Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รักแท้และคู่บารมีของพระพุทธเจ้า

รักแท้และคู่บารมีของพระพุทธเจ้า

Published by Thalanglibrary, 2020-12-20 03:13:46

Description: คนจำนวนมากฝันถึงรักแท้ คนจำนวนมากพูดถึงรักแท้ อ้างอิงว่าฉันมีรักแท้ แต่ถ้าให้คนเหล่านั้นมานิยามรักแท้ว่าคืออะไร คงไม่มีนิยามไหนเหมือนกันเลย
ลองมาดูนิยามรักแท้จากพระไตรปิฎกที่เขียนถึงตำนานรักที่ยาวนานที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงและรับรู้ได้ และศึกษาว่ารักแท้ของเราแต่ละคน กับรักแท้แบบพระพุทธเจ้าและคู่บารมีของท่านเหมือนหรือต่างกันตรงไหน อย่างไร เราอาจพบว่า ความรักมีค่ามากกว่าที่เราเคยคิดได้อีกหลายเท่า

เรียบเรียงและเขียน: ณัฎฐ์ณัณญา จิณณนันท์ธัมมา, พัฒน์ สดาวงศ์วิวัฒน์
อำนวยการผลิตและออกแบบ: กวิน ฉัตรานนท์
พิสูจน์อักษร: บุณฑริกา สุวรรณวิบูลย์,ดุจฤดี อภิวงศ์

Search

Read the Text Version

150 การด�ำเนินชีวติ ของทง้ั สองคนนีก้ ็จะตา่ งกนั การเลอื กคบเพื่อนของทั้งสอง คนนกี้ ็จะไมเ่ หมอื นกนั กิจกรรมทท่ี �ำร่วมกันไดก้ ต็ ่างกนั จงึ ยากทจี่ ะใช้ชีวติ ร่วมกนั หากมีศรัทธาไมเ่ สมอกัน หรือยิ่งไปกว่านน้ั คอื ดูถูกดแู คลนกันวา่ ท�ำอะไรไม่เป็นสาระ คนหนึ่งก็ว่าอีกคนวัตถุนิยม อีกคนก็ต�ำหนิว่าอีกคน ธรรมะธรรมโมหรือคร�่ำครึงมงาย น่ีเป็นปัญหาใหญ่ในการใช้ชีวิตร่วมกัน หรือในกรณีที่เห็นในทิศทางเดียวกัน แต่คนหน่ึงเชื่อน้อย อีกคนเชื่อมาก ก็ขดั แยง้ กันได้แล้ว ในขณะทีถ่ ้ามศี รัทธาเสมอกัน การท�ำอะไรในแนวทาง เดียวกัน จะน�ำให้เกิดความชื่นชมนับถือ ส่งเสริมในส่ิงที่อีกฝ่ายหนึ่งท�ำ ศรทั ธาทเ่ี สมอกนั จงึ เปน็ ปจั จยั ส�ำคญั ทที่ �ำใหม้ คี วามนบั ถอื ชน่ื ชมในกนั และ กัน เพื่อจะส่งเสริม สนับสนุนกันจากใจจริงอย่างสม่�ำเสมอในการใช้ชีวิต ร่วมกันให้ก้าวหน้าไปสู่ความเช่ือหรือเป้าหมายเดียวกันน้ัน และยิ่งไปกว่า นั้นคือ ความชื่นชมในกันและกัน จะเป็นความสุขหล่อเลี้ยงใจของทั้งสอง ฝ่ายในการท�ำสงิ่ ทต่ี ่างฝา่ ยตา่ งเห็นว่าเป็นสง่ิ ท่ดี ที ส่ี ดุ แล้วเพือ่ กันและกัน ศีล ถ้าสองคนมีศีลไม่เสมอกัน ก็จะเกิดการเบียดเบียนอีกฝ่าย หนึ่งหรอื เบียดเบยี นผ้อู ื่น นำ�ไปส่คู วามทุกขร์ ้อนในการอยู่รว่ มกัน หรือ ถา้ ไมเ่ บยี ดเบยี นกนั เอง การไปเบยี ดเบยี นผอู้ น่ื กจ็ ะน�ำ ความรสู้ กึ ขนุ่ มวั หรอื เศร้าหมองใหผ้ ู้ท่มี ศี ลี สงู กว่าได้ จนเปน็ เหตใุ ห้เกิดความไม่ชนื่ ชม ไมเ่ คารพ กนั และน�ำ ไปส่คู วามบาดหมาง ความรสู้ ึกแปลกแตกต่าง จาคะ คอื ความมนี ำ้� ใจ ความยนิ ดใี นการสละสว่ นของตนเพอ่ื เปน็ ทาน ถ้าทงั้ สองฝ่ายมจี าคะเสมอกนั กจ็ ะเกิดการแสดงน้�ำใจต่อกนั และตอ่ คนอนื่ ๆ รอบๆ ตวั การใหด้ ว้ ยความเขา้ ใจจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความสขุ และทง้ั สอง ฝ่ายก็จะมีความสุขที่ได้เก้ือกูลกันและกัน ให้ความสุขที่เห็นอย่างเดียวกัน ต่อกันและกัน ชักชวนกันไปให้ทาน ท�ำงานจิตอาสาตามสถานท่ีต่าง ๆ รว่ มกนั อนั เปน็ เหตใุ หเ้ มอ่ื ทงั้ สองฝา่ ยระลกึ ถงึ กนั ระลกึ ถงึ สง่ิ ทอ่ี กี ฝา่ ยหนงึ่ กระท�ำหรอื จะกระท�ำ ก็จะมีใจยินดี กลายเป็นมีความสขุ เม่ือนึกถงึ อีกฝา่ ย

151 หนึ่ง แท้จริงกเ็ กิดจากการกระท�ำดีเหล่านั้น ไม่ได้เกดิ จากเปลอื ก คอื รูป กายภายนอก ฐานะ ช่ือเสียง เกียรติยศ หากจาคะไม่เสมอกัน ฝ่ายหน่ึง ต้องการให้ อีกฝ่ายเห็นว่าให้เยอะไป ควรเก็บสะสมไว้ใช้เอง ก็จะน�ำไปสู่ ความขัดแย้งในการใช้ชวี ิต ไมย่ นิ ดีตอ่ กัน และสดุ ท้าย ปัญญา คอื ความรชู้ ัด รแู้ จง้ รู้ชนิดสน้ิ สงสัยในสิง่ ต่าง ๆ ปัญญาไม่ได้หมายถึงความรู้เฉพาะเจาะจงด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือ การรูจ้ กั ใช้เหตุผล การเช่อื มโยงในขอ้ มลู ที่ไดร้ ับมาเทา่ ๆ กนั ถา้ สองฝา่ ยมี ปัญญาเสมอกัน ก็จะทำ�ให้สนทนากันรู้เรื่อง พูดแล้วตามกันทัน ไม่ทำ�ให้ เบื่อ ทำ�ให้เกิดความนับถือในกันและกันในระดับปัญญาของอีกฝ่าย กา้ วหน้าไปพร้อมๆ กันได้ หากคู่ใดมีความสมเสมอกันทั้ง ๔ ข้อน้ีก็จะเกิดความยินดีในการ สนบั สนนุ กนั และกนั ในการใชช้ วี ติ รว่ มกนั มคี วามเคารพในกนั และกนั รสู้ กึ ดที นี่ กึ ถงึ ความเหมาะสมเหลา่ นจี้ ะเปน็ เหตสุ ง่ ใหเ้ กดิ ผลดี และเชอ่ื มโยงตอ่ เปน็ เหตสุ านสมั พนั ธใ์ หเ้ จรญิ เตบิ โตยงิ่ ๆ ขนึ้ ไดเ้ พราะมเี ปา้ หมาย ความชอบ เหมือน ๆ กนั จึงเกิดความสมัครสมาน เขา้ กันได้ ท�ำ ใหเ้ กดิ ภาวะคู่ หรือ ความรสู้ ึกรว่ มตามความหมายของค�ำ วา่ ค่รู ว่ มชีวติ อย่างแทจ้ ริง

152 วิบากรกั

153 ความรักของคนส่วนใหญ่มีไว้ให้ยึด มีไว้ให้ฝันหวาน แต่ความรัก เหล่าน้ีแหละท่ีเป็นเหตุแห่งทุกข์ ทำ�ให้เวียนตายเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความรกั เหลา่ นม้ี รี ากมาจากกเิ ลส คอื ราคะ และโมหะ คอื ความหลง ไม่รู้ธรรมชาติตามจริงของสรรพส่ิง เมื่อรักอย่างไม่รู้ ก็หาทางพ้นทุกข์ไม่ เจอด้วย ความรักไม่ใช่เป็นการพึ่งพาทางใจแบบขาดกันและกันไม่ได้ หรือ เป็นภาระต่อจิตใจตนเองหรือคนรัก แต่เป็นการอบรมใจให้ต่ืนรู้ เข้มแข็ง ยงิ่ ๆขนึ้ ความรกั ทแ่ี ทจ้ รงิ ตามอยา่ งพทุ ธทจ่ี ะไมน่ �ำ พาใหเ้ กดิ ทกุ ข์ เปน็ ความ รกั แบบทมี่ งุ่ พฒั นาจติ ใจ ปลดปลอ่ ยพนั ธนาการอปุ าทานความเหน็ ผดิ ความ ยดึ มนั่ ถอื มน่ั ในสญั ญา (ความจ�ำ ) ขา้ มภพชาตทิ อี่ าจแปรปรวนเปลย่ี นแปลง ไดเ้ สมอ หาใชค่ วามรกั ทเ่ี กดิ จากราคะ ความรกั อยา่ งพทุ ธะเปน็ รกั ทเ่ี กอ้ื กลู พฒั นาการเตบิ โตทางดา้ นจติ วญิ ญาณ โดยตวั ผรู้ กั เองกจ็ ะตอ้ งพฒั นาตนเอง เสมอ เนอื้ หาตอ่ ไปนเี้ ปน็ เรอ่ื งราวของครบู าอาจารยท์ ผ่ี จญกบั วบิ ากเรอ่ื ง ความรกั บอกเลา่ ใหเ้ หน็ ถงึ เรอ่ื งราวทคี่ รอบคลมุ ใหเ้ หน็ ในมมุ มองทกี่ วา้ งขน้ึ วา่ หากตั้งมุมมองความรกั ไว้ผดิ จะเกิดผลอย่างไร รักแท้แม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน เดินทางเดียวกัน แต่สองใจก็ยัง ต้องตา่ งเตบิ โต แมเ้ ดินขา้ งกนั รกั กนั แตเ่ ปน็ อิสระจากกนั จึงจะพาตนและ คนรกั พน้ จากวฏั ฏะ การหมุนวนแห่งภพทนี่ า่ สงสาร ตามความมงุ่ หวงั ท่จี ะ รกั อยา่ งเปน็ สขุ พ้นทุกข์ หาใชก่ ารผูกพันกันไปเรอื่ ยๆ

154 เร่อื งของ หลวงปู่ม่ัน ภูริทตั โต จากหนังสือ โครงการหนังสือ บรู พาจารย์ เล่มที่ ๖ โดย รศ.ดร. ปฐม – รศ. ภทั รา นคิ มานนท์ “คูบ่ ารมหี ลวงปู่ม่ัน” สิ่งท่ีเกี่ยวกบั ค่บู ารมขี องหลวงปู่ม่นั มาดั้งเดิม ทา่ นเลา่ วา่ แตก่ ่อน ท่ียังไม่ถึงธรรมข้ันนี้ คู่บารมีของท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิมาด้วยกัน แต่สมยั กอ่ นโนน้ ก็เคยมาเย่ียมท่านทางสมาธภิ าวนาเสมอ ทา่ นแสดงธรรม ใหฟ้ งั เลก็ นอ้ ยแลว้ สงั่ ใหก้ ลบั ไป นานๆมาครง้ั หนง่ึ แตม่ าในรปู แหง่ วญิ ญาณ มองรา่ งไม่ปรากฏเหมือนภพอน่ื ๆ เวลาท่านถามก็ตอบว่า เป็นห่วงท่านมาก ยงั มไิ ดต้ งั้ ใจไปเกิดในภพ ภมู ทิ เ่ี ปน็ หลกั เปน็ ฐานใดๆ ทง้ั สนิ้ ทง้ั กลวั ทา่ นจะหลงลมื ความสมั พนั ธแ์ ละ ความปรารถนาท่ีเคยพาปรารถนาเปน็ พระพทุ ธเจ้าองค์หน่งึ ในอนาคต จงึ ตอ้ งคอยฟังเรื่องราวอย่เู สมอด้วยความเปน็ หว่ งและเสียดาย ท่านก็ได้บอกว่า ได้ของดความปรารถนาน้ันไปแล้ว และได้ตั้งใจ ปฏบิ ัตติ นให้พ้นทุกข์ในชาติน้ี ไม่ขอเกดิ อกี ซ่งึ เท่ากบั เอาทกุ ข์ภยั ท่เี คยพบ เคยเหน็ มาชาตนิ ้ันๆ มาแบกหามต่อไปอีก แม้มไิ ดต้ อบให้ทา่ นทราบวา่ หายห่วงหรอื ยังหว่ งอยู่ในเร่ืองนน้ั แต่ กย็ งั เปน็ หว่ งคดิ ถงึ ทา่ นตลอดมา มไิ ดห้ ลงลมื จดื จาง แตน่ านๆ มาเยย่ี มทา่ น หนหนง่ึ ดังนี้ พอมาระยะน้ี องค์ท่านเองนึกเป็นห่วงและสงสารที่เคยรับความ ทกุ ขย์ ากล�ำ บากในภพชาตนิ น้ั ๆ มาดว้ ยกนั ตามทท่ี า่ นพจิ ารณารเู้ หน็ จงึ นกึ

155 วิตกอยากพบเพ่ือจะได้ปรับปรุงความเข้าใจ และเล่าอะไรท่ีจำ�เป็นให้ฟัง จะได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพันในความหลัง เพียงนึกวิตกเท่านั้น พอตกกลางคืนยามดึกสงัด คู่บารมีของท่านก็มาจริง ๆ และมาในรูปแห่ง วิญญาณตามเดิม ท่านเริ่มถามถึงภพชาติท่ีกำ�ลังเป็นอยู่ว่า ทำ�ไมมีแต่ดวงวิญญาณ ไม่มีร่างเหมือนภูมิอันเป็นทิพย์ทั่ว ๆ ไป เวลานี้เกิดเป็นอะไรจึงได้มาใน ลกั ษณะวญิ ญาณเชน่ นี้ ดวงวญิ ญาณตอบทา่ นวา่ นเี่ ปน็ ภพยอ่ ยอนั ละเอยี ด อกี ภพหนง่ึ ในบรรดาภพทงั้ หลาย ทม่ี ารออยใู่ นภพนกี้ เ็ พราะความเปน็ หว่ ง ดงั ท่ีเคยเรยี นแลว้ น่นั เอง ที่มาน้ีก็ทราบว่าทา่ นอยากใหม้ าถึงไดม้ า ไมก่ ลา้ มาบ่อยนัก เพราะเป็นความกระดากอายอยู่ภายในท้ัง ๆ ท่ีอยากมาบ่อย ที่สุด แม้มาแล้วจะไม่มีความเสียหายอะไรท้ังสองฝ่าย เพราะมิใช่วิสัยจะ ท�ำ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายไดก้ ต็ าม แมค้ วามรสู้ กึ อนั ดง้ั เดมิ ทเ่ี คยมตี อ่ กนั หาก ทำ�ให้เกิดความตะขิดตะขวงใจไม่กล้ามาไปเอง ทั้งท่านก็เคยบอกว่าไม่ให้ มาบอ่ ยนกั แมไ้ มเ่ สยี หายกอ็ าจเปน็ อารมณเ์ ครอื่ งท�ำ ใหเ้ นน่ิ ชา้ แกก่ ารปฏบิ ตั ิ ได้ เพราะใจเป็นส่งิ ละเอียดอาจรับเอาอารมณอ์ นั ละเอียดมาเป็นอุปสรรค แกก่ ารดำ�เนินของตนได้ กเ็ ช่อื วา่ อาจเปน็ ดงั ไดท้ ่บี อกจึงมไิ ด้มาบอ่ ยนกั คืนวันท่ีท่านตัดขาดจากภพจากชาติจากญาติมิตรสหายจากสาย บารมีผู้หวังพึ่งเป็นพึ่งตายอย่างไม่อาลัยเสียดายเลยนั้นก็ทราบ เพราะ เรื่องกระเทอื นไปทว่ั โลกธาตตุ ้องทราบกนั ทกุ แหง่ หน แตแ่ ทนท่ีจะชนื่ บาน หรรษาอนุโมทนาด้วยดังที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น กลับเกิดความน้อยเน้ือ ตำ่� ใจด้วยความวปิ รติ คดิ ไปต่าง ๆ วา่ ทา่ นไปแบบไม่เหลยี วแล แมค้ บู่ ารมี ที่เคยทุกข์เคยตะเกียกตะกายถวายความจงรักภักดีในภพน้อยภพใหญ่มา ด้วยกัน ก็ไมเ่ หลือบมอง ชาตวิ าสนาของตัวนี้แสนอาภพั ก็อยู่ไปตามกรรม มีแตล่ บู คล�ำทุกขไ์ มม่ วี ันปลอ่ ยวางอยา่ งน้แี ล ผพู้ น้ ไปแลว้ กไ็ กลทกุ ข์ แตผ่ ทู้ กี่ �ำ ลงั ตกอยใู่ นกองทกุ ขก์ อ็ ดทนไป คดิ

156 ไปมากเท่าไรก็เหมือนคนไม่มีปัญญา แต่อยากข้ึนไปชมเดือนดาวบนฟ้า สุดท้ายก็กลับมานั่งนอนกอดกับทุกข์ไปตามแบบของคนมีกรรมหนาหา ทางออกไม่ได้ ผู้อาภัพชาติวาสนาที่กำ�ลังดิ้นรนทนทกุ ข์บ่นหาความสุขอยู่ เวลานี้ กค็ อื ผ้กู �ำ ลังเสียใจรอ้ งไห้อยากขึ้นไปชมเดือนชมดาวบนฟา้ ซ่งึ แสน น่าทุเรศเอาหนกั หนา นา่ เวทนาเหลือประมาณ ผู้น้ีเองจะเป็นผู้อื่นท่ีไหนกัน ท่านเป็นผู้เสมือนเดือนดาวบนฟ้าส่ง แสงสวา่ งจ้าทั่วสารทศิ จะสถิตอยู่ที่ใดก็ไมอ่ บั เฉาเขลาในธรรม มีแตค่ วาม สวา่ งไสวไปทกุ สารทศิ ทกุ ทางโดยรอบ ขอบเขตจกั รวาล สนกุ อยดู่ ว้ ยความ ส�ำ ราญบานใจ หากบุญวาสนาของดวงวิญญาณข้าบาทบริจาริกายังพอมีอยู่บ้าง ไมข่ าดสญู พนู ทกุ ข์ กข็ อทา่ นไดโ้ ปรดเมตตาแผก่ ระแสธรรมไปบนั ดาลพรอ้ ม ทั้งดวงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ผ่องใส โปรดประทานพอได้พ้นจากโทษใน สงสาร บรรลุพระนิพพานตามไปในไม่ชา้ นเ้ี ถดิ จะไมอ่ ดรนทนทกุ ข์ทรมาน จติ ใจไปช้านาน ขอค�ำวงิ วอนสตั ยาธษิ ฐานนี้ จงมกี �ำลงั บนั ดาลใหเ้ ปน็ ไปดงั ใจหมาย ของข้าอย่าเนิน่ นาน ไดโ้ พธิสมภารอย่างใกล้ชิดเร็วพลันเถดิ นเี่ ป็นค�ำของ ดวงวิญญาณวิงวอนอธิษฐานหวังโพธิสมภาร หมายปองด้วยความละล�่ำ ละลกั ซึง่ เปน็ ค�ำที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนา ทา่ นตอบว่า เท่าทน่ี ึกวิตกอยากใหม้ า ก็มิได้มุ่งเจตนาให้เกิดความ เสียใจดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ซึ่งเป็นทางท่ีผิด สัตว์โลกที่มีอยู่ทั่วโลกธาตุซ่ึงมี ความหวงั ดีตอ่ กัน เขาไม่ได้น�ำ เรอ่ื งท�ำ นองนมี้ าคิดกนั ค�ำ ว่า เมตตา กรุณา มุทติ า อเุ บกขา ในพรหมวหิ าร กเ็ คยบำ�เพญ็ มาไม่ใช่หรอื ดวงวญิ ญาณตอบวา่ เคยบ�ำ เพญ็ มาชา้ นานจงึ อดคดิ ถงึ ความผกู พนั ที่เคยบำ�เพ็ญธรรมท้ังส่ีน้ีมาด้วยกันไม่ได้ เมื่อผู้หนึ่งเอาตัวรอดไปเสีย

157 เพียงคนเดียวเช่นนี้ ธรรมดาสัตว์ท่ีมีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกล้ันความ เสียใจไม่ได้ แล้วก็ได้รับความทุกข์เพราะความสลัดปัดท้ิงไม่เหลียวแลนั้น จนเวลานย้ี งั มองไมเ่ ห็นความสรา่ งซาแหง่ ความทกุ ขน์ ้นั ลงบา้ งเลย ท่านตอบวา่ การสร้างความดมี าทงั้ มวล ท้ังทส่ี รา้ งโดยลำ�พังทง้ั ตวั เอง ทัง้ ที่ผู้อ่ืนพาสร้างก็เพือ่ แกค้ วามกังวล ขนทกุ ข์ออกจากตวั มไิ ด้ สร้างเพ่ือความร้อนรนขนทุกข์เข้าใส่ตัว จนต้องได้รับความเดือดร้อน ว่นุ วายมิใช่หรือ ดวงวญิ ญาณตอบวา่ ใช่ แตว่ สิ ยั ของผู้มกี เิ ลส เมื่อไมส่ ามารถเลอื ก ทางเดินท่ีราบรื่นปลอดภัยได้ก็จำ�ต้องลูบคลำ�ไปตามประสา โดยไม่ทราบ ว่าท่ีท�ำ ไปนน้ั ถูกหรอื ผดิ จะพาใหต้ นเป็นสขุ หรอื เป็นทุกข์ ส่วนท่ีเปน็ ทุกข์ กร็ อู้ ยแู่ กใ่ จ แต่ไมท่ ราบจะหาทางออกดว้ ยวธิ ีใด ก็จ�ำ ต้องดน้ิ รนบ่นทกุ ขไ์ ป ทำ�นองดงั ท่เี หน็ อยู่เวลานี้ ท่านเล่าว่า วิญญาณทำ�ความเหนียวแน่นแม่นม่ัน ปรับทุกข์ปรับ รอ้ นกบั ทา่ นอยา่ งเอาจรงิ เอาจงั หาวา่ ทา่ นหลบหลกี ปลกี ตวั ไปเสยี คนเดยี ว ปราศจากความเมตตาสงสารกบั ผทู้ เี่ คยตะเกยี กตะกายเสอื กคลานผา่ นทกุ ข์ มาดว้ ยกนั ไมเ่ หลอื บมองเพอ่ื อนเุ คราะหส์ ง่ เสรมิ พอใหม้ ที างผา่ นพน้ ไปดว้ ย ได้ ตอนน้ีท่านพูดเป็นประโยคแทรกในระหว่าง จากน้ันก็อนุสนธิสืบ ต่อกับดวงวิญญาณต่อไป ท่านพูดปลอบโยนกับดวงวิญญาณว่า การรับ ประทาน แมจ้ ะรับอยรู่ ่วมวงในภาชนะ หรอื ในโต๊ะเดียวกนั กย็ ังมีผอู้ ่มิ กอ่ น ผอู้ ิม่ ท่ีหลงั จะใหอ้ ่มิ ในขณะเดยี วกนั ย่อมไม่ได้ การบำ�เพ็ญความดี ทั้งหลาย แม้จะบำ�เพ็ญมาด้วยกัน ดังพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพา ยโสธรา คู่บารมี ก็ยงั ปรากฏว่า พระองคท์ รงบรรลถุ งึ แดนพน้ ทกุ ขก์ อ่ น แล้วเสด็จกลับมาประทานพระโอวาท แก่พระนาง แล้วค่อยสำ�เร็จใน วาระตอ่ ไป

158 เร่ืองเช่นนี้ควรนำ�ไปอ่านไตร่ตรองยึดเป็นคติย่อมจะเกิดประโยชน์ มหาศาลแก่เราเอง ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหน่ึง ซึ่งกำ�ลัง พยายามคดิ หาหนทางชว่ ยเหลอื อยอู่ ยา่ งเต็มใจ และเสาะแสวงหาทางเพอ่ื ช่วยให้หลุดพ้นอย่างเต็มกำ�ลัง มิหนำ�ยังถูกหาว่ามีใจจืดจางวางปล่อยไม่ เหลียวแล ก็ย่ิงเพ่ิมความทุกข์ท้ังสองฝ่ายเข้าไปอีก ซ่ึงเป็นความคิดที่ไม่ เหมาะสมเลย ควรเปล่ียนความคิดเสียใหม่ ตามแบบพระชายาของ พระพุทธเจ้า ซ่ึงเป็นทางให้เกิดความสุขและเป็นแบบฉบับท่ีถูกต้องดีงาม แก่ผู้อ่ืนด้วย การวิตกอยากให้มาก็เพ่ืออนุเคราะห์ มิได้เพ่ือขับไล่ไสส่ง การสั่งสอนตลอดมาก็เพ่อื อนุเคราะห์ส่งเสรมิ ตามแบบฉบับแห่งธรรมแก่ผู้ ควรอนุเคราะห์ ค�ำ วา่ ปลอ่ ยปละละเลยไมเ่ หลยี วแลน้ี ยงั มองไมเ่ หน็ วา่ ไดท้ อดธรุ ะ ปลอ่ ยวางหา่ งเหนิ อย่างไร ความคิดและอุบายทแ่ี สดงออกทกุ ขณะจิตทีค่ ิด เพื่ออนุเคราะห์ เป็นจิตท่ีบริสุทธิ์ด้วยเมตตากรุณาจริง ๆ เพื่อผลท่ีผู้รับไป ปฏิบัตไิ ด้มากน้อยเพียงใด กร็ อคอยจะแสดงมุทติ าจติ ไปด้วยอยู่เสมอ หาก ไดผ้ ลเปน็ ทพ่ี งึ พอใจ ไม่มีข้องแวะท่ไี หนแลว้ ผู้ให้ความอนุเคราะหก์ เ็ บาใจ หายหว่ ง จิตกับอเุ บกขาธรรมก็เขา้ กนั ไดส้ นทิ การท่ีพาปรารถนาพุทธภูมิ ก็มุ่งจะพาข้ามโลกสงสาร การของด จากพทุ ธภมู ิ มาตั้งปรารถนาเปน็ สาวกภูมิอนั เป็นภมู ิของผ้สู ้ินกิเลสอาสวะ ก็เปน็ ความม่งุ หมาย เพอื่ จะพาสนิ้ กเิ ลสและกองทุกข์ทั้งมวลกา้ วเขา้ สูบ่ รม สุขคอื พระนพิ พาน อนั เปน็ จดุ อนั เดยี วกนั การพาบำ�เพ็ญกุศลในชาติต่าง ๆ ตลอดมา จนชาติปัจจุบันได้มา บวชบำ�เพ็ญในศาสนา มีสติปัญญาเพียงใด พอติดต่อข่าวสารถึงได้ ก็ พยายามเสมอมา จนได้มาพบเห็นกันในภพนี้และได้ให้โอวาทสั่งสอนเต็ม สติปัญญาตลอดมาจนถึงปัจจุบันบัดน้ี ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วย ความเมตตาสงสารสดุ ทจี่ ะประมาณอยแู่ ลว้ ไมม่ ขี ณะจติ ใดทจ่ี ะทอดอาลยั

159 หมายหลกี ปลกี ตวั ใหพ้ น้ ไปแตผ่ เู้ ดยี ว แตเ่ ปน็ จติ ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยความเปน็ หว่ ง สงสาร หวังจะฉุด จะลาก จะพรากออกจากกองทุกข์ ภพชาติในสงสาร ให้ ถงึ พระนพิ พานเพยี งอยา่ งเดียวเท่านน้ั ความคิดวิปริตไปในทางน้อยเน้ือต่�ำใจท่ีส�ำคัญว่า ทอดท้ิง ปล่อย วางไม่เหลียวแลนี้ เป็นความคิดที่ไมเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไรทงั้ สองฝา่ ย จึงควร ระงบั ดับมนั เสยี อยา่ ให้มเี กิดขึ้นมา เหยยี บย�่ำท�ำลายจิตใจอีกต่อไป ผลคอื ความทุกข์จะตามมาอีก ไม่มีเวลาจบส้ินลงได้ตลอดกาล และผิดกับความ มุ่งหมายของผู้หวงั อนเุ คราะห์ด้วยใจเมตตาสงสารตลอดมา ค�ำ วา่ หลดุ พน้ ไปไมอ่ าลยั อาวรณน์ น้ั หลดุ พน้ ไปไหน? และไมอ่ าลยั ผใู้ ด? เพราะขณะนกี้ �ำ ลงั ชว่ ยฉดุ ชว่ ยลาก ชว่ ยถาก ชว่ ยถาง ชว่ ยอนเุ คราะห์ กนั อยอู่ ยา่ งเตม็ ก�ำ ลงั แมก้ ารอบรมทงั้ มวล กล็ ว้ นออกจากความอาลยั สงสาร โดยถา่ ยเดียวมใิ ชห่ รือ? จะหาความอาลยั สงสารจากทไี่ หนใหย้ งิ่ กวา่ ทก่ี �ำลงั ใหแ้ ละก�ำลงั ได้ รบั อยใู่ นเวลาน้ี การอบรมบม่ นสิ ยั เพอ่ื การเชดิ ชสู ง่ เสรมิ ตลอดมา กไ็ ดถ้ อด ออกมาจากดวงใจที่เปี่ยมด้วยความสงสารยิ่งกว่าน้�ำในทะเลมหาสมุทร และได้ทุ่มเทลงอย่างไม่อัดไม่อ้ันไม่คิดเป็นคิดตาย และคิดจะหมดหรือ ยังเหลืออยู่ ในบรรดาธรรมท่ีมีอยู่ภายในใจ ขอได้เข้าใจตามเจตนาที่หวัง อนเุ คราะหเ์ สมอมา และรบั ไปเปน็ สริ มิ งคลแกต่ น ตามธรรมทอ่ี บรมสง่ั สอน มานี้ ผลคือ ความสุขใจ จะเปน็ ท่ยี อมรับอยกู่ บั ผทู้ ี่เชื่อถอื และปฏิบตั ติ าม นับแต่ออกบวชมา ปฏบิ ตั ธิ รรมแทบเป็นแทบตาย แม้แต่จติ หนึง่ ท่ี คดิ ขน้ึ เพอ่ื เปน็ คนใจด�ำ ขนุ่ ยงั ไมป่ รากฏวา่ มเี ลย การวติ กคดิ ถงึ อยากใหม้ า หากม็ ไิ ดห้ วงั เพอ่ื จะตม้ ตนุ๋ หลอกลวงใหล้ ม่ จมเสยี หาย แตห่ วงั จะอนเุ คราะห์ อย่างสมใจทเี่ มตตาสงสารอย่างเดียวเท่านัน้ ถ้ายงั เป็นท่ีเชอื่ ถอื ไมไ่ ดอ้ ยแู่ ลว้ ก็ยากท่ีจะไปแสวงหาความเช่ือถอื ท่ีไว้วางใจได้ จากผู้ท่ีเห็นว่าดีเย่ียมและซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่าน้ี ท่ีว่าทราบ

160 เรอ่ื งสะเทอื นโลกธาตใุ นคนื วนั นน้ั นนั้ เปน็ การทราบความสะเทอื นแหง่ ธรรม ประเภทหลอกลวงตม้ ตนุ๋ ใหโ้ ลกลม่ จมปรากฏขน้ึ มาหรอื ไร? จงึ ไมแ่ นใ่ จและ ปลงใจ ท่จี ะยอมเช่ือถอื ตามค�ำ อบรมสัง่ สอนท่ีต้งั ใจอนุเคราะห์ด้วยความ เมตตา ถา้ เขา้ ใจธรรมเปน็ ธรรมแลว้ ความสะเทอื นโลกธาตนุ นั้ กค็ วรน�ำ มา คดิ เพื่อปลงจติ ปลงใจเชื่อถือ และเย็นใจวา่ เรายงั มวี าสนาบารมอี ยูบ่ ้าง แม้ มาอุบัติในภพชาติท่ีลึกลับควรจะสุดวิสัยแล้วแต่ยังได้รับฟังส่ิงดีชั่วของตัว จากธรรมทม่ี ผี เู้ มตตาแสดงใหฟ้ งั ไดไ้ มเ่ สยี กาลไปเปลา่ นบั วา่ เปน็ โชควาสนา ของเราท่ีเคยส่ังสอนอบรมมา และควรภาคภูมิใจในวาสนาของตวั ทม่ี ีผมู้ า ฉุดมาลาก มาช่วยพรากจากความมืดมนอนธการ พอได้รู้ความผิดพลาด ของตวั เองบา้ ง ไมม่ ดื บอดจอดจมถา่ ยเดยี ว หากคดิ ไดอ้ ยา่ งนก้ี น็ า่ อนโุ มทนา สาธุการและพลอยเบาใจหายห่วงไปด้วย ไม่เป็นความคิดที่ให้ทุกข์ผูกมัด รัดตัว จนพากันหาทางออกมิได้ เพราะธรรมกลายเป็นโลก ความห่วงใย สงสารกลายเป็นศัตรูคูก่ ่อเวร ขณะท่ีฟังท่านส่ังสอนด้วยเมตตาสงสาร เหมือนสายน้�ำทิพย์ใน ล�ำธาร ประพรมโสรจสรงดว้ ยทงั้ เหตแุ ละผลระคนเคลา้ กนั ไปไมห่ ยดุ หยอ่ น บาทบริจาริกาคู่บารมีกลับได้สติ กลายเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ยอมรับธรรม ดว้ ยความซาบซงึ้ ใจเพลดิ เพลนิ จนลมื เวลำ�่ เวลา พอจบเทศนาวนิ ิจฉัยปัญหา กย็ อมตนเปน็ ผู้ผดิ ว่ามาท�ำใหท้ ่านได้ รบั ความล�ำบากล�ำบน เพราะความมดื มนดว้ ยความอาลยั รัก โดยเขา้ ใจวา่ ท่านปล่อยวางไปกับดินหญ้า ไม่เมตตาเอื้อเฟื้ออาลัย จึงเกิดความเสียอก เสยี ใจ จนไมม่ ที ปี่ ลงทว่ี า่ ง นกึ วา่ ตนไรญ้ าตขิ าดมติ รปลดิ ชวี ติ ชวี าไมม่ ที พี่ งึ่ พา อาศัย มาบัดนี้ ได้รับความสว่างจากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ่�ำเป็นสุข ทกุ ขท์ เ่ี คยแบกหามมา กป็ ลงวางลงได้ เพราะธรรมเหมอื นนำ้� อมฤตรดโสรจ สรงชะลา้ งใหเ้ กดิ ความสว่างไสวขึ้นมา

161 โทษท่ีได้ล่วงเกินพระคุณท่านด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอได้ โปรดประทานโทษนนั้ แกข่ า้ บาท ดวงวญิ ญาณจะไดต้ ง้ั หนา้ สำ�รวมระวงั ตอ่ ไปตลอดอวสาน ไม่หลงลมื ผดิ พลาดขลาดเขลาอีกต่อไป จากนน้ั ทา่ นกอ็ ธบิ ายแนะน�ำ เกยี่ วกบั ภพก�ำ เนดิ วา่ ขอใหไ้ ปเกดิ ใน ภพที่เป็นหลักฐานอันสมควรแก่ภาวะของตน ไม่ควรมากังวลวกเวียน เกี่ยวข้องกับความเปน็ ห่วงใยดงั ทีเ่ คยเป็นมาอีกต่อไป ดวงวญิ ญาณยนิ ดรี บั ค�ำ ทา่ นดว้ ยความเคารพนอบนอ้ ม กอ่ นจะจาก ไปขอพรว่า เม่ือได้เกิดในภพทเ่ี หมาะสมแล้ว ขอใหไ้ ดม้ ารบั ฟังโอวาทตาม ปรารถนาดังท่ีเคยทำ�มา ขอได้โปรดประทานพรตามใจหวังเถิด เมื่อท่าน อนญุ าตแล้วกห็ ายไปในขณะน้ัน พอดวงวิญญาณจากไปแล้ว จิตถอนข้ึนมาราวตี ๕ จวนสวา่ ง คนื นั้นท่านมิได้พักผ่อนร่างกายเลย เพราะเร่ิมนั่งสมาธิภาวนา แต่ขณะออก จากทางจงกรมราว ๒๐ น. ตอนดกึ กร็ ับแขกดวงวญิ ญาณเสียหลายช่วั โมง ท่านเล่าว่า ต่อมาไม่นานนัก ดวงวิญญาณก็มาเย่ียมฟังเทศน์ ทา่ นอีก คราวนม้ี าในรา่ งแห่งเทวดาผูม้ ีรปู สวยงามมาก แต่มไิ ด้ตกแต่งด้วย เครอื่ งประดบั ตา่ งๆ ตามปกตขิ องพวกเทวดาทที่ �ำ กนั เพราะมาหาพระองค์ สำ�คญั ซ่ึงเทวดาถอื เปน็ ความเคารพมากโดยทวั่ ไป พอเทวดามาถึงก็เล่าถวายท่านว่า พอได้รับคำ�ช้ีแจงจากท่านให้ หายสงสัย ไร้ทุกข์ ท่ีเคยทรมานใจมาแล้ว ก็ไปอุบัติเป็นเทวดาในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์พิภพ ซึ่งมีความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบำ�รุง บำ�เรอต่าง ๆ ท่ีล้วนแต่สำ�เร็จไปด้วยจากการบำ�เพ็ญเมื่ออยู่กับท่านในเมืองมนุษย์ ท้ังนัน้ แม้จะมีความสุขสบายตามวิบากกรรมอำ�นวยก็ตาม แต่อดระลึก มิได้ว่า วิบากสมบัติที่ปรากฏให้ได้รับเสวยนั้น ล้วนเป็นสาเหตุไปจาก

162 พระคุณท่านเปน็ ผพู้ าริเริ่มบ�ำ เพญ็ แต่ต้นมา เพยี งลำ�พงั ผู้เดยี ว ไมม่ ีปญั ญา สามารถคดิ อา่ นบ�ำ เพญ็ ใหส้ �ำ เรจ็ เปน็ สมบตั ทิ พี่ งึ พอใจอยา่ งมหาศาลเชน่ นนั้ ได้ เวลามีวาสนาได้ไปเกิดในกองมหาสมบัติอันเป็นทิพย์และมีความสุข สบาย หายโกรธแค้นนอ้ ยใจแลว้ จงึ ไดร้ ะลึกถงึ พระคณุ ของทา่ นที่มีแกต่ น อย่างมากมายเหลอื ทีป่ ระมาณได้ ฉะนน้ั การเลอื กเฟน้ ในทกุ สงิ่ ไมว่ า่ จะการงาน อาหารและสง่ิ ของ นานาชนิด ตลอดจนมิตรสหายเพ่ือนหญิงเพ่ือนชายท่ีควรก่อน เป็น สิ่งจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีผู้ต้องการครองตัวด้วยความราบร่ืนจะพึงถือเป็น กิจจ�ำเป็น เฉพาะอย่างย่ิงที่ผู้ต้องการเลือกคู่ครอง เพื่อหวังพึ่งเป็นพ่ึง ตายจรงิ ๆ ควรถอื เปน็ กรณพี ิเศษยิ่งกว่าสิง่ อนื่ ใด เพราะคู่ครองน้ันเป็น เหมือนกับใช้ลมหายใจและความเป็นอยู่ทุกด้านร่วมอันเดียวกัน ความ สุข ทกุ ข์ นอ้ ย มาก ย่อมเปน็ สิง่ กระเทือนถึงกนั ทุกระยะ ผูท้ ่ีได้คู่ครอง ท่ีดี แม้ตัวจะต่�ำบ้างทางฐานะความรู้ ความฉลาด การประพฤติ จริต นิสัย แตก่ ย็ งั ดกี วา่ ผ้ทู ค่ี อยฉดุ คอยลาก คอยให้คตเิ ตือนใจเสมอ และพาประพฤติ ดำ�เนินในกิจการต่าง ๆ ทั้งทางโลก อันเป็นเครื่องส่งเสริมครอบครัวให้ มน่ั คงและสงบสขุ และทางธรรม ซึ่งเปน็ ความดงี ามแกจ่ ิตใจ ตลอดการ งานอยา่ งอนื่ ทพี่ ลอยมสี ว่ นดงี าม ไปดว้ ย ไมม่ ดื มดิ ปดิ ตากำ�ดำ�กำ�ขาวไป โดยถา่ ยเดียว โดยหาความแนน่ อนและรับรองผลไม่ได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันก็เท่ากับช่วยกันสร้างวิมานหลังใหญ่ ในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันไปตลอดอวสาน ไม่มีการทะเลาะ ววิ าทถกเถยี ง ครวั เรอื นยอ่ มเปน็ สขุ ไมม่ เี รอ่ื งขนุ่ ขอ้ งหมองใจมารบกวน เพราะตา่ งฝ่ายตา่ งสรา้ งสรรค์ ตา่ งฝา่ ยต่างสำ�รวมระวัง ต่างฝ่ายต่างตัง้ อยู่ในเหตุผลหลกั ธรรม ไม่ทำ�ตามใจชอบทผ่ี ดิ จากหลักศีลธรรม อันเป็น หลักรับรองความร่มเย็นผาสุกต่อกัน

163 คคู่ รองของแตล่ ะฝา่ ย จงึ เปน็ ผชู้ ว่ ยกนั สรา้ งกรรมดี ชวั่ สขุ ทกุ ข์ บุญ บาป นรก สวรรค์ เกี่ยวเนื่องกันแต่เริ่มต้นชีวิตร่วมกันเป็นต้นไป เหมอื นลูกโซ่ ทง้ั ปจั จบุ ันชาตนิ ้ตี ลอดจนอนาคตของภพชาติตอ่ ไป ดงั ขา้ บาทไดเ้ หน็ ประจกั ษก์ บั ตวั เอง (ค�ำ วา่ ขา้ บาท เปน็ ค�ำ แทนชอ่ื ท่ีถนัดของเทวดา เรียกตัวเองกับท่านพระอาจารย์ม่ัน) ท่ีได้มีบุญติดสอย ห้อยตามบาทไปในภพชาติต่าง ๆ ดว้ ยการน�ำ ของพระคุณทา่ นพาสรา้ งแต่ ความดมี าประจ�ำ นสิ ยั ไมพ่ าสรา้ งบาปกรรมท�ำ ชว่ั มวั หมองเลย จงึ พลอยได้ เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพาให้แคล้วคลาดจากภัย เวรท้งั หลายตลอดมา นึกถงึ พระคุณแล้วท�ำ ใหใ้ นจิตใจสุดท่ีจะเรียนไดถ้ กู คราวนี้ข้าบาทได้เห็นโทษของตัวท่ีเคยผิดพลาดล่วงเกินพระคุณ ทา่ นมาในอดตี ท้งั ชาติแห่งวิญญาณและอดีตกาลทีผ่ า่ นมานาน ขอท่านได้ โปรดเมตตาอโหสิกรรมแก่เทวดาตามความปรารถนาและได้แสดงธรรม อบรมส่งเสริมบารมีให้เป็นที่ร่ืนเริงจนสมควรแก่กาลแล้ว เทวดานมัสการ ลา กระท�ำ ทกั ษณิ สามรอบ หลกี ออกหา่ งจากทา่ นพอประมาณ แลว้ เหาะ ลอยขน้ึ สอู่ ากาศด้วยความโสมนัสศรัทธาเปน็ ลน้ พน้ ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วยความน้อยใจกับท่าน รู้สึกว่า พิสดารเหลือจะพรรณนา ผู้เขียนไม่สามารถนำ�มาลงได้ทุกประโยค จึงขออภัยท่านไว้ด้วย เท่าท่ีจำ�ได้และนำ�มาลงนี้ก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ถ้า จะผ่านไปก็รู้สึกจะขาดเน้ือเรื่องท่ีน่าคิดไป ดังท่ีเรียนไว้แล้วตอนก่อนที่จะ เขียนเรื่องนี้

164 เร่ืองของหลวงปู่หลยุ จนั ทสาโร จากหนงั สือ โครงการหนังสอื บูรพาจารย์ เล่มที่ ๘ โดย รศ.ดร. ปฐม – รศ. ภัทรา นคิ มานนท์ “เหตุทไี่ มพ่ น้ ทกุ ข”์ สมยั ทอี่ ยวู่ ดั ปา่ บา้ นหนองผอื นน้ั ทา่ นนกึ ขน้ึ มาแลว้ กแ็ สนจะใหน้ กึ อายใจ ท่ีกล้าดี ม้างท่านพระอาจารย์มั่น ไปดูจิตของท่านจนเห็นแสงจิต ท่านเป็นสีทองสว่างไสว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านรู้ ท่านจึงกำ�ราบเสีย ยกใหญ่ ดเู ปน็ การที่สนกุ สนานทจี่ ะได้มา้ งกาย ไดร้ ้จู ิตคนอื่น แต่น่นั ก็เป็น เพียงด้านสมถะ ครูบาอาจารย์สอนให้เอาไตรลักษณ์เข้าฟอกก็รู้อยู่ มันก็ เปน็ หลกั กฎเกณฑอ์ ยู่ แตจ่ ะบอกวา่ เปน็ อนจิ จงั เป็น ทกุ ขงั เป็น อนัตตา ปากมันวา่ เป็น อนจิ จงั ทกุ ขฺ งั อนัตตา แตใ่ จมันยังไม่ยอมรับ เหมอื นกับมี อะไรทม่ี าปกคลุมกนั้ กลางอยู่ หลวงปเู่ ลา่ วา่ เมอ่ื ทา่ นมองดหู มเู่ พอื่ น ใครๆ ทรี่ นุ่ ราวคราวเดยี วกนั อย่างเชน่ หลวงปขู่ าว ซ่งึ เปน็ สหธรรมิก ได้บวชในเวลาเดียวกนั เปน็ คู่นาค ซา้ ยขวาดว้ ยกนั กด็ ทู า่ นจะผา่ นไปสคู่ วามสงบถงึ ทส่ี ดุ จติ นานแลว้ กอ่ นหนา้ เราหลายปี ตัวเรานน้ั เป็นอย่างไรถึงทำ�ไมไ่ ด้ เพื่อนเราซงึ่ บวชพรอ้ มกนั กับ เรา ทำ�ไมทา่ นท�ำ ได้ เราเปน็ อยา่ งไร ไม่ไดก้ ินขา้ วเหมือนกบั เขาหรอื เลอื ด ของเราไมม่ สี แี ดงเหมอื นกนั หรอื ทา่ นไมม่ หี วิ ไมม่ กี ระหาย ไมห่ นาว ไมร่ อ้ น ไม่เจ็บ ไมไ่ ข้ ดกี วา่ เรากระน้นั หรอื กต็ ่างคนก็ตา่ งเหมอื นกนั ท�ำ ไมทา่ นจงึ ทำ�ได้ ทำ�ไมเราจงึ ท�ำ ไมไ่ ด้ เถอะน่า หลวงปู่ได้พยายามคิดถึงเรื่องนี้ ระหว่างท�ำความเพียร ท่านบอก

165 ว่า บางครั้งท่านรู้สึกว้าเหว่และอาจจะน้อยเน้ือต่�ำใจ ซ่ึงก็รู้ว่าเป็นความ คิดที่ไม่ถูก แต่มันก็พยายามสร้างข้ึน เพื่อให้เกิดความอุตสาหะวิริยะท่ี จะท�ำความเพียร แต่ท่านก็ทราบดีว่าการท�ำความเพียรนั้น ท่านก็ไม่ได้ ย่อหย่อนน้อยหน้ากว่าใคร แต่มันอาจจะเป็นได้ไหมว่า ปัญญายังไม่ได้ เกิดขึ้น ปัญญาซึ่งเป็นประดุจเส้นผมบังภูเขา ซ่ึงเราเองนึกไม่ออก แต่คน อ่ืนจะนกึ ออก หวนนกึ ถงึ ค�ำ ทที่ า่ นอาจารยม์ นั่ ทา่ นไดเ้ คยพดู วา่ ทอ่ นซงุ นน้ั มนั ไม่ เขา้ ตาใครหรอก เสน้ ผมเลก็ ๆ นนั้ ตา่ งหากเลา่ ทจี่ ะเขา้ ไปในดวงตา กำ�บงั ตาไม่ใหเ้ ห็นประการใด คืนวันน้ัน หลังจากท่ีจงกรมแล้วระยะหน่ึง ก็ได้มาพูดคุยกันกับ หลวงปู่ขาว แสดงธรรมสากัจฉาซ่งึ กนั และกัน หลวงป่เู ลา่ ว่า หลวงปู่ขาวก็ คงจะเขา้ ใจความคิดของท่าน แต่ค�ำ นอ้ ยมิได้พดู ให้เป็นท่ีกระเทอื นใจ ทา่ น คงเขา้ ใจดวี ่า ระยะน้ันเพือ่ นสหธรรมิกของท่านกำ�ลังกระสับกระส่าย ทจี่ ติ ไม่เป็นไปตามท่ีต้องการ แต่ท่านจะพูดอะไรตรง ๆ ก็ลำ�บาก ท่านก็ได้แต่ เปรยขนึ้ หลวงปู่ขาวท่านทำ�ทีเป็นเล่าถึงเรื่องสมัยท่ีท่านยังอยู่เชียงใหม่ กับทา่ นพระอาจารย์มัน่ ขณะที่นั่งภาวนาอยู่ขา้ งล่าง ท่านก็ไมส่ บายใจ นึก บ่นว่า ทำ�อย่างไร ๆ ทำ�ไมจิตมันจึงแข็งอยู่อย่างนั้น ทำ�สมาธิก็ไม่ลง ทำ� อยา่ งไร ๆ ก็ไม่ลง ทำ�อยา่ งไร ๆ มนั กไ็ ม่สงบ ท่านรำ�คาญเต็มที จึงโกรธว่า ตัวเองขนึ้ มาว่า “ท่ีน่ันมันผีนรกว่ิงขึ้นมาจากอเวจีนี่นา จิตมันถึงได้แข็งกระด้าง อยา่ งน้ี ไฟเผามนั อยา่ งน้ี นา่ จะกลบั ให้มนั ลงไปอเวจอี ีก อย่าให้มนั ข้นึ มา ให้อเวจมี ันเผา” ทา่ นดา่ มนั เสรจ็ แลว้ กล็ งนอน พอตนื่ เชา้ หลวงปขู่ าวกข็ นึ้ ไปจดั การ

166 ถา่ ยกระโถนของทา่ นอาจารยม์ น่ั ปฏบิ ตั ทิ า่ นอาจารยข์ องทา่ น ทา่ นอาจารย์ ก็ลุกขน้ึ มาวา่ “เอ๊ะ! ท่านขาว ท่านทำ�ไมทำ�อย่างนี้ ท่านก็เป็นผู้ประเสริฐเป็น มนษุ ย์ ประเสรฐิ อยแู่ ลว้ มาดา่ ตวั เองเฮด็ หยงั (ทำ�ไม) ใหล้ งนรกอเวจอี ยา่ งไร ไมถ่ กู น่ี ท่านมาประจานตน วา่ ตนอยา่ งนไ้ี มไ่ ด้ ท่านกท็ �ำ ความเพียรอยา่ ง ดแี ลว้ จะไปว่ามันทำ�ไม ถ้าว่าหนักๆ เข้า ท่านอาจฆ่าตวั ตายได้นะ และถ้า เผลอไปฆา่ ตวั ตายเขา้ แลว้ ชาตนิ ี้ ตอ่ ไปนบั ชาตไิ มไ่ ดน้ ะ ทจ่ี ะตอ้ งวกวนกลบั ไปฆ่าตัวตายอีก ฆ่าตัวตายนี่ ถ้าท่านเร่ิมข้ึนชาติหนึ่งแล้ว ก็จะต้องต่ออีก ๕๐๐ ชาติ แล้วกไ็ ปเที่ยวเอาภพเอาชาติผูกเวรผูกกรรมกัน ฆ่าตวั ตายอยู่ อย่างนน้ั อย่าไปทำ�อีกนะท่าน ไม่ถกู ตวั เองบริสุทธอ์ิ ยู่ ทำ�ไมถงึ ไปท�ำ ตน ไปดา่ ตนอยา่ งนี้” หลวงปู่ขาวบอกว่า ใครไปนึกอย่างไร ทำ�อย่างไร อยู่ท่ีไหน ท่าน พระอาจารย์มั่นท่านรหู้ มด ท่านกอ็ ยูก่ ุฏขิ องทา่ นอยทู่ งั้ นัน้ แหละ แตท่ ำ�ไม ท่านรจู้ ิตคนอื่นกไ็ ม่ทราบ ถงึ ถูกท่านพระอาจารยม์ ั่นดุแลว้ แต่หลวงปขู่ าว ท้ังๆ กลวั มันก็ยงั นกึ โกรธตัวเองอย่นู ั่นแหละ ขึ้นไปอยู่ดอยมเู ซอกบั พวกมูเซอ เสือก็มตี ัวใหญ่ๆ ลายพาดกลอน เดนิ อยกู่ ลางคนื กน็ กึ บอก “เจา้ นมี่ นั เลวจรงิ ๆ มนั เปน็ หยงั มนั หยาบแท้ มนั แข็งแท้ ให้เสอื มาคาบมงึ ไปกินซะ” หลวงปู่ขาวท่านเล่า สมัยนั้นท่านเป็นคนโทสจริต ท่านโกรธง่าย โกรธน่ี สมัยที่ท่านมีลูกเล็ก ลกู รอ้ งไห้ ทา่ นจับขาแขวนห้อยลงมาแลว้ ตกี ้น ทงั้ ตีทง้ั ด่า มอี ะไรนิดหนอ่ ยก็โกรธ ไมน่ า่ เชอ่ื เลยเมอื่ ไดย้ ินอย่างน้ี เพราะวา่ ภาพหลวงปู่ขาวที่พวกเราเห็นระยะหลัง ท่านงามพร้อม ยิ้มของท่านเป็น ยิม้ ท่ีเปดิ โลก สวา่ งเข้าไปในหัวใจ ยมิ้ ทท่ี �ำ ให้ทกุ คนไดเ้ หน็ แลว้ กช็ ่ืนใจ เต็ม ไปด้วยความเมตตากรุณาอย่างท่ีสุด แต่ท่านบอกว่าเดิมนั้นท่านเป็นคน โทสจรติ

167 น่แี หละ สิ่งทห่ี ลวงปหู่ ลุยเล่าให้ฟังถงึ เร่ืองเก่า ๆ หลวงปู่ขาวกเ็ ล่า ใหท้ ่านฟังวา่ ดา่ ตวั เอง นึกวา่ ตวั เอง โกรธท่จี ิตไมล่ ง ให้เสอื มาเอาไปกนิ ซะ นึกว่าฆ่ามันได้แล้ว จิตมันจะได้กล้า มันจะได้เกรง อ่อนน้อมยอมต่อเรา ทา่ นดา่ ไปจบแลว้ กไ็ ปเดนิ จงกรม นงั่ สมาธิ นง่ั อยา่ งไรๆ จติ มนั กไ็ มล่ ง ทา่ น ก็เลยนอน คืนน้ันท่านบอกว่าพอหลับไปปรากฏมีนิมิตเห็นมารดามานั่งอยู่ ขา้ งๆ เหน็ พวกมเู ซอมาจากไร่ หอบผกั ใสต่ ะกรา้ แบกขนึ้ หลงั มา โยมมารดา ทา่ นบน่ ขึน้ ว่า “ขาว..ขาว นี่ ทำ�อยา่ งไรถึงเปน็ หนอ” พวกมูเซอก็พูดว่า “ไม่ยาก ๆ เอาของอ่อนให้กินเด้อ อย่าไปกิน ของแข็ง ถา้ กินของแขง็ ไมเ่ ปน็ กินของอ่อนล่ะเปน็ ” แม่ทา่ นกเ็ ลยบอกว่า “ไมเ่ ข้าใจ เป็นอย่างไร ของอ่อน ของแข็ง” แม่ทา่ นก็เอิน้ (เรียก) ถามข้ึนวา่ “ของออ่ นมอี ะไร” “ของออ่ นกอ็ ยา่ งสาหร่ายไงล่ะ” แม่ท่านกบ็ อกว่า “ขาว..ขาว กนิ ของออ่ นเดอ้ ” ทา่ นตนื่ ขนึ้ จากนมิ ติ ความฝนั ไปนงั่ สมาธิ เรมิ่ ตน้ พจิ ารณา พจิ ารณา ของแขง็ ก่อน “อะไรหนอทม่ี เู ซอวา่ เปน็ ของแขง็ เรามอี ะไรทเ่ี ขาวา่ เรากนิ ของแขง็ ” พจิ ารณาไปๆ มาๆ จติ ผู้รกู้ ็ตอบข้ึนว่า “ที่วา่ ของแข็ง คอื ความ โกรธ ความมักโกรธ นั่นแหละ ของแข็งล่ะ” “แล้วอ่อนล่ะ ที่บอกว่าให้เอาของออ่ นมากนิ อะไรคอื ของอ่อน” พิจารณาไปๆ มาๆ ก็รู้ขน้ึ ว่า “ของออ่ นกต็ อ้ งเอาเมตตา” เมื่อทา่ นได้ข้อคิดอนั นน้ั ตอ่ นัน้ มา ทา่ นกแ็ ผ่เมตตาทวั่ สารทิศ แผ่ เมตตาใหส้ ตั วท์ ง้ั หลาย แผเ่ มตตาไปถงึ ญาตพิ น่ี อ้ ง เพอื่ นฝงู มติ รสหาย แมแ้ ต่

168 ศตั รกู แ็ ผไ่ ป แผ่ไปโดยไมม่ ปี ระมาณ ความโกรธทีเ่ คยสิงอยูใ่ นดวงจติ น้นั ก็ คอ่ ยๆ ออ่ นลง...ออ่ นลงแทบจะไมน่ กึ โกรธอะไรเลย มแี ตค่ วามเมตตาสงสาร สรรพสตั ว์ทั้งหลาย ทว่ั โลก ใหน้ กึ เหน็ ใจเขา เขาจะทำ�อะไรทีผ่ ิดไปบา้ ง เขา ก็ไม่ต้ังใจ หากเขาต้ังใจ ก็เห็นใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น เขาถึงได้ทำ�อย่างนั้น เปน็ ความล�ำ บากของเขาเอง ท่ีเขาไมด่ ี ไมไ่ ด้เก่ียวอะไร ให้นกึ สงสารเขา เม่อื แผเ่ มตตาไปๆ ความโกรธนนั้ ก็ค่อยๆ อ่อนลง จิตกไ็ มค่ ่อยแขง็ จติ ออ่ นแลว้ จติ ออ่ นควรแกก่ ารงานแลว้ นกึ จะท�ำ อะไรกไ็ ด้ เปน็ จติ ทดี่ ี เปน็ จิตท่ีควรชม ควรแก่การงาน จะพิจารณาอะไรก็ได้ จิตอ่อนหมายถึงว่า จิตเบา จิตวา่ ง ทา่ นเล่าใหห้ ลวงปหู่ ลุยฟัง แล้วทา่ นกห็ ัวเราะ ว่าตอนน้ันในนิมติ ที่ เกยี่ วกบั โยมแมม่ าพดู “ขาวตอ้ งกนิ ของออ่ นเดอ้ ” มนั ชดั อยใู่ นใจ ไมม่ นี มิ ติ อันน้ัน ทา่ นจะคิดไมอ่ อก มันเปน็ เสน้ ผมบงั ภเู ขาจริงๆ หลวงปหู่ ลยุ ไดย้ นิ ทา่ นกไ็ ดค้ ดิ วา่ อธบิ ายธรรมทง้ั หลายนน้ั มนั ไมไ่ ด้ ตรง เปน็ การชแ้ี จงอธิบายอะไรตรงไปตรงมา ค�ำ พูดบางค�ำ พดู นิดหนอ่ ยก็ จะสามารถสะกดิ ใจผู้เปน็ ปราชญใ์ หค้ ดิ ขนึ้ ได้เอง ทา่ นกก็ ลบั มาหวนพจิ ารณาตวั ทา่ นเอง ความโกรธทา่ นไมไ่ ดม้ อี ยา่ ง ทา่ นอาจารยข์ าว แตท่ า่ นมอี ะไรทท่ี า่ นรอู้ ยวู่ า่ มนั คา้ งคาอยู่ อบุ ายธรรมเกย่ี ว กบั เรอื่ งของออ่ น ของแขง็ ของหลวงปขู่ าว กก็ ลบั มาท�ำ ใหท้ า่ นคดิ ได้ สง่ิ นน้ั คอื สง่ิ ท่ไี ด้ค้างอยู่ในใจมานาน ท่านกไ็ ม่ค่อยยอมบอกให้แกใ่ คร เกรงเพื่อน จะว่า คิดการใหญ่โต คิดเกินตัว น่ันก็คือการที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ ต้องการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมโดยตนเอง ไม่ต้องอาศัย คำ�ส่ังสอนของใคร อาจารย์ของท่านที่ได้ทราบแต่องค์แรก ก็คือท่าน พระอาจารยส์ ิงห์ ที่หลดุ ปากสารภาพไปก็เพราะว่า ได้เกิดเร่ืองรอยอดีตท่ี ฝงั มาแตช่ าติกอ่ น ซ่ึงทา่ นได้พยุงพาไป หนีจากอันตรายจากพรหมจรรยไ์ ป วดั ปา่ บา้ นเหลา่ งาในครงั้ กระนนั้ สว่ นทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ในภายหลงั กค็ ง

169 ทราบเชน่ กัน เพราะตอนหลังท่านก็มเี มตตา และเหน็ ใจว่า หลวงป่ยู ังเลกิ ละความปรารถนาท่ีจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ค่อยเด็ดขาด การดุว่า ตอนหลังทา่ นจงึ เพลาไปมาก หลวงปทู่ า่ นปรารภกบั องคท์ า่ นเองวา่ ความจรงิ ทา่ นกล็ ะเลกิ ความ ปรารถนานนั้ แลว้ ทา่ นมาคดิ ดวู า่ ครบู าอาจารยท์ มี่ อี ยู่ ตา่ งองคด์ กี วา่ วเิ ศษ กวา่ ทา่ นมากมาย ไมว่ า่ จะเปน็ ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ หรือ ท่านพระอาจารย์มั่น แต่ละองค์ก็ยังต้องกลับมาปรารถนาเพียง พระอรหันตสาวก เราดีวิเศษเช่นไร ถึงจะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ควรจะตอ้ งละความคดิ อันนนั้ เสีย แต่ท่านว่า ทา่ นละแล้ว มันกย็ ังไม่แนใ่ จแท้ เพราะท�ำ อะไรดูมันขดั เขินอยู่ตลอด อย่างน้อยเมื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมต้องมี ผปู้ รารถนามาเกดิ ดว้ ยเปน็ คบู่ ารมกี นั คงจะไดส้ รา้ งบารมปี รารถนาเชน่ นนั้ มาดว้ ยกันหลายภพหลายชาติหรอื ชา้ นานแลว้ เช่นทเี่ ป็นบิดา มารดา บตุ ร ภรยิ า ทงั้ บรวิ าร กค็ งจะไดไ้ ปเกดิ พรอ้ มกนั เปน็ บดิ า มารดา บตุ ร ภรยิ า หรอื บริวารของพระพุทธเจ้า เม่ือท่านจะเลิกละไป ท่านเหล่านั้นก็ย่อมมาทวง ความปรารถนาอยู่ คงยังไมย่ อมเลกิ รากันไปได้ ครง้ั แรกก็วา่ ปรารถนาให้มาพบกนั กเ็ ปน็ ของยาก ก็พยายามให้พบ กนั เพอื่ วา่ เมอื่ พบกนั แลว้ จะไดช้ ว่ ยกนั สรา้ งบารมกี วา่ จะตรสั รู้ นน้ั ประการ หน่งึ เกิดมาซำ้� ซากหลายชาติเปน็ อนันต์ พระพทุ ธเจ้าถึงตรสั วา่ “เอาเข็มจ้ี ลงแผน่ หนิ ไมถ่ กู กองฟอน (กองขเ้ี ถา้ ศพทเี่ ผาแลว้ ) ตถาคตไมม่ ”ี สรา้ งบารมี กนั นานหนกั หนาจนกวา่ จะส�ำเรจ็ พระพทุ ธเจา้ ได้ บตุ รบรวิ ารวา่ นเครอื โดย เฉพาะคู่บารมนี น้ั ก็ยอ่ มจะตอ้ งมาเกดิ ใกลช้ ดิ กนั เม่ือท่านผูเ้ ปน็ หวั หน้าจะ เลกิ ละ ผู้อืน่ ก็ย่อมจะตอ้ งไม่ยอมงา่ ยๆ จะตอ้ งเจรจากัน ทา่ นไมท่ ราบวา่ ตวั ทา่ นนนั้ ไดต้ ง้ั ความปรารถนานม้ี านานเทา่ ไรแลว้ แต่ท่านก็ทราบดีว่าผู้ปรารถนาพุทธภูมินั้น เกิดมาชาติใดย่อมไม่ท้ิง ทาน

170 ศลี ภาวนา ไมท่ ง้ิ การสงเคราะหฝ์ งู ชนเปน็ อยา่ งยงิ่ ไมท่ งิ้ การเมตตาแกส่ ตั ว์ ท้ังหลายเสมอภาคกัน เกิดภพใดชาติใด ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่ท้ิงการ สรา้ งพระบารมี เปน็ บารมที เี่ ปน็ ไปเพอ่ื การตรสั รู้ ไมใ่ ชบ่ ารมที จ่ี ะตดั ภพตดั ชาติ ในชาตนิ ้ที า่ นได้พบผ้ทู ่ีเคยขอ้ งแวะเก่ยี วขอ้ งกันในชาตติ ่างๆ จึงท�ำ ให้ ดูหวั่นไหวไปบ้าง แต่ด้วยความรักในเพศพรหมจรรย์จึงได้ผ่านมา แต่การ ด�ำ เนนิ ไปสคู่ วามหลดุ พน้ ทส่ี ดุ ของจติ นนั้ กย็ งั อยู่ ขดั ขวางอยมู่ าก ทา่ นแนใ่ จ วา่ เรอื่ งนีเ้ ป็นเร่อื งใหญ่ทที่ ่านจะต้องด�ำ เนนิ ผา่ นไปให้ได้ ทา่ นเลา่ วา่ พรรษานท้ี า่ นรสู้ กึ ปลอดโปรง่ ใจทว่ี า่ สามารถหาเสน้ ผม ทม่ี าบงั ภเู ขาได้ จากขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากเพอื่ นกลั ยาณมติ ร นแี่ หละ ทา่ นจงึ ไดพ้ ดู วา่ “การภาวนาถา้ จะเปน็ ไปไดด้ นี น้ั นอกจากจะตอ้ งมคี รบู าอาจารยท์ ด่ี แี ลว้ ก็ควรจะตอ้ งมีกลั ยาณมติ ร มีมติ รดี มสี หายท่ีดดี ว้ ย” จริงอยู่ท่านไม่ได้คิดว่า ข้อขัดข้องของท่านจะเป็นเร่ืองโทสจริต ทา่ นไม่คอ่ ยไดม้ ดี า้ นโทสจริต เพราะทา่ นไม่ได้โกรธใครงา่ ยๆ ของท่านนน้ั เป็นราคะจริต ซง่ึ ทา่ นได้พยายามแกอ้ ยูแ่ ล้ว แตส่ ง่ิ ขัดขอ้ งของทา่ นนนั้ มัน เป็นเรือ่ งทฝี่ ังลกึ ฝังรากไวช้ ้านานแลว้ ตา่ งหาก ทา่ นจงึ กล่าวว่า “ในบรรดา ผู้ท่ีจะเจริญภาวนาน้ัน ย่อมใช้อารมณ์ธรรมต่าง ๆ กัน” คนหนึ่งอาจจะ ขดั เกลาดา้ นโทสจรติ อกี คนหนงึ่ ดา้ นราคะจรติ ฯลฯ แตท่ กุ คนตา่ งมงุ่ เพอื่ ละ กเิ ลสอยา่ งเดยี วกนั ปราชญท์ า่ นวา่ ไวว้ า่ “ดจุ ผเู้ ปน็ เสนามา้ เสนารถเสนาเดนิ ดว้ ยเทา้ แตท่ กุ ดา้ นกต็ า่ งเพอื่ ทำ� สงครามเอาชนะอยา่ งเดยี วกนั ” ฉะนน้ั ในปี ๒๕๐๗ ทีท่ ่านคดิ วา่ ทางดา้ นสมถะของท่านก็ได้เป็นไปพอตัว แลว้ จติ มแี ตจ่ ะเสวยสขุ ตอ่ ไป ถา้ หากไม่ฝกึ ปรอื ใหม้ นั ออ่ นลงควรแกก่ ารงาน ใหพ้ จิ ารณาใหถ้ อ่ งแท้ ใชไ้ ตรลกั ษณเ์ ขา้ ไปก�ำกบั หรอื “ฟอกเชด็ จติ ” อยา่ ง ท่ที า่ นเคยกล่าวอยเู่ สมอแลว้ กอ็ าจจะเปล่าประโยชน์ ทา่ นคงจะกลายเป็น พรหมลกู ฟกั หรอื ไปเกดิ เปน็ พรหมตอ่ ไปอยา่ งนา่ เสยี ดายทชี่ าตนิ ไี้ ดเ้ กดิ มา เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว ความปรารถนาล้ีลับที่คิดว่าจะรู้ธรรม

171 ด้วยตัวเอง ไม่ต้องการจะรู้ธรรมจากผู้ท่ีมาสอนให้ ไม่ต้องการเป็นสาวก ใครน้ันก็ได้อ่อนละลายลง เพราะยิ่งได้เห็นได้ฟังจากท่านพระอาจารย์ม่ัน นั้น ท่านยังต้องเกิดเป็นสุนัขนับเป็นอสงไขยชาติ ด้วยระหว่างที่เกิดชาติ หนงึ่ ๆนน้ั เกดิ ไปพบนางสนุ ขั ตวั ใหมเ่ กดิ ผกู พนั รกั ใครข่ น้ึ กต็ ง้ั จติ ปรารถนา ท่จี ะพบกันในชาตินัน้ ตอ่ ๆ กนั ไป จึงตอ้ งเวียนกลับมาเกิดเปน็ สุนัข ไมม่ ีท่ี ส้นิ สดุ นกึ ข้นึ ไดแ้ ลว้ ก็ควรจะตดั ภพตัดชาติ หาทางตดั ภพตดั ชาติ มงุ่ ไปสู่ ทสี่ ดุ จติ เสยี โดยดี ท่านเล่าว่า การตัดความปรารถนาน้ัน ต้องตัดในเวลาที่จิตเข้าสู่ อัปปนาสมาธิท่ีลึกที่สุด แล้วถอนขึ้นมา ก�ำหนดจิตตัดว่า ที่เราได้เคย ปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณน้ัน เราขอลาแล้ว เราขอตัดเด็ด ขาดแลว้ เราไมต่ ้องการ เราตอ้ งการมุ่งลัดตดั ตรงไปสูท่ ีส่ ดุ ของจิตน้โี ดยเรว็ ตัง้ ความปรารถนาย้ำ� หนกั แนน่ ตลอดกาล ประกอบกับในระยะนน้ั คู่บารมี ของทา่ น ท่มี าเปน็ ประดจุ อนสุ ยั กอ่ กวนกิเลสอยู่ตลอดให้ร�ำลึกถึง กไ็ ด้สิ้น ชีวิตไปแล้วหลายปี ความรู้สึกที่คล้าย ๆ กับว่าหนามปักจิตอยู่ ยอกจิต อยู่ มันเหมือนมาสะกิดอยู่ ก็ถูกบ่งหายไปแล้ว ระลึกได้แต่ความเมตตา ความสงสารท่ีว่าเธอนั้นยังไม่ได้พบทางอันเกษม ไม่มุ่งไปหาทางอันดี มี แต่ความอาลัยอาวรณ์ถ่ายเดียว ความจริงคู่บารมีของท่านนั้น แม้แต่ ท่านไปจ�ำพรรษาที่ถ้�ำเจ้าผู้ข้า พ.ศ. ๒๕๒๕ เธอผู้นั้นก็ยังแวะเวียนมา กราบนมัสการด้วยความเคารพอยู่ ซง่ึ ท่านก็ไดเ้ มตตาสัง่ สอน ใหร้ บี ลัดตัด เขา้ ส่ทู างเกษมโดยเรว็

172 เรอ่ื งของ หลวงป่ฝู ัน้ อาจาโร จากหนงั สอื โครงการหนังสือ บูรพาจารย์ เล่มที่ ๑๑ โดย รศ.ดร. ปฐม – รศ. ภัทรา นคิ มานนท์ “บุพเพอาละวาด” เม่ือท่านพระอาจารย์ฝ้ัน ยังพำ�นักอยู่วัดบรมนิวาส กรุงเทพ วัน หน่ึง ท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้พาท่านพระอาจารย์ฝ้ัน ผู้เป็นศิษย์ ไปฟัง เทศน์ ทา่ นเจา้ คณุ ปญั ญาพสิ าลเถร (หน)ู ทว่ี ดั ปทมุ วนาราม ในระหวา่ งทาง ท่ีท่านกำ�ลังเดินไป ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งเดินสวนทางมา พอได้เห็น หน้าเทา่ น้ันแหละ ทัง้ ๆ ทไี่ ม่เคยรจู้ ักมกั ค้นุ กันมากอ่ น ไมท่ ราบวา่ เขามชี ือ่ เรยี งเสยี งใด พอ่ แม่ เรอื นชานบา้ นชอ่ ง วงศว์ า่ นกอของแมส่ าวคนนน้ั กไ็ มร่ ู้ ว่าอยู่ท่ีไหน ชั่วขณะที่เห็นหน้าเท่าน้ัน ทำ�ให้ท่านรู้สึกเสียวปลาบท่ีหัวใจ ทนั ที รูส้ ึกรักใครพ่ อใจในตัวแมส่ าวคนน้นั ชนิดวางไม่ลง ทา่ นพยายามหาอบุ ายมาพจิ ารณาแกไ้ ขความรสู้ กึ เชน่ นน้ั อยา่ งไรก็ ไม่ได้ผล อุบาย สติ ปญั ญา สมถะ วิปัสสนา ที่เคยอบรมฝกึ ฝนมาชนิดทว่ี ่า โชกโชนพอตัวแลว้ ไม่ร้วู า่ สิ่งเหลา่ นัน้ กลับกลายหายหนา้ ไปไหนหมด รู้สึก วา่ เจ้าความรกั ความใคร่นี้ มนั มิได้เลือกกาล สถานที่ หรือเลือกคนเลว ดี มี จน แต่อย่างใด มันข่มเหงหัวใจของสัตว์ท้ังหลายโดยมิได้เลือกหน้าว่า เป็นใคร ชนช้นั วรรณะไหน ไม่มยี กเวน้ ท้ังส้นิ (ขา้ งบนนีห้ ลวงปสู่ วุ จั น์ ทา่ นเขยี นบรรยายไวน้ ะครบั รับรองว่าถ้า ผมหรือท่านผู้อ่าน เป็นคนเขียนเร่ืองเช่นน้ี เราน่าจะบรรยายได้ดุเด็ดเผ็ด

173 มันกว่า ก็แน่นอนแหละครับ หลวงปู่ท่านบวชมาตั้งแต่เด็ก ๆ เร่ืองรัก ๆ ใคร่ๆ นี้ ทา่ นจะเชี่ยวชาญเหมือนเราไดอ้ ย่างไร ใชไ่ หมครับ?) เอาเปน็ วา่ หลวงปฝู่ นั้ (ตอนนน้ั อายุ ๓๒) ทา่ นยงั มสี ตริ สู้ กึ ส�ำ นกึ ตวั อยู่เสมอ มิได้ประมาท ขณะเดยี วกันท่านก็พยายามสลดั ความร้สู กึ เชน่ นน้ั ให้หมดไป แต่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด หลวงปู่ได้เตือนตัวท่านเองว่า “เราจำ�ตอ้ งขจัดอารมณ์อนั เป็นหลุมรกั อนั กวา้ งใหญแ่ ละลึกมากนี้ เสีย แต่เป็นเรือ่ งยากมากสำ�หรบั สตั ว์โลก ผ้มู ีอวชิ ชา ตณั หา อุปาทาน กรรม ภพ จะสามารถข้ามไปให้พ้นได้” หลวงปยู่ งั นกึ เหน็ หนา้ แมส่ าวคนนน้ั อยตู่ ลอดเวลาทเี่ ดนิ ทางกลบั วดั บรมนิวาส เม่ือกลบั ถงึ วัด ทา่ นกไ็ ด้กราบเรียนท่านพระอาจารยส์ ิงห์ เรอื่ ง จิตของท่านได้หลงไปตกนรก ขมุ นำ�้ แสบ น�้ำเคม็ ใหท้ ่านทราบ เผ่ือท่านจะ ได้คิดหาอุบายวธิ แี กไ้ ขให้ พระอาจารย์สิงห์ ได้แนะนำ�ให้ท่านพระอาจารย์ฝ้ัน เข้าไปพัก ทำ�ความเพียรภาวนาอยู่ในวิหารคด ในบริเวณโบสถ์วัดบรมนิวาส ท่านก็ ปฏิบัติตามท่ีพระอาจารย์บอก ท่านได้เข้าไปเก็บตัวอยู่ ปฏิบัติประกอบ ความเพียร ทำ�สมาธิภาวนา ตงั้ สติ นกึ ระลึกรูต้ วั อยา่ งแน่นหนา พจิ ารณา กายาอสุภกรรมฐาน ต้งั จติ มน่ั คง ด�ำ รงสติแนว่ แน่ด้วยความเพยี รพยายาม ให้ตดิ ตอ่ เน่ืองกนั ไปมใิ ห้พลั้งเผลอ ทงั้ กลางวนั กลางคืน ยนื เดิน นัง่ นอน เจรญิ ทั้งสมถะและวิปสั สนา ภาวนาสมั พนั ธ์กันไป เพ่ือชิงชัยกบั กิเลสทมี่ กั ยึดเบญจขันธ์ เปน็ ท่ีอาศยั หลบซอ่ นเสมือนเป็นเกราะปอ้ มปราการทก่ี ิเลส ไดพ้ ่งึ อาศัย ยากทใ่ี ครในโลกจะเขา้ ไปท�ำ ลายมันได้ เราจะใช้ความเพียรและความอดทนอันเป็นตบะ มาเพ่งแผดเผา เกราะป้อมปราการของมัน (หมายถึง เบญจขันธ์ คือ รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ) ใหพ้ งั ทลายเป็นจุณวิจณุ ในคราวครงั้ น้ี ใหส้ น้ิ ซากไป

174 หลวงปู่เก็บตัวปฏิบัติอยู่ในวิหารคดนั้นถึง ๗ วัน จิตใจค่อยสงบ สบาย มคี วามเบากายเบาใจ สวา่ งไสวในใจในจติ จะนกึ คดิ สง่ิ ใดปรโุ ปรง่ จงึ ไดร้ เู้ รอ่ื งแมห่ ญงิ สาวคนนน้ั ออ้ ! อยา่ งนเี้ อง เปน็ บพุ เพสนั นวิ าส คอื เคยครอง เรอื นครองรกั สมคั รสงั วาสรว่ มกนั มาแลว้ ในอดตี ชาติ จงึ ใหไ้ ดเ้ กดิ ความรสู้ กึ มอี ารมณม์ ากระทบกระเทอื นใจเช่นน้นั “บดั น้ี เราได้เห็นไดร้ จู้ กั แล้วเจ้าสังขารเอ๋ย เจ้าได้อวิชชามาเปน็ ปจั จยั อาศยั เปน็ เกราะหมุ้ หอ่ หลบซอ่ นตวั ของเจา้ เปน็ อยา่ งดี เราจกั ตอ้ ง ทำ�ลายเกราะของเจ้า คือ อวิชชา ด้วยอาวุธ ๓ วิถี คือ สัจจญาณ วิถปี นาวุธ, กจิ ญาณ วิถีปนาวธุ และ กตญาณ วิถีปนาวธุ ใหห้ มดส้นิ เจ้าจะไม่มีโอกาสได้พบกับเราอีกแล้ว การพบกันคร้ังน้ีเป็นคร้ังสุดท้าย เจ้าสงั ขารเอย๋ ! เจ้าจงไปอยู่อย่างผู้ส้นิ เหตปุ จั จยั เถิด” (สงั ขาร ในท่ีนี้ เรา รจู้ กั กนั วา่ เปน็ การปรงุ แตง่ ของจติ เปน็ หนงึ่ ในขนั ธ์ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ) ในท่ีสดุ หลวงปกู่ ็สามารถเอาชนะความรู้สึกนึกคดิ ท่ีจิตปรงุ แตง่ อนั เน่ืองมาจากการพบเนื้อคู่ในอดีตชาติของท่านน้ันไปได้ เลิกนึก เลิกคิดถึง อีกตอ่ ไป ทา่ นต้องใชเ้ วลาบ�ำ เพ็ญเพยี รเก็บตวั อยูถ่ งึ ๗ วัน เรอื่ งราวขา้ งตน้ น้ี มปี รากฏอยใู่ นซมุ้ ประวตั ริ อบพระเจดยี ข์ องทา่ น ท่ีวดั ปา่ อุดมสมพร อำ�เภอพรรณนานิคม จงั หวดั สกลนคร อยใู่ นซมุ้ ท่ี ๓๕ มคี �ำ บรรยายใตภ้ าพว่า “พระอาจารย์สิงห์ พาไปนมัสการพระปัญญาพิสาลเถร (หนู ฐติ ปญั โญ) วดั ปทมุ วนาราม พบหญงิ สาวคนหนง่ึ เดนิ สวนทางมา เกดิ อารมณ์ วางไม่ลง เจรญิ อสภุ ะแกไ้ ขอยู่ ๗ วนั จิตจงึ สงบ และได้รูว้ า่ หญงิ นั้นเคยมี บุพเพสันนวิ าสรว่ มกันมาในอดตี ชาต”ิ

175 เรอื่ งของหลวงปู่แหวน สจุ ิณโณ จากหนังสือ โครงการหนงั สือ บูรพาจารย์ เล่มที่ ๓ โดย รศ.ดร. ปฐม – รศ. ภัทรา นิคมานนท์ “กวา่ จะตัดได้” ในสมัยท่ี หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เรียนมูลกัจจายน์อยู่ท่ีจังหวัด อุบลฯ นั้น เคยมีหมอดูทำ�นาย เกี่ยวกับเนื้อคู่ของท่าน ว่าจะอยู่ทางทิศ น้ันๆ รปู ร่างสันทดั ผิวเน้อื ขาวเหลอื ง ใบหน้ารปู ใบโพธ์ิ ก็ไมท่ ราบว่า หลวงปู่จะใส่ใจกับค�ำ ท�ำ นายน้ันหรอื ไม่ เพยี งใด หรอื วา่ เพียงแต่ดูหมอไปแบบสนุกๆ ก็ตาม แต่ค�ำ ท�ำ นายนั้นกป็ รากฏขน้ึ จรงิ วนั หนึ่ง ตอนใกลค้ ำ่� หลวงปไู่ ปสรงน้ำ� ที่ฝั่งแมน่ ้�ำงมึ ก็พบหญงิ สอง คนแมล่ กู ก�ำลงั ถอ่ เรอื มาตามล�ำนำ้� มาถงึ บรเิ วณทพี่ ระก�ำลงั อาบนำ้� อยู่ หญงิ สาวช�ำเลอื งตามองทางพระหนุม่ สายตาเกิดประสานกนั เขา้ พอดี ในบันทึกเลา่ ไวว้ ่า “เมอ่ื สายตาของทง้ั สองฝา่ ยประสานกนั เขา้ กม็ อี านภุ าพลกึ ลบั และ รุนแรง พอทจ่ี ะตรึงคนทงั้ สองฝ่ายให้ตะลงึ ไปได้ ระหวา่ งเดินกลบั มาทพ่ี ัก ในใจยังคดิ ถงึ หญิงงามนัน้ อยู”่ เม่ือหลวงปู่กลับถึงที่พัก ก็หวนระลึกถึงคำ�ทำ�นายของหมอดู พิจารณาดูแล้วกน็ า่ จะเป็นจรงิ “หญิงที่เราพบเห็นเม่ือตอนเย็น ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคำ� ทำ�นายของหมอ เห็นจะเปน็ แมห่ ญงิ คนนแี้ น”่

176 คืนน้ัน หลวงปู่ยังครุ่นคิดถึงแม่สาวงามท่ีสายตาประสานกันเมื่อ ตอนเย็น “เหน็ จะเปน็ แมห่ ญงิ คนนแี้ น่ เพราะเมอ่ื เราเหน็ เปน็ ครงั้ แรก กท็ �ำ ให้ เรามจี ิตปรวนแปรแลว้ ” ในคืนนั้น หลวงปู่คิดสับสบว้าวุ่นพอสมควร คิดถึงคำ�ทำ�นายของ หมอดู คิดถึงแม่สาวงาม นัยน์ตาคมผู้น้ัน คิดถึงความต้ังใจในการออกป่า บำ�เพ็ญภาวนา ทส่ี ำ�คญั คอื คำ�สัญญาท่ีใหไ้ ว้กบั โยมแม่และโยมยาย ท่บี อก วา่ “บวชแล้ว จะต้องตายในผา้ เหลอื ง” จติ หวนคดิ ถงึ หลวงปมู่ น่ั ทเ่ี คยอบรมสงั่ สอนเมอ่ื ตอนฝกึ หดั ภาวนา ท่ฝี ั่งไทย คิดถึงค�ำ เตือน และอบุ ายธรรมทที่ ่านเคยสอน พลัน .... “เราตอ้ งรบี กลับเมืองไทย” วันรุ่งข้ึน สองแม่ลูกได้นำ�ข้าว หมากพลู บุหรี่ มาถวายแต่เช้าตรู่ กอ่ นใครอน่ื ทงั้ หมด ทงั้ สองคนชว่ ยกนั มวนบหุ ร่ี จบี พลู สายตาของหญงิ สาว คอยชำ�เลอื งมองไปทางพระ ถึงเวลาบิณฑบาต หลวงปู่ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ได้แสดง อาการอะไรให้ผดิ สงั เกต พอฉนั เสรจ็ พวกญาตโิ ยมทน่ี �ำ อาหารมาถวายตา่ งลากลบั หลวงปู่ ก็เกบ็ บริขาร บอกลาเพ่อื นพระ และเจ้าส�ำ นัก แลว้ ข้ามโขงกลบั ฝง่ั ไทย ทา่ นผอู้ า่ นจะสงั เกตเหน็ วา่ พระธดุ งคท์ า่ นไปไหนมาไหนไดร้ วดเรว็ “ประดุจดังนกบิน” เพราะท่านไม่มีสมบัติที่จะต้องหอบห้ิวและห่วงใย มี แตบ่ รขิ ารทจี่ �ำเปน็ และใสล่ งในบาตร มกี ลดธดุ งค์ กานำ�้ และเครอ่ื งกรองนำ้� เท่านน้ั ทา่ นจงึ อยงู่ ่าย มาง่าย ไปง่าย แมช้ วี ติ ท่านก็สละแล้ว หลวงปู่ได้อาศัยเรือข้ามจากท่าเด่ือมาข้ึนท่ีหนองคายฝั่งไทย เดิน

177 ข้นึ เหนือไปตามล�ำน้ำ� โขง ไปถงึ อ�ำเภอศรเี ชยี งใหม่ (จงั หวดั หนองคาย) ไป พักอบรมตนอยู่ท่ี พระบาทเนินกมุ่ หนิ หมากเป้ง ท่พี ระบาทเนนิ กมุ่ หินหมากเป้ง นั้นเอง หลวงปแู่ หวนกไ็ ดพ้ บกับ หลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต พระอาจารยใ์ หญ่ อยา่ งไมค่ ดิ ไมฝ่ นั ท�ำ ใหท้ า่ นดใี จมาก ความมน่ั ใจวา่ จะสามารถครองผ้าเหลอื งไปจนตายดูมคี วามเป็นจรงิ ขึ้นมา ในช่วงนั้น หลวงปู่มั่นท่านได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะ มาภาวนา อยู่บริเวณนั้นอยู่ตามลำ�พังองคเ์ ดยี ว จากบันทึกในส่วนของหลวงปู่แหวน บอกไว้วา่ “เมอ่ื ไดพ้ บกบั อาจารยอ์ กี จงึ ดใี จมาก การพกั อบรมตนอยกู่ บั หลวง ปู่ม่ันก่อนเข้าพรรษาทำ�ให้จิตใจค่อยสงบตัวลง ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนก่อน แต่ ภาพผู้หญิงงามน้ัน ยงั ปรากฏข้นึ เป็นครั้งคราว แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้า ภาพ น้นั กส็ งบลง” ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่าน เนื้อหาที่นำ�มาแทรกในตอนน้ี เป็น ความคิดเห็นของผู้เขียนเอง (ปฐม นิคมานนท์) ถ้าหากมีข้อผิดพลาด ประการใด วอนท่านผู้รู้กรณุ าชว่ ยช้ีแนะด้วยครบั เร่ืองเนื้อคู่ของคนเราก็เก่ียวข้องกับเรื่องเจ้ากรรมนายเวรของเรา นนั่ เอง บรรดาบตุ ร ภรรยา สามี ญาตพิ น่ี ้อง ลว้ นแตเ่ ปน็ เจ้ากรรมนายเวร ทใ่ี กลช้ ดิ ที่สดุ ซึ่งผูกพันกนั มาแต่อดีตชาติ บางกรณี กห็ ลายภพหลายชาติ ท่ีวา่ เจา้ กรรมนายเวร ไม่ไดห้ มายถงึ เฉพาะเร่อื งไม่ดเี ท่านัน้ มที ้งั เรอื่ งดแี ละไมด่ ี ถา้ เราเคยท�ำ ดีตอ่ กันมา เจา้ กรรมนายเวรนน้ั กค็ อยอปุ ถัมภ์ เก้ือกูลกัน ตรงกันข้าม ถ้าเคยก่อเร่ืองไม่ดีต่อกัน เจ้ากรรมนายเวรก็ตาม คิดบัญชกี รรมกบั เรา

178 เจ้ากรรมนายเวรก็คือ คู่กรณี และกรรมก็คือ การกระทำ� ไม่ว่า ท�ำ ดีหรือไม่ดี ก็ยอ่ มตอ้ งมีผู้ได้รับผลกระทบ ท้ังโดยตรงและทางออ้ มกค็ อื มคี กู่ รณี หรือมีเจ้ากรรมนายเวร นนั่ เอง ระบบกรรมจงึ เป็นระบบทส่ี ่งผลต่อเนอื่ งกนั ไมร่ ู้จกั จบส้นิ เว้นไว้ แตอ่ โหสกิ รรม ใชห้ นเ้ี วรกรรมหมด หรอื ไมต่ อ้ งกลบั มาเวยี นวา่ ยตายเกดิ คือบรรลพุ ระอรหันต์ เวรกรรมนั้นจงึ จะจบส้นิ ลง อันน้ี อธิบายให้เข้าใจยากตอ้ งพจิ ารณาดูเองจงึ จะแจ่มชัด จากการศกึ ษาประวตั คิ รบู าอาจารยล์ ว้ นแตม่ ปี ระสบการณเ์ คยพบ “เน้ือค”ู่ ในอดีตท้งั น้ัน ถ้าใจไมแ่ ข็งพอ หรอื ไม่มอี ุบาย กต็ อ้ งสึกหาลาเพศ ออกไปครองเรือน และกอ่ เวรตอ่ เนอ่ื งกันไปอีก ตัวอย่างเช่น หลวงปู่ฝ้ัน อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ สกลนคร ทา่ นต้องภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังติดตอ่ กันถงึ ๗ วัน จึงตัดขาดได้ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วดั อโศการาม สมทุ รปราการ ทา่ นกเ็ จอคู่บารมี ในอดตี เมือ่ ครัง้ อยวู่ ัดปทมุ วนาราม เขตปทมุ วนั กรุงเทพฯ ต้องพจิ ารณา จนเห็นปัญหาท่จี ะต้องเผชิญในอนาคตอย่างชดั เจนจงึ ตดั ใจได้ หลวงพอ่ พุธ ฐานโิ ย วัดป่าสาลวนั นครราชสีมา เมอ่ื ครั้งท่านเป็น เณรใหญ่ อยู่ทีว่ ดั ปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เวลานง่ั สมาธิ ก็เห็นแตใ่ บหน้า ของหญิงสาว เวลาบริกรรมวา่ พุทโธ ก็กลายเป็นว่าชอ่ื ผ้หู ญงิ แทน ทา่ นจึง ตัดสินใจใช้ช่ือผู้หญิงเป็นคำ�บริกรรมแทนคำ�ว่า พุทโธ ก็ทำ�ให้จิตสงบเกิด สมาธไิ ดเ้ หมอื นกนั หลวงพอ่ จงึ ไดห้ ลกั วา่ การภาวนาจะใชค้ �ำ บรกิ รรมอะไร กไ็ ด้เปน็ อบุ าย หาส่งิ ให้ใจมันยึดเกาะ พอจติ สงบ คำ�บริกรรมนัน้ กห็ ายไป ตวั อยา่ งจาก หลวงปชู่ า สภุ ทโฺ ท วดั หนองปา่ พง อบุ ลราชธานี เวลา ภาวนาจิตท่านวิตกเกี่ยวกับเร่ืองกาม ท่านก็แก้ได้โดยยกอวัยวะเพศของ ผู้หญิงขึ้นมาพิจารณาในสมาธิ พิจารณาให้เห็นธรรมชาติอย่างชัดเจน

179 จงึ สามารถตดั ขาดได้ คือตัดไดด้ ้วยปัญญาที่รู้เท่าทนั มีตัวอย่างจากครูบาอาจารย์องค์อ่ืน ๆ ให้เห็นอีกมากมาย เรา สามารถยกข้ึนมาพิจารณา เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดี ครูบา- อาจารยบ์ างทา่ น จะมสี ภุ าพสตรมี ายงุ่ เกย่ี ว มาจดั การตา่ งๆ ในวดั ดไู มเ่ ปน็ ท่ีสบอธั ยาศัยของพระเณร และญาติโยมคนอืน่ ๆ แตค่ รูอาจารยท์ า่ นกท็ น ไดต้ ราบทีไ่ มเ่ ป็นการล่วงวนิ ยั เช่นนี้ก็มี ครบู าอาจารยบ์ างองค์ บางทา่ น ตอ้ งพงั ไปอยา่ งนา่ เสยี ดาย เพราะ เอาเรอ่ื งอดีตชาติมาพัวพนั ตดั ไมข่ าด เช่น มีมเหสเี อก มเหสีรองๆ ตามมา คอยรับใชป้ รนนิบตั ิ และตามกีดกนั หงึ หวง อย่างน้กี ม็ ี ตัวอยา่ งตา่ งๆ เหล่าน้ี ถา้ น�ำ มาพิจารณา กส็ ามารถใช้เป็นอปุ กรณ์ เตอื นใจตนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยเฉพาะพระเณรผมู้ งุ่ หวงั ผลในทางธรรมอยา่ ง จรงิ จัง ต้องสังวรเรอื่ งดังกล่าวให้มากเป็นพเิ ศษ ส่วนฆราวาสครองเรือน เช่นตัวผมเอง ก็ต้องพิจารณาไปตาม สภาพการณ์ กเ็ ป็นเร่อื งของกรรมเวร แต่ละท่าน กก็ ราบขออภยั ทา่ นผอู้ า่ นอกี ครง้ั และขอเชญิ ตดิ ตามตอ่ ไปวา่ หลวง ปูแ่ หวน ทา่ นมีอุบายในการตดั เร่ืองน้อี อกไปได้อยา่ งไร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ใช้ความพยายามตัดความคิดนึกเรื่องผู้ หญงิ ออกจากใจ ดังต่อไปน้ี หลงั จากเขา้ พรรษาแลว้ ตงั้ ใจปรารภความเพยี รอยา่ งเตม็ ท่ี การเรง่ ความเพียรในระยะแรก จติ กย็ ังไม่มีอะไรวุน่ วาย คงสงบตัวได้ง่าย มีอบุ าย ทางปญั ญาพอสมควร เม่อื เราเรง่ ความเพยี รหนกั เข้า เอาจริงเอาจังเข้า กิเลสมันกเ็ อาจรงิ

180 เอาจังกับเราเหมือนกัน คือแทนท่ีจิตจะด�ำเนินไปตามที่เราต้องการ กลับ พลิกกลบั ไปหานางงามท่บี า้ นนาสอง ฝั่งแมน่ ำ้� งึม นน้ั อีก ทแี รกเราไดพ้ ยายามปราบดว้ ยอบุ ายตา่ งๆ แตไ่ มส่ �ำ เรจ็ ยง่ิ เรง่ ความ เพยี ร ดูเหมือนเอาเชอ้ื ไฟไปใส่ ย่งิ กำ�เรบิ หนกั เข้าไปอกี เผลอไม่ได้ เปน็ ตอ้ ง ไปหาหญงิ นนั้ ทนั ที บางครงั้ มนั กห็ นอี อกไปซงึ่ ๆ หนา้ คอื ขณะคดิ อบุ ายการ พิจารณา อยูน่ นั่ เอง มนั ก็วิง่ ออกไปหาผู้หญงิ นัน้ เอาซง่ึ ๆ หน้ากนั ทีเดียว หลวงป่แู หวน สุจณิ โฺ ณ ตอ้ งเปลยี่ นมาใช้อบุ ายการทรมานตนดงั น้ี อบุ ายการปฏบิ ตั วิ ธิ ตี า่ งๆ ทนี่ �ำ มาใชใ้ นการทรมานจติ ใจครง้ั นน้ั เชน่ เวน้ การนอนเสีย มเี ฉพาะอริ ิยาบถน่ัง ยืน เดนิ ท�ำ อยูเ่ ชน่ นัน้ อย่หู ลายวนั หลายคืน คอยจบั ดูจิตวา่ มนั คลายความรักในหญิงน้นั แล้วหรอื ยัง ปรากฏ วา่ ไม่ได้ผล จิตยังคงวงิ่ ออกไปหาหญิงงามอยู่เชน่ เคย เผลอสติไม่ได้ ตอ่ มาเพ่ิม ไม่น่งั ไมน่ อน มแี ตย่ นื กบั เดิน ท�ำ ความเพียรอยู่อย่างนี้ จิตมนั กไ็ ม่ยอม มันคงไปตามเรอื่ งตามราวของมนั เชน่ เคย สรปุ วา่ หลวงปทู่ รมานตวั ดว้ ยงดเวน้ การนง่ั กบั นอน ไมย่ อมใหส้ ว่ น ก้น และสว่ นหลังแตะพ้นื ยังคงเหลอื แค่อริ ยิ าบถสอง คอื ยืนกบั เดนิ แต่ก็ ยังไม่สามารถทรมานจติ ให้เชือ่ งลงได้ แล้วหลวงปู่ก็ทดลองหาอุบายใหม่ หลวงปู่ได้เปลี่ยนวิธีใหม่ดังนี้ คราวนเี้ ปล่ียนวธิ ีใหม่ เปลยี่ นเป็นอดอาหาร ไม่ฉนั อาหารเลย เวน้ ไวแ้ ตน่ ้�ำ อบุ ายการพจิ ารณา ก็เปลยี่ นใหม่ คราวน้ีเพ่งเอากายของหญิงนั้น เปน็ เปา้ หมาย ในการพิจารณา กายคตาสติ โดยแยกยกขน้ึ พจิ ารณาทลี ะ อยา่ งๆ ในอาการ ๓๒ ข้ึน โดยอนโุ ลม ปฏิโลม (พิจารณาทบทวน กลับไป กลับมา) พิจารณาเทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความ

181 เป็นจริงว่า อวัยวะอย่างน้ัน ๆ ของตนก็มี ทำ�ไมจะต้องไปรัก ไปหลง ไปคดิ ถึง เพง่ พจิ ารณาทลี ะสว่ นๆ พจิ ารณาอยอู่ ยา่ งนน้ั ทงั้ กลางวนั กลางคนื ทุกอิริยาบถ (ท้ัง ยืน เดิน น่ัง นอน) การพิจารณาจนละเอียดอย่างไร ขนึ้ อยกู่ บั อบุ ายความแยบคายของปญั ญาทเ่ี กดิ ขนึ้ แตล่ ะชว่ งขณะ ตอนหนง่ึ การพิจารณามาถึง หนัง ไดค้ วามว่า คนเราหลงกันอย่ทู ี่ หนัง หนงั เป็น เครอื่ งปกปดิ สง่ิ ทไี่ มน่ า่ ดเู อาไว้ ถา้ ถลกหนงั ออก อวยั วะทกุ สว่ นกห็ าสว่ น ทีน่ ่าดูไม่ได้เลย เพง่ พินจิ อยู่ จนเห็นถึงความเนา่ เป่อื ย ผุพงั สลายไป ไมม่ สี ว่ น ไหนทจี่ ะถอื ไดว้ า่ เปน็ ของมนั่ คง เมอื่ พจิ ารณามาถงึ มตู ร (ปสั สาวะ) และ กรสี ะ (อจุ จาระ หรอื คถู ) ของหญิงนน้ั ตง้ั คำ�ถามขนึ้ วา่ หญงิ น้นั งามน่า รกั มูตรและกรสี ะ ของหญงิ นกี้ ินได้ไหม จติ ตอบวา่ ไมไ่ ด้ จงึ ถามอีกวา่ เมอ่ื กนิ ไม่ได้ อนั ไหนที่วา่ งาม อันไหนทว่ี ่าดี เมอ่ื พจิ ารณามาถงึ อาการทง้ั สอง ยกเปน็ อบุ ายขน้ึ ถามจติ เชน่ นน้ั จิตเม่ือถูกปัญญาฟอกหนักเข้าเช่นน้ัน ก็จนด้วยเหตุผลของปัญญา ยอมออ่ นตัวลง จนดว้ ยความจรงิ และอบุ ายของปัญญา ในขณะนน้ั จติ ซงึ่ เคยโลดโผน โลดแลน่ ไปอยา่ งไมม่ จี ดุ หมายมากอ่ น พลนั กก็ ลบั ยอมรบั ตามความเป็นจริง ยอมตวั อย่างนกั โทษผูส้ ำ�นึกผิด ยอมสารภาพถงึ การ กระทำ�ของตนแต่โดยดี

182 ความรกั กบั กาม และ ความรกั อยา่ งพรหมวหิ าร ประเดน็ ทจี่ ะหลกี เลย่ี ง ไมพ่ ดู ถงึ ไมไ่ ดใ้ นเรอ่ื งของความรกั ในภพภมู ิ มนุษย์ คือ เร่ืองกาม เพราะความรักแบบที่เรารู้จักเก่ียวข้องกับเรื่องกาม ราคะ คือ ตดิ ใจใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผสั รสู้ กึ ว่าการไดเ้ สพ คือ ได้เห็น ไดล้ มิ้ กนิ ได้กล่ิน ได้ยนิ ไดส้ ัมผัส เป็นความสุข ในชีวติ คนเรากเ็ ก่ียวข้อง กับเร่อื งกามราคะท้ังวัน เชน่ กนิ อาหารทอ่ี รอ่ ย ไดฟ้ งั เพลงที่ไพเราะ นอน ทน่ี อนออ่ นนมุ่ สบาย ในเรอื่ งความรกั กค็ อื ไดเ้ หน็ หนา้ คนทรี่ กั แลว้ มคี วามสขุ ไดย้ นิ เสยี งแลว้ รสู้ กึ มคี วามสขุ ไดห้ อมแกม้ จบู มเี พศสมั พนั ธแ์ ลว้ มคี วามสขุ กามนน้ั ทำ� ใหค้ นมคี วามสขุ จรงิ แตค่ วามสขุ นน้ั เปน็ ความสขุ ทเ่ี กดิ จากเหยอ่ื ลอ่ ทม่ี เี บด็ ซอ่ นอยู่ เมอื่ เขา้ ไปเสพแลว้ เรากก็ ลายเปน็ ปลาตดิ เบด็ ตกเปน็ เหยอ่ื โทษของกามคอื ท�ำใหต้ ดิ ไดแ้ ลว้ ไมอ่ มิ่ จรงิ ตอ้ งหามาเสพเพมิ่ มีน้อยคนนักท่ีสามารถเห็นโทษท่ีจะเกิดตามมาจากการเสพกาม รู้เท่าทัน และไม่หลงไปเปน็ เหยอื่ โทษเบือ้ งต้นสามญั ของกามคอื ความยินดใี นกาม ท�ำใหเ้ กดิ การยดึ เมอื่ เกดิ ความยดึ กม็ กี ารเกดิ มกี ารเกดิ แลว้ กต็ อ้ งเปน็ ทกุ ข์ ตอ้ งแก่ เจบ็ ตาย ประสบความทุกขจ์ ากการพลัดพราก โทษของความยึด ความยนิ ดใี นกามต่อมาคอื ท�ำใหเ้ กิดการกลัวจะเสยี ไป เป็นท่ีมาของความ โกรธและความหงึ หวง กอ่ ความทุกข์ อดึ อัด แก่ตวั เองและผู้อ่ืน นอกจากนี้ ความไมอ่ ม่ิ เตม็ ในกาม อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ทกุ ขไ์ ดท้ ง้ั ในภพนแี้ ละภพหนา้ เชน่ ไป ละเมดิ ศลี ข้อ ๓ จนเป็นเหตใุ ห้ต้องละเมดิ ขอ้ ๔ เพ่ือพยายามปกปิดความ จรงิ หรอื อาจถึงข้นั ละเมิดศลี ข้อ ๑ เพอ่ื ใหแ้ นใ่ จว่าความจริงจะไมถ่ กู เปิด เผย ความสขุ ทเี่ กดิ จากกามจงึ พรอ้ มจะพลกิ เปน็ ทกุ ขไ์ ดใ้ นภายหลงั สขุ เลก็ นอ้ ยแลกกบั ทกุ ข์ และภาระตา่ งๆ เวยี นวนซำ�้ ๆกบั ทกุ ขเ์ ดมิ ๆ ในสงั สารวฏั ท่ไี มม่ ีวนั ส้ินสุด

183 ทค่ี นตดิ กามกนั มากเพราะไมพ่ จิ ารณา วา่ แทท้ จ่ี รงิ แลว้ การเสพกาม ไมว่ ่าจะโดยรปู แบบใดกเ็ หมอื นกันคือ รู้สึกว่าได้กระทบผัสสะ เมอื่ กระทบ ผัสสะทช่ี อบ ก็ท�ำใหร้ ู้สกึ ถึงความมตี ัวมีตน เขา้ ไปยึด (ติดเบ็ด) ว่าสง่ิ น้ีเป็น ของฉนั มคี วามสขุ ของฉัน มีคนรกั ฉนั มีคนรักของฉัน มีลูกฉัน มีรถฉัน มี ความสบายของฉนั เพอื่ แกค้ วามไมเ่ ตม็ ในใจ ความขาด ความเหงา เหงามาก เขา้ กต็ อ้ งการสง่ิ กระทบทีร่ ุนแรงเพ่ือบอกว่าฉนั มตี ัวตนจรงิ ๆ เช่น ตอ้ งการ คนเอาอกเอาใจอยา่ งมากและตลอดเวลา ถ้าเหงานอ้ ยได้รบั ผสั สะเบาๆ ก็ พออยไู่ ด้ เชน่ ไดก้ นิ อาหารอร่อย ๆ กม็ คี วามสขุ แลว้ แตไ่ มว่ ่าจะได้เสพส่งิ ตา่ งๆ มากหรอื นอ้ ยแล้วท�ำให้มีความสุข ได้เสพอะไรเพื่อสนองกต็ าม ราก ของมนั เหมอื นกนั และไมไ่ ดใ้ หผ้ ลอะไรตา่ งกนั เลย จะฟงั เพลง หรอื แคะขม้ี กู ผลกค็ อื ความสขุ เหมือนกนั เพียงแต่ความไม่รู้ ท�ำใหเ้ ราร้สู ึกวา่ ต้องมีความ สขุ ทหี่ ลากหลาย เมอ่ื ไมไ่ ดพ้ จิ ารณา ใครวา่ อยา่ งไรดกี ข็ วนขวายแสวงหามา อยากมคี วามสขุ ของฉนั สงิ่ เหลา่ นน้ั ตอ้ งอยกู่ บั ฉนั ตลอดไป หา้ มเปลยี่ นแปลง ตอ้ งไมห่ ายไปไหน แตพ่ อสง่ิ ตา่ งๆ แสดงความเปน็ จรงิ คอื แปรเปลย่ี น หมด หายไป บงั คบั ไมไ่ ด้ กเ็ กดิ ความทกุ ข์ แตแ่ ลว้ กไ็ มเ่ หน็ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ แกป้ ญั หา ทกุ ขท์ ป่ี ลายเหตุ ทุกขจ์ งึ บานปลาย รกั ทม่ี กี ามเปน็ สว่ นประกอบจงึ เปน็ รกั แทไ้ มไ่ ด้ เพราะมนั มเี หตแุ หง่ ทกุ ข์ มคี วามแปรเปลยี่ นขนึ้ ลง ไมส่ นิ้ สดุ มสี ขุ แลว้ กท็ กุ ข์ รกั แทอ้ ยา่ งพทุ ธ คือรักทเ่ี ปน็ พรหมวิหารธรรม คือมีเมตตา กรณุ า มทุ ิตา อุเบกขา คอื เป็น รกั ทไ่ี มเ่ จอื ดว้ ยกเิ ลส จงึ มคี วามสงบเยน็ มคี วามเตม็ ไมข่ าด ไมเ่ บยี ดเบยี น ใครอยใู่ กลก้ ร็ สู้ กึ ไดเ้ หมอื นอยใู่ ตร้ ม่ ไมท้ า่ มกลางแดดรอ้ น เพราะใจสงบแลว้ จึงมีความสุขโดยตัวมันเอง ซ่ึงผู้ไม่เคยผ่านความสุขชนิดน้ีก็จะไม่สามารถ จินตนาการได้ เมื่อยังไม่เคยเข้าถึงก็ไม่มีทางเข้าใจว่าสุขจากใจที่อิ่มเต็ม เปน็ อย่างไร จึงยังวนเวียนอยกู่ บั ความรักท่ีประกอบด้วยกาม เหน็ ว่าความ เรา่ รอ้ น ความทุกข์ คอื ความสขุ ยอมทกุ ข์มหาศาลเพื่อแลกความสุขเพียง

184 เลก็ นอ้ ย เมอื่ ยงั ไมเ่ หน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษ จงึ ไมส่ ามารถปลอ่ ยวางได้ ตอ้ งดน้ิ รน แสวงหาต่อไป การจะเข้าถึงพรหมวิหารธรรม การจะรู้จักความรักข้ันสูง ต้อง พัฒนาใจให้สูงตาม ไม่สามารถท�ำได้ด้วยการคิด หรือด้วยความอยากไม่ อยาก เพราะหัวใจของพรหมวิหารคืออุเบกขา สามารถเข้าถึงได้ด้วยการ ภาวนา ดว้ ยการเจริญมรรคเทา่ น้นั การเจริญมรรคโดยย่อ คือ การเจริญศลี สมาธิ ปัญญา ฝึกฝนจิตใจ ด้วยการเจริญสมถะให้มีความสงบระงับจากนิวรณ์ (ธรรมที่ก้ันจิตไม่ให้ บรรลุความดี คือ กามฉันทะ พอใจในกามคุณ พยาบาท คิดร้ายผู้อ่ืน ถีนมิทธะ ความหดหู่ซึมเซา อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและร�ำคาญ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย) เบื้องต้น แล้วเจริญปัญญาด้วยวิปัสสนา ความเหน็ แจ้ง คือ เหน็ ตรงตอ่ ความเปน็ จรงิ คือ เหน็ ขนั ธท์ ง้ั หา้ คือ กาย (รูป) เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉย ๆ) สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) สัญญา (ความจ�ำได้หมายรู้) วิญญาณ (ความรับรู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ได้รู้สึกทางใจ) ตามความเป็นจริงว่าเป็นไตรลักษณ์ คือไมเ่ ที่ยง แปรปรวน และสัง่ บงั คบั ไม่ได้ จนเมอื่ จติ เห็นความจริงบอ่ ย ๆ กจ็ ะคอ่ ย ๆ เกดิ ปญั ญา ลดความทะยานอยาก หลงไหลเขา้ ไปยึด เรยี กวา่ เป็นกลางจากความอยากไม่อยากคืออุเบกขา จิตก็จะเป็นอิสระจากสิ่ง กระทบภายนอก เป็นอิสระจากกาม เข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของรักแท้ ทไ่ี มม่ เี งอื่ นไขได้ เพราะคงความสุขอย่ไู ด้โดยไมต่ อ้ งพึง่ พาสิง่ อน่ื ก็พรอ้ มจะ ใหค้ วามสขุ โดยปราศจากอคติ หมดการท�ำเพอื่ ตวั ตน หรอื เพอื่ ความยดึ มนั่ ถือมน่ั กห็ มดการเกดิ อีก จงึ ไมต่ ้องกลบั มาเปน็ ทุกข์อกี การสร้างบารมีทางจิตใจก็เพ่ือให้เกิดปัญญาตัวน้ี การมีความรัก เพอ่ื สขุ กค็ อื การรกั เพอ่ื พฒั นาไปถงึ จดุ น้ี เปน็ ความรกั ทเี่ กดิ จากใจทบี่ รสิ ทุ ธิ์

185 ปราศจากกเิ ลส เหตแุ หง่ ทุกข์ โดยส้นิ เชงิ คณุ คา่ ของความรกั คอื การพฒั นาจติ ใจตนเอง กนั และกนั อยา่ งมี เปา้ หมายเยย่ี งคนตน่ื รู้ ไมใ่ ชห่ ลงดว้ ยความไมร่ จู้ ะไปทางไหน ธรรมะชว่ ย ให้มองเห็นทาง ไม่ต้องรู้สึกมืดมน จุดหมายปลายทางของความรักคือ ความสนิ้ ทกุ ข์ หยดุ เดินเวยี นวนไปเร่อื ย ๆ เพราะรู้แลว้ ว่า ที่หมายท่ีเป็น อมตะสขุ นัน้ มีอยู่ ไมต่ ้องทุกข์จากการพลดั พรากอีกตลอดไป

186 อา่ นเพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับธรรมะและความรกั ที่มาเน้อื หาตอน เร่อื งราวความรักของพระพทุ ธเจ้า จาก เนอ้ื หา นางแกว้ คู่บารมี โดย คุณอังคาร (ศิริวรรตน์ สุวรรณฉวี) saradham.siamtapco.com อา่ นเพม่ิ เติมเกี่ยวกับธรรมะและความรัก http://www.sangtean.com http://www.dungrin.com http://www.dungrin.net ตดิ ตามแฟนเพจทีมงานผูจ้ ัดทำ�หนังสือไดท้ ่ี facebook http://bit.ly/sangtean อา่ นหนังสือ เหตเุ กดิ จากความรกั หนงั สือเลม่ แรกของทีมงานผจู้ ดั ทำ�หนงั สอื เล่มนีไ้ ด้ที่ http://www.sangtean.com/love/reading

187 บทสวดมนต์ “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระสงฆเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สอง ฯ ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สอง ฯ ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระสงฆเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สอง ฯ ตะติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สามฯ ตะติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สาม ฯ ตะติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สาม ฯ

188 บทสวดสรรเสรญิ พระพทุ ธคณุ พระธรรมคณุ พระสงั ฆคณุ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สคุ ะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะโร ปรุ สิ สะธมั มะสาระถิ สตั ถาเทวะมะนสุ สานงั พุทโธ ภะคะวาติ พระพทุ ธเจ้าเป็นผ้ไู กลจากกเิ ลส เป็นผู้ตรัสรชู้ อบโดยพระองคเ์ อง เปน็ ผู้ ถึงพร้อมด้วยความรู้อันวิเศษและความประพฤติชอบ เป็นผู้ไปดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกผู้ควรฝึกได้อย่างไม่มีใคร เสมอเหมือน เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบกิ บานในธรรม เป็นผมู้ ีความสามารถจ�ำ แนกธรรมสัง่ สอนสัตว์ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทฏิ ฐิโก อะกาลโิ ก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปจั จตั ตัง เวทติ ัพโพ วิญญูหติ ิ พระธรรมคำ�สอนเป็นส่ิงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ ศึกษาและปฏิบัติตามพึงเห็นจริงได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอกหรือ ยืนยัน เป็นสิ่งท่ีปฏิบัติได้จริงโดยไม่จำ�กัดกาล เป็นส่ิงที่ควรชักชวนผู้อื่น ให้มาเห็นตามกัน เป็นสิ่งท่ีควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้ เฉพาะตน รูเ้ ผื่อคนอ่นื ไม่ได้ สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อชุ ปุ ะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะททิ ัง จตั ตาริ

189 ปรุ ิสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทกั ขเิ นยโย อญั ชะลิกะระนโี ย อะนตุ ตะรงั ปุญญกั เขตตัง โลกัสสาติ สงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ี ผปู้ ฏิบตั ติ รง ผปู้ ฏบิ ตั สิ มควร ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้จักธรรมอันนำ�ออกจากทุกข์ได้แล้ว ย่อมได้ช่ือว่าเป็น อรยิ บุคคล มีโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหนั ต์ อนั นับเปน็ สาวก ของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ อยา่ งแทจ้ รงิ เปน็ ผสู้ มควรแกเ่ ครอ่ื งสกั การะทเ่ี ขา น�ำ มาบชู าหรอื ตอ้ นรบั เปน็ ผคู้ วรรบั ทกั ษณิ าทาน เปน็ ผทู้ บ่ี คุ คลทว่ั ไปควร ประนมมือไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มนี าบญุ อ่นื ยงิ่ ไปกว่า

บทอธษิ ฐาน “นิพพานะ ปัจจโยโหตุ” ข้าพเจ้าขอบุญกุศลที่บำ�เพ็ญมาจงเป็นพลวัตปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เพื่อถอดถอนอวิชชา ตัณหา อุปาทาน สิ้นภพ จบชาติ ขอให้บุญทั้งหมดของการจัดทำ�หนังสือเล่มนี้ส่งผลให้ท่านผู้อ่านทุกคน มีความเข้าใจในรัก และมีรักที่เกื้อกูลประโยชน์ตนและและผู้อื่น ตราบจนถึงพระนิพพาน หมดเหตุแห่งทุกข์ตลอดไป ทม่ี ารปู ภาพ ภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภายในพระอโุ บสถวดั ราชาธวิ าส แสดงเรอื่ งพระเวสสนั ดร ตอนทรงหลง่ั สโิ นทกกรวดนำ้� บรจิ าคมหาทานพระนางมทั รแี กท่ า้ วสกั กเทวราช ผแู้ ปลงกาย เปน็ พราหมณม์ าทลู ขอ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook