Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย

พฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย

Published by Komgrit Rumdon, 2021-07-07 04:23:00

Description: พฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย

Keywords: การเมือง

Search

Read the Text Version

37 ความตอ้ งการสารสนเทศสารมารถพิจารณาไดใ้ นแง่มุมต่างๆ ดงั น้ี (ชลภสั ส์ วงษ์ ประเสริฐ, 2560) ตารางท่ี 2 ความตอ้ งการใชส้ ารสนเทศในแง่มุมต่าง ๆ ความต้องการสารสนเทศ คาอธิบาย 1. เน้ือหาสาระของสารสนเทศ เน้ือหาสารสนเทศจะขนั อยกู่ บั หน่วยวเิ คราะห์ ถา้ เป็นเรื่องปัจเจกจะ (Content of Information) เกี่ยวขอ้ งกบั ร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ถา้ ศึกษากบั ผปู้ ระกอบ อาชีพ หรือมีหนา้ ที่ (functional) หนา้ ที่และบทบาทจะเป็น ตวั กาหนดเน้ือหาความตอ้ งการสารสนเทศ นอกน้นั ก็จะเป็ นเรื่อง เก่ียวกบั ส่ิงแวดลอ้ ม เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สงั คม และเทคโนโลยี เป็ นตน้ 2. คุณลกั ษณะของสารสนเทศ ธรรมชาติของสารสนเทศมีลกั ษณะคลา้ ยพลงั งานมีการเติบโต (Nature of Information) เพิม่ ข้ึนตลอดเวลาเป็ นท้งั สินคา้ ปัจจยั การผลิตและเป็ นวตั ถุดิบใน การสร้างความรู้ใหม่ 3. ปริมาณของสารสนเทศ ผบู้ ริหารอาจจะตอ้ งการอ่านสารสนเทศที่ส้นั กระชบั เช่น บทสรุป (Quantity of Information) สาหรับผบู้ ริหาร 4. กระบวนการและข้นั ตอน ลกั ษณะของสารสนเทศอาจจะเป็น แนวปฏิบตั ิที่ดี (best practice) (Processing of Information) หรือวธิ ีการข้นั ตอน (how to) 5. รูปแบบของสารสนเทศ ข้ึนอยกู่ บั ความตอ้ งการโดยนกั สารสนเทศตอ้ งมีความสามารถใน (Packaging of Information) การปรับแต่งสารสนเทศตามความตอ้ งการของผใู้ ช้ โดยเฉพาะใน รูปของมลั ติมีเดีย 6. ความเร็วในการไดร้ ับสารสนเทศ ข้ึนอยกู่ บั ระดบั ในการตดั สินใจ ซ่ึงปัจจุบนั ความรวดเร็วถือเป็น (Speed of Supply Information) ปัจจยั สาคญั ของยคุ สารสนเทศและความรู้ 7. ช่วงของขอ้ มูลสู่สารสนเทศ การเปล่ียนจากขอ้ มูล สู่สารสนเทศ และความรู้ (Data Range of Information) 8. ความเฉพาะของสารสนเทศ สะทอ้ นความลึกซ้ึงของสารสนเทศซ่ึงข้ึนอยกู่ บั ลกั ษณะความ (Specificity of Information) ตอ้ งการของผใู้ ช้ เช่น ใชใ้ นการตดั สินใจในการลงทุนธุรกิจ ใชใ้ น การทอ่ งเท่ียว ฯลฯ 9. คุณภาพของสารสนเทศ พจิ ารณาจากสารสนเทศที่ไดร้ ับตรงหรือสอดคลอ้ งกบั ความ (Quality of Information) ตอ้ งการ ของผใู้ ช้ มีครบถว้ น ทนั สมยั ต่อเนื่อง

ความต้องการสารสนเทศ 38 10. ระดบั ของสารสนเทศ (Level of Information) คาอธิบาย ข้ึนอยกู่ บั บทบาทหนา้ ที่ ระดบั การศึกษา และความสาคญั ในการ ตดั สินใจ 2.4. การแสวงหาสารสนเทศ 2.4.1. ความหมายของการแสวงหาสารสนเทศ ประภาวดี สืบสนธ์ิ (2541) ให้ความหมายว่า พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ หมายถึง การกระทาท่ีบุคคลแสดงออกมาเม่ือตระหนกั ถึงความตอ้ งการสารสนเทศของตน ซ่ึงพฤติกรรมการแสวงหา สารสนเทศน้ีประกอบไปด้วยการเก็บรวบรวมสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศ การใช้และการ ประเมินผลสารสนเทศ ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริฐ (2537) ให้ความหมายว่า พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ หมายถึง กิจกรรมที่บุคคลกระทาเพ่ือหาขอ้ มูลข่าวสารท่ีจะตอบสนองต่อความตอ้ งการท่ีตนเองไดต้ ระหนกั และเล็งเห็นว่าสาคญั ความตอ้ งการท่ีเล็งเห็นน้ีจะแสดงออกมาและนาไปสู่การกระทาที่ทาให้ผูใ้ ช้ได้รับ สารสนเทศมาครอบครอง สมพร พุทธาพิทกั ษ์ผล (2548) ให้ความหมายว่า พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศมี สัมพนั ธ์โดยตรงกบั ความตอ้ งการสารสนเทศ (information need) และผูใ้ ช้ (user) พฤติกรรมการแสวงหาร สารสนเทศเร่ิมตน้ จากการที่ผใู้ ชร้ ู้สึกวา่ ตนมีความตอ้ งการสารสนเทศ โดยอาจตอ้ งศึกษา วเิ คราะห์ วางแผน หรือตดั สินใจในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง แตพ่ บวา่ ตนมีสารสนเทศไม่เพียงพอจึงตอ้ งแสวงหาสารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ จุฑารัตน์ ช่างทอง (2554) ให้ความหมายว่า การแสวงหาสารสนเทศ เป็ นกระบวนการ พฤติกรรมท่ีบุคคลผซู้ ่ึงถูกกระตุน้ โดยความตอ้ งการสารสนเทศเพ่ือให้ไดม้ าซ่ึงสารสนเทศท่ีตอบสนองต่อ เป้าหมายหรือจุดมุง่ หมาย Marchionini (1995) ให้ความหมายว่า การแสวงหาสารสนเทศ เป็ นกระบวนการที่บุคคล แสวงหาสารสนเทศอย่างมีจุดมุ่งหมายเพ่ือเปลี่ยนแปลงสภาวะทางความรู้ของตน (Change State of Knowledge) Wilson (2000) ใหค้ วามหมายวา่ พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ หมายถึง การแสวงหา สารสนเทศอยา่ งมีวตั ถุประสงค์ โดยเป็นผลจากความตอ้ งการใดความตอ้ งการหน่ึง ท้งั น้ีในระหวา่ งแสวงหา สารสนเทศ บุคคลผูน้ ้นั จึงตอ้ งปฏิสัมพนั ธ์กบั ระบบสารสนเทศ ซ่ึงอาจเป็ นระบบสารสนเทศโดยมนุษย์ เช่น หอ้ งสมุด หนงั สือพมิ พ์ หรือระบบสารสนเทศดว้ ยคอมพิวเตอร์ เช่น World Wide Web เป็นตน้ Pickard (2007) ใหค้ วามหมายวา่ พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ หมายถึง ความสามารถ ในการคน้ หาสารสนเทศจากแหล่งสารสนเทศท่ีเหมาะสม สามารถพิจารณาสารสนเทศที่ได้รับอย่างมี

39 ประสิทธิภาพ การใชว้ ิธีการคน้ หาดว้ ยมือและการคน้ หาแบบออนไลน์ และการแยกแยะสารสนเทศท่ีไดร้ ับ เพอื่ นามาใชป้ ระโยชน์ตามความตอ้ งการ Chen & Hernon (1982) ให้ความหมายว่า การแสวงหาสารสนเทศ หมายถึง กิจกรรมท่ี บุคคลกระทาเพือ่ หาขอ้ มูลข่าวสารที่จะตอบสนองความตอ้ งการของตน ความตอ้ งการน้ีจะแสดงออกและนา ไปสู่พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ กระบวนการแสวงหาสารสนเทศจะเริ่มข้ึนเมื่อบุคคลพบว่า ตน ตอ้ งการสารสนเทศเพื่อช่วยแก้ปัญหาหรือตดั สินใจเร่ืองใดเรื่องหน่ึงและยุติลงเม่ือบุคคลน้ันไม่มีความ ตอ้ งการสารสนเทศดงั กล่าวอีกตอ่ ไป จากการสังเคราะห์ความหมายของการแสวงหาสารสนเทศ สรุปได้ว่า พฤติกรรมการ แสวงหาสารสนเทศ หมายถึง พฤติกรรมการหาขอ้ มูลข่าวสารที่จะตอบสนองต่อความตอ้ งการของตนเอง ประกอบไปด้วย การเก็บรวบรวมสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศ การใช้สารสนเทศ และการ ประเมินผลสารสนเทศ ในกระบวนการแสวงหาสารสนเทศผใู้ ชจ้ ะมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ระบบสารสนเทศ ซ่ึงอาจ เป็ นสารสนเทศโดยมนุษย์ เช่น บุคคล ห้องสมุด หนังสือพิมพ์ หรืออาจเป็ นระบบสารสนเทศด้วย คอมพิวเตอร์ เช่น เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นตน้ 2.4.2. ปัจจัยทส่ี ่งผลต่อการแสวงหาสารสนเทศ 2.4.2.1. ผู้แสวงหาสารสนเทศ เป็ นผูก้ ่อให้เกิดปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั ท้งั หลาย ในการแสวงหาสารสนเทศ กล่าวคือ เป็ นผูร้ ะบุความตอ้ งการหรือปัญหาสารสนเทศ กาหนดภาระงานที่ จะตอ้ งคน้ หา ควบคุมปฏิสัมพนั ธ์กบั ระบบคน้ หาตรวจสอบ และดึงเอาเฉพาะสารสนเทศท่ีตรงกบั ความ ตอ้ งการ และกาหนดการสิ้นสุดกระบวนการแสวงหาสารสนเทศ 2.4.2.2. ภาระงานในการแสวงหาสารสนเทศ เป็นการระบุความตอ้ งการหรือปัญหา สารสนเทศท่ีจะให้เกิดการแสวงหาสารสนเทศ ในการระบุปัญหา ผูแ้ สวงหาจะระบุแนวคิด (concept) หรือ ความสัมพนั ธ์ระหว่างแนวคิดที่เป็ นตวั แทนปัญหา และหาคา (term) มาแทนแนวคิด แนวคิดและคาที่เป็ น ตวั แทนเน้ือหาสารสนเทศจะมีความหลากหลาย จึงเป็ นเหตุให้ภาระงานมีระดับความซับซ้อนต่างกัน นอกจากน้ี ภาระงานยงั ข้ึนอยกู่ บั เป้าหมายหรือคาตอบท่ีคาดหวงั ไว้ เป้าหมายจากแง่มุมของระบบ คือ การ คน้ หาเอกสาร ในขณะที่เป้าหมายจากแง่มุมของผแู้ สวงหา คือ ความเฉพาะเจาะจง ความเที่ยงตรง ของผลการ คน้ หา ปริมาณภาระงาน และเวลาท่ีใชไ้ นคน้ หาคาตอบ เป้าหมายเหล่าน้ีมีความเกี่ยวขอ้ งกบั ค่าใชจ้ า่ ยโดยตรง เช่น การใชร้ ะบบ และคา่ ใชจ้ า่ ยโดยออ้ ม การสูญเสียเวลา การใชส้ ติปัญญา และอารมณ์เพ่ือใหไ้ ดส้ ารสนเทศ ที่ตอ้ งการ 2.4.2.3. ระบบค้นหา ประกอบด้วย ฐานข้อมูลของความรู้พร้อมท้ังเคร่ืองมือ กฎเกณฑ์และกลไกต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผูใ้ ช้เขา้ ถึงและใช้ประโยชน์จากฐานขอ้ มูล โดยระบบจะเป็ นตวั กลาง ระหวา่ งผใู้ ชก้ บั ฐานขอ้ มูล ระบบคน้ หาสนบั สนุนการแสวงหาสารสนเทศดว้ ยการจดั โครงสร้างความรู้และ กาหนดช่องทางการเขา้ ถึง วธิ ีการจดั ระบบ ดงั น้นั ความรู้จึงมีผลตอ่ วธิ ีที่ผใู้ ชจ้ ะสามารถเขา้ ถึงความรู้และการ แสวงหาสารสนเทศของผใู้ ช้

40 2.4.2.4. โดเมน คือ กลุ่มวิทยาการหรือองค์ความรู้ในสาขาวิชาใด ๆ มีลกั ษณะที่ หลากหลาย เช่น โดเมนส่วนใหญ่เป็ นองคค์ วามรู้ประเภทขอ้ ความ (text) บางโดเมนเป็ นองคค์ วามรู้ประเภท กราฟิ ก (graphic) เช่น สาขาศิลปะ หรือเสียง (sound) เช่น สาขาดนตรี หรือความเคลื่อนไหว (motion) เช่น สาขาลีลาศ หรือเป็นสารสนเทศหลายรูปแบบ เช่น สาขาภาพยนตร์ เป็นตน้ จานวนสารสนเทศระดบั ของการ จดั ระบบความรู้ของโดเมนแตกต่างกนั ไป โดเมนต่าง ๆ จะใชร้ ะบบคน้ หาและกลยทุ ธ์ในการคน้ หาแตกตา่ ง กนั ลกั ษณะท่ีหลากหลายของโดเมน เช่น ความซบั ซ้อน จาวนและความสัมพนั ธ์ขององคค์ วามรู้ยอ่ ย ความ เฉพาะเจาะจง ความคลา้ ยคลึง สภาพววิ ฒั นาการ และอตั ราการขยายตวั หรือเปลี่ยนแปลงของโดเมน เป็ นตน้ นอกจากจะเป็ นตวั กาหนดประเภทและจานวนสารสนเทศและระดบั การจดั ระบบความรู้ในโดเมนหน่ึง ๆ แลว้ ยงั มีผลตอ่ การจดั ระบบการคน้ หาและการแสวงหาสารสนเทศดว้ ย 2.4.2.5. บริบท หมายถึง สภาพแวดล้อมเฉพาะสถานการณ์ของการแสวงหา สารสนเทศ ซ่ึงอาจเป็นสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ เศรษฐกิจ จิตวทิ ยา และสังคม 1. บริบททางกายภาพ ไดแ้ ก่ ความสะดวกสบายในการเขา้ ใชร้ ะบบ ปัจจยั ท่ีส่งเสริมหรือรบกวนสมาธิ แสงสวา่ ง ไฟฟ้า ระยะใกลไ้ กลของแหล่งสารสนเทศ เช่น ความแตกตา่ งระหวา่ ง การแสวงหาสารสนเทศระหวา่ งหอ้ งทางานส่วนตวั กบั ที่สาธารณะซ่ึงมีคนใชจ้ านวนมาก 2. บริบททางเศรษฐกิจ เช่น เวลาและค่าใช้จ่ายเป็ นตวั กาหนดการเริ่มตน้ การปฏิบตั ิ และการสิ้นสุดของงานท่ีก่อใหเ้ กิดการแสวงหาสารสนเทศ 3. บริบททางจิตวิทยา ไดแ้ ก่ สภาพความทรงจาระยะส้ัน ความมน่ั ใจใน ตวั เองของผแู้ สวงหา 4. บริบททางสังคม ได้แก่ บทบาทและสถานะของบุคคลในองค์การ โครงสร้าง ระเบียบ ข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานภายในองคก์ ร ความร่วมมือของสมาชิกในองคก์ าร บริบทเหล่าน้ี ลว้ นส่งผลกระทบต่อการแสวงหาสารสนเทศท้งั สิ้น 2.4.2.6. ผลการค้นหา เป็ นผลลพั ธ์ที่ผแู้ สวงหาไดร้ ับจากการใชร้ ะบบสารสนเทศ ซ่ึงอาจจะเป็นคา วลี ภาพ ตวั แทนเอกสาร ผลการคน้ หาส่วนใหญ่จะใหส้ ารสนเทศท่ีนาไปสู่การคน้ หาต่อไป อีก จึงกล่าวไดว้ ่า ผลการคน้ หามีผลต่อการปรับแก้ภาระงานและวิธีดาเนินการแสวงหาสารสนเทศ ใน ขณะเดียวกนั ผลการค้นหาให้สารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงสภาพความรู้ของผูค้ ้นหาด้วย ผลการคน้ หายงั นาไปใช้ประเมินประสิทธิภาพในการคน้ หาหรือประสิทธิภาพของระบบดว้ ยเกณฑ์ท่ีใช้ในการวดั ผลการ คน้ หา ไดแ้ ก่ ความเขา้ เร่ือง และการใช้ ประโยชนท์ ้งั ในระหวา่ งและหลงั การคน้ หา นอกจากน้ี ผลการคน้ หา ยงั สะทอ้ นให้ผูใ้ ช้มองเห็นกระบวนการคน้ หาของตนเองว่าการท่ีจะไดผ้ ลลพั ธ์แบบน้ี มีวิธีคน้ หาอย่างไร ประสบการณ์จะกลายเป็ นความรู้ท่ีผูใ้ ชส้ ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในการแกป้ ัญหาสารสนเทศในอนาคต (Marchionini อา้ งถึงใน อารีย์ ช่ืนวฒั นา, 2553)

41 2.4.3. แหล่งสารสนเทศ 2.4.3.1. แหล่งสารสนเทศห้องสมุด ห้องสมุด หมายถึง ห้องหรืออาคารที่มีระบบ การจดั เก็บ รวบรวม และรักษาหนังสือประเภทต่าง ๆ ซ่ึงอาจรวมท้งั ต้นฉบบั ที่เป็ นลายมือเขียน และ ไมโครฟิ ล์ม เป็ นตน้ เป็ นสถานท่ีที่ใชค้ น้ ควา้ หาความรู้ ห้องสมุดเป็ นแหล่งรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศ หลากหลายประเภทอย่างเป็ นระบบ โดยมีกระบวนการคดั เลือก จดั หา จดั หมวดหมู่ จดั เก็บ และนามา ใหบ้ ริการ (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2542: 7-8) หอ้ งสมุดสามารถจาแนกออกเป็น 5 ประเภท ดงั น้ี 1. ห้องสมุดเฉพาะ (Special Libraries) คือ แหล่งรวบรวมสารสนเทศ เฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหน่ึง ให้บริการแก่ผูใ้ ช้เฉพาะกลุ่ม มีการจดั บริการสารสนเทศแบบพิเศษเพ่ือ ตอบสนองต่อความตอ้ งการของผใู้ ช้ เช่น หอ้ งสมุดธนาคารแห่งประเทศไทย หอ้ งสมุดตลาดหลกั ทรัพยแ์ ห่ง ประเทศไทย และหอ้ งสมุดการเคหะแห่งชาติ เป็นตน้ 2. ห้องสมุดประชาชน (Public Libraries) คือ ห้องสมุดท่ีอยูภ่ ายใตก้ าร ดูแลของรัฐบาล ได้รับงบประมานมาจากภาษีของประชาชน เป็ นแหล่งสารสนเทศท่ีจัดให้บริการแก่ ประชาชน เช่น หอ้ งสมุดประจาจงั หวดั และหอ้ งสมุดสังกดั กรุงเทพมหานคร เป็นตน้ 3. ห้องสมุดโรงเรียน (School Libraries) คือ แหล่งวิทยาการที่จดั ข้ึนใน โรงเรียน เพ่ือใชป้ ระกอบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายของหลกั สูตร เป็ นแหล่ง ปลูกฝังนิสยั รักการอ่าน หาความรู้ดว้ ยตนเองของครูและนกั เรียน 4. ห้ องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย (College and University Libraries) เป็ นหัวใจของการศึกษาในระดบั อุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาข้ึนอยู่กบั สภาพของห้องสมุด เปรียบเสมือนเครื่องมือในการเรียน การสอน และการวิจยั ของนิสิต อาจารย์ และนกั วจิ ยั เป็ นแหล่งเพิ่มพูน ความรู้ดว้ ยตนเองซ่ึงเป็นพ้นื ฐานตอ่ การประกอบอาชีพในอนาคต 5. หอสมุดแห่งชาติ (National Libraries) คือ แหล่งรวบรวมสารสนเทศที่ สาคัญของชาติ ให้บริการแก้ผู้ใช้ท่ัวไป ไม่จากัดเพศ วยั เช้ือชาติ ศาสนา เช่น เอกสารที่สาคัญทาง ประวตั ิศาสตร์ ศิลาจารึก พงศาวดาร และเอกสารจดหมายเหตุ เป็ นตน้ นอกจากน้ียงั ทาหนา้ ที่กาหนดเลข มาตรฐานสากลประจาหนงั สือ (ISBN) และเลขมาตรฐานสากลประจาวารสาร (ISSN) ให้แก่สิ่งพิมพท์ ี่ผลิต ข้ึนในประเทศ และทาหนา้ ที่แลกเปล่ียนและยมื เอกสารแห่งชาติและสากล แหล่งสถาบนั สารสนเทศ นอกจากคาวา่ หอ้ งสมุด แลว้ ยงั มีคาเรียกอื่น ๆ เช่น ศูนย์ สารสนเทศ ศูนย์เอกสาร ศูนย์วิเคราะห์สารสนเทศ และศูนย์ข้อมูล เป็ นต้น (คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2548: 7-8) 2.4.3.2. แหล่งสารสนเทศบุคคล เป็ นแหล่งสารสนเทศและความรู้ท่ีถูกจดั เก็บใน ตวั บุคคล เช่น ประสบการณ์ และการแสดงความคิดเห็น โดยแสดงออกมาในลกั ษณะการพูดคุย การขอ คาปรึกษา และการแนะนา แหล่งสารสนเทศท่ีเป็ นบุคคล ได้แก่ เพื่อนร่วมงาน ผูท้ รงคุณวุฒิ ผูเ้ ชี่ยวชาญ นกั วจิ ยั และนกั วชิ าการ เป็นตน้

42 2.4.3.2. แหล่งสารสนเทศส่ือมวลชน เป็ นแหล่งสารสนเทศที่มีบทบาทท่ีสาคญั ใน การนาเสนอข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนให้คนในสังคมจานวนมากได้รับรู้ แหล่งสารสนเทศสื่อมวลชน ไดแ้ ก่ หนงั สือพมิ พ์ วารสาร นิตยสาร วทิ ยุ และโทรทศั น์ เป็นตน้ 2.4.3.3. แหล่งสารสนเทศอินเตอร์เน็ต เป็ นแหล่งสารสนเทศที่สามารถคน้ หา สารสนเทศท่ีตอ้ งการไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง ผใู้ ชส้ ามารถสืบคน้ สารสนเทศไดอ้ ยา่ งสะดวก รวดเร็ว ประหยดั ท้งั เวลาและค่าใช้จ่าย โดยสามารถสืบคน้ สารสนเทศจากทุกแหล่งสารสนเทศทว่ั โลกโดยผ่ายเคร่ืองข่าย อินเตอร์เน็ต จากการสังเคราะห์แหล่งสารสนเทศ ผวู้ ิจยั พบวา่ แหล่งสารสนเทศที่จะใชใ้ นการศึกษาการ วจิ ยั ในคร้ังน้ี ประกอบดว้ ย 1. แหล่งสารสนเทศบุคคล ได้แก่ คนในครอบครัว ผูน้ าชุมชน เพ่ือนร่วมงาน นกั การเมือง หวั คะแนนการเมือง ครู/อาจารย์ และผนู้ าทางศาสนา 2. แหล่งองค์กรทางการเมือง ไดแ้ ก่ พรรคการเมือง นกั การเมือง และโฆษกพรรค การเมือง 3. แหล่งส่ือมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทศั น์ และวิทยุกระจายเสียง วารสาร/นิตยสาร 4. แหล่งอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ส่ือสังคมออนไลน์ และ เวบ็ ไซตท์ างการเมือง 5. แหล่งสารสนเทศสถาบนั ไดแ้ ก่ หอ้ งสมุดประชาชน และศูนยก์ ารเรียนรู้ชุมชน 2.4.4. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ 2.4.4.1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของ Ellis (1989) Ellis ศึกษาพฤติกรรมสารสนเทศโดยใชว้ ธิ ีการสร้างทฤษฎีฐานราก และนาเสนอ เป็ นโมเดลท่ีแสดงรูปแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนกั สังคมศาสตร์โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือ นาไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบระบบการคน้ คืนสารสนเทศ ผลการศึกษาไดเ้ ป็ นโมเดลกิจกรรมการ แสวงหาสารสนเทศ 6 ประการ คือ 1) การเริ่มตน้ 2) การเช่ือมโยงร้อยเรียง 3) การสารวจเลือกดู 4) การ แยกแยะ 5) การตรวจตรา และ 6) การดึงสารสนเทศออกมา ต่อมาไดน้ าไปประยกุ ตใ์ ชเ้ พื่อศึกษาพฤติกรรม แสวงหาสารสนเทศของนกั วจิ ยั ทางฟิ สิกส์และเคมี 7) การตรวจสอบ และ 8) การจบ

43 รูปรูปภภำพาพทท่ี 9่ี 9พพฤฤตติกิกรรรรมมกกำารรแแสสววงงหหำาสสำารรสสนนเทเทศศขขอองงEElllliiss((11998899) ) กิจกรรมการแสวงหาสารสนเทศท้งั 8 ประการ มีรายละเอียด ดงั ต่อไปน้ี 1. การเริ่มต้น (Starting) หมายถึง การเริ่มตน้ ของผูแ้ สวงหาสารสนเทศ กิจกรรมการเร่ิมตน้ ไดแ้ ก่ การะบุถึงแหล่งสารสนเทศท่ีสนใจจะนามาเป็ นจุดเร่ิมตน้ การคน้ หาสารสนเทศที่ เกี่ยวขอ้ งต่อไป ซ่ึงอาจจะเป็ นแหล่งท่ีคุน้ เคยหรือเคยใชม้ าก่อน หรืออาจเป็ นแหล่งที่ไม่คุน้ เคยแต่ผใู้ ชเ้ ช่ือวา่ น่าจะมีสารสนเทศท่ีตอ้ งการ 2. การเชื่อมโยง (Chaining) เป็ นการติดตามค้นหาสารสนเทศจากการ อา้ งอิงระหวา่ งเอกสารไปสู่สารสนเทศรายการอ่ืนๆ แบ่งออกเป็ น การเช่ือมโยงขา้ งหนา้ (forward chaining) คือเชื่อมโยงว่ามีเอกสารใดบ้างท่ีอา้ งถึงบรรณานุกรมรายการน้ี และการเชื่อมโยงยอ้ นหลงั (backward chaining) คือการเช่ือมโยงเพ่ือกลบั ไปยงั เอกสารตน้ ฉบบั 3. การสารวจเลือกดู (Browsing) เป็ นการคน้ หาสารสนเทศในกรอบท่ี สนใจแบบก่ึงเจาะจง (semi direct search) โดยมีเรื่องที่ต้องการหรื อสนใจอยู่อย่างกว้างๆ ผูแ้ สวงหา สารสนเทศแต่ละคนอาจจะมีพฤติกรรมท่ีแตกต่างกนั ไป เขน่ อาจสารวจเลือกดูรายการสารสนเทศท่ีตอ้ งการ จากตารางสารบญั รายการหวั เร่ือง บญั ชีชื่อเรื่อง หรือบทคดั ยอ่ เป็นตน้ 4. การแยกแยะ (Differentiating) เป็ นการจาแนกสารสนเทศโดยใชค้ วาม แตกต่างเป็ นเกณฑใ์ นการกรอง (filtering) คุณลกั ษณะและคุณภาพของสารสนเทศท่ีคน้ คืนได้ ซ่ึงข้ึนอยูก่ บั ประสบการณ์ของแตล่ ะบุคคล 5. การตรวจตรา (Monitoring) ติดตามพฒั นาการในสาขาใดสาขาหน่ึง จากแหล่งสารสนเทศใดๆ เป็ นการเฉพาะ ซ่ึงอาจเป็ นการติดต่อกบั บุคคล (personal contact) การติดตามจาก สิ่งพิมพ์ หรือการเผยแพร่ผลงานในสาขาวชิ าชีพที่สนใจ 6. การดึงสารสนเทศออกมา (Extracting) ดาเนินการอยา่ งเป็ นระบบเพ่ือ ดึงสารสนเทศท่ีสนใจออกมาจากแหล่งเฉพาะ (particular source) เป็นการคดั ลอกเอาแตเ่ ฉพาะสารสนเทศใน ส่วนท่ีตอ้ งการจากเอกสารฉบบั เตม็ หรือฉบบั ยอ่ รายการบรรณานุกรม ดชั นี หรือฐานขอ้ มูล

44 7. การตรวจสอบ (Verifying) เป็ นการตรวจสอบความถูกต้องของ สารสนเทศ ซ่ึงอาจเกิดข้ึนจากหลายสาเหตุ เช่น ความผดิ พลาดจากการพมิ พ์ (typographic error) เป็นตน้ 8. การจบ (Ending) เป็ นการสิ้นสุดกระบวนการแสวงหาสารสนเทศ ผู้ แสวงหาสารสนเทศจะอยู่ในช่วงของกิจกรรมการเตรียมจดั ทาตน้ ฉบบั ที่จะนาไปเผยแพร่ กิจกรรมเหล่าน้ี ไดแ้ ก่ การทาสรุป (final summary) และการบนั ทึก (organization note) 2.4.4.2. พฤตกิ รรมการแสวงหาสารสนเทศของ Kuhlthau (2004) Kuhlthau พัฒนาโมเดลช่ือ The Information Search Process (ISP) โดยมีกรอบ แนวคิดจากทฤษฎีการสร้างความรู้ (constructivist) ท่ีมีพ้ืนฐานจากแนวคิดของ Dewey, Kelly, และ Bruner และทาการวิจยั อยา่ งต่อเน่ืองรวมท้งั สิ้น 5 เรื่อง เริ่มจากงานวจิ ยั เชิงคุณภาพซ่ึงไดผ้ ลเป็นโมเดลพฤติกรรมใน ปี 1983 จากน้ันปี 1989 ดาเนินการต่อเนื่องด้วยวิธีเชิงปริ มาณและเก็บข้อมูลต่อเนื่องในระยะยาว (longitudinal methods) เพ่ือทดสอบความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ และพฒั นาโมเดลดว้ ยการใชว้ ิธีกรณีศึกษา จนถึงปี 2001 โมเดล ISP นาเสนอพฤติกรรมแสวงหาสารสนเทศในลกั ษณะเส้นตรง (linear) จากมุมมองของผใู้ ช้ โดยมีรายละเอียด 6 ข้นั ตอน ดงั น้ี รูปรภูปำภพาพท่ีท1ี่ 010พพฤฤตตกิ ิกรรรรมมกกำารรแแสสววงงหหำาสสำารรสสนนเทเทศศขขอองงKKuuhhlltthhaauu ((22000044) ) 1. การริเริ่ม (Initiation) เมื่อบุคคลเริ่มตระหนักถึงการขาดความรู้หรือ ความเขา้ ใจ ยอ่ มจะเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจ ภาระงานในข้นั น้ีคือตระหนกั ถึงความตอ้ งการสารสนเทศ ใช้ ความคิดพิจารณาปัญหา ทาความเขา้ และโยงปัญหาเขา้ กบั ประสบการณ์และความรู้ที่ตนมีอยู่ ส่วนดา้ นการ กระทาที่แสดงออกมกั เป็นการอภิปรายเรื่องหรือแนวทางในการคน้ หา 2. การเลือก (Selection) เม่ือสามารถระบุเรื่องกวา้ งๆ หรือ ปัญหา ไดแ้ ลว้ ความรู้สึกไม่แน่ใจเม่ือเร่ิมตน้ เปล่ียนเป็ นความรู้สึกที่ดีข้ึนและพร้อมที่จะเริ่มสืบคน้ ความคิดจดจ่ออยูก่ บั

45 เรื่องการเปรียบเทียบเรื่องต่างๆ กบั ความสนใจส่วนตวั ภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมาย สารสนเทศและเวลาท่ีมี อยู่ การคาดเดาผลที่จะได้รับจากทางเลือกแต่ละทางและทางเลือกท่ีจะประสบความสาเร็วมากที่สุด การ กระทาในข้นั ตอนน้ี ได้แก่ ปรึกษากบั ผูอ้ ่ืนหรือดาเนินการคน้ หาข้นั ต้น หรือสารวจทางเลือกอื่นดูอย่าง คร่าวๆ ถา้ มีเหตุที่ทาใหก้ ารเลือกล่าชา้ ไป ความรู้สึกกระวนกระวายจะเพม่ิ ข้ึนจนกวา่ จะเลือกเร่ืองได้ 3. การสารวจ (Exploration) ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนในข้นั น้ี คือ ความสับสน ความไม่แน่ใจ ความสงสัยรุนแรงข้ึน ภาระงานที่เกี่ยวขอ้ ง คือ การตรวจสอบสารสนเทศในเร่ืองน้นั อย่าง กวา้ งๆ เพื่อเพ่ิมความเขา้ ใจ ความคิดที่เก่ียวกบั เร่ืองท่ีตอ้ งการคน้ หาเร่ิมเป็ นรูปเป็นร่างข้ึน การปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ แสวงหาสารสนเทศในเรื่องกวา้ งๆ นามาอ่านและเชื่อมโยงสารสนเทศใหม่กบั ส่ิงที่ตนรู้แลว้ กลยทุ ธ์ที่เป็ น ประโยชน์สาหรับข้นั ตอนน้ีคือ การทารายการขอ้ เท็จจริงท่ีตรงกบั เร่ืองหรือแนวคิดที่ตอ้ งการคน้ หา ในขณะ ท่ีกลยทุ ธ์ เช่น การจดบนั ทึกรายละเอียดต่างๆ อาจทาให้กระบวนการคน้ หาสารสนเทศตอ้ งยุติลงก่อนเวลา อนั ควร เพราะสารสนเทศที่คน้ หาได้ในช่วงน้ีมกั จะไม่สอดคล้องกับความรู้หรือประสบการณ์ที่มีอยู่ นอกจากน้ีสารสนเทศท่ีได้มาจากแหล่งต่างๆ ก็มักไม่สอดคล้องกัน ผูใ้ ช้อาจจะเกิดความรู้สึกท้อแท้ หวาดหวน่ั และหงุดหงิดกบั ระบบ บางคนอาจตอ้ งลม้ เลิกการคน้ หา 4. การสร้างกรอบแนวคดิ ของเร่ืองทตี่ ้องการ (Formulation) เป็นจุดหกั เห ของ ISP เพราะเมื่อความรู้สึกไม่แน่ใจลดลง ความมน่ั ใจจะเขา้ มาแทนที่ งานในข้นั ตอนน้ีคือการสร้างกรอบ แนวคิดของเร่ืองจากสารสนเทศท่ีหาได้ ความคิดจะเก่ียวขอ้ งกบั การระบุและเลือกแนวคิดจากสารสนเทศซ่ึง จะช่วยใหส้ ามารถสร้างกรอบแนวคิดได้ ความรู้สึกในข้นั น้ีมีความมนั่ ใจและความชดั เจนเพ่มิ ระดบั ข้ึน 5. การรวบรวม (Collection) เป็ นข้นั ตอนซ่ึงปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างผูใ้ ช้กบั ระบบดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ งานในข้นั น้ีคือ การรวบรวมสารสนเทศท่ีเกี่ยวข้อง ความคิดจะ เกี่ยวขอ้ งกบั การระบุ ขยาย สนบั สนุนหวั ขอ้ เรื่อง การปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ การเลือกสารสนเทศท่ีเขา้ เรื่อง การจด บนั ทึกรายละเอียด ผใู้ ชจ้ ะมีทิศทางที่ชดั เจนข้ึนสามารถระบุความตอ้ งการสารสนเทศกบั ตวั กลางที่ทาหนา้ ที่ ช่วยคน้ หรือกบั ระบบในกรณีท่ีคน้ หาเอง ความรู้สึกมนั่ ใจและความสนใจในส่ิงที่ทาจะเพมิ่ ข้ึน 6. การนาเสนอ (Presentation) เมื่อถึงข้นั น้ีผูใ้ ช้จะรู้สึกโล่งใจและพอใจ ถา้ การคน้ หาดาเนินไปดว้ ยดี งานคือตอ้ งคน้ หาใหเ้ สร็จและเตรียมนาเสนอ หรือนาผลที่ไดไ้ ปใช้ ความคิดจะ อยู่ท่ีการยุติการคน้ หาและการสังเคราะห์เร่ืองหรือปัญหา การกระทาได้แก่สรุปการคน้ หาซ่ึงจะพบว่า สารสนเทศท่ีเขา้ เรื่องลดจานวนลง เน้ือหาสารสนเทศซ้าซ้อนมากข้ึน กลยุทธ์ที่ใช้ไดแ้ ก่ การจดั ระบบ เช่น เตรียมโครงร่าง เตรียมนาเสนอหรือนาสารสนเทศที่ไดไ้ ปใช้ 2.4.4.3. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของ Leckie (1996) พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของ Leckie, Pettigrew & Sylvan (1996) เป็ น ตวั แบบการแสวงหาสารสนเทศของบุคคลในอาชีพ โดยมีหลกั วา่ บุคคลมีความตอ้ งการสารสนเทศตามอาชีพ และภาระงานของแต่ละบุคคล ซ่ึงจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ โดยมีปัจจยั ต่าง ๆ ที่ เป็ นตัวแปรต่อพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ ได้แก่ คุณลักษณะของความต้องการสารสนเทศ

46 (characteristic of information needs) การคดั เลือกแหล่งสารสนเทศท่ีตอ้ งการและการตระหนกั รู้ในความ ตอ้ งการสารสนเทศ จากน้นั ก็จะดาเนินการสืบคน้ สารสนเทศท่ีตนเองตอ้ งการ เพ่ือนาไปเป็ นขอ้ มูลในการ ประกอบอาชีพของตน และเมื่อได้ขอ้ มูลเป็ นท่ีน่าพอใจหรือตรงตามความตอ้ งการของตนแล้วก็จะหยุด พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศน้นั แต่หากผลลพั ธ์ที่ได้น้นั ยงั ไม่เป็ นท่ีน่าพอใจหรือไม่ตรงตามความ ตอ้ งการบุคคลน้นั ก็จะเริ่มพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศใหม่อีกคร้ัง รูปภาพที่ 11 พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของ Leckei (1996) ข้นั ตอนรูปแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของ Leckie มีดงั น้ี (1) อาชีพ (2) ภาระงาน (3) คุณลกั ษณะของความตอ้ งการสารสนเทศ (4) การตระหนกั รู้ในความตอ้ งการสารสนเทศ (5) การคดั เลือกแหล่งสารสนเทศที่ตอ้ งการ และ (6) ผลลพั ธ์ ตวั แบบของ Leckie แสดงใหเ้ ห็นถึงพฤติกรรม การแสวงหาสารสนเทศเหมือนกับว่าสารสนเทศ คือ สิ่งท่ีต้องแสวงหา และผลที่ได้จากการแสวงหา สารสนเทศคือ ผลลพั ธ์ ซ่ึงมีส่วนสัมพนั ธ์กบั ส่วนอ่ืน ๆ ของตวั แบบ ตลอดจนเป็ นผลยอ้ นกลบั ไปยงั แหล่ง ของขอ้ มูล การตระหนกั รู้ และการแสวงหาสารสนเทศ

ตารางท่ี 3 องคป์ ระกอบของรูปแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ 47 รูปแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ ผลรวม 2 นักวจิ ัย องค์ประกอบของรูปแบบ 1 1 Ellis (1989) 1. การเร่ิมตน้ (Starting) 1 1 2. การเช่ือมโยง (Chaining) 2 1 3. การสารวจเลือกดู (Browsing) 2 1 4. การแยกแยะ (Differentiating) 2 5. การตรวจตรา (Monitoring) 6. การดึงสารสนเทศออกมา (Extracting) 7. การตรวจสอบ (Verifying) 8. การจบ (Ending) Kuhlthau (2004) 1. การริเร่ิม (Initiation) 2. การเลือก (Selection) 3. การสารวจ (Exploration) 4. การสร้างกรอบแนวคิดของเรื่องที่ตอ้ งการ (Formulation) 5. การรวบรวม (Collection) 6. การนาเสนอ (Presentation) ตารางท่ี 4 ข้นั ตอนการแสวงหาสารสนเทศ Ellis Kuhlthau (1989) (2004) ข้นั ตอนพฤตกิ รรมการแสวงหาสารสนเทศ  Starting / Initiation  Selection Browsing  Chaining  Exploration Differentiating / Formulation  Monitoring  Extracting / Collection  Verifying  Ending / Presentation  

48 ตารางที่ 5 การจดั กลุ่มข้นั ตอนการแสวงหาสารสนเทศ กระบวนการแสวงหาสารสนเทศ ข้นั ตอนพฤติกรรมการแสวงหา Ellis Kuhlthau สารสนเทศ (1989) (2004) ก า ร วิเ ค ร า ะ ห์ แ ล ะ ร ะ บุ ค ว า ม Starting / Initiation    ตอ้ งการสารสนเทศ Selection    การกาหนดแหล่งสารสนเทศ Browsing   Chaining    Exploration    Differentiating / Formulation การคน้ หาสารสนเทศ Monitoring Extracting / Collection การประเมินสารสนเทศ Verifying การสิ้นสุด Ending / Presentation จากตารางที่ 5 ผูว้ ิจยั ได้เปรียบเทียบข้นั ตอนการแสวงหาสารสนเทศของ Ellis (1989) และ Kuhlthau (2004) ไดด้ งั น้ี 1. การวิเคราะห์และระบุความต้องการสารสนเทศ เม่ือเกิดปัญหาหรือ ความไม่รู้ ผูใ้ ช้จะวิเคราะห์ปัญหาท่ีเกิดข้ึนโดยอาศยั ความรู้และประสบการณ์ท่ีมี และระบุความตอ้ งการ สารสนเทศเพื่อใชใ้ นการแกไ้ ขปัญหา เมื่อผูใ้ ชส้ ามารถวเิ คราะห์ปัญหาระบุความตอ้ งการสารสนเทศไดแ้ ลว้ จะไปสู่ข้นั ตอนการกาหนดแหล่งสารสนเทศต่อไป 2. การกาหนดแหล่งสารสนเทศ เม่ือผูใ้ ช้วิเคราะห์ปัญหาความต้องการ สารสนเทศแลว้ ผูใ้ ชจ้ ะกาหนดแหล่งสารสนเทศเพ่ือใช้ในการคน้ หาสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็ นแหล่งบุคคล แหล่งสถาบนั บริการสารสนเทศ แหล่งส่ือมวลชน หรือแหล่งสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ต 3. การค้นหาสารสนเทศ เป็ นข้นั ในการแสวงหาทรัพยากรสารสนเทศท่ี ถูกบนั ทึกหรือเผยแพร่ในแหล่งต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ซ่ึงการคน้ หาสารสนเทศจะมีกลยทุ ธ์ในการคน้ หาท่ีแตกต่างกนั ดงั น้ี 3.1. แหล่งสารสนเทศบุคคล ได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้นา นกั วชิ าการ หรือคนในครอบครัว ชุมชน และสังคม เป็นตน้ 3.2. แหล่งสารสนเทศสถาบนั บริการสารสนเทศ เช่น ห้องสมุด หรือศูนยส์ ารสนเทศ เป็นตน้ 3.3. แหล่งสารสนเทศส่ือมวลชน ได้แก่ รายการวิทยุ รายการ โทรทศั น์ และคอลมั ภข์ า่ วในหนงั สือพิมพ์ เป็นตน้

49 3.4. แหล่งสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ต ได้แก่ การสืบค้นบน เครือข่ายอินเตอร์ ผูใ้ ช้ตอ้ งใช้กลยุทธ์ในการคิดหัวขอ้ หรือคาคน้ (query) ในการคน้ หาสารสนเทศที่อยูบ่ น เวบ็ ไซต์ และรวมไปถึงการใชเ้ ครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ในการรับขอ้ มูลสารสนเทศ 4. การประเมินสารสนเทศ เป็ นการตรวจสอบว่าสารสนเทศท่ีได้รับมี ความถูกตอ้ ง เพียงพอ ครบถว้ นและตรงกบั ความตอ้ งการหรือไม่ ถา้ ประเมินแลว้ ว่าสารสนเทศท่ีไดร้ ับไม่ ตรงกบั ความตอ้ งการ ผใู้ ชจ้ ะตอ้ งคน้ หาสารสนเทศใหมอ่ ีกคร้ังเพ่อื ใหไ้ ดร้ ับสารสนเทศที่ตอ้ งการ 5. การสิ้นสุด เป็นข้นั ตอนสุดทา้ ยในการแสวงหาสารสนเทศ ข้นั ตอนน้ีจะ มีความสัมพนั ธ์กบั การใชส้ ารสนเทศ โดยเม่ือไดร้ ับสารสนเทศที่ตรงกบั ความตอ้ งการแลว้ จะมีการนาไปใช้ ในการแกไ้ ขปัญหาหรืใชใ้ นการตดั สินใจในการทางาน ยกตวั อยา่ งเช่น เม่ือประชาชนไดร้ ับสารสนเทศทาง การเมืองท่ีตรงกบั ความตอ้ งการแลว้ จะใชส้ ารสนเทศทางการเมืองเพื่อการตดั สินใจในการเขา้ มามีส่วนร่วม ทางการเมือง 2.4.4.4. พฤติกรรมการแสวงสารสนเทศ Every Life Information Seeking ของ Savolainen (1995) พฤติกรรมสารสนเทศ ELIS ของ Savolainen (1995) ซ่ึงเป็ นตวั แบบการแสวงหา สารสนเทศโดยอาศยั พ้นื ฐานจากบทบาทของสังคมและวฒั นธรรมท่ีมีอิทธิพลต่อความชอบส่วนตวั และการ เลือกแหล่งสารสนเทศ Savolainen (1995) ได้นิยามแนวคิด “วิถีชีวิต” (Way of Life) คือ การจดั ลาดบั ความสาคญั ของเหตุการณ์ (Oder of things) โดยมีพ้ืนฐานมาจากการใช้ชีวิตประจาวนั ในตวั บุคคล จนเกิด เป็ น “เหตุการณ์” (Things) ซ่ึงจะไดท้ ราบว่าเหตุการณ์ใดเป็ นเหตุการณ์ที่ทาให้เกิด “การเรียนรู้ของชีวิต” (Mastery of life)

50 รูปภาพท่ี 12 Every Life Information Seeking (Savolainen, 1995) Savolainen (1995) ไดอ้ ธิบายประเภทของการเรียนรู้ของชีวติ (Mastery of life) ไว้ 4 ประเด็นหลกั ดงั น้ี 1. การเรียนรู้ของชีวติ ในแง่ดี (Optimistic cognitive mastery of life) เป็ นกลุ่มท่ีมี ลกั ษณะที่มองปัญหาในเชิงบวก มองวา่ การแกป้ ัญหาเป็นการเรียนรู้ แสวงหาสารสนเทศท่ีหลากหลายในการ แกป้ ัญหา 2. การเรียนรู้ของชีวิตในแง่ร้าย (Pessimistic cognitive mastery of life) มีความ พยายามในการแกป้ ัญหานอ้ ย ใชว้ ธิ ีแกไ้ ขปัญหาที่ไม่เหมาะสม บุคคลในกลุ่มน้ีจะมีการแกป้ ัญหาที่คลา้ ยคลึง กนั และใชป้ ระโยชนจ์ ากการแสวงหาสารสนเทศในการแกไ้ ขปัญหาได้ 3. การเรียนรู้ของชีวิตในแง่การป้องกัน (Defensive-affective cognitive mastery of life) มีพ้ืนฐานมาจากมองการแกป้ ัญหาในแง่ดี การแสวงหาสารสนเทศเป็ นปัจจยั ที่สาคญั ในการแกไ้ ข ปัญหา บุคคลจะหลีกเลี่ยงการเกิดความผิดพลาดหรือการล้มเหลว มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหา สารสนเทศ 4. การเรียนรู้ของชีวิตในการมองโลกในแง่ร้าย (Pessimistic-affective cognitive mastery of life) บุคคลแสดงออกให้เห็นถึงความสิ้นหวงั กับการเรียนรู้ การขาดความเชื่อมนั่ ในการใช้

51 ชีวติ ประจาวนั บทบาทในการแสวงหาสารสนเทศเป็ นสิ่งท่ีไม่จาเป็ น และไม่ไดม้ องการณ์ไกลในการแกไ้ ข ปัญหา ในการเรี ยนรู้ของชีวิต (Mastery of life) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมการแก้ปัญหา (Problem Solving Behavior) ซ่ึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. การแสวงหาสารสนเทศเชิงรับ (Passive) เป็ นการรับสารสารเทศจากจากแหล่ง สารสนเทศต่าง ๆ เม่ือผูใ้ ช้ได้รับสารสนเทศแต่ไม่ได้เกิดความสนใจต่อสารสนเทศท่ีได้รับ หรือใช้ สารสนเทศท่ีไดร้ ับเพื่อใชใ้ นการแกป้ ัญหา หรือใชส้ ารสนเทศเพ่ือใชใ้ นการตดั สินใจในการดาเนินกิจกรรม ตา่ ง ๆ เพียงอยา่ งเดียว 2. การแสวงหาสารสนเทศเชิงรุก (Active) เป็ นการรับสารสนเทศแลว้ รู้สึกสนใจ หรือกระตือรือร้นต่อสารสนเทศที่ได้รับ ผูใ้ ช้จึงเกิดพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information Seeking) เพื่อนาสารสนเทศที่ไดม้ าใชใ้ นการแกไ้ ขปัญหา หรือใชส้ ารสนเทศเพื่อใชใ้ นการตดั สินใจในการ ดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ 2.4.4.5. แนวคดิ Small World กบั การแสวงหาสารสนเทศของ Chatman (1999) แนวคิดโลกใบเลก็ (Small world) เป็นแนวคิดเก่ียวกบั การแสวงหาสารสนเทศของ คนสังคมชายขอบหรือสังคมระดบั ล่าง Chatman (1991) มองวา่ Small world หมายถึงสังคมขนาดเล็กท่ีเป็น ทอ้ งถ่ิน ซ่ึงกิจกรรมตา่ ง ๆ ส่วนใหญ่เป็นกิจวตั รประจาวนั และสามารถคาดการณ์ได้ แนวคิด Small world จะ มีจุดเนน้ คือวธิ ีการแสวงหาสารสนเทศ การใชส้ ารสนเทศ และการส่ือสารสารสนเทศในกลุ่มคน ผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาปัจจยั ท่ีส่งผลต่อการแสวงหาสารสนเทศของสมาชิกในสังคมโลก ใบเล็ก (Small World) พบวา่ ปัจจยั ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อการแสวงหาสารสนเทศของสมาชิกในสังคมโลกใบเล็ก (Small World) ไดแ้ ก่ 1. บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norm) เป็ นการกาหนดความเข้าใจร่วมกัน เก่ียวกบั ความถูกตอ้ ง หรือส่ิงท่ีเป็ นขอ้ ห้าม สมาชิกในสังคมจึงมีอิทธิพลต่อเรื่องที่เกี่ยวขอ้ งกบั การแสดง ตวั ตนภายในโลกใบเลก็ (Small World) รวมถึงการไมเ่ ป็นท่ียอมรับของบุคคลท่ีจะกา้ วขา้ มขอบเขตในสังคม โลกใบเล็ก และมีปฏิสมั พนั ธ์กบั บุคคลอื่นจากสังคมโลกท่ีแตกต่างกนั 2. โลกทัศน์ (Worldview) เป็ นการรับรู้ร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดข้ึนว่าสิ่งใดมี ความสาคญั หรือไม่มีความสาคญั ต่อการดาเนินชีวิต เป็ นสิ่งกาหนดค่านิยมและความเช่ือซ่ึงมีอิทธิพลต่อ ความคิดของสมาชิกในสงั คม และสมาซิกพร้อมท่ีจะยอมรับหรือไม่ยอมรับกบั สิ่งใดสิ่งหน่ึง 3. ประเภททางสังคม (Social Type) เป็ นการจาแนกหรือจดั หมวดหมู่ของสมาชิก และกลุ่มสมาชิกในสังคม ในการเขา้ ถึงและการใชส้ ารสนเทศท่ีไดร้ ับ โดยสมาชิกในสังคมจะยอมรับขอ้ มูล ขา่ วสารจากบุคคลท่ีอยภู่ ายใน (Insider) สงั คมเดียวกนั และจะไมย่ อมรับขอ้ มูลจากบุคคลภายนอก (Outsider) เช่น บรรณารักษใ์ หบ้ ริการสารสนเทศแก่คนในชุมชน แต่คนในชุมชนมองวา่ สารสนเทศท่ีไดร้ ับไม่น่าเชื่อถือ

52 เพราะพวกเขา้ ไดร้ ับสารสนเทศจากบรรณารักษซ์ ่ึงเป็ นบุคคลภายนอก ซ่ึงเป็ นอุปสรรคในการทาให้ขอ้ มูล สามารถเขา้ ถึงชุมชนไดเ้ น่ืองจากชุมชนไม่ไวใ้ จบรรณารักษ์ 4. เทคโนโลยีและสื่อ (Technology and Media) ประชาชนบางกลุ่มยงั ไม่สามารถ เขา้ ถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในการเขา้ ถึงขอ้ มูลข่าวสารได้ การพฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐานดา้ นเทคโนโลยี สารสนเทศ จะช่วยลดความเหล่ือมล้าระหวา่ งสังคมเมืองและชนบท ซ่ึงจะครอบคลุมในกลุ่มเด็กพิการ เด็ก ยากจน เด็กในพ้ืนที่ชนบทห่างไกล รวมท้งั เด็กดอ้ ยโอกาส เพื่อนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ (ศิริภรณ์ ศรี สวสั ด์ิ, 2553) รวมถึงสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เช่น หนงั สือพมิ พ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ และอินเตอร์เน็ต เป็นตน้ 5. เศรษฐกจิ (Economy) เป็นปัจจยั หลกั ในการเขา้ ถึงขอ้ มูลขา่ วสารในอินเตอร์เน็ต การเขา้ ถึงอินเตอร์เน็ตในปัจจุบนั ยงั จาเป็ นท่ีตอ้ งมีค่าใชจ้ ่าย โดยเฉพาะการเช่ือมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จาเป็นตอ้ งเสียค่าใชจ้ า่ ยท่ีสูงเกินกวา่ ท่ีประชาชนระดบั ล่างจะสามารถเขา้ ถึงได้ 2.5. การใช้สารสนเทศ 2.5.1. ความหมายของการใช้สารสนเทศ เดชา นันทพิชยั (2547) ให้ความหมายว่า การใช้สารสนเทศ คือ การกระทาท้งั ทางด้าน ร่างกาย และสติปัญญาเกี่ยวกบั ส่ิงท่ีไดค้ น้ พบของบุคคลใดๆ มกั จะเชื่อมโยงกบั ความรู้ท่ีบุคคลน้นั มีอยู่ หรือ ได้รับมาก่อนแลว้ สามารถสังเกตได้จากการให้ความสาคญั ของสิ่งท่ีคน้ พบหรือได้รับมาหลงั จากมีการ เปรียบเทียบบางอยา่ ง ดว้ ยเหตุน้ีบุคคลจึงมีการใชข้ อ้ มูลเดียวกนั ไม่เหมือนกนั หรือใชด้ ว้ ยวธิ ีการต่างกนั ประภาวดี สืบสนธ์ิ (2532) ใหค้ วามหมายวา่ การใชส้ ารสนเทศ เป็นกิจกรรมข้นั สุดทา้ ยของ พฤติกรรมสารสนเทศ จากการรบมสารสนเทศ คน้ หาสารสนเทศหรือแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งต่าง ๆ โดยคาตอบหรือเร่ืองราวที่ไดจ้ ะทาไปตอบคาถามเพื่อลดความสงสัย ความอยากรู้ ใชใ้ นการแกป้ ัญหา และ เป็ นแนวทางในการตดั สินใจในการดาเนินงาน การใชส้ ารสนเทศจึงผลมาจากความตอ้ งการสารสนเทศและ การแสวงหาสารสนเทศ สะอาด เข็มสีดา (2547) ให้ความหมายว่า การใชส้ ารสนเทศ หมายถึง กิจกรรมท่ีกระทา เพื่อใหไ้ ดส้ ารสนเทศมาใชป้ ระโยชน์ตามวตั ถุประสงค์ ซ่ึงการใชส้ ารสนเทศเป็นพฤติกรรมที่เกิดข้ึนหลงั จาก ที่ผูใ้ ชแ้ สวงหาสารสนเทศท่ีตอ้ งการ และไดร้ ับสารสนเทศน้นั การใชส้ ารสนเทศจะทาให้ผูใ้ ชเ้ กิดความพึง พอใจหรือไมพ่ อใจก็ได้ จุฑารัตน์ ช่างทอง (2554) ให้ความหมายวา่ การใชส้ ารสนเทศ หมายถึง พฤติกรรมการใช้ สารสนเทศท่ีไดม้ าจากการแสวงหา เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการเพื่อนาไปใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป Menzel (1967) ให้ความหมายวา่ การใช้สารสนเทศ หมายถึง พฤติกรรมการใช้ขอ้ มูลท่ีมี การรวบรวมไว้ และนาสารสนเทศที่ไดร้ ับมาใชต้ อบคาถาม ขจดั ความสงสัย ตอบสนองความอยากรู้ แกไ้ ข ปัญหา หรือใชเ้ ป็นแนวทางในการดาเนินงานตา่ ง ๆ Choo (2000) ให้ความหมายว่า การใช้สารสนเทศ (Information Use) หมายถึง การกระทา ใด ๆ ของบุคคลกบั สารสนเทศท่ีไดจ้ ดั หาหรือรับมา

53 จากการสังเคราะห์ความหมายของการใช้สารสนเทศ สรุปไดว้ ่า การใช้สารสนเทศ เป็ น กิจกรรมข้นั สุดทา้ ยของพฤติกรรมสารสนเทศ สารสนเทศที่ไดม้ าจากการแสวงหาสารสนเทศจะสามารถ นาไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา หรือเป็นแนวทางในการตดั สินใจในการดาเนินงานต่าง ๆ ซ่ึงการใชส้ ารสนเทศจะ ทาใหผ้ ใู้ ชเ้ กิดความพึงพอใจหรือไมพ่ อใจก็ได้ 2.5.2. ปัจจัยทสี่ ่งผลต่อการใช้สารสนเทศ 2.5.2.1. ปัจจัยจากตวั ผู้ใช้สารสนเทศ เช่น ระดบั การศึกษา ระดบั ความรู้ และระดบั การศึกษา ลว้ นมีผลต่อพฤติกรรมการคน้ หาและการใชส้ ารสนเทศ บุคคลมีการศึกษาท่ีสูงยอ่ มส่งผลต่อความ ตอ้ งการสารสนเทศในระดบั ลึก อาชีพผใู้ ชส้ ารสนเทศ ภาระหนา้ ที่ของผูใ้ ชบ้ ริการท่ีแตกต่างกนั หรือความ เฉพาะของลกั ษณะงาน ทาใหผ้ ใู้ ชบ้ ริการตอ้ งใชส้ ารสนเทศในสาขาเฉพาะของตน รวมถึงลกั ษณะแวดลอ้ ม ของหน่วยงานท่ีสงั กดั ซ่ึงอาจมีส่วนในการกาหนดการใชส้ ารสนเทศของผใู้ ชบ้ ริการแตล่ ะกลุ่มได้ 2.5.2.2. ปัจจัยที่มาจากแหล่งสารสนเทศ คือ ความสะดวกที่ผใู้ ชบ้ ริการไดร้ ับจาก การใหบ้ ริการ ซ่ึงมาจากปัจจยั หลายประการ ไดแ้ ก่ 1. มีแหล่งสารสนเทศที่ช่วยในการศึกษา คน้ ควา้ รวมท้งั ฐานขอ้ มูลต่างๆ ของหน่วยงาน หรือสถานที่ใกลเ้ คียงท่ีสามารถอานวยความสะดวกไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว 2. แหล่งสารสนเทศท่ีแตกตา่ ง เพราะสารสนเทศอาจมาจากท้งั ภายในและ ภายนอกสถาบนั 3. ผใู้ ชบ้ ริการสามารถคน้ หาสารสนเทศที่ถูกตอ้ งไดโ้ ดยง่าย และรวดเร็ว เช่น การมีคู่มือช่วยในการคน้ ควา้ สารสนเทศเฉพาะสาขาวชิ า และมีบริการคน้ หาสารสนเทศประเภทต่าง ๆ เช่น การคน้ หาสารสนเทศจากฐานขอ้ มูล เป็นตน้ ผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาปัจจยั ที่เกี่ยวของกบั การใชส้ ารสนเทศทางการเมือง พบวา่ ปัจจยั ที่ส่งผลต่อ การใช้สารสนเทศคือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง เมื่อผูใ้ ช้ค้นหาสารสนเทศทางการเมืองจากแหล่ง สารสนเทศตา่ ง ๆ แลว้ จะเกิดการตดั สินใจในการเขา้ ร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระดบั ท่ีแตกตา่ งกนั 3. งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง 3.1. การมสี ่วนร่วมทางการเมือง ปวณี า อุดมกนั (2553) ไดศ้ ึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในตาบลบางทรายใหญ่ อาเภอเมือง จงั หวดั มุกดาหาร พบวา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยใู่ นระดบั มาก เมื่อพจิ ารณา รายดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการใชส้ ิทธิเลือกต้งั ดา้ นการแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง และดา้ นการมี บทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง อยูใ่ นระดบั มาก ดา้ นการร่วมรณรงคท์ างการเมือง อยูใ่ นระดบั ปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกบั เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ โดยภาพรวมมีผล ต่อการส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกนั แต่ระดบั การศึกษาท่ีต่างกนั มีผลต่อการส่วนร่วมทางการเมือง แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ที่ 0.1

54 ดนูนารถ จีนอนนั ต์ (2552) ไดศ้ ึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอาเภอเมือง จงั หวดั อุตรดิตถ์ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยูใ่ นระดบั ปานกลาง เม่ือพิจารณาราย ดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการสนทนาพูดคุยทางการเมือง อยใู่ นระดบั มาก ดา้ นการติดตามข่าวสาร ดา้ นการฟังการ ปราศรัยหาเสียง และดา้ นการรณรงคท์ างการเมือง อยใู่ นระดบั ปานกลาง ดา้ นผลตอบแทน ดา้ นความรู้ความ เขา้ ใจทางการเมือง ดา้ นการเสียสิทธ์ิทางการเมือง และดา้ นการร่วมรณรงคห์ าเสียง อยใู่ นระดบั นอ้ ย ปัจจยั ท่ี มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีความสัมพนั ธ์กบั การมีส่วนร่วมทางการเมือง อยา่ งมีนยั สาคญั ท่ี 0.05 เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกบั เพศ รายได้ อาชีพ ระดบั การศึกษา แหล่งท่ีอยู่ อาศยั สถานภาพครอบครัว และระยะเวลาท่ีอาศยั อยู่ โดยภาพรวมมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ แตกต่างกนั แต่ระดบั การศึกษา และอาชีพท่ีแตกต่างกนั มีผลต่อการส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกนั อยา่ ง มีนยั สาคญั ที่ 0.05 สุพจน์ แกว้ เจริญ (2553) ไดศ้ ึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชนในตาบลแดงใหญ่ อาเภอ เมือง จงั หวดั ขอนแก่น พบวา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยใู่ นระดบั ปานกลาง เมื่อพิจารณา รายดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการใชส้ ิทธิเลือกต้งั อยใู่ นระดบั มาก ดา้ นการติดตามขา่ วสารทางการเมือง ดา้ นการเป็ น สมาชิกกลุ่มพรรคการเมือง ดา้ นการเขา้ ร่วมกิจกรรมทางการเมือง และดา้ นกิจกรรมการสมคั รรับเลือกต้งั อยู่ ในระดบั ปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกบั เพศ อายุ ระดบั การศึกษา และอาชีพ โดยภาพรวมมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกนั แต่เพศท่ีแตกต่างกนั มีผลต่อการ ส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกนั ปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมือง เมื่อพิจารณารายดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการ ติดตามข่าวสารทางการเมือง พบวา่ ประชาชนส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพทาใหไ้ ม่มีเวลาในการติดตามข่างสาร ทางการเมือง ดา้ นการใช้สิทธิเลือกต้งั พบวา่ ผูส้ มคั รรับเลือกต้งั ขาดการรณรงคห์ าเสียง ดา้ นการเป็ นสมาชิ กกลุ่มหรือพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเขา้ ในการการสมคั รเขา้ เป็ นสมาชิก กลุ่มการเมือง ดา้ นการเขา้ ร่วมกิจกรรมทางการเมือง พบวา่ ขาดการรณรงคแ์ ละส่งเสริมใหป้ ระชาชนใชส้ ิทธิ เลือกต้งั อย่างต่อเนื่อง และด้านกิจกรมการสมคั รรับเลือกต้งั พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ไดเ้ ขา้ ร่วมใน กิจกรรมการวางแผน และการตรวจสอบการเลือกต้งั ในพ้ืนท่ี สุรีพร ขวญั ทองหา้ ว (2554) ไดศ้ ึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชนในเขตเทศบาลตาบล ปอภาร อาเภอเมือง จงั หวดั ร้อยเอ็ด พบวา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยใู่ นระดบั ปานกลาง เมื่อพิจารณารายดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการเลือกต้งั อยูใ่ นระดบั มาก ดา้ นการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ดา้ นการรวมกลุ่มผลประโยชน์ และดา้ นการแสดงออกซ่ึงความตอ้ งการต่าง ๆ อยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกบั อายุ และหมู่บา้ นที่อยูอ่ าศยั โดยภาพรวมมีผลต่อ การมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ที่ 0.05 จริยา ผลกลา้ (2551) ไดศ้ ึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองหวั หิน อาเภอหวั หิน จงั หวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ พบวา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยู่ในระดบั ปาน กลาง เม่ือพิจารณารายดา้ นจะพบวา่ ดา้ นการรับรู้ขอ้ มูลข่าวสารทางการเมือง อยใู่ นระดบั มาก ดา้ นการมีส่วน

55 ร่วมกิจกรรมทางการเมือง ดา้ นการไปใชส้ ิทธิและมีส่วนร่วมในการเลือกต้งั และดา้ นการแสดงประชามติ และประชาพิจารณ์ อยใู่ นระดบั ปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกบั เพศ อายุ ระดบั การศึกษา อาชีพ และรายได้ โดยภาพรวมมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกนั แต่ ระดบั การศึกษา และอายทุ ่ีแตกตา่ งกนั มีผลตอ่ การส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกนั ผลการสังเคราะห์งานวิจยั พบวา่ ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่อยูใ่ น ระดบั ปานกลาง เม่ือเปรียบเทียบระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมืองกบั เพศ อายุ อาชีพ รายได้ และการศึกษา จะมีความแตกตา่ งกนั ข้ึนอยกู่ บั ปรากฏการณ์ทางการเมืองในแต่ละพ้นื ที่ท่ีศึกษา 3.2. การส่ือสารทางการเมือง นนั ทนา นนั ทวโรวาส (2548) ไดศ้ ึกษาการสื่อสารทางการเมือง กรณีการรณรงคห์ าเสียงเลือกต้งั ของพรรคไทยรักไทย พบวา่ พรรคไทยรักไทยไดน้ าแนวคิดทางการตลาดมาใชใ้ นการหาเสียงเลือกต้งั และ ยงั ไดน้ าส่วนผสมทางการตลาด 4Ps มาประประยกุ ตใ์ ชใ้ นการรณรงคห์ าเสียงเลือกต้งั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ใน เรื่องของการสื่อสาร พรรครู้จกั เลือกใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม ใช้ยุทธศาสตร์การสร้างฐานสมาชิกผ่าน เครือข่ายลูกโซ่ ซ่ึงสร้างความสาเร็จอย่างมากในการเลือกต้งั ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ลม้ เหลวในการ เลือกต้งั ท่ีภาคใต้ เพราะประชาชนในภาคใตม้ ีความภกั ดีตอ่ พรรคประชาธิปัตย์ ปวีนุช หาญชะนะ (2555) ได้ศึกษาการสื่อสารทางการเมืองของ ทกั ษิณ ชินวตั ร ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2552 พบว่า หลงั จากการสูญเสียอานาจและถูกต่อตา้ นจากพนั ธมิตรประชาชนเพ่ือประชาธิปไตย ทกั ษิณ ไดป้ รับกลยทุ ธ์จากการช้ีชวนให้เพื่อเพื่อความสามคั คีเป็ นการช้ีชวนเพ่ือการปลุกป่ัน โดยการสร้าง ความสับสน วิตกกงั วล เพ่ือทาให้กลุ่มพลงั มวลชนเคลื่อนไหวทางการเมืองเมืองรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ และเพิกเฉยขอ้ กล่าวหาของฝ่ ายตรงขา้ มและกล่าวหากลบั จนเกิด “กลุ่มคนเส้ือแดง” ข้ึน วนั ฉัตร โกมลวิวฒั น์ (2554) ได้ศึกษาการส่ือสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของ กลุ่มคนเส้ือหลากสี พบว่า การเกิดกลุ่มคนเส้ือหลากสีเกิดจากการชกั จูงจากคนใกล้ชิด โดยผูช้ กั จูงจะมี เหตุผลที่คลา้ ยกนั เช่น การใชช้ ีวิตประจาวนั หรือการไม่พอใจต่อการชุมนุมของอีกฝ่ าย ส่ือที่กลุ่มคนเส้ือ หลากสีใช้เป็ นหลกั คือส่ือบุคคล ท้งั การส่งต่อข่าวสาร การตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร แต่เครือข่ายสังคม ออนไลน์มีความสาคญั นอ้ ยมากกบั กลุ่มเส้ือหลากสี ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มคนเส้ือหลาก สีอยใู่ นระดบั นอ้ ยมาก เน่ืองจากเกิดข้ึนในลกั ษณะเฉพาะกิจ ผลการสงั เคราะห์งานวิจยั พบวา่ พรรคการเมืองไดม้ ีการนากลยทุ ธ์การตลาดทางการเมือง การสร้าง ฐานสมาชิกผา่ นเครือขา่ ยลูกโซ่ เพอ่ื ชกั จูงใหป้ ระชาชนเขา้ ร่วมกลุ่มทางการเมืองในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยแหล่งขอ้ มูลท่ีใชเ้ ป็นแหล่งบุคคล โดยเฉพาะคนใกลช้ ิด 3.3. การรับข่าวสารทางการเมือง เกศสุดา วฒุ ิ (2552) ไดศ้ ึกษาการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลนครเชียงราย พบวา่ การรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของประชาชนอยใู่ นระดบั ปานกลาง ช่องทางการรับรู้ส่วนใหญ่เป็ นคน

56 ใกลช้ ิด และเพ่อื นร่วมงาน เม่ือเปรียบเทียบการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองกบั เพศ อายุ อาชีพ ระดบั การศึกษา และรายได้ พบวา่ ภาพรวมมีความแตกต่างอยา่ งไมม่ ีนยั สาคญั ที่ 0.05 อณพสิษฐ ไชยเชษฐ์ (2543) ไดศ้ ึกษาการรับสารสนเทศทางการเมืองของประชาชนในชุมชนหนอง ใหญ่ เทศบาลนครขอนแก่น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับสารสนเทศทางการเมืองจากส่ือวิทยุโทรทศั น์ เน้ือหาสารสานเทศส่วนใหญ่รับเน้ือหาในประเด็นการปฏิบตั ิงานและความรับผิดชอบของสมาชิกของ สมาชิกผูแ้ ทนราษฎรท้งั ในฐานะฝ่ ายรัฐบาลและผ่ายคา้ น รองลงมาคือ นโยบายบริหารประเทศโดยคณะ รัฐบาล กิจกรรมและการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี เหตุผลในการรับสารสนเทศส่วนใหญ่ให้เหตุผล เพ่ือใหท้ นั ข่าว ทนั สมยั และทนั ต่อเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อเปรียบเทียบการรับข่าวสารทางการเมืองกบั เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่า ไม่มีความสัมพนั ธ์กบั ความถี่ในดา้ นการรับสารสนเทศทาง การเมือง และดา้ นเน้ือหาสารสนเทศทางการเมือง จากการสังเคราะห์วรรณกรรม แนวคิดพฤติกรรมสารสนเทศในสาขาสารสนเทศศาสตร์ โดยอธิบาย พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศในชีวิตประจาวนั (Everyday Life Information Seeking) ของ Savolainen (2005) ไวว้ า่ พฤติกรรมสารสนเทศของบุคคลสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ไดแ้ ก่ (1) พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเชิงรับ (Passive Information) เป็ นการแสดงออกของบุคคล ในการเปิ ดรับสารสนเทศจากส่ือต่าง ๆ เพียงดา้ นเดียว (2) พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเชิงรุก (Active Information) เป็ นการแสดงออกของบุคคลใน การรับสารสนเทศและเกิดความสนใจต่อสารสนเทศน้นั หรือมีสารสนเทศไม่เพียงพอต่อการตดั สินใจหรือ แกป้ ัญหา จึงเกิดความตอ้ งการสารสนเทศ (Information Need) บุคคลน้นั จึงแสดงพฤติกรรมสารสนเทศโดย การแสวงหาสารสนเทศ (Information Seeking) จากแหล่งสารสนเทศตา่ ง ๆ เมื่อบุคคลได้รับสารสนเทศท่ีตรงกับความต้องการแล้ว บุคคลน้ันจึงจะมีการใช้สารสนเทศ (Information Use) เพื่อการตดั สินใจในกิจกรรมต่าง ๆ ผูว้ ิจยั จึงนาแนวคิดดงั กล่าวมาพฒั นาเป็ นกรอบการ วจิ ยั ไดด้ งั น้ี

กรอบแนวคิดการวจิ ัย ภูมหิ ลงั ผู้ตอบแบบสอบถาม การแสดงพฤตกิ รรม ความต้องการสารสนเทศ 1. เพศ สารสนเทศ (Information Need) 2. ช่วงอายุ 3. ระดบั การศึกษา (Active Information Behavior) สารสนเทศทางการเมือง 4. อาชีพหลกั 1. สารสนเทศเกี่ยวกบั นโยบายทาง 5. อาชีพเสริม การเปิ ดรับสารสนเทศ การเมือง 6. รายไดต้ อ่ เดือน 2. สารสนเทศเกี่ยวกบั การแสดงความ 7. ศาสนา (Passive Information Behavior) สนใจตอ่ กิจกรรมทางการเมือง 8. แหล่งท่ีอยูอ่ าศยั 3.สารสนเทศเก่ียวกบั การใชส้ ิทธิ เลือกต้งั 4. สารสนเทศเกี่ยวกบั การเริ่มพดู คุย ประเด็นทางการเมือง 5. สารสนเทศเก่ียวกบั การชกั จูงผูอ้ ่ืน ใหเ้ ลือกต้งั ผูท้ ่ีตนสนบั สนุน 6. สารสนเทศเกี่ยวกบั การติดต่อกบั นกั การเมืองหรือผนู้ าทางการเมือง 7. สารสนเทศเกี่ยวกบั การเป็นสมาชิก และบริจาคเงินสนบั สนุนกิจกรรมทาง การเมือง 8. สารสนเทศเกี่ยวกบั การร่วมรณรงค์ ทางการเมือง 9. สารสนเทศเก่ียวกบั การเขา้ ร่วม กิจกรรมของพรรคการเมือง 10. สารสนเทศเกี่ยวกบั การเสนอตวั เป็นผแู้ ข่งขนั ทางการเมือง

57 การแสวงหาสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศทางการเมือง การใช้สารสนเทศ (Information Seeking) 1. แหล่งบุคคล (Information Use) 2. แหล่งสารสนเทศสถาบนั แหล่งสารสนเทศ 3. แหลง่ สื่อมวลชน การตดั สินใจในการมสี ่วนร่วมทางการเมือง ทางการเมือง 4. แหลง่ อินเตอร์เน็ต 1. การแสดงความสนใจตอ่ กิจกรรมทางการเมือง 5. แหล่งองคก์ ารทางการเมือง 2. การใชส้ ิทธิเลือกต้งั การเปิ ดรับสารสนเทศ 3. การริเริ่มประเดน็ พูดคุยทางการเมือง ทางการเมือง การเปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง 4. การชกั จูงผอู้ ่ืนใหเ้ ลือกต้งั ผูท้ ่ีตนสนบั สนุน 1. เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเปิ ดรับ 5. การแสดงสญั ลกั ษณ์ในการสนบั สนุนพรรค สารสนเทศ การเมือง 2. วธิ ีการเปิ ดรับสารสนเทศ 6. การบริจาคเงินสนบั สนุนและระดมทุน 3. สถานท่ีใชใ้ นการเปิ ดรับ 7. การร่วมกิจกรรมของพรรคการเมืองและประชุม สารสนเทศ หรือชุมนุมทางการเมือง 4. ลกั ษณะของสารสนเทศ 8. การร่วมรณรงคท์ างการเมือง 5. คุณภาพของสารสนเทศ 9. การเสนอตวั เป็นตวั แทนทางการเมือง

58 บทที่ 3 วธิ กี ารดาเนินวจิ ยั การวิจยั เร่ือง พฤติกรรมการส่ือสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย มีวตั ถุประสงค์เพ่ือ การศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมือง และการตดั สิ นใจการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ คนไทย โดยใชว้ ธิ ีการวจิ ยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีการดาเนินการวจิ ยั ตามลาดบั ข้นั ตอนดงั น้ี 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1. ประชากร ผูว้ ิจยั กาหนดประชากรที่ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ ประชาชนที่มีอายุต้งั แต่ 18 ปี ข้ึนไป และมีภูมิลาเนาอยใู่ นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือในประเทศไทย 1.2. กลุ่มตัวอย่าง ผูว้ ิจยั กาหนดขนาดของกลุ่มตวั อยา่ งกรณีจานวนประชากรไม่แน่นอน (Infinite Population) ซ่ึงในการศึกษาคร้ังน้ียอมให้เกิดความคาดเคลื่อนได้ 5% โดยการกาหนดค่าดงั น้ี (บุญชม ศรี สะอาด, 2535: 38) n = จานวนกลุ่มตวั อยา่ งที่ตอ้ งการ P = สดั ส่วนของประชากรที่ผวู้ จิ ยั ตอ้ งการสุ่ม (โดยทว่ั ไปนิยมใชส้ ดั ส่วน 30% หรือ 0.30) Z = ระดบั ความมนั่ ใจที่กาหนดหรือระดบั นยั สาคญั ทางสถิติ เช่น Z ที่ระดบั นยั สาคญั 0.10 = 1.65 (ความเช่ือมน่ั 90%) Z ท่ีระดบั นยั สาคญั 0.05 = 1.96 (ความเชื่อมน่ั 95%) Z ท่ีระดบั นยั สาคญั 0.01 = 2.58 (ความเชื่อมน่ั 99%) d = สัดส่วนความคลาดเคลื่อนที่ยอมใหเ้ กิดข้ึนได้ เช่น ระดบั ความเชื่อมนั่ 90% สัดส่วนความคลาดเคลื่อน 0.10 ระดบั ความเชื่อมนั่ 95% สัดส่วนความคลาดเคล่ือน 0.05 ระดบั ความเชื่อมน่ั 99% สัดส่วนความคลาดเคลื่อน 0.01 ������(1 − ������)������2 ������ = ������2 (0.30)(1 − 0.30)(1.96)2 ������ = (0.05)2 = 322.69

59 การสุ่มกลุ่มตวั อย่างจากประชากร จะใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตวั อย่างแบบเมทริกซ์ (Matrix Random Sampling) แบง่ สัดส่วนจากกลุ่มตวั อยา่ งจานวน 330 คน ตามคุณลกั ษณะดงั น้ี 1. แหล่งทอี่ ย่อู าศัย ไดแ้ ก่ สังคมเมือง และสงั คมชนบท 2. กลุ่มอาชีพหลกั ไดแ้ ก่ 2.1. นกั เรียน/นกั ศึกษา 2.2. กลุ่มอาชีพการผลิต เช่น ช่างฝีมือ เกษตรกรรม 2.3. กลุ่มอาชีพการคา้ เช่น คา้ ขาย 2.4. กลุ่มอาชีพผใู้ ชแ้ รงงานและบริการ เช่น กรรมกร 2.5. กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร เช่น รับราชการ พนกั งานบริการ พนกั งานบริษทั ตารางท่ี 6 กลุ่มตวั อยา่ งจากประชากร กลุ่มอาชีพหลกั จงั หวดั ขนาดใหญ่ จงั หวดั ขนาดกลาง จงั หวดั ขนาดเลก็ สังคมเมือง สังคมชนบท สังคมเมือง สังคมชนบท สังคมเมือง สังคมชนบท นกั เรียน/นกั ศึกษา 11 11 11 11 11 11 11 11 11 11 กลมุ่ อาชีพการผลิต 11 11 11 11 11 11 11 11 11 11 กลุ่มอาชีพการคา้ 11 11 11 11 11 11 กลุม่ อาชีพผใู้ ชแ้ รงงาน 11 11 330 คน กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงาน 11 11 ในองคก์ ร รวม 2. วธิ ีการและเครื่องมือทใี่ ช้ ผูว้ ิจยั เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยลงพ้ืนที่เก็บขอ้ มูลจากแบบสอบถาม (questionnaire) ดว้ ยตนเอง โดย แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ตอน ดงั น้ี ตอนที่ 1 คุณลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็ นแบบให้เลือกตอบ (Checklist) โดย สอบถามเกี่ยวกบั เพศ ช่วงอายุ ระดบั การศึกษา อาชีพหลกั อาชีพเสริม รายไดต้ อ่ เดือน ศาสนา และแหล่งท่ีอยู่ อาศยั ตอนท่ี 2 การตัดสินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็ นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ไดแ้ ก่ การแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง การใชส้ ิทธิเลือกต้งั การริเร่ิม ประเด็นพูดคุยทางการเมือง การชักจูงผูอ้ ่ืนให้เลือกต้ังผูท้ ี่ตนสนับสนุน การแสดงสัญลักษณ์ในการ สนบั สนุนพรรคการเมือง การบริจาคเงินสนบั สนุนและระดมทุน การร่วมกิจกรรมของพรรคการเมืองและ ประชุมหรือชุมนุมทางการเมือง การร่วมรณรงคท์ างการเมือง และการเสนอตวั เป็นตวั แทนทางการเมือง

60 ตอนที่ 3 พฤติกรรมการสนเทศทางการเมือง เป็ นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ได้แก่ การใช้สารสนเทศทางการเมือง ความตอ้ งการสารสนเทศทางการเมือง และการ แสวงหาสารสนเทศทางการเมือง ตอนท่ี 4 การเปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง เป็ นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั ไดแ้ ก่ เคร่ืองมือในการเปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง สถานท่ีเปิ ดรับสารสนเทศทางการ เมือง วิธีการเปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง ลกั ษณะสารสนเทศทางการเมือง และคุณภาพสารสนเทศทาง การเมือง 3. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 3.1. ศึกษาแนวคิด วรรณกรรม และงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง 3.2. สร้างกรอบการวจิ ยั ตามแนวคิด วรรณกรรม และงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง 3.3. สร้างแนวทางการสัมภาษณ์เพอ่ื ใชใ้ นการสร้างเครื่องมือและอภิปรายผล 3.3. สร้างแบบสอบถามตามกรอบการวจิ ยั 3.4. นาแบบสอบถามมาให้อาจารยท์ ี่ปรึกษาและผูท้ รงคุณวุฒิตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยกาหนดผทู้ รงคุณวฒุ ิ จานวน 5 คนดงั น้ี 3.4.1. รองศาสตราจารย์ ดร.สุกญั ญา เอมอิ่มธรรม หวั หนา้ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 3.4.2. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี อายวุ ฒั น์ หวั หนา้ สาขาวชิ าสังคมวทิ ยาและมานุษยวทิ ยา คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 3.4.3. ดร.จุฑารัตน์ ช่างทอง อาจารยป์ ระจาภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร 3.4.4. ดร.อัญชสา สี นวนแก้ว อาจารย์ประจาวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สงขลา 3.4.5. ดร.พิเชษฐ์ พลพชิ ิต นกั สาธารณสุข อาเภอหว้ ยแถลง จงั หวดั นครราชสีมา 3.5. แกไ้ ขแบบสอบถามตามคาแนะนาของผทู้ รงคุณวฒุ ิใหส้ มบูรณ์ 3.6. นาแบบสอบถามที่สมบูรณ์ไปเกบ็ ขอ้ มูลกบั กลุ่มตวั อยา่ ง

61 4. ตัวแปร 4.1. ตัวแปรอิสระ ไดแ้ ก่ สถานภาพของผูต้ อบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ ช่วงอายุ ระดบั การศึกษา อาชีพหลกั อาชีพเสริม รายไดต้ ่อเดือน ศาสนา และแหล่งที่อยอู่ าศยั 4.2. ตวั แปรตาม 4.2.1. ความต้องการสารสนเทศทางการเมือง ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกบั นโยบายทาง การเมือง สารสนเทศเกี่ยวกบั การแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง สารสนเทศเกี่ยวกบั การใชส้ ิทธิ เลือกต้งั สารสนเทศเกี่ยวกบั การเร่ิมพูดคุยประเด็นทางการเมือง สารสนเทศเกี่ยวกับการชักจูงผูอ้ ื่นให้ เลือกต้งั ผูท้ ี่ตนสนบั สนุน สารสนเทศเก่ียวกบั การติดต่อกบั นกั การเมืองหรือผูน้ าทางการเมือง สารสนเทศ เก่ียวกบั การเป็ นสมาชิกและบริจาคเงินสนบั สนุนกิจกรรมทางการเมือง สารสนเทศเกี่ยวกบั การร่วมรณรงค์ ทางการเมือง สารสนเทศเกี่ยวกบั การเขา้ ร่วมกิจกรรมของพรรคการเมือง และสารสนเทศเก่ียวกบั การเสนอ ตวั เป็นผแู้ ข่งขนั ทางการเมือง 4.2.2. การแสวงหาสารสนเทศทางการเมือง 4.2.2.1. แหล่งสารสนเทศทางการเมือง ได้แก่ แหล่งบุคคล แหล่งสารสนเทศ สถาบนั แหล่งส่ือมวลชน แหล่งอินเตอร์เน็ต และแหล่งองคก์ ารทางการเมือง 4.2.2.2. การเปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง ไดแ้ ก่ เครื่องมือที่ใช้ในการเปิ ดรับ สารสนเทศ วิธีการเปิ ดรับสารสนเทศ สถานที่ใช้ในการเปิ ดรับสารสนเทศ ลกั ษณะของสารสนเทศ และ คุณภาพของสารสนเทศ 4.2.3. การใช้สารสนเทศทางเมือง เป็ นการตดั สินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไดแ้ ก่ การแสดงความสนใจต่อกิจกรรมทางการเมือง การใชส้ ิทธิเลือกต้งั การริเริ่มประเด็นพูดคุยทางการเมือง การ ชกั จูงผอู้ ่ืนให้เลือกต้งั ผูท้ ่ีตนสนบั สนุน การแสดงสัญลกั ษณ์ในการสนบั สนุนพรรคการเมือง การบริจาคเงิน สนบั สนุนและระดมทุน การร่วมกิจกรรมของพรรคการเมืองและประชุมหรือชุมนุมทางการเมือง การร่วม รณรงคท์ างการเมือง และการเสนอตวั เป็นตวั แทนทางการเมือง 5. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การวิจยั ในคร้ังน้ี ผูว้ ิจยั ลงพ้ืนที่เก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถามดว้ ยตนเองจากกลุ่มตวั อย่าง จานวน 330 คน 6. การวเิ คราะห์ข้อมูล 6.1. คุณลกั ษณะของผตู้ อบแบบสอบถาม ใชส้ ถิติค่าร้อยละ (Percentage) 6.2. พฤติกรรมการส่ือสารสนเทศทางการเมือง การตดั สินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการ เปิ ดรับสารสนเทศทางการเมือง ใช้สถิติค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

62 โดยมีเกณฑ์การประเมินค่าระดบั ความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั และ นาไปเทียบกบั เกณฑแ์ ปลความหมายดงั น้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) 4.21 - 5.00 หมายถึง มากที่สุด 3.41 - 4.20 หมายถึง มาก 2.61 - 3.40 หมายถึง ปานกลาง 1.81 - 2.60 หมายถึง นอ้ ย 1.00 - 1.80 หมายถึง นอ้ ยท่ีสุด

63 บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล การวิจยั คร้ังน้ีเป็ นการศึกษาพฤติกรรมการส่ือสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย และศึกษา การตดั สินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทย โดยนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดงั น้ี 1. ขอ้ มูลทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม 2. พฤติกรรมการสื่อสารสารสนเทศทางการเมืองของคนไทย 2.1. ความตอ้ งการสารสนเทศทางการเมือง 2.2. การแสวงหาสารสนเทศทางการเมือง 2.3. การใชส้ ารสนเทศทางการเมืองของคนไทย 3. การตดั สินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทย 1. ข้อมูลทวั่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม จานวน (คน) ร้อยละ ตารางที่ 7 จาแนกตามเพศ 131 39.70 199 60.30 เพศ 330 100.00 ชาย หญิง รวม จากตารางที่ 7 จาแนกตามเพศ พบวา่ ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็ นเพศหญิง จานวน 199 คน (ร้อยละ 60.30) และเพศชาย จานวน 131 คน (ร้อยละ 39.70) ตารางท่ี 8 จาแนกตามช่วงอายุ จานวน (คน) ร้อยละ 126 38.18 ช่วงอายุ 87 26.36 18-30 ปี 78 23.64 31-40 ปี 36 10.91 41-50 ปี 3 0.91 51-60 ปี 330 100.00 61 ปี ข้ึนไป รวม

64 จากตารางท่ี 8 จาแนกตามช่วงอายุ พบว่า ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-30 ปี จานวน 126 คน (ร้อยละ 38.18) รองลงมาคือ ช่วงอายุ 31-40 ปี จานวน 87 คน (ร้อยละ 26.36) นอ้ ยท่ีสุดคือ อายุ 61 ปี ข้ึนไป จานวน 3 คน (ร้อยละ 0.91) ตารางท่ี 9 จาแนกตามระดบั การศึกษา จานวน (คน) ร้อยละ 66 20.00 ระดับการศึกษา 156 47.27 ประถมศึกษา 85 25.76 มธั ยมศึกษาหรือเทียบเท่า 23 6.97 ปริญญาตรี 330 100.00 สูงกวา่ ปริญญาตรี รวม จากตารางที่ 9 จาแนกตามระดบั การศึกษา พบว่า ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่จบการศึกษาใน ระดบั มธั ยมศึกษาหรือเทียบเท่า จานวน 156 คน (ร้อยละ 47.27) รองลงมาคือ ระดบั ปริญญาตรี จานวน 85 คน (ร้อยละ 25.76) นอ้ ยท่ีสุดคือ สูงกวา่ ปริญญาตรี จานวน 23 คน (ร้อยละ 6.97) ตารางที่ 10 จาแนกตามกล่มุ อาชีพหลกั จานวน (คน) ร้อยละ 66 20.00 กล่มุ อาชีพหลกั 66 20.00 นกั เรียน/นกั ศึกษา 66 20.00 กลุ่มอาชีพการผลิต 66 20.00 กลุ่มอาชีพการคา้ 66 20.00 กลุ่มอาชีพผใู้ ชแ้ รงงานและบริการ 330 100.00 กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร รวม จากตารางที่ 10 จาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั พบว่า ผูว้ ิจยั ไดแ้ บ่งกลุ่มอาชีพหลกั เป็ น 5 กลุ่ม ไดแ้ ก่ นกั เรียน/นกั ศึกษา กลุ่มอาชีพการผลิต กลุ่มอาชีพการคา้ กลุ่มอาชีพผูใ้ ช้แรงงานและบริการ และและกลุ่ม อาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร โดยเกบ็ ขอ้ มูลกลุ่มละ 66 คน (ร้อยละ 20.00) เท่ากนั

ตารางท่ี 11 จาแนกตามอาชีพเสริม จานวน (คน) 65 200 อาชีพเสริม 24 ร้อยละ ไมป่ ระกอบอาชีพเสริม 31 60.61 ช่างฝี มือ 57 7.27 เกษตรกรรม 18 9.39 คา้ ขาย 330 17.27 พนกั งานบริการ 5.45 100.00 รวม จากตารางที่ 11 จาแนกตามอาชีพเสริม พบวา่ ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเสริม คา้ ขาย จานวน 57 คน (ร้อยละ 17.27) รองลงมาคือ เกษตรกรรม จานวน 31 คน (ร้อยละ 9.39) นอ้ ยท่ีสุดคือ พนกั งานบริการ จานวน 18 คน (ร้อยละ 5.45) ตารางท่ี 12 จาแนกตามรายได้ต่อเดือน จานวน (คน) ร้อยละ 48 14.55 รายได้ต่อเดือน 121 36.67 ต่ากวา่ 10,000 บาท 98 29.70 10,001-20,000 บาท 19 5.76 20,001-30,000 บาท 19 5.76 30,001-40,000 บาท 25 7.58 40,001-50,000 บาท 330 100.00 50,001 บาทข้ึนไป รวม จากตารางที่ 12 จาแนกตามรายไดต้ ่อเดือน พบวา่ ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายไดต้ ่อเดือน 10,001-20,000 บาท จานวน 121 คน (ร้อยละ 36.67) รองลงมาคือ 20,001-30,000 บาท จานวน 98 คน (ร้อย ละ 29.70) นอ้ ยท่ีสุดคือ 50,001 บาทข้ึนไป จานวน 25 คน (ร้อยละ 5.76)

ตารางท่ี 13 จาแนกตามศาสนา จานวน (คน) 66 ศาสนา 326 4 ร้อยละ พุทธ 330 98.79 คริสต์ 1.21 100.00 รวม จากตารางที่ 13 จาแนกตามศาสนา พบวา่ ผูต้ อบแบบสอบถามนบั ถือศาสนาพุทธ จานวน 326 คน (ร้อยละ 98.79) และศาสนาคริสต์ จานวน 4 คน (ร้อยละ 1.12) ตารางท่ี 14 จาแนกตามเขตทอ่ี ยู่อาศัย จานวน (คน) ร้อยละ เขตทอี่ ย่อู าศัย 165 50.00 165 50.00 สงั คมเมือง 330 100.00 สงั คมชนบท รวม จากตารางที่ 14 จาแนกตามเขตที่อยอู่ าศยั พบวา่ ผวู้ จิ ยั ไดแ้ บ่งเขตท่ีอยอู่ าศยั เป็ น 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ สังคม เมือง และสงั คมชนบท โดยเกบ็ ขอ้ มูลกลุ่มละ 165 คน (ร้อยละ 50.00) เทา่ กนั ตารางท่ี 15 กลุ่มอาชีพหลกั จาแนกตามเพศ เพศ กลุ่มอาชีพหลกั ชาย หญงิ รวม นกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ กลุ่มอาชีพการผลิต (คน) (คน) (คน) กลุ่มอาชีพการคา้ กลุ่มอาชีพผใู้ ชแ้ รงงานและบริการ 17 5.15 49 14.85 66 20.00 กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร 29 8.79 37 11.21 66 20.00 รวม 27 8.18 39 11.82 66 20.00 28 8.48 38 11.52 66 20.00 30 9.09 36 10.91 66 20.00 131 39.70 199 60.30 330 100.00

67 จากตารางที่ 15 แสดงกลุ่มอาชีพหลกั จาแนกตามเพศ พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามเพศชายมากท่ีสุด ประกอบอาชีพกลุ่มผูป้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร จานวน 30 คน (ร้อยละ 9.09) นอ้ ยที่สุดเป็ นนกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน 17 คน (ร้อยละ 5.15) เพศหญิงมากท่ีสุดเป็ นนกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน 49 คน (ร้อยละ 14.85) น้อยท่ีสุดประกอบอาชีพ กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร จานวน 36 คน (ร้อยละ 10.91)

ตารางที่ 16 กล่มุ อาชีพหลกั จาแนกตามช่วงอายุ กลุ่มอาชีพหลกั 18-30 ปี 31-40 ปี นกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ กลุ่มอาชีพการผลิต (คน) (คน) กลุ่มอาชีพการคา้ กลุ่มอาชีพผใู้ ชแ้ รงงานและบริการ 65 19.70 1 0.30 กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร 3 0.91 19 5.76 รวม 9 2.73 32 9.70 25 7.58 22 6.67 24 7.27 13 3.94 126 38.18 87 26.36 จากตารางท่ี 16 แสดงกลุ่มอาชีพหลกั จาแนกตามช่วงอายุ พบวา่ ผูต้ อบแบบ 19.70) นอ้ ยท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการผลิตจานวน 3 คน (ร้อยละ 0.91) ช่วงอายุ 31-40 ปี มากที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 32 คน (ร้อยล ช่วงอายุ 41-50 ปี มากท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการผลิต จานวน 26 คน (ร้อย ละ 4.24) ช่วงอายุ 51-60 ปี มากท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการผลิต จานวน 18 คน (ร้อย และอายุ 61 ปี ข้ึนไป มากที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 2 คน (ร้อย 0.30)

68 ช่วงอายุ 41-50 ปี 51-60 ปี 61 ปี ขนึ้ ไป รวม จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ (คน) (คน) (คน) (คน) 0 0.00 0 0.00 0 0.00 66 20.00 26 7.88 18 5.45 0 0.00 66 20.00 19 5.76 4 1.21 2 0.61 66 20.00 19 5.76 0 0.00 0 0.00 66 20.00 14 4.24 14 4.24 1 0.30 66 20.00 78 23.64 36 10.91 3 0.91 330 100.00 บสอบถามช่วงอายุ 18-30 ปี มากที่สุดเป็ นนกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน 65 คน (ร้อยละ ละ 9.70) นอ้ ยท่ีสุดเป็นนกั เรียน/นกั ศึกษา 1 คน (ร้อยละ 0.30) ยละ 7.88) นอ้ ยท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร จานวน 14 คน (ร้อย ยละ 5.45) นอ้ ยท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 4 คน (ร้อยละ 1.21) ยละ 0.61) นอ้ ยที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร จานวน 1 คน (ร้อยละ

ตารางท่ี 17 กลุ่มอาชีพหลกั จาแนกตามระดับการศึกษา กลุ่มอาชีพหลกั ประถมศึกษา มัธยมศึก เทยี บ นกั เรียน/นกั ศึกษา จานวน ร้อยละ กลุ่มอาชีพการผลิต (คน) จานวน กลุ่มอาชีพการคา้ (คน) กลุ่มอาชีพผใู้ ชแ้ รงงานและบริการ 0 0.00 66 กลุ่มอาชีพผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร 26 37 11.21 27 รวม 32 12 3.64 5 156 17 5.15 0 0.00 66 20.00 จากตารางท่ี 17 แสดงระดบั การศึกษาจาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั พบวา่ ผตู้ อ ผลิต จานวน 37 คน (ร้อยละ 11.21) นอ้ ยท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 12 ค ระดบั การศึกษามธั ยมศึกษาหรือเทียบเท่า มากท่ีสุดเป็ นนกั เรียน/นกั ศึกษา จ จานวน 5 คน (ร้อยละ 1.52) ระดบั การศึกษาปริญญาตรี มากท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 24 ค ระดบั สูงกวา่ ปริญญาตรี มากที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ (ร้อยละ 0.91)

69 ระดับการศึกษา กษาหรือ ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี รวม บเท่า จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ร้อยละ (คน) (คน) (คน) 20.00 0 0.00 0 0.00 66 20.00 7.88 8.18 3 0.91 0 0.00 66 20.00 9.70 1.52 24 7.27 3 0.91 66 20.00 47.27 17 5.15 0 0.00 66 20.00 41 12.42 20 6.06 66 20.00 85 25.76 23 6.97 330 100.00 อบแบบสอบถามท่ีมีระดบั การศึกษาประถมศึกษา มากที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มการ คน (ร้อยละ 3.64) จานวน 66 คน (ร้อยละ 20.00) นอ้ ยท่ีสุดประกอบอาชีพกลุ่มผปู้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร คน (ร้อยละ 7.27) นอ้ ยที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มการผลิต จานวน 3 คน (ร้อยละ 0.91) กร จานวน 20 คน (ร้อยละ 6.06) นอ้ ยที่สุดประกอบอาชีพกลุ่มการคา้ จานวน 3 คน

ตารางท่ี 18 รายได้ต่อเดือนจาแนกตามกล่มุ อาชีพหลกั รายได้ต่อเดือน นกั เรียน/นักศึกษา กลุ่มอาชีพการผลติ กล่มุ ต่ากวา่ 10,000 บาท จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน 10,001-20,000 บาท (คน) (คน) (คน) 20,001-30,000 บาท 9 2.73 3 30,001-40,000 บาท 26 7.88 25 7.58 26 40,001-50,000 บาท 32 9.70 28 50,001 บาทข้นึ ไป 20 6.06 0 0.00 7 0 0.00 2 รวม 11 3.33 0 0.00 0 20.00 66 1 0.30 66 5 1.52 3 0.91 66 20.00 จากตารางที่ 18 แสดงรายไดต้ อ่ เดือนจาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั พบวา่ ผตู้ อ 26 คน (ร้อยละ 7.88) นอ้ ยที่สุดมีรายไดต้ อ่ เดือน 30,000-40,000 บาท จานวน 1 คน (ร กลุ่มอาชีพการผลิต มากที่สุดมีรายไดต้ ่ากวา่ 20,001-30,000 บาท จานวน (ร้อยละ 2.73) กลุ่มอาชีพการคา้ มากที่สุดมีรายไดต้ ่ากวา่ 20,001-30,000 บาท จานวน 28 ค ละ 0.61)

70 กล่มุ อาชีพหลกั มอาชีพการค้า กลุ่มอาชีพผ้ใู ช้แรงงาน กล่มุ อาชีพผู้ปฏิบตั งิ าน รวม และบริการ ในองค์กร น ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ) (คน) (คน) (คน) 48 14.55 0.91 8 2.42 2 0.61 121 36.67 98 29.70 7.88 37 11.21 13 3.94 19 5.76 19 5.76 8.48 19 5.76 8 2.42 25 7.58 330 100.00 2.12 1 0.30 10 3.03 0.61 1 0.30 11 3.33 0.00 0 0.00 22 6.67 20.00 66 20.00 66 20.00 อบแบบสอบถามเป็นนกั เรียน/นกั ศึกษา มากท่ีสุดมีรายไดต้ ่ากวา่ 10,000 บาท จานวน ร้อยละ 3.33) 32 คน (ร้อยละ 9.70) นอ้ ยท่ีสุดมีรายไดต้ ่อเดือนต่ากว่า 10,000 บาท จานวน 9 คน คน (ร้อยละ 8.48) นอ้ ยที่สุดมีรายไดต้ ่อเดือน 40,001-50,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อย

กลุ่มอาชีพผูใ้ ชแ้ รงงานและบริการ มากที่สุดมีรายได้ 10,001-20,000 บาท จ 40,001-50,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 0.30) เทา่ กนั กลุ่มอาชีพผูป้ ฏิบตั ิงานในองคก์ ร มากที่สุดมีรายได้ 50,000 บาทข้ึนไป จาน คน (ร้อยละ 0.61) ตารางท่ี 19 เขตทอ่ี ย่อู าศัยจาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั ศาสนา นักเรียน/นักศึกษา กลุ่มอาชีพการผลติ กลุ่ม สงั คมเมือง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน สงั คมชนบท (คน) (คน) (คน) 33 รวม 33 10.00 33 10.00 33 66 33 10.00 33 10.00 66 20.00 66 20.00 จากตารางท่ี 37 เขตท่ีอยอู่ าศยั จาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั พบวา่ ทุกกลุ่มอา 10.00)

71 จานวน 37 คน (ร้อยละ 11.21) นอ้ ยที่สุดมีรายไดต้ ่อเดือน 30,001-40,000 บาท และ นวน 22 คน (ร้อยละ 6.67) นอ้ ยท่ีสุดมีรายไดต้ ่อเดือนต่ากวา่ 10,000 บาท จานวน 2 กลุ่มอาชีพหลกั มอาชีพการค้า กลุ่มอาชีพผ้ใู ช้แรงงาน กลุ่มอาชีพผ้ปู ฏิบตั งิ าน รวม และบริการ ในองค์กร น ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ) (คน) (คน) (คน) 10.00 33 10.00 33 10.00 33 10.00 10.00 33 10.00 33 10.00 33 10.00 20.00 66 20.00 66 20.00 330 100.00 าชีพอาศยั อยูใ่ นสังคมเมืองและสังคมชนบทจานวนเท่ากนั กลุ่มละ 33 คน (ร้อยละ

72 ตารางท่ี 20 เขตทอี่ ยู่อาศัยจาแนกตามเพศ เพศ เขตทอี่ ย่อู าศัย ชาย หญงิ รวม สงั คมเมือง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ สังคมชนบท (คน) (คน) (คน) รวม 55 16.67 110 33.33 165 50.00 76 23.03 89 26.97 165 50.00 131 39.70 199 60.30 330 100.00 จากตารางท่ี 20 แสดงเขตท่ีอยอู่ าศยั จาแนกตามเพศ พบวา่ ผูต้ อบแบบสอบถามเพศชายอาศยั อยู่ใน สังคมชนบท จานวน 76 คน (ร้อยละ 23.03) อาศยั อยูใ่ นสังคมเมือง จานวน 55 คน (ร้อยละ 16.67) และเพศ หญิงอาศยั อยูใ่ นสังคมเมือง จานวน 110 คน (ร้อยละ 33.33) อาศยั อยใู่ นสังคมเมือง จานวน 29 คน (ร้อยละ 26.97)

ตารางท่ี 21 เขตทอ่ี ย่อู าศัยจาแนกตามช่วงอายุ เขตทอ่ี ยู่อาศัย 18-30 ปี 31-40 ปี จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ (คน) (คน) สงั คมเมือง 67 20.30 41 12.42 สงั คมชนบท 59 17.88 46 13.94 รวม 126 38.18 87 26.36 จากตารางท่ี 21 แสดงเขตที่อยอู่ าศยั จาแนกตามช่วงอายุ พบวา่ ผตู้ อบแบบส อาศยั อยูใ่ นสังคมเมือง จานวน 59 คน (ร้อยละ 17.88) ช่วงอายุ 31-40 ปี อาศยั อยใู่ น (ร้อยละ 12.42) ช่วงอายุ 41-50 ปี อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน 40 คน (ร้อยละ อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน 3 คน (ร้อยละ 0.91)

73 ช่วงอายุ 41-50 ปี 51-60 ปี 61 ปี ขนึ้ ไป รวม จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ (คน) (คน) (คน) (คน) 38 11.52 19 5.76 0 0.00 165 50.00 40 12.12 17 5.15 3 0.91 165 50.00 78 23.64 36 10.91 3 0.91 330 100.00 สอบถามช่วงอายุ 18-30 ปี อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน 67 คน (ร้อยละ 20.30) นสังคมชนบท จานวน 46 คน (ร้อยละ 13.94) อาศยั อยใู่ นสังคมเมือง จานวน 41 คน 12.12) อาศยั อยใู่ นสังคมเมือง จานวน 38 คน (ร้อยละ 11.52) และอายุ 61 ปี ข้ึนไป

ตารางที่ 22 เขตทอ่ี ยู่อาศัยจาแนกตามระดบั การศึกษา เขตทอ่ี ย่อู าศัย ประถมศึกษา มัธยมศึก เทยี บ สงั คมเมือง จานวน ร้อยละ สังคมชนบท (คน) จานวน 24 7.27 (คน) รวม 42 12.73 88 66 20.00 68 156 ตารางที่ 22 แสดงเขตที่อยูอ่ าศยั จาแนกตามระดบั การศึกษา พบวา่ ผูต้ อบแบ (ร้อยละ 7.27) อาศยั อยูใ่ นสังคมชนบท จานวน 42 คน (ร้อยละ 12.73) ผูท้ ่ีมีระดบั ก 26.67) อาศยั อยูใ่ นสงั คมชนบท จานวน 68 คน (ร้อยละ 20.60) ผทู้ ่ีมีระดบั การศึกษา ชนบท จานวน 45 คน (ร้อยละ 13.64) และผทู้ ่ีมีระดบั การศึกษาสูงกวา่ ปริญญาตรี อ 10 คน (ร้อยละ 3.03)

74 ระดับการศึกษา กษาหรือ ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี รวม บเท่า จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ร้อยละ (คน) (คน) (คน) 40 12.12 13 3.94 26.67 45 13.64 10 3.03 165 50.00 20.60 85 25.76 23 6.97 47.27 165 50.00 330 100.00 บบสอบถามที่มีระดบั การศึกษาประถมศึกษา อาศยั อยูใ่ นสังคมเมือง จานวน 24 คน การศึกษามธั ยมศึกษาหรือเทียบเท่า อาศยั อยู่ในสังคมเมือง จานวน 88 คน (ร้อยละ าปริญญาตรี อาศยั อยใู่ นสังคมเมือง จานวน 40 คน (ร้อยละ 12.12) อาศยั อยใู่ นสงั คม อาศยั อยใู่ นสงั คมเมือง จานวน 13 คน (ร้อยละ 3.94) อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน

ตารางที่ 23 เขตทอี่ ย่อู าศัยจาแนกตามกล่มุ อาชีพหลกั ศาสนา นักเรียน/นักศึกษา กล่มุ อาชีพการผลติ กลุ่ม สงั คมเมือง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน สงั คมชนบท (คน) (คน) (คน) 33 รวม 33 10.00 33 10.00 33 66 33 10.00 33 10.00 66 20.00 66 20.00 จากตารางที่ 23 เขตที่อยอู่ าศยั จาแนกตามกลุ่มอาชีพหลกั พบวา่ ทุกกลุ่มอา 10.00)

75 กลุ่มอาชีพหลกั มอาชีพการค้า กลุ่มอาชีพผู้ใช้แรงงาน กล่มุ อาชีพผู้ปฏบิ ตั งิ าน รวม และบริการ ในองค์กร น ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ) (คน) (คน) (คน) 10.00 33 10.00 33 10.00 33 10.00 10.00 33 10.00 33 10.00 33 10.00 20.00 66 20.00 66 20.00 330 100.00 าชีพอาศยั อยใู่ นสังคมเมืองและสังคมชนบทจานวนเท่ากนั กลุ่มละ 33 คน (ร้อยละ

ตารางท่ี 24 เขตทอ่ี ย่อู าศัยจาแนกตามรายได้ต่อเดือน เขตทอี่ ยู่อาศัย ตา่ กว่า 10,000 บาท 10,001-20,000 บาท 20,001-30,000 บาท สงั คมเมือง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ สงั คมชนบท (คน) (คน) (คน) รวม 20 6.06 53 16.06 52 15.76 28 8.48 68 20.61 46 13.94 48 14.55 121 36.67 98 29.70 จากตารางที่ 24 แสดงเขตท่ีอยูอ่ าศยั จาแนกตามรายไดต้ ่อเดือน พบวา่ ผูต้ อบ (ร้อยละ 6.06) อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน 28 คน (ร้อยละ 8.48) รายได้ 10,001-2 ชนบท จานวน 68 คน (ร้อยละ 20.61) รายได้ 20,001-30,000 บาท อาศยั อยูใ่ นสังคม ละ 13.94) รายได้ 30,001-40,000 บาท อาศยั อยใู่ นสงั คมเมือง จานวน 13 คน (ร้อยล บาท อาศยั อยใู่ นสงั คมเมือง จานวน 10 คน (ร้อยละ 3.03) อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จา

76 รายได้ต่อเดือน ท 30,001-40,000 บาท 40,001-50,000 บาท 50,001 บาท รวม ขนึ้ ไป ะ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ (คน) (คน) (คน) (คน) 6 13 3.94 10 3.03 17 5.15 165 50.00 4 6 1.82 9 2.73 8 2.43 165 50.00 0 19 5.76 19 5.76 25 7.58 330 100.00 บแบบสอบถามที่มีรายไดต้ ่ากวา่ 10,000 บาท อาศยั อยูใ่ นสังคมเมือง จานวน 20 คน 20,000 บาท อาศยั อยใู่ นสงั คมเมือง จานวน 53 คน (ร้อยละ 16.06) อาศยั อยใู่ นสงั คม มเมือง จานวน 52 คน (ร้อยละ 15.76) อาศยั อยใู่ นสังคมชนบท จานวน 46 คน (ร้อย ละ 3.94) อาศยั อยใู่ นสงั คมชนบท จานวน 6 คน (ร้อยละ 1.82) รายได้ 40,001-50,000 านวน 9 คน (ร้อยละ 2.73) และรายได้ 50,001 บาทข้ึนไป อาศยั อยใู่ นสงั คมเมือง

77 ตารางท่ี 25 แสดงเขตทอี่ ยู่อาศัยจาแนกตามศาสนา ศาสนา เขตทอี่ ย่อู าศัย พทุ ธ คริสต์ รวม สังคมเมือง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ สังคมชนบท (คน) (คน) (คน) รวม 165 50.00 0 0.00 165 50.00 161 48.79 4 1.21 165 50.00 326 98.79 4 1.21 330 100.00 จากตารางที่ 25 พบวา่ ผทู้ ่ีนบั ถือศาสนาพุทธ อาศยั อยใู่ นสังคมเมือง จานวน 165 คน (ร้อยละ 50.00) อาศยั อยู่ในสังคมชนบท จานวน 161 คน (ร้อยละ 48.79) และผูท้ ่ีนับถือศาสนาคริสต์ อาศยั อยู่ในสังคม ชนบท จานวน 4 คน (ร้อยละ 1.21)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook