Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมเล่มชุดวิชา TO BE NUMBER ONE ม.ปลาย

รวมเล่มชุดวิชา TO BE NUMBER ONE ม.ปลาย

Published by yenesupaporn, 2020-04-16 22:26:05

Description: รวมเล่มชุดวิชา TO BE NUMBER ONE ม.ปลาย

Search

Read the Text Version

คะแนนนิทรรศการ ประเภทชมรม นิทรรศการ (10 คะแนน) ตวั ชวี้ ัด/เกณฑ์ ดีเด่น เงิน ทอง เพชร/ยอด เพชร 1. การดำเนนิ งานตามแนวทางโครงการฯ 6 3.5 2 1 2. ความสวยงาม 2 22 2 3. ความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ 2 22 2 4. การสร้าง/พัฒนาเครอื ข่าย - 2.5 2 1.5 5. นวตั กรรม - -2 1.5 6. องคค์ วามรู้ - - 2 10 10 10 10 รวม กจิ กรรมทา้ ยเร่อื งที่ 4 การดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE และการสง่ ประกวด (ใหผ้ ู้เรียนทำกิจกรรมทา้ ยเร่อื งที่ 4 สมดุ บันทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู้ ระกอบชดุ วชิ า) ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึ่งโดยไม่พง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 92

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 3 ยทุ ธศาสตร์ TO BE NUMBER ONE สกู่ ารปฏบิ ัติ สาระสำคัญ การดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มีแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบของชมรม TO BE NUMBER ONE ศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE โดยมีคณะกรรมการ และสมาชิกของชมรม เปน็ ผขู้ บั เคล่อื นโครงการกจิ กรรมของชมรม ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน TO BE NUMBER ONEเพ่ือ ปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หายาเสพติดในกลุม่ วยั รุ่นและเยาวชน การนำยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ยุทธ์ศาสตร์มาใช้ในการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสร้างกระแสนิยม ทเี่ ออื้ ตอ่ การป้องกนั และแกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ การเสรมิ สร้างภูมคิ มุ้ กันทางจติ ใจให้แกเ่ ยาวชน การเสรมิ สรา้ ง และ พั ฒ น าเครือข่ายเพ่ื อก ารป้ องกัน มาขับเคลื่อ น กิจกรรมโครงก าร TO BE NUMBER ONE ให้ ส ม า ชิ ก ช ม ร ม มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม เข้ า ใจ แ ล ะ ป ฏิ บั ติ กิ จ ก ร ร ม ต า ม ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ก า ร ด ำ เนิ น ง า น โค ร ง ก า ร TO BE NUMBER ONE ตวั ช้ีวดั 1.อธิบายและฝึกปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามยทุ ธศาสตร์ที่ 1 การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสรา้ งกระแสนิยมท่ี เออ้ื ตอ่ การป้องกัน และแกไ้ ขปญั หายาเสพติด 2. อธิบายและฝกึ ปฏิบตั กิ จิ กรรมยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 การเสรมิ สรา้ งภมู ิคมุ้ กันทางจติ ใจให้แกเ่ ยาวชน 3. อธบิ ายและฝกึ ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การสรา้ งและพฒั นาเครอื ข่ายเพอื่ การปอ้ งกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ขอบขา่ ยเน้ือหา เร่อื งท่ี 1 ยุทธศาสตรท์ ่ี 1 การรณรงค์ปลุกจติ สำนึกและสร้างกระแสนิยมท่เี อ้อื ตอ่ การป้องกัน และ แกไ้ ขปญั หายาเสพติด 1.1 วัตถุประสงค์ 1.2 รปู แบบการดำเนนิ งาน 1.2.1 การรณรงคโ์ ดยการประชาสมั พนั ธผ์ ่านส่ือ 1.2.2 การรณรงค์โดยการจดั กิจกรรม 1.3 ตวั อยา่ งกิจกรรมการสรา้ งกระแสในยุทธศาสตร์ท่ี 1 เชน่ 1.3.1 การรบั สมัครสมาชิกชมรม 1.3.2 ประชาสมั พันธ์ชมรม 1.3.3 จัดกิจกรรมดนตรี กฬี า การประกวดกิจกรรมสรา้ งสรรค์ตา่ งๆ 1.3.4 การตรวจหาสารเสพติด 1.3.5 เข้ารว่ มกิจกรรมในวนั สำคัญตา่ งๆ ร่วมกับภาครัฐ ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหนง่ึ โดยไม่พ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 93

1.3.6 จดั แข่งขันกฬี าภายใน และ หรอื กับหน่วยงานภาครฐั เอกชน และชมุ ชน 1.3.7 สนบั สนนุ ทนุ การศึกษา อปุ กรณ์ แก่ สถานศึกษา ชุมชน 1.3.8 รว่ มกับชมุ ชนในการดูแลสิ่งแวดลอ้ ม เรื่องที่ 2 ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 การเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกนั ทางจิตใจใหแ้ กเ่ ยาวชน 2.1 วตั ถุประสงค์ 2.2 รูปแบบการดำเนนิ งาน 2.2.1 การจัดกิจกรรมเสรมิ สร้างภมู คิ มุ้ กันทางจิตใจใหแ้ กเ่ ยาวชน 2.2.2 การจดั ตง้ั ศนู ยเ์ พื่อนใจ TO BE NUMBER ONE (TO BE NUMBER ONE FRIEND CORNER) 2.3 ตวั อย่างกิจกรรมการสร้างความคมุ้ กนั ทางจติ ใจ ในยุทธศาสตรท์ ่ี 2 เช่น 2.3.1 การจัดตงั้ ศนู ย์เพอ่ื นใจ TO BE NUMBER ONE 2.3.2 การอบรมให้ความรู้เรอื่ งยาเสพติด 2.3.3 การทำบุญทางศาสนา ฟังเทศน์ 2.3.4 การจัดกจิ กรรมท่ีใช้เวลาวา่ งให้เปน็ ประโยชน์ เชน่ ฝึกอาชีพเพอ่ื หารายได้ เรือ่ งที่ 3 ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การสร้างและพฒั นาเครอื ขา่ ยเพอื่ การป้องกนั และแกไ้ ขปัญหายาเสพติด 3.1 วตั ถปุ ระสงค์ 3.2 การดำเนินงาน 3.3 กิจกรรมสำคญั 3.4 ตวั อยา่ งกจิ กรรมการสร้างและพัฒนาเครือข่าย ในยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 เชน่ 3.4.1 สนบั สนนุ วิทยากร อบรมให้ความรู้ เงินทุนและอุปกรณแ์ กช่ ุมชนและสถานศกึ ษา ในการจดั ตัง้ ชมรมTO BE NUMBER ONE ศนู ย์เพ่อื นใจ TO BE NUMBER ONE 3.4.2 เปน็ พเ่ี ล้ยี ง ท่ปี รกึ ษาในการจัดตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE แก่ชมรมอื่น 3.4.3 สนับสนุนวทิ ยากรในการอบรมใหค้ วามรเู้ ร่ืองยาเสพติด 3.4.4 เปิดโอกาสให้ผ้ทู ี่ผา่ นการบำบัดยาเสพติดเข้ามาทำงานได้ เวลาท่ีใช้ในการศึกษา จำนวน 36 ชัว่ โมง สอ่ื การเรียนรู้ 1. ชดุ วชิ าการเรยี นรู้ TO BE NUMBER ONE เปน็ หน่ึงโดยไม่พง่ึ ยาเสพตดิ รหสั วิชา สค 3300166 2. สมดุ บนั ทึกกจิ กรรมการเรียนรปู้ ระกอบชุดวิชา 3. ส่อื เสรมิ การเรยี นรู้อนื่ ๆ ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่ึงโดยไม่พึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 94

เรื่องท่ี 1 ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 1 การรณรงค์ปลกุ จติ สำนกึ และสร้างกระแสนิยมทเ่ี อื้อตอ่ การป้องกนั และ แกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ การรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องยากทั้งในการทำงานและการวัดความสำเร็จ ที่ผ่านมาฝ่ายบำบัดรักษา และปราบปรามได้ทุ่มเทงบประมาณเพ่ือการนี้มาโดยตลอด แต่ผู้เสพ ผู้ติด ผู้ขาย ก็ยงั ไม่ลดลงการหันมาเนน้ การปอ้ งกนั ในกลุ่มเสย่ี ง โดยเฉพาะในกลุ่มวยั รุ่นและเยาวชน ซง่ึ จะเป็นกำลังสำคัญ ของชาติในอนาคต ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย การมุ่งแก้ที่ปลายเหตุอย่างเดียว คงไม่สามารถช่วยให้ปัญหา ยาเสพติดเบาบางลงได้ และอาจเพิ่มจำนวนผู้เสพ ผู้ติด ผู้ขาย มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า หากเราไม่ช่วยกัน ดงึ กลมุ่ เสย่ี งใหพ้ ้นออกมาจากสถานการณ์รอบๆ ตัวเขาเหล่าน้นั ยุทธศาสตร์การรณรงค์ด้วยกิจกรรม ส่ือต่างๆ ในโครงการ TO BE NUMBER ONE ก็เพ่ือสร้าง กระแสให้วัยรุ่นและเยาวชนเปล่ียนทัศนคติและค่านิยมเดิมๆ ท่ีคดิ วา่ เสพติดเป็นของเท่ หรอื ช่วยแกป้ ัญหาได้ มา In Trend กับคำขวญั ที่ว่า “เป็นหนึ่งโดยไม่พ่ึงยาเสพติด” ถ้ากระแสน้ีแรงขึ้นเร่ือยๆ แผ่ขยายไปในกลุ่ม วัยรุ่นอย่างกว้างขวาง ทุกคนก็อยากมุ่งม่ันสคู่ วามเป็นหน่ึง เพราะความหมายของความเปน็ หน่ึงในโครงการ TOBE NUMBER ONE คือความรู้สึกเป็น Somebody มีอะไรให้ทำ ให้เลือก มีโอกาส มีเพ่ือน มีสังคม มีความสุข ได้รับการยอมรับ โครงการ TO BE NUMBER ONEจึงจัดกิจกรรมหลากหลายที่เข้าถึงธรรมชาติ ของวัยรุ่น อาจดูไม่มีสาระกับเรื่องดนตรี กีฬา ศิลปะ ร้อง เล่น เต้น รำ ที่ดูแค่เปลือกนอกเหมือนไม่มี ประโยชน์ เม่ือเทยี บกับการศึกษาเล่าเรียนภายในหอ้ งเรียน ซ่ึงสว่ นใหญ่จะเนน้ ด้านวิชาการ แต่กิจกรรมตา่ งๆ ในโครงการ TO BE NUMBER ONE เป็นเพียงกิจกรรมที่ต้องการใช้ส่ือกลางดึงเดก็ วัยรุ่นให้เขา้ ร่วมโครงการฯ แก่นของโครงการฯ คือ ให้วัยรุ่นกลุ่มเส่ียงหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ขอเน้นว่า เวลาว่าง ดังน้ันส่วน ใหญ่จึงเป็นกิจกรรมเสริมทกั ษะทางดา้ นจิตใจ อารมณ์และสังคม แตโ่ ดยที่ธรรมชาติของวัยรุ่นจะชื่นชอบและ สนใจในกิจกรรมท่ีทำแล้วมีความสุข จึงปรากฏว่าสมาชิก TOBE NUMBER ONEจำนวนมาก เป็นเด็กวัยรุ่น ท่ัวไป ท่ีมาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยการท่ีเด็กท่ัวไปและเด็กกลุ่มเสี่ยง (ซ่ึงเราไม่รู้แน่ชัดว่าบุคคลใดบ้าง) มาร่วมกิจกรรมในโครงการด้วยกัน ถือเป็นความสำเร็จสูงสดุ เพราะทำให้เกิดการโน้มนำกันในหมสู่ มาชิก เด็ก ทไี่ ม่มีเพอื่ น ขอี้ าย ไม่กล้าแสดงออก เรียนอ่อน ขาดโอกาส ไม่เคยเข้าสังคม EQ ต่ำ กจ็ ะมีการเรียนรู้ มีเพ่ือน และมีสังคม ชว่ ยใหส้ ามารถปรบั ตวั และอยู่ร่วมกบั ผู้อ่ืนไดด้ ้วยความม่นั ใจ สนุก และมคี วามสขุ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนงึ่ โดยไมพ่ ึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 95

1.1 วตั ถุประสงค์ 1. เพอ่ื สร้างกระแสนิยมในกลมุ่ เยาวชนไมย่ ุง่ เกีย่ วกับยาเสพตดิ 2. เพอื่ สนบั สนุนให้เยาวชนและชมุ ชนได้จดั กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยการสนบั สนนุ ของสงั คม 3. เพอ่ื สร้างความเข้าใจและยอมรบั ผู้มปี ญั หายาเสพติด และใหโ้ อกาสกลบั มาเปน็ สว่ นหนง่ึ ของ สงั คม 4. เพื่อเผยแพร่ความรเู้ ก่ียวกบั การปอ้ งกนั สารเสพติดในกล่มุ เยาวชนและประชาชนทั่วไป 1.2 รปู แบบการดำเนินการ ใช้การรณรงคแ์ ละประชาสัมพนั ธผ์ า่ นส่อื และกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมดา้ นดนตรี กีฬา ศิลปะและ อื่นๆ ท่ีวยั ร่นุ และเยาวชนชืน่ ชอบและให้ความสนใจ ทัง้ นเ้ี พื่อใหเ้ ขา้ ถงึ กล่มุ เปา้ หมายหลักซ่ึงเปน็ วยั รนุ่ และ เยาวชนไดง้ ่าย 1.2.1 การรณรงค์โดยการประชาสัมพันธผ์ ่านสอ่ื 1. สอ่ื วิทยุโทรทัศน์ ส่อื สังคมออนไลน์ (Social media) 2. สอื่ ส่งิ พิมพ์ สื่อหนงั สอื พมิ พ์ แผน่ พบั โปสเตอร์ ประกาศ ป้ายไวนลิ 3. ส่อื นทิ รรศการ เมือ่ ออกกิจกรรมรณรงค์ตา่ งๆ 4. ส่ือCD VCD DVD และ VDO 5. ส่ือสัญลกั ษณ์ ไดแ้ ก่ เข็ม TOBE NUMBER ONEนิตยสาร TOBE NUMBER ONE นติ ยสาร TOBE NUMBER ONEIDOL เพลง TOBE NUMBER ONEสายรดั ข้อมลู ฯลฯ 6. ผลติ ภณั ฑ์ของโครงการ เช่น เสอ้ื กระเปา๋ ถงุ เท้า รองเท้า อปุ กรณ์เคร่อื งเขยี น 1.2.2 การรณรงคโ์ ดยการจัดกิจกรรม 1. องค์ประธานโครงการเสด็จเย่ียมติดตามผลการดำเนินงาน โครงการเสด็จเปิดชมรม และศนู ย์เพ่ือนใจTO BE NUMBER ONE ในจังหวดั ภมู ภิ าค และเขตกรุงเทพมหานคร 2. จัดตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานศึกษาสถานประกอบการ และชุมชน ทัว่ ประเทศ เพอ่ื ให้ดำเนินกิจกรรมตลอดปี 3. จัดการแขง่ ขัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE CHAMPIONSHIP ประจำทุกปี 4. จดั ประกวดผลงานในโครงการ TO BE NUMBER ONE ระดบั จังหวัด ระดบั ภาค และ ระดับประเทศ ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึ่งโดยไมพ่ ่งึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 96

5. จัดงานมหกรรมรวมพล TO BE NUMBER ONE 6. จดั ประกวดเยาวชนต้นแบบเกง่ และดี TO BE NUMBER ONE (TO BE NUMBER ONE IDOL) ประจำทกุ ปี 7. จัดนิทรรศการ คอนเสริ ์ต และกจิ กรรมอ่นื ๆ เนือ่ งในโอกาสพิเศษต่างๆ 8. จดั ประกวดกจิ กรรมสรา้ งสรรค์ และพัฒนา EQ สำหรับกลมุ่ วัยรนุ่ และเยาวชน 1.3 ตวั อย่างกิจกรรมสร้างกระแสในยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 1.3.1 การรบั สมัครสมาชกิ ชมรม จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ/ประชาสัมพันธ์ชมรม และรับสมัครสมาชิกผ่าน กิจกรรมเสียงตามสายโรงเรียน/ชุมชน ผ่านผู้บริหาร ผู้นำชุมชน ใช้ขบวนรถแห่ป้ายประชาสัมพันธ์ ในชุมชน ตามบริบทของแต่ละชมรมโดยเปดิ โอกาสให้นักศึกษาทุกคนสมัครเป็นสมาชิก เพือ่ ร่วมกิจกรรมของ ชมรม ด้วยความสมัครใจ เพ่ือรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด โดยสามารถยื่นใบสมัครสมาชิกชมรมได้ที่ คณะกรรมการชมรม 1.3.2 ประชาสมั พนั ธ์ชมรม จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ชมรม TO BE NUMBER ONE ให้สมาชิกและบุคคลท่ัวไป ทราบ เพื่อสร้างกระแสผ่านส่ือ Social Network โดยจัดต้ังกลุ่ม Line Facebook เพ่ือใช้เป็นช่องทางการ สื่อสารสร้างกระแส/การส่ือสาร/การเผยแพร่ความเคลื่อนไหว เพ่ือประชาสัมพันธ์ชมรมสู่สมาชิกและ เครือข่าย เชน่ 1. โครงการสาระดๆี จากเดก็ TO BE NUMBER ONE เปน็ การจดั รายการเสยี งตามสาย แจ้งข่าวสาร ความเคล่อื นไหวของชมรมสอดแทรกความรเู้ รอื่ งยาเสพตดิ โดยอาจใชเ้ วลาชว่ งพักเท่ยี ง หรอื ชั่วโมงกจิ กรรม 2. โครงการผลิตแผ่นพับ TO BE NUMBER ONE เป็นการสร้างกระแสของชมรม ผ่าน แผ่นพับประชาสมั พนั ธ์การใหค้ วามรู้ ข้อมลู ขา่ วสารตามโอกาสต่างๆ 1.3.3 จัดกิจกรรมดนตรี กฬี า การประกวดกิจกรรมสรา้ งสรรค์ต่างๆ จัดกิจกรรมประกวดความสามารถด้านดนตรี กีฬา กิจกรรมสร้างสรรค์เพ่ือให้สมาชิก ชมรม TO BE NUMBER ONE ได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตนเองในทางท่ีสร้างสรรค์ เป็นการจุด ประกายให้เกิดการพัฒนาทักษะความสามารถและความกล้าแสดงออก ตลอดจนการใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์ 1. กิจกรรมประกวดวงดนตรีลูกทุ่ง TO BE NUMBER ONE สู่ฝันเด็กไทย เป็นการจัด ประกวดวงดนตรีลูกทุ่งของสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE โดยให้สมาชิกคัดเลือกสมาชิกที่มีทักษะ ความสามารถมารวมตวั กันตั้งวงดนตรีลกู ทงุ่ เพอ่ื ส่งเข้ารว่ มประกวดในโอกาสตา่ งๆทีเ่ หมาะสม 2. กิจกรรมประกวดวาดภาพ TOBE NUMBER ONE เป็นหนึ่งโดยไม่พ่ึงยาเสพติดโดย เปิดรับสมัครสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE ที่จะเข้าร่วมประกวดวาดภาพ ภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับการ ดำเนินงาน TO BE NUMBER ONE โดยจัดให้มีการมอบโล่รางวัล และเงินรางวัลให้แก่ผู้ชนะ พร้อมท้ังนำ ผลงานภาพวาดทช่ี นะ ในกิจกรรมประกวดวาดภาพเพอ่ื สรา้ งความภาคภูมใิ จ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนง่ึ โดยไมพ่ ง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 97

1.3.4 การตรวจหาสารเสพติด จดั กิจกรรมคัดกรองตรวจหาสารเสพติดผเู้ รียน เพ่ือคัดกรอง หากลุ่มเส่ยี งที่เสพยาเสพติด โดยสถานศึกษาประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานท่มี ีหน้าที่รบั ผิดชอบมาช่วยดำเนนิ การในส่วนของการ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพตดิ และดำเนนิ การแกไ้ ขตามข้ันตอน เพ่ือรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปญั หายาเสพติด การตรวจหาสารเสพตดิ ในร่างกาย จะใชก้ ารตรวจจากตวั อยา่ งปัสสาวะ ซึ่งจะไดผ้ ลดีท่สี ุดและเป็นท่ียอมรับใน กระบวนการยุตธิ รรมในระดับสากล เพราะเม่ือเข้าสู่ร่างกายโดยการกิน ฉีด สูบ หรือสูดดมควัน ยาและสาร เสพติดเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ต่อมาประมาณ 2–3 ช่ัวโมง ร่างกายจะขับสารเสพติดออกทาง ปัสสาวะ ซง่ึ มคี วามเข้มขน้ มากพอทำใหต้ รวจพบไดง้ า่ ยและถูกตอ้ ง 1. กิจกรรมตรวจหาสารเสพติดในวนั เปิดเทอมโดยจัดกิจกรรมการตรวจหาสารเสพติดใน วันเปิดเทอมวันแรก โดยดำเนินการตรวจหาสารเสพติดผู้เรียนทุกคน เพื่อคัดกรองกลุ่มเส่ียง และหากพบผู้ เสพ สถานศกึ ษาจะดำเนินการช่วยเหลือด้วยการส่งผ้เู สพเขา้ สู่ระบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดให้กลับตัว กลบั ใจเลกิ ยุ่งเกีย่ วกบั ยาเสพติด 2. กิจกรรมตรวจหาสารเสพติดในระหวา่ งเปิดเรียน กจิ กรรมน้ีจะจัดโดยไม่ระบุช่วงวัน เวลาท่แี น่นอน ผ้เู รียนจะไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมกี ารตรวจคัดกรองหาสารเสพตดิ ซ่ึงกิจกรรมนี้จะทำให้ไดผ้ ล ใกล้เคียงความจรงิ และเป็นประโยชน์ในการดำเนนิ การแกไ้ ขปญั หายาเสพตดิ ในสถานศึกษา 1.3.5 เขา้ รว่ มกจิ กรรมในวันสำคญั ต่างๆ รว่ มกับภาครฐั 1.จัดกิจกรรมรณรงค์เน่ืองในวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี โดยจัด กิจกรรมดังนี้ ทำป้ายคำขวัญวันงดสูบบุหรี่จัด/ประกวดบอร์ดรณรงค์จัดรายการเสียงตามสาย ป้ายไวนิล รณรงค์วันงดสูบบุหร่ีโลก การแสดงละครต้านภัยบุหรี่ ประกวดเรียงความยาเสพติด ทำแผ่นพับความรู้ ประชาสมั พันธ์ฯลฯ 2. กิจกรรมเน่ืองในวันต่อต้านยาเสพติดสากลในวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี โดยจัด กิจกรรมดังนี้ ทำป้ายคำขวัญต่อต้านยาเสพติดจัด/ประกวดบอร์ดรณรงค์จัดรายการเสียงตามสายป้ายไวนิล รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดการแสดงละครรณรงคแ์ ก้ปัญหายาเสพติดประกวดเรียงความยาเสพติดทำแผน่ พับ ความรู้ประชาสัมพนั ธ์ ฯลฯ 1.3.6 จดั แขง่ ขนั กีฬาภายใน กบั หนว่ ยงานภาครฐั เอกชน และชุมชน จัดแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติดประจำทุกปี เพ่ือเสริมสร้างความแข็งแรงด้านร่างกาย และความเข้มแขง็ ดา้ นจิตใจให้กับผ้เู รียน ได้พัฒนาความสามารถของตนเองในด้านกีฬา การออกกำลังกาย ใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยไม่ยุ่งเก่ียวกับยาเสพติด นอกจากนี้การจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาเป็นการสร้าง มติ รภาพ ความรักความสามัคคี การรู้แพร้ ู้ชนะ มีนำ้ ใจนกั กฬี า 1. โครงการแขง่ ขนั กีฬา ตา้ นยาเสพติดกจิ กรรมน้ี เป็นการจดั แข่งขันกีฬาสากลให้ ครอบคลุมทกุ ประเภท เพ่อื เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้แสดงความสามารถด้านกีฬา และส่งเสรมิ การออกกำลงั กายให้มสี ขุ ภาพร่างกายแข็งแรง และเสริมสร้างความเขม้ แข็งด้านจติ ใจใหม้ ีภูมิคมุ้ กันปัญหายาเสพติดและ ปญั หาอนื่ ๆ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 98

2. โครงการแข่งขันกีฬาพน้ื บ้าน สบื สานวัฒนธรรม กจิ กรรมนเี้ ป็นการจัดแขง่ ขนั กฬี า พน้ื บา้ น เพื่อสร้างความสนกุ สนาน และสอดแทรกความรเู้ กีย่ วกับการรณรงค์แกป้ ัญหายาเสพติด โดยจะเน้น ประเภทกีฬาที่มีความสนกุ สนานบนั เทิงและเสรมิ สรา้ งความร่วมมือรว่ มใจในการแข่งขนั 1.3.7 สนับสนนุ ทุนการศกึ ษา อุปกรณ์ แกส่ ถานศกึ ษา ชุมชน จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การศึกษาให้กับสมาชิก TO BE NUMBER ONE ที่มีความประพฤติดี ไม่ยุ่งเก่ียวกับยาเสพติด และร่วมกิจกรรมของชมรม TO BE NUMBER ONE แต่มฐี านะยากจนโดยชมรมจะดำเนนิ การจัดหาทุนจากผ้มู จี ิตศรัทธา เพอ่ื มอบให้สมาชกิ ทไ่ี ด้รับมอบ พร้อมทั้ง ตดิ ตามผลทเ่ี กดิ หลงั จากการรบั มอบทุน เพ่ือประเมนิ ผลโครงการ 1.3.8 รว่ มกับชมุ ชนในการดูแลสงิ่ แวดลอ้ ม กิจกรรมการอนุรักษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม เป็นการสง่ เสรมิ ใหส้ มาชกิ ชมรม TO BE NUMBER ONE จัดหรือเข้าร่วมกับชุมชนเพอ่ื อนุรักษส์ ิ่งแวดล้อม โดยการให้สมาชิกชมรมฯ ประสานของบสนับสนุนจากชมรม ฯ/หรอื จากหน่วยงานอ่ืนๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์สงิ่ แวดล้อมท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อส่วนรวมและเกิดความ ภาคภูมิใจ 1. กิจกรรม“รักษ์โลก กับ TO BE NUMBER ONE”โดยให้สมาชิกชมรมร่วมกันทำ กจิ กรรมอนุรักษ์สิง่ แวดล้อมในชุมชนของตนเอง ซึง่ จะชว่ ยสรา้ งความรกั ความสามคั คใี ห้กับสมาชิก เปดิ โอกาส เรียนรกู้ ารทำงานรว่ มกัน การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม 2. กิจกรรมประกวดคำขวัญ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเปิดรับสมัครสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE ที่สนใจเข้าร่วมประกวดคำขวญั ภายใต้หัวข้อการอนรุ ักษ์ส่ิงแวดลอ้ ม โดยจัดใหม้ ีการ มอบโล่รางวัล และเงินรางวัลให้กับผู้ชนะ พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานท่ีชนะการประกวด เพ่ือสร้างความ ภาคภมู ใิ จ กิจกรรมท้ายเรื่องที่ 1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและสร้างกระแสนิยมท่ีเอ้ือต่อการ ป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด (ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมท้ายเรื่องที่ 1 สมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบชุดวชิ า) ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไม่พ่ึงยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 99

เรือ่ งที่ 2 ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 การเสริมสรา้ งภูมิคมุ้ กันทางจติ ใจให้แก่เยาวชน โครงการ TO BE NUMBER ONE ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่ เยาวชน โดยการถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะให้แก่แกนนำเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อให้ สามารถจัดกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้แก่เพื่อนเยาวชน และสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE ให้มีสุขภาพจติ ทดี่ ีมีจิตใจท่ีเขม้ แข็ง อนั จะเป็นการป้องกนั ปัญหายาเสพติดในอนาคต 2.1 วัตถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือถ่ายทอดความรู้ และฝึกทักษะการพัฒนา EQ ให้แก่แกนนำเยาวชนทั้งใน และนอก สถานศกึ ษา 2. เพ่ือให้แกนนำเยาวชน สามารถจัดกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้แก่เพ่ือน สมาชกิ 3. เพ่ือให้สมาชิก TO BE NUMBER ONE มีสุขภาพจิตท่ีดี มีจิตใจท่ีเข้มแข็ง ปลอดภัยจาก ปัญหายาเสพตดิ 2.2 รูปแบบการดำเนนิ งาน รูปแบบการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เยาวชน ดำเนินการจัดกจิ กรรมต่างๆ ไดแ้ ก่ การจัดกิจกรรมเสริมสรา้ งภมู ิคุ้มกันทางจิตใจใหแ้ ก่เยาวชน และการจัดตั้ง ศนู ย์เพอ่ื นใจ TO BE NUMBER ONE (TO BE NUMBER ONE FRIEND CORNER) โดยมีรายละเอียดดงั น้ี 2.2.1 การจัดกจิ กรรมเสริมสร้างภูมิคมุ้ กันทางจิตใจให้แก่เยาวชน วัตถุประสงค์ 1. เพ่อื ใหแ้ กนนำเยาวชนสามารถเสรมิ สรา้ งภมู ิคุ้มกนั ทางจติ ใจใหแ้ ก่เพอื่ นเยาวชน ซ่งึ จะ ชว่ ยปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หายาเสพตดิ ในอนาคต 2. เพ่อื ให้แกนนำเยาวชนสามารถจัดกจิ กรรมพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่เพ่อื น เยาวชนได้อย่างเหมาะสม 3. เพื่อให้แกนนำเยาวชนได้รับการเสริมสร้างทกั ษะในการช่วยเหลอื เพ่อื นเยาวชนให้มี กำลงั ใจที่เข้มแข็งสามารถดแู ลตัวเองให้ปลอดภัยจากยาเสพติด 4. เพื่อพัฒ นาศักยภาพและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่สมาชิก ชมรม TO BE NUMBER ONE วิธดี ำเนนิ การ 1.จัดค่ายพฒั นาแกนนำอาสาสมคั ร TO BE NUMBER ONE (TO BE NUMBER ONE CAMP FOR LEADERS) สำหรบั แกนนำอาสาสมัครในชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนยเ์ พือ่ นใจ TO BE NUMBER ONE 2.จัดค่ายพัฒนาสมาชกิ TO BE NUMBER ONE สูค่ วามเป็นหนึง่ (TOBE NUMBERONE CAMP FOR MEMBERS) สำหรบั สมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนย์เพือ่ นใจ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไมพ่ ึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 100

TO BE NUMBER ONE ในสถานศกึ ษา ในชุมชนท่ัวประเทศ ทง้ั ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดภมู ภิ าค โดย องคป์ ระธานเสดจ็ ทรงปดิ คา่ ยและพระราชทานเกียรติบัตร 3. ผลิตและพฒั นาเทคโนโลยกี ารเสริมสรา้ งภมู ิค้มุ กันทางจติ ใจใหแ้ ก่เยาวชน 4. สนับสนุนองค์ความรู้และส่ือในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่ เยาวชน 2.2.2 ก ารจั ดต้ั งศู น ย์ เพื่ อ น ใจ TO BE NUMBER ONE (TO BE NUMBER ONE FRIEND CORNER) ก าร ต้ั งจั ด ศู น ย์ เพื่ อ น ใจ TO BE NUMBER ONE เป็ น กิ จ ก ร ร ม ห น่ึ ง ข อ งช ม ร ม TO BE NUMBER ONE ซ่ึงแกนนำอาสาสมัคร(เยาวชน) ประจำศูนย์จะเป็นผู้บริหารจัดการจัดกิจกรรมและ ใหบ้ ริการต่างๆภายในศูนย์ฯเปน็ กิจกรรมซึ่งจัดบริการให้กบั สมาชิก TO BE NUMBER ONE ทีเ่ ขา้ มาในศูนย์ฯ เท่าน้ัน หากกจิ กรรมใดก็ตามที่จัดข้ึนนอกศนู ย์ฯ จะดำเนินการโดยชมรม TO BE NUMBER ONE ซึ่งบริหาร จดั การโดยคณะกรรมการชมรม (ดูรายละเอยี ดในการจดั ตง้ั ศนู ยเ์ พ่ือนใจ TO BE NUMBER ONE) วตั ถุประสงค์ 1. เพือ่ ใหเ้ ยาวชนทม่ี ีปญั หา หรอื ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื ได้รับคำปรกึ ษาแนะนำท่ี ถูกตอ้ งเหมาะสมจากผ้เู ชี่ยวชาญหรือเพือ่ นอาสาสมัครทผ่ี า่ นการอบรม 2. เพือ่ ใหเ้ ยาวชนไดร้ บั ประสบการณ์ และเพิม่ พนู ทักษะจากการฝึกแก้ปัญหาและ พฒั นา ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทั้งดว้ ยตนเองและจากกลมุ่ เพอ่ื นวยั เดียวกัน 3. เพ่อื ให้เยาวชนได้มีโอกาสใชเ้ วลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์ โดยเข้าร่วมกจิ กรรมท่ี สรา้ งสรรค์และเสรมิ สรา้ งความสุขให้กบั ตนเอง ด้วยการฝกึ ทกั ษะดา้ นดนตรี กีฬา ศิลปะ ฯลฯ จาก ผ้เู ชี่ยวชาญ 4. เพ่อื ใหโ้ อกาสแกเ่ ยาวชนได้มสี ถานทๆ่ี เหมาะสมและเปน็ ท่ียอมรบั จากทกุ ฝ่ายใน การทำกจิ กรรมท่สี นใจร่วมกนั 5. เพ่อื ให้เยาวชนกลุ่มหนง่ึ ทีม่ ีความสามารถ เขา้ รบั การอบรมเป็นอาสาสมัครให้ คำปรึกษาเพ่ือนชว่ ยเพ่ือน วธิ ีดำเนนิ การ 1. จัดต้ังศูนย์เพอ่ื นใจ TO BE NUMBER ONE ในสถานศกึ ษา 2. จดั ต้งั ศนู ยเ์ พือ่ นใจ TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ 3. จัดตั้งศูนย์เพ่ือนใจ TO BE NUMBER ONE ในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกอบรมฯใน สังกัดกรมพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน ทัณฑสถาน และเรือนจำในสังกัดกรมราชทัณฑ์ และสำนักงาน คุมประพฤตจิ ังหวดั ในสงั กดั กรมคมุ ประพฤติ 4. จัดตั้งศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ในศูนย์การค้า(เฉพาะเมืองใหญ่ท่ีมี สถานท่ีเหมาะสม) เช่น ศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ในศูนย์การค้าแฟชั่นไอซ์แลนด์ ซีคอนสแควร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และเดอะมอลล์บางแค ซึ่งท้ัง 4 แห่ง กรมสุขภาพจิตเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานโดย จดั หาแกนนำอาสาสมัครมาเปน็ ผูบ้ ริหารจดั การสนับสนุน กรมสุขภาพจิต เป็นผผู้ ลิตและพัฒนาส่ือเทคโนโลยี ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนงึ่ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 101

ในการจัดตั้งและดำเนินงานศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE รวมทั้งสนับสนุนวิทยากร องค์ความรู้ ตลอดจนค่มู ือและส่อื ทีเ่ กี่ยวขอ้ งทุกประเภท 2.3 ตัวอย่างกจิ กรรมการสร้างความค้มุ กันทางจิตใจ ในยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 เชน่ 2.3.1 การจดั ต้ังศนู ย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE กิจกรรมที่ 1 ศูนย์สหายคลายทุกข์สร้างสุขสร้างรอยย้ิม บริการให้คำปรึกษาแก่ สมาชกิ ชมรมหรอื เยาวชนอืน่ ๆ ที่มปี ัญหาโดยคณะกรรมการทผ่ี ่านการอบรมการให้คำปรึกษาเบือ้ งตน้ กิจกรรมที่ 2 สหาย TO BE NUMBER ONE ปรับทุกข์ สร้างสุขสร้างรอยยิ้ม สร้าง เสริมภมู ิคมุ้ กันทางจิตใหก้ ับสมาชิกในชุมชนแนวคิด เป็นกิจกรรมสรา้ งเสริมภมู ิคุ้มกันทางจิตใจใหก้ ับเยาวชน ภายใต้หลกั การ คลายทุกข์ สร้างสุขแก้ปัญหา พัฒนาอคี ิว เป็นกิจกรรมในศูนย์เพื่อนใจวยั รุ่นหรือศูนย์สหาย TO BE NUMBER ONE คลายทกุ ข์ สร้างสขุ สร้างรอยย้ิม ของชมรม วตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื ให้เยาวชนไดม้ ีโอกาสและสถานท่ีในการคลายทกุ ข์ สรา้ งสุขแก้ปญั หา พัฒนาอคี ิว และบรกิ ารคลายทุกข์ ผูกมติ ร กจิ กรรมดำเนินการของชมรม 1.บรกิ ารให้คำปรกึ ษา แก่สมาชิกชมรมหรือเยาวชนอ่ืนๆ ทมี่ ีปญั หาโดยผูใ้ ห้คำปรึกษา ทุกคนผ่านการอบรมการให้คำปรึกษาเบื้องต้นมาแล้ว 3 คร้ังและฟ้ืนฟูปีละ 1 ครั้ง ตารางเวลาปฏิบัติงาน 17.00 - 20.00น. ผ้ใู ห้คำปรึกษาวันละ 3 คนบรกิ ารให้คำปรึกษาทัง้ รายกลมุ่ และรายบคุ คล 2.กิจกรรมฝึกคิดแก้ปัญหาและพัฒนาอีคิว สำหรับสมาชิกผู้ท่ีต้องการพัฒนาความ ฉลาดทางอารมณข์ องตนเองชมรมชมรม TO BE NUMBER ONE ชมุ ชนกระจาย มกี ิจกรรม 2 ลักษณะ 3.ใหเ้ รยี นรดู้ ้วยตนเองจากแบบประเมนิ อีควิ ดว้ ยตนเองหรือคมู่ ือการเรยี นรู้ท่ีวเิ คราะห์ และประเมินได้ 4.เรียนร้ทู างอินเตอรเ์ น็ตจากโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลกระจาย และองค์การ บริหารสว่ นตำบลกระจาย ที่เปดิ ให้บรกิ ารฟรีในตอนเย็นทำใหส้ นุกสนานได้รจู้ ักเพ่ือน ทำให้ไดพ้ ฒั นาอีควิ ของ ตนเองเรยี นร้ทู จ่ี ะอยู่ในสงั คมอยา่ งมีความสขุ ปลอดภยั จากยาเสพตดิ 5.กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างสุข เป็นการแนะนำให้เข้ากลุ่มกิจกรรมต่างๆของ ชมรม ตามความสนใจของเยาวชน เช่นกลุ่มเล่นดนตรี กลุ่มเล่นกีฬา กลุ่มศิลปะ กลุ่มร้องเพลง เต้นรำ จิตอาสา 2.3.2 การอบรมให้ความรเู้ ร่อื งยาเสพติด 1.โครงการรณรงค์การปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ ในสถานศกึ ษา TO BE NUMBER ONE 2.โครงการ “เยาวชนรนุ่ ใหม่ ร่วมใจต้านภัยยาเสพตดิ ” 3.ชมรมฯ จดั กิจกรรมทศั นศึกษาในสถานท่บี ำบดั ผตู้ ิดยาเสพตดิ 2.3.3 การทำบุญทางศาสนา ฟงั เทศน์ 1. ชมรมฯจัดกิจกรรม โครงการนำสมาชกิ TO BE NUMBER ONE เข้าวัดทกุ วันพระ และสอนธรรมศกึ ษาโดยการฟังเทศน์ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไม่พง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 102

สงกรานต์ 2. ชมรมฯจัดกิจกรรมทำบุญเล้ยี งพระ ใสบ่ าตร ในโอกาสวนั สำคญั ต่างๆ 3. ชมรมฯจัดกิจกรรมตามวัฒนธรรมประเพณี เชน่ แห่เทียนเข้าพรรษา สรงนำ้ พระวนั 4. ชมรมฯจัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดรู อ้ น 5. ชมรมฯจัดกจิ กรรมนง่ั สมาธทิ ุกวนั ตอนเย็น 2.3.4 การจัดกจิ กรรมทใี่ ชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ 1. เล่นดนตรีแบบศิลปินขงจื๊อได้กล่าวไว้ว่า “ดนตรีมอบความพึงพอใจท่ีธรรมชาติ ของมนุษย์ไม่สามารถทำได้”และจากผลการวจิ ัยกร็ ะบุว่าดนตรหี รือเสยี งเพลงสามารถกระตนุ้ สมองของมนษุ ย์ ได้ดี และนักวิจัยหลายคนก็ได้แสดงผลงานวิจัยท่ีบ่งบอกว่า ผู้ที่ทั้งฟังดนตรีและเป็นผู้เล่นเองมีพ้ืนที่ หน่วยความจำทีม่ ากขึน้ 2. อ่านหนังสอื ให้เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายทีจ่ ะไดแ้ ตะมันการอ่านหนังสอื จะชว่ ยเพิ่ม ระดับความฉลาดได้ แต่หมายถึงว่าต้องอ่านแบบไม่ลืมหูลืมตาและอ่านหลากหลายแนวต้ังแต่ นวนิยาย ชีวประวัติ ไปจนถึงบทประพันธ์ต่างๆการอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด ช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับอารมณ์ ความรู้สึกที่หลากหลายและทำให้มีความรู้ในเรื่องต่างๆ เพ่ือเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือในสถานการณ์ หลากหลาย และเขา้ ใกลก้ บั เปา้ หมายชีวิตในอนาคตมากขึ้น 3. ฝึกสมาธเิ ป็นกจิ วัตรประโยชนท์ สี่ ำคัญท่ีสุดของการฝึกสมาธิ คือ การช่วยให้มีโฟกัส และรูจ้ ักเนอ้ื แท้ของตัวเอง ชว่ ยลดระดับความเครียดและขจัดความกงั วลทัง้ หลาย การฝกึ สมาธเิ ป็นประจำทกุ วัน ผ้ฝู กึ จะมีจิตใจท่ีสงบ รจู้ ักควบคมุ ตวั เอง มีความหยง่ั รู้ ทำให้สามารถเรยี นรู้ คิด และวางแผนสิ่งต่างๆ ได้มี ประสิทธิภาพมากขนึ้ 4. ออกกำลังสมองการท้าทายสมองให้ทำส่ิงใหม่ๆ ทุกวันจะช่วยเพิ่มความสามารถ และทำให้ฉลาดขน้ึ คุณสามารถฝึกสมองได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเล่นโซโดกุ ปริศนาตามหน้า หนังสือพิมพ์ เกมกระดาน และปรศิ นาคำทาย กจิ กรรมดงั กล่าวจะช่วยสรา้ งความเชอื่ มโยงของสมอง ผ้เู ลน่ จะ ได้เรียนรู้การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ในลักษณะท่ีมีความสร้างสรรค์ พัฒนาความสามารถในการ มองเห็นให้มองได้หลายมมุ มอง และสมองมีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ข้นึ 5. ออกกำลังกายก็เป็นเร่ืองสำคัญการมีร่างกายท่ีแข็งแรงก็เป็นเคร่ืองการันตีว่า สุขภาพสมองดี การออกกำลังอย่างเป็นประจำนอกจากจะช่วยให้สขุ ภาพดีแล้วยังช่วยลดความตงึ เครียดและ ทำใหน้ อนหลับงา่ ย จากการศึกษาทดลองในหนแู ละมนษุ ย์ ได้แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถสรา้ ง เซลลส์ มองใหม่ และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของสมองดีข้ึน ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไมพ่ ่งึ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 103

6.ลองทำเมนูอาหารหลากหลายคนท่ีลองทำอาหารเมนูแปลกไปจากปกติ มักเป็นคน ทีม่ ีความคดิ สร้างสรรค์ กล้าท่ีจะลองส่งิ ใหม่ๆ และเป็นคนทีม่ ีความใส่ใจในเรื่องของรายละเอียด สิง่ ทีค่ ณุ จะได้ จากการทำอาหาร คือ สามารถทำส่งิ ต่างๆ ได้หลากหลาย มีความแม่นยำ และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว 7.ระบายความรู้สึกผา่ นตัวหนังสือนอกจากการเขยี นบ่อยๆ จะเป็นการเพิ่มทักษะทาง ภาษาแล้ว ยังช่วยพฒั นาความสามารถในเร่ืองของการโฟกสั ความคิดสร้างสรรค์ จนิ ตนาการ และความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเขียนลงในกระดาษเท่าน้ัน สามารถเขียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเขียนลงบนมือ หรือ แมแ้ ต่สรา้ งบล็อกของตัวเองขน้ึ มา กิจกรรมทา้ ยเร่ืองที่ 2 ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2 การเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกนั ให้เด็กและเยาวชน (ใหผ้ ้เู รยี นทำกิจกรรมทา้ ยเรือ่ งท่ี 2 สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู้ ระกอบชดุ วิชา) ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่ึงโดยไมพ่ ึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 104

เร่อื งที่ 3 ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การสร้างและพฒั นาเครือขา่ ยเพื่อการปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ 3.1 วัตถปุ ระสงค์ 1. เพ่อื พฒั นาศกั ยภาพสมาชกิ เครือข่ายTO BE NUMBER ONE ผปู้ ฏิบัตงิ านในโครงการฯ และ เก่ยี วขอ้ งให้สามารถดำเนินงานป้องกนั และแก้ไขปญั หายาเสพติดภายใต้โครงการฯ ไดอ้ ย่างเขม้ แขง็ และมี ประสิทธภิ าพ 2. เพ่อื ผลติ และพัฒนาองค์ความรใู้ นการปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหายาเสพติดภายใต้โครงการ TO BE NUMBER ONE สำหรบั เครอื ขา่ ย TO BE NUMBER ONE ทั่วประเทศ 3. เพอ่ื ใหส้ มาชกิ เครือข่าย TO BE NUMBER ONE ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ในการทำงานซงึ่ กันและกนั อันจะนำไปสูก่ ารขยายผลและพฒั นาประสิทธภิ าพการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพตดิ อย่างยงั่ ยนื 4. เพอ่ื ให้สมาชิกเครือข่าย TO BE NUMBER ONE ท่ัวประเทศมีกำลังใจ มีความผูกพัน พรอ้ ม ที่จะช่วยเหลือกัน ร่วมแรงรว่ มใจกันทำงานภายใต้โครงการ TO BE NUMBER ONE อยา่ งจริงจังตอ่ เนื่อง ซึง่ จะทำให้เกิดเปน็ พลังแผ่นดินอย่างแทจ้ รงิ 3.2 การดำเนนิ งาน 1. พัฒนาระบบการจัดเก็บและรายงานขอ้ มูลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ตอ่ คณะกรรมการอำนวยการระดบั จงั หวัด 2. พัฒนาช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายสมาชิก TO BE NUMBER ONE และ ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ TO BE NUMBER ONE และผู้เก่ียวข้อง ได้แก่ Fanpang. facebook. TO BE NUMBER ONE กศน.จังหวัดพังงา/Line สมาชิก TO BE NUMBER ONE พังงา/Line ผู้บริหาร TO BE NUMBER ONE จังหวดั พงั งา/Line TO BE NUMBER ONE กศน.พงั งา 3. การศึกษาดูงานชมรม TO BE NUMBER ONE ต้นแบบ 4. การจัดนิทรรศการแลกเปลีย่ นเรียนรรู้ ว่ มกบั เครอื ขา่ ย 5. การแลกเปลี่ยนกจิ กรรมสรา้ งสรรค์ 6. เครอื ข่ายเขม้ แข็งด้วย Social 7. เขา้ รว่ มกจิ กรรมการประกวด TO BE NUMBER ONE ระดบั ภาค/ระดับประเทศ 8. เปิดโอกาสใหเ้ ยาวชนผู้ทถี่ ูกควบคุมความประพฤตดิ า้ นยาเสพติด เข้ามาทำกิจกรรม/ ศกึ ษา ตอ่ กับ กศน. 9. สนับสนนุ วิทยากร เงนิ ทุน ในการอบรมให้ความรูเ้ รอื่ งยาเสพติดแก่หน่วยงานเครอื ข่าย 10. สนบั สนุนการจัดตงั้ ชมรม TO BE NUMBER ONE กศน.ทกุ ตำบล/อำเภอ หมายเหตุ การจดั กิจกรรมแตล่ ะคร้ังอาจจัดอยู่ในหลายๆยทุ ธศาสตร์ หรืออาจอยใู่ นยุทธศาสตร์ท่ีตา่ งกันในแต่ ละครัง้ ที่จดั ทง้ั น้ขี น้ึ อยู่กบั วตั ถุประสงคใ์ นการจัดแต่ละคร้ัง ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนง่ึ โดยไมพ่ ง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 105

3.3 กจิ กรรมการดำเนนิ งานในโครงการ TO BE NUMBER ONE ประกอบดว้ ย 1. กิจกรรมแลกเปล่ียนเรยี นรกู้ ารรณรงคป์ ้องกันและแก้ไขปญั หายาเสพตดิ 2. จัดเก็บรวบรวมข้อมูลของเหล่าสมาชกิ ผ่านเครือขา่ ยอินเตอร์เนต็ เพ่ือเป็นการเชอ่ื มโยง เครอื ขา่ ย 3. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมชมรมทางWebsite /facebook ของชมรม 4. การแลกเปล่ยี นประสบการณ์ของเหล่าสมาชกิ ระหวา่ งชมรมในเครอื ขา่ ย 5. เข้าร่วมมหกรรมชมรม TO BE NUMBER ONE ระดับจังหวดั ระดับภาคและระดับประเทศ 6. การผลติ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในโครงการ 7. การจดั คา่ ย TO BENUMBERONEสำหรับแกนนำ (TO BE NUMBERONE FOR LEADERS) 8. การจดั ค่าย TO BENUMBERONE สำหรบั สมาชกิ (TO BENUMBERONE FORMEMBERS) 9. การผลติ และเผยแพร่รายการวิทยแุ ละโทรทศั น์ 10. การจัดมหกรรมรวมพล TO BE NUMBER ONE ระดับภาค /ประเทศ 11. การจัดกิจกรรมการประกวด 3.4 ตวั อยา่ งกจิ กรรมการสรา้ งและพัฒนาเครือขา่ ยในยุทธศาสตรท์ ี่ 3 เชน่ 3.4.1 สนบั สนนุ วทิ ยากรอบรมให้ความรู้ เงินทุนและอุปกรณ์แกช่ มุ ชน และสถานศึกษาในการ จัดตั้งชม TO BE NUMBER ONE ศนู ย์เพื่อนใน TO BE NUMBER ONE การสนับสนนุ วทิ ยากรอบรมใหค้ วามรเู้ ร่ืองการรณรงค์ต่อตา้ นยาเสพตดิ ให้กบั เครอื ขา่ ย ชมรม TO BE NUMBER ONE เพื่อสรา้ งและพัฒนาเครอื ขา่ ย แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ และช่วยเหลือในการ ดำเนินงานของชมรมฯ ตลอดจนการสนบั สนุนเงนิ ทนุ และอุปกรณ์แกช่ ุมชน และสถานศกึ ษา 3.4.2 เป็นพ่ีเล้ียง ท่ีปรึกษาในการจัดต้ังชมรม TO BE NUMBER ONE แก่ชมรมอ่ืน การ ดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มียุทธศาสตร์ในเรื่องการสร้างและพัฒนาเครือข่ายชมรมฯ ท่ีตั้ง ข้ึนท้ังในสถานศึกษา สถานประกอบการ และในชุมชน เพ่ือร่วมกนั และแก้ไขปัญหายาเสพติดในเยาวชน ซึ่ง เป็นอนาคตของชาติ การร่วมมือกันของเครือข่ายทุกภาคส่วน จะช่วยให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ และมปี ระสิทธิภาพ 3.4.3 เปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด เข้ามาทำงานได้โครงการ TO BE NUMBER ONE มีเป้าหมายในการแก้ปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเส่ียงในเรื่องการเข้าไปยุ่งเก่ียวกับยา เสพติดมากท่ีสุด เยาวชนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน เรียกได้ว่าทิศทางการพัฒนา การ แข่งขนั กับประเทศอ่ืนๆ ขึ้นอยูก่ ับคนกลุ่มนี้ การแกป้ ัญหายาเสพตดิ มีระบบการดำเนินงานทค่ี รอบคลมุ ต้ังแต่ การให้ความรู้ รณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหาผู้เสพ ซึ่งรวมถึงการให้โอกาสผู้เสพท่ีผ่านการบำบัดได้กลับคืนสู่ สังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิงการให้โอกาสผู้เสพที่ผ่านการบำบัดมาช่วยการจัดกิจกรรมแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากจะสง่ ผลดีต่อการดำเนนิ งานของโครงการแลว้ ยังเปน็ การให้กำลงั ใจแก่ผู้เสพทีผ่ า่ นการบำบัด ให้เห็น คุณคา่ ในตัวเอง คุณค่าในการทำความดี ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 106

กิจกรรมทา้ ยเรอ่ื งที่ 3 ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การสร้างและพฒั นาเครือข่ายเพื่อการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปัญหายา เสพติด(ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมทา้ ยเร่ืองที่ 3 ที่สมุดบันทกึ กิจกรรมการเรยี นรู้ประกอบชุดวิชา) ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่งึ โดยไม่พง่ึ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 107

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 6 TO BE NUMBER ONE กบั ภาวะผูน้ ำและการทำงานเป็นทีม สาระสำคญั ผู้ท่ีประสบความสำเร็จมักจะมสี ่ิงหนึ่งทีแ่ ตกต่างไปจากคนท่ัวๆไปคอื ภาวะผนู้ ำ (Leadership) เพราะ สิ่งน้ีจะเป็นขุมพลังในการขับเคล่ือนให้ชีวิตของคนมุ่งไปข้างหน้าพลังดังกล่าวน้ีไม่ได้เกิดจากพลังภายในตัว คนๆน้ันเพียงอย่างเดียวแต่เป็นพลังร่วม (Synergy) ระหว่างพลังภายในของคนๆนั้นกบั พลังของคนอื่นๆรอบ ขา้ งที่เป็นผตู้ ามซ่ึงมสี ่วนช่วยสง่ เสริมใหพ้ ลังงานท่ีขับเคล่ือนมีเพ่มิ มากขน้ึ เป็นทวีคณู เราจะเหน็ คนบางคนไม่ได้ เปน็ คนเกง่ งานไปกว่าคนอื่นๆพดู งา่ ยๆวา่ ฝมี ือในการทำงานก็ไม่ได้ดมี ากเท่าไหร่ แต่ทำไมเขาจึงสามารถชักจูง โน้มน้าวนำเสนอให้ผ้บู ริหารเห็นดว้ ย และอนุมัติโครงการที่เขาเสนออยเู่ สมอ รวมทัง้ คนทท่ี ำงานรอบๆ ตัวเขา ก็ยนิ ยอมพร้อมใจและรู้สึกยนิ ดีที่ได้ทำงานร่วมกับเขา แต่บางคนที่ทำงานให้เขามคี วามสามารถในการทำงาน เก่งกวา่ คนอื่นๆ ต้ังหลายเทา่ คำถามเหล่าน้ีเป็นคำถามท่ีจะเฉลยคำตอบให้ส้ันๆง่ายๆแต่สร้างได้ยาก นั่นก็คือ เขาที่ถูกกล่าวถึงมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำ คุณสมบัติการเป็นผู้นำ ไม่ได้หมายถึงความกล้าแสดงความ คิดเห็นเวลาอยู่ในที่ประชุม พูดมากกว่าคนอ่ืนเสมอ ชอบแสดงตนเป็นผู้นำอยู่เสมอ แต่หมายถึงความ เหนอื กว่าบุคคลอน่ื ในด้านจิตวทิ ยา การคิดวเิ คราะห์ การควบคุมอารมณ์ บุคลกิ ภาพรวมถงึ ปฏภิ าณไหวพริบ ในการแกป้ ัญหาต่างๆภาวะผู้นำเปรียบเสมือนคุณภาพของผลไม้ กระบวนการในการพัฒนาภาวะผูน้ ำกน็ ่าจะ หมายถึง การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี การคัดเลือกดินท่ีสมบูรณ์ การรดน้ำพรวนดินอย่างถูกต้อง รวมถึงการ กำจดั แมลงทเี่ ป็นศัตรูพชื ในปัจจุบันการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในยุคท่ีมีการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจสูงมีการ เปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม และชีวิตความเป็นอยู่อย่างมาก ซึ่งทำให้การทำงานมีความยุ่งยากและซับซ้อน องค์กรจำเป็นต้องปรับปรุง และพัฒนาหรืออาจต้องปรับเปลี่ยนเพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพทางด้านสังคม ปัจจุบันการทำงานเป็นทีมทำให้บุคคลเกิดความปลอดภัยทางจิตวิทยา เนื่องจากทำให้รู้สึกว่ามีผู้คอย ช่วยเหลือเกือ้ กูล และให้คำปรึกษาหารอื ช่วยกนั คดิ ชว่ ยกันทำ องค์กรมคี วามคาดหมายให้พนกั งานร่วมมอื กัน ทำงานเป็นทมี เพื่อใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายขององค์กรไปในทิศทางเดยี วกัน สำหรับบคุ คลอาจมีจุดประสงค์ของการ ทำงานเพียงเพือ่ ต้องการการยอมรับในความสามารถและการมศี ักด์ศิ รี แต่แท้ทจี่ ริงแล้วการทำงานเป็นทีมน้ัน ยงั เป็นการพฒั นาศกั ยภาพในการทำงานให้สูงขนึ้ การกระจายความรบั ผิดชอบและอำนาจส่งั การให้การทำงาน เบ็ดเสร็จในทีมงานท้ังระดับการจัดการชน้ั สูง ผู้บริหารลงไปจนถึงการจัดการระดับล่าง และผู้ปฏิบัตงิ านเป็น การสร้างความรู้สึกว่าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ข้อสำคัญในการบริหารจัดการคือ บทบาทและหน้าท่ี ของทีมงานในแต่ละทีมงาน ต้องประสานสอดคล้องกันเพ่ือให้มบี รรยากาศท่ดี ีในการที่จะรว่ มมือรว่ มใจกันใน การทำงานท่ีดีในทีมงาน การทำงานเป็นทีม เป็นการทำงานที่ต้องการความร่วมมือกัน ของบุคคลหลายคน หรือหลายกลุ่ม โดยแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม จะมีความรู้ความสามารถหรือความเช่ียวชาญท่ีแตกต่างกันไป เพอื่ ตอบสนองงานท่ตี อ้ งทำร่วมกนั ทุกคน มคี ุณค่ามศี กั ด์ศิ รีและมคี วามสำคญั สำหรับงาน และทมี งานถึงแมว้ ่า การร่วมกลุ่มกันของบุคคลน้ันมาจากเหตุผลท่ีแตกต่างกัน การทำให้กลุ่มได้รับความพอใจทางด้านจิตวิทยา ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึง่ โดยไม่พึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 108

และสังคมคอื การยอมรับและให้การสนับสนุนในทางสังคมช่วยลดความหวาดกลวั และลดความขัดแย้ง เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีจะชว่ ยทำใหส้ มาชิกของกลุม่ หรอื ทีมชว่ ยกนั ทำให้ผลงานมีความหมายสำหรับองค์กร ตัวชี้วดั 1.อธบิ ายและยกตวั อย่าง TO BE NUMBER ONE กบั ภาวะผู้นำ 2. อธิบาย และยกตัวอยา่ ง TO BE NUMBER ONE กับการทำงานเป็นทมี ขอบข่ายเน้ือหา เร่ืองที่ 1 TO BE NUMBER ONE กบั ภาวะผนู้ ำ 1.1 ความหมาย และความสำคัญของภาวะผู้นำ 1.2 การสร้างภาวะผ้นู ำ 1.2.1 กลา้ คิด และกล้านำเสนอ 1.2.2 ทกั ษะการสอ่ื สาร 1.2.3 ความรับผิดชอบ 1.2.4 บคุ ลกิ ภาพ เร่อื งท่ี 2 TO BE NUMBER ONE กับการทำงานเปน็ ทีม 2.1 ความหมาย และความสำคญั ของการทำงานเป็นทมี 2.2 ลกั ษณะของการทำงานเปน็ ทมี ที่มีประสิทธภิ าพ 2.3 กลยุทธ์ในการสร้างทีมงาน เวลาที่ใชใ้ นการศึกษา จำนวน 14 ชั่วโมง สอื่ การเรียนรู้ 1. ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE เปน็ หน่งึ โดยไม่พง่ึ ยาเสพติด รหัสวชิ า สค3300166 2. สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นร้ปู ระกอบชุดวชิ า 3. สอ่ื เสริมการเรียนรอู้ ่นื ๆ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไม่พ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 109

เรือ่ งที่ 1 TO BE NUMBER ONE กบั ภาวะผูน้ ำ ภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นปัจจัยท่ีสำคญั อย่างย่ิงต่อการบริหารงานซงึ่ เป็นจุดรวมแห่งพลังของ สมาชกิ ในองคก์ ารคุณลักษณะทักษะและพฤติกรรมของผ้นู ำมีสว่ นสัมพันธ์อย่างแนบแนน่ กบั ปริมาณคุณภาพ และภาพพจน์ขององค์การซ่ึงจะมีผลสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานใน หน่วยงานนั้นๆได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ผู้นำยังเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาและ ผู้ร่วมงานดังนั้นภาวะผู้นำจึงมีความสำคัญต่อผู้ร่วมงานผใู้ ต้บงั คับบัญชาสถาบันและความสำเร็จขององคก์ าร เป็นอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นการได้เรียนรู้ถึงคุณลักษณะทักษะและพฤติกรรมของผู้นำจึงเป็นแนวทางในการ พฒั นาภาวะผ้นู ำของตนเองได้ดใี นระดบั หนึง่ 1.1 ความหมายและความสำคัญของภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นการกระทำที่มีอทิ ธิพลจูงใจใหผ้ อู้ ื่นรว่ มมือปฏบิ ัติงานเพ่อื ใหง้ าน สำเร็จตามความมุ่งหมายเป็นการใช้อทิ ธพิ ลทไี่ ม่ใชก่ ารบังคบั ชักนำกิจกรรมของกลุ่มให้บรรลเุ ปา้ หมายรว่ มกัน เป็นความสามารถท่จี ะสรา้ งความเชื่อม่ันและใหก้ ารสนับสนนุ บุคคลเพื่อให้บรรลเุ ป้าหมายขององค์กร ความหมายของภาวะผนู้ ำ (Leadership) คำวา่ “ภาวะผู้นำ” ซ่งึ เกี่ยวข้องกบั พฤติกรรมการแสดงออกอย่างใดอย่างหนงึ่ ของผู้นำในเชิง ขอบข่ายของความหมายของคำว่า“ภาวะผู้นำ” ได้มีผู้ให้ความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปหลายลักษณะ (รังสรรค์ ประเสรฐิ ศรี, 2544 ; สมศกั ด์ิ ขาวลาภ, 2544 ; อาคม วัดไธสง, 2547) ดงั น้ี 1. ภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของกระบวนการกลุ่มเป็นศูนย์รวมของอำนาจในการ กำหนดจุดมุ่งหมายและกจิ กรรมกลุ่ม 2. ภาวะผนู้ ำในฐานะท่ีเป็นบุคลกิ ภาพและผลของบุคลกิ ภาพทแี่ ตกตา่ งจากผู้อน่ื ทำใหเ้ ป็นท่นี ่า ยกย่องนับถือ และพรอ้ มท่จี ะให้ความร่วมมอื 3. ภาวะผู้นำในฐานะท่ีมีศิลปะของการโน้มน้าวจิตใจผอู้ ่ืน เปน็ ศิลปะของผู้นำท่ีจะทำให้ผู้ตาม เกดิ ความร่วมมอื เคารพนบั ถือ ให้ความจงรกั ภกั ดี 4. ภาวะผู้นำในการใช้อิทธพิ ลเพื่อการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมผู้อ่นื ทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ องคก์ าร 5. ภาวะผนู้ ำในฐานะของพฤติกรรมที่นำมาใช้ในการทำกจิ กรรมกลุ่มเพื่อให้คนอืน่ ตอบสนอง ต่อบทบาทของการนำกลมุ่ 6. ภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นรูปแบบของการชักชวน เกลี้ยกล่อมให้เกิดความร่วมมือในการ ปฏิบตั ภิ ารกจิ เพ่ือใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ 7. ภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นความสัมพันธข์ องพลังอำนาจที่ผู้นำจะใช้ในการปฏิบัติงานเพ่ือให้ บรรลุวัตถปุ ระสงค์ 8. ภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานและประสานงาน ตลอดจนการจัด ระเบียบการปฏบิ ัติงานให้บรรลตุ ามเปา้ หมาย 9. ภาวะผู้นำในฐานะท่ีเป็นผลของปฏิกิริยาโต้ตอบ ไดก้ ระตุ้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง บคุ คลของสมาชกิ ภายในกล่มุ ทยี่ อมทำตามความประสงค์ของผูน้ ำโดยไม่เปน็ การบงั คับใหก้ ระทำ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนงึ่ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 110

10. ภาวะผู้นำในฐานะความแตกตา่ งของบทบาทซ่ึงมีความแตกต่างระหว่างบทบาทผู้นำและ บทบาทผู้ตามและมุ่งเน้นให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำองค์กรให้บรรลุเปา้ หมาย 11. ภาวะผู้นำในฐานะท่ีเป็นความคิดริเร่ิมในการทำงานซ่ึงครอบคลุมถึงความคิดริเร่ิมท้ังใน ความคิดและการกระทำการบำรุงรักษาโครงสร้างของหน่วยงาน การก่อให้เกิดความคาดหวังและปฏิกิริยา โตต้ อบระหว่างกัน อาคม วัดไธสง (2547:3) กล่าวว่าภาวะผู้นำคือพฤติกรรมท่ีผู้นำแสดงออกในรูปของ กระบวนการความสามารถหรือกิจกรรมซึ่งก่อให้เกิดอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอื่นโดยท่ีบุคคลอื่น จะคลอ้ ยตามหรือปฏบิ ตั ิตามผู้นำ เพอ่ื ใหก้ ารดำเนินการบรรลุวัตถปุ ระสงค์ ในสถานการณ์ใด สถานการณห์ นง่ึ เฮอรเ์ ซย์และบลังชาร์ด (Hersey and Blanchard,1982 ; อา้ งถึงใน อาคม วัดไธสง, 2547:3) ให้ความหมายว่า ภาวะผู้นำ คอื กระบวนการสรา้ งอิทธิพลจูงใจคนหรอื กลุ่มเพื่อให้เกิดความพยายามร่วมกัน ดำเนนิ การใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคใ์ นสถานการณใ์ ดสถานการณห์ น่ึง ความสำคญั ของภาวะผนู้ ำ ภาวะผู้นำเม่อื พิจารณาโดยภาพรวมแลว้ จะเหน็ วา่ เปน็ เรื่องท่ีสำคัญมากต่อการจดั การชวี ิตและ หน้าท่ีการงานท้ังปวงของบุคคลทุกคนที่กล่าวเช่นนี้กเ็ พราะว่าโดยธรรมชาติความเป็นจรงิ ของชีวติ มนุษย์เรา ต้องการยอมรบั ในความเปน็ จริงทีม่ อิ าจปฏิเสธได้อยู่หลายประการ ไดแ้ ก่ 1. ทุกชีวติ มพี ืน้ ฐานความเป็นมาทแี่ ตกต่างกนั 2. พฤติกรรมการแสดงออกอนั เนื่องมาจากวธิ คี ิดทีต่ ่างกนั กไ็ มเ่ หมอื นกัน 3. ความคาดหวังและอดุ มคติในชีวติ แตกต่างกัน 4. ปัญหาของแต่ละองคก์ ารทีจ่ ะต้องจัดการแตกตา่ งกัน 5. เป้าหมายความสำเร็จขององคก์ ารกแ็ ตกตา่ งกนั ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงมีความจำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องทำให้บุคคลทุกคนมีคุณลักษณะ ภาวะผู้นำเพื่อให้แต่ละคนสามารถจัดการปัญหาของตนเองได้ให้ความร่วมมือกับผู้อื่นเป็นและมองเห็น ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนสำหรับบคุ คลท่ีมีหนา้ ที่การงานเป็นหัวหน้าองค์การย่ิงตอ้ งฝึกปฏบิ ัติ และ เรียนรูเ้ กยี่ วกับภาวะผู้นำให้มากขน้ึ แบบทวคี ณู เพ่ือจูงใจใหผ้ ูอ้ ่ืนคล้อยตามไปในทิศทางท่ีผู้นำประสงค์ 1.2 การสร้างภาวะผ้นู ำ การเปล่ียนแปลงท่ีรวดเรว็ ของเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่การแข่งขันในตลาดโลกทเ่ี ข้มข้น และการทำงานในสถานท่ีทำงานที่มีบคุ ลากรท่ีมีความหลากหลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ความเป็นผู้นำหรือทักษะ ภาวะผู้นำ(Leadership Skill) ของผู้นำเป็นส่ิงที่จำเป็นพื้นฐานสำหรับงานด้านบริหารไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของ การบริหารคนและบริหารงานต้องปฏิบัติควบคู่กันไปการจัดองค์การ(Organization) เป็นการผสมผสาน ทรัพยากรทม่ี ีอยู่อย่างจำกัดเข้าด้วยกันเพ่ือแปรแผนให้เป็นการกระทำในทางปฏิบัติทักษะของผู้นำจะเป็นตัว สร้างความผูกพันและความกระตือรือร้นร่วมกันของสมาชิกในองค์การท่ีจะใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ในการชว่ ยให้แผนบรรลุเปา้ หมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึ่งโดยไมพ่ งึ่ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 111

1.2.1 กลา้ คิด และกลา้ นำเสนอ ความกล้าคดิ กลา้ นำเสนอนอกจากจะเป็นการแสดงความตัง้ ใจในการทำงานแล้วยงั เป็น การแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆขึ้นซ่ึงถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากน้ันหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหว่ันมีส่ิงที่เรียกว่า Can Do Attitude คนอ่ืนก็จะเห็นว่าเราเปน็ คนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวัน่ เกรงตอ่ ปญั หาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซ่ึง ศักยภาพและภาวะผนู้ ำการเปลย่ี นแปลงได้อยา่ งชดั เจน 1.2.2 ทกั ษะการสอื่ สาร ไมว่ ่าคุณจะเป็นผู้จดั การพนกั งานผู้ประสานงานหรือแม้แตเ่ ป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตาม ทักษะความเป็นผู้นำของคุณนน้ั จะข้ึนอยกู่ ับความสามารถในการติดต่อส่ือสารกับผู้อืน่ ว่ามีประสิทธิภาพมาก น้อยเพยี งใดซึ่ง ทกั ษะต่อไปน้ีจะช่วยใหค้ ุณเป็นผู้นำท่ีดีขึ้นและจะช่วยพัฒนาความสัมพนั ธ์ของคุณกบั ผอู้ ่ืนอีก ทง้ั ยงั ชว่ ยเพม่ิ ขวัญกำลังใจใหก้ ับคนในทมี หรอื คนในครอบครวั ของคุณได้เป็นอย่างดี 1. รจู้ ักตัวเองการติดตอ่ สอื่ สารที่ดีควรเริ่มต้นจากการรจู้ ักตนเองกอ่ นเมอื่ ใดก็ตามทคี่ ุณ ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นส่ิงสำคัญคือคุณจะต้องรู้จักและสามารถจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองให้ได้ กอ่ นคณุ ไม่ควรเผยอารมณ์แย่ๆ ของคุณใหค้ นอื่นได้เห็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นอาจจะตัดสินคุณได้ว่าคุณอาจ เป็นคนลังเลและไม่ค่อยมีความม่ันใจและส่ิงท่ีสำคัญที่ควรตระหนักไว้ก็คือถ้าคุณหวังอยากจะให้คนอ่นื แสดง ทา่ ทางทดี่ ตี อ่ คุณอยา่ งไร คณุ ก็ควรแสดงท่าทางท่ดี ตี อ่ เขาแบบนั้นก่อน 2. รู้จักและเข้าใจผู้ฟังการส่ือสารที่ดีท่ีสุดมักเกิดจากการที่เรารู้จักและเข้าใจผู้ฟัง รู้ว่า วิธีไหนที่จะทำให้ผู้ฟังสนใจในส่ิงที่เราพูด รู้ว่าผู้ฟังเขาสนใจอะไร รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่และการสร้าง ความไว้วางใจให้กับผู้ฟังด้วย ทักษะนี้จะทำให้คุณสามารถซื้อใจพวกเขาได้สิ่งเหล่าน้ีจะช่วยรักษา ความสัมพันธอ์ ันดีระหว่างคุณและผูฟ้ งั ให้ดำเนินไปในระยะยาวได้ 3. พูดให้ตรงประเด็นชัดเจนและเจาะจงการส่ือสารอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนน้ัน สามารถกระต้นุ ให้ผู้ฟังรู้สกึ คล้อยตามมีความเข้าใจ และใหค้ วามรว่ มมอื ในสงิ่ ท่ีคุณกำลงั ขอได้ง่ายข้ึนเพราะถ้า หากคุณไดอ้ ธิบายสงิ่ ตา่ งๆไวช้ ดั เจนและไม่คลมุ เครือแลว้ กน็ ับเป็นสิ่งท่ีดีกว่าการท้งิ ให้ผฟู้ งั รสู้ ึกสงสยั หรือเข้าใจ ผิดไปได้และเม่ือใดก็ตามท่ีมีใครสักคนขอความคิดเห็นจากคุณควรเน้นการให้คำแนะนำด้วยวิธีง่ายๆ และ สามารถนำไปใช้ได้จริงคุณควรจะให้คำแนะนำกับผู้อ่ืนอย่างเป็นมิตรและเปิดโอกาสใหผ้ ู้อ่ืนได้ตอบคำถามกับ คุณดว้ ย 4. ให้ความสำคัญกับภาษากายและสีหน้าหน้าท่าทางมีงานวิจัยหลายช้ินท่ีกล่าวว่า ภาษากาย และสีหน้าท่าทางน้ันสำคัญพอๆกับคำพูด หรือในบางคร้ังอาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ เพราะการ แสดงออกทางสีหน้าท่าทางทางภาษามือ และทางสายตาน้ันเป็นการช่วยยืนยันคำพูดของคุณหรือแม้แต่ สามารถทำลายคำพูดของคุณได้เลยทีเดียวเมื่อใดท่ีคุณกำลังพูดอยู่กับคนอ่ืนโปรดระมัดระวังภาษากายของ คณุ และหม่ันสังเกตภาษากายของผู้ฟังด้วยโดยเฉพาะอย่างย่ิงควรให้ความสำคัญกับภาษากายของคุณว่ามัน สัมพันธห์ รือเกี่ยวขอ้ งกบั ส่งิ ท่คี ณุ กำลงั พดู อยหู่ รือเปล่าสงิ่ นี้จะช่วยให้คณุ ดูเปน็ ผพู้ ดู ท่ีมคี วามน่าเชื่อถอื อกี ท้ังยัง ช่วยให้คณุ มคี วามม่ันใจในตวั เองเพ่ิมมากข้ึนดว้ ย ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึ่งโดยไมพ่ ึง่ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 112

5. ฟังมากกว่าพูดอีกหนึ่งส่ิงที่สำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการสื่อสารท่ีเปิดกว้างและ เทย่ี งตรงภายในองค์กรก็คอื การเปน็ ผูฟ้ ังทีด่ ีเม่อื มีใครสักคนกำลังพูดกบั คณุ อยูน่ ้ันจงตั้งใจฟังในสงิ่ ท่ีเขาพดู ให้ดี ถามคำถามไปบ้างเพือ่ แสดงให้เหน็ ถงึ ความสนใจของคณุ พร้อมท้ังเปิดใจรับฟังในสิ่งต่างๆ ให้มากและไมแ่ สดง ท่าทีปฏิเสธแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยก็ตามน่ีแหละคือสิ่งที่จะช่วยสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและยังสร้าง ความเขา้ ใจระหว่างผ้พู ดู กับผฟู้ ังเปน็ อยา่ งดดี ว้ ย 1.2.3 ความรบั ผิดชอบ หน้ าที่ และความรับ ผิ ดชอ บ เป็ นส่ิ งควบ คู่ กัน ไม่ สาม ารถแ ยก ออ กจาก กัน ได้ ความ รับผิดชอบเกิดข้ึนและมอี ย่กู ับบุคคลโดยไมอ่ าจมอบหมายให้กนั ได้เพราะเปน็ เร่ืองของทศั นคติความรบั ผิดชอบ จะมีขีดจำกัดอยู่ท่ีความน่าเช่ือถือท้ังนี้จะขึ้นอยู่กับความซ่ือตรงต่อข้อผูกพันที่ปรากฏขึ้น หน้าท่ีและความ รบั ผิดชอบของผนู้ ำมีอยมู่ ากมายโดยทวั่ ไปจะมีหน้าท่ีหลักอยู่ 3 ประการ ดังน้ี 1.หน้าที่ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Functions) ผู้นำมี หน้าที่หลักในการสร้างความสัมพนั ธอ์ ันดรี ะหว่างบคุ คลต่างๆที่เกย่ี วข้องด้วยท้ังภายในและภายนอกองคก์ าร โดยเฉพาะผู้นำจะทำหน้าท่ีเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของหน่วยงานจะต้องออกงานพิธหี รอื ออกหน้าแทน สมาชิกอ่นื ๆเพ่ือส่งเสริมผลประโยชน์ขององค์การและสมาชกิ และปกป้องเม่ือมกี ารกล่าวถึงองค์การในแง่รา้ ย ผู้นำในบทบาทหน้าท่ีเป็นสัญลักษณ์ท่ีบ่งบอกถึงคุณภาพขององค์การต่อสาธารณชนในด้านคว ามสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลในองคก์ ารผู้นำจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อรบั ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานซ่ึง ช่วยให้ทราบความเคลื่อนไหวท่ีเกิดขึ้นในองค์การการกำหนดเป้าหมายทิศทางการดำเนินงานต่างๆจำเป็นท่ี จะต้องอาศัยข้อมูลความต้องการของสมาชิกการสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีให้เกิดข้ึนในองค์การก็เป็นการสร้าง บรรยากาศการทำงานที่ดีด้วยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีนี้ผู้นำอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการติดต่อ พูดคยุ แตก่ ็คมุ้ คา่ ในการใช้เวลาน้ัน 2.หนา้ ที่ด้านข่าวสาร (Informational Functions) กล่าวได้ว่าผู้นำเป็นจดุ ศูนยร์ วม ของข้อมูลข่าวสารต่างๆในองค์การส่ิงต่างๆท่ีเกิดขึ้นหรือข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องจะถูกรายงานไปยังผู้นำเพ่ือทราบ และตัดสินใจผู้นำทีฉ่ ลาดจึงต้องมีขอ้ มูลให้มากทีส่ ดุ เพอ่ื ใชป้ ระกอบการพิจารณาและตดั สินใจซง่ึ นอกจากไดม้ า จากการรบั รายงานทเี่ ปน็ ทางการจากส่วนต่างๆ ขององคก์ ารและการเข้าไปพบปะพูดคุยกบั พนกั งานอน่ื ๆแล้ว ผูน้ ำยังต้องเสาะแสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งข่าวภายนอกเช่นวิทยุโทรทัศน์หนงั สอื พิมพ์และวารสารวิชาการต่างๆ ในหน้าท่ีนี้ผู้นำจึงเท่ากับเป็นเคร่ืองรับข่าวสารและยังมีหน้าที่ในการกระจายข่าวไปยังผู้อื่นด้วยแต่จะเกิด ประโยชน์แก่องค์การมากท่ีสุดขณะเดียวกันยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศหรือโฆษกขององค์กรที่จะทำให้ บุคคลท้ังภายในและภายนอกองค์กรได้ทราบว่าองค์การของตนมีเป้าหมายนโยบายหรือแผนงานอะไรผู้นำ อาจทำหนา้ ท่ดี ว้ ยตนเองหรอื ประกาศผ่านส่ือมวลชนต่างๆ กไ็ ด้ 3.หน้าทีด่ ้านตัดสนิ ใจ (Decision-making Functions) ผู้นำจะต้องมคี วามคิดริเริ่ม สร้างสรรค์นำสิ่งใหม่ๆและเปลย่ี นแปลงองค์การให้ทันสมัยอยู่เสมอ ผู้นำจะตอ้ งวเิ คราะห์แนวโน้มของสังคมท่ี มีตอ่ งานทต่ี นรับผิดชอบและหาทางปรบั ปรงุ ผลงานให้ดีอยู่เสมอ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึง่ โดยไม่พง่ึ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 113

1.2.4 บุคลิกภาพ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองเทคโนโลยี ต่างๆมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตทัศนคติการปรับตัวของคนในสังคมเกิดความสับสนไม่แน่ใจไม่สามารถปรับตัว ทัศนคติพฤติกรรมให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมต่างๆในสังคมจึงเกิดความขัดแย้ง และการ แสดงออกเกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกันท้ังในครอบครัวสถาบันการศึกษาองค์การท่ีทำงานการร่วมมือ ทำกิจกรรมต่างๆการศึกษาการพัฒนาบุคลิกภาพหรือการปรับตัวให้สามารถมีชีวิตท่ีมีความสุขประสบ ความสำเร็จ ท้ังในหน่วยงานสังคมชีวิตส่วนตัวความสำเร็จในการพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลข้ึนกับ ความต้ังใจแน่วแน่ในการสำรวจตนเองอยู่เสมอและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องที่เป็นปัญหาหรือเป็น อุปสรรคต่อการติดต่อกับบุคคลอ่ืนการยอมรับข้อบกพร่องท่ีจะต้องปรับปรุงแก้ไขของตัวเองซ่ึงต้องอาศัย ระยะเวลา (1) ความหมายของคำว่าบคุ ลกิ ภาพ บุคลิกภาพหมายถึงคุณลักษณะท่ีเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลแสดงออกโดย พฤติกรรมท่ีบุคคลนั้นมตี ่อส่ิงแวดล้อมท่ีตนกำลังเผชิญอยู่และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควรลักษณะ ของแบ บแผน พ ฤติกรรมและแบ บแผน การคิด ที่เป็น ตัวกำห นด ลักษณ ะเฉ พาะ บุคคลในการปรับตั วกั บ สิ่งแวดล้อมมนุษย์แต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปทุกอย่างแม้พ่ีน้อง หรือฝาแฝด กต็ าม ท้งั นี้เพราะมนุษยแ์ ต่ละคนมีความพเิ ศษและความเป็นหน่ึงในตวั ขอแต่ละคน (Unique) (2) ความสำคญั ของการมีบุคลิกภาพดี ผู้มีบุคลิกภาพดีต้องเป็นผู้มีสุขภาพจิตดีเป็นเบื้องต้นมองเห็นสิ่งต่าง ๆตามท่ีเป็น จริงอย่างถูกต้องไม่ต่อต้านหรือยอมรับทุกส่ิงทุกอย่างโดยไร้หลักการไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใดก็ประพฤติ ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม คือสามารถปรับตัวได้ดีเป็นผลให้บุคคลนั้นมีลักษณะสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการ ดำเนินชวี ติ ในแง่มุมตา่ งๆดงั น้ี 1. สามารถรบั รเู้ ข้าใจสภาพความจริงไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง 2. การแสดงอารมณอ์ ยใู่ นลักษณะและขอบเขตทีเ่ หมาะสม 3. สามารถสรา้ งความสมั พันธก์ บั บคุ คลอนื่ และสงั คมไดด้ ี 4. สามารถทำงานทอ่ี ำนวยประโยชนต์ อ่ ผ้อู ื่นและสังคมได้ 5. มีความรักและความผกู พนั ตอ่ ผอู้ น่ื 6. สามารถพัฒนาตนเองการแสดงออกของตนต่อผู้อืน่ ได้ดีข้ึน (3) แนวทางการพฒั นาบุคลิกภาพ พจนานกุ รมไทยบญั ญตั คิ ำวา่ บุคลิกภาพหมายถงึ สภาพนิสัยจำเพาะคนหรือในบาง แห่งลกั ษณะเฉพาะประจำตัวของแต่ละบุคคลที่ปรากฏให้เหน็ การมีบุคลกิ ภาพดีมใิ ชก่ ารปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพียงภายนอกด้วยการแต่งกายหรือพฤติกรรมท่ีแสดงออกจำเป็นต้องปรับปรุงหรอื พัฒนาบุคลิกภาพภายใน เสยี กอ่ นจึงจะทำให้การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอกประสบความสำเร็จได้ซงึ่ ต้องใช้ความอดทนและแน่วแน่ใน ความพยายามอยา่ งมงุ่ มัน่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพแบ่งเปน็ ๒ ลกั ษณะ คอื ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนง่ึ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 114

1.การพัฒนาบุคลกิ ภาพภายใน (Internal Personality) จะต้องพฒั นาเป็นลำดับ แรกเพ่ือนำไปสู่การมีบุคลิกภาพภายนอกหรือการประพฤติปฏิบัติในด้านต่างๆอย่างถูกต้องเหมาะสมกับ สถาน ภาพ ของตน สภาวการณ์ แวดล้อมบุคคลที่ติดต่อเก่ียว ข้องการต้ังความคิดใน การ มอง โลก ที่จะ เป็ น ตวั กำหนดท่าทพี ฤตกิ รรมกริ ิยาท่าทางทเ่ี ราแสดงออกในด้านต่างๆให้บคุ คลอ่ืนเห็นและรับร้รู วมท้ังประเมินว่า เรามีบุคลิกภาพเป็นอย่างไร ส่งิ ที่ต้องพิจารณาได้แก่การสรา้ งความเชื่อม่ันในตนเองความกระตือรือร้นความ รอบร้คู วามคดิ ริเริม่ ความจริงใจความรู้กาลเทศะปฏญิ าณไหวพรบิ ความรบั ผิดชอบและมคี ุณธรรม 2.การพฒั นาบุคลิกภาพภายนอก (External Personality) เมื่อพฒั นาบุคลิกภาพ ภายในดีแล้วจะทำให้พฤติกรรมทา่ ทกี ารแสดงออกในดา้ นต่างๆงดงามเหมาะสมได้รับความชืน่ ชมการยอมรับ และศรัทธาจากบุคคลอื่นได้เป็นอย่างดีบุคลิกภาพภายนอกท่ีจำเป็นต้องพัฒนาได้แก่รูปร่างหน้าตาการแต่ง กายการปรากฏตัวกริ ิยาทา่ ทางการสบสายตาการใช้น้ำเสยี งการใชถ้ อ้ ยคำภาษามศี ิลปะการพดู (4) การพฒั นาบคุ ลิกภาพกบั การสรา้ งความสำเรจ็ ในชีวิต 1.ความสามารถในการครองตนคือจะต้องดูแลตนเองให้กินดีอยู่ดีมคี วามพอใจใน ชวี ติ และลิขติ ชีวติ ตวั เองได้ 2. ความสามารถในการครองคนคือสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืนได้เป็นผู้นำและผู้ ตามที่ดเี ป็นที่รกั ใคร่ของญาติมติ รรจู้ กั เอาใจเขามาใสใ่ จเราให้ความสำคญั กบั ผู้อื่นจนชนะใจผู้อ่นื ได้ 3. ความสามารถในการครองงานคอื สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จในงาน อาชีพมคี วามคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรคม์ คี วามกา้ วหน้าในงานที่รบั ผดิ ชอบ (5) การเสรมิ สร้างบุคลิกลักษณะของบคุ คล บคุ ลกิ ลักษณะของบุคคลสามารถดัดแปลงแกไ้ ขเสริมสร้างให้ดขี ึ้นไดโ้ ดยอาศัยการ ฝกึ หดั ปรบั ปรงุ กริ ยิ าทา่ ทางและลกั ษณะตา่ งๆดังนี้ 1. The way you look การมองดว้ ยสายตาจะแสดงความรสู้ กึ ออกมาให้เห็นต้อง มองด้วยความสุภาพเรียบรอ้ ยมองด้วยความรักเมตตาปรานีไมม่ องอยา่ งเหยียดหยามดูหมนิ่ ดแู คลน 2. The way you dress การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยใช้สีถูกต้องและเหมาะสม แก่กาลเทศะตลอดทั้งสว่ นอนื่ ๆของร่างกายเชน่ หน้าตาจมกู เลบ็ ให้พอดีไมม่ ากเกนิ ไป 3. The way you talk การพูดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราเข้ากับบุคคลได้ ทกุ เพศทกุ วัยและทกุ ชนช้ันต้องมศี ิลปะในการพดู ใช้คำพดู ท่ีมเี หตุผลสุภาพเรยี บร้อยไพเราะออ่ นหวาน 4. The way you walk การเดินระวังไม่ให้มีเสียงดังเกินไปรบกวนผู้อื่นควรเดิน ตัวตรงอกผายไหลผ่ ึง่ 5. The way you acts การแสดงท่าทางน่าดูน่าชมเช่นท่าทางในการพูดสุภาพ ไม่ใหม้ ีการแสดงประกอบมากไป 6. The skill with which you do thing ทักษะในการทำงานในหน้าที่การงาน ที่ดหี รอื ทำงานอย่างใดอย่างหนง่ึ มีความชำนาญคลอ่ งแคล่วว่องไว 7. Your health สุขภาพดีร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นผู้มีสุขภาพดีอยู่ เสมอเป็นผู้มีบคุ ลิกภาพดีด้วยการปรากฏและวางตนใหเ้ หมาะสมและมมี ารยาทดี (Good Manner) ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไม่พ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 115

(6) หลักในการปรบั ปรุงบคุ ลิกภาพ 1. พยายามสำรวจบุคลกิ ภาพของตนเองอยเู่ สมอวา่ มีสิง่ ใดสิ่งหนงึ่ บกพร่อง 2. พยายามสังเกตบุคลิกภาพท่ีตนเองช่ืนชอบซ่ึงมีอยู่ในตัวบุคคลอื่นพยายาม ปรับปรุงบคุ ลกิ ภาพไปตามทตี่ นพอใจซ่งึ บคุ ลิกภาพน้ันควรจะเปน็ ทยี่ อมรบั ของสังคม 3. พยายามฝกึ ฝนตนเองอยเู่ สมอระวังการเดินการพดู จาและพฤตกิ รรมอนื่ ๆ 4. พยายามปรับปรุงการแตง่ กายให้เหมาะสมเคร่ืองแต่งกายมคี วามสำคัญในการ เสริมสร้างบคุ ลกิ ภาพของมนุษย์ 5. พยายามสรา้ งความมนั่ ใจในตนเองจะชว่ ยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี 6. พยายามทำตนให้เป็นคนที่เท่าทันต่อเหตุการณ์ฉลาดรอบรู้ไม่ล้าหลังสามารถ แลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ กับผู้อ่ืนได้ 7. พยายามทำจิตใจให้สบายไม่มีความกระวนกระวายใจความวิตกกังวลรวมทั้ง ความอจิ ฉาริษยาผูอ้ ่ืน 8. ระวังไม่ให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว รู้เท่าทันสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม การรู้ตัว เองอยเู่ สมอ จะสามารถปรบั ปรงุ บุคลกิ ภาพได้ กิจกรรมท้ายเรอ่ื งท่ี 1 TO BE NUMBER ONE กบั ภาวะผนู้ ำ (ใหผ้ เู้ รียนไปทำกจิ กรรมท้ายเร่ืองที่ 1 สมุดบนั ทกึ กิจกรรมการเรียนรปู้ ระกอบชุดวิชา) ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึ่งโดยไม่พ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 116

เร่อื งท่ี 2 TO BE NUMBER ONE กับการทำงานเป็นทมี 2.1 ความหมายและความสำคัญของการทำงานเปน็ ทีม การทำงานเป็นทีมหมายถึงการร่วมกันทำงานของสมาชิกท่ีมากกว่า1 คนโดยที่สมาชิกทุกคน นั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกันมีการวางแผนการทำงานร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการทำงานเป็นทีมเป็นส่ิงจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญท่จี ะนำไปสู่ความสำเร็จของงานท่ีต้อง อาศยั ความร่วมมือของกลมุ่ สมาชิกเปน็ อยา่ งดี ลักษณะท่ีสำคญั ของทีม4 ประการได้แก่ 1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การท่ีสมาชิกตั้งแต่ 2 คนข้ึนไปมีความ เก่ียวข้องกันในกิจการของกลุ่ม/ทีม ตระหนักในความสำคญั ของกันและกัน แสดงออกซง่ึ การยอมรับ การให้ เกยี รตกิ นั สำหรับกลมุ่ ขนาดใหญ่มักมปี ฏิสมั พนั ธ์กันเป็นเครอื ขา่ ยมากกวา่ การตดิ ต่อกนั ตัวตอ่ ตวั 2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิด กิจกรรมร่วมกันของทีม/กลุ่ม โดยเฉพาะจุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มท่ีสอดคล้องกับองค์การ มักจะนำมาซ่ึง ความสำเร็จของการทำงานได้งา่ ย 3. การมีโครงสร้างของทีม/กลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่ม สมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฎหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือ กลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็น อย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ มีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง สมาชกิ ดว้ ยกนั 4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรสู้ ึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่ม่ันคงในแต่ละทีม/กลุ่ม จะมี ความแตกตา่ งกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมท้ังความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยการจัดแบ่งบทบาทและ หน้าท่ี ความรบั ผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนดั ของสมาชกิ การทำงานเป็นทมี เปน็ แรงจงู ใจสำคัญที่จะผลักดนั ให้เปน็ ผนู้ ำท่ีดถี ้าท่านประสงคท์ ี่จะนำทีมให้ ประสบความสำเรจ็ ในการทำงานผูน้ ำจำเป็นตอ้ งค้นหาคุณลกั ษณะของการทำงานเป็นทมี ให้ระลึกไว้เสมอว่า ทุกคนมีอสิ ระในตัวเองขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหน่ึงของทีมแลว้ จงึ นำเอากลยทุ ธ์ในการสร้างทีมเข้ามาใชเ้ พ่อื ให้ ทกุ คนทำงานรว่ มกนั และประสบความสำเร็จ 2.2 ลักษณะของการทำงานเปน็ ทมี ท่มี ีประสทิ ธภิ าพ ทีมท่ีจะประสบความสำเร็จในก ารทำงาน คือ กลุ่ มของบุ คคลที่ ทำงาน ร่วมกั น เพื่ อให้บรรลุ เปา้ หมายของทมี โดยมีลกั ษณะของการทำงานตอ่ ไปน้ี ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไมพ่ ง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 117

1. มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจนและไปในทิศทางเดียวกัน เพ่ือใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ท่ีต้องการทำให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จที่คาดหวังไว้ใน การดำเนินงานให้เป็นไปตามภารกิจขององคก์ ร - การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี โดยผู้นำและสมาชิกภายในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนด หน้าท่คี วามรบั ผิดชอบ และวัตถปุ ระสงคร์ ่วมกนั ควรกำหนดจุดม่งุ หมายไว้ใหช้ ัดเจน - ประโยชนข์ องการกำหนดวัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื ใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใช้เปน็ เครอื่ งมือ ในการรวมพลงั ในการทำงาน และใชเ้ ป็นเครอ่ื งมือวัดความสำเรจ็ หรือความล้มเหลวในงาน - คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ท่ีดี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เข้าใจง่าย สามารถ ปฏบิ ตั ิไดจ้ รงิ ไมข่ ดั ตอ่ ข้อบงั คบั และ นโยบายอื่นๆ ในหนว่ ยงาน 2. ไมม่ คี วามลับต่อกนั และการเผชิญหนา้ เพ่ือแก้ปัญหา เปน็ ส่ิงสำคัญต่อการทำงานเป็นทีม ท่ีมีประสิทธิภาพสมาชิกจะต้องการแสดงความคิดเห็น อย่างเปดิ เผย ตรงไปตรงมา แก้ปญั หาอย่างเต็มใจและจริงใจ เพื่อให้สามารถอยูร่ ่วมกนั และทำงานร่วมกนั เป็น อยา่ งดี โดยมีการเรยี นร้เู ก่ยี วกับบคุ คลอนื่ ในด้านความตอ้ งการ ความคาดหวงั ความชอบหรือไม่ชอบ ความรู้ ความสามารถความสนใจความถนัด จุดเดน่ จุดดอ้ ยของแตล่ ะบุคคล 3. การสนับสนนุ และความไว้วางใจตอ่ กนั สมาชิกในทีมจะต้องไวว้ างใจซึ่งกันและกัน โดยแต่ละคนมีเสรีภาพแสดงความคดิ เห็นอยา่ ง ตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายท่ีจะมีต่อเน่ืองมาภายหลัง สามารถทำให้เกิดการเปิดเผยต่อกัน และกล้าทจี่ ะเผชญิ หนา้ เพ่ือแก้ปัญหาตา่ งๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี 4. ความร่วมมอื และการให้ความขัดแยง้ ในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำงานอย่างหนักท่ีจะทำให้เกิดความร่วมมือคือ การสร้างความ ร่วมมอื กบั บุคคลอื่น ในการสรา้ งความร่วมมือเพ่ือความเขา้ ใจซึง่ กันและกัน และ มีบุคคลอยสู่ องฝา่ ยคือ ผ้ขู อ ความร่วมมือ และ ผู้ให้ความร่วมมือ ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมือฝ่ายผู้ให้เต็มใจและยินดีจะให้ความ รว่ มมือ เหตุผลที่ทำให้ขาดความร่วมมือไม่ช่วยเหลือกัน คือ การขัดผลประโยชน์ ไม่อยากให้คนอ่ืนได้ดีกว่า สัมพันธภาพไม่ดี วัตถปุ ระสงค์ของท้งั สองฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่เห็นด้วยกันวิธีทำงานขาดความพร้อมทจ่ี ะร่วมมือ หรอื งานท่ขี อความร่วมมือนนั้ เสยี่ งภัยมากเกินไป หรือเพราะความไมร่ บั ผิดชอบต่อผลงานส่วนรวม - การขัดแย้ง หมายถึง ความไม่ลงรอยกันตามความคิด หรือ การกระทำที่เกิดข้ึนระหว่าง สองคนขนึ้ ไปหรอื ระหว่างกลุ่ม โดยมลี กั ษณะที่ไมส่ อดคลอ้ ง ขดั แยง้ ขัดขวาง ไม่ถูกกนั จึงทำใหค้ วามคดิ หรือ การทำกจิ กรรมร่วมกันนั้นเสียหาย หรือดำเนินไปไดไ้ ม่ราบร่ืน ทำให้การทำงานเป็นทีมลดลง นับเป็นปัญหา อุปสรรคที่สำคัญย่ิงสาเหตุของความขัดแย้ง ผลประโยชน์ขัดกันความคิดไม่ตรงกัน หรือ องค์กรขัดแย้งกัน ความรู้ความสามารถต่างกัน ทำให้มีลักษณะการทำงานต่างกันการเรียนรู้ต่างกัน ประสบการณ์ที่มีไม่ เหมือนกันมีเป้าหมายตา่ งกนั - วิธีแก้ความขัดแย้ง การแก้ความขัดแย้งเป็นเรื่องของทักษะเฉพาะบุคคล การแก้ปัญหา ความขดั แย้งในการทำงานเป็นทีม ควรใช้วิธกี ารแก้ปัญหาร่วมกันไม่พูดในลักษณะท่ีแปลความหรือมงุ่ ตัดสิน ความไม่พูดในเชิงวิเคราะห์ไม่พูดในลักษณะที่แสดงตนเหนือกว่าผู้อ่ืน หรือไม่พูดในลักษณะท่ีทำให้ผู้อื่น เจ็บปวด เสยี หน้า อับอาย เจ็บใจ หรือการพยายามพูดหาประเดน็ ความขัดแย้ง ไม่กลา่ วโจมตวี า่ ใครผิดใครถกู ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่ึงโดยไมพ่ ึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 118

5. กระบวนการทำงาน และการตัดสนิ ใจทถี่ ูกตอ้ งและเหมาะสม งานทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพนน้ั ทุกคนควรคำนงึ ถงึ เร่ืองงานหรอื คิดถึงผลงานเปน็ อนั ดับแรก ตอ่ มา ควรวางแผนว่าทำอย่างไรงานจึงจะออกมาดีได้ดังที่เราต้องการ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะตัดสินใจน้ัน ควรมี ความเข้าใจในจุดมุง่ หมายของการทำงานเป็นอย่างดี จุดมงุ่ หมายท่ีชัดเจนถือเป็นหวั ใจสำคญั เพราะจะนำไปสู่ แนวทางในการทำงานวา่ ต้องทำอย่างไร จงึ จะบรรลตุ ามเป้าหมายของงาน ให้ได้ผลของงานออกมาได้อย่างดี ที่สุด การตัดสินใจส่ังการเป็นกระบวนการข้ันพ้ืนฐานของการบริหารงาน ผู้บริหารหรือผู้นำทีมเป็นบุคคล สำคญั ในการทจ่ี ะมีส่วนในการตัดสินใจ วธิ ีการที่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจหลายวิธีคอื ผู้บริหารตัดสินใจเพ่ือ แกป้ ัญหา โดยไม่ต้องซักถามคนอ่ืน หรือ ผู้บริหารจะรบั ฟังความคิดเหน็ ก่อนตัดสินใจ กลา่ วคือ ผูบ้ รหิ ารยงั คง ตดั สินใจด้วยตนเองแต่ข้ึนอยู่กับความคดิ เหน็ และขอ้ มูลอ่ืนๆ ที่ผู้บริหารได้รับมาจากสมาชิกของทีม บางครั้ง ผ้บู ริหารอาจจะตัดสินใจร่วมกับทีมงานที่คัดเลอื กมา โดยที่ผู้บริหารนำเอาปัญหาให้ทีมงานอภิปราย แล้วให้ ทีมงานตัดสนิ ใจหรอื ทีมงานอาจจะมอบหมายการตัดสนิ ใจให้คนใดคนหนึ่งหรือกลมุ่ ย่อม ท่ีเห็นว่าเหมาะสมก็ ได้ขัน้ ตอนในการตัดสินใจทม่ี ปี ระสิทธิ์ภาพ ประกอบด้วยข้ันตอนทีส่ ำคัญ 4 ขั้นตอน คอื 1. ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในเหตุผล สำหรับการตัดสินใจ 2. วเิ คราะหล์ กั ษณะของปัญหาที่จะตดั สินใจ 3. ตรวจสอบทางเลือกตา่ งๆ ในการแก้ปญั หาโดยพจิ ารณาถึงผลที่อาจเกดิ ตามมาดว้ ย 4. การนำเอาผลการตัดสนิ ใจไปปฏิบตั ิ 6. ภาวะผู้นำท่ีเหมาะสม ในการทำงานตามบทบาทของผู้นำ คือการแบ่งงานกระจายงานให้สมาชิกทุกกลุ่มตาม ความรู้ ความสามารถสำหรับสมาชิกของทีมงานท่ีได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำ ต้องพร้อมที่จะทำหน้าท่ีให้ เหมาะสมกับงานที่ไดร้ ับมอบหมายโดยการใหก้ ารสนับสนนุ นำทีมใหป้ ระสบผลสำเร็จ ส่งเสรมิ ให้มีบรรยากาศ ที่ดใี นการทำงานเปน็ ทีม มกี ารพัฒนาบุคลากรและทีมงาน 7. การตรวจสอบทบทวนผลงานและวิธใี นการทำงาน ทีมงานท่ีดีไม่เพียงแต่ดูจากลักษณะของทีมและบทบาทท่ีมีอยู่ในองค์กรเท่าน้ัน แต่ต้อง ดูวิธีการที่ทำงานด้วยการทบทวนงาน แนะนำให้ทีมงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์ท่ีทำรู้จักคิด การได้รับ ข้อมลู ปอ้ นกลบั เกยี่ วกบั การปฏบิ ตั ิงานของแตล่ ะคนหรอื ของทมี 8. การพฒั นาตนเอง การทำงานเป็นทีมท่ีมีประสิทธิภาพพยายามท่ีจะรวบรวมทักษะต่างๆของแต่ละคน การ พัฒนาบุคคลากรในองค์กรมักจะมองในเร่อื งทักษะและความรู้ท่ีแต่ละคนมีอยู่แล้ว ก็ทำการฝึกอบรมพัฒนา คนใหม้ คี วามสามารถสงู ข้นึ อันจะมีผลดใี นการทำงานใหด้ ขี นึ้ ทมี ทจี่ ะประสบความสำเร็จในการทำงานคือกลุ่ม ของบุคคลท่ีทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม ต่อไปน้ีเป็นสิ่งที่ผู้เรียนและเพื่อนร่วมทีมจะต้อง ยดึ ถือเป็นกรอบเพอื่ ทำงานร่วมกนั มคี วามเป็นหน่ึงเดียวกันสมาชกิ ของทีมทป่ี ระสบความสำเร็จ โดยทวั่ ไปแล้ว งาน หรือเป้าหมายอาจบรรลุได้เม่ือทำงานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะมี ลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทกุ คนมคี วามรู้สกึ วา่ ตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วยจัดการดว้ ยตนเองทีมงาน ท่ีประสบความสำเร็จในการทำงานมีแนวโน้มว่าจะสร้างโครงสร้างเฉพาะตนขึ้นมาเนื่องจากสมาชิกยอมรับ บทบาท ของตนในเวลาต่าง ๆ กัน คล้อยตามความจำเปน็ ความตอ้ งการและความสามารถของตนบางคนอาจ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไมพ่ ึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 119

มีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างจึงอาจเป็นผนู้ ำให้คนอื่น ๆ ทำตาม ผู้ตามกจ็ ะทำหน้าทใี่ นกิจกรรมของตน ไปในงานท่ีเขาถนัดพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปในแนวของโครงสร้างองค์กรและสมาชิกทุกคนจะต้อง ปฏิบัติตามพ่ึงพาตัวเองและสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะร่วมมือกับคนอ่ืนๆ เพ่ือ ทำงานช้ินใดชิ้นหน่ึงหรือทำให้เป้าหมายสำเร็จอย่างไม่หลีกเลี่ยงร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของ ตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเม่ือจำเป็นร่วมประสานงานในหน้าท่ีและแก้ไขปัญหาอปุ สรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอ้ืออาทรช่วยเหลือกันและมีความเป็นหน่ึงเดียวกันถ้ามีบุคคลหน่ึงบุคคลใดทำงานเกินกำลังหรือ ประสบปัญหายุ่งยากอันใดพวกเขาจะร่วมมือกันเช่น อาจปกปิดคนท่ีมาทำงานสายหรือ เลิกงานก่อน เวลา ขนาดของกลุ่มท่ีพอเหมาะโดยทั่วไปแล้วทีมงานท่ีประสบความสำเร็จในการทำงานมักจะมีขนาด พอเหมาะไม่ใหญ่โตเกินไปนักเพ่ือใหส้ มาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสรา้ งสรรคแ์ ละจดั การดว้ ย ตัวเองได้แบ่งงานกันทำอย่างยุติธรรม แบ่งปันความคิดเห็นและความรู้สึกอย่างเปิดเผยร่วมกันคิดแก้ปัญหา อย่างฉับไวและทันกาล สมาชิกสัก 5 คนต่อทีมเป็นขนาดที่กำลังพอดีถ้ามากไปกว่านั้นอาจเสียเวลาในการ อภิปรายกลุ่มในขณะทส่ี มาชกิ คนหนึ่งหรอื สองคนกำลังทำงาน คนอ่ืนๆ อาจไม่เขา้ ไปมสี ่วนร่วมมากนักอาจมี การจัดกลุ่มที่มีสมาชิกน้อยกว่า 5 คน ซ่ึงจะมีบุคคลท่ีมีความสามารถไม่เพียงพอหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ รวมท้ังความเชี่ยวชาญในงานก็อาจไม่เพียงพอท่ีจะทำให้งานสำเร็จอย่างเรียบร้อยแต่ไม่ว่ากลุ่มจะมีสมาชิก มากน้อยเพียงใดก็ตามท่านอาจไม่อยูใ่ นสถานะท่ีจะคัดเลือกได้จำนวนสมาชกิ เลขคจี่ ะดูสมเหตุสมผลกว่าเพ่ือ หลีกเล่ียงการเผชิญปัญหาเสียงครึ่งหน่ึงเห็นอย่างหนึ่งเสียงอีกครึ่งหนึ่งเห็นอีกแบบหน่ึงในการตัดสินปัญหา ใดๆการรู้จกั เพื่อนรว่ มทีมอีกอย่างหนึง่ ที่ควรจำกค็ อื ทกุ คนจะมีบคุ ลิกภาพท่ีแตกต่างกนั ไป จงึ ควรพิจารณาให้ ตามความเหมาะสม สมาชิกของทีมมักจะเป็นดังต่อไปนี้ เป็นนักคิด : สมาชิกประเภทน้ีอาจเรียกว่าเป็น \"คนเจ้าความคิด\"เขามักเข้าไปยุ่งเก่ียวกับ ส่ิงที่จะต้องกระทำและมักจะมีความคิดความอ่านและมีข้อเสนอแนะต่างๆ มากมาย นักคิดมักไม่ค่อยสนใจ ในรายละเอียดมากนักโดยปกติแล้วสมาชิกของทีมประเภทน้ีจะต้องถูกจัดการอย่างระมัดระวัง ให้เกียรติให้ กำลังใจและแม้แต่การยกย่องใหเ้ กดิ ความภาคภมู ใิ จเพ่อื ปอ้ งกันไม่ให้เขาถอนตวั ออกไปจากทีมเสียกอ่ น เป็นนักจัดองค์กร : การทำงานร่วมกับนักคิดที่สร้างสรรค์ย่ิงข้ึนซึ่งอาจเป็นนักจัดองค์กร ผู้ซ่ึงชอบเข้าไปยงุ่ เก่ียวกับการทำงานของทีมงานเสมอเพ่ือไปจัดการและจัดสรรงานและหน้าที่ต่างๆ เป็นคน เจ้าหลักการและเจ้าระเบียบแต่ก็เป็นผู้ทำงานท่ีมีประสิทธิภาพดีนักจัดองค์กรบางคร้ังก็ ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้มีความคิดกว้างไกลแต่ไม่ค่อยยืดหยุ่นนักในการทำงานเขามักจะประสบกับปัญหาสภาพแวดล้อม ท่ีเปลี่ยนแปลงและและมีความไม่แน่นอนท่านจะต้องมีแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อประสานงานกับเขา อย่างสม่ำเสมอ เป็นนักปฏิบัติการ : สมาชิกประเภทนี้เป็นนักสร้างงานและมีทัศนคติท่ีจะต้ังใจทำงาน เพื่อให้มีผลงานเกิดขึ้น เป็นคนเปิดเผย ไม่อดทนหากการตัดสินใจล่าช้าหรือถูกดูแลควบคุมการปฏิบัติงาน อย่างใกล้ชิดและมักจะผิดหวังเมือ่ ทุกส่ิงทกุ อย่างไม่เป็นไปตามท่ีตั้งใจผู้นำจะต้องใชค้ วามพยายามควบคมุ เขา ไวเ้ พอื่ ไม่ให้รับผลกระทบจากความรนุ แรงทีเ่ กดิ ขนึ้ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึ่งโดยไม่พึง่ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 120

เป็นสมาชิกของทีม : ไม่น่าแปลกใจนักที่สมาชิกของทีมจะเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการ ทำงานเพื่อให้ทีมงานประสบความสำเร็จและมีการกระทำท่ีสนับสนุนและสามัคคีต่อเพื่อนร่วมทีมเป็นอันดี พยายามที่จะพัฒนาและเสนอแนวความคิดของกล่มุ มากกว่าแนวความคดิ ของตัวเองสมาชกิ ของทีมมักไมช่ อบ การเผชิญหน้าและการทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ต้องการต่อต้านใครคนใดคนหน่ึง บางครั้งสมาชิกของทีมก็ไม่ ค่อยได้รบั ความสนใจ เท่าที่ควรจึงพยายามปลีกตนเองออกจากคนอ่ืนๆ ผู้นำจะต้องกระตุ้นและชักจูงให้เขา เสนอความคิดเห็นหรอื ให้ข้อแนะนำและมองในด้านบวกอยู่เสมอ เป็นนักตรวจสอบ : นักตรวจสอบหรือนักตรวจซ้ำมักชอบจับตาดูว่ามีงานอะไรบ้างท่ี ก้าวหน้าเขามักคิดว่าตนเองเป็นคนยุติธรรมและมีความพิถีพิถัน แต่คนอื่น ๆอาจมองว่าเขาเป็นคนชอบใช้ อำนาจและเป็นพวกเผด็จการนักตรวจสอบมีบทบาทท่ีต้องคอยเตือนให้ทีมงานรู้สึกถึงความจำเป็นต้องใช้ ความรีบด่วนปฏิบัติงานอย่างจริงจังเพ่ือให้งานก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายทันเวลาท่านอาจต้องเข้าไป ประสานกับนกั ตรวจสอบหรอื ทำหนา้ ทีป่ ระนปี ระนอมเม่อื เขามคี วามขัดแย้งกับเพื่อนร่วมทมี คนอนื่ ๆ เปน็ นักประเมินผล : สมาชิกประเภทน้ีเป็นผู้ทสี่ ร้างสมดุลอยา่ งดียง่ิ ระหว่างนักคิดและนัก ปฏิบัติการชอบความเป็นอิสระและมักจะแยกตัวออกจากทีมมีความระมัดระวังและรอบคอบในการเข้าไป ประเมนิ หรือวิเคราะห์ขอ้ มูลหรอื สถานการณถ์ ึงแม้วา่ นกั ประเมินผลจะไม่เปน็ ทชี่ ืน่ ชอบของสมาชกิ บางคนแต่ ทศั นะของเขากไ็ ด้รบั การยอมรับนับถือจากสมาชกิ ร่วมทีมคนอน่ื ๆ 2.3 กลยุทธใ์ นการสร้างทมี โดยแนวความคิดแล้วท่านและเพื่อนร่วมทีมยอ่ มต้องการเป็นทีมที่ประสบความสำเรจ็ ในการ ทำงานโดยมที า่ นเปน็ ผนู้ ำทมี มีข้นั ตอนหลายขน้ั ตอนท่ที า่ นควรนำมาใชเ้ พื่อใหบ้ รรลกุ ระบวนการ อนั ได้แก่ 1. สร้างทีมย่อยๆ ขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าผู้นำสามารถช่วยได้ในการกระตุ้นให้ทีมที่ประสบความสำเร็จสามารถพัฒนา สมาชิกอันมีจำกัดได้เมื่อต้องการบางทีก็สัก 5 คน ซ่ึงอาจเป็นตัวเลขท่ีดีที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ผูน้ ำจำเป็นต้องคำนึงถึงบุคคลซ่ึงประกอบกนั เขา้ เป็นทีมคงไมเ่ หมาะสมที่จะให้มีพนักงานสองคนซ่ึงเป็นนักคิด เข้าร่วมทีมจะทำให้เกิดกรณีพิพาทข้ึนภายในทีมเพราะการริเริ่มและทัศนะที่ไม่สอดคล้องกันเราไม่ควรมีนัก ปฏิบัติการมากนัก เพราะแต่ละคนจะทำงานไปคนละทางสองทางดังน้ันจึงควรนำเอาอัตราส่วนผสมที่ เหมาะสมเข้ามาใชใ้ นการสรา้ งทมี ให้มี นักคิดนกั จัดองค์กร นกั ปฏิบตั ิการ และอื่นๆซึ่งจะสนับสนุนซง่ึ กันและ กันและตรวจสอบกันเองเป็นไปตามความเหมาะสม 2. เหน็ ชอบในเป้าหมาย ให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนรู้ว่างานของตนคืออะไรมาตรฐานและเป้าหมายคืออะไร และจะ ก้าวไปในทิศทางใดบุคลากรแต่ละหน่วยงานจะต้องพยายามรวมกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อทำงานในหน้าท่ีอย่า งดี ที่สุดและให้อยู่ในทีมเดียวกันสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนจัดรูปงานของตนเข้ากับงานของคนอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมอย่างมปี ระสิทธิภาพและทันเวลาตอ้ งให้สมาชกิ ทกุ คนเหน็ ดว้ ยกบั สงิ่ ที่ตนกระทำอยู่ วา่ กำลังทำอะไร ทำเม่ือใดทำอย่างไร เพราะจะช่วยให้เกิดการประสานงานและทำงานด้วยกันอย่างสามัคคี กลมเกลียว ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไมพ่ ึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 121

3. รูจ้ ักสมาชิกเปน็ รายตวั เป็นท่ีกระจ่างชัดว่าผู้นำจะต้องร้จู ักสมาชิกแต่ละคนในทีมเป็นอย่างดีท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไป ได้เพื่อที่จะสามารถระบุได้ว่าสมาชิกแต่ละคนมีลักษณะสำคัญและองค์ประกอบอย่างใดทราบจุดแข็งและ จุดอ่อนของแต่ละคน ผู้นำต้องติดต่อกับแต่ละคนในลักษณะท่ีแตกต่างกันยกตัวอย่างเช่น นักปฏิบัติการ จะต้องถูกกระตุ้นให้ทำงานช้าลง รับฟังคนอ่ืนก่อนที่จะทำงานต่อในบางครั้งจะต้องเข้าไปไกล่เกล่ียสมาชิก เช่นระหวา่ งนกั ปฏิบัตกิ ารกบั นกั ตรวจสอบ ใหท้ ง้ั สองฝา่ ยนัง่ ลงเจรจากันรับฟังความคิดเหน็ ของแต่ละฝ่ายและ ยอมรับทศั นะคตขิ องอีกฝา่ ยหน่ึงบ้าง 4. รักษาไว้ซง่ึ การตดิ ตอ่ ส่ือสารที่ดี การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้นำและทีมงานและระหว่างทีมด้วยกันเองมีความสำคัญในการ พัฒนาเพื่อนำไปสู่การเป็นทีมที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานการติดต่อสื่อสารสองทางอย่างต่อเนื่อง และผลท่ีได้รับกลับมาจะช่วยหยุดการซุบซิบนินทาลดความสับสน ระงับปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและ ฟ้ืนฟูสัมพันธภาพโดยรวมนับเป็นความจำเป็นที่ทุกคนในองค์กรจะต้องพูดจากับคนอื่นๆ ทั้งในการประชุม ปกติที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อก้าวไปข้างหน้ายอมรับฟังคำแนะนำต่างๆ และแลกเปล่ียน ความคิดเห็นระหว่างกนั แบบสอบถามต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านตัดสนิ ใจไดว้ ่าผู้นำและทีมงานมกี ารตดิ ตอ่ ส่ือสาร กันดพี อหรอื ไม่อย่างใดทจ่ี ะตอ้ งปรับปรุงบา้ ง กิจกรรมทา้ ยเรื่องท่ี 2 TO BE NUMBER ONE กับการทำงานเปน็ ทีม (ให้ผเู้ รียนไปทำกิจกรรมท้ายเร่ืองท่ี 2 สมุดบันทกึ กิจกรรมการเรียนรปู้ ระกอบชดุ วิชา) ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไมพ่ ่ึงยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 122

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 7 TO BE NUMBER ONE กับการแกป้ ญั หาชมุ ชนด้วยโครงงาน สาระสำคญั ในการจัดทำโครงงาน TO BE NUMBER ONE กับการแก้ปัญหาชุมชนด้วยโครงงานหรือโครงการ รณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ผู้เรียนจะต้องทราบความหมายและความเป็นมา ความสำคัญของโครงงาน ซึ่งสามารถท่ีจะอธิบายประเภท ของโครงงาน ได้อย่างถูกต้อง มีการลงมือปฏิบัติการทำโครงงานแบบมีข้ันตอน เช่นมีการคิดและคัดเลือก หัวข้อในการทำโครงงาน ศึกษาเอกสารท่เี กี่ยวขอ้ งมีการเขียนเคา้ โครงของโครงงานการลงมือปฏิบัติโครงงาน การเขียนรายงานการแสดงผลงานโดยมียุทธศาสตร์และวิธีการดำเนินโครงการที่ยึดวัยรุ่นและเยาวชน เป็นศูนย์กลางบนพื้นฐานการเข้าถึงสาเหตุของปัญหา เข้าใจธรรมชาติพฤติกรรมและความต้องการของ เยาวชน วัยรุ่นและกลุ่มเส่ียงอื่นๆ โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการใช้สโลแกน “เป็นหนึ่งโดยไม่พ่ึงยาเสพติด” ก่อให้เกิดความท้าทาย และจูงใจเยาวชนไม่ให้ยุ่งกับยาเสพติด ในลักษณะส่งเสริมการแข่งขันกันทำความดี เปน็ สงิ่ จงู ใจใหเ้ ยาวชนอยากเข้ารว่ มกิจกรรมอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ตัวชวี้ ดั 1. อธบิ ายความหมายและความสำคญั ของโครงงาน 2. อธิบายประเภทของโครงงาน 3. ปฏบิ ัติการทำโครงงานตามขน้ั ตอนการทำโครงงาน 3.1 การคิดและเลือกหวั ข้อ 3.2 การศกึ ษาเอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ ง 3.3 การเขยี นเคา้ โครงของโครงงาน 3.4 การลงมอื ปฏบิ ัติโครงงาน 3.5 การเขยี นรายงาน 3.6 การแสดงผลงาน ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องท่ี 1 ความหมายและความสำคัญของโครงงาน เรื่องที่ 2 ประเภทของโครงงาน เรือ่ งที่ 3 ขั้นตอนการทำโครงงาน 3.1 การคดิ และเลอื กหวั ขอ้ 3.2 การศกึ ษาเอกสารท่ีเกย่ี วข้อง 3.3 การเขียนเค้าโครงของโครงงาน 3.4 การลงมือปฏิบตั ิโครงงาน ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไม่พึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 123

3.5 การเขยี นรายงาน 3.6 การแสดงผลงาน เวลาท่ใี ช้ในการศกึ ษา จำนวน 40 ชัว่ โมง สอื่ การเรียนรู้ 1. ชุดวชิ าการเรยี นรู้ รายวิชา สค330166 TO BE NUMBR ONE เป็นหน่ึงโดยไมพ่ งึ่ ยาเสพติด 2. ส่อื ส่ิงพมิ พ์ เช่น แผน่ พับ โปสเตอร์ ใบปลวิ เป็นต้น 3. สอื่ วดี ที ัศน์ 4. ใบงาน 5. ใบความรู้ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึง่ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 124

เรื่องท่ี 1 ความหมายและความสำคัญของโครงงาน โครงงาน หมายถึง กิจกรรมท่ีเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้ศึกษา ค้นควา้ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตาม ความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอน่ื ใดไป ใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเร่ืองน้ันๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่าง ใกล้ชดิ ต้ังแต่การเลอื กหัวขอ้ ทจี่ ะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน กำหนดข้นั ตอนการดำเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำไดท้ กุ ระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำเปน็ รายบคุ คลหรือเป็นกลุม่ กไ็ ด้ ทัง้ น้ีขน้ึ อย่กู ับ ลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ ที่มีความยากและ ซับซ้อนข้ึนก็ได้ มีผู้รู้ได้ให้ความหมายของคำว่าโครงงานไว้ในหลายมุมมอง ซ่ึงได้ประมวลมาให้ผู้เรียน ได้ศึกษาดังนี้ “โครงงาน” หมายถึง วิธีการเรียนวิธีหนึ่งท่ีผู้เรียนมุ่งทำงานเพื่อให้เกิดความรู้ควบคู่กับการ ทำงานให้ บรรลุเป้าหมาย มใิ ช่มุ่งทำงานเพื่อให้บรรลเุ ป้าหมายอย่างเดียว ผู้ทำโครงงานจะต้องกำหนดภาระ งานใด ภาระงานหน่ึงข้ึนมาทำ แล้วใช้ภาระงานนั้นทำภาระงานอีกอย่างหน่ึงท่ีเรียกว่าภาระงานการศึกษา เรยี นรู้ สร้างความรู้ขึน้ เพ่ือนำความร้ไู ปใช้ปรบั ปรุงการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ในระหวา่ งที่ทำงานใหบ้ รรลุ เป้าหมายก็ทำงานเพ่ือการศึกษาเรียนรู้อกี ควบคกู่ นั ไปตลอด (จำนง หนนู ลิ . 2546:13) “โครงงาน” คือ การศึกษาคน้ คว้าหาความรู้หรือหาคำตอบในข้อสงสัยเรื่องใดเร่ืองหน่ึง อย่างลึกซึ้ง ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เกิดภาระงานในการศึกษาค้นคว้าด้วยความสนใจของผู้เรียนเอง มีคุณค่ากว่าการ ทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่เรียกว่าการทำโครงการ หรือการทำรายงานธรรมดาที่มีผู้กำหนดหัวข้อข้ึนให้ไป ทำ” (จำนงหนูนิล. 2546:14 ) “โครงงาน” หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศยั กระบวนการทางวิทยาศาสตรห์ รอื กระบวนการอ่ืนไป ใช้ในการศึกษาหาคำตอบ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ การเลือกหัวข้อท่ีจะศกึ ษาค้นคว้า ดำเนินการวางแผน กำหนดขนั้ ตอนการดำเนินงาน และการนำเสนอผลงาน ซ่ึงอาจทำเปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลมุ่ (วิโรจน์ ศรีโภคา และคณะ. 2544:9) “โครงงาน” คือ งานวิจัยเล็ก ๆ สำหรับผู้เรียน เป็นการแก้ปัญหาหรือข้อสงสัย หาคำตอบโดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หากเนื้อหาหรอื ข้อสงสัยเป็นไปตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ใดจะเรียกว่าโครงงานในกลุ่ม สาระนนั้ ๆ (www. tet2. org/index.) “โครงงาน” คือ การศึกษาคน้ ควา้ เกี่ยวกบั ส่ิงใดส่ิงหน่ึงหรือหลายๆ ส่ิงที่อยากรู้คำตอบให้ลึกซึ้งหรือ เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการวิธีการที่ศึกษาอย่างมีระบบเป็นข้ันตอน มีการวางแผน ในการศึกษาอย่างละเอียด ปฏิบัติงานตามแผนท่ีวางไว้จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปท่ีเป็นคำตอบในเรื่องนั้นๆ (www. thaigoodview.) “โครงงาน” คือ การเรยี นร้ทู ่ีเกิดจากความสนใจของผู้เรียน ท่ีต้องการศึกษาคน้ ควา้ เกี่ยวกับสิ่งใดส่ิง หน่ึงหรือหลายๆ ส่ิง ที่สงสัยและต้องการคำตอบให้ลึกซ้ึงชัดเจน หรือต้องการเรียนรู้ในเร่ืองน้ันๆ ให้มากข้ึน กว่าเดิมโดยใช้ความรู้หลายๆ ด้านและทักษะกระบวนการที่ต่อเนื่อง มีการวางแผนในการศึกษาและ รับผิดชอบปฏิบัติตามแผนจนได้ข้อสรุปหรือผลการศึกษา หรือคำตอบเกี่ยวกับเร่ืองน้ันๆ อย่างเป็นระบบ เร่อื งทจ่ี ะทำโครงงาน ควรเปน็ เรื่องท่ีผู้เรยี นสนใจ และสอดคล้องตามสาระการเรียนรตู้ ามรายวชิ านั้น ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไม่พ่งึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 125

(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย แนวทางการจัดการเรียนรู้หลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพืน้ ฐานพุทธศักราช 2551 .นนทบุรี : บริษัทไทย พับบลคิ เอ็ดดูเคชั่น จำกดั , 2553.) โครงงาน (project) จึงเป็นเสมือนสะพานเช่ือมระหว่างผู้เรียนกับห้องเรียน และโลกภายนอกซ่ึง ผ้เู รยี นสามารถจะนำความรทู้ ไี่ ด้รบั มาปรบั ใชไ้ ด้ในชวี ิตจริงของผู้เรียน ท้ังนเ้ี พราะวา่ ผเู้ รียนต้องนำเอาความรู้ ที่ได้จากชั้นเรียนมาบูรณาการเข้ากับกิจกรรมท่ีจะกระทำ เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่ๆ ด้วยการสร้างความหมาย การแก้ปัญหา และการคน้ พบด้วยตนเอง ผู้เรยี นต้องสร้างและกำหนดความรู้จากความคิดและแนวคิดทีม่ ีอยู่ กับความคิดและแนวคิดท่ีเกิดข้ึนใหม่ ทำให้เกิดการปรับเปล่ียนความรู้ให้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ตามมมุ มองในทัศนะตา่ ง ๆ ท่รี วบรวมมาให้ผเู้ รยี นไดศ้ ึกษา จะเหน็ ได้วา่ โครงงานเป็นวธิ ีแสวงหาซึ่งความรูด้ ้วย ตนเองอีกหนทางหน่ึง ซึ่งมีคุณค่าแตกต่างไปจากการเรียนรู้ด้วยวิธีอ่ืน ๆ อยู่บ้าง โดยมีข้อเด่นตรงที่เป็นการ แสวงหาความรู้ที่ต้องสัมผัสด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามผู้เรียนควรสรุปความหมายของคำว่า โครงงานท่ีเป็น ความเข้าใจของตัวท่านเองความหมายของการเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน คือ การจัดให้ นักศึกษารวมกลมุ่ กันทำกจิ กรรมร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาหาความรู้หรือทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งตามความสนใจของนักศึกษา การเรียนรู้แบบโครงงานนี้จึงมุ่งตอบสนองความสนใจ ความกระตือรือร้น และความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนเอง ในการแสวงหาข้อมูล ความรู้ต่าง ๆ เพ่ือทำโครงงานร่วมกันให้ประสบ ความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของโครงงาน การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ (Project Centered Learning) ซึ่งหมายถึง การกระทำกจิ กรรมร่วมกัน ช่วยเหลือกนั ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน กลุ่ม ด้วยวิธีการปฏิบัติจริง เพื่อการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา อันนำไปสู่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แสวงหาข้อมูลและแนวทางในการแก้ปญั หาเหล่าน้นั การเรียนรูแ้ บบโครงงานอาจมีชื่อเรยี กอ่นื ทม่ี ีความหมายเดียวกัน ได้แก่ การเรียนรโู้ ดยใช้โครงงานการเรยี นรู้แบบโครงการการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นศนู ยก์ ลางการเรยี นร้ใู นเร่ืองความหมายไดม้ ี ผู้กล่าวถึงไว้หลายคน เช่นจากิซ และโรบิน (Jaques, 1984; Robbins, 1997) ได้ให้ความหมายของวิธีการ เรียนรู้แบบโครงงาน (Group Project) ว่าหมายถึง การรวมกลุ่มกันของบุคคลมากกว่า 2 คนข้ึนไป มปี ฏสิ ัมพันธ์กนั ร่วมกันกระทำกิจกรรมอันนำไปสู่จดุ มุ่งหมายบางประการ นอกจากน้ันแล้วโครงงานเป็นการ จัดสถานการณ์ท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลซ่ึงกัน และกันและสนับสนุนกันใน การเรียนรู้ (Fascilitate Learning)สุชาติวงศ์สุวรรณ (2542) กล่าวถึงความหมายของการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานว่าหมายถึง การจัดการเรียนรู้อีกรูปแบบหน่ึง ทีเ่ ปน็ การให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของ การศึกษา สํารวจ ค้นคว้า ทดลองประดิษฐ์คิดค้น โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษาอย่าง ใกล้ชิดสรุปได้ว่า การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน ให้ได้รับการ พัฒนาได้เต็มขดี ความสามารถทีม่ ีอยูอ่ ย่างแท้จรงิ ทำให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้เรยี นวิธกี ารเรยี นรู้ สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง รวมท้ังปลูกฝังนิสัยรักการเรยี นรู้อันจะนำไปสกู่ ารเป็นบคุ คลแหง่ การ เรียนรู้ได้ในท่ีสุดความสำคัญของการเรยี นร้แู บบโครงงาน การที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านโครงงาน ทำให้มองเห็น ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับข้อเท็จจริง ซ่ึงจะถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ในลักษณะข อง ความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง อันจะสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้อยา่ งหลากหลาย สามารถบูรณา การความรู้มาช่วยกันทำโครงงาน เรยี นรู้จักการทำงานรว่ มกับผู้อนื่ รู้จกั การหาข้อมูลความรู้ตา่ งๆ ด้วยตนเอง ฝึกทักษะการส่ือสาร รู้จักการคิดแก้ไขปัญหาในส่วนของผู้เรียน การเรียนรู้จากโครงงานถือได้ว่าเป็นการ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่ึงโดยไมพ่ ึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 126

เรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม เพราะทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาคำตอบหาความหมาย ตลอดจน แนวทางแกไ้ ขปัญหา ร่วมคิด ร่วมทำงาน ส่งผลให้เกิดกระบวนการค้นพบกระบวนการเรียนรู้สิง่ ต่างๆ ได้ด้วย ตนเอง สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนพื้นฐานความรู้ระหว่างผู้เรยี น ด้วยกัน เป็น 9 ลักษณะของการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaboration learning) ความรู้และสามารถด้านต่างๆ ทมี่ ีอยู่ในตัวของผู้เรียน จะถูกกระตุ้นให้ได้แสดงออกมาอย่างเต็มท่ีขณะท่ีปฏิบัติกิจกรรม เช่นเดียวกับทักษะ ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิต เช่น ทักษะการทำงาน ทักษะการอยู่ร่วมกัน ทักษะการจัดการ ฯลฯ ก็จะถูก นำเอามาใช้อย่างเต็มตามศักยภาพ ในขณะท่ีร่วมกันแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นระหว่างการทำโครงงาน การเรียนรู้ แบบโครงงานยังช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมทั้งหลายก็จะถูกปลูกฝังและส่ังสมในตัวผู้เรียน ในขณะท่ีทุกคนร่วมกันทำงาน รวมท้ังเป็นการปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตย ฝึกหัดการรู้จักรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่นเนื่องจากว่าแนวคิดหลักของการเรียนรู้แบบโครงงาน จะใช้หลักการเรียนรู้ร่วมกัน (Team learning) อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ซ่ึงมีผลโดยตรงต่อการเพ่ิมโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ของบุคคล ในการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์ และ ทำงานร่วมกับผู้อ่นื ได้ดีและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่สิ่งทเ่ี กิดข้ึนเองได้หากแต่เปน็ ส่ิงที่ต้องเกิดจากการเรียนรู้เพื่อ จะทำให้ทักษะดังกล่าวเกิดข้ึนในตัวของบุคคล การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความสามารถและทักษะดังกล่าว สามารถทำให้เกิดไดโ้ ดยใช้หลักการเรียนรูโ้ ดยให้ผ้เู รยี นรวมกลุ่มกัน มีโอกาสร่วมกันในการเรียนรู้และทำงาน รว่ มกัน โดยใช้วิธี “group assignments in their courses” ซึ่งมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แกผ่ ู้เรียน และช่วยให้ผู้เรยี นสามารถเรยี นรู้ทักษะดงั กลา่ วจากประสบการณใ์ นการการทำโครงงานร่วนกัน ดังน้นั ในการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงานจึงต้องเน้นและให้ความสำคัญที่ตัวผู้เรียน โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีด ความสามารถของตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพ มีความสมดุลท้ังด้านจิตใจ ร่างกาย ปญั ญา และสังคม เป็น ผู้รู้จักคิด วิเคราะห์รักการเรียนรู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีเจตคติท่ีดีมีวินัย มีความรับผิดชอบ และมีทักษะท่ี จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต รวมทั้งทักษะทางอาชีพ สามารถพ่ึงตนเองและร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสรา้ งสรรค์ การเรียนรู้แบบโครงงานต้องมุ่งพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ได้แก่ ความสามารถในการมีสติรู้ตัวและ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมซ่ึงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญท่จี ะทำให้คนเราประสบความสำเรจ็ ในชวี ิต เช่นเดียวกับความสามารถทางปัญญาความสามารถหรือความฉลาดทางอารมณ์ท่ีจะต้องปลูกฝังให้ผู้เรียน ได้แก่ การร้จู กั ตนเอง การเข้าใจตนเองความสามารถในการควบคุมตนเอง ความเขา้ ใจและเห็นอกเหน็ ใจผอู้ ่ืน มคี วามเชอ่ื มั่นและเห็นคุณคา่ ในตวั เองความสามารถในการแก้ไขข้อขดั แยง้ ทางอารมณ์ ความสำคัญของโครงงาน โครงงานเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ จริง สง่ ผลทำให้เกดิ ความรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ในการทำโครงงานใหม่ๆที่จะนำไปสโู่ ลกของงานอาชีพและการศึกษา อีกท้ังโครงงานท่ีตนเองสนใจยังก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่กว้างขวาง เป็นการประสานงานทางวชิ าการระหว่าง กลมุ่ สาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ ความสำคัญของโครงงาน ในแง่ของการเรยี นการสอน มดี ังน้ี 1.ดา้ นผู้เรยี น กอ่ ใหเ้ กิดคุณคา่ ตา่ งๆ ดังน้ี 1.1 ช่วยสร้างความหวังใหม่ในการริเริ่มงาน ที่จะนำไปสู่อาชีพ และการศึกษาต่อท่ีตนเอง มคี วามถนดั และสนใจ 1.2 สร้างเสริมประสบการณ์จากการปฏิบตั ิจริงด้วยชีวติ จริง ส่งผลใหเ้ กิดความเข้าใจอย่างซาบซึ้ง ในโครงงานท่ีสรา้ งสรรคข์ ้ึนมา ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนง่ึ โดยไมพ่ ่งึ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 127

2.ดา้ นโรงเรยี น และ ครู-อาจารย์ ก่อให้เกดิ คุณคา่ ตา่ งๆ ดงั นี้ 2.1 เกดิ การประสานงานทางวชิ าการที่ผสมผสาน หรอื บรู ณการเกดิ ขึน้ ใน โรงเรียน ตรงกบั หลกั สูตรมธั ยมศกึ ษา และแนวทางพฒั นาการศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการ 2.2 เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่า การเรียนการสอนในปัจจุบันข้ึนอยู่กับการฝึกปฏิบัติจริง ในโครงงานของผู้เรยี นมากกว่าทีจ่ ะเรยี นอยู่แต่ในหอ้ งเรียนเทา่ น้ัน 3. ดา้ นทอ้ งถน่ิ กอ่ ใหเ้ กิดคุณค่าต่าง ๆ ดังน้ี 3.1 การเผยแพรแ่ ละประชาสัมพนั ธ์ความรู้ ผลงานในเชิงปฏิบัตขิ องโครงงานทีป่ ระสบผลสำเร็จ ไปสูท่ ้องถ่นิ ทำใหท้ อ้ งถิ่นกับโรงเรียนมี ความเข้าใจ และประสานสัมพันธก์ นั ดยี ่งิ 3.2 ช่วยลดปัญหาวัยรุ่นในท้องถ่ินเก่ียวกับความประพฤติ จรรยามารยาท และศีลธรรม เพราะผู้เรยี นที่มีโครงงานมักจะเปน็ ผเู้ รยี นทีม่ ีความประพฤติดมี งุ่ ม่นั และสนใจการศกึ ษาเล่าเรียนเท่านัน้ กิจกรรมทา้ ยเร่อื งที่ 1 ความหมายและความสำคัญของโครงงาน (ให้ผูเ้ รยี นไปทำกจิ กรรมท้ายเร่ืองท่ี 1 สมุดบันทกึ กิจกรรมการเรียนร้ปู ระกอบชดุ วชิ า) ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหนึง่ โดยไมพ่ ง่ึ ยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 128

เรอ่ื งท่ี 2 ประเภทของโครงงาน ในการแบง่ ประเภทของโครงงาน สามารถแบง่ ไดด้ ังน้ี 1. แบ่งตามลกั ษณะของกจิ กรรม การแบ่งประเภทของโครงงาน ตามลักษณะของกจิ กรรม แบ่งได้ 4 ประเภทคือ 1. โครงงานประเภทการสำรวจ 2. โครงงานประเภทการทดลอง 3. โครงงานประเภทสิ่งประดษิ ฐ์ 4. โครงงานประเภททฤษฎี 2. แบ่งตามแหล่งที่มา การแบ่งประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ ตามแหล่งท่ีมาแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1. โครงงานวิทยาศาสตร์ตามสาระการเรียนรู้ เช่น โครงงานทางเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณติ ศาสตร์ คอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้ 2. โครงงานวิทยาศาสตร์ตามความสนใจ เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์การเกษตร โดยลักษณะของโครงงานจะเก่ยี วกับเกษตรทัง้ ส้นิ 3. แบ่งโดยใช้แบบแผนของโครงงานเป็นเกณฑ์ การใช้แบบแผน หรือรูปแบบของ โครงงานเปน็ เกณฑใ์ นการกำหนด แบง่ ได้ 2 รปู แบบ คือ 1. โครงงานที่ไม่เป็นแบบแผนเป็นโครงงานท่ีไม่จำเป็นต้องเขียนโครงงานเพียง แต่ดำเนนิ การตามท่ีกำหนดไว้ อาจเป็นใบงาน หรือชิ้นงานก็ได้ 2. โครงงานตามแบบแผน เป็นโครงงานทจ่ี ดั ทำเปน็ ลายลกั ษณ์อักษร มีระเบียบวิธี จดั ทำเป็นข้นั ตอนอยา่ งชัดเจน โครงงานสามารถแบง่ ตามลกั ษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภท ดังนี้ 1. โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภทสำรวจ เปน็ โครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมลู เพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือ สำรวจความคิดเหน็ ขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้บางอยา่ งอาจเปน็ ปัญหาที่นำไปสกู่ ารทดลองหรอื ค้นพบสาเหตขุ อง ปญั หาท่ีต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกนั เชน่ - โครงงานการสำรวจคำที่มักเขยี นผิด - โครงงานสำรวจการใชค้ ำคะนองในหนงั สอื พมิ พ์ - โครงงานสำรวจคำราชาศพั ท์ในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย - โครงงานสำรวจช่อื พืชเศรษฐกิจของจงั หวัดในกลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม - โครงงานสำรวจคำศพั ทใ์ นกลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาอังกฤษ - โครงงานสำรวจชนดิ ของกฬี าท้องถน่ิ ในกลุม่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา - โครงงานสำรวจวิธีบวกเลขที่ชาวบ้านนิยมใช้ในกลมุ่ สาระการเรียนร้คู ณิตศาสตร์ ในการทำโครงงานประเภทสำรวจข้อมลู ไมจ่ ำเปน็ ต้องมตี ัวแปรเข้ามาเกย่ี วข้อง ผู้เรียนเพียงแต่สำรวจรวบรวม ข้อมูลทไี่ ด้ แล้วนำขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าจัดให้เปน็ หมวดหมู่และนำเสนอ กถ็ อื ว่าเปน็ การสำรวจรวบรวมข้อมลู แล้ว ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่งึ โดยไม่พึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 129

2. โครงงานประเภทการทดลอง โครงงานวทิ ยาศาสตร์ประเภทการทดลอง มขี ้ันตอนสำคญั สรปุ ไดด้ งั นี้ 1. กำหนดปัญหา 2. ตงั้ สมมติฐาน 3. ออกแบบการทดลอง 4. ดำเนินการทดลอง 5. รวบรวมขอ้ มลู 6. แปลความหมายขอ้ มูลและสรปุ ผล ดังน้ันโครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลอง เพ่ือการศึกษาผลการ ทดลองว่าเป็นไปตามท่ีต้ังสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทน้ีต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็น หลักการหรือแนวทางการปฏบิ ัติไว้ในการทำโครงงานประเภททดลอง ตอ้ งมีการจัดการกบั ตัวแปรทีจ่ ะมผี ลต่อ การทดลอง ซ่ึงมี 4 ชนิด คอื 1. ตัวแปรตน้ หรอื ตัวแปรอสิ ระ หมายถึงเหตุ ของการทดลองนน้ั ๆ 2. ตัวแปรตาม ซง่ึ จะเปน็ ผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตวั แปรต้น 3. ตัวแปรควบคมุ หมายถงึ ส่ิงทต่ี ้องควบคุมใหเ้ หมือนๆกนั มฉิ ะน้ันจะมีผลทำใหต้ วั แปรตามเปลย่ี นไป 4. ตัวแปรแทรกซ้อน ซ่ึงจริง ๆ แล้วก็คือ ตัวแปรควบคุมน่ันเอง แต่บางคร้ังเราจะควบคุมไม่ได้ ซง่ึ จะมีผลแทรกซ้อน ทำให้ผลการทดลองผิดไป แตก่ ็แกไ้ ขได้โดยการตัดข้อมูลที่ผิดพลาดทิ้งไป ตัวอย่าง เช่น ผู้เรยี นต้องการศกึ ษาว่า กระดาษชนดิ ใดสามารถพบั เคร่อื งร่อนและปาได้ไกลที่สดุ ตัวแปรต้นหรือตวั แปรอิสระ คือ ชนดิ ของกระดาษ ตวั แปรตาม คอื ระยะทางทก่ี ระดาษเคลือ่ นทไ่ี ด้ ตวั แปรควบคมุ คือ แรงทีใ่ ช้ปากระดาษ ความสงู ของระยะท่ีปา ตัวแปรแทรกซ้อน คือ บางครัง้ ในขณะปามีลมพัดเข้ามา ซึ่งจะทำให้ขอ้ มลู ผิดพลาด เปน็ ต้น นอกจากนี้ยงั มียงั สามารถทำโครงงานประเภททดลองอ่ืนไดอ้ ีก เชน่ - โครงงานการทดลองยากันยงุ จากพชื สมุนไพร - โครงงานการทดลองปลูกพชื สวนครวั โดยใชป้ ุย๋ วิทยาศาสตร์ - การศกึ ษาอิทธพิ ลของแสงสีตา่ ง ๆ ท่มี ตี อ่ การเจรญิ เติบโตของพืชบางชนิด - การศึกษาการเจริญเตบิ โตของพชื ในสนามแม่เหลก็ - การศกึ ษาอทิ ธิพลของฮอรโ์ มนเพศชายในสตั ว์ตวั เมยี - การทดลองใชผ้ ักตบชวาในการกำจัดน้ำเสีย ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่ึงโดยไม่พง่ึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 130

3. โครงงานประเภทสิ่งประดษิ ฐ์ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานท่ีประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการ ปฏิบัติ โดยอาศัยเคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุ เหลือใช้ หรือนำวัสดุท้องถ่ินท่ีมีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อาจเป็นการประดิษฐ์ สิ่งใหม่ท่ียังไม่เคย มีมาก่อน หรือการปรับปรุงอุปกรณ์ หรือส่ิงประดิษฐ์ท่ีมีอยู่แล้วให้ใช้งานได้ดีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากนน้ั อาจเปน็ การเสนอ หรอื สร้างแบบจำลองทางความคิดเพอ่ื แกป้ ัญหาใดปัญหาหน่ึงก็ได้ เชน่ - เครอ่ื งกรองน้ำอยา่ งงา่ ย - เครอ่ื งกรองคราบน้ำมัน - การประดิษฐเ์ ครอ่ื งรอ่ น - เคร่อื งเตือนอัคคีภัยระบบความดนั แยก - โครงงานการประดษิ ฐเ์ คร่ืองจักสานจากผกั ตบชวา - โครงงานการประดษิ ฐ์เคร่ืองชว่ ยสอนวชิ าภาษาอังกฤษ เป็นต้น 4. โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูล และนำมาวิเคราะห์จากสถิติแล้วอภิปราย หรือเป็นโครงงานท่ีศึกษาค้นคว้าข้อมูลท่ีเกิดจากข้อสงสัย อาจเป็นการนำบทเรียนมาขยายเพ่ือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุมท่ีกว้างและลึกกว่าเดิม เช่น โครงงานการศกึ ษาคำซอ้ นในวรรณคดีรอ้ ยแกว้ โครงงานการศกึ ษาขอ้ คดิ จากเร่ืองพระมโหสถชาดก เป็นต้น กจิ กรรมท้ายเร่อื งที่ 2 ประเภทของโครงงาน (ให้ผ้เู รียนไปทำกจิ กรรมทา้ ยเร่ืองที่ 2 สมุดบันทกึ กจิ กรรมการเรยี นร้ปู ระกอบชดุ วิชา) ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนง่ึ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 131

เร่ืองที่ 3 ข้ันตอนการทำโครงงาน สุชาติ วงศ์สุวรรณ. (2542:13 –18) ได้กล่าวว่า โครงงานเป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำอย่างต่อเน่ือง ต้ังแต่เริม่ ต้นจนกระทั่งเสร็จส้ินโครงงาน ซ่ึงผู้เรียนต้องเปน็ ผู้ดำเนินการเองท้งั ส้ิน โดยมคี รูที่ได้รบั มอบหมาย ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำ เสนอแนะ และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในการ ดำเนินงานโครงงาน มขี ั้นตอนทสี่ ำคญั ประกอบดว้ ย ขน้ั ตอนท่ี 1 การคิดและเลือกหัวขอ้ คดิ หาหัวข้อเร่ืองท่ีจะทำโครงงาน โดยอาจจะตั้งต้นด้วยคำถามที่ว่า จะศึกษาอะไร ทำไมต้องศึกษา เร่อื งดังกล่าว สง่ิ ท่ีจะนำมากำหนดเป็นหวั ข้อเรอ่ื งโครงงานจะไดม้ าจากปัญหา คำถาม หรือความอยากรู้อยาก เห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการท่ีผู้เรียนได้อ่านหนังสือ เอกสาร บทความ ฟังการบรรยาย การสนทนา หรือจากการที่ได้ไปดูงาน ชมนิทรรศการ หรือสังเกตจากปรากฏการณ์ต่างๆ รอบข้าง หัวเร่อื งของโครงงาน ต้องเป็นเรื่องท่ีเฉพาะเจาะจง และชัดเจนว่า โครงงานน้ีทำอะไร และควรเน้นเรื่องท่ีอยู่ใกล้ตัว หรือ มีความคุน้ เคยกบั เรอื่ งดงั กล่าว เปน็ เร่อื งท่ตี อ้ งใชเ้ วลาในการศึกษาพอสมควร ท่ีจะทำให้ได้มาซึง่ คำตอบ เทคนิคการคิดเรือ่ งทจ่ี ะทำโครงงาน สงั เกตจากปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยการแกป้ ัญหา มนี อ้ ย……………………………………………………... มีมาก ไมม่ ีประโยชน์……………………………………………..ทำใหม้ ีประโยชน์ มปี ระโยชน์……………………………………………….. ทำให้มปี ระโยชนท์ ม่ี ากข้ึน ไมส่ ะดวก………………………………………………….สะดวก ไม่ปลอดภัย………………………………………………..ปลอดภัย ยุง่ ยาก………………………………………………….…..ทำให้ง่าย รักษา/ปอ้ งกัน..................กำจัด........ทำใหม.่ .ฯลฯ สำรวจ.............................จากอาชพี ในท้องถิ่น/ชมุ ชน....ปรบั ปรงุ /พฒั นา จากงานอดิเรก/อาชพี เสรมิ ของครอบครัว เชน่ เล้ียงปลาตู้,เล้ยี งนกขาย,เลย้ี งหมู, เลยี้ งไกฯ่ ลฯ..................................ปรบั ปรุง/พฒั นา ศกึ ษาค้นควา้ ...........................เอกสาร,วารสาร,หนงั สอื พมิ พ์, อนิ เตอร์เนต็ ฯลฯ จากรายการวิทยุ,โทรทัศน์......ข่าวเกษตร,คนไทยวนั นฯี้ ลฯ ศกึ ษาจากโครงงานต่างๆ........หัวเรอ่ื ง,บทคัดยอ่ ,รายงาน ใชค้ ำถามนำกระตนุ้ ให้ผู้เรยี นเกิดความสนใจ/ความตอ้ งการ/ความอยากรู้จนตอ้ งการ พิสูจนค์ น้ หา...............เนอื้ หา/เร่อื งท่ีน่าสนใจ/ส่งิ แปลกใหม่/เทคโนโลยฯี ลฯ จะได้เร่อื งทีน่ ่าสนใจไปทำโครงงาน ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไมพ่ งึ่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 132

ขอ้ ควรคำนึงในการเลือกหัวขอ้ เรอ่ื ง มีดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ผู้เรียนเป็นผู้เลือกอย่างมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ศึกษาค้นคว้าตามความถนัด และคำนึงความ พร้อม ความสนใจของตนเองหรือของกลมุ่ ใชร้ ะยะเวลาส้นั ๆหนง่ึ ภาคเรียนหรือมากกวา่ นั้นก็ได้ 2. เลอื กโครงงานทม่ี ีคณุ ค่าและเปน็ ปัญหาใหม่ๆตรงกบั ความสามารถและความรู้ของตนเอง 3. คำนึงถึงความเหมาะสมในเรอื่ ง ความปลอดภัย เวลา งบประมาณ และกำลงั ของตน 4. คำนึงถงึ สภาพแวดลอ้ มที่เออื้ อำนวยต่อการทำโครงงาน ได้แก่ ความร่วมมือจากผ้เู กี่ยวขอ้ ง มแี หล่งทรพั ยากร และแหลง่ เรยี นรู้หรือเอกสารเพียงพอทจ่ี ะคน้ คว้า 5. สามารถวางแผนการดำเนนิ การตามข้ันตอนตา่ งๆไวล้ ่วงหน้า เหน็ ลทู่ างทีจ่ ะทำได้สำเรจ็ 6. สามารถหาคำตอบได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลมาตรวจสอบสมมุติฐานเพื่อหาข้อ สรปุ หรอื ยุตปิ ัญหาได้ 7. สามารถหาเคร่อื งมือหรือสรา้ งเครอื่ งมือทม่ี คี ุณภาพเพื่อรวบรวมข้อมูลได้ 8. มคี วามตัง้ ใจท่ีจะทำโครงงานใหป้ ระสบผลสำเรจ็ ได้ผลงานทน่ี ำไปใช้ได้จรงิ 9. เปน็ เร่อื งทม่ี ีอย่จู รงิ และเปน็ ไปได้ มีคุณคา่ ต่อการเรียนรู้ของผ้เู รียน 10. ผเู้ รียนมปี ระสบการณอ์ ยบู่ ้างและเป็นเรอื่ งทมี่ ีโอกาสไดเ้ รยี นรูจ้ ากประสบการณต์ รง 11. เปน็ เรื่องที่เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนรว่ มมือกันในการทำโครงงาน 12. สอดคล้องกับหลักสูตรผูเ้ รยี นไดพ้ ัฒนาการครบทกุ ดา้ นตามจดุ มงุ่ หมายของหลกั สูตร 13. เป็นเรื่องท่ีผู้ปกครองมโี อกาสเข้ามามสี ว่ นรว่ มในโครงงาน 14. เป็นเร่ืองทใี่ กลต้ วั ไมก่ วา้ งเกนิ ไป จนทำใหไ้ ม่สามารถศกึ ษาลึกลงไปในรายละเอียดได้ 15. ผทู้ ำมคี วามรู้และทักษะในการใช้อปุ กรณ์พ้ืนฐาน และทักษะในเทคนิควิธีอย่างเพียงพอในเรอื่ งท่ี จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษาตลอดจนมีครหู รอื ผทู้ รงคณุ วฒุ ิรบั เป็นท่ปี รึกษา 16.สามารถจัดหาวัสดุอปุ กรณท์ จ่ี ำเปน็ หรอื จัดทำขึน้ มาได้ 17. เป็นเรอ่ื งท่ผี ้เู รียนสามารถนำความรู้และทักษะที่ไดไ้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทำกจิ กรรมอน่ื ๆ 18. เป็นกิจกรรมการศึกษาท่ีให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าปฏิบัติด้วยตนเองโดยอาศัยหลักวิชาการทาง ทฤษฎีตามเน้ือหาโครงงานนัน้ ๆหรือจากประสบการณแ์ ละกิจกรรมตา่ งๆที่ได้พบเห็นมาแลว้ 19. ผเู้ รียนเป็นผู้เสนอโครงงาน รายละเอียดของโครงงาน แผนปฏิบัติงาน และการแปลผลรายงาน ผลต่อครูที่ปรึกษาเพ่ือดำเนินงานรว่ มกันใหบ้ รรลตุ ามจดุ หมายท่กี ำหนดไว้ 20. เป็นโครงงานที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของผู้เรียนตามวัยและสติปัญญา รวมท้ัง คา่ ใช้จ่ายในการดำเนนิ งานดว้ ย ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนงึ่ โดยไมพ่ ึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 133

การสำรวจและวิเคราะห์ขอ้ มูลเพือ่ การเลือกหัวขอ้ เรื่อง 1. การสำรวจและวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในการเลอื กโครงงาน ในการพิจารณาเลือกโครงงาน ผู้เรียนจะต้องคิดและตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยการสำรวจและ วิเคราะห์ข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องให้มากที่สุด เพื่อปอ้ งกนั การผิดพลาดทั้งก่อนการปฏิบัติงาน ขณะปฏิบัติงาน และ หลงั ปฏบิ ัตงิ าน โดยมีการสำรวจและวิเคราะหข์ อ้ มูล ดังนี้ 1.1 การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลของตนเอง หมายถึง การพิจารณาตนเองวา่ มีความถนัด ความพร้อมและความสนใจ ในด้านความรู้ ทักษะ อยใู่ นระดบั ใดของโครงงานนั้นๆ ตลอดจนสิ่งอน่ื ๆที่จำเป็น ต่อการทำโครงงานท่ีตนเองกำลังตัดสินใจเลือกทำ มีความรักชอบ ท่ีจะทำโครงงานในเรื่องใดอย่างแท้จริง เช่น เคยชอบและรักที่จะทำเร่อื งใดมาบ้างหรือเมื่อทำแลว้ ได้รับความสำเรจ็ หรือประสบความล้มเหลวในงานท่ี ทำหรือไม่ ตนเองมีความรู้ในหลักการ ทฤษฎีพื้นฐานท่ีจะนำมาช่วยให้ทำโครงงานท่ีคิดไว้สำเร็จลุล่วงเพียงใด เคยได้ทราบแนวทางปรับปรุงโครงงานให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น หรือไม่เคยเรียนวิชาใด หรือมีความรู้ใน วิชาต่างๆทีจ่ ะทำโครงงานหรือไม่ มีประสบการณอ์ ยา่ งไรบ้าง หรอื มีการปรกึ ษาครูประจำช้ัน ครฝู า่ ยแนะแนว หรือครูในวิชาน้ันๆ เพ่ือขอทราบรายละเอียดความชอบ ความถนัด หรือข้อบกพร่องมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังต้องสำรวจตนเองว่ามีความมานะอดทน ขยัน ประณีต รอบคอบ มีความใส่ใจท่ีจะทำโครงงาน น้ันๆอีกด้วย 1.2 การสำรวจและวิเคราะห์ขอ้ มูลเก่ียวกับสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นการสำรวจในเร่ือง ของเครอื่ งมือ วัสดอุ ุปกรณ์ สถานทีป่ ฏิบตั ิงาน คา่ ใช้จ่าย และการร่วมมือของผูร้ ่วมงาน ซง่ึ ทง้ั หมดน้ีเป็นส่วน สำคญั ทจ่ี ะทำให้โครงงานดำเนนิ ไปอย่างราบรืน่ และประสบความสำเรจ็ ด้วยดี 1.3 การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมลู เก่ียวกบั สังคมและสภาพแวดล้อม เป็นการสำรวจข้อมูล ต่างๆท่ีอยู่รอบตัวเรา เช่น ความเห็นชอบของครูที่ปรึกษาโครงงาน ความเห็นชอบของผู้ปกครอง เพื่อน ร่วมงาน ความต้องการของสังคมและท้องถ่ินในชุมชน มีสถานประกอบการและผู้เช่ียวชาญให้คำปรึกษา หรือไม่ ตลอดจนการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเก่ยี วกับสภาพแวดล้อม เช่น สาธารณปู โภคทเี่ ออื้ อำนวยความ สะดวกในการเดนิ ทาง แหล่งจัดหาวัสดอุ ปุ กรณแ์ ละสถานทีท่ ่ีใช้ในการปฏิบัตงิ าน 1.4 การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียงกับโครงงาน เป็นการหาข้อมูลเพ่ือสนับสนุนให้ โครงงานสำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี ทำให้เกิดแนวคิดและประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำได้หลายวธิ ี ดังนี้ 1.4.1 การศึกษาดูงานจากแหล่งการเรียนรู้ สถานประกอบการณ์ เช่น โรงงาน อตุ สาหกรรม บริษัท รา้ นค้าตา่ งๆ ศูนยว์ ิจัยผลติ ภัณฑ์ เป็นตน้ 1.4.2 การศึกษาผลผลิตหรือผลงานของบุคคลอ่ืน รวมถึงการสนทนาพูดคุยแลกเปล่ียน ความคดิ เห็นทางวิชาการกบั เจ้าของผลผลติ นนั้ ๆ 1.4.3 การเขา้ ชมงานแสดงผลงานหรือผลผลติ ตามทีห่ นว่ ยงานเอกชนหรอื รฐั บาลจัด 1.4.4 การสำรวจจากสง่ิ ทีอ่ ยู่รอบๆตวั เรา และสิ่งทส่ี นใจเปน็ พเิ ศษ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหนงึ่ โดยไม่พ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 134

ตัวอยา่ งตารางวิเคราะหข์ ้อมลู เพ่อื การตัดสินใจเลอื กปฏิบัตงิ าน คำชแี้ จง ให้นกั ศึกษาเลอื กหวั ขอ้ โครงงานท่สี นใจมา 5 หวั ข้อ แลว้ วิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือการ ตัดสนิ ใจ โดยให้คะแนน 1-5 ตามความสนใจถา้ คะแนนเทา่ กันให้ตดั สนิ ใจเลอื กมาเพียง 1 โครงงาน โครงงานทจ่ี ะปฏบิ ัติ รายละเอยี ด 12 34 5 ขอ้ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง 1.ความสนใจ ความถนัด ความตั้งใจ และจริงใจ 2.ความรู้และประสบการณเ์ ดมิ 3.ความพรอ้ มด้านเงินทนุ งบประมาณ 4.ความพรอ้ มวัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมอื 5.ความพรอ้ มดา้ นเวลา/แรงงาน ข้อมลู เกี่ยวกับชุมชน สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม 6.มีประโยชนต์ ่อตนเอง ครอบครวั และชมุ ชน 7.คนในครอบครวั ให้การสนับสนุน 8.เพือ่ นในกลุ่มสนับสนุน 9.มแี หล่งความรูใ้ หศ้ ึกษา 10.สถานท่ปี ฏิบัติงานเหมาะสม สะดวก 11.ไม่มผี ลกระทบตอ่ ส่ิงแวดล้อม 12.ใช้วัสดุในท้องถิ่น มีความประหยดั ขอ้ มูลเกย่ี วกับความรู้พื้นฐานทางวชิ าการ 13.มคี วามรู้เกีย่ วกับงาน 14.ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั ไิ ม่ซับซ้อน 15.ความรทู้ ไ่ี ด้รับนำไปปฏบิ ัติงานอื่นได้ รวมคะแนน สรุปโครงงานท่ีเลือกคือ..................................................................................................... ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่งึ โดยไม่พึ่งยาเสพติด” สค3300166 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 135

ตวั อยา่ งแบบวิเคราะห์โครงงาน กศน.ตำบล.........................................................อำเภอ...................................จังหวดั ............................ 1.ชอื่ โครงงาน ........................................................................................................................................................................... 2.โครงงานน้ีทำข้ึนเพ่ือตอบปัญหา ขอ้ สงสยั หรอื คำถาม หรอื จดุ มุ่งหมายของงานน้ี ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 3. ท่มี าหรอื เหตุผลหรือแรงบันดาลใจทที่ ำใหผ้ ู้ทำโครงงานเลือกทำโครงงานนคี้ ือ ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 4. ตวั แปรตา่ งๆทเ่ี กย่ี วข้องในโครงงานนคี้ อื อะไร 3.1 ตวั แปรตน้ คือ .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 3.2 ตวั แปรตามคือ .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่งึ โดยไมพ่ ่งึ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 136

3.3 ตวั แปรทค่ี วบคมุ คอื .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 4.โครงงานประเภท .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 5.ความแปลกใหม่หรือความคดิ ริเริ่มของโครงงานนี้คอื .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 6.จากการศึกษาวเิ คราะหโ์ ครงงาน ผูเ้ รียนเหน็ ว่าจะปรับปรุงโครงงานใหด้ ีขนึ้ ด้านใดได้บา้ ง .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 7.มตี ัวแปรอื่นใดบา้ งที่นา่ จะศกึ ษาเพ่ิมเติม .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ 8.จากการศึกษาโครงงาน ผูเ้ รยี นเหน็ วา่ โครงงานนน้ี ่าจะศึกษาหรือทำในเรื่องใดไดอ้ กี .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ชอื่ ผวู้ ิเคราะห์ 1. ................................................................ชัน้ .........................................เลขที่........................ 2. ................................................................ช้ัน.........................................เลขท่ี........................ 3. ................................................................ช้ัน.........................................เลขท่ี........................ ชอื่ ครทู ่ปี รกึ ษา ...................................................................................................................................................................... ชุดวิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หน่ึงโดยไมพ่ ่ึงยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 137

แนวทางดำเนินการแต่ละขั้นตอน ขน้ั ตอน กจิ กรรมของผู้เรยี น กิจกรรมสนบั สนุนของผ้สู อน ผลทีไ่ ด้รับ 1.การเลอื ก 1. สำรวจความสนใจของ 1. กำหนดใหม้ กี ิจกรรมสำรวจ ผเู้ รยี นไดเ้ ร่อื ง/ปัญหา หวั ข้อเรอ่ื ง ท่ีจะศกึ ษา ตนเองโดย ความสนใจของตนเองเพ่อื ประเดน็ ท่จี ะจดั ทำเป็น 1.1 สงั เกตและศกึ ษาขอ้ มูล 1.1 ชช้ี วน ชกั ชวนจดั กิจกรรมใหม้ ี โครงงาน จากสงิ่ แวดล้อมรอบตัวหรอื การศกึ ษาสภาพแวดล้อมรอบ ชมุ ชนเพอื่ ศึกษาว่ามีเร่อื งใด ตัวเองหรือชุมชนเพ่อื จดุ ประกาย เป็นประเด็นทน่ี า่ สนใจ ความสงสยั ใคร่ร้ใู ห้กบั ผู้เรียนไปสู่ ศกึ ษา แรงจูงใจ ที่จะศกึ ษาเรื่องใดเร่ือง 1.2 ติดตามขา่ ว เหตกุ ารณ์ หนง่ึ ในเชิงลึก สำคญั ๆและสำรวจตนเอง 1.2 ใช้คำถามเชอ่ื มโยงจาก ว่าสนใจจะศึกษาเรอื่ งใด ขา่ ว เหตกุ ารณห์ รือปัญหาจาก เปน็ พิเศษ ชุมชนกระตนุ้ ผู้เรียนอยากติดตาม 1.3 คิดเชอ่ื มโยงจากเรือ่ งท่ี 1.3 ใช้คำถามเชือ่ มโยงจาก เรียนปกตวิ ่ามีเร่อื งใดท่ี บทเรียนปกติ เชน่ “มีเรื่องอะไรที่ ต้องการศึกษาตอ่ เนอื่ ง ผูเ้ รียนตอ้ งการรู้” 1.4 ร่วมกนั คดิ หาความ 1.4ใช้สื่อแบบอ่นื ๆเช่น เชื่อมโยงโดยใช้ web ภาพนิ่ง ป้ายนิเทศ วีดทิ ัศน์ฯลฯ หรือ Mind Mapping และสื่อทีใ่ ช้ ควรทิ้งปญั หาให้ ผ้เู รียนคิดท่ีจะศึกษาค้นคว้าตอ่ ไป 1.5 ชว่ ยเหลือผ้เู รยี นใหส้ ามารถ เลือกเรื่อง/ปญั หา/ประเด็นท่ี ตนเองสนใจทจ่ี ะรู้เพ่มิ เติมไดม้ าก ขนึ้ เพอื่ จัดทำเปน็ โครงงาน 1.6 ร่วมคดิ หาความเชือ่ มโยงโดย ใช้ web หรือ Mind Mapping ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึ่งโดยไม่พึง่ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 138

ข้นั ตอน กจิ กรรมของผู้เรยี น กจิ กรรมสนับสนุนของผู้สอน ผลทไ่ี ด้รับ ได้เอกสารประกอบการ 1.1 การศึกษา เข้าห้องสมุดหรอื ออก ใหค้ ำแนะนำเทคนคิ และวธิ ีการ ทำโครงงาน เอกสารที่ คน้ คว้าโดยผู้เรียน ต่างๆ จดุ ประสงคข์ อง โครงงาน เก่ียวข้อง จำเปน็ ตอ้ งมคี วามร้คู วาม เขา้ ใจในการใชห้ ้องสมุด 2.การวางแผน 2.1 การ 1. คิดทบทวนไตร่ตรองหา 1.ใช้คำถามให้ผู้เรียนคิดถงึ ความ กำหนด เหตผุ ลประกอบกาตัดสินใจ ต้องการหรือประเด็นที่ตอ้ งการ จดุ ประสงค์ วา่ “ต้องการอะไรจากการ ศกึ ษาจากเร่ืองทเ่ี ลอื กไดแ้ ลว้ กระทำโครงงานคร้งั นี้” 2. เขยี นสงิ่ ท่ีตนเองตอ้ งการ 2. วิเคราะห์ความเป็นไปของ จุดประสงคข์ องผู้เรยี นและให้ ความคดิ เห็น เสนอแนะใหค้ ดิ อยา่ งรอบคอบ 3.พูดคยุ กบั เพอ่ื นใหเ้ กิด 3. ใหก้ ำลังใจ ความมัน่ ใจยงิ่ ขึน้ 2.2 การตั้ง เป็นกิจกรรมทีต่ อ่ เน่ืองจาก 1. ใชค้ ำถามทก่ี ระตุ้นให้คาดเดา สมมุติฐาน(การ ขั้นที่ 1-2.1โดยเฉพาะ คำตอบล่วงหน้า เชน่ “ผู้เรียน คาดคะเน โครงงานวทิ ยาศาสตรด์ ังนัน้ คิดวา่ น่าจะเป็นอยา่ งไร” คำตอบเฉพาะ ผู้เรียนควรดำเนนิ การดังนี้ “ผูเ้ รยี นคิดวา่ จะมีผลตอ่ …. ของโครงงานท่ี 1. พูดคยุ กับเพอื่ นเพือ่ .......................อย่างไร” สามารถตง้ั กำหนดคำตอบล่วงหนา้ ซงึ่ 2. วเิ คราะห์ความเปน็ ไปไดล้ ะ สมมตุ ิฐานได้ อาจมหี ลายคำตอบ ความคิดเห็น 2. เลอื กคำตอบท่ีคาดเดา 3. ถามยำ้ เพอ่ื ให้ผู้เรียนคดิ อยา่ ง วา่ จะเหมาะสมและมีความ รอบคอบ เปน็ ไปไดม้ ากท่สี ุดและ สอดคลอ้ งกบั ปญั หา ประเด็นและ จดุ ประสงค์ 3. เขียนสิ่งท่ีคาดเดาไวเ้ พ่อื รอ การพิสูจน์ ชดุ วชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่งึ โดยไมพ่ ึง่ ยาเสพติด” สค3300166 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 139

ขนั้ ตอน กจิ กรรมของผู้เรยี น กิจกรรมสนบั สนุนของผสู้ อน ผลทีไ่ ดร้ บั 2.3 การ 1. คิดต่อเนื่องจากขั้นตอน 1. กระตุ้น/ส่งเสรมิ /ให้คำปรึกษา เคา้ โครงงาน กำหนด วธิ ีการศึกษา ท่ี 2.1 และ 2.2 (ถา้ มี) ในการ ว่าจะศกึ ษาเรื่องน้นั อยา่ งไร โดย 1.1 ถามตนเองวา่ มีวธิ 1.1 คิดวิธกี ารศึกษาท่ีหลากหลาย ใดบ้าง ท่จี ะศึกษาเรอ่ื งน้นั ๆได้ 1.2 เลอื กวธิ ีการทีเ่ หมาะสม 1.2 เลือกวิธกี ารศกึ ษาท่ีทำได้ และทำไดใ้ นขอ้ จำกัดทม่ี ีอยู่ 1.3 กำหนดขน้ั ตอนหรอื วิธี 1.3 เลือกแหล่งขอ้ มลู ทเ่ี หมาะสม การศกึ ษาและระยะเวลา 1.4 จัดทำเคา้ โครงของโครงงาน หรอื - ศกึ ษาแหล่งเรียนรู้ที่ เก่ียวขอ้ ง - กำหนดวธิ ีการทจ่ี ะ ศึกษาจากแหล่งความรู้ ต่างๆ - กำหนดระยะเวลา - กำหนดวิธกี ารนำเสนอ ผลงาน 2. นำขอ้ มลู ต้งั แตข่ ัน้ ตอน 2. เตรยี มประสานงานเพอื่ อำนวย ท่ี 1-2 มาเรียบเรยี งจดั ทำ ความสะดวกตลอดจนดูแลความ เค้าโครงของโครงงาน ปลอดภัยในการศกึ ษาตามข้นั ตอน ของโครงงาน ขน้ั ตอนท่ี 2 การศึกษาเอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ ง การศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้องนี้ รวมไปถึงการขอคำปรึกษา หรือข้อมูลรายละเอียดอ่ืนๆ จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ รวมทัง้ การสำรวจวัสดุอปุ กรณ์ต่างๆ การดำเนินงานตามขัน้ ตอนน้ีจะทำให้ เกิดความรู้ ความเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ ของเนอื้ หาที่เก่ียวข้องเพิ่มมากขนึ้ รวมทั้งทำให้เห็นถึงขอบข่าย ของภาระงานท่ีจะดำเนนิ การของโครงงานน้ี จะชว่ ยทำให้ได้แนวคดิ ในการกำหนดขอบข่าย หรือเค้าโครงของ เรอื่ งที่จะศึกษาชัดเจนว่า จะทำอะไร ทำไมต้องทำ ต้องการให้เกิดอะไร ทำอย่างไร ใช้ทรัพยากรอะไร ทำกับ ใคร เสนอผลอย่างไร ชดุ วิชา TO BE NUMBER ONE “เปน็ หนึง่ โดยไม่พึง่ ยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 140

การศึกษาเอกสารท่ีเกีย่ วขอ้ งเราจะศึกษาไดด้ ังนี้ 1. จากการอา่ นส่อื สิง่ พมิ พ์ต่างๆ เชน่ ตำรา หนงั สือพมิ พ์ วารสาร เอกสารเผยแพร่ เป็นตน้ 2. จากการไปเยี่ยมชมสถานทีต่ ่างๆเชน่ วนอุทยาน สวนสตั ว์ พพิ ิธภัณฑ์ โรงงาน เปน็ ต้น 3. จากการฟังบรรยายทางวิชาการการฟังและชมรายการทางวิทยุและโทรทัศน์ 4. จากกิจกรรมการเรยี นการสอนในโรงเรียน 5. จากงานอดิเรกของผเู้ รยี นเอง 6. จากการเขา้ ชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงาน 7. จากการศกึ ษาโครงงานท่มี ผี ้อู ่ืนทำไว้แลว้ 8. จากการสนทนากับครู เพอื่ นๆ หรอื สมั ภาษณ์บุคคลอ่นื ๆ 9. จากการสงั เกตปรากฏการณต์ ่างๆรอบตัว 10. สื่อเทคโนโลยสี ารสนเทศ เช่น อนิ เตอรเ์ นต็ ฯลฯ การศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้องในทนี่ ี้ ยงั รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผทู้ รงคุณวุฒิและการสำรวจวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย หลังจากท่ีผู้เรียนได้หัวข้อเรื่องกว้างๆ ท่ีสนใจจะศึกษาค้นคว้าแล้ว ขั้นตอน ตอ่ ไป คือ แหล่งท่ีผเู้ รยี นจะสามารถศึกษาหาความรู้เพมิ่ เตมิ หรือผู้ทรงคุณวฒุ ิท่ีผู้เรียนสามารถขอคำปรึกษา ซ่ึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒินี้ ผู้เรียนต้องรู้จักจดบันทึกไว้ในสมุดหรือถ่ายเอกสารให้เป็นหลักฐาน เรยี บร้อย เพื่อนำไปแสดงในการแสดงโครงงานดว้ ย - ใครเป็นผเู้ ขยี น/ผแู้ ตง่ - ชื่อหนังสอื /ช่อื เรือ่ ง - โรงพิมพ์/สถานท/ี่ ปีทพ่ี มิ พ์ - หนา้ ท่ีคัดลอกมา ข้อมลู ทง้ั หมดนผ้ี ู้เรียนสามารถนำไปเขียนเปน็ เอกสารอา้ งอิง ข้ันตอนท่ี 3 การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสรา้ งแผนที่ความคิด เป็นการนำเอาภาพรวมของโครงงาน และภาพความสำเรจ็ ของโครงงาน ที่วเิ คราะห์ไวม้ าจัดทำรายละเอียด เพ่อื แสดงแนวคิด แผน และขั้นตอนการทำโครงงาน การดำเนินงานในข้ัน น้ีอาจใช้การระดมสมอง ถ้าเป็นการทำงานเป็นกลุ่ม เพ่ือให้ผู้ร่วมงานและผเู้ ก่ียวข้องทุกคนได้มองเห็นภาระ งานต้ังแต่เริม่ ตน้ จนเสร็จส้ิน รวมท้งั ได้ทราบถึงบทบาทและระยะเวลาในการดำเนินงาน เมอ่ื เกิดความชดั เจน แลว้ จึงนำเอามาเขียนเปน็ เคา้ โครงของโครงงาน เม่ือศึกษาข้อมูลและเลือกหัวข้อโครงงานแล้ว จึงเริ่มเขียนเค้าโครงงาน โดยต้องคำนึงถึงความ สะดวก กะทัดรัดและเหมาะสมกับลักษณะของโครงงาน คิดล่วงหน้าว่า จะทำอะไร อย่างไร เพื่อให้มีความ เข้าใจในการทำงานอย่างเป็นระบบข้ันตอน ไม่สับสนวุ่นวาย โดยช่วยกันคิดไว้ล่วงหน้าว่าจะปฏิบัติการส่ิง ใดบ้าง กำหนดกิจกรรมโครงงาน รวมท้ังระยะเวลา วัสดุอุปกรณ์หรือส่งิ ของต่างๆ ตามความจำเป็นที่ช่วยให้ โครงงานได้รับความสำเร็จ โดยเขียนเป็นโครงรา่ งหรอื เค้าโครง กอ่ นนำเสนอครทู ีป่ รึกษาเพือ่ ขอความเห็นชอบ ชุดวชิ า TO BE NUMBER ONE “เป็นหน่งึ โดยไมพ่ ึ่งยาเสพตดิ ” สค3300166 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 141


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook