Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายสัปดาห์ ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายสัปดาห์ ม.ต้น

Published by ศกร.ตำบลทุ่งใหญ่, 2021-10-03 03:51:18

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายสัปดาห์ ม.ต้น

Search

Read the Text Version

1.2 ขอ๎ มลู อธิบายพ้นื ท่ี (non-spatial data or attribute data) ฐานข๎อมูล (Database) เปน็ โครงสร๎างของสารสนเทศ (information) ที่ประกอบด๎วยข๎อมูลเชิงพนื้ ท่ี (spatial data) และข๎อมูลอธิบาย (non-spatial) ทีม่ คี วามสมั พันธ์กัน ซง่ึ การจดั การหรือการเรยี กใชฐ๎ านข๎อมลู จะ ถูกควบคุมโดยโปรแกรม GIS ดงั ภาพที่ 4 2. เคร่อื งคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ตาํ งๆ เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ รวมกนั เรยี กวาํ ระบบฮาร์ดแวร์ (hardware) จะประกอบด๎วย คอมพวิ เตอร์ อปุ กรณ์นาเขา๎ เชํน digitizer scanner อุปกรณอ์ ํานข๎อมลู เก็บรักษา ข๎อมลู และแสดงผลข๎อมูล เชนํ printer plotter เปน็ ต๎น ซึง่ อุปกรณ์แตลํ ะชนดิ จะมหี น๎าที่และคุณภาพแตกตํางกนั ออกไป 3. โปรแกรม หรอื ระบบซอฟต์แวร์ (software) software หมายถงึ โปรแกรมทีใ่ ชใ๎ นการจัดการระบบ และ สั่งงานตาํ งๆ เพ่ือใหร๎ ะบบฮาร์ดแวร์ทางาน หรือเรียกใชข๎ อ๎ มูลทจี่ ัดเกบ็ ในระบบฐานข๎อมูลทางานตามวัตถปุ ระสงค์ โดยท่วั ไปชดุ คาส่ังหรอื โปรแกรมของสารสนเทศภมู ิศาสตร์ จะประกอบด๎วย หนวํ ยนาเขา๎ ข๎อมลู หนวํ ยเกบ็ ขอ๎ มูลและ การจัดการขอ๎ มลู หนํวยวเิ คราะห์ แสดงผล หนวํ ยแปลงข๎อมลู และหนํวยโตต๎ อบกับผูใ๎ ช๎ 4. บคุ ลากร (human resources) ประกอบด๎วย ผู๎ใช๎ระบบ (analyst) และผู๎ใชส๎ ารสนเทศ (user) ผ๎ใู ช๎ ระบบหรือผช๎ู านาญการ GIS จะตอ๎ งมคี วามชานาญในหนา๎ ที่ และไดร๎ ับการฝกึ ฝนมาแล๎วเป็นอยํางดี พร๎อมทจ่ี ะ ทางานได๎เตม็ ความสามารถ โดยท่วั ไปผใู๎ ช๎ระบบจะเปน็ ผ๎เู ลือกระบบฮาร์ดแวร์ และระบบซอฟแวร์ เพื่อให๎ตรงตาม วัตถุประสงค์ และสนองตอบความต๎องการของหนวํ ยงาน สวํ นผใู๎ ช๎สารสนเทศ (User) คอื นกั วางแผน หรือผู๎มอี านาจตัดสนิ ใจ (decision-maker) เพอื่ นาขอ๎ มลู มาใช๎ ในการแกไ๎ ขปัญหาตํางๆ นอกจากองคป์ ระกอบท่สี าคัญทง้ั 4 สวํ นแล๎ว องค์กรทรี่ องรบั (organization) กน็ ับวาํ มีความสาคญั ตํอ การดาเนินงานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทงั้ นเ้ี พราะองค์กรทเ่ี หมาะสม และมวี ัตถุประสงค์ท่สี อดคลอ๎ งกบั ระบบงานสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะสามารถรองรับและให๎การสนบั สนุนการนาระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ เขา๎ มา ใชใ๎ นแผนงานขององค์กรได๎อยํางมปี ระสิทธภิ าพ โดยไดร๎ บั การสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และบุคลากรท่ี เหมาะสมกับหนา๎ ท่ี

การวิเคราะห์ขอ้ มลู ในระบบ สารสนเทศภูมศิ าสตร์ (GIS) มีความสามารถในการนาขอ๎ มลู เชงิ พน้ื ท่หี ลายๆ ชั้นข๎อมูล (layers) มา ซอ๎ นทบั กัน (overlay) เพอ่ื ทาการวิเคราะห์ และกาหนดเงอื่ นไขตาํ งๆ โดยใช๎คอมพิวเตอร์ตามวตั ถุประสงค์ หรอื ตามแบบจาลอง (model) ตํางๆ ซง่ึ อาจเป็นการเรียกคน๎ ข๎อมลู อยํางงาํ ย หรือซบั ซ๎อน เชํน โมเดลทางสถติ ิ หรือ โมเดลทางคณิตศาสตร์ เป็นต๎น ทงั้ นี้ เน่ืองจากช้นั ขอ๎ มลู ตาํ งๆ ถูกจัดเกบ็ โดยอ๎างอิงคาํ พิกัดทางภูมิศาสตร์ และมีการจัดเก็บอยาํ งมีระบบ และประมวลผลโดยใช๎เครอื่ งคอมพิวเตอร์ ผลที่ได๎รับจากการวเิ คราะห์ จะเปน็ ช้นั ข๎อมลู อีกลักษณะหน่งึ ท่ีแตกตาํ ง ไปจากชัน้ ข๎อมูลเดิม ดงั ภาพท่ี 5 ประโยชนข์ อง GIS GIS เปน็ ระบบสารสนเทศท่ีรวบรวมข๎อมูลเชงิ พน้ื ที่ (spatial data) และข๎อมูลอธิบายตํางๆ (attribute data) ดงั น้ัน จึงมีประสทิ ธิภาพในการวิเคราะห์ และตอบคาถามเกย่ี วกบั ความสัมพันธ์ด๎านพน้ื ทีไ่ ดห๎ ลายประการ ซง่ึ สามารถแบํงออกไดเ๎ ป็น 5 ประเภท คือ 1. Location what is at …? มีอะไรอยทํู ีไ่ หน คาถามแรกท่ี GIS สามารถตอบได๎ คือ มีอะไรอยูทํ ่ีไหน หากผ๎ูถามรตู๎ าแหนงํ ท่ีแนํนอน เชนํ ทราบชือ่ หมูํบ๎าน ตาบล หรืออาเภอแตํต๎องการรวู๎ าํ ท่ีตาแหนํงน้ันๆ ที่ รายละเอยี ดข๎อมลู อะไรบา๎ ง 2. Condition Where is it? สง่ิ ท่อี ยากทราบอยทํู ี่ไหน คาถามนจ้ี ะตรงกันขา๎ มกับคาถามแรก และต๎องมี การวิเคราะห์ข๎อมลู ยกตวั อยํางเชํน เราต๎องการ ทราบวาํ บรเิ วณใดมดี นิ ท่ีเหมาะสมตํอการปลกู พืช อยใูํ กล๎แหลํงนา้ และไมอํ ยใํู นเขตปุาอนรุ ักษ์ เปน็ ต๎น 3. Trends what has changed since…? ในชํวงระยะที่ผํานมามอี ะไรเปล่ียนแปลงบ๎าง คาถามที่สาม เปน็ การวเิ คราะห์การเปลี่ยนแปลงในระยะชวํ งเวลาใดเวลาหนึง่ ซงึ่ คาถามนี้จะเกยี่ วข๎องกบั คาถามท่หี นึ่งและ คาถามท่ีสอง วําต๎องการทราบการเปลีย่ นแปลงของอะไร และสิง่ ท่ีไดเ๎ ปลยี่ นแปลงอยทํู ่ีไหน มขี นาดเทาํ ไร เปน็ ต๎น 4. Patterns what spatial patterns exist? ความสัมพันธ์ด๎านพน้ื ท่ีเป็นอยํางไร คาถามนีค้ ํอนขา๎ งจะ ซับซอ๎ นกวาํ คาถามท่ี 1-3 ตัวอยํางของคาถามน้ี เชนํ เราอยากทราบวําปจั จัยอะไร เปน็ สาเหตขุ องการเกิดโรค ท๎องรวํ งของคนท่ีอาศยั อยูํเชงิ เขา หรือเชื้อโรคมาจากแหลงํ ใด การตอบคาถามดงั กลาํ ว จาเป็นต๎องแสดงท่ีตัง้ แหลํง มลพิษตํางๆ ที่อยูํใกล๎เคียง หรืออยเูํ หนือลาธาร ซง่ึ ลักษณะการกระจาย และตาแหนํงทตี่ ้ังของสถานทดี่ ังกลาํ วทา ให๎เราทราบถงึ ความสมั พันธ์ของปญั หาดงั กลําว เปน็ ต๎น

5. Modeling What if…? จะมีอะไรเกดิ ข้ึนหาก คาถามน้จี ะเก่ยี วข๎องกับการคาดการณว์ ําจะมีอะไร เกิดขึน้ หากปัจจัยอิสระ (Independence factor) ซึง่ เป็นตัวกาหนดการเปลีย่ นแปลงไป ยกตัวอยาํ งเชํน จะเกิด อะไรขึน้ หากมีการตัดถนนเข๎าไปในพ้นื ที่ปาุ สมบรู ณ์ การตอบคาถามเหลํานีบ้ างคร้ังตอ๎ งการข๎อมูลอนื่ เพิ่มเตมิ หรือ ใช๎วิธกี ารทางสถิติในการวิเคราะห์ เป็นต๎น

ใบงานท่ี 3 เร่ือง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ 1. ถา๎ ต๎องการทราบระทางจากที่ท่หี นงึ่ ไปยงั อีกทหี นงึ่ ผเู๎ รยี นจะใช๎เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ชนิดใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ภาพถาํ ยจากดาวเทยี ม มปี ระโยชนอ์ ยาํ งไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. แผนท่ี มปี ระโยชนใ์ นด๎านใดบ๎าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ถ๎าต๎องการทราบวาํ ประเทศไทยอยํู พิกดั ภมู ศิ าสตร์ทีเ่ ทาํ ไหรํ ผูเ๎ รียนจะใช๎เครอื่ งมอื ทางภมู ศิ าสตรช์ นิดใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. GIS และ GPS ตํางกันอยาํ งไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แผนการเรียนรู๎รายสปั ดาห์ กลุํมสาระการเรยี นรู.๎ .......การพัฒนาสงั คม…...รายวิชา.........สงั คมศึกษา...........รหสั วชิ า....สค21001.............. เร่ือง.............ประวัติศาสตร์ทวปี เอเชยี ....………………………………………..…………................................................... ระดบั ชนั้ ...............มธั ยมศึกษาตอนตน๎ .....................................................จานวน...................6..................ช่ัวโมง วนั ทจ่ี ัดการเรียนการสอน..................................................................การพบกลมํุ คร้ังท่ี.........12............................. ตวั ชวี้ ดั 1. สามารถนาเหตุการณใ์ นประวตั ิศาสตรม์ าวิเคราะหใ์ ห๎เหน็ ความเปล่ยี นแปลงทเี่ กิดขึ้นกับประเทศไทย และประเทศในทวปี เอเชยี เน้อื หา 1. เหตกุ ารณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ทเ่ี กิดขนึ้ ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี - ยคุ ลําอาณานิคม - ยุคสงครามเยน็ - ฯลฯ ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรียนร๎ู ข้นั ที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นร๎ู 1. ครทู ักทายกลําวนาและสรา๎ งความค๎ุนเคยกับผ๎เู รียนพร๎อมกับเปิดประเดน็ พูดคุยกับผ๎ูเรยี นเร่ืองความร๎ู เบื้องตน๎ เกย่ี วกบั ประวตั ิศาสตร์ของผ๎ูเรียนแตํละคน และรวํ มกันอภิปรายความรเ๎ู บอื้ งตน๎ เก่ยี วกับ ประวัติศาสตร์เพ่ือนาเข๎าสูบํ ทเรยี น 2. ครเู ปดิ ภาพยนตรเ์ ร่ืองพระนเรศวรใหผ๎ ๎เู รยี นดู และสร๎างความเข๎าใจรวํ มกันและวเิ คราะห์การ เปล่ียนแปลงทางประวตั ิศาสตร์ตัง้ แตํยคุ อดีตถึงยคุ ปัจจบุ ัน 3. ครแู ละผูเ๎ รียนรวํ มกนั อภปิ รายและสรา๎ งความเข๎าใจเกีย่ วกบั เหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์โดยเรียงลาดบั เหตกุ ารณ์กอํ น-หลงั 4. ครูเปิดโอกาสใหผ๎ ๎ูเรยี นซักถามข๎อสงสยั กํอนเขา๎ สูํบทเรียนในขัน้ ตอํ ไป ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาข๎อมลู และจัดการเรยี นรู๎ 1. ครูและผู๎เรยี นวางแผนวิธกี ารเรียนรเ๎ู นอื้ หาทก่ี าหนด 2. ครแู จกใบความรู๎ เรื่อง การแบงํ ยุคสมยั ทางประวัติศาสตร์ 3. ครแู บํงกลํุมผ๎ูเรยี น 9 กลมํุ แล๎วใหแ๎ ตลํ ะกลุมํ คัดเลอื กหวั หน๎ากลุมํ รองหวั หน๎ากลํุม และเลขานุการ และ สมาชิก จากนั้นให๎หัวหน๎ากลุํมออกมาจับฉลากเพื่อเลือกหัวข๎อของการแบํงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สากลและประวัติศาสตร์ไทย ทั้งหมด 9 เรื่อง และให๎ผ๎ูเรียนนาเอาความรู๎เกี่ยวกับยุคประวัติศาสตร์สากล และประวัติศาสตร์ไทยท่ีศึกษาแล๎วนามาปรับใช๎ในการดาเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันในด๎านใดบ๎าง และ นาเสนอเพื่อแลกเปล่ียนเรยี นรูห๎ นา๎ ช้ันเรียน

ประวัติศาสตร์สากล 1. สมยั โบราณ 2. สมัยกลาง 3. สมัยใหมํ 4. สมยั ปจั จบุ นั ประวัติศาสตร์ไทย 1. สมัยโบราณ / สมยั กํอนสุโขทัย 2. สมยั สโุ ขทัย 3. สมัยอยธุ ยา 4. สมัยธนบุรี 5. สมยั รัตนโกสนิ ทร์ ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัติและการนาไปใช๎ 1. ผู๎เรยี นสํงตวั แทนนาเสนอความรู๎เกย่ี วกับยุคประวัติศาสตร์สากลและประวตั ศิ าสตร์ไทยที่จับฉลากได๎ แลว๎ นาความรน๎ู น้ั มาปรบั ใช๎ในการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คมปจั จบุ ัน 2. ผ๎เู รยี นสรปุ สาระสาคญั ที่ไดร๎ บั จากการนาเสนอของแตลํ ะกลํุมลงในสมดุ แล๎วสํงครู ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนร๎ู 1. สงั เกตจากการมสี วํ นรวํ มของผ๎ูเรยี น 2. ผลงาน/ การนาเสนอ 3. สมดุ สงํ งาน ส่อื การเรียนรู๎ 1. ใบความรู๎ เรื่อง การแบํงยคุ สมัยทางประวัติศาสตร์ 2. หนงั สอื เรียน 3. อนิ เตอร์เน็ต 4. หอ๎ งสมดุ ประชาชน 5. แบบทดสอบ

การวัดและประเมินผล 1. การมีสํวนรวํ มในการทากจิ กรรมกลุํม 2. ผลงาน/ การนาเสนอ ลงช่อื .........................................................ผูส๎ อน ( ......................................................... ) ตาแหนงํ ครู กศน.ตาบล ความเหน็ ของผู๎บริหารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ......................................................... (นางสาวสมนึก พระนาค) ครู รักษาการในตาแหนํง ผ๎ูอานวยการ กศน.อาเภอสวํางอารมณ์

ใบความร้ทู ี่ 3 เร่ือง การแบ่งยคุ ทางประวัตศิ าสตรไ์ ทยและสากล 1.ความสมั พันธข์ องยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตรส์ ากล ประวตั ศิ าสตร์สากลแบงํ ยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร์ออกเป็นสมยั โบราณสมัยกลาง สมัยใหมํ และ สมยั ปัจจุบัน เหน็ แล๎ววําชํวงเวลาของสมัยโบรานยาวนานมาเกอื บ 4,000 ปี สมัยกลางประมาณ 1,000 ปี สมยั ใหมํเกือบ 500ปี สมัยปจั จุบันหรอื รํวมสมยั 60ปี (นบั ถึง พ.ศ.2548) ประวตั ิศาสตร์สมยั กลาง เม่ือกรุงโรมถกู พวกอารยะชนโจมตีแตกใน ค.ศ.476ซึง่ ถือเปน็ การลมํ สลายของจักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ตกและสนิ้ สดุ ประวัตศิ าสตร์ สมัยโบราน จริงๆแล๎วไมใํ ชํเป็นการ “ลํมสลาย”แตเํ ปน็ การคอํ ยๆแตกแยกของจกั รวรรดิโรมันตะวนั ตกมากกวาํ สภาพของจักรวรรดิโรมนั ตะวันตกทีก่ ลําวมา แม๎ทุกอยาํ งอยูํในสภาพเส่ือมสลาย แตํกไ็ มํได๎หมายความวําทกุ อยําง จะสญู ส้ิน ยังมเี รอ่ื งสาคญั อยํางน๎อย 2 ประการท่ีมีความสมั พันธ์ตอํ เนื่องกนั มากับประวตั ิศาสตรส์ มยั กลางดังนี้ 1.1 มรดกอารยะธรรมของจกั รวรรดิโรมนั พวกอาณารยะชนหลายพวกซึ่งโจมตีและปลน๎ สะดม เมอื งตํางๆ ของจักรวรรดิโรมันตะวนั ตกเคยอยูภํ ายใต๎อานาจและเป็นของจักรวรรดโิ รมนั ตะวันตก ได๎เห็นความ เจรญิ รํุงเรอื ง ได๎เรียนร๎แู ละรบั อารยะธรรมของจักรวรรดิโรมนั ตะวนั ตก ผ๎นู าอาณารยะชนท่มี ีความสามารถและ ทะเยอทะยานท่จี ะฟนื้ ความเป็นเอกภพ ความรงํุ เรืองจักรวรรดิโรมันตะวันตกขึ้นมาใหมํทาใหอ๎ ารยะธรรมโรมันรบั การทอดมา 1.2 ครสิ ตศ์ าสนา การทผี่ ู๎นาของจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ตกยอมรับคริสต์ศาสนาอยาํ งเปน็ ทางการ ได๎เปน็ แบบอยํางใหผ๎ ูน๎ าหลงั การลมํ สลายของจักรวรรดิโรมนั ตะวนั ตกรบั ปฏิบตั ิตํอมา ดังน้นั คริสต์ศาสนาจงึ ยังคง อยูํ และเปน็ ที่พงึ ของผค๎ู นในเวลาบา๎ นเมอื งแตกแยก คริสต์ศาสนาจึงชวํ ยรักษาและสบื ทอดความคิดและอารยะ ธรรมโรมนั ประวัตศิ าสตรส์ มยั อน่ื ๆก็มลี ักษณะเชํนเดียวกันดังนี้ (1) ลักษณะสาคญั ของสมัยเกําส้นิ สดุ ลง ซึ่งเปน็ การส้นิ สดุ ของจักรวรรดิที่ยงิ่ ใหญํ รุงํ เรอื งมานาน (2) เกิดลกั ษณะสาคญั แบบใหมํข้ึนมา ซ่ึงแตกตาํ งจากสมัยเกาํ มาก เชํน การแตกแยกวนุํ วาย เพราะ ไมํมีรัฐบาลที่มีอานาจปกครองใสมยั กลาง (3) มารดกทางอารยะธรรมยังคงมกี ารสืบทอดตอํ กนั มา ดังนนั้ ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตรจ์ งึ มีการ การส้นิ สุด การเร่ิมตน๎ และความสมั พันธ์ 2.ความสมั พนั ธข์ องยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ไทย ในประวตั ิศาสตรไ์ ทย การแบํงยคุ สมัยทางประวัติศาสตรอ์ าจแตกตํางจากประวัตศิ าสตร์สากลบา๎ ง เพราะนิยมแบงํ โดยกาหนดให๎เริ่มและการส้ินสุดของอานาจักร หรอื ราชธานี หรอื ราชธานี หรอื ราชวงศเ์ ป็นยคุ สมัย ทางประวตั ิศาสตร์ แตคํ วามสัมพันธ์ของแตํละยุคสมยั กม็ คี วามตอํ เน่ืองสัมพันธก์ ันการสน้ิ สุดประวัติศาสตรส์ มัย อยธุ ยาและการเร่มิ สมัยธนบรุ ี สมยั รตั นโกสนิ ทร์ กรุงศรีอยุธยาขา๎ ศกึ โจมตีแตกเมือ่ พ.ศ.2310 บา๎ นเมืองถกู ไฟไหม๎ ผูค๎ นทกุ คนชนช้นั ทง้ั หญิงชายถกู กวาดต๎อน บางสวํ นหลบหนเี พ่ือความอยํู รอด ทรัพย์สมบัติถูกยึด บ๎านเมอื งอยํูใน สภาพจลาจล แตกแยก ถือเป็นการส้ินสุดความรงุํ เรืองของสมัยอยุธยาทมี่ ีตํอเนื่องถงึ 417 ปี แม๎วํากรงุ ศรีอยธุ ยาจะถูกทาลายลงอยาํ งยํอยยับ แตํมรดกทางอารยะธรรมของกรุงศรีอยธุ ยาก็ยงั มีความสาคญั ตํอ สมยั ธนบรุ ีและสมยั รตั นโกสินทรจ์ นกระทั่งปจั จุบัน สมัยธนบรุ ีซึ่งมีการย๎ายราชธานีและเปน็ สมัยท่เี ต็มไปด๎วยการ สงครามแตสํ มเด็จพระเจ๎าตากสินมหาราชก็ทรงพยายามทาใหก๎ รุงธนบรุ เี ปน็ เหมือนสมยั อยุธยา ทั้งการปกครอง ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกจิ และสังคม แตพํ ระองคท์ รงพระองคท์ รงทาได๎ไมเํ ต็มท่ี เพราะมขี ๎อจากัดทง้ั สภาพแวดลอ๎ มและเวลา

3.สรปุ การแบงํ ยุคสมัยทางระวตั ศิ าสตร์ก็เพ่ือความสะดวกในการศึกษาระวตั ิศาสตร์ให๎เกดิ ความเขา๎ ใจงาํ ย และ เหน็ ลกั ษณะสาคัญของประวัติศาสตรใ์ นแตลํ ะชวํ งเวลารวํ มกัน เห็นการเร่ิมตน๎ ใหมํของเหตุการณใ์ นชวํ งเวลาหน่ึงได๎ ชดั เจน แตํการแบํงยุคสมัยทางยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร์ก็ไมใํ ชกํ ารตัดแยกประวัติศาสตร์ออกจากกนั จรงิ ๆ อารยะ ธรรมบางประการของยุคสมัยเกําที่เปลีย่ นไป ยงั คงมคี วามสัมพันธ์ตํอเนื่องกับสมยั เรม่ิ ต๎นใหมหํ รือหลายสมยั ตํอมา เชํน ระบอบการปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม ศลิ ปวัฒนธรรมธรรมอยาํ งใดอยาํ งหนงึ่ หรือหลายอยําง ประวตั ิศาสตร์ จงึ มีความสมั พนั ธ์ตอํ เนื่องทั้งผู๎คนและอารยะธรรม ยคุ หนิ เกํา ( Paleolithic หรือ The Old Stone Age ) พฒั นาการในยุคหนิ เกํา สรปุ ได๎ดงั นี้ ชอ่ื เรยี กมนุษย์กํอนประวตั ิศาสตร์ เร่ืองที่ค๎นพบ และเคร่ืองมือหิน ระยะเวลาโดยประมาณ 2 ล๎านปี Australopitheecus เรียกกนั วาํ มนษุ ย์วานร 1.75 ล๎านปี Homo habilis 1.5 ลา๎ นปี Homo erectus หินเกําตอนต๎น เครอ่ื งมอื แบบเชลลนี พบมาก เครอ่ื งมอื หินกะเทาะหรือขวานกาปั้น ตอนกลางของยโุ รป ใชส๎ ับ ตดั ขดู และเครื่องมือแบบอาชลีน มนุษยไ์ ฮเดนเบริ ์ก มนุษยช์ วา มนษุ ยป์ ักกิง่ ในเอเชีย หนิ เกาํ ตอนกลาง เคร่ืองมือแบบมูสเ์ ตเรยี น ปลาย มนุษย์นีแอนเดอธลั (Neanderthal Man) กะโหลกศีรษะแบน หน๎าผาก ประมาณ 150,000 ปี ระหวาํ งหิมะ แหลม ลาด เริ่มรูจ๎ ักศิลปะวาดภาพสัตว์บน ผนังถา้ เร่ิมมีพธิ ฝี งั ศพ ละลาย หนิ เกาํ ตอนปลาย ประมาณ 40,000 เครอื่ งมือแบบแมกดาเลเนียน มนษุ ย์โครมันยอง ( Cro- ปี ระยะท่ี 4 ของยุคนา้ แขง็ สดุ ทา๎ ย magnonan) พบทฝ่ี รง่ั เศส เครื่องมือ ทาจากกระดูก เขาสตั ว์ เคร่อื งประดบั หลายรปู แบบ ภาพเขยี นในถ้าทเี่ สปนและฝร่ังเศส ตวั อยาํ งหลักฐานยคุ หนิ เกํา ซึ่งแบํงเปน็ 3 ตอน คอื ตอนตน๎ ตอนกลางและตอนปลาย ยุคหินเกําตอนต๎น เครื่องมือหินกะเทาะ ได๎แกํ ขวานมอื หรือ ขวานกาป้ัน พบมากในยุโรปตอนกลาง อายุใกล๎เคยี ง กบั มนุษย์ชวา และมนษุ ยป์ ักกิ่ง ที่พบในเอเชีย มนุษย์บางกลุํม เชํน มนุษยไ์ ฮเดนเบริ ์ก สามารถพัฒนาเคร่ืองมือให๎ มปี ระสิทธภิ าพมากขึ้น เชนํ เครื่องมือหนิ กะเทาะแบบอาชลีน (Acheulean) เปน็ ต๎น

ตวั อยาํ งเครอ่ื งมอื หนิ กะเทาะแบบ อาชลีน ( Acheulean ) ยุคหนิ เกาํ ตอนกลาง รปู รํางของ เครอื่ งมอื หินกะเทาะแบบน้ีมีปลายคอํ นข๎างแหลม มนุษย์กลุํมท่ีทาเครื่องแบบน้ี ไดแ๎ กํ นีแอนเดอธัล ( Neanderthal ) ในเยอรมันนี เครอื่ งมือหินกะเทาะที่ทาข้ึนเรียกกนั วํา แบบ มสู เ์ ตเรยี น ( Mousterian ) เครื่องมือหนิ กะเทาะ แบบมูสเ์ ตเรียน (Mousterian ) ภาพจาลองนแี อนเดอธลั ( Neanderthal ) อายุกวาํ 60,000 ปมี าแล๎ว ยคุ หนิ เกําตอนปลาย เปน็ ผลงานของมนุษยโ์ ครมันยอง เรียกกันวําแบบแมกดาเลเนยี น (Magdalenian ) ซ่งึ นอกจากทาด๎วยหนิ ไฟแลว๎ ยังนากระดูกสตั วเ์ ขาสัตว์ เปลือกหอยและงาช๎าง มาใช๎ ประโยชน์ เคร่อื งมือสมยั นี้มคี วามประณีตมาก รูจ๎ กั ใชม๎ ดี มี ดา๎ ม ทาเข็มจากกระดูกสตั ว์ มกี ารฝนและขัดเคร่ืองมือใหเ๎ รียบและคม ใช๎ประโยชนไ์ ดห๎ ลายดา๎ นมากขน้ึ ศึกษาภาพเพิม่ เติมไดจ๎ าก http://www.iquat.u-bordeaux.fr/paleo-art/Images.htm เครอื่ งมือหนิ ของพวกโครมันยองแบบแมกดาเลเนยี นจดั เป็นแบบสดุ ท๎ายของยุคหนิ เกาํ ตอนปลาย มีพัฒนาการมาก ข้นึ ร๎ูจกั ประดิษฐเ์ ข็มทาจากกระดูกสตั ว์ แสดงวาํ เรม่ิ ร๎ูจกั การเย็บเคร่ืองนํงุ หํมจากหนงั สัตว์ และทาเคร่ืองมือ เครื่องใช๎หลากหลายมากขึ้น เชํน ฉมวกจับปลา เป็นตน๎ ท่ีสาคญั คือ เริ่มร๎จู กั ทาเคร่ืองประดับและวาดภาพในผนัง ถ้า ศลิ ปะแบบแมกดาเลเนียนที่มชี ่ือเสียงท่สี ดุ ได๎แกํ ภาพวาดบนผนงั ถา้ ในประเทศฝรั่งเศสและเสปน ภาพจากถา้ Lascaux ศึกษาเพิม่ เตมิ ได๎จาก http://www.culture.gouv.fr/culture/arcnat/lascaux/en/

ปลายยคุ หินเกํา เครื่องมือหนิ มขี นาดเลก็ ลง และสามารถใช๎ไดอ๎ ยํางมีประสิทธิภาพ มากขึ้น บางแหํงจึงจัดเปน็ ยุค หนิ กลาง ระหวาํ ง 10,000 – 6,000 ปี 2. ยุคหินใหม่ ( Neolithic หรือ The New Stone Age ) เรม่ิ ต๎นในชวํ ง 6,000 ปีกํอน คริสตกาล แบํงตามลักษณะเครือ่ งมือหนิ ไดแ๎ กํ หนิ ขัด คือ การทาเคร่อื งมือหนิ ขดั จนบางเรยี บ มดี ๎าม ทาให๎คม ใชป๎ ระโยชนไ์ ด๎หลากหลาย บางแหงํ นาซุงมาขุดเป็นเรอื ทาธนแู ละลกู ศร ร๎จู กั นาสุนัขมาเลีย้ ง ใน ราว 8,000 ปีกํอนครสิ ตกาล ปรากฏหลักฐานวํามนษุ ย์เร่ิมร๎จู กั ทาการเกษตรอยาํ งเปน็ ระบบ สามารถเพาะปลูกพชื และเกบ็ ไว๎เปน็ อาหาร รจ๎ู ักทอผา๎ และทาเครื่องปั้นดินเผา แหลงํ โบราณคดที ่เี กําที่สดุ คือ บริเวณตอนเหนือของเมโส โปเตเมยี หรอื อริ ัคในปัจจุบนั ตวั อยํางเครื่องมือหนิ ขดั และเคร่อื งปน้ั ดนิ เผา ขวานหินขดั กํอนใสดํ า๎ ม ขวานหินขดั พร๎อมด๎ามไม๎ เครื่องป้นั ดินเผายุคหนิ ใหมํ พบในประเทศจนี การขยายตวั ของการเกษตรกรรมระหวําง 8,000 – 5,000 ปกี อํ นคริสตกาล เป็นปจั จัยสาคัญนาไปสํู การสร๎างสรรค์ความเจรญิ ระดับอารยะธรรมในเวลาตอํ มา จากเอเชยี ตะวันตก ไปสดํู ๎านตะวนั ออกเฉียงใต๎ของยโุ รป ในราว 4,000 ปีกอํ นครสิ ตกาล การเพาะปลกู และเล้ยี งสัตว์ เพอ่ื เป็นอาหารของชมุ ชนและแลกเปลี่ยนกับชุมชนอน่ื ๆ ได๎ขยายไปสบูํ ริเวณเอเชียกลางและรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอรเ์ รเนยี น เจอริโก หนง่ึ ในแหลงํ โบราณคดยี ุคหินใหมํ ศึกษาเพม่ิ เติมจากhttp://www.bibleplaces.com/jericho.htm

ชุมชนเจอริโกเป็นตัวอยํางของหมบูํ ๎านยุคหนิ ใหมํ ท่เี ริ่มมีการปลูกขา๎ วสาลแี ละข๎าวบาร์เลย์ รู๎จักใชเ๎ ครื่องมือลาํ สัตวแ์ ละทาภาชนะจากดินเหนียว สาหรับเกบ็ ขา๎ วเปลอื กและใสํอาหาร ตงั้ แตรํ าว 5,000ปี กํอนครสิ ตกาล สมยั หนิ ใหมํจัดเป็นการปฏิวัตคิ ร้ังแรกของมนุษย์ ที่ประสบความสาเร็จขน้ั ต๎นในการ ปรบั ตวั ให๎เข๎ากับข๎อจากัดของ ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ๎ ม ไมํตอ๎ งรํอนเรํย๎ายถ่นิ และเป็นชวํ งเวลา เรม่ิ ตน๎ การรวมกลมุํ เป็นตั้งหลักแหลงํ ในบริเวณ ทีม่ ีแหลงํ น้าอุดมสมบรู ณ์ (แม๎วาํ ยังมบี างกลมุํ ทยี่ งั คงวถิ ชี วี ิตผกู พันกับการเล้ยี งปศุสัตว์ ท่ีตอ๎ งเปลยี่ นที่ไปตามความ อุดมสมบูรณข์ องทํงุ หญา๎ เชนํ พวก อาณารายะชนมองโกล เป็นต๎น) ความสามารถในการเพาะปลูกและเลีย้ งสัตว์ เปน็ ปัจจยั สาคญั ทที่ าให๎จานวนประชากรโลกเพิ่มขนึ้ ถึง 10 เทําและกระจายอยูํทั่วโลก ทง้ั ยังเริม่ มีความเช่ือทาง ศาสนา แสดงความเคารพอานาจของธรรมชาติ เพอ่ื ให๎มีแตคํ วามอุดมสมบูรณ์ ตวั อยํางความเช่ือทส่ี าคัญ คือ การนาก๎อนหินขนาดกลางหรือขนาดใหญมํ าเรียงตํอกัน เรยี กวาํ เมกาลิธคิ ( Megalithic ) เชนํ สโตนเฮนจ์ (The Stonehenge) ในอังกฤษ สโตนเฮนจ์ ( The Stonehenge ) Wiltshire, England ภาพจาลอง สโตนเฮนจ์ สร๎างตามแบบเสมอื นจริง ศกึ ษาเพ่ิมเติมได๎จากwww.windows.ucar.edu/.../ uts/megalith.html บางแหงํ มีความเชอ่ื เร่ือง การบูชารปู ผห๎ู ญงิ อวบอว๎ น แสดงถงึ ความอดุ มสมบูรณแ์ ละการให๎กาเนดิ ชวี ิตใหมํ บางแหํงมีการบชู ายัญสาวพรหมจรรย์หรอื ส่งิ มีชวี ิตอน่ื ๆ เพ่ือให๎เทพเจา๎ พอใจและนามาซึง่ ความอุดม สมบรู ณ์ การอยํูเปน็ หลักแหลํง มีประชากรมากขนึ้ และมอี าหารอดุ มสมบูรณ์ ทาให๎มนุษย์ยคุ หินใหมํ มีเวลามากขน้ึ และเริ่มแบํงงานตามความถนัด สามารถนอกจากรจู๎ ักทาเครอ่ื งปนั้ ดินเผาแลว๎ ยังรู๎จักเทคโนโลยสี าหรบั ทาเครอื่ งมือ เคร่ืองใชจ๎ ากสารดิ และเหล็ก ดังน้ี 2.1 สมัยโลหะ ประกอบดว๎ ยสมยั สาริด และสมัยเหล็ก สมยั นเี้ คร่ืองมอื เคร่ืองใช๎ ทาจากสารดิ และ เหลก็ กาหนดอายุด๎วยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ อยํูในราว 5,600 – 1,200 ปี กอํ นครสิ ตกาล เริ่มต๎นเมื่อมนุษย์พบ วธิ ีถลุงแรํทองแดงและดบี ุก นามาผสมผสานกนั เป็นสารดิ สามารถทาแมํพิมพ์เปน็ เคร่ืองใช๎ เครื่องประดบั และอาวุธ หลากหลาย เชํน ใบหอก กาไล กลองมโหระทึก เปน็ ตน๎

2.2 สมัยเหล็ก ประมาณ 1,200 ปีกํอนคริสตกาล เปน็ พัฒนาการอีกข้ันหนึง่ ของมนษุ ยท์ ่ีสามารถ ทาเครอ่ื งมือเครื่องใชท๎ ่ีคงทนมากขน้ึ จงึ มเี ครื่องมือการเกษตรกรรมท่ีใชใ๎ นการผลิตได๎มปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ บาง กลุํมรจู๎ กั เทคโนโลยีสาหรบั ถลงุ เหลก็ และนามาตเี ปน็ ดาบและอาวธุ ตําง ๆ จงึ เปน็ ทม่ี าของการสรา๎ งกองทัพขนาด ใหญํ สงํ ผลตํอการเปลีย่ นรปู แบบสงครามและยทุ ธวธิ ใี นการรบอยาํ งตํอเนอื่ ง 3. ยุคประวัติศาสตร์ เร่มิ ตน๎ ราว 3,000 ปีกอํ นครสิ ตกาล เปน็ ชวํ งเวลาท่มี นษุ ยเ์ ริม่ รจู๎ ักการประดิษฐต์ วั อักษร ใช๎ บันทกึ เรอ่ื งราวและนามาใช๎ส่อื สารระหวํางกนั ในที่น้ขี อกลําวโดยสรุปคอื สมยั นเ้ี ริ่มมชี มุ ชนขนาดใหญํและมคี วาม เจรญิ ในระดบั อารยะธรรมตามแหลํงตาํ ง ๆ แบํงยํอยไดด๎ ังน้ี 1. สมยั โบราณ แหลํงอารยะธรรมเกําทส่ี ุด ไดแ๎ กํ เมโสโปเตเมยี ประมาณ 3,000 ปี กํอนคริสตกาล ผค๎ู นในบริเวณลุมํ แมนํ ้าไทกรสิ -ยเู ฟรติสหรือดนิ แดนพระจนั ทรเ์ สี้ยวเป็นกลุํมแรกท่ีไดป๎ ระดิษฐ์ อักษรคนู ฟิ อรม์ บนั ทกึ เร่ืองราวตาํ ง ๆ ปจั จบุ ันคอื บรเิ วณประเทศอิรคั และบางสํวนของซีเรยี แหลงํ อารยะธรรมทีม่ ีอายใุ นเวลาใกล๎เคยี งกันคอื อยี ปิ ต์ ชุมชนบริเวณลํมุ แมนํ ้าไนล์เจา๎ ของอักษรเฮยี โรกรฟิ ฟคิ เปน็ ผู๎สรา๎ งสรรคอ์ ารยะธรรมอียิป เรม่ิ ตง้ั แตปํ ระมาณ 3,300 ปกี ํอนครสิ ตกาล จนถงึ ประมาณ 30 กํอนคริสตกาล เมือ่ อยี ิปต์ตกเปน็ เมืองขน้ึ ของโรมันจนี เรมิ่ ต๎นดว๎ ยราชวงศ์ชาง บรเิ วณลุมํ แมนํ ้าเหลือง ต้ังแตปํ ระมาณ 1,800 ปี กํอนครสิ ตกาลฮารัปปา-โมเฮน็ โจดาโร บริเวณลุมํ แมนํ า้ สนิ ธุ ประมาณ 3,000 ปี แหลํงอารยะธรรมท่สี าคัญในสมัย ตํอมา คือ กรีก พัฒนาจากอารยะธรรมไมนวล ที่เกาะครีต ราว 3,000 ปกี ํอนครสิ ตกาล จนถึงสมยั ของพระเจา๎ อ เลก็ ซานเดอร์มหาราช (323 – 30 ปกี อํ นครสิ ตกาล สํวนจกั รวรรดิโรมัน เรม่ิ ต๎นราว 1,000 ปีกอํ นคริสตกาล และ พฒั นาเป็นจกั รวรรดิ ย่งิ ใหญํ จนส้ินสดุ เพราะถูกรกุ รานโดยอนารยะชนเยอรมนคิ ในค.ศ. 476 ถอื เป็นการสิน้ สดุ สมัยโบราณ ศนู ยก์ ลางความเจริญไดย๎ ๎ายไปอยํทู ่ีไบเซ็นไทน์ หรือตํอมาคือคอนสแตนติโนเปิล (อยูใํ นตรุ กปี จั จบุ ัน) หรอื ที่เรียกวาํ อาณาจักรโรมันตะวันออก 1. ยคุ มดื (Dark Age )และสมยั กลาง ( The Middle Ages) เป็นชวํ งตอํ ระหวํางจกั รวรรดิโรมันลมํ สลาย ความเจรญิ หยดุ ชะงกั ประดจุ ยุคมืด ประมาณคริสต์ศตวรรษท่ี 4 - 5 เพราะการบุกทาลายเมืองตาํ ง ๆโดย อนารยะชนเยอรมันนคิ เผําวสิ ิกอธ ( Visigoth ) ประชาชนในยโุ รปตํางไมมํ ีทพ่ี ง่ึ เจ๎าผู๎ครองแตลํ ะเมืองต้ังตวั เป็น ใหญํ ในระบบศักดนิ าสวามภิ ักดิ์ ประชาชนให๎ความสาคัญกบั ศาสนาจักรครสิ ตโ์ รมนั คาธอลคิ อยํางมาก ตอํ มา ศาสนาจักรจงึ มีอานาจเหนือการปกครอง ยคุ นี้ผ๎ูคนศรัทธาในพระเจา๎ จนยอมสละชพี เดนิ ทางไปตะวันออกกลาง เพ่อื สู๎รบแยํงชงิ ดินแดนปาเลสไตนอ์ นั ศกั ดสิ์ ิทธจ์ิ ากมุสลิมในสงครามครูเสดหลายคร้ัง (ค.ศ. 1096 – 1291) ตอํ เน่อื งนานกวํา 300 ปี ปลายสมยั กลาง ราว ค.ศ. 1347 หรอื ครสิ ต์ศตวรรษที่ 14 เกิดกาฬโรคหรือ Black Death ระบาดทว่ั ยุโรป ผ๎คู นเสยี ชวี ิตกวําสามล๎านคน สํงผลกระทบตํอสังคมยุโรปในเวลานั้นอยาํ งมาก 4.สมัยใหม่ ราวครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 15 เปน็ สมยั แหงํ การฟ้ืนฟูความคดิ และศลิ ปกรรมของกรีก-โรมนั จึงเรียกวําสมยั ศิลปวทิ ยาการ ( Renaissance ) ในแหลมอิตาลีและขยายไปสูยํ ุโรปสํวนอืน่ ๆ นาไปสูํการเปลีย่ น ความคดิ ออกจากอทิ ธิพลของศาสนา เน๎นความสาคัญของมนษุ ยแ์ ละเหตุผลมากขึ้น ตอํ มาในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 มกี ารปฏวิ ตั ิวิทยาศาสตร์ นกั วิทยาศาสตรค์ นสาคัญ เชํนเซอร์ไอแซก นิวตัน เหตุการณส์ าคัญอน่ื ๆ เชนํ

1. สงครามกลางเมอื งในอังกฤษ โอลเิ วอร์ คลอมเวลเปน็ ผป๎ู กครองอังกฤษในนาม รฐั สภาและประหาร กษัตรยิ ์อังกฤษ ตํอมาเม่ือเขาส้ินชวี ิต ราชวงศ์อังกฤษจงึ ได๎กลบั มาครองราชยอ์ ีกครัง้ 2. การปกครองแบบกษัตรยิ ์ในระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ล๎มเลิกระบอบศกั ดนิ า สวามิภักดิ์ พระมหากษัตรยิ ์ มีอานาจสูงสุดเหนอื นครรัฐท้ังหลาย กษัตริย์หลายพระองคส์ ํงเสิรมการสารวจและการยึดครองดนิ แดนเป็นอาณานคิ ม โพน๎ ทะเล มีนกั สารวจเส๎นทางสูดํ ินแดนใหมํ เชนํ โคลมั บสั และแมคเจแลนด์ เป็นต๎น ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ตอน ปลาย ถึงคริต์ศตวรรษที่ 19 มีการปฏิวัตกิ ารเกษตรและการปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มในองั กฤษเปน็ ทแี่ รก ทาให๎ระบบ เศรษฐกิจโลกเปลย่ี นสรํู ะบบเสรีนยิ มและการผลิตในระบบอุตสาหกรรม สํงผลใหเ๎ กิดความตอ๎ งการทรัพยากรในการ ผลติ และตลาดจาหนาํ ยสนิ ค๎า ประเทศในยโุ รปจงึ ขยายอานาจครอบงาดินแดนตําง ๆ ในสมัยจักรวรรดนิ ิยม จนเกิด ความขัดแย๎งอยํางรุนแรงในสงครามโลกครงั้ ทห่ี นง่ึ ( ค.ศ. 1914 – 1918 ) และสงครามโลกครง้ั ทสี่ อง ( ค.ศ. 1939 – 1945 ) 5. สมยั ปัจจบุ นั นักวชิ าการสวํ นใหญํกาหนดให๎สมยั ปัจจุบันเรม่ิ ต๎นในสมยั สงครามเยน็ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปน็ ชวํ งที่มีการประจนั หนา๎ กันระหวํางลัทธิคอมมวิ นิสต์ ซึ่งมสี หภาพโซเวยี ตเปน็ ผู๎นามีอิทธิพลเหนอื ยุโรป ตะวันออก กบั สหรฐั อเมริกาเปน็ ผน๎ู า มีอิทธิพลเหนือยโุ รปตะวนั ตก ทัง้ สองมหาอานาจแทรกแซงทางการเมือง ในประเทศตาํ ง ๆ แตํไมํมสี งครามระหวาํ งกันโดยตรง เพราะตาํ งเกรงกลัวหายนะจากอาวุธนิวเคลยี ร์ งคราม เย็นเรม่ิ ยุติลงสมยั ประธานาธิบดีโกบาชอฟ ในค.ศ. 1989 เมอื่ กาแพงเบอร์ลินทีส่ หภาพโซเวยี ตเป็นผส๎ู ร๎างเพ่ือ แบงํ เขตปกครองเยอรมนั ถูกทาลาย สงครามเยน็ ยุติอยาํ งเดด็ ขาดเม่ือสหภาพโซเวียต ลมํ สลาย ในค.ศ. 1991 ทุกวนั น้สี ถานการณใ์ นโลกรวํ มสมัย (contemporary) เปลีย่ นเปน็ ความขัดแย๎งดา๎ นความคดิ ทางศาสนาและ การปราบปรามการกํอการรา๎ ย เชนํ ความขดั แยง๎ ในตะวันออกกลาง อิสลาเอล- ปาลเสลไตน์ เหตกุ ารณท์ ่ี สาคญั ซ่งึ สํงผลกระทบไปท่ัวโลก ได๎แกํ สหรัฐอเมริกาหลงั เหตุการณ์ 9/11 กับชาติมสุ ลิมในตะวันออกกลาง ไดแ๎ กํ อิรัค อัฟกานิสถานและอิหรําน เปน็ ต๎น 2. การแบ่งยุคตามลกั ษณะเศรษฐกจิ และสงั คมของมนษุ ย์ นอกจากการแบํงยุคตามชนดิ ของวัสดุและเครือ่ งมือเครอ่ื งใช๎แล๎วยงั พบวาํ ในบางครั้งนกั วชิ าการ อธบิ ายยุคสมยั กํอนประวัตศิ าสตร์ออกโดยดามลกั ษณะเศรษฐกิจสงั คมออกเปน็ 2.1 สังคมนายพราน เปน็ ยุคทม่ี นษุ ย์ดารงชีวิตด๎วยการลาํ สตั ว์ จบั สัตวน์ ้า เก็บอาหารที่ได๎จาก ธรรมชาติ ยังไมตํ งั้ บ๎านเรือนท่ีอยอํู าศยั ถาวร มักอพยพตามฝงู สัตว์ 2.2 สงั คมเกษตรกรรม เป็นยุคท่ีมนุษย์ร๎จู ักการเพาะปลูกและเลย้ี งสตั ว์ ยงั คงมีการลําสัตว์ จบั สัตว์น้า และเก็บอาหารที่ได๎จากธรรมชาติ มักจะตงั้ บ๎านเรอื นถาวรบนพื้นทีท่ เ่ี หมาะแกํการเกษตรกรรม มีการรวมกลมํุ เป็น หมํบู า๎ น เป็นเมอื ง มกี ารแลกเปลย่ี นผลผลิต และมีระบบการปกครองในสงั คม 2.3 สงั คมเมือง สมยั ลพบุรี ในชวํ งเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ อทิ ธิพลทางวฒั นธรรมเขมรเรมิ่ แพรหํ ลายเข๎ามาสพํู ื้นท่ปี ระเทศ ไทยทางดา๎ นภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หลักฐานสาคัญทีท่ าใหเ๎ ราเชื่อไดว๎ ํา อานาจทางการเมืองของเขมรเข๎ามาสดํู นิ แดนไทย คอื ศาสนสถานทัง้ ทสี่ รา๎ งเน่ืองในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และ

ศาสนาพุทธลทั ธิมหายาน รวมทงั้ ศิลาจารึกตาํ งๆ ท่ีมีการระบชุ อื่ กษตั รยิ เ์ ขมรวําเปน็ ผ๎ูสร๎างหรอื มสี วํ นเกี่ยวข๎อง วัฒนธรรมเขมรที่แผขํ ยายเขา๎ มาทาให๎สังคมเมืองในยุคกึ่งกํอนประวัตศิ าสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพความ เปน็ อยูํ เชนํ การกํอสรา๎ งบา๎ นเมืองมีแผนผงั แตกตํางไปจากเดิม คือ มีลักษณะผงั เมืองเป็นรูปสี่เหล่ียมมุมฉาก และมี คูนา้ คนั ดนิ ลอ๎ มรอบเพยี งชัน้ เดียวแทนทจ่ี ะสรา๎ งเมืองทีม่ ีรปู ราํ งไมสํ มา่ เสมอ หรือเมืองรปู วงกลม วงรี ซง่ึ มคี นู ้า หลายชน้ั มรี ะบบการชลประทานเพื่อการบริหารนา้ สาหรบั การเพาะปลกู ขา๎ วแบบนาดา และมี “ บาราย ” หรอื แหลงํ น้าขนาดใหญํเพ่ือการอุปโภคบริโภคของชมุ ชน จนกระท่ังราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๘ อาณาจักรเขมรได๎เขา๎ มามอี านาจในดนิ แดนไทยมากข้ึน ปรากฏโบราณสถานท่ีเก่ียวเนอ่ื งกับวัฒนธรรมเขมรโดยเฉพาะในชํวงรชั สมัยของ พระเจา๎ ชยั วรมนั ท่ี ๗ เกือบท่ัวภาคอีสาน ลึกเขา๎ มาถึงภาคกลางและภาคตะวนั ตก โดยภาคกลางของประเทศไทย มเี มอื งละโวห๎ รือลพบุรเี ปน็ ศนู ยก์ ลางสาคญั ที่ปรากฏหลกั ฐานทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบน้ีอยํมู าก ดงั นั้นในเวลาที่ผาํ นมาจึงกาหนดชอื่ เรยี กอายุสมัยของวัฒนธรรมทพ่ี บในประเทศไทยวํา “ สมัยลพบุรี ” หลงั จาก สมัยพระเจ๎าชัย วรมนั ท่ี ๗ เป็นตน๎ มา อิทธิพลทางการเมืองและวฒั นธรรมเขมรก็เสื่อมโทรมลงจนถึงราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๙ กส็ ลายลงโดยสน้ิ เชงิ ท้งั นี้สาเหตเุ น่อื งมาจากการแพรหํ ลายเข๎ามาของพุทธศาสนาลทั ธิลงั กาวงศ์ และเมืองในภาคเหนือตอนลาํ งของประเทศไทยแถบลํุมแมํนา้ ยมเริ่มมีความเข๎มแขง๎ มากข้นึ สถาปตั ยกรรมแบบ วัฒนธรรมเขมรที่พบในประเทศไทย ท่ีสาคัญได๎แกํ ปราสาทหนิ พมิ าย จงั หวดั นครราชสีมา ปราสาทหนิ พนมรงุ๎ จังหวดั บรุ ีรมั ย์ ประสาทเมืองสงิ ห์ จงั หวดั กาญจนบุรี เปน็ ต๎น สมยั สุโขทัย ดนิ แดนในเขตลํมุ แมนํ ้ายมมีชมุ ชนอยูํอาศยั กนั อยํางหนาแนํน ยาวนานมาอยํางน๎อยไมํต่ากวาํ พุทธ ศตวรรษท่ี ๑๗ ในศลิ าจารึกวัดศรีชมุ มขี ๎อความที่พอจะสรุปไดว๎ ําประมาณ ปี พ.ศ.๑๗๕๐ เมอื งสุโขทยั มีกษตั ริย์ ปกครองทรงพระนามวาํ “พํอขุนศรีนาวนัมถม” เมอ่ื พระองค์ส้ินพระชนม์ลงขอมสบาดโขลญลาพงได๎เข๎ามายึด ครองสุโขทัย ตํอมาเมือ่ อานาจเขมรที่มีเหนือแถบลํุมน้าเจ๎าพระยาทัง้ ตอนลํางและตอนบนเส่อื มลงในตอนกลางของ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ พํอขนุ บางกลางหาว เจา๎ เมอื งบางยาง และพํอขนุ ผาเมือง เจ๎าเมืองราด พระราชโอรสของพอํ ขุนศรีนาวนัมถม ไดร๎ ํวมกนั ตํอส๎ขู บั ไลโํ ขลญลาพงจนสามารถรวบรวมดนิ แดนกลับคนื มาได๎สาเรจ็ ในปี พ.ศ.๑๗๑๘ พอํ ขนุ บางกลางหาวสถาปนาขึ้นเป็นปฐมกษัตรยิ ์แหํงราชวงศ์ศรีอินทราทิตย์ ทรงพระนามวํา “พระเจ๎าศรี อนิ ทรบดนิ ทราทิตย์” ข้ึนครองเมอื งสโุ ขทยั ซึ่งตํอมามีกษัตริยป์ กครองสืบทอดกันมาทง้ั ส้นิ ๑๐ พระองค์ การนับถอื ศาสนาของคนในสมยั สโุ ขทัย พทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาหลักทั้งหนิ ยานและมหายาน นอกจากน้ันยังมีศาสนาฮนิ ดูและ ความเชื่อด้ังเดิม โดยพทุ ธศาสนาแบบหนิ ยานลัทธลิ ังกาวงศ์ได๎รับการยอมรับมากจนเปน็ ศาสนาประจาอาณาจกั ร รองลงมาคอื การนบั ถือผี หรือ พระขะผงุ ผี อันถือวาํ เปน็ ผีท่ียงิ่ ใหญมํ ากกวาํ ผที ้ังหลายในเมอื งสโุ ขทยั นิกาย มหายาน และศาสนาฮินดู ตามลาดับ ในรัชสมัยของพํอขนุ รามคาแหงอาณาเขตของอาณาจกั รสโุ ขทัยได๎ขยาย ออกไปอยํางกว๎างขวางมาก มีการตดิ ตํอสมั พันธท์ างการทตู กับจนี สงิ่ ทีส่ าคัญอกี อยาํ งหน่ึงท่ีเป็นการวางรากฐาน อารยะธรรมไทย คือ การประดิษฐ์ตวั อกั ษรไทย ซึ่งได๎ทรงนาแบบแผนของตวั หนังสอื อนิ เดียฝาุ ยใต๎ โดยเฉพาะ ตวั อักษรคฤหณ์มาเปน็ หลกั ในการประดิษฐ์ตัวอักษร โดยทรงพิจารณาเทียบเคียงกบั ตัวอักษรของเขมรและมอญ ศิลปกรรมในสมัยสุโขทยั ที่โดดเดนํ มากทสี่ ดุ ได๎แกํ งานศลิ ปกรรมท่เี ก่ยี วเนือ่ งกบั พุทธศาสนา โดยเฉพาะการ สร๎างพระพุทธรูปซ่ึงมีรปู แบบที่เปน็ ของตนเองอยาํ งแท๎จรงิ ศิลปะการสร๎างพระพุทธรปู ของสุโขทัยรํุงเรือง และ สวยงามมากในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลไิ ท) พระพุทธรูปที่สาคญั ได๎แกํ พระพุทธชนิ ราช พระศรีศากย มุนี และพระพุทธชนิ สหี ์ เป็นตน๎ งานสถาปัตยกรรมทเี่ ปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะตัวของสมยั สุโขทัย คือ เจดียท์ รงดอก บัวตมู ซึ่งสามารถศึกษาได๎จากโบราณสถานท่ีสาคัญๆ ในเมืองสุโขทัย เมืองศรสี ชั นาลยั และเมอื งกาแพงเพชร ใน

ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ อาณาจกั รสุโขทัยอํอนแอลงจากการแยํงชิงการสืบทอดอานาจการปกครอง ทาให๎กรงุ ศรี อยธุ ยาซง่ึ เป็นบ๎านเมืองท่เี ข๎มแขง็ ข้ึนในเขตภาคตะวนั ออกของลุํมแมนํ ้าเจา๎ พระยาขยายอานาจข้ึนมา จวบจนปี พ.ศ.๑๙๒๑ รัชกาลพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะง่ัว) แหงํ กรุงศรีอยธุ ยา สุโขทัยจึงตกเป็นเมืองประเทศ ราชของอยุธยา โดยมีกษัตริย์ทีม่ ีฐานะเป็นเจา๎ ประเทศราชปกครองมาจนถึงปี พ.ศ.๑๙๘๑ จงึ หมดสนิ้ ราชวงศ์ สมยั อยุธยา สมเดจ็ พระรามาธิบดีท่ี ๑ หรอื “ พระเจา๎ อทํู อง ” ทรงรวบรวมเมอื งตํางๆ ในทร่ี าบลมํุ ภาคกลางเขา๎ ด๎วยกนั ประกอบด๎วย เมืองลพบรุ ี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองสรรคบุรี เปน็ ต๎น แล๎วสถาปนาเมือง พระนครศรอี ยธุ ยาขน้ึ ในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ บริเวณท่รี าบลุํมภาคกลางอนั มแี มํนา้ สาคัญสามสายไหลผาํ น คอื แมนํ า้ เจ๎าพระยา แมนํ ้าลพบุรี แมนํ ้าปาุ สัก เปน็ ชัยภูมิทีเ่ หมาะสมในการตัง้ รับข๎าศึกศตั รู และเป็นพน้ื ที่อดุ มสมบรู ณ์ เหมาะแกกํ ารเกษตรกรรมเพาะปลูกข๎าว กรุงศรีอยธุ ยาดารงฐานะราชธานขี องไทย เปน็ ศูนยก์ ลางทางการเมืองการ ปกครอง การค๎า และศลิ ปวฒั นธรรมในดนิ แดนลุมํ เจ๎าพระยายาวนานถึง ๔๑๗ ปี มพี ระมหากษัตริยป์ กครองสืบตอํ กันมาทงั้ สิน้ ๓๓ พระองค์ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๓๐๑ อาณาจกั รกรงุ ศรีอยธุ ยาจงึ ไดถ๎ ูกทาลายลงในระหวาํ งสงคราม กบั พมําสงั คมในสมยั กรงุ ศรอี ยุธยาเปน็ สงั คมศักดนิ า ฐานะของพระมหากษัตริยเ์ ปรยี บเสมอื น “เทวราชา” เป็น สมมตเิ ทพ มกี ารแบงํ ชนชัน้ ทางสงั คมในระบบ “ เจา๎ ขนุ มลู นาย ” ทาให๎เกิดความแตกตาํ งของฐานะบคุ คลอยาํ ง ชัดเจน รวมถึงพระสงฆ์ก็มีการกาหนดศักดินาขนึ้ เชนํ เดยี วกัน ในการปกครองถอื วาํ พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ เจา๎ ของท่ดี นิ ท้ังหมดทว่ั ราชอาณาจกั ร โดยจะทรงแบงํ อาณาเขตออกเป็นหัวเมืองตํางๆ แล๎วทรงมอบหมายให๎ขนุ นางไปครองท่ีดินรวมทั้งปกครองผค๎ู นท่ีอยํูอาศัยในที่ดินเหลําน้ันด๎วย ดังนน้ั ท่ีดินและผลผลติ ท่ไี ดจ๎ ากการ เกษตรกรรมสํวนใหญํจึงตกอยใูํ นมอื ของผ๎ูที่มฐี านะทางสงั คมสูง พระมหากษัตรยิ ท์ รงผูกขาดการค๎าขายสินค๎าใน ระบบพระคลงั สนิ ค๎า สิง่ ของต๎องห๎ามบางชนิดทีห่ ายากและมีราคาแพง ราษฎรสามัญธรรมดาไมํสามารถจะมีไวใ๎ น ครอบครองเพือ่ ประโยชนท์ างการค๎าได๎ จะต๎องสงํ มอบหรือขายให๎กบั พระคลงั สนิ ค๎าในราคาท่กี าหนดตายตวั โดย พระคลงั สนิ คา๎ และหากพอํ ค๎าตาํ งชาติต๎องการจะซอ้ื สนิ ค๎าประเภทตํางๆ ต๎องติดตอํ โดยตรงกับพระคลังสินค๎า ใน ราคาทกี่ าหนดตายตวั โดยพระคลังสินคา๎ เชํนเดียวกนั การที่พระมหากษัตรยิ ท์ รงสนพระทัยทางดา๎ นการค๎าและทรง รับเอาชาวจีนที่มีความชานาญทางด๎านการคา๎ มาเปน็ เจ๎าพนักงานในกรมพระคลงั สินคา๎ ของไทยเป็นจานวนมาก ทา ให๎การค๎าเจรญิ รุํงเรืองกอํ ใหเ๎ กิดความม่ังค่งั แกํอยธุ ยาเปน็ จานวนมาก จนกลาํ วได๎วํา คร่ึงหลงั ของพทุ ธศตวรรษที่ ๒๒ กรงุ ศรีอยธุ ยาเปน็ ทีย่ อมรับกนั วาํ เปน็ ศนู ยก์ ลางการค๎าท่ีสาคัญท่ีสุดแหํงหนงึ่ ในภาคตะวันออกไกล รายได๎ของ แผนํ ดนิ สวํ นใหญํมามาจากการเกบ็ ภาษีโดยสวํ นใหญจํ ะถูกแบํงไวส๎ าหรับเล้ียงดูบารุงความสุขและเปน็ บาเหนจ็ ตอบ แทนพวกขนุ นางและเจ๎านายซงึ่ เป็นผปู๎ กครอง สวํ นท่ีเหลอื ก็อาจจะใช๎ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สาหรับปูองกันศัตรูทจี่ ะ มารกุ ราน หรอื อาจจะใชส๎ าหรบั การทานุบารงุ พระพุทธศาสนาบ๎าง เป็นตน๎ สวํ นการทานุบารุงทอ๎ งถน่ิ เชนํ การขุด คลอง การสร๎างถนน การสรา๎ งวัด กม็ กั จะใช๎วิธีเกณฑ์แรงงานจากไพรทํ งั้ สนิ้ ในดา๎ นศิลปกรรม ชาํ งฝีมือในสมยั อยธุ ยาได๎สร๎างสรรค์ศลิ ปกรรมในรปู แบบเฉพาะของตนขึน้ โดยการผสมผสานวฒั นธรรมของกลมํุ ชนหลายเช้อื ชาติ เชนํ ศิลปะสโุ ขทัย ศลิ ปะลา๎ นนา ศิลปะลพบรุ ี ศิลปะอูํทอง และศลิ ปะจากชาติตาํ งๆ เชํน จนี และชาตติ ะวันตก ทา ใหเ๎ กดิ รูปแบบ “ศลิ ปะอยุธยา” ข้ึน ซงึ่ สามารถศกึ ษาไดจ๎ ากโบราณสถานที่เก่ียวเน่ืองกบั ศาสนาวัดวาอารามตํางๆ รวมถงึ ปราสาทราชวังโบราณในสมยั อยุธยา อันปรากฏเดํนชัดอยใํู นเขตจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา จงั หวดั ลพบุรี จงั หวัดสพุ รรณบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นตน๎

สมยั ธนบุรี หลงั จากเสียกรงุ ศรอี ยธุ ยาให๎แกํพมาํ ราษฎรไทยท่เี หลือรอดจากการถูกกวาดต๎อนตามเขตแขวงรอบๆ พระนครตาํ งก็ซํองสุมผค๎ู น เข๎ารบราฆําฟันเพื่อปอู งกันตนเองและแยงํ ชงิ เสบียงอาหารเพือ่ ความอยรํู อด กรุงศรี อยธุ ยาจงึ อยใํู นสภาพจลาจล บ๎านเมืองแตกแยกออกเป็นก๏กเปน็ เหลํา มชี ุมนมุ ท่ีคดิ จะรวบรวมผ๎ูคนเพือ่ กอบกเู๎ อก ราชถงึ ๖ ชมุ นมุ ได๎แกํ ชมุ นุมเจา๎ พษิ ณโุ ลก ชุมนมุ เจา๎ พระฝาง ชุมนมุ สุก้ีพระนายกอง ชุมนมุ เจา๎ พิมาย ชุมนุมเจา๎ นครศรีธรรมราชและชมุ นุมพระเจา๎ ตาก ซึ่งตอํ มาชุมนุมพระเจา๎ ตากสินเปน็ กลมุํ กาลังสาคญั ที่มีทีส่ ามารถกอบก๎ูเอก ราชไดส๎ าเร็จ โดยตีคํายโพธ์ิสามต๎นแตกขับพมาํ ออกไปได๎ เมอ่ื สมเด็จพระเจ๎าตากสินมหาราชทรงกอบก๎ู บ๎านเมอื งไดส๎ าเรจ็ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ทรงปราบดาภิเษกขน้ึ เปน็ พระมหากษัตริย์ และโปรดเกล๎าฯให๎ปรบั ปรุงเมอื ง ธนบรุ ศี รมี หาสมทุ ร ซ่ึงต้ังอยูํทางฝ่งั ตะวันตกของแมํน้าเจา๎ พระยา บรเิ วณปอู มวไิ ชเชยนทรส์ ถาปนาขน้ึ เปน็ ราช ธานี โปรดเกล๎าฯ ให๎สรา๎ งพระราชวังขน้ึ เป็นทีป่ ระทับและศนู ย์กลางบรหิ ารราชการแผํนดนิ ดว๎ ยเหตผุ ลวําเปน็ เมอื งท่มี ีปูอมปราการและชัยภมู ทิ ่ีดที างยุทธศาสตร์ ขนาดของเมอื งพอเหมาะกับกาลงั ไพรํพลและราษฎรใน ขณะนนั้ โครงสรา๎ งทางเศรษฐกจิ สงั คมสมัยธนบรุ ียงั คงดาเนินรอยตามรูปแบบของอยธุ ยา ฐานะของ พระมหากษัตรยิ ์ยังคงไมํเปลย่ี นแปลง ยังยดึ ขัตตยิ ราชประเพณตี ามแบบฉบบั ของกรุงศรีอยธุ ยาเป็นสาคญั เน่ืองจากสภาพเศรษฐกิจขณะนัน้ อยูใํ นสภาพท่ีทรุดโทรมมาก จาเปน็ ทจี่ ะต๎องแก๎ไขเรงํ ดํวน สมเด็จพระเจา๎ ตากสนิ จึงทรงแก๎ไขปัญหาเฉพาะหน๎าโดยการสละพระราชทรัพยซ์ ื้อข๎าวสารจากพํอค๎าชาวตาํ งประเทศ ดว๎ ยราคาแพงเพื่อ บรรเทาความขาดแคลน มผี ลทาให๎พํอคา๎ ชาวตํางประเทศบรรทกุ ขา๎ วสารลงเรือสาเภาเขา๎ มาคา๎ ขายเปน็ อนั มาก ทา ให๎ราคาขา๎ วสารถูกลงและปริมาณเพยี งพอแกํความต๎องการ นอกจากนน้ั ยังทรงใช๎ให๎บรรดาขุนนางขา๎ ราชการ ขวนขวายทานาปลี ะ ๒ ครั้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตข๎าวให๎เพยี งพอแกํความต๎องการ เปน็ ตัวอยาํ งแกรํ าษฎรทง้ั ปวง ทาให๎ ราษฎรมีความกินดอี ยํดู ีมากขึ้น ในดา๎ นการค๎าชาวจนี ท่ีมาตั้งหลักแหลํงคา๎ ขาย และทามาหากินในราชอาณาจกั รได๎ มสี วํ นสาคญั ในการชวํ ยฟืน้ ฟูเศรษฐกจิ ของอาณาจักร ธนบรุ ี ด๎านการศาสนาและศิลปวฒั นธรรม สมัยธนบุรีเปน็ สมัยของการฟ้นื ฟชู าตบิ ๎านเมือง ทรงโปรดเกล๎าฯ ใหต๎ ้งั สังฆมณฑลตามแบบอยํางคร้งั กรุงศรีอยธุ ยา เชํน ทรงจัดการชาระคณะสงฆท์ ี่ไมตํ งั้ อยูใํ นศลี วตั ร สร๎าง ซํอมแซมวดั วาอารามท่ตี กอยูํในสภาพทรุดโทรม แสวงหาพระสงฆ์ที่มีคุณธรรมความรม๎ู าต้ังเปน็ พระราชาคณะเป็น เจ๎าอาวาสปกครองสงฆแ์ ละสั่งสอนปริยัตธิ รรมและภาษาไทย สํงพระราชาคณะไปเทยี่ วจัดสังฆมณฑลตามหัวเมือง เหนอื เพราะเกิดวิปรติ คร้ังพระเจ๎าฝางตง้ั ตนเป็นใหญํและทาสงครามทงั้ ๆที่เปน็ พระสงฆ์ และทรงรวบรวม พระไตรปฎิ กใหส๎ มบูรณ์ครบถ๎วน ศลิ ปกรรมตํางๆจึงยังคงดาเนนิ ตามแบบอยธุ ยา เนอื่ งจากระหวาํ งรัชกาลมีศึก สงครามอยํูตลอดเวลาทาให๎ชาํ งฝมี อื ไมํมเี วลาในการท่ีจะสร๎างสรรค์งานดา๎ นศิลปะให๎ก๎าวหนา๎ ออกไปจากเดมิ สมเด็จพระเจ๎าตากสนิ มหาราชทรงครองราชย์อยํูเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี เนอื่ งจากทรงมีพระราชภาระกิจทั้งทางด๎าน การกอบกูบ๎ า๎ นเมอื งซ่ึงมฐี านะทางเศรษฐกจิ ตกต่าจากภาวะการณ์สงคราม และปกปูองบ๎านเมืองซึ่งข๎าศกึ ได๎ยกเข๎า มาตลอดรัชกาล ปลายรชั กาลไดท๎ รงมีพระสตฟิ น่ั เฟือนในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ เจา๎ พระยาจกั รซี ่ึงเปน็ แมํทัพสาคัญของ สมเดจ็ พระเจ๎าตากสนิ จงึ ไดร๎ ับอญั เชญิ ใหค๎ รองราชยส์ มบตั ิสบื ตํอมา

สมัยรตั นโกสนิ ทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาู จฬุ าโลกมหาราชเสด็จข้นึ เถลิงถวลั ย์ราชสมบตั ิเปน็ ปฐมกษตั รยิ ์ แหํงพระบรมราชจกั รีวงศเ์ ม่ือวนั ท่ี ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ โปรดเกลา๎ ฯให๎ย๎ายราชธานมี าตัง้ อยํบู นฝ่งั ตะวนั ออก ของแมนํ ้าเจา๎ พระยาตรงข๎ามกับกรุงธนบุรี การสรา๎ งพระนครเรมิ่ ขน้ึ ในปีพ.ศ.๒๓๒๖ เม่อื สรา๎ งสาเร็จในปีพ.ศ. ๒๓๒๘ ไดพ๎ ระราชทานนามวาํ “กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสนิ ทรฯ์ ” เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศท่ี เจรญิ รงุํ เรือง มีพระมหากษัตริยใ์ นราชวงศ์จักรีปกครองประเทศมาจนถงึ ปจั จบุ นั จานวน ๙ พระองค์ สภาพกรุงรตั นโกสนิ ทรต์ อนต๎นประชากรของประเทศยังคงนอ๎ ยมากเมื่อเปรยี บเทยี บกับพืน้ ทท่ี ้งั หมด สงั คมความ เป็นอยูํยังคงยดึ ถือสบื เนอื่ งมาจากสมัยกรงุ ศรีอยุธยาตอนปลาย มกี ารจดั ระเบียบทางสังคมดว๎ ยระบบเจ๎าขนุ มลู นาย ประชาชนสวํ นใหญปํ ระกอบอาชพี เกษตรกรรม ทานา ทาไรํ ผลิตสินค๎าเกษตร จาพวกนา้ ตาล พรกิ ไทย และหาของ ปุาจาพวกไมส๎ ัก ไม๎พยุง ไม๎กฤษณาและไม๎ฝาง การปลกู ขา๎ วเป็นอาชพี หลัก ผลผลติ ท่ีไดจ๎ ะใชบ๎ รโิ ภคและสํงออก ขายเฉพาะสํวนทเ่ี หลอื จากการบรโิ ภคแล๎วเทําน้นั เนอื่ งจากบา๎ นเมอื งยังคงตกอยูํในสภาวะสงคราม การตดิ ตํอ ค๎าขายกับตาํ งประเทศสํวนใหญํเป็นการทาการค๎ากบั ประเทศจีน อยภํู ายใต๎ความควบคมุ ของพระมหากษตั รยิ ์โดยมี กรมพระคลังสินคา๎ เป็นผ๎ดู แู ลผลประโยชน์ทางการค๎า ตํอมามกี ารเซ็นสญั ญาบาวรงิ ในปี พ.ศ.๒๓๙๘ การผูกขาด ทางการค๎าถูกทาลาย ระบบการค๎าเสรเี รม่ิ เกดิ ข้ึนและขยายกวา๎ งขวางออกไปทาให๎การค๎าขายเจรญิ มากขึน้ มี ชาวตาํ งชาตเิ ข๎ามาตดิ ตํอซ้ือขายกับไทยอยาํ งมากมาย เชํน อังกฤษซง่ึ เข๎ามาทาอุตสาหกรรมปุาไม๎ใน ไทย สหรฐั อเมริกา ฝรัง่ เศส เดนมารก์ โปรตุเกส เนเธอรแ์ ลนด์ รสั เซยี สวีเดน รสุ เซยี เป็นต๎น ขา๎ ว ไดก๎ ลายเปน็ สินคา๎ สาคัญเป็นอนั ดับหนึ่งในการสงํ เป็นสนิ ค๎าออกไปขายยังตํางประเทศ นอกจากนัน้ ยังมพี ชื เศรษฐกิจอ่นื ๆ รวมถึงสินค๎าท่ีเกดิ จากการแปรรปู ผลผลิตทางดา๎ นเกษตรกรรม ทาให๎เกิดการขยายตัวทางดา๎ นเศรษฐกจิ ทัง้ ในภาค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมาจนถงึ ปัจจุบนั สวํ นดา๎ นสงั คมในปี พ.ศ.๒๔๗๕ จึงเกดิ การเปลี่ยนแปลง ระเบียบสังคม เปน็ สังคมระบอบประชาธปิ ไตย ประชาชนทุกคนมีสทิ ธิเทําเทยี มกันทางด๎านกฎหมาย ในดา๎ นการ ศาสนาหลงั จากเสยี กรุงศรีอยุธยาใหแ๎ กํพมาํ แล๎ว วดั วาอารามตํางๆ รวมท้งั คัมภรี ท์ างศาสนาถกู ทาลายเสยี หายเป็น อนั มาก พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราชโปรดเกลา๎ ฯให๎ทานุบารุงพระศาสนา โปรดฯใหส๎ ร๎างวดั พระศรีรตั นศาสดารามเป็นวดั ประจาพระนคร แลว๎ ทรงอญั เชิญพระพทุ ธมหามณรี ัตนปฏิมากรแกว๎ มรกตจากเมือง เวยี งจนั ทรม์ าประดิษฐานเพื่อใหเ๎ ปน็ พระพทุ ธรปู คบูํ ๎านคํูเมือง โปรดเกลา๎ ฯ ให๎มกี ารสังคายนาพระไตรปิฎกและ ให๎ถือเป็นธรรมเนยี มที่จะใหพ๎ ระบรมวงศานวุ งศแ์ ละเสนาบดชี ํวยกันบูรณะปฏสิ งั ขรณ์วัดวาอารามที่ชารุดทรดุ โทรม สวํ นการปกครองคณะสงฆย์ ังคงใชแ๎ บบอยํางของกรุงศรีอยุธยา มีการสอบไลํพระปรยิ ัตธิ รรมสาหรบั พระภิกษุ สามเณร โดยนับเปน็ ข๎าราชการแผํนดนิ อยาํ งหน่งึ ด๎วย ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงแบงํ การปกครองคณะสงฆ์ออกเปน็ ๔ คณะ คือ คณะเหนอ คณะใต๎ คณะกลางและคณะอรัญวาสี เจา๎ ฟาู มงกุฎซ่ึงทรงผนวชอยูทํ ่วี ัดสมอราย ได๎ทรง ประกาศประดิษฐานนกิ ายธรรมยตุ ขิ ้ึนในพุทธศาสนาศลิ ปกรรมในด๎านตาํ งๆ ยังคงเลียนแบบอยธุ ยาตอนปลาย เชํน การสร๎างพระพทุ ธรปู สํวนมากสรา๎ งขึ้นตามแบบพระพุทธรูปทีม่ ีมาตั้งแตํคร้ังสมยั กรุงศรีอยธุ ยา นิยมสรา๎ ง พระพทุ ธรูปองค์เลก็ ๆ มากขึ้น และมกั สรา๎ งเป็นภาพเร่ืองราวเก่ียวกับพทุ ธประวัติตอนตาํ งๆ ในสมยั รชั กาลที่ ๓ นยิ มสรา๎ งพระพุทธรปู ทรงเคร่ืองใหญํ เชนํ พระศรีอาริยเมตไตรยและสาวกทค่ี รองผา๎ อุตราสงค์เป็นลายดอก สวํ น สถาปตั ยกรรมในตอนแรกยงั คงเป็นแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย ตํอมาในสมัยรชั กาลที่ ๓ ทรงนยิ มศลิ ปะแบบจีนทา ให๎เกดิ ศลิ ปะผสมผสานระหวํางไทยจีน ตั้งแตสํ มยั รชั กาลที่ ๔ เปน็ ตน๎ มา อทิ ธิพลของชาติตะวนั ตกได๎เขา๎ มาสํู ประเทศไทยทาให๎รปู แบบสถาปตั ยกรรมกลายเป็นแบบตะวนั ตก

แบบทดสอบที่ 3 เรอ่ื งการแบํงยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร์ คาช้แี จง : ใหผ๎ ๎ูเรียนเขยี นเครื่องหมายถกู () หนา๎ ข๎อความทถี่ ูกและเขยี นเครอื่ งหมายผิด (X) หนา๎ ขอ๎ ความท่ีผดิ ………….. 1. ประเทศจีนเป็นประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกทมี่ ีพ้ืนทใ่ี หญทํ ่ีสดุ ในโลก ………….. 2. ประเทศอินเดยี เปน็ ประเทศประชาธปิ ไตยท่มี ีประชากรมากทสี่ ุดในโลก ………….. 3. พระเจา๎ ตะเบง็ ชะเวตี้ กษัตรยิ ์พมาํ ทส่ี ามารถตีกรุงศรอี ยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2112 ………….. 4. ประเทศอินโดนเี ซยี เป็นประเทศท่เี ปน็ หมเูํ กาะที่ใหญทํ ีส่ ดุ ในโลก ………….. 5. สงครามเจด็ ปี (Seven Year’ War) เปน็ สงครามที่เกดิ ขน้ึ ในฟิลปิ ปินส์จนทาใหญ๎ ี่ปุนเกิดการสญู เสยี มากที สุด ………….. 6. ประเทศญ่ปี ุนไดช๎ อ่ื วาํ เปน็ “ดนิ แดนแหงํ พระอาทติ ย์อทุ ัย” ………….. 7. ยคุ ศกั ดนิ า หมายถึง ยุคทีจ่ ักรพรรดิเปน็ ใหญทํ ส่ี ดุ ในญป่ี ุน ………….. 8. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจนี มีการลงทุนในประเทศไทยเปน็ อันดับ 2 รองจากญ่ีปุน ………….. 9. ประเทศไทยตกเปน็ อาณานิคมของชาตติ ะวนั ตกและทาให๎เสียดนิ แดนไปถงึ 14 คร้งั ………….. 10. สงครามเย็นทาใหเ๎ กดิ การแบงํ สถานภาพกลมํุ ประเทศเป็น 3 กลํมุ ไดแ๎ กํ กลมํุ ประเทศมหาอานาจ กลุมํ ประเทศกาลงั พัฒนา และกลุํมประเทศดอ๎ ยพัฒนา เฉลยแบบทดสอบท่ี 3 เรื่องการแบํงยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร์ …… X…….1. …… ……2. …… ……3. …… ……4. …… X ……5. …… …….6. …… X …….7. …… ….…8. …… X….…9. …… X….…10.

แผนการเรยี นรรู๎ ายสปั ดาห์ กลมํุ สาระการเรยี นร.ู๎ .......การพฒั นาสังคม…...รายวชิ า.........สังคมศึกษา...........รหสั วชิ า....สค21001................... เรอื่ ง.............เศรษฐศาสตร์....………………………………………..................................................................................... ระดับชน้ั ...............มธั ยมศึกษาตอนตน๎ .....................................................จานวน...................6..................ชัว่ โมง วันที่จดั การเรียนการสอน..................................................................การพบกลมุํ คร้ังท.่ี ........13............................ ตัวชีว้ ัด 1. เลอื กวธิ กี ารท่ีมีประสิทธภิ าพมาใช๎ในการผลิตสินคา๎ และบริการได๎ 2. รแ๎ู ละเขา๎ ใจการใช๎กฎหมายคมุ๎ ครองผ๎ูบริโภค เนื้อหา 1. คุณธรรมในการผลติ และการบรโิ ภค 2. กฎหมาย และข๎อมูลการคุ๎มครองผบู๎ ริโภค ขั้นตอนการจดั กระบวนการเรียนรู๎ ข้ันท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นร๎ู 1. ครทู กั ทายผเ๎ู รียนในเรื่องชีวติ ประจาวัน และช้ีแจงตวั ชวี้ ัด อธบิ ายวธิ ีการเลือกซ้ือและเลอื กใช๎ สินค๎าทด่ี ีและมคี ุณภาพ แนวทางการดูแลสิทธิเบ้อื งตน๎ ของตนเองจากการกระทาดงั กลําว 2. ครูให๎ผ๎ูเรียนสารวจตัวเองวาํ ในแตํและวนั ได๎เลือกซอื้ สนิ คา๎ อปุ โภคและบริโภคประเภทใดบา๎ ง เพ่ือใชป๎ ระโยชน์อยาํ งไร มีความเหมาะสมหรือไมํ ขน้ั ที่ 2 แสวงหาข๎อมลู และจัดการเรยี นร๎ู 1. ให๎ผูเ๎ รยี นแบงํ กลมุํ ๆ ละ 5-7 คน โดยวิธีจบั ฉลาก และใหแ๎ ตลํ ะกลมํุ ชวํ ยกนั ศึกษา ความหมายของเศรษฐศาสตร์จากแบบเรยี น วิชา สงั คมศึกษา (สค21001) 2. ใหผ๎ ๎ูเรียนสืบคน๎ ขอ๎ มลู จากแหลํงเรยี นรู๎ อินเตอร์เนต็ โดยเข๎าไปท่ี เวบ็ ไซด์ www.google.com คน๎ เร่ืองกฎหมายและขอ๎ มูลการคุ๎มครองผ๎บู ริโภค คณุ ธรรมในการ ผลิตและการบริโภคเพื่อสรุปเป็นใบงาน 3. ให๎ผเ๎ู รียนสงํ ตวั แทน เพ่ือนาเสนอความหมาย ของเศรษฐศาสตร์ พร๎อมให๎ผเ๎ู รยี นทกุ กลํุม ชํวยกนั สรุปความหมายของเศรษฐศาสตร์ 4. ครูชํวยอธบิ ายเพ่มิ เติมความหมายของเศรษฐศาสตรใ์ ห๎มีความสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน 5. ครแู ละผเ๎ู รียนรวํ มกนั สรปุ ความหมายของเศรษฐศาสตร์ ข๎อมูลการคุม๎ ครองผู๎บรโิ ภคแลว๎ บนั ทึกข๎อมลู ท่ีได๎รับลงในสมุด

ข้ันที่ 3 การปฏิบัติและการนาไปใช๎ 1. เมอ่ื ครูได๎อธบิ ายเพมิ่ เติมเน้ือหาแลว๎ ใหผ๎ ๎ูเรยี นภายในกลํุมรวํ มกันวิเคราะหต์ ามหัวข๎อท่คี รู กาหนด ไดแ๎ กํ ในการเลือกซ้ือสินคา๎ อปุ โภคและการบรโิ ภคน้นั ต๎องคานงึ ถึงสงิ่ ใด โดยใช๎เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีในการวเิ คราะห์ 2. เมอื่ ผ๎ูเรยี นวเิ คราะห์งานตามหวั ข๎อท่ีกาหนด เสรจ็ เรียบร๎อยแลว๎ ครูใหผ๎ ู๎เรยี นนางานที่ไดร๎ ับ มอบหมายในช้นั เรยี นมานาเสนอ กลมํุ ละไมํน๎อยกวาํ 5 นาที 3.ครูกลําวชมเชยกลํุมทีม่ ีการจัดกระบวนการทางานเปน็ กลํุมท่ีดีเพ่ือเปน็ ตัวอยํางในการทางาน ครงั้ ตํอไป ข้ันที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู๎ 1. การนาเสนอ 2. รูปเลมํ รายงาน 3. แบบทดสอบ ส่ือการเรียนรู๎ 1. อินเตอรเ์ น็ต ผาํ นทาง 1.1 www.google.com 1.2 www.ocpb.go.th/list_law.asp 1.3 www.pub-law.net/library/act_consp.or.html 1.4 www.library.coj.go.th/indexarticle 2. หนงั สอื แบบเรียน การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตจากการมีสวํ นรวํ มในกระบวนการกลุํม 2. วิธีการนาเสนอ ลงชอ่ื .........................................................ผ๎สู อน ( .......................................................... ) ตาแหนํง ครู กศน.ตาบล ความเหน็ ของผูบ๎ ริหารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ......................................................... (นางสาวสมนึก พระนาค) ครู รกั ษาการในตาแหนํง ผู๎อานวยการ กศน.อาเภอสวาํ งอารมณ์

ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง เศรษฐศาสตร์ 1. ให๎ผูเ๎ รียนศึกษาคน๎ คว๎าเร่ือง สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปจั จุบนั เป็นอยํางไร มจี ุดอํอน จุดแขง็ อยาํ งไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เพือ่ ปูองกนั ถูกเอาเปรยี บใช๎สนิ คา๎ หรือรบั บรกิ ารทาํ นมีวธิ ปี ูองกันหรือแก๎ไขอยํางไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. พระราชบัญญตั ิค๎มุ ครองผ๎ูบรโิ ภคฉบบั ปจั จุบัน คอื …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. เพราะเหตุใดผู๎ผลิตทัง้ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการจึงตอ๎ งใหค๎ วามสาคญั กบั การ บรหิ ารทรพั ยากร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แผนการเรียนรู้รายสปั ดาห์ กลํมุ สาระการเรยี นร๎ู........ทกั ษะการดาเนินชวี ติ …...รายวชิ า.........ศิลป์ศกึ ษา...........รหสั วิชา....อช21003.............. เรือ่ ง.............ทัศนศิลป์ไทย……………………………………………………………………………................................................... ระดับชั้น...............มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ .....................................................จานวน...................6..................ช่วั โมง วันทีจ่ ดั การเรยี นการสอน..................................................................การพบกลํุมคร้ังท.่ี ........14............................ ตวั ชว้ี ดั 1. อธบิ ายความสาคญั ของงานทศั นศลิ ป์ท่ีใช๎ของจดุ เส๎น สี แสง-เงา รูปราํ ง ในการสร๎างงานทศั นศลิ ป์ไทย ได๎อยาํ งเหมาะสม 2. อธบิ ายความเป็นมาของงานทัศนศลิ ป์ไทยในดา๎ นตาํ งๆ 3. อธิบาย วเิ คราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์ ความหมาย และความงามของทศั นศิลป์ไทยท่ีเกิดจากความงามตาม ธรรมชาติ 4. อธบิ าย วเิ คราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ วิธกี ารนาความงามจากธรรมชาติมาสรา๎ งสรรคจ์ นิ ตนาการใหอ๎ อกมา เปน็ ความงามทางทัศนศิลป์ไทย 5. อธิบายวิเคราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์ คณุ คําของงานทัศนศิลปไ์ ทย เรอ่ื งของความงามทีเ่ กิดจากความคดิ สร๎างสรรคข์ องมนุษย์ 6. อธิบาย วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณคาํ ของความซาบซง้ึ ความรัก และความหวงแหนวฒั นธรรม ประเพณี โบราณวตั ถุ และโบราณสถานของชาติ เน้อื หา 1.ความสาคัญของทัศนศลิ ป์ท่ีใช๎ของจดุ เส๎น สี แสง – เงา รปู ราํ งและรูปทรง เพ่ือความซาบซ้ึงในงาน ทศั นศิลปข์ องไทย 2. ความหมาย ความเป็นมาของทัศนศิลป์ไทยดา๎ น 2.1 จิตรกรรม 2.2 ประติมากรรม 2.3 สถาปตั ยกรรม 2.4 ภาพพมิ พ์ 3. ความงามของทัศนศลิ ป์ไทยทเ่ี กดิ จากความงามตามธรรมชาติ เชํน ตน๎ ไม๎ ทะเล แมํน้า ลาธาร ภูเขา และสตั ว์ประเภทตําง 4. วธิ ีการนาความงามของธรรมชาติมาสร๎างสรรคง์ าน 5. ความคดิ สรา๎ งสรรค์เหมาะสม และความพอดีของการนาวตั ถุหรือวสั ดสุ ิ่งของตาํ ง ๆ มาประดบั ตกแตงํ รํางกายและทีอ่ ยอํู าศัยหรอื ตกแตํงสถานท่ี สง่ิ แวดลอ๎ มทวั่ ๆ ไป 6. คุณคําของความซาบซึ้ง ความดีงามของวัฒนธรรม ประเพณี และความสวยงามของวัด โบสถ์ วิหารยุค ตาํ งๆของชาติ

ขนั้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู๎ ขน้ั ที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาความต๎องการ - ครูและผ๎ูเรียนรํวมกันสนทนาเกี่ยวกับความสาคัญของทัศนศิลป์ที่ใช๎ของจุด เส๎น สี แสง – เงา รปู ราํ งและรปู ทรง เพ่อื ความซาบซ้ึงในงานทศั นศลิ ป์ของไทย ความหมาย ความเป็นมาของทัศนศิลป์ไทย ด๎านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ ความงามของทัศนศิลป์ไทยท่ีเกิดจากความ งามตามธรรมชาติ วิธีการนาความงามของธรรมชาติมาสร๎างสรรค์งาน ความคิดสร๎างสรรค์เหมาะสม และความพอดีของการนาวตั ถหุ รอื วัสดสุ งิ่ ของตําง ๆ มาประดับตกแตํงรํางกายและที่อยํูอาศัยหรือตกแตํง สถานที่ สิ่งแวดล๎อมท่ัวๆ ไป และคุณคําของความซาบซ้ึง ความดีงามของวัฒนธรรม ประเพณี และความ สวยงามของวัด โบสถ์ วหิ ารยคุ ตาํ งๆ ของชาติ ขน้ั ที่ 2 แสวงหาข๎อมลู และการจดั การเรยี นรู๎ 1. ให๎ผูเ๎ รยี นศึกษาใบความรูเ๎ ก่ียวกบั งานทศั นศิลป์ 2. แบงํ กลํมุ ผเ๎ู รียน ตามหัวข๎อดงั น้ี 2.1 เทคนคิ วิธกี ารวาด ปนั้ 2.2 วสั ดุอปุ กรณใ์ นการปัน้ 2.3 การสอื่ ความหมายในการปัน้ ข้ันท่ี 3 การปฏิบัติและนาไปประยุกต์ใช๎ 1. ครูให๎ผเ๎ู รยี นไปศึกษาเพิ่มเติมเกีย่ วกับเรื่องของทัศนศิลป์ เพอื่ ให๎สามารถนาไปประยุกต์ใชใ๎ น การดารงชีวติ ประจาวนั 2. ใหผ๎ เู๎ รยี นแตลํ ะกลมุํ นาเสนอ 3. ผู๎เรียนซกั ถาม/แสดงความคิดเหน็ ขน้ั ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู๎ 1. ทดสอบยอํ ย 2. ใบงาน สื่อการเรยี นร๎ู 1. ใบความรู๎ เรอื่ งทัศนศิลป์ไทย 2. ใบงาน เรื่อง ทัศนศลิ ป์ไทย

การวัดและประเมนิ ผล 1. การสังเกต 2. การอภปิ รายหนา๎ ชั้นเรยี น 3. ใบงาน ลงช่ือ.........................................................ผ๎ูสอน ( ............................................................. ) ตาแหนํง ครู กศน.ตาบล ความเห็นของผู๎บริหารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ......................................................... (นางสาวสมนึก พระนาค) ครู รักษาการในตาแหนํง ผูอ๎ านวยการ กศน.อาเภอสวํางอารมณ์

ใบความรู้ เร่ือง จุด เสน๎ สี แสง เงา รูปราํ ง และรปู ทรงทีใ่ ช๎ในทัศนศิลป์ไทย จดุ หมายถึง องคป์ ระกอบที่เล็กทีส่ ดุ จุดเป็นสง่ิ ทบ่ี อกตาแหนํงและทิศทางได๎ การนาจุดมาเรยี งตอํ กนั ให๎ เปน็ เสน๎ การรวมกันของจดุ จะเกิดน้าหนักทใี่ ห๎ปริมาตรแกรํ ูปทรง เป็นตน๎ เสน๎ หมายถึง จดุ หลายๆจดุ ทเ่ี รยี งชิดตดิ กนั เป็นแนวยาว การลากเส๎นจากจุดหนง่ึ ไปยงั จุดหนึ่งในทศิ ทางท่ี แตกตาํ งกนั จะเป็นทศิ มุม 45 องศา 90 องศา 180 องศาหรอื มมุ ใดๆ การสลบั ทิศทางของเส๎นท่ลี ากทาให๎เกิดเปน็ ลกั ษณะตาํ ง ๆ ความร๎ูสึกทม่ี ีตอํ เส๎น เส๎นเป็นองค์ประกอบพ้ืนฐานที่สาคัญในการสร๎างสรรค์ เส๎นสามารถแสดงให๎เกิดความหมายของภาพและให๎ ความร๎สู กึ ได๎ตามลักษณะของเสน๎ เส๎นทีเ่ ป็นพน้ื ฐาน ได๎แกํ เสน๎ ตรงและเสน๎ โคง๎ จากเส๎นตรงและเสน๎ โค๎งสามารถนามาสร๎างใหเ๎ กดิ เป็น เส๎นใหมํทใี่ ห๎ความรส๎ู ึกทแ่ี ตกตาํ งกันออกไปได๎ดังน้ี เส๎นตรงแนวต้ัง ให๎ความร๎สู ึกแขง็ แรง สูงเดํน สงาํ งาม นําเกรงขาม เสน๎ ตรงแนวนอน ให๎ความร๎ูสกึ สงบราบเรยี บ กว๎างขวาง การพกั ผอํ น หยดุ นิ่ง เสน๎ ตรงแนวเฉียง ใหค๎ วามรูส๎ กึ ไมํปลอดภัย การลม๎ ไมํหยดุ นงิ่ เส๎นตดั กนั ให๎ความรสู๎ ึกประสานกนั แข็งแรง เส๎นโค๎ง ให๎ความรส๎ู ึกอํอนโยนนมํุ นวล เส๎นคล่ืน ใหค๎ วามรูส๎ กึ เคลอ่ื นไหวไหลเล่อื น รําเรงิ ตอํ เนื่อง

เสน๎ ประ ให๎ความรูส๎ กึ ขาดหาย ลกึ ลบั ไมสํ มบรณู ์ แสดงสวํ นทม่ี องไมเํ หน็ เส๎นขด ให๎ความรู๎สกึ หมุนเวยี นมนึ งง เสน๎ หยัก ให๎ความรสู๎ ึกขัดแย๎ง นํากลัว ตน่ื เต๎น แปลกตา สี คือ สีที่นามาผสมกันแลว๎ ทาให๎เกดิ สีใหมํ ทม่ี ลี ักษณะแตกตํางไปจากสเี ดิม แมํสีมีอยูํ 2 ชนดิ คอื 1. แมํสีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผาํ นแทํงแก๎วปริซมึ มี 7 สี คือ มวํ ง คราม น้าเงิน เขียว เหลือง แสด แดง 2. แมสํ ีวัตถธุ าตุ เปน็ สที ี่ได๎มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สเี หลอื ง และสีนา้ เงนิ เมื่อนามาผสมกนั ตามหลักเกณฑ์ จะทาให๎เกิดวงจรสี วงจรสี ( Colour Circle) สีขัน้ ท่ี 1 คือ แมํสี ไดแ๎ กํ สแี ดง สเี หลอื ง สนี า้ เงิน สขี ้นั ท่ี 2 คือ สที ีเ่ กิดจากสขี ั้นท่ี 1 หรอื แมํสีผสมกนั ในอัตราสํวนท่เี ทาํ กนั จะทาใหเ๎ กิดสใี หมํ 3 สี ไดแ๎ กํ สี แดง ผสมกับสีเหลือง ไดส๎ ี ส๎ม สีแดง ผสมกับสีน้าเงิน ไดส๎ มี ํวง สเี หลอื ง ผสมกับสนี า้ เงนิ ได๎สีเขยี ว สีข้ันท่ี 3 คือ สีท่เี กดิ จากสีข้ันท่ี 1 ผสม กบั สขี ้นั ที่ 2 ในอตั ราสวํ นทีเ่ ทํากัน จะได๎สี อน่ื ๆ อกี 6 สี คอื สี แดง ผสมกบั สีสม๎ ไดส๎ ี สม๎ แดง แดง ผสมกับสีมํวง ไดส๎ ีมํวงแดง สีเหลอื ง ผสมกบั สเี ขยี ว ได๎สเี ขยี วเหลอื ง สีน้าเงนิ ผสมกับสเี ขยี ว ได๎สเี ขียวน้าเงิน สีน้าเงิน ผสมกบั สีมวํ ง ไดส๎ ีมวํ งนา้ เงิน สเี หลอื ง ผสมกับสีส๎ม ได๎สสี ม๎ เหลือง วรรณะของสี คือสีท่ใี หค๎ วามร๎ูสึก รอ๎ น-เยน็ ในวงจรสจี ะมสี ีร๎อน 7 สี และสเี ย็น 7 สี โดยจะมีสมี ํวงกบั สีเหลือง ซึง่ เปน็ ได๎ทั้งสองวรรณะ สีตรงข๎าม หรือสีตัดกนั หรือสคี ูํปฏิปักษ์ เปน็ สีทม่ี ีคําความเขม๎ ของสี ตัดกนั อยํางรุนแรง สีกลาง คือ สีท่เี ข๎าได๎กบั สที ุกสี สกี ลางในวงจรสี มี 2 สี คอื สนี า้ ตาล กับ สเี ทา สนี ้าตาล เกิดจากสตี รง ข๎ามกันในวงจรสผี สมกนั ในอัตราสํวนท่ีเทาํ กนั

คณุ ลกั ษณะของสีมี 3 ประการ คือ 1. สแี ท๎ หมายถึง สที ่ีอยูํในวงจรสธี รรมชาติ ทง้ั 12 สี ที่เราเห็นอยทํู กุ วนั นแ้ี บํงเปน็ 2 วรรณะ โดยแบํงวงจรสี ออกเปน็ 2 สํวน จากสเี หลืองวนไปถงึ สมี วํ ง คอื 1. สีร๎อน ให๎ความรส๎ู กึ รนุ แรง รอ๎ น ตืน่ เต๎น ประกอบดว๎ ย สเี หลอื ง สเี หลืองสม๎ สสี ๎ม สแี ดงสม๎ สีแดง สมี วํ ง แดง สีมวํ ง 2. สีเย็นให๎ความร๎ูสกึ เย็น สงบ สบายตาประกอบด๎วย สีเหลือง สเี ขยี วเหลอื ง สเี ขียว สเี ขยี วน้าเงิน สนี ้า เงนิ สีมํวงน้าเงิน สีมวํ ง เราจะเหน็ วาํ สเี หลือง และสมี วํ ง เป็นสที อี่ ยูไํ ด๎ทง้ั 2 วรรณะ คอื เป็นสีกลางและ เปน็ ได๎ท้ังสี ร๎อน และสีเย็น 2. ความจดั ของสี หมายถึง ความสด หรอื ความบรสิ ุทธ์ิของสีใดสีหน่ึง สที ี่ถกู ผสมดว๎ ย สีดาจนหมํนลง ความจดั หรอื ความบรสิ ุทธิจ์ ะลดลง ความจัดของสีจะเรยี งลาดบั จากจัดที่สดุ ไปจนหมํนทสี่ ุด 3. นา้ หนกั ของสี หมายถึง สที ่สี ดใส สกี ลาง สที บึ ของสแี ตํละสี สที กุ สจี ะมีน้าหนักในตัวเอง ถา๎ เราผสมสีขาวเขา๎ ไป ในสีใดสีหนงึ่ สนี ั้นจะสวํางขึน้ หรือมีนา้ หนกั ออํ นลงถา๎ เพ่มิ สขี าวเขา๎ ไปทลี ะน๎อยๆ ตามลาดบั เราจะได๎น้าหนักของสี ที่เรียงลาดบั จากแกสํ ดุ ไปจนถงึ อํอนสุด น้าหนกั ออํ นแกํ ของสที ี่ได๎ เกดิ จากการผสมดว๎ ยสีขาว เทา และ ดา นา้ หนักของสจี ะลดลงดว๎ ยการใชส๎ ขี าวผสม ซ่งึ จะทาใหเ๎ กิดความรู๎สึกนํุมนวล ออํ นหวาน สบายตา แสงและเงา แสงและเงา หมายถึง แสงที่สอํ งมากระทบพืน้ ผวิ ท่ีมีสีอํอนแกแํ ละพ้นื ผิวสูงตา่ โคง๎ นนู เรียบหรอื ขรขุ ระ ทา ให๎ปรากฏแสงและเงาแตกตํางกนั ตัวกาหนดระดับของคําน้าหนัก ความเข๎มของเงาจะข้ึนอยกูํ บั ความเข๎มของแสง ในท่ที ่ีมีแสงสวาํ งมาก เงาจะเขม๎ ขึน้ และในท่ีท่มี แี สงสวาํ งน๎อย เงาจะไมํชดั เจน บริเวณแสงสวํางจัด เปน็ บริเวณทอ่ี ยูใํ กล๎แหลงํ กาเนิดแสงมากท่ีสุด จะมีความสวํางมากที่สุด ในวตั ถทุ ี่มีผวิ มนั วาวจะสะท๎อนแหลํงกาเนิดแสงออกมาใหเ๎ หน็ ได๎ชดั บริเวณแสงสวาํ ง เป็นบรเิ วณทไี่ ดร๎ ับแสงสวําง รองลงมาจากบริเวณแสงสวํางจัด เนอ่ื งจากอยูํหํางจาก แหลงํ กาเนดิ แสงออกมา และเร่ิมมคี าํ นา้ หนักอํอน ๆ บรเิ วณเงา เป็นบริเวณท่ีไมไํ ด๎รับแสงสวาํ ง หรอื เปน็ บริเวณทีถ่ ูกบดบังจาก แสงสวําง ซง่ึ จะมคี ําน้าหนกั เข๎ม มากขน้ึ กวาํ บริเวณแสงสวาํ ง บรเิ วณเงาเข๎มจดั เปน็ บริเวณท่ีอยูํหํางจากแหลํงกาเนิดแสงมากทสี่ ุด หรือ เปน็ บรเิ วณที่ถูกบดบังมาก ๆ หลาย ๆ ช้นั จะมีคําน้าหนักที่เข๎มมากไปจนถึงเข๎มที่สดุ บริเวณเงาตกทอด เป็นบริเวณของพ้ืนหลังท่ีเงาของวตั ถุทาบลงไป เป็นบรเิ วณเงาทอี่ ยํู ภายนอกวตั ถุ และ จะมีความเขม๎ ของคํานา้ หนักขึ้นอยํกู ับ ความเขม๎ ของเงา น้าหนักของพน้ื หลัง ทิศทางและระยะของเงา ความสาคญั ของคําน้าหนัก 1. ใหค๎ วามแตกตํางระหวํางรูปและพ้นื หรอื รปู ทรงกบั ท่วี ําง 2. ใหค๎ วามรสู๎ กึ เคล่ือนไหว 3. ใหค๎ วามร๎ูสกึ เป็น 2 มติ ิ แกํรปู ราํ ง และความเปน็ 3 มิตแิ กรํ ูปทรง 4. ทาใหเ๎ กดิ ระยะความตืน้ - ลกึ และระยะใกล๎ - ไกลของภาพ 5. ทาให๎เกดิ ความกลมกลนื ประสานกันของภาพ

ใบความรู้ เรื่อง ความหมายและความเปน็ มาของทัศนศิลปไ์ ทย ศิลปะประเภททัศนศลิ ป์ท่สี าคญั ของไทย ได๎แกํ จติ รกรรม ประติมากรรม และสถาปตั ยกรรม มรี ปู แบบท่ี เป็นเอกลักษณ์ไทยทส่ี ะท๎อนให๎เหน็ วิถชี วี ติ ขนบธรรมเนยี มประเพณี ความเช่ือและรสนยิ ม เก่ียวกบั ความงามของคนไทย ลักษณะของศิลปะไทย ศิลปะไทยได๎รบั อทิ ธิพลจากธรรมชาติ และสงิ่ แวดล๎อมในสังคมไทย ซ่ึงมีลักษณะเดนํ คอื ความงามอยําง นมิ่ นวลมคี วามละเอียดประณีต ซ่งึ แสดงใหเ๎ หน็ ถึงลักษณะนิสยั และจติ ใจของคนไทยทีไ่ ด๎สอดแทรกไวใ๎ นผลงานที่ สร๎างสรรค์ขนึ้ โดยเฉพาะศิลปกรรมท่เี ก่ยี วกับพระพุทธศาสนา ซง่ึ เป็นศาสนาประจาชาติของไทย อาจกลาํ วได๎วํา ศิลปะไทยสรา๎ งขึ้นเพ่ือสงํ เสริมพุทธศาสนา เป็นการเช่ือมโยง และโน๎มน๎าวจิตใจของประชาชนใหเ๎ กิดความเล่ือมใส ศรัทธาในพุทธศาสนา ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั สวุ รรณาราม

จติ รกรรมไทย จิตรกรรมไทย เป็นการสรา๎ งสรรค์ภาพเขียนท่ีมลี ักษณะโดยทัว่ ไปมกั จะเปน็ 2 มิติ ไมํมีแสงและเงา สพี ื้น จะเป็นสีเรยี บๆไมํฉดู ฉาดสที ่ีใช๎สวํ นใหญจํ ะเปน็ สีดา สีน้าตาล สเี ขียว เส๎นที่ใชม๎ กั จะเปน็ เส๎นโคง๎ ชวํ ยใหภ๎ าพดอู ํอน ช๎อย นุมํ นวล ไมํแข็งกระดา๎ ง จติ รกรรมไทยมกั พบในวัดตํางๆเรียกวาํ “จติ รกรรมฝาผนัง” จติ รกรรมไทย จดั เปน็ ภาพเลําเร่อื งท่เี ขยี นขึน้ ดว๎ ยความคดิ จินตนาการของคนไทย มีลักษณะตามอุดมคติ ของชาํ งไทย คอื 1. เขียนสีแบน ไมํคานงึ ถงึ แสงและเงา นยิ มตัดเส๎นให๎เหน็ ชดั เจน และเส๎นทใ่ี ช๎ จะแสดงความร๎สู กึ เคลื่อนไหวนํมุ นวล 2. เขียนตัวพระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลา ทาํ ทางเหมือนกัน ผิดแผกแตกตําง กันดว๎ ยสรี ํางกายและ เครอ่ื งประดบั 3. เขยี นแบบตานกมอง หรอื เปน็ ภาพต่ากวาํ สายตา โดยมุมมองจากทีส่ งู ลงสํู ลาํ ง จะเหน็ เปน็ รูป เรือ่ งราว ไดต๎ ลอดภาพ 4. เขยี นติดตํอกันเป็นตอน ๆ สามารถดูจากซ๎ายไปขวาหรือลาํ งและบนไดท๎ ั่วภาพ โดยขน้ั แตํละตอนของ ภาพด๎วยโขดหิน ต๎นไม๎ กาแพงเมือง เป็นตน๎ 5. เขยี นประดบั ตกแตงํ ดว๎ ยลวดลายไทย มสี ที องสร๎างภาพใหเ๎ ดนํ เกิดบรรยากาศ สขุ สวํางและมีคณุ คํามาก ขึ้น ประตมิ ากรรมไทย ประติมากรรมเป็นผลงานศิลปกรรมท่ีเป็นรูปทรง 3 มิติ ประกอบจากความสูง ความกว๎างและความนูน หรือความลึก ประติมากรรมเกิดขน้ึ จากกรรมวิธีการสร๎างสรรค์แบบตํางๆ เชํน การปั้นและหลํอ การแกะสลัก การ ฉลุหรือดุน ประติมากรรมไทยเป็นผลงานการสร๎างสรรค์ของบรรพบุรุษ สํวนใหญํเน๎นเนื้อหาทางศาสนา มัก ปรากฏอยูํตามวัดและวัง มีขนาดตั้งแตํเล็กที่สุด เชํน พระเครื่อง เคร่ืองรางของขลัง จนถึงขนาดใหญํที่สุด เชํน พระอัจนะ หรอื พระอฏั ฐารส เมอ่ื พิจารณาภาพรวมของประตมิ ากรรมไทยอาจแบงํ ประติมากรรมออกเป็น 3 ประเภทคือ ประติมากรรม รปู เคารพ ประติมากรรมตกแตงํ และประตมิ ากรรมเพื่อประโยชน์ใช๎สอย

ผลงานประติมากรรมไทย แบํงออกไดเ๎ ปน็ 4 ประเภท สรุปได๎ ดงั นี้ 1. ประติมากรรมไทยท่ีเกิดขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธา คตินิยมเกี่ยวข๎องกับศาสนา เชํน พระพุทธรูป ปางตํางๆ ลวดลายของฐานเจดยี ห์ รือพระปรางค์ตํางๆ 2. ประตมิ ากรรมไทยพวกเครอื่ งใชใ๎ นชีวติ ประจาวัน เชนํ โอํง หม๎อ ไห ครก กระถาง 3. ประติมากรรมไทยพวกของเลํน ได๎แกํ ต๏ุกตาดินปั้น ตุ๏กตาจากกระดาษ ต๏ุกตาจากผ๎า หุํนกระบอก ปลาตะเพียนสานใบลาน หน๎ากาก วัสดุจากเปลือกหอย ชฎาหัวโขน ปลาตะเพียนสาน ใบลาน 4. ประติมากรรมไทยพวกเครอื่ งประดบั ตกแตํง เชนํ กระถางตน๎ ไม๎ โคมไฟดนิ เผา สถาปัตยกรรมไทย สถาปัตยกรรมไทย หมายถงึ ศลิ ปะการกอํ สร๎างของไทย อันได๎แกํ อาคาร บา๎ นเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถปู และส่ิงกํอสร๎างอื่น ๆ ทม่ี ีมลู เหตทุ ี่มาของการกํอสรา๎ งอาคารบ๎านเรอื นในแตลํ ะท๎องถนิ่ จะมลี กั ษณะผิดแผก แตกตาํ งกันไปบ๎างตามสภาพทางภูมศิ าสตร์ และคตนิ ยิ มของแตลํ ะท๎องถนิ่ แตํสง่ิ กํอสร๎างทางศาสนาพทุ ธ มักจะมี ลกั ษณะท่ีไมํแตกตาํ งกนั มากนัก เพราะมีความเชอ่ื ความศรัทธาและแบบแผนพธิ ีกรรมทีเ่ หมือน ๆ กัน สถาปตั ยกรรมไทย สามารถจัดหมวดหมูํ ตามลักษณะการใช๎งานได๎ ประเภท คอื 1. สถาปตั ยกรรมที่ใช๎เปน็ ทอ่ี ยอํู าศัย ไดแ๎ กํ บา๎ นเรอื น ตาหนกั วังและพระราชวงั เปน็ ต๎น บ๎านหรอื เรือน เป็นทีอ่ ยํูอาศยั ของสามัญชน ธรรมดาท่วั ไป ซง่ึ มีทั้งเรือนไม๎ และเรือนปูน เรือนไม๎มีอยํู 2 ชนิด คอื เรือนเคร่ืองผูก เป็นเรอื นไม๎ไผํ ปดู ๎วยฟากไม๎ไผํ หลงั คามงุ ด๎วย ใบจาก หญ๎าคา หรือใบไม๎ อีกอยํางหน่ึง เรียกวํา เรือนเคร่ืองสบั เปน็ ไม๎จริงท้ังเนื้ออํอน และเนื้อแข็ง ตามแตํละทอ๎ งถน่ิ หลังคามุง ดว๎ ยกระเบ้ือง ดินเผา พ้ืนและฝาเป็นไมจ๎ ริงท้งั หมด ลกั ษณะเรือน ไมข๎ องไทยในแตํละทอ๎ งถิ่นแตกตํางกัน และโดยทวั่ ไปแล๎วจะมี ลักษณะสาคญั รํวมกนั คือ เปน็ เรือนไมช๎ ้นั เดียว ใตถ๎ ุนสูง หลงั คาทรงจ่วั เอยี งลาดชัน 2. สถาปัตยกรรมท่เี กีย่ วข๎องศาสนา ซึง่ สวํ นใหญอํ ยใํู นบรเิ วณสงฆ์ ท่เี รยี กวาํ วดั ซึ่งประกอบไปด๎วย สถาปัตยกรรมหลายอยําง ไดแ๎ กํ โบสถ์ เปน็ ที่กระทาสงั ฆกรรมของพระภกิ ษุ วิหารใช๎ประดิษฐาน พระพทุ ธรูปสาคญั และกระทาสังฆกรรมด๎วยเหมือนกัน กฎุ ิ เปน็ ท่ี อยูขํ องพระภกิ ษุ สามเณร หอไตร เป็นทเ่ี ก็บรักษาพระไตรปฎิ ก และคมั ภรี ์สาคัญทางศาสนา หอระฆังและหอกลอง เปน็ ท่ใี ช๎เก็บระฆงั หรือกลองเพื่อตีบอกโมงยาม หรอื เรยี กชมุ นมุ ชาวบ๎าน สถปู เปน็ ท่ฝี งั ศพ เจดยี ์ เปน็ ทีร่ ะลกึ อันเกย่ี วเน่ืองกับศาสนา

ภาพพมิ พ์ การพิมพภ์ าพ หมายถึง การถํายทอดรูปแบบจากแมพํ ิมพ์ออกมาเปน็ ผลงานทมี่ ีลักษณะเหมือนกันกับ แมพํ ิมพ์ทุกประการ และไดภ๎ าพที่เหมือนกนั มีจานวนต้งั แตํ 2 ชิ้นขนึ้ ไป การพมิ พภ์ าพเป็นงานทพ่ี ัฒนาตํอ เนื่องมาจากการวาดภาพ ซ่ึงการวาดภาพไมํสามารถ สรา๎ งผลงาน 2 ชิน้ ท่ีมลี ักษณะเหมือนกนั ทุกประการได๎ จงึ มี การพัฒนาการพิมพ์ข้นึ มา ชาติจีนเปน็ ชาติแรกทีน่ าเอาวิธกี ารพมิ พม์ าใช๎อยํางแพรหํ ลายมานานนับพันปี จากนัน้ จงึ ได๎แพรหํ ลายออกไปในภมู ภิ าคตาํ งๆของโลก ชนชาตทิ างตะวนั ตกได๎พัฒนาการพิมพ์ภาพขึ้นมาอยาํ งมากมาย มีการ นาเอาเคร่ืองจักรกลตํางๆ เข๎ามาใชใ๎ นการพิมพ์ ทาใหก๎ ารพิมพม์ ีการพฒั นาไปอยาํ งรวดเร็วในปจั จุบัน การพิมพภ์ าพมอี งคป์ ระกอบท่ีสาคญั ดังนี้ 1. แมพํ มิ พ์ เป็นสิง่ ทสี่ าคัญท่สี ุดในการพมิ พ์ 2. วัสดทุ ีใ่ ชพ๎ ิมพ์ลงไป 3. สที ีใ่ ช๎ในการพิมพ์ 4. ผู๎พิมพ์ ผลงานท่ไี ด๎จากการพิมพ์มีชนิด คือ 1. ภาพพิมพ์ เป็นผลงานพิมพ์ทเ่ี ป็นภาพตํางๆ เพ่ือความสวยงามหรอื บอกเลาํ เร่ืองราวตําง ๆ อาจมี ข๎อความ ตัวอักษรหรือตวั เลขประกอบหรือไมํมีก็ได๎ 2. สง่ิ พิมพ์ เป็นผลงานพิมพ์ทใ่ี ชบ๎ อกเลําเรื่องราวตํางๆ เป็นตัวอักษร ขอ๎ ความ ตวั เลข อาจมี ภาพประกอบหรือไมํมกี ็ได๎ ประเภทของการพมิ พ์ การพิมพ์แบํงออกไดห๎ ลายประเภทตามลักษณะตําง ดงั น้ี 1. แบํงตามจดุ มํุงหมายในการ พมิ พ์ ได๎ 2 ประเภท คอื 1.1 ศลิ ป์ภาพพิมพ์ เป็นงานพิมพภ์ าพเพอื่ ให๎เกดิ ความสวยงามเป็น งานวิจิตรศิลป์ 1.2 ออกแบบภาพพิมพ์ เป็นงานพมิ พภ์ าพประโยชน์ใช๎สอย นอกเหนือไปจากความสวยงาม ไดแ๎ กํ หนงั สือตาํ งๆ บัตรภาพตํางๆ ภาพโฆษณา ปฏิทิน ฯลฯ จดั เป็นงาน ประยกุ ต์ศลิ ป์ 2. แบงํ ตามกรรมวธิ ีในการพิมพ์ ได๎ 2 ประเภท คือ 2.1 ภาพพิมพต์ น๎ แบบ เปน็ ผลงานพิมพ์ทส่ี รา๎ งจากแมํพมิ พ์และวิธกี ารพิมพ์ท่ีถูกสร๎างสรรค์ และกาหนดข้ึนโดยศิลปินเจ๎าของผลงานและเจ๎าของผลงาน จะต๎องลงนามรับรองผลงานทุกชิ้น บอกลาดับท่ใี นการพิมพ์ เทคนิคการพมิ พ์ 2.2 ภาพพิมพ์จาลองแบบ เป็นผลงานพิมพ์ที่สร๎างจากแมํพิมพ์ หรือวิธีการพิมพ์วิธีอ่ืน ซ่ึงไมํใชํวธิ ีการเดมิ แตํไดร๎ ูปแบบเหมือนเดิม บางกรณีอาจเป็นการ ละเมิดลขิ สิทธผิ์ ๎ูอน่ื 3. แบํงตามจานวนครั้งที่พมิ พ์ ได๎ 2 ประเภท คือ 3.1 ภาพพิมพ์ถาวร เป็นภาพพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจากแมํพิมพ์ใดๆ ท่ีได๎ผลงานออกมามีลักษณะ เหมือนกันทกุ ประการ ตัง้ แตํ 2 ช้นิ ขึน้ ไป 3.2 ภาพพิมพ์ครั้งเดียว เป็นภาพพิมพ์ท่ีพมิ พอ์ อกมาไดผ๎ ลงานเพยี งภาพเดียว ถา๎ พิมพ์อีกจะได๎ผลงานท่ี ไมํเหมือนเดมิ 4. แบํงตามประเภทของแมพํ ิมพ์ ได๎ 4 ประเภท คอื 4.1 แมพํ ิมพ์นูน เป็นการพิมพ์โดยใหส๎ ตี ิดอยํูบนผวิ หน๎าที่ทาให๎นูนข้ึนมาของแมํพิมพ์ ภาพที่ได๎เกิด จากสีที่ติดอยูํในสํวนบนนั้น แมํพิมพ์นูนเป็นแมํพิมพ์ที่ทาขึ้นมาเป็นประเภทแรก ภาพพิมพ์ชนิดนี้ได๎แกํ ภาพ พิมพ์แกะไม๎ ในอดีตผ๎ูคนมักจะหาวิชาความร๎ูได๎จากในวัดเพราะวัดจะเป็นศูนย์กลางของนักปราชญ์หรือผู๎รู๎ ใช๎เป็น สถานทใี่ นการเผยแพรํวิชาความรู๎ตํางๆ จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนตามศาลา โบสถ์ วิหารก็เป็นอีกส่ิงหนึ่งที่เราจะหา

ความร๎ูในเรื่องตํางๆ ได๎ โดยเฉพาะที่เก่ียวกับพุทธประวัติ ชาดก วรรณคดีและนิทานพ้ืนบ๎าน ซึ่งนอกจากจะได๎ ความร๎ูในเร่ืองศาสนา ประวัติศาสตร์ วรรณคดีแล๎ว เรายังได๎อรรถรสแหํงความสนุกสนานเพลิดเพลินกับความ สวยงามของภาพวาดเหลําน้ีอกี ดว๎ ย 4.2 แมพํ ิมพร์ อํ งลึก เปน็ การพิมพโ์ ดยให๎สีอยํูในรํองท่ีทาให๎ลึกลงไปของแมพํ ิมพ์โดยใช๎แผํนโลหะ ทาเปน็ แมํพมิ พ์ ( แผํนโลหะท่นี ยิ มใชค๎ อื แผํนทองแดง ) และทาให๎ลึกลงไปโดยใชน๎ า้ กรดกดั แมํพิมพ์รํองลึกน้ี พฒั นาขน้ึ โดย ชาวตะวนั ตก สามารถพมิ พ์งานที่มคี วาม ละเอยี ด คมชัดสงู สมยั กํอนใชใ๎ นการพิมพ์ หนังสอื พระ คมั ภรี ์ แผนท่ี เอกสารตาํ งๆ แสตมป์ ธนบตั ร ปจั จบุ ันใชใ๎ น การพมิ พง์ านที่เป็นศลิ ปะ และธนบัตร 4.3 แมพํ มิ พ์พ้ืนราบ เปน็ การพมิ พโ์ ดยใหส๎ ีตดิ อยํูบนผวิ หนา๎ ท่รี าบเรียบของแมํพิมพ์ โดยไมตํ อ๎ งขุด หรือแกะพ้นื ผิวลงไป แตใํ ชส๎ ารเคมเี ขา๎ ชํวย ภาพพิมพ์ชนดิ น้ีไดแ๎ กํ ภาพพมิ พ์หิน การพิมพอ์ อฟเซท ภาพพิมพ์ กระดาษ ภาพพิมพ์ครั้งเดยี ว 4.4 แมํพิมพ์ฉลุ เป็นการพิมพ์โดยให๎สีผํานทะลุชํองของแมํพิมพ์ลงไปสํูผลงานที่อยูํด๎านหลัง เป็น การพิมพ์ชนิดเดียวที่ได๎รูปที่มีด๎านเดียวกันกับแมํพิมพ์ ไมํกลับซ๎าย เป็นขวา ภาพพิมพ์ชนิดน้ีได๎แกํ ภาพพิมพ์ฉลุ ภาพพิมพ์ตะแกรงไหม ในอดีตผ๎ูคนมักจะหาวิชาความร๎ูได๎จากในวัดเพราะวัดจะเป็นศูนย์กลางของนักปราชญ์หรือ ผร๎ู ๎ู ใชเ๎ ป็นสถานทใ่ี นการเผยแพรํวิชาความรู๎ตํางๆ จิตรกรรมฝาผนังท่ีเขียนตามศาลา โบสถ์ วิหารก็เป็นอีกส่ิงหน่ึง ทีเ่ ราจะหาความร๎ใู นเรอื่ งตํางๆ ไดโ๎ ดยเฉพาะทเี่ ก่ยี วกบั พุทธประวัติ ชาดก วรรณคดีและนทิ านพื้นบา๎ น ซึ่งนอกจาก จะไดค๎ วามร๎ใู นเร่ืองศาสนา ประวัตศิ าสตร์ วรรณคดแี ล๎ว เรายงั ไดอ๎ รรถรสแหงํ ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับความ สวยงามของภาพพมิ พต์ ําง ๆ เหลาํ นีอ้ กี ด๎วย

ใบความรู้ เรอื่ ง ความงามและคุณคําของทัศนศิลปไ์ ทย “ชวี ติ สลาย อาณาจักรพินาศ ผลประโยชนข์ องบคุ คลมลายหายสน้ิ ไป แตํศลิ ปะเทํานัน้ ที่ยงั คงเหลอื เป็น พยานแหงํ ความเป็นอัจฉรยิ ะของมนษุ ย์อยูตํ ลอดกาล” ขอ๎ ความข๎างต๎นนีเ้ ป็นความเห็นอันเฉียบคมของทาํ น ศาสตราจารยศ์ ลิ ป์ พีระศรี ผ๎กู ํอต้งั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร แสดงให๎เห็นวํางานศิลปะเปน็ สมบตั ิอันล้าคําของมนุษย์ท่ี แสดงความเปน็ อจั ฉรยิ ะบํงบอกถึงความเจรญิ ทางด๎านจิตใจ และสติปัญญาอนั สูงกวํา ซึ่งมีคุณคาํ ตํอชวี ิต และสงั คม ดังนี้ คณุ คําในการยกระดับจติ ใจ คุณคําของศิลปะอยทูํ ่ีประโยชน์ ชวํ ยขจดั ความโฉด ความฉ๎อฉลยกระดบั วิญญาณความเป็นคนเห็นแกตํ น บทกวขี องเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวซี ไี รต์ของไทย ได๎ให๎ความสาคัญของงานศิลปะในการยกระดับวญิ ญาณความ เปน็ คนกค็ ือ การยกระดับจิตใจของคนเราให๎สูงขนึ้ ดว๎ ยการได๎ช่นื ชมความงาม และความประณตี ละเอียดอํอนของ งานศลิ ปะ นอกจากน้งี านศลิ ปะบางช้ินยังใหค๎ วามงามและความรสู๎ กึ ถึงความดีงาม และงาม จรยิ ธรรมอยาํ งลึกซึง้ เปน็ การจรรโลงจิตใจใหผ๎ ๎ดู เู ครงํ เครียดและเศรา๎ หมองของศิลปนิ ผูส๎ รา๎ งสรรคแ์ ละผ๎ชู น่ื ชมได๎เป็นอยํางดี ดังนัน้ จึงมี การสํงเสริมใหเ๎ ด็กสร๎างงานศิลปะ เพื่อผอํ นคลายความเครํงเครียด และพฒั นาสขุ ภาพจิต ซ่งึ เป็นจุดเริม่ ต๎นของ พฒั นาการตําง ๆ อยํางสมบูรณ์ ความรส๎ู ึกทางความงามของมนุษย์มขี อบเขตกว๎างขวางและแตกตาํ งกันออกไปตามทศั นะของแตลํ ะบุคคล เราอาจรวมลกั ษณะเดนํ ของความงามได๎ ดงั นี้ 1. ความงามเปน็ สิง่ ทป่ี รากฏข้ึนในจิตมนษุ ย์ แม๎เพียงชัว่ ระยะเวลาหน่ึงแตํจะกํอให๎เกิดความปติ ิยินดแี ละฝัง ใจจาไปอีกนาน เชนํ การได๎มโี อกาสไปเทีย่ วชมสถานท่ีตาํ งๆ ที่มีธรรมชาตแิ ละศิลปกรรมทสี่ วยสดงดงาม เราจะจา และระลึกถงึ ดว๎ ยความปิติสุข บางคร้ังเราอยากจะให๎ผ๎ูอนื่ รับรดู๎ ๎วย 2. ความงามทาใหเ๎ ราเกิดความเพลิดเพลนิ หลงใหลไปกบั รูปรํางรูปทรง สีสนั จนลืมบางสงิ่ บางอยาํ งไป เชํน ผลไม๎แกะสลกั ความงามของลวดลาย ความละเอยี ดอํอน อยากเกบ็ รักษาไวจ๎ นลืมไปวาํ ผลไม๎น้นั มีไว๎สาหรบั รับประทานมิใชํมีไว๎ดู 3. ส่ิงส่งิ หน่งึ เป็นได๎ทง้ั ส่งิ ทส่ี วยงาม และไมงํ าม ไปจนถึงนาํ เกลียด อัปลักษณ์ แตถํ ๎าได๎รบั การยกยํองวํา เปน็ ส่งิ มีคํา มีความงามจะตรงกันขา๎ มกบั ส่งิ อัปลกั ษณ์ทนั ที 4. ความงามไมมํ ีมาตราสํวนใดมาชงั่ ตวง วัดให๎แนนํ อนได๎ ทาใหเ๎ ราไมํสามารถกาหนดได๎วําส่งิ นัน้ สิง่ นมี้ ี ความงามเทําใด 5. ความงามของส่ิงท่ีมนษุ ยส์ ร๎างข้ึน เป็นผลมาจากความคิด ทกั ษะฝีมอื หรือภูมิปญั ญาของมนษุ ย์ แตเํ ม่อื สรา๎ งเป็นวตั ถสุ งิ่ ของตํางๆแลว๎ กลบั เป็นความงามของส่งิ นั้นไป เชํน ความงามของผา๎ ความงามของรถยนต์ เป็นตน๎ การรบั ร๎ูคําความงาม ความงามเปน็ เรื่องทีม่ คี วามสาคญั เพิม่ ขึน้ ตามลาดับ มนษุ ยร์ ับรูค๎ าํ ความงามใน 3 กลุํม คือ 1. กลํุมทเ่ี หน็ วํามนษุ ย์รบั รู๎คาํ ความงามไดเ๎ พราะสิ่งตํางๆมีความงามอยํูในตัวเอง เป็นคณุ สมบัติของวัตถุ ปรากฏออกมาเป็นรูปรํางรปู ทรงสีสนั การอธิบายถงึ ความงามของงานทัศนศิลป์จะได๎ผลน๎อยกวําการพาไปใหเ๎ หน็ ของจริง แสดงใหเ๎ ห็นวําความงามมีอยูํในตัววตั ถุ

2. กลุมํ ท่ีเหน็ วาํ มนษุ ย์รับรู๎คําความงามได๎เพราะจติ ของเราคดิ และรสู๎ ึกไปเอง โดยกลมํุ น้เี ห็นวําถ๎าความ งามมีอยํูในวตั ถจุ ริงแตลํ ะบุคคลยอํ มเหน็ ความงามนนั้ เทํากัน แตเํ น่อื งจากความงามของวัตถุทแ่ี ตํละบุคคลเหน็ แตกตาํ งกนั ออกไปจึงแสดงวาํ ความงามขนึ้ อยูํกบั อารมณ์และความร๎ูสึกของแตลํ ะบุคคล 3. กลํุมที่เหน็ วาํ มนษุ ย์รบั รคู๎ ําความงามไดเ๎ พราะเป็นสภาวะท่ีเหมาะสมระหวํางวัตถุกับจิต กลุํมนี้เห็นวําการรับรู๎คํา ความงามนั้นมิใชํอยํางใดอยํางหนึ่ง แตํเป็นสภาวะท่ีสัมพันธ์กันระหวํางมนุษย์กับวัตถุ การรับรู๎ที่สมบูรณ์ต๎อง ประกอบดว๎ ยวัตถทุ ่ีมีความงาม ความเดํนชัดและผ๎ูรับร๎ูต๎องมีอารมณ์และความร๎ูสึกที่ดี พร๎อมท่ีจะรับรสคุณคําแหํง ความงามนัน้ ดว๎ ย จะเหน็ ไดว๎ าํ ศลิ ปกรรมหรือทศั นศิลปเ์ ปน็ สิ่งท่มี นุษย์สรา๎ งข้ึนจงึ มกี ารขัดเกลาตกแตงํ ให๎สวยงามเปน็ วัตถุ สุนทรีย์ เปน็ ส่งิ ท่มี คี วามงาม ผดู๎ รู ับร๎คู าํ ความงามได๎ในระดับพ้ืนๆใกลเ๎ คยี งกนั เชํน เปน็ ภาพเขยี น ภาพปนั้ แกะสลกั หรือเป็นสิ่งกํอสรา๎ งท่สี วยงาม แตกํ ารรบั รู๎ในระดับท่ีลึกลงไปถึง ข้ันชอบ ประทบั ใจ หรือชื่นชมนนั้ เปน็ เรือ่ งของแตํละบุคคล การรบั ร๎ูคุณคําทางศลิ ปะมหี ลายกระบวนการ ดงั น้ี 1. สง่ิ สุนทรีย์ หมายถึง งานทัศนศิลป์ทีเ่ กิดจากศิลปนิ ท่ีตั้งใจสรา๎ งงานอยํางจรงิ จัง มกี ารพฒั นา งานตามลาดบั ประณีตเรียบร๎อย ท้งั ในผลงาน กรอบ และการติดตง้ั ท่ีทาให๎งานเดํนชดั 2. อารมณ์รวํ ม หมายถึง ส่งิ สนุ ทรียน์ นั้ มคี วามงามของเน้ือหาเร่ืองราว รูปรําง-รูปทรง สสี นั ท่ีสามารถทา ใหผ๎ ูด๎ สู นใจ เพลิดเพลินไปกบั ความงามของผลงานน้นั มอี ารมณ์รวํ มหรอื คล๎อยตาม เชนํ เม่อื เห็นงานทศั นศลิ ปแ์ ลว๎ เกดิ ความร๎ูสกึ ประทบั ใจและหยุดดอู ยรูํ ะยะหน่ึง เป็นตน๎ 3. กาหนดจิต เป็นข้ันตํอเน่ืองจากการมีอารมณ์รํวม กลําวคือในขณะท่ีเกิดอารมณ์รํวม เพลิดเพลินไปกบั งานทัศนศิลป์ ผู๎ดูสํวนใหญจํ ะอยํูในระดบั ทเ่ี หน็ วําสวยกพ็ อใจแล๎ว แตํถ๎ามีการกาหนดจิตให๎หลุด ออกจากอารมณ์รวํ มเหลาํ นั้นวําเรากาลงั ดูงานทัศนศิลป์ท่ีสรา๎ งสรรคอ์ ยาํ งต้ังใจ จรงิ ใจ แตลํ ะจดุ ของผลงานแสดง ถึงทกั ษะฝีมอื ของศลิ ปนิ จิตของเราจะกลับมาและเริม่ ดูในสํวนรายละเอยี ดตํางๆ ทาให๎ได๎รสชาติของความงามท่ี แปลกออกไป

ใบความรู้ การนาความงามของธรรมชาตมิ าสรา๎ งสรรค์ผลงาน ความคิดสร๎างสรรค์ เป็นสิ่งท่ีเกิดจากความคิดสร๎างสรรค์ เป็นการดาเนินการในลักษณะตําง ๆ เพื่อให๎ เกิดสิ่งแปลกใหมํที่ไมํเคยปรากฏมากํอน สิ่งท่ีมีชีวิตเทําน้ันท่ีจะมีความคิดอยํางสร๎างสรรค์ได๎ ความคิด สร๎างสรรค์เป็นความคิดระดับสูง เป็นความสามารถทางสติปัญญาแบบหนึ่ง ที่จะคิดได๎หลายทิศทาง หลากหลาย รูปแบบโดยไมํมีขอบเขต นาไปสํูกระบวนการคิดเพ่ือสร๎างส่ิงแปลกใหมํ หรือเพื่อการพัฒนา ของเดิมให๎ดีขึ้นทาให๎ เกดิ ผลงานที่มีลกั ษณะเฉพาะตน เป็นตัวของตัวเอง อาจกลําวได๎วํา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในโลก ที่มี ความคิดสร๎างสรรค์ เนื่องจากตั้งแตํในอดีตที่ผํานมา มีแตํมนุษย์เทําน้ันท่ีสามารถสร๎างส่ิงใหมํ ๆ ขึ้นมาเพ่ือใช๎ ประกอบในการดารงชีวิต และสามารถพัฒนาส่ิงตําง ๆให๎ดีขึ้นกวํา เดิม รวมถึงมีความสามารถในการพัฒนาตน พฒั นาสงั คม พัฒนาประเทศ และรวมถึงพัฒนาโลกท่ีเราอยํู ให๎มีลักษณะที่เหมาะสมกับมนุษย์มากท่ีสุด ในขณะที่ สัตว์ชนิดตําง ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาเชํนเดียวกับเรา ยังคงมีชีวิตความเป็นอยํูแบบเดิมอยํางไมํมีการเปล่ียนแปลง มากกวําครึ่งหนึ่งของการพบที่ย่ิงใหญํของโลกได๎ถูกกระทาขึ้นมาโดยผําน \"การค๎นพบโดยบังเอิญ\"หรือการค๎นพบ บางส่ิงขณะที่กาลังค๎นหาบางส่ิงอยํู การพัฒนาความคิดสร๎างสรรค์ของมนุษย์จะทาให๎เกิดการเปล่ียนแปลง การ สร๎างสรรค์อาจไมํจาเป็นต๎องยิ่งใหญํถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งขึ้นมาให๎กับโลก แตํมีอาจเก่ียวข๎องกับพัฒนาการ บางอยาํ งใหใ๎ หมขํ นึ้ มา อาจเปน็ สิง่ เล็ก ๆ นอ๎ ย ๆ เพ่ือตัวของเราเอง เม่ือเราเปลยี่ นแปลงตัวเราเอง เราจะพบวําโลก กจ็ ะเปลยี่ นแปลงไปพรอ๎ มกบั เรา และในวถิ แี หํงการเปลีย่ นแปลงท่ีเราไดม๎ ีประสบการณก์ ับโลก ความคิดสร๎างสรรค์ จึงมีความหมายท่ีคํอนข๎างกว๎างและ สามารถนาไปใช๎ประโยชน์กับการผลิต การสร๎างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหมํ ๆ กระบวนการวธิ ีการทค่ี ดิ คน๎ ขน้ึ มาใหมํ คาดหวังวํา ความคิดสร๎างสรรค์จะชํวยให๎การดาเนินชีวิตและสังคมของเราดี ข้นึ เราจะมคี วามสุข มากขึ้น โดยผาํ นกระบวนการท่ไี ดป๎ รบั ปรุงขึ้นมาใหมนํ ้ที ้งั ในด๎านปริมาณและคุณภาพ จุดมํงหมายของการคิดสร๎างสรรค์ งานศิลปะโดยเฉพาะงานศิลปะสมัยปัจจุบัน ศิลปินจะสร๎างสรรค์งาน ศิลปะในรูปแบบที่หลาก หลายมากข้ึนทาให๎มีขอบขํายกว๎างขวางมาก แตํไมํวําจะเป็น ไปในลักษณะใดก็ตาม งานศิลปะทุก ประเภท จะให๎คุณคําท่ีตอบสนองตํอมนุษย์ ในด๎านท่ีเป็นผลงานการ แสดงออกของอารมณ์ ความ ร๎ูสึกและความคิด เป็นการส่ือถึงเรื่องราวท่ีสาคัญ หรือเหตุการณ์ท่ีประทับใจ เป็นการ ตอบสนอง ตํอความพึงพอใจ ทัง้ ทางด๎านจติ ใจและความสะดวกสบายด๎านประโยชน์ใชส๎ อยของศิลปวัตถุ องค์ประกอบของการสร๎างสรรค์งานศิลปะ การสร๎างสรรค์จะประสบความสาเร็จเป็นผลงานได๎ นอกจาก ตอ๎ งอาศัยความคิดสร๎างสรรค์ เป็นตัวกาหนดแนวทางและรูปแบบแล๎ว ยังต๎องอาศัยความสามารถที่ยอดเย่ียมของ ศิลปิน ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตน เป็นความชานาญที่เกิดจากการฝึกฝนและความพยายาม จะสามารถ สร๎างสรรค์ผลงานท่ีมีความงามอันเย่ียมยอดได๎ แนวทางในการสร๎างสรรค์งานศิลปะของศิลปินแตํละคน อาจมี ท่มี าจากแนวทางท่ีตํางกัน บางคนได๎รับแรงบันดาลใจจากความงาม ความคิด ความรู๎สึก ความประทับใจ แตํบาง คนอาจสร๎างสรรค์งานศิลปะเพ่ือแสดงออกถึงฝีมืออันเย่ียมยอดของตนเอง เพื่อประกาศความเป็น เลิศอยํางไมํมีท่ี เปรียบปานโดยไมํเน๎นท่ีเน้ือหาของงาน และบางคนอาจสร๎างสรรค์งานศิลป์จากการใช๎วัสดุท่ีสนใจ โดยไมํเน๎น รปู แบบและแนวคิดใด ๆ เลยก็ได๎

ใบความรู้ ความคดิ สร๎างสรรค์ในการนาเอาวัสดแุ ละสิง่ ของตาํ งๆ มาตกแตงํ ราํ งกายและสถานท่ี ความคดิ สร๎างสรรค์ คอื กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคดิ ไดห๎ ลากหลายและแปลกใหมํ จากเดิม โดยสามารถนาไปประยุกต์ทฤษฎี หรอื หลักการไดอ๎ ยาํ งรอบคอบและมีความถูกต๎อง จนนาไปสํูการคิดค๎น และสรา๎ งสิง่ ประดิษฐ์ทแ่ี ปลกใหมํหรือรูปแบบความคดิ ใหมํ นอกจากลักษณะการคดิ สรา๎ งสรรค์ดังกลําวนี้แลว๎ ยงั มี สามารถมองความคิดสรา๎ งสรรค์ในหลาย ซ่ึงอาจจะมองในแงํท่ีเป็นกระบวนการคิดมากกวาํ เนอื้ หาการคิด โดยที่ สามารถใช๎ลกั ษณะการคิดสร๎างสรรค์ในมิติท่ีกวา๎ งข้นึ เชนํ การมคี วามคดิ สร๎างสรรค์ในการทางาน การเรยี นหรอื กิจกรรมที่ต๎องอาศัยความคิดสรา๎ งสรรคด์ ว๎ ยอยํางเชํน การทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื การเลนํ กีฬาทีต่ ๎อง สรา๎ งสรรค์รปู แบบเกมให๎หลากหลายไมซํ ้าแบบเดิม เพ่ือไมํใหค๎ ูํตอํ สรูํ ๎ูทนั เป็นต๎น ซงึ่ อาจกลาํ วไดว๎ ําเปน็ ลกั ษณะการ คิดสร๎างสรรคใ์ นเชิงวิชาการ แตํอยาํ งไรกต็ าม ลักษณะการคดิ สร๎างสรรคต์ ํางๆ ท่กี ลาํ วน้ันตํางก็อยํูบนพนื้ ฐานของ ความคดิ สรา๎ งสรรค์ โดยท่ีบคุ คลสามารถเชอื่ มโยงนาไปใชใ๎ นชีวติ ประจาวันไดด๎ ี ศิลปะกับการตกแตํงท่ีอยํูอาศัย มนุษย์เหมือนสัตว์ท่ัวไปที่ต๎องการสถานที่ปกปูอง คุ๎มครองจาก ส่ิงแวดล๎อมรอบกาย ไมํวํามนุษย์จะอยูํแหํงใด สถานที่อยํางไร ท่ีอยํูอาศัยจะสร๎างขึ้น เพ่ือปูองกันภัยอันตรายจาก ส่ิ ง แ ว ด ล๎ อ ม ภ า ย น อ ก ที่ อ ยูํ อ า ศั ย เ ป็ น ห นึ่ ง ใ น ปั จ จั ย ท่ี มี ค ว า ม ส า คั ญ แ ล ะ จ า เ ป็ น ส า ห รั บ การดารงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงมีการพัฒนาที่อยูํอาศัยเพ่ือสนองความต๎องการและความพอใจของแตํละบุคคล มนุษย์ทุกคนมีการพัฒนาการในชีวิตของตนเอง มนุษย์จึงนาพัฒนาการเหลํานี้มาใช๎ให๎เป็นประโยชน์ การพัฒนาท่ี อยูํอาศัยจึงเป็นหน่ึงในปัจจัยท่ีสาคัญสาหรับมนุษย์ที่อยูํอาศัยในปัจจุบันถูกพัฒนาให๎ทันสมัยกวําในอดีตเน่ืองจาก ต๎องปรับปรุงให๎เหมาะสมกับสภาพการณ์และสิ่งแวดล๎อมของโลกท่ีเปล่ียนแปลง แตํในการปรับปรุงน้ัน ควร คานึงถึงสภาพทางภมู ิศาสตร์ และวัฒนธรรมท๎องถิ่นควบคูํกันไปการพัฒนาที่อยูํอาศัยน้ันจึงจะเหมาะสมและสนอง ความต๎องการอยํางแท๎จริง ท่ีอยํูอาศัยโดยเฉพาะบ๎านในปัจจุบัน จะมีรูปแบบท่ีเรียบงํายใกล๎ชิดธรรมชาติและ คานึงถึงประโยชน์ใช๎สอยเป็นหลัก และเน๎นในเร่ืองเทคโนโลยีตํางๆ เพิ่มมากข้ึน เพราะเกิดการเปล่ียนแปลงตาม รสนยิ มการบริโภค นอกจากน้ีในการจัดตกแตํงภายในจะมีการผสมผสานการตกแตํงแบบตะวันตกและตะวันออก เข๎าดว๎ ยกัน ทาให๎เกิดผลงานการตกแตํงในรปู แบบทใ่ี ชง๎ านได๎สะดวกตามรูปแบบตะวันตก ปัจจัยอีกประการหน่ึงใน การจัดตกแตงํ ภายในบา๎ นคอื การนาหลักการทางศลิ ปะมาผสมผสานเข๎ากับการตกแตํง เพ่ือให๎การดารงชีวิตภายใน บ๎านสะดวกทั้งกายและใจ และแสดงออกถึงความงดงาม และมีรสนิยมของผ๎ูเป็นเจ๎าของบ๎าน องค์ประกอบทาง ศลิ ปะจงึ ถกู นามาเกี่ยวขอ๎ ง องค์ประกอบทางศลิ ปะท่นี ามาใช๎ในการจดั แตํงแตํงท่ีอยํูอาศยั ไดแ๎ กํ 1. ขนาดและสดั สํวนนามาใชใ๎ นการจัดท่ีอยํูอาศัย ได๎แกํ 1.1 ขนาดของหอ๎ ง ในการกาหนดขนาดของห๎องตําง ๆ จะขึ้นอยูํกับกิจกรรมท่ีทา หากเป็นห๎องท่ีใช๎ กิจกรรมมาก เชนํ ห๎องอาหาร หอ๎ งครวั หรือห๎องรับแขก ควรกาหนดขนาดของห๎องให๎มีพ้ืนที่รองรับกิจกรรมน้ัน ๆ ใหเ๎ หมาะสม ไมเํ ลก็ จนเกนิ ไป เพราะจะทาให๎คับแคบและไมสํ ะดวกตํอการทากจิ กรรม 1.2 จานวนของสมาชิกในครอบครัว ในการกาหนดขนาดของห๎องตําง ๆ ควรคานึงถึงจานวนของ ส ม า ชิ ก วํ า มี ม า ก น๎ อ ย เ พี ย ง ใ ด เพ่ือจะได๎กาหนดขนาดของห๎ องให๎เหมาะสมกับสมาชิก 1.3 เคร่ืองเรือน ในการกาหนดขนาดของเคร่ืองเรือน ควรกาหนดให๎มีขนาดพอดีกับห๎องและ สมาชิก หรือขนาดพอเหมาะกับสมาชิกไมํสูงหรือเต้ีย ขนใช๎งานไมํสะดวก ในการออกแบบเคร่ืองเรือน หรือจัด พ้ืนทภ่ี ายในบ๎านจะมีเกณฑม์ าตรฐานท่ีใช๎กันโดยทั่วไป ดังนี้ 2. ความกลมกลืน (Harmony) ความกลมกลนื ของศิลปะทนี่ ามา ใชใ๎ นการจัดตกแตํงทอี่ ยูไํ ด๎แกํ

2.1 ความกลมกลืนของการตกแตํงท่ีอยูํอาศัย การนาธรรมชาติมาผสมผสานในการตกแตํง จะทาให๎ เกิดความสัมพันธ์ท่ีงดงามการใช๎ต๎นไม๎ตกแตํงภายในอาคารจะทาให๎เกิดบรรยากาศที่รํมร่ืน เบิกบานและเป็น ธรรมชาติ 2.2 ความกลมกลืนของเครื่องเรือนในการตกแตํงภายในการเลือกเคร่ืองเรือนเครื่องใช๎ท่ีเหมาะสม และสอดคลอ๎ งกับการใช๎สอย จะทาใหเ๎ กดิ ความสัมพันธใ์ นการใชง๎ าน การเลือกวัสดทุ ี่ใชป๎ ระกอบเคร่ืองเรือนภายใน ครัว ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ทนร๎อนและทนรอยขูดขีดได๎ดี เชํน ฟอร์ไมก๎า แกรนิตหรือกระเบื้องเคลือบ ตาํ ง ๆ 2.3 ความกลมกลืนของสี ในการตกแตํง ซ่ึงต๎องใช๎ด๎วยความระมัดระวัง เพราะหากใช๎ ไมํถูกต๎องแล๎ว จะทาให๎ความกลมกลืนกลายเป็นความขัดแย๎ง การใช๎สีกลมกลืนภายในอาคาร ควรคานงึ ถงึ วัตถปุ ระสงคข์ องห๎องผ๎ูใช๎ เครื่องเรือนและการตกแตํง การใช๎สีกลมกลืนควรใช๎วิจารณญาณ เลือก สใี หเ๎ หมาะสมกบั วัตถปุ ระสงค์ของการใช๎ 3. การตดั กัน โดยทว่ั ไปของการจดั ตกแตํงที่อยํูอาศัยนยิ มทาในรูปแบบของการขัดกันในการใช๎เคร่ืองเรือน ในการตกแตํง เพื่อสร๎างจุดเดํนหรือจุดสนใจในการตกแตํงไมํให๎เกิดความกลมกลืนมากเกินไป การออกแบบเคร่ือง เรอื นแบบรวํ มสมัย จึงไดร๎ ับความนยิ มเน่ืองจากสร๎างความโดดเดํนของการตกแตํงได๎เป็นอยํางดี 4. เอกภาพ ในการตกแตงํ สิง่ ตําง ๆ หากขาดเอกภาพงานที่สาเรจ็ จะขาดความสมบูรณใ์ นการตกแตํง ภายใน การรวมกลุํมกจิ กรรมเขา๎ ด๎วยกนั การรวมพ้ืนท่ีในห๎องตําง ๆ ให๎เหมาะสมกบั กจิ กรรมจึงเปน็ การใชเ๎ อกภาพใน การจัดพืน้ ทท่ี ช่ี ัดเจน การจัดเอกภาพของเคร่ืองเรือนเคร่ืองใช๎กเ็ ป็นสิ่งสาคญั หากเครื่องเรือนจัดไมํเป็นระเบียบ ยอํ มทาให๎ผู๎อาศยั ขาดการใช๎สอยทดี่ แี ละขาดประสิทธภิ าพ ในการทางาน 5. การซ้า การซ้าและจังหวะเป็นส่ิงท่ีสัมพันธ์กันการซ้าสามารถนามาใช๎ในงานตกแตํงได๎หลายประเภท เพราะการซ้าทาให๎เกิดความสอดคล๎องของการออกแบบการออกแบบตกแตํงภายในการซ้าอาจนามาใช๎ในการเชื่อ สายตา เชํน การปูกระเบื้องปูพ้ืนที่เป็นลวดลายตํอเนื่อง หรือการติดภาพประดับผนัง ถึงแม๎การซ้าจะทาให๎งาน สอดคล๎อง หรอื ตํอเน่ือง แตํกไ็ มํควรใชใ๎ นปริมาณท่มี ากเพราะจะทาให๎ดูสบั สน 6. จงั หวะ การจดั จังหวะของที่อยํูอาศัยทาได๎หลายลักษณะ เชํน การวางผังบริเวณหรือการจัดแปลนบ๎าน ให๎มีลักษณะท่ีเชื่อมพ้ืนที่ตํอเน่ืองกันเป็นระยะ หรือจังหวะ นอกจากนี้การจัดพื้นท่ีใช๎สอยภายในอาคารนับเป็นส่ิง สาคัญ เพราะจะทาให๎เกิดระเบียบและสะดวกตํอการทางาน และทาให๎การทางาน และทาให๎การทางานมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การจัดพื้นท่ีใช๎สอยภายในอาคารที่นิยมได๎แกํ การจัดพื้นท่ีการทางานของห๎องครัว โดยแบํง พนื้ ที่การทางานใหเ๎ ปน็ จงั หวะตํอเนื่องกนั ไดแ๎ กํ พื้นทีข่ องการเกบ็ การปรุงอาหาร การล๎าง การทาอาหาร และการ เสริ ์ฟอาหาร เปน็ ต๎น 7. การเน๎น ศลิ ปะของการเน๎นที่นามาใช๎ในทอ่ี ยูอํ าศัย ได๎แกํ 7.1 การเน๎นด๎วยสีการเน๎นด๎วยสีได๎แกํ การตกแตํงภายในหรือภายนอกอาคารด๎วยการใช๎สีตกแตํงที่ กลมกลนื หรือโดดเดํน เพอ่ื ให๎สะดุดตาหรอื สดชืน่ สบายตา ซ่งึ ขึ้นอยกํู ับวตั ถปุ ระสงค์ของการจดั น้ัน 7.2 การเน๎นดว๎ ยแสงการเน๎นดว๎ ยแสงไดแ๎ กํ การใชแ๎ สงสวาํ งเน๎นความงามของการตกแตงํ และเครื่อง เรอื นภายในบ๎านใหด๎ โู ดดเดํน การใช๎โคมไฟหรือแสงสวาํ งตําง ๆ สามารถสรา๎ งความงามและใหบ๎ รรยากาศทสี่ ดชื่น หรือสุนทรีย์ได๎อยาํ งดี ในการใชแ๎ สงไฟควรคานึงถงึ รปู แบบของโคมไฟ ที่ถกู ต๎องและเหมาะสมกับขนาดและสถานที่ ตลอดจนความกลมกลนื ของโคมไฟและขนาดของห๎อง 7.3 เน๎นดว๎ ยการตกแตงํ การเนน๎ ดว๎ ยการตกแตํงไดแ๎ กํ การใชว๎ สั ดุ เครือ่ งเรือน เคร่ืองใชห๎ รือของ ตกแตํงตําง ๆ ตกแตงํ ใหส๎ อดคลอ๎ งสวยงามเหมาะสมกบั รปู แบบและสถานที่ตกแตงํ นั้น ๆ

8. ความสมดุล การใช๎ความสมดุลในการจัดอาศัยได๎แกํ จัดตกแตํงเครื่องเรือน หรือวัสดุตําง ๆ ให๎มีความ สมดุลตํอการใช๎งาน หรือเหมาะสมกับสถานที่ เชํน การกาหนดพ้ืนท่ีใช๎สอยที่สะดวกตํอการทางาน หรือการจัด ทศิ ทางของเครอื่ งเรือนให๎เหมาะสมกับสภาพแวดลอ๎ ม และการทางาน โดยเฉลี่ยกิจกรรมให๎เหมาะสมและสมดลุ 9. สี สีมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะ และการตกแตํงสถานที่ เพราะสีมีผลตํอสภาพจิตใจและอารมณ์ของ มนุษย์ สีให๎ผ๎ูอยํูอาศัยอยํูอยํางมีความสุข เบิกบานและรื่นรมย์ ดังน้ันสีจึงเป็นปัจจัยสาคัญของการจัดตกแตํงที่อยํู อาศยั ในการใช๎สีตกแตงํ ภายใน ควรคานึงถึงสิ่งตาํ ง ๆ ดังตํอไปนี้ ศลิ ปะที่นามาใช๎ในที่อยอูํ าศยั วัตถปุ ระสงค์ของหอ๎ งหรือสถานที่ ในการใช๎สีตกแตํงภายใน ควรคานงึ ถงึ วัตถุประสงค์ของห๎องหรือสถานท่ี ตกแตํง เพื่อจะไดใ๎ ชส๎ ไี ดอ๎ ยาํ งเหมาะสม การใชส๎ ตี กแตํงสถานทีต่ าํ ง ๆ ภายในบ๎าน แบํงออกเปน็ ห๎องตาํ งๆ ดงั น้ี ห๎องรบั แขก เปน็ ห๎องทใ่ี ชใ๎ นการสนทนา หรอื ตอ๎ นรับผู๎มาเยือน ดังน้นั หอ๎ งรับแขก ควรใช๎สีอบอนุํ เชํน สี ครมี สีส๎มอํอน หรอื สเี หลืองอํอน เพื่อกระตน๎ุ ให๎เบิกบาน หอ๎ งอาหาร ควรมีสที ด่ี ูสบายตา เพอ่ื เพิ่มรสชาติอาหาร อาจใชส๎ ีทกี่ ลมกลืน นํมุ นวล เพราะสีนุมํ นวลจะทา ใหเ๎ กดิ ความสบายใจ ห๎องครัว ควรใช๎สีท่ีดูสะอาดตา และรักษาความสะอาดงําย ห๎องควรเป็นห๎องท่ีใช๎ทากิจกรรมจึงควรใช๎สี กระตุ๎นให๎เกิดความสนใจในการทากจิ กรรม ห๎องนอน เปน็ หอ๎ งท่ีพักผํอน ควรใช๎สที ่ีสบายตา อบอนํุ หรือนมุํ นวล แตํการใชใ๎ นห๎องนอนควรคานึงถงึ ผ๎ใู ช๎ดว๎ ย ห๎องนา้ เปน็ หอ๎ งทใี่ ชท๎ ากจิ กรรมสํวนตวั และต๎องการความสบาย จึงควรใช๎สีทสี่ บายตาเปน็ ธรรมชาติ และ สดชื่น เชํน สีฟาู สเี ขียว หรอื สีขาว และควรเปน็ ห๎องที่ควรทาความสะอาดไดง๎ าํ ยทิศทาง การใช๎สตี กแตํงภายใน ควรคานึงถงึ ทศิ ทางของห๎อง หอ๎ งทถี่ ูกแสงแดดสํองควรใช๎สีอํอน เพือ่ สะท๎อนแสง สํวนหอ๎ งทีอ่ ยํใู นท่ีมืด หรอื อบั ควรใชส๎ อี ํอนเพื่อความสวาํ งเชํนกนั เพศและวัย เพศชายหรือหญิง จะใช๎สีในการตกแตํงไมํเหมือนกัน เพศชายจะใช๎สีเข๎มกวําเพศหญิง เชํนสี เขียวเข๎ม สีฟูา หรือเทา สํวนเพศหญิงจะใช๎สีท่ีอํอน และนํุมนวลกวํา เชํน สีครีม สีเหลือง เป็นต๎น วัย ในแตํละวัย จะใช๎สไี มเํ หมือนกัน เชํน ห๎องเดก็ จะใชส๎ ีอํอนหวานนํุมนวล ห๎องผ๎ูใหญํจะมีสีที่อบอุํน ห๎องผู๎สูงอายุจะใช๎สีท่ีนํุมนวล ศิลปะไมํไดเ๎ กี่ยวขอ๎ งกับการจัดตกแตํงที่อยูํอาศัยเพียงอยํางเดียว แตํศิลปะยังชํวยจรรโลงใจให๎สมาชิกในครอบครัว อยอูํ ยาํ งมีความสขุ หากตอ๎ งการความสขุ ในครอบครวั ปัจจัยหนึ่งที่ควรคานึงถงึ สง่ิ นั้นคอื “ศิลปะ”

ใบความรู้ คุณคาํ ของความซาบซงึ้ ของวฒั นธรรมของชาติ ศิลปะไทย เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ซ่ึงคนไทยทั้งชาติตํางภาคภูมิใจอยํางย่ิง ความงดงามที่สืบทอดอัน ยาวนานมาตั้งแตอํ ดตี บงํ บอกถึงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น โดยมีพัฒนาการบนพื้นฐานของความเป็นไทย ลักษณะนิสัยที่ อํอนหวาน ละมุนละไม รักสวยรักงาม ที่มีมานานของสังคมไทย ทาให๎ศิลปะไทยมีความประณีตอํอนหวาน เป็น ความงามอยํางวิจิตรอลังการท่ีทุกคนได๎เห็นต๎องตื่นตา ต่ืนใจ ลักษณะความงามน้ีจึงได๎กลายเป็นความร๎ูสึกทาง สุนทรียภาพโดยเฉพาะคนไทย เมื่อเราได๎สืบค๎นความเป็นมาของสังคมไทย พบวําวิถีชีวิตอยํูกันอยํางเรียบงําย มี ประเพณีและศาสนาเป็นเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมมากํอน ดังนั้น ความผูกพันของ จิตใจจงึ อยํูทธ่ี รรมชาตแิ มนํ า้ และพืน้ ดิน สงิ่ หลอํ หลอมเหลาํ นี้จึงเกิดบูรณาการเป็นความคิด ความเช่ือและประเพณี ในท๎องถ่ิน แล๎วถํายทอดเป็นวัฒนธรรมไทยอยํางงดงาม ที่สาคัญวัฒนธรรมชํวยสํงตํอคุณคําความหมายของสิ่งอัน เป็นท่ียอมรับในสังคมหนึ่ง ๆ ให๎คนในสังคมนั้นได๎รับร๎ูแล๎วขยายไปในขอบเขตที่กว๎างขึ้น ซ่ึงสํวนใหญํการส่ือสาร ทางวฒั นธรรมนนั้ กระทาโดยผาํ นสญั ลักษณ์ และสญั ลกั ษณ์นคี้ อื ผลงานของมนุษยน์ น้ั เองที่เรียกวํา ศลิ ปะไทย ปัจจุบันคาวํา \"ศิลปะไทย\" กาลังจะถูกลืมเม่ืออิทธิพลทางเทคโนโลยีสมัยใหมํเข๎ามาแทนท่ีสังคมเกําของ ไทย โดยเฉพาะอยํางย่ิงโลกแหํงการส่ือสารได๎ก๎าวไปล้ายุคมาก จนเกิดความแตกตํางอยํางเห็นได๎ชัดเม่ือ เปรียบเทียบกับสมัยอดีต โลกใหมํยุคปัจจุบันทาให๎คนไทยมีความคิดหํางไกลตัวเองมากขึ้น และอิทธิพลดังกลําวน้ี ทาใหค๎ นไทยลมื ตัวเราเองมากขึน้ จนกลายเปน็ ส่งิ สบั สนอยํกู ับสังคมใหมํอยํางไมํร๎ูตัว มีความวํุนวายด๎วยอานาจแหํง วฒั นธรรมสื่อสารที่รีบเรํงรวดเร็วจนลืมความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เม่ือเราหันกลับมามองตัวเราเองใหมํ ทาให๎ดู หํางไกลเกินกวําจะกลับมาเรียนรู๎วํา พื้นฐานของชาติบ๎านเมืองเดิมเราน้ันมีความเป็นมาหรือมีวัฒนธรรมอยํางไร ความร๎สู ึกเชํนนี้ ทาให๎เราลมื มองอดตี ตวั เอง การมวี ถิ ีชีวิตกับสงั คมปจั จบุ ันจาเป็นต๎องด้ินรนตํอส๎ูกับปัญหาตําง ๆ ท่ี วิ่งไปข๎างหน๎าอยํางรวดเร็ว ถ๎าเรามีปัจจุบันโดยไมํมีอดีต เราก็จะมีอนาคตที่คลอนแคลนไมํมั่นคง การดาเนินการ นาเสนอแนวคิดในการจัดการเรยี นการสอนศิลปะในคร้ังนี้ จึงเป็นเสมือนการค๎นหาอดีต โดยเราชาวศิลปะต๎องการ ให๎อนชุ นไดม๎ องเหน็ ถึง ความสาคญั ของบรรพบรุ ษุ ผสู๎ ร๎างสรรค์ศิลปะไทย ใหเ๎ ราทาหน๎าทีส่ บื สานตํอไปในอนาคต ความเป็นมาของศิลปะไทย ไทยเป็นชาติที่มีศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของ ตนเองมาช๎านานแล๎ว เร่ิมต้ังแตํกํอนประวัติศาสตร์ ศิลปะไทยจะวิวัฒนาการและสืบเน่ืองเป็นตัวของตัวเองในที่สุด เทําที่เราทราบราว พ.ศ. 300 จนถึง พ.ศ. 1800 พระพุทธศาสนานาเข๎ามาโดยชาวอินเดีย ครั้งนั้น แสดงให๎เห็น อิทธิพลตํอรูปแบบของศิลปะไทยในทุก ๆ ด๎านรวมท้ังภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม โดยกระจายเป็นกลุํมศิลปะ สมัยตาํ ง ๆ เริ่มต้งั แตํสมยั ทวาราวดี ศรวี ชิ ยั ลพบุรี เมอ่ื กลุํมคนไทยต้งั ตัวเปน็ ปึกแผนํ แลว๎ ศิลปะดังกลําวจะตกทอด กลายเป็นศิลปะไทย ชํางไทยพยายามสร๎างสรรค์ให๎มีลักษณะพิเศษกวํา งานศิลปะของชาติอ่ืน ๆ คือ จะมีลวดลาย ไทยเป็นเครื่องตกแตํง ซึ่งทาให๎ลักษณะของศิลปะไทยมีรูปแบบเฉพาะมีความอํอนหวาน ละมุนละไม และได๎ สอดแทรกวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละความรสู๎ ึกของคนไทยไว๎ในงานอยํางลงตัว ดังจะเห็นได๎จากภาพ ฝาผนงั ตามวดั วาอารามตําง ๆ ปราสาทราชวัง ตลอดจนเครือ่ งประดับและเคร่ืองใช๎ทวั่ ไป ประวัติศิลปะไทย ศิลปะไทยแบํงได๎เปน็ ยคุ ตาํ ง ๆ ดงั น้ี 1. ยคุ กํอนประวตั ิศาสตร์ไทย คอื 1.1 แบบทวาราวดี ( ราว พ.ศ. 500 – 1200 ) เปน็ ฝมี อื ของชนชาติอินเดีย ซึ่งอพยพมาสูสํ ุวรรณภมู ิ ศูนยก์ ลางอยูํนครปฐมเป็นศิลปะ แบบอดุ มคติ รนํุ แรกเปน็ ฝมี ือชาวอนิ เดีย แตํมาระยะหลังเป็นฝีมอื ของชาวพ้ืนเมืองโดยสอดใสอํ ุดมคตทิ างความงาม ตลอดจนลกั ษณะทางเช้ือชาติ ศิลปะท่ีสาคัญคือ

1.1.2 ประตมิ ากรรม พระพุทธรูปแบบทวาราวดี สงั เกตไดช๎ ดั เจนคือพระพุทธรปู นงั่ หอ๎ ยพระ บาทและยกพระหัตถ์ขึ้น โดยสวํ นมากสลักดว๎ ยหินปูน ภาพสลกั มากคือบริเวณพระปฐมเจดยี ์ คอื ธรรมจกั รกบั กวางหมอบ 1.1.2 สถาปตั ยกรรม ทปี่ รากฏหลกั ฐาน บริเวณนครปฐม กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี อาํ งทอง สุพรรณบุรี ได๎แกํ สถปู ลกั ษณะเนนิ ดิน ทาเป็นมะนาวผําซีกหรอื รูปบาตรควา่ อยูํบนฐานส่เี หลี่ยม เชํน เจดยี น์ ครปฐมองคเ์ ดมิ 1.2 แบบศรวี ิชัย (ราว พ.ศ. 1200 – 1700 ) เป็นศลิ ปะแบบอนิ เดยี - ชวา ศนู ยก์ ลางของศลิ ปะน้ีอยูทํ ่ีไชยา มอี าณาเขตของศิลปะศรีวิชัย เกาะสุมาตรตรา พวกศรีวิชัยเดิมเป็นพวกท่ีอพยพมาจากอินเดียตอนใต๎ แพรํเข๎ามาพร๎อมกับพระพุทธศาสนา ลัทธมิ หายาน ไดส๎ รา๎ งส่ิงมหัศจรรยข์ องโลกไว๎อยํางหนง่ึ โดยสลกั เขาท้ังลกู ใหเ๎ ปน็ เขาไกรลาศ คือ สถูปโบโรบูเดอร์ ศลิ ปะกรรมในประเทศไทย คอื 1.2.1 ประติมากรรม คน๎ พบพระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศวร ทาเปน็ สัมฤทธิ์ที่ไชยา โดยสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ถอื วาํ เป็นศลิ ปะช้ันเยยี่ มของแบบศรวี ิชัย 1.2.2 สถาปัตยกรรม มีงานตกแตงํ เข๎ามาปนอยูใํ นสถูป เชนํ สถปู พระบรมธาตุไชยา สถูปวดั มหาธาตุ 1.3 แบบลพบรุ ี (ราว พ.ศ. 1700 - 1800) ศิลปะแบบนี้คล๎ายของขอม ศูนย์กลางอยํูท่ีเมืองลพบุรี ศาสนาพราหมณ์เข๎ามามีบทบาท ตามความเชื่อ สร๎างเทวาสถานอันใหญํโตแข็งแรงคงทนถาวร เชํน ปราสาทหินพนมรุ๎ง นครวัด นับเป็นสิ่ง มหัศจรรย์ของโลก 1.3.1 ประตมิ ากรรมสร๎างพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปสมัยลพบุรีเปลือยองค์ทํอนบน พระพักตร์เกอื บเป็นสเี หล่ียม มีฝมี ือในการแกะลวดลายมาก 1.3.2 สถาปตั ยกรรมสร๎างปรางค์เป็นเทวสถาน การกํอสร๎างใช๎วัสดุท่แี ข็งแรง ทนทาน ทมี่ ีอยํูตามท๎องถนิ่ เชนํ ศลิ าแลง หินทราย ศิลปะที่สาคัญได๎แกํ ปรางคส์ ามยอดลพบุรี ความเปน็ แวนํ แคว๎นที่มศี ูนย์กลางการปกครองทีเ่ ดนํ ชัดกวําทเ่ี คยมีมาในอดีตแคว๎นสุโขทัยถือกาเนิดขนึ้ เม่อื ราวต๎นพุทธ ศตวรรษท่ี 19 ภายหลังจากที่อทิ ธิพลของอาณาจักรเขมรเสือ่ มคลายลง ข๎อความในศิลาจารึกหลกั ท่ี 2 (จารึกวดั ศรี ชมุ ) กลาํ วถึงกลุํมคนไทยนาโดยพอํ ขุนบางกลางหาวเจ๎าเมืองบางยาง และพอํ ขนุ ผาเมืองเจ๎าเมอื งราด ไดร๎ ํวมมือกัน ขจัดอานาจปกครองจาก “ขอมสมาดโขลญลาพง” จากนนั้ ได๎ชวํ ยกนั กอํ ราํ งสร๎างเมืองพร๎อมกบั สถาปนาพอํ ขนุ บาง กลางหาวขึ้นเป็นปฐมกษตั รยิ ์ปกครองสบื มา ศลิ ปะสุโขทยั เปน็ ศิลปะทีเ่ กดิ จากการผสมผสานวฒั นธรรมท่ี เจรญิ รุงํ เรอื งกอํ นหน๎า เชํน วฒั นธรรมเขมร พกุ าม หรภิ ญุ ไชย และวฒั นธรรมรวํ มสมยั จากลา๎ นนา ตํอมาในราว ปลายพทุ ธศตวรรษที่ 20 ราชธานีสโุ ขทยั จงึ ตกอยูํใต๎อานาจของกรุงศรีอยุธยาราชธานที างภาคกลางท่สี ถาปนาข้ึน ในราวปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 19 ศิลปะสุโขทยั มีพน้ื ฐานอยูํที่ความเรียบงําย อนั เกิดจากแนวความคิดทางพุทธ ศาสนาลทั ธเิ ถรวาทท่ีรบั มาจากประเทศศรีลงั กา ศิลปกรรมโดยเฉพาะงานด๎านประตมิ ากรรมท่ีสร๎างขน้ึ ในสมัยนี้ ได๎รบั การยกยอํ งวํามคี วามงดงาม เปน็ ศิลปกรรมแบบคลาสสิคของไทยทางตอนเหนอื ของแควน๎ สุโขทยั ขนึ้ ไปเป็น ท่ีตัง้ ของแควน๎ ลา๎ นนา ซึ่งพระยาเม็งรายได๎ทรงสถาปนาขึ้นในปีพ.ศ. 1839 โดยมีเมืองเชยี งใหมเํ ป็นราชธานี แควน๎ ลา๎ นนาบางชํวงเวลาต๎องตกอยูภํ ายใตอ๎ านาจทางการเมอื งของแวํนแคว๎นใกลเ๎ คียง จนกระท่งั ในที่สุดจงึ ได๎ถูก รวมเข๎าเปน็ สํวนหน่ึงของราชอาณาจักรสยามเมื่อสมัยตน๎ รัตนโกสนิ ทร์ ศลิ ปะลา๎ นนา ในชวํ งตน๎ ๆสืบทอดลักษณะ ทางศลิ ปกรรมจากหริภญุ ไชยผสมผสานกับศิลปะพุกามจากประเทศพมาํ ตอํ มาจงึ ปรากฏอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย

พมาํ รวมถงึ ศิลปะรัตนโกสนิ ทร์ แตํล๎านนากย็ งั รกั ษาเอกลักษณ์แหงํ งานชาํ งอนั ยาวนานของตนอยูไํ ด๎ และมี พฒั นาการผํานมาถงึ ปจั จุบนั กํอนสถาปนากรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1893 พ้ืนที่ภาคกลาง บริเวณสองฟากของลํุมแมํน้าเจ๎าพระยา ปรากฏ ศิลปกรรมรูปแบบหนึ่งซ่ึงมีลักษณะผสมผสานระหวํางศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมร และศิลปะสุโขทัย กํอนท่ีจะ สืบเนื่องมาเป็น ศิลปะอยุธยา เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยูํนานถึง 417 ปี ศิลปกรรมที่สร๎างขึ้น จึงมีความผิดแผกแตกตํางกันออกไปตามกระแสวัฒนธรรมที่ผํานเข๎ามา โดยเฉพาะจากเขมรและสุโขทัย กํอนจะ พัฒนาไปจนมีรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง งานประณีตศิลป์ในสมัยนี้ถือได๎วํามีความรํุงเรืองสูงสุดหลังจากราชธานี กรุงศรีอยุธยาถึงคราวลํมสลาย เมื่อ พ.ศ. 2310 ก็ถึงยุคกรุงธนบุรี เนื่องจากในชํวงเวลา 15 ปีของยุคน้ีไมํปรากฏ หลักฐานทางศิลปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะ จึงมักถูกรวมเข๎ากับราชธานีกรุงเทพฯ หรือท่ีเรียกวํา กรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ในชํวงต๎นๆมีลักษณะเป็นการสืบทอดงานแนวอุดมคติจากอดีตราชธานีกรุงศรีอยุธยาอยําง เดํนชัด จากนั้นในชํวงต้ังแตํรัชกาลท่ี 4 เป็นต๎นมา อิทธิพลทางศิลป์วัฒนธรรมจากตะวันตกได๎เริ่มเข๎ามามีบทบาท เพิ่มขน้ึ เรอื่ ยๆ จนกระทัง่ กลายมาเปน็ ศิลปะแนวใหมทํ ่เี รยี กวาํ “ศิลปกรรมรํวมสมยั ” ในปจั จบุ นั

ใบงาน เรือ่ ง ทศั นศลิ ป์ไทย 1. ใหน๎ กั ศึกษาบอกความรู๎สึกท่ีมตี อํ เสน๎ ในลักษณะตํางๆ ดังนี้ 1.1 เส๎นตรงแนวตง้ั ………………………………………………………..…………………………………………. 1.2 เส๎นตรงแนวนอน………………………………………………………………….……………………………. 1.3 เส๎นตรงแนวเฉียง……………………………………………………………………………………………….. 1.4 เสน๎ ตดิ กนั …………………………………………………………………………………………………………. 1.5 เสน๎ โคง๎ ……………………………………………………………………………………………………………. 1.6 ใหค๎ วามรสู๎ กึ อยํางไร …………………………………………………………………………………………………………………………….. 1.7 ------------------------ ให๎ความรส๎ู ึกอยาํ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………….. 1.8 ใหค๎ วามรู๎สกึ อยํางไร ……………………………………………………………………………………………………………………………….. 1.9 ให๎ความรส๎ู ึกอยํางไร ……………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ใหน๎ ักศกึ ษา อธิบายวําสีร๎อน และสีเย็น หมายถึงอะไรและประกอบด๎วยสีอะไรบา๎ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………... ……………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………..

แนวปฏิบัติ : ให๎ผูเ๎ รียนเขียนผงั ความคิด (Mind Mapping) ประเภทของงานทศั นศิลป์ ประเภทงานทศั นศิลป์ ทศั นศลิ ป์ 1 จติ รกรรม Visual art 2 ประตมิ ากรรม ตวั อย่าง 4 3 ภาพพมิ พ์ สถาปัตยกรรม พิมพ์ผวิ นนู พิมพ์สอ่ งลกึ พมิ พ์ฉากพิมพ์ พมิ พ์พนื ้ ราบ

แผนการเรยี นรรู๎ ายสัปดาห์ กลมํุ สาระการเรียนร.๎ู .......ทักษะการดาเนนิ ชวี ติ …...รายวิชา.........ศลิ ป์ศึกษา...........รหสั วชิ า....อช21003.............. เรื่อง.............ดนตรีไทย……………………………………………………………………………................................................... ระดับชัน้ ...............มัธยมศึกษาตอนตน๎ .....................................................จานวน...................6..................ช่วั โมง วนั ท่ีจดั การเรียนการสอน..................................................................การพบกลมุํ คร้ังท่ี.........16............................. ตัวชว้ี ดั 1. อธบิ ายความสาคญั ความเป็นมาและววิ ฒั นาการของเคร่ืองดนตรีไทยชนิดตาํ งๆ 2. อธิบายประเภทของดนตรี และเทคนิควิธีการเลนํ เครอื่ งดนตรีไทย เนือ้ หา 1. ประวตั คิ วามเป็นมาและวิวัฒนาการของเครื่องดนตรีไทย 2. เทคนิควธิ ีการเลนํ ของเครื่องดนตรีไทยแตํละประเภท ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรียนร๎ู ขน้ั ที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาความต๎องการ - ครูใหผ๎ ู๎เรยี นศกึ ษาความร๎เู รื่อง ความสาคัญ ประวตั ิความเป็นมาของเคร่ืองดนตรีไทย ประเภท ของดนตรี และเทคนิควิธกี ารเลํนเคร่อื งดนตรีไทย โดยให๎ผ๎ูเรียนแบงํ เปน็ กลมุํ กลมํุ ละเทําๆกัน ให๎แตํละ กลมุํ ศกึ ษาความร๎ูเรอื่ ง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย ตามหัวขอ๎ ทีก่ าหนดให๎ ดังน้ี สมาชกิ กลุํมที่ 1 ศึกษาเรือ่ ง เครื่องดีด สมาชกิ กลมุํ ที่ 2 ศึกษาเรอ่ื ง เครือ่ งสี สมาชกิ กลํุมท่ี 3 ศึกษาเร่ือง เคร่อื งตี สมาชกิ กลมํุ ที่ 4 ศึกษาเร่ือง เครื่องเปุา ขัน้ ท่ี 2 แสวงหาข๎อมูลและการจดั การเรียนรู๎ - ผเ๎ู รยี นคน๎ ควา๎ ประวตั คิ วามเป็นมาและวธิ ีการเลนํ เครื่องดนตรีไทยต้งั แตสํ มยั กรงุ สุโขทยั ถงึ สมัยรัตนโกสินทร์ โดยศึกษาค๎นควา๎ จากแหลงํ เรียนร๎ูตําง ๆ เชนํ Internet วีดีทัศน์ ผรู๎ ู๎ ภมู ปิ ัญญาท๎องถิ่น หนังสอื /เอกสาร ขั้นท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละนาไปประยุกต์ใช๎ - ผ๎ูเรยี นสรปุ องค์ความร๎ูของความหมายความสาคัญ และวธิ ีการเลนํ เคร่ืองดนตรไี ทย ทส่ี ามารถนามาประยุกตใ์ ชใ๎ นการดารงชีวิตประจาวนั ได๎ โดยสรปุ เป็นรูปเลํมรายงาน ขนั้ ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนร๎ู 1. ใบงาน 2. รูปเลมํ รายงาน

แหลํงเรียนรู๎ 1. หอ๎ งสมดุ ประชาชน พิพธิ ภณั ฑ์ 2. ผร๎ู ๎ู /ภมู ิปญั ญาทอ๎ งถิ่น 3. Internet 4. สื่อวดี ีทศั น์ 5. หนังสือ /เอกสาร ลงชอ่ื .........................................................ผสู๎ อน ( .......................................................... ) ตาแหนงํ ครู กศน.ตาบล ความเห็นของผบู๎ รหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ......................................................... (นางสาวสมนึก พระนาค) ครู รักษาการในตาแหนงํ ผ๎ูอานวยการ กศน.อาเภอสวาํ งอารมณ์

ใบงาน เรอ่ื งดนตรีไทย คาชีแ้ จง ให๎ผู๎เรยี นตอบคาถามตอํ ไปนี้ 1. ผเ๎ู รียนนาบทเพลงที่ไดย๎ ินในชวี ิตประจาวนั ไปประยุกตใ์ ช๎กับกิจกรรมสํวนตวั ของผเ๎ู รยี น อธบิ ายเหตผุ ลวาํ นาไปใช๎ อยาํ งไร …………………………………………………………………………………………………….......…………………………………………...……… ………………………………………………..…...…………………………………………...………………………………………………………..…. ..…………………………………………...………………………………………………………..……………………………………………………… ……………………………………………….….....…………………………………………...………………………………………………………..… ...…………………………………………...………………………………………………………..…...…………………………………………...…… …………………………………………………..….……………………………………………………………………………………………………….. 2. อธิบายคาตอํ ไปนี้ เพลงเพื่อชวี ิตคือ ………………………………….……………………………..………………….....…………………………………………...………………………… ……………………………..…...…………………………………………...………………………………………………………..…...……………… …………………………...………………………………………………………..……………………………………………………………………..… เพลงลูกทุํง คอื ……………………………………………………………………………………....…………………………………………...………………………… ……………………………..…...…………………………………………...………………………………………………………..…...……………… …………………………...………………………………………………………..…………………………………………………………………..……. เพลงลกู กรุง คือ ……………………………………………………………………………………....…………………………………………...………………………… ……………………………..…...…………………………………………...………………………………………………………..…...……………… …………………………...………………………………………………………..…………………………………………………………………..……

ใบงาน ให๎ผเ๎ู รียนเขียนบอกวําภาพทเี่ ห็นคอื เครือ่ งดนตรอี ะไร อยํูในประเภทใด และมวี ธิ กี ารเลํนอยํางไร ช่อื เครอ่ื งดนตรี …………………………… 1. อยูํในลกั ษณะของเคร่ืองดนตรีอะไร ……………………………………………………… มวี ธิ ีการเลํนอยาํ งไร ……………………………………………………… 2. ช่อื เครอ่ื งดนตรี ……………………………… อยใํู นลกั ษณะของเคร่ืองดนตรอี ะไร ……………………………………………………… มวี ธิ ีการเลนํ อยํางไร ………………………………………………… ชอ่ื เครอ่ื งดนตรี …………………………… 3. อยใํู นลกั ษณะของเครื่องดนตรีอะไร ……………………………………………………… มีวิธีการเลํนอยํางไร ……………………………………………………… 4. ชอ่ื เครื่องดนตรี……………………………… อยใํู นลักษณะของเคร่ืองดนตรีอะไร ……………………………………………………… มวี ธิ กี ารเลนํ อยาํ งไร ………………………………………………………

5. ชอื่ เคร่ืองดนตรี……………………………… อยใูํ นลักษณะของเครื่องดนตรีอะไร ……………………………………………………… มวี ธิ ีการเลํนอยาํ งไร ……………………………………………………… 6. ชอ่ื เคร่ืองดนตรี……………………………… อยใํู นลกั ษณะของเครื่องดนตรอี ะไร ……………………………………………………… มีวิธีการเลนํ อยํางไร ……………………………………………………… 7. ชอ่ื เครอ่ื งดนตรี……………………………… อยูํในลกั ษณะของเคร่ืองดนตรอี ะไร ……………………………………………………… มีวิธกี ารเลํนอยํางไร ………………………………………………………

แผนการเรียนร๎รู ายสัปดาห์ กลํมุ สาระการเรยี นร.ู๎ .......ทักษะการดาเนนิ ชวี ิต…...รายวิชา.........ศลิ ป์ศึกษา...........รหสั วชิ า....อช21003.............. เรอื่ ง.............นาฏศิลปไ์ ทย……………………………………………………………………………................................................... ระดบั ชั้น...............มัธยมศึกษาตอนตน๎ .....................................................จานวน...................6..................ชว่ั โมง วันทจี่ ดั การเรยี นการสอน..................................................................การพบกลุมํ คร้ังที.่ ........16............................. ตวั ชีว้ ัด 1. อธิบายประวัติ ความเปน็ มา และวิวัฒนาการในการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยในแตลํ ะภาคตาํ ง ๆ 2. บอกรปู แบบ องค์ประกอบ และวิธีการแสดงนาฏศิลป์ไทยประเภทตาํ ง ๆ 3. แสดงความคิดเห็นและความรู๎สึกตํอการแสดงประเภทตาํ ง ๆ 4. บอกประโยชนแ์ ละเลอื กชมการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยที่ตนสนใจ เพอื่ สร๎างความสุขและประโยชนต์ ํอ ตนเอง 5. อธบิ ายทาํ ราและสือ่ ความหมายของนาฏศิลป์ไทย 6. บอกหลักและวธิ ีการฝึกการใช๎ทําทางส่ือความหมาย 7. บอกประโยชนแ์ ละคณุ คาํ ของนาฏศลิ ปแ์ ละภาษาทํา เพื่อการอนุรักษ์ด๎านนาฏศลิ ป์ 8. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ของประวัติความเป็นมาวัฒนธรรม ประเพณีที่เกี่ยวข๎องกับววิ ัฒนาการของราวงมาตรฐาน 9. อธบิ ายการประยุกตท์ ําราวงมาตรฐานไปใช๎กบั เพลงอ่ืน ๆ ในโอกาสตําง ๆ 10. บอกแนวทางอนุรกั ษก์ ารละเลํน ตามวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาตามแนวทางนาฏศิลปไ์ ทยของภาค ตาํ งๆ เนือ้ หา 1. ประวัติ ความเป็นมา และวิวฒั นาการของการแสดงนาฏศิลป์ไทยประเภทตาํ ง ๆ 2. รปู แบบ/องค์ประกอบและวธิ ีการแสดงนาฏศิลป์ไทยในแตํละภาคประเภทตาํ ง ๆ 3. การแสดงความคดิ เหน็ และความรสู๎ ึกตํอการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยประเภทตาํ ง ๆ 4. ประโยชน์และวธิ เี ลือกชมการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย 5. ทาํ รา และการสอ่ื ความหมายในนาฏศลิ ป์ไทย 6. การใช๎ทาํ ทางสื่อความหมาย รวมทั้งโอกาสที่ใช๎แสดง 7. ประโยชนแ์ ละคณุ คําของนาฏศลิ ปไ์ ทยและภาษาทําทเี่ กย่ี วข๎องกับการอนรุ ักษ์มรดกทางวัฒนธรรม 8. ประวตั ิ ความเปน็ มา วฒั นาการ ความหมายของเนอ้ื เพลงที่ใช๎และการแตงํ กายประกอบการแสดงราวงมาตรฐาน 9. การนาทําราวงมาตรฐานไปประยกุ ตใ์ ช๎ประกอบกับเพลงอ่ืน ๆ เพอ่ื นาไปใช๎ในชีวติ ประจาวันโดยใหส๎ อดคล๎องกับวัฒนธรรม 10. การอนุรกั ษ์ การละเลํน ตามวัฒนธรรมประเพณี ของภูมิปัญญาทางนาฏศลิ ป์ไทยของภาคตําง ๆ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook