การวจิ ยั ทางการศึกษา ตารางท่ี 5.4 จาํ นวนประชากรและกลุม% ท่ีใชในการวจิ ยั ปจ_ จยั เชิงสาเหตุของตวั แปรนอกเหนือ ทางสตปิ _ญญาทมี่ ีอทิ ธิพลต%อผลการเรยี นของนกั ศึกษาสถาบันราชภัฏอุดรธานี สาขาวิชา จํานวนนกั ศกึ ษา สาขาวชิ าวิทยาศาสตร0และเทคโนโลยี ประชากร กลม%ุ ตวั อย%าง สาขาวิชาครศุ าสตร0 สาขาวิชาบริหารธรุ กจิ 713 356 สาขาวิชาศลิ ปศาสตร0 รวมทง้ั ส้นิ 498 249 433 217 1,017 508 2,661 1,330 1.4 การสุมตัวอยางแบบแบงกลุม (Cluster Random Sampling)ถาประชากรประกอบไป ดวยกล%ุมย%อยๆ ท่ีมีลักษณะเหมือนกันหรือเป*นเอกพันธ0 แต%ภายในกล%ุมย%อยมีสมาชิกที่มีลักษณะ แตกต%างกันหรือเป*นววิ ธิ พนั ธ0 เชน% การจัดหองเรียนแบบคละความสามารถภายในแต%และหอง (ภายใน กลุ%มย%อย) จะมีท้ังนักเรียนเก%ง ปานกลางและอ%อน ซึ่งมีลักษณะเป*นวิวิธพันธ0 แต%ระหว%างหองเรียน ดวยกัน (ระหว%างกล%ุม) จะมีลักษณะเหมือนกัน คือจัดแบบคละความสามารถเหมือนกัน จึงมีลักษณะ เป*นเอกพันธ0 การเลือกตัวอย%างจึงสามารถเลือกหองเรียนใดๆ มาเป*นตัวแทนของประชากรก็ได การ สุ%มมาทั้งหองหรือทงั้ กล%ุมเรยี กว%า การสม%ุ แบบยกกลุ%ม หรอื การสุม% แบบพื้นที่ เชน% งานวจิ ยั เรื่อง ผลของ วงจรการเรียนรูแบบ 5E เสริมดวยเทคนิค POE และกระบวนการแกป_ญหาของโพลยาต%อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาฟ‰สิกส0และความสามารถในการคิดแกป_ญหาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาป\\ที่ 5 ประชากร เปน* นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาป\\ที่ 5 โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม อําเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี จํานวน 6 หองเรียน จํานวน 270 คน ภาคเรียนท่ี 1 ป\\การศึกษา 2556 ซ่ึงการจัดนักเรียนในแต%ละ หองเรียนเป*นแบบคละความสามารถ (เก%ง ปานกลาง อ%อน) กลุมตัวอยาง เป*นนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาป\\ท่ี 5 จํานวน 1 หองเรียน จํานวน 48 คน ในภาคเรียนที่ 1 ป\\การศึกษา 2556 โรงเรียน ศรีธาตพุ ิทยาคม อาํ เภอศรีธาตุ จังหวดั อุดรธานี (รัตน0จาณี อรัญเพิ่ม.2556 :72) ท่ีไดมาจากการส%ุม ตัวอย%างแบบกล%ุม หรือ ในการศึกษาสภาพป_ญหาการจัดการกองทุนหม%ูบานและชุมชนเมืองในภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เนือ่ งจากสภาพปญ_ หาดังกลา% วขึน้ อย%ูกับสภาพเศรษฐกจิ และสังคมของประชาชน จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ผูวิจัยพบว%า สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกันทุกจังหวัด ผูวิจัยจึงเลือกกล%ุมตัวอย%างมาศึกษาเพียง 4 จังหวดั โดยการสม%ุ แบบกล%ุม เป*นตน จะเห็นว%า การส%ุมแบบแบ%งชั้นกับการส%ุมแบบกล%ุมนั้นมีความ แตกต%างกันตรงท่ี การสุ%มแบบกล%ุมนั้น แต%ละกลุ%มจะมีลักษณะเหมือนกันจึงสุ%มมาเพียงบางกลุ%มหรือ เป*นการส%ุมอย%างง%ายหรือส%ุมอย%างเป*นระบบที่มีหน%วยการสุ%มใหญ%ข้ึน ส%วนการส%ุมแบบแบ%งช้ัน แต%ละ กลุม% (ชนั้ ) มีลักษณะตา% งกนั จงึ ตองส%ุมมาทกุ กลุ%ม (ชน้ั ) 97
บทที่ 5 ประชากรและกลุ%มตัวอย%าง 1.5 การสุมตัวอยางแบบหลายข้ันตอน (Multistage Random Sampling) เป*น วิธีการสุม% สาํ หรบั ประชากรทีม่ ีขนาดใหญแ% ละมีกล%ุมย%อยๆ ลดหล่ันกันหลายระดับ จึงตองวางแผนการ สุ%มเป*นหลายขั้นตอนหรือมีการสุ%มหลายครั้ง มีการส%ุมท่ีมากกว%า 2 ครั้งข้ึนไป ในแต%ละครั้งจะใชการ สุ%มแบบใดก็ได เพอ่ื จะใหไดกลุ%มตัวอย%างที่เป*นตัวแทนของประชากรมากที่สุด ขอดีของวิธีการส%ุมแบบ นี้คือ ไดกลุ%มตัวอย%างท่ีเป*นตัวแทนมากขึ้น และช%วยประหยัดเวลา แรงงานและงบประมาณดวย การ ส%ุมแบบหลายข้ันตอนเป*นการส%ุมแบบผสมตั้งแต%วิธีที่ 1 ถึงวิธีที่ 4 เช%น ในการศึกษาระดับเชาวน0 อารมณ0ของนักเรียนในระดับประถมศึกษาป\\ท่ี 6 ของประเทศไทย อาจวางแผนการส%ุมตัวอย%างแบบ หลายขนั้ ตอนดังน้ี 1.5.1. สุ%มจังหวัดมาจากแต%ละภาคของประเทศไทยคือ ภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉยี งเหนอื ภาคกลาง และภาคใต โดยสม%ุ อย%างง%ายมาภาคละ 3 จังหวัด รวม 12 จงั หวดั 1.5.2. ในแต%ละจังหวัดส%ุมพ้ืนที่เขตการศึกษามาจังหวัดละ 2 เขต โดยการส%ุม อยา% งง%ายได 24 พ้นื ท่ีเขตการศึกษา 1.5.3. สุ%มโรงเรียนแต%ละขนาด (ใหญ% กลาง เล็ก) ในแต%ละพื้นท่ีเขตการศึกษา มาขนาดละ 1 โรงเรียน โดยการสุ%มแบบแบ%งช้ันตามขนาดโรงเรียน ไดโรงเรียนขนาดใหญ% 16 โรง ขนาดกลาง 24 โรง และขนาดเลก็ 24 โรง รวม 24 โรงเรยี น 1.5.4. ส%ุมหองเรียนจากแต%ละโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดใหญ%ส%ุมมา 2 หอง โรงเรียนขนาดกลางส%ุมมา 2 หอง โรงเรียนขนาดเล็กส%ุมมา 1 หอง โดยใชนักเรียนในแต%ละหองเป*น กลุ%มตัวอย%างท้ังหมด การส%ุมในขั้นตอนน้ีจึงเป*นการส%ุมแบบยกกล%ุม ไดหองเรียนทั้งหมด 120 หองเรียนลักษณะของกล%ุมตัวอย%างท่ีไดจะเป*นตัวแทนโรงเรียนทุกขนาดและจากทุกภาคของประเทศ และสามารถเก็บรวบรวมขอมูลไดง%ายและสะดวกการส%ุมแบบหลายข้ันตอนแตกต%างจากการส%ุมแบบ แบ%งชั้นตามท่ีการสุ%มแบบหลายขั้นตอนมีการสุ%มในทุกๆ ขั้นตอน แต%การส%ุมแบบแบ%งช้ันหลายชั้นเป*น การแบ%งประชากรออกเปน* ช้นั ๆ จนครบคณุ ลกั ษณะทต่ี องการแลวทําการสุ%มเพียงครง้ั เดยี ว ดงั ตวั อยา% งการส%ุมแบบหลายข้นั ตอนในการวจิ ยั เรอื่ ง การตรวจสอบอิทธพิ ลของความ ลําเอียงจากวิธีรว% ม (CMB) ทมี่ ตี %อความเทย่ี งตรงของโมเดลสมการโครงสรางเชิงเสน โดยการ ประยกุ ตใ0 ชวิธีการ SMFA&MMFA : กรณีศกึ ษาโมเดลคุณภาพชวี ิตในการทํางาน ประชากรทใี่ ชใน การวิจัยคร้งั นเ้ี ปน* ครสู ังกดั สํานกั งานการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน จํานวน 11,572 คน และครูสังกดั สาํ นกั งานการศกึ ษาเอกชน จาํ นวน 1,878 คน ในจงั หวดั อดุ รธานี รวมจาํ นวนทง้ั หมด 13,450 คน กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจยั เปน* ครสู ังกดั สํานกั งานการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน จาํ นวน 991 คน และครู สงั กัดสาํ นักงานการศึกษาเอกชน จาํ นวน 687 คน ในจงั หวัดอดุ รธานี รวมจาํ นวนทัง้ หมด 1,678 คน จากกลม%ุ ตัวอยา% งท่ีใชในการวิจยั ผวู จิ ัยใชวธิ กี ารสุม% ตวั อย%างแบบหลายขนั้ ตอน (Multi-stage Random Sampling) โดยมขี นาดของโรงเรยี น สถานภาพของหน%วยงาน เป*นหนว% ยการส%มุ ซง่ึ ใน แตล% ะข้ันตอนผวู จิ ยั ไดเลือกใชเทคนคิ การสุม% ตวั อย%างหลายๆ วิธกี ารผสมผสานกัน ไดแก% เทคนิคการ สม%ุ ตัวอยา% งแบบแบ%งกล%ุม (Cluster Random Sampling) เทคนิคการสม%ุ ตวั อยา% งแบบแบ%งช้นั 98
การวิจัยทางการศกึ ษา (Stratified Random Sampling) เทคนิคการสมุ% ตวั อยา% งอย%างงา% ย (Simple Random Sampling) เป*นตน ดงั ภาพท่ี 5.4 (มณญี า สุราช , 2559 : 183-185) จํานวนประชากรครูสังกดั สํานักงานการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน และครูสงั กัดสาํ นักงาน การศกึ ษาเอกชน ในจงั หวัดอดุ รธานี รวมจํานวนท้ังหมด 13,450 คน Cluster Random Sampling อําเภอในเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา จํานวน 20 อาํ เภอ ขนาดโรงเรียน Stratified Sampling ขนาดใหญ% ขนาดกลาง ขนาดเล็ก Stratified Sampling Stratified Random Sampling รฐั บาล เอกชน รฐั บาล เอกชน รัฐบาล เอกชน Simple Random Sampling จาํ นวนกล%มุ ตัวอย%าง 1,678 คน ภาพท่ี 5.4 ตัวอยา% งแบบแผนการสุม% ตัวอย%างแบบหลายขั้นตอนทีใ่ ชในการวจิ ัย ทมี่ า : มณญี า สุราช, 2559 : 185 99
บทท่ี 5 ประชากรและกลุ%มตัวอยา% ง 2. วธิ กี ารไดก= ลุมตัวอยางมาโดยไมอาศัยความนาจะเปนN (Non-Probability Sampling) เป*นการเลอื กตวั อย%างโดยท่สี มาชกิ ทุกหน%วยมีโอกาสถูกเลือกไมเ% ท%ากันเป*นการเลือกที่ไม% ใชทฤษฎคี วามน%าจะเปน* แตม% ักจะใชหลักการและเหตผุ ลหรือวิจารณญาณของผวู จิ ยั โดยเลือกให สอดคลองกับสิ่งท่ีผวู จิ ัยสนใจศึกษาการเลือกโดยวธิ นี ผ้ี ูวจิ ัยเพียงแต%กาํ หนดขอบเขตของประชากรทีจ่ ะ ศกึ ษาเท%านั้นการเลือกตัวอยา% งท่ีไม%ใชความนา% จะเปน* มีหลายวธิ ีดังนี้ 2.1 การเลือกโดยบังเอิญ (Accidental Sampling) เป*นการเลือกกล%ุมตัวอย%างที่ ผูวิจยั ไม%ไดมีเจตนาวา% จะเก็บขอมูลกับใคร แต%ขึ้นอย%ูกับความบังเอิญของปรากฏการณ0 เช%น การศึกษา ความคิดเห็นของผูเขาร%วมชมนิทรรศการงานราชภัฏวิชาการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผวู ิจยั ตองการไดขอมูลจากผูทไี่ ดชมนิทรรศการจรงิ ๆ จึงใชวธิ นี าํ แบบสอบถามไปแจกตามจุดต%างๆ ท่ีมี การจัดนิทรรศการ ผูที่เขาชมนิทรรศการในช%วงเวลาท่ีผูวิจัยทําการเก็บรวบรวมขอมูลน้ันก็จะไดเป*น กล%ุมตัวอย%างในการวิจัย ซึ่งจะเห็นว%าผูวิจัยไม%ไดกําหนดกล%ุมตัวอย%างไวล%วงหนา ตัวอย%างที่ถูกเลือก เป*นเพราะความบงั เอิญท่เี ขามาชมนิทรรศการในช%วงเวลานัน้ เป*นตน 2.2 การเลือกแบบโควตา (Quota Sampling) เป*นวิธีการเลือกกลุ%มตัวอย%างที่ผูวิจัย ไม%สามารถเลือกกล%ุมตัวอย%างโดยอาศัยหลักของความน%าจะเป*นได แต%ยังตองการกลุ%มตัวอย%างที่เป*น ตัวแทนของประชากรทั้งหมดอย%ู จึงมีการแบ%งกล%ุมประชากรออกเป*นกลุ%มย%อยๆ ตามคุณลักษณะที่ สําคญั ของประชากร แลวกาํ หนดสัดส%วนของกล%ุมตัวอย%างตามที่ตองการ จากน้ันทําการเลือกตัวอย%าง ในแต%ละกลุ%มย%อยน้ัน โดยวิธีการเลือกที่ไม%อาศัยหลักของความน%าจะเป*น เพื่อเป*นตัวแทนของ ประชากรแต%ละกลุ%มย%อยนั้นตามจํานวนท่ีตองการ เช%น ผูวิจัยตองการศึกษากับกลุ%มตัวอย%างที่เป*น นักศึกษาชั้นป\\ท่ี 4 คณะครุศาสตร0 ในมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี จํานวน 350 คน ท่ีมาจากสาขา ต%างๆ ในคณะครศุ าสตร0 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎอุดรธานี โดยคดิ ตามสัดสว% นของนักศึกษาในแต%ละสาขา ไดตัวแทนจากสาขาวิทยาศาสตร0 จํานวน 80 คน คณะสังคมศึกษาจํานวน 95 คน สาขาภาษาไทย จํานวน 85 คน สาขาคอมพิวเตอร0ศึกษา จํานวน 90 คน ในกลุ%มตัวอย%างจํานวนน้ีผูวิจัยตองการผูที่ สามารถใหขอมลู เก่ียวกบั ปญ_ หาการทาํ วิจยั ได 2.3 การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป*นการเลือกกลุ%มตัวอย%างที่ช้ี เฉพาะลงไปว%าตองการใครหรือกลุ%มไหนบางท่ีสามารถใหขอมูลเก่ียวกับเรื่องที่ผูวิจัยศึกษาได เป*นการ เลือกกล%มุ ตัวอย%างทขี่ ึน้ อย%ูกับความรูของผูวจิ ยั เกี่ยวกับประชากร เพราะผูวิจัยเป*นผูตัดสินว%าใครเป*นผู ที่มีสารสนเทศท่ีผูวิจัยตองการมากท่ีสุด กล%ุมตัวอย%างเหล%าน้ีก็จะถูกเลือกมาศึกษาในเชิงลึก เช%น ใน การวจิ ยั เกยี่ วกับประสิทธิภาพการสอนของครูในศตวรรษที่ 21 การศึกษาหรือสังเกตจากครูท่ีมีความ เช่ียวชาญหรือครูตนแบบน%าจะไดสารสนเทศท่ีถูกตองและดีกว%าศึกษาจากครูท่ัวๆ ไป หรือใน การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารของโรงเรียน การศึกษาหรือการสัมภาษณ0จากผูบริหารหรือครูที่มี ประสบการณ0มายาวนานก็น%าจะมีสารสนเทศท่ีดีกว%า เป*นตน การเลือกกล%ุมตัวอย%างแบบเจาะจงน้ี หากผูวิจยั ไมม% คี วามรูเก่ียวกับประชากรมากนกั กอ็ าจจะอาศยั ผูรชู ว% ยใหคําแนะนําว%าควรเก็บขอมูลกับ ใครบาง โดยใหผูรูแนะนําต%อเป*นทอดๆ จนกว%าจะไดกล%ุมตัวอย%างตามที่ตองการ เทคนิคนี้เรียกว%า เทคนิคกอนหิมะ (Snowball Technique) การเลือกกล%ุมตัวอย%างแบบเจาะจงไม%ค%อยใชกันในการ วจิ ยั เชิงปรมิ าณสว% นใหญจ% ะใชในการวิจยั เชิงคณุ ภาพมากกว%า 100
การวจิ ยั ทางการศกึ ษา แต%ในทางการเรียนการสอนผูวิจัยใชในกรณีตองการใชหองเรียนตนเองเป*นทดลอง สอน เช%น ประชากรที่ใชในการวิจัยคร้ังน้ี เป*นนักเรียนชั้นประถมศึกษาป\\ที่ 3 กลุ%มโรงเรียนในเขต อําเมอื ง จังหวัดอดุ รธานี ภาคเรียนท่ี 2 ป\\การศึกษา 2558 จํานวน 15 หอง จํานวน 250 คน กล%ุม ตัวอย%างที่ใชในการวิจัยคร้ังน้ี เป*นนักเรียนชั้นประถมศึกษาป\\ท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2 ป\\การศึกษา 2558 โรงเรยี นบานหนองขาม อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดอุดรธานี จํานวน 1 หอง จํานวน 25 คน ท่ีไดมาจากการ เลอื กแบบเจาะจง 2.4 การเลือกแบบลูกโซ ( Snowball Sampling) เป*นการเลือกตัวอย%างที่ผูวิจัยไม% ทราบประชากรท่ีชดั เจน จงึ เร่ิมตนดวยการสัมภาษณ0ผูรูเพียงไม%ก่ีราย แลวจึงใหผูรูเหล%านั้นแนะนําต%อ ว%าควรไปสัมภาษณ0ใครท่ีจะเป*นผูมีประสบการณ0ในเร่ืองน้ันจริงๆ ที่ผูวิจัยสนใจศึกษา การสุ%มแบบน้ี เรียกอีกช่อื ว%า การสม%ุ ตวั อยา% งแบบบอกต%อ 2.5 การเลอื กแบบตามความสะดวก (Convenience Sampling)) เปน* การเลือกกล%ุม ตัวอย%างท่ผี ูวิจัยเลอื กเองตามความสะดวกและงา% ยตอ% การรวบรวมขอมูล เช%น นักเรียนในโรงเรียนหรือ ในชั้นเรยี นทต่ี นเองสอน เป*นตน การเลือกกล%ุมตัวอย%างแบบนี้มีขอเสียคือ กลุ%มตัวอย%างที่ไดอาจจะไม% เป*นตัวแทนท่ีดีของประชากรก็ได ซ่ึงจะทําใหผลการวิจัยมีความลําเอียง (Biased) เช%น การวิจัย เกย่ี วกับประสทิ ธภิ าพการสอนที่ขึ้นกับการมีส%วนร%วมของครู ซ่ึงในแต%ละพ้ืนท่ีมีความแตกต%างกัน การ เลือกกล%ุมตวั อย%างในบางพื้นท่ีมาศึกษา ผลการวิจัยท่ีไดอาจแตกต%างจากผลการวิจัยในพ้ืนท่ีอื่นๆ เป*น ตน ส%วนขอดีก็คือ ผูวิจัยสามารถเก็บรวบรวมขอมูลไดครบถวน สมบูรณ0 ประหยัดและสะดวกการ เลือกกล%มุ ตวั อย%างตามสะดวกนีจ้ ะมง%ุ ทําความเขาใจปรากฏการณ0ทีเ่ กิดขน้ึ ในพน้ื ท่ีใดพื้นที่หนึ่งมากกว%า ม%ุงสรุปอางผลการวิจัยไปยังประชากรโดยรวม สมมติว%าผูวิจัยทําการศึกษาความสัมพันธ0ระหว%าง ความคดิ สรางสรรค0กบั ระดบั สตปิ ญ_ ญา โดยกล%ุมตัวอย%างเป*นนักเรียนประถมศึกษาเพียงโรงเรียนเดียว เมื่อทําการวิจัยเสร็จส้ิน ผลปรากฏว%า ความคิดสรางสรรค0กับระดับสติป_ญญามีความสัมพันธ0กันใน ระดบั ปานกลาง หรือเด็กม่ีมีระดับสติป_ญญาสูงกว%ามีแนวโนมท่ีจะมีความคิดสรางสรรค0สูงกว%าเด็กที่มี ระดับสติป_ญญาตํ่ากว%า แต%เน่ืองจากกลุ%มตัวอย%างท่ีใชในการวิจัยไดมาโดยไม%อาศัยหลักของความ น%าจะเป*น จึงอาจทําใหมีขอสงสัยว%า ผลการศึกษาดังกล%าวจะมีความถูกตอง น%าเชื่อถือ และสามารถ สรุปอางอิงไดหรือไม% คําตอบก็คือ ผลการวิจัยดังกล%าวมีความถูกตองในบริบทท่ีทําการศึกษาหรือ คลายคลึงกนั เชน% ถาโรงเรียนที่เป*นกลุ%มตัวอยา% งอย%ใู นเขตพน้ื ทท่ี ีม่ ีสภาพทางเศรษฐกิจสังคมระดับต่ํา ผลการวิจัยที่ไดก็สามารถสรุปอางไปยังโรงเรียนอ่ืนๆ ที่อย%ูในพ้ืนท่ีที่มีสภาพทางเศรษฐกิจสังคมระดับ ตํ่าเช%นเด่ียวกับกล%ุมตัวอย%างได แต%จะไม%สามารถสรุปอางไปยังโรงเรียนท่ีมีสภาพทางเศรษฐกิจสังคม ระดับกลางหรือสูงได ดังน้ันผลการวิจัยดังกล%าวจึงมีความถูกตองและเชื่อถือได เพียงแต%มีขอจํากัดใน การสรุปอางองิ เทา% น้ันเอง ปKญหาที่พบเกีย่ วกับกลุมตัวอยาง ในการเก็บรวบรวมขอมูลจากกลุ%มตัวอย%างท่ีเป*นแหล%งขอมูลผูวิจัยมักพบป_ญหาท่ีสําคัญ เกี่ยวกับกลม%ุ ตวั อยา% งดงั นี้ (มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช,2545: 147-148) 101
บทท่ี 5 ประชากรและกลุ%มตัวอย%าง 1. ขาดความเขาใจเร่ืองจํานวนแหล%งขอมูลหรือขนาดของกลุ%มตัวอย%างผูวิจัยไม%สามารถ ตัดสินใจในเรื่องจํานวนแหล%งขอมูลหรือขนาดของกลุ%มตัวอย%างท่ีควรใชในการทดลองเครื่องมือเก็บ รวบรวมขอมลู วา% จะใชจํานวนคนเทา% ไรจึงจะยอมรับได 2. ขาดความเขาใจในการใชตารางสําเร็จรูปผูวิจัยมักจะกําหนดจํานวนแหล%งขอมูลหรือกลุ%ม ตวั อย%างโดยการเป‰ดตารางสําเร็จรูปซึ่งบางครั้งไม%มีความเขาใจอย%างแทจริงเกี่ยวกับท่ีมาหรือขอจํากัด ในการใชหรือไม%เขาใจความแตกต%างของวิธีการต%างๆว%าใหผลท่ีต%างกันอย%างไรและมีขอท่ีตองปฏิบัติ อยา% งไรจงึ จะไดจาํ นวนตวั อย%างทใ่ี หคา% สถติ ทิ ใี่ กลเคียงกบั คา% พารามิเตอร0 3. ขาดความเขาใจเก่ียวกับตัวเลขที่ไดจากการกําหนดขนาดของตัวอย%างผูวิจัยทั่วไปจะ กําหนดจาํ นวนกล%มุ ตัวอยา% งโดยไมไ% ดมีเขาใจในตวั เลขท่ีไดมาว%าเป*นจํานวนตัวอย%างที่นอยที่สุดที่จะทํา ใหผลการวิจัยมีความน%าเชื่อถือในดานท่ีเป*นตัวแทนของประชากรดวยเหตุน้ีผูวิจัยส%วนใหญ%จึงใช จํานวนตามที่คํานวณไดหรือที่กําหนดไวในตารางกําหนดจํานวนตัวอย%างและเมื่อไม%สามารถเก็บ รวบรวมขอมูลไดครบทําใหขอมูลท่ีไดคืนมาจากตัวอย%างจํานวนนอยกว%าที่คํานวณไดหรือท่ีไดจาก ตารางทําใหไดขอมลู ทใ่ี หผลการวจิ ัยไม%มีคุณภาพและมีค%าความคลาดเคล่ือนในการส%ุมและค%าสถิติท่ีได จากค%าพารามเิ ตอร0ไม%เป*นไปตามท่ีคาดไว 4. ไม%เขาใจกระบวนการเลอื กตวั อยา% งเชน% การส%งแบบสอบถามเพ่มิ เติมใหประชากรท่ีไม%ไดมี การสมุ% ไวก%อนหรืออีกนัยหนงึ่ คอื ไม%ใช%ตวั อยา% งทส่ี มุ% ไวแตแ% รกแตส% ม%ุ เพิม่ เติมเน่ืองจากตวั อย%างท่ีสม%ุ ไวส%ง แบบสอบถามกลบั ไมค% รบตามจํานวนที่ตองการ การทาํ เช%นนีเ้ กดิ ขน้ึ ต%อเนอื่ งจากป_ญหาขอท่ี 3 น่ันคือ กําหนดแลวส%มุ ตัวอย%างไวและสง% เครอ่ื งมอื เก็บรวบรวมขอมูลใหเทา% กับขนาดตวั อยา% งที่คํานวณไดหรือ เท%ากบั จํานวนท่ีเป‰ดจากตารางการส%งแบบสอบถามเพ่ิมเตมิ ดวยวิธีนไ้ี ม%ใช%วธิ ีท่ถี ูกตองทาํ ให กระบวนการในการไดมาซึ่งขอมลู ขาดคณุ ภาพและขาดอํานาจของการสุ%ม การแกไ= ขปKญหาเก่ยี วกับกลุมตวั อยาง การแกไขป_ญหาเกย่ี วกบั การสุ%มตวั อยา% งแตล% ะประเด็นมแี นวทางการดําเนินการดงั นี้ (สมประสงค0 เสนารัตน0, 2556:58) 1.ขนาดของกลุ%มตัวอย%างที่ใชในการทดลองเคร่ืองมือหากเป*นการทดลองเครื่องมือตามแนว ทฤษฎีการวัดแบบดั้งเดิม (Classical Measurement Theory) จะตองพิจารณาว%าสถิติที่จะใชน้ันมี ความตองการกลุ%มตัวอย%างขนาดเท%าใดโดยปกติกลุ%มตัวอย%างที่ทดลองจะตองมีการแจกแจงเป*นปกติ หรือถายึดทฤษฎีแนวโนมเขาส%ูส%วนกลาง (Central Limit Theorem) ขนาดกล%ุมตัวอย%างตองมีขนาด 30 คนขึ้นไป (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์ิ, 2549: 86) และหากเป*นทฤษฎีการตอบสนองขอสอบ (Item Respond Theory) จะตองใชกล%ุมตัวอย%างขนาด 100 คนข้ึนไป (มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช, 2545: 147-148) 2. ขนาดของกลุม% ตัวอยา% งท่จี ะยอมรับไดในการวางแผนการเกบ็ ขอมูลจากกลุ%มตวั อยา% ง การกําหนดว%าจะใชขนาดตัวอย%างเป*นเท%าไรน้ันนับว%าเป*นสิ่งสําคัญอย%างย่ิงการกําหนดขนาดของ ตัวอย%างไวมากเกินไปจะทําใหส้ินเปลืองทั้งเวลาและค%าใชจ%ายในการเก็บรวบรวมขอมูลแต%ถาหาก 102
การวิจัยทางการศึกษา กําหนดขนาดตัวอย%างไวนอยเกินไปก็อาจจะทําใหไดรายละเอียดขอเท็จจริงเก่ียวกับประชากรไม% เพยี งพอผลทีไ่ ดอาจมีความคลาดเคล่ือนสูงไม%สามารถนําไปใชประโยชน0อะไรได 3. การกําหนดขนาดตัวอย%างไม%ว%าจะกําหนดจากจากตารางสําเร็จรูปหรือจากการคํานวณ ดวยสูตรผูวิจัยควรจะทําความเขาใจว%าจํานวนกลุ%มตัวอย%างที่ไดคือจํานวนกลุ%มตัวอย%างที่นอยที่สุดท่ี เปน* ทีย่ อมรบั ทางสถติ ิวา% จะไดขอมลู ทีส่ อดคลองกับค%าพารามิเตอร0ดังนั้นเพื่อปUองกันขอผิดพลาดต%างๆ เชน% เก็บรวบรวมขอมูลไดไม%ครบขอมูลท่ีไดรับมาไม%สมบูรณ0ส่ิงท่ีควรทําในกรณีที่ใชวิธีการเก็บรวบรวม ขอมูลที่ไม%แน%ใจว%าจะไดรับขอมูลจากตัวอย%างไดครบถวนคือการกําหนดจํานวนกลุ%มตัวอย%างให มากกว%าที่คํานวณไดหรือที่ไดจากตารางไวแต%แรก (ณรงค0 โพธ์ิพฤกษานันท0, 2550: 188; มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545: 147-148) และส%ุมตัวอย%างตามจํานวนที่เผื่อไวแลวและส%ง เคร่ืองมือเกบ็ รวบรวมขอมูลใหตามจาํ นวนทไี่ ดเผือ่ ไวแลว 4. การคํานวณขนาดตัวอย%างมีหลายวิธีและมีขอกําหนดหลายเงื่อนไขที่แตกต%างกันไปแต% โดยท่ัวไปแลวการคํานวณหาขนาดตัวอย%างมักคํานวณจากสูตรวิธีการสุ%มแบบง%ายเน่ืองจากมี ความซับซอนและเงื่อนไขนอยหลังการคํานวณขนาดตัวอย%างไดแลวจึงไปใชดุลพินิจปรับเขาหา การส%ุมแบบระบบแบบช้ันหรอื แบบหลายข้นั ตอน (สุรพงษ0 โสธนะเสถยี ร, 2549: 249) 103
บทท่ี 5 ประชากรและกล%ุมตัวอยา% ง บทสรปุ ประชากร คือ จํานวนทั้งหมดท่ีผูวิจัยสนใจจะศึกษาอาจเป*นคน สัตว0 สิ่งของ ที่ผูวิจัยจะ ดําเนนิ การเก็บรวบรวมขอมูลเพ่ือตอบป_ญหาการวิจัย และตอบวัตถุประสงค0ของการวิจัยอย%างถูกตอง ครบถวนสมบูรณ0 แต%หากประชากรมีจํานวนมากเกินไป หรือมีขนาดใหญ%เกินไป ผูวิจัยไม%สามารถ ศึกษาทั้งหมดได จําเป*นตองทําการศึกษาจากกลุ%มตัวอย%างแทน โดยขอมูลท่ีไดจากกล%ุมตัวอย%าง จะตองเป*นขอมูลที่น%าเชื่อถือมาจากกล%ุมตัวอย%างท่ีเป*นตัวแทนที่ดีของประชากรหรือมีคุณสมบัติ เหมือนกับประชากรทุกประการและการจะไดกลุ%มตัวอย%างที่เป*นตัวแทนที่ดีก็ตองเกิดจาก องค0ประกอบ คอื มีการกําหนดขนาดกล%มุ ตัวอย%าง ผูวิจัยตองพิจารณาใหเกิดความสมดุลระหว%างการ ใชกลุ%มตัวอย%างขนาดใหญ% ท่ีตองใชงบประมาณ เวลา และแรงงานจํานวนมาก กับกล%ุมตัวอย%าง ขนาดเลก็ ท่อี าจทาํ ใหไดผลการวจิ ัยผิดพลาดคลาดเคลอ่ื น การกําหนดขนาดของกล%ุมตัวอย%างที่เหมาะ จึงนับว%ามีความสําคัญเช%นกัน อย%างไรก็ตาม การศึกษากับกลุ%มตัวอย%างนับเป*นทางเลือกท่ีใชกันอย%าง กวางขวางในวงการวิจัย เพราะช%วยใหประหยัดค%าใชจ%าย เวลา และงบประมาณ ตลอดจนทําใหเกิด งานวิจัยข้ึนมากมาย และใชวิธีการไดมาของกลุ%มตัวอย%างท่ีถูกตองเหมาะสม คือ วิธีการไดมาของ กลุ%มตัวอย%างโดยอาศัยความน%าจะเป*น และการกําหนดขนาดใหมากกว%าที่คํานวณไดจากสูตร หรือ จากการเป‰ดจากตารางสําเร็จรูป จะเป*นแนวทางหน่ึงที่จะช%วยสนับสนุนใหผูวิจัยไดตัวอย%างท่ีเป*นตัว แทนที่ดีของประชากรของการวิจัย แต%อย%างไรก็ตามวิธีการไดมาของกล%ุมตัวอย%าง โดยการสุ%มกลุ%ม ตวั อยา% งควรใหทกุ หน%วยของประชากรมีโอกาสทีจ่ ะถูกเลือกอย%างเท%าเทียมกัน ส%วนวิธีการไดมาของ กลมุ% ตัวอย%างโดยการอาศัยความน%าจะเป*นจะตองสิน้ เปลอื ง เวลา งบประมาณ และแรงงานมากกว%า วิธีการไดมาของกล%ุมตัวอย%างโดยไม%อาศัยความน%าจะเป*น แต%วิธีการไดมาของกล%ุมตัวอย%างโดยไม% อาศัยความน%าจะเปน* ก็มีขอเสยี ท่สี าํ คัญ คอื ไมส% ามารถสรุปอางอิงไปส%ูประชากรไดอย%างสมบรู ณ0 104
การวจิ ัยทางการศึกษา แบบฝ_กหัดท=ายบทท่ี 5 คําช้แี จง ใหทา% นตอบคําถามจากประเด็นทก่ี ําหนดให 1. จากหวั ขอวิจยั ต%อไปน้ี ตอบคาํ ถามขอ 1) – 3) ก. ผลการจัดการเรียนรโู ดยใชรูปแบบการสอนทางตรงร%วมกบั การสอนเนนความจําตอ% ความสามารถในการอ%านออกเสยี งและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษ ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท\\ ี่ 4 ข. ความสมั พนั ธ0ระหวา% งแรงจูงใจในการทาํ งานกับความผูกพันต%อองค0กรของพนกั งาน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี ค. การพัฒนาทักษะการคิดในศตวรรษที่ 21 ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาป\\ที่ 3 โดยการจัดการ เรียนรแู บบหมวก 6 ใบ 1) ประชากรคือ อะไรบาง 2) ขอบข%ายของประชากร (Population frame) มไี ดแค%ไหน 3) แตล% ะหวั ขอ ควรเลอื กกลมุ% ตวั อย%างโดยวิธใี ด เพราะเหตใุ ด 2. ใหอธิบายวา% เพราะเหตใุ ดในการวจิ ัยจึงศึกษาจากกล%มุ ตัวอย%าง 3. วิธีการไดมาของกลม%ุ ตัวอยา% งโดยมกี ารส%ุมกับไมม% ีการส%มุ เป*นอยา% งไร ใหอธิบายพรอมยกตัวอย%าง ประกอบ 4. บอกวธิ ีการกําหนดขนาดของกล%ุมตัวอยา% งมาอย%างนอย 1 วธิ ี พรอมยกตัวอย%างประกอบ 5. ใหอธบิ ายว%ากล%ุมตัวอย%างมีความสําคญั ต%อการอางอิงผลไปส%ูประชากรอย%างไร 105
การวิจัยทางการศกึ ษา บทที่ 6 เคร่ืองมอื และวิธีการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวจิ ัย การดําเนินการวิจัย ที่จะทําใหผูวิจัยไดขอมูลมาวิเคราะห! เพ่ือตอบป'ญหาการวิจัยและ วัตถุประสงค!การวิจัยไดถูกตองตรงตามประเด็นและครบถวนสมบูรณ!น้ัน ผูวิจัยจะตองตัดสินใจ แน0นอนแลวว0าจะรวบรวมขอมูลเก่ียวกับเร่ืองอะไรถึงจะตรงตามวัตถุประสงค!การวิจัย โดยส่ิงท่ี นักวิจัยจะตองพิจารณาตามมาก็คือจะใชเคร่ืองมืออะไรในการรวบรวมขอมูลการเก็บรวบรวมขอมูล เพ่ือนํามาพิจารณาเปรียบเทียบ วิเคราะห! ตีความ อนุมาน สรุปผลการวิจัย ในการเก็บรวบรวม ขอมูลจะตองใชเคร่ืองมือหรือเทคนิคท่ีเหมาะสมเพ่ือใหไดขอมูลตามความตองการดวยความเท่ียงตรง ถาขอมูลที่ไดมาเป3นขอมูลที่ไม0ถูกตอง ขาดความเที่ยงตรงแลว ไม0ว0าจะวิเคราะห!ดวยเทคนิค วิเคราะห!ที่ดีเพียงใดก็ตาม ผลท่ีไดออกมาก็ไม0ถูกตองอยู0น่ันเอง เสมือนกับนําขยะใส0เขาไปใน เครื่องจักรใหทําการแยกบด ผลท่ีออกมาก็คือขยะท่ีละเอียดแลว เช0นเดิม ท้ังนี้เคร่ืองมือที่นํามาใช น้ันอาจจะใชวิธีการขอยืมจากบุคคลหรือหน0วยงานท่ีเป3นเจาของเคร่ืองมือเหล0านั้นหรือผูวิจัยอาจจะ สรางเครื่องมือข้ึนมาใหม0ใหเหมาะสมกับสภาพการณ!วิจัยแต0ละเรื่องก็ไดในบทน้ีจะเป3นการนําเสนอ เกี่ยวกับความหมายของขอมูล ประเภทของขอมูล วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล เคร่ืองมือและวิธีการใน การรวบรวมขอมูล และกระบวนการสรางและพัฒนาเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อเป3นแนวทางให ผูวิจัยสามารถจัดเตรียมเครือ่ งมือและวิธกี ารหรับการเกบ็ รวบรวมขอมูลไดอย0างเหมาะสมต0อไป ความหมายของขอมลู ขอมูล (Data) หมายถึง ขอเท็จจริง รายละเอียด จํานวนหรือค0าที่ไดจากการวัดซ่ึงไดจาก การรวบรวมหรือสังเกตไดจากกล0ุมตัวอย0างหรือประชากรที่ศึกษาเช0นคะแนนที่ไดจากการสอบวิชา สถิติจํานวนนิสิตท่ีเรียนวิชาการวิจัยทางการศึกษาหรือกล0าวอีกนัยหน่ึงไดว0าขอมูล (Data) คือ ขอเท็จจริง(Facts) เกี่ยวกับส่ิงที่เราศึกษาอาจจะเป3นตัวเลขเรียกว0าขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) เช0น คะแนนนํ้าหนักส0วนสูงฯลฯหรือไม0เป3นตัวเลขก็ไดเรียกว0าขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เช0นเพศที่อยู0การนับถือศาสนาเป3นตนอนึ่งขอมูลท่ีไดจากการเก็บในตอนตนและ ยังไม0ไดนํามาจัดเป3นหมวดหม0ูเรียกว0าขอมูลดิบ (Raw Data) และถาเป3นเอกพจน!ใชคําว0า “ Datum” (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545:49, สรุ วาท ทองบุ, 2550: 68 – 69, สมชาย วรกิจเกษมสกุล ,2558:198) ประเภทของขอมูล ขอมลู สามารถจาํ แนกประเภทไดหลายประเภทขึ้นอย0ูกบั เกณฑ!ทีใ่ ชในการจําแนกดังน้ี (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545:49-50, สมบตั ิ ทายเรอื คํา, 2553: 59,องอาจ นัยพฒั น!,2551:144-145) 1. จําแนกตามแหล+งทมี่ าของขอมูล โดยทั่วไปจาํ แนกเป3น 2 ประเภท คือ 1.1 ขอมูลปฐมภมู ิ (Primary Data) เป3นขอมูลทผ่ี ูใชหรอื หนว0 ยงานทใี่ ชขอมูล 107
บทท่ี 6 เครื่องมือและวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู ในการวิจยั เป3นผทู ําการเก็บรวบรวมขอมูลเองซง่ึ วธิ ีการเก็บรวบรวมขอมูลอาจใชวิธีการสัมภาษณ!การทดลองหรือ การสังเกตการณ!ขอมลู ปฐมภมู เิ ปน3 ขอมลู ท่มี รี ายละเอยี ดตรงตามทผ่ี ูใชตองการแต0มักจะเสียเวลาใน การจัดหาและมีคา0 ใชจ0ายสูง 1.2 ขอมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป3นขอมูลที่ผูใชหรือหน0วยงานที่ใชขอมูลไม0ได เป3นผูเก็บรวบรวมขอมูลเองแต0มีผูอื่นหรือหน0วยงานอื่นๆทําการเก็บรวบรวมไวแลวเช0นจากรายงานที่ พิมพ!แลวหรือยังไม0ไดพิมพ!ของหน0วยงานของรัฐบาลสมาคมบริษัทสํานักงานวิจัยนักวิจัยวารสาร หนังสือพิมพ!เป3นตนการนําเอาขอมูลเหล0าน้ีมาใชเป3นการประหยัดเวลาและค0าใชจ0ายแต0ในบางคร้ัง ขอมูลอาจจะไม0ตรงกับความตองการของผูใชหรือมีรายละเอียดไม0เพียงพอท่ีจะนําไปวิเคราะห! นอกจากนีใ้ นบางครั้งขอมูลนั้นอาจมีความผิดพลาดและผูใชมักจะไม0ทราบขอผิดพลาดดังกล0าวซึ่งอาจ มีผลกระทบต0อการสรุปผลดังน้ันผูที่จะนําขอมูลทุติยภูมิมาใชควรระมัดระวังและตรวจสอบคุณภาพ ขอมูลก0อนที่จะนําไปวิเคราะห!แต0จะไดขอมูลจากการคัดลอกเช0น จํานวนคนเกิดหรือคนตายสามารถ จะรวบรวมมาจากสํานักทะเบียนราษฎร!กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยหรือค0าใชค0าเฉล่ียต0อ เดอื นตอ0 ครวั เรือนเป3นรายภาค พ.ศ. 2552-2553 สามารถที่จะรวบรวมไดจากสํานักงานสถิติแห0งชาติ สาํ นกั นายกรัฐมนตรี 2. จาํ แนกตามลกั ษณะของขอมลู สามารถแบ0งได 2 ประเภท คอื 2.1. ขอมูลเชงิ ปรมิ าณ (Quantitative data) เปน3 ขอมลู ทีว่ ดั ค0าไดจึงมักแสดง เป3นตัวเลขท่ีแสดงถึงปริมาณโดยแบ0งได 2 แบบ คือ 1).ขอมูลแบบไม0ต0อเน่ือง (Discrete data) คือ ค0าที่เป3นจํานวนเต็มหรือจํานวนนับเช0นจํานวนรถยนต!ในกรุงเทพมหานครจํานวนบุตรในครอบครัว เป3นตน 2).ขอมูลแบบต0อเน่ือง (Continuous data) หมายถึงขอมูลท่ีมีค0าอยู0ในช0วงกําหนดมักเป3น ขอมลู ที่เกี่ยวกับการชัง่ ตวงวดั เช0นอายนุ า้ํ หนกั ส0วนสงู อายกุ ารใชงานของหลอดไฟเป3นตน 2.2 ขอมูลเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative data) เปน3 ขอมูลทีว่ ัดค0าไมไ0 ดจึงแสดงใน รูปคณุ ลกั ษณะหรอื คุณสมบัติ เช0น ศาสนาท่ีคนไทยนับถือ สีผิวของคนไทยรสชาติของอาหาร ผลการ สงั เกตทีเ่ ขยี นในรูปบรรยาย เปน3 ตน ลักษณะทีด่ ีของขอมูล ขอมูลน้ันมีอยู0มากมายซ่ึงบางทีก็เรียกว0า “ขอเท็จจริง” ซ่ึงคําน้ีบ0งบอกถึงลักษณะของขอมูล ไดเปน3 อย0างดี ขอมลู น้ันอาจมีทั้งที่เป3นความเท็จและเป3นความจริง นอกจากนี้ขอมูลอย0างหนึ่งอาจมี ประโยชน!มากสําหรับงานหรือการวิจัยเรื่องหนึ่ง แต0อาจไม0มีค0าอะไรหรือไม0มีประโยชน!สําหรับงาน หรือการวิจัยอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นผูวิจัยจึงจําเป3นตองเลือกสรรเอาเฉพาะขอมูลท่ีมีประโยชน!ต0อ งานวิจัยที่ศึกษา และตองเป3นขอมูลท่ีเป3นจริงมากกว0าขอเท็จ คุณสมบัติของขอมูลท่ีดีจะตอง ประกอบดวยคุณสมบัติท่ีสําคญั ๆดังน้ี (องอาจ นัยพฒั น,! 2551:147-150) 1. สอดคลองกับป4ญหาการวิจัย กล0าวคือ ขอมูลที่ดีจะตองใชตอบคําถามการวิจัยหรือ ทดสอบสมมติฐานการวิจยั ได 2. มีความถูกตอง ขอมูลท่ีจะนํามาใชในการวิจัยจะตองผ0านการตรวจสอบแลวว0ามีความ ถูกตอง ในการเก็บรวบรวมขอมูลผูวิจัยจึงตองพิจารณาว0าจะรวบรวมจากแหล0งใด เวลาใด ดวย วธิ กี ารใด ใชเคร่อื งมอื อะไร ใครควรจะเปน3 ผูรวบรวม ขอมูลที่ไดจึงจะใหความถกู ตองมากท่สี ุด 108
การวิจยั ทางการศกึ ษา 3. มีความทันสมัย ขอมูลที่นํามาใชในการวิจัยตองเป3นขอมูลล0าสุดในขณะที่ทําการวิจัยนั้น การใชขอมูลท่ีไม0เป3นป'จจุบันจะทําใหผลการวิจัยไม0มีคุณค0า ไม0สามารถนําไปใชประโยชน!ใน สภาวการณ!ป'จจบุ นั ได หรือใชไดแตเ0 พยี งบางส0วน 4. มคี วามสมบรู ณ7 ขอมลู ท่ีดีตองมีความครบถวนสมบูรณ!ตามจุดมงุ0 หมายของการวิจัยขอมูล ทข่ี าดความสมบรู ณ!จะทําใหการสรุปผลการวจิ ยั ผดิ พลาดไปจากความเป3นจริง ดังนัน้ ผูวิจัยจําเป3นตอง วางแผนในการรวบรวมขอมูลใหดี ใหสามารถรวบรวมขอมูลไดสมบูรณ!ที่สุด แต0หากมีขอจํากัดใน การเก็บรวบรวม ผูวิจัยก็ควรระบุขอจํากัดนี้ในรายงานการวิจัยดวย เพื่อใหผูบริโภคงานวิจัยนํา ขอจํากดั นไ้ี ปใชพิจารณาสาํ หรบั การนาํ ผลการวิจัยไปใช ในการทําวิจยั ผูวจิ ัยยอ0 มตองการขอมลู ท่ดี ี มีประโยชน! สามารถตอบคําถามการวิจัยไดอย0าง ถูกตอง ดังน้ันผูวิจัยจะตองวางแผนในการรวบรวมขอมูลอย0างรอบคอบ รัดกุม เพื่อใหไดขอมูลท่ี ถูกตอง ตรงประเด็น มีความทนั สมัยและครบถวนสมบูรณ!มากทีส่ ดุ ขั้นตอนของการรวบรวมขอมลู เม่ือผูวิจัยไดป'ญหาการวิจัยแลวจะตองมีการวางแผนในการรวบรวมขอมูลโดยมีขั้นตอนดังน้ี (สมบตั ิ ทายเรอื คํา, 2553: 63,องอาจ นยั พัฒน!,2551:156) 1. ศึกษาหัวขอวิจัยและทําการวิเคราะห!จุดม0ุงหมายของการวิจัย เพ่ือที่จะไดกําหนดวิธีการ เกบ็ รวบรวมขอมูลไดตรงจดุ 2. กาํ หนดลกั ษณะของขอมูล วา0 มขี อมูลประเภทใดบาง ลักษณะเชน0 ไร 3. พจิ ารณาว0าจะใชเครอ่ื งมือหรอื เทคนคิ วธิ กี ารใดในการเก็บรวบรวมขอมูลตา0 งๆ 4. วางแผนในการสรางเคร่ืองมือและการเก็บรวบรวมขอมูล โดยกําหนดระยะเวลาในการ ปฏิบัติงานแต0ละขั้นตอนไวใหชัดเจน ตั้งแต0การศึกษาทฤษฎี หลักการในการสรางเคร่ืองมือประเภท น้ันๆ ศึกษาตัวอย0างเครื่องมือคลายกัน การเขียนขอคําถามต0างๆ การใหผูเช่ียวชาญพิจารณา การ ทดลองใชและคํานวณค0าสถิติท่ชี ค้ี ุณภาพ การปรบั ปรงุ ขอความ การนําไปใชจรงิ เป3นตน 5. สรางเครื่องมอื รวบรวมขอมูลตามทฤษฎี หลักการของการสรางเครือ่ งมือประเภทนนั้ ๆ 6. ทดลองใชเครื่องมือ และหาคุณภาพดานความเชื่อม่ัน ความเที่ยงตรงและคุณภาพดาน อ่ืนๆ ที่จําเป3นสําหรับเครื่องมือรวบรวมขอมูลประเภทนั้นๆ ทําการปรับปรุงจนกว0าจะมีคุณภาพเขา ขั้นมาตรฐาน จึงทําเปน3 เครอ่ื งมือทจี่ ะใชจริง 7. เก็บรวบรวมขอมูลตามแผนท่ีไดกําหนดไวในขั้นที่ 4 ใชเคร่ืองมือที่จัดทําเป3นมาตรฐานใน ข้ันท่ี 6 กรณีที่มีเคร่ืองมือรวบรวมขอมูลที่เป3นมาตรฐานท่ีมีผูสรางไวแลว ผูวิจัยพิจารณาเห็นว0า เหมาะสมทจี่ ะนํามาใชในการเก็บรวมรวมขอมูลการวิจัยของตน โดยไม0มีป'ญหาดานการขออนุญาตใช เคร่อื งมอื ดงั กล0าว และไม0มีป'ญหาดานความเท่ียงตรง ก็ไม0ตองใชข้ันตอนท่ี 5 และ 6 และข้ันตอนที่ 4 ก็ตัดแผนเกี่ยวกบั การสรางและปรบั ปรงุ เครอื่ งมือ 109
บทท่ี 6 เครื่องมือและวธิ ีการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวิจยั วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล (Data Collection) วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลน้ันมีหลายวิธี แต0ละวิธีก็อาจจะเหมาะสมกับลักษณะงานวิจัยท่ี แตกต0างกันไป ซ่ึงงานวิจัยเร่ืองหนึ่งๆ อาจใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลไดหลายวิธี หรือวิธีการเก็บ รวบรวมขอมูลวธิ หี นงึ่ อาจใชในงานวิจยั หลายประเภท ขนึ้ อยกู0 ับความเหมาะสมและความเป3นไปไดใน การเก็บรวบรวม วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีนิยมใชในการวิจัยมีดังนี้(รัตนะ บัวสนธ!,2543: 123, องอาจ นยั พฒั น!,2551:156) 1. การสงั เกต 2. การสมั ภาษณ! 3. การสนทนากล0ุม 4. การสังเคราะหจ! ากเอกสาร 5. การสอบถามหรือสํารวจ 6. การทดสอบ 1. การสังเกต (Observation) เป3นวิธีการเก็บขอมูลโดยการใชประสาทสัมผัสทั้งหาในการ รับรูขอเท็จจริงจากปรากฏการณ!ใดๆ โดยผูวิจัย ซ่ึงถือว0าเป3นเครื่องมือที่สําคัญท่ีสุกในการสังเกต เพ่ือใหไดขอมลู เชงิ ลกึ เก่ียวกับปรากฏการณ!ทีไ่ ม0สามารถวดั ไดโดยตรงและมคี วามซับซอน 2. การสัมภาษณ7 (Interview) เป3นการเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชการสนทนา พูดคุย ซักถาม เพื่อใหไดขอมูลตามจุดม0ุงหมายของผูวิจัย หรือเป3นการสนทนาอย0างมีเปnาหมายนั่นเอง การสัมภาษณ!เป3นวิธีการรวบรวมขอมูลท่ีทําใหไดขอมูลในเชิงลึก เพราะผูวิจัยสามารถซักถาม ประกอบการสังเกตสีหนาท0าทาง และความรูสึกท่ีซ0อนอยู0ของผูรับการสัมภาษณ!ได จึงเป3นวิธีการท่ี ทําใหไดขอมูลที่เขาถึงความจริงของปรากฏการณ!ไดมากกว0าวิธีการอื่นๆ โดยเฉพาะอย0างยิ่งขอมูล เก่ียวกับความรูสึกนึกติดและความเช่ือ จึงเป3นเทคนิคท่ีนิยมใชกันมากในทางสังคมศาสตร! แต0การ สัมภาษณ!ก็ตองใชเวลา งบประมาณ และบุคลากรมากกว0าวิธีการอื่นๆ จึงอาจเป3นป'ญหาสําหรับ การเก็บรวบรวมขอมูลจากกล0ุมตัวอย0างขนาดใหญ0 และที่สําคัญเป3นวิธีท่ีรบกวนเวลาของผูใหขอมูล หรอื ผรู ับการสัมภาษณ!มากทสี่ ดุ จึงมกั จะมีปญ' หาในเรอื่ งของการใหความร0วมมือของกล0ุมตัวอยา0 ง 3. การสนทนากลุ+ม (Focus Group Discussion) เป3นวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลที่มี ลักษณะคลายๆ กับการสัมภาษณ!กล0ุม เน่ืองจากอาศัยความคิดเห็นของสมาชิกกล0ุมร0วมกัน แต0 ลกั ษณะของกลุม0 และวิธีการจะแตกต0างกัน 4. การวิเคราะห7เอกสาร (Document Analysis) เป3นวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัย อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งมีการนํามาใชกันมากในการวิจัยเชิงคุณภาพ แต0ก็ไม0ไดหมายความว0าในการวิจัย เชงิ ปรมิ าณจะไมม0 ีการนําวิธกี ารนม้ี าใช การวิเคราะห!เอกสารซึ่งบางทีก็เรียกว0า การวิเคราะห!เนื้อหา (Content analysis) นั้น มีนัยอยู0หลายลักษณะคือ เป3นท้ังระเบียบวิธีวิจัย วิธีเก็บรวบรวมขอมูล และเทคนคิ การวเิ คราะหข! อมูล 5. การสอบถามหรือการสํารวจ (Survey) หมายถึง การเก็บรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัย จัดเตรียม แบบสอบถามหรือแบบสํารวจใหบุคคลท่ีเป3นกลุ0มตัวอย0างไดอ0านและตอบประเด็นคําถาม ในแบบสอบถามหรือแบบสํารวจนั้นดวยตนเอง ขอมูลที่ทําการเก็บรวบรวมดวยวิธีนี้ส0วนมากเป3น ขอมูลท่ีสามารถตอบไดง0ายๆ ไม0ซับซอน เช0น ขอเท็จจริงของปรากฏการณ!ต0างๆ ความรูสึก ความ 110
การวิจัยทางการศกึ ษา คิดเหน็ เปน3 ตน การเกบ็ รวบรวมขอมูลดวยวิธนี ี้สะดวกและงา0 ยในการรวบรวม แต0จะไดขอมูลที่เป3น ความจริงมากนอยเพียงใดน้ันขึ้นอยู0กับผูตอบแบบสอบถาม ดังนั้นแบบสอบถามที่ใชในการเก็บ รวบรวมขอมูลจงึ ตองมคี ณุ ภาพ ดึงดูดหรือเชิญชวนใหผูตอบเต็มใจและตองการที่จะตอบ อีกทั้งวิธีท่ี ใชในการรวบรวมแบบสอบถามก็ตองเอื้ออํานวยความสะดวกใหแก0ผูตอบใหมากที่สุดเท0าที่จะทําได เพื่อใหผูตอบไม0รูสกึ เป3นภาระในการใหขอมูลแกผ0 ูวจิ ัย 6. การทดสอบ (Test) เปน3 การเก็บรวบรวมขอมลู เก่ยี วกับสติป'ญญา ทักษะ ความสามารถ ของกลุ0มตัวอย0างแต0ละคนในสถานการณ!เดียวกัน ดังนั้นผูวิจัยจึงตองเตรียมแบบทดสอบและการ บรหิ ารการสอบทไ่ี ดมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใหไดขอมูลที่เป3นความสามารถที่แทจริงของกล0ุมตัวอย0าง ทาํ ใหคะแนนท่ีไดจากการทดสอบสามารถแปลความหมายไดถูกตองและสามารถนําไปเปรียบเทียบกัน ได แหล+งของความคลาดเคล่ือนในการเก็บรวบรวมขอมูล ในการทําการวิจัยแต0ละครั้งผูวิจัยย0อมตองการผลการวิจัยที่มีความถูกตองมากที่สุด จึงพยายามดําเนินการใหไดมาซ่ึงขอมูลที่มีความถูกตอง มีความเที่ยงตรง และมีความเชื่อถือไดมาก ที่สุด แต0การเก็บรวบรวมขอมูลแต0ละคร้ังมักจะมีความคลาดเคล่ือนเกิดขึ้นอยู0เสมอ ถึงแมผูวิจัยจะ พยายามควบคุมป'จจัยต0างๆ ที่อาจจะส0งผลใหเกิดความคลาดเคล่ือนในกระบวนการรวบรวมขอมูล แลวก็ตาม แหล0งของความคลาดเคลื่อนในการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีสําคัญผูเขียนจะยกมากล0าวตาม นักวิชาการ 3 แนวคิด ดังน้ี (ไพศาล วรคํา, 2550: 220-223, Babbie ,2010: 253, Herbert F, 2005 :19) 1. ผูเก็บรวบรวมขอมูล ซึ่งอาจเป3นผูวิจัย ผูช0วยวิจัยหรือบุคคลอ่ืนๆ ท่ีผูวิจัยมอบหมายให เก็บขอมูล ซ่ึงเป3นผูท่ีตองนําเครื่องมือไปในการเก็บรวบรวมขอมูล จึงถือว0าเป3นป'จจัยหน่ึงท่ีอาจ กอ0 ใหเกิดความคลาดเคล่อื นข้นึ ในกรณีต0างๆ ดงั น้ี(ไพศาล วรคาํ , 2550: 220-223) 1.1 ถาผูเก็บขอมูลไม0ไดศึกษาหรือฝvกฝนวิธีการใชเคร่ืองมือใหเขาใจอย0างถ0องแท โดยเฉพาะอย0างยิ่งเครื่องมือท่ียืมมาจากหน0วยงานหรือบุคคลอ่ืน อาจทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลมี ความผดิ พลาด ผลทไ่ี ดอาจไมใ0 ช0ความรู ความสามารถ หรือความคิดเห็นทีแ่ ทจรงิ ของกลุ0มตวั อยา0 ง 1.2 มาตรฐานผเู ก็บขอมูลต0างกัน ในกรณีที่จําเป3นตองใชผูเก็บรวบรวมขอมูลหลาย คน ซ่ึงแต0ละคนย0อมมีความแตกต0างกัน โดยอาจเป3นความแตกต0างในส0วนของบุคลิกภาพ ความรู ความสามารถ หรือทัศนคติ ป'จจัยเหล0าน้ีจะทําใหมาตรบานในการเก็บรวบรวมขอมูลต0างกัน เช0น บางคนเขมงวดดานเวลา แตบ0 างคนไม0เขมงวด เป3นตน 1.3 อคติของผูวิจัย ในกรณีที่ผูวิจัยต้ังสมมติฐานหรือทําการวิจัยเชิงทดลอง ผูวิจัย มักจะคาดหวังผลการวิจัยออกมาในลักษณะใดลักษณะหน่ึง จึงอาจมีอคติในการดําเนินการใหได ผลการวจิ ัยออกมาตามทค่ี าดหวงั ไว เช0น อาจใชวิธีการกระตนุ ชี้แนะ หรือใหความสนใจกับกลุ0มใด กล0มุ หนึง่ เปน3 พิเศษ ทําใหคะแนนของกล0ุมนัน้ สูงกว0าปกติ เปน3 ตน 1.4 ความละเลยของผูวิจัย ผูวิจัยบางคนอาจไม0ใหความสําคัญกับกระบวนการเก็บ รวบรวมขอมูล จึงทําใหละเลยหรือไม0จริงจังในการดําเนินการ เช0น ไม0ชี้แจงหรืออธิบายใหกลุ0ม ตวั อยา0 งเขาใจและเตม็ ใจที่จะใหขอมูล เปน3 ตน ขอมูลทีไ่ ดกจ็ ะมีความคลาดเคลอื่ นสงู 111
บทท่ี 6 เครื่องมือและวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู ในการวิจัย 2. เครื่องมือท่ีใชในการวิจัย เครื่องมือวิจัยอาจเป3นแหล0งที่มาของความคลาดเคล่ือนในการ เกบ็ รวบรวมขอมลู ไดเน่อื งจาก 2.1 คุณภาพเครื่องมือไม0ไดมาตรฐาน เช0น มีความเท่ียงตรงและความเช่ือม่ันตํ่า ขาดอํานาจจําแนก หรอื เปน3 แบบทดสอบที่ยากหรอื ง0ายเกนิ ไปจงึ ไม0เราใหกลุ0มตัวอย0างตองการตอบ 2.2ภาษาที่ใชกํากวม ทําใหกล0ุมตัวอย0างตองเดาหรือตอบไปในทิศทางที่ไม0ตรงกับ เจตนาของผวู จิ ัย 2.3 คําช้ีแจงในการตอบไม0ชัดเจน บางคร้ังกล0ุมตัวอย0างไม0เขาใจว0าจะใหตอบ อย0างไร ถาตอบอย0างน้ันแลวมีความหมายเช0นเดียวกับท่ีกล0ุมตัวอย0างตองการส่ือหรือไม0 ดังนั้นจึง ควรมีตวั อยา0 งวิธกี ารตอบและการแปลผลการตอบใหชัดเจน เพื่อใหกล0ุมตวั อยา0 งเขาใจ 2.4 รูปแบบของเครื่องมือไม0เหมาะสมกับกล0ุมตัวอย0าง บางคร้ังผูวิจัยออกแบบ เครื่องมือวัดไม0เหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะ ความรูความสามารถของกลุ0มตัวอย0าง จึงทําใหกลุ0ม ตัวอย0างตอบแบบเดาหรอื เขาใจไปคนละอยา0 งกบั ความตองการของผูวจิ ัย 3. กล+ุมตัวอย+าง หรือผูใหขอมูลความคลาดเคล่ือนที่เกิดข้ึนในการเก็บรวบรวมขอมูลอัน เน่อื งมาจากกล0ุมตัวอย0างหรือผูใหขอมลู อาจมสี าเหตดุ งั ต0อไปน้ี 3.1 การปกปnองตนเอง ผูใหขอมูลหรือกล0ุมตัวอย0างบางคนอาจใหขอมูลเพ่ือให ตนเองดูดี หรือไม0ยอมใหขอความจริงซึ่งอาจทําใหเสียภาพพจน!ของตนเอง ถึงแมผูวิจัยจะพยายาม ทําความเขาใจแลวกต็ าม 3.2 ไม0กลาตัดสินใจ กลุ0มตัวอย0างบางคนอาจไม0กลาตัดสินใจใหเด็ดขาดว0าจะเห็น ดวยหรือไมเ0 หน็ ดวยกับขอความในประเดน็ คําถามหนงึ่ ๆ ทําใหตอบกลางๆ ผลการตอบจึงคลาดเคล่ือน จากความเป3นจริง 3.3 ไมม0 ีส0วนไดส0วนเสียโดยตรง กลุ0มตัวอย0างบางคนไม0ใหความร0วมมือหรือไม0ต้ังใจ ตอบคําถาม เน่อื งจากไม0มสี 0วนไดส0วนเสยี เกี่ยวกับการวิจัยหรือไม0มีผลใดๆ กับตัวเขา ถึงแมว0าเขาจะ ใหขอมูลท่ีไม0เป3นจริงก็ตาม เช0น การทดสอบวัดความรูของนักเรียน หากนักเรียนรูว0าเป3นเพียงการ วิจัย ไม0มผี ลต0อเกรดหรือผลการเรียนของเขา ก็จะไม0ตั้งใจทําอย0างเต็มความสามารถ ทําใหขอมูลท่ี ไดมีความคลาดเคลื่อน 3.4 ถูกรบกวนบอ0 ย กลุม0 ตัวอยา0 งบางคนอาจจะถูกสุ0มหรือเลือกใหเป3นกลุ0มตัวอย0าง บอ0 ยคร้งั ไดรบั การขอรองใหตอบแบบสอบถามหรือเปน3 ผูใหสมั ภาษณ!บ0อยครงั้ จนเกิดความเบื่อหน0าย ที่จะใหขอมูล โดยเฉพาะอย0างย่ิงผูบริหารหรือผูทรงคุณวุฒิบางคนจะถูกรบกวนใหเป3นกลุ0มตัวอย0าง บ0อยมาก ทั้งที่ภาระงานประจําก็มีมาก จึงมักจะใหเลขานุการหรือผูไดบังคับบัญชาเป3นผูใหขอมูล แทน จึงเป3นขอมลู ทไ่ี ม0ถกู ตองตรงตามทผี่ วู จิ ัยตองการ 4. กระบวนการเก็บรวบรวมขอมูล เป3นอีกแหล0งหนึ่งท่ีทําใหเกิดความคลาดเคลื่อนในการ เกบ็ รวบรวมขอมูล ซึ่งอาจเป3นเพราะ 4.1 เวลาท่ไี ม0เหมาะสม หากผวู จิ ยั ไม0มีการวางแผนในการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีดีหรือ มีขอจํากัดในเรื่องเวลาในการเก็บรวบรวมขอมูล มักจะเร0งรีบหรือรบเราขอทําการเก็บรวบรวมกับ ผูใหญ0ขอมูล ซึ่งบางทีผูใหขอมูลอาจอยู0ในสภาวะท่ียังไม0พรอมที่จะใหขอมูลหรือเป3นช0วงเวลาท่ีไม0 112
การวิจยั ทางการศึกษา เหมาะสมท่ีจะใหขอมูล แต0เม่ือถูกรองขอก็ใหขอมูลแบบขอไปที จึงอาจทําใหไดขอมูลท่ีมีความ คลาดเคลอ่ื นมาก 4.2 สถานท่ีไม0เหมาะสม บางทีสถานท่ีท่ีผูวิจัยหรือผูใหขอมูลนัดหมายในการเก็บ รวบรวมขอมูลน้ัน อาจไม0เอ้ืออํานวยต0อการเก็บรวบรวมขอมูล เช0น มีความพลุกพล0าน จอแจ รบกวนสมาธิของผใู หขอมูล ทาํ ใหไดขอมลู ท่ไี มถ0 ูกตองตามความเป3นจริงเปน3 ตน แหล0งของความคลาดเคล่ือนในการเก็บรวบรวมขอมลดังท่ีกล0าวมานี้ บางแหล0งผูวิจัย สามารถปnองกนั หรอื ลดความคลาดเคลื่อนใหเหลือนอยลงได แต0บางแหล0งก็อย0ูนอกเหนือการควบคุม ของผูวจิ ัย ดงั น้ันการวางแผนการเก็บรวบรวมขอมูลใหรัดกุม เหมาะสม และมีประสิทธิภาพจะช0วย ใหการเก็บรวบรวมขอมลู มีความคลาดเคลื่อนนอยทสี่ ดุ และไดขอมูลทเี่ ป3นความจริงมากท่ีสดุ ซึ่งมีนักวิชาการไดแนะนําผูวิจัยควรใหความสําคัญข้ันตอนพ้ืนฐานในการดําเนินการวิจัย ใน 3 ขั้นตอนเพื่อลดความคลาดเคล่ือนท่ีจะเกิดข้ึน คือ 1. การนิยามขอมูลหรือสิ่งที่จะศึกษาให ชัดเจน 2. การสรางและพัฒนาเครื่องมือใหมคี ุณภาพ 3. การทดลองใชเครื่องมือโดยไดกล0าวว0าอาจ มีความคลาดเคล่ือนเกิดขึ้นในการวิจัย ท่ีมาจากแหล0งความลําเอียงดังต0อไปน้ี ผูตอบ (respondents) วิธีการวัด (Measurement) เทคนิควิธีการเก็บขอมูล (Data Collection) และ ขอคําถามหรือกล0ุมคําในแบบสอบถาม (Item and Terms in Questionnaire) ดังภาพท่ี 6.1 (Babbie ,2010: 253) ผูตอบ แหลง+ ความคลาด วธิ กี ารวดั เคล่ือนในการวจิ ยั เทคนิควธิ กี ารเกบ็ ขอมูล ขอคาํ ถามหรือกลุ+มคําในแบบสอบถาม ภาพท่ี 6.1 แหลง0 ทมี่ าของความคลาดเคล่ือนในการเกบ็ รวบรวมขอมลู การวิจัย ท่ีมา : Babbie ,2010:253 และ Herbert F. ไดกล0าวถึงท่ีมาของแหล0งที่มาของความเคลื่อนท่ีจะเกิดข้ึนในงานวิจัย และไดนําเสนอประเด็นเก่ียวกับความคลาดเคลื่อน ประกอบดวย 1. ความคลาดเคล่ือนจากการส0ุม (sampling error) 2. ความคลาดเคลอ่ื นจากการวัด (Measurement error) เช0น 2.1 ความคลาด เคล่ือนจากการวัดที่เกิดจากผูสัมภาษณ! (Measurement error due to Interviewers) 2.2 ความคลาดเคล่ือนจากการวัดที่เกิดจากผูตอบ (Measurement error due to respondent) 3. ความคลาดเคล่ือนจากการไม0ตอบ(Non response error) เช0น 3.1 ความคลาดเคล่ือนจาก ขอจํากัดของการจัดลําดับ( at unit level) 3.2 ความคลาดเคล่ือนจากการจัดลําดับของขอคําถาม ( at Item level) 4.ความคลาดเคลื่อนร0วมกัน (Coverage error) 5. ความคลาดเคล่ือน ภายหลังการสํารวจ(Post survey error) ซงึ่ แสดงไดดังภาพท่ี 6.2 (Herbert F, 2005 :19) 113
บทที่ 6 เคร่ืองมือและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมลู ในการวจิ ัย ภาพที่ 6.2 แหล0งที่มาของความคลาดเคลื่อนในในการเก็บรวบรวมขอมลู การวจิ ัย ท่ีมา : Herbert F,2005 :19 เครือ่ งมือทีใ่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูล เครอ่ื งมอื ที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยนั้นโดยท่ัวไปแลวจะมีอยู0 2 ประเภทใหญ0ๆ คอื เคร่ืองมือท่ีเป3นอุปกรณ! (Materials) เป3นเครื่องมือที่ใชเพ่ือใหกลุ0มตัวอย0างเรียนรูหรือทํากิจกรรม อุปกรณ!เหล0านี้ไดแก0ส่ือที่สามารถรับรูไดโดยผ0านประสาทสัมผัสส0วนใหญ0เป3นประสาทสัมผัสทางตา และทางหู เช0น ชุดการเรียนดวยตนเอง ชุดการสอนแผนการสอนวีดิทัศน! และโปรแกรม คอมพิวเตอร!ช0วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) เป3นตน ส0วนเคร่ืองมืออีกประเภท หนึ่งคือเครื่องมือวัด (Measures) เป3นเคร่ืองมือที่ใชวัดลักษณะหรือคุณสมบัติต0างๆของกลุ0มตัวอย0าง ซ่ึงเครื่องมือท่ีนิยมใชมีอยู0 4 ประเภท ไดแก0 แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต และแบบ สัมภาษณ! เป3นตน ลกั ษณะของเครอื่ งมือท่ีดี เครื่องมือท่ีมีคุณภาพดีจะส0งผลต0อความน0าเช่ือถือของผลการวิจัยซ่ึงเคร่ืองมือท่ีใชในการ วิจัยโดยท่ัว ๆไปและถือไดวา0 มคี ณุ ภาพดีน้นั จะตองมีลักษณะสาํ คัญ 8 ประการดงั นี้ (นภิ า ศรีไพโรจน!, 2531: 84-85,สมนึก ภทั ทิยธนี,2544 :49 , Babbie 2010 : 125) 114
การวิจยั ทางการศกึ ษา 1. ความเท่ียงตรง (Validity) หมายถึง เคร่ืองมือท่ีวัดไดในส่ิงที่ตองการวัดไดอย0างถูกตอง แมน0 ยาํ มี 3 ลักษณะ ไดแก0 1.1 ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง เครื่องมือที่วัดไดถูกตองตรง กบั เนอื้ หาทต่ี องการวัด และมีจาํ นวนคําถามเพียงพอ เช0น วัดทัศนคติท่ีมีต0อการบริหารดานการศึกษา กต็ ้งั คาํ ถามเก่ยี วกับทัศนคตทิ ่ีมีต0อผูบรหิ ารดานการศกึ ษาของประเทศ เป3นตน 1.2 ความเท่ียงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึง เครื่องมือท่ีวัดไดตรง กับคุณลักษณะท่ีตองการวัด เช0น วัดทัศนคติที่มีต0อนักการเมืองก็ต้ังคําถามเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต0อ นักการเมอื งในแงม0 ุมต0าง ๆ ตามทฤษฎที เ่ี ก่ยี วของหรือนิยามศพั ท!อย0างครบถวน เปน3 ตน 1.3 ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ!สัมพันธ! ความเท่ียงตรงตามเกณฑ!สัมพันธ!(Criterion- related Validity) เป3นความสอดคลองสัมพันธ!กันระหว0างคะแนนจากเคร่ืองมือท่ีผูวิจัยสรางข้ึนกับ เกณฑ!ภายนอก (Criterion) ท่ีสามารถใชวัดคุณลักษณะที่ตองการน้ันได เกณฑ!ภายนอกนี้อาจเป3น คะแนนจากแบบวัดอ่ืน หรือวิธีการอ่ืนๆท่ีวัดสภาพป'จจุบันหรือสภาพในอนาคตของกลุ0มตัวอย0างได ตรงตามคุณลกั ษณะทตี่ องการวดั ความเทย่ี งตรงตามเกณฑ!สัมพนั ธแ! บ0งออกเป3น 2 ประเภท คือ 1.3.1 ความเท่ียงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง เครื่องมือที่วัด ไดสอดคลองกบั สภาพความเปน3 จริงของผตู อบในขณะนั้น 1.3.2 ความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ! (Predictive Validity) หมายถึง เครื่องมือที่วัด ไดตรงตามความสามารถทเี่ ป3นจรงิ และผลท่ีวัดไดสามารถนาํ ไปใชทาํ นายอนาคตไดถูกตอง ใชกับแบบ วดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหรอื แบบทดสอบความถนดั 2. อํานาจจําแนก (Discrimination) หมายถึง เครื่องมือท่ีวัดแลวสามารถแบ0งลักษณะของ ผูถูกวัดออกไดชัดเจน เช0น กล0ุมที่มีลักษณะน้ันสูง กล0ุมที่มีลักษณะน้ันต่ํา หรือ กลุ0มเรียนเก0ง กล0ุม เรยี นออ0 น หรือ กลุม0 ผูรอบรู กลมุ0 ไม0รอบรู หรอื กลม0ุ ผูผ0านเกณฑ! กลมุ0 ผไู มผ0 า0 นเกณฑ! เป3นตน 3. ความยาก (Difficulty) หมายถึง เคร่ืองมือวัดที่ใหผลการวัดเป3นสัดส0วนของผูตอบ ขอสอบขอน้ันถูกต0อผูเขาสอบทั้งหมด โดยใชในแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหรือแบบทดสอบ ความถนัดก็ไดท่ีเป3นขอสอบ มีค0าความยากอย0ูระหว0าง .20 ถึง .80 ในระบบอิงกลุ0ม และในระบบ อิงเกณฑก! อ0 นเรียน มคี 0าความยาก นอยกว0า .45 และ หลังเรียนมคี 0าความยากมากกวา0 .75 4. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง เคร่ืองมือท่ีวัดไดผลคงที่แน0นอนไม0ว0าวัดกี่คร้ัง เม่ือไร ทไี่ หน ถาส่งิ ที่วดั คงท่ีเปรียบไดกบั ไมบรรทัดจะวัดกี่คร้ังก็ไดความยาวเท0าเดิม 5. ความเปFนปรนัย (Objectivity) หมายถึง เครื่องมือท่ีมีคําถามชัดเจนเขาใจตรงกัน ตรวจไดคะแนนตรงกนั แมตรวจหลายคร้งั หรือหลายคนและมคี วามชัดเจนในการแปลความหมาย 6. ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) หมายถึง เครื่องมือท่ีวัดแลวใหผลการวัดไดมาก ถูกตองลงทุน นอยใชเวลานอย 7. ความยุติธรรม (Fairness) หมายถึง เครื่องมือท่ีใชวัดจะตองไม0ก0อใหเกิดการไดเปรียบ เสียเปรียบในหมู0คนท่ีถูกวัดในกรณีท่ีจะนํามาเปรียบเทียบกัน ไดแก0 ตองเป3นเครื่องมือช0วงเวลา เดยี วกัน ใช เวลาเตรียมตัวรูล0วงหนาเท0ากัน ใชในแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบวัดเขาทํางาน และแบบวัดความรู อ่ืน ๆ เปน3 ตน 115
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัย 8. สะดวกในการนําไปใช (Convenient) หมายถึง เคร่ืองมือท่ีวัดแลวมีตรงและเช่ือถือ ไดมากทสี่ ุดสามารถอํานวยประโยชนไ! ดมากหรอื ใชไดอยา0 งคมุ ค0าโดยท่ีเสยี เวลาและคา0 ใชจ0ายในการวัด นอยถาเคร่ืองมือวัดใดวัดไดดีจริงแต0ส้ินเปลืองค0าใชจ0ายหรือตองเสียเวลาในการวัดมากก็ถือว0า เคร่ืองมอื นน้ั ไม0มีประสทิ ธิภาพ สรุปไดว0า ลักษณะของเครื่องมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอมูลที่ดีน้ันตองพิจารณาถึง ความ เที่ยงตรง อํานาจจําแนก ความยาก ความเชื่อม่ัน ความเป3นปรนัย มีประสิทธิภาพ ความยุติธรรม และ สะดวกในการนําไปใช โดยผูวิจัยจะตองตระหนักและใหความสําคัญในขั้นตอนการสรางและหา คุณภาพเคร่ืองมือ ของเครือ่ งมือทุกประเภท และเม่อื เคร่ืองมือทีส่ รางมคี ุณภาพแลวก็จะทําใหขอมูลท่ี ไดมามีความเคลือ่ นนอย อันจะเป3นผลใหขอมลู และผลการวิจยั มีความนา0 เช่อื ถอื มากย่งิ ขนึ้ ประเภทของเครอื่ งมือ เคร่ืองมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลน้ันมีหลายประเภทในท่ีน้ีจะกล0าวถึงเฉพาะ ทีม่ นี ักวิจยั นยิ มนาํ มาใชโดยท่ัวไปในงานวิจัยทางการศึกษาเท0านั้น ไดแก0 แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ! (สมประสงค! เสนารัตน!, 2556:64-85, สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2558 : 200) 1. แบบทดสอบ (Test) แบบทดสอบ หมายถึง เครื่องมือวัดผลประเภทหน่ึงท่ีประกอบดวยชุดของขอคําถาม (Items) ท่ีสรางขึ้นอย0างมีระบบเพื่อใชวัดพฤติกรรมของบุคคลที่เก่ียวกับความสามารถทางดานสมอง (Cognitive Domain) หรือดานอารมณ! (Affective Domain) หรือดานทักษะ (Psychomotor Domain) โดยมกี ารกําหนดหลักเกณฑ!การใหคะแนนท่ชี ดั เจน 1.1 ประเภทของแบบทดสอบ การจําแนกประเภทของแบบทดสอบสามารถกระทําไดหลายลักษณะข้ึนกับ เกณฑ!ที่ใชในการจําแนกดังตาราง 6.1 ดังนี้ 116
การวิจยั ทางการศกึ ษา ตารางท่ี 6.1 เกณฑ!และการจาํ แนกประเภทของแบบทดสอบแบบต0างๆ เกณฑ7ที่ใชในการจาํ แนก ประเภทของแบบทดสอบ 1. จาํ นวนผสู อบ 1. แบบสอบรายบคุ คล (Individual Test หรอื Clinical Test) 2. คณุ ลักษณะท่ีวดั 2. แบบสอบกล0ุม (Group Test) (Construct Measured) 1. แบบวัดบคุ ลิกภาพ (Personality Inventories) 2. แบบวดั ความถนดั (Aptitude Tests) 3. ระดับของสมรรถนะทีว่ ดั 3. แบบวัดความสามารถทางสมอง (Mental Ability Test) 4. แบบวัดทกั ษะการรับรู – ปฏบิ ตั ิการ (Perceptual– Motor 4. จดุ มุง0 หมายทางการศึกษา Skills) 5. แบบวัดความสนใจ (Interest Inventories) 5. ช0วงเวลาในกระบวนการเรียน 6. แบบวัดเจตคติ (Attitude Scales) การสอน 7. อน่ื ๆ (Etc.) 6. ความเรว็ ในการตอบ 7.เนือ้ หาของขอสอบในฉบบั 1.แบบสอบสมรรถนะสูงสดุ (Maximum Performance Test) 2. แบบสอบสมรรถนะเฉพาะแบบ (Typical Performance Test) 3. แบบสอบสมรรถนะขนั้ ต่ํา(Minimum Competencies Test) 1. แบบสอบพทุ ธิพสิ ยั (Cognitive Test) 2. แบบสอบจิตพิสยั (Affective Test) 3. แบบสอบทักษะพิสยั (Psychomotor Test) 1. แบบทดสอบกอ0 นเริ่มเรียน (Pretest) 2. แบบทดสอบหลังเรียนจบ (Posttest) 1. แบบทดสอบความเร็ว (Speed Test) 2. แบบทดสอบพลงั สามารถ (Power Test) 1. แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) 2. แบบทดสอบอตั นัย (Subjective Test) 117
บทที่ 6 เครื่องมือและวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู ในการวจิ ยั ตารางที่ 6.1 เกณฑแ! ละการจาํ แนกประเภทของแบบทดสอบแบบต0างๆ (ตอ0 ) เกณฑ7ท่ีใชในการจาํ แนก ประเภทของแบบทดสอบ 8. การแปลความหมาย ของคะแนน 1. แบบสอบองิ เกณฑ! (Criterion - Referenced Test) 9. วิธกี ารสราง 10. รูปแบบการแสดงออก 2. แบบทดสอบองิ กลุม0 (Norm – Referenced Test) 11.ลกั ษณะการตอบ 1. แบบทดสอบที่ครูสรางเอง (Teacher – made Test) 12. จุดมงุ0 หมาย 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Commercial/Published or ในการใชประโยชน! Standardized Test) 1. แบบสอบขอเขยี น (Written Test or Paper – Pencil Test) เชน0 แบบทดสอบขอเขียนท่ใี ชภาษา (Verbal Test) แบบสอบขอเขยี นท่ไี มใ0 ชภาษาหรือแบบสอบทใ่ี ชภาพ/ สญั ลักษณ! (Non – Verbal Test) 2. แบบสอบปฏิบัติ (Performance Test) 3. แบบสอบปากเปลา0 (Oral Test or Interview) 1) แบบสอบประเภทเขียนตอบ (Supply Type) - แบบสอบอัตนยั แบบไม0จํากัดคาํ ตอบ (Essay – Extended Response) - แบบสอบอตั นยั แบบจํากัดคําตอบ (Essay – Restricted Response) - แบบตอบส้นั (Short Answer) - แบบเติมขอความใหสมบูรณ! (Completion) 2) แบบสอบประเภทเลอื กตอบ (Selection Type) - แบบถูก – ผิด (True – False) - แบบจับค0ู (Matching) - แบบหลายตัวเลอื ก (Multiple – Choice) 1) แบบทดสอบเพ่ือวนิ ิจฉยั (Diagnostic test) 2) แบบทดสอบเพ่ือทํานายหรือพยากรณ! (Prognostic test) จากตารางที่ 6.1 จะเห็นไดว0าการจําแนกประเภทของแบบทดสอบมีอยู0มากมายข้ึนอย0ูกับ เกณฑท! ี่ใชในการแบ0งในทนี่ ี้จะกลา0 วถึงรายละเอยี ดเฉพาะบางประเภทเทา0 นัน้ ดังน้ี 1. แบบทดสอบท่ีแบ+งตามระดับสมรรถนะที่วัด 1.1 แบบทดสอบสมรรถนะสูงสุด (Maximum Performance Test)ไดแก0 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ (Achievement Test) แบบสอบความถนัด (Aptitude Test) เป3นตน 1.2 แบบทดสอบสมรรถนะเฉพาะแบบ (Typical Performance Test) ไดแก0 แบบวัดความสนใจ (Interest) แบบวัดบุคลิกภาพ (Personality) แบบวัดเจตคติ (Attitude) เปน3 ตน 118
การวิจัยทางการศกึ ษา 1.3. แบบทดสอบสมรรถนะข้ันต่ํา (Minimum Competencies Test) เป3นแบบทดสอบที่สรางข้ึนเพ่ือวัดสมรรถนะพื้นฐานท่ีจําเป3นของบุคคล เช0น แบบทดสอบวัด สมรรถนะพื้นฐานของนักเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาดวยแบบทดสอบ MCT (The Minimum Competency Test) ซงึ่ ใชสําหรับทดสอบความรพู ืน้ ฐานของนกั เรยี นเพ่ือกาํ หนดแนวทางท่ีเหมาะสม ทจี่ ะเพม่ิ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี นในประเทศ (Kuper, 2006: 1) 2. แบบทดสอบทแ่ี บ+งตามวธิ ีการสราง 2.1 แบบทดสอบที่ครูสรางเอง (Teacher – made Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ผูสอนเป3นผูสรางข้ึนมาเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิของผูเรียนเฉพาะกลุ0มท่ีตนเองสอนซ่ึงเป3น แบบทดสอบทใ่ี ชกันทวั่ ๆไปในโรงเรยี น เชน0 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธว์ิ ิชาคณิตศาสตร! วชิ าภาษาไทยวิชาภาษาองั กฤษ เป3นตน 2.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Commercial/Publishedor Standardized Test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมีคุณภาพดีและมีมาตรฐานซ่ึงเป3นแบบทดสอบที่ผ0านการวิเคราะห!หา คุณภาพมาแลวมีการกําหนดมาตรฐานในการดําเนินการสอบและมาตรฐานในการแปลความหมาย ของคะแนน เช0น แบบทดสอบทางการศึกษาแห0งชาติข้ันพ้ืนฐาน (Ordinary National Educational Test: O-NET) ซึ่งจัดการทดสอบจํานวน 8 วิชาไดแก0 ภาษาไทยคณิตศาสตร!ภาษาอังกฤษสุขศึกษา และพลศึกษาสังคมศึกษาวิทยาศาสตร!ศิลปะและการงานอาชีพและเทคโนโลยี (สถาบันทดสอบทาง การศกึ ษาแห0งชาต,ิ 2555: ออนไลน!) 3. แบบทดสอบที่แบ+งตามเนอ้ื หาของขอสอบในฉบับ 3.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) เป3นแบบทดสอบท่ีมีการ กําหนดขอคําถามไวแลวและมีคาํ ตอบใหเลือกตอบโดยมุ0งใหผูตอบตอบส้ันๆซ่ึงมีหลายแบบ เช0น แบบ ถูก – ผิด (True – False) แบบเติมคํา (Completion) แบบจับคู0 (Matching) และแบบหลาย ตวั เลอื ก (Multiple – Choice) เปน3 ตน 3.2 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) เป3นแบบทดสอบท่ีมีการ กําหนดขอคําถามไวแลวผูตอบสามารถเขียนตอบไดอย0างอิสระภายในระยะเวลาที่กําหนดไว เช0น ขอสอบท่วี ัดดานการใชภาษาดานความคดิ เหน็ ดานการแสดงอารมณ! เป3นตน 4. แบบทดสอบท่แี บ+งการแปลความหมาย 4.1 แบบทดสอบอิงกลุ0ม (Norm – referenced Test)เป3นชุดของขอ คําถามที่สรางขึ้นเพื่อวัดผูเรียนแต0ละคนเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของกล0ุม กล0าวคือการวัดแบบนี้จะใช เมื่อตองการจะบอกผลการศึกษาของผูเรียนแต0ละคนเทียบกับกล0ุมท่ีสอบขอสอบชุดเดียวกันถาผูเรียน คนใดไดคะแนนสอบสูงกว0ากล0ุมก็แสดงว0าเขาเก0งกว0ากลุ0มแต0ไม0สามารถบอกไดว0าเขามีความสามารถ มากหรือนอยเพียงใด 4.2แบบทดสอบอิงเกณฑ! (Criterion - referenced Test)เป3นชุดของขอ คําถามท่ีสรางข้ึนเพื่อวัดผูเรียนแต0ละคนเทียบกับเกณฑ!มาตรฐานที่กําหนดไว กล0าวคือการวัดน้ีจะใช เม่ือตองการบอกผลการศึกษาของผูเรียนแต0ละคนเทียบกับเกณฑ!มาตรฐานของสิ่งท่ีทดสอบว0า “ผ0าน เกณฑม! าตรฐานในระดบั ใด” ซึง่ จะชว0 ยใหครสู ามารถตดั สนิ ใจเกี่ยวกับผูเรยี นและผลการเรียนการสอน ว0าทาํ ใหเกดิ ผลสมั ฤทธใิ์ นตวั ผเู รยี นมากนอยเพียงใด 119
บทที่ 6 เครื่องมือและวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมูลในการวิจยั 5. แบบทดสอบทแ่ี บ+งตามจุดมุง+ หมายในการใชประโยชน7 1. แบบทดสอบเพื่อวนิ ิจฉยั (Diagnostic Test)เป3นชุดของขอคาํ ถามท่ีสราง ขึ้นสําหรับคนหาจุดเด0นจุดดอยของผูเรียนแต0ละคนแลวนําผลที่ไดไปปรับปรุงแกไขขอบกพร0อง เหล0าน้นั ไดอยา0 งตรงจุดและเปน3 แนวทางในการปรบั ปรุงการเรียนการสอนไดเป3นอย0างดี 2. แบบทดสอบเพื่อทํานายหรือพยากรณ! (Prognostic Test)เป3น แบบทดสอบที่ใชสําหรับทํานายหรือคาดการณ!ล0วงหนาว0าจะเกิดอะไรข้ึนบาง เช0น การทดสอบ ความถนัดทางการเรียนของนักเรียนเพื่อทํานายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาต0างๆหรือการตรวจ วินิจฉัยท่ีมกี ารทดสอบการพยากรณโ! รคต0างๆท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคต เป3นตน ซึ่งแบบทดสอบประเภทนี้ จะตองมีความตรงเชิงพยากรณ! (Predictive Value) 1.2 ลักษณะของแบบทดสอบทด่ี ี แบบทดสอบนับว0าเป3นเครื่องมือที่นิยมนํามาใชกันอย0างแพร0หลายในงานวิจัย ทางการศึกษาเพือ่ ความความสามารถทางสติป'ญญามองของมนษุ ยแ! ต0การท่ีจะวัดไดตรงแม0นยําเช่ือถือ ไดมากนอยเพียงใดน้ันขึ้นอย0ูกับคุณลักษณะของแบบทดสอบว0าดี-ไม0ดีอย0างไรซ่ึงแบบทดสอบที่ดี อาจจะวนิ ิจฉยั ไดจากประเดน็ ต0างๆดังตอ0 ไปน้ี (นภิ า ศรไี พโรจน!, 2531: 88-89) 1.2.1 มีความเท่ียงตรง (Validity) มีความเชื่อมั่น (Reliability) มีอํานาจจําแนก (Discrimination) และมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งรายละเอียดไดอธิบายไวแลวในหัวขอลักษณะ ของเคร่อื งมอื ทีด่ ี 1.2.2 มีความยุติธรรม (Fair) หมายถึง ขอคําถามท้ังหมดในแบบทดสอบตองไม0 เป†ดโอกาสใหเด็กคนใดคนหน่ึงไดเปรียบเด็กคนอ่ืนๆนอกจากการไดเปรียบทางดานความรู ความสามารถเท0าน้ัน เช0น ขอสอบนั้นจะตองไม0ชี้แนะใหเด็กฉลาดใชไหวพริบเดาไดถูกหรือไม0เป†ด โอกาสใหเด็กที่เกียจครานตอบไดการที่ขอสอบจะใหความเสมอภาคในเร่ืองน้ีไดก็ตองอาศัยการออก ขอสอบหลายๆขอทค่ี รอบคลุมหลักสตู ร 1.2.3 วัดไดอยา+ งลึกซึ้ง (Searching) หมายถึง ขอคาํ ถามในแบบทดสอบจะไม0ถาม เฉพาะความรูความจําเท0านั้นแต0จะตองถามใหครอบคลุมพฤติกรรมหลายๆดาน เช0นมีคําถามที่ สามารถวัดความเขาใจการนําไปใชการวิเคราะห!และการสังเคราะห! เป3นตน ซึ่งแบบสอบถามท่ีดีน้ัน ตองวดั ความลึกซ้งึ ของวิทยาการตามแนวด่ิง (Vertical) มากกวา0 ทจ่ี ะวดั ตามแนวกวาง (Horizontal) 1.2.4 มีความจําเพาะเจาะจง (Definite) หมายถึง ขอคําถามตองมีความชัดเจน ถามอะไรหรอื ใหทาํ อะไรไม0ถามคลุมเครือหรือถามหลายแงห0 ลายมุม 1.2.5 มีการย่ัวยุ (Exemplary) มีลักษณะทาทายใหคิดท่ีจะตอบและย่ัวใหสมอง พัฒนาความคิดโดยใชคําถามถามดึงดูดเร่ิมต้ังแต0ขอคําถามง0ายๆในตอนแรกแลวค0อยๆยากขึ้น ตามลําดับ เป3นการใหเดก็ เกดิ ความพอใจและพยายามที่จะทาํ ขอสอบใหไดทั้งหมด 1.2.6 มคี วามเปนF ปรนยั (Objectivity) หากแบบทดสอบมีความเป3นปรนัยก็จะทํา ใหแบบทดสอบมีความเชือ่ ม่ันความตรงเกิดขน้ึ ดวยซ่ึงมีคุณสมบัติ 3ประการดังน้ี 1.มีความชัดเจนในความหมายของคําถามเม่ือทุกคนอ0านแลวมีความเขาใจ ตรงกนั 120
การวิจยั ทางการศกึ ษา คะแนนเหมือนกัน 2.มีความชัดเจนในวิธีตรวจหรือมาตรฐานการใหคะแนนจะใหใครตรวจก็ได อยา0 งเดยี วกนั 3.มคี วามชดั เจนในการแปลความหมายคะแนน คือ ตองแปลคะแนนที่ไดเป3น 1.2.7 มคี วามยากพอเหมาะ (Difficulty) หมายถงึ ขอสอบตองไม0ยากหรือง0ายเกินไป เพราะขอสอบที่ยากท่ีสดุ และงา0 ยท่ีสดุ จะไมม0 ีประโยชน!แต0อย0างใดเน่อื งจาก เด็กอาจจะทําผิดหมดหรือ ถกู หมดท้ังชน้ั ซึ่งจะทําใหไม0สามารถจําแนกเด็กไดว0าใครเก0ง – อ0อนกว0ากันดังนั้น ขอสอบที่ดีจะตองมี ความยากปานกลาง หากแบบทดสอบมีคุณสมบัติดังกล0าวขางตนน้ีก็สามารถวินิจฉัยคุณค0าของแบบทดสอบไดว0า เป3นแบบทดสอบท่ีดีมากแต0ในทางปฏิบัติขอสอบท่ีสรางขึ้นจะมีคุณสมบัติไม0ครบ กล0าวคือ แบบทดสอบอาจยังวัดไม0ครอบคลุมระดับการวัดท่ีตองใชระดับสติป'ญญาสูง ดังน้ัน จึงจําเป3นตอง นํามาวเิ คราะหเ! พ่อื หาคณุ ภาพของแบบทดสอบและปรับปรงุ ใหดขี ้ึนต0อไป 2. แบบสอบถาม (Questionnaires) แบบสอบถาม หมายถึง เคร่ืองมือวัดผลชนิดหนึ่งที่ประกอบดวยชุดของ ขอคําถามหรือรายการขอคําถามท่ีใชสําหรับเก็บรวบรวมขอมูลจากส่ิงท่ีตองการศึกษาเพื่อใหไดมาซึ่ง ขอเท็จจรงิ ในอดตี ปจ' จบุ นั และการคาดคะเนเหตกุ ารณใ! นอนาคต 2.1 ประเภทของแบบสอบถาม โดยทัว่ ไปที่นยิ มใชมีอย0ู 2 รูปแบบดงั น้ี 2.1.1 แบบสอบถามปลายเป†ด (Open-ended form or Unstructured or Unstandardized Questionnaire) เป3นแบบสอบถามท่ีไม0ไดกําหนดคําตอบตายตัวไวแต0เป†ดโอกาส ใหผูตอบตอบขอคําถามท่ีถามไดอย0างอิสระดวยการอธิบายหรือพูดถึงแนวความคิดของตนเองได อย0างเตม็ ที่ 2.1.2 แบบสอบถามปลายป†ด (Closed form or Structured or Standardized Questionnaire) เป3นแบบสอบถามที่มีคําตอบแน0นอนซ่ึงจะประกอบดวยขอคําถาม และตัวเลือก (คําตอบ) ผูตอบสามารถเลือกตอบไดตามตองการโดยมักจะใหผูตอบกากบาทหรือ วงกลมลอมรอบคําตอบที่ตองการซึ่งแบบสอบถามชนิดปลายป†ดแบ0งไดเป3น 4 แบบดังน้ี (นิภาศรี ไพโรจน!, 2531: 91-97) 1. แบบสาํ รวจ (Check-list) แบบสอบถามลกั ษณะนตี้ องการใหตอบ ในแง0ของมี–ไมม0 ี, เห็นดวย – ไมเ0 ห็นดวย, เชื่อ – ไม0เชอื่ , ใช0 – ไม0ใช0หรืออาจมีคําตอบใหเลือกไดหลาย คําตอบ เช0น ท0านกําลังศึกษาในช้ันใด (มัธยมศึกษาปˆที่ 1, มัธยมศึกษาปˆท่ี 2, มัธยมศึกษา ปˆท่ี 3) เปน3 ตน 121
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวธิ ีการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวจิ ัย 2. แบบมาตราส0วนประมาณค0า (Rating Scale) แบบสอบถามน้ีมุ0งให ผูตอบประเมินขอความท่ีถามออกมาเป3นระดับมาตราส0วนอาจจะมี 3, 5, 7, 9 หรือ 11 ช0วงก็ได โดยตรงกลางตองมีจดุ สมดลุ เชน0 วชิ าวิทยาศาสตรส! อนใหคนมเี หตมุ ีผล o เหน็ ดวยอยา0 งยงิ่ o เหน็ ดวย o ไม0แนใ0 จ o ไม0เห็นดวย o ไม0เห็นดวยอยา0 งย่ิง 3. แบบจดั ลาํ ดับความสาํ คัญแบบสอบถามในลักษณะน้ีตองการใหผูตอบ ตอบขอทเี่ หน็ ว0าสําคัญจากมากไปหานอยตามความรสู ึกของผูตอบ เชน0 ทา0 นตองการใหเทศบาลนคร อดุ รธานีอํานวยความสะดวกในเรอ่ื งใดต0อไปนี้ (เรียงลําดับจากมากไปหานอย) ดังตาราง 6.2 ตาราง 6.2 ตัวอย0างการจัดเรยี งลาํ ดบั การตอบของผูตอบ ลาํ ดับ ความตองการ เรียงลาํ ดบั ความตองการ 1 การปรบั ปรงุ ไฟฟาn ………………………………………………… 2 การปรบั ปรงุ ถนน ………………………………………………… 3 การปรับปรงุ การจราจร ………………………………………………… 4 การปรับปรงุ อาคารสถานท่ี ………………………………………………… 4. แบบเติมคําสนั้ ๆในช0องวา0 งโดยคําถามในแบบสอบถามจะตองกาํ หนด ขอบเขตหรอื ถามจาํ เพาะเจาะจงลงไป เช0น ปจ' จุบันท0านมีอายุ................ปˆ............................เดือน ภมู ลิ าํ เนาเดมิ ของทา0 นอยจู0 งั หวดั .............................................................................................. ป'จจบุ ันการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร!สว0 นใหญ0นยิ มใชแบบสอบถามเป3น เครอื่ งมอื ในการเก็บรวบรวมขอมูล เน่ืองจากมจี ดุ เดน0 หลายประการซึ่งสามารถเปรยี บเทียบจดุ เดน0 จุดออ0 นไดดังตาราง 6.3 เปรยี บเทยี บจุดเด0นจดุ ดอยของแบบสอบ 122
การวจิ ัยทางการศึกษา ตาราง 6.3 เปรยี บเทยี บจดุ เด0นจดุ ดอยของแบบสอบ จุดเด+น จุดอ+อน 1. ประหยัดทง้ั เวลาและค0าใชจ0ายเมอื่ เทียบ 1. มักจะไดรบั แบบสอบถามกลบั คืนมาไมค0 รบตาม กบั การสมั ภาษณ!เพราะจดั ส0งทางไปรษณยี ! จํานวน ซ่งึ ขอมลู ตองไดคืน 80-90% ถงึ ผรู ับได ข้ึนไปจงึ จะใชได 2. การสง0 แบบสอบถามไปยังคนจํานวนมาก 2. ความเท่ยี งตรง (Validity) และความเช่ือม่นั ย0อมสะดวกกวา0 การสมั ภาษณ!ซึง่ ผตู อบ (Reliability) ตรวจสอบไดลาํ บากทงั้ นี้ แบบสอบถามอาจจะไมอ0 ย0ูไม0ว0างหรือไมย0 ินดี เพราะผตู อบบางคนอาจไมเ0 ห็นความสําคัญ พบผูสมั ภาษณ!ทําใหเสยี เวลาโดยใชเ0 หตุ ของแบบสอบถามจึงตอบโดยไมพ0 จิ ารณา ใหรอบคอบหรอื ตอบโดยลาํ เอียงหรือใหผอู น่ื ตอบ แทน ซ่งึ จากผลการวจิ ยั พบวา0 ประมาณ 10% ของ แบบสอบถามท่ีไดรับคืน อาจเป3นแบบตอบโดยผอู ื่น 3. ผูตอบแบบสอบถามมักจะสะดวกใจที่จะ 3. เปน3 การเกบ็ ขอมูลที่ไม0ไดใชความสัมพนั ธ!ส0วนตัว ตอบมากกว0าการสัมภาษณ! เหมอื นกับการสมั ภาษณ! 4. ถาสรางแบบสอบถามใหดีแลวการ 4. แบบสอบถามจํากดั จาํ นวนผตู อบแบบสอบถาม วิเคราะห!ขอมูลทาํ ไดง0ายกวา0 ทั้งน้ีเพราะแบบสอบถามใชไดเฉพาะบุคคลทอ่ี า0 น หนังสือไดเท0าน้ัน 5. สามารถกาํ หนดใหแบบสอบถามถึงมือผรู ับ 5. ขอมูลบางอยา0 งยากต0อการตคี 0าเปน3 ตวั เลขอยา0 งดี ไดในเวลาทไี่ ล0เล่ยี กันไดจงึ ทําใหการตอบ ก็อยใู0 นมาตรานามบญั ญตั หิ รือเรียงอนั ดบั เท0านน้ั แบบสอบถามที่เก่ยี วกบั การแสดงความ คิดเห็นสภาวการณ!อย0ูในเวลาทีใ่ กลเคยี งกัน ได 6. ผตู อบตองการตอบแบบสอบถามที่ 6. บางครง้ั ตองใชคําถามท่ีไม0จําเปน3 บาง เพื่อใหได เหมอื นกนั จึงเปน3 การควบคมุ สภาวะท่ี ขอความบางอย0างตดิ ต0อกันหรือ คลายกนั ทําใหสรปุ ผลไดดีกว0าการสมั ภาษณ! เพื่อการตรวจสอบภายใน 2.2 หลกั ในการสรางแบบสอบถาม แบบสอบถามจะเป3นเคร่ืองมือวัดที่มีคุณค0ามากหรือนอยน้ันข้ึนอยู0กับผูวิจัย สามารถจะสรางแบบสอบถามไดดีเพียงใดถาแบบสอบถามไม0ดีหรือมีลักษณะไม0เหมาะสมผลท่ีไดจาก การวจิ ยั กไ็ ม0น0าเช่อื ถอื ดังนัน้ ผวู ิจัยจงึ ควรมหี ลักในการสรางแบบสอบถาม ซงึ่ มีดงั ตอ0 ไปน้ี 2.2.1 ตองมีจุดม0ุงหมายท่ีแน0นอนว0าตองการจะถามอะไรบางซ่ึงจุดม0ุงหมาย จะตองสอดคลองกบั หวั ขอทจี่ ะทําวจิ ยั 2.2.2 ตองสรางคําถามใหตรงตามจดุ ม0งุ หมายท่ตี ง้ั ไวไม0ถามนอกประเดน็ 123
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมูลในการวิจัย เพราะจะทําใหขอคําถามมากและไม0มีประโยชน!ต0อการวิจัย ดังน้ัน การสรางคําถามไดครบแลวควร พจิ ารณาตดั ขอคําถามที่ไมจ0 าํ เปน3 ออก 2.2.3 ตองถามใหครอบคลุมเรื่องท่ีจะวัดในการสรางแบบสอบถามผูวิจัยจะ ตองสรางขอคาํ ถามใหครอบคลุมพฤติกรรมหรือเรื่องที่จะวัดซึ่งทําไดโดยผูวิจัยจะตองแบ0งพฤติกรรมท่ี จะวดั ออกเป3นพฤติกรรมย0อยๆก0อนแลวจึงสรางขอคําถามพฤติกรรมหรือเร่ืองที่จะวัดบางเร่ืองจะตอง ใชขอคําถามมากบางเร่ืองก็ใชขอคําถามนอยแตกต0างกันโดยท่ัวไปแลวถาขอคําถามย่ิงมากก็ยิ่งจะ ครอบคลุมพฤติกรรมน้ันๆไดมากข้ึนทําใหการวัดคุณลักษณะน้ันมีโอกาสผิดพลาดนอยลงแต0จะทําให ผูตอบเกิดความเบ่ือหน0ายเพราะมีจํานวนขอคําถามมากเกินไปแบบสอบถามท่ีดีจึงควรมีจํานวนขอ คําถามพอเหมาะไม0มากหรือนอยเกินไปแต0จะมากหรือนอยเท0าใดนั้นข้ึนอยู0กับพฤติกรรมการวัดซ่ึง ต า ม ป ก ติ พ ฤ ติ ก ร ร ม ห รื อ เ ร่ื อ ง ท่ี จ ะ วั ด เ ร่ื อ ง ห น่ึ ง ๆ ค ว ร มี ข อ คํ า ถ า ม ใ น ช0 ว ง 25 – 60 ขอ 2.2.4 การเรียงลําดับขอคําถามควรเรียงลําดับใหต0อเนื่องสัมพันธ!กันและแบ0ง ตามพฤติกรรมย0อยๆไวเพ่อื ใหผูตอบเห็นชดั เจนและงา0 ยต0อการตอบ นอกจากน้ันควรเรียงคําถามง0ายๆ ไวเป3นขอแรกๆเพื่อย่ัวยุใหผูตอบอยากตอบส0วนคําถามท่ีสําคัญๆไม0ควรเรียงไวทางตอนทายของ แบบสอบถามเพราะความสนใจในการตอบของผูตอบจะนอยลงทําใหตอบอย0างไม0ต้ังใจ ซึ่งจะเกิด ผลเสียต0อการวจิ ัยมาก 2.2.5 ลักษณะของขอคําถามทด่ี ีแบบสอบถามที่ดีนัน้ ควรมลี ักษณะดังนี้ 1. ขอคําถามไม0ควรยาวจนเกินไปควรใชขอความสั้นกะทัดรดั ตรงจุด 2. ขอความหรือภาษาท่ีใชในขอคําถามตองชัดเจนเขาใจง0ายโดยผูสราง แบบสอบถามตองคาํ นงึ ถึงเร่ืองตา0 งๆดงั ต0อไปนี้ 2.1 หลีกเลี่ยงคําถามท่ีเป3นปฏิเสธซึ่งอาจทําใหผูตอบตีความหมายผิด ไดแต0ในกรณที ี่ตองใชคาํ ปฏิเสธจรงิ ๆกค็ วรขดี เสนใตเนนใหเห็นคาํ ปฏิเสธนั้นส0วนคําปฏิเสธซอนปฏิเสธ นั้นไมน0 ิยมใชอยา0 งย่ิง 2.2 ควรขีดเสนใตคําท่ีตองการเนนเป3นพิเศษเพ่ือใหผูตอบตีความได ถกู ตองตรงจุด 2.3 ไม0ควรใชคําเนนเช0นบ0อยๆเสมอทันทีฯลฯเพราะอาจจะทําให ผูตอบตีความไดไม0เหมอื นกันเชน0 คาํ ถามถามวา0 วิชาอะไรทีอ่ าจารยข! าดสอนเสมอคําว0า “เสมอ” ผูตอบ แต0ละคนอาจตีความไม0เหมือนกันบางคนอาจจะตีความว0าขาดทุกสัปดาห!หรือทุก 2 สัปดาห!หรือทุก เดือนเปน3 ตน 2.4 อย0าใชคําท่ีมีความหมายหลายนัยเพราะผูตอบอาจจะตีความได ไม0เหมือนกัน เช0น ถามว0าท0านมีอายุ..........ปˆบางคนตอบอายุเต็มเศษเดือนป'ดทิ้งแต0บางคนอาจจะป'ด เศษเดอื นมาเป3นปทˆ ําใหขอมูลคลาดเคลอื่ นไดจงึ ควรถามใหชดั เจนดงั นี้ คือ ทา0 นมีอายุ............ปˆ............เดือน 3. ไมใ0 ชคําถามถามนําหรือเสนอแนะใหตอบ 4. ไมถ0 ามในเรื่องที่เป3นความลบั เพราะจะทาํ ใหผตู อบตอบไมต0 รง กับความจริง 124
การวจิ ัยทางการศกึ ษา 5.ไมถ0 ามในเร่ืองทร่ี แู ลวหรอื ถามในสง่ิ ท่วี ัดไดดวยวิธีอ่ืน เช0น จากการสังเกต จากเอกสารรายงานเป3นตน 6.ขอคําถามตองเหมาะสมกับกล0มุ ตัวอยา0 ง คือ ตองคํานึงถึงระดับการศึกษา ความสนใจสติปญ' ญาฯลฯ 7.ขอคําถามขอหน่ึงๆควรถามเพียงป'ญหาเดียวเพื่อใหไดคําตอบที่ชัดเจน และตรงจดุ 8.คําตอบหรือตัวเลือกในขอคําถามควรมีมากพอหรือมีความเหมาะสมกับ ขอคําถามน้นั ๆ 9.คําตอบท่ีไดจากแบบสอบถามควรจะสามารถแปลงออกมาในรูปของ ปริมาณและใชสถิติอธิบายขอเท็จจรงิ ได 3. แบบสังเกต (Observation) แบบสังเกต หมายถึง เคร่ืองมือวัดผลชนิดหน่ึงที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลโดย พจิ ารณาปรากฏการณ!ตา0 งๆทีเ่ กิดขน้ึ เพอื่ คนหาความจรงิ ของปรากฏการณน! น้ั ๆดวยการอาศัยประสาท สัมผัสของผูสังเกตโดยตรงทําใหไดขอมูลแบบปฐมภูมิ (Primary Data) ซ่ึงเป3นขอมูลท่ีน0าเชื่อถือ เช0น การสังเกตพฤติกรรมการทํางานของนักเรียน บุคลิกภาพ การแต0งกาย การใชคําพูดหรือการ แสดงออกในลักษณะตา0 งๆ เป3นตน อย0างไรก็ตามแบบสังเกตเมื่อตองออกไปสังเกตก็จะเรียกว0า การ สังเกต โดยการสังเกตกม็ ีอย0ูหลายวธิ แี ละหลายประเภท ดงั นี้ 3.1 ประเภทของการสงั เกต การจําแนกประเภทของการสังเกตมีหลายแบบท้ังนี้ข้ึนอย0ูกับเกณฑ!ท่ีใชในการ แบ0งซึ่งโดยท่ัวไปนิยมแบ0งประเภทของการสังเกตโดยยึดวิธีการสังเกตเป3นหลักซ่ึงแบ0งไดเป3น 2 ประเภทดังนี้ 1) การสังเกตแบบมีส+วนร+วม (Participation Observation) หมายถึง การสังเกตที่ ผูสังเกตเขาไปมีร0วมในเหตุการณ!หรือกิจกรรมท่ีตองการสังเกตหรืออยู0ในฐานะสมาชิก คนหนึ่งของผูถูกสังเกตซึ่งการเก็บรวบรวมขอมูลแบบน้ีจะทําใหไดขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เพราะเกิดจากการสังเกตทางตรง (Direct observation) ทําใหขอมูลท่ีไดมีความละเอียดถูกตอง ชดั เจน เช0น การวจิ ัยเร่ืองการประยุกต!ภมู ิป'ญญาพ้นื บานกรณีการนวดผ0อนคลายในธุรกิจบานพักแบบ ชุมชนมีส0วนร0วมของศูนย!สงเคราะห!ชาวเขาจังหวัดเชียงราย (กัสมา กาซอนและคณะ, 2551: ออนไลน!) ผสู ังเกตจะตองเขาไปอยู0ในศูนย!สงเคราะห!ชาวเขาเพื่อสรางความคุนเคยเหมือนเป3นสมาชิก คนหนึ่งในชุมชนทําใหพวกเขารูสึกว0าไม0ใช0คนแปลกหนาพรอมที่จะใหความร0วมมือในทุกเรื่องท่ีผู สงั เกตตองการ 2) การสังเกตแบบไม+มีส+วนร+วม (Non – Participation Observation) หมายถึงการสังเกตที่ผูสังเกตไม0ไดเขาไปร0วมในเหตุการณ!หรือกิจกรรมท่ีตองการสังเกตกล0าวคือ ผูสังเกตไม0ไดเขาไปร0วมเป3นสมาชิกในกล0ุมผูท่ีตองการสังเกตแต0อยู0ในฐานะเป3นบุคคลภายนอกคอย เฝาn ดูอยห0ู 0างๆโดยท่ผี ถู ูกสงั เกตอาจจะรูตวั หรอื ไม0รูตัวก็ไดซึ่งเป3นลักษณะการสังเกตทางออม (Indirect Observation) ซ่งึ การสังเกตแบบไม0มสี 0วนรว0 มโดยทว่ั ไปมีอยู0 2 ลกั ษณะดังน้ี 125
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมูลในการวจิ ัย 2.1 การสังเกตแบบมีโครงสราง (Structured Observation) เป3น การสังเกตที่ผูสังเกตกําหนดขอบเขตของเรื่องที่จะสังเกตไวล0วงหนาแลวว0าจะสังเกตอะไรบางมี ขอบเขตเนือ้ หามากนอยเพยี งใด เช0น การสงั เกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนการสังเกตพฤติกรรม การสอนของครู เป3นตน ซึ่งในกรณีนี้ผูถูกสังเกตจะไม0รูตัวจึงจะสามารถจดบันทึกพฤติกรรมไดอย0าง ถูกตอง 2.2 การสังเกตแบบไมม+ โี ครงสราง (Unstructured Observation) เป3นการสังเกตท่ีผูสังเกตไม0ไดกําหนดขอบเขตของเร่ืองท่ีจะสังเกตไวล0วงหนาว0าจะสังเกตอะไรบางมี ขอบเขตเน้อื หามากนอยเพยี งใดแตผ0 สู งั เกตจะสงั เกตเร่อื งตา0 งๆท่ีเก่ียวของกับประเด็นท่ีจะสังเกตอย0าง อสิ ระโดยการสังเกตอย0างกวางๆส0วนใหญ0ใชกับการศึกษาเร่ืองใหม0ๆที่ผูที่สังเกตไม0มีความรูภูมิหลังมา ก0 อ น จึ ง ไ ม0 ส า ม า ร ถ กํ า ห น ด รู ป แ บ บ ท่ี แ น0 น อ น ไ ด ซ่ึ ง ก า ร สั ง เ ก ต ด ว ย วิ ธี น้ี จ ะ นํ า ไ ป ส0ู การสงั เกตแบบมีโครงสรางต0อไป 3.2 หลักและวิธกี ารสงั เกต มีแนวปฏิบตั ิดังน้ี (พชิ ติ ฤทธ์จิ รญู , 2553: 73 -74) 1. กําหนดเปnาหมายของการสังเกตใหแน0นอนและชัดเจนโดยกําหนดขอบเขต ของเร่อื งที่จะสงั เกตรายละเอียดของเร่ืองและลักษณะของการสงั เกต 2. สงั เกตอยา0 งละเอียดมีข้นั ตอนเปน3 ระบบและต้งั ใจตลอดระยะเวลาท่สี ังเกต 3. ควรมีการบันทึกทันทีที่สังเกตไม0ควรท้ิงไวนานเพราะอาจลืมไดและไม0ควร บนั ทึกใหผถู ูกสังเกตเห็น 4. ผูสังเกตควรมีสขุ ภาพปกตมิ ีการรับรทู ถี่ กู ตองและรวดเรว็ 5. ผูสังเกตตองขจดั ความมีอคติหรือความลําเอยี งใหหมดวางตัวเป3นกลาง บนั ทกึ เหตุการณต! ามการรบั รูอยา0 งตรงไปตรงมาและไมร0 ังเกียจผถู ูกสังเกต 6. ก0อนการสงั เกตจรงิ ควรมีการฝvกการสงั เกตและบันทึกเหตุการณ! 7. ไม0ควรตีความขณะสังเกตเพราะจะทําใหความสนใจในการสังเกตลดลง 8. ควรระมัดระวังความคลาดเคลื่อนจากการส0ุมเวลาดังนั้นบางเร่ืองอาจตอง สงั เกตตามชว0 งเวลาต0างกันหลายคร้ังหรอื ใชผสู งั เกตหลายคนเพอ่ื ใหผลการสงั เกตท่ีเชือ่ ถือได 3.3 เคร่ืองมือท่ีใชประกอบการสังเกต ในการสังเกตโดยทั่วไปจะตองมีการบันทึก สิ่งท่ีสังเกตไดเสมอซ่ึงอาจบันทึกไดหลายลักษณะแต0การบันทึกผลการสังเกตที่นับว0าสะดวกมากก็คือ การใชเคร่อื งมือบนั ทกึ ประกอบการสงั เกตทสี่ าํ คัญมดี งั น้ี (นิภา ศรีไพโรจน!, 2531: 103-104) 1) แบบตรวจสอบรายการ (Check-lists) แบบตรวจสอบรายการมีลกั ษณะ เป3นชดุ ของขอความ (Statement) ที่บง0 ถึงพฤตกิ รรมบุคลกิ ลักษณะหรือกิจกรรมตา0 ง ๆ ไวผูสงั เกต จะขดี บนั ทึกเฉพาะพฤตกิ รรมทีส่ งั เกตเหน็ ว0าเกิดขน้ึ ในตวั ผูถกู สงั เกตและการบันทึกมักจะบันทึก ในแง0มี – ไม0มี, ใช0 – ไม0ใช0, จริง – ไม0จริง, โดยใชวีการกาเคร่ืองหมายถูก (/) หรือผิด ( × ) ลงหนา ขอพฤตกิ รรมนัน้ ๆจงึ เป3นวิธที ่สี ะดวกมาก 2) มาตราส+วนประมาณค+า (Rating Scales)มาตราส0วนประมาณค0ามีลักษณะ เป3นชุดของคําถามหรือขอความท่ีบอกระดับมากนอยโดยทั่วไปนิยมใชตั้งแต0 3 ระดับขึ้นไปแต0มาตรา ส0วนประมาณค0าที่ใชในแบบสอบถามแตกต0างกับมาตราส0วนประมาณค0าในแบบสังเกตตรงที่ว0าถาใช ในรูปแบบสอบถามกลุ0มตัวอย0างจะเป3นผูใหขอมูลโดยกลุ0มตัวอย0างเป3นผูบันทึกเองหรือใหผูสอบถาม 126
การวจิ ยั ทางการศึกษา บันทึกใหตามคําบอกเล0าแต0ถาใชประกอบการสังเกตผูสังเกตจะเป3นผูบันทึกและประเมินผลเอง ดังนนั้ จงึ ควรระมัดระวังในเร่ืองความลาํ เอยี งหรอื อคตขิ องผูสังเกต 3.4 ขอเสนอแนะบางประการในการสังเกต เพื่อใหการสังเกตมีความถูกตอง เท่ียงตรงควรมหี ลักเกณฑท! ่ีสาํ คญั บางประการประกอบการสังเกตดงั น้ี 1) มจี ุดมงุ0 หมายในการสังเกตท่ีแนน0 อนคือจะตองกาํ หนดขอบเขตของเรื่องหรือ พฤติกรรมท่ีจะสังเกตใหชัดเจนกล0าวคือตองเลือกสังเกตพฤติกรรมเฉพาะเรื่องเพียงครั้งละเร่ืองเดียว หรือจุดเดียวเท0านนั้ โดยจะตองกาํ หนดพฤตกิ รรมที่ตองการสงั เกตใหชดั เจนที่สดุ เทา0 ท่จี ะทําได 2) ตองสังเกตอย0างพินิจพิเคราะห!คือสังเกตดวยความระมัดระวังใช วิจารณญาณในการสังเกตมีความตั้งใจมีความไวในการใชประสาทสัมผัสตลอดจนมีความไวใน การรับรูและสื่อความหมายเพื่อใหไดขอมูลทีเ่ ชื่อถือได 3) ควรใชเครอ่ื งมืออน่ื ประกอบการสังเกตเช0นแบบตรวจสอบรายการหรือแบบ บันทึกหรือมาตราส0วนประมาณค0าหรือเคร่ืองมืออื่นๆที่เห็นว0าเหมาะสมเขาช0วยเพื่อใหสามารถ ประเมินผลการสงั เกตไดงา0 ยและสะดวกรวดเร็วยิง่ ขน้ึ 4) ตองบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมน้ันๆทันทีผูสังเกตจะตองทํา การบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตทันทีเพื่อปnองกันการหลงลืมความสับสนและระวังเรื่องของ ความลําเอียงหรืออคติดวยผลท่ีไดจากการสังเกตหรือขอมูลที่ไดน้ันสามารถตรวจสอบหาความตรง และความเชื่อม่ันไดโดยใชวิธีการทางสถิติหรืออาจจะตรวจสอบจากขอมูลที่ไดจากการสังเกตซ้ําหรือ การสังเกตของคนอื่นๆว0าไดผลสอดคลองกันหรือไม0วิธีการบันทึกผลการสังเกตท่ีนิยมใชกันมีอยู0 2 วิธี คือ 4.1) วิธี Sign System เป3นวิธีบันทึกขอมูลท่ีไดจากการสังเกตโดยผูสังเกต จะทาํ เคร่ืองหมายไวหนาขอความทเี่ กิดพฤติกรรมน้ันในระหวา0 งทที่ ําการสังเกตจากพฤติกรรมต0างๆที่ผู สงั เกตสรางหรือกําหนดพฤติกรรมไวแลวแตอ0 าจจะไม0เกิดข้ึนในระหว0างท่สี ังเกตอย0ูก็ได 4.2) วิธี Category System เป3นวิธีการบนั ทึกขอมลู ท่นี ิยมใชกนั มาก ในป'จจุบัน กล0าวคือ วิธีน้ีผูสังเกตจะกําหนดลักษณะย0อย ซ่ึงประกอบเขาเป3นพฤติกรรมดานใดดาน หนง่ึ เพียงดานเดยี วโดยลกั ษณะย0อยเหล0านน้ั เป3นอสิ ระกันมีคําอธิบายลักษณะย0อยๆนั้นไดอย0างชัดเจน เพือ่ ใหสังเกตและบันทึกผลไดอย0างถูกตอง 5) ควรบันทึกเฉพาะส่ิงท่ีสังเกตเห็นเท0าน้ันไม0ควรตีความหมายพฤติกรรม เพื่อใหผูสังเกตพลาดพฤติกรรมท่ีควรจะสังเกตไปในการบันทึกจะตองบันทึกอย0างเป3นปรนัย (Objective) คือบันทึกการสังเกตตามสภาพทีเ่ ป3นอยูไ0 ม0ตองใส0ความรูสกึ ส0วนตัวของผสู งั เกตเขาไป 6) ควรทําการสังเกตหลายๆคร้ังโดยเฉพาะการสังเกตท่ีกระทําในขณะท่ีผู สังเกตไม0รูตัวว0าถูกสังเกตหรือผูสังเกตคิดว0าไม0อยู0ในสายตาของผูถูกสังเกตอันจะทําใหไดขอมูลที่ นา0 เชื่อถือยิง่ ข้นึ 3.5 คณุ สมบตั ิของผสู ังเกตท่ีดี ขอมูลท่ีไดจากการสังเกตจะถูกตองครบถวนเพียงใด นั้นย0อมขึ้นอยู0กบั ความสามารถของผูสงั เกตเปน3 สาํ คญั ผสู งั เกตท่ดี ีจึงควรมลี ักษณะดงั ตอ0 ไปนี้ 1) มีความต้ังใจในการสังเกตคือผูสังเกตจะตองเป3นคนที่มีความต้ังใจแน0วแน0 สามารถกําหนดตนเองใหมสี มาธิหรอื มีใจจดจอ0 ในเร่ืองท่ีสังเกตได 127
บทที่ 6 เครื่องมือและวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู ในการวิจัย 2) มีความไวในการใชประสาทสัมผัสประสานสัมผัสท่ีนับว0ามีความสําคัญใน การสงั เกตไดแก0หูและตา ฉะน้ันผสู ังเกตจะตองมีประสาทสัมผัสท่เี ป3นปกตแิ ละมคี วามไวใน การใชประสาทสัมผัสรวมทั้งมีสขุ ภาพทางดานร0างกายและอารมณ!ท่ีปกติดวย 3) มีความไวในการรับรูและส่ือความหมายกล0าวคือผูสังเกตจะตองมีความรูใน เร่ืองที่สังเกตดีมีความเขาใจท่ีถูกตองตลอดจนสามารถแปลความหมายไดถูกตองชัดเจนและทําการ บันทึกไดตรงกับขอเท็จจริง 4) มีความละเอียดรอบคอบและช0างสังเกตจะทําใหสามารถสังเกตไดอย0าง ครบถวนและเป3นผลใหไดขอมลู ท่สี มบรู ณ! 5) มีความสามารถในการวินิจวิเคราะห!อันจะทําใหการสรุปตีความหรือ ประเมินพฤติกรรมที่สังเกตเป3นไปอย0างถูกตองหรือการที่ผูสังเกตจะตองจัดอันดับพฤติกรรมที่สังเกต ว0าอย0ูในระดับมากปานกลางหรือนอยหรือดี-เลวเพียงใดน้ันผูสังเกตจะตองมีความสามารถวินิจ วิเคราะห!เปน3 อยา0 งมาก 6) มีประสบการณ!ในการสังเกตคือเป3นผูที่ไดรับการฝvกทางการสังเกตจนเกิด ความชํานาญหรือเป3นผูท่ีเคยทําการสังเกตมาแลวซึ่งจะทําใหการสังเกตพฤติกรรมท่ีจะศึกษาเป3นไป อยา0 งถกู ตองครบถวน 7) มีความยุติธรรม ผูสังเกตท่ีดีตองมีความยุติธรรม สามารถควบคุม ความลาํ เอียงส0วนตัวได และไมอ0 คติตอ0 ผูถูกสังเกต 3.6 ขอดีและขอจํากัดของการสังเกต การใชแบบสังเกตเป3นเคร่ืองมือในการวิจัย ยอ0 มมีทัง้ ขอดีและขอจาํ กัด ดงั ตาราง 6.4 (พิชติ ฤทธิ์จรญู , 2553: 73 -74) ตาราง 6.4 ขอดีและขอจํากัดของแบบสงั เกต ขอดี ขอจํากดั 1. ไดขอมลู จากแหลง0 โดยตรงและได 1. บางคร้งั อาจจะตองใชเวลาและค0าใชจ0ายมาก รายละเอยี ดต0างๆอยา0 งลกึ ซ้ึง จนกวา0 เหตุการณ!ทตี่ องการจะเกิด 2. สามารถเก็บขอมลู กบั ผทู ่ีพูดไม0ได 2. กรณีทผ่ี สู งั เกตรตู ัวอาจมีการปฏิบตั ผิ ดิ จากเดมิ ได เขยี นไม0ไดไม0มีเวลาและไม0ใหความรว0 มมอื ทาํ ใหไดขอมลู ท่ีไม0เทีย่ งตรง 3. สามารถใชเครื่องมืออืน่ รว0 มดวยได 3. บางครัง้ ไม0สามารถเฝาn เหตุการณท! เ่ี กิดขึน้ 4. สามารถเก็บขอมลู ท่ีเป3นความลับ เหมือนๆกนั ไดและบางครัง้ เหตุการณน! ั้นเกดิ ขึน้ ขณะ ความละอายหรอื ขอมูลทเ่ี ขาไม0เตม็ ใจ ไมไ0 ดเฝาn สงั เกต จะตอบได 4. ไม0สามารถเกบ็ ขอมลู ที่เจาของเหตุการณ!ไม0 5. สะดวกในการปฏบิ ัติซ่ึงจะเรมิ่ สงั เกต อนุญาตเชน0 พิธีกรรมบางอยา0 ง หรอื หยุดสงั เกตเวลาใดก็ได 5. เหตุการณ!บางอย0างอาจเกิดขึ้นเรว็ มากจนสังเกต 6. ใชเปน3 หลกั ฐานสนับสนุนหรือขัดแยง ไมท0 นั ความในเรอ่ื งเดียวกันท่ีทราบจากการเก็บ 6. หากผสู งั เกตมีประสาทสัมผสั ไม0ดีผลการสงั เกต รวบรวมขอมลู โดยวิธอี น่ื หรอื เสรมิ ใหชดั เจน อาจไมช0 ดั เจนและหากผูสงั เกตขาดทักษะจะทําให 128
การวิจยั ทางการศกึ ษา 4. แบบสมั ภาษณ7 (Interview) แบบสัมภาษณ! หมายถึง เคร่ืองมือวัดผลชนิดหน่ึงท่ีใชในการเก็บรวบรวมจากผูให ขอมูลโดยตรงดวยการสนทนาหรือการเจรจาโตตอบกันอย0างมีจุดมุ0งหมายเพ่ือคนหาความรูความจริง ตามวัตถุประสงค!ที่ไดกําหนดไวล0วงหนาการสัมภาษณ!จะประกอบดวยบุคคล 2 ฝŒาย คือผูสัมภาษณ! (Interviewer) และผูถูกสัมภาษณ!หรือผูใหสัมภาษณ! (Interviewee) ซ่ึงการสัมภาษณ!นอกจากจะทํา ใหไดความรูความจริงตามท่ีตองการแลวยังทําใหทราบขอเท็จจริงเก่ียวกับพฤติกรรมบุคลิกภาพ คณุ ลกั ษณะของผูใหสมั ภาษณไ! ดอีกดวยเชน0 ท0วงทีวาจาอปุ นสิ ัยปฏิภาณไหวพริบ เป3นตน 4.1 รปู แบบของการสมั ภาษณ7 การสัมภาษณส! ามารถจําแนกได 2 รปู แบบคือ 4.1.1 การสัมภาษณ7แบบมีโครงสราง (Standardized or Structured Interview) เปน3 การสัมภาษณท! ่ีผสู มั ภาษณจ! ะใชแบบสัมภาษณ!ท่สี รางขึน้ ไวแลวครอบคลุมเนื้อหาหรือ ประเด็นท่ีตองการสัมภาษณ!โดยผูสัมภาษณ!จะใชคําถามในการสัมภาษณ!กับผูใหสัมภาษณ!เหมือนกัน หมดทุกคนเป3นการสัมภาษณ!ที่มีลักษณะไม0ค0อยยืดหยุ0นตองถามไปตามแบบสัมภาษณ!ท่ีกําหนดไว เท0านัน้ แต0มีขอดีคอื สามารถจัดหมวดหม0ขู อมลู ไดง0ายและสะดวกในการวิเคราะห!วิธีการสัมภาษณ!อาจ กระทําเป3นรายบุคคล (Individual Interview) หรือสัมภาษณ!เป3นกลุ0ม (Group Interview) เช0น ก า ร สั ม ภ า ษ ณ! นั ก ศึ ก ษ า ทุ น เ ป3 น ร า ย บุ ค ค ล ก า ร สั ม ภ า ษ ณ! พ นั ก ง า น บ ริ ษั ท เ ป3 น ร า ย ก ลุ0 ม โ ด ย การสัมภาษณ!พรอมกันในเวลาเดียวกันคร้ังละหลายคนอาจเป3นกล0ุมใหญ0หรือกลุ0มเล็กก็ไดทุกคนตอบ คําถามเดียวกันหมด 4.1.2 การสัมภาษณ7แบบไม+มีโครงสราง(Non–Structure or Unstructured Interview) เป3นการสัมภาษณ!ที่ผูสัมภาษณ!ไม0ใชแบบสัมภาษณ!มีเพียงการกําหนดประเด็นหรือหัวขอ ของการสัมภาษณ!ไวอย0างกวางๆโดยไม0จําเป3นตองใชคําถามเหมือนกันหมดกับผูสัมภาษณ!ทุกคน ดังน้ัน ผูสัมภาษณ!จะตองมีความชํานาญมีเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวในการต้ังขอคําถามใน การสัมภาษณ!เพื่อใหไดมาซึ่งคําตอบจากผูใหสัมภาษณ!ตามจุดม0ุงหมายที่ตั้งไวการสัมภาษณ! วิธีนี้ผู สัมภาษณ!สามารถเปลี่ยนแปลงคําถามไดอย0างอิสระและผูใหสัมภาษณ!ก็สามารถตอบไดอย0างอิสระ เช0นเดียวกัน 4.2 หลกั และวิธีการสัมภาษณ7 โดยทัว่ ไปมีหลกั และวธิ ีการสัมภาษณ! ดงั น้ี (พิชิต ฤทธิจ์ รูญ, 2553: 75 -76) 4.2.1 ก0อนการสัมภาษณ!ผูสัมภาษณ!จะตองแนะนําตัวเองบอกจุดม0ุงหมายของ การสัมภาษณ!ประโยชน!ที่จะไดรับและแจงว0าจะไม0เป†ดเผยขอมูลในลักษณะส0วนตัวรวมท้ังหากมีการ บั น ทึ ก เ ท ป ต อ ง ข อ อ นุ ญ า ต ผู ใ ห สั ม ภ า ษ ณ! ก0 อ น แ ล ะ เ พื่ อ เ ป3 น ก า ร ส ร า ง บ ร ร ย า ก า ศ ใ ห เ กิ ด ความร0วมมือก0อนเริ่มสัมภาษณ!ควรใชเวลาสักเล็กนอยสนทนาเรื่องที่ผูใหสัมภาษณ!สนใจทั่วๆไปก0อน ดาํ เนนิ การสัมภาษณ!ในเรอ่ื งที่ตองการ 4.2.2. ระหว0างการสัมภาษณ!ควรคาํ นึงถงึ ส่งิ ต0อไปนี้ 4.2.2.1 ถามทีละคําถามดวยคําถามที่เขาใจง0ายชัดเจนฟ'งแลวสามารถตอบ ไดทนั ทไี ม0ตองแปลความหมายอีกครง้ั หากผูใหสัมภาษณ!ไม0เขาใจคําถามก็อธิบายคําถามหรือตั้งคําถาม ใหม0 129
บทที่ 6 เครื่องมือและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมลู ในการวจิ ัย 4.2.2.2 ไม0ควรช้แี นะคําตอบไม0ควรเรง0 รัดคาํ ตอบจากผูใหสัมภาษณ! 4.2.2.3 ไม0วิจารณ!คาํ ตอบหรอื พดู ในลกั ษณะส่ังสอนผใู หสัมภาษณ! 4.2.2.4 ใชไหวพริบสังเกตท0าทางของผูใหสัมภาษณ!ดวยว0าเต็มใจหรือ ลําบากใจท่ีจะตอบตามความจริงหรือไม0เช0นบางเร่ืองรูสึกว0าเป3นเรื่องส0วนตัวท่ีรูสึกละอายเป3น ปมดอยพดู ไปแลวจะเป3นการเสยี ประโยชน!หรือเป3นเรื่องที่รูสึกว0าถูกตรวจสอบหรือลองภูมิผูสัมภาษณ! จะตองระวังอย0าใหเกดิ ความรูสกึ ดงั กลา0 วเพราะจะทําใหไดขอมลู ทบ่ี ิดเบอื นไปจากความเปน3 จรงิ ได 4.2.2.5 กรณีที่ยังไม0ไดคําตอบท่ีชัดเจนเม่ือจบการสัมภาษณ!แลวอาจยอน มาถามใหมใ0 นเชิงทบทวนวา0 คําถามน้ีตอบแบบนี้ใช0หรือไม0 4.2.2.6 กลา0 วขอบคุณผใู หสมั ภาษณ!เมือ่ สมั ภาษณ!เสร็จแลว 4.2.3. หลังการสมั ภาษณ! ควรคํานงึ ถงึ สงิ่ ต0อไปนี้ 4.2.3.1 ตองจดบันทกึ ทนั ทหี ลงั สมั ภาษณเ! สรจ็ แลวเพื่อกันลืม 4.2.3.2 ควรบันทึกเฉพาะเนอ้ื หาสาระจากการสมั ภาษณเ! ทา0 นั้นไม0ตองใส0 ความคดิ เห็นของผูสมั ภาษณล! งไปดวย 4.2.3.3 คําถามใดถาไมไ0 ดคําตอบผสู ัมภาษณ!ควรจะบันทึกเหตผุ ลไวดวย 4.2.3.4 ตรวจสอบความสมบรู ณ!ของการจดบนั ทึกในแบบสัมภาษณก! 0อน การวิเคราะห! 4.3 ส+วนประกอบแบบสัมภาษณ7 โดยท่ัวไปมักจะประกอบไปดวยส0วนสําคัญ 3 สว0 น ดังน้ี (นิภา ศรีไพโรจน!, 2531: 98-101) 4.3.1 สว0 นแรกเป3นส0วนท่ีใชสําหรบั บันทกึ ขอมูลเกี่ยวกับการสมั ภาษณ! เชน0 ชื่อโครงการวิจัย วัน-เดือน-ปˆที่สัมภาษณ! ลักษณะบางประการของกล0ุมท่ีจะสัมภาษณ! เช0น สภาพ ครอบครวั หมู0บานอําเภอจงั หวดั เป3นตน 4.3.2 ส0วนท่ีสองเป3นรายละเอียดส0วนตัวของผูใหสัมภาษณ!ในส0วนท่ียังไม0 เก่ยี วกบั เร่อื งท่ีจะสมั ภาษณ!เช0นเพศอายุเชื้อชาติสัญชาติศาสนาอาชีพจํานวนบุตรสมาชิกในครอบครัว ฯลฯ 4.3.3 ส0วนที่สามเป3นรายละเอียดเกี่ยวกับการสัมภาษณ!คือเป3นขอความคํา ตอบทีต่ รงกับจดุ มงุ0 หมายของการสมั ภาษณ! 4.4 ชนดิ ของคาํ ถามทีใ่ ชในการสมั ภาษณ7 คําถามในการสัมภาษณอ! าจแบง0 ออก ไดเป3น 2 ชนดิ ดังนี้ 4.4.1 คําถามแบบมีตัวเลือกกําหนดไวแลว(Fixed Alternatives) คือคําถามท่ี มีคาํ ตอบกาํ หนดไวแลวในแบบสัมภาษณ!มลี ักษณะและรูปแบบเช0นเดียวกับแบบสอบถามซ่ึงอาจอย0ูใน รูปตอบรับหรือตอบปฏิเสธเช0นมี – ไม0มี, จริง – ไม0จริง, ใช0 – ไม0ใช0, ถูก – ผิดหรืออย0ูในรูปให เลือกตอบจากท่ีกําหนดไวและมักนิยมใชตัวเลือกปลายเป†ดต0อทายไว 1 ขอมีขอความว0า “ อ่ืนๆ (โปรดระบุ) .......” ทั้งนเี้ พ่ือแกปญ' หาท่ีผูตอบมีคําตอบไมต0 รงกับทม่ี ีใหเลือก 4.4.2 คําถามแบบปลายเป†ด (Open – ended) คือคําถามที่เป†ดโอกาสให ผตู อบ 130
การวิจยั ทางการศึกษา ไดแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเต็มท่ีฉะนั้นผูสัมภาษณ!จะตองทําหนาท่ีจดบันทึกรายละเอียดของ คาํ ถามของผใู หสัมภาษณ!คําถามประเภทนี้มกั ใชเพ่อื ตองการทราบรายละเอียดที่ลึกซึ้งถาพิจารณาจาก ชนิดของคําถามในการสัมภาษณ!จะเห็นไดว0าคําถามท่ีใชในการสัมภาษณ!ก็มีรูปแบบทํานองเดียวกับ แบบสอบถามนัน่ เอง 4.5 คุณสมบัติของผูสมั ภาษณท7 ่ีดี การใชวธิ ีการสัมภาษณเ! ปน3 เคร่ืองมือใน การเก็บรวบรวมขอมูลน้ันผูสัมภาษณ!นับเป3นบุคคลท่ีสําคัญท่ีสุดท่ีจะทําใหไดขอมูลอย0างละเอียด ถกู ตองหรอื ครบถวนเพยี งใด ดังน้ัน ผทู จี่ ะทําหนาทเี่ ป3นผูสมั ภาษณจ! งึ ควรมคี ุณสมบตั ิที่สาํ คัญ ดังนี้ 4.5.1 มีมนุษย!สัมพันธ!ดีเน่ืองจากผูสัมภาษณ!จะตองพบปะพูดคุยกับบุคคล ต0างๆมากมายหลายระดับ ดังน้ัน ผูสัมภาษณ!จึงตองเป3นผูท่ีมีมนุษยสัมพันธ!ท่ีดีเพื่อใหสามารถทํางาน ร0วมกบั คนอื่นๆไดเปน3 อย0างดี 4.5.2 มีบุคลิกลักษณะดีผูสัมภาษณ!ควรมีกิริยามารยาทเรียบรอยสุภาพอ0อน โยนวางตัวไดเหมาะสมกบั กาลเทศะพดู จาไพเราะอ0อนหวานสิ่งต0างๆเหล0าน้ีจะทําใหผูใหสัมภาษณ!เกิด ความรสู ึกท่ดี ีและเตม็ ใจใหสัมภาษณ! 4.5.3 มีไหวพริบดีคือสามารถรับรูสิ่งต0างๆไดรวดเร็วและแกป'ญหาเฉพาะหนา ไดทนั ต0อเหตุการณ! 4.5.4 มีความอดทนและเขมแข็งสามารถอดทนต0อความยากลําบากใน การเดินทางไปเก็บขอมูลและความเหน็ดเหนื่อยจากการสัมภาษณ!โดยไม0แสดงความเบ่ือหน0ายแต0 ประการใดผสู มั ภาษณ!ท่ดี ีตองมคี วามอดทนและเขมแข็งอย0ูตลอดเวลา 4.5.5 มีความซ่ือสัตย!โดยเฉพาะการบันทึกขอมูลท่ีไดจากการสัมภาษณ!ตอง บนั ทกึ ผลตามความเป3นจรงิ ไม0ควรบันทกึ เองโดยไมไ0 ดทาํ การสมั ภาษณ! 4.5.6 มีความยุติธรรมผูสัมภาษณ!ท่ีดีจะตองมีความยุติธรรม คือ สามารถ ควบคมุ ความลาํ เอยี งสว0 นตวั ไดไมอ0 คติต0อขอมูลท่ีไดมาอนั จะทาํ ใหไดขอมูลท่ีตรงกบั ความเป3นจริง 4.5.7 มีความละเอียดรอบคอบผูสัมภาษณ!ควรจะมีความละเอียดรอบคอบ เพือ่ ใหสามารถสมั ภาษณไ! ดครบถวนแมว0าจะเป3นเร่ืองเลก็ นอยก็ตามอันจะนาํ ไปใชประกอบ การแปลความหมายขอมูลใหสมบูรณย! ิ่งขึน้ 4.5.8 มีความรเู กีย่ วกบั เครอื่ งมือหรอื แบบสัมภาษณผ! ูสมั ภาษณ!จะตองมีความรู ความเขาใจเก่ียวกับแบบสัมภาษณ!เป3นอย0างดีและสามารถใชเครื่องมือน้ีไดอย0างคล0องแคล0วและ ถูกตอง 4.5.9 มีความรูและความสนใจท่ีจะสัมภาษณ!ถาผูสัมภาษณ!มีความรูและความ สนใจในเรอ่ื งท่จี ะสัมภาษณ!ก็จะทาํ ใหมีความเขาใจในขอคําถามและตีความหมายขอมลู ไดอย0างถูกตอง 4.5.10 เป3นคนช0างสังเกตการสังเกตย0อมทําใหผูสัมภาษณ!ไดมองเห็น สภาพแวดลอมทเ่ี ก่ียวของกบั ผูใหสัมภาษณ!ซึ่งสามารถนํามาประกอบการแปลความหมายขอมูลไดอีก ทางหน่ึงดวย 131
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวธิ ีการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวิจัย 4.6 ขอดีและขอจํากัดของการสัมภาษณ7 การใชแบบสัมภาษณ!เปน3 เครื่องมือใน การวิจัยยอ0 มมีทั้งขอดแี ละขอจาํ กดั ดังตาราง 6.5 (พชิ ิต ฤทธ์ิจรญู , 2553: 76) ตาราง 6.5 ขอดีขอจาํ กดั ของการสัมภาษณ! ขอดี ขอจาํ กัด 1. ใชไดกบั ทุกคนทุกวยั ทกุ เพศและเหมาะสําหรบั 1. เสียเวลามากสนิ้ เปลอื งแรงงานและ ผทู ่อี า0 นหนงั สอื ไม0ออกหรือเขียนหนังสือไม0ได เสยี คา0 ใชจ0ายสูง หรือมีป'ญหาในการอา0 นและเขยี น 2. ความร0วมมอื อาจจะนอยลง 2. ช0วยใหไดขอมลู ท่ลี ะเอียดและสามารถสังเกต หากผสู มั ภาษณ!ไม0มีมนษุ ยสมั พันธ!ดพี อ พฤติกรรมท0าทีของผใู หสัมภาษณใ! นขณะสัมภาษณ! 3. ตองอาศัยประสบการณ!ของผสู มั ภาษณ! ไดดวย มากเพราะผใู หสมั ภาษณ!มักจะระวังตวั นกึ 3. สามารถปรบั คาํ ถามใหชดั เจน ยืดหย0นุ ได ทําให ว0าเป3นเร่อื งของราชการ สามารถซักถามขอสงสยั ต0าง ๆ หรือคาํ ตอบทีย่ งั 4. การสมั ภาษณแ! บบไม0มโี ครงสรางจะทํา ไม0ชดั เจนได ใหรวบรวมคําตอบไดค0อนขางยาก 4. ผูใหสมั ภาษณจ! ะใหความร0วมมอื ดีกวา0 การเก็บ รวบรวมขอมูลโดยการใชแบบสอบถาม จากการกล0าวถึงการใชเครื่องมือทั้ง 4 ประเภท ไดแก0 แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ! จะเห็นว0าเครื่องมือแต0ละประเภทก็มีวิธีการนําไปเก็บรวบรวมขอมูลที่ แตกต0างกันไป และในท่ีนี้ผูเขียนจะนําเสนอวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีนิยมใชกันในงานวิจัยทาง การศึกษา อกี 3 วิธี ดงั น้ี 1. การสัมภาษณ7เชิงลึก (In-depth Interview) เป3นวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการ สนทนาเพ่ือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย0างมีจุดมุ0งหมายระหว0างผูสัมภาษณ!และผูให สัมภาษณ! ซ่ึงจะถามอย0างเจาะลึกคําตอบอย0างละเอียดถี่ถวน นอกจากนี้ยังถามถึงเหตุและผลของ คาํ ตอบดวยว0าทําไมถึงตอบเช0นน้ัน ซ่ึงการสัมภาษณ!แบบน้ี จะใชไดดีกับการศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรม ของบคุ คล เจตคติ ความตองการ ความเช่ือ ค0านิยม บุคลิกภาพในลักษณะต0าง ๆ และการสัมภาษณ! เชงิ ลึก ขอมที ั้งขอดแี ละขอจาํ กดั รายละเอียดดงั ตาราง 6.6 132
การวจิ ัยทางการศกึ ษา ตาราง 6.6 แสดงขอดีและขอจํากัดการสัมภาษณ!เชงิ ลกึ ขอดี ขอจํากัด 1. ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ!มคี วามละเอียด 1. ความสัมพนั ธร! ะหวา0 งผูสัมภาษณแ! ละผูให ถ่ถี วนเฉพาะเจาะจงในประเด็นทีต่ องการ สัมภาษณห! ากมคี วามใกลชดิ กัน อาจส0งผลตอ0 การ 2. สามารถติดตอ0 ส่ือสารโดยตรงทําใหเกดิ ใหขอมลู ความเขาใจระหว0างกันและกันไดดี 2. ส้นิ เปลืองคา0 ใชจา0 ย เวลา และพลังงานมาก ถามีความเขาใจผิดกส็ ามารถแกไขไดทนั ที 3. ความนา0 เชอื่ ถือของขอมลู ขึ้นอยูก0 ับความร0วมมือ 3. มีลกั ษณะยืดหยน0ุ ผสู ัมภาษณส! ามารถ และความเต็มใจของผูถูกสัมภาษณ! เปล่ยี นแปลงหรือปรับขอคาํ ถามเพ่ือใหผใู ห 5. ความสําเร็จในการเก็บขอมูลวธิ นี ข้ี นึ้ อย0ูกับ สมั ภาษณเ! กิดความเขาใจคาํ ถามไดตลอดเวลา ความสามารถของผูสมั ภาษณ!แต0เพียงผูเดยี ว 4. ในขณะท่ีทาํ การสมั ภาษณ!ผูสมั ภาษณ! 6. ถาหากสภาพอารมณ!ของผใู หสัมภาษณไ! ม0ปกติ สามารถสังเกตผใู หสัมภาษณ!ไปดวยไดวา0 มี อาจสง0 ผลใหเกดิ การบดิ เบือนการใหขอมูลได ความจรงิ ใจกบั การตอบหรือไม0 7. การตดั สนิ ใจอย0างทนั ทที นั ใดของผูใหสัมภาษณ! ในขณะท่ีถูกสัมภาษณ! อาจทําใหสิง่ ท่ีจดจําได ผดิ พลาดซงึ่ จะส0งผลต0อการใหขอมูลได 2. การระดมสมอง (Brainstorming) เปน3 วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการใหสมาชิกในกลมุ0 เสนอความคิดเห็นออกมาใหมากเทา0 ท่จี ะมากได เพ่ือเปน3 แนวทางทีจ่ ะนาํ ไปส0ูการแกปญ' หาในเรื่องใด เรื่องหนง่ึ ซึ่งสมาชิกทุกคนจะไดแสดงความคิดเหน็ อย0างอสิ ระ 2.1กฎเกณฑใ! นการระดมสมอง 2.1.1 มุ0งปรมิ าณความคิดเห็นใหมากเทา0 ท่ีจะมากได 2.1.2 ไม0มกี ารวพิ ากษว! ิจารณ!ความคดิ เหน็ ใด ๆ ท่ีเสนอออกมา 2.1.3 สามารถการปล0อยความคดิ ไดอย0างอิสระ 2.1.4 รวบรวมความคดิ เหน็ ของสมาชิกเขาดวยกนั และทําการปรับปรุงใหม0 2.2 ข้ันตอนการระดมสมอง 2.2.1 กาํ หนดประเดน็ ท่ีตองการศึกษาหรือหวั ขอเรือ่ ง 2.2.2 ใหสมาชิกในกลมุ0 สามารถปลอ0 ยความคดิ เห็นไดอยา0 งอิสระ 2.2.3 มุ0งปรมิ าณความคดิ ของสมาชิกทุก ๆ คนในกลุ0ม 2.3 หลกั พิจารณาขอสรปุ 2.3.1 ความคดิ เหน็ ทดี สี ามารถนําไปปฏิบตั ติ 0อไปได 2.3.2 ความคิดเห็นที่ดีแต0ยังไม0สมบูรณ! ตองนําไปใหสมาชิกในกลุม0 พิจารณาใหม0 2.3.3 ความคดิ เหน็ ทหี่ าขอสรุปไม0ได ไม0มีความชัดเจน หรอื เพอฝ'น ใหตดั ท้ิง 133
บทท่ี 6 เคร่ืองมือและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมูลในการวจิ ัย 3. การอภิปรายกลุ+ม (Focus Group Discussion) การอภิปรายกลุ0ม หรือการสนทนากล0ุม หรือการสัมภาษณ!กล0ุม (Focus Group Discussion or Focus Group Interview) เป3นวิธีการรวบรวมขอมูลจากการสนทนากับกล0ุมผูให ขอมูลในประเด็นที่ศึกษาอย0างเฉพาะเจาะจง โดยมีผูดําเนินการสนทนา (Moderator) เป3นผูคอยจุด ประเด็นหรือชกั จงู ใหกลม0ุ เกดิ แนวคิดและแสดงความคิดเห็นตอ0 ประเด็นในการสนทนาอย0างกวางขวาง ละเอยี ดลึกซง้ึ โดยทว่ั ไปควรมผี เู ขารว0 มสนทนาในแต0ละกล0ุมไม0มากหรือนอยเกินไป อาจจะเป3นกล0ุมละ ประมาณ 6-10 คน 3.1 ขนั้ ตอนการอภปิ รายกลุ0ม มีลําดับขนั้ ตอนการดําเนินการ ดงั น้ี (นงนภสั คูว0 รัญ•ู เที่ยงกมล, 2551: 91-94) 3.1.1 การเตรียมการประชมุ การอภปิ รายกล0มุ (Preparing for Session) 1. ระบุวัตถุประสงค!หลักของการประชมุ 2. พฒั นาถามที่เหมาะสมประมาณ 6 คําถามอยา0 งระมัดระวัง 3. วางแผนการประชมุ กลม0ุ 4. เตรียมเชิญสมาชิกที่มีศักยภาพ (Call Potential Members) และติดตาม การเชิญดวยการแจงเกี่ยวกับวาระการประชุม เวลาที่ใชประชุม และรายการคําถามที่จะอภิปรายกัน ในกลุ0ม จัดเตรียมสําเนาวาระการประชุมสาหรับสมาชิกทุกคน และแจงใหทราบเก่ียวกับส่ิงที่ตอง กระทําในการประชมุ 5. ประมาณ 3 วันก0อนมีการประชุม โทรศัพทเ! ตือนสมาชิกใหเขาประชุมตาม วันนดั 3.1.2 การพัฒนาคาํ ถาม 1. พัฒนาประมาณ 5-6 คําถาม ในการประชุมอย0างนอยใชเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครงึ่ สําหรบั การถามคาํ ถามประมาณ 5-6 คําถาม สาํ หรบั สมาชกิ กล0ุมท่มี ปี ระมาณ 6-10 คน 2. ผูดําเนินการกระบวนการกลุ0มตองถามตนเองเสมอว0า ป'ญหาอะไรที่ตองการ รู หรือมีความตองการอะไรที่ตองการรู ท่ีตองการจะเก็บรวบรวมในระหว0างการประชุมกลุ0ม รวมท้ัง ตองหมน่ั ทบทวนว0ายงั มีขอบกพรอ0 งอะไร หรอื มอี ะไรท่ตี องการขาดหายไปในระหวา0 งการประชมุ กล0ุม 3. การประชุมกล0ุม เป3นพื้นฐานของการสัมภาษณ!ทวีคูณ (Multiple Interviews) ดังน้นั จงึ มีแนวทางหลายแนวทางในการนําการประชมุ กลุ0มทม่ี พี น้ื ฐานที่เหมือนกันหลาย ประการในการนําการสมั ภาษณ!กลุ0ม หรืออภิปรายกลม0ุ 3.1.3 การวางแผนการประชุม (Planning the Session) 1. การจัดตาราง (Scheduling) วางแผนการประชุมดวยเวลาประมาณ 1-1.5 ชว่ั โมง นอกเวลาอาหารกลางวันจึงเป3นเวลาทเี่ หมาะสาํ หรับสมาชิกท่เี ขาร0วมการประชุม 2. เตรียมอาหาร (Setting and Refreshments) จัดเตรียมอาหารว0างและ อาหารกลางวนั (ในกรณที ป่ี ระชุมท่ีกินเวลาของมอื้ กลางวนั ) 3. เตรียมหองประชุม (Conference Room) เป3นหองที่มีอากาศถ0ายเทไดดี มีแสงสว0างเพียงพอ มีการจัดวางเกาอี้ที่เหมาะสม โดยใหสมาชิกทุกคนมองเห็นซึ่งกันและกันได และ จดั เตรียมปาn ยชื่อสาํ หรับสมาชกิ ทุกคน 134
การวจิ ยั ทางการศกึ ษา 4. กฎพื้นฐาน (Ground Rules) สิ่งสําคัญที่สุดคือการที่ใหสมาชิกทุกคนมีส0วน ร0วมอย0างเท0าเทียมกันมากท่ีสุดเท0าท่ีจะทําได ในขณะท่ีการประชุมสามารถดําเนินการไดตลอดดวยดี ในการท่ีจะก0อใหเกิดแนวความคิดและขอมูลที่มีประโยชน! ดังนั้นเพื่อใหบรรลุตามจุดม0ุงหมายร0วมกัน ในการประชุมกล0ุม ควรคํานึงถึงกฎพ้ืนฐาน 3 ประการ ไดแก0 การรักษาประเด็นที่ตองการอภิปราย (Keep Focused) รักษาทิศทางการอภิปรายกล0ุมใหมุ0งส0ูประเด็นท่ีตองการอภิปราย (Maintain Momentum) และทําใหการอภิปรายเขาใกลประเด็นคาํ ถามท่ีต้ังไว (Get Closure on Questions) 3.1.4 วาระการประชุม (Agenda) ตองคํานึงถึงวาระการประชุมต0อไปนี้คือการ กล0าวตอนรับ (Welcome) ทบทวนวาระการประชุม (Review of Agenda) ทบทวนเปnาหมาย การประชุม (Review of Goal of the Meeting) ทบทวนกฎพ้ืนฐาน (Review of Ground Rules) การกลา0 วแนะนาํ (Introductions) คําถามท่จี ะถามและคําตอบที่ตองการ (Questions an Answers) และการสรปุ ใจความสาํ คญั (Wrap up) 3.1.5 สมาชิกภาพ (Membership)การประชุมกลุ0ม หรือการอภิปรายกลุ0มนี้จะ ดําเนินการกับสมาชิกประมาณ 6-10 คน ที่มีคุณลักษณะของภูมิหลังท่ีเหมือนกันหรือคลายคลึงกัน เชน0 กลมุ0 อายุเดียวกัน สถานภาพครอบครัว หรือหนาที่การงานคลายคลึงกัน เป3นตน การคัดเลือกน้ัน จะคัดเลือกเฉพาะสมาชิกที่ยินดีเขาร0วมกลุ0ม และส่ิงท่ีควรคํานึงก็คือ ไม0เลือกสมาชิกที่รูจักกันมาร0วม การอภิปรายกลุม0 3.1.6 วางแผนบันทึกการประชุมดวยการบันทึกเสียง หรือการบันทึกท้ังภาพและ เสียง (Audio or Audio-Video Recorder) อย0าเช่ือถือความจําของผูดําเนินการประชุม แต0ถาหากผู ร0วมประชุมกลุ0มไม0อนุญาต กจ็ ะตองมผี ูดาํ เนนิ การประชุมจดบนั ทกึ แทน (Co-Facilitator) 3.2 การอํานวยความสะดวกระหวา0 งการประชมุ (Facilitating the Session) 3.2.1 เปาn หมายหลกั ของการอาํ นวยความสะดวก คือ การรวบรวมขอมูลข0าวสารท่ี เปน3 ประโยชน!เพือ่ ใหบรรลุเปาn หมายของการประชมุ 3.2.2 แนะนําผูดําเนนิ การประชมุ และผูชว0 ยหากจําเปน3 ตองมี 3.2.3 อธบิ ายวิธกี ารทจี่ ะใชในการบันทึกการประชมุ 3.2.4 ดําเนนิ การตามวาระการประชมุ 3.2.5 ระมัดระวังคําถามแต0ละคาํ ถามก0อนจะกลา0 วแก0กลมุ0 สมาชิก หากสมาชิกบางคน ในกลม0ุ ตองการจดคําตอบของตนเอง ควรตองอนุญาตใหทาํ ได ผูดาํ เนินการกระบวนการกลมุ0 ตองชว0 ย ใหการอภปิ รายเก่ียวกบั คําตอบน้นั อย0างครบถวนตามท่ีตองการทกุ แงท0 ุกมมุ ทเี่ ก่ียวของใหเบ็ดเสรจ็ ใน คราวเดยี วกัน 3.2.6 หลงั จากไดคาํ ตอบสําหรับคําถามแตล0 ะคาํ ถามแลว ใหผดู าํ เนินการกระบวน การกล0ุมทําการสรปุ อย0างระมัดระวงั และสะทอนใหสมาชกิ ฟง' วา0 ทต่ี นสรุปนนั้ ถูกตองหรือไม0 มปี ระเดน็ อะไรที่ไม0ถูกตอง และสมาชิกคนใดตองการเพมิ่ เติมแกไขอีก ย0อมสามารถทาํ ได (ผชู 0วยทีจ่ ด บันทึกอาจเปน3 ผกู ล0าวสรปุ ใหสมาชิกทบทวนความคดิ เหน็ ร0วมกนั เสนอในการประชมุ กล0ุมก็ได) 3.2.7 ตองม่ันใจในการมีส0วนร0วมของสมาชิกทุกคนอย0างเสมอภาค หากมีสมาชิกคน ใดคนหนึ่งเริ่มชักนํา หรือครอบงํา (Dominating) สมาชิกคนอ่ืน ๆ ในท่ีประชุมร0วมกัน ผูดําเนินการ 135
บทท่ี 6 เครื่องมือและวธิ ีการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวจิ ยั กระบวนการกลุ0มอาจใชวธิ เี บี่ยงเบนความสนใจดวยการเรียกใหสมาชกิ อื่นในกลุ0มใหออกความเห็นบาง โดยการทใี่ ชวิธกี ารเวยี นใหสมาชกิ คนตอ0 ๆ ไปออกความเหน็ จนครบทุกคน 3.2.8 การป†ดการประชุม (Closing the Session) บอกผูเขาร0วมประชุมว0าสมาชิก ทุกคนจะไดรบั สําเนาคาํ ตอบของสมาชิก และกลา0 วขอบคุณในการมารว0 มการประชุม 3.3 สงิ่ ท่ีตองดาํ เนินการอยา0 งเร0งด0วนหลงั การประชุม (Immediately After Session) 3.3.1 ตรวจสอบการบันทึกเทป (หากม)ี กับบันทึกวา0 มีความสอดคลองกนั หรอื ไม0 3.3.2 จดบันทึกเพิ่มเติมเพื่อความกระจ0างชัด ในการจดบันทึกที่ทําไวแลว และมี การจดั ทําเลขทหี่ นาบันทึกชัดเจน ตดั ขอความที่ไมม0 สี าระออก 3.3.3 เขียนการสังเกตที่ไดในระหว0างการประชุม ดังเช0น การประชุมจัดที่ใด เม่ือไร ธรรมชาติของสมาชิกที่เขาร0วมประชมกลุ0มเป3นอย0างไร มีความแปลกประหลาดใจระหว0าง การประชุมหรอื ไม0 เครอ่ื งบนั ทึกเทปเสยี หรอื ไม0 เป3นตน การสรางและพฒั นาเครอื่ งมือทใี่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูล การสรางและพัฒนาเคร่ืองมือท่ีใชเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัยแต0ละประเภทจะมีเทคนิคและ วิธีการแตกต0างกันไปแต0ก็อาจกล0าวถึงข้ันตอนในการสรางร0วมกันได เป3นขั้นตอนใหญ0 ๆ 7 ขั้นตอน คอื 1. การกําหนดส่งิ ท่ีตองการวดั เป3นการกาํ หนดสาระสําคัญของส่ิงท่ีตองการวัดหรือตัวแปรที่ ตองการวัด (Trait หรือ Variable) ซึ่งอาจกําหนดเป3นขอบเขตและโครงสรางของสิ่งที่ตอง การวดั เชน0 ขอบเขตโครงสรางของเนอ้ื หา ขอบเขตโครงสรางเจตคติขอบเขตโครงสรางของพฤติกรรม หรืออาจจะกําหนดเป3นตัวบ0งชี้ของส่ิงท่ีตองการวัด เช0น ตัวบ0งช้ีความสําเร็จ ตัวบ0งชี้คุณภาพทางการ เรยี น เปน3 ตน 2. การเลือกชนิดเครื่องมือ เครื่องมือท่ีใชในการเก็บขอมูลการวิจัย มีหลายประเภทตามท่ี กล0าวมาแลว ผูวิจัยจะตองเลือกเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมกับลักษณะขอมูลของสิ่งที่ตองการวัด เช0น ถา ตองการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมีของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปˆท่ี 5 ใชเครื่องมือประเภท แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นชนดิ เลอื กตอบหรือใหเขียนตอบ เปน3 ตน 3. การเขียนขอคําถามและจัดฉบบั เมอื่ เลือกเคร่ืองมือแลว กด็ าํ เนนิ การเขียนขอคําถามที่จะ ใชวัดตามลักษณะของเครื่องมือชนิดนั้น ๆ รวมท้ังเขียนรายละเอียดของส0วนประกอบอ่ืน ๆ ของ เคร่ืองมือท่ีจัดขึ้นในข้ันตอนน้ียังเป3นฉบับร0าง ยังไม0เหมาะท่ีจะนําไปใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เนอ่ื งจากยังไมไ0 ดตรวจสอบคุณภาพ 4. การตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity)เป3นการตรวจสอบความถูกตองและความ ครบถวนของพฤติกรรมที่ตองการวัด ความตรงของเครื่องมือ หมายถึง ความสามารถวัดไดในส่ิงที่ ตองการวดั ความตรงจงึ เปน3 คณุ สมบัตทิ ี่สําคัญท่ีสุดของเคร่ืองมือวดั ทุกชนดิ ซึ่งความตรงของเครื่องมือ มีหลายชนิด เช0น ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเท่ียงตรงเชิงโครงสรางทฤษฎี (Construct Validity) ความเท่ียงตรงเชิงเกณฑ!สัมพันธ! (Criterion-Related Validity) ซึ่งแบ0งเป3น ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) และความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ! (Predictive Validity) (ซ่ึงจะกล0าวโดยละเอียดในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย) ในการ 136
การวิจยั ทางการศึกษา ตรวจสอบความเที่ยงตรงอาจตรวจสอบไดเพียงชนิดใดชนิดหน่ึง หรือหลายชนิด เหมาะสมในกรณีที่ ตรวจสอบโดยผทู รงคุณวุฒิ ผตู รวจสอบควรเป3นผทู ี่มคี วามรูความเช่ยี วชาญเก่ียวกับสิ่งท่ีวัด และควรมี จํานวนหลายคนอย0างนอย 3 คน ขึน้ ไป ซ่งึ อาจเป3นคณะผูสรางเคร่ืองมือ หรือคณะผูทรงคุณวุฒิจาก ภายนอกทไ่ี มใ0 ช0ผสู รางเคร่อื งมือ 5. การปรับปรุงแกไขฉบับก+อนทดลองใช เป3นการปรับปรุงแกไขเครื่องมือโดยพิจารณาจาก ขอคิดเหน็ ของผูทรงคุณวุฒิตรวจสอบในขอ 4 6. การทดลองใชเครื่องมือ (Tryout) เป3นการนําเคร่ืองมือท่ีไดปรับปรุงแกไขแลวในขอ 5 ไปทดลองใชเก็บรวบรวมขอมูลจากแหล0งขอมูลท่ีไม0ใช0กล0ุมตัวอย0างแต0มีลักษณะคลายคลึงกันกับกล0ุม ตัวอย0างแลวนําขอมูลมาวิเคราะห!เพ่ือหาคุณภาพของเครื่องมือไดแก0 ค0าอํานาจจําแนก ค0าความยาก และค0าความเที่ยง เคร่ืองมือบางชนิดอาจตองการวิเคราะห!เพียงค0าความเท่ียงหลังจากที่มีคุณภาพใน เรอ่ื งความตรง หรือในกรณีท่ยี ืมเคร่อื งมือของนักวิจัยคนอื่นที่สรางและหาคณุ ภาพเครื่องมือในการวิจัย ในเร่ืองของอาํ นาจจําแนกไวแลว แลว เช0น แบบสอบถาม แบบวัดทางจิตวิทยา แต0เคร่ืองมือบางชนิด จําเป3นตองวิเคราะห!หาคุณภาพหลายอย0าง เช0น แบบทดสอบ ซ่ึงคุณภาพแต0ละอย0างน้ันมีเทคนิคใน การวเิ คราะห!หลายวิธี จะตองเลอื กใหเหมาะสมกบั ชนิดของเคร่อื งมือ 7. การปรับปรุงแกไขเปFนฉบับใชจริง เป3นการปรับปรุงแกไขเครื่องมือใหมีคุณภาพสูงขึ้น โดยพิจารณาจากผลการวิเคราะห!คุณภาพของเครื่องมือในขอ 6 ถาผลการวิเคราะห!คุณภาพพบว0า คุณภาพไม0ตํ่ามากนักก็สามารถปรับปรุงแลวนําไปใชจริงได แต0ถาผลการวิเคราะห!พบว0าคุณภาพต่ํา มากก็อาจตองปรับปรุงแลวนําไปทดลองใชอีกจนกว0าจะมีคุณภาพดีพอสมควร จึงจะนําไปใชในการ เก็บรวบรวมขอมลู ได 137
บทที่ 6 เครื่องมือและวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู ในการวิจัย บทสรุป เครื่องมือและวิธีการในการเก็บรวบรวมขอมูล ถือเป3นอีกหนึ่งความสําคัญที่ผูวิจัยจะตอง ตระหนักและใหความสําคัญ เน่ืองจากการจะไดรับขอมูลท่ีสอดคลองกับประเด็นป'ญหา และตอบ วัตถุประสงค!การวิจัยจําเป3นตองมีเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม เพื่อใหไดผลการวิจัยท่ีน0าเช่ือถือ โดยก0อนจะทีผ่ วู ิจัยจะตดั สนิ ใจเลือกใชเครอื่ งมือและวิธีการในการเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยตองทราบ ก0อนว0าขอมูลที่ตนเองจะไปเก็บน้ันคือ อะไร มีอะไรบาง จะไปเก็บกับใคร ที่ไหน เม่ือไหร0 อย0างไร ขอมูล หมายถึง จํานวนหรือค0าที่ไดจากการวัดซึ่งไดจากการรวบรวมหรือสังเกตหรือขอเท็จจริง เกี่ยวกับส่ิงที่เราศึกษาขอมูลที่ดีจะตองมีความถูกตองแม0นยําความทันเวลาความสมบูรณ!ครบถวน ความกะทัดรัดความตรงกับความตองการของผูใช ความต0อเน่ืองการเก็บรวบรวมขอมูลตามหลัก วิชาการจะทําใหไดขอมูลที่มีความถูกตองและน0าเช่ือถือและส0งผลใหความรูความจริงท่ีไดมามีความ ถกู ตองและเช่อื ถอื เครือ่ งมือท่นี ิยมใชมอี ยู0 4 ประเภท ไดแก0 แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต และแบบสมั ภาษณ! เปน3 ตน ลักษณะของเครื่องมือที่ดีควรมีความเที่ยงตรง อํานาจจําแนก ความยาก ความเชอ่ื มน่ั ความเป3นปรนัย มีประสิทธิภาพ ความยุติธรรม และสะดวกใช การสรางเคร่ืองมือเก็บ รวบรวมขอมูลการวิจัยแต0ละประเภทจะมีเทคนิค และวิธีการแตกต0างกันไปแต0ก็อาจกล0าวถึงข้ันตอน ในการสรางร0วมกันได เป3นข้ันตอนใหญ0 ๆ 7 ข้ันตอน คือ การกําหนดส่ิงที่ตองการวัด การเลือก ประเภทของเคร่ืองมือ การเขียนขอคาํ ถามและจดั ฉบบั การตรวจสอบความเท่ียงตรง การปรับปรุง แกไขฉบับก0อนทดลองใช การทดลองใชเครอื่ งมือ การปรบั ปรงุ แกไขเป3นฉบบั ใชจริง 138
การวจิ ัยทางการศึกษา แบบฝก[ หดั ทายบทที่ 6 คําช้แี จง ใหศึกษาเน้ือหาและตอบคําถามต0อไปนี้ 1. ปญ' หาวิจัยต0อไปนี้ ควรใชเครอื่ งมือชนดิ ใดบางในการเกบ็ ขอมูล (บางหัวขออาจใช เครือ่ งมอื มากกวา0 1 ชนิด) 1.1 สภาพการเรียนรใู นศตวรรษท่ี 21 ของผูจบชั้นประถมศึกษาปˆท่ี 5 1.2 การวเิ คราะห!องค!ประกอบคุณลกั ษณะของผเู รียนในศตวรรษท่ี 21 จังหวัดอุดรธานี 1.3 ทัศนคติต0อวิชาคณติ ศาสตร!กับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นคณิตศาสตร!ของ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปˆที่ 4 จงั หวดั อดุ รธานี 1.4 การศกึ ษาการเขาร0วมประเพณีบญุ บงั้ ไฟของเยาวชนจังหวัดอดุ รธานี 1.5 สมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ทส่ี งั คมตองการ 2. จงอธบิ ายถึงรปู แบบและขน้ั ตอนการสรางเครื่องมอื วิจัยต0อไปน้ี 2.1 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 2.2 แบบสอบถาม 2.3 แบบสมั ภาษณ! 3. จงอธบิ ายหลกั ของการสัมภาษณแ! ละการสังเกตมาพอสงั เขป 4. ขอความต0อไปนเี้ ปน3 ขอความของเครือ่ งมือทเ่ี ปน3 แบบสอบถาม ใหวจิ ารณ!วา0 ถูกหรอื ผิดหลกั เกณฑ!การสรางอย0างไร ถาผดิ ใหแกไขใหถกู 4.1 ทา0 นชอบชมละครหลงั ข0าวภาคคาํ่ ประเภทใดบางและเวลาใด 4.2 ท0านคดิ วา0 ทุกคนควรเหน็ ดวยกบั ความคิดเห็นของทา0 นใช0หรือไม0 4.3 ท0านถกู หามไม0ใหแสดงความคิดของท0านใช0หรือไม0 4.4 ทา0 นใชยาสฟี น' ชนดิ น้อี ยเู0 สมอๆ 5. จงเปรยี บเทยี บขอดีและขอจาํ กัดของการเก็บรวบรวมขอมลู โดยใชแบบสอบถามและ การสัมภาษณ! 139
การวจิ ยั ทางการศกึ ษา บทท7ี่ การตรวจสอบคณุ ภาพของเครอื่ งมือที่ใชในการรวบรวมขอมลู การวิจัยทางการศึกษานั้นเปนกระบวนการคนหาความรูความจริงทั้งในระดับขอมูลเชิง ประจักษ!และระดับขอสรุป ดังนั้นผูวิจัยจะตองสรางเครื่องมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัย ดงั กลา+ วไวในบทที่ 6 จะตองมีการตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือทใ่ี ชในรวบรวมขอมูลการวิจัย เพ่ือใหได ขอมลู ท่ีดีมีคุณค+าตามที่ตองการ และจําเปนตองใชเครื่องมือท่ีเปนมาตรฐาน มีคุณภาพหลายประการ ประกอบกนั ตามคณุ ภาพของเกณฑ!ทกี่ ําหนดไว เช+น คุณภาพดังต+อไปน้ี คุณภาพดานระดับความยาก (เฉพาะขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์อิงกลุ+มและขอสอบความถนัด) อํานาจจําแนก (กรณีขอสอบทุกประเภท และกรณีเคร่ืองมือท่ีเปนแบบมาตราส+วนประมาณค+า เมื่อตองการเปรียบเทียบระหว+างกลุ+ม) ความ เท่ียงตรงตามเน้ือหา (กรณีขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์อิงกล+ุมและอิงเกณฑ!) เมื่อทุกขอที่มีคุณภาพตามท่ี กลา+ วขางตนมารวมกันเปนฉบับ เครอ่ื งมอื ทงั้ ฉบับน้ันตองมีคณุ ภาพในดานความเท่ียงตรง และความ เช่ือม่ัน ดังนั้นในบทนี้จะไดนําเสนอวิธีการหาคุณภาพของเครื่องมือชนิดต+างๆ ท่ีผูวิจัยจําเปนตองใช ในการพัฒนาเครื่องมือสําหรบั การเก็บรวบรวมขอมลู คุณสมบตั ิบ!งชี้คณุ ภาพของเคร่อื งมือท่ใี ชในการเกบ็ รวมขอมูล คุณภาพเครื่องมือ เปนคุณลักษณะที่บ+งช้ีถึงความสามารถของเครื่องมือท่ีใชในการเก็บ รวบรวมขอมูลเพื่อการวิจัย ดังน้ันการไดมาซ่ึงขอมูลท่ีน+าเชื่อถือจึงจําเปนตองตรวจสอบคุณภาพของ เคร่อื งมือก+อนนําไปใชจริง การหาคุณภาพของเคร่ืองมือ เปนกระบวนการท่ีทําใหไดมาซึ่งดัชนีหรือ ตัวบ+งชถ้ี งึ คณุ ภาพของเครื่องมอื ที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมลู ในการวิจยั คณุ สมบัติหรือดัชนีท่ีบ+งบอก ถึงคุณภาพของเครอ่ื งมือท่สี าํ คัญไดแก+ ความเท่ียงตรง ความเชื่อมั่น ความยาก และอํานาจจําแนก ซ่ึงเคร่ืองมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอมูลแต+ละชนิดจะมีตัวบ+งชี้ถึงคุณภาพแตกต+างกันโดยการหา คุณภาพของแบบทดสอบ คุณภาพของแบบทดสอบท่ีสามารถหาดัชนีหรือตัวบ+งชี้มายืนยันระดับ คณุ ภาพได ไดแก+ ความเที่ยงตรง ความเชื่อม่ัน ความยาก และอํานาจจําแนกการหาคุณภาพของ แบบสอบถาม ไดแก+ ความเท่ียงตรง ความเชื่อมั่น และอํานาจจําแนกและแบบสัมภาษณ!และแบบ สังเกต ไดแก+ ความเทย่ี งตรง และความเชือ่ มน่ั จะเห็นว+าคุณสมบัติที่บ+งชี้ถึงคุณภาพของเคร่ืองมือในการวิจัยจะประกอบดวย ความ เท่ียงตรงและความเชื่อมั่นเปนหลัก ส+วนอํานาจจําแนกน้ันจะใชเฉพาะในกรณีของแบบทดสอบและ แบบสอบถาม (เฉพาะท่ีเปนแบบวัดคุณลักษณะส+วนบุคคล เช+น การวัดบุคลิกภาพ แบบวัดเชาว! อารมณ! เปนตน และความยากสามารถใชไดเฉพาะในกรณีแบบทดสอบเท+าน้ัน ซึ่งประกอบดวยดังน้ี (ไพศาล วรคํา, 2550: 254-256 , สมประสงค! เสนารตั น,! 2556: 87-89) 1. ความเทย่ี งตรง หรือ ความตรง (Validity) ความเทย่ี งตรงของเครื่องมือทุกชนดิ นนั้ ผูวจิ ยั จะตองหาคณุ ภาพและทําความเขาใจตงั้ แต+ ความหมายของความเที่ยง ประเภท และวธิ กี ารหาคุณภาพดงั นี้ 141
บทที่ 7 การตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมือท่ีใชในการรวบรวมขอมลู ความเท่ียงตรง หมายถึง ความถูกตองแม+นยําของเคร่ืองมือในการวัดส่ิงท่ีตองการจะวัด หรือความสอดคลอง เหมาะสมกับผลการวัดกับเนื้อเรื่อง หรือเกณฑ! หรือทฤษฏีเกี่ยวกับลักษณะท่ี มุ+งวดั ความเทย่ี งตรงจงึ ถอื เปนคุณสมบัติท่ีเกี่ยวของกับคุณภาพดานความถูกตองของผลท่ีไดจากการ วัด หรือกล+าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเท่ียงตรงเปนความใกลเคียงกันระหว+างค+าที่วัดกับค+าที่แทจริง ถาคา+ ที่วัดไดใกลเคียงกับค+าท่ีแทจริง ก็ถือว+าการวัดมีความเที่ยงตรงมากขึ้นเพียงน้ัน ความเท่ียงตรง ของเครอ่ื งมอื จําแนกได 3 ประเภท ดังนี้ 1.1 ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา(Content Validity) หมายถึง คุณสมบัติของ เคร่ืองมือที่สามารถวัดไดตรงตามเน้ือหาท่ีจะวัด หรือเปนดัชนีท่ีบ+งบอกว+าเน้ือหาของเครื่องมือหรือ เนื้อหาของขอคําถามวัดไดตรงตามเนื้อหาของเรื่องที่ตองการวัด ดังน้ันประเด็นสําคัญของความ เที่ยงตรงเชิงเน้ือหาจึงอยู+ที่การเลือกใชกล+ุมตัวอย+างเนื้อเร่ืองท่ีเปนตัวแทน (Representative sample ) ของมวลเน้ือเรื่องท่ีตองการวัด ว+าเปนตัวแทนของเนื้อหาทั้งหมดและมีความเพียงพอ (Adequate) ต+อการวัดเนื้อเรื่องนั้นหรือไม+ การตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาจึงอาศัย กระบวนการตรวจสอบโดยกลุ+มผูเชี่ยวชาญท่ีเปนอิสระจากกัน ช+วยพิจารณาตัวอย+างเนื้อเรื่องใน เครื่องมือวัดว+ามีขอบเขตท่ีครอบคลุมและเปนตัวแทนมวลเนื้อเรื่องท่ีตองการวัดเพียงใดสําหรับ เครือ่ งมอื ประเภททดสอบ การสรางแบบทดสอบใหมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหานั้น ผูวิจัยควรทําการ วิเคราะห!เนื้อหาและพฤติกรรมที่ตองการวัดก+อน โดยการสรางผังขอสอบจากตารางกําหนดลักษณะ ขอสอบ (Table of Specification) เช+น ตารางวิเคราะห!หลักสูตร เปนตน จากน้ันจึงเขียนขอสอบ ตามผงั ขอสอบนัน้ ซ่ึงเปนแนวทางหนง่ึ ที่จะทาํ ใหแบบทดสอบนนั้ มคี วามเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา จากนั้น ก็นําเสนอใหผูเช่ียวชาญพิจารณา เพ่ือใหเกิดความมั่นใจและสามารถหาดัชนีบ+งช้ีความเท่ียงตรงเชิง เนื้อหาเครื่องมือไดการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล สําหรับการวิจัยทุกประเภท ไม+ว+าจะเปนแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ! สามารถหาความเท่ียงตรงเชงิ เนือ้ หาไดเช+นเดียวกัน การตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาท่ีจะตอง ดําเนินการก+อนนําไปทดลองใช โดยการนํานิยามเชิงทฤษฏี นิยามเชิงปฏิบัติการ โครงสรางของขอ คําถาม (รวมท้ังคําตอบ สําหรับกรณีที่กําหนดคําตอบใหผูตอบเลือก)ใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาความ สอดคลองระหว+างขอคําถามกับประเด็นท่ีตองการวัด วัตถุประสงค!หรือนิยามศัพท! ในแบบฟอร!ม รายงานผลการตรวจสอบเคร่ืองมือ สําหรับจํานวนผูเช่ียวชาญท่ีจะทําใหการตรวจสอบความ สอดคลองควรจะมีต้ังแต+ 3 คนขึ้นไป เพ่ือหลีกเล่ียงความคิดเห็นท่ีแบ+งเปน 2 ดาน ดังนั้นควรจะใช จาํ นวนผูเชีย่ วชาญเปนจํานวนค่ี เช+น 3 คน 5 คน หรอื 7 คน เปนตน ส+วนคุณสมบัติของผูเช่ียวชาญ ท่ีจะตองสอดคลองกับสาขาวิชาของเครื่องมือที่ตองการตรวจสอบ เช+น ถาเปนการวัดตัวแปรทาง จิตวิทยาก็ควรมีผูเช่ียวชาญทางดานจิตวิทยา ผูเชี่ยวชาญดานการวัดและประเมินผล และ ผูเช่ียวชาญทางดานภาษา เปนตน ซ่ึงจะสามารถประเมินความสอดคลองและใหขอเสนอแนะ เกยี่ วกบั เครอ่ื งมือครบทง้ั ในสว+ นของเนอ้ื หา ลกั ษณะขอคําถามและความเหมาะสมของภาษาที่ใช 1.2 ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ*สัมพันธ*(Criterion-related Validity) เปนความ สอดคลองสัมพันธ!กันระหว+างคะแนนจากเครื่องมือที่ผูวิจัยสรางข้ึนกับเกณฑ!ภายนอก (Criterion) ที่ สามารถใชวัดคุณลักษณะที่ตองการน้ันได เกณฑ!ภายนอกน้ีอาจเปนคะแนนจากแบบวัดอ่ืน หรือ 142
การวจิ ัยทางการศึกษา วธิ กี ารอ่ืนๆท่ีวัดสภาพปfจจุบันหรือสภาพในอนาคตของกลุ+มตัวอย+างไดตรงตามคุณลักษณะที่ตองการ วัด ความเท่ยี งตรงตามเกณฑ!สมั พันธแ! บ+งออกเปน 2 ประเภท คอื 1.2.1 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ หรือความเท่ียงตรงร!วมสมัย (Concurrent Validity) หมายถึง ความสอดคลองสัมพันธ!ระหว+างคะแนนท่ีไดจากแบบวัดอ่ืนๆ ท่ี กําหนดไวในช+วงเวลาเดียวกัน หรือวิธีการอ่ืนๆ ที่วัดสภาพปfจจุบันของกล+ุมตัวอย+าง เช+น การหา ความเท่ียงตรงของแบบการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร! ผูวิจัยอาจใชเกณฑ!สัมพันธ!จาก วิธีการสังเกตการทําการทดลองของนักเรียน ในช้ันเรียนมาในช+วงเวลาหน่ึง หากคะแนนท่ีผูสอบได จากแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร! ใหผลสอดคลองสัมพันธ!กับเกณฑ! (ที่ไดจากการ สังเกต) แสดงว+าแบบวัดนี้สามารถวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร!ไดตรงตามสภาพปfจจุบัน ขั้นตอนในการหาความเท่ยี งตรงเชิงสภาพอาจดําเนินการต+อไปดังนี้ 1.2.1.1 กําหนดเกณฑ!ภายนอกท่ีจะนํามาหาความสอดคลอง สัมพันธ! เช+น คะแนนพฤติกรรมที่ตองการวัดท่ีไดจากการสังเกต หรือคะแนนจากแบบวัดอื่นที่มี ความเที่ยงตรงอยแ+ู ลว 1.2.1.2 นําเคร่ืองมือวัดที่ผูวิจัยสรางขึ้นไปทดสอบกับกล+ุมตัวอย+าง กลมุ+ เดมิ 1.2.1.3 หาค+าความสัมพันธ!ของคะแนนจากเครื่องมือวัดที่สราง ข้นึ กับเกณฑภ! ายนอก 1.2.1.4 ตัดสินผลที่ไดจากขอ 3 ถามีความสัมพันธ!กันสูง (มีค+า สมั ประสทิ ธิส์ หสมั พันธส! ูง) แสดงว+าเครอื่ งมอื วัดท่ผี ูวจิ ยั สรางขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงสภาพ 1.2.2 ความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ*(Predictive Validity) หมายถึง ความสามารถของเคร่ืองมือที่จะบ+งบอกผลท่ีวัดในขณะนั้นไดถูกตองตามสภาพที่แทจริงในอนาคต โดยอาศัยความสัมพันธ!ระหว+างคะแนนของเคร่ืองมือกับคะแนนเกณฑ!สัมพันธ!ซ่ึงจะปรากฏในอนาคต เชน+ แบบทดสอบความถนัดทางการเรยี นทส่ี รางขึ้นเพือ่ ทํานายผลการเรียนในอนาคต ก็อาจใชคะแนนเฉล่ียสะสมปjสุดทายก็เปนเกณฑ!สัมพันธ! ซึ่งการคํานวณหาความเท่ียงตรงเชิง พยากรณ!นี้อาจตองเสียเวลารอคอย แนวทางหนึ่งที่ไม+ทําใหเสียเวลาก็คือ เลือกแบบทดสอบที่มี ผูสรางไวแลว และมีความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ!สูงมาเปนเครื่องมือเปรียบเทียบ โดยนําเคร่ืองมือ ดังกล+าวมาวัดกับกลุ+มตัวอย+าง พรอมกับแบบวัดที่ผูวิจัยสรางข้ึน แลวหาความสัมพันธ!ระหว+าง คะแนนระหว+างแบบวัดทั้งสองฉบับ ขั้นตอนในการหาความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ!อาจดําเนินการได ดงั น้ี 1.2.2 1 นิยามหรือกาํ หนดเกณฑ! ซง่ึ ตองตรงกบั พฤติกรรมทจ่ี ะ พยากรณ! เช+น เกรดเฉลยี่ (GPA = Grade Point Average ) 1.2.2.2 สรางแบบทดสอบที่จะใชเปนตวั พยากรณ!(predictor) นําไปทดสอบกบั กลุ+มตวั อยา+ งทศ่ี กึ ษา 1.2.2.3 รอจนกระทั่งพฤตกิ รรมทตี่ องการพยากรณน! น้ั ปรากฏ โดยพจิ ารณาจากเกณฑ! (Criterion) หรือนําแบบทดสอบท่ีวัดคุณลกั ษณะเดยี วกนั ทม่ี ีความเท่ยี งตรง เชิงพยากรณส! ูงมาทดสอบกบั กลุม+ ตัวอย+าง 143
บทที่ 7 การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือท่ีใชในการรวบรวมขอมลู 1.2.2.4 หาความสมั พันธ!ระหว+างคะแนนของแบบทดสอบที่ใช เปนตัวพยากรณ!ในขอ 2 กบั เกณฑ!ในขอ 3 ถามีความสัมพันธ!กนั สูง แสดงว+า แบบทดสอบนั้นมคี วาม เทีย่ งตรงเชิงพยากรณ! การหาความเท่ียงตรงเชิงสภาพกับความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ! จะมีกระบวนการที่คลายกัน มาก และเปนการหาความสัมพันธ!เช+นเดียวกัน แตกต+างกันตรงท่ีเวลาในการวัดเกณฑ! กล+าวคือ หากวัดเกณฑ!พรอมกับการทดลองใชแบบวดั ทส่ี รางขนึ้ จะเปนความเท่ยี งตรงเชงิ สภาพ หากวัดเกณฑ! ในอนาคตจะเปนความเท่ียงตรงเชิงพยากรณ! ส+วนการหาความสัมพันธ!ระหว+างคะแนนของแบบวัดท่ี สรางข้ึนกับคะแนนเกณฑ! ทั้งกรณีของเกณฑ!ปfจจุบันและเกณฑ!ในอนาคต จะใชการหาค+า สมั ประสิทธ์ิสหสมั พันธแ! บบเพียร!สนั (Pearson’s product-moment correlation coefficient) 1.3 ความเที่ยงตรงเชิงทฤษฏีหรือความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึงความสามารถของเคร่ืองมือที่สามารถวัดไดตรงตามขอบเขต หรือครบตาม คุณลักษณะย+อยๆของส่ิงที่ตองการท่ีระบุไวในทฤษฏีเกี่ยวกับคุณลักษณะน้ันๆซ่ึงโดยท่ัวไปตัวแปรที่ เปนคุณลักษณะ (trait) มักจะมีโครงสรางขององค!ประกอบในเชิงทฤษฏี บางทีจึงถูกเรียกว+าความ เที่ยงตรงเชงิ โครงสราง การหาความเท่ียงตรงเชิงทฤษฏีจึงนิยมใชเครื่องมือการวัดตัวแปรคุณลักษณะ หรอื ตัวแปรแฝงท่มี กี ารนิยามเชงิ ทฤษฏี เช+น เชาวน!ปfญญา เจตคติ ความเช่ือ ค+านิยม เชาว!อารมณ! เปนตน โดยคุณลักษณะเหล+าน้ีสังเกตโดยตรงไม+ได จะสังเกตไดเฉพาะผลท่ีเกิดขึ้นเท+าน้ัน การ ตรวจสอบความความเทย่ี งตรงเชิงทฤษฏีสามารถดาํ เนนิ การไดหลากหลายวธิ ี เชน+ 1.3.1 วิธีตัดสินโดยผูเช่ียวชาญ เปนการใหกลุ+มผูเชี่ยวชาญตรวจสอบหรือ ความเหมาะสมของทฤษฏีท่ีนํามาใช นิยาม ผังขอคําถามและคุณภาพของขอคําถาม ซ่ึงเปน หลกั ฐานเบอื้ งตนที่นาํ มาใชสนับสนุนความความเที่ยงตรงเชิงทฤษฏี ผูวิจัยจึงตองนําเสนอทฤษฏีและ นยิ ามของคณุ ลักษณะทตี่ องการวัด ผงั ขอคาํ ถามของแบบวัดและแบบวัดน้ันต+อกล+ุมผูเช่ียวชาญ เพื่อ ทําการตรวจสอบทฤษฏี นิยาม โครงสราง องค!ประกอบของคุณลักษณะที่ม+ุงวัดน้ันว+ามีความ เหมาะสมสอดคลองกับทฤษฏีอื่นอันเปนท่ียอมรับกันทั่วไปหรือไม+ เพียงไร ผังขอคําถามมีการ ครอบคลุมและเปนตัวแทนของคุณลักษณะที่ตองการวัดไดดีเพียงไร คุณภาพการเขียนขอคําถามแต+ ละขอเปนไปตามผังขอคําถามหรือไม+ และสามารถวัดไดตรงกับคุณลักษณะท่ีตองการวัดไดดีเพียงไร ถาผูเช่ียวชาญมีความเห็นว+าขอคําถามนั้นสามารถวัดคุณลักษณะท่ีตองการวัดได 80% ของความ คิดเห็นของผูเชยี่ วชาญทั้งหมด แสดงว+าขอคําถามน้นั ใชได 1.3.2 วิธีเปรียบเทียบคะแนนระหว+างกล+ุมรูชัด(Comparing the scores of known groups) หากคุณลักษณะที่ตองการวัดน้ันมีความแตกต+างกันระหว+างกลุ+มบุคคลอย+าง เห็นไดชัด หรือผูวจิ ยั ทราบแน+ชดั วา+ คุณลกั ษณะท่ีตองการวัดนั้นมีในกลุ+มบุคคลกลุ+มหน่ึง และไม+มีใน กลุ+มบุคคลอีกกลุ+มหน่ึง เช+น กลุ+มที่ประสบความสําเร็จกับกล+ุมท่ีไม+ประสบความสําเร็จ หรือกล+ุมท่ีมี ประสบการณ!กับกล+ุมท่ีไม+มีประสบการณ! เปนตน การเปรียบเทียบคะแนนที่วัดไดระหว+างกล+ุมที่ ทราบแน+ชัดแลวว+ามีคุณลักษณะที่ตองการวัดแตกต+างกัน (Known groups) ก็จะเปนหลักฐานส+วน หนึ่งท่ีใชสนับสนุนความความเที่ยงตรงเชิงทฤษฏีได โดยถาเคร่ืองมือสามารถวัดคุณลักษณะท่ีสนใจ น้นั ไดจริง ผลการวดั จะตองมีความแตกต+างระหว+างกล+ุม การเปรียบเทียบคะแนนระหว+างกลุ+มนี้อาจ 144
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311