มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ คำนำธรรม “คนต่ำงจังหวัด มคี วำมทกุ ข์กำย แต่มคี วำมสุขใจ ในขณะที่คน กรงุ เทพฯ มีควำมสขุ กำย แตก่ ลับมีควำมทุกข์ใจกันมำก ดังนน้ั จึงควรสร้ำงที่พักทำงใจขนึ้ ในกลำงกรุง” พระราชดารัสส่วนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอัน ประเสรฐิ เม่ือคร้ังเสดจ็ พระราชดาเนินพรอ้ มด้วยสมเดจ็ พระนางเจ้า สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ในงานพระราชพิธีทอดผ้าพระกฐิน พระราชทานแด่พระสงฆ์วดั ปทุมวนาราม ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ คณะสงฆ์วัดปทุมวนารามได้ทา สัญญาเช่าพ้ืนท่ีศาลาพระราชศรัทธาและสวนป่าจากสานั กงาน ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และได้ปรับปรุงส่ิงปลูกสร้างบางส่วน พร้อมทั้งพ้ืนที่โดยรอบเพ่ือให้สอดคล้องและรองรับกับกิจกรรม ต่างๆ ตามนโยบายของคณะสงฆ์วัดปทุมวนาราม โดยยึดหลักการ และแนวทางกิจกรรมทุกอย่าง เพ่ือสืบสานพระราชปณิธานธรรม อันมีค่าแห่งหิตานุหิตประโยชน์ แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และ เพื่อราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาท่ีสุดมิได้ของพระองค์ท่านผู้ เสดจ็ สูส่ วรรคาลัย ดังน้ัน คณะสงฆ์พร้อมด้วยอุบาสก และอุบาสิกาวัดปทุม วนาราม จึงได้จัดกิจกรรมสานต่อปฏิปทาพระกรรมฐาน สืบสาน พระราชศรัทธา พระราชปณิธานธรรมเพ่ือน้อมถวายเป็นพระราช กุศล ด้วยการกราบนิมนต์พระเถราจารย์ฝ่ายอรัญวาสี มาบรรยาย ธรรมทุกเดือน ที่ศาลาพระราชศรัทธา เพ่ือเป็นการฟื้นฟูและดารง ๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ รักษาไว้ซึ่งปฏิปทาจริยาวัตรอันดีงาม ท่ีบูรพาจารย์วัดปทุมวนาราม ได้นาพาประพฤตปิ ฏิบตั ิมา ในแต่ละเดือนก็ได้รับความเมตตาจากพระเถรานุเถระ ผู้ ปฏบิ ัติตามปฏิปทาพระกรรมฐานสาย หลวงปู่มน่ั ภูรทิ ตั ตมหาเถระ, หลวงปู่ชา สุภัททมหาเถระ ฯลฯ ดังมีรายนามและคาสอนที่ปรากฏ ในหนังสือเล่มน้ี ท้ังองค์ความรู้ แนวทางการปฏิบัติ รวมท้ังข้อวัตร ในการดาเนินชวี ติ ของความเปน็ พระที่ได้รับการพร่าสอนมาจากพระ อุปัชฌาย์และพระอาจารย์ พร้อมกับประสบการณ์ตรงที่ได้ลงมือ ปฏิบัติตามหลักคาสอนของพระพุทธชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ ถ่ายทอดเป็นคาพูดและบนั ทึกรวบรวมไวใ้ นหนังสอื มรดกธรรมเล่มนี้ ผู้อ่านสามารถปลูกศรัทธา ทาความเข้าใจ สร้างกาลังใจ และน้อมนาไปปฏิบัติในชีวิตประจาวันได้ก็จักสาเร็จประโยชน์แห่ง ตนตามสมควรแก่ธรรมท่ีตนได้ประพฤติปฏิบัติ ขออนุโมทนาใน ความวิริยะอุตสาหะของท่านผู้มีจิตศรัทธาในการรวบรวมและ จัดพิมพ์หนังสือมรดกธรรม ศาลาพระราชศรัทธาในครั้งน้ี และขอ ความสขุ ความเจรญิ จงมแี กท่ กุ ทา่ นเทอญฯ พระธรรมธชั มนุ ี ประธานบรหิ ารศาลาพระราชศรัทธา เจ้าอาวาสวัดปทมุ วนาราม ๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ สำรบญั หน้า คานาธรรม ๑-๒ ๑. พระอาจารย์สธุ รรม สุธมโ̣ ม ๔ – ๔๐ ๒. พระครบู ริหารสมาธคิ ุณ (คาสด อรโุ ณ) ๔๑ – ๖๘ ๓. พระครูกติ ตปิ ญั ญาคุณ (สวาท ปญั ญาธะโร) ๖๙ – ๘๖ ๔. หลวงปู่สงวน ยุตตะธัมโม ๘๗ – ๙๙ ๕. พระครูปญั ญาวรคุณ (ทองแดง วรปัญโญ) ๑๐๐ – ๑๑๕ ๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ พระอำจำรย์สุธรรม สธุ มฺโม วัดปำ่ หนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมอื ง จ.สกลนคร แสดงเมือ่ วนั เสำร์ ท่ี ๒๒ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วดั ปทมุ วนำรำม รำชวรวิหำร อาราธนาธรรม พร๎ หั ม๎ า จะ โลกาธิปะติ สะหัมปะติ กตั อัญชะลี อนั ธิวะรัง อะยาจาถะ สันตธี ะ สัตตาปปะระชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธัมมัง อะนกุ ัมปิมงั ประชัง ฯ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธสั สะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธัสสะ ปชู า จะ ปูชะนยี านงั เอตัมมังคะละมตุ ตะมงั ติ ฯ ๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ วันนี้ นับว่าเป็นมงคลต่อชีวิตของพวกเราทั้งหลายอย่างยิ่ง เพราะพวกเราได้ปรารภกันมาร่วมงานวิถีธรรมแห่งบูรพาจารย์องค์ หลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต ซ่ึงท่านเป็นบูรพาจารย์ในหมู่พระกรรมฐาน สายวัดป่ามาอย่างแท้จริง องค์หลวงปู่ม่ันน้ัน เดิมทีนับต้ังแต่ท่านได้ บวชขึ้นมาแล้ว ท่านมุ่งมั่นต่อการศึกษาในทางฝ่ายปริยัติอย่าง สุดกาลังของทา่ น จนกระทั่งทา่ นรอบรู้ มคี วามเฉลียวฉลาดในปริยัติ ธรรม แต่เมื่อท่านมาพิจารณาในปริยัติธรรมที่ท่านได้มาศึกษาแล้ว นั้นว่า หากแม้นท่านเพียงศึกษาจดจาเอาไว้เท่านั้น จะไม่ก่อเกิด ประโยชน์อะไรให้แก่ท่านเลย แต่ปริยัติธรรมท่ีท่านได้ศึกษาจดจาไว้ นับตั้งแต่เบ้ืองต้น ท่ามกลาง และถึงที่สุดน้ัน จะก่อเกิดเป็น ประโยชน์แก่นสารให้แก่ท่านได้อย่างแท้จริงน้ัน ก็เพราะท่านนามา ประพฤติปฏบิ ตั ิ เมื่อท่านลงใจวา่ ต้องนามาประพฤติปฏบิ ัติเท่านั้น ทา่ นก็มา พิจารณาอีกว่า แล้วสถานที่ใดเล่าท่ีเหมาะต่อการประพฤติปฏิบัติ ท่านก็ลงใจว่า “ป่ำ” นั้น คือชัยภูมิหรือสถำนที่ที่ประเสริฐ เหมำะ ต่อกำรประพฤติปฏิบัติอย่ำงยิ่ง นับตั้งแต่องค์ศาสดาท่านได้ ประกาศสอนศาสนามานั้น ท่านก็ได้ประกาศสอนมาในป่ามาตลอด แม้บทบัญญัติที่ท่านทรงบัญญัติเป็นหลักธรรมคาสอนแน่วแน่ต่อ พระท่ีบวชข้ึนมาในพระศาสนานี้ ในเร่อื งการขวนขวายแสวงหาท่ีอยู่ ท่ีอาศัย ท่านก็ได้กล่าวคาว่า “รุกขะมูละเสนำสนัง นิสสำยะ ปัพ พัชชำ” เป็นต้น ท่านบอกว่าเธอบวชเข้ามาแล้ว ให้หารุกขมูล โคน ไม้ ชายปา่ เชงิ เขา เงือ้ มถ้า ป่ารกชัฏ เรอื นรา้ ง เรอื นว่าง เปน็ ที่อยู่ท่ี อาศยั ของเธอตลอดชีวติ เถดิ เพราะสถานท่ีเช่นนั้น เป็นสถานท่เี งียบ สงบ ไม่คลุกคลี ไม่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน หรือกิจการงานทั้งหลาย ๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ และคนโดยทว่ั ไปเขาไม่ค่อยปรารถนา ไมต่ ้องการ แต่เหมาะสาหรับ เธอจะแสวงหาเป็นที่อยู่ท่ีอาศัย เพ่ือประพฤติปฏิบัติชาระจิตใจของ เธอได้ในสถานท่เี ช่นน้นั องค์หลวงปู่ม่ันท่านได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เม่ือ ท่านลงใจแล้วว่าป่าน้ันคือชัยภูมิอันเหมาะต่อการประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่ม่ันท่านจึงได้ทุ่มเทในการประพฤติปฏิบัติของท่านเองอยู่แต่ ตามป่าเขาลาเนาไพร ในสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นสถานท่ีทุรกันดาร ทุกข์ยากลาบากแสนเข็ญ ท่านบอกว่าสถานท่ีอย่างนั้นแหละ เป็น สถานที่บ่อเกิดแห่งธรรมะอย่างแท้จริง นับต้ังแต่องค์ศาสดาของ พวกเราท่านทั้งหลาย พระองค์ก็ตรัสรู้ได้ในสถานท่ีทุรกันดาร ทุกข์ ยากลาบากอย่างน้ัน แม้ท่านได้ประกาศสอนแก่สาวกท้ังหลาย สาวกทั้งหลายท่ีได้ยินได้ฟังแล้วก็ล้วนแต่ปฏิบัติในสถานท่ีท่ีเป็นป่า เขาลาเนาไพร มีความทุกข์ยากขาดแคลน อดจนทุกส่ิงทุกประการ น้ัน สถานท่ีเช่นนั้นได้ก่อเกิดให้เป็น “สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ” ให้ พวกเราได้กราบไหว้มามากมายก่ายกองมาจนกระทงั่ ถงึ ทกุ วนั น้ี นี่แหละ คือเส้นทางเดินขององค์หลวงปู่ม่ัน และเมื่อองค์ หลวงปู่ม่ันท่านได้ประพฤติปฏิบัติจนกระท่ังว่า ท่านได้รู้แจ้งแทง ตลอดในธรรม หายสงสัยในธรรมท้ังหลายแล้ว ท่านจึงได้นาธรรม ท้ังหลายเหล่าน้ัน มาสอนสานุศิษย์ รับมาเป็นสานุศิษย์ของท่าน ท่านก็เน้นอยู่ในป่าในเขาลาเนาไพร ท่ีทุรกันดาร ท่ียากลาบากอีก เช่นกัน เพราะฉะน้ัน ตลอดชีวติ ขององค์หลวงปู่มัน่ นั้น ท่านไม่ได้ไป อยู่ในสถานที่สะดวกสบายเลย ท่านมีแต่อยู่ในป่าในเขา ในสถานที่ ทุกข์ยากลาบากขาดแคลน แม้ท่านจะเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ใน ๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ ธรรมะ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ท่านก็ไม่มาอยู่ในสถานท่ี สะดวกสบายทีร่ ่ารวย เพราะทา่ นมุ่งเน้นที่จะสร้างสานศุ ษิ ย์ของทา่ น องค์ท่านบอกว่า “กำลเวลำในชีวิตของท่ำน ท่ำนเหลือ อีกไม่มำก ท่ำนมีไม่มำก” เพราะฉะนั้น การที่ท่านไม่มีเวลามาก ท่านจึงต้องเน้นลงไปท่ีจะใช้เวลาของท่านนั้นให้ก่อเกิดเป็น ประโยชน์ สรรสาระอย่างแท้จริงต่อผู้คน เพราะฉะน้ัน ในสถานที่ที่ ท่านไปอยู่ด้วยความทุกข์ยากลาบากแสนเข็ญต่าง ๆ ท้ังหลาย เหล่านั้น จึงเปรียบประหน่ึงเหมือนการคัดเลอื กศิษยานุศิษย์ เพราะ ศิษยานุศิษย์คนใดท่ีจะเข้าไปประพฤติปฏิบัติกับท่านแล้ว ถ้าหาก แม้นไม่เอาจริงเอาจัง ไม่สละเป็นสละตายแล้ว บุคคลต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่าน้ันย่อมไม่มีความสามารถหรือไม่กล้าที่จะเข้าไปอยู่ ในสถานท่ีทุกข์ยาก ขาดแคลน อดจนลาบากแสนลาบากทุกส่ิงทุก ประการ แต่บุคคลที่สามารถเข้าไปอยู่ เข้าไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ กับท่านหลวงปู่ม่ันได้แล้วน้ัน ก็แสดงว่าบุคคลต่าง ๆ ทั้งหลาย เหล่าน้ัน ยอมสละเป็นสละตาย ทุ่มเทมุ่งมั่นปรารถนา เอาจริงเอา จัง ไม่ครั่นคร้ามต่อความทุกข์ยากลาบากต่าง ๆ ท้ังหลาย ท่าน ทง้ั หลายเหลา่ น้ันเข้าไปหาองค์หลวงปู่มั่น ประดุจเหมือนกับภาชนะ ทีม่ นั หงายไว้ ภาชนะท่ีหงายไว้เป็นอย่างไร ฝนตกมากน้อยขนาดไหนก็ สามารถไหลเข้าสู่ภาชนะนั้นได้ บุคคลที่เข้าไปหาท่านองค์หลวงปู่ มั่น ประเภทน้ันก็เช่นกัน เป็นประเภทท่ีมุ่งม่ันเอาจริงเอาจัง สละ เปน็ สละตายแลว้ ทา่ นไดห้ งายจติ ของท่าน ท่านได้เปิดจติ เปดิ ใจของ ท่าน เพ่ือจะเข้าไปศึกษาประพฤติปฏิบัติต่อองค์หลวงปู่ม่ันอย่าง แท้จรงิ บคุ คลต่าง ๆ ท้ังหลายเหลา่ น้ัน เมอ่ื เขา้ ไปหาองค์หลวงปู่มั่น ๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ หลวงปู่มั่นท่านสอนอย่างไร ท่านแนะนาอย่างไร บอกกล่าวอย่างไร ก็ตาม ธรรมท้ังหลายท่ีท่านแสดงแล้ว ย่อมรั่วไหลเข้าไปสู่จิตสู่ใจ ของคนต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่านั้นได้อย่างเต็มร้อยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เราจงึ ไดย้ ินครบู าอาจารย์ตา่ ง ๆ ท้งั หลายมากมายก่าย กองท่ีมีชื่อเสียงเล่ืองลือ เป็นท่ีเคารพกราบไหว้ ยอมรับในคุณธรรม ของท่าน ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่าน้ัน ล้วนแต่เป็นลูก ศษิ ยข์ ององคห์ ลวงปมู่ ั่นมาทงั้ นนั้ ทาไมเป็นอย่างนั้นเล่า ก็เพราะบุคคลที่เข้าไปหาองค์หลวง ปู่มั่นน้ัน ล้วนแต่เป็นบุคคลที่สละเป็นสละตาย เป็นบุคคลท่ีเอาจริง เอาจังทุกส่ิงทุกประการ เมื่อเป็นบุคคลท่ีสละเป็นสละตาย เอาจริง เอาจังแล้ว ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศสอนโลกไว้ และองค์ หลวงปู่ม่ันได้นามาประพฤติปฏิบัติ และได้นามาสอนต่อมานั้น ก็ ล้วนแต่เป็น “ธรรมจริง” เป็นธรรมท่ีเป็นของจริงแท้ เรียกว่า “สัจ ธรรม” อย่างแท้จริง เพราะฉะน้ัน สัจธรรมที่แท้จริงย่อมเข้ากับคน จริงได้อย่างแน่นอน เม่ือบุคคลต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่าน้ันเข้าไปหา องค์หลวงปู่ม่นั ลว้ นแตเ่ ปน็ คนจรงิ กย็ อ่ มเข้ากบั ของจรงิ ได้ นีแ่ หละ จงึ บคุ คลใดก็ตามท่เี ขา้ ไปศึกษาประพฤติปฏิบัติกับ องค์หลวงปู่มั่นแล้ว บุคคลต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่าน้ันจงึ เป็นบุคคลผู้ที่ ก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้ามั่นคง ก้าวไปสู่ความสาเร็จแห่งการ ประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับเคารพกราบไหว้ ของศิษยานุศิษย์ท่ัวทุกหนทุกแห่ง และบุคคลต่าง ๆ ทั้งหลาย เหล่านั้น ที่เราได้ยกย่องท่านว่าเป็นครูบาอาจารย์ ท่านต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น เม่ือท่านได้ประพฤติปฏิบัติจนรู้จริงเห็นจริงแล้ว ท่านก็ไม่เพียงแค่เสวยต่อความสุขในธรรมของท่านแต่เพียงผู้เดียว ๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ เท่านั้น แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้มาทาหน้าท่ีสืบต่อจากองค์ หลวงปู่ม่ัน ได้นาธรรมท้ังหลายเหล่านั้นมาประกาศสอนโลก สอน ผู้สอนคน เป็นครูบาอาจารย์ขึ้นมา จนก่อเกิดเป็นสายวัดป่าเรา มากมายก่ายกอง ดังท่ีพวกเราทา่ นทั้งหลายกไ็ ดเ้ หน็ ได้ทราบกันดีอยู่ แล้ว เพราะฉะน้ัน ในวันนี้ที่พวกเราได้มาถึงสถานที่น้ี ได้ปรารภ ถึงองค์หลวงปู่มั่น ส่ิงที่จะประเสริฐท่ีสุดก็คือการน้อมนาเอา หลกั ธรรมท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ และองค์หลวงปู่มั่นได้นามา ประพฤติปฏิบัติ และได้แสดงสืบต่อมานั้น นามาประพฤติปฏิบัติ ด้วยตัวของเราเอง เพราะศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านั้น จะให้ ประโยชน์แก่พวกเราได้อย่างแท้จริง ไม่ได้ให้แค่พวกเราด้วยการ กราบไหว้ อ้อนวอนขอร้อง หรือมาให้เสก ให้เป่า ให้ดลบันดาล ให้ พวกเราเป็นอะไรตามท่ีพวกเราปรารถนาต้องการน้ัน ย่อมเป็นไป ไม่ได้ แต่ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านั้น หากแม้นผู้ใดก็ตามน้อม นาไปประพฤติปฏิบัติแล้ว บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติน้ันย่อมได้รับผล จากการประพฤติปฏิบัติธรรมน้ันอย่างแน่นอน เพราะธรรมของ พระพุทธเจ้านั้นเป็นสากล ไม่มีท่านใดผูกขาดไว้เป็นของบุคคลผู้น้นั เพียงผู้เดียวได้ แต่จะวางไว้เป็นสาธารณะ เป็นสมบัติของบุคคลผู้ท่ี จะน้อมนามาประพฤติปฏิบัติด้วยกันท้ังน้ัน และเมื่อเราน้อมนามา ประพฤติปฏิบัติแล้ว ไม่ได้อะไรจากการประพฤติปฏิบัตินั้นย่อม เป็นไปไม่ได้ เปรียบประดุจเหมือนอาหาร อาหารถ้าพวกเรานามา รับประทาน แล้วไม่ได้อะไรเลยจากการรับประทานน้ันย่อมเป็นไป ไม่ได้ แม้การรับประทานของเราไม่ถึงกับอิ่ม ยังไม่สามารถไปดับ ๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ ความหิวกระหายให้หมดสนิ้ ไปจากเราได้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เรา ก็ได้รับความเอร็ดอร่อยชุ่มฉ่า จากอาหารท่ีเรารับประทานเข้าไป บ้างแล้ว แต่ถ้าหากแม้นพวกเรารับประทานต่อเน่ืองเข้าไป ไม่หยุด ไม่ท้ิงไม่ขว้างแล้ว เราก็สามารถก้าวไปถึงจุดหมายปลายทาง คือ ความอ่ิม ระงบั ดับความหวิ กระหายของเราเองได้อย่างแน่นอน ธรรมท่ีเราน้อมนามาประพฤติปฏิบัติก็เช่นกัน แม้การ ประพฤติปฏิบัติของเรายังไม่สามารถไประงับดับกิเลสอาสวะ ทั้งหลายน้ัน ที่เป็นตัว สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ที่ครอบงาจิตใจ ของเราไว้ให้หมดส้ินออกไปจากจิตจากใจของเราได้ก็ตาม แต่อย่าง น้อย ๆ เราก็ได้รับความร่มเย็น เบิกบาน อบอุ่น จากการหล่อเล้ียง ของธรรมะที่เราประพฤติปฏิบัติเข้าสู่จิตสู่ใจของเราแล้วน้ัน ชีวิต ของพวกเราท่านท้ังหลาย หากแม้นเราดาเนินชีวิตไป จะยาวไกล ขนาดไหนก็ตาม ถา้ หากดาเนินชีวิตไปดว้ ยความอบอุน่ ความร่มเย็น ความเบิกบาน ผ่องใสแล้ว ชีวิตนั้นก็มีคุณค่า ชีวิตนั้นก็น่าอยู่น่า อาศยั เพราะฉะนั้น การท่พี วกเราได้มาถงึ โอกาสนี้ เราจงึ ไม่ควรที่ จะนิ่งนอนใจ ควรรีบเร่งขวนขวาย น้อมนาเอาหลักธรรมท้ังหลาย เหล่าน้ันมาประพฤติปฏิบัติเข้าสู่จิตสู่ใจของเราต้ังแต่บัดน้ี เพราะ ธรรมที่องค์หลวงปู่มั่นได้ประพฤติปฏิบัติ และได้นามาเปิดเผยต่อ สานุศิษย์ต่าง ๆ ท้ังหลาย จนกระทั่งสานุศิษย์ต่าง ๆ ท้ังหลาย เหล่าน้ัน อันมีครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ทั้งหลาย ได้นามาประพฤติ ปฏิบตั จิ นเป็นสายปฏบิ ัติ เปน็ สายวัดปา่ เราน้นั ทา่ นลว้ นเน้นลงไปที่ การปฏิบัติดว้ ยกนั ทั้งนนั้ ไม่วา่ จะภายนอกหรือภายในกต็ าม ลว้ นแต่ เป็นผลเข้ามาสจู่ ติ สู่ใจของพวกเราเองทงั้ นั้น ๑๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ เพราะว่าชีวิตของพวกเราน้ัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเรา ท่านท้ังหลายเกิดมาบนโลกน้ีแล้ว ล้วนแต่ปรารถนาความสุข ไม่มี ท่านใดปรารถนาความทุกข์เลย แล้วความสุขที่จะเกิดข้ึนต่อชีวิต ของพวกเราน้ัน มันจะเกดิ ขน้ึ ที่ไหนเล่า มันจะเกิดขึ้นที่ใจเท่าน้ัน ไม่ มีท่ีอ่ืนเลยท่ีจะเป็นภาชนะรองรับสุข ส่วนธาตุขันธ์ร่างกายของเรา น้ัน เราจะไปหาสุขจากร่างกายน้ันย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถ เอาร่างกายนี้มาเป็นเครื่องมือ ท่ีจะสร้างสุขขึ้นมาท่ีจิตท่ีใจของพวก เราได้ ส่วนร่างกายของเราเองนั้น มันกต็ ้องเปน็ ภาระให้พวกเราต้อง มาเยียวยาบริหารมันนับต้ังแต่วันท่ีเราเกิดขึ้นมาแล้ว ดั่งท่ี พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ว่า ภำรำหะเว ปัญจักขันธำ ขันธ์ ๕ น้ัน เป็นภำระให้พวกเรำต้องเยียวยำ บริหำรมันอยู่ตลอดมำ เพราะถ้าพวกเราไม่เยียวยาบริหารมัน มันก็อยู่ไม่ได้ มันถึงกับ แตกดับไดอ้ ยา่ งแนน่ อน นับต้งั แต่วันเราเกิดมาแลว้ เหน็ ไหม เราทน ต่อความหิวกระหายไม่ได้ เราก็ต้องบริหารมัน เยียวยามันด้วยการ รบั ประทาน แมร้ ับประทานไปมนั ก็ไปบรรเทาความทกุ ข์ท่ีบบี คั้นเรา ด้วยความหิวกระหายได้เพียงชั่วระยะส้ัน ๆ เพียงแค่ ๓ - ๔ ชั่วโมง มันก็หิวกระหายมาอีก เราก็ต้องไปบรรเทามันด้วยการรับประทาน อกี น่ีแหละ ชวี ติ ของพวกเรา ในส่วนของเรือนกายนั้น ก็มีแต่การบริหารมัน เยียวยามัน ให้พออยู่ได้เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากท่านใดก็ตามมีความ เฉลยี วฉลาด ก็ไม่ควรท่ีจะนอนใจอยู่เพียงแค่การเยยี วยาการบริหาร ร่างกายเท่าน้ัน ถ้าหากมีเพียงแค่การบริหารร่างกายการเยียวยามนั เทา่ นนั้ ชีวติ ของพวกเราจะสญู เปลา่ อย่างย่ิง เราจะไมไ่ ดร้ บั แก่นสาร สาระอะไรเลย เพราะการท่ีเราจะเยียวยาบริหารร่างกายของเรา ๑๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ ด้วยความประณีตวิจิตรอย่างไร ด้วยของดิบของดีขนาดไหนก็ตาม จะให้ร่างกายของเราเป็นไปเพ่ือความเจริญนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ มัน มีแต่เสื่อมไป ๆ เพียงแค่มันเส่ือมช้าหน่อยก็เท่านั้นเอง แต่ถึงท่ีสุด แล้วกค็ อื “เสอื่ มส้ิน” ไปถงึ ความแตกดบั ได้อยา่ งแน่นอน แต่ในขณะน้ี แม้นเราจะต้องเยียวยาบริหารมันอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเราไม่นอนใจแล้ว เรารีบเร่งเอาเรือนกายนี้มาเป็นเคร่ืองมือที่ จะมาสร้างสุขท่ีใจของเรา พระพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ได้อาศัยเรือน กายนี่แหละ มาเป็นเคร่ืองมือในการท่ีจะสร้างสุขขึ้นมาที่ใจของ พระองค์ แม้พระสงฆ์สาวกอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นกัน เรือนกายของ ทา่ นก็ไม่ไดแ้ ตกต่างจากพวกเรา ล้วนแตเ่ ป็นกองทุกข์ทงั้ นน้ั แตท่ ่าน ท้ังหลายเหล่าน้ันไม่นอนใจท่ีจะมาเพียงแค่บริหารเยียวยาดูแล ร่างกายเท่านั้น แต่ท่านท้ังหลายเหล่าน้ันได้ตื่นตัวที่จะน้อมนาเอา กายมาเป็นเคร่ืองมือ ท่ีจะมาอบรมจิตอบรมใจของท่าน สร้างสุข ขน้ึ มาทใ่ี จของท่าน แล้วท่านจะ “สร้างสุข” ข้ึนมาได้อย่างไรเล่า เราก็มา พิจารณาดูว่าตัวของเราเอง ชีวิตของพวกเราเอง แม้เราเกิดข้ึนมา เพียงคนเดียวบนโลกน้ีก็จริงอยู่ แต่เราไม่สามารถดารงชีวิตอยู่เพียง คนเดียวได้ เราตอ้ งอยกู่ นั เปน็ หมเู่ ป็นคณะ แต่การอยูร่ วมกนั เป็นหมู่ เป็นคณะของพวกเรานั้น ก็อาศัยว่าพวกเรามาจากหลายเช้ือชาติ หลายวรรณะแตกต่างกัน เพราะฉะน้ัน ความคุ้นเคยหรือความเคย ชินในการประพฤติปฏิบัติของพวกเรานั้น มันก็มีความหยาบ ละเอียดแตกต่างกัน ตามความเคยชินของแต่ละทา่ นแตล่ ะคน ไมว่ า่ จะเป็นเชื้อชาติวรรณะไหน ไม่ว่าจะอยู่ในตระกูลใดก็ตาม ความ หยาบ ความละเอียด หรือ ความปานกลางน้ัน ย่อมมีความแตกตา่ ง ๑๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ กนั แตเ่ มอื่ การมาอยรู่ วมกนั เปน็ หมเู่ ปน็ คณะ ถา้ แต่ละท่านแต่ละคน ไม่มีขอบเขตของการกระทาหรือการพูดจาแลว้ การกระทาหรือการ พูดจาของตนก็เป็นไปตามความเคยชินของตนเอง ในความหยาบ บา้ ง ความละเอยี ดบา้ ง หรอื ความปานกลางบ้าง การอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะก็ย่อมเกิดการปีนเกลียวกัน เกิดการเบียดเบียนกัน แล้วการอยู่รวมกันของพวกเราจะมีความ อบอุ่นมีความร่มเย็นไปได้อย่างไร ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากมีแต่ ความเดือดร้อน มีแต่ความกงั วล มีแต่ความเร่าร้อนทุรนทรุ ายในการ อยู่ร่วมกันเท่าน้ัน แล้วเมื่อการอยู่ร่วมกันของพวกเรามีแต่ความเร่า ร้อน มีแต่ความทุรนทุราย มีแต่ความกังวล ปีนเกลียวกันตลอดแลว้ เราจะไปขวนขวายแสวงหาอรรถแสวงหาธรรม หรือแสวงหา ความก้าวหน้า ความเจริญยิ่งขึ้นในชีวิตของพวกเรา มันจะไป แสวงหาได้อย่างไร ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะน้ัน ในเบื้องต้นน้ัน พวกเราต้องปูพ้ืนฐานของการอยู่ร่วมกัน ให้มีความอบอุ่นความ ร่มเย็นกนั ใหเ้ กดิ ข้นึ มาในหมู่ในคณะเสียก่อน ควำมร่มเย็น หรือ ควำมอบอุ่น ท่ีจะเกิดขึ้นมำในหมู่ใน คณะได้นั้น ก็เพรำะแต่ละท่ำนแต่ละคนต้องมีขอบเขต ของกำร พูดจำ ของกำรกระทำ ขอบเขตของกำรพูดจำและของกำร กระทำนี่แหละ ท่ีเรำเรียกกันว่ำ “ศีล” เพราะฉะน้ัน “ศีล” ล้วน แต่มีอยู่แล้วในพวกเราทุกท่านทุกคน ศีลน้ันไม่ได้มีหรือเกิดขึ้นมา จากการที่พวกเราไปสมาทานหรืออาราธนา กล่าวคาปาณาติปาตา อทินนาฯ ต่าง ๆ นานา ท้ังหลายเหล่าน้ัน ส่ิงเหล่านั้น เราก็ไม่ ปฏิเสธ เพราะเป็นศาสนพิธีอันหนึ่ง แต่ศีลที่แท้จริงนั้นมันเกิด ขึ้นมำจำก “เจตนำ” ของพวกเรำเอง ในสภาพฐานะของปถุ ุชนคน ๑๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ มีกเิ ลส ถา้ หากพวกเรามีเจตนาทจี่ ะควบคุมกเิ ลสให้มันอยู่ในขอบใน เขตแล้ว เราตั้ง “เจตนา” ขึ้นมา ณ สถานที่ใดก็ตาม เราจะเป็น บุคคลที่มีศีลในสถานที่เช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในป่า อยู่ในเมือง อยู่ใน วัด อยู่ในบ้านกต็ าม เราจะเปน็ บคุ คลทมี่ ศี ลี ขึน้ มาทนั ที ส่วนศีลของพวกเราจะมีความบริสุทธิ์ข้ึนมา ก็เพราะพวก เรามีความอดกลั้นกิเลส ไม่ปล่อยให้กิเลสมันล้นขอบล้นเขตออกมา จนกระท่งั นา กาย วาจา ของเราไปเปน็ เครอ่ื งมือของมัน เพยี งเท่านี้ เราก็มีศีลอันบรสิ ุทธิ์แล้ว เช่นว่า ถ้ำหำกพวกเรำมีควำมอดกล้นั ต่อ กิเลส “ควำมโกรธ” แม้กิเลสความโกรธมันจะลุกโพลงขึ้นมาใน หัวใจของพวกเราก็ตาม แต่เมื่อพวกเรามีความอดกลั้นต่อกิเลส ความโกรธ ไม่ปล่อยให้มันล้นขอบล้นเขตออกมำ จนกระท่ังนำ กำย วำจำ ของเรำเป็นเคร่ืองมือของมัน ทำงด่ำบ้ำง ทำงฆ่ำบ้ำง ทำงตบี ้ำง ศลี ขอ้ ท่ี ๑ ของเรำกย็ งั คงมีควำมบรสิ ทุ ธ์ิ ทง้ั ๆ ทีเ่ รายงั มีความโกรธอยู่นน้ั เอง ส่วนศีลข้อท่ี ๒ แม้พวกเรามีความโลภอยู่ แต่หำกพวกเรำ มคี วำมอดกลน้ั ตอ่ ควำมโลภ ไม่ปลอ่ ยให้ควำมโลภมนั ลน้ ขอบล้น เขตออกมำจนกระท่ังไป ลัก ฉกชิงว่ิงรำว คดโกงของคนอื่นเขำ แม้การได้มาของเรา ก็ได้มาดว้ ยความสุจริต อาชพี ของเราได้มาด้วย ความสามารถของพวกเราเองนนั้ แมจ้ ะไดม้ าน้อยกวา่ การได้มาด้วย อานาจแห่ง “ความโลภ”ก็ตาม แต่กำรได้มำของพวกเรำ ก็ได้มำ ด้วยควำมสบำยอกสบำยใจ มำกินอยู่ใช้จ่ำย ก็กินอยู่ใช้จ่ำยด้วย ควำมสบำยอกสบำยใจ นศ่ี ีลขอ้ ท่ี ๒ ของพวกเรำกบ็ รสิ ุทธ์ิ ส่วนศีลขอ้ ที่ ๓ เมอื่ เราตงั้ ครอบครวั ขึน้ มา แต่ละทา่ นแตล่ ะ คนก็ปรารถนาครอบครัวท่ีมีความสุข ความอบอุ่น ครอบครัวจะมี ๑๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ ความสุขความอบอุ่นข้ึนมาได้ ก็ขึ้นอยู่กับสามีภรรยา สามีภรรยา ต้องมีขอบเขตของ “ราคะ” สำมีก็ต้องมี “รำคะ” อยู่ในขอบเขต ของภรรยำตน ไม่ปล่อยให้ล้นขอบล้นเขตไปสู่หญิงอ่ืน ส่วน ภรรยำก็ต้องมี “รำคะ” อยู่ในขอบเขตของสำมีของตน ไม่ปล่อย ให้ล้นขอบล้นเขตไปสู่ชำยอ่ืน สามีก็มีขอบเขตที่ภรรยาตน ภรรยา กม็ ีขอบเขตทส่ี ามตี น ต่างคนตา่ งมีขอบมเี ขต ไมล่ น้ ไปสู่หญงิ อื่นชาย อ่ืน สำมีก็ไว้ใจในภรรยำ ภรรยำก็ไว้ใจในสำมี ต่ำงคนต่ำงไว้เน้ือ เช่ือใจ มีควำมสมัครสมำนสำมัคคีกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันแล้ว แม้มีลูกมีหลานออกมา ลูกหลานท่ีมีพ่อแม่ท่ีมีความ ซ่ือสัตย์สุจริตต่อกัน มีความซื่อสัตย์สมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันแล้ว ครอบครัวน้ันก็มีความสุขความอบอุ่น เมื่อพื้นฐานของครอบครัวมีความสุขความอบอุ่นอยู่แล้ว เขาจะไป ขวนขวายแสวงหาเงินทองลาภยศต่าง ๆ ท้ังหลายด้วยการประกอบ กิจการงานอาชีพต่าง ๆ ทั้งหลาย เขาก็มีกาลังจิตกาลังใจไป ขวนขวายแสวงหามาสู่ครอบครัว ผลท่ีสุด ครอบครัวนั้นก็เป็น ครอบครัวที่ม่ันคงย่ังยืน มีความสุขความอบอุ่น มีความ เจรญิ ก้าวหนา้ หาความม่นั คงไปสู่วงศ์ตระกลู ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากครอบครัวใดก็ตาม ต่อให้เป็นครอบครัวท่ีมี ยศถาบรรดาศักด์ิเต็มบ่าไหล่ เป็นครอบครัวของมหาเศรษฐีขนาด ไหนก็ตาม ถ้าหากไม่มีขอบเขตของราคะแล้ว สามีก็ปล่อยให้ราคะ ล้นขอบล้นเขตไปสู่หญิงอื่น ภรรยาก็ปล่อยให้ล้นขอบล้นเขตไปสู่ ชายอื่น ต่างคนต่างล้นขอบล้นเขตไปสู่หญิงอื่นชายอ่ืน สามีก็ระแวง ในภรรยา ภรรยาก็ระแวงในสามี ต่างคนต่างระแวงต่อกันแล้ว แม้ ประกอบกิจการงานอาชีพได้มามากน้อยขนาดไหน ก็มีแต่ความ ๑๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ระแวงว่าเงินจะรั่วไหลออกไปทางนู้น จะร่ัวไหลออกไปทางนี้ ผล ท่ีสุด ก็มีแต่การปีนเกลียวทะเลาะเบาะแว้ง ถึงข้ันตบตีกัน แล้วจะมี ความสุขความอบอุ่นไปได้อย่างไร แม้นมีลูกมีหลานออกมา ลูกหลานท่ีมีแต่พ่อแม่ที่มีแต่การปีนเกลียว การระแวงกันอยู่ ตลอดเวลา แล้วจะหาความสุขกันได้อย่างไร ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากพังทลายแตกแยกไปในทีส่ ดุ อยา่ งแนน่ อน ไมเ่ ป็นอยา่ งอนื่ เปรียบประดุจเหมือนต้นไม้ที่มีกาฝากมาเกาะกินอยู่แล้ว แม้นเราจะไปรดน้าพรวนดินดูแลมันอย่างประณีตดิบดีอย่างไร จะ ให้ตน้ ไมน้ ัน้ เจริญงอกงามขนึ้ นนั้ ยอ่ มเป็นไปไมไ่ ด้ นอกจากเหีย่ วเฉา ถึงตายจากไปเท่าน้ัน แต่ถ้าหากพวกเราพากันระมัดระวังไม่ให้มี กาฝากมาเกาะกินต้นไม้น้ันแล้ว พยายามรดน้าพรวนดินดูแลอย่าง ดิบดีแล้ว ต้นไม้นั้นก็มีความเจริญงอกงามจนกระท่ังถึงเจรญิ ใหญโ่ ต ให้ร่มเงา แก่ผู้คนได้อย่างมากมายก่ายกองอย่างแน่นอน ไม่เป็นที่ สงสัยเลย ครอบครัวกเ็ ช่นกัน ถ้ำครอบครวั ทส่ี ำมีภรรยำมีขอบเขต หนักแน่นมั่นคงอยู่ในศีลข้อท่ี ๓ แล้ว ครอบครัวน้ันก็มีควำมสุข ควำมอบอุ่นย่ิง ๆ ข้ึนไปอย่ำงแน่นอน ศีลข้อท่ี ๓ ก็เป็น หลกั ประกันในครอบครวั อยำ่ งแน่นอนอย่ำงแทจ้ ริง ส่วนศีลข้อท่ี ๔ การสื่อความหมายให้ได้ ให้ก่อเกิดเป็น ประโยชน์ ก็สื่อกันได้ด้วยคาพูดคาจา แต่ถ้าหากปล่อยความคะนอง มาครอบงาวาจาเอาไว้เสียแล้ว พูดด้วยความคะนอง พูดด้วยความ โป้ปดมดเท็จ พูดด้วยความเพ้อเจ้อ พูดด้วยไร้เหตุไร้ผล พูดด้วย โกหกพกลม ต่าง ๆ นานา ผลท่ีสุดคาพูดคาจาของเราก็เป็นท่ี รังเกียจของบุคคลอื่นที่เขาได้ยินได้ฟัง แล้วจะพูดให้ก่อเกิดเป็น ประโยชน์ มันจะก่อเกิดเป็นประโยชน์ไปได้อย่างไรเล่า มันย่อม ๑๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้ำหำกพวกเรำรู้จักควบคุมควำม คะนองไม่ให้มำครอบงำวำจำของเรำ พูดด้วยคำสัตย์คำจริง พูด ด้วยเหตุด้วยผล พูดด้วยอรรถด้วยธรรม พูดด้วยปิยวำจำอัน ไพเรำะแลว้ คาพูดคาจาของเราก็เป็นท่ียกยอ่ งเชดิ ชู ของบคุ คลอื่นที่ เขาได้ยินได้ฟัง แม้เราจะพูดให้เกิดประโยชน์ มันก็เกิดประโยชน์ ข้ึนมาได้ น่ีศีลข้อที่ ๔ ของเรำก็บริสุทธ์ิ มันก็เป็นหลักประกัน ช่อื เสียง เกียรตยิ ศ หน้ำตำของพวกเรำแลว้ ส่วนศีลข้อท่ี ๕ การที่เราจะมารักษาสติก็รักษาได้โดยยาก อยู่แล้ว แตก่ ารมาเสพสุรา สิ่งมนึ เมายาเมาตา่ ง ๆ เปน็ ต้น มาทาลาย สติของตัวเองให้เสียไปเสีย คนเราถ้าไม่มีสติมารักษากาย วาจา ใจ ของตนเองแลว้ มันกลบั กลายมาเปน็ คนชวั่ ได้เพยี งช่ัวพริบตา คนเรา ที่ยังเป็นคนดี ๆ อยู่ได้ ก็เพราะยังมี “สติ” กากับไว้นั่นเอง แต่ถ้า หากขาดสติกากับไว้แล้ว จะกลับกลายมาเป็นคนช่ัวได้เพียงชั่ว พรบิ ตาอย่างคาดไม่ถึงเลย เพราะฉะนั้น การทีพ่ วกเรามาทาลายสติ ของตนเองด้วยการเสพส่ิงมึนเมาต่าง ๆ ทั้งหลาย มีทั้งการเสียซึ่ง ทรัพย์ เสียทั้งสุขภาพ และทาลายสติของตนเองให้เสียหายลงไป กลายเป็นคนชั่วขึ้นมาแค่เพียงชั่วพริบตา แล้วไม่มีคุณค่าอะไรกับ การไปเสพส่ิงมึนเมาท้ังหลายเหล่านั้น ก็มาพิจารณาให้ดี คนเรำถ้ำ ไม่มีสติแล้ว มันไม่ได้แตกต่ำงจำกบ้ำนเรือนท่ีไม่มีหลังคำเลย บา้ นเรือน แม้จะเปน็ บา้ นเรือนใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน ถ้ำหำกไม่ มีหลังคำปกปิดไว้แล้ว แม้นฝนตกแดดออก ก็สำมำรถซัดซ่ำน บ้ำนเรือนนั้นได้ ให้สกปรกโสโครก ให้เศร้ำหมองขุ่นมัว ไปด้วย ฝนด้วยแดดด้วยลมต่ำง ๆ ทั้งหลายเหล่าน้ันได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าหากบ้านเรือนประเภทใดก็ตาม ถ้ามีหลังคาคุมไว้ ๑๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ อย่างมิดชิดหนาแน่นแล้ว มันก็สามารถป้องกันภัยจากแดดลมฝน คุ้มครองบ้านเรอื นนั้นอยูไ่ ด้ ชีวิตของคนเรำน้ันก็เช่นกัน มี “สติ” เป็นตัวคุ้มครอง ปกปักรักษำพวกเรำให้แคล้วคลำดปลอดภัยจำกภัยอันตรำย ทั้งหลำย จำกควำมช่ัวต่ำง ๆ ทั้งหลำยได้อย่ำงแท้จริง แต่การไป ทาลาย “สติ” ของตน ด้วยการเสพสิ่งมึนเมานั้น จึงเป็นความโง่ หรือเป็นความเลวร้ายที่สุด ท่ีแสดงออกถึงความไม่มีคุณค่าของ บุคคลผู้น้ันเลย เพราะลักษณะอาการของคนเมา เรามาพิจารณาให้ ดีว่าลักษณะของคนเมาน้นั มันมอี ะไรแตกต่างจากคนบา้ ก็คอื คนบ้า ดี ๆ นั่นเอง แต่คนบ้านั้นเขายังมีคุณค่าเหนือย่ิงกว่าคนเมาเสียอีก เพราะใครไปพบเห็นคนบ้า เรายังพอจะมีความเมตตาสงสาร หาก พอจะสงเคราะห์ช่วยเหลือคนบ้าได้ เราก็จะยินดีพอใจท่ีจะเอื้อเฟ้ือ สงเคราะห์เขา แต่แล้วใครไปพบคนเมา มีใครเขาเมตตาสงสารบ้าง มันหาไม่มีเลย มีแต่เขาหม่ันไส้เท่าน้ัน แล้วพวกเราเป็นคนเมาเสีย เอง พ่อแม่ลูกหลานเราเป็นคนเมาเสียเองจะเอาหน้าตาไปไว้ที่ไหน น่ีแหละ ลักษณะของโทษภัยของบุคคลผู้ไม่มีศีล มันล้วนแต่สร้าง ความเศร้าหมอง สร้างความเดือดร้อนมาให้แก่ตนเอง และต่อ ครอบครวั อยา่ งแทจ้ รงิ ไมเ่ ปน็ ทส่ี งสัยเลย เพราะฉะนั้น ถ้าหากพวกเราพากันพิจารณาโดยดี ให้เห็น โทษของความทุศีลแล้ว เราจะกลับมารักษาศีลได้ไม่ยากเลย เพียง แค่เรามีเจตนาที่จะอด ควบคุมกิเลสอย่ใู นขอบในเขต แล้วเมื่อกิเลส มันแสดงตัวตนออกมา เราก็มีความอดกลั้นไว้ อย่าให้กิเลสล้นขอบ ล้นเขตออกมาเท่านั้น ถ้าหากพวกเราสามารถควบคุมกิเลสให้อยูใ่ น ขอบในเขตได้แล้ว แม้เราจะเป็นปุถุชน เราก็เป็นกัลยาณปุถุชน คือ ๑๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ ปุถชุ นคนดนี น่ั เอง คนดไี ปอยทู่ ่ีไหน ก็ลว้ นแต่นาความร่มเย็นเป็นสุข ไปสู่สถานที่นั้น เพราะฉะนั้น “คนดี” ไปอยู่ท่ีไหนก็ไม่มีใครเขำ รังเกียจ มีแต่เขำยินดีต้อนรบั คนดที ั้งน้ัน แล้วเรำเป็นคนดีเสียเอง เป็น “คนมีศีล” เป็น “คนดี” เสียเองแล้ว ย่อมเป็นบุคคลที่ ทรงคุณค่ำอย่ำงแท้จริง น่ีแหละ “ศีล” จึงเป็นตัวยกเชิดชูให้ตัว ของเรำเองเป็นผู้มีคุณค่ำต่อสังคมอย่ำงแท้จริง เพราะฉะน้ัน เรา ท่านทั้งหลาย ถ้าหากแม้นพวกเราเป็นคน “มีศีล” แล้ว จะอยู่กัน มากน้อยขนาดไหน ก็ล้วนแต่มีความอบอุ่น มีความร่มเย็น มีความ สวยงามเท่านนั้ ไม่มีความปลโิ พธิ ความกังวลในการอย่รู ว่ มกนั เลย เม่ือการอยู่ร่วมกันของพวกเรามีความสุขความอบอุ่น ไม่ มีปลิโพธิ ความกังวลในการอยู่ร่วมกันแล้ว การที่พวกเราไป ขวนขวายแสวงหาความเจริญก้าวหน้า แม้ในทางโลกก็ตาม เราก็มี กาลังจิตกาลังใจทีจ่ ะขวนขวายแสวงหาความเจริญทางโลกมาส่ชู วี ติ ของพวกเรา หรือมาสู่ครอบครัวของพวกเรา หรือมาสู่หมู่คณะของ เราได้อย่างแท้จริง หรือถ้าหากเราจะไปขวนขวายหาความเจริญ ด้านอรรถด้านธรรมในการที่จะประพฤติปฏิบัติอบรมเข้าสู่จิตสู่ใจ ของเราเอง เราก็ไม่มีความปลิโพธิ ความกังวลในการอย่รู ่วมกันที่จะ มาบรรเทา หรือจะมาครอบงาจิตใจของเราให้เศร้าหมองขุ่นมัวไป ดว้ ย การอยู่ร่วมกันแลว้ เราก็มาอบรมจิตอบรมใจของเราเองได้ด้วย ความสะดวกได้ดว้ ยความสบายนั่นเอง การอบรมจิตอบรมใจของเราในเบื้องต้นน้ัน จาเป็นอย่างไร ถึงเราจะต้องมาอบรมจิตอบรมใจของเราเองเล่า ก็เพราะจิตใจของ เรา มันหาความสงบโดยตวั ของมันเองไม่ได้ เรามาพจิ ารณาดวู ่าชีวิต กาลเวลาที่ผ่านมาน้ัน ท่ีพวกเราพากันทุกข์เดือดร้อน มีความ ๑๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ กลุ้มอกกลุ้มใจ คับแค้นใจ ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด ราคาญใจต่าง ๆ ท้ังหลายมากมายก่ายกอง จนกระทั่งจะเอาชีวิตตัวเองไม่รอดนั้น ความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่าน้ันมันอยู่ท่ีไหนเล่า มันก็ล้วนแต่อยู่ ภายในจิตในใจของพวกเราทั้งน้ัน ส่วนร่างกายของพวกเราไม่มี แตกต่างกนั เลย กำรเกดิ ขึ้นมำของแต่ละท่ำนแต่ละคน กล็ ้วนแต่มี จุดหมำยปลำยทำงอย่ำงเดียวกัน คือ มีควำมแก่ มีควำมเจ็บ มี ควำมตำย เสมอเหมือนกันหมด ที่ไม่เสมอเหมือนกัน ก็อยู่ท่ีจิตใจ ของแตล่ ะท่ำนแต่ละคน ใจดวงใดที่มีแต่เพลิงของกิเลสแผดเผาอยู่ มันก็มีแต่ความ เร่าร้อนทุรนทุรายอยู่ตลอด แต่ถ้าหากใจใดท่ีมีความผ่อนคลายจาก เพลิงของกิเลสแผดเผาบ้าง ใจดวงน้ันก็พอมีเวลาพักจากความทุกข์ บ้าง เป็นคร้ังเป็นคราวไป แต่รวมแล้วก็ล้วนจมอยู่ในกองทุกข์อยู่ ตลอดมาท้ังน้ัน ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องชาระภายในจิตในใจของ ตนเองแล้ว จะเป็นอย่างนั้นด้วยกันทุกท่านทุกคน ส่วนการจะมา ชาระจิตใจของตนเองให้เบาบางจางออกไปจากสิ่งที่เข้ามาครอบงา จิตใจของเรา คือ ตัวสมุทัยน้ัน ให้มันเบาบางลงไปได้ ไม่มีวิธีอ่ืนใด นอกจากการอบรมจิตอบรมใจของเราเองด้วย “จิตตภาวนา” เพราะฉะนั้น ในหมู่ครูบาอาจารย์สายวัดป่า นับต้ังแต่องค์หลวงปู่ มั่นผู้เป็นบูรพาจารย์นั้น ท่านจึงเน้นลงไปในหมู่สานุศิษย์ว่า ให้ รีบเร่งขวนขวำยในกำรอบรมจิตอบรมใจด้วย “จิตตภำวนำ” ท่ำนเน้นลงไปท่ีกำรภำวนำอย่ำงจริงจัง ท่านไม่ได้ปล่อยปละ ละเลยหรือยอมให้ศิษยานุศิษย์ของท่านให้เหลวไหล เหลาะแหละ โลเลจากการภาวนา หรือข้ีเกียจขี้คร้านในการภาวนาเลย ท่านมีแต่ เค่ียวเข็ญเอาจรงิ เอาจงั ลงไปในการภาวนา เพรำะจุดสำคญั อย่ำงยิ่ง ๒๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ ก็อยู่ที่จิตที่ใจของแต่ละท่ำนแต่ละคน และกำรภำวนำนั้นก็เป็น เส้นทำงท่ีมุ่งตรงสู่จิตสู่ใจของพวกเรำ แม้จะมีภายนอกที่เรา ประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีต่าง ๆ ท้ังหลายมากมายก่ายกอง ก็ ลว้ นแตม่ ารวมลงเข้าสู่ “จิตตภาวนา” นี้ท้งั นัน้ เปรียบประดุจเหมอื นแมน่ ้า แม่นา้ มีมากมายกา่ ยกองหลาย สาย แต่สายต่าง ๆ ท้ังหลายก็ล้วนไหลรวมลงไปสู่ท้องทะเล มหาสมุทรท้ังนัน้ ไม่ได้ไหลปลีกแวะออกไปท่ีอื่นเลย คุณงามความดี ที่พวกเราได้กระทาบาเพ็ญทั้งหลายก็เช่นกัน จะภายนอกมากมาย ก่ายกองจนเหลือคณานับ ก็ล้วนแต่เป็นเส้นทางตรงแน่วสู่จิตสู่ใจ ของเรา เพราะฉะน้ัน ใจของเราจึงเป็นตัวสาคัญอย่างยิ่งท่ีจะรวมใจ ของเราด้วย “จิตตภาวนา” เพราะฉะนั้น กำรภำวนำจึงเป็นกำร อบรมจติ อบรมใจของเรำอย่ำงแท้จริง การจะอบรมจิตอบรมใจของเราเพื่ออะไร และด้วยวิธีใด เล่า เราก็มาพิจารณาดูใจเราของแต่ละท่าน แต่ละคนว่านับต้ังแต่ เรารู้เดียงสามาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ใจของเราเคยมีความสงบหรือไม่ ก็เม่ือใจของเราไม่เคยมีความสงบเลย แล้วเราจะไปสัมผัสกับ ความสุขอย่างแท้จริงได้อย่างไรเล่า เพราะว่าใจที่ไม่เคยมีความสงบ น้ัน ก็ล้วนมีแต่อารมณ์เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหลายครอบงาอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งอารมณ์เรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ท้ังหลายเหลา่ นน้ั กล็ ้วนแต่มา จากความนึกคิดปรุงแต่งของเราเอง เพราะฉะนั้น ความทุกข์ท่ีเข้า มาบีบคั้นชีวิตของพวกเรานั้น ล้วนแต่ตัวของเราเอง ล้วนแต่จิตดวง นที้ เี่ ขา้ ไปไขวค่ วา้ เอาเขา้ มา ทับถมจิตใจของเราดว้ ยความนกึ คิดปรุง แต่ง แล้วก็ปล่อยให้อารมณ์เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น ครอบงาจิตใจของเราไว้ด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจ ด้วยความคับแค้น ๒๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ใจ ด้วยความเศร้าโศก ด้วยความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด ราคาญมากมาย กา่ ยกอง จนกระท่งั บางท่านบางคนปล่อยปละละเลย จนกระทั่งเป็น บ้าไปก็มี หรือเกินกว่านั้นไปก็ทา อัตวินิบาต ทาลายชีวิตตนเองก็มี น่ีแหละ บุคคลต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่าน้ัน ล้วนแต่ทนต่อการบีบคั้นท่ี อยู่ภายในจิตในใจของเขาเองไม่ได้ แต่แทนที่จะมาชาระจิตใจของ ตนเอง กลับไปชาระท่ีร่างกายเสียส้ิน มันก็เลยไปผิดหนทางใหญอ่ ีก ไปสร้างทุกข์ขึ้นมาอีก เพราะว่าทุกข์มันไม่ได้อยู่ท่ีร่างกาย มันอยู่ที่ จิต แล้วการท่ีมาชาระที่จิตก็ต้องอาศัยร่างกายนี้มาเป็นเคร่ืองมือ แล้วกลับกลายมาทาลายเคร่ืองมือ แล้วทุกข์นั้นมันจะดับไปได้ อย่างไร ให้พจิ ารณาให้แยบคาย ทุกข์ที่จะดับไป ทุกข์ในอยู่ท่ีจิต มันก็ต้องดับลงไปท่ีจิต ดับ ไดอ้ ยา่ งไร ดบั ดว้ ยการอบรมจติ อบรมใจของเรา เรากท็ ราบดอี ยแู่ ล้ว ว่า จิตของเรามันอยู่โดยเฉพาะของมันเองไม่ได้ นับตั้งแต่ต่ืนนอน แล้ว มันมีแต่คิดแซ่ส่ายไปในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ก็ล้วนแต่ก่อเกิด มาเป็นอารมณ์เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหลาย ท้ังกุศล และอกุศล หรือ นา่ ยินดีบ้าง นา่ ยนิ ร้ายบ้าง อารมณ์เรื่องราวต่าง ๆ ทง้ั หลายเหล่านนั้ ท่ีเข้ามาครอบงาจิตครอบงาใจของพวกเรา ก็เม่ือเราไม่ปรารถนาให้ จิตมันออกไปเร่ร่อนกับความนึกคิดปรุงแต่ง เที่ยวคว้าเอาอารมณ์ เข้ามาครอบงาจิตใจของเราเองแล้ว เราก็ทราบดีอยู่ว่า จิตของเรา มันอยเู่ ฉพาะตวั ของมันเองไมไ่ ด้ มนั ต้องแซ่สา่ ยออกไปเกาะเก่ียวกับ ความนกึ คิดปรุงแตง่ อยตู่ ลอด เมอ่ื เราทราบดีอยู่อยา่ งน้แี ล้ว เราก็ยก เอาบทธรรมใดบทธรรมหนง่ึ มาให้จติ นนั้ ยึดไวเ้ พอ่ื ไมใ่ หจ้ ติ มันแซ่ส่าย ๒๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ ออกไปเกาะเก่ียวกับความนึกคิดปรุงแต่ง อดีต อนาคตต่าง ๆ ทงั้ หลาย ดังท่ีเคยชนิ มานัน้ เราก็เดินตามร่องรอยของศาสดาของพวกเรา ศาสดาของ พวกเราท่านอบรมจิตอบรมใจของท่านอย่างไร ท่านก็เอาสิ่งท่ีมีอยู่ แล้วในชีวิตของท่านมาเป็นเครื่องมือในการอบรมจิตอบรมใจของ ท่าน จากท่ีพวกเราได้เคยศึกษาในพุทธประวัติมาบ้างแล้วว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ตอนเมื่อท่านออกมาแสวงหาโมกขธรรม ที่ท่าน ประทับน่ังอยู่โคนต้นโพธ์ิในวันเพ็ญเดือน ๖ น้ัน ท่ำนได้กำหนด “อำนำปำนสติ” ขึ้นมำเป็น “อำรมณ์ของใจ” อำนำปำนสติก็คือ ลมหำยใจเข้ำออก ซึ่งทุกคนท่ีเกิดข้ึนมาบนโลกน้ีนั้นล้วนแต่มีลม หายใจเขา้ ออกด้วยกันทุกคน แตต่ ้งั แตไ่ หน ยุคกาลไหน ๆ มา แมจ้ ะ มีลมหายใจเข้าออกทุกท่านทุกคน เว้นแต่คนตายเท่าน้ันที่ไม่มีลม หายใจเข้าออก แต่ไม่มีใครจะเห็นคุณค่ำของลมหำยใจเข้ำออกน้ี เลย ก็ปล่อยปละละเลยให้ลมหายใจเข้าออกนี้เป็นเพียงเครื่องหล่อ เลยี้ งร่างกายชีวิตของตนเองใหอ้ ยู่ไดไ้ ปวนั หนง่ึ ๆ จนกระท่ัง วันใดที่ไม่สามารถหายใจเข้าได้หรือไม่สามารถ หายใจออกได้ เม่อื วนั นน้ั มาถงึ ก็จาเปน็ จะต้องปล่อยร่างกายอันน้ีให้ ลงสู่ผืนแผ่นดินประดุจด่ังท่อนไม้ท่อนฟืน กลายคืนสู่สภาพเดิมของ มัน คือ ดิน น้า ลม ไฟ นแี่ หละ ทุกท่านทุกคนเป็นมาต้ังแต่กาลไหน แล้ว มีแตเ่ จา้ ชายสทิ ธัตถะพระองค์แรก ทพี่ ระองคไ์ ดเ้ หน็ คุณค่าของ ลมหายใจเข้าออก โดยยกเอำลมหำยใจเขำ้ ออกมำเป็นหลักยึดของ จิต ด้วยกำรหำยใจเข้ำก็มีสติกำกับจิตให้แนบสนิทอยู่กับลม หำยใจเข้ำ หำยใจออกก็มีสติกำกับจิตให้แนบสนิทอยู่กับลม หำยใจออก คือเม่ือหายใจเข้าก็รู้อยู่ว่าลมหายใจเข้า หายใจออกก็ ๒๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ รู้อยู่ว่าลมหายใจออก กาหนดแน่วแน่อยู่ในความรู้สกึ ของลมหายใจ เข้าหายใจออกอยู่อย่างน้ัน น่ีแหละ จนกระท่ังในวันนั้นก่อนรุ่งแจ้ง พระองค์ก็สามารถตรัสรู้ข้ึนมาเป็นพระพุทธเจ้า มาเป็นศาสดาเอก ของเราจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ องค์หลวงปู่ม่ันซึ่งเป็นบูรพาจารย์ของ พวกเราท่านท้ังหลายด้วยเช่นกัน ท่านก็ได้ดาเนินตามรอยของพระ ศาสดา ได้กาหนดอานาปานาสติข้ึนมาเป็นอารมณ์ของใจ คือ กาหนดจิตด้วยความมีสติกากับจิต ให้แนบสนิทอยู่กับลมหายใจเข้า หายใจออกน้ัน แต่องค์หลวงปู่ม่ันท่านมีแนวคิดอันหน่ึงขึ้นมาอีก เป็นกุศโลบายเฉพาะองค์ท่าน ท่านว่าเม่ือกาหนดลมหายใจเข้า หายใจออก เพียงแค่ลมหายใจเข้าลมหายใจออกน้ัน มันมีความรสู้ กึ บาง ๆ รู้สึกเย็นเบาบางเข้าไป ความเบาบางของลมหายใจเข้า หายใจออกนี่แหละ จิตมันจะหลุดออกไปจากลมหายใจเข้าหายใจ ออกได้ง่าย องค์หลวงปู่มั่นท่านก็มีกุศโลบายขึ้นมาอันหนึ่งเพ่ือ สาทับกากับไปพร้อมกับลมหายใจเข้าหายใจออกด้วยคาบริกรรมว่า “พุทโธ” หำยใจเข้ำ นึกบริกรรมไปด้วยคำว่ำ “พุท” หำยใจออก พร้อมบริกรรมด้วยคำว่ำ “โธ” หำยใจเข้ำ “พุท” หำยใจออก “โธ” เพ่ือให้มีควำมรู้สึกชัดเจน แน่น หนำแน่น มั่นคง อยู่ในลม เข้ำ “พุท” ลมออก “โธ” มำกขึ้น เม่ือท่ำนกำหนดลงไปอย่ำงนี้ แลว้ จติ จะมีควำมรู้สึกเดน่ ชัดอยู่กับลมหำยใจเข้ำ ลมหำยใจออก มำกข้ึน จิตท่ีจะปลีกแวะหลุดออกไปจากลมหายใจเข้าหายใจออก น้นั กย็ ากขึน้ เมื่อจิตอยู่กบั ลมหายใจเขา้ “พุท” ลมหายใจออก “โธ” ได้อย่างแนบแน่น ต่อเนื่อง ไม่ขาดวรรคขาดตอนแล้ว จิตนั้นก็มี ความละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป เม่ือจิตมีความละเอียดเข้าไป ๒๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ อารมณ์เร่ืองราวที่มันเคยครอบงาจิต มันก็ค่อย ๆ จางออกไป จาง ออกไป เมื่ออารมณ์เร่ืองราวท่ีมันครอบงาจิตมันจางออกไปแล้ว มันก็มีความร่มเย็น อบอุ่น เบิกบาน ผ่องใส ที่จะไหลเข้ามาหล่อ เลี้ยงจิตหลอ่ เลี้ยงใจ แทนที่อารมณ์เรื่องราวท่ีเคยครอบงาจิตใจของ เรามาแต่ไหนแต่ไร เม่ือเรามาภาวนาอย่างน้ีแล้ว มาถึงความ ละเอียดของจิต เราจะสัมผัสความสบายอกสบายใจ ซ่ึงชีวิตของ พวกเราท่านท้ังหลาย เราไม่เคยสัมผัส เราไม่เคยพบไม่เคยเจอ ท้ัง ท่ีพวกเราปรารถนาความสุข ที่พวกเราพากันด้ินรนทะเยอทะยาน ขวนขวายแสวงหามานั้น เราล้วนแต่ด้ินรนทะเยอทะยานแสวงหา ความสุขในชีวิตของพวกเราท่านท้ังหลายด้วยกันท้ังน้นั แล้วเราเคย มาพิจารณาหรือไม่ว่า การดิ้นรนทะเยอทะยานแสวงหาของเรา ตลอดมานัน้ ตั้งแตร่ เู้ ดียงสา มาจนกระทง่ั ถึงทกุ วันน้ีนั้น ในชวี ิตของ พวกเรา เราได้ความสุขมามากน้อยขนาดไหนเล่า ถ้าเราย้อนขึ้นมาดู ตรวจตราดูชีวิตของพวกเราแล้ว เราจะ เห็นชัดเจนว่าชีวิตของพวกเรา กาลเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงทุก วันน้ีนั้น ล้วนแต่เพิ่มพูนในสิ่งที่เราไม่ปรารถนา ไม่ต้องการ ส่ิง ทั้งหลายเหล่าน้ัน คืออะไรเล่า คือภำระ นับวันชีวิตของเราจะมี ภาระมากข้ึน มีความพะรุงพะรังมากข้ึน มีความยุ่งเหยิงวุ่นวายมาก ขึ้น มีปัญหามากขึ้น ส่วนธาตุขันธุ์ร่างกายของเราก็แก่เฒ่าลงไป แก่ เฒ่าลงไป ความแก่เฒ่าของเรือนกายก็นามาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บ นาเอาความยุ่งยากมาสู่เรือนกายของเรามากข้ึน มากข้ึน แล้วสกั วัน หน่ึงความแตกดับก็มาเยือน นั่นแหละ ชีวิตของพวกเราท่าน ท้ังหลายในการดิ้นรน ทะเยอทะยาน แสวงหาส่ิงภายนอก ล้วนแต่ ๒๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ เป็นอย่างน้ีด้วยกันทุกท่านทุกคน มีแต่วิ่งไล่ความสุข ว่ิงไล่ความสุข อยู่ตลอดเวลา แล้วนับวันความสุขนั้นก็ห่างเราออกไป ห่างเรา ออกไป จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต เป็นวันสูญเปล่าอย่างย่ิง เป็นวันโมฆะอย่างยิ่ง ในสิ่งท่ีเราคาดหมายต้องการน้ัน ล้วนแต่สูญ เปล่าหมดสิ้นไปจากชีวิตของพวกเราด้วยกันท้ังน้ัน นี่คือการวิ่ง ด้ิน รน ทะเยอทะยาน ไปในกระแสของโลก จะเป็นอย่างน้ีด้วยกันทุก ท่านทุกคน แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธในการขวนขวายแสวงหา ดั่งที่พวกเราพากันขวนขวายแสวงหากันมาแล้วนั้น แต่ส่ิงที่พวกเรา ขวนขวายแสวงหามานัน้ มันลว้ นแต่เปน็ เคร่ืองหล่อเล้ียง หรอื เป็นท่ี พ่ึงอาศัยของปากท้องรา่ งกายของเรา สิง่ เหล่าน้นั ไม่สามารถมาหล่อ เลี้ยงจิตหล่อเลี้ยงใจของเราได้ด้วย เพราะฉะน้ัน แม้ภายนอกเราจะ มีอย่างมากมายก่ายกองขนาดไหนก็ตาม แต่หากจิตใจขาดสิ่งที่จะ มาหลอ่ เล้ยี งแลว้ แมน้ ภายนอกเราจะมคี วามสะดวกสบายก็ตาม แต่ ภายในจิตในใจก็มีแต่ความเร่ารอ้ น มีแต่ความดิ้นรน ทะเยอทะยาน หิวกระหายอยู่ตลอดเวลา เพราะภายในจิตใจของเราน้ันมันขาด อาหารเป็นเคร่ืองหล่อเล้ียง แลว้ ส่งิ ใดเลา่ จะมาเป็นอาหารหล่อเลี้ยง จิตหล่อเล้ียงใจของเราเองแล้ว ส่ิงที่จะมาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงใจ ของเราก็มี “ธรรมะ” เท่าน้ัน “ธรรมะ” ท่ีเกิดขึ้นมำจำกกำรประพฤติปฏิบัติของเรำ เอง นับต้ังแต่ “ควำมสงบธรรม” จนกระทั่งถึง “ควำมรู้แจ้งใน ธรรม” เป็นเคร่ืองหล่อเล้ียงจิตใจของเรำอย่ำงแท้จริง เพราะใน เมื่อเรามีการอบรมจิตอบรมใจของเราด้วย “จิตตภาวนา” โดยการ ยกเอา “อานาปานสติ” ยกเอาลมหายใจเข้า หายใจออกมาเป็น อารมณ์ของใจ เม่ือใจอยู่กับลมหายใจเข้า “พุท” ลมหายใจออก ๒๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๕ “โธ” ไม่ปลีกแวะออกไปเกาะเกี่ยวกับความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย เหลา่ น้นั แลว้ จิตนกี้ ็มคี วามละเอียดเข้าไป ละเอยี ดเขา้ ไป ยงิ่ มคี วาม ละเอียดมากข้ึนเท่าไร ย่ิงมีความสบาย มีความร่มเย็น เบิกบาน อบอุ่น เปน็ เคร่ืองหล่อเลี้ยงจิตหลอ่ เลี้ยงใจมากขึน้ ๆ แลว้ สกั วนั หนง่ึ ไม่เนิ่นช้า เมื่อจิตมันละเอียดถึงท่ีสุดแล้วจติ น้ันจะรวมตัวเข้าสู่ความ สงบได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตรวมตัวอยู่ในความสงบ สัมผัสกับความ สงบโดยตัวของมันเองอย่างแท้จริงแล้ว ภาษิตที่พระพุทธเจ้าได้ทรง กล่าวไว้ว่า “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” ควำมสุขอื่นเสมอด้วยควำม สงบไมม่ นี ัน้ จะสว่างจ้าขนึ้ มาภายในจติ ในใจของเรานนั้ อยา่ งปฏิเสธ ไม่ได้เลย เพราะชีวิตแต่เก่าก่อนของพวกเรานั้น เรามีแต่สัมผัสกับ แต่ภายนอกด้วยรูป ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยสัมผัสท่ีต่าง ท่านต่างดิ้นรนด้วยความทะเยอทะยาน อยากได้อยากมี เลยพากัน ขวนขวายแสวงหาใน รูป เสียง กลิ่น รส คาดหมายว่าใน รูป เสียง กล่ิน รส ต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่านั้นท่ีจะเป็นความประเสริฐ หรือให้ ความสุขแก่ชีวิตของเราอย่างแท้จริง เราก็เลยจมอยู่ใน รูป เสียง กลิน่ รส รวมลงเรยี กวา่ “กามคุณ” ทัง้ หลายเหลา่ นัน้ ชีวิตของพวก เราจมอยู่ในกามคุณทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา แล้วกามคุณทั้งหลาย เหลา่ น้นั ใหค้ วามสขุ แก่พวกเรามากน้อยขนาดไหน เราทา่ นทง้ั หลาย ก็ล้วนแต่ได้สัมผัสสัมพันธ์กันมาแล้วทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่าง ปฏเิ สธมไิ ด้เลย แต่ความสงบเรายังไม่เคยสัมผัส เรายังไม่เคยพบเจอ เมื่อ จิตของเราหย่ังเข้าสู่ความสงบเท่าน้ัน มันมีส่ิงที่มาเปรียบเทียบแล้ว ก็คือ ความสงบ สามารถเอามาเปรียบเทยี บกับ กามคุณ ทงั้ หลาย ท่ี เราพากนั ดิ้นรน ทะเยอทะยานแสวงหากันมาตลอดชวี ติ ของพวกเรา ๒๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ และพวกเราก็ได้สัมผัส ได้เป็น ได้มี มาแล้ว เอามาเปรียบเทียบกับ ความสงบ เราจะเห็นชัดเจนเลยว่า ไม่มีส่ิงใดที่มีคุณค่าเหนือย่ิงกว่า ความสงบอีก ยกให้สามโลกธาตุน้ีมาด้วย เพราะสิ่งท่ีเราแสวงหามา นน้ั ด้วยกามคณุ ต่าง ๆ ทง้ั หลายเหลา่ นัน้ มันกย็ ังของเก่า มนั ยงั ไม่มี ของใหม่ แม้เราจะสัมผัสสัมพันธต์ ่อไปในภายภาคหน้า มันก็ล้วนแต่ เปน็ สิ่งท่ีเราเคยสมั ผัสสมั พันธ์มาแลว้ คอื มาทาง ตา หู จมกู ลิ้น กาย จิตเป็นผู้รบั ทราบทงั้ นนั้ มันไมม่ ีอ่ืนนอกจากนี้ แต่ส่ิงเหล่านี้จะมาเปรียบเทียบกับความสงบภายในจิต ภายในใจของเราไมไ่ ด้เลย เราจะเหน็ คุณค่าอยา่ งแทจ้ ริงวา่ ความสขุ ที่เกิดข้ึนมาจากความสงบภายในจิตในใจของพวกเรานั้นเป็น ความสุขอันประเสริฐ เป็นความสุขอันแท้จริง แล้วนี่ ความสุขที่เกิด ขึ้นมาต่อจิตต่อใจของเรานี้มันเป็นความสุขท่ีสงบระงับด้วยอานาจ ของสมาธิ คือ ไประงับกิเลสที่เป็นเคร่ืองก่อกวน หรือตัวสมุทัยท่ี แผดเผาภายในจิตในใจของเราใหน้ อนตัวลง ไม่สามารถแสดงตัวตน ออกมาได้ เรายังมีความสุขด้วยความประเสริฐพิเศษด้วยความสงบ ขนาดน้ีแล้ว แล้วถ้าหากความสงบระงับดับไปจากกิเลส สามารถ ชาระกิเลสตัวสมุทัยให้มันพังทลาย หลุดออกไปจากจิตจากใจของ เราอย่างสิน้ เชงิ แล้ว ความสขุ นัน้ จะยิง่ ประเสรฐิ เลิศโลกอีกเทา่ ไร ด่งั ทพ่ี ระพุทธเจา้ ทา่ นไดท้ รงกลา่ วไวว้ ่า ปะระมงั สขุ ัง เปน็ สุขอย่ำงย่ิง น้ัน แม้นจิตของเราจะยังไม่ได้สัมผัสก็ตาม แต่เราก็มี ความเชื่อม่ันในคากล่าวของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อจิตท่ี หยั่งเข้ำสู่ควำมสงบแล้ว บุคคลผู้นั้นจึงมีควำมมุ่งมั่นต่อกำร ประพฤติปฏิบัติ อบรมจิตอบรมใจของตนเองเพื่อก้ำวไปสู่ จุดหมำยปลำยทำง คอื ควำมพน้ ทุกข์อยำ่ งแท้จรงิ โดยเฉพาะจิตที่ ๒๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ มีความสงบอยู่ รวมตัวอยู่ในความสงบจนอ่ิมพอของจิตที่ถอนแล้ว พอจิตถอนออกมาจากความรวมตัวอยู่ในความสงบน้ันแล้ว จิตท่ี ถอนออกมารับทราบในกองสังขารทั้งหลายได้ ไมว่ า่ จะเปน็ ความนึก คิดปรุงแต่ง หรือไม่ว่าจะเป็นเวทนาที่ในครอบงาทางกายของเราได้ ก็ตาม แตจ่ ิตนัน้ จะไม่หวนั่ ไหวเอนเอียงกับสิ่งที่มาสัมผัสรับทราบข้ึน ท่ีจิตอีกต่อไป เพราะจิตนั้นมีแต่ควำมตั้งม่ัน หนักแน่น มั่นคง ท่ี เรำเรียกกันว่ำ “สมำธิ” ซึ่งจิตท่ีมีสมำธิเป็นพ้ืนฐำนแล้ว จิตน้ัน จะมีควำมต้ังม่ัน หนกั แน่น ม่นั คง ไม่เอนเอียงหวั่นไหวกับสิ่งท่ีมำ สมั ผสั ไม่วา่ จะไหลเข้ามาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จติ จะเป็น ผู้รับทราบกับสิ่งท่ีมาสัมผัสด้วย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่านั้น ก็ไม่สามารถท่ีจะเข้ามาผลักหรือครอบงาจิตใจ ของเราให้เอนเอียงกับส่ิงที่เขา้ มาสัมผัสรบั ทราบขนึ้ มาที่จิตอีกต่อไป จิตนั้นจะมีแต่ความหนักแน่น ต้ังม่ัน หนักแน่น มั่นคง เป็นปกติของ จิต เมื่อจิตไม่เอนเอียงหว่ันไหวไปกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว จิตที่เข้าไป พิจารณาในสงิ่ ทง้ั หลายเหลา่ นั้น ย่อมพจิ ารณาไดด้ ้วยความแยบคาย รอบคอบ ควำมแยบคำยรอบคอบในกำรคิดพิจำรณำเรำเรียกกัน ว่ำ “ปัญญำ” เพราะฉะน้ัน เม่ือปัญญาเข้าไปคุ้ยเข่ียพิจารณาลงไป สิ่งใดก็ตามที่เคยครอบงาจิตใจของเราให้จมลงไปในกองทุกข์น้ันมัน ย่อมทนอยู่ไม่ได้ ย่อมถูกปัญญาที่มีสมาธิเป็นตัวหนุนไว้ ที่คลายเบิก เปน็ ตวั ชาระให้หลดุ รอดออกไปจากการครอบงาทางจิตใจของเราได้ อย่างแท้จริง แล้วเราจะพิจารณาส่ิงใดเล่า ก็มาพิจารณาดูว่าทุกข์ที่ มันครอบงาเรามากี่ภพกี่ชาติน้ันให้เดือดร้อนจมอยู่ในกองทุกข์ นบั ตัง้ แต่ “ชาติปิ ทกุ ขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทกุ ขัง โสกะปะ- ๒๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ริเทวะ ทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุก- โข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง” พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงกล่าวไว้ว่า ควำมเกิดก็เป็นทุกข์ ชรำ ควำมแก่ก็เป็นทุกข์ มรณะ ควำมตำยก็เป็นทุกข์ ควำมคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ควำมไม่สบำยกำย ไม่สบำยใจก็เป็นทุกข์ ควำม ฟุ้งซ่ำนหงุดหงิด กลุ้มอกกลุ้มใจก็เป็นทุกข์ ควำมปรำรถนำสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ควำมพลัดพรำกจำกสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็น ทุกข์ ควำมได้ในส่ิงอันไม่เป็นท่ีปรำรถนำก็เป็นทุกข์ นี่แหละชีวิต ของพวกเราวนเวยี นอยู่ในกองทุกข์ทั้งหลายเหล่าน้ีมานับภพนับชาติ ไม่ได้แล้ว ตายเกิด เกิดตาย ตายเกิด เกิดตาย ก็จมอยู่ในกองทุกข์ ทั้งหลายด่ังท่ีได้กล่าวมาแล้ว แล้วกองทุกข์ทั้งหลำยเหล่ำน้ีมันแตก แขนงออกมำจำกไหน มันล้วนแต่แตกแขนงออกมำจำกอุปทำน ควำมยดึ มั่นถอื ม่ันในอตั ตำทั้งนั้น อัตตาตัวตน คือตัวสาคัญอย่างย่ิง พอมายึดในอัตตาตัวตน แลว้ มันกแ็ ตกแขนงออกไปมากมายกา่ ยกองเหมือนกบั ต้นไม้ ตน้ ไม้ ตน้ หนึง่ มนั มกี ิ่งกา้ น ดอกใบ สาขามากมายกา่ ยกองเหลือจะคณานับ แต่สิ่งท่ีมันแตกแขนงออกไปมากมายก่ายกองล้วนแตกออกไปจาก ลาต้นนี้ท้ังน้ัน จากรากแก้วน้ีทั้งน้ัน เพราะฉะนั้น เม่ือเราปรารถนา ที่จะฆ่าต้นไม้นี้ เราก็มัวแต่ตัดกิ่งน้ัน ตัดใบน้ัน ตัดกิ่งนี้ มันก็แตกก่ิง นู้น ตัดใบน้ี มันก็แตกใบนู้นมา ผลท่ีสุด เราจะตัดมันมากมายก่าย กอง ตัดมันก่ีวันก่ีเดือนก่ีปี มันก็ไม่สามารถทาลายต้นไม้นี้ให้ตาย จากไปได้ ถ้าพวกเราลองฟันมันไปที่โคนต้น ตัดมันลงไปท่ีรากแก้ว เท่าน้ัน ต้นไม้ต้นนี้มันล้มตูมลงมาท้ังนั้น ดอกใบก่ิงก้านสาขาต่าง ๆ ๓๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ท้ังหลาย เราไม่ต้องตามตัดมันเลย ตามฆ่ามันเลย มันจะเหี่ยวเฉา จนกระทั่งถึงตายจากไปเองอย่างแน่นอน จิตของเราก็เช่นกัน ที่มา ครอบงาเปน็ ความทกุ ข์ในชวี ิตของพวกเรามามากมายกา่ ยกอง ไมว่ ่า จะกเิ ลสตัวไหนก็ตาม ความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ แตกกระจายออกไป เรามาทาลายตัวทุกข์ท่ีเป็นต้นเค้า ท่ีมาครอบงาจิตใจของเรา ให้มันพังทลายออกไป เราก็มัวแต่ไปตัด ตรงนั้น ไปแก้ตรงนั้น ไปชาระตรงนั้น ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่จบไม่สิ้น สักทีหน่ึง ลองทุ่มลงมา ตัดลงมาที่ตัวอัตตา เพราะมันต่างแตก ออกไปจากอัตตาตัวตน ยึดม่ันถือมั่นในอัตตาตัวตน พอมันมีตัวเรา มันก็มีของเรา ของเรา ของเรา เม่ือไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา เราก็ต้ัง ความปรารถนาต้องการให้มันเปน็ อย่างนั้น ต้องการให้มันเป็นอย่าง นี้ หรือไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนี้ เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการปรารถนา หรือเม่ือมันเป็นไป ไม่ใช่ที่เราปรารถนา มันก็ไปเสริมความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ให้มาครอบงาจิตใจดวงน้ีให้มากมายก่าย กองเหลอื จะคณานบั น่ีแหละ มันออกไปจาก “อัตตา” ตัวนี้ เพรำะฉะน้ัน เมื่อ เรำต้องกำรฟำดฟันทำลำยส่ิงต่ำง ๆ ท้ังหลำยเหล่ำนี้อันเป็นตัว สมุทัย เรำก็ฟำดลงไปที่ต้นตอของมัน ก็คือตัวอัตตำ ที่เรำพำกัน ยึดม่ันถือมั่นว่ำอัตตำตัวตน ก็พิจารณาดู เอาปัญญาเข้าไปคุ้ยเขี่ย พิจารณาดู ก็เพราะความยึดม่ัน ถือม่ันในอัตตาตัวตน มันมาจาก ไหน มันก็มาจากอุปทาน ควำมยึดม่ันถือม่ันท่ีมำจำก “โมหะ” ควำมลุ่มหลง นั่นเอง ควำมลุ่มหลงมันก็เกิดมำจำก “อวิชชำ” คอื ควำมไม่รู้ เพรำะฉะนน้ั อวิชชำหรือควำมไม่รู้ หรือโมหะความ ๓๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ล่มุ หลง มันจะจางออกไป พังทลายออกไป กเ็ พราะปัญญาของเราท่ี เข้าไปคุย้ เข่ยี จนกระทง่ั เหน็ สภาพความเป็นจรงิ ของมัน เม่ือวิปัสสนำ คือควำมรู้แจ้งเกิดขึ้นแล้ว อวิชชำมันอยู่ ไม่ได้หรือ เม่ืออวิชชำอยู่ไม่ได้ มันพังทลำยออกไปแล้ว อุปำทำน ควำมยึดมั่นถือม่ัน ท่ียึดม่ันถือมั่นด้วยอำนำจของโมหะ ควำมลุ่ม หลง มนั จะอยู่ได้อย่ำงไร เม่ือความลมุ่ หลงมนั หลุด พังทลายออกไป แลว้ อุปาทานความยึดมั่นถือมัน่ มนั กว็ างลงเอง เพราะฉะน้ัน เราจะ ทาลายโมหะ ความลุ่มหลงไปได้อย่างไร เราก็ต้องทาลายมันด้วย ปัญญา คือ ความรอบรู้ ความเฉลียวฉลาด ที่จะมาทาลายตัวสมุทัย ใหห้ ลุดรว่ งออกไป เราก็มาพิจารณาดู มาพิจารณาดูคาว่า “อัตตา” คือ ตัวตน นับตั้งแต่ศีรษะลง ไปถึงปลายเท้า ปลายเท้าข้ึนมาถึงศีรษะ มีส่วนใดท่ีเป็นตัวตนเป็น ตัวเรา พิจารณาดูแยกแยะออกไป ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เน้ือ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้พุง ต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่าน้ี ดั่งเช่นอุปัชฌาย์ อาจารย์ทั้งหลายที่ท่านสอนศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ในกรรมฐำนทั้ง ๕ ว่ำ เกสำ โลมำ นะขำ ทันตำ ตะโจ เป็นต้นนั้น เราพิจารณาลง ไปโดยทีส่ ุดแลว้ มหี นังหุ้มอยเู่ ป็นท่ีสุดรอบ มนั ประกอบไปด้วยอะไร เมื่อพิจารณาแยกแยะ คล่ีคลายออกไปแล้ว ส่วนที่ให้ความอบอุ่น มี ไฟธาตุต่าง ๆ ทั้งหลาย คอยย่อยอาหาร คอยแผดเผาธาตุต่าง ๆ ทั้งหลาย อันมีความอบอุ่นภายในร่างกายนี้ เราแยกออกมาได้แล้ว ว่ามันเป็นธาตุไฟ ส่วนที่มันพัดวีอยู่ท่ัวทุกซอกทุกมุมในร่างกายของ เรา มลี มหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้นน้นั เรามาแยกออกมาได้ เป็นธาตลุ ม ส่วนสิง่ ที่เอบิ อาบอย่ทู ว่ั สรรพางคก์ ายของเรา มีนา้ เลือด น้าเหลือง น้าหนอง น้าเหงื่อ น้าไคล เป็นต้น เราก็แยกแยะออกมัน ๓๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ ไปได้แล้วว่า มันเป็นธาตุน้า ส่วนที่เป็นก้อน เป็นกอง มีลักษณะ อาการแข็ง เปน็ ก้อนเป็นกองแล้ว เราก็แยกออกไปได้ วา่ เป็นธาตุดิน ผลท่ีสุด พิจารณาลงไปแยกแยะแต่ละส่วน แต่ละส่วน แยกแยะ ออกไป มนั ก็รวมอยูก่ ันได้ธาตุ ๔ ดิน น้า ลม ไฟ ธาตุ ๔ ดิน น้า ลม ไฟ มารวมกันอยู่ชั่วระยะหน่ึง ด้วยเหตุ ดว้ ยปัจจัยก็อาศัย “จติ ” ดวงน้ี มาอาศัยอยใู่ นธาตุ ๔ ดนิ นา้ ลม ไฟ น้ี เพียงชั่วระยะสั้น ๆ อย่างเก่งก็ไม่เกินร้อยปี แต่ในขณะที่จิตมา อาศัยอย่ใู นกองธาตุ ๔ น้ี ด้วยอานาจของอวิชชาที่ครอบงาจิตใจดวง นี้มาแต่ไหนแต่ไร เม่ือ “จิต” มาอาศัยธาตุ ๔ ดิน น้า ลม ไฟ เป็นที่ อย่แู ลว้ จิตก็มาหลงยึดเอากาย เอาธาตุ ๔ ดนิ นา้ ลม ไฟ เป็นตัวตน เป็นอัตตา แต่ส่ิงทั้งหลายเหล่าน้ี แม้จิตจะยึดขนาดไหนก็ตาม มันก็ ไม่รูต้ ัวของมันเองเลยว่า จติ จะยึดมัน ต้องการใหมันเป็นอย่างไร แต่ มันเปน็ อย่างไรกจ็ ะเปน็ อยา่ งนั้น มนั เคยเกิดมันก็เกดิ มนั พอดบั มันก็ ดับ พอแปรเปล่ียนไปก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาพของมัน จึงเรียกว่า มันเป็น “เช่นนั้นเอง” มันไม่ได้เป็นไปตามท่ีใครปรารถนา ไม่ได้ เปน็ ไปดั่งทีใ่ ครตอ้ งการเลย เพราะฉะน้ัน ท่านจึงว่า “อนัตตา” มันไม่ได้เป็นไปตาม ความปรารถนาของสัตว์โลก แต่มันเป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างน้ัน พิจารณาลงไป พิจารณาให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของมันว่า จริง ๆ แลว้ มนั คอื ธาตุ ๔ ดนิ น้า ลม ไฟ นเี่ อง “จติ ” ดวงนม้ี าอาศัย เขาอยู่เพียงช่ัวระยะหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็ตั้งความปรารถนา ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนี้ หรือต้องการให้ เปน็ อยา่ งน้ี ไมต่ ้องการให้เปน็ อยา่ งน้นั แต่ส่งิ ทง้ั หลายทเี่ ราพากันยึด ไว้น้ี เขาไมร่ ตู้ วั ตนของเขาเองวา่ เราต้องการอยา่ งไร หรือไม่ต้องการ ๓๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ อย่างไร แต่เขาเป็นอย่างไรเขาเป็นอย่างน้ัน นี่คือ สภาพความเป็น จริงของเขา คือเขาเป็นเช่นนั้นเองมาแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อจิต พิจารณาเข้าไปโดยแยบคาย เห็นชัดเจนตามสภาพความเป็นจริง ของมนั แล้ว วิปัสสนำ คือควำมรู้แจ้งที่เกิดข้ึนมำจำกปัญญำ ก็ไปคุ้ย เข่ียพิจำรณำลงไปแล้ว “โมหะ”ควำมลุ่มหลงท่ีครอบงำภำยใน จิตในใจของเรำน้ันมันหลุดออกไป ควำมจริงเปิดเผยออกมำแล้ว โมหะที่มนั ครอบงำแลว้ มนั ทนอยู่ไม่ไดอ้ ย่ำงแนน่ อน เหมือนสถาน ท่ีนี้มันมืดอยู่ นี่ถ้าเราเปิดไฟสว่างขึ้นมา ความสว่างเกิดข้ึนมาแล้ว ความมืดมันทนอยู่ไม่ได้ มันดับไปเองโดยที่เราไม่ต้องไปไล่มันเลย น่ี ก็เช่นกัน เมื่อเราพิจารณาลงไป วิปัสสนา ความรู้แจ้งมันเกิดขึ้นมา จาก “ปญั ญา” ทเี่ ราเขา้ ไปคยุ้ เขย่ี พิจารณาแลว้ โมหะ ความลมุ่ หลง มันทนอยู่ไม่ได้ มันหลุดพังทลายออกไปเอง เม่ือโมหะความลุ่มหลง มนั หลดุ พงั ทลายออกไปแลว้ อุปาทาน ความยดึ มั่นถือมนั่ ซ่ึงเปน็ ผล มาจาก โมหะ ความลุ่มหลง มันจะอยู่ได้อย่างไร มันย่อมอยู่ไม่ได้ อยา่ งแนน่ อน เม่ือมันหลุดออกไปจากจิตจากใจของเรา ใจของเราก็เป็น อิสระ ดีดตัวของเราขึ้นมา ดีดตัวข้ึนมาเป็นอิสระจากการแบกหาม อปุ าทาน ความยดึ มนั่ ถอื มน่ั มาตลอดเวลาน้นั เม่อื ดดี ตวั ออกมาแล้ว มนั จะเปน็ อย่างไร มันก็เป็นอิสระ เปรยี บประดจุ เหมอื นรา่ งกายของ เราแต่เก่าก่อน เราเคยแบกเคยหามเคยหอบห้ิวมามากมายก่ายกอง ด้วยการคาดหมายว่า ส่ิงท่ีเราแบกหามหอบห้ิวมันมีแก่นสารสาระ เป็นส่ิงท่ีน่ายินดีน่าพอใจ แต่พอเรามาพิจารณา มาเห็นชัดเจนแล้ว ว่า มันล้วนแต่เป็นมูตร เป็นคูถ เป็นของสกปรกโสโครก เป็นของไร้ ๓๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ สาระส้ินดี และท่ีเราแบกมาเพราะความมัวเมาลุ่มหลง พอเรามา เห็นตามสภาพความเป็นจริงว่ามันเป็นส่ิงท่ีไร้สาระ เป็นสิ่งท่ีไม่มี คณุ ค่าเลย เม่ือเห็นชดั เจนอย่างน้ีแลว้ มันวางเอง มนั ปลงเอง มนั ทิ้ง เอง เมื่อทง้ิ เองแล้ว ความทเ่ี คยหนักมาจากการแบกการหามมา แต่ไหนแต่ไรมา มันก็หลุดพ้น เบาสบาย ของมันเองทางร่างกาย จิตใจของเราก็เชน่ กัน เม่อื มันทอดธุระปลงวางอปุ าทานความยึดมั่น ถือมั่นแล้ว จิตน้ีดีดตัวออกมาเป็นอิสระจากอัตตาตัวตน แม้จะอยู่ กับอัตตาเรือนกายน้ีไปอีกยาวนานขนาดไหนก็ตาม จะเป็นทุกข์ เพราะเรือนกายนี้อีกเป็นไปไม่ได้เลย นับตั้งแต่วันที่ทอดถอนจิต ออกมาจากอุปาทาน จากความยึดม่ันถือม่ันในอัตตาแล้ว นับต้ังแต่ บัดนั้นเป็นตน้ มา เราจะไม่มีความทุกขจ์ ากเรือนกายนี้อีกต่อไปเลย เรือนกายน้ีจะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็เป็นเพียงบริหารเขา ไป เยียวยาเขาไปเท่านั้น ตามสภาพหนา้ ที่ของเราเอง เขาพอแก่เรา เยยี วยา เราดแู ลเกย่ี วข้องกับความแก่ได้อย่างไร เรากด็ แู ลเก่ียวข้อง กับความแก่ไปตามเหตุตามผล แม้นมันเจ็บ เราเก่ียวข้องกับความ เจ็บได้อย่างไร ด้วยเหตุด้วยผลอย่างไร เราก็เก่ียวข้องไปบรรเทา ความเจ็บนั้น จนกระท่ังถึงความตายเข้ามาครอบงา เราจะมา เกยี่ วขอ้ งกับความตายน้ีได้อยา่ งไร เราก็เกย่ี วข้องไปตามเหตตุ ามผล แต่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี้ไม่ใช่กองทุกข์ ไม่สามารถมา สร้างความทุกข์ข้ึนมาสู่จิตสู่ใจของเราได้อีกต่อไป ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย เขาก็ไม่ได้เป็นทุกข์ เขาเป็นเช่นนั้นเอง พอจะเกิด เขากเ็ กดิ พอจะดับเขาก็ดับ การพจิ ารณาถอดถอนลงไปดว้ ยปัญญา ถึงที่สุดแล้วจิตดวงน้ีจะเป็นอิสระขึ้นมาจากการแบกหามใน ๓๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ อุปาทานต่าง ๆ ท้ังหลายเหล่าน้ันมาแต่ไหนแต่ไร ออกไปหมดส้ิน ออกจากจิตจากใจของเรา พอมันหลุดจากอัตตา จากตัวตนนี้แล้ว มันเหลือแต่ในส่วน นามธรรม ก็ไม่พ้นจากปัญญาดวงทเ่ี ราได้คลี่คลายพจิ ารณาในอัตตา แล้วนั้น ในส่วนนามธรรมมีส่ิงใดเล่า มี เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ ซ่ึงเป็นอำกำรอันหนึ่ง อำกำรอันหนึ่ง ซึ่งอำกำรต่ำง ๆ ทงั้ หลำยเหล่ำน้นั กล็ ว้ นมแี ตค่ วำมเกดิ มแี ต่ควำมดับ เปน็ อนิจจงั ของมันอยู่ตลอดเวลำ ไม่มีอำกำรใดเลยที่เที่ยง เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ได้ผ่านการพิจารณากายนี้แล้ว จะเป็นปัญญาที่แหลมคม อย่างยิง่ ไมว่ า่ ส่ิงใดกต็ ามที่ยังลึกลบั ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ใต้จิตดวงนี้ อยู่แล้ว ปัญญาดวงนี้จะไม่หยุดน่ิง มันจะซึมซับเข้าไปคุ้ยเขี่ย พิจารณา แยกแยะ จนกระทั่งปลดเปล้ืองอุปาทาน ความยึดม่ันถือ ม่ันในส่ิงทั้งหลายเหลา่ น้ันพังทลายหลุดออกไป จิตถึงซ่ึงความอิสระ อย่างแท้จรงิ เมื่อจิตถึงซ่ึงความอิสระด้วยปัญญาความรู้แจ้งมาแล้ว โมหะ คือความลุ่มหลง จนกระทั่งตัวพ่อของมัน คืออวิชชา มันทน อยู่ต่อการครอบงาจิตไม่ได้ เมื่อตัวอวิชชาพังทลายหลุดออกไปจาก จิตเมื่อไรแล้ว นั่นแหละ ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความครอบงา ของกิเลสท้ังหลายมาก่ีภพกี่ชาติ มันหลุดพังทลายออกไป ไม่ว่าจะ หลุดพังทลายออกไปอิริยาบถใด ณ สถานท่ีใดก็ตาม ในสถานท่ีน้ัน เวลาน้นั อริ ิยาบถนั้น ประตมู รรคผลนิพพานเปิดต้อนรับบุคคลผู้น้ัน ทันที โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกเพศหญิงเพศชาย ไม่เลือก นักบวชหรือฆราวาส ถ้ากา้ วไปถึงจุดนั้นแลว้ ประตูมรรคผลนิพพาน ลว้ นแต่ยนิ ดเี ปดิ ตอ้ นรบั บุคคลผนู้ นั้ โดยทันที ๓๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ธรรมทั้งหลายท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศสอนโลกไว้ และองคห์ ลวงปูม่ ั่นไดน้ ามาประพฤติปฏิบัตจิ นกระท่ังไปถึงจุดหมาย ปลายทาง และพระองค์ท่านได้น้อมนามาประกาศส่ังสอนสานุศิษย์ ท้ังหลาย ท่านก็ล้วนแต่ปรารถนาให้สานุศิษย์ทั้งหลายก้าวไปถึง จดุ หมายปลายทางอันน้ี เม่อื สานุศษิ ย์ใดก็ตามท่ีประพฤติปฏบิ ัติตาม ก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางอันนั้น น่ันแหละ เป็นความช่ืนชมยินดี เป็นความภาคภูมิใจท่ีองค์ท่านจะมี และท่ีเราจะมีต่อองค์ท่านอย่าง แท้จริง ประดุจด่ังพ่อแม่ พ่อแม่ทุกคนที่มีลูกมีหลาน ก็ล้วนแต่ ปรารถนาให้ลกู หลานของตนมีความเจริญก้าวหน้า มีความสุขความ เจริญ เม่ือลูกหลานของตนมีความสุขความเจริญ มีความสาเร็จใน ชีวิตของตัวเองแล้ว น่ันแหละ คือความภูมิใจที่สุดของผู้เป็นพ่อแม่ อย่างแท้จริง ครูบาอาจารย์หรือพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้แตกต่างจากพ่อ แมข่ องพวกเราเลย ลว้ นแตม่ ีความปรารถนาอนั เดยี วกัน เพราะฉะน้ัน อันนี้จึงสมกับภาษิตท่ียกขึ้นมากล่าวไว้ใน เบ้ืองตน้ ว่า ปชู ำ จะ ปูชะนยี ำนงั เอตมั มงั คะละมุตตะมัง กำรบชู ำ บุคคลที่ควรบูชำน้ันเป็นมงคลอันสูงสุด แล้วบุคคลที่ควรต่อการ บูชามีท่านใดเล่า ก็มีศาสดาของเรา จนตลอดถึงสงฆ์สาวก อรหันต์ มาถึงครูบาอาจารย์ของพวกเรา มีองค์หลวงปู่ม่ัน เป็นต้นน้ัน เป็น บุคคลท่ีควรต่อการบูชาอย่างยิ่ง และการบูชาด้วยการปฏิบัติบูชาน้ี พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นการบูชาเหนือย่ิงกว่าการบูชาทุกส่ิง ทุกประการ เพราะการปฏิบัติบูชานี้สามารถยังบุคคลผปู้ ฏิบัติน้ันให้ พ้นจากกองทุกข์อย่างส้ินเชิง เม่ือพวกเราเป็นผู้ท่ีหนักแน่นม่ันคงใน การน้อมนามาประพฤติปฏิบัติด้วยการบูชาในองค์ศาสดา ตลอดถึง ๓๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ ครูบาอาจารย์ มีองค์หลวงปู่ม่ัน เป็นต้นแล้วน้ี จึงข้ึนชื่อว่าเป็นการ บชู าอนั ประเสริฐเลิศย่งิ เปน็ มงคลอันสูงสุด เมื่อพวกเราท่านทั้งหลาย ได้สร้างมงคลข้ึนมาในชีวิตของ พวกเราเองแล้ว ชีวิตของพวกเราก็มีแต่จะก้าวไปสู่ความสุขความ เจริญ จนกระทั่งถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ดั่งเช่น สงฆ์สาวก อรหันต์ หรือดั่งเช่น ศาสดาของเราถึงจุดหมายปลายทางอันนั้นได้แล้วอย่าง ไม่เป็นที่สงสัยเลย เพราะฉะน้ัน เม่ือพวกเราท่านทั้งหลายได้ยินได้ ฟังแล้วในอรรถธรรมทั้งหลายท่ีแสดงมา ให้พากันน้อมนาไป ประพฤติปฏิบัติ นับต้ังแต่ศีลเป็นเบื้องต้น ให้พากันมีความอดกล้ัน ต่อกิเลส อย่าปล่อยปละละเลยกิเลสให้สาดกระจายออกมา เปรอะเปร้ือนออกไปภายนอก มันเป็นการสร้างความเศร้าหมอง สร้างความเดือดร้อน สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง และแก่ ครอบครัว ตลอดจนสังคมท่ัวไปอย่างไม่มีขอบไม่มีเขต ถ้าพวกเรามี ความอดกลั้นต่อกิเลสแล้ว เราจะอยู่ท่ีไหนไปที่ใด เราก็เป็นบุคคลผู้ มีศีล ล้วนแต่นาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ตนเอง และสู่ครอบครัว ตลอดจนสังคมวงกว้าง ไม่มีขอบ ไม่มีเขต ไม่มีประมาณอย่าง แนน่ อน จากนั้นมา จิตใจของเราอย่าปล่อยปละละเลย การปล่อย ปละละเลยจิตใจแล้วจะให้มันมีความสุขโดยตัวของมันเองนั้น ย่อม เป็นไปไม่ได้ มันมีแต่จะจมลงไปในกองทุกข์ จมลงไปในกองเศร้า โศก คับแค้นใจ ฟุ้งซา่ นหงุดหงดิ ราคาญใจ กลุ้มอกกลุ้มใจรา่ ไป และ นับวันก็จะหนักข้ึนไป นับวันจะหนาลงไป หนาลงไป เพราะฉะน้ัน จิตใจของพวกเรานั้น จะมีความปลอดโปร่งโล่งเป็นอิสระจากกอง ทุกข์ ถึงซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ก็เพราะการอบรมจิตอบรมใจ ๓๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ นับต้ังแต่เบ้ืองต้น สร้างความสงบ อบรมจิตอบรมใจของเราให้มี ความสงบ ด้วยการหม่ันกาหนดลงไปอยู่ในอานาปานสติ คือ มีสติ กากับจิตใหอ้ ยู่กบั ลมหายใจเข้า “พุท” ลมหายใจออก “โธ” เมอื่ เรา ทาบ่อยเข้า บ่อยเข้า เราก็จะมีความคุ้นเคยในการภาวนานี้ เม่ือมี การคุ้นเคยมากข้ึน การภาวนาด้วยอานาปานสติ ก็จะแนบสนิทอยู่ ภายในจิตในใจของเรา จิตใจของเราก็จะไม่ปลีกแวะออกไปจากลม หายใจเข้าออกไปเกาะเกี่ยวกับความนึกคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ทั้งหลาย อนั เปน็ ความเคยชนิ ของจติ เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก ได้อย่างแนบแน่นมีความ ต่อเน่ือง จิตน้ันจะละเอียดเข้าไป จนถึงที่สุดแล้วก็รวมตัวสู่ความ สงบ เม่ือจิตท่ีรวมตัวอยู่ในความสงบจนอิ่มพอของจิต จิตถอน ออกมาจากความสงบรวมตัวน้ัน จิตนั้นจะมีความต้ังมั่น หนักแน่น มั่นคง ท่ีเราเรียกกันว่า “สมาธิ” เป็นการสร้างสมาธิขึ้นมาให้เป็น พื้นฐานของจิต เมื่อจิตมีสมาธิเป็นพ้ืนฐานแล้ว ออกเดินทางด้าน ปัญญา คือการคิดค้น คลี่คลาย พิจารณา แยกแยะส่ิงใดก็ตาม มัน จะมีความแยบคายรอบคอบในการคิดพิจารณา การคิดนี้ เราจึง เรียกว่า “ปัญญา” เมื่อปัญญาคุ้ยเขี่ยลงไปในซอกมุมใด ล้วนแต่มี ความชัดเจนแยบคายในการพิจารณาอย่างย่ิง จะพิจารณากายก็ ตาม จะพิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ตาม จะมีความ ชดั เจนแยบคายในการคิดพิจารณาอยา่ งย่งิ เพราะฉะนั้น เม่ือมีความแยบคาย มีความชัดเจน ในการ คิดพิจารณาแล้ว ความจริงย่อมเปิดเผยออกมาต่อปัญญาดวงนี้ แน่นอน เมื่อความจริงเปิดเผยออกมา คือวิปัสสนา ความรู้แจ้ง เกิดขึ้นแล้ว อุปาทานความยึดม่ันถือมั่น อันเป็นตัวสมุทัยอย่าง ๓๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ แท้จริงที่ครอบงาจิตใจของเรามาก่ีภพ กี่ชาติ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องหลุด พังทลายออกไปจากการครอบงาจิตใจของเราอย่างแท้จริง เมื่อสิ่ง ทั้งหลายเหล่าน้ันพังทลายออกไปจากจิตจากใจของเรา ใจของเรา ดีดออกมาจากการครอบงาของส่ิงท้ังหลายเหล่านั้น นับตั้งแต่ อวิชชำเป็นต้นเค้ำหลุดออกไป จิตดีดออกมำเป็นอิสระจำก อวิชชำแล้ว นั่นแหละ ควำมบริสุทธิ์ปรำกฏข้ึนมำเป็น “สมบัติ ของใจ” อย่ำงแท้จริง อยู่ท่ีไหนก็เป็นสุขอย่ำงแท้จริง ดังท่ีพระเร วตะ ท่านออกอุทานไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะอยู่อิริยาบถใด อยู่สถานที่ใด น้ัน ท่านล้วนแต่อุทานออกมาว่า สุขัง วะตะ สุขัง วะตะ สุขหนอ สุขหนอ สุขหนอ อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าสุขมันเกิดข้ึนภายในจิต ในใจนีแ่ หละ เม่อื พวกเราท่านท้งั หลายได้น้อมนามาประพฤติปฏิบัติ แล้ว เช่ือเถอะว่า ชีวิตของพวกเราท่านท้ังหลายก็จะก้าวไปสู่ ความสุขได้อย่างแท้จริง ไม่เป็นที่สงสัยเลย ก็ขอให้พวกท่าน ท้ังหลาย จงน้อมนาไปประพฤติปฏิบัติเพ่ือความสิริมงคล หรือ ความสุขอย่างแท้จริง ที่จะเกิดข้ึนต่อชีวิตของพวกเราท่านทั้งหลาย อย่างแนน่ อน ไม่เป็นท่ีสงสยั การแสดงธรรมมานี้ กเ็ หน็ ว่าพอสมควร แก่เวลา จึงขอยุติ เอว กม็ ีดว้ ยประการฉะน้ี สาธุ ๔๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ พระครบู รหิ ำรสมำธคิ ณุ (หลวงปู่คำสด อรุโณ) วัดปำ่ บ้ำนเพ่มิ ต.นำแค อ.นำยงู จ.อุดรธำนี แสดงเมื่อวนั อำทิตย์ ท่ี ๒๑ กรกฎำคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วดั ปทมุ วนำรำม รำชวรวิหำร ตั้งใจรับศีลตั้งใจสมาทานศีล ท่ีพวกเรามาด้วยความต้ังใจ ทาดว้ ยความตัง้ ใจ ตัง้ ใจรกั ษาดว้ ย ทาอะไรถา้ ทาด้วยความตั้งใจก็ได้ ดังใจ ได้สมความปรารถนาด่ังใจ ไม่สักแต่ว่าเป็นพิธี ทาอะไรถ้า ต้ังใจทา แล้วก็สมาทานด้วยความตั้งใจสมาทาน ต้ังใจสมาทาน คือ ว่ามีเจตนาวิรัติงดเว้น จึงกล้าเปล่งวาจาออกมาจากใจ แสดงออก ทางวาจา น้อมรับนับถือศีล เพ่ือไปประพฤติปฏิบัติด้วยความต้ังใจ อานิสงสก์ จ็ ะได้เต็มทีเ่ ตม็ ใจของพวกเรา ๔๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ ฉะนั้น ได้ชีวิตข้ึนมาเป็นมนุษย์ ต้องมีศีลเป็นหลัก ถ้ามีศีล เป็นหลัก การให้ทานก็ได้อานิสงส์มาก ที่ท่านว่าทากับผู้มีศีลมีธรรม ก็ไดอ้ านิสงสม์ าก เหมือนกับเราปลูกตน้ ไม้ ปลกู ในทีม่ ดี นิ มีน้าใช่ไหม ชุ่มฉ่า พืชท่ีเราปลูกลงไปก็ได้ผลเต็มท่ีงอกงาม พอถึงกาลเวลาที่เขา ให้ผลให้ดอก ให้เราได้รับได้สัมผัสเต็มที่ เพราะเราตั้งใจปลูกต้ังใจ ดแู ล ศลี นเ้ี ป็นศีลของพระพุทธเจ้า ที่ทา่ นค้นพบเป็นศีลธรรมชาติ ท่ี มีอยู่แล้วในโลกที่อยู่ร่วมกัน แบบสันติสุขก็ต้องมีศีลใช่ไหม ศีลนั้น เป็นศีลของท่านผู้รู้ท่านผู้ฉลาด เป็นศีลท่ีท่านเลือกเฟ้นเห็นว่าเป็น ประโยชน์ สาหรับมนษุ ยอ์ ยู่ร่วมโลกน้ีดว้ ยกัน มีสันตสิ ุขก็เพราะมีศีล ต่างคนต่างมีศีล เร่ิมจากตัวของเราปฏิบัติเริ่มจากตัวของเรา ครอบครัวของเราบ้านของเรา ตาบล อาเภอ จังหวัด ประเทศชาติ ของเรา เขา้ ไปสู่ชมุ ชนท้งั หลาย หรอื สังคมโลกกเ็ พราะศีลเป็นเครื่อง บรหิ ารจัดการ คนมีศีลเหมือนดินมีน้ำ ท่านว่าอย่างนั้น คนขาดศีล เหมือนกับดินขาดน้า น้ากาย น้าใจ น้าพัก น้าแรง ถ้ามีศีลมีธรรม แล้ว พูดออกมาก็น่าฟัง แสดงออกมาก็น่าดู แม้ในชุมชนใด ถ้ามีศีล เข้ากันได้อย่างสนิทเลย ถ้าไม่มีศีลแม้จะเป็นหัวหน้าบ้าน เป็น หัวหน้าครอบครัว เป็นหัวหน้าวัด เป็นหัวหน้าประเทศอย่างนี้ ต้องการคนมีศีลไหม ทุกวันน้ี เรียกร้องแต่คนมีศีลมีธรรม เรียกร้อง จากคนผู้นาพาประเทศชาติบ้านเมืองผู้มีศีลมีธรรมใช่ไหม ฉะน้ัน ศีลธรรมจึงเป็นส่ิงท่ีนาพาให้โลกมีความสุขความเจริญ เป็น ธรรมชาติของโลกทต่ี ้องการความสุขความเจริญ ไม่ว่าจะยุคไหน ไม่ ว่าจะชาติช้ันวรรณะ ศาสนาภาษาใด สรุปแล้วคือต้องการอยู่กับคน มีศลี มีธรรม ๔๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ คาว่าศีลคือคนมีปกติ คนไม่มีปกติคือคนขาดปกติ แปลว่า ไมม่ ศี ลี คนมศี ีลคือคนปกติ ปกติศีล ฉะนั้น มนุษยน์ นั้ สาคญั อย่างย่ิง อยู่กับศลี กบั ธรรม ก็ไม่เหลือวสิ ยั ต้องเห็นว่าเป็นโทษเปน็ พิษเป็นภัย ไหม คนไม่มีศลี เราไม่มีศลี เราจะเข้ากับสงั คม ชมุ ชนใดได้สนิทไหม ไม่เลย แต่ถา้ เรามีศีลมธี รรม ไปที่ไหนสังคมกย็ อมรบั นับถือ ไม่วา่ พ่อ แม่ครูบาอาจารย์ ผู้นาพาศาสนา ผู้นาพาประเทศชาติบ้านเมือง ไป ที่ไหนยอมรับนับถือ ยอมรับนับถือด้วยการยกมือไหว้ ต้อนรับดูแล อย่างดีเลย หายากมากคนมีศีลมีธรรม จึงควรศึกษาและนามา ประพฤตปิ ฏิบตั ิ อยา่ เป็นเพยี งพธิ ี พระเณร พาลกู พาหลานมาบวชกับอุปชั ฌาย์ครบู าอาจารย์ ก็ขอศลี กับอุปัชฌาย์ครบู าอาจารย์ แลว้ ก็ตัง้ ใจรักษา มเี จตนาวิรตั ิงด เว้นเป็นนิจศีลอยู่ตลอด ขาดตกบกพร่องบ้างบางสิกขาบท ก็รักษา เยียวยาเพ่ืออยู่ร่วมกันแบบสันติสุข เข้าสังฆกรรมทาประโยชน์ใน พระพุทธศาสนา หรอื ประโยชนท์ างโลกกก็ ลมกลืนกันได้ ยอมรบั นับ ถือกันได้ ถ้าพระเถรเณรชี ครูบาอาจารย์ มีศีลมีธรรม ถ้าตรงกัน ข้ามเป็นอย่างไร พวกเรายอมรับนับถือไหม แม้จะนิมนต์ไปทาบุญสุนทานท่ี บ้านก็ไม่อยากนิมนต์ใช่ไหม ฉะน้ัน มันเริ่มต้นจากท่ีไหนก็เริ่มต้นท่ี ตัวของเรา ฉะน้ัน ศีลของพระพุทธศาสนา ศีลของพระพุทธเจ้าเป็น ศีลอันประเสริฐ เป็นศาสนาสากล ทุกคนยอมรับนับถือ ถ้าเป็นผู้ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ก็เพราะมีศีลเป็นเหตุ คนมีศีลเป็นปกติก็ไม่ ตอ้ งไปขอศีล ถา้ เขา้ ใจแลว้ คือต่างคนตา่ งก็มีเจตนาวิรตั ิงดเว้น ให้มี หิริ คือควำมอำยต่อบำปอยู่กับตัวเอง โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อ บำปที่จะเกิดข้ึนเพรำะควำมไม่มีศีล พลั้งเผลอพล้ังพลาดไป ก็ ๔๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๕ ซ่อมแซมรักษาเยียวยา ก็ถอื วา่ ตัง้ ตัวไดค้ นเรา คนตงั้ ตัวไมไ่ ดก้ ็เพราะ เหตุที่หนึ่งไม่มีหิริ ความละอาย ทาไปพูดไปคิดไป แต่พวกเขาได้ยิน ได้สัมผสั ตรงกันข้าม ผู้ไม่มีศีลอยู่ท่ีไหนก็ไม่อบอุ่น ถึงอยู่ในที่ลับ สลับซับซ้อน ไม่มีใครรู้ใครเห็น ก็ไม่มีความสุขความสบาย เพราะ ตนเองไม่มีศลี ถา้ มศี ีลอยู่ทไ่ี หนมันอบอุ่น ทา่ นถึงวา่ “ให้มที ำนก่อน กิน มีศีลก่อนไป สอนใจตนเอง” มีทานก่อนกิน มีศีลก่อนไปดีไหม คนเราอยู่ด้วยกันต้องมีการดูแลเยียวยากัน มีศีลก่อนไป อยู่ท่ีไหนก็ อยู่กับศีลกับธรรม สมาทานแล้วอย่าให้เล็ดลอดหลุดไม้หลุดมือไป เราได้เปล่งวาจาจะรักษาศีลด้วยเจตนาวิรัติงดเว้น มีหิริ ความ ละอาย ต้องไม่กล้าท่ีจะทาลายศีลท่ีตนเองสมาทานไปแล้วน้ัน โอตตัปปะ ย้าซ้าเข้าไปอีกว่าเกรงกลัวต่อบาปกรรมท่ีตนเองได้ล่วง ไปแล้ว จะใหผ้ ลอยา่ งไร ใครต้องการความชว่ั ใครตอ้ งการความไม่ดี ที่จะเกิดขึ้นกับตัวของเรา หรือในครอบครัวของเรา หรือในชุมชน ของเรา แต่ในชุมชนของเรา ในตัวของเรา ต่างคนต่างมีศีลแล้ว ไม่ ต้องคิดวา่ จะมอี ะไรไม่ดี เลวรา้ ยเกดิ ขน้ึ กับตัวของเรา และครอบครัว ของเรา นอกจากกรรมเก่า วิบากกรรมเกา่ ทจี่ ะสรา้ งไว้เทา่ น้นั ปัจจุบัน ถ้ำเรำตั้งตนไว้ดีด้วยดี ผู้มีหิริ - ควำมละอำย มี โอตตัปปะ - สะดุ้งกลัวตอ่ บำป อย่เู ป็นประจำ มันก็สบำยหำยห่วง หลักการของพระพุทธศาสนา แนวทางของท่านผู้รู้ พุทธศำสนำ แปลว่ำศำสนำของท่ำนผู้รู้ รู้แล้วจึงมำสอน รู้ว่าสิ่งนี้มันผิด สิ่งนี้ มนั เพี้ยน ส่งิ น้มี นั ไมด่ ี เม่อื ประพฤติปฏิบัติไปแล้ว มนั ไม่ดตี ่อตนของ ตน แล้วก็มองเห็นชุมชน สังคมท้ังหลายว่า เขาอยากจะดีอยากจะ เจริญ อยากจะอยู่ด้วยความสุขความสบาย ก็เพราะขาดอะไร ๔๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๕ เพราะต้องการอะไร ก็เรื่องของทาน ศีล และเร่ืองภาวนา ก็ไม่ยาก เหมือนกนั “ศีลนำพำ ภำวนำนำไป” นาไปที่ไหน เม่ือต้องการ ความสุขความสงบ มีศีลพร้อมแล้วก็ไม่วุ่นวาย จะกระทาบาเพ็ญ อะไรก็ไม่มีปลิโพธิกังวล น่ังภาวนาอยู่ที่บ้าน น่ังภาวนาหลับตา หรือไม่หลับตาก็สบายหายห่วง เพราะเราไม่ได้สร้างเวรสร้างกรรม หรือเป็นผู้ทุศีลไว้ สัตว์เขาก็ต้องการอย่างนั้น เห็นไหม เขารักรูป ขนาดไหน มนุษย์ผู้สูงกว่าสัตว์แล้ว ถ้าไม่มีศีลแล้ว เราก็เลวร้ายย่ิง กว่าสัตว์ทั้งหลายทุกประเภทด้วยซ้า ไม่เป็นมนุษย์สมบัติด้วยซ้า สมบัติของผู้เป็นมนุษย์ ก็คือเป็นผู้มีศีล ถ้าคนไม่มีศีลเป็นผู้วิบัติ ขาดจากสมบัติความเป็นมนุษย์โดยแท้แล้ว ขอฝากพวกเราเอาไว้ จะนาพาสมาทานศลี นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธสั สะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพทุ ธสั สะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ พทุ ธัง สะระณัง คจั ฉามิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คจั ฉามิ ทุตยิ มั ปิ พุทธัง สะระณงั คัจฉามิ ทตุ ิยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทตุ ยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ ตะติยัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ ตะตยิ ัมปิ ธมั มัง สะระณัง คจั ฉามิ ตะตยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉามิ ๔๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๕ สะระณะคะมะนงั นฏิ ฐติ ัง (อามะ ภันเต) ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุ มจิ ฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ สรุ าเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อมิ านิ ปัญจะ สกิ ขาปะทานิ สีเลนะ สุคะติง ยันติ สเี ลนะ โภคะสัมปะทา สเี ลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วโิ สธะเย สาธุ อาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะติ สะหัมปะติ กัตอญั ชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สนั ตธี ะสัตตาปปะรักชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธัมมงั อะนุกัมปมิ ัง ปะชงั ฯ พร้อมแล้วนะ ถ้าพร้อมแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ พร้อมกับการได้ ยินได้ฟังไป จะน่ังขัดสมาธิ ทากายให้ตรง ต้ังใจเฉพาะต่อหน้า มี ความรูอ้ ยู่เฉพาะต่อหนา้ เปน็ ปจั จบุ ัน กายพร้อมวาจาพร้อม ทาอะไร ไมใ่ หก้ ระทบ ไม่ให้ยวั่ ยวนรบกวนสมาธคิ นอืน่ อยู่ด้วยความสงบกาย เรามีศีลแล้วทุกคน สงบกายสงบวาจา มีสติสังวร สารวมระวัง เพื่อให้มีสมาธิเฉพาะเป็นปัจจุบัน เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชน์อันสูงสุดหรือ ๔๖
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126