อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1045 (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระเสขะ คือพระอริยบุคคลที่ต�่ำกว่า อ ิภธัมม ิปฎก พระอรหนั ต์บางทา่ นเช่น พระอานนทย์ ่อมรู้ถึงพระอเสขะ คือพระอรหนั ต์ จงึ ช่ือวา่ มอี เสขญาณ ฝ่ายค้านจึงต้องซักให้ยอมจ�ำนนค�ำว่า เสขะ เสกขะ และอเสขะ อเสกขะ ใช้ได้ทั้งสองแบบ มคี วามหมายอยา่ งเดยี วกนั ) ๔๖. เรื่องวปิ ริต (วปิ รีตกถา) ถาม : ท่านผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ (กสิณก�ำหนดหัวข้อเพ่งที่ดิน) ช่ือว่า มญี าณในสิง่ ท่ีผดิ ใช่หรือไม่ ถาม : ใช่ ถาม : มีความเหน็ ผิดในส่งิ ที่ไม่เทยี่ ง ว่าเที่ยง ในทกุ ข์ ว่าเป็นสขุ ในสง่ิ มใิ ช่ตน วา่ ตน ในสิง่ ที่ไม่งาม ว่างามเชน่ น้ันหรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ ความเห็นผิดว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ช่ือว่ามีความ รู้ผิด เพราะเท่ากับหลงยึดถือดิน แต่ตามความจริงเป็นการก�ำหนด สิ่งที่เป็นสมมติบัญญัติ เพื่อให้ใจสงบเท่าน้ัน มิได้ติดหรือเห็นว่า ว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน เป็นส่ิงที่งาม ฝ่ายค้าน จึงซักค้านดงั กล่าวข้างต้น) ๔๗. เรื่องท�ำนองธรรม (นยิ ามกถา) ถาม : บุคคลผู้เป็นอนิยต (คือยังเป็นบุถุชน ยังไม่แน่นอน) มีญาณเพ่ือไปสู่ท�ำนอง ธรรม (มีญาณเพ่อื บรรลุมรรค) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลผู้เป็นนิยต (พระอริยบุคคล) มีญาณเพ่ือไปสู่สิ่งที่มิใช่ท�ำนองธรรม ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนัน้ (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้ว่า ”บุคคลที่จักก้าวลง สู่ท�ำนองธรรมที่ถูกต้อง จึงเป็นผู้ควรตรัสรู้ธรรมนั้นได้„ คือถือเอาประเด็นท่ีว่า พระพุทธเจ้า ทรงรู้ว่า คนคนน้ีจะบรรลุธรรมท่ีถูกต้องได้ คือบรรลุมรรค จึงเช่ือว่าบุถุชนก็มีญาณที่จะบรรลุ มรรค แต่ตามความจริงในขณะท่ีเป็นบุถุชนยังไม่มีญาณเช่นนั้น เวลาซักค้านจึงค้านในทาง ตรงกันข้ามว่า พระอริยบุคคลมีญาณย้อนกลับไปเป็นบุถุชนได้ท�ำนองเดียวกับที่บุถุชนมีญาณ ตรงกันข้ามกับสภาพของตนได้เช่นนน้ั หรอื ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1045 5/4/18 2:26 PM
1046 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๔๘. เร่อื งความแตกฉาน (ปฏสิ มั ภทิ ากถา) ถาม : ญาณทุกอย่างเปน็ ปฏิสัมภทิ าใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความรู้สมมติ (รู้ส่ิงที่คนนัดหมายเรียกร้องกัน เช่น รู้จักชื่อ) เป็นปฏิสัมภิทา ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ญาณทุกชนิดเป็นปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) เป็น โลกตุ ตระท้ังสิน้ ฝา่ ยซักจึงนำ� เอาความรู้สมมติ (สมมติญาณ) มาถามวา่ เปน็ โลกุตตระด้วยหรือ) ๔๙. เร่ืองความรู้สมมติ (สมั มตญิ าณกถา) ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า สมมติญาณ (ความรู้สมมติ) มีสัจจะเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไมม่ ีอยา่ งอืน่ เปน็ อารมณเ์ ลย ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้ท่ีเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ย่อมมีญาณ และปฐวีกสิณ ย่อมจัด เข้าในสมมติสจั จะ (ความจรงิ โดยสมมติ) มใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : หากเปน็ เช่นนั้น ทา่ นก็ควรกล่าวว่า สมมตญิ าณมสี ัจจะเปน็ อารมณอ์ ย่างเดียว ไม่มอี ยา่ งอ่นื เปน็ อารมณเ์ ลย (นิกายอันธกะ ไม่รู้จักแยกสัจจะว่า ความจริงมีอยู่ ๒ ประการ คือ (๑) จริงตามที่ นัดหมายรู้กัน เรียกสมมติสัจจะ (๒) จริงอย่างเนื้อหาแท้ ๆ เรียกปรมัตถสัจจะ เม่ือไม่รู้จัก แยกความจรงิ อยา่ งนจ้ี งึ กลา่ ววา่ ไมค่ วรกลา่ ววา่ ญาณทร่ี สู้ มมตมิ สี จั จะเปน็ อารมณ์ ไมม่ อี ยา่ งอน่ื เป็นอารมณ์ ความจริงกล่าวได้ เพราะสัจจะท่ีเป็นอารมณ์ของสมมติญาณ เป็นสมมติสัจจะ ฝา่ ยค้านจึงตอ้ นให้เหน็ จรงิ ในข้อน้ี) ๕๐. เร่ืองญาณมีจิตเป็นอารมณ์ (จิตตารัมมณกถา) ถาม : ญาณที่รู้จิตใจของผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) มีจิตเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มี อยา่ งอ่ืนเปน็ อารมณเ์ ลย ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : มีบุคคลบางคนทรี่ ู้ว่า จติ มีราคะ จติ มีโทสะ จติ มโี มหะ เป็นตน้ มิใชห่ รือ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1046 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1047 ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ญาณท่ีรู้จิตใจของผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์ อ ิภธัมม ิปฎก อยา่ งเดียว ไมม่ ีอยา่ งอ่นื เป็นอารมณเ์ ลย (นิกายอันธกะ มีความเห็นไม่รอบคอบในข้อนี้ จึงถูกซักให้เห็นว่า ญาณชนิดนี้มิใช่ รู้แตจ่ ติ อย่างเดยี ว แตร่ ู้ถึงราคะ โทสะ โมหะ ท่ปี ระกอบด้วยจิตดว้ ย) ๕๑. เรื่องญาณรูอ้ นาคต (อนาคตญาณกถา) ถาม : ญาณรอู้ นาคตมอี ยู่มใิ ช่หรอื ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลย่อมรู้อนาคตโดยมูล โดยเหตุ โดยต้นเหตุ โดยก�ำเนิด โดยต้นก�ำนิด เปน็ ต้น ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดในข้อนี้ ปัญหาที่โต้แย้งมีเพียงว่า อนาคตญาณมีอยู่ แต่มิได้มีในทุกกรณี ฝ่ายค้านจึงซักค้านต่าง ๆ ดังข้อความข้างต้น รวมทั้งซักว่า บุคคลท่ีอยู่ ในมรรคผลต่�ำกว่า ย่อมมีญาณในมรรคผลที่สูงกว่าด้วยอย่างนั้นหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจ�ำเป็น ตอ้ งปฏเิ สธ) ๕๒. เรอื่ งญาณรปู้ ัจจบุ ัน (ปจั จปุ ปนั นญาณกถา) ถาม : ญาณรูป้ ัจจุบนั มีอย่ใู ชไ่ หม ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลย่อมรญู้ าณนนั้ ดว้ ยญาณน้นั ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ญาณรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบันทุกชนิดมีอยู่ ฝ่ายค้านจึง ซักคา้ นว่า บุคคลย่อมใช้ญาณนนั้ รตู้ ัวญาณเองดว้ ยหรือ) ๕๓. เร่ืองญาณรู้ผล (ผลญาณกถา) ถาม : พระสาวกมีญาณร้ผู ลใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระสาวกยอ่ มบัญญัตคิ วามท่ีบุคคลมผี ลเป็นของตน ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนนั้ (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า พระสาวกมีญาณรู้ผลเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า จึงถูกฝ่ายค้านซักว่า รู้อย่างบัญญัติได้ว่า ในผลชั้นเดียวกันนี้ เป็นประเภทนั้นประเภทน้ี เช่น เอกพชี ี โกลงั โกละ สัตตักขตั ตปุ รมะ อย่างนัน้ หรอื ซง่ึ ฝ่ายเหน็ ผิดจ�ำตอ้ งปฏเิ สธ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1047 5/4/18 2:26 PM
1048 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๕๔. เรือ่ งท�ำนองธรรม (นิยามกถา๑) ถาม : นิยามะ (ทำ� นองธรรม) เปน็ อสังขตะ (ไมม่ ีปจั จัยปรงุ แต่ง) ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ทำ� นองธรรมน้นั เปน็ นิพพาน ฯ ล ฯ เป็นอมตะหรือ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างน้นั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า นิยามะ (ท�ำนองธรรมหรือท�ำนองคลองธรรม) เปน็ อสงั ขตะ ความจริงนยิ ามะเป็นเพียงอริยมรรค จงึ ไมจ่ ดั เป็นอสงั ขตะ) ๕๕. เร่อื งปฏิจจสมปุ บาท (ปฏจิ จสมปุ ปาทกถา) ถาม : ปฏิจจสมุปบาท (การเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยเกี่ยวโยงกัน) เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจยั ปรงุ แต่ง) หรอื ตอบ : ใช่ ถาม : ปฏจิ จสมปุ บาทเปน็ นพิ พาน ฯ ล ฯ เป็นอมตะหรือ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น (นิกายปุพพเสลิยะ และ มหิสาสกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้จ�ำนนด้วย ค�ำถามทีว่ ่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นนิพพานหรอื จึงเป็นอสังขตะ) ๕๖. เรอื่ งความจรงิ (สจั จกถา) ถาม : อริยสจั จ์ ๔ เป็นอสงั ขตะ (ไม่มีปจั จยั ปรงุ แตง่ ) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อริยสจั จ์ ๔ เป็นเคร่ืองตา้ นทาน ฯ ล ฯ เปน็ อมตะ เปน็ ปรินิพพาน ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอยา่ งน้นั (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า อริยสัจจ์ ๔ เป็นอสังขตะ จึงถูกซักว่า อริยสจั จ์ ๔ เปน็ นิพพานหรือ) ๕๗. เร่ืองอรปู ส่ิงทไี่ ม่มรี ปู (อารุปปกถา) ถาม : อากาสานัญจายตนะ (อายตนะที่มีอากาศไม่มีที่ส้ินสุดเป็นอารมณ์) เป็น อสงั ขตะ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ๑ ตงั้ ชอื่ พอ้ งกบั ขอ้ ๔๗ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1048 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1049 ถาม : อากาสานัญจายตนะเปน็ นพิ พาน ฯ ล ฯ เปน็ อมตะหรือ อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดต่อไปว่า อรูปทั้งสี่มีอากาสานัญจายตนะ เป็นต้น เป็นอสังขตะ เพราะบางแห่งมีค�ำว่า อเนญชา คือไม่หวั่นไหว ฝ่ายซักจึงซักค้านให้ยอมจ�ำนนว่า อากาสานัญจายตะเปน็ ต้น มใิ ชน่ ิพพาน) ๕๘. เรื่องนโิ รธสมาบัติ (นิโรธสมาปัตติกถา) ถาม : นโิ รธสมาบตั ิเป็นอสังขตะ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : นิโรธสมาบตั ิเป็นนิพพาน ฯ ล ฯ เป็นอมตะหรอื ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนั้น (นิโรธสมาบัติเป็นสมาบัติชั้นสูงสุดท่ีดับสัญญาและเวทนาก็จริง แต่ก็ไม่ควรกล่าว ว่าเป็นสังขตะ หรืออสังขตะท้ังสองอย่าง เพราะไม่มีลักษณะของสังขตะหรืออสังขตะ นี้เป็น ค�ำอธิบายตามอรรถกถา แต่ นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นว่า นิโรธสมาบัติ เป็นอสังขตะ ฝ่ายค้านจึงซักว่า เป็นนิพพานหรือ ในที่นี้ดูเหมือนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายเห็นผิด ต่างก็เห็นร่วมกันว่า นิโรธสมาบัติมิใช่นิพพาน แต่ผู้จัดท�ำหนังสือนี้เห็นว่า เป็นปัญหาท่ีน่า พิจารณา เพราะมีพระบาลีระบุไว้ชัดเจนว่า การท่ีภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นนิพพาน โดยนิปปรยิ าย คอื โดยตรง ขอได้โปรดดหู น้า ๘๖๘ วรรคท่ี ๕) ๕๙. เรอ่ื งอากาศ (อากาสกถา) ถาม : อากาศเป็นอสังขตะ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อากาศเปน็ นพิ พาน ฯ ล ฯ เป็นอมตะหรือ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอุตตราปถกะ และ มหิสาสกะ มีความเห็นผิดดั่งกล่าว จึงถูกซักให้ยอมรับว่า อากาศมใิ ช่นพิ พาน) ๖๐. เรือ่ งอากาศเป็นของเหน็ ได้ (อากาโส สนิทัสสโนตกิ ถา) ถาม : อากาศเป็นของเหน็ ได้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อากาศเปน็ รูปท่ีมาสูค่ ลองแหง่ จกั ษหุ รือ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างนั้น PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1049 5/4/18 2:26 PM
1050 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า อชฎากาศเป็นของเห็นได้ โดยยกตัวอย่างว่า เวลาอยู่ในห้องมืดมองออกมาทางช่องดาลประตู จะแลเห็นอากาศ ฝ่ายค้านจึงซักให้ยอมจ�ำนน ว่า อากาศไม่ใช่รูป ถ้าพูดแบบวิทยาศาสตร์ ก็อาจกล่าวได้ว่า ที่อ้างว่าเห็นอากาศนั้น ที่จริงเห็น แสงหรือคลื่นแสงท่ีสะท้อนมาจากฝุ่นละอองในอากาศต่างหาก ถ้าอยู่ในที่ซ่ึงไม่มีฝุ่นละออง เลย เช่น ในอวกาศชน้ั สูง จะมองเหน็ มืดไปหมด) ๖๑. เรือ่ งธาตดุ ินเหน็ ได้ เป็นตน้ (ปฐวธี าตุ สนทิ ัสสนาตยาทกิ ถา) ถาม : ธาตุดนิ เปน็ ของเห็นได้ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ธาตดุ ินเป็นรูปทม่ี าสู่คลองจกั ษุหรือ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะตามหลักวิชาถือว่า ธาตุดินน้ันเรามอง ไม่เห็น แต่สิ่งที่เรามองเห็นคือสี (วัณณะ) เพราะลักษณะท่ีแท้ของธาตุดินคือความแข้นแข็ง อีกอย่างหนึ่ง การพูดว่า ธาตุดินเป็นของมองเห็นได้นั้น ถ้าจะนับว่าถูกก็ถูกในส�ำนวนโลก แต่ในส�ำนวนธรรมะ ส่ิงท่ีจะเห็นได้มีอย่างเดียวคือรูป และรูปที่เห็นได้ก็คือสี การค้านในที่น้ี ไม่ใช่คา้ นในทางโลก แตเ่ ปน็ การค้านในส�ำนวนธรรม)๑ ๖๒. เร่อื งอินทรีย์ คอื ตาเห็นได้ (จกุ ขนุ ทรยิ ัง สนทิ สั สนนั ติกถา) ๖๓. เรอื่ งการกระท�ำทางกายเห็นได้ (กายกมั มัง สนิทสั สนันติกถา) (ทั้งสองข้อน้ี เป็นความเห็นต่อเน่ืองมาจากข้อที่ ๖๑ อรรถกถาจึงมิได้อธิบายอะไร ไว้เลย แตเ่ หตผุ ล ทีใ่ ช้โต้ตอบกค็ งแบบเดียวกนั ) ๖๔. เร่อื งธรรมทีส่ งเคราะหเ์ ขา้ กนั ได้ (สงั คหติ กถา) ถาม : ธรรมบางอย่างท่ีสงเคราะห์เขา้ กันไดก้ ับธรรมบางอยา่ งไม่มี ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ธรรมบางอยา่ งย่อมนับเนื่องเข้ากบั ธรรมบางอย่าง ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างน้ัน ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ธรรมบางอย่างท่ีสงเคราะห์เข้ากันได้กับ ธรรมบางอย่างไม่มี ๑ ค�ำอธิบายขอ้ นี้ อรรถกถามิได้กล่าวไว้ ผเู้ ขยี นอธบิ ายเอง PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1050 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1051 (นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ฝ่ายค้านจึงค้านให้ยอมรับว่า อ ิภธัมม ิปฎก ธรรมทเ่ี ข้ากันได้มีอยู่ เชน่ อายตนะคือตา นบั เนือ่ งเขา้ ในรูปขนั ธ์ เปน็ ต้น) ๖๕. เร่ืองธรรมทป่ี ระกอบกัน (สัมปยตุ ตกถา) ถาม : ธรรมบางอย่างทส่ี มั ปยุต๑ กับธรรมบางอย่างไม่มี ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ธรรมบางอย่างท่ีไปด้วยกัน เกิดร่วมกัน ระคนกัน เกิดข้ึนพร้อมกัน ดับ พรอ้ มกนั มวี ัตถเุ ดยี วกัน มอี ารมณเ์ ดยี วกนั กับธรรมบางอยา่ ง มีอยมู่ ใิ ชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างนน้ั ทา่ นกไ็ ม่ควรกล่าววา่ ธรรมบางอย่างท่สี มั ปยตุ กับธรรมบางอยา่ ง ไม่มี (นกิ ายราชคิริกะ และ สิทธตั ถกิ ะ มีความเห็นผิดขอ้ นี้ ข้อโต้แยง้ ชดั เจนอยแู่ ลว้ ) ๖๖. เรอ่ื งเจตสิก คือธรรมทเ่ี ปน็ ไปทางจิต (เจตสิกกถา) ถาม : ธรรมทีเ่ ปน็ เจตสิก (เปน็ ไปทางจิต) ไมม่ ี ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ธรรมบางอย่างท่ีไปด้วยกัน เกิดร่วมกัน ระคนกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกนั มวี ัตถุเดยี วกนั มีอารมณเ์ ดียวกันกบั จิต มอี ย่มู ิใช่หรอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อย่างน้นั ทา่ นก็ไม่ควรกล่าวว่า ธรรมท่ีเปน็ เจตสิกไมม่ ี (นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี และข้อโต้แย้งก็ชัดเจน อยู่แล้วเชน่ กัน) ๖๗. เร่อื งทาน (ทานกถา) ถาม : เจตสิกธรรม (ธรรมท่เี ปน็ ไปทางจติ ) เปน็ ทานใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เจตสกิ ธรรมอาจทจี่ ะใหแ้ ก่คนอ่นื ได้หรอื ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างนั้น ๑ คำ� ว่า สมั ปยุต ทแี่ ปลว่า ประกอบกนั น้ัน หมายความว่า เกดิ พรอ้ มกัน ดบั พร้อมกนั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1051 5/4/18 2:26 PM
1052 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดว่า เจตสิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นไป ทางจติ เท่าน้นั จัดเป็นทาน แตต่ ามหลกั วิชา ทานมี ๓ อยา่ ง คือ (๑) เจตนาบริจาค (๒) เจตนา งดเว้นจากความชั่ว (อภัยทาน) และ (๓) วัตถุส�ำหรับให้ ที่เรียกว่าเทยยธัมมะ หรือไทยธรรม โดยนัยน้ีเม่ือวิเคราะห์แล้ว ทาน จึงได้แก่ เจตนาบริจาค และเจตนางดเว้นความช่ัว ซึ่งเป็น เจตสิกธรรมอย่างหนึ่ง ได้แก่วัตถุส�ำหรับให้ ซ่ึงเป็นวัตถุไม่เกี่ยวกับจิตอีกอย่างหน่ึง เม่ือมี ความเห็นว่าเจตสิกธรรมเท่านั้นเป็นทาน จึงถูกเพียงคร่ึงเดียว เวลาซักค้านจึงเอาวัตถุมาค้าน ว่า เจตสกิ ธรรมใชส้ ำ� หรับให้แก่คนอ่ืนไดอ้ ยา่ งวัตถุหรอื ไม)่ ๖๘. เรื่องบุญส�ำเร็จดว้ ยการใชส้ อย (ปริโภคมยปญุ ญกถา) ถาม : บญุ ท่สี �ำเร็จด้วยการใชส้ อย ย่อมเจรญิ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผัสสะ เวทนา สญั ญา เจตนา จิต เป็นต้น ทีส่ �ำเรจ็ ด้วยการใช้สอย ยอ่ มเจริญ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายราชคิริกะ สิทธัตถิกะ สมิติยะ จับประเด็นผิดจากข้อความในพระสูตร บางแห่ง มีใจความว่า ภิกษุ (ที่ประพฤติดีงาม) ใช้สอยจีวรของผู้ใด บุญย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ท้ังกลางวันกลางคืน ในกาลทุกเม่ือ แล้วลงความเห็นว่า บุญเกิดจากการใช้สอย แต่ตาม ความจริง บุญย่อมเจริญเน่ืองมาจากเหตุอื่นก็มี เช่น เจตนาดีของผู้ท�ำบุญ ในการซักค้านจึง ซกั หลายอยา่ ง รวมทั้งตอนท้ายได้ซักวา่ ถา้ ผูร้ ับรบั แลว้ มไิ ดใ้ ชส้ อยก็ดี มีใครชิงไป หรอื วัตถนุ ้ัน พินาศไปด้วยน้�ำ ด้วยไฟก็ดี จะชื่อว่าได้บุญ หรือบุญยังเจริญหรือไม่ ถ้าตอบว่าได้บุญ ก็ไม่ควรกลา่ วว่า บุญเกิดจากการใชส้ อยของผูร้ ับเท่านั้น) ๖๙. เรื่องสงิ่ ท่ใี หไ้ ปจากโลกน้ี (อโิ ตทนิ นกถา) ถาม : ผลู้ ว่ งลับไปแล้ว ย่อมยังชวี ติ ด้วยส่ิงทใี่ ห้ไปจากโลกนี้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้ล่วงลับไปแล้ว ใช้สอยบริโภคเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ท่ีอยู่อาศัย ยารักษาโรค ของเคีย้ ว ของบรโิ ภค น้�ำดืม่ ทีใ่ หไ้ ปจากโลกน้ีหรือ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งนน้ั (นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะจับความในพระสูตร บางแห่งผิด ฝ่ายค้านจึงซักค้านหลายอย่าง เช่น ซักว่า ผู้ล่วงลับไปแล้วก็ใช้สิ่งต่าง ๆ ท่ีให้ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1052 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1053 หรืออุทิศไปให้จากโลกนี้จริง ๆ หรือ ความสุข ความทุกข์ คนอ่ืนท�ำให้กันได้หรือ คนอ่ืนท�ำ อ ิภธัมม ิปฎก แต่อีกคนหน่ึงได้เสวยหรือ ซ่ึงผู้เห็นผิดจ�ำต้องปฏิเสธทั้งนี้พราะตามหลักวิชา แม้จะมีผู้อุทิศ อะไรไปให้ ผู้ล่วงลับไปจะต้องอนุโมทนาก่อน การอนุโมทนาหรือพลอยยินดีน้ัน ถือว่าเป็น การท�ำบุญอย่างหน่ึง คือท�ำให้ใจสูง ยินดีในคุณความดีที่ผู้อ่ืนท�ำแล้ว ผลจึงปรากฏ คือเกิด เปน็ ส่งิ ต่าง ๆ ท่ีผูร้ ับตอ้ งการ ไม่ใชว่ ัตถดุ ัง้ เดิมไปถึงผรู้ บั ) ๗๐. เร่ืองแผ่นดนิ เป็นผลของกรรม (ปฐวกี มั มวิปาโกตกิ ถา) ถาม : แผ่นดินเป็นผลแห่งกรรม ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : แผ่นดินเป็นท่ีตั้งแห่งความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบ ด้วยความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบ ด้วยเวทนา ประกอบด้วยสัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มอี ารมณ์ เปน็ ต้น ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า แผ่นดินเป็นผลของกรรม คือเห็นว่า มีกรรมที่เป็น ไปเพ่ือความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ฝ่ายค้านจึงซักว่า แผ่นดินเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เป็นต้น และซักต้อนในเร่ืองพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน สัตว์อ่ืน ๆ ที่อาศัยแผ่นดิน จะมิชื่อว่าบริโภคผลแหง่ กรรมของพระเจ้าจกั รพรรดิ์หรือ) ๗๑. เรอื่ งความแกค่ วามตายเปน็ ผล (ชรามรณงั กัมมวปิ าโกตกิ ถา) ถาม : ความแกค่ วามตายเปน็ ผล ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความแก่ความตายเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นต้น ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ฝ่ายค้านจึงซักค้านหลายข้อดั่งตัวอย่างข้างต้น รวมท้ังซักว่า ความแก่และความตายเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมกันแน่ ฝ่ายเห็นผิด เห็นว่า ความแก่และความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา จึงเป็นผลของอกุศลกรรม แต่ตาม หลักวิชาไม่จัดว่า ความแก่ความตายเป็นผลของกรรมดี กรรมช่ัว และตามหลักวิชาค�ำว่า วิบากหรือผลของกรรม จะต้องเก่ียวกับเวทนา ผัสสะ สัญญา เจตนา จิต แต่เม่ือฝ่ายเห็นผิด ยอมรับว่า ความแก่ความตายไมเ่ กยี่ วกบั สิ่งเหลา่ น้ี จึงชอื่ ว่ายอมรับวา่ มไิ ด้เป็นวบิ าก) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1053 5/4/18 2:26 PM
1054 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๗๒. เร่ืองผลของอริยธรรม (อริยธัมมวิปากกถา) ถาม : ผลของอรยิ ธรรมไม่มี ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความเปน็ สมณะ ความเปน็ พรหม (พรหมจรรย์) มีผลมากมิใชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าเชน่ นั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ผลของอริยธรรมไม่มี (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ผลของความเป็นสมณะ ก็คือการละกิเลสเท่าน้ัน มใิ ชธ่ รรมท่เี ป็นจติ หรอื เจตสกิ ฝา่ ยค้านจึงซักค้านหลายข้อดง่ั ตวั อย่างขา้ งตน้ ) ๗๓. เรื่องผลมธี รรมซ่ึงเปน็ ผลเปน็ ธรรมดา (วิปาโก วิปากธมั มธัมโมติกถา) ถาม : ผลมีธรรมซง่ึ เป็นผลเป็นธรรมดา (ผลเปน็ ปัจจัยให้เกิดผล) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผลของผลน้ัน มีธรรมซ่ึงเป็นผลเป็นธรรมดา (ผลของผลนั้นเป็นปัจจัย ใหเ้ กิดผลอกี )ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ผลเป็นปัจจัยให้เกิดผล จึงถูกซักด่ังตัวอย่าง ข้างต้น) ๗๔. เร่ืองคติ ๖ (ฉคตกิ ถา) ถาม : คติมี ๖ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระผู้มีพระภาคตรัสคติไว้ ๕ อย่าง คือ นรก ก�ำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทพ มใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านกไ็ มค่ วรกล่าววา่ คติมี ๖ (นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นว่า คติมี ๖ คือเพ่ิมอสุรกายเข้าด้วย แต่เม่ือถูกย้อนถามถึงคติ ๕ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโลมหังสสูตร ซึ่งเรียกกันท่ัวไปว่า มหาสีหนาทสูตร๑ ก็จ�ำเป็นต้องยอมรับ เพ่ือมิให้เป็นการปฏิเสธพระพุทธภาษิต แต่ก็ยังยืนยัน ๑ ดูหน้า ๕๓๕ มหาสหี นาทสตู ร PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1054 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1055 ในเร่ืองคติ ๖ เพราะถือว่าพระพุทธภาษิตแห่งอ่ืนมีตรัสไว้ถึงอสุรกาย ฝ่ายค้านจึงค้านต่อไปว่า อ ิภธัมม ิปฎก อสุรกายสงเคราะห์เข้าในพวกเปรตมิใช่หรือ ฝ่ายเห็นผิดยอมรับแต่ก็แย้งต่อไปอีกว่า บริษัท ของท้าวเวปจิตติ ที่เรียกว่า ยักษ์ จะว่าอย่างไร ฝ่ายค้านซักค้านให้ยอมรับอีกว่า บริษัท ของท้าวเวปจิตตสิ งเคราะหเ์ ขา้ ในเทพ) ๗๕. เร่ืองภพท่ีคั่นในระหวา่ ง (อันตราภวกถา) ถาม : ภพท่ีคัน่ ในระหว่างมีอยู่ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เปน็ กามภพ หรอื เปน็ รปู ภพ หรอื เปน็ อรปู ภพ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งนนั้ (นิกายปุพพเสลิยะ และ สมิติยะ เข้าใจผิดว่า มีอันตราภพ คือภพที่ค่ันในระหว่าง เพราะตีความค�ำว่า อันตราปรินิพพายี ท่ีแปลว่า ปรินิพพานในระหว่าง ความจริงในท่ีน้ัน หมายความว่า อายุยังไม่เต็มตามก�ำหนดอายุขัยก็ปรินิพพานก่อน นอกจากนั้นผู้เข้าใจผิด เช่ือว่า ระหว่างเวลาท่ีรอถือปฏิสนธิ ๗ วันหรือเกินกว่า ๗ วันน้ัน ชื่อว่ามีอันตราภพ ฝ่ายค้าน จึงซกั ค้านใหต้ อบวา่ อนั ตราภพเป็นภพอะไรในภพท้งั สาม ซึ่งก็ตอบปฏิเสธ) ๗๖. เรอ่ื งกามคณุ (กามคณุ กถา) ถาม : กามคุณ ๕ เทา่ นน้ั เปน็ กามธาตุ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ฉันทะ (ความพอใจ) ท่ีประกอบดว้ ยกามคณุ ๕ นั้น มีอยมู่ ใิ ชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนนั้ ทา่ นก็ไมค่ วรกลา่ วว่า กามคณุ ๕ เทา่ นน้ั เป็นกามธาตุ (กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ นิกาย ปุพพเสลิยะมีความเห็นยืนยันว่า กามธาตุนั้น คือกามคุณ ๕ เท่านั้น แต่ตามคติทาง พระพทุ ธศาสนา กามธาตุ ยอ่ มหมายรวมทัง้ วัตถุกาม คือกามคุณ ๕ และ กเิ ลสกาม คอื กเิ ลส เป็นเหตุใคร่ เช่น ฉันทะ ความพอใจ ราคะ ความก�ำหนัดยินดี และ กามภพ คือความมี ความเปน็ ท่เี นือ่ งดว้ ยกาม ฝา่ ยคา้ นจงึ เอากเิ ลสกาม มาถามวา่ มิไดเ้ กีย่ วข้องกันดอกหรือ) ๗๗. เรื่องกาม (กามกถา) ถาม : อายตนะ ๕ เทา่ นนั้ เป็นกามมใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1055 5/4/18 2:26 PM
1056 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : ฉันทะ (ความพอใจ) ท่ีประกอบดว้ ยอายตนะ ๕ น้นั มอี ยมู่ ิใช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ เป็นเช่นนั้น ทา่ นก็ไม่ควรกลา่ ววา่ อายตนะ ๕ เทา่ นั้นเปน็ กาม (อายตนะ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิด ขอ้ น้ี ประเด็นส�ำคัญทีถ่ ูกโตแ้ ยง้ เหมอื นข้อ ๗๖) ๗๘. เรื่องธาตทุ เ่ี ป็นรปู (รูปธาตุกถา) ถาม : ธรรมทมี่ รี ูปเป็นรปู ธาตุ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รูปเป็นภพ เปน็ คติ เปน็ ที่อยแู่ หง่ สัตว์ เป็นตน้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนนั้ (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า รูปธรรมเท่าน้ันเป็นรูปธาตุ แต่ความจริง รูปภพ ก็เป็นรูปธาตุด้วย ฝ่ายค้านจึงซักว่า รูปนั้น หมายความไปถึงภพด้วยหรือไม่ เป็นการเตือนให้ เห็นว่า ค�ำว่า รูป มีความหมายไม่คลุมไปถึงค�ำว่า รูปภพ เพราะฉะน้ัน ฝ่ายเห็นผิดจึงยอมรับ ว่า รปู มใิ ช่ภพ อนั เปน็ การยอมรับว่า คำ� จำ� กดั ความของตนยงั ไมร่ ดั กุมพอ) ๗๙. เร่ืองธาตทุ เี่ ปน็ อรูป (อรูปธาตกุ ถา) ถาม : ธรรมท่ไี มม่ รี ปู เป็นอรปู ธาตุ ใช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : เวทนาเปน็ ภพ เปน็ คติ เป็นท่ีอยู่แหง่ สตั ว์ เปน็ ตน้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั (ข้อน้ีก็เช่นเดียวกับข้อ ๗๘ อรูปธาตุ มิได้หมายเพียงธรรมท่ีไม่มีรูป แต่หมายถึง อรูปภพด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อ นิกายอันธกะ เห็นผิด จึงถูกซักว่า เวทนาซึ่งเป็นอรูป มคี วามหมายคลุมไปถงึ อรปู ภพหรอื ไม่ ซง่ึ ฝ่ายเห็นผิดจำ� ตอ้ งปฏิเสธ) ๘๐. เรอื่ งอายตนะของรูปธาตุ (รปู ธาตยุ า อายตนกถา) ถาม : อตั ตภาพของรูปธาตทุ ม่ี ีอายตนะ ๖ มอี ยใู่ ช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ในรปู ธาตุนั้น มอี ายตนะคอื จมูก ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ในรปู ธาตุน้นั มีอายตนะคอื กลิ่นหรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนัน้ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1056 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1057 (นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นว่า พวกพรหมมีอัตตภาพ มีอายตนะ อ ิภธัมม ิปฎก ครบ ๖ ฝา่ ยคา้ นจึงซกั ค้านดงั ตัวอยา่ งขา้ งตน้ ) ๘๑. เรือ่ งรูปในอรูป (อรเู ป รปู กถา) ถาม : ในอรูปมีรปู ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ในอรปู มรี ูปภพ เป็นตน้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งนนั้ ถาม : ในอรูปมิีอรปู ภพ เป็นตน้ มใิ ชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ เป็นอย่างน้ัน ท่านกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ ในอรปู มีรปู (นิกายอนั ธกะ มคี วามเหน็ ผดิ ข้อน้ี จงึ ถูกซกั คา้ นดงั่ ตวั อย่างขา้ งตน้ ) ๘๒. เรอื่ งรปู เป็นการกระท�ำ (รปู ัง กมั มนั ตกิ ถา) ถาม : การกระท�ำทางกายท่เี กดิ ขน้ึ จากกุศลจิต จดั เปน็ รูปอันเปน็ กุศล ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : การกระท�ำทางกายน้ัน มีอารมณ์ มกี ารระลึก มีการคำ� นึง เปน็ ต้นหรือ ตอบ : ไมค่ วรกล่าวอยา่ งน้ัน ถาม : การงานนน้ั ไมม่ ีอารมณ์ ไมม่ กี ารระลกึ ไมม่ ีการค�ำนงึ เป็นตน้ มิใช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าเป็นเช่นน้ัน ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า การกระท�ำทางกายท่ีเกิดข้ึนจากกุศลจิต จดั เป็นรูปอันเปน็ กศุ ล (นิกายมหิสาสกะ และ สมิติยะ มีความเห็นว่า รูป กล่าวคือการไหวทางกายและ วาจา (กายวิญญัติและวจีวิญญัติ) ช่ือว่ากายกรรมและวจีกรรม กายกรรมและวจีกรรมนั้น ที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นกุศล ที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นอกุศล ฝ่ายค้านจึงซักว่า มีอารมณห์ รือไม่ เม่ือไม่มอี ารมณ์ ก็ไมค่ วรกล่าวอย่างนนั้ ) ๘๓. เร่ืองชวี ติ นิ ทรยี ์ (ชีวติ ินทริยกถา) ถาม : ชีวติ นิ ทรีย์คือรปู ไมม่ ีใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อายุ ความตงั้ อยู่ ความเป็นไป เป็นต้น ของธรรมทมี่ ีรูป ไม่มีใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1057 5/4/18 2:26 PM
1058 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : อายุ เป็นตน้ ของธรรมที่มรี ูปมีอยู่ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนน้ั ท่านกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ ชวี ิตนิ ทรยี ค์ ือรูปไม่มี (นิกายปุพพเสลยิ ะ และ สมิติยะ มคี วามเห็นผิดข้อนี้ เพราะเขา้ ใจวา่ ชอ่ื วา่ ชวี ติ นิ ทรยี ์ เป็นของไม่ประกอบกับจติ เป็นธรรมไม่มีรูป เพราะฉะนน้ั ชีวติ ินทรียท์ เี่ ป็นรปู จงึ ไมม่ ี ฝา่ ยคา้ น จงึ คา้ นถงึ อายุความเป็นไป เครอื่ งสบื ตอ่ เป็นตน้ ) ๘๔. เรอ่ื งกรรมเป็นเหตุ (กมั มเหตุกถา) ถาม : พระอรหันต์ย่อมเส่ือมจากความเป็นพระอรหันต์เพราะกรรมเป็นเหตุ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระโสดาบันกเ็ สอื่ มจากโสดาปัตติผลเพราะกรรมเปน็ เหตุ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างน้ัน (นิกายปุพพเสลิยะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักถึงผลอ่ืน ๆ ซ่ึง ต่ำ� กวา่ ลงมาแตก่ ็ตอบปฏิเสธ) ๘๕. เร่ืองอานสิ งส์ ถาม : ผู้เหน็ อานิสงส์ (คือเห็นพระนิพพานโดยความเปน็ อานิสงส)์ ยอ่ มละสัญโญชน์ (กเิ ลสเครื่องผูกมัด) ไดใ้ ชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผ้พู ิจารณาสังขารโดยความเปน็ ของไมเ่ ท่ียง ก็ละสญั โญชนไ์ ด้ มิใชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งน้นั ทา่ นก็ไม่ควรกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (เท่าน้ัน) ละสญั โญชนไ์ ด้ (นิกายอันธกะ มีความเห็นเพียงแง่เดียวในเรื่องละสัญโญชน์ ตามหลักวิชา ผู้ละ สัญโญชน์ได้ มี ๒ ประเภท คือ (๑) เห็นสังขาร คือสิ่งท่ีปัจจัยปรุงแต่งโดยความเป็นโทษ (๒) เห็นพระนิพพานโดยความเป็นอานิสงส์ เมื่อเห็นเพียงแง่ใดแง่หนึ่งว่าเป็นหลักการส�ำคัญ ในเรือ่ งนี้ จึงถกู ซกั คา้ นใหเ้ ห็นความสำ� คัญของหลักการอกี อันหนงึ่ ท่ียงั ขาดอยดู่ ้วย) ๘๖. เรือ่ งสัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ (อมตารัมมณกถา) ถาม : สญั โญชนค์ อื กเิ ลสเครอื่ งผกู มดั มอี มตะคอื พระนพิ พานเปน็ อารมณ์ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1058 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1059 ถาม : อมตะเปน็ ทีต่ ัง้ แห่งเครื่องผกู มดั ฯ ล ฯ เป็นเครอ่ื งเศรา้ หมองหรือ อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้นั ถาม : ถา้ อมตะไมเ่ ป็นทต่ี ง้ั แหง่ เครื่องผกู มดั ฯ ล ฯ ไมเ่ ป็นเคร่อื งเศร้าหมอง ท่านก็ ไมค่ วรกล่าวว่าสัญโญชน์ มีอมตะเป็นอารมณ์ (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดในข้อนี้ เพราะเห็นว่า ราคะ โทสะ โมหะ อาจ เกิดขึ้นได้เพราะปรารภพระนิพพาน จึงถูกซักว่า พระนิพพานเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสหรือ ตาม ข้อเท็จจรงิ พระนพิ พานตามความนกึ คิดมิใช่ข้อท่ีจะพงึ อ้างเอาวา่ เป็นอารมณ์ของกิเลสได)้ ๘๗. เรื่องรูปมอี ารมณ์ (รูปงั สารัมมณันติกถา) ถาม : รปู มีอารมณ์ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รูปมกี ารค�ำนึง เป็นต้น ได้หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักว่า รูปคิดนึกได้หรือ จึงกล่าวว่า รูปมีอารมณ)์ ๘๘. เร่ืองอนุสัยไมม่ ีอารมณ์ (อนุสยา อนารมั มณาติกถา) ถาม : อนสุ ยั (กเิ ลสทน่ี อนเนอื่ งในสนั ดาน คอื กเิ ลสทแ่ี ฝงตวั ) ไมม่ อี ารมณ์ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อนุสัยเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงเป็นอายตนะคือส่ิงท่ี ถกู ต้องไดด้ ว้ ยกายหรอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ บางส่วนมีความเห็นผิดว่า กิเลสประเภทแฝงตัว เป็นจิตตวิปปยุต คือไม่ประกอบกับจิต เป็นอเหตุกะ และเป็นอัพยากฤต ฉะนั้น จึงช่ือว่าไม่มี อารมณ์ ในการซักให้รู้สึกเห็นผิด ได้มีการซักให้เห็นว่า อนุสัยเน่ืองด้วยสังขาร คือความคิด หรือเจตนา๑ เหตุไฉนจึงจะว่าไม่มีอารมณ์ ในเม่ือเป็นกิเลสประเภทกามราคะ ฝ่ายเห็นผิด ยอมรบั วา่ มอี ารมณ์) ๑ ค�ำว่า สังขาร หมายถึงส่ิงท่ีปัจจัยปรุงแต่งทุกชนิด คือโดยท่ัวไป สัตว์ บุคคล ต้นไม้ ภูเขา จัดเป็นสังขารทั้งส้ิน แต่ในท่ีนี้ สงั ขารในขันธ์ ๕ หมายเพยี งเจตนาตา่ ง ๆ ทีเ่ ปน็ บญุ บาป เปน็ ต้น PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1059 5/4/18 2:26 PM
1060 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๘๙. เรอ่ื งญาณไม่มีอารมณ์ (ญาณัง อนารมั มณนั ตกิ ถา) ถาม : ญาณ (ความรู)้ ไม่มีอารมณ์ ใชห่ รือไหม ตอบ : ใช่ ถาม : ญาณเปน็ รปู เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคอื ตา เป็นต้นหรือ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งน้นั (นกิ ายอันธกะ มีความเหน็ ผิดวา่ ญาณคือความรู้ ไม่มีอารมณ์ จึงถูกซกั ตามหลกั วิชา ทจ่ี ดั ประเภทธรรมะไม่มอี ารมณว์ ่า ญาณเปน็ รูป เป็นนิพพาน เป็นต้นหรือ) ๙๐. เร่อื งจติ ท่มี ีอดีตเปน็ อารมณ์ (อตีตารัมมณกถา) ถาม : จิตท่มี อี ดีตเปน็ อารมณ์ ช่ือวา่ ไม่มอี ารมณ์ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อดตี กเ็ ปน็ อารมณ์มใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอดีตเป็นอารมณ์ได้ ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า จิตท่ีมีอดีตเป็นอารมณ์ ชอื่ วา่ ไม่มอี ารมณ์ (นกิ ายอุตตราปถกะ มีความเหน็ ผดิ ข้อน้ี จงึ ถูกซักคา้ นใหจ้ �ำนน) ๙๑. เร่อื งจิตมีอนาคตเป็นอารมณ์ (อนาคตารมั มณกถา) ข้อนีก้ ็เหมือนข้อท่ี ๙๐ ต่างแต่ใช้ค�ำวา่ อนาคต แทนอดีตเทา่ นน้ั ๙๒. เรื่องจติ มคี วามตรึกติดตาม (วิตักกานปุ ติตกถา) ถาม : จติ ทุกอย่างถกู ความตรึกตดิ ตาม ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วจิ าร ปตี ิ สุข ทุกข์ โสมนสั โทมนัส เป็นตน้ ถูกความตรึกตดิ ตามด้วยหรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงธรรมประเภทเดียวกับวิตก อื่น ๆ ดว้ ย) ๙๓. เรื่องการแผอ่ อกแห่งความตรกึ เปน็ เสียง (วิตกั กวิปผารกถา) ถาม : การแผ่ออกแห่งความตรึกของผู้ตรึก ผู้ตรองด้วยประการท้ังปวง จัดว่า เปน็ เสียง ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1060 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1061 ถาม : การแผ่ออกแห่งสัมผัสของผู้ถูกต้องด้วยประการท้ังปวง จัดเป็นเสียง การ อ ิภธัมม ิปฎก แผอ่ อกแหง่ เวทนา สญั ญา เจตนา เป็นตน้ ของผ้รู สู้ ึกอารมณ์ ผู้รู้ตัว ผเู้ จตนา เปน็ ตน้ ดว้ ยประการทัง้ ปวง จดั เปน็ เสียงด้วยหรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะถือหลักว่า วิตก ความตรึก วิจาร ความตรอง เป็นวจีสังขาร คือเครื่องปรุงวาจา ฉะนั้น เสียงจึงเป็นการแผ่ออกมาแห่ง ความตรึก ฝ่ายค้านจงึ หาค�ำถามตา่ ง ๆ มาซกั ค้านมากมายด่งั ตัวอย่างขา้ งตน้ ) ๙๔. เรื่องวาจาไม่เปน็ ไปตามจิต (น ยถาจิตตัสส วาจาติกถา) ถาม : วาจาไมเ่ ป็นไปตามจติ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วาจาเป็นของผ้ไู ม่มผี สั สะ ไมม่ ีเวทนา ไม่มีสญั ญา ไมม่ เี จตนา ไม่มีความตรึก ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนัน้ (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นว่า คนบางคนคิดจะพูดอย่างหน่ึง แต่พูดไปอย่างอ่ืน จึงแสดงว่า วาจามิได้เป็นไปตามจิต หรือตามที่คิด ฝ่ายค้านจึงค้านในหลักใหญ่ว่า ถ้าอย่างนั้น วาจาก็เป็นของผทู้ ี่ไม่รู้สกึ ตัว ใช่หรือไม)่ ๙๕. เร่อื งการกระทำ� ทางกายไมเ่ ปน็ ไปตามจติ (น ยถาจติ ตสั ส กายกมั มันตกิ ถา) (ข้อนีก้ ็เหมอื นข้อ ๙๔ เปลีย่ นเพยี งการกระทำ� ทางกาย แทนวาจา) ๙๖. เรือ่ งอดตี อนาคต ปัจจบุ นั (อดตี านาคตปจั จปุ ปันนกถา) ถาม : บุคคลประกอบดว้ ยอดีต อนาคตใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อดีตกด็ ับไปแล้ว อนาคตก็ยงั ไมเ่ กิดขึ้นมิใชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอยา่ งนั้น ทา่ นกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ บคุ คลประกอบด้วยอดตี อนาคต (นิกายอนั ธกะ มคี วามเห็นว่า บคุ คลผู้ได้สมาบัติ ๘ ยอ่ มมีสมาบตั ิ ๘ อนั มิได้เป็นไป ในขณะเดียวกัน เช่น เข้าสมาบัติท่ี ๒ สมาบัตินั้นย่อมเป็นปัจจุบัน สมาบัติที่ ๑ ย่อมเป็นอดีต และที่เหลือย่อมเป็นอนาคตกล่าวตามหลักวิชา อาการเช่นน้ี ควรใช้ค�ำว่า ได้สมาบัติ ๘ ไม่ใช่ ประกอบด้วยสมาบัติ ๘ จึงเห็นได้ว่า เป็นเรื่องของส�ำนวนโวหารมากกว่าอย่างอื่น) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1061 5/4/18 2:26 PM
1062 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๙๗. เรอ่ื งความดับ (นิโรธกถา) ถาม : เม่ือขันธ์ ๕ อันแสวงหาความเกิด ยังไม่ดับ ขันธ์ ๕ ท่ีเป็นกิริยาย่อมเกิดขึ้น ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ขนั ธ์ ๑๐ ชอ่ื ว่ารวมกนั คอื ขนั ธ์ ๑๐ มาพบกนั ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างนน้ั (นิกายอนั ธกะ มคี วามเห็นผดิ วา่ ในขณะทีข่ นั ธ์ ๕ ทแ่ี สวงหา ”อปุ บัต„ิ หรือความเกิด ยงั ไมด่ ับ ขนั ธ์ ๕ ท่เี ปน็ กริ ยิ ากเ็ กดิ ขนึ้ ฝ่ายค้านจงึ ซกั ว่า กลายเปน็ ขนั ธ์ ๑๐ มาพบกนั ใชห่ รือไม่) ๙๘. เร่อื งรปู เป็นมรรค (รูปัง มคั โคติกถา) ถาม : รูปของผ้ปู ระกอบพรอ้ มดว้ ยมรรค จดั เป็นมรรค ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รูปมีอารมณ์ มกี ารคดิ คำ� นึง เปน็ ตน้ ไดใ้ ชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายมหิสาสกะ สมิติยะ และ มหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ กระท�ำชอบ และสัมมาอาชีวะ เล้ียงชีพชอบ เป็นรูป จึงกล่าวว่า รูปเป็นมรรค ฝา่ ยค้านจึงซกั คา้ นด่ังตวั อย่างขา้ งต้น) ๙๙. เรือ่ งผู้ประกอบพร้อมด้วยวญิ ญาณ ๕ มกี ารเจริญมรรค (ปัญจวญิ ญาณสมคั คิสส มคั คภาวนากถา) ถาม : ผู้ประกอบด้วยวญิ ญาณ ๕ มกี ารเจรญิ มรรค ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วิญญาณ ๕ มีวัตถุอันเกิดข้ึนแล้ว มีอารมณ์อันเกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าเป็นเช่นน้ัน ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยวิญญาณ ๕ มีการ เจริญมรรค (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า ผู้ประกอบด้วยวิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น จนถึงกายวิญญาณ ชื่อว่ามีการเจริญมรรค ฝ่ายค้านจึงซักค้านด่ังตัวอย่างข้างต้น กล่าวอีกอย่างหน่ึงก็คือ มรรคประกอบด้วยมโนวิญญาณ ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า เก่ียวกับ วญิ ญาณ ๕) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1062 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1063 ๑๐๐. เร่ืองวิญญาณ ๕ เปน็ กศุ ลกม็ ี (ปญั จวิญญาณา กุสลาปีติกถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : วิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เปน็ อกศุ ลกม็ ี ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วญิ ญาณ ๕ มวี ตั ถุเกดิ ขน้ึ แลว้ มอี ารมณเ์ กดิ ขึ้นแล้ว มใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนั้น ทา่ นกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ วญิ ญาณ ๕ เป็นกศุ ลก็มี เปน็ อกุศลกม็ ี (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ตามหลักวิชาไม่ควรจัดว่าเป็นกุศลหรือ อกศุ ล เพราะเป็นเพียงความรู้แจง้ อารมณท์ างตา หู จมูก ลิ้น กายเทา่ นัน้ ) ๑๐๑. เรอื่ งวิญญาณ ๕ คดิ คำ� นึงได้ (ปัญจวญิ ญาณา สาโภคาติกถา) ถาม : วิญญาณ ๕ มกี ารคดิ คำ� นงึ ได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วิญญาณ ๕ มวี ัตถอุ นั เกิดขึน้ แลว้ มีอารมณ์อนั เกิดขน้ึ แล้วมิใช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อย่างนนั้ ทา่ นก็ไมค่ วรกลา่ วว่า วิญญาณ ๕ มกี ารคดิ ค�ำนึงได้ (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี เพราะจับประเด็นผิดในพระพุทธสุภาษิต ที่ว่า ”เห็นรูปด้วยตาแล้วถือเอาโดยนิมิต - - ไม่ถือเอาโดยนิมิต„ เหตุผลท่ีน�ำมาซักคงเป็น เช่นเดียวกบั ขอ้ ก่อน ๆ) ๑๐๒. เร่อื งบคุ คลประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง (ทวหี ิ สีเลหิ สมนั นาคโตติกถา) ถาม : ผู้ประกอบพรอ้ มดว้ ยมรรค ช่อื วา่ ประกอบดว้ ยศลี ๒ อย่างใชไ่ หม ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค ชื่อว่าประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่าง สัญญา ๒ อยา่ ง เป็นตน้ จนถงึ ปญั ญา ๒ อยา่ งใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายมหาสังฆกิ ะ มีความเหน็ ผิดว่า ผ้ปู ระกอบพรอ้ มด้วยมรรค ชอ่ื ว่าประกอบด้วย โลกยิ ศลี ซ่ึงมอี ยู่เดิม กบั โลกตุ ตรศลี ในขณะแหง่ มรรค จงึ ถูกซกั ดัง่ ตวั อย่างข้างตน้ ) ๑๐๓. เรื่องศีลไมเ่ ป็นเจตสกิ (สลี ัง อเจตสกิ นั ติกถา) ถาม : ศีลไมเ่ ป็นเจตสิก ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1063 5/4/18 2:26 PM
1064 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : ศีลเปน็ รปู เปน็ นิพพาน เปน็ อายตนะคือตา เปน็ ตน้ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างนัน้ (นิกายมหาสังฆิกะ เห็นว่า ศีลมีการสมาทาน คือการรับศีลเป็นเหตุ ฉะนั้น จึงไม่ จ�ำเป็นต้องเป็นเจตสิก หรือธรรมะท่ีเป็นไปทางจิต ซึ่งได้ถูกซักให้บอกมาว่า ถ้าศีลมิใช่เจตสิก แลว้ เปน็ รปู เป็นนิพพาน หรอื อายตนะต่าง ๆ หรือเปลา่ ) ๑๐๔. เร่ืองศลี ไมเ่ ป็นไปตามจิต (สลี ัง น จิตตานปุ รวิ ัตตตี กิ ถา) ถาม : ศลี ไมเ่ ปน็ ไปตามจิต ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ศลี เปน็ รปู เป็นนพิ พาน เป็นอายตนะคือตา เปน็ ต้น ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนน้ั (นกิ ายมหาสงั ฆกิ ะ มีความเหน็ ผิดขอ้ น้ี เหตุผลน้ีซกั อย่างเดียวกับข้อ ๑๐๓) ๑๐๕. เรื่องศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ (สมาทานเหตกุ กถา) ถาม : ศลี ทีม่ ีการสมาทาน (การรบั ศีล) เปน็ เหตุ ยอ่ มเจริญใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต จนถึงปัญญาท่ีมีการสมาทานเป็นเหตุ ยอ่ มเจริญใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นว่า ศีลไม่เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวเพียงกิริยาท่ีสมาทาน ก็เจรญิ ได้ จงึ ถูกซักถงึ เร่อื งทเี่ ก่ียวกบั จติ ใจ) ๑๐๖. เรือ่ งวญิ ญัตเิ ปน็ ศีล (วญิ ญัตติ สลี นั ตกิ ถา) ถาม : วิญญัติ (การทำ� ใหผ้ ู้อนื่ ร้คู วามหมายด้วยกายหรอื วาจา) จดั เป็นศลี ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : วิญญตั เิ ป็นเจตนา เวน้ จากฆ่าสัตว์ ลักทรพั ย์ เป็นต้นหรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนนั้ (นิกายมหาสังฆิกะ และ สมิติยะ เห็นผิดว่า กิริยาที่ไหวกาย ไหววาจา ท�ำให้ผู้อื่นรู้ ความประสงค์ ที่เรียกว่าวิญญัติ จัดเป็นศีล ข้อส�ำคัญที่จะท�ำให้ตีความผิด คือเข้าใจว่า กายวิญญัติเป็นกายกรรม คือ การกระท�ำทางกาย วจีวิญญัติเป็นวจีกรรม คือการกระท�ำ ทางวาจา เมอื่ ผสมกบั ความคดิ ทวี่ า่ ศลี คอื การไมท่ ำ� ชวั่ ทางกาย วาจา จงึ เขา้ ใจวา่ วญิ ญตั เิ ปน็ ศลี PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1064 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1065 แต่ตามหลักวิชา วิญญัติเป็นรูปอาศัย คืออุปาทายรูป จะเป็นศีลไม่ได้ เพราะศีลเป็นเร่ือง อ ิภธัมม ิปฎก ของเจตนาอันเป็นไปทางจิต ฝา่ ยคา้ นจงึ ซกั ดงั่ ตวั อย่างขา้ งต้น) ๑๐๗. เรือ่ งอวิญญตั ิเปน็ ทุศีล (อวิญญตั ติ ทุสสลี ยันติกถา) ถาม : อวิญญัติ (การไม่ท�ำให้ผู้อื่นรู้ความหมายด้วยกายหรือวาจา) จัดเป็นการทุศีล ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อวญิ ญัตเิ ป็นการฆา่ สัตว์ ลกั ทรัพย์ เปน็ ตน้ หรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนนั้ (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ขนานกับข้อ ๑๐๖ คือเมื่อถือว่า วิญญัติเป็น ศีล อวญิ ญัตซิ ่ึงตรงกันขา้ ม ก็ควรจะเปน็ ทุศลี ) ๑๐๘. เร่ืองแมธ้ รรม ๓ อย่างก็เป็นอนสุ ัย (ติสโสปิ อนสุ ยกถา) ถาม : อนุสัยเป็นอัพยากฤต (เป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) เป็นอเหตุกะ (ไม่มีเหตุ) เปน็ จติ ตวปิ ปยุต(ไมเ่ กดิ ดับพร้อม ไม่เก่ียวขอ้ งกับจติ ) ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อนุสัยเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา เป็นรูป เป็น นิพพาน จนถึงเป็นอายตนะคอื โผฏฐัพพะ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั (ความจริงค�ำถามน้ันแยกถามทีละข้อ แต่ในท่ีน้ีได้น�ำมารวมไว้เป็นค�ำถามเดียว เพราะข้อซักในประเด็นทั้งสามเป็นอย่างเดียวกัน นิกายมหาสังฆิกะ และ สมิติยะ มีความ เห็นผิดข้อนี้) ๑๐๙. เร่ืองญาณความรู้ (ญาณกถา) ถาม : เมื่ออัญญาณ (ความไม่รู้) หมดไป จิตที่เป็นญาณวิปปยุต (ปราศจากญาณ) ก�ำลังเปน็ ไปอย่ไู มค่ วรกล่าวว่า บุคคลมญี าณ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เม่อื ราคะหมดไป กไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ บุคคลปราศจากราคะ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนัน้ (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี เพราะตีความค�ำว่า จิตท่ีเป็นญาณวิปปยุต ผิดไป คือในขณะเช่นนั้น จิตที่เป็นญาณวิปปยุต ในฐานะเป็นจักขุวิญญาณ เป็นต้น หาได้ หมายความวา่ ถกู ความโงค่ รอบงำ� ไม่) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1065 5/4/18 2:26 PM
1066 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๑๐. เรอ่ื งญาณเปน็ จติ ตวปิ ปยตุ (ญาณงั จติ ตวปิ ปยุตตนั ติกถา) ถาม : ญาณ (ความรู)้ ไมป่ ระกอบกับจิต (ไมเ่ กดิ ดับพร้อมกบั จติ ) ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : จิตเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงเป็นอายตนะคือโผฏฐัพพะ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักว่า ถ้าญาณเป็นจิตตวิปปยุต ญาณกค็ งเป็นอย่างใดอย่างหน่ึง คอื เป็นรูปหรือนพิ พาน เปน็ ต้น ใชห่ รอื ไม่) ๑๑๑. เรือ่ งการเปลง่ วาจาวา่ นี้ทกุ ข์ (อทิ ัง ทกุ ขันตกิ ถา) ถาม : เมื่อบุคคลกล่าววา่ น้คี ือทกุ ข์ ดงั น้ ี ญาณ (ความรู้) วา่ น้คี ือทกุ ข์ ยอ่ มเป็นไป ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เม่ือบุคคลกล่าวว่า น้ีคือเหตุให้ทุกข์เกิด นี้คือความดับทุกข์ นี้คือหนทาง (มรรค) ดังน้ีญาณ (ความรูว้ า่ ) น้คี ือเหตใุ หท้ กุ ขเ์ กดิ น้ีคอื ความดับทุกข์ นี้คือ หนทาง (มรรค) ย่อมเป็นไป ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า เฉพาะข้อท่ีกล่าววาจาว่า นี้คือทุกข์ เป็นเหตุให้เกิด ญาณความร้จู ักตวั ทุกข์ จงึ ถกู ซักถึงข้ออน่ื ๆ ด้วย ซ่ึงก็ตอบปฏิเสธ) ๑๑๒. เรอื่ งกำ� ลงั ฤทธ์ิ (อทิ ธิพลกถา) ถาม : บคุ คลผูป้ ระกอบดว้ ยกำ� ลงั ฤทธ์ิ พึงดำ� รงอยไู่ ด้ตลอดกปั ป์ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อายุน้ัน คติน้ัน การได้อัตตภาพน้ัน แต่ละอย่างเป็นของส�ำเร็จด้วยฤทธ์ิ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนั้น (นิกายมหาสังฆิกะ ตีความหมายของเร่ืองอิทธิบาทภาวนา (การเจริญคุณธรรมท่ีให้ บรรลุความส�ำเร็จ) ผดิ วา่ กำ� ลังฤทธท์ิ ำ� ให้บคุ คลมอี ายยุ นื จงึ ถูกซักว่า อายนุ ัน้ ส�ำเรจ็ ดว้ ยฤทธิห์ รือ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1066 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1067 ๑๑๓. เรอ่ื งสมาธิ (สมาธกิ ถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : ความสบื ตอ่ แห่งจิตเป็นสมาธิ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความสืบต่อแห่งจติ อนั เปน็ อดตี เป็นสมาธิ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนน้ั (นิกายสัพพัตถิกวาทะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักค้านหลายข้อ รวมทง้ั ข้อท่ีวา่ ถา้ เป็นความสบื ตอ่ แหง่ จิตอนั เปน็ อกศุ ลเลา่ จะเป็นสมาธิดว้ ยหรอื เปลา่ ) ๑๑๔. เรื่องความตั้งอยู่แห่งธรรม (ธมั มฏั ฐิตตากถา) ถาม : ธัมมัฏฐติ ตา (ความต้ังอยู่แหง่ ธรรม) เปน็ ของสำ� เร็จรูปแล้ว ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความตงั้ อยู่ (อยา่ งอน่ื ) กเ็ ปน็ ของสำ� เรจ็ รปู แลว้ เพราะธมั มฏั ฐติ ตานน้ั ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนัน้ (นิกายอนั ธกะ มคี วามเห็นผดิ ขอ้ นี้ จงึ ถกู ซกั ดง่ั ตวั อย่างขา้ งตน้ ) ๑๑๕. เรอ่ื งความเป็นของไมเ่ ทย่ี ง (อนิจจตากถา) ถาม : อนจิ จตา (ความเปน็ ของไมเ่ ทีย่ ง) เป็นของสำ� เร็จรูปแล้ว ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความเป็นของไม่เที่ยง (อย่างอื่น) ก็ส�ำเร็จรูปแล้ว เพราะความไม่เที่ยงนั้น ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งนั้น (นิกายอันธกะ มคี วามเห็นผิดต่อเน่ืองมาจากข้อ ๑๑๔) ๑๑๖. เรื่องความส�ำรวมเปน็ การกระท�ำ (สงั วโร กมั มันตกิ ถา) ถาม : ความส�ำรวมเปน็ การกระท�ำใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความสำ� รวมเปน็ การกระท�ำทางตาใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งนน้ั (นกิ ายมหาสังฆิกะ มคี วามเห็นผิดขอ้ นี้ คำ� ซักชัดเจนอยู่แลว้ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1067 5/4/18 2:26 PM
1068 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๑๗. เร่อื งการกระท�ำ (กัมมกถา) ถาม : กรรมทกุ อย่าง ตอ้ งมผี ล ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เจตนาทกุ อยา่ ง ตอ้ งมผี ล ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนัน้ (กรรมตามหลกั แห่งพระพทุ ธศาสนา หมายถึงเจตนา เม่อื นิกายมหาสงั ฆกิ ะ มคี วาม เห็นผิดว่า กรรมทุกอย่าง ต้องมีผล จึงเท่ากับเห็นว่า เจตนาท่ีเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก คอื ท่ีไม่ดีไม่ช่วั ก็ต้องมผี ลดว้ ย) ๑๑๘. เร่อื งเสยี งเปน็ ผล (สัทโท วิปาโกตกิ ถา) ถาม : เสยี งเป็นผล (วบิ าก) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เสียงเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วย สุขเวทนาเป็นต้น ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างน้ัน (นิกายมหาสงั ฆกิ ะ มคี วามเหน็ ผิดขอ้ น้ี จึงถกู ซกั ใหร้ ู้จักคำ� วา่ วิบาก ชัดเจนขึน้ ) ๑๑๙. เรอ่ื งอายตนะ ๖ (สฬายตนกถา) ถาม : อายตนะ ๖ มีอายตนะคือตา เป็นต้น เป็นผล (วบิ าก) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อายตนะ ๖ เป็นทีต่ ัง้ แห่งสุขเวทนา เป็นตน้ หรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนน้ั (น้เี ปน็ ความเห็นผดิ สบื เนือ่ งมาจากขอ้ ๑๑๘ คำ� ซักเปน็ ไปในท�ำนองเดยี วกัน) ๑๒๐. เร่อื งบคุ คลผู้เกดิ ๗ ครง้ั เปน็ อย่างย่งิ (สตั ตกั ขัตตปุ รมกถา) ถาม : บุคคล (พระโสดาบัน) ผู้เกิดอีก ๗ คร้ังเป็นอย่างยิ่ง ช่ือว่าเป็นผู้เท่ียงแท้ เพราะความเป็นผมู้ กี ารเกดิ อีก ๗ คร้ังเปน็ อยา่ งยิ่ง ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้นั้นฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ท�ำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ด้วยจติ คิดประทษุ รา้ ย ท�ำสงฆใ์ หแ้ ตกกนั ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนน้ั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1068 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1069 (ค�ำว่า เท่ียงแท้ มี ๒ นัย คือเที่ยงแท้ในทางที่ถูก กับเท่ียงแท้ในทางท่ีผิด นิกาย อ ิภธัมม ิปฎก อุตตราปถกะ มีความเห็นเพียงแง่เดียวว่า เท่ียงแท้ เพราะจะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ซ่ึงกิน ความหมายคลุมไปไม่ถึงผ้เู ทีย่ งแทใ้ นทางท่ีผิด จึงมีการซักให้นึกถงึ แงท่ ี่ผิดด้วย) ๑๒๑. เร่อื งผจู้ ะไปเกิดอกี ๒ - ๓ คร้งั กบั ผู้เกิดอีกเพียงคร้ังเดียว (โกลังโกลเอกพีชกี ถา) ถาม : ไมค่ วรกล่าวว่า บุคคลผจู้ ะเกิดอีก ๒ - ๓ คร้งั กับผูจ้ ะเกิดอกี เพยี งครั้งเดียว เป็นผเู้ ที่ยงแทด้ ้วยความเปน็ ผู้เชน่ นั้น ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้น้นั เปน็ ผจู้ ะเกิดอีก ๒ - ๓ ครัง้ กับผู้จะเกดิ อกี เพยี งครง้ั เดยี วมใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนนั้ ทา่ นกไ็ มค่ วรกลา่ วดั่งขา้ งตน้ (เป็นเรอ่ื งของ นิกายอตุ ตราปถกะ เช่นเดียวกนั ) ๑๒๒. เรื่องการปลงชีวิต (ชีวติ า โวโรปนกถา) ถาม : บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปันนะโดยตรง หมายถึงพระอริยบุคคล ชนั้ พระโสดาบนั ) พงึ ปลงชีวติ สัตว์ได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ท�ำอนนั ตรยิ กรรมได้ ใชห่ รือไม่ (คือฆ่ามารดา บิดา เปน็ ตน้ ) ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักให้เกิดความรู้สึกว่า ความเห็น ของตนยังบกพรอ่ งอย่างไรบา้ ง) ๑๒๓. เรอื่ งทคุ คติ (ทุคคติกถา) ถาม : บคุ คลผูส้ มบรู ณด์ ้วยทฏิ ฐิ (พระโสดาบนั ) ละคตทิ ่ีชัว่ ไดแ้ ลว้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลผู้สมบูรณด์ ว้ ยทฏิ ฐิ พงึ ก�ำหนดั ในรูปท่ีเป็นไปในอบาย ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งน้ัน ทา่ นกไ็ ม่ควรกล่าวว่า บคุ คลผู้สมบรู ณ์ด้วยทิฏฐิละคตทิ ช่ี ่วั ไดแ้ ลว้ (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ความจริงก็น่าจะไม่เรียกว่าเห็นผิด แต่ ค�ำว่า ทุคคติมิใช่หมายเพียงคติที่ช่ัวของผู้ตกต่�ำลงในทุคคติเท่านั้น แต่หมายคลุมถึงตัณหา ซึ่งมีรูป เป็นต้น เป็นอารมณ์ด้วย เพราะพระโสดาบันยังละราคะ โทสะ โมหะ ไม่ได้เด็ดขาด อาจพอใจในรปู ชนั้ ต�ำ่ ได)้ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1069 5/4/18 2:26 PM
1070 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๒๔. เร่ืองบุคคลท่เี กิดในภพที่ ๗ (สตั ตมภวกิ กถา) (เร่ืองน้ีก็เหมือนข้อท่ี ๑๒๓ เป็นแต่กล่าวถึงบุคคลผู้เกิดในภพท่ี ๗ แทนผู้สมบูรณ์ ด้วยทิฏฐิ ข้อโต้แย้งเรื่องละทุคคติได้ก็อย่างเดียวกัน บุคคลท่ีเกิดในภพท่ี ๗ หมายถึง พระโสดาบนั บุคคล ซึง่ จะไมเ่ กิดอีกเป็นครง้ั ท่ี ๘) ๑๒๕. เรอื่ งผ้ตู ั้งอยูต่ ลอดกปั ป์ (กปั ปัฏฐกถา) ถาม : ผู้ต้ังอยู่ตลอดกัปป์ (เป็นชื่อของผู้ท�ำช่ัวอย่างรุนแรง เช่น ท�ำลายสงฆ์ให้ แตกกัน) ยอ่ มตั้งอยตู่ ลอดกปั ป์ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กัปปก์ ย็ ังดำ� รงค์อยู่ พระพุทธเจา้ กเ็ กดิ ข้ึนในโลก ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายราชคิริกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ความจริงเป็นเรื่องของโวหาร คือกัปป์จริง ๆ นั้นยาวนานมาก กัปป์ในค�ำว่า ตั้งอยู่ตลอดกัปป์ นั้น เป็นชื่อของอายุขัย ของผู้ท�ำชั่ว อย่างรุนแรง จะตกนรกตลอดกาลนาน แต่ก็นานไม่เต็มกัปป์จริง ๆ เพียงประมาณ ๑ ใน ๘๐ ก็หมดอายุแล้ว เพราะฉะน้ัน ค�ำว่า กัปป์ ถ้าใช้กับบุคคลก็หมายความว่า อายุของตน เช่น ๑๐๐ ปี แตก่ ัปป์ของกาลเวลายาวนานมาก) ๑๒๖. เร่อื งการได้กศุ ลจิต (กุสลจติ ตปฏลิ าภกถา) ถาม : ”ผตู้ ัง้ อย่ตู ลอดกัปป„์ ไม่พงึ ได้กศุ ลจติ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ”ผูต้ ้งั อยตู่ ลอดกปั ป์„ พึงให้ทานได้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งน้ัน ทา่ นก็ไมพ่ ึงกล่าวว่า ”ผตู้ ัง้ อยู่ตลอดกัปป์„ ไมพ่ ึงไดก้ ุศลจิต (ตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้เช่นน้ันยังอาจจะมีกุศลจิตชั้นต�่ำที่เรียกว่า กามาวจร แต่ไม่ได้กุศลจิตชั้นสูงที่เป็นโลกุตตระ เมื่อนิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นคลุมไปหมด จึง มีการซกั ในขอ้ น)ี้ ๑๒๗. เรอื่ งผู้ประกอบดว้ ยกรรมอนั ให้ผลไมม่ รี ะหว่างคนั่ (อนนั ตราปยตุ ตกถา) ถาม : บุคคลผู้ประกอบด้วยกรรมอันให้ผลไม่มีระหว่างคั่น (ผู้ท�ำอนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดา บิดา เป็นต้น) พึงก้าวลงสู่ท�ำนองท่ีถูกต้อง (บรรลุธรรมะได้) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1070 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1071 ถาม : ผูน้ ั้นพึงก้าวลงสทู่ ำ� นองธรรมท้ังสองอย่าง คือทงั้ ท่ีถูกตอ้ งทั้งท่ผี ิด ใชห่ รอื ไม่ อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนัน้ (อรรถกถาอธบิ ายเปน็ พเิ ศษสำ� หรบั ขอ้ นว้ี า่ กลา่ วตามสกสมยั คอื คตแิ หง่ พระพทุ ธศาสนา บุคคลถูกบังคับให้ประกอบอนันตริยกรรม โดยเจาะจงท�ำไปโดยมีเจตนาสมบูรณ์ จึงเป็นผู้ ไม่ควรบรรลุธรรมท่ีถูกต้องได้ แต่ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า เจตนาจะสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ก็ไม่ควรบรรลุธรรมท่ีถูกต้องท้ังสิ้น อรรถกถาให้ข้อสังเกตว่า เฉพาะข้อนี้ผิด กว่าทเ่ี คยถามตอบมาแล้ว คอื ในที่นี้ฝ่ายถามเปน็ ฝา่ ยเหน็ ผิด ฝ่ายตอบเปน็ ฝ่ายเห็นถูก) ๑๒๘. เรือ่ งท�ำนองธรรมของผู้แน่นอน (นยิ ตสั ส นยิ ามกถา) ถาม : บุคคลผู้แน่นอน (ผู้ท�ำอนันตริยกรรม ช่ือว่าเป็นผู้แน่นอนฝ่ายช่ัว บุคคลผู้ บรรลอุ ริยมรรคชอ่ื ว่า เปน็ ผ้แู น่นอนฝ่ายดี) ยอ่ มก้าวลงสทู่ ำ� นองธรรม (บรรลุ ธรรมะได)้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ (ฝ่ายตอบเข้าใจเพียงแง่เดียวว่า ฝ่ายดีบรรลุธรรมได้ มิได้เฉลียวใจว่า คำ� วา่ ผู้แนน่ อนกินความถึงฝ่ายช่ัวด้วย จึงตอบอยา่ งนัน้ ) ถาม : ผู้แน่นอนในทางท่ีผิด ย่อมก้าวลงสู่ท�ำนองธรรมท่ีถูก ผู้แน่นอนในทางท่ีถูก ย่อมกา้ วลงสูท่ �ำนองธรรมในทางทีผ่ ดิ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดในถ้อยค�ำว่า ค�ำว่า นิยโต ผู้แน่นอนหมายเฉพาะในทางดี จึงถูกซักให้เข้าใจว่า หมายถึงในทางช่ัวด้วย ฉะนั้น จึงไม่ควร กลา่ วคลมุ ๆ วา่ ผูแ้ นน่ อนบรรลุท�ำนองธรรมได)้ ๑๒๙. เรอื่ งผู้มนี ีวรณ์ (นวี ุตกถา) ถาม : ผู้ถกู นวี รณห์ อ่ หุม้ ยอ่ มละนีวรณ์ไดใ้ ช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้ก�ำหนัดย่อมละความก�ำหนัดได้ ผู้คิดประทุษร้ายย่อมละโทสะได้ ผู้หลง ย่อมละโมหะได้ ผู้เศรา้ หมอง ยอ่ มละกเิ ลสได้ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้ัน (นิกายอตุ ตราปถกะ มีความเหน็ ผิดขอ้ นี้ เพราะมเี หตผุ ลว่า ถา้ ผูล้ ะกเิ ลสได้ หมายถึง ผู้บริสุทธ์ิแล้วก็ไม่จ�ำเป็นต้องละกิเลส เพราะบริสุทธ์ิอยู่แล้ว แต่ตามข้อเท็จจริง ผู้บริสุทธิ์ท่ีจะ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1071 5/4/18 2:26 PM
1072 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ละนีวรณ์คือกิเลสช้ันกลางน้ัน หมายความว่า บริสุทธ์ิด้วยอ�ำนาจฌาน อันอาจกลับมีกิเลส ไดอ้ ีก ไม่ใชบ่ ริสุทธ์ชิ นิดไม่กลับกำ� เรบิ อีก) ๑๓๐. เรื่องผูพ้ รอ้ มหนา้ กิเลส (สมั มุขีภูตกถา) ถาม : ผพู้ รอ้ มหนา้ (ผู้มีกิเลส) ยอ่ มละกิเลสทผี่ ูกมัดได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้กำ� หนดั ย่อมละความกำ� หนัดได้ ฯ ล ฯ มิใช่หรอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนน้ั (ข้อน้ีก็เหมือนกบั ขอ้ ว่าดว้ ยนวี รณข์ า้ งตน้ เปน็ แต่เปล่ยี นส�ำนวนว่า ผู้พร้อมหนา้ กเิ ลส คอื มีกิเลสอยู่บรบิ ูรณ)์ ๑๓๑. เร่อื งผเู้ ขา้ ฌานยอ่ มพอใจ (สมาปนั โน อัสสาเทติกถา) ถาม : ผูเ้ ข้าฌานยอ่ มพอใจ มีความใครใ่ นฌาน มีฌานเปน็ อารมณ์ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ฌานนัน้ เปน็ อารมณข์ องฌานนั้นหรือ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ มีความเหน็ ผดิ ขอ้ นี้ จงึ ถูกซกั ตามตวั อย่างขา้ งต้น) ๑๓๒. เรอ่ื งความกำ� หนดั ในส่ิงท่ีไม่นา่ พอใจ (อสาตราคกถา) ถาม : ความกำ� หนัดในสิง่ ทไี่ ม่น่าพอใจมีอยู่ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สัตว์ทั้งหลายท่ียินดีทุกข์ ปรารถนาทุกข์ กระหยิ่มยินดีแสวงหาทุกข์ ด�ำรงค์ อยู่เพอ่ื บรรลคุ วามทกุ ข์ มหี รือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนั้น (นิกายอุตตราปถกะ ตีความหมายแห่งพระพุทธภาษิตบางข้อผิด จึงเข้าใจว่า มคี วามก�ำหนัดในสง่ิ ที่ไม่น่าพอใจของผู้ก�ำหนดั น้นั เอง) ๑๓๓. เรอื่ งความทะยานอยากในธรรมเป็นอัพยากฤต (ธมั มตณั หา อัพยากตาติกถา) ถาม : ความทะยานอยากในธรรมเปน็ อพั ยากฤต คือไม่ดไี ม่ช่ัว ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความทะยานอยากในธรรมเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก หรือฝ่ายกิริยา หรือว่า เปน็ รปู เปน็ นพิ พาน หรอื เปน็ อายตนะคอื ตา เปน็ ตน้ จนถงึ อายตนะคอื โผฏฐพั พะ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนน้ั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1072 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1073 (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงสภาพของอัพยากฤต ซึ่งเห็น อ ิภธัมม ิปฎก ได้ชัดว่า ความทะยานอยากในธรรม ไมอ่ ยู่ในสภาพของอพั ยากฤตเลย) ๑๓๔. เรอื่ งธัมมตณั หามิใชเ่ หตุใหเ้ กดิ ทกุ ข์ (ธมั มตณั หา น ทกุ ขสมทุ โยติกถา) ถาม : ความทะยานอยากในธรรมมิใชเ่ หตุให้ทุกข์เกิด ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความทะยานอยากในรปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ มใิ ช่เหตใุ หท้ กุ ข์เกดิ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนนั้ (ค�ำว่า ธรรมะ ใน ธัมมตัณหา หมายถึงอารมณ์ทีร่ ูไ้ ด้ดว้ ยใจ อนั มาเปน็ หมวดเดยี วกบั รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ถือว่าธัมมตัณหามิใช่เหตุให้เกิดทุกข์ ก็จะต้องกล่าวว่า ความทะยานอยากในรูปเสียง เป็นต้น มิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วย นิกายปุพพเสลิยะ มคี วามเหน็ ผิดข้อนี้) ๑๓๕. เรอื่ งความต่อเนื่องแห่งกศุ ลและอกศุ ล (กุสลากสุ ลปฏสิ ันทหนกถา) ถาม : อกศุ ลยอ่ มต่อเน่อื งกับกุศล ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความคดิ เพอ่ื ให้อกศุ ลเกดิ ข้นึ ยอ่ มเปน็ ความคิดเพื่อใหก้ ศุ ลเกิดขึ้นหรือ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า กุศล กับ อกุศล เกิดต่อเนื่องกัน จึงถูกซัก ดัง่ ตวั อย่างข้างตน้ ) ๑๓๖. เรอ่ื งความเกิดข้นึ แหง่ อายตนะ ๖ ถาม : อายตนะ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ย่อมต้ังอยู่ในครรภ์มารดา ไม่ก่อน ไมห่ ลงั (พรอ้ มกับปฏสิ นธจิ ติ ) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สตั ว์มีอวัยวะพร้อม ไมม่ ีอินทรีย์บกพรอ่ ง ก้าวลงสู่ครรภม์ ารดา ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งน้ัน (นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อน้ี อรรถกถาอธิบายว่า ใน ขณะเกิดมอี ายตนะ คือใจกับกายเท่านัน้ อกี ๔ อยา่ ง เกดิ ต่อเมอ่ื ล่วง ๗ ราตรแี ลว้ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1073 5/4/18 2:26 PM
1074 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๓๗. เร่ืองปัจจัยที่ไมม่ รี ะหว่างค่ัน (อนนั ตรปจั จยกถา) ถาม : โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู) ย่อมเกิดขึ้นในล�ำดับติดต่อกัน แหง่ จักขุวิญญาณ (ความรูแ้ จง้ อารมณท์ างตา) มิใชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ความคิดเพื่อให้จักขุวิญญาณเกิดข้ึน ย่อมเป็นอันเดียวกับโสตวิญญาณ มใิ ช่หรอื ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้ัน (นกิ ายอตุ ตราปถกะ มีความเห็นผิดขอ้ น)้ี ๑๓๘. เรื่องรปู ของพระอรยิ ะ (อรยิ รูปกถา) ถาม : รูปของพระอรยิ ะอาศัยมหาภตู รูป (ธาตุท้งั สี่) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รปู ของพระอริยะเปน็ กุศล ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : มหาภูตรปู (ธาตุทั้งส)ี่ เปน็ กศุ ลหรอื ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างนั้น (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักให้เข้าใจว่า ถ้ารูปของพระอริยะ เปน็ กุศล มหาภตู รูปก็เปน็ กศุ ลด้วย ความจริงเป็นกลาง ๆ) ๑๓๙. เรือ่ งอนุสยั เปน็ อยา่ งอื่น (อญั โญ อนสุ โยตกิ ถา) ถาม : อนุสัย (กิเลสท่ีนอนเน่ืองในสันดาน) คือกามราคะเป็นอย่างหน่ึง กิเลส เครอื่ งรดั รงึ คอื กามราคะเปน็ อกี อยา่ งหนง่ึ (กเิ ลสอยา่ งละเอยี ด กบั อยา่ งกลาง แม้ประเภทเดียวกัน ก็เปน็ คนละอย่าง) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กามราคะเป็นอย่างหนึ่ง กิเลสเครื่องรัดรึงคือกามราคะเป็นอีกอย่างหนึ่ง (กิเลสอย่างหยาบกับกิเลสอย่างกลาง แม้ประเภทเดียวกัน ก็เป็นคนละอย่าง) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งน้นั (นกิ ายอันธกะ มีความเห็นผิดขอ้ นี้ คำ� ซกั ชัดเจนอยู่แลว้ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1074 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1075 ๑๔๐. เรอื่ งกิเลสเคร่ืองรงึ รัดไมป่ ระกอบกับจิต (ปริยุฏฐานัง จติ ตวิปปยุตตันตกิ ถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : กิเลสเคร่อื งรงึ รดั (ปรยิ ฏุ ฐานะ) ไม่ประกอบกบั จติ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กิเลสนั้นเป็นรปู เปน็ นพิ พาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงอายตนะคอื โผฏฐพั พะ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้นั (นกิ ายอันธกะ มคี วามเห็นผิดข้อนี้) ๑๔๑. เร่ืองสงิ่ ทีเ่ กย่ี วเน่ืองกัน (ปรยิ าปันนกถา) ถาม : ความก�ำหนัดในรูป (รูปราคะ) ย่อมแฝงตัวตามธาตุคือรูป (รูปธาตุ) จึงจัดว่า เกยี่ วเนอื่ งดว้ ยธาตคุ ือรปู ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ (นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ความจริงความก�ำหนัดในรูป ยอ่ มแฝงตวั ตามท้งั รูปธาตแุ ละอรปู ธาตุ) ๑๔๒. เร่ืองอัพยากฤต (อัพยากตกถา) ถาม : ความเห็น (ทิฏฐคิ ตะ) เปน็ อพั ยากฤต (กลาง ๆ ไม่ดไี มช่ ั่ว) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความเหน็ เปน็ รูป เปน็ นพิ พาน เป็นตน้ หรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มคี วามเห็นผดิ ข้อนี)้ ๑๔๓. เรอ่ื งโลกตุ ตระ (อปรยิ าปันนกถา) ถาม : ความเหน็ เปน็ โลกุตตระ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความเห็น เป็นมรรค หรือผล หรือนพิ พาน ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนน้ั (คำ� วา่ อปริยาปันนะ หมายถึงโลกุตตระ นิกายปพุ พเสลิยะ มีความเห็นผดิ ขอ้ น)้ี ๑๔๔. เรอื่ งความเปน็ ปัจจยั (ปัจจยตากถา) ถาม : ความเปน็ ปัจจยั เปน็ ของก�ำหนดไว้ (ตายตวั ) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1075 5/4/18 2:26 PM
1076 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : การพจิ ารณา (วิมงั สา) เปน็ เหตุด้วย เปน็ ใหญ่ (อธบิ ดี) ดว้ ย มใิ ชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนั้น ทา่ นกไ็ ม่ควรกล่าวว่า สง่ิ ทเ่ี ปน็ ปัจจัยโดยเป็นเหตุปัจจยั ยอ่ มเป็น ปัจจัยโดยความเป็นอธิปติปจั จัยดว้ ย (นิกายมหาสังฆิกะ เห็นผิดว่า ธรรมะที่เป็นปัจจัยข้อใดข้อหน่ึงแล้ว ย่อมไม่เป็น ปัจจัยขอ้ อ่นื จึงถกู ซกั ให้เหน็ วา่ ในขณะเดียวกนั เปน็ ได้ ๒ ข้อก็ม)ี ๑๔๕. เรื่องปัจจัยของกนั และกัน (อญั ญมัญญปัจจยกถา) ถาม : สังขารมีอวิชชาเป็นปัจจัยเท่าน้ัน ไม่ควรกล่าวว่า อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อวชิ ชา เกดิ พร้อมกับสงั ขารมใิ ช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า สังขารมีอวิชชาเป็น ปจั จยั ด้วย อวิชชาก็มสี ังขารเป็นปัจจยั ดว้ ย (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงซักให้ยอมรับเรื่องความเป็นปัจจัย ของกนั และกัน ระหวา่ งอวชิ ชากบั สงั ขาร) ๑๔๖. เรื่องกาลยดื ยาว (อัทธากถา) ถาม : กาลยืดยาวเปน็ ของสำ� เร็จรูป ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กาลยดื ยาวเป็นรูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนน้ั (ข้อน้ีอรรถกถาไม่ได้บอกว่าเป็นของนิกายไหน แต่ก็สันนิษฐานได้ว่า สืบมา จากข้อ ๑๔๕ ตามหลักวิชาส่ิงท่ีนับว่าส�ำเร็จรูปก็เฉพาะขันธ์ ๕ กาลยืดยาวเป็นแต่สักว่า บัญญตั ิวา่ กาล จึงไมจ่ ดั เข้าในคำ� วา่ ส�ำเรจ็ รปู หรือ ปรินปิ ผันนะ) ๑๔๗. เรอ่ื งขณะ ประเดย๋ี ว ครู่ (ขณลยมุหุตตกถา) (ข้อนี้เหมือนข้อ ๑๔๖ คือถือผิดว่า ขณะ เป็นต้น ส�ำเร็จรูป จึงถูกถามว่า เป็น ขันธ์ ๕ หรือ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1076 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1077 ๑๔๘. เรื่องกิเลสทด่ี องสันดาน (อาสวกถา) อ ิภธัมม ิปฎก (นิกายเหตุวาทะ เห็นว่า อาสวะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา มิใช่อาสวะ จึงถูก ซักวา่ เปน็ มรรค ผล นิพพาน เป็นต้น อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ หรอื ) ๑๔๙. เรือ่ งความแกแ่ ละความตาย (ชรามรณกถา) ถาม : ความแกค่ วามตายของธรรมะทเี่ ปน็ โลกตุ ตระ จัดวา่ เป็นโลกตุ ตระ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความแกค่ วามตายเป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นตน้ หรอื ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนัน้ (นกิ ายมหาสงั ฆิกะ มคี วามเหน็ ผดิ ข้อนี้ ค�ำซกั ชัดเจนอยู่แลว้ ) ๑๕๐. เรอ่ื งสญั ญาและเวทนา (สัญญาเวทยิตกถา) ถาม : สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (สมาบัติท่ีดับสัญญาและเวทนา) เป็นโลกุตตระ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สมาบตั เิ ป็นมรรค ผล นิพพาน เปน็ ต้นหรอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้นั (นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ค�ำซักค้านเอาหลักโลกุตตรธรรมมาซัก แต่ เนื่องจากมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า สมาบัติน้ีเป็นนิพพาน จึงน่าสังเกตในการตีความ ธรรมะข้อน้ีอย่เู หมือนกัน ได้เคยบนั ทึกไว้ในขอ้ ท่ี ๕๘ เรอ่ื งนโิ รธสมาบตั ิคร้ังหนง่ึ แล้ว) ๑๕๑. เรื่องสัญญาและเวทนาเร่อื งท่ี ๒ (ทุตยิ สญั ญาเวทยิตกถา) ถาม : สญั ญาเวทยิตนโิ รธสมาบัติเป็นโลกยิ ะ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สมาบัตเิ ป็นรูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ กามาวจร รปู าวจร อรปู าวจร (อย่างใดอยา่ งหนึ่ง) ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายเหตุวาทะ เห็นว่า เม่ือสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิใช่โลกุตตระ ก็ควรเป็น โลกิยะ จึงถูกซักอีกว่า เป็นขันธ์ ๕ หรือเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร เป็นอันสรูปมติของ ผู้แตง่ คมั ภีรก์ ถาวตั ถนุ ้ีว่า สญั ญาเวทยิตนโิ รธสมาบตั ิ มใิ ช่ทง้ั โลกิยะทัง้ โลกุตตระ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1077 5/4/18 2:26 PM
1078 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๕๒. เร่ืองสัญญาและเวทนาเรอ่ื งที่ ๓ (ตติยสัญญเวทยิตกถา) ถาม : ผเู้ ขา้ สัญญาเวทยิตนโิ รธ พึงทำ� กาละไดใ้ ชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อันมีความตาย เปน็ ที่สดุ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนนั้ (นิกายราชคิริกะ มีความเห็นว่า เมื่อไม่มีข้อก�ำหนดว่า ผู้นั้นต้องตาย ผู้นี้จึงไม่ตาย เพราะฉะนั้น ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ควรตายได้เช่นบุคคลธรรมดา แต่ตามหลักวิชา ไม่มี การตายในระหวา่ งทีเ่ ข้าสญั ญาเวทยติ นโิ รธ) ๑๕๓. เรอื่ งสมาบตั ทิ ่ีให้เขา้ ถึงอสญั ญสัตว์ (อสัญญสตั ตุปกิ ากถา) ถาม : การเขา้ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ ทำ� ให้เขา้ ถึงอสัญญสตั ว์ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผเู้ ข้าสัญญาเวทยิตนโิ รธ มอี โลภะ อโทสะ อโมหะ อนั เปน็ กุศลมลู หรือ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างนัน้ ถาม : ถ้าเปน็ อย่างนั้น ทา่ นกไ็ มค่ วรกล่าวว่า การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ทำ� ให้เข้าถึง อสญั ญสัตว์ (นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นเป็นเหตุถูกค้านในข้อนี้ อรรถกถาอธิบายว่า ภาวนา ที่เป็นไปด้วยอ�ำนาจแห่งความคลายความก�ำหนัดในสัญญา จัดเป็นอสัญญสมาบัติบ้าง นิโรธสมาบัติบ้าง ช่ือว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ ๆ จึงมี ๒ อย่าง คือเป็น โลกิยะ และ โลกุตตระ ท่ีเป็นโลกิยะเป็นของบุถุชน ท�ำให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ท่ีเป็นโลกุตตระเป็นของพระอริยะ ไม่ท�ำให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ เม่ือนิกายเหตุวาทะ เห็นแง่เดียว จึงถูกซักค้านให้เห็นแง่อ่ืนอีก คำ� อธบิ ายของอรรถกถาขอ้ นี้ จึงเป็นคำ� ตอบในขอ้ ๕๘ ๑๕๐ และ ๑๕๑ ดว้ ย) ๑๕๔. เรือ่ งการสะสมกรรม (กมั มปู จยกถา) ถาม : กรรมเป็นอยา่ งหนึ่ง การสะสมกรรมเป็นอีกอยา่ งหน่งึ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผัสสะ เวทนา เป็นต้น เป็นอย่างหนึ่ง การสะสมผัสสะ การสะสมเวทนา เปน็ ต้น เป็นอีกอยา่ งหนึง่ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนัน้ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1078 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1079 (นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า กัมมูปจยะ อ ิภธัมม ิปฎก หรือการสะสมกรรม ไม่สมั ปยตุ กับจิต) ๑๕๕. เรือ่ งการขม่ (นคิ คหกถา) ถาม : ผู้อน่ื ยอ่ มขม่ จติ ของผูอ้ นื่ ได้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้อื่นย่อมข่มหรือบังคับได้ว่า จิตของผู้อื่นอย่าก�ำหนัด อย่าคิดประทุษร้าย อยา่ หลง อยา่ เศรา้ หมอง ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างนน้ั (นกิ ายมหาสงั ฆกิ ะ มคี วามเหน็ ผิดขอ้ น)้ี ๑๕๖. เร่อื งการประคอง (ปัคคหกถา) (ข้อน้ีเหมือนข้อ ๑๕๕ ต่างแต่เป็นเร่ืองของการประคองจิตแทนข่มจิต ข้อโต้แย้ง ก็อย่างเดยี วกัน) ๑๕๗. เรื่องการเพิม่ ให้ความสขุ (สขุ านุปปทานกถา) ถาม : ผูอ้ นื่ ย่อมเพ่มิ ให้ความสุขแก่ผู้อนื่ ได้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผอู้ ืน่ ย่อมเพม่ิ ใหท้ กุ ขแ์ ก่ผ้อู ื่นได้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดว่า ความรู้สึกเป็นสุขนั้น เป็นของที่เพิ่มให้แก่กันได้ จงึ ถูกยอ้ นถามถึงความรู้สกึ ทกุ ข์ดว้ ย) ๑๕๘. เร่ืองการรวบรวมพิจารณา (อธคิ คยั หมนสกิ ารกถา) ถาม : บคุ คลยอ่ มรวบรวม๑ พจิ ารณาได้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลยอ่ มรู้จติ นั้น ดว้ ยจติ น้นั ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนัน้ ๑ อธิคฺคยฺห อรรถกถาแก้ว่า สงฺคณฺหิตฺวา อน่ึง ค�ำว่า มนสิการ เคยแปลว่า ใส่ใจ หรือท�ำไว้ในใจ แต่ในท่ีน้ีใช้ว่า พจิ ารณาเพ่ือให้ความชัดขน้ึ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1079 5/4/18 2:26 PM
1080 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า บุคคลอาจรวบรวมสังขารทั้งหมดมาพิจารณา รวมกันได้ จึงถูกซกั ว่า ใชจ้ ติ ขณะน้นั รู้จิตขณะนน้ั ได้หรือ) ๑๕๙. เรอ่ื งรูปเปน็ เหตุ (รปู ัง เหตตู ิกถา) ถาม : รูปเปน็ เหตุ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รปู เปน็ เหตุ คือความไม่โลภ เปน็ ต้น ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้ัน (นกิ ายอตุ ตราปถกะ มคี วามเหน็ ผดิ ข้อน้ี) ๑๖๐. เรือ่ งรูปมเี หตุ (รปู ัง สเหตกุ นั ติกถา) ถาม : รปู มเี หตุ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รูปประกอบดว้ ยเหตุ คอื ความไมโ่ ลภ เปน็ ต้น ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนัน้ (นิกายอุตตราปถกะ มคี วามเหน็ ผดิ ข้อนี้) ๑๖๑. เรือ่ งรูปเปน็ กุศลและอกศุ ล (รูปงั กุสลากุสลนั ตกิ ถา) ถาม : รปู เป็นกศุ ลและอกศุ ลได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : รปู มีอารมณ์ มีการค�ำนึงคิดถงึ ได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายมหิสาสกะ และ สมิตยิ ะ มีความเห็นผิดวา่ กายวิญญัติ การไหวกาย วจีวญิ ญัติ การไหววาจา ซ่ึงเป็นอุปาทายรูปนั้น ก็ได้แก่กายกรรมและวจีกรรม เพราะฉะนั้น จึงเป็นได้ ท้ังกุศลและอกุศล แต่ตามหลักวิชาต้องถือว่า กุศลอกุศลมีความส�ำคัญอยู่ที่จิต จึงถูกถามว่า รปู น้ันมอี ารมณแ์ ละคดิ นึกได้หรือไม)่ ๑๖๒. เรอื่ งรูปเป็นผล (รูปัง วิปาโกตกิ ถา) (ข้อว่า รูปเป็นผล หรือวิบากน้ี เปน็ ความเห็นของ นกิ ายอนั ธกะ และ สมิตยิ ะ ข้อแยง้ ก็อยา่ งเดียวกับขอ้ ๑๑๘ เร่ืองเสยี งเปน็ ผล) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1080 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1081 ๑๖๓. เรื่องรปู เป็นรูปาวจรและอรปู าวจร (รปู ัง รูปาวจรารปู าวจรนั ติกถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : รปู เปน็ รูปาวจรและอรูปาวจรได้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า รูปช่ือว่าเป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร ก็เพราะท�ำกรรมอันเป็นกามาวจร รปู าวจร หรืออรูปาวจรไว้ จงึ ถกู ซกั ว่า รูปเปน็ การแสวงหาสมาบัติ การแสวงหาการเกิด และเป็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นสัมปยุตตธรรม คือเกิดพร้อม ดับพร้อม และมีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิตที่แสวงหาสมาบัติ แสวงหาการเกิด ใชห่ รอื ไม่ ) ๑๖๔. เรื่องรูปราคะเนอ่ื งดว้ ยรูปธาตุ (รูปราโค รปู ธาตปุ ริยาปนั โนติกถา) ถาม : ความกำ� หนัดในรปู (รปู ราคะ) เน่อื งด้วยธาตคุ ือรปู ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ (นกิ ายอันธกะ มคี วามเหน็ ผดิ ขอ้ นี้ ขอ้ ซกั ถามพ้องกบั ข้อ ๑๖๓) ๑๖๕. เร่ืองพระอรหันต์มกี ารสง่ั สมบญุ (อตั ถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา) ถาม : พระอรหันต์มกี ารสงั่ สมบญุ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหนั ต์มีการส่ังสมทมี่ ิใช่บุญ (คือบาป) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักให้นึกถึงค�ำท่ีว่า พระอรหันต์ละบุญ ละบาปได้แล้ว ถ้าสั่งสมบุญได้ก็สั่งสมบาปได้ด้วย ข้อควรทราบก็คือ การท�ำความดีของ พระอรหันต์เปน็ กริ ยิ าเท่านั้น มใิ ช่เพ่ือเปน็ บุญ คือเพื่อลา้ งหรอื ชำ� ระความช่วั ) ๑๖๖. เร่อื งพระอรหันตไ์ ม่มกี ารตายเมอื่ ยังไม่ถงึ คราว (นตั ถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา) ถาม : พระอรหันต์ไมม่ ีการตายเม่อื ยงั ไม่ถงึ คราว ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผ้ฆู า่ พระอรหนั ตไ์ มม่ ี ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักให้นึกถึงเร่ืองท่ีอาจ มผี ู้ฆ่าพระอรหันตไ์ ด้ ในกรณีเชน่ นนั้ กช็ ่ือว่าตายในเม่ือยงั ไมถ่ งึ คราว) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1081 5/4/18 2:26 PM
1082 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๖๗. เร่ืองทกุ อยา่ งมาจากกรรม (สัพพมทิ งั กมั มโตตกิ ถา) ถาม : ทุกอยา่ งนี้มาจากกรรม ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กรรมก็มาจากกรรม ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายราชคิริกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อน้ี เพราะตีความในพระพุทธภาษิต บางข้อ จงึ ถกู ซกั ดัง่ ตัวอยา่ งข้างต้น) ๑๖๘. เรอ่ื งสง่ิ ท่เี น่ืองดว้ ยอนิ ทรีย์ (อนิ ทรยิ พทั ธกถา) ถาม : ส่งิ ทีเ่ นอ่ื งดว้ ยอนิ ทรียเ์ ท่านั้น เปน็ ทุกข์ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สิ่งที่เน่ืองด้วยอินทรีย์เท่านั้น ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงท้ังส่ิงท่ีเนื่องด้วยอินทรีย์และ ไม่เนือ่ งด้วยอนิ ทรีย์ กเ็ ป็นทกุ ข์ท้งั สน้ิ ) ๑๖๙. เร่อื งเวน้ แต่อริยมรรค (ฐเปตวา อรยิ มคั คันติกถา) ถาม : สังขารท่ีเหลือ เวน้ แต่อรยิ มรรค เปน็ ทุกข์ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : แม้เหตใุ หเ้ กิดทกุ ข์ กเ็ ปน็ ทกุ ข์ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างนน้ั (นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นว่า อริยมรรคเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึง ยกเว้นให้ นอกนัน้ เห็นว่าเป็นทกุ ข์หมด ฝ่ายค้านจึงซักคา้ นถึงข้ออื่น ๆ คือทกุ ขสมุทัย) ๑๗๐. เร่อื งไมค่ วรกล่าววา่ สงฆ์รับทักษิณา (น วตั ตัพพัง สงั โฆ ทกั ขณิ งั ปฏิคคัณหาตีตกิ ถา) ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า สงฆ์รบั ทักษณิ า (ของท�ำบญุ ) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สงฆ์เป็นผู้ควรแก่ของค�ำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา เป็นต้น มใิ ชห่ รอื PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1082 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1083 ตอบ : ใช่ อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : ถา้ อยา่ งนนั้ ทา่ นกไ็ มน่ า่ จะกลา่ ววา่ ไมค่ วรกลา่ ววา่ สงฆร์ บั ทักษณิ า (นิกายเวตุลลกะ พวกมหาสุญญตาวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า มรรค และผลเปน็ พระสงฆ)์ ๑๗๑. เรื่องไม่ควรกล่าวว่า สงฆท์ �ำทกั ษณิ าใหบ้ ริสุทธิ์ (น วัตตพั พัง สังโฆ ทกั ขิณงั วิโสเธตีติกถา) ๑๗๒. เรื่องไม่ควรกล่าวว่า สงฆ์ฉนั (อาหาร) (น วัตตัพพัง สังโฆ ภญุ ชตีตกิ ถา) ๑๗๓. เรอ่ื งไมค่ วรกล่าววา่ ทานทีถ่ วายแดส่ งฆม์ ผี ลมาก (น วัตตพั พงั สังฆสั ส ทินนงั มหปั ผลนั ติกถา) (รวม ๔ ข้อน้ี เป็นหัวข้อท่ีท�ำให้มีความเห็นผิดแบบเดียวกับข้อ ๑๗๐ จึงรวมไว้ แตห่ วั ข้อ ไม่ตอ้ งอธบิ าย) ๑๗๔. เรอ่ื งไม่ควรกล่าวว่า ทานทถ่ี วายแกพ่ ระพุทธเจา้ มผี ลมาก (น วตั ตัพพงั พทุ ธัสส ทินนัง มหัปผลนั ติกถา) (นิกายเวตุลลกะ พวกมหาสุญญตาวาทะ มีความเห็นผิดข้อน้ี เพราะเห็นว่า พระผมู้ พี ระภาคไม่ฉนั ส่ิงใด ๆ คอื มีความเห็นวา่ พระสงฆ์ท่ีแทจ้ ริงก็คอื มรรคผล พระพทุ ธเจา้ ท่แี ท้จริงกค็ ือปัญญาท่ีตรัสรู้ เปน็ การเหน็ แบบปรมตั ถ์แล้วเอามาคา้ นสมมตบิ ญั ญตั ิ) ๑๗๕. เรอ่ื งความบริสทุ ธิ์แห่งทกั ษณิ า (ทักขณิ าวิสุทธิกถา) ถาม : ทานยอ่ มบรสิ ุทธ์ิทางฝ่ายผู้ใหเ้ ท่านั้น มใิ ชฝ่ า่ ยผรู้ บั ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผู้รับบางคนท่ีเป็นผู้ควรแก่ของค�ำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ของทำ� บญุ ) มอี ยมู่ ิใชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างน้ัน ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ทานย่อมบริสุทธิ์ทางฝ่ายผู้ให้เท่านั้น มิใช่ ฝา่ ยผรู้ บั (นกิ ายอตุ ตราปถกะ มคี วามเหน็ ผิดข้อน้)ี PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1083 5/4/18 2:26 PM
1084 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๗๖. เร่อื งมนุษยโลก (มนสุ สโลกกถา) ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า พระผมู้ พี ระภาคพทุ ธเจา้ ประทับอยูใ่ นมนษุ ยโลก ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เจดีย์ อาราม วิหาร คาม นิคม นคร แว่นแคว้น ชนบทท่ีพระพุทธเจ้าเคย อย่มู าแลว้ มอี ย่มู ิใชห่ รือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่น่าจะกล่าวว่า ไม่ควรกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทบั อยใู่ นมนษุ ยโลก (นิกายเวตุลลกะ มีความเห็นผิดว่า รูปกายของพระพุทธเจ้าท่ีปรากฏในโลกนี้เป็น เพียงรูปนิรมิต ไม่ใช่พระองค์จริง พระองค์จริงประทับอยู่ในดุสิตภพ จึงถูกซักดั่งตัวอย่าง ข้างต้น) ๑๗๗. เรื่องพระธรรมเทศนา (ธัมมเทสนากถา) ถาม : ไมค่ วรกล่าวว่า พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงธรรม ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ใครเล่าแสดงธรรม ตอบ : รูปท่นี ิรมติ ขน้ึ แสดงธรรม ถาม : พระชินศาสดาสัมมาสัมพทุ ธเจา้ เปน็ ผทู้ ่ีถูกนริ มิตขนึ้ หรือ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างนน้ั (นิกายเวตุลลกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี พึงสังเกตว่า นิกายนี้ มีความเห็นในรูป ปรมตั ถ์เสมอ) ๑๗๘. เรื่องกรณุ า (กรุณากถา) ถาม : พระผมู้ ีพระภาคพทุ ธเจ้า ไม่มพี ระกรุณา ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระผู้มพี ระภาคพุทธเจ้า ไม่มีพระเมตตาใชห่ รือไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนนั้ (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี เพราะเข้าใจว่า กรุณามีลักษณะใกล้เคียง กบั ราคะ ความกำ� หนดั ยนิ ดี ซง่ึ เปน็ ความเข้าใจผดิ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1084 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1085 ๑๗๙. เร่อื งของหอม (คนั ธชาติกถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : อจุ จาระ ปสั สาวะของพระพทุ ธเจา้ ยอ่ มเหนอื คนั ธชาตอิ น่ื ๆ อยา่ งยง่ิ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระผู้มีพระภาค เสวยของหอมหรือ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างน้นั (นกิ ายอนั ธกะ และ อตุ ตราปถกะ มคี วามเหน็ วา่ อจุ จาระ ปสั สาวะของพระผมู้ พี ระภาค หอมย่งิ กวา่ ของหอมอน่ื ๆ ความจรงิ เป็นอย่างปกติของมนษุ ย์ธรรมดา) ๑๘๐. เร่ืองมรรคอันเดยี ว (เอกมคั คกถา) ถาม : พระอริยบุคคลย่อมท�ำใหแ้ จ้งผลทง้ั ส่ีด้วยมรรคอนั เดียว ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผัสสะ ๔ จนถงึ ปัญญา ๔ ยอ่ มรวมกัน ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอยา่ งนน้ั (นกิ ายอนั ธกะ และ อตุ ตราปถกะ มีความเหน็ ผดิ ข้อนี้) ๑๘๑. เรื่องการก้าวขา้ มฌาน (ฌานสังกนั ติกถา) ถาม : บคุ คลยอ่ มกา้ วขา้ มจากฌานไปสู่ฌาน ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : กา้ วขา้ มจากฌานที่ ๑ ไปสูฌ่ านที่ ๓ อยา่ งนั้นหรอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนั้น (นกิ ายมหิสาสกะ และ อนั ธกะ บางสว่ น มีความเหน็ ผิดข้อนี้) ๑๘๒. เร่ืองชอ่ งว่างของฌาน (ฌานันตริกากถา) ถาม : ช่องวา่ งของฌานมอี ยู่ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ช่องว่างของผสั สะ จนถงึ ช่องว่างของปัญญากม็ ี ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนนั้ (นิกายสมิตยิ ะ และ อันธกะ บางส่วน มคี วามเห็นผดิ ข้อน)้ี ๑๘๓. เร่อื งผ้เู ขา้ ฌานย่อมไดย้ ินเสยี ง (สมาปันโน สทั ทัง สณุ าตีติกถา) ถาม : ผเู้ ข้าฌานยอ่ มไดย้ นิ เสยี ง ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1085 5/4/18 2:26 PM
1086 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : ผู้เขา้ ฌานยอ่ มเห็นรปู ดว้ ยตา ฟังเสยี งดว้ ยหู ดมกลนิ่ ดว้ ยจมกู เป็นต้นหรือ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างน้ัน (นกิ ายปุพพเสลยิ ะ มีความเห็นผดิ ข้อน้)ี ๑๘๔. เร่ืองเห็นรปู ด้วยตา (จักขุนา รปู งั ปัสสตตี กิ ถา) ถาม : บคุ คลย่อมเหน็ รปู ดว้ ยตา ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลย่อมเหน็ รูปดว้ ยรูป (คือตากเ็ ปน็ รปู อย่างหน่ึง) ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างน้นั (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจในถ้อยค�ำผิด ความจริงค�ำว่า เห็นรปู ด้วยตานั้น หมายถงึ เห็นด้วยจกั ขุวิญญาณ คอื ความรูแ้ จ้งอารมณท์ างตา) ๑๘๕. เรอ่ื งการละกิเลส (กเิ ลสชหนกถา) ถาม : บคุ คลยอ่ มละกิเลสทเ่ี ปน็ อดตี ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลย่อมดับสิ่งที่ดับแล้ว ปราศจากสิ่งท่ีหมดไปแล้ว ท�ำให้ส่ิงท่ีส้ินไปแล้ว สน้ิ ไปอยา่ งน้ันหรอื ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนัน้ (นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่ากิเลสมีทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน บุคคลย่อม ละกิเลสทั้งสามประเภทนั้น ความจริงไม่ควรกล่าวอย่างน้ัน เพราะเม่ืออริยมรรคมีพระนิพพาน เปน็ อารมณ์ เปน็ ไปแล้ว กิเลสทไี่ ม่เกดิ ขน้ึ ก็ไมเ่ กดิ ขึ้น จึงชอ่ื ว่าละกิเลสได้) ๑๘๖. เรอื่ งความสญู (สญุ ญตากถา) ถาม : ความสูญ เนอ่ื งดว้ ยสังขารและขนั ธ์ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ส่งิ ทีไ่ มม่ ีนิมิต ก็เน่ืองด้วยสังขารและขันธ์ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงความสูญมี ๒ อย่าง คือที่เป็นลักษณะ ซง่ึ ไม่ใช่ตนแห่งขันธ์ และทเี่ ปน็ นพิ พาน เมือ่ เห็นแงเ่ ดยี ว จึงถกู ซักใหร้ ถู้ ึงขอ้ อ่ืน ๆ ดว้ ย) ๑๘๗. เร่ืองผลแหง่ ความเปน็ สมณะ (สามญั ญผลกถา) ถาม : ผลแหง่ ความเปน็ สมณะเป็นอสังขตะ (ไม่มปี จั จัยปรุงแตง่ ) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1086 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1087 ถาม : ผลแหง่ ความเปน็ สมณะ เป็นนพิ พานหรือ อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั (นิกายปพุ พเสลยิ ะ มคี วามเหน็ ผิดขอ้ นี้) ๑๘๘. เร่ืองการบรรลุ (ปตั ติกถา) ๑๘๙. เรอ่ื งความจริง (ตถตา) (ท้ังสองข้อน้ีก็เหมือนข้อ ๑๘๗ คือ นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นว่า ข้อ ๑๘๗ - ๑๘๘ และนิกายอันธกะ บางส่วน มีความเห็นว่า ข้อ ๑๘๙ เป็นอสังขตะ จึงถูกซักให้เข้าใจว่า เม่ือมใิ ช่นิพพานจงึ มใิ ช่อสงั ขตะ) ๑๙๐. เรอ่ื งกศุ ล (กุสลกถา) ถาม : นพิ พานธาตเุ ป็นกศุ ล ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : นิพพานธาตุมอี ารมณ์ มีการคดิ นึกได้เช่นน้นั หรอื ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างน้ัน (นกิ ายอนั ธกะ มคี วามเห็นผิดขอ้ น)้ี ๑๙๑. เรื่องขอ้ ก�ำหนดเด็ดขาด (อัจจนั ตนิยามกถา) ถาม : บุถุชนมีขอ้ กำ� หนดเด็ดขาด ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผฆู้ า่ มารดา ฆา่ บดิ า เปน็ ต้น ก็ชอื่ วา่ มขี อ้ กำ� หนดเด็ดขาด ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้ โดยเข้าใจว่า บุคคลที่เป็นบุถุชน บางคน อาจได้บรรลุมรรคผลอย่างแน่นอน โดยมิได้เฉล่ียว่า ค�ำว่า ข้อก�ำหนดเด็ดขาด หมายถึงทางทีช่ ัว่ ดว้ ย) ๑๙๒. เร่อื งธรรมะท่ีเป็นใหญ่ (อินทรยิ กถา) ถาม : ไมม่ ีธรรมะท่ีเป็นใหญ่ คอื ความเชอ่ื (สัทธินทรยี )์ ทเ่ี ปน็ โลกิยะ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ไม่มีความเชอ่ื ทีเ่ ป็นโลกยิ ะ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างนัน้ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1087 5/4/18 2:26 PM
1088 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (นิกายเหตุวาทะ และ มหิสาสกะ เห็นผิดว่า ความเชื่อท่ีเป็นโลกิยะเป็นความเชื่อ ธรรมดาไม่เป็นสัทธินทรีย์ แต่ความจริงเป็นสัทธินทรีย์ด้วย ในฐานะที่เป็นใหญ่ แม้ความเพียร สติ สมาธิ และปญั ญา ก็เป็นเช่นเดยี วกัน) ๑๙๓. เร่อื งไมจ่ งใจ (อสญั จจิ จกถา) ถาม : บคุ คลไม่จงใจ ท�ำมารดาของตนใหส้ ้ินชวี ิต ชอ่ื วา่ ท�ำอนนั ตริยกรรม ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลไม่จงใจฆา่ สตั ว์ กช็ ื่อว่าทำ� ปาณาติบาต ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้นั (ตามความจริงถ้าไม่จงใจหรอื ไม่มีเจตนา เช่น ทำ� ของตกถูก ถงึ แกค่ วามตายก็ไม่เปน็ อนันตริยกรรม แต่นิกายอุตตราปถกะบางส่วน มีความเห็นผิดว่า เป็นอนันตริยกรรม จึงถูกซกั ถงึ การฆา่ สตั วโ์ ดยไม่เจตนา) ๑๙๔. เรือ่ งญาณ (ญาณกถา) ถาม : บถุ ุชนไม่มีญาณ (ความร้)ู ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุถุชนไมม่ ีปญั ญา ไมม่ กี ารพิจารณาหรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นกิ ายเหตวุ าทะ มีความเหน็ ผดิ ขอ้ นี้ จึงถูกซักให้เห็นวา่ บุถุชนกม็ ีญาณ) ๑๙๕. เร่ืองนายนิรยบาล (นริ ยปาลกถา) ถาม : ไมม่ นี ายนิรยบาล (ผู้ปกครองนรก) ในนรก ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ไมม่ ีการลงโทษในนรก ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอยา่ งนนั้ (นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า ไม่มีนายนิรยบาลในนรก ฝ่ายค้านจึงซักค้านในทางให้ เห็นวา่ มี) ๑๙๖. เรอื่ งสตั วด์ ริ ัจฉาน (ตริ จั ฉานกถา) ถาม : มสี ัตวด์ ิรัจฉานในหมู่เทพ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : มีเทพในหม่สู ัตวด์ ิรัจฉาน ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้นั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1088 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1089 (นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า มีสัตว์ในหมู่เทพ เช่น ช้างเอราวัณ ฝ่ายค้านเห็นว่า อ ิภธัมม ิปฎก มิใชช่ ้างจริง แต่เปน็ เทพจำ� แลง จงึ ซกั คา้ น) ๑๙๗. เรอื่ งมรรค (มคั คกถา) ถาม : มรรคมีองค์ ๕ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถงึ มรรคมอี งค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นตน้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อย่างนั้น ท่านกไ็ ม่ควรกล่าวว่า มรรคมอี งค์ ๕ (นิกายมหิสาสกะ มีความเห็นผิดว่า โดยตรงมรรคมีเพียงองค์ ๕ ส่วนอีก ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่ประกอบกับจิต จึงไม่ต้องนับเป็นองค์ก็ได้ ฝา่ ยคา้ นจึงซักค้านถึงหลักฐานทพี่ ระพุทธเจา้ ตรัสไว)้ ๑๙๘. เรื่องญาณ (ญาณกถา) ถาม : ญาณท่ีมีวัตถุ ๑๒ (ญาณมีอาการ ๑๒ ตามนัยแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) เป็นโลกตุ ตระ ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : โลกตุ ตรญาณมี ๑๒ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้ัน (นกิ ายปุพพเสลยิ ะ และ อปรเสลยิ ะ มีความเห็นผดิ ข้อน้)ี ๑๙๙. เร่อื งคำ� สอน (สาสนกถา) ถาม : คำ� สอนเปน็ ของท�ำขนึ้ ใหม่ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สติปัฏฐานเปน็ ของท�ำข้ึนใหม่ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น (นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่า เมื่อท�ำสังคายนา ๓ คราว ก็เป็นการแต่งค�ำสอน ข้ึนใหม่ จึงถูกซักให้ตอบว่า เป็นการแต่งหลักธรรม เช่น สติปัฏฐานข้ึนใหม่ด้วยหรือ ซ่ึงฝ่ายเหน็ ผิดปฏิเสธ) ๒๐๐. เรอ่ื งผูไ้ มส่ งัด (อววิ ติ ตกถา) ถาม : บุถชุ นไมส่ งดั จากธรรมทมี่ ธี าตุ ๓ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1089 5/4/18 2:26 PM
1090 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : บถุ ชุ นไมส่ งัดจากผสั สะ เวทนา สัญญา เปน็ ตน้ อันมธี าตุ ๓ หรือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ แต่ตามหลักจะช่ือว่าไม่สงัดจากธรรมใด กเ็ ฉพาะธรรมนน้ั เป็นปจั จุบนั เทา่ นนั้ ฝา่ ยเห็นผิดเห็นคลุมไปหมด จึงถกู ซักถึงข้ออื่น ๆ ดว้ ย) ๒๐๑. เรอ่ื งกิเลสทผี่ กู มดั (สญั โญชนกถา) ถาม : มีการบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องละสัญโญชน์ (กิเลสที่ผูกมัด) บางอย่าง ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : มีการบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ เปน็ ต้น ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างนนั้ (นกิ ายมหาสงั ฆิกะ มคี วามเหน็ ผิดขอ้ นี้ จึงถกู ซกั ค้าน) ๒๐๒. เรอ่ื งฤทธิ์ (อิทธกิ ถา) ถาม : พระพุทธเจา้ หรอื พระสาวกมีฤทธ์ทิ เ่ี ปน็ ไปตามประสงค์ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกมีฤทธ์ิท่ีเป็นไปตามประสงค์ เช่น ให้ต้นไม้มีใบ มดี อก มผี ลอย่เู สมอ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อน้ี ตามหลักถือว่า ฤทธิ์จะส�ำเร็จในกรณีท่ีไม่ฝืน ธรรมดาเกนิ ไป เชน่ ไม่ใหแ้ ก่ ไมใ่ หต้ ายไม่ได้ แตใ่ ห้ตายช้าออกไปพอจะทำ� ได้) ๒๐๓. เรื่องพระพทุ ธเจา้ (พทุ ธกถา) ถาม : พระพทุ ธเจา้ มีเลวมีดีกวา่ กนั ในระหวา่ งพระพุทธเจา้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ดีเลวกว่ากันโดยสติปัฏฐาน (การต้ังสติ) สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) เปน็ ต้น ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนัน้ (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงคุณธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่ง ฝ่ายเห็นผิดปฏิเสธว่าไม่มีดีเลวกว่ากันโดยคุณธรรม อันที่จริงความต่างกันแห่งอายุ แห่งสรีระ เป็นต้น มีอยู่ แต่ความดเี ลวกว่ากนั ในทางธรรมไม่มเี ลย) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1090 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1091 ๒๐๔. เรื่องทศิ ท้งั ปวง (สพั พทสิ ากถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : พระพทุ ธเจา้ ทรงด�ำรงอย่ทู ุกทศิ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระพุทธเจ้าทรงดำ� รงอยใู่ นทิศตะวันออก ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นว่า มีพระพุทธเจ้าในโลกธาตุต่าง ๆ ทุกทิศ ฝ่ายค้าน จงึ ซักตามทศิ และซกั ถงึ พระนาม รวมทั้งรายละเอียดอนื่ ๆ เกยี่ วกบั พระพทุ ธเจ้าในทิศนน้ั ๆ) ๒๐๕. เร่ืองธรรม (ธมั มกถา) ถาม : ธรรมท้งั ปวงเปน็ ของเท่ยี งแท้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เที่ยงแทใ้ นทางท่ีผดิ หรือ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่า รูปธรรมก็เที่ยงแท้โดยความเป็น รปู ธรรม ฝา่ ยคา้ นจึงซกั ค้านท้ังเทย่ี งแทใ้ นทางทีผ่ ิดและที่ถกู ว่าเป็นในทางไหนกันแน่) ๒๐๖. เรือ่ งกรรม (กัมมกถา) ถาม : กรรมทั้งปวงเปน็ ของเที่ยงแท้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เท่ยี งแทใ้ นทางท่ผี ดิ หรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนั้น (เรอ่ื งนี้ต่อเนอ่ื งมาจากขอ้ ๒๐๕ ข้อซกั กอ็ ย่างเดยี วกัน) ๒๐๗. เรื่องปรนิ พิ พาน ถาม : มปี รินพิ พานโดยไมต่ อ้ งละกเิ ลสเครือ่ งผกู มดั บางอย่าง ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ไม่ต้องละสักกายทฏิ ฐิ เปน็ ตน้ หรือ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนัน้ (นิกายอนั ธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เคา้ เรอื่ งพ้องกบั ขอ้ ๒๐๑) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1091 5/4/18 2:26 PM
1092 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๒๐๘. เรื่องกุศลจติ (กสุ ลจติ ตกถา) ถาม : พระอรหนั ต์มจี ติ เปน็ กุศล ยอ่ มปรินพิ พาน ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหันต์ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร (เจตนาที่เป็นบุญ) ปรุงแต่ง อเนญชาภิสังขาร (เจตนาในอรูปฌาน) ท�ำกรรมอันเป็นไปเพ่ือคติ เพื่อมี เพื่อเป็น ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้นั (ข้อน้ีเป็นปัญหาเร่ืองหลักวิชา นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดในเร่ืองนี้ จึงถูกซักให้ เข้าใจหลกั วิชา) ๒๐๙. เร่ืองอาเนญชะ (อาเนญชกถา) ถาม : พระอรหันต์ต้ังอยู่ในอาเนญชะ (จิตอันประกอบด้วยอรูปฌาน) ย่อม ปรนิ ิพพาน ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหนั ต์ตั้งอยู่ในปกตจิ ิต ปรนิ ิพพาน ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอยา่ งนนั้ ท่านกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ พระอรหันต์ตัง้ อยู่ในอาเนญชะ ปรนิ พิ พาน (นกิ ายอุตตราปถกะ บางพวก มีความเหน็ ผดิ ขอ้ นี้) ๒๑๐. เร่อื งการตรสั รธู้ รรม (ธมั มาภิสมยกถา) ถาม : สัตวผ์ ้นู อนในครรภ์ มกี ารตรัสรู้ธรรม ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : สตั ว์นอนในครรภ์ มกี ารแสดงธรรม ฟังธรรม สนทนาธรรม เป็นตน้ หรือ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นว่า ผู้ที่เป็นพระโสดาบันในอดีตภพ พอเกิดใหมก่ ไ็ ด้ตรัสรู้ธรรมตง้ั แต่อยใู่ นครรภ์ ฝา่ ยคา้ นจึงซักคา้ นให้รวู้ า่ เหน็ ผดิ ) ๒๑๑. เร่ือง ๓ ประเภท (ตสิ โสปิกถา) ถาม : สัตว์ผู้นอนในครรภ์ ผู้ที่ก�ำลังฝันตรัสรู้ธรรมได้ ผู้ท่ีก�ำลังฝันบรรลุอรหัตตผล ได้ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1092 5/4/18 2:26 PM
อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1093 ถาม : ผู้นอนหลับ ประมาท หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะตรัสรู้ธรรมได้ บรรลุ อ ิภธัมม ิปฎก อรหตั ตผลได้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างน้นั (นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อน้ี จึงถูกซักให้เห็นว่า บุคคลทั้งสาม ประเภทนน้ั ตรัสรไู้ มไ่ ด้ บรรรลุอรหตั ตผลไมไ่ ด้) ๒๑๒. เรือ่ งอพั ยากฤต (อพั ยากตกถา) ถาม : จิตของผูฝ้ ันเปน็ อพั ยากฤต (ไมด่ ีไมช่ ่ัว เป็นกลาง ๆ) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลฝันว่า ฆ่าสตั ว์ ได้หรือไม่ ตอบ : ได้ ถาม : ถ้าอยา่ งนัน้ ทา่ นก็ไมค่ วรกล่าวว่า จิตของผู้ฝันเปน็ อัพยากฤต (นิกายอตุ ตราปถกะ บางสว่ น มคี วามเห็นผิดขอ้ นี้ คำ� ซกั ชดั เจนอยู่แล้ว) ๒๑๓. เรอ่ื งความเปน็ ปัจจัยเพราะส้องเสพ (อาเสวนปัจจยตากถา) ถาม : ไม่มีความเป็นปจั จยั เพราะการส้องเสพใด ๆ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระผู้มีพระภาคตรสั ไว้วา่ ปาณาตบิ าต (การทำ� ชีวติ สตั วใ์ ห้ตกลว่ ง) อันบคุ คล ส้องเสพ เจริญ ท�ำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือนรก ก�ำเนิดดิรัจฉาน ภมู แิ หง่ เปรต เป็นต้น มิใช่หรือ ตอบ : ใช่ ถาม : ถา้ อยา่ งนน้ั ทา่ นกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ ไมม่ คี วามเปน็ ปจั จยั เพราะการสอ้ งเสพใด ๆ (นิกายอุตตราปถกะ บางสว่ น มคี วามเห็นผดิ ขอ้ นี้ คำ� ซกั ชดั อยแู่ ลว้ ) ๒๑๔. เรื่องชัว่ ขณะ (ขณิกกถา) ถาม : ธรรมทัง้ ปวงเปน็ ไปชัว่ ขณะจิตเดียว ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : แผ่นดนิ มหาสมทุ ร ภเู ขาสเิ นรุ เปน็ ต้น ตง้ั อยใู่ นจิตหรอื ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้ัน (นิกายปุพพเสลยิ ะ และ อปรเสลิยะ มีความเหน็ ผิดข้อน้ี เพราะใช้ถ้อยค�ำคลุมมากไป จงึ ถูกซกั ถงึ ธรรมอ่ืน ๆ ท่ีไมเ่ กย่ี วกบั จิต) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1093 5/4/18 2:26 PM
1094 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๒๑๕. เรอ่ื งความประสงค์อันเดยี วกนั (เอกาธปิ ปายกถา) ถาม : ควรเสพเมถุนธรรม (ธรรมของคนคู)่ ด้วยความประสงคอ์ ันเดียวกัน ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ควรเป็นผู้มิใช่สมณะ มิใช่ภิกษุ เป็นต้น ด้วยความประสงค์อันเดียวกัน ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนัน้ (นิกายอันธกะ และ เวตลุ ลกะ มคี วามเห็นผดิ ขอ้ นี้) ๒๑๖. เรอ่ื งเพศของพระอรหันต์ (อรหันตวณั ณกถา) ถาม : อมนุษยป์ ลอมเพศเปน็ พระอรหันต์ เสพเมถุนธรรมกม็ ี ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : อมนษุ ย์ปลอมเพศเปน็ พระอรหันต์ ฆา่ สตั ว์ ลักทรพั ย์ เปน็ ตน้ กม็ ี ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (นิกายอตุ ตราปถกะ บางส่วน มคี วามเหน็ ผิดขอ้ นี้) ๒๑๗. เรอื่ งการบนั ดาลตามความใคร่ของผูเ้ ปน็ ใหญ่ (อสิ สรยิ กามการกิ ากถา) ถาม : พระโพธิสัตว์ถึงวินิบาต (สภาพท่ีตกต�่ำ) เพราะเหตุคือการบันดาลตาม ความใคร่ของผู้เปน็ ใหญ่ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระโพธิสัตว์ย่อมตกนรกต่าง ๆ เพราะเหตุคือการบันดาลตามความใคร่ ของผเู้ ปน็ ใหญ่ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนัน้ (นกิ ายอันธกะ มคี วามเห็นผดิ ข้อน)้ี ๒๑๘. เร่ืองส่ิงท่เี ปน็ ราคะเทียม เปน็ ต้น (ราคปฏิรปู กาทกิ ถา) ถาม : สิง่ ทมี่ ิใช่ ราคะ แต่เปน็ ราคะ เทยี มหรอื ปลอม ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : มีสง่ิ ทม่ี ิใช่ ผสั สะ เวทนา เป็นต้น แตเ่ ปน็ ผัสสะเทยี ม เวทนาเทียม ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นต้น ไม่ใช่ราคะ แต่เป็น ราคะเทยี ม จงึ ถูกซกั ถงึ เรอื่ งอนื่ ๆ ดว้ ย) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1094 5/4/18 2:26 PM
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203