ภาคผนวก
หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปลย่ี นแปลง สู่สงั คมท่ไี ม่ทนต่อการทจุ ริต สาำ นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑
หลกั สตู รสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลี่ยนแปลง สู่สังคมที่ไมท่ นตอ่ การทจุ ริต พิมพ์คร้ังท่ี ๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ จำานวนพมิ พ์ ๗๔๕ เลม่ ผจู้ ดั พมิ พ์ สำ�นกั ง�นคณะกรรมก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ ริตแห่งช�ติ พมิ พท์ ่ี ชมุ นมุ สหกรณก์ �รเกษตรแหง่ ประเทศไทย จ�ำ กดั ส�ข� ๔ ๑๔๕ , ๑๔๗ ถ.เลี่ยงเมอื งนนทบุร ี ต.ตล�ดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบรุ ี ๑๑๐๐๐ โทร. ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๐๗-๙ , ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๕๓-๔ โทรส�ร ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๕๕ E-mail : [email protected] www.co-opthai.com
คาำ นาำ ยทุ ธศ�สตรช์ �ตวิ �่ ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ ระยะท ี่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ได้กำ�หนดประเดน็ ยทุ ธศ�สตรท์ ่ ี ๑ สร�้ งสังคมทไ่ี ม่ทนตอ่ ก�รทจุ รติ ประกอบดว้ ย กลยทุ ธ์ที ่ ๑ ปรบั ฐ�น คว�มคดิ ทุกชว่ งวยั ตั้งแต่ปฐมวัยเปน็ ต้นไปให้ส�ม�รถแยกระหว�่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ สว่ นรวม กลยทุ ธท์ ่ี ๒ สง่ เสรมิ ใหม้ รี ะบบและกระบวนก�รกลอ่ มเกล�ท�งสงั คมเพอ่ื ต�้ นทจุ รติ กลยทุ ธท์ ่ี ๓ ประยุกต์หลักปรัชญ�ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเคร่ืองมือต้�นทุจริต และกลยุทธ์ที่ ๔ เสริมพลังก�รมี ส่วนร่วมของชุมชน และบูรณ�ก�รทุกภ�คส่วนเพ่ือต่อต้�นก�รทุจริต จ�กกลยุทธ์ท่ี ๑ คณะกรรมก�ร ปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ แหง่ ช�ต ิ (คณะกรรมก�ร ป.ป.ช.) จงึ ไดม้ คี �ำ สงั่ แตง่ ตงั้ คณะอนกุ รรมก�ร จดั ท�ำ หลกั สตู รหรอื ชดุ ก�รเรยี นรแู้ ละสอื่ ประกอบก�รเรียนรูด้ ้�นก�รป้องกนั ก�รทุจริต ซง่ึ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวฒุ ดิ ้�นก�รให้ก�รศึกษ�และก�รพฒั น�ทรัพย�กรมนุษยข์ ้ึน เพอ่ื ศกึ ษ� วเิ คร�ะห ์ และรวบรวม ขอ้ มลู ก�ำ หนดแนวท�งและขอบเขตในก�รจดั ทำ�หลกั สตู ร ยกร่�งและจัดทำ�เน้ือห�หลกั สตู รหรอื ชดุ ก�รเรียนรู้ และสอ่ื ประกอบก�รเรยี นร ู้ รวมทงั้ พจิ �รณ�ใหค้ ว�มเหน็ เพม่ิ เตมิ ก�ำ หนดแผนหรอื แนวท�งก�รน�ำ หลกั สตู ร ไปใชใ้ นหน่วยง�นท่ีเกยี่ วขอ้ ง และดำ�เนนิ ก�รอ่นื ๆ ต�มทค่ี ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. มอบหม�ย คณะอนกุ รรมก�รจดั ท�ำ หลกั สตู รหรอื ชดุ ก�รเรยี นรแู้ ละสอ่ื ประกอบก�รเรยี นรดู้ �้ นก�รปอ้ งกนั ก�รทุจริตได้ร่วมกันสร้�งชุดหลักสูตรต้�นทุจริตศึกษ� : Anti-Corruption Education ประกอบด้วย ๕ หลักสตู ร ดงั น ี้ ๑. หลกั สตู รก�รศกึ ษ�ขัน้ พนื้ ฐ�น (ร�ยวชิ �เพิม่ เตมิ ก�รป้องกันก�รทุจรติ ) ๒. หลกั สูตร อดุ มศึกษ� (วัยใส ใจสะอ�ด “Youngster with Good Heart”) ๓. หลกั สตู รต�มแนวท�งรับร�ชก�ร กลุ่มทห�รและตำ�รวจ ๔. หลักสูตรสร้�งวิทย�กรผู้นำ�ก�รเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อก�รทุจริต และ ๕. หลักสูตรโค้ชเพ่ือก�รรู้คิดต้�นทุจริต ชุดหลักสูตรดังกล่�วได้ผ่�นกระบวนก�รนำ�ไปทดลองใช้ เพ่ือปรับปรุงให้มีประสิทธิภ�พและประสิทธิผลสำ�หรับก�รใช้ในกลุ่มเป้�หม�ยต่อไป นอกจ�กน้ี คณะอนกุ รรมก�รจดั ท�ำ หลกั สตู รหรอื ชดุ ก�รเรยี นรแู้ ละสอ่ื ประกอบก�รเรยี นรดู้ �้ นก�รปอ้ งกนั ก�รทจุ รติ ยังไดค้ ดั เลอื กสอื่ ก�รเรียนรู้จ�กแหล่งต่�งๆ ทงั้ ในประเทศและต่�งประเทศ รวม ๕๐ ชิ้น เพอื่ ใช้ในก�ร เรยี นร ู้ ซง่ึ คณะรฐั มนตรมี มี ตเิ หน็ ชอบต�มทคี่ ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. เสนอ เมอื่ วนั ท ี่ ๒๒ พฤษภ�คม ๒๕๖๑ โดยใหห้ นว่ ยง�นทเี่ กยี่ วขอ้ งน�ำ หลกั สตู รต้�นทจุ รติ ศกึ ษ�ไปปรบั ใชใ้ นโครงก�รหรอื หลกั สตู รฝกึ อบรมของ ข้�ร�ชก�ร บคุ ล�กรของรฐั หรอื พนกั ง�นรัฐวิส�หกจิ ท่บี รรจใุ หม ่ หลกั สตู รสร�้ งวทิ ย�กรผนู้ �ำ ก�รเปลย่ี นแปลงสสู่ งั คมทไี่ มท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ จดั ท�ำ โดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ด�้ นก�รศกึ ษ�และก�รฝกึ อบรม ในคณะอนกุ รรมก�รจัดท�ำ หลักสตู รหรือชุดก�รเรียนรแู้ ละสือ่ ประกอบ ก�รเรียนรู้ ด้�นก�รป้องกันก�รทุจริต ส�ระก�รเรียนรู้ประกอบด้วย (๑) ก�รคิดแยกแยะระหว่�ง ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (๒) คว�มอ�ยและคว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต (๓) ก�รประยุกต ์ โมเดล STRONG : จติ พอเพียงต้�นทจุ รติ (๔) ก�รฝกึ ปฏบิ ตั ิก�รเป็นวิทย�กร
คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. หวงั เปน็ อย�่ งยง่ิ ว�่ หนว่ ยง�นภ�ครฐั รฐั วสิ �หกจิ รวมถงึ หนว่ ยง�นภ�ค เอกชน ทป่ี ระสงคจ์ ะสร�้ งวทิ ย�กรด�้ นก�รต�้ นทจุ รติ จะน�ำ หลกั สตู รสร�้ งวทิ ย�กรผนู้ �ำ ก�รเปลย่ี นแปลง สู่สังคมที่ไมท่ นตอ่ ก�รทุจรติ ในชุดหลกั สูตรต้�นทุจรติ ศกึ ษ� (Anti-Corruption Education) ไปปรบั ใช้ ในโครงก�รหรือหลักสูตรฝึกอบรมวิทย�กรตัวคูณด้�นก�รต้�นทุจริต ขย�ยผลปลูกฝังวิธีคิดป้องกัน ก�รทุจริตอย่�งเป็นอัตโนมตั ิ เพอ่ื รว่ มกนั สร้�งประเทศไทยใสสะอ�ด ไทยทง้ั ช�ติต้�นทุจริต พลต�ำ รวจเอก (วัชรพล ประส�รร�ชกิจ) ประธ�นกรรมก�ร ป.ป.ช. ๓๐ พฤศจิก�ยน ๒๕๖๑
สารบญั หนา้ ค�ำ น�ำ ๑ ร�ยละเอียดหลักสูตร ต�ร�งวเิ คร�ะหห์ ลักสตู ร ๓ วิช�ท่ ี ๑ เรื่อง ก�รคดิ แยกแยะระหว�่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ๕ วชิ �ท่ี ๒ เรื่อง คว�มละอ�ยและคว�มไม่ทนตอ่ ก�รทุจริต ๓๔ วชิ �ท่ี ๓ เรอ่ื ง ก�รประยุกต์หลักคว�มพอเพยี งด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งต�้ นทุจรติ ๖๑ วิช�ท ่ี ๔ เรอ่ื ง ก�รฝึกปฏิบตั กิ �รเปน็ วิทย�กร ๗๓ ภ�คผนวก ก ร�ยก�รส่อื ประกอบเนอ้ื ห�วชิ � ๘๓ ข แบบทดสอบ ๘๙ ค กระด�ษค�ำ ตอบและเฉลย ๙๔ ง คำ�ส่ังคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ที่ ๖๔๖/๒๕๖๐ เรือ่ ง แตง่ ต้ังคณะอนุกรรมก�ร ๙๕ จดั ทำ�หลกั สูตร หรือชุดก�รเรยี นร้แู ละสือ่ ประกอบก�รเรียนร้ดู �้ นก�รป้องกนั ก�รทุจรติ จ ร�ยชอื่ ผจู้ ัดทำ�หลักสตู รสร้�งวทิ ย�กรผู้น�ำ ก�รเปลี่ยนแปลงสูส่ ังคมท่ีไม่ทนตอ่ ก�รทจุ รติ ๙๘
หลกั สูตรสร้างวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลี่ยนแปลงส่สู ังคมทไ่ี มท่ นต่อการทุจริต ช่อื หลกั สตู ร สร�้ งวิทย�กรผ้นู ำ�ก�รเปลยี่ นแปลงสสู่ ังคมทไี่ มท่ นตอ่ ก�รทจุ ริต หลักการและเหตุผล ยทุ ธศ�สตรช์ �ตวิ �่ ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ ระยะท ี่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ไดก้ �ำ หนด ยทุ ธศ�สตร์ท ่ี ๑ สร�้ งสงั คมทไ่ี มท่ นตอ่ ก�รทุจริต อนั มีกลยทุ ธ์ว�่ ดว้ ยเร่อื งของก�รปรับฐ�นคว�มคิดทุกช่วงวัย ต้ังแต่ปฐมวัยให้ส�ม�รถแยกแยะระหว่�งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ส่งเสริมให้มีระบบ และกระบวนก�รกล่อมเกล�ท�งสังคมเพอ่ื ต้�นทุจรติ ประยุกตห์ ลกั ปรัชญ�ของเศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ เคร่ืองมอื ต้�นทุจริต เสริมพลังก�รมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณ�ก�รทุกภ�คส่วนเพื่อต่อต้�นก�ร ทุจริต สำ�นักง�น ป.ป.ช. จึงได้จัดทำ�หลักสูตรสร้�งวิทย�กรผู้นำ�ก�รเปลี่ยนแปลงสู่สังคมท่ีไม่ทนต่อก�รทุจริต เพ่ือนำ�ไปใช้เป็นแนวท�งในก�รฝึกอบรมให้กับบุคล�กรของสำ�นักง�น ป.ป.ช. และบุคล�กรของหน่วยง�น ภ�ครัฐต่�ง ๆ เพ่อื เปน็ แกนนำ�วิทย�กรผนู้ �ำ ก�รเปลี่ยนแปลง (ผทู้ ่ีได้รบั ก�รอบรมเนือ้ ห�/หลักสตู รน)ี้ ในก�รน�ำ คว�มรทู้ ไ่ี ดไ้ ปถ�่ ยทอดใหก้ บั บคุ ล�กรในหนว่ ยง�นนน้ั ๆ ใหม้ คี ว�มรคู้ ว�มเข�้ ใจเกย่ี วกบั เรอื่ งก�รคดิ แยกแยะระหว�่ ง ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม คว�มอ�ยและคว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต ก�รประยุกต์หลัก คว�มพอเพียงด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต�้ นทจุ รติ ซ่ึงคดิ คน้ โดย รองศ�สตร�จ�รย์ ดร.ม�ณ ี ไชยธีร�นวุ ัฒศิริ ในป ี พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑) S (sufficient คว�มพอเพียง) 1 ๒) T (transparent คว�มโปรง่ ใส) ๓) R (realise คว�มต่นื ร้)ู ๔) O (onward มุ่งไปข้�งหน�้ ) ๕) N (knowledge คว�มร้)ู ๖) G (generosity คว�มเอือ้ อ�ทร) หลกั สูตรสร้างวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลย่ี นแปลงสสู่ ังคมทไ่ี มท่ นต่อการทจุ ริต
วตั ถุประสงค์ ๑. เพอื่ สร�้ งคว�มรคู้ ว�มเข�้ ใจและทศั นคตทิ ถ่ี กู ตอ้ งเกย่ี วกบั ก�รคดิ แยกแยะระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน และผลประโยชน์ส่วนรวม คว�มอ�ยและคว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต ก�รประยุกต์หลักคว�มพอเพียงด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต้�นทุจริต และก�รฝกึ ปฏิบัติก�รเปน็ วิทย�กร ๒. เพื่อสร�้ งวทิ ย�กรทมี่ ที ักษะและส�ม�รถขย�ยผลองคค์ ว�มรไู้ ปสกู่ ล่มุ เป้�หม�ยต�่ ง ๆ เพอ่ื มุ่งสร้�ง สังคมที่ไม่ทนต่อก�รทจุ รติ ขอบเขตเนอ้ื หา วิช�ท ่ี ๑ ก�รคิดแยกแยะระหว่�งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (๖ ชว่ั โมง) วชิ �ท ่ี ๒ คว�มอ�ยและคว�มไมท่ นต่อก�รทุจริต (๓ ช่วั โมง) วิช�ท ี่ ๓ ก�รประยุกต์หลกั คว�มพอเพยี งด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต�้ นทุจริต (๓ ชัว่ โมง) วชิ �ที่ ๔ ก�รฝึกปฏบิ ตั ิก�รเปน็ วิทย�กร (๖ ช่วั โมง) ระยะเวลาหลกั สูตร ๓ วัน ๒ คนื กลุม่ เป้าหมาย บคุ ล�กรของส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. บคุ ล�กรภ�ครัฐและรัฐวสิ �หกิจ และภ�คประช�สังคม ส่อื การเรียนรู้ Power Point วิดโี อ ภ�พยนตรส์ ้ัน ใบง�น หรอื สอ่ื อืน่ ๆ ท่เี หม�ะสม การวดั และประเมนิ ผล ๑. ก�รทดสอบคว�มร ู้ (๖๐ คะแนน) ๒. ก�รประเมินฝกึ ปฏิบตั ิก�รเป็นวทิ ย�กร (๔๐ คะแนน) เกณฑก์ ารประเมิน ผู้ผ่�นก�รอบรมจะต้องได้คะแนนรวมจ�กค่�คะแนนจ�กแบบทดสอบคว�มรู้และค่�คะแนนจ�ก ก�รประเมนิ ฝึกปฏิบตั ิก�รเป็นวทิ ย�กรรวมกันอย�่ งน้อยตั้งแต ่ ๖๐ คะแนนขึ้นไป 2 หลกั สูตรสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลีย่ นแปลงสู่สังคมท่ไี มท่ นต่อการทจุ ริต
ตารางวเิ คราะห์หลกั สูตรสร้างวิทยากรผู้นำาการเปลยี่ นแปลงสสู่ ังคมท่ไี ม่ทนตอ่ การทุจรติ ท่ี เร่ือง เน้ือหา ชว่ั โมง กระบวนการ การวดั และ ประเมนิ ผล ๑ ก�รคิดแยกแยะ ๑.๑ ส�เหตุของก�รทจุ ริตฯ ๖ ก�รบรรย�ย สอบเนอื้ ห� ระหว�่ ง ๑.๒ คว�มหม�ยของก�รขดั กันระหว่�งผลประโยชน์ ก�รคิดวิเคร�ะห์ (๒๐ คะแนน) ประโยชน ์ ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม รูปแบบของก�รขดั กนั กรณีศึกษ� ส่วนตนและ ระหว�่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ก�รทำ�กิจกรรม ประโยชน์ ๑.๓ กฎหม�ยทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับก�รขดั กันฯ กล่มุ สว่ นรวม ๑.๔ วธิ คี ิดแบบ Analog thinking (ฐ�น ๑๐)/Digital ก�รอภปิ ร�ยกลุม่ thinking (ฐ�น๒) ๑.๕ บทบ�ทของรฐั /เจ�้ หน้�ทข่ี องรฐั (ม�ตรฐ�น ท�งจรยิ ธรรมของเจ�้ หน�้ ที่ของรฐั ) ๑.๖ กรณีตวั อย�่ งก�รคิดแยกแยะระหว�่ งประโยชน์ ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม ๒ คว�มละอ�ย ๒.๑ ก�รทจุ ริต ๓ ก�รบรรย�ย สอบเนือ้ ห� และคว�ม - คว�มหม�ย/รปู แบบก�รทุจริต ก�รคดิ วิเคร�ะห์ (๒๐ คะแนน) ไมท่ นตอ่ - ส�เหตุก�รเกดิ ก�รทจุ รติ กรณีศึกษ� ก�รทจุ ริต - สถ�นก�รณ์ก�รทุจรติ ในประเทศไทย ก�รท�ำ - ผลกระทบจ�กก�รทุจริตตอ่ ก�รพัฒน�ประเทศ กจิ กรรมกลุ่ม - ทิศท�งก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทจุ ริต ก�รอภิปร�ยกลุ่ม - กรณตี ัวอย�่ งผลทเ่ี กิดจ�กก�รทจุ ริต ๒.๒ คว�มอ�ยตอ่ ก�รทุจรติ - คว�มเปน็ พลเมือง - แนวคิดเกี่ยวกบั คว�มอ�ยต่อก�รทุจรติ ๒.๓ คว�มไม่ทนต่อก�รทจุ ริต - แนวคิดเกย่ี วกับคว�มไม่ทนตอ่ ก�รทุจรติ ๒.๔ ตัวอย่�งคว�มอ�ยและคว�มไม่ทนต่อก�รทจุ ริต ก�รแสดงออกถึงก�รไมท่ นต่อก�รทจุ รติ ๒.๕ ลงโทษท�งสงั คม ๒.๖ ช่องท�งและวิธีก�รรอ้ งเรียนก�รทุจรติ ๒.๗ ม�ตรก�รคุ้มครองช่วยเหลือพย�นและ ก�รกันบคุ คลไวเ้ ป็นพย�นโดยไม่ด�ำ เนนิ คดี - ม�ตรก�รคุม้ ครองชว่ ยเหลอื พย�น - ก�รกนั บุคคลไว้เป็นพย�นโดยไม่ดำ�เนินคดี - กฎ ก.พ. ว�่ ดว้ ยหลักเกณฑ์และวิธีก�รก�รใหบ้ ำ�เหน็จ คว�มชอบ ก�รกนั เปน็ พย�น ก�รลดโทษ และก�รให้ คว�มค้มุ ครองพย�น พ.ศ. ๒๕๕๓ หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผูน้ าำ การเปลย่ี นแปลงสู่สงั คมท่ไี มท่ นตอ่ การทุจริต 3
ที่ เร่ือง เนือ้ หา ชว่ั โมง กระบวนการ การวดั และ ประเมินผล ๓ ก�รประยุกต์ ๓.๑ ตน้ แบบคว�มพอเพยี ง (ปรชั ญ�เศรษฐกิจพอเพยี ง) ๓ กรณีโครงก�ร STRONG สอบเนื้อห� หลักคว�ม ๓.๒ โมเดล STRONG : จติ พอเพยี งต�้ นทจุ ริต จิตพอเพยี ง (๒๐ คะแนน) พอเพยี ง ต้�นทจุ รติ ดว้ ยโมเดล ก�รบรรย�ย STRONG : จิตพอเพียง ก�รฝึกปฏบิ ัตถิ ่�ยทอดคว�มร้ ู ต�มที่กำ�หนด ๖ - ๓ ช่ัวโมงแรก ก�ร ต้�นทุจรติ ไดอ้ ย่�งถกู ตอ้ งและเหม�ะสม ใหผ้ ้เู ข�้ ร่วม ประเมิน ๔ ก�รฝึกปฏิบตั ิ - คว�มหม�ยของวทิ ย�กร ทกุ คนแบง่ กลมุ่ ฝกึ ปฏบิ ตั ิ ก�รเปน็ - บทบ�ทและหน�้ ที่ของวิทย�กร ฝึกปฏบิ ัตกิ �ร ก�รเปน็ วิทย�กร - คณุ สมบัตขิ องวิทย�กรท่ีดี เปน็ วิทย�กร วทิ ย�กร - ก�รเป็นผ้นู �ำ เสนอทีด่ ี โดยส่มุ หวั ข้อ (๔๐ คะแนน) - เทคนิคก�รเตรยี มตวั ที่ดขี องวิทย�กร วิช�ก�รบรรย�ย จ�ก ๓ วิช� โดยใหว้ ทิ ย�กร ประเมิน - ๓ ชว่ั โมง หลัง วิทย�กร ใหข้ ้อเสนอแนะ กระบวนก�ร หล�กหล�ย 4 หลักสูตรสรา้ งวิทยากรผ้นู าำ การเปลี่ยนแปลงส่สู งั คมทไี่ มท่ นตอ่ การทจุ ริต
วิชาท่ี ๑ การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปล่ียนแปลงสูส่ ังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต วิชาท่ี ๑ : เร่ือง การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม จาำ นวนช่วั โมง : ๖ ชั่วโมง เรอ่ื ง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม สาระสำาคัญ วชิ �นเี้ ปน็ ก�รเรยี นรเู้ กยี่ วกบั ก�รขดั กนั ระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม กฎหม�ย ทเี่ กยี่ วขอ้ ง แนวคดิ เกย่ี วกบั ก�รคดิ แยกแยะระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี น ส�ม�รถนำ�ไปถ่�ยทอดได้อย�่ งถกู ต้องและนำ�ไปปรบั ใชไ้ ดอ้ ย�่ งเหม�ะสมกับผู้เข�้ รับก�รฝกึ อบรม วัตถุประสงค์ ๑. เพือ่ เสรมิ สร้�งคว�มร้คู ว�มเข้�ใจ ก�รนำ�ไปใช ้ ก�รวเิ คร�ะห์ สังเคร�ะห ์ และก�รประเมินเกย่ี วกับ ก�รคดิ แยกแยะระหว่�งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. เพ่ือส�ม�รถถ่�ยทอดองค์คว�มรู้อย่�งถูกต้องในเรื่องก�รคิดแยกแยะระหว่�งผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชนส์ ว่ นรวมใหผ้ ูเ้ รยี นนำ�ไปปรับใช้ได้อย�่ งเหม�ะสมกบั ผ้เู ข้�รับก�รฝกึ อบรม ขอบเขตเนอ้ื หา ๑. ส�เหตขุ องก�รทจุ รติ ๒. คว�มหม�ยของก�รขัดกันระหว่�งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม รูปแบบของ ก�รขดั กนั ระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ๓. กฎหม�ยทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ก�รขัดกนั ฯ ๔. วธิ คี ดิ แบบ Analog thinking (ฐ�น ๑๐)/Digital thinking (ฐ�น๒) ๕. บทบ�ทของรัฐ/เจ้�หน้�ทข่ี องรัฐ (ม�ตรฐ�นท�งจริยธรรมของเจ้�หน�้ ทข่ี องรัฐ) ๖. กรณีตัวอย่�งก�รคิดแยกแยะระหว่�งประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวม วิธกี ารฝกึ อบรม ก�รบรรย�ย ก�รคดิ วิเคร�ะหก์ รณีศึกษ� ก�รท�ำ กจิ กรรมกลมุ่ ก�รอภปิ ร�ยกลุม่ ส่ือการเรยี นรู้ Power Point วิดโี อ ภ�พยนตร์สัน้ ใบง�น หรอื สอื่ อ่ืน ๆ ทีเ่ หม�ะสม การวดั และประเมินผล ก�รทดสอบเนื้อห� (๒๐ คะแนน) หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผูน้ ำาการเปล่ียนแปลงสสู่ งั คมท่ีไมท่ นต่อการทุจริต 5
เนื้อหาโดยสงั เขป หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลย่ี นแปลงสสู่ งั คมที่ไมท่ นต่อการทจุ ริต วิชาที่ ๑ : เรอื่ ง การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม จาำ นวนช่วั โมง : ๖ ชัว่ โมง รายละเอียดเน้ือหา ๑. สาเหตขุ องการทจุ รติ และทิศทางการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย ก�รทุจริตเป็นหน่ึงในประเด็นท่ีทั่วโลกแสดงคว�มกังวล อันเน่ืองม�จ�กเป็นปัญห�ท่ีมีคว�มซับซ้อน ย�กตอ่ ก�รจดั ก�รและเกยี่ วขอ้ งกบั ทกุ ภ�คสว่ น เปน็ ทย่ี อมรบั กนั ว�่ ก�รทจุ รติ นนั้ มคี ว�มเปน็ ส�กล เพร�ะมกี �รทจุ รติ เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ว่�จะเป็นประเทศท่ีพัฒน�แล้วหรือประเทศที่กำ�ลังพัฒน� ก�รทุจริตเกิดข้ึนทั้งใน ภ�ครฐั และภ�คเอกชน หรอื แมก้ ระทงั่ ในองคก์ รทไ่ี มแ่ สวงห�ผลก�ำ ไรหรอื องคก์ รเพอ่ื ก�รกศุ ล ในปจั จบุ นั ก�รกล�่ วห� และก�รฟอ้ งรอ้ งคดกี �รทจุ รติ ยงั มบี ทบ�ทส�ำ คญั ในด�้ นก�รเมอื งม�กกว�่ ชว่ งทผ่ี �่ นม� รฐั บ�ลในหล�ยประเทศ มีผลก�รปฏิบัติง�นท่ีไม่โปร่งใสเท่�ที่ควร องค์กรระดับโลกหล�ยองค์กรเสื่อมเสียช่ือเสียง เน่ืองม�จ�กเหตุผล ด้�นคว�มโปร่งใส ส่ือมวลชนท่ัวทั้งโลกต่�งเฝ้�รอที่จะได้นำ�เสนอข่�วอื้อฉ�วและก�รประพฤติผิดจริยธรรม ด้�นก�รทุจริต โดยเฉพ�ะบุคคลซ่ึงดำ�รงตำ�แหน่งระดับสูงต่�งถูกเฝ้�จับจ้องว่�จะถูกสอบสวนเมื่อใด อ�จกล่�วได้ว่� ก�รทุจริตเป็นหนึ่งในปัญห�ใหญ่ที่จะขัดขว�งก�รพัฒน�ประเทศให้เป็นรัฐสมัยใหม่ ซ่ึงต่�งเป็นที่ทร�บกันดีว่� ก�รทจุ ริตควรเปน็ ประเดน็ แรก ๆ ที่ควรให้คว�มส�ำ คัญในว�ระของก�รพฒั น�ประเทศของทกุ ประเทศ เห็นได้ชัดว่�ก�รทุจริตส่งผลกระทบอย่�งม�กกับก�รพัฒน�ประเทศ โดยเฉพ�ะอย่�งย่ิงในประเทศ ท่ีกำ�ลังพัฒน� เช่นเดียวกันกับกลุ่มประเทศในภูมิภ�คเอเชียแปซิฟิกก็มีคว�มกังวลในปัญห�ก�รทุจริตด้วย เชน่ เดยี วกนั โดยเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั ว�่ ก�รทจุ รติ เปน็ ปญั ห�ใหญท่ ก่ี �ำ ลงั ขดั ขว�งก�รพฒั น�เศรษฐกจิ ก�รเมอื ง และสงั คม ใหก้ ้�วไปสูร่ ัฐสมยั ใหม ่ และควรเป็นปญั ห�ทค่ี วรจะต้องรีบแกไ้ ขโดยเรว็ ทสี่ ดุ ก�รทจุ รติ นนั้ อ�จเกดิ ขน้ึ ไดใ้ นประเทศทมี่ สี ถ�นก�รณ ์ ดงั ตอ่ ไปน ้ี ๑) มกี ฎหม�ย ระเบยี บ หรอื ขอ้ ก�ำ หนด จำ�นวนม�กท่ีเกี่ยวข้องกับก�รดำ�เนินก�รท�งธุรกิจ ซ่ึงจะเป็นโอก�สท่ีจะทำ�ให้เกิดเศรษฐผล หรือมูลค่�เพิ่ม หรือกำ�ไรส่วนเกินท�งเศรษฐกิจ และโดยเฉพ�ะอย่�งยิ่งห�กม�ตรก�รหรือข้อกำ�หนดดังกล่�วมีคว�มซับซ้อน คลุมเครอื เลือกปฏบิ ัต ิ เป็นคว�มลับหรือไม่โปร่งใส ๒) เจ้�หน�้ ที่ผู้มีอ�ำ น�จมีสิทธิข์ �ดในก�รใชด้ ลุ ยพนิ จิ ซ่ึงให้ อิสระในก�รเลือกปฏิบัติเป็นอย่�งม�กว่�จะเลือกใช้อำ�น�จใด กับใครก็ได้ ๓) ไม่มีกลไกท่ีมีประสิทธิภ�พหรือ องคก์ รทม่ี หี น�้ ทคี่ วบคมุ ดแู ลและจดั ก�รตอ่ ก�รกระท�ำ ใด ๆ ของเจ�้ หน�้ ทท่ี ม่ี อี �ำ น�จ โดยเฉพ�ะอย�่ งยง่ิ ประเทศ ทกี่ �ำ ลงั พัฒน� ทำ�ใหก้ �รทจุ ริตมีแนวโนม้ ทจ่ี ะเกิดขึ้นไดอ้ ย่�งม�ก โดยไม่ใชเ่ พียงเพร�ะว่�ลักษณะประช�กรนั้น แตกต่�งจ�กภูมิภ�คอื่นท่ีพัฒน�แล้ว ห�กแต่เป็นเพร�ะกลุ่มประเทศท่ีกำ�ลังพัฒน�นั้นมีปัจจัยภ�ยในต่�ง ๆ ท่ีเอ้ือหรือสนับสนุนต่อก�รเกิดก�รทุจริต อ�ทิ ๑) แรงขับเคลื่อนท่ีอย�กมีร�ยได้ เป็นจำ�นวนม�กอันเป็นผล เนื่องม�จ�กคว�มจน ค�่ แรงในอัตร�ท่ีตำ่� หรอื มีสภ�วะคว�มเสย่ี งสูงในด�้ นต�่ ง ๆ เช่น คว�มเจ็บป่วย อบุ ัติเหตุ หรอื ก�รว�่ งง�น ๒) มสี ถ�นก�รณห์ รอื โอก�สทอ่ี �จกอ่ ใหเ้ กดิ ก�รทจุ รติ ไดเ้ ปน็ จ�ำ นวนม�ก และมกี ฎระเบยี บต�่ ง ๆ ท่ีอ�จน�ำ ไปสกู่ �รทุจรติ ๓) ก�รออกกฎหม�ยและกระบวนก�รยตุ ธิ รรมทไี่ มเ่ ข้มแข็ง ๔) กฎหม�ยและประมวล 6 หลักสูตรสร้างวิทยากรผ้นู ำาการเปลย่ี นแปลงสู่สังคมทไ่ี มท่ นต่อการทุจรติ
จริยธรรมไม่ได้รับก�รพัฒน�ให้ทันสมัย ๕) ประช�กรในประเทศยังคงจำ�เป็นต้องพึ่งพ�ทรัพย�กรธรรมช�ติ อยู่เป็นจ�ำ นวนม�ก ๖) คว�มไมม่ เี สถยี รภ�พท�งก�รเมอื ง และเจตจำ�นงท�งก�รเมืองทไี่ ม่เขม้ แขง็ ปจั จัยต่�ง ๆ ดงั กล�่ ว จะน�ำ ไปสกู่ �รทจุ รติ ไมว่ �่ จะเปน็ ทจุ รติ ระดบั บนหรอื ระดบั ล�่ งกต็ �ม ซงึ่ ผลทตี่ �มม�อย�่ งเหน็ ไดช้ ดั เจน มีดว้ ยกนั หล�ยประก�ร เชน่ ก�รทจุ รติ ท�ำ ให้ภ�พลักษณ์ของประเทศด้�นคว�มโปร่งใสน้ันเลวร�้ ยลง ก�รลงทุน ในประเทศโดยเฉพ�ะอย�่ งยง่ิ จ�กนกั ลงทนุ ต�่ งช�ตลิ ดนอ้ ยลง สง่ ผลกระทบท�ำ ใหก้ �รเตบิ โตท�งเศรษฐกจิ ลดนอ้ ย ลงไปดว้ ยเชน่ กนั หรอื ก�รทจุ รติ ท�ำ ใหเ้ กดิ ชอ่ งว่�งของคว�มไมเ่ ท่�เทยี มทก่ี ว้�งขนึ้ ของประช�กรในประเทศหรอื อกี นยั หนง่ึ คอื ระดบั คว�มจนนน้ั เพม่ิ สงู ขนึ้ ในขณะทกี่ ลมุ่ คนรวยกระจกุ ตวั อยเู่ พยี งกลมุ่ เลก็ ๆ กลมุ่ เดยี ว นอกจ�กนี้ ก�รทุจริตยังทำ�ให้ก�รสร้�งและปรับปรุงส�ธ�รณูปโภคต่�ง ๆ ของประเทศนั้นลดลงทั้งในด้�นปริม�ณและ คณุ ภ�พ รวมทั้งยังอ�จน�ำ พ�ประเทศไปสวู่ กิ ฤติท�งก�รเงนิ ที่ร�้ ยแรงไดอ้ กี ด้วย การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด (Paradigm Shift) จึงเป็นเร่ืองสำ�คัญอย่�งม�ก ต่อก�รดำ�เนินง�นด้�นก�ร ต่อต้�นก�รทุจริต ต�มคำ�ปร�ศรัยของประธ�นท่ีได้กล่�วต่อท่ีประชุมองค์ก�รสหประช�ช�ติ ณ นครนิวยอร์ก สหรฐั อเมริก� เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ว�่ “การทจุ รติ เปน็ หนึ่งในความทา้ ทายทม่ี ีความสำาคัญมากในศตวรรษที่ ๒๑ ผนู้ าำ โลกควรจะเพม่ิ ความพยายามขนึ้ เปน็ สองเทา่ ทจี่ ะสรา้ งเครอื่ งมอื ทมี่ คี วามเขม้ แขง็ เพอ่ื รอื้ ระบบการ ทจุ รติ ทซี่ ่อนอยู่ออกให้หมดและนาำ ทรัพย์สินกลบั คืนใหก้ ับประเทศ ต้นทางท่ถี กู ขโมยไป…” ท้งั น ้ี ไม่เพยี งแต่ ผนู้ �ำ โลกเท�่ นนั้ ทตี่ อ้ งจรงิ จงั ม�กขนึ้ กบั ก�รตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ เร�ทกุ คนในฐ�นะประช�กรโลกกม็ คี ว�มจ�ำ เปน็ ทจ่ี ะ ต้องเอ�จริงเอ�จังกับก�รต่อต้�นก�รทุจริตเช่นเดียวกัน โดยท่ัวไปอ�จมองว่�เป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้ท่ีจริงแล้ว ก�รทุจริตน้ันเป็นเร่ืองใกล้ตัวทุกคนในสังคมม�ก ก�รเปลี่ยนแปลงระบบวิธีก�รคิดเป็นเร่ืองสำ�คัญ หรือคว�ม ส�ม�รถในก�รก�รแยกแยะระหว่�งประโยชน์ส่วนตนออกจ�กประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งจำ�เป็นท่ีจะต้อง เกดิ ขนึ้ กบั ทกุ คนในสงั คม ตอ้ งมคี ว�มตระหนกั ไดว้ �่ ก�รกระท�ำ ใดเปน็ ก�รลว่ งล�ำ้ ส�ธ�รณประโยชน ์ ก�รกระท�ำ ใด เปน็ ก�รกระท�ำ ทอ่ี �จเกดิ ก�รทบั ซอ้ นระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม ตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ ประโยชน์ ของประเทศช�ตเิ ปน็ อนั ดับแรกกอ่ นท่จี ะค�ำ นงึ ถึงผลประโยชน์ส่วนตนหรอื พวกพ้อง ก�รทุจริตในสังคมไทยระหว่�งช่วงกว่�ทศวรรษท่ีผ่�นม�ส่งผลเสียต่อประเทศอย่�งมห�ศ�ลและเป็น อุปสรรคสำ�คัญต่อก�รพัฒน�ประเทศในทุกมิติ รูปแบบก�รทุจริตจ�กเดิมท่ีเป็นก�รทุจริตท�งตรงไม่ซับซ้อน อ�ทิ ก�รรับสินบน ก�รจัดซ้ือจัดจ้�ง ในปัจจุบันได้ปรับเปล่ียนเป็นก�รทุจริตท่ีซับซ้อนม�กขึ้น ตัวอย่�งเช่น ก�รทจุ รติ โดยก�รท�ำ ล�ยระบบก�รตรวจสอบก�รใชอ้ �ำ น�จรฐั ก�รกระท�ำ ทเี่ ปน็ ก�รขดั กนั แหง่ ผลประโยชนห์ รอื ผลประโยชน์ทบั ซอ้ น และก�รทจุ รติ เชงิ นโยบ�ย ประเทศไทยมีคว�มพย�ย�มแก้ไขปัญห�ก�รทุจริตโดยหน่วยง�นท่ีเก่ียวข้อง ได้ร่วมกันสร้�งเคร่ืองมือ กลไก และกำ�หนดเป้�หม�ยสำ�หรับก�รปฏิบัติง�นด้�นก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริต เริ่มตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถงึ ปจั จบุ นั ก�รด�ำ เนนิ ง�นไดส้ ร้�งคว�มตน่ื ตวั และเข้�ม�มสี ว่ นรว่ มในก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�ม ก�รทุจริตต�มบทบ�ทของแต่ละหน่วยง�น จึงมีคว�มจำ�เป็นอย่�งย่ิงท่ีจะต้องปรับฐ�นคว�มคิดและสร้�ง คว�มตระหนกั รู้ใหท้ ุกภ�คสว่ นของสังคม สำ�หรับประเทศไทยได้กำ�หนดทิศท�งก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตซ่ึงมีคว�มสอดคล้องกับ สถ�นก�รณ์ท�งก�รเมือง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม และคว�มรุนแรง รวมถึงก�รสร้�งคว�มตระหนกั ในก�ร ประพฤติปฏิบัติตนด้วยคว�มซื่อสัตย์สุจริตของคนในสังคม ท้ังน้ี สำ�นักง�น ป.ป.ช. ในฐ�นะองค์กรหลักด้�น หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผนู้ ำาการเปลี่ยนแปลงสูส่ งั คมทไ่ี ม่ทนต่อการทจุ รติ 7
ก�รดำ�เนินง�นป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริต และเป็นองค์กรที่ต้องบูรณ�ก�รก�รทำ�ง�นด้�นก�รต่อต้�น ก�รทุจรติ เข้�กับทุกภ�คสว่ น ดงั นน้ั ส�ระส�ำ คญั ทมี่ ีคว�มเชือ่ มโยงกบั ทิศท�งก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ มดี ังน ี้ ๑. รัฐธรรมนูญแห่งร�ชอ�ณ�จักรไทย พุทธศกั ร�ช ๒๕๖๐ ๒. ว�ระก�รปฏริ ปู ท ี่ ๑ ก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบของสภ�ปฏริ ปู แหง่ ช�ติ ๓. ยทุ ธศ�สตร์ช�ติระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) ๔. แผนพฒั น�เศรษฐกิจและสังคมแหง่ ช�ติ ฉบบั ท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ๕. โมเดลประเทศไทยส่คู ว�มมั่นคง มง่ั ค่ัง และยั่งยนื (Thailand ๔.๐) ๖. ยทุ ธศ�สตรช์ �ตวิ ่�ด้วยก�รปอ้ งกันและปร�บปร�มก�รทจุ ริต ระยะที ่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ๑. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ก�ำ หนดในหมวดท ี่ ๔ หน้�ทข่ี องประช�ชน ช�วไทยว่�“...บุคคลมีหน้�ท่ี ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนก�รทุจริต และประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ” ถือได้ว่� เปน็ ครงั้ แรกทรี่ ฐั ธรรมนญู ไดก้ �ำ หนดใหก้ �รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ เปน็ หน�้ ทขี่ องประช�ชนช�วไทยทกุ คน นอกจ�กน ้ี ยงั ก�ำ หนดชดั เจนในหมวดท ี่ ๕ หน�้ ทขี่ องรฐั ว�่ “รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ สนบั สนนุ และใหค้ ว�มรแู้ กป่ ระช�ชน ถึงอันตร�ยที่เกิดจ�กก�รทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งภ�ครัฐและภ�คเอกชน และจัดให้มีม�ตรก�รและกลไก ท่ีมีประสิทธิภ�พเพ่ือป้องกันและขจัดก�รทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่�วอย่�งเข้มงวด รวมท้ังกลไกในก�ร สง่ เสรมิ ใหป้ ระช�ชนรวมตวั กนั เพอ่ื มสี ว่ นรว่ มในก�รรณรงคใ์ หค้ ว�มร ู้ ตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ หรอื ชเี้ บ�ะแส โดยไดร้ บั คว�มคุ้มครองจ�กรัฐต�มที่กฎหม�ยบัญญัติ” ในก�รบริห�รร�ชก�รแผ่นดินรัฐต้องเสริมสร้�งให้ประช�ชน ไดร้ บั บรกิ �รทส่ี ะดวก มปี ระสทิ ธภิ �พทสี่ �ำ คญั คอื ไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ติ �มหลกั ก�รบรหิ �รกจิ ก�รบ�้ นเมอื งทดี่ ี ซงึ่ ก�ร บรหิ �รง�นบคุ คลของหนว่ ยง�นของรฐั ตอ้ งเปน็ ไปต�มระบบคณุ ธรรมต�มทก่ี ฎหม�ยบญั ญตั ิ โดยอย�่ งนอ้ ยตอ้ ง มมี �ตรก�รปอ้ งกนั มใิ หผ้ ใู้ ดใชอ้ �ำ น�จหรอื กระท�ำ ก�รโดยมชิ อบแทรกแซงก�รปฏบิ ตั หิ น�้ ท ่ี หรอื กระบวนก�รแตง่ ตง้ั หรอื ก�รพจิ �รณ�คว�มดคี ว�มชอบของเจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั และรฐั ตอ้ งจดั ใหม้ มี �ตรฐ�นท�งจรยิ ธรรม เพอ่ื ใหห้ นว่ ย ง�นใช้เป็นหลักในก�รกำ�หนดประมวลจริยธรรมสำ�หรับเจ้�หน้�ที่ในหน่วยง�น ซึ่งต้องไม่ตำ่�กว่�ม�ตรฐ�นท�ง จริยธรรมดังกล่�ว ก�รท่ีรัฐธรรมนูญได้ให้คว�มสำ�คัญต่อก�รบริห�รร�ชก�รท่ีมีประสิทธิภ�พและก�รบริห�ร บุคคลท่ีมีคุณธรรมน้ัน สืบเน่ืองม�จ�กช่วงระยะเวล�ที่ผ่�นม�ได้เกิดปัญห�ที่เก่ียวข้องกับก�รบริห�รบุคคล มีก�รโยกย้�ยแต่งตั้งท่ีไม่เป็นธรรม บังคับหรือช้ีนำ�ให้ข้�ร�ชก�รหรือเจ้�หน้�ที่ของรัฐปฏิบัติง�นโดยไม่ยึดม่ัน ในหลกั ผลประโยชนแ์ หง่ รฐั รวมถงึ ก�รมงุ่ เนน้ ก�รแสวงห�ผลประโยชนใ์ หก้ บั ตนเองรวมถงึ พวกพอ้ ง รฐั ธรรมนญู แห่งร�ชอ�ณ�จกั รไทย พทุ ธศกั ร�ช ๒๕๖๐ จงึ ได้มคี ว�มพย�ย�มท่จี ะแสดงให้เหน็ อย�่ งชดั เจนว่�ตอ้ งก�รสร�้ ง ประสทิ ธภิ �พในระบบก�รบรหิ �รง�นร�ชก�รแผน่ ดนิ และเจ้�หน�้ ทข่ี องรฐั ตอ้ งยดึ มน่ั ในหลกั ธรรม�ภบิ �ล และ มีคณุ ธรรมจริยธรรมต�มทก่ี ำ�หนดเอ�ไว้ ๒. วาระการปฏริ ปู ที่ ๑ การปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบของสภาปฏริ ปู แหง่ ชาติ สภ�ปฏริ ปู แหง่ ช�ตใิ นฐ�นะองคก์ รทมี่ บี ทบ�ทและอ�ำ น�จหน�้ ทใี่ นก�รปฏริ ปู กลไก และปฏบิ ตั งิ �นด�้ นก�รบรหิ �ร ร�ชก�รแผน่ ดนิ ไดม้ ขี อ้ เสนอเพอ่ื ปฏริ ปู ด�้ นก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบ เพอ่ื แกไ้ ข ปญั ห�ดงั กล�่ วใหเ้ ปน็ ระบบ มปี ระสทิ ธภิ �พ ยงั่ ยนื เปน็ รปู ธรรมปฏบิ ตั ไิ ด ้ สอดคลอ้ งกบั ม�ตรฐ�นส�กลและบรบิ ท ของสงั คมไทย โดยเสนอใหม้ ยี ทุ ธศ�สตรก์ �รแกไ้ ขปญั ห� ๓ ยทุ ธศ�สตร ์ ประกอบดว้ ย (๑) ยทุ ธศ�สตรก์ �รปลกู ฝงั “คนไทย ไมโ่ กง”เพอื่ ปฏริ ปู คนใหม้ จี ติ ส�ำ นกึ สร�้ งจติ ส�ำ นกึ ทตี่ วั บคุ คลรบั ผดิ ชอบชว่ั ด ี อะไรควรท�ำ อะไรไมค่ วรท�ำ 8 หลักสูตรสรา้ งวิทยากรผนู้ าำ การเปลยี่ นแปลงสู่สังคมที่ไมท่ นตอ่ การทุจริต
มองว่�ก�รทุจริตเป็นเร่ืองน่�รังเกียจเป็นก�รเอ�เปรียบสังคมและสังคมไม่ยอมรับ (๒) ยุทธศ�สตร์ก�รป้องกัน ด้วยก�รเสริมสร้�งสังคมธรรม�ภิบ�ล เพื่อเป็นระบบป้องกันก�รทุจริต เสมือนก�รสร้�งระบบภูมิต้�นท�นแก่ ทกุ ภ�คสว่ นในสังคม (๓) ยทุ ธศ�สตรก์ �รปร�บปร�ม เพื่อปฏิรปู ระบบและกระบวนก�รจัดก�รตอ่ กรณกี �รทจุ ริต ให้มีประสิทธิภ�พ ให้ส�ม�รถเอ�ตัวผู้กระทำ�คว�มผิดม�ลงโทษได้ ซึ่งจะทำ�ให้เกิดคว�มเกรงกลัวไม่กล้�ที่จะ กระทำ�ก�รทุจรติ ข้นึ อีกในอน�คต ๓. ยุทธศาสตรช์ าตริ ะยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) สภ�ขับเคลอื่ นก�รปฏิรปู ประเทศไดก้ ำ�หนดให้ กฎหม�ยว�่ ดว้ ยยทุ ธศ�สตรช์ �ตมิ ผี ลบงั คบั ภ�ยในป ี พ.ศ. ๒๕๕๙ หรอื ภ�ยในรฐั บ�ลน ี้ และก�ำ หนดใหห้ นว่ ยง�น ของรัฐทกุ หนว่ ยง�นนำ�ยทุ ธศ�สตรช์ �ต ิ ยทุ ธศ�สตรด์ �้ นต�่ ง ๆ แผนพัฒน�ด�้ นต่�ง ๆ ม�เป็นแผนแม่บทหลัก ในก�รก�ำ หนดแผนปฏบิ ตั กิ �รและแผนงบประม�ณ ยทุ ธศ�สตรช์ �ตดิ งั กล�่ วเปน็ ยทุ ธศ�สตรท์ ยี่ ดึ วตั ถปุ ระสงคห์ ลกั แหง่ ช�ตเิ ปน็ แมบ่ ทหลกั ทศิ ท�งด�้ นก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ ก�รสร�้ งคว�มโปรง่ ใสและธรรม�ภบิ �ล ในก�รบรหิ �รร�ชก�รแผ่นดนิ ของหน่วยง�นภ�ครฐั ทกุ หน่วยง�นจะถูกก�ำ หนดจ�กยทุ ธศ�สตร์ช�ตฯิ สภ�ขับเคลื่อนก�รปฏิรูปประเทศ ว�งกรอบยุทธศ�สตร์ช�ติ ในระยะ ๒๐ ปี โดยมีกรอบวิสัยทัศน ์ “ประเทศไทยมีคว�มมั่นคง มัง่ คัง่ ยั่งยืน เปน็ ประเทศพัฒน�แล้ว ด้วยก�รพฒั น�ต�มหลักปรัชญ�ของเศรษฐกิจ พอเพยี ง” คติพจนป์ ระจ�ำ ช�ติว่� “มั่นคง มง่ั คั่ง ยง่ั ยนื ” ประกอบดว้ ย ๖ ยทุ ธศ�สตร์ คือ ยทุ ธศาสตรท์ ่ี ๑ คว�มมั่นคง ยทุ ธศาสตร์ที่ ๒ ก�รสร�้ งคว�มส�ม�รถในก�รแขง่ ขัน ยทุ ธศาสตร์ท่ี ๓ ก�รพัฒน�และเสรมิ สร้�ง ศกั ยภ�พคน ยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๔ ก�รสร�้ งโอก�สคว�มเสมอภ�คและเท�่ เทยี มกนั ท�งสงั คม ยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๕ ก�รสร�้ ง ก�รเตบิ โตบนคณุ ภ�พชวี ติ ทเ่ี ปน็ มติ รตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม และยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๖ ก�รปรบั สมดลุ และพฒั น� ก�รบรหิ �ร จดั ก�รภ�ครฐั ในยทุ ธศ�สตรท์ ่ี ๖ ได้กำ�หนดกรอบแนวท�งท่ีสำ�คญั ๖ แนวท�ง ประกอบดว้ ย (๑) ก�รปรับปรุง ก�รบรหิ �รจัดก�รร�ยได้และร�ยจ�่ ยของภ�ครัฐ (๒) ก�รพัฒน�ระบบ ก�รใหบ้ ริก�รประช�ชนของหน่วยง�น ภ�ครฐั (๓) ก�รปรบั ปรงุ บทบ�ท ภ�รกจิ และโครงสร�้ งของหนว่ ยง�นภ�ครฐั ใหม้ ขี น�ดทเ่ี หม�ะสม (๔) ก�รว�ง ระบบบรหิ �รง�นร�ชก�รแบบบรู ณ�ก�ร (๕) ก�รพฒั น�ระบบบรหิ �รจดั ก�รก�ำ ลงั คนและพฒั น�บคุ ล�กรภ�ครฐั ในก�รปฏิบตั ิร�ชก�ร (๖) ก�รตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ และประพฤติมิชอบ (๗) ก�รปรบั ปรงุ แก้ไขกฎหม�ย ระเบียบ และขอ้ บงั คบั ใหม้ คี ว�มชดั เจน ทนั สมยั เปน็ ธรรม และสอดคลอ้ งกบั ขอ้ บงั คบั ส�กลหรอื ขอ้ ตกลงระหว�่ งประเทศ ตลอดจนพฒั น�หนว่ ยง�นภ�ครฐั และบุคล�กรทีม่ หี น้�ท่เี สนอคว�มเห็นท�งกฎหม�ยใหม้ ศี ักยภ�พ ๔. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ก�ำ หนดในยทุ ธศ�สตร์ ท่ี ๖ ก�รบริห�รจัดก�รภ�ครัฐ ก�รป้องกันก�รทุจริตและประพฤติมิชอบและธรรม�ภิบ�ลในสังคมไทย ในยุทธศ�สตร์น้ี ได้กำ�หนดกรอบ แนวท�งก�รก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตและคอร์รัปชัน มุ่งเน้น ก�รสง่ เสรมิ และพฒั น�ปลกู ฝงั ค�่ นยิ ม วฒั นธรรม วธิ คี ดิ และกระบวนทศั นใ์ หค้ นมคี ว�มตระหนกั มคี ว�มรเู้ ท�่ ทนั และมีภูมิต้�นท�น ต่อโอก�สและก�รชักจูงให้เกิดก�รทุจริตคอร์รัปชันและมีพฤติกรรมไม่ยอมรับก�รทุจริต ประพฤตมิ ชิ อบ รวมทงั้ สนบั สนนุ ทกุ ภ�คสว่ น ในสงั คมไดเ้ ข้�ม�มสี ว่ นรว่ มในก�รปอ้ งกนั และปร�บร�มก�รทจุ รติ และมุ่งเน้นให้เกิดก�รส่งเสริมธรรม�ภิบ�ลในภ�คเอกชน เพ่ือเป็นก�รตัดวงจรก�รทุจริตระหว่�งนักก�รเมือง ข้�ร�ชก�ร และนักธรุ กิจออกจ�กกนั ท้งั น้ี ก�รบรหิ �รง�นของส่วนร�ชก�รตอ้ งมีคว�มโปรง่ ใสและตรวจสอบได้ ๕. โมเดลประเทศไทยสู่ความม่ันคง มั่งคั่ง และยั่งยืน (Thailand ๔.๐) เป็นโมเดลท่ีน้อมนำ�หลัก ปรัชญ�ของเศรษฐกิจพอเพียงม�เป็นแนวคิดหลักในก�รบริห�รประเทศ ถอดรหัสออกม�เป็น ๒ ยุทธศ�สตร์ ส�ำ คญั คอื (๑) ก�รสร�้ งคว�มเข้มแข็งจ�กภ�ยใน (Strength from Within) และ (๒) ก�รเชื่อมโยงกบั ประช�คม หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปลย่ี นแปลงส่สู ังคมท่ีไมท่ นต่อการทุจรติ 9
โลกในยทุ ธศ�สตร์ก�รสร้�งคว�มเขม้ แขง็ จ�กภ�ยใน Thailand ๔.๐ เนน้ ก�รปรับเปลีย่ น ๔ ทศิ ท�ง และเนน้ ก�รพัฒน�ที่สมดลุ ใน ๔ มติ ิ มติ ทิ ห่ี ยบิ ยก คือ ก�รยกระดับศกั ยภ�พและคุณค่�ของมนุษย์ (Human Wisdom) ดว้ ยก�รพัฒน�คนไทยให้เป็น “มนษุ ยท์ ่สี มบรู ณ”์ ผ�่ นก�รปรับเปลยี่ นระบบนิเวศน์ ก�รเรียนรู้เพื่อเสรมิ สร�้ ง แรงบนั ด�ลใจบม่ เพ�ะคว�มคดิ สร�้ งสรรค ์ ปลกู ฝงั จติ ส�ธ�รณะ ยดึ ประโยชนส์ ว่ นรวมเปน็ ทตี่ งั้ มคี ว�มซอื่ สตั ย ์ สจุ รติ มวี นิ ัย มีคณุ ธรรมจริยธรรม มคี ว�มรับผดิ ชอบ เน้นก�รสร้�งคุณค่�รว่ ม และค�่ นยิ มทีด่ ี คือ สังคมทมี่ ีคว�มหวัง (Hope) สังคมทเ่ี ปย่ี มสุข (Happiness) และสงั คมท่มี ีคว�มสม�นฉันท์ (Harmony) ๖. ยทุ ธศาสตรช์ าติว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ระยะท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ทกี่ ำ�หนดวสิ ยั ทัศน ์ “ประเทศไทยใสสะอ�ด ไทยทง้ั ช�ติต�้ นทจุ รติ ” (Zero Tolerance & Clean Thailand) ก�ำ หนดยุทธศ�สตรห์ ลักออกเป็น ๖ ยุทธศ�สตร์ ยุทธศ�สตรท์ สี่ �ำ คญั คอื ยุทธศ�สตร์ที ่ ๑ สร�้ งสงั คมทีไ่ ม่ทน ตอ่ ก�รทุจรติ เปน็ ยทุ ธศ�สตร์ที่มงุ่ เนน้ ก�รกระบวนก�รปรบั สภ�พท�งสงั คมให้เกดิ ภ�วะ “ไม่ทนตอ่ ก�รทุจริต” โดยเริ่มต้งั แตก่ ระบวนก�รกล่อมเกล�ท�งสังคม สร้�งวฒั นธรรมตอ่ ต้�นก�รทุจริต ปลูกฝงั คว�มพอเพียง มีวินยั ซื่อสัตย ์ สุจริต มีจิตส�ธ�รณะ จิตอ�ส� และคว�มเสยี สละเพือ่ สว่ นรวม ปลกู ฝงั คว�มคดิ แบบดจิ ทิ ัล (Digital Thinking) ให้ส�ม�รถคิดแยกแยะระหว�่ งประโยชนส์ ่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวม และประยุกต์หลักปรัชญ� ของเศรษฐกจิ พอเพียงเปน็ เครอื่ งมือต้�นทุจริต ส�ระส�ำ คญั ทง้ั ๖ ด�้ นดงั กล�่ ว จงึ เปน็ เครอื่ งมอื ชนี้ �ำ ทศิ ท�งก�รปฏบิ ตั งิ �นและก�รบรู ณ�ก�รด�้ นตอ่ ต�้ น ก�รทุจริตของประเทศ โดยมีสำ�นักง�น ป.ป.ช. เป็นองค์กรหลักในก�รบูรณ�ก�รง�นของภ�คส่วนต่�ง ๆ เข้�ด้วยกัน และเพือ่ ใหเ้ ป็นไปในทศิ ท�งเดียวกัน ๒. ทฤษฎี ความหมาย และรปู แบบของการขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม (Conflict of Interests) คำ�ว่� Conflict of Interests มีผู้ให้คำ�แปลเป็นภ�ษ�ไทยไว้หล�กหล�ย เช่น “ก�รขัดกันแห่ง ผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม” หรอื “ก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม” หรือ “ก�รขัดกันระหว่�งผลประโยชน์ส�ธ�รณะและผลประโยชน์ส่วนตน” หรือ “ประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “ผลประโยชน์ขัดกัน” หรือบ�งท่�นแปลว่� “ผลประโยชน์ขัดแย้ง” หรือ “คว�มขดั แย้งท�งผลประโยชน”์ ก�รขัดกนั ระหว่�งประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม หรือท่เี รยี กว�่ Conflict of Interests น้นั ก็มีลักษณะทำ�นองเดียวกันกับกฎศีลธรรม ขนบธรรมเนียมจ�รีตประเพณี หลักคุณธรรมจริยธรรม กล่�วคือ ก�รกระท�ำ ใด ๆ ทเ่ี ปน็ ก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม เปน็ สง่ิ ทคี่ วรหลกี เลยี่ งไมค่ วรจะ กระทำ� แตบ่ คุ คลแตล่ ะคน แตล่ ะกลุม่ แตล่ ะสังคม อ�จเหน็ ว�่ เรอ่ื งใดเป็นก�รขัดกันระหว่�งประโยชน์สว่ นตน และประโยชน์ส่วนรวมแตกต่�งกันไป หรือเมื่อเห็นว่�เป็นก�รขัดกันแล้วยังอ�จมีระดับของคว�มหนักเบ� แตกต�่ งกนั อ�จเหน็ แตกต�่ งกนั ว�่ เรอื่ งใดกระท�ำ ไดก้ ระท�ำ ไมไ่ ดแ้ ตกต�่ งกนั ออกไปอกี และในกรณที มี่ กี �รฝ�่ ฝนื บ�งเรอ่ื งบ�งคนอ�จเห็นว�่ ไม่เป็นไร เป็นเรอ่ื งเลก็ น้อย หรอื อ�จเหน็ เปน็ เร่อื งใหญ ่ ตอ้ งถกู ประณ�ม ตำ�หน ิ ตฉิ ิน นินท� ว่�กล�่ ว ฯลฯ แตกต่�งกนั ต�มสภ�พของสงั คม 10 หลักสูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปลี่ยนแปลงสู่สงั คมท่ไี มท่ นตอ่ การทจุ รติ
โดยพน้ื ฐ�นแลว้ เรอื่ งก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม เปน็ กฎศลี ธรรมประเภท หน่ึงท่บี ุคคลไมพ่ ึงละเมดิ หรือฝ�่ ฝนื แตเ่ นอ่ื งจ�กมีก�รฝ่�ฝนื กนั ม�กขน้ึ และบุคคลผูฝ้ �่ ฝืนกไ็ ม่มคี ว�มเกรงกลัว หรือละอ�ยต่อก�รฝ่�ฝืนน้ัน สังคมก็ไม่ลงโทษหรือลงโทษไม่เพียงพอท่ีจะมีผลเป็นก�รห้�มก�รกระทำ�ดังกล่�ว และในทสี่ ดุ เพอ่ื หยดุ ยงั้ เรอื่ งดงั กล�่ วน ี้ จงึ มกี �รตร�กฎหม�ยทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ก�รขดั กนั แหง่ ผลประโยชนม์ �กขน้ึ ๆ และเป็นเรอ่ื งทส่ี ังคมให้คว�มสนใจม�กขึ้นต�มล�ำ ดับ คู่มือก�รปฏิบัติสำ�หรับเจ้�หน้�ที่ของรัฐเพื่อมิให้ดำ�เนินกิจก�รท่ีเป็นก�รขัดกันประโยชน์ส่วนตนและ ประโยชน์ส่วนรวม ไดใ้ หค้ ว�มหม�ยไว ้ ดงั นี้ “ประโยชน์ส่วนตน (Private Interests) คือ ก�รที่บุคคลทั่วไปในสถ�นะเอกชนหรือเจ้�หน้�ที่ของรัฐ ในสถ�นะเอกชนไดท้ �ำ กจิ กรรมหรอื ไดก้ ระท�ำ ก�รต�่ ง ๆ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นตน ครอบครวั เครอื ญ�ต ิ พวกพอ้ ง หรอื ของกลุ่มในสงั คมที่มีคว�มสมั พันธ์กันในรปู แบบต่�ง ๆ เช่น ก�รประกอบอ�ชีพ ก�รทำ�ธุรกจิ ก�รค้� ก�รลงทนุ เพ่อื ห�ประโยชน์ในท�งก�รเงินหรอื ในท�งธรุ กจิ เปน็ ต้น” “ประโยชน์สว่ นรวมหรอื ประโยชน์ส�ธ�รณะ (Public Interests) คือ ก�รทบี่ ุคคลใด ๆ ในสถ�นะทเ่ี ปน็ เจ้�หน้�ที่ของรัฐ (ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งท�งก�รเมือง ข้�ร�ชก�ร พนักง�นรัฐวิส�หกิจ หรือเจ้�หน้�ท่ีของรัฐใน หนว่ ยง�นของรฐั ) ไดก้ ระท�ำ ก�รใด ๆ ต�มหน�้ ทหี่ รอื ไดป้ ฏบิ ตั หิ น�้ ทอ่ี นั เปน็ ก�รด�ำ เนนิ ก�รในอกี สว่ นหนง่ึ ทแ่ี ยก ออกม�จ�กก�รด�ำ เนนิ ก�รต�มหน�้ ทใ่ี นสถ�นะของเอกชน ก�รกระท�ำ ก�รใด ๆ ต�มหน�้ ทข่ี องเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั จึงมีวัตถุประสงค์หรือมีเป้�หม�ยเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หรือก�รรักษ�ประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ ของรัฐก�รทำ�หน้�ที่ของเจ้�หน้�ที่ของรัฐจึงมีคว�มเกี่ยวเน่ืองเช่ือมโยงกับอำ�น�จหน้�ที่ต�มกฎหม�ยและจะมี รูปแบบของคว�มสัมพันธ์หรือมีก�รกระทำ�ในลักษณะต่�ง ๆ กันที่เหมือนหรือคล้�ยกับก�รกระทำ�ของบุคคล ในสถ�นะเอกชน เพียงแต่ก�รกระทำ�ในสถ�นะท่ีเป็นเจ้�หน้�ท่ีของรัฐกับก�รกระทำ�ในสถ�นะเอกชนจะมี คว�มแตกต่�งกันทีว่ ัตถุประสงค์ เป�้ หม�ยหรือประโยชนส์ ุดท้�ยทแี่ ตกต่�งกัน” “ก�รขัดกันระหว่�งประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) คือ ก�รทีเ่ จ้�หน้�ที่ของรฐั กระทำ�ก�รใด ๆ หรอื ดำ�เนนิ ก�รในกจิ ก�รส�ธ�รณะทเ่ี ป็นก�รดำ�เนนิ ก�ร ต�มอ�ำ น�จหน�้ ทห่ี รอื คว�มรบั ผดิ ชอบในกจิ ก�รของรฐั หรอื องคก์ รของรฐั เพอ่ื ประโยชนข์ องรฐั หรอื เพอื่ ประโยชน์ ของสว่ นรวม แตเ่ จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ไดม้ ผี ลประโยชนส์ ว่ นตนเข�้ ไปแอบแฝง หรอื เปน็ ผทู้ มี่ สี ว่ นไดเ้ สยี ในรปู แบบต�่ ง ๆ หรือนำ�ประโยชน์ส่วนตนหรือคว�มสัมพันธ์ส่วนตนเข้�ม�มีอิทธิพลหรือเก่ียวข้องในก�รใช้อำ�น�จหน้�ที่หรือ ดุลยพินิจในก�รพิจ�รณ�ตัดสินใจในก�รกระทำ�ก�รใด ๆ หรือดำ�เนินก�รดังกล่�วนั้น เพ่ือแสวงห�ประโยชน์ ในก�รท�งเงินหรอื ประโยชน์อื่น ๆ ส�ำ หรับตนเองหรือบคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ ” ความสัมพันธ์ระหว่าง “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม” “จริยธรรม” และ “การทุจรติ “จรยิ ธรรม” เปน็ กรอบใหญท่ �งสงั คมทเ่ี ปน็ พน้ื ฐ�นของแนวคดิ เกย่ี วกบั ก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตน และประโยชนส์ ว่ นรวมและก�รทจุ รติ ก�รกระท�ำ ใดทผ่ี ดิ ตอ่ กฎหม�ยว�่ ดว้ ยก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตน และประโยชน์สว่ นรวมและก�รทจุ ริต ยอ่ มเป็นคว�มผิดจริยธรรมดว้ ย หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปลยี่ นแปลงสสู่ งั คมที่ไม่ทนต่อการทุจรติ 11
แตต่ รงกนั ข�้ ม ก�รกระท�ำ ใดทฝ่ี ่�ฝนื จริยธรรม อ�จไมเ่ ปน็ คว�มผิดเกี่ยวกับก�รขดั กนั ระหว่�งประโยชน์ ส่วนตนและประโยชน์สว่ นรวมและก�รทุจริต เชน่ มีพฤติกรรมส่วนตวั ไมเ่ หม�ะสม มพี ฤตกิ รรมชู้ส�ว เปน็ ตน้ การทจุ ริต Corruption ผลประโยชนท์ ับซอ้ น Conflict of Interests จรยิ ธรรม Ethics “จริยธรรม” เป็นหลกั สำาคญั ในการควบคุมพฤติกรรมของเจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ เปรยี บเสมอื นโครงสร้างพืน้ ฐาน ท่เี จ้าหนา้ ที่ของรัฐต้องยึดถอื ปฏบิ ัติ “การขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชน์สว่ นรวม” เป็นพฤตกิ รรมทีอ่ ยรู่ ะหวา่ งจริยธรรมกับการทจุ รติ ทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กิดผลประโยชนส์ ่วนตนกระทบต่อผลประโยชนส์ ่วนรวม ซ่ึงพฤตกิ รรมบางประเภทมีการบัญญัติ เปน็ ความผิดทางกฎหมายมบี ทลงโทษชัดเจน แตพ่ ฤตกิ รรมบางประเภทยังไมม่ กี ารบัญญัตขิ ้อห้ามไวใ้ นกฎหมาย “การทุจรติ ” เป็นพฤติกรรมท่ีฝา่ ฝนื กฎหมายโดยตรง ถือเปน็ ความผิดอย่างชดั เจน สังคมสว่ นใหญจ่ ะมกี าร บญั ญตั ิกฎหมายออกมารองรบั มีบทลงโทษชดั เจน ถอื เปน็ ความผดิ ขนั้ รนุ แรงท่สี ุดทเ่ี จ้าหน้าทขี่ องรฐั ตอ้ ง ไมป่ ฏบิ ตั ิ “เจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐทข่ี าดจรยิ ธรรมในการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี โดยเข้าไปกระทาำ การใดๆ ที่เปน็ การขดั กนั ระหวา่ ง ประโยชน์สว่ นตนและประโยชน์ส่วนรวม ถอื วา่ เจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐผู้นน้ั ขาดความชอบธรรมในการปฏิบตั หิ น้าที่ และจะเปน็ ต้นเหตขุ องการทจุ ริตต่อไป” รูปแบบของการขดั กันระหวา่ งประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์สว่ นรวม ก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวมมไี ดห้ ล�ยรปู แบบไมจ่ �ำ กดั อยเู่ ฉพ�ะในรปู แบบ ของตวั เงนิ หรอื ทรพั ยส์ นิ เท�่ นน้ั แตร่ วมถงึ ผลประโยชนอ์ นื่ ๆ ทไ่ี มไ่ ดอ้ ยใู่ นรปู แบบของตวั เงนิ หรอื ทรพั ยส์ นิ ดว้ ย ทง้ั น้ี John Langford และ Kenneth Kernaghan ไดจ้ �ำ แนกรูปแบบของก�รขดั กนั ระหว่�งประโยชน์ส่วนตน และประโยชนส์ ่วนรวม ออกเป็น ๗ รปู แบบ คือ 12 หลกั สูตรสรา้ งวิทยากรผนู้ าำ การเปล่ยี นแปลงสู่สังคมที่ไมท่ นต่อการทุจรติ
๑) การรบั ผลประโยชน์ตา่ ง ๆ (Accepting benefits) ซ่งึ ผลประโยชนต์ �่ ง ๆ ไม่ว�่ จะเป็นทรัพย์สิน ของขวญั ก�รลดร�ค� ก�รรบั คว�มบนั เทงิ ก�รรบั บรกิ �ร ก�รรบั ก�รฝกึ อบรม หรอื สง่ิ อนื่ ใดในลกั ษณะเดยี วกนั นี้ และผลจ�กก�รรับผลประโยชน์ต่�ง ๆ นั้น ได้ส่งผลต่อก�รตัดสินใจของเจ้�หน้�ที่ของรัฐในก�รดำ�เนินก�ร ต�มอำ�น�จหน้�ที่ ๒) การทำาธุรกิจกับตนเอง (Self-dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) เป็นก�รท่ีเจ้�หน้�ท่ี ของรฐั โดยเฉพ�ะผมู้ อี �ำ น�จในก�รตดั สนิ ใจเข�้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สยี ในสญั ญ�ทที่ �ำ กบั หนว่ ยง�นทต่ี นสงั กดั โดยอ�จจะ เปน็ เจ้�ของบรษิ ทั ทท่ี �ำ สญั ญ�เอง หรอื เปน็ ของเครอื ญ�ต ิ สถ�นก�รณเ์ ชน่ นเี้ กดิ บทบ�ททขี่ ดั แยง้ หรอื เรยี กไดว้ ่� เป็นทงั้ ผู้ซ้ือและผู้ข�ยในเวล�เดยี วกัน ๓) การทาำ งานหลงั จากออกจากตำาแหน่งหน้าทีส่ าธารณะหรือหลงั เกษยี ณ (Post-employment) เป็นก�รท่ีเจ้�หน้�ที่ของรัฐล�ออกจ�กหน่วยง�นของรัฐ และไปทำ�ง�นในบริษัทเอกชนท่ีดำ�เนินธุรกิจประเภท เดยี วกนั หรอื บรษิ ทั ทม่ี คี ว�มเกยี่ วขอ้ งกบั หนว่ ยง�นเดมิ โดยใชอ้ ทิ ธพิ ลหรอื คว�มสมั พนั ธจ์ �กทเ่ี คยด�ำ รงต�ำ แหนง่ ในหนว่ ยง�นเดิมนน้ั ห�ประโยชน์จ�กหน่วยง�นให้กบั บริษทั และตนเอง ๔) การทาำ งานพิเศษ (Outside employment or Moonlighting) ในรูปแบบนี้มีไดห้ ล�ยลักษณะ ไมว่ ่�จะเป็นก�รทเี่ จ้�หน้�ท่ขี องรัฐตงั้ บริษัทด�ำ เนินธรุ กิจ ทเ่ี ปน็ ก�รแขง่ ขนั กับหนว่ ยง�นหรือองคก์ �รส�ธ�รณะ ที่ตนสังกัด หรือก�รรับจ้�งพิเศษเป็นท่ีปรึกษ�โครงก�ร โดยอ�ศัยตำ�แหน่งในร�ชก�รสร้�งคว�มน่�เชื่อถือว่� โครงก�รของผูว้ ่�จ้�งจะไม่มีปญั ห�ติดขัดในก�รพิจ�รณ�จ�กหนว่ ยง�นทีท่ ป่ี รึกษ�สงั กดั อย ู่ ๕) การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) เป็นสถ�นก�รณ์ท่ีเจ้�หน้�ท่ีของรัฐใช้ประโยชน์จ�ก ก�รทตี่ นเองรับร้ขู ้อมูลภ�ยในหน่วยง�น และนำ�ขอ้ มลู นนั้ ไปห�ผลประโยชนใ์ หก้ บั ตนเองหรอื พวกพอ้ ง อ�จจะ ไปห�ประโยชนโ์ ดยก�รข�ยขอ้ มลู หรือเข้�เอ�ประโยชน์เสียเอง ๖) การใชท้ รพั ย์สินของราชการเพอ่ื ประโยชนธ์ รุ กิจสว่ นตัว (Using your employer’s property for private advantage) เปน็ ก�รที่เจ้�หน�้ ที่ของรัฐน�ำ เอ�ทรัพย์สนิ ของร�ชก�รซึง่ จะต้องใชเ้ พอื่ ประโยชน์ ของท�งร�ชก�รเท�่ นน้ั ไปใชเ้ พอ่ื ประโยชนข์ องตนเองหรอื พวกพอ้ ง หรอื ก�รใชใ้ หผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ช�ไปท�ำ ง�นสว่ นตวั ๗) การนาำ โครงการสาธารณะลงในเขตเลอื กตงั้ เพอื่ ประโยชนท์ างการเมอื ง (Pork-barreling) เปน็ ก�ร ที่ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งท�งก�รเมืองหรือผู้บริห�รระดับสูงอนุมัติโครงก�รไปลงพื้นท่ีหรือบ้�นเกิดของตนเอง หรือ ก�รใชง้ บประม�ณส�ธ�รณะเพ่อื ห�เสยี ง ทงั้ น ้ี เมอ่ื พจิ �รณ� “รา่ งพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยความผดิ เกย่ี วกบั การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นตน กับประโยชน์สว่ นรวม พ.ศ. ....” ทำ�ให้มีรปู แบบเพมิ่ เตมิ จ�ก ท่กี ล่�วม�แล้วข้�งตน้ อีก ๒ กรณี คือ ๘) การใช้ตำาแหน่งหน้าท่ีแสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง (Nepotism) หรืออ�จจะ เรียกว่�ระบบอุปถัมภ์พิเศษ เป็นก�รท่ีเจ้�หน้�ท่ีของรัฐ ใช้อิทธิพลหรือใช้อำ�น�จหน้�ที่ทำ�ให้หน่วยง�นของตน เข�้ ท�ำ สญั ญ�กับบริษทั ของพ่ีนอ้ งของตน ๙) การใชอ้ ทิ ธพิ ลเขา้ ไปมผี ลตอ่ การตดั สนิ ใจของเจา้ หนา้ ทร่ี ฐั หรอื หนว่ ยงานของรฐั อน่ื (Influence) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กต่ นเองหรอื พวกพอ้ ง โดยเจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ใชต้ �ำ แหนง่ หน�้ ทข่ี ม่ ขผู่ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ช�ใหห้ ยดุ ท�ำ ก�รตรวจสอบบรษิ ทั ของเครือญ�ติของตน หลักสูตรสรา้ งวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลีย่ นแปลงสู่สงั คมท่ไี ม่ทนต่อการทจุ รติ 13
ตวั อย่างการขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นตนกับประโยชนส์ ว่ นรวมในรปู แบบตา่ ง ๆ ๑. การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ ๑.๑ น�ยสจุ รติ ข�้ ร�ชก�รชน้ั ผใู้ หญ ่ ไดเ้ ดนิ ท�งไปปฏบิ ตั ริ �ชก�รในพนื้ ทจี่ งั หวดั ร�ชบรุ ี ซงึ่ ในวนั ดงั กล�่ ว น�ยรวย น�ยก อบต. แห่งหนง่ึ ไดม้ อบง�ช้�งจ�ำ นวนหนึ่งคูใ่ หแ้ ก่ น�ยสุจริต เพ่อื เป็นของที่ระลึก ๑.๒ ก�รที่เจ้�หน้�ทขี่ องรัฐรบั ของขวญั จ�กผบู้ รหิ �รของบรษิ ัทเอกชน เพอ่ื ช่วยให้บรษิ ัทเอกชนร�ยนน้ั ชนะก�รประมูลรับง�นโครงก�รขน�ดใหญ่ของรฐั ๑.๓ ก�รที่บริษัทแห่งหน่ึงให้ของขวัญเป็นทองคำ�มูลค่�ม�กกว่� ๑๐ บ�ท แก่เจ้�หน้�ที่ในปีที่ผ่�นม� และปนี ้เี จ้�หน้�ทเ่ี รง่ รดั คืนภ�ษใี ห้กบั บริษัทน้นั เป็นกรณพี เิ ศษ โดยลดั คิวให้กอ่ นบริษทั อืน่ ๆ เพร�ะค�ดว่�จะ ได้รบั ของขวญั อกี ๑.๔ ก�รที่เจ้�หน้�ท่ีของรัฐไปเป็นคณะกรรมก�รของบริษัทเอกชน หรือรัฐวิส�หกิจและได้รับคว�ม บันเทิงในรูปแบบต่�ง ๆ จ�กบริษัทเหล่�นั้น ซึ่งมีผลต่อก�รให้คำ�วินิจฉัยหรือข้อเสนอแนะที่เป็นธรรมหรือ เปน็ ไปในลกั ษณะทเี่ อื้อประโยชน์ ตอ่ บริษัทผู้ใหน้ ้ัน ๆ ๑.๕ เจ้�หน้�ที่ของรัฐได้รับชุดไม้กอล์ฟจ�กผู้บริห�รของบริษัทเอกชน เมื่อต้องทำ�ง�นท่ีเกี่ยวข้องกับ บรษิ ทั เอกชนแหง่ นนั้ กช็ ว่ ยเหลอื ใหบ้ รษิ ทั นน้ั ไดร้ บั สมั ปท�น เนอื่ งจ�กรสู้ กึ ว�่ ควรตอบแทนทเ่ี คยไดร้ บั ของขวญั ม� ๒. การทำาธุรกิจกับตนเองหรอื เป็นคู่สัญญา ๒.๑ ก�รท่ีเจ้�หน้�ท่ีในกระบวนก�รจัดซ้ือจัดจ้�งทำ�สัญญ�ให้หน่วยง�นต้นสังกัดซ้ือคอมพิวเตอร์ ส�ำ นักง�นจ�กบริษัทของครอบครัวตนเอง หรือบรษิ ัทท่ตี นเองมหี ุน้ สว่ นอยู่ ๒.๒ ผ้บู รหิ �รหน่วยง�นทำ�สญั ญ�เช�่ รถไปสัมมน�และดูง�นกบั บริษทั ซ่งึ เปน็ ของเจ้�หน้�ท่หี รือบรษิ ัท ท่ผี ้บู ริห�รมีห้นุ ส่วนอยู่ ๒.๓ ผู้บริห�รของหน่วยง�น ทำ�สัญญ�จ้�งบริษัทท่ีภรรย�ของตนเองเป็นเจ้�ของม�เป็นที่ปรึกษ�ของ หนว่ ยง�น ๒.๔ ผบู้ รหิ �รของหนว่ ยง�น ท�ำ สญั ญ�ใหห้ นว่ ยง�นจดั ซอื้ ทด่ี นิ ของตนเองในก�รสร�้ งส�ำ นกั ง�นแหง่ ใหม ่ ๒.๕ ภรรย�อดีตน�ยกรัฐมนตรี ประมูลซ้ือที่ดินย่�นถนนรัชด�ภิเษกใกล้กับศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย จ�กกองทุนเพ่ือก�รฟื้นฟูและพัฒน�ระบบสถ�บันก�รเงินในก�รกำ�ดูแลของธน�ค�ร แห่งประเทศไทย กระทรวงก�รคลงั โดยอดีตน�ยกรฐั มนตร ี ซ่ึงในขณะนัน้ ดำ�รงต�ำ แหน่งน�ยกรัฐมนตรใี นฐ�นะ เจ้�พนักง�นมีหน้�ท่ีดูแลกิจก�รของกองทุนฯ ได้ลงน�มยินยอมในฐ�นะคู่สมรสให้ภรรย�ประมูลซื้อท่ีดินและ ทำ�สัญญ�ซื้อข�ยที่ดิน ส่งผลให้เป็นคู่สัญญ�หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญ�ซ้ือท่ีดินโฉนดแปลงดังกล่�ว อันเป็นก�รขัดกันระหว่�งประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม เป็นก�รฝ่�ฝืนต่อกฎหม�ย มีคว�มผิดต�ม พระร�ชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ว�่ ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ม�ตร� ๑๐๐ (๑) 14 หลกั สตู รสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปลยี่ นแปลงสสู่ งั คมทไี่ ม่ทนตอ่ การทจุ ริต
๓. การทำางานหลังจากออกจากตำาแหน่งหนา้ ท่ีสาธารณะหรือหลังเกษียณ ๓.๑ อดีตผู้อำ�นวยก�รโรงพย�บ�ลแห่งหนึ่งเพ่ิงเกษียณอ�ยุร�ชก�รไปทำ�ง�นเป็นที่ปรึกษ�ในบริษัท ผลติ หรอื ข�ยย� โดยใช้อทิ ธพิ ลจ�กทเ่ี คยด�ำ รงต�ำ แหนง่ ในโรงพย�บ�ลดงั กล�่ ว ใหโ้ รงพย�บ�ลซอ้ื ย�จ�กบรษิ ทั ท่ีตนเองเป็นที่ปรึกษ�อยู่ พฤติก�รณ์เช่นน้ีมีมูลคว�มผิดทั้งท�งวินัยและท�งอ�ญ�ฐ�นเป็นเจ้�หน้�ที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นก�รปฏิบัติอย่�งใดในพฤติก�รณ์ท่ีอ�จทำ�ให้ผู้อ่ืนเชื่อว่�ตนมีตำ�แหน่งหรือหน้�ที่ ท้ังท่ีตนมิได้ มีตำ�แหน่งหรือหน้�ที่นั้น เพื่อแสวงห�ประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหม�ยสำ�หรับตนเองหรือผู้อ่ืน ต�มพระร�ชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมว่�ด้วยก�รปอ้ งกันและปร�บปร�มก�รทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ม�ตร� ๑๒๓ ๓.๒ ก�รท่ีผู้บริห�รหรือเจ้�หน้�ท่ีขององค์กรด้�นเวชภัณฑ์และสุขภ�พออกจ�กร�ชก�รไปทำ�ง�น ในบรษิ ทั ผลิตหรอื ข�ยย� ๓.๓ ก�รท่ีผู้บริห�รหรือเจ้�หน้�ท่ีของหน่วยง�นท่ีเกษียณแล้วใช้อิทธิพลที่เคยดำ�รงตำ�แหน่ง ในหน่วยง�นรัฐ รับเป็นท่ีปรึกษ�ให้บริษัทเอกชนท่ีตนเคยติดต่อประส�นง�น โดยอ้�งว่�จะได้ติดต่อกับ หน่วยง�นรฐั ได้อย่�งร�บรนื่ ๓.๔ ก�รว่�จ้�งเจ้�หน้�ที่ผู้เกษียณม�ทำ�ง�นในตำ�แหน่งเดิมที่หน่วยง�นเดิมโดยไม่คุ้มค่�กับภ�รกิจ ที่ไดร้ บั มอบหม�ย ๔. การทาำ งานพเิ ศษ ๔.๑ เจ้�หน้�ที่ตรวจสอบภ�ษี ๖ สำ�นักง�นสรรพ�กรจังหวัดในส่วนภูมิภ�ค ได้จัดต้ังบริษัทรับจ้�ง ทำ�บัญชีและให้คำ�ปรึกษ�เกี่ยวกับภ�ษีและมีผลประโยชน์เก่ียวข้องกับบริษัท โดยรับจ้�งทำ�บัญชีและยื่นแบบ แสดงร�ยก�รให้ผู้เสียภ�ษีในเขตจังหวัดที่รับร�ชก�รอยู่และจังหวัดใกล้เคียง กลับมีพฤติก�รณ์ช่วยเหลือผู้เสีย ภ�ษีให้เสียภ�ษีน้อยกว่�คว�มเป็นจริง และรับเงินค่�ภ�ษีอ�กรจ�กผู้เสียภ�ษีบ�งร�ยแล้ว มิได้นำ�ไปยื่นแบบ แสดงร�ยก�รชำ�ระภ�ษีให้ พฤติก�รณ์ของเจ้�หน้�ท่ีดังกล่�ว เป็นก�รไม่ปฏิบัติต�มข้อบังคับกรมสรรพ�กรว่� ด้วยจรรย�ข้�ร�ชก�ร กรมสรรพ�กร พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๙ (๗) (๘) และอ�ศัยตำ�แหน่งหน้�ที่ร�ชก�รของตน ห�ประโยชน์ให้แก่ตนเอง เป็นคว�มผิดวินัยอย่�งไม่ร้�ยแรงต�มม�ตร� ๘๓ (๓) แห่งพระร�ชบัญญัติระเบียบ ข้�ร�ชก�รพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ อีกท้ังเป็นก�รปฏิบัติหน้�ที่ร�ชก�รโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดคว�มเสียห�ยแก่ ท�งร�ชก�รโดยร้�ยแรง และปฏิบัติหน้�ที่ร�ชก�รโดยทุจริต และยังกระทำ�ก�รอันได้ชื่อว่�เป็นผู้ประพฤติชั่ว อย่�งร้�ยแรงเป็นคว�มผิดวินัยอย่�งร้�ยแรง ต�มม�ตร� ๘๕ (๑) และ (๔) แห่งพระร�ชบัญญัติระเบียบ ข้�ร�ชก�รพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑ ๔.๒ นิติกร ฝ�่ ยกฎหม�ยและเรง่ รัดภ�ษีอ�กรค�้ ง สำ�นักง�นสรรพ�กรจังหวดั ในสว่ นภูมิภ�คห�ร�ยได้ พเิ ศษโดยก�รเปน็ ตัวแทนข�ยประกนั ชวี ติ ของบริษัทเอกชน ไดอ้ �ศยั โอก�สท่ีตนปฏบิ ัติหน�้ ท่ี เร่งรดั ภ�ษอี �กร ค�้ งผปู้ ระกอบก�รร�ยหนงึ่ ห�ประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเองดว้ ยก�รข�ยประกนั ชวี ติ ใหแ้ กห่ นุ้ สว่ นผจู้ ดั ก�รของผปู้ ระกอบ ก�รดังกล�่ ว รวมทัง้ พนกั ง�นของผู้ประกอบก�รนัน้ อีกหล�ยคน ในขณะท่ีตนก�ำ ลังด�ำ เนินก�รเร่งรดั ภ�ษอี �กร ค้�ง พฤติก�รณ์ของเจ้�หน้�ที่ดังกล่�วเป็นก�รอ�ศัยตำ�แหน่งหน้�ท่ีร�ชก�รของตนห�ประโยชน์ให้แก่ตนเอง เปน็ คว�มผดิ วนิ ยั อย�่ งไมร่ �้ ยแรง ต�มม�ตร� ๘๓ (๓) ประกอบม�ตร� ๘๔ แหง่ พระร�ชบญั ญตั ริ ะเบยี บข�้ ร�ชก�ร พลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑ หลักสูตรสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปล่ียนแปลงสูส่ ังคมทไ่ี ม่ทนตอ่ การทุจรติ 15
๔.๓ ก�รทเ่ี จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั อ�ศยั ต�ำ แหนง่ หน�้ ทท่ี �งร�ชก�รรบั จ�้ งเปน็ ทปี่ รกึ ษ�โครงก�ร เพอ่ื ใหบ้ รษิ ทั เอกชนที่ว่�จ้�งนน้ั มีคว�มน่�เชอ่ื ถือม�กกว�่ บรษิ ัทค่แู ขง่ ๔.๔ ก�รทีเ่ จ�้ หน้�ที่ของรฐั ไม่ท�ำ ง�นท่ีได้รับมอบหม�ยจ�กหน่วยง�นอย�่ งเต็มท่ ี แตเ่ อ�เวล�ไปรบั ง�น พเิ ศษอื่น ๆ ทอ่ี ยูน่ อกเหนอื อำ�น�จหน้�ท่ีทีไ่ ด้รับมอบหม�ยจ�กหนว่ ยง�น ๔.๕ ก�รท่ีผู้ตรวจสอบบัญชีภ�ครัฐรับง�นพิเศษเป็นที่ปรึกษ� หรือเป็นผู้ทำ�บัญชีให้กับบริษัทท่ีต้อง ถกู ตรวจสอบ ๕. การรู้ข้อมูลภายใน ๕.๑ น�ยช่�ง ๕ แผนกชุมส�ยโทรศัพท์เคล่ือนท่ี องค์ก�รโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ได้นำ�ข้อมูล เลขหม�ยโทรศัพท์เคล่ือนที่ระบบ ๔๗๐ MHZ และระบบปลดล็อคไปข�ยให้แก่ผู้อื่น จำ�นวน ๔๐ หม�ยเลข เพอื่ น�ำ ไปปรบั จนู เข�้ กบั โทรศพั ทเ์ คลอื่ นทท่ี น่ี �ำ ไปใชร้ บั จ�้ งใหบ้ รกิ �รโทรศพั ทแ์ กบ่ คุ คลทวั่ ไป คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. มีมตชิ ีม้ ลู คว�มผดิ ต�มประมวลกฎหม�ยอ�ญ� ม�ตร� ๑๕๑ ม�ตร� ๑๕๗ และ ม�ตร� ๑๖๔ และมีคว�มผิด วนิ ยั ต�มข้อบังคบั องค์ก�รโทรศัพทแ์ ห่งประเทศไทยว่�ดว้ ยก�รพนกั ง�น พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ้ ๔๔ และ ๔๖ ๕.๒ ก�รท่ีเจ้�หน้�ที่ของรัฐทร�บข้อมูลโครงก�รตัดถนนเข้�หมู่บ้�น จึงบอกให้ญ�ติพี่น้องไปซื้อที่ดิน บรเิ วณโครงก�รดงั กล่�ว เพือ่ ข�ยให้กบั ร�ชก�รในร�ค�ทีส่ ูงขน้ึ ๕.๓ ก�รที่เจ�้ หน�้ ทีห่ น่วยง�นผูร้ ับผิดชอบโครงข่�ยโทรคมน�คมทร�บม�ตรฐ�น (Spec) วสั ดุอปุ กรณ์ ที่จะใช้ในก�รว�งโครงข่�ยโทรคมน�คม แล้วแจ้งข้อมูลให้กับบริษัทเอกชนท่ีตนรู้จัก เพ่ือให้ได้เปรียบในก�ร ประมูล ๕.๔ เจ้�หน้�ท่ีพัสดุของหน่วยง�นเปิดเผยหรือข�ยข้อมูลท่ีสำ�คัญของฝ่�ยที่ม�ย่ืนประมูลไว้ก่อนหน้� ให้แกผ่ ้ปู ระมลู ร�ยอืน่ ท่ใี หผ้ ลประโยชน์ ท�ำ ให้ฝ�่ ยที่ม�ยนื่ ประมูลไว้ก่อนหน�้ เสยี เปรยี บ ๖. การใช้ทรพั ย์สนิ ของราชการเพ่อื ประโยชนส์ ว่ นตน ๖.๑ คณบดีคณะแพทย์ศ�สตร์ ใช้อำ�น�จหน้�ท่ีโดยทุจริต ด้วยก�รสั่งให้เจ้�หน้�ที่นำ�เก้�อี้พร้อม ผ�้ ปลอกคมุ เก�้ อ้ี เครอื่ งถ�่ ยวดิ โี อ เครอ่ื งเลน่ วิดโี อ กลอ้ งถ่�ยรูป และผ�้ เต็นท์ นำ�ไปใช้ในง�นมงคลสมรสของ บตุ รส�ว รวมท้ังรถยนต ์ รถตู้ส่วนกล�ง เพือ่ ใชร้ ับส่งเจ้�หน�้ ทีเ่ ข�้ ร่วมพธิ ี และขนย้�ยอปุ กรณ์ท้งั ท่บี ้�นพักและ ง�นฉลองมงคลสมรสทโี่ รงแรม ซงึ่ ลว้ นเปน็ ทรพั ยส์ นิ ของท�งร�ชก�ร ก�รกระท�ำ ของจ�ำ เลยนบั เปน็ ก�รใชอ้ �ำ น�จ โดยทจุ รติ เพอื่ ประโยชนส์ ว่ นตนอนั เปน็ ก�รเสยี ห�ยแกร่ ฐั คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ไดช้ ม้ี ลู คว�มผดิ วนิ ยั และอ�ญ� ตอ่ ม�เรอ่ื งเข�้ สกู่ ระบวนก�รในชน้ั ศ�ล ศ�ลพเิ คร�ะหพ์ ย�นหลกั ฐ�นโจทกแ์ ลว้ เหน็ ว�่ ก�รกระท�ำ ของจ�ำ เลย เปน็ ก�ร ทุจริตต่อตำ�แหน่งหน้�ที่ฐ�นเป็นเจ้�พนักง�นมีหน้�ที่ซื้อทำ�จัดก�รหรือรักษ�ทรัพย์ใด ๆ ใช้อำ�น�จในตำ�แหน่ง โดยทุจริตอันเป็นก�รเสียห�ยแก่รัฐและเป็นเจ้�พนักง�นปฏิบัติหน้�ท่ีโดยมิชอบ ต�มประมวลกฎหม�ยอ�ญ� ม�ตร� ๑๕๑ และ ๑๕๗ จงึ พพิ �กษ�ใหจ้ �ำ คกุ ๕ ป ี และปรบั ๒๐,๐๐๐ บ�ท ค�ำ ใหก้ �รรบั ส�รภ�พ เปน็ ประโยชน์ แก่ก�รพิจ�รณ�คด ี ลดโทษใหก้ งึ่ หนงึ่ คงจำ�คุกจ�ำ เลยไว ้ ๒ ปี ๖ เดือนและปรบั ๑๐,๐๐๐ บ�ท 16 หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผู้นำาการเปลย่ี นแปลงสูส่ ังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทุจรติ
๖.๒ ก�รทเี่ จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ผมู้ หี น�้ ทข่ี บั รถยนตข์ องสว่ นร�ชก�ร น�ำ น�ำ้ มนั ในรถยนตไ์ ปข�ย และน�ำ เงนิ ม�ไว้ใช้จ่�ยส่วนตัว ทำ�ให้ส่วนร�ชก�รต้องเสียงบประม�ณ เพ่ือซ้ือนำ้�มันรถม�กกว่�ท่ีควรจะเป็นพฤติกรรม ดังกล่�วถือเป็นก�รทุจริต เป็นก�รเบียดบังผลประโยชน์ของส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของตนเอง และมีคว�มผิด ฐ�นลกั ทรัพยต์ �มประมวลกฎหม�ยอ�ญ� ๖.๓ ก�รทเ่ี จ้�หน�้ ทร่ี ฐั ผมู้ อี �ำ น�จอนมุ ตั ใิ หใ้ ชร้ ถร�ชก�รหรอื ก�รเบกิ จ่�ย ค�่ น�ำ้ มนั เชอ้ื เพลงิ น�ำ รถยนต์ ของส่วนร�ชก�รไปใช้ในกิจธุระสว่ นตัว ๖.๔ ก�รท่ีเจ้�หน้�ทรี่ ัฐนำ�วสั ดุครภุ ัณฑ์ของหนว่ ยง�นม�ใชท้ บ่ี ้�น หรือใชโ้ ทรศัพทข์ องหน่วยง�นตดิ ต่อ ธรุ ะสว่ นตน หรอื น�ำ รถส่วนตนม�ล้�งท่ีหนว่ ยง�น ๗. การนาำ โครงการสาธารณะลงในเขตเลอื กตั้งเพ่อื ประโยชน์ในทางการเมอื ง ๗.๑ น�ยกองค์ก�รบริห�รส่วนตำ�บลแห่งหน่ึงร่วมกับพวก แก้ไขเปลี่ยนแปลงร�ยละเอียดโครงก�ร ปรับปรุงและซ่อมแซมถนนคนเดินใหม่ ในตำ�บลท่ีตนมีฐ�นเสียงโดยไม่ผ่�นคว�มเห็นชอบจ�กสภ�ฯ และ ตรวจรับง�นทั้งที่ไม่ถูกต้องต�มแบบรูปร�ยก�รที่กำ�หนด รวมทั้งเมื่อดำ�เนินก�รแล้วเสร็จได้ติดป้�ยชื่อของตน และพวก ก�รกระท�ำ ดงั กล�่ วมมี ลู เปน็ ก�รกระท�ำ ก�รฝ�่ ฝนื ตอ่ คว�มสงบเรยี บรอ้ ย หรอื สวสั ดภิ �พของประช�ชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติต�ม หรือปฏิบัติก�รไม่ชอบด้วยอำ�น�จหน้�ที่ มีมูลคว�มผิดท้ังท�งวินัยอย่�งร้�ยแรงและ ท�งอ�ญ� คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. มหี นงั สอื แจ้งผลก�รพิจ�รณ�ของคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ใหผ้ ู้มอี ำ�น�จแต่งตง้ั ถอดถอน และสำ�นักง�นคณะกรรมก�รก�รเลือกตั้งทร�บ ๗.๒ ก�รทนี่ กั ก�รเมอื งในจงั หวดั ขอเพม่ิ งบประม�ณเพอ่ื น�ำ โครงก�รตดั ถนน สร�้ งสะพ�นลงในจงั หวดั โดยใช้ชอ่ื หรือน�มสกุลของตนเองเป็นชือ่ สะพ�น ๗.๓ ก�รท่ีรัฐมนตรีอนุมตั ิโครงก�รไปลงในพนื้ ทห่ี รอื บ�้ นเกิดของตนเอง ๘. การใช้ตาำ แหนง่ หนา้ ที่แสวงหาประโยชน์แกเ่ ครือญาติ พนักง�นสอบสวนละเว้นไม่นำ�บันทึกก�รจับกุมที่เจ้�หน้�ท่ีตำ�รวจชุดจับกุมทำ�ข้ึนในวันเกิดเหตุรวมเข้� สำ�นวน แต่กลับเปลี่ยนบันทึกและแก้ไขข้อห�ในบันทึกก�รจับกุม เพ่ือช่วยเหลือผู้ต้องห�ซึ่งเป็นญ�ติของตน ให้รับโทษนอ้ ยลง คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. พิจ�รณ�แล้วมมี ูลคว�มผิดท�งอ�ญ�และท�งวนิ ยั อย�่ งร้�ยแรง ๙. การใชอ้ ิทธิพลเขา้ ไปมีผลตอ่ การตัดสินใจของเจา้ หน้าท่รี ัฐหรือหน่วยงานของรัฐอน่ื ๙.๑ เจ�้ หน�้ ท่ีของรฐั ใช้ตำ�แหนง่ หน�้ ทใ่ี นฐ�นะผูบ้ รหิ �ร เข�้ แทรกแซงก�รปฏบิ ตั ิง�นของเจ้�หน�้ ที ่ ให้ปฏบิ ตั หิ น�้ ทโี่ ดยมิชอบดว้ ยระเบียบ และกฎหม�ยหรอื ฝ�่ ฝืนจรยิ ธรรม ๙.๒ น�ยเอ เป็นหวั หน�้ ส่วนร�ชก�รแหง่ หนึ่งในจังหวดั รู้จกั สนทิ สนมกบั น�ยบี หวั หน้�ส่วนร�ชก�ร อกี แห่งหนงึ่ ในจังหวัดเดียวกนั น�ยเอ จงึ ใชค้ ว�มสมั พนั ธ์ส่วนตัวฝ�กลูกช�ย คือ น�ยซ ี เข�้ รับร�ชก�รภ�ยใต้ สังกดั ของน�ยบี หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปล่ยี นแปลงสสู่ ังคมทีไ่ ม่ทนตอ่ การทจุ ริต 17
๑๐. การขัดกนั แหง่ ผลประโยชน์สว่ นตนกับประโยชนส์ ่วนรวมประเภทอื่นๆ ๑๐.๑ ก�รเดนิ ท�งไปร�ชก�รต�่ งจงั หวดั โดยไมค่ �ำ นงึ ถงึ จ�ำ นวนคน จ�ำ นวนง�น และจ�ำ นวนวนั อย�่ งเหม�ะสม อ�ทิ เดนิ ท�งไปร�ชก�รจำ�นวน ๑๐ วนั แตใ่ ช้เวล�ในก�รท�ำ ง�นจริงเพียง ๖ วัน โดยอีก ๔ วนั เปน็ ก�รเดนิ ท�ง ท่องเท่ียวในสถ�นทีต่ ่�ง ๆ ๑๐.๒ เจ้�หน้�ที่ผู้ปฏิบัติไม่ใช้เวล�ในร�ชก�รปฏิบัติง�นอย่�งเต็มท่ี เน่ืองจ�กต้องก�รปฏิบัติง�น นอกเวล�ร�ชก�ร เพร�ะส�ม�รถเบกิ เงินงบประม�ณค่�ตอบแทนก�รปฏบิ ตั ิง�นนอกเวล�ร�ชก�รได้ ๑๐.๓ เจ้�หน้�ที่ของรัฐลงเวล�ปฏิบัติง�นนอกเวล�ร�ชก�ร โดยมิได้อยู่ปฏิบัติง�นในช่วงเวล�น้ัน อย�่ งแท้จรงิ แตก่ ลบั ใช้เวล�ดังกล�่ วปฏิบตั ิกิจธุระสว่ นตวั ๓. กฎหมายทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการขัดกนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๖ นอกจ�กเจ�้ พนกั ง�นของรฐั ทร่ี ฐั ธรรมนญู ก�ำ หนดไวเ้ ปน็ ก�รเฉพ�ะแลว้ ห�้ มมใิ หก้ รรมก�ร ผู้ดำ�รงตำ�แหนง่ ในองคก์ รอิสระ และเจ�้ พนกั ง�นของรัฐทคี่ ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ประก�ศก�ำ หนด ด�ำ เนนิ กจิ ก�ร ดังตอ่ ไปนี้ (๑) เป็นคู่สัญญ�หรือมีส่วนได้เสียในสัญญ�ท่ีทำ�กับหน่วยง�นของรัฐที่เจ้�พนักง�นของรัฐผู้น้ันปฏิบัติ หน้�ที่ในฐ�นะที่เป็นเจ้�พนักง�นของรัฐ ซึ่งมีอำ�น�จไม่ว่�โดยตรงหรือโดยอ้อมในก�รกำ�กับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือด�ำ เนินคดี (๒) เปน็ หนุ้ สว่ นหรอื ผถู้ อื หนุ้ ในห�้ งหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ทั ทเ่ี ข�้ เปน็ คสู่ ญั ญ�กบั หนว่ ยง�นของรฐั ทเ่ี จ�้ พนกั ง�น ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้�ที่ในฐ�นะที่เป็นเจ้�พนักง�นของรัฐ ซึ่งมีอำ�น�จไม่ว่�โดยตรงหรือโดยอ้อมในก�รกำ�กับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำ�เนินคดี เว้นแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำ�กัดหรือบริษัทมห�ชนจำ�กัดไม่เกิน จ�ำ นวนท่ีคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ก�ำ หนด (๓) รบั สมั ปท�นหรอื คงถอื ไวซ้ งึ่ สมั ปท�นจ�กรฐั หนว่ ยร�ชก�ร หนว่ ยง�นของรฐั รฐั วสิ �หกจิ หรอื ร�ชก�ร สว่ นทอ้ งถนิ่ หรือเข�้ เปน็ ค่สู ัญญ�กบั รัฐ หน่วยร�ชก�ร หน่วยง�นของรัฐ รัฐวสิ �หกิจ หรอื ร�ชก�รส่วนท้องถ่ิน อันมีลกั ษณะเปน็ ก�รผูกข�ดตดั ตอน หรอื เป็นหนุ้ ส่วนหรือผถู้ อื หนุ้ ในห�้ งหุ้นส่วนหรือบรษิ ทั ที่รบั สัมปท�นหรอื เข้�เป็นคู่สัญญ�ในลักษณะดังกล่�ว ในฐ�นะที่เป็นเจ้�พนักง�นของรัฐซ่ึงมีอำ�น�จ ไม่ว่�โดยตรงหรือโดยอ้อม ในก�รก�ำ กบั ดแู ล ควบคมุ ตรวจสอบหรอื ด�ำ เนนิ คด ี เวน้ แตจ่ ะเปน็ ผถู้ อื หนุ้ ในบรษิ ทั จ�ำ กดั หรอื บรษิ ทั มห�ชนจ�ำ กดั ไมเ่ กินจำ�นวนทีค่ ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. กำ�หนด (๔) เข้�ไปมสี ่วนได้เสียในฐ�นะเปน็ กรรมก�ร ท่ีปรกึ ษ� ตัวแทน พนักง�นหรือลูกจ�้ งในธุรกจิ ของเอกชน ซง่ึ อยภู่ �ยใตก้ �รก�ำ กบั ดแู ล ควบคมุ หรอื ตรวจสอบของหนว่ ยง�นของรฐั ทเ่ี จ�้ พนกั ง�นของรฐั ผนู้ น้ั สงั กดั อยหู่ รอื ปฏบิ ตั หิ น�้ ทใี่ นฐ�นะเปน็ เจ�้ พนกั ง�นของรฐั ซง่ึ โดยสภ�พของผลประโยชนข์ องธรุ กจิ ของเอกชนนน้ั อ�จขดั หรอื แย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ท�งร�ชก�รหรือกระทบต่อคว�มมีอิสระในก�รปฏิบัติหน้�ที่ของ เจ�้ พนกั ง�นของรฐั ผู้นั้น 18 หลักสตู รสร้างวิทยากรผู้นำาการเปลย่ี นแปลงสู่สังคมทีไ่ ม่ทนต่อการทุจรติ
ให้นำ�คว�มในวรรคหน่ึง ม�ใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้�พนักง�นของรัฐต�มวรรคหน่ึงด้วย โดยให้ถือว่� ก�รด�ำ เนนิ กจิ ก�รของคสู่ มรสเปน็ ก�รด�ำ เนนิ กจิ ก�รของเจ�้ พนกั ง�นของรฐั เวน้ แตเ่ ปน็ กรณที ค่ี สู่ มรสนนั้ ด�ำ เนนิ ก�ร อยูก่ อ่ นท่ีเจ้�พนกั ง�นของรฐั จะเข�้ ดำ�รงต�ำ แหน่ง คสู่ มรสต�มวรรคสองใหห้ ม�ยคว�มรวมถงึ ผซู้ งึ่ อยกู่ นิ กนั ฉนั ส�มภี รยิ �โดยมไิ ดจ้ ดทะเบยี นสมรสดว้ ย ทงั้ น ้ี ต�มหลักเกณฑ์ทคี่ ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ก�ำ หนด เจ้�พนกั ง�นของรัฐที่มีลกั ษณะต�ม (๒) หรอื (๓) ตอ้ งด�ำ เนินก�รไมใ่ หม้ ีลกั ษณะดงั กล่�ว ภ�ยในส�มสบิ วนั นับแต่วันท่ีเข�้ ดำ�รงต�ำ แหน่ง มาตรา ๑๒๗ ห้�มมิให้กรรมก�ร ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งระดับสูงและผู้ดำ�รง ตำ�แหนง่ ท�งก�รเมืองท่ีคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ก�ำ หนด ดำ�เนินก�รใดต�มม�ตร� ๑๒๖ (๔) ภ�ยในสองปนี ับแต่ วันทีพ่ ้นจ�กต�ำ แหน่ง มาตรา ๑๒๘ ห�้ มมใิ หเ้ จ�้ พนกั ง�นของรฐั ผใู้ ดรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ใดอนั อ�จค�ำ นวณ เปน็ เงนิ ได้ จ�กผู้ใด นอกเหนือจ�กทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ต�มกฎหม�ย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอ�ศัย อ�ำ น�จต�มบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหม�ย เวน้ แตก่ �รรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ใด โดยธรรมจรรย�ต�มหลกั เกณฑ์ และจำ�นวนทคี่ ณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ก�ำ หนด คว�มในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจ�กบุพก�รี ผู้สืบสันด�น หรือ ญ�ติทใ่ี หต้ �มประเพณ ี หรือต�มธรรมจรรย�ต�มฐ�น�นุรูป บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจ�กก�รเป็น เจ้�พนักง�นของรฐั ม�แล้วยังไม่ถงึ สองปดี ้วยโดยอนุโลม มาตรา ๑๒๙ ก�รกระทำ�อันเป็นก�รฝ่�ฝืนบทบัญญัติในหมวดน้ีให้ถือว่�เป็นก�รกระทำ�คว�มผิด ตอ่ ต�ำ แหนง่ หน้�ทร่ี �ชก�รหรือคว�มผิดต่อต�ำ แหน่งหน้�ท่ีในก�รยุติธรรม ประกาศคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เร่อื ง หลกั เกณฑ์การรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ นื่ ใดโดยธรรมจรรยาของเจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั พ.ศ. ๒๕๔๓ อ�ศัยอำ�น�จต�มคว�มในม�ตร� ๑๐๓ แห่งพระร�ชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่�ด้วยก�รป้องกัน และปร�บปร�มก�รทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตแห่งช�ติจึงกำ�หนด หลกั เกณฑแ์ ละจ�ำ นวนทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ใดทเี่ จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั จะรบั จ�กบคุ คลไดโ้ ดยธรรมจรรย�ไว ้ ดงั นี้ ขอ้ ๓ ในประก�ศน้ี “ก�รรบั ทรัพยส์ นิ หรอื ประโยชน์อน่ื ใดโดยธรรมจรรย�” หม�ยคว�มว่� ก�รรบั ทรัพยส์ นิ หรือประโยชน์ อ่ืนใดจ�กญ�ตหิ รือจ�กบุคคลท่ีให้กันในโอก�สต่�ง ๆ โดยปกติต�มขนบธรรมเนียม ประเพณ ี หรือวัฒนธรรม หรอื ให้กนั ต�มม�รย�ททปี่ ฏิบัติกนั ในสงั คม “ญ�ต”ิ หม�ยคว�มว�่ ผบู้ พุ ก�ร ี ผู้สืบสันด�น พน่ี ้องรว่ มบดิ �ม�รด�หรอื รว่ มบดิ �หรือม�รด�เดยี วกนั ลุง ป�้ น้� อ� คูส่ มรส ผบู้ พุ ก�รีหรอื ผสู้ ืบสันด�นของคสู่ มรส บตุ รบุญธรรมหรือผรู้ ับบตุ รบุญธรรม “ประโยชน์อ่ืนใด” หม�ยคว�มว่� ส่ิงท่ีมูลค่� ได้แก่ ก�รลดร�ค� ก�รรับคว�มบันเทิง ก�รรับบริก�ร ก�รรบั ก�รฝึกอบรม หรอื ส่ิงอ่ืนใดในลกั ษณะเดียวกัน หลกั สูตรสร้างวทิ ยากรผนู้ ำาการเปลี่ยนแปลงสู่สงั คมทไี่ ม่ทนต่อการทุจริต 19
ขอ้ ๔ ห�้ มมใิ หเ้ จ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ผใู้ ด รบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ นื่ ใด จ�กบคุ คลนอกเหนอื จ�กทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชน์อันควรไดต้ �มกฎหม�ย หรอื กฎ ข้อบังคับ ท่อี อกโดยอ�ศัยอ�ำ น�จต�มบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหม�ย เว้นแต่ก�รรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ใดโดยธรรมจรรย�ต�มท่ีก�ำ หนดไวใ้ นประก�ศนี้ ขอ้ ๕ เจ�้ หน�้ ทีข่ องรัฐจะรับทรัพยส์ นิ หรือประโยชน์อ่นื ใดโดยธรรมจรรย�ได ้ ดังตอ่ ไปนี้ (๑) รับทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ ่ืนใดจ�กญ�ตซิ ึ่งใหโ้ ดยเสน่ห�ต�มจำ�นวนท่เี หม�ะสมต�มฐ�น�นุรปู (๒) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดจ�กบุคคลอ่ืนซึ่งมิใช่ญ�ติมีร�ค�หรือมูลค่�ในก�รรับจ�กแต่ละ บุคคล แตล่ ะโอก�สไม่เกินส�มพันบ�ท (๓) รบั ทรพั ย์สินหรือประโยชน์อน่ื ใดที่ก�รใหน้ ้นั เปน็ ก�รให้ในลักษณะให้กับบุคคลท่วั ไป ข้อ ๖ ก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจ�กต่�งประเทศ ซ่ึงผู้ให้มิได้ระบุให้เป็นของส่วนตัวหรือมี ร�ค�หรอื มูลค�่ เกนิ กว�่ ส�มพนั บ�ท ไมว่ �่ จะระบเุ ป็นของสว่ นตวั หรอื ไม ่ แตม่ เี หตผุ ลคว�มจ�ำ เป็นที่จะตอ้ งรบั ไว้ เพื่อรักษ�ไมตรี มิตรภ�พ หรือคว�มสัมพันธ์อันดีระหว่�งบุคคล ให้เจ้�หน้�ที่ของรัฐผู้นั้นร�ยง�นร�ยละเอียด ขอ้ เทจ็ จรงิ เกยี่ วกบั ก�รรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนด์ งั กล�่ วใหผ้ บู้ งั คบั บญั ช�ทร�บโดยเรว็ ห�กผบู้ งั คบั บญั ช�เหน็ ว�่ ไม่มีเหตุที่จะอนุญ�ตให้เจ้�หน้�ที่ผู้น้ันยึดถือทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่�วนั้นไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน ให้เจ�้ หน้�ทข่ี องรฐั ผ้นู ้นั ส่งมอบทรพั ย์สนิ ใหห้ น่วยง�นของรัฐทีเ่ จ้�หน้�ทข่ี องรฐั ผนู้ ้ันสังกดั ทันที ขอ้ ๗ ก�รรับทรัพยส์ นิ หรอื ประโยชน์อนื่ ใดท่ีไมเ่ ปน็ ไปต�มหลกั เกณฑ์ หรอื มีร�ค�หรือมมี ลู ค่�ม�กกว�่ ที่กำ�หนดไว้ในข้อ ๕ ซึ่งเจ้�หน้�ท่ีของรัฐได้รับม�แล้วโดยมีคว�มจำ�เป็นอย่�งยิ่งที่ต้องรับไว้เพ่ือรักษ�ไมตร ี มิตรภ�พ หรือคว�มสัมพันธ์อันดีระหว่�งบุคคล เจ้�หน้�ที่ของรัฐผู้น้ันต้องแจ้งร�ยละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ก�รรับทรัพย์สินหรอื ประโยชนน์ น้ั ตอ่ ผ้บู ังคบั บญั ช� ซ่ึงเป็นหวั หน้�ส่วนร�ชก�ร ผบู้ ริห�รสูงสุดของรฐั วิส�หกจิ หรอื ผบู้ รหิ �รสงู สดุ ของหนว่ ยง�น สถ�บนั หรอื องคก์ รทเี่ จ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ผนู้ น้ั สงั กดั โดยทนั ทที ส่ี �ม�รถกระท�ำ ได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่�มีเหตุผลคว�มจำ�เป็น คว�มเหม�ะสม และสมควรที่จะให้เจ้�หน้�ท่ีของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นไว้เปน็ สทิ ธขิ องตนหรอื ไม่ ในกรณที ผี่ บู้ งั คบั บญั ช�หรอื ผบู้ รหิ �รสงู สดุ ของรฐั วสิ �หกจิ หนว่ ยง�นหรอื สถ�บนั หรอื องคก์ รทเี่ จ�้ หน�้ ที่ ของรัฐผู้นั้นสังกัด มีคำ�ส่ังว่�ไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่�ว ก็ให้คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น แกผ่ ู้ให้โดยทนั ท ี ในกรณีทไี่ ม่ส�ม�รถคนื ให้ได้ ให้เจ้�หน�้ ทีข่ องรฐั ผูน้ ั้นสง่ มอบทรพั ย์สนิ หรือประโยชนด์ งั กล�่ ว ให้เปน็ สทิ ธขิ องหนว่ ยง�นท่ีเจ�้ หน้�ทข่ี องรัฐผนู้ ัน้ สังกัดโดยเรว็ เม่ือได้ดำ�เนินก�รต�มคว�มในวรรคสองแล้ว ให้ถือว่�เจ้�หน้�ท่ีของรัฐผู้นั้น ไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือ ประโยชนด์ ังกล่�วเลย ในกรณีที่เจ้�หน้�ท่ีของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ต�มวรรคหน่ึงเป็นผู้ดำ�รงตำ�แหน่งผู้บังคับบัญช� ซึ่งเป็น หัวหน้�ส่วนร�ชก�รระดับกระทรวงหรือเทียบเท่� หรือเป็นกรรมก�รหรือผู้บริห�รสูงสุดของรัฐวิส�หกิจ หรือ เป็นกรรมก�รหรือผู้บริห�รสูงสุดของหน่วยง�นของรัฐ ให้แจ้งร�ยละเอียดข้อเท็จจริงเก่ียวกับก�รรับทรัพย์สิน หรอื ประโยชนน์ นั้ ตอ่ ผมู้ อี �ำ น�จแตง่ ตง้ั ถอดถอน สว่ นผทู้ ด่ี �ำ รงต�ำ แหนง่ ประธ�นกรรมก�รและกรรมก�รในองคก์ ร อสิ ระต�มรฐั ธรรมนญู หรอื ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ทไ่ี มม่ ผี บู้ งั คบั บญั ช�ทมี่ อี �ำ น�จถอดถอนใหแ้ จง้ ตอ่ คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ท้ังน ้ี เพอื่ ด�ำ เนนิ ก�รต�มคว�มในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ในกรณีท่ีเจ้�หน้�ที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินต�มวรรคหนึ่ง เป็นผู้ดำ�รงตำ�แหน่งสม�ชิกสภ�ผู้แทนร�ษฎร หรือสม�ชิกวุฒิสภ� หรือสม�ชิกสภ�ท้องถ่ิน ให้แจ้งร�ยละเอียดข้อเท็จจริงเก่ียวกับก�รรับทรัพย์สินหรือ 20 หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปลี่ยนแปลงสสู่ ังคมที่ไมท่ นต่อการทจุ รติ
ประโยชนเ์ ท�่ นนั้ ตอ่ ประธ�น สภ�ผแู้ ทนร�ษฎร ประธ�นวฒุ สิ ภ� หรอื ประธ�นสภ�ทอ้ งถนิ่ ทเ่ี จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ผนู้ นั้ เปน็ สม�ชิก แล้วแต่กรณ ี เพอื่ ด�ำ เนินก�รต�มวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ข้อ ๘ หลักเกณฑ์ก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้�หน้�ที่ของรัฐ ต�มประก�ศฉบับนี้ให้ใช้ บงั คบั แก่ผู้ซึง่ พน้ จ�กก�รเป็นเจ�้ หน้�ทีข่ องรฐั ม�แล้วไมถ่ งึ สองปดี ว้ ย ระเบยี บสาำ นักนายกรฐั มนตรวี ่าด้วยการใหห้ รือรับของขวญั ของเจา้ หน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยท่ีผ่�นม�คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวท�งปฏิบัติในก�รให้ของขวัญและรับ ของขวญั ของเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ไวห้ ล�ยครง้ั เพอ่ื เปน็ ก�รเสรมิ สร�้ งค�่ นยิ มใหเ้ กดิ ก�รประหยดั มใิ หม้ กี �รเบยี ดเบยี น ข�้ ร�ชก�รโดยไม่จำ�เป็นและสร�้ งทัศนคตทิ ี่ไมถ่ กู ต้อง เนอื่ งจ�กมกี �รแข่งขันกันให้ของขวญั ในร�ค�แพง ทง้ั ยงั เปน็ ชอ่ งท�งใหเ้ กดิ ก�รประพฤตมิ ชิ อบอนื่ ๆ ในวงร�ชก�รอกี ดว้ ย และในก�รก�ำ หนดจรรย�บรรณของเจ้�หน�้ ที่ ของรฐั ประเภทต�่ ง ๆ กม็ กี �รก�ำ หนดในเรอ่ื งท�ำ นองเดยี วกนั ประกอบกบั คณะกรรมก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�ม ก�รทุจริตแห่งช�ติได้ประก�ศกำ�หนดหลักเกณฑ์และจำ�นวนที่เจ้�หน้�ที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ อ่นื ใดโดยธรรมจรรย�ได ้ ฉะนน้ั จงึ สมควรรวบรวมม�ตรก�รเหล่�นัน้ และก�ำ หนดเป็นหลกั เกณฑ์ก�รปฏิบัติของ เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ในก�รใหข้ องขวญั และรบั ของขวญั ไวเ้ ปน็ ก�รถ�วรมมี �ตรฐ�นอย�่ งเดยี วกนั และมคี ว�มชดั เจน เพ่ือเสริมม�ตรก�รของคณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตแห่งช�ติให้เป็นผลอย่�งจริงจัง ทั้งน ี้ เฉพ�ะในสว่ นท่ีคณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทจุ ริตแหง่ ช�ติไมไ่ ด้ก�ำ หนดไว้ อ�ศยั อ�ำ น�จต�มคว�มในม�ตร� ๑๑ (๘) แหง่ พระร�ชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ �รร�ชก�รแผน่ ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ น�ยกรฐั มนตรีโดยคว�มเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตร ี จึงว�งระเบียบไว้ดงั ต่อไปน้ี ข้อ ๓ ในระเบียบนี้ “ของขวัญ” หม�ยคว�มว่� เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อ่ืนใดท่ีให้แก่กัน เพ่ืออัธย�ศัยไมตรี และให้ หม�ยคว�มรวมถงึ เงิน ทรพั ย์สนิ หรอื ประโยชน์อน่ื ใดท่ีให้เปน็ ร�งวัล ใหโ้ ดยเสน่ห�หรอื เพอ่ื ก�รสงเคร�ะห ์ หรือ ใหเ้ ปน็ สนิ น�ำ้ ใจ ก�รใหส้ ทิ ธพิ เิ ศษซง่ึ มใิ ชเ่ ปน็ สทิ ธทิ จี่ ดั ไวส้ �ำ หรบั บคุ คลทว่ั ไปในก�รไดร้ บั ก�รลดร�ค�ทรพั ยส์ นิ หรอื ก�รใหส้ ทิ ธพิ ิเศษในก�รไดร้ บั บรกิ �รหรอื คว�มบันเทงิ ตลอดจนก�รออกค�่ ใช้จ�่ ยในก�รเดินท�งหรอื ท่องเท่ยี ว ค่�ทพ่ี กั ค�่ อ�ห�ร หรอื สิ่งอื่นใดในลกั ษณะเดยี วกัน และไม่ว�่ จะให้เปน็ บตั ร ตั๋ว หรือหลักฐ�นอืน่ ใด ก�รชำ�ระ เงินให้ลว่ งหน้� หรือก�รคนื เงินใหใ้ นภ�ยหลัง “ปกตปิ ระเพณนี ยิ ม” หม�ยคว�มว�่ เทศก�ลหรอื วนั ส�ำ คญั ซงึ่ อ�จมกี �รใหข้ องขวญั กนั และใหห้ ม�ยคว�ม รวมถึงโอก�สในก�รแสดงคว�มยินดี ก�รแสดงคว�มขอบคุณ ก�รต้อนรับ ก�รแสดงคว�มเสียใจ หรือก�รให้ คว�มชว่ ยเหลอื ต�มม�รย�ททีถ่ ือปฏิบตั กิ ันในสงั คมดว้ ย “ผู้บังคับบัญช�” ให้หม�ยคว�มรวมถึง ผู้ซ่ึงปฏิบัติหน้�ท่ีหัวหน้�หน่วยง�น ที่แบ่งเป็นก�รภ�ยในของ หนว่ ยง�นของรฐั และผซู้ งึ่ ด�ำ รงต�ำ แหนง่ ในระดบั ทสี่ งู กว�่ และไดร้ บั มอบหม�ยใหม้ อี �ำ น�จบงั คบั บญั ช�หรอื ก�ำ กบั ดูแลด้วย “บุคคลในครอบครัว” หม�ยคว�มว�่ ค่สู มรส บตุ ร บดิ � ม�รด� พี่น้องร่วมบดิ �ม�รด�หรือรว่ มบดิ �หรือ ม�รด�เดียวกัน หลกั สตู รสร้างวิทยากรผู้นาำ การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมทีไ่ มท่ นตอ่ การทจุ ริต 21
ข้อ ๔ ระเบียบนี้ไม่ใช้บังคับกับกรณีก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดของเจ้�หน้�ที่ของรัฐซึ่งอยู่ ภ�ยใต้บังคับกฎหม�ยประกอบรฐั ธรรมนูญว่�ดว้ ยก�รป้องกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ ข้อ ๕ เจ้�หน้�ท่ีของรัฐจะให้ของขวัญแก่ผู้บังคับบัญช�หรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญช� นอกเหนือจ�กกรณีปกตปิ ระเพณนี ิยมท่ีมกี �รให้ของขวญั แกก่ นั มิได้ ก�รใหข้ องขวญั ต�มปกตปิ ระเพณนี ยิ มต�มวรรคหนงึ่ เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั จะใหข้ องขวญั ทม่ี รี �ค�หรอื มลู ค�่ เกินจำ�นวนที่คณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตแห่งช�ติกำ�หนดไว้สำ�หรับก�รรับทรัพย์สินหรือ ประโยชนอ์ ืน่ ใด โดยธรรมจรรย�ของเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ต�มกฎหม�ยประกอบรฐั ธรรมนญู ว�่ ด้วยก�รป้องกนั และ ปร�บปร�มก�รทุจริตมิได้ เจ�้ หน�้ ทข่ี องรัฐจะทำ�ก�รเรี่ยไรเงินหรอื ทรัพยส์ นิ อ่ืนใดหรือใชเ้ งนิ สวสั ดกิ �รใด ๆ เพอ่ื มอบใหห้ รอื จัดห� ของขวัญให้ผู้บงั คับบญั ช�หรือบคุ คลในครอบครัวของผบู้ งั คับบญั ช�ไม่ว่�กรณใี ด ๆ มไิ ด้ ข้อ ๖ ผ้บู งั คับบญั ช�จะยนิ ยอมหรอื รเู้ ห็นเป็นใจใหบ้ คุ คลในครอบครวั ของตนรับของขวญั จ�กเจ้�หน้�ท่ี ของรัฐซ่ึงเป็นผอู้ ยูใ่ นบังคับบญั ช�มไิ ด ้ เว้นแต่เป็นก�รรบั ของขวัญต�มข้อ ๕ ข้อ ๗ เจ้�หน้�ท่ีของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญจ�กผู้ท่ี เก่ียวขอ้ งในก�รปฏบิ ตั ิหน�้ ที่ของเจ้�หน�้ ที่ของรัฐมไิ ด ้ ถ�้ มิใช่เป็นก�รรับของขวัญต�มกรณที ี่ก�ำ หนดไวใ้ น ขอ้ ๘ ผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งในก�รปฏิบัติหน�้ ท่ีของเจ�้ หน�้ ทขี่ องรัฐต�มวรรคหนงึ่ ไดแ้ ก่ ผ้มู �ตดิ ต่อง�นหรอื ผ้ซู ึง่ ไดร้ บั ประโยชน์จ�กก�รปฏบิ ตั ิง�นของเจ้�หน�้ ท่ขี องรัฐ ในลักษณะดังตอ่ ไปนี้ (๑) ผู้ซ่ึงมีคำ�ขอให้หน่วยง�นของรัฐดำ�เนินก�รอย่�งหน่ึงอย่�งใด เช่น ก�รขอใบรับรอง ก�รขอให้ ออกค�ำ สงั่ ท�งปกครอง หรอื ก�รรอ้ งเรียน เป็นตน้ (๒) ผ้ซู ึ่งประกอบธรุ กิจหรอื มสี ว่ นได้เสียในธุรกจิ ท่ีท�ำ กบั หน่วยง�นของรัฐ เช่น ก�รจดั ซือ้ จัดจ้�ง หรือ ก�รไดร้ ับสมั ปท�น เป็นต้น (๓) ผซู้ ง่ึ ก�ำ ลงั ด�ำ เนนิ กจิ กรรมใด ๆ ทมี่ หี นว่ ยง�นของรฐั เปน็ ผคู้ วบคมุ หรอื ก�ำ กบั ดแู ล เชน่ ก�รประกอบ กิจก�รโรงง�น หรือธุรกจิ หลกั ทรัพย ์ เปน็ ต้น (๔) ผู้ซึ่งอ�จได้รับประโยชน์หรือผลกระทบจ�กก�รปฏิบัติหน้�ที่หรือละเว้นก�รปฏิบัติหน้�ที่ของ เจ�้ หน�้ ทข่ี องรัฐ ข้อ ๘ เจ้�หน้�ที่ของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญจ�กผู้ที่ เกย่ี วขอ้ งในก�รปฏบิ ตั หิ น�้ ทขี่ องเจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ไดเ้ ฉพ�ะกรณ ี ก�รรบั ของขวญั ทใ่ี หต้ �มปกตปิ ระเพณนี ยิ ม และ ของขวัญน้ันมีร�ค�หรือมูลค่�ไม่เกินจำ�นวนท่ีคณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตแห่งช�ติกำ�หนด ไว้สำ�หรับก�รรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรย�ของเจ้�หน้�ที่ของรัฐ ต�มกฎหม�ยประกอบ รฐั ธรรมนญู ว่�ดว้ ยก�รปอ้ งกันและปร�บปร�มก�รทุจรติ ขอ้ ๙ ในกรณที บี่ คุ คลในครอบครวั ของเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั รบั ของขวญั แลว้ เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ทร�บในภ�ยหลงั ว่�เป็นก�รรับของขวัญโดยฝ่�ฝืนระเบียบน้ี ให้เจ้�หน้�ที่ของรัฐปฏิบัติต�มหลักเกณฑ์ท่ีคณะกรรมก�รป้องกัน และปร�บปร�มก�รทุจริตแห่งช�ติกำ�หนดไว้สำ�หรับก�รรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อ่ืนใดโดยธรรมจรรย�ของ เจ้�หน้�ท่ีของรัฐที่มีร�ค�หรือมูลค่�เกินกว่�ที่กำ�หนดไว้ ต�มกฎหม�ยประกอบรัฐธรรมนูญว่�ด้วยก�รป้องกัน และปร�บปร�มก�รทุจริต 22 หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผูน้ ำาการเปลี่ยนแปลงสสู่ งั คมทีไ่ มท่ นตอ่ การทจุ รติ
ข้อ ๑๐ ในกรณีที่เจ้�หน้�ที่ของรัฐผู้ใดจงใจปฏิบัติเก่ียวกับก�รให้ของขวัญหรือรับของขวัญโดยฝ่�ฝืน ระเบียบน้ ี ให้ดำ�เนินก�รดังต่อไปน้ี (๑) ในกรณีที่เจ้�หน้�ท่ีของรัฐเป็นข้�ร�ชก�รก�รเมือง ให้ถือว่�เจ้�หน้�ที่ของรัฐผู้นั้นประพฤติปฏิบัติ ไมเ่ ปน็ ไปต�มคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม และใหด้ �ำ เนนิ ก�รต�มระเบยี บทนี่ �ยกรฐั มนตรกี �ำ หนดโดยคว�มเหน็ ชอบ ของคณะรฐั มนตรวี �่ ด้วยม�ตรฐ�นท�งคณุ ธรรมและจริยธรรมของข้�ร�ชก�รก�รเมือง (๒) ในกรณที เ่ี จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั เปน็ ข�้ ร�ชก�รประเภทอนื่ นอกจ�ก (๑) หรอื พนกั ง�นขององคก์ รปกครอง สว่ นท้องถิ่น หรอื พนกั ง�นของรัฐวิส�หกจิ ให้ถือว�่ เจ�้ หน�้ ท่ขี องรัฐผนู้ ัน้ เปน็ ผู้กระท�ำ คว�มผิดท�งวินัย และให้ ผู้บงั คับบญั ช�มีหน�้ ทีด่ ำ�เนนิ ก�รให้มีก�รลงโทษท�งวนิ ยั เจ้�หน�้ ทข่ี องรัฐผู้นนั้ ข้อ ๑๑ ให้สำ�นักง�นปลัดสำ�นักน�ยกรัฐมนตรีมีหน้�ที่สอดส่อง และให้คำ�แนะนำ�ในก�รปฏิบัติต�ม ระเบียบนี้แก่หน่วยง�นของรัฐ ในกรณีท่ีมีผู้ร้องเรียนต่อสำ�นักง�นปลัดสำ�นักน�ยรัฐมนตรีว่�เจ้�หน้�ท่ีของรัฐ ผู้ใดปฏิบัติในก�รให้ของขวัญหรือรับของขวัญฝ่�ฝืนระเบียบน้ี ให้สำ�นักง�นปลัดสำ�นักน�ยกรัฐมนตรีแจ้งไปยัง ผบู้ งั คับบัญช�ของเจ�้ หน�้ ทขี่ องรัฐผนู้ ัน้ เพอ่ื ดำ�เนินก�รต�มระเบียบนี้ ข้อ ๑๒ เพื่อประโยชน์ในก�รเสริมสร้�งให้เกิดทัศนคติในก�รประหยัดแก่ประช�ชนทั่วไปในก�รแสดง คว�มยนิ ด ี ก�รแสดงคว�มปร�รถน�ด ี ก�รแสดงก�รตอ้ นรบั หรอื ก�รแสดงคว�มเสยี ใจในโอก�สต�่ ง ๆ ต�มปกติ ประเพณีนิยม ให้เจ้�หน้�ท่ีของรัฐพย�ย�มใช้วิธีก�รแสดงออกโดยใช้บัตรอวยพร ก�รลงน�มในสมุดอวยพร หรอื ใชบ้ ตั รแสดงคว�มเสียใจ แทนก�รให้ของขวัญ ให้ผู้บังคับบัญช�มีหน้�ที่เสริมสร้�งค่�นิยมก�รแสดงคว�มยินดี ก�รแสดงคว�มปร�รถน�ดี ก�รแสดง ก�รต้อนรับ หรือก�รแสดงคว�มเสียใจ ด้วยก�รปฏิบัติตนเป็นแบบอย่�ง แนะนำ�หรือกำ�หนดม�ตรก�รจูงใจ ทจี่ ะพฒั น�ทศั นคติ จติ ส�ำ นกึ และพฤติกรรมของผอู้ ยใู่ นบังคับบญั ช�ให้เป็นไปในแนวท�งประหยดั ระเบียบสาำ นักนายกรัฐมนตรวี ่าดว้ ยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔ ในระเบียบน ้ี “ก�รเรี่ยไร” หม�ยคว�มว่� ก�รเก็บเงินหรือทรัพย์สิน โดยขอร้องให้ช่วยออกเงินหรือทรัพย์สิน ต�มใจสมัคร และให้หม�ยคว�มรวมถึงก�รซ้ือข�ย แลกเปลี่ยน ชดใช้หรือบริก�รซ่ึงมีก�รแสดงโดยตรงหรือ โดยปรยิ �ยว�่ มใิ ชเ่ ปน็ ก�รซอ้ื ข�ย แลกเปลยี่ น ชดใชห้ รอื บรกิ �รธรรมด� แตเ่ พอื่ รวบรวมเงนิ หรอื ทรพั ยส์ นิ ทไ่ี ดม้ � ทง้ั หมด หรอื บ�งส่วนไปใชใ้ นกจิ ก�รอย่�งใดอย่�งหนึง่ นั้นดว้ ย “เข้�ไปมีส่วนเก่ียวข้องกับก�รเรี่ยไร” หม�ยคว�มว่� เข้�ไปช่วยเหลือโดยมีส่วนร่วมในก�รจัดให้ม ี ก�รเร่ียไรในฐ�นะเป็นผู้รว่ มจดั ใหม้ ีก�รเรีย่ ไร หรอื เป็นประธ�นกรรมก�ร อนกุ รรมก�ร คณะท�ำ ง�น ทีป่ รกึ ษ� หรือในฐ�นะอน่ื ใดในก�รเรีย่ ไรนน้ั ข้อ ๖ หน่วยง�นของรัฐจะจดั ให้มกี �รเร่ยี ไรหรอื เข้�ไปมีสว่ นเกยี่ วข้องกับก�รเรี่ยไรมไิ ด ้ เวน้ แตเ่ ปน็ ก�ร เร่ยี ไร ต�มขอ้ ๑๙ หรอื ได้รบั อนุมตั ิจ�กคณะกรรมก�รควบคมุ ก�รเรี่ยไรของหนว่ ยง�นของรฐั (กคร.) หรอื กคร. จงั หวัด แลว้ แตก่ รณี ท้งั น ี้ ต�มหลกั เกณฑท์ กี่ �ำ หนดไว้ในระเบียบนี้ หนว่ ยง�นของรฐั ซงึ่ จะตอ้ งไดร้ บั อนญุ �ตในก�รเรย่ี ไรต�มกฎหม�ยว�่ ดว้ ย ก�รควบคมุ ก�รเรย่ี ไร นอกจ�ก จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ �มกฎหม�ยว�่ ดว้ ยก�รควบคมุ ก�รเรยี่ ไรแลว้ จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ �มหลกั เกณฑท์ ก่ี �ำ หนดไวใ้ นระเบยี บ หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผูน้ ำาการเปลยี่ นแปลงสู่สังคมทไี่ มท่ นตอ่ การทจุ รติ 23
นดี้ ว้ ย ในกรณนี ี้ กคร. อ�จก�ำ หนดแนวท�งปฏบิ ตั ขิ องหนว่ ยง�นรฐั ดงั กล�่ วใหส้ อดคลอ้ งกบั กฎหม�ยว�่ ดว้ ยก�ร ควบคมุ ก�รเรย่ี ไรกไ็ ด้ ขอ้ ๘ ใหม้ คี ณะกรรมก�รควบคุมก�รเร่ียไรของหนว่ ยง�นของรัฐ เรยี กโดยย่อว่� “กคร.” ประกอบด้วย รองน�ยกรฐั มนตรที น่ี �ยกรฐั มนตรมี อบหม�ย เปน็ ประธ�นกรรมก�ร ผแู้ ทนส�ำ นกั น�ยกรฐั มนตร ี ผแู้ ทนกระทรวง กล�โหม ผู้แทนกระทรวงก�รคลัง ผู้แทนกระทรวงมห�ดไทย ผู้แทนกระทรวงศึกษ�ธิก�ร ผู้แทนกระทรวง ส�ธ�รณสุข ผู้แทนสำ�นักง�นคณะกรรมก�รกฤษฎีก� ผู้แทนสำ�นักง�นคณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�ม ก�รทุจริตแห่งช�ติ ผู้แทนสำ�นักง�นก�รตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งน�ยกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน สี่คนเปน็ กรรมก�ร และผู้แทนสำ�นักง�นปลัดส�ำ นกั น�ยกรัฐมนตรีเป็นกรรมก�รและเลข�นกุ �ร กคร. จะแตง่ ตงั้ ข�้ ร�ชก�รในส�ำ นกั ง�นปลดั ส�ำ นกั น�ยกรฐั มนตรจี �ำ นวนไมเ่ กนิ สองคนเปน็ ผชู้ ว่ ยเลข�นกุ �ร กไ็ ด้ ขอ้ ๑๘ ก�รเรีย่ ไรหรือเข้�ไปมสี ่วนเกย่ี วข้องกบั ก�รเร่ยี ไรท ่ี กคร. หรอื กคร. จงั หวดั แล้วแต่กรณ ี จะพิจ�รณ�อนุมัตใิ ห้ต�มขอ้ ๖ ได้น้นั จะตอ้ งมลี ักษณะและวตั ถุประสงค์อย่�งหนึง่ อย�่ งใด ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) เปน็ ก�รเรี่ยไรท่หี น่วยง�นของรัฐเปน็ ผ้ดู �ำ เนนิ ก�รเพือ่ ประโยชนแ์ ก่หน่วยง�นของรัฐน้ันเอง (๒) เปน็ ก�รเรย่ี ไรทห่ี นว่ ยง�นของรฐั เปน็ ผดู้ �ำ เนนิ ก�รเพอื่ ประโยชนแ์ กก่ �รปอ้ งกนั หรอื พฒั น�ประเทศ (๓) เปน็ ก�รเรย่ี ไรท่ีหน่วยง�นของรัฐเป็นผดู้ ำ�เนนิ ก�รเพือ่ ส�ธ�รณประโยชน์ (๔) เป็นกรณที ่หี นว่ ยง�นของรฐั เข้�ไปมสี ่วนเก่ยี วข้องกับก�รเรีย่ ไรของบุคคลหรอื นติ ิบุคคล ที่ได้รับอนญุ �ตจ�กคณะกรรมก�รควบคุมก�รเรีย่ ไรต�มกฎหม�ยว�่ ด้วยก�รควบคุมก�รเร่ยี ไรแล้ว ข้อ ๑๙ ก�รเรยี่ ไรหรอื เข�้ ไปมสี ว่ นเกย่ี วข้องกบั ก�รเรย่ี ไรดังตอ่ ไปน ี้ ให้ไดร้ บั ยกเวน้ ไมต่ อ้ งขออนุมตั จิ �ก กคร. หรอื กคร. จงั หวัด แลว้ แต่กรณี (๑) เป็นนโยบ�ยเรง่ ดว่ นของรฐั บ�ล และมีมติคณะรฐั มนตรีให้เรี่ยไรได้ (๒) เป็นก�รเรี่ยไรท่ีรัฐบ�ลหรือหน่วยง�นของรัฐจำ�เป็นต้องดำ�เนินก�ร เพื่อช่วยเหลือผู้เสียห�ยหรือ บรรเท�คว�มเสียห�ยท่ีเกิดจ�กส�ธ�รณภัยหรอื เหตกุ �รณใ์ ดทสี่ ำ�คญั (๓) เป็นก�รเร่ียไรเพอื่ ร่วมกันท�ำ บญุ เนือ่ งในโอก�สก�รทอดผ�้ พระกฐินพระร�ชท�น (๔) เป็นก�รเร่ียไรต�มข้อ ๑๘ (๑) หรือ (๓) เพื่อให้ได้เงินหรือทรัพย์สินไม่เกินจำ�นวนเงินหรือมูลค่� ต�มท ่ี กคร. ก�ำ หนดโดยประก�ศในร�ชกจิ จ�นเุ บกษ� (๕) เปน็ ก�รเข�้ ไปมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั ก�รเรยี่ ไรต�มขอ้ ๑๘ (๔) ซง่ึ กคร. ไดป้ ระก�ศในร�ชกจิ จ�นเุ บกษ� ยกเวน้ ให้หน่วยง�นของรฐั ด�ำ เนนิ ก�รไดโ้ ดยไม่ต้องขออนมุ ัติ (๖) เป็นก�รให้คว�มร่วมมือกับหน่วยง�นของรัฐอื่นที่ได้รับอนุมัติหรือได้รับยกเว้นในก�รขออนุมัติ ต�มระเบยี บน้แี ลว้ ขอ้ ๒๐ ในกรณที ห่ี นว่ ยง�นของรฐั ไดร้ บั อนมุ ตั หิ รอื ไดร้ บั ยกเวน้ ต�มขอ้ ๑๙ ใหจ้ ดั ใหม้ กี �รเรยี่ ไรหรอื เข�้ ไป มีส่วนเกี่ยวข้องกบั ก�รเร่ยี ไร ใหห้ นว่ ยง�นของรฐั ด�ำ เนนิ ก�รดังตอ่ ไปน้ี (๑) ใหก้ ระท�ำ ก�รเรยี่ ไรเป็นก�รท่ัวไป โดยประก�ศหรือเผยแพร่ตอ่ ส�ธ�รณชน (๒) ก�ำ หนดสถ�นทีห่ รอื วิธีก�รท่จี ะรับเงินหรอื ทรัพยส์ นิ จ�กก�รเรี่ยไร (๓) ออกใบเสร็จหรือหลักฐ�นก�รรับเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้บริจ�คทุกคร้ัง เว้นแต่โดยลักษณะ แหง่ ก�รเรย่ี ไรไมส่ �ม�รถออกใบเสรจ็ หรอื หลกั ฐ�นดงั กล�่ วได ้ กใ็ หจ้ ดั ท�ำ เปน็ บญั ชกี �รรบั เงนิ หรอื ทรพั ยส์ นิ นน้ั ไว้ เพือ่ ให้ส�ม�รถตรวจสอบได้ 24 หลักสตู รสรา้ งวิทยากรผ้นู าำ การเปล่ียนแปลงสสู่ งั คมท่ีไม่ทนต่อการทุจรติ
(๔) จดั ท�ำ บญั ชกี �รรบั จ�่ ยหรอื ทรพั ยส์ นิ ทไี่ ดจ้ �กก�รเรยี่ ไรต�มระบบบญั ชขี องท�งร�ชก�รภ�ยในเก�้ สบิ วันนบั แต่วนั ทส่ี ้ินสดุ ก�รเรีย่ ไร หรือทกุ ส�มเดือน ในกรณที ่ีเปน็ ก�รเรย่ี ไรทกี่ ระท�ำ อย�่ งตอ่ เนอ่ื งและปิดประก�ศ เปดิ เผย ณ ทที่ �ำ ก�รของหนว่ ยง�นของรฐั ทไี่ ดท้ �ำ ก�รเรย่ี ไรไมน่ อ้ ยกว�่ ส�มสบิ วนั เพอื่ ใหบ้ คุ คลทวั่ ไปไดท้ ร�บและ จดั ใหม้ เี อกส�รเกยี่ วกบั ก�รด�ำ เนนิ ก�รเรยี่ ไรดงั กล�่ วไว ้ ณ สถ�นทสี่ �ำ หรบั ประช�ชนส�ม�รถใชใ้ นก�รคน้ ห�และ ศกึ ษ�ข้อมูลข�่ วส�รของร�ชก�รดว้ ย (๕) ร�ยง�นก�รเงินของก�รเรี่ยไรพรอ้ มทง้ั ส่งบญั ชตี �ม (๔) ใหส้ �ำ นักง�นก�รตรวจเงนิ แผ่นดินภ�ยใน ส�มสิบวันนับแต่วันท่ีได้จัดทำ�บัญชีต�ม (๔) แล้วเสร็จ หรือในกรณีที่เป็นก�รเร่ียไรที่ได้กระทำ�อย่�งต่อเน่ือง ใหร้ �ยง�นก�รเงนิ พร้อมทง้ั ส่งบญั ชีดังกล่�วทุกส�มเดือน ข้อ ๒๑ ในก�รเร่ียไรหรือเข้�ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับก�รเรี่ยไร ห้�มมิให้หน่วยง�นของรัฐดำ�เนินก�ร ดังตอ่ ไปนี้ (๑) กำ�หนดประโยชน์ทผ่ี ้บู ริจ�คหรอื บคุ คลอนื่ จะไดร้ ับซง่ึ มิใชป่ ระโยชนท์ ่ีหน่วยง�นของรฐั ได้ประก�ศไว้ (๒) ก�ำ หนดใหผ้ บู้ รจิ �คตอ้ งบรจิ �คเงนิ หรอื ทรพั ยส์ นิ เปน็ จ�ำ นวนหรอื มลู ค�่ ทแี่ นน่ อน เวน้ แต ่ โดยสภ�พ มีคว�มจำ�เป็นต้องกำ�หนดเป็นจำ�นวนเงินที่แน่นอน เช่น ก�รจำ�หน่�ยบัตรเข้�ชมก�รแสดงหรือบัตรเข้�ร่วม ก�รแขง่ ขนั เป็นต้น (๓) กระท�ำ ก�รใด ๆ ทเี่ ปน็ ก�รบงั คบั ให้บคุ คลใดทำ�ก�รเรีย่ ไรหรือบรจิ �ค หรอื กระท�ำ ก�รในลักษณะ ทที่ ำ�ใหบ้ ุคคลนั้นต้องตกอยู่ในภ�วะจ�ำ ยอมไมส่ �ม�รถปฏิเสธหรอื หลีกเลีย่ งที่จะไม่ช่วยท�ำ ก�รเร่ียไรหรอื บริจ�ค ไม่ว�่ โดยท�งตรงหรอื ท�งออ้ ม (๔) ใหเ้ จ้�หน้�ทีข่ องรัฐออกทำ�ก�รเร่ียไร หรือใช ้ สัง่ ขอร้อง หรือบังคับใหผ้ ู้ใต้บงั คับบญั ช�หรอื บุคคล อื่นออกทำ�ก�รเรีย่ ไร ข้อ ๒๒ เจ้�หน้�ที่ของรัฐท่ีเข้�ไปมีส่วนเก่ียวข้องกับก�รเร่ียไรของบุคคลหรือนิติบุคคลท่ีได้รับอนุญ�ต จ�กคณะกรรมก�รควบคุมก�รเรี่ยไรต�มกฎหม�ยว่�ด้วยก�รควบคุมก�รเร่ียไรซึ่งมิใช่หน่วยง�นของรัฐจะต้อง ไม่กระทำ�ก�รดังต่อไปน้ี (๑) ใช้หรือแสดงตำ�แหน่งหน้�ท่ีให้ปร�กฏในก�รดำ�เนินก�รเร่ียไรไม่ว่�จะเป็นก�รโฆษณ�ด้วยสิ่งพิมพ์ ต�มกฎหม�ยว่�ด้วยก�รพิมพ์หรอื สอื่ อย�่ งอืน่ หรือด้วยวิธีก�รอืน่ ใด (๒) ใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญช� หรือบุคคลใดช่วยทำ�ก�รเรี่ยไรให้ หรือกระทำ� ในลักษณะที่ทำ�ให้ผู้ใต้บังคับบัญช�หรือบุคคลอ่ืนน้ันต้องตกอยู่ในภ�วะจำ�ยอมไม่ส�ม�รถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง ทจี่ ะไม่ช่วยท�ำ ก�รเร่ยี ไรให้ได ้ ไม่ว่�โดยท�งตรงหรือท�งอ้อม ๔. วธิ ีคดิ แบบฐาน ๑๐ (Analog thinking)/ฐาน ๒ (Digital thinking) แนวท�งก�รแก้ปัญห�ก�รทุจริตอย่�งย่ังยืน ต้องเร่ิมต้นแก้ไขท่ีตัวบุคคล โดยก�รปรับเปล่ียนระบบ ก�รคดิ ของคนในสงั คมแยกแยะให้ได้ว่�… “เรอื่ งใดเปน็ ประโยชน์สว่ นตน...เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม” ต้องแยกออกจ�กกันให้ได้อย่�งเด็ดข�ด ไม่นำ�ม�ปะปนกัน ไม่เอ�ประโยชน์ส่วนรวมม�เป็นประโยชน์ ส่วนตน ไม่เอ�ผลประโยชน์ส่วนรวมม�ทดแทนบุญคุณส่วนตน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เหนอื กว่�ประโยชนส์ ว่ นรวม กรณเี กดิ ผลประโยชนข์ ัดกันตอ้ งยดึ ประโยชนส์ ว่ นรวมเหนอื กว�่ ประโยชน์สว่ นตน หลักสูตรสร้างวทิ ยากรผู้นำาการเปลีย่ นแปลงสูส่ ังคมท่ีไม่ทนตอ่ การทุจริต 25
โดยเฉพ�ะอย่�งย่ิงในกลุ่ม “เจ้�หน้�ท่ีของรัฐ” ซึ่งมีอำ�น�จหน้�ท่ีท่ีจะต้องกระทำ�ก�รหรือใช้ดุลยพินิจ ในก�รตัดสินใจที่เก่ียวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม ห�กปล่อยให้มีผลประโยชน์ส่วนตนหรือคว�มสัมพันธ์ สว่ นตนเข�้ ม�มสี ว่ นในก�รตดั สนิ ใจแลว้ ยอ่ มตอ้ งเกดิ ก�รขดั กนั ระหว�่ งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม หรอื ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ขึ้นแน่นอน และคว�มเสยี ห�ยกจ็ ะตกอยกู่ ับประช�ชนและ ประเทศช�ตินั่นเอง ระบบคิดที่จะกล่�วต่อไปน้ี… เป็นก�รนำ�ม�ประยุกต์ใช้และเปรียบเทียบ เพื่อให้เจ้�หน้�ที่ของรัฐนำ�ไป เป็น “หลักคดิ ” ในก�รปฏิบัตงิ �นให้ส�ม�รถแยกประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวมไดอ้ ย่�งเดด็ ข�ด คือ “ระบบคดิ ฐานสบิ (Analog)” กับ “ระบบคดิ ฐานสอง (Digital)” ทำาไม จงึ ใช้ระบบเลขฐานสบิ (Analog) และระบบเลขฐานสอง (Digital) มาใช้แยกแยะการแกท้ จุ ริต เรามาทำาความเข้าใจในระบบ… ฐานสิบ (Analog), ฐานสอง (Digital) กนั เถอะ 26 หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผูน้ าำ การเปลี่ยนแปลงสู่สงั คมทีไ่ ม่ทนต่อการทจุ ริต
ระบบเลข “ฐานสบิ ” (decimal number system) หม�ยถงึ ระบบเลขทมี่ ตี วั เลข ๑๐ ตวั คือ ๐ , ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๙ เปน็ ระบบคิดเลขที่เร�ใช้ในชวี ิต ประจ�ำ วนั กนั ม� ตั้งแต่จำ�คว�มกันได้ ไม่ว่�จะเป็นก�รใช้บอกปริม�ณหรือบอกขน�ด ช่วยให้เกิดคว�มเข้�ใจ ท่ีตรงกนั ในก�รส่ือคว�มหม�ย สอดคล้องกับระบบ “Analog” ท่ใี ช้ค่�ต่อเนื่องหรือสัญญ�ณ ซงึ่ เป็นค่�ตอ่ เนอื่ ง หรือแทนคว�มหม�ยของข้อมูลโดยก�รใชฟ้ งั ชั่นที่ต่อเน่อื ง (Continuous) ระบบเลข “ฐานสอง” (binary number system) หม�ยถึง ระบบเลขท่มี ีสญั ลกั ษณ์ เพียงสองตวั คือ ๐ (ศนู ย)์ กบั ๑ (หนึง่ ) สอดคล้องกับก�รทำ�ง�นระบบ Digital ที่มลี กั ษณะ ก�รท�ำ ง�นภ�ยในเพียง ๒ จงั หวะ คอื ๐ กบั ๑ หรอื ON กบั OFF (Discrete) ตดั เดด็ ข�ด จ�กทีก่ ล�่ วม�... เมือ่ นำ�ระบบเลข “ฐานสิบ Analog” และ ระบบเลข “ฐานสอง Digital” ม�ปรับใช้ เปน็ แนวคิด คือ ระบบคิด “ฐานสิบ Analog” และ ระบบคดิ “ฐานสอง Digital” จะเห็นได้ว่�... ระบบคิด “ฐานสิบ Analog” เป็นระบบก�รคิดวิเคร�ะห์ข้อมูลที่มีตัวเลขหล�ยตัว และอ�จหม�ยถึง โอก�สทจ่ี ะเลอื กไดห้ ล�ยท�ง เกิดคว�มคดิ ทหี่ ล�กหล�ย ซบั ซอ้ น ห�กน�ำ ม�เปรียบเทียบกบั ก�รปฏิบตั งิ �นของ เจ้�หน้�ที่ของรัฐ จะทำ�ใหเ้ จ้�หน้�ที่ของรัฐตอ้ งคดิ เยอะ ตอ้ งใชด้ ุลยพินจิ เยอะ อ�จจะน�ำ ประโยชนส์ ว่ นตนและ ประโยชนส์ ่วนรวมม�ปะปนกันได้ แยกประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชน์ส่วนรวมออกจ�กกนั ไมไ่ ด้ ระบบคดิ “ฐานสอง Digital” เป็นระบบก�รคิดวเิ คร�ะห์ขอ้ มูลทสี่ �ม�รถเลือกได้เพยี ง ๒ ท�งเท่�นน้ั คือ ๐ (ศนู ย)์ กบั ๑ (หน่งึ ) และอ�จหม�ยถงึ โอก�สท่ีจะเลือกได้เพียง ๒ ท�ง เชน่ ใช่ กบั ไมใ่ ช่, เทจ็ กับ จรงิ , ท�ำ ได้ กับ ทำ�ไม่ได,้ ประโยชน์สว่ นตน กับ ประโยชน์สว่ นรวม เป็นตน้ จึงเหม�ะกับก�รน�ำ ม�เปรยี บเทียบกับ ก�รปฏิบัติง�นของเจ้�หน้�ที่ของรัฐท่ีต้องส�ม�รถแยกเรื่องตำ�แหน่งหน้�ที่กับเรื่องส่วนตัวออกจ�กกันได้อย่�ง เด็ดข�ด และไม่กระท�ำ ก�รที่เป็นก�รขัดกันระหว่�งประโยชนส์ ่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวม ระบบคดิ “ฐานสิบ Analog” Vs ระบบคดิ “ฐานสอง Digital” “การปฏบิ ตั งิ านแบบใชร้ ะบบคดิ ฐานสบิ (Analog)” คอื ก�รทเ่ี จ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั มรี ะบบก�รคดิ ทยี่ งั แยก เรื่องตำ�แหน่งหน้�ท่ีกับเร่ืองส่วนตนออกจ�กกันไม่ได้ นำ�ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมม�ปะปนกัน ไปหมด แยกแยะไมอ่ อกว�่ สงิ่ ไหนคอื ประโยชนส์ ่วนตน สิ่งไหนคอื ประโยชนส์ ่วนรวม น�ำ บุคล�กรหรอื ทรพั ย์สิน หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปล่ยี นแปลงส่สู ังคมทไี่ ม่ทนตอ่ การทุจริต 27
ของร�ชก�รม�ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน เบียดบังร�ชก�ร เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เครือญ�ติ หรือพวกพ้อง เหนอื กว�่ ประโยชนข์ องสว่ นรวมหรอื ของหนว่ ยง�น จะคอยแสวงห�ประโยชนจ์ �กต�ำ แหนง่ หน�้ ทร่ี �ชก�ร กรณี เกิดก�รขดั กันระหว่�งประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวม จะยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นหลกั “การปฏบิ ตั งิ านแบบใชร้ ะบบคดิ ฐานสอง (Digital)” คอื ก�รทเี่ จ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั มรี ะบบก�รคดิ ทส่ี �ม�รถ แยกเรอื่ งตำ�แหน่งหน้�ทีก่ บั เรื่องสว่ นตนออกจ�กกนั แยกออกอย�่ งชัดเจนว่�สิง่ ไหนถกู ส่งิ ไหนผดิ ส่งิ ไหนท�ำ ได้ ส่งิ ไหนท�ำ ไมไ่ ด้ ส่งิ ไหนคือประโยชนส์ ว่ นตนส่ิงไหนคอื ประโยชน์ส่วนรวม ไม่นำ�ม�ปะปนกนั ไม่น�ำ บุคล�กรหรอื ทรพั ยส์ นิ ของร�ชก�รม�ใชเ้ พอ่ื ประโยชนส์ ว่ นตน ไมเ่ บยี ดบงั ร�ชก�ร เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมหรอื ของหนว่ ยง�น เหนอื กว�่ ประโยชนข์ องสว่ นตน เครอื ญ�ต ิ และพวกพอ้ ง ไมแ่ สวงห�ประโยชนจ์ �กต�ำ แหนง่ หน�้ ทร่ี �ชก�ร ไมร่ บั ทรัพย์สินหรอื ประโยชน์อนื่ ใดจ�กก�รปฏบิ ัติหน้�ท่ ี กรณเี กดิ ก�รขดั กันระหว่�งประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชน์ สว่ นรวม กจ็ ะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ๕. บทบาทของรัฐ/เจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐ (มาตรฐานทางจริยธรรมของเจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั ) หลักคิดก�รแยกประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมอย่�งเด็ดข�ด ดังกล่�วนี้ สอดคล้องกับ แนวปฏิบตั ขิ องเจ้�หน้�ที่ของรฐั ต�มประมวลจรยิ ธรรมข้�ร�ชก�รพลเรอื น ขอ้ ๕ ท่กี �ำ หนดใหเ้ จ�้ หน้�ทข่ี องรัฐ ตอ้ งแยกเรอ่ื งสว่ นตวั ออกจ�กต�ำ แหนง่ หน�้ ท ่ี และยดึ ถอื ประโยชนส์ ว่ นรวมของประเทศช�ต ิ เหนอื กว�่ ประโยชน์ ส่วนตน โดยอย�่ งน้อยตอ้ งว�งตน ดังน้ี (๑) ไมน่ ำ�คว�มสมั พนั ธ์ส่วนตัวที่ตนมตี ่อบคุ คลอื่น ไมว่ �่ จะเป็นญ�ติพ่ีน้อง พรรคพวก เพ่ือนฝงู หรือผ้มู ี บุญคุณสว่ นตัว ม�ประกอบก�รใช้ดลุ พนิ ิจใหเ้ ป็นคณุ หรือเปน็ โทษแก่บคุ คลนน้ั หรอื ปฏิบัติต่อบุคคลนนั้ ต่�งจ�ก บคุ คลอ่นื เพร�ะชอบหรอื ชัง (๒) ไม่ใช้เวล�ร�ชก�ร เงนิ ทรพั ย์สนิ บคุ ล�กร บริก�ร หรอื สิ่งอ�ำ นวยคว�มสะดวกของท�งร�ชก�รไป เพื่อประโยชนส์ ว่ นตัวของตนเองหรอื ผู้อืน่ เวน้ แตไ่ ด้รับอนญุ �ตโดยชอบดว้ ยกฎหม�ย (๓) ไมก่ ระท�ำ ก�รใด หรอื ด�ำ รงต�ำ แหนง่ หรอื ปฏบิ ตั กิ �รใดในฐ�นะสว่ นตวั ซง่ึ กอ่ ใหเ้ กดิ คว�มเคลอื บแคลง หรอื สงสยั ว�่ จะขัดกบั ประโยชน์ส่วนรวมที่อยใู่ นคว�มรบั ผดิ ชอบของหน้�ท่ี ในกรณมี คี ว�มเคลอื บแคลงหรอื สงสยั ใหข้ �้ ร�ชก�รผนู้ นั้ ยตุ กิ �รกระท�ำ ดงั กล�่ วไวก้ อ่ นแลว้ แจง้ ใหผ้ บู้ งั คบั บัญช� หัวหน้�ส่วนร�ชก�ร และคณะกรรมก�รจริยธรรมพิจ�รณ� เม่ือคณะกรรมก�รจริยธรรมวินิจฉัย เปน็ ประก�รใดแลว้ จึงปฏิบตั ติ �มนั้น (๔) ในก�รปฏิบัติหน้�ที่ที่รับผิดชอบในหน่วยง�นโดยตรงหรือหน้�ท่ีอ่ืนในร�ชก�รรัฐวิส�หกิจ องค์ก�ร มห�ชน หรอื หนว่ ยง�นของรฐั ข�้ ร�ชก�รตอ้ งยดึ ถอื ประโยชนข์ องท�งร�ชก�รเปน็ หลกั ในกรณที ม่ี คี ว�มขดั แยง้ ระหว่�งประโยชน์ของท�งร�ชก�รหรือประโยชน์ส่วนรวม กับประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนกลุ่ม อันจำ�เป็นต้อง วนิ จิ ฉัยหรอื ชี้ข�ด ตอ้ งยึดประโยชนข์ องท�งร�ชก�รและประโยชน์สว่ นรวมเปน็ ส�ำ คญั 28 หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ าำ การเปล่ยี นแปลงสูส่ งั คมท่ีไม่ทนตอ่ การทจุ รติ
นอกจ�กน ้ี ยงั สอดคลอ้ งกบั แนวปฏบิ ตั ขิ องเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ในระดบั ส�กล ซงึ่ องคก์ รในระดบั ส�กลต�่ งกใ็ ห้ คว�มส�ำ คญั ดงั จะเหน็ ไดจ้ �กจรรย�บรรณส�กลส�ำ หรบั เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ต�มประก�ศขององคก์ �รสหประช�ช�ติ และอนสุ ญั ญ�สหประช�ช�ตวิ �่ ดว้ ยก�รตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ (United Nations Convention Against Corruption- UNCAC) ค.ศ. ๒๐๐๓ ท่ีกำ�หนดให้ก�รแยกเรื่องส่วนตัวออกจ�กตำ�แหน่งหน้�ท่ีเป็นม�ตรฐ�นคว�มประพฤติ ส�ำ หรับเจ้�หน�้ ทีข่ องรัฐในก�รปฏิบัตงิ �นของรฐั แตล่ ะรฐั และระหว�่ งรัฐ จรรยาบรรณระหว่างประเทศสาำ หรบั เจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั จรรย�บรรณระหว่�งประเทศสำ�หรับเจ้�หน้�ที่ของรัฐ ที่ระบุในภ�คผนวกของมติสหประช�ช�ติ ครั้งท ่ี ๕๑/๕๙ เมื่อวันท่ี ๑๒ ธนั ว�คม ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ผลประโยชน์ขัดกนั และการขาดคุณสมบัติ ๔. เจ้�หน้�ท่ีของรัฐไม่พึงใช้อำ�น�จในตำ�แหน่งหน้�ที่ของตนในก�รแสวงห�ผลประโยชน์ส่วนตนหรือ ผลประโยชนท์ �งก�รเงนิ อนั ไมส่ มควรส�ำ หรบั ตนหรอื สม�ชกิ ในครอบครวั ไมพ่ งึ ประกอบธรุ กรรมเข�้ รบั ต�ำ แหนง่ หรือหน้�ท่ีหรือมีผลประโยชน์ท�งก�รเงิน ก�รค้� หรือผลประโยชน์อ่ืนใดในทำ�นองเดียวกันซึ่งขัดกับตำ�แหน่ง บทบ�ทหน้�ท ่ี หรอื ก�รปฏบิ ัตใิ นต�ำ แหน่ง หรือบทบ�ทหน�้ ท่ีนน้ั ๕. เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั ต�มขอบเขตทกี่ �ำ หนดโดยต�ำ แหนง่ หน�้ ทขี่ องตนภ�ยใตก้ ฎหม�ยหรอื นโยบ�ยในก�ร บรหิ �ร พงึ แจง้ เกยี่ วกบั ผลประโยชนท์ �งธรุ กจิ ก�รค�้ และก�รเงนิ หรอื กจิ ก�รอนั ท�ำ เพอื่ ผลตอบแทนท�งก�รเงนิ ซง่ึ อ�จกอ่ ใหเ้ กดิ ผลประโยชนข์ ดั กนั ไดใ้ นสถ�นก�รณท์ ม่ี โี อก�สจะเกดิ หรอื ทด่ี เู หมอื นว�่ ไดเ้ กดิ กรณผี ลประโยชน์ ขัดกันข้ึนระหว่�งหน้�ท่ีและผลประโยชน์ส่วนตนของเจ้�หน้�ท่ีของรัฐผู้ใด เจ้�หน้�ท่ีของรัฐผู้นั้นพึงปฏิบัติต�ม ม�ตรก�รทก่ี ำ�หนดไว้เพื่อลดหรอื ขจดั ซ่งึ ผลประโยชน์ขดั กนั นัน้ ๖. เจ้�หน้�ท่ีของรัฐไม่พึงใช้เงิน ทรัพย์สิน บริก�ร หรือข้อมูลซ่ึงได้ม�จ�กก�รปฏิบัติง�น หรือเป็นผล ม�จ�กก�รปฏิบตั งิ �น เพ่อื กิจก�รอ่นื ใดโดยไม่เกยี่ วข้องกบั ง�นในตำ�แหน่งหน�้ ท่โี ดยไมส่ มควรอย�่ งเดด็ ข�ด ๗. เจ้�หน้�ท่ีของรัฐ พึงปฏิบัติม�ตรก�รซ่ึงกำ�หนดโดยกฎหม�ยหรือนโยบ�ยในก�รบริห�ร เพื่อมิให้ ผลประโยชนจ์ �กตำ�แหนง่ หน้�ทีเ่ ดิมของตนโดยไม่สมควรเมือ่ พน้ จ�กต�ำ แหน่งหน้�ท่ีไปแลว้ การรบั ของขวัญหรือของกำานัล ๙. เจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ไมพ่ งึ เรยี กรอ้ ง หรอื รบั ของขวญั หรอื ของก�ำ นลั อน่ื ไมว่ �่ ท�งตรงหรอื ท�งออ้ ม ซงึ่ อ�จ มีอทิ ธิพลต่อก�รปฏบิ ตั ิง�นต�มบทบ�ท ก�รดำ�เนนิ ง�นต�มหน้�ทหี่ รอื ก�รวินิจฉยั ของตน หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผู้นาำ การเปลย่ี นแปลงสูส่ ังคมที่ไม่ทนตอ่ การทุจรติ 29
๖. กรณีตัวอย่างระบบคดิ เพ่อื แยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ว่ นรวม ตัวอยา่ งระบบคิดฐานสบิ & ระบบคดิ ฐานสอง ตวั อยา่ งระบบคดิ ฐานสิบ & ระบบคดิ ฐานสอง 30 หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผนู้ ำาการเปลย่ี นแปลงสู่สงั คมท่ไี มท่ นต่อการทุจริต
หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปล่ยี นแปลงสู่สงั คมทไี่ ม่ทนตอ่ การทจุ รติ 31
คิดแบบไหน? ...ไม่ทจุ ริต คิดได้ - คดิ กอ่ นท�ำ (ก่อนกระทำ�ก�รทจุ รติ ) - คดิ ถึงผลเสยี ผลกระทบตอ่ ประเทศช�ต ิ (คว�มเสียห�ยท่เี กิดขน้ึ กับ ประเทศในทกุ ๆ ด้�น) - คดิ ถึงผไู้ ดร้ บั บทลงโทษจ�กก�รทจุ รติ (เอ�ม�เปน็ บทเรยี น) - คิดถึงผลเสยี ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง (จะตอ้ งอยกู่ ับ คว�มเสย่ี งท่จี ะถกู รอ้ งเรยี น ถูกลงโทษไลอ่ อกและติดคกุ ) - คิดถงึ คนรอบข�้ ง (เส่ือมเสยี ตอ่ ครอบครวั และวงศต์ ระกลู ) - คิดอย�่ งมสี ตสิ ัมปชญั ญะ - คดิ แบบพอเพียง ไมเ่ บียดเบียนตนเอง ไมเ่ บียดเบยี นผ้อู ืน่ และ คิดดี ไม่เบียดเบียนประเทศช�ติ - คดิ อย�่ งรับผดิ ชอบต�มบทบ�ทหน�้ ท่ี กฎระเบยี บ - คดิ ต�มคุณธรรม ว�่ “ท�ำ ดีได้ดี ทำ�ช่ัวได้ช่ัว” คิดเป็น - คิดแยกเร่ืองประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ่วนรวมออกจ�กกัน อย่�งชดั เจน - คดิ แยกเรอ่ื งตำ�แหนง่ หน�้ ที ่ กบั เร่ืองสว่ นตวั ออกจ�กกัน - คดิ ทจ่ี ะไม่น�ำ ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมม�ปะปนกนั ม�ก�้ วก่�ยกนั - คดิ ทีจ่ ะไม่เอ�ประโยชน์สว่ นรวมม�เป็นประโยชน์ส่วนตน - คดิ ท่จี ะไม่เอ�ผลประโยชน์ส่วนรวมม�ตอบแทนบุญคณุ ส่วนตน - คดิ เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมม�กกว่�ประโยชนส์ ว่ นตน เครือญ�ต ิ และพวกพ้อง - คดิ ฐ�นสองและทิ้งฐ�นสิบ 32 หลักสูตรสร้างวิทยากรผูน้ าำ การเปล่ยี นแปลงสู่สังคมทไ่ี ม่ทนต่อการทจุ ริต
บรรณานุกรม ก�ำ ชยั จงจกั รพนั ธ.์ (ม.ป.ป.). การขดั กนั แหง่ ผลประโยชนแ์ ละมาตรา ๑๐๐ พ.ร.บ. ป.ป.ช.. นนทบรุ :ี ส�ำ นกั ง�น คณะกรรมก�รปอ้ งกันและปร�บปร�มก�รทจุ รติ แหง่ ช�ต.ิ ม.ป.ท.: ม.ป.พ. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑. (ม.ป.ป.). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต. สืบค้นเม่ือ ๑๖ กุมภ�พันธ์ ๒๕๖๐, จ�ก https://www.nacc.go.th/ more_news.php?cid=๓๖ สทุ ธนิ นั ท ์ ส�รมิ �น. (๒๕๕๒). การกาำ หนดตาำ แหนง่ เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ทตี่ อ้ งหา้ มดาำ เนนิ กจิ การอนั เปน็ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและประโยชนส์ ว่ นรวม ตามบทบญั ญตั มิ าตรา ๑๐๐ พระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒. (วิทย�นิพนธ์ ปริญญ�มห�บณั ฑิต, ภ�ควิช�นติ ศิ �สตร์ จุฬ�ลงกรณ์มห�วทิ ย�ลยั ). สวุ รรณ� ตลุ ยวศนิ พงศ ์ และคณะ. (๒๕๔๖). รายงานผลการวจิ ยั เรอื่ งความขดั แยง้ ระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน และผลประโยชนส์ ว่ นรวม. กรุงเทพฯ: สำ�นักง�นคณะกรรมก�รข้�ร�ชก�รพลเรอื น. ส�ำ นกั ง�นคณะกรรมก�รข�้ ร�ชก�รพลเรอื น. (๒๕๕๘). คมู่ อื แนวทางการสรา้ งมาตรฐานความโปรง่ ใสของสว่ น ราชการ. กรงุ เทพฯ: ส�ำ นักง�นคณะกรรมก�รข�้ ร�ชก�รพลเรอื น. ส�ำ นกั ง�นปลัดกระทรวงทรัพย�กรธรรมช�ติและส่งิ แวดลอ้ ม. (ม.ป.ป.) ค่มู ือการปอ้ งกันผลประโยชนท์ ับซ้อน. กรงุ เทพฯ: สำ�นกั ง�นปลดั กระทรวงทรพั ย�กรธรรมช�ตแิ ละส่ิงแวดล้อม. สำ�นกั ง�นปลดั กระทรวงพ�ณิชย์. (๒๕๕๙). คมู่ ือการป้องกนั ผลประโยชน์ทับซ้อน. กรงุ เทพฯ: สำ�นักง�นปลัด กระทรวงพ�ณิชย์. สำ�นกั ง�นปลดั กระทรวงส�ธ�รณสุข. (๒๕๕๙). คู่มือการป้องกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น. กรุงเทพฯ: ส�ำ นกั ง�น ปลดั กระทรวงส�ธ�รณสขุ . สำ�นกั ง�นปลัดส�ำ นักน�ยกรัฐมนตร.ี (๒๕๖๐). ค่มู ือปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ ับซ้อน. กรงุ เทพฯ: ศูนยป์ ฏิบัตกิ �ร ต่อต้�นก�รทจุ ริต (ศปท.). หนงั สือชุดความรกู้ ารเฝ้าระวังการทจุ รติ ของหน่วยงานภาครัฐ ชุดที่ ๓. (ม.ป.ป). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผ้นู ำาการเปลย่ี นแปลงสสู่ งั คมทีไ่ ม่ทนต่อการทุจริต 33
วชิ าท่ี ๒ ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผ้นู ำาการเปล่ยี นแปลงสูส่ ังคมท่ีไมท่ นตอ่ การทุจรติ วิชาท่ี ๒ : เรอ่ื ง ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ จาำ นวนชั่วโมง : ๓ ช่ัวโมง เรอ่ื ง : ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจรติ สาระสำาคญั วชิ �น้เี ป็นก�รเรียนรู้เกย่ี วกับแนวคดิ เก่ียวกบั คว�มอ�ยและคว�มไมท่ นตอ่ ก�รทุจรติ คว�มเปน็ พลเมอื ง ทไี่ มท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ ก�รแสดงออกถงึ ก�รไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ กรณศี กึ ษ�ปร�กฏก�รณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ในประเทศและ ต่�งประเทศ ท่ีสะทอ้ นถงึ คว�มอ�ยและคว�มไมท่ นตอ่ ก�รทุจรติ เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นส�ม�รถน�ำ ไปถ่�ยทอดไดอ้ ย่�ง ถกู ตอ้ งและน�ำ ไปปรับใชไ้ ดอ้ ย่�งเหม�ะสมกับผู้เข้�รับก�รฝกึ อบรม วตั ถปุ ระสงค์ ๑. เพ่อื เสริมสร้�งคว�มรคู้ ว�มเข�้ ใจ ก�รนำ�ไปใช้ ก�รวิเคร�ะห ์ สังเคร�ะห ์ และก�รประเมนิ เกีย่ วกับ คว�มไม่ทนและคว�มอ�ยตอ่ ก�รทุจรติ ๒. เพอื่ ส�ม�รถถ�่ ยทอดองคค์ ว�มรอู้ ย�่ งถกู ตอ้ งในเรอ่ื งคว�มอ�ยและคว�มไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ ใหผ้ เู้ รยี น น�ำ ไปปรบั ใช้ไดอ้ ย่�งเหม�ะสมกบั ผเู้ ข้�รับก�รฝกึ อบรม ขอบเขตเน้อื หา ๑. ก�รทุจริต - คว�มหม�ย/รูปแบบก�รทจุ ริต - ส�เหตุก�รเกิดก�รทจุ ริต - สถ�นก�รณก์ �รทุจริตในประเทศไทย - ผลกระทบจ�กก�รทุจริตตอ่ ก�รพัฒน�ประเทศ - ทศิ ท�งก�รป้องกนั และปร�บปร�มก�รทุจรติ - กรณตี วั อย่�งผลที่เกดิ จ�กก�รทจุ ริต ๒. คว�มอ�ยต่อก�รทุจรติ - คว�มเปน็ พลเมอื ง - แนวคดิ เก่ียวกับคว�มอ�ยตอ่ ก�รทจุ ริต ๓. คว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต แนวคดิ เกีย่ วกบั คว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต ๔. ตัวอย่�งคว�มอ�ยและคว�มไมท่ นตอ่ ก�รทจุ ริต ก�รแสดงออกถึงก�รไมท่ นตอ่ ก�รทุจริต ๕. ลงโทษท�งสังคม 34 หลักสตู รสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลยี่ นแปลงสสู่ ังคมที่ไมท่ นตอ่ การทุจรติ
๖. ชอ่ งท�งและวิธกี �รรอ้ งเรยี นก�รทจุ รติ ๗. ม�ตรก�รค้มุ ครองชว่ ยเหลือพย�นและก�รกนั บุคคลไว้เปน็ พย�นโดยไมด่ �ำ เนินคดี - ม�ตรก�รคมุ้ ครองชว่ ยเหลอื พย�น - ก�รกนั บุคคลไวเ้ ป็นพย�นโดยไมด่ ำ�เนินคดี - กฎ ก.พ. ว�่ ดว้ ยหลักเกณฑ์และวิธีก�รก�รใหบ้ ำ�เหน็จคว�มชอบ ก�รกนั เปน็ พย�น ก�รลดโทษ และก�รให้คว�มคมุ้ ครองพย�น พ.ศ. ๒๕๕๓ วิธกี ารฝึกอบรม ก�รบรรย�ย ก�รคิดวเิ คร�ะหก์ รณีศกึ ษ� ก�รทำ�กจิ กรรมกลุม่ ก�รอภปิ ร�ยกลมุ่ สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint วิดีโอ หรือสอ่ื อนื่ ๆ ท่ีเหม�ะสม การวดั และประเมินผล ก�รทดสอบเนื้อห� (๒๐ คะแนน) หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผู้นาำ การเปล่ยี นแปลงสู่สังคมทไี่ ม่ทนตอ่ การทจุ ริต 35
เนื้อหาโดยสังเขป หลกั สตู รสร้างวิทยากรผู้นาำ การเปลีย่ นแปลงสสู่ ังคมท่ีไม่ทนต่อการทจุ รติ วชิ าที่ ๒ : เรอื่ ง ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ จาำ นวนชวั่ โมง : ๓ ช่ัวโมง รายละเอียดเนอื้ หา ๑. การทุจริต ปัญห�ก�รทุจรติ เป็นปัญห�ท่ีสำ�คญั ท้งั ของประเทศไทยและประเทศอน่ื ๆ ท่ัวโลก ปญั ห�ก�รทจุ รติ จะ ท�ำ ให้เกิดคว�มเสอ่ื มในด�้ นต่�ง ๆ เกดิ ขึน้ ท้งั สงั คม เศรษฐกจิ ก�รเมอื ง และนับวนั ปัญห�ดังกล�่ วก็จะรุนแรง ม�กขนึ้ และมรี ปู แบบก�รทจุ รติ ทซ่ี บั ซอ้ น ย�กแกก่ �รตรวจสอบม�กขน้ึ จ�กเดมิ ทก่ี ระท�ำ เพยี งสองฝ�่ ย ปจั จบุ นั ก�รทจุ รติ จะกระท�ำ กนั หล�ยฝ�่ ย ทง้ั ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ท�งก�รเมอื ง เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั และเอกชน โดยประกอบดว้ ย สองส่วนใหญ ่ ๆ คือ ผใู้ หผ้ ลประโยชน์กบั ผูร้ ับผลประโยชน์ ซ่งึ ทงั้ สองฝ่�ยนี้จะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ตร�บใดท่ี ผลประโยชนส์ มเหตสุ มผลตอ่ กนั กจ็ ะน�ำ ไปสปู่ ญั ห�ก�รทจุ รติ ได ้ บ�งครง้ั ผทู้ รี่ บั ผลประโยชนก์ เ็ ปน็ ผใู้ หป้ ระโยชน์ ได้เช่นกัน โดยผรู้ บั ผลประโยชนแ์ ละผูใ้ ห้ผลประโยชน ์ คือ ผรู้ บั ผลประโยชน์ จะเปน็ เจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั ซงึ่ มอี �ำ น�จหน�้ ทใ่ี นก�รกระท�ำ ก�รด�ำ เนนิ ก�รต�่ ง ๆ และรบั ประโยชน์จะเป็นไปในรูปแบบต�่ ง ๆ เชน่ ก�รจัดซื้อจดั จ้�ง ก�รเรยี กรับประโยชนโ์ ดยตรง ก�รก�ำ หนดระเบียบ หรอื คุณสมบัตทิ ี่เออื้ ต่อตนเองและพวกพอ้ ง ผู้ใหผ้ ลประโยชน์ เช่น ภ�คเอกชน โดยก�รเสนอผลตอบแทนในรปู แบบต�่ ง ๆ เช่น เงิน สทิ ธิพิเศษอ่ืน ๆ เพ่ือจูงใจให้นักก�รเมือง เจ้�หน้�ที่ของรัฐ กระทำ�ก�รหรือไม่กระทำ�ก�รอย่�งใดอย่�งหนึ่งในตำ�แหน่งหน้�ท่ี ซ่ึงก�รกระทำ�ดงั กล่�วเป็นก�รกระทำ�ทฝ่ี ่�ฝืนต่อระเบยี บหรือผดิ กฎหม�ย เป็นต้น ๑.๑ ทุจรติ คืออะไร ค�ำ ว�่ ทจุ รติ มกี �รใหค้ ว�มหม�ยไดม้ �กม�ยหล�กหล�ย ขนึ้ อยกู่ บั ว�่ จะมกี �รใหค้ ว�มหม�ยดงั กล�่ วไวว้ �่ อย�่ งไร โดยที่ค�ำ ว�่ ทุจริตนนั้ จะมีก�รใหค้ ว�มหม�ยโดยหน่วยง�นของรัฐ หรือก�รใหค้ ว�มหม�ยโดยกฎหม�ย ซ่ึงไม่ว่�จะเป็นก�รให้คว�มหม�ยจ�กแหล่งใด เนื้อห�สำ�คัญของคำ�ว่�ทุจริตก็ยังคงมีคว�มหม�ยท่ีสอดคล้อง กนั อย ู่ นัน่ คือ ก�รทุจริตเปน็ ส่งิ ทไ่ี มด่ ี มีก�รแสวงห�หรือเอ�ผลประโยชนข์ องสว่ นรวม ม�เปน็ ของสว่ นตัว ทั้ง ๆ ทต่ี นเองไมไ่ ด้มสี ิทธิในสิ่ง ๆ น้นั ก�รยดึ ถอื เอ�ม�ดงั กล่�วจงึ ถอื เป็นสงิ่ ทผี่ ดิ ทัง้ ในแง่ของกฎหม�ยและศีลธรรม ในแงข่ องกฎหม�ยนน้ั ประเทศไทยไดม้ ีก�รก�ำ หนดถึงคว�มหม�ยของก�รทจุ รติ ไว้หลกั ๆ ในกฎหม�ย ๒ ฉบับ คอื ประมวลกฎหมายอาญา ม�ตร� ๑ (๑) “โดยทุจริต” หม�ยถึง “เพื่อแสวงห�ประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบดว้ ยกฎหม�ยส�ำ หรบั ตนเองหรอื ผอู้ ื่น” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ม�ตร� ๔ คำ�ว่� “ทจุ รติ ต่อหน้�ที”่ หม�ยถึง “ปฏิบตั ิหรือละเว้นก�รปฏบิ ตั อิ ย�่ งใดในตำ�แหน่งหรอื หน�้ ท่หี รือ 36 หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปลยี่ นแปลงสูส่ ังคมทีไ่ มท่ นต่อการทุจริต
ปฏิบัติหรือละเว้นก�รปฏิบัติอย่�งใดในพฤติก�รณ์ ที่อ�จทำ�ให้ผู้อื่นเชื่อว่�มีตำ�แหน่งหรือหน้�ที่ท้ังท่ีตนมิได้มี ตำ�แหน่งหรือหน้�ที่นั้น หรือใช้อำ�น�จในตำ�แหน่งหรือหน้�ที่ ทั้งนี้ เพ่ือแสวงห�ประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบ ส�ำ หรบั ตนเองหรอื ผู้อน่ื ” นอกจ�กนี้ คำ�ว่�ทุจริต ยังได้มีก�รบัญญัติให้คว�มหม�ยเอ�ไว้ในพจน�นุกรมฉบับร�ชบัณฑิตยสถ�น พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยระบุไว้ว�่ ทุจริต หม�ยถึง “คว�มประพฤติชวั่ คดโกง ฉ้อโกง” ในค�ำ ภ�ษ�องั กฤษ คำ�ว่�ทุจริตจะตรงกับคำ�ว่� Corruption (คอร์รัปชัน) โดยในประเทศไทยมกั มีก�ร กล�่ วถึงค�ำ ว�่ คอรร์ ัปชันม�กกว�่ ก�รใช้ค�ำ ว�่ ทจุ ริต โดยก�รทจุ รติ น้ีส�ม�รถใช้ได้กบั ทุกที่ไมว่ �่ จะเปน็ หน่วยง�น ร�ชก�ร หนว่ ยง�นของเอกชน ห�กเกิดกรณกี �รยดึ เอ� ถอื เอ�ซึ่งประโยชน์สว่ นตนม�กกว�่ สว่ นรว่ ม ไม่ค�ำ นงึ ถงึ ว�่ สง่ิ ๆ นนั้ เปน็ ของตนเอง หรอื เปน็ สทิ ธทิ ต่ี นเองควรจะไดม้ �หรอื ไมแ่ ลว้ นนั้ กจ็ ะเรยี กไดว้ �่ เปน็ ก�รทจุ รติ เชน่ ก�รทจุ ริตในก�รเบิกจ่�ยเงนิ ไม่ว่�จะเกิดขน้ึ ในหนว่ ยง�นของรฐั หรอื ของเอกชน ก�รกระทำ�เช่นนี ้ ก็ถอื เปน็ ก�ร ทุจริต อย่�งไรก็ต�ม เนื่องจ�กคอร์รัปชันมิได้เกิดเฉพ�ะในวงร�ชก�รเท่�นั้น ดังน้ัน ในอีกมุมหน่ึงคอร์รัปชัน จึงตอ้ งหม�ยรวมถึงก�รแสวงห�ผลประโยชนข์ องภ�คธรุ กิจเอกชน ในรูปของก�รใหส้ ินบนหรอื สง่ิ ตอบแทนแก่ นกั ก�รเมอื งหรอื ข�้ ร�ชก�รเพอื่ ใหไ้ ดม้ �ซง่ึ ผลประโยชนท์ ต่ี นเองอย�กไดใ้ นรปู แบบของก�รประมลู ก�รสมั ปท�น เป็นต้น รูปแบบเหล่�น้ีจะส�ม�รถสร้�งกำ�ไรให้แก่ภ�คเอกชนเป็นจำ�นวนม�ก ห�กภ�คเอกชนส�ม�รถเข้�ม� ดำ�เนินง�นได้ รวมถึงก�รท่ีเจ้�หน้�ท่ีของรัฐมีคว�มต้องก�รทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นนอกเหนือจ�กส่ิงที่ได้รับ ต�มปกติ เม่อื เหตผุ ลของทัง้ สองฝ�่ ยส�ม�รถบรรจบห�กนั ได ้ ก�รทุจริตก็เกดิ ข้นึ ได้ จ�กนยิ �มของก�รทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ไมเ่ พยี งแตจ่ ะกนิ คว�มถงึ ก�รทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ในระบบร�ชก�รเท�่ นนั้ แต่ยงั ครอบคลุมไปถึงเรอื่ งกิจกรรมท�งก�รเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คมในภ�คเอกชนอีกดว้ ย ซ่งึ อ�จกล่�ว ได้ว�่ ก�รทุจริตคอรร์ ัปชนั คือ ก�รทจุ รติ และ ก�รประพฤตมิ ิชอบของข�้ ร�ชก�ร ดงั นน้ั การทุจรติ คือ ก�รคดโกง ไม่ซ่ือสัตยส์ จุ ริต ก�รกระทำ�ท่ผี ดิ กฎหม�ย เพอ่ื ใหเ้ กดิ คว�มได้เปรียบ ในก�รแข่งขัน ก�รใช้อำ�น�จหน้�ที่ในท�งที่ผิดเพื่อแสวงห�ประโยชน์หรือให้ได้รับสิ่งตอบแทน ก�รให้หรือ ก�รรับสินบน ก�รกำ�หนดนโยบ�ยทเี่ อือ้ ประโยชนแ์ กต่ นหรอื พวกพ้องรวมถึงก�รทจุ รติ เชงิ นโยบ�ย ๑.๒ รปู แบบการทจุ ริต รปู แบบก�รทจุ รติ ทีเ่ กิดข้นึ ส�ม�รถแบ่งได ้ ๓ ลักษณะ คือ แบง่ ต�มผทู้ ่ีเกยี่ วขอ้ ง แบ่งต�มกระบวนก�ร ทใ่ี ช้ และแบ่งต�มลกั ษณะรูปธรรม ดังนี้คือ ๑) แบ่งตามผู้ที่เก่ียวข้อง เป็นรูปแบบก�รทุจริตในเรื่องของอำ�น�จและคว�มสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ระหว่�งผู้ที่ให้ก�รอุปถัมภ์ (ผู้ให้ก�รช่วยเหลือ) กับผู้ถูกอุปถัมภ์ (ผู้ที่ได้รับก�รช่วยเหลือ) โดยในกระบวนก�ร ก�รทจุ รติ จะม ี ๒ ประเภทคอื (๑) ก�รทุจริตโดยข้�ร�ชก�ร หม�ยถึง ก�รกระทำ�ท่ีมีก�รใช้หน่วยง�นร�ชก�รเพ่ือมุ่งแสวงห� ผลประโยชน์จ�กก�รปฏิบัติง�นของหน่วยง�นน้ัน ๆ ม�กกว่�ประโยชน์ส่วนรวมของสังคมหรือประเทศ โดยลกั ษณะของก�รทุจรติ โดยข�้ ร�ชก�รส�ม�รถแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภทยอ่ ย ดังนี้ ก) ก�รคอร์รปั ชันต�มน�ำ้ (corruption without theft) จะปร�กฏขึ้นเมอื่ เจ้�หน้�ที่ของรฐั ตอ้ งก�รสนิ บนโดยใหม้ กี �รจ�่ ยต�มชอ่ งท�งปกตขิ องท�งร�ชก�ร แตใ่ หเ้ พม่ิ สนิ บนรวมเข�้ ไวก้ บั ก�รจ�่ ยค�่ บรกิ �ร ของหน่วยง�นน้ัน ๆ โดยที่เงินค่�บริก�รปกติที่หน่วยง�นน้ันจะต้องได้รับก็ยังคงได้รับต่อไป เช่น ก�รจ่�ยเงิน หลกั สูตรสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปลยี่ นแปลงสู่สงั คมทไี่ มท่ นต่อการทจุ รติ 37
พเิ ศษใหแ้ กเ่ จ�้ หน้�ท่ีในก�รออกเอกส�รต�่ ง ๆ นอกเหนอื จ�กค่�ธรรมเนยี มปกติท่ตี อ้ งจ�่ ยอย่แู ล้ว เป็นตน้ ข) ก�รคอรร์ ปั ชนั ทวนน�้ำ (corruption with theft) เปน็ ก�รคอรร์ ปั ชนั ในลกั ษณะทเี่ จ้�หน�้ ที่ ของรฐั จะเรยี กรอ้ งเงนิ จ�กผขู้ อรบั บรกิ �รโดยตรง โดยทหี่ นว่ ยง�นนน้ั ไมไ่ ดม้ กี �รเรยี กเกบ็ เงนิ ค�่ บรกิ �รแตอ่ ย�่ งใด เช่น ในก�รออกเอกส�รของหนว่ ยง�นร�ชก�รไม่ได้มกี �รกำ�หนดใหต้ อ้ งเสียค�่ ใชจ้ �่ ยในก�รดำ�เนินก�ร แต่กรณี น้ีมกี �รเรยี กเก็บค่�ใชจ้ ่�ยจ�กผูท้ ่มี �ใช้บรกิ �รของหน่วยง�นของรัฐ (๒) ก�รทุจริตโดยนักก�รเมือง (political corruption) เป็นก�รใช้หน่วยง�นของท�งร�ชก�ร โดยบรรด�นกั ก�รเมอื งเพอื่ มงุ่ แสวงห�ผลประโยชนใ์ นท�งก�รเงนิ ม�กกว�่ ประโยชนส์ ว่ นรวมของสงั คมหรอื ประเทศ เชน่ เดียวกนั โดยรูปแบบหรอื วิธกี �รท่วั ไปจะมลี ักษณะเชน่ เดยี วกบั ก�รทจุ รติ โดยข�้ ร�ชก�ร แตจ่ ะเป็นในระดบั ท่ีสูงกว่� เช่น ก�รทุจรติ ในก�รประมลู โครงก�รก่อสร้�งขน�ดใหญ ่ และมีก�รเรยี กรบั หรอื ยอมจะรบั ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ต�่ ง ๆ จ�กภ�คเอกชน เป็นตน้ ๒) แบง่ ตามกระบวนการทใ่ี ช้ ม ี ๒ ประเภท คอื (๑) เกดิ จ�กก�รใชอ้ �ำ น�จในก�รก�ำ หนด กฎ กตกิ �พน้ื ฐ�น เช่น ก�รออกกฎหม�ย และกฎระเบียบต่�ง ๆ เพื่ออำ�นวยประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของตนหรือพวกพ้อง และ (๒) เกิดจ�กก�รใช้อำ�น�จหน้�ท่ีเพื่อแสวงห�ผลประโยชน์จ�กกฎ และระเบียบท่ีดำ�รงอยู่ ซ่ึงมักเกิดจ�กคว�ม ไม่ชัดเจนของกฎและระเบียบเหล่�นั้นท่ีทำ�ให้เจ้�หน้�ที่ส�ม�รถใช้คว�มคิดเห็นของตนได้ และก�รใช้คว�มคิด เหน็ นัน้ อ�จไมถ่ กู ต้องห�กมีก�รใช้ไปในท�งทผี่ ดิ หรือไมย่ ุติธรรมได้ ๓) แบ่งตามลกั ษณะรูปธรรม มีทั้งหมด ๔ รปู แบบคือ (๑) คอร์รัปชันจ�กก�รจัดซ้ือจัดห� (Procurement Corruption) เช่น ก�รจัดซ้ือส่ิงของใน หนว่ ยง�น โดยมกี �รคดิ ร�ค�เพิม่ หรอื ลดคณุ สมบัตแิ ต่กำ�หนดร�ค�ซือ้ ไวเ้ ท่�เดิม (๒) คอร์รัปชันจ�กก�รให้สัมปท�นและสิทธิพิเศษ (Concessionaire Corruption) เช่น ก�รให้ เอกชนร�ยใดร�ยหนง่ึ เข�้ ม�มสี ทิ ธิในก�รจดั ท�ำ สมั ปท�นเปน็ กรณีพิเศษต่�งกับเอกชนร�ยอื่น (๓) คอรร์ ปั ชนั จ�กก�รข�ยส�ธ�รณสมบตั ิ (Privatization Corruption) เช่น ก�รข�ยกจิ ก�รของ รัฐวิส�หกจิ หรือก�รยกเอ�ที่ดิน ทรพั ยส์ นิ ไปเปน็ สิทธกิ �รครอบครองของต่�งช�ติ เปน็ ตน้ (๔) คอรร์ ปั ชนั จ�กก�รก�ำ กบั ดแู ล (Regulatory Corruption) เชน่ ก�รก�ำ กบั ดแู ลในหนว่ ยง�นแลว้ ทำ�ก�รทุจรติ ต่�ง เป็นต้น นักวิช�ก�รที่ได้ศึกษ�เกี่ยวกับปัญห�ก�รทุจริต ได้มีก�รกำ�หนดหรือแบ่งประเภทของก�รทุจริตเป็น รปู แบบต�่ ง ๆ ไว ้ เชน่ ก�รวจิ ยั ของรองศ�สตร�จ�รย ์ ดร.นวลนอ้ ย ตรรี ตั น ์ และคณะ ไดแ้ บง่ ก�รทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ออกเป็น ๓ รูปแบบ ได้แก่ ๑) ก�รใช้อำ�น�จในก�รอนุญ�ตให้ละเว้นจ�กก�รปฏิบัติต�มกฎระเบียบของรัฐ เพ่อื ลดตน้ ทุนก�รท�ำ ธรุ กิจ ๒) ก�รใชอ้ �ำ น�จในก�รจัดสรรผลประโยชนใ์ นรปู ของส่ิงของ และบริก�ร หรอื สทิ ธิ ให้แก่เอกชน และ ๓) ก�รใช้อำ�น�จในก�รสร้�งอุปสรรคในก�รให้บริก�รแก่ภ�คประช�ชนและภ�คธุรกิจ เนือ่ งจ�กเงนิ เดอื นและผลตอบแทนในระบบร�ชก�รต่ำ�เกนิ ไปจนข�ดแรงจูงใจในก�รท�ำ ง�น นอกจ�กนี ้ จ�กผลก�รสอบสวนและศกึ ษ�เร่อื งก�รทจุ ริต ของคณะกรรมก�รวิส�มญั พิจ�รณ�สอบสวน และศึกษ�เร่ืองเกี่ยวกับก�รทุจริตของวุฒิสภ� (วิช� มห�คุณ) มีก�รแบ่งรูปแบบก�รทุจริตคอร์รัปชั่นออกเป็น ๕ ประเภท ไดแ้ ก่ 38 หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลีย่ นแปลงสสู่ งั คมท่ไี มท่ นตอ่ การทุจรติ
๑) การทุจรติ เชิงนโยบาย เปน็ รปู แบบใหม่ของก�รทจุ ริตท่ีแยบยล โดยอ�ศัยรปู แบบของกฎหม�ยหรอื มติของคณะรัฐมนตร ี หรือ มติของคณะกรรมก�รเป็นเคร่ืองมือในก�รแสวงห�ผลประโยชน์ ทำ�ให้ประช�ชนส่วนใหญ่เข้�ใจผิดว่�เป็น ก�รกระท�ำ ทีถ่ กู ตอ้ งชอบธรรม ๒) การทุจรติ ต่อตำาแหนง่ หนา้ ทรี่ าชการ เปน็ ก�รใชอ้ �ำ น�จและหน�้ ทใ่ี นคว�มรบั ผดิ ชอบของตนในฐ�นะเจ�้ หน�้ ทข่ี องรฐั เออื้ ประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเอง หรอื บคุ คลใดบคุ คลหนงึ่ หรอื กลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ ปจั จบุ นั มกั เกดิ จ�กคว�มรว่ มมอื กนั ระหว�่ งนกั ก�รเมอื ง พอ่ ค�้ และ ข้�ร�ชก�รประจ�ำ ๓) การทุจรติ ในการจดั ซ้ือจัดจ้าง ก�รทจุ รติ ประเภทนจ้ี ะพบไดท้ งั้ รปู แบบของก�รสมยอมร�ค� ตง้ั แตข่ น้ั ตอนก�รออกแบบ ก�ำ หนดร�ยละเอยี ด หรือสเป็กง�น กำ�หนดเง่ือนไข คำ�นวณร�ค�กล�ง ออกประก�ศประกวดร�ค� ก�รข�ยแบบ ก�รรับและ เปดิ ซอง ก�รประก�ศผล ก�รอนมุ ตั ิ ก�รท�ำ สญั ญ�ทกุ ขนั้ ตอนของกระบวนก�รจดั ซอื้ จดั จ�้ งลว้ นมชี อ่ งโหวใ่ หม้ กี �ร ทจุ ริตกนั ไดอ้ ย�่ งง่�ย ๆ นอกจ�กน้ี ยงั มกี �รทจุ รติ ทมี่ �เหนอื เมฆ คือ ก�รอ�ศัยคว�มเปน็ หนว่ ยง�นร�ชก�รด้วย กัน จึงไดร้ ับก�รยกเว้นและก�รไมถ่ กู เพ่งเลง็ แต่คว�มจรงิ ผลประโยชนจ์ �กก�รรับง�นและเงนิ ที่ไดจ้ �กก�รรับ ง�นไมไ่ ดน้ �ำ สง่ กระทรวงก�รคลงั แตเ่ ปน็ ผลประโยชนข์ องกลมุ่ บคุ คล ซงึ่ ไมแ่ ตกต�่ งอะไรกบั ก�รจ�้ งบรษิ ทั เอกชน ๔) การทจุ รติ ในการใหส้ ัมปทาน เปน็ ก�รแสวงห�หรอื เออ้ื ประโยชนโ์ ดยมชิ อบจ�กโครงก�รหรอื กจิ ก�รของรฐั ซงึ่ รฐั ไดอ้ นญุ �ตหรอื มอบให้ เอกชนด�ำ เนินก�รแทนให้ลกั ษณะสมั ปท�นผูกข�ดในกิจก�รใดกิจก�รหนึ่ง เชน่ ก�รท�ำ สญั ญ�สมั ปท�นโรงง�น สรุ � ก�รทำ�สญั ญ�สัมปท�นโทรคมน�คม เปน็ ตน้ ๕) การทจุ รติ โดยการทาำ ลายระบบตรวจสอบการใชอ้ ำานาจรัฐ เปน็ ก�รพย�ย�มด�ำ เนนิ ก�รใหไ้ ดบ้ คุ คลซงึ่ มสี �ยสมั พนั ธก์ บั ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ท�งก�รเมอื งในอนั ทจ่ี ะเข�้ ไป ดำ�รงตำ�แหน่งในองค์กรอิสระต�มรัฐธรรมนูญซ่ึงมีอำ�น�จหน้�ที่ในก�รตรวจสอบก�รใช้อำ�น�จรัฐ เช่น คณะ กรรมก�รก�รเลือกต้ัง คณะกรรมก�รป้องกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ แห่งช�ต ิ เปน็ ต้น ทำ�ใหอ้ งคก์ รเหล่�น้ี มคี ว�มออ่ นแอ ไมส่ �ม�รถตรวจสอบก�รให้อ�ำ น�จรัฐไดอ้ ย�่ งมีประสิทธิภ�พ ๑.๓ สาเหตุทท่ี าำ ให้เกดิ การทจุ รติ จ�กก�รศกึ ษ�วิจัยโครงก�รประเมนิ สถ�นก�รณด์ ้�นก�รทุจริตในประเทศไทยของเส�วนีย ์ ไทยรงุ่ โรจน ์ ได้ระบุ เง่ือนไข/ส�เหตุท่ที ำ�ให้เกดิ ก�รทจุ รติ คอรร์ ัปชัน่ อ�จม�จ�กส�เหตภุ �ยในหรอื ส�เหตภุ �ยนอก ดังน้ี (๑) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ พฤติกรรมส่วนตัวของข้�ร�ชก�รบ�งคนท่ีเป็นคนโลภม�ก เห็นแก่ได้ ไม่รจู้ กั พอ คว�มเคยชนิ ของข�้ ร�ชก�รท่คี ้นุ เคยกับก�รทจ่ี ะได้ “ค่�น้ำ�รอ้ นน�้ำ ช�” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” จ�กผมู้ � ตดิ ตอ่ ร�ชก�ร ข�ดจติ ส�ำ นกึ เพ่อื ส่วนรวม (๒) ปัจจยั ภายนอก ประกอบดว้ ย ๑) ดา้ นเศรษฐกจิ ไดแ้ ก ่ ร�ยไดข้ องข�้ ร�ชก�รนอ้ ยหรอื ต�ำ่ ม�กไมไ่ ดส้ ดั สว่ นกบั ค�่ ครองชพี ทส่ี งู ขนึ้ ก�รเตบิ โตของระบบทนุ นยิ มทเ่ี นน้ ก�รบรโิ ภค สร�้ งนสิ ยั ก�รอย�กได ้ อย�กม ี เมอ่ื ร�ยไดไ้ มเ่ พยี งพอกต็ อ้ งห�ท�ง ใช้อำ�น�จไปทุจริต หลกั สูตรสร้างวทิ ยากรผู้นำาการเปลี่ยนแปลงสูส่ งั คมทไ่ี มท่ นต่อการทุจริต 39
๒) ดา้ นสังคม ได้แก่ ค�่ นยิ มของสงั คมท่ยี กย่องคนมีเงิน คนรำ่�รวย และไมส่ นใจว่�เงินนน้ั ไดม้ � อย�่ งไร เกิดลทั ธิเอ�อย่�ง อย�กไดส้ ิ่งท่ีคนรวยมี เมอื่ เงนิ เดือนของตนไมเ่ พยี งพอ ก็ห�โดยวิธีมชิ อบ ๓) ด้านวัฒนธรรม ได้แก่ ก�รนิยมจ่�ยเงินของนักธุรกิจให้กับข้�ร�ชก�รท่ีต้องก�รคว�มสะดวก รวดเร็ว หรือก�รบริก�รทดี่ ีกว่�ด้วยก�รลดต้นทนุ ที่จะต้องปฏบิ ัตติ �มระเบียบ ๔) ด้านการเมอื ง ไดแ้ ก่ ก�รทจุ รติ ของข�้ ร�ชก�รแยกไม่ออกจ�กนักก�รเมือง ก�รรว่ มมอื ของคน สองกลมุ่ น้เี กดิ ข้ึนไดใ้ นประเด็นก�รใช้จ่�ยเงินก�รห�ร�ยได้และก�รตดั สนิ พิจ�รณ�โครงก�รของรฐั ๕) ดา้ นระบบราชการ ได้แก่ - คว�มบกพร่องในก�รบริห�รง�นเปิดโอก�สใหเ้ กิดก�รทจุ รติ - ก�รใช้ดุลพนิ ิจม�กและก�รผูกข�ดอ�ำ น�จจะทำ�ใหอ้ ตั ร�ก�รทุจรติ ในหนว่ ยง�นสูง - ก�รท่ขี น้ั ตอนของระเบียบร�ชก�รมีม�กเกนิ ไป ท�ำ ให้ผทู้ ไี่ ปติดตอ่ ตอ้ งเสยี เวล�ม�ก จึงเกิด ก�รสมยอมกันระหว�่ งผู้ใหก้ บั ผรู้ ับ - ก�รตกอยใู่ ตภ้ �วะแวดลอ้ มและอทิ ธพิ ลของผทู้ จุ รติ มที �งเปน็ ไปไดท้ ผี่ นู้ นั้ จะท�ำ ก�รทจุ รติ ดว้ ย - ก�รรวมอ�ำ น�จ ระบบร�ชก�รมลี กั ษณะทรี่ วมศนู ย ์ ท�ำ ใหไ้ มม่ รี ะบบตรวจสอบทเ่ี ปน็ จรงิ และ มปี ระสทิ ธภิ �พ - ตำ�แหน่งหน้�ท่ีในลักษณะอำ�นวยต่อก�รกระทำ�ผิด เช่น อำ�น�จในก�รอนุญ�ต ก�รอนุมัติ จัดซ้ือจัดจ้�ง ผ้ปู ระกอบก�รเอกชนมักจะยอมเสียเงินติดสนิ บนเจ้�หน�้ ที่เพ่อื ให้เกิดคว�มสะดวกและรวดเรว็ - ก�รท่ีข้�ร�ชก�รผู้ใหญ่ทุจริตให้เห็นเป็นตัวอย่�งแล้วไม่ถูกลงโทษ ข้�ร�ชก�รช้ันผู้น้อยจึง เลยี นแบบกล�ยเปน็ คว�มเคยชนิ และมองไมเ่ หน็ ว�่ ก�รกระท�ำ เหล�่ นน้ั จะเปน็ ก�รคอรร์ ปั ชนั่ หรอื มคี ว�มสบั สน ระหว่�งสนิ น้�ำ ใจกบั คอร์รปั ช่นั แยกออกจ�กกนั ๖) กฎหมายและระเบียบ ไดแ้ ก่ - กฎหม�ยหล�ยฉบบั ที่ใชอ้ ยยู่ งั มี “ช่องโหว”่ ทีท่ ำ�ให้เกดิ ก�รทุจรติ ทด่ี �ำ รงอย่ไู ด้ - ก�รทุจริตไม่ได้เป็นอ�ชญ�กรรมให้คู่กรณีท้ังสองฝ่�ย ห�พย�นหลักฐ�นได้ย�ก ยิ่งกว่�น้ัน คู่กรณีทั้งสองฝ่�ยมักไม่ค่อยมีฝ่�ยใดยอมเปิดเผยออกม� และถ้�ห�กมีฝ่�ยใดต้องก�รที่จะเปิดเผยคว�มจริง ในเร่อื งน้ี กฎหม�ยหม่ินประม�ทกย็ บั ยั้งเอ�ไว้ อีกทัง้ กฎหม�ยของทกุ ประเทศเอ�ผิดกับบุคคลผู้ให้สนิ บนเท่� ๆ กับผ้รู บั สนิ บน จงึ ไมค่ อ่ ยมผี ใู้ หส้ นิ บนร�ยใดกล�้ ด�ำ เนนิ คดีกบั ผู้รบั สินบน - ร�ษฎรท่ีรู้เห็นก�รทุจริตก็เป็นโจทก์ฟ้องร้องมิได้เน่ืองจ�กไม่ใช่ผู้เสียห�ย ย่ิงกว่�น้ัน กระบวนก�รพิจ�รณ�พพิ �กษ�ยงั ยุง่ ย�กซบั ซอ้ นจนกล�ยเปน็ ผลดแี ก่ผู้ทุจริต - ขน้ั ตอนท�งกฎหม�ยหรอื ระเบยี บปฏิบัติยงุ่ ย�ก ซับซอ้ น มีขน้ั ตอนม�ก ท�ำ ให้เกดิ ช่องท�ง ให้ข�้ ร�ชก�รห�ประโยชนไ์ ด้ ๗) การตรวจสอบ ไดแ้ ก่ - ภ�คประช�ชนข�ดคว�มเข้มแข็ง ทำ�ให้กระบวนก�รต่อต้�นก�รทุจริตจ�กฝ่�ยประช�ชน ไม่เขม้ แข็งเท�่ ท่คี วร - ก�รข�ดก�รควบคมุ ตรวจสอบ ของหนว่ ยง�นทม่ี หี น�้ ทตี่ รวจสอบหรอื ก�ำ กบั ดแู ลอย�่ งจรงิ จงั 40 หลกั สูตรสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปล่ยี นแปลงส่สู ังคมทีไ่ ม่ทนต่อการทุจริต
๘) สาเหตอุ ื่น ๆ - อิทธิพลของภรรย�หรือผู้หญิง เนื่องจ�กเป็นผู้ใกล้ชิดส�มีอันเป็นตัวก�รสำ�คัญที่สนับสนุน และส่งเสริมใหส้ �มีของตนท�ำ ก�รทุจริตเพือ่ คว�มเปน็ อยูข่ องครอบครวั - ก�รพนนั ทำ�ให้ข�้ ร�ชก�รทเ่ี สียพนนั มีแนวโน้มจะทจุ ริตม�กขึ้น ๑.๔ ระดับการทุจรติ ในประเทศไทย ๑) การทจุ รติ ระดบั ชาติ เปน็ รปู แบบก�รทจุ รติ ของนกั ก�รเมอื งทใี่ ชอ้ �ำ น�จในก�รบรหิ �รร�ชก�ร รวมถงึ อำ�น�จนิติบัญญัติ เป็นเครื่องมือในก�รออกกฎหม�ย แก้ไขกฎหม�ย ก�รออกนโยบ�ยต่�ง ๆ โดยก�รอ�ศัย ชอ่ งว�่ งท�งกฎหม�ย ๒) การทุจริตในระดับท้องถิ่น ก�รบริห�รร�ชก�รในรูปแบบท้องถ่ินเป็นก�รกระจ�ยอำ�น�จเพื่อให้ บริก�รต่�ง ๆ ของรัฐส�ม�รถตอบสนองตอ่ คว�มต้องก�รของประช�ชนไดม้ �กข้นึ แตก่ �รดำ�เนนิ ก�รในรปู แบบ ของทอ้ งถ่ินก็กอ่ ให้เกดิ ปัญห�ก�รทุจริตเป็นจำ�นวนม�ก ผบู้ รหิ �รท้องถน่ิ จะเปน็ นักก�รเมืองท่อี ยใู่ นท้องถิ่นน้นั หรือนกั ธรุ กิจท่ีปรับบทบ�ทตนเองม�เปน็ นกั ก�รเมอื ง และเมอ่ื เป็นนักก�รเมือง เปน็ ผบู้ ริห�รท้องถ่นิ แลว้ ก็เป็น โอก�สในก�รแสวงห�ผลประโยชนส์ ำ�หรับตนเองและพวกพอ้ งได้ ระดับก�รทุจริตในประเทศไทยที่แบ่งออกเป็นระดับช�ติและระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจะมีรูปแบบก�ร ทุจริตท่ีคล้�ยกัน เช่น ก�รจัดซื้อจัดจ้�ง ก�รประมูล ก�รซื้อข�ยตำ�แหน่ง โดยเฉพ�ะในระดับท้องถ่ินท่ีมีข่�ว จ�ำ นวนม�กเกย่ี วกบั ผบู้ รหิ �รทอ้ งถนิ่ เรยี กรบั ผลประโยชนใ์ นก�รปรบั เปลยี่ นต�ำ แหนง่ หรอื เลอื่ นต�ำ แหนง่ เปน็ ตน้ โดยก�รทุจริตท่ีเกิดขึ้นอ�จจะไม่ใช่ก�รทุจริตที่เป็นตัวเงินให้เห็นได้ชัดเจนเท่�ใด แต่จะแฝงตัวอยู่ในรูปแบบ ต�่ ง ๆ ห�กไมพ่ จิ �รณ�ให้ดแี ลว้ อ�จมองไดว้ ่�ก�รกระทำ�ดงั กล่�วไม่ใชก่ �รทุจรติ แต่แท้จรงิ แลว้ ก�รกระท�ำ น้ัน เปน็ ก�รทจุ รติ อย�่ งหนง่ึ และร�้ ยแรงม�กพอทจ่ี ะสง่ ผลกระทบ และกอ่ ใหเ้ กดิ คว�มเสยี ห�ยตอ่ สงั คม ประเทศช�ตไิ ด้ เชน่ กนั ตวั อย�่ งเชน่ ก�รประเมนิ ผลก�รปฏบิ ตั งิ �นซง่ึ ผบู้ งั คบั บญั ช�ใหค้ ะแนนประเมนิ พเิ ศษแกล่ กู นอ้ งทต่ี นเอง ชอบ ทำ�ให้ได้รับเงินเดือนในอัตร�ท่ีสูงกว่�คว�มเป็นจริงท่ีบุคคลน้ันควรจะได้รับ เป็นต้น ก�รกระทำ�ดังกล่�ว ถอื เปน็ คว�มผดิ ท�งวนิ ยั ซง่ึ เจ�้ หน�้ ทขี่ องรฐั จะมบี ทบญั ญตั เิ กยี่ วกบั ประมวลจรยิ ธรรมข�้ ร�ชก�รพลเรอื นใหย้ ดึ ถอื ปฏบิ ตั ิอยแู่ ลว้ ๑.๕ สถานการณก์ ารทุจรติ ของประเทศไทย ก�รทุจริตท่ีเกิดข้ึนย่อมส่งผลต่อภ�พลักษณ์ของประเทศ ห�กประเทศใดมีก�รทุจริตน้อยจะส่งผลให้ ประเทศน้ันมีคว�มเป็นอยู่ท่ีดี นักลงทุนมีคว�มต้องก�รท่ีจะม�ลงทุนในประเทศ ซึ่งหม�ยถึงเศรษฐกิจของ ประเทศจะส�ม�รถพัฒน�ไปได้อย่�งต่อเนื่อง แต่ห�กมีก�รทุจริตเป็นจำ�นวนม�กนักธุรกิจย่อมไม่กล้�ท่ีจะ ลงทุนในประเทศนน้ั ๆ เนอ่ื งจ�กตอ้ งเสยี ค�่ ใช้จ่�ยในก�รท�ำ ธุรกจิ ทีม่ �กกว�่ ปกต ิ แต่ห�กส�ม�รถด�ำ เนินธรุ กิจ ดงั กล�่ วได ้ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ยอ่ มตกแกผ่ บู้ รโิ ภคทจี่ ะตอ้ งซอ้ื สนิ ค�้ และบรกิ �รทมี่ รี �ค�สงู หรอื อกี กรณหี นง่ึ คอื ก�รใช้ สนิ ค้�และบรกิ �รที่ไม่มีคณุ ภ�พ ดังนั้น จงึ ได้มกี �รวดั และจัดอันดบั ประเทศต�่ ง ๆ เพือ่ บ่งบอกถงึ สถ�นก�รณ์ ก�รทจุ รติ ซงึ่ ก�รทจุ รติ ทผ่ี �่ นม�นอกจ�กจะพบเหน็ ข�่ วก�รทจุ รติ ดว้ ยตนเอง และผ�่ นสอื่ ต�่ ง ๆ แลว้ ยงั มตี วั ชวี้ ดั ท่ีสำ�คัญอีกตัวหนึ่งที่ได้รับก�รยอมรับ คือ ตัวช้ีวัดขององค์กรเพ่ือคว�มโปร่งใสน�น�ช�ติ (Transparency International : TI) ไดจ้ ดั อันดบั ดัชนกี �รรบั รกู้ �รทจุ รติ ประจำ�ป ี ๒๕๖๐ พบว่� ประเทศไทยได้ ๓๗ คะแนน จ�กคะแนนเตม็ ๑๐๐ คะแนน อย่อู ันดับท ี่ ๙๖ จ�กก�รจัดอนั ดับท้ังหมด ๑๘๐ ประเทศทว่ั โลก ห�กเทยี บกับ ปี ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้คะแนน ๓๕ คะแนน อยู่ล�ำ ดับท ี่ ๑๐๑ เท่�กบั ว�่ ประเทศไทย มีคะแนนคว�มโปรง่ ใส ดีขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่� ประเทศไทยยังมีก�รทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับสูงซ่ึงสมควรได้รับก�รแก้ไขอย่�ง เร่งดว่ น โดยคะแนนของประเทศไทยมีดงั ต�ร�งนี้ หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผู้นำาการเปล่ียนแปลงสู่สงั คมท่ไี ม่ทนตอ่ การทจุ ริต 41
ตารางที่ ๑ แสดงคา่ คะแนนดชั นกี ารรับร้กู ารทจุ ริตของประเทศไทย ระหว่างปี ๒๕๔๗-๒๕๖๐ ปี พ.ศ. คะแนน อันดบั จาำ นวนประเทศ ๒๕๔๗ ๓.๖๐ (คะแนนเต็ม ๑๐) ๖๔ ๑๔๖ ๒๕๔๘ ๓.๘๐ (คะแนนเตม็ ๑๐) ๕๙ ๑๕๙ ๒๕๔๙ ๓.๖๐ (คะแนนเตม็ ๑๐) ๖๓ ๑๖๓ ๒๕๕๐ ๓.๓๐ (คะแนนเต็ม ๑๐) ๘๔ ๑๗๙ ๒๕๕๑ ๓.๕๐ (คะแนนเต็ม ๑๐) ๘๐ ๑๘๐ ๒๕๕๒ ๓.๔๐ (คะแนนเตม็ ๑๐) ๘๔ ๑๘๐ ๒๕๕๓ ๓.๕๐ (คะแนนเต็ม ๑๐) ๗๘ ๑๗๘ ๒๕๕๔ ๓.๔๐ (คะแนนเต็ม ๑๐) ๘๐ ๑๘๓ ๒๕๕๕ ๓๗ (คะแนนเต็ม ๑๐๐) ๘๘ ๑๗๖ ๒๕๕๖ ๓๕ (คะแนนเต็ม ๑๐๐) ๑๐๒ ๑๗๗ ๒๕๕๗ ๓๘ (คะแนนเต็ม ๑๐๐) ๘๕ ๑๗๕ ๒๕๕๘ ๓๘ (คะแนนเตม็ ๑๐๐) ๗๖ ๑๖๘ ๒๕๕๙ ๓๕ (คะแนนเต็ม ๑๐๐) ๑๐๑ ๑๗๖ ๒๕๖๐ ๓๗ (คะแนนเตม็ ๑๐๐) ๙๖ ๑๘๐ และเมอ่ื จดั อนั ดบั ประเทศในกลมุ่ อ�เซยี น จ�ำ นวน ๑๐ ประเทศ เพอ่ื เปรยี บเทยี บดชั นรี บั รกู้ �รทจุ รติ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศสิงคโปร์ยังคงอันดบั หนึ่งในกลุ่มอ�เซียนเชน่ เดยี วกับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ต�มต�ร�งด�้ นล�่ งน้ี ตารางที่ ๒ แสดงคา่ คะแนนดัชนีการรับรกู้ ารทุจริต ประจำาปี ๒๕๕๘-๒๕๖๐ ในภูมิภาคอาเซียน อันดับประเทศ ประเทศ คะแนนปี ๒๕๖๐ คะแนนปี ๒๕๕๙ คะแนนปี ๒๕๕๘ ในอาเซยี น สิงคโปร์ ๘๔ ๘๔ ๘๕ ๑ บรไู น ๖๒ ๕๘ - ๒ ม�เลเซยี ๔๗ ๔๙ ๕๐ ๓ อนิ โดนีเซีย ๓๗ ๓๗ ๓๖ ๔ ไทย ๓๗ ๓๕ ๓๘ ๕ เวียดน�ม ๓๕ ๓๓ ๓๑ ๖ ฟิลปิ ปินส์ ๓๔ ๓๕ ๓๕ ๗ พม�่ ๓๐ ๒๘ ๒๒ ๘ ล�ว ๒๙ ๓๐ ๒๖ ๙ กมั พูช� ๒๑ ๒๑ ๒๑ ๑๐ 42 หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปลยี่ นแปลงสูส่ ังคมที่ไมท่ นตอ่ การทจุ ริต
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208