Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มรกดกธรรม เล่ม 2

มรกดกธรรม เล่ม 2

Published by koranis9, 2020-11-05 03:28:29

Description: มรกดกธรรม เล่ม 2

Search

Read the Text Version

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ อดทน ความเพียรพยายาม ความขยัน ไหวพริบรวดเร็ว เพ่ือ แกปญหาทีจ่ ะเกิดข้ึนในชีวติ ของเราได คนท่ีมคี วามเจริญในคุณธรรม เชน เจรญิ ในบารมี ๑๐ ประการ เปนคนท่ีมีความเอื้อเฟอสุนทรทาน เปนคนมีศีลมีธรรม ขยันหมั่นเพียร อดทน ขยัน มีอธิษฐานบารมี มีความต้ังใจมั่น ในการทําอะไรใหสําเร็จ มีเนกขัมมะบารมี มีความสละ มีขันติ มคี วามพยายาม มีศีลดี ศลี งาม ซื่อสตั ยสจุ ริต มีสัจจะบารมี ขอท่ี ๒ สีลภาวนา ก็ตองทําใหเจริญทางศีลธรรม ทําใหกาย และวาจาของเราเจริญ จากผูประมาทใหเปนผูไมประมาท จากเปนผูไมระมัดระวังเรื่องวาจาเปนผูระมัดระวังส่ิงท่ีเราพูด ดวยปากของเรา เราก็จะพัฒนากาย วาจาใหเปนผูมีหิริ โอตตปั ปะ เปนพ้ืนฐาน เกรงกลวั ตอ บาปทง้ั หลาย ระมดั ระวงั ตออกุศลท้ังหลาย ไมกลาพูดในส่ิงท่ีที่ไมถูก ไมจริง ไมกลาทํา ในสงิ่ ท่ีมโี ทษแกต นเอง สรางกรรมเวรกับใคร เมื่อเรามีความระวังตัว มันก็จะไดมีสติสัมปชัญญะคุมการ กระทําของตน เหมือนเราอยูตอหนาพระพุทธเจาตลอดเวลา เรารตู นวา ทําอะไรอยู พูดอะไรอยู เทวดากร็ ูเราเชน เดยี วกัน การละบาป สําคัญมาก ๆ ละบาปดวยการสํารวมกาย วาจา ของเรา ไมลวงละเมิดในศีล ๕ ทําใหเขากระแสของพระ นพิ พานได การทําใหศีลเจรญิ มนั ก็ทําใหเ ราพฒั นาตนเอง ถาบุคคลใดเจริญเมตตาภาวนา จนถึงจิตใจมีเมตตาสม่ําเสมอ มันก็ทําใหจิตใจเบิกบาน สวางไสว มีปติสุข จิตใจเปนอัน เดียวกันกับสัตวโลกท้ังหลาย เอกัคคตารมณ ไมไดแยกแยะ ๙๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ผูอื่นกับตัวเรา เปนอันเดียวกัน มีความเมตตา ความหวังดี ตอ สรรพสัตวทง้ั หลายท้ังปวงในสามแดนโลกธาตุนี้ ขอ ท่ี ๓ จิตตภาวนา การเจรญิ จิตตภาวนา คือ อนจิ จสัญญา - พิจารณาวาทุกส่ิงทุกอยางมันมีความไมเที่ยงหนอ ทุกสิ่งทุก อยางมีความเสื่อมเปนของธรรมดา จะทําใหเปนผูไมประมาท เกิดสติปญญาขึ้นมา วิปสสนาขึ้นมา เห็นชัดเจนในสภาวธรรม รตู ามความเปนจรงิ ได บรรลุเปนพระอรหนั ตไ ด อาตมาก็ไดเขาไปท่ีสมาคมพุทธแลว อยากจะฝกการน่ังสมาธิ เพราะเราก็เห็นวาเราก็อยากใหโลกนี้สงบสุข อยากใหคน เมตตากัน ไมเบียดเบียนกัน แตตนเองก็ยังมีกิเลสตัณหา มี โทสะ มีความไมพอใจ มีความพอใจ หลง เผลอ ถาเราไมสงบ เรายังไมมีเมตตาเสมอภาค เราจะใหคนอื่นถูกใจเราไดยังไง เรายังไมถ กู ใจตัวเอง ขอท่ี ๑ การน่ังสมาธิ ทําใหเราตกใจ เพราะเราเห็นวาเราไม สามารถท่ีจะปกครองจิตใจตัวเองได ทําไมจิตใจไมสงบ ทําไม จิตมันอยากคิดเรื่องนี้ คิดเร่ืองนั้น แคดูลมหายใจเขา ลม หายใจออก ยังรักษาใหต อเนอ่ื งไมไ ด เราจะตอ งอยกู บั จิตนี้ตลอดกาล ท้ังชาตนิ ้แี ละชาติตอไป ถาเรา ไมฝกปฏิบัติจิต พัฒนาจิตใจน้ีใหมีสติ ใหมีสัมปชัญญะ ใหมี สมาธิ จติ นี้จะพาไปทางไหน ไมร ู จะพาไปดี ไมดี ไมรู จะพาไป สุขหรือทุกขก็ไมรู เราตองเปนผูปฏิบัติเพื่อความรูตอไป ก็เลย เกดิ ความต่นื ตวั ตื่นตัววา จิตนเ้ี ปนของอัศจรรย ของประเสริฐ พระพุทธเจา ตรัส ไววาจิตนี้สามารถบรรลุธรรมได จิตนี้สามารถท่ีจะเกิดพลังจิต ๙๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ - คือจิตบริสุทธิ์ จิตสะอาดได เกิดแสงสวาง เกิดสติปญญา รู สง่ิ ทอ่ี ัศจรรยไ ด รูเทวดา รูสตั วใ นภพอนื่ ได กายภาวนา สีลภาวนา แลวก็มีจิตตภาวนา ฝกใหมันสงบ เพ่ือที่จะได ละความวุนวาย ละความเดือดรอน ละความรอน ใจ ละความโลภ ความโกรธ ความหลงในจิตในใจ ใหมันเย็นลง ใหมันสบาย ใหมันสงบ แตวาตองคอย ๆ เปน คอย ๆ ไป มัน อาศยั การฝก หัด สติคือความระลึกได พระพุทธเจาจะใหเราระลึกเรื่องกาย ระลึกเร่ืองเวทนา หลวงพอชาทานก็จะเนนเรื่องสติมาก ทํา อะไรอยู ตองมีสติอยู ทุกสิ่งทุกอยางตองมีสติ พระก็จะลุก จะตองมีสติ พระจะเดินก็ตองมีสติ พระจะถอดรองเทาก็ตองมี สติ “อานาปานสติกรรมฐาน” ใหเรามีสติจอรูลมที่ลมกําลัง เกิดขึ้น ตั้งอยู และก็ออกไป รูวาลมหายใจออก รูวาลมหายใจ เรม่ิ ออก กลางลมหายใจออก ปลายลมหายใจออก รูลมหายใจ กําลังเขา กลางลมหายใจเขา ปลายลมหายใจเขา รู รูลม หายใจออกตอเนื่องดว ยความสนใจ เราตองเห็นวาลมหายใจท่ีจะเขามานี้เปนส่ิงที่งามที่สุด สะอาดท่ีสุด บริสุทธ์ิท่ีสุด มันใหชีวิตแกเรา มันตอชีวิตเรา เปนส่ิงท่ีมีคุณคามากท่ีสุด เม่ือเรามีความสนใจในลมหายใจ เขาและลมหายใจออก จิตก็จะจดจอลมหายใจโดยอัตโนมัติ โดยความงาย โดยไมตอ งบังคบั มนั เพราะมนั มคี วามสนใจ ๙๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลมท่ี ๒ Enjoy the process แปลวาตองมีความพอใจในการกระทํา กายนี้กําลังหายใจเขา กายน้ีกําลังหายใจออก รู พอใจ เอิบอิ่ม จดจอ สนใจ ใสใ จรูลมหายใจเขา ลมหายใจออก หากวาสนใจและใสใจในการรูลมหายใจเขาลมหายใจออก สมาธกิ ็จะเกิดงายเพราะมันมีความซาบซึ้ง ปล้ืมใจ ความภูมิใจ อยูในการรูลมหายใจเขาลมหายใจออก เม่ือเรารูกับลมหายใจ ไดนาน กายก็จะเบา เกิดปติสุขข้ึน เพราะเราก็จะจดจอ อารมณอันเดียว รูลมหายใจเขาลมหายใจออกตอเนื่องน้ัน สติ นีแ้ นบกับลมหายใจ ปต สิ ขุ จะเกิดขน้ึ ปตสิ ขุ มันมี ๕ ประการ ปต ิสขุ ขอ ที่ ๑ คือปต สิ ุขหยาบๆ เหมอื นไฟช็อตกระโดด เหมอื น คนเอาไฟมาจี้หลังเรา คือเสนประสาทของเรากําลังคลาย ไฟฟาในรางกายมนั กําลังวง่ิ สะดวก กลา มเนอ้ื มนั จะคลายแบบ รวดเรว็ อยาไปสนใจในปต สิ ขุ นี้เปนผล ปติสุขท่ี ๒ คือ เกิดความขนลุกซู อันนี้ก็เกิดจากความยินดี เมื่อจติ ยินดใี นกศุ ลธรรมกเ็ กิดขนลกุ ฟู ปติสขุ ท่ี ๓ คือ เกดิ ความเย็นเหมือนฝนตก มนั เย็นกาย เหมอื น ฝนตกคอย ๆ โดนแบบปรอย ๆ ลงมา มันก็เย็นตัว อยาไปดูที่ ปต ิสุข อยาไปดูท่ผี ลมนั ใหดูตนเหตุ ลมหายใจเขา ลมหายใจ ออกเปนตน เหตุ เราก็เจริญตนเหตุนนั้ ปต สิ ุขที่ ๔ คอื รูส กึ วารางกายเร่มิ หายไป กายมนั หายมนั เบา ปติสุขสุดทาย จะลอยเหมือนสําลี คือเบามาก รางกายนี้จะไม มีขอบเขต เพราะจิตใจจดจอกับอารมณเดียว กายนี้ไมมี ขอบเขต ตัวรูก็จะรูเทากับศาลาวิหารหลังน้ีได เหมือนเราเต็ม ๑๐๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ศาลาหลังนี้ได อันน้ีเรียกวาเราอยูท่ีประตูของอัปปนาสมาธิ จติ ก็จะเขาประตูทีจ่ ติ รวมเปนหนง่ึ ใกลจ ะเขาฌานไดแ ลว ปติสุขเปนสวนประกอบของการจดจอลมหายใจเขาลมหายใจ ออก ใหสักแตวา “รู” เมื่อเราจดจอกับลมหายใจตอแลว จิตใจก็จะเกดิ แสงสวางข้นึ มา นิวรณ ๕ ถกู การระงับไป นิวรณ ๕ ถูกระงับไป แสงสวางปภัสรจิตก็จะเกิดข้ึน สวางไสว มาก แลวจิตก็จะเขาอัปปนาสมาธิได นี่จิตตั้ง มั่น เมื่อ เขาถึงอัปปนาสมาธิแลว ทุกขเวทนาไมม ี อกุศลไมสามารถท่ีจะ เกิดขึ้น จิตจดจอแนบกับลมหายใจโดยอัตโนมัติอยู ไมตอง บังคับ ไมตองประคองจิต มันจะอยูของมัน วิตก วิจารณ ปติ สุข เอกัคคตาก็เกิดข้ึน เราก็ปฏิบัติตอ ย่ิงทําใหจิตละเอียด ทํา ใหจิตสงบ ย่ิงทําใหจิตเปนสมาธิขึ้นมาพระพุทธเจาอนุญาตให เรามคี วามสุขในกุศลจติ แตไมอนุญาตใหมคี วามสุขในกามสุข กุญแจการภาวนาที่จะเขาถึงสัมมาสมาธิ คือ ใหจิตจดจอ และมีกุศลธรรมใหเกิดข้ึนและมีความยินดีในกุศลธรรมน้ัน ถายังไมมีสมาธิตองใหยินดีในกุศลธรรม เหมือนคนที่ยังไม เจริญศีล ๕ ก็ตอ งเจรญิ ศลี ๕ กอ น ถึงจะทําใหจติ ใจเปน กุศล ความยินดีในกุศลธรรม หมายถึงวา เราพอใจและสาธุการใน กุศลกรรมที่เปน กศุ ล ยินดีในการแชรและการให คือการทําบุญ ความยินดีในกศุ ลธรรม ทําใหจติ สงบ จิตตภาวนา – การทําใหจิตเจริญเปนเรื่องสําคัญมาก ไมใช หนาที่ของพระ เปน หนาท่ขี องทกุ คน ท่จี ะทาํ ใหชวี ิตของเราสุข สบาย เจริญดวยเมตตาธรรม เจริญดวยสมาธิภาวนา เจริญ ดว ยสตคิ วามรตู วั พรอ ม ๑๐๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ขอ ที่ ๔ ปญญาภาวนา ทาํ ใหเจรญิ ทางปญ ญา คือ ใหจ บั หลัก อริยสจั ๔ ถาไปหาหลวงพอชา แลวโยมเปนทุกขนะ หลวงพอไมเคยจะ พรมน้ํามนตดอก ไมเคยจะแจกเหรียญดอก ไมเคยเคาะหัว ดอกนะ ถามาหาหลวงพอชา แลวบอกหลวงพอวา “เปน ทุกข” ทานจะจี้เลย เปนทุกขเพราะอะไร อยากได หรือ ไม อยากไดอะไร ทานจี้ถึง “อริยสัจ” ทานอยากใหเรา เห็น ปญญา ใหเ กิดปญ ญาเอง ทานสอนวิชาแกเรา ทานสอนวิชาเร่ืองรูแกเรา ใหเราฉลาด เพื่อแกทุกขตอไปไดการยึดม่ันถือม่ัน ทุกขสมุทัย ตองมีเหตุ ทานจะถามวา เหตุอะไรท่ีทําใหเปนทุกข เหตุก็อยูท่ีเรา ไมได อยูท ผ่ี ูอ่ืนนะ เราตอ งโทษตวั เอง เม่ือเราละท้ิงทุกข มันเบา ถาเราละนอย มันก็เบานอย ถาเรา ละมาก มันก็เบามาก ถามันละเลย มันเบา มนั สบายไปเลย อยาดีใจอยาเสียใจกับคําพูดของผูอ่ืน อยาไปหลงความดีใจ เสียใจกับคําพูดของผูอื่น เพราะเราหลงกันท้ังน้ันใชไหม - ใช ยอมรับ น่ีแหละเปนการหลงอารมณ ครูบาอาจารยทานจะใช อุบายท่ีเปนทางสายตรงท่ีจะสอนเราใหมาตั้งสติ ใหรูตัว พรอ ม รเู ทา ทนั จิตตลอดเวลา เพอื่ ดับทุกข เพื่อปลอ ยทกุ ข ฮ้ึย! มันไมแน ฮึ้ย! มันไมแน ... ไมแนอีก หลวงพอไป ตามลาํ ดับ ๗๐ องค มันไมแ นทั้งน้ัน ทานสอนความเปนจริง ดู ความไมแ น เปน หลกั สัจธรรม ความทุกขเกิดขนึ้ เพราะความไม แนนอน เราพ่ึงอาศัยอะไรไมได มันตองมีความเส่ือมเปนของ ๑๐๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ธรรมดา ความดีใจ ความเสียใจ มันไมแน อยาไปหลงความดี ใจ ความเสยี ใจ อนั นก้ี ็ไมแน มคี วามเปลีย่ นแปลง เวลาแตงงาน อาตมาอยากจะใหมีประเพณีใหม เวลาแลก แหวนกัน ใหเขาไปจารึกไวในแหวนวา “สิ่งอันน้ีจะ เปลยี่ นแปลง” เวลาเราทุกขใ จเรื่องสามี ใหเปดออกดู สง่ิ อันนี้ จะเปล่ียนแปลง สามีทุกขใจเรื่องภรรยา ก็ส่ิงอันน้ีจะ เปลย่ี นแปลง ใหน นั้ นะ เปนตัวสอนนะ “อนิจจงั ” ความไมแ น “อนิจจัง” ความไมแน เปนตัวหลักปญญาที่เราจะตองฝก มัน จะไมเกดิ ดว ยการลอยมา ไมไดเ กดิ จากอนิ ทรพรหมเทพเทวดา เกิดจากการระลึกบอย ๆ การอบรมจิตใจบอย ๆ ไมใหหลงวา มันแนนอน ไมไดหลงวา โลกนี้จะตามใจเรา เราก็ตองดูทุกสิ่ง ทุกอยา งมันไมแน ใหเ รามีความพอใจกับสิง่ ทมี่ ีอยใู นปจจุบนั ใหภาวนา เวลากลับบาน เห็นภรรยา ใหภาวนา พอแลว พอใจแลว สามคร้ัง พอแลว พอใจแลว ใหภาวนาเรื่อย ๆ เวลาเห็นลูก พอแลว พอใจแลว เห็นบานเห็นชอง พอแลว พอใจแลว ไปทีท่ าํ งาน พอแลว พอใจแลว แตกอนเราก็มีแต ความไมพอใจ มันก็ไมใชนิพพิทา ของพระพุทธเจา เปนโทสะ อยู พระพุทธเจา จะใหเ ราเจริญ เจริญทัง้ ชีวติ ของเรา เจรญิ ภาวนา ๔ ประการ กายภาวนา สีลภาวนา จิตตภาวนาและปญญา ภาวนา – ปญญาภาวนานี้ เพื่อแกตัณหา แกอุปาทาน แกปญหาท้ังหลายทั้งปวงในทุกข เพื่อดับทุกขทั้งหลายทั้งปวง เพ่ือพนจากวัฏจักร วัฏฏสงสาร เพ่ือแกตัณหาท้ังหมดใหมาถึง นพิ พานได นเ่ี ราก็ตอ งใชป ญ ญาแกปญหาในชวี ติ ๑๐๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ บทพาหุงพูดถึงอุปสรรคที่สัมมาสัมพุทธเจาเจอในชีวิตของ ทาน ขนาดทานตรัสรูถึงสัมมาสัมโพธิญาณไมใชวาทานไมมี ปญหาเร่ืองโลก เทวทัตพยายามฆาหลายคร้ัง คนใสรายหลาย คร้ังแตทานแกปญหาโดยอรรถโดยธรรม โดยความดีงาม ความถูกตอ ง ความซ่อื สัตยส จุ รติ ๑๐๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ หลวงปบู ุญมี ธัมมรโต วดั ปาศรทั ธาถวาย (วดั ถา้ํ เตา ) ต.หนองออ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี แสดงเมอื่ วันอาทิตยท ่ี ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ณ ศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนาราม ราชวรวหิ าร พรหั มมา จะ โลกาธปิ ะตี สะหัมปะตี กัตอญั ชะลี อนั ธิวะรงั อะยาจะถะ สันตธี ะ สัตตาปปะระชักขะชาตกิ า เทเสตุ ธัมมัง อุนะกัมปมงั ปะชัง (ศิษยานุศิษย) อืม ไมตองแปล ไมตองแปล บางทีแปลกันยืดเย้ือ ไปแหง หนึ่งก็แปลไปอยางหนงึ่ ไปแหงหนึ่งก็แปลไปอีกอยางหน่ึง หลวงพอ ๑๐๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ชอบกะทัดรัดอยางน้ี ทานท้ังหลาย อยาหวังอะไรใหมากก็แลวกัน ถา เราหวงั มากมันจะทําใหเราผดิ หวงั เราถอื ไปเปนสาระไดทุกอยาง ทุกเรื่อง แมแตวันน้ีกําลังจะฟงธรรมะ ไมรูวาทานมหาฯ มาปรารภ อะไรใหฟ งบางก็ไมร ู หลวงพอไมไดย นิ นะ เห็นวาปรารภใหเราฟงวา เม่ือคืน ๓๐๐ กวาคน ๓๐๐ กวาทาน มาเนสัชชิกท้ังคืน ไหน ลอง ยกมือสิ เนสัชชิกเมื่อคืนน้ี โอ นี่กลางเมือง กลางกรุง มีเนสัชชิกท้ัง คืนเนี่ยนะ เราอยูบานนอกบางแหงบางที่ ไมรูคําวาเนสัชชกิ เลย ฮือ คาํ วา เนสชั ชิกเนยี่ มันเปน ธดุ งคนะ มนั เปน ขอ ปฏิบัตเิ พอ่ื ขัดเกลา มี ความสาํ คัญอยู เพราะฉะนั้น ใครท่ีตั้งใจ ที่จะเสียสละที่จะทํา อนุโมทนา กบั ทกุ ทาน แสดงวา ทา นกําลงั กระโดดมาเดนิ อยูบนเสน ทาง ทีท่ ําให ทานขยับ ตรงเขาไป ล่ิวเขาไปสูขอปฏิบัติ เพื่อขัดเพ่ือเกลา และขอ อนุโมทนากับทานผูพาจัดพาทํา มาควบคุมดูแลบอกสอนทุกระยะ ทุกเวลา ทําใหตรงนี้เกิดประโยชน สถานท่ีตรงนี้ เปนสถานที่ที่ บรรพบรุ ษุ ของเรา ต้ังแตเร่มิ ตน ๆ มา เราก็ยังไดยินอยู พวกเราก็ยัง รักษาสืบทอด เจตนารมณ นับตั้งแตนูน พระบาทสมเด็จพระ เจาอยูห ัวรัชกาลที่ ๙ ทานทรงปรารภตรงน้ี ศาลาพระราชศรัทธา ท่ี วัดปทุมวนาราม ตรงน้ี เคยไดย ินมานานแลว แตเราไมเคย มีโอกาส ท่ีจะไดเขามา ไมรูจัก และอาจารยมหาโสฬสทานก็ไปปรารภหลาย ครงั้ นิมนตใหม า มีแตตดิ กบั ติด บางชวงเราไมติด เพิ่นก็ติด บางชวง เพิน่ ไมติด เราก็ตดิ กเ็ ลยมายาก ก็มีวนั นป้ี ลกี เวลามา วาง้ันเถอะ เมื่อเชาก็บิณฑบาต ฉันนูน ท่ีวัดธรรมสถิต เพราะเปนวันที่ เรานัดแนะกัน ทอดผาปาเพื่อสถานีวิทยุเสียงธรรมของหลวงตา วิทยุเสียงธรรมของหลวงตายังอยู ๑๑๙ สถานี ยังอยูทั่งประเทศ ๑๐๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ พวกเราชวยกันดแู ลประคับประคอง เพราะส่ิงเหลา นี้ มันเปนมรดก ธรรมของหลวงตา พวกเราถือเห็นเปนเร่ืองใหญเปนเร่ืองสําคัญ เทากับธรรมเจดียเลยทีเดียว การเทิดทูนบูชาธรรมของครูบา อาจารย ธรรมะสายปา ทั้งนั้นละ ใครรจู กั คลน่ื แลวเปดฟง ๑๐๓.๒๕ เด๋ียวน้ีมันมี ออนไลนไปหมด ใครรูจักหาดู หาฟงเสียงเทศนของ หลวงตา หลวงตาเคยเขา มาแสดงธรรมตรงนี้ ศาลาพระราชศรัทธา วันน้ี ถึงคราวหลวงพอมาบางแลวคราวนี้ เพราะอะไร เพราะทุกอยา งมนั ไมค งท่ี มันเปล่ียนไป เปลยี่ นไป เปลีย่ นไป จากไม เคยรู เคยเห็น ก็ไดเขามารู เขามาเหน็ มาแลวเห็นพวกเราเต็มศาลา โอ! ปล้ืมปติยินดีกับพวกเราท้ังหลาย เล่ือมใสศรัทธา แมแตอยู ทามกลางกรุงแบบนี้ พวกเราไมเสียโอกาส พวกเราไมดอยโอกาส ไมเสียโอกาส พวกเรามีโอกาส เพราะเรามีท่ีฝกฝน ท่ีอบรม สําคัญ ท่ีสุดนะเนี่ย เราตองพยายามมาเพิ่มพูนบุญกุศลเขาสูหัวใจของเรา มันเปน การมาพยุง ภพชาติของเราเอง ใหสูงข้นึ ใหเดน ข้นึ ใหสงู ขึ้น ใหเดน ขึ้น ภพชาติของเราเน่ีย มันคอยแตจะตกต่ํานะ ถาเผื่อเราไม พยายามพยุง ไมพยายามปลูกฝง เพราะมันมีส่ิงตํ่าทราม มันอยูใน หัวใจของเรา มันพาเราไหลลงต่ําอยูในทุกระยะ ทุกเวลา วันท้ังวัน ทั้งคืน ยืนเดินนั่งนอน ถาเราปลอยเวลาใหลวงไปกับสิ่งที่มันพาเรา ไหลลงไปทางต่ํา แสดงวาพวกเราไมตางอะไรกับปลาตาย ลอย ตุบปอง ๆ ไปตามกระแสนํ้า แตถาหากเราพยายาม ปลูกฝงตัวเอง ใหตื่นข้ึน รูข้ึน ใหอยูในทุกระยะ ทุกเวลา เราพยายามทําตัวเหมอื น ปลาเปน ๑๐๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ปลาเปนเน่ีย มันจะพยายามเอาหัวมันลอยทวนกระแสน้ํา อยูเสมอ ถึงมันจะปลอยตัวมันลงไปตามน้ํา เอาหางลงไปก็ได เอา หัวลงไปก็ได มันก็ไมเสียหลัก หมายความวา เราพยายามยกจิต พยุงจิต ของเรา ดวยศีลดวยธรรม พยุง ปลุกใหตื่น พยุงใหสูง ไม ปลอยใหไหลลงในท่ีตํ่า อืม จึงจะเหมาะสมกับเราเปนมนุษยพบ พระพุทธศาสนา ธรรมะในหัวใจของเราน้นั เราจะทําตวั เหมือนปลาเปน เรา จะตองฝาฝน จะตองอดจะตองทน ถาเราไมฝาฝน เราไมต้ังใจอด เราไมตั้งใจทน เราปลอย ไมมีการสํารวม ไมมีการระมัดระวัง ไมมี การฝาฝน มันไมมีอะไรมาตอสูกับกิเลสฝายต่ําที่อยูในหัวใจของเรา เพราะทุกคนเกิดมาตามบุญตามกรรม สิ่งท่ีผลักดันใหเราลงสูท่ีต่ํา ตามบุญตามกรรม ก็คือ กิเลสตัณหา อาสวะ ในหัวใจของเรา พูด ปุบปบข้ึนมา กิเลส ตัณหา อาสวะ กิเลส ตัณหา อาสวะ ทาน พยายามจอหนั ยอ นมาดูทใ่ี จของเรา เราจะเหน็ กิเลสตัณหาอาสวะ ดูไปที่หัวนําของมัน ตัณหา – ความอยาก ความด้ินรน ความทะเยอทะยาน ความไมหยุดนิ่งอยูกับที่ คือใจของเรา ใจ ของเรา จะถูกขับเคล่ือนไปเร่ือย ขับเคล่ือนไปเรื่อยดวยอํานาจ ของ ความอยากคือตัณหา ตัณหาคอื ความอยาก ถาหากมนั อยาก ตามอํานาจของสมุทัย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อยากเพื่อ ความโลภ อยากเพื่อความโกรธ อยากเพื่ออิจฉาริษยา ราคะตัณหา นี่คอื อยากตามอาํ นาจของสมทุ ยั พวกเราเปนพุทธบริษัท พวกเราเปนศิษยมีครู เรามีผูบอก ผูสอน ผูแนะ ผูนํา ผูกลาว ผูเตือน เราจะตองเพิ่มพูนความอยาก ตามอํานาจของมรรค มรรคปฏิปทา เหมือนอยางท่ีเรากลาวถึง ๑๐๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ธุดงค ท่ีเราเนสัชชิกธุดงคกันเน่ีย อันน้ีก็เปนมรรค เปนขอปฏิบัติ เพือ่ ขดั เพื่อเกลา ความอยากเพือ่ มรรค อยากใหทาน อยากรักษาศีล อยากประพฤติธรรม อยากปฏิบัติธรรม อยากไดอรรถ ไดธรรม อยากไดมรรคผล อยากไดนพิ พาน ความอยากอันนี้อันน้ีเปนมรรค เราตองเพ่ิมพูนความอยาก ตามอํานาจของมรรคใหมาก แลวพยายามทําใหตอเนื่อง ถึงจะไม เสียทา เสียทีใหกับมัน แตถาเราปลอยใหอํานาจของความอยาก ตามอํานาจของสมุทัยคือ ตัณหาราคะมาเพิ่มพูนในหัวใจของเรา ความโลภกจ็ ะเพ่ิมพูนข้ึน ความโกรธกจ็ ะเพ่ิมพูนทวขี ึน้ ราคะตณั หา ก็จะเพิ่มพูนทวีขึ้น ไมรูจักจบ เรายอนมาดูพลังสองพลังที่มันมีอยู ในหัวใจของเรา คือ พลังของตัณหา กับ พลังของมรรค เรา พยายามที่จะสะสางชีวิตจิตใจของเราใหเปนไปตามอํานาจของ มรรค โดยเอาศีลมากํากับ โดยเอาธรรมมากํากับ สมถธรรม วปิ ส สนาธรรม เปนเรอื่ งของธรรม ศลี สมาธิ ปญ ญา รวมกนั แลว คือ พระธรรม ท้ังพระธรรม พระวินัย สว นที่เปน มรรคก็คือศลี คือสมาธิ คือปญญา อันนี้ทานยอลงมานะ ถาจะวาใหเต็มที่ก็คือ อริยมรรคมี องค ๘ อริยมรรคมีองค ๘ เกิดขึ้นมาไดอยางไร อริยมรรคมีองค ๘ น้ี เปนความดําริของพระพุทธองคที่ทานทรงดําริวาจะเอาวิธีการ เหลาน้มี าบอกมาสอนพวกเราใหเ ราเดนิ ตามนี้ไป ทา นตง้ั อกตงั้ ใจทํา ตามไปเถอะ เอาเปนเอาตายเขาสูไปเทาไร ทานไมถือวายิ่งเกินไป ทานไมถือวาหยอนเกินไป แตถาผิดจากหลักอันน้ีแลวเน่ีย ตั้งใจทํา จนตาย ทานไมถือวายิ่งจนเกินไป ทานไมถือวาย่ิงเกินไป ถาต้ังใจ ทาํ ตามตณั หาราคะมากเทาไร ทจ่ี ะเปนใหย กจติ เราสงู เดน ข้ึนไมมี มี ๑๐๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมท่ี ๒ แตจะทําใหไหลลงในท่ีตํ่า ตั้งใจปฏิบัติเหมือนอยางท่ีเขาทํา อัตตกิ- ลมถานุโยคเน่ีย ทรมานตนมากนอยเทาไรก็ตาม ทําจนตายไมรูวา จะไดอะไร เราไมทราบวาจะไดอะไร ทรมานรางกายแตวาตองการ ธรรมะใหเกิดข้ึนท่ีหัวใจ เราฟงดูเหตุ ดูผลแลว มันขัดแยงกันแลว ทรมานกายแตตองการธรรมะใหเกิดข้ึนที่ใจ ธรรมะที่เกิดข้ึน คือ อะไร รูไมได เขาใจไมได เปนแตเพียงการจําและก็ทําตอ ๆ กันมา เทา น้ันเอง น่ี ลัทธิอัตตกิลมถานุโยค เพราะฉะน้ัน พระพุทธเจาทาน ทรงเอาพระธรรมคําสอนของพระองคมาเผยแพร มาบอก มาสอน ถาปลอยใหเขาเดินตามหลัก กามสุขัลลิกานุโยค ประพฤติตาม อํานาจของความชอบใจ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เหมือน เราอยูอยางไมมีศีลไมมีธรรม ทําตามอะไรดวยตามอํานาจความ พอใจ ท่ีเรียกวา ทําตนใหเปน กามสุขัลลิกานโุ ยค ประกอบตนพวั พัน ในกาม ลุอํานาจแกกาม ปลอยเนื้อปลอยตัวตามอํานาจของกาม ความใคร ความอยาก ความกําหนัด ความยินดี ความตองการไม รูจักจบ ไมรูจักส้ิน น่ี กามสุขัลลิกานุโยค ในเม่ือเราทําตัวอยางนั้น มันก็ไมตางอะไรกับเราทําตามกระแสของโลก ทําตามกระแสของ กิเลสฝายต่ํา มันพดั ผันหวั ใจเราใหต กตํา่ ไปอยเู รือ่ ย ไมรูจักจบ กามสุขัลลิกานุโยค ทําตนใหเหน็ดเหนื่อยเปลา ทรมานตน ใหเหน็ดเหน่ือยเปลา เพราะฉะนั้น พระองคจึงทรงตรัส หนทางน้ี เปนหนทางสายกลาง ในเมื่ออันหน่ึงมันหยอนเกินไป อันหน่ึงมันตึง เกินไป ในแงของการอุปมาอุปไมย มันจะตองมีทางสายกลาง – มัชฌมิ าปฏิปทา เหน็ ไหม สรุปลงมา กค็ ือ ศีล สมาธิ ปญญา ๑๑๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ศีล พวกเราก็สมาทานไปแลว ศีล ๕ บางคนก็มี ความสามารถ สมาทานศีล ๘ ได ศลี ๕ ก็ตาม ศีล ๘ กต็ าม ศลี ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระเจาพระสงฆเราก็ตาม เปนขอปฏิบัติเพ่ือสงบ ระงบั ดับปลายเหตุของตัณหาเทาน้ัน สงบระงับดับปลายเหตุ เพราะ ปลายเหตุของตัณหาคือ พฤติกรรมท่ีกาย พฤติกรรมที่วาจา กิเลส ตัณหามนั ดีดดน้ิ อยูในหัวใจ เหมอื นอยางมันนึก นึกรัก นกึ ราคะ นึก ตัณหา นกึ อยูน ั่นละ ในหวั ใจ พอนึกถงึ ขีดถึงข้ันเสียแลว มนั กท็ ะลัก ออกมาทางกาย พอนึกถึงขีดถึงขั้น มันก็ทะลักออกมาทางวาจา มัน จะทะลักออกมาทางกาย ออกมาทางวาจา พระพุทธเจาทานถึงให เอาศีลมากํากับ มาสงบมาระงับไมใหมันแสดงออกมาทางกาย ถา ปลอยใหม ันทะลกั ออกมาทางกาย มนั ตกผลกึ ออกมาเปนกายกรรม วิบากตามมา ก็คือ วิบากกรรม กายกรรม นึกมาก คิดมาก นึกไปนึกมา นึกมานึกไป ถึงขีดถึงข้ัน ทะลักออกมาทางวาจา เอา วาจามาพูดเปน วจีกรรม ตกผลึกเปนวจีกรรม มีวิบากเปนวจีกรรม มันทะลักออกมานะ กริยาของกิเลสตัณหามันทะลักออกมาทาง กายกรรม ใหเราแสดงกรรมออกมาทางกาย แสดงกรรมทางวาจา ถาเราตั้งใจรักษาศีล แคศีล ๕ ขอ ขอใหเรามีความบริสุทธิ์อยูในข้ัน ของศีล ๕ ทานก็ถือวาเปนผูมีความบริสุทธิ์ ตั้งใจปฏิบัติอยูในนี้ แหละ เจริญใหไดตามหลักกรรมบถ ศีลในกรรมบถท้ัง ๑๐ ให ละเอียดอยูไดตามน้ี ทานถือวาพฤติกรรม ท่ีกายกรรมของเราถือวา บริสุทธ์ิ สามารถมองเห็นกรรมของตัวเองบริสุทธิ์ มองเห็นความ บริสทุ ธด์ิ ว ยกรรมดวยตวั ของตวั เราเอง กรรมของเรา เราจะบริสุทธ์ิไดอยางไร เราจะดูออกได อยางไร เราตองดูมาอยางน้ีแหละ เราไมตองไปดูเบื้องหนา ๑๑๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ เบ้ืองหลัง เราเกิดมามีวิบากกรรมมาอยางไร เราไมตองไปดู เพราะ ส่ิงที่ลวงมาแลว แกไขอะไรไมได ส่ิงที่จะเปนไปขางหนาก็ทําอะไร ไมได เรามาสํารวมระมัดระวังอยูในปจจุบัน เพราะฉะนั้น ระวัง กายกรรมดว ยการตั้งใจ รักษาศีล ศีล ๕– ไมฆาสัตว ไมล กั ทรพั ย ไม ประพฤติผิดในกาม ไมพูดเท็จ ไมพูดหยาบ ไมพูดสอเสียด น่ี ก็ รักษาดวยศีล – ศีลขอ ๔ นะ และที่สําคัญก็คือ ศีลขอ ๕ นะ ศีลขอ ๕ ไมด มื่ นา้ํ เมา ดื่มนํ้าเมา มันเกี่ยวของกับอัตภาพ รางกายของเรา พอใส เขาไปแลว รางกายของเรามันเมา พอเมาแลวมันขาดสติ ตรงที่ขาด สติน่ีแหละ คือตัวสําคัญท่ีสุด อยาลืมวาพวกเราทุกทานทุกคน พอทีจ่ ะเปนผเู ปน คนได เพราะวาเรามีสติ ถาหากเราขาดสติปบ มนั เปนเหตุ ศีลขอ ๑ เราก็ขาดงาย ขอ ๒ ก็ขาดงาย ขอ ๓ ก็ขาดงาย ขอ ๔ ขอ ๕ มันก็ขาดงาย ถาหากเราขาดสติ คนที่ไมมีสติอยาง เต็มที่ เขาเรียกวาคนบา – คนบาคือคนวิกล วิกาล ไมมีสติ – ตั้งใจ ท่ีจะนึก ตั้งใจที่จะคิด ตั้งใจที่จะทํา ที่จะอะไรตออะไรก็ตาม ไมเปน ลําดับ ไมเ ปนขน้ั ไมเปนตอน ทําไปสะเปะสะปะ ตามอํานาจของสติ ทม่ี ัน ผลบุ ๆ โผล ๆ ผลบุ ๆ โผล ๆ สตไิ มส มบูรณ คนบา หากสักแตวา มีความรู ท่ีทําลงไป ผิดหรือถูก ชอบหรือไม ชอบ ไมรูจัก นึกได คิดได ทําได สะเปะสะปะ เหมือนสัตวทั่ว ๆ ไป แตมนุษยเปนสัตวที่มีความนึกคิดชัดเจนละเอียด เกี่ยวกับเรื่องการ ต้ังอกต้ังใจ สรางสติขึ้นมาใหกับตัวเอง การเปนผูมีสติ ถาหากด่ืม น้ําเมาแลว ทําใหเราขาดสติ เรากินเบียร พอไมใหมันเมาไดไหม เบียรมันเมาหรือเปลานอ หลวงพอก็ไมเคยดื่มนะ เบียรเนี่ย มันเมา หรือเปลา หรือมันตึง ๆ แตเรารูวาสิ่งเหลาน้ี เสพแลวมันติด ลอง ๑๑๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมท่ี ๒ เสพ ลองดสู ิ ติด เอา ! วันนี้ ดืม่ เบียรหรอื ยัง นกึ ไปนึกมา นกึ เหน็ แลว ไปหามา นึกเห็นแลว ไปหามา คร้ังละกระปอง สองกระปองอยางน้ี น่ี มนั ตดิ นะ ไมเมาก็ตาม สุรา เหลาเน่ีย น้ําดองของเมา เรารูวาเปนน้ําดองของเมา เราเปนชาวพุทธ เรารูวาอันน้ี มันเปนน้ําดองของเมา กินไปแลวเมา เราเอามาใสปาก มันไมเมาก็ตาม ศีลเราขาดแลว ไมตองไปตอรอง กับทานดอกนะ หลวงพอ ไปเยอรมนั ชาวเยอรมนั ส่งิ ที่เดนของเขาก็ คือเบียร เบียรเ ปน ของเดนของเขา มันเปน เมืองเบียร เบยี รกนิ แลว ไมเมา กินแลว กินตึง ๆ ไดไหม ศีลไมขาด เขาไปตอรอง บอกกิน เบียร พอไมใหมันเมาไดไหม ถาเรารูวามันจัดเปนประเภทนํ้าเมา แลว พอเราเขาปากปบ ศีลก็ขาด ศีลก็ขาด ความรูสึกอยูในใจของ เราวา ศีลของเราไมบรสิ ุทธิ์ ศีล ๕ เราตัง้ ใจมีศลี ๕ ใหบริสทุ ธ์ิ สามี ภรรยาก็อยูดวยกันอยางเปนผาสุก สังคมของเราก็อยูดวยกัน อยางเปนผาสุก ชีวิตของเราปลอดภัย ทรัพยสมบัติของเรา ปลอดภยั ความเปน สามีภรรยาคคู รองของกันและกัน กป็ ลอดภัย วาจาคําพูดไมมีซุก ไมมีซอน ไมมีบิด ไมมีเบี้ยว ทําใหเรา ความ เปนอยูของเรานั้นปลอดภัย รวมถึงไมมอมเมาใหเราขาดสติ เปน เหตุใหเราตองพล้ังเผลอ ขาดสติ แลวก็ หลงเพลินทําไป กับส่ิงที่ทํา ใหเราตองเสียหาย ทางกายกรรม ทางวจีกรรม เราจะเห็นฤทธ์ิเดช ของตัณหาในหัวใจของเรา ตัณหาในหัวใจของเรา มันเกิดขึ้น มัน เกดิ ขน้ึ ท่ีไหน มันเกิดขน้ึ ทีใ่ จ สมุทัย สมุทยั เราพูดอยางน้ี เราเขาหลักอริยสัจ ๔ เลย พวกเราจะได เขาใจกัน เพราะอันน้ี คือ หลักที่พระพุทธเจาทานทรงเอามาตรัส เอามาแสดงเปดเผยใหกับพวกเรา ขออรรถ ขอธรรม อริยสัจทั้ง ๔ ๑๑๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ เปนขออรรถ ขอธรรมที่ใหพระองคสมบูรณ เปนสัมมาสัมพุทธะ พระองคทรงไดชื่อวา สัมมาสัมพุทธะ เปนผูตรัสรูเองโดยชอบ ก็ เปน เพราะ พระองคหนั เขามาหลักเหตุผลอนั นีเ้ อง อยาลืมวา อรยิ สัจ ทั้ง ๔ พระพุทธเจาทรงตรัสมี “เหตุ” กับ “ผล” เทา น้ัน เหตอุ นั หนึง่ นําทุกขนําโทษมาให เหตุอันหนึ่งพอเราตั้งใจปฏิบัติตามน้ันแลว สงบระงับดับเหตุใหเกิดความทุกข เหตุอันหนึ่งสรางทุกข เหตุ อันหนง่ึ สงบระงบั ดบั ทุกข อะไรคือทุกข ความทุกขก็คือ อัตภาพรางกายของเรา รางกายของเราเปนกองทุกข รางกายของเราเปนกอนทุกข จิตใจ ของเราก็เปนกองทุกข จิตใจของเราก็เปนกอนทุกข รางกายของเรา เปนกอนทุกขไดอยางไร รางกายของเราเปนกอนทุกขไดก็เพราะวา รางกายของเราตกอยูในภาวะของความไมอยูกับท่ี ตองเปล่ียนไป ไมอยูกับท่ี ตองเปลี่ยนไป พระพุทธเจาทานทรงตรัสวา ทุกขัง เปลี่ยนไปเปน อนิจจัง ภาวะของอนิจจัง ของทุกขัง มันมากํากับที่ กายกรรมของเรา พฤติกรรมคือกอนกายของเรา เพราะกอนกาย ของเรามันเปนกองสังขารกองหน่ึง จิตของเราก็เปนกองสังขารกอง หนึ่ง จิตของเรากเ็ ปนกองสังขารไดอยางไร ขึ้นช่อื วา กองสังขาร คือ สิ่งปรุง สิ่งประกอบตั้งแต ๒ สิ่งเปนตนไป มารวมกัน ทานเรียกวา กองสังขาร รางกายของเรา เราดูเถอะ พระพุทธเจาทานแยกแยะ ธาตุ ดิน ธาตุนํ้า ธาตุลม ธาตุไฟ สวนประกอบเยอะแยะมากมายอยูใน นนั้ เราตอ งการดูใหชัดเจน เราดขู า งหนา สํารบั กับขาวเรา เวลาเรา จะทานอาหารอะไรลงไป ดู มีอะไรบาง น่ันแหละ ของรวม ของ ประกอบใสเขาไป รางกายของเรา โดยหลักใหญ ๆ พระพุทธเจา ๑๑๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ ทานก็ทรงตรัส ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุลม ธาตุไฟ มีประจักษพยานให เราดไู ด ธาตุดนิ เอบิ อาบ ธาตุดินแข็งๆ ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้าํ ๑๒ เปน ขน เปนเล็บ เปนฟน เปนหนัง อยางน้ี ธาตุน้ํา – นํ้าดี น้ําเสลด นํ้าเหลือง นํ้าเลือด รวมไปแลวอาการ ๓๒ – ๓๒ อยาง เฉพาะธาตุ ดินกับธาตุน้ําเทานั้นเอง ๓๒ อยาง นี่คือสิ่งปรุง สิ่งประกอบมันมา รวมกัน ทา นจึงเรยี กวากองสังขาร ข้ึนชื่อวากองสังขาร มีสามัญลักษณะอยูในน้ัน คือ มี อนิจจัง มีทุกขัง มีอนัตตา เราหมุนเขามาตรงนี้ซะ พวกเราจะได เขาใจถึงหลัก ถึงแกนของธรรมะ ท่ีพวกเราจะฟง ใหไดสบายใจ พอ พวกเราต้ังใจปฏิบัติ ถึงข้ันวาเนสัชชิก เนสัชชิก จิตใจของเราก็ตอง หมุนพอสมควร ไมงั้นเราจะอยูไมไดดอก อยูทั้งคืน มันงายท่ีไหน ลองไปทํา ลองดูซิ ใครอยากจะอยูท้ังคืนไดสะดวกสบาย การท่ีเรา จะอดนอนได เราจะตองผอนอาหาร พวกเราอยูวัดปา พวกเรารูดี พวกเราเขาใจดี เร่ืองเหลาน้ี ใครอยากอยูไดท้ังคืน จะตองผอน อาหาร ผอนอาหาร ๑ วัน เราไมไดแคผอนนะ เราอดเลย ไมฉัน อาหาร ฉันแตน้ําปานะ ฉันแตอะไรไป ไมฉันอาหาร ๑ วัน ๒ วัน รางกายเบาแลว กลางคืนอยูไดสบายเลย ไมมีความงวงมาทับถม หัวใจ ทานท้ังหลาย ไปขบฉันตามสะดวกสบายนะ ๒ มื้อ ๓ ม้ือ แลวก็ตองการอยูมันท้ังคืน ทรมานมาก เพราะความงวงเหงา หาวนอนมันทับถมหัวใจเรา ความทุกขอยางหนึ่งท่ีเกิดขึ้นในหัวใจ ของเรา ในระหวางท่ีเราอดนอนเนี่ย ทุกขมากขนาดไหน เราดูไป เถอะ เรารูอยูแกใจ ทานท้ังหลายท่ีผานไปแลวนะ ถาหากไมมีอะไร ไปกระตุนไปเตือนไปเราในหวั ใจเรา เราจะทุกขมาก ในหัวใจของเรา ๑๑๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ คือส่ิงเหลาน้ีแหละ มันเปนสวนประกอบเขาไปในอัตภาพรางกาย ของเรา รางกายของเราจึงเปนกองสังขาร จิตใจของเราก็เปนกอง สังขาร ส่ิงสองสิ่ง ต้ังแตสองส่ิง เปนตนไป ทานเรียกวากองสังขาร จิตใจเปนกองสังขาร กองสังขารอะไรบาง เราก็ดูสิ จิตสังขาร จิตต สังขาร จิตตสังขารของเรามันหยุดน่ิงไหม มันอยูกับที่ไหม มันไม เคยหยุดอยูกับที่ ถาจะพูดวาเปลี่ยนแปลงจากทุกขัง ไปเปนอนิจจัง จิตนี่แหละ มันเร็วที่สุด รางกายของเราอยูในสภาพเดิมไมได ตอง เปล่ียนไป จิตใจของเราก็อยใู นสภาพเดิมไมได ตองเปล่ียนไป ตาง คนตา งเปนกองสังขาร เพราะฉะนนั้ สภาพใดก็ตามที่เปนกองสงั ขาร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีอยูในน้ัน ซ่ึงเปนสัจธรรมที่ทานใหเรา พยายามพจิ ารณาใหรู ใหเหน็ ใหเ ขาใจ จะไดเ ขด็ จะไดห ลาบ จะได ไมน่ิงนอนใจ จะไดคล่ีคลายจากการยึด จากการถือ จากการเกาะ อยา งเหนยี วแนน ม่นั คงในหัวใจของเรา ถาเราไมพ ยายามพจิ ารณาใหเหน็ ทุกข เห็นโทษอยางนี้ เรา จะคล่ีคลาย คลายจากความรัก คลายจากความยึด คลายจากความ ตดิ คลายไมไ ด แตถาเขาไปรู เขาไปเห็น ดวยขอ ปฏิบตั ขิ องเรา ดวย สติ ดวยปญญา ของเรา มันจะคล่ีของมัน มันจะคลายของมัน จากนัน้ ก็เบือ่ หนาย คลาย จาง สงิ่ ท่เี ราเบอ่ื ส่ิงทีเ่ ราหนา ย ส่งิ ทีเ่ รา คลาย สงิ่ ทีเ่ ราจาง โอกาสทเ่ี ราจะยึดมา มไี หม – ไมมี เพราะเราเห็น ทุกข เห็นโทษของมัน การท่ีเราต้ังใจปฏิบัติธรรม อยาลืมวาเราตั้งใจปฏิบัติเพ่ือรู ขนั ธท ัง้ ๕ ขนั ธท ง้ั ๕ ไมใ ชเรา ไมใ ชข องของเรา ไมใชป ฏิบตั เิ พื่อเอา ขันธ ๕ แตตั้งใจปฏิบัติ เพ่ือเอาความรูสัจธรรมจากขันธทั้ง ๕ เพ่ือ ๑๑๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ เขามาเห็นทุกข เห็นโทษของอัตภาพรางกายของเรา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รางกายของเราอยูไมเทาเดิม เราระลึกยอนต้ังแต เดี๋ยวนี้ ยอนเขาไป ยอนเขาไป ยอนเขาไปจนถึงในทองแมเรา เรา ลองนึกลองดซู ิ เด๋ียวนี้เราอายุกันคนละเทาไร ๕๐ ป ๔๐ ป ๓๐ ป ๒๐ ป ระลึกยอนเขาไปจนถึงวันคลอด ระลึกไปจนถึงในทองแม ระลึกไป จนถึงปฏสิ นธิในทองแม นํ้าใส ๆ อยูในทอ งแม หลังจากไปประกอบ กันเปนกองสังขาร กองสังขารพอ กับกองสังขารแม ไปประกอบกัน ในทองแมแลว อยูเทาเดิมไหม ไมเคยอยูเทาเดิมเลย จะเปล่ียนไป เร่ือย เปลี่ยนไปเรื่อย ๒ วัน ๓ วัน ๗ วัน เปลี่ยนไปเร่ือย เปนน้ําใส เปนน้ําแดง ๆ เปนนํ้าเลือด เปนกอนเลือด เปนกอนเนื้อ เปนปญจ- สาขา พฒั นาตัวเอง ไมเ คยหยดุ น่ิงอยูกับท่ี ข้นึ ชอ่ื วา โรงงาน โรงงาน เขายังมีการเปด มีการปด แตโรงงานคือ กองสังขารน้ี ต้ังแตไป ปฏิสนธิในทองแม ไมเคยหยุด แมแตในขณะจิตเดียว ความไมหยุด น่ิงอยูกับท่ี ตามหลักอริยสัจท้ัง ๔ พระพุทธเจาทานทรงตรัสวา น่ี แหละ ทุกขัง ทุกขัง ความไมทนอยูในสภาพเดิม พยายามพิจารณา และทําจติ ระลึกใหเปนขออุปมา ใหเ กดิ เหตุ เกดิ ปจ จัยอยูขางใน จะ ทําใหเราเขาใจเรอ่ื งเหลา นดี้ ี พอเวลาเราต้ังใจ เราพยายามยอ นนกึ เขา ไปในนนั้ มนั ไดขอ ปฏิบัติ ใจของเราไปหมุนอยูในนั้น มันไดทั้งสมาธิ มันไดท้ังปญญา มนั ไดท้งั แนวทาง มนั จะเร่มิ เหน็ มนั จะเริ่มเห็นตัวมนั มันจะเร่มิ เห็น เงาของมัน เร่ิมเห็นตัว เห็นตนของมัน เห็นตัว เห็นตนของตัณหา เห็นเงาของตัณหา เห็นตัว เห็นตนของตัณหา กริยาท่ีมันกระดุก กระดกิ พลิกแพลง แสดงทางกายกรรม ทางวจีกรรม ทางมโนกรรม ๑๑๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ แตละอยาง แตละอยาง เปนเหตุนํามาสูใจ ทําใหใจเราเศราหมอง สภาพอนั นั้น ทา นเรยี กวา กิเลส กเิ ลส กไ็ ปจากตัวเดียวกนั น่แี หละ กิเลสแปลวา สภาพที่ทําใหใจเราเศราหมอง ความโกรธ แสดงความโกรธออกมาแลว ทําใหใจเราเศราหมอง แสดงความโลภ ทาํ ใหใจเราเศราหมอง ราคะตณั หา ดูไปทใี่ จของเรา ใจของเราเศรา หมอง ใจของเราจะผองใสได ใจของเราจะตองสงบระงับจากสิ่ง เหลานี้ ใจสงบระงับจากสิ่งเหลาน้ี ใจของเราถึงจะผองใส จิตเริ่ม สงบ จิตเริ่มผอง จิตเริ่มใส จิตผองใส คือจิตสงบ ถาจิตไมสงบ จิตมีความโลภ จิตมี ความโกรธ จิตจะไมผองใส ท่ีเรียกวา จิตมีมลทิน จิตมีกิเลส กิเลส สภาพทีท่ ําใหใจเราเศรา หมอง มันก็มาจากตัวตณั หาตวั เดยี ว ตณั หา เราคิดวามันจะมีตัว มีอะไร ใครปอนมาใหเรา ไมมี หากมันเกิดข้ึน จากพฤติกรรม จากจิตของเรา เพราะเราสะสมกันมาก่ีกัป กัลป ก่ี บุพชาติมาแลว เราไมรูจัก เกิดภพไหน ชาติไหนมันก็ส่ังสมมาอยู อยางน้ี มันก็สั่งสมมาอยูอยางนั้น ยิง่ เราไปเกิดเปนสตั วอยางเนี่ย ไม มีโอกาสที่จะฝกฝนอบรมธรรมะ เราจะไดเอาอะไรมาเปนขอปฏิบัติ ไมมี มันก็ส่ังสมความโลภ สั่งสมความโกรธอยูในนั้นแหละ จนเปน เหตุใหเกิดความโลภจัด เปนกองกิเลสกองหนึ่ง เราตองมาแกตาม ยากมาก เกิดความโกรธเพราะอะไร เพราะมันไมถูกใจ มันก็แปลก เหมือนกันนะ มนุษยเราเนี่ย หลักธรรมชาติในใจของเรา คือผูรูของ เรา ไปสัมผัสของบางสิ่ง บางอยาง จะเปนรูป เปนเสียง เปนกล่ิน เปนรส เปนสัมผัส ก็ตาม เวลาไปสัมผัสแลว มันเกิดความรูสึก เกิด ความรูสึกสุข เกิดความรูสึกชอบใจ พอใจ มันก็ยึดเขามา ยึดเขามา ๑๑๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ แลว ก็คอื พวกเราติดความสุข บางอยา งมนั ไปสมั ผัส จะเปน รูป เปน เสียง เปนกลิ่น เปนรส เปนสัมผัส ก็ตาม มันไปสัมผัสแลว มันไม พอใจ มันไดรับความทุกข ไดรับความไมพอใจ มันก็ผลักออกไป เปนเหตุใหเกิดความโกรธ ความไมพอใจ สะสมอยูอยางน้ันจนเปน กิเลสกองใหญ ก็ตองตามลาง ตามแกยากมาก นี่ ที่ไป ท่ีมาของ ความโลภ ความโกรธในหัวใจ ของเรา เราพัฒนามากี่กัป กี่กัลป ก่ีบุพชาติ เราไมเคยทราบ เรา พจิ ารณามาตรงน้ี เราจะรจู ักท่มี าของมัน รจู ักทีอ่ ยขู องมนั และรูจัก ที่ไปของมัน ท่ีมา ท่ีไปของมัน คือมีอยูอยางน้ี เปนอยูอยางนี้ จิตใจ ของเราเปนกองสังขาร เพราะ เพราะมีอะไร เพราะมีจิต คือผูรู คือ ธาตุรู แตธาตุรูของเราไมบริสุทธิ์ ไมบริสุทธ์ิเพราะอะไร เพราะมี กิเลสปนเปอนมา กิเลสปนเปอนมาเพราะพฤติกรรมของตัวเอง สรางมาทกุ ภพทกุ ชาติ สรางมาทกุ ภพทุกชาติ จนแข็ง แข็งกรา วเปน กเิ ลสตัณหาอาสวะ ประจาํ อยูในหวั ใจของเรา แลวเราตองการจะแก จะชะลางออก แกออก ชะออก ลางออก ยากมาก แมแต พระพุทธเจาของเรา ศึกษาเพื่อจะใหรูขอปฏิบัติเหลานี้ โอย ตอง สรางบุญญาบารมีเทาไร ๔ อสงไขย แสนมหากัป กวาจะไดตรัสรู กวา จะไดร ู กวาจะไดต กผลึก ถงึ ขอปฏิบัตเิ พ่ือชะลางสิง่ เหลานี้ไปได กวาจะไดเห็นสัจธรรม แจมแจงชัดเจนดวยพระญาณ อาสวักขย- ญาณของพระองค ดูสิ มันงาย มันยากขนาดไหน สั่งสมอบรมมา ก่ีกัป ก่ีกัลป ก่ีบุพชาติมา ก่ีอสงไขยกัป นับไมถวน พระพุทธเจาทานสรางบารมี มานะ กวา จะไดบรรลุ เสยี สละ ก็เสียสละ เสียสละมากมายมหาศาล เราดูท่ีบารมีท้ัง ๑๐ ท่ีพระพุทธเจา พระองคทานทรงบําเพ็ญมา ๑๑๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ไมใชแค ๑๐ นะ เปนบารมี เปนประเภทบารมี อุปบารมี ปรมัตถ ปารมี เรายกตัวอยาง เชนอยางการใหทานน้ี ใหทานวัตถุนอกกาย ส่งิ ทีม่ คี ุณคา มาก ใหจ นหมด ไมม ีอด ไมม อี ัน้ น่ีเปนแคท านบารมี ให เพชรนิลจินดา ใหแกวมณี ใหของมีคา ใหแมกระท่ังแผนดิน ถือวา ใหของนอกกาย นี่เปนไดแคท าน ทานบารมี พระพุทธเจาทานทําทานอุปบารมี ใหอวัยวะเปนทาน ให อวัยวะเปนทานในยุคของพวกเรา เราพอจะเห็นไดบาง เชน อยาง สามีภรรยาคูหนึ่ง สามีเขาไตวายท้ัง ๒ ขาง ภรรยาเขาเน่ีย ไตดีทั้ง ๒ ขาง สละขางหน่ึงใหกับสามี เอาไตท่ีดีขางหน่ึงของภรรยาไปใส ใหกบั สามี ทาํ ใหม ีชวี ิตอยดู ว ยกันได อันนี้ เขาเรียกวา ใหอ วยั วะเปน ทาน เราพอจะมองเห็นแคน้ี แตพระพุทธเจาทานทรงทํามากกวานี้ ใหชีวิตเปนทาน ใหชีวิตเปนทาน สมัยพระองคเปนกระตาย ไปดู ในสสปณฑิต ทานพูดเอาไวนะวา โดดเขากองไฟใหเปนอาหารของ ฤาษี เสียสละชีวิตใหเปนทาน โดดเขากองไฟเปนอาหารของฤาษี สมัยพระองคเปนดาบส บําเพ็ญเปนดาบสอยูในปา เสือแมลูกออน กําลังจะกินลูกมัน โดดไปใหเสือกิน อยางนอยก็ชวยลูกมันไดตั้ง หลายวาระ น่ี ใหชีวิตเปนทาน แลวสัตวเดรัจฉานเสียสละใหสัตว เดรัจฉานก็ตาม แตวามันย่ิงใหญดวยจิตใจของเรา รางกายของเรา เสียสละไปแลวเกิดประโยชนกับคนอื่นกับสัตวอ่ืนแน เสียสละชีวิต เปนทาน นอกจากน้ัน เสียสละเก่ียวกับเรื่องอยางอ่ืนอีกมากมาย มหาศาล พระพุทธเจาทานทําได เพราะฉะน้ัน พระชาติของ พระองคท่ีอุบัติมาเปนเจาชายสิทธัตถะ เปนพระชาติท่ีสมบูรณ บริบูรณ เต็มเปยมสมบูรณ ไมมีอะไรบิ่น ไมมีอะไรขาดตกบกพรอง ๑๒๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ เปนผูชนะเด็ดขาดหมดทุกส่ิงทุกอยางแลว ไมมีอะไรขาดตก บกพรอง เพราะฉะนั้น พวกเราไดยิน พระพุทธเจาประสูติวันเพ็ญ เดือน ๖ ตรัสรูวันเพ็ญเดือน ๖ ปรินิพพานวันเพ็ญ เดือน ๖ แสดง ธรรมจักรฯ วันเพ็ญเดือน ๘ แสดงจาตุรงคสันตนิบาต - มหาจาตุ รงคสันนิบาต วันเพ็ญเดือน ๓ ทานพูดถึงแต วันเพ็ญ วันเพ็ญ วัน เพญ็ เปรียบประหน่งึ เหมอื นบอกใหเรารวู า พระพุทธเจา เปนคนเต็ม เปยมสมบูรณ บริบูรณ ไมมีอะไรขาดตกบกพรอง แมแตความ บําเพ็ญอยูในปาของพระองค อยาไปคิดวาจะไมมีส่ิงใดคอย ชวยเหลือพระองค มันมีสิ่งคอยชวยเหลือพระองคเต็มไปหมด อยา ลืมวาพระพุทธเจาทานเปนเทวดามากอน กอนทานจะมาอุบัติเปน เจาชายสิทธัตถะ ทานเปนเทวดา - เทวดาไปอาราธนาเทวดามาให ตรัสรูเปนพระพุทธเจา เพราะฉะนั้น เทวดาท้ังหลายเขาก็ตามดูแล หอ มลอมหมด ถาเราคิดแบบพวกเรา ทานจะอยูไดยังไง อยูในปา อยูใน เขา ส่ิงปกคลมุ หุม หอ อะไรก็ไมมี อยูกลางแดด อยูกลางฝน อยกู ลาง ยุง กลางมด กลางปลวก กลางอะไรตออะไร ถาเทียบอยางพวกเรา ลองไปน่ังอยูในท่ี ท่ีมีปาไมชุกสักหนอยนึง อูย ยุงมารุม อยูไดไหม พระพุทธเจามีสิ่งปองกันใหพระองคไดหมด ทําไมพระองคจะอยู ไมได พระองคไปไหน เสด็จดวยพระบาทเปลา เสด็จดวยพระบาท เปลา พระองคอยูเหนือช้ันหมดทุกส่ิงทุกอยาง ในบรรดาส่ิงท่ีจะ คอยตามอํานวยความสะดวกใหกับพระองค น่ีคือ พระพุทธเจา บําเพ็ญ ต้ังใจบําเพ็ญมาถึงขนาดนั้น ถึงข้ันน้ัน ถึงระดับน้ัน กวาจะ ไดวิชาการความรูเหลาน้ี ใหเรารูจักวา รูปสังขาร นามสังขาร กวา ๑๒๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมท่ี ๒ จะเอาสิ่งเหลาน้ีมาสอนใหกับพวกเรา พยายามสอนใหพวกเรารูจัก เร่ืองของตณั หาในหัวใจของเรา ตัณหามันมากับธาตุรู คือใจของเรา อยาลืมวาใจของเรา คือ ผูรู คือ ธาตุรู คือ ใจ คือ มนายตนะ คือ มโนธาตุ คือ วิญญาณ ธาตุ สรุปแลวก็คือ ธาตุรู ซึ่งเปนศูนยกลางของมัน รวมอยูในนั้น ท้ังหมด ธาตุรู ธาตุรู มีประจําอยูด้ังเดิมในโลก ธาตุไมรู ดิน น้ํา ลม ไฟ มันก็มีอยูประจําดั้งเดิมในโลก พวกเราท้ังหลาย สัตวทั้งหลาย เอาของท่ีมีอยูดั้งเดิมในโลกมาเกิด ธาตุรูของเราเน่ีย คือใจของเรา เนี่ย คือธาตุรู แตมันอุบัติมาพรอมกับความไมบริสุทธิ์ในตัวของตัว มนั เอง เบือ้ งตน ไมปรากฏ พระพุทธเจาทานไมทรงตรัสวา สิง่ นูนทํา สิ่งน้ีทํา เกิดข้ึนจากส่ิงนูน เกิดขึ้นจากสิ่งนี้ แตหากพัฒนามาดวย พลังของตัวเอง ก่ีกัปกัลป กี่บุพชาติ พัฒนามาอยูอยางน้ี ไมจบไม ส้ิน เหมือนอยางภพชาติของเรา แตละคน แตละทาน เน่ีย ไมใชวา เราเพิ่งมาอุบัติในอัตภาพน้ี สองอัตภาพนี้ ไมใช ถาเราระลึกได เหมือนอยางพระพุทธเจา ยอนหลังกลับไป โอย ไมมีจุดจบ ไมมีที่ จบ กี่กัป ก่ีสังวัฏฏกัป ก่ีวิวัฏฏกัป ก่ีสังกวิวัฏฏกัป ระลึกยอนหลงั ไป ไมร ูจ กั จบ ไมรูจ ักสิ้น เกดิ -ตาย เกิด-ตาย เกิด-ตาย เกดิ -ตาย หากมันพัฒนาไปตามอํานาจของสังขาร ข้ึนช่ือวากอง สังขาร มันไมคงท่ี มันเปล่ียนไป เปลี่ยนจากที่ต่ําเปนที่สูง เปล่ียน จากที่สูงเปนที่ตํ่า กองสังขาร คือจิต คือนามธรรม คือผูรู ก็พัฒนา พฤติกรรมที่จิตเหลานี้ พัฒนาคืออะไร ก็คือพฤติกรรม พฤติกรรมที่ กาย คือเกิดมีรูปธรรม มีนามธรรม พฤติกรรมท่ีกาย ที่วาจา ท่ีใจ พฤติกรรมของผูรู ผนู กึ ผูคดิ เอง อยา ลมื วา พฤตกิ รรมของกายท่ีเรา ก็ตาม ท่ีวาจาของเราก็ตาม ที่ใจของเราก็ตาม หากมันลวงไปแตละ ๑๒๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ ขณะ แตละขณะ แตละคร้ัง แตละครั้ง แลว ไมใชหายสูญท้ิงไปเฉย นะ ตกผลกึ เปนวบิ ากกรรม ตกผลกึ เปน วบิ ากกรรม เพราะฉะนนั้ เราดกู รรมเรา ไมตองไปดทู ่ีไหน เรามาดกู รยิ า ท่ีเราเปนเราอยูนี่เอง แตกริยาเหลาอื่นนั้นไมเกิดโทษ พระพุทธเจา ทานจึงไมทรงเอามาแสดง แตพฤติกรรมที่กายกรรมของเรา ไปฆา สัตว ทําใหคนอ่ืนเดือดรอนแลว มีทุกข มีโทษตามมา ไปลักทรัพย เปนเหตุใหคนอื่นเดือดรอน มีทุกข มีโทษตามมา ไปประพฤติผิดลกู ผิดผัว ผิดเมียของเขา เปนเหตุใหคนอื่นเดือดรอน มีทุกข มีโทษ ตามมา พฤติกรรมเหลานี้ เปนพฤติกรรมท่ีทําใหเราตองไดรับสนอง ผลตามมา ที่เขาเรียกวา ทุกขัง ทุกขัง ความทุกขท้ังหลายเหลาน้ี มันจะสับเปลี่ยนภพชาติของเราจากที่สูงลงไปอยูที่ต่ํา เนื่องจาก ความไมมีศีล ความไมมีธรรมเหลาน้ี จะทําใหเราตกต่ํา ความไมมี ศีล ความไมมีธรรม อันเกิดขึ้นจากอํานาจของตัณหาซึ่งเราไมอาจ ดัดแปลงใหเปนอื่นไปได มันจะทําใหภพชาติของเราสูง ๆ ต่ํา ๆ ลุม ๆ ดอน ๆ อยูอยางน้ีแหละ เปนมนุษยบาง เปนเทวดาบาง เปน อนิ ทร เปน พรหมบา ง ตกนรกชนั้ นนู ช้นั นี้บา ง เปน สัตวเดรัจฉานตัว น้ันบาง ตัวนี้บาง สับสน หมุนเวียนกัน อยูอยางนี้แหละ ไมหยุดน่ิง อยกู ับท่ี น่ีแหละ คือ ลักษณะของทุกขัง ทุกขัง ความแปรเปล่ียน ของมัน เราดูแตกองสังขาร จิตของเรามันคิด มันนึก มันปรุง แตละ นาที มนั คดิ อะไรบาง มันนึกอะไรบา ง มันปรุงอะไรบาง สงั ขารจิตที่ มันปรุง น่ันแหละ คําวาสังขาร มันไมไดอยูหนึ่งเดียว มันเปนตั้งแต สองสิ่ง เปนตนไป ท่ีสําคัญที่สุด ธาตุรูของเรา บวกกับอํานาจของ ตัณหา ความดิ้นรน ความทะเยอทะยาน ความขับเคล่ือนไปของผูรู ๑๒๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ของเรา ที่เรียกวา ความทะเยอทะยาน ความด้ินรน ความ ทะเยอทะยาน ตัณหา แปลวา ความอยาก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา พวกเราตั้งใจจะปฏิบัติ เพ่ือรูหนา รูตาของมัน เราไม ตองไปไลหรอก เรายอนมาดูใจของเรา ดูความอยากในใจของเรา หัดจับความอยากในใจของเรา อันน้ีเปนภาคปฏิบัติ หัดยอนมาดูใจ ของเรา จับความอยากในใจของเรา หัดจับความอยากหยาบ ๆ เสียกอน อยากขาว อยากน้ํา อยากนูน อยากนี้ อยากอะไร ใหเรามี สติ ระลึก ตามรู ความอยากของเรา เสร็จแลว เราคอยมาวิจัย วิจารณ ตามหลัง ถาหากวาเราไมอยูในบทที่เราฝกฝน ตั้งใจอบรม จริง ๆ เรามาศึกษาในขณะท่ีใจของเรา มันนึก มันคิด มันปรุง มัน อยาก อยากเพ่อื อะไร อยากเพ่ือโลภ โกรธ ราคะ ตัณหา อันนี้เปนสมุทัย รีบงด รบี เวน รบี ละ เราจะงด เราจะเวน เราจะละ เราจะงดไดอยางไร เรา จะละไดอยางไร เราจะเวนไดอยางไร เราพยายามตั้งสติกําหนดรู จอเขามา ปลุกผูรูของเราใหต่ืน รูอยูในขณะน้ัน ตอนน้ัน สิ่งที่มัน ปรุงแตงอยูในหัวใจของเรา มันก็ตกไป มันก็หยุด มันก็ชะลอ มันก็ อยู แลวก็หมดไป อยาลืมวาในหัวใจของเรา อารมณใหม จะทับ อารมณเ กา อยูเสมอ อารมณใหมท่ีรุนแรงกวา ยอมทับอารมณเกาที่ออนแอกวา เสมอ พยายามจับหลักใหได เราพูดถึงส่ิงเหลานี้ มันใหเรายอนมา อยูที่ขณะจิตของเรา มันเขากับหลักของการเจริญมหาสติปฏฐาน จะเปน กายกต็ าม จะเปนเวทนากต็ าม จะเปนจติ กต็ าม จะเปนธรรม ก็ตาม ที่เราเอาบทธรรม ทีเรียกวา มหาสติมาเจริญ มันเขาใน ๑๒๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ลักษณะนี้กันท้ังนั้น เพราะฉะนั้น การเจริญตามแนวทาง มหาสติ- ปฏฐาน พระพทุ ธเจา ทานทรงตรสั วา เหมือนมงกุฎกรรมฐานครอบ ไปหมด ท้ังสมถะ ท้ังวิปสสนา ตั้งใจเจริญ ตั้งใจทําไป แตไมตองไป คํานึง คํานวณหรอกวา เปนสมถะหรือยัง เปนวิปสสนาหรือยัง ขอ อยาใหตัณหามันแทรกมาในหัวใจของเราได ใหมีแตอรรถธรรมอยู ในแตหัวใจของเรา ทํายังไงหัวใจของเราจะอยูดวยอรรถดวยธรรม เราตองเอา อารมณมากํากับ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ต้ังสติโร พุทโธ พุทโธ พุทโธ – พุทโธ นี่เปนอารมณของธรรม แตถาหากเรานึกถึงเรื่องรัก เร่ืองชัง เร่ืองโกรธ เร่ืองเกลียด เรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องนูน เรื่องน้ี เดี๋ยว ตัณหา ราคะ มันโผลขึ้นมา แบบนี้เขาเรียกวาอยูดวยอํานาจของ กิเลส อารมณปจจุบัน เราตองอยูดวยอารมณของธรรม จะเปน อารมณข องสมถะก็ตาม วปิ ส สนาก็ตาม ตามรู ตามเหน็ เทาไรก็ตาม ขอใหเปนอารมณของธรรม พยายามสืบทอดอารมณของธรรมให ตอเนื่อง อยูอยางนี้แหละ เราจะไมเสียทา เสียทีใหกับอํานาจของ ตัณหาในหัวใจของเรา ถาหากเราไมต้ังอกตั้งใจทํา ตัณหามันพรอม ที่จะแทรกเขามาทันที ย่ิงเราต้ังอก ต้ังใจ ทําใจ ใหไดรับความสงบ สงัด มากเทาไร กิเลสมันชอบมาก ย่ิงมีคูแขงมาตั้งแขงเวอร ๆ กับ มัน ทันทีเลย มันยิ่งอยากทดสอบขึ้นมาทันทีเลย อยากทดสอบ อยากทดลองข้ึนมาทันที ต้ังใจจะน่ังสัก ๑ ชั่วโมง ไปยังไมถึง ๑๐ นาทีแลว เผลอๆ ดูนาฬกิ าแลว มนั แซงเขามาแลว เหน็ ไหม มนั แซงเขา มาแลว ถาเรา ไมตั้งหนา ไมพยายามท่ีจะแข็งขอกับมัน ต้ังใจปฏิบัติ ตั้งใจภาวนา ๑๒๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ไมปลอยใหมันพล้ัง มันเผลอ มันจะไปเร่ือย ๆ ได แต ๕ นาที ที่เราจะไมใหมันพลั้งเผลอเดด็ ขาด เหมือนกับเราทา ทายมัน มันก็ชอบเหมือนกัน ถาเราไมเด็ดพอ สูมันไมได ได ๒ นาที ได ๓ นาที โอ! ลืมตาดูแลว ตั้งใจจะเนสัชชิก ดูแลวดูอีก เท่ียงคืน หรือยัง เท่ียงคืนหรือยัง ใกลสวางหรือยัง ใกลสวางหรือยัง ใกลจะ ชนะหรือยังหนอ นั่งเนสัชชิกทั้งคืน ใกลจะชนะหรือยังหนอ พอ สวางขึ้นมา โอ เราไมหลับเลย อยาลืมวาหยอน ๆ ก็คือ ไมนอน เคลิม้ ๆ บาง หลบั บา ง คืออยางหยอ นท่ีสุด อยางกลาง ๆ ก็คือ ดึงกันไป ดึงกันมา ร้ังกันไป รั้งกันมา ร้งั กันไป รั้งกันมา นค่ี ือ อยา งกลาง ๆ อยางอุกฤษฏ โอ! ต้งั แตหัวค่ํา ไปจนสวาง ใครทําไดอยางน้ัน เนี่ยถึงข้ันอุกฤษฏ ถึงข้ันเรามีเร่ียวมี แรง เรามีพลัง ความงวงเหงาหาวนอนจะไมทับโถมหวั ใจของเรา ไม ทับโถมรางกายของเรา ไมทบั โถมจิตใจของเรา เนสัชชิก น่ีเปนเร่ืองสําคัญ บางคนมีนิสัยจริตถูกกัน แต หลวงพอไมถูกกันดอก เนสัชชิกเนี่ย แตถูกกันกับอดอาหาร เพราะ อดอาหาร มันเนสัชชิก ไปโดยอัตโนมตั ขิ องมนั มันไมหลับหรอก มนั ตื่นรู โร อยูตลอด ตื่นรู ลุกบาง ยืนบาง เดินบาง ขยับบาง นั่งบาง ยืนบาง อะไรบาง พยายามจะเอาทุกวัน อันน้ีเปนเร่ืองพื้นๆ พยายามจะเอาทุกวัน เอาอยูอยางนั้นแหละ แตการที่เราจะน่ังทา เดียว อิริยาบถเดียว ใหรูตั้งแตเชา ตั้งแตหัวคํ่า ยังไมมืด ไปถึงสวาง โร ขน้ึ มาเน่ยี ลองดสู ิ ลองดสู ิ ไมเ ปลยี่ นเลย นั่งอยา งไรกอ็ ยอู ยา งนั้น ลองสิ ลองทําใหได ลองทําใหผาน ลองดู ใครสามารถเดนิ มาอยูตรง นี้ได คนนั้นมีกําลัง คนนั้นมีพลัง ไมตองบอกหรอก สติของเรา ปญญาของเรา ความฉลาด ความวองไว ความรูจักหลบ จักหลีก ๑๒๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ภายในใจของเรา มันจะบอกอยูในนั้น ในจิตของเรา เราสามารถทํา ได ต้ังอก ตงั้ ใจ ทําได เนสัชชิก เบื้องตนเห็นเขาทํา เห็นเขาพาอยู ก็อยูไปง้ัน แหละ พอสวาง อา สวาง แตวามันหลับมา ไมรูตั้งก่ีคร้ัง ไมรูแหละ กับอันหนึ่ง ท้ังงวงนอน ทั้งดึงกันไป ดึงกันมา คือ กลาง ๆ และที่โร ตัง้ แตต อนค่ํา จนถงึ สวา งเนี่ย อันน้เี ยย่ี ม มันจะพัฒนาไปของมันเอง ขอใหต งั้ อกตงั้ ใจทํา ใครมคี วามเสยี สละ ทจ่ี ะต้งั ใจ ตงั้ ใจอด ต้ังใจทํา คนนนั้ แปลวา เปนคนมคี วามจรงิ จังใหก ับตัวเอง ถาไมม คี วามจริงจัง ถา ไมม ีสจั จาธษิ ฐาน เอาไมได เอาไมอ ยดู อก คนเราที่จะดบิ ได ทีจ่ ะ ดีได ตอ งมีสัจจะใหก ับตวั เอง การท่ีเราจะผานไปแตละคืน แตละคืน เราตองมีสัจจะ ใหกับตัวเอง การท่ีเราจะตั้งใจภาวนา ใหมีผล มีอานิสงสน้ัน เรา จะตองมีสัจจะใหกับตัวเอง สัจจะก็คือ ต้ังยังไงก็เปนอยูอยางน้ัน ต้ัง ยงั ไงกเ็ ปน อยูอยางน้ัน เมือ่ ก้ีเราก็พดู กองสงั ขารรูป กองสงั ขารนาม กองสังขารนาม ก็คือใจของเรา ประกอบไปดวยกิเลสตัณหา กิเลส ตัณหา มันมีอยูในหัวใจของเรา ในใจของเรามันมีธรรม ติดมาดวย มันมีกิเลสติดมาดวย มันไมใชมีแตกิเลสนะ ในใจของเรา กริยาของ ผูร ูของเรา มนั มธี รรมอยูใ นน้ันดว ย มนั มกี เิ ลสอยใู นนน้ั ดว ย ถาหากคร่ึงตอครึ่ง ก็คือ กิเลสแสดงบาง ธรรมแสดงบาง ถา เราจะเทียบหัวใจของเรา คือผูร ู ของเราตืน่ โรอ ยู ถาเราจะเทียบก็ ไมต า งอะไรกับ จอ จอของอะไร จอของคอมพิวเตอร จอของทวี ี จอ ของอะไรตออะไร ใจของเรา คอื ธาตรุ ูของเรา บางคราว กิเลสมันก็ มาปรากฏ เพราะมันเปนจอใหกิเลสมาปรากฏ แสดงวาเราหยอน ยาน กเิ ลสจึงมาปรากฏตัว ตราบใดทเี่ ราต้งั สติ ธรรมมีกําลงั แขง็ กลา ๑๒๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ข้ึนมา กิเลสมันก็ตกไป ธรรมก็แสดง – แสดงอยูในจอเดียวกัน หาก ธรรมตกไป กิเลสมันก็โผลข้ึนมา หากธรรมมันโผลข้ึนมา กิเลสมันก็ ตกลงไปในหัวใจของเรา ทีน้ี ในแงของการปฏิบัติ พระพุทธเจาทาน ใหจับตรงน้ี มาต้ังใจเจริญ เราจะตั้งใจเจริญสมถะ เราก็พิสูจน ทดสอบไดเลย จะเดินก็ตาม จะนั่งก็ตาม พวกเราก็รูวิธีการ ครูบา- อาจารยทานฝกสอนมามากตอมาก วิธีการนั่ง วิธีการเดิน ทํายังไง เราจะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอิริยาบถของเรา ใหไดตามท่ีเราต้ัง สัจจะเอาไว เราต้ังใจบริกรรมพุทโธ พุทโธ ทําไมเราตองตั้งใจบริกรรม เพราะถา หากเราไมตั้งใจบริกรรม มนั ไมเปน การต้งั สติ แตละ พุทโธ แตละ พุทโธ จะตองมีสติกํากับนะ พุท ต่ืนรูพรอม พุท พยายาม ประคองตื่นรูนี้ ไปถึง โธ จาก โธ ไปหา พุท จาก พุท ไปหา โธ ไมใหมันคลาดไปจากสายหู สายตา ถาไมต้ังอกตั้งใจจริง ๆ แผลบ เดียว มันไปแลว แผลบเดียว มันไปแลวนะ เราพยายามฝกซอมกัน อยตู รงนี้ พยายามประคอง ยกจิตของเรา พยุงจิตของเรา ถา ไมพยุง มันตก นิวรณมันครอบงํา หายมิดไปเลย พยายามเอาสติของเรามา ปลกุ ใหรตู ื่น รอู ยู “สติ” ตวั เดียวเทาน้นั เปน คุณธรรม ทีม่ าปลกุ จติ ของเราใหตืน่ รู รตู ่นื ตื่นจากอะไร – ต่ืนจากความหลับใหล ลุมหลง – หลง โลภ หลงโกรธ หลงราคะ หลงตัณหา หลงอะไร เกิดข้ึนจากความ หลับใหล ลุมหลง ความไมต่ืนรู ถาต่ืนรูแลว มันจะทันสิ่งเหลานี้ ทั้งหมด ความโลภเกิดไมได ความโกรธเกิดขึ้นไมได ความลุมหลง เกิดขึ้นไมได ทําไมเราจะรูวา ความโลภ ความโกรธเกิดขึ้นไมได เรา ๑๒๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ก็มาต้ังใจกําหนดจดจอในขณะท่ีเราบริกรรมพุทโธ พุทโธ พุทโธ ส่ิง เหลา น้ี มนั ปรากฏไมไ ด แตถ าเราหยอ นยาน ทไี ร เมื่อไร อยากไปนูน อยากไปนี่ อยากกาแฟ อยากอาหาร อยากนูน อยากน่ี ความอยากมันดึงไปแลว อยากนึก นึกปรุงไปเรื่องงานนูน เร่ืองงานน้ี งานที่ค่ังคางอยูตรงน้ัน ตรงน้ี แวบไปอีกแลว แวบไปอีก แลว เพราะเรากํากบั ดูแลจิตของเรา ไมตอเน่ือง สติของเรา ไมอยูใน ระดับเดียวกัน พอเราต้งั ข้ึนมา ตงั้ ข้นึ มา รู แลว ก็จางลง จางลง จาง ลง ในขณะท่ีอันหนึ่งจางลง อันหน่ึงกจ็ ะตอ งเขมขึน้ ในขณะท่ีสติฝายธรรมจางลง ความลุมหลงมันจะมีอํานาจ มากกวา ทับข้ึนมา ดึงจิตไปใชท่ีอื่นแลว อยาลืมวาอารมณที่ชัดเจน ที่สุดในหัวใจของเรา มันชัดเจนไดคร้ังละ หนึ่งอารมณ อันน้ีสําคัญ ท่ีสุด ดวยเหตุท่ีเราชัดเจนที่สุด คร้ังละ หนึ่งอารมณในหัวใจของเรา พระพุทธเจาทานจึงทรงใหจับเอาตรงนี้ มาเปนขอปฏิบัติ ปลุกสติ ของเราใหตื่นรู คร้ังละหนึ่งอารมณ ใหมันเดนเปนอารมณอธิบดีไป เลย อารมณใหญไปเลย ใหมันตอเน่ือง ถึงเราจะดําริ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ทานทั้งหลาย ลองตั้งใจทํา มันจะเปนสมถะ หรือเปน วิปสสนา ก็ชางมัน ขอใหมันต่ืนรู – รูอยูทุกระยะ ทุกเวลา ขอให ตัณหามันแทรกเขามาไมได บางคนมนี สิ ยั สงบโวบวาบ สงบหายเงียบไปเลย บางคนต่ืน รู รทู ่ไี ป รทู ม่ี า รูอะไรหมดทุกอยาง เหมือนกบั เราจองดูอยู อะไรจะ ผา นมา อะไรจะผา นมา รหู มด อะไรจะผานมา รหู มด เราพลง้ั เผลอ ปบ พออารมณเกามันจางไป อารมณใหมทับเขามาแลว เพราะฉะนน้ั ทา นจงึ ใหด าํ ริ การดาํ ริ ตั้งเจตจาํ นง ตั้งเจตนาเตม็ รอย ปลกุ จิตของเราใหต่ืนรู รอู ยูเตม็ รอย พทุ ก็ต่ืนเต็มรอย ประคองจาก ๑๒๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ พุท ไปหา โธ โธ ต่ืนเต็มรอย ประคองจากโธ ไปหา พุท พุท เต็ม รอย ประคองกันอยูอยางน้ี ทําใหตอเนื่อง ลองจับใหตอเน่ือง ดูสัก ๕ นาที ลองดู เสร็จแลวคอยขยับไป สัก ๑๐ นาที คอยขยับไป พยายามจับหลักตรงน้ใี หได เปน แบบฝก หัด เปน แบบฝกซอม ความพอใจ เปนกําลัง ศรัทธาเปนกําลัง – ศรัทธา ความ พอใจ ดึงความพาก ความเพียรเขามา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา เวลามันทํางาน มันอยูดวยกันทั้งหมด เราจะยอนไปดูอะไร มันอยูดวยกันทั้งหมด สติ สมาธิ ปญญา มันอยูในน้ันท้ังหมด ทาน ทั้งหลายอยาไปคิดวา สมถะ สมถะ เสียเวลา เสียเวลา คนท่ีไม เขาใจเรื่องสมถะ หาวา สมถะ เสียเวลา สมถะก็มีปญญาอยูในน้ัน ถาทา นขาดสติ ขาดสมั ปชัญญะทีไร เมือ่ ไร พุทโธ ทา นจะอยูห รือไม อยแู ลว ถกู ลบเลอื นจางหายไปไหนก็ไมร ู ตัวสตธิ รรม ตัวสัมปชัญญะธรรม ตวั นี้ จะเปน ตัว เปน เหตุ เปนปจจัย เปนอุปกรณ สรางปญญาใหเกิดขึ้น วิริยะ ความพาก ความเพียร ความอด ความทน ขันติ ความอด ความทน ส่ิงเหลานี้ เปนอุปกรณ เปนเคร่ืองไม เคร่ืองมือ ที่จะชวยพยุงใหทานมีกําลัง ศรัทธา ความเชื่อม่ัน ศรัทธาเวลามันเกิดข้ึนในหัวใจ เราดูจาก อยากได อยากดี อยากมี อยากเปน จากน้ัน ความพาก ความเพียร มันก็ตามมา ความมีกําลังใจ มันก็ตามมา – สติ พรอมท่ีจะกําหนด จดจอ มันก็ตามมา มันจะไมสงบไดยังไง ในเมื่อเรามีสติ กําหนดจด จอมา น่ีคอื การต้ังสมถะ ตงั้ เจริญวิปสสนา เรามากาํ หนดจดจอ อยู อยางน้ี เรารูความอยาก เรารูความอยาก ในขณะท่ี เราภาวนาพุท โธ พุทโธ พุทโธ ไป ความอยากโผลข้ึนมาปบ จับปบ พุทโธ พุทโธ ๑๓๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันต่ืนรูอยูกับพุทโธ ความอยากแหยเขามาใน หัวใจของเรา จับปบ จนมันโผลข้ึนมาไมได ตัณหามันแทรกเขามา ไมไ ด แคอารมณสมถะ กท็ าํ ใหต ณั หาหยุด ทาํ ใหต ัณหาชะลอ แตวา ตัณหาเหลานี้ จะขาดไดด ว ยปญญา เพราะปญ ญา เปนการเขาไปรื้อ เขาไปขุด เขา ไปคน เราตดิ กาย กายเปนเรา เราเปนกาย เราตดิ กาย ติดความเปนกอน ติดความเปนแทง พระพุทธเจาทานจึงใหเรามา แยกแยะ แยกแยะเปนดนิ เปนน้ํา เปนลม เปนไฟ นอกจากนั้น ก็แยกแยะละเอียดยอยเขาไปอีก เปนอาการ เปนผม เปนขน เปนเล็บ เปนฟน เปนหนัง แยกแยะทําไม เพราะ อัตตสัญญา อัตตสัญญา ความสําคัญมั่นหมายวาเปนตัวเปนตน มัน มอี ยู ทา นจงึ ใหเ ราหัดพยายาม พจิ ารณาแยกแยะ สัญญามันเปนตัว หลอกในหัวใจของเรา ใหเราไปยึด ไปเกาะผูกพัหมดทุกสิ่งทุกอยาง ยึดวาเราเปนผูชาย ยึดวาเราเปนผูหญิง ยึดวาเราเปนบาว ยึดวาเรา เปนนาย ยึดวาเราเปนนูน ยึดวาเราเปน ... ยึดวาเราเปนสารพัด สัญญาตัวนี้ มันพาเรายึด แตหากถาเราเจริญกรรมฐาน ดูไปท่ี ขอเทจ็ จรงิ ของมนั มันจะคอ ย ๆ ดดั แปลงสญั ญาตวั นี้ ถาหากเราจะเจริญสัญญาโดยตรง พระพุทธเจาทานก็สอน ใหเ ราเจรญิ ทา นสอนใหเ ราเจริญอนิจจสัญญา เหน็ อัตภาพรางกาย ไมเท่ียง อนัตตสัญญา ไมใชตัว ไมใชตน อสุภสัญญา เราติดกาย อยางนี้ สอนใหเราเจริญอสุภสัญญา ใหเห็นรางกายเปนของเนา เปนของเปอย เปนของปฏิกูล เปนของโสโครกไปเลย เพ่ือเปนการ ไปตัดกระแสราคะ ตัณหาในหัวใจของเรา อยาลืมวา ราคะตัณหาในหัวใจของเรา มันรุนแรง พระพุทธเจาทานจงึ ใหเราเจรญิ ตรงกันขาม อยาลืมวา สัญญาที่เปน ๑๓๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ กิเลสก็มี สัญญาท่ีเปนธรรมก็มี สัญญาท่ีเปนธรรม เราเกี่ยวของทุก ระยะ ทุกเวลา สัญญาที่เปนกิเลสในหัวใจของเรา เราก็เกี่ยวของทกุ ระยะ ทกุ เวลา ตราบใดท่ีเราตง้ั สติ กําหนดตื่นรู ขน้ึ มา สญั ญาท่ีเปน ฝา ยธรรม ก็โผลข ึน้ มา หมายวามนั ไมคงทน หมายวา มนั เปล่ียนไป ดูแตเรา พิจารณาดู ต้ังแตเราอยูในทองแม โตขึ้นมาเร่ือย โตขึ้นมาเรื่อย เปนกอนเลือด เปนกอนเนื้อ เปนปญจสาขา มีหัว มี ลําตัว มีแขน ๒ มีขา ๒ – ๗ เดือน ๘ เดือน เราก็คลอดออกมา ไม เคยอยูน่ิง อยกู บั ที่ เราพิจารณาอยูอยางนี้ ทานเรยี กวา ทุกขสัญญา อนิจจสัญญา กําหนดหมายอยูอยางน้ี ทานใหกําหนดหมายทําไม กําหนดหมายเพื่อทําลาย เพราะในหัวใจของเรา สัญญามันพายึด อยางเหนียวแนนม่ันคง วาเปนเรา วาเปนของของเรา คําวา เรา ๆ เวลามันโผลในหัวใจของเรา มันโผลข้ึนมาทีไร เม่ือไร นั่น หมายความวา ตณั หามันยึดหัวใจของเราไดแลว ตราบใด ตณั หามัน ยึด มันเกาะ ในหัวใจของเรา ตัณหามันก็โผลขึ้นมาแลว อัตตามันก็ โผลขึ้นมา อัตตาโผลข้ึนมา ความถือเนื้อถือตัว มันก็โผลข้ึนมา เด๋ียวนี้พวกเราทุกข เพราะความถือเนื้อถือตัว ความถือเนื้อถือตัว เพราะอะไร เพราะสัญญามันหลอกเรา หลอกเราเปนผูชาย หลอก เราเปนผูหญิง หลอกเราเปนนาย หลอกเราเปนคนโง หลอกเราเปน คนฉลาด ถาเราพิจารณาตามหลักธรรมชาติที่พระพุทธเจาทานทรง สอน เราก็จะเร่มิ เขา ใจถึงหลักธรรมชาตทิ ่แี ทจ รงิ แทที่จริง การเขาถึงธรรม การเขาไปรูภาวะของทุกสิ่งทุก อยาง เปน ภาวะของธรรม มนั ไมมสี ัญญาเขาไปเก่ยี วขอ ง ไมม สี ัญญา หมาย อยาลืมวาสัญญามันเปนตัวหมาย หมายผิด หมายถูก หมาย ผิดก็มี หมายถูกก็มี ขาดสติ ขาดสัมปชัญญะโดยธรรมเม่ือไร มันจะ ๑๓๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ เขาพาเราไปหมายผิด หมายวาสวย หมายวางาม หมายวาดี ก็ เหมือนอยางท่ีทานพูดไวในการถือตัว ถือตัววาเราดีกวาเขา เรา เสมอเขา เราเลวกวาเขา ดีกวาเขาอยูแลว – ยังถือตัววาดีกวาเขา มันยังไมบรสิ ทุ ธ์ิ ยงั ไมบ รสิ ทุ ธิ์ ยงั มกี ารถือตวั อยู สําคัญวาเสมอเขา สําคัญวาเลวกวาเขา บางคนดีกวาเขา แท ๆ สําคัญวาเสมอเขา สําคัญวาเลวกวาเขา – เลวกวาเขา ก็ สําคัญวาดีกวาเขา สําคัญวาเสมอเขา สําคัญวาเลวกวาเขา – เลว กวาเขา สําคัญวาดีกวาเขา สําคัญวาเสมอเขา สําคัญวาเลวกวาเขา .. มันละเอียดนะ เร่ืองการถือเนื้อถือตัว มันละเอียดมาก พระ โสดาบันทานก็ยังมี พระสกิทาคา พระอนาคา ทานก็ยังมี ตามช้ัน ตามภูมิของทาน มันจะหมดจากหัวใจของเรา จนจิตใจของเรา บริสุทธ์ิได จนถึงโคงสุดทาย อรหัตตมรรค ทําลายมานะ ความสําคัญมั่นหมายไดหมด ทุกอยางเหลือเปนธรรมชาติลวนๆ ถึง ตอนนั้นแหละ ปลอยไดหมด ละไดหมด วางไดหมด ลองดูสิ สัญญา อารมณของเรามันเหนียวแนน ม่ันคงมากนอยเทาไรในใจของเรา ถาเราไมศึกษาเรื่องสมถะธรรม เรื่องวิปสสนาธรรม รอยท้ังรอย สิ่ง เหลานีพ้ ายดึ พาถือ พาเกาะ เราศกึ ษาเรื่องเหลา นี้ กบั เราดคู นท่ีเขาไมเคยศึกษาเลย เรา ดูแลว เราสงสาร เราเห็นใจ เราสงสาร มันเหนียวแนน มันม่ันคง มันหลอกเราไดสารพัด ใหเรายึด ใหเราถือ ใหเราแบก ใหเราหาม ทําใหเราพลอยไดรับทุกข ไดร ับโทษจากการสําคัญม่นั หมาย ไมร จู ัก จบ ไมรูจักส้ิน ความสําคัญมั่นหมาย ไมตองยอนดูขอเท็จจริงของ มันวาคืออะไร เปนอะไร เหมือนอยางสําคัญวาเปนเรา เปนเรา ความรูสึกวาเปนเรามันมีอยู เราลองยอนมาดูท่ีจิตของเรา เวลา ๑๓๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ความรูสึกสําคัญมั่นหมายวาเปนเรา มันโผลขึ้นมา มันมีอยู ความรูสึกวา เปนอัตตา ความเปนตัว เปนตน มันมีอยู แตเวลาเรา พยายามกําหนดจดจอ ดวยสติ ดวยปญญา ดวยสมาธิ ดวยปญญา กําหนดจดจอลงไป มันละลายหายหนาไปหมดเลย มันละลายหาย หนาไปหมดจริง ๆ ดวยเหตุนี้ พระพุทธเจาทานจึงให จึงใหพวกเรามาฝกซอม อยูตรงนี้ เพื่อชะ เพื่อลางสิ่งเหลาน้ี ท่ีมันปนเปอนมากับจิตของเรา ใหมันจางไป ใหมันเลือนลางจากหายไปในท่ีสุด นี่คือ ขอปฏิบัติ น่ี คือ แนวปฏิบัติ เราจะตั้งใจเจริญสมถะก็ตาม ต้ังใจเจริญวิปสสนาก็ ตาม ใหเรารู ใหเราเขาใจ โดยเฉพาะหนางาน ใหพยายาม ใหพวก เรารูจัก คําวา หนางาน ในท่ีนี้ หมายความวา อะไร เชน เราต้ังใจ ภาวนา พทุ โธ พทุ โธ ตรงบริกรรม พุทโธ คือหนา งาน สด ๆ รอน ๆ เฉพาะหนาเรา ถาเผื่อเรานั่งรับประทานอาหาร ก็คือ อาหารอยูตรงหนา เรา ถาเราจะตักอาหารอันนั้น เขาปาก จะตักอันนี้ เขาปาก กําลัง สํารวจตรวจตรา ดูนูน ดูนี้ ดูอะไรตออะไรเนี่ย สติของเราต้ังโร ขึ้นมา แลวก็ดําริ พุทโธ พุทโธ หรือไมก็ลมหายใจเขา ดําริ “พุท” ลมหายใจออก ดําริ “โธ” เราทําอยางนี้เปนการเจริญมหาสติ มัน เปนการเจริญอานาปานสติ มันไดทั้งรูปธรรม มันไดท้ังนามธรรม ผู ดําริ “พุทโธ” ก็คือ จิต เปนนามธรรม ลมหายใจเขา หายใจออก เปน รปู ธรรม มันไดทัง้ รูปธรรม ทงั้ นามธรรม เวลาเราทําไป เวลาเรา ทําไป พุทโธหายไป เหลือแตลมหายใจเขา ลมหายใจออก มี ความรูสึกอยูเฉพาะตรงน้ัน ก็อยาไปเอะใจกับมัน พยายามรูอยูตรง นนั้ พยายามรอู ยตู รงนัน้ ตรงนท้ี ่เี รียกวา หนา งาน ๑๓๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ถาหากสติของเราไมดี ความประคับประคองของเราไม ตอเน่ือง สักหนอยหน่ึง ตัณหามันจะแทรกเขามาแลว แทรกเขามา อารมณที่รุนแรงมันมาทับ อารมณเกาหายไปแลว พุทโธหาย อารมณใหมมาแทนท่ีไปอีกแลว ตรงนี้หนางาน พยายามสังเกต สังการณ พยายามจับ พยายามจดจอ ทําไม เราทําไป ไมไปหนามา หลัง เพราะอะไร ก็เพราะ เราไมรูจักหนางานของเรา ตรงไหนคือ อะไร ยังไง ขอใหมันหยุดอยูกับที่ ขอใหจิตของเราไดรับความสงบ สงบอยูกับคําวา พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยางอื่นเขาไปแทรก ไมได แคน้กี เ็ ปน ความสงบของจติ แลว มีวติ ก มวี ิจารณใ นตวั หรือไม เราก็บริกรรมพุทโธ พุทโธ เราก็ยอนไปดูผูดําริวา พุทโธ พทุ โธ ยอ นไปดผู รู ู พทุ โธ ยอนไปดผู รู ู ทานทัง้ หลายลองทําดู ลองดู มันคอื อะไร มันเปน อะไร พทุ โธ ดาํ ริ พุทโธ ดวย ยอนไปดูผรู ู ดวย มันยอนได อยางน้ัน ทานจะใหพิจารณากาย ดูเวทนา ยอนมา ดูจิตเหรอ หลวงตาทานสอน สอนใหพิจารณาเวทนา รางกายของ เราเจ็บปวด มันไมเจ็บปวดท่ีไหน มันเจ็บปวดท่ีรางกาย เวทนา คือ ความเจ็บความปวด มันไมเปนที่ไหน มันเปนท่ีกาย เชน เราน่ังแลว เราเจ็บ เราปวด มันขัดตะโพก ขัดตะโพก ขัดบั้นเอว ขัดไหล มันก็ ปวด เจ็บปวดข้ึนมา พอมันปวดข้ึนมา มันเปนทุกขเวทนา หลวงตา ทานใหกําหนดไปท่ีทุกขเวทนา เอาผูรูของเราจอเขาไปตรงความ เจ็บ ความปวด ลองยอ นไปจอ มันดู มนั ยอนได ถาหากเรายอนได มันก็แยกโดยอัตโนมัติของมัน เราก็ยอน ตรงน้ัน ตรงตะโพกที่วามันปวดท่ีสุด กําหนดจดจอดูตรงตะโพก ยอนไปดูตรงเวทนา ท่ีมันปวดอยูตรงน้ัน ยอนมาดูจิตผูรู ผูรูวาเจ็บ ผูรูวาปวด ผรู วู า กาย ลองยอ นดู ลองหัดยอนลองดู เพราะฉะน้นั เรา ๑๓๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ บริกรรมพุทโธ ยอนมาดูผูรูของเรา ผูดําริวาพุทโธ พุทโธ ยอนมาดู จติ พุทโธ ยอ นมาดจู ิต จะเปนอะไร ฝากปญ หาไว ใหท านทงั้ หลาย ไปทํา ใหไดรับความรู ไดรับความเขาใจ มันทําไดไหม มันแยกได ไหม มันทําใหเราละ วาง ตัณหา อุปาทานไดไหม แคน้ีก็เปนขอ ทดสอบไดวา “วิชาธรรมะ” ท่ีพระพุทธเจาทานเอามาบอกมาสอน นั้น ชะลางกิเลสตณั หาในหวั ใจของเราได พวกเราไดยินไดฟงมาก็นับวานานพอสมควร หากจะมีขอ ซักถามอะไรบาง เปนเวลาถึงช่ัวโมง เปนเวลาตั้งเปนชั่วโมงแลว ระยะน้ีเปดโอกาสใหพูดคุยกันไดบาง เพราะหมดเวลาไปเปนช่ัวโมง แลว อาจารยม หาฯ ทา นมหาโสฬส ทานมอี ะไร ยงั ไง เพม่ิ เตมิ อะไร ยังไง หรือใครมีขอของใจเทาท่ีพูดมา ก็พูดคุยสนทนากันไดบาง พวกเรามีเวลาไปถึงไหน เราก็ไมทราบ พระอดุลธรรมเมธี – ครับ ขอโอกาสหลวงพอ กราบ ขอบพระคุณในเบ้ืองตน ก็ไดเกร่ินไว โยมฟงเทศนหลวงพอจบแลว ใครมีปญหาอะไร หรือมีตั้งแตยังไมฟงเทศน ก็ หลวงพอทาน เห็น ไหมโยม ทานรูวา อาตมาจะพูดอยูแลววา โยมถามได ทานบอก เห็นไหม เพราะฉะน้ัน โยมถามเลย หลวงพอไดเมตตาแลว โดยเฉพาะ ภาวนา ยิ่งดีโยม มีกัณฑเทศนหลวงพอท่ีเทศนมาเมื่อกี้ มีหลายประโยคทโ่ี ยมไมเคยไดฟง แมแ ตอ าตมากไ็ มเคยไดฟ ง เพราะ ความรูยังไมถงึ แตว ันนี้เราไดฟง โดยเฉพาะ คาํ วา “ภาวนา” ตรง ๆ เพราะฉะน้นั ขอเชิญญาตโิ ยม หลวงพอบุญมี – อาว! ใครน่ังตลอดทั้งคืน มีอะไรคุยสูกัน ฟงบาง อาว คนหน่ึงเสียสละคุยมา เปนประโยชนใหกับทุกคนที่อยู ๑๓๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ ในหอ งนี้ ใครมอี ะไรเดด็ ๆ มาคยุ สูกันฟง เนสชั ชิกท้งั คนื ไมธ รรมดา นะ โยม ๑ - มีหลายครั้งเหมือนกันนะครับ เหมือนกับวามอง พระอาจารย มองพระพุทธรูป เจตนาจริง ๆ ไมไดมีเจตนาท่ีจะไป กาวกาย หรือวา ทําอะไรเกนิ ความต้งั ใจ แตว า .. เหมอื นกับวา ลบหลู เบื้องสูง แตวาจริง ๆ เจตนา .. มองตัวเอง ไมไดคิดจะไปในทางน้ัน เลยครับ มองพระพุทธรูป คือ เหมอื นจะคดิ ไปน่ังเลน แตจ รงิ ๆ มัน ไมใ ช คอื ผมน่งั (ตรงน)้ี แตจ ติ มนั คดิ ไปทางนั้น หลวงพอบุญมี – ชวยฟง ผมฟงไมออก ออ ... เปน ความรูสึกของเราใชไหม น่ันคือ พฤติกรรมของ “ตัณหา” ตัณหา คือ ความขบั เคลอื่ นไปของจติ ของสงั ขารของเรา – เราต่นื รอู ยู สงบ ระงับมัน ตื่นรูอยู สงบระงับมัน พลัดเขาไปก็รู รูแลวก็ยอนหลังมา ดวยนะ ขึ้นมากราบพระพุทธเจา แลวก็ยอ นหลงั ดว ย – ผลกั หลวงปู มัน่ ยอนหลังดวย คลา ย ๆ กับวา แทนท่เี ราจะปลอยใหมนั หลุดลอย ไป โดยที่เราไมพิจารณาใครครวญเนี่ย – เราไมปลอย คลาย ๆ กับ วา เราพยายามสอดรู สอดเห็น เหมือนอยาง เราภาวนาไป ภาวนา ไป แลว เอะ – มันไปคิดเร่ืองน้ัน ต้ังแตเม่ือไร เราพยายามจับผล ตรงนั้น – แลวก็ยอน ๆ ๆ ๆ ๆ เราทําอยางนี้อยูเร่ือย ๆ อยูเนือง ๆ จิตมันจะคอย ๆ ถูกชะ ถูกลาง ถูกฟอก ถูกซัก ถูกถาม ถูกอะไรตอ อะไรไปในตวั เปน การมาขดุ มาคุย มาร้อื ดูเหตุดปู จ จัยของมนั อันนี้ มคี วามสาํ คญั อยู มันตอ งขัดเกลาอัธยาศัยของเรา ตองทันมนั ถา สติ เรากลา ปญญาเราดี แยกปบ เรารูปบ พอแยกปบ เรากร็ ปู บ คอื ทัน มัน แยกปบ เราก็รูปบ รูปบ บางครั้งมันมาปะทะแรง ๆ กันเลยก็มี โอ มนั กร็ าบไปหมด ๗ วนั นนู แนะ มนั ถงึ ข้ันรนุ แรงอยา งน้ันกม็ ี ๑๓๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ เรื่องเวรเรื่องกรรมน้ี เปนของเกา มีมาดวยกัน เราอยาไป ยกใหกับส่ิงเหลานั้น ถาหากเราเคยประมาท เราเคยลบหลู เราเคย อะไรตออะไร เราก็ตองขอขมา เปนพอก็ตาม เปนแมก็ตาม ผูมี พระคุณ โดยเฉพาะพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ พวกเรามืด บอด ไมรูเหตุผลโดยละเอียด เอาแตความรู รู รู มาตัดสิน ขอ ละเอียด ขอเทจ็ จรงิ ลึกละเอยี ดเขา ไป เราไมร ู เราไมเขา ใจ เราตอง กราบขอขมาลาโทษ กราบขอขมาลาโทษ พยายามปลุกจิตของเรา ใหต่ืนรูอยูตลอด อันนี้คือสัจจะ คือขอเท็จจริง ไมง้ันเราก็จะถูก หลอก นอกจากนั้นแลวก็เราไปใชสัญญา เกิดความรูสึกอยางนั้น ขึ้นมา แลวก็ไปหมาย หมายไปนูน หมายไปนี่ หมายผิด หมายถูก ไปตะพึดตะพอื เลยทนี ้ี ดไี มดีพาเขา รกเขาพงไปเลย น่ี เขาใจไหม โยม ๑ เขาใจครบั หลวงพอบุญมี พยายามดูหนางาน สมมติมันโผลปบ เอะ! เรามีกริยามาตรงนี้ไดยังไง พยายามจับ ยอนหลังมา ยอนหลังมา เราจะเห็นวามันออกไป เพราะอะไร เพราะเราดําริอะไร ยอนกลับ ไป ยอนเขามา อยาปลอยใหหาย หลุดหายไปเฉย ๆ มันจะไมเข็ด มันจะไมหลาบ โผลไปนูนปบ จับปบ ยอนเขามา การยอนแบบนี้ได มีประโยชน บางทีเปนคุณธรรม เกิดขึ้นในหัวใจของเรา ระดับ ปญญา ระดับปญญาญาณ เกิดขึ้นในหัวใจของเรา ถาเราไมยอนเรา จะหลงยึด ถาเราไมยอนเราจะหลงยึด เห็นแสงสวาง ลองยึด เกิด ความเบาสบาย ปลอดโปรง ลองยดึ อาการอะไรเกิดขึน้ ในหัวใจของ เรา ทานใหจับอันน้ัน อาการอะไรเกิดขึ้น ทานใหจับ อาการอะไร เกิดขึ้น ทานใหจับ ขยับปบ จับ ขยับปบ จับ ขยับปบ จับ พยายาม ทําอยางนี้ อุปมาอยางนี้ ประหน่ึงวาเราอยูหนา งาน อะไรโผลขึน้ มา ๑๓๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ รูทันทีนะ อะไรมาปบ มาปบ พยายามดูมัน ขยับปบ ปบ ขยับปบ ปบ อยนู ่ิง ๆ ไมม าหนามาหลงั เลย โยม ๒ กราบนมัสการหลวงปูครับ ผมเคยนั่งวิปสสนามา แลว ท่นี ี้ ความรูส ึกของผม กค็ ือ ผมเคยนงั่ แลวจิตรวมไดอยูคร้ังหนึ่ง แลวก็จะเปนความรูสึกที่จําไวตลอด แตพอผมทําตอไปเร่ือย ๆ จิต ตรงน้ัน มันไมกลับมารวมเหมือนเดิม ผมอยากมี อยากใหครูบา อาจารยใหกุศโลบาย หรือแกจริตตรงนั้นวา มันเปนเพราะสาเหตุ อะไรครับ เพราะเคยน่ังไดและความรูสึกตรงนั้นมันจะจําอยู พอทํา ครั้งตอ ไปกไ็ มเ กิดอกี เลยครับ หลวงพอบญุ มี ออ ไมตองไปคิด ไมตองไปคิดถึง ผลอยา ไปยึด ยึดไมไดผล ผลใด ๆ เกิดขึ้น ยึดไมได ยึดไดแตเหตุอยางเดยี ว ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ยึดไดอยางเดยี ว “มรรค” ทุกข คือ กายใจ ยึดไมได สมุทัย ย่ิงยึดไมไดเลย ตัณหา นิโรธก็ยึดไมได นิโรธคือ ความดับทุกข ยึดไมได มันเปนตัวผล ยึดได มรรคอยางเดียว เรามี ความต่ืนรู สวางโร ทานใหเรายอนพิจารณา ถาเราไมพิจารณา เรา หลง เรายึด เราไมพิจารณา เราหลง เรายึด แมแตญาณ ญาณเนี่ย ญาณ ความหยง่ั รู รูเหมอื นกับเราไดบรรลุอะไรตอ อะไรหมดแลว ถาเราไมพิจารณา เรายึดเลย ดีไมดี ไปอวดพูดคุย สะเปะสะปะ เต็มไปหมด อะไรเกิดขึ้น ทานไมใหยึด ทานไมใหยึด ของจริงแทจะเหลืออยู ซ่ึงจะมผี ล มีอานิสงสยิง่ ใหญ ย่ิงใหญกวา ผล ท่ีเกิดข้ึนในปจจุบัน อันนั้น คือผลแทที่จะพึงปรากฏข้ึน ถาเรายัง หลงยึดอยูอยางน้ี อยางท่ีเราเรียกวา วิปสสนู – วิปสสนา วิปสสนู มันเปนปญญาอยู แตมันเปนปญญาของกิเลส เพราะเรามีตัวยึด น่ีเอง อะไรเกิดขึ้น ทิ้งหมด อะไรเกิดข้ึน ท้ิงหมด ยึดไดอยางเดียว ๑๓๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ คือมรรค มรรคที่เราตง้ั ใจทาํ คืออะไร พยายามดํารงสติ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อะไรจะเกิดขน้ึ มา รับรูพจิ ารณาแลวปลอย รับทราบพิจารณา แลวปลอย รับทราบพิจารณาแลวปลอย ยึดไมไดสักอยาง เหมือน อยางที่เราพูดขึ้นมา ที่เรายึดผล อยากใหมันมี อยากใหมันเปน มัน ไมเปน ดอก เปนกช็ างมนั ไมเ ปนก็ชางมัน แตเราจะหามจิตของเราไมใหนึก ไมใหคิด หามไมได ถึง คราวท่ีเราทําจริง ๆ อารมณนั้น เราตองท้ิง ยึดเฉพาะอารมณที่เปน มรรค จดจอ ตามดู เฉพาะอารมณที่เราจดจอ กําลังพิจารณาอยูน้ี ไมตองไปหมาย เกิดหรือไมเกิดก็ชางมัน ท้ิงมันเลย ยิ่งเรายึด มันย่ิง ไมเกิด พอเรายึดปบ มันหมายความวา เราเอาตัณหานําหนา เราก็ เดินตามตัณหา ตัณหามันก็เปนเรื่องของมันอยูแลว เปนเนื้อ เปน หนังของมันอยูแลว หนักเขา ไปถือนูนถือน่ี สะพายของแบกของ พะรุงพะรัง อาว ลูกพี่เรากลายเปนตัณหาจอย แทนที่จะเดินตาม ธรรม กลายเปนเดินตามตัณหา ทานจึงไมใหยึด ใหดูแลวปลอย ดู แลวปลอย ของแทจะหลงเหลืออยูในหวั ใจของเรา หมายไมไ ด เรอื่ ง ของธรรมะ หมายไมได หมายน่ี ของปลอมเกิดขึ้น สําคัญม่ันหมาย เอาของปลอมเกิดข้ึน ทานใหพิจารณาแลวปลอย พิจารณาแลว ปลอย อันไหนเปนของดีของจริง ตกคางเหลืออยูในหัวใจของเรา ความสงบแนบแนนมั่นคง มันหาไดท้ิงไปไหน มันคางอยูในหัวใจ ของเรา สงบก็ตาม ไมสงบก็ตาม เราเคยสงบขั้นนี้ ระดับน้ี พอเรา ทําอีก มันไมถึงข้ันนั้นก็ตาม แตมันก็ทรงตัวอยูในสภาพเดิมของมัน สังเกตดแู ตวา มรรคท่ีเราควรเจรญิ เจรญิ อะไรบาง ส่ิงท่ีเราควรเห็น เหน็ ขอ เท็จจริงของมัน คือเห็นสจั จะ ๑๔๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ สัจจะของมันก็คือ มันไมคงท่ี มันเปล่ียนไป และภาวะทุก อยางท่ีมันมี ยึดอะไรไมไดสักอยาง เราพยายามยึดใหเปนอยางน้ัน พยายามยึดใหเปนอยางน้ี มีอัตตา อัตตามันพายึด ปลอยไปเปน อนัตตา ปลอยเปนอนัตตา ถาหากเรายังยึดอยู ความเปนตัวเปนตน มันเกิดขึ้น ตัณหามันก็เกิดข้ึน หมาย .. เวลามันหมาย มันก็หมาย เอาแตทุกข สําคัญวาทุกขเปนสุข สําคัญวาทุกขเปนสุข ยึดเอาแต เหตุเพ่ือใหเกิดความทุกข แตพิจารณาแลวปลอย พิจารณาแลว ปลอย ไมใหมีอะไรตกคางเหลืออยู อะไรเปนของจริงของแทจะ ปรากฏหลงเหลืออยูในหัวใจของเรา ผูเปนจะรู จะทราบ จะเขาใจ เอง พระอดลุ ธรรมเมธี อา ! โยมถามวา เม่อื น่ังหลัง ขา งหลงั สุด นี้ โยมน่ังก็สบายดีแตกม็ เี วทนา แตก ็มีสติรอู ยู แตวากอนตอนจะเลิก คร้ังสุดทาย เสียงกระดูกท่ีตนคอดังกรอก แลวก็มีความรูสึกวาไม อยากใหตรงนี้มันเจ็บเพราะมีความกังวลใจวา เหมือนกับมันไมดีท่ี กระดูก ท่ีดังกรอกนี่ครับ กลัววาจะเปนอัมพฤกษ อัมพาต อันน้ีคือ อะไร โยมขอถาม หลวงพอบุญมี (หัวเราะ) โอย แลวแตมันจะเปนนะแหละ รางกายของเรานะ มันจะเปนอะไร จะเปนอะไร เราก็ดูสิมันเปน อะไร มันทําใหเราตื่นรูไหม ทําใหใจของเราออนไหม ทําใหใจของ เราน่มิ ไหม ทําใหใจของเราสงบไหม มอี าการอะไรโผลข น้ึ มาเราก็จับ อาการนน้ั มอี าการอะไรโผลข ึ้นมาตอเนอื่ งกจ็ ับอาการนน้ั ไมตอ งไป ทายเปนนูนเปนนี้ ทายเปนอะไรก็ไมสําคัญเทากับเอาผูรูของเราไป จอ แลวจับเขาไป มันจะเปนอะไรก็ชางมันเถอะ มันก็คือ ภาวะสัก แตวามี สักแตวาเปน นั่นเอง อยาเอา “เรา” เขาไปรับ เอา “เรา” ๑๔๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลมท่ี ๒ เขาไปรบั ทีไร เมอ่ื ไร “อตั ตา” มนั ก็โผลขึ้นมา คอเรา คอเรา เราเจบ็ เราปวด เราจะพิการ อยางนี้ใชไหม ที่เราพูดนะถูกไหม อา อยาไป ยึด อยาไปยึดมัน สมถะเกิดข้ึนก็อยาไปยึด วิปสสนา ปญญาความรู เห็นอะไรเกิดข้นึ ก็อยา ไปยดึ ยดึ แตมรรคอยางเดียว ขอปฏิบัติ ต้ังสติ ต้ังสัมปชัญญะ กําหนดจดจอพิจารณาอยู ใหตอเน่ือง มาน่ี อะไรเกิดข้ึน ใหจี้ทัน รู หรือ ไมรู ก็ตาม จอใสเขา ไป เดี๋ยวมันเขาใจเอง ภาวะของจิตของใจเรา มันพรอมท่ีจะตอบ มันของใจกับอะไรมันพรอมที่จะตอบ หาเร่ืองตอบของมัน แตตอง ระวังอีกเหมือนกัน บางทีก็ตอบผิด บางทีก็ตอบถูก เพราะ ความสาํ คัญม่นั หมาย แตว า เราพยายามจบั ไปที่ของจรงิ ของจริงมัน จะมีกริยาอาการประกอบในจิตของเราอยู .. ความรูสึกทางกาย ความรูสึกทางจิต ความรูสึกทางอารมณ พยายามกําหนดจดจอให ละเอยี ด เราจะรู เราจะทัน เราจะไมห ลงเคลม้ิ ยึด .. อยา ลืมวา ยดึ ที ไร เม่ือไรเนี่ย ความถือเนื้อถือตัวมันก็โผลข้ึนมา อัตตาตัวตนมันโผล ข้นึ มา เราต้งั ใจปฏบิ ตั เิ พื่อทาํ ลายอตั ตา เดี๋ยวเตรียมตัวไมทันนะ อนุโมทนากับทุกทาน ถือโอกาส เอามาถวายทุกคนเลย ไมเสียเปรียบกันนะ อนุโมทนากับทุกทานท่ี รวมเปนเจาภาพ ฟงแลวก็ทําบุญดวยกันทุกคน ไดทั้งธรรม ไดทั้ง ทาน รู รู วาเรากําลังยกศาลา คือศาลามันเต้ีย แลวยกใหสูงขึ้น ที่ วัดถ้ําเตานั้นเปนวัดของหลวงตา คุณถาวรา หวั่งหลี ซ้ือท่ีถวาย หลวงตา หลวงตาก็ใหเราไปอยูดูแล ต้ังแตป ๓๘ มาจนเดี๋ยวนี้ ๒๔ ป ศาลามันก็แกแลว เราก็เลยไปยกใหมันสูงขึ้นเพ่ือจะไดใชสอย ขางลาง ศาลาไมท้ังหลังเลยแหละ ศาลาไมทั้งหลัง พอทานรู ก็รวม ทาํ บุญมาแสนหน่งึ ๑๔๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลมที่ ๒ ท่ีจริง เรื่องเหลานี้เราก็บอกใหฟงเฉย ๆ ไมไดบอกบุญ บอกศรัทธาหรอก เกิดในหัวใจของทานเอง อยางน้ีไป ก็ใชสอย ดวยกันท้ังหมด วัดปา วัดปาเรา เราก็ใชสอยกันอยูอยางนี้ อนุโมทนากับทานท้ังหลายทุกคน ไมปลอยโอกาส โอกาสคือ ตรงนี้ คอื วัดนี้ มที ่ฝี กฝนอบรม มผี ตู ้งั ใจพาฝก ฝนอบรม เราทําโอกาสใหก ับ ตัวเราเอง พยายามเพิ่มพูนคุณภาพของความเปนมนุษย ยกพยุง ภพชาติของตนเองใหสูงขึ้น ใหเดนข้ึน อยาไปเหยียบซ้ําเติมใหมัน ตกตํ่า ศีล ๕ พยายามรักษาใหได รักษายิ่งกวาชีวิตของเรา เพราะ คนเรา เวลามันตกต่ําไป มนั แกไ ขอะไรไมได เพราะวามนั พลาดพล้ัง แลวก็เสีย เร่ืองของกรรม เราทําลงไปแลว ไมตั้งใจจะยอมรับดอก มันตองไดรับ เพราะเราทําเหตุไวแลว ผลมันก็ตองตามมา มันเปน เรือ่ งธรรมดา เพราะฉะนน้ั เรารู ๆ ๆ ท้งั ทเ่ี รารู ๆ ๆ อยู เพิ่นกพ็ าเดินบน เสนทางที่ถูกตอง ต้ังใจรักษาศีล ต้ังใจใหทาน ไมเสียประโยชน เกิด ภพไหน ชาติไหน ไมอ ด ไมอ ยาก ไมท กุ ข ไมจ น คนเกิดมา ทุกขยาก อดจนก็เพราะวา ไมเคยใหทาน คําวา ไมใหทาน ใจของเรามันเปน มจิ ฉาทฏิ ฐิ ดําป – คาํ วา รูจ กั เสียสละ รูจ กั ใหทาน ใจของเรามันเปด ตั้งตนไวช อบ พระพทุ ธเจา ทา นดูทะลุหมด ในขณะเดยี วกนั คนอืน่ ดู ไมออก ย่ิงคนท่ีต้ังใจบําเพ็ญจนไดอรรถไดธรรม ตั้งแตพระโสดาบัน ข้ึนไป ใหจนหมดตัวเลยนะ เหลือขาวจานสุดทายกําลังจะเขาปาก คนน้ันมายังไมไดกิน เห็นอานิสงสในการเขาปากเขามากกวาเขา ปากของตัวเอง อานิสงสที่เพิ่งเกิดขึ้นในหัวใจของตัวเองเน่ีย ไปเขา ปากของคนอื่น อานสิ งสเกดิ ขึ้นในใจของตนเองมากกวาเขาปากของ ตวั เอง ๑๔๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ เพราะฉะนน้ั พระพุทธเจา ทา นจงึ ใหพระสงฆไปสวดสมมติ ให เสขะบุคคล เสขะบุคคล ถาไมนิมนตพระไปบิณฑบาต ปรับ อาบัติ เวลาเขาเลื่อมใสศรัทธา เขานิมนตใหไปรับ ถวายอะไรไป มากมายเทาไร รับมาได แตตองเอาไปแจกหมู พระพุทธเจาทาน สวดประกาศ เพราะอะไร เพราะผเู ขา ถงึ ธรรม เลือ่ มใสศรัทธาใหจน หมดเนื้อหมดตัว เพราะพวกน้ีเขามองทะลุ มันไมเหมือนพวกเรา เสียสละ จะใหทานก็เสียดาย เสียดาย เสียดาย จะต้ังใจมารักษาศลี ก็กลัวเสียเปรียบ เคยฆาสัตว เคยลักทรัพย เคยเบียดเบียนลูกเขา ผัวเขา เมียเขา เสียเปรียบ กลัว กลัวเสียเปรียบ เคยพูดตลกคะนอง สนุกสนานไปตามเพลิดเพลิน เคยกินเหลา ไมอยากรักษาศีล กลัว เสียเปรียบ ไมอยากตั้งใจภาวนา กลัวเสียเวลา คือ พวกเรามองไม ทะลุ ถาเรามีใจละเอียดเหมือนอยางพระพุทธเจามองทะลุไปหมด เพราะฉะน้ัน พวกเราไดยินไดฟง ครูบาอาจารยทานฝกฝน ทาน อบรม พยายามเก็บเล็กผสมนอย เพราะชีวิตภพชาติของเรา เปน เรื่องท่ีย่ิงใหญท่ีสําคัญท่ีสุด เวลาเราตกตํ่าไปน่ี โอย! เอาอีกแลวกู ทุกขอีกแลว ทุกขอีกแลว อยาใหมันตองไดเปนเรา ท้ังๆ ที่ เรารูอยู อูย เราพลาดโอกาส เราเสียโอกาส โอย เราทุกขอีกแลว เราจนอีก แลว อยาใหคําวา เรา ๆ ๆ ทําไมตองเปนเรา ทําไมตองเปนเรา ให ระลึกรูสึก รู รูสึกตัว แลวก็ตั้งอกต้ังใจทํานะ อนุโมทนากับทุกทาน ทุกคน ๑๔๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ที่ ๒ แกน ธรรมหลวงปูบุญมี ธมั มรโต เราจะทําตัวเหมือนปลาเปน เราจะตองฝาฝน จะตองอดจะตอง ทน เพราะทุกคนเกิดมาตามบุญตามกรรม สิ่งท่ีผลักดันใหเราลง สูที่ตํ่า ตามบุญตามกรรม ก็คือ กิเลสตัณหา อาสวะในหัวใจของ เรา พยายามจอ หนั ยอนมาดทู ีใ่ จของเรา เราจะเหน็ กิเลส ตณั หา อาสวะ ดูไปที่ตัณหา – ความอยาก ความด้ินรน ความทะเยอทะยาน ความไมหยุดน่ิงอยูกับที่ ใจของเรา จะถูกขับเคลื่อนไปเรื่อยดวย อํานาจของความอยากคือตัณหา - กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อยากเพื่อความโลภ อยากเพื่อความโกรธ อยากเพ่ือ อิจฉารษิ ยา ราคะตณั หา นค่ี อื อยากตามอํานาจของสมทุ ัย ในทางตรงกันขา ม เราจะตองเพ่มิ พูนความอยากตามอํานาจของ มรรค มรรคปฏิปทาเปนขอปฏิบัติเพื่อขัดเพื่อเกลา ความอยาก เพ่ือมรรค - อยากใหทาน อยากรักษาศีล อยากประพฤตธิ รรม อยากปฏิบัติธรรม อยากไดอรรถ ไดธรรม อยากไดมรรคผล อยากไดนิพพาน ยอนมาดูพลังสองพลังท่ีมันมีอยูในหัวใจของเรา คือ พลังของ ตัณหา กับ พลังของมรรค เราพยายามท่ีจะสะสางชีวิตจิตใจ ของเราใหเปนไปตามอํานาจของมรรค โดยเอาศีลมากํากับ โดย เอาธรรมมากํากับ สมถธรรม วิปสสนาธรรม เปนเรื่องของธรรม ศีล สมาธิ ปญญา รวมกันแลวคือ พระธรรม ทั้งพระธรรม พระ วินัย สวนท่ีเปนมรรค ก็คือศีล คือสมาธิ คือปญญา ถาจะวาให เต็มท่ีกค็ ือ อริยมรรคมอี งค ๘ ๑๔๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ป ๒๕๖๑ เลม ท่ี ๒ ถาเราต้ังใจรักษาศีล แคศีล ๕ ขอ ขอใหเรามีความบริสุทธ์ิอยใู น ข้ันของศีล ๕ ทานก็ถือวาเปนผูมีความบริสุทธ์ิ ต้ังใจปฏิบัติ เจรญิ ใหไดต ามหลกั กรรมบถ กรรมของเรา เราจะบริสุทธ์ิไดอยางไร เราไมตองไปดูเบื้องหนา เบื้องหลัง เราเกิดมามีวิบากกรรมมาอยางไร เราไมตองไปดู เพราะสิ่งที่ลวงมาแลว แกไขอะไรไมได สิ่งท่ีจะเปนไปขางหนาก็ ทําอะไรไมได เรามาสํารวมระมัดระวังอยูในปจจุบัน เพราะฉะน้ัน ระวังกายกรรมดวยการตั้งใจรักษาศีล ศีล ๕– ไม ฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมประพฤติผิดในกาม ไมพูดเท็จ ไมพูด หยาบ ไมพ ูดสอ เสียด ไมดื่มนา้ํ เมา ศีลขอที่ ๕ สําคัญ พอเมาแลวมันขาดสติ ตรงที่ขาดสตินี่แหละ คือตัวสําคัญท่ีสุด พวกเราทุกคน พอท่ีจะเปนผูเปนคนได เพราะวาเรามีสติ ถาหากเราขาดสติปบ มันเปนเหตุ ศีลขอ ๑ – ๔ ขาดงาย คนท่ีไมมีสติอยางเต็มที่ เขาเรียกวาคนบา – ตั้งใจที่ จะนึก คิด ทํา อะไรตออะไรก็ตาม ไมเปนลําดับ ไมเปนขั้น ไม เปนตอน ทําไปสะเปะสะปะ ตามอํานาจของสติท่ีมัน ผลุบๆ โผลๆ สตไิ มสมบูรณ คนบา ถาเราต้ังใจมีศีล ๕ ใหบริสุทธ์ิ สามีภรรยาก็อยูดวยกันอยางเปน ผาสุก สังคมของเราก็อยูดวยกันอยางผาสุก ชีวิตของเรา ปลอดภัย ทรัพยสมบัติของเราปลอดภัย ความเปนสามีภรรยา คคู รองของกนั และกนั กป็ ลอดภัย วาจาคําพดู ไมมีซุกไมมซี อ น ไม มีบิดไมมเี บ้ียว ทาํ ใหค วามเปนอยูของเรานั้นปลอดภัย รวมถึงไม มอมเมาใหเ ราขาดสติ ๑๔๖


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook