คณุ คา มนษุ ย น.5-6 สปั ดาหท ี่ 13-17
หนว ยเรียนท่ี 5 ภูมิปญญาทองถิ่น (สอนเฉพาะนศ.กลมุ เรยี นสมทบ)
หัวขอการเรียนรู หนว ยเรยี นท่ี 5 ภูมปิ ญญาทองถิน่ 5.1ความหมายและความสําคัญของภูมปิ ญ ญา ทอ งถ่นิ 5.1.1 ความหมายและความสาํ คญั 5.1.2 ความสาํ คญั ของภูมิปญ ญาทองถน่ิ 5.2ประเภทของภูมปิ ญ ญาทองถน่ิ 5.2.1 ประเภทภมู ปิ ญญาทอ งถิ่นภาคตางๆ 5.2.2 ประเภทภูมิปญญาทองถิ่นกบั การ ดาํ เนนิ ชวี ิต
5.1ความหมายและความสาํ คัญของภูมปิ ญ ญาทอ งถ่นิ
ความหมายและระดับของภมู ปิ ญญา ภมู ิปญญา หมายถงึ ความรูท ่เี กิดจากสตปิ ญญา ความสามารถ และประสบการณ ที่ผาน การศกึ ษา สงั เกต คิด วิเคราะห จนเกิดปญ ญา และตกผลกึ มาเปน องคค วามรู เพื่อนําไปแก ปญ หาหรอื ใชในการดําเนนิ ชีวติ โดยมีการส่ังสม และถา ยทอดกนั มาเปน เวลานาน ภูมิปญญาชาวบา น เปน ความรูทีอ่ ยใู นตวั ผูร ู หรอื ชาวบา นเปน ผสู รา งสรรคขนึ้ เอง จาก ประสบการณ การลองผดิ ลองถกู จนไดว ธิ ที ด่ี ีท่ีสดุ ในการแกป ญ หา และผานการนําไปปฏิบตั ิมา แลว จนไดร ับการยอมรบั และถือเปน สวนหน่งึ ของมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปญ ญาทอ งถิน่ หมายถงึ ภมู ิปญญาท่มี อี ยใู นชุมชนแตล ะพ้ืนที่ ทีอ่ าจแตกตา งกนั อนั เนื่องมาจากสภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ ซ่งึ ทําใหก ารแกปญ หาหรือการดําเนนิ ชวี ติ มคี วาม แตกตา งกนั ภมู ิปญญา (ชาติ) ไทย เปน องคค วามรูแ ละทกั ษะของคนไทย เปนภูมิปญญาทีม่ คี วาม เหมาะสมกับการดําเนินชวี ติ หรือใชแกป ญหาในยคุ สมยั น้นั ๆ ตลอดจนเปนท่รี จู ักและไดรับการ ยอมรับจากคนในประเทศและในระดับสากล
ความสาํ คญั ของภูมปิ ญ ญาทอ งถ่ิน 1. เปนมรดกทางวัฒนธรรมท่สี บื ทอดกนั มานาน 2. เปนหลักในการดาํ เนนิ ชีวิตบนฐานความรู 3. เปนทรพั ยสินทางปญ ญาทมี่ ีคณุ คา 4. ชว ยพฒั นาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองของชมุ ชน
ลกั ษณะของภูมปิ ญญาทองถ่ินไทย 1. ภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินไทยเกดิ จากพนื้ ฐานทางการเกษตร 2. ภมู ปิ ญญาทองถิน่ ไทยสว นใหญมาจากพระพุทธศาสนา 3. ภูมปิ ญญาทอ งถิ่นไทยเกิดจากการใชชีวิตจริง 4. ภมู ิปญญาไทยมีการบอกเลาสบื ๆ ตอกันมา เม่ือสามารถสรปุ แนวปฏบิ ตั ิ ในเรอ่ื งใดไดช ัดเจนแลวก็จะมกี ารจดบันทึกไว
5.2.1ภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ ภาคตา งๆ
ภาคกลาง ภูมปิ ญญาภาคกลางสามารถแสดงออกมาในลักษณะของประเพณีท่สี ําคญั ไดแ ก - ประเพณสี ูขวญั ขา ว-ขวัญควาย - ประเพณีตกั บาตรนาํ้ ผึง้ - ประเพณตี กั บาตรดอกไม - ประเพณีวิง่ ควาย - ประเพณีสงกรานต - ประเพณีบญุ กลางบาน - ประเพณวี ันไหล - ประเพณกี วนขาวทิพย ภูมปิ ญ ญาท่ีเก่ียวขอ งกบั การละเลนก็มีมากมาย เชน - ลิเก - ลาํ ตดั มอญซอนผา - การแสดงโขน - การแขงวา วปก เปา และจฬุ า - งูกินหาง -
ภมู ปิ ญ ญาในการดํารงชีพตามสภาพแวดลอ มทางธรรมชาตแิ ละสงั คมวฒั นธรรม ไดแ ก - ภูมปิ ญญาในวฒั นธรรมขาว เชน การสูขวญั ขา ว - ภมู ิปญ ญาในการตง้ั ถน่ิ ฐานบานเรือนและชุมชน - ภูมปิ ญญาในการปรับตวั และหลอมรวมรว มกันระหวางคนหลายชาติพันธุ เชน งานวันไหล ในประเพณี สงกรานตเปน ตน ภมู ปิ ญ ญาในการโตต อบและการปรบั ตวั กบั การเปลย่ี นแปลง เชน - การนบั ถอื พระพุทธศาสนาควบคกู นั ไปกบั การนบั ถอื ผีตามความเช่ือดัง้ เดิม ภูมิปญญาในดา นการประดษิ ฐแ ละหัตถศลิ ป เชน - การประดษิ ฐสิ่งของจากสว นตาง ๆ ของพืช เชน ตน กลวย ตน ไผ ตนจาก - การประดิษฐเ ครอ่ื งมือดกั จับสตั วก ารใชของพ้ืนบานเพือ่ การทํามาหากนิ และเครือ่ งมือการ ทาํ การเกษตร ภมู ปิ ญญาในการแสวงหาทางเลอื ก และการผลติ แบบซ้ํา ๆ เชน - ภมู ิปญ ญาทางดา นกระบวนการเรียนรแู ละการปรับตวั ของชมุ ชนในการทาํ นา - ภมู ิปญญาทางดา นการละเลนพืน้ บา นแบบ นาฏศิลป ลเิ ก ลําตดั
ภาคเหนือ ภูมปิ ญ ญาภาคเหนือหรอื ท่เี รยี กวา “ภูมิปญญาลานนา” เปนสิ่งท่ีชาวภาคเหนอื ได สรางสรรคคิดคน มาเพื่อใชใ นชีวิตประจําวนั และใหก ารดําเนินชีวติ เปน ไปอยางราบร่นื สะดวกสบาย และมีความสขุ ซง่ึ มีใหเ ห็นทั้งในลกั ษณะของสงิ่ ท่ีเปนรูปธรรม เชน เคร่ืองมือเคร่อื งใช ส่งิ กอ สราง อาคารบานเรือน สถาปต ยกรรม จิตรกรรม ดนตรี ศิลปะแขนงตา ง ๆ และภูมิปญญาที่อยู ในลักษณะของขนบธรรม เนยี มประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อและกจิ กรรมอืน่ ๆ ที่แฝงไปดวยความคิด และกลวธิ ีอนั แยบยล 1. ภมู ิปญญาและประเพณเี กี่ยวกับวิถชี วี ิต ไดแก ประเพณกี ารเกิด การตาย การแตงงาน การ ขึ้นบานใหม สืบชะตา การบวช เปนตน 2. ภูมิปญ ญาและประเพณีเกี่ยวกบั การทาํ มาหากนิ เชน การสูขวญั ขาว - ขวัญควาย ประเพณี แรกนาขวญั การเอามือเอาแรง ทาํ นาทาํ สวน การทําเหมือง ตฝี าย (ขุดลอกลําเหมอื ง ซอ มแซม ฝาย) การเลยี้ งผขี ุนน้าํ เปนตน
3. ภมู ปิ ญญาและประเพณีท่ีเกย่ี วกบั พุทธศาสนา เชน ประเพณปี อยนอย (การบรรพชา) ปอยเปกข (การอปุ สมบท) ปอยหลวง (การทําบุญฉลองเสนาสนะ) ประเพณขี น้ึ พระธาตุหรือการไหว พระธาตุ (สรงนํา้ พระธาตุ) การถวายตานกวยสลาก (ทานสลากภตั ร) ตั้งธมั มหลวง (การฟงเทศน มหาชาติ) เขา พรรษา ออกพรรษา ทอดกฐินทอดผา ปา เปนตน 4. ภูมปิ ญ ญาและประเพณตี ามเทศกาล เชน ประเพณปี ใ หมเ มือง (สงกรานต) ประเพณี เดอื น ยีเ่ ปง (ลอยกระทง) ประเพณถี วายธรรมเดือน 12 เปน ตน 5. ภูมิปญ ญาและประเพณเี ก่ียวกบั ครอบครัวบา นเมอื ง เชน การเลีย้ งผีปูผ ยี า การฟอ นผมี ด-ผี เมง็ ประเพณสี บื ชะตาบา นชะตาเมอื ง ประเพณีอนิ ทขีล (บชู าเสาหลกั เมอื ง) ประเพณแี ปลงบา นหรือ ไหวผเี สื้อบา น (ไหวผหี มูบาน) เปน ตน
ภาคใต ภมู ปิ ญ ญาภาคใตนัน้ จะมคี วามหลากหลายและเปน เอกลักษณเ ฉพาะเนอื่ งจากภาคใตมี ประชาชนที่ นบั ถือศาสนาตา งกัน ไดแก ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสตโดยผูที่นบั ถือ ศาสนา อสิ ลามและศาสนาคริสตกจ็ ะมีภมู ปิ ญญาและวฒั นธรรมเปนของตนเอง ในขณะที่กลมุ ผนู ับถือ ศาสนา พทุ ธกจ็ ะมวี ฒั นธรรมประเพณคี ลา ยกับภาคอนื่ ๆ ของไทย 1. ชาวภาคใตมภี มู ิปญ ญาในการดาํ รงชวี ิตตามสภาพแวดลอมและธรรมชาติ ชนชาวใตท ี่มีทาํ เลตัง้ ถ่ินฐานคอนขางหลากหลาย คือ มีทัง้ ทีร่ าบตามแนวชายฝง ปากอาว ทา เรอื ท่ีราบเชิงเขา หลังเขา บนเกาะแกง ประกอบกับความอดุ มสมบรู ณข องผนื แผน ดิน ทาํ ใหช าวใตไ ดเ รียนรแู ละส่ังสม ประสบการณ ความสามารถอยางมากมายในการจัดการและปรับตัวใหส ามารถดํารงอยูอ ยาง กลมกลืนกันกบั สภาพแวดลอ ม ซ่งึ มอี ยหู ลายประการ เชน ภูมปิ ญ ญาการขดุ ตระพงั บอ น้ํา การปลูก ตน ไมบริเวณบาน การปลกู สรางบานเรอื นและสิ่งกอสรา งอ่ืน ๆ ตามสภาพภูมิอากาศและภูมปิ ระเทศ คติความเช่อื และ ความรใู นการครองชีพในชวี ิตประจําวัน
พัง(ตระพงั ) หมายถึง หนองน้าํ บอ แอง หรือที่เรารูจ ักกันดีในชอ่ื ของพัง(ภาษาชาวบา น) ซ่งึ ในค พัง(ตระพงั ) หมายถึง หนองน้ํา บอ แอง หรอื ทเี่ รารูจ กั กนั ดีในชอื่ ของพงั (ภาษาชาวบา น) ซึ่งในคาบสมุทรสทิงพระ ถอื วา มพี ังเยอะทส่ี ุดกว็ า ได พงั ในคาบสมทุ รสทงิ พระเปนพงั ทีม่ นุษยส รา งขนึ้ เอง ซึง่ สรางไวเพื่อประโยชนใ ชส อยตางๆ อาทิ เพอ่ื การเกษตร เพ่อื เปน แหลง หาสตั วน า้ํ ที่สาํ คัญคอื ตระพังบางแหง ถูกขุดใหเชอื่ มตอ กบั ทางนา้ํ เกาหรือคเู มอื งโบราณเพอ่ื ใชเปน ทางผา นออกสทู ะเลหรอื อาจใชเ ปนอูต อเรือ อีกทั้งใชเ พื่อเปน นํ้าอุปโภค บรโิ ภคาบสมุทรสทิงพระ ถือวา มีพังเยอะที่สดุ กว็ าได พงั ในคาบสมทุ รสทิงพระเปนพังที่มนษุ ยสรา งขึ้นเอง ซง่ึ สรางไวเ พอ่ื ประโยชนใชสอยตา งๆ อาทิ เพอื่ การเกษตร เพ่อื เปนแหลงหาสัตวนํ้า ท่สี าํ คัญคือ ตระพงั บางแหง ถกู ขดุ ใหเชือ่ มตอกับทางน้าํ เกา หรอื คเู มอื งโบราณเพื่อใชเปน ทางผานออกสูทะเลหรอื อาจใชเ ปนอู ตอ เรอื อกี ทง้ั ใชเ พอ่ื เปนน้ําอุปโภค บรโิ ภค
2. ภูมิปญ ญาในการจัดเครอื ขายระบบความสมั พันธแ ละการพ่ึงพา เน่ืองจากสภาพ ภูมิศาสตรของ ภาคใตท ่มี อี ยูอยางหลากหลายเปน ตวั กําหนดท่สี าคัญ ทําใหมีความแตกตา งไปจาก ภาคอ่นื ๆ เชน ลกั ษณะการตั้งถ่ินฐานและการทํามาหากนิ ชุมชนตา ง ๆ ของชาวใตไ มอ าจอยูไดดวย การพง่ึ พาตน เองโดยลาํ พงั ชาวสวนผลไม สวนยางและเหมืองแรใ นปา ตองการขา ว กะป น าปลา กุง แหง จาก หมบู านพ้ืนราบหรอื ชายฝง ขณะเดยี วกันหมบู านเหลา น้ีก็ตองการของปุา เครอื่ งเทศ สมนุ ไพร ฟน จากปาุ เขา การไปมาหาสกู นั เพ่อื แลกเปลยี่ นขา วปลาอาหารของกินของใชจงึ เปน สิง่ จาํ เปน และได ทาํ ตอเนื่องกนั มาเปนเวลาชานาน กอ ใหเกิดกลไกความสมั พนั ธแ ละการพงึ่ พา ระหวางคนตา งชุมชน ซึง่ ถอื เปนแบบฉบับของชนชาวใตใ นปจ จบุ ัน ตวั อยาง เชน ธรรมเนยี มเปนเกลอกัน วันนดั วันวาง กนิ งาน เปนตน
3. ภมู ิปญ ญาในดานหตั ถกรรมพ้นื บาน เปน ภูมิปญ ญาและเปน มรดกทางวัฒนธรรมของ สงั คม เกษตรกรรมทไ่ี ดมีการสบื สานความรู ความสามารถและความชาํ นาญตาง ๆ มายงั คนรนุ ปจจบุ ัน อกี ท้งั ยังมีการสอดแทรกคุณคาทางดานศิลปะลงไปในเนอื้ งานดวย หตั ถกรรมพื้นบา นภาคใต เปนการน าเอาวตั ถุดบิ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะพชื พรรณท่ีมอี ยอู ยา งมากมาย ทงั้ บนบกและในนํ้า เชน ไมไผ หวาย กระจูด กก มะพรา าํ วนั
4.4 ภูมปิ ญ ญาในดานยาสมนุ ไพร คนไทยพทุ ธ ไทยมุสลมิ คนไทยเช้ือสายจีน ไดเ กบ็ สะสมความรู ความเขา ใจเก่ียวกับอาหารและยาทีม่ คี ณุ คา ตอ รางกาย โดยการบอกกลาวตอ ๆ กัน หรือทดลองดว ย ตัวเองเร่มิ จากพืชใกลต ัว เชน หอม พรกิ กระเทยี ม ขงิ ขา ตะไคร จนขยายขอบเขตกวางขวางออก ไปเปนการใชพ ืชพรรณในปา นอกจากนัน้ การแลกเปลี่ยนความรแู ละประสบการณกับคนตา งชาติ พนั ธกุ ช็ วยขยายฐานความรูและเกดิ การพฒั นาปรบั ปรงุ เปน ยาขนานตาง ๆ มากขึ้น นอกจากนแี้ ลว เพอ่ื ใหเกดิ ผลในทางจติ วทิ ยาเปน กาํ ลงั ใจ ใหก บั คนปว ยอาจจะมกี ารรา ยเวทมนตคาถาประกอบ
ตือรี หรอื มะตอื รี หรือ ตือฆี หรอื มะตอื ฆี คอื การบรรเลงดนตรีประกอบการเขาทรงเพ่ือใหคนทรงกบั หมอไดส ่ือสารกบั เทพเจา สิ่งศกั ดสิ์ ทิ ธิ์หรือดวงวิญญาณเพ่อื สอบถามถึงวธิ ีการ ทจ่ี ะรักษาผูปว ยให หายจากการเจบ็ ปว ย
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
5.2.1ประเภทของภมู ปิ ญญาทอ งถิ่นภาคตา งๆ
5.2.2 ประเภทของภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่นกบั การดําเนนิ ชวี ติ https://www.menti.com/kbfmha12oj
1. ภมู ิปญ ญาดา นอาหารและเครอื่ งดื่ม 1.1 ภาคกลาง อาหารในภาคกลาง เชน นํ้าพริกปลาทู แกงเลยี ง ตมโคลง ตมสม แกงสม ตมยาํ ผัดผัก แกงเผด็ ตาง ๆ เปนตน 1.2 ภาคเหนอื เชน นํา้ พริกออ ง ขา วซอย แคบหมู ไสอ ั่ว ถว่ั เนา แกงโฮะ ขนมจนี น้ํา เงีย้ ว 1.3 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (อีสาน) เชน สมตํา ปลารา นา้ํ ตก ลาบ กอย หมก หม่าํ ซบุ หนอ ไม แกงออ ม 1.4 ภาคใต เชน ขาวยํา แกงไตปลา แกงเหลือง ผดั สะตอ นา้ํ บูดู น้าํ พริกตา ง ๆ
2. ภูมิปญ ญาดานการแตงกาย ภมู ิปญญาจากการเรยี นรู และทดลองพัฒนาจากธรรมชาติ ชวยใหส ามารถผลิตเสนใยผา สําหรบั ถกั ทอเปนเครื่องนงุ หม เชน ผา ไหม ผาฝาย ผา ท่ีไดจากเสนใยของพชื ตาง ๆ และจากการ ประดษิ ฐอ ปุ กรณการทอผา เชน กี่ กระสวย เปนตน รวมถงึ การผลิตลวดลาย ประดษิ ฐตกแตงใหเ กดิ ความสวยงาม รวมถงึ การยอ มทีใ่ หสสี นั สวยงามจากผลิตภณั ฑธ รรมชาติ เชน สฟี าจากตนคราม สแี ดงจากข้ีครัง่ สเี หลอื ง ผา ลบั แล จากแกน ขนุน สีเทา นา้ํ ตาลและดาํ จากมะเกลือ สมี วงจากอัญชัน เปนตน ศิลปการทอผา ในแตละ ทองถ่นิ จะมีความโดดเดนและแตกตา งกันไป ดังน้ี 2.1 ภาคกลาง ผาทม่ี ลี กั ษณะเดน คอื ผาทอหาดเสย้ี ว ผาซน่ิ ตนี จก ผา ทอลบั แล ผาไหม มัดหมี่ ผา หม บา นไร
2.2 ภาคเหนอื ผาท่ีมีลกั ษณะเดน คอื ผา ตนี จกแมแจม ผาทอมอื เมอื งนาน รวมถึงผาทอ ของ ชาวเขาเผา ตา ง ๆ 2.3 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (อสี าน) ผาทีม่ ลี ักษณะเดน คอื ผา ซิน่ มัดหม่ี ผาไหมสุรินทร ผา พระบฏ ผา ไหมหางกระรอก ผาอมั ปรม ผา โฮล เปน ตน 2.4 ภาคใต ผาทีม่ ลี กั ษณะเดน คอื ผาทอเมอื งนครฯ ผา ทอพมุ เรยี ง ผาทอเกาะยอ ผาทอจวน ปต ตานีหรือผา ลองจวน ผาทอนาหมื่นศรี เปนตน ผาพระบฏ
3. ภูมิปญญาดานทีอ่ ยูอ าศัย การกอสรางทอี่ ยูอาศยั ของไทย จะมีรปู แบบทห่ี ลากหลายตามสภาพแวดลอ มในแตละทองถน่ิ ศลิ ปะการสรา งบา นสะทอนใหเ ห็นถึงวถิ ีชีวิตของคนในทองถน่ิ สภาพสงั คม สภาพเศรษฐกิจ คติ ความเช่ือของผูปลกู สรา ง ถึงแมวาท่ีอยูอาศัยของคนไทยทั้ง 4 ภาคจะไมเ หมอื นกนั เชน ทอ่ี ยู อาศยั ของคนภาคกลาง สว นใหญเปนบา นยกพนื้ สงู ใตถนุ โลง มหี นาตา งและชอ งลมจํานวนมาก เพอื่ รบั ลม คลายความรอ น สว นหลังคาเปนรปู จ่ัว เพื่อปกปูองความรอนจากดวงอาทติ ยแ ละใหฝน ไหลลงสพู ืน้ ไดร วดเร็วข้นึ อีกทั้งใชเ กบ็ นํ้าฝนไวดมื่ กนิ 3.1.1 มักเปนชมุ ชนทีอ่ ยรู มิ นํา้ และทรี่ าบ บา นมีลกั ษณะใตถุนสงู เพอื่ ปองกันน้ําทว ม 3.1.2 หลงั คาจ่ัวสงู ชายคายน่ื ยาว สําหรบั ลมพัดผา น อากาศถา ยเทสะดวก จะชวยบรรเทา ความรอน 3.1.3 วสั ดทุ ี่ใชมุงหลงั คา มกั จะใชจากวัสดทุ ีไ่ ดจากธรรมชาติ เชน แผนไมใ บหญา คา ใบตน จาก กระเบือ้ งดนิ เผา เพอ่ื ปองกันและบรรเทาความรอ น 3.1.4 ลกั ษณะบา นจะอยูในบรเิ วณพืน้ ท่ีเดยี วกนั อยรู วมกันเปน ครอบครวั ใหญ
3.1 บา นเรือนภาคกลาง มีลักษณะสาํ คัญดงั นี้ 3.1.1 มกั เปนชมุ ชนทอี่ ยรู ิมนา้ํ และท่ีราบ บา นมลี กั ษณะใตถ ุนสูงเพอื่ ปอ งกันน้ําทวม 3.1.2 หลงั คาจัว่ สงู ชายคาย่ืนยาว สาํ หรับลมพัดผาน อากาศถายเทสะดวก จะชวยบรรเทา ความรอน 3.1.3 วัสดทุ ี่ใชม งุ หลงั คา มักจะใชจ ากวัสดทุ ี่ไดจ ากธรรมชาติ เชน แผนไมใ บหญา คา ใบตน จาก กระเบอ้ื งดนิ เผา เพอื่ ปอ งกันและบรรเทาความรอน 3.1.4 ลักษณะบานจะอยใู นบริเวณพื้นท่เี ดียวกนั อยูรวมกนั เปน ครอบครัวใหญ โดยอาจแบงประเภทของเรอื นภาคกลางไดเปน 2 ลกั ษณะ คอื - เรอื นเคร่อื งผกู เปน เรอื นท่ใี ชว ัสดุกอสรา งทีม่ าจากธรรมชาติ เชน ไมไผ ใบตนจาก ตน หญา คา ยึดโครงดว ยตอกหรือเสน หวาย ซง่ึ มอี ายใุ ชงานไมม าก - เรือนเคร่อื งสับ จะสรางดว ยวัสดไุ มเน้อื แขง็ ยดึ โครงดวยการเขาเดอื ยบางสวน บางสว น อาจยึดดวยโลหะ โดยโครงสรา งและ ส่ิงแวดลอมของการปลูกเรอื นไทยภาคกลาง มดี งั น้ี
เรอื นเครื่องสบั เรือนเคร่อื งผูก เรอื นเคร่อื งผกู
3.2 บานเรือนภาคเหนอื ดว ยสภาพภมู ิอากาศทางภาคเหนอื มลี ักษณะท่หี นาวเยน็ ดงั น้นั การปลูกบา นหรือทอ่ี ยอู าศัยจงึ ตอ งใชภูมปิ ญญาเพอ่ื ใหเ กดิ ความอบอนุ โดยมีความเช่ือ ดังน้ี 3.2.1 เพราะอากาศหนาวเยน็ การปลกู เรอื นจะวางตัวเรอื นขวางตะวนั หนั ดานกวา ง ทีเ่ ปน จว่ั ในแนวเหนอื -ใตทําใหบ า นไดร บั แสงแดดเพอื่ ความอบอนุ 3.2.2 ความเช่อื ผบี รรพบุรษุ มีการแบง พ้นื ท่เี รอื นสว นใน (หอ งนอน) การตงั้ ห้งิ บชู า ผีปยู า และ หา มไมใหบ คุ คลภายนอกเขา 3.2.3 คนภายนอกเขา-ออกไดเ ฉพาะสว นนอก เชน ชานครัว เพราะถาละเมดิ ถือวา เปนการ ผดิ ผี
3.3 บานเรอื นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อีสาน) ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของภมู ภิ าค ตะวันออกเฉียง เหนือจะมีลักษณะท่ีแตกตางกันไป เปน ตนวา เปน ทีเ่ นนิ เปน โคกสงู เปนแอง กระทะ และท่รี าบสงู การ สรา งบานเรอื นท่อี ยูอาศัยจะมลี กั ษณะของภมู ิปญญาท่ีบงบอก ดังน้ี 49 3.3.1 ท าเลท่ีตง้ั ของบานที่ แตกตางกนั เชน ทรี่ าบลมุ ทด่ี อน อยูใ กลปุาละเมาะหรือ บางแหง ใกลแ หลง น าและบางพน้ื ที่แหง แลง การปลูกเรอื นจึงมหี ลายลกั ษณะตามพนื้ ที่และประโยชน การใชสอย 3.3.2 ความเชื่อ เชน หา มถม หรือปลกู เรอื นทับบอ น าทข่ี ดุ ไวใ ชรวมกนั หา มปลูก เรือนทบั ตอไมหรอื ปลูกเรือนครอ มจอมปลวก ทบั หนองน า เพราะจะน าความลมจมมาสูเจา ของเรือน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169