Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ct3-ผสาน

ct3-ผสาน

Published by pim, 2019-11-02 01:05:59

Description: ct3-ผสาน

Search

Read the Text Version

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี จิตตุปปาทกัณฑ์ 995 (๖๓) จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึก อ ิภธัมม ิปฎก เฉย ๆ) มีรูปเป็นอารมณ์ (๖๔) โสตวญิ ญาณ (ความรอู้ ารมณท์ างห)ู ประกอบดว้ ยอเุ บกขา มเี สยี งเปน็ อารมณ์ (๖๕) ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางจมูก) ประกอบด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็น อารมณ์ (๖๖) ชวิ หาวญิ ญาณ (ความรอู้ ารมณท์ างลน้ิ ) ประกอบดว้ ยอเุ บกขา มรี สเปน็ อารมณ์ (๖๗) กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางกาย) ประกอบด้วยทุกข์ มีโผฏฐัพพะ (สง่ิ ทีถ่ ูกต้องได้ดว้ ยกาย) เป็นอารมณ์ (๖๘) มโนธาตุ (ธาตคุ ือใจ) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรปู เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ เปน็ อารมณ์ (๖๙) มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ) ประกอบดว้ ยอุเบกขา มรี ปู เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ และธรรม (ส่ิงทร่ี ู้ไดด้ ว้ ยใจ) เปน็ อารมณ์ (คอื มอี ารมณ์ครบ ๖) (หมายเหตุ : วบิ ากจติ ฝ่ายอกุศล ๗ ข้อ ต้ังแต่ข้อ ๖๓ ถงึ ๖๙ นี้ พงึ เทยี บ ดกู บั วบิ ากจติ ฝา่ ยกศุ ล ตง้ั แตข่ อ้ ๓๔ ถงึ ขอ้ ๔๑ ดดู ว้ ยวา่ ในทน่ี ข้ี าดไป ๑ ขอ้ คือมโนวิญญาณธาตุ อันประกอบด้วยโสมนัส นอกจากนั้น หนังสืออภิธัม มตั ถสงั คะ เรยี กชอ่ื จติ ดวงท่ี ๖๘ วา่ สมั ปฏจิ ฉนั นะ อนั ประกอบดว้ ยอเุ บกขา จติ ดวงท่ี ๖๙ วา่ สันตีรณะ อนั ประกอบด้วยอเุ บกขา) กริ ยิ าจติ ๒๐ ๑. จิตทีเ่ ป็นกิรยิ าฝา่ ยกามาวจร ๑๑ (จติ ลำ� ดบั ท่ี ๗๐ - ๘๐) (๗๐) มโนธาตุที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ) มีรูป เสียง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ เปน็ อารมณ์ (๗๑) มโนวญิ ญาณธาตุ ท่เี ปน็ กิรยิ า ประกอบด้วยโสมนสั มอี ารมณค์ รบ ๖ (๗๒) มโนวิญญาณธาตุ ท่เี ปน็ กริ ยิ า ประกอบดว้ ยอุเบกขา มอี ารมณค์ รบ ๖ (หมายเหตุ : ต้ังแต่ข้อ ๗๐ ถึง ๗๒ น้ี อภิธัมมัตถสังคหะเรียก อเหตุกกิริยาจิต แต่เรียกช่ือต่างไปตามล�ำดับดังนี้ ปัญจทวาราวัชชนะ อันประกอบด้วยอุเบกขา มโนทวาราวัชชนะ อันประกอบด้วยอุเบกขา และหสติ ุปบาทจติ คอื จิตคดิ ย้ิมแยม้ อนั ประกอบดว้ ยโสมนสั ) (๗๓) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขารกิ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 995 5/4/18 2:26 PM

996 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (๗๔) เหมือนขอ้ ๗๓ ต่างแตเ่ ปน็ สสังขาริก (๗๕) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยโสมนัส ไม่ประกอบด้วยญาณ เปน็ อสงั ขารกิ (๗๖) เหมอื นขอ้ ๗๕ ตา่ งแตเ่ ป็นสสงั ขารกิ (๗๗) มโนวิญญาณธาตุ ท่ีเป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยญาณ เปน็ อสงั ขาริก (๗๘) เหมือนข้อ ๗๗ ตา่ งแตเ่ ปน็ สสงั ขาริก (๗๙) มโนวิญญาณธาตุ ท่ีเป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขารกิ (๘๐) เหมอื นข้อ ๗๙ ต่างแตเ่ ปน็ สสงั ขาริก ๒. จติ ท่ีเป็นกิรยิ าฝ่ายรูปาวจร ๕ (จติ ลำ� ดบั ท่ี ๘๑ - ๘๕) (๘๑) จิตที่เป็นกิรยิ าในฌานที่ ๑ (๘๒) จิตท่เี ป็นกิริยาในฌานท่ี ๒ (๘๓) จิตท่ีเปน็ กริ ยิ าในฌานที่ ๓ (๘๔) จติ ที่เป็นกิรยิ าในฌานท่ี ๔ (๘๕) จติ ทเ่ี ปน็ กริ ยิ าในฌานที่ ๕ ๓. จติ ทเ่ี ปน็ กริ ยิ าฝา่ ยอรูปาวจร ๔ (จิตลำ� ดับท่ี ๘๖ - ๘๙) (๘๖) จิตทเี่ ปน็ กริ ิยา ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนสญั ญา (๘๗) จิตทเ่ี ป็นกริ ิยา ประกอบดว้ ยวิญญาณญั จายตนสัญญา (๘๘) จติ ที่เปน็ กริ ิยา ประกอบด้วยอากญิ จญั ญายตนสญั ญา (๘๙) จิตที่เปน็ กิรยิ า ประกอบดว้ ยเนวสัญญานาสญั ญายตนสัญญา (หมายเหตุ : เปน็ อนั สรปู วา่ ลำ� ดบั จติ ตามทแ่ี สดงในอภธิ มั มปฎิ ก เลม่ ๓๔ น้ี จดั ลำ� ดบั โดยชาติ คือกุศล อกุศล และอัพยากฤต (เฉพาะอัพยากฤต แยกเป็นวิบากจิต และ กิริยาจิต) จึงมีล�ำดับไม่เหมือนกับหนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ นอกจากน้ันในจิตที่เป็นรูปาวจร และ โลกุตตระ ยังแสดงจิตพิสดารมากมาย จึงควรก�ำหนดง่าย ๆ ดังน้ี อย่างย่อธรรมดา จิตมี ๘๙ ชนดิ อยา่ งพิสดารธรรมดา มี ๑๒๑ ชนดิ อย่างพิสดารเตม็ รูปมนี บั จ�ำนวนพนั ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 996 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี รูปกัณฑ์ 997 ๓. คำ� อธิบายเรอื่ งรปู (รปู กณั ฑ)์ ค�ำอธิบายเร่อื งรูป หรอื รูปกณั ฑ์น้ี เป็นสว่ นที่ ๓ คอื สว่ นท่ี ๑ เป็นมาติกา หรือบทตง้ั สว่ นท่ี ๒ เป็นค�ำอธบิ ายเร่ืองจิตเกดิ (จติ ตปุ ปาทกณั ฑ)์ ส่วนที่ ๓ จงึ ถงึ ล�ำดบั ทจี่ ะอธิบายเรื่องรูป ในการอธบิ ายคำ� วา่ รปู นี้ ท่านตง้ั คำ� ถามขน้ึ ก่อนว่า ธรรมท่ีเปน็ กลาง ๆ (อัพยากฤต) เป็นไฉน แล้วแก้ว่าธรรมท่ีเป็นกลาง ๆ (โดยใจความ) ได้แก่ธรรม ๔ อย่าง คือ วิบาก กิริยา รปู และอสังขตธาตุ (นพิ พาน)๑ (หมายเหตุ : ค�ำว่า วิบาก กิริยา โดยตรงได้แก่จิตหรือวิญญาณขันธ์ท่ีเป็นผลและ เป็นกิริยา โดยอ้อมย่อมหมายคลุมถึงเจตสิกหรือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ซงึ่ เกดิ ขึน้ ผสมกบั จติ ท่ีเป็นวบิ ากหรอื กริ ยิ านั้นดว้ ย) คร้ันแล้วได้ต้ังปัญหาเฉพาะค�ำว่า รูป ว่าได้แก่อะไร แล้วแก้ว่า ได้แก่มหาภูตรูป (รูปใหญ่ คอื ธาตทุ ้งั ส่)ี และอุปาทายรูป (รปู อาศยั คอื จะปรากฏได้ก็ตอ้ งอาศัยธาตุท้งั ส)ี่ ครั้นแล้วได้แสดงบทตั้ง (มาติกา) เกี่ยวกับรูป ต้ังแต่หมวดที่ ๑ ถึงหมวดที่ ๑๑ ต่อจากนั้น จึงอธิบายบทตั้งนั้นทุกหมวด ต่อไปนี้จะแสดงตัวอย่างรูปในหมวดท่ี ๑ ถึง หมวดท่ี ๑๑ หมวดท่ี ๑ (เอกกะ) รูปทุกชนิด มิใช่เหตุ (มิใช่เหตุฝ่ายดี เพราะมิใช่อโลภะ อโทสะ อโมหะ มิใช่เหตุ ฝ่ายช่ัว เพราะมิใช่ โลภะ โทสะ โมหะ) ไม่มีเหตุ (ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นมูล เหมือนอกุศล หรือกุศล เพราะเป็นกลาง ๆ) นอกจากน้ียังแสดงค�ำอธิบายรูป ๔๒ บท รวมเปน็ ๔๔ บท อ ิภธัมม ิปฎก ๑ คำ� วา่ วบิ าก และกิริยา ได้แสดงมาแล้วในจิตตุปปาทกณั ฑ์ ทง้ั สองนี้ เปน็ อัพยากตจิต จึงยงั คงเหลืออกี ๒ อย่าง ท่ียังมิได้อธิบาย คือรูป กับนิพพาน ในที่นี้จะอธิบายเร่ืองรูป เพราะฉะน้ัน จึงควรทราบว่ารูป และนิพพาน ก็เป็น อพั ยากฤตด้วย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 997 5/4/18 2:26 PM

998 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ หมวดที่ ๒ (ทุกะ) รูปที่อาศัย มีอยู่ รูปท่ีมิได้อาศัย มีอยู่ (รูปที่อาศัย คืออุปาทารูป รูปที่มิได้อาศัย คือมหาภูตรูป๑) นอกจากน้ันอธิบายถึงรูปท่ีแบ่งออกเป็น ๒ อย่างต่าง ๆ กันอีก ๑๐๓ คู่ รวมทง้ั สน้ิ จึงเปน็ ๑๐๔ คู่ หมวดท่ี ๓ (ติกะ) รูปใดเป็นไปในภายใน รูปน้ันเป็นอุปาทารูป รูปใดเป็นไปในภายนอก รูปน้ันเป็น อุปาทารูป (รูปอาศัย) ก็มี เป็นโนอุปาทารูป (มิใช่รูปอาศัย) ก็มี นอกจากนั้นอธิบายถึงรูปท่ี แบ่งออกเปน็ ๓ อยา่ งตา่ ง ๆ กันอีก ๓๐๒ หมวด ๓ รวมทงั้ สนิ้ จงึ เปน็ ๓๐๓ หมวด ๓ (คำ� ว่า อุปาทารปู และอุปาทายรปู ใช้ไดท้ ง้ั สองอย่าง ความหมายอย่างเดียวกัน) หมวดท่ี ๔ (จตุกกะ) รูปใดเป็นรูปอาศัย รูปน้ันถูกยึดถือก็มี ไม่ถูกยึดถือก็มี รูปใดไม่เป็นรูปอาศัย รูปนั้น ถูกยดึ ถอื ก็มี ไมถ่ กู ยดึ ถือก็ม ี นอกจากนั้นอธบิ ายถึงรปู ทแี่ บง่ ออกเป็น ๔ อย่างตา่ ง ๆ กนั อกี ๒๒ หมวด ๔ รวมทง้ั สิน้ จึงเปน็ ๒๒ หมวด ๔ หมวดที่ ๕ (ปัญจกะ) ธาตุดิน ธาตนุ ้�ำ ธาตไุ ฟ ธาตุลม และรปู อาศยั (รวมเปน็ ๕) หมวดที่ ๖ (ฉกั กะ) รูปที่พึงรดู้ ้วยตา ด้วยหู ดว้ ยจมกู ดว้ ยล้ิน ด้วยกาย และด้วยใจ (รวมเปน็ ๖) หมวดท่ี ๗ (สตั ตกะ) รูปท่ีพึงรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยล้ิน ด้วยกาย ด้วยมโนธาตุ (ธาตุคือใจ) และ ด้วยมโนวิญญาณธาตุ (ธาตรุ ทู้ างใจ) (รวมเปน็ ๗) ๑ อุปาทายรูป คือรูปท่ีจะปรากฏได้ ต้องอาศัยธาตุทั้งสี่ เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย ถ้าไม่มีธาตุทั้งสี่ กไ็ ม่ปรากฏ สว่ นมหาภตู รูปไม่ต้องอาศยั สิ่งอื่น เป็นของปรากฏไดใ้ นตวั เอง PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 998 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี นิกเขปกัณฑ์ อัตถุทธารกัณฑ์ 999 หมวดท่ี ๘ (อฏั ฐกะ) อ ิภธัมม ิปฎก รูปท่ีพึงรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยล้ิน ด้วยกาย มีสัมผัสเป็นสุขก็มี มีสัมผัส เป็นทุกข์ก็มี ด้วยมโนธาตุ และด้วยมโนวิญญาณธาตุ (รวมเป็น ๘ โดยแยกรูปที่พึงรู้ด้วยกาย ออกเป็น ๒) หมวดท่ี ๙ (นวกะ) อินทรีย์ (ธรรมชาติอันเป็นใหญ่) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หญิง (อิตถินทรีย์) ชาย (ปุริสินทรีย์) ชีวิต (ชีวิตินทรีย์) และธรรมชาติซ่ึงมิใช่อินทรีย์ (รวมเป็น ๙ เฉพาะข้อหลัง ทป่ี ฏเิ สธว่าธรรมชาตซิ ่งึ มิใช่อินทรียน์ น้ั หมายถึงรูปอ่นื ๆ ท่นี อกจากอินทรยี )์ หมวดท่ี ๑๐ (ทสกะ) อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย หญิง ชาย ชีวิต และธรรมชาติซ่ึงมิใช่อินทรีย์ อันถูกต้องได้ (สัปปฏิฆะ) ก็มี อันถูกต้องไม่ได้ (อัปปฏิฆะ) ก็มี (รวมเป็น ๑๐ โดยแยก ขอ้ สุดทา้ ยออกเป็น ๒) หมวดท่ี ๑๑ (เอกาทสกะ) อายตนะ (ท่ีตอ่ หรือบ่อเกดิ ) คอื ตา หู จมกู ล้นิ กาย รูป เสียง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) และรูปท่ีเห็นไม่ได้ (อนิทัสสนะ) และถูกต้องไม่ได้ (อัปปฏิฆะ) เปน็ ของเนอื่ งดว้ ยธัมมายตนะ (รูไ้ ดด้ ว้ ยใจ) (รวมเปน็ ๑๑) ๔. นกิ เขปกณั ฑ์ (คำ� อธิบายบทตงั้ ทุกขอ้ ) ๕. อตั ถทุ ธารกัณฑ์ (คำ� อธิบายบทต้ังอยา่ งย่อ) หมวดใหญ่ทั้งสองได้น�ำมาต้ังไว้รวมกัน เพราะถือว่าเป็นค�ำอธิบายบทต้ังหรือมาติกา เป็นแต่แบบแรกยาวกว่า แบบหลังส้ันกว่า ในท่ีน้ีจะแสดงตัวอย่างค�ำอธิบาย กุศลธรรม อกศุ ลธรรม และอพั ยากตธรรม ท้ังสองแบบพอให้เห็นตัวอย่าง PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 999 5/4/18 2:26 PM

1000 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ คำ� อธิบายกศุ ลธรรมในนกิ เขปกณั ฑ์ รากเหงา้ แหง่ กศุ ล ๓ คือความไมโ่ ลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันประกอบด้วยความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงน้ัน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม (การกระท�ำทางกาย วาจา ใจ) อันมีความ ไม่โลภไม่โกรธไมห่ ลงนัน้ เปน็ สมุฏฐาน ธรรมเหลา่ นชี้ ื่อว่ากศุ ล (พงึ สังเกตวา่ ในจิตตปุ ปาทกัณฑ์ แสดงกุศลธรรมเพียงแค่จิตกับเจตสิก แต่ในท่ีนี้ อธิบายกว้างออกมาถึงการกระท�ำทางกาย วาจา ใจ ด้วย) คำ� อธิบายกศุ ลธรรมในอัตถุทธารกัณฑ์ กุศลในภูมิ ๔ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ) ธรรม เหล่านช้ี อ่ื ว่ากศุ ล ค�ำอธิบายอกศุ ลธรรมในนิกเขปกณั ฑ์ รากเหง้าแหง่ อกุศล ๓ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลสที่มีเน้ือความอันเดียวกับความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง น้ัน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีความโลภ ความโกรธ ความหลงน้ันเป็นสมุฏฐาน ธรรม เหล่าน้ชี อ่ื วา่ อกุศล คำ� อธิบายอกุศลธรรมในอัตถุทธารกณั ฑ์ ความเกิดข้ึนแห่งจติ อนั เปน็ อกศุ ล ๑๒ ธรรมเหลา่ นช้ี อื่ วา่ อกศุ ล ค�ำอธิบายอพั ยากตธรรมในนิกเขปกณั ฑ์ วิบาก (ผล) ของธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลท่ีเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ (อปริยาปันนะ) ท่ีเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ธรรมท่ี เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่ผลของกรรม รูปทั้งปวง อสังขตธาตุ (นิพพาน) ธรรมเหล่านี้ช่ือว่า อพั ยากฤต (เป็นกลาง ๆ) คำ� อธิบายอพั ยากตธรรมในอัตถุทธารกัณฑ์ วิบากในภูมิท้ัง ๔ กิริยาในภูมิท้ัง ๓ (โลกุตตรภูมิไม่มีกิริยา) รูป นิพพาน ธรรม เหล่านชี้ ือ่ ว่า อพั ยากฤต จบความย่อแห่งพระไตรปฎิ ก เลม่ ๓๔ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1000 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี อัตถุทธารกัณฑ์ 1001 (หมายเหตุ : ผู้เขียนมีความเสียดายอย่างยิ่งท่ีไม่สามารถแสดงค�ำอธิบายในบทต้ัง ในเล่ม ๓๔ ได้หมดทุกข้อ แต่ก็ขอให้ท่านผู้อ่าน ซ่ึงเคยผ่านหนังสือเรื่อง GUIDE THROUGH ABHIDHAMMAPITAKA (น�ำทางอภิธัมมปิฎก) ของพระนยานติโลกเถระชาวเยอรมันมาแล้ว โปรดเทยี บเคยี งดู จะเหน็ ไดว้ า่ ผเู้ ขยี นยอ่ ในทน่ี ี้ พสิ ดารกวา่ มาก สว่ นทพ่ี ระเถระ เยอรมนั ยอ่ นนั้ บางตอนหนักไปในทางถอดข้อความในหนังสือ อภิธัมมัตถสังคหะ ซึ่งมิใช่พระอภิธัมมปิฎก มากกว่า ส่วนเล่มนี้ ถือแนวตามอภิธัมมปิฎก แต่เทียบให้เห็นบางส่วนของอภิธัมมัตถสังคหะ ความจ�ำเป็นในการย่อแต่พอได้สาระส�ำคัญ และหน้ากระดาษจ�ำกัด ท�ำให้ต้องจบข้อความ ในเล่ม ๓๔ ทั้งท่ียังมีข้อความบางตอนที่น่าสนใจอีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านก็ได้ผ่าน สาระส�ำคญั เกอื บจะเรยี กว่าสมบูรณ)์ อ ิภธัมม ิปฎก PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1001 5/4/18 2:26 PM

เล่ม ๓๕ วิภงั ค์ (แยกกลุ่มธรรมะ) พระไตรปิฎกเล่มนี้ ว่าด้วยการแจก (วิภังค์) คือแยกกลุ่มธรรมะต่าง ๆ ให้เห็น รายละเอียด เช่น คำ� วา่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ จำ� แนกรายละเอยี ดออกไปอย่างไรบา้ ง การแยกกลุ่มหรืออธิบายแจกรายละเอียดของธรรมะต่าง ๆ ออกไปในเล่ม ๓๕ น้ี มี ๑๘ หมวด คอื ๑. ขนั ธวภิ ังค์ แจกขันธ์ ๕ ๒. อายตนวิภงั ค์ แจกอายตนะ ๑๒ ๓. ธาตวุ ภิ ังค์ แจกธาตุ ๖ และธาตุ ๑๘ ๔. สจั จวภิ งั ค์ แจกอริยสัจจ์ ๔ ๕. อนิ ทริยวิภังค์ แจกอินทรยี ์ ๒๒ ๖. ปจั จยาการวภิ ังค์ แจกปัจจยาการ ๑๒ ท่ีเรยี กว่าปฏจิ จสมปุ บาท ๗. สติปฏั ฐานวิภงั ค์ แจกสตปิ ัฏฐาน ๔ ๘. สัมมปั ปธานวิภงั ค์ แจกสัมมัปปธาน (เพยี รชอบ) ๔ ๙. อทิ ธิปาทวิภงั ค์ แจกอิทธบิ าท ๔ ๑๐. โพชฌงั ควภิ ังค์ แจกโพชฌงค์ ๗ ๑๑. มัคควิภังค์ แจกมรรคมอี งค์ ๘ ๑๒. ฌานวภิ งั ค์ แจกฌาน (การเพง่ อารมณ์) ท้ังรูปฌานและอรปู ฌาน ๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์ แจกอัปปมัญญา ๔ (พรหมวิหาร ๔ ที่แผ่ไปโดยไม่ก�ำหนด ประมาณ) ๑๔. สกิ ขาปทวิภงั ค์ แจกสิกขาบท ๕ คอื ศลี ๕ ๑๕. ปฏสิ มั ภทิ าวภิ ังค์ แจกปฏิสัมภทิ า (ความแตกฉาน) ๔ ๑๖. ญาณวภิ ังค์ แจกญาณ (ความร)ู้ ตงั้ แต่หมวด ๑ ถงึ หมวด ๑๐ ๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์ แจกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้ังแต่หมวดที่ ๑ ถึงหมวดที่ ๑๘ และทฏิ ฐิ ๖๒ ๑๘. ธมั มหทยวภิ ังค์ แจกหัวใจหรอื หัวขอ้ ธรรม ในการแจกธรรมะทั้งสิบแปดหัวข้อเหล่าน้ี โดยมากได้ต้ังเป็น ๓ ภาค คือเป็นหัวข้อ ฝ่ายพระสูตร (สุตตันตภาชนียะ) หัวข้อฝ่ายพระอภิธรรม (อภิธัมมภาชนียะ) และหมวด ถามตอบปัญหา (ปัญหาปุจฉกะ) เป็นการแยกอธิบายให้เห็นว่า ศัพท์ธรรมะนั้น ๆ อธิบายตาม PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1002 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๕ วิภังค์ 1003 แนวพระสูตรอย่างไร ตามแนวพระอภิธรรมอย่างไร มีพิเศษออกไป คือข้อ ๕ และข้อ ๑๔ อภิ ัธมมปิฎก ไม่มีหัวข้อฝ่ายพระสูตร และข้อ ๑๖ ๑๗ และ ๑๘ ไม่ตั้งเป็นหัวข้อฝ่ายพระสูตร ฝ่าย พระอภธิ รรม หากตง้ั ตามหมวดที่ ๑ ที่ ๒ เป็นต้น ขยายความ ๑. ขนั ธวิภงั ค์ แจกขนั ธ์ ๕ ก. สุตตนั ตภาชนียะ แจกตามแนวพระสตู ร ขนั ธห์ รือกอง ๕ คอื กองรปู กองเวทนา กองสญั ญา กองสงั ขาร กองวญิ ญาณ ใน ๕ กองน้ัน กองรูปเป็นไฉน รูปใด ๆ ที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายใน หรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในท่ีไกลหรือใกล้ รวบรวมย่นย่อรูปนั้น เข้าเป็นอนั เดยี วกนั นี้เรียกวา่ รูป (ต่อจากนั้นเป็นการอธิบายรูปท่ีเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันว่า หมายความอย่างไร อธิบายหมด จนกระทั่งว่า รูปท่ีอยู่ไกลหรือใกล้ ความหมายว่าอย่างไร แล้วอธิบายเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ในท�ำนองเดียวกับรูป จนจบหมดทุกข้อ จัดว่าจบสุตตันตภาชนียะ) ข. อภิธมั มภาชนยี ะ แจกตามแนวพระอภธิ รรม ขันธห์ รือกอง ๕ คอื กองรปู กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวญิ ญาณ ใน ๕ กองน้ัน กองรูปเป็นไฉน รูปที่มีอย่างเดียว ได้แก่รูปทั้งปวง มิใช่เหตุ ไม่มีเหตุ เป็นต้น (ท�ำนองเดียวกับท่ีกล่าวไว้ในรูปกัณฑ์ในธัมมสังคณี เล่ม ๓๔ ที่ย่อมาแล้ว) จนถึง หมวดท่ี ๑๑ คือรูปแจกออกเปน็ ๑๑ อย่าง มีอะไรบ้าง ต่อจากนั้นอธิบายกองเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์) ต้ังแต่อย่างเดียวไปจนถึง ๑๐ อยา่ ง แล้วอธิบาย ยกั ย้ายนยั ไปจนถงึ เวทนา ๒๔ เวทนา ๓๐ และเวทนามากอย่าง ต่อจากนั้นอธิบายกองสัญญา (ความจ�ำได้หมายรู้) กองสังขาร (เจตนาหรือความคิด) และกองวิญญาณ (ความรแู้ จ้งอารมณ์) ในท�ำนองเดียวกบั เวทนา ค. ปัญหาปจุ ฉกะ หมวดถามตอบปัญหา การถามตอบปัญหาในเร่ืองขันธ์ ๕ น้ี ต้ังตามแนวบทตั้งของธัมมสังคณี เล่ม ๓๔ กล่าวคือ ตั้งค�ำถามว่า ขันธ์ ๕ นั้น เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร (ลงท้ายจนจบอภิธัมมมาติกา) คือท้ายของปิฏฐิทุกะ (หมวด ๒ ร้ังท้าย) ว่าเป็นธรรมมีข้าศึก เทา่ ไร ไมม่ ขี า้ ศึกเท่าไร (กติ สรณา กติ อสรณา) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1003 5/4/18 2:26 PM

1004 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ครั้นแล้วได้ตอบเป็นล�ำดับไปว่า ”กองรูปเป็นอัพยากฤต ส่วนกองท้ังสี่ (นอกจากนั้น) เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง อัพยากฤตบ้าง„ นอกจากนั้นกล่าวถึงขันธ์หรือกอง ๒ ว่า ไม่ควร กล่าวว่าประกอบด้วยเวทนา ท่ีเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แต่ขันธ์หรือกอง ๓ ประกอบดว้ ยเวทนาท่เี ป็นสุขบา้ ง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ทุกขไ์ ม่สขุ บา้ ง ตอนจบได้กล่าวว่า รูปขันธ์ (กองรูป) ไม่มีข้าศึก ส่วนขันธ์ ๔ (ที่เหลือ) มีข้าศึกบ้าง ไมม่ ขี ้าศึกบา้ ง ๒. อายตนวภิ ังค์ แจกอายตนะ ก. สตุ ตนั ตภาชนยี ะ แจกตามแนวพระสตู ร อายตนะ (ทต่ี ่อหรือบอ่ เกดิ ) ๑๒ อย่าง คือ อายตนะคอื ตา รปู หู เสยี ง จมูก กล่ิน ล้นิ รส กาย โผฏฐัพพะ ใจ ธรรมะ แล้วยกช่ืออายตนะท้ัง ๑๒ ข้อข้ึนกล่าวทีละข้อว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ข. อภิธมั มภาชนยี ะ แจกตามแนวพระอภธิ รรม อายตนะ ๑๒ อย่าง คือตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมะ (พึงสังเกตวธิ ีเรียงลำ� ดบั เทยี บเคียงกบั ขา้ งบนดดู ว้ ย) คร้ันแล้วอธิบายตา หู จมูก ล้ิน กาย แต่ละข้อว่า เป็นประสาทอาศัยธาตุ ๔ ส่วนใจ อธิบายตามแบบวิญญาณขันธ์ในขันธ์ ๕ ท่ีกล่าวมาแล้ว และได้อธิบายรูปว่า ได้แก่สีที่อาศัย ธาตุทั้งสี่ เสียง กลิ่น รส ว่า อาศัยธาตุทั้งส่ี โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) ว่า ได้แก่ ธาตุ ๓ คือ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม๑ ส่วนธรรมะ (สิ่งท่ีรู้ได้ด้วยใจ) ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปท่ีเห็นไม่ได้ ถูกต้องไม่ได้ อันนับเนื่องในธัมมายตนะ และ อสงั ขตธาตุ (ธาตุที่ไมม่ ีปจั จัยปรุงแต่ง ได้แกน่ ิพพาน) ค. ปญั หาปจุ ฉกะ หมวดถามตอบปญั หา เป็นการถามแบบเดียวกับขันธวิภังค์ คืออายตนะ ๑๒ มีกุศลกี่อย่าง อกุศลก่ีอย่าง อพั ยากฤตกี่อยา่ ง ฯ ล ฯ มขี ้าศึกกีอ่ ยา่ ง ไม่มีขา้ ศึกก่อี ย่าง ๑ อภิธรรมถือว่าน้�ำแท้เป็นของถูกต้องไม่ได้ ในอภิธัมมปิฎกจึงไม่จัดโผฏฐัพพะเข้าในอุปาทายรูป เพราะแม้จะได้แก่ ธาตุ ๓ กเ็ ปน็ มหาภตู รปู อยู่แลว้ แต่อภิธัมมัตสังคหะจัดเปน็ อุปาทายรปู ด้วย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1004 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๕ วิภังค์ 1005 ตอบว่า อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากฤต คือเป็นกลาง ๆ ส่วนอายตนะ ๒ (อายตนะ อภิ ัธมมปิฎก คอื ใจกบั ธรรมะ) เปน็ กุศลบ้าง อกุศลบา้ ง อพั ยากฤตบา้ ง ฯ ล ฯ อายตนะ ๑๐ ไม่มีข้าศึก ส่วนอายตนะ ๒ (อายตนะคือใจกับธรรมะ) เป็นกุศลบ้าง อายตนะ ๒ (อายตนะคอื ใจกับธรรมะ คือสิ่งที่ร้ไู ดด้ ว้ ยใจ) มขี ้าศกึ (หมายเหตุ : แสดงวา่ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย รปู เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ รวม ๑๐ อย่างนี้เป็นกลาง ๆ และไม่มีข้าศึกเพราะเป็นรูป ส่วนใจกับธรรมะเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง อัพยากฤตบา้ ง และมีข้าศึกคอื กเิ ลส) ๓. ธาตวุ ิภังค์ แจกธาตุ ก. สุตตันตภาชนียะ แจกตามแนวพระสูตร ธาตุ ๖ คือธาตุดิน น�้ำ ไฟ ลม อากาศ (ช่องว่าง) และวิญญาณ (ธาตุรู้) แล้วอธิบาย ว่า ธาตุเหล่าน้ีหมายความถึงอะไร โดยเฉพาะธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุ อธิบายว่า ได้แก่ธาตุรู้ ทางตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ แล้วได้กล่าวถึงธาตุ ๖ อ่ืนอีก คือ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส๑ อุเบกขา อวิชชา และธาตุ ๖ อื่นอีก ได้แก่กาม พยาบาท (คิดปองร้าย) วิหิงสา (เบียดเบียน) เนกขัมมะ (ออกจากกาม) อพั ยาบาท (ไมค่ ิดปองรา้ ย) อวหิ ิงสา (ไมเ่ บยี ดเบยี น) ในภาคอธิบายไดก้ ล่าวถึง พยาบาทวา่ ไดแ้ ก่ความคดิ ปองรา้ ย ความโกรธ ความยินรา้ ยแหง่ จิต เปน็ ต้น วหิ ิงสา ไดแ้ ก่การเบยี ดเบยี นสตั วด์ ้วยฝา่ มือ ทอ่ นไม้ ศัสตรา เชอื ก หรอื สิ่งอนื่ ๆ ส่วน อพั ยาบาท ได้แก่การแผ่เมตตา อวหิ งิ สา ได้แกก่ ารแผก่ รุณา ข. อภธิ มั มภาชนียะ แจกตามแนวพระอภธิ รรม ธาตุ ๑๘ คือ ตา รูป ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู เสียง ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู จมูก กลิ่น ความรู้แจ้งในอารมณ์ทางจมูก ล้ิน รส ความรู้แจ้งอารมณ์ทางลิ้น กาย สิ่งท่ี ถูกต้องได้ด้วยกาย ความรู้แจ้งอารมณ์ทางกาย ใจ ส่ิงท่ีรู้ได้ด้วยใจ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ ต่อจากน้นั เป็นค�ำอธิบาย ๑ ในกรณเี ช่นนี้ สุข หมายถงึ สขุ กาย ทุกข์ หมายถึงทกุ ข์กาย โสมนัส หมายถงึ สขุ ใจ โทมนสั หมายถึงทกุ ขใ์ จ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1005 5/4/18 2:26 PM

1006 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ค. ปญั หาปุจฉกะ หมวดถามตอบปญั หา ตั้งปัญหาแบบเดียวกับที่แล้ว ๆ มา ตอบว่า ธาตุ ๑๖ เป็นอัพยากฤต คือเป็นกลาง ๆ ธาตุ ๒ เปน็ กุศลบา้ ง อกศุ ลบา้ ง อพั ยากฤตบ้าง ฯ ล ฯ ธาตุ ๑๖ ไมม่ ขี ้าศึก ธาตุ ๒ มีขา้ ศกึ (หมายเหตุ : ธาตุ ๒ ได้แกธ่ ัมมธาตุ กบั มโนวิญญาณธาตุ นอกน้ันเปน็ ธาตุ ๑๖) ๔. สัจจวิภังค์ แจกสัจจะ ก. สตุ ตนั ตภาชนยี ะ แจกตามแนวพระสูตร อริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ แล้วอธบิ ายอรยิ สัจจ์แตล่ ะขอ้ ข. อภิธัมมภาชนยี ะ แจกตามแนวพระอภิธรรม แจกอรยิ สจั จ์ ๔ แบบเดียวกัน แต่ค�ำอธบิ ายตา่ งกันดังตอ่ ไปน้ี ตัณหาเรียกวา่ ทุกขสมทุ ยั เหตุให้ทุกขเ์ กิด ทุกข์ คือกิเลสที่เหลือ (นอกจากตัณหา) อกุศลธรรมที่เหลือ (นอกจากตัณหา) กศุ ลมูล ๓ ท่ียังมอี าสวะ กุศลธรรมที่เหลอื ที่ยังมอี าสวะ วิบาก กิริยา รูปทั้งปวง น้ีเรยี กว่าทุกข์ การละตัณหาได้ เรยี กว่าทุกขนโิ รธ ความดบั ทุกข์ มรรคมีองค์ ๘ ซ่ึงมีในสมัยที่เจริญโลกุตตรฌาน เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏบิ ตั ิใหถ้ ึงความดับทกุ ข์ นอกจากนย้ี ังอธิบายยกั ยา้ ยนัยอ่นื อีก ค. ปญั หาปจุ ฉกะ หมวดถามตอบปญั หา คำ� ถามทำ� นองเดยี วกับท่แี ลว้ มา ตอบว่า สมทุ ยสจั จ์ (ความจรงิ คอื เหตใุ ห้ทกุ ข์เกดิ ) เป็นอกุศล มคั คสจั จ์ (ความจรงิ คอื หนทางหรือข้อปฏบิ ตั ใิ หถ้ ึงความดบั ทุกข์) เป็นกศุ ล นโิ รธสจั จ์ (ความจริงคอื ความดบั ทุกข์) เป็นอัพยากฤต (เปน็ กลาง ๆ) ทุกขสัจจ์ (ความจรงิ คือทกุ ข์) เป็นกุศลบ้าง อกุศลบา้ ง อพั ยากฤตบ้าง ฯ ล ฯ สมทุ ยสัจจ์ มีข้าศกึ สัจจะ ๒ (นโิ รธกับมรรค) ไมม่ ีข้าศึก ทุกขสจั จ์ มีข้าศกึ บา้ ง ไมม่ ีขา้ ศกึ บา้ ง (สว่ นทีเ่ ป็นรูปไมม่ ขี ้าศึก ส่วนที่เป็นนามมีขา้ ศึก) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1006 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๕ วิภังค์ 1007 ๕. อนิ ทรยิ วิภังค์ แจกอินทรยี ์ อภิ ัธมมปิฎก ก. อภธิ ัมมภาชนยี ะ แจกตามแนวพระอภธิ รรม๑ อินทรีย์ ๒๒ ได้แก่อินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อินทรีย์คือหญิง ชาย ชีวิต อินทรีย์คือสุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา อินทรีย์คือความเช่ือ ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา อินทรีย์คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ อินทรีย์คือการตรัสรู้สัจจธรรม ด้วยมรรค อนิ ทรียข์ องพระอรหนั ตผ์ ูต้ รัสรู้สจั จธรรมแล้ว (หมายเหตุ : ในปฏิสัมภิทามรรค ขุ.ปฏิ. ๓๑/๔๖๕/๒๗๑ กล่าวว่า อนัญญตัญญัส สามีตินทรีย์ (อินทรีย์คืออัธยาศัยท่ีมุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ) ได้แก่โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือการตรัสรู้ สัจจธรรมด้วยมรรค) ได้แก่โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค รวม ๖ ฐานะ อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรยี ข์ องพระอรหนั ตผ์ ู้ตรัสรู้สจั จธรรมแลว้ ) ไดแ้ ก่อรหตั ตผล ข. ปญั หาปจุ ฉกะ หมวดถามตอบปัญหา ค�ำถามคงเป็นแบบเดิม ค�ำตอบว่า อินทรีย์ ๑๐ เป็นอัพยากฤต (กลาง ๆ) อินทรีย์ คือโทมนัส (ความทุกข์ใจ) เป็นอกุศล อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์๒ เป็นกุศล อินทรีย์ ๔ เปน็ กศุ ลบา้ ง อพั ยากฤตบา้ ง อนิ ทรยี ์ ๖ เปน็ กศุ ลบา้ ง อกศุ ลบา้ ง อพั ยากฤตบา้ ง ฯ ล ฯ อนิ ทรยี ์ ๑๕ ไมม่ ีข้าศึก อนิ ทรยี ค์ ือโทมนัส (ความทุกข์ใจ) มีข้าศกึ อนิ ทรยี ์ ๖ มีขา้ ศึกบา้ ง ไมม่ ีข้าศกึ บา้ ง ๖. ปจั จยาการวิภงั ค์ แจกปจั จยาการ ก. สตุ ตันตภาชนยี ะ แจกตามแนวพระสูตร เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัจจัยจึงมีสังขาร (เจตนา) เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึง มีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ ๖ เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ ๑ ไมม่ ีแจกตามแนวพระสูตร ๑๗๒ - ๑๗๙ หมายเลข ๑๘๖ ถึง ๑๙๘ ได้เแปลศัพท์เหล่านี้ไว้ชัดเจนแล้ว ในหมายเหตุข้างบนและในหน้า ๒ พรอ้ มท้ังยกศัพท์ประกอบดว้ ย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1007 5/4/18 2:26 PM

1008 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ เพราะภพเป็นปัจจยั จึงมีชาติ เพราะชาตเิ ปน็ ปจั จัยจงึ มชี รา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนสั อปุ ายาส๑ น้เี ปน็ ความเกิดข้นึ แห่งกองทุกขท์ ้ังส้ิน ตอ่ จากนนั้ เปน็ ค�ำอธิบาย ข. อภิธมั มภาชนียะ แจกตามแนวพระอภธิ รรม ในบทตั้งตามแนวอภิธรรมน้ี แบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือตอนแรกเรียก ปัจจยจตุกกะ (หมวด ๔ แห่งปัจจัย) ตอนที่ ๒ เรียกเหตุจตุกกะ (หมวด ๔ แห่งเหตุ) ตอนท่ี ๓ เรียก สัมปยุตตจตุกกะ (หมวด ๔ แห่งธรรมที่ประกอบกัน) ตอนที่ ๔ เรียกอัญญมัญญจตุกกะ (หมวด ๔ แห่งธรรมที่องิ อาศัยกันและกัน) ตอนที่ ๕ เปน็ บทตง้ั เฉย ๆ เรียกวา่ มาตกิ า หมวด ๔ แหง่ ปจั จยั (๑) เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร (ใช้เอกพจน์ ในท่ีอื่น ๆ ทั่วไปใช้พหูพจน์ แสดงว่าสังขารในปฏิจจสมุปบาทตามแนวอภิธรรมเป็นเอกพจน์ตลอด) เพราะสังขารเป็น ปัจจัยจึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะที่ ๖ (อายตนะคือใจ) เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จงึ มีชาติ เพราะชาตเิ ป็นปจั จยั จึงมชี ราและมรณะ นีเ่ ป็นความเกดิ ขนึ้ แหง่ กองทุกข์ทัง้ ปวง (๒) ในข้อน้ีตัดอายตนะท่ี ๖ ออก นอกจากน้ันเหมือนข้อ ๑ จึงเป็น เพราะนามเป็น ปจั จยั จึงมีผสั สะ (๓) ในข้อนี้เปลี่ยนแปลงเพียงตอนที่ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรปู เป็นปัจจยั จึงมอี ายตนะท่ี ๖ เพราะอายตนะท่ี ๖ เปน็ ปัจจยั จึงมผี ัสสะ (๔) ในข้อนี้เปลี่ยนแปลงเพียงตอนที่ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ ๖ (พึงสังเกตวา่ อายตนะที่ ๖ หมายถึงใจ สว่ นอายตนะ ๖ หมายครบทงั้ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ) เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจยั จึงมผี ัสสะ หมวด ๔ แห่งเหตุ เรียงล�ำดับเหมือนหมวด ๔ แห่งปัจจัย เป็นแต่ว่าเม่ือกล่าวถึงว่า เพราะอะไรเป็น ปัจจยั กก็ ลา่ วซำ�้ ลงไปอกี ว่า มีส่งิ น้ันเปน็ เหตุ ๑ ค�ำแปลเหล่านมี้ ีแลว้ ในหนา้ ๔๕๐ ภายใตห้ ัวขอ้ ปฏิจจสมปุ บาท (อะไรเปน็ ปัจจัยแห่งอะไร) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1008 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๕ วิภังค์ 1009 หมวด ๓ แห่งสัมปยตุ ตธรรม (ธรรมท่ีประกอบกัน) อภิ ัธมมปิฎก เรียงล�ำดับเหมือนข้างต้น เป็นแต่ว่าเมื่อกล่าวถึงว่าเพราะอะไรเป็นปัจจัย ก็กล่าวซ�้ำ ลงไปอีกว่า สัมปยุต หรอื ประกอบดว้ ยธรรมข้อน้ัน หมวด ๔ แหง่ ธรรมท่อี ิงอาศัยกัน เรียงล�ำดับเหมือนข้างต้น แต่น�ำธรรมท่ีเป็นเหตุผลของกันและกันมาเรียงอยู่ให้ เหน็ วา่ เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ กนั และกนั ได้ ดงั น้ี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีอวิชชา เพราะสังขาร เป็นปัจจยั จงึ มีวญิ ญาณ เพราะวญิ ญาณเป็นปัจจัยจึงมีสงั ขาร ฯ ล ฯ (หมายเหตุ : ในขอ้ นขี้ อเสนอใหท้ า่ นผอู้ า่ นโปรดสงั เกตไวด้ ว้ ยวา่ มกั จะมปี ญั หาเกดิ ขนึ้ ว่า เมื่ออวิชชาเป็นต้นเค้าของสิ่งทั้งหลายแล้ว อะไรเล่าเป็นต้นเค้าของอวิชชาอีกต่อหนึ่ง ค�ำตอบมีอยู่ในที่นี้ ท่ีว่าสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชาก็ได้ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารก็ได้ อนึ่ง ในสัมมาทิฏฐิสูตร พระไตรปิฎกฉบับบาลี เล่ม ๑๒ พระสาริบุตรแสดงว่า อาสวะ (กิเลส ทดี่ องสันดาน) เป็นปัจจัยให้เกดิ อวิชชา) มาติกา แสดงว่าธรรมะหลายข้อในปัจจยาการ หรือในปฏิจจสมุปบาทน้ัน เป็นปัจจัยแห่ง อวชิ ชาได้ท้งั ส้ินดังนี้ เพราะสังขารเป็นปัจจัยจงึ มอี วิชชา ฯ ล ฯ เพราะวญิ ญาณเปน็ ปจั จยั จึงมีอวิชชา ฯ ล ฯ เพราะนามเปน็ ปัจจยั จึงมอี วิชชา ฯ ล ฯ เพราะอายตนะท่ี ๖ (ใจ) เปน็ ปจั จัยจงึ มอี วิชชา ฯ ล ฯ เพราะผสั สะเป็นปัจจัยจงึ มอี วชิ ชา ฯ ล ฯ เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมอี วิชชา ฯ ล ฯ เพราะอปุ าทานเป็นปจั จยั จงึ มีอวชิ ชา ฯ ล ฯ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะ วญิ ญาณเป็นปัจจยั จงึ มีนามรูป เพราะนามรปู เป็นปัจจยั จึงมอี ายตนะ ๖ ฯ ล ฯ (ต่อจากนั้นเป็นการอธิบายปัจจยาการผสมกับจิตในภูมิต่าง ๆ จนจบ ความจริง เรือ่ งนีค้ ่อนข้างจะยงุ่ ยาก แต่มีประโยชน์ส�ำหรับผรู้ ักการคน้ คว้าจึงน�ำมากลา่ วไว้พอใหเ้ หน็ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1009 5/4/18 2:26 PM

1010 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๗. สติปัฏฐานวภิ งั ค์ แจกสติปัฏฐาน ความต่างกันของสติปัฏฐานตามแนวพระสูตรและแนวพระอภิธรรม มิใช่อยู่ที่ จ�ำนวน ๔ คงมี ๔ อย่างเหมือนกัน เป็นแต่สติปัฏฐานตามแนวพระสูตร หมายถึงการปฏิบัติ ข้างต้น เพ่ือคุณธรรมสูงขึ้นไป มีวิธีพิจารณาอารมณ์ท้ังส่ีภายใน ภายนอก ทั้งภายใน ภายนอก ส่วนสติปัฏฐานตามแนวพระอภิธรรม หมายถึงการ เจริญโลกุตตรฌาน ประกอบ ด้วยสตปิ ัฏฐานแต่ละข้อเป็นแนวปฏิบตั ิ๑ ๘. สัมมัปปธานวิภังค์ แจกความเพยี รชอบ ท้ังบทตั้งฝ่ายพระสูตรและฝ่ายพระอภิธรรมตั้งเกณฑ์ความเพียรชอบ ๔ ด้วยกัน คือ (๑) เพียรระวังมิให้บาปเกิดขึ้น (๒) เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) เพียรท�ำกุศลให้เกิดขึ้น (๔) เพียรรักษากุศลท่ีเกิดข้ึนแล้ว ต่างแต่บทตั้งฝ่ายพระสูตร แสดงอย่างธรรมดา บทต้ังฝ่าย พระอภธิ รรมแสดงการเจริญโลกตุ ตรฌาน ประกอบด้วยสัมมัปปธาน คอื ความเพียรชอบ ๙. อทิ ธปิ าทวภิ งั ค์ แจกอิทธบิ าท ท้ังบทตั้งฝ่ายพระสูตรและฝ่ายพระอภิธรรมตั้งเกณฑ์อิทธิบาท คือคุณให้บรรลุ ความสำ� เรจ็ ๔ อยา่ งดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ (๑) ฉนั ทะ ความพอใจรกั ใครใ่ นสงิ่ นน้ั (๒) วริ ยิ ะ ความเพยี ร (๓) จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ (๔) วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาสอบสวน แล้วแสดงความต่างกันเพียง ฝา่ ยพระอภิธรรมเจริญโลกตุ ตรฌาน ประกอบด้วยอิทธบิ าท ๑๐. โพชฌังควภิ ังค์ แจกโพชฌงค์ โพชฌงต์องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ คือ (๑) สติ ความระลึกได้ (๒) ธัมมวิจยะ การ เลือกเฟ้นธรรม (๓) วิริยะ ความเพียร (๔) ปีติ ความอ่ิมใจ (๕) ปัสสัทธิ ความสงบใจ (๖) สมาธิ ความตั้งใจมั่น (๗) อุเบกขา ความวางเฉย ความต่างกันระหว่างบทตั้งฝ่าย พระสูตรกับพระอภิธรรมก็แบบเดียวกับข้ออื่น ๆ คือบทต้ังฝ่ายพระอภิธรรมแสดงการเจริญ โลกตุ ตรฌาน ประกอบดว้ ยโพชฌงค์ คอื โพชฌงค์เกดิ ขนึ้ ในขณะเจรญิ โลกตุ ตรฌานนั้น ๑ สตปิ ัฏฐาน ๔ คอื สตกิ ำ� หนดพิจารณา กาย เวทนา จติ ธรรม (ดหู นา้ ๔๗๓ ถึงอานิสงส์สติปัฏฐาน) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1010 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๕ วิภังค์ 1011 ๑๑. มัคควภิ ังค์ แจกมรรค อภิ ัธมมปิฎก มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์มีองค์ ๘ มีความเห็นชอบ เป็นต้น มีความ ต้ังใจม่ันชอบ เป็นที่สุด ความต่างกันระหว่างบทตั้งฝ่ายพระสูตรกับพระอภิธรรม คือบทต้ัง ฝ่ายพระอภิธรรมแสดงมรรค ๘ น้ีเกิดข้ึนในขณะเจริญโลกุตตรฌาน และบางตอนก็ แสดงมรรคมีองค์ ๕ คือความเห็นชอบ ความด�ำริชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจม่ันชอบ (ซึ่งเป็นส่วนประกอบของจิตบางชนิด) แล้วแสดงว่ามรรคมีองค์ ๕ เกิดข้ึน ในขณะเจริญโลกุตตรฌาน ๑๒. ฌานวิภงั ค์ แจกฌาน (การเพ่งอารมณ์) บทตั้งฝ่ายพระสูตรแสดงว่าภิกษุตั้งอยู่ในศีล เจริญโพธิปักขิยธรรม มีสติสัมปชัญญะ เสพเสนาสนะ (ท่อี ยู่อาศยั ) อันสงดั น่งั คู้บลั ลังก์ (ขดั สมาธิ) ตงั้ กายให้ตรง ด�ำรงสตเิ ฉพาะหน้า ช�ำระจิตจากนีวรณ์ (กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ๕ ประการ เจริญรูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ แลว้ อธบิ ายรายละเอียด บทต้ังฝ่ายพระอภิธรรมแสดงฌาน ๔ แต่เม่ือถึงฌานที่ ๔ ได้แสดงฌานที่ ๕ และ อรปู ฌานอยู่ในกรอบของฌานที่ ๔ ดว้ ย ๑๓. อปั ปมัญญาวิภังค์ แจกอปั ปมญั ญา บทต้ังฝ่ายพระสูตรแสดงการเจริญพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไปในสัตวห์ าประมาณมิได้ (อปั ปมัญญา = ไม่มปี ระมาณ) บทต้งั ฝา่ ยพระอภิธรรมแสดงการเจริญฌานมพี รหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ ๑๔. สิกขาปทวิภังค์ แจกสิกขาบท ในข้อน้ีไม่มีบทตั้งฝ่ายพระสูตร มีแต่บทต้ังฝ่ายพระอภิธรรม แจกสิกขาบท ๕ คือ เจตนาเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด ดื่มสุราเมรัย พร้อมทั้งแสดง กศุ ลจิตทีเ่ นอ่ื งดว้ ยเจตนา งดความชว่ั แต่ละข้อนัน้ ๆ ๑๕. ปฏสิ มั ภทิ าวิภงั ค์ แจกปฏิสมั ภิทา บทตั้งฝ่ายพระสูตรและพระอภิธรรม แจกปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) ออกเป็น ๔ ประเภท คือ ความแตกฉานในอรรถ ความแตกฉานในธรรม ความแตกฉานในนิรุตติ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1011 5/4/18 2:26 PM

1012 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ความแตกฉานในปฏิภาน๑ ค�ำอธิบายฝ่ายพระอภิธรรม มีกล่าวถึงกุศลจิต ประกอบด้วย ปฏสิ มั ภิทาเหลา่ นี้ ตัง้ แต่อยา่ งต่�ำจนถึงสงู ๑๖. ญาณวิภังค์ แจกญาณ (ความรู้) ในขอ้ นไี้ มม่ บี ทตง้ั ฝา่ ยพระสตู ร และฝา่ ยพระอภธิ รรมอยา่ งทแี่ ลว้ มา ตงั้ แตเ่ ปน็ มาตกิ า แล้วมีค�ำอธิบายเรียก นิทเทส โดยแสดงว่า เมื่อจัดเป็นประเภทตามหมวด คือหมวด ๑ หมวด ๒ ถึงหมวด ๑๐ แลว้ ญาณทีม่ ี ๑ อยา่ ง ๒ อย่าง จนถึง ๑๐ อยา่ งตามจำ� นวนหมวดนนั้ ว่า มอี ะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างหมวดท่ี ๒ เช่น ญาณหรือปัญญา ๒ ได้แก่โลกิยปัญญา (ความรู้ แบบโลก) โลกุตตรปัญญา (ความรู้ข้ามพ้นโลก) หมวด ๓ เช่น ปัญญาเกิดจากความคิด (จินตามยปัญญา) ปัญญาเกิดจากการฟัง (สุตมยปัญญา) ปัญญาเกิดจากการอบรม (ภาวนามยปญั ญา) ๑๗. ขทุ ทกวัตถุวภิ งั ค์ แจกเรอื่ งเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ มีวิธีการแบบข้อ ๑๖ คือ ต้ังแม่บทหรือมาติกา ถึงธรรมข้อเดียว ๒ ข้อ ๓ ข้อ เป็นต้น แลว้ อธิบายแม่บทเหลา่ นัน้ ทีละขอ้ ไป ขอยกตัวอย่าง เช่น หมวด ๑ ความเมา เช่น เมาชาติ เมาโคตร เมายศ เป็นต้น หมวด ๒ เช่น ความโกรธคู่กับความผูกโกรธ ความวิบัติแห่งศีลคู่กับความวิบัติแห่งทิฏฐิ เป็นต้น หมวด ๓ เช่น อกุศลมูล ๓ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น ลงสุดท้าย ดว้ ยทฏิ ฐิ ๖๒ (ดงั ท่กี ล่าวไว้แล้วในหน้า ๔๐๘ - ๔๑๓) พรหมชาลสตู ร ๑๘. ธัมมหทยวภิ ังค์ แจกหัวขอ้ ธรรม ลีลาในหมวดน้ีเป็นแบบหมวดถามตอบปัญหา คือตั้งค�ำถามข้ึนก่อนว่า ขันธ์มีเท่าไร อายตนะมีเท่าไร ธาตุมีเท่าไร จนถึงจิตมีเท่าไร แล้วก็ตอบว่า ขันธ์มี ๕ เป็นต้น แล้วจึงแจก รายละเอยี ดออกไป (ซงึ่ ไดน้ ำ� ไปแปลไวอ้ ยา่ งละเอยี ดแลว้ เฉพาะตอ้ นตน้ นใ้ี นหนา้ ๑๗๒ - ๑๗๙ หมายเลข ๑๘๖ ถึง ๑๙๘) ครั้นแล้วได้น�ำธรรมท่ีเป็นบทตั้งน้ันมาแจกตามแนวอ่ืนอีก เช่น แนวแหง่ ธัมมสังคณวี ่า ขนั ธ์ ๕ เปน็ ต้นนนั้ อะไรเปน็ กุศล อะไรเปน็ อกศุ ล อะไรเป็นอพั ยากฤต จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๕ ๑ ดทู ยี่ อ่ มาแล้วในหน้า ๗๘๓ วรรคท่ี ๓ ดว้ ย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1012 5/4/18 2:26 PM

เล่ม ๓๖ ธาตกุ ถา และ ปุคคลปญั ญัตติ พระไตรปิฎกเล่มน้ี แบง่ หัวข้อใหญ่ออกเป็น ๒ ส่วน คอื ธาตุกถา และ ปคุ คลปัญญัตติ ดงั จะกล่าวต่อไป ธาตุกถา ถ้อยค�ำว่าด้วยธาตุ เน้ือหาส�ำคัญของเรื่องนี้คือค�ำที่เป็นบทในภิวังค์ ๑๓ หัวข้อ ต้ังแต่ขันธ์จนถึงอัปปมัญญาตามล�ำดับ กับหัวข้อธรรมในธัมมสังคณี จะน�ำมาสงเคราะห์ เขา้ กนั ได้หรอื ไมไ่ ด้กบั ธรรม ๓ ประการ คือ ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ ด้วยเหตุนี้พระนยานติโลกะ พระเถระชาวเยอรมัน ผู้เรียบเรียงเร่ืองน�ำทาง อภธิ ัมมปฎิ ก (GUIDE THROUGH THE ABHIDHAMMA - PITAKA) จึงสันนษิ ฐานว่าชอ่ื เดิมของ เรอ่ื งนน้ี า่ จะเปน็ ขนั ธ - อายตนะ - ธาตกุ ถา เพราะนำ� เอาธรรมตา่ ง ๆ มาสงเคราะหห์ รอื ไมส่ งเคราะห์ กบั ธรรม ๓ อยา่ งนเ้ี ทา่ นั้น แต่เรียกยอ่ ยเปน็ ธาตกุ ถา แตข่ า้ พเจ้าผ้จู ดั ทำ� หนงั สือนม้ี ีความเหน็ ไป อีกอย่างหนึ่ง คือท่ีเรียกว่า ธาตุกถา น้ัน พิจารณาดูเน้ือหาแล้ว ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยเก่า ก็คือการเล่นแร่แปรธาตุ ฉลาดรูว้ ่านำ� ส่งิ นไี้ ปผสมกับสงิ่ นัน้ จะเปน็ อะไร อะไรผสมกบั อะไรไมไ่ ด้ ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยใหม่ ก็คือความรู้ท้ังทางฟิสิคส์และเคมี คือรู้คุณสมบัติของสาร วา่ อะไรเปน็ อะไร เขา้ กนั ไมไ่ ด้ ในทางฟสิ คิ ส์ และเคมอี ยา่ งไร เปน็ เรอื่ งนา่ เบอื่ หนา่ ย ยงุ่ ยากสำ� หรบั ผู้ไม่สนใจ แต่วิชาก็ต้องเป็นวิชา เพราะฉะนั้น จึงมีผู้เรียนรู้และหาประโยชน์ได้ เมื่อวิธีการ เป็นเช่นนี้ จงึ ตัง้ ชื่อรวมวา่ ธาตกุ ถา ถอ้ ยค�ำวา่ ดว้ ยธาตุ (รจู้ ักแยกธาตุ ผสมธาตุ) ปุคคลปัญญัตติ บัญญัติบุคคลเป็นการกล่าวถึงการบัญญัติ (ท�ำให้รู้ทั่ว ๆ กัน) ว่า บคุ คลประกอบด้วยคณุ สมบัติอย่างไร มชี อื่ เรยี กวา่ อยา่ งไร ในการย่อความขยายความต่อไปนี้ จะน�ำมากล่าวพอให้เห็นเค้าโครงหน้าตาของ แตล่ ะเร่อื ง ส่วนรายละเอยี ดปลกี ย่อยจะผา่ นไป PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1013 5/4/18 2:26 PM

1014 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ขยายความ ธาตุกถา ธาตุกถา แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือเป็นมาติกาหรือบทตั้ง ส่วนหนึ่ง เป็นนิทเทสหรือ ค�ำอธบิ ายบทตง้ั อีกสว่ นหนง่ึ เนื่องจากบทตั้งพูดไวร้ วม ๆ ในบทอธบิ ายจงึ พยายามจัดหัวขอ้ ของบทตั้ง เพอ่ื สะดวกในการอธบิ ายไว้ ๑๔ บทดังต่อไปน้ี ๑. บทว่าด้วยการสงเคราะห์เข้ากันได้ กับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ (สังคหาสังคหบท) ๒. บทวา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ขา้ กบั อยา่ งหนึ่งได้แลว้ แต่เข้ากับอย่างอ่ืนไม่ได้ (สังคหิเตน อสงั คหิตบท) ๓. บทว่าด้วยธรรมท่เี ขา้ กบั อยา่ งหนง่ึ ไมไ่ ด ้ แต่เข้ากับอย่างอื่นได้ (อสังคหิเตน สงั คหติ บท) ๔. บทวา่ ดว้ ยธรรมทเ่ี ข้ากบั อย่างหนึ่งไดแ้ ลว้ ยงั เข้ากับอย่างอื่นไดด้ ว้ ย (สังคหเิ ตน สงั คหติ บท) ๕. บทว่าด้วยธรรมท่เี ขา้ กับอย่างหน่งึ ไม่ได ้ ทั้งยังเข้ากับอย่างอื่นไม่ได้ด้วย (อสงั คหิเตน อสังคหติ บท) ๖. บทวา่ ด้วยการประกอบกันได้ กับประกอบกนั ไมไ่ ด้ (สมั ปโยควปิ ปโยคบท)๑ ๗. บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหน่ึงได้แล้ว แต่ประกอบกับอย่างอื่นไม่ได้ (สัมปยตุ เตน อสมั ปยุตตบท) ๘. บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ประกอบกับอย่างอื่นได้ (อสัมปยตุ เตน สัมปยุตตบท) ๙. บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งได้แล้ว ยังประกอบกับอย่างอื่นได้ด้วย (สัมปยุตเตน อสมั ปยุตตบท) ๑ มีขอ้ น่าสังเกตเกีย่ วกับการใช้ถอ้ ยคำ� คอื ขอ้ ๑ ถงึ ๕ ว่าดว้ ย ”สงเคราะห„์ คอื เขา้ กนั ได้หรอื ไม่ได้ ขอ้ ๖ ถึง ๑๐ ว่าด้วย ”สัมปโยค„ คือประกอบกันได้หรือประกอบกันไม่ได้ ความต่างกันของค�ำว่า สงเคราะห์และสัมปโยค คือ สงเคราะห์ หมายถึงธรรมะท่ีเป็นประเภทเดียวกัน ส่วนสัมปโยค หมายถึงเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน มีที่ต้ังเป็น อนั เดยี วกัน มีอารมณเ์ ปน็ อันเดียวกนั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1014 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๖ ธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัตติ 1015 ๑๐. บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหน่ึงไม่ได้ ท้ังยังประกอบกับอย่างอื่นไม่ได้ อ ิภธัมม ิปฎก ด้วย (อสมั ปยุตเตน อสมั ปยุตตบท) ๑๑. บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากันได้กับอย่างหนึ่งแล้ว ประกอบกันได้หรือประกอบกัน ไมไ่ ด้ กับอะไร (สงั คหิเตน สัมปยตุ ตวปิ ปยตุ ตบท) ๑๒. บทว่าด้วยธรรมท่ีประกอบกันได้กับอย่างหน่ึงแล้ว เข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้ กับอะไร (สัมปยุตเตน สังคหติ าสังคหิตบท) ๑๓. บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากันไม่ได้กับอย่างหนึ่งแล้ว ประกอบกันได้หรือประกอบ กนั ไม่ได้ กับอะไร (อสังคหิเตน สมั ปยุตตวปิ ปยตุ ตบท) ๑๔. บทว่าด้วยธรรมท่ีประกอบกันไม่ได้กับอย่างหน่ึงแล้ว เข้ากันได้หรือเข้ากัน ไม่ได้ กบั อะไร (อสัมปยตุ เตน สงั คหิตาสงั คหติ บท) จากบทต้ัง ๑๔ ข้อเหลา่ น้ี ถ้าทา่ นผู้อ่านพยายามเข้าใจความหมายของค�ำว่า เขา้ กนั ได้ (คือเป็นประเภทเดยี วกัน) ประกอบกนั ได้ (คือเกิดดบั พร้อมกนั ) ให้ดีแลว้ ก็จะเห็นวา่ เป็นการ วิเคราะห์อย่างละเอียดลออเพียงไร ต่อไปน้ีจะแสดงตัวอย่างประกอบเพียง ๖ ข้อเป็นล�ำดับไป ตวั อย่างข้อท่ี ๑ (การเขา้ กนั ได้กับการเขา้ กันไมไ่ ด)้ กองรูป (รปู ขันธ)์ เข้ากนั ได้ กับขันธ์หนึ่ง (คือรูปขันธ)์ เขา้ กนั ได้ กบั อายตนะ ๑๑ (เวน้ อายตนะคอื ใจ)๑ เข้ากันได้ กับธาตุ ๑๑ (เวน้ มโนธาตุ กบั วญิ ญาณธาตุทงั้ หก) เขา้ กันไม่ได้ กับขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซ่งึ เปน็ นาม) เขา้ กันไม่ได้ กบั อายตนะ ๑ (อายตนะคือใจ) เข้ากันไม่ได ้ กับธาตุ ๗ (มโนธาตกุ ับวิญญาณธาตุท้ังหก) ๑ คือเข้ากันได้กับอายตนะ คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมะ ปัญหาว่า เหตุไฉนรปู ขนั ธจ์ งึ เข้ากบั ธรรมะ ซึ่งเปน็ อารมณ์ของใจได้ ตอบว่า เพราะรปู ท่เี ห็นไมไ่ ด้ ถูกต้องไมไ่ ด้ เปน็ อารมณ์ ของใจมอี ยู่ ดู อภิ.ว.ิ ๓๕/๑๐๐/๗๐ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1015 5/4/18 2:26 PM

1016 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ตัวอย่างข้อท่ี ๒ (เขา้ กบั อย่างหนึ่งได้ แต่เขา้ กบั อย่างอื่นไมไ่ ด้) ธรรมที่เขา้ กันได้กบั อายตนะ คอื ตา รูป ห ู เสยี ง จมกู กลนิ่ ลน้ิ รส กาย โผฏฐัพพะ (ส่งิ ทีถ่ กู ต้องไดด้ ้วยกาย) ธรรมท่ีเข้ากนั ได้กบั ธาตุ คือ ตา รปู หู เสยี ง จมูก กลิ่น ลน้ิ รส กาย โผฏฐพั พะ โดยการสงเคราะหเ์ ข้ากันไดโ้ ดยขนั ธ์ สงเคราะหเ์ ขา้ กนั ไมไ่ ดโ้ ดยอายตนะและโดยธาตุ ธรรมเหลา่ น้นั สงเคราะห์เขา้ กันไม่ได้กับขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เขา้ กนั ไมไ่ ด้ กับอายตนะ ๒ (อายตนะคือใจ อายตนะคือธรรม) เข้ากันไม่ได้กับธาตุ ๘ (วิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ธัมมธาต)ุ ๑ ตวั อย่างข้อท่ี ๓ (เข้ากนั ไม่ไดก้ บั สิ่งหนงึ่ แตเ่ ขา้ กันได้กับสิง่ อ่นื ๆ) ธรรมที่เข้ากนั ไมไ่ ดก้ บั เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขันธ์ ธรรมทีเ่ ขา้ กันไมไ่ ด้กับ สมทุ ยสัจจ์ มัคคสัจจ์ โดยขนั ธสงเคราะห์ (โดยการจัดประเภท เขา้ กนั ทางขนั ธ)์ แตเ่ ขา้ กนั ได้ โดยอายตนสงเคราะห์ และโดยธาตสุ งเคราะห์ (โดยการจดั ประเภท เขา้ กันทางอายตนะและทางธาตุ) ธรรมเหล่าน้ันเว้นอสังขตะ (พระนิพพาน) ซ่ึงเข้ากันไม่ได้โดยขันธ์ ย่อมเข้ากันไม่ได้ กับขันธ์ ๓๒ เข้ากนั ได้กับอายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) เขา้ กนั ไดก้ ับธาตุ ๑ (ธัมมธาตุ) ๑ ธรรมท่ีกล่าวมานี้ เป็นพวกรูปธรรม จึงเข้ากันได้กับอายตนะและธาตุท่ีเป็นรูป แต่เข้ากันไม่ได้กับอายตนะและ ๒ ธาตทุ เ่ี ปน็ นาม เพราะต้องแล้วแต่ค�ำว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ คือถ้าเข้ากันไม่ได้กับเวทนาขันธ์ ท่ีมิได้วงเล็บไว้ให้ ก็เข้ากันได้กับข้นธ์ ๓ คือ รูป สัญญา สังขาร ถ้าเข้ากันไม่ได้กับสัญญาขันธ์ ก็เข้ากันได้กับขันธ์ ๓ คือ รูป เวทนา สังขาร ถ้าเข้ากันไม่ได้กับสังขารขันธ์ ก็เข้ากันได้กับข้นธ์ ๓ คือ รูป เวทนา สัญญา พระนิพพานเข้า กับขนั ธ์ไมไ่ ด้ แต่เปน็ ธมั มายตนะ ธมั มธาตุ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1016 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๖ ธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัตติ 1017 ตวั อย่างขอ้ ท่ี ๔ อ ิภธัมม ิปฎก (เข้ากันได้กับส่ิงหนึ่ง ทั้งเข้ากันไดก้ ับสง่ิ อืน่ ดว้ ย) ก. ธรรมเหล่าใด เข้ากันได้กับสมุทยสัจจ์ เข้ากันได้กับมัคคสัจจ์ โดยขันธสงเคราะห์ โดยอายตนสงเคราะห์ โดยธาตสุ งเคราะห์ (โดยการจดั ประเภทเข้ากนั ทางขนั ธ์ อายตนะ ธาต)ุ ข. ธรรมเหล่าใด เข้ากันได้กับธรรมเหล่าน้ัน (ท่ีกล่าวในข้อ ก.) โดยการจัดประเภท เข้ากบั ทาง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ค. ธรรมเหล่านัน้ (ทง้ั ขอ้ ก. และข้อ ข.) เขา้ กันได้กบั ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ (หมายเหตุ อรรถกถาอธิบายว่า เป็นการยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่ง ท่ีเข้ากันได้ทั้งใน ฐานะเป็นขันธ์ เป็นอายตนะ เป็นธาตุ เพราะฉะน้ัน จึงพึงเข้าใจว่าในข้อ ก. ธรรมที่เข้ากันได้ กับสมุทยสจั จ์ กบั ธรรมทเี่ ข้ากันได้กับมคั คสจั จ์ เปน็ ต่างฝ่ายกนั ) ตัวอยา่ งขอ้ ที่ ๕ (เข้ากนั ไม่ได้กับส่ิงหนึ่ง เข้ากนั ไม่ไดก้ ับส่งิ อื่นดว้ ย) ก. ธรรมเหล่าใด เข้ากันไม่ได้กับรูปขันธ์ โดยการจัดประเภทเข้ากันทางขันธ์ ทางอายตนะ ทางธาตุ ข. ธรรมเหลา่ ใด เข้ากนั ไม่ไดก้ บั ธรรมเหลา่ นนั้ (ในขอ้ ก.) โดยการจัดประเภทเข้ากัน ทางขนั ธ์ ทางอายตนะ ทางธาตุ ค. ธรรมเหล่านั้น เข้ากันไม่ได้กับขันธ์ ๑ เข้ากันไม่ได้อายตนะ ๑ เข้ากันไม่ได้กับ ธาตุ ๗ (หมายเหตุ อรรถกถาอธิบายข้อความข้างบนนี้เป็น ๒ นัย ได้ผลคือ ค�ำตอบ ตรงกัน กลา่ วคอื นัยท่ี ๑ ขันธ์ ๔ (เว้นรูปขันธ์) และนิพพาน เข้ากันไม่ได้กับรูปขันธ์ โดยการจัด ประเภทเข้ากันทางขนั ธ์ แตธ่ รรมเหล่าน้นั เวน้ วิญญาณ เขา้ กันได้ (กับรปู ) โดยการจัดประเภท เขา้ กันทางอายตนะและธาตุ เพราะฉะนน้ั วิญญาณจงึ เข้ากันไมไ่ ด้ (กบั รปู ) โดยการจัดประเภท ท้งั ทางขันธ์อายตนะและธาตุ ขันธ์ ๔ (เวน้ วิญญาณ) และนิพพาน เขา้ ไม่ได้กับวิญญาณ โดยการ จัดประเภททางขนั ธ์ เป็นตน้ อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เข้ากันไม่ได้กับวิญญาณอย่างเดียว โดยการจัดประเภท ทางขันธ์ เป็นต้น เพราะฉะน้ัน จึงช่ือว่าเข้ากันไม่ได้กับขันธ์ ๑ (คือวิญญาณขันธ์) เข้ากันไม่ได้ กับอายตนะ ๑ (คือ มนายตนะ) เข้ากนั ไมไ่ ดก้ บั ธาตุ ๗ (คือวิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1017 5/4/18 2:26 PM

1018 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ นยั ที่ ๒ วญิ ญาณเขา้ กันไมไ่ ดก้ บั รปู ขันธ์ โดยการสงเคราะห์ทั้งสามประเภท รูปธรรม จึงเขา้ กันไม่ได้กับวญิ ญาณธรรม โดยการสงเคราะห์ทัง้ สามประเภท วญิ ญาณเป็นขนั ธ์เดียว คือ วญิ ญาณขนั ธ์เป็นอายตนะเดยี ว คอื มนายตนะ กลา่ วโดยธาตุ เป็นวิญญาณธาตุ๑ ๗ ตัวอยา่ งขอ้ ที่ ๖ (การประกอบกัน และการไม่ประกอบกนั ) รูปขันธ์ ที่ประกอบกับขันธ์ อายตนะ ธาตุใด ๆ ไม่มี (ไม่เกิดกันกับพร้อมกับอะไร) ไม่ประกอบกับขันธ์ ๔ (เว้นรูปขันธ์) ไม่ประกอบกับอายตนะ ๑ (คือมนายตนะ) ไม่ประกอบ กับธาตุ ๗ (วิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑ หรือจะเรียกว่าวิญญาณธาตุทั้งเจ็ดก็ได้) ไม่ประกอบ กับธรรมใด ๆ ท่ีเนื่องด้วยอายตนะ ๑ เน่ืองด้วยธาตุ ๑ (คือไม่ประกอบด้วยเวทนา สัญญา สงั ขาร ทีเ่ น่ืองดว้ ยธัมมายตนะและธัมมธาตุ) ได้แสดงให้เห็นตัวอย่างในธาตุกถา มาพอสมควรแล้ว อีก ๘ ข้อ ที่เหลือพึงทราบ โดยพิจารณา จากตวั อย่างทก่ี ลา่ วมาแลว้ ปุคคลบญั ญัตติ การบญั ญัติบุคคลอันเปน็ หัวขอ้ ใหญ่ที่ ๒ ในเล่ม ๓๖ น้ี เร่มิ บทต้นแสดงการบญั ญตั ิ ๖ ประเภทคือ ๑. บญั ญัติขันธ์ คือขนั ธ์ ๕ มรี ูป เปน็ ตน้ ๒. บญั ญตั ิอายตนะ คอื อายตนะ ๑๒ มอี ายตนะคอื ตา เปน็ ต้น ๓. บัญญตั ธิ าตุ คือธาตุ ๑๘ มธี าตุคือตา เปน็ ตน้ ๔. บัญญตั สิ ัจจะ คอื อริยสจั จ์ ๔ มสี จั จะคอื ทุกข์ เป็นตน้ ๕. บญั ญัติอนิ ทรีย์ คืออนิ ทรีย์ ๒๒ มอี ินทรยี ค์ ือตา เปน็ ต้น ๖. บัญญัติบุคคล แจกเป็นประเภทท่ีมีจ�ำนวน ๑ ประเภทท่ีมีจ�ำนวน ๒ จนถึง ประเภทที่มีจำ� นวน ๑๐ ความส�ำคัญของเรื่องอยู่ท่ีค�ำอธิบายบุคคลทุกประเภทโดยคุณธรรม ต่อไปนี้จะ แสดงพอเป็นตัวอย่าง ประเภทท่ีมีจ�ำนวน ๑ ถึงจ�ำนวน ๑๐ พอให้เป็นท้ังบทต้ังและค�ำอธิบาย ๑ มโนธาตุ นบั วา่ เป็นวญิ ญาณธาตดุ ้วย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1018 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๖ ธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัตติ 1019 บคุ คลทีม่ ีจำ� นวน ๑ อ ิภธัมม ิปฎก เชน่ สมยวิมุตโต ผู้พ้นโดยสมัย คือพ้นจากกิเลสได้เป็นครั้งคราว ค�ำอธิบาย กล่าวว่า ได้แก่ผู้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย เห็นธรรมด้วยปัญญา อาสวะ (กิเลส ทด่ี องสนั ดาน) บางสว่ นสิ้นไปเป็นคร้ังคราว อสมยวมิ ตุ โต ผพู้ น้ ไมม่ สี มยั คอื พน้ จากกเิ ลสมใิ ชเ่ ปน็ คราว ๆ คำ� อธบิ ายกลา่ ววา่ ได้แก่ผู้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย เห็นธรรมด้วยปัญญา อาสวะสิ้นไป มิใช่เป็นคร้ังคราว พระอริยบุคคลทุกประเภท ชื่อว่า ผู้พ้นโดยไม่มีสมัยในวิโมกข์อันเป็นอริยะ (วิโมกข์ ๘ มีอะไรบา้ ง โปรดดูหนา้ ๔๕๔) ปุถุชชโน ผู้ท่ียังหนาไปด้วยกิเลส ค�ำอธิบายกล่าวว่า ยังละสัญโญชน์ ๓ ไม่ได้ ทั้งไม่ปฏิบัตเิ พอ่ื ละธรรมเหลา่ นัน้ (สญั โญชน์) ด้วย โคตรภู ผู้ท่ีอยู่ก่ึงกลางระหว่างพระอริยะกับบุถุชน ค�ำอธิบายกล่าวว่า ความก้าวลงแห่งอรยิ ธรรม ย่อมมีในลำ� ดับแห่ง (คือถัดจาก) ธรรมเหล่าใด ประกอบดว้ ยธรรม เหล่านนั้ (ประกอบด้วยธรรมที่พอถดั ไปกเ็ ป็นอริยธรรม) ภยูปรโต ผู้งดเว้นความชั่วเพราะกลัว ได้แก่พระเสขะ ๗ ประเภท (ผู้ตั้งอยู่ใน โสดาปตั ติมรรคจนถึงอรหตั ตมรรค) กับบุถุชนผมู้ ศี ีล อภยปู รโต ผู้งดเว้นความชว่ั มใิ ช่เพราะกลัว ไดแ้ กพ่ ระอรหนั ต์ สมสีสี ผู้มีศีรษะ คือสุดยอดเสมอกัน คือความส้ินอาสวะ และความส้ินชีวิต มพี รอ้ มกนั (ส้นิ ชวี ติ พรอ้ มทั้งส้นิ กเิ ลส) ฯ ล ฯ บุคคลท่มี จี ำ� นวน ๒ เช่น (๑) โกธโน ผู้โกรธ (๒) อปุ นาหี ผู้ผกู โกรธ (๑) ทพุ พโจ ผู้ว่ายาก (๒) ปาปมิตโต ผูค้ บคนชัว่ เป็นมติ ร (๑) ตติ โต ผอู้ มิ่ เอง (๒) ตปั เปตา ผ้ทู �ำผอู้ ่ืนใหอ้ ม่ิ ฯ ล ฯ บคุ คลทม่ี จี ำ� นวน ๓ เชน่ (๑) นิราโส ผู้ไม่มคี วามหวัง (๒) อาสังโส ผู้หวงั (๓) วคิ ตาโส ผู้ปราศจากความหวัง (อยู่เหนอื ความหวัง เอาชนะความหวังได้) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1019 5/4/18 2:26 PM

1020 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (๑) ผทู้ ำ� ใหบ้ ริบรู ณ์ในศลี (๒) ผู้ทำ� ใหบ้ รบิ ูรณ์ในสมาธิ (๓) ผู้ทำ� ใหบ้ ริบูรณ์ในปญั ญา ฯ ล ฯ บคุ คลท่มี ีจำ� นวน ๔ เช่น (๑) สาวัชโช ผู้มีโทษ (๒) วัชชพหุโล ผู้มากไปด้วยโทษ (๓) อัปปสาวัชโช ผู้มโี ทษน้อย (๔) อนวชั โช ผู้ไมม่ โี ทษ ฯ ล ฯ บุคคลท่มี จี �ำนวน ๕ เช่น (๑) ผู้ให้แล้วดูหม่ิน (๒) ผู้ดูหม่ินเพราะอยู่ร่วมกัน (๓) ผู้มีหน้าถือเอา (หูเบา เชอ่ื ง่าย) (๔) ผูโ้ ลเล (๕) ผู้โง่เขลา ฯ ล ฯ บคุ คลท่มี ีจ�ำนวน ๖ (๑) มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน บรรลุ ความเปน็ สพั พญั ญู (ผรู้ สู้ ง่ิ ทงั้ ปวง) ในธรรมทไ่ี ดต้ รสั รนู้ นั้ และบรรลคุ วามเปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญในธรรม อนั เป็นก�ำลัง (ไดแ้ กพ่ ระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า) (๒) มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน ไม่บรรลุ ความเป็นสัพพัญญูในธรรมท่ีได้ตรัสรู้น้ัน และไม่บรรลุความเป็นผู้เช่ียวชาญในธรรมอันเป็น ก�ำลงั (ไดแ้ กพ่ ระปัจเจกพทุ ธเจา้ ) (๓) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ท�ำ ท่ีสุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน และบรรลุบารมีท่ีให้เป็นพระสาวก (ได้แก่พระสาริบุตรและ พระโมคคัลลานะผ้เู ป็นอัครสาวก) (๔) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ท�ำ ทส่ี ุดแห่งทกุ ขไ์ ด้ในปัจจบุ นั และไมบ่ รรลบุ ารมที ีใ่ ห้เป็นพระสาวก (ไดแ้ กพ่ ระอรหนั ต์ท่ัว ๆ ไป) (๕) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน ไม่ท�ำ ทสี่ ุดแหง่ ทกุ ข์ในปจั จบุ นั เป็นพระอนาคามี ไมม่ าส่คู วามเปน็ เช่นน้ี (๖) มบี คุ คลบางคนไมต่ รสั รสู้ จั จะดว้ ยตนเองในธรรมทไ่ี มเ่ คยสดบั มากอ่ น ไมท่ ำ� ทสี่ ดุ แหง่ ทุกขใ์ นปัจจุบัน เปน็ พระโสดาบัน หรอื พระสกทาคามี มาสู่ความเปน็ อย่างน้ี PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1020 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๖ ธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัตติ 1021 บคุ คลที่มีจ�ำนวน ๗ อ ิภธัมม ิปฎก ได้แก่บุคคลเปรียบด้วยน้�ำ ๗ ประเภท เช่น จมลงไปคราวเดียวก็จมหายไปเลย เป็นต้น ซึ่งไดย้ ่อไว้แล้วในหนา้ ๘๓๖ บุคคลทม่ี จี ำ� นวน ๘ บุคคล ๘ ไดแ้ ก่ บุคคลท่ีสมบูรณด์ ้วยมรรค ๔ ประเภท บุคคลผ้สู มบรู ณด์ ว้ ยผล ๔ ประเภท บุคคลทีม่ จี ำ� นวน ๙ (๑) พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า (ผูต้ รสั รู้ไดเ้ องและต้ังศาสนา) (๒) พระปัจเจกพทุ ธเจา้ (ผู้ตรสั ร้ไู ดเ้ อง แตม่ ไิ ดต้ ้ังศาสนา) (๓) อุภโตภาควิมุต (ผูพ้ น้ โดยสว่ นทง้ั สอง คอื ทงั้ ดว้ ยสมาธิและด้วยปญั ญา) (๔) ปญั ญาวมิ ตุ (ผ้พู ้นดว้ ยปญั ญา) (๕) กายสักขี (ผ้เู หน็ ธรรมด้วยนามกาย สิ้นอาสวะบางส่วน) (๖) ทฏิ ฐิปตั ตะ (ผู้เห็นสัจจธรรมดว้ ยปัญญา สนิ้ อาสวะบางสว่ น) (๗) สัทธาวิมุต (ผพู้ ้นดว้ ยศรทั ธา สิ้นอาสวะบางส่วน) (๘) ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม คือปฏิบัติเพ่ือท�ำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีปัญญา ออกหน้า) (๙) สัทธานสุ ารี (ผู้แล่นไปตามศรทั ธา คือปฏิบตั เิ พ่อื ทำ� ใหแ้ จง้ โสดาปตั ตผิ ล มศี รัทธา ออกหนา้ ) (หมายเหตุ : ในค�ำอธิบายซึ่งเรียกว่านิทเทส เมื่ออธิบายบุคคลท้ังเก้าประเภทนี้จบ แล้วได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อท�ำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่า สัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่ในผลช่ือว่า สัทธาวิมุติ อน่ึง ค�ำอธิบายเกี่ยวกับพระอริยบุคคลต้ังแต่ข้อ ๓ ถึงข้อ ๙ ได้กล่าวไว้ชัดเจนกว่าน้ใี นท่อี ืน่ คอื ในหน้า ๖๒๒) บคุ คลท่มี จี ำ� นวน ๑๐ ได้แก่พระอริยบุคคล ๕ ประเภทผู้ถึงความตกลงใจ (หมดความสงสัย) ใน พระพทุ ธเจา้ ในชาตินี้ และพระอริยบคุ คลอกี ๕ ประเภทผลู้ ะโลกน้ไี ปแลว้ จงึ ถึงความตกลงใจ (๕ ประเภทแรก ได้แก่พระโสดาบัน ๓ ประเภท กับพระสกทาคามี และพระอรหันต์ ๕ ประเภทหลัง ได้แก่พระอนาคามี ๕ ประเภท ผปู้ รนิ ิพพานในช้นั สุทธาวาส) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1021 5/4/18 2:26 PM

1022 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ (หมายเหตุ : พระอริยบุคคลท้ังสิบประเภทนี้ มีกล่าวไว้แล้ว พร้อมด้วยค�ำอธิบาย ใน หน้า ๗๔๖ และ ๘๗๙) หมวดธรรมะว่าด้วยบุคคลต้ังแต่ ๑ ถึง ๑๐ น้ี โดยเฉพาะต้ังแต่จ�ำนวน ๒ ถึง จ�ำนวน ๑๐ มีกล่าวไว้แล้วแทบทั้งสิ้นในตอนที่ย่อความในทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ถึง ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย คือประมวลธรรมหมวด ๒ ถึง หมวด ๑๐ ดูหน้า ๔๙๑ - ๕๙๔ จงึ แสดงไวใ้ นท่ีน้ไี ม่พสิ ดาร) จบความย่อแหง่ พระไตรปฎิ กเล่ม ๓๖ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1022 5/4/18 2:26 PM

เล่ม ๓๗ กถาวตั ถุ (พระไตรปิฎกเล่มนี้ อรรถกถาเล่าว่า พระผู้มีพระภาคทรงกล่าวถึงบทต้ัง หรือค�ำ เริ่มต้นไว้เพียงเล็กน้อย ต่อจากนั้น พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ได้เรียบเรียงขึ้นจนจบใน สังคายนาคร้งั ที่ ๓ มีขอ้ ความอันเป็นค�ำตอบค�ำถามต้ังแตต่ ้นจนจบ) ค�ำถามค�ำตอบนั้น มีลักษณะไปในทางไล่เลียงลัทธิต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา และแม้ในพระพุทธศาสนาเองแต่ที่แตกแยกออกไปจากเถรวาท หัวข้อส�ำคัญท่ีเป็นหลักในการ ถามตอบมีอยู่ด้วยกัน ๒๑๙ เร่ือง ในแต่ละเรื่องมีค�ำถามค�ำตอบมากมาย และอรรถกถาได้ อธิบายไว้ด้วยว่า หัวข้อเร่ืองไหน เพ่ือจะแก้ความถือผิดของลัทธิอะไร เพ่ือความเข้าใจใน หวั ข้อเรื่องให้เก่ยี วโยงกับลัทธนิ ิกายตา่ ง ๆ ที่กถาวัตถุ คดั ค้าน จึงควรทราบประวัติแห่งเถรวาท (พระพุทธศาสนาแบบด้ังเดิมท่ีพระเถระผู้ใหญ่ได้รวบรวมท�ำสังคายนาแต่ครั้งท่ี ๑) กับนิกาย อ่ืน ๆ ที่แตกแยกออกไปอีก ๑๗ นิกาย รวมเป็น ๑๘ ทั้งเถรวาท ภายใน ๒๐๐ ปี หลังจาก พุทธปรนิ ิพพาน ดังต่อไปนี้ ประวตั นิ กิ ายตา่ ง ๆ ๑. ในร้อยปีแรกภายหลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธศาสนามีแบบเดียว คือตามที่ พระเถระ มี พระมหากัสสป เป็นต้น ได้ประชุมกันท�ำสังคายนา คือร้อยกรองรวบรวมค�ำสอน ของพระพุทธเจ้าเป็นหมวดเป็นหมู่ โดยมีพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้ทรงจ�ำพุทธวจนะอย่างดีย่ิง เป็นผู้ทบทวนพระธรรม พระอุบาลีซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในทางทรงจ�ำ พระวนิ ยั เปน็ ผทู้ บทวนพระวนิ ยั แลว้ สวดทอ่ งจำ� กนั สบื ตอ่ มา โดยแบง่ สำ� นกั ทอ่ งจำ� เปน็ สำ� นกั ๆ ไป ช่วยกันท่องจ�ำต่างภาคต่างตอนส่ังสอนศิษย์สืบมา ค�ำว่า เถรวาท ซ่ึงแปลว่า วาทะของ พระเถระ อันเป็นช่ือของนกิ ายด้งั เดิม มาปรากฏเรียกขานกันเมอื่ มีนกิ ายอ่นื ๆ แตกแยกออกไป แลว้ เพือ่ จะได้ร้วู ่าอยา่ งไหนเป็นพระพุทธศาสนาแบบไหน ๒. เม่ือพ้น ๑๐๐ ปีภายหลังพุทธปรินิพพานมาแล้ว พวกภิกษุวัชชีบุตร (ลูกหลาน ชาวแคว้นวัชชี) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ถือวินัยย่อหย่อนจากท่ีบัญญัติไว้ รวม ๑๐ ประการ พระเถระที่เห็นแก่พระธรรมวินัย จึงประชุมกันท�ำสังคายนาคร้ังที่ ๒ ช�ำระเรื่องที่ถือผิดน้ี ประกาศมิให้ประพฤติต่อไป ภิกษุพวกวัชชีบุตรจึงแยกไปต้ังนิกายใหม่ ช่ือมหาสังฆิกะ แปลว่า ”พวกมาก„ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1023 5/4/18 2:26 PM

1024 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๓. ต่อมามีนิกายแยกออกมาจากมหาสังฆกิ ะอีก ๒ คอื (๑) โคกลุ กิ ะ (๒) เอกพโยหาริกะ ๔. ตอ่ มามนี ิกายแยกออกมาจากนกิ ายโคกุลกิ ะอีก ๒ คอื (๑) ปัณณตั ตวิ าทะ (๒) พหลุ ิยะ (หรือพหุสสตุ กิ ะ) ๕. ต่อมามีอีกนิกายหน่ึงช่ือเจติยวาทะ แตกแยกออกมาจากนิกายพหุลิยะ (หรือ พหุสสุติกะ) นั้น ภายในพุทธศักราช ๒๐๐ ปี นิกายมหาสังฆิกะแยกออกไป เป็น ๕ นิกาย รวมเปน็ ๖ ท้งั มหาสงั ฆิกะเอง ๖. เฉพาะเถรวาทก็มีนิกายแตกแยกออกไป คือในช้ันแรกแยกออกไป ๒ นิกาย คือ (๑) มหิสาสกะ (๒) วัชชปี ุตตกะ ๗. ตอ่ มามีนกิ ายแตกแยกออกไปจากนิกายวัชชปี ุตตกะอีก ๔ คือ (๑) ธมั มตุ ตริยะ (๒) ภัทรยานิกะ (๓) ฉันนาคารกิ ะ (๔) สมิตยิ ะ ๘. มนี กิ ายแตกแยกออกไปจากนิกายมหิสาสกะอีก ๒ คือ (๑) สพั พตั ถกิ วาทะ (๒) ธัมมคตุ ตกิ ะ ๙. มีนกิ ายแตกแยกออกไปจากนิกายสัพพตั ถกิ วาทะ คือนิกายกสั สปกิ ะ ๑๐. ตอ่ มานิกายกัสสปกิ ะมนี กิ ายแยกออกไป ชอื่ สงั กนั ติกะ ๑๑. ตอ่ มานิกายสังกนั ตกิ ะมนี ิกายแยกออกไป ช่อื สตุ ตวาทะ เป็นอันว่าเถรวาทมีนิกายย่อยแยกออกไป ๑๑ นิกาย รวม ๑๒ ทั้งเถรวาทเอง มหาสังฆิกะซึ่งแตกไปจากเถรวาทเป็นคร้ังแรก มีนิกายย่อยแยกออกไป ๕ นิกาย รวมเป็น ๖ ท้ังมหาสังฆิกะเอง รวมท้ังสิ้นจึงเป็น ๑๘ นิกาย คือ เถรวาท ฝ่ายหนึ่ง กับนิกายอื่น ๆ อีก ๑๗ นกิ าย ซึง่ เรียกว่า อาจรยิ วาท อีกฝา่ ยหนึง่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1024 5/4/18 2:26 PM

แผนผัง แสดงนิกายในพระพทุ ธศาสนายุคตน้ เถรวาท มหาสังฆิกะ มหสิ าสกะ วชั ชปี ุตตกะ (แยกออกมาในสมยั หลงั ) (แยกออกมาในสมัยหลัง) (แยกออกมาในสมัยถัดจาก ๑๐๐ ปีแรก) โคกลุ กิ ะ เอกพโยหาริกะ สพั พัตถกิ วาทะ ธมั มคตุ ตกิ ะ ธมั มุตตริยะ ภทั รยานิกะ ปัณณัตตวิ าท (พพหหสุ สลุ ุติยะกิ ะ) กัสสปกิ ะ ฉันนาคารกิ ะ เจตยิ วาทะ สงั กนั ติกะ สมิตยิ ะ สตุ ตวาทะ หมายเหตุ : (มีขอ้ พึงสังเกตว่า นิกายต่าง ๆ รวมทั้ง ๑๘ นิกาย ทก่ี ลา่ วมาน้ี ตกมาถงึ สมัยปัจจุบนั คงมีเหลอื แตเ่ พยี ง อ ิภธัมม ิปฎก นกิ ายเดยี ว คือเถรวาท สว่ นนิกายอ่ืน ๆ เสื่อมไปท้งั หมด แมน้ ิกายมหาสงั ฆิกะ ซง่ึ เป็นนกิ ายใหญก่ ็ไม่มีเหลืออยแู่ ลว้ แต่กอ็ าจกลา่ วได้วา่ นกิ ายมหาสังฆกิ ะ ได้แปรรูปเป็นมหายานไปในทส่ี ุด แตก่ ็ไม่มชี ่อื เดิมเหลืออยู)่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1025 5/4/18 2:26 PM

1026 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ หวั ขอ้ เร่อื ง ๒๑๙ เปน็ ของนกิ ายไหน ก่อนที่จะระบุว่า ในหัวข้อเรื่องที่กล่าวไว้รวม ๒๑๙ หัวข้อน้ัน ข้อไหนเน่ืองมาจาก ความเห็นผิดของนิกายไหน จะรวบรวมกล่าวสรูปอีกคร้ังหน่ึงเมื่อกล่าวถึงรายละเอียดของ แต่ละหัวข้อจบแล้ว ในช้ันน้ีจึงเพียงขอชี้แจงให้ทราบว่า คัมภีร์กถาวัตถุ แต่งข้ึนเพื่อแก้ความ เข้าใจผิด หรือความคิดเห็นที่แตกแยกออกไปจากเถรวาท คือพระพุทธศาสนาแบบท่ีไทย นับถือกันอยู่ในปัจจุบัน อันแสดงว่าผู้เรียบเรียงคือพระโมคคลีบุตร ติสสเถระ จะต้องศึกษา ลัทธิอ่นื จนเข้าใจอยา่ งถี่ถว้ น แล้วยนื หลกั ของฝา่ ยเถรวาทไว้ โดยชีแ้ จงโต้แยง้ อยา่ งดีท่ีสุด รายละเอยี ดกถาวัตถุ ๒๑๙ ข้อ ๑. เร่ืองบุคคล (ปุคคลกถา) ถาม : เราย่อมได้ ”บุคคล„ โดยอรรถอันประจักษ์ (สัจฉิกัตถะ) และอรรถอย่างย่ิง (ปรมตั ถะ) หรอื ตอบ : ใช่ (โปรดทราบวา่ เป็นคำ� ตอบของผูเ้ หน็ ผดิ ) ถาม : เราย่อมได้อรรถอันประจักษ์ และอรรถอย่างย่ิงจากหลักการท่ีว่า ”เราย่อม ได้บุคคลโดยอรรถอนั ประจักษ์ และอรรถอยา่ งยิง่ „ หรอื ตอบ : อย่าพูดอย่างน้ัน ถาม : ท่านจงรู้ความผิดเถิด ถ้าเราย่อมได้บุคคลโดยอรรถอันประจักษ์ และอรรถ อย่างย่ิง กค็ วรกลา่ วได้ว่า เรายอ่ มได้อรรถอันประจกั ษ์ และอรรถอยา่ งยิง่ จาก หลกั การนนั้ ได้ เนอื่ งจากทา่ นรบั หลกั การเฉพาะขอ้ แรก ปฏเิ สธ หลกั การขอ้ หลงั ค�ำกล่าวของท่านจึงผิด ถ้าไม่รับหลักการข้อแรกก็ต้องไม่รับหลักการข้อหลัง ด้วย ถ้ารับหลักการข้อแรกก็ต้องรับหลักการข้อหลังด้วย เมื่อรับหลักการ ขอ้ แรก แตไ่ มร่ บั หลักการข้อหลงั ค�ำกลา่ วของทา่ นจึงผิด (หมายเหตุ : หัวข้อเรื่องบุคคลนี้ ยังแจกเป็นค�ำถามค�ำตอบยอกย้อนต่าง ๆ อีก นับจ�ำนวนร้อย แต่ที่ต้ังไว้ข้างต้นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างท่ีเป็นหลัก เรียกว่า ”อนุโลมปัญจกะ„ คอื คำ� ถามค�ำตอบตามล�ำดับรวม ๕ ขอ้ คำ� ถามค�ำตอบน้ใี ชส้ ำ� หรับไลเ่ ลยี งเอากบั พวกท่ียดึ ถือใน เร่ือง ”บุคคล„ ได้แก่ นิกายวัชชีปุตตกะ นิกายสมิติยะ และเดียรถีย์อื่น ๆ นอกศาสนา หลักการ สำ� คญั มีอย่วู า่ พระพุทธเจา้ ทรงเทศนาสอน ๒ อยา่ ง คอื สอนตามสมมติ คือตามท่โี ลกนัดหมาย กันเรียกร้อง กับสอนตามปรมัตถ์ คือสอนตามความจริงอย่างยิ่ง เพ่ือให้เห็นแก่นแท้ของส่ิง ท้งั หลายว่า มจี รงิ แค่ไหน ขอยกตัวอยา่ งในเรอื่ งบคุ คล ถ้ากล่าวตามความจรงิ โดยสมมติก็มอี ยู่ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1026 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1027 เวลาสอนเพื่อให้คนทั่วไปรู้และเข้าใจ ก็ต้องใช้ส�ำนวนสมมติในทางโลก เรียกว่าสัตว์ บุคคล อ ิภธัมม ิปฎก ตัวตน เราเขา แต่เมื่อสอนให้รู้ซ้ึงถึงสภาพความจริง เพื่อจะได้ไม่ติดไม่ยึดถือในเร่ืองสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ก็สอนความจริงโดยปรมัตถ์ คือสอนให้เห็นว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นเพียงสิ่งสมมติตามโวหารโลก ประกอบขึ้นจากส่วนย่อยต่าง ๆ ไม่ควรยึดถือเป็นจริง เป็นจัง การสอนความจริงโดยสมมติและโดยปรมัตถ์ไม่ขัดกัน เหมือนหน่ึงการช้ีให้ดูภาพถ่าย ว่าผู้น้ัน ผู้นี้เป็นความจริงขั้นสมมติ และการชี้ให้รู้ความจริงอีกข้ันหน่ึงว่า เป็นเพียงกระดาษ และกระดาษก็เป็นสว่ นผสมของสิ่งต่าง ๆ แต่มีเจ้าลัทธิบางพวกตามที่กล่าวไว้ ถือว่าบุคคลมีอยู่จริง โดยความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งผิดไปจากหลักทางพระพุทธศาสนา จึงต้องย้อนถามว่า ถ้าอย่างนั้นความจริงข้ันปรมัตถ์ กอ็ าจหาไดจ้ าก ”บุคคล” ใช่หรือไม่ ซ่ึงฝา่ ยเหน็ ผดิ ตอ้ งยอมรับว่าไมใ่ ช่) ๒. เรอ่ื งความเสอื่ ม (ปรหิ านกิ ถา) ถาม : พระอรหันตย์ อ่ มเส่อื มจากความเปน็ พระอรหันต์ได้ใชไ่ หม ตอบ : ใช่ (โปรดทราบว่าเป็นคำ� ตอบของผ้เู หน็ ผดิ ) ถาม : พระอรหนั ต์ยอ่ มเสอ่ื มจากความเปน็ พระอรหันต์ในที่ท้งั ปวงใชไ่ หม ตอบ : อย่าพูดอย่างนนั้ (ต่อจากน้ันได้มีค�ำถามค�ำตอบปลีกย่อยจากหลักใหญ่นี้นับจ�ำนวนร้อย และในท่ีสุด เป็นการอ้างหลักถามให้จ�ำนนต่อหลักการท่ีว่า พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์ ความเหน็ ผดิ ขอ้ นเ้ี ปน็ ของ นกิ ายสมติ ยิ ะ วชั ชปี ตุ ตกะ สพั พตั ถกิ วาทะ และมหาสงั ฆกิ ะบางพวก) ๓. เร่ืองพรหมจรรย์ (พรหมจริยกถา) ถาม : การอย่ปู ระพฤติพรหมจรรย์ในเทพทงั้ หลายไม่มีใช่ไหม ตอบ : ใช่ (โปรดทราบว่า ค�ำว่า พรหมจรรย์ มีอยู่ ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่ง ได้แก่ การปฏิบตั ติ ามมรรคาหรอื ขอ้ ปฏบิ ัติทเ่ี รยี กวา่ มัคคภาวนา อีกอยา่ งหน่งึ ได้แก่ การบวช การบวชของเทพไมม่ ี แต่การเจริญมรรคมีอยู่ การตอบว่า ใช่ จึงนบั ว่าผดิ ครึง่ ถูกครึง่ ) (ต่อจากน้ันเป็นการถามให้จ�ำนนต่อหลักการท่ีว่า เทพที่ประพฤติในทางดีงามมีอยู่ อันชื่อได้ว่าบ�ำเพ็ญมัคคภาวนา จึงไม่ควรปฏิเสธว่า ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในรูป ของมัคคภาวนาในหม่เู ทพ ความเหน็ ผดิ นีเ้ ป็นของนิกายสมติ ิยะ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1027 5/4/18 2:26 PM

1028 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๔. เรื่องบางสว่ น (โอธโิ สกถา) ถาม : พระอรยิ บุคคลยอ่ มละกเิ ลสได้บางส่วนใช่ไหม ตอบ : ใช่ (ผู้ตอบหมายความว่า กิเลสแต่ละชนิดที่ละได้ ไม่ใช่ละได้ท้ังหมด หากละได้เพียงบางส่วนเหลอื อยูบ่ างส่วน) (ต่อจากน้ันเป็นการถามให้จ�ำนนต่อหลักการท่ีว่า ถ้าละอันไหนได้ก็ละได้เด็ดขาดใน เรื่องน้ัน โดยยกพระพุทธภาษิตมาอ้าง ให้ผู้ตอบยอมจ�ำนนว่า พระอริยสาวกท่ีเห็นธรรมย่อม ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส๑ ได้ ไม่ใช่ละสักกายทิฏฐิได้เพียงนิดหน่อย และวิจิกิจฉา สลี ัพพตปรามาสอีกอย่างละนิดหน่อย มติท่ีเหน็ ผิดเรื่องละไดเ้ พยี งบางส่วนน้ีเป็น ของนิกายสมิติยะ) ๕. เรอื่ งละกเิ ลส (ชหตกิ ถา)๒ ถาม : บุถุชนย่อมละกามราคะ(ความก�ำหนัดในกาม) และพยาบาท (ความปองร้าย) ไดใ้ ชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ (เป็นการตอบด้วยความเห็นผิด เพราะบุถุชนท่ีได้ฌาน แม้จะไม่มี กามราคะและพยาบาทแตก่ อ็ าจกลับมีไดอ้ ีกเมอื่ เส่อื มจากฌาน) (ต่อจากน้ันได้มีการถามตอบอีกมากมาย โดยยกพระพุทธภาษิตมาตั้ง ให้ฝ่ายตอบ ซึ่งสมมติว่าเป็นผู้เห็นผิดต้องยอมจ�ำนนต่อเหตุผลว่า บุถุชนละกามราคะและพยาบาทไม่ได้) ๖. เรื่องทุกอยา่ งมี (สพั พมตั ถกิ ถา) ถาม : ทุกอยา่ งมอี ยูใ่ ชไ่ หม ตอบ : ใช่ (พึงทราบวา่ เปน็ คำ� ตอบของฝา่ ยเห็นผิด) ถาม : ทุกอย่างมใี นทท่ี ้งั ปวงใชไ่ หม ตอบ : ไม่พึงกล่าวอยา่ งนั้น ถาม : ทุกอย่างมใี นกาลท้ังปวงใช่ไหม ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งนนั้ ถาม : ทุกอยา่ งมีโดยประการทัง้ ปวงใช่ไหม ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างน้นั ๑ ดูค�ำอธิบายในหนา้ ๗๔๕ วรรคที่ ๔ อรรถกถาเรียกวา่ ปชหติกถา ๒ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1028 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1029 ถาม : ทุกอย่างมีในสงิ่ ท้ังปวงใชไ่ หม อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างน้ัน ถาม : ความเห็นท่ีว่า ความเห็นส่ิงท้ังปวงมี เป็นความเห็นผิดดังน้ี จัดว่าเป็น ความเหน็ ชอบกม็ ใี ช่ไหม ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างนน้ั ถาม : อดีตมอี ยใู่ ช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : อดตี ดบั แลว้ พน้ ไปแลว้ แปรไปแลว้ มไิ ดต้ งั้ อยแู่ ลว้ ตง้ั อยไู่ มไ่ ดแ้ ลว้ มใิ ชห่ รอื ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านกไ็ มค่ วรกล่าววา่ อดีตมอี ยู่ (หมายเหตุ ความเห็นผิดว่า ทุกสิ่งมีอยู่น้ีเป็นของ นิกายสัพพัตถิกวาทะ โดยตรง ในท่ีนี้ได้แสดงให้เห็นการถามต้อน เพื่อให้จนแก่เหตุผลเพียงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนพอจะแสดง ว่า ได้มีการใช้เหตุผลหักล้างกันอย่างไรบ้าง การโต้ตอบยังมีอีกมากนักนับด้วยจ�ำนวนร้อย ๆ ได้แสดงไว้ในท่ีนเ้ี พียงสงั เขป) ๗. เรื่องขนั ธ์ท่เี ป็นอดีต เปน็ ตน้ (อดตี ขันธาติกถา)๑ ถาม : ขนั ธท์ ง้ั หลายเป็นอดีตไดไ้ หม ตอบ : ได้ ถาม : อายตนะ ธาตุ เป็นอดีตได้ไหม ตอบ : ได้ ถาม : อดตี มอี ยู่ใชไ่ หม ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้ัน (ต่อจากน้ันเป็นการถามตอบต่อไปอีกมากมายจนกว่าจะจบภายในหัวข้อน้ี มีข้อที่ พงึ สังเกตุเป็นพิเศษกค็ อื ท่ีแล้ว ๆ มา ฝ่ายเหน็ ถกู เป็นฝา่ ยต้งั คำ� ถามรกุ ฝา่ ยเห็นผิด แตค่ ราวนี้ เมื่อถึงข้อท่ี ๗ อันมีประเด็นต่อเนื่องมาจากข้อท่ี ๖ ฝ่ายเห็นผิดกลับเป็นฝ่ายถามรุกฝ่ายเห็นถูก คือฝ่ายเห็นถูกถือว่า ขันธ์ อายตะ ธาตุ เป็นได้ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน แต่จะใช้ค�ำว่า ”อตฺถิ„ ท่ีแปลว่า ”มีอยู่„ ได้ เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น ข้อนี้ก็เป็นความจริงเพราะที่เป็นอดีตก็ ”มีแล้ว„ ๑ อรรถกถาเรียกช่อื วา่ อดตี ขันธาตอิ าทกิ ถา PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1029 5/4/18 2:26 PM

1030 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ หรือที่เป็นอนาคตก็ ”จักมี„ แต่ฝ่ายเห็นผิดซ่ึงเป็นผู้ซักพยายามต้อนให้อดีตกับอนาคต ”มีอยู่„ ให้ได้ ด้วยอ้างพระพุทธพจน์ต่าง ๆ แต่พระพุทธพจน์นั้น ๆ ท่ีน�ำมาอ้าง ก็เพียงแสดงว่า ขันธ์ เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเท่านั้น มิได้มีตอนไหนที่แสดงว่า ขันธ์เป็นอดีต อนาคต ”มีอยู่„ เลย) ๘. เรอื่ งบางอยา่ งมี (เอกจั จมัตถีติกถา) ถาม : อดตี มีอยใู่ ชไ่ หม ตอบ : บางอยา่ งมี บางอย่างไมม่ ี ถาม : หมายความว่า บางอย่างดับ บางอย่างไม่ดับ บางอย่างพ้นไป บางอย่างไม่ พ้นไป บางอย่างแปรไป บางอย่างไม่แปรไป บางอย่างมิได้ตั้งอยู่ บางอย่าง ต้งั อยู่ บางอย่างตงั้ อยไู่ มไ่ ด้ บางอยา่ งต้ังอยูไ่ ด้ ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนน้ั (นอกจากนั้นยังมีค�ำถามค�ำตอบอีกมากหลาย แต่คราวนี้กลับรูปเก่า คือฝ่ายถามเป็น ฝ่ายเห็นถูก ฝ่ายตอบเป็นฝ่ายเห็นผิด ฝ่ายถามเป็นฝ่ายรุกให้ฝ่ายตอบจน ในข้อท่ีถือผิดว่า อดีตบางอย่างมี บางอย่างไม่มี ซ่ึงเป็นมติของนิกายกัสสปิกะ ค�ำถามค�ำตอบได้กล่าวถึง เร่ืองอนาคตกับปัจจบุ ันด้วย) ๙. เร่อื งการตั้งสติ (สติปัฏฐานกถา) ถาม : ธรรมทัง้ ปวงเป็นสตปิ ฏั ฐาน (การตง้ั สติ) ใช่ไหม ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำ� ตอบของฝ่ายเห็นผดิ ) ถาม : หมายความว่า ธรรมท้ังปวงเป็นสติ เป็นอินทรีย์คือสติ เป็นก�ำลังคือสติ เป็น ความระลกึ ชอบ เปน็ องคแ์ หง่ การตรสั รคู้ อื สติ เปน็ เอกายนมรรค (ทางเปน็ ทไี่ ป อันเอก) เป็นธรรมให้ถึงความส้ินไปแห่งกิเลส เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมให้ถึงความไม่ส่ังสมกิเลส เป็นธรรมไม่มีอาสวะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง สญั โญชน์ ฯ ล ฯ ธรรมท้ังปวงเปน็ พทุ ธานุสสติ จนถงึ อุปสมานุสสติ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนั้น (ฝ่ายถามเป็นฝ่ายไล่เลียงเอาแก่ฝ่ายตอบซึ่งเป็นพวกเห็นผิด จับประเด็นผิดในธรรม บางข้อ เลยเข้าใจผิดว่าธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน ความเห็นผิดนี้เป็นของ นิกายอันธกะ ซงึ่ ภายหลงั แตกออกเปน็ ๔ นกิ ายคอื ปพุ พเสลยิ ะ อปรเสลยิ ะ ราชคริ ยิ ะ สทิ ธตั ถกิ ะ คำ� วา่ ธรรม ทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานนั้น ว่าโดยเหตุผลท่ัวไปก็ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะค�ำว่า ธรรมทั้งปวง ย่อม หมายทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม แต่สติปัฏฐานเป็กุศลธรรม จึงไม่ควร กล่าววา่ ธรรมทั้งปวงเปน็ สติปฏั ฐาน) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1030 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1031 ๑๐. เร่ือง ”มีอยา่ งนี„้ เปน็ ตน้ (เหวตั ถกิ ถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : อดตี อนาคต ปัจจบุ นั มีอยใู่ ชไ่ หม๑ ตอบ : มอี ยา่ งน้ี ไมม่ อี ย่างน้ี ถาม : อันนั้นแหละมี อันน้ันแหละไม่มี ใช่ไหม (ท้ังส่ิงที่มีและไม่มี เป็นอันเดียวกัน ใช่หรอื ไม)่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ เป็นฝ่ายมีความเห็นผิดข้อนี้ คือเห็นว่าธรรมทั้งปวงชื่อว่ามีอยู่ โดย ฐานะเป็นรูป เป็นต้น ช่ือว่าไม่มี คือเม่ือกล่าวถึงอดีต ก็ไม่มีอนาคตและปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึง ปัจจุบันและอนาคต ก็ไม่มีอดีต ฝ่ายถามเป็นฝ่ายซักให้จ�ำนนต่อเหตุผล โดยซักตะล่อมว่า ทัง้ มีและไมม่ ี เป็นส่ิงเดยี วกนั มอี รรถอันเดยี วกันหรือ เม่อื ฝ่ายตอบ (คอื ฝ่ายเห็นผดิ ) ปฏเิ สธวา่ ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น จึงสับทับต่อไปว่า ถ้ามีและไม่มี มิได้หมายความอย่างเดียวกัน ท่านก็ ไมค่ วรจะแสดงทฏิ ฐิอย่างน้)ี ๑๑. เรือ่ งผู้อน่ื นำ� เขา้ ไปให้ (ปรปู หารกถา) ถาม : พระอรหนั ตม์ ีการปล่อยนำ�้ อสุจหิ รือ ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นค�ำตอบของฝา่ ยเห็นผิด) ถาม : พระอรหนั ตม์ กี ามราคะ มกี ามฉันทนีวรณ์หรอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนั้น ถาม : พระอรหนั ตไ์ มม่ ีกามราคะ ไมม่ กี ามฉนั ทนวี รณใ์ ช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : ถ้าพระอรหันต์ไม่มีกามราคะ ไม่มีกามฉันทนีวรณ์ ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์มกี ารปลอ่ ยนำ�้ อสุจิ (นิกายปุพพเสลิยะ กับ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า พระอรหันต์มีการปล่อย น�้ำอสุจิให้เคลื่อน ฝ่ายซักจึงซักถามถึงกามราคะของพระอรหันต์ ซ่ึงฝ่ายเห็นผิดยอมรับว่า ไม่มี แต่ได้บ่ายเบ่ียงว่าท่านไม่ได้ท�ำเอง แต่เทวดาท่ีเป็นพวกมารน�ำเข้าไปให้ทางขุมขน เพ่ือ จะดูพระอรหันต์สงสัยเล่น ฝ่ายซักจึงซักอีกมากหลายเพื่อให้ฝ่ายตอบยอมจ�ำนน เช่น ถามว่า จะมีใครน�ำโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผลเข้าไปให้พระอรหันต์ ไดห้ รอื ไม่) ๑ ความจรงิ ถามทลี ะขอ้ แตใ่ นท่นี ้ีเพอื่ ใหไ้ ด้ความ จึงรวมท้งั อดตี อนาคต และปัจจบุ ันมาไว้ในค�ำถามเดยี วกนั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1031 5/4/18 2:26 PM

1032 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๑๒. เรือ่ งความไม่รู้ (อัญญาณกถา) ถาม : พระอรหันต์มีความไมร่ ู้ (อญั ญาณ) ใช่ไหม ตอบ : ใช่ (พงึ ทราบวา่ เป็นคำ� ตอบของฝา่ ยเหน็ ผิด) ถาม : พระอรหนั ต์มอี วชิ ชาใช่ไหม ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งนั้น ถาม : พระอรหนั ตไ์ ม่มีอวิชชาใชไ่ หม ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหนั ตไ์ มม่ อี วชิ ชา ทา่ นไมค่ วรกลา่ ววา่ พระอรหนั ตม์ อี ญั ญาณ (ความไมร่ )ู้ (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า พระอรหันต์มีอัญญาณคือความไม่รู้ เพราะการที่ไม่รู้ชื่อของคนท้ังหลาย ก็นับเป็นอัญญาณอย่างหน่ึง ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่า การไม่รู้จักชื่อของคน จะท�ำให้ดีข้ึนหรือเลวลงอย่างไร เพราะไม่ใช่กิเลส จึงไม่จัดเป็นอัญญาณ หรืออวิชชา อัญญาณหรอื อวชิ ชาตามหลกั พระพุทธศาสนาหมายถงึ ไมร่ ้จู กั ทุกข์ เหตุใหท้ กุ ข์เกิด ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ถ้าไม่รู้ความจริงท้ังส่ีประการนี้ ก็ไม่สามารถ พน้ ไปจากทุกข์ได้ แต่ นิกายปพุ พเสลยิ ะ ไมเ่ ข้าใจอย่างนัน้ ฝา่ ยซักจงึ ไลเ่ ลยี งดง่ั กลา่ วแลว้ ) ๑๓. เรอื่ งความสงสัย (กังขากถา) ๑๔. เรอ่ื งการบอกของผู้อื่น (ปรวติ ารณกถา) อีก ๒ เร่ืองนี้ ก็มีเค้าความท�ำนองเดียวกับข้อท่ี ๑๒ คือ นิกายปุพพเสลิยะ เข้าใจว่า พระอรหันต์ยังมีความไม่รู้ ยังมีความสงสัย ยังต้องอาศัยผู้อื่นบอกเล่า จึงมีการซักไซ้ ใหเ้ ห็นจริงว่า พระอรหนั ตไ์ มม่ อี วิชชา ไม่มีความสงสัยในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ฯ ล ฯ ไม่ต้องมีผู้อื่นบอกกล่าวในธรรมท่ีท่านรู้แจ้งเห็นจริงทั้งสามเรื่อง คือข้อท่ี ๑๒ ถึง ๑๔ นี้ อรรถกถารวมเป็นเร่ืองเดียวกนั ๑๕. เรื่องการเปล่งวาจา (วจีเภทกถา) ถาม : ผู้เข้าฌานที่ ๑ ในขณะแห่งโสดาปตั ตมิ รรค มกี ารเปล่งวาจาใชไ่ หม ตอบ : ใช่ (พงึ ทราบวา่ เป็นคำ� ตอบของผู้มีความเหน็ ผดิ ) ถาม : ผู้เข้าโลกิยสมาบัติในท่ีท้ังปวง ในกาลท้ังปวง ทุกประเภท มีการเปล่งวาจา ใช่ไหม ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งน้ัน PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1032 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1033 (นกิ ายปุพพเสลยิ ะ เปน็ ต้น เข้าใจว่า ท่านผเู้ ข้าฌานท่ี ๑ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อ ิภธัมม ิปฎก มีการเปล่งวาจาว่า ”ทุกข์„ คือเห็นจริงในเร่ืองทุกข์ ถึงกับเปล่งวาจาออกมา แต่ตามความ เป็นจรงิ ไมม่ กี ารเปลง่ วาจาเช่นนน้ั ) ๑๖. เรื่องการน�ำมาซงึ่ ความร้ใู นทกุ ข์ (ทุกขาหารกถา) ถาม : การนำ� มาซ่งึ ความรใู้ นทุกข์ เปน็ องคม์ รรค นบั เน่ืองในมรรคใชไ่ หม ตอบ : ใช่ ถาม : ผใู้ ดผูห้ น่งึ กลา่ ววาจาวา่ ”ทุกข„์ ผนู้ ้นั ทกุ ผู้ ชือ่ ว่าเจริญมรรคใช่ไหม ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอย่างน้ัน (ถ้าตอบวา่ ใช่ กจ็ ะซักต่อไปอกี วา่ ) ถาม : บุถุชน (คนท่ียังหนาไปด้วยกิเลส) ซึ่งเป็นคนเขลาก็ดี ผู้ฆ่ามารดาบิดาก็ดี ผู้ฆ่าพระอรหันต์ก็ดี มีท�ำร้ายพระพุทธเจ้าถึงยังพระโลหิตให้ห้อก็ดี ผู้ท�ำสงฆ์ ใหแ้ ตกกนั ก็ดี กล่าววาจาว่า ”ทุกข์„ ดงั นจ้ี ะชื่อว่าเจรญิ มรรคหรอื ไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า ผู้เปล่งวาจาว่า ”ทุกข์ ทุกข์„ ย่อมน�ำมาซ่ึง ความรใู้ นทกุ ขแ์ ละการนำ� มาซง่ึ ความรใู้ นทกุ ขน์ น้ั เปน็ องคม์ รรค นบั เนอ่ื งในมรรค จงึ มกี ารซกั ให้ เหน็ ว่า คนเลว ๆ ท่ีเปล่งวาจาว่า ทุกข์ ทกุ ข์ได)้ ๑๗. เร่อื งความต้ังอยู่แห่งจติ (จิตตฐิตกิ ถา) ถาม : จิตดวงหน่งึ ยอ่ มตง้ั อย่ตู ลอดวันใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นการตอบดว้ ยความเหน็ ผดิ ) ถาม : ครึ่งวันเปน็ ขณะเกิด อกี ครง่ึ วนั เปน็ ขณะดับใชไ่ หม ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้นั (นกิ ายอนั ธกะ มคี วามเหน็ ผดิ เพราะเหน็ จติ ในสมาบตั ิ กบั ภวงั คจติ เปน็ ไปตอ่ เนอ่ื งกนั จึงเข้าใจว่าจิตดวงเดียวกันน้ัน ตั้งอยู่ยั่งยืน วันหนึ่ง สองวัน หรือตลอดเดือนปี ตลอดกัปป์ ถึงแปดหมื่นส่ีพันกัปป์ ฝ่ายซักได้ซักให้ค�ำนึงถึงระยะดับระยะเกิด และพระพุทธภาษิตท่ีว่า ในคืนหน่ึงวันหนึง่ จิตเปน็ อนั มากเกดิ ขน้ึ และดบั ไป) ๑๘. เรื่องถ่านไฟรอ้ น (กุกกฬุ กถา) ถาม : สังขารท้งั ปวง ไม่มียกเว้น เปน็ เหมอื นถ่านไฟรอ้ นใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ (พงึ ทราบวา่ เป็นการตอบดว้ ยความเห็นผดิ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1033 5/4/18 2:26 PM

1034 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : สุขเวทนา สขุ ทางกาย สุขทางจติ สุขอันเป็นทิพย์ สุขอนั เป็นของมนุษย์ ฯ ล ฯ สขุ อนั ประกอบดว้ ยอาสวะ สขุ อนั ไมป่ ระกอบดว้ ยอาสวะ ฯ ล ฯ สขุ อนั เกดิ จาก ความสงบ สุขอนั เกิดจากการตรสั รมู้ อี ยู่ มิใชห่ รือ ตอบ : มีอยู่ ถาม : ถา้ สขุ เชน่ นน้ั มอี ยู่ ทา่ นกไ็ มค่ วรกลา่ ววา่ สงั ขารทง้ั ปวง ไมม่ ยี กเวน้ เปน็ เหมอื น ถา่ นไฟรอ้ น (นิกายโคกุลิกะ เป็นเจ้าของความเห็นผิดข้อนี้ มีผู้สันนิษฐานว่า ชื่อของนิกายน้ี มาจากค�ำว่า กุกกุฬะ คือถือว่าสังขารมีลักษณะเหมือนถ่านไฟร้อน ฝ่ายค้านจึงซักให้ยอมรับว่า ความสุขตา่ ง ๆ ชนดิ ยงั มอี ยู่ เหตไุ ฉนจึงกลา่ วยนื ยันแตแ่ งเ่ ดยี วโดยไมม่ ขี อ้ ยกเว้น) ๑๙. เรอื่ งการตรัสรู้โดยลำ� ดับ (อนปุ ุพพาภิสมยกถา) ถาม : การตรสั ร้โู ดยลำ� ดบั (ตรัสร้ไู ปทีละเล็กทีละนอ้ ย) มีอยู่ ใช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลย่อมเจรญิ โสดาปตั ตมิ รรคทีละเลก็ ทลี ะน้อย ใช่ไหม ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนั้น ถาม : บคุ คลยอ่ มท�ำใหแ้ จ้งโสดาปตั ติผลทลี ะเลก็ ทลี ะน้อย ใช่ไหม ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างน้ัน (มีการถามตอบไล่เลียงไปจนถึงมรรคผลชั้นสูง ความเห็นผิดข้อน้ี เป็นของ นิกาย อันธกะ สัพพัตถิกวาทะ สมิติยะ ภัทรยานิกะ เพราะเข้าใจผิดในพระพุทธภาษิตท่ีว่า ”ผู้มี ปัญญาพึงช�ำระมลทินของตนไปทีละน้อย ทีละขณะ โดยล�ำดับ เหมือนช่างทองช�ำระมลทิน ของเงนิ ฉะน้ัน„ โดยเขา้ ใจว่า ผูป้ ฏบิ ัติเพอ่ื ท�ำใหเ้ แจง้ โสดาปัตตผิ ล เมอ่ื เห็นพระอรยิ สัจจข์ ้อที่ ๑ ก็ละกิเลสได้บางส่วน เม่ือเห็นข้อท่ี ๒ จนถึงข้อท่ี ๔ ก็ละได้อีกบางส่วน เมื่อบรรลุมรรคผล ครบ ๔ ชั้น จึงละกิเลสได้ ๑๖ ส่วน (คือใช้หลักอริยสัจจ์ ๔ เป็นตัวคูณมรรคผล ๔ ช้ัน) ซึ่ง ขัดกับพระพุทธภาษิต๑ ที่ว่า เมื่อตรัสรู้อริยสัจจ์นั้น มิใช่เห็นทีละข้อ แต่เห็นพร้อมกันหมด ๑ สํ.มหา. ๑๙/๑๗๑๑/๔๕๓ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1034 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1035 ทุกข้อ และพระพุทธภาษิตท่ีว่า ในสมัยใดอริยสาวกเกิดดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี อ ิภธัมม ิปฎก ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นท้ังปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ในสมัยนั้นอริยสาวกนั้น ย่อมละได้ซึ่งสัญโญชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส๑ อันแสดงว่า ละได้พร้อมกันหมดทั้งสามอย่าง) ๒๐. เร่อื งโวหาร (โวหารกถา) ถาม : โวหาร (คือถ้อยค�ำที่กล่าวเรียกขานส่ิงต่าง ๆ) ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เปน็ โลกุตตระ (คอื พน้ จากโลก) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ (พงึ ทราบวา่ เปน็ การตอบดว้ ยความเหน็ ผดิ ) ถาม : โวหารน้ัน ย่อมกระทบในหูที่เป็นโลกุตตระ ไม่กระทบในหูที่เป็นโลกิยะ บุคคลย่อมรู้โวหารนั้นด้วยวิญญาณอันเป็นโลกุตตระ มิใช่ด้วยวิญญาณอัน เป็นโลกิยะ สาวกเทา่ นน้ั ย่อมรู้ บุถชุ นไม่รู้ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนั้น (ความเห็นผิดเร่ืองท่ีว่า โวหารของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระนี้ เป็นของนิกาย อันธกะ ฝ่ายซักจึงต้องซักต้อนให้จ�ำนนว่า ถ้าโวหารหรือถ้อยค�ำเป็นโลกุตตระแล้ว มิต้องใช้ หูโลกุตตระฟังจึงรู้เร่ืองหรือ นอกจากนั้น วิญญาณคือความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู มิต้องเป็น โลกุตตระด้วยหรือ เมื่อฝ่ายเห็นผิดตอบปฏิเสธ จึงส�ำทับว่า เพราะเหตุน้ี จึงไม่ควรกล่าวว่า โวหารของพระพุทธเจ้าเปน็ โลกตุ ตระ) ๒๑. เร่ืองนิโรธความดับทกุ ข์ (นโิ รธกถา) ถาม : นโิ รธ (ความดบั ) มสี องใช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : ทุกขนิโรธ (ความดับทกุ ข)์ มสี องใช่ไหม ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งนัน้ (นิกายมหิสาสกะ กับ นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า นิโรธสองอย่าง คือ อัปปฏิสงั ขานิโรธ (ความดบั มิใชด่ ว้ ยโลกุตตรญาณ) กบั ปฏิสังขานิโรธ (ความดับดว้ ยโลกุตตร ญาณ) รวมเป็นนิโรธสัจจ์ด้วยกัน ฝ่ายถามจึงซักให้จนด้วยถามว่า ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ทกุ ขนโิ รธสจั จ์ (ความจรงิ คอื ความดบั ทกุ ข)์ ทกุ ขสจั จ์ (ความจรงิ คอื ทกุ ข)์ สมทุ ยสจั จ์ (ความจรงิ ๑ ดคู ำ� อธิบายศัพท์ในหน้า ๗๔๕ วรรคที่ ๔ PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1035 5/4/18 2:26 PM

1036 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ คือเหตใุ หเ้ กิดทกุ ข)์ และมัคคสจั จ์ (ความจริงคอื ข้อปฏบิ ัตใิ ห้ถึงความดบั ทกุ ข์) เปน็ ต้น มพิ ลอย มีอย่างละสองไปด้วยหรือ คือตามความจริงการดับที่เป็นโลกิยะ จะจัดเข้าในนิโรธสัจจะไม่ได้ เพราะยังเกิดขนึ้ ได้อกี นโิ รธทแ่ี ท้จรงิ จึงมีอย่างเดียวเท่าน้นั คอื ที่เป็นโลกตุ ตระ) ๒๒. เร่อื งก�ำลัง (พลกถา) ถาม : ก�ำลงั แหง่ พระตถาคต เปน็ ของทว่ั ไปแกพ่ ระสาวก ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ก�ำลังแห่งพระตถาคต ก็คือก�ำลังแห่งพระสาวก ก�ำลังแห่งพระสาวก ก็คือ ก�ำลังแห่งพระตถาคตอย่างน้นั หรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิด เพราะจับความในพระสูตร ในอนุรุทธสังยุตต์ที่ว่า เพราะเจริญทำ� ให้มากซึ่งสตปิ ฏั ฐาน ๔ กย็ อ่ มรฐู้ านะ อฐานะ ตามความจรงิ เปน็ เหตุใหเ้ ขา้ ใจผิด ว่า ก�ำลังแห่งพระตถาคตเป็นของสาธารณะแก่พระสาวก ฝ่ายค้านจึงซักต้อนให้เห็นว่า ไม่ เสมอกนั ) ๒๓. เรื่องญาณเปน็ อรยิ ะ (อรยิ ันตกิ ถา) ถาม : ความรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะ เป็นก�ำลังแห่งพระตถาคต เป็นอริยะ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ญาณนัน้ เปน็ มรรค ผล นพิ พาน โสดาปัตติมรรค โสดาปตั ติผล เปน็ ตน้ หรอื ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนั้น (นกิ ายอนั ธกะ มคี วามเหน็ ผดิ ญาณ ๑๐ นน้ั เปน็ อรยิ ะทง้ั หมด คอื มใิ ชอ่ าสวกั ขยญาณ (ญาณอันเป็นเหตุส้ินอาสวะ) เท่านั้น ที่เป็นอริยะ แม้ญาณ ๙ ข้อข้างต้น ก็เป็นอริยะ ด้วย ฝ่ายถามจึงซักว่า ญาณข้อใดข้อหนึ่งใน ๙ ข้อน้ัน เป็นมรรค เป็นผล หรือว่าเป็นนิพพาน ท่านจึงกล่าววา่ เป็นอริยะ ถ้ามใิ ชม่ รรคผลหรอื นพิ พาน กไ็ ม่ควรกลา่ ววา่ เป็นอริยะ) ๒๔. เรอ่ื งจิตหลุดพ้น (วมิ ุจจตกิ ถา) ถาม : จิตมรี าคะ ย่อมหลุดพน้ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : จิตที่ประกอบด้วยราคะ เกิดพร้อมกับราคะ ระคนด้วยราคะ ฯ ล ฯ เป็นจิต เศรา้ หมอง ย่อมหลดุ พ้นใชไ่ หม ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอย่างน้นั PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1036 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1037 (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า จิตหลุดพ้น ไม่จ�ำเป็นต้องเป็นจิตของผู้ปราศจาก อ ิภธัมม ิปฎก ราคะ แม้จิตท่ีประกอบด้วยราคะก็หลุดพ้นได้ เปรียบเหมือนผ้าท่ีจะพ้นจากมลทิน ไม่จ�ำเป็น จะต้องเป็นผ้าที่สะอาดแล้วเท่าน้ัน แม้ผ้าที่สกปรกเมื่อซักเข้าก็พ้นจากมลทินได้ ปัญหาเร่ืองน้ี เป็นเพียงโวหาร ประเด็นส�ำคัญอยู่ท่ีขณะหลุดพ้น เดิมจิตจะเป็นอย่างไรมาก็ตามที แต่ขณะ หลุดพ้นจะต้องปราศจากราคะ เพราะฉะนั้น ฝ่ายซักจึงซักว่า จิตที่หลุดพ้นเป็นจิตที่มีราคะ มีความเศร้าหมองเช่นนัน้ หรอื ) ๒๕. เรอ่ื งจิตก�ำลงั หลดุ พน้ (วิมจุ จมานกถา) ถาม : จติ หลดุ พน้ แลว้ กำ� ลงั หลุดพน้ ใชห่ รือไม่ (ทงั้ หลุดพ้นแล้ว ท้งั ก�ำลังหลดุ พ้น) ตอบ : ใช่ ถาม : จิตหลุดพ้นแล้วบางส่วน ยังไมห่ ลุดพ้นบางส่วน ใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งน้ัน (ความเห็นผิดข้อนี้เนื่องกันกับข้อ ๒๔ คือมีความเห็นว่า จิตที่หลุดพ้นด้วยฌาน อันเป็นวิกขัมภนวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยการข่มไว้ ชื่อว่าก�ำลังหลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุติ คือหลดุ พ้นด้วยการตดั ขาด ในขณะแห่งมรรค ฝา่ ยซักจงึ ไลเ่ ลียงว่า บางสว่ นหลดุ พ้น บางส่วน ยงั ไมห่ ลุดพ้นใช่หรอื ไม)่ ๒๖. เรื่องบคุ คลท่ี ๘ (อัฏฐมกกถา) ถาม : บุคคลที่ ๘ (ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ละเครื่องรึงรัดคือทิฏฐิ (ความเห็น) ไดใ้ ช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบนั หรือทา่ นผู้ตัง้ อยู่ในโสดาปัตติผล ฯ ล ฯ ใช่ไหม ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอย่างน้นั (ความเห็นผิดข้อน้ี เป็นของ นิกายอันธกะ และ สมิติยะ ซึ่งเห็นว่า บุคคลที่ ๘ คือ ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ละกิเลสที่รึงรัดจิตได้ ๒ อย่าง๑ เพราะไม่มีกิเลสฟุ้งข้ึนในขณะแห่ง อนุโลมโคตรภูและมรรค ฝ่ายถามจึงซักว่า บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบันหรือ ซ่ึงฝ่ายเห็นผิด ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ เพราะผู้จะละได้ต้องเป็นพระโสดาบัน หรือผู้ต้ังอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว เทา่ นน้ั ) ๑ คือทฏิ ฐิ ความเห็นผดิ และวจิ กิ ิจฉา ความลงั เลสงสัย PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1037 5/4/18 2:26 PM

1038 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๒๗. เร่อื งอินทรียข์ องบคุ คลท่ี ๘ (อัฏฐมกัสส อินทริยกถา) ถาม : บุคคลท่ี ๘ (ผ้ตู ัง้ อยู่ในโสดาปัตติมรรค) ไม่มีอนิ ทรยี ์๑ คอื ศรทั ธาใช่ไหม ตอบ : ใช่ ถาม : บคุ คลที่ ๘ ไมม่ ีศรัทธาหรอื ตอบ : ไมพ่ งึ กลา่ วอยา่ งนั้น (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า บุคคลท่ี ๘ คือท่านผู้ต้ังอยู่ในโสดาปัตติมรรค ก�ำลังได้อินทรีย์ในขณะแห่งมรรค ไม่ใช่ได้เสร็จแล้ว ผู้ซักจึงซักให้จ�ำนนด้วยเหตุผลหลายข้อ พร้อมท้ังพระพุทธภาษิตในสังยุตตนิกาย สํ.มหา ๑๙/๘๔๔/๒๑๓ ที่ว่าพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติ เพอื่ ทำ� ใหแ้ จง้ ในโสดาปตั ตผิ ล (คอื ทา่ นผตู้ งั้ อยใู่ นโสดาปตั ตมิ รรค) กม็ อี นิ ทรยี ์ ๕ มศี รทั ธา เปน็ ตน้ มปี ญั ญาเปน็ ทีส่ ุด) ๒๘. เร่ืองตาทิพย์ (ทพิ พจักขุกถา) ถาม : ตาเนื้อ (มังสจักษุ) อันธรรมะอุปถัมภ์แล้ว ย่อมเป็นตาทิพย์ (ทิพยจักษุ) ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ตาเนอ้ื คือตาทิพย์ ตาทพิ ย์คือตาเน้ือหรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างน้นั (นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดว่า ตาเนื้อ ซึ่งได้ธรรมะคือฌานท่ี ๔ สนับสนุนแล้วย่อมช่ือว่าเป็นตาทิพย์ ฝ่ายถามจึงซักให้จ�ำนนด้วยค�ำถามมากมาย รวมทั้งการ อ้างพระพุทธภาษิตในอิติวุตตกะ ซ่ึงว่าด้วยจักษุ ๓ ประการ คือ มังสจักษุ (ตาเน้ือ) ทิพยจักษุ (ตาทพิ ย์) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา) มไิ ดร้ วมตาเน้อื กบั ตาทพิ ยเ์ ขา้ ดว้ ยกนั ) ๒๙. เร่อื งหูทพิ ย์ (ทพิ พโสตกถา) ข้อน้ีมีคติอันเดียวกับเร่ืองตาทิพย์ เป็นแต่เปล่ียนเร่ืองมาเป็นหูทิพย์เท่าน้ัน เป็นแต่ พระพทุ ธภาษติ ทอี่ ้างแสดงว่าหมู ี ๒ อยา่ ง คือมงั สโสต (หูเนอื้ ) และทพิ ยโสต (หูทิพย)์ ๓๐. เร่อื งญาณรถู้ ึงสัตวผ์ เู้ กดิ ตามกรรม (ยถากัมมปู คตญาณกถา) ถาม : ญาณร้ถู ึงสัตว์ทีเ่ กิดตามกรรม คือตาทพิ ยใ์ ช่ไหม ตอบ : ใช่ ๑ อินทรยี ์ คือธรรมอนั เป็นใหญ่ในหนา้ ทีข่ องตน PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1038 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1039 ถาม : คอื ทำ� ในใจถงึ สตั วผ์ เู้ กดิ ตามกรรมดว้ ย เหน็ รปู ดว้ ย ตาทพิ ยด์ ว้ ย อยา่ งนนั้ หรอื อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งนนั้ (ข้อน้ีเกี่ยวโยงมาจากข้อท่ี ๒๘ คือเกิดความเห็นผิดขึ้นว่า ญาณท่ีรู้ถึงสัตว์ผู้เกิดตาม กรรม คือทิพยจักษุ หรือตาทิพย์ ฝ่ายซักค้านได้ซักให้ยอมรับว่า บุคคลบางคนไม่มีทิพย์จักษุ แต่ก็มีปญั ญาชนิดน้ไี ด้ จึงไมค่ วรกลา่ วว่า ญาณชนดิ นก้ี ับทิพยจักษเุ ปน็ อนั เดียวกัน) ๓๑. เร่อื งความส�ำรวม (สังวรกถา) ถาม : ความส�ำรวมมีในเทพท้งั หลาย ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ความไมส่ �ำรวมมีในเทพท้ังหลาย ใช่หรือไม่ ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างน้นั (อรรถกถาไม่ได้บอกว่าเป็นของนิกายใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่า สืบเน่ืองมาจาก ข้อ ๒๘ ซ่ึงเป็นมติของนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ ความเห็นผิดนั้นเกิดขึ้น เพราะเห็นว่า เทพช้ันดาวดึงส์ข้ึนไป ย่อมไม่ก่อเวร (ไม่ละเมิดศีล ๕) เพราฉะน้ัน จึงชื่อว่ามีความส�ำรวม ตามความจริงปัญหาเรื่องการละเมิดศีล ๕ ไม่มี จึงไม่ควรกล่าวว่ามีหรือไม่มีความส�ำรวม เพราะเทพเหล่านั้นเป็นผู้ไมล่ ะเมดิ ศีล ๕ โดยปกตธิ รรมดาอยแู่ ล้ว) ๓๒. เร่ืองไมม่ สี ญั ญา คอื ความจำ� ไดห้ มายรู้ (อสญั ญกถา) ถาม : สัญญามีอยู่ในพวกอสัญญสัตว์ (สัตว์พวกไม่มีสัญญา หรือท่ีเรียกอีก อยา่ งหนง่ึ วา่ อสญั ญสี ตั ว์) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ (พงึ ทราบว่าเปน็ การเหน็ ผดิ แท้) ถาม : สตั ว์เหล่าน้นั มภี พของผู้มีสญั ญา (สญั ญภพ) เป็นตน้ หรือ ตอบ : ไม่พึงกลา่ วอยา่ งน้ัน (นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า เพราะมีพระพุทธภาษิตว่า ”วิญญาณย่อมมีเพราะ สงั ขารเปน็ ปจั จยั „ และเพราะมพี ระพทุ ธภาษติ วา่ ”ชอ่ื วา่ ปฏสิ นธิ (การถอื กำ� เนดิ ) เวน้ จากวญิ ญาณ ย่อมมีไม่ได้ ก็แลเทพเหล่านั้นย่อมเคล่ือนจากกายน้ัน เพราะสัญญาเกิดข้ึน„ ฉะน้ัน อสัญญีสัตว์ จึงมีสัญญาทั้งในขณะจุติและปฏิสนธิ ฝ่ายซักจึงซักค้านว่า ถ้าอย่างน้ัน อสัญญีสัตว์ ก็เป็น อสัญญีสัตว์เฉพาะตอนต้ังอยู่ แต่ตอนเคล่ือนตอนเกิดเป็นสัญญีสัตว์ มีอสัญญภพเฉพาะ ตอนตั้งอยู่ แต่ตอนเคลื่อนตอนเกิดมีสัญญภพ มีขันธ์ ๑ เฉพาะตอนต้ังอยู่ แต่ตอนเคลื่อน ตอนเกิด มขี ันธ์ ๕ อยา่ งนัน้ หรอื ซึง่ ฝ่ายเหน็ ผิดจ�ำตอ้ งปฏิเสธ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1039 5/4/18 2:26 PM

1040 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๓๓. เรอ่ื งเนวสญั ญานาสัญญายตนะ (เนวสัญญานาสญั ญายตนกถา) ถาม : ในเนวสญั ญานาสญั ญายตนะ (อายตนะทมี่ สี ัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช)่ ไม่ควรกลา่ ววา่ มีสญั ญา ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เทพพวกเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอสัญญภพ (ภพของผู้ไม่มีสัญญา) เปน็ ตน้ เชน่ น้ันหรือ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเหน็ ผิดว่า คำ� ว่า อายตนะทมี่ ีสัญญาก็ไมใ่ ช่ ไมม่ สี ญั ญากไ็ ม่ใช่ ท�ำให้ไม่ควรกล่าวว่ามีสัญญาในภพนั้น ฝ่ายค้านจึงซักว่า ถ้าอย่างนั้น ก็มีอสัญญภพ คือมี ความเป็นอยแู่ บบอสัญญีสตั ว์ ใชไ่ หม ซ่ึงฝ่ายเห็นผดิ จำ� ต้องปฏเิ สธ) ๓๔. เรอื่ งพระอรหนั ต์พึงเป็นคฤหสั ถไ์ ด้ (คหิ สิ ส อรหาตกิ ถา) ถาม : พระอรหันต์พึงเป็นคฤหัสถ์ได้ ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหนั ตย์ ังมเี คร่ืองรอ้ ยรัดของคฤหัสถห์ รอื ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนั้น (ความจริงเร่ืองน้ีเป็นเพียงโวหาร คือ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นว่า มีคฤหัสถ์ หลายคนที่เป็นพระอรหันต์ เช่น ยศกุลบุตร สันตติมหาอ�ำมาตย์ จึงกล่าวอย่างนั้น แต่ฝ่าย ค้านซักว่า ถ้าอย่างนั้นพระอรหันต์ก็มีกิเลสของคฤหัสถ์ใช่หรือไม่ ตามข้อเท็จจริง มีคฤหัสถ์ หลายคนได้บรรลุอรหัตตผล แต่เม่ือบรรลุเป็นพระอรหันต์ ความเป็นอยู่ทุกอย่างก็ต่างไป จากคฤหัสถ์ คือ ไม่ครองเรือน ไม่เสพกาม ไม่ด�ำรงชีวิตแบบชาวโลก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควร กลา่ ววา่ พระอรหันต์เป็นคฤหสั ถ์) ๓๕. เรอ่ื งความเกดิ (อปุ ปตั ตกิ ถา๑) ถาม : บคุ คลยอ่ มเปน็ พระอรหันต์พรอ้ มกับการเกดิ ได้ ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ได้ (พึงทราบวา่ เหน็ ผดิ แท้) ๑ ค�ำนี้อ่านว่า อุปะปัตติ แปลตามศัพท์ว่า การเข้าถึง คือเกิด เป็นค�ำใกล้ค�ำว่า อุปฺปตฺติ ซึ่งแปลว่า เกิดขึ้น จงึ หมายเหตไุ วเ้ ป็นท่ีสังเกต PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1040 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1041 ถาม : บคุ คลยอ่ มเปน็ พระโสดาบนั พรอ้ มกบั การเกิดได้ ใชห่ รอื ไม่ อ ิภธัมม ิปฎก ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอย่างนน้ั (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระบาลีว่า ”ย่อมเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพาน ในภพนั้น„ จึงหมายความว่า บุคคลที่เกิดในชั้นสุทธาวาส ย่อมเป็นพระอรหันต์พร้อมกับ การเกิด ซึ่งตามความจริงมิใช่เช่นน้ัน หากหมายความว่า ต้องเกิดเสียก่อน แล้วจึงจะเป็น พระอรหนั ต์ในภายหลัง) ๓๖. เรอื่ งไม่มีอาสวะ (อนาสวกถา) ถาม : ธรรมทง้ั ปวงของพระอรหนั ตไ์ ม่มีอาสวะ คือกิเลสทีด่ องสันดาน ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ธรรมทั้งปวงเปน็ มรรคผลหรอื นิพพาน เปน็ ต้น ใช่ไหม ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนัน้ (นกิ ายอุตตราปถกะ มคี วามเหน็ วา่ ผดิ ธรรมท้ังปวงของพระอรหนั ตย์ อ่ มไม่มีอาสวะ ท้ังสิ้น ค�ำว่าธรรมท้ังปวง ท�ำให้เกิดความหมายยุ่งยาก เพราะถ้าพระอรหันต์มีจีวร จีวรก็เป็น ของไม่มีอาสวะ เม่ือให้จีวรนั้นไป จะว่าจีวรน้ันไม่มีอาสวะหรือ ความจริงจึงไม่ควรกล่าวว่า ธรรมท้ังปวงของพระอรหันต์ไม่มอี าสวะ เพราะจะมีความหมายคลุมไปถึงรา่ งกาย เคร่ืองใช)้ ๓๗. เร่ืองพระอรหนั ต์ ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง (สมันนาคตกถา) ถาม : พระอรหนั ต์ประกอบดว้ ยผล ๔ หรอื ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ ศรทั ธา ๔ จนถงึ ปัญญา ๔ อยา่ งน้นั หรอื ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอย่างนั้น (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ คล้ายกับท่ี คนปัจจุบันพูดว่าผู้ส�ำเร็จมัธยม ๘ เป็นผู้ประกอบด้วยมัธยม ๑ ๒ ๓ ถึง ๘ ซึ่งไม่จ�ำเป็น จะต้องกล่าวอย่างน้ัน เวลาแสดงความรู้ ก็แสดงแต่ชั้นสูงสุด เพราะในช้ันต�่ำกว่านั้นตน ผ่านพ้นมาแล้ว ถ้าจะน�ำมากล่าวด้วยก็จะเหมือนพูดเล่น เช่น ถามว่า มีความส�ำเร็จชั้นไหน กจ็ ะตอ้ งตอบวา่ สำ� เร็จช้ันประถม ๑ ๒ ๓ ๔ มธั ยม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ซง่ึ ไมจ่ ำ� เปน็ ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1041 5/4/18 2:26 PM

1042 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ๓๘. เรือ่ งพระอรหนั ตป์ ระกอบดว้ ยอุเบกขา (อเุ ปกขาสมนั นาคตกถา) ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยอเุ บกขา (ความวางเฉย) ๖ อยา่ ง ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระอรหนั ตป์ ระกอบดว้ ยผสั สะ ๖ เวทนา ๖ เปน็ ตน้ หรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้นั (เร่ืองน้ีก็เป็นเร่ืองโวหารเช่นเดียวกัน พระอรหันต์เป็นผู้มีความวางเฉยในทวารท้ังหก คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ได้ แต่จะใช้ความวางเฉยน้ันทางไหน ก็ท�ำทีละทาง ไม่ใช่ท�ำ พร้อมกนั ท้ังหกทาง ในขณะเดียวกนั ) ๓๙. เรอ่ื งเปน็ พระพุทธเจา้ เพราะโพธิ (โพธิยา พุทโธติกถา) ถาม : บุคคลย่อมเป็นพระพุทธเจ้าเพราะโพธิ (ความตรัสรู้ หรือคุณเครื่องให้ตรัสรู้) ใช่หรือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : เมื่อโพธดิ บั แล้ว ก็ไมเ่ ป็นพระพุทธเจ้าอยา่ งน้ันหรือ ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งนน้ั (เรื่องนี้ก็เป็นเร่ืองของโวหารเช่นกัน คือ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นอย่างนั้น ค�ำว่า โพธิหมายถึงมัคคญาณ ๔ และสัพพัญญุตญาณ การกล่าวอย่างนั้นก็เป็นการถูกต้อง ในส�ำนวนธรรมดา แตถ่ ้าวเิ คราะห์อยา่ งลกึ ซ้ึง กไ็ ม่ควรกล่าว เพราะโพธิเป็นได้ทัง้ อดีต อนาคต และปัจจุบัน ในขณะท่ีโพธิเป็นอดีต ความเป็นพระพุทธเจ้าจะมิพลอยหมดไปด้วยหรือ ถ้าต้งั เง่ือนไขให้ขึ้นอยแู่ กโ่ พธเิ ทา่ นั้น) ๔๐. เร่ืองลักษณะ (ลกั ขณากถา) ถาม : ผ้ปู ระกอบดว้ ยลักษณะ เป็นพระโพธสิ ตั วใ์ ชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : ผทู้ ี่ประกอบด้วยลักษณะบางส่วน กเ็ ปน็ พระโพธสิ ัตวบ์ างส่วนหรอื ตอบ : ไม่พึงกล่าวอยา่ งนน้ั (นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นอย่างนี้ แต่ก็มีปัญหาว่า พระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ ประกอบด้วยลักษณะเหมือนกัน พระเจ้าจักรพรรดิ์มิเป็นพระโพธิสัตว์ไปด้วยหรือ การกล่าว อย่างนี้จึงชื่อว่าผิดหลักตรรกศาสตร์ เช่น กล่าวว่า คนพูดภาษาไทยเป็นคนไทย คนชาติอ่ืน พดู ภาษาไทยมิเป็นคนไทยไปด้วยหรือ) PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1042 5/4/18 2:26 PM

อภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ 1043 ๔๑. เรอ่ื งก�ำหนดลงมาเกิด (นยิ าโมกกันติกถา) อ ิภธัมม ิปฎก ถาม : พระโพธิสัตว์มีก�ำหนดลงมาเกิดประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยของ พระผมู้ ีพระภาคพระนามว่า กสั สปะ ใช่หรอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระโพธสิ ตั ว์เปน็ สาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ หรือ ตอบ : ไม่พงึ กล่าวอย่างนน้ั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีก�ำหนด หรือมีธรรมดาท่ี จะต้องลงมาเกิดประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าบางพระองค์ เช่น พระกัสสปะ เพราะ จับความในฆฏิการสูตรผิด๑ ฝ่ายซักจึงซักว่า พระโพธิสัตว์มาเป็นสาวก และพระสาวกกลาย เป็นพระพุทธเจ้าหรือ ตามความจริงพระโพธิสัตว์ในระหว่างที่บ�ำเพ็ญบารมี อาจจะเกิดใน สมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้ จะออกบวชหรือไม่ก็ได้ ข้อส�ำคัญคือ ไม่ได้ตรัสรู้ บรรลุมรรคผลในสมัยที่ก�ำลังบ�ำเพ็ญบารมีน้ัน ต่อมาในชาติสุดท้ายจึงได้ตรัสรู้ด้วยความ สามารถในการค้นคว้าและประพฤติปฏิบัติของพระองค์เอง) ๔๒. เร่ือง ”ประกอบดว้ ยคณุ ธรรม„ อีกข้อหนึ่ง (อปราปิสมนั นาคตกถา) ถาม : บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือท�ำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล (ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค) ประกอบดว้ ยผลท้งั สาม(โสดาปตั ติผล สกทาคามผิ ล อนาคามิผล) ใชห่ รือไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อท�ำให้แจ้งซ่ึงอรหัตตผล ประกอบด้วยผัสสะ ๔ เวทนา ๔ เป็นต้นหรอื ตอบ : ไมพ่ ึงกล่าวอยา่ งน้ัน (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดท�ำนองเดียวกับข้อที่ ๓๗ ซ่ึงกล่าวมาแล้ว เหตุผลใน การซักให้จ�ำนนก็อย่างเดียวกัน ต่างแต่ในข้อน้ันกล่าวถึงพระอรหันต์ ในข้อนี้กล่าวถึงท่าน ผตู้ ้งั อยู่ในอรหตั ตมรรค) ๔๓. เร่อื งการละสญั โญชน์ท้ังหมด (สพั พสัญโญชนปหานกถา) ถาม : การละสัญโญชน์ (กิเลสเคร่ืองร้อยรัดหรือผูกมัด) ท้ังปวง เป็นความเป็น พระอรหันต์หรือ ตอบ : ใช่ ๑ ดูหนา้ ๖๓๗ ฆฏกิ ารสตู ร PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1043 5/4/18 2:26 PM

1044 พระไตรปิฎกฉบับส�ำหรับประชาชน ภาค ๔ ถาม : สัญโญชน์ท้ังปวง อันอรหตั ตมรรคย่อมละใชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ ึงกลา่ วอยา่ งน้นั (นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ค�ำว่า การละสัญโญชน์ทั้งปวงได้ เป็นความเป็น พระอรหันต์ ความจริงพดู อกี อยา่ งหน่งึ ก็ไม่ผิด แตท่ ถี่ กู คดั คา้ นก็เพราะในสัญโญชนท์ ัง้ ๑๐ นั้น โสดาปัตติมรรคละมาแล้ว ๓ อนาคามิมรรคละมาแล้วอีก ๒ รวมเป็น ๕ อรหัตตมรรคละ อีก ๕ จึงไม่ควรกล่าวว่า อรหัตตมรรคละสัญโญชน์หมดทุกข้อ เพราะความจริงข้อต้น ๆ มรรคอ่นื ละมาเสรจ็ แลว้ เร่อื งนด้ี เู ป็นปญั หาทางสำ� นวนโวหารมากกวา่ ) ๔๔. เรือ่ งหลุดพ้น (วิมตุ ตกถา๑) ถาม : วิมตุ ติญาณเปน็ ตวั หลดุ พ้นหรือ ตอบ : ใช่ ถาม : วิมุตติญาณทกุ อย่างเปน็ ตัวหลุดพ้นหรือ ตอบ : ไม่พงึ กลา่ วอยา่ งน้ัน (ค�ำว่า วิมุตติญาณ หมายความถึงญาณ ๔ ประการ คือ วิปัสสนาญาณ มัคคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ เพราะเป็นตทังควิมุติ สมุจเฉทวิมุติ และปฏิปัสสัทธิวิมุติ โดยล�ำดับ ส่วนปัจจเวกขณญาณ ช่ือว่า วิมุตติญาณด้วย เพราะรู้จักวิมุติ กล่าวตามหลักวิชา ผลญาณเหล่านั้น ควรกล่าวได้ว่าเป็นตัวหลุดพ้นโดยตรง แต่เม่ือกล่าวคลุม ๆ ว่า วิมุตติญาณ เปน็ ตัวหลดุ พ้น จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ การซกั ไซ้ไล่เลียงข้ึน นกิ ายอันธกะเป็นเจ้าของความคิดน)ี้ ๔๕. เรอ่ื งพระอเสกขะ คือผู้ไม่ต้องศกึ ษา (อเสกขกถา) ถาม : พระเสกขะ (ผู้ยังศึกษา) มีอเสกขญาณ (ญาณที่เป็นของพระอเสกขะ) ใชห่ รอื ไม่ ตอบ : ใช่ ถาม : พระเสกขะย่อมรู้เห็นธรรมท่ีเป็นของพระอเสกขะ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วย นามกายอยูใ่ ชห่ รือไม่ ตอบ : ไมพ่ งึ กล่าวอย่างน้ัน ๑ อรรถกถาใชค้ �ำวา่ วมิ ตุ ติกถา PTF-MRF new10. PART 4 ������������� ��� � p.965-1144 OK.indd 1044 5/4/18 2:26 PM


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook