Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คนไทยใช่เฒ่ากบ

คนไทยใช่เฒ่ากบ

Published by supitcha3370, 2020-09-20 02:28:43

Description: book13

Search

Read the Text Version

๙๔ คนไทย ใชกบเฒา? ยังอยู พุทธบริษัทหรือใครก็ตาม สามารถรับฟงคําสอนของพระ พทุ ธเจา จากพระองคโ ดยตรง และถา มขี อ สงสยั อะไร กไ็ ปทลู ถามได แตปญ หาเกิดขึน้ วา เมื่อพระพุทธเจา ปรินิพพานแลว จะทาํ อยางไร พระองคปรินพิ พานไปแลว ก็ไมร ูจะไปถามใคร ถงึ จะไป ถามแลวเขาตอบมา หรอื ใครบอกให ก็ไมมั่นใจวา เปนคําสอนของ พระพทุ ธเจา จรงิ หรือเปลา ไมอาจจะรูแนช ดั ลงไป จะใหใครตดั สนิ วาอันน้ีใชคําสอนของพระพุทธเจาหรือเปลา น่ีแหละเปนเหตุให พระเถระเขามา แลว ก็มเี ถรวาทเกดิ ข้ึน ขนั้ ทห่ี นงึ่ พระเถระอนั ดบั ตน กค็ อื พระเถระทที่ นั พระพทุ ธเจา อยางพระมหากัสสปะ พระอนุรทุ ธ พระอุบาลี พระอานนท เปนตน พระเถระทงั้ หลายท่ีทันพระพุทธเจาเหลา นี้ เพือ่ ใหง าย กเ็ รียกรวมๆ วา พระเถระ เรื่องก็อยางท่ีวาแลวคือ เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว พระเถระเหลานี้ก็มาปรึกษากันวา พระพุทธเจาทรงเทศนาธรรม และบัญญัติวินัยไวมากมาย ถาไมมีท่ีรวบรวมไว ก็จะคอยๆ กระจัดกระจายและเลอะเลือนหลงลืมสูญหาย ถงึ แมท ่จี ําไวไ ดบ า ง คนนี้วาอยาง คนน้ันวาอีกอยาง ตอไปพอเถียงกนั ก็ไมม ีหลกั ฐานที่ จะตรวจสอบ และไมม ีผูท่ีจะตัดสินวาอะไรอนั ไหนเปน คาํ สอนท่ีแท พระเถระเหลาน้ี ปรึกษากันแลวก็ตกลงวา จะตองรีบนัด หมายกนั มารวบรวมพระธรรมวินยั วางระบบเปนแบบแผนไว เรียก วาสงั คายนา เรื่องสังคายนาน้ี ทานอางพระพทุ ธเจา ดวยนะ พระพทุ ธเจา เคยทรงปรารภไว แตไมใชพ ระพทุ ธเจาทรงสังคายนาเองนะ พระ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๙๕ พุทธเจา ทรงปรารภแลว ทานทที่ ํางานรเิ ริ่มไวก ค็ ือพระสารบี ตุ ร ซง่ึ เปนพระเถระผูอัครสาวก พระสารีบุตรเร่ิมการนี้ไวต้ังแตพระพุทธ เจา ยงั อยู ถือกนั วา ทาํ เปนแบบอยา งไว ขอปรารภน้นั ก็คอื เมื่อพระพทุ ธเจา ยังทรงพระชนมอยู แต เปนชวงปลายพทุ ธกาล นคิ รนถนาฏบตุ ร ซ่ึงเปน เจาลทั ธหิ น่ึง ใน บรรดาครูท้งั ๖ หรือศาสดาท้งั ๖ ทานเคยไดย ินชื่อไหม ในปจ จบุ ัน เขาเรียกกันวาศาสนาเชน กค็ อื ศาสนาของนคิ รนถนาฏบตุ ร ทา น ศาสดานคิ รนถนาฏบตุ รนี้ ไดลวงลับดับชีพกอนพระพุทธเจา เมื่อทานนิครนถนาฏบุตรลวงลับไป สาวกไมไดดําเนินการ อะไรที่จะทําใหคําสอนมั่นคงลงตัว ที่จะหมายรูรวมกันเปนหลัก เปนมาตรฐาน ตอ มากป็ รากฏวา เวลาสาวกทา นหนง่ึ อางอะไรขน้ึ มา สาวกอกี ทา นหนง่ึ วา ไมใ ช ทานศาสดามหาวรี ะไมไ ดส อนอยาง นั้น ทา นสอนอยางน้ี ก็เถียงกัน คนนี้วา อยางนี้ คนนัน้ วา อยา งน้นั เถียงกันไปมา ก็ทะเลาะกันวุนวายไปหมด เหตุการณน้ีเปน โกลาหล พระทั้งหลายก็ไดเห็น ครั้งหนึ่ง พวกเจามัลละเมืองปาวาสรางสัณฐาคารศาลา เรียกอยางเรากค็ อื รัฐสภา สรา งเสร็จแลวกน็ มิ นตพระพุทธเจา และ พระสงฆไปใชสถานที่หอประชุมรัฐสภาน้ันกอนเปนปฐม ถาใช ภาษาสมยั นกี้ ค็ งเรียกวา เปน ปฐมฤกษ (ภาษาสมยั น้ันเรียกวาเปน ปฐมบรโิ ภค) จะไดเปนไปเพ่อื ประโยชนส ุขแกเ ขาอยางยง่ั ยืนยาว เมอ่ื พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปประทับ และทรงแสดงธรรมสนทนา กับเจาภาพจนดึก เม่ือเจามัลละทูลลากลับไปแลว พระพุทธเจา

๙๖ คนไทย ใชกบเฒา? ทรงอยูกับพระสงฆ พระองคก็ตรัสกับพระสารีบุตรวาพระสงฆยัง ตาสวางอยู ขอใหพ ระสารีบตุ รแสดงธรรมแกพ ระสงฆ พระองคจะ เอนพระปฤษฎางค พระสารีบุตรก็ไดแสดงธรรม ซึ่งเกิดเปนพระ สูตรหนึ่งขึ้นมา เรยี กวาสังคตี ิสตู ร คอื วา ดวยการสงั คายนาน่แี หละ พระสูตรของพระสารีบุตรน่ีมากท่ีสุด รองจากพระพุทธเจา คือพระสูตรในพระไตรปฎกมขี องพระพุทธเจาเปน หลกั แลว ก็มขี อง พระสารีบตุ ร พระมหาโมคคลั ลานะ พระมหากัจจายนะ พระมหา กัสสปะ พระอนุรทุ ธ พระอานนท พระปุณณมนั ตานีบุตร พระ กมุ ารกสั สปะ พระธรรมทนิ นาเถรี และพระอ่ืนๆ อีกหลายองค แต ของพระสารบี ุตรมากทส่ี ุด พระพทุ ธเจา ทรงสรรเสรญิ พระสารีบตุ ร วาเปน ธรรมเสนาบดี สามารถแสดงธรรม แมแ ตธ รรมจกั รไดแมน เหมือนพระองค เม่ือพระสารีบุตรไดรับพระดํารัสมอบหมายใหแสดงธรรมแก พระสงฆแลว ทา นก็ปรารภข้นึ มาวา เวลาน้ที านนิครนถนาฏบุตร ไดลวงลับดับชีพ คําสอนไมไดรวบรวมจัดวางระบบไว สาวกท้ัง หลายก็ทะเลาะกันวุนวายไปหมด ไมยุติวาศาสดาสอนไวอยางไร เพราะฉะนน้ั จงึ ควรจะสงั คายนา พระสารบี ตุ รกลา ววา “พวกเราทั้งหมดดวยกนั พึงสังคายนา ธรรมที่พระสมั มาสัมพทุ ธเจาประกาศไวแ ลว ไมพงึ วาตางกนั ไปใน ธรรมนัน้ พรหมจริยะน้จี ะไดย ่งั ยนื ตง้ั อยนู าน เปนไปเพอื่ ประโยชน แกช นมาก เพอ่ื ความสุขแกชนมาก เพ่ือเก้ือการุณยแกโ ลก…” พระสารีบุตรใชคําน้ีวา “สังคายิตัพพัง” ควรจะสังคายนา ภาษาสมยั เกาเรยี กวารอยกรอง คือนําคําสอนของพระพทุ ธเจา มา

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๙๗ รวบรวมประมวลจดั ลาํ ดับวางระบบใหด ี ตัง้ ไวเปนมาตรฐาน แลว ทา นกแ็ สดงการรวบรวมและจดั หมวดหมไู วเปนตวั อยา ง พระสูตรที่ทานแสดงครั้งน้ี เรียกวาสังคีติสูตร พระสูตรวา ดว ยสังคีติ กค็ อื พระสตู รวาดวยสังคายนา (สังคตี ิ เปนไวพจนของ คําวา สังคายนา) แปลวาการสวดพรอมกนั สงั คตี ิ ถาลบสระอิ ก็เหลอื สงั คีต แปลวา สวดพรอ มกนั ถา เปน ชาวบา นก็รอ งเพลงพรอ มกนั ในสงั คีติสตู รน้นั พระสารบี ตุ รแสดงธรรมโดยรวมมาจดั เปน หมวดๆ ต้งั แตหมวด ๑ ถงึ หมวด ๑๐ ทานแสดงไวเปน แนวทาง ของการสังคายนา ตอมา อีกคร้ังหน่ึง พระสารีบุตรไดแสดงพระสูตรท่ีคลาย อยา งน้ีอีกสูตรหน่งึ แตใชเ กณฑใ นการจดั ระบบตา งออกไปอีกแบบ หนงึ่ ก็มีธรรมเปนหมวดๆ จนถึง ๑๐ เหมอื นกัน แตเ นอื้ หา วิธี แสดง และวธิ ีจดั ตางออกไป เรียกวา ทสุตตรสูตร แปลวา สูตรที่มี ธรรมจาํ นวน ๑๐ เปน อยา งยง่ิ คือจบแค ๑๐ เมอ่ื พระพทุ ธเจา ปรนิ ิพพานน้นั พระสารบี ตุ รปรินพิ พานกอ น แลว ไมน าน ไมเ ชน นั้นพระสารีบุตรคงจะเปน หลัก ทนี ้ี พระเถระท่ี ยังอยู ก็มีพระมหากัสสปะเปนผูใหญท่ีสุด ทานก็ปรึกษากับพระ เถระทัง้ หลาย โดยปรารภเร่อื งทพ่ี ระภกิ ษรุ ปู หน่ึงพูดไมดี ทาํ นองวา พระพทุ ธเจา ปรินิพพานแลว เราไมม ใี ครมาจํ้าจ้จี ํา้ ไช จะทําอะไรก็ สบาย เอาอยางไรก็ได แสดงทา วาจะไมดแี ลว ทา นก็เลยชวนใหส งั คายนา คือ พรอ มกนั รวบรวมพุทธพจน

๙๘ คนไทย ใชกบเฒา? คําสอนของพระพุทธเจามาประมวลจัดลําดับวางระบบ ตัง้ ไวเปน มาตรฐาน ดงั ท่ีวามาแลว เถรวาทกเ็ กดิ ขน้ึ นี่ก็หมายความวา ระบบการรักษาสืบทอดหลักธรรมวินัย หรือประมวลคําส่ังคําสอนในพระพุทธศาสนาแตพุทธกาล อันมี พุทธพจนเปนประธาน ที่พระเถระรุนแรกผูทันเฝาพระพุทธเจาได ทาํ ไวในการสงั คายนาครั้งท่ี ๑ เรยี กวา “เถรวาท” เถรวาทตงั้ ตน อาจริยวาทแตกตอ อยางไรก็ดี แมวาระบบของเถรวาทเกิดข้ึนต้ังแตสังคายนา คร้งั ท่ี ๑ แตต อนท่สี ังคายนา ทานยงั ไมไ ดใชค าํ เรียกช่อื เพราะทา น เพียงตั้งใจวาจะรักษาคําสอนของพระพุทธเจาใหคงอยูครบถวน แมน ยาํ ทส่ี ดุ ทานไมพดู ถงึ เรื่องการแตกแยก แตเมอ่ื เวลาผานมา โดยเฉพาะเมื่อมีการแตกแยกข้นึ ผูท่รี กั ษาหรอื นับถอื ตามของเดมิ นน้ั จะใชถ อยคําอางอิง ก็ใชศพั ทเรยี กของตวั วา เถรวาท หมายความวา ทา นทเ่ี ลา เรอื่ ง กต็ อ งมศี พั ทท จ่ี ะเรยี ก ทา นก็ ตอ งบญั ญตั ศิ พั ทข นึ้ มา ก็เปนอันวาเรียกอนั เดิมเปน เถรวาท แลว พวกทแ่ี ตกแยกออกไปกเ็ ปนอาจรยิ วาท ตามประวัติศาสตรพุทธศาสนา มีเร่ืองเลาไวในอรรถกถา โดยเฉพาะอรรถกถาอภิธรรม (ตอน อรรถกถาปญจปกรณ) ลาํ ดบั ความเปน มาจนถงึ เรอ่ื งการแตกแยกนกิ ายวา หลงั จากพระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานแลว ๓ เดอื น มสี งั คายนาครงั้ ที่ ๑ เวลาผา นมา ๑๐๐ ป เกดิ ปญ หาความแตกแยก ทาํ ใหต อ งมีสงั คายนาคร้ังท่ี ๒

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๙๙ อยางนอย ตอนท่ีเกดิ ความแตกแยกใน พ.ศ.๑๐๐ นแ่ี หละ ก็ ตอ งมชี อ่ื เรยี กเพราะวา มพี วกทไ่ี มถ อื ตามเดมิ แลว กม็ ผี ทู ถ่ี อื ตามเดมิ ของเดมิ ทรี่ กั ษากนั มาคอื พทุ ธศาสนานนั้ กเ็ รยี กวา ธรรมวนิ ัย ตอนนี้ เกิดมพี วกทีแ่ ตกออกไป ไมถอื ตามคําสอนที่รกั ษาไว ก็ตองหาคาํ มาเรยี กคนทถ่ี ืออยางนน้ั พอดวี า พวกหรือกลุมทีแ่ ตกออกไปนม้ี จี าํ นวนมาก เปน สงฆ หมใู หญ ก็เรียกช่ือวา “มหาสังฆิกะ” (พวกสงฆห มูใหญ) แลว กเ็ ลย เรียกหลักคําสอนทเี่ ปนระบบ ซึง่ รักษากันมาแตเ ดมิ วา “เถรวาท” (ถอื ตามหลกั ท่ีพระเถระผูทาํ สังคายนาครงั้ แรกรวบรวมวางไว) พวกมหาสงั ฆกิ ะนน้ั ถอื ลัทธทิ แี่ ยกตางออกไป ตามทอ่ี าจารย ซึ่งเปนหัวหนา สัง่ สอน (เชน วา วินยั ขอน้ี ตอนนร้ี กั ษายาก พวกเรา ตกลงจะไมปฏิบัติ ขอน้พี วกเราปรบั แกเอาอยางนๆี้ ) กเ็ ลยเรยี กวา “อาจริยวาท” เปน อนั วาเกิดมีชอ่ื สําหรับเรยี กแยกกนั ข้ึนมา ตอนนี้ ใน พ.ศ. ๑๐๐ ก็เทา กบั มี ๒ นิกาย คอื เถรวาท กับ มหาสังฆิกะทีเ่ ปน อาจรยิ วาท (บางทกี เ็ รยี กวา “อาจรยิ กุล”) นก่ี ค็ ือ คําวา “เถรวาท” และ “อาจริยวาท” ในความหมายท่ี เปนนิกายพุทธศาสนานี้ เปนคาํ ท่ีมมี าเกากอนนานนกั แลว อยา ง นอยต้งั แตร ะยะ พ.ศ.๑๐๐ แลว ทีน้ีเม่ือจะเทียบกัน เราก็พูดวา เถรวาทเกิดจากสงั คายนา คร้งั ที่ ๑ สวนอาจรยิ วาทเกดิ ในชว งสงั คายนาครง้ั ที่ ๒ กค็ อื แยกออก มาจากเถรวาทนน่ั เอง ตอมา สวนแตกแยกท่ไี มย อมรวมเขา มา กข็ ยายออกไป และ มีการแตกตอออกไปๆ ขอใหส ังเกตวา พอแยกแลว ตอไปกแ็ ยกกัน

๑๐๐ คนไทย ใชก บเฒา? ไมม ีจบ แลวพวกทแ่ี ยกออกไปน้ัน กไ็ ปทะเลาะกันอกี แลว ก็แยก กันตอ ไปอกี เหมือนกบั บอกวา อาจารยของผมสอนไว ผมถือมา อยา งนน้ี ะ ตอมา อาจารยองคใหมกค็ ิดวา อันนท้ี แ่ี กไวอยางน้ี นา จะปรบั แกเ สยี อกี ทหี นึง่ ใหเหมาะย่ิงขึ้น กแ็ กไปอีก ลูกศษิ ยก ม็ าถือ ตาม ก็เลยไปทะเลาะกบั กลุม อ่นื ท่ไี มไดแกต าม หรอื ทแ่ี กไปอยาง อน่ื กแ็ ยกออกไปๆ มหาสงั ฆิกะนน้ั แยกออกไปๆ อีก ๕ นิกาย เปนอาจริยวาท ๕ บวกกบั มหาสังฆกิ ะเดมิ ก็เปนอาจริยวาท ๖ สวนในเถรวาทเดิมนั้น ก็ยังมีผูท่ีแยกออกไปอีก คงไดตัว อยา งจากพวกทแี่ ยกไปแลว ก็อาจจะบอกวา อยากจะใหทา นทถี่ อื หลกั เดมิ ยอมปรบั ตวั ดบู า ง ดสู ิ พวกทเ่ี ขาแกไ ปอยา งนนั้ แลว เขาอยู สบายดกี วา เราก็ควรจะปรบั แกบ าง ฝา ยผูทถ่ี ือหลักน้มี ั่นอยู กบ็ อก วา ไมไดห รอก เราไมส ะดวกบา ง กต็ องยอมเสยี สละ รกั ษาหลักการ เดิมเอาไวเถอะ พวกที่อยากจะแก เมอื่ ไมไดอยา งใจกแ็ ยกออกไป ในท่ีสุด จากเถรวาทเดมิ นนั้ ก็แยกออกไปอกี ๑๑ อาจรยิ วาท รวมเถรวาทเดมิ ดว ย ก็เปน ๑๒ เวลาผา นมา เม่ือถึงสงั คายนาคร้งั ที่ ๓ ในสมัยพระเจาอโศก มหาราช พ.ศ.๒๓๕ นกิ ายพระพุทธศาสนาไดเกิดขึน้ แลว ๑๘ นกิ าย ของเดิมเปนเถรวาท แลวมีอาจรยิ วาทอีก ๑๗ เรยี กรวมวา ๑๘ นิกาย หรอื ๑๘ อาจรยิ กุล (สายอาจารย) บางทีก็เรียกหลวมๆ รวม กันไปหมดคลุมท้งั เถรวาทดว ยวา อาจรยิ วาท ๑๘ บอกแลววา อาจริยวาทเปนภาษาบาลี เวลาเรียกเปนภาษา สันสกฤต ก็เปนอาจารยวาท ทา นแยกใหไดน ะ บาล-ี อาจริยวาท

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๐๑ สันสกฤต-อาจารยวาท ในภาษาไทย เราใชแบบสันสกฤตเปน อาจารย แตบ าลเี ปนอาจริยะ ฉะน้นั เวลาสวดมนตซ ึง่ เราใชภาษาบาลี อยา งในบทกรวด นํ้า “อมิ ินา ปุญญกมั เมน…” พอถงึ ตอน “อาจรยิ ปู การา จ มาตา ปตา จ ญาตกา” ตอ งวาใหถูก อยา ใหเ ปน “อาจาริยู…” ออ …ทวนนดิ หนงึ่ วา ถา พดู อยา งเครง ครดั กบ็ อกวา ทงั้ สองคํา คือ เถรวาท และอาจรยิ วาท อยา งชาก็คงเกดิ ขน้ึ ตอน พ.ศ. ๑๐๐ นนั่ แหละ คอื คําพวกน้ที ี่จริงก็มีใชอ ยกู อนแลว แตม คี วามหมาย ของมนั ๆ ตามบริบทเดิม ครนั้ มามกี ารแตกแยกข้ึน เกดิ มอี าจรยิ - วาทแยกออกมา กเ็ รยี กของเดมิ วาเถรวาท น่กี ็คือวา ตอนทเี่ รื่องราวเหตุการณย ังใหมๆ พวกถอยคําและ อะไรๆ กย็ งั ไมคอ ยลงตวั หรือยังไมเ ดด็ ขาด เอาเปน วา ถงึ สมยั พระ เจา อโศกมหาราช พ.ศ.๒๓๕ กเ็ ปน ๑๘ นิกาย มหายานเกิดมา หินยานก็พลอยเกดิ มี ตอนน้นั ยงั ไมมคี ําวา มหายาน และเมือ่ คาํ วา “มหายาน” ยงั ไมม ี คาํ วา “หนิ ยาน” กย็ อมไมม เี ปน ธรรมดา ทีนี้ ขอยอนทวนเร่ืองอีกหนอยวา ในบรรดาอาจริยวาทท้ัง หลายน้ัน อาจรยิ วาทใหญท เี่ ปนหลกั สาํ คญั เรยี กวา มหาสงั ฆิกะ เปน นกิ ายหน่งึ ในยุคแรก แลว อยางท่ีวา อาจรยิ วาทก็แตกแยกออก ไปๆ เปน หลายๆ อาจรยิ วาท แลว กม็ ีอาจริยวาททแ่ี ยกออกไปจาก เถรวาทเพ่ิมข้นึ ๆอกี จนในพ.ศ.๒๓๕ เปน ๑๘ นิกายอยา งท่ีวา แลว

๑๐๒ คนไทย ใชก บเฒา? คร้ันเวลาลวงผานตอมา อาจริยวาทหลายนิกายก็หายไปๆ จนกระทงั่ ตอ มาประมาณ พ.ศ. ๖๐๐ กเ็ กดิ มหายานขน้ึ มา และก็ สันนิษฐานกันวา บนฐานของอาจริยวาทท่ีช่ือวามหาสังฆิกะน่ี แหละ ทีม่ หายานไดพ ัฒนาข้นึ มา เพราะฉะนัน้ คาํ วา “มหายาน” (แปลวา ยานพาหนะยงิ่ ใหญ ท่จี ะพาสรรพสัตวไปไดม ากมายอยางไดผล) จงึ เปน คําท่ีเกิดทหี ลัง พอมหายานเกิดข้ึนมา ก็คือเรียกตัวเองวาอยางนั้น แลวก็เรียก นิกายอืน่ ๆ คอื เรียกพุทธศาสนาท่ีมสี ืบๆ ตอๆ กนั มาทั้งหมดนอก จากตัวเองวาเปน “หินยาน” (แปลวา ยานพาหนะเลวทรามหรือ ดอ ยคณุ ภาพ ขนสัตวไ ปไดน อย) คาํ วา “หนิ ยาน” กจ็ ึงเพงิ่ เกดิ ขึน้ เปนคําพว งตอ จากมหายาน ชว งพ.ศ.๖๐๐ ทเ่ี กดิ มหายานขนึ้ นน้ั พทุ ธศาสนาแบบเถรวาท ไดไ ปเจริญนอกชมพูทวปี นานแลว โดยเฉพาะในลงั กาทวปี (อรรถ- กถาภาษาบาลีฉบับเดิมกป็ ดเลมไปแลวต้งั แต พ.ศ.๒๓๖ เมอ่ื พระ มหินทเถระไปลงั กาทวีป แลวแปลอรรถกถาเดิมนั้นจากภาษาบาลี เปนภาษาสงิ หล) เพราะฉะนั้น คาํ วา มหายานกด็ ี หินยานก็ดี จงึ ไม มใี นคัมภีรภ าษาบาลใี ดๆ นอกจากหนงั สือภาษาบาลที ่แี ตง ขน้ึ ใหม ในสมยั ปจ จบุ ัน (เชน วสิ ทุ ธิมัคคนทิ านกถา) ตา งจากคาํ วาเถรวาท และอาจริยวาท ซงึ่ เปน คําเกา มตี ั้งแตใ นคัมภรี รุนอรรถกถาลงมา ทีนี้ เรื่องกย็ อกยอนวกวนไปมา จนกระทัง่ มาถึงปจ จุบนั ก็ ปรากฏวา ประดาอาจริยวาท/อาจารยวาทท้ังหลายท่ีนอกจาก มหายานเอง ทีถ่ กู มหายานเรยี กรวมกบั เถรวาทดวยวา เปน หินยาน นน้ั มาในบัดน้ี ไดสญู สิ้นไปจนถอื วา หมดแลว (หนิ ยานทอ่ี าจจะ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๐๓ เหลืออยบู าง อยางรติ สุ คือนิกายวนิ ยั ในญ่ปี ุน กม็ ปี ระวตั ไิ มช ัด เจน แตขอสําคญั เหลืออยูเปนสว นเลก็ นอ ยอยางยิ่ง จนไมตองนับ) ไปๆ มาๆ หินยานก็เหลือแตเ ถรวาท และอาจริยวาทกม็ แี ต มหายาน ดังนัน้ พอพูดวาหนิ ยาน กค็ ือเถรวาท พูดวามหายาน ก็ เปนอาจริยวาท แตท ี่จริง เถรวาทกไ็ มร ตู ัวท่ีถูกเรียกวา หนิ ยาน และมหายาน กพ็ อใจเรยี กตวั เองขึน้ มาวามหายานอยูแลว เพราะฉะน้ัน เดย๋ี วนี้ แทนท่ีจะเรียกชื่อเขาคูเปนชุดเดียวกันวา “หินยาน - มหายาน” หรอื “เถรวาท - อาจรยิ วาท” กก็ ลายเปน นยิ มจับคูสับชุดกัน กลาย เปน “เถรวาท - มหายาน” ดังทพี่ บเหน็ กนั อยเู วลานี้ การท่มี หายานเกิดข้ึนเมอ่ื ประมาณ พ.ศ.๖๐๐ นั้น กม็ ีเหตุ ปจจัยที่สันนิษฐานกันวา ตอนน้ัน พุทธศาสนาตองระดมแรงมา แขงกับลัทธิฮินดูที่ฟนฟูตัวเองขึ้นมาอยางมาก (ฮินดูปรับตัวจาก พราหมณ์มาชบู รมเทพองค์ใหม่ และพุทธศาสนามหายานเกดิ ข้นึ ชพู ระโพธสิ ัตวแ์ บบใหม่ ในช่วงทค่ี ริสต์ศาสนากเ็ กดิ ขึน้ ใหม่ๆ) ในหมูชาวบานมหาชนคนสวนใหญท่ีหวังพ่ึงสิ่งศักด์ิสิทธิ์ อิทธฤิ ทธิป์ าฏิหาริยก ารดลบันดาลนน้ั พุทธศาสนาสอนใหสรางผล สาํ เรจ็ ดว ยความเพยี รพยายามของตนเอง ใหร จู กั พง่ึ ตน เหมอื นทวน กระแส แตท างฮนิ ดมู พี ระพรหมบรมเทพและหมเู ทวดาใหบ วงสรวง เซน ไหวมากมายมาตง้ั แตเ ดมิ ทเี่ ปน ศาสนาพราหมณ เรยี กวา สนอง ความตองการแบบตามใจคน ไดเ ปรียบอยแู ลว ในตัวมาตัง้ แตตน ยิ่งมาถงึ ระยะน้ี ฮนิ ดูสรางเทพย่ิงใหญข ึน้ มาใหม บอกวา เกง กวา พระพรหม มีพระอศิ วร มพี ระนารายณ หรือพระศิวะ และพระ

๑๐๔ คนไทย ใชก บเฒา ? วิษณุ ทั้งมาขมพระพรหม และมาแขงกันเองใหคนเลือกกนั ฟูฟา และไดตืน่ เตนกันใหญ พอเจออยางนี้ พระทมี่ าเปน มหายาน ทําไปทํามา ก็เลยตอง ประดษิ ฐพระโพธสิ ตั วอ งคโนนองคน ้ี มีพระนามแปลกๆ ใหมๆ ขึน้ มามากมาย ทีจ่ ะมาชว ยผูคนในดา นตางๆ มีพระอวโลกเิ ตศวร ท่ี ไปจีนกลายเปนพระกวนอิม พระมัญชุโฆษ พระมัญชุศรี พระ สมนั ตภทั ร พระกษิติครรภ พระปท มปาณี พระวชิรปาณี พระอะไร ตออะไรเยอะแยะ พระโพธิสัตวเกิดข้ึนมากมาย คึกคักกันใหญ โดดเดน ข้ึนมาเปนยคุ มหายาน แลวกเ็ ขาคแู ขงกันมากับฮินดทู ี่ปรับ ตวั ข้นึ จากศาสนาพราหมณ บอกแลววา มหายานทเ่ี กิดข้ึนมาน้นั ทา นประดิษฐศัพทข ึ้น มาเรยี กตัวเอง เรยี กวามหายาน เพือ่ ใหม ีความหมายทสี่ าํ คัญและ ยิ่งใหญ วา เปนเหมอื นยานพาหนะท่ีใหญ ทีด่ ีเลิศ มีคุณภาพสงู ซ่งึ สามารถรื้อขนสตั วโลกใหไ ปสูพระนิพพานไดมากมาย ที่ทานเรียกตัววามหายานน้ัน ในใจก็คือจะเทียบกับพวก นิกายอื่นๆ รวมทั้งเถรวาทดวย โดยถือวาพวกนนั้ เปนยานพาหนะ เหมือนกนั แตดอยคุณภาพ กเ็ ลยใสคาํ วาหนิ (คาํ เดิมวา หนี ะ) ซง่ึ แปลวา ทราม ตํา่ ตอ ย ดอยคณุ ภาพ เขา ไป เปน อนั วา เรียกนกิ าย อน่ื เปน หนิ ยาน กเ็ กิดคาํ วามหายานและหนิ ยานขึ้นมา เราก็ทายกันเลนวา มหายาน กับหนิ ยาน ใครเกิดกอน ใครๆ กบ็ อกวาหนิ ยานก็ตอ งเกิดกอนสิ เพราะมีอยูแลว คนทท่ี ายกบ็ อก วา “ไมถ กู มหายานเกดิ กอ น หนิ ยานเกดิ ทีหลงั ” ทาํ ไมจงึ วา อยางนน้ั ออ … เพราะหมายถงึ คาํ วามหายาน ไม

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๐๕ ใชห มายถงึ เนอ้ื ตวั ของมหายาน คอื พอเขาเรยี กตวั เองเปน มหายาน เสรจ็ แลว เขาจงึ ไปเรยี กคนอ่นื วาเปน หนิ ยาน คําวามหายานน่ีเกิด ขึน้ มาแลว คําวาหินยานจึงเกดิ ตามมาทหี ลัง ถูกไหม กเ็ ปนอันวา คําวามหายาน กับ หินยาน เกิดขึ้นหลงั พทุ ธกาล ในราว ๖๐๐ ป (บางทา นกว็ า อาจจะราว ๔๐๐ ป) สว นคาํ วา เถรวาท กับอาจรยิ วาท เปนคําที่มีมาเดมิ นานแลว แตจะระบุลงไปวาปไ หน กไ็ มสามารถบอกชดั พูดไดครา วๆ วา เมอื่ จะตองเลาเรอ่ื งราวเหตุ การณ เฉพาะอยางย่งิ ในยคุ ท่เี ริ่มแตกนิกายแลว กต็ องหาถอยคํา มาเรยี ก หรอื ระบุแยกแยะกันไป กเ็ ขา ใจกันไดอยางน้ี เถรวาทแคท างผาน ติดอาจารยคอื อาจริยวาที พระนวกะ: ขออนญุ าตถามสน้ั ๆ ครับ วา่ ที่พระสารีบตุ รทา่ น ปรารภคร้ังแรกท่ีว่า สังคีติสูตรนะครับ อันนั้นถือว่าเป็นการ สงั คายนาพระไตรปฎิ กครัง้ แรกไหมครับ พระพรหมคณุ าภรณ: ยังไมนับ แตเ รียกวา ทําใหดเู ปน ตัวอยา ง ของการสังคายนา และวิธีท่ีพระสารีบุตรทําใหดูนั่นแหละมาเปน พระสูตรหนึ่งอยูในพระไตรปฎกดวย คือมาเปนสังคีติสูตรซึ่งเปน สูตรหนงึ่ ในพระไตรปฎ ก หมายความวา เรื่องท่ีพระสารีบุตรทําใหดูน้ัน ก็ถูกนํามา สังคายนาดวย หมายถงึ สงั คายนาตามความหมายเดิมของทานนะ คือ รวบรวมเอามาซักซอมใหรูเขาใจพรอมดวยกันแลวรวมกัน

๑๐๖ คนไทย ใชกบเฒา ? รักษาไว ไมใชเขาใจแบบไทยวาทานทําไวยุงเหยิงแลวเอามา สะสาง อยางนัน้ เขา ใจผิด พระสารบี ุตรทาํ วิธีสังคายนาไวเปน แบบอยา ง เปน การเตอื น ไว เปนความรเิ รม่ิ และเปนขอแนะนาํ ไววา ควรจะรวบรวมคําสอน ของพระพทุ ธเจาทํานองน้ี จะเห็นวา ตอนนั้น พระสารีบุตรบอกต้ังแตตนวา พึง สังคายนาดวยกนั ทง้ั หมด แตใ นกรณีนที้ านแสดงองคเ ดียว และใน เวลาทีจ่ าํ กัดตอนน้นั ทา นแสดงครงั้ เดยี ว ทานจะรวมคําสอนของ พระพทุ ธเจา มาหมดไดอยา งไรละ ทานกร็ วมมาใหดเู ปนตัวอยาง ทานแสดงวิธีรวบรวมเปนระบบ โดยนํามาจัดเปนหมวดๆ ธรรมท่ีมีขอเดยี ว กร็ วมอยูในหมวด ๑ ธรรมท่ีมี ๒ ขอ ก็รวมอยใู น หมวด ๒ ธรรมทีม่ ี ๓ ขอ ก็รวมอยูใ นหมวด ๓ ฯลฯ อยางนี้กเ็ ปน ระบบขน้ึ มาแลว นีค่ ือเปน แบบอยาง เปนแนวทาง ใหพ ระเถระทงั้ หลายทําสงั คายนากันตอไป หนั มาดเู รอื่ งเถรวาท และมหายานอีกหนอย แถมอีกนดิ หน่ึง กเ็ ปน อันวา เมือ่ พระพทุ ธเจาปรินิพพานแลว มสี งั คายนาครง้ั แรก แลวเกิดเถรวาทข้นึ ตอ มาก็มีอาจริยวาทแยกออกไปๆ จนกระทง่ั ประมาณ พ.ศ.๖๐๐ อาจรยิ วาทพวกหนึ่งตงั้ ตวั เปน มหายาน และ เรียกพวกอื่นทั้งเถรวาทและอาจริยวาททเ่ี หลือทง้ั หมดเปน หนิ ยาน เวลาผานไปๆ พวกท่ถี ูกเรียกวาหินยานทั้งหลาย ก็สญู หาย หมดไป เหลอื แตเ ถรวาทอันเดยี ว อยางที่มีในลงั กา พมา ไทย และ ลาว เขมร ซ่งึ รกั ษาพระไตรปฎกบาลีที่เปน ขอ มลู คําสอนดง้ั เดิมไว

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๐๗ ตามท่ีพระเถระทั้งหลายสังคายนาต้ังแตครั้งแรกเทาที่สืบมาได พรอ มท้ังถือวินัยตามพระไตรปฎ กบาลนี นั้ อยา งเดยี วกนั หมด สว นทางฝา ยมหายาน ซงึ่ แตเ ดมิ กเ็ ปน อาจรยิ วาทหนง่ึ พอตง้ั ข้นึ เปนมหายานแลว ตอมากแ็ ตกแยกความคิด ความเห็น ความ เช่ือถือ และการประพฤติปฏิบัติออกไปๆ เกิดเปนสํานักอาจารย ใหมๆ ท่ียดึ ถอื ตามอาจารยท่เี ปน หวั หนาหรือเจาสาํ นักนน้ั ๆ กเ็ ลย เกดิ นิกายใหมเพิ่มขน้ึ เร่ือยๆ ไมร ูจ บ เชน ในญปี่ ุน ปจจุบันมีนิกาย ใหญ ๕ และแยกเปน นกิ ายยอ ยมากกวา ๒๐๐ นกิ าย ในญี่ปุนน้นั มผี ูกลาววา เกดิ มนี กิ ายใหมทุกปเลย สวนนกิ าย เกาก็หายไปๆ อยางนิกายเกาๆ ท่ีเคยใหญโตสมัยกรุงนาราเปน ราชธานีกส็ ูญไปหมดแลว เกดิ นิกายใหมส มยั เกียวโต แลว ก็นกิ าย ของสมยั โตเกียว มาเปนยุคๆ ทีน้ี เม่อื ไมมีวนิ ยั เดิมคุมไว พระมหายานนี้ บางนกิ ายกเ็ ขา ยงุ กับการเมือง พอเขา ไปในวงการเมืองหนกั เขา กม็ อี ิทธพิ ลตอ การ เมือง ทําใหเกิดความอึดอัดหรือขัดแยงกัน อยางในยุคกรุงนารา ถงึ กบั เปน เหตใุ หย า ยเมอื งหลวง เร่ืองก็มีวา ถงึ ตอนหนงึ่ ทางบา นเมืองนั้น พระจกั รพรรดนิ ี ทรงนับถือ เล่ือมใสมาก ก็ต้ังพระเถระเปนที่ปรกึ ษาขององคพระ จักรพรรดินี ตอ มาพระก็เขา ไปยงุ เกย่ี วกับกจิ การบา นเมือง ถงึ กับ ไปมีอิทธพิ ลครอบงํา ไปชี้นําบงการเขา (คลา ยกบั ในประวตั ศิ าสตร ของเมอื งฝรง่ั ) ในที่สุด ทางบานเมอื งกล็ าํ บากใจ อดึ อดั จงึ หาทาง ปลดเปลอ้ื งตวั ใหพ น จากอาํ นาจของพระ แลวในท่ีสุดกใ็ ชวิธยี า ยราช ธานอี อกจากกรุงนารา ไปต้งั ใหมท เ่ี มืองเฮอนั (คือเกียวโต) เม่ือ

๑๐๘ คนไทย ใชก บเฒา? เมอื งหลวงยา ยไปแลว มหายานนกิ ายเกาๆ ของยคุ นารานนั้ (มี ๖ นิกาย) ก็เส่อื มเซาไปเอง ทอ่ี ึดอดั กนั นั้นกย็ งั ดี บางยุคถึงกบั ขดั แยง และไมไดยายเมือง หนี แตส กู ันเลย คือพระกย็ ังยุงกับการเมอื งอีกนน่ั แหละ บางทพี ระ จักรพรรดิออกผนวช แตไ มไ ดสละพระราชอาํ นาจจรงิ และกไ็ มม ี วินัยคุมใหชัด (ในวินัยเดิมที่เถรวาทรักษาไวในพระไตรปฎก ถา ออกผนวช กส็ ละจริงๆ ไมย งุ เก่ียวดว ย เหมือนขนุ หลวงหาวัด อยวู ัง ก็น่งั เมอื ง เขาวดั ก็สลดั หมด) ทัง้ ทอ่ี อกผนวชแลว กย็ ังยุงเก่ยี วกับการ แผนดิน ไปๆ มาๆ วัดใหญถึงกับมีกองทพั พระถอื อาวุธ มกี ารยกทพั มาขูราชการ และบางคราวทางบานเมืองก็ยกทัพมาฆาฟนพระ เขายดึ วัด เผาวดั จะพูดไป เรื่องก็ยืดยาวเหลือเกิน ย่ิงเมื่อมหายานมีนิกาย ยอ ยเยอะแยะ เรอ่ื งทีผ่ ดิ แผกแตกตางกันออกไปกห็ ลากหลายมาก มาย ในท่ีนี้ จึงไมค วรจะบรรยายมากไปกวานี้ ยกตัวอยา งหนง่ึ พอใหเ ห็นภาพดานหนึง่ ในปจจุบัน ในนิกาย ใหญท ง้ั ๕ ของญป่ี นุ มนี กิ ายหนงึ่ ชอ่ื วา นกิ าย “โจโด ชนิ ” (สขุ าวดแี ท) ในนกิ ายนี้ อาจจะใชค าํ วา ไมแ ยกบรรพชติ กบั คฤหสั ถ ถา พดู แบบ งายๆ จะเรียกวา ไมม พี ระ หรือวา พระไมตา งจากชาวบาน ก็ได ถา เทียบกับพระของเราก็วา พระหรือผูนําพิธีของนิกายนี้มีครอบครัว แตงตัวเหมือนชาวบานท่ัวไป เชน ไวผม นุงหมเส้ือผาชุดสากล ประกอบการอาชีพ เชน เปนนักธุรกิจ เปนเจาของโรงงานอุตสาห- กรรมเวลาประกอบพธิ ี กเ็ พยี งใสเ สอ้ื คลมุ สดี าํ บางๆ ซอ นบนชดุ สากล ดนู าจะคลายกบั ศาสนาจารยค ริสต (ในนกิ ายโปรเตสแตนต)

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๐๙ ละมหายาน หนั ไปมองศาสนาเมืองฝรัง่ ประวัติของมหายานน้ัน บางสวนบางตอนคลายเมืองฝร่ัง พระฝร่งั ก็คือบาทหลวง ท่ีสงู สุดก็องคพ ระสนั ตะปาปา หรอื โปบ (Pope) รองจากโปบก็คือคารดินัล (cardinal) แลวก็มีบิชอพ (bishop) ซึ่งมีอํานาจมากทั้งทางกิจการศาสนาและในทางบาน เมอื ง สมยั กอนโนน บางแหง เปน เจา เมืองก็มี เคยยกตัวอยาง ทานคารดินลั ริเชลลู (Cardinal Richelieu) เปนอัครมหาเสนาบดีของประเทศฝรั่งเศส เปนผูบัญชาการทัพ เปน ผบู ัญชาการบานเมอื ง แทนพระเจาแผน ดิน (ตอนน้นั คือพระ เจาหลยุ สท ี่ ๑๓, ค.ศ. 1610-1643/พ.ศ.๒๑๕๓–๒๑๘๖) กอนนั้นอีก ท่ีอังกฤษ ทานคารดินัลวอลซ่ีย (Cardinal Thomas Wolsey) ก็เปนอัครมหาเสนาบดี ของพระเจา เฮนรี่ท่ี ๘ (Henry VIII, ค.ศ.1491-1547/พ.ศ.๒๐๓๔–๒๐๙๐) และ ระหวางดํารงตําแหนงในบานเมืองน้ี ก็เคยมีนามเขารับการคัด เลือกเพอ่ื สถาปนาเปนองคพ ระสนั ตะปาปา ๒ ครั้ง แตไ มไ ด ในอังกฤษ ท่ีวาทานคารดินัลวอลซี่ยเปนอัครมหาเสนาบดี ตอนนั้น พระเจา เฮนรี่ท่ี ๘ มีพระราชประสงคจ ะหยากับพระมเหสี เดิม ตอ งการจะทรงมมี เหสใี หม กต็ องขออนุญาตโปป เพราะโปป เปนใหญทั่วยุโรป ก็โปรดใหทานคารดินัลวอลซ่ียดําเนินการขอไป ทางโปปใหทรงประกาศใหการอภิเษกสมรสคร้ังกอนน้ันเปนโมฆะ แตไ มไ ดสมพระทยั จงึ ทรงขดั เคืองอยางยิง่ ทาํ อยางไรกไ็ มไ ด

๑๑๐ คนไทย ใชกบเฒา ? พอดวี า ตอนนน้ั ทเี่ มอื งเยอรมนั ป 1517 (พ.ศ.๒๐๖๐) มารต นิ ลูเธอร ไดประทวงตอองคพระสันตะปาปา (ตอนจะเกิดนิกาย โปรเตสแตนต) องคพ ระสนั ตะปาปาทรงลงโทษมารต ิน ลเู ธอร ฝาย พวกเจาเยอรมันกาํ ลังอยากจะพน จากอํานาจบงั คับของโปป กเ็ ขา ไปโอบอมุ คุมครองมารติน ลเู ธอร ไว องคพ ระสนั ตะปาปากต็ อ งไป ยงุ กับการปราบพวกเยอรมัน ท่เี รียกวาโปรเตสแตนต ฝา ยพระเจา เฮนรท่ี ี่ ๘ แหง องั กฤษ ไดโ อกาสทอี่ งคพ ระสนั ตะ- ปาปาตองทรงยุงอยูกับทางเยอรมัน ก็ประกาศเปนอิสระจาก อาํ นาจของกรงุ โรม ตงั้ ศาสนจกั รใหม ข้ึนมาเปนนิกายใหม ในป 1534 (พ.ศ.๒๐๗๗) เรยี กวา Church of England เปน ศาสนา ประจาํ ชาตอิ งั กฤษ โดยพระเจาเฮนร่ีท่ี ๘ สถาปนาพระองคเปน ประมขุ ของศาสนจักรองั กฤษน้นั เอง ไมข ึน้ ตอ โปบอกี ตอไป ถงึ แม พระเจา เฮนร่ที ่ี ๘ จะรงั เกียจมารตนิ ลูเธอร แตศาสนจกั รของพระ องคก จ็ ัดเขาในฝา ยโปรเตสแตนต ทานคารดินัลวอลซี่ยน้ัน เมื่อดําเนินการขอพระกรุณาจาก องคส นั ตะปาปาชักชา อยู ก็ไดถ กู ปลดจากตาํ แหนง ไปแลว แตไม เทาน้ัน ไมชาก็ถูกจับฐานขบถ และไดส้ินชีพระหวางเดินทางมา เพือ่ ใหก ารแกข อกลาวหา ตอจากทานคารดินัลวอลซ่ีย เซอรโธมัสมอรไดข้ึนมาเปน ประธานสภาขุนนาง แตทานเซอรผูน้ีจงรักภักดีตอศาสนจักร โรมันคาทอลกิ และไมย อมรบั วาพระเจา เฮนร่ที ่ี ๘ เปน ประมขุ ของ ศาสนจักรใหม จึงถกู จับแลวตอ มากถ็ กู ประหารชีวิตฐานขบถ (ใน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๑๑ กาลตอ มา ทางฝา ยศาสนจกั รคาทอลิกไดยกทา นเซอรข น้ึ เปน เซนต คือ Saint Thomas More) พระเจาเฮนรท่ี ี่ ๘ กาํ หนดใหร าษฎรทกุ คนสาบานตวั วาจะจง รักภักดีตอพระองคในฐานทรงเปนประมุขของศาสนจักรอังกฤษ ใครปฏเิ สธ ก็ใหประหารชีวติ เสีย แลวใหย บุ สํานกั บาทหลวงกับทัง้ สาํ นกั แมชีในอังกฤษเสียทัง้ หมด และยดึ ทรัพยส นิ เปน ของแผนดนิ ตอ มา พระเจาเฮนร่ที ่ี ๘ สวรรคต พระราชธดิ าของมเหสอี งค เกาทีท่ รงหยา ขนึ้ ครองราชยเปน พระนางแมรท่ี ี่ ๑ ไดพยายามเอา อังกฤษกลับไปเปนประเทศคาทอลิก จึงกําจัดพวกโปรเตสแตนต เปนการใหญ ถึงกบั เผาทั้งเปน เสียกม็ าก (มีตัวเลขวาถกู เผาทงั้ เปน ประมาณ ๓๐๐ คน) จนไดพระสมญั ญาวา “พระนางแมรี่ละเลง เลอื ด”หรอื “แมร่ีกระหายเลอื ด” (Bloody Mary) พอพระนางแมรท่ี ี่ ๑ สวรรคต พระราชธดิ าของมเหสอี งคใ หม ขึน้ ครองราชยเปน พระนางเจา เอลิซาเบธที่ ๑ แลว กท็ รงนําประเทศ กลับมาเปนโปรเตสแตนตอ ีก ซงึ่ ทําใหต องรนุ แรงตอพวกที่ขัดขนื จากการหํ้าหั่นบีฑากันระหวางชาวคริสตสองนิกายน้ี ชาว อังกฤษจํานวนมากไดหนีตายหนีการบีฑาไปอยูในตางประเทศ และตอมาคนท่ีหนีภัยเหลานี้ บางสวนไดเส่ียงภัยเดินทางขาม มหาสมทุ รไปหาอสิ รเสรภี าพในโลกใหม และไดเ ปน บรรพบรุ ษุ ผรู ว ม กอ ตงั้ ประเทศอเมรกิ า ทเี่ ปน ดนิ แดนแหง การใฝห าความเปน เสรี

๑๑๒ คนไทย ใชกบเฒา ? ถกู กดขบี่ บี คน้ั คอื แรงดนั ใหด นิ้ สคู วามเปน อสิ ระเสรี ในฝรง่ั เศส เร่ืองไปในทางตรงขา มกับอังกฤษ คือฝร่ังเศสไม ไดเปลย่ี นมาเปน โปรเตสแตนต แตเปนประเทศคาทอลิกท่ีพยายาม รักษาสถานะเดิมอยางเหนียวแนน อันเปนเหตุใหต องกําจดั กวาด ลางพวกโปรเตสแตนตอ ยา งโหดรา ย รุนแรงย่ิงกวาในองั กฤษ เมื่อนิกายโปรเตสแตนตเกดิ ข้ึนในเยอรมนั แลว ก็เผยแพรเ ขา ไปในฝรงั่ เศสอยางรวดเร็ว แมวาการปด กนั้ กาํ จดั จะไดเ รม่ิ ขน้ึ ดังท่ี ในป 1523 (พ.ศ.๒๐๖๖, คอื หลังจากมารติน ลูเธอร เริม่ ประทว ง ๖ ป) ไดมีคนฝรง่ั เศสทีน่ ับถือโปรเตสแตนต ชอ่ื Jean Vallière ถกู จบั เผาทั้งเปน รายแรก แตก ็ไมอาจหยดุ ย้ังได พอถึงป 1550 ปรากฏวา คนฝรง่ั เศสไดเ ปลีย่ นไปถอื โปรเตสแตนตถ ึง ๑ ใน ๔ และอกี ๑๑ ป ตอมา (ค.ศ. 1561) ไดมโี บสถโปรเตสแตนตข นึ้ แลว ๒,๑๕๐ แหง เร่ืองตางศาสนาหรือตางนิกายในตะวันตกแตเดิมมาน้ัน นอกจากทนกันไมไ ดแลว กแ็ ยกออกไมไดจากการเมอื ง (ในยุคตอมา ฝร่ังจึงตองแยกศาสนากับการเมืองออกจากกัน ไมเหมอื นในพทุ ธศาสนา เถรวาท ที่การเมอื งกบั ศาสนาแยกกนั อยูแลว เปนธรรมดา) ดังนั้น การกําจัดกวาดลางจึงถึงตอนเขมขน แตฝายที่ถูก กาํ จดั กม็ ีกําลงั มากแลว จึงกลายเปนสงครามกลางเมอื ง เรยี กวา สงครามศาสนาของฝร่ังเศส (French Wars of Religion) และ เพราะเหตุที่พวกโปรเตสแตนตฝรั่งเศสมีชื่อเฉพาะวา “ฮิวเกนอต” (สว นมากเปน คนช้ันขนุ นาง พอคา และชางฝม อื ) จงึ เรียกสงคราม นีอ้ ีกอยางหน่งึ วา Huguenot Wars

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๑๓ สงครามกลางเมอื งนด้ี าํ เนนิ มา ๘ ครง้ั เปน เวลา ๓๗ ป (ค.ศ. 1562-1598) โดยเฉพาะในป 1572 มีการวางแผนสงั หารครงั้ ใหญ ในวนั สําคญั ท่ีเรียกวา Saint Bartholomew's Day Massacre ซ่ึง พวกฮวิ เกนอตถูกสังหารท่ัวประเทศถงึ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน โดย เฉพาะพวกฮวิ เกนอตช้ันผูนาํ ในปารีสตายเกือบหมดสิน้ แตกร็ บกนั ตอ มาโดยสูญเสียอยางหนักทัง้ สองฝา ย จนถงึ ป 1598 จึงไดม พี ระ ราชโองการยอมใหพวกฮิวเกนอตมีเสรภี าพในการนับถอื นกิ ายของ ตน และมี ‘รฐั ภายในรัฐ’ (state within a state) แตอ ยสู งบกนั ไดไ มน าน พอเขา รัชกาลพระเจาหลยุ สท ่ี ๑๓ (เร่ิมป 1610) ไมชาก็ถึงคราวที่ทานคารดินัลริเชลลู (Cardinal Richelieu) เปนผูบญั ชาการแผนดิน การกําจดั กวาดลา งกเ็ ริม่ ขึน้ อกี ตอนนัน้ พวกฮิวเกนอตครองเมืองใหญอ ยหู ลายเมือง และมี กาํ ลังทัพของตนเอง ดงั รฐั ท่ซี อนอยูในรัฐ ครั้นแลว ในป 1627/๒๑๗๐) ทา นคารดินลั ริเชลลกู ย็ กทัพไป ปด ลอมเมืองลาโรเชลล (La Rochelle) อนั เปนฐานท่มี ่นั ศูนยกลาง ของฮิวเกนอต หลงั จากปด ลอ มอยู ๑๔ เดือน และทพั เรืออังกฤษ มาชวยไมส ําเรจ็ ชาวเมืองอดตายไป ๓ ใน ๔ สวน พวกฮวิ เกนอตก็ ตอ งยอมแพ แลวก็สูญสนิ้ อํานาจการเมอื ง รัชกาลพระเจาหลยุ สท ี่ ๑๓ ตอดว ยรชั กาลของพระราชโอรส คอื พระเจา หลุยสท ่ี ๑๔ (Louis XIV) เรมิ่ แตป  1643/๒๑๘๖ ซ่ึงมี ทานบาทหลวงใหญ คารดนิ ัลมาสซาแรง (Cardinal Mazarin) เปน มหาอํามาตยน ายก หรืออคั รมหาเสนาบดี บริหารราชการแผน ดิน ตอจากทา นคารด ินัลริเชลลูทถี่ ึงมรณกรรมในป 1642/๒๑๘๕

๑๑๔ คนไทย ใชก บเฒา ? ครั้นถงึ ป 1685 (พ.ศ.๒๒๒๘) พระเจา หลยุ สท ่ี ๑๔ มหาราช ก็ทรงจัดการกับพวกฮิวเกนอต เปนการกําจัดเสี้ยนหนามครั้งสุด ทา ย โดยทรงหา มมใิ หมีการถือปฏบิ ัตลิ ัทธศิ าสนาอืน่ ใดในประเทศ ฝรงั่ เศส นอกจากศาสนาคริสตน ิกายโรมันคาทอลิก ขอนี้ เปน เหตใุ หพ วกฮิวเกนอตท่ไี มย อมเปล่ียนเปน คาทอลิก ประมาณ ๕ แสนคน (บางตาํ ราวา อาจถึงลา นคน) ตอ งอพยพหนี ภยั ไปอยใู นประเทศโปรเตสแตนต บางก็หนตี อไปยงั โลกใหม คือ อเมริกา อยูใ นรฐั ตา งๆ เชน พวกหนึ่งไปตง้ั เมอื งนิวโรเชลล (New Rochelle) ในรฐั นิวยอรก เมอื่ ป 1688 (พ.ศ.๒๒๓๑) การกาํ จดั พวกฮวิ เกนอตครง้ั น้ี พระเจา หลยุ สท ี่ ๑๔ ทรงถอื วา เปนความสาํ เรจ็ สาํ คญั ทส่ี มพระทยั ยงิ่ ดงั ทใ่ี นป 1715/๒๒๕๘ (ปท ี่ พระองคเองกส็ วรรคต) ไดทรงประกาศวา พระองคไดทาํ ใหศ าสนา โปรเตสแตนตจบส้ินการทุกอยางหมดไปแลว จากแผนดนิ ฝร่งั เศส พระเจา หลยุ สที่ ๑๔ มหาราช (Louis XIV หรอื Louis the Great) องคนี้แหละ ที่ไดมีพระราชสาสนมาทูลเชิญสมเด็จพระ นารายณมหาราชใหห นั ไปนบั ถือศาสนาคริสต ตรงน้ีขอใหนึกถึงขอความในบันทึกของพอคาฝร่ังเศสเก่ียว กับการที่พระเจา หลยุ สท ่ี ๑๔ จะชวนสมเด็จพระนารายณมหาราช ใหห ันไปเปน คาทอลิก ตอ ไปนี้ (ไดขีดเสน ใตจุดนาสังเกตพเิ ศษ) ถา พระเจา หลยุ สท ี่ ๑๔ ไดท รงชกั ชวนแลว สมเดจ็ พระ นารายณก ค็ งจะหนั เขา หาศาสนาโรมนั คาทอลกิ เปน แน… จะเปน พระเกยี รตยิ ศแกพ ระเจา หลยุ สส กั เพยี งไร เพราะใน เวลาพระองคไดทรงจัดการศาสนาในราชอาณาเขตของ พระองค ยงั ไดท รงจดั การทาํ ลายศาสนาอนั ไมด ใี นแผน ดนิ ฝา ยตะวนั ออก ซงึ่ นบั วา เปน ประเทศทเี่ จรญิ ทส่ี ดุ อยแู ลว

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๑๕ นับแตนั้นมา ชาวโปรเตสแตนตก็เหลืออยูในฝร่ังเศสเพียง จาํ นวนนอ ย และไมมกี าํ ลัง แตท างฝา ยคาทอลิกมีอาํ นาจเตม็ ท่ี พวกบาทหลวงใหญๆ โดยเฉพาะบิชอพทง้ั หลาย เรยี กรวมๆ วา พวกนักบวช (the clergy) เปน เจา เมอื ง เปนเจาท่ีดนิ มีทรัพย สินเงินทองมากมาย มีอํานาจท้ังทางเศรษฐกิจและการเมือง คู เคียงหรอื เหนอื กวา พวกขนุ นาง (the nobility) จนกระท่งั ในท่ีสดุ พวกราษฎร (the commons) ทีเ่ รยี กวา เปน ฐานนั ดรที่ ๓ ทนไม ไหว กจ็ งึ ไดล กุ ฮอื ขน้ึ มา เกดิ ปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศสขน้ึ (French Revolution, 1789/ ๒๓๓๒)เพอื่ กาํ จดั ฐานนั ดรที่ ๑ คอื พวกนกั บวชบาทหลวง/the clergy และกาํ จดั ฐานนั ดรที่ ๒ คอื พวกขนุ นาง/the nobility ตอนนั้น บาทหลวงถูกฆาเยอะ สกึ ไปก็มาก ถกู ยึดทรัพย ทั้ง บาทหลวงและขนุ นางถูกจบั ขึ้นเคร่ืองสับคอกลิ โลตีน (guillotine) มากมาย นั่นคือปฏิวัติฝร่ังเศส ที่วาเปนการปฏิวัติใหเกิด ประชาธปิ ไตย พรอ มทั้งแยกรัฐกับศาสนาออกตา งหากกัน น่เี อาองั กฤษกับฝร่งั เศสเทา นั้นมาเลา เปน ตวั อยาง ถาพูดถึง เยอรมันท่ีเปนสนามใหญตนเรื่อง หรือสเปนท่ีเอาจริงเอาจังเต็มที่ หรือพูดถงึ เปนกลุม ประเทศไปเลย ยังมีเรอื่ งอีกมาก และหนักกวา น้ี ทเ่ี ลามาน้ี เปน เรื่องที่ใหร วู า ความตา งศาสนาและตางนกิ าย ในสายอารยธรรมทางตะวนั ตกนน้ั เขาเอาเปน เอาตายกนั มาอยา งไร ซงึ่ ตา งกนั ไกลกบั ของเราทวี่ า ถา ใครถอื อะไรตา งออกไป กเ็ ปน เร่ือง ของเขา จนกระทั่งไมสนใจ หรือมองดูวาแปลกๆ แลว กผ็ านไป ไม ใสใจจะรวู า เขาเปน อยา งไร หรอื ถาตองพบปะเก่ียวขอ ง กม็ องไป ในทางดีที่ถือเขาเปนแขกเหรื่อที่จะเอาใจใสใหเกียรติ อยางท่ีฝร่ัง

๑๑๖ คนไทย ใชก บเฒา ? นัน่ แหละมาเห็นแลว บันทกึ ไววา (บนั ทกึ ของบาทหลวงฝร่ังเศสชอ่ื ฌอ็ ง เดอบูร ท่มี าเมอื งสยามในรชั กาลสมเด็จพระนารายณม หาราช) ขาพเจาไมเช่ือวาจะมีประเทศใดในโลกทม่ี ศี าสนา อยมู ากมาย และแตล ะศาสนาสามารถปฏิบตั พิ ิธกี ารของ ตนไดอ ยา งเสรเี ทา กับประเทศสยาม อีกทานหนงึ่ คือ นายพลฟอรบงั กลับจากสยามคืนสูฝร่ังเศส ก็ไปเลาใหพ ระเจาแผนดนิ และบาทหลวงผูใ หญท างฝร่ังเศสฟง วา เมอ่ื ผสู งั่ สอนศาสนาของเราแสดงคริสตธ รรม คน ไทยซ่ึงเปนคนวานอนสอนงาย น่ังฟงธรรมปริยายนั้น เหมือนฟงคนเลานิทานใหเด็กฟง ความพอใจของเขา นั้นไมว าจะสอนศาสนาใดกช็ อบฟง ท้ังนัน้ พระภิกษุสงฆ ไมเ ถยี งเรอ่ื งศาสนากับผหู นึง่ ผูใ ดเลย เมอื่ มีคนยกครสิ ต ศาสนาหรือศาสนาใดๆ มาพูดกับทา น ทา นก็เหน็ วาดี ท้ังนนั้ ถามคี นมาปรกั ปรําพระพทุ ธศาสนา ทา นก็ตอบ อยางเย็นใจวา เมื่ออาตมภาพเห็นวาศาสนาของทาน เปนศาสนาทด่ี ี เหตุไรทา นจงึ ไมเหน็ วาพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาท่ดี เี หมอื นกนั เลา อังกฤษกับฝรั่งเศสถือตางนิกายตรงขามกัน แตเหมือนกัน ตรงที่มีการกดขีบ่ บี คั้น ซึง่ เปน แรงดนั ใหคนด้นิ สูความเปนอสิ ระเสรี เมืองไทยเถรวาทท่ีขาดประสบการณน้ี นาจะศึกษาวา อสิ ระเสรี ภาพแบบปลอยสบายกับที่ไดมาผานการกดข่ี มีขอดอยขอดีตาง กนั และควรใชปญ ญาจัดปรับอยา งไรจงึ จะไดผ ลและพอดี

๖ เถรวาท-มหายาน ทโ่ี ลกตองการ ─☺─ คนไทย อยาเปนกบเฒา มีคํากลอนสุภาษิตที่จําตอมา ไมทราบวาทานผูใดแตงไว และยังไมมีโอกาสตรวจสอบความเรยี บรอยสมบูรณ เหน็ วาเปน คติ พงึ คดิ ขอยกมาอางเทา ทีไ่ ด (ถา บกพรองไป ใครรู ชวยบอกดว ย) ดังน้ี กบเอ๋ย... กบเฒา่ เฝา้ บวั บาน นานแล้วหนา อยใู่ ตบ้ วั ไมเ่ ห็นบวั โอ้...อนิจจา ภมรมา บินชอ้ น เกสรไป หันกลับมาดูที่เรื่องเถรวาท-มหายาน ในโลกสมัยใหมนี้ มี เหตุการณเปนไป ซึ่งทําใหมหายานแพรหลายออกไปถึงตะวันตก ฝรั่งและคนวงกวางในโลกรูจักมหายานกอน สวนเถรวาทนี่ยัง จํากัดอยูในประเทศของตัวเอง คนในโลกที่รูจักมหายาน ก็เรียก

๑๑๘ คนไทย ใชก บเฒา ? ตามมหายาน เลยเอาเถรวาทเปน หินยานไป ไดบ อกแลว วา ทจ่ี ริง คาํ วา หินยานน้ัน ไมใ ชเฉพาะเถรวาท นิกายอน่ื ๆ ไหนๆ ทม่ี หายานไมยอมรบั เขาก็เรยี กเปน หนิ ยานหมด เถรวาทกถ็ ูกรวมเขาไปในหินยานนัน้ ดว ย ในหนิ ยานทเี่ รียกคลกุ ขยาํ รวมปนเปกนั ไวนั้น ตอมา นิกาย อื่นๆ หายไปๆ เหลอื เดนแตเ ถรวาทอนั เดยี ว ทีน้ี ในวงสากลท่ีวา เขา รูจกั มหายานมาก เขาก็รจู กั คําวา มหายานคกู บั หนิ ยานกันมา ฝรง่ั กร็ ไู ปตามนน้ั ฝรง่ั มาเจอเรา กเ็ รยี กเราเปน หนิ ยาน แลว เรากพ็ ลอย เรียกตวั เองเปนหินยานไปดวย ท้งั ๆ ทตี่ วั เองแตก อ นก็ไมมคี าํ คนู ้ี ตอมาก็เลยพูดกนั วา พทุ ธศาสนาในโลกนีม้ ี ๒ นกิ าย คอื มหายาน กับหินยาน แลวเรียกตัวเองเพลินไปเลยวาเราเปน หนิ ยาน กย็ อมรบั ตัวเองอยา งนัน้ ไปดวยเลย ย่งิ กวาน้นั มองลึกลงไปอีก ไมต อ งพดู ถึงมหายาน – หนิ ยาน หรอก แมแ ตค ําวา “เถรวาท” นี้ คนไทยชาวพุทธกไ็ มรจู กั มากอ น ทําไมเปน อยา งนัน้ สมัยกอ นโนน คนทั่วไป เกิดมาแลวก็ทาํ มาหากินดําเนนิ ชีวติ อยใู นถนิ่ กาํ เนิด ต้ังแตเ กิดจนตาย ก็อยแู ละรจู กั เพยี งถ่ินแดนของ ตนและยานใกลเ คียง ไมตองพดู ถงึ พมา ลังกา แคก รงุ เทพฯ หรือ ตางเมือง นอยนักจะไดไ ป เดินทางไมท่ัว สื่อสารไมถึง รถยนต โทรศัพท วิทยุ ทวี ี ไมมีหรือไมถ ึง คนไทยเกิดมา พบเหน็ พระ วัดวาอาราม และกจิ กรรมทาง ศาสนา กเ็ ปนอยางเดยี วกนั ทเ่ี รยี กวา พระพุทธศาสนา ไมม อี ะไรให แปลกทีจ่ ะใหแยกวา เปนอยา งไหนๆ พูดวา พุทธศาสนาคําเดยี วจบ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๑๙ ถึงแมพระบางองคอาจจะไปอานพบในคัมภีรบางแหง เจอ คําวา เถรวาท หรืออาจรยิ วาท ก็ไมส ะดุดอะไร พบแลวก็ผานไป บางทีออกมาเทศนหากบังเอิญมีคําเหลานี้อยูในใบลานอานไป ดว ย คนฟงก็อาจจะไมท นั สงั เกต เปน เพียงเลา เรือ่ งทีเ่ กา กอน ไมมี ของจริงใหจบั ตา เปน อันรูจักอยางเดียววาพระพุทธศาสนา ตอ มา ในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรงุ มพี ระจีน พระญวน คนไทยเหน็ แปลกออกไป แตก็เอาแคว า ทานเปน พระสญั ชาติอ่ืนที่ ตางออกไป ก็เรยี กแควา พระจีน พระญวน ทานตา งจากเราเพราะ เปนชาตอิ ่ืน หรือมาจากเมอื งอื่น ก็จบเทานน้ั อกี เร่ืองนิกายอะไร ไมส นใจดว ย จนกระทง่ั ตอ มา มผี ูบอกเอาจรงิ เอาจังข้นึ วา พระจนี พระ ญวน น่ัน แลว ก็มีชาวพุทธชาติอืน่ ๆ อีก เขาเปนมหายาน แตอยา ง เราน้เี ปนหินยาน คนไทยก็วาไปตามเขา กเ็ ลยรจู กั คําวามหายาน และหินยาน ท้งั ท่ียงั ไมรจู กั คําวาเถรวาท แลว กไ็ มไดส นใจอะไรอีก คนท่ีใสใ จและขวนขวายใหรจู ักเถรวาท และใหคนไทยพลอย ตระหนักรตู วั วา เปนเถรวาท นาจะคอื ชาวพทุ ธลังกา (แตค นไทย ถึงแมกระทง่ั เดยี๋ วนี้ ทว่ั ๆ ไปกไ็ มร ูจัก ไมคุน หรอื แมกระท่ังไมไดยินคําวาเถรวาท ไมรูวาพุทธศาสนาแบบของตัว เปนเถรวาท และเปนอยา งไร ก็เลยอาจจะมาไดร จู ากคุณสุจติ ต แต เปนการรูเ ถรวาทตามความหมายของคุณสุจิตต) แตกอ นน้ี คนไทยไมค อยรูเรอ่ื งรูราว ขออภัยท่ีใชคาํ นี้ ในวง การระหวางประเทศ ชาวพุทธไทยน้จี ะเรยี กวาลา หลงั ทีส่ ดุ ก็คงจะ ได เร่ืองของตัวเองก็ไมสนใจอยูแลว มัวไปตื่นตามองหาของเสพ

๑๒๐ คนไทย ใชก บเฒา ? บริโภคจากเมืองนอกจนเพลิน และเร่ืองภายนอกน้ันท่ีเปนดาน ความรกู ไ็ มสนใจ เลยกลายเปน วา เร่อื งของเราก็ไมเอา เรือ่ งของ เขากไ็ มรู ไมร ทู ัง้ เขาทัง้ เรา ทางฝายฝร่ังน้ันพอจะคนุ กบั มหายาน เพราะคนจีนไปอยใู น อเมรกิ ามาก ถงึ กบั มี Chinatown ในหลายเมอื ง ญี่ปนุ ถงึ นอ ยกวา กย็ ังมาก (Japantown หรอื Japan Town เลก็ หนอย แตก็มอี ยู บาง) ฝร่งั กร็ จู กั พุทธศาสนาจากคนจนี และคนญีป่ ุน จีนญป่ี นุ เปน มหายาน ฝรัง่ กจ็ ึงรูจกั พระพทุ ธศาสนาแบบมหายาน โดยเฉพาะ นกิ ายเซนนั้น รจู ากญป่ี นุ มาก เพราะวาในรัฐฮาวายก็มีคนเชื้อสาย ญ่ีปนุ อยูมาก แลว กเ็ ปนมติ รรวมรบดว ยกันในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และเปน ศัตรูคสู งครามกนั ในสงครามโลกคร้งั ที่ ๒ ปราชญญ่ีปุนนิกายเซนทานหนึ่ง มีสวนสาํ คัญในการทําให ฝรง่ั รจู กั นิกายเซนมาก คือ ด.ี ท.ี ซูซูกิ (Daisetsu Teitaro Suzuki) ทานซูซูกิไดเขียนหนังสืออธิบายหลักคําสอนของเซนเยอะ เซนนั้น เนน สมาธิสมาธแิ บบเซนเปน ทส่ี นใจของฝรงั่ มากจนเดน เลยทเี ดยี ว ก็เปนอันวา ฝรง่ั รูจกั มหายานมาก โดยเฉพาะเซน สวนไทย เราก็เรียกไปตามท่ีเขาวาตัวเปนหินยาน ก็เปนดวย แตที่เปนคือ อยา งไรกไ็ มค อ ยรู พอเขาวา เปน เถรวาท กเ็ ถรวาทดว ย ไมช ดั ไมเ จน ตอนน้ันฝร่ังก็ยังไมรูเร่ืองพุทธศาสนาของไทย แตพมาและ ลังกาถูกพิษของการเปนอาณานิคม ก็แนบสนิทและรักษาพุทธ ศาสนาทอี่ ยูกับตวั มาไวม ัน่ และฝร่ังกไ็ ปอยทู ่ีนนั่ กนั มาก ก็รจู กั พุทธ ศาสนาเถรวาทจากพมา โดยเฉพาะจากลังกา เรื่องก็เปนมาอยา งน้ี

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๒๑ ตอ มา หลังจบสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ แลว ประเทศอาณานคิ ม ทั้งหลายทยอยไดเอกราชกันแลว และฝร่ังก็รูจักพุทธศาสนาจาก สายตางๆ มากข้ึนแลว ก็มีความสัมพันธของชาวพุทธในวงการ ระหวางประเทศมากขึ้น ก็เร่มิ มคี วามสาํ นกึ ตระหนกั รกู ันมากขึน้ วา การเรยี กหนิ ยานนไ่ี มถูก และเปน การดถู ูก กอ็ ยางทีบ่ อกแลววา ผูท่ี ใสใจขวนขวายในเร่อื งนีม้ าก เทา ท่ีนกึ ได ก็คอื ชาวพุทธลงั กา มีการต้ังองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (World Fellowship of Buddhists) ขึน้ มา ก็ชาวพุทธลังกานัน่ แหละเปน ผู ริเริ่ม คอื ทา น Dr. G.P. Malalasekera เปนผชู ักนําเชญิ ชวน แลวก็ ดําเนินงานกันมา จนกระทั่งไดลงมติใหตั้งสํานักงานใหญประจํา ในประเทศไทย ความรูเขาใจตระหนักสํานึกอะไรๆ นั้นก็มีสวนสําคัญจาก การกระตุนของการส่อื สารสังสรรคระหวา งประเทศนีด้ ว ย ตอ มาก็ ปรารภกันถึงความสัมพันธระหวางพระพุทธศาสนาในวงกวาง ระหวา งประเทศ เปน เหตุใหพ ูดจาทํานองตกลงกนั วา อยา เรยี กเลย นะวาหินยาน เปนศัพทส่ือความหมายท่ีไมดี และเราก็มีชือ่ เรยี ก ของเราเดิมอยูแลววาเถรวาท ก็เลยเรียกกันเปนเถรวาท คูกับ มหายาน (สบั ชุดกนั อยา งท่บี อกแลว ) ทนี ้ี เม่ือหินยานเหลือเถรวาทอยา งเดยี ว และคําวาหินยานก็ ท้ังไมใชคําเดิมและไมเปนคําดี ก็เลยใหเรียกวาเถรวาทเสีย หินยานกเ็ หมือนกบั เลกิ ใชไป สว นมหายานจะแยกยอยออกไปอีกกี่ นกิ าย กเ็ รียกรวมกันวา มหายาน ตอนนีก้ ็จึงเหลอื นิกายใหญเ พียง ๒ นิกาย คอื เถรวาท กับมหายาน

๑๒๒ คนไทย ใชก บเฒา? แตเ อาอกี แลว พอไปเจอกับพระทิเบต ก็คอื เจอพุทธศาสนา แบบท่เี รยี กกนั วาลทั ธลิ ามะ ซงึ่ ฝรั่งเรียกวา Lamaism เราคิดวา ได ตกลงกันเปนสากลแลวใหจัดทานเขาในมหายาน แตทานไมยอม พระทิเบตทานเปน ลามะ ทา นไมยอมรับวาทานเปน มหายาน ทา น ถือวา มหายานยังดอ ยไป เรือ่ งน้ีไดเ จอมากับตวั เอง เมอื่ คราวไดร บั นมิ นตไ ปสอนทฮ่ี ารว ารด พระทเิ บตองคห นง่ึ ไป เปน visiting scholar ทน่ี นั่ ดว ย ทา นมฐี านะเปน ตลุ กุ ซง่ึ ทางทเิ บตถือ วาเปนพระลามะผูใหญองคหน่งึ ในอดตี กลบั ชาติมาเกดิ ทานตุลกุ รูปน้ีบอกวา พระพทุ ธศาสนาแบบทิเบต ไมใชม หายาน แตเ ปน วชั ร ยาน ซง่ึ สูงเหนือกวา มหายาน วัชร เปนคําสันสกฤต คือ วชฺร เขียนอยางบาลีเปนวชิร (วชิระ) แปลวาเพชร วัชรยานจึงเปนยานที่ดีที่สุดหรือมีคาสูงสุด ฉะนนั้ ทางทิเบตจงึ ถือวาตวั ไมใ ชมหายาน แตสูงกวามหายาน เม่ือยอมรับตามท่ีพระทิเบตทานวา ก็เลยตองถือวามี ๓ นิกาย คอื เถรวาท (ที่เคยถูกเรียกวา หินยาน) แลว ก็มหายาน และ วชั รยาน พอยอมรับตามน้ี พระทิเบตกบ็ อกวา วชั รยานสูงสดุ รอง ลงมาคอื มหายาน แลวก็หินยาน (ก็คอื เถรวาทนแ่ี หละ) ดอ ยที่สุด นีเ่ ปนการบอกกลา วใหร ูกนั ไว เปนความรูเ ทาทัน เม่อื เขาพดู อยา งไรมา เรากจ็ ะเขาใจ หรอื ตามทัน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๒๓ จะเอาขอ มลู เดมิ ไว หรอื พอใจแคคําแปล เมอ่ื รูทันแลว ตอนนข้ี อวกกลับมาทีเ่ ร่ืองของเรา ขอทาํ ความ เขาใจวา ในตอนนี้ เพ่อื ความสะดวก ขอเอาวชั รยานของทิเบตรวม ไวใ นมหายานจะพดู แบบมี ๒ นกิ ายใหญ คอื มหายานกบั เถรวาท นอกจากน้ี เม่ือพูดพาดพิงเรอื่ งอดีตคร้ังยังมีนกิ ายยอยอ่นื ๆ ถา พดู ถึงคาํ วาหินยาน ก็ดี คําวา อาจริยวาท ก็ดี กข็ อใหเ ขาใจตาม ท่ีไดอ ธบิ ายมาแลว ไดบอกแลววา เถรวาทรักษาธรรมวินัยตามพุทธพจนของ เดิมเทาที่รวบรวมไวใหคงอยูในพระไตรปฎกบาลี และถือปฏิบัติ ตามวนิ ัยท่ีเปนพทุ ธบญั ญัติเดิมใหเ ต็มเทา ทจ่ี ะเปนไปได สวนทางมหายานก็อาศัยพระไตรปฎกที่สืบมาตามสาย อาจรยิ วาทของตนนนั่ เอง ซึง่ รักษาตอกันมาเปนภาษาสันสกฤต แต ก็ยอมรับวา รกั ษาไวไ ดไ มค รบถว นดว ยเหตุหลายอยา ง เริม่ ต้ังแตวา อาจริยวาทสายที่เปนตนทางของตนนั้นรอยหรอลงแลวก็สูญส้ินไป (เชน บุคคลท่ีจะคอยทองจําสาธยายสอบทานไว ก็หมดไป ตัว คัมภีรก ก็ ระจัดกระจายพลัดหายไปบา ง เชน กาลามสตู รกไ็ มพ บ) อีกดานหนึ่ง จุดเนนก็ไปอยูที่คําสอนของอาจารยใหญเจา นิกายของตน กบั ทั้งหันไปใหค วามสาํ คญั แกพ ระสตู รทเ่ี กดิ ข้ึนใหม ซึ่งมาเปนหลักของมหายาน ความใสใจในคาํ สอนเดิมก็ยอมออน ลงเปน ธรรมดา นอกจากน้ัน พระไตรปฎกมหายาน (มีฉบับภาษาจนี และ ฉบบั ภาษาทเิ บต เปน หลกั , ของเกาหลี กม็ แี ตโ บราณ, ตอ มา ญ่ปี ุน

๑๒๔ คนไทย ใชก บเฒา? ก็พิมพเ ปนภาษาจีน ทส่ี มบรู ณท สี่ ุด เรียกวา ฉบับ Taishō ซึง่ ใช เปน ท่ีอา งอิงกันเปนมาตรฐาน) ที่เรยี กวา พระไตรปฎกน้นั เปน การ เรียกอยางหลวมๆ หมายถงึ ประมวลประดาคัมภีรท ั้งหลายนน่ั เอง คือ ไมเ ฉพาะพระไตรปฎกเทา น้ัน แตรวมท้งั อรรถกถา และงาน นิพนธของอาจารยทงั้ หลาย ขอทีส่ ําคัญอยางยง่ิ ในยุคที่เปนมหายานขึ้นมาแลว พระไตร ปฎกสันสกฤตเทา ที่ไดไ ปหรือเทา ที่ยงั มี ก็แปลเปนภาษาของตัวเอง (พระไตรปฎกของมหายานทเี่ ปน หลกั อยูเวลานี้ กค็ ือพระไตรปฎ ก ภาษาจนี และพระไตรปฎ กภาษาทเิ บต) แลว กร็ กั ษาฉบบั แปลไวเ ปน หลัก สวนตนฉบับภาษาสันสกฤตก็เอาบรรจุพระสถูปเจดียไ วบาง (นานไปก็ผุสลายไปตามกาลเวลา หลงเหลืออยนู อ ยมาก) ละเลย หลงลืมหมดหายไปเองบาง มาถึงปจจุบันพระไตรปฎกสันสกฤต ของเดิมจึงเหลืออยูเพียงเลก็ นอ ย ทีน้ี พระไตรปฎ กท่แี ปลไปเปนภาษาจีน หรอื ทิเบตกต็ ามน้ี เมอื่ ไมไ ดร กั ษาตน ฉบบั สนั สกฤตไว และเมอ่ื ของเดมิ นน้ั สญู ไปแลว ก็ ไมม ที ต่ี รวจสอบ บางคมั ภรี ใ นยคุ ตน ๆ กอ นหาย ทม่ี แี ปลกนั ไวห ลาย ฉบบั โดยผแู ปลตา งทา น ในตา งยคุ สมยั กเ็ หน็ ไดถ งึ คาํ แปลทแี่ ตกตา ง กนั หรอื ขดั แยง กนั เมอ่ื ไมม ขี องเดมิ ทจี่ ะตรวจสอบ กต็ อ งรวมเกบ็ ไว ทกุ ฉบบั และขอ สงสยั ในคาํ แปลบางอยา งกต็ อ งคงอยตู ลอดไป (ตวั อยา ง เชน คมั ภรี ว มิ ลกรี ตสิ ตู ร ซงึ่ เปน สตู รสาํ คญั มากสตู ร หน่งึ ของมหายาน ตน ฉบบั สันสกฤตสูญไปแลว มคี าํ แปลภาษาจีน หลายฉบับ ดแี ตวา ในจาํ นวนน้ี มฉี บับแปลของปราชญฝ ม อื เยีย่ ม อยูดวย คือฉบบั ของพระกมุ ารชีวะ เม่ือ พ.ศ.๙๔๙ และฉบับของ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๒๕ หลวงจนี เห้ยี นจงั หรอื พระถงั ซําจงั๋ ใกลๆ พ.ศ. ๑๑๘๙) การแปลหนังสือหรือคัมภีรนี้ เปนเร่ืองท่ีนายกยองความมี ฉนั ทะและวริ ิยะอตุ สาหะของผแู ปล และในเวลาเดียวกันกต็ อ งเหน็ ใจ บางทแี มแ ตไ มไ ดผ ดิ พลาดแตก อ็ าจจะมขี อ เคลอื บแคลงไมแ นใ จ เพราะในตา งภาษาจะมบี างถอ ยคาํ สาํ นวนซง่ึ หาคาํ แปลทต่ี รงกันแท ไมไ ดเ ลยจงึ จาํ เปน ตอ งรกั ษาตน ฉบบั ของเดมิ ไวใ หด ขู องจรงิ ไดด ว ย ไมตอ งดไู กล พระไตรปฎ กบาลีนี้ ในเมอื งไทยกม็ ฉี บบั แปล เปน พระไตรปฎ กภาษาไทยขน้ึ มาแลว ถงึ ปจ จุบัน ๓ ชุด (อกี ๑ ชดุ แกไขกันอยู) เห็นไดวาฉบับที่ทําทีหลังก็ปรับปรุงใหถูกตองดีข้ึน กวาฉบับกอน แตถึงกระน้ันก็ยังจะตองปรับปรุงกันตอไปอีกนาน เพราะเปนงานใหญมาก เน้อื ความกวา ๒๒,๐๐๐ หนา ผูแ ปลตาง ฝม อื ตอ งมาชว ยกนั มากมาย แมจ ะมกี ารจดั วางระบบงานดขี นึ้ ๆ แต ความลักลน่ั ก็ยงั ไมอ าจแกไ ดหมด จะตอ งเพียรพยายามกนั ตอไป ขอยกตัวอยาง เชน มีศัพททางวินัยคําหน่ึงวา “อาสนฺทิ” ปรากฏอยูในพระไตรปฎกบาลีหลายเลม เชน เลม ๓, เลม ๕, เลม ๗, เลม ๒๐ เปน คําเดยี วกนั ตรงกัน แต “อาสนทฺ ”ิ นแ่ี หละ ในพระไตรปฎ กแปลภาษาไทย ชดุ แรก ชดุ เดยี วกนั กแ็ ปลไปตา งๆ ในสองเลม (เลม ๕, ๒๐) แปลวา “เตยี งมี เทา เกนิ ประมาณ” อกี เลม หนง่ึ (เลม ๓) แปลวา “ตง่ั ” และอกี เลม หนงึ่ (เลม ๗) แปลวา “เกา อน้ี อน”* ดตู อ ไป พระไตรปฎ กแปลภาษาไทย ชดุ ที่ ๒ ปรากฏวา แปล * อรรถกถาอธบิ าย หรอื ใหคําแปลไวว า “อาสนฺทตี ิ ปมาณาตกิ กฺ นฺตาสนํ ฯ” แปลวา อาสนะเกนิ ประมาณ

๑๒๖ คนไทย ใชกบเฒา ? เหมอื นกบั ในชดุ แรก ตรงกนั เกอื บทกุ แหง (ถา ถกู กถ็ กู ดว ยกนั ถา ผดิ กผ็ ดิ เหมอื นกนั ) มที แี่ ปลตา งออกไปแหง เดยี ว ซง่ึ ยง่ิ ทาํ ใหก ลายเปน วา คาํ ศพั ทเ ดยี วกนั แตแ ปล ๔ แหง กต็ า งกนั ไป ๔ อยา ง (คอื แปล แหง หนงึ่ วา เตยี งมเี ทา เกนิ ประมาณ, แหง หนง่ึ วา มา หรอื เกา อส้ี าํ หรบั นงั่ , แหง หนงึ่ วา ตง่ั , และอกี แหง หนงึ่ วา เกา อน้ี อน) แลว กต็ อ ไปในพระไตรปฎ กแปลภาษาไทย ชดุ ที่ ๓ ปรากฏวา กค็ ลา ยกบั ในชดุ แรก แตม คี วามสมาํ่ เสมอมากขน้ึ (๔ แหง นาํ มาเรยี ง ตามลาํ ดบั คอื เตยี งมเี ทา สงู เกนิ ขนาด, เตยี งมเี ทา เกนิ ประมาณ, ตง่ั ยาว, เตยี งมเี ทา สงู เกนิ ขนาด) น่ีเพียงแคเร่ืองวัตถุส่ิงของซ่ึงมองเห็นงาย ก็ยงั พบปญหาใน การแปลไดอ ยา งนี้ ถา เปน เรอื่ งนามธรรมทล่ี กึ ซงึ้ จะนา ระวงั เพยี งใด ฉะนนั้ แคท ยี่ กมาใหด เู ทา นี้ กค็ งเหน็ ไดช ดั วา ทาํ ไมจงึ ตอ งพยายาม รกั ษาพระไตรปฎกบาลีที่เปนขอมูลของเดิมไว ใหถูกตองแมนยํา และครบถวนท่ีสุด สวนพระไตรปฎกฉบับแปลภาษาไทยน้ัน เรา อาศัยเปนท่ีปรึกษา หรือเปนเครื่องประกอบในการศึกษาพระไตร ปฎ ก เรอื่ งนี้ ผทู ใี่ ชพ ระไตรปฎ กภาษาไทยควรทราบตระหนกั ไว พงึ ทราบดว ยวา ในการแปลพระไตรปฎ กจากภาษาบาลนี นั้ มี ถอ ยคาํ และขอ ความมากแหง ทผี่ แู ปลไมร ไู มเ ขา ใจ หรอื ไมแ นใ จ หรอื แมแ ตเ พยี งอยากใหผ อู า นเขา ถงึ งา ยขน้ึ ทา นผแู ปลกจ็ ะดคู าํ อธบิ าย ในอรรถกถา แลว ทา นกแ็ ปลไปตามคาํ อธบิ ายของอรรถกถานนั้ (คาํ แปลศพั ทห รอื อธบิ ายขอ ความในพระไตรปฎ กนนั่ แหละคอื อรรถกถา เปน ทาํ นองอรรถานกุ รม คลา ยกบั พจนานกุ รม สว นเรอ่ื งราวตา งๆ ท่ี เลา ไวใ นอรรถกถานนั้ เปน เครอ่ื งประกอบไมใ ชเ ปน ตวั อรรถกถา)

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๒๗ เพราะฉะน้ัน เม่ือผูศึกษาอานพระไตรปฎกฉบับภาษาไทย พงึ ตระหนกั ในใจวา อาจจะกาํ ลงั อา นคาํ แปลของอรรถกถา หรอื อา นพระไตรปฎ กผา นอรรถกถา ไมใ ชอ า นพระไตรปฎ กโดยตรง ยกตวั อยา งเชน ถา อา นคาถาของพระภทั ทเถระ ในพระไตร ปฎ กภาษาไทย เลม ๒๖ เราจะพบขอ ความทท่ี า นแปลมาวา พระศาสดาผูทรงชนะมาร ครน้ั ทรงสัง่ ใหบ วชใหเรา แลว กไ็ ดเสดจ็ เขาพระคนั ธกุฎี เม่อื พระอาทติ ยย งั ไมทนั อสั ดงคต พอเรม่ิ วปิ ส สนานนั้ จติ ของเรากไ็ ดห ลดุ พน แลว ในคาํ แปลน้ี “พระคนั ธกฎุ ”ี เปน คาํ อธบิ ายของอรรถกถา ของ เดมิ ในพระไตรปฎ กคอื “วหิ าร”ํ การทท่ี า นอธบิ ายและแปลตามอรรถ- กถาไปอยา งน้ี เพราะในสมยั หลงั ๆ ตอ มา คนเรยี กทปี่ ระทบั ของพระ พทุ ธเจา วา พระคนั ธกฎุ ี สว นขอ ความวา “พอเรมิ่ วปิ ส สนา” กไ็ มม ใี น ตวั พระไตรปฎ ก แตท า นเพม่ิ เขา มาตามคาํ อธบิ ายของอรรถกถา ทจี่ ะ ใหเ หน็ ขน้ั ตอนของความเปน มาชดั ยงิ่ ขน้ึ คาถาทเี่ ปน ขอ มลู เดมิ ในพระไตรปฎ ก คอื ปพพฺ าเชตวฺ าน ม สตถฺ า วหิ าร ปาวสิ ี ชโิ น อโนคคฺ ตสมฺ ึ สรุ ยิ สมฺ ึ ตโต จติ ตฺ  วมิ จุ จฺ ิ เม ฯ ถา แปลเฉพาะตามคาํ ทมี่ ใี นพระไตรปฎ ก กจ็ ะไดค วามไทยวา พระศาสดาชนิ เจา ครน้ั ทรงสง่ั ใหบ วชใหเ ราแลว กไ็ ด เสดจ็ เขา ทปี่ ระทบั เมอ่ื พระอาทติ ยย งั ไมท นั อสั ดง ทนี น้ั จติ ของเรากไ็ ดห ลดุ พน แลว ท่ีทานผูแปลไดปรับความไปตามอรรถกถาอยางนี้ ไมถือวา

๑๒๘ คนไทย ใชก บเฒา ? เปนความผิดพลาดเสียหาย แตทานมุงจะชวยใหผูอานเขาใจงาย หรอื ชดั มากขนึ้ บางทอี าจจะถอื เปน ประเพณไี ปแลว ทจ่ี ะแปลตามคาํ อธบิ ายของอรรถกถา แตผ ทู ศ่ี กึ ษาคน ควา ลงลกึ ละเอยี ดจาํ เปน ตอ ง แยกแยะได มฉิ ะนน้ั กอ็ าจจบั ไปสรปุ ผดิ พลาด เชน บอกวา “คนั ธกฎุ ”ี เปน คาํ ทม่ี ใี นพระไตรปฎ กอยา งนน้ั อยา งน้ี (ในพระไตรปฎ กบาลี มี “คนั ธกฎุ ”ี เฉพาะในคมั ภรี อ ปทาน สว นทา ยของพระสตุ ตนั ตปฎ ก) ยงิ่ กวา นนั้ บอ ยครง้ั การแปลพดู ไดว า จาํ เปน ตอ งอาศยั อรรถ- กถา เพราะแปลไมง า ยเหมอื นในคาถาขา งบนน้ี จะเหน็ วา ในกรณนี ้ี คาถาทจี่ ะแปลมถี อ ยคาํ ไมย าก ไมซ บั ซอ น และเหน็ รปู รา งครบทจ่ี ะ แปลออกมาได แตท อ่ี น่ื หลายแหง ทงั้ ถอ ยคาํ กย็ าก ไมเ คยพบ รปู ประโยคกซ็ บั ซอ น ไมเ หน็ ลาํ ดบั และซอ นคาํ ซอ นความ เปน สาํ นวน ของยุคสมัย (ขอใหนึกถึงคนไทยสมัยใหมอานวรรณคดีไทยอยาง ลิลิตตะเลงพาย) ทานผแู ปลกห็ มดทางไป นอกจากปรกึ ษาตาํ รับ ตาํ ราเทา ทจี่ ะหาได ซงึ่ กค็ อื มกั ตอ งดอู รรถกถาเปน อนั ดบั แรก พระไตรปฎ กภาษาไทยเทา ทม่ี อี ยนู ้ี ถงึ อยา งไร ทา นผแู ปล วา โดยทว่ั ไป กเ็ ครง ครดั อยใู นหลกั ไมพ ยายามพาผอู า นผศู กึ ษาถลาํ เลย ออกไป แตท นี่ า กลวั กค็ อื คาํ แปลพระไตรปฎ กของเอกชนบางบคุ คล หรือเอกสารท่ีทาํ ในทาํ นองใหเ ขา ใจวา เปน คาํ แปลจากพระไตรปฎ ก เอาขอ ความมาจากพระไตรปฎ ก แตใ สค วามคดิ เหน็ หรอื ขอ สรปุ ของ ตนเองแทรกลงไป ทาํ ใหผ อู านเขาใจวาท้งั หมดน้นั เปน คาํ แปลจาก พระไตรปฎ ก อยา งนเี้ ปน อนั ตราย การแปลนนั้ ตอ งทาํ อยา งซอ่ื ตรง พยายามใหผ อู า นเขา ถงึ ขอ มลู จรงิ ของเดมิ อยา งแมน ยาํ ชดั เจน ไมเ อาความคดิ เหน็ หรอื ขอ สรปุ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๒๙ สว นตวั ไปใส ซง่ึ จะกลายเปน การปด บงั กนั้ ขวางผอู า นจากขอ มลู หรอื หลกั ฐานนน้ั หรอื ถงึ กบั กลายเปน ไปหลอกเขา ถานึกวาความคิดเห็นหรือขอสรปุ ของเราจะเปนประโยชนแ ก เขา ก็ใสแยกดวยวิธีทาํ เปนเชิงอรรถ หรือวงเล็บ หรือทําบันทึก ประกอบ ซงึ่ จะทาํ ใหผ อู า นไดท งั้ สองอยา ง คอื ทง้ั ไมเ สยี โอกาสทจ่ี ะ เขา ถงึ ขอ มลู จรงิ และไดร บั ขอ คดิ ความเหน็ ทอ่ี าจเสรมิ ประโยชน กลบั มาเรอ่ื งเกา กเ็ ปน อนั พดู รวมๆ วา ทางดา นมหายานนน้ั ทา นไมไ ดร กั ษาพระไตรปฎ กของเดมิ ไว แตเ กบ็ รกั ษาฉบบั ทแ่ี ปลเปน ภาษาจนี และภาษาทเิ บต แลว กม็ พี ระสตู รเกดิ ขนึ้ ใหมๆ ในสมยั ของ มหายานท่วี า ประมาณ พ.ศ.๖๐๐ เปน ตน มา เรียกกันวาพระสตู ร มหายาน ซง่ึ ถอื วา เปน หลกั ของมหายาน ยดึ เปน สาํ คญั ยง่ิ กวา พระ สตู รทสี่ บื มาจากเดมิ ทถี่ อื วา เปน หนิ ยาน (เชน กาลามสตู ร ทสี่ ญู หายจากมหายานไปแลว นนั่ แหละ) เรอ่ื งกเ็ ปน มาอยา งนี้ ปราชญม หายานวา ถาจะดขู องแท อยทู ี่เถรวาท เวลาผานมาจนถึงยุคอาณานิคม กระทั่งฝรั่งท่ีมาอยูมา ทาํ งานในเมืองขนึ้ แถบน้ี ไดม ารจู กั และบางสว นไดศ กึ ษาพระพทุ ธ ศาสนา ถงึ กบั ไปตงั้ สมาคมและองคก รพทุ ธศาสนาในประเทศของ เขาเอง เชน สมาคมบาลปี กรณ ตอนนี้ คนในประเทศตา งๆ กม็ กี ารตดิ ตอ ถงึ กนั มโี อกาสรู เรอื่ งราวของกนั และกัน โดยเฉพาะเมื่อมเี อกสารและหนงั สอื ทฝ่ี รงั่ เขยี นขน้ึ มา เลยพลอยใหก ารศกึ ษาพทุ ธศาสนาเผยแพรอ อกไป มี

๑๓๐ คนไทย ใชกบเฒา? การสอ่ื สารกนั ตอ มา ทีน้ีก็มาฟงปราชญหรือทานผูรูของมหายานเองพูดถึงภาวะ ในยุคปจจุบันนี้สักหนอย Dr. Koken Mizuno เม่ือสอนท่ี มหาวทิ ยาลยั Komazawa ในญปี่ นุ ไดเ ขยี นไวใ นหนงั สอื Buddhist Sutras: Origin, Development, Transmission ขอพูดงา ยๆ ไมใ ส เชงิ อรรถละ (Tokyo: Kosei Publishing Co., 1982) ทานเขยี นเลาไวท่ี หนา 30 วา “คัมภรี พ ทุ ธศาสนาภาษาบาลี เพง่ิ ถกู นาํ เขา มาใหญ ปี่ นุ รจู กั ในศตวรรษที่ 19 นเี่ อง ดว ยการหลงั่ ไหลเขา มาของวชิ าการของตะวนั ตก” ทานเลาตอไปวา ในหมคู นตะวนั ตกทเ่ี ดนิ ทางมาตะวนั ออก ก็ มคี นองั กฤษและคนฝรงั่ เศสเกดิ สนใจพทุ ธศาสนาเถรวาทขนึ้ มา ตอน ทเ่ี ขา มาปกครองศรลี งั กานนั้ พวกองั กฤษเรยี นภาษาบาลเี พอ่ื ใชเ ปน เครอื่ งมอื ในการปกครองเมอื งขน้ึ ดว ยซา้ํ ตอ มากม็ ผี สู นใจศกึ ษาจรงิ จงั มกี ารพมิ พห นงั สอื พทุ ธศาสนาและภาษาบาลใี นองั กฤษและใน เยอรมนั ซงึ่ รวมทง้ั สมาคมบาลปี กรณด ว ย ตอนนน้ั หนงั สอื พทุ ธศาสนาพมิ พใ นเมอื งฝรง่ั มากกวา ๑๕๐ เรอื่ ง รวมทง้ั พจนานกุ รมบาล-ี องั กฤษดว ย ดวยแรงชักจงู จากผลงานของนกั ปราชญช าวตะวนั ตกน้ี นกั ปราชญทางพุทธศาสนาของญ่ีปุนก็จึงไดเร่ิมศึกษาภาษาบาลีและ คมั ภรี บ าลกี นั ขน้ึ ในชว งปลายศตวรรษท่ี 19 แลว กไ็ ดศ กึ ษาเปรยี บ เทยี บพระสตู รบาลี (เถรวาท) กบั พระสตู รภาษาจนี (มหายาน) ทาํ ใหไ ดค วามเขา ใจชดั เจนขน้ึ มา ถงึ ตอนนี้ พระสตู รของเถรวาท ซง่ึ เคยถอื กนั มาวา เปน คาํ สอน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๓๑ ต่ําตอย ก็กลายเปนเดนขึ้นหนา พระสูตรเถรวาทเหลาน้ีเผยตน แหลง คาํ สอนของมหายานแทบหมดสน้ิ “เพราะฉะนนั้ ในญปี่ นุ จงึ ยึดถือรวมกันวา เพ่ือใหไดความเขาใจท่ีถูกตอง การศึกษาพุทธ ศาสนามหายานใหเ จนจบ จะตอ งรวมพทุ ธศาสนาดงั้ เดมิ ทเี่ ปน พนื้ ฐานดว ย” (p.32; หมายความวา ตอ งเรยี นพทุ ธศาสนาเถรวาทดว ย) Dr. Mizuno มขี อ สรปุ ของเขาวา “ในบรรดาพทุ ธศาสนาทงั้ หมดทกุ นกิ ายนนั้ พทุ ธศาสนาเถรวาท ซงึ่ เปน นกิ ายใหญน กิ ายหนงึ่ ในสายหินยาน เปนพุทธศาสนานิกายเดียว ที่มีพระไตรปฎก ครบถว นบรบิ รู ณอ ยใู นภาษาเดยี ว” (p.30) Dr. Mizuno เลา ดว ยวา ดว ยอทิ ธพิ ลของนกั ปราชญต ะวนั ตก น้ี นกั ปราชญญ ีป่ ุน กไ็ ดเ รม่ิ ศกึ ษาพทุ ธศาสนาในเชงิ ประวตั ศิ าสตร แลว กม็ กี ารไดข อ สรปุ อยา งทที่ า นผนู ก้ี ลา วถงึ Dr. Murakami วา “ดร.มรู ากามิ กลา ววา พระศากยมนุ เี ปน พระพทุ ธเจา ทมี่ อี ยพู ระองคเ ดยี วในประวตั ศิ าสตร และกลา ววา พระ อมิตาภพุทธะ (ท่ีศาสนิกนิกายสุขาวดีทั้งหลายนับถือ) ไมเ คยมจี รงิ ... คาํ กลา วทว่ี า พระศากยมนุ มี ไิ ดต รสั แสดง คําสอนของมหายานนน้ั เปน การสอดคลอ งกบั หลกั ฐาน ทางประวตั ศิ าสตรอ ยา งแจง ชดั ” (คาํ กลา วของ ดร.มรู ากามิ น้ี นา จะเอาไปเทยี บกบั คาํ ของ Mr. Christmas Humphreys อดตี นายกพทุ ธสมาคม ขององั กฤษ ทเ่ี ขยี นไวใ น A Popular Dictionary of Buddhism หนา 172 วา “พระ สตู รทงั้ หลายของเถรวาทนนั้ ทา นแสดงไวโ ดยเปน พระธรรมเทศนา ทแี่ ทจ รงิ ของพระพทุ ธเจา ; สว นพระสตู รทงั้ หลายของมหายาน พดู

๑๓๒ คนไทย ใชกบเฒา? กนั ตรงไปตรงมา กค็ อื คาํ นพิ นธย คุ หลงั ทบี่ รรจเุ ขา ในพระโอษฐ” ) ทพี่ ดู ตรงนี้ ไมใ ชก ารทจ่ี ะมาตาํ หนติ เิ ตยี นใครอะไรกนั แตเ ปน เรอื่ งของความรู อยา งนอ ยกค็ วรรเู รอื่ งทค่ี วรจะรู วา เรอื่ งนี้ พวกผรู ู เขารกู นั วา อยา งไร และเขาพดู ไวเ พอื่ ใหเ รารวู า อยา งไร ทีนี้อีกหนอย เมื่อทางมหายานไมไดรักษาพระไตรปฎ กของ เดมิ ไว จะมผี ลอะไรตามมาอกี (ทจี่ รงิ วา กนั ใหต รงแท กม็ หายาน เพงิ่ เกดิ เมอื่ ราว พ.ศ.๖๐๐ ทา นจะมพี ระไตรปฎ กของเดมิ ไดอ ยา งไร ทา นกไ็ มม พี ระไตรปฎ กเดมิ นนั้ เปน ธรรมดา) มหายานญี่ปนุ วุนหาวนิ ยั แลว เลิกรา ผลสืบเนื่องอยางหนึ่งที่สําคัญก็คอื ตามปกตนิ ัน้ ยอมเปน ธรรมดาวา หมชู นทอี่ ยรู วมกนั เปน ชมุ ชน ทาํ งานรว มกนั เปน องคก ร ก็ ตอ งมแี บบแผนในการเปน อยู การดาํ เนนิ ชวี ติ การทาํ หนา ท่ี และการ สมั พนั ธต อ กนั ทง้ั กบั คนในและคนนอก พดู งา ยๆ วา ถา เปน พระสงฆ กต็ อ งมวี นิ ยั นกี่ ค็ อื วา พระสงฆ มหายาน กต็ อ งมวี นิ ยั ทจ่ี ะรกั ษา วินัยของพระก็อยูในวินัยปฎก ซ่ึงเปนปฎกหนึ่งในพระไตร ปฎ ก เมอื่ พระสงฆม หายานไมม วี นิ ยั ปฎ ก ทา นจะเอาวนิ ยั ทไี่ หนมา รกั ษา ถา ตอบทเี ดยี วจบ กบ็ อกวา ทา นกเ็ อาวนิ ยั ของหนิ ยานนนั่ เอง ไปใช คอื รกั ษาวนิ ยั ตามวนิ ยั ปฎ กของอาจรยิ วาทเกา ๆ ทที่ า นเรยี กเขา วา เปน หนิ ยาน และตวั เขาเองกส็ ญู สน้ิ ไปแลว แตท า นรบั เอาวนิ ยั ของ เขามารกั ษาไวนต่ี อบลดั สน้ั แตเ รอ่ื งจรงิ นน้ั ยาวและซบั ซอ นสกั หนอ ย

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๓๓ ทางมหายานทา นมขี อ ทตี่ อ งจดั การเกยี่ วกบั เรอ่ื งวนิ ยั สงฆ เปน ปญหาซ่ึงตองหาขอยุติมานานแลว เร่ิมตั้งแตการบวช (อุปสมบท) เพราะการบวชนน้ั ตองเปน ไปตามพระวินยั ในเมืองจีน เม่อื ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ พระภิกษชุ อ่ื วา Tao- hsüan ปรารถนาจะใหพ ระสงฆจ นี ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ หเ ครง ครดั ถกู ตอ ง ตามพระธรรมวนิ ัย โดยเฉพาะจะใหรักษาพระวนิ ยั ใหเครงครัด เรมิ่ ตั้งแตวิธีอุปสมบท จึงไดหาวิธีซึ่งยุติดวยการตัดสินใจเลอื กยกเอา วินัยของหินยานนิกายธรรมคุปตกะ ข้ึนมาใชบ ังคบั พวกตน เกดิ เปน นิกายใหมขึน้ มา เรยี กวา นกิ ายวนิ ยั (คาํ จนี วา Lü-tsung) ตามวนิ ยั ของธรรมคปุ ตกะนี้ (แปลเปนภาษาจีนราว พ.ศ. ๙๕๓–๙๕๕ ตนฉบับสนั สกฤตสญู ไปแลว และไมมีฉบบั แปลภาษา ทิเบต) ภกิ ษุถือสิกขาบท ๒๕๐ ขอ ภิกษุณีถอื สิกขาบท ๓๔๘ ขอ นอกจากใหพระเครงครัดแลว ก็ใหคฤหัสถเอาจริงเอาจังใน ศลี วัตร และจรรยามารยาทตา งๆ ดวย มีการวางแบบแผนในการ ใหศ ลี แกคฤหสั ถ (ธรรมคุปตกะ บาลวี าธัมมคุตตกิ ะนี้ กบั สรวาสติวาท เปน ๒ อาจรยิ วาท ท่แี ยกจากนิกายมหิสาสกะ ซ่งึ แตกออกมาจากเถรวาท ในพุทธศตวรรษท่ี ๒) ในญปี่ นุ พระพทุ ธศาสนา เมอ่ื ทางราชการรบั เขา มาจากเกาหลี ใน พ.ศ.๑๐๙๕ แลว กเ็ จริญรุงเรอื งเรื่อยมา และตอมา พทุ ธ ศาสนานิกายตา งๆ กเ็ ขามาจากเมอื งจีนโดยตรง จนกระทงั่ ในยคุ นารา (ยุคเมืองนารา/Nara เปน ราชธานี, พ.ศ.๑๒๕๓–๑๓๓๗) มี ทั้งหมด ๖ นกิ าย รวมทั้งนกิ ายวินัยจากจีน ซงึ่ ญี่ปนุ เรียกวา Ritsu

๑๓๔ คนไทย ใชก บเฒา ? การทน่ี กิ ายวนิ ยั เขามา มีตน เร่ืองวา ในระยะแรกท่ีพระพทุ ธ ศาสนาเขามาเจริญในญ่ีปุนน้ัน เมื่อมีผูศรัทธาจะอุปสมบท ก็ไม ปรากฏวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน บางก็เดินทางไปบวชนอกประเทศมา บางก็หาวิธีบวชเอาเอง ตอมามีพระญี่ปุนบางทานศึกษาคัมภีร วินัยที่นําเขามาจากนอก แลวริเร่ิมจัดพิธีอุปสมบทเปนแบบแผน ข้ึนในหลายวดั แตการบวชกันเอง และการไปบวชจากตา งแดน ก็ ยงั ทํากนั ตอ มา พรอ มดว ยมคี วามเคลือบแคลงใจกันอยวู า ท่ีบวช กันมาทงั้ หมดน้นั ใชไดห รือไม จนเวลาผา นมาราว ๒๐๐ ป พระจกั รพรรดญิ ี่ปุนจึงทรงสง คณะทตู ไปจีน มพี ระญ่ปี ุนไปดว ย เพ่ือนิมนตพระจีนทเ่ี ปนวินัยธร ใหมาตรวจสอบจดั การอปุ สมบท พระญป่ี ุน ท่ไี ปจีนคราวนน้ั ไดดู การพระศาสนาแลว เห็นวา การบวชของพวกตนใชไมได จงึ รบั ศลี ใหมที่เมืองจีน และไดนิมนตหลวงจีน Chien-chen (ญี่ปุนเรียก Ganjin) มายังญป่ี นุ เดนิ ทางมาถึงใน พ.ศ.๑๒๙๗ ท่ญี ่ปี นุ พระจกั รพรรดโิ ชมุไดสรางวดั ถวายแกทาน Ganjin พรอมดวยโบสถท่ีจะทําพิธีอุปสมบท อันเปนท่ีเกิดนิกายวินัยของ ญป่ี นุ (Ritsu) ครงั้ นัน้ พระจกั รพรรดโิ ชมซุ ง่ึ ไดส ละราชสมบัตแิ ลว ทรงเขาพิธีรับศีลของคฤหัสถ (บางตําราวา พระราชธิดาท่ีไดขึ้น เปนพระจักรพรรดนิ โี กเกน ไดอปุ สมบทเปน บุคคลแรก เปน ภิกษุณี ชั่วคราว) และโดยพระราชประสงค วัดใหมแหงนกิ ายใหมน ้ี กเ็ ปน ผอู ํานวยการอปุ สมบทใหแ กท กุ วัดในญปี่ นุ อยา งไรก็ตาม แบบแผนของสวนรวมทว่ี างไวน้ี มิไดย ่ังยนื นกั เพราะตอมา เม่ือส้ินยคุ นารา เขาสยู ุคเฮอันแลว (ยคุ เฮอัน คอื ยคุ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๓๕ เมืองเกียวโตเปนราชธานี, พ.ศ.๑๓๓๗-๒๔๑๒) พระภิกษุชื่อ Saicho ซ่งึ เปน ทีโ่ ปรดปรานของพระจักรพรรดิ ไดเ ดินทางไปจนี ใน ป ๑๓๔๗ ศึกษาพุทธศาสนามหายานนิกายเทยี นไท อยูท นี่ ่นั ๙ เดือนครึ่ง แลวก็กลับญีป่ ุน และในป ๑๓๔๘ ซ่ึงเปนปสวรรคตของ พระจักรพรรดิกมั มุ ก็ไดร บั พระบรมราชานุญาตใหตงั้ นิกายเทนได ทานผูน้ี แมจะเขารับการอุปสมบทที่วัดของนิกายวินัยตาม แบบแผนที่วางไว แตตอมา ไดประกาศวาการอุปสมบทแบบ หนิ ยานนน้ั เปนโมฆะ พรอมกันนัน้ ทา นไซโจไดพฒั นาวธิ ีบวชแบบ ใหมข้ึนมาตามหลักคําสอนของนิกายเทนได เรียกวาการอุปสมบท แบบพระโพธสิ ตั ว เปนการอปุ สมบทของมหายาน แตหลังจากพระจักรพรรดิสวรรคตแลว ทานไซโจชะตาตก เกิดปญหาขัดแยง และถูกตอตานจากนิกายอ่นื จนกระทั่งถงึ มรณ ภาพในป ๑๓๖๕ หลงั จากทานส้นิ ชพี ๗ วนั นกิ ายเทนไดจงึ ไดร ับ อนุมัติจากพระราชวังใหประกอบพิธีอุปสมบทแบบใหมของตนเอง เปนอิสระ โดยไมข้ึนตอนกิ ายวินัยทีเ่ มืองนารา วิธีอุปสมบทของมหายานท่ีทานไซโจคิดขึ้นนั้น วาไมติดอยู กบั รปู แบบ ไมเหมือนการอุปสมบทหินยานแบบนกิ ายรติ สึ ที่ถอื วา ตองใหถูกตองตามแบบแผนเต็มตามกระบวนพิธี แตใหถือเอา สาระและเจตนารมณเ ปนสาํ คัญ ในกาลตอมา นิกายอ่ืนๆ ในญ่ีปุนก็หันมานิยมรับวิธี อุปสมบทมหายานอยางใหมกนั น้มี ากข้ึนๆ แมแตนกิ ายริตสเึ องตอ มาก็เอนเอียงออ นลงใหม ีการบวชดวยการปฏิญาณตนเองได เปน เหตุใหนิกายวินัยของญ่ีปุนหมดความสําคัญ แมจ ะยังเหลอื อยใู น

๑๓๖ คนไทย ใชกบเฒา ? ปจจบุ นั ก็กลายเปนนกิ ายเลก็ นิดเดยี ว สว นนิกายท้ังหลายท่ีพัฒนากนั ตอ มาถงึ บัดน้ี อนั มี ๕ นกิ าย ใหญ ในทางวินยั ปรากฏวาพระญป่ี ุนมคี รอบครวั ไดเกอื บจะท่วั มหายานกา วไปไหนๆ พอถงึ วนิ ัย กใ็ ชหนิ ยาน ยอนมาดตู น ทาง ปรากฏวาในจีน นิกายวนิ ัย (Lü-tsung) ยงั มีความสําคัญมากสืบมาถึงปจจุบัน เหมือนเปนผูดูแลดานวินัย ของพระสงฆจนี รวมทง้ั วางแบบแผนในการอุปสมบท เม่อื พูดรวมๆ มาถงึ ปจจบุ นั พระสงฆม หายาน (รวมวชั รยาน) รกั ษาวนิ ัยโดยแยกเปน ๒ สาย คือ ก. ในจีน พรอมทงั้ เกาหลี และเวียดนาม ถอื วินยั ของหินยาน นิกายธรรมคุปตกะ (บาลีวาธัมมคุตติกะ) ซ่ึงเลาแลวขางตนวา รักษากันมาเปนภาษาจนี (ตนฉบบั สนั สกฤตสญู ไปแลว) ท่วี า ภิกษุ ถือศลี ๒๕๐ ภกิ ษณุ ถี อื ศลี ๓๔๘ ดงั ไดก ลา วแลว หลัง พ.ศ.๑๐๐ ไดม ีอาจรยิ วาทใหมนกิ าย มหสิ าสกะแตกออกไปจากเถรวาท แลว มหสิ าสกะก็แยกออกไปอีก ๒ เปน นิกายธรรมคปุ ตกะ กบั นิกายสรวาสตวิ าท หินยานนกิ ายธรรมคปุ ตกะน้ี ไดเพมิ่ ปฎกขึ้นอกี ๒ จากพระ ไตรปฎ ก คอื โพธิสัตตวปฎก และธารณีปฎ ก ยกเรื่องพระโพธิสตั ว ข้นึ มาใหความสําคญั ทํานองเดียวกบั นกิ ายมหาสังฆกิ ะ เห็นไดวา เปนเชอ้ื ความคิดท่พี ัฒนาขึน้ ในมหายาน ในจีนมีภิกษุณี (นุงหม สเี ทา) ซ่ึงสืบกนั มาโดยบวชตามวินยั

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๓๗ ของนิกายธรรมคุปตกะน้ี มีผูเ ลาเร่ืองวา แตเดิมมา ภกิ ษณุ จี ีนได รับอปุ สมบทจากภิกษสุ งฆฝา ยเดยี ว จนกระทั่งใกล พ.ศ.๑๐๐๐ ได มคี ณะภิกษุณีจากลงั กาเดนิ ทางไปนานกงิ และรว มกับพระภกิ ษุที่ ถือวนิ ัยแบบธรรมคุปตกะนนั้ อุปสมบทสตรจี นี และใหอ ปุ สมบท ใหมแ กภ ิกษุณีจนี เพอื่ ใหการบวชมีสงฆครบสองฝา ย ข. ในทเิ บต ถือวินยั ของหนิ ยานนกิ ายมูลสรวาสตวิ าท ซ่งึ มี ฉบบั แปลภาษาทเิ บตและตนฉบับสันสกฤตกย็ งั เหลืออยูพอควร มลู สรวาสตวิ าท ก็มาจากสรวาสตวิ าท (บาลี: สัพพตั ถิวาทะ) นนั่ เอง แตเหตใุ ดจงึ เตมิ “มลู ” เขาขา งหนา ยงั ไมร ูค วามเปน มากนั ชดั และสันนษิ ฐานกันตา งๆ ในที่น้ี เอาอยางงา ยที่สดุ วา สรวาสติ- วาท นั่นแหละ ตอมามนี ิกายแตกยอ ยออกไป ก็เลยเรียกตวั เองเปน มูลสรวาสติวาท เปนการบอกใหร วู าตนเปนของตน เดมิ นกิ ายสพั พตั ถกิ วาท หรอื สรวาสตวิ าทนี้ คลา ยมากกับเถรวาท ตอมา ไดไปเจริญทางอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ จนไดเปน ผจู ดั สงั คายนาครงั้ ท่ี ๓ ขน้ึ มา ในสมยั พระเจา กนษิ กะ ประมาณ พ.ศ.๖๐๐ ซงึ่ เปน ยคุ ทเี่ กดิ มหายานแลว และมหายานกย็ อมรบั การสังคายนา ของสรวาสตวิ าทท่ีพวกเขาถือวาเปน หนิ ยานนน้ั ดวย สังคายนาครัง้ ที่ ๓ ของสรวาสติวาท ก็เลยกลายเปนการสังคายนาคร้งั ที่ ๓ ของ มหายานไปดวย แตตอ มานกิ ายสรวาสตวิ าทน้ีกไ็ ดส ูญสน้ิ ไป ในทิเบต ตามสายวนิ ัยแบบมูลสรวาสตวิ าทนี้ ไมม ีภิกษุณี และไดมีการเพียรพยายามกันมากท่ีจะใหมีการอุปสมบทเพื่อใหมี ภกิ ษุณใี นทิเบต องคท ะไลลามะตรัสวา พระองคสนบั สนุนเตม็ ที่มา ต้ังแตชวงป ๒๕๐๐ เปนตน มาแลว ทีจ่ ะใหม ีการสถาปนาภกิ ษณุ ี

๑๓๘ คนไทย ใชก บเฒา? สงฆในสายทิเบต แตพ ระองคไมใชพ ระพุทธเจา จะทรงตดั สินแต ลําพังพระองคเดียวไมได จึงอยากใหมาพูดจากัน วิธีหน่ึงท่ีมอง เห็นคือ แมชที เิ บตไปบวชเปนภิกษณุ ตี ามสายวนิ ัยของนิกายธรรม คปุ ตกะ (แบบจนี นงุ หม สเี ทา) แลว กม็ าปฏบิ ตั กิ จิ ทาํ สงั ฆกรรมใหเ กิด เปน ภกิ ษณุ ีสงฆ (นุง หม สนี ้าํ ตาลแดง) ขึ้นในทิเบต ขอเติมนดิ หน่งึ เวลาเจอหนังสือหรือขา วจากฝรงั่ พดู ถงึ nun ในทเิ บต บางทเี รานกึ วา ทเิ บตมภี กิ ษณุ ี เพราะเขาพดู ถงึ nun ในจนี แปลวา ภกิ ษณุ ี แตพ อพดู ถงึ nun ในเมอื งไทย เราบอกวา คอื แมช ี คาํ เดยี วกนั นที้ าํ ใหย งุ เหตกุ เ็ พราะคาํ วา nun นไี้ มช ดั เจน เปน เพยี งคํา เทยี บเคยี ง เวลาพบคาํ วา nun ก็ตองรูเ รือ่ งราวที่นน่ั จงึ จะแปลถกู เปน อนั วา nun ในทิเบตในไทย คือแมช ี สวน nun ในจนี ใน ญ่ปี ุน ในเกาหลี เขาแปลวา ภิกษณุ ี (ตอไป “ภิกษุณี” จะเขยี นแบบ ทับศัพทก ันมากข้ึนๆ เปน “Bhikshuni” หรอื “Bhik uni” ตามแบบ สนั สกฤต และอยางบาลเี ปน “Bhikkhuni”) เซน ทเิ บต กรู ู ซูซา เบง บานในอเมรกิ า หันไปดทู างเมอื งฝรง่ั (ในท่นี ี้มุงทอ่ี เมริกา) ตอนทสี่ มาธแิ บบ เซนกําลังเฟอ งอยู ก็พอดีมาถงึ ตอนที่กระแสสังคมอเมริกันถึงคราว ผกผัน คนรุนใหมเกิดมีปฏิกิริยาเบ่ือหนายความเจรญิ และวิถชี ีวติ แขง ขนั สรา งเสพวตั ถุท่คี นรุนกอนใฝหา หันมาคิดปฏวิ ัตสิ งั คม ฝรั่งหนุมสาวพากันละทิ้งวัฒนธรรมวัตถุนิยมอุตสาหกรรม ออกไปหาความหมายของชวี ติ นอกกระแสหลักของสงั คม ตอตาน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๓๙ สงคราม รกั สนั ติ หนั ไปแสวงความสงบสขุ ในจิตใจ การมีชีวติ เรียบ งาย ปลอยตัวตามสบายเขากับธรรมชาติ คลอยใจไปกับดนตรี รวมทัง้ ปลอยตวั ใหกับเร่อื งเพศและสิง่ เสพติด ตลอดจนกลบั ไปสน ใจไสยศาสตร และโหราศาสตร สงั คมอเมรกิ นั เขา สยู คุ สบั สนวนุ วาย ในชว งสงครามเวยี ดนาม ท่ยี ดื เยื้อถึง ๒๒ ป (พ.ศ.๒๔๙๗–๒๕๑๘/ค.ศ.1954–75) มีปญ หา ภายในมากมาย ทง้ั ปฏกิ ริ ยิ าตอ สงครามเวยี ดนามนนั้ ปญ หาความ รนุ แรงระหวา งผวิ การประทวงและเรียกรองของคนกลุมตางๆ รวม เปน จดุ เดน ทเ่ี รยี กวา วฒั นธรรมสวนกระแส (counterculture) ซ่งึ สืบ อิทธิพลจากพวก Beat Generation ที่ทําใหสมาธแิ บบเซนยิ่งเปน ท่ีนิยม เกิดบุบผาชนชาวฮิปป และการรับวิถีแหงจิตของศาสนา ตะวันออก โยคี ฤาษี หลั่งไหลเขา ไปเปน Guru (ครุ /ุ ครู ไทยเรียก ตามสําเนียงฝร่งั เปน “กรู ู”) ที่ฝรง่ั นบั ถอื ซึง่ แมจะส้ินยคุ วฒั นธรรม สวนกระแสไปแลว ก็ยงั เฟอ งฟสู บื ตอ มา มหาฤาษีมเหษโยคนี ํา TM (Transcendental Meditation) เขาไป ไดด าราวงดนตรี the Beatles เปน ลกู ศิษย พาใหย ่ิงกระหม่ึ ทา นภกั ตเิ วทานตะ สวามปี ระภปุ าทะ เขา ไปตง้ั ขบวนการหรกิ ฤษณะ (Hare Krishna) ที่หนุมสาวอเมริกันท้ิงบานเลิกเรียนมารวมอยู รวมงานมากมาย ทา นซันยังมูน (Sun Myung Moon) นาํ ศาสนา คริสตแบบใหมจากเกาหลีเขาไปตง้ั เปน Unification Church จัด พิธีแตงงานหมูครง้ั ละเปนหม่นื คู โยคี ฤาษี บางทา น เขา ไปเปน “กรู ”ู (คือครุ )ุ ในอเมริกาชวง ป ๒๕๑๕ ประสบความสาํ เรจ็ อยา งยงิ่ ร่าํ รวยมหาศาล

๑๔๐ คนไทย ใชก บเฒา ? อยางทาน (“กรู ู”) ครุ ุ ศรี รชั นี มีสานุศิษยมากมาย มงั่ คั่งถึง กับซอ้ื ท่ดี ินราว ๑๖๐,๐๐๐ ไร ในรฐั ออเรกอน (Oregon) ต้งั เปน เมอื งรัชนีปรุ ะ มีเคร่ืองบนิ สว นตัว พรอ มดว ยรถยนต Rolls-Royce ๑๔ คนั ลงทา ย ถูกดาํ เนินคดหี ลายเร่ือง ทั้งลกั ลอบขนยาเสพตดิ พยายามฆาคน วางเพลิง โกงการเลือกตั้ง ทําผิดกฎหมายคนเขา เมือง และในทส่ี ดุ ถูกขับไลออกจากอเมรกิ าในป ๒๕๒๘ และถูก ปฏิเสธหา มเขา ๒๑ ประเทศ เปน แงม มุ ที่พงึ มองไวอ กี ดา นหนึง่ ดวย มองไปยังตน ทางอีกที่หนง่ึ เมือ่ ป ๒๕๐๒ หลังจากจีนเขายดึ ครองทเิ บต และตอมาชาวทิเบตลกุ ฮอื ขนึ้ ตอตาน แตไ มส ําเรจ็ องค ทะไลลามะนาํ พระลามะและชาวทิเบตราวแสนคน หนีมาล้ีภัยใน อนิ เดยี ไดท ีพ่ ํานักทธ่ี รรมศาลา คร้งั นน้ั ดว ยสายตากวา งไกลของผูนําชาวทิเบต พระลามะ จํานวนมากไดไปศึกษาในอเมริกาและยุโรป ตอมาไมชาไมนาน องคท ะไลลามะ และพระลามะ กอ็ อกสอนพทุ ธศาสนาแบบทเิ บต (Tibetan Buddhism หรอื Lamaism) สํานักสมาธิแบบทิเบตเกิดเพ่ิมจํานวนอยางรวดเร็วจนบัดนี้ เปนทีน่ ยิ ม ข้ึนเคียงแขง หรือจะแซงข้ึนหนา สาํ นักสมาธิแบบเซน ถึงปจจุบัน อาจารยอเมริกันผูอยูระดับแกนในของวงการ บอกวา กระแสความสนใจพุทธศาสนาในสังคมของเขายังกาวสงู ขึ้นอยางตอเนือ่ ง

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๔๑ คนไทย (คง)ไมใชก บเฒา ท้ังหมดทเี่ ลา อยา งยอ ๆ ผา นๆ มาน้ี นอกจากลัทธิศาสนา ตะวันออกจากที่อ่ืนแลว ในฝายพุทธศาสนามีแตเร่ืองความกาว หนา ของมหายาน ไมเหน็ วีแ่ ววหรือแววเสียงของเถรวาทเลย มีคําตอบหน่ึงซ่ึงจะถือแคเพียงฟงไวกอนก็ไดวา ทามกลาง กระแสท่ีไหลแรงและความฟูฟาโดง ดังเหลานี้ กระแสเอ่อื ยๆ ทไี่ หล คบื ไปเงยี บๆของพทุ ธศาสนาเถรวาทกด็ าํ เนนิ ตอ เนอื่ งมาโดยตลอด มีฝร่ังในหมูผูรูบางคนพูดไวนานแลววา พุทธศาสนา มหายานน้ัน ชาวพุทธมหายานเองจากเอเชียนําไปสอนในแดน ตะวนั ตก แตพ ทุ ธศาสนาเถรวาทน้ี ฝร่งั พวกชาวตะวนั ตกเองมานํา เอาจากเอเชยี ไปเผยแพรใ นแดนของเขา ฝรงั่ เอาพุทธศาสนาจากประเทศเถรวาทไปในสองชวง หรือ เรยี กไดวา ๒ ระลอก ชว งแรก เปน การเผยแพรใ นระดบั ปญ ญา หรอื ทางวชิ าการ คอื ในยคุ อาณานคิ มทฝี่ รงั่ มาปกครองดนิ แดนแถบนี้ (โดยมากเปน พวกท่ี มาในลงั กา) ฝรง่ั บางสว นเขา มาพบพทุ ธศาสนาแลว เกดิ ความสนใจ ไดศ กึ ษาคน ควา เอาจรงิ เอาจงั จนบางคนกลายเปน ปราชญส ําคัญใน ทางพทุ ธศาสนา หลายคนเขยี นตาํ ราแนะนาํ อธบิ ายธรรมและเรอื่ ง ราวของพระพุทธศาสนา พมิ พเผยแพรใ นประเทศตะวนั ตก มีการ ต้ังสมาคมและองคกรข้ึนมาทํางานเผยแพร เชนในอังกฤษ ต้ัง Buddhist League เมอ่ื ป 1923/๒๔๖๖ และในปต อมากม็ ีผตู ้งั Buddhist Lodge ท่ีตอมากลายเปน Buddhist Society

๑๔๒ คนไทย ใชก บเฒา ? รวมท้ังท่ีวาฝร่ังพบกาลามสูตรแลวตื่นเตนจนคนไทยต่นื ตาม ก็เร่ิมจากพวกคนระดับปญญาชนในยุคนิยมวิทยาศาสตร ที่มา ศกึ ษาเถรวาทในชว งนี้ บางคนศึกษาลงลึกใหถึงตัวคัมภีรโดยรูภาษาบาลี ถึงกับ กลับไปต้ังกลุมต้ังองคกรแปลและพิมพพระไตรปฎกและอรรถกถา เปนตน ในประเทศของตน ดงั ท่ีไดม ีสมาคมบาลีปกรณ (Pali Text Society, ตงั้ ทกี่ รงุ ลอนดอนในป1881/๒๔๒๔) ซงึ่ ยงั อยจู นปจจุบนั พระพุทธศาสนาที่เขาและกาวไปในแดนตะวันตกระลอก แรกนี้ แมจะไมก วา งออกไปในมวลชน แตเปนการทาํ งานในสว น สาระสาํ คญั ท่เี ปนการวางฐานใหแกง านเผยแพรร ะยะยาว และยัง มกี ารสืบตอปรับปรุงพฒั นาสบื กนั มาจนถงึ ปจจบุ ัน ชวงท่ีสอง เปนการเผยแพรในระดับสนองกระแสสงั คมสมู วล ชน คือการนําไปปฏิบัติใชประโยชนตามความสนใจที่สัมพันธกับ สภาพปญหาของชวี ิตและสังคมตามยคุ สมยั เรือ่ งก็คือ ในระยะใกลไมน านนักน้ี ฝร่ังที่มาเมืองไทย มาเพอื่ ศึกษาเรื่องไทยคดตี างๆ บา ง มาทัศนาจรหรอื เท่ียวดูเทย่ี วชมบา ง บางทีไมเคยสนใจ ไมเคยรเู รอื่ งพระพทุ ธศาสนามากอนเลย เมอื่ มาแลว ไดร เู หน็ เกดิ ความสนใจ หลายคนหนั เขา มาบวช เรยี นจรงิ จงั เมอ่ื กลบั ไปบา นเมอื งของตน กน็ าํ ความรแู ละการปฏบิ ตั ิ แบบพทุ ธไปเผยแพรต ามถนดั บางคนกลบั ไป แมจ ะลาสกิ ขาแลว ก็ ไปสง่ั สอน ถงึ กบั ตง้ั สาํ นกั วปิ ส สนาทาํ การเผยแพรจ รงิ จงั ครน้ั ถงึ เวลาชดิ ปจ จบุ นั การไปมาหาสสู อ่ื สารสมั พนั ธเ มอื่ เกดิ ขน้ึ แลว กเ็ ดนิ คบื หนา ไปตามทางของมนั แถมมาถงึ ยคุ โลกาภวิ ตั นอ กี

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๔๓ ดว ย ในชว งหลงั น้จี งึ มีพระจากประเทศเถรวาทเอง ไปเพอ่ื ศาสนกจิ ในประเทศตะวนั ตกมากข้นึ ๆ โดยเฉพาะจากประเทศไทย ซ่ึงเมอ่ื เริ่มแลว ก็ทวจี าํ นวนอยา งรวดเรว็ พระไทยท่ีไปปฏิบัติศาสนกิจในประเทศตะวันตกนั้น สวน ขางมากยังเปนการไปเพื่อสนองความตองการที่เนนทางดานวัฒน ธรรมของชมุ ชนคนไทยในประเทศนน้ั ๆ ซึ่งไดส รางวดั ไทยขึ้นเอง แตอ กี สวนหนึ่งซงึ่ ไมม ากนกั แตก ม็ ีแนวโนม ที่จะเพม่ิ ขน้ึ ทีละ นอยตามลาํ ดบั ไดแ กพ ระจากประเทศไทย ท่ไี ปอยูประจําในวัดที่ สรางขนึ้ เพื่อสอนธรรมแกค นเจา ถน่ิ คือแกช าวตะวนั ตกโดยตรง ซึง่ มักไดแกพระภิกษุท่ีเปนชาวตะวันตกเองผูไดบวชเรียนในเมืองไทย ดังท่ีเดน ชดั มจี าํ นวนคอนขางมากอยใู นหลายประเทศ คือพระจาก วัดในสายของพระโพธญิ าณเถระ (อาจารยช า) อาจจะเปนการมองในแงดีสักหนอย ถาจะพูดวา การเผย แพรข องพระพทุ ธศาสนาเถรวาทในแดนตะวนั ตก ที่เงยี บๆ เหมอื น แอบอยูข า งหลงั นี้ เปน การกาวไปอยางชา ๆ แตห นักแนนมน่ั คง พงึ สังเกตวา ในยคุ แรกๆ ท่สี มาธิเขาไปเผยแพรในตะวันตก น้นั คนเจาถน่ิ ไมคุนกบั คําน้ี และแมจนถึงระยะ พ.ศ.๒๕๒๐ โดย ทั่วไปก็ยังรูจักสมาธิผานคําวา “meditation” แตถึงเวลานี้ “samadhi” กลายเปนคาํ คอนขา งสามญั ซึง่ พบไดในพจนานกุ รม ภาษาอังกฤษฉบับใหญๆ ทว่ั ไป เซน โยคะ จนถึงพทุ ธศาสนาแบบทเิ บตแพรหลายไปพรอ ม กบั คําวา meditation เปน สอ่ื นาํ สูคาํ วา สมาธิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook