Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือสวดมนต์ (บาลี)

หนังสือสวดมนต์ (บาลี)

Published by koranis9, 2022-01-08 14:11:47

Description: หนังสือสวดมนต์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร (บาลี)

Search

Read the Text Version

๗. ผู้ถึงพรอ้ มแล้วด้วยสิกขาสาชีวะของภิกษุทั้งหลาย คือ อธศิ ีล และ อาชวี ะสิกขาบท ทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญัติไว้ จงึ เป็นภกิ ษุได้ คร้นั เปน็ ภิกษุ แล้ว จะต้องร้อู าบตั ทิ ี่จะพึงตอ้ งด้วยอาการ ๖ อยา่ ง คือ ตอ้ งด้วยไม่ละอาย ร้แู ลว้ แกลง้ ล่วงสิกขาบท ๑ ต้องดว้ ยความไม่ร้จู กั สกิ ขาบทถีถ่ ว้ น ๑ ต้องดว้ ยความสงสัยขนื ทำลง ๑ ต้องดว้ ยความสำคญั ในของท่ไี ม่ควรว่าควร ๑ ตอ้ งดว้ ยความสำคัญในของท่คี วรวา่ ไมค่ วร ๑ ตอ้ งด้วยหลงลมื สติ ๑ ถ้าไม่รู้จักอาการท่ีต้องอาบัติ ๖ อย่างนี้แล้ว ยากอยู่ที่จะรักษาตนให้ พน้ จากอาบตั ไิ ด้ เพราะเหตุน้ัน เราทั้งหลายพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ต้ังใจศึกษาฟัง สิกขาบทโดยเคารพ ทจ่ี ะแสดงเดี๋ยวนี้ ใหส้ ำเร็จประโยชน์ เทอญ ฯ ๘. กลุ บุตรผบู้ วชเปน็ ภกิ ษุและสามเณรในศาสนาน้ี มอี ยู่ ๕ จำพวก จำพวกหน่ึงช่ือ “อุปชีวิกา” เข้าบวชในพระศาสนา อาศยั หาเล้ียงชีพ พอเป็นสุข ๆ เท่านั้น จำพวกหน่งึ ช่ือ “อุปกฬี ิกา” เข้าบวชในพระศาสนา อาศัยหาของเล่น พอเป็นสุข ๆ เทา่ นั้น จำพวกหน่ึงชื่อ “อุปทูสิกา” เข้าบวชในพระศาสนา เป็นผู้ ประทุษร้ายตระกูล คือ ประจบชาวบ้าน ด้วยช่วยธุระทำการงานของเขา ๒๐๐

บ้าง ใหส้ ่ิงของแก่เขาบ้าง ช่ือว่าเป็นผูบ้ วชประทษุ ร้ายศาสนา หาเลี้ยงชีพไม่ ชอบธรรม ทำใหศ้ าสนาเส่ือมเสียไป จำพวกหนึ่งช่ือ “อุปมุยฺหิกา” เข้าบวชในพระศาสนา เป็นคนหลงงม งาย ผิดหรอื ชอบก็ไม่รู้ หลับตาทำไป พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็น ทีพ่ ่งึ ของตน ก็หารู้จกั ไม่ จำพวกหน่ึงชื่อ “อุปนิสฺสรณิกา” เข้าบวชในพระศาสนา เพ่ือจะออก จากทกุ ข์ ทำใหแ้ จง้ ซง่ึ พระนพิ พาน ผูบ้ วชในศาสนามอี ยู่ ๕ จำพวกอยา่ งน้ี สามจำพวกข้างต้น ท่ีบวชอาศัยหาเล้ียงชีวิต และบวชหาของเล่น และบวชประทุษร้ายตระกูลในศาสนานี้ ไม่ชอบธรรมและวินัย ถึงจะให้ ศึกษาเล่าเรียนฟังไป ขัดไม่ได้ก็เป็นสักแต่ว่าทำเท่าน้ัน หาปฏิบัติจริง ๆ ไม่ ถ้าว่าเป็นการบุญกุศล เป็นต้นว่า เล่าเรียนท่องบทสวดมนต์ ไหว้พระ ฟัง เทศน์ เป็นกิจของตนท่ีจะพึงทำแล้ว ผัดเพี้ยนบอกว่าป่วยเสีย กระทำไม่ได้ ถ้าเป็นกิจนิมนต์แล้ว ไกลใกล้ไม่ว่า ไปได้ บุคคลเช่นนี้ พึงรู้เถิดว่า เป็นผู้ เคารพต่อลาภ ไม่เคารพต่อธรรม ทำให้ศาสนาเส่ือมเสียไป เพราะความมุ่ง หมายของตน ที่จะหาเลยี้ งชวี ิตและจะหาของเล่นเท่าน้นั ก็พวกท่ี ๔ เข้าบวชหลงงมงายนั้น ต้องการธรรมวินัยอยู่ แต่หารู้จัก ธรรมวินยั ไม่ เขาว่าอย่างไร กห็ ลบั ตาทำไป ผดิ ธรรม ผดิ วินัยกห็ ารู้ไม่ พวกท่ี ๕ เข้าบวชในศาสนานี้ หวังออกจากทุกข์เท่าน้ัน เป็นผู้ ต้องการธรรมวินยั เพราะว่าธรรมวนิ ยั น้นั เป็นพระศาสนาแทนพระพทุ ธเจ้า ๒๐๑

เป็นอุบายเพื่อจะให้ออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้จริง ๆ สม ตามความหวัง ของตน ๆ ก็เราท้ังหลายมาบวชเป็นภิกษุและสามเณรในศาสนาน้ี หวังจะออก จากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ควรท่ีเราทั้งหลายจะเคารพนับถอื ธรรม และวนิ ยั ให้ยงิ่ กวา่ อืน่ ๆ จงึ จะชอบ เหตุดังน้ัน บัดนี้จะได้แสดงวินัยกถา จงพากันตั้งใจฟังโดยเคารพ ให้ สำเรจ็ ประโยชน์ เทอญ ฯ ๙. เราท้ังหลายมาปฏิญาณว่าเป็นอุปสัมบัน ผู้เข้าถึงพร้อมพระทัย พระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องปฏิบัติให้สมกับชื่อว่า อุปสัมบัน ท่ีจะปฏิบัติให้ สมกบั ชอ่ื อุปสมั บนั น้นั คอื สิ่งใดที่พระองค์ห้ามไวไ้ มใ่ ห้ทำ ก็ไมท่ ำ ที่พระองค์ สง่ั สอนให้ทำ ก็ทำตามทุกอย่าง อย่างน้ีแหละ จึงจะชื่อว่า “อุปสมฺปนฺโน” ผ้เู ข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้าได้ อน่ึง ปฏิญาณว่าเป็นภิกษุแล้ว ก็ต้องปฏิบัติให้สมกับช่ือว่า “ภิกษุ” คือ เป็นผู้เห็นภัย ปฏิบัติต่อยกิเลส ทำลายกิเลส ไม่ก่อกิเลสให้กำเริบกล้า ข้นึ ทำให้บรบิ ูรณ์พร้อมในสิกขา คือพระปาฏิโมกข์ อย่างนี้แหละ จึงจะสม กบั ชอื่ ว่า “ภิกษุ” ได้ อนึ่ง มาปฏิญาณว่า เป็นบรรพชิต เป็นสมณะแล้ว ก็จำต้องปฏิบัติให้ สมกับชอ่ื ว่า “บรรพชติ ” ว่า “สมณะ” ที่จะทำกิจให้สมกับช่ือว่า “บรรพชิต” ว่า “สมณะ” น้ัน คือ ละเว้น กิจของคฤหสั ถ์ทงั้ ปวง มาทำกจิ คือ เว้น ระงบั บาปนอ้ ยใหญ่ ไม่เบยี ดเบยี นผู้ หนึ่งผู้ใด ให้เขาได้รับความลำบาก เดือดร้อนด้วยกาย วาจา อย่างน้ีแหละ ๒๐๒

จึงจะสมกับช่ือว่า “อุปสัมบัน”, ว่า “ภิกษุ”, ว่า “บรรพชิต”, ว่า “สมณะ” ได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามลักษณะท่ีช่ือว่าอุปสัมบัน และภิกษุ และบรรพชิต และสมณะ ดังว่ามาน้ีแล้ว ด้วยมาตรว่านุ่งผ้าเหลืองโกนผม ปลงหนวด เท่าน้ัน จะเป็นอุปสัมบัน เป็นภิกษุ เปน็ บรรพชติ เป็นสมณะไดม้ าแต่ไหน ก็เราท้ังหลาย จะปฏิบัติให้เป็นผู้เข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้า และเป็นผู้เห็นภัย ทำลายกิเลส และเป็นผู้เว้น เป็นผู้ระงับ ไม่ทำบาปน้อย ใหญ่ ด้วยกาย วาจา ใจ ก็ต้องอาศัยศึกษารู้ธรรมและวินัย ปฏิบัติไปอย่างน้ี แหละ จึงจะสมควรแก่เราท้ังหลาย ท่ีมาปฏิญาณว่า เป็นอุปสัมบัน เป็น ภกิ ษุ เปน็ บรรพชติ เปน็ สมณะได้ เพราะเหตุนั้น บัดน้ีจะได้แสดงวินัยกถา จงพากันต้ังใจฟังโดยเคารพ ใหส้ ำเร็จประโยชน์ เทอญ ฯ ๑๐. เราทั้งหลายมาปฏิญาณตนว่าเป็นอุปสัมบัน และภิกษุ และ บรรพชิต และสมณะ ดังพรรณนามาแล้วน้ัน ก็จำจะต้องปฏิบัติ ให้สมควร แก่ปฏิญาณของตน จึงจะชอบ ถ้าไม่ปฏิบัติให้สมกับปฏิญาณของตนแล้ว บวชทำไม บวชเอาอะไร อาบัติก็ไม่กลัว บุญก็ไม่อยากได้ อยู่มาปาฏิโมกข์ก็ ไม่จบ ทอดธุระเสีย ไม่ศึกษาในพระปาฏิโมกข์ กเ็ ป็นอาบัติทุกวัน ๆ ไปด้วย ไม่เอ้ือเฟ้ือ เพราะพระพุทธเจ้าทรงบังคับให้ศึกษา มีที่มาทั้งในพระสูตร และพระวนิ ัย ก็ที่มาในพระวินัยนั้นว่า “ตตฺถ สพฺเพเหว สิกฺขิตพฺพํ” ให้ท่านผู้มี อายุท้ังสิ้น พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมยินดีศึกษาในพระปาฏิโมกข์นั้น ๒๐๓

เถิด อน่ึง ที่มาในพระวินัยน้ัน ว่า “สิกฺขมาเนน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ฯปฯ อยํ ตตฺถ สามีจิ” ดังน้ี ให้ภิกษุผู้ศึกษาอยู่ พึงให้รู้ทั่วไป ถ้าไม่รู้ ให้พึงไต่ ถามในสกิ ขาบทนอ้ ยใหญ่ ให้รใู้ หเ้ ข้าใจ ที่มาในพระสูตรนั้นว่า “สมฺปนฺนสีลา ภิกฺขเว วิหรถ ฯเปฯ สกิ ฺขาปเทสุ” ท่านทัง้ หลาย จงเป็นผู้มศี ีลบริบรู ณ์ มีปาฏิโมกข์ถึงพร้อมแล้ว เถิด จงเป็นผู้สำรวมแล้วในปาฏิโมกข์ ใหบ้ รบิ ูรณ์ ดว้ ยอาจาระและโคจรเถิด จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานสิกขาบทน้อยใหญ่ ศึกษา อยดู่ ้วยดีเถดิ ดังน้ี ด้วยพระพุทธเจ้าทรงบัญชาให้ศึกษาสิกขาบทน้อยใหญ่ ท้ังในพระ สูตรและพระวินัยดังว่ามาน้ี ถ้าภิกษุทอดธุระเสีย ไม่ศึกษาตามบัญชาของ พระพุทธเจ้า ก็เป็นอาบัติทุกวันไป เพราะไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อเป็นอาบัติอยู่ทุก วัน ๆ อย่างนี้ อยู่ทำไม สึกเสียดีกว่า อยู่ไปก็ขาดทุน ไม่ได้กำไร เป็นท่ี รังเกยี จของเพอื่ นพรหมจรรยผ์ ทู้ ่ีกลัวบาปอยากไดบ้ ญุ ด้วยเหตุดังน้ี บัดน้ีจะได้แสดงวินัยกถา จงพากันต้ังใจฟังโดยเคารพ ให้สำเร็จประโยชน์ของตน ๆ เถิด ฯ ๑๑. บัดน้ี จะได้แสดงข้อปฏิบัติ ทไ่ี มใ่ ช่ธรรมไม่ใช่วินัย และข้อปฏิบัติ ทเ่ี ปน็ ธรรมเป็นวนิ ยั ซ่ึงมาในโคตรมีสตู ร ความว่า ข้อปฏิบัติที่เป็นไปพร้อม เพื่อราคะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องย้อมใจ ดว้ ยดี นี่ไมใ่ ชธ่ รรม ไมใ่ ชว่ นิ ัย ไมใ่ ช่คำส่งั สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติท่ีเป็นไปด้วยดี เพื่อปราศจากความย้อมใจ คือราคะ โทสะ โมหะ นี่เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสง่ั สอนของพระศาสดา ๒๐๔

ข้อปฏิบัติที่เป็นไปด้วยดี เพื่ออันประกอบสัตว์ไว้ด้วยดีในวัฏฏะ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพัตตปรามาส กามราคะ พยาบาท รูปราคะ อรูป ราคะ อุทธัจจะ มานะ อวิชชา นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของ พระศาสดา ขอ้ ปฏิบัตเิ ป็นไปด้วยดี เพื่ออันเว้นจากธรรมอันประกอบสัตวไ์ วด้ ้วยดี ในวัฎฎะ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพัตตปรามาส กามราคะ พยาบาท รูปราคะ อรูปราคะ อุทธัจจะ มานะ อวิชชา น่ีเป็นธรรม เป็นวินัย เป็น คำสั่งสอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่ออันก่อเกิดต่อไปในภพหน้า นี่ไม่ใช่ธรรม ไมใ่ ช่วนิ ัย ไม่ใชค่ ำส่ังสอนของพระศาสดา ข้อปฏิบตั ิเป็นไปด้วยดี เพือ่ ไมก่ ่อเกิดต่อไปในภพหนา้ คือพระนพิ พาน นี่เปน็ ธรรม เปน็ วนิ ัย เปน็ คำส่งั สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความปรารถนาใหญ่ มักมาก นี่ไม่ใช่ ธรรม ไม่ใชว่ นิ ัย ไม่ใชค่ ำสงั่ สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพ่ือความปรารถนาน้อย ไม่มักมาก เรียน หนังสือก็ไม่อยากให้ใครรู้ สมาทานธุดงค์ก็ไม่อยากให้ใครรู้ มรรคผลเกิดข้ึน กไ็ มอ่ ยากใหใ้ ครรู้ นเ่ี ปน็ ธรรม เปน็ วินัย เปน็ คำสงั่ สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพ่ือไม่สันโดษ ไม่ยินดีอยู่ด้วยของที่มีอยู่ เท่านั้น ตะเกียกตะกายขวนขวายหาต่อไป น่ีไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่ คำสัง่ สอนของพระศาสดา ๒๐๕

ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อสันโดษ เต็มใจยินดีอยู่ด้วยของท่ีมีอยู่ เท่านั้น ไม่ตะเกียกตะกายขวนขวายหาต่อไป น่ีเป็นธรรม เป็นวินัย เป็น คำส่ังสอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี ด้วยอันอยู่ระคนปะปนกับด้วยลูกศิษย์ และ อุบาสกอบุ าสกิ า ไม่มีเวลาทจี่ ะทำจิตให้เกดิ สมาธิได้ นไ่ี ม่ใช่ธรรม ไมใ่ ช่วนิ ัย ไมใ่ ช่คำส่งั สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อวิเวกสงัดกาย หลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียว เพ่ือ จะให้ได้สมาธิ น่เี ป็นธรรม เปน็ วินัย เป็นคำสัง่ สอนของพระศาสดา ข้อปฏบิ ัตเิ ป็นไปด้วยดี เพ่ือความเกยี จครา้ นในอันละบาปกอ่ สรา้ งบุญ กุศล นไี่ ม่ใชธ่ รรม ไมใ่ ช่วนิ ยั ไมใ่ ชค่ ำสัง่ สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพ่ือความเพียรในอันละบาปก่อสร้างบุญกุศล นเี่ ปน็ ธรรมเป็นวินัย เปน็ คำสัง่ สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพ่ือความเป็นผู้อันเขาเลี้ยงยาก นี่ไม่ชอบใจ กิน นั่นไม่ชอบใจกิน พิถีพิถันไปต่าง ๆ น่ีไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำส่ัง สอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพ่ือความเป็นผู้เลี้ยงง่าย ได้อะไรก็กิน กินไม่ เลือก พอยังชีวิตใหเ้ ป็นไปเท่านั้น น่ีเป็นธรรม เป็นวินัย และเป็นคำสง่ั สอน ของพระศาสดา ภิกษุสามเณรที่มาบวชในศาสนานี้ อุตส่าห์ปฏิบัติให้ดี ให้ถูกต้องตาม พระธรรมและวินัยคำส่ังสอนของพระศาสดาเถิด จะได้ไม่เสียทีท่ีมา ประพฤติพรหมจรรยใ์ นพระธรรมวนิ ยั น้ี ๒๐๖

ถา้ ปฏิบตั ินอกธรรม นอกวินยั นอกคำสง่ั สอนของพระศาสดาดังว่ามา นีแ้ ล้ว เสยี ทีทเ่ี กิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาน้ีทีเดียว เพราะปฏิบัติ นอกธรรมนอกวินัย นอกคำส่ังสอนของพระศาสดา ภิกษุสามเณรจงรู้ท่วั กัน เถดิ ฯ ๑๒. มหาโจร ๕ จำพวกมีอยู่ในศาสนาน้ี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุตต ริมนุสสธรรมสิกขาบท วา่ มหาโจรท่ี ๑ คือ ภิกษุบวชแล้ว ควรจะเล่าเรียนสิกขาบท เพื่อบรรลุ มรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ก็หาเล่าเรียนศึกษาสิกขาบทอย่างนั้นไม่ ไปมุ่งหาบริษัทบริวาร ให้บรรพชิตและคฤหัสถ์นับถือสักการบูชาด้วยปัจจัย ทัง้ ๔ บวชอย่างนี้ เป็นมหาโจรท่ี ๑ เพราะไปปล้นบุญของทายกและปล้น ศาสนา ทำให้อนั ตรธานเส่ือมเสยี ไปด้วย มหาโจรท่ี ๒ คือ ภิกษุเล่าเรียนปริยัติธรรมเผาตัวเสีย คือเล่าเรียนมุ่ง ต่อลาภสักการะ ความสรรเสริญฝ่ายเดียว ลาภสักการะความสรรเสริญ เกิดข้นึ ฆา่ ตัวเสีย เผาตวั เสีย ทำอันตรายแก่บุญกุศลมรรคผลนพิ พาน อย่างนี้ช่ือว่า มหาโจรท่ี ๒ เพราะขโมยปริยัติธรรมไปแลกลาภ สักการะความสรรเสริญเสีย ก็จะเล่าเรียนปริยัติธรรมน้ัน เพ่ือจะให้รู้ในศีล สมาธิ ปัญญา คร้ันรู้แล้ว จะได้ปฏิบัติ ทำให้สมบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เพื่อบรรลุมรรคผลทำให้แจ้งซ่ึงพระนิพพาน เล่าเรียนอย่างน้ี เป็น นิสสรณะปริยัติอย่างยิ่ง สมควรแก่ผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัย น้ี ๒๐๗

มหาโจรท่ี ๓ คือ ภิกษุเอาครุภัณฑ์ของสงฆ์ไม่ควรที่จะแจกจะปัน หรือสละให้แก่กันและกันได้ เพราะเป็นครุภัณฑ์ ก็เอาครุภัณฑ์ไปแจกจ่าย ปนั กนั เสีย จนถึงสงเคราะหช์ าวบ้าน จัดเป็นมหาโจรลักของสงฆท์ ี่ ๓ มหาโจรท่ี ๔ คือ ภิกษุโกรธเคืองริษยาเพื่อนพรหมจรรย์ เขาเป็นผู้ บริสุทธิ์ โจทก์เขาด้วยอาบัตปิ าราชิกหามูลมิได้ เป็นมหาโจรท่ี ๔ เพราะเป็น ผู้ปลน้ ขโมยคุณเขา มหาโจรท่ี ๕ คือ ภิกษุบวชประพฤติพรหมจรรย์น้ี ก็เพ่ืออุตตริมนุสส ธรรม คือ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ มรรค ผล นิพพาน ครั้นยังไม่ได้ ไม่ถึง มี ความปรารถนาลามก อยากใหเ้ ขานับถือและบูชา อวดเขาวา่ ได้แลว้ ถงึ แลว้ น้ีเป็นยอดมหาโจรท่ี ๕ เพราะขโมยอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นคุณอัน สูงสุดในพระพทุ ธศาสนา นอ้ มเขา้ มาในตน อวดเขาวา่ ได้แล้ว ถงึ แลว้ ภิกษุสามเณรท่ีมาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนานี้ อุตส่าห์ ปฏบิ ตั ิให้ดี อย่าใหเ้ ป็นมหาโจรท้งั ๕ ดังว่ามานีเ้ ลย ฯ ๑๓. ผู้มีความต้องการด้วยบุญกุศล จนถึงมาบวชเป็นภิกษุและ สามเณรในพระธรรมวนิ ัยน้ี ครั้นบวชแล้ว จำต้องปฏบิ ัติตามคำสั่งสอนของ พระพุท ธเจ้า ตามสติกำลังด้วยกันทุก ๆ คน ก็ควรรู้เสียบ้างว่า พระพุทธเจ้าน้ัน พระองค์เป็นบรมราชโอรส ของบรมกษัตริย์ใหญ่ในกรุง กบิลพัสด์ุนคร พระพุทธเจ้าพระองค์น้ัน มีพระกิริยาอัชฌาสัย และพระ วาจาเรียบร้อย ไม่กระด้างกระเด่ืองหยาบคาย เพราะพระองค์ ทรงเป็น ศากยราชตระกูล ต้ังอยู่ในสุขุมาลชาติ จึงได้ทรงสั่งสอนไว้ในเสนาสนวรรค ว่า ๒๐๘

เมอื่ ภิกษุผอู้ ่อนจุดไฟ ดับไฟ หรอื ปิดเปดิ หน้าต่างเป็นตน้ จงขอโอกาส แก่ภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่าตนเสียก่อน จึงจะทำได้ เพ่ือจะแสดงความเคารพ และอชั ฌาสัยอันเรียบร้อยซ่ึงกนั และกัน ก็เราทั้งหลายเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าแล้ว ควรจะมีกิริยาอัชฌาสัย เรียบร้อย จึงจะเป็นการดีงาม เหมือนการท่ีมาไหว้พระสวดมนต์เป็นต้น ควรจะมีกิริยาอัชฌาสัยอันเรียบร้อย แสดงความเคารพซึ่งกันและกันจึงจะ ชอบ ไม่ควรจะมาทำอาการให้วปิ ริตไปตา่ ง ๆ คอื เวลาไหว้พระอยู่ ภายนอก เจรจากันบ้าง หัวเราะกันบ้าง ด้วยเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ เสียงพึม ๆ พำ ๆ ดังบ้าง ได้ยินเข้ามาถึงข้างในบ้าง ขากเสลดบ้าง ทำกุก ๆ กัก ๆ โดนประตู บา้ ง เป็นต้น ท่ีทำอาการดังว่ามานี้ ไม่ดีไม่งามเลย เพราะตั้งใจจะมาไหว้พระสวด มนต์ด้วยกนั ทั้งน้ัน กลับมาทำอาการไม่เรียบร้อยต่าง ๆ ประโยชน์ของตนก็ ไม่บริบูรณ์ ซ้ำทำประโยชน์ของผู้อ่ืนให้เสื่อมเสียไปด้วย การไหว้พระสวด มนตไ์ ม่ช้านัก พออดทนได้อยู่ จะตั้งใจเสียว่า เรามาไหวพ้ ระยังกุศลธรรมให้ เจริญเวลาหน่งึ ๆ กจ็ ะดีทเี ดยี ว ฝ่ายสามเณรเล่า แต่พอกราบพระแล้วก็ตะลีตะลานจะออกอยู่ท่า เดียว จะเต็มเบื่อ หรือห่วงอะไรก็ไม่ทราบ ทำขลุกขลักสวบสาบกันทุกวัน เห็นจะนึกเสียว่า กิจการฟังสิกขาบทไม่ใช่ธุระของเรา เป็นกิจการของพระ ต่างหาก จึงได้หลีกเล่ียงเสีย ท่ีจริงแล้ว ผู้บวชจะต้องการบุญกุศลจริง ๆ ควรจะฟังจึงจะชอบ ด้วยเปน็ ธรรมวินัยแสดงขอ้ ปฏิบตั ติ ่าง ๆ จะไดม้ ีความ ๒๐๙

ศรัทธาเลื่อมใส และให้รู้จักประพฤติตนให้ต้ั งอยู่ในความเจริญ ใน พระพทุ ธศาสนา จึงจะเปน็ การสมควรแก่ตน ฯ ๑๔. ผู้ที่มาบวชในศาสนานี้ มาบวชด้วยศรัทธาเช่ือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าก็มี มาบวชด้วยเสียมารดาบิดาก็มี จำใจบวชก็มี มาบวชตาม กาล คล้ายกับเกณฑ์มาบวชก็มี ครั้นบวชแล้ว บางคนมีศรัทธาเลื่อมใส ปฏิบตั ิตามธรรมวนิ ัยกม็ ี บางคนบวชแล้ว เดิมก็เล่ือมใสศรัทธา คร้ันบวชแล้ว นานมา กลายเป็นคนเกียจคร้านไป ไม่เล่าเรียนศกึ ษาอะไร ๆ แคไ่ หว้พระสวดมนตก์ ็ เต็มที ไมอ่ ายผีสางเทวดา และพระเณรที่เขามีศรทั ธาบา้ งเลย บางคนบวชแล้ว ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ให้เป็นผู้ต้ังอยู่ในธรรม ของสมณะ เป็นธุระที่จะต้องทำจริง ๆ ก็หาทำไม่ ไปทำกิจอื่นเสีย มีกิจของ ชาวบ้านเป็นต้น ปฏิบัติค่อนข้างจะเป็นกิจอาชีพก็มี ผู้ที่มาบวชไม่ปฏิบัติ ตามธรรมวนิ ยั ดงั ว่ามาน้ไี ม่สมควรเลย ก็เราท้ังหลายมาบวชด้วยศรัทธาในพระธรรมวินัยนี้ พระธรรมและ วนิ ัยทเ่ี ป็นพระศาสดาเหมือนองคพ์ ระพทุ ธเจา้ นน้ั เปน็ ของหายากนัก ควรที่ เราทั้งหลายจะไม่ประมาท อุตส่าห์เล่าเรียนพระธรรมวินัยน้ัน ท่องบ่น ศกึ ษาไป อย่าใหว้ ันคืนล่วงเสยี ไปเปลา่ ๆ เลยไม่ดี ขาดทุนชวี ิตท่ีเปน็ มา เดี๋ยวนี้ จะได้แสดงวินัยกถา จงพากันต้ังใจฟังโดยเคารพ ให้สำเร็จ ประโยชนข์ องตน ๆ นน้ั เทอญ ฯ ๑๕. บุคคลมาบวชในศาสนามี ๒ จำพวก บางจำพวกบวชด้วย ศรัทธา บางจำพวกบวชด้วยไม่ศรทั ธา เป็นแต่สักว่าเห็นเขาบวช ก็บวชบา้ ง ๒๑๐

พวกท่ีไมม่ ีศรัทธา บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเปน็ เถร บวชทำไม บวชไป ๆ ก็กลายเป็นขโมย บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นเถรเร่อร่า เลอะเทอะ ไม่ รจู้ ักศาสนาว่าเป็นของดี บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นพ่อค้า บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นเจ้าชู้ บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นลูกจ้างของ คฤหัสถ์ ปฏิบัติหาเลี้ยงชีวิตไม่สุจริต บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นคน เกะกะกดี วดั ปฏิบตั ิไม่คมุ้ ตวั บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นคนเกะกะกดี ศาสนาหาที่พ่ึงมไิ ด้ ท่ีพึ่ง ที่เคารพของตนคือธรรมวินัย สองอย่างเป็นสัตถุศาสนา มีผู้แสดงให้ฟังก็ไม่ อยากฟัง พากันลุกตุบ ๆ ออกไปเสียนอกโบสถ์ ไม่ชอบฟัง ถ้าเป็นถ้อยคำ ของคนตลกคะนอง ร้องรำเอะอะอ้ืออึงให้อารมณ์ฟุ้งซ่าน ก็ไม่รำคาญ สู้ นอนนั่งทนฟังอยู่ได้ บวชทำไม บวชเอาอะไร กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน ข้ีรดวัด เยี่ยว รดวัด ปฏิบัติเลอะเทอะ บวชทำไม บวชเอาอะไร เล่าเรียน หรือท่องบ่น อยา่ งใดอย่างหนึง่ กไ็ ม่มี แตส่ วดมนตไ์ หวพ้ ระกเ็ ต็มที ช่างไม่อายผีสางเทวดา พระเณรท่ีเขามีศรทั ธาบา้ งเลย ก็เราทั้งหลาย ไม่ได้วุ่นวายเลอะเทอะอย่างว่ามาน้ี ควรที่เราท้ังหลาย จะประกอบศึกษาเล่าเรียน ท่องบ่นสวดมนต์ไหว้พระ อย่าให้กาลเวลา วัน คนื ล่วงไปเสยี เปล่า ขาดทุนชีวิตท่เี ป็นมา เหตุดังน้ัน บัดนี้จะได้แสดงวินัยกถา จงต้ังใจศึกษาฟังให้สำเร็จ ประโยชน์ เทอญ ฯ ๒๑๑

๑๖. ผู้ใดมาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยน้ี เกียจคร้านเสีย ไม่ได้เจริญวิปัสสนา อย่างใช้สวดมนต์อยู่ทุกวันน้ี เป็นพหุลเทศนา พระพุทธเจ้าตรัสส่ังสอนมากกว่าโอวาทอื่น ๆ เป็นพุทธภาษิตทางพระ นิพพานแท้ ผู้ที่ไม่ได้เจริญวิปัสสนา ถึงชีวิตจะเป็นอยู่นานสักร้อยปี และ บริบูรณ์ด้วยลาภยศสมบัติก็ดี ก็ไม่ประเสริฐ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามพระ พุ ท ธภ าษิ ต เป็ น ท างพ ระนิ พ พ าน เสียที ที่ เป็ น ม นุ ษ ย์เกิ ด ม าพ บ พระพทุ ธศาสนาน้ี ก็ผู้ใดได้เจรญิ วิปสั สนาอยา่ งสวดมนตอ์ ยู่ทุกวนั น้ี ถึงชวี ิต จะเป็นอยู่ไม่นานสักวันเดียวตายไป ผู้นั้นวิเศษประเสริฐกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญ วิปัสสนาภาวนานั้น เรื่องที่ว่ามาน้ีเป็นพุทธภาษิต แสดงอานิสงส์เจริญ วปิ ัสสนาอันมีผลยิง่ ใหญ่นัก เพราะเหตุนั้น ภิกษุและสามเณรท้ังหมดด้วยกัน อย่าเกียจคร้านเลย จงอุตส่าห์สวดมนตเ์ จริญวปิ ัสสนาทกุ วันเถดิ ถงึ ชวี ติ จะไม่เปน็ ไปนาน อย่วู ัน เดียวดับไป ก็จะไม่เสียทีท่ีเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ ก็ผู้ท่ีมา บวชด้วยศรัทธาแล้ว ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเข้าถึงพร้อมพระทัยของพระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์วิเศษกว่าเทวดาและพรหมโดยข้อปฏิบัติ เพราะเทวดาและ พรหมเหล่าน้ัน เป็นอนุปสัมบัน มิได้ปฏิบัติโดยอุปสัมบัน คือเข้าถึงพร้อม พระทัยพระพุทธเจ้าได้ เราทั้งหลายควรจะยินดีในการประพฤติ พรหมจรรยน์ ้ี อยา่ แปรปรวนไปสูฆ่ ราวาสวิสยั เสียเลย ฯ ๑๗. ลักษณะภิกษุจะทำอุโบสถ คือฟังพระปาฏิโมกข์ในอุโบสถน้ัน จำเป็นจะต้องชำระตน คอื แสดงอาบัติให้เป็นคนบริสุทธ์ิเสียก่อน จึงจะควร ด้วยเป็นการแสดงตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์ในที่ประชุมสงฆ์ ถ้าเป็นผู้ไม่บริสุทธ์ิ ๒๑๒

มีอาบัติอยู่ ไม่ควร ต้องสัมปชานมุสาวาททุกกฏ เพราะเหตุน้ี เม่ือฟังอยู่ ระลึก อาบัติได้ พึงบอกกับภิกษุผู้น่ังใกล้กันว่า ข้าพเจ้ามีอาบัติชื่อน้ีอยู่ ครนั้ ลกุ จากที่น้แี ลว้ จะแสดงซึง่ อาบัตินนั้ อนึ่ง เมื่อมคี วามสงสัยในอาบัติท่ีเกิดข้ึน กพ็ ึงบอกว่า ข้าพเจ้าสงสัยใน อาบัติสิกขาบทน้ี เม่ือเห็นแล้วจะแสดงคืน ถ้าเป็นผู้บริสุทธ์ิแล้ว เม่ือจบ อเุ ทศหนึง่ พึงอธิษฐานจติ เสียดังนี้ “ปาริสทุ ฺเธตฺถาหํ” เราเปน็ ผู้บริสทุ ธแ์ิ ล้ว ในอเุ ทศนี้ เม่ือฟงั อยู่จะต้องฟงั โดยเคารพ คือน่ังนง่ิ นึกน้อมจิตไปตามผสู้ วด ถ้าไม่ฟังโดยเคารพ พูดจากันเสียเป็นต้น ชื่อว่าไม่เคารพต่อสงฆ์และไม่ เออ้ื เฟอ้ื ในการฟังพระปาฏโิ มกขด์ ้วย ไมด่ ไี มง่ ามเลย อนงึ่ เมื่อสวดพระปาฏโิ มกข์จบแล้ว ยังมกี ิจสวดมนตต์ ่อไป ผ้ทู ี่ป่วยไข้ ไม่สบายจริง ๆ จะกลับเสียบ้าง ก็ควร แต่ผู้ที่ไม่ป่วยไข้อะไร ไม่ควร หลีกเล่ียงออกไปเสีย การร้อนและการเหนื่อย ย่อมมีด้วยกันแทบทุกคน แม้จะทนอยู่จนสวดมนต์จบ ก็เห็นพอได้ไม่เป็นไรนัก ด้วยผู้ที่อยู่ได้ก็มี ผู้ที่ อยู่ไม่ได้ย่อมเสียเปรียบผู้ท่ีอยู่ได้เป็นแน่ แต่เขาเล่นการแข่งพนันเป็นการ เกเรเกเส เขายังไม่ใคร่ยอมเสียเปรียบกันง่าย ๆ สวดมนต์นี้เป็นการบุญ ทีเดียว ยอมเสียเปรียบกันง่าย ๆ ดูกระไร ๆ อยู่กระมัง จงตรึกตรองดูบ้าง อนง่ึ กจ็ ะเป็นทิฏฐานุคติ เปิดช่องให้ผ้อู ่นื เหน็ ตามดว้ ย เพราะเหตุน้ี ขอท่านท้ังหลายจงอยู่สวดมนต์ให้เป็นการพร้อมเพรียง กัน เพอ่ื ความเจรญิ ใหย้ ิ่ง ๆ เถิด ฯ ๑๘. เราทั้งหลายมาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยน้ี ก็ หวังเพื่อจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน จะสำเร็จความ ๒๑๓

ปรารถนาได้ ก็อาศัยชำระกายวาจาใจให้บริสุทธิ์ เครื่องชำระกายวาจาใจ ให้บริสุทธิ์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางจะให้ถึงพระนิพพานได้สม ประสงค์ ศีล คือ ปาฏิโมกข์ และข้อปฏิบัติท่ีมาในขันธกะต่าง ๆ เป็นธรรม เครอ่ื งชำระกายวาจาใจให้บรสิ ทุ ธ์ิ สมาธิ ความทำจิตให้หยุดอยู่ด้วยกัมมัฏฐานอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง มี พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น จนจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านในอารมณ์ ต่าง ๆ ชอื่ วา่ เจริญสมถกมั มัฏฐานภาวนา ปัญญา ความรู้ประจักษ์ทั่วไป คือ พิจารณาสังขาร ร่างกายนี้ ว่าเป็น ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเห็นจริงแจ้งชัดในใจแล้ว ชื่อว่าเจริญ วิปสั สนาภาวนา ก็การที่มาเจริญสมาธิและปัญญาน้ี ช่ือว่าชำระใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้ คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา นี้ พระพุทธเจา้ ตรสั สัง่ สอนไว้ เปน็ เครอ่ื งสำหรบั ชำระ กายวาจาให้บริสทุ ธิ์ จึงช่ือวา่ เป็นเคร่ืองชำระภายใน กเ็ ครอ่ื งชำระภายนอก น้ัน เหมือนอย่างพระองค์ตรัสส่ังสอนให้ชำระปัดกวาดเสนาสนะ ที่เป้ือน เปรอะรกเร้ือเปน็ ต้น ดังมาในเสนาสนวตั ร ฉะน้ัน เพราะเหตุนี้ ภิกษุสามเณรผู้หวังบุญกุศลแล้ว จงบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์ และหม่ันชำระปัดกวาดเสนาสนะท่ีโบสถ์วิหาร ลานพระ เจดีย์ ท่ีสงฆ์ให้สะอาด ก็จะได้อานิสงส์ ดังมีมาในคัมภีร์บริวาร ๕ อย่างคือ จิตของผู้กวาดเลื่อมใส ๑, จิตของผู้อ่ืนเล่ือมใส ๑, เทพยดายินดีชอบใจ ๑, ๒๑๔

ผู้กวาดช่ือว่าสั่งสมเป็นกรรมให้เป็นไปในภพหน้า มีรูปงามน่าเล่ือมใส ๑, ตายแล้วไปสูส่ คุ ติสวรรค์ ๑, อีกนัยหนึ่ง คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑, จิตของผู้อื่นก็เล่ือมใสด้วย ๑, เทวดาช่ืนชมยินดีด้วย ๑, ผู้กวาดชื่อว่ากระทำตามคำสั่งสอนของพระ ศาสดา เปน็ ปฏบิ ัติบูชาด้วย ๑, เปน็ ทิฏฐานคุ ติเยยี่ งอย่างแก่ชนภายหลัง ๑, เหตุดังน้ัน ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติตามเถิด ก็ได้ช่ือว่าปฏิบัติบูชาตาม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ตามสติกำลังของตน ๆ ด้วยพรรณนามานีแ้ ล ฯ ๒๑๕

การทักนมิ ิต กรรมวาจาผกู สมี า ติจวี ราวปิ ปวาส (๑) ตรวจดูเขตวิสุงคามและหลุมนิมิต ควรให้มีแนวห่างกันเข้ามาใน โรงอุโบสถ อยา่ งน้อย ๐.๕๐ เมตร เพ่ือกนั สีมาสังกระ (๒) ประชุมสงฆ์ในโรงอุโบสถ ควรจะท้ังหมดที่มีอยู่ในเขตวัดน้ัน ท่ีมี สงั วาสเสมอกัน สอบถามเรื่องความถูกต้องในการสวดถอน ควรให้พ้นจาก หลุมนิมิตออกไปอย่างน้อย ๐.๕๐ เมตร เสร็จแล้วให้เจ้าหน้าท่ีบ้านเมือง อ่านพระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วคัดเลือกท่านผู้มี ความรู้ความสามารถ อย่างน้อย ๕ รูป ออกไปทักนิมิต (ถ้าได้สอบถามวิธี กันก่อนก็จะดี) พระสงฆ์ท้ัง ๕ รูป ออกไปทักนิมิต เร่ิมทิศบูรพา เวียนขวา ไปรอบ มาถึงทศิ บรู พาอีกครั้งหนง่ึ การทกั มี ๓ คือ ถาม, ตอบ, บอก ถาม เม่ือสงฆ์ ๕ รูปออกไปแล้ว ยืนเข้าแถวภายในหลุมนิมิต ๒ แถว คือประธานสงฆ์แถวหน้า อีก ๔ รูป แถวหลัง ผินหน้าหานิมิต และตรงทิศ นั้น ๆ (เพ่ือความเรียบร้อยควรทักรูปเดียว) ผู้เป็นประธานพึงถามว่า ปรุ ตฺถมิ าย ทสิ าย กึ นิมิตฺตํ ฯ ตอบ ใครตอบก็ได้ ส่วนมากทางวัดจัดญาติโยมไว้ตอบ คำตอบ ปาสาโณ ภนฺเต (ส่วนมากเป็นหิน) ถ้ามีสิ่งอื่นเป็นนิมิต ก็ตอบตามนิมิต น้ัน ๆ ๒๑๖

พระเถระผู้ถาม พงึ หันมาประนมมอื แก่ภกิ ษุนอกนี้ว่า เอโส ปาสาโณ นมิ ติ ฺตํ (ภิกษุนอกน้ี พงึ รับว่า อาม ภนเฺ ต) ฯ ทักไปอย่างนี้ทุกหลุมนิมิต ครบแล้วมาทักทิศบูรพาอีกครั้งหนึ่ง เพ่ือให้เส้นเขตนิมิตบรรจบกัน เสร็จแล้วเข้าโรงอุโบสถ เรียนท่านผู้เป็น ประธานสงฆ์ (๓) ประธานสงฆ์ ผู้แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต อาปุจฉาพระ เถระแล้วนั่งคุกเข่า หันหน้าเข้าสู่พระประธาน กราบ ๓ หนแล้ว ประนมมือ กล่าวนโม ๓ จบ แลว้ หันหน้าสู่ท่ามกลางสงฆ์ ต้ังญัตติ สวดสมมติสมี า และ ตั้งญัตติ สวดสมมติ ติจีวราวิปฺปวาส เสร็จแล้วกราบพระประธานเป็นอัน เสรจ็ พิธีสมมติสมี า ติจีวราวิปปฺ วาส (๔) เป็นธรรมเนียมเห็นท่านปฏิบัติกันมา ให้จดบันทึกเหตุการณ์ทุก อย่างในกจิ น้ี เปน็ ตน้ วา่ จำนวนพระสงฆ์ผู้เข้าร่วมสังฆกรรม ถ้าจดชื่อ ฉายา ตำแหน่ง วดั เป็นรายละเอียดทั้งหมดไวไ้ ดก้ ็ดี บอกนามผู้ทักนิมิต บอกนาม ผแู้ ทนเจ้าคณะใหญ่ บอกเวลาเร่มิ เวลาเสร็จพธิ ี (๕) เมื่อเสร็จพิธีทุกอย่างแล้ว นิยมประชุมกันทำวัตรเย็น และเจริญ พระพุทธมนต์เจ็ดตำนาน ทำน้ำพระพุทธมนต์ไว้ประจำวัดเป็นการเร่ิมต้น และจะเพ่ิมมนต์บทอื่นอีกตามความเหมาะสม แล้วแต่องค์ประธาน เป็นต้น ว่า ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ผู้พระราชทาน วิสุงคามสีมา ลงท้ายด้วยบทกรวดน้ำ เทวตาทีนํ ปตฺติทานคาถา, โหตุ สพพฺ ํ ฯ (๖) เสร็จแลว้ ปรารภกบั พระเถรานเุ ถระตามอธั ยาศัย ๒๑๗

(๗) คำสวด คำสมมติสมานสังวาสสมี า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ. ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺเนยฺย สมานสํวาสํ เอกุโปสถํ. เอสา ตฺติ. สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ. ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, สงฺโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺนติ สมานสํวาสํ เอกุโปสถํ. ยสฺสายสฺมโต ขมติ, เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมาย สมฺมติ สมานสํวาสาย เอกุโปสถาย, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมฺมตา สงฺเฆน เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมา สมานสํวาสา เอกุโปสถา. ขมติ สงฺฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ. คำสมมตติ ิจวี ราวิปปวาส สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ. ยา สา สงฺเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกุโปสถา, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมฺมนฺเนยฺย เปตฺวา คามญฺจ คามุปจารญฺจ เอสา ตฺติ. สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ. ยา สา สงฺเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกโุ ปสถา, สงโฺ ฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวปิ ปฺ วาสํ สมฺมนฺนติ เปตฺวา คามญฺจ คามุปจารญฺจ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ. เอติสฺสา สีมาย ติจีวเรน อวิปฺปวาสสฺส สมฺมติ, เปตฺวา คามญฺจ คามุปจารญฺจ, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมฺมตา ๒๑๘

สา สงฺเฆน สีมา ติจีวเรน อวิปฺป วาโส เป ตฺวา คามญฺ จ คามปุ จารญจฺ . ขมติ สงฺฆสสฺ , ตสมฺ า ตุณหี, เอวเมตํ ธารยามิ. (๘) คำนิคมของบทสวดสมมติน้ัน เห็นควรถือตามพระมติสมเด็จพระ มหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นแบบเดยี วกัน บทนิคมน้ีไม่เกี่ยวกับสังฆกรรม เพราะสังฆกรรมทำสำเร็จเมื่อสวดจบ โส ภาเสยฺย. ส่วนคำนิคม เป็นคำเผดียงสงฆ์ให้ทราบ ไม่นับเป็นสังฆกรรม หากสวดตามแบบเดิมก็ไม่ถือว่าเสียกรรม แต่เสียความเป็นอันหน่ึงอันเดียว ในหมู่คณะ และขาดความคารวะในผู้นำคณะ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส (๙) ทำรายงานถวายเจ้าคณะใหญ่ ฯ วดั บวรนเิ วศวหิ าร พระพรหมมนุ ี (จุนฺท์ พรฺ หมฺ คตุ โฺ ต) ๒๐ ม.ค. ๒๕๔๕ ๒๑๙

ภิกฺขปุ าฏิโมกขฺ ปาล*ิ อุโปสถกรณโต๑ ปุพฺเพ นววิธํ ปุพฺพกิจฺจํ กาตพฺพํ โหติ. ตณฺ าน- สมฺมชฺชนญฺจ ตตฺถ ปทีปุชฺชลนญฺจ อาสนปญฺ ปนญฺจ ปานียปริโภชนี- ยูปฏฺ ปนญฺ จ ฉนฺทารหานํ ภิกฺขูนํ ฉนฺทาหรณ ญฺ จ เตสญฺ เ ว อกตุโปสถานํ ปาริสุทฺธิยาปิ๒ อาหรณญฺจ อุตุกฺขานญฺจ ภิกฺขุคณนา จ ภกิ ขฺ ุนนี โมวาโท จาติ. ตตถฺ ปุริมานิ จตตฺาริ๓ ภิกฺขูนํ วตฺตํ ชานนฺเตหิ อารามิเกหิปิ ภกิ ขฺ ูหิป๔ิ กตานิ ปรนิ ฏิ ฺ ิตานิ โหนตฺ ิ. ฉนฺทาหรณ ปาริสุทฺธิ อาหรณานิ๕ ปน อิมิสฺสํ สีมายํ หตฺถปาสํ วิชหติ วฺ า นิสนิ ฺนานํ ภกิ ฺขูนํ อภาวโต นตถฺ ิ. อุตุกฺขานํ นาม เอตฺตกํ อติกฺกนฺตํ, เอตฺตกํ อวสิฏฺ นฺติ เอวํ อุตุ อาจิกฺขนํ; อตุ ูนีธ ปน สาสเน เหมนฺตคิมฺหวสสฺ านานํ วเสน ตีณิ โหนฺติ. อยํ เหมนโฺ ตตุ,๖ อิมสมฺ ญิ จฺ อุตุมฺหิ อฏฺ อโุ ปสถา, อมิ นิ า ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, สตฺต อุโปสถา อวสิฏฺ า,๗ อิติ เอวํ สพฺเพหิ อายสฺมนฺเตหิ อุตุกฺขานํ ธาเรตพฺพํ. (รับพรอ้ มกันวา่ เอวํ ภนฺเต*) * คดั ลอกจากฉบับมหามกุฏราชวทิ ยาลัย. * ผู้แกก่ วา่ พงึ รบั ว่า เอวํ อาวุโส หรอื เอว.ํ ๒๒๐

ภิกฺขุคณนา นาม อิมสฺมึ อุโปสถคฺเค อุโปสถตฺถาย๘ สนฺนิปติตา ภิกฺขู เอตฺตกาติ ภิกฺขูนํ คณนา. อิมสฺมิมฺปน อุโปสถคฺเค๙ จตฺตาโร๑๐ ภิกฺขู สนฺนิปติตา โหนฺติ. อิติ สพฺเพหิ อายสฺมนฺเตหิ ภิกฺขุคณนาปิ ธาเรตพฺพา. (รบั พรอ้ มกันว่า เอวํ ภนฺเต*) ภิกฺขุนนี โมวาโท ปน อิทานิ ตาสํ นตฺถิตาย นตฺถิ. อิติ สกรโณกา- สานํ ปุพฺพกิจฺจานํ กตตฺตา, นิกฺกรโณกาสานํ ปุพฺพกิจฺจานํ ปกติยา ปรนิ ิฏฺ ิตตตฺ า, เอวนฺตํ นววธิ ํ ปพุ ฺพกจิ จฺ ํ ปรนิ ิฏฺ ิตํ โหติ. นิฏฺ เิ ต จ ปุพฺพกิจฺเจ สเจ โส ทิวโส จาตุทฺทสี ปณฺณรสี สามคฺคีนมญฺ ตโร ยถาชฺช อุโปสโถ๑๑ ปณฺณรโส,๑๒ ยาวติกา จ ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา สงฺฆุโปสถารหา จตฺตาโร๑๓ วา ตโต วา อติเรกา ปกตตฺตา ปาราชิกํ อนาปนฺนา สงฺเฆน วา อนุกฺขิตฺตา, เต จ โข หตฺถปาสํ อวิชหิตฺวา เอกสีมายํ ติ า, เตสญฺจ วิกาลโภชนาทิวเสน วตฺถุสภาคาปตฺติโย เจ น วิชฺชนฺติ; เตสญฺจ หตฺถปาเส หตฺถปาสโต พหกิ รณวเสน วชเฺ ชตพฺโพ โกจิ วชฺชนยี ปุคคฺ โล เจ นตฺถิ. เอวนฺตํ อุโปสถกมฺมํ๑๔ อิเมหิ จตูหิ ลกฺขเณหิ สงฺคหิตํ ปตฺตกลฺลํ นาม โหติ กาตุํ ยุตฺตรูปํ. อุโปสถกมฺมสฺส๑๕ ปตฺตกลฺลตฺตํ วิทิตฺวา อิทานิ กริยมาโน อโุ ปสโถ สงเฺ ฆน อนุมาเนตพโฺ พ.๑๖ (รบั พร้อมกันวา่ สาธุ) * ผแู้ กก่ ว่าพงึ รบั วา่ เอวํ อาวุโส หรือ เอว.ํ ๒๒๑

ในลำดับต่อไปน้ี ท่านผู้แก่กว่าในสงฆ์ ถ้าไม่ได้สวดเองพึงกล่าวคำ อัชเฌสนาวา่ ดงั นี้ ปุ พฺ พ ก รณ ปุ พฺ พ กิ จฺจานิ สม าเป ตฺ วา อิมสฺส นิ สินฺ น สฺส ภิกฺขสุ งฆฺ สสฺ อนมุ ตยิ า ปาฏิโมกขฺ ํ อทุ เฺ ทสติ ุํ๑๗ อชเฺ ฌสนํ กโรมิ. อธบิ ายวิธีเปลี่ยนบุพพกิจตามลำดบั เลขเชงิ อรรถ ๑. ถ้าเปน็ วนั ปวารณา พงึ ว่า ปวารณากรณโต. ๒. ถ้าเป็นวันปวารณา พงึ ว่า อกตปวารณานํ ปวารณายปิ. ๓. ถ้ากลางวัน พึงว่า ตตฺถ ปุริเมสุ จตูสุ กิจฺเจสุ ปทีปกิจฺจํ อิทานิ สรุ ิยาโลกสฺส อตฺถิตาย นตถฺ ิ, อปรานิ ตณี .ิ ๔. ถ้าไม่มีอารามิกะช่วยจัด มีแต่ภิกษุสามเณร ว่า สามเณเรหิปิ ภกิ ฺขูหปิ ิ แทน อารามเิ กหปิ ิ ภกิ ฺขูหปิ .ิ ๕. ถ้าเป็นวนั ปวารณา พึงวา่ ปวารณาอาหรณานิ. ๖. ถ้าเปน็ คมิ หฤดู พึงว่า คมิ ฺโหตุ ถา้ เปน็ วัสสานฤดู พึงวา่ วสสฺ าโนตุ. ๗. นี้เป็นฤดูท่ีไม่มีอธิกมาส ไม่มีปวารณา และเป็นอุโบสถต้น คือ อุโบสถที่ ๑ ถ้าเป็นอุโบสถท่ี ๒ คือล่วงแล้ว ๑ ปัจจุบัน ๑ ยังเหลืออยู่อีก ๖ พึงว่า อฏฺ อุโปสถา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, เอโก อุโปสโถ อติกฺกนฺโต, ฉ อุโปสถา อวสิฏฺ า. ถ้าล่วงแล้ว ๒-๓-๔-๕-๖ ๒๒๒

อุโบสถ ยังเหลืออยู่ ๕-๔-๓-๒-๑ อุโบสถ พึงว่า อฏฺ อุโปสถา, อิมินา ปกเฺ ขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตโฺ ต, ปญฺจ เทวฺ จตตฺ าโร อุโปสถา อวสิฏฺ า. ตโย ตโย จตฺตาโร อโุ ปสถา อตกิ ฺกนตฺ า, เทวฺ ปญจฺ เอโก อุโปสโถ อวสฏิ โฺ . ฉ ถ้าล่วง ๗ อโุ บสถ ปัจจุบัน ๑ รวมเป็น ๘ อุโบสถบริบูรณ์ พงึ วา่ อฏฺ อุโปสถา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, สตฺต อุโปสถา อติกฺกนฺตา, อฏฺ อุโปสถา ปริปุณฺณา. ถ้าฤดูท่ีมีอธิกมาส พึงว่า อธิกมาสวเสน ทส อุโปสถา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, นว อุโปสถา อวสิฏฺ า. อุโบสถที่ ๒-๓ ฯลฯ ที่ ๑๐ ก็ให้ เปล่ียนทำนองเดียวกับฤดูที่ไม่มีอธิกมาส ต่างกันแต่ท่ีต้องเติมคำว่า อธกิ มาสวเสน เขา้ ข้างหนา้ เสมอเท่านน้ั . อนึ่ง การบอกอธิกมาสน้ัน ให้บอกตามฤดูเดือนแห่งอธิกมาสท่ีมาถึง เข้า ถ้าอธิกมาสมาในฤดูใด ก็พึงบอกในฤดูน้ัน เพราะอธิกมาสไม่ได้มา ประจำอยู่เดือน ๘ ทุกปีไป บางปีก็มาในเดือน ๕-๒-๑๐-๗-๓-๑๒-๘ เป็นอยู่อย่างน้ี เพราะฉะนั้น ถ้าอธิกมาสตกอยู่ในเดือนไร ฤดูไร ก็พึงบอก เปล่ยี นในฤดนู ั้น. ๒๒๓

ฤดูที่ไม่มีอธิกมาส แต่มีปวารณาอุโบสถที่ ๑ ให้เปลี่ยนว่า สตฺต จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตโฺ ต, ฉ จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา อวสิฏฺ า. ถ้าล่วงแล้ว ๕ อุโบสถ ปัจจุบันเป็นวันปวารณา ยังอีก ๒ อุโบสถ พึงเปลี่ยนว่า สตฺต จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา, อิมินา ปกฺเขน เอกา ปวารณา สมฺปตฺตา, ปญฺจ อุโปสถา อติกฺกนฺตา, เทฺว อุโปสถา อวสิฏฺ า. ถ้า เป็นอุโบสถท่ีสุด คือล่วงแล้ว ๖ อุโบสถกับปวารณา ๑ ปัจจุบัน ๑ พึง เปล่ียนว่า สตฺต จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, ฉ จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา อติกฺกนตฺ า, สตฺต จ อโุ ปสถา เอกา จ ปวารณา ปรปิ ณุ ฺณา. ถ้าฤดูที่มีอธิกมาส และปวารณาด้วย อุโบสถที่ ๑ พึงเปลี่ยนว่า อธิกมาสวเสน นว จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา, อิมินา ปกฺเขน เอโก อุโปสโถ สมฺปตฺโต, อฏฺ จ อุโปสถา เอกา จ ปวารณา อวสิฏฺ า. อุโบสถต่อไป ก็พึงเปลย่ี นทำนองเดยี วกนั กบั ฤดูทไี่ มม่ ีอธิกมาส มี แตป่ วารณา ตา่ งแต่เติมคำวา่ อธกิ มาสวเสน ขา้ งหนา้ เสมอเทา่ น้นั . ๘. ถ้าวนั ปวารณา พึงว่า ปวารณคฺเค ปวารณตถฺ าย. ๙. ถา้ วนั ปวารณา พงึ ว่า ปวารณคฺเค. ๑๐. น้ีภิกษุ ๔ รูป ถ้า ๕ รูปว่า ปญฺจ ภิกฺขู. ๖ รูปว่า ฉ ภิกฺขู. ๗ รูปว่า สตฺต ภิกฺขู. ๘ รูปว่า อฏฺ ภิกฺขู. ๙ รูปว่า นว ภิกฺขู. ๑๐ รูปว่า ทส ภิกฺขู. ฯลฯ ๑๙ รูปว่า เอกูนวีสติ ภิกฺขู. ๒๐ รูปว่า วีสติ ๒๒๔

ภิกฺขู. เช่นน้ีเป็นต้น คือให้เปลี่ยนตามจำนวนภิกษุที่มาประชุมในโรง อุโบสถ. ๑๑. ถา้ เป็นวันปวารณา พึงว่า ยถาชชฺ ปวารณา. ๑๒. ถ้าเป็นอุโบสถที่ ๑๔ ว่า จาตุทฺทโส. ถ้าเป็นวันปวารณาที่ ๑๔ วา่ จาตทุ ทฺ สี. วันปวารณาท่ี ๑๕ ว่า ปณฺณรส.ี ๑๓. ถา้ เป็นวนั ปวารณา พึงวา่ สงฺฆปวารณารหา ปญฺจ วา. ๑๔. ถา้ เปน็ วันปวารณา พึงว่า เอวนฺตํ ปวารณากมมฺ ํ. ๑๕. ถ้าเป็นวนั ปวารณา พงึ ว่า ปวารณากมฺมสฺส. ๑๖. ถ้าเป็นวันปวารณา พึงว่า กริยมานา ปวารณา สงฺเฆน อนุมาเนตพพฺ า. ๑๗. ถ้าเป็นวันปวารณา พึงว่า ปวารณา ตตฺ ึ เปตุํ. ๒๒๕

วิธหี าอธิกมาสโดยยอ่ อธิกมาสไม่ได้มีทุกปีหรือทุก ๓ ปี บางคราวมี ๓ ปีต่อ ๑ ครั้ง ติด ๆ กันไปทุกระยะ ๓ ปี ๓ คราว ต่อจากนั้น ๒ ปี มี ๑ คร้ังคราวหน่ึง ต่อไป อีก ๓ ปี มี ๑ คร้งั ติด ๆ กันไปอกี ๒ ช่ัวระยะ ๓ ปี ต่อไปก็ ๒ ปี มี ๑ คร้ัง อีก แล้วเขา้ บรรจบรอบต้นอีก พงึ ทราบลกั ษณะแห่งสตู ร ดงั น้ี :- ตติเย ตติเย ตตเิ ย ทตุ เิ ย ตติเย ตติเย ทุติเย แลว้ นับต้นไปใหม่. ตตเิ ย หมายความว่า มใี นปีท่ี ๓ หรือวา่ ๓ ปตี ่อ ๑ คร้ัง. ทุตเิ ย หมายความว่า มใี นปีที่ ๒ หรือว่า ๒ ปีตอ่ ๑ คร้งั . เม่ือทราบลักษณะดังนี้แล้ว ปรารถนาจะทราบวา่ ในปีน้ันอธิกมาสจะ มาในเดือนไร พึงตั้งจุลศักราชปีน้ันลง เอา ๑๑๗๐ ลบ เอา ๑๙ หาร ถ้า เศษ ๓ เป็นท่ี ๑ เดือน ๒ เป็นอธิกมาส เศษ ๖ เป็นท่ี ๒ เดือน ๑๐ เป็น อธิกมาส เศษ ๙ เป็นที่ ๓ เดือน ๗ เป็นอธิกมาส เศษ ๑๑ เป็นที่ ๔ เดือน ๓ เป็นอธิกมาส เศษ ๑๔ เป็นท่ี ๕ เดือน ๑๒ เป็นอธิกมาส เศษ ๑๗ เป็น ท่ี ๖ เดือน ๘ เป็นอธิกมาส เศษ ๐ เปน็ ที่ ๗ เดือน ๕ เป็นอธกิ มาส. เม่ือปรารถนาจะทราบละเอียด พึงดูในวิธีปักขคณนา ฉบับของ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ. ๒๒๖

นทิ านทุ ฺเทโส นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสฺส. สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ. อชฺชุโปสโถ ปณฺณรโส.๑ ยทิ สงฺฆสฺส ปตตฺ กลลฺ ,ํ สงโฺ ฆ อโุ ปสถํ กเรยฺย, ปาฏิโมกขฺ ํ อุทฺทิเสยฺย. กึ สงฺฆสฺส ปุพฺพกจิ ฺจํ, ปารสิ ุทฺธึ อายสฺมนฺโต อาโรเจถ, ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสิสฺสามิ. ตํ สพฺเพว สนฺตา สาธุกํ สุโณม มนสิกโรม. ยสฺส สิยา อาปตฺติ, โส อาวิกเรยฺย, อสนฺติยา อาปตฺติยา ตุณฺหี ภวิตพฺพํ. ตุณฺหีภาเวน โข ปนายสฺมนฺเต ปริสุทฺธาติ เวทิสฺสามิ. ยถา โข ปน ปจฺเจกปุฏฺ สฺส เวยฺยากรณํ โหติ, เอวเมวํ เอวรูปาย ปริสาย ยาวตติยํ อนุสฺสาวิตํ โหติ. โย ปน ภิกฺขุ ยาวตติยํ อนุสฺสาวิยมาเน สรมาโน สนฺตึ อาปตฺตึ นาวิกเรยฺย, สมฺปชานมุสาวาทสฺส โหติ, สมฺปชานมุสา- วาโท โข ปนายสฺมนฺโต อนฺตรายิโก ธมฺโม วุตฺโต ภควตา; ตสฺมา สรมาเนน ภิกฺขุนา อาปนฺเนน วิสุทฺธาเปกฺเขน สนฺตี อาปตฺติ อาวิกาตพฺพา. อาวกิ ตา หสิ สฺ ผาสุ โหติ. นิทานทุ ฺเทโส นฏิ ฺ ิโต. ๑ ถ้า ๑๔ ค่ำ พึงวา่ “จตทุ ทฺ โส” ๒๒๗

ปาราชิกทุ ฺเทโส ตตฺรเิ ม จตฺตาโร ปาราชกิ า ธมฺมา อุทเฺ ทสํ อาคจฺฉนตฺ ิ. ๑. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺ- ขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ตริ จฺฉานคตายป,ิ ปาราชิโก โหติ อสวํ าโส. ๒. โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺ า วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย, ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยุํ วา พนฺเธยฺยุํ วา ปพฺพาเชยฺยุํ วา “โจโรสิ พาโลสิ มูฬฺโหสิ เถโนสีติ; ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทยิ มาโน, อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสวํ าโส. ๓. โย ปน ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย, มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย “อมฺโภ ปุริส กึ ตุยฺหิมินา ปาปเกน ทุชฺชีวิเตน, มตนฺเต ชีวิตา เสยฺโยติ; อิติ จิตฺตมโน จิตฺตสงฺกปฺโป อเนกปริยาเยน มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย; อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. ๔. โย ปน ภิกฺขุ อนภิชานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อตฺตูปนายิกํ อลมริย าณทสฺสนํ สมุทาจเรยฺย “อิติ ชานามิ, อิติ ปสฺสามีติ; ตโต อปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิยมาโน วา อาปนฺโน วิสุทฺธาเปกฺโข เอวํ วเทยฺย “อชานเมวํ อาวุโส อวจํ ‘ชานามิ’ อปสฺสํ ‘ปสฺสามิ’ ตุจฺฉํ มุสา วิลปินฺติ, อญฺ ตฺร อธิมานา; อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. ๒๒๘

อุทฺทิฏฺ า โข อายสฺมนฺโต จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, เยสํ ภิกฺขุ อญฺ ตรํ วา อญฺ ตรํ วา อาปชฺชิตฺวา น ลภติ ภิกฺขูหิ สทฺธึ สํวาสํ, ยถา ปุเร; ตถา ปจฺฉา; ปาราชโิ ก โหติ อสวํ าโส. ตตฺถายสฺมนฺเต ปุจฺฉาม:ิ กจฺจิตถฺ ปริสุทฺธา ? ทุตยิ มฺปิ ปุจฉฺ ามิ: กจจฺ ิตถฺ ปรสิ ทุ ฺธา ? ตตยิ มปฺ ิ ปุจฺฉามิ: กจฺจิตถฺ ปรสิ ทุ ธฺ า ? ปริสทุ เฺ ธตถฺ ายสฺมนฺโต; ตสมฺ า ตุณฺห,ี เอวเมตํ ธารยาม.ิ ปาราชิกทุ ฺเทโส นิฏฺ โิ ต. สงฺฆาทิเสสทุ ฺเทโส อิเม โข ปนายสฺมนฺโต เตรส สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฉฺ นตฺ ิ. ๑. สญเฺ จตนิกา สุกกฺ วสิ ฏฺ ,ิ อญฺ ตฺร สุปนิ นฺตา สงฺฆาทิเสโส. ๒. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคาเมน สทฺธึ กายสํสคฺคํ สมาปชฺเชยฺย, หตฺถคาหํ วา เวณิคาหํ วา อญฺ ตรสฺส วา อญฺ ตรสสฺ วา องฺคสฺส ปรามสน,ํ สงฺฆาทเิ สโส. ๓. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาเสยฺย, ยถาตํ ยุวา ยุวตึ เมถุนูปสญฺหิตาหิ; สงฺฆาทิเสโส. ๒๒๙

๔. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาเสยฺย “เอตทคฺคํ ภคินิ ปาริจริยานํ, ยา มาทิสํ สีลวนฺตํ กลฺยาณธมฺมํ พฺรหฺมจารึ เอเตน ธมฺเมน ปรจิ เรยฺยาติ เมถุนปู สญฺหิเตน, สงฺฆาทิเสโส. ๕. โย ปน ภิกฺขุ สญฺจริตฺตํ สมาปชฺเชยฺย อิตฺถิยา วา ปุริสมตึ ปุริสสฺส วา อิตฺถีมตึ ชายตฺตเน วา ชารตฺตเน วา อนฺตมโส ตขํ ณิกายป,ิ สงฆฺ าทเิ สโส. ๖. สญฺ าจิกาย ปน ภิกฺขุนา กุฏึ การยมาเนน อสฺสามิกํ อตฺตุทฺเทสํ ปมาณิกา กาเรตพฺพา; ตตฺริทํ ปมาณํ; ทีฆโส ทฺวาทส วิทตฺถิโย สุคตวิทตฺถิยา, ติริยํ สตฺตนฺตรา. ภิกฺขู อภิเนตพฺพา วตฺถุเทสนาย; เตหิ ภิกฺขูหิ วตฺถุํ เทเสตพฺพํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ. สารมฺเภ เจ ภิกฺขุ วตฺถุสฺมึ อปริกฺกมเน สญฺ าจิกาย กุฏึ กาเรยฺย, ภิกฺขู วา อนภิเนยฺย วตฺถุเทสนาย, ปมาณํ วา อติกฺกาเมยฺย, สงฆฺ าทิเสโส. ๗. มหลฺลกมฺปน ภิกฺขุนา วิหารํ การยมาเนน สสฺสามิกํ อตฺตุทฺเทสํ ภิกขฺ ู อภเิ นตพฺพา วตฺถุเทสนาย; เตหิ ภิกขฺ ูหิ วตฺถุํ เทเสตพพฺ ํ อนารมภฺ ํ สปริกฺกมนํ. สารมฺเภ เจ ภิกฺขุ วตฺถุสฺมึ อปริกฺกมเน มหลฺลกํ วิหารํ กาเรยยฺ , ภิกขฺ ู วา อนภิเนยยฺ วตถฺ ุเทสนาย, สงฺฆาทเิ สโส. ๘. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ทุฏฺโ โทโส อปฺปตีโต อมูลเกน ปาราชเิ กน ธมฺเมน อนุทฺธํเสยฺย “อปฺเปว นาม นํ อิมมฺหา พฺรหฺมจริยา จาเวยฺยนฺติ. ตโต อปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิย- ๒๓๐

มาโน วา, อมูลกญฺเจว ตํ อธิกรณํ โหติ, ภิกฺขุ จ โทสํ ปติฏฺ าติ, สงฆฺ าทเิ สโส. ๙. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ทุฏฺโ โทโส อปฺปตีโต อญฺ ภาคิยสฺส อธิกรณสฺส กิญฺจิ เทสํ เลสมตฺตํ อุปาทาย ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํเสยฺย “อปฺเปว นาม นํ อิมมฺหา พฺรหฺมจริยา จาเวยฺยนฺติ. ตโต อปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิยมาโน วา, อญฺ ภาคิยญฺเจว ตํ อธิกรณํ โหติ, โกจิ เทโส เลสมตฺโต อุปาทินฺโน ภิกฺขุ จ โทสํ ปติฏฺ าต,ิ สงฺฆาทิเสโส. ๑๐. โย ปน ภิกฺขุ สมคฺคสฺส สงฺฆสฺส เภทาย ปรกฺกเมยฺย เภทนสํวตฺตนิกํ วา อธิกรณํ สมาทาย ปคฺคยฺห ติฏฺเ ยฺย. โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย “มา อายสฺมา สมคฺคสฺส สงฺฆสฺส เภทาย ปรกฺกมิ, เภทนสํวตฺตนิกํ วา อธิกรณํ สมาทาย ปคฺคยฺห อฏฺ าสิ; สเมตายสฺมา สงฺเฆน, สมคฺโค หิ สงฺโฆ สมฺโมทมาโน อวิวทมาโน เอกุทฺเทโส ผาสุ วิหรตีติ. เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏนิ สิ ฺสคคฺ าย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏินสิ ฺสชฺเชยยฺ , อิจเฺ จตํ กสุ ล;ํ โน เจ ปฏนิ ิสฺสชฺเชยฺย, สงฆฺ าทิเสโส. ๑๑. ตสฺเสว โข ปน ภิกฺขุสฺส ภิกฺขู โหนฺติ อนุวตฺตกา วคฺควาทกา, เอโก วา เทฺว วา ตโย วา, เต เอวํ วเทยฺยุํ, “มา อายสฺมนฺโต เอตํ ภิกฺขุํ กิญฺจิ อวจุตฺถ ธมฺมวาที เจโส ภิกฺขุ, วินยวาที เจโส ภิกฺขุ, อมฺหากญฺเจโส ภิกฺขุ, ฉนฺทญฺจ รุจิญฺจ อาทาย โวหรติ, ชานาติ โน ๒๓๑

ภาสติ, อมฺหากมฺเปตํ ขมตีติ. เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา “มา อายสฺมนฺโต เอวํ อวจุตฺถ, น เจโส ภิกฺขุ ธมฺมวาที, น เจโส ภิกฺขุ วินยวาที, มา อายสฺมนฺตานมฺปิ สงฺฆเภโท รุจฺจิตฺถ, สเมตายสฺมนฺตานํ สงฺเฆน, สมคฺโค หิ สงฺโฆ สมฺโมทมาโน อวิวทมาโน เอกุทฺเทโส ผาสุ วิหรตีติ. เอวญฺจ เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ วุจฺจมานา ตเถว ปคฺคณฺเหยฺยุํ, เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺพา ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมานา ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยุํ อิจฺเจตํ กุสลํ, โน เจ ปฏินสิ สฺ ชเฺ ชยยฺ ํ;ุ สงฺฆาทเิ สโส. ๑๒. ภิกฺขุ ปเนว ทุพฺพจชาติโก โหติ, อุทฺเทสปริยาปนฺเนสุ สิกฺขาปเทสุ ภิกฺขูหิ สหธมฺมิกํ วุจฺจมาโน อตฺตานํ อวจนียํ กโรติ “มา มํ อายสฺมนโฺ ต กิญฺจิ อวจุตฺถ กลยฺ าณํ วา ปาปกํ วา, อหมฺปายสฺมนฺเต น กิญฺจิ วกฺขามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา, วิรมถายสฺมนฺโต มม วจนายาติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย “มา อายสฺมา อตฺตานํ อวจนียํ อกาสิ, วจนียเมว อายสฺมา อตฺตานํ กโรตุ, อายสฺมาปิ ภิกฺขู วเทตุ สหธมฺเมน, ภิกฺขูปิ อายสฺมนฺตํ วกฺขนฺติ สหธมเฺ มน; เอวํ สํวฑฺฒา หิ ตสฺส ภควโต ปริสา, ยทิทํ อญฺ มญฺ วจเนน อญฺ มญฺ วุฏฺ าปเน- นาติ. เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย. อิจฺเจตํ กุสลํ, โน เจ ปฏนิ สิ ฺสชฺเชยฺย, สงฺฆาทิเสโส. ๒๓๒

๑๓. ภิกฺขุ ปเนว อญฺ ตรํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรติ กุลทูสโก ปาปสมาจาโร, ตสฺส โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, กุลานิ จ เตน ทุฏฺ านิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ. โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย “อายสฺมา โข กุลทูสโก ปาปสมาจาโร, อายสฺมโต โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ. กุลานิ จายสฺมตา ทุฏฺ านิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ; ปกฺกมตายสฺมา อิมมฺหา อาวาสา, อลนฺเต อิธ วาเสนาติ. เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน เต ภิกฺขู เอวํ วเทยฺย “ฉนฺทคามิโน จ ภิกฺขู, โทสคามิโน จ ภิกฺขู, โมหคามิโน จ ภิกฺขู, ภยคามิโน จ ภิกขฺ ู; ตาทสิ ิกาย อาปตฺติยา เอกจจฺ ํ ปพฺพาเชนฺติ, เอกจฺจํ น ปพฺพาเชนฺตีติ. โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย “มา อายสฺมา เอวํ อวจ, น จ ภิกฺขู ฉนฺทคามิโน, น จ ภิกฺขู โทสคามิโน, น จ ภิกฺขู โมหคามิโน, น จ ภิกฺขู ภยคามิโน; อายสฺมา โข กุลทูสโก ปาปสมาจาโร, อายสฺมโต โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, กุลานิ จายสฺมตา ทุฏฺ านิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, ปกฺกมตายสฺมา อิมมฺหา อาวาสา, อลนฺเต อิธ วาเสนาติ. เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏนิ ิสสฺ ชเฺ ชยฺย, อิจเฺ จตํ กุสล;ํ โน เจ ปฏินสิ ฺสชฺเชยฺย, สงฆฺ าทิเสโส. อุทฺทิฏฺ า โข อายสฺมนฺโต เตรส สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา; นว ป มาปตฺติกา, จตฺตาโร ยาวตติยกา; เยสํ ภิกฺขุ อญฺ ตรํ วา อญฺ ตรํ วา อาปชฺชิตฺวา ยาวติหํ ชานํ ปฏิจฺฉาเทติ; ตาวติหํ เตน ภิกฺขุนา ๒๓๓

อกามา ปริวตฺถพฺพํ, ปริวุตฺถปริวาเสน ภิกฺขุนา อุตฺตรึ ฉารตฺตํ ภิกฺขุมานตฺตาย ปฏิปชฺชิตพฺพํ, จิณฺณมานตฺโต ภิกฺขุ, ยตฺถ สิยา วีสติคโณ ภิกฺขุสงฺโฆ, ตตฺถ โส ภิกฺขุ อพฺเภตพฺโพ; เอเกนปิ เจ อูโน วีสติคโณ ภิกฺขุสงฺโฆ ตํ ภิกฺขุํ อพฺเภยฺย, โส จ ภิกฺขุ อนพฺภิโต, เต จ ภกิ ฺขู คารยฺหา: อยํ ตตถฺ สามีจิ. ตตถฺ ายสฺมนฺเต ปจุ ฉฺ าม:ิ กจฺจิตถฺ ปริสทุ ธฺ า ? ทตุ ิยมฺปิ ปจุ ฉฺ ามิ: กจฺจิตฺถ ปรสิ ุทฺธา ? ตตยิ มฺปิ ปจุ ฺฉามิ: กจจฺ ิตฺถ ปริสทุ ฺธา ? ปริสุทเฺ ธตถฺ ายสฺมนโฺ ต; ตสฺมา ตณุ หฺ ,ี เอวเมตํ ธารยาม.ิ สงฺฆาทิเสสทุ ฺเทโส นิฏฺ ิโต. อนิยตุทฺเทโส อิเม โข ปนายสมฺ นฺโต เทฺว อนิยตา ธมมฺ า อุทฺเทสํ อาคจฉฺ นฺติ. ๑. โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อลงฺกมฺมนิเย นิสชฺชํ กปฺเปยฺย; ตเมนํ สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา ทิสวฺ า ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺ ตเรน วเทยยฺ ปาราชเิ กน วา สงฆฺ าทเิ สเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, นิสชฺชํ ภิกฺขุ ปฏิชานมาโน ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺ ตเรน กาเรตพฺโพ ปาราชิเกน วา สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา; เยน วา สา สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา วเทยฺย, เตน โส ภิกฺขุ กาเรตพฺโพ; อยํ ธมโฺ ม อนยิ โต. ๒๓๔

๒. น เหว โข ปน ปฏิจฺฉนฺนํ อาสนํ โหติ นาลงฺกมฺมนิยํ, อลญฺจ โข โหติ มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสิตุ;ํ โย ปน ภิกฺขุ ตถา รูเป อาสเน มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห นิสชฺชํ กปฺเปยฺย; ตเมนํ สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา ทิสฺวา ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อญฺ ตเรน วเทยฺย สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, นิสชฺชํ ภิกฺขุ ปฏิชานมาโน ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อญฺ ตเรน กาเรตพฺโพ สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, เยน วา สา สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา วเทยฺย, เตน โส ภิกฺขุ กาเรตพฺโพ; อยมฺปิ ธมโฺ ม อนยิ โต. อุททฺ ฏิ ฺ า โข อายสฺมนฺโต เทวฺ อนิยตา ธมมฺ า. ตตถฺ ายสมฺ นเฺ ต ปจุ ฉฺ าม:ิ กจจฺ ติ ฺถ ปรสิ ุทฺธา ? ทตุ ยิ มฺปิ ปุจฉฺ ามิ: กจฺจิตฺถ ปริสทุ ธฺ า ? ตติยมฺปิ ปุจฺฉามิ: กจฺจิตถฺ ปรสิ ุทธฺ า ? ปริสทุ ฺเธตฺถายสมฺ นโฺ ต; ตสฺมา ตุณหฺ ,ี เอวเมตํ ธารยาม.ิ อนยิ ตุทเฺ ทโส นฏิ ฺ ิโต. นิสฺสคฺคิยา ปาจติ ตฺ ยิ า อิเม โข ปนายสฺมนฺโต ตึส นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ. ๑. นิฏฺ ิตจวี รสฺมึ ภิกขฺ ุนา อพุ ฺภตสฺมึ ก ิเน, ทสาหปรมํ อติเรกจีวรํ ธาเรตพพฺ ํ, ตํ อตกิ ฺกามยโต, นิสฺสคคฺ ิยํ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๒๓๕

๒. นิฏฺ ติ จีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ ก ิเน, เอกรตฺตมฺปิ เจ ภิกฺขุ ติจีวเรน วิปฺปวเสยฺย, อญฺ ตรฺ ภิกขฺ สุ มมฺ ตยิ า, นสิ สฺ คฺคิยํ ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๓. นิฏฺ ติ จีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ ก ิเน, ภิกฺขุโน ปเนว อกาลจีวรํ อุปฺปชฺเชยฺย, อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพํ, ปฏิคฺคเหตฺวา ขิปฺปเมว กาเรตพฺพํ; โน จสฺส ปาริปูริ, มาสปรมนฺเตน ภิกขฺ ุนา ตํ จีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ อูนสฺส ปารปิ ูริยา สติยา ปจฺจาสาย, ตโต เจ อตุ ตฺ รึ นิกขฺ ิเปยยฺ สติยาปิ ปจฺจาสาย, นิสฺสคฺคยิ ํ ปาจติ ฺติย.ํ ๔. โย ปน ภิกฺขุ อญฺ าติกาย ภิกฺขุนิยา ปุราณจีวรํ โธวาเปยฺย วา รชาเปยยฺ วา อาโกฏาเปยฺย วา, นสิ ฺสคฺคิยํ ปาจติ ตฺ ิยํ. ๕. โย ปน ภิ กฺขุ อญฺ าติกาย ภิ กฺขุนิยา หตฺถโต จีวรํ ปฏิคคฺ ณฺเหยฺย อญฺ ตรฺ ปารวิ ฏฺฏกา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตตฺ ิยํ. ๖. โย ปน ภิกฺขุ อญฺ าตกํ คหปตึ วา คหปตานึ วา จีวรํ วิญฺ าเปยฺย อญฺ ตฺร สมยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: อจฉฺ ินฺนจีวโร วา โหติ ภกิ ขฺ ุ นฏฺ จีวโร วา, อยํ ตตถฺ สมโย. ๗. ตญฺเจ อญฺ าตโก คหปติ วา คหปตานี วา พหูหิ จีวเรหิ อภิหฏฺฐุมฺปวาเรยฺย, สนฺตรุตฺตรปรมนฺเตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ, ตโต เจ อตุ ฺตรึ สาทิเยยฺย, นิสฺสคคฺ ยิ ํ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๘. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส อญฺ าตกสฺส คหปติสฺส วา คหปตานิยา วา จีวรเจตาปนํ อุปกฺขฏํ โหติ. “อิมินา จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรน อจฺฉาเทสฺสามีติ, ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวารโิ ต อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย “สาธุ ๒๓๖

วต มํ อายสฺมา อิมินา จีวรเจตาปเนน เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา จีวรํ เจตาเปตวฺ า อจฉฺ าเทหีติ กลฺยาณกมยฺ ตํ อุปาทาย, นิสสฺ คฺคิยํ ปาจิตฺติย.ํ ๙. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส อุภินฺนํ อญฺ าตกานํ คหปตีนํ วา คหปตานีนํ วา ปจฺเจกจีวรเจตาปนา อุปกฺขฏา โหนฺติ “อิเมหิ มยํ ปจฺเจกจีวรเจตาปเนหิ ปจฺเจกจีวรานิ เจตาเปตฺวา อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรหิ อจฺฉาเทสฺสามาติ, ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย “สาธุ วต มํ อายสฺมนฺโต อิเมหิ ปจฺเจกจีวรเจตาปเนหิ เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา จีวรํ เจตาเปตฺวา อจฺฉาเทถ อโุ ภ ว สนฺตา เอเกนาติ กลฺยาณกมฺยตํ อุปาทาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตตฺ ิย.ํ ๑๐. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส ราชา วา ราชโภคฺโค วา พฺราหฺมโณ วา คหปตโิ ก วา ทูเตน จีวรเจตาปนํ ปหิเณยยฺ “อิมินา จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จวี เรน อจฉฺ าเทหีติ; โส เจ ทูโต ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย “อิทํ โข ภนฺเต อายสฺมนฺตํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ, ปฏิคฺคณฺหาตุ อายสฺมา จีวรเจตาปนนฺติ, เตน ภิกฺขุนา โส ทูโต เอวมสฺส วจนีโย “น โข มยํ อาวุโส จีวรเจตาปนํ ปฏิคฺคณฺหาม, จีวรญฺจ โข มยํ ปฏิคฺคณฺหาม กาเลน กปฺปยิ นฺติ; โส เจ ทูโต ตํ ภิกฺขุํ เอวํ วเทยฺย “อตฺถิ ปนายสฺมโต โกจิ เวยฺยาวจฺจกโรติ, จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร นิทฺทิสิตพฺโพ อารามิโก วา อุปาสโก วา “เอโส โข อาวุโส ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจกโรติ; โส เจ ทูโต ตํ เวยฺยาวจฺจกรํ สญฺ าเปตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย “ยํ ๒๓๗

โข ภนฺเต อายสฺมา เวยฺยาวจฺจกรํ นิทฺทิสิ, สญฺ ตฺโต โส มยา; อุปสงฺกมตุ อายสฺมา กาเลน จีวเรน ตํ อจฺฉาเทสฺสตีติ, จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร อุปสงฺกมิตฺวา ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจเทตพฺโพ สาเรตพฺโพ “อตฺโถ เม อาวุโส จีวเรนาติ; ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจทยมาโน สารยมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, อิจฺเจตํ กุสลํ; โน เจ อภินิปฺ- ผาเทยฺย, จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ ฉกฺขตฺตุปรมํ ตุณฺหีภูเตน อุทฺทิสฺส าตพฺพํ; จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ ฉกฺขตฺตุปรมํ ตุณฺหีภูโต อุทฺทิสฺส ติฏฺ มาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, อิจฺเจตํ กุสลํ; โน เจ อภินิปฺ- ผาเทยฺย, ตโต เจ อุตฺตรึ วายมมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ; โน เจ อภินิปฺผาเทยฺย, ยตสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ, ตตฺถ สามํ วา คนฺตพฺพํ, ทูโต วา ปาเหตพฺโพ “ยํ โข ตุมฺเห อายสฺมนฺโต ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ ปหิณิตฺถ, น ตนฺตสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจิ อตฺถํ อนุโภติ, ยุญฺชนฺตายสฺมนฺโต สกํ, มา โว สกํ วินสฺสีติ: อยํ ตตถฺ สามีจ.ิ จวี รวคฺโค ป โม. ๑๑. โย ปน ภิกฺขุ โกสิยมิสฺสกํ สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติย.ํ ๑๒. โย ปน ภิกฺขุ สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคคฺ ยิ ํ ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๑๓. นวมฺปน ภิกฺขุนา สนฺถตํ การยมาเนน เทฺว ภาคา สุทฺธกาฬ- กานํ เอฬกโลมานํ อาทาตพฺพา, ตติยํ โอทาตานํ, จตุตฺถํ โคจริยานํ; ๒๓๘

อนาทา เจ ภิกฺขุ เทฺว ภาเค สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ ตติยํ โอทาตานํ จตุตฺถํ โคจริยานํ นวํ สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจติ ฺติย.ํ ๑๔. นวมฺปน ภิกฺขุนา สนฺถตํ การาเปตฺวา ฉพฺพสฺสานิ ธาเรตพฺพํ. โอเรน เจ ฉนฺนํ วสฺสานํ ตํ สนฺถตํ วิสฺสชฺเชตฺวา วา อวิสฺสชฺเชตฺวา วา อญฺ ํ นวํ สนฺถตํ การาเปยฺย อญฺ ตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตตฺ ยิ .ํ ๑๕. นิสีทนสนฺถตมฺปน ภิกฺขุนา การยมาเนน ปุราณสนฺถตสฺส สามนฺตา สุคตวิทตฺถิ อาทาตพฺพา ทุพฺพณฺณกรณาย, อนาทา เจ ภิกฺขุ ปุราณสนฺถตสฺส สามนฺตา สุคตวิทตฺถึ นวํ นิสีทนสนฺถตํ การาเปยฺย, นิสสฺ คฺคยิ ํ ปาจิตตฺ ิยํ. ๑๖. ภิกฺขุโน ปเนว อทฺธานมคฺคปฏิปนฺนสฺส เอฬกโลมานิ อุปฺปชฺเชยฺยุํ, อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพานิ, ปฏิคฺคเหตฺวา ติโยชนปรมํ สหตฺถา หาเรตพฺพานิ, อสนฺเต หารเก, ตโต เจ อุตฺตรึ หเรยฺย อสนเฺ ตปิ หารเก, นสิ ฺสคฺคยิ ํ ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๑๗. โย ปน ภิกฺขุ อญฺ าติกาย ภิกฺขุนิยา เอฬกโลมานิ โธวาเปยฺย วา รชาเปยยฺ วา วิชฏาเปยยฺ วา, นสิ ฺสคฺคิยํ ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๑๘. โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ อุคฺคณฺเหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา อปุ นิกขฺ ิตตฺ ํ วา สาทเิ ยยยฺ , นิสสฺ คฺคยิ ํ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๑๙. โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺเชยฺย, นสิ สฺ คฺคยิ ํ ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๒๓๙

๒๐. โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ กยวิกฺกยํ สมาปชฺเชยฺย, นสิ ฺสคฺคิยํ ปาจติ ฺติยํ. โกสิยวคโฺ ค ทตุ ิโย. ๒๑. ทสาหปรมํ อติเรกปตฺโต ธาเรตพฺโพ, ตํ อติกฺกามยโต, นสิ สฺ คฺคยิ ํ ปาจติ ฺติยํ. ๒๒. โย ปน ภิกฺขุ อูนปญฺจพนฺธเนน ปตฺเตน อญฺ ํ นวํ ปตฺตํ เจตาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. เตน ภิกฺขุนา โส ปตฺโต ภิกฺขุปริสาย นิสฺสชฺชิตพฺโพ; โย จ ตสฺสา ภิกฺขุปริสาย ปตฺตปริยนฺโต, โส จ ตสฺส ภิกฺขุโน ปทาตพฺโพ “อยนฺเต ภิกฺขุ ปตฺโต, ยาว เภทนาย ธาเรตพฺโพติ: อยํ ตตฺถ สามีจิ. ๒๓. ยานิ โข ปน ตานิ คิลานานํ ภิกฺขูนํ ปฏิสายนียานิ เภสชฺชานิ, เสยฺยถที ํ; สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ, ตานิ ปฏิคฺคเหตฺวา สตฺตาหปรมํ สนฺนิธิการกํ ปริภุญฺชิตพฺพานิ, ตํ อติกฺกามยโต นิสฺสคฺคิยํ ปาจติ ฺติย.ํ ๒๔. “มาโส เสโส คิมฺหานนฺติ ภิกฺขุนา วสฺสิกสาฏิ กจีวรํ ปริเยสิตพฺพํ, “อฑฺฒมาโส เสโส คิมฺหานนฺติ กตฺวา นิวาเสตพฺพํ; “โอเรน เจ มาโส เสโส คิมฺหานนฺติ วสฺสิกสาฏิกจีวรํ ปริเยเสยฺย. “โอเรนฑฺฒมาโส เสโส คิมฺหานนฺติ กตฺวา นิวาเสยฺย; นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตตฺ ิย.ํ ๒๕. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส สามํ จีวรํ ทตฺวา กุปิโต อนตฺตมโน อจฉฺ นิ ฺเทยฺย วา อจฉฺ นิ ฺทาเปยยฺ วา, นสิ สฺ คฺคยิ ํ ปาจิตตฺ ิยํ. ๒๔๐

๒๖. โย ปน ภิกฺขุ สามํ สุตฺตํ วิญฺ าเปตฺวา ตนฺตวาเยหิ จีวรํ วายาเปยฺย, นิสสฺ คคฺ ยิ ํ ปาจิตฺติย.ํ ๒๗. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส อญฺ าตโก คหปติ วา คหปตานี วา ตนฺตวาเยหิ จีวรํ วายาเปยฺย, ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต ตนฺตวาเย อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย “อิทํ โข อาวุโส จวี รํ มํ อุทฺทิสสฺ วียติ, อายตญฺจ กโรถ, วิตถฺ ตญจฺ อปฺปติ ญฺจ สุวิตญฺจ๑ สุปวายิตญฺจ สุวิเลกฺขิตญฺจ๒ สุวิตจฺฉิตญฺจ กโรถ; อปฺเปว นาม มยมฺปิ อายสฺมนฺตานํ กิญฺจิมตฺตํ อนุปทชฺเชยฺยามาติ, เอวญฺจ โส ภิกฺขุ วตฺวา กิญฺจิมตฺตํ อนุปทชฺเชยฺย อนฺตมโส ปิณฺฑปาตมตฺตมฺปิ, นิสฺสคฺคิยํ ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๒๘. ทสาหานาคตํ กตฺติกเตมาสิปณุ ฺณมํ, ภกิ ขฺ ุโน ปเนว อจเฺ จกจีวรํ อุปปฺ ชฺเชยฺย, อจฺเจกํ มญฺ มาเนน ภิกฺขนุ า ปฏิคฺคเหตพฺพํ, ปฏคิ ฺคเหตวฺ า ยาวจีวรกาลสมยํ นิกฺขิปิตพฺพํ, ตโต เจ อุตฺตรึ นิกฺขิเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๒๙. อปุ วสฺสํ โข ปน กตฺติกปุณฺณมํ ยานิ โข ปน ตานิ อารญฺ - กานิ เสนาสนานิ สาสงฺกสมฺมตานิ สปฺปฏิภยานิ, ตถารูเปสุ ภิกฺขุ เสนาสเนสุ วิหรนฺโต อากงฺขมาโน ติณฺณํ จีวรานํ อญฺ ตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิเปยฺย, สิยา จ ตสฺส ภิกฺขุโน โกจิเทว ปจฺจโย เตน ๑ พระไตรปฎิ กเป็น สวุ ีตญฺจ. ๒ พระไตรปฎกเปน็ สุเลขติ ญฺจ. ๒๔๑

จีวเรน วิปฺปวาสาย, ฉารตฺตปรมนฺเตน ภิกฺขุนา เตน จีวเรน วิปฺปวสิตพฺพํ, ตโต เจ อุตฺตรึ วิปฺปวเสยฺย อญฺ ตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสสฺ คฺคิยํ ปาจติ ฺติยํ. ๓๐. โย ปน ภิกฺขุ ชานํ สงฺฆกิ ํ ลาภํ ปริณตํ อตตฺ โน ปริณาเมยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจติ ตฺ ิยํ. ปตฺตวคโฺ ค ตติโย. อทุ ทฺ ฏิ ฺ า โข อายสมฺ นโฺ ต ตสึ นิสฺสคคฺ ยิ า ปาจติ ฺติยา ธมมฺ า. ตตฺถายสมฺ นเฺ ต ปจุ ฉฺ าม:ิ กจจฺ ิตถฺ ปรสิ ทุ ฺธา ? ทุตยิ มฺปิ ปุจฺฉามิ: กจฺจิตฺถ ปริสทุ ฺธา ? ตตยิ มฺปิ ปุจฉฺ ามิ: กจจฺ ติ ถฺ ปริสทุ ธฺ า ? ปรสิ ุทฺเธตถฺ ายสฺมนฺโต ตสมฺ า ตณุ หฺ ,ี เอวเมตํ ธารยาม.ิ นสิ สฺ คฺคยิ า ปาจิตฺติยา ธมมฺ า นฏิ ฺ ิตา. ปาจติ ตฺ ิยา อิเม โข ปนายสฺมนฺโต เทฺวนวุติ ปาจิตฺติยา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ. ๑. สมฺปชานมุสาวาเท ปาจติ ฺตยิ ํ. ๒. โอมสวาเท ปาจิตฺติย.ํ ๓. ภิกฺขุเปสุญเฺ ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๔. โย ปน ภิกขฺ ุ อนุปสมปฺ นฺนํ ปทโส ธมมฺ ํ วาเจยยฺ , ปาจติ ฺตยิ .ํ ๒๔๒

๕. โย ปน ภิกฺขุ อนุปสมฺปนฺเนน อุตฺตริทฺวิรตฺตติรตฺตํ สหเสยฺยํ กปเฺ ปยฺย, ปาจติ ตฺ ิยํ. ๖. โย ปน ภกิ ฺขุ มาตุคาเมน สหเสยยฺ ํ กปเฺ ปยฺย, ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๗. โย ปน ภิกฺขุ มาตุคามสฺส อุตฺตริฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสยฺย อญฺ ตฺร วิญญฺ นุ า ปรุ สิ วคิ ฺคเหน, ปาจติ ตฺ ยิ ํ. ๘. โย ปน ภิกฺขุ อนุปสมฺปนฺนสฺส อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อาโรเจยฺย, ภูตสมฺ ึ ปาจิตฺติย.ํ ๙. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อนุปสมฺปนฺนสฺส อาโรเจยฺย อญฺ ตรฺ ภิกฺขุสมมฺ ติยา, ปาจิตตฺ ยิ .ํ ๑๐. โย ปน ภิกขฺ ุ ป วึ ขเณยฺย วา ขณาเปยฺย วา, ปาจิตฺตยิ .ํ มุสาวาทวคโฺ ค ป โม. ๑๑. ภูตคามปาตพฺยตาย ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๑๒. อญฺ วาทเก วเิ หสเก ปาจติ ฺติยํ. ๑๓. อุชฺฌาปนเก ขิยฺยนเก ปาจติ ตฺ ิยํ. ๑๔. โย ปน ภิกฺขุ สงฺฆิกํ มญฺจํ วา ปี ํ วา ภิสึ วา โกจฺฉํ วา อชฺโฌกาเส สนฺถริตฺวา วา สนฺถราเปตฺวา วา ตํ ปกฺกมนฺโต เนว อุทธฺ เรยฺย น อุทธฺ ราเปยยฺ อนาปุจฉฺ ํ วา คจฺเฉยฺย, ปาจิตฺติยํ. ๑๕. โย ปน ภิกฺขุ สงฺฆิเก วิหาเร เสยฺยํ สนฺถริตฺวา วา สนฺถราเปตฺวา วา ตํ ปกฺกมนฺโต เนว อุทฺธเรยฺย น อุทฺธราเปยฺย อนาปจุ ฉฺ ํ วา คจฺเฉยฺย, ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๒๔๓

๑๖. โย ปน ภิกฺขุ สงฺฆิเก วิหาเร ชานํ ปุพฺพูปคตํ ภิกฺขุํ อนูปขชฺช เสยฺยํ กปฺเปยฺย “ยสฺส สมฺพาโธ ภวิสฺสติ, โส ปกฺกมิสฺสตีติ เอตเทว ปจจฺ ยํ กรติ ฺวา อนญฺ ํ, ปาจติ ตฺ ิยํ. ๑๗. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ กุปิโต อนตฺตมโน สงฺฆิกา วิหารา นิกกฺ ฑฺเฒยฺย วา นิกกฺ ฑฺฒาเปยยฺ วา, ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๑๘. โย ปน ภิกฺขุ สงฺฆิเก วิหาเร อุปริเวหาสกุฏิยา อาหจฺจ ปาทกํ มญจฺ ํ วา ปี ํ วา อภนิ ิสเี ทยฺย วา อภนิ ิปชฺเชยฺย วา, ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๑๙. มหลฺลกมฺปน ภิกฺขุนา วิหารํ การยมาเนน ยาว ทฺวารโกสา อคฺคลฏฺ ปนาย อาโลกสนฺธิปริกมฺมาย ทฺวิตฺติจฺฉทนสฺส ปริยายํ อปฺปหริเต ิเตน อธิฏฺ าตพฺพํ, ตโต เจ อุตฺตรึ อปฺปหริเตปิ โิ ต อธฏิ ฺ เหยฺย, ปาจิตตฺ ิยํ. ๒๐. โย ปน ภิกฺขุ ชานํ สปฺปาณกํ อุทกํ ติณํ วา มตฺติกํ วา สญิ เฺ จยยฺ วา สญิ จฺ าเปยฺย วา, ปาจิตตฺ ยิ ํ. ภตู คามวคโฺ ค ทตุ โิ ย. ๒๑. โย ปน ภิกฺขุ อสมมฺ โต ภกิ ขฺ นุ ิโย โอวเทยยฺ , ปาจติ ฺติย.ํ ๒๒. สมฺมโตปิ เจ ภิกฺขุ อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุนิโย โอวเทยฺย, ปาจิตฺตยิ .ํ ๒๓. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุนูปสฺสยํ อุปสงฺกมิตฺวา ภิกฺขุนิโย โอวเทยฺย, อญฺ ตฺร สมยา, ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย; คิลานา โหติ ภิกขฺ ุนี, อยํ ตตถฺ สมโย. ๒๔๔

๒๔. โย ปน ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย “อามิสเหตุ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย โอวทนตฺ ตี ิ, ปาจิตฺตยิ ํ. ๒๕. โย ปน ภิกฺขุ อญฺ าติกาย ภิกฺขุนิยา จีวรํ ทเทยฺย อญฺ ตฺร ปารวิ ฏฏฺ กา, ปาจิตฺตยิ ํ. ๒๖. โย ปน ภิกฺขุ อญฺ าติกาย ภิกฺขุนิยา จีวรํ สิพฺเพยฺย วา สพิ ฺพาเปยฺย วา, ปาจติ ฺติย.ํ ๒๗. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุนิยา สทฺธึ สํวิธาย เอกทฺธานมคฺคํ ปฏิปชฺเชยฺย อนฺตมโส คามนฺตรมฺปิ อญฺ ตฺร สมยา, ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: สตฺถคมนีโย โหติ มคฺโค สาสงฺกสมฺมโต สปฺปฏิภโย, อยํ ตตฺถ สมโย. ๒๘. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุนิยา สทฺธึ สํวิธาย เอกํ นาวํ อภิรูเหยฺย อทุ ธฺ คามนิ ึ วา อโธคามินึ วา อญฺ ตรฺ ติริยนฺตรณาย, ปาจิตตฺ ยิ .ํ ๒๙. โย ปน ภิกฺขุ ชานํ ภิกฺขุนีปริปาจิตํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺเชยฺย อญฺ ตฺร ปุพเฺ พ คหิ สิ มารมภฺ า, ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๓๐. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุนิยา สทฺธึ เอโก เอกาย รโห นิสชฺชํ กปเฺ ปยยฺ , ปาจิตตฺ ิยํ. โอวาทวคโฺ ค ตตโิ ย. ๓๑. อคลิ าเนน ภิกฺขุนา เอโก อาวสถปณิ ฺโฑ ภุญฺชติ พฺโพ; ตโต เจ อตุ ฺตรึ ภุญเฺ ชยฺย, ปาจติ ฺตยิ .ํ ๒๔๕

๓๒. คณโภชเน อญฺ ตฺร สมยา ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: คลิ าน- สมโย จีวรทานสมโย จีวรการสมโย อทฺธานคมนสมโย นาวาภิรูหนสมโย มหาสมโย สมณภตฺตสมโย, อยํ ตตฺถ สมโย. ๓๓. ปรมฺปรโภชเน อญฺ ตฺร สมยา ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: คลิ านสมโย จีวรทานสมโย จีวรการสมโย, อยํ ตตฺถ สมโย. ๓๔. ภิกฺขุํ ปเนว กุลํ อุปคตํ ปูเวหิ วา มนฺเถหิ วา อภิหฏฺฐุมฺ- ปวาเรยยฺ , อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ทฺวิตฺติปตฺตปูรา ปฏิคฺคเหตพฺพา: ตโต เจ อุตฺตรึ ปฏิคฺคณฺเหยฺย, ปาจิตฺติยํ. ทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคเหตฺวา ตโต นีหริตวฺ า ภิกฺขูหิ สทธฺ ึ สวํ ิภชติ พฺพํ: อยํ ตตฺถ สามจี ิ. ๓๕. โย ปน ภิกฺขุ ภุตฺตาวี ปวาริโต อนติริตฺตํ ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ขาเทยฺย วา ภุญเฺ ชยฺย วา, ปาจิตตฺ ิย.ํ ๓๖. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ภุตฺตาวึ ปวาริตํ อนติริตฺเตน ขาทนีเยน วา โภชนีเยน วา อภิหฏฺฐุมฺปวาเรยฺย “หนฺท ภิกฺขุ ขาท วา ภุญฺช วาติ ชานํ อาสาทนาเปกโฺ ข, ภตุ ฺตสฺมึ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๓๗. โย ปน ภิกฺขุ วิกาเล ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ขาเทยฺย วา ภญุ ฺเชยยฺ วา, ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๓๘. โย ปน ภิกฺขุ สนฺนิธิการกํ ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ขาเทยฺย วา ภุญฺเชยฺย วา, ปาจิตตฺ ยิ .ํ ๓๙. ยานิ โข ปน ตานิ ปณีตโภชนานิ, เสยฺยถีทํ: สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ มจฺโฉ มํสํ ขีรํ ทธิ, โย ปน ภิกฺขุ เอวรูปานิ ๒๔๖

ปณีตโภชนานิ อคิลาโน อตฺตโน อตฺถาย วิญฺ าเปตฺวา ภุญฺเชยฺย, ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๔๐. โย ปน ภิกฺขุ อทินฺนํ มุขทฺวารํ อาหารํ อาหเรยฺย อญฺ ตฺร อทุ กทนฺตโปณา, ปาจิตฺตยิ .ํ โภชนวคฺโค จตุตฺโถ. ๔๑. โย ปน ภกิ ฺขุ อเจลกสฺส วา ปริพฺพาชกสฺส วา ปริพฺพาชิกาย วา สหตฺถา ขาทนียํ วา โภชนยี ํ วา ทเทยยฺ , ปาจติ ตฺ ยิ ํ. ๔๒. โย ปน ภิกขฺ ุ ภิกฺขุํ เอวํ วเทยฺย๑ “เอหาวุโส คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสิสฺสามาติ. ตสฺส ทาเปตฺวา วา อทาเปตฺวา วา อุยฺโยเชยฺย “คจฺฉาวุโส, น เม ตยา สทฺธึ กถา วา นิสชฺชา วา ผาสุ โหติ, เอกกสฺส เม กถา วา นิสชฺชา วา ผาสุ โหตีติ, เอตเทว ปจฺจยํ กรติ ฺวา อนญฺ ,ํ ปาจติ ฺตยิ .ํ ๔๓. โย ปน ภิกฺขุ สโภชเน กุเล อนูปขชฺช นิสชฺชํ กปฺเปยฺย, ปาจติ ฺติย.ํ ๔๔. โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สทฺธึ รโห ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน นสิ ชชฺ ํ กปเฺ ปยฺย, ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๔๕. โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห นิสชฺชํ กปเฺ ปยฺย, ปาจติ ฺตยิ ํ. ๑ ม. ย.ุ อิทํ ปา ทฺวยํ โปตถฺ เกสุ น ทสิ สฺ ติ. ๒๔๗

๔๖. โย ปน ภิกฺขุ นิมนฺติโต สภตฺโต สมาโน, สนฺตํ ภิกฺขุํ อนาปุจฺฉา ปุเรภตฺตํ วา ปจฺฉาภตฺตํ วา กุเลสุ จาริตฺตํ อาปชฺเชยฺย, อญฺ ตฺร สมยา, ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: จีวรทานสมโย จีวรการ- สมโย, อยํ ตตฺถ สมโย. ๔๗. อคิลาเนน ภิกฺขุนา จาตุมาสปจฺจยปวารณา สาทิตพฺพา อญฺ ตฺร ปุน ปวารณาย, อญฺ ตฺร นิจฺจปวารณาย, ตโต เจ อุตฺตรึ สาทิเยยฺย, ปาจิตฺติยํ. ๔๘. โย ปน ภิกฺขุ อุยฺยุตฺตํ เสนํ ทสฺสนาย คจฺเฉยฺย อญฺ ตฺร ตถารูปปจจฺ ยา, ปาจิตฺตยิ ํ. ๔๙. สิยา จ ตสฺส ภิกฺขุโน โกจิเทว ปจฺจโย เสนํ คมนาย, ทฺวิรตฺตติรตฺตํ เตน ภิกฺขุนา เสนาย วสิตพฺพํ. ตโต เจ อุตฺตรึ วเสยฺย, ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๕๐. ทฺวิรตฺตตริ ตฺตญฺเจ ภิกฺขุ เสนาย วสมาโน อยุ ฺโยธิกํ วา พลคฺคํ วา เสนาพฺยหู ํ วา อนีกทสสฺ นํ วา คจเฺ ฉยยฺ , ปาจิตฺตยิ ํ. อเจลกวคโฺ ค ปญฺจโม. ๕๑. สุราเมรยปาเน ปาจิตฺติย.ํ ๕๒. องคฺ ลุ ิปโตทเก ปาจติ ตฺ ยิ .ํ ๕๓. อุทเก หสฺสธมฺเม ปาจติ ตฺ ยิ ํ. ๕๔. อนาทรเิ ย ปาจติ ตฺ ิย.ํ ๕๕. โย ปน ภิกขฺ ุ ภิกฺขุํ ภสึ าเปยฺย, ปาจติ ฺตยิ .ํ ๒๔๘

๕๖. โย ปน ภิกฺขุ อคิลาโน วิสีวนาเปกฺโข โชตึ สมาทเหยฺย วา สมาทหาเปยยฺ วา อญฺ ตฺร ตถารปู ปจฺจยา, ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๕๗. โย ปน ภิกฺขุ โอเรนฑฺฒมาสํ นฺหาเยยฺย อญฺ ตฺร สมยา, ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: ทิยฑฺโฒ มาโส เสโส คิมฺหานนฺติ วสฺสานสฺส ป โม มาโส อิจฺเจเต อฑฺฒเตยฺยมาสา อุณฺหสมโย ปริฬาหสมโย คิลานสมโย กมฺมสมโย อทฺธานคมนสมโย วาตวุฏฺ ิสมโย. อยํ ตตฺถ สมโย. ๕๘. นวมฺปน ภิกฺขุนา จีวรลาเภน ติณฺณํ ทุพฺพณฺณกรณานํ อญฺ ตรํ ทุพฺพณฺณกรณํ อาทาตพฺพํ นีลํ วา กทฺทมํ วา กาฬสามํ วา, อนาทา เจ ภกิ ฺขุ ติณฺณํ ทุพพฺ ณฺณกรณานํ อญฺ ตรํ ทุพพฺ ณฺณกรณํ นวํ จีวรํ ปริภญุ ฺเชยยฺ , ปาจติ ฺตยิ .ํ ๕๙. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา สิกฺขมานาย วา สามเณรสฺส วา สามเณริยา วา สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺเชยยฺ , ปาจิตตฺ ยิ ํ. ๖๐. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสสฺ ปตฺตํ วา จีวรํ วา นิสีทนํ วา สูจิฆรํ วา กายพนฺธนํ วา อปนิเธยฺย วา อปนิธาเปยฺย วา อนฺตมโส หสฺสาเปกฺโขปิ, ปาจติ ตฺ ยิ ํ. สุราปานวคโฺ ค ฉฏฺโ . ๖๑. โย ปน ภกิ ฺขุ สญจฺ ิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, ปาจติ ฺตยิ .ํ ๖๒. โย ปน ภิกขฺ ุ ชานํ สปฺปาณกํ อุทกํ ปริภุญฺเชยฺย, ปาจิตตฺ ิย.ํ ๒๔๙


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook