Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คนไทยใช่เฒ่ากบ

คนไทยใช่เฒ่ากบ

Published by supitcha3370, 2020-09-20 02:28:43

Description: book13

Search

Read the Text Version

๒ วถิ เี ถรวาทรกั ษาไว กาลามสตู รไมส น้ิ ─☺─ หลกั ทจ่ี ะใหไ ดป ญ ญา แตใ ชไ มเ ปน เลยยง่ิ หมดปญ ญา ในประเดน็ ที่ ๒ ซึง่ คณุ สจุ ติ ต วงษเ ทศ พูดถงึ กาลามสตู ร โดยโยงมาเขา กับเรอ่ื งเถรวาททํานองวา กาลามสตู รไมใ หเ ชือ่ อยา ง นั้นอยางน้ี แมแ ตครอู าจารย กย็ ังไมตอ งเช่ือ ตรงขา มกับเถรวาท ที่ สอนใหเ ช่อื ครูอาจารยอยา งเดียว หา มถาม ตอ งวา ตามๆ กนั ไป ในเร่อื งน้ี ไดพูดไปแลวส้ันๆ ใหเห็นวา ที่จรงิ กาลามสูตรเปน อันเดียวกันกับเถรวาท คือเปนคําสอนของเถรวาทนั่นเอง โดย เฉพาะวาเถรวาทน่แี หละรักษากาลามสตู รไว เรารูจกั กาลามสูตรก็ เพราะอยใู นพระไตรปฎ กท่ีเถรวาทรกั ษาไว ถาไมม เี ถรวาท กไ็ มมี กาลามสูตร ทนี ้ี กค็ วรจะหาความรู ใหร จู กั และมคี วามเขา ใจในกาลามสตู ร นัน้ ลกึ ลงไปสักหนอ ย อยา งทีว่ า ถาจะรอู ะไร ก็ควรรใู หชัด

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๔๕ ในกาลามสูตรทจี่ รงิ มี ๑๐ ขอ เปน คําบาลวี า มา อนุสสฺ เวน, มา ปรมฺปราย, มา อิตกิ ริ าย เปน ตน ทนี ้ี ประโยคในพทุ ธพจนตรงนี้ เปน สํานวนภาษาสมัยน้ัน ซ่งึ ไมป รากฏคาํ กริยา มแี ตคาํ วา “มา” แปลวา อยา ผแู ปลก็ตอ งคิดไป วา จะใชค าํ แปลวาอยางไรดี ซ่งึ กม็ กั แปลกนั วา “อยาเชอ่ื ถือ” เชน วา “อยาเชอ่ื ถือ โดยฟง ตามๆ กนั มา อยาเช่อื ถือ ดวยการถอื สืบๆ กันมา อยาเชอ่ื ถอื ตามเสียงเลาลอื อยา เชือ่ ถือ ดวยการอางตาํ รา หรือคัมภีร ฯลฯ” ทนี ี้ ถา ไปดอู รรถกถา ทา นกใ็ สก รยิ าเติมใหวา “มา คณฺหติ ถฺ ” ก็แปลกันวา อยา ถือ อยา ยึดถอื อยา ถอื เอา บางทา นก็ยงั ไมเ ตม็ ใจ กเ็ ลยหาคําแปลกันหนัก อยางผมเองน่ี ก็รอหาคําแปลโดยใชความ คดิ และผา นเวลาไปมากมาย เม่อื เปน อยา งน้ี กท็ ําใหนาถามวา ทาํ ไมจะตอ งใสใ จใชเ วลา กนั มากมายนกั กับการเลอื กหาคําแปลท่วี า มาน้ัน เรื่องน้ีก็เกี่ยวกับปญหาสภาพของยุคสมัยดวย แลวก็โดย เฉพาะปญ หาของคนไทยทอ่ี ยใู นยุคสมยั นัน้ ซงึ่ ทาํ ใหต อ งทําอะไรๆ ดว ยความระมัดระวังใหดี กอนนน้ี านมาแลว คนไทยเราไมร จู กั กาลามสตู ร จนกระทง่ั ฝรง่ั ตน่ื กาลามสตู รขึน้ มา ฝรั่งเจอกาลามสูตรเขา ก็คิดวาอะไรกัน มดี วยหรอื ศาสนาท่ใี หเปด ใจกวา ง ไมต อ งเชื่อถอื อยางนี้ กต็ น่ื เตน พอฝรั่งตนื่ แลว ไทยกพ็ ลอยตื่นดวย เหมอื นอยางทเ่ี คยพดู มาแลว นัน่ แหละ คนไทยทว่ี าเปนคนสมยั ใหม กต็ ืน่ มาอางกันวา กาลาม- สูตรบอกไมใ หเช่อื ถืออยางน้ันๆ

๔๖ คนไทย ใชกบเฒา ? ท่ีจริง ความเปนไปท้ังหมดในเร่ืองน้ี เปนขอท่ีนาวิเคราะห วิจัยทั้งนนั้ เชนวา - ทาํ ไมคนไทยนานมาแลวจึงไมร ูจ ักหรือไมส นใจกาลามสูตร - ทาํ ไมฝร่งั เจอกาลามสตู รจึงไดต ืน่ เตนสนใจมาก - ทําไมคนไทยพอเห็นฝรั่งตื่นเตนกับกาลามสูตรจึงไดพลอยต่ืน เตน กันไปดว ย - ทว่ี า ฝร่ังต่ืนเตน สนใจกาลามสตู ร แลว คนไทยก็ตื่นเตน สนใจกา ลามสูตรดวยนะ ในความต่ืนเตนสนใจกันน้ัน ฝร่ังกับไทยมี ความคิดความเขาใจเหมือนกันหรือเปลา หรือวาฝรั่งกับไทย มองเร่อื งนี้ดวยทาทีที่แตกตางกันอยา งไร บางคําถามก็ไดตอบไปขา งตนแลว แตถ า จะตอบใหครบท้ัง หมด ก็ตองวากันอีกยืดยาว คราวนี้คงไมไหว แตที่จะพูดตอไป บางอยางก็จะตอบคําถามบางสว นไปเอง ทีน้ี พอคนไทยสมัยใหมตื่นเตนสนใจกาลามสูตรขึน้ มาแลว ตอนนั้นก็มีการยกเอากาลามสูตรข้ึนมาพูดกัน โดยมากเขาใชคํา แปลวา “อยาเชอ่ื ถือ” ทีนี้ก็เกิดปญหา คือคนไทยจาํ นวนมาก ไมนึกไปถึงการใช ปญญา เพราะไมคุนกับการพินิจพจิ ารณาสบื คนความรูใหชดั เจน พอบอกวา “อยา เชือ่ ถอื ” แทนทจ่ี ะเขาใจวา เออ เราตอ งพิจารณา ตรวจสอบคนควา ใหรจู ริงกอ นนะ แทนทีจ่ ะคิดอยางนน้ั ก็ทิ้งไปเลย วา เออ ไมต อ งเช่อื นะ ไมเ อาแลว นะ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๔๗ ในขอที่วา “อยาเชือ่ ถอื ดวยฟง ตามกันมา” “อยาเช่ือถอื ดว ย ขา วเลาลือ” ฯลฯ ถงึ จะไมเชื่อ กย็ ังพอไหว แตพ อถึงขอ วา “อยา เช่อื ถอื ดวยนับถือวาทานผนู ีเ้ ปนครขู องเรา” คราวนแี้ หละ ก็มีการพูด ใหงายๆ สั้นๆ วา อยา เชอ่ื ถือครูอาจารย เอาละสิ อันนี้จะเปน การ พูดแบบสรปุ ความหรอื ตีความกแ็ ลว แต มนั กก็ ลายเปน การรวบรดั หรือเหมาไปเลย ทีนกี้ ็ไดเ รื่องละ นี่คือคนไทย อยา งนอ ยก็ในระดับหน่งึ สมยั หนึ่ง อะไรๆ ก็เอา แบบงา ยๆ มาเจอเรื่องของการใชป ญ ญา กเ็ อางายๆ ดว ย บอกวา เออ …กาลามสตู รสอนวา อยา เชอื่ ถอื ครอู าจารยน ะ มองไกลออกไป กก็ ลายเปน วา เชอื่ อยา งอน่ื นะ อยา เชอ่ื ครู อาจารย หรอื ไปไกลกวาน้ันอีกวา จะเชอ่ื อะไรก็เช่อื ไปเถิด แตอยา เช่ือครูอาจารยก็แลวกัน (บางทีเขาก็พูดถึงกาลามสูตรกันแคขอ เดียวนี้ ขอ อน่ื ไมนึกถงึ ) ไปๆ มาๆ กาลามสตู รท่เี ปนหลกั แหงการใหใ ชป ญ ญา มาถึง คนไทย กลบั กลายเปนหลักของการไมใ หใ ชปญ ญา (ก็อยูแ คความ เชื่ออีกน่นั แหละ คือ เช่อื วา ถาเปนครูอาจารยล ะกไ็ มตอ งเชอื่ ) หรอื มิฉะนน้ั ก็เอากาลามสตู รมาพูดกนั พอครึ้มๆ โกๆ หรอื แมแ ตแ ค สนกุ ปาก ตอนนนั้ ในวงการศกึ ษาเลา เรยี นในเมอื งไทยบางสว นชกั จะ ไปกันไกล ครอู าจารยห ลายทานกเ็ ปน หวงวา ถาเอากาลามสูตรไป สอนเด็กนักเรียนโดยไมระมดั ระวัง ไมท าํ ใหจ ะแจง ตลอดกระบวน ไมท ําความเขา ใจกบั เดก็ ใหช ัดเจน บอกนกั เรยี นเอางายๆ วา อยา เช่อื ครู ก็จะไปกนั ใหญ กลายเปนวา พระพุทธเจา สอนไมใหเช่ือครู

๔๘ คนไทย ใชก บเฒา ? อาจารย กจ็ ะเขว จะยงุ จะออกนอกลนู อกทางกนั ไป อาจารยบางทานเอาใจใสมากหนอยในการพยายามพูดเพ่ือ แกป ญหาเรอื่ งนี้ เทา ทจ่ี าํ ได (ถาจาํ ผดิ ไป หรือพดู อะไรพลาดคลาด เคลื่อนไป กข็ ออภยั ทา นไวด วย) อาจารยว ศนิ อนิ ทสระ ก็เปนทาน หน่ึงท่ีคํานึงถึงความสําคัญของปญหานี้ ตอนนั้น ทานเปน อนุศาสนาจารย และก็ไปสอนไปบรรยายในโรงเรียนและสถาบัน การศึกษาตางๆ เขา ใจวา ทา นคงจะพูดเรือ่ งนีม้ ากอยู รวมความกค็ อื พยายามชแ้ี จงกันวา พระพทุ ธเจาไมไ ดสอน ไมใหเ ชอ่ื ถอื ครู ทา นไมไ ดหมายความอยา งนนั้ แตทา นหมายความ วา อยาเชื่อโดยไมไ ดคิดพิจารณา หรืออยาเพงิ่ ไปลงเอยเด็ดขาด เอางา ยๆ วา มนั เปน อยางนี้ ใหรจู กั รบั ฟง ไว แลวกศ็ ึกษาคน ควาใหรู ชดั เจนเห็นแจมแจง ตรงตามท่ีมันเปนจริง สาระอยทู ว่ี า เมื่อรจู ักกาลามสูตรแลว กใ็ ชใหถูกหลัก อยา ให คนไทยหลุดหลนไปจากวถิ ีแหงปญ ญา อยาใหไถลเลยเถดิ สุดโตง ไปเสียอกี ทางหน่งึ คือ ไมใชว าเคย ไปสุดทางขา งนี้ พออีกทีกไ็ ปสุดทางขางโนน กอ นนี้ เขาวา อะไรก็ เช่อื ไปหมด คราวน้ี ไมว า อะไรกไ็ มเ ช่ือท้ังนนั้ อยๆู โผลม า ไมไดดู เปลอื กดูเนื้อ กเ็ ชือ่ เลย หรืออยูๆ โผลม าเจอ ยังไมไดด ูไดฟง อะไร ก็ ไมเ ชอ่ื กลายเปนคนทย่ี ึดมน่ั ในความเช่ือ กบั คนท่ียดึ มน่ั ในความ ไมเชอ่ื ไมไ ดเ กิดปญญาอะไรเลย

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๔๙ คําแปลท่ถี ูกตองและเต็มใจ ถงึ ยาก กต็ อ งหา จุดสําคัญซึ่งเปนท่ีตั้งตนของการเขาใจและใชหลักการน้ีให ถกู ตอง กอ็ ยทู ค่ี าํ แปลน้แี หละ กจ็ งึ ตอ งพยายามหาคาํ แปลทีจ่ ะสื่อ ความหมายไดตรง ชัด พอดๆี ไมใหเ ขว เปน ถอ ยคําท่คี มุ ความเขา ใจไมใ หคดิ ตคี วามเฉไปเสีย เรื่องการหาคําแปลหัวขอในกาลามสูตรใหเต็มใจวา ทั้งถูก ตองตรงดีดวย ท้ังสื่อความหมายชัดเจนเขาใจงายพูดงายสะดวก ปากดวยนี้ ยากมาก ผมกป็ ระสบเปน ปญหามากับตวั เองอยูนานที เดียว เลยขอเลาใหฟง อาจจะใหแ งม ุมความคดิ บางอยางไดบา ง ในหนังสือพุทธธรรม ก็เลาเรื่องกาลามสูตรไว ต้ังแตเขยี น ครั้งแรก ทตี่ อ มาเรยี กวาเปนฉบับเดมิ เม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งคณะ กรรมการฯ ขอใหเขียนในโอกาสท่พี ระองคเจาวรรณไวทยากร ทรง มพี ระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา คําแปลทล่ี งในพทุ ธธรรมนน้ั ใชคาํ วา “อยายึดถือ” ซ่ึงเปนคําแปลตาม พระไตรปฎกภาษาไทย อนุสรณงานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ พทุ ธศักราช ๒๕๐๐ แตก ็ทํา เชิงอรรถบอกไววายังไมเต็มใจกับคําแปลนั้น เพราะไมส่ือความ หมายทชี่ ัดเจนมัน่ เหมาะตรงพอ หลังจากนั้นอีกปเดียว ไดจัดทํา พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ คราวน้ี หลังจากหาคําแปล อยูนาน ก็ไดขอยุติ ตกลงใชคําแปลใหม แทนท่ีจะใชคําเดิมวา “อยา ยดึ ถอื ” ก็เปล่ยี นไปใชค ําวา “อยา ปลงใจเชอื่ ” ดวยการฟง ตาม กนั มา, ดว ยการถือสืบๆ กนั มา, ดว ยการเลาลอื ฯลฯ

๕๐ คนไทย ใชก บเฒา? (อีก ๒๒ ปตอมา คาํ แปล “อยาปลงใจเชื่อ” นกี้ ็ไดนํามาใชใ น พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาฯ ที่พิมพข ึ้นในป ๒๕๓๗ แสดงวา ทาง พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าฯ พอใจตาม คําแปลน้ี เพียงแตว า ในพระไตรปฎกมหาจฬุ าฯ ไปเตมิ นดิ หน่งึ ใน ขอ “อยา ปลงใจเชอื่ เพราะตรรกะ” ในพจนานุกรมฯ เขยี นไวแ ค “ตรรก” แตท า นไปเตมิ ประวสิ รรชนีย มรี ปู สระอะ เพม่ิ เขาไปตัว หนง่ึ แลวกเ็ ตมิ วงเล็บอธบิ ายคําวา ตรรกะ อกี หนอย) ตอมา อาจารยร ะวี ภาวิไล แหง ธรรมสถานจฬุ าฯ จะพมิ พ หนังสอื พทุ ธธรรม กเ็ ลมเดิมนน่ั แหละ แตผมขอเวลาทา นสัก ๓ เดอื น เพื่อขยายความบางแหง แลวเตมิ โนน เตมิ นี่ ปรับปรงุ นัน่ ทํา ไปทํามากลายเปน ๓ ป ก็เกดิ เปนเลม ขยายความขน้ึ มา จากฉบับ เดิม ๒๐๐ กวาหนา กลายเปนฉบับขยายความเกือบ ๑,๐๐๐ หนา ทนี ้ี ในหนงั สือพุทธธรรม ฉบับขยายความ ทพ่ี ิมพเสรจ็ ในป ๒๕๒๕ นนั้ กม็ าดคู าํ แปลกาลามสตู รทท่ี าํ เชงิ อรรถทง้ิ คา งไวอ กี วา จะ ทาํ ใหย ตุ ลิ งอยา งไร กค็ ดิ วา จะเอาอยา งไรดี ในทส่ี ดุ กป็ ลอ ยคาํ แปล “อยายดึ ถือ” ไวอ ยางเดมิ แลว เอาคําแปลใหมที่วา “อยาปลงใจเชอ่ื ” อยางทใ่ี ชใ น พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม พ.ศ. ๒๕๑๕ ลงไปใสไวในเชงิ อรรถ นี่ก็คอื ไดปรับปรงุ ขอ ความของเชิงอรรถในพุทธธรรม ฉบับ ขยายความ ใหช ัดเจนขึ้น ตา งไปจากพทุ ธธรรม ฉบับเดมิ พ.ศ. ๒๕๑๕ คือ ในฉบับเดมิ คราว ๘๐ พรรษา ของพระองคเ จาวรรณ- ไวทยากร เชงิ อรรถเขยี นบอกวา ยงั ไมพ อใจคาํ แปลทว่ี า “อยา ยดึ ถอื ” น้ี แตย งั หาคาํ แปลทเ่ี ตม็ ใจไมไ ด สว นในฉบบั ขยายความ นอกจาก

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๕๑ เขียนบอกวา ยังไมเต็มใจกบั คาํ แปลวา “อยา ยึดถือ” นัน้ แลว กช็ ี้ แจงเพ่ิมอกี วา “คําวา ‘อยายึดถอื ’ ในที่นี้ ขอใหเ ขาใจความวา หมายถึงการไมตัดสินหรือลงความเห็นแนนอนเด็ดขาดลงไปเพียง เพราะเหตุเหลาน้ี ตรงกับคาํ วา ‘อยาปลงใจเชื่อ’” นก่ี ค็ อื ไดใหค ํา แปลใหมที่ใชในพจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม พ.ศ.๒๕๑๕ ไวดว ย ก็เลยเลาแทรกมายดื ยาว ถึงตรงนก้ี ็มีคาํ ถาม ๒ ขอ คือ ๑. ทําไมจงึ ยตุ ติ กลงใชค ําแปลวา “อยาปลงใจเชือ่ ” ๒. เม่ือไดค าํ แปลทต่ี กลงใช คือ “อยาปลงใจเชอ่ื ” แลว ทาํ ไม ไมเ อาคําแปลใหมน้ี ใสเขา ไปแทนคําแปลเกาที่วา “อยา ยึดถือ” ใน หนังสือพุทธธรรมใหจบไปเสียเลย เหตุใดจึงยังคงคําแปลเกาไว แตก ลับเอาคาํ แปลใหมน้ไี ปใสเปน คําช้ีแจงในเชิงอรรถใหเรือ่ งมาก คําถามแรก มคี ําตอบตามท่ไี ดอ ธิบายไปแลว ขอพดู ซํา้ กไ็ ด คอื เปนคาํ แปลท่พี อจะนับวา สื่อความหมายไดตรง ชัด พอดๆี ไม ใหเ ขว เปนถอยคําที่คุมความเขา ใจไมใหค ดิ ตีความเฉไปเสีย เพราะฉะนั้นจึงไดเ ขยี นไวในหนงั สือพุทธธรรมวา คําแปลที่ บอกไวต ามพระไตรปฎกภาษาไทยฯ พ.ศ.๒๕๐๐ วา “อยายึดถอื ” นั้น ใหถือเอาความหมายวา “อยา ปลงใจเช่ือ” คําวา “อยา ยดึ ถือ” หรือ “อยาเชือ่ ถือ” นนั้ มคี วามหมายท่ีรู สึกเหมอื นวาจะปฏเิ สธเดด็ ขาด หรอื ปด ทางไปเสียเลย บางคนอาจ ตคี วามไปถงึ กบั วา เปน การปฏิเสธเอาเสียเฉยๆ ในทันที โดยไมรับ ฟง ไมพิจารณาอะไรทั้งสน้ิ ซง่ึ ไมแสดงถงึ การใชปญ ญาแตอยา งใด ทนี ้ี แมแ ตใ ชค าํ วา “อยา เชอ่ื ” ถา มขี อ ความแวดลอ มประกอบ

๕๒ คนไทย ใชก บเฒา? ตางกัน ก็มีความหมายไมเหมือนกัน อยางท่พี ูดไปทหี น่ึงแลว ขอ ความเดิมบอกวา “อยาเชื่อดวยนับถือวาเปนครูอาจารย” แตเ ขา เอาไปพูดตัดส้ันวา “อยาเชื่อครูอาจารย” สองประโยคน้ีมีความ หมายตา งกันไหม ทานทงั้ หลายก็บอกวา ตา งกนั คอื ขอ ความเดิม น้นั บอกวา ไมใชเพราะนับถอื เปนครูอาจารยแลว ทานพดู อะไร ก็ เช่ือปบุ ปบไปหมด แตไมไ ดบ อกวา ไมใหเช่อื ครูอาจารย หลักนี้ไม ไดบ อกปดไปเลยวา ถาครอู าจารยพ ดู ละก็ อยาเชอ่ื ถอื นะ ยิ่งเมอ่ื ใชค ําแปลวา “อยาปลงใจเช่อื ” กย็ งิ่ ชว ยใหเขา ใจชัดไป เลยวา ไมใชป ุบปบกเ็ ชอ่ื หรอื ไมเ ชือ่ อยาเพง่ิ ปลอ ยใจท้ิงปญญายุติ ยอมรบั ยดึ เอาอยา งนน้ั อยา งนไี้ ปในทนั ทที นั ใดโดยไมไ ดค ดิ พจิ ารณา เสยี กอ น และเปนการบอกดว ยวา นแี่ หละ แมแ ตค รอู าจารยซ ึ่งเปน แหลงที่นาเช่ือถือท่ีสุดแลว ทานก็ยังไมใหปลงใจดวนตัดสินลงไป วา ตองอยา งนนั้ แตใ หพ จิ ารณาตรวจสอบคน ควา ใหร เู ขา ใจชัดกับ ตัว อยาเอาแคเช่อื ตามคนอ่นื คอื ตอ งไปใหถงึ ปญ ญาที่รูเขาใจ ในแงนกี้ ็เปนการท่ีวา กาลามสตู ร นอกจากปองกันไมใหเรา มีศรัทธาตาบอดแลว ก็ชวยสรางโอกาสท่ีจะใหเรามีศรัทธาชนิดท่ี เปนทางเชื่อมตอ ขึน้ ไปสูปญญาดว ย ทําไมจึงฟงอรรถกถา ทนี ้ีกม็ าถงึ คําถามท่ี ๒ ท่วี า ในหนังสือพทุ ธธรรม นั้น ทําไม ไมเอาคําแปลใหมท ีต่ กลงใช คือ “อยาปลงใจเชอื่ ” น้ี ใสเขา ไปแทน คาํ แปลเกาทว่ี า “อยา ยดึ ถือ” ใหจบเรือ่ งไปเสีย เหตุใดจึงยังคงคาํ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๕๓ แปลเกาไว แตกลับเอาคาํ แปลใหมน ้ไี ปใสในเชงิ อรรถ ขอตอบวา นีก่ ็เปน การปฏบิ ตั ิตามหลักกาลามสูตรน่นั แหละ พุทธธรรมน้ัน เปนหนังสือที่มุงจะแสดงหลักคําสอนของพระพุทธ ศาสนา อันน้กี ็รเู ขาใจกนั อยู แตพุทธธรรมใชวธิ ีนําเสนอแบบท่ีจะ ใหร วู า “ทา นวาของทา นไว วา อยา งไร” ดังน้ัน จึงตอ งใหผอู า น หรือผูศึกษาเขาถึงขอมูลและหลักฐานที่มีอยูดวยตัวเขาเองไดเต็ม ท่ีหรือเทาที่จะพึงได ถาทําสําเร็จ หนังสือน้ีก็จะเปนอิสระจากผู เขียน ผูเขยี นเองก็เปนอิสระจากหนงั สอื และผอู า นผูศึกษาก็เปน อิสระจากผูเขียน (เหมือนทไ่ี ดบ อกไวใ นบันทึกทายเลม วา ผูเขยี น ทาํ หนาทเ่ี พยี งแคพ าผอู า นเขา ไปเฝาไปฟงจากองคพ ระพทุ ธเจาเอง ถาเขาไปถงึ แลว ผอู านก็ไมต องเก่ยี วขอ งกับผเู ขียนอกี ตอ ไป) หนังสือนี้จึงเนนท่ีตัวขอมูลและหลักฐาน โดยพยายามเวน ความคิดเห็นของผูเขียนใหมีนอยท่ีสุด แมวาการสรุปความตางๆ จะทาํ ไดด วยความคิดเหน็ ของผูเ ขียน กต็ อ งใหย นั กันกบั หลกั ฐาน เม่ือถึงตอนหาคําแปลของหลักกาลามสูตร พอไดคาํ แปลท่ี ตกลงวา “อยาปลงใจเช่ือ” แลว หันไปดูวา จะทําอยางไรกบั คาํ แปล เกา คอื “อยายึดถือ” ซึง่ ก็บอกแลว วา เปน คาํ แปลของพระไตรปฎ ก ภาษาไทย ฉบับฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ กต็ อ งดวู า ทา นแปลไวถ กู ตอ งตามหลกั อยา งใดอยา งหนงึ่ เชน หลกั ภาษาหรอื ไม (ทจี่ รงิ กด็ มู า แลวตั้งแตเ ขียนหนงั สอื นน้ั แหละ) ก็ชัดวาทานแปลตามอรรถกถา คือตรงน้ี อรรถกถาแสดงความหมายของ “มา” วา “มา คณหฺ ติ ถฺ ” เม่ือคําแปลเกาของทานมีหลักฐานอยู สวนคําแปลของเรา ถอื ไดวาเปนชัน้ ตอ มา ในกรณีนีก้ ็จงึ คงคาํ แปลเกาของทา นไว และ

๕๔ คนไทย ใชก บเฒา? เอาคําแปลใหมของเราลงไวในเชิงอรรถ บางทานอาจจะถามวาทําไมตองเชื่ออรรถกถา ซ่ึงตอบได เลยวา อันนไี้ มใ ชปญ หาเรื่องความเชื่อ มนั เปน เร่ืองของขอ มูลและ หลักฐาน อยา งในกรณนี ี้ จะเชอ่ื อรรถกถาหรอื ไมเชื่อก็ตาม ก็พึง บอกขอมูลของทานไว อยางนอยก็ในฐานะท่ียอมรับกันมาวา เปน หลกั ฐานชัน้ รอง ผูอ า นผูศึกษาจะไดใชป ญญาของเขาไดเต็มทโี่ ดย ไมถูกปดบังอําพราง รวมทั้งวาเขาจะไดเอาขอมูลและหลักฐาน เหลา นน้ั มาใชพ จิ ารณาตรวจสอบหรือเปรียบเทยี บกบั ความคิดเหน็ ของเราที่เสนอข้ึนมาใหมไดดว ย และความคดิ เห็นของเรา ถา จะมี จะแสดง ก็ไมควรใหไปปดบังขวางก้ันขอมูลและหลักฐานท่ีมีอยู ซ่ึงผูอื่น ไมวา จะเปนผูอ านผศู กึ ษาหรอื ใครกต็ าม กค็ วรมีสทิ ธิเขา ถงึ และควรบอกไวใ หช ดั วา น่ีเปน ความคิดเหน็ ของขา พเจา เปน อนั วา หนังสอื พทุ ธธรรมตอ งการนําเสนอสิ่งทมี่ าจากตน เรอื่ งวา เจาของเรอื่ งวา อยา งไร แลว สืบสายกันมาวา อยางไรๆ เพอ่ื ใหผูอานผูศึกษาเขาถึงหลักฐานขอมูลตั้งแตแหลงเดิมมาใหตรงให พรอม จะไดมีโอกาสเต็มที่ที่จะใชปญญาคิดพิจารณาดวยตนเอง โดยทีผ่ ูเขียนหนังสือเอาตัวเขา ไปแตะใหน อ ยท่ีสุด กาลามสตู รใหห ลักวา อยา ปลงใจเชอื่ (และกอ็ ยาปลงใจไม เชอื่ ) ไปตามสอื่ ตามท่อี างและแหลง สรปุ ความคดิ แบบตา งๆ แตให ไปใหถงึ ความจริง และในการท่จี ะไปถงึ ความจรงิ นนั้ ก็พงึ มีโอกาส เขา ถงึ ขอ มูลขอ เทจ็ จริงท่ถี กู ตอ งถองแทเพยี งพอ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๕๕ หันมามองสังคมไทยกนั อกี ที ท่ีจริง กาลามสตู รกม็ ีมาในพระไตรปฎ กแตไ หนแตไร เราก็ รักษากันมาเปนอยางดีเต็มที่ แตคนไทยเราน้ีเหมือนกับวาไดแค เก็บรักษาไว หารูจักกาลามสตู รไม ไมไดพูดถึงกนั เลย ไมเ ฉพาะกาลามสตู รหรอก หลกั ธรรมสาํ คัญๆ อยางปฏิจจ- สมปุ บาท สมัยกอ นถอยหลงั ไปสักคอ นศตวรรษมานี้ ก็ไมไ ดย นิ พูด ถึงกันเลย แตก็ในชวงนั้นแหละท่ีดูเหมือนจะเริ่มมีการยกข้ึนมา ศึกษา อยา งสมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณวงศ วัด บวรนเิ วศ กท็ รงนิพนธเร่ืองปฏจิ จสมปุ บาทไวเ ลม หน่งึ ทรงอธบิ าย ไวอยา งเปนเหตุเปน ผล แลวมาองคทเี่ หน็ กนั วาเอาจรงิ เอาจัง กค็ อื ทา นพุทธทาส ทไ่ี ดค น ควารวบรวมและบรรยายเรอ่ื งน้ไี วม ากมาย เรื่องพระพุทธศาสนาท่ีพระเทศนโยมถกกันมากในเมืองไทย สมยั นั้น เทาทน่ี ึกได ก็คอื ชาดก เรอื่ งเลา ประเภททเี่ ราเรียกกนั วา นทิ าน และเร่ืองอานสิ งสการทําบุญตา งๆ เชน อานิสงสส รา งศาลา สรางหอระฆงั ฯลฯ แมง านเทศนาใหญป ระจําป คอื เทศนมหาชาติ ก็คือชาดกนนั่ แหละ กอนนั้น ในหลวงรชั กาลที่ ๕ เสดจ็ ประพาสในหัวเมืองตางๆ ไดท อดพระเนตรสภาพความเปนไปหลายอยางทไ่ี มนาพงึ พอใจ ก็ ทรงหวงใยประชาราษฎรและพระพุทธศาสนา ครั้งหน่ึงไดมีพระ ราชหัตถเลขามายังสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิร- ญาณวโรรส ทรงปรารภวา พระเทศนส อนชาวบานมแี ตเรอื่ งนิทาน หาขอ ปฏิบตั ยิ าก ไมนาเลอื่ มใส ดังท่พี ิมพไวใน ประมวลพระนิพนธ

๕๖ คนไทย ใชก บเฒา? สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส: พระราชหัตถเลขา- ลายพระหัตถ (มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ.๒๕๑๔, หนา ๕๔) ตอนหนึ่งวา “เห็นวาการศาสนาในหัวเมืองอยูขางจะเหลว ไหลเส่ือมทรามมาก เพราะไมม ีหนงั สอื แสดงขอ ปฏิบัติท่ีจริงแทสําหรับเลาเรียน มีแตหนังสือท่ี เหลวๆ ไหลๆ ฤาหนงั สอื ทลี่ กึ เกนิ ไป…” จึงทรงแสดงพระราชประสงคใหมีหนังสือเทศนท่ีเขาใจงายๆ สง ออกไปใหพ ระสงฆต ามหวั เมืองเทศนาสัง่ สอนประชาชน พดู ส้นั ๆ ไดวา พุทธศาสนาทเี่ ดน ในหมคู นไทย คือเรื่องทาน ตอ มาในข้นั ศลี กพ็ อเปนไป สวนดานจิตภาวนา ก็ไปเนนทางอทิ ธิ ฤทธ์ปิ าฏิหาริย แตในระดับปญญา เบาบางมาก หรอื แทบไมใ สใ จ สภาพอยางน้ีเปนมาแตเมื่อใด จะสืบเน่ืองจากกรุงเกาแตก หรอื ไม และอาจจะซาํ้ หนกั ลงอกี ตงั้ แตค ราวหนั หนา ออกไปรบั ความ เจรญิ แบบตะวนั ตก และหนั หลงั ใหแ กไ ทยคตทิ ง้ั หลายหรอื อยา งไร ก็ เปน เรอ่ื งทน่ี า จะสบื สวนคน ควา กนั ใหร เู ขา ใจเทา ทจ่ี ะทาํ ได แตใ นประเทศอ่ืนใกลเคยี งเรา เขายงั สนใจใกลชดิ อยูกบั พระ พทุ ธศาสนากนั ตอ เนือ่ งสบื มา อยางที่เหน็ ไดช ัดในลงั กา และพมา เรื่องนี้สัมพันธกับเหตุผลที่พูดไปเม่อื กี้นด้ี ว ยวา ยอนหลังไป ประมาณศตวรรษหนง่ึ เมื่อเขาสสู มยั ใหม คนไทยเราหนั ออกไปต่ืน รับความเจริญแบบฝร่ัง พรอมกับหันหลังใหสมบัติและวิถีของตัว เอง ทง้ั พทุ ธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี คนไทยไมส นใจ แถมดูถูก หรอื เหยียดๆ ดว ย

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๕๗ ขณะที่คนสวนใหญละท้ิง ไมสนใจ ก็มีคนสวนหนึ่งเพียง จาํ นวนนอ ยเอาใจใส ตงั้ ใจรกั ษาไว แตม กั เปน แบบปฏกิ ริ ยิ าสวนทาง ซงึ่ ชว ยรกั ษาใหเ หลอื อยไู ดบ า ง แตก ลายเปน เพยี งการยดึ ตดิ หวงแหน ไมลืมหูลืมตา ทั้งสองพวกเลยสุดโตงไปคนละทาง แตเหมือนกันที่ ตา งก็อยูใตค รอบของความไมร ูเทาทันขาดความรคู วามเขาใจ เราเดินมาในวิถีทางที่ตรงขามกับเพื่อนบาน ประเทศอยาง ลงั กา พมานัน้ เขาผา นประวตั ศิ าสตรมาคนละแบบกบั เรา เราเปนประเทศท่ีไมเคยตกเปนอาณานิคม ไมไดเปนเมือง ขนึ้ ของใคร เปน ขอ ดีท่เี ราภูมใิ จ แตก ็มีขอเสยี ท่วี าคงจะเปน เพราะ มวั หลงตนโดยไมร ตู วั จากความประมาท กเ็ ลยไดแ ตต ามรอรบั เอา ความเจรญิ จากเขามาเสพอยางขาดสติ เหตุปจจัยสําคัญอยางหนึ่งท่ีทําใหเรามัวหลงเพลิดเพลิน ตามเขา ก็คอื การท่ีไมถ กู กดข่ีบบี ค้นั จากลทั ธอิ าณานิคมนัน้ เราจงึ ไมมีความรูสึกในทางไมดีตอฝร่ัง มีแตความชื่นชมในความเจริญ กา วหนาของเขา ก็เลยเพลินท่ีจะตามรบั ตามเอาอยา งเขา ทจ่ี ริง การทไ่ี ทยถูกฝรงั่ ผหู าเมืองข้ึนมาบีบคน้ั เอา และเกดิ ความเจบ็ แคนเปน ปฏปิ ก ษข้นึ มา ก็มอี ยูบา ง แตเปน ระยะส้ันๆ พอ ผานไปไดไมนานก็ลืม อยางเชน ฝร่ังเศสเอาเรือรบมาปดแมน้ํา เจาพระยา จนเกดิ เกรด็ เรอื่ งพระพเิ รนทรขึน้ มา คาํ ทพี่ ูดกนั วาทาํ อะไรพเิ รนทรๆ หรือเลน พิเรนทร นี่ เลา กนั วา “พิเรนทร” ทห่ี มายความวา ทําอะไรแปลกๆ ทาํ แผลงๆ น้ัน เปน คําท่ีเกดิ ขน้ึ ในตอนนน้ั คอื เกดิ จากอาการทม่ี ชี าตนิ ยิ มขน้ึ มาจะสกู บั พวกฝร่ังเศสท่ีเอาเรือรบมาปดแมนาํ้ เจาพระยา บังคับใหไทยตอง

๕๘ คนไทย ใชก บเฒา? ยอมเสยี ดนิ แดน (นา จะเปน เหตกุ ารณใ น ร.ศ.๑๑๒/พ.ศ.๒๔๓๖) อนั นเี้ อาไวเ ลา ทหี ลงั ตอนที่พวกอังกฤษและฝรั่งเศสมาคุกคามเรา จนทําใหใน หลวงรชั กาลท่ี ๕ ตอ งทรงยอมเสียดินแดนทางตะวนั ออกดานลาว และเขมรใหแ กฝ รั่งเศส และสละดินแดนทางใตด านแหลมมลายูที่ เปนมาเลเซียปจ จบุ นั และทางตะวนั ตกดา นพมา ใหแ กอ งั กฤษไป ตอนนัน้ คนไทยโกรธแคน ฝร่ังมาก แตม ันเปนเหตุการณช ว งสั้น เขา ไมไดเ ขา มาอยูป กครองเรา พอผานเหตกุ ารณนั้นไปแลว คนไทยก็ หันไปตื่นรับต่นื เอาอยางความเจริญแบบตะวนั ตกตอ ไป การตืน่ เอาอยางฝรั่งของคนไทยน้นั มี ๒ แบบ คอื ในชว งที่ เผชิญภัยคกุ คามของฝรัง่ เราเอาอยางเพอื่ ใหท ันฝรัง่ จะไดเจรญิ ทาํ อะไรๆ ใหสูฝร่ังได แตพอผานพนภัยคุกคามนั้นไปแลว เราเอา อยา งแบบที่สอง แบบนกี้ ็จะใหทันฝรง่ั เหมอื นกนั แตแทนทีจ่ ะ “ทํา ใหทนั ” เรากลายเปนจะรับใหท นั แถมท้ิงของไทยไปเสียดว ย คอื เอาใหทนั แคใ นการตามรับ ตามเสพ ตามบรโิ ภคของท่มี าจากเขา คนไทยมองวา ฝรั่งชาติตะวันตกเจริญกาวหนาเหลือเกิน เปน อารยประเทศ อตุ สาหกรรมกาํ ลงั เร่มิ เฟอ ง เขามีส่ิงประดิษฐ มี ผลิตภณั ฑอตุ สาหกรรมอะไรมาใหมๆ ก็อยากได อยากจะใช คอย รอซื้อหามาแขงกันเสพ แขงกันบริโภค (ไมไดแขงกันผลิต) เชน กลอ งถา ยรปู มา กต็ ่นื หามาถา ยกนั มีวิทยมุ า ซงึ่ สมยั กอ นนน้ั หา ยาก บานไหนมกี โ็ ก ท้งั ท่ใี ชก ล็ าํ บาก เครื่องใหญๆ ตองมหี ลอด กิน ไฟ ใชถ า นไฟฉายเปนกระบะ หลายสิบกอ น เอามาเรยี งๆ กัน ถา หัวถา นไฟข้วั คลาดกันหนอ ย ก็ไมติดแลว คนหาเหตวุ า ทาํ ไมมนั จึง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๕๙ ไมดัง ตอ งแกก นั ยงุ อะไรอยา งน้ี กเ็ ปน อนั วา คนไทยหนั ไปหาความเจริญแบบตะวันตก มอง ตะวันตกเปนอารยประเทศ ลมุ หลงไขวควาหาความเจรญิ จากขาง นอก และหนั หลงั ใหต วั เอง เรอ่ื งของตวั เองไมร ู จนเรอื่ งราวความรทู ่ี มาเรยี กกนั ทหี ลงั วา ไทยคดแี ละภมู ปิ ญ ญาไทยขาดตอนหายไปมาก ถาวิถเี ถรวาทไมรกั ษาไว ไทยคงหมดตัว ทีน้ี หันไปดูประเทศเพ่ือนบานท่ีตกเปนอาณานิคม กลับ ตรงขา ม ชนชาตเิ หลานีเ้ กิดความรูสึกชงิ ชงั ตอตานฝรั่ง เพราะถูก ปกครอง ถกู บังคบั ขม เหง กดข่ี จงึ เกดิ ความโกรธแคน ไมพอใจ แลวก็กอปฏิกิริยาหันเขามายึดม่ันวิถีทางและสมบัติของตัวเอง อยา งเหนียวแนน อะไรทเ่ี ปนของนอกของฝร่ัง ไมเ อาทงั้ นนั้ ปฏเิ สธ ไวก อ น แตอ ะไรท่เี ปนของตวั จะตอ งยึดม่นั เชดิ ชรู ักษาไว ก็เลยตรง ขามกับไทยท่ีดูถูกของตัวเอง แตหันไปเชดิ ชอู ยากจะเปนอยา งฝรงั่ จะเห็นงายๆ วา คนในประเทศท่ีเคยตกเปนอาณานิคม อยางพมา และลังกา จะรักษาแมแ ตแบบแผนเคร่อื งแตง กาย อยาง คนพมาก็ยังนุงโสรง คนลังกาถึงวันพระหรือในพิธีทางพระพุทธ ศาสนา ไมว า ผูสําเร็จราชการหรอื นายกรฐั มนตรี ก็เชน เดยี วกับชาว บา น ตอ งนงุ หม ชดุ ขาวของอบุ าสกคนไทยไมม หี รอก คนละเรอ่ื งเลย วา กนั ไป คนลงั กาคนพมา ซึง่ หันไปยดึ ของตวั เองเต็มที่ แบบ ท่เี ปนปฏกิ ิริยาตอตานฝรงั่ อะไรเปน ของฝร่ัง ก็เปนปฏิปกษไมยอม รับน้ัน บางทีกเ็ ปน สุดโตงเลยเถิดไปเหมอื นกัน แตม ันก็เปนหนทาง

๖๐ คนไทย ใชก บเฒา? ทเ่ี ขาจะรกั ษาตวั ไว ไทยกส็ ุดโตง ไปทางหนึ่ง พมาลังกาก็สุดโตง ไปอกี ทางหนงึ่ ก็ มีแงด ีแงเ สยี คนละแบบ แตจะดมี ากดีนอย หรือเสียมากเสยี นอ ย ก็ อยทู ี่มีสตสิ มั ปชญั ญะแคไ หน แงดีอยางหน่งึ ของเขากค็ ือ เขารักษาสมบัติของตัวเองไวไดดี หนอย อยา งการศึกษาเลาเรยี นพระธรรมวนิ ยั การรักษาสืบตอ พระ ไตรปฎก ตลอดจนคัมภีรปลีกยอยทั้งหลายตั้งแตอรรถกถาลงไป เขายังหนักแนนมาก พระพมา ยังมีองคท จ่ี าํ พระไตรปฎกประมาณ ๒๒,๐๐๐ หนา ไดท้งั หมด วา ปากเปลา ได ซ่ึงรัฐบาลของเขาตง้ั ไว ในตาํ แหนง “ตปิ ฏกธร” ท่ีจรงิ ในเรื่องพระพทุ ธศาสนานี้ ไทยกม็ เี คาท่ีจะเอาจริงเอา จงั เปน ผูนาํ ดังจะเห็นวา ในหลวงรชั กาลที่ ๕ ทรงริเริม่ งานซง่ึ ทาํ ให ไทยเปนชาติแรกทพี่ ิมพพระไตรปฎกบาลี ดวยอกั ษรไทย เปน เลม หนังสืออยางสมัยปจจุบัน ถงึ กบั ไดพ ระราชทานแจกไปในประเทศ ตา งๆ ตงั้ แตฝรงั่ ไปจนถงึ ญ่ีปุน แตเ สรจ็ แลว คนไทยซึ่งกําลงั ต่ืนเพลินกับความเจริญของฝรง่ั ในความหมายแบบนักบริโภค นอกวังออกมากไ็ มไ ดส นใจสบื งาน สานตอ (ทิ้งไปเลย) ไดแตหันไปเพลินรับเพลินเสพความเจริญที่ ผลิตมาจากฝรงั่ จนถงึ ญี่ปุนเร่ือยมา ปจ จุบนั น้ี เราจะชาํ ระสอบทานพระไตรปฎ ก อรรถกถา ฎีกา ฯลฯ คมั ภีรข องเราไมเ ปน ท่ีเตม็ ใจ เหลอื ไมค อยครบบาง หาฉบับได ยากบา ง บกพรอ งแงโ นน แงน ี้ เรามกั ตอ งไปเอาของพมา มาเปน หลกั

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๖๑ แตร วมแลว สภาวะในเวลานีก้ ็คือ คัมภรี ทง้ั หลาย ทมี่ มี าทงั้ หมด ตลอดสาย เรามไี มครบ รักษาไวไมไ ดพ รอ มอยางเขา ไมเฉพาะดานคัมภีร แมในดานการปฏิบัติ เร่ืองกรรมฐาน ของไทยท่สี ืบๆ มา กลายเปน ไปเนนกนั ในทางอิทธิฤทธ์ปิ าฏหิ าริย จนกระทั่งเหินหางเลือนลางไปจากชีวิตของคน สวนการเจริญ วิปสสนาท่ีนิยมกันขึ้นมาในสํานักตางๆ ต้ังแตแบบยุบหนอ-พอง หนอ ตามแนวของพระมหาเถระ มหาส-ี สยาดอ ซงึ่ พระอาจารยไ ทย สอนกันมากวาคร่ึงศตวรรษ จนถึงสํานักของทานโกเอนกา อาจารยพมา เชอื้ สายอนิ เดีย (ศิษยข องทานอู บา ขิน่ ในสายของ พระมหาเถระ เลด-ิ สยาดอ) ทเ่ี ขา มาตงั้ และขยายเพม่ิ ข้นึ ๆ ก็เปน แนวปฏบิ ัตทิ ี่ไปศกึ ษามาหรอื รับมาจากพมา การเรียนอภิธรรมก็พรอมๆ กับการสอนวิปสสนานั่นแหละ เริม่ จากพระอาจารยพมา คือพระภัททนั ตวลิ าส แลว กข็ ยายออกไป ตามวัดสําคัญๆ และวัดในตางจังหวัด ตลอดจนมูลนิธิของญาติ โยม เปน โรงเรียนพระอภิธรรม เปนอภิธรรมมหาวทิ ยาลยั แมก ระทงั่ การเรียนภาษาบาลี อยา งทบี่ อกแลววา ต้ังแตเ ขา สสู มยั ใหม กม็ ักเรียนกนั แคใ หสอบไดช ้นั ไดใ บ เหมอื นในการศกึ ษา ของฝายบานเมือง ความเขาถึงเนื้อหาสาระก็จางลงๆ และการ เรียนแบบเกาเอาเนอื้ ลงลกึ ก็เลอื นหาย พอมาถึงปจจบุ ันกลายเปน วา การศึกษาภาษาบาลีแบบแนนหนักลงลกึ ตอ งมองไปท่ีสาํ นกั ศกึ ษาบาลสี ายจากพมา ดังเชน วดั ทามะโอ ท่ลี าํ ปาง เปน อันวา เวลานี้ ในเมืองไทยทเี่ จริญอยา งสมัยใหม การ ศึกษาพระพุทธศาสนา ทงั้ ปรยิ ตั แิ ละปฏบิ ัติ จะเรยี นภาษาบาลี จะ

๖๒ คนไทย ใชก บเฒา ? ศกึ ษาพระคัมภีร จะเช่ียวชาญพระอภิธรรม หรอื จะเจรญิ วิปสสนา ตอ งหันไปพ่งึ พาประเทศเพ่อื นบานท่เี คยเปน เมืองข้นึ ซ่งึ ไมยอมขน้ึ ตอความเจริญของฝร่ัง ที่บางทีมองกันวาเปนประเทศลาหลัง กลายเปน วา ความรูพระธรรมวนิ ัย ในเร่ืองของตัวหลักนีเ่ ราก็เลย ลาหลงั เขา เราไดแคสบื ตอ แบบแผนหรือรกั ษารูปแบบ ไปๆ มาๆ คําวา “ขนึ้ ” หรอื “ไมข ึน้ ” อาจจะตองมองกนั หลาย ช้ัน พวกทีเ่ ปนเมืองข้นึ ไมย อมข้ึน แลว มีสง่ิ ที่ไมตอ งขน้ึ ผูท่ไี มเ ปน เมืองขน้ึ แตชอบไปข้นึ แลวตวั ไมม ีเลยตอ งยอมขึ้น ฯลฯ มีคําท่ีพูดกันมาในเมืองไทยอยางหนึ่ง ซ่ึงจะพูดกันระหวาง ประเทศดวยหรอื เปลา ก็ไมไดไปตามฟง คอื เราพดู กันมาวา “ไทย วนิ ยั ลงั กาพระสตู ร พมาอภิธรรม” หมายความวา สามประเทศ ซึ่ง เปนประเทศเถรวาทดวยกันน้ี เดนคนละดาน ไทยเดนทางวินัย เครง ครัดในแบบแผน รกั ษารปู แบบระเบยี บไวไ ดดี สวนลังกาโนน เกง ทางพระสูตร แลวกพ็ มา เกงทางอภิธรรม น่ีกอ็ อกนอกเรอื่ งไปแลว เปนความรปู ระกอบปลีกยอ ย แตก ็ ชวยใหเ กดิ ความเขา ใจชดั มากข้ึน ใหเ หน็ วา ในความเปน มาตั้งแต เดิมนน้ั ประเทศไทยกบั ประเทศเพ่ือนบา นจะเปนอยา งไรแคไ หนก็ ตาม แตถ งึ เวลานี้ สภาพท่เี ปน อยแู ละภาพท่ีปรากฏก็คือ ไทยเรา เหมือนกับยอมรับตวั เองวาออนมากในเรื่องพระพทุ ธศาสนา ท้งั ใน ดา นความรู และการปฏบิ ัติ จนกระทง่ั วา คัมภีรกต็ องเอาจากเขา วปิ ส สนากต็ ามเขา เดยี๋ วน้กี เ็ อาพมาเปนแบบเปนหลัก ในที่สุด ของตัวเหลืออยบู างกเ็ ลือนราง แตทเ่ี ดน ไมว า แบบ สมยั ใหม หรืออยา งแผนเกา ตองเอาจากตา งประเทศท้ังนนั้

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๖๓ สรุปวา เมืองไทยเรามีภมู ิหลัง โดยเฉพาะประวัตศิ าสตรชว ง เขาสสู มัยใหม ทต่ี วั เองแทบจะขาดตอนไปเสียเลย อะไรตา งๆ ของ ตวั เอง อยา งทเี่ ด๋ียวนี้มศี ัพทใหมๆ เรียกวา ภมู ิปญญาไทย อยา ง เรอ่ื งวชิ าแพทยแ ผนไทย อะไรตอ อะไร ขาดตอนไปเกอื บหมดแลว กวาจะรูสึกตัวหันกลับมาฟนข้ึนใหมนี้ มันหายไปเยอะแยะแลว จะไดค ืนสักเทา ไรก็ไมร ู แมแตใ นเรอื่ งพุทธศาสนานี้ ถา ไมมีพระไตรปฎก ไมม ีคมั ภรี  ทง้ั หลายทร่ี กั ษากนั ไว ก็คงแทบจบส้นิ กนั ไปเลย ดีแตวาคัมภีรยังอยู ถึงแมจะไมเรียน ไมศึกษา ไมสนใจ คัมภีรก็ยังรักษาเถรวาทที่มีกาลามสูตรไว รอใหกลับไปศึกษาเถร วาทรวมทัง้ กาลามสตู รในเถรวาทนนั้ กันไดใหม ถึงแมคนและพระจะไมเ ขา ถงึ เถรวาท ถึงเถรวาทจะถูกทอด ทง้ิ ไป แตวถิ ีเถรวาทก็ชว ยใหมีคมั ภีรเ หลอื ไว คอื พระไตรปฎกที่มี กาลามสูตรเปนตนน้ันยังคงอยู เพราะไดใชวิถีเถรวาท ท่ีใหรักษา ขอมลู ตน แหลง เดมิ ไวใ หถ กู ตอ งครบถว นทสี่ ดุ ทง้ั ทไ่ี มใ สใ จแลว กเ็ ลย เหลอื อยูได และยังมีแหลงภายนอกในวถิ ีเถรวาทนน้ั ทีพ่ อจะอาศยั เอาละ นีก่ ็เปนอนั ไดพ ดู ในประเด็นท่ี ๒ โยงกันกบั ประเด็นท่ี หนงึ่ คอื พดู ถึงกาลามสตู ร ท่ีตอ งเขา ใจใหช ัด และปฏบิ ัตใิ หถ กู โดยโยงมาเขา กบั เรื่องเถรวาทวา กาลามสตู รมากบั เถรวาท และอยู ไดดว ยเถรวาท เปนเรือ่ งทีส่ อดคลองไปดวยกัน ประเด็นมีแคน ้ี แต ไดพูดเรื่องประกอบออมไปเสยี มากมาย เอาเฉพาะตัวประเด็นน้ัน ชัดพอหรือยงั พระนวกะ: ชัดพอครับ

๓ กาลามสูตร ตองขดุ ใหถงึ ปญญา ─☺─ เชือ่ ฟง ใหไดศีล รบั ฟงใหไดป ญ ญา นาสังเกตวา คุณสุจิตตเวลาพูดถึงเถรวาท จะยา้ํ เรื่องการ เช่ือถือเช่ือฟง เหมือนกับวาการเชื่อถือเช่ือฟงนั้นเปนความหมาย ของเถรวาท แตถ า พูดกนั อยางเครง ครัดแลว การเช่อื ถือเชือ่ ฟง ไมม ี ในความหมายของเถรวาทเลย ความเปนเถรวาทอยูที่การรักษาขอมูลไวใหครบถวนและถูก ตอง คนท่รี ักษาขอ มูลไวใหแมน ยําสมบูรณน ั้น ไมจําเปนวาเขาจะ ตอ งเชอ่ื ตามขอ มลู นนั้ หรอก แตเ ขาตอ งการไดข องจรงิ ทจี่ ะศกึ ษา เพอื่ จะไดไ มห ลงผดิ ไขวเ ขว จะไดไ มพ ลาดจากวถิ ขี องการพฒั นาปญ ญา (ถา จะเชอ่ื ก็คือ เชือ่ วาเปน ของจริง ไมใชเช่อื วาเปนความจรงิ ) ดังน้ัน พึงเขาใจกันใหตรงใหชัดวา ความเปนเถรวาทอยูที่ การมุงรักษาตัวคําสอนเดิมของพระพุทธเจาไวใหครบถวนแมนยํา ที่สุด (เทาท่จี ะทําได) เปน เรือ่ งท่สี นองวตั ถุประสงคในการศกึ ษา

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๖๕ การรกั ษาไว กับ การใหเช่อื ไมเหน็ จะเหมือนกนั ทไ่ี หน เร่ืองการเชื่อฟงอะไรตออะไรโนน ไมไดอยูในสาระ ถาจะ เก่ยี วของกับเถรวาท ก็เปน เรื่องประกอบแวดลอม คือเปนเรือ่ งตาม ปกติธรรมดาของหลกั สามัญในทางจริยธรรม จะเห็นวา ไมว า ในศาสนาไหน ในลัทธิไหน ท่ีมหี ลกั ศลี ธรรม จริยธรรม กจ็ ะตอ งสอนใหร จู ักเช่ือฟงผูท่คี วรเชอ่ื เชน เช่ือฟง พอแม เชือ่ ฟง ครอู าจารย ฯลฯ มกี ันทงั้ น้ัน แลวเทาที่รูท่ีทราบ คําสอนในเถรวาทเนนเรื่องการเช่ือฟง แบบน้ีนอยกวาลัทธิศาสนาสวนมากดวยซาํ้ บางลัทธิศาสนาเนน เร่อื งการเช่ือถือยดึ ถอื เชือ่ ฟง นชี้ นดิ เอาเปนเอาตายกนั เลย ในพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้น ความเชื่อถือและเช่ือฟงน้ี เรากถ็ ือเปน เร่อื งประกอบท่สี าํ คัญเหมือนกนั เปน หลักปฏิบตั ิข้ันตน ในทางความประพฤติ ทสี่ มัยใหมเรยี กวาจรยิ ธรรม สมยั กอนเรียก วาศีลธรรม (คอื เปนธรรมขั้นศลี ) ทีว่ าใหเ ชื่อฟง พอแมครูอาจารย อะไรอยางนี้ ซึ่งก็เปนหลักธรรมดาสําหรับการอยูรวมกันในสังคม โดยถือวา พอ แมครูอาจารยเ ปน ตนนนั้ อยางนอ ยก็มปี ระสบการณ มากกวา และตามปกติกม็ ีความหวังดี มเี มตตากรุณา ตอ ลกู หลาน หรือตอ ลกู ศิษย จงึ ควรจะเปน ที่นา เชอื่ ถือ คนทยี่ งั มปี ระสบการณน อ ย ยงั ไมร อู ะไรมาก เมอื่ ไมร ู กเ็ ปด ชอ งของตวั เองทจี่ ะเชอ่ื คนอนื่ ทนี ้ี ถา ลกู ไมเ ชอ่ื ฟง พอ แม แตไ ปรอเชอ่ื คนอน่ื เชน เชอื่ โจร จะยงุ ไหม กย็ งุ แน เมอ่ื พดู ในระดบั นี้ ในเถรวาทก็มี คําสอนแบบทว่ี า ควรเชื่อฟง พอ แมครูอาจารย แตไมไดใหเ ชอื่ แบบ บงั คบั หรอื งมงาย มีแตใหพฒั นาการใชป ญ ญาควบคูไปดว ย โดย

๖๖ คนไทย ใชก บเฒา? ใหรูจกั รบั ฟง แลว กเ็ อามาไตรตรองพจิ ารณาสอบสวนคน ควา ตรงน้ีแหละก็มาเชื่อมกับหลักของกาลามสูตร จากจุดเร่ิมที่ ความเช่ือคือศรัทธา ก็กาวขึ้นสูปญญา แลวก็มาเนนที่ปญญานี่ แหละ มาเอาจริงเอาจังกันทป่ี ญญาน้ี ยุตวิ า ศรัทธาก็สาํ คญั แตทา นไมเนน ไมห ยดุ ไมจ บทศ่ี รทั ธา ทานใหใชศ รัทธาเปนเครือ่ งนาํ ไปสูป ญ ญา ก็เหมือนอยางท่ีเรามาคุยกันนี่ เรามีการเนนเร่ืองความเชื่อ หรือแมแตพูดถึงการใหเชื่อบางไหม ผมพูดกับทานทั้งหลาย ซ่ึง เปนพระใหมมา หรือจะพูดกับญาติโยมก็ตาม พูดอะไรกนั มาตงั้ นาน และพูดกันมาก่ีครง้ั ๆ ทา นเคยไดย ินบา งไหมวาผมบอกใหเชอ่ื อะไร หรือบอกวา เรือ่ งนี้ อนั นต้ี อ งเชอื่ นะ มไี หม - ไมม ีเลย ทเ่ี ราพูดกันตลอดมาน้ี มีแตว า หนง่ึ อะไรทคี่ วรจะรู ก็เอามาพดู กนั เพือ่ ใหไดรู มุงหาและให ไดร สู ่ิงท่คี วรรู สอง เมอ่ื มาพดู แลว ทานเขาใจไหม ถา ยังไมเ ขา ใจ ก็อธิบาย และซักถามใหชี้แจงแสดงไขขยายความกันไป เราเนนกันที่วาเขา ใจไหม เราไมไ ดน ึกถึงคาํ วา เชื่อกันเลย เทา กบั วา จะเชื่อหรือไมก็ เปน เร่อื งสวนตัวของทาน ใหทานพจิ ารณาเอาเอง วา จะเชื่อหรือไม เชือ่ แลว ก็อาจจะตอไปที่ สาม คือเม่ือรูเขาใจแลว จะเอาไปใช นาํ ไปปฏิบตั ใิ หเปน ประโยชนไดอ ยา งไร น่ีคือท่พี ดู กนั มา ก็เห็นๆ กันอยูอยางนี้

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๖๗ อางใหร ู อยา ตวู า อา งใหเ ชอื่ ทีนี้ มาพูดกันใหถึงเน้ือตัวของเถรวาทอีกสักหนอย เม่ือ พิจารณาคําติเตยี นที่วา “เถรวาทเปน วธิ คี ดิ หรอื เปน การสอน ซึง่ ใหต อ งทองจําตามคําสอนของครูอาจารย ตองเช่ือตามครูอาจารย ถามไมได เถยี งไมไ ด หามสงสยั ” อะไรทาํ นองนี้ ผมมองดูแลว กไ็ มเ หน็ วา คาํ ตเิ ตยี นนจ้ี ะเขา แงเ ขา มมุ อะไรกบั ความหมายของเถรวาทเลยไมว า จะโดยหลกั การหรอื โดยพฤตกิ ารณ ในแงน ้แี ละขอ นี้ ขอใหท านไตรตรองและตรวจสอบเอง ท้งั จากที่ไดพ ดู มาแลว และทีจ่ ะมองเหน็ ไดต อ ไป ทีนี้ก็มีอีกแงหนึ่ง คือเร่ืองการอางพระไตรปฎก หรืออาง คมั ภรี  อะไรตออะไร คณุ สจุ ติ ต วงษเทศ เขียนวา “วิถีเถรวาท” ชอบอางอิงตําราหลวงหรือพระ ไตรปฎก วามมี าแตครง้ั พุทธกาล แลว ตอ งยดึ มัน่ ถอื มน่ั ตามน้นั แตท า นพทุ ธทาสสอนวา “ในการสังคายนาครง้ั แรก ยังไมมพี ระไตรปฎ ก แตก ็มาพูดกันในบดั นี้ วา มพี ระไตรปฎ กมาแลวต้ังแต การทําสงั คายนาคร้งั แรก. นั่นเปนเพราะไปหลงตามคํากลาวช้ันหลังๆ เมอ่ื เขามีพระไตรปฎ กเต็มรูปแบบในปจจุบนั . ตรงน้ี ถาเปลี่ยนคาํ ขนึ้ ตน เสียหนอ ยหน่งึ จากคาํ วา “วถิ เี ถร- วาท” ชอบอาง… ใหเปนวา “บางคนทีอ่ างตัวเปน เถรวาท หรือคน

๖๘ คนไทย ใชก บเฒา? อืน่ ใดกต็ าม” ชอบอา ง… ถา เปล่ยี นคําขา งตนเสียใหมอ ยางนี้ ขอ ความน้ีกม็ ีประโยชน คอื เปน คาํ เตอื นสตไิ มใหส ดุ โตงจนคดิ เลยเถิด ไปวา ไมวา อะไรๆ ในพระไตรปฎก ตอ งเปนพทุ ธพจนท งั้ หมด หรือ ตองเช่ือทัง้ น้นั อะไรทํานองน้ี แตก ต็ อ งระวงั เหมอื นกนั วา ถา จบั ความไมถ กู กอ็ าจจะสดุ โตง คิดเลยเถิดไปเสยี อีกขางหน่ึง จนมองขามความสาํ คัญของพระไตร ปฎ ก หรือกลายเปนวา ไมอา งพระไตรปฎก แตไปอา งบคุ คลบาง คนขึน้ มาเหนือพระไตรปฎก ขอ ความวา “ทา นพทุ ธทาสสอนวา “ในการสงั คายนาครงั้ แรก ยงั ไมม พี ระไตรปฎ ก แตก ม็ าพดู กนั ในบดั นี้ วา มพี ระไตรปฎ กมา แลว ตั้งแตก ารทําสังคายนาครง้ั แรก.” อนั นก้ี ต็ องเขาใจใหถูกตอง ทา นพุทธทาสเทา กบั เตือนใหระลกึ ไววา ตอนทท่ี ําสังคายนา ครงั้ แรก ขอมูลเดิมมพี ทุ ธพจนเปน ตนที่รวบรวมเสร็จคราวน้ัน ยัง ไมลงรปู ทเ่ี รยี กวา พระไตรปฎก และในการสงั คายนาครง้ั แรกน้ัน ก็ ยังไมใชค าํ วา “พระไตรปฎ ก” แตก็ตองเขาใจใหถูกตองเชนเดียวกันวา พุทธพจนและขอ มูลคําสอนเรื่องราวตนเดิมท่ีรวบรวมเสร็จในการสังคายนาคร้ังแรก น้นั มาถงึ เราในรูปท่เี ปน พระไตรปฎ ก หรอื มาถึงเราตามท่ีรกั ษาไว ในพระไตรปฎก หรือมาถงึ เราดวยพระไตรปฎกบาลนี แ่ี หละ (เทาทีศ่ กึ ษาสบื คนกันมา เห็นกันวา [อนั นกี้ ็พงึ พจิ ารณาตาม หลักกาลามสตู รดวยเชน กนั ] พุทธพจนและขอมลู คําสอนแตเ ดมิ ท่ี รวมไวในสังคายนาครั้งแรกนั้น เปนแกนหรือเปนเนื้อหาหลักท่ีตอ มาไดจัดลงรปู รา งเปนพระไตรปฎก แลว มาลงตวั ในสงั คายนาครงั้

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๖๙ ที่ ๓ คือประมาณ พ.ศ.๒๓๕ ดังทพี่ ระไตรปฎกเลม ทา ยๆ อยางเลม ที่ ๓๒–๓๓ แมจะอยใู นพระสุตตันตปฎ ก แตมิใชเ ปน พระสตู ร หาก เปนประมวลความที่เรียบเรียงข้ึนอีกชั้นหนึ่ง และมีชอื่ บา นเมอื งท่ี เขา สูประวัตศิ าสตรหลงั พุทธกาล ตอมาหลงั จากน้ัน ในคัมภีรทาย ของวินัยปฎ ก เน้ือความหลายตอนเมอ่ื จบลง มีคาถาสรปุ การสืบ ทอดรักษาวินัยปฎ กน้ันต้งั แตตนจนถงึ ในตัมพปณณทิ วปี คือเกาะ ลังกา แสดงวาเปนคาถาที่แตงข้ึนในลังกาทวีป อาจจะในชวง สังคายนาครง้ั ท่ี ๕ คือ พ.ศ. ๔๓๖ หรอื ๔๕๐) คณุ สจุ ติ ต วงษเ ทศ เขยี นไวดวยวา “กาลามสูตร มี ๑๐ ขอ ทานพุทธทาสเทศนสรปุ งายๆ ไวท ้ังหมด” แตก าลามสูตรทท่ี าน พุทธทาสเทศนนน้ั ทา นนํามาจากพระไตรปฎ ก ทานพุทธทาส หรอื สมเดจ็ พระสังฆราชพระองคใ ดๆ หรอื ใคร อืน่ กต็ าม ไมมีกาลามสูตรของทานเองเลย ทา นวาไปตามพระไตร ปฎ กทง้ั น้นั รวมความวา ไมว า ใครทอี่ า งกาลามสตู ร กค็ อื อา งพระไตรปฎ ก และจาํ เพาะวาตอ งเปนพระไตรปฎ กของเถรวาทจงึ จะมกี าลามสูตร ใหอาง เพราะเถรวาทรกั ษาไว ถา ไมมีเถรวาท ก็ไมม ีกาลามสตู ร เมื่อมาถึงตรงนี้ คําที่วา “ชอบอางอิงตําราหลวงหรือพระ ไตรปฎ ก … แลวตอ งยดึ มน่ั ถอื ม่นั ตามน้ัน…” อนั น้ีจงึ ตัดไปได เลย เพราะเมื่ออา งพระไตรปฎก กจ็ ะมาถึงกาลามสตู รที่อยูในพระ ไตรปฎกนั้น ซง่ึ บอกวา อยา เพ่ิงยึดนะ ที่จรงิ การอางคัมภีร หรืออางหลกั ฐานอะไรตา งๆ นน้ั แยก ไดเปนแบบใหญๆ ๒ แบบ คอื อา งใหเ ชอื่ กับ อา งใหรู (ในที่น้ี ไม

๗๐ คนไทย ใชกบเฒา? นับการอา งเพอื่ อวด ซึ่งนอกเร่ือง) อางใหเชื่อนั้น มีทงั้ อา งเพ่อื ใหน า เชือ่ อา งเพ่อื ใหเช่อื ถือ และ อางเพ่ือใหเช่ือฟง อยางในลัทธศิ าสนาทีบ่ งั คบั ความเชอ่ื พออา ง ขึ้นมาวาคัมภีรวาอยางนี้ ก็ตองเช่ือตามนั้น สงสัยหรอื เถียงไมไ ด ถาเปนยุคหรือเปนถิ่นท่ีลัทธิศาสนาน้ันมีอาํ นาจจัดการ ก็อาจจะมี การกาํ จดั หรอื ลงโทษอยา งรนุ แรง ดงั ในอดตี ทตี่ ายกนั มานบั ไมถ ว น และในโลกตะวนั ตกมเี รอ่ื งราวใหศ กึ ษามากมาย การอางใหเชื่อก็มาจากการถือศรัทธาเปนใหญ ทาํ ใหด่ิงไป การเชอ่ื นน้ั จงึ ทาํ ใหเ กดิ ความยดึ ตดิ ถอื มนั่ ไดอ ยา งรนุ แรง ดงั นน้ั นอกจากผมู อี าํ นาจจะบงั คบั กาํ จดั คนทไ่ี มเ ชอ่ื แลว หมู ชนทม่ี คี วามเชอ่ื แตกตา งกนั กข็ ดั แยง กนั ไดอ ยา งรนุ แรง จนถงึ กบั สู รบทาํ สงครามกนั แมแ ตร ะหวา งประเทศ และระหวา งกลมุ ประเทศ (เชน Crusades ระหวา งกลมุ ประเทศถอื ครสิ ต กบั ชนชาตมิ สุ ลมิ และ Thirty Years' War สงครามศาสนาระคนการเมอื งระหวา ง หมปู ระเทศโปรเตสแตนต กบั ประเทศคาทอลกิ ) ซง่ึ เมอื งไทยไมม ี อะไรจะไปเทยี บกบั เขาได ถาเปน เร่อื งของวินัย กฎหมาย กฎกติกา ทีต่ กลงกันบัญญัติ จดั วางไว ก็เปนการอา งตามขอ ตกลง ซ่งึ จะตอ งยินยอมหรอื เชอื่ ฟง เพอื่ ใหปฏิบัตติ าม บังคบั ใช หรอื เปน เครื่องตดั สนิ กรณีนนั้ ๆ อา งใหรู คอื อา งเพอ่ื ประโยชนทางปญ ญา อยางนอ ยก็จะได เปนหลกั ฐานใหรูทีม่ าทไ่ี ป รูถงึ ของเดิมหรอื ตวั แทต วั จริง ใหคนอ่นื ไดขอมูลหรือความรูที่ถูกตอง และสามารถตรวจสอบได แตที่ สาํ คัญเปน จดุ หมายกค็ อื ใหผูอ ื่นเขา ถงึ แหลง ขอมูลดวยตัวเขาเอง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๗๑ แลวเขาจะไดมีโอกาสรูเห็นเชนเดียวกับผูท่ีอาง และสามารถคน ควา หาความรูกา วหนาตอ ออกไป ขอ มลู เพื่อใหร ู vs. ขอมลู เพื่อใหเชอื่ ตรงนเ้ี ปน จดุ สาํ คญั คกู บั การอา งทมี่ ี ๒ แบบ คอื การอา งใหร ู และการอางใหเ ชือ่ ขอมูลกม็ ี ๒ แบบ คอื ขอ มูลเพื่อใหรู และขอมลู เพ่อื ใหเ ชอื่ ในเรอื่ งศาสนา คนสวนมาก ซง่ึ คุนมากับศาสนาทถี่ ือศรทั ธา เปนใหญ มักจะมองคัมภีรและคําสอนในศาสนาเปน ขอมูลเพือ่ ให เชอ่ื ดังน้ัน เมอ่ื มาเจอกาลามสตู ร เขาจึงแปลกใจและตืน่ เตนมาก แตในพุทธศาสนา กาลามสูตรไมเปนเรื่องแปลกอะไรนัก เพราะหลักธรรมคาํ สอนและคมั ภรี ท ้งั หลายในพทุ ธศาสนานน้ั เรา ถอื กันมาเปน ธรรมดาวาเปนขอ มูลเพ่อื ใหร ู ไมใ ชขอมลู เพอื่ ใหเ ชอ่ื จะเหน็ วา พระสูตรท่มี ีสาระอยา งเดยี วกับกาลามสูตร และ คาํ สอนทาํ นองเดยี วกับกาลามสูตร มีมากมายหลายแหง* (ทั้งน้ยี กเวนขอ มูลดานวินัยบัญญตั ิ คอื จําพวกกฎหมายหรือ กฎกติกาทางสงั คม ท่ีจะตองปฏบิ ตั ติ ามตกลง) แลวก็ตรงน้ีแหละ เราก็จะมองเห็นชัดถึงเหตุผลท่ีวาทําไม เถรวาทจึงไดใสใจถือเปนเร่ืองสําคัญอยางย่ิงที่จะเก็บรักษาหลัก คําสอนเดมิ โดยเฉพาะพทุ ธพจน ไวใ หได จนกระท่งั เถรวาท มี * พระสูตรอยางเดยี วกัน พึงดู สาฬหสูตร ในตกิ นิบาต อังคตุ ตรนิกาย และภทั ทยิ สตู ร ในจตุกกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย, คาํ สอนทาํ นองเดยี วกัน เชน ในจงั กีสตู ร เทวทหสูตร และปญ จัตตยสูตร แหงมัชฌิมนิกาย ในโกสัมพสี ตู ร และติตถยิ สตู ร แหง สงั ยตุ ตนิกาย

๗๒ คนไทย ใชกบเฒา? ความหมายวา คอื ระบบการสบื ทอดพระพุทธศาสนา ทีม่ ุงรักษา หลักธรรมคําสอนดงั้ เดิม โดยเฉพาะพุทธพจนไว ใหซ ่อื ตรง และ ครบถว นท่สี ดุ เทาที่จะทําได เหตผุ ลก็งา ยๆ ธรรมดาๆ ถา เปนขอ มูลเพื่อใหเ ชอ่ื เร่ืองกอ็ ยู ตรงที่วา จะใหเขาเช่ืออยา งไร ก็บอกเขาไปอยา งน้ัน แลวแตตกลง ไวว าเอาอยา งไร หรือจะกําหนดลงไปอยางไร เปนเรือ่ งทขี่ ึ้นอยกู ับ เรา (เชน แลว แตองคก ร หรอื บุคลากรของศาสนา) แตเ มอ่ื เปน ขอ มลู เพอ่ื ใหร ู กต็ อ งใหเ ขาเขา ถงึ ขอ มลู ของเดมิ หรอื ขอ มลู ตวั จรงิ นนั้ ตามทม่ี นั เปน ดว ยตวั เขาเอง จงึ กลายเปน วา เราจะ ตองเตรียมขอมูลท่ีถูกตองไวใหเขาใหพรอม หรือตองใหเขามี โอกาสเขา ถงึ ขอมลู ไดโ ดยตรงและเตม็ ที่ เพอ่ื ใหเ ขาศกึ ษาใหร เู ขา ใจ จนเขา ถงึ ความจรงิ ดว ยตวั เขาเอง การรคู วามจริงเปน อิสระของเขา ไมข น้ึ ตอใคร ไมม ใี ครกําหนดใหเ ขาได จะสาํ เร็จหรอื ไมก เ็ รมิ่ ดวยมี ขอมูลถูกตองถองแทและพรอมบรบิ ูรณ แลวขอ มูลนนั้ กต็ อ งคงอยู ของมันอยางอิสระตามท่มี นั เปน ไมถกู ความรสู กึ และความคดิ เหน็ ของเราหรอื ของใครเขาไปปดบงั หรอื ปะปน ขอมลู ก็อยมู าเปน อสิ ระเตม็ ตามทม่ี นั เปน ของมัน คนทศี่ ึกษา ก็สอบคนพิจารณาขอมูลนั้นเต็มที่อยางเปนอสิ ระของเขา เราหรอื ใครก็ตามท่ีรักษาสื่อสารนําเสนอขอมูลก็บอกกลาวแนะนําโดย แยกความรูสึกนึกคิดสวนตัวออกไปตางหาก ไมใหความรูสึกและ ความคิดเหน็ นั้นไปปด บังเขาจากการเขาถึงขอมูลตามทมี่ ันเปน ขอมูลเพ่ือใหรู เราจะศึกษา ก็ตองหาขอมูลมาวิเคราะห พิจารณากนั อะไรจาํ เปน ตอ งรู อะไรควรจะรู กต็ อ งรู และใหไดข อ มูลทีถ่ กู ตองเปนของแท

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๗๓ ฉะนั้น จึงตองพยายามใหถึงแหลงตนเดิม อยา งที่เดีย๋ วนี้ เรยี กกันวา ขอมูลปฐมภมู ิ หรอื ขอ มลู จากแหลง ปฐมภูมิ (primary source) แลว กไ็ ลเ ลียงสืบสอบตอ มาจนตลอดสาย ไดค วามจริงแค ไหน ก็ใหร ชู ดั กันไปเลย นี่จงึ จะเขา ในแนวทางของเถรวาท ยาํ้ อกี ทวี า – ถา เปน ขอ มลู เพอื่ ใหเ ชอื่ จะเอาอยา งไร กบ็ อกเขาไป ตอ หนา แตถ าเปนขอ มลู เพื่อความรู กต็ อ งเอาของจริงมาใหเขาดู เพ่อื ความเชอื่ อาจจะวาไปตามท่ชี อบ แตเพอ่ื ความรู ตอ งดู ขอ มลู ทีแ่ ท แมแตจะ “ทอ งจาํ ” การทองหรือบนั ทึกเพอื่ รักษาขอมลู จริงไว กบั การทอ งหรอื บนั ทกึ เพอ่ื ยดึ ถอื หรอื ไปใชส อบเอาชนั้ กไ็ มเ หมอื นกนั เปนอันวา เพราะพุทธศาสนาเปนขอมูลเพ่ือใหรู ซึ่งเราจะ ศกึ ษา เถรวาทจึงรักษาพระไตรปฎ กไวใ หดที ี่สุด ไมวา จะดว ยการ ทองจําหรอื บนั ทึกอยา งใดก็ตาม เพ่อื ใหคนรุนตอ ๆ ไปทกุ ยคุ สมยั เขา ถึงขอมลู แทของเดิมไดอ ยา งบริสุทธิ์บริบูรณเ สมอกนั เร่ือยไป ขออภัยเถดิ ถา จะวา กันไป อยางที่พูดเมอ่ื กีน้ ้ี คุณสุจติ ตเ อง ไปอางกาลามสตู รน่ี กอ็ า งพระไตรปฎกเขาไปแลว กก็ ลายเปนวา คุณสุจิตตเปนเถรวาทในความหมายของคุณสุจิตตเองไปดวยสิ คอื อะไรๆ กอ็ างพระไตรปฎก เชอื่ ตามกนั วาตามกนั ไป ท่จี รงิ นั้น อา งพระไตรปฎกนะดแี ลว กลวั แตไมอางนะ สิ เวลา น้มี ีใครบา งที่อา งพระไตรปฎก หายากมาก มีแตอางอาจารยๆ เลย เปน กันแคอ าจารยวาท ไปไมถงึ เถรวาท ไมไดร ูจักขอมูลปฐมภูมิ ลัทธิในเมืองไทยเวลาน้นี า กลัว เพราะเอาแตอาจารย เขา ไม ถึงแหลงตนเดิม อาจารยนั้นอยางดีก็เปนแคแหลงขอมูลทุติยภูมิ

๗๔ คนไทย ใชกบเฒา ? (secondary source) แตทีถ่ ึงระดับทุติยภูมกิ ย็ ังหายาก บางทีไมร ู เปน แหลงขอ มลู ระดบั ทเ่ี ทาไรเลย แลว กอ็ างอาจารยกันไป จะเปน ครูบาอาจารยห รือเปนเจาลัทธิใหมกนั แน ไมรูตนปลายอยไู หน จะ ตรวจสอบขอมูลไดอยา งไร เม่ือจะหาความรู เราควรเขาถึงแหลงตนเดิมท่ีสุดใชไหม พระไตรปฎกก็คือแหลงขอมูลความรูเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตน ทางเทาทีเ่ ราจะไปถงึ ได เพราะฉะนน้ั การอา งพระไตรปฎ กในความหมายทถี่ กู ตอ ง คอื อางเพ่ือเปนขอมูลที่จะเขาถึงและสืบคนความรู เปนขอมูลเพื่อใหรู นนั่ จงึ เปน การถกู ตอ งทสี่ ดุ แลว ควรจะอา งกนั ใหม ากขน้ึ เวลานอี้ า ง กนั นอ ยไป หดั อา งกนั ไว จะไดม ขี อ มลู เขา ทศิ ทางทจี่ ะเอากาลามสตู ร มาใชใ นการศกึ ษากนั ใหจ รงิ จงั ยํา้ กันไว้ใหม้ นั่ แมน่ อันนเี้ ป็นหลกั ท่วั ไปวา่ : พุทธศาสนาเปน ขอ มลู เพ่ือใหร ู ไมใชข อมลู เพื่อใหเชือ่ พระไตรปฎ กและคมั ภีรท ั้งหลายในพระพทุ ธศาสนานั้น ทา น รกั ษาไว ใหม ไี ว เพื่อเปนขอ มลู ความรูสําหรบั การศึกษา อยางในเวลาเขียนหนังสือพุทธธรรม ก็มุงเพื่อหาขอมูลมา ใหร ู จงึ อา งพระไตรปฎกและคัมภีรม ากมาย ก็เพอ่ื เอามาใหศ กึ ษา พิจารณากัน โดยพยายามเปด โอกาสให และขยายโอกาสออกไป ทั้งที่จะไดตรวจสอบ และจะไดไปดูของเดิมเองและคนควาขยาย ตอไป ไมใชเร่ืองวาเชอื่ หรือไมเชื่อ ไมใชเ อามาอางใหเช่ือ ไมใชให ไปยดึ ตดิ คมั ภีร แตใ หเอาคัมภีรเปน ขอมลู ศกึ ษา

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๗๕ จงึ บอกวา ใหห นังสือเปน อิสระจากผูเขยี นเทาท่ีจะเปน ไปได และถา มคี วามคดิ เห็นของผูเขียน กใ็ หแ ยกตา งหากจากขอ มูล ไม ใหไ ปกน้ั ขวางปดบงั หรอื ปะปนกัน อันน้กี ็เปน หลักสําคัญอยางหนึง่ การอา งพระไตรปฎ กมคี วามมงุ หมายอยา งน้ี ไมใ ชใ หเ ชอื่ ไมใ ชใ ห ยดึ ตดิ แตใ หไ ดข อ มลู ทด่ี ที เี่ หมาะทสี่ ดุ ในการทจี่ ะศกึ ษาพทุ ธศาสนา เปนอันวา เราควรกลับมาเนนวาใหอางพระไตรปฎกเพื่อ วตั ถปุ ระสงคน ีก้ ันใหมากขึน้ เพราะเวลานมี้ นั กลายเปน วา มองขาม พระไตรปฎกท่ีเปนขอมูล กลับไปอางตัวคนท่ีเปนเพียงความคิด เหน็ ไมอ า งพระพทุ ธเจา แตไ ปอางครอู าจารย วากนั จนนัวเนียวุน วาย แลวก็ทาํ ใหเช่ือ ใหรูผิด เขาใจผดิ ไขวเ ขวกันไป นก่ี เ็ ปน ประเดน็ หนึ่งทีข่ อแทรกเขา มา พดู เรือ่ งแทรกมาเสยี ยืดยาว ขอทวนไวเ พือ่ กันลืมวา เรอ่ื ง ทั้งหมดท่พี ดู กันนี้มี ๒ ประเดน็ เลก็ ๆ นดิ เดียว ประเด็นทห่ี นึ่ง คือ ความหมายของเถรวาท และประเด็นท่สี อง คอื กาลามสตู ร เฉพาะในประเดน็ ที่ ๒ กเ็ ปน อนั วา เร่ืองกาลามสูตรทีต่ รง ตามความหมายของพระพทุ ธศาสนาแทๆ น้นั กโ็ ยงกลบั ไปที่เร่อื ง เถรวาทอีกนนั่ แหละ คือ หนงึ่ พุทธศาสนาเถรวาทน่ีแหละทีร่ ักษากาลามสูตรไว โดย ใหคงยังอยูในพระไตรปฎ ก ถา ไมมเี ถรวาท เรากไ็ มร ูจกั กาลามสูตร สอง กาลามสูตรไมขัด แตสอดคลองกับเถรวาทในความ หมายของพระพุทธศาสนา ตวั ประเดน็ ท่ีมาถึงตอนน้ี มแี คน ี้ วาจะจบกันเทานี้ แตม ีพระ ถามอกี ก็วากนั ตอไป

๔ กาลามสูตร กบั พุทธทาส ─☺─ พุทธทาส วาเถรวาทไมม ี? พระพรหมคุณาภรณ: ผมพดู เร่ืองปลีกยอ ยแทรกเขามาเยอะแยะ แตท า นท้งั หลายเขาใจใชไหม ประเด็นปลกี ยอ ยมอี ะไรอีกไหม? พระนวกะ: ทเ่ี อ่ยถึงท่านพุทธทาสครับ พระพรหมคุณาภรณ: เร่อื งทา นพุทธทาส ออ … ท่ีคุณสจุ ติ ตพดู นะ ตองชี้แจงใหญาติโยมรูดวยวา ทานพุทธทาสนั้น ทานเปน เถรวาทเต็มตัว หนง่ึ ในระดับสมมติ คอื โดยรปู แบบ ตามขอ ตกลงทางสังคม ทานบวชเปนพระภกิ ษุเถรวาท อยใู นนิกายท่เี รยี กวา เถรวาทเตม็ ท่ี เพราะทา นบวชอยางเรานแี่ หละ ทานกเ็ ปน พระเถรวาทเตม็ ตวั

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๗๗ สอง ในแงของความคดิ ทางคําสอน อนั น้เี ราจะตองรจู ัก ทานดว ย คือทานพทุ ธทาสกไ็ ดพดู ถึงเถรวาท อาจจะพบไดห ลาย แหง เทาทีพ่ อจะสรุปในทีน่ ี้ ผมสรปุ ใหท านนะ ไมต องเช่ือผม ผม พูดเปน จดุ ตงั้ ให นิมนตไปตรวจสอบเอง สรุปไดวา ทานพดู ๒ แบบ ตอนน้ี เรามาพูดถึงทานพุทธทาสโดยแยกความหมายตาม ทางของภาษา คือในภาษาท่ชี าวพุทธชอบยกมาพดู กนั ภาษาหนึง่ คือภาษาในระดับสมมติ ซึ่งเถรวาทเปนเร่ืองของสมมติบัญญัติ สวนอีกภาษาหนึ่ง ชี้เลยสมมตบิ ญั ญตั ิ ขามไปทสี่ ภาวะกันเลย ๑) ในระดับสมมติบัญญัติ ทานพุทธทาสทานก็พูดตรงๆ เพราะทานก็ยอมรับวาทานเปนพระเถรวาท ทานก็จะใหคนมอง และใหปฏิบัติตอเถรวาทใหเหมาะสมตามเร่ืองของสมมติบัญญัติ นนั้ เชน ทานแนะนําวา พระเถรวาทนีถ้ อื ตามหลักธรรมวินยั ท่ีสอน ไวแตเ ดมิ นะ เพราะฉะนัน้ เวลาจะปฏิบัตติ อทาน อยางศาล กข็ อให ระมัดระวังตามวินยั ของทานดวย น่พี ดู ในระดบั สมมติ ๒) ทนี ้ี อกี แบบหนง่ึ เม่ือพูดในระดับปรมัตถ ถา พูดในแง ของธรรมแทๆ ตามสภาวะ กม็ ีแตต วั ความจริง ไมม เี ถรวาท ไมมี มหายาน เขาใจไหมครับ ตรงนมี้ นั ไมถกู สมมติ ไมมบี ญั ญัติ พอเอา ทีค่ วามจรงิ ตามสภาวะนั่น ก็ไมตองพูดถงึ รูปแบบกัน ท่ผี มใชคําแบบนี้ กเ็ ปนการสอ่ื สาร โดยพูดถงึ ทานพุทธทาส ในภาษาแบบท่ชี าวพทุ ธนยิ มบอกกัน คอื เอาคาํ วา สมมติบัญญตั ิ และคาํ วา ปรมตั ถมากํากบั ไว แตเวลาที่ทานพุทธทาสพูดเองน้ัน ทานพูดเปนเฉพาะกรณี เฉพาะคราว ในเร่อื งน้ันๆ

๗๘ คนไทย ใชก บเฒา ? คราวหน่ึงก็พูดถึงวา เถรวาทเปนอยางนี้นะ ชวยดูแลดวย ปฏิบัติตอทานใหเหมาะนะ อยางวาถาเปนศาล ก็ชวยระวังวินัย ของทานไวดวย อะไรทํานองนี้ นี่ทานก็ไมไดใชคําแยกวาเปน สมมติบญั ญัติอะไร ทา นกพ็ ูดเฉพาะคราวนัน้ เสรจ็ ไป แลว พดู อกี คราวหน่งึ ก็บอกวา มันไมม หี รอกเถรวาท ไมมี หรอกมหายาน อันน้ที านกไ็ มใ สค าํ แยกแยะเขาไปดว ย วากนั ตาม สภาวะ เถรวาทก็ไมม ี พุทธทาสกไ็ มม ี เหมอื นกบั มหายาน ก็ไมม ี ความจริงมันกเ็ ปนความจรงิ เปน การตระหนกั รพู รอมอยูในตวั ก็อยูท คี่ นผูศกึ ษา เมือ่ ไปอานคาํ ของทาน จะตองเขา ใจใหถงึ เหมือนโยมไปเขากรรมฐานเจริญวิปสสนาดูสภาวะ จะอยูที่บาน หรอื ในวดั เปนคฤหสั ถหรือเปน พระ ไมตอ งนกึ คิด ก็ตระหนักอยรู ู ทนั พรอ ม ถาเรามีหลักในการอา น เรากม็ องออกวา ทา นไมไ ดพูดขดั แยง กัน เดย๋ี วจะบอกวา เอะ ! ทานพุทธทาสทําไมพดู ขดั แยง กบั ตัว ทา นเอง มาพดู ตรงนว้ี า เถรวาทเปน อยา งนน้ี ะ ชวยทําใหเหมาะกับ พระเถรวาทดวย น่ียอมรับเถรวาท อาว แลวไปพูดอีกแหงหนึ่ง บอกวา เถรวาทไมม ี มหายานไมม ี กจ็ ะกลายเปน วา จะเลน งานทา น พุทธทาสไปเลย แตถาเอามาแยกแยะอยา งนี้ ก็เขาใจได ใชไ หม ทานพุทธทาสเองทานก็พยายามพูด ทานวามี “ภาษาคน ภาษาธรรม” แตถ า ไมใชค าํ น้นั กพ็ ดู ไปตามถอยคาํ แบบเดิมทํานอง วา ภาษาสมมติบญั ญัติ ภาษาปรมตั ถ เลยตอไปอีก ถาจะใชคําของพระพุทธเจา ก็ตองรูวาพระ พทุ ธเจาเองไมไดท รงใชค ําน้ี แตท รงใชคําวา “โวหาร” อยา งในพระ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๗๙ สูตรหนึ่ง พระองคตรัสถึงเรื่องวา พระองคไมขัดแยงกับชาวโลก ชาวโลกเขาพดู กนั ไป ท้งั ๆ ท่ีวาโดยสภาวะความเปน จรงิ แลว มนั ไมไดเปน อยางนนั้ พระองคก ็ตรสั ไปตามโวหารของชาวโลกนนั้ นี่เปน เรือ่ งของภาษาทชี่ าวโลกเขาพดู กัน เพราะวามนุษยส่ือ สารกนั ไดดว ยอาศยั ภาษา เมอ่ื ใชภ าษาก็ตอ งอาศยั สมมติ ตอ งวา ไปตามบญั ญตั ิ ถาเราปอกเปลือกภาษาออกไป จึงจะถึงเนื้อหาสาระแทท่ี เปนสภาวะ ซึ่งไมมีภาษาท่ีจะสื่อ เปนตัวความจริง แตภาษามี ประโยชนไ หม ก็มีสิ คอื มาส่ือสาร กส็ อื่ สาระนัน้ ทําใหอ ธบิ ายชีแ้ จง กันได ชวยใหเ ขา ใจ เปน บันไดที่จะกาวไปรถู ึงสภาวะโนน สาํ นวนเซนเขาบอกวา เหมือนกับนว้ิ ซึง่ ชไี้ ปทพ่ี ระจันทร น้ิวชี้ ไปท่ีพระจันทร นว้ิ ไมใ ชพระจนั ทร แตช ว ยใหห ันไปดแู ละเห็นพระ จนั ทร ภาษากเ็ หมือนกับนิว้ ซง่ึ ชไ้ี ปท่พี ระจันทร จุดมงุ ของเราอยทู ่ี พระจันทร อยาเอาน้ิวเปน พระจนั ทร และอยา ติดอยแู คน ้วิ อะไร ทํานองนี้ พทุ ธทาส ชวนฉกี พระไตรปฎก พระนวกะ: จดุ ท่ีอยากจะถามเพมิ่ นิดหน่ึงนะครบั คอื ท่คี ุณสจุ ิตต์ บอกว่า ท่านพุทธทาสยํ้าว่าพระไตรปิฎกน้ันเหลือมีแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ท่ีจัดเป็นเร่ืองการดับทุกข์โดยวิถีทางวิทยาศาสตร์ ที่ ไมอ่ าจจะปลดหรอื ฉีกออกได้อีกต่อไป ส่วน ๖๐ เปอร์เซน็ ตท์ ี่ เหลือนเ่ี หมอื นกบั วา่ ฉกี ทิง้ ไปได้

๘๐ คนไทย ใชก บเฒา ? พระพรหมคณุ าภรณ: อนั น้ตี อ งใชความพินิจพจิ ารณาอยางท่พี ดู ไปเม่อื กี้ คือบอกแลววา พระพทุ ธเจาตรสั ตามโวหารของชาวโลก แลวนก่ี ค็ ือมองกวา งไปถงึ วัฒนธรรม ประเพณี วิถชี ีวิต ความคิด ความเขาใจ วิสยั แหง ความรูและความเชอ่ื ถอื ของประชาชน พระพทุ ธเจา ทรงอยูทามกลางสภาพแวดลอมอยา งน้นั ผคู น เขานบั ถอื เรอ่ื งเทพเจา มีรกุ ขเทวดา ทาวโลกบาล พระอนิ ทร พระ พรหม อยูก ับพิธีกรรม มกี ารบชู ายัญอะไรตา งๆ พระพุทธเจาจะตรัสสอนอะไรก็ตองเก่ียวตองโยงถึงเรื่องราว ในชีวติ และสงั คมของเขาเหลา นี้ บางทีกเ็ ปน ขอ ปรารภหรอื เปน จุด เร่ิมเรื่อง ซ่งึ กต็ องสอื่ ใหเ ขา กับความเขาใจของเขา เมอ่ื ตองพดู ถงึ อยเู ปน ประจาํ นน้ั บางอยางทพี่ อจะเอามาใชได กท็ รงนาํ มาใช แต ปรบั ใหเ ขากับหลักการและความหมายทพี่ ุทธศาสนาจะยอมรับได เหมอื นอยา งคําวา “ทกั ขณิ า” (รูปสนั สกฤตเปนทักษิณา) คํา วา “ทักขณิ า” นี้ เดิมหมายถงึ คาทาํ พธิ ีบูชายัญ ที่คนผูไ ปทําพธิ ี มอบใหแกพ ราหมณ ผูทําพิธีนั้นใหแกต น พิธีบูชายัญเปนเร่ืองในวิถีชีวิตของชาวชมพูทวีปยุคน้ัน ต้ัง แตเกิดจนตาย และอยูในชีวิตประจําวัน เรียกไดวาต้ังแตต่ืนจน นอน พอเปนพิธใี หญข นึ้ มาก็มกี ารฆาสตั ว ยิง่ ฆาไดม ากก็ยง่ิ ดี เม่อื พระพุทธเจาเสด็จไปสอน พระองคทรงแนะนําใหเขาเลิกบูชายัญ ในความหมายเดิม และหลายอยางทรงสอนใหเขาใจและใหทํา อยางใหม รวมท้งั เรอ่ื งทกั ขิณาท่วี า น้ี ทักขิณานี้ เขาถือเปนของสูงใชไหม คือของที่มอบใหแก พราหมณ พอคนเขา มาในพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ อยกู บั เขาในวฒั นธรรม

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๘๑ นั้น เขาเอาของมาถวายพระ ถวายแกพ ระภิกษุสงฆ เขาเคยไปให กบั พราหมณ กเ็ รยี กวาทกั ขณิ า แลวมาถวายพระ จะเรียกใหมว า อะไร มคี าํ ทีค่ ุนตดิ ปากอยูแลว กไ็ มต องเสยี เวลาคดิ หาคาํ ใหม ก็ เรียกคําเดิมบอกวา “ทักขณิ า” นนั่ แหละ ทีน้ี ถึงจะใชคาํ เดิม แตตามเร่ืองทเ่ี ปน ไปนี้ ความหมายมัน เปลย่ี นไปแลว มันไมใ ชคา ทาํ พธิ บี ูชายัญแลว ตอนน้ี เพื่อไมใหสับสน และใหเกิดความชัดเจนมีความ หมายตามหลักในวถิ พี ุทธ กเ็ ลยตอ งแสดงความหมายใหมก าํ กับไว เพ่อื ไมใ หเพย้ี น ไมใหก ลับกลายหรอื เขวเฉออกไป ตามความหมายในพระพุทธศาสนา ทักขิณาคือสิ่งท่ีเขา ถวายดวยศรัทธา อรรถกถาอธิบายวา “ทักขิณา” คือของที่เขา ถวายแกพระสงฆดวยความเช่ือกรรม แบบน้ีอยา งนอ ยก็แยกออก มาแลว แทนท่ีจะเปนเรอ่ื งของการเชอ่ื พระพรหมและเทพบนั ดาล ก็ เปล่ยี นมาเปน เชอื่ กรรม หรือเชอื่ การทาํ ดีท่ีโยงกับปรโลก ทักขิณาตามหลักของพระพุทธศาสนา มุงใหถวายแกผูที่ บริสุทธ์ิ ทานเรียกอริยสังฆะ เรียกอริยชนหรือพระอริยะวาเปน “ทักขไิ ณย” คอื ผคู วรแกทกั ษณิ า เฉพาะอยา งย่ิงพระอรหันตเปน ทกั ขิไณย ผูควรแกของถวายอยา งแทจ รงิ เพราะฉะนน้ั อยา ไปนบั เลยขนาดพวกพราหมณ และขนาดพระท่ัวไปน่ี ยังไมควรแก ทักษณิ าแทเลย ตองอรยิ ชนจนถึงพระอรหันต พระอรรถกถาจารยก็พยายามใหความหมาย งานโดยตรง ของทานก็คือการอธิบายความหมายของพุทธพจน ตลอดไปถึง เรอ่ื งราวทม่ี ีมาในพระไตรปฎ กใหไดความหมายชดั เจนทีส่ ุด

๘๒ คนไทย ใชก บเฒา ? วิธขี น้ั ตนของทานก็คือ บนั ทกึ ความหมายและคาํ อธบิ ายทใ่ี ช ท่ียอมรับกัน ตั้งแตคําอธิบายท่ีถือกันวาเปนของพระพุทธเจาเอง ซ่ึงพระสาวกใชอธิบายตอกันมา ถาไมมีคําอธิบายอยางน้ันโดย ตรง ทา นก็ใชว ธิ ีของหลักภาษาอธิบายไปตามหลกั พุทธศาสนา ซง่ึ อาจจะโยงกับแนวคิดเชิงเปรียบเทยี บ ซงึ่ ใหเห็นความตา งออกมา จากศาสนาพราหมณ แนวคิดท่ีสืบสายตอกันมาจากพุทธกาล และแนวคิดพื้นฐานในพระไตรปฎก แตบางทีก็เปนความหมาย ตามบริบทน้นั ๆ โดยนัยน้ี คําจํากัดความ ความหมาย และคําอธิบายใน อรรถกถา บางครั้งก็เลยมีหลายนัย อยางทักขิณานี้ก็ออกมาเปน ความหมายอยางทว่ี า ของท่ถี วายดวยความเชือ่ กรรมและผลแหง กรรมบาง ของท่ีถวายดว ยความเชอ่ื ปรโลกบาง ตลอดจนบอกวาก็ คอื ทานนั่นเอง แตนอกจากการแสดงความหมายของเนื้อหาสาระในพระ ไตรปฎ ก ซงึ่ เปนตวั ตนทแ่ี ทของอรรถกถาแลว ทา นก็รวมเอาเรอื่ ง ราวที่เลาสืบกันมาบาง เหตุการณในยุคสมัยของทานเองบาง สภาพความเช่อื ความคิดความเขา ใจ และเร่ืองทผ่ี คู นสนใจ อยาง เรื่องฤทธเ์ิ ดชปาฏิหารยิ  ซึ่งเปนสิง่ แวดลอมและบรรยากาศของยคุ สมัย นาํ มาเลา มาบรรยายใสไ วดวย ผูศึกษากต็ องแยกแยะเอาเอง ทานพุทธทาสก็พยายามจะสื่อใหค นเขาถึงธรรม แลว สังคม ไทยในยุคที่ทานพบนั้นก็เฉออกจากธรรมไปติดในเร่ืองเหลวไหล ไขวเขวกันมาก ก็ปรากฏวา ทา นมจี ุดเนน อยางหนึ่งทีต่ องการใหคน ไมเชื่องมงาย ใหเขา ถึงสาระ แตว ธิ ีพูดของทา นน้ัน มองในแงข อง

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๘๓ คนอ่ืนหลายคนกร็ ูสกึ วารุนแรงหนอย ทนี ี้ ถา คนบางคนเขา ไมถ ึงคําพูดของทานพุทธทาส แลว เอา ไปพดู เฉพาะแง หรือตามที่ตนเขา ใจแลวคดิ เห็นไป บางทกี เ็ กิดผิด แงผ ิดมุมหรอื เพี้ยนไป อยา งคาํ วา เถรวาทนแี่ หละคนหนง่ึ มาฟง หรอื มาอา นตรงทที่ า น พดู แคว า “ไมม เี ถรวาท ไมม มี หายาน” แลว คนนน้ั จบั ความแงเ ดียว เอาเปนท้ังหมด แลวก็เอาไปพูดตามท่ีตนตีความแบบเอียงขาง เดยี วน้ัน กไ็ ปรุกรานวา พระพวกน้ีบอกวาเปนเถรวาท อาว! เถรวาท มที ไ่ี หน ไมม หี รอก กย็ งุ แลว เรอื่ งไมเ ปน เรอ่ื งกเ็ ปน ปญ หาขน้ึ มา ทีนี้ คนเดียวกนั นัน้ แหละ คราวนี้ไปอานเจอที่ทานพทุ ธทาส แนะนําเจาหนาที่ใหปฏิบัติตอพระเถรวาทใหเอ้ือตอวินัยของทาน กง็ ง หรือไมกว็ า ทําไมทานพุทธทาสพูดไมตรงกัน อะไรทํานองน้ี นี่ คอื เปน เรอื่ งทเี่ ราตอ งรเู รอื่ งใหเ พยี งพอ แลว กเ็ ขา ใจทา นใหท ว่ั พรอ ม ยง่ิ กวา น้นั ผเู ลา เรยี นหรือผูทํางานบางคนก็ไปจบั เอาเฉพาะ แงท ่ีจะเอามาใชป ระโยชนข องตัวเอง ทัง้ ๆ ท่ีวาไมใชเปนความคิด ของทานพุทธทาสหรอก แตตัวเองหาแงหามุมที่จะเขากับความ ประสงคข องตวั เอง จบั แงน ้ันแลว กเ็ อามาพูด ก็ทาํ ใหเ กิดความไขว เขวขึ้นอีก ทั้งผิดตอทานพุทธทาส ทั้งทําใหบางคนอื่นเขาใจผิด และทําใหค นผดิ ตอ กัน เปนอันวา มีหลายแงมุมท่ีจะพิจารณา แตรวมความก็คือ ทานพุทธทาสมีความต้ังใจจริงท่ีตองการใหชาวพุทธ ซ่ึงที่ผานมา ในภมู ิหลงั อยา งนอยในชวงศตวรรษน้ี เหลวไหลเลอะเทอะกนั เหลอื เกนิ ตดิ อยกู บั รปู แบบ ตดิ แคซ าก หลงงมงาย เขวไปหลงไสยศาสตร

๘๔ คนไทย ใชกบเฒา ? สาระไมเอา เขาไมถ งึ เปนกนั หนกั เปนกันมาก จะพูดอยา งไรให สะดดุ ใหช ะงกั กระตกุ ใหแรงๆ ทา นเลยวาเตม็ ที่ ฉะนั้น ทา นจะพูดแรงบางอะไรบา ง ก็ตอ งเขา ใจ แตเวลาจะ ใชจะปฏิบัติ กไ็ ปท่ีความมงุ หมาย อยา งท่พี ระเรยี กวาโดยอรรถ แต ถาจะทาํ ไปตามตวั อักษร โดยพยัญชนะ เราเองนน่ั แหละก็จะเลย เถิด เพราะองคทานเองก็คงไมเ อาดว ย จะใหทานพุทธทาสฉีกพระไตรปฎกท้ิงจริงๆ ทานเอาไหม เชอ่ื ไหม ทา นไมเอาหรอก ทานกค็ งบอกวา รักษาไวอยา งนดี้ แี ลว อันนี้เปนวิธีพูดเพ่ือจะส่ือวา เธออยาไปงมงาย อยาไปเชื่องายๆ อาจจะถือวา เปน วิธีใชก าลามสตู รอยางหนงึ่ แตเปนเทคนิคของแต ละองค บางองคก ็พูดนุมนวล บางองคก พ็ ดู อยา งลงแซ มองพระไตรปฎก นึกถึงหวั อกไปทว่ั ทกุ คน ท่ีทานพุทธทาสพูดถึงพระไตรปฎกอยางท่ีพระนวกะยกมา ถามเมอื่ กีน้ ัน้ เปนการพูดเจาะจดุ โดยสัมพนั ธกับความมุงหมาย จาํ เพาะ ดงั ทีอ่ ธบิ ายใหความเหน็ ไปแลว ทนี ้ี เราอาจจะพูดถงึ พระไตรปฎกนน้ั แบบกวา งๆ ทํานองวา พดู ตามสภาพโดยไมอ งิ ใคร เมื่อวาไปตามเร่ืองก็เปนวา ในพระไตรปฎกมีพุทธพจนเปน แกน เปน เนื้อแทเ ปาหมาย พว งและแวดลอ มดวยเถรภาษิต แม กระทัง่ อสิ ภิ าษิต (คาํ กลาวของฤๅษ)ี แลวก็ภาษติ ของคนอ่ืนๆ ที่มี บทบาทอยูในเรื่องราวนนั้ ๆ ตลอดจนคาํ สอนและเรื่องราวเกา กอ น

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๘๕ ท่ยี อมรบั ไดห รือนําเสนอใหมตามหลักการของพระพทุ ธศาสนา อยางเรอ่ื งชาดกทพ่ี ระพุทธเจาตรัสเลา พระองคก ท็ รงบอกไว วา ตรงนี้คนนนั้ ๆ พดู วา อยางน้ันๆ แลว ก็มีคําสอนในวาทะของพระ โพธสิ ตั ว จะเหน็ วา ชาดกเปน เรอ่ื งชวี ติ ของชาวโลกทวั่ ไป ทอ่ี ยกู บั การ ทาํ มาหาเลยี้ งชพี เรอ่ื งของครอบครวั ญาตพิ นี่ อ ง เพอ่ื น ชมุ ชน คนดี คนรา ย เรื่องอบายมขุ การบําเพญ็ ประโยชน ความขดั แยง จองเวร และความสามคั คี ตง้ั แตใ นหมสู ตั วด ริ จั ฉาน และคนตา งหมตู า งพวก จนถงึ สงครามระหวา งรฐั และการแขง ฤทธริ์ ะหวา งฤาษกี บั เทวดา ชาดกมีคําสอนสําหรับคนทั่วไปในเรื่องของชีวิตประจําวัน คติชาวบาน การดิ้นรนแสวงหาความเจริญกาวหนาความสําเร็จ ดานตางๆ และการอยูรวมกันในสังคมนี้ วาดวยความประพฤติ ตามหลกั ศลี ธรรม การเคารพเชื่อฟงพอแม ครอู าจารย จนถึงการ ปกครองบา นเมอื ง หลักธรรมคําสอนในระดับนี้ก็สําคัญ ไมควรมองขามไป เพราะพระพุทธเจาทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชนสุขแกประชาชน จงึ มีคาํ สอนทกุ ระดบั หลักธรรมคําสอนแบบชาดกน้เี รยี กวาเร่มิ ต้งั แตพ น้ื ฐานขนึ้ ไป จนเช่ือมตอข้ึนสโู ลกุตตรธรรม บางทีชาวพุทธ พอจับคาํ สอนในระดบั หน่งึ กเ็ อียงไปอยูใ น เขตแคบๆ ของระดบั นั้น ไมเ ขากบั ความเปน จริง ควรจะนาํ คําสอน ทุกระดบั มาสอน มาใช ใหป ระสานสมั พนั ธหนุนเสริมถึงกัน อยางท่ี ปจจบุ ันเรยี กวา บูรณาการเขาเปนองคร วมใหส าํ เรจ็ หลักธรรมคําสอนท้งั หลายน้ัน จะมีเรอื่ งอะไรเขามา ก็ครอบ คลุมไปไดทุกอยาง พระพุทธเจาทรงจาริกไป นอกจากจุดเปา

๘๖ คนไทย ใชก บเฒา ? หมายแลว ก็เสดจ็ ไปทั่ว ไมจําเพาะที่ และคนทมี่ าเฝาก็หลากหลาย ทุกรูปแบบ เขาทลู ถามอะไร มเี ร่อื งอะไรใหป รารภหรอื เกี่ยวของ ก็ ตรสั แสดงธรรมเขากบั เรอื่ งไดท ้งั นัน้ โดยมสี าระสําคัญก็คอื หนง่ึ มุงทีค่ วามรู อะไรควรรู ก็เอามาบอกใหรู แลว ก็พูดก็ ตอบช้ีแจงใหเขาใจใหชดั เจน สอง แลวก็สอนก็อธิบายใหเห็นทางวาทําอยางไรจะเอาไป ใชป ระโยชนได ใหสาํ เรจ็ ผล พน ปญหา ลุจดุ หมาย ไดความสขุ น่คี อื สาระสําคัญ เหมือนกบั เรามาพูดกันในทน่ี ี้ มีอะไรเปน ไปที่ไหน ก็ยกมาวา กนั จะถามเรือ่ งอะไรกไ็ ด เราก็ปฏบิ ัตติ ามแนว ทางของพระองค แตไมว าเรื่องอะไรก็มสี าระมาลงทน่ี ี่ คอื หนงึ่ รู เขาใจ สอง เอาไปใชประโยชนไ ด หมายความวา ใหเ กิดประโยชน สขุ แกต วั เอง แกครอบครัว แกประชาชนหรอื แกส ังคม และแกมวล มนษุ ยหรือสรรพสัตว นี่ก็เปนจุดมุงหมายในการท่ีพระพุทธเจาทรงสอนธรรม คือ พระองคทรงมงุ เพ่อื ประโยชนส ุขแกป ระชาชน ดังทีท่ รงยํา้ อยเู สมอ วา พหชุ นหติ ายะ พหุชนสขุ ายะ โลกานุกัมปายะ คอื ตอ งการให เขาไดประโยชน สอนเพ่อื ประโยชนแกเขา แตทีนี้ เร่อื งมันซับซอ นข้นึ มาในตอนท่วี า คนอยูใ นระดับการ พัฒนาทีไ่ มเ ทากัน อยางที่เคยพูดกนั มาแลว อนิ ทรีย โดยเฉพาะ ปญญา ความสามารถในการคิด ในการเขาใจความและจับใจ ความ กไ็ มเทา กนั พระพุทธเจาจงึ ไดท รงแยกคนเปนสามประเภท บา ง สี่ประเภทบา ง เปนบัวสามเหลาบา ง เปนบวั สเี่ หลา บา ง (ใน พระไตรปฎกก็บวั สามเหลา อรรถกถาก็บวั สี่เหลา ) อยางนี้เปน ตน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๘๗ พระพุทธเจาตรัสอะไรกะใคร พระองคก็ทรงดูทรงหยั่งทรง ทราบความแตกตา งระหวางบุคคลวา คนน้แี คน้จี ะรูเ ขาใจเอาไปใช ไดแ คไ หน แลวพระองคก ็ทรงสอนใหเขาเขาใจนาํ ไปใชปฏิบัติไดใ น ระดับนัน้ แมแตคนเดยี วกัน ครงั้ น้ีกบั อกี ครั้งหน่ึงมา บางทกี ็พัฒนา กาวไปแลว ก็ไมเ ทา กัน ครงั้ นีเ้ ขาแคน ้ี พระองคก ท็ รงสอนเทาน้ี อีก ครั้งหนึ่ง พอเขาพรอมกวานั้น พระองคก็ทรงสอนตอสูงข้ึนไปอกี คนในกลุมในหมูเดียวกัน มาพรอมดวยกัน ก็มีแนวมีพ้ืนมีความ พรอมไมเ ทากนั ฉะน้นั เราก็ตองรบั รูตามสภาพวา คําสอนในพระไตรปฎกจึง มีหลายขน้ั หลายระดับ หลายแนว หลายลกั ษณะ เพอื่ คนท่ีตางกนั หลากหลายมากมาย พระพุทธเจาทรงมีท้งั - อินทริยปโรปริยัตตญาณ ญาณหยั่งรูความยิ่งและหยอนแหง อินทรียของสัตวทั้งหลาย คนมีอินทรียแกกลาไมเทากัน มี ศรทั ธา มปี ญญา มีสติ มีสมาธิ มีความเพยี ร เปนตน ไมเทากัน พดู งายๆ วา รคู วามแตกตา งแนวตงั้ แลว ก็ - นานาธิมุตติกญาณ รคู วามแตกตา งของมนุษยในแงค วามโนม เอียง ความสนใจ พ้ืนเพภูมิหลัง ซ่ึงไมเหมือนกัน แมแตมี อนิ ทรีย เชนมีปญญาในระดับเดยี วกัน แตอ าจจะสนใจคนละ เร่ืองคนละราว พดู งายๆ วา รคู วามแตกตา งแนวนอน พระองคทรงรูความแตกตางของคนท้ังหลายอยางน้ี เมื่อ พระองคทรงสนทนากับใคร ก็ตรัสใหเหมาะกับคนน้ัน ใหเขาได ประโยชน ก็ไปลงท่สี ําคัญคอื จุดหมายทีจ่ ะใหเ ขาไดประโยชน โดยเฉพาะ ประโยชนใ นการทจี่ ะไดพ ฒั นาชวี ติ ขนึ้ ไปสกั ขนั้ หนงึ่

๘๘ คนไทย ใชกบเฒา ? พระไตรปฎ ก:รจู กั ฉกี ปกรกั ษาขอ มลู ใหอ ยดู ี ก็อยางที่บอกแลว คนเขาอยูในวิถีชีวิตท่ีมีวัฒนธรรมอยาง นัน้ ๆ และตวั เขาเองมพี ืน้ มภี ูมิมคี วามพรอมแคน ั้น ฉะน้นั ธรรมะ บางอยา งทา นกส็ อนแคสําหรบั ใหเ ขาไปอยูไดด ีข้นึ ถูกทางขึ้น ใน ชวี ิตประจาํ วัน แบบทอ่ี ยรู ว มในสังคมเกากับเขาได ชนิดทีว่ าถาถงึ โอกาสก็จะไดชวยพฒั นาสงั คมนนั้ สกั หนอย เธอไหวเ ทวดากับเขามา ฉนั ก็ไมวา แตไปไหวเ สยี ใหถกู แต กอนน้ีเคยไปไหวแลวออนวอนขอใหเทวดามาดลบันดาลอันโนน อันนี้ให กป็ รับปรงุ แกไขใหม เปลย่ี นเปนไหวแสดงน้ําใจเผ่อื แผแ ก เทวดาดวยไมตรี มคี วามรกั เอื้ออารเี คารพนบั ถือกัน พระพทุ ธเจาไมทรงมัวไปเถียงเรื่องเทวดามหี รอื ไมม ี ใครลอง ไปเถียงกับพวกคนท่ีนับถือเทวดาดูสิ สวนมากแลวเถียงกัน ๕,๐๐๐ ป ก็ไมจ บ ใชไ หม เพราะปญญาไมถ งึ กัน แตบ างคนพดู ได เลย พดู ๒๐–๓๐ นาทกี ต็ กลงแลว มันไมใชเรื่องท่ีจะยุติดวยการเถียงกัน แลวจะไปเถียงทําไม กเ็ อาในเชิงปฏิบัตทิ ที่ ําได ไมเ สียหาย เปน ประโยชน เขานบั ถอื เทวดาอยู พระพทุ ธเจาพบเขากาํ ลงั บูชาออนวอน เทวดา พระองคก ็ทรงสนทนากับเขาดๆี จนถึงจดุ ทีเ่ ขาพรอม กต็ รัส วา เธอจะนบั ถอื เทวดากน็ ับถอื ไป แตวธิ แี สดงความนบั ถอื อยางน้นั ไมถูก เธอไปมวั ออนวอนใหท านดลบนั ดาลให ก็ออ นแอและไดแต รอ เราตองสรางตองทําใหสําเร็จดวยกําลังความเพียรของเราเอง แลว เทวดาทีด่ ี เมือ่ เหน็ คนทําดีอยางนี้ กจ็ ะมาชวยดแู ลเอง

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๘๙ เธอจะนับถือทาน ก็ไมวาหรอก เทวดาทานก็เปนสัตวโลก อยูรวมกับเราในโลกน้ี ในจกั รวาลน้ี เมื่ออยรู ว มกัน กใ็ หมเี มตตา ตอกนั ไมว า เปนสัตวชนั้ สงู หรือชัน้ ตํ่า เราก็ตอ งมเี มตตากรณุ าตอ กนั ไมเบยี ดเบียนกัน ถา เขาอยใู นภพภมู ิสงู กวา ก็แสดงวา ภมู หิ ลงั เขามเี หตุปจ จัยคอ นขา งดี นา จะเปน ผูท าํ ความดีมา กย็ กยองนบั ถือกันได เปน การใหเกยี รติกนั ก็ยกมือไหวน อบนอ มได เพราะเรา มคี วามนอบนอมออ นโยนกนั อยูแ ลว เรานับถือเทวดา ก็เหมือนเจอผูใหญที่นับถือในหมูคนดวย กัน ก็ไหวทานเคารพทานได แตอยาไปออนวอนขอใหทานดล บันดาล เราตอ งทาํ ของเราเอง จะเห็นวา คําสอนแบบนี้ ยังยอมรับใหนับถือเทวดา แต เปลี่ยนทาทีในการนับถอื น้นั ใหน บั ถอื ใหถ ูก (ใหเปนเรือ่ งของเมตตา ธรรม และไมใหผ ดิ หลักกรรม) กท็ ําใหค นพฒั นากาวขนึ้ มาขน้ั หนงึ่ และไดพ น ขน้ึ มาจากความประมาทใตล ทั ธริ อผลดลบนั ดาล เม่ือคํานึงถึงความจริงแหงความแตกตางหลากหลายของ มนุษย ที่อยูในระดับของการพัฒนาที่ไมเทากัน เราก็จะเห็นวา เร่ืองฉีกท้ิงพระไตรปฎกที่ทานพุทธทาสวา ไวน ั้น กไ็ ปกนั ไดต าม ระบบของขัน้ ตอนในการพัฒนามนุษยน่นั เอง คุณสจุ ติ ตยกคาํ ของทา นพุทธทาสมาอา งวา ถาสําหรับคนท่ัวไปรวมทั้งยายแกตาแกที่สอน เด็กใหตีกระปองชวยพระจันทรเม่ือราหูจับนั้น ไม ตองปลดอะไรออกเลย (ออกจากพระไตรปฎก)

๙๐ คนไทย ใชกบเฒา? ถาเรามองแบบนี้ก็เปนอันวา ทานพุทธทาสกย็ อมรับการให โอกาสแกม นุษยท ี่อยใู นตา งระดบั ของการพัฒนาวา สําหรบั คนทั่ว ไปท่ีสอนเด็กใหตีกระปองชวยพระจันทรเม่ือราหูจับนั้น ไมตอง ปลดอะไรออกไปเลยจากพระไตรปฎก จะเหน็ วา สาํ หรับคนทว่ั ไปและยายตา เม่ือเขายังไมม ีความรู ความสามารถดกี วา น้ัน การใหเ ดก็ ตกี ระปอ งดว ยใจเมตตาตอพระ จันทร ก็เปนการใชโอกาสในการพัฒนาจิตใจของเด็กในทางคุณ ธรรม และการตีกระปองดว ยเมตตาของเดก็ ท่ีไมเ ดียงสานน้ั ก็ยงั ดี กวาการที่คนซึ่งมีความรูมาตมตุนชาวบานดวยการเอากระปองใส ราหมู าขายหลอกคนใหซ ือ้ ไปลอยไลเ คราะห คนทั่วไปยายตาที่ไมมีความรเู รอ่ื งราหูอมจันทร และเด็กทีจ่ ะ ตกี ระปอ งชว ยพระจันทรน ั้น เม่อื เขามอี ยู กเ็ ปนเรอ่ื งธรรมดาทพ่ี ุทธ ศาสนาจะไมพ ึงละท้งิ เขา แตก ็เปน หลกั การดว ยเชนกนั วา จะตอง ไมละเลยที่จะรอจังหวะและสรางโอกาสท่ีจะสอนใหเขารูเขาใจ มากขึ้น และใหเ ขาพฒั นาตวั สงู ข้ึนตอ ไป นีอ่ าจจะเปน เชงิ พดู เลนไปสกั หนอย แตร วมความเปน อนั วา จะพดู เชงิ ไหนก็ตาม พระไตรปฎ กนั้นก็ไมต อ งฉกี หรอก มันมแี งมุม ทจ่ี ะพจิ ารณาไดม าก และคนขางหนาคนขา งนอกก็ควรไดพ บพระ ไตรปฎกเทา ทีเ่ ปนมาและเปนอยนู ี้ เพื่อเขาจะไดมีโอกาสเชนเดยี ว กับเรา ที่จะใชปญ ญาของเขาพจิ ารณา ซงึ่ เขาอาจจะมองเหน็ ไม เหมือนอยา งเรา อยางนอยสําหรับเราก็มาดูใหร ูเขาใจกนั วา อันไหน จะใชใหเ หมาะกับการทจ่ี ะพัฒนาคนในระดบั ไหน และจะใหเขาได ประโยชนท ่ีไรโทษอยา งไร

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๙๑ คําสอนแบบท่ีเคยเลาใหฟงแลว อยางพวกมหาสมยสูตร และอาฏานาฏิยสูตร คนไทยก็เอามาใชในระดับของการนับถือ เทวดาที่โยงข้ึนมาสูการบูชาพุทธคุณ ซึ่งก็เปนวิธีปฏิบัติในการ พัฒนาคนโดยสนองความตองการตามระดับขน้ั แหงความกา วหนา ของเขาในระบบของการพฒั นามนษุ ยนั้น แตถาผูนําในการใชพระสูตรเหลาน้ีเสียหลัก จะดวยขาด ปญญาหรือดวยบาปเจตนาก็ตาม ปลอยหรือลอใหทํากันไปดวย ความเช่ือแบบหลงงมงาย ก็จะเกิดโทษ นาํ สคู วามเส่ือมโทรม ยง่ิ ถอยลงไปจากการพฒั นา การท่ที าํ กนั โดยไมจับหลักใหช ัดน้นั ดไี มด พี ระไมซ ื่อก็หลอก ลวงหาลาภใหกับตัวเอง หาผลประโยชนจากชาวบาน แทนท่ีจะ เปน บนั ไดไตไปสกู ารพัฒนาใหม ีปญ ญาเพิ่มขึน้ ก็ยง่ิ ทําใหช าวบา น หลงหมกจมอยใู นความโงเขลา ทวโี มหะ เรอื่ งในข้นั น้ี จุดสําคัญท่ีสดุ อยูท่คี ณุ ภาพของพระ ซึง่ จะตอง หน่ึง มีปญญา รูเขาใจหลักพระพุทธศาสนาที่สอนใหมุงเอาผล สําเร็จจากการกระทําดวยความเพียร และเกิดเปนคนตองฝกตน ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป สอง มเี จตนาดี ซ่อื ตรง มุงหวังจะสงั่ สอนชาวบา นให เปนคนดเี จริญดวยประโยชนสุข ทานพุทธทาสพูดไว ก็มองไดในแงดีวา ท่ีทานสอนอยางน้ี จะไดเตือนชาวพทุ ธไมใ หม ัวมาหมกมุนกนั อยู แตอ ยา งที่บอกแลว น้ัน เอาเขาจริง จะใหไ ปฉกี พระไตรปฎ กอยา งนั้นอยา งน้ี ทา นพุทธ ทาสกค็ งไมเอาดวย ทา นกใ็ หรกั ษาไวน่ันแหละ แตทา นเตอื นไมให อยูก บั พระไตรปฎกอยา งคนประมาทขาดปญ ญา

๕ เถรวาทมี อาจรยิ วาทก็มา ─☺─ จบสงั คายนา กม็ าเปน เถรวาท พระนวกะ: จริงๆ คําวา่ “เถรวาท” เขาบอกวา่ เชือ่ คําครูอาจารย์ ถา้ จะเปลี่ยนเปน็ “อาจารยวาท” น่าจะเหมาะกว่านะครบั พระพรหมคุณาภรณ: ออ เหมาะกวา และจงึ จะถูกตอง เพราะวา อาจารยวาท แปลวา ลทั ธคิ รอู าจารย ตรงกนั เลยกบั ทวี่ า ใหเ ชอื่ คาํ ครู อาจารย แตเ ถรวาทไมใ ชอ ยา งนนั้ เถรวาท แปลวา ลทั ธพิ ระเถระ คอื ใหฟง คาํ สอนท่ีพระเถระรักษาไว หรือทพี่ ระเถระเปน หลักสืบมาให อาจารยวาทนั้น (รปู บาลี = อาจรยิ วาท) คอื อาจารยม ีคํา สอนของทาน ก็เช่ืออาจารย เนนท่ตี ัวอาจารยแ ละคําของอาจารย ไปๆ มาๆ กเ็ ลยติดอยูนัน่ ก็เลยจบแคน น้ั แตใ นเถรวาท พระเถระ ไมไดถือคําสอนของทานเอง ทานสืบสายรักษาคําสอนไว นาํ คํา สอนมา เพียงเปนหลกั ให เปน ทางผา นไปทพี่ ระพทุ ธเจา

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๙๓ พูดถึงเถรวาท นึกข้ึนไดวา ตอนแรกมีทานองคหน่ึงพูดวา เถรวาทเพิง่ มไี มนาน เด๋ียวกอ น ตอ งขอทําความเขา ใจนะ ทานอยา ไปนึกวาเถรวาทเพ่ิงเกดิ ท่จี ริง คาํ วา “เถรวาท” มตี งั้ แตใ นพระไตรปฎก แตไมไ ดใ ชใน ความหมายทีเ่ ราเกยี่ วขอ งในท่ีน้ี จงึ เปนอนั ผานไป ไมตองพูดถึง ทีนี้ “เถรวาท” ทเ่ี รากําลงั พดู กนั อยูน้ี เปนเรอ่ื งของการรกั ษา พุทธพจนไวห ลังจากพระพทุ ธเจา ปรนิ ิพพานแลว คอื เมอ่ื สังคายนา ประมวลพทุ ธพจนคาํ สอนเทา ที่รวบรวมไดแลว ก็นบั ถอื พุทธพจนท ่ี รกั ษากนั ไวน ัน้ ตอมา เม่ือเปนอยางนี้ ตอนทพ่ี ระพุทธเจายังอยู เถรวาทจะเกิดได อยางไรเลา เปนไปไมไดอยูเอง เหมอื นอยา งวา พระพุทธเจายงั ไม ปรินพิ พาน จะมีพระสถูปท่ีบรรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุ เปนไปไดไ หม กเ็ ปน ไปไมได น่กี เ็ หมือนกนั เม่อื พระพุทธเจา ปรนิ ิพพานแลว ก็ จึงมีการสังคายนาเปนที่บรรจุรักษาพระพุทธดํารัสไว เทาท่ีรักษา ไดจ ากพระพทุ ธเจา พูดอีกอยางหน่ึงวา เถรวาทจะเกิดข้ึนทําไมละ ก็เม่ือพระ พุทธเจายังอยู ก็นับถือพระพุทธเจาสิ ถูกไหม เปนอันวา ใน พทุ ธกาล เถรวาทยังไมม ี แตเ ถรวาทรักษาพุทธพจนไวต อ จากพระ พุทธเจาปรินิพพาน เพราะฉะน้ัน พอพระพุทธเจาปรินิพพานไม นาน เถรวาทก็เกิดตอมาทันที นถี่ า พูดเอาแบบงายๆ กจ็ บเทา นี้ แตควรจะเลา และอธิบาย ใหรคู วามเปน มากันสกั หนอย เมื่อพระพุทธเจายังทรงพระชนมอยู เราเรียกวาพระศาสดา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook