35 อรทัย มูลคาและ สวุ ทิ ย์ มลู คา (2545: 19) ได้แบ่งประเภทของแหลง่ เรียนรู้ไว้ 2 ประเภท ดังน้ี 1. แหลง่ การเรยี นรู้ท่ีเป็นบคุ คล อาทิ 1.1 ปราชญช์ าวบ้าน 1.2 ครู อาจารย์ 2. แหลง่ เรียนรทู้ ี่เปน็ อาคาร สถานท่ี อาทิ 2.1 พพิ ธิ ภณั ฑ์ 2.2 สถานประกอบการ 2.3 แหลง่ เรยี นรตู้ ามธรรมชาติ รชั นีกร ทองสขุ ดี (2543: 14-17) จาแนกแหลง่ เรยี นร้อู อกเปน็ 6 ประเภท คอื 1. ประเภทบุคคล หมายถึง บุคคลที่ถ่ายทอดความรู้ท่ีมีอยู่ให้ผู้สนใจต้องการจะเรียนรู้ ในท้องถ่ิน ได้แก่ บุคคลที่มีทักษะ ความสามารถในสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น ช่างฝีมือ ช่างทอง ช่างไม้ ศลิ ปินทุกแขนง นกั กฎหมาย นกั หนงั สือพมิ พ์ ผูท้ รงคุณวุฒิหรือผมู้ ีอาวโุ สท่ีมีประสบการณ์สงู เปน็ ตน้ 2. ประเภททรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นโดยธรรมชาติให้ประโยชน์ ต่อมนษุ ย์ ไดแ้ ก่ ดิน นา้ อากาศ ป่าไม้ สตั ว์ แร่ธาตุ เป็นต้น 3. ประเภทวตั ถแุ ละสถานท่ี หมายถึง อาคารส่งิ กอ่ สร้าง วัสดอุ ุปกรณ์ในท้องถิ่นท่ปี ระชาชน ศึกษาหาความรู้ให้ได้มาซ่ึงคาตอบหรือส่ิงท่ีต้องการ เช่น โรงน้าประปา ท่ีว่าการอาเภอ โรงพยาบาล และสงิ่ ต่าง ๆ ที่อย่รู อบตัวสามารถพบเหน็ ในชีวติ ประจาวัน เปน็ ต้น 4. ประเภทสือ่ หมายถงึ บุคคลหรอื สือ่ ท่ีติดต่อให้ถึงกนั หรือชกั นาให้รจู้ ักกนั ทาหน้าที่เป็น ส่ือกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ ทักษะและเจตคติด้วยการส่งผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า แหล่งวิทยากรประเภทสื่อน้ีทาให้กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ชาติสามารถดาเนินไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงและท่ีสาคัญท่ีสุด คือ สามารถกระจายความรู้ไปสู่ทุกพื้นท่ีโลกอย่างท่ัวถึง และ ต่อเนอื่ งทรพั ยากรประเภทนี้ จาแนกได้ 2 ลักษณะ คอื 4.1 สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร สิ่งพิมพ์เฉพาะกิจ (โปสเตอร์ จุลสาร แผน่ ปลวิ ป้ายประกาศ) 4.2 ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่ือท่ีอาศัยเทคนิคด้านอิเล็กทรอนิกส์ สร้างสรรค์ในรูปของ เสียงและภาพ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคล่ือนไหว สื่อเหล่านี้สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทตา หู แบ่งได้เป็น 2 พวก คอื สือ่ ท่ีใหเ้ สยี งอย่างเดยี ว และส่อื ทใ่ี ห้ทงั้ ภาพและเสียง 5. ประเภทเทคนิค หมายถึง ส่ิงที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านต่าง ๆ ซ่ึงเป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นส่ิงท่ีมนุษย์ทาการปรับปรุง อาทิ โรงงานที่ทันสมัย ระบบส่ือสาร คมนาคม ศูนย์คอมพิวเตอร์ เคร่ืองมือหรือระบบใหม่ ๆ ท่ีนาเข้ามาใช้ในท้องถ่ิน ซ่ึงช่วยให้เรียนรู้ถึง
36 ความก้าวหน้าของมนุษย์ช่วยให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการ เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ความคิด และส่งิ ประดิษฐค์ ดิ คน้ 6. ประเภทกจิ กรรม หมายถงึ การปฏบิ ตั ิดา้ นประเพณีและวัฒนธรรมตา่ ง ๆ การปฏบิ ัติงาน ของหน่วยงานราชการตลอดจนความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาและปรับปรุงพัฒนาสภาพต่าง ๆ ในท้องถ่ินการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะทาให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การรณรงค์ป้องกันสารเสพติด การส่งเสริมการเลือกต้ังตามระบอบประชาธิปไตยและการรณรงค์ ความปลอดภัยของเดก็ และสตรใี นท้องถนิ่ เป็นต้น สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน (2547: 3-4) นาเสนอการจัดประเภท แหลง่ เรียนร้ไู ว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. แบบจัดตามลักษณะของแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ 1.1 แหลง่ เรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหล่งเรยี นรู้ทีน่ ักเรียนจะศึกษาหาความรูไ้ ดจ้ าก สงิ่ ที่มีอยู่แลว้ ตามธรรมชาติ เช่น แม่น้า ภเู ขา ป่าไม้ ลาธาร หนิ ดิน ทราย ทะเล ฯลฯ ภาพที่ 2.1 Rocky Mountain National Park, Colorado USA ทม่ี า : นิพนธ์ บรเิ วธานันท์ 1.2 แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างข้ึนเพ่ือสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมตลอดจนเทคโนโลยี และส่ิงอานวยความสะดวก เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพธิ ภณั ฑ์ หอ้ งสมดุ ประชาชน สถาบนั การศกึ ษา สวนสาธารณะ ตลาด บา้ นเรือน สถานประกอบการ เป็นต้น
37 ภาพท่ี 2.2 The Great Stupa of Dharmakaya : Shambhala Mountain Center USA ทม่ี า : นิพนธ์ บรเิ วธานนั ท์ 1.3 บุคคล เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีจะถ่ายทอดองค์ความรู้ ความสามารถ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณธรรม จริยธรรมทั้งด้านการประกอบอาชีพ และการสืบสานวัฒนธรรม ตลอดจนนักคิด นักประดิษฐ์ ตลอดจนผทู้ สี่ ามารถคิดคน้ รเิ ริม่ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในด้านตา่ ง ๆ ภาพที่ 2.3 อาจารย์ธนติ ศรกี ลิน่ ดี ศิลปินแห่งชาติ แหลง่ เรยี นรทู้ ีจ่ ะถา่ ยทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ทม่ี า : [ออนไลน์], เข้าถึงไดจ้ าก http://www.komchadluek.net/news/culture/138932
38 2. แบบจัดตามแหล่งทต่ี ั้งของแหลง่ เรียนรู้ ไดแ้ ก่ 2.1 แหลง่ เรยี นรใู้ นโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเดิมจะมีหลกั ๆ คือ ครู อาจารย์ ห้องสมุดต่อมาพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการ ทางภาษา ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรม ห้องศีลธรรม ฯลฯ ตลอดจนการใช้อาคารสถานท่ีบริเวณ และส่ิงแวดล้อมในโรงเรียน เช่น ห้องอาหาร สนาม ห้องน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหลง่ น้าในโรงเรยี น ฯลฯ ภาพท่ี 2.4 ห้องสมุด ทีม่ า : นพิ นธ์ บรเิ วธานันท์ 2.2 แหลง่ เรียนร้ใู นชมุ ชน แหลง่ เรียนรู้ในชุมชนครอบคลมุ ทงั้ ดา้ นสถานที่ และบุคคล ซ่ึงอาจอยู่ในชุมชนใกล้เคียงโรงเรียน และชุมชนที่โรงเรียนพานักเรียนไปศึกษาหาความรู้ เช่น แม่น้า ภูเขา ชายทะเล ห้องสมุดประชาชน สถานีตารวจ สถานีอนามัย สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุ่งนา สวนผัก แหล่งทอผ้า ร้านอาหาร ดนตรีพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน เทคโนโลยีพื้นบ้าน เทคโนโลยี ในชวี ิตประจาวนั แหลง่ ขอ้ มลู ข่าวสารตา่ ง ๆ ฯลฯ
39 ภาพที่ 2.5 แหล่งเรยี นร้ใู นชมุ ชน วดั พระทอง จ.ภูเกต็ ที่มา : นพิ นธ์ บริเวธานนั ท์ สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2548ข) แบง่ ประเภทของแหล่งเรียนรู้เปน็ 4 ประเภท ดังนี้ 1. แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล คือ ผู้ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะภูมิปัญญา มีประสบการณ์ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ในท้องถ่ินที่สามารถถ่ายทอดความรู้ ทักษะ เจตคติ ให้แก่ผู้ท่ี สนใจต้องการเรียน 2. แหลง่ การเรียนร้ปู ระเภทสถานทหี่ รอื วัตถสุ ง่ิ ก่อสร้างตา่ ง ๆ แบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ 2.1 สถานทท่ี ีเ่ ป็นธรรมชาติ เชน่ ดนิ แหลง่ น้า ปา่ ภเู ขา สตั ว์ พชื แร่ธาตุ 2.2 สถานทท่ี ่ีเปน็ สิ่งก่อสร้างที่มนษุ ย์สรา้ งขน้ึ มาเพ่ือวตั ถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น ตลาด โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ 3. แหล่งการเรียนรู้ประเภทส่ือท่ีเป็นตัวกลาง ทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะ ประสบการณ์ ไดแ้ ก่ วัสดุ อุปกรณ์ แบ่งเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื 3.1 สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น เอกสาร หนงั สือ ตารา ใบปลวิ จลุ สาร ฯลฯ 3.2 ส่ืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ทีใ่ ห้ภาพเคลอื่ นไหวและภาพนงิ่ ท้ังใหภ้ าพและเสียง เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ สไลด์ รปู ภาพ ฯลฯ 4. แหล่งการเรียนรู้ประเภทกิจกรรม เทคนิค วิธีการ เช่น แบบต่าง ๆ เทคนิคกระบวนการ ทางานหรอื การแกป้ ัญหาต่าง ๆ ในท้องถน่ิ 4. แหล่งเรียนรู้ทางการศึกษา พันพชั ร ปน่ิ จนิ ดา (2554) อ้างอิงจาก อลงกรณ์ เกดิ เนตร. (2557). นาเสนอลักษณะ และ รปู แบบของแหลง่ การเรยี นรู้ทางการศึกษา สรุปไดด้ ังน้ี
40 1. ห้องสมุด (Library) เป็นสถาบันบริการสารสนเทศท่ีเก่าแก่ที่สุดที่รวบรวมทรัพยากร สารสนเทศทุกสาขาวิชาและส่ือทุกประเภทมีทั้งส่ือส่ิงพิมพ์ ส่ือโสตทัศนวัสดุ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หน้าท่ีหลักในการให้บริการ คือ บริการยืม คืน บริการตอบคาถามและช่วยค้นคว้า และบริการ ทรัพยากรสารสนเทศเพ่ือการศึกษา และเพ่ือความบันเทิง เราสามารถแบ่งห้องสมุดได้เป็นประเภท ตา่ ง ๆ ดังตอ่ ไปน้ี 1.1 หอ้ งสมุดโรงเรยี น (School Library) ไดแ้ ก่ หอ้ งสมุดโรงเรียนอนบุ าล โรงเรียน ประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษา ทาหน้าที่ให้บริการ ทรัพยากรสารสนเทศท้ังส่ือการศึกษา คน้ ควา้ และสอื่ การเรยี นการสอนใหแ้ กค่ รแู ละนกั เรียน 1.2 ห้องสมุดมหาวิทยาลัย (Academic Library) เป็นห้องสมุดที่มีสถานท่ีตั้งอยู่ใน สถาบนั อุดมศึกษา มวี ตั ถุประสงค์ในการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ เชน่ เดยี วกับหอ้ งสมดุ โรงเรียน แต่การให้บริการจะกว้างขวาง และมีระดับความรู้สูงมากข้ึน เช่น ให้บริการค้นคว้า เอกสารการวิจัย และให้บรกิ ารวารสารเฉพาะวชิ าต่าง ๆ เพิม่ มากขน้ึ 1.3 หอ้ งสมดุ เฉพาะ (Special Library) เปน็ ห้องสมดุ ที่ให้บรกิ ารทรพั ยากรสารสนเทศ เฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหน่ึงเท่านั้น สังกัดอยู่ในหน่วยงานวิชาการ องค์กรหรือสถาบันบริการ เฉพาะด้าน เช่น ห้องสมุดประชาชน (Public Library) เป็นห้องสมุดที่ต้ังข้ึนเพ่ือบริการประชาชน ในชุมชนต่าง ๆ ทุกระดับความรู้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกอาชีพ ให้บริการส่งเสริมการอ่าน และ การค้นคว้าตลอดชีวิตเป็นเสมือนวิทยาลัยในชุมชน ได้แก่ หอสมุดแห่งชาติ (National Library) ทาหน้าท่ีเก็บรวบรวมสะสม และรักษาทรัพยากรสารสนเทศของชาติไว้ รวมท้ังส่ือสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ที่ผลิตในประเทศจะต้องส่งให้หอสมุดแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการพิมพ์เพ่ือทากา รรวบรวมจัดทา บรรณานุกรมแห่งชาติ กาหนดเลขมาตรฐานสากลประจาหนังสือ (International Standard Book Number: ISBN) และเลขมาตรฐานสากลประจาวารสาร (International Standard Serial Number: ISSN) 2. ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) ในปัจจุบันสังคมไทยเราอยู่ในยุคข่าวสาร ทาให้มี การกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ดังน้ัน ห้องสมุดจึงต้องเปล่ียนแปลงระบบการทางาน ด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะงานด้านบริการจะมีบทบาทที่เด่นชัด ความต้องการของผู้ใช้บริการจึงเป็น แรงผลกั ดันใหห้ ้องสมุดเปลี่ยนการให้ บริการงานห้องสมุดมาเป็นระบบอตั โนมัติ เช่น ระบบที่สามารถ ให้บรกิ าร และตรวจสอบได้ ระบบบริการยมื คนื ทรพั ยากรด้วยแถบรหัสบาร์โค้ด ระบบบริการสืบค้น ข้อมลู ทรพั ยากร ระบบตรวจเช็คสถิติการใช้บริการห้องสมดุ ระบบตรวจเชค็ สถติ ิการยืม-คนื ทรัพยากร การพิมพ์บาร์โคด้ ทรัพยากรและสมาชกิ
41 3. ศูนย์เอกสารหรือศูนย์สารสนเทศ (Documentation Center/Information Center) เป็นแหล่งจัดเก็บรวบรวมสารสนเทศเฉพาะเร่ือง เฉพาะสาขาวิชา เพื่อการค้นคว้าวิจัยและเพ่ือการ ปฏิบัติงานของหน่วยงานท่มี ศี นู ย์สารสนเทศน้ัน ๆ โดยตรง 4. ศูนย์ข้อมูล (Data Center) คือ แหล่งรวบรวมข้อมูลและบริการข้อมูลตัวเลขสถิติ และ งานวจิ ยั ต่าง ๆ 5. หน่วยงานสถิติ (Statistical Office) ทาหนา้ ทเ่ี กบ็ รวบรวมข้อมูล เก็บสถิติ และเผยแพร่ ข้อมูลของหน่วยงานน้ัน ๆ เช่น ศูนย์สถิติการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์สถิติ การพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์ และกองสถิติสาธารณสุข สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น นอกจากน้ันยังมีหน่วยงานสถิติของสถาบันต่าง ๆ เช่น สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสถาบนั ประชากรศาสตรข์ องจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย เป็นต้น 6. ศูนย์วิเคราะห์สารสนเทศ (Information Analysis Center) ทา หน้าท่ีรวบรวม และ ให้บริการสารสนเทศเฉพาะวิชา โดยการนามาทาการวิเคราะห์ ประเมิน สรุปย่อ และจัดเก็บ ในลักษณะของแฟ้มข้อมูล เพ่ือใช้ในการให้บริการตอบคาถามและจัดส่งให้ผู้ที่สนใจในรูปของบริการ ขา่ วสารที่ทันสมัยและในรูปของส่งิ พิมพ์ 7. ศูนย์ประมวลและแจกจ่ายสารสนเทศ (Information Clearing House) ทาหน้าที่ รวบรวมจัดเก็บและผลิตทรัพยากรสารสนเทศในรูปส่ือต่าง ๆ นอกจากนั้นยังทาหน้าท่ีติดต่อ ขอทรัพยากรสารสนเทศในสาขาท่ีเกี่ยวข้องจากผู้ผลิต เพื่อรวบรวมใหเ้ ป็นระบบสะดวกในการค้นคว้า และการแนะนาแหล่งข้อมูล เช่น การทาบัตรรายการ จัดทาบรรณานุกรม ดัชนี สาระสังเขป และจัดทารายชื่อทรัพยากรสารสนเทศ เป็นต้น หน่วยงานท่ีทาหน้าที่เป็นศูนย์แจกจ่ายสารสนเทศ ท่ีสาคญั ได้แก่ หอสมดุ รฐั สภาอเมริกัน (The Library of Congress) หอสมดุ แห่งชาติประเทศอังกฤษ (The British Library) หอสมุดแห่งชาติของไทย ห้องสมุดยูเนสโก และมูลนิธิเอเชีย ( Asia Foundation) เปน็ ตน้ 8. ศูนย์แนะนาแหล่งสารสนเทศ (Referral Center) เป็นสถาบันท่ีทาหน้าท่ีรวบรวม สารสนเทศทเ่ี ก่ียวกับแหล่งขอ้ มลู หรือสถาบนั สารสนเทศอยา่ งกว้างขวางในสาขาวชิ าท่ีศนู ย์รับผิดชอบ สามารถแนะนาแหลง่ สารสนเทศทีเ่ หมาะสมและตรงกบั ความต้องการได้ นอกจากนน้ั ยังจดั ทาเอกสาร เพื่อเผยแพร่ แจ้งข่าวสาร และข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนรายช่ือทรัพยากรสารสนเทศใหม่ๆ จัดทาเป็น บรรณานิทัศน์ ดัชนวี ารสาร และสาระสงั เขป เปน็ ต้น 9. หอจดหมายเหตุ (Archive) ทาหน้าท่ีจัดเก็บเอกสารทางราชการและเอกสารทาง ประวัติศาสตร์ ของรัฐบาล เช่น ระเบียบข้อบังคับ คาสั่ง หนังสือโต้ตอบ บันทึกรายงาน แบบพิมพ์ แผนท่ี แผนผัง และภาพถ่าย เป็นต้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้า และ การวจิ ัย
42 10. สถาบันบริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ (Commercial Information Service Center) อาจจะเป็นห้องสมุดหรือศูนย์ข้อมูลท่ีจัดให้มีบริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ เช่น การค้นคว้า ทางอินเทอร์เน็ต โดยเรียกเก็บค่าบริการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนั้นอาจจะเก็บค่าบริการเป็นค่าสมาชิก สาหรับการจัดส่งเอกสาร หรือข่าวสารด้านธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล การรายงาน การสรุปข่าวหรือ จดหมายข่าว เปน็ ต้น เครอื ข่ายการเรยี นรู้ (Learning Network) 1. ความหมายของเครอื ขา่ ยการเรียนรู้ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2535) ได้ให้ความหมายของเครือข่าย การเรียนรู้ หมายถึง การประสานแหล่งความรู้และข้อมูลข่าวสาร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ การปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องเชื่อมโยงกันท้ังระหว่างงานที่รับผิดชอบ การจัดการศึกษาใน และ นอกระบบโรงเรียนและระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในระดับต่าง ๆ ตลอดจนระบบ การเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการเพ่ือสร้างแลกเปล่ียน ถ่ายทอด และกระจายความรู้อย่างต่อเน่ือง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องตลอดชีวิตตามความต้องการของ บุคคล และชมุ ชน เอกวิทย์ ณ ถลาง (2540: ออนไลน์) กลา่ ววา่ เครือข่ายการเรียนรู้ หมายถงึ การท่ีชาวบ้าน รวมตัว กันขบคิดปัญหา รวมพลังแก้ปัญหา และหาผู้นาขึ้นมาจากหมู่ชาวบ้านด้วยกันเอง จากน้ัน รวมตัวกัน เพ่ือมีอานาจต่อรองมีการต่อสู้ทางความคิด มีการเรียนรู้จากภายนอกไปมาหาสู่กัน เรยี นรู้ดงู านดว้ ยกันจนกระท่งั เกดิ เป็นกระบวนการแก้ปญั หาได้ กรมการศึกษานอกโรงเรียน (2542: 110) เครือข่ายการเรียนรู้ หมายถึงการเชื่อมโยง ประสานสัมพันธ์แหลง่ ความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพ่อื ให้มีการแลกเปล่ียนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน โดย มีบคุ คลที่มคี วามถนดั ในดา้ นตา่ ง ๆ ซงึ่ สามารถถ่ายทอดความรู้ให้บุคคลอน่ื ๆ ได้ สานักงานเลขาธิการคุรุสภา (2550: 150) ได้ให้ความหมายของ เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และ การเรียนรู้ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล องค์การ และแหล่งความรู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบท่ีเชื่อมโยงกันสง่ ผลใหเ้ กิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความรใู้ หม่ๆ เพื่อ วตั ถุประสงค์ทางวิชาชีพหรือทางสังคม จากท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า เครือข่ายการเรียนรู้ หมายถึง การแลกเปลี่ยนความมรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเชื่อมโยงกัน เพื่อส่งผลให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนองค์ ความรรู้ ่วมกัน
43 2. แนวทางในการสร้างเครอื ขา่ ยการเรียนรู้ Starkey (1997) ไดน้ าเสนอแนวทางในการสร้างเครือขา่ ยการเรียนรไู้ ว้ ดังน้ี วชิ ติ สรุ ตั น์ เรืองชยั และคณะ (2552) 1. เชิญองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมประชุม โดยมีหัวข้อการประชุมท่ีน่าสนใจ เกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมหรือเป้าประสงค์ท่ีเก่ียวข้องกัน มอบหน้าท่ีในการบริหารจัดการประชุม ให้กับบรรดาผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันรับผิดชอบ การหาข้อตกลงร่วมในกิจกรรมท่ีเป็นผลประโยชน์ร่วม ดงั กล่าว 2. กาหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเครือข่าย ทิศทางกิจกรรมหลัก และคุณสมบัติของ สมาชิกให้ชัดเจน โดยให้สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในกระบวนการกาหนดด้วยเพ่ือป้องกัน การครอบงาจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ทั้งนี้ควรมีการทบทวนเป็นระยะ ๆ เพ่ือปรับให้เหมาะสม กับสภาพการณ์ของสงั คม และความต้องการของสมาชิก 3. จัดตั้งกลุ่มแกนของเครือข่ายที่ปวารณาตัวเข้ามาทาหน้าท่ีประสานงาน จัดการและ ส่งกาลังบารุงให้กับสมาชิก ซึ่งต้องไม่ติดอยู่กับกิจกรรมประจาวนั ขององค์กรตัวเอง และกลุ่มแกนต้อง ดาเนินกิจกรรมของเครือข่ายให้บังเกิดประโยชน์สูงสุด ท้ังน้ีต้องมีการหมุนเวียนเปล่ียนกลุ่มผู้นา เครอื ข่าย เพ่ือพฒั นาภาวะผนู้ าของสมาชกิ และปอ้ งกนั การผูกขาดอานาจ 4. ความรู้สึกมีส่วนเป็นเจ้าของและความผูกพันท่ีเหนียวแน่น มีส่วนอย่างสาคัญ ต่อความสาเรจ็ ของเครือข่ายควรเปดิ โอกาสให้สมาชิกเขา้ มีสว่ นร่วมในกระบวนการตัดสนิ ใจ การเลือก กิจกรรม และวธิ ีการทางานของเครอื ขา่ ยในลกั ษณะประชาธปิ ไตย 5. เครือข่ายต้องมีวิธีการจัดหาและจัดการทรัพยากรเพื่อความมีประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนกิจการของเครือข่าย และความสามารถในการพ่ึงตนเอง ทรัพยากรนี้ไม่ได้หมายถึง เงินทุนเท่าน้ันแต่ยังหมายความรวมไปถึงคุณภาพของสมาชิก วิธีการจัดการแบบมีส่วนร่วมเทคโนโลยี การแลกเปล่ียนข้อมลู ขา่ วสาร 6. ทาให้เครือข่ายมีสถานภาพถูกต้องตามกฎหมาย เพ่ือให้เครือข่าย และผู้นาเครือข่าย ได้รับการสนับสนุนและไว้เนือ้ เชื่อใจจากสมาชกิ เครือข่าย อีกทั้งยังได้สามารถดาเนินงานได้กวา้ งขวาง อาจมีช่ือและสัญลักษณ์ของเครือข่ายเพ่ือให้เป็นท่ีจดจาได้ง่าย และอาจส่งข่าวสารไปให้กับบุคคล เปา้ หมายที่สามารถใหก้ ารรับรองเครอื ข่ายได้ 7. ควรสนับสนุนให้มีการเช่ือมโยงระหว่างเครือข่ายกับเครือข่าย เพ่ือเสริมให้เครือข่าย มีความเขม้ แข็งมากขึ้น ซ่งึ มีได้ท้งั ทางแนวราบ แนวตง้ั หรือในภมู ภิ าคต่างระดับกัน การเช่อื มเครอื ข่าย ทาได้ท้ังอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ด้วยการมีกิจกรรมร่วมกัน หรือเป็นตัวแทนร่วมกัน ในการจดั ประชุมเชิงปฏบิ ัติการที่เกย่ี วข้อง และการร่วมกนั ประสานงานการประชุม
44 8. ควรมีการติดตามผล และประเมินผลเป็นประจาสม่าเสมอและถี่ถ้วน โดย ดูความสอดคล้องของแผนการทางานกับวัตถุประสงค์ ความก้าวหน้า และความสาเร็จของเครือข่าย ในแต่ละระยะ ท้ังนี้ควรให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกาหนดวิธี และเครื่องชี้วัด ประสิทธิภาพของกิจกรรมเครือขา่ ย และร่วมเรียนรู้ตลอดกระบวนการตดิ ตาม และประเมินผล 9. ควรมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการจัดการเครือข่ายให้กับองค์กรแกนและผู้นา เครอื ขา่ ยสมา่ เสมอ 10. ควรเชื่อมโยงภายในเครือข่ายเหมาะสม เอ้ือให้เกิดความเคล่ือนไหวของกิจกรรม และ ความแข็งขันของสมาชิก โครงการหรือกิจกรรมมีลักษณะกระจายอานาจไปให้กับมวลสมาชิกท่ีได้รับ ประโยชน์ การดาเนนิ งานของเครือข่ายจะนาไปสู่การพัฒนาท่ยี ่งั ยนื ไดใ้ นที่สุด การสร้างเครือขา่ ยการเรยี นรู้ มีข้นั ตอนท่สี าคัญ 2 ขัน้ ตอน ประกอบดว้ ย ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการก่อนสร้างเครือข่าย เป็นข้ันตอนแรกเพ่ือเตรียมความพร้อม ก่อนทจี่ ะดาเนนิ การจัดต้ังเครือข่ายการเรียนรู้ ซึง่ มีกจิ กรรมสาคัญหลายประการ ดังนี้ 1.1 การสร้างความตระหนักในปัญหาและจิตสานึกในการรวมตัวของผู้ท่ีจะร่วม เป็นสมาชกิ เพื่อใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของเครือขา่ ย และการเข้ารว่ มกจิ กรรม 1.2 การให้ผู้ที่จะเป็นสมาชิกเห็นถึงประโยชน์ท่ีจะได้รับจากการร่วมเป็นสมาชิก อยา่ งชัดเจนทง้ั ผลประโยชน์ของตนเอง และผลประโยชน์ของชุมชน 1.3 การสรรหาแกนนาที่มภี าวะผู้นาเหมาะสม เพราะเปน็ ผู้ท่ีได้รับการยอมรบั ของบุคคล กลุม่ บคุ คล หรือหนว่ ยงาน สามารถจูงใจสถานศึกษาให้เป็นสมาชกิ เครอื ขา่ ยได้ 1.4 การประชาสัมพันธ์เพ่ือให้ผู้ท่ีสนใจได้ทราบข้อมูลของเครือข่ายอย่างกว้างขวาง ชัดเจนและถกู ต้อง สามารถนามาใชป้ ระกอบในการตัดสินใจเข้าเปน็ สมาชกิ ไดเ้ รว็ ขึน้ 1.5 การเตรียมสถานท่ี วสั ดุ อุปกรณ์ไว้ให้พร้อม และเพยี งพอ เพ่อื ใหก้ ารดาเนินงานของ เครือข่ายสะดวก รวดเร็ว และดึงดดู คนให้เข้าร่วมสมาชิก 1.6 การติดต่อประสานงานกับบุคคล กลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการสร้าง เครือขา่ ยเพื่อระดมพลังหรอื ศักยภาพมาใช้ในการจัดต้ังเครือข่ายให้ประสบความสาเรจ็ ขน้ั ตอนที่ 2 การดาเนนิ การจัดต้งั เครือขา่ ย มีกจิ กรรมสาคัญ ดงั นี้ 2.1 การจัดประชุมผู้สนใจท่ีจะเป็นสมาชิกเครือข่าย เพื่อทาความเข้าใจในรายละเอียด ต่าง ๆ และใหส้ มคั รเป็นสมาชิก 2.2 การสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างสมาชิก เพื่อให้สมาชิกได้รู้จักกัน เกิดความ สนทิ สนมเกิดความร้สู กึ เป็นพวกเดยี วกนั พรอ้ มที่จะทางานร่วมกนั ในเครอื ข่าย 2.3 การสรา้ งอุดมการณร์ ว่ มระหวา่ งสมาชกิ เพ่อื สรา้ งความรัก ความผกู พัน และอุทิศตน ในการทางานรว่ มกับเครือขา่ ย
45 2.4 การร่วมกาหนดวสิ ยั ทศั น์ พันธกจิ วตั ถปุ ระสงค์ เป้าหมาย ยทุ ธศาสตรข์ อง เครือข่าย เพื่อให้สมาชิกเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของเครือข่าย รัก หวงแหนเครือข่าย มุ่งมั่นที่ จะดาเนนิ งานใหเ้ ครอื ขา่ ยประสบความสาเร็จ 2.5 การร่วมกาหนดโครงสร้าง การบริหารจัดการระเบียบข้อบังคับของเครือข่าย โดยพิจารณาถึงความเหมาะสม ความสามารถท่ีจะนาไปใช้ปฏิบัติร่วมกันได้ เพ่ือประสิทธิภาพ ในการดาเนินงาน และเพ่อื ใหส้ มาชกิ ยอมรับในความเปน็ เครือข่าย 2.6 การคัดเลือกคณะกรรมการโดยสมาชิกเพ่ือทาหน้าท่ีเป็นผู้ประสานงานบริหาร และจัดการเครือข่ายไม่ให้ผู้ใดผู้หน่ึงต้ังตัวเป็นผู้ประสานงานหรือบริหารและจัดการเครือข่าย เพราะสมาชกิ จะไม่ยอมรบั และเกิดปัญหาข้นึ ในเครอื ข่าย 2.7 การร่วมกันกาหนดแผน และโครงการของเครือข่าย เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการเขา้ มาเป็นสมาชิกของเครือข่าย 2.8 การร่วมกันปฏิบัติงานตามแผน และโครงการท่ีร่วมกันกาหนด เพ่ือผนึกพลังของ สมาชิกและนาไป ใชใ้ นการดาเนนิ งานของเครือขา่ ยได้อยา่ งเต็มท่ี 2.9 จัดเวทีเพ่ือแลกเปล่ียนเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานของแต่ละคนแต่ละฝ่ายหลาย ๆ คร้ัง เพื่อทราบถงึ ความสาเร็จ และปัญหาอปุ สรรคในการดาเนินงาน 2.10 ร่วมกันสรุปบทเรียนจากเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ เพ่ือให้เป็นองค์ความรู้ใหม่ของ บคุ คล เครือขา่ ย และองค์กร 2.11 นาองค์ความรู้ใหม่ไปทดลอง และปฏิบัติร่วมกันจนประสบความสาเร็จ ตามวตั ถปุ ระสงค์ และเปา้ หมาย 2.12 แบ่งปันผลประโยชนท์ ่เี กดิ ข้นึ แกส่ มาชกิ อยา่ งยตุ ธิ รรม 2.13 การประเมินผล เพื่อทราบถึงปัญหา และอุปสรรคในการจัดต้ังเครือข่าย และเตรียมการ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข หรือพฒั นาเครือขา่ ยให้มีประสิทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ 2.3 เครอื ขา่ ยการเรียนรใู้ นประเทศไทย 2.3.1 เครือข่ายยนู ิเนต็ (Uninet) สานักงานบรหิ ารเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื พฒั นาการศกึ ษา หรอื UniNet เปน็ หนว่ ยงาน ในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ทาหน้าที่พัฒนาเครือข่าย เทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสื่อสารของสถาบนั การศึกษาระดับอดุ มศึกษา ตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2539 และ เป็นหน่วยงานกลางของประเทศที่เชื่อมโยงเครือข่ายสารสนเทศ และการส่ือสารด้านการศึกษาวิจัย ของไทยไปยังเครือข่ายเพ่ือการศึกษาวิจัยทั่วโลก โดยได้วางโครงสร้างพ้ืนฐานด้านเทคโนโลยี สารสนเทศด้วยสื่อใยแก้วนาแสงเช่ือมโยงและให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาวิจัยครอบคลุม
46 สถาบันการศึกษาทุกระดับ ได้แก่ สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอาชีวศึกษาการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เขตพืน้ ที่การศึกษา หอ้ งสมุดประชาชน รวมทง้ั สถาบนั ทางการแพทยแ์ ละหน่วยงานวจิ ยั ในสังกดั ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ภาพท่ี 2.6 สานักงานบรหิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพฒั นาการศึกษา : 2560 ทีม่ า : [ออนไลน]์ , เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.uni.net.th/UniNet/index.php บทบาทหน้าที่ของยูนิเน็ต (Uninet) มีหน้าที่สร้างโครงข่ายส่ือใยแก้วนาแสงเช่ือมโยง สถาบันการศึกษาท่ัวประเทศ พร้อมท้ังให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยจานวน 10,763 แห่ง สาหรับใช้งานเพ่ือบริการด้านการศึกษาวิจัย และการบริหาร จัดการ และสนบั สนนุ งานอ่ืนท่ัวไป พร้อมนยี้ ังได้ดาเนนิ การจดั สรรทรัพยากรเครือข่าย และทรัพยากร การศึกษาที่จาเป็น อาทิ จัดสรรช่องสื่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อบริการภายในประเทศ และต่างประเทศ บริการอุปกรณ์เช่ือมโยงเครือข่ายสาหรับเครือข่ายแกนหลัก (Backbone) บริการ เครื่องแม่ข่ายเพอื่ เป็นศูนยบ์ ริการอิเล็กทรอนิกส์ สนบั สนุนระบบถา่ ยทอดสัญญาณการประชมุ สมั มนา วิชาการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พัฒนาโปรแกรม และระบบสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษาวิจัย ที่หลากหลายให้บริการฐานข้อมูลวารสารออนไลน์ต่างประเทศฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม ฐานขอ้ มลู สหบรรณานุกรมของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ฐานข้อมลู ส่ือการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา การศกึ ษาและการพัฒนาอาชพี เป็นต้น พนั ธกจิ ของ ยนู ิเนต็ (Uninet) 1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย และเช่ือมโยงโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสอ่ื สารของสถาบันการศึกษาระดบั อดุ มศึกษา ให้สามารถแลกเปล่ยี นข้อมูล จดั การศึกษาวิจัย รว่ มกันระหวา่ งสถาบันการศกึ ษาทง้ั ภายในประเทศ และระหวา่ งประเทศ
47 2. บริหารจัดการเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสารเพ่ือให้เกิดการใช้ ประโยชนด์ ้านการศึกษา วิจัยอย่างมีประสทิ ธิภาพ 3. พัฒนาศูนย์กลางบริหารจัดการและให้บริการทรัพยากรด้านการศึกษาเพ่ือใช้ ประโยชนร์ ่วมกนั 4. จัดสรรทรพั ยากรทางการศึกษาทีจ่ าเปน็ สาหรับจดั การเรียนการสอนระดบั อดุ มศึกษา 5. ส่งเสริม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาและวิจัยร่วมกัน รวมถึงสร้าง ความรว่ มมือในการทาการศึกษาวจิ ยั ระหว่างสถาบันการศึกษาท้ังในและต่างประเทศ 6. พัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือบริหารจัดการ เครอื ข่ายสถาบนั การศกึ ษา 2.3.2 เครือข่ายสคูลเนต็ (SchoolNet) เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย ในชื่อภาษาอังกฤษว่า สคูลเน็ตไทยแลนด์ (SchoolNet Thailand) เป็นโครงการส่งเสริมการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน ทั่วประเทศไทย ก่อตั้งโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยยกระดับการศึกษา และคุณภาพการศึกษา ของเยาวชนไทย พร้อมกับลดช่องว่างและความเหล่ือมล้าทางการศึกษาระหว่างเด็กนักเรียนในเมือง และชนบท อีกทั้งยังเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์แห่งแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนท่ีเปิดโอกาส ให้โรงเรียนท่ัวประเทศสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างท่ัวถึงและเท่าเทียมกัน และได้รับ การยกย่องว่าเป็นโครงการตัวอย่าง (Best Practice) ท่ีนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเคร่ืองมือ ในการลดช่องว่างและความเหล่ือมล้าของโอกาสในการศึกษาหาความรู้ (digital divide) ในรายงาน Human Development Report 2001 ขององค์การสหประชาชาติ และในรายงาน APEC New Economy Report 2001 นอกจากน้ี UNESCO ยังได้ผลักดันให้เกิดเป็นความร่วมมือในประเทศ สมาชิกอาเซียนจัดทาโครงการ ASEAN SchoolNet เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดทาและ พัฒนา SchoolNet ของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนโดยท่ีผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นครูและนักเรียน และใช้ประโยชน์เพื่อการศกึ ษาเปน็ สาคัญ
48 ภาพที่ 2.7 SchoolNet Thailand: 2560 ที่มา : [ออนไลน์], เขา้ ถงึ ได้จาก http://www.nectec.or.th/schoolnet/index.php3.html 2.3.3 ระบบ e – Learning ของการศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม (eDLTV) โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดาริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ โครงการในพระราชดาริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการนา เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพ่ือการพัฒนาผู้ด้อยโอกาส อาทิ นักเรียนในชนบทที่ห่างไกล คนพิการ ผู้ต้องขังและเด็กป่วยในโรงพยาบาล เป็นต้น การดาเนินการ “โครงการจัดทาเน้ือหาระบบ e-Learning ของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเฉลิมพระเกียรติเน่ืองในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550” นับเป็นโครงการหน่ึงท่ีต้องการให้ “โอกาส” แก่ผู้ด้อยโอกาส คือ นักเรียนในชนบทโดยได้รับความร่วมมืออย่างดีย่ิง จากมูลนิธิการศึกษาทางไกล ผ่านดาวเทียมซ่ึงเป็นองค์กรนาในการจัดการเรียนการสอนทางไกล โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผ่านดาวเทียมและเครือข่ายอินเทอร์เนต็ โดยการรวบรวมเน้ือหาการสอนท่ีออกอากาศทางสถานวี ทิ ยุ และโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาลงบนระบบ e-Learning เปา้ หมายของโครงการ 1. จดั ทาเน้อื หาการเรยี นการสอนระบบ e-learning จานวน 6 สาระการเรยี นรูใ้ นช่วงช้นั ที่ 3 และ 4 (มัธยมศึกษาปีท่ี 1 – 6) ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้เน้ือหาจากโครงการจัดการศึกษา ทางไกลผ่านดาวเทียมของมลู นธิ กิ ารศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 2. โรงเรยี นในโครงการเทคโนโลยสี ารสนเทศตามพระราชดาริสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีอย่างน้อย 80 โรงเรียน (โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ กลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มโรงเรยี นตารวจตระเวนชายแดน และกลุ่ม
49 โ ร ง เ รี ย น พ ร ะ ป ริ ยั ติ ธ ร ร ม ไ ด้ น า เ น้ื อ ห า ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า ท า ง ไ ก ล ผ่ า น ด า ว เ ที ย ม ม า ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ แบบ Off-line ภายในโรงเรียนตามความเหมาะสม 3. ครูและนกั เรยี นจากโรงเรียนในโครงการ ทสรช. อย่างน้อย 15 โรงเรียนไดร้ ับการพัฒนา ทักษะการนาเน้ือหาการเรียนการสอนจากแหล่งต่าง ๆ มาจัดทาเป็นเน้ือหาในระบบ e-learning เพอ่ื ใช้ประโยชน์ในโรงเรยี นของตนเอง ภาพที่ 2.8 การศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทียม (eDLTV): 2560 ทีม่ า : [ออนไลน]์ , เขา้ ถึงไดจ้ าก http://edltv.dlf.ac.th/primary/index.php 2.3.4 DLIT (Distance Learning Information Technology) สืบเนอื่ งจากขอ้ สง่ั การของหัวหนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่องทต่ี อ้ ง เร่งรัดดาเนินการในประเด็นด้านการศึกษาเรื่องการขาดแคลนครูในโรงเรียนพ้ืนที่ห่างไกล รวมท้ัง การเพ่ิมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก จึงได้พิจารณาให้มีการศึกษาและขยายผลโครงการการศึกษา ทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังพ้ืนที่อื่น ๆ โดยกาหนดให้ใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศจานวน 15,369 โรงเรียน นอกเหนือจากท่ีสานักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุพรรณบุรีเขต 1 ทด่ี าเนนิ การมาอยา่ งตอ่ เนื่องและได้ผล การดาเนินการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในโรงเรียนขนาดเล็กท่ัวประเทศ จะบรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพได้น้ัน มีความจาเป็นต้องมีการพัฒนาการศึกษาทางไกล ผ่านดาวเทียมอย่างต่อเน่ืองและย่ังยืน มีการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติทั้งในระดับสา นักงาน คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ระดบั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาและระดับโรงเรยี น
50 DLIT คือเครื่องมือท่ีมีเน้ือหาและเทคโนโลยีสาหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา อย่างครบวงจร ตง้ั แตก่ ารวางแผน การจดั การเรยี นรู้ การจัดการเรยี นการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาการจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม การสอบท่ีมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาวิชาชีพ อย่างยั่งยืนในด้านเนื้อหา DLIT มีเนื้อหาท่ีตอบสนองความต้องการ และการใช้งานในชีวิตของครู และนักเรียนทุกคนในด้านเทคโนโลยี DLIT มีเทคโนโลยียุคใหม่ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียน การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย DLIT เป็นส่ือท่ีเปิดสาหรับทุกคน (Open Resources) ครู นักเรียน บุคลากรทางการ ศึกษาผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปเข้าถึง DLIT ได้ทุกท่ี ทุกเวลา และบนเครื่องมือทุกชนิด ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และนาไปใช้ ประกอบการสอนนักเรียนได้ ยกเว้นคลังข้อสอบท่ีอนุญาตเฉพาะกลุ่มและเทคโนโลยีบางประเภท ทสี่ นบั สนนุ เฉพาะบคุ ลากรทางการศกึ ษา DLIT มีเป้าหมายเพ่ือให้ผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาดีขึ้น นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ครูมีเครื่องมือที่ทาให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเน่ืองและ การศึกษาไทยกา้ วไปขา้ งหนา้ อย่างแท้จรงิ รปู แบบ DLIT 1. DLIT Classroom ห้องเรียน DLIT การถ่ายทอดการจัดการเรียนรู้หัวข้อเร่ืองท่ียาก จากครูต้นแบบของโรงเรียนช้ันนาไปยังห้องเรียนปลายทาง เพ่ือช่วยครูในห้องเรียนปลายทาง โดยเฉพาะกรณีที่ครูปลายทางไม่ใช่ครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือครูประสบปัญหาการสอนหัวข้อ เร่อื งท่ียากมาโดยตลอด 2. DLIT Resources คลังสือ่ ประกอบการจดั การเรียนการสอนท่ตี รงกับหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน 3. DLIT Digital Library ห้องสมุดดิจิทัล เพ่ือครู นักเรียน ผู้ปกครองและผู้สนใจทั่วไป มเี น้ือหาถูกต้องตอบสนองความต้องการและความสนใจเรยี นรู้ 4. DLIT PLC (Professional Learning Community) การพัฒนาวิชาชีพครู เครื่องมือ ในการสร้างและพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูพร้อมพื้นที่แห่งการแบ่งปันและเรียนรู้ หรอื Share and Learn 5. DLIT Assessment คลังข้อสอบที่รวบรวมข้อสอบมากมายต้ังแต่ประถมศึกษาปีท่ี 1 จนถงึ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
51 ภาพท่ี 2.9 สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน: 2560 ท่มี า : [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก http://www.dlit.ac.th/pages/classroom.php สรุป แหลง่ เรยี นรู้ หมายถงึ แหลง่ ต่าง ๆ ทมี่ ขี อ้ มูล ขา่ วสาร ความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงบุคคล ส่ิงของ สถานท่ี สารสนเทศและเทคโนโลยีสาหรับใช้ในการแสวงหาความรู้และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่สามารถให้ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และเช่ือมโยงความรู้เป็นองค์ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ให้แก่บุคคลทุกระดับทุกเพศและทุกวัยท่ีสนใจจะเรียนรู้ โดยแหล่งเรียนรู้เป็นแหล่งให้ความรู้ที่ แต่ละบุคคลต้องการแสวงหา สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต้นกาเนิดเฉพาะด้าน และสามารถเช่ือมโยงความรู้ไปสู่ความรู้อ่ืนได้อย่างหลากหลาย เป็นการส่งเสริมให้เกิดเรียนรู้ ท้ังในระบบและนอกระบบตลอดชวี ติ เครือข่ายการเรียนรู้ คือ การประสานแหล่งความรู้และข้อมูลข่าวสาร การใช้ ทรัพยากรธรรมชาติและการปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องเช่ือมโยงกันท้ังระหว่างงานที่รับผิดชอบ การจัดการศึกษาในและนอกระบบโรงเรียนและระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน ในระดับต่าง ๆ ตลอดจนระบบการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการเพ่ือสร้างแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และกระจายความรู้อย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง และต่อเน่ือง ตลอดชีวิตตามความตอ้ งการของบุคคล และชมุ ชนซ่งึ เครือข่ายการเรียนรใู้ นประเทศไทยมีทง้ั เครือข่าย ดา้ นการจดั การศึกษาและเครือขา่ ยงานด้านอนื่ ๆ มากมาย
52 แบบฝึกหัดท้ายบท 1.ใหน้ กั ศึกษานยิ ามคาจากดั ความของแหลง่ การเรยี นรู้ พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ 2. แหลง่ การเรียนรู้มคี วามสาคัญในกระบวนการจัดการเรยี นรูอ้ ยา่ งไร จงอธบิ าย 3. จงบอกถึงแหล่งการเรียนรู้ในบรเิ วณสถานศึกษาของนักศกึ ษาวา่ มีอะไรบ้างโดยแยกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ตวั อย่างละ 1 ประเภท 4. เครือขา่ ยการเรยี นรมู้ ีความสาคญั หรือจาเป็นอยา่ งในกระบวนการจัดการศึกษา 5. ในกรณที น่ี ักศึกษาได้รบั มอบหมายให้มีการประสานงานกับเครือข่ายการเรยี นรตู้ ่าง ๆ นกั ศึกษามีแนวทางในการสรา้ งเครือข่ายการเรียนรู้อยา่ งไร จงอธิบาย 6. ใหน้ ักศกึ ษายกตวั อยา่ งแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษามา 1 ตวั อย่างพร้อมอธิบายลักษณะ ของแหล่งการเรียนรูน้ น้ั ๆ 7. บทบาทหนา้ ที่ของยนู เิ น็ต มีบทบาทหน้าที่อะไรบา้ ง 8. ใหน้ ักศกึ ษายกตัวอยา่ งการจัดการศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียมในประเทศไทยและ ตา่ งประเทศ อยา่ งละ 1 ตวั อย่าง 9. ใหน้ ักศึกษาอธิบายบทยาทของ DLIT (Distance Learning Information Technology) 10. โรงเรียนในโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดารสิ มเดจ็ พระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกอบด้วยโรงเรียนอะไรบ้างและต่างจากโรงเรียนแบบปกติ อยา่ งไร
53 เอกสารอา้ งอิง กรมวิชาการ (2544). หลักสูตรการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: คุรสุ ภา ลาดพรา้ ว การศกึ ษานอกโรงเรียน, กรม. (2542). เอกสารเครอื ข่ายและการสง่ เสริมเครอื ขา่ ยงานการ ศกึ ษานอกโรงเรยี น. กรงุ เทพฯ: กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). พระราชบญั ญัติการศึกษาแหงชาติ. พ.ศ. 2542 (แกไ้ ขเพม่ิ เติม ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2545). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพครุ สุ ภาลาดพร้าว. . (2557). การใช้ประโยชนจ์ ากแหล่งการเรยี นรใู้ นสถานศกึ ษา. บทความ. (ออนไลน์), เข้าถึงไดจ้ าก: http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php (2559, 15 สิงหาคม) การศกึ ษาดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ (DLIT). (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก: http://www.dlit.ac.th/ pages/classroom.php (2559, 30 พฤศจิกายน) ครรชิต พุทธโกษา. (2554). คมู่ ือการพัฒนาชุมชนแห่งการเรยี นรู้ ฉบับสมบูรณ์. กรงุ เทพฯ : สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาต.ิ (ออนไลน)์ , เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://oho.ipst.ac.th/bookroom/ (2559, 30 พฤศจกิ ายน) คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สานักงาน. (2536). รายงานผลการสัมมนาเชิงปฏบิ ัติการ ในการระดมสรรพกาลงั เพ่ือสรา้ งเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้. กรุงเทพฯ : สานักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. โครงการระบบ e – Learning ของการศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทยี ม (eDLTV) (ออนไลน์), เขา้ ถึงได้ จาก: http://edltv.dlf.ac.th/primary/ (2559, 30 พฤศจิกายน) แจม่ จันทร์ นิลพนั ธ.์ (2550). นวตั กรรมแหง่ การเรยี นรู.้ กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ดาริ บุญชู. (2548). การใชป้ ระโยชนจ์ ากแหล่งเรยี นรใู้ นสถานศึกษา. วารสารวิชาการ. ม.ป.ท. ดเิ รก พรสมี า. (2543). ปฏริ ูปการศึกษาไทย. กรงุ เทพฯ: ส.ร่งุ ทพิ ยอ์ อฟเซ็ท. รัชนกี ร ทองสุขด.ี (2543). เอกสารประกอบการสอนวิชาสารสนเทศเพื่อการสอนสงั คมศกึ ษา: 071732. เชยี งใหม่: ภาควิชามธั ยมศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2543). โครงการพัฒนาเน้อื หาความรู้ สาหรบั เครอื ข่ายคอมพิวเตอรเ์ พือ่ โรงเรยี นไทย . (ออนไลน์), เข้าถงึ ได้จาก: https://www.nectec.or.th/schoolnet/about/project.html (2559, 15 พฤศจิกายน)
54 สานกั งานการประถมศกึ ษาจังหวดั มหาสารคาม. (2545). แหลงเรียนรูและภูมปิ ญญาทองถนิ่ ในจังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม: ฝายบรกิ ารทางการศึกษา หนวยศกึ ษานเิ ทศก สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน. (2547). คูม่ อื การบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ครุ ุสภา ลาดพรา้ ว สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาต.ิ (2543). ปฏริ ูปการเรยี นรูผ้ เู้ รียนสาคัญท่ีสดุ กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. สานักงานปฏิรปู การศกึ ษา. (2545). ปฏริ ปู การศึกษาแนวทางสกู่ ารปฏิบัติ. กรงุ เทพฯ: สานกั งาน ปฏิรปู การศึกษา. สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2547). รายงาน “การสังเคราะห์รปู แบบการจัดกระบวนการ เรยี นรขู้ องครูต้นแบบ” (ตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542) สรปุ รปู แบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. . (2548 ก). รายงานวจิ ัยการจดั การเรยี นรขู้ องแหลง่ เรียนรตู้ ลอดชีวติ : สวนสาธารณะ. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. . (2548 ข). รายงานวิจัยการจดั การเรียนรู้ของแหล่งเรียนรตู้ ลอดชีวิต: ห้องสมดุ ประชาชน. กรุงเทพฯ: สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. สานักงานเลขาธิการคุรสุ ภา. (2550). สารานกุ รมวิชาชพี ครู เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว เนื่องในโอกาสฉลองสริ ิราชสมบัตคิ รบ ๖๐ พรรษา. สานกั พมิ พส์ านักงาน คณะกรรมการสง่ เสริมสวัสดิการและสวสั ดิภาพครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา. สานักงานบริหารเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือพัฒนาการศึกษา. (2557). รายงานประจาปี 2557 (ออนไลน)์ , เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.uni.net.th/UniNet/pdf/pdf_yearbook.pdf (2559, 15 สิงหาคม) สุรศกั ิด์ ปาเฮ. (2557). การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้แหล่งเรยี นรู้เป็นฐาน. (ออนไลน)์ , เขา้ ถึงได้ จาก: http://www.addkutec3.com/wp-content/uploads/2011/11/ place_ base.pdf. (2559, 15 สิงหาคม) อรทัย มลู คาและ สุวทิ ย์ มูลคา. (2545). การบูรณาการหลกั สูตรและการเรียนการสอนโดยเนน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์ อลงกรณ์ เกิดเนตร. (2557). เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ านวัตกรรมและเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา. หลกั สตู รศึกษาศาสตรบ์ ัณฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชัฏสวนดสุ ติ
55 เอกวิทย์ ณ ถลาง. (2540). แหลง่ การเรยี นรแู้ ละเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้. (ออนไลน)์ เข้าถงึ ไดจ้ าก https://kpumechat.wordpress.com/2017/10/31/แหล่งการเรยี นรูแ้ ละเครือข่าย การเรียนรู้ (2560, 22 ตลุ าคม) Starkey, P. (1997). Networking for Development. London: International Forum for Rural Transport and Development.
56 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 3 สื่อการเรยี นการสอน เนอื้ หา 1. ความหมาย ความสาคัญของสอ่ื การเรียนการสอน 2. บทบาท ลกั ษณะของส่ือการเรยี นการสอน 3. หลกั การเลือกสื่อการเรยี นการสอน 4. ประเภท คณุ สมบัติและการบารุงรักษาสื่อการเรยี นการสอน 5. ข้นั ตอนการใช้ส่อื การเรยี นการสอน 6. สรปุ วตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม เมือ่ ศึกษาบทเรียนนีแ้ ลว้ นกั ศึกษาสามารถ 1.อธบิ ายความหมาย ความสาคัญของสื่อการเรยี นการสอนได้ 2. อธิบายบทบาท ลกั ษณะของสื่อการเรยี นการสอนได้ 3. อธิบายหลกั การเลือกสอ่ื การเรยี นการสอนและบารุงรกั ษาส่ือการเรียนการสอนได้ 4. บอกถึงประเภทและคุณสมบัติของสื่อการเรยี นการสอนได้ 5. อธิบายข้ันตอนการใช้สอ่ื การเรียนการสอนได้ วธิ ีสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบท 1. นกั ศึกษาศึกษาเอกสารประกอบการสอนเรอ่ื ง สื่อการสอน 2. อาจารย์ใชเ้ ทคนิคการสอนแบบบรรยายเน้ือหาประกอบการปฏิบตั กิ าร 3. นักศกึ ษารว่ มอภิปรายและซักถาม 4. นกั ศึกษาทาแบบฝกึ หดั ท้ายบท สอื่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษาบทท่ี 3 เรื่อง สือ่ การเรยี นการสอน 2. เวบ็ ไซต์ที่เกี่ยวข้องกบั สอ่ื การเรยี นการสอน 3. PowerPoint ประกอบการบรรยายเรอ่ื ง ส่อื การเรียนการสอน
57 การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. สังเกตการมีสว่ นรว่ มของผู้เรยี น การอภิปราย และการตอบคาถาม 2. ตรวจสอบความถกู ต้องของแบบฝกึ หดั ทา้ ยบท 3. การเข้าชัน้ เรียน
58 บทที่ 3 ส่อื การเรยี นการสอน สื่อการสอน เป็นองค์ประกอบที่มีความสาคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของกระบวนการจัด การเรียนการสอน เพราะนอกจากจะทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นตัวชว่ ย แบ่งเบาภาระของผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย ซ่ึงส่ือ การเรียนการสอนหรือส่ือการสอนน้ันมีหลากหลายประเภท หลากหลายลักษณะข้ึนอยู่กับผู้สอน จะเลือกนาสื่อการเรยี นการสอนใดไปใชใ้ นการจดั การสอนใหเ้ หมาะกบั กิจกรรมการเรยี นในแตล่ ะครงั้ ความหมายของสอ่ื การเรียนการสอน ส่ือ เป็นคาท่ีมาจากภาษาละตินว่า “medium” แปลว่า “ระหว่าง” หมายถึง สิ่งใดก็ตาม ที่บรรจุข้อมูลสารสนเทศหรือเป็นตัวกลางให้ข้อมูลส่งผ่านจากผู้ส่งหรือแหล่งส่งไปยังผู้รับ เพื่อให้ ผู้สง่ หรือผู้รับสามารถสื่อสารกันไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ นอกจากน้ียังมีนักการศึกษา ได้ให้ความหมายของส่ือการสอน หรือสื่อการเรียนการสอน ไวด้ งั นี้ เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์ (2537: 238) กล่าวว่า ส่ือการเรียนการสอน คือ ตัวกลางหรือส่ิง ต่าง ๆ ท่ีใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือหรือช่องทางสาหรับทาให้การถ่ายทอด ความรขู้ องครูถึงผูเ้ รยี น และทาให้ผู้เรยี นเรียนรไู้ ดต้ ามวัตถปุ ระสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีวางไวเ้ ปน็ อย่างดี กล่าวอกี นัยหนึง่ ส่อื การเรียนการสอน คือ วสั ดุ อุปกรณ์ วิธีการหรือเทคนิค ท่ใี ช้เป็นสือ่ กลางให้ผู้สอน ส่งหรือถา่ ยทอดความรู้ เจตคติ และทกั ษะไปยงั ผู้เรียนไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ กดิ านนั ท์ มลิทอง (2543: 89) สอื่ การเรียนการสอน หมายถึง สือ่ ใดกต็ ามไมว่ า่ จะเปน็ เทปบันทึกเสยี ง สไลด์ วิทยุ โทรทศั น์ แผนภมู ิ ฯลฯ ซง่ึ เป็นวสั ดบุ รรจเุ น้ือหาเก่ียวกับการเรยี นการสอน หรอื อุปกรณ์เพื่อถา่ ยทอดเนื้อหาจากวสั ดุ สง่ิ เหล่าน้เี ป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพทีน่ ามาใช้เทคโนโลยี การศึกษา เปน็ ส่ิงท่ีใชเ้ ป็นเคร่ืองมือหรอื ช่องทางสาหรับทาใหก้ ารเรียนการสอนบรรลุตามวตั ถุประสงค์ ท่วี างไว้ไดเ้ ป็นอย่างดี วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551:12) ส่ือการเรียนการสอน หมายถึง กิจกรรมทางการศึกษา ท่มี ีความสาคัญต่อการเรยี นรูจ้ ากอดตี ส่ปู ัจจุบนั เพราะเป็นผู้ชว่ ยให้ผู้สอนให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรอู้ ย่าง กวา้ งขวางมากขึ้น ศักดิ์ชัย ไชยรักษ์ (2557:51) ได้ให้ความหมายของ ส่ือการสอน (Instructional Media) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้ผู้สอนใช้เป็นเคร่ืองมือตัวกลาง หรือช่องทางที่นาเสนอเนื้อหาสาระ ถ่ายทอด
59 ไปยังผู้เรียนหรือสื่อสารไปถึงผู้เรียน และช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจได้ชัดเจน ง่ายข้ึน ตรงตามท่ีผู้สอนต้องการส่ือสาร หรือตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนกาหนดไว้ได้เป็นอย่างดี โดยท้ังนี้ สื่อการสอนน้ันต้องเป็นส่ิงที่ผู้เรียนสามารถรับรู้ และทาความเข้าใจได้ด้วยประสาทสัมผัสจากส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกาย และอาจจะกล่าวได้โดยสรุปอีกว่า สื่อการเรียนรู้นั้นเป็นสื่อที่จัดเตรียมไว้ให้ ผูเ้ รยี นใชส้ าหรับศกึ ษา คน้ คว้า หรอื สืบค้น และเรยี นรูด้ ้วยตนเองเป็นสว่ นใหญ่ โดยอาจจะมอี ยูภ่ ายใน หอ้ งเรียนหรือภายนอกหอ้ งเรียนก็ได้ สว่ นสอ่ื การสอนนัน้ น่าจะหมายถึงส่ือที่ครูหรือผู้สอนไดจ้ ัดเตรียม จดั หาหรือจัดทาขึ้นมา และนาไปใช้เพื่อประกอบการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของครูผสู้ อนภายในห้องเรยี น และหรือภายในบรเิ วณโรงเรยี น บราวน์ และคณะ (Brown and Others, 1985 : 32) ได้กล่าวไว้ว่า ส่ือการเรียนการสอน ได้แก่ อุปกรณท์ ้งั หลายท่ชี ่วยเสนอความรู้ให้แกผ่ ู้เรยี นจนเกดิ ผลการเรียนที่ดี ทงั้ นี้มีความหมายรวมถึง กิจกรรมตา่ ง ๆ ที่ไม่เฉพาะแตส่ ิง่ ทีเ่ ปน็ วัตถุหรือเครือ่ งมือเทา่ น้นั เช่น การศกึ ษานอกสถานท่ี การแสดง บทบาทสมมุติ นาฏการ การสาธติ การทดลอง ตลอดจนการสัมภาษณ์ และการสารวจ เปน็ ตน้ จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่าสื่อการเรียนการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์รวมถึง เทคนิค วิธีการที่เป็นส่ือกลางในการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุตาม วตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นการสอน ความสาคญั ของส่อื การเรียนการสอน ส่ือการเรียนการสอนเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญในกระบวนการสื่อสารการเรียน และ มีบทบาทท่ีสาคัญในการถ่ายทอดสารจากผู้สอนไปยังผู้เรียน ความสาคัญของส่ือในระบบการศึกษา จาแนกได้ดังน้ี (วาสนา ทวีกุลทรัพย์.2537 : 157-158 อ้างอิงจาก เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. 2537: 239-240) 1. เปน็ เคร่อื งชว่ ยในการสอน เมอ่ื นาสอื่ มาใชใ้ นกระบวนการเรียนการสอนทาใหผ้ ู้สอน สอนเน้ือหาได้ง่ายขึ้นรวดเร็ว และถูกต้องมากข้ึน ทาให้ผู้สอนสามารถสอนได้ตามวัตถุประสงค์ ที่กาหนดไว้ ช่วยลดการบรรยายของผู้สอนลงได้ นอกจากนี้ผู้สอนยังมีเวลาดูแลผู้เรียนท่ีเรียนอ่อน ไดม้ ากขน้ึ หรอื ผู้สอนมีเวลาพัฒนาการเรียนการสอนใหม้ ีประสิทธิภาพย่งิ ขึ้น 2. เป็นเครือ่ งชว่ ยในการเรียนของผู้เรยี น ผเู้ รียนใชส้ อ่ื เพือ่ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ด้วยตนเองไดด้ ี ขึ้น จากประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่าง ๆ ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้มากข้ึนจากส่ือโดยใช้เวลา น้อยลง ส่ือจะทาให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียน และมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง ช่วยให้เกิดความประทับใจท้ังช่วยเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาในการเรียนรู้ และ ช่วยใหเ้ อาชนะข้อจากดั ตา่ ง ๆ ได้
60 3. เป็นเครอ่ื งช่วยในการจัดการเกี่ยวกบั การสอน สื่อการสอนช่วยเปลยี่ นบทบาทของผู้สอน จากผู้บอกความรู้มาเป็นผู้จัดการ และกากับดูแล คอยช้ีแนะให้กับผู้เรียน และใช้ส่ือเป็นแหล่งความรู้ แทนทาให้สามารถจัดรูปแบบการเรียนการสอนได้หลายลักษณะ เช่น การสอนเป็นกลุ่ม การสอน รายบคุ คล การศึกษาทางไกล การศึกษานอกระบบโรงเรยี น เปน็ ตน้ 4. เปน็ เครือ่ งชว่ ยเพิ่มคุณภาพทางการศกึ ษา ส่ือการสอนสามารถแกป้ ัญหาเกี่ยวกับจานวน ผู้เรียนท่ีเพ่ิมขึ้น ผู้เรียนท่ีมีพื้นฐานความรู้ต่างกัน ส่ือการสอนจะช่วยเพิ่มคุณภาพ โดยการปรับปรุง การสอนให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้เรียนช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างของผู้เรียน สร้างความ เสมอภาคแกผ่ ้เู รียน เปน็ ตน้ เน่อื งจากการเรยี นการสอนเปน็ กระบวนการสื่อสารระหว่างผู้เรยี น และ ผ้สู อนจาเปน็ ต้องอาศัยตัวกลางหรือตัวพารปู แบบต่าง ๆ เปน็ พาหะนาความรู้ ทักษะและทัศนคติไปยัง ผเู้ รยี น บทบาทของส่อื การเรียนการสอน สุดใจ เหง้าสีไพร.(2550: 20-32) สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทสาคัญในการจัดการเรียน การสอนทง้ั ต่อตัวผู้สอนโดยตรง และต่อกระบวนการจัดการเรยี นการสอนทจี่ ดั ให้กบั ผู้เรียนซึ่งบทบาท สาคัญของสื่อการเรียนการสอน สามารถแบง่ ออกได้ ดงั น้ี 1. บทบาทในฐานะของเทคโนโลยกี ารศึกษา ในฐานะของเทคโนโลยกี ารศึกษา สอ่ื การเรียนการสอนมบี ทบาทตามคุณลักษณะ 3 ประการ 1.1 บทบาทในการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ (efficiency) ของกระบวนการใหก้ ารศึกษา เพ่ือให้ระบบการศึกษาบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เที่ยงตรง แม่นยา ไม่มีข้อบกพร้องหรืออุปสรรค หรอื ถา้ มกี ็ตอ้ งให้น้อยทีส่ ดุ 1.2 บทบาทในการเพิม่ ประสทิ ธผิ ล (productivity) ของกระบวนการใหก้ ารศึกษา เพื่อให้ผลิตผลทางการศึกษาได้ผลสูงสุดหรือใกล้เคียงกับปริมาณสูงสุด มีการสูญเปล่าน้อยมากหรือ ไม่มเี ลยเมือ่ เทียบกบั สิ่งนาเข้า (input) เช่น ปริมาณผู้เข้าเรียนคร้ังแรกกบั ผู้จบออกไปจานวนเทา่ กัน 1.3 มีบทบาทในการก่อให้เกิดความประหยัด (economy) หรือคุ้มค่าแก่การลงทุน โดยทใี่ ช้เวลาส้ันแต่เกิดผลจานวนมาก ใชแ้ รงงานน้อยแต่ผลของงานมาก หรอื ลงทนุ ในระบบการศึกษา เพยี งเล็กน้อยแตไ่ ด้รบั ผลผลิตทางการศึกษามาก 2. บทบาทในฐานะมิติท่ี 3 ในระบบการศกึ ษา สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทในการเป็นเคร่ืองมือหรือตัวกลางในการบริการถ่ายทอด เนื้อหาสาระ ประสบการณ์ รวมถึงการประเมินผลร่วมกับฝ่ายบริหารและวิชาการอย่างเท่าเทียมกัน เพือ่ นาไปสู่ระบบการใหก้ ารศกึ ษาที่มีประสิทธิภาพในทีส่ ุด
61 3. บทบาทในฐานะการแกป้ ญั หาต่าง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ ในระบบการศึกษา 3.1 แกป้ ัญหาความต้องการทางการศกึ ษา สือ่ การเรยี นการสอนมีบทบาทในการสรา้ ง โอกาสทางการศึกษาให้แก่สมาชิกของสังคมมากขึ้น โดยอาศัยสื่อนานาชนิด ลักษณะและรูปแบบ ซง่ึ เปดิ โอกาสท้ังในดา้ นจานวนผ้เู รียน เวลา สถานที่ วิธกี ารในการเรียนรู้ งบประมาณ เป็นตน้ 3.2 แก้ปญั หาผลิตผลทางการศึกษา ขาดคุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ เช่น การคดิ เปน็ ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ เป็นต้น หากมีการนาสื่อการเรียนการสอน มาใช้อย่างเหมาะสมและพอเพียงเชื่อวา่ จะสามารถแก้ปัญหาเหล่าน้ีไดเ้ ปน็ อย่างดี 3.3 แก้ปญั หาการขาดแคลนบคุ ลากรทางการศึกษาทเี่ หมาะสมและจาเป็น ซึง่ สอ่ื การเรียนการสอนสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงจุดน้ีได้ โดยนามาทดแทนผู้สอนในบางรายวิชา บางกิจกรรมได้ เชน่ สอื่ คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ชุดการสอน เป็นตน้ 3.4 แก้ปญั หางบประมาณทางการศกึ ษาท่ีมจี ากดั และไม่เพยี งพอ โดยสามารถนาสอ่ื ราคาท่ีไม่แพงมากนักหรือจะเป็นสื่อที่ผลิตข้ึนเองจากวัสดุที่มีตามท้องถ่ิน ส่ือท่ีสามารถเรียนได้ด้วย ตนเอง 3.5 แก้ปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอนสามารถสนอง ต่อการจัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบ เช่น การศึกษาในระบบปกติ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษา นอกระบบ และการศกึ ษาทางไกล รวมไปถึงการศึกษาสาหรับผมู้ ีความบกพร่องทางด้านรา่ งกาย ลักษณะสอ่ื การเรียนการสอน สื่อการเรยี นการสอนท่ีดี ควรมลี กั ษณะดังน้ี (วาสนา ชาวหา : 2533: 9) 1. สอดคลอ้ งและเหมาะสมกับวตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม เช่น การสอนเรอื่ งพืชใบเล้ยี ง คู่และใบเล้ียงเด่ียว เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถบอกความแตกต่างระหว่างใบไม้ท้ังสองชนิดได้อย่างถูกต้อง การพิจารณานาสื่อการสอนมาใช้เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในข้อนี้ควรเป็นใบไม้จริง ท้ังใบเลี้ยงคู่และใบเล้ียงเด่ยี ว ผู้เรียนจะได้สังเกตความแตกตา่ งจากของจริง และสามารถเปรียบเทียบ ได้ดว้ ยตนเอง 2. เหมาะสมกบั วยั ของผู้เรยี น ผ้เู รียนแต่ละวัยจะมคี วามสนใจ ความต้องการและ ความสามารถแตกต่างกันครูควรศึกษาหาความรู้ในส่ิงเหล่านี้ได้จากผลการวิจัยทางด้านเทคโนโลยี ด้านจติ วทิ ยา ดา้ นการสื่อสาร เป็นตน้ จะทาให้สามารถรแู้ ละพจิ ารณาเลือกใชส้ ื่อการสอนไดเ้ หมาะสม กับวัยของผู้เรียน เช่น การเลือกภาพเพ่ือนามาใช้เป็นสื่อการสอนกับเด็กระดับประถมศึกษา ควรเป็น ภาพลายเสน้ ท่ีแสดงเฉพาะโครงรา่ งเปน็ ภาพงา่ ย ๆ ไม่แสดงละเอียดพรอ้ มท้งั สอดแทรกอารมณข์ นั
62 3. เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน การกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน บางครั้งครูเป็นผู้กระทากิจกรรม และในบางครั้งนักเรียนจะเป็นผู้กระทากิจกรรมการเรียนการสอน ทย่ี ึดผู้เรยี นเป็นศนู ย์กลาง จะเน้นใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรู้โดยการกระทาดว้ ยตนเองมากกว่าครเู ป็นผ้กู ระทา กิจกรรมเพราะผเู้ รยี นเป็นผู้ทตี่ ้องเรยี นรูแ้ ละเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมไปในทางสรา้ งสรรค์ 4. ใชง้ ่ายสะดวกและปลอดภัย สื่อการสอนที่นามาใชถ้ ้าผูใ้ ช้มคี วามยากลาบากและ ยุ่งยากไม่สะดวกที่จะใช้ก็อาจทาให้มีผลเสียต่อกระบวนการเรียนการสอนได้ และยังก่อให้เกิด ความเบ่ือหน่ายท้อถอยที่จะใช้ส่ือการสอนอ่ืนต่อไป ส่ือการสอนบางชนิดเมื่อนามาใช้อาจมีอันตราย ต่อผู้ใชห้ รือผเู้ รยี นกต็ อ้ งละเวน้ การใช้ส่อื การสอนนน้ั เช่น การทดลองการระเบิดของภูเขาไฟ เปน็ ต้น หลักการเลอื กสือ่ การเรียนการสอน ในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ต้องพิจารณา เป้าหมายของวัตถุประสงค์ของบทเรียนเป็นหลักโดยการวิเคราะห์เนื้อหาของวัตถุประสงค์นั้น ๆ ว่ามี จุดสาคัญอะไรควรส่ือความหมายลักษณะใด จากนั้นจึงเลือกลักษณะของส่ือที่สอดคล้องกับเน้ือหา หลกั ของวตั ถปุ ระสงคน์ ้นั โดยพจิ ารณาจากสงิ่ ทเี่ ปน็ นามธรรมไปส่สู งิ่ ทเ่ี ป็นรปู ธรรม วตั ถปุ ระสงค์ วเิ คราะหเ์ น้ือหาเพ่ือจดุ สาคญั พจิ ารณาเลือกลกั ษณะของส่ือ ของวตั ถปุ ระสงค์ ของจริง ของจาลอง ภาพเคลอ่ื นไหว ภาพนงิ่ คาพูด สรรุปปู ธรรม Concrete นามธรรม Abstract ภาพท่ี 3.1 หลกั การเลอื กส่อื การเรยี นการสอน ท่ีมา : สาคร อัฒจกั ร. หนว่ ยท่ี 4 ส่อื การเรยี นการสอน. การเลอื กส่ือการสอนเพ่อื ใช้ในการเรียนการสอนทาให้ผ้เู รยี นเกิดการเรยี นรมู้ ากท่ีสดุ จาเป็น ต้องมจี ดุ ประสงค์ในการเลือกสือ่ การสอนที่เหมาะสม ซ่ึงหลักการเลือกสอ่ื การสอนมี ดังน้ี 1. ส่อื นนั้ ต้องสมั พนั ธ์กับเน้ือหาบทเรยี นและจดุ ม่งุ หมายทีจ่ ะสอน 2. เลือกสือ่ ที่มีเน้ือหาถูกต้อง ทนั สมัย น่าสนใจ และเป็นส่ือทจี่ ะให้ผลตอ่ การเรยี น การสอนมากทสี่ ดุ ช่วยให้ผู้เรยี นเขา้ ใจเน้ือหาวชิ านัน้ ไดด้ ีเป็นลาดับข้ันตอน
63 3. เป็นส่ือทีเ่ หมาะสมกบั วัย ระดบั ชนั้ ความรู้และประสบการณ์ของผูเ้ รียน 4. สื่อน้ันควรสะดวกในการใช้ มีวิธีใช้ไม่ซบั ซอ้ น ยุง่ ยากจนเกินไป 5. ตอ้ งเปน็ ส่ือท่ีมีคุณภาพเทคนิคการผลิตที่ดี มีความชัดเจน และเป็นจรงิ 6. มีราคาไม่แพงจนเกนิ ไป หรือถ้าจะผลิตเองควรค้มุ กับเวลาและการลงทุน กิดานันท์ มลิทอง. (2543: 99) การเลือกสื่อการสอนเพื่อนามาใช้ประกอบการสอน ผู้สอนต้องตั้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในการเรียนให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อใช้วัตถุประสงค์เป็น ตัวชีน้ าในการเลอื กสอื่ การสอนท่เี หมาะสม นอกจากนี้ยงั มหี ลักการพิจารณาอืน่ ๆ ประกอบ ดังน้ี 1.สื่อตอ้ งสัมพันธก์ ับเนอื้ หาบทเรยี นและจุดมุ่งหมายทจ่ี ะสอน 2.เลือกสอื่ ทม่ี ีเน้ือหาถกู ตอ้ ง ทนั สมัย นา่ สนใจและเป็นสอื่ ทจ่ี ะใหผ้ ลต่อการเรยี นการสอน มากที่สดุ ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนเขา้ ใจเนอ้ื หาวชิ านั้นไดด้ ีเป็นลาดบั ขั้นตอน 3. เป็นสื่อท่เี หมาะสมกบั วยั ระดบั ชั้น ความรู้และประสบการณข์ องผู้เรียน 4. สื่อน้นั ควรมีความสะดวกในการใช้ มวี ธิ ีใชไ้ ม่ซับซอ้ นจนเกินไป 5. ตอ้ งเปน็ สอื่ ทมี่ ีคุณภาพ เทคนคิ การผลิตทด่ี ี มคี วามชัดเจนเปน็ จรงิ 6. มรี าคาไมแ่ พงเกินไป ถ้าผลติ เองควรคุ้มค่ากบั เวลา และการลงทนุ เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. (2545:240) ส่ือการสอนมีประโยชน์ต่อผู้เรียนมากมายหลาย ประการอีกท้ังยังช่วยให้การเรียนรู้ถูกต้อง ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจสร้างความสนใจ และประทับใจ ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนอย่างพอใจ และกระตือรือร้นอันจะ ส่งเสริมความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของผู้เรียนให้บังเกิดขึ้น และยังสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะสื่อการสอนช่วยให้ผู้เรียนจานวนมาก สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึงและประสบความสาเร็จ ไมแ่ ตกตา่ งกัน ในการนาสือ่ มาใชใ้ นการเรยี นการสอนคานงึ ถึงหลัก 3 ประการดงั น้ี 1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) เมื่อนาส่ือมาใช้ในการเรียนการสอนแล้ว จะทาให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กาหนดไว้ในแผนการสอน จึงนับว่าส่ือการสอนนั้น มปี ระสิทธิภาพ 2. ประสิทธิผล (Productivity) จานวนผู้เรียนท่ีบรรลุวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ท่ีกาหนดไว้เป็นจานวนมาก ก็นับได้ว่าส่ือการสอนน้ันก่อให้เกิดประสิทธิผลสูง แต่ถ้าจานวนผู้เรียน ท่บี รรลุวตั ถปุ ระสงค์มนี ้อยก็แสดงว่า สือ่ การสอนนั้นไมม่ ีประสทิ ธิผลควรพจิ ารณาปรบั ปรุงแกไ้ ขต่อไป 3. ประหยัด (Economy) การนาสื่อมาใช้ในการเรียนการสอน นอกจากจะคานึงถึง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้ว จะต้องพิจารณาในเรื่องของการลงทุนท่ีคุ้มค่าท้ังด้านทุนทรัพย์ แรงงานและระยะเวลาในการใช้งาน ส่ือการสอนบางชนิดอาจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง
64 แต่อาศัยงบประมาณมากในขณะที่ครูสามารถนาส่ือชนิดอื่นมาทดแทนได้โดยที่ผลที่ได้ทัดเทียม หรือ เทา่ กนั แต่ประหยดั งบประมาณมากกว่า ผสู้ อนควรพจิ ารณานาส่ือท่ปี ระหยัดกวา่ มาใช้ สุดใจ เหง้าสไี พร. (2550: 20-32) ได้กล่าวถงึ หลักการเลอื กสอ่ื การสอนไว้ ดังน้ี 1. เลอื กสื่อทตี่ อบสนองต่อวตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นการสอน วตั ถปุ ระสงคท์ มี่ คี วาม ชัดเจนจะระบุพฤติกรรมที่ผู้เรียนต้องแสดงออกให้เห็นหลังการใช้ส่ือ มีเง่ือนไขหรือสภาวการณ์ ท่ีจะก่อให้เกิดการเรียนรู้และกาหนดคุณภาพ ปริมาณท่ีกาหนดเป็นเกณฑ์ท่ีผู้สอนพึงพอใจ และถือว่า บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ 2. เลือกสอ่ื ที่เหมาะสมกบั ผู้เรยี น ซึง่ มีความแตกต่างกันอยา่ งนอ้ ย 4 ด้านหลัก คือ ด้านท่ัว ๆ ไปเช่น เพศ อายุ ด้านพ้ืนฐานการศึกษา เช่น การใช้ภาษา การเขียน ประสบการณ์เดิม ด้านสังคม เช่น วัฒนธรรม สภาพทางเศรษฐกิจ และด้านจิตใจ เช่น ความสนใจ ความเช่ือ ค่านิยม จากความแตกต่างเหล่าน้ียอ่ มส่งผลต่อความสามารถในการรบั รูจ้ ากสือ่ เดียวกันได้แตกต่างกัน 3. เลอื กสื่อโดยพจิ ารณาจากศักยภาพของสอ่ื สือ่ แต่ละชนดิ มีลักษณะและคณุ สมบตั ิ เฉพาะท่ีแตกตา่ งกนั คุณสมบตั ิน้เี อง ทาใหส้ ่ือมพี ลงั หรือศักยภาพแฝงอยู่ในตัวมันเอง ซงึ่ หากผู้เลือกส่ือ มีความรู้ ความเข้าใจในศักยภาพและหน้าท่ีเฉพาะของส่ือเหล่านี้ก็สามารถนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพต่อไป โดยพิจารณาลักษณะของผู้เรียนและคุณสมบัติของส่ือให้สอดคล้องกับ วตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นการสอน วธิ ีการสอน เน้ือหาและลกั ษณะของผู้เรยี น 4. เลือกส่ือโดยยดึ หลักความเหมาะสม โดยผู้สอนสามารถพจิ ารณาความเหมาะสมของ ส่ือได้หลายด้าน เช่น ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ (การดู การฟัง การอ่าน การอภิปราย) ด้านรูปแบบ การเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนว่าถนัดที่จะเรียนรู้จากสื่อรูปแบบใด ด้านคุณสมบัติเฉพาะ (หาง่าย ใช้สะดวก ไมม่ อี ันตราย ขั้นตอนการใชไ้ มซ่ บั ซอ้ น) 5. เลือกส่อื จากความถกู ตอ้ ง เท่ียงตรงของสอ่ื สื่อทจ่ี ะเลอื กตอ้ งมคี วามถกู ต้องด้าน เน้ือหาสามารถให้ความรู้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ง่าย ไม่มีความซับซ้อนรวมถึงมี ความทนั สมัย 6. เลอื กสอื่ โดยพิจารณาจากคุณภาพของสอ่ื โดยพิจารณาว่าสื่อนั้นมคี วามพิถพี ิถนั ด้าน คุณภาพเพียงพอ เช่น คุณภาพทั่วไปดี มีเทคนิคและระบบการจัดการที่ดี มีความประณีต ภาพและ เสียงชัดเจน 7. เลอื กสื่อจากความคมุ้ คา่ ด้านควาพยายามและคา่ ใช้จ่าย สื่อที่เลือกควรเปน็ สอ่ื ที่ สามารถจัดหา จัดทา จัดซ้ือได้ไม่ยากนัก ในขณะเดียวกันควรคานึงถึงคุณค่าท่ีจะเกิดกับผู้เรียน เมื่อนามาใช้และหากตอ้ งจดั ซอื้ จัดหาหรือผลิตขน้ึ สื่อนน้ั ก็ไม่ควรตอ้ งลงทุนมากเกนิ ไป
65 8. เลือกสอื่ ทส่ี อดคล้องกบั หลักการใช้สือ่ ประสม สือ่ ท่เี ลอื กตอ้ งไมแ่ สดงความขัดแย้ง ซ่ึงกันและกันในเวลาเดียวกัน หากแต่ต้องเสริมความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่กันและกัน วิธีการนาเสนอ ส่ือต้องไม่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางการนาเสนออีกสื่อหน่ึงท่ีนาเสนอควบคู่กันในเวลาเดียวกันหรือ ไลเ่ ลย่ี กัน เพ่ือให้สอดคล้องกับหลัก 3 ประการที่กล่าวมากระบวนการเรียนการสอนของผู้สอน จาเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรส่ือมาใช้ โดยมีนักเทคโนโลยีการศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะ หลักเกณฑ์ในการเลือกสือ่ ไว้ อาทิ ไฮนชิ และคนอื่น ๆ (Heinich and Others. 1996 : 34 - 36) กลา่ วไว้วา่ การวางแผน เพ่ือเลือกและใช้ส่ืออย่างมีประสิทธิภาพควรจะมีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพ และการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์น่ันเอง โดยได้เสนอรูปแบบสาหรับเป็นแนวทางในการเลือก วางแผนการใช้สอ่ื อย่างเป็นระบบ และได้เรยี กแบบทเี่ สนอนี้ว่า The ASSURE Model ดังนี้ A = Analyze Leaner Characteristics การวเิ คราะหล์ กั ษณะผู้เรียน S = State Objectives การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ S = Select, Modify, of Design Materials การเลอื ก ดดั แปลงหรอื ออกแบบ ส่ือใหม่ U = Utilize Materials การใช้สือ่ R = Require Learner Response การกาหนดการตอบสนองของ ผเู้ รียน E = Evaluation การประเมนิ Analyzer Learner Evaluation State Objective Require Select learner Modify Response Utilize ภาพท่ี 3.2 The ASSURE Model Materials
66 1. การวิเคราะห์ลกั ษณะผเู้ รยี น (Analyze Leaner Characteristics) การวิเคราะห์ลักษณะของผู้เรียน จะทาให้ผู้สอนเข้าใจลักษณะของผู้เรียนและสามารถ เลอื กใช้สอื่ การเรียนการสอนใหเ้ หมาะสมกับผเู้ รียนและบรรลุวตั ถปุ ระสงคข์ องการเรียนการสอน การวเิ คราะห์ผูเ้ รียนนน้ั จะวิเคราะหใ์ น 2 ลกั ษณะ คือ 1.1 ลักษณะทั่วไป เป็นลักษณะท่ีไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะสอนแต่เกี่ยวข้องกับ การเลือกใช้ส่ือการเรียนการสอนโดยตรง ได้แก่ เพศ อายุ ช้ันปีท่ีเรียน ระดับสติปัญญา ความถนัด วัฒนธรรม สังคม ฯลฯ 1.2. ลักษณะเฉพาะ เป็นลกั ษณะท่เี ก่ยี วข้องกับเน้ือหาท่ีจะสอน ซึง่ จะมผี ลต่อการเลือก วธิ ีการสอนและสอ่ื การเรยี นการสอน ได้แก่ 1.2.1 ความรู้และทักษะพื้นฐานของผู้เรียนในเนื้อหาท่จี ะสอน 1.2.2 ทกั ษะที่เป็นเครือ่ งมือในการเรยี นรู้ของผเู้ รียน เชน่ ทักษะด้านภาษา การอ่าน คณติ ศาสตร์ และการใช้เหตุผล 1.2.3 ผเู้ รียนมีความรแู้ ละทักษะท่ีจะสอนน้นั หรือยงั 1.2.4 ทัศนคติของผูเ้ รยี นต่อวิชาทจ่ี ะเรยี น 2. การกาหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives) วัตถุประสงค์เป็นสิ่งท่ีต้ังขึ้นเพื่อคาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถบรรลุถึงส่ิงใดหรือมีความ สามารถใหม่อะไรบ้างในการเรียนนั้น การต้ังหรือกาหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนน้ีเพื่อ 2.1 ผู้สอนจะได้ทราบว่าการเรียนการสอนนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร เพ่ือสะดวกใน การเลือกส่ือและวิธีการให้ถูกต้อง วัตถุประสงค์น้ีจะช่วยผู้สอนในการจัดลาดับกิจกรรมการเรียน และ สรา้ งส่ิงแวดลอ้ มหรอื ประสบการณ์การเรยี นรใู้ ห้บรรลุตามวัตถุประสงค์น้ัน 2.2 ช่วยในการประเมินผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง เพราะผู้สอนจะไม่ทราบเลยว่าผู้เรียน บรรลตุ ามวัตถุประสงคท์ ีต่ ง้ั ไวห้ รือไม่ถ้าไม่มีการกาหนดวตั ถปุ ระสงคไ์ วก้ ่อน 2.3 ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนทราบวา่ เม่อื เรยี นบทเรยี นน้ันแลว้ จะสามารถเรียนร้หู รือกระทาอะไรได้ บ้างการกาหนดวตั ถุประสงค์ ควรประกอบด้วย 2.3.1 การกระทา (Performance) เป็นส่ิงที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถกระทาอะไร ไดบ้ ้างภายหลังจากการเรียนแลว้ ซ่งึ การกระทานั้นตอ้ งเป็นสิ่งที่สงั เกตเหน็ ได้ 2.3.2 เงื่อนไข (Conditions) เป็นข้อจากัดหรือเง่ือนไขท่ีตั้งข้ึนโดยรวมอยู่ภายใต้ การกระทา 2.3.3 เกณฑ์ (Criteria) เพื่อเป็นการตัดสินการกระทานั้นว่าเป็นไปตามท่ีกาหนดไว้ หรือไม่เมื่อกาหนดวัตถุประสงค์แล้วควรมีการแบ่งประเภทหรือระดับของขอบเขตการเรียนรู้ท้ังน้ี
67 เพื่อเป็นประโยชน์หรือแนวทางในการตัดสินว่าการเรียนรู้น้ันจะครอบคลุมแนวของทักษะ หรือ พฤติกรรมอะไรบา้ ง จงึ ตอ้ งมีการกาหนดเปน็ “วตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม” ไดแ้ ก่ 1) พุทธิพิสัย เป็นวัตถปุ ระสงคท์ ่ตี ้งั ไว้เพ่อื วดั การเรยี นรูข้ องผเู้ รียนเก่ยี วกบั ความรู้ ความเข้าใจ สตปิ ญั ญา และการพัฒนา เป็นต้น 2) จิตพสิ ยั เป็นวตั ถปุ ระสงค์ทางดา้ นความคดิ ทัศนคติ ความรสู้ ึก ค่านยิ ม และ การเสริมสรา้ งทางปญั ญา 3) ทักษะพสิ ยั เปน็ วัตถุประสงค์ทเ่ี กี่ยวกบั การกระทา การแสดงออก หรอื การ ปฏบิ ตั ิ 3. การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบส่ือ (Select, Modify, or Design Materials) การที่จะมีสื่อวัสดุท่ีเหมาะสมในการเรียนการสอนสามารถทาได้ 3 วิธี คือ 3.1 เลือกจากสื่อท่ีมีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษามักจะมีทรัพยากรท่ีสามารถ ใช้เป็นสื่อได้อยู่แล้ว เช่น ส่ือที่มีอยู่มีเน้ือหาข้อมูล และกิจกรรมที่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และการเลือกสื่อน้ันย่อมข้ึนอยู่กับวิธีการสอนในบทเรียน และข้อจากัดของสถานการณ์การเรียน การสอนด้วย 3.2 ดัดแปลงสื่อท่ีมีอยู่แล้วให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากย่ิงขึ้น ท้ังน้ีย่อมข้ึนกับเวลา และ งบประมาณในการดัดแปลงส่ือน้ันด้วย เช่น มีภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีการแปล เป็นภาษาไทยแล้วบันทึกเสียงลงใหมเ่ พื่อใหผ้ ู้เรยี นชมและฟงั เข้าใจง่ายขน้ึ จะคุ้มกับเวลาและการลงทุน หรอื ไม่ เปน็ ต้น 3.3 การออกแบบสื่อใหม่ ในกรณีท่ีไม่มีสื่อเดิมอยู่หรือส่ือท่ีมีอยู่แล้วไม่สามารถนามา ดัดแปลงให้ใช้ได้ตามที่ต้องการ ผู้สอนย่อมต้องมีการออกแบบและจัดทาส่ือใหม่ซึ่งต้องคานึงถึง องค์ประกอบต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนและลักษณะของผู้เรียน มงี บประมาณในการจัดทาเพียงพอหรือไม่ มเี คร่อื งมือและผชู้ านาญในการจดั ทาสื่อหรอื ไม่ เปน็ ต้น 4. การใชส้ ่อื (Utilize Materials) เป็นขนั้ ของการกระทาจริงซ่งึ ผ้สู อนจะต้องดาเนินการดังน้ี 4.1 ดูหรอื อ่านเน้ือหาในสื่อเหลา่ น้ันก่อนเปน็ การเตรียมตวั เช่น ดูสไลด์ หรอื วดี ทิ ศั น์ เพื่อศึกษาเนื้อหาให้แม่นยากอ่ นนาไปสอนหรืออา่ นบทวจิ ารณเ์ กีย่ วกับเรื่องนน้ั ร่วมด้วย 4.2 จัดเตรียมสถานที่ท่ีน่ังเรียน อุปกรณ์เครื่องมือ และส่ิงต่าง ๆ เพื่อความสะดวก เรียบร้อยกอ่ นการสอน และควรต้องทดลองอุปกรณ์ท่จี ะใชก้ ่อนว่าใช้ไดด้ หี รือไม่ 4.3 เตรียมตัวผู้เรียน โดยการใช้สื่อนาเข้าสู่บทเรียน ถ้ามีการฉายวีดิทัศน์หรือภาพยนตร์ ให้ชมก็ควรจะต้องสรุปเน้ือหาเรื่องท่ีจะชมนั้นให้ผู้เรียนทราบเสียก่อนว่าเกี่ยวข้องกับบทเรียนอย่างไร เปน็ การแนะนาก่อนล่วงหนา้ และเพ่ือสรา้ งแรงจูงใจแกผ่ ู้เรียน
68 4.4 ควบคุมชน้ั เรียน เพ่ือใหผ้ ู้เรียนมีความสนใจในส่ือท่นี าเสนอนนั้ 5. การกาหนดการตอบสนองของผเู้ รียน (Require Learner Response) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน และเปิดโอกาสให้มีการตอบสนองนั้นเป็นสิ่งสาคัญ ซึ่งผู้เรียนจะมีการตอบสนองหรือไม่ และมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับส่ือท่ีนามาใช้ สื่อบางชนิด เม่ือใช้ แลว้ จะเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนมีสว่ นรว่ มมากกว่าส่ือชนิดอนื่ เช่น การให้อ่านข้อความในหนังสือหรือดูรูป จะทาให้ผู้เรียนมีการอภิปรายจากสิ่งท่ีอ่านหรือเห็น ผู้เรียนย่อมมีการตอบสนองเกิดข้ึนได้ทันที และ ง่ายกว่าการให้ดูภาพยนตร์ ทั้งนี้เพราะการดูภาพยนตร์ถ้าจะดูให้รู้เร่ืองจริง ๆ แล้วควรจะต้องดูให้จบ เร่ืองเสียก่อนแล้วจึงอภิปรายกัน ซ่ึงจะดีกว่าหยุดดูทีละตอนแล้วอภิปรายเพราะจะทาให้เกิดการ ขัดจังหวะ ไม่ต่อเน่ืองในการดู อาจจะทาให้ไม่เข้าใจหรือจับความสาคัญของเรื่องไม่ได้ นอกจากน้ี ผู้เรียนสามารถมีการตอบสนองโดยเปิดเผย (overt response) โดยการพูดออกมาหรือเขียน และ การตอบสนองภายในตัวผู้เรียน (covert response) โดยการท่องจาหรือคิดในใจ เมื่อผู้เรียน มีการตอบสนองแล้วผู้สอนควรให้การเสริมแ รงทัน ทีเ พื่อให้ผู้ เรียน ทราบว่า ตน มีควา มเข้าใจ แ ล ะ เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ การเรียนการสอนโดยการให้ทาแบบฝึกหัด การตอบคาถาม การอภิปราย หรือการใช้บทเรียนแบบโปรแกรม จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการตอบสนอง และได้รับการเสรมิ แรงระหวา่ งการเรยี นได้เปน็ อยา่ งดี 6. การประเมนิ (Evaluation) การประเมนิ สามารถกระทาได้ 3 ลกั ษณะ คือ 6.1 การประเมินกระบวนการสอน เพื่อเป็นการประเมินว่าสามารถบรรลุได้ตาม วัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้หรือไม่ทั้งในด้านผู้สอน สื่อการสอน และวิธีการสอน โดยในการประเมินสามารถ ทาได้ทงั้ ในระยะกอ่ น ระหว่าง และหลงั การสอน 6.2 การประเมินความสาเร็จของผู้เรียนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ว่ามีเกณฑ์เท่าใด การวัดผลอาจทาได้ด้วยการทดสอบ การสอบปากเปล่า หรือดูจากผลงานของผู้เรียน ส่ิงสาคัญ ท่ีจะทราบได้ว่าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลทางการเรียนมากน้อยเท่าใด คือ สังเกตจากการปฏิบัติและ การแสดงออกของผเู้ รยี นน้ัน 6.3 การประเมินสื่อและวิธีการสอน โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้ ส่ือและเทคนิควธิ กี ารสอนวา่ เหมาะสมมากน้อยเพียงใด จากที่กลา่ วมา หลักการในการเลอื กใชส้ ื่อการเรียนการสอนให้เหมาะกับผูเ้ รียนนน้ั ผู้สอน ตอ้ งคานึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลตุ ามวตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
69 ประเภทและคณุ สมบัติของสอื่ การเรยี นการสอน ส่ือการสอนสามารถแบ่งออกได้หลากหลายประเภท ในท่นี ีจ่ ะแบ่งประเภทและคุณสมบตั ิ ของสื่อการเรียนการสอนออกเปน็ ประเภทต่าง ๆ เพอื่ ให้งา่ ยต่อความเขา้ ใจ ดังน้ี (กิดานันท์ มลิทอง, 2548) 1. สื่อการสอนประเภทไมใ่ ชเ้ ครื่องฉาย 2. สอ่ื การสอนประเภทใชเ้ คร่ืองฉาย 3. สื่อการสอนประเภทเคร่ืองเสียง 4. รูปแบบและวิธกี ารใช้เทคโนโลยใี นการเรยี นการสอน 1. สื่อการสอนประเภทไม่ใช้เครื่องฉาย วสั ดุ อุปกรณ์ เทคนคิ วิธีการ วัสดุ /อุปกรณ์ / วิธีการ ขอ้ ดี ขอ้ จากดั สง่ิ พมิ พ์ต่าง ๆ เชน่ หนังสือ - เปน็ สอื่ การเรียนรูท้ ี่ดีทีส่ ดุ - บางครัง้ ต้องมกี ารพิมพ์ใหม่ เอกสาร ตารา - สามารถอ่านได้ตามอตั รา เพอ่ื ปรับปรุงข้อมลู ความ สามารถของแตล่ ะคน - ผไู้ มร่ ู้หนังสือไมส่ ามารถอ่าน ของจรงิ ของตัวอยา่ ง - เหมาะสาหรบั การอ้างอิง หรอื ทาความเขา้ ใจได้ - สะดวกในการพกพา - ไม่สะดวกกบั การปรับปรุง ของจาลอง หุน่ จาลอง - ทาสาเนาแจกจ่ายไดง้ ่าย เน้อื หาใหม่ - แสดงภาพได้ตามความเป็น - บางครงั้ อาจลาบากในการ จริง จัดหา - เป็นลกั ษณะสามมติ ิ - บางสง่ิ ใหญเ่ กินกว่าจะนามา - สมั ผสั ได้ดว้ ยประสาทสัมผัส แสดงได้ ทั้งหา้ - บางอยา่ งราคาสงู -สามารถจับตอ้ งและพจิ ารณา - เกบ็ รกั ษายาก เสียหายงา่ ย รายละเอียดได้ - มีลกั ษณะเป็นสามมิติ - ตอ้ งอาศยั ความชานาญใน - สามารถจับต้องได้ การผลติ - เหมาะในการนาเสนอที่ไม่ - เหมาะสาหรับการแสดงใน สามารถมองเห็นดว้ ยตาเปล่า กลุ่มขนาดเล็ก ได้ เชน่ อวยั วะภายในรา่ งกาย - ชารดุ เสยี หายง่าย
70 วสั ดุ /อุปกรณ์ / วิธีการ ขอ้ ดี ขอ้ จากดั วัสดกุ ราฟกิ เช่น แผนภมู ิ แผนภาพ - บางอย่างสามารถผลิตด้วย กระดานชอล์ก กระดาน วัสดทุ ี่มใี นท้องถิ่น ไวท์บอร์ด - ชว่ ยช้ีใหเ้ ห็นความสาคญั - เหมาะสาหรับการเรยี น เกม ระหว่างเน้อื หา เป็นกลมุ่ เล็ก - ชว่ ยแสดงลาดบั ขั้นตอนของ - งานท่มี ีคุณภาพดีจาเปน็ ต้อง เน้อื หา ผลิตได้ง่าย และผลติ ได้ มกี ารผลิตทีม่ เี ทคนิคและความ จานวนมาก ชานาญสงู - ตน้ ทุนการผลติ ต่า - ผู้สอนตอ้ งหนั หลงั ใหผ้ เู้ รียน - สามารถเขยี นงานกราฟิกได้ เมือ่ เขยี นกระดาน หลายชนดิ - ผูส้ อนตอ้ งมคี วามสามารถใน - ชว่ ยในการสร้างความเขา้ ใจ การเขียนกระดานพอสมควร ตามลาดบั เร่อื งราวเน้ือหา - ระยะการอ่านข้อความบน กระดานไม่ไกลมากนัก - ดงึ ดูดความสนใจของผเู้ รยี น - ตอ้ งระวงั ในการเลือกใชเ้ กม ได้เปน็ อย่างดี ให้เหมาะกบั การจดั กจกรรม - สรา้ งให้ผู้เรียนเกิดความกลา้ การเรียนรู้ แสดงออก - ผ้เู รียนบางคนไม่มีความกล้า - สรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ที่ ในการแสดงออกจึงไมส่ ามารถ สนุกสนาน เลน่ เกมได้ 2. ส่ือการสอนประเภทใช้เครื่องฉาย วสั ดุ อปุ กรณ์ ประเภทเสนอภาพนิ่ง วัสดุ /อุปกรณ์ / วธิ ีการ ข้อดี ขอ้ จากัด แผ่นโปรง่ ใส เคร่อื งฉายภาพ - เหมาะสาหรบั ผูเ้ รยี นกล่มุ - ผู้เรยี นไม่มีบทบาทร่วมในการ ขา้ มศรี ษะ ใหญ่ ใช้อปุ กรณ์ - ผู้สอนหันหน้าเข้าหาผู้เรียน - บางพ้นื ทมี่ ีแสงสวา่ งมากอาจ ได้ เปน็ อปุ สรรคในการจดั การ เรียนการสอน
71 วสั ดุ /อุปกรณ์ / วธิ กี าร ขอ้ ดี ขอ้ จากดั - แผน่ โปร่งใสบางประเภท เครื่องฉายภาพสามมิติ สามารถแสดงใหเ้ ห็นความ - ราคาของอปุ กรณ์ค่อนขา้ งสงู (Visualizer) เคลอื่ นไหวได้ - ไม่สามารถนาเสนอภาพได้ - สามารถใช้ไดก้ บั วัสดุทึบแสง ดว้ ยตัวเอง ต้องใช้รว่ มกบั เครอ่ื งฉายภาพ (LCD วัสดุโปร่งแสงและวสั ดุสามมติ ิ เคร่อื งฉายภาพ (LCD Projector) - เหมาะกับผเู้ รียนกลมุ่ ใหญ่ Projector) - บางพน้ื ท่ีมีแสงสว่างมาก - เหมาะสาหรับผูเ้ รยี นกลมุ่ อาจเปน็ อปุ สรรคในการจัด ใหญ่ การเรยี นการสอน - ผ้สู อนหนั หน้าเขา้ หาผ้เู รียน - ถา้ ตอ้ งการภาพที่คมชัดมาก ได้ ๆ อาจตอ้ งใชเ้ คร่ืองฉายท่มี ี - ใชก้ ับอุปกรณ์นาเสนอได้ ราคาสูง หลากหลายประเภท - ต้องระวังอปุ กรณ์ การเครื่อง - สามารถนาเสนอภาพขนาด ย้ายอยา่ งมาก เนื่องจากอาจ ใหญจ่ ากอปุ กรณ์ตอ่ พว่ งตา่ ง ๆ เกิดการเสยี หายจากการ ได้ เคล่อื นย้ายได้ วัสดุ อปุ กรณ์ ประเภทเสนอภาพเคลื่อนไหว วสั ดุ /อุปกรณ์ / วธิ ีการ ข้อดี ขอ้ จากัด โทรทัศนว์ งจรปิด - เหมาะสาหรับผ้เู รยี นกลมุ่ เล็ก - รบั ชมภาพไดเ้ ฉพาะในบริเวณ และกลมุ่ ใหญ่ ทกี่ าหนดเท่านนั้ - ใช้ถ่ายทอดเหตุการณ์หรือ - ใช้อปุ กรณใ์ นการเชอ่ื มต่อ การเรยี นการสอนใหก้ ับผู้เรียน การทางานคอ่ นข้างสงู ทอ่ี ยใู่ นบริเวณห้องเรยี นได้ พรอ้ มกัน
72 วสั ดุ /อุปกรณ์ / วธิ กี าร ขอ้ ดี ข้อจากัด แผน่ ดวี ีดี แผน่ วีซดี ี - คณุ ภาพของแผ่นให้ความ - กระบวนการบนั ทึกภาพต้อง คมชัด ใช้หลากหลายขนั้ ตอน - เก็บรักษาไดง้ า่ ย สามารถใชไ้ ด้กบั เครื่องเลน่ ท้ัง คอมพิวเตอร์และเคร่อื งเล่น ดวี ีดี 3. สื่อการสอนประเภทเครื่องเสยี ง วสั ดุ /อุปกรณ์ / วิธีการ ข้อดี ข้อจากัด วทิ ยุ - สามารถใช้ไดก้ ับกลุ่มผเู้ รยี น - กระบวนการผลิตอาจต้องใช้ ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เครอื่ งมือและผูท้ ม่ี ีความ เคร่อื งเล่น MP.3 - สามารถใหค้ วามรู้กับผู้เรียน ชานาญในการผลิต ไดห้ ลากหลายทงั้ ผู้ทอ่ี า่ น หนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือ ผมู้ คี วามบกพร่องทางด้าน สายตา - อุปกรณร์ าคาถูก ขนาด กะทัดรดั - สามารถใชไ้ ดก้ บั กลมุ่ ผ้เู รียน - ตอ้ งใชต้ อ่ พว่ งกับอุปกรณ์ ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ขยายเสียงในกรณีท่ใี ชก้ ับ - สามารถใหค้ วามรู้กับผ้เู รยี น ผเู้ รียนเป็นกลุ่ม ได้หลากหลายท้งั ผู้ทอี่ ่าน หนงั สือไม่ออก เขยี นไม่ได้ หรือ ผมู้ ีความบกพร่องทางด้าน สายตา - อปุ กรณ์ราคาถูก ขนาด กะทัดรดั
73 4. รูปแบบและวธิ กี ารใช้เทคโนโลยใี นการเรียนการสอน วสั ดุ /อุปกรณ์ / วธิ กี าร ขอ้ ดี ขอ้ จากัด อินเทอรเ์ น็ต (Internet) - สามารถสืบคน้ ข้อมลู ได้ทว่ั - ขอ้ มลู ท่ีนาเสนออาจต้อง ยูทิวบ์ (YouTube) โลกจากเครื่องมือสืบคน้ ข้อมลู ตรวจสอบความถูกต้องก่อน (Search Engine) นามาใช้ - เชอ่ื มโยงการตดิ ต่อสอ่ื สารได้ - ความเรว็ ในการเขา้ ใชง้ าน อย่างกวา้ งขวาง ขึ้นอยูก่ ับอปุ กรณ์และเครือขา่ ย - นาเสนอข้อมูลไดท้ ้ังภาพและ ท่ีใชง้ าน เสยี งพรอ้ มกนั - เป็นแหล่งขอ้ มูลทห่ี ลากหลาย - ความเร็วในการเข้าใช้งาน - สามารถเข้าใชง้ านไดท้ ุกที่ ข้นึ อย่กู ับอปุ กรณแ์ ละเครือขา่ ย ทุกเวลา ท่ใี ช้งาน - ผสู้ อนสามารถผลิตหรอื - กระบวนการผลิตอาจจะ บนั ทึกการเรียนการสอนเพ่ือให้ ยงุ่ ยากสาหรบั ผู้สอนที่ไม่ถนัด ผเู้ รียนเข้ามาดูย้อนหลงั ได้ เร่ืองเทคโนโลยี ตลอดเวลา หลักการใชส้ ื่อการเรยี นการสอน 1. เตรยี มตัวผูส้ อน เปน็ การเตรียมตัวในการอ่าน การฟงั หรือเนือ้ หาในส่ือนัน้ ๆ วา่ มีความ ถูกต้องตรงตามความต้องการหรือไม่ รวมถึงการศึกษาวิธีการใช้ส่ือการสอนนั้น ๆ เพ่ือให้เกิด ความคลอ่ งตวั ในการจัดการเรยี นการสอน 2. เตรียมจดั สภาพแวดล้อม โดยการจดั เตรียมวัสดุ เคร่อื งมือในการเรียน อปุ กรณ์การสอน ต่าง ๆ ให้พร้อมรวมไปถึง สถานที่ในการเรียนต้องมีความพร้อมท้ังเคร่ืองมือ และสิ่งอานวย ความสะดวกต่าง ๆ 3. เตรียมตัวผู้เรียน เป็นการเตรียมตัวผู้เรียนเพ่ือให้มีความพร้อมที่จะเรียน โดยอาจเป็น การบอกวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ การปฏบิ ัติตนเมื่อต้องเข้าช้ันเรียน กฎกตกิ า มารยาทในการเรียน 4. การใช้สื่อให้เหมาะกับข้ันตอนและวิธีการ ผู้สอนต้องมีการใช้สื่อให้เหมาะสมกับช่วง จังหวะและเวลาในการเรียนการสอน อีกทั้งการจัดสภาพแวดล้อมในการใช้ส่ือต่าง ๆ อาทิ การใช้ เครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร์ต้องมีการควบคุมความสว่างภายในห้องเรียนให้สามารถมองเห็นได้อย่าง ชัดเจน
74 5. การตดิ ตามผล (Follow Up) หลังจากการใช้สื่อในการนาเสนอหรือการสอนแล้ว ผู้สอน ควรมีการประเมินการเรียนการสอนหรือการติดตามผลการเรียนการสสอน โดยอาจออกมาในรูปของ การถาม - ตอบ การอภิปราย เพื่อเป็นการทดสอบว่าผู้เรียนเข้าใจบทเรียนจากสื่อท่ีนาเสนอไปนั้น อย่างถูกต้องหรอื ไม่ ขัน้ ตอนการใชส้ อื่ การสอน การใช้สื่อการสอนนั้นอาจจะใช้เฉพาะขั้นตอนใดข้ันตอนหนึ่งของการสอน หรือจะใช้ ทุกขั้นตอนกไ็ ด้ ดงั น้ี 1. ข้นั นาเข้าสูบ่ ทเรยี น เพ่อื กระต้นุ ใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความสนใจในเนือ้ หาท่ีกาลงั จะเรียนส่ือที่ใช้ ในขั้นนี้จึงเป็นสื่อท่ีแสดงเน้ือหากว้างๆ หรือเนื้อหาท่ีเกี่ยวข้องกับการเรียนในคร้ังก่อนยังมิใช่ส่ือท่ีเนน้ เน้ือหาเจาะลึกอย่างแท้จริง และควรเป็นส่ือท่ีง่ายต่อการนาเสนอในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภาพ บัตรคา เปน็ ต้น 2. ขั้นดาเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียนเป็นขั้นท่ีจะให้ความรู้ เนื้อหา อย่างละเอียดเพื่อสนองวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ ผู้สอนควรเลือกส่ือให้ตรงกับเนื้อหาและวิธีการสอนตอ้ งมี การจัดลาดับขั้นตอนการใช้ส่ือให้เหมาะและสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน การใช้ส่ือในข้ันน้ีจะต้อง เป็นสื่อทีเ่ สนอความรอู้ ยา่ งละเอยี ดถูกต้องและชดั เจนแกผ่ ้เู รียน เช่น สไลด์ แผนภูมิ วีดิทศั น์ เปน็ ตน้ 3. ขั้นวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ตรงแก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียน ได้ทดลองนาความรู้ที่เรียนมาแล้วไปใช้แก้ปัญหาในข้ันฝึกหัดโดยการลงมือฝึกปฏิบัติเอง สื่อในข้ันนี้ จึงเป็นส่ือที่เป็นประเด็นปัญหาให้ผู้เรียนได้ขบคิด โดยผู้เรียนเป็นผู้ใช้สื่อเองมากท่ีสุด เช่น รูปภาพ บตั รปัญหา สมดุ แบบฝกึ หัด เป็นตน้ 4. ขนั้ สรุปบทเรยี น เป็นการยา้ เนื้อหาบทเรยี นให้ผูเ้ รียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงตาม วัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ข้ันสรุปควรใช้เวลาเพียงส้ัน ๆ ส่ือที่สรุปจึงควรครอบคลุมเน้ือหาสาคัญทั้งหมด เชน่ แผนภมู ิ แผ่นโปร่งใส เปน็ ต้น 5. ขัน้ ประเมินผู้เรียนเป็นการทดสอบวา่ ผ้เู รียนเขา้ ใจในส่ิงทเี่ รยี นไปถูกต้องมากน้อยเพียงใด และบรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ทต่ี ้ังไวห้ รือไม่ ส่อื ในขัน้ การประเมินน้ีมักจะเปน็ คาถามจากเนอ้ื หาบทเรียน โดยอาจมภี าพประกอบดว้ ยกไ็ ด้
75 สรปุ ส่ือการเรียนการสอนเป็นตัวกลางท่ีใช้ในการเชื่อมโยงเน้ือหา และกิจกรรมการเรียน การสอนเข้าด้วยกัน ใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสาหรับทาให้การถ่ายทอดความรู้ของผู้สอน ไปถึง ผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีวางไว้ ส่ือการเรียน การสอนมีหลายลักษณะ หลายประเภทข้ึนอยู่กับผู้สอนจะเลือกสื่อการเรียนการสอนประเภทใด มาใช้นการจดั การเรียนการสอนให้เหมาะกบั ผเู้ รียนแตล่ ะกลมุ่ สื่อการสอนท่ีผู้สอนนามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนไม่มีสื่อหรือกิจกรรมการสอนใด ท่ีจะดีท่ีสุด ขึ้นอยู่กับผู้สอนจะเลือกสื่อการเรียนการสอนใดที่เหมาะกับกลุ่มผู้เรียนและกิจกรรม การเรียนการสอนในแต่ละครง้ั นั้น ๆ มากท่สี ดุ แบบฝกึ หัดทา้ ยบท 1. ส่อื การเรยี นการสอนมีความสาคัญอยา่ งไรกับกระบวนการจัดการเรยี นการสอน 2. บทบาทของสอ่ื การเรยี นการสอนในฐานะของเทคโนโลยีการศึกษามีอะไรบ้าง จงอธิบาย 3. นกั ศกึ ษามีหลักการในการเลอื กสอื่ การเรยี นการสอนอย่างไรในการจดั การเรียนการสอน 4. จงอธบิ ายถงึ สอื่ การเรยี นการสอนมาหนง่ึ ประเภท พร้อมอธบิ ายถงึ ข้อดี ขอ้ จากดั ของสอื่ การสอนนน้ั ๆ 5. ในกรณีที่นักศึกษาตอ้ งสอนในรายวิชาทีต่ นเองรับผิดชอบ จงอธบิ ายขั้นตอนการใช้สือ่ การเรยี นการสอนโดยละเอยี ด 6. ลกั ษณะของส่ือการสอนทด่ี ี ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธบิ าย 7. ส่ือการสอนทเ่ี หมาะสมกับผเู้ รยี น ประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 4 ดา้ นอะไรบ้าง จงอธิบาย 8. หลกั ที่ควรคานงึ ถงึ ในการเลือกส่ือการสอนมาใช้ในการจัดการเรยี นการสอน 3 ประการ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง จงอธิบาย 9. จงอธบิ ายการเลอื กวางแผนการใช้ส่อื อย่างเป็นระบบโดยยึดหลักการของ ASSURE Model 10. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายถึงประเภทและคุณสมบตั ิของสื่อการเรียนการสอน โดยยกตวั อย่าง ประเภทละ 2 ชนดิ
76 เอกสารอ้างองิ กดิ านนั ท์ มลทิ อง. (2543). เทคโนโลยกี ารศึกษาและนวตั กรรม. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ: อรณุ การพมิ พ์ . (2548). เทคโนโลยีและสอ่ื สารการศึกษา. กรุงเทพฯ.: โรงพมิ พอ์ รณุ การพิมพ์ ชัยยงค์ พรหมวงศ.์ (2523). กระบวนการสนั นิเวทนาการและระบบสอื่ การสอน. เอกสารการสอน ชดุ วชิ าเทคโนโลยีวชิ าเทคโนโลยแี ละสื่อสารการศกึ ษา. หนว่ ย 2. กรุงเทพฯ : สหมติ ร ชัยยงค์ พรหมวงศแ์ ละคณะ. (2523). เทคโนโลยแี ละส่อื การศึกษา เลม่ ท่ี 3 หน่วยที่ 11-15 นนทบรุ ี. มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. (2526). เทคโนโลยที างการศกึ ษา : หลักการและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. วาสนา ชาวหา. (2533). สื่อการเรยี นการสอน. กรงุ เทพฯ.: โอเดียนสโตร.์ สุดใจ เหงา้ สีไพร. (2547). เอกสารประกอบการสอน พ้ืนฐานทางเทคโนโลยีของการศกึ ษา ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ กรุงเทพฯ. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ วรวทิ ย์ นเิ ทศศิลป.์ (2551). ส่อื และนวตั กรรมแหง่ การเรียนร.ู้ กรุงเทพฯ.: สกายบ๊กุ ส์ ศกั ดิ์ชยั ไชยรักษ์ และคณะ. (2557). เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ านวตั กรรมและเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา. หลกั สูตรศกึ ษาศาสตรบณั ฑิต คณะครศุ าสตร์ กรุงเทพฯ. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนดุสิต สาคร อฒั จกั ร. (2557). เอกสารประกอบการสอนกระบวนการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี การศกึ ษา: หนว่ ยที่ 4 ส่ือการเรยี นการสอน. มหาสารคาม. มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. (ออนไลน)์ , เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0503780/Unit04/ unit04_001.htm. (2559, 10 พฤศจกิ ายน) เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. (2545). เทคโนโลยีการศกึ ษา: หลกั การและแนวคดิ สูป่ ฏิบัติ. การผลติ เอกสารและตารา สงขลา :มหาวทิ ยาลัยทักษิณ Brown, James W., Lewis, Richard B., and Harcleroad, Fred F. (1985). AV Instructional Technology, Media, and Methods. 6th ed. New York: McGraw- Hill Book Company Heinich, Robert and others. (1996: 34-36). Instructional Media and Technologies for Learning. 5th ed. New Jersey : Prentice Hakk.
77 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 4 เทคโนโลยีกับการจัดการเรยี นการสอนผ่านเว็บ เน้ือหา 1. การจดั การเรียนการสอนบนเว็บ 2. ลักษณะและประเภทของการเรยี นการสอนผา่ นเว็บ 3. หลักการออกแบบโครงสร้างเวบ็ 4. การออกแบบและพฒั นาการเรยี นการสอนผ่านเวบ็ 5. ขอ้ ดี ข้อจากัดของการเรียนการสอนผ่านเวบ็ 6. สรุป วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมอ่ื ศึกษาบทเรียนน้แี ลว้ นกั ศึกษาสามารถ 1. อธิบายความหมายของการจัดการเรียนการสอนบนเว็บได้ 2. บอกถึงลกั ษณะและประเภทของการเรยี นการสอนผ่านเว็บได้ 3. อธบิ ายหลักการออกแบบโครงสร้างเว็บได้ 4. อธบิ ายการออกแบบและพฒั นาการเรียนการสอนผ่านเว็บได้ 5. บอกถึงข้อดี ข้อจากัดของการเรียนการสอนผา่ นเวบ็ ได้ วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาบท 1. นกั ศกึ ษาศึกษาเอกสารประกอบการสอนเร่อื ง เทคโนโลยกี ับการจดั การเรยี นการสอน ผ่านเวบ็ 2. อาจารย์ใช้เทคนิคการสอนแบบบรรยายเน้อื หาประกอบการปฏบิ ัตกิ าร 3. นักศกึ ษารว่ มอภปิ รายและซักถาม 4. นักศึกษาทาแบบฝกึ หัดท้ายบท สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวชิ านวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาบทท่ี 4 เรื่อง เทคโนโลยกี ับการจดั การเรยี นการสอนผา่ นเวบ็
78 2. เว็บไซต์ที่เกีย่ วข้องกับเทคโนโลยีกบั การจัดการเรียนการสอนผา่ นเวบ็ 3. PowerPoint ประกอบการบรรยายเรอ่ื ง เทคโนโลยีกบั การจดั การเรยี นการสอน ผา่ นเว็บ การวดั ผลและประเมินผล 1. สังเกตการมสี ่วนร่วมของผู้เรียน การอภิปราย และการตอบคาถาม 2. ตรวจสอบความถกู ต้องของแบบฝึกหดั ท้ายบท 3. การเขา้ ชัน้ เรยี น
79 บทท่ี 4 เทคโนโลยกี บั การจัดการเรยี นการสอนผา่ นเว็บ การศึกษาในปัจจุบันเป็นการจัดการศึกษาเพ่ือตอบสนองทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 (21st Century Skills) รูปแบบการเรียนการสอนเน้นพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม มุ่งเน้น ให้เกิดความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหาการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ การคิด สร้างสรรค์และนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยมีการนาเทคโนโลยี เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากข้ึน ผู้เรียนเปลี่ยนบทบาทจากการเรียนในช้ันเรียนมาเป็น การเรียนด้วยตนเองผ่านส่ือและเทคโนโลยี ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทจากการยนื สอนหน้าช้ันเรียนมาเป็น ผใู้ หค้ วามช่วยเหลอื แนะนาผเู้ รยี นในการจัดการเรียนการสอน มีการนาระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนซ่ึงเทคโนโลยีท่ีนามาใช้ในการจัดการเรียน การสอนมีหลากหลาย ในท่ีนี่จะขอยกตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction) ในการจดั การเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนบนเวบ็ 1. การจัดการเรียนการสอนผา่ นเวบ็ ปจั จุบันเทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเรว็ มีการนา รูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) เข้ามาในการจัดการเรียนการสอน กันมากข้ึนโดยเป็นการนาเสนอเนื้อหาการเรียนการสอน นาเสนอผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) ในลักษณะสื่อหลายมิติ รวมท้ังคุณลักษณะต่าง ๆ ของการส่ือสารที่อยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต เพ่ือให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอนและตอบสนองความต้องการการเรียนของผู้เรียนอย่าง เต็มประสิทธิภาพท้ังนี้มีนักการศึกษา นักวิชาการได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) ไว้อย่างหลากหลายซ่ึงพอสรุปได้ว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) หมายถึง การนาเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาออกแบบเพ่ือใช้ในการศึกษา โดยมีการเรียกช่ือที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (web-based instruction) เว็บการเรียน (Web-based Learning) เว็บการฝึกอบรม (Web-based Training) แต่โดยภาพรวมแล้วเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบ การเรียนการสอนเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้และแก้ปัญหาในเร่ืองข้อจากัดทางด้านสถานท่ี และเวลาโดยการนาทรพั ยากรทมี่ ีอยใู่ นระบบอนิ เทอรเ์ นต็ มาจัดระบบ ออกแบบ สนบั สนนุ และ ส่งเสริมการเรียนการสอน โดยการนาเว็บมาใช้ในการนาเสนอบทเรียนในลักษณะส่ือหลายมิติ ตาม
80 เนอ้ื หาหลกั สตู รวิชา โดยเปน็ การนามาใชท้ ้ังหมดหรืออาจจะนามาใชบ้ างสว่ น รวมถงึ การนาประโยชน์ จากคณุ ลกั ษณะต่าง ๆ ของการสือ่ สารโดยใช้ระบบอนิ เทอรเ์ นต็ ไม่วา่ จะเป็นการสื่อสาร ผา่ นทางการ เขยี นข้อความทางไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนิกส์ การพดู คุยสดประกอบเสยี ง นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้คาอธิบายเกี่ยวกับการเรียนการสอนผ่าน เว็บไว้ อาทิ กิดานันท์ มลิทอง (2543: 344) อธิบายว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บจัดว่าเป็นการใช้เว็บ การเรยี นการสอนเพื่อนาเสนอบทเรยี นที่มีลักษณะเปน็ สื่อหลายมิติของวชิ าท้ังหมดตามหลักสูตร หรือ ใช้เพียงการนาเสนอข้อมูลบางอย่างเพ่ือใช้ประกอบการเรียนการสอนก็ได้อีกทั้งยังสามารถ ใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่าง ๆ ของการส่ือสารท่ีมีอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ตเพ่ือให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด สรรรัชต์ ห่อไพศาล. (2544: 93) การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนาเอาระบบ อินเทอร์เน็ตมาออกแบบเพ่ือใช้ในการศึกษาการจัดการเรียนการสอนบนเว็บ ( web-based instruction) นอกจากน้ียังกล่าวถึงการเรียกชื่อการเรียนการสอนบนเว็บไวว้ ่ามชี ่ือเรียกหลายลักษณะ เช่น การจัดการเรียนการสอนบนเว็บ (web-based instruction) เว็บการเรียน (web-based learning) อินเทอร์เน็ตฝึกอบรม (internet-based training) อินเทอร์เน็ตฝึกการเรียนการสอน (internet-based instruction) เวิลด์ไวด์เว็บฝึกอบรม (www-based instruction) เป็นต้นและ ได้สรุปถึงการเรียกช่ือไว้ว่า การเรียนการสอนบนเว็บ (web-based instruction) น่าจะเป็นแบบท่ีใช้ และตรงกบั คาอธบิ ายคุณลกั ษณะของการใช้เว็บในระบบอนิ เทอร์เน็ตเพือ่ การเรยี นการสอนมากทส่ี ดุ ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542: 10) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าเป็น การผนวกคุณสมบัติไฮเปอร์มีเดียเข้ากับคุณสมบัติของเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บเพื่ อสร้างสิ่งแวดล้อม แห่งการเรียนรู้ในมิติท่ีไม่มีขอบเขตจากัดด้วยระยะทาง และเวลาท่ีแตกต่างกันของผู้เรียน (learning without boundary) อัจจิมา บารุงนา (2557: 21) กล่าวว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction) หมายถึงการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการจัดการเรียนการสอน มีการนาเสนอ บทเรียนในลักษณะสื่อมัลติมีเดียแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน จัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนผู้เรียนให้เรียนรู้อย่างมีความหมายสามารถเรียน และ ทบทวนบทเรยี นไดเ้ องทุกทท่ี กุ เวลา ข่าน (Khan, 1997 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2548: 272) ได้ให้คาจากัดความของ การเรียนการสอนผ่านเว็บ (web-based instruction) ไว้ว่า เป็นการเรียนการสอนท่ีอาศัยโปรแกรม ไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอนโดยการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอร์เน็ต
81 มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายโดยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมากมาย โดยสง่ เสริมและสนับสนุนการเรยี นรูใ้ นทุกทาง พาร์สัน (Parson,1997 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2543: 344) ได้ให้ความหมายของ การเรยี นการสอนผา่ นเวบ็ ว่า เป็นการสอนโดยใชเ้ วบ็ ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนเท่านน้ั ในการส่งความรู้ ไปยังผู้เรียน การสอนลักษณะนี้มีหลายรูปแบบและมีคาท่ีเกี่ยวข้องกันหลายคา อาทิ วิชาออนไลน์ (courseware online) และการศึกษาทางไกลออนไลน์ (distance education online) จะพบวา่ การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนาส่ือหลายมิตเิ ข้ามาประกอบกับกระบวนการ และเทคนิคการสอนโดยใช้เว็บเพจ (Webpage) ในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้บนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตโดยปราศจากข้อจากัดด้านเวลา ระยะทาง และ สถานท่ีรวมถึงยังช่วยให้ผู้เรียนได้เกิด กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วยซึ่งสามารถแสดงภาพกระบวนการของ Web – based Instruction ในฐานะเปน็ สื่อกลางก่อใหเ้ กิดความรู้ ไดด้ งั น้ี Web Based Instruction Learner Resources Links Internet Network Communication Curriculum, content Web Pages Tools ภาพที่ 4.1 แสดงกระบวนการของ Web – based Instruction ในฐานะเปน็ ส่ือกลางก่อใหเ้ กิด ความรู้ ท่ีมา: อทุ ิศ บารุงชพี (2551) ลักษณะและประเภทของการเรียนการสอนผา่ นเวบ็ 1. ลกั ษณะของการเรียนการสอนผา่ นเว็บ การเรียนการสอนผ่านเว็บมีรูปแบบการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากการเรียนการสอน ในห้องเรียน กล่าวคือ ผู้เรียนจะเรียนผ่านจอคอมพิวเตอร์ซ่ึงต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้จากท่ีใดก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ไม่จากัดเวลาและสถานที่ นอกจากนี้ยังมี คณุ ลักษณะสาคัญซึง่ เอ้อื ประโยชนต์ ่อการจัดการเรยี นการสอน ไดแ้ ก่
82 1. สามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปแบบของส่ือประสม (Multimedia) 2. เป็นระบบเปดิ (Open system) ซงึ่ อนุญาตให้ผใู้ ชม้ ีอิสระในการเข้าถงึ ข้อมูลไดท้ ั่วโลก 3. มที รัพยากรเพ่ือการสบื ค้นออนไลน์มากมาย 4. ไม่มีขอ้ จากัดทางดา้ นสถานท่ีและเวลาของการสอนผ่านเวบ็ (Device, Distance and Time Independence) คือ ผู้เรียนสามารถเรียนตอนไหนเวลาใดก็ได้ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ท่ีต่อ เขา้ กบั ระบบเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ น็ต 5. อนุญาตใหผ้ ู้เรยี นเปน็ ผู้ควบคุม (Learner Controlled) คอื ผ้เู รยี นสามารถเรียนตาม ความพร้อม ความถนดั และความสนใจของตน 6. มคี วามสมบูรณใ์ นตัวเอง (Self-Contained) ทาใหผ้ ูเ้ รียนสามารถจดั กระบวนการเรียน การสอนทั้งหมดบนเว็บได้ 7. อนุญาตให้มีการติดต่อส่ือสารทั้งแบบเวลาเดียว (Synchronous Communication) เชน่ chat และตา่ งเวลากัน (Asynchronous Communication) เชน่ Web Board เป็นตน้ เคร่ืองมือเทคโนโลยีของเวิลด์ไวด์เว็บระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทาให้บทเรียนผ่านเว็บ เปน็ การจดั สภาพแวดลอ้ มการเรยี นการสอนท่ีมลี ักษณะสาคญั ดงั ต่อไปนี้ 1. เว็บเปดิ โอกาสใหเ้ กดิ ปฏสิ มั พันธ์ (Interactive) ระหวา่ งผู้เรียนกับผู้สอนและผู้เรียน กับผเู้ รียนหรือผู้เรยี นกับเน้ือหาบทเรียน 2. เว็บสามารถนาเสนอเน้ือหาในรปู ของสื่อประสม (Multimedia) ทงั้ ตวั อักษร ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและวดี ิทัศน์ 3. เว็บเปน็ ระบบเปดิ (Open System) ซึ่งอนญุ าตให้ผูใ้ ชม้ ีอิสระในการเขา้ ถงึ ข้อมลู ได้ ท่ัวโลก 4. เวบ็ อดุ มได้ด้วยทรพั ยากรเพื่อการสืบค้นออนไลน์ (Online Search/Resource) 5. ไมม่ ขี อ้ จากดั ด้านสถานที่ และเวลาของการสอนผ่านเวบ็ (Device, Distance and Time Independent) ผู้เรียนท่มี คี อมพวิ เตอร์ในระบบใดกไ็ ด้ซึ่งต่อเขา้ กับอนิ เทอรเ์ นต็ สามารถ เข้า เรียนจากทีใ่ ดกไ็ ด้ เวลาใดก็ได้ 6. เว็บอนุญาตให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุม (Learner Controlled) ผู้เรียนสามารถเรียนตาม ความพรอ้ มความถนดั และความสนใจของตน 7. เว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง (Self-Contained) ทาใหเ้ ราสามารถจัดกระบวนการเรียน การสอนท้ังหมดผา่ นเวบ็ ได้ 8. เวบ็ อนญุ าตให้มีการตดิ ต่อส่อื สารทง้ั แบบเวลาเดียวกัน (Synchronous Communication) เชน่ Chat และต่างเวลากัน (Asynchronous Communication) เชน่ Web board เปน็ ต้น
83 2. ประเภทของการเรียนการสอนผา่ นเว็บ มนตช์ ัย เทียนทอง (2548: 343-344) จาแนกประเภทบทเรยี นบนเวบ็ 4 รูปแบบ 1. Standalone Course การเรียนการสอนด้วยบทเรียนบนเว็บที่เนื้อหาบทเรียน และ ส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดถูกนาเสนอบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้เรียนเพียงแต่เชื่อมโยง เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบ โดยป้อนช่ือผู้ใช้และรหัสผ่านก็จะสามารถเข้าไปศึกษาบทเรียนได้ เริ่มต้ังแต่การลงทะเบียน การเลือกวิชาเรียน การศึกษาบทเรียน การวัดและประเมินผล และการออก เอกสารรับรองผลการเรียน ข้ันตอนทั้งหมดน้ีจะดาเนินการโดยระบบการจัดการผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องเดินทางมาศึกษาท่ีห้องเรียนจริง ก็สามารถศึกษาจนจบหลักสูตรได้ จึงเรียกการศึกษาแบบน้ีว่า Cyber Class หรือ Cyber Classroom และเนื่องจากการเรียนการสอน ลักษณะนี้เปรียบเสมือนเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ท่ีไม่มีกาแพงกั้น จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า No Wall School หรือ No Classroom ปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาท้ังในและต่างประเทศ มักจะจัดการเรียน การสอนรูปแบบนี้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนแบบปกติ เพ่ือเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา ใหก้ ับผู้เรยี นในชมุ ชนห่างไกล จึงจดั ว่าเปน็ รูปแบบหนง่ึ ของการศกึ ษาทางไกลดว้ ยเช่นกัน 2. Web Supported Course การใช้บทเรียนบนเว็บสนับสนุนหรือสอนเสริมการเรียน การสอนปกติ แบบเผชิญหน้าในชั้นเรียนระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพ่ือใช้เป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างหลากหลายข้ึนไม่เฉพาะทางด้านการนาเสนอเน้ือหาบทเรียนเท่านั้น แต่ยัง รวมถึงการทากิจกรรม การทากรณีศึกษา การแก้ปัญหา หรือการติดต่อสื่อสารซึ่งบทเรียนบนเวบ็ ทใี่ ช้ สนับสนุนการเรียนการสอนปกติตามรูปแบบน้ีกาลังมีบทบาทอย่างสูงต่อการศึกษาในปัจจุบัน อันเน่ืองมาจากความไม่พร้อมของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และการแพร่ขยายของระบบเครือข่าย อินเทอรเ์ น็ตทาให้การจดั การเรียนการสอนในลักษณะของ Standalone Course ไม่สามารถกระจาย ไปได้ทั่ว การใช้บทเรียนบนเว็บสนับสนุนการเรียนการสอนปกติจึงเป็นทางเลือกใหม่ในการจัด การศึกษาปจั จบุ ันซ่ึงมีประสิทธภิ าพมากกว่าการนั่งฟังคาบรรยายจากผู้สอนเฉพาะเพียงแต่ในช้ันเรียน เท่านั้น การเรียนการสอนในลักษณะน้ีจึงเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน โดยใช้ท้ังการเรียนการสอน ท่ีผู้สอนเป็นผู้นา (Instructor-led) และบทเรียนบนเว็บ จึงเรียกการเรียนการสอนในลักษณะน้ีว่า Blended Learning หรือ Hybrid Learning ซึ่งมีความหมายในลกั ษณะของการผสมผสาน 3. Collaborative Learning การเรียนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้บทเรียนบนเว็บ ซ่ึงผู้เรียนจากชุมชนต่าง ๆ ท้ังในและนอกประเทศต่อเช่ือมระบบเข้าสู่บทเรียนในเวลาเดียวพร้อมกัน หลาย ๆ คนและศึกษาบทเรียนเรื่องเดียวกัน สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการตอบคาถาม แกป้ ัญหา ทากจิ กรรมการเรียนการสอน และดาเนนิ การต่าง ๆ ในการรว่ มกนั สรา้ งสรรค์บทเรยี นทาให้ เกิดเป็นเครือข่ายองค์ความรู้ขนาดใหญ่ที่ท้าทายและชวนให้ผู้เรียนติดตามบทเรียนโดยไม่เกิด ความเบื่อหนา่ ย
84 4. Web Pedagogical Resources การนาแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่บนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตมาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ได้แก่ แหล่งเว็บไซต์ท่ีเก็บรวบรวม ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์ และเสียง รวมทั้งบทเรียนบนเว็บ ลักษณะของการใช้ สนับสนุนจึงสามารถใช้ได้ทั้งการใช้ประกอบการเรียนการสอนและการทากิจกรรมการเรียนการสอน ในรายวชิ าต่าง ๆ พารส์ นั (Parson,1997 อา้ งอิงจาก กิดานันท์ มลิทอง. 2543: 345) การเรยี นการสอนผ่าน เวบ็ สามารถแบง่ ออกได้ 3 รปู แบบ ได้แก่ 1 การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบรายวิชาเดียว (Stand-Alone Courses) เป็นรายวิชา ที่มีเคร่ืองมือและแหล่งท่ีเข้าไปถึงและเข้าหาได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมากท่ีสุด ถ้าไม่มี การส่ือสารก็สามารถท่ี จะไปผ่านระบบคอมพิวเตอร์สื่อสารได้ ( Computer Mediated Communication: CMC) ลักษณะของการเรียนการสอนผ่านเว็บแบบน้ีมีลักษณะเป็นแบบวิทยาเขต มนี กั ศกึ ษาจานวนมากทเี่ ขา้ มาใช้จริงแตจ่ ะมีการสง่ ข้อมลู จากรายวิชาทางไกล 2. การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses) เป็นรายวิชาท่ีมีลักษณะเป็นรูปธรรมท่ีมีการพบปะระหว่างครูกับนักเรียนและมีแหล่งให้มาก เช่น การกาหนดงานที่ให้ทาบนเว็บ การกาหนดให้อ่าน การสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือ การมเี วบ็ ที่สามารถชตี้ าแหนง่ ของแหลง่ บนพนื้ ทีข่ องเวบ็ โดยรวมกิจกรรมต่าง ๆ เอาไว้ 3. การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบศูนย์การศึกษา (Web Pedagogical Resources) เป็นชนิดของเว็บไซต์ที่มีวัตถุดิบ เคร่ืองมือ ซึ่งสามารถรวบรวมรายวิชาขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน หรือเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาซ่ึงผู้ท่ีเข้ามาใช้ก็จะมีส่ือให้บริการหลายรูปแบบ เชน่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลอ่ื นไหว และการสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล เป็นต้น สรุปได้ว่า ลักษณะและประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการบูรณาการ ความสามารถของสื่อท่ีมีความหลากหลาย อาทิ ตัวอักษร ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดิทัศน์ เข้าไว้ด้วยกันมีรูปแบบการเรียนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นแบบรายวิชาเดียว (Stand-Alone Courses) แบบสนับสนุนรายวิชา ( Web Supported Courses) หรือแบบศูนย์การศึกษา (Web Pedagogical Resources) โดยไม่มีข้อจากัดด้านเวลาเรียน สถานที่เรียน ทาให้ผู้เรียนมีอิสระ ในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลกและเป็นการเปิดโอกาสให้มีการปฏสิ ัมพนั ธ์ (Interactive) ระหว่างผู้เรียน กับผ้สู อน และผเู้ รยี นกับผเู้ รียน หรอื จะเป็นผู้เรยี นกบั เนอื้ หาบทเรยี น หลกั การออกแบบโครงสร้างเวบ็ นอกจากเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บจะมีความสาคัญแล้วการออกแบบ โครงสร้างเว็บสาหรับให้ผู้เรียนสามารถเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลได้อย่างง่าย และสะดวกน้ัน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187