรวิเครำะหเ์ น้ือหำตำม จุดประสงคก์ ำรเรียนกำรสอน 3. แบบฝึกหดั หรือแบบทดสอบตอ้ งมีกำรประเมินควำมเท่ียงตรงของเน้ือหำ ตำมวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรสอนที่ไดว้ ิเครำะห์ไว้ ส่วนควำมยำกงำ่ ยและอำนำจจำแนกของแบบฝึกหดั และแบบทดสอบควรมีกำรวิเครำะห์เพอื่ นำไปใชก้ ำหนดค่ำน้ำหนกั ของคะแนนในแต่ละขอ้ คำถำม
4. จำนวนแบบฝึกหดั ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ และตอ้ งมีแบบฝึกหดั และขอ้ คำถำมในแบบทดสอบครอบคลุมทุกจุดประสงคข์ องกำรสอน จำนวนแบบฝึกหัดและขอ้ คำถำมในแบบทดสอบไมค่ วรนอ้ ยกวำ่ จำนวนวตั ถปุ ระสงค์ จะเห็นไดว้ ำ่ กำรคำนวณหำประสิทธิภำพสื่อกำรเรียนกำรสอนน้ี เป็นผลรวม ของกำรหำคุณภำพ (Quality) ท้งั เชิงปริมำณท่ีแสดงเป็นตวั เลข (Quantitative) และเชิงคุณภำพ (Qualitati )ท่ีแสดงเป็นภำษำที่เขำ้ ใจ ดงั น้นั ประสิทธิภำพของส่ือกำรเรียนกำรสอน ในท่ีน้ีจึงเป็น องคร์ วมของประสิทธิภำพ (Efficiency) ในควำมหมำยของกำรทำส่ิงท่ีถกู (Do the Thing Right) น้นั หมำยถึงกำรเรียนอยำ่ งถกู ตอ้ งตำมกระบวนกำรของกำรเรียนดว้ ย CAI และกำรมีประสิทธิผล หมำยถึง ผเู้ รียนเกิดกำรเรียนรู้ตำมจุดประสงคถ์ กู ตอ้ งถึงระดบั เกณฑท์ ่ีคำดหวงั ท้งั ประสิทธิภำพ และประสิทธิผลน้นั จะนำไปสู่กำรมีคณุ ภำพ ซ่ึงมกั นิยมเรียกรวมกนั เป็นที่เขำ้ ใจ ส้นั ๆ วำ่ ประสิทธิภำพของส่ือกำรเรียนกำรสอน 5. ดชั นีประสิทธิผล ดชั นีประสิทธิผล (Effectiveness Index) หมำยถึง ตวั เลขที่แสดงถึงควำมกำ้ วหนำ้ ใน กำรเรียนของผเู้ รียน โดยกำรเทียบคะแนนที่เพมิ่ ข้นึ จำกคะแนนกำรทดสอบก่อนเรียนกบั คะแนนที่ ไดจ้ ำกกำรทดสอบหลงั เรียน และคะแนนเตม็ หรือคะแนนสูงสุดกบั คะแนนท่ีไดจ้ ำกกำรทดสอบ ก่อนเรียน เมื่อมีกำรประเมินส่ือกำรเรียนท่ีผลิตข้นึ มำ เรำมกั จะดูถึงประสิทธิผลทำงดำ้ นกำรสอน และกำรวดั ประเมินผลทำงส่ือน้นั ตำมปกติแลว้ จะเป็นกำรประเมินควำมแตกตำ่ งของค่ำคะแนนใน 2 ลกั ษณะ คอื ควำมแตกตำ่ งของคะแนนกำรทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลงั เรียน หรือ เป็นกำรทดสอบเก่ียวกบั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน ระหวำ่ งกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ ในทำงปฏิบตั ิ ส่วนมำกจะเนน้ ท่ีผลควำมแตกต่ำงท่ีแทจ้ ริงมำกกวำ่ ผลตำมควำมแตกต่ำงทำงสถิติแต่ในบำงกรณี กำรเปรียบเทียบเพยี ง 2 ลกั ษณะกอ็ ำจยงั ไมเ่ ป็นกำรเพยี งพอทำงปฏิบตั ิ ส่วนมำกจะเนน้ ที่ผลของ ควำมแตกต่ำงที่แทจ้ ริงมำกกวำ่ ผลควำมแตกตำ่ งทำงสถิติแตใ่ นบำงกรณี กำรเปรียบเทียบเพียง 2 ลกั ษณะกอ็ ำจยงั ไม่เป็นกำรเพยี งพอ ฮอฟแลนด,์ เผชิญ กิจระกำร. ม.ป.ป. : อำ้ งอิงมำจำก Hovlandd. 1949 : ไม่มีเลขหนำ้ ไดเ้ ปรียบเทียบควำมแตกตำ่ งของคะแนน โดยใชว้ ิธีกำร 3 แบบ ซ่ึงเพ่ิมเติมจำก ดชั นีประสิทธิผล ของฮอฟแลนด์ โดยเวบบ์ ให้ควำมสนใจคำ่ เฉล่ียร้อยละของกลุ่มควบคมุ ลบออกจำกคะแนนร้อยละ ของกลุม่ ดทลองแลว้ จึงหำรดว้ ยร้อยละของกลมุ่ ควบคมุ ดชั นีประสิทธิผลมีรูปแบบในกำรหำค่ำ ดงั น้ี (Goodman Fletcher and Schneider. 1980 : 30-34)
ดชั นีประสิทธิผล = ผลรวมคะแนนทดสอบหลงั เรียน – ผลรวมคะแนนทดสอบก่อน เรียน (จำนวนนกั เรียน X คะแนนเตม็ ) – ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน E.I. = P2 −P1 100%−P1 P2-P1 หมำยถึง จำนวนเศษของ E.I จะเป็นเศษที่จำกกำรวดั ระหวำ่ งกำรทดลองก่อน เรียน (P1) และกำรทดสอบหลงั เรียน (P2) ซ่ึงคะแนนท้งั 2 ชนิด (ประเภท) น้ีจะแสดงถึงค่ำร้อยละ ของคะแนนรวมสูงสุดที่ทำได้ (100%) ตวั หำรของดชั นี คอื ควำมแตกต่ำงระหวำ่ งคะแนนทดสอบก่อนเรียน (P1) และ คะแนนสูงสุด ท่ีนกั เรียนสำมำรถจะทำได้ ต่อมำ เวบ็ บ์ ไดป้ รับรูปแบบของกำรแสดงด่ำดชั นีประสิทธิผลใหมโ่ ดยกำรคูณดว้ ย 100 เพ่อื ใหค้ ่ำที่แสดงออกมำเป็นร้อยละซ่ึงจะช่วยใหด้ ูหรือตีคำ่ ไดส้ ะดวกข้ึน ดชั นีประสิทธิผลสำมำรถนำมำประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่ือประเมินผลแผนกำรเรียนรู้และส่ือ โดยเริ่มจำกกำรทดสอบก่อนเรียนซ่ึงเป็นตวั วนั วำ่ ผเู้ รียนควำมรู้พ้ืนฐำนอยใู่ นระดบั ใด รวมถึงกำรวดั ทำงดำ้ นควำมเชื่อ ควำมพึงพอใจและควำมต้งั ใจของผเู้ รียน นำคะแนนที่ไดจ้ ำกกำรทดสอบมำแปลง ใหเ้ ป็นร้อยละหำค่ำสูงสุดที่เป็นไปได้ จำกน้นั นำนกั เรียนเขำ้ รับกำรทดลอง เสร็จแลว้ ทำกำรทดสอบ หลงั เรียน นำคะแนนท่ีไดม้ ำหำค่ำดชั นีประสิทธิผล โดยนำคะแนนก่อนเรียนไปลบออกจำกคะแนน หลงั เรียนไดเ้ ทำ่ ใดนำมำหำรดว้ ย ค่ำท่ีไดจ้ ำกกำรทดสอบก่อนเรียนสูงสุดท่ีผเู้ รียนจะสำมำรถทำได้ (คือ คะแนนเตม็ นนั่ เอง) ลบดว้ ยคะแนนทดสอบก่อนเรียนโดยทำใหอ้ ยใู่ นรูปร้อยละ จำกกำรคำนวณพบวำ่ ค่ำดชั นีประสิทธิผลจะมีคำ่ อยรู่ ะหวำ่ ง -1.00 ถึง 1.00 หำกค่ำ ทดสอบก่อนเรียนเป็น 0 และกำรทดสอบหลงั เรียนปรำกฏวำ่ นกั เรียนไมม่ ีกำรเปล่ียนแปลง คอื ได้ คะแนน 0 เท่ำเดิม E.I. = P2 − P1 = 0% − 0% = 0% = 0.00 100% − P1 100% − 0% 100% แตถ่ ำ้ คะแนนทดสอบก่อนเรียน (P1) = 0 และคะแนนทดสอบหลงั เรียนนกั เรียนทำ ไดส้ ูงสุดคือ เตม็ P2 = 100 คำ่ E.I. จะเทำ่ กบั 1.00 E.I. = P2 − P1 = 100% − 0% = 100% =1.00 100% − P1 100% − 0% 100%
และในทำงตรงกนั ขำ้ มถำ้ คะแนนทดสอบหลงั เรียนนอ้ ยกวำ่ คะแนนสอบก่อนเรียน คำ่ ท่ีไดอ้ อกมำจะมีค่ำเป็นลบ เช่น P2 = 73% P2 = 45% E.I. = -0.38 E.I. = P2 − P1 = 45% − 73% = − 28% = 0.38 P1 73 73 6. เอกสารที่เกย่ี วข้องกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 6.1 ควำมหมำยของผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน ไดม้ ีนกั กำรศึกษำ ใหค้ วำมหมำยของผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนไว้ ดงั น้ี กำนดำ ประสงคส์ นั ติ (2553 : 34) กลำ่ วถึง ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนวำ่ หมำยถึง คุณลกั ษณะ รวมถึงควำมรู้ควำมสำมำรถของบคุ คล อนั เป็นผลมำจำกกำรเรียนกำรสอน หรือ คอื ประมวลประสบกำรณ์ท้งั ปวงท่ีบคุ คลไดร้ ับจำกกำรเรียนกำรสอน ทำใหบ้ คุ คลเกิดกำรเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในดำ้ นตำ่ ง ๆ ของสมรรถภำพสมอง อำพร สวำ่ งสำรำญ (2551 : 44) ไดก้ ล่ำววำ่ ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน หมำยถึง ผลสำเร็จในเชิงวชิ ำกำรที่เด็กสำมำรถจดจำเน้ือหำ เร่ืองรำวต่ำง ๆ ไดม้ ำกนอ้ ยเพยี งใด สำมำรถนำ ควำมรู้ไปใชไ้ ดถ้ กู ตอ้ งหรือไม่ และรวมถึงสมรรถภำพทำงปัญญำตำมจุดม่งุ หมำยของหลกั สูตรท่ี กำหนดไวด้ ว้ ย สมควร จำปำ (2550 : 21) ไดก้ ลำ่ วถึง ควำมหมำยของกำรวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน วำ่ หมำยถึง กำรวดั ดูวำ่ นกั เรียนมีพฤติกรรมต่ำง ๆ ตำมที่กำหนดไวใ้ นจุดมุ่งหมำยของกำรเรียนกำร สอนมำกนอ้ ยเพยี งใด เป็นกำรตรวจสอบกำรเปลี่ยนแปลงในดำ้ นต่ำง ๆ ของสมรรถภำพทำงสมอง ซ่ึงเป็นผลมำจำกกำรไดร้ ับกำรฝึกอบรมในช่วงเวลำที่ผำ่ นมำอนั เป็นเร่ืองรำวของอดีต วริ ัตน์ ละอองมณี (2552 :66) ไดส้ รุปใหแ้ นวคิดวำ่ แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ เป็นแบบทดสอบ วดั ควำมรู้เชิงวิชำกำร มกั ใชว้ ดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน เนน้ กำรวดั ควำมรู้ ควำมสำมำรถจำกกำรเรียนรู้ในอดีต หรือในภำพปัจจุบนั ของแตล่ ะบุคคล บงั อร คณุ ำสวสั ด์ิ (2556: 43) กลำ่ วถึงควำมหมำยของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิวำ่ หมำยถึง แบบทดสอบที่มุ่งตรวจสอบควำมรู้ ทกั ษะ และสมรรถภำพสมองดำ้ นตำ่ งๆ ของผเู้ รียน วำ่ หลงั กำรเรียนรู้เร่ืองน้นั ๆ แลว้ ผเู้ รียนมีพฤติกรรมเปล่ียนแปลงไปจำกเดิมตำมควำมม่งุ หมำยของ หลกั สูตรวชิ ำน้นั ๆ เพยี งใด มีควำมรู้ควำมสำมำรถในวชิ ำที่เรียนมำมำกนอ้ ยเพียงใด
จำกคำกลำ่ วขำ้ งตน้ สำมำรถสรุปไดว้ ำ่ ผลสมฤทธ์ิทำงกำรเรียน หมำยถึง กำรวดั พฤติกรรม และควำมสำมำรถของผเู้ รียน โดยเนน้ กำรวดั ควำมรู้ ควำมสำมำรถจำกกำรเรียนรู้ท้งั ใน อดีตและปัจจุบนั 6.2 จุดประสงคข์ องกำรวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน จุดประสงคข์ องกำรวดั ผลสมั ฤทธ์ิ เป็นกำรตรวจสอบระดบั ควำมสำมำรถของ สมรรถภำพของบุคคลวำ่ เรียนแลว้ รู้อะไรบำ้ ง และมีควำมสำมำรถดำ้ นใดมำกนอ้ ยเพยี งใด เช่น มีพฤติกรรมดำ้ นควำมจำ ควำมเขำ้ ใจ กำรนำไปใช้ กำรวิเครำะห์ กำรสงั เครำะห์ และกำรประเมินค่ำ มำกนอ้ ยอยใู่ นระดบั ใด นนั่ คือ กำรวดั ผลสมั ฤทธ์ิเป็นกำรตรวจสอบพฤติกรรมของผเู้ รียนในดำ้ น พุทธิพิสัยนนั่ เอง ซ่ึงเป็นกำรวดั 2 องคป์ ระกอบ ตำมจุดมุ่งหมำยและลกั ษณะของวชิ ำท่ีเรียน (ปรำณี พรำยแยม้ แข. 2549 : 29-30) คือ 1. กำรวดั ดำ้ นกำรปฏิบตั ิ เป็นกำรตรวจสอบควำมรู้ควำมสำมำรถทำงกำรปฏิบตั ิ โดย ใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั ิจริงใหเ้ ห็นเป็นผลงำนปรำกฏออกมำ ใหท้ ำกำรสงั เกตและวดั ได้ เช่น วิชำ ศิลปศึกษำ พลศึกษำ กำรช่ำง เป็นตน้ กำรวดั แบบน้ีจึงตอ้ งวดั โดยใชข้ อ้ สอบภำคปฏิบตั ิ ซ่ึงกำร ประเมินผล จะพิจำรณำท่ีวิธีปฏิบตั ิและผลงำนท่ีปฏิบตั ิ 2. กำรวดั ดำ้ นเน้ือหำ เป็นกำรตรวจสอบควำมรู้ควำมสำมำรถเกี่ยวกบั เน้ือวชิ ำรวมถึง พฤติกรรมควำมสำมำรถในดำ้ นต่ำงๆ อนั เป็นผลมำจำกกำรเรียนกำรสอน มีวธิ ีกำรสอบวดั ได้ 2 ลกั ษณะ คือ 2.1 กำรสอบปำกเปล่ำ กำรสอบแบบน้ีมกั กระทำเป็นรำยบคุ คล ซ่ึงเป็นกำรสอบ ที่ตอ้ งกำรดูผลเฉพำะอยำ่ ง เช่น กำรสอบอำ่ นฟังเสียง กำรสอบสัมภำษณ์ ซ่ึงตอ้ งกำรดูกำรใชถ้ อ้ ยคำ ในกำรตอบคำถำม รวมท้งั กำรแสดงควำมคิดเห็นและบคุ ลิกภำพต่ำง ๆ เช่น กำรสอบปริญญำนิพนธ์ ซ่ึงตอ้ งกำรวดั ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ ในเร่ืองที่ทำ ตลอดจนแง่มมุ ตำ่ ง ๆ กำรสอบปำกเปล่ำสำมำรถสอบ วดั ไดล้ ะเอียดลึกซ้ึง และคำถำมกส็ ำมำรถเปลี่ยนแปลง หรือเพมิ่ เติมไดต้ ำมท่ีตอ้ งกำร 2.2 กำรสอบแบบใหเ้ ขียนตอบ เป็นกำรสอบวดั ท่ีใหผ้ สู้ อบเขยี นเป็น ตวั หนงั สือตอบ ซ่ึงมีรูปแบบกำรตอบอยู่ 2 แบบ คือ 2.2.1 แบบไมจ่ ำกดั คำตอบ ซ่ึงไดแ้ ก่ กำรสอบวดั ท่ีใชข้ อ้ สอบแบบอตั นยั หรือควำมเรียง 2.2.2 แบบจำกดั คำตอบ ซ่ึงเป็นกำรสอบท่ีกำหนดขอบเขตของคำถำมท่ี จะใหต้ อบ หรือกำหนดคำตอบมำใหเ้ ลือก ซ่ึงมีรูปแบบของคำถำมคำตอบอยู่ 4 รูปแบบ คือ แบบ เลือกทำงใดทำงหน่ึง แบบจบั คู่ แบบเติมคำ และแบบเลือกตอบ
จำกขอ้ ควำมดงั กล่ำวขำ้ งตน้ สรุปไดว้ ำ่ จุดประสงคข์ องกำรวดั ผลสมั ฤทธ์ิ เพื่อ ตรวจสอบระดบั ควำมสำ มำรถ และพฤติกรรมของผเู้ รียนวำ่ ผเู้ รียนเรียนแลว้ รู้อะไร และสำมำรถนำ ควำมรู้น้นั ใชไ้ ดอ้ ยำ่ งไรบำ้ ง 6.3 ประเภทของกำรวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน กำรทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนของผเู้ รียน สำมำรถกระทำได้ 2 ลกั ษณะ (ปรำณี พรำยแยม้ แข. 2549 : 31-32) คือ 1. กำรทดสอบแบบอิงกลุม่ หรือกำรวดั ผลแบบอิงกลมุ่ เป็นกำรทดสอบหรือ กำรสอบวดั ที่เกิดจำกแนวควำมเชื่อในเรื่องควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบุคคลท่ีวำ่ ควำมสำมำรถของ บคุ คลใดๆ ในเร่ืองใดน้นั มีไมเ่ ท่ำกนั บำงคนมีควำมสำมำรถเด่น บำงคนมีควำมสำมำรถดอ้ ย และ ส่วนใหญ่จะมีควำมสำมำรถปำนกลำง กำรกระจำยของควำมสำมำรถของบุคคล ถำ้ นำมำเขยี นกรำฟ จะมีลกั ษณะควำมสำมำรถปำนกลำง กำรกระจำยของควำมสำมำรถของบคุ คล ถำ้ นำมำเขียนกรำฟ จะมีลกั ษณะควำมสำมำรถปำนกลำง กำรกระจำยของควำมสำมำรถของบคุ คล ถำ้ นำมำเขยี นกรำฟ จะมีลกั ษณะคลำ้ ยๆ โคง้ รูประฆงั หรือที่เรียกวำ่ โคง้ ปกติ ดงั น้นั กำรทดสอบแบบน้ีจึงยดึ คนส่วน ใหญ่เป็นหลกั ในกำรเปรียบเทียบ โดยพจิ ำรณำคะแนนผลกำรสอบของบคุ คลเทียบกบั คนอื่นๆ ใน กลมุ่ คะแนนจะมีควำมหมำยกต็ อ่ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกบั คะแนนของบุคคลอ่ืนท่ีสอบดว้ ยขอ้ สอบ ฉบบั เดียวกนั จุดมงุ่ หมำยของกำรทดสอบแบบน้ี กเ็ พอ่ื กระจำยบุคคลท้งั กลุ่มไปตำมควำมสำมำรถ ของแตล่ ะบคุ คล นน่ั ก็คือ คนท่ีมีควำมสำมำรถสูงจะไดค้ ะแนนสูง คนท่ีมีควำมสำมำรถดอ้ ยกวำ่ ก็จะ ไดค้ ะแนนลดหลนั่ ลงมำจนถึงคะแนนต่ำสุด 2. กำรทดสอบแบบอิงเกณฑห์ รือกำรวดั ผลแบบอิงเกณฑ์ ยดึ ควำมเชื่อในเรื่องกำร เรียนเพ่ือรอบรู้ กล่ำวคอื ยดึ หลกั กำรวำ่ ในกำรเรียนกำรสอนน้นั จะตอ้ งมุ่งส่งเสริมให้ผเู้ รียนท้งั หมด หรือเกือบท้งั หมดประสบควำมสำเร็จในกำรเรียน แมว้ ำ่ ผเู้ รียนจะมีลกั ษณะแตกตำ่ งกนั ก็ตำมแต่ทุก คนควรไดร้ ับกำรส่งเสริมให้พฒั นำไปถึงขีดควำมสำมำรถสูงสุดของตน โดยอำจใชเ้ วลำแตกต่ำงกนั ในแตล่ ะบคุ คล ดงั น้นั กำรทดสอบแบบอิงเกณฑ์ จึงมีกำรกำหนดเกณฑข์ ้นึ แลว้ นำผลกำรสอบวดั ของแตล่ ะบคุ คลเทียบกบั เกณฑท์ ี่ต้งั ไว้ ไม่ไดม้ ีกำรนำผลไปเปรียบเทียบกบั บุคคลอ่ืนๆ ในกลุ่ม ควำมสำคญั ของกำรทดสอบแบบน้ี จึงอยทู่ ี่กำรกำหนดเกณฑเ์ ป็นสำคญั เกณฑใ์ นท่ีน้ี หมำยถึง กลุม่ ของพฤติกรรมท่ีไดก้ ำหนดไวใ้ นแตล่ ะวิชำ ตำมจุดมุ่งหมำยของกำรสอนแต่ละบทหรือแตล่ ะหน่วยกำรเรียนของรำยวิชำน้นั ซ่ึงอำจเป็น จุดมงุ่ หมำยเชิงพฤติกรรมหรือกลุ่มของพฤติกรรมกไ็ ด้ จุดมุ่งหมำยของกำรทดสอบแบบน้ี จึงเป็น กำรตรวจสอบดูวำ่ ใครเรียนไดถ้ ึงเกณฑ์ และใครยงั เรียนไมถ่ ึงเกณฑ์ ควรไดร้ ับกำรปรับปรุงแกไ้ ข เช่น อำจใหม้ ีกำรเรียนซ่อมเสริม เป็นตน้
อำพร สวำ่ งสำรำญ (2551 : 45) ไดก้ ลำ่ วถึง ประเภทของแบบทดสอบวดั ผล สมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบท่ีครูสร้ำงข้ึน เป็นแบบทดสอบที่ครูประจำวชิ ำสร้ำงข้นึ มำใช้ ประเมินผลเฉพำะคร้ังๆ ไป เช่น กำรสอบเพ่ือปรับปรุงกำรเรียนกำรสอน กำรสอบเพ่ือตดั สินผลได้ หรือตกเฉพำะเน้ือหำท่ีสอบ 2. แบบทดสอบมำตรฐำน เป็นแบบทดสอบที่สร้ำงข้ึนมำอยำ่ งถกู หลกั เกณฑ์ โดยผเู้ ช่ียวชำญทำงดำ้ นเน้ือหำวิชำและดำ้ นวดั ผล มีกำรทดลองวเิ ครำะห์คุณภำพ และปรังปรุงกนั มำเป็นข้นั ๆ หลำยคร้ัง จนแน่ใจวำ่ แบบทดสอบมีคุณภำพ แบบทดสอบมำตรฐำน ประกอบดว้ ย ส่วนสำคญั 2 ประกำร คือ 2.1 แบบทดสอบที่ครูสร้ำงข้ึน เป็นแบบทดสอบท่ีครูประจำวชิ ำสร้ำงข้นึ มำ ใชป้ ระเมินผลเฉพำะคร้ัง ๆ ไป เช่น กำรสอบเพ่อื ปรับปรุงกำรเรียนกำรสอน กำรสอบ เพอ่ื ตดั สิน ผลไดห้ รือตก เฉพำะเน้ือหำท่ีสอบ 2.2 ค่มู ือกำรใชแ้ บบทดสอบ เพ่อื ใหส้ ำมำรถปฏิบตั ิเก่ียวกบั กำรสอบไดอ้ ยำ่ ง ถูกตอ้ งตำมจุดประสงค์ รำยละเอียดของคมู่ ือจะประกอบดว้ ยส่วนสำคญั 6 ประกำร คือ 2.2.1 ระบจุ ุดประสงคข์ องแบบทดสอบใชว้ ดั สมรรถภำพใด ใชก้ บั เด็ก ระดบั ไหน และมีลกั ษณะขอ้ สอบอยำ่ งไร 2.2.2 ระบคุ ุณภำพรำยขอ้ และท้งั ฉบบั บอกท่ีมำของกำรตรวจสอบ คุณภำพวำ่ ทดลองกบั กล่มุ ตวั อยำ่ งกลมุ่ ใด กี่คร้ัง และทำกำรปรับปรุงอยำ่ งไร 2.2.3 ระบุวิธีดำเนินกำรสอบอยำ่ งละเอียด ท้งั กำรเตรียมตวั ก่อนสอบ ขณะกำลงั สอบและหลงั สอบ 2.2.4 ระบุวธิ ีตรวจใหค้ ะแนนและมีคำเฉลย 2.2.5 ระบุวิธีกำรแปลควำมหมำยคะแนน เพ่ือใหแ้ ปลควำมหมำยมี มำตรฐำนเดียวกนั หมด จะตอ้ งสร้ำงตำรำงคะแนนเกณฑป์ กติ 2.2.6 ระบุวธิ ีกำรนำผลไปใช้ ส่วนประกอบท้งั 6 ประกำรน้ีจะมีส่วนสำคญั ท่ีสุด 2 ประกำรคอื วธิ ีดำเนินกำร สอบ และกำรแปลควำมหมำยคะแนน จะตอ้ งทำอยำ่ งมีมำตรฐำนเดียวกนั สมควร จำปำ (2550 : 22) ไดจ้ ำแนกประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำร เรียนตำมมิติตำ่ งๆ ไดห้ ลำยมิติ ดงั ต่อไปน้ี 1. จำแนกตำมขอบข่ำยของเน้ือหำวิชำท่ีวดั เช่น แบบสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำง กำรเรียนบำงประเภท จะวดั เน้ือหำวิชำทำงคณิตศำสตร์หรือกำรสะกดคำ ขอบข่ำยเน้ือหำวิชำของ
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิน้ัน อำจกำหนดให้กวำ้ งหรือแคบได้ ตำมปกติแลว้ ยงั ไม่มีมำตรฐำน อำ้ งอิงสำกลท่ีจะนำไปใชใ้ นกำรกำหนดเน้ือหำวชิ ำสำหรับแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ผใู้ ชแ้ บสอบ เท่ำน้ันที่จะตอ้ งกำหนดเน้ือหำวิชำข้ึนเอง โดยให้สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคข์ องกำรสอบ ผูส้ ร้ำง แบบทดสอบสำมำรถที่จะพฒั นำแบบทดสอบใหม้ ีเน้ือหำไดต้ ำมขอบข่ำยที่ตอ้ งกำร 2. จำแนกตำมลกั ษณะหน้ำที่ทวั่ ไปของแบบทดสอบโดยแบ่งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนออกได้ 3 ลกั ษณะ คอื 2.1 แบบทดสอบวดั เพ่ือกำรสำรวจผลสัมฤทธ์ิ เป็นแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ท่ีทำหนำ้ ท่ีในกำรสำรวจควำมสำมำรถทว่ั ๆ ไปของนกั เรียน โดยประเมินควำมรู้ในเน้ือหำวิชำหรือ ทกั ษะต่ำง ๆ เพื่อแสดงระดบั ควำมสำมำรถของนกั เรียน ดงั น้นั แบบสอบเพ่ือกำรสำรวจผลสัมฤทธ์ิ จึงมักจะครอบคลุมเน้ือหำท้ังในระดับกว้ำงและระดับท่ัวไป และถือคะแนนรวมท่ีได้จำก แบบทดสอบเป็นตวั ช้ีถึงระดบั ควำมสำมำรถท่ีวดั ได้ 2.2 แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยผลสัมฤทธ์ิ เป็ นแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิท่ี ทำหน้ำท่ีในกำรวินิจฉัยเก่ียวกับจุดเด่นและจุดดอ้ ยขององค์ประกอบสำคญั ทำงด้ำนทักษะต่ำง ๆ ของนกั เรียนจึงสำมำรถแบ่งออกเป็นแบบสอบชุดยอ่ ย ๆ ไดอ้ ีก นอกจำกน้นั คะแนนจำกแบบสอบยงั แยกตำมองคป์ ระกอบท่ีสำคญั ของแตล่ ะองคป์ ระกอบ 2.3 แบบสอบถเพ่ือวดั ควำมพร้อมเป็ นแบบสอบผลสัมฤทธ์ิซ่ึงทำหนำ้ ท่ีใน กำรวดั ทกั ษะที่จำเป็นสำหรับกำรเรียนในช้นั ที่สูงข้ึน แบบสอบเพ่ือวดั ควำมพร้อมใชส้ ำหรับทำนำย กำรกระทำในอนำคต จึงทำหนำ้ ที่เป็นเคร่ืองมือในกำรวดั ควำมถนดั ไปในตวั ดว้ ย 3. จำแนกตำมคำตอบที่ใช้โดยทั่วไปแลว้ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิที่ใช้กัน มกั จะเป็ นแบสอบประเภทขอ้ เขียน และท่ีใช้กนั ค่อนขำ้ งมำก ไดแ้ ก่ แบบสอบภำคปฏิบตั ิ ซ่ึงเป็ น แบบทดสอบท่ีตอ้ งกำรใหน้ กั เรียนหรือผเู้ จำ้ สอบไดส้ ำธิตทกั ษะของตนเอง นอกจำกน้ี (มณั ฑนี กุฏำคำร. 2546 : 40-44) กล่ำวว่ำ ประเภทของกำรวดั ผลกำรศึกษำ มีมำกมำยหลำยชนิด แตกต่ำงกนั ไป แลว้ แต่หลกั เกณฑท์ ่ีจะใชใ้ นกำรพิจำรณำ ซ่ึงสำมำรถจำแนกได้ ดงั น้ี 1. จำแนกตำมลำดบั ก่อนและหลงั กำรเรียน แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ 1.1 กำรวดั ผลโดยกำรใช้แบบทดสอบก่อนสอน เป็ นกำรวดั ผลควำมรู้เดิม ก่อนทำกำรสอน 1.2 กำรวดั ผล โดยกำรใช้แบบทดสอบหลังสอน เป็ นกำรวดั ผลควำมรู้ หลงั จำกท่ีไดท้ ำกำรสอนไปแลว้ โดยใชแ้ บบทดสอบชุดเดิมหรือแบบทดสอบคู่ขนำน ซ่ึงผลของ
กำรวดั ที่ไดน้ ้ัน กำรวดั ผลหลงั สอนจะตอ้ งไดผ้ ลที่สูงกวำ่ ก่อนสอน จึงจะเป็นกำรแสดงวำ่ กำรสอน น้นั ไดผ้ ล 2. จำแนกตำมวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวดั แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื 2.1 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบยอ่ ย เป็นกำรวดั ผลระหวำ่ งทำกำรสอนใน แตล่ ะวชิ ำ โดยจะทำกำรวดั ผลหลงั จำกจบกำรเรียนในแต่ละหน่วยกำรสอน เพ่ือวดั ระดบั ควำมรู้และ คน้ หำบำงจุดที่นกั เรียนไม่สำมำรถเรียนใหร้ อบรู้ได้ เพ่อื นำไปปรับปรุงกำรเรียนกำรสอนใหด้ ีข้นึ 2.2 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบรวม เป็ นกำรวดั ผลกำรเรียนคร้ังละหลำย ๆ หน่วยกำรสอน หรือสิ้นสุดกำรเรียนกำรสอนวิชำน้ันแล้ว เพ่ือเป็ นขอ้ มูล สำหรับกำรตัดสิน ควำมสำมำรถของผเู้ รียนในวชิ ำน้นั ๆ 3. จำแนกตำมกำรตรวจใหค้ ะแนน แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื 3.1 กำรวดั ผลโดยกำรใช้แบบทดสอบแบบอัตนัย เป็ นกำรวดั ผลกำรใช้ ควำมสำมำรถในกำรใช้ภำษำ ใชค้ วำมคิด กำรแสดงออกทำงอำรมณ์ ทศั นคติและอ่ืน ๆ ให้ออกมำ ภำยในระยะเวลำท่ีกำหนด ซ่ึงกำรตรวจใหค้ ะแนนของผตู้ รวจแต่ละคน จะไดไ้ ม่ตรงกนั ดว้ ยสำเหตุ ท่ีมีควำมคดิ เห็น หรือกำรตดั สินใจของผตู้ รวจเขำ้ มำมีส่วนร่วมดว้ ย 3.2 กำรวดั ผล โดยกำรใช้แบบทดสอบแบบปรนัย เป็ นกำรวดั ผลที่กำหนด คำตอบออกมำให้เลือก หรือกำหนดขอบเขตของคำถำมมำให้ตอบส้ันๆ เช่น ให้เลือกตอบทำงใด ทำงหน่ึง ถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ หรือให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดมำตอบ หรือให้ จบั คู่คำตอบกับคำถำมที่มีควำมสัมพนั ธ์กัน หรือให้เติมคำตอบขอ้ ควำมส้ันๆ ลงในช่องว่ำงให้ สมบูรณ์ เป็นตน้ ซ่ึงกำรตรวจใหค้ ะแนนของผตู้ รวจแต่ละคนจะตรงกนั 4. จำแนกตำมลกั ษณะกำรแปลควำมหมำยของคะแนน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 4.1 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบแบบอิงกลุ่ม เป็นกำรวดั ผลในลกั ษณะกำร นำคะแนนมำเปรียบเทียบกนั ในกลุ่มวำ่ อยู่ ณ ตำแหน่งใด เม่ือเทียบกบั คนอ่ืนๆ โดยใชแ้ บบทดสอบ ชนิดเดียวกนั 4.2 กำรวัดผลโดยใช้แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ เป็ นกำรวัดผล โดยใช้ หลักเกณฑ์ภำยนอกมำเป็ นจุดเปรียบเทียบ คือ เป็ นกำรวัดในลักษณะของกำรนำคะแนนไป เปรียบเทียบกบั เกณฑท์ ่ีกำหนด โดยไม่สนใจกบั คะแนนของคนอ่ืนๆ 5. จำแนกตำมจำนวนผเู้ ขำ้ สอบ แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ 5.1 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบรำยบุคคล เป็ นกำรวดั ผลในลกั ษณะตวั ต่อ คอื มีครู 1 คน ทำกำรวดั ผลนกั เรียนทีละคน อำจจะเป็นกำรสอบสมั ภำษณ์ หรือสอบปำกเปลำ่
5.2 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบรำยกลุ่ม เป็ นกำรวดั ผลในลกั ษณะท่ีใชก้ นั ในปัจจุบนั คือ มีครู 1 คน ทำกำรวดั ผลนกั เรียนหลำยๆ คน 6. จำแนกตำมเวลำท่ีใชแ้ บง่ ได้ 2 ประเภท คอื 6.1 กำรวัดผลโดยใช้แบบทดสอบแบบใช้ควำมเร็ว เป็ นกำรวัดผ ลที่ กำหนดเวลำให้นอ้ ยมำก และมีจำนวนขอ้ มำกขอ้ แตม่ กั จะเป็นขอ้ ท่ีง่ำยๆ เนื่องจำกตอ้ งกำรควำมเร็ว ในกำรทำ 6.2 กำรวดั ผล โดยใช้แบบทดสอบแบบให้เวลำเต็มที่ เป็ นกำรวดั ผลที่ไม่ กำหนดเวลำ ผสู้ อบสำมำรถทำจนกระทง่ั คิดวำ่ ไม่สำมำรถจะทำตอ่ ไปไดอ้ ีกแลว้ ซ่ึงจะแสดงใหเ้ ห็น ถึงระดบั ควำมสำมำรถสูงสุดของบคุ คลน้นั 7. จำแนกตำมรูปแบบของขอ้ สอบ แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ 7.1 กำรวัดผลโดยใช้แบบทดสอบที่ให้เขียนตอบเอง เป็ นกำรวัดผลท่ี ประกอบดว้ ยขอ้ สอบเติมคำ บรรยำย ควำมเรียง 7.2 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบที่มีคำตอบให้เลือก เป็ นกำรวดั ผลที่ ประกอบดว้ ยขอ้ สอบถูก ผิด จบั คู่ เลือกตอบ 8. จำแนกตำมลกั ษณะกำรตอบ แบง่ ได้ 3 ประเภท คอื 8.1 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบแบบปฏิบัติ เป็ นกำรวดั ผลภำคปฏิบัติ ท้งั หลำย เช่น วิชำพลศึกษำ กำรฝีมือ กำรแสดงละคร เป็นตน้ 8.2 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบปำกเปล่ำ เป็ นกำรวดั ผลรำยบุคคล เช่น กำรสอบสัมภำษณ์ กำรสอบอ่ำน กำรสอบฟังเสียง เป็นตน้ 8.3 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบแบบเขียนตอบ เป็นรูปแบบท่ีพฒั นำมำจำก กำรสอบปำกเปล่ำ โดยวดั ผลเป็นกล่มุ ใหเ้ ขียนตอบ จะใชเ้ วลำสอบนอ้ ยลง 9. จำแนกตำมลกั ษณะกำรใชป้ ระโยชน์ แบง่ ได้ 4 ประเภท คอื 9.1 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบเพื่อจดั อนั ดบั เป็ นกำรวดั ผล เพื่อดูระดับ ควำมรู้ควำมสำมำรถแต่ละบุคคลวำ่ อยตู่ ำแหน่งใด เพ่ือประโยชน์ในกำรจำแนกแยกประเภท แยก กลุ่ม ตำมควำมสำมำรถน้นั ๆ 9.2 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบเพ่ือวินิจฉัย เป็ นกำรวดั ผลเพ่ือคน้ หำควำม บกพร่องของนกั เรียน เพื่อประโยชนใ์ นกำรปรับปรุงกำรเรียนกำรสอน 9.3 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบเพื่อพยำกรณ์ เป็นกำรวดั ผลเพื่อทำนำยหรือ คำดคะเน ควำมรู้ ควำมสำมำรถ ควำมสำเร็จในอนำคต เพ่ือประโยชน์ในกำรแนะแนววิชำเลือก วิชำชีพในภำยภำคหนำ้
9.4 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบเพ่ือคดั เลือก เป็ นกำรวดั ผล เพื่อดูระดับ ควำมรู้ ควำมสำมำรถท่ีสูงๆ เพ่ือประโยชน์ในกำรคดั เลือกบุคคลท่ีมีคุณภำพในกำรเขำ้ เรียน หรือ เขำ้ ทำงำน 10. จำแนกตำมกระบวนในกำรสร้ำง แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 10.1 กำรวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบท่ีครูสร้ำงข้ึนเอง เป็นแบบทดสอบท่ีสร้ำง ข้นึ เฉพำะครำว เพื่อใชท้ ดสอวดั ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียน 10.2 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบมำตรฐำน เป็ นแบบทดสอบที่สร้ำงข้ึน ดว้ ยกระบวนกำรท่ีมีกำรนำไปทดลองสอบหลำยคร้ัง แลว้ นำผลมำวิเครำะห์ดว้ ยวิธีกำรทำงสถิติ แลว้ ปรับปรุงใหม้ ีคณุ ภำพดี มีควำมเป็นมำตรฐำน 11. จำแนกตำมจุดม่งุ หมำยของผลกำรวดั แบง่ ได้ 3 ประเภท คอื 11.1 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ เป็ นแบบทดสอบที่มุ่งวดั พฤติกรรม และประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ของผเู้ รียน 11.2 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั ควำมถนัด เป็ นแบบทดสอบท่ีมุ่งวดั สมรรถภำพพ้ืนฐำน อนั เป็นควำมสำมำรถทำงสติปัญญำของบคุ คล 11.3 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั บุคลิกภำพ เป็ นแบบทดสอบที่มุ่ง วดั คุณลักษณะเฉพำะตวั ของบุคคล ซ่ึงเป็ นผลรวมมำจำกควำมรู้ ควำมคิด อำรมณ์ กำรปรับตัว ควำมสนใจ และทศั นคติ 12. จำแนกตำมสมรรถภำพท่ีจะวดั แบง่ ได้ 6 ประเภท คอื 12.1 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ เป็ นแบบทดสอบที่ใช้ วดั ควำมเจริญงอกงำมของควำมรู้ในกำรเรียน 12.2 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั เชำวน์ปัญญำ เป็ นแบบทดสอบที่ใช้ วดั สมรรถภำพสมองดำ้ นตำ่ งๆ 12.3 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั ควำมถนัด เป็ นแบบทดสอบท่ีใช้วดั ควำมถนดั ทำงดำ้ นวิชำกำรตำ่ งๆ หรือควำมถนดั พเิ ศษ ควำมถนดั เฉพำะของบคุ คล 12.4 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั บุคลิกภำพ เป็ นแบบทดสอบท่ีใช้ วดั คณุ ลกั ษณะเฉพำะตวั ของบคุ คล 12.5 กำรวัดผลโดยใช้แบบทดสอบวดั เจตคติ เป็ นแบบทดสอบที่ใช้วัด ทศั นคติทำงสังคม เช้ือชำติ กำรเมือง ศีลธรรม หรือศำสนำ 12.6 กำรวดั ผลโดยใช้แบบทดสอบวดั ควำมสนใจ เป็ นแบบทดสอบท่ีใช้ วดั ควำมสนใจในเร่ืองต่ำงๆ ของบคุ คล เช่น ควำมสนใจในอำชีพประมง
จำกขอ้ ควำมขำ้ งตน้ จึงสรุปไดว้ ่ำ แบบทดสอบท่ีใชใ้ นปัจจุบนั มีมำกมำยหลำยชนิด แต่ละชนิดก็มีจุดมุ่งหมำยในกำรทดสอบแตกต่ำงกัน ดังน้ัน ในกำรนำแบบทดสอบไปใช้ต้อง ระมดั ระวงั ว่ำ เลือกใช้แบบทดสอบได้ถูกตอ้ งเหมำะสมกับส่ิงท่ีเรำตอ้ งกำรหรือไม่ กำรจำแนก ประเภทของแบบทดสอบ จึงช่วยใหส้ ำมำรถเขำ้ ใจและเลือกใชแ้ บบทดสอบไดถ้ กู ตอ้ งยง่ิ ข้นึ 6.4 ข้นั ตอนกำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน (พิตร ทองช้ัน .2544 : 60-61) ไดก้ ล่ำวถึง กระบวนกำรในกำรสร้ำงแบบทดสอบว่ำ กำรสร้ำงแบบทดสอบ จะต้องมีกำรวำงแผนในกำรสร้ำงอย่ำงมีข้นั ตอน เพ่ือช่วยให้กำรสร้ำง แบบทดสอบมีประสิทธิภำพ โดยมีลำดบั ข้นั ตอนในกำรวำงแผน ดงั น้ี 1. กำหนดจุดมุ่งหมำย โดยตอ้ งกำหนดให้ชดั เจนและแน่นอนในเร่ืองใด อย่ำงไร เช่น สร้ำงแบบทดสอบในเร่ืองใด และมีกำรกำหนดน้ำหนกั คะแนน และควรทรำบกลุ่มนกั เรียน ท่ี จะทดสอบว่ำเก่ง อ่อนเพียงใด เพื่อจะได้ใช้เป็ นเกณฑ์ในกำรสร้ำงข้อสอบให้เหมำะสมกับ ควำมสำมำรถของนกั เรียน และควรมีกำรกำหนดวนั เวลำในกำรสอบใหพ้ อเหมำะกบั กล่มุ สอบ 2. ข้นั เตรียม เช่น เตรียมหลกั สูตร เน้ือหำวิชำตลอดจนตำรำหนังสือแบบเรียน รวมถึงตอ้ งมีกำรวิเครำะหห์ ลกั สูตร และอุปกรณ์ตำ่ งๆท่ีใชก้ ำรทำแบบทดสอบ เช่น กระดำษคำตอบ และครูผสู้ อนตอ้ งเลือกแบบและชนิดของขอ้ ทดสอบ เช่น จะใชแ้ บบเลือกตอบ แบบเรียงควำมหรือ แบบผสม 3. ข้นั ลงมือปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ ข้นั ลงมือปฏิบตั ิกำรเขียนขอ้ สอบตำมที่กำหนดไวส้ ิ่ง ที่ ควรยดึ ถือ คอื หลกั และวธิ ีกำรสร้ำงแบบทดสอบท่ีดี ถำ้ เกิดขอ้ สอบขอ้ ใดเกิดปัญหำ ควรมีกำรพูดคุย กบั เพอ่ื นครู หรือผเู้ ชี่ยวชำญดำ้ นกำรวดั ผล ทำงดำ้ นเน้ือหำวิชำน้นั ๆ 4. ข้นั ตรวจสอบ ควรมีกำรตรวจตรำขอ้ สอบวำ่ มีขอ้ บกพร่องดี-ไม่ดีอย่ำงไร โดย นำมำเปรียบเทียบกบั ผลกำรวิเครำะหข์ อ้ สอบหลงั จำกท่ีไดท้ ดสอบกบั นกั เรียนแลว้ 5. ข้ันจดั พิมพ์ สิ่งที่ควรคำนึง ไดแ้ ก่ รูปเล่มตอ้ งจดั ให้เรียบร้อย พิมพ์ให้สะอำด ตวั อกั ษรไม่ผิดพลำด คำช้ีแจงในขอ้ สอบตอ้ งชดั เจน และตอ้ งมีรำยละเอียดเกี่ยวกบั จำนวนขอ้ สอบ เวลำ คำแนนเตม็ นอกจำกน้ี (ปรำณี พรำยแยม้ แข .2549 : 22-29) ได้กล่ำวถึงกระบวนกำรสร้ำง แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิวำ่ มีข้นั ตอนที่สำคญั 4 ข้นั คือ 1. ข้นั วำงแผนกำรสร้ำงแบบทดสอบ กำรวำงแผนสร้ำงแบบทดสอบตอ้ งพิจำรณำ ถึงส่ิงสำคญั 2 ประกำร คอื 1.1 จุดประสงค์ของกำรนำแบบทดสอบไปใช้ หลักกำรสำคัญ คือ กำรนำ แบบทดสอบไปใชจ้ ะตอ้ งสัมพนั ธ์อยกู่ บั กำรสอน เช่น สอบเพื่อตรวจสอบควำมรู้เดิม สอบก่อนทำ
กำรสอน กำรสอบเพื่อปรับปรุงกำรเรียนกำรสอน และวินิจฉยั ขอ้ บกพร่องของขอ้ สอบในระหว่ำง กำรดำเนินกำรสอน และกำรสอบเพื่อสรุปผลกำรเรียน ดงั น้นั จุดประสงคข์ องกำรนำแบบทดสอบ ไปใช้ จึงแบ่งไดเ้ ป็น 4 จุดประสงค์ คือ 1.1.1 ใชต้ รวจสอบควำมรู้เดิม ก่อนท่ีจะเริ่มตน้ กำรสอน เพื่อพิจำรณำว่ำ ถำ้ นักเรียนยงั ขำดควำมรู้พ้ืนฐำน ก็จำเป็ นตอ้ งทำกำรสอนเสริมเสียก่อน แต่ถำ้ นักเรียนมีควำมรู้ พ้ืนฐำนเพียงพอ ก็พิจำรณำต่อไปวำ่ นักเรียนมีระดบั ควำมสำมำรถสูงต่ำเพียงใด เพ่ือจดั กลุ่มกำรเรียน และเลือกวธิ ีกำรสอนใหเ้ หมำะสมกบั กลุ่มผเู้ รียน 1.1.2 ใชต้ รวจสอบควำมกำ้ วหนำ้ และปรับปรุงกำรเรียนกำรสอน โดยจะ ทำกำรสอบในระหวำ่ งดำเนินกำรสอนเป็นระยะๆ 1.1.3 ใช้วินิจฉัยผู้เรี ยน เพ่ือหำสำเหตุข้อบกพร่องของผู้เรี ยนเป็ น รำยบคุ คล 1.1.4 ใช้สรุปผลกำรเรียน เพ่ือตดั สินผลกำรเรียนวำ่ นักเรียนควรไดเ้ กรด อะไร สอบผำ่ นหรือไม่ผำ่ นเกณฑท์ ่ีกำหนด 1.2 เน้ือหำวิชำและพฤติกรรมท่ีต้องกำรจะวดั ซ่ึงได้มำจำกกำรวิเครำะห์ หลักสูตร ซ่ึงเป็ นกระบวนกำรในกำรจำแนกแยกแยะว่ำวิชำน้ันๆ มีหัวข้อเน้ือหำสำระที่สำคัญ อะไรบำ้ ง มีจุดประสงคท์ ี่จะก่อใหเ้ กิดพฤติกรรมอะไรบำ้ ง ซ่ึงประกอบดว้ ยกำรวเิ ครำะห์ 2 อยำ่ ง คอื 1.2.1 กำรวิเครำะห์เน้ือหำวิชำ ซ่ึงตอ้ งคำนึงถึงส่ิงต่อไปน้ี คืควำมสัมพนั ธ์ เกี่ยวขอ้ งกนั ของเน้ือหำ ควำมยำกง่ำยของเน้ือหำ ขนำดควำมยำวของเน้ือหำ เวลำท่ีใชส้ อน 1.2.2 กำรวิเครำะห์จุดประสงค์ เป็ นกำรจำแนกและจัดหมวดหมู่ พฤติกรรมท่ีตอ้ งกำรปลูกฝัง หรือตอ้ งกำรให้เกิดข้ึนกับนักเรียน โดยใช้เน้ือหำวิชำเป็ นสื่อนำกำร วิเครำะห์ จุดประสงค์ ซ่ึงควรดำเนินกำรดังน้ี รวบรวมจุดประสงค์ของเน้ือหำวิชำท้ังหมดจำก หลกั สูตร และคู่มือครู หลงั จำกน้ัน จึงเขียนพฤติกรรมท่ีสำคญั ของแต่ละจุดประสงค์ท้งั หมด และ นิยำมควำมหมำยของพฤติกรรมดงั กลำ่ ว กำรสร้ำงตำรำงวิเครำะห์หลักสูตร หรือตำรำงลักษณะเฉพำะ เป็ นตำรำง สองมิติ มิติท่ีหน่ึง เป็นจุดประสงคก์ ำรสอน ซ่ึงประกอบดว้ ยพฤติกรรมดำ้ นต่ำงๆ และมิติท่ีสอง เป็น หัวขอ้ เน้ือหำ ในแต่ละหัวขอ้ เน้ือหำและพฤติกรรม จะกำหนดคะแนนน้ำหนักควำมสำคญั ไว้ ซ่ึง คะแนนน้ำหนกั ควำมสำคญั น้ี จะนำมำใชใ้ นกำรเขียนขอ้ สอบว่ำ ตอ้ งเขียนขอ้ สอบวดั พฤติกรรมใน หวั ขอ้ เน้ือหำวิชำใดมำกนอ้ ยเพยี งใด วิธีกำหนดน้ำหนกั ควำมสำคญั และจำนวนขอ้ สอบทำได้ ดงั น้ี
1. กำหนดน้ำหนกั ควำมสำคญั ของแต่ละหัวขอ้ เน้ือหำ โดยพิจำรณำจำก เวลำที่ใชส้ อนในแตล่ ะหวั ขอ้ เน้ือหำ 2. กำหนดน้ำหนักควำมสำคญั ของแต่ละพฤติกรรม โดยพิจำรณำจำก ควำมสำคญั ของจุดประสงคท์ ี่ใชส้ อน 3. กำหนดจำนวนขอ้ ท่ีจะใช้สอบท้งั หมด โดยพิจำรณำจำกจุดประสงค์ ของกำรนำแบบทดสอบไปใช้ 4. คำนวณจำนวนข้อสอบในแต่ละหัวข้อเน้ือหำ โดยคิดจำกน้ำหนัก ควำมสำคญั 5. คำนวณจำนวนขอ้ สอบในแต่ละหัวขอ้ เป็ นรำยพฤติกรรม โดยคิดจำก น้ำหนกั ควำมสำคญั ของแต่ละพฤติกรรม 2. ข้นั ตระเตรียมงำนและเขยี นขอ้ สอบ ควรคำนึงถึงส่ิงตำ่ งๆ ดงั น้ี 2.1 เตรียมแบบทดสอบฉบบั ยกร่ำงโดยเขยี นจำกตำรำงวิเครำะห์หลกั สูตรแลว้ นำมำพิจำรณำปรับปรุงแก้ไข กำรเขียนข้อสอบตอ้ งเลือกชนิดข้อสอบ และรูปแบบคำถำมให้ เหมำะสมและควรเขียนขอ้ สอบใหม้ ำกกวำ่ ขอ้ สอบท่ีตอ้ งกำรจริง โดยเผ่ือไวป้ ระมำณ 25-50% 2.2 ควรเขียนขอ้ สอบให้ยำกพอเหมำะ ขอ้ สอบถูกผิดควรมีคนตอบถูก 75% ขอ้ สอบเลือกตอบ 5 ตวั เลือกควรมีคนตอบถกู 60% ขอ้ สอบเติมคำควรมีคนตอบถกู 50% 2.3 เมื่อเขียนขอ้ สอบเสร็จแลว้ ควรนำกลบั มำพิจำรณำขอ้ บกพร่องต่ำง ๆ เช่น คำถำมตอ้ งไม่กำกวม ไม่คลมุ เคลือ ไมผ่ ดิ หลกั ภำษำ ไมย่ ำกและซบั ซอ้ นเกินไป 2.4 ควรเขียนขอ้ สอบใหเ้ น้ือหำบงั คบั คำตอบ มำกกวำ่ ใชฟ้ อร์มขอ้ ควำมบงั คบั ตอบ เช่น กำรใชค้ ำวำ่ อำจจะ บำงที จะมีโอกำสเป็นคำตอบถกู มำกกวำ่ ผิด 2.5 ควรจดั ขอ้ สอบใหเ้ ป็นหมวดหม่ตู ำมประเภทของขอ้ สอบ 2.6 ควรสร้ำงขอ้ สอบแบบระดมพลงั มำกกวำ่ แบบเร่งรีบ 2.7 อยำ่ จดั ขอ้ สอบใหม้ ีขอ้ ถกู เรียงกนั อยำ่ งเป็นระบบ 2.8 ควรออกแบบข้อสอบให้มีวิธีตอบที่สะดวกและง่ำยต่อกำรตรวจให้ คะแนน 2.9 ควรเขยี นคำส่งั หรือคำช้ีแจงใหล้ ะเอียดและชดั เจน 2.10 ควรระลึกอยู่เสมอว่ำ พฤติกรรมทุกพฤติกรรม ไม่สำมำรถวดั ด้วย ขอ้ สอบเพยี งขอ้ เดียวหรือฟอร์มเดียว 2.11 หลีกเล่ียงขอ้ สอบแบบถกู ผิด เพรำะมีโอกำสเดำตอบถกู ไดง้ ำ่ ย
3. ข้นั ทดลองสอบ เมื่อเขียนขอ้ สอบและจดั พิมพเ์ รียบร้อยแลว้ ก็นำไปทดลองสอบ เพ่ือนำผลมำแกไ้ ขปรับปรุงขอ้ สอบซ่ึงมีขอ้ เสนอแนะ ดงั น้ี 3.1 กำหนดกลุ่มตวั อยำ่ งนกั เรียนที่จะนำไปทดลองสอบให้นกั เรียนท้งั คนเก่ง กลำง และอ่อนคละกนั ไป 3.2 กำหนดเวลำที่ใช้สอบให้เหมำะสมกับจำนวนข้อสอบ สำหรับ แบบทดสอบท่ีสร้ำงข้ึนคร้ังแรกจะพิจำรณำเวลำท่ีให้ทำข้อสอบ จำกเวลำที่นักเรียน 90% ทำ แบบทดสอบเสร็จเป็น กำรหมดเวลำสอบ 3.3 กำรคุมสอบต้องพยำยำมจูงใจให้นักเรียนมีสมำธิ และพยำยำมทำ แบบทดสอบอยำ่ งเต็มควำมสำมำรถ เพรำะถำ้ นกั เรียนรู้วำ่ กำรทดลองสอบน้ี จะไม่มีผลต่อกำรสอบ ได้สอบตก อำจทำให้นักเรียนตอบแบบทดสอบอย่ำงขอไปที ซ่ึงจะส่งผลต่อคะแนนที่จะนำมำ ประเมินผลขอ้ สอบได้ 3.4 ครูตอ้ งเตรียมตวั ล่วงหนำ้ ในกำรคุมสอบ อย่ำใหม้ ีสิ่งผดิ พลำดใดๆ เกิดข้ึน และกำรคมุ สอบ ครูควรวำงทำ่ ทำงใหม้ ีควำมเป็นกนั เองใหม้ ำกท่ีสุด 3.5 สถำนกำรณ์ทดสอบ ตอ้ งทำให้เหมำะสมท่ีสุด ห้องสอบตอ้ งปรำศจำก เสียงรบกวนใดท้งั สิ้น ตอ้ งมีแสงสวำ่ งเพียงพอ อำกำศถำ่ ยเทสะดวก ท่ีนง่ั สอบเหมำะสม 4. ข้นั ประเมินผลแบบทดสอบ เป็ นกำรตรวจสอบแบบทดสอบมีคุณภำพหรือไม่ โดยพจิ ำรณำตำมคุณลกั ษณะที่ดีของแบบทดสอบ 10 ประกำร คอื 4.1 ควำมแม่นตรง หมำยถึง แบบทดสอบสำมำรถวดั พฤติกรรมได้ตรงตำม ที่ระบุไวใ้ นจุดประสงค์ และตำมที่ทำกำรสอนจริง 4.2 ควำมเชื่อมน่ั หมำยถึง แบบทดสอบให้ผลกำรสอบสอดคล้องตรงกนั ทุก คร้ัง 4.3 อำนำจจำแนก หมำยถึง ขอ้ สอบที่แบ่งแยกคนเก่ง คนอ่อนออกจำกกนั ได้ กล่ำวคอื คนเก่งจะตอบถูก คนอ่อนจะตอบผดิ 4.4 ควำมยำกง่ำย หมำยถึง จำนวนเปอร์เซ็นตผ์ ูต้ อบถูก โดยทว่ั ไปแลว้ ควำม ยำกง่ำยที่เหมำะจะมีคนคร่ึงหน่ึงตอบถกู 4.5 ควำมเป็ นปรนัย หมำยถึง ขอ้ สอบที่มีคำถำมชัดเจนและกำรให้คะแนน ชดั เจน 4.6 ควำมเฉพำะเจำะจง หมำยถึง คนท่ีมีควำมสำมำรถเฉพำะเร่ืองน้นั จะตอบ ขอ้ สอบน้นั ถกู แตถ่ ำ้ มีควำมสำมำรถทว่ั ไปจะตอบขอ้ สอบไมถ่ กู
4.7 ประสิทธิภำพ หมำยถึง แบบทดสอบที่ใชน้ ้นั ประหยดั เวลำกำรสร้ำงกำร ดำเนินกำรสอบ กำรตรวจใหค้ ะแนน แต่ใหผ้ ลกำรสอบถูกตอ้ ง 4.8 ควำมสมดุล หมำยถึง แบบทดสอบสำมำรถวัดได้ครอบคลุม ตำม จุดประสงคแ์ ละเน้ือหำ มีสัดส่วนจำนวนขอ้ สอดคลอ้ งตำมตำรำงวเิ ครำะห์หลกั สูตร 4.9 ควำมยุติธรรม หมำยถึง แบบทดสอบมีควำมชดั เจนไม่คลุมเครือ และ เปิ ดโอกำสใหท้ กุ คนมีโอกำสที่จะตอบถกู ไดเ้ ทำ่ กนั 4.10 ควำมเหมำะสมของเวลำ หมำยถึง แบบทดสอบกำหนดเวลำให้อย่ำง เพยี งพอในกำรตอบขอ้ สอบจนเสร็จ จำกขอ้ ควำมท่ีกล่ำวมำขำ้ งตน้ สำมำรถสรุปไดว้ ่ำ กระบวนกำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน มีข้นั ตอนสำคัญ คือ ข้ันวำงแผน ข้ันเตรียม ข้ันทดลองสอบ และข้ัน ประเมินผลแบบทดสอบ กระบวนกำรน้ีจะทำติดต่อซ้ ำกันไปเรื่อย ๆ จนกว่ำจะได้คุณภำพ แบบทดสอบตำมที่ตอ้ งกำร กำรวำงแผนสร้ำงแบบทดสอบนบั ว่ำเป็ นข้นั สำคญั มำก เพรำะจะเป็ น ตวั กำหนดกำรเขียนขอ้ สอบใหถ้ ูกตอ้ งต้งั แต่แรก ดงั น้นั ตำรำงวิเครำะห์หลกั สูตร จึงเป็นส่วนสำคญั ท่ีจะตอ้ งสร้ำงข้นึ ก่อนที่จะทำกำรสร้ำงแบบทดสอบทกุ คร้ัง 7. ความพงึ พอใจ 7.1 ควำมหมำยของควำมพงึ พอใจ ไดม้ ีผกู้ ล่ำวถึงควำมหมำยของควำมพึงพอใจ ดงั น้ี อำรีรัตน์ สิงห์ศรี (2551 : 7) ได้ให้ควำมหมำยของควำมพึงพอใจว่ำ ควำมรู้สึก หรืออำรมณ์ของบุคคลที่มีควำมสัมพนั ธ์ต่อสิ่งเร้ำ ตำ่ งเป็นผลต่อเนื่องจำกกำรท่ีบคุ คลประเมินผลสิ่ง น้นั แลว้ วำ่ พอใจ ตอ้ งกำร หรือดีอยำ่ งไร ประวิทย์ อมรสกลุ (.2554 : 35) กล่ำววำ่ ควำมพึงพอใจเป็นปัจจยั ประกำรสำคญั หน่ึงที่ช่วยให้งำนประสบผลสำเร็จ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งถำ้ เป็ นงำนเก่ียวกับกำรให้บริกำร ดังน้ัน ผบู้ ริหำรและผปู้ ฏิบตั ิงำนตอ้ งดำเนินกำรใหผ้ มู้ ำใชบ้ ริกำรเกิดควำมพงึ พอใจดว้ ย เจนภพ วิสุทธิธำดำ (2556 : 52) กล่ำวว่ำ ควำมพึงพอใจ หมำยถึง ควำมรู้สึก มีควำมสุขเม่ือเรำได้รับผลสำเร็จตำมจุดมุ่งหมำย (Goals) ควำมต้องกำร (Want) หรือแรงจูงใจ (Motivation) ประนอม สมประสงค์ (2554 : 66) กล่ำวว่ำควำมพึงพอใจ หมำยถึง สภำพของ อำรมณ์ของบุคคลที่มีต่อองค์ประกอบของงำนและสภำพแวดล้อมในกำรทำงำน ท่ีสำมำรถ ตอบสนองตอ่ ควำมตอ้ งกำรของบคุ คลน้นั ๆ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113