Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore จริยธรรมทางธุรกิจ

จริยธรรมทางธุรกิจ

Published by Thalanglibrary, 2020-11-27 10:49:21

Description: จริยธรรมทางธุรกิจ

Search

Read the Text Version

44 4. จรยิ ธรรมตามแนวคําสอน (สมคดิ บางโม. 2549 : 26) ในคริสตศาสนา 4.1 จงศรัทธาและเชื่อในพระเจา 4.2 จงรักพระเจา รักครอบครัว รักเพ่ือนบานและรักเพ่ือนมนุษย แลวจะไดรับความ รกั จากโลกเปน ส่งิ ตอบแทน 4.3 ทานทั้งหลายปรารถนาจะใหเขาทําแกทานอยางไร ทานทั้งหลายจงกระทําอยาง นั้นแกเขาเหมอื นกนั 4.4 จงรักศตั รแู ละอวยพรแกผทู ีแ่ ชงดา ทา น 4.5 จงทําคณุ แกผูท่เี กลียดชงั ทานและจงอวยพรใหแกผูทปี่ ระทุษรายเค่ียวเขญ็ ทา น 4.6 อยากลาวโทษเขา เพื่อเขาจะไมกลาวโทษทาน เพราะวาทานท้ังหลายจะ กลา วโทษ จรยิ ธรรมตามแนวศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม (2554. ออนไลน) เปน ศาสนาสําคญั ศาสนาหนึ่งของโลก มีคนนับถือมาก เปนอันดับสองในโลก คือ เปนประเทศมุสลิมกวา 67 ประเทศจากกวา 200 ประเทศในโลก สําหรับ ประเทศไทยศาสนาอิสลามเขามาตั้งแตสมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ มุฮัมหมัด ใน ฐานะเปน ศาสนทตู ของอัลลอฮฺ ศาสนาอิสลามในความหมายของ อัล-กุรอาน หมายถึง \"แนวทางในการดําเนินชีวิต ที่ มนุษยจะปราศจากมันไมได\" ศาสนาเปนส่ิงท่ีถูกประทานมาจากพระเจา สวนกฎของสังคมถูก กําหนดจากความคิดของมนุษย ดังนั้นผูศรัทธาในพระเจาอยางแทจริงคือ ผูที่เช่ือฟงปฏิบัติตาม คาํ บญั ชาดว ยความเคารพตอ อัลลอฮฺ 1. หลักคําสอนของศาสนาอิสลามแบงไว 3 หมวด ดงั นี้ 1.1 หลกั การศรัทธา มคี วามเชื่อวา พระเจา เปน พระผสู รางทุกสรรพสิ่งทัง้ จักรวาล ซ่ึงไมไดอุบัติข้ึนไดดวยตัวเองและประทานคําสอน กฎการปฏิบัติผานศาสดาใหมาส่ังสอน แนะนํา มนุษยสําหรับการดําเนินชีวิต สําหรับโลกมนุษยเปนเพียงโลกแหงการทดสอบการกระทําดีและชั่ว และอีกสถานทหี่ น่งึ เปน สถานท่ตี รวจสอบการกระทํา เพื่อรับผลตอบแทนจากการทําความดีและถูก ลงโทษไปตามผลกรรมชว่ั ของผูกระทํานน้ั ๆ หลกั ศรัทธา 6 ประการ (หลักศรทั ธาของมสุ ลมิ . ออนไลน. 2554) ไดแก 1) ศรทั ธาตออลั ลอฮฺ 2) ศรัทธาตอ บรรดา มลาอิกะฮขฺ องพระองค มลาอกิ ะฮ(ฺ เทวทตู ) คือ บริวาร หรือ บาวผูรับใชอ ัลลอฮฺ

45 3) ศรทั ธาตอบรรดาคมั ภรี ข องพระองค 4) ศรัทธาตอบรรดารอซลู ของพระองค รอ ซูล คือ ศาสนทตู ของอลั ลอฮฺ ซึ่งมีคุณสมบัติสําคัญ 4 ประการ คือ เปนผูมีสัจจะ ซ่ือสัตยสุจริต เปนผูนําศาสนาออกเผยแพรแก ประชาชาติและเปน ผูมีความเฉลยี วฉลาด รอบคอบในการท่ีจะโตแยง หรอื อื่น ๆ 5) ศรทั ธาตอ วนั สดุ ทา ย หมายถงึ การเช่ือถงึ การฟน คืนชีพในโลกหนา เหตุการณ หรือสัญญาณในวันกิยามะห ที่ช้ีถึงการศรัทธาตอส่ิงที่เรนลับที่สติปญญามิอาจจะเขาถึง ไดและไมสามารถจะลว งรไู ด นอกจากไดรบั การบอกกลาวจาก อลั ลอฮฺ 6) ศรทั ธาตอ สภาวการณท ดี่ แี ละเลวราย ทงั้ หมดมาจาก อลั ลอฮฺ ทัง้ สิ้น 1.2 หลักการปฏิบัติ ศาสนาสอนวา กิจการงานท่ีจะทําตองมีความเหมาะสมกับ ตนเองและสังคม ขณะเดียวกันตองเวนหางจากการงานท่ีไมดี ท่ีสรางความเส่ือมเสียอยางสิ้นเชิง การประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ เชน การถือศีลอด การนมาซและสิ่งท่ีคลายคลึงกับสิ่งเหลาน้ี เปน การแสดงใหเห็นถึงศรัทธาท่ีเขมแข็งตอพระเจา ดั่งบาวที่จงรักภักดีและปฏิบัติตามบัญชาของ พระองค กฎเกณฑและคําสอนของศาสนา ทําหนาท่ีคอยควบคุมความประพฤติของมนุษย ทั้งที่เปน หลักศรัทธา หลักปฏบิ ตั แิ ละจรยิ ธรรม หลักปฏิบัติ 5 ประการ เมื่อมีศรัทธาตอพระเจาแลว ตองนําไปสูการปฏิบัติใหเกิดผล (บรรจง บนิ กาซนั และวิทยา วิเศษรตั น. 2554. ออนไลน) โดยมีหลักปฏบิ ตั ดิ งั นี้ 1) การกลา วปฏญิ าณตน สําหรับผูท่ยี อมรับอสิ ลามทุกคนตองกลา ว เพือ่ เปน การยืนยันดวยวาจาวา ตนเองมีศรัทธาและพรอมจะปฏิบัติตามบทบัญญัติและเง่ือนไขตาง ๆ ท่ี อลั ลอฮฺ ไดทรงกําหนดไวใ นคัมภรี อลั กุรอานและคาํ สอนของศาสดา นบมี ุหมั มัด 2) การนมาซ หรือละหมาด เปนการแสดงความเคารพสักการะและแสดงความ ขอบคุณตออัลลอฮฺในแตละวัน ๆ ละ 5 เวลา คือ รุงอรุณ ตอนบาย ตอนตะวันคลอย หลังดวง อาทติ ยตกดินและในยามคํ่าคนื โดยถือเปน หนาท่ีของมุสลมิ ทุกคนท่ีบรรลศุ าสนภาวะ คือ ผูชายเร่ิม มคี วามรูสกึ ทางเพศและผูหญงิ เริ่มมีประจําเดือน ผูละหมาดไดครบ 5 เวลาตอวัน จะตองเปนคนท่ีมี ความผูกพันตออัลลอฮฺและรําลึกถึงพระคุณของพระองคอยูตลอดเวลา ยอมจะไมเปนผูประพฤติช่ัว เพราะอยูในสายตาของพระองคตลอดเวลา 3) การถือศีลอดในเดอื นเราะมะฎอน เปน การงดเวน การกิน ดมื่ มเี พศสัมพนั ธ ตลอดจนการอดกลั้นอารมณใฝตํ่าทั้งหลาย ตั้งแตดวงอาทิตยขึ้น จนถึงดวงอาทิตยตกดิน เปนเวลา 29-30 วันของเดือนเกาตามปฏิทินอิสลาม โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือฝกมุสลิมใหเกิดความยําเกรงตอ พระเจาและฝกใหมีความซื่อสัตยตอตนเอง ยังแสดงถึงความเสมอภาคระหวางคนรวยและคนจน การถือศีลอดเปนเพียงการยํ้าเตือนจิตสํานึกของผูถือศีลอดใหระลึกถึงพระเจาและลดความตองการ

46 ทางอารมณใหตํ่าลง ถายังคลอยตามอารมณใฝต่ําทําความชั่วอยู สิ่งที่ไดรับจากการถือศีลอดก็คือ ความหิวกระหายธรรมดาตลอดท้ังวัน ซ่ึงไมมีผลตอการฝกฝน หรือการขัดเกลาทางดานจิตวิญญาณ แตประการใด ขอยกเวนในการถือศีลอดสําหรับคนชราที่รางกายออนแอ ผูปวย ที่แพทยวินิจฉัย แลว กรรมกรท่ีทํางานหนักในเหมืองแร หญิงมีครรภแก เหลาน้ีจะไดรับการยกเวนมิตองชดใช แต มีเงอ่ื นไขวา ผทู ไ่ี ดร ับการยกเวน จะตองบริจาคอาหารท่ีตัวเองกินเปนประจําหนึ่งม้ือใหแกคนยากจน เปนการทดแทนในวันที่มิไดถือศีลอดในระหวางเดือนถือศีลอดนั้น นอกจากนี้สามารถกลืนน้ําลาย ได ถา นํ้าลายสะอาดและไมม เี ศษอาหารติดอยู 4) การจา ยซะกาด คอื การจา ยทรัพยสนิ ในอัตราที่ศาสนากาํ หนดไวจ าก ทรัพยสินท่ีสะสมไว โดยมีวัตถุประสงคเพื่อยืนยันถึงความศรัทธา เปนการฟอกทรัพยสินและจิตใจ ของผูจายใหสะอาดบริสุทธิ์ อีกท้ังยังเปนการชวยเหลือแบงปนแกสังคม สําหรับผูรับซะกาด 8 จําพวก ไดแก คนยากจน คนท่ีอัตคัดขัดสน คนท่ีมีหัวใจโนมมาสูอิสลาม ไถทาส ผูมีหน้ีสินลน พน ตวั คนพลดั ถน่ิ หลงทาง ใชในหนทางของอัลลอฮฺ ผบู รหิ ารการจดั เก็บและจา ยซากาต 5) การทาํ ฮัจย คือ การเดนิ ทางไปปฏิบตั ศิ าสนกจิ ท่ีนครมกั กะฮฺ ในเดือน ซุลฮิจญะฮฺ เปนเดือนสุดทายตามปฏิทินอิสลามและสถานท่ีท่ีถูกกําหนดไว การทําฮัจย ถือเปน หนาที่ของชายและหญิงทุกคนท่ีมีความสามารถดานรางกาย ทรัพยสินและเสนทางการเดินทางที่มี ความปลอดภยั 1.3 หลกั จริยธรรม ศาสนาอิสลามสอนวา การดาํ เนินชวี ติ จงเลอื กสรรเฉพาะสงิ่ ที่ดี อันเปนที่ยอมรับของสังคม จงทําตนเปนผูดํารงอยูในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสูการมีบุคลิกภาพท่ี ดี เปนคนรูจ ักหนาที่ มคี วามหวงใย มเี มตตา มีความรัก ซ่ือสัตยตอผูอ่ืน รูจักปกปองสิทธิของตน ไม ละเมิดสิทธิของผูอื่น เปนผูมีความเสียสละไมเห็นแกตัวและหม่ันใฝหาความรู ท้ังหมดที่กลาวมา เปน คุณสมบตั ขิ องผมู ีจรยิ ธรรม ซ่งึ ความสมบูรณท ้ังหมดอยทู ีค่ วามยุตธิ รรม จากแนวคิดจริยธรรมตามหลักศาสนาอิสลามที่กลาวมาท้ังหมดขางตน หลักอิสลามใช ความศรัทธาตอพระเจาเปนตวั ขับเคลือ่ นการประพฤติปฏิบัตไิ ปตามหลกั คาํ สอน ซ่ึงยังมีรายละเอียด อีกมากมายสําหรับศาสนิกท่ีจะตองศึกษาทําความเขาใจศาสนาของตนเองอยางถองแท เพ่ือนําไปสู การประพฤติปฏิบัติท่ีถูกตอง แมวาแตละความเช่ือของมนุษยจะมีความแตกตางกันก็ไมควรท่ีจะ เปนการนําไปสูการหักลางทําลาย แตควรเปนการพูดคุยทําความเขาใจดวยหลักเหตุผลของการอยู รวมกันอยางสันติ เชนเดียวกับขอโตแยงที่เกิดข้ึนเก่ียวกับบทวิจารณอิสลามในมุมมองของอิสลาม ที่นาสนใจ ในการรับฟงเหตุผลดวยใจเปดกวางก็จะทําใหเขาใจถึงความเปนมาเปนไปในศาสนา ของศาสนิกอนื่ ๆ เพม่ิ มากข้นึ

47 2. ขอโตแยงทเี่ กย่ี วกบั บทวจิ ารณอสิ ลาม ในมมุ มองของอิสลาม อิสลามกับการกอการราย พื้นท่ีท่ีมีชาวมุสลิมสวนใหญจะมีปญหาขัดแยง มีสงคราม เกิดข้ึนบอยครั้ง เปนเพราะศาสนาสอนใหใชความรุนแรง จากการคลั่งศาสนาของบางกลุม แตหาก พิจารณาอยางถวนถ่ีแลว เบ้ืองหลังปญหาสวนใหญเกิดขึ้นจากการเมือง ซ่ึงในศาสนาอิสลามไมได แยกศาสนาออกจากการเมือง หลายประเทศมีกฎหมายศาสนา ปจจัยเสริมท่ีทําใหเกิดการกอการราย คือ การลาอาณานิคมในรูปแบบตาง ๆ ของตะวันตก การแยงชิงทรัพยากรโดยเฉพาะนํ้ามัน การ ตองการแบงแยกดินแดนจากการกดข่ี เปน ตน ก็มกั เปน กลุม คนทต่ี องการที่จะใหกฎหมายศาสนาใน การปกครอง ท้ังมุสลิมท่ีรับผลประโยชนตางตอบแทนเองและคูกรณี โดยอางวา มุสลิมกลุมน้ัน กลมุ นเี้ ปน ผูกระทําและในสว นของมุสลิมบางกลุมกไ็ ดอ างเหตกุ อความรุนแรงวามาจากคําสอนของ อสิ ลาม ดานสิทธิมนุษยชน อิสลามถูกมองวาไมยุติธรรมในเร่ืองสถานภาพของผูหญิง เชน การ จัดการมรดก การลงโทษผูหญิงที่ผิดประเวณีอยางรุนแรงดวยการเฆ่ียนตี ประหารชีวิต เปนตน แม อิสลามไมไดใหอํานาจผูหญิงมีการตัดสินใจในเร่ืองตางๆไดเทาผูชายในบางเร่ืองและการแบงแยก หญิงชายในแตละสถานท่ีอยางเปนสัดเปนสวน แตการลงโทษทัณฑในอิสลามไมไดแยกในเรื่อง เพศ หมายความวา ผูชายที่ผิดประเวณีก็จะตองถูกเฆี่ยนตีเชนกัน อิสลามสงเสริมใหผูชายทําหนาท่ี หลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ผูหญิงทําหนาท่ีหลักในการเลี้ยงดูบุตรและดูแลบาน ในเร่ือง การศึกษาอิสลามไมไดหามไมใหผูหญิงศึกษา แตอิสลามกลับสงเสริมใหทุกคนศึกษาหาความรู ตงั้ แตในเปลจนถึงหลุมฝง ศพในทุกสาขาวิชาท่เี ปนประโยชน โดยเฉพาะความรูดานศาสนาท่ีจําเปน ทจี่ ะตองศึกษาใหรูและเขา ใจในทุกดาน การลงโทษประหารชีวิตพวกรักรวมเพศและผูที่ทําประเวณี นอกสมรสสําหรับผูที่ผานการแตงงานมาแลวนั้น อิสลามถือเปนการกระทําท่ีช่ัวชาอยางยิ่ง เพราะ อสิ ลามเปน ศาสนาท่ใี หมนษุ ยดาํ รงไวซ ง่ึ ความเปน มนุษย อิสลามจงึ มีมาตรการทเ่ี ห็นผลในการหยุด พฤติกรรมท่ีสรางความเส่อื มเสยี แกมนษุ ยใ นวงกวา ง พฤตกิ รรมที่สรางคานยิ มเลยี นแบบไดงา ย และ การสําสอ น ทงั้ ทีอ่ ิสลามเปดกวางเรื่องการแตงงานหลายคนอยางมีเง่ือนไขแตตองไมเกิน 4 คน และ ตองสามารถใหความยุติธรรม ความเทาเทียมกันได ซึ่งหาไดยากยิ่งท่ีจะมีระบอบที่ยกระดับผูหญิง ใหมีสถานะสูงขึ้นมาไดเปนการแกปญหาการกดขี่ทางเพศ เปนคานิยมที่สอดรับกับขอเท็จจริงทาง เพศและความเปน จรงิ ในปจจุบนั ทสี่ ัดสว นทางเพศประชากรเปลี่ยนแปลงไป

48 สรุป บทสรุปน้ีกลาวถึงความแตกตางระหวางกฎหมายกับจริยธรรม ถือวากฎหมายเปน เคร่ืองมือระดับต่ําในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย เน่ืองจากการกระทําความดีอาจเปนเพราะ กลวั โดนลงโทษ ซง่ึ แตกตา งจากจริยธรรมท่ีเปน การกระทาํ โดยสมัคร เพราะแยกแยะแลววา สงิ่ ไหน ดีก็เลือกทําส่ิงนั้น แนวคิดทฤษฎีจริยธรรมในแตละยุคสมัยของโลกเปนไปตามเง่ือนไขของ ทรัพยากรและความตองการของมนุษย ทําใหมีทั้งแนวคิดตะวันตก แนวคิดตะวันออก แนวคิดทาง ศาสนา เชน ศาสนาพทุ ธ ศาสนาคริสตและศาสนาอิสลาม โดยทีแ่ นวคดิ จรยิ ธรรมตะวันตกตั้งแตยุค กรีกโบราณท่ีมีนักปรัชญาท่ีมีช่ือเสียงหลายทานมีแงมุมความคิดเก่ียวกับคุณธรรมไปตามบทบาท หนาที่ของคน เชน โสเครติสใหความสําคัญกับความรู เพราะถามีความรูก็จะทําในส่ิงที่ถูกตอง เพลโตใหหลักคุณธรรม 4 ขอ คือ ปญญา ยุติธรรม กลาหาญและรูจักประมาณ สวนอริสโตเติล กําหนดคุณธรรมที่เพ่ิมในสวนของมิตรภาพ ตอมาแนวคิดทางตะวันตกหลังยุคกรีกสนใจเหตุผล นิยมกับประโยชนนิยม จริยธรรมตามแนวคิดตะวันออกจะเนนท่ีหลักคําสอนของนักปราชญ เชน ขงจ้ือ ถือคุณธรรมความสัมพันธของมนุษยใหความเคารพตอผูอาวุโส ทานมหาตม คานธี ยึด หลกั การแกป ญ หาทไ่ี มใ ชความรนุ แรงทเ่ี รียกวา หลักอหิงสา สวนจริยธรรมตามแนวคิดทางศาสนา ของศาสนาคริสตและอิสลามใหมีความศรัทธาตอพระเจาองคเดียวเทาน้ัน แลวจึงนําไปปฏิบัติให เกิดผลจริง สําหรับพุทธศาสนาใหยึดตามหลักคําสอนในพระธรรมซ่ึงแบงเปนระดับตน ระดับกลางและระดับสูง เชน ฆราวาส ถอื ปฏิบัติระดับตน คอื เบญจศลี เบญจธรรม เปน ตน กรณีศกึ ษา นายตนั ภาสกรนที เปด ใจถงึ สถานการณน าํ้ ทว มโรงงาน ท่ีนิคมอตุ สาหกรรมโรจนะ จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ในรายการเจาะขาวเดน โดยคณุ สรยุทธ สทุ ัศนจนิ ดา โดยโรงงานผลิตนํ้าชาเขียวอิชิตัน ที่ตั้งอยู เฟส 3 ของนิคมอุตสาหกรรมโรจนะน้ัน กอนท่ี น้ําจะไหลเขาทวม ทางโรงงานกําลังเรงผลิตน้ําเปลา เพื่อแจกจายใหกับประชาชนท่ีประสบภัยน้ํา ทวมอยู ซึ่งขณะน้ีน้ําไดไหลทะลักทวมพื้นที่ท้ังหมดของโรงงาน 48,000 ตารางเมตรแลวมีมูลคา 3,500 ลานบาท ตัน ภาสกรนที เผย โรงงานอิชิตันท่อี ยธุ ยานํา้ ทว มหนัก คนื นนี้ อนโรงงานรอสงพนกั งาน ทีเ่ หลือ สว นตนจะออกเปนคนสดุ ทาย นายตนั เปด เผยวา ไดทําแนวกนั้ นํ้าลอ มท้งั โรงงาน แตก ็ตา นแรงนา้ํ ไมอยู ยอมรบั วา นาํ้ มา แรงมาก แตนา้ํ มากต็ อ งมที างไป เห็นสภาพโรงงานถูกน้าํ ทว มแลวพูดไมอ อกเลย ทาํ ไดแ คให กําลงั ใจพนกั งาน ทร่ี วมกนั อยเู พ่ือดแู ลโรงงานมาหลายวนั กอนนา้ํ ทว ม ตอนนมี้ ีพนกั งานทีเ่ หลืออีก

49 5 คนสุดทา ย คนื นี้จะนอนดวยกนั ในโรงงาน จะรอสงพนกั งานทเ่ี หลอื ออกไปกอนและตนเองจะ ออกจากโรงงานเปน คนสดุ ทา ย กัปตนั เรอื ยอมทิง้ เรอื ไมไ ด จะอยูใหถ งึ ทส่ี ุด ตองอยใู หสมกับท่ี ลงทนุ ไป \"น้าํ ทวมคร้ังน้ี ธรรมชาตเิ อาคืนเรา เปน บทเรียนใหเราคิดวา จะอยูกับธรรมชาตอิ ยา งไร อยาโทษใคร ใหโทษตัวเอง โทษทุกคน รวมท้ังผมดวย แมโรงงานจะเสยี หายแตเช่ือวามกี ําลังใจ จะ ทาํ มันใหมไ ด ตราบใดท่ี มีชวี ิต มีกําลังใจ ก็ตองอยไู ด อปุ กรณท ่ีเหลอื กย็ งั พอทํางานถู ๆ ไถ ๆ ไปได สว นเรื่องทก่ี อนหนา นี้เปนผบู รจิ าคชวยน้าํ ทว มรายใหญ นายตัน บอกวา สิ่งสําคัญคอื กําลงั ใจ ไมใ ช เงนิ มากเงนิ นอ ย ขอเปนกาํ ลังใหทกุ คน\" นายตนั กลาว ทง้ั นี้ ระหวา งการใหส ัมภาษณน ายตันพดู ดว ยเสยี งสน่ั เครอื และเม่อื จบการสมั ภาษณก ็ กล้นั น้ําตาไวไมอ ยู ตองรอ งไหออกมาในทส่ี ดุ นาํ้ ทว มประเทศไทยในป 2554 เปนปท ่ีคุณตนั เปนผบู รจิ าครายใหญทส่ี ดุ รวม 100 ลา น บาทและจัดกิจกรรมตา ง ๆ เพ่ือผปู ระสบภยั อยา งตอเนอ่ื ง วันนตี้ องประสบภัยเอง สญู เสียไมน อ ย 35,000 ลานบาท แตกย็ งั เตือนสตแิ ละใหกาํ ลงั ผอู น่ื ไดอกี คาํ ถาม 1. ในฐานะของเจาของกิจการหลายพันลา นคณุ ตนั ไดแสดงถึงภาวะผนู าํ ท่ี สอดคลอ งกบั แนวคดิ ดานจรยิ ธรรมของใครบา ง อยางไร 2. ถา หากทา นตกอยใู นสถานการณเ ชน เดียวกบั คณุ ตนั ทา นคิดวา จะสามารถ ปฏิบัตติ นไดด เี ทา คณุ ตัน หรอื ดนี อยกวา หรือดมี ากกวา คุณตัน เพราะเหตใุ ด

50 บรรณานกุ รมทา ยบทที่ 2 กฎหมายคุม ครองทรพั ยสินทางปญ ญา. [ออน-ไลน]. (2554). แหลงทม่ี า: http://th.wikipedia.org/wiki/. จริยธรรมตามแนวพุทธศาสนา. [ออน-ไลน] . (2544). แหลงที่มา: http://weluwan.org/website/index.php/getting-help/moralalife/125-buddhism-moral จรยิ ศาสตรของขงจื๊อและจริยศาสตรข องมหาตมคานธี. [ออนไลน] . (2554). แหลงท่ีมา: http://e-book.ram.edu/e-book/p/PY336/py336-11.pdf. จรยิ ศาสตรของเพลโต. [ออนไลน] . (2554). แหลงทมี่ า: http://e-book.ram.edu/ e-book/p/PY336/py336-5.pdf. จริยศาสตรตะวนั ตกสมยั โบราณ. [ออน-ไลน]. (2554). แหลงท่ีมา: http://e-book.ram.edu/ e-book/p/PY336/py336-4.pdf. บรรจง บินกาซนั และวทิ ยา วเิ ศษรัตน. (2554). หลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประการ. [ออน-ไลน]. แหลงทีม่ า: http://www.islamthailand.com/thai521/introduce/intro-12.php บัญญตั ิ 10 ประการ. [ออน-ไลน] . (2554). แหลงที่มา: http://www.gotquestions.org/Thai/ Thai-ten-commandments.html ศาสนาคริสต. [ออน-ไลน]. (2554). แหลง ทมี่ า: http://allknowledges.tripod.com/christ.html . [ออน-ไลน] . (2554). แหลงที่มา: http://main.dou.us/view_content.php?s_id=182 ศาสนาอสิ ลาม. [ออน-ไลน] . (2554). แหลง ทม่ี า: http://th.wikipedia.org/wiki/. สรปุ นโยบายลดภาษรี ถคนั แรก. [ออน-ไลน]. (2554). แหลง ท่ีมา: http://www.cars-tune.com หลักศรัทธาของมสุ ลิม. [ออน-ไลน] . (2554). แหลงทม่ี า: www.masjidsamin.com/main/content.php?page=sub...11

บทที่ 3 จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ เม่ือกลาวถึงคุณธรรมจริยธรรม คนสวนใหญมักจะนึกถึงการแสดงออกของพฤติกรรมที่ ถูกตองเหมาะสมและมีคุณคา ทําใหเกิดความภูมิใจในตนเองและเปนที่ยอมรับของผูอื่น ดังนั้นใน การดําเนินธุรกิจซึ่งเปนอาชีพท่ีมีเปาหมายของกําไรและความม่ังค่ังสูงสุด การกระทําตาง ๆ ของ นักธุรกิจจะมีความเก่ียวพันกับการดําเนินชีวิตของมนุษยทั้งในสังคมยอยและสังคมโลก จึงมีความ จําเปนอยางยิ่งที่จะตองทําใหการดําเนินธุรกิจน้ันเปนประโยชนกับทุกฝายที่มีสวนไดสวนเสีย เพอ่ื ใหเ ปน ท่ยี อมรับ ในธรุ กจิ นน้ั จงึ จะสามารถบรรลุเปาหมายและมีความยั่งยืนในการดําเนินธุรกิจ ไดอยางยาวนาน ความจําเปน ท่ธี รุ กิจตอ งมจี รยิ ธรรม การดําเนินธุรกิจเปนกิจกรรมที่เก่ียวของสัมพันธกับปากทองของผูคนจํานวนมากมาย เมือ่ นักธุรกจิ คนใดคิดดําเนินการทางธุรกิจใดผลที่เกิดตามมาจะสงผลกระทบตอผูคนทั้งภายในและ ภายนอกองคกร หากเกิดผลดีทุกคนก็จะไดรับความสุขรวมกัน ในทางตรงกันขามหากเกิดผล เสียหายทุกคนทุกฝายก็จะไดรับผลเปนวิบากกรรมรวมกันดวยเชนเดียวกัน ดวยเหตุนี้จึงมีความ จําเปนอยางย่ิงท่ีธุรกิจจะตองมีการดําเนินงานท่ีอยูในกรอบของกฎหมาย กฎระเบียบและขอตกลง ในการถอื ปฏิบตั ิเพอื่ ใหการดาํ เนินงานทางธุรกิจเปนไปดวยความถูกตอง ยุติธรรม ไมเบียดเบียนกัน ดังที่เราจะไดเห็นถึงปญหาของการดําเนินธุรกิจ ท่ีไมคํานึงถึงจริยธรรมแลวทําใหเกิดปญหาหลาย ประการตามมา การดาํ เนินธุรกิจทท่ี ําใหเกิดปญหาทางจริยธรรม มีสาเหตหุ ลายประการดวยกัน คอื 1. เปาหมายทางธรุ กิจ การดาํ เนนิ ธุรกจิ เพอ่ื เปา หมายหลักสําคัญ คือ กาํ ไรสงู สุด จะทําให ธุรกิจตาง ๆ มุงแสวงหากําไรใหไดมากที่สุดและทัศนคติเกี่ยวกับกําไรเชนน้ี ธุรกิจก็จะดําเนินงาน ใหไดตัวเลขท่ีเปนผลกําไรตามเปาหมายที่ต้ังไว เพื่อบงบอกวา การประกอบการของธุรกิจน้ัน ประสบผลสาํ เรจ็ โดยไมค ํานงึ ถงึ ปจจัยทจี่ ะสงผลกระทบตอสวนอ่ืน หรือไมแ ตอ ยา งใด

52 2. ทศั นคติของนักธรุ กิจ ถานกั ธรุ กจิ ซ่ึงเปน ผบู ริหารสูงสดุ ในองคก ร เปนผูมอี าํ นาจ ตัดสินใจในการกําหนดทิศทาง วิสัยทัศน เปาหมาย พันธกิจ กลยุทธขององคกร โดยนักธุรกิจนั้น ขาดทศั นคติท่ีดีทางจรยิ ธรรมยอ มจะคาํ นงึ ถึงแตผ ลตอบแทน ผลประโยชนของธุรกิจเทานั้น โดยไม คาํ นึงถึงความรับผดิ ชอบทีค่ วรจะตอ งมีกับบคุ คล ชมุ ชน สงั คมและสิ่งแวดลอ มอน่ื ๆ ดวย 3. การลดตนทุนและคาใชจายของธุรกิจ เปนการบริหารจัดการธุรกิจท่ีตองคํานึงถึงเพ่ือ สนองตอบเปาหมายกําไรสูงสุดของธุรกิจ ผูบริหารจึงใชมาตรการในการลดตนทุนใหต่ําสุดและ ประหยัดคาใชจายตาง ๆ ของธุรกิจใหมากที่สุด แตอาจทําใหผลิตผลที่ไดมีคุณภาพตํ่า เกิดการเอา รัดเอาเปรียบผูบริโภค เอารัดเอาเปรียบพนักงาน การทําลายสิ่งแวดลอมและการหลีกเล่ียงการเสีย ภาษีอยา งถกู ตอง 4. การแขงขันทางธุรกิจ ปจจุบันธุรกิจมีการแขงขันกันอยางเสรี จึงทําใหเกิดธุรกิจใหม เขาสูตลาดและเกิดการแขงขันกันจํานวนมาก ธุรกิจใดที่มีความสามารถ หรือมีความไดเปรียบท้ัง ดานเงนิ ทุน ศักยภาพของบคุ ลากร ทรัพยากรในการอํานวยความสะดวก ระบบการบริหารจดั การทด่ี ี ธุรกจิ นนั้ ยอมไดเ ปรยี บธุรกิจอ่ืน ดงั นัน้ เพื่อความอยูรอดของธุรกิจ หรือการครองตําแหนงทางธุรกิจ ก็อาจเปนสาเหตุใหเกิดการแขงขันกันอยางไมเปนธรรม เชน การฮั้ว การใหสินบนเจาหนาที่ที่ เก่ียวของ การสรางความสมั พันธกบั นกั การเมอื งทีส่ ามารถเออื้ ประโยชนใหแกตนได หรือใชวิธีการ ใสรายปายสคี ูแ ขงขันใหเ กดิ ความเส่อื มเสีย เปน ตน 5. การไมคาํ นึงถงึ มาตรฐาน หรือคณุ คาของความถูกตอ งทางสงั คม เปนการมุงทาํ ธรุ กิจ เพื่อหาผลประโยชนผลกําไรทางวัตถุเทาน้ัน โดยไมคํานึงถึงความถูกตองท้ังในแงของกฎหมาย จารีต ประเพณี ศีลธรรมและจริยธรรมใด ๆ เชน การลักลอบขนสินคาหนีภาษี ลักลอบคายาเสพติด ลักลอบคา สตั วป าสงวน ลักลอบคา ขายทางเพศ ลักลอบคาแรงงานเด็กและแรงงานตา งดาว เปน ตน 6. การขาดสํานึกของความรับผิดชอบตอสวนรวมและส่ิงแวดลอม เมื่อนักธุรกิจน้ันมุง แตกาํ ไรและผลประโยชนเฉพาะธุรกิจ โดยไมค ํานึงถงึ ผลกระทบที่จะเกดิ ความเสียหาย เกิดมลภาวะ เปนพิษทางเสียง กลิ่นและควันตาง ๆ ตอสวนรวมและส่ิงแวดลอม เชน การลับลอบตัดไมทําธุรกิจ ไมเถื่อน การปลอยของเสียลงนํ้า ปลอยควันพิษ ทิ้งสารเคมีที่เปนอันตรายโดยไมมีการบําบัด หรือ ปองกันใหเ กิดความปลอดภยั กอ นนาํ ไปทงิ้ จากสาเหตุที่กลาวขางตนจะเห็นวาการดําเนินธุรกิจ โดยคํานึงถึงแตกําไร หรือ ผลประโยชนเ ฉพาะตนของธุรกิจ ยอ มกอ ใหเ กิดปญ หาตามมาอยางแนน อน ซงึ่ ปญ หาทเี่ กดิ ขนึ้ ไมไ ด สงผลกระทบใหเกิดความเสียหายแกฝายใดเพียงฝายเดียวเทาน้ัน แมแตธุรกิจเองท่ีมุงหวังกําไรก็ไม อาจจะบรรลุเปาหมายได เพราะอาจจะเกิดการตอตานจากบุคคล หนวยงาน หรือชุมชนท่ีไดรับ

53 ผลกระทบจากการดาํ เนนิ ธรุ กิจทขี่ าดจรยิ ธรรมนน้ั ดงั นัน้ การดาํ เนินธุรกิจจึงจําเปนที่จะตองมีความ รับผิดชอบทางจรยิ ธรรมตอ บุคคล ชมุ ชนและสงั คมสวนรวม ผลกระทบทางจรยิ ธรรมในการดาํ เนินธรุ กจิ การดําเนินธุรกิจทุกวันน้ีมีการแขงขันกันสูง จนทําใหมาตรฐานทางจริยธรรมดูจะเสื่อม ถอยลงไปทุกที โดยนักธุรกิจเหลาน้ันมักอางเหตุผลวา เปนความตองการของตลาด ส่ิงท่ีทําก็เพื่อ สนองตลาดและโตแยงวาผูบริโภคมีสติปญญาสามารถคิดและตัดสินใจเลือกสินคาที่ตองการ หรือไมตองการไดดวยตนเอง ขอโตแยงน้ีสะทอนแนวคิดของผูพูดวา ตนเอง หรือธุรกิจไม จําเปนตองคํานึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบในฐานะของนักธุรกิจ ผูผลิตสินคา นักการตลาด นักโฆษณา หรือแมแตส่ือมวลชนและหนวยงานของรัฐบาลท่ีรับผิดชอบดูแลความเรียบรอยทาง สังคมแตอยางใด ดวยเหตุนี้เราจึงมักเห็นพฤติกรรมที่เรียกวา “วัวหาย ลอมคอก” ในสังคมไทยอยู บอย ๆ จะดีข้ึนมาหนอย คือ เมื่อทําผิดแลวยอมกลาวคําขอโทษ หรือชดใชเยียวยาคาเสียหาย แต หากเลวสุด ๆ คือ ไมยอมรับผิด ถาฝายเสียหายตองการความรับผิดชอบก็ไปฟองรองเรียกเอาเอง เหตุการณเ หลานเ้ี รามักไดร บั รูอยูเปนประจําและมกี ระแสใหฮือฮา เปน ขา วเปนขอถกเถยี งกนั อยเู ปน พกั ๆ แลวก็จางหายไปเชนนเ้ี สมอ การดําเนินกิจกรรมทางธุรกิจจะมีผลตอผูท่ีเกี่ยวของทั้งภายในและภายนอกองคกร เชน บุคลากรในระดับขององคกรที่มีบทบาทหนาท่ี ต้ังแตเจาของกิจการ ผูถือหุน ผูบริหารและ ผปู ฏบิ ตั ิงาน บุคคลและหนว ยงานท่ีเกี่ยวขอ งเชน ลูกคา คูคา เจาหนี้ ลูกหนี้ หนวยงานราชการท่ีตอง เกี่ยวของทั้งทางตรงและทางออม ชุมชนท่ีกิจการไปต้ังอยูในพ้ืนที่น้ัน ตลอดจนสังคม ประเทศชาติ ท่ีไดรับผลกระทบท้ังดานเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นกิจกรรมใดท่ีธุรกิจตัดสินใจกระทําไมวาจะ เปนการผลิตสินคาท่ีไดมาตรฐาน การตั้งราคาท่ีเหมาะสมกับคุณภาพ การใหบริการที่เสมอภาค เทาเทียมกัน การตกลงคาขายดวยความซื่อสัตยสุจริต การปฏิบัติตามเง่ือนไขการคาท่ีไดตกลงกับ ฝายตาง ๆ ที่เก่ียวของและปฏิบัติตามนั้น การใหความรวมมือในการจายภาษีใหกับรัฐบาลอยาง ถูกตองครบถวน การใชกลยุทธทางการตลาดที่ไมสรางทัศนคติ หรือคานิยมเชิงลบ ไมใชวิธีการ โฆษณาชวนเช่ือ ไมเปนตนตอของการทําลายสิ่งแวดลอม หรือวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชน มี ความเคารพและตระหนักถึงจารีต ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของสังคม ไมทําธุรกิจผิด กฎหมาย บรหิ ารกิจการธุรกิจดวยความเปนธรรม ไมเอารัดเอาเปรียบพนักงานลูกจางและลูกคา ไม ตกแตงตัวเลขทางบัญชีโดยมีเจตนาทุจริต แขงขันอยางเสรี ไมใชวิธีการใสรายปายสี หรือวิธีการติด สินบนเพ่อื ประโยชนข องธรุ กิจตน

54 ปจจุบันจะเห็นวาการดําเนินกิจกรรมทางธุรกิจมาถึงจุดของความเส่ือมถอยทางจริยธรรม ดังนั้นผูท่ีมีสวนไดสวนเสียทั้งภายในและภายนอกองคกรธุรกิจ ต้ังแตระดับบุคคลจนถึงระดับ องคกรตา งไดรับผลกระทบรวมกัน รวมทัง้ องคกรธรุ กจิ ที่ขาดจริยธรรมน้ันดวย ผลกระทบตอ ธรุ กจิ ที่ดําเนินงานขาดจริยธรรม 1. ความเหน็ แกตวั ของคนภายในองคกร เมื่อองคก รธุรกจิ ดําเนนิ งานขาดจริยธรรม เชน ตั้งเปาหมายทางธุรกิจสูงเกิน ไมมีสวัสดิการท่ีเหมาะสมกับพนักงานลูกจาง หลบเล่ียงภาษี มุงแต ผลงานที่เปนผลประโยชนข องธุรกจิ ฝายเดยี ว ยอมเปนการสรางแรงกดดันหรือวัฒนธรรมการเอารัด เอาเปรียบเพ่ือสรางผลงานของตนเอง จึงเกิดพฤติกรรมการเห็นแกตัวของคนในองคกรที่ตองมีการ แกง แยง ชิงดชี งิ เดนกัน เปนตน 2. ความขัดแยง ถา องคกรมบี ุคลากรท่เี หน็ แกต วั โอกาสของความขดั แยง ยอมสงู ตา งฝาย ตางยึดประโยชนตน ประโยชนของฝาย หรือแผนกของตน ไมเกื้อกูลกัน ทํางานดวยความ หวาดระแวงกัน แทนท่ีจะประสานงานกันกลายเปนประสานงา สรางเร่ืองราววุนวาย เรื่องเล็ก กลายเปน เร่ืองใหญ เรอ่ื งใหญก ลายเปนเร่ืองเลวรายที่มาทําลายกัน 3. ความไมไววางใจกัน เมื่อมีพฤติกรรมการทุจริต การไมทําตามเงื่อนไขขอตกลง ยอมจะทําใหผูที่ติดตอคาขายดวย เชน ลูกคา คูคา เจาหน้ี พนักงาน เกิดความไมไววางใจ ตลอดจน เกิดหวาดระแวง สงผลตอการขาดความนาเช่ือถือ ไมมั่นใจท่ีจะรวมกิจกรรมทางการคาดวยอีก ตอ ไป หรือสภาพจิตใจของคนทาํ งาน ไมม คี วามสขุ สงผลตอประสิทธิภาพของงานในทส่ี ุด 4. ประสิทธิภาพของงาน การทํางานทีม่ ีความขัดแยง ไมไววางใจกันและตางฝายตา งเห็น แกประโยชนตนไมเพียงแตกระทบบุคคลยังกระทบตอประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทํางาน อาจทําใหเกิดความเสียหายอยางที่ไมควรจะเปน เชน ทําใหเพ่ิมตนทุนและคาใชจาย ทําใหสูญเสีย โอกาสในการแขงขันกบั คูแขงขนั และประสบผลขาดทนุ จากการดําเนนิ งานไดใ นท่ีสุด 5. ไมมีความสุขในการทํางาน องคกรท่ีบริหารงานอยางขาดจริยธรรมทําใหเกิดการ สรางวฒั นธรรมในองคก รทีเ่ ลวราย ทุกคนอยูแบบเอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน เลนพรรคเลนพวก กล่ัน แกลงผูท่ีไมใชพวกตัวเอง เห็นแกตัว เอารัดเอาเปรียบ ดังนั้นบรรยากาศในที่ทํางานยอมมีแตความ รอนรุม พนักงานทํางานอยางไรความสุข การทํางานเปนไปแบบเอาตัวรอดไปวัน ๆ ขาดกําลังใจ เกดิ ความเบือ่ หนา ย ทอ แท ออนลา ทาํ ใหไ มสามารถทุม เททาํ งานอยา งเตม็ กาํ ลังความสามารถได 6. สรางศัตรูทางการคา การแขงขันทางธุรกิจนับเปนเรื่องปกติในระบบการคาเสรี แต ตองเปนการแขงขันท่ียุติธรรมและมีกฎกติกา ไมใชวิธีการฉอฉล เชน การติดสินบน การฮ้ัว การ

55 ขโมยความคิดผูอื่น หรือการใสรายปายสี ดังน้ันการทําธุรกิจควรเปนการสรางพันธมิตรทางการคา ไมใ ชการสรา งศัตรมู าห้ําหั่นกัน 7. ถูกตอตานจากชุมชน หากธุรกิจมุงเอาแตผลประโยชนโดยไมคํานึงถึงความเสียหายที่ จะเกิดกับชมุ ชน ไมวาจะเปน การทาํ ลายทรัพยากร สง่ิ แวดลอมของชุมชน การสรางมลภาวะเปนพิษ ใหเกิดขึ้นกับชุมชน ตลอดจนการทําลายวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน ประชาชนในชุมชนก็อาจ รวมตัวกนั ประทว งตอตานและขบั ไลธรุ กจิ นั้นไดใ นท่สี ดุ 8. ทาํ ผิดกฎหมาย การดําเนินธุรกิจโดยไมคํานึงถึงจริยธรรม อันควรประพฤติใหถูกตอง ชอบธรรม โอกาสท่ีจะกลายเปน ธรุ กิจทีท่ ําผิดกฎหมายมีแนวโนมสูง ซ่ึงการทําผิดกฎหมายก็จะตอง ไดร ับโทษตามกฎหมายไมว าจะเปนคดีอาญา หรอื คดีแพง 9. ลมเลิกกิจการ ธุรกิจท่ีขาดจริยธรรมยอมเส่ือมเสียช่ือเสียง ไมสามารถดํารงธุรกิจให เจริญกาวหนา หรือดํารงอยูตอไปไดอีก แมจะคิดสรางธุรกิจข้ึนมาใหมในภายหลัง หากเปนที่ทราบ วามีประวัติที่เส่ือมเสียมากอนก็ยากที่จะไดรับการเช่ือถือและการยอมรับในการติดตอคาขายดวย หรอื อาจตอ งใชระยะเวลาและความพยายามอยางมากในการกูภาพลักษณและช่ือเสียงใหกลับคืนมา เพือ่ คืนสูวงการธุรกิจอกี คร้ังซึ่งไมใชเรอื่ งงา ยนกั ระดับมาตรฐานจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ คําวา ระดับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. (2554. ออนไลน) ไดให ความหมายวา เปนลักษณะของพ้ืนผิวตามแนวนอนระหวางจุด 2 จุดที่มีความสูงเสมอกัน เมื่อ นํามาใชก ับมาตรฐาน มีความหมายวา ส่ิงที่ถือเอาเปนเกณฑท่ีรับรองกันทั่วไป สําหรับเทียบท้ังดาน ปริมาณและคุณภาพ ดังนั้นระดับมาตรฐานทางจริยธรรม จึงสรุปไดวา เปนการเทียบเกณฑของ ความดีงามในการประพฤติปฏิบัติที่ไดรับการยอมรับท่ัวไปวามีคุณธรรม ความดีงาม ความถูกตอง ความเหมาะสม หรือตามท่ีสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (2554. ออนไลน)ไดให ความหมายมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมไว คือ ส่ิงท่ีถือเปนหลักสําหรับเทียบทางสภาพคุณงาม ความดี ทั้งทีอ่ ยูภ ายในจิตใจและทีแ่ สดงออกที่ควรประพฤตใิ นสงั คมนัน้ ไดยอมรบั นบั ถอื กนั มาและ ประพฤตปิ ฏิบัติรวมกนั ยอมรับวา อะไรควรทํา อะไรไมควรทํา นักปราชญมีความเช่ือวา ความประพฤติเปนบอเกิดแหงจริยธรรม แตนักปราชญในหลาย สํานักตางมคี วามคิดเหน็ เกี่ยวกบั ความประพฤติของคนเราแตกตางกันไป โดยไดมีการแบงออกเปน 3 ทรรศนะ (กรี ติ บญุ เจือ. 2551 : 83-85) ดังน้ี

56 1. การกระทาํ ของคนเราเปน ไปอยางเสรไี มไดมีสิ่งใดมาจูงใจ หมายความวา การกระทาํ ใดที่เกิดจากการเลือกและตัดสินใจดวยตนเอง ไมไดมีผลมาจากแรงจูงใจใด ๆ แตแรงจูงใจอาจ เกิดข้ึนในภายหลังจึงดูเหมือนวาถูกจูงใจดึงไปใหกระทําเชนน้ัน ดังที่เรามักจะไดยินคํากลาวท่ีวา “ฉันไดตัดสินใจไวกอนแลว” ฉะน้ันถามีใครมาย้ําตรงกับความคิดความตองการที่ตรงกับใจ มันก็ เหมือนมแี นวรว มเปน แรงสนบั สนุนใหเ กดิ ความม่นั ใจในสง่ิ ท่ไี ดต ดั สนิ ใจยิ่งขึ้นนั้นเอง แนวคิดตาม ทรรศนะน้เี ปนของ วลิ เลียม เจมสแ ละคานท เรียกวา ลัทธอิ นิยตนิ ิยม (Indeterminism) 2. การกระทาํ ของคนเราถกู กําหนดจากสาเหตตุ ายตวั ไมไ ดมีอสิ ระเสรี หมายความวา การกระทําใด ๆ ลวนมีสาเหตุ ซ่ึงการกระทําบางอยางสามารถมองเห็นถึงสาเหตุไดชัดเจน แตการ กระทําบางอยางก็ไมสามารถบอกถึงสาเหตุไดชัดเจน ทรรศนะนี้มีความขัดแยงกับแนวคิดการ กระทําเสรีโดยสิ้นเชิง กลับมองวาทรรศนะดังกลาวน้ันเหลวไหล ผูท่ีใหทรรศนะตามแนวคิดนี้คือ ฮอบและสเพโนวเสอ เรยี กทรรศนะนว้ี า ลัทธินิยตินยิ ม (Determinism) 3. การทาํ ของคนเรามีเสรีท่ีจะเลือกตัดสินใจได แตอาจถูกดึง หรือถูกผลักโดยสาเหตุอื่น ซึ่งทําใหการกระทําของคนเรานั้นไมเปนไปอยางเสรีเต็มท่ี ทรรศนะน้ีมีมุมมองในแนวทางสาย กลาง ตามหลักคําสอนทางศาสนาท่ีสอนใหคนเราตองมีการฝกฝนในพฤติกรรมของตน เพราะบาง สิ่งบางอยางแมจะรูวาผิด แตก็มีกิเลสชักจูงใหตัดสินใจผิดพลาดได อิทธิพลตอการตัดสินใจจึง ขนึ้ อยภู ายในจติ ใจกับสงิ่ แวดลอ มภายนอก เรียกแนวคดิ ตามทรรศนะนีว้ า ลทั ธิมัธยคตนิ ิยม นอกจากนี้การกระทาํ ความดีความชวั่ ของคนเรา ยงั แบงออกเปน 3 ทรรศนะ โดยกลมุ แรก ไดแก แมนเนอคีเอิส (Manichaeus), ออเกิสทีน (Augstine), ลูเธอร (Luther), แคลวิน (Calvin), โทมสั ฮอบ (Thomas Hobbes) โดยมองวา เน้ือแทข องคนเราเห็นแกตัวมาแตกําเนิด จึงมีความโนม เอียงท่ีจะทําชั่ว การที่คนเราทําความดีเปนเรื่องท่ีฝนธรรมชาติของตน ดังนั้นทุกครั้งที่จะทําความดี ตองมีการควบคุม ระมัดระวังตนเองเสมอ จึงเปนการฝนธรรมชาติตลอดเวลา และยกคํากลาวอาง ของคนที่กระทําเชนนี้วา “ใครคิดจะอยูกับที่จะถอยหลังโดยปริยาย” สวนกลุมท่ี 2 ไดแก รุสโซ (Rousseau) มีความคิดเห็นวาโดยธรรมชาติคนเรามีความโนมเอียงในการทําความดีแตสังคมทําให จิตใจคนเราต่ําทรามลง สังคมทําใหเกิดความจําเปนตองทําชั่วและเฮอรเบิรท สเพนเสอร(Harbert Spencer) กลาววา คนเรามวี ิวฒั นาการไปสูสภาพทีด่ ีข้นึ มีจิตใจสงู ขึ้น อยากทําความดมี ากขนึ้ เรอื่ ย ๆ การกระทําช่ัวเปนเพราะรูเทาไมถึงการณ กลุมท่ี 3 กลุมสุดทายไดแก ศาสดาของแตละศาสนา ซ่ึง ส่ังสอนใหใชหลักสายกลางในการดําเนินชีวิต ใหทําความดีละความชั่ว แมวาในชีวิตของคนเราจะ มีความขัดแยงระหวางเปาหมายสูงสุดของชีวิต แตเปนหนาที่ตองปลูกฝงคุณธรรมของตนใหมั่นคง เพอ่ื ความประพฤติท่ดี ยี ิ่งขึ้น ไมถกู ครอบงําดว ยกเิ ลสในการกระทําส่งิ ไมดงี ามทงั้ หลาย

57 ดังน้ันจะเห็นวาพฤติกรรมเปนตัวกําหนดจริยธรรม ซึ่งสามารถวัดระดับมาตรฐานทาง จริยธรรมที่เร่ิมจากบุคคล โดยสามารถท่ีจะแบงได 2 ระดับตามท่ี สุภาพร พิศาลบุตร (2549 : 8-9) ไดกลาววาคนเรามีจริยธรรมในตัวเอง 2 ระดับคือ จริยธรรมในชีวิตประจําวันและจริยธรรมในการ ทํางาน ดงั น้ี 1. จรยิ ธรรมในชวี ิตประจําวนั แบงได 2 ระดบั คอื จรยิ ธรรมระดับบุคคล โดยทคี่ นแตละ คนตางมีหลกั ในการยดึ ถอื ประจาํ ใจและเปนแนวทางปฏิบตั ขิ องตน สวนจรยิ ธรรมระดับสังคม เปน จริยธรรมของกลุมคนสวนรวม ทําใหบุคคลแตละคนมีจริยธรรมรวมกัน หรือไปในทิศทางท่ีคลอย ตามกัน 2. จรยิ ธรรมในการทํางาน เปน การประพฤตปิ ฏบิ ัติของบุคคลทมี่ ุงกระทําเพอื่ ทีจ่ ะเปน ผปู ระสบกับความสําเร็จในหนา ท่ีการงานของตนเอง โดยแบงระดับจริยธรรมการทาํ งาน 3 ระดับ ดังน้ี 2.1 การทาํ งานทไ่ี มมีจริยธรรม แมร ูวา สิ่งทท่ี าํ นัน้ ไมถ ูกตอง แตเ พ่ือบรรลเุ ปาหมายก็ จะทําในส่ิงน้ัน พฤติกรรมเชนนี้กลาวไดวา เปนลักษณะของคนไมดี หรือคนเลว ถาทําเลวมาก ๆ ก็ เรยี กไดวา เปนคนชว่ั 2.2 การทํางานทมี่ จี รยิ ธรรม เปนการทํางานท่คี ํานงึ ถึงความถูกตอง ความเหมาะสม หากการกระทําใดท่ีผิด หรือฝนมโนธรรม ก็จะละเวนเสีย แมวาจะทําใหไดรับผลกําไรนอยกวา เปา หมายทต่ี ง้ั เอาไว พฤติกรรมนเี้ รยี กไดว า เปนพฤติกรรมของคนดี 2.3 การทาํ งานท่ไี มสนใจจรยิ ธรรม เปนการทาํ งานทไี่ มไ ดคาํ นงึ ในเรอื่ งความถูกตอ ง เหมาะสมหรอื ไม แตถาส่ิงทีท่ ําน้ันสามารถสนองความปรารถนาก็ดําเนินการไปตามนํ้า หากมีความ ผิดพลาด หรอื ความไมถ กู ตอง ก็กลาวอา งไดวา รูเ ทาไมถ งึ การณ เปนพฤติกรรมที่ไมสนใจ ไมเรียนรู และไมมีความสามารถในการแยกแยะสิ่งถูกผิด พฤติกรรมเชนนี้เรียกไดวา เปนพฤติกรรมของคน โงเ ขลา ฉะนนั้ จะเหน็ ไดว า การตัดสินใจในเรือ่ งของจริยธรรมของแตละบุคคลจะมีความแตกตาง ตามความรู ความเช่ือ คานิยมและประสบการณ ทําใหเกิดมาตรฐานทางจริยธรรมท่ีแตกตางกันไป ซ่งึ สามารถพิจารณาถึงมาตรฐานทางจรยิ ธรรมไดดังนี้ 1. บางคนใชหนาท่ีเปนมาตรฐานจริยธรรม เชน ทําหนาที่ของตนดวยความรับผิดชอบ ตั้งใจ ไมละทิ้งหนาที่ ไมกาวกายหนาที่ของผูอื่น ไมเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบผูอื่น แมวาจะไมได รับผลตอบแทนท่ีพิเศษกวาปกติ เชน การไดรับพิจารณาความดีความชอบเปนพิเศษ ไดโบนัส หรือ

58 เล่ือนตําแหนงท่ีสูงข้ึน ดังน้ันผูที่ใชหนาท่ีเปนมาตรฐานทางจริยธรรมคํานึงถึงเจตนาของการ กระทาํ ที่ดี หรอื ไมดี โดยไมไ ดคาํ นึงถงึ ผลของการกระทาํ 2. บางคนใชค วามสขุ เปนมาตรฐานจริยธรรม เชน ถาการกระทาํ น้นั ไดร บั ผลตอบแทน ไมว า จะเปนผลประโยชน คาตอบแทน ตําแหนงหนาที่การงานท่ีสูงขึ้น สิทธิพิเศษ รางวัล คําชมเชย บุคคล หรอื กลุมคนท่ไี ดรับกจ็ ะถือเปนความดี แตหากการกระทาํ กอใหเกิดการสญู เสียผลประโยชน ตอตนเอง ตอพรรคพวกและคนอนื่ ๆ ถอื วา เปน ความไมดี ดงั นน้ั จะเห็นวา การตดั สินมาตรฐานทาง จรยิ ธรรมระหวา งหนาท่ีกบั ความสขุ จะเปน ส่ิงตรงขามกัน 3. บางคนใชค วามเช่ือทวี่ าความอยรู อดเปนมาตรฐานจรยิ ธรรม เชน การคํานึงถึงความอยู รอด ทั้งตนเองและสังคมสวนรวมใหรอดพนจากเภทภัยตาง ๆ ดังน้ันแนวคิดของกลุมคนที่ตัดสิน มาตรฐานจริยธรรมดวยความอยูรอด จะคนหาแนวทางการปฏิบัติท่ีเปนทางรอด รูจักปรับตัวและ ดูแลรักษาตนเอง เพ่ือนรวมงาน ตลอดจนองคกรใหรอดพนจากวิกฤตไดซ่ึงจะถือวาเปนความดี แต ถาไมสามารถชว ยเหลือใหรอดไดก็ถือวาเปน การกระทําทไ่ี มด ี 4. บางคนใชการพัฒนาตนเองเปนมาตรฐานจริยธรรม เชน การเปลี่ยนแปลงการกระทํา ในชีวิตของบุคคล หรือกลุมคน อยางมีทิศทางไปในแนวทางที่เจริญข้ึนตามที่ตนปรารถนา โดยทํา ชีวิตความเปนอยูใหมีความอยูดีกินดี ความสะดวกสบาย ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม จิตใจและ ความสงบสนั ติ การพฒั นาจริยธรรมทางธรุ กิจ การประกอบธุรกิจขององคกรใด ๆ ยอมมีความเกี่ยวของกับบุคคลภายในและภายนอก องคกร หากเปนธุรกิจขนาดใหญยอมมีผลกระทบในวงกวางทั้งดานเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เพ่ือใหเกิดผลในทางท่ีดีจึงตองเปนการกระทําดวยความมีจริยธรรม คุณธรรม ความดีงามในการ ประกอบธุรกิจน้ัน ๆ ดังนั้นจึงตองมีการเสริมสรางและพัฒนาจริยธรรมใหเกิดข้ึนในธุรกิจ เพ่ือให บุคคลทกุ ฝายไดรบั การพัฒนาทางดานจริยธรรม สามารถท่ีจะแยกแยะความถูก-ผิด ความดี-ชั่วและ ความควร-ไมควร ฉะน้ันการพฒั นาดานจรยิ ธรรมมีความสัมพันธกับลักษณะของจริยธรรม ซ่ึงแบง ออกได 4 ดา น (Numthon Kotvong. 2554. ออนไลน) คอื 1. ความรูเ ชงิ จรยิ ธรรม คอื ความรูค วามเขา ใจเกย่ี วกบั การแยกแยะไดว า อะไรดี อะไรชั่ว แตสรปุ ไมไดวา เม่ือรูแ ลว จะเลอื กตดั สนิ ใจทําแตค วามดี เพราะอาจจะทาํ ชว่ั ก็ได

59 2. ทศั นคติเชิงจรยิ ธรรม คือ ความรสู กึ นึกคดิ ความเชื่อจากการเรยี นรูและประสบการณ ของบุคคลที่มีตอสิ่งถูกส่ิงผิดในสังคมวา ชอบหรือไมชอบ โดยทัศนคติมีผลตอการจูงใจใหคน กระทําตามทัศนคตคิ อ นขา งมาก 3. เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรม คอื การใชเหตุผลของบคุ คลในการเลอื กทจี่ ะทํา หรอื ไมทําสิง่ ใด สงิ่ หนึ่ง เชน หมอยอมโกหกคนไขท ีเ่ ปน มะเร็งระยะสดุ ทา ย วา อีกไมก ีส่ ปั ดาหก ห็ ายกลับบา นได 4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม คอื การแสดงออกทางพฤติกรรมของคนตามทีส่ ังคมนยิ มหรอื ชื่นชอบ หรือการงดเวน พฤตกิ รรมทฝ่ี าฝนกฎเกณฑของสังคม นักวิชาการท้ังหลายเช่ือวา จริยธรรมเกิดไดจากการศึกษา อบรม ขัดเกลาและมีการสั่งสม มาต้ังแตในวัยเด็กไปจนเปนผูใหญตลอดชีวิต ดังทฤษฎีของโคลเบิรกและเปยเจท กลาวถึงการ พัฒนาทางดานจริยธรรม(Kohlberg’s stages of moral development) พอสรุปได (Crain. 1985. online) ดังน้ี เปยเจทและโคลเบิรก เชื่อวา พัฒนาการทางจริยธรรมของคนเรามีรากฐานมาจากพัฒนา การทางสติปญญาและอารมณ ดังนั้นจริยธรรมของเด็กจะเจริญตามวัยที่มีพัฒนาการทางสติปญญา ทเ่ี จรญิ ข้นึ Jean Piaget Lawrence Kohlberg ภาพท่ี 6 เปย เจทและโคลเบริ ก ท่มี า: http://www.google.co.th โคลเบริ ก ทําการวิเคราะหเ หตุผลเชงิ จริยธรรม โดยทําการวเิ คราะหคําตอบของเยาวชน อเมรกิ นั อายุ 10-16 ปและแบงประเภทเหตุผลเชงิ จริยธรรมไว 3 ระดบั 6 ข้นั ไดแ ก ระดับท่ี 1 ข้ันกอนกฎเกณฑ หรือกอนมีจริยธรรม (Pre-conventional Morality) เปนการ เลอื กทาํ สง่ิ ท่เี ปน ประโยชนต อตนเอง โดยไมค ํานงึ ถึงผลท่ีจะเกดิ แกผูอ่ืน แบงไดเปน 2 ระยะคอื

60 1.1 ขนั้ การลงโทษและเชอื่ ฟง ในชว งอายุ 2-6 ป เปนจดุ เรม่ิ ตน ของการเรียนรดู าน ศลี ธรรมถา ทําผดิ จะถูกลงโทษ ทําความดีจะไดรับรางวัล เด็กจึงเรียนรูจากส่ิงเหลาน้ีวาทําอยางไรจึง จะสามารถหลีกเลยี่ งการโดนลงโทษ (How can I avoid punishment?) โดยยงั ไมเขาใจเหตผุ ล 1.2 ขั้นคํานึงถึงความตองการและการแลกเปล่ียน ในชวงอายุ 6-16 ป เริ่มรูจักคิด มี เหตุผลและกระทําสิ่งท่ีตองการ หรือเปนการแลกเปลี่ยนตามท่ีตนคาดหวังไว เชน การถามหาถึง ความตองการของตนเอง (What's in it for me?) และอาจมีการตกลงแลกเปล่ียนเพื่อใหไดสิ่งที่ ตอ งการ (Paying for a benefit) ระดบั ที่ 2 ขั้นตามกฎเกณฑ หรอื จรยิ ธรรมตามกฎเกณฑส ังคม (Conventional Morality) เปน การทาํ ตามกฎหมาย ศาสนาหรือกฎเกณฑข องกลมุ ยอ ยของตน แบง ไดเปน 2 ข้ันตอนยอ ยคือ 2.1 ขนั้ คํานึงถึงความคาดหวงั ซึ่งกันและกนั กบั บุคคลอนื่ และการปฏบิ ตั ิตามสังคม อยูในชวงอายุ 16-24 ป เปนชวงวัยรุนถึงวัยทํางาน บุคคลวัยน้ีจะคิดถึงคนอื่น สิ่งที่ดีตองเปนธรรม กับคนอื่นดวย การทําสิ่งถูก หรือผิด จึงไมใชเร่ืองของตนเองเทานั้น แตเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับผูอื่น และสังคมดวย กลาวไดวา เปนทัศนคติที่ดีของคนในวัยน้ี ท่ีมีการคํานึงบรรทัดฐานทางสังคมดวย (The good attitude and social norms) แตอยางไรก็ตามบุคคลในวัยนี้ก็อาจถูกชักจูง หรือคลอยตาม เพือ่ นไดง าย 2.2 ขั้นการคํานึงถงึ ระบบสงั คมและรกั ษาไวซึ่งความถูกตองของสังคมใหสังคมดํารง อยูได ชว งอายุ 24-30 ป เปน ขั้นของการยอมรับกฎเกณฑข องสงั คมเพราะมคี วามรูในบทบาทหนาท่ี ของตนเองในฐานะเปนหนวยหน่ึงของสังคม จึงถือวาตนเองมีหนาที่ตามกฎเกณฑท่ีสังคมกําหนด หรือคาดหวัง เชน การปฏิบัติตนอยูในกรอบท่ีถูกตองของกฎหมายบานเมืองและระเบียบทางสังคม ที่อยูรวมกันใหเกิดความสงบเรียบรอย (Law and order morality) ในฐานะของพลเมืองและสมาชิก ที่ดขี องสงั คมน้นั ระดับท่ี 3 ข้ันเหนือกฎเกณฑ หรือจริยธรรมเหนือกฎเกณฑสังคม (Post-conventional Morality) จะมีการคิดตรึกตรอง มีการชั่งใจดวยตนเองวาสิ่งใดดีกวา หรือสําคัญกวา แลวจึง ตัดสนิ ใจไปตามนน้ั แบงได 2 ขั้นตอน 3.1 ข้ันการคํานึงถึงสิทธิข้ันพื้นฐานและสัญญาประชาคม ชวงอายุ 30-40 ป เปนวัย กลางคนจะใหความสําคัญกับคนหมูมาก ไมทําตนใหขัดกับสิทธิอันพึงมีพึงไดของผูอ่ืน สามารถ ควบคมุ จิตใจตนเองได

61 3.2 ขนั้ คาํ นงึ ถึงจรยิ ธรรมสากล อายุ 40 ปข นึ้ ไป เปน ผใู หญเตม็ ตัวหรอื เรมิ่ เขาสูวยั ชราบุคคลรับรูเกี่ยวกับความดีและจริยธรรมเปนสิ่งสากล คนทุกคนมีสิทธิท่ีจะไดรับการปฏิบัติท่ีดี เชน การใหเ กยี รติ การชว ยเหลือเกื้อกลู กันและจริยธรรมไมใชเ รือ่ งของสังคมใดสงั คมหน่งึ เทานน้ั ดังนั้นจะเห็นวาการพัฒนาจริยธรรมของโคลเบิรกในระดับท่ี 3 น้ันอยูเหนือกฎเกณฑ แต เปน สามัญสาํ นกึ (Principled conscience) ของบคุ คลท่ีผานรอนผานหนาวมาถึงในชวงบ้ันปลายของ ชีวิตและมองถงึ สงั คมสว นรวม สําหรับเปยเจท ไดแบงระดับอายุที่มีตอการพัฒนาดานจริยธรรมคลายกับโคลเบิรก ออก เปน 4 ข้ัน โดยสรปุ ดังน้ี 1. ข้นั กอนจรยิ ธรรม อายุแรกเกิดถึง 2 ขวบ ยังไมเ กดิ ความรสู ึกผิดชอบช่วั ดี 2. ขนั้ เช่ือฟงคาํ สง่ั อายุ 3-8 ป จะเชือ่ ฟงผใู หญท่มี ีอํานาจทางกายภาพเหนอื กวา เชน พอ แม ครู โดยไมค ํานงึ ถงึ เหตุผล 3. ขน้ั ยดึ ตนเองเปนหลกั อายุ 8-15 ป มคี วามคิดเปนของตนเอง รจู กั คดิ วาอะไรดี หรอื ไมดี 4. ขน้ั ยดึ เหตผุ ล อายุ 15 ปข นึ้ ไป มีสตปิ ญ ญาในการวเิ คราะหแ ยกแยะดวยเหตุผลวา อะไรดีไมด ี เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดของเปยเจทและโคลเบิรก จะพบวาการพัฒนาทางสติปญญาเพื่อ สงเสริมดานจริยธรรมแกบุคคลสามารถที่จะเรียนรูและฝกฝนไดไปตามลําดับของอายุ โดยตองใช เวลาของการพัฒนาและการสะสมความรู ความเขาใจ ความเปนเหตุเปนผลในการแยกแยะจําแนก ความมจี รยิ ธรรม ซึง่ เปน ไปตลอดชั่วชวี ติ ของคน ๆ น้นั นักวิชาการตางเช่ือวา การพัฒนาดานจริยธรรมบุคคลสามารถพัฒนาได ดวยการขัดเกลา ของสถาบันพ้ืนฐานเชน ครอบครัว สถาบันการศึกษาและสังคม แตปจจุบันเราพบความเสื่อมถอย ของจริยธรรมเพิ่มมากขึ้นทั้งระดับบุคคล องคกรและสังคม ดังจะเห็นจากปญหาที่สงผลเสียหายท่ี กวางขวางและรนุ แรง เชน ปญ หายาเสพตดิ อาชญากรรม การลมละลายขององคกรธุรกิจขนาดใหญ ความแตกแยกทางความคิด การตอตานและการตอสูทางการเมืองทั้งในประเทศและตางประเทศ เหตุการณท่ีเปนปญหาดังกลาวมีรูปแบบท่ีซับซอนมากข้ึน ฉะน้ันในแงของการพัฒนาจริยธรรมที่ พูดถึงตอไป มีดวยกันหลากหลายวิธีแมวาแตละวิธีอาจตองใชความอดทนที่จะเห็นผลเกิดข้ึนใน ระยะยาวก็ตาม แนวทางการพัฒนาจริยธรรมท่ีนาสนใจท่ีจะนําไปสูความสําเร็จดวยความเขาใจถึงแกน แทข องสาเหตแุ หง ปญ หา โดยพระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยตุ โต) (2551 : 1-102). ไดเ ทศนอบรมไว

62 ในหัวขอจะพัฒนาบุคคลใหมีคุณธรรมและจริยธรรมไดอยางไร ซึ่งมีประเด็นท่ีนาคิดและนาสนใจ อยา งย่ิง ดงั จะไดป ระมวลสรปุ ดังตอ ไปน้ี ภาพท่ี 7 พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยตุ โต) ทีม่ า : http://www.google.co.th การแกปญหาดา นจรยิ ธรรม หรือการสงเสริมใหมีจริยธรรมจะเกิดข้ึนไดต องมคี วามเขาใจ ในสาเหตุของปญหาใหล กึ และแกไขใหครบวงจร คือ ตอ งเรียนรูแ ละเขาใจถึงสิ่งท่ีไมดี ใหรูวาอะไร เปนสิ่งท่ีไมดี ท่เี ปน ตวั กําหนดบทบาท เปนแรงจูงใจใหค นเรากระทาํ หรอื แสดงออกไป เพราะอะไร ทําไมถึงทําอยางนั้น ยกตัวอยางเชน ทําไมคนไทยจึงทํางานเปนทีมไมได ทานอธิบายวา ปญหาการ ทาํ งานเปน ทมี ไมไดของคนไทยมีความสมั พนั ธก บั ลักษณะนิสยั ของคนไทย จากคําสอนในอดีตทวี่ า “ใหมีมานะอดทนรํ่าเรียนใหสูง ตอไปจะไดเปนเจาคนนายคน” ซึ่งสะทอนถึงลักษณะนิสัยของคน ไทยเปน ผมู ี “มานะ” แปลวา ความถือตัว ถือตน ดังนั้นตัวท่ีจูงใจและบงการบทบาทใหคนเกิดความ อดทนพากเพียร คือ ตัวมานะเพื่อท่ีจะไดเปนเจาคนนายคน ในทางพุทธศาสนาถือวา มานะ เปนตัว กิเลสใหญ มอี ยูด วยกนั 3 ตัว คือ ตัณหา มานะ ทิฐิ ซึ่งเปนตัวกิเลสที่กําหนดบทบาทของคน โดยให ความหมายของคําทั้ง 3 คําตอ ไปน้ี 1. ตัณหา คอื ความอยาก ความเหน็ แกต วั ความอยากจะได อยากจะเอาเพ่อื ตัวเอง 2. มานะ คอื ความตอ งการใหต ัวเดน อยากยงิ่ ใหญ ความสําคัญตน หรือถือตนสําคัญ 3. ทิฐิ คอื ความถอื รั้นในความเหน็ ของตน ยดึ ตดิ ในความเห็น เอาความเห็นเปน จริง ในสังคมไทยไดนําเอากิเลสฝายอกุศล หรือฝายชั่วน้ี มาใชใหเปนประโยชน ท้ังน้ีจะตอง ใชใหเ ปน ใชใหถูกตอ งจึงจะมีประโยชน แตต อ งระมดั ระวังผลขางเคียง เชน ถามีมานะในการรักษา ระเบียบวินัยของคนในสังคม ทําใหสังคมเจริญรุงเรืองแลวเกิดความลําพอง ยกตนขมทาน เพราะ สําคัญตนวา ดีกวา เหนือกวา ยิ่งใหญกวาคนอ่ืน แมเปนความสําเร็จแตไมไดเกิดจากเหตุผลท่ีเห็น

63 ดวยปญญา แตเปนไปดวยแรงกิเลส จึงกลาวไดวา ส่ิงท่ีทํานั้นดี แตคนทํากลับไดช่ือวา เปนคนช่ัว ดังนั้นเมื่อเขาใจถึงสาเหตุของปญหาที่เกิดขึ้นแลว ก็มาสรางเสริมจริยธรรมดวยการบูรณาการ วิธีการแกปญหาใหมีความสัมพันธกับปญหาอยางถูกตอง คือ จับใหถูกจุด หมายความวา จับ จริยธรรมตัวแกนหรือตัวนําของเร่ืองน้ัน ๆ แลวสงเสริมจริยธรรมน้ันอันเดียวจะสามารถโยงไป แกป ญ หาไดหลายอยา ง เชน ถา จะทาํ งานตองฝกตนเองใหมีนิสัยรักงาน เม่ือจะทํางานใดก็จะรักงาน ทที่ าํ แลวสง่ิ ท่ตี ามมา คือ ความขยนั หมัน่ เพยี ร ความมีระเบียบวนิ ยั ความอดทน ความตรงตอเวลา มี สมาธิอยกู ับการงาน ทําใหทาํ งานอยา งมคี วามสขุ เม่ือจะพัฒนาจริยธรรมจะตองมีการฝกฝนและปฏิบัติดานจริยธรรมอยางครบวงจร หรือ เรียกวา ทําอยางบูรณาการ เชน ตัวอยางการแสดงออกโดยเสรีในสังคมไทย ท่ีมักกลาวอางถึงความ เปน ประชาธปิ ไตย จนเกิดการละเมดิ ทาํ ใหเกดิ ความเดือดรอนและเขาขายดูหมิ่นผูอ่ืนใหไดรับความ เสียหายทั้งช่ือเสียงและทรัพยสิน ตามท่ีเปนขาวทางสื่อมวลชนตาง ๆ ไดมีการนําเสนอ พฤติกรรม ดังกลาวถือไดวาเปนการแสดงออกโดยเสรีอยางขาดจริยธรรม เพราะไมมีความรับผิดชอบตอการ กระทาํ ของตนเองทท่ี าํ ใหผ อู น่ื ไดร บั ความเดือดรอน หรอื ไดรบั ความเสยี หาย การพัฒนาจริยธรรมในเร่ืองน้ีตองใหการเรียนรูท่ีถูกตองถึงเสรีภาพในการแสดงออก คือ ตองรูจุดมุงหมายของการแสดงออกเปนไปเพ่ือท่ีตองการแสวงหาความจริง ความถูกตอง อยางมี เหตุมีผล จึงตองรูจักรับฟงความคิดเห็นของคนอ่ืนดวย เปนการแลกเปล่ียนความรู ความคิดเห็นให ไปสูความรูจริง ไดสิ่งท่ีถูกตองและบรรลุเปาหมายรวมกัน ดังน้ันถาคนในสังคมมีการแสดงออก อยางเสรีที่ถูกตอง ก็จะเปนสังคมท่ีมีระเบียบวินัย คนในสังคมจึงจะตองมีการฝกฝนตนใหมี ระเบยี บวินยั อยูในกฎเกณฑกติกา ซึ่งจะเปนเคร่ืองควบคุมกํากับใหรูจักการยับย้ังชางใจในขอบเขต ของการแสดงออกที่พอดี นอกจากน้ีสังคมท่ีมีการแสดงออกอยางเสรีทุกคนจะตองมีความ รับผิดชอบตอการกระทําของตนเองใหมากดวย มิฉะนั้นก็จะถูกฟองรองดําเนินคดีตามกฎหมาย บา นเมอื ง เม่อื มีการกระทําท่ีละเมิดตอ ผูอ่นื หรอื ละเมดิ ตอ สังคม องคกรธุรกิจที่ประกอบดวยเจาของกิจการ ผูถือหุน ประธานบริษัท คณะกรรมการบริษัท ผูเปนหุนสวน ผูบริหาร ตลอดจนผูปฏิบัติงานภายในองคกรธุรกิจทุกระดับ ไดมีความสัมพันธทั้ง เรื่องงานและเรื่องสวนตัว ท่ีมีความเปนมิตร มีความปรารถนาดีตอกัน ดังนั้นองคกรธุรกิจจึงตองมี การเสริมสรางและพัฒนาทางดานจริยธรรมองคกร เพื่อประโยชนสุขของทุกคนที่อยูรวมกัน การ พัฒนาจริยธรรมสามารถนําหลักการและแนวคิดทฤษฎีดังไดกลาวแลวขางตนมาพัฒนาใหเปนขอ ประพฤติปฏบิ ตั ิของบคุ ลากรในองคกร ดังน้ี

64 1. มีการจดั ทําขอประพฤตปิ ฏบิ ตั ิทางจรยิ ธรรมของบุคลากรที่ดาํ รงตําแหนงในแตล ะ ระดับใหมคี วามเหมาะสม 2. กําหนดเปน นโยบายและระเบยี บขอบังคับในการประพฤตปิ ฏิบัติของบคุ ลากรทุกคน 3. จัดตงั้ คณะกรรมการในการกํากับดแู ล สง เสรมิ และควบคมุ การประพฤติปฏิบัติของ บุคลากรทุกคนใหสอดคลอ งกับขอกําหนดทางจรยิ ธรรมขององคก ร 4. จัดกิจกรรมท่สี งเสรมิ และพัฒนาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมแกบุคลากรภายในองคกรอยา ง สม่ําเสมอและตอเน่ืองทุกป เชน จัดอบรม สัมมนาใหความรู แลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกัน โดยใช หลกั ศาสนาเปน พืน้ ฐานและนาํ ทาง 5. มีการตรวจสอบความเหมาะสมของขอ ประพฤตปิ ฏิบัติเปน ระยะ ๆ ใหท ันสมัย ทนั ตอ สถานการณแ ละความเปลย่ี นแปลงที่เกดิ ขน้ึ โดยคํานึงถงึ ความถกู ตองดงี าม 6. สรา งบรรยากาศความมจี รยิ ธรรมภายในองคก ร โดยผูบ ริหารเปน แกนนาํ หลกั ให ความสําคญั อยางจริงจังและดํารงตนเปน แบบอยา งท่ีดีแกบ คุ ลากร 7. เช่ือมความสมั พนั ธกับองคก รภายนอก โดยรวมมอื กนั กําหนดและสรา งบรรยากาศ การบริหารงานธุรกิจดวยคุณธรรมจริยธรรม เชน จัดประกวดองคกรธุรกิจที่มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อกระตุนและจูงใจใหนักธุรกิจ ผูบริหารองคกรธุรกิจไดตระหนักถึงการดําเนินธุรกิจอยางมี คุณธรรมจริยธรรม 8. ฟนคานิยมดั้งเดิมของคนไทย “เคารพและยกยองคนดี” ลางคานิยมปจจุบัน “ยกยอง คนรวย คนมอี าํ นาจ” การตรวจสอบจริยธรรมในองคก รธรุ กจิ เมื่อมีความพยายามที่จะสรางจริยธรรมใหมีขึ้นในองคกร และใหมีความตอเนื่อง สมํ่าเสมอ จึงควรมีระบบของการตรวจสอบจริยธรรมในองคกรดวย เพื่อเปนการสรางแรงกระตุน ใหเกิดความตื่นตัวและเห็นถึงคุณคาความสําคัญของคุณธรรมจริยธรรมอยางย่ิงยวด ซึ่งจะไดเสนอ แนวคิดการตรวจสอบจริยธรรมในองคก ร ดงั น้ี 1. สรางมาตรฐานและเครื่องมอื วดั จรยิ ธรรม 2. ดาํ เนนิ การประเมินมาตรฐานจรยิ ธรรม 3. จัดทําคูม อื การวดั ตัวชีว้ ดั และเกณฑก ารใหค ะแนน 4. แตงตัง้ คณะทาํ งานการตรวจสอบจริยธรรมในองคก ร 5. ดําเนนิ การตรวจสอบจรยิ ธรรมภายในองคกรเปนระยะ เชน ปละ 2 ครัง้

65 6. ประกาศผลการประเมินจริยธรรมของพนักงานแตล ะฝา ยในองคก ร 7. ประกาศเกียรติคุณ หรือมอบรางวลั แกฝายและบุคคล ตัง้ แตร ะดับผบู รหิ ารถงึ ระดับ ปฏบิ ัติการ ทไ่ี ดรบั การประเมินจรยิ ธรรมผานในแตละระดับ 8. จดั อบรมสัมมนาแลกเปลย่ี นเรยี นรดู านจรยิ ธรรมรว มกันระหวา งฝา ยตา ง ๆ ภายใน องคกร 9. มกี ารปรับปรงุ เปลยี่ นแปลงเกณฑและคะแนนการชว้ี ดั ดา นจรยิ ธรรมใหส อดคลอ งกบั ความเปน จริง ตามสถานการณแ ละเหตกุ ารณแ วดลอ มมคี วามทนั สมัย 10. มาตรฐานและเกณฑช ้วี ัด เพื่อการตรวจสอบจริยธรรมในองคกร ควรเปน เกณฑท่ี สนบั สนนุ สงเสรมิ ไมใชกดดันหรอื บบี คั้นคนในองคกร 11. การกระทําผิดจริยธรรมที่รายแรง เชน การลวงละเมิดทางเพศ การทุจริตและอ่ืน ๆ ที่ สงผลตอความเสียหายที่รุนแรงตอองคกรท้ังดานภาพลักษณ ทรัพยสินและความสัมพันธระหวาง คนในองคกร ควรมีบทลงโทษเชน เดยี วกับกฎหมาย บทบาทของภาครัฐในการเสริมสรางจริยธรรม ความเกยี่ วของสมั พันธร ะหวา งภาครัฐกบั ภาคธุรกิจเอกชน เปน สิง่ ทค่ี กู นั และเชื่อมโยงถงึ พฤตกิ รรมระหวา งกันอีกดวย หากภาครัฐมีการดําเนินงานท่ีอยูภายใตกรอบกติกาของกฎเกณฑและ ความมีจริยธรรมก็เหมือนกับผูใหญท่ีแสดงตนเปนแบบอยางท่ีดีกับเด็ก ซึ่งทําใหเด็กสามารถท่ีจะมี แบบอยางและเอาเย่ียงอยางท่ีดีน้ัน แตหากผูใหญที่เปนฝายภาครัฐกระทําการฉอฉล ทุจริตคอรัปชั่น เรียกรองสินบน เงินใตโตะ ยอมจะกระทบตอพฤติกรรมท่ีธุรกิจจะขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐและ กอใหเกิดพฤติกรรมท่ีกระทําผิดจริยธรรมเลียนแบบกันไป จากการนําเสนอของสํานักขาวแหงชาติ วา สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ ไดเปดเผยขอมูลการจัดอันดับจากองคกรความโปรงใส นานาชาติ ประเทศไทยอยูอันดับที่ 78 จาก 100 ประเทศทั่วโลกไดคะแนนเพียง 3.5 คะแนน สงผล กระทบตอความม่ันใจของนักลงทุนในประเทศไทย โดยในตลาดหลักทรัพยและรัฐวิสาหกิจที่มี ความเชื่อมโยงธุรกิจระหวางภาครัฐและภาคเอกชนจะพบวา มีการทุจริตมากที่สุด จากขอมูล ดังกลาวสงผลกระทบตอการลงทุนและภาคธุรกิจไทย เน่ืองจากแหลงเงินทุนหลายประเทศ หลีกเลี่ยงการเขามาลงทุนในประเทศไทย ซ่ึงจะสงผลตอระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขณะท่ี ประเทศสิงคโปร มีความโปรงใสเปนอันดับ 1 ได 9.5 คะแนน ขอมูลการทุจริตในครั้งน้ีสะทอนถึง คุณธรรมจริยธรรมในระดับประเทศไทยตกต่ําและนากังวล จึงเปนภาระหนาท่ีสําคัญท่ีภาครัฐ

66 จะตองเขามามีบทบาทเปนเจาภาพหลัก ดวยการสรางความรวมมือทางจริยธรรมกับภาคสวนตาง ๆ ดังจะไดอธบิ ายขยายความเพิม่ เตมิ จาก (สมคดิ บางโม. 2549 : 89) ดงั นี้ 1. ออกกฎหมายบังคบั ธุรกจิ ตอ งปฏิบัติตามจรยิ ธรรม เชน พ.ร.บ.คมุ ครองผบู รโิ ภค พ.ร.บ.คุมครองแรงงาน พ.ร.บ.วาดวยราคาสินคาและบริการ พ.ร.บ.ช่ังตวงวัด พ.ร.บ.ยาและ มารยาท หรือจรรยาบรรณของวิชาชีพตาง ๆ ไดแก แพทย ทนายความ นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก เปนตน ซ่ึงกฎหมายหลายฉบับไดออกมาบังคับใชแลว แตความศักดิ์สิทธ์ิในการใชกฎหมายอยาง เครง ครัดของหนวยงานและผดู ูแลรกั ษากฎหมายยังไมไดปฏบิ ตั หิ นาทอ่ี ยา งจรงิ จงั ขาดการทําหนาท่ี ในเชิงรุกจะเปนเพียงรอรับเร่ืองราวรองทุกขของผูที่เดือดรอน หรือรอใหเกิดเหตุและกลายเปน กระแสของสังคมท่ีส่ือมวลชนเอามาเลนขายขาวจึงจะมีการรับลูก หรือรับเร่ืองราวไปดําเนินการ บางก็ทาํ ในลักษณะลบู หนา ปะจมกู พอกระแสสงั คมหายไปเร่ืองกเ็ งยี บตามไปดว ย 2. หนว ยงานทเี่ กีย่ วขอ งในการกํากบั ดแู ลดา นการศกึ ษา ควรออกกฎเกณฑใ หสถาบนั การศึกษาระดับอุดมศึกษาทุกแหงไดกําหนดหลักสูตรที่มีรายวิชาเกี่ยวกับจริยธรรมโดยตรง นอกเหนือจากการสอดแทรกไวในเปนหัวขอยอย ๆ ในบทเรียนของรายวิชา ท้ังน้ีเพื่อใหการสอนมี การเนนยํ้าและจัดการเรียนการสอนที่มีการขัดเกลาพฤติกรรมดานจริยธรรมแกนักศึกษา ท้ังดาน เนอ้ื หาและทักษะ ใหเกดิ การตระหนักถึงจรยิ ธรรมทางธุรกิจแกนักศึกษากอนท่ีจะสําเร็จเปนบัณฑิต ออกไปสูส ังคมตอไป 3. บทบาทองคก รวิชาชพี ธุรกิจของรัฐ ตองทํางานเชงิ รุกในการเขา หาทุกองคกรวิชาชีพ เพ่ือทําความเขาใจเกี่ยวกับการดําเนินงานทางธุรกิจท่ีตองมีจริยธรรมตอผูท่ีเก่ียวของ ท่ีเปนผูมีสวน ไดส ว นเสียกับการดําเนินธรุ กิจ มีการกระตุนสรางแรงจูงใจใหธุรกิจเกิดความตื่นตัวและตระหนักรู ถีงจริยธรรมในการดําเนินธุรกิจที่ตองมีการแขงขันกันอยางเสรี โดยอาจจัดประกวดและใหรางวัล นักธุรกิจดเี ดนในแตล ะสาขา บริษทั ดเี ดน โดยเนน ดานจริยธรรมเปนหลักสําคัญ 4. ตง้ั ศูนยดแู ล จัดอบรม โดยจดั หลักสูตรอบรมเกี่ยวกับจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ การเผยแพร ความรเู ร่อื งเกี่ยวกบั จริยธรรมผา นส่อื ตา ง ๆ จัดกระบวนการเรยี นรูใหเปนองคกรแหงการเรียนรูดาน จริยธรรมธรุ กจิ 5. องคกรภาครัฐและบุคลากรท่อี ยูภายใน ตง้ั แตร ะดบั รัฐมนตรีที่กํากับดแู ลนโยบายไป จนถึงปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผูอํานวยการ ตลอดจนผูปฏิบัติงาน เจาหนาท่ีท่ีรับผิดชอบควรมี แนวทางการปฏิบัติงานที่โปรงใส ตรวจสอบได เปนผูสรางแบบอยางและคานิยมท่ีดี ไมทุจริต ไมเรยี กรบั สินบนคาน้ํารอนนํ้าชา จนติดเปนนิสัย หากธุรกิจรายใดไมปฏิบัติตามก็จะไมไดรับความ สะดวก ถว งเวลาใหเนน่ิ ชา จนเกดิ ความเสยี หายแกธุรกจิ ในทส่ี ุดธรุ กิจเหลาน้นั จาํ เปน ตองยอมทาํ ไป

67 ตามนํ้า เพื่อไมใหเกิดผลกระทบตอธุรกิจ สิ่งเหลาน้ีบุคคลท่ีมีหนาท่ีรับผิดชอบในองคกรภาครัฐจึง ตองเปนผูที่มีจริยธรรมในการกํากับ ดูแลและปฏิบัติหนาท่ีใหเกิดคานิยมใหม คานิยมแหงคุณงาม ความดที ่ีจะทําใหเกดิ แกธุรกจิ และสงั คม 6. สงเสรมิ ใหทุกธรุ กจิ และทกุ วชิ าชีพมีความเปน วิชาชีพ คอื มกี ารจดั ตั้งองคก รทไ่ี ดรบั การยอมรับตามกฎหมาย มกี ารจดั ทําจรรยาบรรณวิชาชีพของตนอยางเปนลายลักษณอักษร เพื่อเปน คมู อื หรือแนวทางการปฏบิ ัติของบคุ ลากรภายในองคก ร ฉะนั้นจึงตองพัฒนาจริยธรรมของคนในภาครัฐ หรือขาราชการที่รับผิดชอบในงานน้ัน ๆ กอนเปนอันดับแรก ไดแก ผูนํารัฐบาล นักการเมืองที่รับผิดชอบ ผูบังคับบัญชา บุคลากร รวมทั้ง หนวยงานที่เกี่ยวของ ในการดําเนินการควรพัฒนาจริยธรรมของขาราชการ 8 เรื่อง ซ่ึงจะไดแสดง ตัวอยางของ การพัฒนาจริยธรรมขาราชการ (แนวทางการพัฒนาจริยธรรมของขาราชการ. 2549. ออนไลน) ดังนี้ 1. สนับสนุนและสง เสรมิ ใหบ คุ คล หรอื หนว ยงานภายนอกเขา มามสี ว นในการควบคุม ตรวจสอบจริยธรรมของขาราชการเพ่ิมขึ้น สาเหตุสําคัญของการประพฤติมิชอบในวงราชการ มา จากขาราชการบางสวนขาดจริยธรรม ไรซ่ึงจิตใจ ไรจิตสํานึก ไรจิตวิญญาณและอุดมการณก็ได เพราะจริยธรรมมีสวนสําคัญในการกําหนดพฤติกรรมการปฏิบัติหนาท่ีราชการ รวมท้ังการกระทํา หรืองดเวนการกระทําการใด ๆ ตามอํานาจหนาที่ของขาราชการอันสงผลกระทบถึงประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติหนา ท่ีราชการ เพื่อประโยชนข องประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ประกอบกบั การ ควบคุมตรวจสอบภายในหนวยงานของรัฐไมอาจดําเนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพ อาจเน่ืองจาก การเปนพวกเดียวกัน สีเดียวกัน จึงชวยเหลือและเขาขางพวกเดียวกัน ดังน้ันจึงจําเปนที่จะตอง พัฒนาหรือสนับสนุนใหบุคคล หรือหนวยงานภายนอก เชน ประชาชน สถาบันการศึกษา องคการ เอกชนและสื่อมวลชน เขามามีสวนรวมในการตรวจสอบพฤติกรรมและจริยธรรมของขาราชการ เพ่ิมมากข้ึน 2. สนบั สนนุ ใหดําเนนิ คดแี ละลงโทษขา ราชการท่ปี ระพฤตมิ ชิ อบ ตามบทบัญญัตขิ อง กฎหมายอยางเครงครัดและรวดเร็ว โดยดําเนินการกับขาราชการทุกระดับ ซ่ึงจะทําใหเกิดการ ปอ งกันมใิ หขา ราชการคดิ และปฏิบัตริ าชการในทางมชิ อบ เพราะกลัวเกรงวา จะตองถูกลงโทษ 3. ตอ ตา น และหรือไมสนบั สนนุ คานยิ มของขาราชการไทย ทเี่ ปน อุปสรรคตอ การพัฒนา ประเทศ ไดแก 1) คานิยมของการใชอํานาจหนาที่ในทางมิชอบ 2) คานิยมที่ยึดถือระบบพวกพอง ในทางมิชอบ 3) คานิยมที่ตอ งการเปน เจาคนนายคน 4) คา นิยมในการประจบสอพลอ 5) คานยิ ม ท่ชี อบความสะดวกสบายและเกียจคราน 6) คา นิยมแบบปจ เจกชนนิยม และ7) คานยิ มในความเปน

68 อนุรักษนิยม ขณะเดียวกันใหดําเนินการคูขนานดวยการสงเสริมการสรางและปลูกฝงคานิยมท่ี สงเสริมการพัฒนาประเทศใหเผยแพร เชน 1) คานิยมความซื่อสัตยสุจริต 2) คานิยมในระบบ คณุ ธรรม 3) คา นิยมในหลักประชาธิปไตย 4) คา นยิ มทยี่ ึดถอื หลักการมากกวาตัวบุคคล 5) คานิยม ความประหยัดและขยนั 6) คา นยิ มการรวมกลุม และ7) คานยิ มในระเบียบวนิ ยั 4. ผูบงั คบั บญั ชาควรประพฤตติ นเปน แบบอยา งท่ดี ีในการปฏบิ ัติราชการ โดยใชวิชา ความรูและประสบการณในทิศทางที่เปนประโยชนตอสวนรวม คุณลักษณะการประพฤติตัวท่ีถือ วา เปนแบบอยางทด่ี ีของผูบงั คับบญั ชา 10 ประการ คือ 1) เปนคนสุจริตไมเ ขาไปมสี วนเก่ียวของกับ การทุจริตอยางเด็ดขาด โดยละความช่ัว บริหารจัดการงาน หรือปฏิบัติงานดวยความซ่ือสัตยสุจริต และพยายามแสดงออกใหเห็นอยางชัดเจนตอเน่ือง เชน ไมเรียกรองรับทรัพยสินเงินทอง รับสวย รับผลประโยชนตอบแทนในทางมิชอบและไมปกปองคุมครองชวยเหลือผูใตบังคับบัญชาท่ีทุจริต 2) เสียสละประโยชนและความสุขสวนตัวเพ่ือสวนรวม 3) ดํารงตําแหนงและปฏิบัติหนาที่อยาง ภาคภูมิใจ มีเกียรติ มีศักด์ิศรีและมีจรรยาบรรณ ใหคํานึงถึง เกียรติยศศักดิ์ศรีตองมากอน (Honor Comes First) เงิน หรือผลประโยชนในทางมิชอบ 4) มีไมตรีจิต (Courtesy) ซึ่งครอบคลุมถึงการมี มารยาท ความสุภาพ ความเอื้อเฟอ มีอัธยาศัยและมนุษยสัมพันธท่ีดี 5) ทําตัวใหเปนที่ยอมรับ (Respect) ใหไดรับความศรัทธาจากประชาชน 6) เปนผูใหมากกวาผูรับและรูจักพอ 7) สนับสนุน และยกยองคนดี พรอมทั้งดําเนินการกับคนไมดี เชน ไมยกยองและประณาม 8) มีความเปน ผูเช่ียวชาญและเปนแบบอยางที่ดีท้ังในเร่ืองงานและเร่ืองสวนตัว 9) ปฏิบัติราชการในลักษณะที่ แสดงถึงความเปนมืออาชีพ (Professionalism) คือ รูจริง มีความสามารถ ความชํานาญ สามารถ ปฏิบัติงานเพื่อผลประโยชนของสวนรวมไดอยางมีประสิทธิภาพ 10) เปนผูนําและมีภาวะผูนําใน การบริหารงานดวย คือ ตองกลาคิด กลาตัดสินใจและรับผิดชอบตอผลของการกระทําดวยจึงจะ สอดคลองกบั คาํ กลา วนี้ A leader without leadership is not leader 5. สนับสนุนใหน ําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง มาเปน แนวทางในการปฏบิ ตั ริ าชการ แมว า จะไดมีการกําหนดไวในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 9-10 รวมทั้งแผนฉบับ ท่ี 11 (2555-2559) อยา งตอ เนือ่ ง แตควรไดม กี ารนํามาปฏบิ ัตใิ หเกิดเปนรูปธรรมท่ีแทจริงดวย ดังจะ ไดสรุปสาระสําคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอสังเขปกอนท่ีจะไดกลาวอยางละเอียดในบท อ่ืนตอไป คือ 1) การดําเนินการทางสายกลางบนพ้ืนฐานความพอดี เนนการพ่ึงพาตนเอง อยางกาว ทันโลกในยุคโลกาภิวัตน 2) ความพอเพียงที่เนนการผลิตและบริโภคบนความพอประมาณ มี เหตุผล 3) ความสมดุลและการพัฒนาที่ย่ังยืน เปนการพัฒนาอยางเปนองครวม มีสมดุลระหวาง กระแสการแขงขันของโลกและกระแสทองถ่ินนิยม มีความหลากหลายในโครงสรางการผลิต การ

69 ใชทุนทางสังคมท่ีมีอยูใหมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชนสูงสุด ไมทําลายทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดลอม วัฒนธรรม ภูมิปญญา ตลอดจนวิถีชีวิตที่ดีงาม 4) การมีภูมิคุนกันในตัวที่ดีพอสมควร เตรียมความพรอม รูเทาทันตอผลกระทบที่เกิดจากการเปล่ียนแปลงตาง ๆ มีความยืดหยุนในการ ปรับตัว มีการตัดสินใจอยางมีเหตุมีผล มีความเขมแข็ง มั่นคงและย่ังยืน 5) การเสริมสรางจิตใจคน และพัฒนาคนในชาติใหเปนคนดี มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ซ่ือสัตยสุจริต มีสติปญญา มีความ เพียร อดทนและรอบคอบ 6. สง เสริมใหนําการบริหารราชการตามแนวทางการบรหิ ารกิจการบา นเมืองท่ีดี (Good Government) ตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 โดยยึดหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี 6 หลัก ไดแก หลักนิติธรรม (rule of law) หลักคุณธรรม (Ethics) หลักความโปรงใส (Transparency) หลักความมีสวนรวม (Participation) หลักความรับผิดชอบ (Accountability) และหลักความคุมคา (Value for Money) กลาวไดวา แมจะมี กระบวนการปฏิบัติราชการที่ประกอบดวยกี่ขั้นตอนก็ตาม ถาในแตละขั้นตอนไมยึดถือกฎระเบียบ หรอื ตวั บทกฎหมายขาดคุณธรรม ขาดความซ่ือสตั ยส ุจรติ ขาดความโปรงใส ไมเปดโอกาสใหมีการ ควบคมุ ตรวจสอบ ทั้งจากภายในและภายนอก ตลอดจนขาดการมีสวนรวมของประชาชน ขาดความ รบั ผิดชอบในการดําเนินงานและขาดความคุมคาในการดําเนินงานแลว กระบวนการปฏิบัติราชการ ก็จะไมประสบผลสาํ เร็จเทาทค่ี วร 7. สนบั สนนุ ใหผ ูบ งั คบั บญั ชา ผูบริหาร แกนนาํ ในการปฏิบัตริ าชการ นาํ หลักปกครอง เชน ทศพิธราชธรรมมาปรับใช ทศพิธราชธรรมเปนหลักท่ีนักบริหารและสามัญชนสามารถนํามา ปรบั ใชได 8. สนบั สนุนใหห นว ยงานทกุ ภาคสวน ทง้ั ภาครฐั ภาคเอกชนและภาคประชาชน เขา มามี สว นรว มในการควบคุมตรวจสอบการปฏิบตั ริ าชการของขา ราชการดา นจรยิ ธรรมอยา งตอ เนอ่ื ง โดย ดําเนินการในลักษณะเปนเครือขาย คือ หนวยงานและประชาชน มีการรวมตัวกันเปนกลุม เปน ชุมชนเพ่ือดําเนินกิจกรรมรวมกัน เปนองคกรในพื้นที่ทุกระดับ โดยมีเปาหมายและกิจกรรม เชื่อมโยงกันและสอดคลองกับสภาพเศรษฐกิจสังคม การเมือง สภาพแวดลอมของพ้ืนท่ีน้ัน ทั้งนี้ ตอ งเปนไปในทศิ ทางที่เออ้ื อาํ นวยประโยชนต อประเทศชาติและประชาชนโดยรวมดวย จากตัวอยางแนวทางการพัฒนาจริยธรรมของขาราชการท้ัง 8 ขอ ในทางปฏิบัติก็ไดมีการ ดําเนินการไปบางแลว แตยังไมสามารถที่จะกลาวไดวา ประสบความสําเร็จ ดังนั้นหนวยงานและ บุคลากรทุกฝายที่เก่ียวของจะตองชวยกันสรางและพัฒนาคานิยมทางจริยธรรมท่ีถูกตองดีงามให เกิดขึ้นอยางถาวร มีความตอเน่ืองและสม่ําเสมอ ทั้งน้ีเพื่อยกระดับความมีคุณธรรมจริยธรรมใน

70 สังคมไทยใหเปนที่ยอมรับแกบุคคลและหนวยงาน ท้ังภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งจะสงผลตอ ภาพลกั ษณท น่ี า เชอ่ื ถือ เกิดการยอมรับ การไวว างใจและความสมั พนั ธท ี่ดรี ะหวางกัน ทําใหเกิดผลดี ตอการคา การลงทนุ แกป ระเทศชาติและจะสง ผลท่ดี ดี านตา ง ๆ ตามมาในที่สดุ สรุป ธุรกิจจําเปนท่ีจะตองมีจริยธรรม แมวาในระยะแรกจะเปนความเขาใจผิดวาจริยธรรม ขัดแยงกับเปาหมายกําไรสูงสุดของธุรกิจ ซ่ึงแทจริงแลวการมีจริยธรรมทางธุรกิจ แมวาจะสงผล กระทบตอการเพิ่มตนทุน หรือมองวาเสียเปรียบในการแขงขัน แตก็จะทําใหธุรกิจไดรับความ เชื่อถือ การยอมรับและความไววางใจในระยะยาว ทั้งจากลูกคา คูคา คูแขง หนวยงานราชการ รวมทั้งบุคลากรภายในของธุรกิจเองก็จะไดรับผลที่ดีดวย ธุรกิจจึงสามารถดําเนินงานและทํากําไร สูงสุดไดและดํารงอยูอยางยั่งยืน ตรงขามหากธุรกิจที่ขาดจริยธรรมจะไดรับผลกระทบไมวาจะเปน ความขัดแยงภายในองคกร ขาดประสิทธิภาพในการทํางาน การสรางศัตรูการคา การไมไดรับการ เชื่อถือจากหนวยงานราชการและอาจถูกตอตานจากลูกคา หรือชุมชน การวัดระดับมาตรฐาน จริยธรรมของธรุ กจิ วดั ได 3 ระดบั คอื เปน ธุรกิจท่ีไมมีจรยิ ธรรม มีจรยิ ธรรม และไมสนใจจริยธรรม ดังน้ันจึงตองมีการพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ โดยเร่ิมจากการพัฒนาคนใหมีจริยธรรมกอน ซึ่งตาม แนวคิดทฤษฎีเปยเจทและโคลเบิรก อธิบายวาการพัฒนาจริยธรรมของคนมีรากฐานจากการพัฒนา ทางสติปญญาและอารมณ ซ่ึงโคลเบิรกแบงการพัฒนาออกเปน 3 ระดับคือ ขั้นกอนมีจริยธรรม ขั้น มีจริยธรรมตามกฎเกณฑและข้ันมีจริยธรรมเหนือกฎเกณฑ นอกจากนี้การพัฒนาจริยธรรมตาม หลักพทุ ธศาสนาจะตองหาสาเหตุของปญ หากอนจึงจะสามารถแกปญหาและพัฒนาจริยธรรมไดถูก ทาง เม่ือจะนําไปพัฒนาจริยธรรมทางธุรกิจ จะตองมีแนวทางการตรวจสอบจริยธรรมในองคกร ธุรกิจ โดยองคกรธุรกิจเอง นอกจากนี้ภาครัฐก็มีบทบาทในการท่ีจะเสริมสรางจริยธรรมแกองคกร ธุรกิจ เชน การใชกฎหมาย การกํากับดูแลทางการศึกษา บทบาทขององคกรวิชาชีพของรัฐ ต้ังศูนย ดแู ล อบรมระดบั กิจกรรมและระดับนโยบาย ดังน้ันการมีจริยธรรมขององคกรธุรกิจยังเกี่ยวของกับ คุณธรรมของขาราชการท่ีมีความสัมพันธกัน ท้ังดานการสนับสนุนสงเสริมกันใหเกิดจริยธรรม หรอื ขาดจริยธรรม หากฝายหนึง่ เสนอและอกี ฝายหน่ึงสนอง กรณศี ึกษา บริษัทเอสโซมีบริษัทแมอยูท่ีสหรัฐอเมริกาและมีบริษัทลูก หรือบริษัทในเครือเอสโซอยู ในประเทศตาง ๆ ทว่ั โลก มนี โยบายดําเนนิ ธุรกจิ อยางมีจริยธรรม ดงั น้ี

71 1. นโยบายเกย่ี วกบั จรรยาบรรณทางธุรกจิ 1.1 การมชี อ่ื เสยี งทีม่ นั่ คงเกยี่ วกับจรรยาบรรณทางธรุ กจิ เปน ทรพั ยส ินท่ีมีคายิ่งของ บรษิ ทั 1.2 กิจกรรมทกุ อยางจะตอ งบันทกึ ไวอยางถูกตองในบญั ชีของบริษัท หา มมกี าร ปลอมแปลงในสมุดบญั ชแี ละการบัญชีธนาคาร ซ่ึงไมเ ปนที่เปด เผย 1.3 เคารพกฎหมายอยางเครง ครัดท่เี กย่ี วกบั การดาํ เนนิ ธุรกจิ และการปฏบิ ัติท่เี ปน ธรรม ไมย อมใหพ นกั งานละเมดิ กฎหมาย หรอื กระทาํ ผดิ จรรยาบรรณ 2. นโยบายปอ งกนั การผูกขาด 2.1 ใหกรรมการและพนกั งานของบริษัททุกคน เคารพอยา งเครงครดั ตอกฎหมาย ปองกันการผกู ขาดของสหรัฐฯ และตอตา นกฎหมายของประเทศอื่นใด หรอื กลุมประเทศตาง ๆ ซึ่ง ใชบังคับในการดาํ เนินธุรกจิ ของบรษิ ทั 2.2 ไมม ีผูใ ดในบริษทั มอี ํานาจทีจ่ ะออกคาํ สั่งใด ๆ ทมี่ ผี ลตอ การละเมิดนโยบายนี้ 3. นโยบายเกยี่ วกับของขวญั และการเล้ยี งรบั รอง หา มใหของขวญั เปน เงินสดในนามของบรษิ ัท หา มรับของขวัญเปนเงินสด การเล้ียง ตอนรบั คา เดนิ ทาง สง่ิ จูงใจอื่นใหเ ปน ไปพอประมาณ ไมบ อยนักและเหมาะสมกับโอกาส จรรยาบรรณ ตองคาํ นึงถึงกฎหมายและกฎปฏบิ ัติทีใ่ ชบังคบั อยู 4. นโยบายเกย่ี วกับการอนรุ กั ษส ิง่ แวดลอ ม 4.1 ยดึ ม่นั ในมาตรฐานสง่ิ แวดลอมท้ังหลายและในกฎขอ บงั คบั ตา ง ๆ ท่อี าจใช บังคบั กบั ธุรกิจของบริษัท 4.2 ประกันวา การปฏบิ ตั ิงานและผลิตภัณฑข องเครอื เอสโซ จะไมทําใหเกดิ การเสีย่ ง ภยั รา ยแรงแกส ขุ ภาพของคนท่วั ไป แตเ หมาะสมกับสิ่งแวดลอ ม ความปรารถนาทางสังคมและ เศรษฐกจิ ตลอดจนความตอ งการของชมุ ชน 4.3 ปฏิบตั ิงานโดยรว มมอื กบั บคุ คลภายนอก เพอื่ ใหเกดิ ความเปนเอกฉันทเกยี่ วกบั คุณภาพมาตรฐานของสง่ิ แวดลอ ม 4.4 จะปฏิบัตงิ านอยางแขง็ ขนั จรงิ จงั กบั กลมุ ตา ง ๆ ของทางราชการ เพือ่ สงเสริมและ สนับสนุนใหม ีการพัฒนาระเบยี บ ขอ บังคับตาง ๆ เพ่ือใหไ ดม าซึง่ มาตรฐานส่งิ แวดลอมอนั พึง ประสงค

72 5. นโยบายเกยี่ วกบั การแพทย 5.1 พสิ ูจนแ ละประเมนิ สง่ิ ที่เปนภยั ตอ สุขภาพอนามยั อันเกิดจากการปฏิบัติงานและ ผลติ ภัณฑของบริษัท 5.2 วางแผนนาํ ไปปฏบิ ัตแิ ละประเมนิ โครงการท่จี ะขจดั หรือควบคุมภยั ดังกลาว 5.3 ถาทราบวา อาจเปน ภยั ตอ สขุ ภาพอนามยั ตอ ชุมชน หรือกลมุ บคุ คลทีไ่ ดร ับ ผลกระทบตองรีบเผยแพรใ หทันตอเวลาและไดผล 5.4 ในขณะและหลงั การรับบุคลากรเขา ทํางาน ตรวจสอบดวู า พนักงานมีพลานามัย สมบรู ณดี เพือ่ ที่จะปฏบิ ตั ิงานได โดยไมเปน การเสี่ยงภัยเกนิ ควร 5.5 จัดบรกิ ารทางการแพทยท ่จี ําเปนเพ่ือทาํ การรักษาพยาบาล ผูท่เี จบ็ ปว ยหรอื บาดเจบ็ อันเนอ่ื งมาจากการทาํ งานและเพอ่ื ทาํ การรักษาพยาบาลฉุกเฉนิ 6. นโยบายเกยี่ วกับการใหเงนิ อดุ หนนุ ทางการเมือง เอสโซ จะไมบ ริจาคเงนิ แกผ ูสมัครทางการเมอื ง ทั้งน้ีไมเ กยี่ วกบั การบรจิ าคเปน สวนตัวโดยถกู กฎหมาย 7. นโยบายในเร่ืองผลประโยชนขดั กัน 7.1 ใหกรรมการและพนกั งานของบริษทั หลกี เล่ียงการดาํ เนนิ ธุรกจิ ท่ีขัด ผลประโยชนกันของบรษิ ัทผจู ัดสง ลูกคา และองคการหรอื เอกชนอน่ื ๆ ท้ังมวล ที่กําลังทําธุรกจิ การคากบั บรษิ ทั ในหรอื บรษิ ทั ในเครือใดๆ 7.2 ใหกรรมการและพนกั งานหลีกเลยี่ งมใิ หผลประโยชนของตนขัดกบั ผลประโยชนข องบริษทั ในการดาํ เนนิ ธรุ กิจสวนตวั รวมทง้ั กิจกรรมเกยี่ วกับหนุ ของบรษิ ทั หรอื ของ ประโยชนใ นเครอื ใด ๆ ที่มิไดอยใู นเครือ แตม คี วามสัมพนั ธทางธรุ กจิ กบั ผลประโยชนข องบรษิ ัท 8. การนําอดุ มการณและหลกั จรรยาบรรณไปปฏบิ ัติ บรษิ ทั ในเครอื เอสโซ ไดพ ิมพห นังสอื ช่ือ จรรยาบรรณทางธรุ กิจแจกใหกับพนกั งาน ทุกคนและขอใหพนกั งานนาํ หลักดงั กลา วไปปฏิบตั อิ ยา งเครงครัด คาํ ถาม จากกรณีศกึ ษาบรษิ ทั เอสโซ จริยธรรมดานตา ง ๆ นกั ศกึ ษาวิเคราะหแ ละมคี วาม คดิ เหน็ ตอเร่อื งดงั ตอ ไปนอ้ี ยา งไร 1. จรยิ ธรรมท่ีเอสโซก ําหนดขึน้ มขี อ ใดทีม่ ชี อ งโหวใหหลกี เล่ียงได 2. จริยธรรมในขอ ใดท่จี ะทาํ ใหก ารดาํ เนนิ งานของเอสโซตอ งประสบปญหาหรือ อปุ สรรคในการดาํ เนินธุรกิจภายใตคา นิยมแบบสังคมไทย หรอื ไม อยา งไร

73 บรรณานุกรมทา ยบทที่ 3 กีรติ บญุ เจือ. (2551). คูมอื จรยิ ศาสตรต ามหลกั วชิ าการสากล. กรงุ เทพฯ : ศนู ยส งเสรมิ และ พฒั นาพลงั แผน ดนิ เชิงคณุ ธรรม. แนวทางการพฒั นาจรยิ ธรรมของขา ราชการ. [ออน-ไลน]. (2549). แหลงที่มา: www.psdb.ku.ac.th/government/essay/moral.pdf พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. (2554). ระดับ. [ออน-ไลน] . แหลง ท่ีมา: http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-33-search.asp พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2551). การพฒั นาจรยิ ธรรม. กรงุ เทพฯ : พิมพส วย. วิรัช วิรัชนภิ าวรรณ. (2549). การพฒั นาจริยธรรมของขา ราชการ. [ออน-ไลน]. แหลง ทมี่ า: http://www.psdb.ku.ac.th/government/essay/moral.pdf. สมคดิ บางโม. (2549). จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พพฒั นาวิทยก ารพิมพ. สํานกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสุข. (2554). มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม. [ออน-ไลน]. แหลง ทมี่ า: http://www.moph.go.th/ops/ops/opct/matatan.html. สภุ าพร พศิ าลบุตร. (2549). จริยธรรมทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ิต. Numthon Kotvong. (2554). ทฤษฎีพฒั นาการทางจริยธรรม. (ออนไลน) . แหลงท่ีมา: http://sites.google.com/site/citwithyaphunthan/phathnakar-khx-ngbukhkh/thvsdi- phathnakar-thang-cit-sangkhm/khan-kar-khid-laea-kar-kheaci/thvsdi-phathnakar- thang-criythrrm W.C. Crain. (1985). Theories of Development. Prentice-Hall.

บทที่ 4 จริยธรรมผูบรหิ าร เมือ่ มีการตงั้ คาํ ถามวาผูบริหารคอื ใคร คาํ ตอบทไ่ี ดอาจมหี ลายแงม ุม บางเนนทีค่ ณุ ลักษณะ ของบุคคล บา งเนนทล่ี ักษณะของงาน บา งเนน ท่ลี ักษณะความรับผิดชอบ แตไมวาจะเนนในเรื่องใด การวางตําแหนงผูบริหารยอมอยูในระดับบนเหนือกวาคนอื่น เพื่อบงบอกถึงการมีอํานาจตัดสินใจ สั่งการและควบคุม ซ่ึงบทบาทหนาที่ดังกลาวจะทําไดดีเพียงใดข้ึนอยูกับหลายปจจัย ผูบริหารที่ สามารถสรางงาน สรางคนและสรางตนใหเปนที่ยอมรับยกยอง ท้ังความสําเร็จและความดีท่ีดํารง ตนอยู พรอมดวยผลงานท่ีประจักษและทีมงานท่ีใหความรวมมือรวมใจกันเปนอยางดี ส่ิงเหลานี้จะ สะทอนความเปน ผูบริหารหรือการเปน ผนู าํ ทีจ่ ะประสบผลสําเรจ็ ในบทบาทหนาที่ของผูบริหารเปน อยางดี บทบาทหนา ท่ขี องผบู รหิ าร กอ นจะกลาวถงึ บทบาทหนา ทีข่ องผบู ริหาร อาจมีคาํ ถามวา ผูบริหารคือใคร ลองคิดงาย ๆ เม่ือเขาไปในองคกรหนึ่ง ๆ จะมีผูดํารงตําแหนงท่ีมีอํานาจสูงสุดขององคกรท่ีเรียกวา ผูบริหาร สูงสุดขององคกร (Chief Executive Officer : CEO) เปนผูท่ีมีบทบาทหนาที่ในการกําหนดทิศทาง และนําพาองคกรไปสูเปาหมายท่ีไดวางไว ดังน้ันบุคคลที่จะเปนผูบริหารที่ดีไดจึงตองเปนผูมี คุณสมบัติท่ีแตกตางจากบุคคลทั่วไป (เนตรพัณณา ยาวิราช. 2549 : 7) ไดใหความหมายผูบริหาร หมายถึง บุคคลที่ไดรับการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในองคกรตาง ๆ เพื่อควบคุมดูแลรับผิดชอบใน กจิ การตาง ๆ ใหสําเร็จลุลวงตามวัตถุประสงคโดยอาศัยผูอ่ืน ดังนั้นจึงกลาวไดวาบุคคลที่จะมาเปน ผูบริหาร คือ สมาชิกคนหน่ึงในองคกรท่ีไดรับการแตงต้ังใหดํารงตําแหนงและทําหนาท่ีจัดสรร ทรัพยากร อํานวยการและควบคุมภารกิจของแตละฝายใหไปในทิศทางเดียวกัน โดยใชความรู ความสามารถท้ังศาสตรและศิลปะในการเลือกใชคนอื่นทํางานแทนตน เพ่ือบรรลุผลสําเร็จตาม เปา หมาย ดังนั้นบทบาทหนาที่สําคัญของผูบริหารจึงเก่ียวกับการกํากับหรือกําหนดทิศทาง (Direction) ในการเดินไปขางหนารวมกันของคนในองคกร โดยผูบริหารตองแสดงใหเห็นถึง วิสัยทัศนและแนวทางท่ีชัดเจน สามารถสรางแรงจูงใจ(Motivation) กระตุนใหทีมงานเกิดขวัญและ

75 แรงบันดาลใจที่จะกาวไปดวยกัน นอกจากการกําหนดและกํากับแนวทางไปสูเปาหมายแลว บทบาทสําคัญอีกประการของผูบริหารคือ การบริหารจัดการ(Organization) เก่ียวกับการดําเนินงาน ใหเปนไปตามกระบวนการท่ีไดวางแผนไว โดยตองมีการบริหารจัดการกับหนวยงาน องคกรและ ทีมงาน นอกจากผูบริหารตองเขาใจบทบาทหนาที่สําคัญของตนเองแลว การที่จะเปนผูประสบ ความสําเร็จยังมีคุณสมบัติอ่ืนอีกหลายประการ รองผูจัดการใหญทรัพยากรบุคคล บริษัทสยาม นิสสัน ออโตโมบิล จํากัด ไดกลาวถึงภาพรวมของหนาที่ผูบริหารท่ีประสบความสําเร็จตองมี คณุ สมบตั ิพ้นื ฐาน 4 ประการ (สรุ ศักด์ิ ใจเยน็ . 2553. ออนไลน) ดังนี้ 1. การมีพนั ธะผกู พนั ตอ งาน (Commitment) หมายถึง ผูบริหารทดี่ ีตองมคี วามมุงมนั่ สามารถผกู ประสานตวั เองใหเ ขากับงานและหนาทคี่ วามรับผิดชอบของตนเองไดเ ปน เบอื้ งแรก โดย การมพี ันธะผกู พนั ตองานนป้ี ระกอบไปดว ย ความผูกพนั กับเปาหมายของตนเอง หนว ยงาน หวั หนา ลกู นอ ง หนา ทกี่ ารงาน องคกร เพ่ือนรว มงาน ลกู คา สังคมรอบขา งและประเทศชาติ 2. ความสม่ําเสมอในการแสดงตน (Consistency) หมายถงึ ผูบ ริหารจะตอ งเปน แบบอยาง ท่ีดีของทีมงาน คนในองคกรมักจะแยกไมออกระหวางภาพขององคกรกับภาพของตัวผูบริหาร ดังนั้นหากจะใหคนในองคกรมีความเช่ือม่ันกับองคกร ผูนํา หรือผูบริหารองคกรตองสรางความ มัน่ ใจและศรัทธากบั ทีมงานกอนเปน ลําดบั แรก ความมั่นคงและแนวแนของผูบริหารตองแสดงออก ไดท งั้ ในดานสติและสมั ปชัญญะ 3. ความสามารถในการเผชิญกบั สถานการณ (Complexity) หมายถงึ เมอื่ ผูบริหารทีด่ ีตอ ง เผชญิ กับสถานการณตาง ๆ จะตอ งสามารถเปน ผูนําหลกั ขององคก รทีจ่ ะชนี้ าํ ทิศทางของทมี งาน ซง่ึ แสดงใหเห็นวาผูนําท่ีดีสามารถเผชิญหนากับสถานการณตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นได ความสามารถที่สําคัญ ในแงน ี้ขององคก รคือ ความสามารถในการแกปญหา ความสามารถในการจัดลําดับความสําคัญของ งาน ซ่ึงนําไปสูการกําหนดทิศทางนโยบายท่ีจะทําใหคนในองคกรสามารถปฏิบัติงานไดสอดคลอง กบั สภาวการณจริง 4. ความเชื่อถอื ได (Creditability) หมายถึง การแสดงออกของผบู รหิ าร ทงั้ การกระทาํ และคําพูดจะตองตรงกัน เชน อดีตผูนําประเทศ คือ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยเม่ือครั้งเรืองอํานาจ ไดกลาว อมตวลีวา “กอนพูดเราเปนนายของคําพูด หลังพูด คาํ พูดจะเปนนายเรา” วลีน้ีไดสรางประสบการณและการเรียนรูใหกับคนหลายคน เพราะความเปน ผูบริหาร หรือผูนําที่ดีตองเปนคนที่มีบารมี การท่ีบารมีจะเกิดข้ึนในแตละบุคคล คือ การเปนคนท่ี เชื่อถือได ดงั มตี ัวอยางสาํ คัญในสมยั หลงั รฐั ประหารของคณะรักษาความสงบเรยี บรอยแหง ชาติ (รสช.) พลเอกสจุ ินดา คราประยูร เปนบคุ คลหนึง่ ในคณะ(รสช.) ไดเคยประกาศไวว าจะไมรับ ตาํ แหนงใด ๆ ทางการเมอื ง แตแ ลวกลับเขารบั ตาํ แหนง จนเปนท่ีมาของวาทะ “เสียสัตยเพอ่ื ชาติ”

76 (พฤษภาทมิฬ. ออนไลน. 2554) จึงเปนสาเหตุใหเกิดการไมยอมรับและมีการประทวงตอตานการ สบื ทอดอาํ นาจของ (รสช.) ของประชาชน จนเกิดเหตุการณพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 นอกเหนือจาก คําพูด หรือวาจาแลว ส่ิงสําคัญอีกอยางหนึ่งของความเชื่อถือไดของการเปนผูบริหารที่ไดรับการ ยอมรับเปนอยางย่ิง คือ “ความซ่ือสัตย” หากผูบริหารคนใดขาดภาพแหงความใจซื่อมือสะอาด โอกาสท่จี ะประสบความสําเรจ็ ยอมจะลาํ บากมากยง่ิ ขึน้ ดังจะเห็นวา บทบาทหนาที่ของผบู รหิ ารจะเนนหนกั ดา นความคิดที่จะตองแปรเปล่ียนเปน รูปธรรมในการนําไปสูการปฏิบัติของผูท่ีอยูในความดูแล ท่ีเปนผูใตบังคับบัญชา ลูกนอง ทีมงาน เพ่ือใหคนเหลาน้ันยินดีที่จะใหความรวมมือ ทุมเทความรูความสามารถเต็มกําลังและสติปญญา ผูบริหารจึงตองมีท้ังพระเดชและพระคุณที่เลือกนํามาใช โดยตระหนักคิดถึงใจเขา ใจเรา เพ่ือใหได ท้ังผลงานและใจคนทํางาน จึงจะเปนผูบริหารที่ประสบผลสําเร็จและมีคุณธรรมจริยธรรม พรอม คุณสมบตั คิ รบถวนของการเปน ผูรูจักการครองตน ครองคนและครองงาน หลักจรยิ ธรรมสาํ หรบั ผบู รหิ าร ผูบริหาร ผูนํา ผูปกครอง หรืออาจเรียกวา ผูเปนใหญในองคกร ในหนวยของสังคมนั้น ๆ ซง่ึ เปน ผูสามารถใชอาํ นาจและสงอิทธิพลเหนือผูคนท่ัวไป หากผูเปนใหญรูจักการใชอํานาจท่ีตนมี อยูดวยใจเปนธรรม อยางชอบธรรม ประกอบดวยคุณธรรมจริยธรรมของผูเปนใหญ ผลกระทบที่ เกิดขน้ึ ยอ มกอ ใหเกิดผลแหงความสงบสุขโดยสวนรวม ดังนั้นหลักธรรมที่เหมาะสมสําหรับมนุษย คอื หลกั ธรรมทางดานศาสนาที่สอนใหค นทุกคนทาํ ความดี งดเวนการทําชั่ว ดังคํากลาวท่ีวาธรรมะ มีคุณ 3 ประการ คือ 1) ธรรมะจึงทําใหเกิดการอุปการะคือ เปรียบเสมือนกัลยาณมิตรท่ีคอยเตือน คอยชวยเหลือใหคนเรามีสติระลึกรูอยูในศีลธรรม จะพูดจาหรือกระทําส่ิงใด ๆ มีความรูเทาทันส่ิง ไมด ี ไมเ หมาะ ไมควร จึงสามารถงดเวนได 2) ธรรมะยังทําใหเกิดความงามคือ งามทั้งภายในจิตใจ และงามภายนอกที่แสดงออกมาใหปรากฏทางกายและวาจา จึงกลาวไดอีกวา 3) ธรรมคุมครองโลก ได หมายความวา เมื่อมนุษยทุกคนตางมีสติระลึกรูสิ่งดี ส่ิงเลวภายในจิตใจและสามารถแยกแยะ ความดี ความเลว จึงเกิดความละอายช่ัว กลัวบาป ก็ยอมทําใหตนเองรอดพนจากการประพฤติผิด ประพฤติชั่วได การกระทําดีท่ีเกิดข้ึนจึงไมใชเปนเพียงประโยชนตนเทาน้ัน แตยังเปนประโยชน ทานหรอื ประโยชนผ อู ่ืนดวย หลักธรรมที่สามารถสนองตอบจริยธรรมของผูบริหารองคกรท้ังในฐานะบุคคลของ สงั คม ฐานะผูบริหารขององคกรและฐานะพลเมืองของประเทศ มีหลักธรรมท่ีสําคัญมากมายในท่ีน้ี จะนําเสนอ 4 หลักธรรมท่ีสําคัญพอสังเขป ดังไดประมวลสรุปจากธรรมนูญชีวิตของ พระพรหม คุณาภรณ(ป.อ.ปยตุ โต). 2549 : 14-28; วศิน อนิ ทสระ. 2549 : 93-102; สมหวัง วิทยาปญญานนท.

77 2543 . ออนไลน ดงั นี้ 1. สัปปรุ สิ ธรรม 7 เปน ธรรมของคนดี หรอื ธรรมของสัปปุรษุ กลา วคอื ผูใดทถี่ ือ หลักธรรมนี้ไดยอมเปนคนสมบูรณแบบหรือมนุษยโดยสมบูรณ มีคุณคาสามารถนําหมูชนและ สงั คมไปสูสันตสิ ุขและความสวัสดี คุณสมบัติ 7 ประการน้ี ไดแ ก 1.1 รหู ลักและรูจกั เหตุ (ธมั มญั ุตา) คอื รูห ลกั การและกฎเกณฑของสง่ิ ทต่ี นตอ งเขา ไปเกี่ยวของในการดําเนินชีวิต ในการทําหนาท่ีและดําเนินกิจการตาง ๆ เชน ตนเองดํารงตําแหนง อะไร อยูในฐานะ อาชีพ การงาน หนาท่ีและความรับผิดชอบอะไร มีหลักการอะไรและจะตองทํา อยางไร จึงจะเปนเหตุใหบรรลุผลสําเร็จตามหนาที่ความรับผิดชอบนั้น มองใหลึกหรือสูงข้ึนคือ การรเู ทา ทนั กฎความจรงิ ของธรรมชาติเพื่อปฏบิ ัติตอโลกและชวี ิตอยา งถกู ตอง มีจิตใจเปนอิสระ ไม ตกเปนทาสของโลกและชีวิต เชน การไดรับตําแหนงสูงสุดเมื่อถึงวาระก็ตองลงจากตําแหนง ซ่ึงก็มี คนเปรียบเทยี บไดนาฟงวา ชีวติ ดั่งละคร ขนึ้ อยูวาขณะทส่ี วมบทบาทน้ัน ๆ ไดเ ลน เต็มท่ีแลวหรอื ยงั 1.2 รคู วามมงุ หมายและรูจ กั ผล (อัตถัญุตา) คือ รคู วามหมาย รคู วามมุง หมายของ หลักการที่ตนปฏิบัติ เขาใจวัตถุประสงคของกิจการท่ีตนกระทํา รูวาสิ่งท่ีทําอยูน้ัน ดําเนินชีวิตอยาง น้ันเพื่อตองการประโยชนอะไรหรือควรบรรลุผลอะไร ที่ใหตําแหนง หนาท่ี ฐานะ การงานน้ัน ๆ ไดมีการวางความมุงหมายอะไร สิ่งที่ทําอยูขณะน้ีจะบังเกิดผลอะไรบาง เปนผลดีผลเสียอยางไร หากใหมีความเขาใจท่สี งู ขึน้ คือ รูป ระโยชนทีเ่ ปน จุดหมายแทจรงิ ของชีวิต 1.3 รจู ักตน (อตั ตญั ตุ า) คอื การรตู ามความเปนจรงิ เก่ียวกบั ตนเอง วาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กําลัง ความรู ความสามารถ ความถนัดและคุณธรรม มีเทาไร อยางไร แลวประพฤติ ปฏิบัติตนใหเ หมาะสม ตลอดจนแกไขปรับปรงุ ตนใหเ จริญยิ่งขนึ้ 1.4 รจู ักประมาณ (มตั ตญั ตุ า) คือ รจู ักพอดี เชน รูจกั การบริโภค การใชจ า ยทรพั ย ใหพอดีกับรายได ไมเปนหน้ีจนไมสามารถชําระหนี้ได รวมท้ังการพูดจา การพักผอน การ สนุกสนาน ร่ืนเริง การใชชีวิตและการทําหนาท่ีของตนเอง ใหมีความพอเหมาะลงตัว ไมตามใจ ความอยากของตนเองจนเกนิ ไป 1.5 รจู กั กาล (กาลญั ตุ า) คอื รกู าลเวลาท่เี หมาะสม เชน รูวาเวลาไหน ควรทําอะไร อยางไรและทําใหต รงเวลา ทําใหเปนเวลา ทําใหทันเวลา ทําใหพอเวลา ทําใหถูกเวลา ตลอดจนรูจัก กะเวลาและวางแผนการใชเวลาอยางไดผ ล 1.6 รูจ กั ชุมชน (ปริสญั ตุ า) คอื รูจักถิ่นฐาน รจู ักชมุ ชน รูการอนั ควรประพฤติ ปฏิบัติในถ่ินที่ชุมนุม เชน ชุมชนนี้เม่ือเขาไปหาแลวควรตองทําตัวหรือแสดงกิริยาอยางไร พูด อยางไร ระเบียบประเพณี วัฒนธรรม เปนอยางไร เพื่อจะไดปฏิบัติตัวใหถูกตองตรงกับความ ตองการและเปน ประโยชนต อชุมชน

78 1.7 รูจ ักบุคคล (ปุคคลญั ุตา) คอื รแู ละเขาใจความแตกตางระหวางบคุ คล เชน ใคร นิสัย ตึงหยอ น หรือมีอัธยาศยั ความสามารถและคณุ ธรรม อยา งไร ทําใหตัดสินใจไดวาจะปฏิบัติตัว ตอบุคคลเหลาน้ันไดอยางไร จะเลือกคบหรือไม หรือตองมีความเก่ียวของสัมพันธกันอยางไร เชน จะใช จะยกยอง จะตาํ หนิ หรือจะแนะนําสง่ั สอน อยางไร 2. พรหมวหิ าร 4 เปน ธรรมประจาํ ใจของผูมจี ิตใจย่ิงใหญก วา งขวางดุจพรหม ไดแก 2.1 เมตตา (Loving Kindness) เปน ความรัก ความปรารถนาดี ตองการชวยเหลือให ทุกคนประสบประโยชนแ ละความสขุ สรุปคือ ความปรารถนาใหทุกคนมคี วามสุข 2.2 กรุณา (Compassion) เปนความสงสาร อยากชวยเหลอื ผอู ื่นใหพน จากความ ทกุ ข ความเดือดรอน ทั้งทางรางกายและจติ ใจ สรุปคอื ความปรารถนาใหผ อู ื่นพนทกุ ข 2.3 มทุ ิตา (Appreciative Gladness) เปนความเบิกบานพลอยยินดี เมือ่ เหน็ ผอู ื่นอยดู ี มสี ุข ก็มีจติ ใจแชมช่ืนเบิกบาน เมื่อเหน็ เขาทําดปี ระสบความสําเรจ็ กา วหนา ก็พลอยยนิ ดี พรอ มทจี่ ะ ชวยสง เสริมสนบั สนนุ ไมม จี ติ คดิ ริษยา หรือนอ ยเน้ือต่าํ ใจในวาสนาของตนทไ่ี มทัดเทียมผอู น่ื สรุป คอื พลอยยินดเี มือ่ ผอู ่นื ไดด ี หรอื มอี นโุ มทนาจติ 2.4 อุเบกขา (Equanimity) เปน การวางใจใหเปน กลาง เม่อื เห็นบคุ คลจะไดรบั ผลดี หรือช่ัวอันสมควรแกเหตุท่ีคน ๆ น้ันเปนผูกระทํา ก็สามารถวินิจฉัย วางตนและปฏิบัติไปตาม หลกั การ ดว ยเหตุผลและความเที่ยงธรรม คอื สามารถวางเฉยและไมซ ํ้าเติมเม่อื ผอู น่ื ไดร ับความวิบัติ ที่ตนไมอาจชวยเหลือได สรุปคือ การวางเฉย หรอื การวางใจเปนกลาง อยางไรก็ตามการใชหลักพรหมวิหาร 4 จะตองพิจารณาถึงสถานการณและเลือกใชให เหมาะสมกับเหตุการณ ซ่ึงในกรณีนี้เรามักจะเห็นการนําหลักพรหมวิหาร 4 มาใชอยางไมเขาใจ ไม ถูกตอง เชน ถาหัวหนาลงโทษลูกนองเพราะทําผิดกฎระเบียบ ก็มักจะถูกตําหนิตอวาทันทีวาเปน คนใจราย ไมมีนํ้าใจ ไมมีเมตตากรุณาตอลูกนอง โดยไมพิจารณาถึงความเปนเหตุเปนผลวาใน องคกรมีกฎระเบียบวา ไวอยา งไรและสาเหตุทีต่ อ งถูกลงโทษเพราะอะไร ถาหากไมลงโทษคนทําผิด ก็จะไมหลาบจําและยังเปนเยี่ยงอยางท่ีไมดีกับคนในองคกรใหทําตาม ซึ่งจะเกิดความเสียหายมาก ย่ิงขึ้น หรือในกรณีที่ลูกทําผิดพอแมก็คอยแตจะปกปองและไมเคยท่ีจะอบรมสั่งสอนแยกแยะให เขาใจวาอะไรถูกอะไรผิด จนทําใหลูกเสียคน โดยอางเอาแตความรักความเมตตากรุณาตอลูกเพียง อยางเดียวในลักษณะนีก้ ็ถือวา ใชหลักพรหมวหิ าร อยา งผดิ ๆ เชนเดียวกัน 3. ทศพิธราชธรรม เปนหลักธรรมของผูเปนใหญ ซ่ึงสามารถนําไปใชกับผูมีอํานาจของ ทุกองคกร ทั้งผูนําครอบครัว ผูนํากลุม ผูนําองคกร ผูนําชุมชน ผูนําประเทศ ประกอบดวย หลกั ธรรม 10 ขอ ดังนี้

79 3.1 ทาน (Sharing with the Populace) หมายถงึ การใหว ตั ถภุ ายนอกเปน ส่ิงของตา งๆ โดยตองมีผูรับโดยตรง การใหทานสามารถใหได 3 ชนิด คือ ใหวัตถุเปนทาน ใหธรรมะเปนทาน ถือวา เปนทานทเ่ี ลิศกวา ทานทั้งปวงและใหอภยั ทานหรอื ยกโทษให ดังนน้ั ผูบริหารจึงตองฝกตนให รูจักการเปนผูใหมากกวาเปนผูรับ เอาใจใสดูแลสวัสดิการ ใหความชวยเหลือยามประสบความ เดือดรอ น ตลอดจนการสนบั สนุนคนทาํ ความดี 3.2 ศลี (Maintaining Good Conduct) หมายถงึ ปกติ ภาวะปกติ การประพฤติปฏิบตั ิ ใหเกิดภาวะปกติ หรือความสุจริต เชน มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 การมีศีลทําใหไมเกิดปญหาการ เบียดเบียนกันทั้งชีวิตและทรัพยสิน ไมเบียดเบียนลูกเมียผูอื่น สังคมเกิดความสงบเรียบรอย ประเทศชาติเจรญิ รงุ เรอื ง ทาํ ใหเ กดิ ความปลอดภัยและมชี ีวติ ที่สงบสุขทั้งตนเองและผูอ่นื 3.3 ปริจจาคะ (Working Selflessly) หมายถึง การเสียสละ โดยเสียสละความเห็น แกตัว หรือกิเลสท่ีอยูภายในจิตใจคนเรา เชน การเสียสละการเห็นผิด หรือมิจฉาทิฏฐิ ไดแก พูดผิด คิดผิด ทําผิด ดวยการสละออกจากจิตใจ ในฐานะของผูบริหารหรือผูนําท่ีอยูเหนือคนท่ัวไปยิ่งตอง รูจักการเสียสละความสุขสวนตนเพ่ือประโยชนสวนรวม โดยเฉพาะอยางยิ่งผูปกครองบานเมืองยิ่ง ตองเสียสละมากกวาผูอ่ืน แมแตการยอมเสียสละชีวิตตนได เพ่ือประโยชนสุขของประชาชนและ ความสงบเรียบรอยของบา นเมอื ง 3.4 อาชวะ (Working Honestly) หมายถึง ความซื่อตรง เปด เผย ไมมอี ันตราย หรือ โทษภัยใด ๆ เปนท่ีไวใจตอการทําหนาท่ีดวยความบริสุทธิ์ใจตอตนเอง ผูอ่ืนและกฎธรรมชาติ ใน ฐานะของผูบริหารองคกรทํางานดวยความซ่ือสัตย โปรงใส เปดเผย ไมหลอกลวง ไมแบงพรรค แบงพวก 3.5 มทั วะ (Deporting himself with Gentleness and Congeniality) หมายถงึ ความ ออ นนอมถอ มตน มีความออนโยนตอผอู นื่ เชน นักบรหิ ารท่ีดคี วรเปน ผถู อ มตน ไมถือตวั ตน ไม อวดดอ้ื ถอื ดี เปนผใู ชเหตุผลมากกวาอารมณ หรือกิเลสของตน มีสมั มาคารวะตอ ผูใหญกวา มี อธั ยาศยั ออ นโยนนิ่มนวลตอผูนอยอยเู สมอ มีการปฏิสันถารตอนรับตอ ผนู อยและผมู าเยอื น ทําให เปนคนมเี สนห  ไดร ับความรักความภกั ดแี ละความยําเกรง 3.6 ตปะ (Rejecting Indulgence through Austerity) หมายถงึ ธรรมะทเี่ ผากเิ ลส เปน การกําจัดบาป หรือกิเลส ความช่ัวทั้งปวงและความเห็นแกตัว เชน ทําการงานใดดวยรูจักบทบาท และหนาท่ี ทํางานดวยความขยันขันแข็งไมเห็นแกตัว เปนพอคาไมเอารัดเอาเปรียบลูกคา เปน ขาราชการใหบริการประชาชนท่ัวไปดวยความเสมอภาคเทาเทียมกัน เปนนักบริหารมีความอดทน อดกลน้ั และรูจ ักการเสียสละ เปนตน

80 3.7 อโกธะ (Adhering to Reason, not Anger) หมายถงึ ความไมโกรธ ซึ่งมจี ุดเริ่มตน จากภายในจิตใจของความไมสบายใจ ความไมพอใจแลวระเบิดออกมาภายนอกทํารายผูอ่ืน ดวย วาจา หรือลงมือทํารายรางกาย เชน ลูกจางทํางานไดผลไมเปนที่พอใจ ผูบริหารตองรูจักการระงับ อารมณโกรธ โดยใชความเมตตากรุณา มีเหตุมีผลในการวินิจฉัยถึงสาเหตุวาเพราะอะไรจึงเกิดผล เชนน้ัน 3.8 อวิหงิ สา (Bringing Tranquility through Non-Violence) หมายถงึ ความไม เบียดเบียน หรือการกระทําที่กระทบกระทั่งตนเองและผูอื่นใหไดรับความลําบาก ความเดือดรอน ในลักษณะของการกระทําสิ่งท่ีเกินกําลังความสามารถหรือเกินความจําเปน เชน การบังคับให ลูกจางตองทํางานลวงเวลาโดยไมมีวันหยุด ถาไมปฏิบัติตามก็หาเหตุใหออกจากงานไป ลักษณะ เชน นแี้ สดงถงึ การใชอํานาจที่มีอยางเกินขอบเขต ไปบีบคน้ั และมีอาฆาตมาดราย 3.9 ขันติ (Overcoming Difficulties with Patience) หมายถึง ความอดทน เชน อดทน ตอการรอคอย อดทนตอกิเลสท่ีมายั่วยวน การมีความอดทนจึงทําใหเกิดโสรัจจะหรือความสงบ เสง่ียม ซึ่งมักไดยินคําคูกันวา ขันติ-โสรัจจะ ผูบริหารท่ีมีลูกนองจํานวนมากยิ่งตองมีความอดทน และสงบเยือกเย็นตอความวุนวายและปญหาตาง ๆ ท่ีจะตามมาอยางสูงยิ่งดวย เชน อดทนตอความ ยากลําบากในการกํากับดูแลคนหมูมากที่มีความหลากหลาย ทั้งความคิด ความเช่ือและการกระทํา อดทนตอการทํางานหนัก อดทนตอแรงเสียดทานท่ีทําใหเจ็บกายเจ็บใจ ดังนั้นผูบริหารที่มีขันติ และโสรัจจะก็จะเปน ผูท่ีหนักแนน มเี หตุผล มีความสุภาพ งามสงา และนานับถือ 3.10 อวิโรธนะ (Not doing that which Strays from Righteousness) หมายถึง ความ มน่ั คงในธรรม เปนความไมบกพรอง หรอื กระทาํ ผิดไปจากทํานองคลองธรรม เชน การไมทําผิดท้ัง กฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ ประเพณีและจริยธรรม ดังมีเหตุการณหลายคร้ังท่ีนักการเมืองซ่ึงเปน ผูนําและเปนบุคคลสาธารณะกระทําส่ิงท่ีไมสอดคลองกับการยอมรับทางสังคม ผูนําเหลานั้นก็อาง วาไมผดิ กฎหมาย เชน การใชชองโหวของกฎหมายหลีกเลี่ยงภาษี ลักษณะเชนน้ีถือวา ผูนําไมรักษา ความเที่ยงธรรม เพราะขัดแยงกับความรูสึกวาเปนส่ิงไมชอบธรรม ไมเท่ียงตรง ไมไดอยูในคลอง ธรรม เปนตน หากจะเปรียบผูบ รหิ ารเหมอื นกอนหินท่ีโยนลงไปในนํ้า เราจะเห็นนํ้ากระเพื่อมออกเปน วงกวาง ผูบริหารที่ย่ิงมีตําแหนงสูงมากเทาไร วงกระเพื่อมก็จะขยายวงยิ่งกวางขึ้นตามไปดวย ยอม แสดงใหเห็นวา การกระทําใด ๆ ของผูบริหารจะสงผลกระทบตอผูคนเปนวงกวาง ดวยเหตุน้ี ผูบริหารสูงสุดหรือผูมีอํานาจมากยอมตองมีคุณธรรมจริยธรรมท่ีมากและเหนือกวาคนทั่ว ๆ ไป ดังน้ันเราจึงมักเห็นผูบริหารโดยเฉพาะนักการเมืองท่ีมีตําแหนงสูงสุดในการบริหารประเทศ เชน ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ซ่ึงเปนบุคคลสาธารณะไดใชอํานาจในการบริหารแทนประชาชน

81 การตัดสินใจในเร่ืองใด ๆ ลวนสงผลตอประชาชนท้ังประเทศ ฉะน้ันนอกจากมีความรู ความสามารถในการนําพาประเทศใหเจริญรุงเรืองแลว ยังตองมีคุณธรรมจริยธรรมท่ีคิดถึง ประโยชน ปากทองของประชาชนและประเทศชาติเปนสําคัญเหนือกวาประโยชนตนและ ประโยชนพรรคพวก ปจจุบันเรามักจะเห็นพฤติกรรมของผูบริหารประเทศท่ีดํารงตําแหนงเปน เวลานานก็มักจะหลงระเริงในอํานาจและใชอํานาจเพื่อประโยชนของตนและพวกพอง โดยใช กฎหมายเอ้ือประโยชนตน จนสุดที่ประชาชนจะทนรับตอพฤติกรรมเหลาน้ันได จึงเกิดการรวมตัว กันประทวงและนําไปสูการลมรัฐบาลในท่ีสุด ดังเราจะเห็นตัวอยางทั้งในประเทศไทยเองในแตละ สมัยของรัฐบาลที่ถูกทํารัฐประหารบาง ประชาชนประทวงจนเกิดการลมรัฐบาลบาง หรือ ตางประเทศ เชน ประธานาธิบดี ฮอสนี บูมารัก ของประเทศอียิปต ที่ถูกปฏิวัติประชาชนเรียกรอง ใหลาออกจากตําแหนง หรือ มูอัมมาร มูฮัมมัด อัล-กัดดาฟ ผูนําประเทศลิเบีย ท่ีครองอํานาจมานับ 40 ป จนกระท่ังเกิดฝายตอตานโคนลมอํานาจลง ท้ังหลายเหลาน้ีสามารถนําไปวิเคราะหโดยใช หลักทศพิธราชธรรมแตล ะขอ ของผูเ ปนใหญในการปกครองประเทศนัน้ ๆ ได 4. มรรคมอี งค 8 เปน อรยิ มรรค คอื ทางปฏบิ ัตใิ หถึงความดับทุกข เรยี กอีกอยางหน่ึง วา มชั ฌมิ าปฏปิ ทา เปนทางสายกลาง หรือหลักปฏิบัติอันเปนสายกลางกลาวถึงคุณธรรม 8 ประการ คอื 4.1 สัมมาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ (Right Understanding) หมายถึง ความเหน็ ถกู ตอ ง ตามทํานองคลองธรรม เชน เหน็ วาทําดีไดด ี ทําชัว่ ไดช ่ัว บญุ มี บาปมี ชาติหนามี ชาตกิ อนมี 4.2 สมั มาสังกัปปะ ความดาํ ริชอบ (Right Thoughts) หมายถงึ การไมต กอยูใตส ง่ิ ยวั่ ยวน ความไมพยาบาท ความไมเบียดเบยี น 4.3 สัมมาวาจา การพดู ชอบ (Right Speech) หมายถงึ การพดู ทีเ่ วน จากการพูดเทจ็ พูดสอเสียด พูดคําหยาบ พูดเพอเจอ แตมีวาจาคําพูดที่ชอบ พูดคําจริง พูดประสานสามัคคี พูด ออนหวาน พดู ส่งิ ทเี่ ปนประโยชน 4.4 สัมมากมั มนั ตะ การกระทาํ ชอบ (Right Action) หมายถงึ การงดเวนกระทําใด ๆ ท่ีเปนการเบียนเบียดชีวิตและเบียนเบียดทรัพยสินผูอ่ืน ดังน้ันการกระทําชอบที่เปนความเมตตา กรณุ าตอ สงิ่ มีชวี ติ ท้ังปวง การรจู ักเสยี สละแบง ปนเฉล่ียสุขของตนแกผูอื่นตามสมควรและไมมัวเมา ในกามคณุ มคี วามพึงพอใจในคูค รองของตนอยา งเหมาะควร 4.5 สัมมาอาชีวะ การเลย้ี งชพี ชอบ (Right Livelihood) หมายถึง การเวนมจิ ฉาชีพ ทุกรูปแบบ การทจุ ริตในอาชพี ของตนก็เรยี กไดว า ทํามจิ ฉาชพี ในสมั มาชีพ 4.6 สมั มาวายามะ ความเพียรชอบ (Right Effort) หมายถงึ ความเพยี รชอบทกุ รปู แบบ เชน เพียรระวงั บาปอกุศลทีย่ ังไมเ กดิ ไมใหเ กดิ ข้นึ เพียรละบาปอกศุ ลทเี่ กดิ ขน้ึ แลว

82 เพียรใหกุศลที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้น เพียรรักษากุศลท่ีเกิดข้ึนแลวไมใหเส่ือมและทํากุศลใหเจริญย่ิง ๆ ขึน้ ไป 4.7 สมั มาสติ ความระลึกชอบ (Right Mindfulness) หมายถึง การระลกึ ถงึ สิ่งใดทีท่ ํา ใหกุศลเจรญิ และอกุศลเสอ่ื ม กใ็ หระลกึ ถึงบอย ๆ 4.8 สัมมาสมาธิ ความต้ังใจมน่ั ชอบ (Right Concentration) หมายถงึ การทจี่ ิตตงั้ ม่ัน ในอารมณอ ยา งใดอยา งหน่ึง อยางม่นั คงไมห วน่ั ไหว ไมฟ ุงซา น มักมีคําถามวา การพิจารณาทางกฎหมายจะมีแตการตัดสินวา ถูกกับผิด เทานั้น ดังนั้นจะ ใชหลักมัชฌิมา หรอื หลกั สายกลางอยา งไร คาํ ถามนีอ้ าจเปน เพราะเวลานปี้ ระเทศไทยมีความขัดแยง และขอ โตแ ยงในกระบวนการยตุ ธิ รรมคอ นขางมาก หากฝายใดไดร บั การตัดสินผลท่ีออกมา ไมเปน ที่พอใจก็จะมีขอโตแยงและคํากลาวหาตอกระบวนการยุติธรรม วาตัดสินไมมีมาตรฐานบาง หรือ สองมาตรฐานบาง แตสงิ่ หนงึ่ ท่เี ราเห็นเปน ประจักษอยางชัดเจนคือ คนรวยที่ทําผิดมักจะไมตองรับ โทษ ดังน้ันคนที่ติดคุกสวนใหญจึงเปนผูคนท่ีมีฐานะยากจน อยางนี้แลวจึงจะกลาวไดแนนอนวา สองมาตรฐาน สวนคําตอบที่ถามวา จะใชหลักสายกลางในการตัดสินไดอยางไร พระทานกลาววา ทางสายกลางของพระพุทธเจาไมไดหมายถึง กลางระหวางถูกกับผิด ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ดังน้ัน ทางสายกลางของผูพิพากษาคือ ความยุติธรรม (Justice) การตัดสินโดยไมใชอคติ ที่ทําใหเสียความ เที่ยงธรรม เรียกวา อคติ 4 ซ่ึงหลวงปูสุวัจน สุวโจ (2552. ออนไลน)ไดอธิบายขอธรรมหน่ึงที่ พระพุทธเจาไดตรัสไวเก่ียวกับการกระทําจิตใหตรงที่เรียกวา ทิฏฐชุกรรม การทําจิตของเราใหตรง ไดเพียงเทานี้ก็นับเปนบุญเปนกุศล ทําใหเกิดความสุข ความเจริญ เพราะการทําจิตใหตรงตอธรรม เปนเหตุใหเกิดความสงบสุข ดังน้ันคําวา ตรง ตองเขาใจใหถูกตองวา ตรงที่ยึดตามหลักธรรม มี กฎเกณฑ ไมเ ปนสง่ิ ทีล่ ําเอยี ง จึงเรยี กวา ไมม สี ิง่ ทเี่ ปน อคติ ดงั นี้ 1. ฉนั ทาคติ คอื ลําเอยี งเพราะความรกั ความรกั เชนนจ้ี ะทําใหเ กดิ การทจุ รติ ดว ยกาย วาจาได เชน การรักนับถือกัน หรือ รักตัวเอง กลัวตาย กลัวอด กลัวหิว กลัวเขาไมรัก กลัวเขาไม ชอบ กลัวเขาไมนับถือ ดังนั้นตองพิจารณาถึงความรักที่มีทั้งคุณและโทษ ถารักไมเปนจะทําใหเกิด ความลําเอียง ซึ่งทําใหสามารถทําสิ่งที่ไมถูกตองตาง ๆ ไดงาย ดังนั้นความรักท่ีใชหลักธรรมจะทํา ใหเปนความรักท่ีประกอบดวยเมตตา ปรารถนาใหมีความสุขใหพนทุกขก็จะนําพาคนท่ีรัก เชน ลูกหลาน พ่ีนอง เพื่อนฝูง ลูกนอง ประชาชน ฯลฯ ไปในทางที่ถูกที่ควร ไมมอมเมาใหเกิดการหลง ผิด หรอื ยดึ ติดในวัตถุนิยม หรือสรางความรูสกึ ใหเ กดิ ความแตกแยกในหมู ในสังคม เปน ตน 2. โทสาคติ คอื ลําเอยี งเพราะโกรธ ความโกรธเมอื่ เกดิ ขึน้ แลว ยอมแผดเผาจิตใจให เศราหมอง ขาดการไตรตรองพินิจพิจารณา อารมณจะพุงไปแรงดวยอํานาจแหงความโกรธ ความ โกรธจึงเปนภัยและเปนทุกข ทําลายความเที่ยงตรง ความตั้งม่ันอยูในธรรม ความโกรธมีสาเหตุ

83 เพราะรักสวนหน่ึงและชังสวนหน่ึง เปนคูกับฉันทาคติ หรือความรัก เชน ถาไมรัก ไมชอบ แคมีคน ยิ้มใหก็จะโกรธ หาวาเขามาย้ิมเยาะ ถาจะใชความโกรธตองมีปญญาคือ เอาความโกรธไปแผดเผา กิเลสของตน เชน การไมค บคนพาล เพราะคนพาลจะนาํ ไปสหู นทางแหง ความเส่อื มทั้งปวง 3. โมหาคติ คือ ลาํ เอียงเพราะเขลา เปน ความหลง ขาดปญ ญา เชอ่ื งา ย ไมพจิ ารณาให รอบคอบ เชน หลงเช่ือ เพราะคิดวาเขาเปนคนที่นานับถือ เปนเพ่ือน เปนอาจารย เปนคนมีชื่อเสียง เปนคนรวย เปนคนมียศตําแหนง ก็หลงทําตามโดยไมใชสติปญญาไตรตรองส่ิงท่ีเปนคุณหรือเปน โทษ เชน คนไทยสวนหนึ่งหลงเช่ือคําพูดท่ีวา “คนรวยแลวไมโกง” โดยไมไดพิจารณาดวย ขอเท็จจริง คนท่ีรวยแลวอาจมีความโลภมาก ย่ิงมีมากก็อยากไดมากยิ่งขึ้น ดังที่มีนักการเมืองคน หน่ึงเลาใหฟงวา เขาติดอันดับคนรวยท่ีมีเงิน 500 ลานบาทในจํานวน 400 คนรวยในประเทศไทย แตก็อยากไดตําแหนงทางการเมือง เมื่อไดเปนผูแทนราษฏรแลวก็รูสึกไมพอ อยากไดตําแหนง รัฐมนตรีอีก เมื่อไดตําแหนงรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงฯ ก็รูสึกวามันเล็กไป อยากไดตําแหนง รฐั มนตรี เม่อื ไดต ําแหนง รัฐมนตรี ก็ไมพอใจ เพราะไมไ ดก ระทรวงเกรด A เชนน้ี เปนตน 4. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลวั เกรงใจ ซง่ึ ความกลัวน้ี อาจจะกลัวภัยภายในตวั เราเอง หรือกลัวภัยจากภายนอก เชน กลัววาตัวเองจะเสียประโยชน กลัวอิทธิพลจะถูกทําราย เหลาน้ีเปน สาเหตุใหกระทําผิดไดและอาจถูกลงโทษดวยเพราะความกลัว หรือเกรงใจ ทําใหจิตใจไมยึดหลัก ความตรงตามหลักธรรม อยางไรก็ตามผูบริหารในทุกระดับตางก็เปนเพียงคนธรรมดา แตไดมีโอกาสท่ีดีอยูเหนือ คนอื่น ๆ และทําใหเกิดความหลงโลกไดงาย จึงมีคติเตือนใจ เตือนสติ สําหรับผูบริหารคือ หลัก โลกธรรม 8 เปนการครองชีวิตใหไมถลําพลาดไป พระพรหมคุณาภรณ กลาววา “บุคคลท่ีไม ประมาทมัวเมาจนตกเปนทาสของโลกและชีวิต ที่เรียกวา หลงโลก เมาชีวิต ก็เพราะมีสติ รูจักมอง รูจ กั พิจารณา รจู ักวางตัววางใจตอความจริงตาง ๆ อันมีเปนประจํากับโลกและชีวิตเปนคติธรรมดา” ดังน้ันผูบริหารจึงควรมารูเทาทันโลกธรรม 8 ท่ีเปนของคูระหวางความช่ืนชม(อิฏฐารมณ) และ ความขมข่นื (อนฏิ ฐารมณ) ซง่ึ มันจะมาคกู ันเสมอ เมื่อถงึ เวลาที่เหมาะเจาะ ดงั น้ี ไดล าภ ยอ ม เส่ือมลาภ ไดยศ ยอม เสือ่ มยศ มีสรรเสริญ ยอ ม มนี ินทา มีสขุ ยอ ม มีทุกข โลกธรรม 8 เปน สัจจธรรมของโลกทเ่ี กิดข้นึ ไดก ับทุกคน แสดงใหเหน็ ถึงความไมค งทน ถาวรของสง่ิ ทั้งหลาย ทไ่ี ดเ กิดข้ึน ต้งั อยแู ละดบั ไปในทีส่ ุด หากรูไ มเทาทนั เมอ่ื ไดฝายที่รื่นรมยดวย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็หลงระเริง มัวเมา ลืมตัวลืมตน ไมระมัดระวังตัว ระวังใจ ปลอยใหโลก

84 ธรรมเขาครอบงํากายใจ วันใดเกิดฝายไมนาร่ืนรมย เสื่อมจาก ลาภ ยศ ไดรับการนินทาและความ ทุกข มาแทนท่ีก็จะลมลงไมทันต้ังตัว พบแตความโศกเศรา อาจถึงข้ันทําราย ทําลายทั้งตนเองและ ผูอื่นได ฉะนั้นถาเรารูเทาทันโลกก็จะสามารถต้ังหลักกาย หลักใจและใชประโยชนจากโลกธรรม ในการสรางสรรคส่ิงที่ดีงาม ทําคุณประโยชนใหปรากฏแกสวนรวมในภาวะที่เรียกวา ชวงเวลา ขาข้ึน ในยามขาลง ก็ตั้งสติไดทัน วางตัว วางใจใหพอดี ถือวาความไมนาร่ืนรมยที่ขมขื่นทั้งหลาย เปนบททดสอบ เปนบทเรียน หรือแบบฝกหัดในการพัฒนาตน เชนน้ีความทุกขโศกก็จะไมถาโถม จนผูคนนน้ั รบั ไมไหว เม่ือยอนกลับไปที่การทําหนาท่ีของผูพิพากษาอยางเท่ียงธรรม โดยตองไมมีอคติ 4 ประการ ในการลําเอียงเพราะการทุจริตรับสินบน หรือเพราะเกรงกลัวตออิทธิพล หรือเพราะ เคารพนับถือกันมากอน ดังท่ีศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร (2548 : 70) ไดอัญเชิญพระบรม ราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เน่ืองในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแกผูสําเร็จ การศึกษาของสํานักอบรมศึกษากฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา เม่ือวันท่ี 6 พฤศจิกายน 2518 ทรง กลา วถึง คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนักกฎหมายทส่ี ามารถยดึ ถือเปนแบบอยางไดทุกยคุ ทุกสมยั ดงั น้ี “... เมื่อกฎหมายของเราดีอยแู ลว จุดใหญทส่ี ําคัญทสี่ ดุ ในการธํารงรักษา ความยตุ ธิ รรมในบา นเมือง จงึ ไดแ ก การสรา งนกั กฎหมายท่ดี ที จ่ี ะสามารถ วิเคราะหและใชก ฎหมายไดต รงตามวัตถุประสงค ขาพเจา จึงปรารถนาอยา งยง่ิ ที่จะใหท ุกคนสรา งตนใหเ ปน นักกฎหมายที่ดีทแ่ี ท โดยฝก ตนใหมีความกลา ในอาชีพของนักกฎหมาย คอื กลาทีจ่ ะปฏบิ ัติการไปตามความถูกตอ งเทีย่ งตรง ท้งั ตามกฎหมายและศลี ธรรม ไมปลอยใหภ ยาคติ คือ ความเอนเอียงไป ดว ยความหวาดกลัวในอทิ ธิพลตาง ๆ เขาครอบงาํ สําหรับเปน กําลงั สงให ทาํ งานไดดว ยความองอาจ มน่ั ใจและมุมานะ อีกประการหน่งึ ตองฝกใหมี ความเคารพเชอ่ื มน่ั ในสจั ธรรม คอื ความถูกตอ งตามคลองธรรม ตามความเปน จริงอยา งมน่ั คง ไมหวนั่ ไหวดว ยโลกธรรม ไมเห็นสิ่งอ่นื ใด วา ยงิ่ ไปกวา ความเปนจริง สาํ หรบั ปองกันมิใหค วามอยุตธิ รรมและ ความทุจริตเกดิ ขนึ้ นอกจากนนั้ ตอ งฝก ใหม ีความสุขมุ ถีถ่ วน ในกระบวนการทํางานทุกขนั้ ตอน สาํ หรบั ประคับประคองปอ งกัน มใิ หก ารงานบกพรอ งผิดพลาด แมใ นส่งิ เล็ก ๆ นอย ๆ ทั้งน้ี เพื่อทุกคนจกั ไดเ ปนนกั กฎหมายท่ีแทจรงิ ” ดังจะเห็นวา ไมวากฎหมายจะดีเพียงใดสิ่งสําคัญตองอาศัยคนใชกฎหมายและรักษา กฎหมายที่มีคุณธรรม จึงจะทําใหกฎหมายน้ันถูกใชอยางไดผล ทั้งน้ีตองเร่ิมต้ังแตตนนํ้า คือ ตํารวจ

85 ซ่ึงเปนผูใชและผูรักษากฎหมายใหศักด์ิสิทธ์ิ อัยการในฐานะทนายของฝายรัฐจะตองทําหนาท่ีอยาง เที่ยงธรรม จนถึงปลายนํ้าอยางผูพิพากษา ฉะน้ันผูที่เกี่ยวของทุกฝายในฐานะเปนท้ังผูใชและ ผูรักษากฎหมาย สมควรอยางยิ่งท่ีจะไดนอมนําพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติอยางจริงจัง เพื่อใหเกิด ปกติสุขข้ึนในสังคม ทําใหคนดีเกิดความรูสึกที่อบอุนและมีความเช่ือม่ันตอกระบวนการยุติธรรม วาจะไดร ับความเปนธรรม เพราะตํารวจ อัยการและผูพิพากษา จะตองเปนผูเที่ยงธรรม ยึดหลักของ ความถูกตอ งชอบธรรม ทั้งดานกฎหมายและศีลธรรม อํานาจ อิทธพิ ลและความขัดแยง ในผลประโยชน สารานุกรมออนไลน (อํานาจ. ออนไลน. 2554) ไดนําคํานิยามเกี่ยวกับอํานาจ (Power) ของนักสังคมวิทยา วา เปนความสามารถในการกําหนดใหผูอ่ืนเปน หรือกระทําตามความตองการ ของตนเอง จะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับก็ตาม ดังน้ันเราอาจจะเห็นคนบางคนมีอํานาจอยูใน ตัวเองแมวาจะไมไดมีตําแหนงที่จะใหคุณใหโทษแกใคร นอกจากน้ี อํานาจยังหมายถึง โอกาสที่มี อยูในความสัมพันธทางสังคม ที่ทําใหบางคนสามารถกระทําตามความตั้งใจ โดยมีอีกคําหนึ่งคือ อํานาจหนาท่ี(Authority) เปนอํานาจท่ีไดมาตามตําแหนงหนาที่การงานอยางถูกตองตามกฎหมาย จึงสามารถใชอาํ นาจเพอื่ การสง่ั การงานตา ง ๆ แกผ ใู ตบ ังคับบญั ชาใหท ําตามและสามารถท่ีจะใหคุณ ใหโ ทษไดตามอาํ นาจหนา ที่ของตนเองทมี่ อี ยู ฉะนั้นผูบริหารองคกรที่มีทั้งอํานาจ(Power) และอํานาจหนาท่ี(Authority) ยอมจะทํางาน ของตนเองใหสําเร็จไดงายกวา ผูท่ีมีเพียงอํานาจอยางใดอยางหน่ึง แลวเพราะเหตุใด หรือจะมี วิธีการใดที่ทําใหผูบริหาร หรือผูนําไดอํานาจดังกลาวมา ส่ิงสําคัญคือ ผูบริหารน้ันตองเปนผูมี ความสามารถทั้งดานความรูและคุณธรรมความดีงามทั้งหลาย ท่ีสามารถทําใหพนักงานยอมรับ ดวยใจ ดังที่ไดกลาวขางตนถึงหลักจริยธรรมของผูบริหาร ซึ่งมีพ้ืนฐานสําคัญจากหลักธรรมทาง ศาสนาและจากดุษฎีนพิ นธ เรอ่ื งการศึกษาและพัฒนารปู แบบการบริหารกจิ การบา นเมืองท่ีดีสําหรับ องคการบริหารสวนตําบล จังหวัดอุตรดิตถ ของก่ิงดาว จินดาเทวิน (2552 : 101)ไดแสดงใหเห็นถึง การใชหลักธรรมในการสรางดุลยภาพเพ่ือใหไดคนและไดงาน หมายความวา ผูนําหรือผูบริหาร องคกรนั้น ๆ สามารถท่ีจะชนะใจคน หรือพนักงานจนสามารถทําใหพนักงานยินดีท่ีจะทุมเท แรงกายแรงใจในการทํางานใหดวยความเต็มใจจนเกิดผลสําเร็จของงาน ดังนั้นการท่ีจะไดทั้งคน และไดท้งั งาน จงึ ตองรจู กั สรางดุลยภาพใหเ กดิ ข้นึ นนั่ คอื ดลุ ยภาพของหลกั กลั ยาณมติ ร ท่ีผนู าํ หรอื ผูบริหารองคกรพึงปฏิบัติตอพนักงาน ซ่ึงจะแสดงถึงความเปนพรหมท่ีมีในตัวเองของผูบริหารตอ พนักงาน ดวยความเมตตา กรุณา มุทิตา 3 ประการนี้ ยอมจะทําใหเปนที่รัก เพราะแสดงถึงความ นารัก หรือปโย มีความเปนกันเอง มีน้ําใจ มีความเปนมิตร ไมถือยศ ถือตัวถือตน ขณะเดียวกันเม่ือ

86 เกิดสถานการณท ไี่ มปกติ มีปญหาเกดิ ขน้ึ ก็สามารถรกั ษาความถูกตอ งดว ยอเุ บกขา ไมล ําเอยี งเขาขา ง ฝา ยใด ๆ แตปฏบิ ตั ไิ ปตามหลักการ รกั ษากฎระเบยี บอยา งเครงครดั ดวยความยตุ ิธรรม เชน นย้ี อมทํา ใหพนักงานเกิดความเชื่อม่ันและมีความยําเกรงตอผูบริหาร ดังนั้นผูบริหารจึงเปนที่นาเคารพ หรือ ครุของพนักงานในท่ีสุด นอกจากนี้การท่ีผูบริหารสามารถรักษาความถูกตองและยุติธรรมไวได ยังสงผลตอขวัญ กําลังใจและความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหนาท่ีของพนักงานอีกดวย ดังภาพ ตอ ไปนี้ พรหมวหิ าร 4 1. เมตตา 2. กรุณา 3. มทุ ิตา 4. อเุ บกขา ผูนาํ หรอื 1. ปโย 2. ครุ ผูบริหาร นารกั นาเคารพ พนกั งาน ไดคน ไดง าน ลูกคา หลกั กัลยาณมติ ร 7 3.ภาวนีโย 4.วตั ตา 5.วจนกั ขโม 6.คัมภรี ัญจะ 7.โน จฏั ฐาเน นา เจริญใจ รจู กั พูดให อดทนตอ กะถงั กัตตา นโิ ยชะเย เหตุผล ถอ ยคาํ แถลงเรอ่ื ง ไมชักนํา ในทางเสอ่ื ม ลํ้าลึก ภาพท่ี 8 ดุลยภาพของหลักกลั ยาณมิตร ทีม่ า : ดัดแปลงจากดษุ ฎนี ิพนธ ของ ก่งิ ดาว จินดาเทวิน, 2552 : 101

87 นอกจากพรหมวิหาร 4 ซึ่งเชื่อมตอไปถึงหลักกัลยาณมิตร 7 ที่ทําใหผูบริหารเปนท่ีรัก และทเี่ คารพของพนกั งานแลว หลักกัลยาณมิตรอกี 5 ขอ อนั ไดแก 1) ภาวนีโย หมายถึง ความเจริญ ใจ คือ ผูบริหารเปนผูมีวิสัยทัศนในการบริหารองคกร สามารถเปนแบบอยาง ท่ีมีทั้งความดีและ ความสามารถ ทาํ ใหพนกั งานหรือผรู ว มงาน มีความเชื่อม่ัน มีความภูมิใจในตัวผูนําหรือผูบริหาร วา เปนผูท่ีนาติดตาม นาเอาเปนเยี่ยงอยาง ขอนี้ชวยใหเกิดศรัทธาและเกิดความรวมมือดวยดี เพราะมี ความเช่ือมั่นในผูบริหารน่ันเอง 2) วัตตา หมายถึง ความเปนผูรูจักพูด คือ ผูบริหารมีความสามารถ ในการส่ือสาร ทําความเขาใจไดอยางกระจางชัด พูดไดเหมาะกับสถานการณ เชน รูวาใน สถานการณไหนควรพูด กับใคร พูดอะไร อยา งไร นอกจากการเปน นักสอ่ื สารทด่ี แี ลว ตองเอาใจใส ตอการส่ือสารกับทุกฝาย โดยเปดโอกาสใหทุกฝายไดพูดและรับฟงอยางใจกวาง 3) วจนักขโม หมายถึง รูจักฟง คือ มีความอดทนตอการฟงถอยคําผูอื่น ตองยอมรับฟงความคิดเห็น ขอเสนอแนะ ของพนักงาน เพ่ือนรวมงาน ดังนั้นผูนํา หรือผูบริหารท่ีดี จึงตองมีความใจเย็นและรูจักฟงอยาง หนักแนน เพราะการรูจักรับฟงเปนสวนหน่ึงของการที่จะสื่อสารใหไดผล ตองรูจักเปดใจกวาง 4) คัมภรี ญั จะ กะถัง กตั ตา หมายถึง การรูจกั แถลงเร่อื งราวตาง ๆ อยา งลึกซ้ึง คือ มีความสามารถใน การอธิบายเรื่องยากใหฟงเขาใจไดงาย ใหความกระจางกับพนักงาน ผูรวมงานและลูกคา 5) โน จัฏฐาเน นิโยชะเย หมายถึง การไมชักนําไปในเรื่องไรสาระท่ีไมเกี่ยวกับเปาหมาย ขอน้ีเปนการ กระทําเพ่ือการพัฒนาตนเองของผูนํา หรือผูบริหาร ใหมีความกาวหนา ทันสมัย ท้ังเรื่องงานและ พฤตกิ รรมสวนตวั นอกจากการพัฒนาตนเองแลวยังพรอมท่ีจะสงเสริมใหมีการพัฒนาผูอ่ืนดวย ซ่ึง การพฒั นาในขอ สดุ ทายนีจ้ ะไปสนับสนนุ หลกั กัลยาณมติ รอกี 6 ขอ ดังทไ่ี ดก ลา วมาแลวขางตน หากผูบริหารสามารถทีจ่ ะสรางดลุ ยภาพตามหลักกัลยาณมติ ร จนกลายเปนภาพลักษณท่ีดี ของผูบริหาร ยอมจะนําไปสูการส่ังสมบารมีและความศรัทธาใหเกิดแกตนเองได ทําใหเปน ผูบริหารที่มีอํานาจและมีอิทธิพล(Influence) ท่ีสามารถชักจูงโนมนาวผูอ่ืน ใหทําตามในส่ิงที่ตน ปรารถนาไดดวยความเต็มใจ และเมื่อมีอํานาจหนาท่ี(Authority) อีกตัวหน่ึง การเปนผูบริหารของ ผนู ้ันยอ มสมบรู ณแ บบของผูมีอํานาจและสามารถใชอํานาจไดเตม็ ท่ี อยางไมมีใครตานทานได อยางไรก็ตามภายใตการบริหารงานของทุกองคกร มักมีความขัดแยงเกิดขึ้นไดเสมอ โดยเฉพาะอยางยิ่งถาผลประโยชนนั้นไมสามารถจัดสรรใหเกิดความพอใจแกทุกฝายไดอยางลงตัว กจ็ ะนาํ ไปสกู ารทะเลาะเบาะแวง ความไมล งรอย หรอื ความขัดแยง ในผลประโยชน คอฟฟ คุกส และ ฮันเซเคอร (Coffey, Cook, and Hunsaker. 1994 : 112) ใหความหมาย ความขัดแยง (Conflict) คือ บุคคลสองฝายหรือมากกวาสองฝายมีความเห็นที่ไมตรงกัน หรือไมลง รอยกัน (disagreement between two or more parties) การท่ีคนสองคน หรือกลุมคนในองคกร หรือ กลมุ คนระหวา งองคก รมคี วามเห็นท่ีแตกตา งกันตอเหตุการณ หรือสถานการณหนึ่ง ๆ ทําใหเกิดการ

88 กระทาํ เพ่ือไปสูเปาหมายทแี่ ตกตางกนั ซึ่งระหวางเหตกุ ารณดงั กลา วน้ีสามารถที่จะสงผลใหเกิดการ ขัดแยงข้นึ ได เชน สถานการณนาํ้ ทวมในหลายจังหวดั ของประเทศไทย ชาวบา นฝงหน่ึงตองการให เปดฝายไปตามธรรมชาติ แตอีกฝงหน่ึงไมยอม สงผลใหน้ําทวมท่ีอยูอาศัยของชาวบานอีกฝงหนึ่ง จนเกิดการทะเลาะเบาะแวงกันขึ้น อีกฝายก็อางวารอขาวในนาที่จะสามารถเก็บเกี่ยวไดอีก 6 เดือน ใหอีกฝายอดทนหนอย มิฉะน้ันนาขาวจะเสียหายหมด ฝายท่ีนํ้าทวมก็อางความเดือดรอนท่ีไดรับ เปนแรมเดือน ตองยายข้ึนมาอาศัยอยูบนถนนไดรับความลําบากเดือดรอน ดังนั้นความขัดแยงที่ เกดิ ขนึ้ จึงกลายเปน ปญ หาของชาวบานสองฝงทปี่ ระสบเคราะหกรรมจากพบิ ตั ิภัยนํ้าทวมแลวยังตอง มาทะเลาะเบาะแวงกันอีก ความขัดแยงจึงมักถูกมองวาเปนสิ่งไมดี แตในความเปนจริงมีบางกรณีที่ ความขดั แยงก็เปนตัวกระตุนใหเกิดวิธีแกปญหาอยางสรางสรรคได จึงตองพิจารณาความขัดแยงท้ัง เชิงบวกและลบ ในที่สุดผูวาราชการจังหวัดพิจิตร พื้นที่ที่ประสบปญหาน้ําทวมดังกลาวตองลงมา ไกลเกล่ียทําขอตกลงระหวางชาวบานสองฝง โดยยอมเปดฝายระบายนํ้าไปอีกฝงหน่ึง เพ่ือบรรเทา ความเดือดรอนแกชาวบานที่น้ําทวม แมวาการเปดฝายจะทําใหนาขาวเสียหาย แตจําเปนท่ีจะตอง แกป ญหาที่ทาํ ใหเ กดิ ปญ หาหรอื ความเสยี หายนอ ยท่ีสุด ผวู าฯกลา วใหส ัมภาษณเชนนน้ั จรยิ ธรรมกบั ความขัดแยง แวน สเลกส (Van Slyke. 1999 : 94) นิยามความขัดแยง หมายถึง เปนการแขงขัน ระหวางฝายตาง ๆ ที่เกี่ยวของกัน ซึ่งตางฝายตางมีความตองการเปาหมาย หรือความคิดที่เขากัน ไมได ทําใหตกลงกันไมไดทั้งน้ีข้ึนอยูกับ 3 ปจจัยไดแก การแขงขันกัน (Competition) การท่ีตอง พงึ่ พากันและกัน (Interdependence) และการรับรูทเี่ ขา กนั ไมไ ด (Perceived Incompatibility) การดําเนินกิจกรรมในหนวยตาง ๆ ขององคกร หรือสถาบันใด ๆ ซ่ึงเปนท่ีรวมของความ ตอ งการหรอื ความปรารถนาของคนในที่น้ัน ยอมเปนธรรมดาอยูเองที่จะเกิดความคิดเห็นท่ีแตกตาง หรือไมเ หน็ ดวยเหมือนกันทั้งหมด ดว ยพ้นื ฐานของความรู ความเช่อื ประสบการณ คานยิ มของกลุม คนหรือวัฒนธรรมในองคกรน้ัน โดยเฉพาะอยางย่ิงถามีสิ่งที่กระทบตอผลประโยชนก็ยอมจะเกิด ความขัดแยงขึ้น ดังนั้นจึงเปนหนาที่ของผูบริหาร หรือผูนําที่จะตองทําหนาท่ีในการแกปญหาความ ขัดแยง ถามองโดยรวม ๆ เราจะรูสึกวาความขัดแยงเปนเร่ืองไมดีเพราะกอใหเกิดความแตกแยก ความรูสึกที่เปนปฏิปกษตอกันและโอกาสท่ีจะนําไปสูการทําลายกัน แตถาไตรตรองใหลึกซ้ึงเราก็ ยังสามารถเห็นขอดีของความขัดแยง โดยใชวิกฤตน้ันแปรเปล่ียนใหเปนโอกาส โดยหาจุดรวมท่ี ยอมรบั ไดข องฝา ยตาง ๆ ในการสรา งสรรคสงิ่ ทีเ่ ปนประโยชนแ กบ คุ คลและองคก ร ซึง่ เราจะตอ ง

89 เขาใจถึงสาเหตุแหงปญหาน้ันกอนแลวจึงจะคิดหาหนทางในการแกไขไดอยางถูกจุด ตามท่ี จินตนา บุญบงการ (2551 : 134-137) และกุญชรี คาขาย (2554. ออนไลน) ไดจําแนกประเภทของ ความขดั แยงและการแกไขความขดั แยงไว สามารถอธบิ ายโดยสังเขปไดดังตอไปนี้ ประเภทความขดั แยง สามารถจําแนกไดดงั น้ี 1. ความขัดแยง ทางโครงสราง (Structural) เปน ความคดิ เห็นท่แี ตกตางกนั เกย่ี วกับการ บริหารโครงสรางขององคกรในการบริหารจัดการ การกําหนดเปาหมาย การจัดหาและการจัดสรร ทรัพยากร เชน การส่ังงาน การอํานวยความสะดวก การมอบหมายงานและอํานาจหนาที่ การให ผลตอบแทน การใหคุณใหโทษ ซึ่งคนในแผนกตาง ๆ อาจมีความคิดเห็นที่ไมเหมือนกันและเปน สาเหตกุ อ ใหเกิดความขัดแยงตอ การกาํ หนดโครงสรา งการบริหารในองคก ารขน้ึ ได 2. ความขดั แยง ภายในตวั บคุ คล (Intrapersonal) เปนธรรมดาทบี่ ุคคลจะเกิดความรูส ึก ขัดแยงทางความคดิ การตัดสินใจและความเชอื่ ในการกระทาํ ของตนเอง โดยเฉพาะอยางย่ิงถาไดรับ ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นไมเหมือนตนเอง เชน คําชมเชย หรือคําตําหนิ ก็สามารถที่จะเกิดความ ขัดแยง ไดว าตนเองถูกตอง หรือมีขอ ผดิ พลาด บกพรอ งจริงตามทคี่ นอ่ืนพดู หรือไม เปน ตน 3. ความขดั แยงระหวางบุคคล (Interpersonal) เพราะมีความไมล งรอยกันตามความคิด ความเชื่อและประสบการณที่แตกตางกันของบุคคล บางคนไมชอบพฤติกรรมของเพ่ือนรวมงาน บางคนที่แสดงออกวา เปนคนดีแตพูด เจาความคิดเจาความเห็น ใหลงมือปฏิบัติจริงไมสามารถทํา ได หรือบางคนมองคนในแงราย จะคิด จะพูด จะทําก็มองไปในทางรายเสียหมดสิ้น หรือบางคน เห็นแกตัว ทําอะไรเอาดีเขาตัวเอารายใหคนอื่น เปนตน หรือการเลนพรรคเลนพวกของผูบริหารใน ลักษณะเด็กของใครก็จะไดรับการสนับสนุนสงเสริม พฤติกรรมเหลานี้ทําใหเกิดความขัดแยง ระหวางบุคคลและเกดิ ผลกระทบระดับองคก รได ความขัดแยงท่ีเกิดขึ้นระหวางบุคคลในองคกร ดวยเงื่อนไขที่เปนสาเหตุแตกตางกันไป เปนหนาท่ีของผูบริหารที่จะเลือกใชวิธีการที่เหมาะสมในการแกไขขอขัดแยง ซึ่งไมมีคําตอบ สําเร็จรูปวาวิธีใดจะสามารถแกปญหาความขัดแยงไดอยางสมบูรณ เชน การแกไขดวยการตอสู แขงขันกับผูที่ขัดแยงดวย การรวมมือกับผูท่ีขัดแยง การประนีประนอม การหลีกเล่ียง การยอมรับ ฝายตรงขาม ท้ังนี้ตองพิจารณาระดับความรุนแรงของความขัดแยงท่ีจะสงผลเสียหายมากนอย เพียงใด ใครบางที่จะไดรับผลกระทบ ระยะเวลาท่ีจะสงผลกระทบรวดเร็วเพียงใด ผลเสียหายมี เวลานานตอ เนื่องเพียงใด นอกจากน้ีตองคํานึงถึงพละกําลังของคนที่ขัดแยงดวยวาเปนผูมีอํานาจใน ระดับเดียวกันหรือไม จึงจะเลือกใชวิธีการแกไขขอขัดแยงไดเหมาะสม เพื่อใหไดผลสําเร็จตอการ แกไ ขปญหาความขดั แยงนั้น

90 วธิ ีการแกไ ขขอขัดแยง ทผี่ บู ริหารสามารถเลอื กใชตามความเหมาะสม ดังนี้ 1. การยอมรบั ฝายตรงขาม (Accommodating) เปนการยอมรับเอาขอโตแยงของอีกฝา ย หนึ่งมาใชเปนขอแกไข เม่ือเห็นวาฝายตนผิดพลาด ขอโตแยงของอีกฝายหน่ึงถูกตองกวา การ เลือกใชวิธีนี้เพื่อลดปริมาณความขัดแยง ดวยเชื่อวาการนําความขัดแยงมาพูดจะทําลาย ความสัมพันธระหวางกันจึงใชวิธีการในลักษณะของการผอนปรน ซ่ึงมีพฤติกรรมเปรียบเทียบได กบั ลกู หมี 2. การประนปี ระนอม (Compromising) เปนอีกวิธหี นงึ่ เมอ่ื เห็นความขัดแยงกอใหเ กิด ความชะงักงันของการทํางาน การพัฒนาภายในองคกร ถาประนีประนอมไดจะเปนการดีและคู ขัดแยงมีอํานาจพอ ๆ กัน แตมีจุดมุงหมายเหมือนกัน ดังนั้นจึงใชวิธีนี้เพื่อแลกผลประโยชนกัน ตาง ฝายตางไดบางสวนและยอมเสียไปบางสวน ไมมีฝายใดไดเต็มท้ังคู แมวาสวนที่เสียไปอาจเสียดวย ความไมเต็มใจ แตตางฝายตางพยายามประสานผลประโยชนกัน วิธีการประนีประนอมมีขอดีคือ แกความขัดแยง ไดเร็วและยังคงรักษาความสมั พันธระหวางกันไวไ ด แตก ม็ ีขอ เสยี คือ ผลไดจะลดลง และหากใชว ิธีน้บี อยจะทาํ ใหเ กิดการเลน เกม เชน เกมการเรยี กรองมาก ๆ เพอื่ ใหเกิดการตอรอง เปนพฤตกิ รรมทเี่ ปรยี บเทยี บไดก ับสุนัขจ้งิ จอก 3. การรว มมือกบั ผูที่ขัดแยง (Collaborating) เปนวิธีทใ่ี ชใ นกรณีท่ีท้งั สองฝายมขี อโตแยง ที่มีน้ําหนักท้ังคู ไมสามารถประนีประนอมได ตองรวมมือกันหาขอยุติที่รวมเอาขอโตแยงท้ังสอง ฝาย เปน ไปเพอื่ การแกปญ หาทที่ ั้งสองฝายจะบรรลเุ ปา หมายของตนและยงั คงความสัมพันธไ วไดใ น ลักษณะท่ีเรียกวา ชนะ-ชนะ ท้ังคูน้ันเอง ขอดีของวิธีน้ีคือ คูเจรจาท้ังสองฝายตองมีความกลา แสดงออกและตระหนกั ถึงความเปน มิตรทด่ี ตี อกนั ขอเสียคอื ตอ งใชเวลาและความพยายามมากกวา วธิ อี นื่ ๆ เปรยี บเทยี บไดกับพฤตกิ รรมของนกฮกู 4. การหลีกเลีย่ ง(Avoiding) ใชเม่ือประเด็นท่ีขดั แยงเลก็ นอ ยเกนิ ไป หรอื เพื่อรอเวลาให อีกฝายหนึ่งเย็นลง หรือใหผูอ่ืนเขามาแกไขจะดีกวา เปนลักษณะของการเล่ียงปญหาท่ีนําไปสูความ ขดั แยง หรอื หลกี คนท่มี ีแนวโนมจะขัดแยง ขอดีของวิธีนี้คือ สามารถรักษาความสัมพันธของบุคคล ไวไ ด แตขอเสียคือ ปญหาไมไดถูกแกไขและอาจจะทําใหสถานการณแยลงกวาเดิมได เปรียบเทียบ ไดกบั พฤตกิ รรมของเตา 5. การแกไขตอสู หรือแขงขนั กบั ผูข ัดแยง วิธนี ้ีจะถกู ใชใ นกรณที ่ีจาํ เปน ตองตัดสินใจให รวดเร็วและมีผลกระทบตอผลประโยชนขององคกรรุนแรง เชน พนักงานไมเห็นดวยกับนโยบาย ขององคกร ผูบริหารก็จะมีความพยายามใชอํานาจท่ีเหนือกวาใหคนอื่นยอมรับ เปนการแกไขขอ ขดั แยงแบบแพ-ชนะ กลาวไดว า ผูท่ใี ชว ิธีน้ีจะใหความเห็นสวนตนสําคัญมากและความสัมพันธกับ คนอ่ืนสําคัญนอยกวา ซง่ึ วธิ ีน้ีอาจจะทาํ ใหเ กิดความขัดแยงเพม่ิ ขน้ึ ได เพราะมีการแสดงออกใหเห็น

91 โดยโจมตีความคิดของคนอื่น ใชความชํานาญ ตําแหนงหรือประสบการณท่ีตนมีมากกวาขมผูอ่ืน สําหรับขอดีของวิธีน้ีคือ เหมาะสําหรับการตัดสินใจในองคกรที่ยอมรับวา ผูบริหารเปนฝายถูกและ การบังคับไดผลมากกวาวิธีอ่ืน สวนขอเสีย คือ ถาใชวิธีนี้มากเกินไปจะทําใหเกิดความรูสึกที่เปน ปฏปิ ก ษตอคนผนู นั้ ซึ่งเปนพฤติกรรมทเี่ ปรียบเทยี บไดก ับฉลาม ดังน้ันการแกไขขอโตแยงของผูบริหารท่ีจะตองมีการเจรจาทําความเขาใจถึงสาเหตุของ ปญหาตาง ๆ จากทุกฝายดวยใจท่ีเปดกวาง ยอมรับฟงอยางไมมีอคติและมีความมุงหมายเพ่ือการ แกไขปญหาใหเกดิ ประโยชนส ูงสุดแกทกุ ฝาย โดยคํานงึ ถงึ หลกั กฎหมาย หลักสิทธมิ นุษยชน ความ เปนธรรม จึงตองตระหนักถึงความสําคัญของจริยธรรมผูบริหารเพ่ือหาขอประพฤติปฏิบัติท่ีถูกตอง เหมาะสมในการแกไขขอขัดแยงตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นภายในและภายนอกองคกร ซ่ึงกระทบตอผูมี สวนไดสวนเสียท่ีดีท่ีสุด ดังที่ดูบริน (Dubrin. 1990 : 207) ไดใหขอเสนอแนะการแกปญหาความ ขัดแยงท่ีนาสนใจดังนี้ คือ การเจรจาตอรองตองไมบีบบังคับอีกฝายใหจนมุม ตองเหลือชองทางไว ใหตอรองบาง การแกไขขอขัดแยงจะเปนผลไดตอเม่ือการเรียกรองนั้นสมเหตุสมผล ซึ่งเปนเคร่ือง แสดงถึงความจรงิ ใจในการแกปญหา หากเรียกรองจนอีกฝายไมสามารถทําไดก็เหมือนการจงใจให เกิดเปนปญหามากกวาท่ีจะตองการแกปญหา นอกจากน้ีกรอบความคิดตองเปนแงบวก ไมมีอคติ หรอื การมองกันในแงร า ย มิฉะนั้นจะทําใหการหาแนวทางการแกป ญหายากยง่ิ ขน้ึ ขณะเดยี วกนั ไดม ี ผลของการศึกษาพบวา การเจรจาที่ไดผลจะตองคอย ๆ รุกจากเร่ืองเล็กใหไดผลกอนและขยับไป เรื่องใหญ และเพื่อใหมีความชัดเจนในผลการเจรจาจะตองมีการกําหนดเสนตายในการพิจารณา ตัดสินใจของแตละฝายวาตองการหรือจะลงมือกระทําอยางไรตอไป สิ่งสําคัญอีกสองประการ คือ การควบคุมอารมณของผูเจรจาภายใตแรงกดดันและการรักษาหนาของคูขัดแยงไมใหเสียหนาขณะ มกี ารเจรจาหากเราใชวธิ แี บบชนะ-ชนะ สรุป ผูบริหารเปนผูท่ีสามารถใชคนอ่ืนใหทําสิ่งตาง ๆ แทนตนเองได ดวยอํานาจหนาที่ที่มีอยู ตามตําแหนงท่ีไดรับ การเปนผูบริหารที่ดีและประสบผลสําเร็จจะตองมีคุณสมบัติพ้ืนฐาน เชน มี ความมุงม่ันในการทํางาน เปนแบบอยางท่ีดี สามารถเผชิญปญญาและเช่ือถือได หลักจริยธรรม สาํ หรับผูบริหารจะเปน การสงั่ สมอํานาจบารมี เชน หลักสัปปุริสธรรม 7 เปนธรรมของคนดี เม่ืออยู ในบทบาทของผูบริหารก็จะเปนผูบริหารที่ดี ทําใหความสัมพันธและความเปนอยูของคนใน องคกรเกิดสันติสุข หลักพรหมวิหาร 4 เปนธรรมะสําหรับผูเปนใหญท่ีมีเมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขา จะทําใหเปนท่ีรักและเคารพของผูใตบังคับบัญชา หลักทศพิศราชธรรม 10 เปนหลักธรรม ของผูเปนใหญท่ีสามารถสรางพลังแหงศรัทธาจากผูคนในวงกวางและมรรค 8 เปนทางสายกลางท่ี

92 ทําใหสามารถดับทุกขไดและสิ่งสําคัญผูบริหารจะตองเปนผูที่แยกแยะถูกผิดไดอยางไมมีอคติ คือ ไมลําเอียงเพราะรัก โกรธ เช่ืองาย กลัว หรือเกรงใจ นอกจากน้ีผูบริหารยังตองเขาใจและเตรียมใจ หลักโลกธรรม 8 ซึ่งเปนสัจจธรรมของโลกวา มีสุข มีทุกข มีสรรเสริญ มีนินทา ไดลาภ เสื่อมลาภ ไดยศ เส่ือมยศ เปน ของคูกนั ทจ่ี ะตองประสบอยา งแนน อน ดงั นั้นดวยบทบาทและอํานาจหนาที่ของ ผูบริหารยอมจะมีท้ังการใชอํานาจ อิทธิพลเพื่อผลประโยชนและเปนสาเหตุใหเกิดความขัดแยงเมื่อ ความเห็นไมตรงกัน หรือผลประโยชนไมลงตัว จึงตองมีจริยธรรมในการจัดการกับความขัดแยง เชน ใชก ารประนีประนอม การรว มมือ การหลกี เลยี่ ง การแกไขตอสู การยอมรับฝายตรงขาม กรณีศึกษา “เสริมสขุ -เปปซี่ กรณศี กึ ษาทนุ ขามชาติ 'ฮบุ '” “วิทวัส รุงเรืองผล” อธิบายกรณีการแตกหักระหวางเสริมสุขกับเปปซี่ หลังการแยกทาง กันเดินทําใหท้ังคูตองทํางานหนักและขับเคี่ยวกันมากข้ึนกวาเดิม เพื่อรักษาความเปนเบอร 1 ใน ตลาดน้ําดําในไทยเอาไวไมใหคูแขงอยางโคคา โคลา หรือ อาเจ บ๊ิก โคลา แบรนดนองใหมมาแรง จากเปรู ทํายอดขายแซงหนา ในระยะ 2-3 ปจากนี้ ท้ังคมู โี อกาสจะเสยี ทา ใหก ับ \"คูแขง \" เนอ่ื งจากจะ มรี ะยะเวลาเพียง 1 ปใ นการจดั ทําแผนธุรกิจในอนาคตท่ีจะเร่ิมนับหนึ่งต้ังแตวันที่ 1 เม.ย. 2555 เปน ตนไป เปนไปตามเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา Exclusive Bottling Appointment Agreement-EBA (การจําหนายวัตถุดิบหรือสวนผสมที่ใชในการผลิตนํ้าอัดลมหรือหัวน้ําเช้ือกับกลุมบริษัทเปปซ่ี โค และแผนธุรกิจอื่น ๆ) เปปซี่ถือวามีแบรนดนํ้าดําที่แข็งแกรง โดยประเทศไทยเปน 1 ใน 2 ประเทศ ท่ัวโลกท่ียอดขายเปปซ่ีแซงหนาโคคา โคลา จึงไมนาจะมีปญหา หากจะเร่ิมดําเนินการเอง เพราะ เปปซี่ โคเองก็มีบริษัทหลายธุรกิจที่ดําเนินกิจการในเมืองไทยอยูแลว ไมวาจะเปนธุรกิจประเภท เคร่อื งดื่ม อาหารและฟาสตฟดู ภายใตการดําเนินงานของบริษัทแมเดียวกัน ตัวอยางสินคาท่ีเรารูจัก เปนอยางดคี ือ Frito-Lay บริษทั ทท่ี าํ ธุรกจิ ดาน Snacks ภายใตแ บรนดต า ง ๆ เชน ay Munchos เปนตน ดังน้ันในชวงระยะแรก ๆ เปปซ่ีคงจะใชพันธมิตร หรือชองทางจากบริษัทในเครือเดียวกัน เขามาชวย หรืออาจจะหาพันธมิตรรายใหมเขามาเสริมทัพ โดยเฉพาะบริษัทที่มีความเช่ียวชาญ ทางดานโลจิสติกสในประเทศอยางดีทแฮลม หรือไมก็โอสถสภาและระหวางนี้เปปซี่ก็จะเรียนรู และลงมือทําเองท้ังหมด ตามสไตลของบริษัทขามชาติสวนใหญ ที่ถึงระดับหน่ึงก็จะดึงเอาธุรกิจ กลับเขามาบริหารจัดการเองดวยเทคโนโลยี “ระบบการคาเปนธุรกิจคาปลีกสมัยใหม หรือ Modern Trade จากเดิมท่ีเคยเปน Traditional Trade เวลาทีฝ่ รง่ั คุยกนั ก็เอาระดับ Head มาคุยกนั เลย วา กนั ในระดบั Regional

93 สามารถดึงขอ มลู จากท่ัวโลกมาดไู ดจึงไมจะเปนตองพึ่งบรษิ ัทลกู ในตา งประเทศเหมอื นเม่ือกอ น ทิศทางของบรษิ ทั ทีเ่ ปน Global Brand ทง้ั หลายกจ็ ะดงึ งานทกุ อยา งมาดําเนนิ การเองทั้งหมด” ฝายเสริมสุข นับวาเปนบริษัทที่มีความแข็งแกรงในเร่ืองการกระจายสินคาภายใตระบบ โลจิสติกสท่ีดีมากที่สุดบริษัทหนึ่งในไทย อาทิ การมีขอมูลตางๆ ของรานคากวา 300,000 แหงใน ไทย ไลไปต้ังแตรานคาสง คาปลีก รานอาหาร หรือสถานบันเทิงตางๆ มีโรงงานท้ังหมด 6 แหง มี คลังสินคา 47 แหง คลังสินคายอย 9 แหง รถขาย 1,500 คัน ครอบคลุมท่ัวประเทศ มีฝายขายท่ีมี ความแข็งแกรงท่ีเปปซี่เองก็รูดีวาไมอาจจะตอกรกับเสริมสุขไดมากนัก แตทายที่สุดตางฝายก็ตอง ใสความพยายาม เพิ่มเสริมจุดแข็งเติมเต็มจุดออน แมเปปซี่จะไมขายหัวน้ําเชื้อใหกับเสริมสุข แตก็ มั่นใจวาชวงนจ้ี ะมหี ลายๆ บริษทั อยากจะเขามารวมเปน พันธมติ รกบั เสริมสุข ซึ่งในอนาคตก็คงตอง มองไปท่ีบริษัทขา มชาติ ซ่งึ ไมไ ดมแี คแ บรนดเ ปป ซ่ี, โคคา โคลา หรือ อาเจ บก๊ิ โคคา เทา นน้ั ในฝงอเมริกาเองกม็ อี ีกหลายๆ แบรนดท มี่ ชี อ่ื เสยี งเพียงแตคนไทยไมร ูจกั เพราะไมเ คยเขา มาทําตลาดในไทย เชน Dr.Pepper กเ็ ปน อกี แบรนดท ่ีมาแรงในขณะน้ี สําหรับธุรกิจเคร่ืองดื่มท่ีไมใชน้ําอัดลมของเสริมสุข อาทิ นํ้าด่ืมและโซดาคริสตัล ก็มี แผนขยายกําลังการผลิตเพ่ิมขึ้นอีก รวมท้ังการขยายตลาดเคร่ืองด่ืมท่ีไมใชนํ้าอัดลมอ่ืนๆ ที่ประสบ ความสําเร็จอยูแลว เชน นํ้าผลไม กาแฟ หรือเคร่ืองดื่ม Functional Drink อื่นๆ จากกระแสการ ใสใจสุขภาพของผูบริโภคมากขึ้น ทําใหเสริมสุขเห็นโอกาสและชองทางจากตลาดที่มีศักยภาพใน การเตบิ โตสูงมากเมอ่ื เทยี บกบั ตลาดนํ้าอัดลมท่ี \"ฐานกวา ง แตโตชา\" ขณะท่ีธันยวัชร ไชยตระกูลชัย ผูเชี่ยวชาญดานการตลาดใหความเห็นวา ศึกระหวาง เสริมสุขกับเปปซ่ี นอกจากจะเปนเกมการตอรองทางธุรกิจอยางหนึ่งท่ีไมมีใครสามารถยอมใหใคร ได เขายงั มองเปน เร่อื งของ “ศกั ดิศ์ รี” ระหวางนักลงทนุ ไทยกับทุนขา มชาติ นค่ี ือเกมการตอรองทาง ธุรกิจ ท่ีผานมาเปปซี่เองก็มีเงื่อนไขตางๆ ที่เปนการบีบฝายผูบริหารเสริมสุข อาทิสิ่งท่ีเสริมสุขเห็น วาเปนสัญญาท่ีไมเปนธรรมหลายอยาง อาทิ การปรับเปลี่ยนสูตรคํานวณราคาคาหัวนํ้าเช้ือ การ เปลี่ยนจากสัญญาท่ีไมไดมีกําหนดเวลาเปนสัญญาท่ีมีกําหนดเวลา 7 ป และสามารถตอออกไปได อกี 5 ป การกาํ หนดระยะเวลาลว งหนา กรณคี ูสัญญาฝายใดฝา ยหนงึ่ ตอ งการยกเลกิ สัญญา การทเ่ี ปปซี่บอกวา เสรมิ สขุ ไมสามารถผลิตหรอื จาํ หนา ยเครอื่ งดมื่ ท่ไี มใชน า้ํ อัดลมภายใต เง่ือนไขบางประการที่เขมงวด และไมสามารถผลิตและจําหนายน้ําอัดลมไดเลย ซ่ึงหากดําเนินการ ทางเปปซี่จะถือวาเปนลิขสิทธ์ิของทางเปปซ่ีเทานั้น มีสิทธิเลิกสัญญาและเรียกคาเสียหายจากการ เปลี่ยนอํานาจควบคุมในบริษัท โดยเสริมสุขรองขอใหมีการแกไขแลวแตทายท่ีสุดก็ลงเอยดวยการ แยกทางกนั แมเ ปปซ่อี าจจะมองวาเสรมิ สขุ คงไมก ลา บอกเลกิ สัญญาแน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook