Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

Description: แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

Keywords: แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

Search

Read the Text Version

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทาํ งานและการดําเนนิ การ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทาํ งาน พ.ศ. 2554 แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ ม ในการทํางานและการดําเนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอมในการทาํ งาน พ.ศ. 2554 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน กองความปลอดภัยแรงงาน 1 กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ค�ำน�ำ พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ� งาน พ.ศ. 2554 เปน็ กฎหมาย ท่ีสถานประกอบกิจการและหน่วยงานต่าง ๆ ใช้ส�ำหรับการวางมาตรการควบคุม ก�ำกับ ดูแล และ บริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเป็นไปอย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจ�ำนวน ความถี่ หรือความเส่ียง รวมถึงความรุนแรงของการ เกิดอุบัติเหตุจากการท�ำงาน รวมท้ังการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุจากการท�ำงาน ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวง และกฎหมายล�ำดับรองในแต่ละเรื่อง เพ่ือเป็นแนวทางในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯ ให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล กฎกระทรวงก�ำหนดมาตรฐานในการบรหิ าร จดั การ และด�ำเนินการดา้ นความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเก่ียวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 และประกาศกรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใต้กฎกระทรวงฯ เป็นกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ ท่ีมี การก�ำหนดให้สถานประกอบกจิ การปฏิบัตติ ามมาตรฐานตา่ ง ๆ เพื่อใหล้ ูกจา้ งทำ� งานได้อยา่ งปลอดภัยปราศจาก อนั ตรายเก่ียวกบั ความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง ซง่ึ ต้องมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในหลักวิชาการต่าง ๆ ในการตรวจวดั และวิเคราะห์สภาพแวดลอ้ มเกย่ี วกบั ความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง นอกจากน้ี ยงั มกี ฎกระทรวงกำ� หนดมาตรฐานในการบรหิ าร จดั การ และดำ� เนนิ การดา้ นความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ซึ่งก�ำหนด ให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนข้ึนไป นายจ้างต้องจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ในสถานประกอบกิจการ และก�ำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ พรอ้ มกนั อยา่ งนอ้ ยปีละ 1 คร้งั กองความปลอดภัยแรงงาน จงึ จดั ทำ� “แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำงาน และการด�ำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน พ.ศ. 2554” เพ่ือเป็นแนวทางให้นายจ้างและผู้ท่ีเก่ียวข้อง สามารถตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อม ในการท�ำงานเก่ียวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง และสามารถจัดท�ำแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ในสถานประกอบกิจการ ตลอดจนการขอความเห็นชอบแผนและรายละเอียดการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อม อพยพหนไี ฟ (กรณดี �ำเนนิ การฝึกซอ้ มเอง) ไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเป็นไปตามกฎกระทรวงดังกล่าวขา้ งต้น กองความปลอดภยั แรงงาน ตลุ าคม 2561 กองความปลอดภัยแรงงาน 3 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 สารบญั หน้า 1 การตรวจวดั ระดับความรอ้ น (Hot Environment Measurement) 1 2 การตรวจวดั ความเขม้ ของแสงสวา่ ง (Illumination Measurement) 17 3 การตรวจวดั ระดับเสยี ง (Noise Measurement) 37 4 แนวทางการจัดท�ำแผนป้องกนั และระงบั อคั คภี ัยตามกฎกระทรวงก�ำหนดมาตรฐาน 61 ในการบริหาร จดั การ และด�ำเนินการดา้ นความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อม ในการทำ� งานเกยี่ วกับการป้องกนั และระงับอคั คีภยั พ.ศ. 2555 ขอ้ 4 5 แนวทางการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนและรายละเอียดเก่ยี วกับการฝกึ ซ้อมดับเพลงิ 73 และฝกึ ซ้อมอพยพหนีไฟ กรณนี ายจ้างจดั ให้มีการฝึกซอ้ มเองตามกฎกระทรวงก�ำหนด มาตรฐานในการบริหาร จดั การ และด�ำเนนิ การดา้ นความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทำ� งานเก่ียวกบั การป้องกันและระงับอคั คีภัย พ.ศ. 2555 ข้อ 30 กองความปลอดภยั แรงงาน 5 กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 การตรวจวัดระดับความร้อน (Hot Enviroment Measurement) 1. นยิ าม ความร้อน เป็นพลังงานรูปหน่ึง โดยมีแหล่งก�ำเนิดจากธรรมชาติ คือ ดวงอาทิตย์ หรือเกิดจาก การเคลอื่ นไหว หรอื การสน่ั สะเทอื นของโมเลกลุ หรอื อะตอมของสสาร หรอื ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมี จนทำ� ใหพ้ ลงั งานจลน์ เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน และพลังงานความร้อนเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปแบบอื่น เช่น พลังงานไฟฟ้า พลงั งานแสง พลงั งานกล เป็นต้น ระดบั ความรอ้ น หมายความวา่ อุณหภูมิเวตบลั บโ์ กลบในบริเวณท่ีลกู จ้างท�ำงาน ตรวจวัดโดยคา่ เฉลยี่ ในชว่ งเวลาสองชว่ั โมงทมี่ อี ณุ หภมู เิ วตบลั บโ์ กลบสงู สดุ ของการทำ� งานปกติ (ตามกฎกระทรวงฯ เกย่ี วกบั ความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559) หน่วยวดั ระดับความร้อน คอื องศา เช่น องศาเซลเซยี ส และองศาฟาเรนไฮท์ หน่วยวัดปริมาณ คือ แคลอรี่และบีทียู โดยหนึ่งแคลอร่ี คือ ปริมาณความร้อนที่ท�ำให้น้�ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงข้ึน 1 องศาเซลเซียส และหน่ึงบีทียู คือ ปริมาณความร้อนที่ท�ำให้น�้ำ 1 ปอนด์ มีอุณหภูมิสูงข้ึน 1 องศาฟาเรนไฮท์ อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (Wet Bulb Globe Temperature : WBGT) เป็นดัชนีวัดระดับ ความร้อนในส่ิงแวดล้อม (มีหน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส หรือ องศาฟาเรนไฮท์) ซึ่งได้น�ำปัจจัยท่ีมีผลกระทบ ต่อความร้อนที่สะสมในร่างกายมาพิจารณา ได้แก่ ความร้อนท่ีเกิดขึ้นภายในร่างกายขณะท�ำงาน และ ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมการท�ำงาน ซ่ึงความร้อนจากส่ิงแวดล้อมจะถูกถ่ายเทมายังร่างกายได้ 3 วิธี คือ การนำ� การพา และการแผร่ งั สคี วามร้อน ปริมาณงาน หรือ ภาระงาน (Work Load) เป็นพลังงานความร้อนท่ีเกิดจากการเผาผลาญอาหาร เพ่ือให้ร่างกายใช้ปฏิบัติงานต่างๆ ผู้ท่ีท�ำงานหนักย่อมมีความร้อนเกิดข้ึนในร่างกายสูงกว่าผู้ที่ท�ำงานเบา และค่ามาตรฐานระดับความร้อนได้น�ำปัจจัยน้ีมาพิจารณา โดยจ�ำแนกตามความหนักเบาของงานตามระดับ ความรอ้ นท่ไี ดร้ บั ความหนักเบาของงาน หมายความว่า การใช้พลังงานของร่างกายหรือใช้ก�ำลังงานที่ท�ำให้เกิด การเผาผลาญอาหารในรา่ งกายเพ่ือใชป้ ฏบิ ตั ิงาน ความหนัก-เบาของลักษณะการท�ำงาน แบง่ ออกเปน็ 3 ระดบั (ตามกฎกระทรวงฯ เก่ียวกับความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559) โดยคำ� นวณจากการใชพ้ ลงั งาน ดังนี้ * งานเบา หมายความวา่ ลกั ษณะงานทใ่ี ชแ้ รงนอ้ ยหรอื ใชก้ ำ� ลงั งานทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การเผาผลาญอาหาร ในรา่ งกายไมเ่ กนิ 200 กโิ ลแคลอรีต่อชว่ั โมง เชน่ งานเขียนหนังสอื งานพมิ พ์ดดี งานบนั ทกึ ข้อมูล งานเย็บจักร งานนั่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์ งานประกอบชิ้นงานขนาดเลก็ งานบงั คับเครอื่ งจักรดว้ ยเทา้ การยนื คมุ งาน * งานปานกลาง หมายความว่า ลักษณะงานท่ีใช้แรงปานกลางหรือใช้ก�ำลังงานท่ีท�ำให้เกิด การเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 200 กโิ ลแคลอรีตอ่ ชว่ั โมง ถึง 350 กิโลแคลอรตี อ่ ชัว่ โมง เชน่ งานยก ลาก ดัน หรือเคลือ่ นย้ายสิ่งของดว้ ยแรงปานกลาง งานตอกตะปู งานตะไบ งานขับรถบรรทุก งานขบั รถแทรกเตอร์ กองความปลอดภัยแรงงาน 1 กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการดำ�เนนิ การ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 * งานหนัก หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมากหรือใช้ก�ำลังงานที่ท�ำให้เกิดการเผาผลาญ อาหารในร่างกายเกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานท่ีใช้พล่ัวตักหรือเคร่ืองมือลักษณะคล้ายกัน งานขุด งานเลอื่ ยไม้ งานเจาะไมเ้ นอื้ แขง็ งานทบุ โดยใชค้ อ้ นขนาดใหญ่ งานยก หรอื เคลอ่ื นยา้ ยของหนกั ขน้ึ ทส่ี งู หรอื ทล่ี าดชนั มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ สามารถด�ำรงชีพได้เมื่อความร้อนภายในร่างกายคงท่ีในระดับ ท่ีเหมาะสมเท่าน้ัน อุณหภูมิภายในร่างกายมนุษย์อาจเปล่ียนแปลงได้ในช่วงแคบ ๆ โดยไม่มีผลกระทบต่อ การทำ� งานของรา่ งกาย นั่นคือ ประมาณ 37 1 ๐C ดังน้นั ร่างกายจงึ พยายามควบคมุ อณุ หภูมใิ หค้ งท่ีตลอดเวลา ดว้ ยกลไกตา่ ง ๆ เชน่ การหลงั่ เหงอ่ื รสู้ กึ กระหายนำ้� และมเี ลอื ดไหลเวยี นมาทผี่ วิ เพอื่ ระบายความรอ้ นมากขนึ้ เปน็ ตน้ โดยท่ัวไปแหล่งความร้อนท่ีมีอิทธิพลต่อความร้อนในร่างกายมนุษย์มี 2 แหล่ง คือ ความร้อน ท่ีเกิดขึ้นภายในร่างกายจากการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน และความร้อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ซ่ึงความร้อนจากท้ังสองแหล่งนี้สามารถถ่ายเทระหว่างกันได้ จากแหล่งท่ีมีระดับความร้อนสูงกว่า ไปยังแหลง่ ทีม่ ีความร้อนตำ่� กว่า โดยการนำ� การพา และการแผร่ ังสีความรอ้ น ทั้งนี้ เพอื่ รกั ษาระดับความร้อน ภายในร่างกายให้คงท่ีที่ 37 1 ๐C ซึ่งความพยายามในการรักษาระดับความร้อนของร่างกายน้ีอธิบาย ไดด้ ้วยสมการสมดุลความรอ้ น คือ H = M R C-E D เมื่อ H = ความร้อนสะสมของร่างกาย (Body Heat Storage) M = ความร้อนจากการเผาผลาญอาหารเพ่ือสรา้ งพลังงาน (Metabolic Heat) R = ความร้อนทถ่ี ่ายเทดว้ ยการแผ่รงั สี (Radiation) C = ความร้อนที่ถา่ ยเทด้วยการพา (Convection) E = ความร้อนทส่ี ูญเสยี ไปจากการระเหยของเหงอ่ื (Evaporation) D = ความรอ้ นที่ถา่ ยเทด้วยการนำ� (Conduction) 2. กลไกการเกิดความร้อนภายในร่างกาย อณุ หภมู ติ ามสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย มคี า่ แตกตา่ งกนั ไปตามปรมิ าณเลอื ดทไี่ หลไปยงั รา่ งกายบรเิ วณนน้ั ตามอัตราเมตาโบลิซึมของอวัยวะนั้น และความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิบริเวณน้ันกับบริเวณใกล้เคียง อณุ หภูมขิ องร่างกายสามารถแบง่ ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. อุณหภูมิแกน (Core Temperature) หมายถึง อุณหภูมิของอวัยวะท่ีอยู่ภายในร่างกาย เช่น สมอง หวั ใจ ปอด ตบั ไต และระบบทางเดินหายใจ เปน็ ต้น 2. อณุ หภมู ทิ ่ผี ิว (Surface Temperature) หมายถงึ อณุ หภูมิที่กลา้ มเนื้อและผิวหนงั ซึง่ เปน็ บรเิ วณ ทมี่ ีการแลกเปลย่ี นความร้อนกบั สิ่งแวดลอ้ มภายนอก เพื่อรักษาสมดลุ อณุ หภมู ขิ องร่างกายให้คงท่ี แหล่งสรา้ งความรอ้ นในรา่ งกาย ความร้อนทท่ี �ำใหร้ า่ งกายอบอนุ่ ได้มาจาก 2 ทาง คอื 1. เมตาโบลซิ มึ (Basal Metabolic) ในภาวะปกตคิ วามร้อนส่วนใหญเ่ กิดจากการเผาผลาญอาหาร ภายในร่างกาย 2. การท�ำงานของกล้ามเนื้อ (Shivering) ซ่ึงจะเปล่ียนพลังงานเคมีที่เกิดขึ้นจากการหดตัว ของกล้ามเน้ือไปเปน็ ความรอ้ น 2 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 3. การสญู เสยี ความรอ้ นออกจากร่างกาย ความร้อนของร่างกายสว่ นใหญ่ จะถกู ขจดั ออกทางผิวหนงั (ร้อยละ 97) (ภาพ 11 ) โดยวธิ ีการ ดงั น้ี ท่ีมา : ภาพจากหนงั สอื สรีรวิทยา หนา้ 282 คณาจารยภ์ าควชิ าสรีรวิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิ ล 1. การแผร่ งั สคี วามรอ้ น (Radiation) เปน็ การสญู เสยี ความรอ้ นออกจากรา่ งกายในรปู ของคลนื่ รงั สี อนิ ฟราเรด ท่แี ผอ่ อกไปทกุ ทิศทกุ ทาง โดยไม่ต้องอาศยั ตัวกลาง รา่ งกายจะระบายหรือสูญเสยี ความร้อนด้วยวธิ ีน้ี 60% ของปรมิ าณความรอ้ นทถ่ี กู ขจดั ออกไปทง้ั หมด หากกางแขน / กางนวิ้ มอื จะเพมิ่ ความสามารถในการแผร่ งั สี ความรอ้ นข้ึน 10% 2. การพาความรอ้ น (Convection) รา่ งกายจะสญู เสยี ความรอ้ นโดยวธิ นี ป้ี ระมาณ 12% โดยอาศยั การเคลื่อนยา้ ยถ่ายเทของอากาศท่ีอยู่ลอ้ มรอบเปน็ ตวั ช่วยพาความรอ้ นออกจากร่างกาย 3. การน�ำความร้อน (Conduction) เป็นการถ่ายเทความร้อนจากผิวหนังของร่างกายเม่ือสัมผัส กับ เบาะนัง่ เก้าอ้ี เตียงนอน พนื้ ห้อง แลว้ ถ่ายเทความรอ้ นจากร่างกายสวู่ ัตถเุ หลา่ นี้ ร่างกายจะสูญเสยี ด้วยวธิ ีนี้ ประมาณ 3% 4. การระเหย (Evaporation) เป็นการสูญเสียความร้อนโดยกลไกของร่างกายท�ำให้น้�ำท่ีผิวหนัง เย่อื บุผิวในปาก ภายในช่องปาก และทางเดินหายใจส่วนต้น (หลอดลม) ระเหยกลายเปน็ ไอตลอดเวลาโดยไมร่ ตู้ วั ร่างกายจะสูญเสียความรอ้ นด้วยวิธนี ้ี ประมาณ 22% นอกจากรา่ งกายจะระบายความรอ้ นส่วนใหญอ่ อกทางผวิ หนงั แล้ว ความร้อนบางสว่ นจะถูกขจดั ออก ทางระบบหายใจซงึ่ เกดิ ข้นึ ประมาณ 2% และอีก 1% จะถูกขจัดออกมากบั ปัสสาวะและอุจจาระ กองความปลอดภยั แรงงาน 3 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 4. อนั ตรายและผลกระทบต่อสุขภาพ การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยการขับเหง่ือออกจากร่างกาย เพ่ือต้องการลดอุณหภูมิลง อยา่ งรวดเร็วเม่ือไดร้ บั ความร้อนมากเกินไป เมอ่ื อากาศร้อนอตั ราการขบั เหงื่อจะเพิม่ ขึ้นเป็น 2 เทา่ (1.5 – 4.0 ลิตรต่อช่ัวโมง) คนท่ีอาศัยในเขตร้อนจะมีต่อมเหง่ือใต้ผิวหนังเป็นจ�ำนวนมาก การขับเหง่ือออกจากร่างกาย นอกจากจะเป็นการระบายความร้อนแล้ว ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะสูญเสียน�้ำ สารยูเรีย กรดแลคติค และแร่ธาตทุ ส่ี �ำคัญบางชนดิ ออกไปดว้ ย เช่น โซเดยี ม โปแตสเซียม และคลอไรด์ เป็นตน้ ความผดิ ปกตทิ เี่ กดิ จากการมอี ณุ หภมู สิ งู เมอื่ อณุ หภมู ขิ องรา่ งกายสงู กวา่ 41 ๐C จะดว้ ยสาเหตใุ ดกต็ าม เซลล์ประสาทบางส่วนในระบบประสาทส่วนกลางจะถูกท�ำลายอย่างถาวร และถ้ายังได้รับความร้อนเพิ่มข้ึนอีก ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่อยู่ในสมองจะเสียไป ไม่สามารถระบายความร้อนออก จะท�ำให้เกิดความรู้สึกมึนงงและ อาจเกิดอาการชักอย่างรุนแรงได้ (Severe Convulsion) ซ่ึงอาจช่วยลดอุณหภูมิโดยการเช็ดตัวด้วยน้�ำผสม แอลกอฮอล์ เพ่ือช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 45 ๐C ซ่ึงเป็นขีดสูงสุดที่คนจะทน อย่ไู ด้ ถ้าไม่ได้ชว่ ยลดความรอ้ นอยา่ งมีประสิทธภิ าพ เซลลท์ ั่วไปจะถกู ทำ� ลายและอาจถงึ แก่ชวี ติ ได้ ในภาวะท่ีร่างกายต้องสัมผสั กับความร้อนเปน็ ระยะเวลานาน อาจพบอาการตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ การมีไข้ (Fever หรือ Pyrexia) เป็นสภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า 37.5 ๐C อาจเกิดข้ึนจาก การทอี่ ยู่ในอณุ หภมู สิ ูงเป็นเวลานาน มคี วามผดิ ปกตภิ ายในเนอื้ สมอง เชน่ การมีเนื้องอก การผ่าตัดสมอง หรอื ร่างกายขาดนำ�้ หรอื เกดิ จากสารพษิ ไปรบกวนการทำ� งานของศูนยค์ วบคมุ อุณหภูมิในสมอง แตโ่ ดยทัว่ ไปมักเกิด อาการนี้จากการตดิ เชอื้ ต่าง ๆ นอกจากนี้ ไข้อาจเกดิ จากการได้รบั ยาหรอื สารเคมีบางอยา่ ง เป็นตน้ ลมแดด (Heat Stroke) เกิดขึ้นในภาวะท่ีร่างกายต้องเผชิญกับอากาศร้อนเป็นเวลานาน ความสามารถในการควบคมุ อุณหภูมริ า่ งกายของศูนย์ควบคุมอุณหภูมทิ อ่ี ยใู่ นสมองจะลดลง และหากมีอุณหภมู ิ ในความชื้นสัมพัทธ์สูง จะท�ำให้อุณหภูมิร่างกายสูงข้ึนเร่ือย ๆ จนถึง 41 – 42 ๐C ถ้าไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิลง บุคคลนั้นจะมีอาการของลมแดด ลมแดด คือ มีอาการมึนงง คล่ืนไส้ บางคร้ังเพ้อ อาจมีอาการไม่รู้สึกตัว และโคม่าในเวลาต่อมา หากไม่ช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายอย่างทันถ่วงทีอาจท�ำให้เสียชีวิตได้ ซ่ึงเกิดจาก ภาวะช็อค (Shock) เพราะเสียน�ำ้ และเกลอื แร่ท่สี ำ� คัญทางเหง่ือรว่ มด้วย การเป็นลม (Fainting หรือ Heat Syncope) เกิดจากสมองขาดเลือดไปเล้ียง มีสาเหตุมาจาก การที่หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัวมากหลายแห่ง มักพบร่วมกับการมีความดันต�่ำในท่ายืน คนที่มีความไว ต่อยานอนหลับและยากล่อมประสาท เพราะขณะใช้ยา หลอดเลือดจะขยายตัวมากกว่าปกติ ความดันโลหิต จะต่ำ� อตั ราการเตน้ หวั ใจจะชา้ ลง คนกลุ่มนีจ้ งึ มีโอกาสเกดิ Heat Syncope ได้งา่ ย การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion) เกิดข้ึนจากระบบหมุนเวียนของเลือด ไปเล้ียงสมองไดไ้ มเ่ ตม็ ที่ การขาดน้ำ� (Dehydration) การสูญเสียเหงอื่ เปน็ การสญู เสียน�ำ้ และเกลือแร่ออกจากร่างกายไปมาก รสู้ กึ กระหายนำ้� ผวิ หนงั แหง้ รสู้ กึ ไมส่ บาย นอกจากน้ี ยงั พบอาการอน่ื ๆ เชน่ อาการผดผน่ื ขน้ึ ตามผวิ หนงั เปน็ ตน้ ตะคริวเน่ืองจากความร้อน (Heat Cramp) เกิดจากร่างกายสูญเสียเกลือแร่ไปกับเหงื่อ ท�ำให้ ขาดเกลอื แร่ท่จี ะไปควบคมุ การทำ� งานของกลา้ มเนื้อ ท�ำให้เกิดการหดเกรง็ ของกล้ามเนอ้ื ไม่สมดลุ กัน 4 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 5. เคร่ืองมือและอุปกรณใ์ นการตรวจวัดระดบั ความร้อน เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจวัดระดับความร้อน ประกอบด้วยเทอร์โมมิเตอร์ 3 ชนิด คือ เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกตามธรรมชาติ เทอร์โมมิเตอร์ชนิดโกลบ ซึ่งมี คุณลักษณะดังอธิบายต่อไปน้ี คณุ ลักษณะของเครอ่ื งมือและอปุ กรณ์ (ชุดอุปกรณ์ที่ใชใ้ นการตรวจวดั ดัชนี WBGT) 1. เทอร์โมมิเตอร์ชนิดกระเปาะแห้ง (Dry Bulb Thermometer ; DB) เป็นชนิดปรอทหรือ แอลกอฮอล์ท่ีมีความละเอียดของสเกล 0.5 ๐C มีการก�ำบังป้องกันเทอร์โมมิเตอร์จากแสงอาทิตย์ หรือแหล่งท่ีแผ่รังสีความร้อน โดยไม่รบกวน การไหลเวยี นอากาศ 2. เทอร์โมมิเตอร์ชนิดกระเปาะเปียก ตามธรรมชาติ (Natural Wet Bulb Thermometer ; NWB) ความละเอียดของสเกล 0.5 ๐C มีผ้าฝ้าย ช้ันเดียวที่สะอาดห่อหุ้มท่ีกระเปาะ หยดน�้ำกลั่นลง บนผ้าฝ้ายที่หุ้มกระเปาะให้เปียกชุ่มและให้ปลาย อกี ดา้ นหนงึ่ ของผา้ จมุ่ อยใู่ นนำ้� กลนั่ เพอื่ ใหผ้ า้ สว่ นทห่ี มุ้ กระเปาะเทอร์โมมเิ ตอรเ์ ปยี กอยตู่ ลอดเวลา 3. เทอร์โมมิเตอร์ชนิดโกลบ (Globe Thermometer ; GT) มีช่วงการตรวจวัดตั้งแต่ -5 ถึง 100 ๐C ท่ีปลายกระเปาะเทอร์โมมิเตอร์ เสียบอยู่กึ่งกลางทรงกลมกลวงที่ท�ำด้วยทองแดง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ภายนอก ทาดว้ ยสดี �ำด้านทีส่ ามารถดดู กลืนรงั สีความร้อนไดด้ ี เทอร์โมมิเตอร์ท้ังสามนี้ต้องมีความแม่นย�ำ ± 0.5 ๐C การปรับเทียบความถูกต้องของเคร่ืองมือ การปรับเทียบเทอร์โมมิเตอร์ท่ีใช้ในการตรวจวัด วา่ มคี ุณลกั ษณะข้างตน้ หรอื ไม่ โดยท�ำการปรับเทยี บ อุปกรณ์จากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองอย่างน้อย ปลี ะ 1 ครง้ั หรือตามคมู่ อื ท่ผี ู้ผลติ กำ� หนดไว้ ในปัจจุบัน เพ่ือความสะดวกในการตรวจวัด บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ตรวจวัดระดับความร้อน ได้คิดค้น เครื่องมอื อิเลก็ ทรอนิกสท์ สี่ ามารถอ่านคา่ WBGT ได้ทนั ที โดยไม่ต้องค�ำนวณคา่ WBGT โดยการใชส้ ตู รคำ� นวณ กองความปลอดภัยแรงงาน 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดลอ้ มในการทํางานและการดําเนนิ การ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 คุณลักษณะของเครื่องมือและอุปกรณ์ (เคร่ืองมือวัดระดับความร้อน WBGT ชนิดที่สามารถ อ่านค่าได้ทันท)ี ส�าหรับเคร่ืองมือวัดระดับความร้อน WBGT ชนิดท่ีสามารถอ่านค่าและค�านวณค่า WBGT ได้โดยตรง ต้องมีคุณลักษณะของเครื่องสอดคล้อง กับมาตรฐาน ISO 7243 ขององค์การมาตรฐาน ระหวา่ งประเทศ (International Organization for Standardization) (ดรู ายละเอยี ดตาม ขอ้ 10 เอกสาร แนบท้าย) หรือเทียบเท่า เช่น DIN EN 27243 หรือดีกวา่ การปรับเทียบความถูกต้องของเครื่องมือวัด ระดับความร้อน WBGT ชนิดที่สามารถอ่านค่าและ ค�านวณค่า WBGT ได้โดยตรง ก่อนใช้งานทุกครั้ง ต้องปรับเทียบความถูกต้องด้วยอุปกรณ์ปรับเทียบ ของเครื่อง ซ่ึงผู้ผลิตจัดไว้ให้พร้อมอุปกรณ์ เช่น Calibration Verification Module และท�าการ ปรบั เทยี บทง้ั เครอ่ื งมอื วดั ระดบั ความรอ้ น WBGT และ Calibration Verification Module หรืออุปกรณ์ สา� หรบั การปรบั เทยี บทผ่ี ผู้ ลติ กา� หนดไว้ จากหนว่ ยงาน ที่ได้รับการรับรองอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หรือตาม ค่มู ือท่ีผผู้ ลติ กา� หนดไว้ 6. การตรวจวดั ระดบั ความร้อน ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และ การวิเคราะห์สภาวะการท�างานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภท กิจการที่ต้องด�าเนินการ ไดก้ า� หนดให้ ขอ้ 2 ใหน้ ายจา้ งจดั ใหม้ กี ารตรวจวดั และวเิ คราะหส์ ภาวะการทา� งานเกยี่ วกบั ระดบั ความรอ้ น แสงสวา่ ง หรอื เสียง ภายในสถานประกอบกจิ การในสภาวะที่เป็นจรงิ ของสภาพการทา� งานอยา่ งน้อยปลี ะ 1 ครงั้ กรณที มี่ ี การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเคร่ืองจักรอุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการท�างาน หรือการด�าเนินการใด ๆ ที่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ให้นายจ้างด�าเนินการจัดให้มีการตรวจวัด และวิเคราะห์สภาวะการท�างานบริเวณพื้นท่ีหรือบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ภายใน 90 วันนับจาก วนั ทมี่ กี ารปรบั ปรุงหรือเปล่ียนแปลง ข้อ 3 ใหน้ ายจา้ งจดั ใหม้ กี ารตรวจวดั ระดบั ความรอ้ นบรเิ วณทมี่ ลี กู จา้ งปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นสภาพการทา� งาน ปกติและต้องตรวจวดั ในช่วงระยะเวลาทลี่ กู จ้างอาจได้รบั อนั ตรายจากความรอ้ นสงู สุด 6 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 ขอ้ 4 ประเภทกิจการที่ต้องด�ำเนินการตรวจวัด ได้แก่ การผลิตน�้ำตาลและท�ำให้บริสุทธ์ิ การปั่นทอ ทม่ี กี ารฟอกหรอื ยอ้ มสี การผลติ เยอ่ื กระดาษหรอื กระดาษ การผลติ ยางรถยนตห์ รอื หลอ่ ดอกยาง การผลติ กระจก เครอื่ งแกว้ หรอื หลอดไฟ การผลติ ซเี มนตห์ รอื ปนู ขาว การถลงุ หลอ่ หลอมหรอื รดี โลหะ หรอื กจิ การทม่ี แี หลง่ กำ� เนดิ ความรอ้ นหรือมกี ารทำ� งานทอี่ าจทำ� ให้ลูกจา้ งไดร้ ับอนั ตรายเนื่องจากความรอ้ น การตรวจวัดระดับความร้อน มขี ั้นตอนดงั นี้ 1. จดั เตรยี มและตรวจสอบอปุ กรณห์ รอื เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการตรวจวดั ระดบั ความรอ้ นใหม้ คี ณุ ลกั ษณะ ตามทกี่ �ำหนดไว้ 2. ติดต้ังเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้งกับขาต้ัง ในขณะตรวจวัดต้องหาสิ่งปิดกั้นเทอร์โมมิเตอร์ กระเปาะแห้งจากดวงอาทิตย์และแหล่งแผ่รังสีความร้อนอ่ืน ๆ โดยที่สิ่งก�ำบังน้ันต้องไม่จ�ำกัดการหมุนเวียน ของอากาศรอบ ๆ กระเปาะเทอร์โมมเิ ตอร์ 3. หยดน้�ำกลั่นลงบนผ้าท่ีหุ้มกระเปาะเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก โดยปลายอีกด้านหนึ่งของผ้า จุ่มอยู่ในน้�ำกลั่น ให้จัดกระเปาะของเทอร์โมมิเตอร์อยู่สูงเหนือระดับน้�ำกล่ันที่บรรจุในภาชนะ ประมาณ 1 นิ้ว น�ำไปติดตง้ั กับขาตงั้ 4. นำ� เทอรโ์ มมเิ ตอร์ที่สามารถอ่านค่าในช่วง -5 ถงึ 100 °C มาเสียบเขา้ กบั จุกยางท่ีเจาะรูตรงกลาง จุกยางนี้มีขนาดเท่ากับปากเปิดของโกลบ ปิดปากโกลบด้วยจุกยางเสียบเทอร์โมมิเตอร์นี้ ให้กระเปาะของ เทอรโ์ มมิเตอรอ์ ยตู่ รงจุดศนู ยก์ ลางของโกลบ แลว้ น�ำไปติดตั้งกบั ขาต้ัง 5. ปรบั ระดบั ใหเ้ ทอรโ์ มมเิ ตอรท์ ั้ง 3 ชนดิ ขา้ งตน้ อยู่ในระดับเดยี วกัน ในต�ำแหน่งสงู จากพนื้ ระดับ หน้าอกของลูกจ้าง 6. ใช้ขาตงั้ ยดึ หรือแขวนเทอร์โมมเิ ตอร์ทงั้ สามน้ี ในบรเิ วณทอี่ ากาศสามารถพัดผ่านได้ โดยไมม่ ีส่งิ ใด บังเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกและโกลบจากสิ่งแวดล้อม และต้ังชุดตรวจวัดน้ีไว้ใกล้กับจุดที่คนท�ำงานอยู่มาก ท่สี ดุ ท้ังน้ีตอ้ งไมข่ ัดขวางการท�ำงานของคนงาน รวมท้ัง ติดตั้งเพ่ือตรวจวัดในบรเิ วณทคี่ นงานพักดว้ ย 7. ต้ังอุปกรณ์หรือเครื่องมือไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนอ่านค่า และให้บันทึกค่าตรวจวัดในช่วง ระยะเวลาท่ีเหมาะสม ได้แก่ บันทกึ คา่ NWB, GT, DB หรอื ค่า WBGT และระยะเวลาการท�ำงานของพนักงาน ในจดุ การทำ� งานนนั้ ๆ ทง้ั น้ี อณุ หภมู ทิ อ่ี า่ นคา่ เปน็ องศาเซลเซยี ส ใหค้ ำ� นวณหาคา่ อณุ หภมู เิ วตบลั บโ์ กลบ (WBGT) สำ� หรบั อปุ กรณต์ รวจวดั ระดบั ความรอ้ นทไี่ มส่ ามารถคำ� นวณคา่ จากเครอ่ื งมอื โดยตรง (ตามกฎกระทรวงฯ เกย่ี วกบั ความรอ้ น แสงสวา่ ง และเสยี ง พ.ศ. 2559) ดังน้ี 7.1 อณุ หภมู ทิ วี่ ัดเปน็ องศาเซลเซียสซงึ่ วัดนอกอาคารท่ีไมม่ ีแสงแดดหรอื ในอาคาร WBGT = 0.7 NWB + 0.3 GT 7.2 อุณหภมู ิทีว่ ัดเปน็ องศาเซลเซียสซ่ึงวัดนอกอาคารท่ีมแี สงแดด WBGT = 0.7 NWB + 0.2 GT + 0.1 DB WBGT หมายถงึ Wet Bulb Globe Temperature (๐C) เป็นดัชนีวดั ระดบั ความร้อน ในส่ิงแวดล้อม กองความปลอดภยั แรงงาน 7 กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 NWB หมายถงึ Natural Wet Bulb (๐C) อุณหภมู ิของเทอรโ์ มมเิ ตอร์ชนิดกระเปาะเปยี ก ตามธรรมชาติ เปน็ เสมอื นการวดั อุณหภูมทิ ี่ผวิ หนงั ซง่ึ หากเหงือ่ สามารถระเหยได้ อุณหภมู นิ ีจ้ ะตำ�่ กวา่ อุณหภูมิ อากาศ GT หมายถึง Globe Temperature อุณหภูมิของเทอรโ์ มมิเตอรช์ นิดโกลบ (๐C) เป็นการ วดั ความร้อนที่เกิดจากการแผ่รงั สี DB หมายถึง Dry Bulb อุณหภูมิของเทอร์โมมิเตอร์ชนิดกระเปาะแห้ง (๐C) เป็นการวัด อณุ หภูมอิ ากาศ ซึ่งถ่ายเทความร้อนโดยการพา 8. หากคนงานทำ� งานในบรเิ วณทม่ี รี ะดบั ความรอ้ นแตกตา่ งกนั ตง้ั แตส่ องพนื้ ทขี่ น้ึ ไป ใหต้ รวจวดั ระดบั ความรอ้ นในทุกพืน้ ที่ แลว้ เลอื กช่วงระยะเวลา 2 ชวั่ โมงทีร่ ้อนท่สี ดุ น�ำค่าทว่ี ดั ได้มาคำ� นวณ คา่ WBGT เฉลย่ี ดังนี้ WBGTเฉลยี่ = (WBGT1 x t1) + (WBtG1T2+x tt22) + t3(W+BG..T. 3 x tt3n) + … + (WBGTn x tn) + + WBGT1 = WBGT (๐C) ในเวลา t1 (นาที) WBGT2 = WBGT (๐C) ในเวลา t2 (นาท)ี WBGTn = WBGT (๐C) ในเวลา tn (นาท)ี t1 + t2 + t3 + .... + tn = 120 นาที ทม่ี ีอุณหภูมิเวตบลั บ์โกลบ (WBGT) สงู สดุ 9. ศึกษาระยะเวลาการท�ำงาน และลักษณะการท�ำงาน ของลูกจ้าง เพื่อประเมินภาระงาน ว่าลักษณะงานที่ลูกจ้างท�ำในช่วงเวลาท�ำงาน 2 ช่ัวโมงท่ีร้อนที่สุด เป็นลักษณะงานหนัก งานปานกลาง หรือ งานเบา ในกรณที ไี่ มส่ ามารถระบไุ ดว้ า่ ลกั ษณะงานทล่ี กู จา้ งทำ� เปน็ งานหนกั งานปานกลาง หรอื งานเบา ใหค้ ำ� นวณ ภาระงาน (Work-Load Asessment) เพอ่ื กำ� หนดลักษณะงานตามแนวทางของ OSHA Technical Manual หรือเทยี บเท่า เชน่ ISO 8996 ดังน้ี Avg. M. = M1t1 + M2t2 + M3t3 + …… + Mntn t1 + t2 + t3 + …… + tn เมื่อ M1 , M2 … และ Mn คือ ค่าประมาณความร้อนที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร เพื่อสร้างพลงั งาน ส�ำหรับกจิ กรรมตา่ ง ๆ มหี นว่ ยเปน็ กิโลแคลอรีต่อชว่ั โมงหรือกโิ ลแคลอรีต่อนาที (ตารางที่ 1 และ ตารางท่ี 2) ในชว่ งเวลา t1 , t2 , tn มีหน่วยเป็นช่ัวโมงหรอื นาที (ศกึ ษาการคำ� นวณจากตวั อย่างท่ี 2) 10. น�ำค่าระดับความร้อนท่ีค�ำนวณได้ (ตามข้อ 8) และลักษณะงานที่ค�ำนวณได้ (ตามข้อ 9) เปรียบเทียบกับมาตรฐานระดับความร้อนตามท่ีก�ำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ เก่ียวกับความร้อน แสงสว่าง และเสยี ง พ.ศ. 2559 ข้อ 2 (1) งานที่ลูกจ้างท�ำในลักษณะงานเบาต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิ เวตบัลบโ์ กลบ 34 องศาเซลเซียส 8 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภัย อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 (2) งานที่ลูกจ้างท�ำในลักษณะงานปานกลางต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ย อุณหภมู เิ วตบัลบ์โกลบ 32 องศาเซลเซยี ส (3) งานที่ลูกจ้างท�ำในลักษณะงานหนักต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิ เวตบัลบโ์ กลบ 30 องศาเซลเซยี ส ตารางที่ 1 การประเมนิ ภาระงาน (อตั ราการเผาผลาญอาหารเฉลย่ี ในรา่ งกายของคนงานขณะทที่ ำ� งานในกจิ กรรมตา่ ง ๆ) ทา่ ทางการเคลอื่ นไหวของรา่ งกาย กโิ ลแคลอรี/่ นาที - นงั่ 0.3 - ยนื 0.6 - เดินบนพ้นื ราบ 2.0 – 3.0 - เดนิ ขน้ึ ทส่ี งู เพ่ิม 0.8 ทกุ ความสงู ท่ีเพิม่ ข้ึน 1 เมตร กิจกรรม/การปฏิบัติงาน คา่ พลงั งานเฉลยี่ ช่วง ชนิดของการปฏิบัติงาน (กิโลแคลอร่ี/นาท)ี (กิโลแคลอร/ี่ นาท)ี ท�ำงานดว้ ยมอื : - เบา (เขียนหนังสอื เย็บปักถกั รอ้ ย) 0.4 0.2 – 1.2 - หนกั (พิมพด์ ีด นบั /เรยี งเอกสาร) 0.9 ท�ำงานดว้ ยแขนขา้ งเดียว : 1.0 0.7 – 2.5 - เบา (กวาดพ้นื เชด็ ถูพื้น) 1.7 - หนัก (ตอกตะปู เล่ือยไม้) ท�ำงานดว้ ยแขนทงั้ 2 ขา้ ง : - เบา (ปอ้ นชิ้นงาน ตะไบโลหะ งานสวน) 1.5 1.0 – 3.5 - หนัก (ไสไม้ แกะสลักไม้) 2.5 ท�ำงานดว้ ยร่างกายทุกส่วน : 3.5 2.5 – 15.0 - เบา (ขบั รถยนต์) 5.0 - ปานกลาง (ทาสี ขัดถพู ้ืน ท�ำความสะอาดพรม) 7.0 - หนกั (ลาก ดึง ยกของหนัก) 9.0 - หนกั มาก (กอ่ สรา้ ง ขดุ ดนิ คยุ้ ตะกรนั ในเตาหลอม) เมตาโบลิสมพ์ ้นื ฐานของร่างกาย 1.0 หมายเหต ุ * ค่าก�ำหนดส�ำหรับคนงานมาตรฐาน ซึ่งมีน้�ำหนักตัว 70 กิโลกรัม มีพ้ืนท่ีผิวของร่างกาย 1.8 ตารางเมตร และสวมเส้อื ผา้ ปกตขิ ณะปฏบิ ัตงิ าน ** 1 กโิ ลแคลอร่ี = 3.968 บีทยี ู , 1 บีทียู = 0.252 กิโลแคลอรี่ ท่ีมา : U.S. Department of Labor, Occupational Safety and Health Administration, OSHA Technical Manual –Section III กองความปลอดภยั แรงงาน 9 กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบญั ญัตคิ วามปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ตารางท่ี 2 ตัวอย่างกิจกรรมเปรยี บเทยี บกับตารางท่ี 1 ตัวอยา่ งการทำ� งาน กโิ ลแคลอร/ี่ นาที การประกอบชิน้ งานใชเ้ คร่อื งมอื หนกั 2.0 1. เดนิ ไปเรอ่ื ย ๆ 3.0 2. ใช้ 2 แขน (งานหนัก) และใช้ร่างกายทกุ สว่ น (งานเบา) 1.0 3. เมตาโบลิสม์พ้นื ฐานของร่างกาย 6.0 รวม ตารางแสดงตวั อยา่ งกจิ กรรม/การปฏิบัติงาน ตามระดบั ความหนกั เบา ความหนกั เบา ตวั อย่างกิจกรรม/การปฏบิ ัติงาน งานเบา นง่ั ทำ� งานโดยมีการเคล่อื นไหวของแขน-ขาปานกลาง เช่น งานสำ� นกั งาน (ไม่เกิน 200 กโิ ลแคลอร/ี่ ช่วั โมง) ขับรถยนต์ขนาดเล็ก ตรวจสอบ/ประกอบชิน้ สว่ นวสั ดุเบา เย็บปักถักรอ้ ย ยนื ทำ� งานโดยมกี ารเคลือ่ นไหวของล�ำตัวเล็กนอ้ ย เชน่ ควบคมุ เครื่องจักร บรรจุวสั ดนุ ้ำ� หนกั เบา การใชเ้ คร่อื งมือกล/เคร่อื งทนุ่ แรงขนาดเล็ก งานปานกลาง เดินด้วยความเร็วไม่เกิน 2 ไมล์/ชั่วโมง (3.2 กิโลเมตร/ชั่วโมง) เช่น (201-350 กิโลแคลอร่ี/ช่วั โมง) เดินตรวจงาน หรอื เดนิ ส่งเอกสารจำ� นวนเลก็ น้อย นั่งท�ำงานโดยมีการเคล่ือนไหวหรือใช้ก�ำลังแขน-ขาค่อนข้างมาก เช่น น่ังควบคุมปั้นจ่ัน เครน หรือเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ในงานก่อสร้าง ประกอบ/บรรจวุ ัสดุทมี่ ีน้ำ� หนกั ค่อนข้างมาก ขบั รถบรรทุกขนาดใหญ่ ยนื /เคลอ่ื นไหวลำ� ตวั ขณะทำ� งาน เชน่ ยกของทมี่ นี ำ้� หนกั ปานกลาง ลาก-ดงึ รถเขน็ วสั ดทุ มี่ ลี อ้ เลอ่ื น ทำ� งานในหอ้ งเกบ็ ของ ยนื ตอกตะปู ใชเ้ ครอ่ื งมอื กล ขนาดปานกลาง ยนื ป้อนช้ินงาน การขัดถู ท�ำความสะอาด รดี ผ้า เดินด้วยความเรว็ 2-3 ไมล/์ ช่ัวโมง (3.2 – 4.8 กโิ ลเมตร/ช่ัวโมง) หรือเดิน โดยมกี ารถือวัสดทุ ่นี ้�ำหนกั ไมม่ าก เช่น เดินสง่ เอกสารหรอื ห่อวสั ดสุ ่ิงของ งานหนกั ท�ำงานทีม่ ีการเคลอ่ื นไหวลำ� ตวั มาก/อยา่ งเรว็ หรอื ตอ้ งมีการออกแรงมาก (มากกว่า 350 กิโลแคลอรี/่ ชว่ั โมง) เชน่ ลาก ดงึ หรอื ยกของท่ีมีนำ�้ หนกั มาก (> 20 kg) โหนหรอื ปนี ข้ึนทสี่ ูง งานเลอ่ื ยไม้ ขดุ หรอื เซาะดนิ /ทรายทมี่ คี วามชน้ื สงู คยุ้ ตะกรนั ในเตาหลอม แกะสลกั โลหะหรือหนิ การขดั ถพู ้ืนหรอื พรมทีส่ กปรกมาก ๆ งานก่อสร้าง และงานหนกั ทต่ี อ้ งปฏิบตั กิ ลางแจง้ เดินเร็ว ๆ หรือว่ิงด้วยความเร็วมากกว่า 3 ไมล์/ช่ัวโมง (4.8 กิโลเมตร/ ชั่วโมง) ที่มา : • ACGIH - Threshold Limit Values (TLVs) and Biological Exposure Indices (BEIs), 1999. • Ergonomics Guides - American Industrial Hygiene Journal : Vol. 32, August 1971 10 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 7. ตัวอยา่ งการค�ำนวณ ตวั อย่าง 1 โรงหลอมโลหะแหง่ หนึง่ มกี ารหลอมโลหะโดยใชเ้ ตาหลอมไฟฟ้า ในวนั ท่ีมกี ารหลอมโลหะ พนกั งานแผนกเตาหลอมจะทำ� งานตลอดท้ังวนั ซ่งึ มขี นั้ ตอนการทำ� งาน ดงั นี้ น�ำวัตถุดิบตา่ ง ๆ ใส่เตาหลอม และ เขยี่ วตั ถดุ บิ ทอี่ ยใู่ นเตารวม 70 นาที ตรวจสอบและปรบั คา่ ตา่ ง ๆ ทต่ี คู้ วบคมุ ไฟฟา้ และชง่ั วตั ถดุ บิ 15 นาที ทดสอบ คณุ ภาพนำ้� โลหะ 5 นาที ควบคมุ การเทนำ�้ โลหะสภู่ าชนะรองรบั เพอื่ นำ� ไปเทลงแบบพมิ พ์ 15 นาที จดบนั ทกึ ขอ้ มลู และนงั่ พกั 20 นาที และผตู้ รวจวดั ไดน้ ำ� เครอ่ื งมอื ไปทำ� การวดั สภาพความรอ้ นในบรเิ วณการทำ� งานของพนกั งาน ตลอดเวลาการทำ� งาน และคา่ ระดับความรอ้ น 2 ชัว่ โมงท่ีสงู สุดที่ตดิ ต่อกัน คือ ลกั ษณะการทำ� งาน ระยะเวลา (นาที) WBGT (๐C) 1. งานหนา้ เตาหลอม 70 70 2. ตรวจสอบ/ปรบั ค่าตา่ ง ๆ ท่ีตู้ควบคมุ ไฟฟา้ และชั่งวตั ถดุ บิ 15 15 3. ทดสอบคณุ ภาพน้ำ� โลหะ 5 5 4. ควบคมุ การเทน้ำ� โลหะสภู่ าชนะรองรับเพอ่ื นำ� ไปเทลงแบบพมิ พ์ 15 15 5. จดบนั ทึกขอ้ มลู และนงั่ พกั 20 20 ถามว่าพนักงานแผนกนี้ได้รับระดับความร้อนจากการท�ำงานในสภาพแวดล้อมการท�ำงานดังกล่าวนี้ เทา่ ไหร่ วธิ กี าร คอื ใหน้ ำ� คา่ WBGT แตล่ ะลกั ษณะ ทม่ี คี า่ สงู สดุ ใน 120 นาที มาทำ� การคำ� นวณหาคา่ WBGT เฉลยี่ ตลอดเวลา 2 ชัว่ โมง (120 นาที) ตามสูตร WBGTเฉลย่ี = (WBGT1 x t1) + (WBGT2 x t2) + (WBGT3 x t3) + …. (WBGTn x tn) t1 + t2 + t3 + .... + tn = (33.8 x 70) + (32.5 x 15) + (31.2 x 5) + (32.5 x 15) + (30.1 x 15) 120 = 3,948.5 = 32.9 ๐C ระยะเวลาจดบนั ทกึ ขอ้ มลู และ 120 นง่ั พกั 20 นาที แตน่ ำ� เพยี ง 15 นาทที ย่ี งั ขาดอยูม่ าใชค้ �ำนวณ ค่า WBGT ของพนักงานคนน้ีท่ีตรวจวัดได้ คือ 32.9 ๐C (น�ำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ตามกฎกระทรวงฯ เก่ียวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 แต่ต้องจ�ำแนกความหนักเบา ของงานให้ไดก้ อ่ น) กองความปลอดภัยแรงงาน 11 กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ตัวอย่าง 2 จากตวั อยา่ งที่ 1 พิจารณาจ�ำแนกความหนัก-เบาของงานของพนักงานที่ปฏบิ ตั ิ ได้เปน็ อยา่ งไร ลักษณะงาน การคำ� นวณพลงั งานที่ใชเ้ พ่ือจ�ำแนกความหนกั เบาของงาน ( กิโลแคลอรี่ ; Kcal. ) 1. งานหนา้ เตาหลอม 70 นาที มีลักษณะการทำ� งาน คือ รวมพลังงานที่ใช้ 250 Kcal ในระยะเวลา 70 นาที - น�ำวัตถุดิบใส่เตา 30 นาที (ใช้ร่างกายทุกส่วน - คำ� นวณได้จาก ปานกลาง) 5.0 X 30 = 150 Kcal. - เขย่ี วสั ดุในเตา 40 นาที (ใช้แขน 2 ข้าง - หนัก) 2.5 X 40 = 100 Kcal. 2. ตรวจสอบ/ปรบั คา่ ตา่ ง ๆ ทต่ี คู้ วบคมุ ไฟฟา้ และชง่ั วตั ถดุ บิ รวมพลงั งานทใ่ี ช้ 40 Kcal ในระยะเวลา 10 นาที คำ� นวณ 15 นาที มีลกั ษณะการทำ� งาน คอื ได้จาก - ยืนหน้าตู้ควบคุมตรวจสอบ/ปรับ 5 นาที (ใช้แขน 1.0 X 5 = 5.0 Kcal ข้างเดยี ว - เบา) - ช่งั วัตถดุ บิ 10 นาที (ทำ� งานท้งั ร่างกาย - เบา) 3.5 X 10 = 35 Kcal 3. ทดสอบคุณภาพน�้ำโลหะ 5 นาที มีลกั ษณะการทำ� งาน รวมพลงั งานทใี่ ช้ 17.5 Kcal ในระยะเวลา 5 นาที คอื คำ� นวณได้จาก - ตกั นำ้� โลหะมาทดสอบ 5 นาที (ใชท้ ้ังร่างกาย - เบา) 3.5 X 5 = 17.5 Kcal 4. ควบคุมการเทน้�ำโลหะสู่ภาชนะรองรับเพื่อน�ำไปเทลง รวมพลงั งานทใี่ ช้ 52.5 Kcal ในระยะเวลา 15 นาที แบบพมิ พ์ 15 นาที มีลักษณะการท�ำงาน คอื ค�ำนวณได้จาก - หมุนพวงมาลัย 5 นาที (ใชท้ ั้งร่างกาย - เบา) 3.5 X 5 = 17.5 Kca - ควบคุมการไหลของนำ้� โลหะ 10 นาที (ใชท้ ง้ั รา่ งกาย 3.5 X10 = 35 Kcal - เบา) 5. จดบันทึกข้อมูลและน่ังพัก 15 นาที มีลักษณะการ รวมพลังงานทใี่ ช้ 5 Kcal ในระยะเวลา 15 นาที ค�ำนวณ ท�ำงาน คือ ไดจ้ าก - จดบนั ทึกข้อมลู 5 นาที (งานใชม้ อื - เบา) 0.4 X 5 = 2 Kcal - นง่ั 10 นาที 0.3 x 10 = 3 Kcal 6. การเผาผลาญของร่างกาย (Basal metabolism) 1.0 X 120 = 120 Kcal ในระยะเวลา 120 นาที 120 นาที รวมพลงั งานท่ใี ชใ้ นระยะ 120 นาที (2 ช่ัวโมง) 250 + 40 +17.5 + 52.5 + 5 +120 Kcal = 485 Kcal แปลงค่าพลังงานทใี่ ชเ้ ปน็ 1 ชั่วโมง = 485 ÷ 2 = 242.5 กโิ ลแคลอร่ี/ช่ัวโมง (Kcal/hr) 12 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 นำ� ผลลพั ธท์ ค่ี ำ� นวณคา่ พลงั งานทใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ตั งิ าน มาเปรยี บเทยี บวา่ เปน็ ระดบั ความหนกั -เบาของงาน ความหนกั -เบา พลังงาน (กโิ ลแคลอร/ี่ ชวั่ โมง) งานเบา ไม่เกิน 200 งานปานกลาง 201 ถึง 350 งานหนัก เกิน 350 จากการค�ำนวณพลังงานที่ใช้ในการเผาผลาญของพนักงาน 242.5 กิโลแคลอรี่/ชั่วโมง จัดเป็นงาน ปานกลาง สรปุ ผลการประเมนิ ระดบั ความร้อน จากตัวอย่างท่ี 1 และตวั อยา่ งท่ี 2 คา่ WBGT ของพนกั งานคนนท้ี ่ีตรวจวัดได้ คือ 32.9 ๐C และลักษณะงานจัดเปน็ งานปานกลาง เม่ือน�ำ ไปเปรยี บเทียบกบั กฎกระทรวงฯ เกีย่ วกบั ความรอ้ น แสงสวา่ ง และเสียง พ.ศ. 2559 หมวด 1 ความรอ้ น ข้อ 2 ก�ำหนดลกั ษณะงานปานกลาง ให้มีคา่ ระดบั ความร้อน WBGT เฉลยี่ ไมเ่ กนิ 32 ๐C ฉะนั้น พนักงานที่ปฏิบัติงานในโรงหลอมโลหะแห่งนี้ ได้รับระดับความร้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ความปลอดภยั ฯ ตามกฎกระทรวงดังกล่าว 8. การควบคุมและการป้องกัน แนวทางการควบคุมและรักษาระดับความร้อนภายในสถานประกอบกิจการ สามารถด�ำเนินการได้ หลายวธิ ี ไดแ้ ก่ l การใชฉ้ นวนหุม้ (Insulator) แหล่งก�ำเนิดความรอ้ น เช่น ใชฉ้ นวนบุทอ่ น�้ำรอ้ น หมอ้ ไอน�้ำ เพอ่ื เปน็ การลดการแผ่รังสแี ละการพาความรอ้ นลง l การใชฉ้ ากกั้นป้องกันรงั สคี วามรอ้ น (Radiation Shielding) เช่น การใช้ฉากอลูมเิ นยี มกัน้ ระหวา่ ง แหล่งก�ำเนิดความร้อนและพนกั งาน ปัจจัยและสภาพความรอ้ นทม่ี ักพบ 13 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 l การจัดระบบการระบายอากาศแบบทั่วไป หรือการติดตั้งระบบการระบายอากาศเฉพาะที่ในการ ระบายความรอ้ นจากแหล่งกำ� เนิดความร้อนออกไป ตวั อยา่ งการปรับปรุงแก้ไขเพื่อชว่ ยลดปัญหาการทำ� งานสัมผสั ความรอ้ น l การแยกแหลง่ ก�ำเนดิ ทก่ี ่อให้เกิดความร้อนออกจากบริเวณการท�ำงานอื่น l การตดิ ประกาศเตอื น l การจดั อปุ กรณค์ ุม้ ครองความปลอดภัยส่วนบคุ คล l การลดเวลาการทำ� งานสมั ผัสกบั ความรอ้ นและเพ่มิ เวลาการพัก l การจัดนำ�้ ด่ืม-น้ำ� เกลอื แร่ เปน็ ต้น 9. เอกสารอ้างองิ 1. ACGIH - Threshold Limit Values (TLVs) and Biological Exposure Indices (BEIs), 1999 2. ACGIH - Threshold Limit Values (TLVs) and Biological Exposure Indices (BEIs), 2006 3. Ergonomics Guides - American Industrial Hygiene Journal : Vol. 32, August 1971. 4. International Organization for Standardization, Hot environment – Estimation of heat stress on working man, based on the WBGT – index (wet bulb globe temperature), ISO7243 : 1989 5. U.S. Department of Labor, Occupational Safety and Health Administration, OSHA Technical Manual –Section III, www.osha.gov/dts/osta/otm_iii/otm_iii_4.html เมื่อวันที่ 19 ตลุ าคม 2549 6. คณาจารยภ์ าควิชาสรีรวิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล สรรี วทิ ยา , 2539 7. รศ. ดร. วันทนี พันธุป์ ระสทิ ธ์ิ มหาวิทยาลยั มหดิ ล เสนอแนะการตรวจวัดความรอ้ น แสง และเสยี ง ตามกฎหมาย, 2549 8. สถาบันความปลอดภัยในการท�ำงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คู่มือการตรวจวัดและ ประเมินสภาพแวดลอ้ มดา้ นกายภาพ, 2545 14 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 10. เอกสารแนบทา้ ย คณุ ลักษณะเครอ่ื งมือการตรวจวดั ระดบั ความรอ้ นตามมาตรฐาน ISO 7243 1. Natural Wet Bulb Temperature Sensor หวั วดั อุณหภูมิชนดิ กระเปาะเปยี ก จะต้องเป็นไป ตามคุณลกั ษณะดังน้ี l ชุดหวั วดั อุณหภมู ิตอ้ งเปน็ ทรงกระบอก l เสน้ ผ่านศนู ย์กลางภายนอกของชดุ หวั วัดอุณหภมู ิ 6 มลิ ลเิ มตร 1 มลิ ลิเมตร l ความยาวของชดุ หวั วัดอุณหภมู ิ 30 มิลลเิ มตร 5 มิลลเิ มตร l ช่วงการตรวจวดั อุณหภูมิ 5 - 40 องศาเซลเซยี ส l ความแม่นยำ� ในการตรวจวัด 0.5 องศาเซลเซยี ส l ชุดหัววัดอุณหภูมิท้ังหมดจะต้องถูกห่อหุ้มโดยปลอกหุ้มสีขาว ท�ำจากผ้าวัสดุที่ซึมซับน�้ำได้ดี เช่น ผา้ ฝา้ ย เปน็ ต้น l ส่วนฐานของชดุ หวั วดั อณุ หภมู ิ จะตอ้ งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเทา่ กบั 6 มิลลเิ มตร และ 20 มลิ ลเิ มตร และท้ังสองส่วนจะต้องถูกห่อหุ้มด้วยปลอกผ้า เพื่อป้องกันการน�ำความร้อนจากส่วนฐานไปสู่ ชดุ หัววดั อุณหภูมิ l ปลอกผา้ จะตอ้ งเปน็ ปลอกหมุ้ ทมี่ ขี นาดพอดกี บั ชดุ หวั วดั อณุ หภมู ิ ปลอกผา้ ทแี่ นน่ ไป หรอื หลวมไป จะมผี ลตอ่ ความแมน่ ย�ำในการตรวจวดั l ปลอกผา้ จะต้องสะอาด l สว่ นปลายสดุ ของปลอกผา้ จะตอ้ งจมุ่ อยภู่ ายในกระเปาะนำ�้ กลนั่ โดยจะตอ้ งมสี ว่ นปลอกผา้ ทสี่ มั ผสั อากาศระหวา่ ง 20 - 30 มิลลิเมตร l กระเปาะเก็บน้�ำ ต้องออกแบบมาเพื่อป้องกันการแผ่รังสีจากส่ิงแวดล้อมซ่ึงจะมีผลให้อุณหภูมิ ของน้ำ� ทอี่ ย่ภู ายในสงู ขึน้ 2. Globe Temperature Sensor หัววัดอุณหภูมิชนิดโกลบอยู่กึ่งกลางของกระเปาะทรงกลม หัววัดนี้ จะตอ้ งเปน็ ไปตามคณุ ลักษณะ ดงั นี้ l เส้นผ่านศูนยก์ ลาง 150 มลิ ลเิ มตร l Mean emission coefficient : 0.95 (กระเปาะทรงกลมสดี �ำด้าน) l ความหนา : บางทีส่ ุดเทา่ ทีจ่ ะทำ� ได้ l ชว่ งการตรวจวัด 20 -120 องศาเซลเซยี ส l ความแมน่ ย�ำในการตรวจวัด : - ชว่ ง 20 - 50 องศาเซลเซียส : 0.5 องศาเซลเซียส - ช่วง 50 - 120 องศาเซลเซียส : 1 องศาเซลเซียส ส�ำหรับอุปกรณช์ นิดอ่ืนท่ีตรวจวัดอุณหภูมิชนดิ กระเปาะเปียก และอุณหภูมชิ นิดโกลบ หลงั จาก ทำ� การปรบั เทียบในช่วงที่ก�ำหนดแล้ว ให้ผลความแมน่ ยำ� เทา่ กนั กส็ ามารถน�ำมาใช้ได้ กองความปลอดภยั แรงงาน 15 กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 3. การตรวจวัดอุณหภมู ิอากาศ (Measurement of Air Temperature) การตรวจวัดอุณหภูมิอากาศ โดยปกติชุดหัววัดอุณหภูมิ จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการแผ่รังสี แต่ไมข่ ัดขวางการไหลเวียนของอากาศรอบชดุ หวั วดั l ช่วงการตรวจวดั 10 - 60 องศาเซลเซียส l ความแม่นย�ำ 1 องศาเซลเซียส 16 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 การตรวจวดั ความเขม้ ของแสงสวา่ ง (Illumination Measurement) 1. นิยาม แสง เป็นพลังงานคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นซ่ึงสามารถกระตุ้นจอภาพ (Retina) และทำ� ใหเ้ กดิ การมองเหน็ ได้ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทปี่ รากฏบนโลกมคี วามยาวคลน่ื ในชว่ งทกี่ วา้ งมาก (ภาพ 1)1 คอื จากคลน่ื วทิ ยซุ ง่ึ มคี วามยาวคลนื่ (Wave length) เปน็ เมตรหรอื กวา่ นนั้ จนถงึ รงั สเี อก็ ซ์ (X-ray) ซง่ึ มคี วามยาวคลนื่ ส้ันกว่าหนึ่งนาโนเมตร (10-9 เมตร) แสงท่ีตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้อยู่ในช่วงระหว่างคลื่นวิทยุ และรังสีเอ็กซ์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ามีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งคล่ืนและอนุภาค พลังงานที่มีความยาวคล่ืนกว้าง เช่น คลื่นวิทยุ มีคุณสมบัติค่อนไปทางคล่ืน ในขณะท่ีพลังงานซ่ึงมีความยาวคลื่นสั้น เช่น รังสีเอ็กซ์คุณสมบัติ ส่วนใหญ่เป็นอนุภาค (โฟตอน) ดังน้ัน แสงที่ตาสามารถมองเห็นได้น้ันจึงมีลักษณะท่ีเฉพาะ คือ มีคุณสมบัติ ผสมผสานระหว่างคลน่ื และอนุภาค มีความยาวคล่ืนในชว่ ง 380 – 770 นาโนเมตร ภาพ 1 ความเข้มแสง (Illuminance) หมายถึง ปรมิ าณแสงที่ตกกระทบลงบนหนง่ึ หน่วยพน้ื ทีท่ ี่กำ� หนด หนว่ ยวดั ความเขม้ แสง มหี นว่ ยเป็น ลกั ซ์ (Lux) หรือเป็น ฟตุ เทยี น (Foot Candle) 1 ฟุตเทียน = 10.76 ลักซ์ 1 ทมี่ า : ภาพจาก http://www.astro.princeton.edu~gk/a402/electromagnetic_spectum.jpg เมอ่ื วนั ท่ี 3 พฤศจกิ ายน 2549 กองความปลอดภัยแรงงาน 17 กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 2. แหล่งกำ� เนิดของแสง แสงจากธรรมชาติ (Natural Lighting) แหลง่ กำ� เนิดของแสงธรรมชาตทิ ี่สำ� คัญ คอื ดวงอาทติ ย์ แสงสวา่ งจากหลอดไฟหรือสงิ่ ท่มี นุษย์ประดษิ ฐ์ข้นึ (Artificial Lighting) เช่น หลอดไส้ หลอดโซเดยี ม หลอดแสงจันทร์ หลอดเรอื งแสง เปน็ ต้น ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การมองเหน็ เชน่ ความสามารถในการมองเหน็ ของนยั นต์ า ความสวา่ งของวตั ถุ (ปรมิ าณ แสงทสี่ ะท้อนจากวัตถุ ; Brightness) ขนาดและรปู ร่างของวตั ถุ (Size & Shape) ความแตกต่างระหวา่ งวัตถุ กับฉาก (Contrast) สีของวัตถุ (Color) เปน็ ต้น 3. กลไกการมองเหน็ การมองเหน็ นัน้ ต้องอาศยั การท�ำงานร่วมกนั ของนยั นต์ าและระบบประสาท โดยมเี ลนส์ (Lens) อยทู่ ี่ สว่ นหน้าของลกู ตาทำ� หน้าท่รี วมแสงใหไ้ ปตกกระทบท่ีตวั รบั แสง เรยี กว่า Receptors ซงึ่ อยู่ภายในลกู ตา และมี ระบบประสาท ท�ำหนา้ ทนี่ ำ� สัญญาณจาก Receptors ส่งไปสู่สมอง ดงั ภาพ 2 ภาพ 2 นัยน์ตามลี ักษณะเปน็ รูปทรงกลม แบ่งเปน็ 2 หอ้ ง ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั (Anterior and Posterior Chambers) มผี นงั 3 ชัน้ ได้แก่ 1. ผนงั ชั้นนอก เรยี กว่า ชั้นเปลือกลกู ตาหรอื สเคลอรา (Sclera หรอื Protective Layer) ท�ำหน้าท่ี ปกปอ้ งอันตรายให้แกเ่ นอื้ เยอ่ื ชั้นใน โดยผนังชั้นน้ีจะมลี กั ษณะทึบแสงสีขาว ยกเว้นดา้ นหน้าซงึ่ โปรง่ แสง เพอื่ ให้ แสงผา่ นเขา้ สู่นัยน์ตา เรยี กวา่ กระจกตา (Cornea) 2. ผนังช้ันกลาง เรียกว่า โครอยด์ (Choroid หรือ Pigmented Layer) ผนังช้ันน้ีเป็นท่ีอยู่ของ เลนส์ตา (Crystalline lens) ซ่ึงมีกล้ามเน้ือเรียบ ช่ือว่า Ciliary Muscle ช่วยในการท�ำงานของเลนส์ตา ด้านหน้าของเลนส์ตา มีแผ่นกล้ามเนื้อบาง ๆ ทึบแสง เรียกว่า ม่านตา (Iris) ปิดคลุมเลนส์ไว้ มีช่องตรงกลาง 2 ทมี่ า : ภาพจาก http://www.livescience.com/image/051128_eyc_graphic-03.jpg) เมอื่ วนั ที่ 3 พฤศจกิ ายน 2549 18 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 เพื่อให้แสงผา่ น เรยี กว่า รูมา่ นตา (Pupil) กล้ามเนอื้ 2 ชดุ เลก็ ๆ ทเ่ี กาะอยรู่ อบ Iris คอื กลา้ มเนอื้ เซอคลู าร์ (Circular Muscle หรือ Sphinctor Pupillae) ท�ำหน้าท่ีลดขนาดของรูม่านตา เม่ืออยู่ในสภาวะท่ีมี แสงสว่างจ้ามาก และกล้ามเน้ือเรเดียล (Radial Muscle หรือ Dilator Pupillae) ท�ำหน้าท่ีขยายม่านตา เมื่อเวลาอย่ใู นทม่ี ดื 3. ผนังชั้นใน เรียกว่า จอตาหรือเรตินา (Retina หรือ Light Sensitive Layer) เป็นชั้นท่ีมี เน้อื เยอ่ื ประสาทอยู่ ในชั้นนี้มเี ซลลร์ ับแสงซ่ึงไวต่อแสง และเซลล์ประสาท (Nerve Cells) เรียงตัวเป็นช้ันอย่างมี ระเบยี บอยมู่ ากมาย จ�ำนวน 10 ชัน้ ประกอบด้วย เซลลร์ ับแสง (Visual Receptors) ได้แก่ เซลล์รปู แทง่ (Rod Cells) และเซลล์รปู กรวย (Cone Cells) เชอื่ มอยู่กบั เซลล์ประสาทอกี 4 ชนดิ คือ ไบโพลา่ ร์เซลล์ (Bipolar Cells) แกงเกลียนเซลล์ (Ganglion Cells) ฮอรซิ อนทอลเซลล์ (Horizontal Cells) และอะมาครินเซลล์ (Amacrine Cells) โดยแกงเกลียนเซลล์รวมตัวเปน็ เสน้ ประสาทตา (Optic Nerve) นำ� ไปส่สู มอง กลไกการเกดิ ภาพ (Image-Forming Mechanism) นยั นต์ า ทำ� หนา้ ทเี่ ปลย่ี นพลงั งานแสงไปเปน็ พลงั งานประสาท (Action Potential) โดยภาพจะถกู โฟกสั ให้ตกลงบนเรตินา ในลักษณะภาพกลับหัวจากวัตถุจริงซึ่งล�ำแสงท่ีตกลงบนเรตินา จะไปกระตุ้น Rod และ Cone Cells ใหเ้ กดิ พลงั งานประสาท จากน้นั คล่ืนสัญญาณประสาททเ่ี กดิ ขึน้ จะถกู สง่ ไปยงั Cerebral Cortex เพ่อื แปลผลเป็นภาพที่เห็น สมองจะแปลภาพออกมาในลกั ษณะเหมอื นวตั ถจุ รงิ 4. อันตรายของแสงสวา่ งและผลกระทบต่อสขุ ภาพ อนั ตรายของแสงสวา่ งนน้ั มผี ลกระทบตอ่ คนทำ� งาน ในกรณี แสงสวา่ งนอ้ ยเกนิ ไป จะมผี ลเสยี ตอ่ นยั นต์ า ท�ำให้กล้ามเนื้อตาท�ำงานมากเกินไป เพราะบังคับให้รูม่านตาเปิดกว้างข้ึน เน่ืองจากการมองเห็นนั้นไม่ชัดเจน ต้องใช้เวลาในการมองรายละเอียดนานขึ้น ท�ำให้เกิดความเม่ือยล้าของนัยน์ตาท่ีต้องเพ่งช้ินงาน เกิดอาการ ปวดตา มึนศีรษะ การหยิบจับโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์อาจผิดพลาดท�ำให้เกิดอุบัติเหตุข้ึนได้ หรือไปสัมผัส ถกู สว่ นท่ีเปน็ อันตราย และในกรณี แสงสวา่ งที่มากเกินไป จะทำ� ให้ผู้ทำ� งานเกดิ ความไม่สบาย เม่ือยล้า ปวดตา มึนศีรษะ กล้ามเนื้อหนังตากระตุก วิงเวียน นอนไม่หลับ การมองเห็นแย่ลง ซ่ึงทั้งแสงสว่างน้อยเกินไปและ มากเกินไป นอกจากจะก่อให้เกิดผลทางจิตใจ คือเบื่อหน่ายในการท�ำงาน ขวัญและก�ำลังใจในการท�ำงาน ลดลงแล้ว ยงั ทำ� ให้เกิดอบุ ตั เิ หตุในการทำ� งานขน้ึ ได้ 5. เครื่องมือและอปุ กรณ์ในการตรวจวัดความเขม้ แสงสวา่ ง เครื่องมือวัดความเข้มของแสงสว่าง ซึ่งอ่านค่าเป็น ลักซ์ (ตามกฎกระทรวงฯ เกย่ี วกบั ความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559) เคร่ืองมอื วัด มีส่วนประกอบท่สี ำ� คญั 2 สว่ น คอื 1) เซลรับแสง (Photo Cell) ท�ำด้วยแก้วหรือพลาสติก ด้านในเคลือบด้วยสารซิลกิ อน (Silicon) หรอื เซเลเนียม (Selenium) ท�ำหน้าท่ีเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า ถ้าความเข้ม แสงสว่างมาก พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะมากตามไปเป็นสัดส่วน กองความปลอดภัยแรงงาน 19 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 เซลรับแสงอาจถูกออกแบบใหโ้ ค้งนูนเลก็ น้อย เพอื่ ใหแ้ สงจากทศิ ทางต่าง ๆ ตกกระทบในมุม 90๐ หรือใกล้เคียง ทส่ี ุดไดร้ อบดา้ น 2) ส่วนมิเตอร์ (Meter) ส่วนน้ีจะรับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเซลรับแสง และแสดงค่าบนหน้าจอ เปน็ ความเข้มแสงสว่าง คณุ ลักษณะของเคร่ืองมอื สามารถวัดความเข้มแสงสว่างได้ ต้ังแต่ 0 - มากกว่า 10,000 ลักซ์ คุณลักษณะของเครื่องวัดแสง ตอ้ งเป็นไปตามมาตรฐาน CIE 1931 ของคณะกรรมการระหว่างประเทศวา่ ดว้ ยความส่องสว่าง (International Commission on Illumination) หรือ ISO/CIE 10527 หรือเทียบเท่า เช่น JIS และก่อนเริ่มการตรวจวัด ตอ้ งปรบั ใหเ้ ครอื่ งวดั แสงอา่ นคา่ ทีศ่ นู ย์ (Photometer Zeroing) 6. การตรวจวัดความเข้มแสงสว่าง ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และวิเคราะห์ สภาวะการท�ำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลา และประเภทกิจการ ทต่ี ้องดำ� เนนิ การ ไดก้ ำ� หนดให้ ข้อ 2 ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท�ำงานเก่ียวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสยี ง ภายในสถานประกอบกิจการในสภาวะทีเ่ ปน็ จริงของสภาพการท�ำงานอยา่ งนอ้ ยปลี ะ 1 ครัง้ กรณที มี่ กี ารปรบั ปรงุ หรอื เปลยี่ นแปลงเครอ่ื งจกั รอปุ กรณ์ กระบวนการผลติ วธิ กี ารทำ� งาน หรอื การดำ� เนนิ การใด ๆ ท่ีอาจมีผลต่อการเปล่ียนแปลงระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ให้นายจ้างด�ำเนินการจัดให้มีการตรวจวัด และวิเคราะห์สภาวะการท�ำงานฯ เพิ่มเติม โดยตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท�ำงานบริเวณพ้ืนที่ หรือ บคุ คลทอี่ าจไดร้ บั ผลกระทบ ภายใน 90 วันนบั จากวันทมี่ กี ารปรับปรุงหรอื เปล่ยี นแปลง ข้อ 7 ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างในสถานประกอบกิจการทุกประเภท กจิ การ โดยใหต้ รวจวัดบริเวณพ้นื ที่ทวั่ ไปและบริเวณการผลิตภายในสถานประกอบกิจการ และบรเิ วณทีล่ ูกจ้าง ต้องท�ำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุดหรือต้องใช้สายตาอยู่กับที่ในการท�ำงานในสภาพการท�ำงานปกติและ ในชว่ งเวลาท่ีมแี สงสว่างตามธรรมชาตนิ อ้ ยทสี่ ุด ข้อ 9 การตรวจวัดความเขม้ ของแสงสวา่ งบรเิ วณพน้ื ท่ีท่วั ไปและบรเิ วณการผลิตภายในสถานประกอบ กิจการให้ตรวจวดั ในแนวระนาบสงู จากพื้น 75 เซนตเิ มตร ให้หาค่าเฉล่ียความเข้มของแสงสว่าง โดยวัดค่าความเข้มของแสงสว่างทุก ๆ 2 x 2 ตารางเมตร แต่หากมีการติดหลอดไฟที่มีลักษณะที่แน่นอนซ้�ำ ๆ กันสามารถวัดแสงในจุดที่เป็นตัวแทนของพ้ืนท่ีท่ีมีแสง ตกกระทบในลักษณะเดียวกันได้ ตามวิธีการวัดแสงและการค�ำนวณค่าเฉล่ียตาม IES Lighting Handbook (1981 Reference Volume หรือเทียบเท่า) ของสมาคมวิศวกรรมด้านความส่องสว่าง แห่งอเมริกาเหนือ (Illuminating Engineering Society of North America) หรอื เทยี บเทา่ ส�ำหรับการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างบริเวณพ้ืนที่ทั่วไปท่ีมีการสัญจรในภาวะฉุกเฉินให้ตรวจวัด ตามเส้นทางสัญจรในภาวะฉุกเฉินในแนวระนาบที่พ้ืนผิวทางเดิน แล้วน�ำมาค�ำนวณค่าเฉล่ียตามวิธีการวัดแสง และการค�ำนวณค่าเฉล่ียตามมาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินและโคมไฟฟ้าป้ายทางออกฉุกเฉิน ภาคผนวก ก การวัดความส่องสว่างในระบบแสงสว่างฉุกเฉินของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 20 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ Compliance Document for New Zealand Building Code Clause F6 Visibility in Escape Routes Third Edition นำ� คา่ เฉลยี่ ทคี่ ำ� นวณไดต้ ามวรรคสองและวรรคสามเปรยี บเทยี บกบั ความเขม้ ของแสงสวา่ งตามทกี่ ำ� หนด ไว้ในประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสวา่ ง ลงวนั ที่ 27 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2560 ข้อ 10 การตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างบริเวณท่ีลูกจ้างต้องท�ำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุด หรือต้องใช้สายตาอยู่กับที่ในการท�ำงาน ให้ตรวจวัดในจุดท่ีสายตาตกกระทบช้ินงานหรือจุดท่ีท�ำงานของลูกจ้าง (Workstation) น�ำค่าความเข้มของแสงสว่างท่ีตรวจวัดได้ตามวรรคหนึ่ง เปรียบเทียบกับความเข้มของแสงสว่าง ตามทกี่ ำ� หนดไวต้ ามตารางในประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน เรอ่ื ง มาตรฐานความเขม้ ของแสงสวา่ ง ลงวันท่ี 27 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2560 การตรวจวัดความเข้มแสงสว่างภายในอาคาร วิธีการตรวจวัดโดยทั่วไปมี 2 วิธี คือ วัดท่ีจุดท�ำงาน และวัดแบบคา่ เฉลย่ี ของพ้นื ท่ีท่วั ไป 1. การวัดแบบจดุ (Spot Measurement) เป็นการตรวจวัดความเข้มแสงสว่างบริเวณที่ลูกจ้างต้องท�ำงานโดยใช้สายตาเฉพาะจุดหรือ ต้องใช้สายตาอยู่กับที่ในการท�ำงาน โดยตรวจวัดในจุดที่สายตากระทบช้ินงานหรือจุดที่ท�ำงานของคนงาน (Point of Work) โดยวางเคร่ืองวดั แสงในแนวระนาบเดียวกับชน้ิ งาน หรอื พ้นื ผวิ ที่สายตาตกกระทบ แลว้ อา่ นคา่ ค่าท่ีอ่านได้น�ำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐาน ความเข้มของแสงสวา่ ง ตารางท่ี 2 2. การวัดแสงเฉลยี่ แบบพนื้ ท่ีทว่ั ไป (Area Measurement) เป็นการตรวจวัดความเข้มแสงสว่างในบริเวณพ้ืนที่ทั่วไปภายในสถานประกอบกิจการ เช่น ทางเดิน บริเวณท่ีมีการสัญจรของบุคคลและ/หรือยานพาหนะ บริเวณพื้นที่ใช้ประโยชน์ท่ัวไป และบริเวณการ ผลิตภายในสถานประกอบกิจการ เช่น บริเวณพื้นที่ใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตหรือการปฏิบัติงานท่ีมี ลกู จ้างทำ� งาน การตรวจวดั แบบนี้สามารถทำ� ไดส้ องวธิ ี คอื 1) ใหห้ าคา่ เฉลย่ี ความเขม้ ของแสงสวา่ ง โดยวดั คา่ ความเขม้ ของแสงสวา่ งทกุ ๆ 2 x 2 ตารางเมตร โดยถือเซลรับแสงในแนวระนาบสูงจากพ้ืน 30 นิ้ว (75 เซนติเมตร) แล้วอ่านค่า (ในขณะที่วัดน้ันต้องมิให้เงา ของผู้วดั บงั แสงสว่าง) นำ� คา่ ท่วี ัดไดม้ าหาค่าเฉลี่ย 2) หากมีการติดหลอดไฟฟ้ามีลักษณะท่ีแน่นอนซ้�ำ ๆ กัน สามารถวัดแสงในจุดที่เป็นตัวแทน ของพื้นท่ีที่มีแสงตกกระทบในลักษณะเดียวกัน ตามวิธีการวัดแสงและการค�ำนวณค่าเฉล่ียของ IES Lighting Handbook 1981 (Reference Volume) หรอื เทยี บเทา่ ของสมาคมวศิ วกรรมดา้ นความสอ่ งสวา่ งแหง่ อเมรกิ าเหนอื (Illuminating Engineering Society of North America) หรอื เทียบเทา่ การวดั ในลกั ษณะนช้ี ่วยให้จำ� นวน จดุ ตรวจวดั นอ้ ยลงได้ ดังนี้ กองความปลอดภัยแรงงาน 21 กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 2.1 หลอดไฟมีระยะห่างระหวา่ งหลอดเท่ากันและมีจำ� นวนแถวมากกวา่ 2 แถว (Symmetrically Spaced Luminaires in Two or More Rows) ดงั ภาพ a แสงเฉลย่ี = [ R (N - 1)(M - 1) + Q(N - 1) + T(M - 1) + P ] NM N = จ�ำนวนหลอดไฟตอ่ แถว M = จำ� นวนแถว = หลอดไฟ / ดวงไฟ ข้ันตอนในการตรวจวัด คือ 1. อ่านค่า r ท้งั 8 จุด แลว้ หาค่าเฉลยี่ ได้เปน็ ค่า R 2. อา่ นคา่ q ทง้ั 4 จุด แล้วหาคา่ เฉลีย่ ไดเ้ ปน็ คา่ Q 3. อ่านคา่ t ทง้ั 4 จุด แล้วหาคา่ เฉลีย่ ไดเ้ ปน็ คา่ T 4. อ่านค่า p ทงั้ 2 จุด แล้วหาค่าเฉลย่ี ไดเ้ ป็นคา่ P 5. แทนคา่ R, Q, T, P, N และ M ตามสูตร จะไดค้ า่ แสงเฉล่ีย ภาพ a โดย r1 – r8 = สว่ นในและกลางหอ้ ง (typical inner bay and centrally located bay) และ R = คา่ เฉลย่ี ของ r1-8 q1 – q4 = กง่ึ กลางขอบขา้ งหอ้ ง (in two typical half bays on each side of room) และ Q = คา่ เฉลย่ี ของ q 1-4 t1 – t4 = กงึ่ กลางขอบหวั -ทา้ ยหอ้ ง (in two typical half bays on each end of room) และ T = คา่ เฉลยี่ ของ t 1-4 p1, p2 = มมุ หอ้ ง (in two typical corner quarter bays) และ P = คา่ เฉลย่ี ของ p1 และ p2 22 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 2.2 ไฟดวงเดียวติดกลางห้อง (Symmetrically Located Single Luminaire) ดังภาพ b ท�ำการวัดสีจ่ ดุ (p-1, p-2, p-3 และ p-4) แล้วคำ� นวณค่าเฉลีย่ แสงเฉลีย่ = [ p1 + p2 + p3 + p4 ] 4 = หลอดไฟ / ดวงไฟ ข้ันตอนในการตรวจวดั คือ อา่ นค่า p ท้ัง 4 จุด แทนคา่ ตามสูตร จะไดค้ ่าแสงเฉลย่ี ภาพ b 2.3 หลอดไฟติดตง้ั แถวเดียวกลางห้อง (Single Row of Individual Luminaires) ดงั ภาพ C แสงเฉล่ีย = [ Q(N - 1) + P ] ; N = จ�ำนวนหลอดไฟ N = หลอดไฟ / ดวงไฟ ภาพ c ขน้ั ตอนในการตรวจวัดคอื 1. อ่านคา่ q ทง้ั หมด 8 จดุ แลว้ หาค่าเฉลี่ยได้เป็นค่า Q 2. อ่านคา่ p ท้ัง 2 จุด แลว้ หาคา่ เฉล่ยี ไดเ้ ป็นคา่ P 3. แทนค่า Q, P และ N ตามสูตร จะไดค้ า่ แสงเฉลย่ี กองความปลอดภยั แรงงาน 23 กรมสวัสดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนนิ การ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 2.4 หลอดไฟตดิ ตง้ั แบบตอ่ เนื่องมากกว่าหรอื เทา่ กบั 2 แถว (Two or More Continuous Rows of Luminaires) ดงั ภาพ d แสงเฉลีย่ = [ RN(M - 1) + QN + T(M - 1) + P ] , N = จำ� นวนหลอดไฟต่อแถว M(N + 1) M = จำ� นวนแถว ภาพ d ขน้ั ตอนในการตรวจวดั คือ 1. อ่านคา่ r ท้ังหมด 4 จดุ แลว้ หาค่าเฉลีย่ ได้เปน็ ค่า R 2. อ่านค่า q ทัง้ 2 จดุ แลว้ หาคา่ เฉลย่ี ไดเ้ ป็นคา่ Q 3. อ่านคา่ t ท้งั 4 จดุ แล้วหาคา่ เฉล่ยี ไดเ้ ป็นค่า T 4. อา่ นค่า p ทงั้ 2 จุด แล้วหาค่าเฉลย่ี ได้เป็นคา่ P 5. แทนค่า R, Q, T, P, M และ N ตามสตู ร จะไดค้ ่าแสงเฉลยี่ 24 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 2.5 หลอดไฟติดตง้ั แบบตอ่ เนอ่ื งแถวเดยี ว (Single Row of Continuous Luminaires) ดังภาพ e แสงเฉลยี่ = [ QN + P ] ; N = จำ� นวนหลอดไฟ N+1 ขัน้ ตอนในการตรวจวดั คือ 1. อา่ นค่า q ทั้งหมด 6 จุด แลว้ หาคา่ เฉล่ยี ไดเ้ ป็นค่า Q 2. อ่านค่า p ท้ังหมด 2 จดุ แล้วหาคา่ เฉลย่ี ไดเ้ ปน็ ค่า P 3. แทนคา่ Q, P และ N ตามสตู รจะไดค้ ่าแสงเฉล่ยี 2.6 หลอดไฟตดิ กระจายบนเพดาน (Luminous or Louver all Ceiling) (ภาพ f) แสงเฉลี่ย = [ R (L - 8) (W - 8) + 8Q(L - 8) + 8T(W - 8) + 64P ] , W = ความกว้างของห้อง WL L = ความยาวของห้อง กองความปลอดภัยแรงงาน 25 กรมสวัสดกิ ารและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญัตคิ วามปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ข้ันตอนในการตรวจวดั คอื 1. อ่านค่า r ทั้งหมด 4 จดุ แล้วหาคา่ เฉลยี่ ไดเ้ ปน็ คา่ R 2. อา่ นคา่ q ทง้ั หมด 2 จดุ แลว้ หาคา่ เฉลีย่ ได้เปน็ คา่ Q 3. อา่ นค่า t ท้งั หมด 2 จดุ แลว้ หาค่าเฉลี่ยไดเ้ ปน็ ค่า T 4. อ่านคา่ p ทงั้ หมด 2 จุด แลว้ หาคา่ เฉลยี่ ไดเ้ ปน็ ค่า P 5. แทนค่า R, Q, T, P, W และ L ตามสูตร จะได้คา่ แสงเฉลี่ย น�ำผลการตรวจวัดและค�ำนวณค่าความเข้มแสงเฉล่ียที่ได้ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามประกาศ กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน เรอ่ื ง มาตรฐานความเขม้ ของแสงสว่าง ตารางท่ี 1 และตารางท่ี 3 แนวทางการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างตามตารางท่ี 1 ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเขม้ ของแสงสวา่ ง มาตรฐานความเขม้ ของแสงสวา่ ง ณ พื้นทีท่ ว่ั ไปและบริเวณการผลิตภายในสถานประกอบกิจการ 1.1 บริเวณพ้ืนที่ใช้ประโยชน์ท่ัวไป บริเวณพื้นท่ีใช้ประโยชน์ในส�ำนักงาน บริเวณพื้นที่ใช้ประโยชน์ ในกระบวนการผลติ หรือการปฏบิ ตั งิ าน 26 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดิการและคุม้ ครองแรงงาน

ภาพที่ 1 จะใช้ตารางท่ี 1 ของประกาศกรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน เรอ่ื งมาตรฐานความเข้มของแสงสวา่ ง อย่างไรดี แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทํางานและการดาํ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 ª‹Í§·Õè 1 ä´¤Œ Ò‹ ¨Ò¡¡ÒõÃǨÇÑ´áÅФíҹdzáʧà©ÅÂèÕ ªÍ‹ §·èÕ 2 ä´¨Œ Ò¡¡Òà µÃǨÇÑ´¨Ø´·Õè¤ÇÒÁࢌÁ ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §µíèÒ·èÕÊ´Ø ã¹ËÍŒ §¹.éÕ ..¹Ð¤ÃѺ กองความปลอดภยั แรงงาน บริเวณพน้ื ทแ่ี ละ/หรือลักษณะงาน ลกั ษณะ ตัวอย่างบรเิ วณพ้นื ท่ี ค่าเฉล่ยี ความเขม้ จุดทค่ี วามเข้มของ กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน บริเวณพ้นื ท่ใี ชป้ ระโยชน์ในสา� นักงาน พนื้ ทเี่ ฉพาะ และ/หรอื ลกั ษณะงาน ของแสงสวา่ ง แสงสว่างตา่� สดุ - ห้องส�านักงาน, ห้องฝึกอบรม, ห้องบรรยาย, ห้องสืบค้นหนังสือ/ (ลกั ซ)์ (ลักซ)์ เอกสาร, หอ้ งถา่ ยเอกสาร, หอ้ งคอมพิวเตอร์, ห้องประชมุ , บริเวณโตะ๊ 300 150 ประชาสมั พันธ์หรือติดตอ่ ลกู คา้ , พ้ืนท่ีห้องออกแบบ เขยี นแบบ 27

28 ภาพท่ี 2 วธิ ีการการตรวจวัดความเข้มของแสงสวา่ งบรเิ วณพ้ืนทที่ ัว่ ไปท่มี ีการสัญจรในภาวะฉกุ เฉนิ (กรณเี ป็นเส้นทางยาวตลอดเส้นทาง) กองความปลอดภัยแรงงาน ¨Ð·íÒä§´Õ¤ÃѺ ¨ÐµÃǨÇÑ´¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊÇÒ‹ § §‹Ò¹´Ô à´ÕÂǤÍҺ!!! µÃÇ¨Ç´Ñ áʧà©ÅÂèÕ แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทาํ งานและการดําเนินการ กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน 㹡óàÕ ¡Ô´àËµØ©Ø¡à©¹Ô ä¿´ºÑ !!! ÍÂÒ‹ §äÃ´Õ áºº¾é¹× ·Õè·èÑÇä» Area Measurement) ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทาํ งาน พ.ศ. 2554 µÇÑ ÍÂÒ‹ § ¡Ã³ÕÁâÕ ¤Áä¿©¡Ø à©¹Ô 2 ´Ç§ µÒÁàʹŒ ·Ò§ÊÑÞ¨Ãã¹ÀÒÇÐ©Ø¡à©¹Ô ã¹á¹ÇÃйҺ·èÕ¾×é¹¼ÔÇ·Ò§à´Ô¹ เร่ิมวัดแสงตรงบริเวณพ้ืนจุดท่ีชิดขอบประตูทางหนีไฟ ซ่ึงเป็นช่องทางเริ่มต้นของเส้นทางหนีไฟเป็นจุดแรก จากน้ันท�าการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างบริเวณ จุดกึ่งกลางโคมไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน และตรงจุด กงึ่ กลางระหวา่ งโคมไฟฟา้ แสงสวา่ งฉกุ เฉนิ โดยวดั เสน้ ก่ึงกลางทางหนีไฟ และแถบทางหนีไฟในแนวระนาบ ทั้ง 2 ด้าน และท�าการตรวจวดั ไปตลอดเส้นทางหนีไฟ àÁÍ×è ·Òí ¡ÒõÃÇ¨Ç´Ñ áʧµÅÍ´àʹŒ ·Ò§Ë¹Õä¿àÃÕºÃÍŒ ÂáÅÇŒ ã˹Œ Òí ¤Ò‹ ¤ÇÒÁà¢ÁŒ ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §·Ñé§ËÁ´·èÕµÃÇ¨Ç´Ñ µÅÍ´ àʹŒ ·Ò§Ë¹Õä¿·èÕµÃǨä´ÁŒ ÒËÒ¤‹Òà©ÅÕè â´Â¨ÐµÍŒ §ÁÕ¤Ò‹ à©ÅÕÂè ¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §äÁ¹‹ ŒÍÂ¡Ç‹Ò 10 Lux

ภาพที่ 3 วิธกี ารการตรวจวดั ความเข้มของแสงสว่างบริเวณพื้นท่ที ว่ั ไปท่มี กี ารสัญจรในภาวะฉกุ เฉนิ (กรณีเป็นเส้นทางท่ีมีบันไดหนไี ฟ) 㹡óÕà¡Ô´à˵©Ø Ø¡à©¹Ô ä¿´Ñº!!! ÍÂÒ‹ ÅÁ× Í¡Õ àª‹¹¡Ñ¹¹Ð¤ÃÒº!!! µÃǨÇÑ´áʧà©ÅÕèÂẺ¾¹×é ·èÕ·èÑÇä» แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทํางานและการดาํ เนนิ การ (Area Measurement) ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 µÒÁàÊŒ¹·Ò§ÊÞÑ ¨Ãã¹ÀÒÇЩ¡Ø à©¹Ô ã¹á¹ÇÃйҺ·Õè¾é×¹¼ÔÇ·Ò§à´¹Ô กองความปลอดภยั แรงงาน ÍŽÍ! à¢ÒŒ ã¨ÅÐ ท�าการตรวจวัดตลอดเส้นทางหนีไฟเน่ืองจากเป็นจุดเส่ียงหาก กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน เปน็ บนั ไดหนไี ฟใหท้ า� การตรวจวดั แสงตรงบรเิ วณพน้ื ทบ่ี นั ไดขน้ั บนสดุ ข้นั กงึ่ กลาง และบันไดข้นั สดุ ทา้ ย โดยวดั ทเ่ี ส้นกึ่งกลาง ทางหนึไฟ และแถบทางหนีไฟในแนวระนาบท้ัง 2 ด้าน และ ทา� การตรวจวัดไปตลอดเสน้ ทางหนไี ฟ àÁè×Í·íÒ¡ÒõÃǨÇÑ´áʧµÅÍ´àÊŒ¹·Ò§Ë¹Õä¿àÃÕºÌÍÂáÅŒÇ ãËŒ¹íÒ¤‹Ò ¤ÇÒÁà¢ÁŒ ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §·Ñé§ËÁ´·ÕèµÃÇ¨Ç´Ñ µÅÍ´àʹŒ ·Ò§Ë¹Õä¿·èÕµÃǨä´ÁŒ ÒËÒ¤Ò‹ à©ÅÂÕè â´Â¨ÐµŒÍ§ÁÕ¤Ò‹ à©ÅÂèÕ ¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊNjҧäÁ‹¹ŒÍÂ¡Ç‹Ò 10 Lux 29

30 ภาพที่ 4 วิธกี ารตรวจวัดมาตรฐานความเข้มของแสงสวา่ ง ณ บรเิ วณท่ลี ูกจา้ งต้องทา� งาน โดยใชส้ ายตามองเฉพาะจดุ หรือตอ้ งใชส้ ายตาอยูก่ ับทใี่ นการทา� งาน กองความปลอดภัยแรงงาน ¡ÒÃÇ´Ñ áºº¨Ø´ (Spot Measurement) ¤‹Ò¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §¨ÐÁÕ¤Ò‹ ¹ÍŒ ¡ÇÒ‹ แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทาํ งานและการดําเนินการ กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน ¤‹ÒµíèÒ·èÕ¡íÒ˹´äÇŒäÁ‹ä´Œ ¶Í× Ç‹ÒäÁ‹¼‹Ò¹à¡³±·èÕ¡®ËÁÒ¡Òí ˹´ ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทาํ งาน พ.ศ. 2554 â´ÂãªÊŒ ÒµÒÁͧ੾ÒШش ËÃ×͵ŒÍ§ãªŒÊÒµÒÍ¡‹Ù ºÑ ·Õè 㹡Ò÷Òí §Ò¹ ᵤ‹ ‹Òʧ٠¡Ç‹Ò¤‹Ò·èÕ¡Òí ˹´änj䴌 ¶Í× Ç‹Ò¼Ò‹ ¹à¡³±· èÕ¡®ËÁÒ¡Òí ˹´ ·Ñé§¹Õé ¨ÐµÍŒ §¾Ô¨ÒóÒÇÒ‹ ¤‹Ò¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊÇÒ‹ §·èÕʧ٠ÁÒ¡æ ¨ÐÊ‹§¼Å¡ÃзºµÍ‹ ¡Òû¯ÔºµÑ Ô§Ò¹¢Í§Å¡Ù ¨ŒÒ§ËÃ×ÍäÁ‹ ??? ¤Ò‹ ¤ÇÒÁࢌÁ¢Í§áʧÊNjҧ·èÕ¡íÒ˹´äǵŒ ÒÃÒ§·Õè 2 ໹š ªÇ‹ §·èÕàËÁÒÐÊÁ ¡ÑºÊÒµÒš٠¨ŒÒ§¼Ù»Œ ¯ÔºÑµ§Ô Ò¹µÒÁÅѡɳЧҹ¹Ñ¹é æ ÍÂá‹Ù ÅÇŒ การใชส้ ายตา ลกั ษณะ ตัวอย่างบริเวณพนื้ ท่ี คา่ ความเข้มของ งานละเอียดเลก็ น้อย พ้ืนทีเ่ ฉพาะ และ/หรือลกั ษณะงาน แสงสวา่ ง (ลกั ซ์) งานท่ีช้ินงานมีขนาดปานกลางหรือเล็กสามารถมองเห็น - งานประจ�าในส�านักงาน เช่น งานเขียน งานพิมพ์ งานบันทึกข้อมูล 400 - 500 ได้แต่ไมช่ ัดเจน และมคี วามแตกตา่ งของมีปานกลาง การอา่ นและประมวลผลข้อมูล การจดั เก็บแฟ้ม

ภาพท่ี 5 วธิ กี ารตรวจวัดมาตรฐานความเข้มของแสงสวา่ ง ณ บรเิ วณโดยรอบท่ใี ห้ลูกจา้ งคนใดคนหน่ึงทา� งาน โดยใชส้ ายตามองเฉพาะจุดในการปฏิบัตงิ าน แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทํางานและการดาํ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 ¾¹×é ·Õè 1 ¨Ø´·èÕ ãËÅŒ ¡Ù ¨ÒŒ §·Òí §Ò¹â´ÂãªÊŒ ÒµÒÁͧ੾ÒШش㹡Òû¯ºÔ µÑ §Ô Ò¹ «§èÖ ä´¤Œ Ò‹ ¨Ò¡¡ÒÃ Ç´Ñ áºº¨Ø´ (Spot Measurement) ·Õè ä´¨Œ Ò¡µÒÃÒ§·èÕ 2 ·èÕÁÕ¤Ò‹ µ§éÑ áµ‹ 1,000 Å¡Ñ «¢ Öé¹ä» ¾é×¹·èÕ 2 ºÃÔàdz¶´Ñ ¨Ò¡·Õè·Õè ãËÅŒ Ù¡¨ŒÒ§¤¹ã´¤¹Ë¹§Öè ·íÒ§Ò¹ã¹ÃÑÈÁ·Õ èÕš٠¨ÒŒ §àÍÍé× ÁÁ×Ͷ֧ ä´Œ¤‹Ò¨Ò¡¡ÒÃÇѴẺ¨Ø´ (Spot Measurement) â´ÂÇÑ´¶Ñ´¨Ò¡¾é×¹·Õè·Õè 1 ¾é×¹·Õè 3 ºÃÔàdzâ´ÂÃͺ·èÕµÔ´¾é¹× ·èÕ 2 ·ÕèÁÕ¡Òû¯ÔºÑµ§Ô Ò¹¢Í§Å¡Ù ¨ŒÒ§¤¹ã´¤¹Ë¹§èÖ ä´Œ¤Ò‹ ¨Ò¡¡ÒÃÇ´Ñ áºº¨Ø´ (Spot Measurement) â´ÂÇÑ´¶Ñ´¨Ò¡¾é¹× ·èÕ·èÕ 2 กองความปลอดภยั แรงงาน พน้ื ท่ี 1 พน้ื ท่ี 2 ࢌÒ㨡¹Ñ áÅŒÇ㪋äËÁ¤ÃѺÇÒ‹ ¶ÒŒ ¨Ø´ã´ กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน 1,000 - 2,000 ลกั ซ์ 300 ลกั ซ์ ã¹µÒÃÒ§·èÕ 2 ¤‹Ò¤ÇÒÁà¢ÁŒ ¢Í§áʧÊNjҧ Á¤Õ Ò‹ µ§éÑ áµ‹ 1,000 Å¡Ñ «¢ ¹éÖ ä» ã˵Œ ÃÇ¨Ç´Ñ µÒÃÒ§·èÕ 3 ·éѧ 3 ¾é¹× ·èÕ ´ÇŒ ¹ФÃѺ พ้ืนที่ 3 200 ลักซ์ 31

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 ข้ันตอนและเทคนิควิธีการวดั แสงสว่าง 1. ปรับให้เครื่องอ่านคา่ ท่ศี ูนย์ ก่อนท�ำการตรวจวัดแสงสว่าง ต้องปรับให้เครื่องอ่านค่าท่ีศูนย์ก่อนทุกครั้ง การปรับเคร่ืองเช่นน้ี เรยี กวา่ Zeroing ซงึ่ ไมใ่ ชก่ ารปรบั เทยี บความถกู ตอ้ ง (Calibration) ของเครอ่ื งมอื การปรบั ใหเ้ ครอื่ งอา่ นคา่ ทศ่ี นู ย์ ก่อนการเริ่มอ่านค่าเป็นส่ิงจ�ำเป็น สามารถท�ำได้โดยใช้วัสดุสีด�ำทึบแสงปิดที่เซลรับแสง แล้วเปิดเครื่องและ อ่านค่า ค่าที่อ่านได้ควรเป็นศูนย์ เนื่องจากไม่มีแสงตกกระทบเซลรับแสง หากไม่เป็นเช่นนั้น ต้องปรับมิเตอร์ ใหอ้ ่านค่าศนู ย์กอ่ นเรมิ่ การตรวจวดั 2. ปรับมิเตอร์ โดยมิเตอร์บางรุ่นจะมีปุ่มให้ปรับเลือกช่วงของความเข้มแสงสว่างระดับต่าง ๆ หากไมแ่ นใ่ จวา่ ระดบั ความเขม้ ของแสงสวา่ งเปน็ ปรมิ าณเทา่ ไรใหป้ รบั ปมุ่ ไปชว่ งของการวดั ทรี่ ะดบั สงู กอ่ น ถา้ ไมใ่ ช่ ชว่ งการวดั นัน้ จงึ คอ่ ยปรบั สเกลตำ่� ลงมา 3. ศกึ ษาลกั ษณะการทำ� งานของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ขนาดของชนิ้ งาน ความละเอยี ดของงาน ปจั จยั แวดลอ้ ม ท่สี ่งผลกระทบต่อการมอง การสอ่ งสวา่ ง และคุณภาพของการสอ่ งสว่าง 4. วางเซลรับแสงระนาบเดยี วกบั พ้นื ผวิ งานของผ้ปู ฏิบัติงานน้นั อา่ นคา่ ความเขม้ แสงสวา่ ง ผู้ท�ำการ ตรวจวดั ฯ ตอ้ งระวงั ไมใ่ หเ้ งาของตวั เองทอดบงั บนเซลรบั แสง ซงึ่ ทำ� ใหค้ า่ ความเขม้ แสงสวา่ งผดิ จากความเปน็ จรงิ 5. ให้เซลรับแสงรบั แสงจนคา่ แน่นอนทุกครัง้ (โดยทว่ั ไปประมาณ 5 – 15 นาท)ี จึงอา่ นค่ามเิ ตอร์ และบนั ทกึ ผล 6. น�ำผลการตรวจวัดเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรือ่ ง มาตรฐานความเข้มของแสงสวา่ ง 7. การตรวจวดั ความเข้มแสงสว่าง จะทำ� การตรวจวดั ตามสภาพความเปน็ จริง เชน่ หากปฏิบตั งิ าน โดยไม่เปิดไฟ แต่ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ ก็ท�ำการตรวจวัดตามสภาพจริงนั้น แต่หากปกติการท�ำงานนั้น เปดิ หลอดไฟฟา้ ในขณะทำ� งาน ใหเ้ ปดิ หลอดไฟฟา้ ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย 20 นาที กอ่ นทำ� การตรวจวดั ทง้ั นเี้ พอื่ ใหห้ ลอดไฟ ส่องสวา่ งเตม็ ที่ 8. ตอ้ งวดั แสงในขณะทผี่ ปู้ ฏบิ ตั งิ านอยใู่ นลกั ษณะการทำ� งานจรงิ ๆ แมก้ ารทำ� งานนนั้ จะทำ� ใหเ้ กดิ เงา ในการวัดแสง ควรพจิ ารณาตำ� แหนง่ ของดวงอาทติ ยแ์ ละสภาพอากาศขณะท่ีท�ำการวัดด้วย 9. งานท่ีปฏิบัติในเวลากลางวัน ต้องท�ำการวัดแสงในตอนกลางวัน แต่ถ้างานท่ีปฏิบัตินั้นเป็นเวลา กลางคนื ก็ตอ้ งทำ� การตรวจวดั ในเวลากลางคืน 10. บันทึกผลการตรวจวัดแสงสว่างและปัจจัยแวดล้อมท่ีเก่ียวข้อง อาทิเช่น สภาพห้อง เพดาน ดวงไฟ ความสะอาด สี สภาพอากาศขณะทีต่ รวจวดั เปน็ ต้น 7. การควบคุมและการปอ้ งกันอนั ตราย การจัดให้มีแสงสว่างเหมาะสมกับการปฏิบัติงานเพ่ือให้เกิดความปลอดภัย ท�ำให้การมองเห็นเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความรู้สึกสบายในการมอง และในแง่เศรษฐกิจนั้น เป็นการน�ำพลังงานมาใช้อย่างมี ประสิทธภิ าพ และท่ีส�ำคัญ คือ ชว่ ยเพิม่ ผลผลติ ใหก้ บั สถานประกอบกิจการ การบ�ำรุงรักษาระบบแสงสว่างใหม้ ี สภาพดอี ย่เู สมอ เปน็ มาตรการที่ดใี นการปฏบิ ตั ิ 32 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการดำ�เนนิ การ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 7.1 การจดั การกับแหลง่ กำ� เนดิ แสง การจัดแสงสว่างในสถานประกอบกิจการใหม้ สี ภาพท่เี หมาะสม มีหลักในการพิจารณาจากปัจจยั ต่าง ๆ ดงั นี้ 1) การเลอื กระบบแสงสวา่ งและแหล่งกำ� เนิดแสงสว่าง แสงสวา่ งตามธรรมชาติ เปน็ แหลง่ กำ� เนดิ ของแสงสวา่ งทด่ี ที ส่ี ดุ และถกู ทสี่ ดุ การจดั พนื้ ทขี่ อง สถานประกอบกจิ การใหม้ พี น้ื ทข่ี องหนา้ ตา่ งหรอื ชอ่ งแสงเขา้ จงึ เปน็ เรอื่ งทมี่ คี วามสำ� คญั หากตอ้ งการนำ� ประโยชน์ จากแสงสว่างธรรมชาติมาใช้ ควรให้มีพ้ืนท่ีของหน้าต่างมากกว่า 1/3 ของพ้ืนท่ีของสถานประกอบกิจการนั้น แต่ทงั้ นี้ตอ้ งค�ำนึงความรอ้ นทจ่ี ะเขา้ มาดว้ ย 2) ลกั ษณะของหอ้ งหรือพน้ื ทใ่ี ช้งาน ลกั ษณะของหอ้ งหรอื พนื้ ทใ่ี ชง้ าน นบั เปน็ สว่ นสำ� คญั ทสี่ ดุ ในการทจ่ี ะนำ� รายละเอยี ดไปใชเ้ ปน็ ขอ้ พจิ ารณาในการกำ� หนดความสวา่ งใหเ้ หมาะสม เพอ่ื ใหเ้ กดิ การมองเหน็ ทด่ี ี การจดั สภาพแวดลอ้ มในการมองเหน็ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายและอยากท�ำงาน การพิถีพิถันในการเลือกใช้สี และวัสดุในการท�ำเพดานและผนัง ซงึ่ ปจั จยั เหลา่ นจ้ี ะชว่ ยเพมิ่ การมองเหน็ ใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ โดยจะลดการสญู เสยี จากแสงสะทอ้ น การกระจายของแสงดขี น้ึ ปกติแล้วการทาสีเพดานควรทาสีที่ใกล้เคียงกับสีขาวให้มากท่ีสุดและผนังไม่ควรทาสีที่มีความมันวาว ควรทา สอี ่อน ๆ 3) ปรมิ าณของแสงสว่างทีเ่ พียงพอและมีคุณภาพ ลกั ษณะงานแตล่ ะชนดิ ตอ้ งการปรมิ าณแสงสวา่ งไมเ่ ทา่ กนั ลกั ษณะงานทมี่ คี วามละเอยี ดมาก หรือมชี ิ้นงานขนาดเลก็ มาก หรือทำ� งานกบั ชนิ้ งานที่มสี ีทึบ ยอ่ มต้องการปรมิ าณแสงสว่างมากกวา่ งานท่ีมชี ิ้นงาน ขนาดใหญ่หรือมีสีอ่อน นอกจากปริมาณแสงสว่างที่พอเหมาะกับลักษณะงานแล้ว คุณภาพของแสงสว่างก็มี ความส�ำคญั มาก 7.2 แสงสวา่ งท่ีควรหลกี เลยี่ ง 1) การเกิดแสงจ้า (Glare) คอื จุดหรอื พนื้ ทที่ ่มี แี สงจา้ เกิดขึ้นในระยะของลานสายตา (Visual Field) ทำ� ใหต้ ารสู้ กึ วา่ มแี สงสวา่ งมากเกนิ กวา่ ทต่ี าจะปรบั ได้ ทำ� ใหเ้ กดิ ความรำ� คาญ ไมส่ ขุ สบาย หรอื ความสามารถ ในการมองเห็นลดลง แสงจา้ มี 2 ชนิด คือ 1.1) แสงจ้าเข้าตาโดยตรง (Direct Glare) เกิดจากแหล่งก�ำเนิดท่ีแสงสว่างจ้าในระยะ ลานสายตา ซ่ึงอาจเกิดจากแสงสวา่ งท่สี อ่ งผ่านหนา้ ตา่ ง หรือแสงสวา่ งท่ีเกดิ จากดวงไฟที่ติดต้ัง ก. การลดแสงจา้ จากหน้าตา่ ง - ติดผ้ามา่ น ที่บังตา บานเกรด็ ตน้ ไม้ หรือไม้เลื้อยตา่ ง ๆ - เปลี่ยนเปน็ กระจกฝา้ แทนกระจกใส - เปลี่ยนทิศทางของโต๊ะและการนั่งท�ำงาน โดยให้แสงสว่างเข้าด้านข้าง หรือนั่ง หันหลังใหห้ นา้ ต่าง แทนการหันหน้าไปหาแสง แต่ตอ้ งระวังการเกดิ เงาบังแสงสว่างที่ตกกระทบชิ้นงาน ข. การลดแสงจา้ จากดวงไฟ - การใชโ้ คมไฟ หรือที่ครอบลกึ พอควร ขอบด้านในทาสีเข้มและผวิ ดา้ น กองความปลอดภยั แรงงาน 33 กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนนิ การ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 - ติดตั้งโคมไฟให้ต�่ำพอ เพ่ือว่าแสงจ้าท่ีพ้ืนผิวจะถูกลบหายไป แต่ให้มีระดับสูง เพยี งพอที่จะชว่ ยในการสอ่ งสวา่ ง 1.2) แสงจ้าจากการสะท้อน (Reflected Glare) เกิดจากเมื่อแสงตกกระทบบนพื้นผิว ต่าง ๆ เชน่ วัตถุผวิ มันและสะทอ้ นมาเขา้ ตา แสงจา้ ชนิดนจ้ี ะกอ่ ให้เกดิ ความร�ำคาญมากกว่าแสงจา้ โดยตรง การลดแสงจ้าจากการสะทอ้ น - การปรบั เปลย่ี นต�ำแหน่งของแหล่งแสง - การลดความสว่างของแหลง่ แสง - การเลอื กใช้ผวิ วัสดุทมี่ ีการสะทอ้ นแสงตำ่� - การท�ำฉากป้องกันแสงสะท้อน - การท�ำฉากหลัง (Background) ข้างเคียงให้สว่างกว่า โดยออกแบบพื้น/วัสดุผิว สอี อ่ นใหอ้ ยดู่ ้านหลงั 2) การเกิดเงา เงาเป็นอุปสรรคต่อการท�ำงานอย่างยิ่ง บริเวณที่มีเงามืดบนพ้ืนผิวของชิ้นงาน จะทำ� ให้การทำ� งานลำ� บากยากย่งิ ขึน้ เพราะมองไมเ่ หน็ หรอื เหน็ ไม่ชดั คณุ ภาพของงานไมด่ ี เมื่อยตา และอาจกอ่ ใหเ้ กดิ อุบัตเิ หตุได้ การหลกี เล่ยี งการเกดิ เงา - การวางผงั โต๊ะในลักษณะท่ีสามารถหลกี เล่ียงการเกดิ เงาในบรเิ วณทท่ี ำ� งาน - จัดกลมุ่ ดวงไฟสำ� หรับกลมุ่ ตา่ ง ๆ ของเคร่อื งจักร - จัดทิศทางของแสง - การเพ่ิมแสงสว่างจะสามารถป้องกันการเกิดเงาได้ ดังนั้น การดูแลความสะอาดและ เพิ่มจำ� นวนหนา้ ต่างและช่องแสง เปน็ วธิ ีทางหนึ่งทสี่ ามารถเพิม่ การส่องสว่างได้ 7.3 การบำ� รุงรกั ษาแสงสวา่ ง แม้จะมีปริมาณและคุณภาพของแสงสว่างท่ีเหมาะสมกับการปฏิบัติงานนั้นแล้ว แต่หากไม่มีการ ดูแลบ�ำรุงรักษาระบบแสงสว่างอย่างเหมาะสม ความเข้มของการส่องสว่างท่ีได้รับจะเหลือเพียงครึ่งเดียว และ ท�ำใหก้ ารจัดแสงสว่างทีด่ �ำเนินการไว้ไม่เพยี งพอตอ่ การปฏบิ ัติงานได้ สาเหตุทีท่ ำ� ให้ระบบการส่องสวา่ งลดลง คือ - ฝ่นุ หรอื สง่ิ สกปรกทต่ี ดิ อยบู่ นดวงไฟ พืน้ ผวิ งานตา่ ง ๆ รวมทั้งพน้ื ผิวหอ้ งด้วย อาทเิ ช่น ฝา้ กำ� แพง เพดาน หน้าตา่ ง ชอ่ งแสง เป็นต้น - อายุการใช้งานของแหลง่ ก�ำเนดิ แสง เช่น ดวงไฟ หลอดฟลูออเรสเซนต์ (กอ่ นที่หลอดจะขาด หรอื หมดอายุ ความสว่างของหลอดไฟจะลดลง 25-30% เมอื่ เทียบกับหลอดไฟใหม่) - การน�ำส่ิงของต่าง ๆ วางกีดขวางทางเข้าของแสงสว่าง หรือตั้งบังทางที่แสงส่องสว่าง ผ่านมายังบริเวณที่ปฏิบตั งิ าน 34 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 8. เอกสารอ้างองิ 1. Illuminating Engineering Society of North America IES Lighting Handbook (1981 Reference Volume), 1981 2. คณาจารยภ์ าควิชาสรีรวิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิ ล สรีรวิทยา, 2539 3. รศ. ดร.วันทนี พนั ธปุ์ ระสิทธิ์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล เสนอแนะการตรวจวดั ความรอ้ น แสง และเสยี ง ตามกฎหมาย, 2549 4. สถาบนั ความปลอดภยั ในการทำ� งาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน คมู่ อื การตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มดา้ นกายภาพ, 2545 กองความปลอดภยั แรงงาน 35 กรมสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 36 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 การตรวจวดั ระดบั เสียง (Noise Measurement) 1. นยิ าม เสียง (Sound) คือ พลังงานรูปหน่ึงท่ีเกิดจากการส่ันสะเทือนของโมเลกุลของอากาศ ท�ำให้เกิด การอัดและขยายสลับกันของโมเลกุลอากาศ ความดันบรรยากาศจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตามการเคล่ือนท่ี ของโมเลกลุ อากาศ เรยี กว่า คลนื่ เสียง ความถ่ีของเสียง (Frequency of Sound) หมายถึง จ�ำนวนครั้งของการเปล่ียนแปลงความดัน บรรยากาศตามการอัดและขยายของโมเลกุลอากาศในหนึ่งวินาที หน่วยวัด คือ รอบต่อวินาที หรือ เฮิรตช์ (Hertz , Hz) เสียงดงั (Noise) หมายถงึ เสียงซึ่งไม่เปน็ ทตี่ ้องการของคนเพราะทำ� ให้เกดิ การรบกวนการรบั รเู้ สียง ท่ีต้องการหรือความเงียบ และเป็นเสียงที่เป็นอันตรายต่อการได้ยิน ความดังเสียงขึ้นอยู่กับความสูงหรือ แอมปลิจดู (Amplitude) ของคลืน่ เสยี ง ส่วนความท้มุ แหลมของเสียงข้ึนกับความถ่ีของเสียง เดซเิ บลเอ ; dBA หรอื เดซเิ บล (เอ) ; dBA เป็นหน่วยวดั ความดังเสยี งท่ใี กลเ้ คยี งกบั การตอบสนอง ต่อเสยี งของหูมนุษย์ TWA ; Time Weighted Average คา่ เฉลีย่ ระดับความดงั เสยี งตลอดระยะเวลาการสมั ผสั เสียง 2. ประเภทของเสียง 1. เสยี งดงั แบบตอ่ เนอ่ื ง (Continuous Noise) เปน็ เสยี งดงั ทเี่ กดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง จำ� แนกออกเปน็ 2 ลักษณะ คอื เสียงดังต่อเน่ืองแบบคงท่ี (Steady-state Noise) และเสียงดงั ตอ่ เน่อื งแบบไมค่ งท่ี (Non-steady State Noise) 1.1 เสียงดังตอ่ เนื่องแบบคงที่ (Steady-state Noise) เปน็ ลกั ษณะเสียงดังตอ่ เนื่องทมี่ รี ะดบั เสยี ง เปลี่ยนแปลงไมเ่ กนิ 3 เดซเิ บล เช่น เสียงจากเคร่อื งทอผ้า เครื่องปน่ั ดา้ ย เสียงพดั ลม เปน็ ตน้ 1.2 เสียงดังต่อเน่ืองแบบไม่คงที่ (Non-steady State Noise) มรี ะดบั เสยี งเปลี่ยนแปลงเกนิ กว่า 10 เดซิเบล เช่น เสยี งจากเล่อื ยวงเดอื น เครื่องเจียร เปน็ ต้น 2. เสียงดังเป็นช่วง ๆ (Intermittent Noise) เป็นเสียงท่ีดังไม่ต่อเน่ือง มีความดังหรือเบากว่า เป็นระยะ ๆ สลับไปมา เช่น เสยี งเครือ่ งปม๊ั /อัดลม เสยี งจราจร เสยี งเครอื่ งบนิ ทีบ่ ินผา่ นไปมา เปน็ ตน้ 3. เสียงกระทบหรือกระแทก (Impact or Impulse Noise) เป็นเสียงที่เกิดขึ้นและส้ินสุด อยา่ งรวดเรว็ ในเวลานอ้ ยกวา่ 1 วนิ าที มกี ารเปลยี่ นแปลงของเสยี งมากกวา่ 40 เดซเิ บล เชน่ เสยี งการตอกเสาเขม็ การปม๊ั ช้ินงาน การทบุ เคาะอย่างแรง เปน็ ตน้ กองความปลอดภัยแรงงาน 37 กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 3. กลไกการไดย้ นิ เสียง เป็นพลังงานชนิดหน่ึงท่ีเกิดการเปล่ียนแปลงความดันบรรยากาศในตัวกลางต่าง ๆ (อากาศ ของเหลว และของแขง็ ) โดยทว่ั ไปในตวั กลางชนดิ หนงึ่ ในทกุ ความถเี่ สยี ง จะเคลอ่ื นทไี่ ปดว้ ยความเรว็ เทา่ กนั เสมอ ความเร็วของเสยี งจึงข้ึนกบั ชนดิ ของตัวกลางทเ่ี สยี งผ่าน ตัวกลางท่มี ีความหนาแน่นมาก เชน่ ของแข็ง จึงนำ� เสียง ไดด้ กี ว่าหรอื เรว็ กว่าตัวกลางท่ีมคี วามหนาแน่นน้อยกว่า เช่น ของเหลว และกา๊ ซ ภาพกายวภิ าคของหู กายวิภาคของหู1 หูแบง่ ได้ 3 ส่วน คือ 1. หูช้ันนอก (Outer Ear) ประกอบด้วย ใบหูและรูหู ท�ำหน้าท่ีรับและรวบรวมคล่ืนเสียงให้ผ่าน รูหไู ปยังเย่อื แกว้ หู (Ear Drum) 2. หชู น้ั กลาง (Middle Ear) ประกอบดว้ ย กระดกู 3 ชิ้น คอื กระดูกฆอ้ น (Malleus) กระดูกท่งั (Incus) และกระดูกโกลน (Stapes) ปลายด้านหนึ่งของกระดูกค้อนแตะกับเย่ือแก้วหู และปลายด้านหนึ่งของ กระดกู โกลนแตะกบั เยือ่ ที่ปิดช่องเปิดรูปไข่ (Oval Window) 3. หูชั้นใน (Inner Ear) ประกอบด้วยอวัยวะที่ท�ำหน้าที่ต่างกัน 2 ชุด ซึ่งเล้ียงด้วยเส้นประสาท (Vestibule-cochlear Nerve) คอื ชดุ ทีใ่ ชใ้ นการฟังเสียง (Auditory Apparatus) ได้แก่ คอเคลีย (Cochlea) ท�ำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน และชุดที่ใช้ในการทรงตัวและสมดุลของร่างกาย (Vestibular Apparatus) ได้แก่ Semicircular Canal และ Maculae เมื่อหูส่วนนอกรับและรวบรวมคล่ืนเสียง ส่งคลื่นบางส่วนผ่านอากาศไปกระทบกับเย่ือแก้วหู (Ear Drum) เกิดการส่ันสะเทอื น โดยเยอ่ื แก้วหจู ะโปง่ -ยบุ ตามความแรงและความถี่ของเสียงทม่ี ากระทบ และ แรงส่ันสะเทือนน้ีจะถูกถ่ายทอดไปยังหูส่วนกลางท่ีมีกระดูกทั้ง 3 ชิ้น ให้ส่งผ่านการเคล่ือนไหวของกระดูก ไปกระทบเยื่อทปี่ ิดชอ่ งเปดิ รปู ไข่ (Oval Window) แรงดันจากกระดูกโกลน (Stapes) ท่ีสง่ ไปผนงั เยอื่ รูปไขน่ ี้ จะเพม่ิ สงู กวา่ ความดนั เสยี งทก่ี ระทบเยอื่ หู ประมาณ 22 เทา่ ซง่ึ เพยี งพอทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ คลนื่ ของเหลว (Fluid-borne Sound) ในหูส่วนใน โดยคลื่นของเหลวที่เกิดข้ึนจะเคล่ือนไปยังคอเคลีย (Cochlea) ซ่ึงภายในประกอบด้วย 1 ทม่ี า : ภาพจาก บทความ การตรวจสอบความดงั เสียง Noise Measurement 38 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดล้อมในการท�ำ งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 เซลล์ขน (Hair Cells) ท่ีมีลักษณะเป็นทรงกระบอกตั้งตรงในแนวดิ่งรวมตัวกันเป็นกระจุก และบริเวณฐาน ของ Hair Cells มีปลายเส้นประสาทมาเล้ียงอยู่ เม่ือคล่ืนเสียงผ่านกระทบท�ำให้เกิดการเปลี่ยนสัญญาณเสียง เป็นสญั ญาณประสาท 4. อนั ตราย และผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภยั ในการท�ำงาน การได้รับหรือสมั ผัสเสียงดงั ในระยะเวลายาวนาน กอ่ ใหเ้ กิดการสูญเสียงการไดย้ ิน หรือความสามารถ ในการได้ยินเสียงลดลงเม่ือเปรียบเทียบกับคนท่ีมีการได้ยินปกติ การสูญเสียการได้ยินเน่ืองจากเสียงดัง โดยทวั่ ไปขนึ้ อยกู่ บั ปจั จยั สำ� คญั คอื ระดบั ความดงั เสยี ง ชนดิ ของเสยี ง ระยะเวลาทไี่ ดร้ บั เสยี งตอ่ วนั และตลอดอายุ การท�ำงาน นอกจากน้ี ยังพบปัจจัยอ่ืนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องท�ำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน เช่น ความไวต่อเสียง ในแตล่ ะบคุ คล อายุ สภาพแวดล้อมของแหล่งเสยี ง ฯลฯ การสูญเสียการได้ยิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว และการสูญเสีย การได้ยินแบบถาวร การสูญเสียการได้ยินแบบช่ัวคราว จะเกิดจากการสัมผัสเสียงดังเป็นระยะเวลาหนึ่งท�ำให้ เซลล์ขนกระทบกระเทือนไม่สามารถท�ำงานได้ชั่วคราวแต่เซลล์ขนจะกลับสู่สภาพเดิมได้หลังส้ินสุดการสัมผัส เสียงดังเป็นเวลาประมาณ 14-16 ช่ัวโมง แต่การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร จะไม่สามารถท�ำการรักษา ใหก้ ารได้ยินกลับคนื สภาพเดิมได้ มนุษย์จะได้ยินเสียงในช่วงความถี่ต้ังแต่ 20-20,000 เฮิรตซ์ ถ้าต�่ำกว่าหรือสูงกว่านี้จะไม่สามารถ รบั รู้ได้ โดยทัว่ ไปการสูญเสียการได้ยนิ จะเร่มิ ทค่ี วามถ่ี 4,000 เฮริ ตซ์ เป็นลำ� ดบั แรก ในระยะเวลาตอ่ มาจงึ สญู เสีย การไดย้ ินทคี่ วามถี่สูงกว่าทีค่ วามถ่ี 4,000 เฮริ ตซ์ สว่ นความถี่ของการสนทนาซ่ึงมีความถี่ต่�ำ คอื ท่ี 500-2,000 เฮิรตซ์ จะสูญเสยี ชา้ กวา่ ที่ความถ่สี งู เสยี งดงั ตลอดเวลาการทำ� งาน อาจทำ� ใหเ้ กดิ อบุ ตั เิ หตใุ นการทำ� งานได้ ทง้ั นเี้ พราะเสยี งดงั ทำ� ใหพ้ ฤตกิ รรม สว่ นบคุ คลเปลย่ี นแปลง เชน่ บางคนอาจรสู้ กึ เชอ่ื งชา้ ตอ่ การตอบสนองตอ่ สญั ญาณตา่ ง ๆ ความวา้ วนุ่ ใจจนทำ� งาน ผดิ พลาดจนเกิดอบุ ตั ิเหตขุ นึ้ นอกจากน้ี ยงั รบกวนการตดิ ต่อส่ือสาร ท�ำใหผ้ ้ปู ฏบิ ัติงานไม่ได้ยินสัญญาณอันตราย ท่ดี งั ขน้ึ หรอื ไมไ่ ด้ยนิ เสียงเตอื นของเพือ่ นพนักงานจนอาจทำ� ให้เกดิ อบุ ตั เิ หตขุ น้ึ ได้ เคร่อื งมอื และอุปกรณใ์ นการตรวจวดั เสยี ง เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวัดเสียงมีหลายชนิด ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม กับลักษณะเสยี งท่ตี อ้ งการประเมิน เครอ่ื งมือและอุปกรณใ์ นการตรวจวัดเสียง มีดังนี้ 1. เคร่อื งวัดเสยี ง (Sound Level Meter) เป็นเคร่ืองมือพ้ืนฐานในการวัดระดับเสียง สามารถวัดระดับเสียงได้ต้ังแต่ 40 – 140 เดซิเบล โดยทั่วไปผู้ผลิตจะผลิตเคร่ืองวัดเสียงที่สามารถวัดระดับเสียงได้ 3 ข่าย (Weighting Networks) คือ A, C และ Z ข่ายท่ีใช้กันอย่างกว้างขวาง คือ ข่าย A เพราะเป็นข่ายตอบสนองต่อเสียงคล้ายคลึงกับหูคน มากทสี่ ุด หน่วยวดั ของเสยี งทวี่ ดั ด้วยข่าย A คือ เดซิเบลเอ (dBA) กองความปลอดภยั แรงงาน 39 กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนินการ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ตามกฎหมายความปลอดภยั ในการท�ำงาน ก�ำหนดให้เครื่องวัดเสียง ต้องได้มาตรฐาน IEC 61672 หรอื IEC 651 Type 2 (International Electrotechnical Commission 651 Type 2) 2. เครอื่ งวัดเสียงกระทบหรอื กระแทก (Impulse or Impact Noise Meter) เสียงกระทบหรือกระแทกเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วหายไปเหมือนกับเสียงปืน เช่น เสียงตอกเสาเข็ม เครื่องวัดเสียงโดยท่ัวไปอาจมีความไวไม่พอในการตอบสนองต่อเสียงกระแทก จึงควรใช้ เครอื่ งวดั เสยี งกระทบหรอื กระแทกโดยเฉพาะ ตามกฎหมายความปลอดภยั ในการทำ� งานกำ� หนดใหเ้ ครอื่ งวดั เสยี ง กระทบหรือเสยี งกระแทก ต้องได้มาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 60804 3. เครื่องวัดปรมิ าณเสยี งสะสม (Noise Dosimeter) เปน็ เครอ่ื งมอื ทถ่ี กู ออกแบบใหส้ ามารถบนั ทกึ ระดบั เสยี งทง้ั หมดทล่ี กู จา้ งไดร้ บั และคำ� นวณคา่ เฉลย่ี ของระดบั ความดังตลอดเวลาท่ีเคร่ืองวัดนที้ ำ� งาน ตามกฎหมายความปลอดภัยในการท�ำงานกำ� หนดให้เครื่องวัด ปริมาณเสยี งสะสม (Noise Dosimeter) ต้องได้มาตรฐาน IEC 61252 4. เคร่ืองวิเคราะห์ความถเ่ี สยี ง (Frequency Analyzer) เนอื่ งจากเครอ่ื งวดั ระดบั เสยี งทว่ั ไปไมส่ ามารถบอกความดงั เสยี งในชว่ งความถต่ี า่ ง ๆ ได้ แตเ่ ครอื่ ง วิเคราะห์ความถ่ีเสียง สามารถวัดความดังเสียงในแต่ละความถี่ได้ แล้วน�ำผลการตรวจวัดไปใช้ประโยชน์ ในการวางแผนการควบคุมเสียง (Noise Control) เช่น การเลือกใช้วัสดุดูดซับเสียงหรือการปิดก้ันทางผ่าน ของเสยี ง และการเลอื กปลั๊กอุดหหู รือท่คี รอบหูท่เี หมาะสมได้ เป็นต้น เคร่ืองวเิ คราะหค์ วามถเี่ สียง ต้องมคี ณุ ลักษณะสอดคลอ้ งกบั มาตรฐาน IEC 61260 หรอื เทียบเทา่ เชน่ ANSI S1.11 หรอื ดกี ว่า 40 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบัญญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 5. อปุ กรณ์ประกอบการตรวจวัดเสยี ง 1. อปุ กรณ์ตรวจสอบความถูกต้อง (Noise Calibrator) เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการปรับเทียบความถูกต้อง (Calibration) ของเคร่ืองวัดระดับเสียง ซ่ึงผู้ตรวจวัดต้องปฏิบัติตามวิธีการท่ีระบุในคู่มือ การใช้งานของบริษัทผู้ผลิตก่อนการใช้งานทุกครั้ง และจัดให้มีการปรับเทียบ ความถูกตอ้ งของเคร่ืองมอื กับหน่วยปรบั เทยี บมาตรฐานปลี ะ 1 ครั้ง เว้นแต่สถานประกอบกิจการมีเครื่องตรวจวัดระดับเสียงที่ ใช้ส�ำหรับการตรวจวัดและวิเคราะห์ภายในสถานประกอบกิจการให้ปรับเทียบความถูกต้องของเคร่ืองมือกับ หนว่ ยปรับเทยี บมาตรฐานทกุ ๆ 2 ปี อุปกรณ์ตรวจสอบความถูกต้องของเคร่ืองวัดระดับเสียง ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน IEC 60942 หรอื เทยี บเท่า หรือดีกวา่ 2. ฟองน้�ำกันลม (Wind Screen) กระแสลมแรงมีผลท�ำให้การวัดระดับเสียงเกิดความคลาดเคล่ือน จากความเป็นจริง ดังน้ันขณะตรวจวัดระดับเสียงในบริเวณที่มีลมพัด เช่น ใกล้กับ พดั ลม ตอ้ งสวมฟองนำ้� กนั ลมทไ่ี มโครโฟนทกุ ครง้ั และตลอดเวลาการตรวจวดั ฟองนำ้� นี้ นอกจากจะป้องกันกระแสลมแล้วยังสามารถป้องกันฝุ่น หรือ ละอองน�้ำมัน หรือ สารเคมีอน่ื ไมใ่ ห้เกิดความเสยี หายต่อไมโครโฟนของเคร่อื งวดั ระดบั เสยี งได้ด้วย 3. ขาต้ัง (Tripod) มีลักษณะเป็นแบบเดียวกับขาตั้งกล้องถ่ายรูป ส�ำหรับใช้ในกรณีเคร่ืองวัดระดับเสียง มขี นาดใหญ่ หรือต้องใชร้ ะยะเวลานานในการตรวจวดั แต่ละจุด ขอ้ ควรระวังในการใช้เครอื่ งวดั ระดับเสียง เคร่ืองวัดระดับเสียงเป็นเคร่ืองมือที่ประกอบด้วยวงจรไฟฟ้า มีความบอบบางไม่คงทนต่อ แรงกระแทก ดังนั้นจะต้องระมัดระวังในการใช้งานไม่ให้ตกหล่นหรือกระแทกกับสิ่งหน่ึงส่ิงใด การน�ำไปใช้งาน ในภาคสนาม ต้องบรรจุเคร่ืองมือไว้ในกระเป๋าบรรจุเครื่องวัดระดับเสียงโดยเฉพาะ หลังจากใช้งานแล้วต้องเช็ค ท�ำความสะอาดและถอดแบตเตอร่ีออกทุกครั้ง ป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือมีของเหลวไหลจากแบตเตอร่ี กองความปลอดภัยแรงงาน 41 กรมสวัสดกิ ารและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญัติความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ท�ำให้วงจรไฟฟ้าภายในเครื่องวัดระดับเสียงเสียหาย นอกจากนี้การเก็บเครื่องวัดระดับเสียงจะต้องไม่เก็บไว้ ในทม่ี อี ณุ หภมู สิ งู และควรศกึ ษารายละเอยี ดของเครอ่ื งวดั ระดบั เสยี งในคมู่ อื การใชเ้ ครอื่ งมอื เพอื่ ใหท้ ราบขอ้ จำ� กดั ในการใช้งาน เช่น ข้อจ�ำกัดในเร่อื งของอณุ หภูมิ และความชน้ื เป็นต้น การถ่วงนำ้� หนักความถข่ี องเสียง แบ่งเปน็ 3 ประเภท คือ 1. A-weighting เปน็ คา่ ถว่ งนำ้� หนกั ความถขี่ องเสยี งทใ่ี ช้บอ่ ยทีส่ ุดในการวดั ระดบั ความดังเสยี ง ครอบคลมุ ช่วง ความถี่ 20 Hz – 20,000 Hz ซ่งึ ใกล้เคียงกับความถข่ี องหูมนษุ ย์ (ตดั ชว่ งความถ่ีตำ่� และชว่ งความถ่สี งู ซง่ึ เปน็ ช่วง ทหี่ มู นษุ ย์จะไม่ไดย้ นิ ) ค่าถ่วงนำ�้ หนักความถ่ขี องเสยี ง A-weighted ของแหล่งกำ� เนิดเสียงจะมคี า่ ใกลเ้ คยี งกับหู ของมนุษย์รับสัมผัสมากท่ีสุด เป็นสเกลท่ีใช้ตรวจวัดเสียงเพ่ือประเมินอันตรายจากเสียงตามกฎหมายหรือ ตามมาตรฐานเสียง การวดั ระดับเสียงจะมหี น่วยเป็น dBA หรือ dB (A) 2. C-weighting การตอบสนองของหูมนุษย์จะแตกต่างกันตามระดับความดังเสียง ระดับความดังเสียงตั้งแต่ 100 เดซิเบลขึ้นไป จะท�ำให้หขู องมนุษย์ไมต่ อบสนอง ซง่ึ ค่าถว่ งน้ำ� หนกั ความถขี่ องเสยี ง C-Weighted โดยปกติ จะใชว้ ัดระดับเสียงสูงสดุ (Peak) แตก่ ารวดั ทั่วไปจะส่งผลต่อสญั ญาณการรบกวน จึงใชใ้ นการตรวจวัดเสยี งจาก เคร่ืองจักรโดยละเอียด การวัดระดบั เสียงจะมหี น่วยเปน็ dBC หรือ dB (C) 3. Z-weighting ช่วงการตอบสนองจะใช้ค่าถ่วงน�้ำหนักความถ่ีของเสียงที่ Z-Weighted เป็นการตอบสนอง ทคี่ วามถี่ 10 Hz ถึง 20,000 + 1.5 dB ซึง่ จะมีการตอบสนองแบบ Linear หรอื Unweighted การวดั ระดับเสยี ง จะมีหนว่ ยเป็น dBZ หรือ dB (Z) 42 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญตั ิความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 6. การตรวจวัดระดับเสยี ง ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่ือง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และ การวเิ คราะหส์ ภาวะการทำ� งานเกย่ี วกบั ระดบั ความรอ้ น แสงสวา่ ง หรอื เสยี ง รวมทงั้ ระยะเวลาและประเภทกจิ การ ท่ีต้องดำ� เนนิ การ ได้กำ� หนดให้ ข้อ 2 ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท�ำงานเก่ียวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสยี ง ภายในสถานประกอบกจิ การในสภาวะท่ีเปน็ จริงของสภาพการทำ� งานอยา่ งนอ้ ยปีละ 1 ครัง้ กรณีท่ีมีการปรับปรุงหรือเปล่ียนแปลงเครื่องจักรอุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการท�ำงาน หรือ การดำ� เนินการใด ๆ ท่ีอาจมผี ลต่อการเปลีย่ นแปลงระดบั ความร้อน แสงสว่าง หรอื เสยี ง ให้นายจ้างดำ� เนินการ จดั ใหม้ กี ารตรวจวดั และวเิ คราะหส์ ภาวะการทำ� งานฯ เพมิ่ เตมิ โดยตรวจวดั และวเิ คราะหส์ ภาวะการทำ� งานบรเิ วณ พืน้ ที่ หรือบคุ คลทีอ่ าจไดร้ ับผลกระทบ ภายใน 90 วนั นบั จากวันทมี่ กี ารปรับปรงุ หรือเปลยี่ นแปลง ข้อ 11 ประเภทกิจการทีต่ อ้ งด�ำเนนิ การตรวจวดั ระดับเสียง ไดแ้ ก่ การระเบิด ย่อย โม่หรือบดหนิ การผลิตน้�ำตาลหรือท�ำให้บริสุทธ์ิ การผลิตน้�ำแข็ง การปั่น ทอโดยใช้เครื่องจักร การผลิตเครื่องเรือน เคร่ืองใช้ จากไม้ การผลิตเยื่อกระดาษหรือกระดาษ กิจการที่มีการปั๊มหรือเจียรโลหะ กิจการท่ีมีแหล่งก�ำเนิดเสียง หรือ สภาพการทำ� งานท่อี าจทำ� ใหล้ กู จา้ งไดร้ บั อนั ตรายเนอ่ื งจากเสยี ง การตรวจวัดระดบั เสยี ง มีข้นั ตอนและวธิ ีการ ดังนี้ 1. การส�ำรวจเบื้องต้น เป็นการส�ำรวจพ้ืนที่ท�ำงานของสถานประกอบกิจการทั้งหมด เพื่อเก็บข้อมูลเบ้ืองต้น โดยการเดินส�ำรวจและจดบันทึกข้อมูลว่าบริเวณการท�ำงานใดบ้างที่ผู้ปฏิบัติงานอาจได้รับหรือสัมผัสเสียงดัง เสยี งดงั ทเี่ กดิ ขนึ้ มลี กั ษณะแบบใด และระยะเวลาทไ่ี ดร้ บั หรอื สมั ผสั เสยี งของพนกั งานนานเพยี งใด แลว้ พจิ ารณาเลอื ก เครื่องมือให้เหมาะสมในการตรวจวัด ระหว่างการส�ำรวจนี้ ควรมีแผนผังของโรงงานและกระบวนการผลิตด้วย เพอื่ ความสะดวกในการบนั ทกึ ขอ้ มลู เบอื้ งตน้ ทพี่ บระหวา่ งการสำ� รวจ การวางแผนกำ� หนดจดุ ตรวจวดั และบนั ทกึ ขอ้ มูลที่เกย่ี วข้องหรอื ปจั จัยที่มผี ลกระทบตอ่ การตรวจวดั โดยย่อ 2. การตรวจวัดระดับเสยี ง 2.1 การเตรยี มการก่อนการตรวจวดั ระดบั เสียง 1. การเลอื กเคร่ืองมอื วัดระดับเสยี ง ก่อนอ่ืนจะต้องทราบวตั ถปุ ระสงค์ในการตรวจ เชน่ ตอ้ งการตรวจวดั ระดบั เสยี งเพอื่ ใชป้ ระเมนิ ผลในทางกฎหมาย ควรเลอื กใชเ้ ครอื่ งวดั เสยี ง (Sound Level Meter) แตถ่ า้ ตอ้ งการตรวจวดั เพอื่ ควบคมุ เสยี ง ควรใชเ้ ครอื่ งวเิ คราะหค์ วามถ่ี (Frequency Analyzer) และหากตอ้ งการ วัดเสียงกระทบหรือกระแทกจะต้องใช้เครื่องวัดเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (Impulse or Impact Noise Meter) หรอื หากผูป้ ฏิบตั ิงานมกี ารเคลอื่ นยา้ ยทำ� งานในพนื้ ท่ีต่าง ๆ ท่ีมรี ะดบั เสียงไม่เท่ากันหรือไดร้ ับเสียงทด่ี ัง ไมค่ งท่ี ควรเลอื กใช้เครอ่ื งวัดปรมิ าณเสียงสะสม (Noise Dosimeter) 2. ตรวจสอบความพรอ้ มของเครอ่ื งวดั เสยี งวา่ แบตเตอรม่ี พี ลงั งานเพยี งพอในการใชง้ าน หรอื ไม่ และเคร่ืองวดั ระดบั เสยี งอยู่ในสภาพใช้งานไดต้ ามปกติหรือไม่ 3. ปรับเทียบความถูกต้องของเคร่ืองวัดระดับเสียงด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบความถูกต้อง (Noise Calibrator) เพ่ือให้เกิดความถูกต้องแม่นย�ำในการตรวจวัด ควรท�ำทุกครั้งก่อนและหลังน�ำไปใช้งาน วิธกี ารปรบั เทียบความถกู ต้อง ควรศกึ ษาจากคู่มือการใชเ้ คร่อื งมอื ตามที่บริษทั ผู้ผลิตก�ำหนด กองความปลอดภยั แรงงาน 43 กรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวดั และประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนนิ การ ตามพระราชบญั ญัตคิ วามปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน พ.ศ. 2554 4. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์อ่ืน เช่น แบบฟอร์มบันทึกการตรวจวัดเสียง แผนผังโรงงาน กระบวนการผลิต เป็นต้น 2.2 วธิ ีการตรวจวดั ระดบั เสียง ก. ในกรณีที่คนงานทำ� งานในพ้นื ท่ีใดพืน้ ทห่ี น่งึ ซง่ึ มีระดับเสียงดังคงท่ี 1. ใชเ้ ครือ่ งวดั ระดับความดงั ของเสยี ง (Sound Level Meter) ตั้งคา่ ต่าง ๆ ดังนี้ l ขา่ ย หรือสเกล เอ (Scale A) ; dBA l การตอบสนองแบบช้า (Slow) l ชว่ งการตรวจวดั ไวท้ ่ีชว่ งวัดค่าสูง l อัตราท่พี ลงั งานเสยี งเพิ่มเปน็ สองเท่า (Energy Exchange Rate) ท่ี 3 ต้ังปุ่มการท�ำงานอ่ืน ๆ ตามคู่มือการใช้งานของบริษัทผู้ผลิต เช่น การต้ังค่าเวลา ทตี่ รวจวดั เสยี ง เครอ่ื งจะทำ� การคำ� นวณคา่ ความดงั เสยี งเฉลย่ี ในชว่ งเวลาทกี่ ำ� หนด หรอื บางเครอ่ื งจะเปน็ คา่ เสยี ง เฉลยี่ ตงั้ แต่เริม่ ตรวจวดั ถึง ณ เวลาทอี่ า่ นผล เป็นตน้ l สวมฟองนำ�้ กนั ลม (Wind Screen) ที่ไมโครโฟนของเครือ่ งวัดเสียง 2. ตรวจวัดระดับการได้รับ/สัมผัสเสียงของลูกจ้าง ให้ตรวจวัดบริเวณที่มีลูกจ้าง ปฏิบัติงานอยู่ในสภาพการท�ำงานปกติ โดยให้ไมโครโฟนอยู่ท่ีระดับหูของลูกจ้างท่ีก�ำลังปฏิบัติงาน ณ จุดน้ัน รศั มไี มเ่ กนิ 30 เซนตเิ มตร การถอื เครอ่ื งวดั ระดบั เสยี งของผวู้ ดั พงึ ระวงั การดดู ซบั หรอื สะทอ้ นของเสยี งเนอ่ื งจาก ตวั ผวู้ ดั เอง ทง้ั นใี้ หถ้ อื เครอื่ งในลกั ษณะเฉยี งออกหา่ งลำ� ตวั มากทส่ี ดุ หรอื พจิ ารณาใชเ้ ครอื่ งวดั เสยี งตดิ ตง้ั บนขาตงั้ (Tripod) แทนการถือโดยผู้วดั 3. อา่ นคา่ ระดบั เสยี ง และระยะเวลาทสี่ มั ผสั เสยี งของพนกั งานในแตล่ ะบรเิ วณการทำ� งาน และบันทกึ ผล รวมทัง้ การบนั ทึกปจั จยั อนื่ ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น อุปกรณ์คุม้ ครองความปลอดภยั ส่วนบุคคล - ทีอ่ ุดหู หรือทค่ี รอบหู หรอื อืน่ ๆ ท่พี นักงานใช้การกระทำ� ที่กอ่ ให้เกดิ เสียงดัง เป็นตน้ 4. น�ำค่า TWA ท่ีตรวจวัดได้ [ตัดเศษทศนิยมออก(ถ้ามี)] น�ำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยในการท�ำงาน ตามตารางแนบท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสยี งทีย่ อมใหล้ ูกจา้ งได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท�ำงานในแต่ละวนั 5. กรณใี ช้เคร่อื งวัดปรมิ าณเสียงสะสม (Noise Dosimeter) ตอ้ งตงั้ คา่ ให้เคร่อื งค�ำนวณ ปริมาณเสียงสะสม (Threshold Level) ท่ีระดับ 80 เดซิเบลเอ Criteria Level ท่ีระดับ 85 เดซิเบลเอ Energy Exchange Rate ท่ี 3 ส่วนการใช้เครื่องวัดเสียงกระทบหรือเสียงกระแทกให้ตั้งค่าตามท่ีระบุในคู่มือ การใชง้ านของผผู้ ลิต 44 กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำ�งานและการด�ำ เนนิ การ ตามพระราชบญั ญตั ิความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ตารางแนบท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน เรอื่ ง มาตรฐานระดับเสยี งท่ียอมใหล้ ูกจา้ งไดร้ บั เฉล่ยี ตลอดระยะเวลาการท�ำงานในแตล่ ะวัน ระดบั เสยี งเฉล่ยี ตลอดเวลาการท�ำงาน ระยะเวลาการท�ำงานท่ีได้รับเสียงตอ่ วนั * (TWA) ไม่เกิน (เดซเิ บลเอ) 82 ชั่วโมง นาที 83 16 - 84 12 42 85 10 5 86 8- 87 6 21 88 52 89 4- 90 3 11 91 2 31 92 2- 93 1 35 94 1 16 95 1- 96 - 48 97 - 38 98 - 30 99 - 24 100 - 19 101 - 15 102 - 12 103 -9 104 - 7.5 105 -6 106 -5 107 -4 108 -3 109 - 2.5 110 -2 111 - 1.5 -1 หมายเหต ุ * ระยะเวลาการท�ำงานที่ได้รับเสียงและระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการท�ำงาน (TWA) ให้ใช้ค่ามาตรฐานที่ก�ำหนด ในตารางข้างตน้ เป็นล�ำดบั แรก หากไม่มคี า่ มาตรฐานทีก่ ำ� หนดตรงตามตารางใหค้ �ำนวณจากสตู ร ดงั น้ี T = 8 2 (L-85)/3 เมอื่ T หมายถึง เวลาการทำ� งานท่ยี อมใหไ้ ดร้ ับเสียง (ชวั่ โมง) L หมายถึง ระดบั เสียง (เดซิเบลเอ) ในกรณีค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาท�ำงาน (TWA) ท่ีได้จากการค�ำนวณมีเศษทศนิยมให้ตัดเศษ ทศนยิ มออก กองความปลอดภยั แรงงาน 45 กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน

แนวทางการตรวจวัดและประเมนิ สภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งานและการดำ�เนินการ ตามพระราชบัญญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำ งาน พ.ศ. 2554 ข. ในกรณบี รเิ วณทลี่ กู จา้ งปฏบิ ตั งิ านมรี ะดบั เสยี งดงั ไมส่ มำ่� เสมอ หรอื ลกู จา้ งตอ้ งยา้ ย การทำ� งานไปยังจดุ ตา่ ง ๆ ท่ีมีระดบั เสยี งดังแตกต่างกัน สามารถตรวจวดั การได้รบั หรือสัมผสั เสยี งดงั ได้ ดังนี้ 1. ในกรณีที่คนงานท�ำงานในพ้ืนที่ที่มีระดับเสียงดังไม่สม่�ำเสมอ ด�ำเนินการตรวจวัด เช่นเดียวกับคนงานท�ำงานในพ้ืนที่ใดพ้ืนท่ีหน่ึงซึ่งมีระดับเสียงดังคงที่ โดยท�ำการบันทึกข้อมูลการตรวจวัด ความดงั เสียง ณ ระดับตา่ ง ๆ และระยะเวลาการท�ำงาน แลว้ นำ� คา่ มาค�ำนวณตามสูตร .... (1) 2. ในกรณีต้องย้ายการท�ำงานไปยังจุดต่าง ๆ ที่มีระดับเสียงดังแตกต่างกัน ก็ให้ ดำ� เนนิ การตรวจวดั เช่นเดียวกบั คนงานทำ� งานในพืน้ ท่ีใดพ้ืนทีห่ น่งึ ซึง่ มรี ะดบั เสียงดงั คงที่ หากแตท่ �ำการตรวจวดั และบันทึกค่าของทุกพื้นท่ีการท�ำงานของคนงานที่ย้ายไปปฏิบัติงาน ตรวจวัดระดับเสียงในพ้ืนท่ีการท�ำงาน ของพนักงานน้ันท่ีได้เคล่ือนย้ายไปและระยะเวลาการท�ำงานที่สัมผัสเสียงในระดับนั้น ๆ และน�ำค่ามาค�ำนวณ ตามสูตร .... (1) (ศกึ ษาวธิ ีการคำ� นวณจากตวั อยา่ งท่ี 1 – 4) การค�ำนวณหาระดบั เสยี งเฉล่ยี ทล่ี กู จา้ งไดร้ บั ตลอดเวลาการท�ำงาน หรือตลอด 8 ชว่ั โมง ดว้ ยสูตรดังต่อไปนี้ D = [ C1/ T1 + C2 / T2 + … + Cn / Tn } x 100 ………….. (1) โดย D = ปรมิ าณเสียงสะสมทผ่ี ้ปู ฏบิ ัตงิ านได้รบั มีหนว่ ยเปน็ ร้อยละ (% Dose) Cn = ระยะเวลาที่สัมผัสเสยี ง ณ พน้ื ที่ n หรอื ทร่ี ะดบั เสียงหนึ่ง ๆ Tn = ระยะเวลาที่อนญุ าตให้สัมผัสเสียง ณ พืน้ ท่ี n หรือท่ีระดบั เสยี งนั้น ๆ (ตามตาราง ในประกาศกรม) จากน้ันคำ� นวณหาระดับเสียงดงั เฉลี่ย (TWA) ตลอดเวลาท�ำงาน 8 ชวั่ โมง/วนั ในหน่วย dBA จากค่า D โดยใช้การค�ำนวณจากสูตร.... (2) TWA 8 ชั่วโมง = 10.0 log (D/100) + 85 ……… …………… (2) 3. ค่า TWA8 ช่ัวโมง ท่ีค�ำนวณได้ เป็นการแปลงปริมาณเสียงสะสมให้เป็นค่าเฉล่ียระดับ ความดังของเสียงในเวลา 8 ชว่ั โมง ดังน้ัน คา่ TWA8 ช่วั โมง ท่ีค�ำนวณไดต้ ้องไม่เกนิ 85 เดซเิ บลเอ 46 กองความปลอดภยั แรงงาน กรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน