42 ตารางท่ี 1 ความสัมพันธข องวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร และ การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร การคิดอยา งมวี ิจารณญาณ (Historical Method) (Critical Thinking) ปญ หา ความสามารถในการพจิ ารณาความนา เชือ่ ถอื คน หา + รวบรวมหลกั ฐาน ของแหลงขอ มูล และการสังเกต วิเคราะหประเมิน ความสามารถในการนริ นยั คณุ คา หลักฐาน ความสามารถในการอุปนยั ความสามารถในการสรปุ ขอ ตกลงเบื้องตน ตีความเพ่อื ตอบปญหา สรปุ และนาํ เสนอ จากตารางจะเห็นไดว า วธิ ีการทางประวตั ิศาสตรในขน้ั ท่ี 1 คือ การกําหนด ประเด็นปญหา และขั้นที่ 2 คอื การคน ควา และรวบรวมหลักฐานนน้ั มีความสอดคลองกบั ขนั้ ท่ี 1 ของการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ นัน่ คือ ความสามารถในการพิจารณาความนา เชื่อถอื ของแหลง ขอ มลู และการสังเกต สว นวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรในข้ันที่ 2 คือ การวเิ คราะห ประเมนิ คุณคา และ ตีความหลักฐาน มคี วามสอดคลอ งกับข้นั ที่ 2 ของการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ น่นั คอื ความสามารถ ในการนริ นยั เม่อื พิจารณาวธิ กี ารทางประวัติศาสตรจากตารางในขน้ั ท่ี 3 คือ การตคี วามเพอื่ ตอบปญ หานนั้ จะเห็นไดว า มีความสอดคลองกับขน้ั ที่ 2 3 และ4 ของการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ อันไดแ ก ความสามารถในการนริ นยั ความสามารถในการอปุ นยั และความสามารถในการสรุป ขอ ตกลงเบอื้ งตน ดงั นน้ั ผูว ิจัยสรปุ ไดวาวิธีการทางประวตั ิศาสตรนน้ั มคี วามสอดคลองสัมพันธกบั การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ
43 ตอนท่ี 4 งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ ง 4.1 งานวจิ ัยในประเทศ วรรณมาศ กล่นั แกว (2523) ไดทําการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาสังคมศกึ ษา โดยการสอนดว ยวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรก ับการสอนดว ยวธิ ีการบรรยาย โดยใชก ลมุ ตวั อยางเปน นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 ผูว ิจยั ไดสรางบทเรียนเพอื่ ใชท ดลองสอนโดยใหกลมุ ทดลองไดรับ การสอนดวยวธิ ีการทางประวัติศาสตร และกลมุ ควบคุมไดรบั การสอนดว ยวธิ กี ารบรรยาย ผลการวิจยั พบวา ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าสงั คมศกึ ษาของนักเรยี นกลมุ ท่ีไดรับการสอนดวย วิธกี ารทางประวตั ิศาสตรก บั กลมุ ท่ีไดร ับการสอนดวยวิธกี ารบรรยายไมแ ตกตา งกนั อยา ง มี นัยสําคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 เบญจมาศ สนั ประเสริฐ (2533) ไดศึกษาผลการสอนที่ใชแบบฝกทกั ษะการทดลองที่มีตอ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร และความสามารถในการคิดอยางมวี ิจารณญาณของ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 กลุม ทดลองไดร ับการสอนโดยใชแ บบฝก ทกั ษะ สว นกลมุ ควบคมุ ไดร ับการสอนตามคูมือครู ผลการวิจยั พบวา ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตรข องนกั เรียนที่ ไดรบั การสอนโดยใชแ บบฝก ทกั ษะการทดลองกบั นกั เรียนทีไ่ ดร ับการสอนตามคูมือครไู มแตกตา ง กนั ความสามารถในการคดิ อยางมีวิจารณญาณของนกั เรยี นที่ไดรบั การสอนตามคมู ือครูแตกตาง กนั อยา งมนี ัยสาํ คัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการคิดอยางมวี จิ ารณญาณของนักเรยี น ทไ่ี ดรับการสอนโดยใชแ บบฝก ทกั ษะการทดลองสูงกวา กอนการสอนอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิติท่ี ระดบั .01 แตความสามารถในการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณของนักเรยี นท่ีไดรับการสอนตามคมู ือครู หลังการสอนไมแ ตกตา งกนั ชาลิณี เอย่ี มศรี (2536) ไดทําการสรา งและพัฒนาแบบสอบการคดิ วจิ ารณญาณ สําหรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 แบบสอบเปนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลอื ก จํานวน 40 ขอ ใชเวลาในการทํา 60 นาที แบบสอบแบงออกเปน 4 ตอน คอื วดั ความสามารถในการ พิจารณาความนาเชอ่ื ถอื ของแหลงขอ มลู และการสงั เกต ความสามารถในการนิรนยั ความสามารถ ในการอุปนยั และความสามารถในการระบขุ อ ตกลงเบอื้ งตน ผลการวจิ ยั พบวา คาเฉล่ยี ของคะแนน แบบสอบเทา กับ 24.07 สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทากับ 5.584 คา ความยากอยใู นชว ง .40- .84 คา อาํ นาจจาํ แนกอยใู นชว ง .10-.45 คาสัมประสิทธ์ิความเที่ยงแบบความสอดคลอ งภายในเทากบั .7277 คาสมั ประสทิ ธคิ์ วามเท่ียงแบบสอบซา้ํ เทา กับ .6655 และการหาความตรงตามโครงสรา งโดย วธิ วี เิ คราะหตวั ประกอบ ไดตัวประกอบที่สําคัญ 7 ตวั ประกอบ ซง่ึ ตัวประกอบทไี่ ดไ มเ ปนไปตาม โครงสรางทก่ี ําหนดไว เนอื่ งจากแบบสอบทส่ี รา งขึ้นในแตละความสามารถยอยมี ขอสอบจํานวน
44 10 ขอ ซ่ึงเปน จํานวนทีค่ อ นขา งนอยไปสําหรบั การนํามาวเิ คราะหต ัวประกอบ ผวู จิ ัยจงึ ไดเสนอวา ถาสรา งขอสอบในแตละความสามารถยอยใหมีจาํ นวนมากพอ แลว ทาํ การวเิ คราะหต ัวประกอบ อาจไดต วั ประกอบตามโครงสรางที่กาํ หนดไว เอื้อญาติ ชชู ่นื (2536) ไดทําการศึกษาผลการฝกการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณตาม แนวทฤษฎีของโรเบริ ต เอช. เอนนสิ ท่มี ีตอความสามารถทางการคดิ อยา งมีวิจารณญาณของนักเรยี น พยาบาลตาํ รวจชัน้ ปท่ี 4 โดยกลุมทดลองไดรับการฝกความสามารถทางการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ โดยใชสถานการณปญ หาทางการพยาบาลอายรุ ศาสตรเปน เนอื้ หา สว นกลุม ควบคมุ ใหอานเอกสาร ทางวชิ าการพยาบาลที่กําหนดใหด ว ยตนเอง ผลการวิจยั พบวา นกั ศึกษากลมุ ทดลองมคี ะแนน ความสามารถทางการคิดอยา งมีวิจารณญาณสูงกวา กลมุ ควบคมุ อยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .01 และกลุม ทดลองมคี ะแนนความสามารถทางการคดิ อยางมีวิจารณญาณหลงั การทดลองสูงกวากอ น การทดลองอยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 นพิ ล นาสมบรู ณ (2536) ไดทาํ การศกึ ษาผลของการสอนกลมุ สรา งเสรมิ ประสบการณช ีวติ ดว ยกระบวนการทางวิทยาศาสตรที่มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะหว จิ ารณ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 ผลการวิจยั พบวา คา เฉลีย่ ของคะแนนความสามารถในการคดิ วิเคราะหวิจารณของนกั เรยี นทไี่ ดร บั การสอนดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตร และการสอนตาม แผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการสงู กวากอ นการสอนอยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05 และคา เฉล่ียของคะแนนความสามารถในการคดิ วเิ คราะหว ิจารณทเ่ี พ่ิมขนึ้ ของนักเรยี นท่ีไดรับการ สอนดว ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร สงู กวานักเรยี นท่ไี ดรบั การสอนตามแผนการสอนของ กระทรวงศกึ ษาธิการอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 สุทธศรี ลขิ ิตวรรณการ (2536) ไดท ําการศึกษาผลของการสอนแบบอปุ นัยทม่ี ตี อ ความมวี ิจารณญาณจากการเรยี นขา วและเหตกุ ารณข องนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปท่ี 6 ผลการวจิ ัย พบวา คาเฉลี่ยของคะแนนแบบสอบจากแบบวดั ความมวี ิจารณญาณในการวเิ คราะห การวินจิ ฉยั การประเมินคา และการําไปใช หลังการทดลองของนกั เรียนกลุมทดลองทเี่ รียนจากแผนการสอน ดว ยวิธสี อนแบบอุปนยั สูงกวา กลุม ควบคมุ ท่เี รยี นดว ยแผนการสอนของกระทรวงศกึ ษาธิการอยา งมี นัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 และคาเฉลยี่ ของคะแนนแบบสอบจากแบบวดั ความมวี ิจารณญาณจาก ขาวและเหตุการณข องนักเรยี นกลมุ ทดลองสงู กวา กลุมควบคุมอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
45 เพ็ญพศิ ุทธ์ิ เนคมานรุ กั ษ (2537) ไดทาํ การศึกษาการพฒั นารปู แบบการคิดอยางมี วจิ ารณญาณของนกั ศึกษาครวู ิทยาลัยครูเชยี งรายจาํ นวน 42 คน โ ดยมจี ุดมุงหมายเพ่อื พฒั นาการคดิ อยา งมีวิจารณญาณของนกั ศกึ ษาครตู ามรปู แบบการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณท่ีผูวจิ ยั สรางขน้ึ ผลการวิจยั พบวา กลมุ ทดลองท่ใี ชรปู แบบการคิดอยางมวี ิจารณญาณมีคะแนนเฉลย่ี ของการคิด อยา งมวี จิ ารณญาณสูงกวากอ นการทดลองอยา งมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .00 และมีคะแนนเฉลยี่ ของการคิดอยา งมีวิจารณญาณสูงกวากลุม ควบคุมที่ใชการสอนแบบปกติอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติที่ ระดบั .001และไมพ บความแตกตางระหวา งคะแนนเฉลีย่ ของการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณภายหลงั การ ทดลองกับระยะตดิ ตามผลของกลมุ ทดลอง สมตั อาบสุวรรณ (2539) ไดท าํ การพฒั นาโปรแกรมสงเสริมความสามารถในการ คดิ อยางมีวจิ ารณญาณดา นการตดั สินใจ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 โดยใชกระบวนการ ตัดสนิ ใจอยา งมีเหตุผล ผลการวจิ ยั พบวา คาเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการคิดอยา งมี วิจารณญาณดา นการตดั สินใจของนกั เรียนหลังเขา รว มโปรแกรมสงู กวา กอ นเขารวมโปรแกรม และ สงู กวาเกณฑก ารประเมินหลงั การเขารว มโปรแกรมอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05 สุรีรัตน ไชยสุริยา (2543) ไดศ กึ ษาความสมั พันธระหวา งความสามารถในการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ และความสามารถในการอานอยางมวี ิจารณญาณภาษาอังกฤษของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 6 ในโรงเรยี นสังกดั สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาเอกชน กรงุ เทพมหานคร โดยใชแ บบสอบวัดความสามารถในการคิดอยางมีวจิ ารณญาณของคอรเ นลลระดบั เอก็ ซ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) และแบบสอบวัดความสามารถในการอา นอยา งมีวจิ ารณญาณ ภาษาอังกฤษทผี่ ูว จิ ยั สรา งขน้ึ เอง ผลการวิจัยพบวา ความสามารถในการคิดอยางมวี จิ ารณญาณของ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท 6ี่ ในโรงเรียนสังกดั สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานครอยใู นเกณฑไ มผ านเกณฑข้นั ต่ําโดยมคี า เฉลยี่ รอ ยละเทากบั 42.51 และมี ความสามารถในการอานอยา งมวี ิจารณญาณภาษาองั กฤษอยูใ นเกณฑไ มผ านเกณฑข ัน้ ตํา่ โดยมี คา เฉลีย่ รอยละเทา กบั 47.48 สวนความสามารถในการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ และความสามารถ ในการอา นอยา งมวี จิ ารณญาณภาษาอังกฤษมคี วามสมั พนั ธกันในทางบวกอยา งมีนยั สาํ คญั ทร่ี ะดับ .01 สพุ รรณี สพุ รรณจรัส (2543) ไดศกึ ษาผลของการฝกใชเทคนคิ แผนผงั ทางปญญา ทีม่ ีตอ การคดิ อยา งมีวจิ ารญาณของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ 2 โดยกลุมทดลองไดรับการฝก ความสามารถทางการคิดอยา งมีวิจารณญาณโดยใชเ ทคนคิ แผนผงั ทางปญ ญา สว นในกลมุ ควบคุม ไดร ับการสอนตามปกติ ผลการวิจัยพบวานักเรียนกลมุ ทดลองทไ่ี ดร บั การฝก ใชเ ทคนคิ แผนผังทาง ปญ ญามีคาเฉลย่ี คะแนนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณสงู กวา นักเรยี นกลมุ ควบคุมที่ไดรบั การสอน
46 ตามปกติ อยา งมีนัยสาํ คญั ที่ระดบั .01 และนกั เรยี นกลมุ ทดลองท่ีไดร บั การฝกใชเทคนคิ แผนผังทาง ปญ ญามคี า เฉล่ียคะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณหลังการทดลองสูงกวากอ นการทดลองอยางมี นัยสําคญั ท่ีระดบั .01 และไมพ บความแตกตางระหวา งคา เฉลย่ี คะแนนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ภายหลงั การทดลองกับระยะตดิ ตามผลของนักเรียนกลุม ทดลองทไ่ี ดร ับการฝกใชเทคนคิ แผนผังทาง ปญญา 4.2 งานวจิ ยั ในตางประเทศ Byrne (1983) ไดทําการศกึ ษาผลการสอนคิดอยางมวี จิ ารณญาณที่มตี อ ผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศกึ ษา ทม่ี วี ธิ เี รยี นตางกนั โดยศกึ ษาจากตวั อยางประชากรท่ี เปนนักเรยี นระดับ 5 จํานวน 135 คน แบง เปนกลมุ ทดลองที่สอนโดยครู 1 กลุมทดลองทเี่ รยี นดว ย ตนเองโดยกาํ หนดทกั ษะและใหคะแนนนาํ เบ้ืองตน 1 กลุม ผลการวิจัยพบวา นักเรียนกลมุ ทดลอง ทั้ง 2 กลุมมีคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสงู กวากลมุ ควบคุมอยางมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 และการเรยี นการสอนทง้ั 3 รปู แบบไมม ผี ลตอการเปลยี่ นแปลงทัศนคติของนักเรยี น Griffitts (1987) ไดท าํ การศกึ ษาผลการสอนแบบวทิ ยาศาสตรทม่ี ตี อ การพัฒนา ทกั ษะการคดิ อยา งมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรียนระดับ 3 และ 6 โดยมี วัตถปุ ระสงคว า นักเรยี นที่ไดร บั การสอนแบบเนน การปฏบิ ตั เิ ปนหลักจะมีการพัฒนาทักษะการคิด ระดับสูงและผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นในวชิ าวทิ ยาศาสตรสูงกวา นักเรยี นท่ไี ดรับการสอนแบบเนน ตาํ ราเปน หลัก โดยใชแ บบวดั การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ Cornell Critical Test, Level X และ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร Science Subtest of the Standford Achievement Test ผลการวจิ ัยพบวา ไมมคี วามแตกตางกันอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถิตริ ะหวา งผลการ สอนท้ังสองแบบตอการพฒั นาทกั ษะการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ แตพ บวานกั เรยี นทั้งสองระดบั ที่ ไดร บั การสอนแบบเนน การปฏิบตั เิ ปนหลักจะมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนในวิชาวิทยาศาสตรสงู กวา นกั เรยี นที่ไดรบั การสอนแบบเนนตาํ ราเปน หลักอยางมนี ัยสําคัญทางสถิติ Norris (1990) ไดท าํ การศึกษาเพอื่ หาความสมั พนั ธร ะหวา งการรายงานการคิดดว ย ภาษาพดู เพือ่ ทดสอบกบั นกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 2 ใน Newfoundland ประเทศ Canada จาํ นวน 342 คน จากการศกึ ษาพบวา การรายงานการคดิ ดานภาษาเปน เงอ่ื นไขทีจ่ าํ เปนของการหา ความเที่ยงตรงของขอ มลู และขอ มูลที่รวบรวม Lumpkin(1990)ไดทําการศกึ ษาผลของวิธีสอนท่ีใชทกั ษะการคดิ อยา งมี วจิ ารณญาณทม่ี ตี อ ความสามารถในการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น และความ คงอยขู องเนอื้ หาวชิ าสังคมศกึ ษาของนักเรียนระดับ 5 และ 6 ผลการวจิ ัยพบวา ไมม ีความแตกตาง
47 กนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติ ระหวา งความสามารถในการคิดอยา งมวี ิจารณญาณของนกั เรยี นระดับ 5 และ 6 แตน ักเรยี นในระดบั 6 ท่ีไดรบั การสอนดว ยการใชท ักษะการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณมี ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสงู กวา นักเรยี นในกลุมควบคุมอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิติ Overton (1993) ไดทําการศึกษาผลของการจัดการเรยี นการสอนทกั ษะการคดิ ท่ีมี ตอผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นการพฒั นาทกั ษะการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะการคิดสรางสรรค ของนกั เรียนระดับ 2 4 และ 6 ผลการวิจยั พบวา ไมม ีความแตกตา งกนั อยา งมนี ัยสําคัญทางสถิติ ระหวางคา เฉลยี่ ของคะแนนกอนและหลังการทดลองของนกั เรยี นในระดบั 2 แตพบวามคี วาม แตกตางอยางมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวางคาเฉล่ยี ของคะแนนกอนและหลังการทดลองของ นกั เรียน ในระดับ 4 ในดานความสามารถทางการคดิ การตดิ ตอ สื่อสาร การคาดคะเนและความรดู าน เนือ้ หาวิชาคณติ ศาสตรแ ละภาษา และพบวา มีความแตกตางกันอยางมนี ัยสําคัญทางสถติ ริ ะหวา ง คาเฉลยี่ ของคะแนนกอนและหลังการทดลองของนกั เรยี นในระดบั 6 ในดานความสามารถทางการ คดิ การตดั สนิ ใจและการวางแผน Paul Hager (1994) ไดทาํ การศึกษาความสัมพันธระหวา งความสามารถทางการคิด อยา งมีวิจารณญาณและกลวธิ กี ารเรียนของนกั ศกึ ษาคณะวิศวกรรมศาสตร ชน้ั ปท ี่ 1 มหาวทิ ยาลยั นวิ เซาท เวลล (New South Wales) เคร่ืองมอื ทใ่ี ชในการวิจยั ประกอบดว ย แบบสอบวัด ความสามารถในการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณระดบั X (The Cornell Critical Thinking Test, Level X) และแบบสอบถามเก่ยี วกบั กลวธิ ีการเรียนจาํ นวน 21 ขอ แบบสอบถามประกอบดว ย ขอ คาํ ถามเกยี่ วกบั กลวิธีการเรยี น 3 ระดับ คอื กลวธิ กี ารเรยี นระดบั พืน้ ฐาน (surface study strategy) วิเคราะหขอ มูลโดยหาคาสมั ประสทิ ธ์สิ หสัมพันธ (correlation coefficients) ระหวา งตวั กลวธิ ีและระหวางกลวิธีกับความสามารถทางการคดิ อยางมีวิจารณญาณ ผลการวิจัยพบวา กลวธิ ี การเรยี นขั้นสงู มีความสมั พันธอ ยา งมนี ัยสําคญั ทางลบกบั คะแนนความสามารถทางการคดิ อยา งมี วจิ ารณญาณ Pikkert และ Foster (1996) ไดทาํ การศกึ ษาเปรียบเทยี บความสามารถทางการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณของนกั ศกึ ษา ชั้นปท ี่ 3 ในอนิ โดนเี ซยี และนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย และนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัยในสหรฐั อเมรกิ า เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ นการวิจยั คือ แบบสอบการคิดอยางมี วิจารณญาณระดับ ซีส (The Cornell Critical Thinking Test, Level Z)ประกอบดว ยคาํ ถาม 52 ขอ โดยวดั องคประกอบของการคิด 7 ดาน ดงั นี้ 1. การนิรนัย (deductive) 2. การใหค วามหมาย (semantics) 3. การตัดสนิ ความนาเช่อื ถือของแหลง ขอ มลู (credibility)
48 4. การสรุปโดยอา งเหตุผลทส่ี นับสนุนดวยขอมลู (inductive inference, direction of support) 5. การสรปุ องิ ความแบบอปุ นยั โดยการทดสอบสมมติฐานและการทาํ นาย (inductive inference, prediction and hypothesis testing) 6. การนิยามและใหเ หตผุ ลท่ีไมปรากฏ (definition and unstated reasons) 7. การระบขุ อ ตกลงเบ้ืองตน (assumption identification) ผลการวิจยั พบวา นักศกึ ษาชนั้ ปท่ี 3 ของมหาวทิ ยาลัยในอินโดนเี ซียมีความสามารถ ทางการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณตํา่ กวา นกั เรียนมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย และนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยใน สหรฐั อเมริกา จากการศึกษาแนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเี่ กย่ี วของกับวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร และการคิดอยา งมีวิจารณญาณ จะเหน็ ไดว าการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณเปน ความสามารถทาง สตปิ ญญาทสี่ ามารถพฒั นาขนึ้ ไดโ ดยการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนทเ่ี หมาะสม มีวธิ กี ารท่ี สงเสริมความคดิ วจิ ารณญาณ อนั ไดแก กําหนดปญ หา การอภิปรายรวมกนั การแบงกลมุ คน ควา การรายงานผลการคน ควา การสรปุ คาํ ตอบและปญหา รวมทง้ั การสงเสรมิ ความสามารถ ในดา นตางๆ เชน ความรใู นขอ เทจ็ จริง การตีความ การวิเคราะห สงั เคราะห และประเมินผล ซง่ึ สอดคลอ งกบั วิธีการทางประวตั ิศาสตร ดังนนั้ จงึ อาจกลา วไดว าการจดั การเรียนการสอนตาม แนวทางวธิ ีการทางประวตั ิศาสตรเปนอกี ทางเลอื กหนง่ึ ทสี่ ามารถนาํ มาใชในการพฒั นาความคิด อยา งมีวจิ ารณญาณของผเู รยี น
บทท่ี3 วธิ ีการดาํ เนนิ การวิจัย การวจิ ยั ในครง้ั น้ี ใชร ะเบยี บวจิ ัยก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพือ่ เปรยี บเทียบคะแนนการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณของนกั เรยี นระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธติ สงั กดั ทบวงมหาวิทยาลัย ทไี่ ดจ ากวธิ ีสอนดว ยวิธกี ารทางประวตั ิศาสตรก ับวิธสี อนแบบปกตใิ นการ เรียนการสอนสังคม ซึ่งมีรายละเอียดและข้นั ตอนในการวิจัยดังน้ี 1. แบบแผนการทดลอง R O1 X1 OX1 R O2 X2 OX2 เมื่อ แทน การสมุ R แทน คะแนนความคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ O1 กอน การทดลองของกลุมท่ีไดร ับการ O2 สอนดว ยวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร แทน คะแนนความคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ X1 กอนการทดลองของกลุมทไี่ ดรับการ X2 สอนแบบปกติ OX1 แทน การสอนดว ยวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร แทน การสอนแบบปกติ OX2 แทน คะแนนความคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ หลัง การทดลองของกลมุ ท่ีไดรับการ สอนดว ยวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร แทน คะแนนความคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ หลงั การทดลองของกลุม ทไ่ี ดรบั การ สอนแบบปกติ
50 2. ศึกษาคน ควา 2.1 ศกึ ษาขอมูลจากวารสาร หนังสือ งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั วิธกี ารทาง ประวัตศิ าสตร การศึกษาประวตั ิศาสตร และการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 2.2 ศกึ ษาหลกั สตู รวชิ าสงั คมศึกษาระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน หนงั สอื ประกอบ การเรียนวชิ าสงั คมศกึ ษา ระดับมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 2 รายวชิ า ส 029 ประวตั ศิ าสตรก ารสราง ความสัมพนั ธระหวา งประเทศของไทย และหนงั สืออา นประกอบทีเ่ กย่ี วของกบั เนอ้ื หาทใ่ี ชใ นการ ทดลอง เพ่อื เปนแนวทางในการสรา งแผนการสอน 3. ประชากรและกลมุ ตัวอยาง 1. ประชากร เนอื่ งจากการวจิ ัยครง้ั นีเ้ ปนการทดลองเกย่ี วกบั การคดิ อยา งมีวจิ ารณญา ซึ่ง ทฤษฎี Piaget (1964: 121) กลา ววา ความคดิ ของมนษุ ยจ ะมพี ัฒนาการเปนไปตามลําดบั ข้นั 4 ข้ัน โดยข้นั ที่ 4 คอื ระยะทค่ี ิดอยางเปน นามธรรม (Formal–operation stage) ซึง่ จะเปนการพัฒนาชว ง สดุ ทา ยของเดก็ ท่ีมีอายุอยใู นชวง 12- 15 ป เด็กในชวงนสี้ ามารถคิดอยางเปน เหตุเปน ผลและคิดในสง่ิ ทซี่ ับซอนอยา งเปน นามธรรมไดม ากขึน้ เมือ่ เดก็ พฒั นาไดอยา งเต็มทแ่ี ลวจะสามารถคิดอยา งเปนเหตุ เปนผลและแกป ญ หาไดอ ยา งดจี นพรอมท่จี ะเปนผูใหญทมี่ วี ฒุ ภิ าวะได ผูว จิ ัยจึงเลอื กประชากรที่ใชใ นการวจิ ยั คอื นักเรียนระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนสาธิต สังกัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ซงึ่ เปนกลมุ ท่ีมีชว งอายุเหมาะสมกบั การพัฒนาทางดา น การคดิ ทเี่ ปน นามธรรมและมคี วามซับซอ นดังกลา ว และเปน ระดบั ชั้นท่ีมีการเรียนการสอนวชิ า ประวัติศาสตรต ามหลกั สูตรมธั ยมศกึ ษาตอนตน พุทธศักราช 2521 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2533) นอกจากนี้โรงเรยี นสาธิต สงั กดั ทบวงมหาวิทยาลยั เปน โรงเรียนท่สี รางขนึ้ เพ่อื รองรบั การพฒั นาองค ความรูดา นครศุ าสตรและ ศึกษาศาสตร จงึ สามารถใชเ ปน ประชากรในการวจิ ยั คร้งั นไี้ ด 2. กลมุ ตวั อยาง ผวู จิ ัยเลอื กกลมุ ตัวอยางหลกั คือ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรยี น สาธิตจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย ฝา ยมธั ยม ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2545 โดยมเี หตผุ ลประกอบ ดงั น้ี 2.1 โรงเรยี นสาธติ จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั เปน โรงเรียนทน่ี กั เรียนมีระดับความ สามารถ และองคป ระกอบตางๆ ไมแตกตางจากโรงเรียนสาธติ สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลัยทว่ั ไป 2.2 ผบู ริหารและครูในโรงเรยี นใหก ารสนับสนุนและใหความรวมมือเปน อยา งดี 2.3 การคดั เลือกนกั เรียนเขาหอ งเรียนเปน แบบสมุ อยา งงาย (Simple Random Sampling)
51 2.4 มปี ริมาณนักเรยี นตอหองเพยี งพอตอ การทดสอบความแตกตางของคา เฉลยี่ ดว ยสถติ ทิ ดสอบที (t-test) ซ่ึงเหมาะสมกบั ขอ มลู คะแนนการคดิ อยา งมีวิจารณาณทมี่ รี ะดบั การวดั อยู ในมาตราแบบอตั ราสวน และมลี ักษณะการแจกแจงของคาสถติ ิทม่ี กี ารแจกแจงปกตหิ รอื ใกลเคียงการ แจกแจงปกติ (กนกทพิ ย พฒั นาพวั พันธ, 2543: 57) ซ่งึ ชูศรี วงศร ตั นะ (2537: 135, 172) ไดกลา วถงึ เกณฑก าํ หนดของกลมุ ตวั อยา งวา ถาประชากรมกี ารแจกแจงปกตเิ สมอไมว ากลุมตวั อยา งที่สุมมาจะมี ขนาดเลก็ หรือใหญก ต็ าม แตถาไมส ามารถต้ังขอตกลงหรอื ไมแนใ จวา กลมุ ประชากรมกี ารแจกแจง ปกติ กลมุ ตัวอยางที่สมุ มาศกึ ษาจะตองมีขนาดใหญ (n ≥ 30) การแจกแจงของคาเฉลย่ี (X) จึงจะมี การแจกแจงปกติ 2.5 มกี ารจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร เนอื่ งจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ฝายมธั ยม จัดนกั เรยี นตอ หอ งเรยี น 35 ถึง 37 คนโดยเฉลีย่ และเปน การจดั แบบสมุ จงึ ยอมรับไดวาลกั ษณะการแจกแจงของ คา สถิติ มีการแจกแจงปกตหิ รือใกลเคียงซึง่ เหมาะสมกับแบบแผนการวจิ ัยในคร้งั น้ี การเลือกหองเขากลุมทดลอง โดยผวู จิ ยั ไดพ ิจารณาจากคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นของวิชาสังคมศึกษา รายวิชา ส 204 ประเทศของเรา 3 ในภาคเรยี นที่ 1 ปก ารศกึ ษา 2545 ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 2 ซ่ึงมที งั้ หมด 7 หองเรียน แลวทาํ การเลอื กมา 2 หองเรียน โดยวธิ ีการดังน้ี 1. คํานวณหาคา เฉลี่ย (X) และคา สว นเบีย่ งเบนมาตราฐาน (SD.) ของ คะแนนสอบรายวิชา 204 ประเทศของเรา 3 ทีใ่ กลเ คยี งกนั โดยประมาณซ่ึงหอ งท่มี คี า เฉลี่ย (X) และ สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD.)ที่ใกลเ คียงกัน 2 หอง คือมคี ะแนนเฉล่ยี (X) เทา กับ 72.54 และ76.04 สวนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( SD. ) เทากับ 13.08 และ 12.04 ตามลาํ ดับ ซึง่ ท้งั สองหอ งมจี ํานวนนกั เรียน 35 คนเทา กัน 2. ผูวจิ ัยทดสอบความแตกตางของคา เฉล่ยี คะแนนผลสัมฤทธิร์ ายวชิ า 204 ประเทศของเรา 3 ในภาคเรยี นที่ 1 ปก ารศกึ ษา 2545 ของนักเรียนทง้ั สองหอง ดวยสถิติทดสอบที (t- test) โดยการคํานวณดวยโปรแกรม SPSS 10.0 for windows ได 1.198 ผลการทดสอบ คาเฉลยี่ ของคะแนนผลสมั ฤทธข์ิ องทง้ั สองหองไมแตกตา งกันอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั 0.05 3. ผูวจิ ยั คดั เลอื กกลุม ตัวอยา งเขากลุมทดลองโดยใชว ธิ กี ารจบั สลาก ซ่งึ เปนวิธีการสุมอยางงายสุมอยา งงาย (Simple Random Sampling) 4. เครือ่ งมอื ที่ใชในการวจิ ัย เคร่ืองมอื ท่ีใชใ นการวิจัยในครัง้ น้ี ประกอบดว ย เคร่อื งมอื ทีใ่ ชในการรวบรวมขอ มลู และเคร่อื งมือทีใ่ ชใ นการทดลอง
52 4.1 เคร่ืองมอื ท่ีใชในการรวบรวมขอมลู คอื แบบวัดการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ แบบวดั การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ เปนแบบวดั ท่ผี วู จิ ยั พฒั นาขึน้ จากแบบวดั ของ สุพรรณี สุวรรณจรัส (2543) เพื่อใชก บั นักเรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 2 ซง่ึ อิงรปู แบบลกั ษณะ แบบวัด ของEnnis และคณะ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) ทั้งน้ี เน่อื งจากแบบวดั ของ Ennis เปนแบบวัดท่ีใชก ับนกั เรยี นเกรด 4- 12 ซ่งึ ครอบคลมุ ชว งอายุของประชากรทีใ่ ชใ นการวจิ ยั ในครั้งน้ี ในการสรางแบบวัดผูวจิ ยั ใชเ นอื้ หาสถานการณ ขอความท่ีเปน ปญหา ขอ โตแยง หรอื ขอ มูลจากบทความหรือรายงานตา งๆ ท่กี ลมุ ตัวอยา งพบเหน็ ในชวี ิตประจาํ วนั และเหมาะสมกับวุฒิ ภาวะของกลุมตัวอยา ง โดยมีข้นั ตอน ดงั นี้ 1. กาํ หนดจดุ มงุ หมายในการวดั ในทนี่ ผ้ี ูวจิ ยั ตอ งการสรา งแบบวัดการคิดอยางมี วจิ ารณญาณ โดยมจี ดุ มุงหมายเพื่อวดั ความสามารถทางการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 2 โดยพัฒนาข้นึ จากแบบวดั ของสุพรรณี สวุ รรณจรัส (2543) ซึ่งอิงรูปแบบลักษณะ แบบวัดของEnnis และคณะ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) เพอ่ื วดั การคดิ อยางมี วิจารณญาณของนกั เรยี น 4 ดา น ไดแ ก 1.1 ความสามารถในการพจิ ารณาความนาเชื่อถือของแหลงขอ มลู และการสังเกต 1.2 ความสามารถในการนริ นยั 1.3 ความสามารถในการอุปนยั 1.4 ความสามารถในการระบขุ อ ตกลงเบ้อื งตน 2. การวางแผนการสรางแบบวัดความสามารถในการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 2.1 ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจยั ทเี่ กยี่ วของกบั การสรา งแบบสอบการคิดอยา ง มีวจิ ารณญาณทั่วไป ทั้งในดา นคํานยิ าม องคประกอบ ลกั ษณะการเขยี นขอคาํ ถาม การสรางตัวเลอื ก และการใหค ะแนน 2.2 สรางนยิ ามปฏิบัตกิ ารของการคิดอยางมีวิจารณญาณและวเิ คราะหเ นื้อหา เพื่อ ทําใหแ บบสอบทีส่ รางครอบคลุมเนือ้ หา และวดั ความสามารถในดา นน้ันๆ ครบทง้ั 4 ดาน 3. สรา งแบบวดั ในการสรา งแบบวดั ชนดิ เลอื กตอบ ผูวจิ ยั ไดพ ฒั นาข้นึ โดยองิ รปู แบบวัดการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณของสพุ รรณี สวุ รรณจรัส (2543) ซึง่ พฒั นาจากแบบวดั ของ Ennis และคณะ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) ลกั ษณะของแบบวดั ทสี่ รางประกอบดว ยขอ คาํ ถามทม่ี ลี ักษณะเปนปญหา สถานการณห รอื ขอมลู จากบทความ หรอื รายงานตางๆ ที่สามารถ พบไดใ นชวี ิตประจําวนั ทบ่ี คุ คลสามารถรับรไู ดจ ากการทํางาน การศกึ ษา การแลกเปลยี่ นความ คิดเหน็ และจากส่ือ อปุ กรณตางๆ เชน การอา นหนงั สือพิมพ การฟง วทิ ยุ การชมโทรทศั น เปน ตน ซ่ึงประกอบดว ยขอคําถามแบบปรนยั ชนดิ 4 ตัวเลือก แบง เปน 4 ตอน ตอนละ 15 ขอ รวม 60 ขอ โดย แตละขอจะมคี าํ ตอบที่ถูกตอ งเพยี งคําตอบเดยี ว การใหค ะแนนในแบบวัดการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ
53 ชนิดเลือกตอบ จะใหคะแนนโดย ถาตอบถูกในแตละขอ จะใหข อ ละ 1 คะแนน ถาตอบผิด หรอื ไม ตอบในแตละขอ จะใหข อละ 0 คะแนน 4. ตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั ผูว จิ ัยนาํ แบบวดั การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณที่ สรางขึ้นไปใหอ าจารยที่ปรกึ ษาวิทยานิพนธชวยตรวจสอบ และไดด ําเนนิ การแกไขปรับปรุงตาม คาํ แนะนาํ จากน้นั นาํ แบบสอบไปใหผทู รงคณุ วุฒิ 3 ทาน (ดรู ายละเอยี ดในภาคผนวก ข) ตรวจ ความตรงเชิงเน้ือหา โดยพจิ ารณาในดา นตางๆ ดงั ตอ ไปนี้ 1. ภาษาทใี่ ชม คี วามเหมาะสมและสมเหตสุ มผลหรือไม 2. ขอ สอบแตละขอ วดั ตรงกบั คํานิยามทก่ี ําหนดไวห รอื ไม โดยพิจารณาความ สอดคลองระหวางลักษณะเฉพาะของขอ สอบแตละขอ กบั ความสามารถทตี่ อ งการวดั ในแตล ะดา น ตามคําจาํ กัดของความสามารถทง้ั 4 ดา น ผทู รงคณุ วฒุ ิทงั้ 3 ทาน (ดรู ายละเอียดในภาคผนวก ข)ไดใหข อ แนะนําในการนาํ ใน การนาํ ไปปรับปรุงแกไ ขแลว วัดความสามารถในการคิดอยางวจิ ารณญาณสรปุ ไดด ังน้ี 1. ภาษาท่ใี ชเ ปน ภาษาทยี่ ากแกก ารตีความและทาํ ความเขา ใจเกินไปสาํ หรบั วัยของ นกั เรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 2 2. การเรยี งประโยคคาํ ถามยงั ไมช ดั เจน และควรมีการขีดเสนใตห รอื พมิ พต วั หนา ในหวั ขอ ท่ีสําคญั ซ่งึ จะนําไปสูประเด็นคําถาม 3. ตัวเลอื กแตละตวั ควรมกี ารเรยี งตัวเลือกตามลาํ ดบั ความสัน้ ความยาวของขอ ความเพื่อความสวยงาม 4. บางขอ คําถามมีตัวเลือกตอบยังมีคาํ ตอบท่ไี มชัดเจน และสามารถตีความหมาย ไดหลายประเดน็ จากนั้นนําคาํ แนะนาํ ของผทู รงคุณวุฒิมาปรบั ปรงุ แกไขขอ บกพรองตามคาํ แนะนํา และประเดน็ ดงั กลาวขา งตน 5. การทดลองใชแ บบวัด ผวู จิ ัยนําแบบวดั การคิดอยางมวี จิ ารณญาณทป่ี รบั ปรุงแกไ ข แลวไปทดลองใชกับประชากรซึ่งเปนนักเรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธติ จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลัย ฝา ยมธั ยม ทไ่ี มใชก ลมุ ตวั อยา งทีใ่ ชใ นการทดลอง เพ่อื นาํ ผลทไ่ี ดม าวเิ คราะหแบบวดั การคดิ อยางมวี ิจารณญาณ โดยผวู ิจยั ดําเนนิ การทดสอบ รวม 2 คร้งั 5.1 การทดสอบคร้ังที่ 1 นาํ แบบวดั ทป่ี รับปรุงแกไ ขแลวไปทดลองใช (Try out) กบั นักเรียนซึ่งเปน นกั เรียน โรงเรยี นสาธิตจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ฝา ยมธั ยม ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 ปการศึกษา 2545 ทไ่ี มใ ชกลุมตวั อยา งทใี่ ชในการวจิ ยั จาํ นวน 103 คน โดยใหแ ตล ะคนตอบคาํ ถาม จบั เวลาการตอบ ท้ังหมด และสังเกตพฤตกิ รรมการตอบวามีอาการสงสัยในขอ ใด พรอมทงั้ บนั ทึกพฤติกรรมดังกลา ว รวมท้ังสมั ภาษณห ลงั การตอบวา ขอ ใดสงสยั ขอ ใดเขา ใจยาก ขอ ใดควรแกไ ขรวมทง้ั ปญ หาตางๆ
54 ในการสอบแลวนํามาตรวจใหคะแนนและวิเคราะหร ายขอ หาคาความยากงา ยและอาํ นาจจาํ แนก แลวคดั เลอื กขอ สอบท่มี ี คา ความยากงายระหวาง 0.2 - 0.8 ซ่ึงถือวาเปน ขอสอบทม่ี ีความยากงา ย พอเหมาะ (ศิริชยั กาญจนวาส,ี 2544: 181) และคา อํานาจจําแนกตงั้ แต 0.2 ข้ึนไป ซง่ึ เปนอาํ นาจ จําแนก ท่ีดี (ศริ ชิ ัย กาญจนวาส,ี 2544: 181) สวนขอ สอบทีมคี าความยากงายและคาอาํ นาจจาํ แนกไม เปน ไปตามเกณฑน ํามาปรบั ปรงุ เพ่อื นํามาใชท ดลองตอไปคดั เลือกแบบวดั การคดิ อยา งวจิ ารณญาณท่ี เขา เกณฑ จากการทดลองใชค รง้ั ที่ 1 พบวา มขี อ สอบที่อยใู นเกณฑท ี่กาํ หนด จาํ นวน 49 ขอ ซง่ึ แบง เปนความสามารถทางการคิดอยางมวี จิ ารณญาณท้ัง 4 ดาน ดังตารางท่ี 2 ตารางที่ 2 จาํ นวนขอสอบในแบบวดั ความสามารถทางการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณในการทดลองใช คร้ังท่ี 1 จําแนกในแตละดา น ความสามารถทางการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ จาํ นวนขอทผ่ี า นเกณฑ 1. ความสามารถในการพิจารณาความนาเชื่อถอื ของ 12 แหลง ขอ มลู 2. ความสามารถในการนริ นยั 14 12 3. ความสามารถในการอปุ นยั 11 4. ความสามารถในการระบขุ อตกลงเบื้องตน 49 รวม 5.2 การทดสอบคร้งั ท่ี 2 นาํ แบบวดั การคิดอยา งมีวิจารณญาณมาปรับปรุงตามขอ เสนอแนะทไ่ี ดจากการ ทดสอบครัง้ ที่ 1จาํ นวน 49 ขอไปทดลองใช (Try out) คร้งั ท่2ี กบั นกั เรยี นซึ่งเปน นกั เรยี นโรงเรียน สาธติ จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ฝายมธั ยม ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2545 ท่ไี มใชกลมุ ตวั อยา งทใ่ี ชในการวจิ ยั จาํ นวน 104 คน และนาํ ผลทไ่ี ดจ ากการทดลองใชครง้ั ท่ี 2 มาหาคา ความ ยากงาย และคา อาํ นาจจําแนก พบวา มคี า ความยากงา ยอยรู ะหวาง 0. 207-0.452 และคาอาํ นาจ จาํ แนกจํานวนตัง้ แต 0.208 ขน้ึ ไป ซึ่งเปน ไปตามเกณฑท ด่ี ตี ามดชั นบี ง ช้ีคุณภาพขอสอบ (ศริ ชิ ัย กาญจนวาส,ี 2544: 181)
55 5.3 นําแบบวดั มาจัดเรยี งขอ ตามคาความยากงายและอาํ นาจจาํ แนกตามลําดบั โดย แยกตามความสามารถทางการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณทง้ั 4 ดา น และเลือกขอคาํ ถามทมี่ ี คณุ ภาพสงู สุด 10 อันดับแรกในแตล ะดา น ดา นละ 10 ขอ รวมท้ังหมด 40 ขอ 5.4 นําแบบวดั การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณไปหาคา ความเทยี่ ง โดยใชส ตู ร คเู ดอร ริชารด สัน (KR-20) ไดค า สัมประสทิ ธิ์ความเทยี่ งเทา กบั 0. 85 ซงึ่ สัมประสิทธ์คิ วามเทยี่ งที่ดคี วร สงู ทสี่ ุดเทา ท่ีจะเปน ไปไดแ ละอยางนอยท่สี ดุ ควรมีคาไมต ่าํ กวา 0.50 (ศิรชิ ยั กาญจนวาส,ี 2544: 71) 5.5 นําแบบวดั การคิดอยางมีวจิ ารณญาณไปใชเ ปนเครื่องมอื ในการวจิ ยั โดยนาํ ไป ใชกอ นการทดลองสอน และหลังการทดลองสอน แผนภาพที่ 3 ตวั อยา ง คําถามแบบวัดความสามารถทางการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ (คุณลกั ษณะที่มุงวดั ) การคดิ อยางมวี ิจารณญาณ (Critical Thinking) การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ คือการคิดอยางมีเหตผุ ลและไตรตรอง เพ่อื นาํ ไปสู การตดั สินใจทจี่ ะเชอื่ หรอื จะลงมอื ปฏบิ ตั (ิ Norris และ Ennis,1989) การทบี่ คุ คล จะมีการคิด อยา งมเี หตุผลและไตรต รองไดนัน้ ควรมีความสามารถ 4 ดา นดงั นี้ (นิยามเชิงทฤษฎ)ี (1) (2) (3) (4) ความสามารถในการ ความสามารถ ความสามารถใน ในการนิรนัย ความสามารถ การระบุขอ ตกลง พจิ ารณาความ ในการอุปนัย นาเช่ือถือของ เบือ้ งตน แหลง ขอ มลและการ (นิยามปฏิบตั ิการ) ความสามารถใน ความสามารถใน ความสามารถใน ความสามารถในการระบุวา การพิจารณาความ การหาขอสรุปใน การตดั สนิ ใจได ขอ ความใดเปน ขอตกลง วา ขอเทจ็ จรงิ ใด เบือ้ งตน ซ่งึ จาํ เปนตองมกี อ น ถกู ตองของ สถานการณ ขอความหลกั ท่กี ําหนดให แหลง ขอ มูลความ เฉพาะจาก สนบั สนุน เพ่ือทําใหการลงขอสรปุ มี ประโยคหลักที่ คดั คา น หรอื ไม ความถูกตองตามหลักการนริ เปนไปไดข อง กาํ หนดให เกยี่ วของกับ ขอ ความรายงาน นยั จากการสงั เกตของ ขอ สรุปที่ บคุ คลตา ง ๆที่ คาดคะเนไว เกี่ยวขอ งกับ
56 (กําหนดลักษณะคําถาม) คาํ ถามเปนขอความ คาํ ถามเปน คาํ ถามเปน คาํ ถามทีเ่ ปน รายงานหรือคาํ พูดจาก 2 ขอ ความหลักใน สถานการณทมี่ ี สถานการณทมี่ ี แหลง ผูส งั เกตใหตอบ เชงิ เหตเุ ชงิ ผล 2- บุคคลหน่ึงตง้ั ความสมั พันธกนั แลวให พจิ ารณาตัดสินวารายงาน 3 ขอความแลวให ขอสงั เกตเปน การ ผตู อบพิจารณาตัดสิน ผูตอบหาขอ สรุป วาขอ ความตัวเลอื กใด หรือคําพูดใดมีความ จากขอความหลัก คาดคะเน เปนขอความจําเปนท่ี นา เชือ่ ถือมากกวา กันหรอื เหตุการณไ วแ ลว ตอ งเกิดขนึ้ กอ นเพ่อื ให ทก่ี ําหนด สถานการณน ั้นมคี วาม พอๆกัน ใหผตู อบ สมเหตสุ มผล พจิ ารณา ตัดสินใจวา “ศาลพพิ ากษาใหนายนดิ ติดคกุ ขอ เทจ็ จริงที่ ฐานทาํ รายรา งกายตํารวจ” ขอ กาํ หนดให ใดเปน สาเหตุที่นา เช่ือถอื และ สนบั สนุนคดั คา น เปนไปไดทท่ี าํ ใหขอ ความขา งตน หรือไมเ ก่ียวของ เปนท่ยี อมรับ ก.ตํารวจมสี ทิ ธ์ิใหศ าลส่ังขังคกุ (ตวั อยางคาํ ถาม) ศริ ิศักด์เิ ลา ใหต ํารวจฟง คนไทยทุกคน ท่อี เมรกิ า เร่มิ มกี าร ใครก็ได วาขณะทีเ่ ขาขับรถมา รบั ประทานขา ว ทดลองฉดี วคั ซนี เลิก ข. ใครทาํ รา ยรางกายตาํ รวจตอ ง กบั วงเดอื น เขาเห็น เปน หลกั ชดิ ชยั บหุ รี่ โดยวคั ซนี ตวั นี้ ตดิ คกุ อบุ ตั เิ หตุรถยนตชนกัน ไมร บั ประทาน จะไปกาํ จดั โมเลกุล ค. เปน ไปตามบังคบั ขอกฎหมาย ตรงส่แี ยกทีเ่ กิดเหตุ 4 ขา วเปน อาหาร ของสารนิโคตินไมให ง. ศาลตองคอยปกปอ งตาํ รวจ คนั สวนสมัครบอกกับ หลัก ดังนัน้ สรปุ ไปเขา สมองได คํา ตํารวจวา ขณะท่ีเขากับ กลาวทวี่ า “ บหุ รี่เปน ขอ ค. เพ่ือนๆ ยนื รอสญั ญาณ ไดว า ภัยรายแรงตอ เพราะคนทีท่ าํ ราย ไฟแดงอยูน ั้น เขาไดยนิ ก. ชิดชัยไมใ ชคน สุขภาพ โดยเฉพาะ รางกายผูอื่นไมวาจะ เสียงดงั โครม เขากบั ไทย สารนิโคตนิ เปน เปนตาํ รวจหรือไมก ็ตาม เพอื่ นๆวง่ิ ไปดู พบวามี ข. ชดิ ชยั ไมชอบ สาเหตุของ ยอ มตอ งถกู ลงโทษทาง อบุ ตั เิ หตรุ ถยนตชนกัน รบั ประทานขาว โรคมะเรง็ ” กฎหมาย ตรงสแี่ ยก 3 คนั ค. ชดิ ชัยไมชอบ นกั เรยี นมคี วาม นกั เรียนคดิ วาคําพูด รบั ประทานเน้ือ คดิ เหน็ อยางไร ของใครนา เชื่อถอื กวา ชิดชยั ไมม ีเงินซ้ือ ก.ขอเท็จจริง กนั ขาวรบั ประทาน สนบั สนนุ คํากลาว א. ศริ ิศักด์ิ เปน อาหารหลกั ขา งตน ב. สมัคร ข. ขอเท็จจรงิ ג. นา เช่ือถอื พอๆ คัดคานขอความ ขา งตน กัน ค. ขอ เท็จจริงไม ד. ไมนาเชื่อถอื ทง้ั เก่ยี วขอ งกบั ขอ ความขางตน สองคน (คาํ ตอบ) ขอ ข. ขอ ก. ขอ ก. เพราะคนท่ไี ดเ ห็น เพราะขอคําถาม เพราะบหุ รีม่ ีผล เหตกุ ารณอ ยางชดั เจน ไดบ อกเอาไววา ตอสุขภาพจึงตอ ง ทส่ี ุดยอมไดรับขอ มูล ทกุ คนทเ่ี ปนคน มีการรกั ษาโดย ขาวสารไดดกี วาคนท่เี ห็น ไทยรับประทาน การฉีดวคั ซนี ซ่งึ เหตกุ ารณเพียงคราวๆ ขาวเปน อาหาร ยืนยันในสว นแรก อยา งไมช ัดเจนหรือเปน หลกั ซ่งึ ยืนยนั ใน ของขอ ความหลกั เพยี งการคาดคะเน สวนแรกของ ดังน้นั ขอสรุปจึง ดังน้นั คําพูดของสมัครจึง ขอความหลกั เปน สวนทส่ี อง นาเช่ือถอื มากกวา ดังนนั้ ขอสรปุ จึง ของขอความหลัก เปนสว นทีส่ อง ของขอความหลกั
57 4.2 เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ นการทดลอง เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ นการทดลอง มี 2 แบบ คอื แผนการสอนวิชาสงั คมศกึ ษา เรอื่ ง ความสัมพนั ธระหวางประเทศของไทยในสมยั สโุ ขทัย และความสัมพันธระหวางประเทศของไทยใน สมัยอยุธยาโดยใชว ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร และ วธิ ีสอนแบบปกติ แผนการสอนท่ใี ชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร ผวู ิจัยไดส รา งเครื่องมือท่ใี ชในการทดลองตามขน้ั ตอนตา งๆดงั น้ี 1. ศึกษาหลกั สูตรวิชาสงั คมศกึ ษาพุทธศกั ราช 2521 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2533) หนงั สือเรยี น คมู ือครู และหนังสืออา นประกอบที่เกยี่ วขอ งกบั วชิ าสงั คมศกึ ษาระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษา ปท่ี 2 2. วเิ คราะหเนอื้ หาวชิ าสังคมศกึ ษา เรอ่ื งความสมั พนั ธระหวา งประเทศของไทยใน สมัยสโุ ขทยั และความสมั พันธระหวางประเทศของไทยในสมยั อยธุ ยา 3. วิเคราะหจดุ ประสงคการเรียนรเู ชงิ พฤตกิ รรมตามแนวทางวิธกี ารทางประวตั ิ ศาสตรซึ่งผูวิจยั เลือกใชแ นวทางในการสรา งเคร่ืองมือในการวจิ ยั ที่ประกอบดวยกจิ กรรมการเรยี นการ สอนสอนสอน ส่ือ การวดั และประเมนิ ผล ตามองคป ระกอบวิธีการทางประวัตศิ าสตร 5 ข้นั ตอน ของลาวณั ย วิทยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ(2543: 7) ซง่ึ สรุปไวค รอบคลุมประเดน็ วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร ในทุกดานท่นี กั วชิ าการทางประวัตศิ าสตรไ ดกลา วไว ดงั น้ี 1. การกาํ หนดประเดน็ / ปญ หา / เรอ่ื งทีจ่ ะศกึ ษา 2. การคน ควาและรวบรวมขอมลู ทง้ั ทเ่ี ปนขอเทจ็ จริงและแนวคิดจากหลักฐานตางๆ 3. การตรวจสอบเชงิ ประวตั ศิ าสตร (วเิ คราะห ประเมนิ และ ตคี วามหลักฐาน) 4. การสังเคราะห / ตีความ 5. การนาํ เสนอขอ มูล 4. เขยี นแผนการสอนโดยใชว ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร ในแตล ะแผนการสอนจะ ใชเวลา 2 คาบตอสัปดาห คาบละ 50 นาที รวมระยะเวลา 9 สัปดาห 18 คาบ ซึ่งประกอบดว ย เน้อื หา ดงั ตารางที่ 3
58 ตารางท่ี 3 แสดงเนื้อหาการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีทางประวตั ิศาสตร รายวิชา ส 029 ประวตั ศิ าสตร ความสมั พันธร ะหวางประเทศของไทยตามรายคาบ แผนการสอน เนอ้ื หา จํานวนคาบ 1 ลกั ษณะความสมั พนั ธกับรัฐที่อยใู กลเคยี ง 3 ในสมัยสุโขทัย 2 ลักษณะความสมั พันธกับรัฐทอ่ี ยหู า งไกล 2 ในทวีปเอเชียในสมยั สุโขทยั 3 ลกั ษณะความสมั พันธก บั รัฐท่ีอยใู กลเ คยี ง 5 ในสมยั อยุธยา 4 ลักษณะความสมั พนั ธก บั รฐั ที่อยูหางไกล 3 ในทวีปเอเชียในสมยั อยธุ ยา 3 2 5 ลกั ษณะความสมั พันธก บั ชาติตะวนั ตก ในสมัยอยธุ ยา 6 สรปุ ลักษณะความสัมพนั ธร ะหวางประเทศ ในสมยั อยุธยา 5. นําแผนการสอนตามเนอื้ หาทใี่ ชทผ่ี ูวิจยั สรา งขึน้ ไปใหอาจารยทีป่ รกึ ษาวทิ ยา นพิ นธตรวจพจิ ารณาใหขอเสนอแนะแกไ ข 6. นําแผนการสอนท่ีปรบั ปรงุ แกไขแลว ไปใหผูท รงคุณวฒุ ิจํานวน 3 ทา น (ดรู าย ละเอยี ดในภาคผนวก ข) ตรวจพจิ ารณาในดา นความตรงตามจดุ ประสงค และเนอื้ หาหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนตน พุทธศกั ราช 2521 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2533) ตลอดจนดานความเหมาะสมของ กจิ กรรมการเรยี นการสอน แลวนํามาปรบั ปรงุ แกไข
59 7. นาํ แผนการสอน ไปทดลองใชกบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 2 ท่ีไมใชก ลมุ ตัวอยาง จํานวน 3 คาบ คาบละ 50 นาที เปน เวลา 2 สัปดาห เพ่ือหาขอ บกพรองของแผนการสอน แลวนาํ มาปรับปรงุ อีกคร้งั เพือ่ นาํ ไปใชทดลองจริงตอ ไป แผนการสอนแบบปกติ ผูวจิ ัยไดส รา งเคร่ืองมือทใี่ ชใ นการทดลองตามขัน้ ตอนตางๆดังน้ี 1. ศึกษาหลกั สูตรวิชาสังคมศึกษาพทุ ธศกั ราช 2521 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) หนังสือเรียน คูม อื ครู และหนังสอื อา นประกอบท่ีเก่ยี วขอ งกบั วชิ าสังคมศึกษาระดับชนั้ มัธยมศึกษาป ท่ี 2 2. วิเคราะหเ นอ้ื หาวชิ าสงั คมศกึ ษา เรือ่ งความสัมพันธระหวางประเทศของไทยใน สมยั สุโขทัย และความสัมพันธร ะหวา งประเทศของไทยในสมยั อยธุ ยา 3. วเิ คราะหจ ดุ ประสงคการเรียนรเู ชงิ พฤตกิ รรม กจิ กรรมการเรียนการสอน สื่อ การวดั และประเมนิ ผล 4. เขยี นแผนการสอนแบบปกติ โดยในแตล ะแผนการสอนจะใชร ะยะเวลา 2 คาบตอสัปดาห คาบละ 50 นาที รวมระยะเวลา 9 สัปดาห 18 คาบ ซง่ึ ประกอบดว ยเน้อื หา เดยี วกบั แผนการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร ดงั ตารางที่ 3 ขางตน 5. นําแผนการสอนตามเนอ้ื หาท่ีใชที่ผวู จิ ัยสรา งขึน้ ไปใหอ าจารยที่ปรกึ ษาวิทยา นิพนธตรวจพจิ ารณาใหขอเสนอแนะแกไ ข 6. นําแผนการสอนท่ีปรับปรุงแกไ ขแลว ไปใหผ ูทรงคุณวุฒจิ าํ นวน 3 ทา น (ดรู าย ละเอยี ดในภาคผนวก ข) ตรวจพจิ ารณาในดา นความตรงตามจุดประสงค และเน้ือหาหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนตน พุทธศกั ราช 2521 (ฉบบั ปรับปรงุ 2533) ตลอดจนดา นความเหมาะสมของ กจิ กรรม การเรยี นการสอน แลว นํามาปรบั ปรงุ แกไข 7.นาํ แผนการสอนไปทดลองใชก ับประชากรซง่ึ เปน นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 2 ที่ ไมใชกลุมตัวอยา ง จาํ นวน 3 คาบ คาบละ 50 นาที เปนเวลา 2 สัปดาห เพ่ือหาขอ บกพรองของแผนการ สอน แลวนํามาปรับปรุงอกี ครงั้ เพ่ือนําไปใชท ดลองจริงตอไป 5. การดาํ เนนิ การวิจยั ผูวิจยั ดาํ เนนิ การวจิ ัยเปน ลําดับขั้นตอนดังตอไปนี้ 1. ติดตอบณั ฑิตวทิ ยาลัยเพอ่ื จัดทาํ หนังสอื ขอความรว มมอื ในการวจิ ัย 2. ติดตอทางโรงเรยี นสาธิตจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ฝายมัธยม เพ่ือขออนุญาตใน การดาํ เนนิ การวิจัย 3. ในการดาํ เนินการวิจัย ผวู จิ ัยไดดาํ เนนิ การกอนการสอนโดยทาํ การวัดกลมุ ตวั อยา งทงั้ 2 กลุม ดว ยแบบวัดการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ ดงั ตารางที่ 4
60 ตารางที่ 4 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวา งคา เฉลยี่ ของคะแนนการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ กอ นการทดลองระหวางกลุมทดลองและกลมุ ควบคุม กลุม ตวั อยาง X SD. t-test กลุมทดลอง 23.66 2.98 กลมุ ควบคมุ 21.77 7.136 5.11 จากตารางที่ 4 แสดงใหเ หน็ วา คา เฉลี่ยคะแนนการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณกอนการทดลอง ระหวา งกลมุ ทดลองทไี่ ดร ับการจดั การเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร และกลมุ ควบคุมทไ่ี ดรบั การจัดการเรยี นการสอนแบบปกติ มีความแตกตา งกนั คอื 23.66 และ 21.77 ตาม ลาํ ดับ เมอ่ื ทดสอบความแตกตา งของคะแนนเฉล่ยี การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ ดว ยสถิติทดสอบที (t-test) พบวา ทัง้ สองกลมุ มคี ะแนนเฉล่ียไมแ ตกตา งอยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดับ .05 4. ดาํ เนนิ การสอนตามแผนการสอนทส่ี รางขึ้นท้งั 2 ชดุ คอื แผนการสอนทีใ่ ชวิธี การทางประวตั ิศาสตรและแผนการสอนแบบปกติ จํานวน 6 แผนรวม 18 คาบ โดยสอนสัปดาหล ะ 2 คาบ คาบละ 50 นาที และใชเวลาในการสอนทั้งสิน้ 9 สปั ดาห เรม่ิ ตัง้ แตวนั ท่ี 4 พฤศจกิ ายน 2545 ถงึ 30 ธันวาคม 2545 5. หลงั จากการทดลองสอนตามแผนการสอนเสรจ็ ส้ินแลวทัง้ 2 กลุม ผูวิจัยทาํ การ วัดความแตกตา งระหวา งคา เฉลย่ี คะแนนการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ ระหวา งกลุม ทดลองและกลมุ ควบคุม ดว ยแบบวดั การคิดอยา งมวี ิจารณญาณ 6. การวิเคราะหขอ มูล การวิเคราะหขอ มูล เพอื่ เปรยี บเทยี บความแตกตา งของคะแนนการคดิ อยางมี วจิ ารณญาณของกลมุ ตัวอยาง ใชโ ปรแกรม SPSS ดงั น้ี 1. เปรยี บเทยี บความแตกตา งระหวา ง คาเฉลีย่ คะแนนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ กอ นการทดลองระหวา งกลุมทดลองและกลมุ ควบคุม ดว ยสถติ ทิ ดสอบที (t-test independent) 2. เปรียบเทยี บความแตกตางระหวาง คาเฉลี่ยคะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ กอนและหลังการทดลองของกลุม ควบคุม ดวยสถิตทิ ดสอบที (t-test dependent)
61 3. เปรยี บเทยี บความแตกตา งระหวาง คาเฉล่ียคะแนนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ กอนและหลังการทดลองของกลมุ ทดลอง ดวยสถติ ิทดสอบที (t-test dependent) 4. เปรยี บเทียบความแตกตา งระหวา ง คาเฉลย่ี คะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ หลังการทดลองระหวางกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคุม ดว ยสถติ ิทดสอบที (t-test independent)
บทท4ี่ ผลการวิเคราะหข อมลู การวเิ คราะหข อ มลู การวิจัยเรอื่ ง ผลของการใชวิธีการทางประวตั ิศาสตรในการเรียนการสอน สังคมศกึ ษาท่มี ีตอ การคิดอยา งมีวจิ ารณญาณของนักเรยี นระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสาธติ สังกดั ทบวงมหาวิทยาลัย เปนการวจิ ัยกึง่ ทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพ่ือเปรียบเทยี บ คะแนนเฉล่ยี ความคิดอยางมวี จิ ารณญาณทไี่ ดจากการจดั การเรียนการสอนโดยใชว ธิ ีการทาง ประวตั ิศาสตรซ ่งึ เปนกลุม ทดลอง กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ซง่ึ เปนกลุมควบคุม ผวู ิจัย ขอเสนอผลการวิเคราะหข อมลู ดงั น้ี 1. ทดสอบความแตกตางระหวา งคาเฉลยี่ คะแนนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณกอนและหลงั การ ทดลองของกลุมควบคมุ ดวยสถิติทดสอบที (t-test dependent) ผลการวเิ คราะหด งั ตารางที่ 5 ตารางท่ี 5 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวางคา เฉลี่ยของคะแนนการคิดอยางมีวิจารณญาณ กอนและหลงั การทดลองของกลมุ ควบคุม กลุมควบคุม X SD. t-test กอนทดลอง 21.77 5.11 1.175 หลงั การทดลอง 22.57 4.39 จากตารางท่ี 5 แสดงใหเ หน็ วา คา เฉล่ยี คะแนนการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณกอนและหลงั การทดลองของกลุมควบคมุ ทไ่ี ดร ับการจดั การเรียนการสอนแบบปกติ มคี วามแตกตางกนั โดยมคี าเฉลยี่ คะแนนการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณกอ นการทดลอง เทากับ 21.77 ตา่ํ กวาคะแนนเฉลี่ยการคิดอยางมี วจิ ารณญาณหลงั การทดลอง ซึ่งเทา กับ 22.57 เมื่อทดสอบความแตกตา งของคะแนนเฉลีย่ การคดิ อยาง มวี จิ ารณญาณ ดว ยสถติ ิทดสอบที (t-test) พบวา กอนการทดลองและหลังการทดลองมคี ะแนนเฉลีย่ การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณไมแ ตกตา งอยา งมนี ัยสาํ คัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
63 2. ทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉล่ียคะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณหลังการทดลอง ระหวา งกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคุม ดว ยสถติ ทิ ดสอบที (t-test independent) ผลการวเิ คราะหดงั ตารางที่ 6 ตารางท่ี 6 แสดงผลการทดสอบความแตกตางระหวา งคา เฉลี่ยของคะแนนการคดิ อยางมีวิจารณญาณ หลังการเรียนระหวา งกลมุ ทดลองและกลุม ควบคุม กลุม ตัวอยา ง X SD. t-test กลมุ ทดลอง 29.49 3.69 7.136* กลุมควบคุม 22.57 4.39 *p < .05 จากตารางที่ 6 แสดงใหเ หน็ วาคา เฉลย่ี คะแนนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณหลงั การ ทดลองของกลุมทดลองทีไ่ ดร ับการจดั การเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร เทา กบั 29.49 สูงกวา คา เฉล่ยี คะแนนการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณหลงั การทดลองของกลมุ ควบคุมทไ่ี ดรบั การ จัดการเรยี นการสอนแบบปกติ ซ่ึงเทากับ 22. 57 เมอ่ื ทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉล่ียการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ ดวยสถติ ิทดสอบที (t-test) พบวาคะแนนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณที่ไดจ ากการ จัดการเรยี นการสอนโดยใชวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรสงู กวา คะแนนท่ไี ดจ ากการจดั การเรียนการสอน แบบปกตอิ ยางมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 ซึ่งสอดคลองกบั สมมติฐานขอท่ี 1 3. ทดสอบความแตกตา งระหวางคา เฉล่ียคะแนนการคดิ อยางมวี ิจารณญาณกอนและหลังการ ทดลองของกลมุ ทดลอง ดวยสถิติทดสอบที (t-test dependent) ผลการวเิ คราะหดงั ตารางที่ 7
64 ตารางที่ 7 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวา งคาเฉลย่ี คะแนนการคิดอยางมีวจิ ารณญาณกอน และหลงั การทดลองของกลมุ ทดลอง กลุมทดลอง X SD. t-test กอ นทดลอง 23.66 2.98 10.25* หลงั การทดลอง 29.49 3.69 *p < .05 จากตารางท่ี 7 แสดงใหเ ห็นวา คาเฉลี่ยคะแนนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณกอนการ ทดลองและหลงั การทดลองของกลุมทดลองท่ไี ดรบั การจดั การเรยี นการสอนโดยใชวธิ ีการทางประวตั -ิ ศาสตรม ีความแตกตา งกนั โดยมคี ะแนนเฉลยี่ การคดิ อยางมีวิจารณญาณหลงั การสอน (29.49) สูงกวา คะแนนเฉลย่ี การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณกอนการสอน(23.66) เมื่อทดสอบความแตกตา งของคะแนน เฉลย่ี การคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ ดว ยสถติ ิทดสอบที ( t-test) พบวา กอนการทดลองและหลงั การทดลอง มีคะแนนเฉลย่ี การคดิ อยางมวี ิจารณญาณแตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 ซึ่งสอดคลอ งกบั สมมติฐานขอที่ 2
บทท5ี่ สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ การวจิ ยั เร่ือง “ผลของการใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรในการเรยี นการสอนสงั คมศกึ ษาท่มี ี ตอ การคดิ อยา งมีวิจารณญาณของนกั เรยี นระดับมธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรยี นสาธิต สงั กดั ทบวงมหาวิทยาลยั ” มวี ัตถปุ ระสงคค อื 1) เพอื่ เปรยี บเทียบการคิดอยา งมวี ิจารณญาณของนกั เรยี น ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธิต สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั ระหวา งกลมุ ท่เี รียนดว ย วธิ กี ารทางประวัติศาสตรแ ละกลมุ ท่ีเรยี นแบบปกติ 2) เพือ่ เปรียบเทยี บการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ ของ นกั เรียนกอ นและหลังท่เี รยี นดว ยวิธกี ารทางประวัตศิ าสตร กลมุ ตัวอยางเปน นักเรยี นระดับ มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 โรงเรยี นสาธิตจฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย สงั กดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั ภาคเรยี นที่ 2 ป การศึกษา 2545 โดยผวู จิ ยั นาํ คะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ส 204 ประเทศของเรา 3 ซ่งึ ได หอ ง ทีม่ คี ะแนนใกลเคยี งกนั 2 หอ ง จากน้นั ดาํ เนนิ การโดยการจับสลากเลือกหอ งทดลองและ หองควบคุม เครื่องมือทใี่ ชในการวิจัย คอื แบบวดั การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ เคร่อื งมอื ท่ีใชในการทดลอง คือ แผนการสอน 2 แบบ ไดแ ก แผนการสอนโดยใชว ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร และแผนการสอนแบบ ปกติ (ไมไ ดร บั การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนดวยวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร) ในการดําเนินการวจิ ัย ผูวจิ ยั ไดทําการสอบกอนเรยี นกบั กลมุ ตวั อยา งทง้ั สองกลุม โดยใชแ บบวดั การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ แลว ทาํ การเปรียบเทยี บคาเฉลย่ี (X)และใชส ถิตทิ ดสอบที (t-test) จากนั้น ไดดาํ เนนิ การสอนตาม แผนการสอนท้งั 2 แบบ โดยแตล ะแผนการสอนจะใชเ วลา 2 คาบตอสัปดาห คาบละ 50 นาที รวม ระยะเวลา 9 สัปดาห จํานวนทัง้ หมด 18 คาบ เมื่อสอนครบทุกแผนการสอนแลว ใหน ักเรยี นทง้ั 2 กลุม ทําแบบวดั การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ แลวนําขอมลู ทไ่ี ดมาวเิ คราะหห าคา เฉล่ีย (X) และความ แตกตา งของคา เฉล่ียดว ยสถติ ทิ ดสอบที (t-test) สรุปผลการวิจยั 1. นกั เรยี นทไี่ ดร ับการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนโดยใชว ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรม กี ารคดิ อยางมวี ิจารณญาณสูงกวา นกั เรียนทเี่ รียนโดยวธิ กี ารสอนแบบปกตอิ ยา งมนี ัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 2. นักเรียนที่ไดรบั การจดั การเรยี นการสอนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัติศาสตรม ีคาเฉล่ยี การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณสูงข้นึ หลังจากไดรบั การจดั การเรยี นการสอนอยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05
66 อภิปรายผลการวิจยั การศึกษาผลของการใชวิธีการทางประวตั ศิ าสตรใ นการเรียนการสอนสังคมศึกษาทมี่ ตี อ การ คดิ อยา งมวี ิจารณญาณของนกั เรยี นระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธติ สังกดั ทบวงมหาวิทยาลยั ผลการวจิ ัย เปน ไปตามสมมตฐิ านท้ัง 2 ขอ ซ่งึ ผูว ิจัยไดเ สนอประเดน็ ทีส่ ามารถนํามาอภิปราย ดงั น้ี ประเด็นที่ 1 ผลการวิจยั เปน ไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว เนอื่ งมาจากข้นั ตอนของวธิ ีการทาง ประวตั ิศาสตรท ั้ง 5 ข้ันตอน อนั ไดแ ก 1) การกาํ หนดประเดน็ ปญหา 2) การคนหาและการรวบรวม หลกั ฐาน 3) การตรวจสอบ วิเคราะห ประเมินคณุ คาและตคี วามหลกั ฐาน 4) การสังเคราะห และการ ตคี วามเพอื่ ตอบปญ หา และ 5)การสรุปผลและนาํ เสนอนนั้ จัดเปน กระบวนการทีม่ งุ ฝกใหน กั เรยี นได พัฒนาการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณท้งั 4 ดา น อนั ไดแ ก ความสามารถในการพิจารณาความนาเชอ่ื ถอื ของ ขอมูล ความสามารถในการนิรนยั ความสามารถในการอุปนยั และความสามารถในการระบขุ อ ตกลง เบอ้ื งตน ดังที่ John F McCarthy (1998 อางใน www.rtforum org/h/h78.html) ไดก ลา ววา การเรยี น ประวัตศิ าสตรจ ะตองใชก ารวิเคราะหว จิ ารณข อมลู วา ขอใดเปนจริงและเปน ตาํ นาน ซ่ึงสอดคลอ งกับคํา กลา วของวนิ ยั พงศศรเี พียร (2543: 16) ทวี่ าการนาํ วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรม าใชค รจู ะตองสอนให นกั เรยี นรจู กั การคิดอยางมีวจิ ารณญาณในประเดน็ ทางประวตั ิศาสตร นอกจากน้ยี ังสอดคลองกบั คาํ กลาว ของ Mcpeck (อางใน Norris and Ennis, 1989: 97) ท่ีไดกลาววา การฝก การคิดอยา งมีวจิ ารณญาณจะ ไดผ ลและมปี ระโยชนสงู สุดควรเปน การฝกการคิดไปพรอ มกบั เนือ้ หาวชิ ามากกวา การแยกฝก เฉพาะ เมอ่ื พิจารณารายละเอียดในดานแผนการสอน จะพบวาผวู จิ ัยไดจดั กิจกรรมการเรียนการสอน โดยใชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตรครบทงั้ 5 ขัน้ ตอนในแตล ะหนว ยการเรยี น ท้งั นเ้ี พอื่ ใหน กั เรยี นไดรับ การฝก ฝนและพฒั นาการคิดอยา งมวี ิจารณญาณอยา งตอเนอื่ งสมํา่ เสมอ ซ่ึงสอดคลอ งกับคาํ กลาวของ Bayer (1985: 143) ทก่ี ลาววา ในการพฒั นาการคิดอยางมวี ิจารณญาณนน้ั ควรประกอบดว ยขน้ั ตอนยอย คอื การแนะนําทักษะทจี่ ะฝกใหผูเรยี นทบทวนกระบวนการดานทักษะ กฎ และความรูทเี่ กี่ยวของให ผูเรยี นใชท กั ษะเพอื่ ใหบรรลุเปาหมายทก่ี าํ หนด และใหผ เู รยี นฝกทบทวนสิง่ ทคี่ ิดหรอื ส่ิงทเี่ กดิ ขน้ึ ใน สมองขณะรว มทาํ กจิ กรรม นอกจากนี้ รปู แบบและขนั้ ตอนการจดั การเรียนการสอนโดยใชว ิธกี ารทางประวัติศาสตรม ี ความสอดคลอ งกบั ข้ันตอนการพฒั นาการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ อนั เปน กระบวนการของความคิดและ ความสามารถ ซงึ่ กระบวนการของความคิด หมายถงึ วธิ กี ารแกป ญ หาแบบวทิ ยาศาสตรแ ละมีทัศนคติ ในการแสวงหาความรู สว นความสามารถ หมายถึง ความรใู นขอเท็จจริง หลักการสรปุ ในกรณที ว่ั ๆ ไป
67 การอนมุ าน การยอมรับในขอตกลงเบือ้ งตน การนริ นยั การตีความ รวมทงั้ ทกั ษะความเขาใจ การ วเิ คราะห การสังเคราะห และการประเมินผล (Skinner, 1976: 292) ซ่งึ กระบวนการแกปญ หาแบบ วทิ ยาศาสตรนนั้ เปน กระบวนการแกปญ หาทสี่ อดคลองกับวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ การกําหนดประเดน็ ปญ หา การคนหารวบรวมหลกั ฐาน การวเิ คราะห ประเมนิ คุณคาหลกั ฐาน การตีความเพอื่ ตอบปญหา การสรปุ ผลและนําเสนอ (ลาวณั ย วิทยาวฑุ ฒกิ ลุ , 2543: 7) ดังน้นั ผูวจิ ยั สรปุ ไดวา ในกระบวนการจดั การเรยี นการสอนครั้งนี้ การจดั การเรยี นการสอนโดย ใชว ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรเ ปนกระบวนการที่พัฒนาความคิดอยา งมวี จิ ารณญาณโดยตรง ประเดน็ ท่ี 2 ทฤษฎีการเรยี นรู มี 2 ดานคอื 1) ดา นกรอบความคิด สาํ นกั งานคณะกรรมการ การศึกษาแหงชาต,ิ 2540 : 12) ไดก ลาวถึงการคิดข้ันสงู โดยใหน ยิ ามวา กระบวนการคดิ นน้ั ครอบคลมุ พฤตกิ รรมหรอื การกระทาํ หลายประการท่ีเปนลําดบั ขน้ั ตอน คือ คาํ ท่มี ีความหมายถึงกระบวนการ เปน ความคดิ ทซี่ บั ซอน ลกึ ซ้ึง พิจารณาถงึ แกนหรอื สาเหตุทีม่ าของสิ่งที่คดิ พจิ ารณาถึงผลที่ตามมา ประเมินตัดสนิ คณุ คา และตดั สนิ ใจลงความเหน็ กระบวนการคิดท่สี าํ คัญคอื การคิดอยางมีวิจารณญาณ 2) ทฤษฎพี ฒั นาการ ซ่ึงกลาวถึงความพรอ ม (Readiness) ท่ีมีความสาํ คญั มากตอการเรยี นรู การ พฒั นาการของเดก็ ในแตละรายจะเกดิ ขึน้ อยางตอ เน่ือง จากระดบั ต่ํากวาไปสูอกี ระดบั ทสี่ ูงขึน้ โดย ทฤษฎีพฒั นาการทสี่ ําคัญ คือ ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปญ ญาของ Piaget (Piaget’s Theory of Intellectual Development, 1964) ซ่ึงแบงกระบวนการทางสตปิ ญญา (Cognitive Process) ออกเปน 4 ขั้น ในแตละขนั้ จะกาํ หนดอายไุ วเ ปน ชว งอายเุ ทา ๆ กนั และในขนั้ ที่ 4 ซง่ึ เปนชวงสดุ ทาย เรียกวาระยะทคี่ ิดอยา งเปน นามธรรม (Formal Operational Stage) จะเปน การพฒั นาชวงสุดทา ยของ เด็กที่มอี ายใุ นชวง 12 –15 ป เดก็ ในชวงนสี้ ามารถคิดไดมากขึน้ เมอ่ื เดก็ พัฒนาไดอ ยา งเต็มทแี่ ลว จะ สามารถคิดอยา งเปนเหตเุ ปนผลและแกปญ หาไดอ ยา งดีจนพรอมทีจ่ ะเปน ผูใหญทม่ี ีวฒุ ภิ าวะได จากกรอบความคดิ และทฤษฎีพฒั นาการทางสติปญญาของ Piaget (Piaget’s Theory of Intellectual Development) ท่ีไดกําหนดชว งความพรอมของเด็กท่ีสามารถมีพฒั นาการทางสติปญญา ในระดบั สงู ซง่ึ ไดแ ก ความคิดอยา งมีวจิ ารณญาณนนั้ สามารถกระทําไดอยางดใี นเดก็ วัย 12 –15 ป การวจิ ยั คร้งั นี้ เลอื กนักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 2 ทีม่ ชี วงอายปุ ระมาณ 12-13 ปเปนกลมุ ตัวอยา ง ซงึ่ สอดคลองกับทฤษฎีการพัฒนาการดงั กลา ว จึงสรุปไดวา การจดั การเรียนการสอนสังคมศึกษาโดย ใชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรก บั กลมุ ตัวอยางนักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 2 นั้น สามารถพัฒนา ความคดิ อยา งมวี ิจารณญาณไดสงู ข้นึ และสงู กวา การการเรยี นการสอนแบบปกติ
68 ขอเสนอแนะในการวิจัย 1. ขอ เสนอแนะสําหรบั ครผู ูสอน จากขอคนพบของงานวจิ ยั มขี อเสนอแนะสาํ หรับครผู ูส อนทจ่ี ะนํารูปแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร ไปประยุกตใช ดงั ตอไปน้ี 1. ในการสอนวิชาประวัตศิ าสตร ครผู ูสอนสามารถนําวิธีการทางประวตั ศิ าสตรม าใชใ น การเรียนการสอนวิชาประวตั ศิ าสตร ซง่ึ สามารถพัฒนาผูเ รยี นใหเกิดกระบวนการคดิ อันจะสง ใหการ เรยี นการสอนมีความนาสนใจและมีประสิทธิภาพมากย่งิ ข้นึ 2. ในการนาํ เนื้อหาวชิ ามาใชก ับการเรียนการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร ครูผสู อนควรจัดการเรียนการสอนอยางนอย 2 คาบ เพ่อื ใหการเรยี นการสอนครบตามขั้นตอน และควร นาํ มาใชใ นการเรียนการสอนอยา งนอยในแตล ะภาคการศึกษา 2. ขอ เสนอแนะสําหรบั การวจิ ัย ควรมีการศกึ ษาวจิ ัยในดานตา งๆ ดงั นี้ 1. ศึกษาถึงการนําวธิ ีการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใชว ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร ไปใชกับประชากรในระดับอน่ื ๆ เพอื่ นําไปสูก ารพฒั นารูปแบบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรท ม่ี ีประสิทธิภาพมากยงิ่ ขึ้น 2. ศึกษาถงึ การนําวธิ กี ารจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ไปใชกับตวั แปรอืน่ ๆ เชน เจตคตใิ นการเรียนการสอน ความสามารถในการสังเคราะหขอมูล ความ คงทนในการเรียนรู การประเมินคา และการคิดแกป ญหา เปน ตน
รายการอา งองิ ภาษาไทย กนกทพิ ย พัฒนาพวั พนั ธ. สถิตอิ า งอิงเพ่ือการวิจยั ทางการศึกษา. เชียงใหม : ภาควิชาประเมินผล และวจิ ัยการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม, 2543. เฉลมิ มลลิ า. เทคนิควธิ ีการสอนประวตั ิศาสตร. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพไ ทยวัฒนาพานชิ , 2523 . เฉลมิ มลลิ า. หลักการและวธิ ีการสอนประวัติศาสตรในโรงเรียนมัธยม. กรงุ เทพมหานคร : ภาควชิ า หลกั สตู รและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคําแหง, 2522 . ชาญวิทย เกษตรศริ ิ และ สุชาติ สวสั ดศ์ิ ร.ี ขอบเขตความมุงหมายของประวตั ิศาสตร. กรงุ เทพ มหานคร : สํานักพมิ พพ ฆิ เณศ, 2518. ชาญวิทย เกษตรศิริ และ สุชาติ สวสั ดิ์ศร.ี ปรัชญาประวตั ศิ าสตร. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พ ไทยวัฒนาพานิช , 2527. ชาลณิ ี เอย่ี มศรี. การพฒั นาแบบสอบถามการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณสําหรบั นักเรยี น. วิทยานพิ นธ ปรญิ ญามหาบัณฑิต ภาควิชาวิจยั การศึกษา บัณฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, 2536. ชศู รี วงศรัตนะ. เทคนิคการใชสถิตเิ พ่อื การวิจยั . กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร, 2537. เชิดศกั ดิ์ โฆวาสนิ ธุ. ทฤษฎีการเรยี นรเู พ่อื พัฒนากระบวนการคดิ . กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พ โอเดียนสแควร, 2530. ณรงค พว งพศิ . หนังสอื เรยี นสังคมศกึ ษา รายวชิ า ส 028 ประวตั ิศาสตรการตัง้ ถนิ่ ฐานในดนิ แดน ประเทศไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 1. กรงุ เทพมหานคร : อกั ษรเจริญทศั น, 2541. ดนยั ไชยโยธา. หลักการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา : การสอนสังคมศึกษา การสอน ประวัติศาสตร. กรงุ เทพมหานคร : สํานกั พมิ พโอเดียนสโตร, 2534. แถมสุข นมุ นนท.ประวตั ิศาสตรไ ทย : งานวจิ ยั . นครปฐม: คณะอกั ษรศาสตร มหาศลิ ปศาสตร, 2525. ทัศนยี เรืองธรรม. ความคิดเห็นเกยี่ วกับปญ หาการสอนสงั คมศกึ ษาของอาจารยใ นวทิ ยาลยั ครูภาค เหนือ. วิทยานพิ นธป ริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาอุดมศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , 2519.
70 ทศิ นา แขมมณีและคณะ. การคิดและการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ สาํ นักนายกรฐั มนตรี , 2540. ธิดา สาระยา. ศกึ ษาประวตั ิศาสตร อยา งไร และทาํ ไม. กรุงเทพมหานคร : สํานกั พิมพด วงกมล, 2520. ธติ ิมา พทิ กั ษไ พรวนั . การเขาใจประวัตศิ าสตร มลู บทวา ดว ยระเบยี บวธิ ปี ระวตั ศิ าสตร. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพไทยวฒั นาพานชิ , 2527. นิธิ เอียวศรวี งศ. ประวัตศิ าสตรน ิพนธต ะวนั ตก. กรงุ เทพมหานคร : มลู นิธโิ ครงการตํารา สังคมศาสตรและมนษุ ยศาสตร, 2525. นพิ ล นาสมบรู ณ. ผลของการสอนกลมุ สรางเสริมประสบการณช ีวติ ดว ยกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรท ม่ี ีตอ ความสามารถในการคิดวเิ คราะหว ิจารณข องนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษา ปที่ 6. วิทยานพิ นธป ริญญามหาบณั ฑติ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , 2536. เบญจมาศ สนั ประเสรฐิ . ผลการสอนแบบฝก ทกั ษะการทดลองที่มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวิชา วิทยาศาสตรแ ละการคิดอยางมวี ิจารณญาณของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1. วทิ ยานพิ นธ ปรญิ ญามหาบัณฑิต ภาควชิ าการศกึ ษา บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, 2533. พวงรตั น บุญญานุรกั ษ. การสรางความคิดอยางมีวิจารณญาณสาํ หรับพยาบาล. วารสารสมาคม พยาบาลแหงประเทศไทย 20 ( กรกฎาคม-ธันวาคม 2541 ) : 7-10. เพ็ญพิศทุ ธ์ิ เนคมานุรักษ. การพัฒนารูปแบบการพฒั นาการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณสาํ หรับนกั ศกึ ษา คร.ู วิทยานิพนธป ริญญาดษุ ฎีบัณฑิต จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , 2537. ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพอ กั ษรเจรญิ ทัศน, 2538. ลดาวัลย มาลยะวงศ. สภาพการเรยี นการสอนประวตั ิศาสตรระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าการศึกษาชนั้ สูง (ในทัศนะของครู) ประจาํ ปก ารศึกษา 2514. วิทยานิพนธป ริญญามหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร , 2516 ลาวณั ย วทิ ยาวฑุ ฒิกุล และคณะ. คูมอื การเรยี นการสอนประวตั ิศาสตรไทย ส 028 ประวตั ศิ าสตร การตัง้ ถิ่นฐานในดนิ แดนประเทศไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1. กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พิมพไทยวฒั นาพานชิ , 2543. วรรณมาศ กลนั่ แกว . เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาสงั คมศกึ ษาโดยการสอนวิธกี าร ทางประวตั ศิ าสตรกับการสอนดวยวิธบี รรยาย. วิทยานิพนธป รญิ ญามหาบณั ฑติ ภาควชิ า มัธยมศึกษา จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , 2523.
71 วินัย พงศศ รเี พยี ร. ครูกบั การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตรไ ทยในคูม อื การจัดกจิ กรรมการเรยี นการ สอนประวัตศิ าสตร : ประวตั ิศาสตรไทยจะเรยี นจะสอนกนั อยา งไร. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พก ารศาสนา กรมการศาสนา, 2543. ศิรชิ ยั กาญจนวาสี . ทฤษฎกี ารทดสอบแบบด้ังเดิม ( Classical test theory ). กรุงเทพมหานคร : คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย, 2544. สมคดิ ศรสี ิงห. เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิธีสอนประวตั ศิ าสตร. กรุงเทพมหานคร : คณะ ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2523. สมัต อาบสวุ รรณ. การพัฒนาโปรแกรมสงเสริมความสามารถในการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณดา นการ ตัดสินใจสําหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6. วทิ ยานพิ นธปริญญามหาบัณฑติ ภาควิชา ประถมศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2538. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง ชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี. ทฤษฎีการเรียนรเู พ่ือพัฒนา กระบวนการคดิ . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพโ อเดียนแสควร, 2540. สบื แสง พรหมบุญ. ประวตั ศิ าสตรทว่ั ไป. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพอ กั ษรเจรญิ ทศั น, 2520. สชุ าดา กรี ะนนั ทน. ทฤษฎแี ละวิธีการสํารวจตวั อยาง. กรุงเทพมหานคร : ภาควชิ าสถิติ คณะ พาณชิ ยศาสตรและการบญั ชี จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , 2542. สทุ ธศรี ลขิ ติ วรรณาการ . ผลของวธิ สี อนแบบอุปนยั ทมี่ ตี อ ความมีวจิ ารณญาณของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 6. วิทยานพิ นธปรญิ ญามหาบัณฑิต ภาควชิ าประถมศึกษา จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลยั , 2536. สพุ รรณี สวุ รรณจรัส. ผลของการฝกใชเ ทคนคิ แผนผังทางปญ ญาท่ีมตี อการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ ของนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาปที่ 2. วทิ ยานิพนธปริญญามหาบณั ฑิต ภาควชิ าสารตั ถศกึ ษา คณะครศุ าสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, 2543. สรุ รี ัตน ไชยสรุ ิยา. ความสมั พนั ธระหวา งความสามารถในการคดิ อยา งมีวิจารณญาณและความ สามารถในการอา นอยางมีวจิ ารณญาณภาษาองั กฤษของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 ใน โรงเรยี นสงั กดั สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กรงุ เทพมหานคร. วทิ ยานพิ นธ ปริญญามหาบณั ฑิต ภาควิชามัธยมศกึ ษา คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , 2536. เอ้อื ญาติ ชูชื่น. ผลของการฝกคิดอยางมวี ิจารณญาณตามแนวทฤษฎีของโรเบริ ต เอช. เอนนสิ ที่มีตอ ความสามารถทางการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณของนักศกึ ษาพยาบาลตาํ รวจ. วิทยานพิ นธ ปริญญาจุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั , 2536.
72 ภาษาองั กฤษ Banks,A.James. Teaching strategies for the social studies :Inquiry, Valuing, and decision making.Philippines: Addison-Wesley Publishing, 1973. Bernard Berelson and Gary A. Steiner. Human Behavior:Shorter Edition. New York: Harcourt, Brace and World, 1964. Beyer, B.K. Common sense about teaching thinking skills. Educational Leadership 41 (1983): 44-49. Bining, Arthur C. Teaching the Social Studies in Secondary Schools. New Delhi: TA TA McGraw-Hill, 1952. Byrne, J.S. The effect of critical thinking skills instruction on achievement and attitudes of elementary students differing in learning style preferences. Doctoral dissertation, The College of William and Mary, 1983. Decaroli, J. What research say to the classroom teacher : Critical thinking. Social Education 37 (1973): 67-69. Dewey, J. How we think : A restatement of the relation of reflective thinking to the educative process. Boston : D.C.Heath, 1933. Dressel, P.L., and Mayhew,L.B. General education : Explorations in evaluation. 2nded. Washington D.C: American Council on Education, 1957. Ennis, R.H. A logical baic for measuring critical thinking skill. Educational Leadership. (october 1985): 45-48. Fenton, Edwin. Teaching the new social studies in secondary schools. New York: Holt, Rinehart and Winston, 1966. Gottschalk Louis. Understanding History. New York: Alfeda.knopf, 1956. Gottschalk Louis. Generlizations in the Writing of History. Chicago: Univ. of Chicago Press, 1963. Griffitts, D.C. The effect of activity-oriented science instruction on the development of critical thinking skills and achievement. Dissertation Abstracts International 48 (1987): 1102-A. Hager, Paul ; Sleet,Ray and Kaye, Michael. The relation between Critical Thinking Abilities and Student Study Strategies. Higher Education Research and Development. 13 (1994): 46-51.
73 Hilgard, K.D. Introduction of psychology. New York : Harcourt Brace and Warld, 1962. Holloway, Arthur Herbert. Information Work With Uppublished Reports. Boulder,CO: Westview Press, 1976. Hudgins, B.B., and Edelman, S. Children’s self-directed critical thinking. Journal of Educational Research 81 (1988): 262-273. John F. McCarthy. Two View of Historical Criticism : Part II , Available From : www.rtform.org/H/H78.html[2002, August 8] Kochhar, S.K. Teaching of history. New Delhi : Sterling Publishers, 1979. Lumpkin, C.R. Effects of teaching critical thinking skills on the critical thinking ability, achievement, and retention of social studies content by fifth and sixth-graders (fifth- graders). Auburn University, 1990. Mark M. Krug. History and the Social Sciences: New Approaches to the Teaching of Social Studies. Waltham,Mass: Blaisdell, 1967. Marzano, R.J., and others. Dimensions of thinking : A framwork for curriculum and instruction. Alexandria : The Association for Supervision and Curriculum Development, 1988. Norris, S.P. ; and Ennis, R.H. Evaluating critical thinking. California : Midwest Publications Critical Thinking Press, 1989. Norris, S.P. Effect of Eliciting Verbal Reports of Thinking on Critical Thinking Test Performance. Journal of Educational Measurement. 27 (1990): 41-58. Overton, J.C. An investigation of the effects of thinking skill instruction on academic achievement and the development of critical thinking and creative thinking skills of second-,fourth-,and sixth-grade students. EDD The University of Alabama, 1993. Piaget, J., and Inhelder,B. The growth of logic : From childhood to adolescence. New York : Basic Books, 1964. Pikkert, Joost JJ and Foster, Leslie. Critical Thinking skill among Third Year Indonesian English Students. RELC Journal 27 (December 1996): 122-127. Skinner,B.S. Cognitive development : Pre-requisite thinking. The Clearing House 49 (1976): 292-299. Watson,G., and Glaser,E.M. Watson-Glaser critical thinking appraisal manual. New York : Harcourt Brace and Warld, 1964. Yinger, R.J. Can we really teach them to thinkin New directions for teaching and learning : Fostering critical thinking. edited by Young,R.E. Sanfrancisco: Jossey-Bass, 1980.
ภาคผนวก
75 รายการภาคผนวก ก หนังสือขอความรวมมือ ข รายนามผทู รงคณุ วุฒิ ค เคร่ืองมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ง เครอ่ื งมือที่ใชใ นการทดลอง จ คณุ ภาพของเคร่อื งมอื ท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอ มลู ฉ คะแนนการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณของนักเรียนกลมุ ทดลองกอ นเรยี นและหลงั เรยี นโดยจาํ แนกตาม จุดมงุ หมาย
76 ภาคผนวก ก หนังสือขอความรว มมือ
79 ภาคผนวก ข รายนามผทู รงคณุ วฒุ ิ
80 รายนามผทู รงคุณวฒุ ิตรวจสอบเคร่อื งมือทีใ่ ชในการวิจัย แบบวัดการคดิ อยางมวี ิจารณญาณ 1. รองศาสตราจารย ดร. ศิริเดช สุชีวะ ผูชว ยคณบดฝี า ยวจิ ยั คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั 2. ผูชว ยศาสตราจารย พิไล แยม งามเหลอื อาจารยพ ิเศษ สาขาจติ วิทยาการศึกษา คณะครศุ าสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั 3. ผูช ว ยศาสตราจารย ชูพงศ ปญจมะวตั อาจารยป ระจําสาขาวชิ าจิตวทิ ยา คณะจิตวทิ ยา จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย แผนการสอนโดยใชว ิธกี ารทางประวตั ิศาสตรแ ละแผนการสอนแบบปกติ 1. ผชู ว ยศาสตราจารย สุธรรมา บลู ภกั ดิ์ ทป่ี รึกษารองคณบดีและผูอํานวยการโรงเรียนสาธติ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ฝา ยมธั ยม 2. ผชู วยศาสตราจารย วรรณา วุฒฑะกลุ ผูชวยผูอํานวยการฝา ยวิชาการ โรงเรียนสาธติ จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั ฝายมธั ยม 3. ผูช ว ยศาสตราจารย อมรา รอดดารา อาจารยประจาํ ภาควิชาสารัตถศึกษา คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย
87 ภาคผนวก ค เคร่อื งมอื ที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล “ แบบวัดความสามารถทางการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ”
88 แบบสอบวัดความสามารถทาง การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ คาํ แนะนาํ ในการทาํ แบบสอบวดั ความสามารถทางการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ 1. แบบสอบวดั ความสามารถทางการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณชุดนี้ ประกอบดวยแบบสอบ 4 ตอน รวม 40 ขอ ดังน้ี ตอนท่ี 1 แบบสอบวัดความสามารถในการพจิ ารณาความนาเชอ่ื ถอื ของแหลงขอ มลู และ การสงั เกต ( Credibility of sources and observations ) จาํ นวน 10 ขอ ( ตั้งแตขอ 1 – 10 ) ตอนที่ 2 แบบสอบวัดความสามารถในการนิรนยั ( Deduction ) จาํ นวน 10 ขอ ( ตั้งแตขอ 11 – 20 ) ตอนท่ี 3 แบบสอบวัดความสามารถในการอุปนัย ( Induction ) จํานวน 10 ขอ ( ตง้ั แตข อ 21 – 30 ) ตอนท่ี 4 แบบสอบวัดความสามารถในการระบุขอ ตกลงเบอื้ งตน ( Assumption identification ) จํานวน 10 ขอ ( ตั้งแตขอ 31 – 40 ) 2. ใหนกั เรยี นเลอื กคาํ ตอบท่ถี กู ทีส่ ดุ เพียงคาํ ตอบเดยี วแลว ทําเครือ่ งหมาย กากบาท ( x) ทบั ตวั อกั ษรท่เี ปน คาํ ตอบท่ถี ูกที่สุดในกระดาษคาํ ตอบ 3. เวลาในการทาํ แบบสอบ 50 นาที 4. ขอสอบมีทั้งหมด หนา จาํ นวน 1-40 ขอ
89 ตอนท่ี 1 ความสามารถในการพิจารณาความนา เช่ือถอื ของแหลง ขอ มลู และการสงั เกต คาํ ชแ้ี จง 1. แบบสอบตอนที่ 1 มี 10 ขอ ตง้ั แตข อ 1- 10 2. ในแตละขอ ไดก าํ หนดสถานการณในรูปขอ ความที่เปน รายงานหรอื คําพูดมาให 2 ขอ ความใหน ักเรยี นอานสถานการณดงั กลาว แลว พิจารณาตดั สนิ วา รายงานหรอื คําพดู ใดมคี วามนา เชื่อถอื มากกวา กนั หรอื นา ปฏบิ ัติตามมากกวากนั หรอื สังเกตได ละเอยี ดมากกวา 1. ศริ ศิ ักดิเ์ ลาใหต ํารวจฟงวาขณะท่ีเขาขบั รถมากับวงเดอื น เขาเหน็ อุบตั เิ หตุรถยนตช นกนั ตรงส่แี ยกท่เี กดิ เหตุ 4 คนั สวนสมคั รบอกกบั ตาํ รวจวา ขณะทเี่ ขากบั เพือ่ นๆ ยนื รอสญั ญาณไฟแดงอยนู น้ั เขาไดย ินเสยี งดงั โครม เขากบั เพือ่ นๆ วงิ่ ไปดู พบวา มี อุบัตเิ หตุรถยนตช นกนั ตรงสแ่ี ยก 3 คนั นักเรยี นคดิ วาคําพดู ของใครนา เช่ือถอื กวา กนั ก. ศริ ิศกั ด์ิ ข. สมัคร ค. นาเช่อื ถอื พอๆ กัน ง. ไมนาเชอ่ื ถือท้ังสองคน 2. ครอู ธิบายเกยี่ วกับการอพยพของนกดงั นี้ “ เมอ่ื ส้ินสุดฤดรู อน ในเขตอารค ตกิ และ ดนิ แดนทุนดรา ในราวเดือนสิงหาคมนกชายเลนลา นๆ ตัวจะบินอพยพลงใต สู เขตอบอนุ และสมบรู ณไ ปดวยอาหาร นกทางตอนเหนอื ของยโุ รปสวนใหญ จะมุง ลงสูใ ตเขตทวปี อัฟริกา นกทางตอนเหนือของทวีปอเมรกิ าเหนือจะอพยพลงสอู เมรกิ า มุงไปยงั ทวีปอเมรกิ าใต นกทางตอนเหนอื ของเอเชยี ตอนกลางสว นใหญจะอพยพลง ใตสูอ นิ เดียในเอเชยี ตะวันออก หลังจากครอู ธิบายจบ นทั และนุน จงึ ไดต ั้งขอสังเกตดงั นี้ นัท กลาววา นกจะมกี ารอพยพเพอื่ หาแหลง อาหาร สว นนุน มองวา การที่นกตางๆทั่วโลกอพยพเน่อื งมาจากหนส้ี ภาพอากาศทีห่ นาวไปสเู ขตท่มี อี ากาศ อบอนุ
90 นักเรยี นคิดวา ขอ สงั เกตของใครนาเชือ่ ถือกวากนั ก. นนุ ข. นทั ค. นา เชอื่ ถือพอๆ กนั ง. ไมนาเชอื่ ถือท้ังสองคน 3. จากผลการวิจยั สมาคมจติ วทิ ยาอเมรกิ นั ระบุวา ผูทต่ี องการลดความเครียด ควรเร่ิมลด หรืองดด่มื กาแฟและเครอ่ื งดมื่ ท่ีมีคาเฟอีนสกั พกั พรอมกันน้นั ใหด มื่ นา้ํ หวาน หรอื รับประทานอาหารประเภทแข็งท่ีไมม โี ปรตีนหรอื ไขมันปนเลย เพราะกาแฟและ เครอื่ งด่มื ทมี่ ีคาเฟอนี จะทาํ ใหร สู ึกเครียดมากขึน้ ในขณะทกี่ ญั ญา กลา ววา ตนเอง ตอ งด่มื กาแฟทุกวันเพราะถา ไมด ม่ื จะรสู ึกเครียดและออนเพลยี เมื่อด่มื จึงรูส กึ สดชน่ื ขึน้ นกั เรยี นคิดวาใครมเี หตผุ ลนา เช่อื ถอื กวา กนั ก. สมาคมจติ วิยาอเมริกัน ข. กัญญา ค. นา เชือ่ ถือพอๆ กัน ง. ไมน าเช่อื ถอื ทงั้ สองฝาย 4. แนนกบั ตายชวนกนั ไปเดินซื้อเสอ้ื ผาทีส่ วนจตจุ กั ร ในขณะที่เดินดูของตามรา น ตา งๆ แนนเหน็ กางเกงสฟี า เขมตัวหนงึ่ แนนอยากซ้ือกางเกงตวั นม้ี าก แตตา ยพดู ขึน้ มาวา “ ฉันสงสยั วา กางเกงตัวน้เี วลาซักจะตอ งสีตกแนๆ “ แนนจงึ แยงวา “ เรายงั สรุปไมไดห รอกวา กางเกงตวั น้ีเวลาซกั จะสีตกหรือไม ” นกั เรียนคดิ วาใครมเี หตผุ ลนา เช่อื ถอื กวา กนั ก. แนน ข. ตา ย ค. นาเชอื่ ถือพอๆ กนั ง. ไมนาเช่ือถอื ท้งั สองคน 5. วชิ ญะและธนพลไดร บั มอบหมายจากอาจารยใหรายงานถึงสวนผลไมทีไ่ ปทศั นศกึ ษา มาวา มลี ักษณะอยา งไร วชิ ญะรายงานวา สวนผลไมน ี้มีทั้งหมด 17 ไร มีบอ นํา้ ขนาดใหญส าํ หรับเลยี้ งปลาดกุ และปลาชอ น ผลไมท ่ปี ลกู มี 4 ชนดิ ดวยกัน คอื เงาะ ลน้ิ จี่ ลาํ ใย และมังคดุ สวนธนพลรายงานวา สวนผลไมนม้ี พี ืน้ ท่กี วางขวางมาก มี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169