Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การสืบสวนสอบสวน

การสืบสวนสอบสวน

Published by mrnok, 2021-03-29 11:18:13

Description: การสืบสวนสอบสวน

Search

Read the Text Version

๔๔ ÁÒμÃÒ òóù เอกสารใดซึ่งคูความอาง แตมิไดอยูในความยึดถือของเขา ถา คคู วามนนั้ แจง ถงึ ลกั ษณะและทอี่ ยขู องเอกสารตอ ศาล ใหศ าลหมายเรยี กบคุ คลผยู ดึ ถอื นําเอกสารนนั้ มาสง ศาล ÁÒμÃÒ òôñ สง่ิ ใดใชเ ปนพยานวตั ถตุ องนํามาศาล ในกรณีท่นี าํ มาไมไ ด ใหศ าลไปตรวจจดรายงานยังทีท่ ่ีพยานวัตถุนัน้ อยตู ามเวลา และวธิ ีซ่ึงศาลเหน็ สมควรตามลักษณะแหงพยานวตั ถุ ÁÒμÃÒ òôò ในระหวางสอบสวน ไตสวนมูลฟองหรือพิจารณาส่ิงของซึ่งเปน พยานวตั ถุตองใหคูความหรอื พยานตรวจดู ถามีการแกหอหรือทําลายตราการหอหรือตีตราใหมใหทําตอหนาคูความ หรือพยานท่เี กย่ี วขอ งนน้ั สําหรบั ระยะเวลาในการยดึ อายดั ของกลางประเภทน้ี โดยปกตจิ ะตองยดึ อายดั ไวจนกวาคดีจะถึงท่ีสุด เพราะพยานหลักฐานน้ันจะตองถูกนํามาใชตลอดการพิจารณาคดี ทั้งในช้ัน อทุ ธรณแ ละฎีกา ดงั ปรากฏตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ÁÒμÃÒ øõ/ñ ในระหวา งสอบสวน สง่ิ ของทเ่ี จา พนกั งานไดย ดึ ไว ซงึ่ มใิ ชท รพั ยส นิ ท่ีกฎหมายบัญญัติไววา ผูใดทําหรือมีไวเปนความผิด ถายังไมไดนําสืบหรือแสดงเปนพยานหลักฐาน ในการพจิ ารณาคดี เจา ของหรอื ผูซ ่งึ มสี ิทธเิ รียกรอ งขอคนื สงิ่ ของทเี่ จาพนักงานยึดไว อาจยนื่ คาํ รอ งตอ พนกั งานสอบสวนหรอื พนกั งานอยั การแลว แตก รณี เพอื่ ขอรบั สงิ่ ของนน้ั ไปดแู ลรกั ษาหรอื ใชป ระโยชน โดยไมม ปี ระกนั หรอื มีประกนั หรือมปี ระกันและหลักประกันก็ได การส่ังคืนสิ่งของตามวรรคหน่ึงจะตองไมกระทบถึงการใชส่ิงของนั้นเปนพยาน หลักฐาน เพ่ือพิสูจนขอเท็จจริงในภายหลัง ท้ังน้ี ใหพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคําสั่ง โดยมิชักชา โดยอาจเรียกประกันจากผูยื่นคํารองหรือกาํ หนดเง่ือนไขอยางหน่ึงอยางใดใหบุคคลนั้น ปฏิบัติ และหากไมปฏิบัติตามเง่ือนไขหรือบุคคลดังกลาวไมยอมคืนสิ่งของนั้นเมื่อมีคาํ สั่งใหคืน ใหพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แลวแตกรณี มีอํานาจยึดส่ิงของน้นั กลับคืนและบังคับตาม สัญญาประกันเชนวาน้ันได วิธีการยื่นคํารอง เง่ือนไขและการอนุญาตใหเปนไปตามท่ีกาํ หนด ในกฎกระทรวง ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคาํ ส่ังไมอนุญาต ผูยื่นคาํ รอง มีสิทธิยื่นคํารองอุทธรณคาํ สั่งตอศาลช้ันตน ท่ีมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกลาวไดภายใน สามสิบวัน นับแตวันท่ีไดรับแจงการไมอนุญาต และใหศาลพิจารณาใหแลวเสร็จภายในสามสิบวัน นับแตว นั ทไ่ี ดรับอุทธรณ ในกรณที ่ศี าลมคี ําส่งั อนญุ าต ศาลอาจเรียกประกนั หรอื กาํ หนดเงอ่ื นไขอยางหนึ่ง อยา งใดไดตามท่เี หน็ สมควร คาํ สั่งของศาลใหเปน ที่สุด ÁÒμÃÒ ñùô ถามีอุทธรณแตในปญหาขอกฎหมาย ในการวินิจฉัย ปญหา ขอ กฎหมายนนั้ ๆ ศาลอทุ ธรณจ ะตอ งฟง ขอ เทจ็ จรงิ ตามทศี่ าลชน้ั ตน วนิ จิ ฉยั มาแลว จากพยานหลกั ฐาน ในสาํ นวน

๔๕ ÁÒμÃÒ òòò ถาคดีมีปญหาแตเฉพาะขอกฎหมาย ในการวินิจฉัยปญหาขอ กฎหมายน้ัน ศาลฎีกาจะตองฟงขอเท็จจริงตามท่ีศาลอุทธรณไดวินิจฉัยมาแลวจากพยานหลักฐานใน สํานวน ดังน้ัน ของกลางประเภทน้ีจึงถูกยึดอายัดจากเจาพนักงานเปนระยะเวลานาน บางครงั้ อาจเสยี หายไปกบั การตรวจพสิ จู นแ ละบางครงั้ ไมม คี าํ สงั่ เกยี่ วกบั ของกลางประเภทน้ี เนอ่ื งจาก พนักงานอัยการอาจไมไดมีคําขอทายฟองไป เพราะอาจไมมีผูใดแสดงความประสงคขอรับของกลาง ประเภทน้ีคืน แตมิไดหมายความวาผูเปนเจาของหรือมีสิทธ์ิจะมาใชสิทธิ์เรียกรองในภายหลังไมได เนื่องจากศาลไมไดมีคําสั่งริบ เชนน้ี เปนกรณีที่พนักงานสอบสวนและเจาพนักงานตํารวจผูมีหนาท่ี สืบสวนคดอี าญา ทีร่ วมกันตรวจยึดอายดั มานน้ั ตอ งแสวงหาขอ เทจ็ จรงิ ใหไ ดวา ผมู ีสทิ ธิใ์ นของกลาง ประเภทน้ีเมื่อคดีถึงที่สุดแลว ติดใจเกี่ยวกับของกลางประเภทน้ีอยางไร หรือไม เพ่ือใหขอเท็จจริง ปรากฏตอ พนักงานอยั การเกยี่ วกับการจดั ทาํ คาํ ขอทา ยฟองเกีย่ วกับของกลางประเภทน้ี ó.ñ.ô ÊÔ觢ͧ·èÕÂÖ´äÇŒà¾ÃÒÐËÒ਌Ңͧ·èÕá·Œ¨ÃÔ§äÁ‹ä´Œ ÃѰÃÑ¡ÉҼŻÃÐ⪹äÇŒ à¾Íè× »‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃâμጠŒ§·Ò§á¾‹§¢Í§àÍ¡ª¹ ของกลางประเภทนี้ ไดแ ก ของกลางจาํ พวกศาลมคี าํ สง่ั คนื ของกลางในคดอี าญา แลวไมมีผูใดมาติดตอขอรับคืน หรือเปนส่ิงของตกหลนและมีผูเก็บไดนํามาสงแกเจาพนักงานตํารวจ หรือพนักงานสอบสวนจึงจําเปนตองเก็บรักษาไวตามกฎหมายและระเบียบท่ีเกี่ยวของ โดยกรณีนี้มี กฎหมายและระเบียบทีเ่ กยี่ วขอ งดังน้ี ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ÁÒμÃÒ ôø เมื่อศาลพิพากษาใหคืนทรพั ยสนิ แตยงั ไมปรากฏตวั เจาของ เม่อื ใด ปรากฏตวั เจา ของแลว ใหเจาหนา ทซี่ ่ึงรักษาของคืนของน้นั ใหแกเ จา ของไป ในกรณีที่ปรากฏตัวเจาของ ใหศาลพิพากษาสั่งใหเจาหนาท่ีซึ่งรักษาของคืน ของนนั้ ใหแกเจาของไป เมื่อมีการโตแยงกัน ใหบุคคลท่ีอางวาเปนเจาของอันแทจริงในทรัพยสินนั้น ฟอ งเรียกรองยงั ศาลท่ีมอี ํานาจชําระ ó.ò ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·Õäè ´Œ¨Ò¡¡ÒÃŋͫé×Í สําหรับข้ันตอนการสืบสวนพยานหลักฐานในคดีอาญา สามารถแบงออกเพื่อความเขาใจ ไดเ ปน ๒ กรณี ¡Ã³·Õ Õè ñ ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·àèÕ ¡´Ô ¢Ö¹é â´ÂÁԪͺ ¡Ã³·Õ Õè ò ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·Õäè ´ÁŒ Òâ´ÂÁԪͺ ¡Ã³Õ·Õè ñ ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹·àèÕ ¡Ô´¢Öé¹â´ÂÁԪͺ สําหรบั พยานหลกั ฐานที่เกิดข้นึ โดยมิชอบ ขออธบิ ายอยา งงายเพื่อความเขา ใจ กลาวคอื พยานหลกั ฐานในกรณีน้ี เปน กรณพี ยานหลักฐานทไี่ มม ีอยจู ริง หรอื ไมมีอยกู อนหนา นี้ หรือไมไ ดเกิดมาเอง

๔๖ ตามธรรมชาติ แตอาจถูกจัดสรรปนแตงขึ้นมา เชน พยานเท็จ หลักฐานปลอม จึงถือวาการเกิดมา ของพยานหลักฐานดังกลาวจึงไมชอบดวยหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงพยานหลักฐานท่ีเกิด โดยการฝา ฝน บทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย เชน บนั ทกึ คาํ ใหก ารทเ่ี กดิ จากการจงู ใจ บงั คบั ขเู ขญ็ หรอื ฝา ฝน บทบัญญัติกฎหมายอื่น เชน คําใหการหรือถอยคําอ่ืนของผูตองหาที่ไมไดแจงสิทธิ์ตามกฎหมาย ซ่ึงพยานหลักฐานกรณีนี้ เปนบทตัดพยาน กลาวคือ กฎหมายหามมิใหอางเปนพยานหลักฐาน ในคดอี าญา โดยไมตอ งไปวินิจฉยั หรอื ชัง่ น้ําหนักพยานหลกั ฐานวา รบั ฟง ไดหรอื ไม เพราะถกู ตัดออก ตง้ั แตก ระบวนการอา งแลว หลักดังกลาวปรากฏอยูตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ ÁÒμÃÒ òòö พยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรอื พยานบคุ คล ซงึ่ นา จะพสิ จู นไ ดว า จาํ เลยมผี ดิ หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานชนิดที่มิไดเกิดข้ึนจากการจูงใจ มีคํามั่น สญั ญา ขเู ข็ญ หลอกลวงหรือโดยมชิ อบประการอื่น และใหส ืบตามบทบญั ญัติแหงประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอน่ื อันวาดว ยการสบื พยาน ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ เปน บทบญั ญตั วิ า ดว ยพยานหลักฐานท่เี กดิ ข้ึนโดยมชิ อบ รบั ฟง เปน พยานหลักฐานไมได แบงเปน ๒ กรณี คือ ๑. พยานทเี่ กดิ จากการจูงใจ มคี ํามนั่ สญั ญา ขูเขญ็ หลอกลวง ๒. พยานทเี่ กดิ ข้นึ โดยมิชอบดวยประการอื่น พยานหลักฐานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบดวยกฎหมายน้ี เปนพยานหลักฐานที่ไมเคยมีมากอน แตเปนพยานหลักฐานท่ีเพ่ิงเกิดจากเหตุท้ังสองประการดังกลาว พยานหลักฐานประเภทน้ีรับฟงเปน พยานหลักฐานไมไดเลย กรณีตางจากพยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยชอบแตไดมาเน่ืองจากการกระทาํ โดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคหนง่ึ ซง่ึ มขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง พยานหลกั ฐานนน้ั ได ถา เปน ประโยชน ตอ การอํานวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญาหรือสทิ ธเิ สรีภาพพนื้ ฐานของประชาชน พยานท่ีเกดิ จากการจูงใจ มคี ํามั่นสญั ญา เปน พยานหลกั ฐานท่เี กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบ ฎกี าท่ี ๑๘๓๙/๒๕๔๔ ส. ถูกเจาพนักงานตาํ รวจจับกุมในขอ หามีเมทแอมเฟตามีนไวใน ครอบครอง โดยตรวจคน พบเมทแอมเฟตามีนจาก ส. แลว เจา พนกั งานเสนอวา หาก ส. ไปลอซือ้ เมทแอมเฟตามีนจากผูจําหนายใหก็จะไมดําเนินคดี ส. จึงไปลอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจําเลย การท่ี ส. มาเบิกความเปนพยานโจทก จึงเปนพยานชนิดที่เกิดจากการจูงใจและใหคํามั่นสัญญา โดยมิชอบของเจา พนกั งานตาํ รวจ รบั ฟงเปนพยานไมได ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ขอ สงั เกต คดนี ้ี ถอื วา ส. เปน พยานทเี่ กดิ จากการจงู ใจและใหค าํ มนั่ ของเจา พนกั งานตาํ รวจ เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยมิชอบ จึงรับฟงคําใหการในชั้นสอบสวนและคําเบิกความในชั้น พจิ ารณาของ ส. ไมได ตามมาตรา ๒๒๖ แตเมทแอมเฟตามนี ของกลางท่ีเจา พนกั งานตํารวจลอซอื้ มาได กบั เงนิ ท่ใี ชล อ ซอื้ น้นั เปนพยานหลกั ฐานที่มอี ยแู ลวกอ นการลอ ซือ้ เพ่ือจบั กุม จึงเปนพยานหลักฐานท่ี เกดิ ขึ้นโดยชอบ แตเปนการไดม าโดยอาศัยขอ มลู ท่เี กิดขน้ึ หรือขอ มลู ท่ไี ดมาโดยไมชอบ พยานหลักฐาน ในสวนน้ีจึงตองดวยมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากตองดวยขอยกเวนวา

๔๗ การรับฟงพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอาํ นวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิด จากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสทิ ธเิ สรีภาพพนื้ ฐานของประชาชน การที่เจาพนักงานตาํ รวจแจงใหผูตองหาทราบถึงผลประโยชนที่ตนจะไดรับโดยชอบตาม กฎหมาย กอ นใหถ อ ยคาํ ถือไมไดวาเปนการจงู ใจผูตองหาเพ่อื ใหการ ถอ ยคําของผตู องหารับฟงได ฎีกาที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทึกการจับกุมระบุวา จาํ เลยที่ ๑ และที่ ๒ ยืนยันใหการรับ สารภาพและจาํ เลยท่ี ๑ ใหการรายละเอียดแกเจาพนักงานวา รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก จาํ เลยที่ ๒ ซงึ่ มใิ ชค ําใหก ารรบั สารภาพของจําเลยที่ ๑ จงึ รบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานเพอ่ื พสิ จู นค วามผดิ ของจาํ เลยที่ ๒ ได พันตาํ รวจโท ป. อธิบาย พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ ใหจาํ เลยที่ ๑ ฟงวาหากใหขอมูลท่ีสาํ คัญและเปนประโยชนอยางย่ิงในการปราบปรามผูกระทําผิดเก่ียวกับ ยาเสพติดใหโทษแลว ศาลจะลงโทษผูน้ันนอยกวาอัตราโทษขั้นตาํ่ ท่ีกาํ หนดไวสําหรับความผิดนั้นก็ได ถอื ไมไดว า เปน การจงู ใจจําเลยท่ี ๑ เพื่อใหการ แตเปนการแจง ใหจ ําเลยที่ ๑ ทราบถงึ ผลประโยชนที่จะ ไดรับโดยชอบตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ ว ถอ ยคาํ ของจําเลยท่ี ๑ เก่ยี วกับจาํ เลยท่ี ๒ ในสว นนีจ้ ึงรบั ฟง เปนพยานหลักฐานได กรณีผตู อ งหาใหการโดยการตดั สินใจของผตู อ งหาเอง มใิ ชเ กดิ จากการลอ ลวง ขูเ ขญ็ หรอื ใหส ัญญาของเจาพนกั งาน ศาลรับฟง คาํ ใหการดังกลาวได พยานหลกั ฐานที่เกิดขน้ึ เนอื่ งจากการขูเข็ญ เปน พยานหลักฐานทเี่ กิดข้ึนโดยมิชอบ ฎีกาที่ ๔๗๓/๒๕๓๙ คํารับสารภาพที่ไดความวา หากจาํ เลยไมใหการรับสารภาพ เจาพนักงานตํารวจก็จะตองจับกุมภริยาจําเลยและคนในบานทั้งหมดดวย เปนคาํ รับสารภาพท่ีมีเหตุ จูงใจและบังคบั ใหก ลัว ไมอ าจรบั ฟงเปน พยานหลกั ฐานพสิ ูจนความผดิ ของจาํ เลยได ฎกี าท่ี ๑๗๕๘/๒๕๒๓ พยานทเ่ี กดิ จากขเู ขญ็ จงู ใจวา จะใหพ ยานออกจากงานโดยรบั บํานาญ และไมจบั กมุ มาดาํ เนนิ คดี รบั ฟงไมไดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖ พยานหลักฐานท่ีเกดิ ขน้ึ จากการหลอกลวง เปน พยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยมชิ อบ ฎีกาท่ี ๕๘๙/๒๔๘๔ พนักงานสอบสวนบอกกับผูตองหาคนหน่ึงวา มีผูรวมกระทาํ ความผดิ คนอน่ื เขารบั สารภาพปรกั ปราํ ผตู อ งหาแลว ทง้ั ๆ ทรี่ อู ยวู า ไมเ ปน ความจรงิ จงึ ใหก ารรบั สารภาพ และซดั ทอดคนอ่นื บา ง เปนถอ ยคาํ ทีเ่ กดิ จากการหลอกลวง ตองหา มรับฟงเปนพยานหลกั ฐาน หลักเกณฑ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ซึ่งนาจะพิสูจนไดวาจาํ เลยมีผิด หรือบริสุทธ์ิ ใหอางเปนพยานหลักฐานได แตตองเปนพยานที่มิไดเกิดจากการจูงใจ มีคาํ ม่ันสัญญา ขูเข็ญหลอกลวงหรอื โดยมิชอบประการอน่ื (มาตรา ๒๒๖) ตามมาตรา ๒๒๖ น้ี ไดกําหนดหลักเกณฑสําคัญเกี่ยวกับการรับฟงพยานหลักฐานในคดี อาญาวา หามมิใหรับฟงพยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยมิชอบเพื่อลงโทษจําเลยโดยเด็ดขาด โดยไมมี ขอยกเวน ตางจากกรณพี ยานหลักฐานที่เกดิ ข้นึ โดยชอบ แตไ ดม าจากการกระทําโดยมิชอบ หรอื เปน พยาน

๔๘ หลักฐานท่ีไดมาโดยอาศัยขอมูลที่เกิดข้ึนโดยมิชอบ หรือขอมูลท่ีไดมาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซ่ึงมีขอยกเวนใหศาลรับฟงเปนพยานหลักฐานได หากการรับฟงพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชน ตอ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรม ทางอาญา หรอื สทิ ธิเสรีภาพพนื้ ฐานของประชาชน พยานท่ีจะพสิ ูจนวา จําเลยมคี วามผิดหรอื บรสิ ทุ ธ์ิ อาจเปน พยานวตั ถุ พยานเอกสาร หรือ พยานบุคคล แตพยานดังกลาวตองมิไดเกิดจากการจูงใจ มีคาํ ม่ันสัญญา ขูเข็ญ หลอกลวง หรือ โดยมชิ อบดว ยประการอื่น ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·äèÕ ´Œà¡´Ô ¢¹éÖ ÁªÔ ͺ»ÃСÒÃÍè¹× พยานที่จะอางเพ่ือพิสูจนวาจาํ เลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์อีกประการหนึ่งก็คือ พยานน้ัน จะตองมิไดเกดิ ขึน้ โดยมชิ อบประการอืน่ (มาตรา ๒๒๖ ตอนทา ย) พยานท่ีเกิดข้ึนโดยมิชอบประการอ่ืน เปนพยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยฝาฝนบทบัญญัติ เกยี่ วกบั การไดม าซง่ึ พยานหลกั ฐาน ตาม ป.ว.ิ อ.หรอื ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นกฎหมายอนื่ พจิ ารณาเปน รายกรณี ดงั ตอไปน้ี ๑. คาํ ใหการในช้ันจบั กมุ หรือชนั้ รบั มอบตัว (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) การรับฟงถอยคาํ ของผูถูกจับในช้ันจับกุม หรือช้ันรับมอบตัวผูถูกจับ แบงออกเปน ๒ กรณี คือ ๑.๑ ถอ ยคาํ ทเ่ี ปน คาํ รบั สารภาพวา ตนไดก ระทาํ ความผดิ หา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐาน ดังนั้น การวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาล ศาล ไมอาจหยิบยกคาํ รับสารภาพในช้ันจับกุม หรอื ชนั้ รบั มอบตวั วา จําเลยไดก ระทาํ ความผดิ มาประกอบพยานหลกั ฐานอน่ื เพอื่ ลงโทษจําเลยได สงั เกต วา กรณนี เ้ี ปน กรณที ก่ี ฎหมายหา มมใิ หร บั ฟง โดยเดด็ ขาด ไมม ขี อ ยกเวน ใดๆ ทง้ั มใิ ชเ ปน พยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ จากกระบวนการท่ีไมชอบดว ยกฎหมายอยา งหนึง่ อยางใด ฎีกาท่ี ๑๒๕๕๔/๒๕๕๘ แมในช้ันจับกุมจาํ เลยท่ี ๑ ใหการรับสารภาพ แต ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทา ย หา มมิใหร บั ฟง เปน พยานหลักฐาน อยางไรก็ตาม บทบัญญัติ ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย ประสงคหามนํา คาํ รับสารภาพรับฟงประกอบการลงโทษเฉพาะจาํ เลยคนที่ใหการรับสารภาพเทานั้น คํารับสารภาพ ในสว นทพี่ าดพงิ จาํ เลยอน่ื วา รว มกระทาํ ความผดิ ดว ยนน้ั มใิ ชพ ยานหลกั ฐานทต่ี อ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลกั ฐานตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทา ย แตเปน พยานบอกเลา และคาํ ซดั ทอด ซงึ่ อาจรบั ฟง ประกอบพยานหลักฐานอนื่ เพ่ือลงโทษจาํ เลยทถ่ี ูกพาดพิงไดต ามหลกั เกณฑต ามมาตรา ๒๒๖/๑ และ มาตรา ๒๒๗/๑ ฎีกาท่ี ๑๓๑๙๙/๒๕๕๗ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคส่ี บัญญตั ิเพื่อมงุ ประสงค ทจี่ ะหา มมใิ หน ําคํารบั สารภาพในชน้ั จบั กมุ ของจําเลยที่ ๑ มารบั ฟง ประกอบการพจิ ารณาลงโทษจาํ เลย

๔๙ ที่ ๑ เทา นน้ั คําใหก ารในชนั้ จบั กมุ ของจําเลยที่ ๑ ในสว นทพ่ี าดพงิ ถงึ จําเลยท่ี ๒ วา รว มกระทําความผดิ แมเ ปน พยานบอกเลาและเปน คาํ ซัดทอด เมือ่ ไมป รากฏวาจาํ เลยท่ี ๑ ไดรับประโยชนจากการซัดทอด ถึงจาํ เลยท่ี ๒ ก็รับฟง ประกอบพยานหลักฐานอนื่ ทโี่ จทกส ง อา งเปน พยานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ โดยชอบ เพอ่ื พิจารณาลงโทษจาํ เลยที่ ๒ ได คาํ ใหการของจาํ เลยในคดีความผิดตอ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษฯ วารับ เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยอกี คนหนง่ึ มใิ ชค าํ ใหก ารรบั สารภาพรบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานลงโทษจาํ เลย คนหลงั ได ฎีกาท่ี ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บนั ทกึ การจับกมุ ระบุวา จาํ เลยท่ี ๑ และที่ ๒ ยนื ยนั ใหการรบั สารภาพและจําเลยท่ี ๑ ใหการรายละเอยี ดแกเ จา พนักงานวารบั เมทแอมเฟตามีนของกลาง มาจากจาํ เลยที่ ๒ ซ่ึงมิใชค ําใหการรบั สารภาพของจําเลยท่ี ๑ จึงรับฟงเปน พยานหลกั ฐานเพอ่ื พิสูจน ความผิดของจาํ เลยท่ี ๒ ได อยา งไรกต็ าม แมจ ะถอื วา คําใหก ารรบั สารภาพในชน้ั จบั กมุ ทร่ี บั ฟง เปน พยาน หลกั ฐานไมไ ดต าม ป.วิ.อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย หมายถึง รบั ฟงเปนพยานหลักฐานยนั ตอจาํ เลยผูท ี่ ใหก ารรบั สารภาพไมไ ดเ ทา นน้ั แตอ าจรบั ฟง ยนั จําเลยอนื่ ได แตโ ดยลกั ษณะของคําใหก ารในชนั้ จบั กมุ เปนพยานบอกเลาและเปนคําซัดทอด จึงตองพิจารณาตามหลักเกณฑมาตรา ๒๒๖/๑ และ มาตรา ๒๒๗/๑ ดว ยวาจะรับฟงลงโทษจาํ เลยอืน่ ไดเพียงใด แมบันทึกการจับกุมกระทาํ ข้ึนเน่ืองจากจําเลยถูกจับกุมในคดีอื่นก็รับฟง ถอยคํารบั สารภาพดงั กลา วในช้นั จบั กุมไมไ ด ฎีกาท่ี ๑๙๖๗๒/๒๕๕๕ แมบันทกึ คํารบั สารภาพจําเลยกระทาํ ขึ้นเนือ่ งจาก จาํ เลยถูกจับในคดีอ่ืน แตในบันทึกนั้น จําเลยก็ไดกลาวถึงการที่จาํ เลยใชอาวุธปนยิงผูตาย อันมี ลักษณะเปนถอยคาํ รับสารภาพวาจําเลยผูถูกจับกุมไดกระทาํ ความผิด จึงตองหามมิใหรับฟงเปน พยานหลักฐานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทาย ๑.๒ ถอยคาํ อื่น ท่ีมิใชคํารับสารภาพวาตนไดกระทาํ ความผิด ศาลจะรับฟงเปน พยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับไดตอเม่ือมีการแจงสิทธิตามมาตรา ๘๔ วรรคหน่ึง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง (มาตรา ๘๔ วรรคทา ย) ถาไมมกี ารแจงสิทธทิ ัง้ สองประการดังกลาว ศาลกไ็ มอ าจรับฟง ถอ ยคาํ อ่นื ของผูถกู จบั เปน พยานหลกั ฐานได การแจงสิทธิตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง ซ่ึงเปนกรณีเจาพนักงานเปนผูจับ โดยเจา พนักงานผจู บั ๑. ตอ งแจง ขอ กลา วหา ๒. แจง สทิ ธิแกผูถ ูกจับทราบวา ผถู กู จับมสี ิทธิจะไมใหก ารหรือใหก ารกไ็ ด ๓. แจงสิทธิทีจ่ ะพบและปรกึ ษาทนายความหรอื ผซู ง่ึ จะเปน ทนายความ และ

๕๐ ๔. ผูถูกจับอาจแจงใหญาติหรือผูที่ตนไววางใจทราบถึงการจับกุมได แตต อ งเปนการดาํ เนนิ การไดโ ดยสะดวกและไมเ ปน การขดั ขวางการจบั หรอื ควบคมุ ผถู ูกจับ หรอื ทาํ ให ไมเกิดความปลอดภยั แกบ ุคคลหน่งึ บคุ คลใด คําวา ถอ ยคําอนื่ เชน รบั วา อาวธุ ของกลางเปน ของตนเอง หลงั เกดิ เหตตุ นไดน ําไปซกุ ซอ น ไวทใ่ี ด หรอื ขณะเกดิ เหตตุ นอยใู นท่เี กดิ เหตุดว ย หรือพฤตกิ ารณแ หง คดอี ่ืนๆ สงั เกตวา ถาเจาพนกั งานผจู ับไมไ ดแจงสทิ ธติ ามมาตรา ๘๓ วรรคสอง มีผลทําใหต องหา ม มิใหรับฟงถอยคาํ อ่ืนเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของผูถูกจับได ซ่ึงเปนผลท่ีบัญญัติไว ตามมาตรา ๘๔ วรรคทาย เปนการเฉพาะแลว จึงไมใชกรณีตองหามมิใหรับฟงตามมาตรา ๒๒๖ ดังนี้ เม่อื บทบญั ญตั มิ าตรา ๘๔ วรรคทา ย บัญญตั ิใหม ผี ลมิใหรับฟง ถอยคาํ อ่นื ในการพสิ ูจนค วามผดิ ของผูถูกจับเทานั้น ถาถอยคาํ ดังกลาวเปนคาํ ซัดทอดวาผูอ่ืนเปนผูกระทาํ ความผิด ก็อาจเปนพยาน หลกั ฐานในฐานเปน คาํ ซดั ทอดในการพสิ จู นค วามผดิ ของผถู กู ซดั ทอดได แตศ าลคงตอ งรบั ฟง ดว ยความ ระมัดระวัง โดยไมอาจรบั ฟง โดยลําพงั เพ่อื ลงโทษจําเลยได (มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่ึง) ฎีกาท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ จาํ เลยทั้งสองขับรถหลบหนีทันทีท่ีเห็นเจาพนักงานตาํ รวจ จนถกู ตดิ ตามจบั กมุ ตวั ไดพ รอ มประแจและคมี อนั เปน เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการลกั รถจกั รยานยนตไ ดโ ดยงา ย แลวรับในขณะน้ันวารวมกันกอเหตุลักรถจักรยานยนตของผูเสียหายและของบุคคลอื่นอีกหลายราย ในหลายทองที่ แลวถอดแผนปายทะเบียนท้ิงบอน้ํา และนาํ รถจักรยานยนตไปขายใหรานขาย ของเกา ในเขตอาํ เภอพานทองตามบนั ทกึ การจบั กมุ และเจา พนกั งานตํารวจยงั ตามไปตรวจยดึ ไดแ ผน ปายทะเบยี นรถจักรยานยนตของผเู สยี หายในบอนํ้า ตามที่จาํ เลยทงั้ สองนาํ ชี้ บันทึกการจับกุมดงั กลา ว นอกจากเปนถอยคํารับสารภาพของจาํ เลยท้ังสองแลว ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นําทรัพยท่ีลัก ไปขาย และการนําชี้จุดทิ้งแผนปายทะเบียนดวย อันเปนถอยคาํ อ่ืนที่อาจรับฟงเปนพยานหลักฐาน ในการพสิ จู นความผิดของจาํ เลยทัง้ สองได ทงั้ ปรากฏวา เจา พนักงานตํารวจแจงสิทธแิ กจ าํ เลยท้งั สอง กอ นทีจ่ ะใหถอ ยคาํ ดังกลาวแลว จงึ ไมตองหา มมใิ หรับฟงตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทา ย การไมแจงสิทธิดังกลาว หรือแจงสิทธิไมครบถวน ยอมมีผลทําใหไมอาจรับฟงถอยคําอ่ืน ในชน้ั จบั กุมหรือรบั มอบตวั เปน พยานหลักฐานเพื่อพสิ ูจนความผิดของผถู กู จบั ได ฎกี าที่ ๘๑๔๘/๒๕๕๑ เจา พนกั งานตํารวจเปน ผจู บั จาํ เลยมใิ ชร าษฎรเปน ผจู บั จงึ ไมม กี รณี ที่จะตองแจงสทิ ธติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคหน่ึง แตเจาพนกั งานตํารวจผูจับตอ งแจง สทิ ธิตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง เม่อื บนั ทกึ การจับกุมมีขอ ความวา จําเลยใหการรบั สารภาพ จึงตองหา มมใิ หน ํา คาํ รับสารภาพในชั้นจับกุมของผูถูกจับมารับฟงเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคส่ี และเม่ือบันทึกการจับกุมไมมีขอความใดที่บันทึกการแจงสิทธิแกจําเลยผูถูกจับตามท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง บัญญัติเลย ท้ังพยานโจทกท่ีรวมจับกุม ก็ไมไดเบิกความถึงเร่ืองการแจงสิทธิแตอยางใด แมโจทกจะสงบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับมาพรอมกับบันทึกการจับกุมในช้ันพิจารณาสืบพยานโจทก แตบันทึกการแจงสิทธิผูถูกจับดังกลาวมีลักษณะเปนแบบพิมพเติมขอความในชองวางดวยนา้ํ หมึก

๕๑ เขียนโดยเจาพนักงานตํารวจผูบันทึกเปนคนละคนกับท่ีเขียนบันทึกการจับกุม ท้ังใชปากกาคนละดาม และไมม ขี อ ความวา ผถู กู จับมีสิทธิจะใหก ารหรอื ไมใ หการกไ็ ด กับไมมีขอ ความวาถอยคาํ ของผถู ูกจับ นนั้ อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ดแ ตอ ยา งใด แมจ ะมขี อ ความแจง สทิ ธเิ รอื่ งทนายความ ก็เปน การแจง สทิ ธิไมครบถวนตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๓ วรรคสองบัญญตั ิ ฉะนน้ั ถอ ยคาํ อื่นของจําเลย ตามบันทึกการจับกุม จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยหาไดไมเชนกัน ดังนั้น บันทกึ การจบั กุมจงึ ไมอ าจอางเปนพยานหลักฐานได เพราะเปน พยานหลักฐานทเี่ กิดขนึ้ โดยไมช อบ ท้งั น้ี ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาที่ ๑๑๕๒/๒๕๕๖ ถอยคําของจําเลยในบันทกึ การจับกุมจาํ เลยท่วี า จําเลยรูจกั และ มีความสัมพันธลึกซ้ึงกับ ส. จาํ เลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งมาประมาณ ๒ เดือน และจาํ เลยขับรถ ไปรบั ส. มใิ ชเปน คาํ รบั สารภาพของผูถกู จับวาตนไดก ระทาํ ความผดิ เมือ่ เจาพนกั งานตาํ รวจผูจับไดแจง สิทธิใหแกจาํ เลยทราบแลววา จําเลยมีสิทธิท่ีจะใหการหรือไมก็ได และถอยคาํ ของจาํ เลยอาจใชเปน พยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได จึงรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยได ตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๘๔ วรรคทาย ฎีกาท่ี ๕๙๕๗/๒๕๕๕ ถอยคาํ ตามบันทึกการจับกุมทว่ี า มกี ารตรวจคนพบธนบตั รท่ีใชลอซ้ือ และจาํ เลยรับวาเปนธนบัตรท่ีตนไดมาจากการจําหนายเมทแอมเฟตามีนจริง กับคําเบิกความของ รอยตํารวจเอก ก. และดาบตาํ รวจ ท. ที่ยืนยันวา จาํ เลยรบั วาตนกัญชาตนเปน ผปู ลกู ดังท่ีศาลอทุ ธรณ ภาค ๕ หยิบยกข้ึนวินิจฉัยน้ัน เปนเพียงถอยคําอ่ืนที่จาํ เลยใหไวแกเจาพนักงานตํารวจผูจับกุม มใิ ชคาํ ใหการรบั สารภาพในช้นั จับกมุ จําเลย เมอื่ ปรากฏตามบันทึกการจบั กุมวา เจาพนักงานตํารวจ ผูจ ับกมุ แจง สิทธิแกจาํ เลยครบถว นตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๓ วรรคสอง แลว การท่ีศาลอุทธรณภาค ๕ นําถอยคาํ อื่นของจาํ เลยมารับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิดของจําเลยฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพ่ือจาํ หนายและจาํ หนายเมทแอมเฟตามีนกับฐานผลิตกัญชา จงึ ชอบดวย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔ วรรคทา ยแลว ฎกี าท่ี ๓๑๒/๒๕๕๕ ศาลไมไดร ับฟง คาํ ใหก ารรับสารภาพของจําเลยทง้ั สามวา ไดก ระทํา ความผิดในชั้นจับกุมมารับฟงใหเปนผลรายแกจาํ เลยท้ังสาม เพียงแตรับฟงถอยคาํ อ่ืนๆ ท่ีประกอบ ในรายละเอียดของบันทึกการจับกุมเก่ียวกับการติดตอนาํ เงินมาใชลอซื้อเมทแอมเฟตามีนของ เจาพนกั งานตาํ รวจเทา นัน้ ซ่งึ ไมมกี ฎหมายหามมใิ หร ับฟง ¡Ã³·Õ èÕ ò ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·äèÕ ´ÁŒ Òâ´ÂÁԪͺ สําหรับพยานหลักฐานกรณีนี้ตางจากกรณีแรก กลาวคือ เปนพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นมา โดยชอบ มมี าเองตามธรรมชาติ เพียงแตการไดมาหรอื กระบวนการไดพยานหลักฐานมานัน้ ไมชอบดว ย กฎหมาย เชน การเขาคนยาเสพติดโดยไมมีหมายคน การดักฟงโทรศัพทโดยไมไดรับอนุญาต ซ่ึงพยานหลักฐานท้ังยาเสพติดและคาํ สนทนาของผูตองหานั้นมีอยูกอนแลว หรือเกิดขึ้นเองโดย

๕๒ เจาพนักงานไมไดสรางข้ึนมาเองโดยการจัดสรรปนแตง เพียงแตการไดมาน้ันไมชอบดวยกฎหมายเชนนี้ หลกั กฎหมายจึงบัญญัตไิ วว า จะรับฟง ไดมากนอยเพียงใดข้นึ อยูกบั มาตรา ๒๒๖/๑ ÁÒμÃÒ òòö/ñ ในกรณีที่ความปรากฏแกศ าลวา พยานหลักฐานใดเปนพยานหลกั ฐาน ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยชอบ แตไ ดม าเนอ่ื งจากการกระทําโดยมชิ อบ หรอื เปน พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยอาศยั ขอ มลู ทีเ่ กิดขน้ึ หรือไดม าโดยมิชอบ หามมใิ หศ าลรับฟง พยานหลักฐานน้นั เวน แตการรบั ฟง พยานหลกั ฐานนน้ั จะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐาน ของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญา หรอื สทิ ธเิ สรภี าพพนื้ ฐานของประชาชนในการใชด ลุ พนิ จิ รบั ฟง พยาน หลักฐานตามวรรคหน่ึง ใหศาลพิจารณาถึงพฤติการณท้ังปวงแหงคดี โดยตองคํานึงถึงปจจัยตางๆ ดังตอ ไปนด้ี ว ย (๑) คุณคาในเชิงพสิ ูจน ความสาํ คญั และความนาเชื่อถอื ของพยานหลกั ฐานน้ัน (๒) พฤตกิ ารณแ ละความรา ยแรงของความผดิ ในคดี (๓) ลักษณะและความเสยี หายท่ีเกิดจากการกระทําโดยมชิ อบ (๔) ผูที่กระทําการโดยมิชอบอันเปนเหตุใหไดพยานหลักฐานมานั้นไดรับการลงโทษ หรอื ไมเพยี งใด (มาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง) ขอสังเกต เดิมกอนแกไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ เร่ืองการหามรับฟงพยาน หลกั ฐานทไ่ี ดม าโดยมชิ อบในป ๒๕๕๑ นนั้ ศาลฎกี าแปลความ ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ ซงึ่ เปน หลกั ในการ รับฟงพยานหลักฐานในคดีอาญาวากฎหมายหามรับฟงพยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยมิชอบมิไดหาม รบั ฟง พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยชอบแตไ ดม าโดยมชิ อบแตอ ยา งใด ดงั จะเหน็ ไดจ ากฎกี าที่ ๕๐๐/๒๔๗๔ ทว่ี า แมค าํ รบั สารภาพทเี่ กดิ ขนึ้ โดยมชิ อบดว ยกฎหมายจะรบั ฟง ไมไ ด แตพ ยานอนื่ ทไ่ี ดจ ากคาํ รบั มชิ อบ ดงั กลาวเปน พยานทร่ี ับฟงได (ฎีกาท่ี ๘๓๗/๒๔๘๓ ก็วนิ จิ ฉยั ทํานองเดยี วกนั ) เม่อื มกี ารแกไขเพมิ่ เตมิ ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖/๑ ดังกลาว ขอวินิจฉัยที่ปรากฏตามคําพิพากษาศาลฎีกาขางตนจึงไมอาจยึดถือ ไดเปน หลักไดอีกตอไป สรปุ พยานหลักฐานทร่ี ับฟง ไมไดต ามบทบัญญัติมาตรา ๒๒๖, ๒๒๖/๑ ไดแก ๑. พยานหลกั ฐานที่เกิดขน้ึ โดยมิชอบ (มาตรา ๘๔ วรรคทาย, ๑๓๔/๔ วรรคทาย, ๒๒๖) ๒. พยานหลักฐานที่เกิดข้ึนโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทาํ โดยมิชอบ (มาตรา ๒๒๖/๑) ๓. พยานหลักฐานที่ไดม าโดยอาศัยขอ มลู ท่ีเกดิ ขึ้นหรือไดม าโดยมิชอบ (มาตรา ๒๒๖/๑) กรณีพยานหลักฐานท่ีเกิดขึ้นโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๒๖ เปนพยานหลักฐานที่รับฟง ไมไ ดโดยเด็ดขาด สว นพยานหลกั ฐานทีไ่ ดมาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยหลกั รับฟงไมไ ดเ ชน กนั แตม ขี อ ยกเวน ใหร บั ฟง ได ถา การรบั ฟง พยานหลกั ฐานนน้ั จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรม มากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพ พน้ื ฐานของประชาชน

๕๓ ฎีกาท่ี ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะที่มีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กบั พยานและจําเลยที่ ๒ โดยที่โจทกรว มและพยานไมทราบมากอน เปนการแสวงหาพยานหลกั ฐาน โดยมิชอบ หา มมใิ หศ าลรบั ฟงเปน พยานนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แมหลักกฎหมายดงั กลาวจะใชต ัด พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอ่ื คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชวธิ กี ารแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ แต ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไ ดบัญญัตหิ ามไมใหน ําไปใช กบั การแสวงหาพยานหลกั ฐานของบคุ คลธรรมดา อยา งไรกต็ าม ระหวา งพจิ ารณาคดไี ดม ี พ.ร.บ.แกไข เพม่ิ เตมิ ป.ว.ิ อ. (ฉบบั ที่ ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มผี ลบงั คบั ใชต ง้ั แตว นั ท่ี ๘ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กาํ หนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานที่ไดมาโดยมิชอบได ถาพยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอาํ นวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจาก ผลกระทบตอมาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บันทกึ เทปดงั กลา วมารบั ฟง ได ขอสังเกต เร่ืองนี้ถือวาการหลอกลอใหคูสนทนาพูดเร่ืองท่ีตนเองตองการแลวแอบบันทึก เสียงการสนทนาน้นั ไว ถอื เปน พยานหลกั ฐานท่เี กดิ ขึ้นโดยไมช อบตามมาตรา ๒๒๖ ซึ่งโดยปกติหา ม มิใหรับฟงเปนพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ไมมีขอยกเวน ตางจากกรณีตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซึ่งเปน กรณที เ่ี ปน พยานหลักฐานทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยชอบแตไดม าโดยมชิ อบ ซ่ึงมีขอ ยกเวน ใหศ าลรบั ฟงไดถ า พยาน หลักฐานนั้นจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา แตตามคาํ พิพากษาฎีกาเรื่องน้ีดูเหมือนจะขยายขอบเขต บทบัญญัติมาตรา ๒๒๖/๑ ใหรวมถึงพยานหลักฐานที่เกิดข้ึนโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ ใหใช ขอยกเวน เดยี วกนั ดวย พยานหลักฐานท่เี กดิ ข้ึนโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทาํ โดยมชิ อบ พยานหลักฐานทีเ่ กิดขึ้นโดยชอบแตไ ดมาเนอื่ งจากการกระทําโดยมิชอบ กฎหมายหามมิให รับฟงพยานหลักฐาน แตม ิไดห า มรบั ฟงโดยเด็ดขาด กลา วคอื ศาลรบั ฟงเปน พยานหลกั ฐานได ถาการ รับฟงพยานหลักฐานน้ันจะเปนประโยชนตอการอํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผล กระทบตอ มาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญาหรอื สทิ ธเิ สรภี าพพนื้ ฐานของประชาชน โดยศาล ตองคาํ นงึ ถึงพฤตกิ ารณทั้งปวงแหง คดีและปจ จัยตา งๆ ตามท่รี ะบไุ ว (๑) ถึง (๔) ของมาตรา ๒๒๖/๑ วรรคสอง อาวุธที่ใชในการกระทําความผิด หรือยาเสพติดใหโทษของกลางท่ีเจาพนักงานตํารวจ ตรวจยดึ ไดจ ากการคน ทไ่ี มช อบดว ยกฎหมาย ดงั นี้ ของกลางดงั กลา วเปน พยานหลกั ฐานทม่ี อี ยแู ลว กอ น เจาพนักงานตํารวจทําการคน ไมไดเกิดจากการกระทําของเจาพนักงานตํารวจจึงเปนพยานหลักฐานท่ีเกิด ข้ึนโดยชอบ แตไดมาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ โดยหลักรับฟงเปนพยานหลักฐานไมได เชน การคน ทม่ี ไิ ดก ระทาํ ตอ หนา ผคู รอบครองสถานทหี่ รอื บคุ คลในครอบครวั หรอื ตอ หนา บคุ คลอน่ื อยา งนอ ย สองคน หรือกรณีเชิญบุคคลอื่นมาเปนพยานตองเชิญมาขณะตรวจคนพบของกลาง ถาเชิญมาเปน พยานหลงั ตรวจคนแลว กเ็ ปนการไมช อบเชนกัน

๕๔ ฎกี าท่ี ๔๗๙๓/๒๕๔๙ การคน พบธนบตั รของกลางในขอ งปลาทแี่ ขวนอยขู า งบา นทศิ ตะวนั ออก นอกจากมิไดก ระทําตอหนาจาํ เลยหรือสามจี าํ เลย ท้งั ๆ ท่จี ําเลยก็ถกู จับและควบคุมตัวอยทู หี่ นา บาน น้ันเองแลว ยังไดความวาการพบธนบัตรในของปลาก็เปนเรื่องท่ีในชั้นแรก สิบตาํ รวจตรี พ. คนพบ เพยี งคนเดยี วกอ น แลว จงึ เรยี กกํานนั ทเ่ี ชญิ มาเปน พยานในการคน มาดู หาใชว า เปน การคน พบธนบตั ร ของกลางทพ่ี บตอ หนา บุคคลอืน่ อยางนอยสองคน ซ่ึงเจาพนักงานไดข อรองมาเปนพยานดังท่ี ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๐๒ ไดกําหนดหลักเกณฑไวไม พยานหลักฐานโจทกเก่ียวกับการคนพบธนบัตรของกลาง ซ่ึงเจา พนักงานผูตรวจคน มิไดป ฏิบตั ิใหถูกตองตามหลักเกณฑท ีก่ ฎหมายกาํ หนด จงึ ไมม นี าํ้ หนกั เพียงพอ ทศ่ี าลจะรบั ฟง กรณีการคนโดยไมมีหมายคนนี้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยกอนเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา ๒๒๖/๑ วา เปนเร่ืองที่ตองไปวากลา วอีกสว นหนง่ึ ตางหาก ไมมีผลทาํ ใหการแสวงหาพยานหลกั ฐานทีช่ อบดวย กฎหมายเปนไมช อบดว ยกฎหมาย ฎกี าที่ ๖๓๙๑/๒๕๔๗ การที่จําเลยที่ ๑ รบั อยูแลว วาของกลางถูกยึดจากบา นจําเลยที่ ๑ ตามบันทึกการตรวจคน ก็ปรากฏมีลายมือชื่อผูครอบครองบานลงรับรองไววา เจาพนักงานตํารวจ ปฏิบัติอยูในกรอบของกฎหมาย โดยมิไดมีการบังคับขูเข็ญ เหตุท่ีเจาพนักงานตํารวจไปตรวจคนบาน จําเลยท่ี ๑ เนอื่ งจากจาํ เลยท่ี ๒ ซดั ทอดวา ลกั เอาทรพั ยไ ปขายใหแกจ าํ เลยที่ ๑ การไปตรวจคนบา น จําเลยที่ ๑ จึงมิใชเปนเรื่องของการกล่ันแกลง สวนการตรวจคนจะมิชอบดวยกฎหมายอยางไร เพราะเปนการคนโดยไมมีหมายคนเปนเร่ืองจะตอ งไปวากลาวกนั อกี สว นหนึ่ง ฎีกาท่ี ๕๑๔๔/๒๕๔๘ การตรวจคนอาจมิชอบดวยกฎหมาย เพราะเปนการตรวจคน โดยไมม หี มายคน กเ็ ปน เรอ่ื งทจ่ี ะไปวา กลา วกนั อกี สว นหนงึ่ ตา งหาก หามผี ลทําใหก ารแสวงหาพยาน หลกั ฐานของเจาพนกั งานตาํ รวจท่ีชอบเปน ไมชอบดวยกฎหมายไปได ขอ สงั เกต ในการชงั่ นาํ้ หนักพยานหลกั ฐานกรณกี ารคนท่มี ิไดก ระทําใหถูกตองตามมาตรา ศาลฎีกาฟง วาไมมีน้าํ หนกั เพียงพอท่ีจะรบั ฟง หรือการคน โดยไมมหี มายคน ศาลฎกี ารับฟงพยานหลกั ฐาน ทเี่ กดิ จากการตรวจคน โดยมชิ อบ กรณเี หลา นถี้ อื เปน พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขนึ้ โดยชอบ (หมายความวา ยาเสพตดิ ใหโ ทษของกลางมีอยูจริง ไมไดเกิดจากการกลนั่ แกลงใสรา ย) แตไดม าเนื่องจากการกระทํา โดยมิชอบ (การตรวจคนและการยึดมาเปนของกลาง) ดังน้ัน หากพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖/๑ ทแ่ี กไ ขเพม่ิ เตมิ ใหมแ ลว ศาลจะรบั ฟง พยานหลกั ฐาน (เชน ยาเสพตดิ ใหโ ทษของกลางหรอื ของกลางอนื่ ท่ีไดจากการตรวจคน) นั้นไมได เวนแตการรับฟงพยานหลักฐานนั้น จะเปนประโยชนตอการ อํานวยความยุติธรรมมากกวาผลเสียอันเกิดจากผลกระทบตอมาตรฐานระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิพ้ืนฐานของประชาชน ทั้งนี้ จะตองพิจารณาพฤติการณแหงคดี และปจจัยอ่ืนท้ัง ๔ ขอ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ประกอบดวย การรบั ฟง พยานหลกั ฐานทไี่ ดม าโดยมชิ อบน้ี หมายความเฉพาะการรบั ฟง ตวั พยานหลกั ฐาน ที่ไดมาโดยมิชอบนั้นเทานั้น สวนพยานหลักฐานอ่ืนจะรับฟงไดหรือไม เพียงใด เปนอีกกรณีหน่ึง

๕๕ นอกจากน้ีพยานหลักฐานท่ีไดมาโดยมิชอบน้ี ไมมีผลกระทบทาํ ใหการสอบสวนไมชอบดวยกฎหมาย ไปได พนกั งานอยั การจงึ มีอํานาจฟองอยู ฎีกาท่ี ๑๔๙๓/๒๕๕๐ การตรวจคนและการจับกุมของเจาพนักงานตาํ รวจจะชอบดวย กฎหมายหรือไม เปนเร่ืองท่ีจะตองไปวากลาวกันอีกสวนหน่ึงตางหาก และเปนคนละขั้นตอนกับการ สอบสวน ไมมีผลกระทบไปถงึ การสอบสวนของพนกั งานสอบสวนและอํานาจในการฟอ งคดขี องโจทก ทั้งหามีผลทําใหการแสวงหาพยานหลักฐานของเจาพนักงานตาํ รวจท่ีชอบเปนไมชอบดวยกฎหมาย ไปดว ยหาไดไ ม เมื่อมีการจับและคนโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทกท่ีไดมาก็ชอบดวย กฎหมาย ฎกี าที่ ๑๓๒๘/๒๕๔๔ นายดาบตาํ รวจ ว. กบั พวกเห็นจาํ เลยจาํ หนา ยเมทแอมเฟตามนี ใหแกส ายลบั เม่อื เขาไปตรวจคน บานจาํ เลยก็พบเมทแอมเฟตามนี อีก ๑ เม็ด การกระทําของนายดาบ ตํารวจ ว. กบั พวกกระทาํ ตอ เนอื่ งกนั เมอ่ื พบเหน็ จาํ เลยจําหนา ย และมยี าเสพตดิ ใหโ ทษไวใ นครอบครอง เพื่อจําหนาย อันเปนความผิดซึ่งหนาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ จึงมีอํานาจจับจําเลยไดโดยไมตอง มีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑) เมื่อเปนการตรวจคนและจับจําเลยโดยชอบดวยกฎหมาย พยานหลกั ฐานของโจทกจึงมใิ ชพ ยานหลักฐานทไ่ี ดม าโดยมิชอบดวยมาตรา ๒๒๖ ฎกี าที่ ๑๑๖๔/๒๕๔๖ การคนบา นท่ีเกดิ เหตุ เจา พนักงานตํารวจไดแ สดงบตั รประจาํ ตวั เจาพนักงานแก พ. เจาของบานซึง่ เปน มารดาของจาํ เลยและไดรับความยินยอมแลว เมอ่ื ไมปรากฏวา เจาพนักงานตํารวจไดขูเข็ญหรือหลอกลวงให พ. ใหความยินยอมในการคนแมการคนจะทําโดยไมมี หมายคน กห็ าไดเ ปน การคน ทม่ี ชิ อบแตอ ยา งใดไม ประกอบกบั กอ นทาํ การคน เจา พนกั งานตาํ รวจเหน็ จําเลยโยนส่ิงของออกไปนอกหนาตาง เม่ือตรวจสอบดูพบวาเปนเมทแอมเฟตามีน จึงเปนกรณีท่ี เจาพนักงานตาํ รวจพบจําเลยกระทําความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองอันเปนความผิด ซงึ่ หนา และไดกระทําลงในท่รี โหฐานเจา พนกั งานตาํ รวจยอ มมีอาํ นาจจบั จําเลยไดโดยไมตองมีหมายจับ หรอื หมายคนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒) เมทแอมเฟตามนี จาํ นวน ๘๐ เมด็ ท่ีเจาพนักงาน ตาํ รวจยึดได จึงนํามารับฟง ประกอบคาํ รบั สารภาพของจาํ เลยได เทปหรอื ซดี บี นั ทกึ เสยี ง ถอื เปน พยานหลกั ฐานอยา งหนงึ่ ทพ่ี สิ จู นค วามผดิ หรอื บรสิ ทุ ธข์ิ อง จําเลยได จึงอางเปนพยานหลักฐานได สังเกตวาการบันทึกเสียงอาจเปนการบันทึกโดยตั้งใจหรือไม ตง้ั ใจท่จี ะใชเ ปน พยานหลกั ฐานในภายหลังกถ็ ือเปน พยานหลักฐานอยางหนงึ่ ฎีกาท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ เทปบนั ทกึ เสยี งของกลางซ่งึ พบทบี่ า นจาํ เลยเปนพยานหลักฐาน อยางหน่ึงที่พิสูจนความผิดหรือความบริสุทธ์ิของจาํ เลย จาํ เลยมิไดตอสูหรือปฏิเสธความถูกตอง ของเสียงท่มี กี ารบันทกึ ไว จึงรบั ฟง เปนพยานหลักฐานได

๕๖ การรบั ฟงเทปหรอื ซดี บี ันทึกเสยี งหรอื ขอความทีถ่ อดออก แบงออกเปน ๒ กรณี ๑. กรณีคูสนทนาเปนผูบันทึก เปนการบันทึกคาํ สนทนาของตนเองกับคูสนทนา เปนสิทธิที่จะกระทําได ไมถือวาเทปหรือซีดีบันทึกเสียงหรือเอกสารที่ถอดขอความดังกลาวเปน พยานหลักฐานท่เี กดิ จากการกระทําโดยมชิ อบตามมาตรา ๒๒๖ ฎีกาที่ ๑๑๒๓/๒๕๐๙ (ประชุมใหญ) ศาลเชื่อวา จาํ เลยไดถูกบันทึกเสียงไวถึง ๖ ครั้ง ยากท่ีจะมีใครมาเลยี นเสียงที่จาํ เลยพูดไดเ ปนชัว่ โมงๆ ไมใ ชว า ศาลชัน้ ตน จะรับฟง ลาํ พงั แตเทปอัดเสียง ของจําเลยมาลงโทษจําเลยก็หาไม ศาลเช่ือวาโจทกรวมไดอัดเสียงจําเลยไวจริง จึงไมขัดตอ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ฎีกาท่ี ๔๖๗๔/๒๕๔๓ การที่จําเลยอางสงเทปบันทึกเสียงซ่ึงบันทึกการสนทนาระหวาง โจทกและจําเลยพรอมเอกสารที่ถอดขอความบันทึกการสนทนาเปนพยานหลักฐานนั้นนับเปนพยาน หลกั ฐานซ่งึ เกยี่ วถึงขอ เทจ็ จรงิ ทจ่ี ําเลยจะนําสบื ในประเด็นเรื่องการใชเ งนิ แมโ จทกจะไมทราบวามีการ บนั ทึกเสียงไวกต็ าม แตเมือ่ เสียงที่ปรากฏเปนเสยี งของโจทกจริง และการบนั ทึกเสียงดังกลา วเกดิ จาก การกระทําของจาํ เลยซง่ึ เปน คสู นทนาอกี ฝา ยหนง่ึ เปน ผบู นั ทกึ เสยี งไว ซง่ึ โดยปกตจิ าํ เลยยอ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะ เบกิ ความอา งถงึ การสนทนาในครงั้ นน้ั ไดอ ยแู ลว จงึ ไมถ อื วา เทปบนั ทกึ เสยี งและเอกสารทถ่ี อดขอ ความ นนั้ เปน การบนั ทกึ ถอ ยคําซง่ึ เกดิ จากการกระทาํ โดยมชิ อบอนั จะตอ งมใิ หร บั ฟง เปน พยานหลกั ฐานตาม รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๓ วรรคสอง แตถาเปนกรณีหลอกลอใหคูสนทนามาเจรจาพูดจากัน แลวมีการแอบบันทึกเสียงไว ถือเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไมชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตศาลอาจรับฟงไดตามหลักเกณฑ ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ฎีกาท่ี ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะท่ีมีการสนทนากันระหวางโจทกรวม กับพยานและจําเลยที่ ๒ โดยท่โี จทกรวมและพยานไมทราบมากอ น เปนการแสวงหาพยานหลักฐาน โดยมิชอบหามมใิ หศาลรับฟง เปน พยานน้นั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แมห ลักกฎหมายดังกลาวจะใชตดั พยานหลกั ฐานของเจา พนกั งานของรฐั เพอ่ื คมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนมใิ หเ จา พนกั งานของรฐั ใชว ธิ ีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไมไ ดบญั ญัตหิ า มไมใหนําไปใช กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา อยา งไรก็ตาม ระหวา งพจิ ารณาคดีไดมี พ.ร.บ.แกไข เพิ่มเตมิ ป.ว.ิ อ. (ฉบับท่ี ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มผี ลบงั คับใชตัง้ แตวันที่ ๘ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติใหเพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดใหศาลรับฟงพยานหลักฐานท่ีไดมาโดยมิชอบได ถา พยานหลกั ฐานนนั้ จะเปน ประโยชนต อ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบ ตอมาตรฐานของระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญา ศาลจงึ นาํ บันทกึ เทปดังกลา วมารับฟงได ฎีกาท่ี ๒๔๑๔/๒๕๕๑ จําเลยไปที่บานของ ว. พรอมกับทนายความและเจาพนักงาน ตํารวจอกี คนหนง่ึ เพอ่ื พดู คยุ เกย่ี วกบั เรอ่ื งการเบกิ เงนิ ของ บ. และการใชก ระแสไฟฟา จากโรงงานจาํ เลย โดยเจาพนักงานตาํ รวจผูน้ันไดแอบบันทึกเหตุการณทั้งภาพและเสียงไวดวยพฤติการณในการบันทึก

๕๗ เหตุการณดังกลาวเปนการลักลอบกระทํากอนวันท่ีจาํ เลยอางตนเองเขาเบิกความเปนพยานเพียง ๑ วนั เพราะตอ งการจะไดข อ มลู ทแ่ี อบบนั ทกึ ไว เนอ่ื งจากจําเลยฉกี เอกสารหลกั ฐานทวี่ า จา ง บ. กอ สรา ง โรงงานท้ิงไปแลว จึงพยายามหาหลักฐานใหม ดังนั้น ขอมูลดังกลาวจึงเปนพยานหลักฐานท่ีจําเลย ทําขึ้นใหมดวยการทําเปนดีกับ ว. แลวลักลอบบันทึกเหตุการณนั้นไว ถือไดวา เปนพยานหลักฐาน ท่ีเกิดข้ึนจากการหลอกลวงและดวยวิธีการที่มิชอบ ตองหามมิใหอางเปนพยานหลักฐานตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลทรพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศและวธิ พี จิ ารณาคดที รพั ยส นิ ทางปญ ญาและการคา ระหวา งประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ๒. กรณีการลักลอบบนั ทึกคําสนทนาโดยเจาพนกั งานผูมหี นาที่ โดยมีกฎหมายบัญญัติ ใหก ระทําได เชน พ.ร.บ.ปอ งกันและปราบปราม พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๑๔ จตั วา หรอื พ.ร.บ.ปอ งกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔๖ โดยเจาพนักงานผูมีอํานาจตองไดรับอนุญาต จากศาลกอนจึงจะดําเนินการได ถือวาบันทึกคาํ สนทนาดังกลาวเปนพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ ดว ยกฎหมายตาม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ และเปนการไดมาโดยชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ศาลรับฟงเปนพยานหลักฐานได แตกรณไี มม กี ฎหมายบัญญตั ใิ หก ระทําได ถาเปน การดักฟงและลกั ลอบบนั ทึกการสนทนา ทมี่ กี ารสอื่ สารทางโทรคมนาคม เปน ความผดิ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถือเปนพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบตามมาตรา ๒๒๖ แตเปนการไดมาโดยไมชอบ ดว ยกฎหมายตามมาตรา ๒๒๖/๑ โดยมขี อ ยกเวนใหร บั ฟงได ความเห็นของผูเชี่ยวชาญในการประเมินผลจากเคร่ืองจับเท็จ เปนความเห็นทางวิชาการ ไมเพียงพอพิสูจนความผดิ ของจาํ เลยได ฎกี าท่ี ๗๓๔/๒๕๕๓ เครอื่ งจบั เทจ็ เปน เครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตรท น่ี าํ ผลการตอบคําถาม ขอจาํ เลยมาวิเคราะหตามหลักวิชาการ แลวประเมินผลจากการวิเคราะหนั้นวาจาํ เลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเปนความเห็นทางวิชาการ ยอมไมอาจนาํ มาพิสูจนทราบถึงขอเท็จจริงอันเก่ียวกับ การกระทําความผิดของจําเลยเปนท่ีแนชัดได ลาํ พังเครื่องจับเท็จและความเห็นของผูชํานาญ ดา นเครือ่ งจบั เท็จยังไมอ าจรับฟง ไดโดยปราศจากขอสงสัยวา จาํ เลยเปนคนรา ยฆาผูตาย ¡ÒÃáÊǧËÒ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹â´ÂÇÔ¸ÕÅÍ‹ «×éÍ á¡¾Ô¨ÒóÒ໹š ò »ÃСÒà »ÃСÒÃáá กรณีจาํ เลยมีเจตนากระทาํ ความผิดอยูแลว ถือวาการลอซ้ือเปนวิธีพิสูจน ความผิดของจําเลยเทานั้น พยานหลักฐานท่ีไดจากการลอซ้ือถือเปนพยานหลักฐานท่ีเกิดข้ึนโดยชอบ และไดม าโดยชอบ ไมเ ปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานทไี่ มช อบดว ยกฎหมาย เชน จาํ เลยมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ นครอบครองเพอ่ื จําหนา ยและมกี ารจําหนา ยใหแ กบ คุ คลอยกู อ นแลว เจา พนกั งานตาํ รวจใชส ายลบั นาํ เงนิ ไปลอ ซื้อยาเสพติดใหโ ทษจากจาํ เลย ดังน้ี เมทแอมเฟตามีนท่ียึดมาได ถือเปนพยานหลักฐาน ทเี่ กิดข้นึ และไดมาโดยชอบ รบั ฟง ลงโทษจาํ เลยได

๕๘ ฎีกาท่ี ๙๖๑-๙๖๒/๒๕๕๕ การท่ีเจาพนักงานตํารวจใช ผ. ไปลอซ้ือเมทแอมเฟตามีน จากจาํ เลยที่ ๑ ซ่ึงมไี วใ นครอบครองเพอื่ จาํ หนา ยอยูแลว และกอนหนา น้ี ผ. กเ็ คยซอ้ื เมทแอมเฟตามนี จากจําเลยที่ ๑ จาํ นวน ๑๐๐ เม็ด และถกู เจา พนกั งานตํารวจจับกมุ ได การลอ ซ้ือดังกลา วเปนวิธกี าร แสวงหาพยานหลักฐานในการกระทําความผิดของจําเลยท่ี ๑ ที่ไดกระทําอยูแลวมิไดลอซื้อ หรอื ชกั จงู ใจใหจาํ เลยที่ ๑ กระทําความผิดอาญาทจี่ าํ เลยที่ ๑ ไมไ ดกระทาํ ความผิดมากอน การกระทําของ เจาพนักงานตํารวจเปนเพียงวิธีการเพ่ือพิสูจนความผิดของจําเลยที่ ๑ และเปนการขยายผลในการ ปราบปราม มใิ ชเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบดว ยกฎหมาย ฎีกาท่ี ๒๕๒๓/๒๕๔๕ จําเลยมีพฤติการณกระทาํ ละเมิดลิขสิทธ์ิโปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกอ ยกู อ นแลว โจทกส ง สายลบั ไปลอ ซอ้ื และจบั กมุ จําเลยมาดําเนนิ คดนี ้ี มใิ ชเ ปน การกอ ใหจ าํ เลย กระทําผดิ แตเ ปน การดาํ เนนิ การเพอื่ จบั กมุ ปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ เปน การกระทําทชี่ อบดว ยกฎหมาย โจทกเปนผูเสียหายโดยนิตินัยมีอาํ นาจรองทุกข มีอํานาจฟองและศาลมีอํานาจรับฟงพยานหลักฐาน ทเี่ กิดจากการลอ ซื้อโดยชอบน้นั ได ฎกี าที่ ๘๑๘๗/๒๕๔๓ การทเี่ จา พนกั งานตํารวจใชส ายลบั นาํ เงนิ ไปลอ ซอื้ เมทแอมเฟตามนี จากจาํ เลยซ่ึงมีไวในครอบครองเพื่อจาํ หนายอยูแลว เปนวิธีการแสดงหาพยานหลักฐานในการกระทาํ ความผิดของจําเลยท่ีไดกระทาํ อยูแลว มิไดลอหรือชักจูงใจใหจาํ เลยกระทําความผิดอาญาท่ีจาํ เลย ไมไดกระทาํ ความผิดมากอน การกระทําของเจาพนักงานตํารวจดังกลาวเปนเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน ความผิดของจาํ เลย ไมเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบดวยกฎหมาย ไมขัดตอรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และไมเขาขอหามอางเปนพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ การท่ีพนักงานสอบสวนปกปดชื่อและตัวสายลับ ไมไดสอบปากคําของสายลับไวเปน หลกั ฐาน กเ็ ปน อํานาจและหนา ทข่ี องพนกั งานสอบสวนทจ่ี ะสบื หาพยานหลกั ฐานมาประกอบดําเนนิ คดี และเปนดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนบุคคลใดเปนพยานก็ได การที่พนักงานสอบสวน เหน็ วา ไมจ าํ เปนตอ งสอบปากคําสายลบั ไวเปนหลกั ฐาน ไมถ ือวา การสอบสวนไมช อบ »ÃСÒ÷ÕèÊͧ กรณีจําเลยไมมีเจตนากระทําความผิดอยูกอน แตไดตัดสินใจกระทาํ ความผดิ เนอื่ งจากแผนการลอ ซอ้ื ของเจา พนกั งาน การกระทําของเจา พนกั งานจงึ เปน การกอ ใหผ บู รสิ ทุ ธ์ิ กระทําความผิด ถอื เปน พยานหลกั ฐานทเี่ กดิ ขนึ้ โดยมิชอบ ไมส ามารถอา งเปน พยานหลกั ฐานไดต าม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๒๒๖ ฎกี าที่ ๒๔๒๙/๒๕๕๑ สบิ ตาํ รวจตรี ส. ขอซื้อยาลดความอวนซึง่ มสี วนผสมของเฟนเทอรม นี จากจาํ เลย จาํ เลยบอกวาไมมีและท่ีรานของจาํ เลยไมไดขายลดความอวนดังกลาว สิบตํารวจตรี ส. จงึ บอกวา คนรกั ตอ งการใชย าลดความอว น จาํ เลยจงึ บอกวา จําเลยมยี าลดความอว นอยู ๑ ชดุ ทจ่ี าํ เลย ซอื้ มาไวรบั ประทานเอง สบิ ตํารวจตรี ส. ขอซ้ือยาลดความอวนชุดนน้ั จําเลยจงึ ขายให และเมือ่ มีการ ตรวจคนรานขายยาของจาํ เลยก็ไมพบสิ่งของผิดกฎหมายอ่ืนแตอยางใด เม่ือจาํ เลยไมมีเฟนเทอรมีน

๕๙ ของกลางไวเ พ่ือขายดงั ทโี่ จทกฟ อ ง และรับฟง ไมไ ดวา ท่รี านขายยาของจาํ เลยเคยมกี ารขายเฟนเทอรมนี มากอน ดังน้ัน การท่ีจาํ เลยขายเฟนเทอรมีนของกลางใหแกสิบตํารวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกลอ ใหก ระทาํ ความผิด โดยจําเลยไมม เี จตนาจะกระทาํ ความผดิ ในการขายเฟนเทอรมนี มากอ น พยานหลกั ฐาน ของโจทกด งั กลา วจงึ เปน พยานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมชิ อบโจทกไ มส ามารถอา งเปน พยานหลกั ฐานไดต าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ แตถาเปนกรณีผูเสียหายเปนผูลอซ้ือถือวาผูเสียหายเปนผูจูงใจหรือกอใหผูอื่นกระทาํ ความผิด จึงไมถอื วาผูเสยี หายเปนผูเสยี หายโดยนติ ินัย และถอื วา เปนพยานหลกั ฐานท่เี กดิ ขนึ้ โดยมิชอบ ฎีกาที่ ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ผูเสียหายซ่ึงเปนนักขา วไดร บั การรองเรียนถงึ พฤตกิ รรมของกลมุ บุคคลท่หี ลอกลวงขายเหลก็ ไหลจากผูชมรายการของผูเสยี หาย จงึ วางแผนพสิ ูจนก ารกระทาํ ของกลมุ บคุ คลดงั กลา วเพอ่ื ใหม กี ารจบั กมุ มาลงโทษ หลงั จากทมี่ กี ารตดิ ตอ กบั กลมุ บคุ คลดงั กลา วจนทราบแนช ดั วามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจาพนักงานตํารวจเพ่ือจับกุม โดยผูเสียหาย นาํ เงนิ ทจ่ี ะตอ งวางประกนั ในการทําสญั ญาจะซอ้ื จะขายเหลก็ ไหลไปลงบนั ทกึ ประจาํ วนั ไวเ ปน หลกั ฐาน กเ็ พอ่ื จะไดเ ปน หลกั ฐานของการกระทาํ ความผดิ พฤตกิ ารณแ หง คดดี งั กลา วมา จงึ เปน เรอ่ื งทผ่ี เู สยี หาย ดาํ เนินการแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง โดยการหลอกลอกลุมบุคคลดังกลาวซ่ึงก็คือจาํ เลยทั้งหา มากระทาํ ความผิดอันเปนการกอใหจําเลยท้ังหากระทําความผิดฐานฉอโกงตามฟอง มิใชเพราะ จาํ เลยท้ังหามีเจตนาจะฉอโกงผูเสียหายมาต้ังแตตน กรณีดังกลาวจึงไมอาจถือไดวาผูเสียหายเปน ผเู สียหายตามกฎหมาย ฎีกาที่ ๔๐๗๗/๒๕๔๙ การที่ผูเสียหายไดใชให อ. ส่ังใหจําเลยซื้อแผนซีดีละเมิดลิขสิทธ์ิ ของกลางจากตลาดนดั มาใหเ พอ่ื ทจ่ี ะไดห ลกั ฐานในการกระทาํ ความผดิ โดยไมป รากฏวา จําเลยมพี ฤตกิ ารณ เก่ียวของกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผูอ่ืนเพื่อการคาดวยความสมัครใจของตนเองมากอนและพรอม ท่ีจะจัดหาแผนซีดีที่ละเมิดลิขสิทธ์ิดังกลาวมาไดทันที นอกจากนี้ เจาพนักงานตํารวจก็ไมทราบเรื่อง การละเมดิ ลิขสิทธิ์ของผูเ สียหายในคดนี ี้ และไมท ราบเรอื่ งท่ี อ. ไดตดิ ตอ ขอซ้ือแผน ซีดลี ะเมิดลิขสิทธิ์ ของกลางจากจาํ เลยไวกอน แตเปนการที่ผูเสียหายดําเนินการแสวงหาพยานหลักฐานดวยตนเอง แลวแจงความรองทุกขเพื่อนําเจาพนักงานตํารวจเขาจับกุมจาํ เลย จึงเปนกรณีท่ีผูเสียหายไดชักจูง ใจหรือกอใหจาํ เลยกระทําความผิดฐานละเมิดลิขสิทธ์ิและไมอาจถือวาเปนผูเสียหายตามกฎหมาย การแจงความรองทุกขจึงไมใชการแจงความรองทุกขตามกฎหมาย ทําใหการสอบสวนไมชอบและโจทก ไมม อี ํานาจฟอ ง ฎีกาที่ ๔๓๐๑/๒๕๔๓ จําเลยละเมิดลิขสิทธ์ิโดยทําซ้ําบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร ของโจทกเพื่อมอบโปรแกรมคอมพิวเตอรตามท่ี ส. ไดลอซื้อน่ันเอง มิใชทาํ ซาํ้ โดยผูกระทาํ มีเจตนา กระทาํ ผดิ อยแู ลว กอ นการลอ ซอ้ื การกระทําผดิ ของจาํ เลยเกดิ ขนึ้ เนอ่ื งจากการลอ ซอ้ื ของ ส.ซงึ่ ไดร บั จา ง ใหล อ ซอ้ื จากโจทก เทา กบั โจทกเ ปน ผกู อ ใหผ อู น่ื กระทําผดิ โจทกย อ มไมอ ยใู นฐานะผเู สยี หายโดยนติ นิ ยั ทมี่ ีอํานาจฟองคดนี ี้

๖๐ ฎีกาที่ ๙๖๐๐/๒๕๕๔ แมขอเท็จจริงจะฟงไดตามคาํ เบิกความพยานโจทกวาจําเลย บนั ทกึ เพลงอนั มลี ขิ สทิ ธข์ิ องผเู สยี หายอนั เปน การทําซ้าํ งานดนตรกี รรม สง่ิ บนั ทกึ เสยี ง และโสตทศั นวสั ดุ อนั มลี ขิ สทิ ธขิ์ องผเู สยี หายโดยไมไ ดร บั อนญุ าตจากผเู สยี หายกต็ าม แตก ารกระทาํ ดงั กลา วเกดิ จากการท่ี ผูรับมอบอํานาจชวงจากผูเสียหายวาจางจาํ เลย โดยเปนผูกอใหจาํ เลยกระทําการละเมิดลิขสิทธิ์ของ ผเู สยี หายเพอื่ ใหเ จา พนกั งานจบั จาํ เลยมาดาํ เนนิ คดนี ี้ ผเู สยี หายจงึ ไมใ ชผ เู สยี หายโดยนติ นิ ยั ทม่ี อี าํ นาจ รอ งทกุ ขใ หด ําเนนิ คดแี กจ ําเลยในความผดิ ดงั กลา วได ทง้ั แผน ซดี แี ละวซี ดี คี าราโอเกะ ทวี่ า จา งใหท ําขนึ้ และวดิ โี อที่บนั ทกึ ภาพเหตุการณก ารบนั ทึกเพลงลงแผน ซีดีของจําเลย ถือเปน พยานหลกั ฐานทเ่ี กิดขน้ึ โดยมชิ อบและเปน พยานหลกั ฐานทไี่ ดม าเนอ่ื งจากการกระทาํ โดยมชิ อบ ตอ งหา มมใิ หร บั ฟง เปน พยาน หลักฐานเพื่อพิสูจนความผิดของจําเลยตามท่ีโจทกฟอง การกระทาํ ของพยานโจทกมิใชการแสวงหา พยานหลักฐานดงั กลาว จงึ ไมอาจลงโทษจําเลยได การทต่ี ํารวจขอรว มประเวณกี บั หญงิ เพอ่ื พสิ จู นต ามคํารอ งเรยี นวา มกี ารคา ประเวณใี นสถาน ทเี่ กิดเหตจุ ริงหรือไม ไมเปน การแสวงหาพยานหลกั ฐานทไ่ี มชอบ ฎีกาที่ ๑๑๖๓/๒๕๑๘ การท่ีตํารวจนายหน่ึงขอรวมประเวณีกับจาํ เลยท่ี ๒ เพ่ือพิสูจน คํารองเรียนวา มกี ารคา ประเวณใี นสถานท่ีเกิดเหตุจริงหรอื ไม แลว จาํ เลยที่ ๒ ยอมรว มประเวณแี ละรับเงิน จากตาํ รวจผูน้นั ไมเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จําเลยขายสลากกินรวบอยูแลว การท่ีตาํ รวจไปลอซ้ือไมเปนการแสวงหาพยานหลักฐาน โดยไมชอบ ฎีกาท่ี ๒๓๐/๒๕๐๔ มีผูแจงความแกเจาพนักงานวา จาํ เลยขายสลากกินรวบโดยไมรับ อนญุ าต เจา พนกั งานจงึ พากนั ไปซมุ ดกั จบั โดยใหต ํารวจคนหนง่ึ ปลอมตวั เปน ราษฎรเขา ไปขอซอ้ื สลาก กนิ รวบจากจาํ เลย จําเลยก็ขายให และเจา พนกั งานตํารวจกเ็ ขาจับจําเลยพรอมของกลาง ดงั น้ี จําเลย ตองมคี วามผิดฐานเลนการพนันเปน เจามือขายสลากกินรวบ เพราะการทต่ี าํ รวจปลอมตัวไปซือ้ สลาก กินรวบจากจําเลยน้ันเปนการกระทาํ เพ่ือแสวงหาพยานหลักฐานแหงการกระทาํ ผิดของจาํ เลยตามท่ีมี ผูแจงความไว

¡®ËÁÒÂà¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡ÒÃอาํ ¾ÃÒ§ หนา ๑๙ ๖๑ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ¡®¡ÃзÃǧ ÇÒ‹ ´ŒÇ¡Òû¯ºÔ Ñμ¡Ô ÒÃÍíÒ¾ÃÒ§à¾×èÍ¡ÒÃÊº× Êǹ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡ÕÂè Ç¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô ¾.È. òõõõ ------------------- อาศยั อาํ นาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๗ วรรคส่ี แหง พระราชบญั ญตั วิ ธิ พี จิ ารณา คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเปนกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําไดโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหง กฎหมายนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรวี าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว ดังตอไปน้ี ขอ ๑ ในกฎกระทรวงนี้ “ผขู ออนุญาต” หมายความวา เจา พนกั งานตามกฎหมายวาดว ยวธิ ีพจิ ารณาคดยี าเสพตดิ “ผูมีอํานาจอนุญาต” หมายความวา ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรือเลขาธิการ คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพตดิ หรือผซู งึ่ ไดร ับมอบหมาย แลว แตกรณี ขอ ๒ การปฏิบตั ิทกุ ขัน้ ตอนตามกฎกระทรวงน้เี ปน เรื่องลับ ขอ ๓ การปฏิบตั ิการอําพรางตามกฎกระทรวงน้ี ไดแก (๑) การแทรกซึมหรือฝงตัวเขาไปในขายงานหรือองคกรอาชญากรรมยาเสพติด อยางตอ เนือ่ งและเปน ระยะเวลานาน (๒) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหนึ่งอยางใดเปนคร้ังคราว ช่วั ระยะเวลาหนง่ึ หรอื (๓) การลอซ้ือยาเสพติดหรือการปฏิบัติการอําพรางอยางหนึ่งอยางใดซ่ึงสามารถ ดําเนินการไดแลวเสร็จในคราวเดยี ว

๖๒ เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ก หนา ๒๐ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา หมวด ๑ การขออนุญาต ------------------- ขอ ๔ ใหผูขออนุญาตดําเนินการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางโดยทําเปนหนังสือ ตอผูมีอํานาจอนุญาต และระบุเหตุผล ความจําเปน และแผนการหรือวิธีการ รวมท้ังระยะเวลา ในการดําเนนิ การและรายละเอยี ดอนื่ ๆ ท่ีเกยี่ วขอ ง หนงั สอื ขออนญุ าตตามวรรคหนง่ึ ใหเ ปน ไปตามแบบทเี่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๕ ในกรณีที่เจาพนักงานซึ่งไดรับอนุญาตใหครอบครองหรือใหมีการครอบครอง ยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ ตามมาตรา ๘ มคี วามจาํ เปน ตอ งปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหถ อื วา เจา พนกั งาน ผูน้นั ไดร ับอนุญาตใหปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางและตองดําเนินการตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงน้ดี วย ขอ ๖ ในกรณีที่เปนการขออนุญาตปฏิบัติการอําพรางตามขอ ๓ (๑) ผูขออนุญาต ตอ งไดร ับการรบั รองจากผบู งั คับบญั ชา แลวแตก รณี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซึ่งเปนขาราชการพลเรือนตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแต ผอู ํานวยการสํานกั หรือเทียบเทา ขน้ึ ไป (๒) ผูขออนุญาตเปนเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดซ่ึงเปนขาราชการทหารตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนงตั้งแตผูบัญชาการ กองพลหรอื เทยี บเทาขึน้ ไป (๓) ผูขออนุญาตเปนพนักงานฝายปกครองตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชา ตาํ แหนงตง้ั แตนายอาํ เภอหรอื เทียบเทา ข้ึนไป (๔) ผูขออนุญาตเปนขาราชการตํารวจตองไดรับการรับรองจากผูบังคับบัญชาตําแหนง ตัง้ แตผ ูบังคับการหรอื เทยี บเทา ข้ึนไป หมวด ๒ การอนญุ าต ------------------- ขอ ๗ ผูมีอํานาจอนุญาตจะพิจารณาอนุญาตปฏิบัติการอําพรางได เม่ือปรากฏวา เปนการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดในฐานผลิต นําเขา สงออก จําหนาย หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติด หรือสมคบ สนับสนุน ชวยเหลือ หรือพยายาม กระทําความผิดดังกลาว ประกอบกับตองมีเหตุอันควรเชื่อวาจะไดขอมูลหรือพยานหลักฐานในการ กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากการปฏิบัติการอําพราง และเปนกรณีจําเปนอยางหนึ่งอยางใด ดังตอไปน้ี

๖๓ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา (๑) เพื่อสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดรายสําคัญหรือผูที่เกี่ยวของ เนอ่ื งจากมขี อ มลู เกย่ี วกับพฤตกิ ารณข องผูกระทาํ ความผิดดงั กลา วตามสมควร (๒) การสืบสวนจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดดวยวิธีอื่นกระทําไดยาก หรืออาจเกิดภยนั ตรายหรอื ความเสยี หายในการปฏิบัติหนา ที่ หรือ (๓) เพ่ือประโยชนในการขยายผลการจับกุมผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่อยู เบือ้ งหลัง ขอ ๘ ใหผูบัญชาการตํารวจแหงชาติหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติ และใหเลขาธิการ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายมีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอําพรางกรณีผูขออนุญาตอยูในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปราม ยาเสพติดหรือในสงั กัดหนว ยงานอืน่ ขอ ๙ ผูซึ่งไดรับมอบหมายตามขอ ๘ ตองเปนผูดํารงตําแหนงและมีอํานาจอนุญาต ปฏบิ ัติการอาํ พรางตามทก่ี าํ หนด ดังตอไปนี้ (๑) ขาราชการตาํ รวจตาํ แหนง ตงั้ แตผ ูบ ญั ชาการ หรือขาราชการพลเรอื นตําแหนง ตัง้ แต รองเลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพตดิ หรือเทียบเทาข้ึนไป มอี าํ นาจอนุญาต ปฏบิ ัตกิ ารอาํ พรางตามขอ ๓ (๑) (๒) ขาราชการตํารวจตําแหนงตั้งแตผูกํากับการ หรือขาราชการพลเรือนตําแหนงต้ังแต ผูอํานวยการกอง หรือเทียบเทาข้ึนไป ซ่ึงมีหนาที่ในการปราบปรามยาเสพติด มีอํานาจอนุญาต ปฏิบัติการอาํ พรางตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ขอ ๑๐ ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตพจิ ารณาอนญุ าตใหแ ลว เสรจ็ และแจง คาํ สง่ั ไปยงั ผขู ออนญุ าต โดยเรว็ ในกรณีที่มีคาํ สง่ั อนญุ าตใหส ง หนงั สืออนุญาตไปดวย หนังสืออนุญาตตามวรรคหน่ึง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามยาเสพติดกําหนด หมวด ๓ การดําเนินการ ------------------- ขอ ๑๑ ในการปฏิบัติการอําพรางหากจําเปนตองมีการจัดทําเอกสารหรือหลักฐาน ประกอบการปฏบิ ตั กิ ารอาํ พราง ใหผ มู อี าํ นาจอนญุ าตมหี นงั สอื แจง หนว ยงานทเ่ี กย่ี วขอ งเพอื่ ขอความ รวมมือในการจัดทําเอกสารหรือหลักฐานดังกลาว และใหหนวยงานที่เกี่ยวของใหความรวมมือ ดาํ เนนิ การจัดทําเอกสารหรือหลักฐานแกผูไ ดรบั อนุญาต เอกสารหรือหลักฐานท่ีไดมาตามวรรคหนึ่งใหผูไดรับอนุญาตนําไปใชเทาที่จําเปน เพ่ือประโยชนในการปฏิบตั กิ ารอําพราง ขอ ๑๒ ใหผูไดรับอนุญาตดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตใหเสร็จส้ินภายในระยะเวลา ทไี่ ดร บั อนญุ าต

๖๔ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๒ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ในกรณีท่ีมีเหตุอันสมควร ผูไดรับอนุญาตอาจทําหนังสือเพื่อขอแกไขหรือเพิ่มเติม ระยะเวลาหรือรายการทีไ่ ดรับอนุญาตตอ ผูมอี าํ นาจอนญุ าตกอ นการดาํ เนนิ การเสร็จส้ิน หนงั สอื ขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ ระยะเวลาหรอื รายการทไ่ี ดร บั อนญุ าตตามวรรคสองใหเ ปน ไป ตามแบบทีเ่ ลขาธกิ ารคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามยาเสพติดกําหนด ขอ ๑๓ ใหผูไดรับอนุญาตยุติการดําเนินการกอนครบกําหนดระยะเวลาที่ไดรับอนุญาต เม่อื ปรากฏกรณีอยางหนึ่งอยา งใด ดงั ตอไปน้ี (๑) บรรลวุ ัตถปุ ระสงคตามหนังสืออนุญาตแลว (๒) ความจําเปนหรือพฤติการณท่ีตองดําเนินการเปลี่ยนแปลงไปหรือไมมีความจําเปน ในการดําเนินการนนั้ อกี ตอ ไป (๓) ผมู ีอาํ นาจอนญุ าตมคี าํ สง่ั ใหยุตกิ ารดําเนนิ การและแจงใหผไู ดร บั อนญุ าตทราบแลว ขอ ๑๔ เม่ือการดําเนินการตามที่ไดรับอนุญาตเสร็จสิ้นหรือมีการยุติการดําเนินการ ตามขอ ๑๓ ใหผ ไู ดร บั อนญุ าตรายงานผลการดาํ เนนิ การตอ ผมู อี าํ นาจอนญุ าตภายในสามวนั นบั แตว นั ทก่ี ารดาํ เนินการเสรจ็ ส้ินหรอื ยุตกิ ารดาํ เนินการ รายงานผลการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการ ปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ กาํ หนด ขอ ๑๕ ในกรณีจําเปนเรงดวนและมีเหตุอันสมควร ใหเจาพนักงานมีอํานาจปฏิบัติการ อําพรางไปกอนโดยไมตองไดรับอนุญาตแลวรายงานโดยระบุความจําเปนเรงดวนและเหตุอันสมควร ตอ ผูม ีอํานาจอนญุ าตโดยเรว็ ทงั้ น้ี ตอ งไมเ กินสามวันนบั แตวนั ทีเ่ ริม่ ปฏิบัตกิ ารอาํ พราง ในกรณที ก่ี ารปฏบิ ตั กิ ารอาํ พรางตามวรรคหนง่ึ ยงั ไมแ ลว เสรจ็ ใหด าํ เนนิ การขออนญุ าตตาม หมวด ๑ ในทันทที ี่สามารถกระทาํ ไดต อไป ขอ ๑๖ ใหผ บู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปราม ยาเสพตดิ แตงตัง้ นายทะเบียนเพอ่ื ดําเนนิ การ ดังตอ ไปนี้ (๑) จัดทําระบบขอมูลเก่ียวกับการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตาม ที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๒) ประสานงานกับหนวยงานที่เก่ียวของ เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบ การใชอ าํ นาจตามที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ (๓) รวบรวมและจัดเก็บเอกสารและหลักฐานการขออนุญาต การอนุญาต และการรายงานตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวงน้ี เพ่อื เปน ขอ มลู สําหรบั การควบคุมและตรวจสอบ (๔) จัดทํารายงานผลการดําเนินการประจําปเสนอตอผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ แลว แตก รณี โดยใหร ายงานขอ เทจ็ จรงิ ปญ หา อปุ สรรค ปรมิ าณ และผลสําเรจ็ ของการดําเนินการ (๕) เสนอความเหน็ ตอ ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด แลวแตกรณี เพ่ือประโยชนในการควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงาน เก่ียวกับการอาํ พราง

๖๕ เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๓๕ ก หนา ๒๓ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา (๖) ปฏิบัติการอ่ืนใดเก่ียวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ตามท่ีผูบัญชาการตํารวจ แหง ชาตหิ รอื เลขาธิการคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติดมอบหมาย แลวแตก รณี ใหไว ณ วนั ท่ี ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ย่ิงลักษณ ชินวตั ร นายกรัฐมนตรี พลตาํ รวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรวี า การกระทรวงยตุ ิธรรม

๖๖ คาํ ÊÑè§สํา¹¡Ñ §Ò¹ตําÃǨá˧‹ ªÒμÔ ·Õè õò÷/òõõõ àÃ×èͧ ÁͺËÁÒÂอาํ ¹Ò¨à¡ÕèÂǡѺ¡ÒÃÍ¹ÞØ ÒμáÅСÒÃáμ§‹ μé§Ñ ¹Ò·ÐàºÂÕ ¹à¾×èÍ¡ÒÃÊº× Êǹ¤ÇÒÁ¼Ô´ μÒÁ¡®ËÁÒÂà¡ÕèÂÇ¡ºÑ ÂÒàʾμÔ´ ------------------- เพ่ือใหการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของสํานักงานตํารวจแหงชาติ เปนไปดวยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๐ ประกอบขอ ๘ ขอ ๑๖ ของกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับ ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ และขอ ๘ ขอ ๑๙ ของกฎกระทรวงวาดวยการครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพื่อการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ จึงมอบอํานาจการอนุญาตปฏิบัติการอําพราง การอนุญาตครอบครองและใหมีการ ครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพ่ือการสืบสวนความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และอาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๗๔ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มอบอํานาจการแตง ตั้งนายทะเบียน ใหผูดํารงตําแหนง ดงั ตอไปน้ี ๑. การอนญุ าตปฏบิ ตั กิ ารอําพราง ๑.๑ ผูบัญชาการ รองผูบัญชาการ ผูบังคับการ รองผูบังคับการ ผูกํากับการ หวั หนา สถานตี าํ รวจ หรอื หวั หนา หนว ยงานทที่ าํ หนา ทใี่ นงานปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ ในสงั กดั ๑.๑.๑ กองบญั ชาการตํารวจนครบาล ๑.๑.๒ ตํารวจภูธรภาค ๑-๙ ๑.๑.๓ ศูนยปฏิบตั กิ ารตาํ รวจจงั หวดั ชายแดนภาคใต ๑.๑.๔ กองบญั ชาการตาํ รวจสอบสวนกลาง ๑.๑.๕ กองบญั ชาการตาํ รวจปราบปรามยาเสพตดิ ๑.๑.๖ กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ๑.๒ ใหผทู ่ไี ดร ับมอบหมายตาม ๑.๑ โดยตาํ แหนง ผูบ ัญชาการใหมอี ํานาจอนุญาต ปฏิบตั กิ ารอําพรางตามขอ ๓ (๑) และตําแหนงผูก ํากับการข้ึนไป มอี าํ นาจอนญุ าตปฏิบัตกิ ารอําพราง ตามขอ ๓ (๒) และ (๓) ของกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัตกิ ารอําพรางเพ่อื การสืบสวนความผิดตาม กฎหมายเกีย่ วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๕๕

๖๗ ทงั้ น้ี หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการพจิ ารณาอนญุ าตใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วาดวยการปฏบิ ตั กิ ารอาํ พรางเพอื่ การสบื สวนความผดิ ตามกฎหมายเกยี่ วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๒. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจอนุญาตการครอบครองหรือใหมี การครอบครองยาเสพติดภายใตก ารควบคุมใหกบั ทุกหนวยงานในสงั กดั สํานกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ทงั้ น้ี หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการพจิ ารณาอนญุ าต ใหถ อื ปฏบิ ตั ติ ามกฎกระทรวง วาดวยการครอบครองและใหมีการครอบครองยาเสพติดภายใตการควบคุมเพ่ือการสืบสวนความผิด ตามกฎหมายเกยี่ วกบั ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๓. การแตงต้ังนายทะเบียนตามกฎกระทรวงวาดวยการปฏิบัติการอําพรางเพื่อการ สืบสวนความผิดตามกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ เปนอํานาจของผูดํารงตําแหนง ดังตอไปน้ี ๓.๑ ผูบ ัญชาการตาํ รวจนครบาล ๓.๒ ผูบ ัญชาการตํารวจภธู รภาค ๑-๙ ๓.๓ ผูบัญชาการศูนยป ฏิบัตกิ ารตํารวจจงั หวัดชายแดนภาคใต ๓.๔ ผูบญั ชาการตาํ รวจสอบสวนกลาง ๓.๕ ผบู ญั ชาการตาํ รวจปราบปรามยาเสพติด ๓.๖ ผบู ญั ชาการตาํ รวจตระเวนชายแดน ๔. ผูบัญชาการตํารวจปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจแตงต้ังนายทะเบียนตาม กฎกระทรวงวา ดว ยการครอบครองและใหม กี ารครอบครองยาเสพตดิ ภายใตก ารควบคมุ เพอื่ การสบื สวน ความผดิ ตามกฎหมายเก่ยี วกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๕ ๕. ใหหนวยงานระดับกองบัญชาการตามขอ ๑ และ ขอ ๓ รายงานขอมูลเก่ียวกับ การอนุญาตและการแตงต้ังนายทะเบียนภายในกองบัญชาการใหกองบัญชาการตํารวจปราบปราม ยาเสพติดทราบทันที เพ่ือจัดทําเปนฐานขอมูลกลางของสํานักงานตํารวจแหงชาติและเพื่อประโยชน ในการควบคุมตรวจสอบขอมูล และการประสานงานระหวางสวนราชการที่เก่ียวของไดอยางมี ประสทิ ธิภาพสงู สุด ๖. ใหหนวยงานในสังกัดสํานักงานตํารวจแหงชาติทุกหนวยงาน ใหความรวมมือ และสนับสนุนในการปฏิบัติงานตามอาํ นาจหนาท่ีของหนวยงานตามขอ ๑ - ขอ ๔ ทั้งน้ี ตงั้ แตบ ดั นเ้ี ปน ตน ไป สง่ั ณ วนั ท่ี ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ พลตาํ รวจเอก (เพรียวพันธ ดามาพงศ) ผูบัญชาการตาํ รวจแหง ชาติ

๖๘

๖๙ º··èÕ ô °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ㹡ÒÃÊ׺Êǹ ô.ñ °Ò¹¢ÍŒ ÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ ʶҹÕตาํ ÃǨ ô.ñ.ñ ¢ÍŒ ÁÅÙ º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื การสอดสอ งพฤตกิ ารณแ ละความเคลอ่ื นไหวของบคุ คลทพี่ น โทษ จากเรอื นจาํ เปน เวลา ๑๒ เดอื น เพอื่ ปอ งกนั ไมใ หบ คุ คลนนั้ กลบั ไปกระทาํ ความผดิ อกี หรอื ถา ไปกระทาํ ความผิดอีกก็สามารถจับกุมตัวไดอยางรวดเร็ว เปนการปองกันอาชญากรรมกอนเกิดเหตุการณ สอดสอ งบุคคลพนโทษคอยสอดสอ งพฤตกิ รรมเปนเวลา ๑๒ เดอื น ¡ÒÃÊʹʋͧ¤¹¾Œ¹â·É ¤¹¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É ¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ เพื่อเปนการปองกัน และปราบปรามอาชญากรรมใหไดผลอยางแทจริงและชวยในการสืบสวนหาผูกระทําผิดมาลงโทษ อยา งรวดเร็ว จงึ มีความจําเปน อยางยิ่งทีจ่ ะตอ งมีการสอดสอ งพฤติการณการเคลื่อนไหวของบคุ คลพนโทษ ประเภทของบุคคลพนโทษทจ่ี ะตอ งควบคุมสอดสอ งในหนาทตี่ ํารวจ เมอ่ื ผกู ระทาํ ความผดิ ไดร บั โทษถงึ จาํ คกุ และไดร บั การพกั การลงโทษหรอื พน อาญาออกไป จากเรือนจําและทัณฑสถานแลว จําเปนอยางย่ิงที่ตํารวจทองที่ที่บุคคลพนโทษจะไปมีภูมิลําเนาอยู จะตองคอยสังเกตพฤติการณและการเคล่ือนไหวของผูน้ันหลังจากไดรับขาวสารและขอมูลจาก กองทะเบียนประวัติอาชญากรหรือวิทยาการสวนภูมิภาค คือ ศูนยพิสูจนหลักฐาน ซึ่งบุคคลพนโทษ ท่ีตองควบคุม สอดสองพฤตกิ ารณและการเคลอื่ นไหวในหนาที่ของตาํ รวจน้นั มีอยู ๓ ประเภท - º¤Ø ¤Å¾¡Ñ ¡ÒÃŧâ·É หมายถงึ ผตู อ งขงั ในเรอื นจาํ ทไ่ี ดร บั โทษไปแลว แตเ พยี งบางสว น แตใ นขณะทถ่ี กู คมุ ขงั อยนู น้ั ทางกรมราชทณั ฑเ หน็ วา ผนู นั้ เปน ผทู มี่ คี วามประพฤตดิ ี อยใู นระเบยี บวนิ ยั ของทางราชการ มีกิริยาวาจาเรียบรอยดี จึงส่ังใหพักการลงโทษตามกําหนดเวลาท่ีทางกรมราชทัณฑ กําหนดใหหรอื จนกวาจะไดรบั การปลดปลอ ยใหพ นโทษไปอยา งจริงจัง - ºØ¤¤Å¾Œ¹â·É หมายถึง บุคคลท่ีถูกศาลพิพากษาลงโทษใหจําคุก ปรับสถานเดียว หรือเพียงแตการรอการลงอาญา หรือพิพากษาใหสงตัวเขาฝกอบรมในสถานสงเคราะหของ กรมราชทณั ฑ และเม่ือไดร บั โทษนัน้ ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถือวา เปนบุคคลพน โทษ - ºØ¤¤Å·Õè໚¹¼ÙŒÃŒÒ·ŒÍ§¶èÔ¹ หมายถึง บุคคลที่เคยตองโทษและระยะการสอดสอง พฤติการณไปแลว แตยังปรากฏวาประพฤติตนเปนผูรายอาชีพ หรือมีพฤติการณท่ีสอแสดงวาเปน ผูรายอยูหรืออาจฟงไดวากระทําความผิดอยูเสมอสุดแลวแตโอกาสจะอํานวยใหเมื่อใด ใหถือวาเปน ผูรา ยทองถ่นิ โดยบทบญั ญตั ขิ องพระราชบญั ญตั ริ าชทณั ฑ พ.ศ.๒๔๗๙ ไดก าํ หนดวธิ กี ารการใหป ระโยชน แกผูตองขัง ที่จะไดรับการปลอยตัวกลับไปอยูกับครอบครัวกอนกําหนดโทษ โดยวิธีการคุมประพฤติ ในชมุ ชนรวม ๓ วิธี

๗๐ ñ. ¾Ñ¡¡ÒÃŧâ·É มีวัตถุประสงคเพ่ือปลดปลอยนักโทษท่ีมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความกา วหนา ในการศกึ ษาและทาํ งานเกดิ ผลดหี รอื ทาํ ความชอบแกพ เิ ศษ ออกไปอยภู ายนอกเรอื นจาํ กอนครบกําหนดโทษตามคําพิพากษา à§è×͹ä¢สาํ ËÃѺ¼Ù¾Œ ¡Ñ ¡ÒÃŧâ·ÉμÍŒ §»¯ÔºμÑ Ô - กําหนดใหไ ปรายงานตัวตอเจา หนา ทีเ่ ปน ประจาํ - ใหอ ยูในทอ งท่อี ันจํากดั จะออกนอกเขตทองท่ตี องไดร บั อนุญาตกอ น - หามมใิ หพกอาวุธปน - หา มคบคาสมาคมกบั นกั เลงอันธพาลหรอื บุคคลผูพ กั การลงโทษดว ยกนั ถาผูไดรับการพักการลงโทษประพฤติอยูในกรอบแหงการพักการลงโทษโดยตลอด เม่ือครบกําหนดตามคําพิพากษาแลวก็จะไดรับการปลอยตัวเปนบุคคลพนโทษ แตถาระหวางพักการ ลงโทษผูใดประพฤติผิดเงื่อนไขการพักการลงโทษที่กําหนดไว หรือกระทําความผิดอาญาข้ึนมาใหมก็จะถูก คมุ ขังยงั เรอื นจําเพอ่ื รบั โทษทเ่ี หลืออยูตอ ไปและถูกเพิกถอนการพกั การลงโทษ ò. º¤Ø ¤Å¾¹Œ â·É คอื บคุ คลทถ่ี กู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ปรบั สถานเดยี วหรอื เพยี งแตร อการลงอาญา หรือพิพากษา ใหสงตัวเขาสถานฝกอบรมในสถานสงเคราะหของกรมราชทัณฑ เม่ือไดรับโทษน้ัน ครบกําหนดตามคําพิพากษาแลว ใหถ ือวา เปน บคุ คลพนโทษ ตาํ ÃǨ·ŒÍ§·è¡Õ Ѻº¤Ø ¤Å¾Œ¹â·É สําหรับการควบคุมพฤติการณและการสอดสองความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ น้นั เมอ่ื หนว ยงานวทิ ยาการสงประวัติคนพนโทษ (แบบฟอรม ทว.กาํ หนด) ไปใหส ถานีตาํ รวจทองท่ี ที่ผูพนโทษจะไปอยู แลว ใหทางสถานตี ํารวจทอ งท่ปี ฏบิ ัติ ดงั นี้ - สง่ั เจา หนา ทต่ี าํ รวจคอยสงั เกตการณแ ละความเคลอ่ื นไหวตา งๆ ของบคุ คลพน โทษ รายงานพฤติการณความเคล่ือนไหวตาง ๆ ของบุคคลพนโทษนั้น สงไปใหหนวยท่ีเกี่ยวของทราบ สําหรับ สน.ใหสงแบบรายงานพฤติการณและความเคลื่อนไหวน้ีตรงไปยัง ฝาย ฯ ๑ ทว. สวน สภ. ใหส งไปยังศนู ยพ สิ จู นห ลักฐาน และใหสง ทว. ดว ย - การรายงานใหรายงานทุกเดือน โดยสงใบรายงานนี้ออกจาก สน./สภ. ภายใน วนั ท่ี ๕ ของทุกเดอื นจนกวาจะครบ ๑๒ เดือน หลังจากท่ไี ดพ น โทษไป แตถ า มเี หตกุ ารณเปน พิเศษ ทจ่ี ะตอ งรายงานใหท ราบ จะตอ งรายงานใหท ราบเปน การดว นโดยไมต อ งรอใหค รบกาํ หนดวนั รายงาน ประจาํ เดอื น - เม่ือบุคคลพนโทษหรือบุคคลผูพักการลงโทษคนใดยายภูมิลําเนาออกไปจากทองท่ี ให สน./สภ. เดิมสงบัตรประวัติอาชญากรของบุคคลพนโทษไปให สน./สภ. แหงใหมเพื่อดําเนินการ สืบพฤติการณและความเคลื่อนไหวของบุคคลน้ันตอไป แลวรายงานการยายภูมิลําเนาของบุคคล พน โทษไปใหหนว ยงานท่ีเก่ยี วขอ ง

๗๑ - ถา บคุ คลพน โทษนนั้ กระทาํ ความผดิ อกี ถงึ กบั ถกู จบั คมุ ขงั ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษ จาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั นิ นั้ คนื หนว ยทเ่ี กย่ี วขอ ง พรอ มทงั้ รายงานดว ยวา ถกู จบั กมุ ในขอ หาอะไร ถกู ศาล พพิ ากษาวา อยา งไร ถา ถกู ศาลพพิ ากษาวา ใหป ลอ ยตวั ไปโดยยกฟอ งไมต อ งสง บตั รประวตั คิ นื ใหร ายงาน พฤติการณและความเคลื่อนไหวตอไป - สอดสองและรายงานพฤติการณความเคลื่อนไหวของบุคคลพนโทษ ใหกระทํา และรายงานเพยี ง ๑๒ เดอื น นับตัง้ แตว ันทบ่ี คุ คลนัน้ พนโทษไดถ กู ปลอ ยตวั ออกมาจากเรอื นจาํ - เม่ือพน ๑๒ เดือนแลว ใหเ ก็บบตั รประวัติอาชญากรนน้ั ไวท ่ี สน./สภ. เพอื่ จะได สอดสองดูแลพฤติการณตอ ไปแตไมตองรายงานอกี ËÅ¡Ñ ¡Òû¯ºÔ μÑ Ô¡Ñºº¤Ø ¤Å·èàÕ »š¹¼ÙÃŒ ÒŒ ·͌ §¶èÔ¹¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·èตÕ าํ ÃǨ ๑) สอดสองดูแลพฤตกิ ารณแ ละการเคลือ่ นไหวเปน พิเศษอยา งใกลชดิ ๒) ขน้ึ ทะเบยี นเปนผรู า ยทอ งถ่นิ โดยแยกเกบ็ บตั รประวัติอาชญากร ๓) แจง การขนึ้ ทะเบียนบุคคลเปนผรู ายทองถิ่นไปยังสวนราชการท่ีเก่ียวขอ ง ๔) เม่ือผูรายทองถิ่นยายภูมิลําเนา ใหสงบัตรประวัติไปยังสถานีตํารวจท่ียายไปอยู แหง ใหมแ ลว รายงานหนว ยท่ีเก่ยี วขอ งทราบ ๕) เมอื่ ผรู า ยทอ งถนิ่ กระทาํ ความผดิ ถกู ศาลพพิ ากษาลงโทษจาํ คกุ ใหส ง บตั รประวตั คิ นื หนว ยงานที่เกี่ยวของ ๖) เมอื่ ผรู า ยทอ งถน่ิ กลบั ตนเปน พลเมอื งดี หรอื ถงึ แกก รรมใหร ายงานหนว ยทเี่ กยี่ วขอ งทราบ เพ่อื ถอนทะเบียนผูร ายทองถนิ่ ô.ñ.ò á¿Á‡ »ÃÐÇÑμԺؤ¤Å·àèÕ ¡ÕèÂÇ¢ŒÍ§¡ºÑ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ, ÊÒÂÅѺ, ʶҹ·,Õè áËŧ‹ ¢Ò‹ Ç แฟมประวตั บิ คุ คลท่เี ก่ียวของกบั อาชญากรรม, สายลับ, สถานท่ี, แหลง ขาว มปี ระโยชน อยางมากสําหรับงานสืบสวน เนื่องจากบางครั้งคนรายไปกอเหตุ และทราบแตเพียงช่ือเลน ฝายสืบสวนก็สามารถมาคนขอมูลจากแฟมประวัติท่ีเคยจัดทําไวที่หองสืบสวน ซ่ึงอาจพบขอมูลของ คนรา ยจนกระทงั่ นําไปสูการขอออกหมายจับคนรายดงั กลาวได

๗๒ ô.ò °Ò¹¢ŒÍÁÙÅ¡ÒÃÊº× ÊǹÃдºÑ สาํ ¹Ñ¡§Ò¹ตําÃǨáË‹§ªÒμÔ ô.ò.ñ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙźؤ¤Å·Ò§·ÐàºÕ¹ÃÒɮÏ ทําãËŒ·ÃÒº¶Ö§ ๑. ชือ่ สกลุ หมายเลขบตั รประชาชน ๒. ภาพถายทางทะเบยี นราษฎร ๓. ภมู ิลําเนาเดมิ สถานทีอ่ ยู เครอื ญาติ ๔. รายการเปลยี่ นแปลงชอ่ื สกุล ที่อยู ๕. บุคคลผรู บั รองรายการบัตร ๖. หมายเลขโทรศพั ท ô.ò.ò ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÅÙ ÂÒ¹¾Ò˹Рทาํ ãËŒ·ÃÒº¶§Ö ๑. ชอื่ สกลุ ผูครอบครองผถู ือกรรมสิทธ์ยิ านพาหนะ ๒. ท่ีอยูผ คู รอบครองผถู ือกรรมสิทธย์ิ านพาหนะ ๓. หมายเลขเคร่อื งยนต หมายเลขตวั ถัง ๔. วันเดือนปท ่จี ดทะเบยี น áËŧ‹ ·ÁèÕ Ò¢Í§¢ÍŒ ÁÅÙ - โปรแกรม POLIS ของ ตร. - โปรแกรม CRIMES â»Ãá¡ÃÁ POLIS

๗๓ â»Ãá¡ÃÁ CRIMES ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹РμÃǨÊͺ¨Ò¡ÈٹʡѴ¡¹Ñé ¡ÒÃลําàÅÕ§ÂÒàʾμÔ´

๗๔ ô.ó °Ò¹¢ŒÍÁÅÙ ¡ÒÃÊº× Êǹ¨Ò¡Ë¹‹Ç§ҹÍ×è¹ การตรวจสอบขอ มลู บุคคลทางทะเบียนราษฎร โปรแกรม AMI ของกรมการปกครอง Āöć÷ëċÜðøąđõìïÙč Ùú Āöć÷ëÜċ øĀÿĆ ×ĂÜÿĞćîÖĆ àċęÜöǰĊ ǰðøąđõì ìąđï÷Ċ î êĆüđú×êøüÝÿĂïÙüćöëÖĎ êĂš Ü Āöć÷ëÜċ ÖúčöŠ ì×Ċę ĂÜïčÙÙúĒêúŠ ą Āöć÷ëċÜúĞćéĆïì×Ċę ĂÜïčÙÙúĔîĒêŠ ðøąđõìêćöĀúÖĆ ĒøÖǰĀøČĂđúöŠ ìĊę úąÖúŠöðøąđõìǰĀøĂČ ĔïÿêĉïĆêø

๗๕ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅÂÒ¹¾Ò˹Р¨Ò¡¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¨Ò¡Ãкº DXC ¢Í§ÈÙ¹ÂᏠšà»ÅÂÕè ¹¢ŒÍÁÅÙ ¡Ãкǹ¡ÒÃÂØμÔ¸ÃÃÁ

๗๖ ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·Ò§¸¹Ò¤Òà ¡ÒÃÊ׺Êǹ·Ò§¡ÒÃà§Ô¹ ทาํ ใหท ราบถงึ ชือ่ สกลุ ที่อยู หมายเลขโทรศพั ทของผูเปดหมายเลข เลขบญั ชีหากทราบ หมายเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก ทําใหทราบขอมูลท่ีอยู หมายเลขโทรศัพทของผูเปดบัญชี การเคลอ่ื นไหวทางบัญชีกลอ งวงจรปด ผานกลองวงจรปดของทางธนาคาร ñ. ¢ÍŒ ÁÅÙ ·Õäè ´¨Œ Ò¡¡ÒÃμÃǨÊͺºÑÞªÕ ๑. คําขอเปดบญั ชี ๒. ขอ มูลบคุ คลประกอบการขอใชบริการ ๓. รายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ò. à·¤¹Ô¤¡ÒÃμÃǨÊͺºÑÞª¸Õ ¹Ò¤ÒÃã¹àºÍ×é §μŒ¹ ๑. ตรวจสอบสาขาบญั ชธี นาคาร ๒. ตรวจสอบเจา ของบัญชีผานทาง i - banking ๓. ตรวจสอบเจาของบญั ชผี า นทาง ATM ฯลฯ ó. áËÅ‹§¢ÍŒ ÁÙÅ㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ·Ò§¸¹Ò¤Òà - ธนาคารพาณิชยทกุ สาขา (โดยเฉพาะสาขาเจาของบัญชี) http://www.bot.or.th/Thai/Pages/BOTDefault.aspx - ตรวจสอบสาขาไดจากเว็บไซตข องธนาคารแหง ประเทศไทย ô. ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅ·Ò§¸¹Ò¤Òà Website ¸¹Ò¤ÒÃáË‹§»ÃÐà·Èä·Â

๗๗ õ. μÃǨÊͺÀÒ¾¨Ò¡¡ÅÍŒ §Ç§¨Ã»´ ¢Í§¸¹Ò¤ÒÃà¾Í×è ËÒμÇÑ ¤¹ÃÒŒ  ภายหลังจากที่ไดทําการตรวจสอบขอมูลหมายเลขบัญชีธนาคารดังกลาวแลว และพบหลักฐานเก่ียวกับการโอนเงิน ใหขอทําการตรวจสอบภาพจากกลองวงจรปดของธนาคาร การตรวจสอบภาพวงจรปดจากธนาคารน้ัน จะตองทําหนังสือไปตรวจสอบจากธนาคาร พรอมทั้ง ออกหมายเรยี กเปนหมายเรยี กพยานเอกสาร ö. μÃǨÊͺ¢ŒÍÁÅÙ ¸ÃØ ¡¨Ô ¡ÒäŒÒ เชน บริษัท หางหนุ สวนจาํ กดั งบดุล ฯลฯ ทาํ ใหทราบถึง - ตรวจสอบทีอ่ ยู ที่ตั้ง บรษิ ัท หา งหุนสว นจาํ กัด - ตรวจสอบกรรมการของบรษิ ทั หา งหุนสว นจาํ กดั ¡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÙÅ·ÐàºÂÕ ¹¸ÃØ ¡Ô¨ การตรวจสอบขอมูลทะเบียนธุรกิจ เปนการตรวจสอบขอมูลนิติบุคคลวา บริษัทจาํ กัด หางหุนสวนจํากัด บริษัทมหาชน มีใครเปนกรรมการบาง จํานวนเทาไหร และกรรมการผูจัดการ เปน ใคร นิติบุคคลดงั กลาวตงั้ อยูทใี่ ด áËÅ‹§¢ÍŒ ÁÅ٠㹡ÒÃμÃǨÊͺ¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÐàºÂÕ ¹¸ØÃ¡Ô¨ ๑. กรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณชิ ย ๒. เว็บไซตของกรมพัฒนาธรุ กจิ การคา http://www.dbd.go.th/main.php?filename=index

๗๘

๗๙ º··èÕ õ à·¤¹¤Ô ¡ÒÃÊº× Êǹ õ.ñ à·¤¹Ô¤¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จาํ (Observed recognition) ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´จํา หมายถึง การท่ีสมองสามารถจดจาํ ภาพท่ีสัมผัสไดอยางแจมชัด โดยสามารถแยกรายละเอยี ดการจดจาํ ไดว า ภาพทเ่ี หน็ ทงั้ หมดนน้ั ประกอบดว ยรายละเอยี ดอะไรบา ง บุคคลทั่วไปมักจะจําแบบไมไดสังเกต คือ เม่ือมองเห็นอะไรก็จะมองผานไป จะจําไดก็เพียงโครงราง เทา นนั้ เมอื่ ถามถงึ รายละเอยี ดกจ็ ะไมส ามารถตอบได หรอื จาํ ไดแ ตเ พยี งเปน ความรสู กึ ภายในของตน เทาน้ัน ไมสามารถบอกกลาวใหเปนรูปธรรมได ตัวอยางเชน จําเสียงคนได แตบอกไมไดวาเสียง แตกตา งกวา ผอู นื่ อยา งไร หรอื จาํ ทา เดินคนได แตบ อกไมไ ดว า เขาเดนิ ลกั ษณะอยา งไร หรอื จาํ หนา คน ได แตบ อกไมไดว าเขามีตําหนริ ูปพรรณอยางใด เปน ตน เนอื่ งจากบคุ คลธรรมดาทว่ั ไปกจ็ ะมคี วามจาํ อยแู ลว แตเ มอื่ บคุ คลผนู นั้ เขา มาเปน เจา หนา ที่ ตํารวจก็ควรท่ีจะตองเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจดจําแบบบุคคลท่ัวไปมาเปนการจําโดยมีวิธีสังเกต เขามารวมดวย เพื่อใหเปนรูปแบบการจําแบบเจาหนาที่ดวย การสังเกตจดจําของเจาหนาท่ีเปนการมอง สงั เกตเพ่ือจดจาํ รายละเอยี ดเกยี่ วกบั บคุ คล, สถานที่ และพฤติการณ ¢Ñ¹é μ͹¢Í§¡ÒÃÊѧà¡μ/¨´จาํ ๑. รบั รดู วยประสาทสมั ผัส (จาํ เปน ภาพรวมๆ) ๒. สงั เกตรายละเอียดปลกี ยอย ๓. จดสง่ิ ท่ีจาํ (พบ) ๔. จดจาํ จากทา ทางหรือบุคลิกทีแ่ สดงออก ¡Òè´จําตํา˹ºÔ ¤Ø ¤Å ๑. จดจําลกั ษณะใหญ เชน เพศ วัย รูปรา ง สีผวิ ๒. จดจําลกั ษณะเดน เชน แผลเปน ลายสกั ความพกิ าร ลกั ษณะเพยี งบางอยา งทสี่ ามารถ จําไดอ ยางแมน ยาํ เชน หนา เหมอื นนกั การเมอื ง ดารา ๓. จดจําเครื่องแตงกาย เชน ลักษณะเส้ือ กางเกง เข็มขดั สรอย แหวน นาิกา หมวก ๔. ใหรีบจดบนั ทกึ ทนั ทีใหจดตามท่เี ห็นจรงิ แลวมอบรายละเอยี ดใหเจาหนา ที่ผเู กย่ี วขอ ง ๕. การจดจาํ ใบหนาใหใชการจดจําใบหนาภาพรวมกอน ไมตองแยกจําทีละสวน แลว คอยใชก ารระลึกภาพใบหนา แยงเปน สว นๆ

๘๐ μÒÃÒ§áÊ´§Å¡Ñ ɳÐÀÒ¹͡·èãÕ ªŒÊѧà¡μ¨´จําä´Œ§Ò‹  ÅѡɳРÃÒÂÅÐàÍÕ´μ‹Ò§æ à¾È ชาย หญิง กะเทย ÇÂÑ เดก็ ผใู หญ วัยรุนหรือประมาณอายุเทาไร ฯลฯ ÃٻËҧ อว น ผอม สูง เตี้ย สันทดั รางกายกาํ ยํา หรือผอมแหง ฯลฯ ÊÕ¼ÔÇ ขาว เหลอื ง คลํ้า ซีด เห่ยี วยน ฯลฯ à¤ÃèÍ× §áμ§‹ ¡Ò เสื้อผา เครื่องประดบั สรอย แหวน นาฬก า หมวก ฯลฯ àªé×ͪÒμÔ ไทย จีน แขก ฝร่ัง ลูกครึ่ง ฯลฯ ¡ÒÃ椄 à¡μ¨´จํา¾ÄμÔ¡Òó เปน ลกั ษณะนสิ ยั บคุ ลกิ ภาพสวนตวั หรอื การใชในชีวติ ประจําวนั เชน - เขา ออกบานไมเ ปน เวลา - การเดนิ ทางมเี สน ทางประจําหรอื ไม - มรี า นอาหารประจาํ หรอื ไม - ลักษณะการขบั รถยนตชา หรือเรว็ - เปนคนข้รี ะแวงสงสัยหรือไม - ชอบไปทีใ่ ดที่ผดิ ปกติ - มีการทง้ิ ส่ิงของใดระหวา งทางหรอื จุดใดหรือไม ¡ÒÃÊѧà¡μ¨´¨íÒʶҹ·èÕ การสังเกตจดจําสถานที่ใหเริ่มจําจากสถานที่ต้ังน้ันกอน แลวสังเกตรายละเอียดภายใน การสังเกตควรสงั เกตทง้ั ภายนอกและภายใน ก. ลกั ษณะภายนอก - หากมีชื่อ ชื่อวาอะไร เลขที่อาคาร ทองที่เทาไร ชั้นใด ตั้งอยูบนถนนอะไร ลักษณะเดน ของอาคาร เชน ตึก ไม กระจก - ทางเขา -ออก มกี ่ที าง อยางไรบาง - สงิ่ ปลูกสรา งหรือสภาพแวดลอ มโดยรอบบริเวณภายนอกมีลักษณะอยางไร

๘๑ ข. สถานทีย่ อ ยหรือลักษณะภายใน ลักษณะภายในมีความเปนอยูอยางไร เชน จํานวนหองนอน หองนั่งเลน หองนํ้า หอ งครวั ประตู ลักษณะเฟอรนิเจอร สิ่งของเครอื่ งใช ค. ขนาดของพ้นื ที่ ÊèÔ§·ทèÕ าํ ãËŒà¡´Ô ¢ŒÍ¼Ô´¾ÅҴ㹡ÒÃ椄 à¡μ¨´จาํ ๑. สภาพจติ ใจหรอื อารมณข องผูจ ดจาํ เชน กําลังหงดุ หงดิ ไมสบายใจ ๒. ขาดความสนใจ ใสใ จ ตอเหตุการณท ่เี กิดขึ้น ๓. การมีความรสู ึกอคติ ทง้ั ตอ งาน หรือกบั เปา หมาย õ.ò à·¤¹Ô¤¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·èÕ การสํารวจสถานท่ี (Casing) คือ การสํารวจตรวจสอบเพื่อทราบรายละเอียดตางๆ เกย่ี วกบั สถานทท่ี จี่ ะปฏบิ ตั งิ านและเพอ่ื ดาํ เนนิ การวางแผนปฏบิ ตั กิ าร โดยเฉพาะการสบื สวนแบบเฝา จดุ สะกดรอยติดตามพฤติการณของบุคคล เปนการกระทําเพื่อหาขอมูลทางดานการขาวเกี่ยวกับบุคคล และสถานทก่ี อ นการปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ ขอ มลู ทไ่ี ดจ ะนาํ มาใชใ นการวางแผนการปฏบิ ตั งิ าน กาํ หนดจดุ และ ตําแหนงหนาที่ของผปู ฏิบตั ิแตละคน ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. เพ่ือใหร ชู อ งทางทีด่ ีทีส่ ุด ในการเขา-ออก สถานท่ปี ฏิบตั ิการ ๒. เพ่ือใหร ูว า จะใชว ธิ ใี ดในการอําพรางตัว เพื่อทีจ่ ะเขา ไปในสถานท่ปี ฏิบตั กิ าร ๓. เพื่อใหร ูวา สถานท่ปี ฏบิ ัตกิ ารมอี ปุ สรรคในการดาํ เนนิ งานอยางไร วิธกี ารในการสาํ รวจ จะดาํ เนินการใน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑. สํารวจดวยตา เปนการใชโสตประสาทและสายตาในการสังเกตจดจํา เน่ืองจาก อาคารสถานท่ีโดยสวนใหญมักจะไมอนุญาตใหมีการบันทึกภาพ ดังน้ันผูปฏิบัติจึงตองอาศัยเทคนิค ในการสงั เกตจดจํา หรอื แอบบนั ทกึ ภาพดวยอุปกรณตา งๆ ๒. สํารวจในทางลบั เปน การเขาไปปฏิบัตโิ ดยไมเปด เผยฐานะ ซง่ึ ผปู ฏิบัตจิ ะตองใชวิธี อาํ พรางตนซงึ่ จะตอ งไมใ หม สี งิ่ ผดิ สงั เกตวา เรากาํ ลงั ทาํ อะไร การสาํ รวจสถานที่ มกั จะตอ งกระทาํ คกู บั การสงั เกตจดจาํ เสมอ เพราะพบวา บางครงั้ เมอ่ื ไปทาํ การสาํ รวจ จะไมส ามารถนาํ กระดาษและปากกา มาเขยี นหรือจดขอ มลู ตา งๆ ได ฉะนนั้ จงึ ตองอาศยั การสังเกตและจดจําท่ดี ี และใหรบี จดรายละเอียด ทนั ทีสามารถจะจดได เพราะถา หากทง้ิ ไวน าน จะทําใหล มื ขอ มลู ทไ่ี ปสํารวจมาได

๘๒ ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃ㹡ÒÃสําÃǨʶҹ·Õè ñ. ¡ÒÃàμÃÕÂÁ¡Òà ๑.๑ กาํ หนดความตอ งการขาวสารท่ตี องการหาทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ ๑.๒ เตรยี มสรา งเรื่องเพ่อื ปกปด ตัวเอง ๑.๓ การเตรยี มในการวัดระยะโดยการเทียบกับสว นตา งๆ ของรา งกาย ๑.๔ หาขอ มลู หรอื ศกึ ษาสภาพทวั่ ไปเทา ทห่ี าไดจ ากแผนทห่ี รอื ภาพถา ยหรอื ขอ มลู ท่มี ีอยแู ลว ๑.๕ เวลาทีเ่ ขาไปสาํ รวจ ควรมีการเขาไปสาํ รวจหลายๆ คร้งั ในชวงเวลาท่ตี า งๆ กัน เพอื่ ดสู ภาพบคุ คลและสถานท่วี า เปล่ียนไปเชน ไร ๑.๖ เครอ่ื งมอื เคร่อื งใชท ่จี ําเปน ๑.๗ เตรียมเคร่อื งแตงกายใหเหมาะสมกบั สถานที่ ๑.๘ กําหนดวธิ ีการหาขาวอน่ื ๆ นอกเหนือจากการสํารวจสถานท่ี ๑.๙ คาดคะเนอันตรายและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได เพ่ือผูปฏิบัติการจะได เตรยี มการแกไ ขไวลวงหนา ò. ¡ÒÃŧÁ×Í»¯ÔºμÑ Ô§Ò¹ã¹¡ÒÃสาํ ÃǨʶҹ·èÕ ๒.๑ ระหวา งปฏบิ ตั กิ ารตอ งทาํ ตัวเปน ปกตแิ ละคิดถึงเรือ่ งที่ใชในการอําพรางตวั ๒.๒ รวบรวมขา วสารดวยการจดบันทกึ การวัดโดยการไมใ หผอู ืน่ สงั เกตเห็น ๒.๓ พยายามรวบรวมขาวสารใหไดครบถวนต้ังแตครั้งแรก เพื่อจะไดไมตองกลับ ไปอีกเพราะอาจผิดสงั เกต ๒.๔ เหตุการณหรือปรากฏการณในสภาพที่เปนอยูตามเวลาตางๆ ตองบันทึก อยา งถูกตอ ง ๒.๕ จุดท่ีถายภาพหรือจุดที่มองเห็นภาพของสถานที่ตองทําการบันทึกไวดวย ¡ÒÃà¢Õ¹ÃÒ§ҹ¡ÒÃสําÃǨʶҹ·èÕ จะตอ งมีรายละเอียดอยางนอ ย ดงั ตอ ไปน้ี ๑. ชื่อผูสํารวจ ถาเปนไปไดควรใชรหัสแทน เพราะถาใสช่ือแลวอาจเกิดอันตราย แกผูปฏิบัติในภายหลัง ๒. วันเวลาท่ที าํ การสาํ รวจ ตองชดั เจนแนน อน ๓. ขอมลู สถานที่ - เลขท่ีอาคาร/ชอื่ อาคาร - ลกั ษณะอาคารปูน ไม ปูนก่ึงไม - ทีต่ งั้ ของอาคาร ตลอดจนสถานทท่ี ่ีใกลเคียง ๔. เสนทางเขา-ออก - ภายนอกอาคาร - ภายในอาคาร (ถา สามารถทาํ ได) ๕. เสนทางคมนาคมและการจราจร เชน เดินรถทางเดียว หรือสองทาง สภาพถนน ๖. บุคคลในสถานท่ี - การแตง กาย - การพูดจา - ขนบธรรมเนียมประเพณี - อ่ืนๆ ท่คี วรทราบ

๘๓ ๗. การติดตอ สือ่ สาร - สัญญาณโทรศัพทช ัดเจนหรือไม - การใชวทิ ยสุ ่อื สารในจุดตางๆ มีความชัดเจนเพียงใด ๘. อุปสรรคและความเสีย่ งตางๆ ทีจ่ ะเกิดขนึ้ - ยาม/รปภ./สนุ ัข - กลองวงจรปด /สญั ญาณกนั ขโมย - กาํ แพงสูง/ลวดหนาม/รว้ั มีกระแสไฟฟา - คนเฝาระวังสถานที่ ๙. ความคดิ เห็น - ดี และไมดี - เฝา จุดไดหรอื ไม ถา ไดจะเฝาไดท่จี ุดใด - สามารถปฏิบัตกิ ารในทางลับไดหรือไม ๑๐. จัดทาํ แผนท่ปี ระกอบ/ภาพถายประกอบ - แผนที่โดยรอบประกอบทต่ี ้งั สถานท่ีใกลเ คยี ง เสนทางคมนาคม เปนตน - แผนท่สี ถานท่ีจะตองกาํ หนดทศิ ทางใหชดั เจน เชน ทศิ เหนือ, ใต, ออก, ตก - แผนทภ่ี ายในสถานท่ี เชน ภายในอาคาร แผนท่ีช้ันตา งๆ ของอาคาร - ภาพถา ยตอ งเปนภาพถา ยจรงิ ท่ีไดทาํ การสํารวจ ËÅÑ¡สํา¤ÑÞ㹡ÒÃสําÃǨ คือ ตองไปสํารวจจริง ใหขอมูลตามจริง หามใชการคาดเดา เห็นกบ็ อกวาเหน็ ไมเห็นก็บอกวา ไมเ ห็น õ.ó à·¤¹¤Ô ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Surveillance) กรณีนักสืบตองการหาขอมูลพยานหลักฐานเพ่ิมเติมเก่ียวกับบุคคล สถานท่ี ขอเท็จจริง และพฤติกรรม หรอื ตองการตรวจสอบความถูกตอ งของขาว สามารถใชเ ทคนคิ การเฝาจุดติดตามสะกดรอย มาใช ซงึ่ เปนเทคนคิ ในการรวบรวมขอ มลู ของนกั สบื ชนดิ หนึ่ง เทคนิคน้เี ปน เทคนิคท่ีตอ งใชร ะยะเวลา กําลังคน และความอดทนตอเนอื่ งของนักสืบดว ย ñ. ¤ÇÒÁËÁÒ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Monitoring And Surveillance) หมายถึง การเฝาสังเกตการณหรือติดตาม บุคคล ยานพาหนะ สถานที่ หรือ สิ่งของอื่นอยางตอเน่ืองหรือในชวงระยะเวลาหน่ึงโดยไมใหผูถูกเฝาสังเกตการณหรือผูถูกติดตามรูตัว (เวนบางกรณีทผี่ ูถูกเฝาสงั เกตการณห รือผถู ูกตดิ ตามรตู ัวได เชน เพือ่ ปอ งปรามไมใหค นรายกระทาํ ผิด เพ่อื อารักขาบุคคลหรือสายลับ) ò. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤áÅлÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒÃཇҨشμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ ๒.๑ เพอ่ื พทิ กั ษเจาหนา ที่ บุคคลสําคญั หรอื สายลับ ๒.๒ เพอ่ื หาขอ เทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานตา งๆ ๒.๓ เพอ่ื หาหรอื ชตี้ วั บคุ คลหรอื ผูทีม่ ีความสัมพันธก ับเปาหมาย

๘๔ ๒.๔ เพ่อื หารายละเอยี ดขอ มลู กิจกรรมตางๆ ของเปา หมาย เชน ทพ่ี ัก แหลงท่ี หลบซอ น แหลง ทีไ่ ปเปนประจาํ เปนตน ๒.๕ เพอื่ ทดสอบความนา เชอ่ื ถอื ของขา ว ความนา เชอื่ ถอื ของสายลบั หรอื แหลง ขา ว ๒.๖ เพื่อตองการทราบทซ่ี กุ ซอ นสิง่ ของผดิ กฎหมาย ๒.๗ เพื่อหาขอมูลสําหรบั ใชใ นการซักถาม สอบปากคํา ๒.๘ เพือ่ ตอ งการทราบแหลงท่ีพกั ท่ีหลบซอนของผกู ระทําผิด ๒.๙ เพอื่ หาขอ มลู สนบั สนุนการขอหมายจบั ๒.๑๐ เพือ่ พฒั นาดานขา วกรอง หรือตดิ ตามแหลงทม่ี าของขา วลือ ๒.๑๑ เพือ่ หาขอมลู ในการปองกนั อาชญากรรม เปนตน ó. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡ÒÃà½Ò‡ ¨´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ การเตรยี มการเฝา จุด ตดิ ตามสะกดรอย ๑. บุคคล ๒. ขอ มลู อปุ กรณ ๓. ศนู ยป ฏิบตั ิการ (Command & Control) ó.ñ ºØ¤¤Å เปน การเตรยี มตวั ของเจา หนาทเ่ี ฝาจดุ สะกดรอยในดานตางๆ ไดแ ก ó.ñ.ñ ¤Ø³ÊÁºμÑ Ô¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·ÕèÊС´ÃÍ·èÕ´Õ ตอ งมี - มีความรูทางดานหลักวิชาเฝาจุดติดตามสะกดรอย การสํารวจ (Casing) การทําแผนที่ การวางแผน การอําพราง การถา ยภาพ และยทุ ธวธิ ตี ํารวจ เปน ตน - มีความรอบรู ชํานาญสถานท่ี เสนทาง ในพ้ืนที่ที่จะไปเฝาจุด ตดิ ตามสะกดรอย - มีรปู รา ง และบคุ ลิกภาพ และการแตง กายทีเ่ หมาะสม - มคี วามจดจําที่ดี มีสมาธิ รอบคอบ ระมดั ระวงั - มีความสามารถในการประเมนิ บุคคล สถานการณ - เกบ็ ความลบั ไดด ี ต่นื ตวั อยูเ สมอ - มไี หวพรบิ ปฏภิ าณดี สามารถแกป ญ หาเฉพาะหนา ได มจี นิ ตนาการ

๘๕ - มคี วามอดทน เสยี สละ และควบคมุ อารมณไดด ี - สามารถทํางานรว มกับคนอ่ืนได ó.ñ.ò ʧÔè ·èÕà¨ÒŒ ˹Ҍ ·èÕÊС´ÃÍÂμŒÍ§ทาํ ËÃÍ× μÍŒ §ÃŒÙ¡Í‹ ¹»¯ÔºÑμ¡Ô Òà ๓.๑.๒.๑ เจาหนาที่สะกดรอยตองทําการศึกษาสถานท่ีที่จะ ไปทําการเฝาจุดติดตามสะกดรอย โดยตองไปสํารวจสถานที่ ดูท่ีตั้ง การคมนาคม ยานพาหนะ โดยสาร สิ่งแวดลอม กิจกรรมพ้ืนฐานในพ้ืนที่ เสนทางเขา-ออก จุดท่ีสามารถวางตัวสังเกตการณ จุดจอดรถ เปน ตน โดยตอ งทําการถายภาพ เขยี นแผนทีม่ ากอ นเพ่ือเปนขอมลู พื้นฐานในการวางแผน การปฏบิ ตั ิการ ๓.๑.๒.๒ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองทําความรูจักกับตัวเปาหมาย จากการชต้ี วั หรอื ดูภาพถาย ๓.๑.๒.๓ เจาหนาท่ีสะกดรอยตองเตรียมกระดาษ สมุด ดินสอ ปากกา หรอื เคร่อื งมอื บนั ทึกภาพ บนั ทกึ เสียง ตําหนิรูปพรรณของเปาหมาย เงนิ ทนุ สาํ รอง ๓.๑.๒.๔ เจาหนาที่สะกดรอยตองรูเกี่ยวกับทีมงาน มีใครบาง จํานวนก่ีคน ใชยานพาหนะอะไร มีเครือขายการติดตอส่ือสาร สัญญาณท่ีใชเปนอยางไร (แบบไมใช เครื่องมอื แบบใชเครื่องมือสื่อสาร แบบการใชส ่อื สารสนเทศ เปนตน) ó.ò ¢ŒÍÁÅÙ Í»Ø ¡Ã³ เจาหนา ทส่ี ะกดรอยตองเตรียมขอมูล ทรพั ยากร อปุ กรณ เครือ่ งใชสําหรบั ใชดาํ เนินการใหค รบถว น ไดแก ๓.๒.๑ ขอมูลของบุคคลเปาหมาย เชน ภาพถาย ตําหนิรูปพรรณ ตาํ หนพิ เิ ศษ นิสยั พฤตกิ รรม ยานพาหนะ การตดิ ตอสอ่ื สาร อาชพี สถานท่ที าํ งาน ประวัตติ องคดี ความอนั ตราย ครอบครัว บคุ คลท่ีเกีย่ วขอ งดวย โดยสังเขป เปนตน ๓.๒.๒ อปุ กรณก ารสอื่ สาร เชน วทิ ยสุ อื่ สาร โทรศพั ทม อื ถอื เครอื่ งมอื พเิ ศษ เปน ตน ควรตรวจสอบใหใ ชก ารไดเ ปน อยา งดี มถี า นหรอื แบตเตอรส่ี าํ รองไว เพราะอาจตอ งปฏบิ ตั กิ าร เปน เวลานานไมสามารถสบั เปล่ยี นกําลังได ๓.๒.๓ ยานพาหนะตองไมฉูดฉาด ตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอม ไมเปน ยานพาหนะ รนุ ยี่หอ สีของทางราชการตํารวจใช ไมต ิดสตก๊ิ เกอรเปน จุดเดน เปน ตน ๓.๒.๔ เส้ือผาเครื่องแตงกายตองเขากับสภาพแวดลอม รูจักกาลเทศะ สีไมฉูดฉาด ไมเปนที่สะดุดตา เชน เปนย่ีหอดังที่กําลังนิยม ควรเปนเสื้อผาที่ดูปกติที่สุดเทาท่ีทําได นอกจากน้ันควรเปนเสือ้ ผา ทม่ี ีความสะดวกสบายในการสวมใส เนื่องจากชัว่ โมงในการทํางานอาจยาวนาน เจาหนา ทอ่ี าจตอ งเตรียมเสือ้ ผา สาํ รองไวอ กี ชดุ หน่ึงเพอ่ื เปลย่ี นระหวา งปฏิบตั ิการได ó.ó Èٹ»¯ÔºÑμÔ¡Òà (Command and Control) ในการปฏิบัติการสะกดรอย ตดิ ตาม ตอ งมกี ารตงั้ ศนู ยค วบคมุ สง่ั การ เพอื่ ประโยชนใ นการวางแผนการสะกดรอย ควบคมุ สงั่ การให เปน ไปตามเปา หมาย ใหข อ มลู ตรวจสอบขอ มลู ทเี่ จา หนา ทส่ี ะกดรอยไดม าและสง กลบั ไปใหเ จา หนา ท่ี

๘๖ สะกดรอยใชป ระโยชน เชน ชือ่ ท่อี ยู ทะเบียนรถ ประวัตหิ มายจบั ตามโปรแกรม POLIS เปนตน และทําการชวยเหลือสนับสนุนในดานตางๆ แกชุดปฏิบัติงาน รวมถึงรวบรวมรายงานการสะกดรอย ภาพถา ย ขอมลู ทกุ ชนดิ ท่ไี ดม าจากการปฏิบตั กิ าร นําไปวเิ คราะหตอ ไป ô. ¡Ô¨¡ÃÃÁ·èàÕ ¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ ๔.๑ การสาํ รวจ Casing ๔.๒ การเขยี นแผนที่ ๔.๓ การอําพรางตวั ๔.๔ การสังเกตจดจาํ ๔.๕ การบันทึกภาพ และเสียง ๔.๖ การเคลือ่ นท่ี การวางตวั ๔.๗ การเฝาจดุ ๔.๘ การจดบันทึก ทาํ รายงาน ๔.๙ แผน ยทุ ธการ และการสง กําลงั บํารงุ õ. Í´Ø Á¤μÔ ¢ÍŒ ÃÐÅ¡Ö ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·μèÕ ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ เจาหนาที่สะกดรอยตองระลึกอยูเสมอวาในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาท่ีสะกดรอย มีหนาทส่ี าํ คัญอยู ๓ ประการ คือ ๕.๑ เปน นกั สืบ ๕.๒ เปน นกั รวบรวมขอ มลู และคาํ นงึ อยอู กี เสมอวา “เปา หมายหลดุ ดกี วา งานแตก” ๕.๓ การปฏบิ ัติงานสะกดรอย เนน การทํางานเปนทมี (Teamwork) สมาชิกทุกคนในทีมมีความสําคัญเทาเทียมกัน ตองรูขอมูลเทาๆ กัน แตอยางไรก็ตามตองยอมรับวาทุกคนมีความสามารถและถนัดไมเทากัน จึงเปนหนาที่ของหัวหนาชุด ท่จี ะแบงภารกิจตามความเหมาะสม “มีการส่อื สารทดี่ ี คิดเหมอื นกนั ไวใจ เช่อื มน่ั ในทีมงาน ซื่อสตั ย และภูมใิ จ ในงานทท่ี าํ ” ö. ¡ÒÃμ´Ô μÍ‹ Ê×èÍÊÒÃÃÐËNjҧ¡ÒÃཇҨ´Ø μÔ´μÒÁÊС´ÃÍ ö.ñ ¡ÒÃμ´Ô μÍ‹ ÊÍ×è ÊÒ÷ÁÕè Õà¤ÃÍè× §Á×ÍÊ×èÍÊÒà ในหลักการสากลเจา หนา ทสี่ ะกดรอย จะใชส ญั ลักษณห รือคาํ พูดแทนบคุ คลหรือกจิ กรรมตา งๆ ดงั น้ี ๖.๑.๑ ผูที่เราตดิ ตาม ใชค าํ วา “เปา หมาย” หรือ “Target” (T) หรือใน การพูดภาษาวทิ ยุอาจใชคาํ วา “กระตา ย” ๖.๑.๒ เจาหนาท่ีสะกดรอยผูที่อยูดานหนาสุดจะเปนผูสังเกตการณ เปาหมายและแจง ความเคลือ่ นไหวของเปา หมาย ใชค ําวา “ตา” หรอื “Eyeball”

๘๗ ๖.๑.๓ เจาหนาทส่ี ะกดรอยคนตอ ไปท่ีตดิ ตามมาจะใชคาํ วา Footman ๑ หรอื ๑ / Footman ๒ หรอื ๒ ตอ ไปเร่ือยๆ จะไมม กี ารเรยี กชื่อจรงิ นามสกุลจริง ตําแหนง หรอื อะไร ทีบ่ อกที่มาท่ไี ปไดเดด็ ขาด ๖.๑.๔ ยานพาหนะ ใชแทนคาํ วา “๑” “๒” “๓” หรือ “คนั ท่ี ๑” “คันที่ ๒” “คันท่ี ๓” ตอไปเร่อื ยๆ จะไมเ รียกยีห่ อ สี หรือชอ่ื คนขบั ö.ò ¡ÒÃμÔ´μ‹ÍÊ×èÍÊÒÃâ´ÂäÁ‹ÁÕà¤Ã×èͧÁ×ÍÊè×ÍÊÒà อาจใชสัญลักษณตางๆ แทน การพูดได เชน = เปนตา (eyeball) หรอื เปนผทู ีส่ ังเกตเปาหมาย วางมอื แนบลาํ ตัวแบมือโบกไปขางหนา = เคลอื่ นท่ีไปขางหนา วางมือแนบลาํ ตวั แบมือโบกไปขางหลงั = เคล่ือนทีไ่ ปขางหลัง วางมือแนบลําตัวแบมือ = หยดุ เคล่ือนท่ี วางมือแนบลาํ ตวั โบกฝามอื ไปทางซา ย = เลย้ี วซา ย วางมือแนบลําตวั โบกฝามอื ไปทางขวา = เล้ยี วขวา เปนตน ÷. »ÃÐàÀ·¢Í§¡ÒÃཇҨ´Ø μ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Surveillance Style) ประเภทของการติดตาม สะกดรอย ๑. แบบอยูก บั ที่ ๒. แบบเคลือ่ นที่ ๓. แบบใชเ ครอื่ งมอื พเิ ศษ ๔. แบบผสม (Fix Surveillance) (Mobile Surveillance) (Electronic Surveillance) (Mix Surveillance) ÷.ñ ẺÍÂÙ‹¡Ñº·èÕ ËÃÍ× ¡Òà½Ò‡ ¨Ø´ (Fix Surveillance) เปนการเฝาจุดติดตามสะกดรอยอยูกับท่ี ตองมีจุดหรือสถานท่ีเฝาดู (Observation Post / OP) ทเ่ี ปน อาคาร สถานที่ บางโอกาสอาจใชร ถยนตเปน จดุ เฝา ดไู ด การเฝา จุดตดิ ตามสะกดรอยแบบนเี้ ปน การเฝา ดพู ฤติกรรมท่ีอาจใชเ วลานาน

๘๘ ÷.ñ.ñ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õèà¡èÕÂÇ¢ŒÍ§¡Ñº¡ÒÃཇҨشμÔ´μÒÁÊС´ÃÍÂẺÍÂÙ‹¡Ñº·èÕ ä´Œá¡‹ - การถา ยภาพ บันทึกเสยี ง - การเขา ออกจดุ OP ของเจาหนา ที่ - เพ่ือนบาน - แสงอาทิตยที่สองเขามาใน OP มากเกินไปหรือไม อาจทําให บคุ คลภายนอกเหน็ เจา หนา ทส่ี ะกดรอยใน OP ได - กลางคนื ความมืดสรางปญ หาให OP หรอื ไม - สนุ ขั - การติดตอสื่อสาร - เรอ่ื งการอาํ พราง ÷.ñ.ò ¢ÍŒ คาํ ¹Ö§¡ÒÃãªÃŒ ¶Â¹μà »š¹ OP - ไมควรใชในระยะยาว เน่ืองจากอาจผิดปกติและสามารถถูกจับ พิรธุ ไดงา ย - ล็อกประตทู ุกคร้งั - จอดรถยนตใ นจดุ ทีไ่ มผ ิดปกติ เปนธรรมชาติ - ใชเ จาหนาท่ี ๑ คน เทา น้นั - น่ังในทนี่ ั่งผโู ดยสาร - ลดระดับเสียงวิทยสุ ่ือสารโดยเฉพาะในเวลากลางคนื - ไมควรสูบบุหรี่ - ไมจ อดรถใกลธนาคาร โรงเรยี น - เตรียมเครอ่ื งอําพราง - ใชก ําบงั ธรรมชาติ เปนตน ÷.ò Ẻà¤ÅèÍ× ¹·èÕ (Mobile Surveillance) เปน การตดิ ตามเปา หมายหรอื ผตู อ งสงสยั โดยวธิ เี ดนิ เทา หรอื ใชย านพาหนะ ข้ึนอยูกับสภาพแวดลอ ม ภูมิประเทศ และการจราจร ซ่งึ แยกออกเปน ประเภทยอยๆ ดังน้ี ๗.๒.๑ การตดิ ตามสะกดรอยโดยการเดินเทา (Foot Surveillance) ๗.๒.๒ การตดิ ตามสะกดรอยโดยใชย านพาหนะ (Mobile Surveillance) ๗.๒.๓ การติดตามสะกดรอยโดยวธิ กี บกระโดด (Leap Frog Forward Method) ÷.ò.ñ ¡ÒÃμÔ´μÒÁÊС´ÃÍÂâ´Â¡ÒÃà´Ô¹à·ŒÒ (Foot Surveillance) การสะกดรอยแบบน้ีจุดสําคัญอยูท่ีเจาหนาที่สะกดรอยคนแรก (Eyeball) ตองดาํ รงการสื่อสารกับทีมสะกดรอยได ตาํ แหนงของ Eyeball จะอยูในจุดท่ีสามารถเฝาสังเกต

๘๙ ความเคล่ือนไหวของเปาหมาย (Target) ในระยะที่ใกลมาก และสามารถเฝาดูสังเกตการณ ในรายละเอียดของเปาหมายใหไดมากที่สุด ซึ่งอาจเสี่ยงตอการถูกจับพิรุธมากที่สุด ฉะนั้นระยะหาง ระหวา ง Eyeball กบั Target จะใกลไ กลแคไ หนข้ึนอยูกับสถานการณ เชน มีกําบงั หรือไม เปน ตน ข้ึนอยูกับดลุ ยพนิ จิ ของ Eyeball แตอ ยูในระยะสายตา การตดิ ตามสะกดรอยโดยการเดินเทา แบงออกไดเ ปน ๓ ลกั ษณะ คือ 1) â´Â㪌¤¹æ à´ÕÂÇ (One man method) เปนวิธีการสะกดรอยท่ีเส่ียงตอ การถูกจับพิรุธมากท่ีสุด แตในบางสถานการณก็จําเปนตองใช เนื่องจากขาดเจาหนาที่หรือกรณี เจาหนาที่คนอ่ืนตามมาไมทัน เปนตน ตอเมื่อมีเจาหนาท่ีหรือเจาหนาที่อื่นตามมาทันแลว ควรปรับ วธิ ีการสะกดรอยใหม ¡Ã³ÕÁ¤Õ ¹àºÒºÒ§ãˌ͋½Ù ›˜§μ碌ÒÁ¶¹¹ การสะกดรอยแบบเดินเทาโดยใชคนๆ เดียว กรณีไมมีสิ่งกําบัง หรือผูคนเบาบาง Eyeball (E) ควรเดนิ อยูคนละฝง ถนนกับ Target(T) เยอ้ื งไปทางดา นหลัง แตถ าถนนกวา งมาก E สามารถอยถู นนฝง เดียวกบั T ได ระยะหา งใหอ ยูในระยะสายตา แตไมไกลเกนิ กวา จะตดิ ตามไดทัน

๙๐ ¡Ã³Õ¼¤ŒÙ ¹¾ÅØ¡¾Å‹Ò¹ กรณมี คี นพลุกพลาน สามารถใชผ คู นเปน ท่กี าํ บังและเขาใกล T มากข้ึนได ò) ¡ÒÃμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍÂâ´Â¡ÒÃà´¹Ô à·ÒŒ Ẻ¤‹Ù ËÃ×Í ò ¤¹ (Two man method) วิธีการแบบน้ีจะชวยลดความเสี่ยงในการถูกจับพิรุธ เนื่องจากเจาหนาที่ ๒ นาย จะสามารถสลบั ตาํ แหนง ไดต ลอดเวลา วธิ นี จี้ ะใชเ ทคนคิ เชน เดยี วกบั แบบคนๆ เดยี ว แตจ ะมเี จา หนา ที่ สะกดรอยคนอ่ืนมาชวยสนับสนุนในการสะกดรอย เรียกวา Footman มีหนาที่ติดตาม E และคอยสับเปลี่ยนกับ E ลักษณะการเดินจะเดินตาม E โดย Footman ไมจําเปนตองสังเกตเห็น เปาหมาย ตําแหนงของ E จะอยูหลังเปาหมาย สวน Footman จะอยูดานหลังของ E ในสถานการณที่การติดตามสะกดรอยมีผูคนเบาบางตําแหนงของ E ควรอยูคนละฝงถนนกับ T เยือ้ งไปดา นหลัง กรณีมีผคู นพลกุ พลาน E ควรอยฝู ง เดยี วกบั T ระหวาง E กบั Footman อยาลืมสลบั ตําแหนง กรณเี หน็ วา เปาหมายอาจรตู ัว ¡Ã³¼Õ Ù¤Œ ¹àºÒºÒ§

๙๑ ¡Ã³Õ¼ŒÙ¤¹¾ÅØ¡¾ÅÒ‹ ¹ ó) ¡ÒÃμÔ´μÒÁÊС´ÃÍÂâ´Â¡ÒÃà´¹Ô à·ÒŒ Ẻ·ÕÁ ËÃÍ× ABC System เปน วธิ กี าร สะกดรอยที่ไดผลมากท่ีสุด เจาหนาท่ีสะกดรอยคนท่ี ๑ Eyeball (E) และคนที่ ๒ Footman ๑ จะอยูถนนฝง ตรงขามเย้ืองกบั เปา หมาย Target (T) โดยไมจ ําเปน ตอ งเหน็ T สวนเจา หนาท่คี นที่ ๓ Footman ๒ จะอยูฝง เดียวกับ T หา งๆ โดยไมจ าํ เปน ตองเห็น T การสะกดรอยแบบ ABC System กรณีผคู นเบาบาง ¡Ã³¼Õ Œ¤Ù ¹àºÒºÒ§ • การสะกดรอยแบบ ABC System กรณีผูค นเบาบาง

๙๒ ¡Ã³¼Õ ŒÙ¤¹¾ÅØ¡¾Å‹Ò¹ • กรณมี ผี คู นพลุกพลาน และการสบั เปลย่ี นตําแหนง • ระยะเวลาในการสับเปลี่ยนตําแหนง แลวแตสถานการณ เมื่อคิดวาเปาหมาย อาจรตู วั ¢ÍŒ 椄 à¡μºÒ§»ÃСÒÃ㹡ÒÃμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍÂâ´ÂÇÔ¸àÕ ´Ô¹à·ŒÒ - ทําตวั ใหเปนธรรมชาติ - การรกั ษาความลบั - เตรียมการแกปญหาเฉพาะหนา - ไมค วรสมั ผัสทางสายตาโดยตรงกบั เปาหมาย - ระยะหา งระหวา งเปา หมายและเจา หนา ทค่ี วรอยใู นระยะทเี่ หมาะสมหรอื อยใู นสายตา - ตองตืน่ ตวั ตลอดเวลา - ใชก ําบงั ธรรมชาติเพ่อื ปกปด - การถายภาพ จดบนั ทกึ ตางๆ ตอ งระวงั ไมใหมีทาทางผิดปกติ ตอ งปกปด - กรณีเปาหมายเขาไปในตัวอาคาร เจาหนาที่อยางนอย ๑ นาย ตองติดตามเขาไป แตห ากเปนสถานทกี่ วา งใหญ ควรเขา ไปหลายนาย แตตองทง้ิ เจา หนาทีเ่ ฝาทางเขา ออกไวด ว ย - กรณีเปาหมายขึ้นลิฟต ถาเปาหมายเขาไปคนเดียวไมควรติดตามไป ใหคอยสังเกต ชนั้ จากสญั ญาณไฟของลฟิ ตแ ลว ตามไปทหี ลงั แตห ากมเี จา หนา ทสี่ ะกดรอยหลายนาย ใหเ ขา ไปในลฟิ ต อยา งนอย ๑ นาย เพือ่ ตามเปาหมายไป (เมอื่ ตามไปแลว ไดจ งั หวะอันสมควรตองเปลยี่ นตัวเจา หนา ท่ี สะกดรอยท่ตี ดิ ตามเปา หมายเขา ไปในลิฟตทนั ที)

๙๓ - กรณีเปา หมายเขาไปในสถานทีส่ าธารณะตาง ๆ เชน รา นอาหาร หา งสรรพสินคา โรงภาพยนตร โรงแรม หองสุขา เปนตน เจาหนาท่ีสะกดรอยสามารถเขาไปพรอมกับเปาหมาย ดําเนินกิจกรรมคลายๆ เปาหมาย และอยูใกลเปาหมายไดมากท่ีสุด อาจเขาไปแอบฟงการสนทนา ถา ยภาพใกลๆ ได เพราะในที่สาธารณะเปนสถานทเ่ี ปด การสงสัยมีนอย - กรณีเปาหมายเขาท่ีทําการไปรษณีย ใชบริการ internet ใชโทรศัพท มือถือ สาธารณะ ใชบริการตู ATM ถามีเอกสารรายการใหเก็บ และจดเวลาการใชบริการไว เพ่ือกลับมา เอาขอมูล หรือตรวจสอบขอมลู ในภายหลงั - เมื่อเปาหมายพบกับผูหนึ่งผูใดใหถายภาพผูที่มาพบไว หากเปนกรณีสงสัยรวม กระทาํ ผิด อาจแยกชุดสะกดรอยติดตามไปได - เมื่อเปาหมายหลุดจากการติดตาม Eyeball ตองแจงใหทุกคนทราบ เพื่อติดตาม หาเปาหมาย หากไมพ บเปาหมายจรงิ ๆ ใหแจง CO เพ่ือแกป ญ หาตอไป เปน ตน ¢ÍŒ ¤ÇÃทํา áÅÐäÁ¤‹ ÇÃทาํ ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õèμ´Ô μÒÁÊС´ÃÍ (Do & Don’t) • ¤ÇÃทํา • • äÁ¤‹ ÇÃทํา Don’t ทําตัวใหก ลมกลืน เคล่ือนไหว ลกุ น่ังผิดปกติ ใสใ จทาํ งานอยางเตม็ ท่ี การปรากฏตัวในทโ่ี ลง แจง อาศัยความคนุ เคยสถานทีใ่ หเ กดิ ประโยชน การสบตากับเปาหมาย เตรยี มเร่อื งอําพราง การประเมนิ ความสามารถของเปาหมายตํ่าเกินไป ทํางานเปนทีม ดํารงการส่อื สารระหวางทมี ไว จดบนั ทกึ โดยเปด เผย เกบ็ ขอมลู ใหไดม ากท่ีสดุ เปน ตน แสดงกริ ยิ าอาการแปลก ๆ มพี ริ ธุ ไมปกปด อาวธุ หรือเครื่องมอื สือ่ สาร เดนิ วนเวียน เปน ตน ÷.ò.ò ¡ Ò Ã μÔ ´ μ Ò Á Ê Ð ¡ ´ Ã Í Â â ´  㠪 Œ Â Ò ¹ ¾ Ò Ë ¹ Ð ( M o b i l e Surveillance) วิธีการติดตามสะกดรอยโดยใชยานพาหนะ ไดแก การติดตามสะกดรอยเปาหมาย โดยใชรถยนต รถจักรยานยนต บอลลูน หรือเฮลิคอปเตอรก็ได หลักการจะใชหลักการเดียวกันกับ การติดตามสะกดรอยโดยการเดินเทา แตเปลี่ยนเปนใชยานพาหนะแทน แตจะมีปญหา ท่ีแตกตางกัน คือ ระยะหางระหวางเปาหมาย (T) กับเจาหนาท่ีสะกดรอยจะมีมากขึ้น ความเร็ว ในการเคลอ่ื นทีจ่ ะมีมากขน้ึ และมอี งคประกอบของการจราจรเขามาเกี่ยวขอ ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook