Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore NB0001(1)

NB0001(1)

Published by Dab Techa, 2022-02-22 03:50:26

Description: NB0001(1)

Search

Read the Text Version

ในก�รประเมนิ ดชั นกี �รรบั รกู้ �รทจุ รติ ในป ี พ.ศ. ๒๕๖๐ จะถกู ประเมนิ จ�กแหลง่ ขอ้ มลู ๙ แหลง่ ครอบคลมุ ด้�นต่�ง ๆ ท้ังด้�นเศรษฐกิจ ก�รเมือง ก�รจัดก�รของรัฐบ�ล คว�มส�ม�รถในก�รแข่งขันระดับประเทศ คว�มคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ก�รรบั รกู้ �รทจุ รติ ประสทิ ธภิ �พของภ�ครฐั และภ�คเอกชนในก�รด�ำ เนนิ ง�นและก�รวดั ด�้ น คว�มเปน็ ประช�ธปิ ไตยของประเทศ โดยวดั จ�กคว�มคดิ เหน็ ของประช�ชนว�่ ประเทศนน้ั มคี ว�มเปน็ ประช�ธปิ ไตย ม�กนอ้ ยแคไ่ หน เชน่ ก�รมสี ว่ นรว่ ม คว�มเปน็ เอกฉนั ท ์ ก�รเลอื กตงั้ คว�มเท�่ เทยี ม คว�มเปน็ เสร ี โดยทงั้ หมดนี้ จะใช้รูปแบบของก�รสอบถ�มจ�กนกั ลงทุนช�วต่�งช�ติทีเ่ ข�้ ม�ท�ำ ธรุ กจิ ในประเทศ ๑.๖ ผลกระทบจากการทจุ รติ ต่อการพัฒนาประเทศ ก�รทุจรติ มผี ลกระทบตอ่ ก�รพัฒน�ประเทศในทกุ ๆ ด้�น เป็นพืน้ ฐ�นที่กอ่ ใหเ้ กิดคว�มขัดแย้งของคน ในช�ติ จ�กก�รเห็นประโยชน์ส่วนตนม�กกว่�ประโยชน์ของประเทศ ประช�ชนได้รับบริก�รส�ธ�รณะหรือ สิ่งอำ�นวยคว�มสะดวกไม่เต็มที่อย่�งท่ีควรจะเป็น เงินภ�ษีของประช�ชนตกไปอยู่ในกระเป๋�ของผู้ทุจริต และ ผลกระทบอน่ื ๆ อกี ม�กม�ย นอกจ�กน้ีแลว้ ห�กพิจ�รณ�ในแงก่ �รลงทนุ จ�กต�่ งประเทศเพือ่ ประกอบกิจก�ร ต�่ ง ๆ ภ�ยในประเทศ พบว�่ นกั ลงทนุ ต�่ งประเทศจะมองว�่ ก�รทจุ รติ ถอื ว�่ เปน็ ตน้ ทนุ อย�่ งหนง่ึ ซง่ึ นกั ลงทนุ จ�ก ต�่ งประเทศจะใชป้ ระกอบก�รพิจ�รณ�ก�รลงทุนประกอบกับปัจจยั ด้�นอนื่ ๆ ทัง้ น ้ี ห�กต้นทุนท่ีตอ้ งเสยี จ�ก ก�รทุจริตมีต้นทุนท่ีสูง นักลงทุนจ�กต่�งประเทศอ�จพิจ�รณ�ตัดสินใจก�รลงทุนไปยังประเทศอ่ืน ส่งผลให้ ก�รจ�้ งง�น ก�รสร�้ งร�ยไดใ้ หแ้ กป่ ระช�ชนลดลง เมอ่ื ประช�ชนมรี �ยไดล้ ดลงกจ็ ะสง่ ผลตอ่ ก�รจดั เกบ็ ภ�ษอี �กร ซึง่ เปน็ ร�ยได้ของรฐั ลดลง จงึ สง่ ผลต่อก�รจดั สรรงบประม�ณและก�รพัฒน�ประเทศ มห�วทิ ย�ลยั หอก�รค�้ ไทยได้สำ�รวจดชั นีสถ�นก�รณค์ อรร์ ปั ชนั ไทยจ�กกลุ่มตัวอย�่ ง ๒,๔๐๐ ตวั อย�่ ง จ�กประช�ชนท่ัวไป ผู้ประกอบก�รภ�คเอกชน และข้�ร�ชก�ร/ภ�ครัฐ เม่ือเดือนมิถุน�ยน ๒๕๕๙ พบว่� ห�กเปรียบเทียบคว�มรุนแรงของปัญห�ก�รทุจริตในปัจจุบันกับปีท่ีผ่�นม� พบว่� ผู้ท่ีตอบว่�รุนแรงเพิ่มขึ้นม ี ๓๘% รนุ แรงเท่�เดิม ๓๐% สว่ นส�เหตกุ �รทจุ ริตอนั ดบั หน่ึง คอื กฎหม�ยเปิดโอก�สใหเ้ จ้�หน�้ ทใี่ ช้ดลุ พินจิ ทีเ่ อ้ือตอ่ ก�รทุจริต อนั ดบั สอง คว�มไมเ่ ขม้ งวดของก�รบังคบั ใชก้ ฎหม�ย อนั ดับส�ม กระบวนก�รท�งก�รเมอื ง ข�ดคว�มโปรง่ ใส ตรวจสอบไดย้ �ก สว่ นรปู แบบก�รทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ บอ่ ยทส่ี ดุ อนั ดบั หนงึ่ คอื ก�รใหส้ นิ บน ของก�ำ นลั หรือร�งวลั อันดบั สอง ก�รใช้ช่องโหว่ท�งกฎหม�ยเพอ่ื แสวงห�ประโยชนส์ ่วนตัว อนั ดับส�ม ก�รใช้ต�ำ แหน่ง ท�งก�รเมอื งเพอ่ื เอ้อื ประโยชน์แก่พรรคพวก สำ�หรับคว�มเสียห�ยจ�กก�รทุจริต โดยก�รประเมินจ�กงบประม�ณร�ยจ่�ยปี ๒๕๕๙ ท่ี ๒.๗๒ ล้�นล้�นบ�ท ว่�แม้จะมีก�รจ่�ยเงินใต้โต๊ะ แต่อัตร�ก�รจ่�ยอยู่ท่ีเฉลี่ย ๑-๑๕% โดยห�กจ่�ยที่ ๕% คว�มเสยี ห�ยจะอยทู่ ่ี ๕๙,๖๑๐ ล�้ นบ�ท หรอื ๒.๑๙% ของงบประม�ณ และมผี ลท�ำ ใหอ้ ตั ร�ก�รเตบิ โตท�งเศรษฐกจิ ลดลง ๐.๔๒% แตห่ �กจ�่ ยท ี่ ๑๕% คดิ เปน็ คว�มเสยี ห�ย ๑๗๘,๘๓๐ ล�้ นบ�ท หรอื ๖.๕๗% ของเงนิ งบประม�ณ และมผี ลท�ำ ใหเ้ ศรษฐกจิ ลดลง ๑.๒๗% โดยก�รลดก�รเรยี กเงนิ สนิ บนลงทกุ ๆ ๑% จะท�ำ ใหม้ ลู ค�่ คว�มเสยี ห�ย จ�กก�รทจุ รติ ลดลง ๑๐,๐๐๐ ล�้ นบ�ท ในก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตของประเทศไทยมีหน่วยง�นหลักที่ดำ�เนินก�รป้องกันและ ปร�บปร�มก�รทจุ รติ คอื ส�ำ นกั ง�นคณะกรรมก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ แหง่ ช�ต ิ (ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช.) นอกจ�กนี้ยังมีหน่วยง�นอื่นที่มีภ�รกิจในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกับสำ�นักง�น ป.ป.ช. เช่น สำ�นักง�น ก�รตรวจเงินแผน่ ดิน ส�ำ นักง�นผ้ตู รวจก�รแผ่นดิน สำ�นกั ง�นคณะกรรมก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทุจริต ในภ�ครฐั นอกจ�กนยี้ งั มหี นว่ ยง�นภ�คเอกชนทใ่ี หค้ ว�มรว่ มมอื ในก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ อกี หล�ย หลักสตู รสร้างวทิ ยากรผูน้ ำาการเปลยี่ นแปลงส่สู ังคมทีไ่ มท่ นตอ่ การทุจริต 43

หน่วยง�น และสำ�หรับหน่วยง�นภ�ครัฐในปัจจุบันประเทศไทยได้มีก�รประก�ศใช้ยุทธศ�สตร์ช�ติว่�ด้วยก�ร ปอ้ งกันและปร�บปร�มก�รทจุ รติ ระยะท ่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) เพือ่ เปน็ ม�ตรก�ร แนวท�งก�รด�ำ เนินง�น ทงั้ ของภ�ครัฐและภ�คเอกชน ๑.๗ ทิศทางการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต ประเทศไทยไดม้ คี ว�มพย�ย�มในก�รแก้ไขปญั ห�ก�รทจุ รติ ม�อย่�งต่อเนื่อง โดยอ�ศัยคว�มรว่ มมือทง้ั หนว่ ยง�นของรฐั หนว่ ยง�นของเอกชน และภ�คประช�ชนในก�รรว่ มมอื ปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ รวมถงึ ได้มีก�รออกกฎหม�ยลงโทษผู้ที่กระทำ�คว�มผิด มีก�รจัดต้ังศ�ลอ�ญ�คดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อทำ� หน�้ ทใี่ นก�รด�ำ เนนิ คดกี บั บคุ คลทท่ี �ำ ก�รทจุ รติ นอกจ�กนยี้ งั ไดม้ กี �รก�ำ หนดยทุ ธศ�สตรช์ �ตวิ �่ ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ ริต ซึ่งฉบบั ปัจจบุ นั เป็นฉบบั ที่ ๓ มีก�ำ หนดใช้ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔ โดยมีวสิ ยั ทศั น์ ว่� “ประเทศไทยใสสะอ�ด ไทยท้งั ช�ตติ �้ นทุจรติ (Zero Tolerance & Clean Thailand) และมีพันธกิจ คอื สร้�งวัฒนธรรมต่อต้�นก�รทุจริต ยกระดับธรรม�ภิบ�ลในก�รบริห�รจัดก�รทุกภ�คส่วนแบบบูรณ�ก�ร และ ปฏิรปู กระบวนก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทุจริตทงั้ ระบบให้มีม�ตรฐ�นส�กล โดยมรี �ยละเอียด ดงั น้ี ยุทธศาสตร์ชาตวิ ่าด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ยุทธศ�สตรช์ �ตฯิ ระยะท ่ี ๓ ประกอบดว้ ยยุทธศ�สตร์ จำ�นวน ๖ ยทุ ธศ�สตร์ เป็นก�รดำ�เนินก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทุจริตท้ังระบบ ตั้งแต่ก�รป้องกันก�รทุจริตโดยใช้ประบวนก�รปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ผ�่ นกจิ กรรมและก�รเรียนก�รสอน รวมถึงก�รปอ้ งกนั ก�รทจุ ริตเชิงระบบ นอกจ�กนี้รวมไปถงึ ก�รด�ำ เนนิ ก�ร ในส่วนก�รตรวจสอบทรัพย์สิน ท่ีเป็นก�รตรวจสอบบัญชีแสดงร�ยก�รทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้�หน้�ท่ี ของรัฐว่�จะมีแนวท�งในก�รดำ�เนินง�นอย่�งไร และด้�นก�รปร�บปร�มก�รทุจริตเพื่อให้ก�รดำ�เนินก�รด้�น ปร�บปร�มก�รทุจรติ มีประสทิ ธิภ�พม�กขึ้น ทงั้ นี้ เพ่อื เป็นก�รยกระดับค่� CPI ให้ได้คะแนน ๕๐ คะแนน ต�ม ที่ตงั้ เป�้ หม�ยไว้ โดยมีร�ยละเอียดแต่ละยุทธศ�สตร์ ดงั นี้ ยุทธศาสตรท์ ่ี ๑ : สร้างสังคมท่ไี ม่ทนตอ่ การทุจริต มีวัตถุประสงค์ในก�รปรับฐ�นคว�มคิดทุกช่วงวัยให้มีค่�นิยมร่วมต้�นทุจริต มีจิตสำ�นึกส�ธ�รณะ และ ส�ม�รถแยกแยะระหว่�งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม และสร�้ งกระบวนก�รกลอ่ มเกล�ท�ง สงั คมในก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ อย�่ งเปน็ ระบบ รวมถงึ ก�รบรู ณ�ก�รและเสรมิ พลงั ก�รมสี ว่ นรว่ ม ของทกุ ภ�คสว่ นในก�รผลกั ดันใหเ้ กดิ สังคมทไี่ ม่ทนต่อก�รทจุ ริต ยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๒ : ยกระดับเจตจำานงทางการเมอื งในการต่อต้านการทจุ ริต มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เจตจำ�นงท�งก�รเมืองในก�รต่อต้�นก�รทุจริตของประช�ชนได้รับก�รปฏิบัติ ให้เกิดผลอย่�งเป็นรูปธรรม และเพื่อรักษ�เจตจำ�นงท�งก�รเมืองในก�รแก้ไขปัญห�ก�รทุจริตให้เป็นส่วนหน่ึง ของนโยบ�ยรัฐบ�ลในแต่ละช่วง ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : สกดั กัน้ การทจุ ริตเชงิ นโยบาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนก�รนโยบ�ยเป็นไปต�มหลักธรรม�ภิบ�ล ส�ม�รถกระจ�ยผลประโยชน์ สู่ประช�ชนอย่�งเป็นธรรม และไม่มีลักษณะของก�รขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเพ่ือแก้ไขปัญห�ก�รทุจริต เชงิ นโยบ�ยทุกระดบั 44 หลักสตู รสร้างวิทยากรผ้นู ำาการเปลย่ี นแปลงสูส่ งั คมทไ่ี มท่ นต่อการทจุ ริต

ยุทธศาสตรท์ ี่ ๔ : พฒั นาระบบป้องกนั การทุจรติ เชิงรกุ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒน�กลไกก�รป้องกันก�รทุจริตให้เท่�ทันต่อสถ�นก�รณ์ก�รทุจริตพัฒน� กระบวนก�รทำ�ง�นด้�นก�รป้องกนั ก�รทจุ รติ ให้ส�ม�รถปอ้ งกนั ก�รทจุ ริตให้มปี ระสทิ ธิภ�พ เพ่อื ใหเ้ กิดคว�ม เข้มแข็งในก�รบูรณ�ก�รก�รทำ�ง�นระหว่�งองค์กรท่ีเกี่ยวข้องกับก�รป้องกันก�รทุจริต และเป็นก�รป้องกัน ไม่ให้มกี �รทจุ ริตเกิดขนึ้ ในอน�คต ยุทธศาสตรท์ ี่ ๕ : ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต มีวัตถุประสงค์เพ่ือปรับปรุงและพัฒน�กลไกและกระบวนก�รปร�บปร�มก�รทุจริตให้มีคว�มรวดเร็ว มีประสิทธิภ�พ และเท่�ทันต่อพลวัตของก�รทุจริต ก�รตร�กฎหม�ยและปรับปรุงกฎหม�ยให้กระบวนก�ร ปร�บปร�มก�รทจุ รติ มปี ระสทิ ธภิ �พ บรู ณ�ก�รกระบวนก�รปร�บปร�มก�รทจุ รติ ของหนว่ ยง�นทเ่ี กยี่ วขอ้ งทง้ั ระบบ และเพื่อใหผ้ ้กู ระท�ำ คว�มผิดถกู ด�ำ เนนิ คดีและลงโทษอย่�งเปน็ รปู ธรรมและเท่�ทนั ต่อสถ�นก�รณ ์ ยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๖ : ยกระดับคะแนนดัชนกี ารรบั ร้กู ารทุจริต มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือยกระดบั คะแนนดัชนีก�รรับรกู้ �รทุจริตของประเทศไทยให้มีระดับร้อยละ ๕๐ ขน้ึ ไป เปน็ เป�้ หม�ยทตี่ อ้ งก�รยกระดบั คะแนนใหม้ คี �่ สงู ขน้ึ ห�กไดร้ บั คะแนนม�กจะหม�ยถงึ ก�รทป่ี ระเทศนน้ั มกี �ร ทุจริตน้อย ดงั น้ัน ยทุ ธศ�สตร์ที ่ ๖ น้ ี จงึ ถอื เปน็ เป�้ หม�ยส�ำ คญั ในก�รที่จะตอ้ งมุ่งมนั่ ในก�รด�ำ เนินก�รปอ้ งกัน และปร�บปร�มก�รทจุ ริต ๑.๘ กรณีตัวอยา่ งผลทเ่ี กิดจากการทุจรติ คดที จุ รติ จดั ซอื้ รถและเรอื ดับเพลงิ ของกรงุ เทพมห�นคร แตเ่ ดมิ ภ�รกจิ ด�้ นก�รดบั เพลงิ เปน็ ภ�รกจิ ของต�ำ รวจดบั เพลงิ มฐี �นะเปน็ กองบงั คบั ก�รต�ำ รวจดบั เพลงิ ปฏบิ ตั ิง�นท�งด้�นปอ้ งกนั ระงับอคั คภี ัยและบรรเท�ส�ธ�รณภยั จนกระทงั่ ได้มีแนวคดิ ทจ่ี ะปรบั ปรุงโครงสร้�ง ของสำ�นักง�นตำ�รวจแห่งช�ติ ซึ่งเป็นหน่วยง�นต้นสังกัดของ กองบังคับก�รตำ�รวจดับเพลิง ให้มีขน�ดเล็กลง โดยมแี นวคดิ ทจ่ี ะโอนภ�รกจิ ทไ่ี มใ่ ชห่ น�้ ทข่ี องต�ำ รวจโดยตรงใหไ้ ปอยใู่ นคว�มรบั ผดิ ชอบของหนว่ ยง�นทม่ี หี น�้ ที่ รบั ผดิ ชอบโดยตรง ง�นด�้ นดบั เพลงิ และกภู้ ยั ถอื เปน็ ภ�รกจิ หนงึ่ ทมี่ ใิ ชห่ น�้ ทโี่ ดยตรงของส�ำ นกั ง�นต�ำ รวจแหง่ ช�ติ จงึ เห็นควรทจี่ ะโอนภ�รกจิ ดงั กล่�วใหก้ รงุ เทพมห�นครรบั ไปดำ�เนินก�ร โดยเมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ คณะรฐั มนตรี ไดม้ มี ตใิ ห้ส�ำ นกั ง�นตำ�รวจแห่งช�ติถ�่ ยโอนภ�รกิจป้องกนั และระงับอัคคีภยั ให้กรงุ เทพมห�นคร มสี ถ�นะเปน็ ส�ำ นัก ชือ่ ว่� สำ�นกั ป้องกันและบรรเท�ส�ธ�รณภัย คดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมห�นคร มีผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้�หน้�ที่ของรัฐและเอกชน โดยเอกชนทีเ่ ข้�ม�ท�ำ ธุรกิจก�รข�ยรถและเรอื ดบั เพลิง คอื บรษิ ัท ส. โดยเม่อื เดอื นตลุ �คม พ.ศ. ๒๕๔๖ บรษิ ัท สไตเออร์เดมเลอร์พุคสเปเชียลฟ�ห์รซอยก์ จำ�กัด ถูกบริษัท General Dynamics Worldwide Holdings, Inc. ของสหรัฐอเมรกิ �ซื้อกิจก�รทง้ั หมด แต่ยังคงเป็นบรษิ ทั ถกู ตอ้ งต�มกฎหม�ยของประเทศออสเตรีย บรษิ ทั สไตเออร์เดมเลอรพ์ คุ สเปเชียลฟ�ห์รซอยก์ จ�ำ กัด ว�่ จ้�งบรษิ ทั Somati Vehicle N.V. ของประเทศเบลเย่ยี ม เป็นผู้รับจ้�งจัดห� ผลิตและประกอบรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเท�ส�ธ�รณภัย (ยกเว้นเรือดับเพลิง) ให้กับ กรุงเทพมห�นครโดยไดร้ ับค่�จ้�งผลิตร�ว ๒๘ ล้�นยูโร หรอื ร�ว ๑,๔๐๐ ล�้ นบ�ท บริษทั สไตเออร์ฯ จึงไมใ่ ช่ ผู้ผลิตและประกอบสินค้�เพ่ือเสนอข�ยโดยตรง แต่เป็นเพียงน�ยหน้�และบริห�รจัดก�รในก�รจัดห�สินค้� ใหก้ ับกรงุ เทพมห�นครเท่�น้ัน หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปล่ียนแปลงส่สู ังคมทไ่ี ม่ทนตอ่ การทจุ ริต 45

ในชว่ งเดอื นมถิ นุ �ยน ๒๕๔๖ เอกอคั รร�ชทตู ออสเตรยี ประจ�ำ ประเทศไทยไดม้ หี นงั สอื ถงึ รฐั มนตรวี �่ ก�ร กระทรวงมห�ดไทยเสนอโครงก�รข�ยรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเท�ส�ธ�รณภัยของ บริษัท สไตเออร์เดม เลอร์พุคสเปเชียลฟ�ห์รซอยก์ จ�ำ กัด โดยเป็นข้อเสนอให้ดำ�เนนิ ก�รในลกั ษณะรฐั ตอ่ รัฐ และบรษิ ัท สไตเออรฯ์ ไดเ้ ชิญน�ย ป. รัฐมนตรชี ่วยว่�ก�รกระทรวงมห�ดไทยดงู �นโรงง�นผลติ ของบรษิ ัท MAN ซงึ่ ผลิตตวั รถดบั เพลิง ให ้ บริษัท สไตเออร์ฯ ท่ีประเทศออสเตรยี และเบลเยย่ี ม และน�ย ส. ผวู้ �่ ร�ชก�รกรุงเทพมห�นคร ไดอ้ นุมัติ โครงก�รจัดซ้ือครุภัณฑ์เพ่ือใช้ในกิจก�รดับเพลิง ต�มที่ พล.ต.ต. อ. ผู้อำ�นวยก�รสำ�นักป้องกันและบรรเท� ส�ธ�รณภัยกรุงเทพมห�นครเสนอ ได้แก่ รถดับเพลิงชนิดต่�ง ๆ และรถบรรทุกน้ำ�รวม ๓๑๕ คัน และเรือ ดบั เพลงิ ๓๐ ล�ำ ตลอดจนอุปกรณส์ �ธ�รณภัยอน่ื ๆ ซึ่งตรงกนั กบั ร�ยก�รในใบเสนอร�ค�ของบรษิ ัท สไตเออร์ฯ ผ�่ นเอกอคั รร�ชทตู ออสเตรยี จ�กนน้ั คณะรฐั มนตรมี มี ตอิ นมุ ตั ใิ นหลกั ก�รโดยมกี �รจดั ท�ำ A.O.U. (Agreement of Understanding) และข้อตกลงซ้ือข�ย (Purchase/Sale Agreement) โดยทูตพ�ณิชย์แห่งส�ธ�รณรัฐ ออสเตรียย่ืนร่�ง A.O.U.ให้แก่พล.ต.ต. อ. ซึ่งนำ�เสนอต่อน�ย ส. โดยตรงโดยไม่ผ่�นปลัดกรุงเทพมห�นคร น�ย ส. ลงน�มรบั ทร�บบนั ทกึ และเสนอตอ่ น�ย ภ. รฐั มนตรวี �่ ก�รกระทรวงมห�ดไทย และหลงั จ�กทไี่ ดม้ กี �รลงน�ม รว่ มกนั คณุ หญิง ณ. ปลดั กรุงเทพมห�นคร ไดส้ ง่ ร�่ งข้อตกลงซ้อื ข�ยย�นพ�หนะและอุปกรณ์ดับเพลิงระหว�่ ง กรงุ เทพมห�นครกบั บรษิ ทั สไตเออรฯ์ ใหส้ �ำ นกั ง�นอยั ก�รสงู สดุ ตรวจพจิ �รณ�ต�มขอ้ บญั ญตั กิ รงุ เทพมห�นคร เรือ่ งก�รพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๘ และคณะรฐั มนตรีได้มมี ติอนมุ ตั ิใหก้ ระทรวงมห�ดไทย (กรงุ เทพมห�นคร) ดำ�เนิน ก�รก่อหน้ผี ูกพันข้�มปีงบประม�ณโครงก�รจดั ซอื้ รถและเรอื ดับเพลิงในวงเงิน ๖,๖๘๗,๔๘๙,๐๐๐ บ�ท และ อนุมตั ิวงเงินเพิม่ เตมิ เพอ่ื เป็นค�่ ธรรมเนียมในก�รเปดิ Letter of Credit (L/C) อีกจำ�นวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บ�ท หรอื ต�มจ�ำ นวนทจ่ี �่ ยจรงิ รวมทงั้ ใหก้ ระทรวงพ�ณชิ ยเ์ รง่ รดั ด�ำ เนนิ ก�รเกยี่ วกบั ก�รค�้ ต�่ งตอบแทนต�มมตคิ ณะ รัฐมนตรเี ม่ือ ๒๐ กรกฎ�คม ๒๕๔๗ โดยใหเ้ น้นไกต่ ้มสกุ เปน็ สนิ ค้�ที่จะดำ�เนินก�รเป็นล�ำ ดับแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ไดม้ ีก�รเปลี่ยนแปลงผูว้ ่�ร�ชก�รกรงุ เทพมห�นครเป็นน�ย อ. และก่อนมอบหม�ย ง�นในหน้�ที่ให้กับผู้ว่�ร�ชก�รกรุงเทพมห�นครคนใหม่ น�ย ส. ซ่ึงเป็นผู้ว่�ร�ชก�รกรุงเทพมห�นครคนเดิม ไดม้ หี นังสอื ถงึ ผจู้ ัดก�รธน�ค�รกรงุ ไทย ขอเปิด L/C วงเงนิ ๑๓๓,๗๔๙,๗๘๐ ยูโรให้กับบรษิ ทั สไตเออร์ฯ โดย กรุงเทพมห�นครชำ�ระค่�ธรรมเนยี ม เป็นเงนิ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐บ�ท และมอบอำ�น�จให้พล.ต.ต. อ. ผ้อู �ำ นวยก�ร ส�ำ นกั ปอ้ งกันและบรรเท�ส�ธ�รณภยั กรุงเทพมห�นครเป็นผู้ดำ�เนนิ ก�รและลงน�ม ในป ี พ.ศ. ๒๕๔๘ คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ไดด้ �ำ เนนิ ก�รไตส่ วนก�รด�ำ เนนิ ก�รดงั กล�่ วของกรงุ เทพมห�นคร และยนื่ ฟอ้ งตอ่ ศ�ลฎกี �แผนกคดอี �ญ�ของผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ท�งก�รเมอื ง จ�กก�รกระท�ำ ดงั กล�่ วทเี่ กดิ ขนึ้ กอ่ ให้ เกดิ ผลกระทบทเี่ สยี ห�ยและรนุ แรง โดยร�ค�ของรถและเรอื ดบั เพลงิ ทก่ี รงุ เทพมห�นครซอื้ ม�นนั้ มรี �ค�ทสี่ งู ม�ก สง่ ผลใหร้ ฐั สญู เสยี งบประม�ณไปอย่�งน�่ เสยี ด�ย ซึ่งคว�มเสียห�ยท่เี กดิ ขึน้ มดี ังนี้ 46 หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผ้นู ำาการเปลีย่ นแปลงสู่สังคมทไ่ี ม่ทนต่อการทจุ รติ

ตารางท่ี ๓ เปรียบเทยี บราคาจากการจดั ซ้ือของกรมปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภยั เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๔๗ กบั กรงุ เทพมหานคร รถดบั เพลงิ ๔x๔ + สูบน้าำ แบกหาม ร�ยละเอยี ด คว�มแตกต�่ ง โครงประธ�นรถเครื่องยนต์ย่ีห้อมิตซูบิชิ ๒,๕๐๐ ซีซี ๔x๔ กรงุ เทพมห�นครซ้ือแพงกว�่ คนั ละ ๒,๑๕๔,๐๕๐ บ�ท ประกอบโดย บรษิ ทั ก�ญจน�อิควิปเม้นท์ จ�ำ กัด รวม ๗๒ คนั เปน็ เงนิ แพงกว�่ ๑๕๔,๘๗๕,๖๐๐ บ�ท เครอื่ งดบั เพลิงชนิดห�บห�มจ�กญ่ปี ุ่น รถดบั เพลิง + บนั ได ๑๓ เมตร ร�ยละเอยี ด คว�มแตกต่�ง โครงประธ�นรถผลติ ภณั ฑฟ์ นิ แลนด ์ ซอื้ จ�ก บริษทั เชส เอน็ กรงุ เทพมห�นครซือ้ แพงกว่� คนั ละ ๑๗,๑๔๓,๒๐๐ บ�ท เตอร์ไพรส์ (สย�ม) จำ�กัดม�ตรฐ�นใกล้เคียงกันเครื่องสูบนำ้� รวม ๙ คนั เป็นเงนิ แพงกว่� ๑๕๔,๘๗๕,๖๐๐ บ�ท สมรรถนะสูงกว�่ รถดับเพลิง ๒,๐๐๐ ลิตร ร�ยละเอยี ด คว�มแตกต่�ง ซอื้ จ�ก บรษิ ัท ตรเี พชรอีซูซเุ ซลส์ กรงุ เทพมห�นครซือ้ แพงกว่� คนั ละ ๑๕,๔๕๕,๓๗๐ บ�ท รวม ๑๔๔ คนั เป็นเงิน แพงกว�่ ๒,๒๒๕,๕๗๓,๒๘๐ บ�ท รถถังนำา้ ๒๐,๐๐๐ ลิตร ร�ยละเอียด คว�มแตกต่�ง ขน�ด ๑๐,๐๐๐ ลิตรซ้ือจ�ก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส กรุงเทพมห�นครซื้อแพงกว�่ คนั ละ ๑๕,๑๘๙,๑๐๐ บ�ท (ประเทศไทย) จำ�กัด รวม ๗๒ คนั เปน็ เงนิ แพงกว�่ ๑,๐๙๓,๖๑๕,๒๐๐ บ�ท รถไฟฟ้าส่องสวา่ ง ๓๐ KVA ร�ยละเอียด คว�มแตกต่�ง ซื้อจ�ก บรษิ ัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำ�กดั กรงุ เทพมห�นครซ้ือแพงกว่� คันละ ๕๖,๕๗๗,๒๕๐ บ�ท รวม ๗ คัน เปน็ เงนิ แพงกว�่ ๓๙๖,๐๔๐,๗๕๐ บ�ท ตารางที่ ๔ เปรยี บเทียบขอ้ มลู และราคาเรือดับเพลิง ขอ้ มูลเรือดับเพลงิ บริษัท สไตเออร์เดมเลอร์พุคสเปเชียลฟ�ห์รซอยก์ จำ�กัด บริษัท สไตเออร์เดมเลอร์พุคสเปเชียลฟ�ห์รซอยก์ จำ�กัด ซื้อเรือดับเพลงิ จ�ก บริษัท ซีทโบ๊ต จำ�กัด ผลติ และประกอบ ข�ยให้ กรุงเทพมห�นคร ร�ค�ลำ�ละ ๒๕,๔๖๒,๑๐๐ บ�ท ทเี่ มอื งพัทย� ร�ค�ล�ำ ละ ๑๔,๓๐๐,๐๐๐ บ�ท จ�กต�ร�งข้�งต้น แสดงให้เหน็ ถึงคว�มเสียห�ยทเ่ี กิดขน้ึ จ�กก�รทจุ รติ คว�มเสยี ห�ยทเี่ กิดข้นึ นอกจ�ก จะส�ม�รถแสดงเป็นตวั เลขใหไ้ ดเ้ หน็ ว่�สูญเสียงบประม�ณจ�ำ นวนเท่�ไร แตก่ �รสูญเสียดังกล่�วแทนท่ีรัฐ และ ประช�ชนจะได้ใช้ประโยชน์จ�กรถและเรือดับเพลิง ซึ่งถือเป็นสิ่งจำ�เป็นท่ีช่วยในก�รป้องกันและบรรเท� ส�ธ�รณภยั โดยเฉพ�ะอคั คภี ยั ไดเ้ ปน็ อย�่ งด ี แตเ่ มอื่ มกี �รทจุ รติ แลว้ ยงั สง่ ผลใหไ้ มส่ �ม�รถน�ำ รถและเรอื ดบั เพลงิ ม�ใช้ง�นได้ เท�่ กบั ว่�สูญเสียงบประม�ณแลว้ ยงั ไมส่ �ม�รถน�ำ ส่งิ เหล่�น้มี �ใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ กี หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผนู้ าำ การเปล่ียนแปลงส่สู งั คมทไี่ ม่ทนตอ่ การทุจรติ 47

๒. ความอายตอ่ การทุจริต แนวคิดเกยี่ วกบั ความอายต่อการทุจริต พจน�นุกรมร�ชบัณฑิตยสถ�น ให้คว�มหม�ยของคำ�ว่�ละอ�ย หม�ยถึง ก�รรู้สึกอ�ยที่จะทำ�ในสิ่งที่ ไม่ถกู ไม่ควร เช่น ละอ�ยทีจ่ ะทำ�ผดิ ละอ�ยใจ คว�มละอ�ย เป็นคว�มละอ�ยและคว�มเกรงกลัวต่อสงิ่ ที่ไมด่ ี ไม่ถูกต้อง ไม่เหม�ะสม เพร�ะเหน็ ถงึ โทษ หรอื ผลกระทบที่จะไดร้ ับจ�กก�รกระทำ�นั้น จงึ ไม่กล�้ ทจี่ ะกระทำ� ท�ำ ให้ตนเองไม่หลงทำ�ในสง่ิ ท่ผี ิด นัน่ คอื มคี ว�มละอ�ยใจ ละอ�ยต่อก�รท�ำ ผดิ ลกั ษณะของความละอายต่อการทจุ รติ ลักษณะของคว�มละอ�ยส�ม�รถแบ่งได้ ๒ ระดับ คือ คว�มละอ�ยระดับต้น หม�ยถึง คว�มละอ�ย ไมก่ ล�้ ทจ่ี ะท�ำ ในสง่ิ ทผ่ี ดิ เนอื่ งจ�กกลวั ว�่ เมอื่ ตนเองไดท้ �ำ ลงไปแลว้ จะมคี นรบั ร ู้ ห�กถกู จบั ไดจ้ ะไดร้ บั ก�รลงโทษ หรอื ไดร้ ับคว�มเดอื ดรอ้ นจ�กส่งิ ที่ตนเองได้ท�ำ ลงไป จึงไม่กล�้ ที่จะกระทำ�ผดิ และในระดบั ท่สี องเปน็ ระดบั ทสี่ งู คือ แม้ว่�จะไม่มีใครรับรู้หรือเห็นในส่ิงท่ีตนเองได้ทำ�ลงไป ก็ไม่กล้�ท่ีจะทำ�ผิด เพร�ะนอกจ�กตนเองจะได้รับ ผลกระทบแลว้ ครอบครวั สงั คมกจ็ ะไดร้ บั ผลกระทบต�มไปดว้ ย ทงั้ ชอื่ เสยี งของตนเองและครอบครวั กจ็ ะเสอื่ มเสยี บ�งคร้ังก�รทุจริตบ�งเรื่องเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ก�รลอกข้อสอบ อ�จจะไม่มีใครใส่ใจหรือสังเกตเห็น แต่ห�กเปน็ คว�มละอ�ยขั้นสูงแลว้ บุคคลน้นั กจ็ ะไมก่ ล�้ ท�ำ ๓. ความไมท่ นต่อการทจุ รติ ๓.๑ ความเปน็ พลเมอื ง คำ�ว่� “พลเมือง” มีนักวชิ �ก�รให้คว�มหม�ย สรปุ ได้พอสงั เขป พจน�นุกรมนกั เรยี นฉบับร�ชบัณฑติ ยสถ�น ให้คว�มหม�ย “พลเมือง” หม�ยถึง ช�วเมอื ง ช�วประเทศ ประช�ชน “วถิ ”ี หม�ยถึง ส�ย แนว ท�ง ถนน และ “ประช�ธปิ ไตย” หม�ยถงึ แบบก�รปกครองท่ีถือมติ ปวงชนเปน็ ใหญ่ ดงั นั้น ค�ำ ว่� “พลเมอื งดใี นวถิ ปี ระช�ธปิ ไตย” จึงหม�ยถงึ พลเมืองที่มีคุณลกั ษณะท่สี �ำ คญั คือ เป็นผทู้ ่ียึดมั่นในหลักศลี ธรรมและคุณธรรมของศ�สน� มีหลกั ก�รท�งประช�ธิปไตยในก�รดำ�รงชีวิตปฏบิ ัตติ น ต�มกฎหม�ยด�ำ รงตนเปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม โดยมกี �รชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู กนั อนั จะกอ่ ใหเ้ กดิ ก�รพฒั น�สงั คมและ ประเทศช�ต ิ ให้เป็นสังคมและประเทศประช�ธิปไตยอย�่ งแทจ้ ริง วร�ภรณ ์ ส�มโกเศศ อธบิ �ยว�่ คว�มเปน็ พลเมอื ง หม�ยถงึ ก�รเปน็ คนทร่ี บั ผดิ ชอบไดด้ ว้ ยตนเองมคี ว�ม ส�ำ นึกในสนั ตวิ ธิ ี มีก�รยอมรับคว�มคดิ เห็นของผู้อนื่ ปริญญ� เทว�นฤมติ รกุล กล�่ วว่� คว�มเป็นพลเมืองของระบอบประช�ธปิ ไตย หม�ยถึง ก�รที่สม�ชิก มีอิสรภ�พ ควบคกู่ ับคว�มรบั ผิดชอบ และมอี สิ รเสรภี �พควบคู่กับ “หน�้ ท่ ี ” จ�กคว�มหม�ยของนักวชิ �ต่�ง ๆ พอสรุปไดว้ �่ “พลเมอื ง” หม�ยถงึ ประช�ชนที่นอกจ�กเสยี ภ�ษแี ละ ปฏิบัติต�มกฎหม�ยบ้�นเมืองแล้ว ยังต้องมีบทบ�ทในท�งก�รเมือง คือ อย่�งน้อยมีสิทธิไปเลือกตั้ง แต่ย่ิงไป กว�่ น้ัน คอื มสี ทิ ธใิ นก�รแสดงคว�มคิดเห็นต่�ง ๆ ต่อท�งก�รหรือรฐั ได ้ ท้ังยังมสี ิทธเิ ข�้ รว่ มในกจิ กรรมต่�ง ๆ กบั รฐั และอ�จเปน็ ฝ�่ ยรกุ เพอื่ เรยี กรอ้ งกฎหม�ย นโยบ�ยและกจิ กรรมของรฐั ต�มทเ่ี หน็ พอ้ ง พลเมอื งนนั้ จะเปน็ คนที่ร้สู ึกเป็นเจ�้ ของในส่งิ ส�ธ�รณะ มีคว�มกระตอื รือร้นอย�กมีส่วนรว่ ม เอ�ใจใสก่ �รท�ำ ง�นของรัฐ และเปน็ ประช�ชนที่ส�ม�รถแกไ้ ขปญั ห�สว่ นรวมได้ในระดบั หน่งึ โดยไม่ต้องรอใหร้ ัฐม�แกไ้ ขใหเ้ ท่�น้นั 48 หลักสูตรสร้างวิทยากรผนู้ าำ การเปลยี่ นแปลงสสู่ ังคมทไ่ี ม่ทนต่อการทุจริต

๓.๒ แนวคิดเก่ียวกับความไมท่ นตอ่ การทุจริต พจน�นุกรมร�ชบณั ฑติ ยสถ�น ใหค้ ว�มหม�ยของค�ำ ว่� “ทน” หม�ยถงึ ก�รอดกล้นั ได ้ ท�นอยู่ได ้ เช่น ทนด�่ ทนทกุ ข ์ ทนหน�ว ไมแ่ ตกหักหรอื บุบสล�ยง�่ ย คว�มอดทน คอื ก�รรจู้ กั รอคอยและค�ดหวงั เปน็ ก�รแสดงใหเ้ หน็ ถงึ คว�มมน่ั คง แนว่ แนต่ อ่ สงิ่ ทรี่ อคอย หรอื สงิ่ ท่จี งู ใจให้กระท�ำ ในสิง่ ทไี่ ม่ดี ไม่ทน หม�ยถงึ ไมอ่ ดกลน้ั ไมอ่ ดทน ไมย่ อม ดงั นนั้ คว�มไมท่ น หม�ยถงึ ก�รแสดงออกตอ่ ก�รกระท�ำ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ตนเอง บคุ คลทเ่ี กยี่ วขอ้ งหรอื สงั คม ในลักษณะทีไ่ มย่ นิ ยอม ไมย่ อมรบั ในส่งิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ คว�มไมท่ นส�ม�รถแสดงออกไดห้ ล�ยลักษณะ ท้งั ในรูปแบบ ของกริย�ท�่ ท�งหรอื ค�ำ พูด คว�มไมท่ นต่อก�รทุจริตหรือก�รกระทำ�ทไ่ี ม่ถกู ต้อง ตอ้ งมีก�รแสดงออกอย่�งใดอย�่ งหนงึ่ เกดิ ขึน้ เช่น ก�รแซงคิวเพือ่ ซ้ือของ ก�รแซงคิวเปน็ ก�รกระทำ�ทไ่ี มถ่ กู ต้อง ผถู้ ูกแซงคิวจึงต้องแสดงออกใหผ้ ู้ทแ่ี ซงคิวรบั รู้ว่� ตนเองไม่พอใจ โดยแสดงกิริย�หรือบอกกล่�วให้ทร�บ เพื่อให้ผู้ท่ีแซงคิวยอมท่ีจะต่อท้�ยแถว กรณีน้ีแสดงให้ เหน็ ว�่ ผทู้ ถ่ี กู แซงควิ ไมท่ นตอ่ ก�รกระท�ำ ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง และห�กผทู้ แี่ ซงควิ ไปตอ่ แถวกจ็ ะแสดงใหเ้ หน็ ว�่ บคุ คลนน้ั มคี ว�มละอ�ยตอ่ ก�รกระทำ�ทไี่ ม่ถูกต้อง เปน็ ตน้ คว�มไมท่ นตอ่ ก�รทุจริต บุคคลจะมีคว�มไมท่ นตอ่ ก�รทจุ ริตม�ก-น้อย เพยี งใด ข้นึ อย่กู ับจติ ส�ำ นกึ ของ แตล่ ะบคุ คลและผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ จ�กก�รกระท�ำ นนั้ ๆ แลว้ มพี ฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกม� ซงึ่ ก�รแสดงกรยิ �หรอื ก�รกระท�ำ จะมหี ล�ยระดบั เชน่ ก�รว�่ กล�่ วตกั เตอื น ก�รประก�ศใหส้ �ธ�รณชนรบั ร ู้ ก�รแจง้ เบ�ะแส ก�รรอ้ งทกุ ข์ กล่�วโทษ ก�รชุมนุมประท้วงซ่ึงเป็นขั้นตอนสุดท้�ยที่รุนแรงที่สุด เนื่องจ�กมีก�รรวมตัวของคนจำ�นวนม�ก และสร้�งคว�มเสยี ห�ยอย่�งม�กเช่นกัน คว�มไม่ทนของบุคคลต่อสิ่งต่�ง ๆ รอบตัวท่ีส่งผลในท�งไม่ดีต่อตนเองโดยตรง ส�ม�รถพบเห็นได้ง่�ย ซ่ึงปกติแล้วทุกคนมักจะไม่ทนต่อสภ�วะ สภ�พแวดล้อมท่ีไม่ดีและส่งผลกระทบต่อตนเองแล้ว มักจะแสดง ปฏกิ ริ ยิ �ออกม� แตก่ �รทบ่ี คุ คลจะไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ และแสดงปฏกิ ริ ยิ �ออกม�นนั้ อ�จเปน็ เรอื่ งย�ก เนอื่ งจ�ก ปัจจุบันสังคมไทยมีแนวโน้มยอมรับก�รทุจริต เพ่ือให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือให้ง�นส�ม�รถดำ�เนินต่อไปสู่ คว�มส�ำ เรจ็ ซง่ึ ก�รยอมรบั ก�รทจุ รติ ในสงั คมไมเ่ วน้ แมแ้ ตเ่ ดก็ และเย�วชน มองว�่ ก�รทจุ รติ เปน็ เรอ่ื งไกลตวั และ ไม่มีผลกระทบกบั ตนเองโดยตรง ๓.๓ ลักษณะของความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต คว�มไม่ทนต่อก�รทุจริต จ�กคว�มหม�ยท่ีได้กล่�วม�แล้ว คือ เป็นก�รแสดงออกอย่�งใดอย่�งหน่ึง เกดิ ขนึ้ เพอ่ื ใหร้ บั รวู้ �่ จะไมท่ นตอ่ บคุ คลหรอื ก�รกระท�ำ ใด ๆ ทท่ี �ำ ใหเ้ กดิ ก�รทจุ รติ คว�มไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ ส�ม�รถ แบง่ ระดับต่�ง ๆ ไดม้ �กกว่�คว�มละอ�ย ใช้เกณฑค์ ว�มรนุ แรงในก�รแบ่งแยก เชน่ ห�กเพือ่ นลอกข้อสอบเร� และเร�เห็นซึ่งเร�จะไม่ยินยอมให้เพื่อนทุจริตในก�รลอกข้อสอบ เร�ก็ใช้มือหรือกระด�ษม�บังส่วนท่ีเป็น ค�ำ ตอบไว้ เช่นนี้ก็เป็นก�รแสดงออกถึงก�รไม่ทนตอ่ ก�รทุจรติ นอกจ�กก�รแสดงออกด้วยวิธีดังกล�่ วทีถ่ ือเปน็ ก�รแสดงออกท�งก�ยแลว้ ก�รว�่ กล�่ วตกั เตอื นตอ่ บคุ คลทท่ี จุ รติ ก�รประณ�ม ก�รประจ�น ก�รชมุ นมุ ประทว้ ง ถอื ว�่ เปน็ ก�รแสดงออกซงึ่ ก�รไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ ทง้ั สน้ิ แตจ่ ะแตกต�่ งกนั ไปต�มระดบั ของก�รทจุ รติ คว�มตนื่ ตวั ของประช�ชน และผลกระทบท่ีเกดิ ข้ึนจ�กก�รทุจรติ โดยท้�ยบทนีไ้ ดย้ กตวั อย่�งกรณศี ึกษ�ท่มี สี �เหตุม�จ�ก ก�รทุจรติ ท�ำ ใหป้ ระช�ชนไม่พอใจและรวมตัวตอ่ ต�้ น หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผ้นู าำ การเปล่ยี นแปลงสสู่ ังคมทไี่ มท่ นต่อการทุจริต 49

คว�มจำ�เป็นของก�รที่ไม่ทนต่อก�รทุจริตถือเป็นสิ่งสำ�คัญ เพร�ะก�รทุจริตไม่ว่�ระดับเล็กหรือใหญ่ ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ คว�มเสยี ห�ยตอ่ สงั คม ประเทศช�ต ิ ดงั เชน่ ตวั อย�่ งคดรี ถและเรอื ดบั เพลงิ ของกรงุ เทพมห�นคร ผลของ ก�รทจุ รติ สร�้ งคว�มเสยี ห�ยไวอ้ ย�่ งม�ก รถและเรอื ดบั เพลงิ กไ็ มส่ �ม�รถน�ำ ม�ใชไ้ ด ้ รฐั ตอ้ งสญู เสยี งบประม�ณ ไปโดยเปล่�ประโยชน์ และประช�ชนเองก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน ห�กเกิดเพลิงไหม้พร้อมกันหล�ยแห่ง รถ เรอื และอปุ กรณด์ บั เพลงิ จะไมม่ ไี มเ่ พยี งพอทจี่ ะดบั ไฟไดท้ นั เวล� เพยี งแคค่ ดิ จ�กมลู ค�่ คว�มเสยี ห�ยทร่ี ฐั สญู เสยี งบประม�ณไปยงั ไมไ่ ดค้ ดิ ถงึ คว�มเสยี ห�ยทเี่ กดิ จ�กคว�มเดอื ดรอ้ นห�กเกดิ เพลงไหมแ้ ลว้ ถอื เปน็ คว�มเสยี ห�ย ทสี่ งู ม�ก ดงั นนั้ ห�กยงั มกี �รปลอ่ ยใหม้ กี �รทจุ รติ ยนิ ยอมใหม้ กี �รทจุ รติ โดยเหน็ ว�่ เปน็ เรอื่ งของคนอนื่ เปน็ เรอ่ื ง ของเจ้�หน้�ท่ีรัฐ ไม่เก่ียวข้องกับตนเองแล้ว สุดท้�ยคว�มสูญเสียที่จะได้รับตนเองก็ยังคงที่จะได้รับผลน้ันอยู่ แมไ้ ม่ใช่ท�งตรงก็เปน็ ท�งออ้ ม ๔. ตวั อยา่ งความอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริต ก�รทุจรติ มีผลกระทบตอ่ ก�รพัฒน�ประเทศ ท�ำ ให้เกิดคว�มเสียห�ยอย่�งม�กในด�้ นต่�ง ๆ ห�กนำ�เอ� เงนิ ทที่ จุ รติ ม�พฒั น�ในสว่ นอน่ื คว�มเจรญิ หรอื ก�รไดร้ บั โอก�สของผทู้ ดี่ อ้ ยโอก�สกจ็ ะมมี �กขนึ้ คว�มเหลอื่ มล�้ำ ท�งด้�นโอก�ส ท�งด้�นสังคม ท�งด้�นก�รศึกษ� ฯลฯ ของประช�ชนในประเทศก็จะลดน้อยลง ดังที่เห็น ในปัจจุบนั ว่�คว�มเจรญิ ต�่ ง ๆ มกั อยกู่ บั คนในเมืองม�กกว่�ชนบท ท้งั ๆ ที่คนชนบทกค็ ือประช�ชนสว่ นหนึ่งของ ประเทศ แตเ่ พร�ะอะไรท�ำ ไมประช�ชนเหล�่ นนั้ ถงึ ไมไ่ ดร้ บั โอก�สใหท้ ดั เทยี มหรอื ใกลเ้ คยี งกบั คนในเมอื ง ปจั จยั หนึ่งคือก�รทุจริต ส�เหตุก�รเกิดทุจริตมีหล�ยประก�รต�มท่ีกล่�วม�แล้วข้�งต้น แต่ทำ�อย่�งไรถึงทำ�ให้มีก�ร ทจุ รติ ไดม้ �ก อย�่ งหนง่ึ คอื ก�รลงทนุ เมอ่ื มกี �รลงทนุ กย็ อ่ มมงี บประม�ณ เมอ่ื มงี บประม�ณกเ็ ปน็ ส�เหตใุ หบ้ คุ คล ทคี่ ดิ จะทจุ รติ ส�ม�รถห�ชอ่ งท�งดงั กล�่ วในท�งทจุ รติ ได ้ แมว้ �่ ประเทศไทยจะมกี ฎหม�ยหล�ยฉบบั เพอ่ื ปอ้ งกนั ก�รทจุ รติ ปร�บปร�มก�รทจุ รติ แตน่ น่ั กค็ อื ตวั หนงั สอื ทไ่ี ดเ้ ขยี นเอ�ไว ้ แตก่ �รบงั คบั ใชย้ งั ไมจ่ รงิ จงั เท�่ ทค่ี วร และ ยงิ่ ไปกว�่ นน้ั ห�กประช�ชนเหน็ ว�่ เรอื่ งดงั กล�่ วไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ตนเองกม็ กั จะไมอ่ ย�กเข�้ ไปเกยี่ วขอ้ ง เนอื่ งจ�ก ตนเองกไ็ มไ่ ดร้ บั ผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ แตก่ �รคดิ ดงั กล�่ วเปน็ สง่ิ ทผ่ี ดิ เนอ่ื งจ�กว�่ ตนเองอ�จจะไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบ โดยตรงตอ่ ก�รท่ีมีคนทุจริต แตโ่ ดยอ้อมแล้วถอื ว่�ใช่ เชน่ เมือ่ มกี �รทุจรติ ม�ก งบประม�ณของประเทศที่จะใช้ พัฒน�หรือลงทุนก็น้อย อ�จสง่ ผลใหป้ ระเทศไม่ส�ม�รถจ�้ งแรงง�นหรอื ลงทนุ ได้ คว�มเสียห�ยที่เกดิ จ�กก�รทจุ ริต ห�กเป็นก�รทจุ รติ ในโครงก�รใหญ่ ๆ แลว้ ปริม�ณเงนิ ท่ที จุ รติ ยอ่ มมี ม�ก คว�มเสียห�ยก็ย่อมมีม�กต�มไปด้วย โดยในบทน้ีได้ยกกรณีตัวอย่�งท่ีเกิดข้ึนจ�กก�รทุจริตไว้ในท้�ยบท ซึ่งจะเห็นได้ว่�คว�มเสียห�ยท่ีเกิดข้ึนนั้นมีมูลค่�ม�กม�ย และนี้เป็นเพียงโครงก�รเดียวเท่�นั้น ห�กรวมเอ� ก�รทจุ รติ หล�ย ๆ โครงก�ร หล�ย ๆ กรณีเข�้ ด้วยกนั จะพบว�่ คว�มเสยี ห�ยทเี่ กิดขึ้นม�น้ันม�กม�ยมห�ศ�ล ดังนั้น เม่ือเป็นเช่นนี้แล้ว ประช�ชนจะต้องมีคว�มต่ืนตัวในก�รท่ีจะร่วมมือในก�รป้องกันและปร�บปร�ม ก�รทุจริต ก�รร่วมมือกันในก�รเฝ้�ระวังเหตุก�รณ์ สถ�นก�รณ์ท่ีอ�จเกิดก�รทุจริตได้ เม่ือประช�ชนรวมถึง ภ�คเอกชน ภ�คธรุ กจิ มคี ว�มตน่ื ตวั ทจ่ี ะรว่ มมอื กนั ในก�รแกไ้ ขปญั ห�ดงั กล�่ ว ปญั ห�ก�รทจุ รติ จะถอื เปน็ ปญั ห� เพียงเล็กน้อยของประเทศไทย เพร�ะไม่ว่�จะทำ�อย่�งไรก็จะมีก�รสอดส่อง ติดต�ม เฝ้�ระวังเร่ืองก�รทุจริต อย่�งต่อเนื่อง ดังนั้นแล้วส่ิงสำ�คัญสิ่งแรกท่ีจะต้องสร้�งให้เกิดขึ้น คือ คว�มตระหนักรู้ถึงผลเสียที่เกิดข้ึนจ�ก ก�รทุจริต สร้�งใหเ้ กิดคว�มตื่นตัวต่อก�รปร�บปร�บก�รทุจริต ก�รไม่ทนต่อก�รทุจรติ ให้เกิดขนึ้ ในสงั คมไทย 50 หลักสตู รสรา้ งวิทยากรผนู้ ำาการเปลีย่ นแปลงส่สู ังคมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต

เมอ่ื ประช�ชนในประเทศมีคว�มตน่ื ตวั ที่ว่� “ไม่ทนตอ่ ก�รทจุ ริต” แล้ว จะทำ�ใหเ้ กดิ กระแสก�รตอ่ ต�้ น ต่อก�รกระทำ�ทุจริต และคนท่ีทำ�ทุจริตก็จะเกิดคว�มละอ�ยไม่กล้�ท่ีจะทำ�ทุจริตต่อไป เช่น ห�กพบเห็นว่�มี ก�รทุจริตเกิดขึ้นอ�จมีก�รบันทึกเหตุก�รณ์หรือลักษณะก�รกระทำ� แล้วแจ้งข้อมูลเหล่�นั้นไปยังหน่วยง�น หรอื สอื่ มวลชนเพอ่ื รว่ มกนั ตรวจสอบก�รกระท�ำ ทเ่ี กดิ ขน้ึ และยง่ิ ในปจั จบุ นั เปน็ สงั คมสมยั ใหม ่ และก�ำ ลงั เดนิ หน�้ ประเทศไทยก้�วสู่ยคุ ไทยแลนด์ ๔.๐ แต่ก�รจะเป็น ๔.๐ ใหส้ มบรู ณ์แบบได้นน้ั ปัญห�ก�รทุจริตจะต้องลดน้อย ลงไปด้วย เมื่อประช�ชนมีคว�มตื่นตัวต่อก�รที่ไม่ทนต่อก�รทุจริตแล้ว ผลที่เกิดข้ึนจะเป็นอย่�งไร ตัวอย่�ง ทจ่ี ะน�ำ ม�กล�่ วถงึ ตอ่ ไปนเี้ ปน็ กรณที เ่ี กดิ ขนึ้ ในต�่ งประเทศ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ คว�มไมท่ นตอ่ ก�รทจุ รติ ทป่ี ระช�ชน ได้ลุกข้นึ ม�ต่อส ู้ ต่อต�้ นต่อนกั ก�รเมอื งท่ีท�ำ ทจุ ริต จนนำ�ในท่สี ุดนกั ก�รเมอื งเหล�่ น้ันหมดอ�ำ น�จท�งก�รเมือง และไดร้ บั บทลงโทษท้ังท�งสังคมและท�งกฎหม�ย ดงั น้ี ๑. ประเทศเกาหลใี ต้ เก�หลใี ตถ้ อื เปน็ ประเทศหนง่ึ ทปี่ ระสบคว�มส�ำ เรจ็ ในด�้ นของก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�ม ก�รทจุ ริต แตก่ ย็ ังคงมปี ัญห�ก�รทจุ ริตเกดิ ขึ้นอยู่บ้�ง เชน่ เมื่อป ี พ.ศ. ๒๕๕๙ มขี �่ วกรณขี องประธ�น�ธิบดถี กู ปลดออกจ�กตำ�แหน่งเพร�ะเข้�ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในก�ร เอ้ือประโยชน์ให้พวกพ้อง โดยก�รถูกกล่�วห�ว่�ให้เพื่อน สนิทของครอบครัวเข้�ม�แทรกแซงก�รบริห�รประเทศ รวมถึงใช้คว�มสัมพันธ์ท่ีใกล้ชิดกับประธ�น�ธิบดีแสวงห� ประโยชน์ส่วนตัว ผลท่ีเกิดข้ึนคือถูกดำ�เนินคดีและต้ัง ขอ้ ห�ว�่ พัวพนั ก�รทจุ รติ และใช้อ�ำ น�จหน้�ที่ในท�งมชิ อบเพอ่ื เอ้ือผล ประโยชนใ์ ห้แก่พวกพ้อง กรณที เ่ี กิดขึ้นน้ี ประช�ชนเก�หลีใต้ได้มีก�รรวมตัวกันประท้วงกว่�พันคนเรียกร้องให้ประธ�น�ธิบดีคนดังกล่�วล�ออกจ�ก ตำ�แหน่งหลังมเี หตอุ ้อื ฉ�วท�งก�รเมือง อีกกรณีท่ีจะกล่�วถึงเพ่ือเป็นตัวอย่�งก�รต่อต้�น ก�รกระท�ำ ทีไ่ ม่ถกู ต้อง คือ ก�รทน่ี กั ศกึ ษ�คนหนงึ่ ไดเ้ ข้�เรยี น ในมห�วิทย�ลัยทั้งที่ผลคะแนนท่ีเรียนม�น้ันไม่ได้สูง และ ก�รที่คุณสมบัติของนักศึกษ�ดังกล่�วมีคุณสมบัติไม่ตรงกับ ก�รคัดเลือกโควต�นักกีฬ�ที่กำ�หนดไว้ว่�จะต้องผ่�นก�ร แข่งขันประเภทเด่ียว แต่นักศึกษ�คนดังกล่�วผ่�นก�รแข่งขัน ประเภททีม เท�่ กบั ว่�คณุ สมบัติไมถ่ ูกตอ้ งแต่ไดร้ ับเข้�เรียนใน มห�วิทย�ลัยดังกล่�ว ก�รกระทำ�เช่นน้ีจึงเป็นส�เหตุหน่ึงของ ก�รน�ำ ไปส่กู �รประทว้ ง ตอ่ ต้�นจ�กนกั ศึกษ�และอ�จ�รย์ของ มห�วิทย�ลัยดังกล่�ว ซ่ึงท�งมห�วิทย�ลัยก็ไม่ส�ม�รถให้ คำ�ตอบที่ชดั เจนแกก่ ลุ่มผู้ประท้วงได ้ จนในที่สุด ประธ�นของมห�วิทย�ลัยดังกล่�วจึง ล�ออกจ�กต�ำ แหนง่ หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปลย่ี นแปลงสู่สังคมท่ไี มท่ นตอ่ การทจุ ริต 51

๒. ประเทศบราซิล ปล�ยปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ประช�ชนในประเทศบร�ซิลได้มีก�รชุมนุมประท้วงก�ร ทุจริตที่เกิดขึ้น เป็นก�รแสดงออกถึงคว�มไม่พอใจต่อ วัฒนธรรม ก�รโกงของระบบร�ชก�รของประเทศ โดยมี ประช�ชนจ�ำ นวนหล�ยหมน่ื คนเข�้ รว่ มก�รชมุ นมุ ในครง้ั นี้ และมกี �รแสดงภ�พหนเู พอ่ื เปน็ สญั ลกั ษณใ์ นก�รประณ�ม ต่อนักก�รเมืองท่ีทุจริต ก�รประท้วงดังกล่�วยังถือว่�มี ขน�ดเลก็ กว�่ ครงั้ กอ่ น เพร�ะทผ่ี �่ นม�ไดม้ กี �รทจุ รติ เกดิ ขน้ึ และมีก�รประท้วง จนในที่สุดประธ�น�ธิบดีได้ถูกปลด จ�กต�ำ แหนง่ เนอ่ื งจ�กก�รกระท�ำ ทล่ี ะเมดิ ตอ่ กฎระเบยี บ เรื่องงบประม�ณ จ�กตัวอย่�งข้�งต้นแสดงให้เห็นถึงคว�มตื่นตัวของประช�ชนที่ออกม�ต่อต้�นต่อก�รทุจริต ไม่ว่�จะ เป็นก�รทจุ รติ ในระดับหน่วยเลก็ ๆ หรอื ระดับประเทศ เปน็ ก�รแสดงออกซง่ึ ก�รไม่ทนตอ่ ก�รทุจริต ก�รไมท่ น ต่อก�รทุจริตส�ม�รถแสดงออกม�ได้หล�ยระดับตั้งแต่ก�รเห็นคนที่ทำ�ทุจริตแล้วตนเองรู้สึกไม่พอใจ มีก�รส่ง เรอื่ งตรวจสอบ รอ้ งเรยี น และในทสี่ ดุ คอื ก�รชมุ นมุ ประทว้ ง ต�มตวั อย�่ งทไ่ี ดน้ �ำ ม�แสดงใหเ้ หน็ ข�้ งตน้ ตร�บใด ท่ีส�ม�รถสร้�งให้สังคมไม่ทนต่อก�รทุจริตได้ เม่ือน้ันปัญห�ก�รทุจริตก็จะลดน้อยลง แต่ห�กจะให้เกิดผลดี ย่ิงขนึ้ จะต้องสร�้ งใหเ้ กิดคว�มละอ�ยตอ่ ก�รทุจรติ ไม่กล�้ ท่จี ะท�ำ ทุจริต โดยนำ�เอ�หลกั ธรรมท�งศ�สน�ม�เป็น เคร่ืองมือในก�รส่ังสอน อบรม ในขณะเดียวกันห�กมีก�รทุจริตเกิดขึ้นกระบวนก�รในก�รแสดงออกต่อก�ร ไม่ทนตอ่ ก�รทจุ รติ จะตอ้ งเกดิ ขึ้น และมีก�รเปดิ เผยช่อื บคุ คลทที่ จุ รติ ให้กบั ส�ธ�รณะชนไดร้ ับทร�บอย่�งทัว่ ถงึ เมื่อสังคมมีทั้งกระบวนก�รในก�รป้องกันก�รทุจริต ก�รปร�บปร�มก�รทุจริตท่ีดี รวมถึงก�รสร้�งให้สังคม เปน็ สังคมท่ีไม่ทนตอ่ ก�รทจุ รติ มีคว�มละอ�ยต่อก�รท�ำ ทจุ รติ แล้ว ปญั ห�ก�รทุจริตจะลดน้อยลง ประเทศช�ติ จะส�ม�รถพฒั น�ไดม้ �กขน้ึ ส�ำ หรบั ระดบั ก�รทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ไมว่ �่ จะเปน็ ในระดบั ใดลว้ นแลว้ แตส่ ง่ ผลกระทบตอ่ สงั คมและประเทศช�ติ ทงั้ ส้นิ บ�งครัง้ ก�รทจุ ริตเพยี งนดิ เดยี วอ�จน�ำ ไปสู่ก�รทจุ รติ อย�่ งอนื่ ท่มี �กกว่�เดิมได้ ก�รมีวฒั นธรรม ค�่ นยิ ม หรือคว�มเชอื่ ทไ่ี ม่ถกู ต้องกส็ ่งผลให้เกดิ ก�รทุจรติ ไดเ้ ช่นกัน เช่น ก�รมอบเงินอุดหนนุ แกส่ ถ�นศกึ ษ�เพ่อื ให้บตุ ร ของตนได้เข้�ศึกษ�ในสถ�นท่ีแห่งน้ัน ห�กพิจ�รณ�แล้วอ�จพบว่�เป็นก�รช่วยเหลือสถ�นศึกษ�เพ่ือท่ีสถ�น ศกึ ษ�แหง่ นน้ั จะไดน้ �ำ เงนิ ทไ่ี ดไ้ ปพฒั น�สภ�พแวดลอ้ ม ก�รเรยี นก�รสอนของท�งสถ�นศกึ ษ�ตอ่ ไป แตก่ �รกระท�ำ ดงั กล�่ วนไี้ มถ่ ูกต้อง เปน็ ก�รปลูกฝังสง่ิ ท่ีไม่ดใี ห้เกดิ ข้นึ ในสังคม และต่อไปห�กกระทำ�เชน่ น้เี ร่อื ย ๆ จะมองว่� เปน็ เรอื่ งปกตทิ ที่ กุ คนท�ำ กนั ไมม่ คี ว�มผดิ แตอ่ ย�่ งใด จนท�ำ ใหแ้ บบแผนหรอื พฤตกิ รรมท�งสงั คมทดี่ ถี กู กลนื ห�ย ไปกบั ก�รกระท�ำ ทไ่ี มเ่ หม�ะสมเหล่�น้ี ตัวอย่�งก�รมอบเงินอดุ หนุนแก่สถ�นศึกษ�ยงั คงเกิดขึน้ ในประเทศไทย อย่�งต่อเนอื่ ง โดยเฉพ�ะในสถ�นศกึ ษ�ที่มีช่ือเสียงซ่งึ หล�ยคนอย�กให้บตุ รของตนเข�้ ศกึ ษ�ในสถ�นท่ีแห่งนั้น แตด่ ว้ ยขอ้ จ�ำ กดั ทไ่ี มส่ �ม�รถรบั นกั เรยี น นกั ศกึ ษ�ไดท้ งั้ หมด จงึ ท�ำ ใหผ้ ปู้ กครองบ�งคนตอ้ งใหเ้ งนิ กบั สถ�นศกึ ษ� เพ่อื ให้บุตรของตนเองไดเ้ ข�้ เรียน 52 หลักสตู รสร้างวทิ ยากรผนู้ ำาการเปล่ียนแปลงสูส่ ังคมทีไ่ มท่ นตอ่ การทจุ ริต

๕. การลงโทษทางสังคม (Social Sanction) ค�ำ ว�่ “ก�รลงโทษโดยสงั คม” หรอื เรยี กว�่ “ก�รลงโทษท�งสงั คม” ซง่ึ ตรงกบั ภ�ษ�องั กฤษค�ำ ว�่ “Social Sanction” พจน�นกุ รมศัพท์สังคมวทิ ย�ฉบับร�ชบณั ฑติ ยสถ�น (๒๕๓๒ : ๓๖๑-๓๖๒) ไดใ้ หค้ ว�มหม�ยของ คำ�ว�่ “Social Sanction” เป็นภ�ษ�ไทยว่� สทิ ธ�นุมัตทิ �งสงั คม หม�ยถงึ ก�รขู่ว่�จะลงโทษหรอื ก�รสญั ญ�ว�่ จะให้ ร�งวลั ต�มทก่ี ลมุ่ ก�ำ หนดไวส้ �ำ หรบั ก�รประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องสม�ชกิ เพอื่ ชกั น�ำ ใหส้ ม�ชกิ กระท�ำ ต�มขอ้ บงั คบั และ กฎเกณฑ์ Radcliffe-Brown (๑๙๕๒ : ๒๐๕) อธิบ�ยก�รลงโทษโดยสังคมว่�เป็นปฏิกิริย�ตอบสนองท�งสังคม อย่�งหน่ึงและเป็นก�รแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เป็นด้�นตรงกันข้�มระหว่�งก�รเห็นชอบกับก�รไม่เห็นชอบ พดู อีกอย่�งหนง่ึ กค็ ือ ก�รลงโทษโดยสังคมน้ันมคี ณุ ลักษณะวิภ�ษ (Dialectic) คือ มีทั้งด้�นบวกและด้�นลบอยู่ ภ�ยในคว�มหม�ยของตวั เองส�ำ หรบั ก�รลงโทษโดยสงั คมเชงิ บวก (Positive Social Sanction) จะอยใู่ นรปู ของ ก�รให้ก�รสนบั สนนุ หรือก�รสร้�งแรงจูงใจ ฯลฯ ให้แก่ปัจเจกบุคคลและสังคมใหป้ ระพฤติปฏิบตั ใิ หส้ อดคลอ้ ง กับปทัสถ�นของชมุ ชนหรอื ของสังคม จ�กก�รศึกษ�ยังพบด้วยว่�ก�รลงโทษโดยสงั คมเชงิ บวกนน้ั อ�จเป็นก�ร สร้�งแรงจูงใจให้แก่สังคม เพื่อยกระดับปทัสถ�นของสังคมในระดับท้องถ่ินให้ไปสอดคล้องกับปทัสถ�นใหม่ ในระดับระหว�่ งประเทศ Whitmeyer (๒๐๐๒ : ๖๓๐-๖๓๒) กล่�วว่� ก�รลงโทษโดยสังคม มที ั้งเชงิ บวกและเชงิ ลบ เป็นก�ร ทำ�ง�นต�มกลไกของสังคม ก�รลงโทษโดยสังคมเป็นม�ตรก�รควบคุมท�งสังคมที่ต้องก�รให้สม�ชิกในสังคม ประพฤติปฏิบัติต�มม�ตรฐ�นหรือกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับร่วมกัน เม่ือสม�ชิกปฏิบัติต�มก็จะมีก�รให้ร�งวัล เปน็ แรงจงู ใจ และลงโทษเมอื่ สม�ชกิ ไมป่ ฏบิ ตั ติ �มกฎเกณฑข์ องสงั คมและจะแสดงก�รไมย่ อมรบั สม�ชกิ คนหนงึ่ หรอื กลมุ่ คนกลุ่มหนงึ่ โดยสรปุ แลว้ ก�รลงโทษโดยสงั คม (Social Sanction) หม�ยถงึ ปฏกิ ริ ยิ �ปฏบิ ตั ทิ �งสงั คม เปน็ ม�ตรก�ร ควบคุมท�งสังคมทต่ี อ้ งก�รให้สม�ชกิ ในสงั คมประพฤติปฏบิ ัติต�มม�ตรฐ�นหรอื กฎเกณฑท์ ี่สังคมก�ำ หนด โดย มที งั้ ด้�นลบและด�้ นบวก การลงโทษโดยสังคมเชิงลบ (Negative Social Sanction) เป็นก�รลงโทษโดยก�ร กดดันและแสดงปฏิกิริย�ต่อต้�นพฤติกรรมของบุคคลท่ีไม่ปฏิบัติต�มกฎเกณฑ์ของสังคม ทำ�ให้บุคคลน้ันเกิด คว�มอับอ�ยข�ยหน้� สำ�หรับก�รลงโทษโดยสังคมเชิงบวกหรือการกระตุ้นสังคมเชิงบวก (Positive Social Sanction) เปน็ ก�รแสดงออกในเชิงสนับสนนุ หรือให้ร�งวลั เปน็ แรงจงู ใจ เพ่ือให้บุคคลในสังคมประพฤติปฏิบตั ิ ต�มกฎเกณฑ์ของสงั คม ก�รลงโทษท�งสังคม เป็นก�รลงโทษกับบุคลท่ีปฏิบัติตนฝ่�ฝืนกับธรรมเนียม ประเพณี หรือแบบแผน ทปี่ ฏบิ ตั ิตอ่ ๆ กนั ม�ในชุมชน มกั ใช้ในลกั ษณะก�รลงโทษท�งสังคมเชงิ ลบม�กกว่�เชงิ บวก ก�รฝ�่ ฝนื ดังกล�่ ว อ�จจะไม่ผิดกฎหม�ย แต่ด้วยธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันม�น้ันถูกละเมิด ถูกฝ่�ฝืน หรือถูกดูหมิ่นเก่ียวกับ คว�มเชอ่ื ของชมุ ชน กจ็ ะน�ำ ไปสกู่ �รตอ่ ต�้ นจ�กคนในชมุ ชน แมว้ �่ ก�รฝ�่ ฝนื ดงั กล�่ วจะไมผ่ ดิ กฎหม�ยกต็ �ม และท่ี สำ�คัญไปกว�่ นั้น ห�กก�รกระทำ�ดงั กล่�วผิดกฎหม�ยด้วยแล้ว อ�จสร�้ งให้เกิดคว�มไม่พอใจขึน้ ได ้ ไมเ่ พยี งแต่ ในชุมชนนนั้ แต่อ�จเก่ยี วเน่อื งไปกบั ชุมชนอ่ืนรอบข้�ง หรือเปน็ ชมุ ชนท่ีใหญ่ท่ีสดุ นั่นคอื ประช�ชนทั้งประเทศ ซ่ึงก�รลงโทษท�งสงั คมมีทัง้ ด�้ นบวกและด�้ นลบ ดังนี้ หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผนู้ าำ การเปลย่ี นแปลงสู่สงั คมทไ่ี ม่ทนตอ่ การทจุ ริต 53

ก�รลงโทษโดยสงั คมเชงิ บวก (Positive Social Sanction) จะอยใู่ นรปู ของก�รใหก้ �รสนบั สนนุ หรอื ก�ร สร�้ งแรงจงู ใจ หรอื ก�รใหร้ �งวลั ฯลฯ แกบ่ คุ คลและสงั คม เพอื่ ใหป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั สิ อดคลอ้ งกบั ปทสั ถ�น (Norm) ของสังคมในระดบั ชุมชนหรือในระดับสังคม ก�รลงโทษโดยสงั คมเชิงลบ (Negative Social Sanctions) จะอย่ใู นรูปแบบของก�รใช้ม�ตรก�รต่�ง ๆ ในก�รจดั ระเบยี บสังคม เช่น ก�รว่�กล�่ วตักเตอื น ซึง่ เปน็ ม�ตรก�รขัน้ ต�่ำ สดุ เร่อื ยไปจนถึงก�รกดดนั และบีบคั้น ท�งจติ ใจ (Moral Coercion) ก�รต่อต้�น (Resistance) และก�รประทว้ ง (Protest) ในรปู แบบต่�ง ๆ ไมว่ ่� จะโดยปัจเจกบุคคลหรือก�รชุมนุมของมวลชน ก�รลงโทษท�งสังคมท�งลบ จะสร้�งใหเ้ กดิ ก�รลงโทษตอ่ บคุ คลท่ีถูกกระท�ำ ก�รลงโทษประเภทนเ้ี ปน็ ลงโทษเพอ่ื ใหห้ ยดุ กระท�ำ ในสง่ิ ทไี่ มถ่ กู ตอ้ ง และบคุ คลทถ่ี กู ลงโทษจะเกดิ ก�รเขด็ หล�บ ไมก่ ล�้ ทจี่ ะท�ำ ในสง่ิ นน้ั อกี ก�รลงโทษประเภทนม้ี คี ว�มรุนแรงแตกต่�งกนั ตง้ั แต่ ก�รว่�กล�่ วตกั เตือน ก�รนินท� ก�รประจ�น ก�รชุมนุม ขบั ไล ่ ซงึ่ เปน็ ก�รแสดงออกถงึ ก�รไมท่ น ไมย่ อมรบั ตอ่ สงิ่ ทบี่ คุ คลอนื่ ไดก้ ระท�ำ ไป ดงั นนั้ เมอื่ มใี ครทท่ี �ำ พฤตกิ รรม เหล�่ นน้ั ขึ้น จึงเป็นก�รสร�้ งใหเ้ กิดคว�มไม่พอใจแก่บคุ คลรอบข้�ง หรอื สังคม จนน�ำ ไปสกู่ �รต่อต้�นดงั กล่�ว ก�รลงโทษท�งสงั คมจะมคี ว�มรนุ แรงม�กหรอื นอ้ ย กข็ น้ึ อยกู่ บั ก�รกระท�ำ ของบคุ คลนน้ั ว�่ ร�้ ยแรงขน�ดไหน ห�กเป็นเร่ืองเล็กน้อยจะถูกต่อต้�นน้อย แต่ห�กเรื่องน้ันเป็นเรื่องร้�ยแรงท่ีเกิดข้ึนประจำ� หรือมีผลกระทบ ต่อสังคม ก�รลงโทษก็จะมีคว�มรุนแรงม�กข้ึนด้วย เช่น ห�กมีก�รทุจริตเกิดขึ้นก็อ�จนำ�ไปเป็นประเด็นท�ง สังคมจนนำ�ไปสู่ก�รต่อต้�นจ�กสังคมได้ เพร�ะก�รทุจริตถือว่�เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหม�ย และผิดต่อ ศลี ธรรม บอ่ ยคร้งั ทีม่ กี �รทจุ รติ เกิดขึ้นจนเปน็ ส�เหตขุ องก�รชมุ นมุ ประท้วง เพอ่ื กดดนั ขับไลใ่ ห้บคุ คลนัน้ หยุด ก�รกระทำ�ดังกล่�ว หรือก�รออกจ�กตำ�แหน่งนั้น ๆ หรือก�รนำ�ไปสู่ก�รตรวจสอบและลงโทษโดยกฎหม�ย โดยในหัวข้อสุดท้�ยของชุดวิช�น้ี ได้นำ�เสนอตัวอย่�งท่ีได้แสดงออกถึงคว�มไม่ทนต่อก�รทุจริตที่มีก�รชุมนุม ประทว้ ง บ�งเหตกุ �รณผ์ ทู้ ถี่ กู กล�่ วห�ไดล้ �ออกจ�กต�ำ แหนง่ ซงึ่ ก�รล�ออกจ�กต�ำ แหนง่ นน้ั ถอื เปน็ คว�มรบั ผดิ ชอบ อย่�งหน่งึ และเป็นก�รแสดงออกถงึ คว�มละอ�ยในส่ิงที่ตนเองไดก้ ระท�ำ ๖. ชอ่ งทางและวธิ ีการร้องเรยี นการทจุ ริต ส�ม�รถรอ้ งเรยี นม�ยังสำ�นักง�น ป.ป.ช. ไดโ้ ดยมีวิธกี �รดังนี้ ๑) ท�ำ เปน็ หนงั สือ “เรยี น เลข�ธิก�รคณะกรรมก�ร ป.ป.ช.” และส่งไปท่ีสำ�นกั ง�น ป.ป.ช. เลขที่ ๓๖๑ ถนนนนทบุร ี ต�ำ บลท�่ ทร�ย อำ�เภอเมอื ง จงั หวัดนนทบุร ี ๑๑๐๐๐ หรอื สง่ ม�ที่ต้ ู ปณ. ๑๐๐ ถนนพษิ ณุโลก | เขตดสุ ติ กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ หรอื ส่งม�ท่สี �ำ นักง�น ป.ป.ช. ประจ�ำ จงั หวัดใกล้บ�้ นของท่�น ๒) กล�่ วห�ดว้ ยว�จ�โดยตรงตอ่ เจ�้ หน�้ ทขี่ องส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. สว่ นกล�ง หรอื ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. ประจ�ำ จงั หวดั เพื่อให้เจ้�หน้�ที่ท�ำ ก�รบนั ทกึ ค�ำ กล�่ วห�ไว้เปน็ พย�นหลักฐ�น ๓) ท�งโทรศัพทห์ ม�ยเลข ๐ ๒๕๒๘ ๔๘๐๐-๔๙ หรอื ส�ยดว่ น ป.ป.ช. โทร. ๑๒๐๕ ๔) ท�งเวบ็ ไซตส์ ำ�นกั ง�น ป.ป.ช. www.nacc.go.th หัวขอ้ “ร้องเรียน” โดยในค�ำ กล่�วห� ต้องมรี �ยละเอยี ด ดังนี้ ๑) ช่ือ-สกุล ท่อี ย ู่ และหม�ยเลขโทรศัพทข์ องผกู้ ล�่ วห� ๒) ชอ่ื -สกุล ตำ�แหนง่ สังกดั ของผูถ้ ูกกล�่ วห� ๓) ระบุข้อกล่�วห�ก�รกระท�ำ คว�มผิด 54 หลักสูตรสรา้ งวิทยากรผ้นู าำ การเปลี่ยนแปลงสสู่ ังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทจุ รติ

๔) บรรย�ยก�รกระทำ�คว�มผดิ อย่�งละเอยี ดต�มหัวขอ้ ดังนี้ ๔.๑ ห�กเปน็ ก�รกระท�ำ คว�มผดิ ตอ่ หน�้ ท ่ี ก�รกระท�ำ คว�มผดิ ตอ่ ต�ำ แหนง่ หน�้ ทร่ี �ชก�ร ก�รกระท�ำ คว�มผิดต่อตำ�แหน่งหน้�ที่ในก�รยุติธรรม จะต้องระบุว่� ก�รกระทำ�คว�มผิดเกิดข้ึนเมื่อใด มีข้ันตอนหรือ ร�ยละเอยี ดก�รกระท�ำ คว�มผดิ อย�่ งไร มพี ย�นบคุ คลรเู้ หน็ เหตกุ �รณห์ รอื ไม ่ มเี อกส�รหลกั ฐ�นทเ่ี กยี่ วขอ้ งหรอื ไม่ (ถ้�ไม่ส�ม�รถนำ�ม�ได้ให้ระบุว่�ใครเป็นผู้เก็บรักษ�) และในเรื่องนี้ได้ร้องเรียนต่อหน่วยง�นใดบ้�ง เม่ือใด และผลเป็นประก�รใด ๔.๒ ห�กเปน็ ก�รกล�่ วห�ว�่ ร�ำ่ รวยผดิ ปกต ิ หรอื มที รพั ยส์ นิ เพมิ่ ขนึ้ ผดิ ปกต ิ จะตอ้ งระบวุ �่ ฐ�นะเดมิ ของผ้ถู กู กล่�วห� และภรรย�หรือส�ม ี รวมทงั้ บิด�ม�รด�ของทัง้ สองฝ่�ยเปน็ อย่�งไร ผู้ถูกกล่�วห� และภรรย� หรือส�มี มอี �ชพี อ่นื ๆ หรอื ไม่ ถ้�มอี �ชีพอ่ืนแล้วมีร�ยได้ม�กนอ้ ยเพียงใด และทรัพย์สนิ ทจี่ ะแสดงให้เหน็ ว่� ร�ำ่ รวยผิดปกติมอี ะไรบ�้ ง เชน่ - บ�้ น มจี �ำ นวนก่หี ลงั ต้งั อยู่ทใ่ี ด (เลขทบี่ ้�น ถนน ซอย ตำ�บล/แขวง อ�ำ เภอ/เขต จงั หวดั ) ซือ้ เมอื่ ใด และร�ค�ขณะซื้อเท่�ใด - ท่ีดิน มีจ�ำ นวนกี่แปลง ต้ังอยูท่ ี่ใด (ถนน ซอย ต�ำ บล/แขวง อ�ำ เภอ/เขต จังหวัด) ซอื้ เมอ่ื ใด และร�ค�ขณะซ้ือเท่�ใด - รถยนต ์ มีจ�ำ นวนกค่ี นั ย่หี อ้ รนุ่ ส ี หม�ยเลขทะเบียนรถ ซือ้ เม่อื ใด จ�กใคร และร�ค�ขณะ ซอ้ื เท่�ใด - มีเงนิ ฝ�กทีธ่ น�ค�รใด ส�ข�ใด รวมทัง้ ทรัพย์สินอ่นื ๆ สาำ คัญทส่ี ดุ คือ ต้องให้ข้อมูลเกีย่ วกบั ช่ือ-สกุล ท่อี ยู ่ หม�ยเลขโทรศพั ท์ ของผูก้ ล�่ วห�ทส่ี �ม�รถตดิ ตอ่ ได้อย่�งชัดเจน เพ่ือประโยชน์ในก�รติดต่อกลับเพ่ือยืนยันก�รกล่�วห�ร้องเรียน ขอทร�บข้อเท็จจริงเพ่ิมเติม ใหช้ ัดเจนจนส�ม�รถด�ำ เนินก�รต่อไปได ้ และร�ยง�นผลให้ผู้กล�่ วห�ทร�บ ท้ังน้ ี ข้อมูลจะถูกเก็บเป็นคว�มลบั ที่สุด ถ้�ไม่ต้องก�รให้มีก�รเปิดเผยชื่อ ก็ให้บอกด้วยว่�ให้ปกปิดชื่อ-ที่อยู่ไว้เป็นคว�มลับ ตอนทำ�คำ�ส่ังไต่สวน จะไดร้ ะบุไวต้ �มคว�มประสงค์ กรณกี �รรอ้ งเรยี นโดยไมแ่ จง้ ชอ่ื -สกลุ จรงิ ถอื ว�่ เปน็ “บตั รสนเทห่ ”์ จะตอ้ งระบพุ ย�นหลกั ฐ�นใหช้ ดั เจน เพยี งพอทจ่ี ะดำ�เนนิ ก�รไต่สวนข้อเท็จจริงได ้ ซงึ่ คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. อ�จจะรับไวพ้ ิจ�รณ� ทง้ั นี ้ ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. จะแจง้ กลับไปใหผ้ ูก้ ล่�วห�ทร�บว่�รบั เรือ่ งไวพ้ จิ �รณ�และแจ้งผลก�รพจิ �รณ� ของคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. แต่ห�กประสงค์จะติดต�มเรอื่ งร้องเรียน ก็ส�ม�รถติดต�มไดท้ �งน ี้ ๑) ตดิ ตอ่ ด้วยตนเองทีส่ �ำ นกั ง�น ป.ป.ช. สว่ นกล�ง หรือส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. ประจ�ำ จังหวดั ๒) ท�งโทรศพั ทห์ ม�ยเลข ๐ ๒๕๒๘ ๔๘๐๐-๔๙ หรือส�ยดว่ น ป.ป.ช. โทร. ๑๒๐๕ ๓) ท�งเว็บไซต ์ www.nacc.go.th หัวขอ้ “ติดต�มเร่อื งรอ้ งเรียน” ทงั้ น ี้ โปรดจำ�เลขรับเรื่องจ�กสำ�นักง�น ป.ป.ช. /วัน เดอื น ป ี ทีย่ ่นื เร่อื ง/ชอ่ื -สกลุ เรือ่ ง ของผ้ถู ูกกล�่ วห� นอกจ�กนี ้ ยังส�ม�รถรอ้ งเรยี นไปยงั หนว่ ยง�นต่�ง ๆ ไดด้ งั น้ี ๑) ศูนย์บริก�รประช�ชน สำ�นักง�นปลัดสำ�นักน�ยกรัฐมนตรี (ส�ยด่วน) ทำ�เนียบรัฐบ�ลหม�ยเลข ๑๑๑๑ บรกิ �รรบั แจง้ เรื่องร้องทกุ ข ์ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หรือรับรอ้ งเรียนผ่�นท�ง โทร. ๐ ๒๒๘๓ ๑๒๗๑-๘๔ ๒) ส�ำ นกั ง�นก�รตรวจเงินแผ่นดนิ โทร. ๐ ๒๒๗๑ ๘๐๐๐ หลักสูตรสร้างวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลีย่ นแปลงสู่สังคมที่ไมท่ นต่อการทจุ ริต 55

๓) ส�ำ นักง�นคณะกรรมก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริตในภ�ครัฐ (ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ท.) ส�ยดว่ น โทร. ๑๒๐๖ ๔) ศนู ย์ดำ�รงธรรม กระทรวงมห�ดไทย ส�ยดว่ น โทร. ๑๕๖๗ หรอื ศนู ย์ด�ำ รงธรรมจังหวัด ๕) คณะกรรมก�รธรรม�ภบิ �ลจังหวดั ในแต่ละจงั หวดั ๖) แจ้งคว�ม ร้องทุกข์ กล่�วโทษต่อพนักง�นสอบสวน ณ สถ�นีตำ�รวจในเขตอำ�น�จสอบสวน โดย พนักง�นสอบสวนจะสง่ เรอ่ื งท่หี �กอยใู่ นอำ�น�จของคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ไปยังสำ�นกั ง�น ป.ป.ช. เพ่ือดำ�เนนิ ก�รตอ่ ไป ๗. มาตรการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน และการกนั บุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดาำ เนนิ คดี ๗.๑ มาตรการคุ้มครองช่วยเหลอื พยาน สำ�นักง�น ป.ป.ช. ได้กำ�หนดให้มีม�ตรก�รคุ้มครองช่วยเหลือพย�น (ต�มพระร�ชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนญู ว�่ ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ม�ตร� ๑๓๑ และระเบยี บคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ว�่ ด้วยก�รคุม้ ครองชว่ ยเหลือพย�น พ.ศ. ๒๕๕๔) - ผู้ที่มีสิทธิร้องขอใหค้ ุ้มครองชว่ ยเหลือพยาน ส�ำ หรบั ผทู้ ่มี ีสทิ ธิร้องขอใหค้ ุ้มครองช่วยเหลือพย�น ไดแ้ ก่ ผกู้ ล่�วห� ผูเ้ สยี ห�ย ผทู้ �ำ ค�ำ รอ้ ง ผ้รู ้องทุกข์กล�่ วโทษ ผู้ให้ถ้อยคำ� หรือผู้ที่แจ้งเบ�ะแสหรือข้อมูลเก่ียวกับก�รทุจริตต่อหน้�ท่ี ก�รรำ่�รวยผิดปกติ ก�รตรวจสอบ ทรัพย์สนิ และหน้ีสิน หรือข้อมลู อื่นท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่ ก�รดำ�เนินก�รต�มพระร�ชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ ว่�ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ และกฎหม�ยอนื่ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง รวมถึงส�มี ภริย� ผู้บพุ ก�รี ผูส้ บื สันด�น ของบคุ คลดังกล�่ ว และผทู้ มี่ ีคว�มสมั พนั ธใ์ กลช้ ิดกบั บคุ คลดังกล�่ ว - การร้องขอคุ้มครองชว่ ยเหลือพยาน ก�รรอ้ งขอคมุ้ ครองช่วยเหลอื พย�นทำ�ไดโ้ ดยยน่ื ค�ำ รอ้ งตอ่ ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. สว่ นกล�ง หรือส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. ประจ�ำ จังหวดั ดว้ ยตนเองไดเ้ ลย หรือต่อหนว่ ยง�นที่เกี่ยวขอ้ งกบั ก�รค้มุ ครองพย�น (สำ�นกั ง�นค้มุ ครอง พย�น กรมคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี �พ หรอื ส�ำ นกั ง�นต�ำ รวจแหง่ ช�ต)ิ ห�กม�ดว้ ยตนเองไมไ่ ด ้ ส�ม�รถยน่ื ค�ำ รอ้ ง เปน็ หนงั สอื หรอื จดหม�ย หรอื ท�งโทรศพั ท ์ หรอื อ�จมอบอ�ำ น�จใหผ้ อู้ นื่ ด�ำ เนนิ ก�รแทนได ้ โดยระบชุ อ่ื น�มสกลุ ทอี่ ยู่ของผ้รู อ้ งขอ และพฤติก�รณท์ แ่ี สดงใหเ้ ห็นว่�อ�จไม่ได้รบั คว�มปลอดภยั พร้อมทงั้ ลงล�ยมอื ช่ือ ๗.๒ การกนั บุคคลไวเ้ ป็นพยานโดยไม่ดาำ เนินคดี ส�ำ นกั ง�น ป.ป.ช. ไดก้ �ำ หนดใหม้ มี �ตรก�รก�รกนั บคุ คลไวเ้ ปน็ พย�นโดยไมด่ �ำ เนนิ คด ี (ต�มพระร�ชบญั ญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่�ดว้ ยก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ม�ตร� ๑๓๕ และประก�ศคณะ กรรมก�ร ป.ป.ช. เรอ่ื ง หลกั เกณฑ ์ วธิ กี �รและเงอื่ นไขในก�รกนั บคุ คลหรอื ผถู้ กู กล่�วห�ไวเ้ ปน็ พย�นโดยไมด่ �ำ เนนิ คดี พ.ศ. ๒๕๕๔) มีร�ยละเอียดดังน้ี ผู้ถูกกล่�วห�ร�ยใดท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับก�รทุจริตร่วมกับเจ้�หน้�ที่ของรัฐร�ยอื่น และยังไม่ได้ถูกแจ้ง ขอ้ กล�่ วห� คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. อ�จเหน็ สมควรกนั ไวเ้ ปน็ พย�นโดยไมต่ อ้ งด�ำ เนนิ คดกี ไ็ ด ้ ห�กบคุ คลดงั กล�่ ว มลี กั ษณะดงั นี้ ๑) เป็นผู้รู้เห็นเหตุก�รณ์และมีส่วนเกี่ยวข้องในก�รกระทำ�คว�มผิดกับเจ้�หน้�ท่ีของรัฐร�ยอ่ืนที่ อยู่ระหว่�งก�รตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือก�รแสวงห�ข้อเท็จจริงและรวบรวมพย�นหลักฐ�นก่อนก�รไต่สวน ข้อเท็จจรงิ หรืออย่รู ะหว�่ งก�รไต่สวนข้อเท็จจริง 56 หลักสตู รสร้างวิทยากรผ้นู าำ การเปล่ยี นแปลงสู่สังคมทีไ่ ม่ทนตอ่ การทุจรติ

๒) เปน็ ผใู้ หถ้ อ้ ยค�ำ ทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ ก�รตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื ก�รแสวงห�ขอ้ เทจ็ จรงิ และรวบรวม พย�นหลักฐ�น หรือก�รไต่สวนข้อเท็จจริง หรือให้ถ้อยคำ� หรือแจ้งเบ�ะแส หรือข้อมูลท่ีเป็นส�ระสำ�คัญ จนส�ม�รถใช้เป็นพย�นหลกั ฐ�นในก�รวินจิ ฉยั ชี้มูลคว�มผดิ เจ้�หน�้ ท่ีของรัฐร�ยอืน่ ท่ีเป็นตัวก�รสำ�คัญ ๓) เต็มใจท่ีจะให้ถ้อยคำ�หรือแจ้งเบ�ะแสหรือข้อมูลต�มข้อ ๒ พร้อมกับรับรองว่�จะไปเบิกคว�ม เปน็ พย�นในชน้ั ศ�ลต�มทใ่ี ห้ก�รหรือใหถ้ ้อยค�ำ ไว้ - การรอ้ งขอใหก้ นั ตนเองไว้เป็นพยานในคดี ส�ม�รถมคี �ำ ขอดว้ ยว�จ�หรือทำ�เป็นหนังสือยื่นตอ่ คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. เพื่อขอกนั ตนเองไวเ้ ป็นพย�น ในคดนี ั้นนบั แตว่ นั ท่ไี ด้ทร�บเหตุแห่งก�รกล�่ วห� ซงึ่ คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. จะพิจ�รณ�คำ�ขอโดยคำ�นึงถงึ เหตุ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) ห�กไมก่ นั บคุ คลหรอื ผถู้ กู กล�่ วห�คนใดคนหนง่ึ เปน็ พย�นแลว้ พย�นหลกั ฐ�นทมี่ อี ยอู่ �จไมเ่ พยี งพอ และไมอ่ �จแสวงห�พย�นหลกั ฐ�นอนื่ แทนเพอื่ ใหเ้ พยี งพอในก�รด�ำ เนนิ คดกี บั ผถู้ กู กล�่ วห�ร�ยอนื่ ทเ่ี ปน็ ตวั ก�ร สำ�คญั ๒) บุคคลนน้ั จะต้องเบิกคว�มต�มท่ีใหก้ �รไว้ เมอ่ื คณะกรรมก�ร ป.ป.ช. มีมติให้กันบุคคลหรือผถู้ ูกกล�่ วห�นนั้ ไวเ้ ปน็ พย�นแล้ว ถือว�่ บคุ คลดังกล่�ว อยู่ในฐ�นะพย�นของคณะกรรมก�ร ป.ป.ช. ในคดนี น้ั และอ�จไดร้ บั ก�รคุ้มครองช่วยเหลอื ต�มกฎหม�ยต่อไป ๗.๓ กฎ ก.พ. วา่ ด้วยหลกั เกณฑ์และวิธกี ารการใหบ้ าำ เหนจ็ ความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการใหค้ วามค้มุ ครองพยาน พ.ศ.๒๕๕๓ ขอ้ ๓ ข�้ ร�ชก�รพลเรอื นส�มญั ผใู้ ดใหข้ อ้ มลู ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ช�หรอื ใหถ้ อ้ ยค�ำ ในฐ�นะพย�น ตอ่ ผมู้ หี น�้ ที่ สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบต�มกฎหม�ยหรือระเบียบของท�งร�ชก�ร อันเป็นประโยชน์และเป็นผลดีย่ิง ตอ่ ท�งร�ชก�ร ใหถ้ อื ว�่ ผนู้ นั้ ปฏบิ ตั หิ น�้ ทรี่ �ชก�ร ซง่ึ ไดร้ บั คว�มคมุ้ ครองพย�นและอ�จไดร้ บั บ�ำ เหนจ็ คว�มชอบ เป็นกรณพี เิ ศษ ต�มกฎ ก.พ. นี้ ข้อมูลหรือถ้อยคำ�ต�มวรรคหนึ่งจะถือว่�เป็นประโยชน์และเป็นผลดียิ่งต่อท�งร�ชก�รต่อเมื่อ เปน็ ปจั จยั ส�ำ คญั ทที่ �ำ ใหด้ �ำ เนนิ ก�รท�งวนิ ยั ได ้ หรอื เปน็ ปจั จยั ส�ำ คญั ทที่ �ำ ใหล้ งโทษท�งวนิ ยั แกผ่ กู้ ระท�ำ คว�มผดิ ได้ และมผี ลท�ำ ใหส้ �ม�รถประหยดั งบประม�ณแผน่ ดนิ เปน็ อย�่ งม�กหรอื มผี ลท�ำ ใหส้ �ม�รถรกั ษ�ไวซ้ ง่ึ ระบบบรหิ �ร ร�ชก�รท่ดี โี ดยรวมได้ ในกรณที ข่ี �้ ร�ชก�รผนู้ นั้ เปน็ ผกู้ ระท�ำ ผดิ วนิ ยั นนั้ เสยี เองหรอื อ�จจะถกู กล�่ วห�ว�่ มสี ว่ นรว่ มในก�รกระท�ำ ผดิ วินยั นัน้ ดว้ ย ไม่ให้ได้รบั บ�ำ เหนจ็ คว�มชอบเปน็ กรณีพิเศษต�มข้อน้ ี ขอ้ ๔ ข�้ ร�ชก�รพลเรอื นส�มญั ผทู้ อี่ �จจะถกู กล�่ วห�ว�่ มสี ว่ นรว่ มในก�รกระท�ำ ผดิ วนิ ยั กบั ข�้ ร�ชก�รอน่ื ถ�้ ไดใ้ หข้ อ้ มลู ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ช� หรอื ใหถ้ อ้ ยค�ำ เกยี่ วกบั ก�รกระท�ำ ผดิ วนิ ยั ทไ่ี ดก้ ระท�ำ ม�ตอ่ บคุ คลหรอื คณะบคุ คล ที่มีหน�้ ทสี่ บื สวนสอบสวนหรือตรวจสอบต�มกฎหม�ยหรือระเบยี บของท�งร�ชก�ร และขอ้ มลู หรือถ้อยค�ำ นั้น เปน็ ปจั จยั สำ�คัญจนเปน็ เหตใุ ห้มกี �รสอบสวนท�งวินยั แก่ผู้เป็นตน้ เหตุแหง่ ก�รกระทำ�ผดิ อ�จไดร้ ับก�รกนั เป็น พย�น ก�รลดโทษ หรอื ก�รใหค้ ว�มค้มุ ครองพย�นต�มกฎ ก.พ. นี้ ขอ้ ๕ ก�รให้ข้อมูลหรอื ให้ถอ้ ยคำ�ต�มข้อ ๓ หรือข้อ ๔ ทจี่ ะไดร้ ับประโยชน์ต�มกฎ ก.พ. นี ้ จะตอ้ งเป็น คว�มเชอ่ื โดยสจุ รติ ว�่ มกี �รกระท�ำ ผดิ วนิ ยั หรอื เปน็ ไปต�มทต่ี นเองเชอ่ื ว�่ เปน็ คว�มจรงิ และไมม่ กี �รกลบั ถอ้ ยค�ำ น้ันในภ�ยหลงั หลักสตู รสรา้ งวิทยากรผูน้ ำาการเปลย่ี นแปลงสูส่ งั คมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต 57

ก�รใหข้ อ้ มูลหรือถ้อยค�ำ ต�มวรรคหนงึ่ ไม่ถอื เป็นก�รเปิดเผยคว�มลับของท�งร�ชก�ร และไมเ่ ปน็ ก�ร กระทำ�ก�รข้�มผู้บงั คบั บญั ช�เหนือตน ขอ้ ๖ ผบู้ งั คบั บญั ช�ต�มล�ำ ดบั ชน้ั ทไี่ ดร้ บั ขอ้ มลู มหี น�้ ทร่ี �ยง�นใหผ้ บู้ งั คบั บญั ช�ซง่ึ เปน็ ผมู้ อี �ำ น�จสงั่ บรรจุ และแตง่ ตั้งเพอื่ ทร�บและพจิ �รณ�ดำ�เนนิ ก�รตอ่ ไป ข้อ ๗ ผู้บังคับบัญช�ต�มลำ�ดับช้ันและผู้มีอำ�น�จส่ังบรรจุและแต่งตั้งมีหน้�ที่ให้คว�มคุ้มครองพย�น ดงั ตอ่ ไปน้ ี (๑) ไมเ่ ปิดเผยชื่อหรือขอ้ มูลใด ๆ ทจี่ ะทำ�ใหท้ ร�บว�่ ผ้ใู ดเปน็ ผู้ให้ข้อมลู หรือใหถ้ ้อยคำ� (๒) ไมใ่ ชอ้ �ำ น�จไม่ว�่ ในท�งใดหรอื กระท�ำ ก�รอนื่ ใดอันเป็นก�รกลน่ั แกล้งหรอื ไมเ่ ป็นธรรม ซึ่งอ�จมีผลทำ�ให้กระทบสิทธิหรือหน้�ท่ีของผ้นู ้ันในท�งเสียห�ย (๓) ใหค้ ว�มคมุ้ ครองมใิ ห้ผนู้ นั้ ถกู กล่ันแกลง้ หรอื ถูกขม่ ขู่เพร�ะเหตทุ ่มี ีก�รใหข้ อ้ มูลหรอื ถอ้ ยคำ� (๔) ประส�นง�นกับพนักง�นอัยก�รเพือ่ เปน็ ทน�ยแก้ต�่ งคดีให้ถ�้ ผนู้ ั้นถูกฟ้องเป็นคดีต่อศ�ล ในกรณที พ่ี ย�นผใู้ ดรอ้ งขอเปน็ หนงั สอื ผมู้ อี �ำ น�จสงั่ บรรจแุ ละแตง่ ตง้ั จะพจิ �รณ�ย�้ ยผนู้ นั้ หรอื พจิ �รณ� ด�ำ เนนิ ก�รอน่ื ใดทเี่ หน็ ว�่ จ�ำ เปน็ เพอ่ื ใหผ้ นู้ น้ั ไดร้ บั คว�มคมุ้ ครอง โดยไมต่ อ้ งไดร้ บั คว�มยนิ ยอมหรอื เหน็ ชอบจ�ก ผบู้ งั คับบญั ช�ของผ้นู ้นั และไมต่ ้องปฏบิ ตั ติ �มขั้นตอนหรือกระบวนก�รต�มทกี่ ฎหม�ยบญั ญัติไว้กไ็ ด้ ข้อ ๘ พย�นผู้ใดเห็นว่�ผู้บังคับบัญช�ต�มลำ�ดับช้ันยังไม่ได้ให้ก�รคุ้มครองต�มข้อ ๗ หรือก�รให้ก�ร คมุ้ ครองดงั กล�่ วยงั ไมเ่ พยี งพอ อ�จยนื่ ค�ำ รอ้ งเปน็ หนงั สอื ตอ่ ผมู้ อี �ำ น�จสงั่ บรรจ ุ และแตง่ ตงั้ เพอ่ื พจิ �รณ�ด�ำ เนนิ ก�ร ขอ้ ๙ เมอ่ื ผมู้ อี �ำ น�จสง่ั บรรจแุ ละแตง่ ตงั้ ไดร้ บั ค�ำ รอ้ งต�มขอ้ ๘ แลว้ ห�กมมี ลู น�่ เชอ่ื ว�่ เปน็ ไปต�มทพี่ ย�น กล�่ วอ�้ ง ใหผ้ มู้ อี �ำ น�จส่งั บรรจแุ ละแตง่ ตัง้ ด�ำ เนนิ ก�รใหค้ ว�มคมุ้ ครองพย�นในโอก�สแรกที่ส�ม�รถกระท�ำ ได้ ขอ้ ๑๐ พย�นผใู้ ดเหน็ ว่�ผ้มู ีอำ�น�จสงั่ บรรจแุ ละแตง่ ตั้งยังไมไ่ ดใ้ ห้ก�รค้มุ ครองต�มหมวดน ้ี หรือก�รให้ ก�รคุ้มครองดงั กล�่ วยงั ไม่เพียงพอ อ�จยื่นคำ�รอ้ งเปน็ หนังสอื ต่อส�ำ นักง�น ก.พ. ได้ ข้อ ๑๑ เม่ือสำ�นักง�น ก.พ. ได้รับคำ�ร้องต�มข้อ ๑๐ แล้ว ห�กมีมูลน่�เช่ือว่�เป็นไปต�มที่พย�น กล�่ วอ�้ งใหส้ �ำ นกั ง�น ก.พ. ด�ำ เนนิ ก�รใหม้ กี �รย�้ ยหรอื โอน หรอื ด�ำ เนนิ ก�รอนื่ ใดต�มท ี่ เหน็ สมควรเพอื่ ใหผ้ นู้ น้ั ได้รับคว�มคุ้มครอง โดยไม่ต้องได้รับคว�มยินยอมหรือเห็นชอบจ�กผู้มีอำ�น�จส่ังบรรจุและแต่งต้ังก่อน หรือ ไม่ตอ้ งปฏบิ ตั ติ �มขน้ั ตอนหรอื กระบวนก�รต�มทีก่ ฎหม�ยก�ำ หนด ในกรณที ี่ผ้มู อี ำ�น�จส่งั บรรจุและแตง่ ตงั้ ไม่ดำ�เนินก�รต�มทีส่ �ำ นักง�น ก.พ. กำ�หนด ต�มวรรคหนึง่ หรือ ในกรณที ่ีเห็นสมควร ให้สำ�นกั ง�น ก.พ. เสนอ ก.พ. เพื่อพิจ�รณ�ดำ�เนนิ ก�รต�มม�ตร� ๙ ต่อไป ขอ้ ๑๒ ก�รใหค้ ว�มคมุ้ ครองพย�นต�มหมวดน ี้ ใหพ้ จิ �รณ�ด�ำ เนนิ ก�รในโอก�สแรกทส่ี �ม�รถกระท�ำ ได ้ และใหเ้ ริ่มตง้ั แตม่ กี �รให้ขอ้ มูลหรอื ให้ถอ้ ยค�ำ ต�มข้อ ๓ หรอื ข้อ ๔ แล้วแต่กรณ ี จนกว่�จะมีก�รส่ังยตุ เิ รอ่ื งหรอื ก�รด�ำ เนินก�รท�งวินยั ต�มกฎหม�ยนี้แกผ่ เู้ ป็นต้นเหตุเสรจ็ สิน้ ข้อ ๑๓ ก่อนมีก�รแจ้งเรื่องกล่�วห�ว่�ข้�ร�ชก�รพลเรือนส�มัญผู้ใดกระทำ�ผิดวินัย ถ้�ผู้ให้ข้อมูลหรือ ให้ถอ้ ยคำ�ต�มข้อ ๔ ไม่ใชผ่ ู้เป็นตน้ เหตแุ หง่ ก�รกระทำ�ผดิ วินัยในเรอ่ื งน้นั และเป็นกรณ ี ทไ่ี ม่อ�จแสวงห�ข้อมลู หรือพย�นหลักฐ�นอื่นใดเพ่ือดำ�เนินก�รท�งวินัยแก่ผู้เป็นต้นเหตุแห่งก�รกระทำ�คว�มผิดวินัยในเร่ืองน้ันได้ นอกจ�กจะได้ขอ้ มูลหรือพย�นหลกั ฐ�นจ�กผูน้ ั้น ผ้มู ีอ�ำ น�จสั่งบรรจแุ ละแตง่ ตง้ั อ�จกนั ผู้น้นั เปน็ พย�นได้ ข้อ ๑๔ ในกรณีท่ีผู้ที่ถูกกันเป็นพย�นต�มข้อ ๑๓ ไม่ม�ให้ถ้อยคำ�ต่อบุคคลหรือคณะบุคคล ผู้มีหน้�ที่ สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบต�มกฎหม�ยหรือระเบียบของท�งร�ชก�ร หรือม�แต่ไม่ให้ถ้อยคำ� หรือ 58 หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผ้นู ำาการเปล่ยี นแปลงสู่สงั คมท่ไี มท่ นตอ่ การทจุ รติ

ใหถ้ อ้ ยค�ำ แตไ่ ม่เป็นประโยชน์ต่อก�รด�ำ เนินก�ร หรอื ใหถ้ อ้ ยคำ�อนั เปน็ เทจ็ หรอื กลับคำ�ให้ก�ร ให้ก�รกันผูน้ ัน้ ไวเ้ ป็นพย�นเปน็ อนั สน้ิ สดุ ลง ข้อ ๑๕ ให้ผู้บังคับบัญช�ผู้มีอำ�น�จส่ังบรรจุและแต่งต้ังแจ้งเรื่องก�รกนั ข้�ร�ชก�รพลเรือนส�มัญ ต�ม ขอ้ ๑๓ ไวเ้ ปน็ พย�น หรอื ก�รสนิ้ สุดก�รกันเปน็ พย�นต�มข้อ ๑๔ ใหบ้ ุคคลหรอื คณะบุคคล ทม่ี หี น�้ ท่ีสบื สวน สอบสวนหรือตรวจสอบต�มกฎหม�ยหรือระเบียบของท�งร�ชก�รและข้�ร�ชก�รผนู้ ั้นทร�บ ข้อ ๑๖ ข้�ร�ชก�รพลเรือนส�มัญผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำ�ต�มข้อ ๔ ผู้ใดได้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำ� ทส่ี �ำ คญั จนเปน็ เหตใุ หล้ งโทษท�งวนิ ยั แกผ่ เู้ ปน็ ตน้ เหตแุ หง่ ก�รกระท�ำ ผดิ ได ้ และผนู้ น้ั ตอ้ งถกู ลงโทษท�งวนิ ยั เพร�ะ เหตุที่ได้ร่วมกระทำ�ผิดวินัยนั้นด้วย ถ้�ผู้มีอำ�น�จส่ังบรรจุและแต่งต้ังพิจ�รณ�เห็นว่�ผู้นั้นมิได้เป็นต้นเหตุ แหง่ ก�รกระทำ�คว�มผิดวนิ ยั นัน้ หรือไดร้ ว่ มกระทำ�คว�มผิดวนิ ยั ไปเพร�ะตกอย่ใู นอ�ำ น�จบงั คบั หรอื กระทำ�ไป โดยรู้เท่�ไม่ถึงก�รณ์ ผู้มีอำ�น�จส่ังบรรจุและแต่งตั้งอ�จพิจ�รณ�ลดโทษให้ผู้น้ันตำ่�กว่�โทษท่ีควรได้รับจริงได ้ แต่ทง้ั นต้ี อ้ งไมต่ ่ำ�กว่�ก�รลดโทษทีอ่ �จกระทำ�ได้ต�มท่ีกฎหม�ยกำ�หนด ขอ้ ๑๗ ผ้มู ีอำ�น�จส่งั บรรจุและแต่งต้ังอ�จพจิ �รณ�ให้บำ�เหนจ็ คว�มชอบเปน็ กรณีพเิ ศษ แก่ผูใ้ ห้ขอ้ มูล หรอื ถ้อยค�ำ ต�มข้อ ๓ ไดด้ งั น ี้ (๑) ใหถ้ อื ว�่ ก�รใหข้ อ้ มลู หรอื ใหถ้ อ้ ยค�ำ นน้ั เปน็ ขอ้ ควรพจิ �รณ�อน่ื ต�มกฎ ก.พ. ว�่ ดว้ ยก�รเลอื่ นเงนิ เดอื น ทผ่ี ู้บังคบั บญั ช�ตอ้ งน�ำ ไปใชเ้ ปน็ ข้อมูลประกอบในก�รพจิ �รณ�เลอ่ื นเงินเดอื น (๒) เครือ่ งหม�ยทเ่ี หน็ สมควรเพ่อื เปน็ เคร่ืองเชิดชูเกยี รติ (๓) ร�งวัล (๔) คำ�ชมเชยเปน็ หนงั สอื ข้อ ๑๘ ให้ผู้มีอำ�น�จสั่งบรรจุและแต่งต้ังพิจ�รณ�ให้บำ�เหน็จคว�มชอบเป็นกรณีพิเศษต�มข้อ ๑๗ แกผ่ ใู้ หข้ อ้ มลู หรอื ใหถ้ อ้ ยค�ำ ต�มขอ้ ๓ ต�มระดบั คว�มม�กนอ้ ยของประโยชนแ์ ละผลดยี ง่ิ ตอ่ ท�งร�ชก�รทไี่ ดร้ บั จ�กก�รใหข้ ้อมูลหรือถอ้ ยคำ�น้ัน หลักสูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นำาการเปล่ยี นแปลงสสู่ ังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทจุ ริต 59

บรรณานุกรม กรมสรรพ�กร. (๒๕๕๙). คู่มอื การปอ้ งกันผลประโยชนท์ ับซอ้ น. กรุงเทพฯ: กรมสรรพ�กร. ดัชนีชี้วัดภ�พลักษณค์ อร์รปั ชันโลก ปี ๒๕๕๙ คะแนนไทยร่วงจ�ก ๓๘ เปน็ ๓๕ อันดับตกจ�ก ๗๖ เป็น ๑๐๑ จ�ก ๑๗๖ ประเทศ. (๒๕๖๐). สืบค้นเมื่อ ๑๕ กุมภ�พันธ์ ๒๕๖๐, จ�ก http://thaipublica. org/2017/01/corruption-perceptions-index-2016-thailand/ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๖๑. (ม.ป.ป.). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. ยทุ ธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ . สบื คน้ เมอ่ื ๑๖ กมุ ภ�พนั ธ ์ ๒๕๖๐, จ�ก https:// www.nacc.go.th/ more_news.php?cid=36 สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ. (๒๕๕๙). โครงการส่งเสริมและสนับสนุนมาตรการลงโทษทางสังคม. ทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ.). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. สงั ศิต พริ ยิ ะรงั สรรค์. Social Sanction. ว�รส�รสงั คมศ�สตร์ จุฬ�ลงกรณ ์ ปีท ี่ ๔๖ ฉบับท่ ี ๒ กรกฎ�คม - ธนั ว�คม ๒๕๕๙. หน้�ที ่ ๖๕ เส�วนีย์ ไทยรุง่ โรจน์ และคณะ. (๒๕๕๓). โครงการประเมินด้านสถานการณด์ า้ นการทจุ ริตในประเทศไทย. กรุงเทพมห�นคร : คณะอนกุ รรมก�รฝ่�ยวิจยั สำ�นักง�นคณะกรรมก�รปอ้ งกันและปร�บปร�มก�ร ทจุ ริตแหง่ ช�ติ ส�ำ นกั ง�นคณะกรรมก�รปอ้ งกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ แหง่ ช�ต.ิ (๒๕๕๘). เปดิ แฟม้ ๑๐ คดที จุ รติ บทเรยี น ราคาแพงของคนไทย. กรุงเทพมห�นคร : อมรินพริน้ ติ้งแอนดพ์ บั ลชิ ชิง่ สำ�นกั ง�นปลัดกระทรวงทรัพย�กรธรรมช�ติและส่ิงแวดล้อม. (ม.ป.ป.) ค่มู อื การปอ้ งกันผลประโยชนท์ บั ซ้อน. กรงุ เทพฯ: สำ�นกั ง�นปลดั กระทรวงทรพั ย�กรธรรมช�ติและส่งิ แวดลอ้ ม. ส�ำ นกั ง�นปลดั กระทรวงพ�ณชิ ย.์ (๒๕๕๙). คู่มือการปอ้ งกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น. กรงุ เทพฯ: สำ�นกั ง�นปลัด กระทรวงพ�ณิชย์. สำ�นกั ง�นปลดั กระทรวงส�ธ�รณสขุ . (๒๕๕๙). คู่มอื การป้องกันผลประโยชนท์ ับซอ้ น. กรุงเทพฯ: ส�ำ นักง�น ปลดั กระทรวงส�ธ�รณสุข. สำ�นกั ง�นปลดั สำ�นกั น�ยกรัฐมนตรี. (๒๕๖๐). คมู่ ือป้องกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น. กรงุ เทพฯ: ศนู ยป์ ฏิบัตกิ �ร ต่อต้�นก�รทจุ ริต (ศปท.). หอก�รค้�ไทยเผยดัชนีคอร์รัปชัน มิ.ย. ปรับตัวลด. สืบค้นเม่ือ๑๕ กุมภ�พันธ์ ๒๕๖๐, จ�กhttp://www. thairath.co.th/content/661992 Radcliffe-Brown, A.R. (1952). Structure and function in primitive society. Illinois: The free Press. 60 หลักสูตรสร้างวทิ ยากรผ้นู ำาการเปล่ียนแปลงสูส่ ังคมท่ไี มท่ นตอ่ การทุจรติ

วิชาที่ ๓ การประยกุ ต์หลักความพอเพยี งด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งตา้ นทุจรติ หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผู้นำาการเปลยี่ นแปลงสู่สงั คมท่ีไมท่ นต่อการทุจริต วิชาท่ี ๓ : เรอื่ ง การประยกุ ตห์ ลกั ความพอเพยี งดว้ ยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งตา้ นทุจรติ จำานวนชวั่ โมง : ๓ ชวั่ โมง เรอื่ ง การประยกุ ต์หลกั ความพอเพยี งด้วยโมเดล STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทุจริต สาระสำาคัญ วชิ �นเ้ี ปน็ ก�รเรยี นรเู้ กยี่ วกบั ทม่ี � คว�มหม�ยของโมเดล STRONG : จติ พอเพยี งต�้ นทจุ รติ ก�รน�ำ โมเดล STRONG : จิตพอเพียงต้�นทุจริต ไปประยุกต์ในบริบทต่�ง ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนส�ม�รถนำ�ไปถ่�ยทอดได้อย่�ง ถกู ต้องและนำ�ไปปรับใช้ไดอ้ ย่�งเหม�ะสมกับผู้เข�้ รับก�รฝึกอบรม วตั ถปุ ระสงค์ ๑. เพอ่ื เสริมสร้�งคว�มรูค้ ว�มเข้�ใจ ก�รนำ�ไปใช้ ก�รวิเคร�ะห ์ สงั เคร�ะห ์ และก�รประเมนิ เกยี่ วกบั ก�รประยุกตห์ ลกั คว�มพอเพยี งด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต้�นทจุ รติ ๒. เพื่อส�ม�รถถ่�ยทอดองค์คว�มรู้อย่�งถูกต้องในเรื่องก�รประยุกต์หลักคว�มพอเพียงด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งต�้ นทุจรติ ใหผ้ ูเ้ รียนนำ�ไปปรับใช้ไดอ้ ย�่ งเหม�ะสมกับผ้เู ข้�รบั ก�รฝึกอบรม ขอบเขตเน้ือหา ๑. ตน้ แบบคว�มพอเพียง (ปรชั ญ�เศรษฐกิจพอเพียง) ๒. STRONG : จติ พอเพียงต้�นทจุ รติ วิธีการฝกึ อบรม ก�รอภิปร�ย กรณีโครงก�ร STRONG ก�รบรรย�ย สื่อการเรียนรู้ PowerPoint ส�รคดี หรือสอื่ อืน่ ๆ ที่เหม�ะสม การวัดและประเมินผล ก�รทดสอบเนื้อห� (๒๐ คะแนน) หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปลย่ี นแปลงส่สู งั คมท่ีไมท่ นตอ่ การทจุ ริต 61

เน้ือหาโดยสังเขป หลกั สูตรสรา้ งวิทยากรผู้นาำ การเปลี่ยนแปลงส่สู ังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต วิชาที่ ๓ : เรื่อง การประยุกตห์ ลกั ความพอเพียงดว้ ยโมเดล STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทจุ ริต จำานวนช่วั โมง : ๓ ชัว่ โมง รายละเอยี ดเนอื้ หา ๑. ตน้ แบบความพอเพียง (ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) เมอ่ื วนั ท่ี ๙ มถิ นุ �ยน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระบ�ทสมเด็จพระปรมนิ ทรมห�ภูมิพลอดลุ ยเดชได้เสด็จขึ้นเถลิง ถวลั ยร�ชสมบตั ิ และเมอ่ื วนั ท ี่ ๕ พฤษภ�คม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พระทน่ี งั่ ไพศ�ลทกั ษณิ พระร�ชพธิ บี รมร�ช�ภเิ ษก ในพระบ�ทสมเด็จพระปรมนิ ทรมห�ภมู ิพลอดลุ ยเดช นับเปน็ เวล� ๗๐ ปี ทพ่ี ระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห� ภูมิพลอดุลยเดชทรงครองร�ชย์ ทรงมีพระร�ชปณิธ�ณท่ีจะให้ประช�ชนช�วไทยได้ประโยชน์และคว�มสุข อย่�งทวั่ ถงึ กนั ทงั้ ประเทศ โดย “คน” เปน็ ศูนย์กล�งในก�รพฒั น� และทรงพระวิรยิ ะอุตส�หะทจี่ ะขจดั ปัญห� ต�่ ง ๆ อ�ท ิ ปญั ห�ด�้ นเศรษฐกจิ เกษตรกรรม สงั คม ก�รศกึ ษ� เปน็ ตน้ เพอ่ื ยกระดบั คณุ ภ�พชวี ติ ของประช�ชน ช�วไทยส�ม�รถพึ่งพ�ตนเองอย่�งม่นั คงและยงั่ ยืนตอ่ ไป พระบ�ทสมเด็จพระปรมินทรมห�ภูมิพลอดุลยเดชทรงพระร�ชท�นแนวพระร�ชดำ�ริหลักปรัชญ� เศรษฐกิจพอเพียง จ�กพระบรมร�โชว�ทในพิธีพระร�ชท�นปริญญ�บัตรแก่นิสิตมห�วิทย�ลัยเกษตรศ�สตร์ วนั พฤหสั บดที ่ี ๑๘ กรกฎ�คม ๒๕๑๗ โดยมใี จคว�มตอนหนงึ่ ว�่ “...ก�รพฒั น�ประเทศจ�ำ เปน็ ตอ้ งท�ำ ต�มล�ำ ดบั ขั้นต้องสร�้ งพื้นฐ�น คอื คว�มพอมพี อกิน พอใชข้ องประช�ชนสว่ นใหญเ่ ป็นเบ้ืองต้นกอ่ น โดยใชว้ ิธีก�รและใช้ อปุ กรณท์ ปี่ ระหยดั แตถ่ กู ตอ้ งต�มหลกั วชิ � เมอื่ ไดพ้ นื้ ฐ�นมน่ั คงพรอ้ มพอควรและปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ลว้ จงึ คอ่ ยสร�้ งคอ่ ย เสรมิ คว�มเจรญิ และฐ�นะเศรษฐกจิ ขน้ั ทสี่ งู ขนึ้ โดยล�ำ ดบั ตอ่ ไป ห�กมงุ่ แตจ่ ะทมุ่ เทสร�้ งคว�มเจรญิ ยกเศรษฐกจิ ข้ึนให้รวดเร็วแต่ประก�รเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติก�รสัมพันธ์กับสภ�วะของประเทศและของประช�ชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดคว�มไม่สมดุลในเรื่องต่�ง ๆ ขึ้นซ่ึงอ�จกล�ยเป็นคว�มยุ่งย�กล้มเหลวได้ในท่ีสุด ดังเห็นได้ท่ี อ�รยประเทศหล�ยประเทศกำ�ลังประสบปัญห�ท�งเศรษฐกิจอย่�งรุนแรงอยู่ในเวล�นี้...” ซ่ึงเป็นแนวพระ ร�ชด�ำ ริทพ่ี ระบ�ทสมเดจ็ พระปรมินทรมห�ภมู พิ ลอดุลยเดชพระร�ชท�นแกร่ �ษฎร ม�น�นกว�่ ๔๐ ป ี เพ่อื ให้ ร�ษฎรส�ม�รถดำ�รงชีวิตด้วยก�รพึงพ�ตนเอง มีสติอยู่อย่�งประม�ณตนส�ม�รถดำ�รงชีพปกติสุขอย่�งม่ันคง และย่ังยนื เมือ่ วันที ่ ๒๖ พฤษภ�คม ๒๕๔๙ องค์ก�รสหประช�ช�ติ (United Nations :UN) โดยน�ยโคฟี อนั นัน เลข�ธิก�รองคก์ �รสหประช�ช�ตไิ ด้ทลู เกล�้ ทูลกระหม่อม ถว�ยร�งวลั คว�มส�ำ เรจ็ สูงสุดด�้ นก�รพฒั น�มนษุ ย์ ของโครงก�รพฒั น�แห่งสหประช�ช�ติ(The Human Development Lifetime Achievement Award) เพ่อื เทดิ พระเกยี รติเปน็ กรณพี เิ ศษ ในวโรก�สท่ีทรงครองสิริร�ชสมบัติครบ ๖๐ ป ี โดยน�ยโคฟ ี อันนนั ไดก้ ล�่ วสดุดี พระเกยี รตคิ ณุ พระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภมู พิ ลอดลุ ยเดช และกล�่ วถงึ ปรชั ญ�เศรษฐกจิ พอเพยี งว�่ เปน็ หลักก�รท่ีมุ่งเน้นก�รกลั่นกรองในก�รบริโภคเน้นคว�มพอประม�ณและก�รมีภูมิคุ้มกันในตัวส�ม�รถต้�นท�น 62 หลักสูตรสร้างวิทยากรผูน้ าำ การเปล่ยี นแปลงสสู่ ังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทุจริต

ผลกระทบจ�กกระแสโลก�ภิวัตน์ “ท�งส�ยกล�ง” จึงเป็นก�รตอกยำ้�แนวท�งท่ีสหประช�ช�ติท่ีมุ่งเน้นคน เป็นศูนย์กล�งก�รพัฒน�เพ่ือคุณภ�พชีวิตท่ีดีและยั่งยืน ต่อม�ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ สำ�นักง�นโครงก�รพัฒน� แหง่ สหประช�ช�ติประจ�ำ ประเทศไทย (United Nations Development Programme : UNDP) ได้กล่�วถงึ ปรชั ญ�เศรษฐกจิ พอเพียง โดยจดั พิมพใ์ นร�ยง�นประจ�ำ ป ี ๒๐๐๗ เพื่อเผยแพรป่ รัชญ�เศรษฐกจิ พอเพียงไปยงั ประเทศสม�ชิกกว่� ๑๕๐ ประเทศทั่วโลก ๒. โมเดล STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทุจริต ยุทธศ�สตร์ช�ติว่�ด้วยก�รป้องกันและปร�บปร�มก�รทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ได้มี ก�รวิเคร�ะหภ์ �พอน�คตของประช�ชนและสังคมไทยในระยะ ๕ ปขี ้�งหน้�ไวว้ ่� ห�กยทุ ธศ�สตรช์ �ตฯิ ไดร้ บั คว�มร่วมมือร่วมใจจ�กทุกภ�คส่วนของสังคมไทยในก�รนำ�ไปปฏิบัติจริง ประช�ชนไทยจะมีคว�มต่ืนตัวต่อ ก�รทจุ รติ ม�กขน้ึ มกี �รใหค้ ว�มสนใจตอ่ ข�่ วส�รและตระหนกั ถงึ ผลกระทบของก�รทจุ รติ ทม่ี ตี อ่ ประเทศม�กขน้ึ มีก�รแสดงออกซ่ึงก�รต่อต้�นก�รทุจริตทั้งในชีวิตประจำ�วันและก�รแสดงออกผ่�นส่ือส�ธ�รณะและสื่อสังคม ออนไลนต์ �่ ง ๆ ประช�ชนในแตล่ ะชว่ งวยั ไดร้ บั กระบวนก�รกลอ่ มเกล�ท�งสงั คมว�่ ก�รทจุ รติ ถอื เปน็ พฤตกิ รรม ทีน่ อกจ�กจะผดิ กฎหม�ยและท�ำ ใหเ้ กิดคว�มเสยี ห�ยตอ่ ประเทศแล้ว ยงั เป็นพฤตกิ รรมท่ีผิดจรยิ ธรรม ไมไ่ ดร้ บั ก�รยอมรับจ�กสังคม ประช�ชนจะเร่ิมเรียนรู้ก�รปรับเปลี่ยนฐ�นคว�มคิดท่ีทำ�ให้ส�ม�รถแยกแยะระหว่�ง ผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมได ้ วฒั นธรรมท�งสงั คมทมี่ ฐี �นอยบู่ นหลกั ปรชั ญ�ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง จะหล่อหลอมให้ประช�ชนไม่กระทำ�ก�รทุจริตเนื่องจ�กมีพ้ืนฐ�นจิตที่พอเพียง มีคว�มละอ�ยต่อก�รทุจริต ประพฤตมิ ิชอบ และไม่ยอมใหผ้ อู้ ่ืนกระทำ�ก�รทุจรติ อนั ส่งผลใหเ้ กดิ คว�มเสยี ห�ยต่อสังคมส่วนรวม เพ่ือให้ภ�พอน�คตดังกล่�วส�ม�รถบรรลุผลได้จริง หน่วยง�นทุกภ�คส่วนต้องให้คว�มสำ�คัญอย่�ง แทจ้ รงิ กบั ก�รปรบั ประยกุ ตห์ ลกั ปรชั ญ�ของเศรษฐกจิ พอเพยี งม�ใชป้ ระกอบกบั หลกั ก�รตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ อน่ื ๆ เพอื่ สร�้ งฐ�นคดิ จติ พอเพยี งตอ่ ต�้ นก�รทจุ รติ ใหเ้ กดิ ขน้ึ เปน็ พนื้ ฐ�นคว�มคดิ ของปจั เจกบคุ คล โดยประยกุ ตห์ ลกั “STRONG : จติ พอเพยี งต�้ นทจุ รติ ” ซงึ่ คดิ คน้ โดย รองศ�สตร�จ�รย ์ ดร.ม�ณ ี ไชยธรี �นวุ ฒั ศริ ิ ในป ี พ.ศ. ๒๕๖๐ ม�เป็นแนวท�งในก�รพฒั น�วัฒนธรรมหน่วยง�น หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผ้นู าำ การเปล่ียนแปลงส่สู ังคมทีไ่ มท่ นตอ่ การทจุ ริต 63

ค�ำ อธิบ�ยคว�มหม�ยของ “STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทุจรติ ” ๑) S (sufficient) : ความพอเพียง ผนู้ �ำ ผ้บู รหิ �ร บุคคลทกุ ระดับ องคก์ รและชุมชนน้อมนำ�ปรชั ญ� ของเศรษฐกิจพอเพียงม�ปรับประยุกต์เป็นหลักคว�มพอเพียงในก�รทำ�ง�น ก�รดำ�รงชีวิต ก�รพัฒน�ตนเอง และสว่ นรวม รวมถงึ ก�รปอ้ งกนั ก�รทจุ รติ อย่�งยงั่ ยนื คว�มพอเพียงต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึง ของมนุษย์แม้ว่�จะแตกต่�งกันต�มพ้ืนฐ�น แต่ก�รตัดสินใจว่�คว�ม พอเพยี งของตนเองต้องตง้ั อยู่บนคว�มมเี หตุมผี ลรวมทงั้ ตอ้ งไม่เบียดเบียนตนเอง ผ้อู ืน่ และสว่ นรวม คว�มพอเพียงดังกล่�วจึงเป็นภูมิคุ้มกันให้บุคคลนั้นไม่กระทำ�ก�รทุจริต ซึ่งต้องให้คว�มรู้คว�มเข้�ใจ (knowledge) และปลุกใหต้ นื่ รู้ (realize) ๒) T (transparent) : ความโปรง่ ใส ผนู้ ำ� ผ้บู รหิ �ร บคุ คลทุกระดบั องค์กรและชมุ ชนต้องปฏิบัตงิ �น บนฐ�นของคว�มโปรง่ ใส ตรวจสอบได ้ ดังน้นั จึงต้องมีและปฏิบตั ิต�มหลักปฏบิ ตั ิ ระเบียบ ขอ้ ปฏบิ ัต ิ กฎหม�ย ด้�นคว�มโปรง่ ใส ซ่งึ ต้องให้คว�มรู้คว�มเข้�ใจ (knowledge) และปลกุ ให้ต่นื ร้ ู (realize) ๓) R (realize) : ความตืน่ รู้ ผู้นำ� ผู้บรหิ �ร บุคคลทุกระดบั องคก์ รและชุมชน มีคว�มรูค้ ว�มเข�้ ใจและ ตระหนกั รู้ถึงร�กเหง้�ของปัญห�และภัยร้�ยแรงของก�รทุจรติ ประพฤตมิ ชิ อบภ�ยในชมุ ชนและประเทศ คว�ม ต่ืนรู้จะบังเกิดเมื่อได้พบเห็นสถ�นก�รณ์ที่เส่ียงต่อก�รทุจริต ย่อมจะมีปฏิกิริย�เฝ้�ระวังและไม่ยินยอมต่อก�ร ทจุ ริตในท่ีสดุ ซง่ึ ต้องให้คว�มรคู้ ว�มเข�้ ใจ (knowledge) เกี่ยวกบั สถ�นก�รณก์ �รทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขึน้ คว�มร�้ ยแรง และผลกระทบตอ่ ระดบั บคุ คลและส่วนรวม ๔) O (onward) : มุง่ ไปขา้ งหนา้ ผู้นำ� ผ้บู ริห�ร บคุ คลทกุ ระดบั องค์กรและชมุ ชน มุง่ พัฒน�และ ปรบั เปลยี่ นตนเองและสว่ นรวมใหม้ คี ว�มเจรญิ ก�้ วหน�้ อย�่ งยง่ั ยนื บนฐ�นคว�มโปรง่ ใส คว�มพอเพยี งและรว่ มสร�้ ง วฒั นธรรมสุจริตให้เกดิ ข้ึนอย�่ งไมย่ อ่ ทอ้ ซึง่ ตอ้ งมีคว�มรู้คว�มเข้�ใจ (knowledge) ในประเด็นดงั กล�่ ว ๕) N (knowledge) : ความรู้ ผูน้ ำ� ผบู้ ริห�ร บคุ คลทกุ ระดับ องค์กรและชุมชน ตอ้ งมคี ว�มรูค้ ว�ม เข�้ ใจส�ม�รถนำ�คว�มรไู้ ปใช ้ ส�ม�รถวเิ คร�ะหรึ ร่ท่ ื สังเคร�ะห์ ประเมินไดอ้ ย�่ งถ่องแท ้ ในเรอ่ื ง สถ�นก�รณ์ ก�รทจุ รติ ผลกระทบทม่ี ตี อ่ ตนเองและสว่ นรวม คว�มพอเพยี งต�้ นทจุ รติ ก�รแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตวั และ ผลประโยชนส์ ว่ นรวมทีม่ ีคว�มส�ำ คัญยงิ่ ต่อก�รลดก�รทุจรติ ในระยะย�ว รวมทั้ง คว�มอ�ยไมก่ ล้�ทำ�ทจุ รติ และ คว�มไมท่ นเม่ือพบเห็นว่�มกี �รทจุ ริตเกดิ ขึน้ เพอื่ สร้�งสังคมไมท่ นต่อก�รทุจริต ๖) G (generosity) : ความเอ้ืออาทร คนไทยมีคว�มเอื้ออ�ทร มีเมตต� นำ้�ใจ ต่อกันบนฐ�นของ จิตพอเพียงต้�นทุจรติ ไมเ่ อ้ือต่อก�รรับหรอื ก�รให้ผลประโยชน์หรอื ตอ่ พวกพอ้ ง ความพอเพียง พระราชดาำ รสั พระราชทานแกบ่ คุ คลตา่ ง ๆ ทเ่ี ขา้ เฝา้ ฯ ถวายชยั มงคลเนอื่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดสุ ดิ าลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวงั ดุสติ วันศุกรท์ ี่ ๔ ธนั วาคม ๒๕๔๑ “...ค�ำ ว�่ พอเพยี ง มคี ว�มหม�ยกว�้ งออกไปอกี ไมไ่ ดห้ ม�ยถงึ ก�รมพี อส�ำ หรบั ใชข้ องตวั เอง มคี ว�มหม�ย ว่�พอมพี อกิน พอมีพอกนิ นี ้ ถ�้ ใครไดม้ �อย่ทู นี่ ่ี ในศ�ล�นี้เมอ่ื ๒๔ ป ี ๒๕๑๗ ถงึ ๒๕๔๑ ก ็ ๒๔ ปี ใชไ่ หม วันน้ัน ไดพ้ ดู ถงึ ว�่ เร�ควรจะปฏบิ ตั ใิ หพ้ อมพี อกนิ พอมพี อกนิ นก้ี แ็ ปลว�่ เศรษฐกจิ พอเพยี งนนั่ เองถ�้ แตล่ ะคนพอมพี อกนิ กใ็ ช้ได้ ยิ่งถ�้ ทงั้ ประเทศพอมีพอกินกย็ ่งิ ด ี และประเทศไทยก็เวล�น้ันก็เรมิ่ จะเปน็ ไม่พอมี พอกนิ บ�งคนก็มีม�ก 64 หลกั สตู รสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปลีย่ นแปลงสูส่ ังคมท่ไี ม่ทนตอ่ การทจุ ริต

บ�งคนก็ไม่มีเลย สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน ม�สมัยน้ีชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบ�ยที่จะทำ�เศรษฐกิจ พอเพียง เพ่อื ท่ีจะใหท้ ุกคนมีพอเพียงได.้ ..” “...ค�ำ ว�่ พอกเ็ พยี งพอ เพยี งนกี้ พ็ อดงั นนั้ เอง คนเร�ถ�้ พอในคว�มตอ้ งก�ร กม็ คี ว�มโลภนอ้ ย เมอ่ื มคี ว�ม โลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้�ทุกประเทศใดมีคว�มคิด อันน้ีไม่ใช่เศรษฐกิจ มีคว�มคิดว่�ทำ�อะไรต้อง พอเพียง หม�ยคว�มว่� พอประม�ณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่�งม�ก คนเร�ก็อยู่เป็นสุข พอเพียงน้ีอ�จจะมีม�ก อ�จจะมขี องหรหู ร�กไ็ ด ้ แตว่ �่ ตอ้ งไมไ่ ปเบยี ดเบยี นคนอน่ื ตอ้ งใหพ้ อประม�ณ พดู จ�กพ็ อเพยี ง ท�ำ อะไรกพ็ อเพยี ง ปฏบิ ัตติ นก็พอเพียง…” “...อย�่ งเคยพดู เหมอื นกนั ว�่ ท�่ นทงั้ หล�ยทน่ี ง่ั อยตู่ รงน ้ี ถ�้ ไมพ่ อเพยี งคอื อย�กจะไปนง่ั บนเก�้ อข้ี องผทู้ ี่ อยูข่ ้�ง ๆ อันนนั้ ไม่พอเพยี งและทำ�ไมไ่ ด ้ ถ้�อย�กน่งั อย�่ งนนั้ ก็เดอื ดร้อนกนั แน่เพร�ะว่�อดึ อัด จะท�ำ ให้ทะเล�ะ กนั และเมื่อมกี �รทะเล�ะกันก็ไม่มปี ระโยชนเ์ ลย ฉะน้นั ควรทจี่ ะคดิ ว่�ทำ�อะไรพอเพยี ง...” “...ถ้�ใครมีคว�มคิดอย่�งหน่ึงและต้องก�รให้คนอ่ืนมีคว�มคิดอย่�งเดียวกับตัวซึ่งอ�จจะไม่ถูก อันนี้ก็ ไม่พอเพียง ก�รพอเพียงในคว�มคิดก็คือแสดงคว�มคิด คว�มเห็นของตัวและปล่อยให้อีกคนพูดบ้�ง และม� พิจ�รณ�ว่�ท่ีเข�พูดกับท่ีเร�พูด อันไหนพอเพียงอันไหนเข้�เร่ือง ถ้�ไม่เข้�เรื่องก็แก้ไขเพร�ะว่�ถ้�พูดกันโดยที่ ไม่รเู้ รือ่ งกนั ก็จะกล�ยเปน็ ก�รทะเล�ะ จ�กก�รทะเล�ะดว้ ยว�จ�ก็กล�ยเป็นก�รทะเล�ะดว้ ยก�ย ซ่ึงในทส่ี ดุ ก็ นำ�ม�สู่คว�มเสยี ห�ย เสียห�ยแก่คนสองคนท่เี ปน็ ตวั ก�ร เปน็ ตวั ละครท้ังสองคน ถ�้ เป็นหมู่กเ็ ลยเปน็ ก�รตีกนั อย่�งรุนแรง ซงึ่ จะท�ำ ใหค้ นอ่นื อีกม�กเดอื ดร้อน ฉะน้ัน คว�มพอเพียงน้ีก็แปลว�่ คว�มพอประม�ณและคว�ม มีเหตผุ ล...” สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประมวลและกลั่นกรองจ�ก พระร�ชด�ำ รสั ของพระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภมู พิ ลอดลุ ยเดช เรอื่ งเศรษฐกจิ พอเพยี ง และขอพระร�ชท�น พระบรมร�ช�นญุ �ตน�ำ ไปเผยแพร ่ ซง่ึ พระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภมู พิ ลอดลุ ยเดชทรงพระกรณุ �ปรบั ปรงุ แกไ้ ขและทรงพระกรณุ �โปรดเกล�้ โปรดกระหมอ่ ม พระร�ชท�นพระบรมร�ช�นุญ�ตต�มทขี่ อพระมห�กรุณ� โดยมใี จคว�มว�่ “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญ�ช้ีถึงแนวก�รดำ�รงอยู่และปฏิบัติตนของประช�ชนในทุกระดับ ต้ังแต ่ ระดับครอบครัว ระดบั ชุมชน จนถงึ ระดับรฐั ท้งั ในก�รพฒั น�และบรหิ �รประเทศใหด้ �ำ เนนิ ไปในท�งส�ยกล�ง โดยเฉพ�ะก�รพฒั น�เศรษฐกิจเพ่อื ใหก้ ้�วทันตอ่ โลกยุคโลก�ภิวตั น ์ คว�มพอเพียง หม�ยถึง คว�มพอประม�ณ คว�มมเี หตผุ ล รวมถงึ คว�มจ�ำ เปน็ ทจี่ ะตอ้ งมรี ะบบภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ทด่ี พี อสมควร ตอ่ ก�รมผี ลกระทบใด ๆ อนั เกดิ จ�กก�รเปลย่ี นแปลงทงั้ ภ�ยนอกและภ�ยใน ทง้ั น ้ี จะตอ้ งอ�ศยั คว�มรอบร ู้ คว�มรอบคอบ และคว�มระมดั ระวงั อย่�งยงิ่ ในก�รน�ำ วชิ �ก�รต�่ ง ๆ ม�ใช้ในก�รว�งแผนและก�รดำ�เนินก�รทกุ ข้ันตอน และขณะเดยี วกันจะตอ้ ง เสริมสร้�งพ้ืนฐ�นจิตใจของคนในช�ติ โดยเฉพ�ะเจ้�หน้�ท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มี ส�ำ นกึ ในคณุ ธรรมคว�มซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต และให้มีคว�มรอบรู้ทเ่ี หม�ะสม ด�ำ เนนิ ชวี ติ ดว้ ยคว�มอดทน คว�มเพียร มีสติปัญญ� และคว�มรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อก�รรองรับก�รเปล่ียนแปลงอย่�งรวดเร็วและ กว�้ งขว�งทัง้ ด้�นวัตถุ สงั คม สงิ่ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจ�กโลกภ�ยนอกไดเ้ ปน็ อย่�งดี” คุณลักษณะที่สาำ คัญของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงประกอบด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข คือ แนวท�งก�ร ด�ำ เนนิ ชวี ติ ใหอ้ ยบู่ นท�งส�ยกล�งต�มหลกั ปรชั ญ�เศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอื่ พน้ จ�กภยั และวกิ ฤตกิ �รณต์ �่ ง ทเ่ี กดิ ขึ้นก่อให้เกิดคณุ ภ�พชวี ิตทดี่ ีอย�่ งมัน่ คงและยั่งยนื หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลีย่ นแปลงสสู่ งั คมท่ีไมท่ นต่อการทจุ ริต 65

• ความพอประมาณ หม�ยถึง คว�มพอดีต่อคว�มจำ�เป็น ไม่ม�กเกินไป ไม่น้อยเกินไปและต้องไม่ เบยี ดเบียนตนเองและผู้อน่ื • ความมีเหตุผล หม�ยถึง ก�รตัดสินใจดำ�เนินก�รเร่ืองต่�ง ๆ อย่�งมีเหตุผลต�มหลักวิช�ก�ร หลกั กฎหม�ย หลกั ศีลธรรมจริยธรรมและวฒั นธรรมท่ีดีง�ม คิดถงึ ปจั จยั ทีเ่ กีย่ วข้องอย่�งถี่ถ้วน โดยคำ�นึงถงึ ผล ที่ค�ดว่�จะเกดิ ขนึ้ จ�กก�รกระทำ�นน้ั ๆ อย�่ งรอบคอบ • มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หม�ยถึง ก�รเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและก�รเปล่ียนแปลงด้�น เศรษฐกจิ สังคม ส่ิงแวดล้อมทีจ่ ะเกดิ ข้นึ เพื่อใหส้ �ม�รถปรบั ตวั และรบั มือไดอ้ ย�่ งทันทว่ งที เงือ่ นไขในการตดั สินใจในการดาำ เนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๑. เงอื่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ย คว�มรอบรเู้ กย่ี วกบั วชิ �ก�รต�่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งรอบด�้ น คว�มรอบคอบ ที่จะนำ�คว�มรเู้ หล่�นน้ั ม�พิจ�รณ�ใหเ้ ชอ่ื มโยงกัน เพ่ือประกอบก�รว�งแผนและคว�มระมดั ระวังในก�รปฏบิ ตั ิ ๒. เงื่อนไขคณุ ธรรม ที่จะตอ้ งเสริมสร�้ ง ประกอบดว้ ย มีคว�มตระหนักใน คณุ ธรรม มคี ว�มซ่ือสัตย์ สุจรติ และมคี ว�มอดทน มคี ว�มเพยี ร ใชส้ ตปิ ญั ญ�ในก�รด�ำ เนินชีวติ ทม่ี � : สำ�นกั ง�นคณะกรรมก�รพัฒน�ก�รเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งช�ต ิ ปรชั ญ�เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ แนวท�งดำ�เนนิ ชีวติ ท�งส�ยกล�ง ก�รพง่ึ ตนเอง รูจ้ ักประม�ณตนอย่�ง มีเหตุผล อยู่บนพื้นฐ�นคว�มรู้และคุณธรรมในก�รพิจ�รณ� ปรัชญ�เศรษฐกิจพอเพียงดำ�เนินก�รไม่ได้เฉพ�ะ เจ�ะจงในเร่อื งของเศรษฐกิจแตเ่ พียงอย�่ งเดียว แต่ยังครอบคลมุ ไปถึงก�รดำ�เนินชวี ติ ด�้ นอนื่ ๆ ของมนษุ ยใ์ ห้ อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่�งปกติสุข อย่�งเช่น ห�กเร�มีคว�มพอเพียง เร�จะไม่ทุจริต คดโกง ไม่ลักขโมยของ เบยี ดเบียนผอู้ ่ืน กจ็ ะส่งผลใหผ้ ้อู ื่นไมเ่ ดือดรอ้ น สงั คมกอ็ ย่ไู ดอ้ ย่�งปกติสุข 66 หลักสูตรสร้างวทิ ยากรผู้นาำ การเปล่ียนแปลงสู่สงั คมท่ีไม่ทนตอ่ การทจุ ริต

แบบอยา่ งในเรือ่ งของความพอเพยี ง เรือ่ ง ฉลองพระองค์ บนความ “พอเพียง”: หนังสอื พมิ พ์คม ชดั ลกึ ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ น�ยสุนทร ชนะศรีโยธิน เจ้�ของร้�นสูท “วินสัน เทเลอร์” ได้บอกเล่�พระร�ชจริยวัตรในด้�น “คว�มพอเพยี ง” ทพ่ี ระองคท์ �่ นทรงปฏบิ ตั มิ �อย�่ งตอ่ เนอื่ งว�่ “น�ยต�ำ รวจน�ำ ม�ใหผ้ มซอ่ ม เปน็ ผ�้ รดั อกส�ำ หรบั เลน่ เรอื ใบสภ�พเก�่ ม�กแลว้ น�ยต�ำ รวจท�่ นนน้ั บอกว�่ ไมม่ รี �้ นไหนยอมซอ่ มใหเ้ ลย ผมเหน็ ว�่ ยงั แกไ้ ขไดก้ ร็ บั ม� ซอ่ มแซมใหไ้ มค่ ิดเงนิ เพร�ะแค่นกึ อย�กบริก�รแกไ้ ขใหด้ ีใหล้ ูกค้�ประทับใจ แตไ่ ม่รู้ม�กอ่ นว่�เข�เปน็ เจ�้ หน้�ท่ี ในพระร�ชสำ�นักตอนนั้นผมบอกไม่คิดค่�ตัดบอกเข�ว่�ไม่รับเงิน แก้ไขแค่น้ี ผมมีนำ้�ใจ ผมเปิดร้�นเสื้อเพร�ะ ต้องก�รให้มีชื่อเสียงด้�นคุณภ�พและบริก�รลูกค้�ม�กกว่� แก้ไขนิดเดียวก็อย�กทำ�ให้เข�ดี ๆ ไม่ต้องเสียเงิน ตอนน้ันเข�ถ�มผมอีกว่� แล้วจะเอ�ม�ให้ทำ�อีกได้ไหม เร�ก็บอกได้เลยผมบริก�รให้ จ�กน้ันเร�ก็รับแก้ชุดให้ ให้น�ยต�ำ รวจท�่ นน้เี ร่ือย ๆ เข�ขอให้คดิ เงินก็ไม่คดิ ให้ พอครง้ั ที่ ๕ นี่ส ิ ท่�นเอ�ผ้�ม� ๔-๕ ผนื จะให้ตดั ถ�มผม ว่�เท�่ ไหร ่ ๆ แล้วก็รีบควกั น�มบตั รม�ให้ผม ท�่ นชอ่ื พล.ต.ต.จรัส สดุ เสถียร ต�ำ แหนง่ เขียนว่� เป็นน�ยต�ำ รวจ ประจำ�ร�ชสำ�นกั ท่�นบอกว�่ “สิ่งท่เี ถ้�แกท่ ำ�ให้เปน็ ของพระเจ้�อยู่หัวนะ” ผมอึง้ ม�กรีบยกมือท่วมหวั ดใี จท่ี ได้รับใช้เบ้ืองพระยุคลบ�ทแลว้ ” น�ยสุนทรเล�่ ดว้ ยน้�ำ เสียงตื้นตันใจแต่ละฉลองพระองค์ท่ีได้รับม�ให้ซอ่ มแซม ถ�้ เป็นคนอ่นื ผ�้ เก�่ ขน�ดนน้ั เข�ไม่ซอ่ มกนั แล้ว เอ�ไปทง้ิ หรอื ใหค้ นอนื่ ๆ ไดแ้ ลว้ แตพ่ ระเจ้�อย่หู ัวรัชก�ลที่ ๙ ทรงมคี ว�มมธั ยัสถ์ แตล่ ะองค์ทีเ่ อ�ม�เก�่ ม�ก เชน่ เสือ้ สทู สีฟ�้ ชัยพัฒน� ผ�้ เก�่ สซี ดี ม�กแล้ว ตรงตร�ชัยพัฒน� มวั หมอง ตรงดิน้ ทองก็หลุดเกือบหมด ผมเอ�ม�แกะหมดเลยให้โรงง�นปักใหม่ใหเ้ หมอื นแบบเดมิ เพร�ะเข้�ใจ ว�่ ท่�นอย�กได้ฉลองพระองคอ์ งค์เดิม แตเ่ ปลีย่ นตร�ใหด้ ใู หม่ ถ�้ สมมุตวิ ันนี้มเี จ�้ หน�้ ท่ีม�สง่ ซ่อม พรงุ่ นเี้ ย็น ๆ ผมก็ทำ�เสร็จส่งคืนเข้�ไป เจ้�หน้�ที่ท่ีม�รับฉลองพระองค์ชอบถ�มว่� ทำ�ไมทำ�ไว ผมตอบเลยว่� เพร�ะตั้งใจ ถว�ยง�นครบั ผมอยผู่ นื แผ่นดินไทย ใต้รม่ พระบ�รมขี องพระองค์ ผมก็อย�กไดร้ ับใชเ้ บือ้ งพระยคุ ลบ�ทสักเรือ่ ง ผมเปน็ แค่ช�่ งตัดเสือ้ ไดร้ บั ใชข้ น�ดนผ้ี มก็ปล้ืมปีตทิ สี่ ดุ แลว้ “ผมถือโอก�สนำ�หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่�นม�ใช้ตลอด เสื้อผ้�เก่� ๆ ที่ได้รับม�วันแรก ทำ�ใหร้ วู้ �่ พระองคท์ รงอย่อู ย่�งประหยดั มัธยัสถ ์ ทรงเป็นแบบอย่�งคว�มพอเพยี งให้แก่ประช�ชน และเมือ่ ได้ ถว�ยง�นบอ่ ยครงั้ ท�ำ ใหผ้ มตระหนกั ว�่ คนเร�วนั หนง่ึ ตอ้ งคดิ พจิ �รณ�ตวั เองว่�สงิ่ ไหนบกพรอ่ งกต็ อ้ งแกไ้ ขสง่ิ นน้ั ทุกคนต้องแก้ไขส่ิงท่ีบกพร่องก่อน ง�นถึงจะบรรลุเป้�หม�ย และเม่ือประสบคว�มสำ�เร็จแล้วอย่�ลืมต้ังใจทำ� สิง่ ด ี ๆ ให้ประเทศช�ตติ ลอดไป” ข้อคิดและขอ้ ปฏิบตั ดิ ี ๆ ที่ไดจ้ �กพระบ�ทสมเดจ็ พระเจ้�อยู่หวั ของช�่ งสนุ ทร ฉลองพระบาท ก.เปรมศลิ ป์ ชา่ งซอ่ มฉลองพระบาท รอยเทา้ ในหลวง ร. ๙ รอยเทา้ ของความพอเพยี ง น�ยศรไกร แนน่ ศรีนลิ หรือช่�งไก่ ช่�งนอกร�ชสำ�นักผถู้ ว�ยง�นซอ่ มฉลองพระบ�ท ในหลวงรชั ก�ลท ่ี ๙ ม�น�นกว�่ ๑๐ ป ี ปจั จบุ นั ยังเปน็ เจ�้ ของร�้ นซ่อมรองเท้� ก.เปรมศลิ ป ์ บรเิ วณส่แี ยกพิชัย เขตดุสิต กรงุ เทพฯ ประม�ณปี ๒๕๔๖ มีลูกค้�สวมชุดพระร�ชสำ�นักม� ๒ คน เดินประคองถุงผ้�ล�ยสก๊อต ด้�นในเป็นรองเท้� เข้�ม�ในร้�น พอว�งรองเท้�ลงก็ก้มลงกร�บ เลยถ�มว่� เอ�อะไรม�ให้ ลูกค้�ร�ยนั้นตอบว่� ฉลองพระบ�ท ของพระบ�ทสมเด็จพระเจ�้ อยหู่ ัว ได้ยนิ เท�่ นัน้ ทำ�ตวั ไมถ่ ูก ขนลุก พดู อะไรไมถ่ กู ในใจคิดแตเ่ พยี งว่�โชคดีแลว้ ไม่นึกไม่ฝันว่�จะมีโอก�สได้ซ่อมรองเท้�ของเจ้�ฟ้�เจ้�แผ่นดิน ช่�งไก่ เล่�ว่� รองเท้าคู่แรกที่ในหลวง ร. ๙ ทรงนาำ มาซอ่ ม เปน็ รองเทา้ หนงั สดี าำ ทรงคทั ชู แบรนดไ์ ทย เปน็ ฉลองพระบาทคโู่ ปรดของพระองค์ เบอร์ ๔๓ เทา่ ทสี่ งั เกตสภาพชาำ รดุ ทรดุ โทรม ราวกบั ใสใ่ ชง้ านมาแลว้ หลายสบิ ปี ภายในรองเทา้ ผกุ รอ่ นหลดุ ลอกหลายแหง่ ถ้าเปน็ คนทวั่ ไปจะแนะนาำ ใหท้ ้งิ แล้วซื้อใหม่ หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผูน้ าำ การเปล่ยี นแปลงสู่สงั คมท่ีไมท่ นต่อการทจุ รติ 67

“จรงิ ๆ ผมใชเ้ วล�ซอ่ มรองเท�้ คนู่ นั้ ไมถ่ งึ ๑ ชวั่ โมงกเ็ สรจ็ แตด่ ว้ ยคว�มทอี่ ย�กใหร้ องเท�้ คนู่ น้ั อยใู่ นบ�้ น ให้น�น เลยบอกเจ้�หน�้ ท่วี ่� ใชเ้ วล�ซอ่ ม ๑ เดอื น ซึ่งฉลองพระบ�ทคู่นี ้ ทรงโปรดใช้ทรงดนตรี” นับจ�กน้ันเป็นต้นม�ช่�งไก่ยังมีโอก�สได้ถว�ยง�นซ่อมฉลองพระบ�ทอีกหล�ยคู่ ซึ่งคู่ท่ี ๒ และคู่ท่ี ๓ เป็นรองเท้�หนงั สดี �ำ ทรงคทั ช ู ค่ทู ่ี ๔ ฉลองพระบ�ทหนังววั ทรงฮ�ฟมักใสใ่ นง�นร�ชพธิ ี ซึง่ ฉลองพระบ�ทคู่น้ ี มรี อยพระบ�ทติดม�กับแผน่ รองเท้� ช่�งไกเ่ ก็บแผน่ รองเท�้ ไวท้ ่รี �้ นเพื่อคว�มเป็นสิริมงคล ส่วนฉลองพระบ�ท คทู่ ี่ ๕ ทรงน�ำ ม�เปล่ยี นพ้ืน ฉลองพระบ�ทคู่ที่ ๖ เปน็ รองเท้�เปดิ สน้ ซ่ึงคณุ ทองแดง สนุ ัขทรงเลย้ี งกัด รวมแล้ว ทัง้ หมด ๖ คู่ “ผมซอ่ มฉลองพระบ�ททกุ คอู่ ย�่ งสดุ คว�มส�ม�รถ ซงึ่ รองเท�้ ของพระองคจ์ ะน�ำ ไปว�งปนกบั ของลกู ค�้ คนอื่นไม่ได้ เลยซ้ือพ�นม�ใส่พร้อมกับผ้�สีเหลืองม�รอง แล้วนำ�ไปว�งไว้ที่สูงท่ีสุดในร้�น เพร�ะท่�นคงทรง โปรดม�ก สภ�พรองเท้�ชำ�รุดม�ก ซับในรองเท้�หลุดออกม�หมด ถ้�เป็นเศรษฐีทั่วไปคงจะไม่นำ�ม�ใช้แล้ว แตน่ พี่ ระองค์ยังทรงใช้ค่เู ดิมอย”ู่ ประก�รส�ำ คญั ทท่ี �ำ ใหช้ �ยผนู้ ไี้ ดเ้ รยี นรจู้ �กพระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภมู พิ ลอดลุ ยเดช คอื “คว�ม พอเพยี ง” ขน�ดฉลองพระบ�ทข�ดและเก�่ ยงั สง่ ม�ซอ่ ม ห�กคนไทยเดนิ ต�มรอยของพระองคท์ �่ น ชวี ติ ไมฟ่ งุ้ เฟอ้ จะเปน็ สุขกนั ม�กกว�่ น้ี “ดร.สุเมธ ตนั ติเวชกุล” เขยี นไว้ในหนังสอื “ใต้เบ้ืองพระยุคลบาท” “...พระองคท์ �่ น ทรงเปน็ ผนู้ �ำ อย�่ งแทจ้ รงิ ดแู คฉ่ ลองพระบ�ทเปน็ ตน้ พวกต�มเสดจ็ ฯ ทง้ั หล�ยใสร่ องเท�้ นอก และย่ิงม�จ�กต่�งประเทศใส่แล้วนุ่มเท้�ดี พระองค์กลับทรงรองเท้�ที่ผลิตในเมืองไทยคู่ละร้อยกว่�บ�ท สดี �ำ เหมอื นอย่�งท่ีนักเรยี นใส่กนั แมก้ ระทง่ั พวกเร�ยงั ไม่ซอื้ ใสเ่ ลย...” “ดร.สุเมธ ตันติเวชกลุ ” เขียนไวใ้ นหนังสือ “ใต้เบ้อื งพระยคุ ลบ�ท” นาฬกิ าบนข้อพระกร วนั ง�นเปดิ ตวั ร�ยก�รทวี ี “ธรรมดที พ่ี อ่ ท�ำ ” และง�นสมั มน� “ถอดรหสั ” ธรรมดที พี่ อ่ ท�ำ พอเรมิ่ บรรย�ย ดร.สเุ มธ ตันตเิ วชกุล ถ�มผ้ฟู ังว่� พวกเร�มเี ส้อื ผ�้ คนละก่ชี ดุ ใส่น�ฬิก�เรอื นละเท่�ไหร่ หล�ยคนแยง่ กันตอบ และพ�กันอง้ึ เมือ่ ดร.สเุ มธ ตันตเิ วชกลุ เล่�ว่� “ครั้งหนึ่ง ผมพย�ย�มจะแอบดวู ่� พระองค์ท�่ นใส่น�ฬกิ �ยี่หอ้ อะไร จนพระองค์ท่�นรู้สึกได้ว่�ผมพย�ย�มอย�กจะดูยี่ห้อ ท่�นจึงย่ืนข้อพระหัตถ์ม�ให้ดูตรงหน้� จึงทร�บ ว่�พระองค์ท่�นใส่น�ฬิก�ร�ค�เพียงเรือนละ ๗๕๐ บ�ทเท่�น้ันซึ่งก็เดินตรงเหมือนกันกับน�ฬิก�เรือนแพง แม้กระทั่งฉลองพระองค์ก็ทรงมีไม่ก่ีชุด ทรงใช้จนเปื่อยซีด แต่พวกเร�มักคิดว่� ก�รมีแบบเหลือกินเหลือใช้ จงึ จะด ี เพร�ะคนสมยั นเ้ี รม่ิ ไมเ่ อ�เกษตรกรรม แตเ่ ลอื กทจ่ี ะท�ำ อตุ ส�่ ห�กรรม (เปน็ ศพั ทท์ บี่ ญั ญตั ขิ น้ึ เอง) สดุ ท�้ ย อน�คตก็จะอดกิน” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ถ�มอีกว่� คนในห้องน้ีมีรองเท้�คนละก่ีคู่ ก็มีนักธุรกิจสตรีตอบว่� ร้อยกว่�คู ่ ดร.สเุ มธ จงึ ถ�มตอ่ ว�่ วนั นใี้ สม่ �กคี่ ู่ ถ�้ จะใชใ้ หค้ มุ้ ท�ำ ไมไมเ่ อ�ม�แขวนคอดว้ ย (ท�ำ เอ�บรรย�ก�ศในหอ้ งเงยี บสงดั เพร�ะโดนใจกนั เตม็ ๆ) กอ่ นจะบอกว�่ พระองค์ทรงฉลองพระบ�ทค่ลู ะ ๓๐๐-๔๐๐ บ�ท ขณะท่ขี �้ ร�ชบรพิ �ร ใส่รองเท้�คู่ละ ๓-๔ พัน แต่เวล�ที่พระองค์ทรงออกเย่ียมร�ษฎรในพื้นท่ีห่�งไกล ที่สุดแล้วข้�ร�ชบริพ�ร ก็เดินต�มพระองค์ไม่ทันอยู่ดี เวล�เดินคนเร�ใส่รองเท้�ได้คู่เดียว อีกท้ังฉลองพระบ�ทของพระองค์ยังถูกนำ� สง่ ไปซ่อมแลว้ ซอ่ มอีก 68 หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นำาการเปลย่ี นแปลงสู่สงั คมท่ไี มท่ นต่อการทจุ รติ

ดินสอทรงงาน ส�รคดเี ฉลมิ พระเกยี รตเิ นื่องในโอก�สมห�มงคล เฉลิมพระชนมพรรษ� ๘๐ พรรษ� ๕ ธนั ว�คม ๒๕๕๐ หมวด พระบ�รมบี นั ด�ล ตอน ดินสอของพระเจ้�อยูห่ วั ดินสอธรรมด�ซ่ึงคนท่ัวไปอ�จห�ซ้ือได้ด้วยร�ค�เพียงไม่กี่บ�ทน้ีเป็นดินสอชนิดเดียวท่ีปร�กฏอยู่บน พระหตั ถข์ องพระบ�ทสมเดจ็ พระเจ้�อยู่หวั ขณะทรงง�นอนั เนอื่ งม�จ�กพระร�ชด�ำ รติ �่ ง ๆ พระบ�ทสมเด็จพระปรมินทรมห�ภูมพิ ลอดุลยเดช ทรงดินสอไมธ้ รรมด� ๆ โดยมีบันทกึ ว�่ ในปหี นงึ่ ๆ ทรงเบิกดินสอใช้เพียง ๑๒ แท่ง โดยทรงใช้ดินสอเดือนละ ๑ แท่งเท่�นั้น เม่ือดินสอส้ันจะทรงใช้กระด�ษ ม�มว้ นตอ่ ปล�ยดนิ สอใหย้ �วเพอื่ ใหเ้ ขยี นไดถ้ นดั มอื จนกระทงั่ ดนิ สอนนั้ กดุ ใชไ้ มไ่ ดแ้ ลว้ เนอ่ื งจ�ก พระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภูมพิ ลอดุลยเดชทรงมแี นวพระร�ชด�ำ ริท่เี ปน็ เหต ุ เปน็ ผล ดนิ สอ ๑ แท่ง ท่�นไม่ไดม้ องว�่ เร� ตอ้ งประหยดั เงนิ ในกระเป�๋ แตท่ �่ นมองว�่ ดนิ สอ ๑ แทง่ ตอ้ งใชท้ รพั ย�กรหรอื พลงั ง�นเท�่ ไหร ่ ตอ้ งใชท้ รพั ย�กร ธรรมช�ติ คือ ไม ้ แร่ธ�ตทุ ่ีทำ�ไส้ดินสอ ก�รน�ำ เข้�วตั ถดุ ิบที่นำ�เข�้ ต่�งประเทศ พลังง�นในกระบวนก�รผลติ และ ขนสง่ ดงั นน้ั ก�รผลติ ดนิ สอทกุ แทง่ มผี ลตอ่ ก�รร�ยรบั ร�ยจ�่ ยของประเทศ เปน็ สว่ นหนงึ่ มลู ค�่ สนิ ค�้ น�ำ เข�้ ด�้ น วัตถุดิบและเป็นก�รนำ�ทรัพย�กรธรรมช�ติท่ีมีจำ�กัดม�ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คว�มประหยัดไม่ใช่หม�ยถึง ก�รไม่ใช ้ แต่ยังรวมถึงก�รใช้สิ่งต�่ ง ๆ อย่�งมสี ตแิ ละมเี หตผุ ล อันเปน็ สำ�คญั ของเศรษฐกจิ พอเพียง “ดร.สเุ มธ ตันตเิ วชกลุ ” เขียนไวใ้ นหนงั สือ “ใต้เบ้อื งพระยุคลบาท” “ท่�นผู้หญิงบุตรี” บอกผมม�ว่� ปีหนึ่งท่�นทรงเบิกดินสอ ๑๒ แท่ง เดือนละแท่ง ใช้จนกระทั่งกุด ใครอย�่ ได้ไปทิ้งของพระองคท์ �่ นนะ จะทรงกร้ิว ทรงประหยัดทกุ อย�่ ง ทรงเป็นต้นแบบทุกอย่�ง ของทุกอย่�ง มีค่�สำ�หรับพระองค์ท่�นท้ังหมด ทุกบ�ท ทุกสต�งค์ จะทรงใช้อย่�งระมัดระวัง ทรงสั่งให้เร�ปฏิบัติง�น ด้วยคว�มรอบคอบ... หลอดยาสพี ระทนต์ หลอดย�สพี ระทนตข์ องพระบ�ทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมห�ภมู พิ ลอดลุ ยเดช มลี กั ษณะแบนร�บเรยี บคล�้ ย แผ่นกระด�ษ โดยเฉพ�ะบริเวณคอหลอดย่ิงปร�กฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ส�เหตุท่ีเป็นเช่นน้ี เพร�ะพระองค์ท่�นทรงใช้ด้�มแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกดจนเป็นรอยบุ๋มศ�สตร�จ�รย์พิเศษ ทันตแพทย์ หญงิ ท�่ นผหู้ ญงิ เพช็ ร� เตชะกมั พชุ ทนั ตแพทยป์ ระจ�ำ พระองค ์ อดตี คณบดคี ณะทนั ตแพทยศ�สตร ์ จฬุ �ลงกรณ์ มห�วิทย�ลัย ไดเ้ ขียนเล�่ ในว�่ “คร้ังหนึง่ ทนั ตแพทย์ประจำ�พระองค์ กร�บถว�ยบังคมทลู เรอ่ื งศิษยท์ นั ตแพทย์ จฬุ �ลงกรณ์มห�วิทย�ลยั บ�งคนมีค�่ นยิ มในก�รใชข้ องต�่ งประเทศ และมรี �ค�แพง ร�ยที่ไม่มีทรัพยพ์ อซือ้ ห� กย็ งั ขวนขว�ย เช�่ ม�ใชเ้ ปน็ ก�รชว่ั ครงั้ ชว่ั คร�ว ซงึ่ เท�่ ทที่ ร�บม� มคี ว�มแตกต�่ งจ�กสมเดจ็ พระเทพรตั นร�ชสดุ �ฯ ทที่ รงนิยมใชก้ ระเป๋�ที่ผลติ ภ�ยในประเทศเชน่ ส�มญั ชนทัว่ ไป ทรงใช้ดินสอสน้ั จนต้องตอ่ ด�้ ม แมย้ �สีพระทนต์ ของพระองค์ท่�น ก็ทรงใช้ด้�มแปรงพระทนต์รีดหลอดย�จนแบนจนแน่ใจว่�ไม่มีย�สีพระทนต์หลงเหลืออยู่ใน หลอดจริง ๆ ” “เมื่อกร�บบงั คมทลู เสรจ็ พระบ�ทสมเดจ็ พระเจ้�อย่หู วั ทรงรับสัง่ ว�่ ของพระองคท์ �่ นกเ็ หมอื นกัน และ ยังทรงรบั สัง่ ตอ่ ไปอีกดว้ ยว่� เม่อื ไมน่ �นม�นีเ้ องมห�ดเล็กหอ้ งสรง เห็นว่�ย�สพี ระทนตข์ องพระองค์คงใช้หมด แล้วจึงได้นำ�หลอดใหม่ม�เปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทร�บ ก็ได้ขอให้เข�นำ�ย�สีพระทนต์หลอดเก่� ม�คืนและพระองค์ท่�นยังทรงส�ม�รถใช้ต่อไปได้อีกถึง ๕ วัน จะเห็นได้ว่�ในส่วนของพระองค์ท่�นเองนั้น ทรงประหยดั อย�่ งยงิ่ ซงึ่ ตรงกนั ข�้ มกบั พระร�ชทรพั ยส์ ว่ นพระองคท์ ท่ี รงพระร�ชท�นเพอ่ื ร�ษฎรผยู้ �กไรอ้ ยเู่ ปน็ นจิ ” หลักสตู รสร้างวิทยากรผนู้ ำาการเปล่ยี นแปลงสู่สังคมท่ีไมท่ นต่อการทจุ รติ 69

“พระจริยวัตรของพระองคไ์ ด้แสดงใหเ้ ห็นอย�่ งแจ่มชัดถึงพระวริ ิยะ อตุ ส�หะ ตลอดจนคว�มประหยัด ในก�รใช้ของอย่�งคุ้มค่� หลังจ�กน้ันทันตแพทย์ประจำ�พระองค์ได้กร�บพระบ�ททูลขอพระร�ชท�นหลอด ย�สพี ระทนตห์ ลอดนน้ั เพอื่ น�ำ ไปใหศ้ ษิ ยไ์ ดเ้ หน็ และรบั ใสเ่ กล�้ เปน็ ตวั อย�่ งเพอื่ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ นโอก�สตอ่ ๆ ไป” “ประม�ณหน่ึงสัปด�ห์หลังจ�กน้ัน พระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยู่หัวได้พระร�ชท�นส่งหลอดย�สีพระทนต์เปล่� หลอดน้ันม�ให้ถึงบ้�น ทันตแพทย์ประจำ�พระองค์รู้สึกซ�บซ้ึงในพระมห�กรุณ�ธิคุณเป็นล้นเกล้�ย่ิง เม่ือได้ พิจ�รณ�ถึงลกั ษณะของหลอดย�สีพระทนต์เปล่�หลอดน้นั แลว้ ท�ำ ใหเ้ กดิ คว�มสงสัยว�่ เหตุใดหลอดย�สีพระทนต์ หลอดนี้จึงแบนร�บเรียบโดยตลอด คล้�ยแผ่นกระด�ษ โดยเฉพ�ะบริเวณคอหลอดยังปร�กฏรอยบุ๋มลึก ลงไปเกือบถงึ เกลยี วคอหลอด เมื่อได้มโี อก�สเข้�เฝ้�ฯ อกี คร้ังในเวล�ตอ่ ม� จึงได้รบั ค�ำ อธบิ �ยจ�กพระองค์ว่� หลอดย�สพี ระทนตท์ เี่ หน็ แบนเรยี บนน้ั เปน็ ผลจ�กก�รใชด้ �้ มแปรงสพี ระทนตช์ ว่ ยรดี และกดจนเปน็ รอยบมุ๋ ทเ่ี หน็ นน่ั เอง และเพอ่ื ทจ่ี ะขอน�ำ ไปแสดงใหศ้ ษิ ยท์ นั ตแพทยไ์ ดเ้ หน็ เปน็ อทุ �หรณ ์ จงึ ไดข้ อพระร�ช�นญุ �ต ซง่ึ พระองค์ ท่�นกไ็ ด้ทรงพระเมตต�ด้วยคว�มเตม็ พระร�ชหฤทยั ” รถยนต์พระทนี่ ่งั น�ยอนนั ต ์ รม่ รน่ื ว�ณชิ กจิ ช�่ งดแู ลรถยนตพ์ ระทน่ี งั่ ไดใ้ หส้ มั ภ�ษณร์ �ยก�รตสี บิ เมอื่ วนั ท ี่ ๒๗ พฤศจกิ �ยน ๒๕๕๒ โดยมีใจคว�มว่� “ครั้งหน่ึงผมต้องซ่อมรถตู้เชฟโรเลต ซึ่งเป็นรถท่ีพระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยู่หัว พระร�ชท�นแกส่ มเดจ็ พระเทพรตั นฯ สมยั ท่�นเรียนจบท่ีจุฬ�ฯ และเป็นคนั โปรดของท่�นด้วย ก่อนซอ่ มข้�ง ประตดู �้ นทที่ �่ นประทบั เวล�ฝนตกจะมนี ้ำ�หยด แตห่ ลังจ�กท่ซี ่อมแลว้ วันหนง่ึ ท่�นกร็ ับส่ังกบั ส�รถีว�่ วนั น้ีรถ ดแู ปลกไป นำ�้ ไมห่ ยด อย่�งนก้ี ไ็ ม่เย็นน่ะส ิ แต่กด็ เี หมือนกันไมต่ อ้ งเอ�กระปอ๋ งม�รอง” น�ยอนนั ต์ เปดิ เผยว่� ภ�ยในรถยนต์พระที่น่งั ของแต่ละพระองคน์ ้นั เรยี บง่�ยม�กไมม่ อี ะไรเลยทีเ่ ปน็ สง่ิ อ�ำ นวยคว�มสะดวก มแี ต่ถัง ขยะเล็ก ๆ กบั ท่ที รงง�นเท�่ นน้ั สว่ นก�รได้มีโอก�สดูแลรถยนตพ์ ระทีน่ ง่ั ท�ำ ให้ไดเ้ หน็ ถงึ พระร�ชกรณยี กจิ ของ พระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยู่หัวด้วยน้ัน น�ยอนันต์ กล่�วว่� ครั้งหน่ึงมีรถยนต์พระที่นั่งท่ีเพ่ิงทรงใช้ในพระร�ช กรณยี กจิ ม�ท�ำ เหน็ ว�่ พรมใตร้ ถมนี �ำ้ แฉะขงั อยแู่ ละมกี ลน่ิ เหมน็ ดว้ ย แสดงว�่ พระองคท์ �่ นทรงน�ำ รถไปทรงพระ ร�ชกรณยี กจิ ในทท่ี น่ี �ำ้ ทว่ ม แถมน�้ำ ยงั ซมึ เข�้ ไปในรถพระทน่ี ง่ั ดว้ ย แสดงว�่ น�้ำ กต็ อ้ งเปยี กพระบ�ทม�ตลอดท�ง จงึ ถ�มส�รถีว่� ทำ�ไมไมร่ ีบเอ�รถม�ซ่อม ก็ได้ค�ำ ตอบว�่ ต้องรอให้เสรจ็ พระร�ชกรณียกิจกอ่ น เมื่อพธิ ีกรถ�มว่� จ�กก�รทไ่ี ด้มโี อก�สรับใช้เบ้อื งพระยคุ ลบ�ท ได้เห็นถึงคว�มพอเพยี งของพระองคอ์ ย่�งไร น�ยอนันต์ ตอบว่� “ปกติถ้�ทรงง�นส่วนพระองค์ ท่�นก็ใช้รถคันเล็กเพื่อประหยัดน้ำ�มัน และเมื่อเร�สังเกตสีรถพระท่ีน่ัง จะเห็น ว�่ มรี อยสถี ลอกรอบคันรถ กว่�ท่ที �่ นจะนำ�ม�ท�ำ สีใหมก่ ็รอบคนั แล้ว แต่คนใชร้ ถอย่�งเร�แค่รอยนดิ เดยี วกร็ บี เอ�ม�ท�ำ สแี ลว้ และครง้ั หนงึ่ ระหว�่ งทผี่ มก�ำ ลงั ประส�นง�นไปรบั รถพระทน่ี งั่ ของสมเดจ็ พระเทพรตั นฯ กม็ วี ทิ ยุ ของข้�ร�ชบรพิ �รบอกกันว่�รถตดิ ม�ก สมเดจ็ พระเทพรัตนฯ เสด็จฯ ข้นึ รถไฟฟ้�ไปแล้ว” ห้องทรงงาน ห้องทรงง�นพระตำ�หนักจิตรลด�รโหฐ�นไม่ได้หรูหร�ประดับด้วยของแพงแต่อย่�งใด เวล�ทรงง�น จะประทบั บนพ้ืนพระตำ�หนักจิตรลด�รโหฐ�น มิไดป้ ระทบั พระเก�้ อี้เวล�ทรงง�น เพร�ะทรงว�งสิง่ ของต�่ ง ๆ ไดส้ ะดวก หอ้ งทรงง�นเปน็ หอ้ งเลก็ ๆ ขน�ด ๓ x ๔ เมตร ภ�ยในหอ้ งทรงง�นจะมวี ทิ ย ุ โทรทศั น ์ โทรส�ร โทรศพั ท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์เคร่ืองบันทึกเสียง เคร่ืองพย�กรณ์ อ�ก�ศ เพื่อจะได้ทรงส�ม�รถแก้ปัญห�ต่�ง ๆ ได้ ทนั ท่วงท ี โดยผนงั หอ้ งทรงง�นโดยรอบมีแผนทที่ �งอ�ก�ศแสดงถึงพื้นทีป่ ระเทศ 70 หลกั สตู รสร้างวิทยากรผู้นำาการเปลีย่ นแปลงสู่สังคมท่ีไมท่ นตอ่ การทจุ ริต

หอ้ งทรงง�นของพระองคก์ เ็ ปน็ อกี สงิ่ หนงึ่ ทเี่ ตอื นสตคิ นไทยไดอ้ ย�่ งม�ก โตะ๊ ทรงง�นหรอื เก�้ อโ้ี ยกรปู ทรงหรหู ร� ไม่เคยมีปร�กฏในห้องน้ี ดังพระร�ชดำ�รัสของพระเทพรัตนร�ชสุด�ฯ สย�มบรมร�ชกุม�รี ตอนหนึ่งที่ว่� “...สำ�นักง�นของท่�น คือ ห้องกว้�ง ๆ ไม่มีเก้�อี้ มีพื้น และท่�นก็ก้มทรงง�นอยู่กับพื้น...” น่ันเอง นับเป็น แบบอย�่ งของคว�มพอด ี ไมฟ่ งุ้ เฟอ้ โดยแท้ “หอ้ งทรงง�น” เปน็ เพียงหอ้ งขน�ดธรรมด� กว�้ งย�วรวม ๕ คูณ ๑๐ เมตร โปร่ง ๆ โลง่ ๆ พนื้ ทีเ่ ป็น ไม้ป�ร์เกต์ ผมกร�บบังคมทูลและถว�ยตำ�ร� จ�กนั้นได้ทรงสอบถ�มร�ยละเอียดของตำ�ร�พร้อมทั้งเรื่องร�ว คว�มคืบหน�้ ง�นอืน่ ทีก่ �ำ ลังดำ�เนนิ เปน็ เวล�กว่�หนึ่งชั่วโมง เครือ่ งประดับ พระบ�ทสมเด็จพระปรมินทรมห�ภูมิพลอดุลยเดช ฉลองพระองค์ธรรมด� ห้อยกล้องถ่�ยภ�พไว้ที่ พระศอ มิทรงโปรดก�รสวมใส่เคร่ืองประดบั อนื่ เช่น แหวน สร้อยคอหรือของมีค�่ ต�่ ง ๆ เว้นแตน่ �ฬกิ �บนขอ้ พระกรเท่�นนั้ ซึ่งกไ็ มไ่ ดม้ ีร�ค�แพงแตอ่ ย่�งใด “...เคร่ืองประดับ พระองค์ก็มิทรงโปรดท่ีจะสวมใส่สักช้ิน นอกเสียจ�กว่�จะทรงแต่งองค์เพ่ือเสด็จฯ ไปง�นพระร�ชพิธีต่�ง ๆ หรือตอ้ นรบั แขกบ้�นแขกเมอื งเท่�นน้ั ...” ดร.สเุ มธ ตันตเิ วชกุล เขียนไว้ในหนังสือ “ใตเ้ บอื้ งพระยคุ ลบ�ท” “...เมอื่ ปี ๒๕๒๔ ท่ีไดร้ บั แตง่ ตง้ั จ�กรฐั บ�ลให้ไปถว�ยง�น ผมต่ืนเต้นม�ก สังเกตร�ยละเอยี ดรอบ ๆ ตวั ไปเสยี ทกุ อย�่ ง มองไปทข่ี อ้ พระหตั ถว์ �่ ทรงใชน้ �ฬกิ �อะไร มองจนพระองคท์ รงยน่ื ขอ้ พระหตั ถม์ �ใหด้ ู ทรงตรสั อย่�งมพี ระอ�รมณข์ ันว่� “ยหี่ ้อใส่แลว้ โก”้ ผมจ�ำ แบบไว้ เพร�ะอย�กรู้ว่�พระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยหู่ ัวทรงใช้ น�ฬกิ �เรือนละเท�่ ไร พอวันหยุดก็รบี ไปทีร่ ้�น ก็ทร�บว�่ มรี �ค�เพยี งแค ่ ๗๕๐ บ�ท...” “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เขียนเล่�ไว้ใน “ประสบก�รณ์สนองพระร�ชดำ�ริเรียนรู้หลักก�รทรงง�น ในพระบ�ทสมเดจ็ พระเจ้�อยหู่ วั ” พระตาำ หนกั จิตรลดา พระต�ำ หนกั จติ รลด� “...ไมม่ พี ระร�ชวงั ไหนในโลกเหมอื นพระต�ำ หนกั จติ รลด� และบรเิ วณสวนจติ รลด� ที่เต็มไปด้วยบ่อเลี้ยงปล� และไร่น�ทดลอง อีกทั้งผองโคนม ผสมด้วยโรงสีและโรงง�นหล�กหล�ย จึงพูดได้ เต็มป�กว�่ ในประเทศไทยไม่มีชอ่ งว่�งระหว�่ งเกษตรกรกบั พระมห�กษัตริย์ ผู้ทรงท�ำ ง�นอย่�ง “หลังสู้ฟ้�หน้� สดู้ ิน” ด้วยพระองคเ์ อง” ซองเอกสารตา่ ง ๆ ทีจ่ ะส่งข้นึ ทลู เกลา้ “... แต่ห�กเป็นเรื่อง “ง�นในร�ชก�ร” แล้ว พระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยู่หัวได้พระร�ชท�นพระบรม ร�โชว�ทม�ยังข้�ร�ชบริพ�รในพระองค์ว่� “เอกส�รต่�ง ๆ ท่ีจะส่งข้ึนทูลเกล้�ฯ ถว�ย ห�กเป็นซองแล้ว กข็ อให้ตดิ ก�วเฉพ�ะตรงหวั มมุ หรอื ห�กเปน็ ตอ้ งใช้เทปก�วตดิ กใ็ หต้ ิดแค่สองนิว้ ก็พอ ไม่ใช่ปดิ ทง้ั หมด เพร�ะ เป็นก�รเปลืองเทปและเปิดย�ก” พระองค์จะไม่พอพระร�ชหฤทัย เพร�ะไม่เป็นก�รประหยัด ซึ่งตรงนี้เป็น สง่ิ ส�ำ คญั นอกจ�กน ้ี กระด�ษและซองจดหม�ยภ�ยใน ห�กไมใ่ ชเ่ อกส�รส�ำ คญั กค็ วรใชก้ ระด�ษรไี ซเคลิ แตห่ �ก เป็นจดหม�ยลบั หรอื ส�ำ คญั กส็ �ม�รถใชข้ องใหมไ่ ด้” หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผนู้ ำาการเปลี่ยนแปลงส่สู ังคมที่ไมท่ นตอ่ การทจุ รติ 71

บรรณานุกรม จฬุ �ลงกรณม์ ห�วทิ ย�ลยั . (๒๕๕๙). ใตร้ ม่ พระบารมพี ระบรมธรรมกิ ราชา. กรงุ เทพฯ: ศนู ยห์ นงั สอื จฬุ �ลงกรณ์ มห�วทิ ย�ลัย. พระเมธธี รรม�ภรณ ์ (ประยูร ธมฺมจิตโต). (๒๕๓๘). จรรยาบรรณขา้ ราชการ. กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ . พระร�ชดำ�รัสพระร�ชท�นแก่บุคคลต่�งๆ ท่ีเข้�เฝ้�ฯ ถว�ยชัยมงคลเน่ืองในโอก�สวันเฉลิมพระชนมพรรษ� ณ ศ�ล�ดสุ ิด�ลยั สวนจิตรลด�ฯ พระร�ชวังดุสิต วนั ศุกรท์ ี่ ๔ ธันว�คม ๒๕๔๑. สืบคน้ เมอื่ ๑๗ กรกฎ�คม ๒๕๖๐, จ�ก http://www.amarin.com/royalspeech/speech๔๑.htm พระร�ชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว�่ ดว้ ยก�รป้องกนั และปร�บปร�มก�รทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๖๑. (ม.ป.ป.). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. มูลนิธพิ ุทธธรรม.พระเมธีธรรม�ภรณ ์ (ประยูร ธมมฺ จิตโต). (๒๕๓๙). คณุ ธรรมสำาหรบั นักบริหาร. กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ . มูลนิธิสถ�บันวิจัยและพัฒน�ประเทศต�มปรัชญ�เศรษฐกิจพอเพียง. (๒๕๕๕). ตามรอยพระราชดำารัสสู่ “ปรัชญญาเศรษฐกจิ พอเพียง”. กรุงเทพฯ: เพชรรุ่งเรือง. ยทุ ธศ�สตรช์ �ตวิ �่ ดว้ ยก�รป้องกนั และปร�บปร�มก�รทจุ รติ . สืบค้นเม่ือ ๑๖ กุมภ�พนั ธ ์ ๒๕๖๐, จ�ก https:// www.nacc.go.th/ more_news.php?cid=๓๖ วศิน อนิ ทสระ. (๒๕๔๑). พุทธจริยศาสตร์. กรงุ เทพฯ: ทองกว�ว. สมบัต ิ คชสิทธ์ ิ และคณะ. (๒๕๕๑). ตามรอยเบอ้ื งพระยคุ ลบาท. ปทุมธ�น:ี ง�นวชิ �ศึกษ�ทั่วไป: มห�วทิ ย�ลยั ร�ชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมร�ชปู ถมั ภ.์ ส�ำ นกั ง�นกองทนุ สนับสนนุ ก�รสร้�งเสริมสขุ ภ�พ และมลู นธิ ิสดศรี-สฤษด์ิวงศ.์ (๒๕๔๙). คาำ พ่อสอน: ประมวล พระบรมราโชวาทและพระราชดาำ รสั เกย่ี วกบั ความสุขในการดำาเนินชวี ิต. กรงุ เทพฯ: ประสุขชัย. สำ�นักง�นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. (๒๕๕๗). คู่มือการขับเคล่ือนงานการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมในมิติ วัฒนธรรม. กรงุ เทพฯ: องคก์ �รสงเคร�ะห์ทห�รผ�่ นศึก. สเุ มธ ตนั ติเวชกลุ . (๒๕๔๘). หลักธรรม หลักทำา ตามรอยพระยคุ ลบาท. กรุงเทพฯ: ด่�นสทุ ธ�ก�รพิมพ.์ สเุ มธ ตนั ตเิ วชกลุ . (๒๕๔๔). ใตเ้ บื้องพระยคุ ลบาท. กรงุ เทพฯ: มตชิ น. 72 หลักสตู รสร้างวิทยากรผูน้ าำ การเปลย่ี นแปลงส่สู ังคมทไ่ี ม่ทนต่อการทุจริต

วชิ าท่ี ๔ การฝึกปฏบิ ตั ิการเป็นวิทยากร หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผนู้ าำ การเปลยี่ นแปลงส่สู งั คมที่ไมท่ นตอ่ การทจุ รติ วิชาท่ี ๔ : เรือ่ ง การฝกึ ปฏบิ ตั ิการเปน็ วิทยากร จาำ นวนชัว่ โมง : ๖ ชั่วโมง เรื่อง การฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารเป็นวิทยากร สาระสำาคัญ วชิ �นเี้ ปน็ ก�รฝกึ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมโดยมบี ทบ�ทในก�รเปน็ วทิ ย�กรถ�่ ยทอดคว�มรใู้ นประเดน็ ใดประเดน็ หนงึ่ จ�ก ๓ ประเดน็ โดยเลอื กใช้เทคนคิ ฝึกอบรมแบบต�่ ง ๆ ต�มคว�มเหม�ะสมกับเนอื้ ห� วตั ถุประสงค์ เพอ่ื ฝกึ ทกั ษะก�รเปน็ วทิ ย�กรทถี่ �่ ยทอดองคค์ ว�มรใู้ นเรอื่ งก�รคดิ แยกแยะระหว�่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน และผลประโยชน์ส่วนรวม คว�มไม่ทนและคว�มอ�ยต่อก�รทุจริต ก�รประยุกต์หลักคว�มพอเพียงด้วยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งต�้ นทจุ ริต ขอบเขตเนื้อหา ก�รฝกึ ปฏิบัตถิ �่ ยทอดคว�มร้ ู ต�มท่กี �ำ หนดไดอ้ ย่�งถกู ตอ้ งและเหม�ะสม วธิ ีการฝกึ อบรม - ๓ ชั่วโมงแรก ให้ผู้เข้�ร่วมทุกคนแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติก�รเป็นวิทย�กรโดยสุ่มหัวข้อวิช�ก�รบรรย�ย จ�ก ๓ วชิ � โดยใหว้ ทิ ย�กรประเมนิ - ๓ ชัว่ โมงหลงั วิทย�กรให้ขอ้ เสนอแนะกระบวนก�รหล�กหล�ย สื่อการเรียนรู้ PowerPoint ฝกึ ปฏบิ ัติ หรือส่อื อื่น ๆ ท่ีเหม�ะสม การวดั และประเมินผล ก�รประเมินฝึกปฏบิ ัตกิ �รเป็นวทิ ย�กร (๔๐ คะแนน) หลักสูตรสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปลยี่ นแปลงสู่สงั คมที่ไม่ทนต่อการทุจริต 73

เน้อื หาโดยสังเขป หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาำ การเปลีย่ นแปลงสสู่ ังคมที่ไม่ทนต่อการทจุ รติ วิชาท่ี ๔ : เร่ือง การฝึกปฏิบัตกิ ารเปน็ วิทยากร จำานวนช่ัวโมง : ๖ ช่ัวโมง รายละเอียดเน้ือหา เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ ก�รท่ีบุคคลใดก็ต�มที่จะก้�วเข้�สู่ก�รเป็นวิทย�กรได้น้ัน จำ�เป็นจะต้องเรียนรู้เก่ียวกับก�รสอนและ ก�รถ�่ ยทอดคว�มรตู้ �่ ง ๆ ใหก้ บั ผเู้ ข�้ รบั ก�รอบรม ก�รทจี่ ะเปน็ วทิ ย�กรฝกึ อมรมทดี่ ตี อ้ งเปน็ ผทู้ นั สมยั อยเู่ สมอ มีคว�มรอบรู้ในวทิ ย�ก�รใหม ่ ๆ ใฝห่ �คว�มร้อู ยู่เป็นนจิ มีศิลปะในก�รถ�่ ยทอดคว�มรู้ ความหมายของวิทยากร วิทยากร คือ ผู้ท่ีทำ�หน้�ที่เป็นตัวก�รสำ�คัญ ที่จะทำ�ให้ผู้เข้�รับก�รอบรม เกิดคว�มรู้คว�มเข้�ใจ เกิดทักษะ เกิดทัศนคติท่ีดีเกี่ยวกับเรื่องท่ีอบรม จนกระท่ังผู้เข้�รับก�รอบรมเกิดก�รเรียนรู้และส�ม�รถ จุดประก�ยคว�มคิด เกดิ ก�รเปล่ยี นแปลงทัศนคติ หรือพฤตกิ รรมไปต�มวัตถปุ ระสงคข์ องเรอ่ื งหรอื วิช�นัน้ ๆ วิทยากร หม�ยถึง ผู้ท่ีมีคว�มรู้ คว�มส�ม�รถ ในภ�ษ�อังกฤษเรียกวิทย�กรว่� Resource Person วิทย�กรม�จ�ก “วิทย�” แปลว่� คว�มรู้ “กร” แปลว่� มือ หรือ ผู้ถือ วิทย�กรก็คือ ผู้ทรงไว้ซ่ึงคว�มรู้ คว�มส�ม�รถ นน่ั กค็ อื บคุ คลทเี่ ปน็ วทิ ย�กรไดจ้ ะตอ้ งเปน็ ผมู้ คี ว�มร ู้ และคว�มส�มรถในก�รท�ใหผ้ อู้ น่ื มคี ว�มรู้ คว�มเข�้ ใจในเรอ่ื งนนั้ ๆ ต�มทต่ี นตอ้ งก�ร วทิ ย�กรจงึ หม�ยถงึ ผรู้ แู้ ละผมู้ คี ว�มส�ม�รถในก�รท�ใหผ้ อู้ น่ื มคี ว�มรู้ คว�มเข�้ ในเรื่องน้ัน ๆ วิทยากร หม�ยถงึ บคุ คลซ่ึงมคี ว�มร้ ู คว�มส�มรถ ตลอดจนก�รพดู หรือน�เสนอและใชเ้ ทคนิคต�่ ง ๆ ในเร่ืองนน้ั ๆ ในก�รถ่�ยทอดอันจะท�ำ ใหผ้ ู้รับก�รฝึกอบรมใหเ้ กิดคว�มรู้ (Knowledge) คว�มเข�้ ใจ (Under- stand) เจตคติ (Attitude) คว�มส�ม�รถ (Skill) จนส�ม�รถท�ให้ผู้รับก�รฝึกอบรมเปล่ียนแปลงพฤติกรรม ไปต�มวัตถปุ ระสงค์ท่ีตอ้ งก�ร บทบาทและหนา้ ท่ที ส่ี าำ คญั ของวทิ ยากร มดี ังนี้ ๑. วิทยากร คือ ผูท้ ท่ี ำาให้เกดิ การเรียนรู้ (Instructor) บทบ�ทแรกของวิทย�กร คอื ค�ำ ว�่ “ท�ำ ใหเ้ กดิ ก�รเรยี นร”ู้ หม�ยคว�มว�่ วทิ ย�กรจะตอ้ งท�ำ ใหผ้ เู้ ข�้ สมั มน�มคี ว�มรคู้ ว�มเข�้ ใจในเรอ่ื งหรอื หลกั สตู รทว่ี ทิ ย�กร ถ�่ ยทอด จนส�ม�รถเปลยี่ นแปลงทศั นคตแิ ละพฤตกิ รรมไปต�มวตั ถปุ ระสงคข์ องเรอ่ื งหรอื หลกั สตู รนน้ั ๆ ดงั นนั้ บทบ�ทนว้ี ทิ ย�กรจ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี ว�มร ู้ คว�มเข�้ ใจในเรอ่ื งหรอื หลกั สตู รทถ่ี �่ ยทอดนน้ั ๆ ไดอ้ ย�่ งถอ่ งแท ้ ห�กวทิ ย�กร มีคว�มรู้ไม่ม�กพอ ก็ย�กท่ีจะทำ�ให้ผู้เข้�สัมมน�เกิดก�รเรียนรู้ได้ ดังนั้นก�รเป็นวิทย�กรบทบ�ทแรก จะตอ้ งห�คว�มรู้เยอะ ๆ ในทกุ ๆ เรือ่ งโดยเฉพ�ะเรื่องทจี่ ะต้องให้ผเู้ ข�้ รบั ฟังก�รสัมมน�เกิดก�รเรยี นร้ ู ๒. วิทยากร คือ ผู้ฝึก (Trainer) บทบ�ทท่ี ๒ มีคว�มสำ�คัญต่อก�รเป็นวิทย�กรที่สมบูรณ์แบบ อกี บทบ�ทหนง่ึ ก�รเปน็ ผฝู้ กึ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งง่�ย นอกจ�กตอ้ งมคี ว�มรเู้ กย่ี วกบั เรอื่ งหลกั สตู รทอี่ บรมแลว้ วทิ ย�กรจ�ำ เปน็ 74 หลักสตู รสร้างวทิ ยากรผู้นำาการเปล่ียนแปลงสสู่ ังคมทีไ่ ม่ทนต่อการทจุ รติ

ต้องมีคว�มรู้คว�มเข้�ใจเก่ียวกับผู้เข้�สัมมน�ด้วยว่�มีคุณสมบัติหรือพ้ืนคว�มรู้เป็นอย่�งไร ก�รเป็นวิทย�กร ในบทบ�ทน้สี ว่ นใหญ่ คอื หลกั สูตรหรอื เรือ่ งท่ีเก่ยี วกบั ก�รอบรมเชงิ ฝึกปฏบิ ัติ เช่น หลกั สตู รศิลปะก�รพดู สร้�ง แรงจงู ใจ เทคนคิ ก�รเปน็ พธิ กี ร หรอื วทิ ย�กรมอื อ�ชพี ฯลฯ วทิ ย�กรผอู้ บรมท�ำ หน�้ ทใี่ นบทบ�ทน ้ี ตอ้ งอดทน ใจเยน็ รอคอย ฝกึ ฝนจนผเู้ ข�้ อบรมสมั มน�บรรลผุ ลเปน็ ไปต�มวตั ถปุ ระสงคท์ ต่ี อ้ งก�ร เปรยี บเสมอื น โคช้ !!! ตอ้ งรอบร ู้ รู้ลกึ รู้จรงิ และรูก้ ว�้ ง ๓. วิทยากร คือ พี่เล้ียง (Mentor) ในบทบ�ทน้ีวิทย�กรต้องทำ�หน้�ท่ีเป็นพ่ีเล้ียงคอยให้คำ�ปรึกษ� ให้กำ�ลังใจ แนะแนวท�งต่�ง ๆ เพื่อทำ�ให้ผู้เข้�สัมมน� มีคว�มรู้ คว�มเข้�ใจ จุดประก�ยคว�มคิด ส�ม�รถ เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม ปฏบิ ตั ติ �ม จนประสบผลส�ำ เรจ็ ต�มเป�้ หม�ยของก�รอบรม-สมั มน� ทว่ี �งไว ้ ในบทบ�ท พี่เลยี้ งของวิทย�กรนี้ วทิ ย�กรตอ้ งมีมนุษยส์ ัมพันธ ์ ยม้ิ แยม้ แจม่ ใส อ�รมณด์ ี จงึ จะส�ม�รถท�บทบ�ทน้ีไดด้ ี ๔. วิทยากร คือ ผู้สอน (Teacher) บทบ�ทนี้เป็นบทบ�ทที่สำ�คัญอีกบทบ�ทหนึ่งของวิทย�กร ก�รถ่�ยทอดคว�มรู้เพ่ือท�ำ ให้ผ้เู ข้�สมั มน�เกดิ คว�มเข้�ใจนน้ั วทิ ย�กรต้องทำ�หน้�ทีเ่ ป็นครูผสู้ อนด้วย ก�รพดู ดว้ ยเสยี งทด่ี งั ชดั เจน สอนดว้ ยก�รยกตวั อย�่ งประกอบ เปรยี บเทยี บ จะท�ำ ใหผ้ เู้ ข�้ สมั มน� เปลยี่ นแปลงทศั นคติ จนส�ม�รถจดุ ประก�ยคว�มคิดเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมเปน็ ไปต�มวตั ถุประสงค์ของเร่อื งหรือหลกั สตู รน้นั ๆ ได ้ ก�รท�ำ หน�้ ทขี่ องวทิ ย�กรในบทบ�ทครผู สู้ อน จะท�ำ ใหผ้ ฟู้ งั เชอื่ และเปลย่ี นแปลงไดใ้ นทส่ี ดุ ในบทบ�ทนว้ี ทิ ย�กร จำ�เป็นตอ้ งฝึกฝนอย�่ งม�กในจติ วญิ ญ�ณของก�รเปน็ ครู ๕. วทิ ยากร คอื ผบู้ รรยาย (Lecturer) ในบทบ�ทนเ้ี ปน็ อกี บทบ�ทหนง่ึ ของวทิ ย�กร ก�รบรรย�ยของ วทิ ย�กรน้ันเป็นบทบ�ทหลกั เลยก็ว�่ ได ้ แตท่ สี่ �ำ คญั วทิ ย�กรจะบรรย�ยอย�่ งไร ที่จะทำ�ใหผ้ ูฟ้ งั หรอื ผเู้ ข้�สัมมน� ไม่เบอ่ื หรอื หลับเสียกอ่ น บรรย�ยอย�่ งไร ท่ีจะทำ�ให้สนุกสน�นต่นื เตน้ เรียงล�ำ ดบั ขัน้ ตอนไดอ้ ย�่ งชดั เจนเข�้ ใจ ง�่ ย และได้เน้อื ห�ส�ระครบถ้วน บทบ�ทน้ีกต็ ้องได้รบั ฝกึ ฝน องคก์ รหรอื หนว่ ยง�นใดมวี ทิ ย�กรทค่ี รบเครอื่ งท�ำ ไดท้ กุ บทบ�ทกถ็ อื ว�่ ส�ำ เรจ็ ไปแลว้ ครงึ่ หนงึ่ หรอื ท�่ นใด ทเ่ี ปน็ วทิ ย�กรอยแู่ ลว้ ท�ำ ไดท้ กุ บทบ�ทกถ็ อื ไดว้ �่ สดุ ยอดแลว้ แตถ่ �้ ท�่ นใดยงั ท�ำ ไมไ่ ดท้ กุ บทบ�ทหรอื ท�ำ ไดเ้ พยี ง บ�งบทบ�ท ก็ฝึกฝนกันต่อไป ฝึกบอ่ ย ๆ กจ็ ะเกง่ และชำ�น�ญ เป็นวทิ ย�กรมืออ�ชีพได้ในท่สี ุด ก�รเป็นคนช�่ ง สังเกต ช่�งพดู ชอบก�รถ�่ ยทอดเนือ้ ห�ส�ระ จะต้องหมน่ั สังเกตผูฟ้ ังว่�รสู้ กึ เชน่ ไร ก�รเรียนรูภ้ �ษ�ก�ย มคี ว�ม จ�ำ เป็นอย�่ งย่งิ เพร�ะจะทำ�ใหเ้ ร�ส�ม�รถรไู้ ดว้ �่ ผู้ฟังตอบรบั ก�รพดู ของวิทย�กรได้ม�กนอ้ ยแคไ่ หน คุณสมบัติของวทิ ยากรท่ีดี มดี ังน้ี ๑. ต้องมีความรู้จริงในเร่ืองท่ีจะถ่ายทอดอย่างชัดเจน ก�รเป็นวิทย�กร เป็นนักพูดที่เก่งนั้น ต้องมี คว�มรูเ้ ยอะ มคี ว�มร้ทู ห่ี ล�กหล�ย โดยเฉพ�ะเรือ่ งท่จี ะบรรย�ย ตอ้ งรู้ชนิดทะลุปรุโปร่ง ส�ม�รถเข้�ใจเรือ่ งที่ จะถ่�ยทอดได้อย่�งกระจ�่ งแจ้งชัดเจน ส่วนคว�มรู้อน่ื ๆ ก็ต้องมีรอบด�้ น ไมว่ ่�จะเปน็ นทิ �น เร่อื งตลกขำ�ขัน คว�มรรู้ อบตัวอนื่ ๆ อีกม�กม�ย ก�รเป็นคนรักก�รเรยี นรจู้ ะส�ม�รถท�ใหเ้ ร�เปน็ วทิ ย�กรทเ่ี ก่ง มคี ่�ตวั แพง ๆ ได้ เพร�ะวทิ ย�กรคือผูถ้ �่ ยทอดให้คว�มร ู้ จึงมีคำ�กล�่ วทวี่ ่� “อ�่ นหนงั สือประวตั ิศ�สตร์ ๑ เลม่ ยน่ ยอ่ ระยะ เวล�ของประวัตศิ �สตร์นบั ๑๐๐ ป”ี ๒. มคี วามคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ คว�มคดิ ของคนเร�มี ๒ ด้�น ด�้ นหนึง่ บวก อีกด้�นหนึง่ ลบ ก�รคดิ ลบ ทำ�ใหจ้ ติ ใจหดหู ่ ห่อเห่ยี ว หมดคว�มหวัง หมดก�ำ ลงั ใจ ก�รคดิ บวกกอ่ ใหเ้ กิดคว�มหวงั พลงั ใจ มแี รงทจ่ี ะต่อสู้ ปญั ห�อุปสรรค มีคว�มคิดสร�้ งสรรค์ คิดส่งิ แปลก ๆ สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวล� คณุ สมบตั ขิ องผู้ที่ต้องก�รฝกึ ฝน หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผู้นำาการเปลี่ยนแปลงส่สู งั คมทไ่ี ม่ทนต่อการทจุ รติ 75

เปน็ วทิ ย�กรในขอ้ นกี้ ค็ อื ก�รคดิ บวก มคี ว�มคดิ รเิ รมิ่ สร�้ งสรรค ์ เพร�ะจะท�ำ ใหเ้ ร�มอี ะไร แปลก ๆ ใหม ่ ๆ ตลอด เวล� เวล�ถ�่ ยทอดใหค้ ว�มร ู้ กจ็ ะเป็นคว�มรู้ท่ดี ี ๆ คว�มร้ทู ส่ี ร�้ งสรรค ์ ผ้เู ข�้ สัมมน�กจ็ ะไดแ้ นวคว�มคิดจ�ก ก�รฟงั บรรย�ยนำ�ไปปฏิบัติให้เกดิ ประโยชน ์ ท�ำ ให้ผทู้ ีเ่ ป็นวทิ ย�กรไดร้ บั ก�รตอบรับม�กย่ิงข้ึน ดงั น้นั ก�รฝึกฝน เกยี่ วกับคว�มคิดสร้�งสรรคก์ เ็ ปน็ อีกข้อหนึง่ ที่วทิ ย�กรพึงมี ๓. มีมนษุ ยส์ ัมพันธ์ดี ก�รเป็นคนร�่ เรงิ ยม้ิ แย้มแจ่มใสเปน็ กนั เอง ท�ำ ให้มีเสน่ห์ มีแตค่ นอย�กเข้�ใกล้ เปน็ คณุ สมบตั อิ กี ขอ้ หนงึ่ ทค่ี วรมสี �ำ หรบั ก�รเปน็ วทิ ย�กร รอยยม้ิ ของวทิ ย�กร จะท�ำ ใหผ้ เู้ ข�้ สมั มน�ฟงั อย�่ งตง้ั ใจ คงไม่มใี ครอย�กฟงั วิทย�กรหน้�บง้ึ หรือหน�้ บอกบญุ ไมร่ ับ ฝึกยม้ิ เสยี แต่วันนี้เพ่ือเป็นวทิ ย�กรที่ดใี นวันหน�้ ๔. ช่างสังเกต ก�รพดู ก�รถ�่ ยทอดเนื้อห�ส�ระ ตอ้ งหมนั่ สงั เกตผูฟ้ ังรู้สึกเช่นไร ก�รเรยี นรู้ภ�ษ�ก�ย มคี ว�มจ�ำ เปน็ อย�่ งยง่ิ เพร�ะจะท�ำ ใหส้ �ม�รถรไู้ ดว้ �่ ผฟู้ งั ตอบรบั ก�รพดู ของวทิ ย�กรไดม้ �กนอ้ ยแคไ่ หน ดงั นนั้ คณุ สมบตั ขิ อ้ น้ีคอื ต้องฝกึ เปน็ คนช�่ งสงั เกต ๕. มีไหวพริบปฏิภาณ วิทย�กรต้องมีคว�มส�ม�รถในก�รแก้ไขเหตุก�รณ์เฉพ�ะหน้�เก่ง คุณสมบัติ ข้อน้ีข�ดไม่ได้ ใครไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ฝึกฝนได้ เหตุก�รณ์ต่�ง ๆ ที่เกิดข้ึนบ�งครั้งเกินคว�มค�ดหม�ย ก�รมี ไหวพรบิ ปฏภิ �ณคดิ ไวทำ�ไว แกไ้ ขเหตกุ �รณเ์ ฉพ�ะหน�้ ได ้ เปน็ คุณสมบัตอิ ีกขอ้ หนึ่งของวทิ ย�กรท่ีตอ้ งฝกึ ฝน ๖. มคี วามเชอื่ มน่ั ในตนเอง วิทย�กรเป็นยิ่งกว�่ ผนู้ ำ� เน่ืองจ�กผนู้ ำ�ส�ม�รถน�ำ คนอน่ื ได้ แต่ผนู้ �ำ อ�จจะ ไมใ่ ชว่ ทิ ย�กรทดี่ ี แตผ่ นู้ �ำ มคี ว�มเชอ่ื มน่ั ดงั นนั้ วทิ ย�กรจงึ ตอ้ งมคี ว�มเชอ่ื มนั่ ม�กกว�่ ห�กไมม่ คี ว�มเชอื่ มน่ั ไมม่ ี คว�มมัน่ ใจในเร่ืองทบ่ี รรย�ยในเรื่องทีถ่ �่ ยทอด แล้วใครจะเช่อื คว�มเชอื่ ม่ันจะแสดงออกม�ท�งน�้ำ เสยี ง สีหน�้ แววต� ขอ้ มูล คำ�พดู ท�่ ท�ง บคุ ลกิ ภ�พ ก�รพูดทมี่ หี ลักก�ร ก�รพูดที่มนี �้ำ เสียงทรงพลังช่วยเสรมิ สร�้ งคว�ม เชอื่ ม่นั ใหเ้ กดิ ขน้ึ ได ้ คว�มเช่อื ม่นั ในตนเองเป็นคุณสมบตั ิอีกข้อหนง่ึ ทค่ี วรมกี �รฝึกฝน ๗. มกี ารวางแผนทด่ี ี นกั พดู ทดี่ หี รอื วทิ ย�กรทด่ี ตี อ้ งมคี ณุ สมบตั เิ รอื่ งก�รว�งแผนก�รพดู ใหไ้ ปต�มล�ำ ดบั ขนั้ ตอน ถอื เปน็ เรอื่ งส�ำ คญั ส�ำ หรบั ก�รถ�่ ยทอด เพร�ะจะท�ำ ใหผ้ ฟู้ งั เข�้ ใจเรอ่ื งทไ่ี ดร้ บั ก�รถ�่ ยทอดอย�่ งกระจ�่ ง แจ้งชัดเจน ก�รข�ดก�รว�งแผน จะทำ�ให้ก�รพูด วกไปวนม� ทำ�ให้เกิดก�รล้มเหลวในก�รพูด ไม่ประสบ คว�มส�ำ เร็จในก�รเป็นวทิ ย�กร ดังนน้ั ก�รว�งแผนเปน็ คณุ สมบตั ิอกี ข้อหนง่ึ ท่คี วรมกี �รฝกึ ฝน ๘. มีความจริงใจตั้งใจให้ความรู้ คุณสมบัติข้อน้ีเป็นคุณสมบัติพ้ืนฐ�นของก�รเป็นวิทย�กรมืออ�ชีพ คว�มจริงใจต้ังใจม�กน้อยแค่ไหนสัมผัสได้ไม่ย�ก ระหว่�งวิทย�กรกับผู้ฟังก�รสัมมน� ห�กมีคว�มจริงใจและ ตงั้ ใจจริง ๙. มีลลี าแบบฉบบั เป็นของตวั เอง ลลี �แบบฉบบั ของนกั พูด หรือวทิ ย�กรทเ่ี ป็นตัวของตัวเองจะทำ�ให ้ ผูฟ้ ังจ�ำ ไดแ้ มน่ ย� โดดเดน่ เปน็ เอกลักษณ์ดังน้ัน วทิ ย�กรตอ้ งห�ลีล�ท่ีเปน็ แบบฉบบั ของตวั เอง ๑๐. ทำาใหผ้ ู้เขา้ สมั มนามสี ่วนร่วมในการบรรยาย ก�รพูด คือ ก�รสื่อส�รระหว�่ งผูพ้ ูดกบั ผฟู้ งั แตก่ �ร บรรย�ย คอื ก�รพูดสอ่ื ส�รระหว�่ งวิทย�กรกบั ผ้เู ข้�สมั มน� ห�กวทิ ย�กรพดู ไป ผฟู้ งั กเ็ งยี บ น�นเข้�บรรย�ก�ศ กจ็ ะกร่อยสุดท�้ ยคนก็จะห�ยหมดทง้ั ห้อง ดังน้ันก�รสร้�งบรรย�ก�ศใหผ้ ู้ฟงั หรือ ผู้เข้�สัมมน�มสี ่วนรว่ ม เปน็ คุณสมบัติข้อสำ�คัญท่ีต้องฝึกฝนอย่�งหนัก เพร�ะก�รทำ�ให้ผู้เข้�สัมมน�มีส่วนร่วมเป็นจุดแจ้งเกิดของวิทย�กร มืออ�ชพี ๑๑. บุคลกิ ภาพการแต่งกายโดดเด่น ดูดมี สี งา่ วางตัวเหมาะสมเป็นวิทยากร ก�รแต่งก�ยที่เหม�ะสม บุคลิกภ�พดูดี โดดเด่น เป็นที่เค�รพเลื่อมใสต่อผู้พบเห็นไม่ว่�จะเป็นบนเวทีหรืออยู่ข้�งล่�งเวทีนับว่�มีคว�ม สำ�คญั อย่�งยง่ิ ดงั น้ันวทิ ย�กรกต็ ้องฝึกฝนเช่นกนั 76 หลักสตู รสรา้ งวิทยากรผู้นาำ การเปลย่ี นแปลงสู่สงั คมทไี่ มท่ นตอ่ การทจุ รติ

๑๒. ถ่ายทอดเป็น ๑๒.๑ มเี ทคนคิ ต�่ ง ๆ เชน่ ก�รบรรย�ย ก�รนำ�อภิปร�ย ก�รสมั มน� กรณีศกึ ษ� ก�รจดั กิจกรรม ฯลฯ เพื่อทำ�ใหเ้ กดิ คว�มร ู้ เข�้ ใจง่�ย ได้ส�ระ ๑๒.๒ พูดเป็น คอื พูดแลว้ ท�ำ ใหผ้ ู้ฟังเข�้ ใจต�มทพ่ี ูดไดอ้ ย่�งรวดเรว็ ส�ม�รถพูดเรื่องย�ก ซบั ซ้อน ให้เข�้ ใจง�่ ย ๑๒.๓ ฟงั เปน็ คอื ตงั้ ใจฟงั ฟงั ใหต้ ลอด ขณะทฟ่ี งั ตอ้ งควบคมุ อ�รมณ ์ ขณะทฟี่ งั อย�่ คดิ ค�ำ ตอบทนั ที จงฟังเอ�คว�มหม�ยม�กกว่�ถ้อยคำ� ๑๒.๔ นำ�เสนอเปน็ ประเดน็ และสรปุ ประเดน็ ให้ชดั เจน ๑๒.๕ มีอ�รมณ์ขัน สร�้ งบรรย�ก�ศในก�รอบรมได้อย่�งเหม�ะสม ๑๒.๖ มปี ระสทิ ธภิ �พในก�รอบรม ส�ม�รถเชอื่ มโยงทฤษฎเี ข�้ กบั ก�รปฏบิ ตั ไิ ดด้ ี มองเหน็ เปน็ รปู ธรรม ๑๒.๗ ใช้ภ�ษ�พดู ได้ด ี ใช้ภ�ษ�ง�่ ย ๆ รู้จกั เลอื กภ�ษ�ใหต้ รงกบั เน้อื ห�และตรงกบั คว�มต้องก�ร และพน้ื ฐ�นคว�มรูข้ องผฟู้ ัง ๑๓. มหี ลกั จิตวทิ ยาในการสอนผู้ใหญ่ ๑๓.๑ คว�มสนใจในก�รรับฟงั จะเกดิ ขึ้นจ�กก�รรบั รถู้ ึงเรอื่ งที่วทิ ย�กรจะพูดหรือบรรย�ย ๑๓.๒ มงุ่ ประโยชน์ในก�รรับฟงั เป็นสำ�คญั ๑๓.๓ จะตัง้ ใจและเรยี นรู้ไดด้ ี ถ�้ วิทย�กรแยกเร่ืองทส่ี อนออกเป็นประเด็น/ขนั้ ตอน ๑๓.๔ จะเรยี นรไู้ ดด้ ีถ้�ได้ฝกึ ปฏิบัติไปด้วยพร้อม ๆ กบั ก�รรบั ฟัง ๑๓.๕ จะเรยี นรไู้ ดด้ ยี ิง่ ข้ึน ถ�้ ฝึกแลว้ ไดท้ ร�บผลของก�รปฏิบัติอย�่ งรวดเรว็ ๑๓.๖ จะเรยี นรไู้ ด้ดเี มอ่ื มกี �รฝกึ หัดอยู่เสมอ ๑๓.๗ จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเปิดโอก�สให้ใช้เวล�ในก�รทำ�คว�มเข้�ใจ อย่�เร่งรัด เพร�ะแต่ละคนมี คว�มส�ม�รถในก�รเรยี นรตู้ ่�งกัน ๑๔. มีจรรยาบรรณของวทิ ยากร ๑๔.๑ เมอื่ จะสอนต้องมั่นใจว่�มคี ว�มรจู้ ริงในเรอื่ งทจ่ี ะสอน ๑๔.๒ ตอ้ งม่งุ ประโยชนข์ องผฟู้ ังเป็นทตี่ ้งั ๑๔.๓ ไมค่ วรฉกฉวยโอก�สในก�รเปน็ วิทย�กรเพ่ือแสวงห�ผลประโยชนส์ ว่ นตัว ๑๔.๔ คว�มประพฤติและก�รปฏบิ ัติตนของวทิ ย�กร ควรจะสอดคล้องกับเร่ืองทส่ี อน การเป็นผู้นาำ เสนอทด่ี ี ก�รเปน็ วทิ ย�กรทดี่ ี วทิ ย�กรจะตอ้ งเปน็ ผนู้ �ำ เสนอทดี่ ดี ว้ ย เพอื่ ใหก้ �รบรรย�ยบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ กี่ �ำ หนดไว้ โดยวิทย�กรจะต้องมกี �รเตรยี มก�รทปี่ ระกบดว้ ยขั้นตอน ดังนี้ ๑. การวางแผน (Planning) เปน็ ขน้ั ตอนแรกทสี่ �ำ คญั ทจ่ี ะน�ำ ไปสคู่ ว�มมน่ั ใจของก�รเปน็ ผนู้ �ำ เสนอทดี่ ี นนั้ คอื ก�รว�งแผนเตรยี ม คว�มพรอ้ ม โดย - ส�ำ รวจตวั เอง - วิเคร�ะหจ์ ุดออ่ นและจุดแขง็ ตนเอง - สร�้ งคว�มเช่ือมนั่ ตนเอง - กำ�หนดแผนและกจิ กรรมก�รเรียนรู้ หลกั สตู รสรา้ งวิทยากรผู้นำาการเปล่ยี นแปลงสู่สงั คมทีไ่ ม่ทนต่อการทุจรติ 77

๒. การดำาเนินการ (Doing) ก�รดำ�เนนิ ก�รเป็นไปต�มแผนและกิจกรรมก�รเรยี นรูท้ กี่ �ำ หนดข้ึน ซงึ่ อ�จพบปัญห�หรืออุปสรรค ท่ตี ้องแก้ไขปญั ห�เหล�่ นน้ั ๓. การตรวจสอบ (Checking) บุคคลที่จะประสบคว�มสำ�เร็จในอ�ชีพก�รง�นต่�ง ๆ ได้นั้น จะต้องคอยตรวจสอบผลก�รดำ�เนิน ง�นของตนเองเปน็ ระยะ ๆ โดยประเมินคว�มส�ำ เร็จของกจิ กรรมต�่ ง ๆ ทีด่ ำ�เนินก�รม�ทั้งหมดว่�เปน็ ไปต�ม เป�้ หม�ยที่ตอ้ งก�รให้เปน็ หรอื ไม่ ทัง้ น ้ี เพอื่ สร้�งคว�มสำ�เรจ็ ในก�รก�้ วขึน้ ส่เู วทขี อง “ผ้นู �ำ เสนอหรือวทิ ย�กร” ๔. การลงมือปฏิบตั ิจริง (Acting) เมื่อมีคว�มพรอ้ มในทุกอย่�ง กเ็ ร่ิมก�้ วสู่เวทีของก�รเปน็ ผ้นู ำ�เสนอท่ดี ี เทคนคิ การเตรียมตัวทด่ี ีของวิทยากร กอ่ นการฝกึ อบรม ก่อนที่จะมีก�รฝึกอบรมเกิดข้ึน วิทย�กรจะต้องมีภ�รกิจในก�รเตรียมตัว เพร�ะวิทย�กรจะต้องทร�บ ล่วงหน้�ว่�ตนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องใด ดังน้ัน ในขั้นตอนนี้วิทย�กรควรจะดำ�เนินก�รเตรียมก�ร เพอื่ ก�รถ�่ ยทอดและเปลยี่ นทศั นคตขิ องผเู้ ข�้ รบั ก�รฝกึ อบรม ก�รเตรยี มก�รทด่ี ยี อ่ มส�ำ เรจ็ ไปแลว้ ครง่ึ หนง่ึ เพร�ะ จะท�ำ ใหว้ ทิ ย�กรเกดิ คว�มมนั่ ใจในก�รฝกึ อบรม และเมอ่ื มปี ญั ห�ต�่ ง ๆ เกดิ ขน้ึ ยอ่ มแกป้ ญั ห�ไดอ้ ย�่ งเหม�ะสม ก�รเตรยี มก�รในขนั้ น้ีเก่ียวขอ้ งกับ ๑. ก�รประส�นง�นกับหน่วยง�นท่ีจะฝึกอบรม เพอ่ื ขอข้อมูลทจี่ ะเป็นประโยชน์ต่อก�รฝึกอบรม ได้แก่ หลักสูตร กลมุ่ ผู้เข�้ รบั ก�รฝึกอบรม เอกส�รประกอบ วัสดอุ ปุ กรณ์ต่�ง ๆ ๒. ก�รเขยี นแผนก�รฝกึ อบรม ขอ้ มลู ต�่ ง ๆ ทไ่ี ดจ้ �กหนว่ ยง�นจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ก�รเขยี นแผนก�รฝกึ อบรม แผนก�รฝกึ อบรมเปน็ แนวท�งส�หรบั วทิ ย�กรว�่ จะถ�่ ยทอดและเปลย่ี นพฤตกิ รรมโดยใชส้ อ่ื และเทคนคิ ก�รฝกึ อบรมอย่�งไร เพือ่ ใหเ้ หม�ะสมกับผเู้ ข้�รว่ มอบรม ๓. ก�รเตรยี มอปุ กรณ ์ สอ่ื ต�่ ง ๆ วทิ ย�กรควรจะเตรยี มอปุ กรณแ์ ละสอ่ื ต�่ ง ๆ เชน่ ไฟลน์ �ำ เสนอ กระด�ษ ฯลฯ ใหเ้ รียบรอ้ ย เหม�ะสมกับฐ�นะของวทิ ย�กร ระหวา่ งการฝึกอบรม เมื่อวิทย�กรม�ถึงสถ�นท่ีจัดฝึกอบรม ควรตรวจสอบสถ�นท่ีและอุปกรณ์ต่�ง ๆ ท่ีได้จัดเตรียมไว้และ สอบถ�มขอ้ มลู ต�่ ง ๆ เช่น บรรย�ก�ศในก�รฝึกอบรม ใครเป็นผนู้ �ำ กลุ่ม วทิ ย�กรคนก่อน ๆ พูดเกีย่ วกับอะไร ฯลฯ เมื่อถงึ เวล�ก�รฝึกอบรม จะต้องด�ำ เนนิ ก�รต�่ ง ๆ ทส่ี ำ�คัญได้แก่ ๑. ก�รถ่�ยทอดคว�มร ู้ ควรมคี ว�มส�ม�รถในก�รถ่�ยทอด โดยอ�ศัยเทคนคิ และใช้สอ่ื อุปกรณต์ �่ ง ๆ ให้เปน็ ประโยชน์ ๒. ก�รเปน็ ศนู ยก์ ล�ง ในก�รแลกเปลย่ี นประสบก�รณแ์ ละคว�มคดิ เหน็ วทิ ย�กรจะตอ้ งคอยกระตนุ้ ให้ ผรู้ บั ก�รฝกึ อบรมแลกเปลย่ี นประสบก�รณค์ ว�มคดิ เหน็ รวมถงึ ตอ้ งคอยชแี้ นะ สรปุ ประเดน็ และน�ำ เสนอแนวท�ง ท่เี หม�ะสมด้วย ๓. ก�รเสรมิ สร�้ งบรรย�ก�ศ วทิ ย�กรจะตอ้ งสร�้ งบรรย�ก�ศทเี่ หม�ะสมตอ่ ก�รเรยี นร ู้ ทงั้ ด�้ นก�ยภ�พ ไดแ้ ก ่ อปุ กรณ ์ สอ่ื ใหเ้ หม�ะสม และด�้ นจติ ภ�พ หม�ยถงึ ผเู้ ข�้ รบั ก�รฝกึ อบรม มคี ว�มสนใจทจ่ี ะเรยี นรอู้ ยตู่ ลอดเวล� 78 หลกั สตู รสร้างวทิ ยากรผนู้ าำ การเปล่ียนแปลงส่สู ังคมทไี่ มท่ นต่อการทุจริต

๔. ก�รมีมนุษยสัมพนั ธ์ วทิ ย�กรจะต้องอ�ศยั หลักก�ร ด�้ นมนษุ ยสัมพนั ธ์ เพ่อื เปน็ ก�รชว่ ยลดช่องว่�ง วิทย�กรกับผ้เู ข�้ รบั ก�รฝึกอบรม จะท�ำ ให้ผูเ้ ข้�รับก�รฝกึ อบรมประทบั ใจ ๕. ก�รแกป้ ญั ห�ทเี่ กดิ ขนึ้ ปญั ห�บ�งอย�่ งวทิ ย�กรส�ม�รถร ู้ หรอื ค�ดเด�ไดล้ ว่ งหน�้ แตป่ ญั ห�บ�งอย�่ ง เป็นปัญห�ท่ีเกิดข้ึนเฉพ�ะหน้� ไม่ส�ม�รถค�ดก�รณ์ได้ วิทย�กรมืออ�ชีพจะต้องส�ม�รถแก้ไขปัญห�ได ้ หรอื บรรเท�ใหล้ ดนอ้ ยลง หลังการฝกึ อบรม อ�จจะกระทำ�ไดโ้ ดย ๑. ก�รประเมินผลก�รอบรม วิทย�กรควรจะขอข้อมูล จ�กผู้จัดฝึกอบรม นอกเหนือจ�กประเมิน โดยก�รสงั เกต เพื่อจะได้ทร�บผลก�รปฏิบัติง�นของตน และน�ม�ใช้ปรับปรุงแกไ้ ขในโอก�สต่อไป ๒. ก�รเข้�ร่วมกจิ กรรมต่�ง ๆ ต�มคว�มจ�ำ เป็น วิทย�กรควรเข้�รว่ มกจิ กรรมต�่ ง ๆ ต�มทเี่ หน็ สมควร เช่น ก�รมอบวุฒบิ ตั ร ก�รเล้ยี งสังสรรค์ระหว�่ งผู้เข�้ รบั ก�รฝกึ อบรม เปน็ ตน้ ๓. ก�รติดต�มผลก�รฝึกอบรม ต้องติดต�มดูว่� ผู้เข้�รับก�รฝึกอบรม ได้นำ�คว�มรู้ท่ีได้ฝึกฝนม�ใช้ ให้เกดิ ประโยชน์ม�กน้อยเพียงใด พรอ้ มทง้ั ใหค้ ำ�แนะนำ�แก่เข�เท�่ ทจี่ ำ�เป็น บนั ได ๑๓ ขน้ั สู่ความสาำ เร็จการเป็นวทิ ยากร ๑. เตรยี มให้พรอ้ ม ๒. ซกั ซ้อมให้ดี ๓. ท่�ทใี ห้สง่� ๔. หน้�ต�ให้สุขมุ ๕. ทักท่ีประชุมไมว่ กวน ๖. เรมิ่ ต้นใหโ้ น้มน�้ ว ๗. เร่ืองร�วให้กระชับ ๘. ต�จับทผ่ี ฟู้ งั ๙. เสยี งดังใหพ้ อดี ๑๐. อย�่ ใหม้ เี อ้ออ�้ ๑๑. ดูเวล�ให้พอครบ ๑๒. สรปุ จบใหจ้ ับใจ ๑๓. ยิม้ แยม้ แจ่มใสตลอดก�รพดู ๑๐ ประการ ทะยานสูค่ วามสาำ เรจ็ ในการพูด ๑. รเู้ รอื่ งดี กพ็ ดู ได้ ๒. เตรียมตัวไว ้ กพ็ ดู ดี ๓. พดู ทง้ั ทตี ้องเชอ่ื ม่ัน ๔. แต่งก�ยน้นั ตอ้ งเหม�ะสม ๕. ปร�กฏโฉม กระตอื รอื ร้น ๖. ไมล่ กุ ลน ใชท้ �่ ท�ง หลักสตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำาการเปล่ยี นแปลงสูส่ ังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทจุ ริต 79

๗. สบต�บ้�ง อย่�งทัว่ ถึง ๘. ภ�ษ�ซึง้ เข�้ ใจง่�ย ๙. นำ้�เสยี งไซร้ เป็นธรรมช�ติ ๑๐. อย่�ใหข้ �ดรปู ธรรม หลกั การพัฒนาคาำ พูด ๙ ประการ ๑. อ่�นหนังสือพบประโยค หรือวลมี คี ุณค�่ จดไวเ้ ป็นเสบยี งกรงั ๒. จดั ลำ�ดับคว�มคิดทีจ่ ะพดู ใหค้ ล้องจองเหมอื นเรยี งคว�ม ๓. พูดจ�กหวั ใจ จริงใจ ๔. วิเคร�ะห์สถ�นก�รณ์ก�รพูด คนฟงั สถ�นท ่ี เวล� เร่อื งที่จะพูด ๕. กอ่ นพดู เตรยี มร่�งก�ยให้ดี ๖. ตรวจดูคว�มพรอ้ มของอุปกรณ ์ เชน่ ไมโครโฟน ๗. พดู เหมอื นก�รเขยี น-ค�ำ น�ำ เน้ือเรือ่ ง สรปุ ๘. ระลึกว่�ก�รพูดเป็น “ศ�สตร์” และ “ศิลป”์ พดู ใหส้ อดคล้องสีหน�้ และอ�รมณ์ ๙. ก�ำ หนดส�รบัญก�รพูดในใจ จ�กใจ ที่ขน้ึ ใจ การเตรียมตวั พดู ในท่ีชุมชน ๑. ก�ำ หนดจุดมุ่งหม�ย ใหช้ ัดเจนว�่ จะพดู อะไร เพอ่ื อะไร มขี อบข�่ ยกว้�งขว�งม�กนอ้ ย เพียงใด ๒. วิเคร�ะห์ผู้ฟัง พิจ�รณ�จำ�นวนผู้ฟัง เพศ วัย ก�รศึกษ� สถ�นภ�พท�งสังคม อ�ชีพ คว�มสนใจ คว�มมงุ่ หวงั และทศั นคต ิ ทก่ี ลมุ่ ผฟู้ งั มตี อ่ เรอ่ื งทพ่ี ดู และตวั ผพู้ ดู เพอื่ น�ำ ขอ้ มลู ม�เตรยี มพดู เตรยี มวธิ กี �รใชภ้ �ษ� ใหเ้ หม�ะกบั ผู้ฟัง ๓. กำ�หนดขอบเขตของเรือ่ ง โดยค�ำ นงึ ถงึ เนื้อเรอ่ื งและเวล�ทจ่ี ะพูด กำ�หนดประเด็น ส�ำ คญั ให้ชดั เจน ๔. รวบรวมเน้ือห� ต้องจัดเนื้อห�ที่ผู้ฟังได้รับประโยชน์ม�กที่สุด ก�รรวบรวมเน้ือห�ทำ�ได้ ห�ได้จ�ก ก�รศึกษ� คน้ คว�้ จ�กก�รอ่�นก�รสัมภ�ษณ์ ไตถ่ �มผู้รู ้ ใชค้ ว�มรคู้ ว�มส�ม�รถ แล้วจดบนั ทึก ๕. เรียบเรียงเนอ้ื เร่ือง ผูพ้ ูดจัดทำ�เค�้ โครงเรื่องใหช้ ดั เจนเป็นต�มลำ�ดบั จะกล่�วเปดิ เรือ่ งอย�่ งไร เตรยี ม ก�รใช้ภ�ษ�ให้เหม�ะสม กะทัดรัด เข้�ใจง่�ย ตรงประเดน็ พอเหม�ะกบั เวล� ๖. ก�รซอ้ มพดู เพอ่ื ใหแ้ สดงคว�มมน่ั ใจตอ้ งซอ้ มพดู ออกเสยี งพูด อกั ขรวธิ ี มลี ีล�จังหวะ ท่�ท�ง สหี น้� ส�ยต� น�้ำ เสยี ง มีผ้ฟู งั ช่วยติชม ก�รพูด มีก�รบันทึกเสียงเป็นอุปกรณ์ก�รฝึกซอ้ ม ข้อคดิ นักพูด ๑. นักพดู ท่ดี .ี ..ตอ้ งเปน็ นักฟังทด่ี ี ๒. คว�มส�ำ เรจ็ ของนักพดู ไมไ่ ดว้ ดั จ�กเสยี งฮ� ๓. ควรพดู ใหไ้ ด้ ส�ระ และ บันเทงิ ๔. อ่�นหนงั สอื ด ี ๆ ๑ เลม่ ประหยดั เวล�ชีวิตไป ๑๐ ป ี ฟังนักพดู ดี ๆ ๑ ชว่ั โมง ประหยัดเวล�อ่�น หนังสอื ไป ๑๐ เลม่ ๕. จะเป็นนกั พดู ต้องใช้หัวใจนกั ปร�ชญ์ “ส ุ จ ิ ปุ ลิ” 80 หลักสูตรสร้างวทิ ยากรผูน้ ำาการเปลี่ยนแปลงสู่สงั คมทีไ่ มท่ นตอ่ การทจุ ริต

บรรณานกุ รม กฤติน กลุ เพ็ง. (๒๕๖๐). เทคนคิ การประชมุ และการนาำ เสนอแบบมืออาชีพ. นนทบุร:ี เอกส�รประกอบก�ร บรรย�ยโครงก�รอบรมหลักสตู รนักบริห�ร ป.ป.ช. ระดบั สูง (นบปส.อ�ำ นวยก�ร) รนุ่ ท ่ี ๕ มห�วทิ ย�ลัยเทคโนโลยีร�ชมงคลศรวี ิชัย. เทคนิคการเป็นวทิ ยากรมอื อาชีพ. สบื ค้นเมือ่ ๓๐ สงิ ห�คม ๒๕๖๐, จ�กhttp://nrei.rmutsv.ac.th/sites/default/files/km/%E๐%B๙%๘๐%E๐%B๘%๙๗%E๐ %B๘%๘๔%E๐%B๘%๙๙%E๐%B๘%B๔%E๐%B๘%๘๔%E๐%B๘%๘๑%E๐%B๘%B๒% E๐%B๘%A๓%E๐%B๙%๘๐%E๐%B๘%๙B%E๐%B๙%๘๗%E๐%B๘%๙๙%E๐%B๘%A๗ %E๐%B๘%B๔%E๐%B๘%๙๗%E๐%B๘%A๒%E๐%B๘%B๒%E๐%B๘%๘๑%E๐%B๘%A ๓%E๐%B๘%A๑%E๐%B๘%B๗%E๐%B๘%AD%E๐%B๘%AD%E๐%B๘%B๒%E๐%B๘% ๘A%E๐%B๘%B๕%E๐%B๘%๙E.pdf มห�วิทย�ลัยสุโขทัยธรรม�ธิร�ช. วิทยากร. สบื คน้ เมอ่ื ๓๐ สงิ ห�คม ๒๕๖๐, จ�กhttp://www.stou.ac.th/ Offices/rdec/ubon/upload/trniner.pdf สำ�นักง�นปศุสัตว์จังหวัดก�ญจนบุรี. เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ. สืบค้นเม่ือ ๓๐ สิงห�คม ๒๕๖๐, จ�กhttp://pvlo-knr.dld.go.th/webfile/idp๕๘/idp๕๘new_n๒/ppt_idp๕๘n๒.pdf สภุ �ภรณ ์ ลมลู ศลิ ป.์ วทิ ยากรมอื อาชพี . สบื คน้ เมอ่ื ๓๐ สงิ ห�คม ๒๕๖๐, จ�กhttp://kcenter.anamai.moph. go.th/info/pdf/๖๖be๘๙๓dd๔๘๓e๕๐ff๗๖๘๕๖๑๕e๒๙ef๓๓e.pdf หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผ้นู ำาการเปล่ยี นแปลงสสู่ งั คมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต 81






















Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook