หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 41 ในกฎระเบียบที่สังคมได้กำ�หนดขึ้น พระพุทธศาสนาจึงมุ่งสอนไปที่ให้มนุษย์ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ติและสงบสขุ ๔.๓ การเจริญจิตตภาวนา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายความหมายของภาวนาว่าคือ “การฝึกปรือจิต และปญั ญาคอื การฝกึ อบรมจติ ใหเ้ จรญิ ดว้ ยคณุ ธรรมตา่ ง ๆ ใหเ้ ขม้ แขง็ มน่ั คงหนกั แนน่ และใหม้ ปี ญั ญา รเู้ ทา่ ทนั สังขารพดู อย่างสมยั ใหม่ว่ารูเ้ ท่าทันโลกและชีวิตหรือมโี ลกทศั นแ์ ละชีวทศั นท์ ีถ่ กู ต้อง ภาวนาน้กี ็คือสมาธิ และปญั ญาในไตรสกิ ขาพดู เต็มว่าสมาธภิ าวนาและปญั ญาภาวนานัน่ เอง พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ อธบิ ายไวว้ า่ ภาวนา หมายถงึ การท�ำ ใหม้ ขี น้ึ เปน็ ขน้ึ การทำ�ให้เกิดขึ้นการเจริญ การบำ�เพ็ญ การฝึกอบรมตามหลักของพระพุทธศาสนา มี ๒ อย่าง คือ สมถภาวนาฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ และวิปัสสนาภาวนาคือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจตามเป็นจริง อีกนัยหนึ่งจัดเป็น ๒ เหมือนกัน คือ จิตตภาวนาการฝึกอบรมจิตใจให้เจริญ งอกงามดว้ ยคณุ ธรรมมีความเข้มแขง็ ม่ันคง เบกิ บาน สงบสุข ผ่องใส พรอ้ มดว้ ยความเพียรสติและสมาธิ และปญั ญาภาวนา การฝกึ อบรมเจรญิ ปญั ญาใหร้ เู้ ทา่ ทนั เขา้ ใจสง่ิ ทง้ั หลายตามความเปน็ จรงิ จนจติ ใจเปน็ อสิ ระ ไม่ถกู ครอบง�ำ ดว้ ยกเิ ลสและความทกุ ข์ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าตรัสวา่ “ภกิ ษทุ ัง้ หลาย อานาปานสติสมาธิแมน้ ี้ ท่เี จริญแลว้ ท�ำ ใหม้ ากแล้ว ย่อมเป็นสภาพสงบประณีต สดชื่น เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข และทำ�อกุศลธรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไปสงบไปโดยเร็ว เปรยี บเหมือนฝนุ่ ละอองทฟี่ งุ้ ขน้ึ ท้ายฤดูรอ้ น ถูกฝนใหญ่นอกฤดูกาลท�ำ ให้ อนั ตรธานไปสงบไปโดยเรว็ อานาปานสตสิ มาธทิ เ่ี จรญิ แลว้ อยา่ งไร ท�ำ ใหม้ ากแลว้ อยา่ งไร จงึ เปน็ สภาพสงบ ประณีต สดชื่น เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขและทำ�อกุศลธรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป สงบไปโดยเรว็ ” บคุ คลพงึ รบี ขวนขวายในความดพี งึ หา้ มจติ เสยี จากบาป เพราะวา่ เมอ่ื บคุ คลท�ำ ความดชี า้ อยู่ ใจจะยินดีในบาป ทาน ศลี ภาวนา เมือ่ ท�ำ แล้วยอ่ มไดอ้ านสิ งส์ คือ ผลอนั ดงี ามแกเ่ หล่าชนทง้ั หลายดงั กลา่ วมาแล้ว แม้พระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเบื้องหน้า ก็มีอัธยาศัยรักในการ บำ�เพ็ญทานรักษาศีลและเจริญภาวนาทุกภพทุกชาติ สิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำ�แล้ว จะสั่งสมเกิดเป็นบุญ และบุญท่ีสงั่ สม มากขึ้น ๆ ยอ่ มน�ำ ไปสู่วถิ ีทางทีเ่ ขา้ ถงึ ความเปน็ เลิศ คอื บารมี มนษุ ยท์ ุกคนเมอื่ เกดิ มาแลว้ มคี วามจ�ำ เป็นตอ้ งสั่งสมบุญเพราะทางมาแหง่ บุญทั้ง ๓ ประเภท คือ การท�ำ ทาน การรกั ษาศลี และการเจรญิ ภาวนา มคี วามส�ำ คญั มากตอ่ การบรรลเุ ปา้ หมายชวี ติ หรอื ประโยชน์ ทง้ั ๓ ระดบั (๑) ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ กค็ อื ประโยชนป์ จั จบุ นั หรอื ประโยชนอ์ ยา่ งทเ่ี หน็ ๆ เชน่ การมปี จั จยั ๔ มีอาหารเคร่อื งนงุ่ หม่ ทอ่ี ยู่อาศยั มีฐานะ มีลาภ มเี กียรติ มยี ศ มีสรรเสริญ (๒) สัมปรายิกัตถประโยชน์ กค็ ือ ประโยชนท์ ีเ่ ลยออกไปหรือต่อออกไปก็คอื ภพหนา้ ชาตหิ น้า จะไปเกิดท่ดี ี ๆ ไม่ไปเกิดท่ชี ่วั ๆ นเ่ี ป็นประโยชน์หรอื (๓) ปรมัตถประโยชน์ ก็คือ ประโยชน์สูงสุด ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือเรื่องนิพพาน หรือความมีใจ เป็นอิสระ ความมีจิตหลุดพ้น มีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานอยู่ได้ตลอดเวลา เพราะปราศจากกิเลส ดังนั้น ทานศีล ภาวนา จึงถือเป็นงานของชีวิต เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องลงมือกระทำ�ใดเป็น และต้อง ประพฤติปฏบิ ัตเิ ป็นสว่ นหนึง่ ของชวี ติ
42 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๕. กฎหมายและกรณศี กึ ษาการกระท�ำ ผิดทจุ รติ ปหานปธานน้ันเป็นแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่ส่งเสริมให้เกิดความเพียรในการลดละ การทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ใหม้ ลายหายไป โดยหากจะลดละการทจุ รติ ได้ จ�ำ ตอ้ งยดึ องคธ์ รรมตามหลกั หริ โิ อตตปั ปะ ให้มั่น เพื่อเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ใจให้ดี ส่วนทางโลก มีแนวทางการปฏิบัติ ตามกฎหมายบางมาตราได้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ผใู้ ดฆา่ ผอู้ น่ื ตอ้ งระวางโทษประหารชวี ติ จ�ำ คกุ ตลอดชวี ติ หรือจำ�คุกตงั้ แต่สิบหา้ ปีถึงย่สี ิบปี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ผใู้ ดเอาทรพั ยข์ องผอู้ น่ื หรอื ทผ่ี อู้ น่ื เปน็ เจา้ ของรวมอยดู่ ว้ ย ไปโดยทจุ รติ ผนู้ น้ั กระท�ำ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ ตอ้ งระวางโทษจ�ำ คกุ ไมเ่ กนิ สามปี และปรบั ไมเ่ กนิ หกหมน่ื บาท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ผใู้ ดทจุ รติ หลอกลวงผอู้ น่ื ดว้ ยการแสดงขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวง ดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูก หลอกลวงหรอื บคุ คลทส่ี าม หรอื ท�ำ ใหผ้ ถู้ กู หลอกลวงหรอื บคุ คลทส่ี าม ท�ำ ถอนหรอื ท�ำ ลายเอกสารสทิ ธิ ผนู้ น้ั กระท�ำ ความผดิ ฐานฉอ้ โกง ตอ้ งระวางโทษจ�ำ คกุ ไมเ่ กนิ สามปี หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หกหมน่ื บาท หรอื ทง้ั จ�ำ ทง้ั ปรบั ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขนื กระท�ำ ชำ�เราผู้อื่นโดยข่เู ข็ญดว้ ยประการใด ๆ โดยใช้กำ�ลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำ�ให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอืน่ ตอ้ งระวางโทษจำ�คกุ ตั้งแต่ส่ีปีถงึ ยี่สิบปี และปรับตง้ั แตแ่ ปดหม่ืนบาทถงึ สแ่ี สนบาท จากประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวข้างต้นพบว่า มีส่วนคล้ายคลึงกับการปฏิบัติตาม หลกั ศีล ๕ ทีส่ ง่ เสรมิ ให้เป็นคนดที งั้ ทางกาย วาจา และจติ ใจ ซง่ึ ศลี ๕ ดังกล่าวนีก้ ็มีจุดเริม่ ตน้ มาจาก อนิ ทรียสังวร คอื การเฝ้าระวังตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจของตนใหด้ ี และเม่อื พิจารณาย้อนหลงั ไปอกี กจ็ ะพบวา่ มจี ดุ เรม่ิ ตน้ มาจากการปฏบิ ตั ติ ามหลกั ปหานปธานอนั มหี ริ โิ อตตปั ปะหรอื ความละอายชว่ั เกรงกลวั บาปเปน็ จุดตง้ั ต้นให้เกิดความอายและความไมท่ นต่อการทุจริตทั้งมวล ดงั นัน้ หากบคุ คลประพฤติทุจรติ เป็นประจำ�โดยไม่คำ�นึงถึงหลักปหานปธาน ย่อมก่อให้เกิดโทษจากการทุจริตได้เป็นแน่แท้ โทษจาก การทจุ รติ นส้ี ามารถสง่ ผลได้ ๒ ทศิ ทาง กลา่ วคอื โทษจากการทจุ รติ ในชาตนิ แ้ี ละโทษจากการทจุ รติ ทส่ี ง่ ผล ขา้ มภพข้ามชาติ มรี ายละเอยี ดดงั น ้ี ๕.๑ โทษจากการทจุ รติ ในชาตนิ ้ี ทย่ี �ำ้ เตอื นเหตกุ ารณข์ องความเลวรา้ ยแหง่ กลโกง ส�ำ นกั ขา่ วอศิ รา ไดท้ วนความจ�ำ คดโี กงระดบั ชาติ ทเ่ี กดิ ข้นึ จากคนไทย เชน่ สน.อรอ่ ยชวั ร์ (เปบิ พสิ ดารโรงพกั ทว่ั ประเทศ) หรอื คดที จุ รติ โรงพกั ซง่ึ เปน็ ขา่ วเมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ มูลคา่ ความเสียหาย ๕,๘๔๘ ลา้ นบาท เปน็ การรวบสัญญาใหผ้ ้รู ับเหมาเจา้ เดียวสร้างโรงพัก ๓๙๖ แห่ง ทว่ั ประเทศแตท่ กุ วนั นก้ี ย็ งั ไมม่ โี รงพกั ทไ่ี หนสรา้ งเสรจ็ แถมยงั จบั ตวั คนผดิ ยงั ไมไ่ ด้ งบประมาณแผน่ ดนิ ถกู ทง้ิ เปน็ ซากปรกั หกั พงั เป็นหลกั ฐานของความอดสูของคนไทย โกงโฆษณ์ (เม่ือเงินอยเู่ หนือจรรยาบรรณ) หรือทค่ี ุ้นหูกนั คดนี กนอ้ ยในไร่สม้ ซง่ึ เปน็ ข่าวใหญ่ ในวงการสอ่ื เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๔๙ เมอ่ื ผทู้ เ่ี รยี กตวั เองเปน็ สอ่ื กลางทจ่ี ะชน้ี �ำ สงั คมไปในทางทถ่ี กู ตอ้ งดนั โกงเอง ดว้ ยการรบั โฆษณาเกนิ เวลาแลว้ ซกุ เขา้ กระเปา๋ พอโดนจบั กค็ นื แบบไรค้ วามรบั ผดิ ชอบ มลู คา่ ความเสยี หาย ไม่มากไมน่ อ้ ย แค่ ๑๓๘ ลา้ นบาทเทา่ นน้ั เอง !
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 43 Slow Life Thailand (คดเี นบิ ชา้ ถ้ามตี งั ค์) หรอื คดบี างกอกฟิลม์ เป็นข่าวเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มลู ค่าความเสียหาย ๖๑.๒ ล้านบาท ซง่ึ เปน็ คดีท่ีโลกเกอื บลืม ลมื ไปแลว้ วา่ เขาโกง เน่ืองจากความล่าช้า ของผบู้ งั คบั ใชก้ ฎหมายไทย จากกรณกี ารรบั สนิ บนขา้ มชาตใิ นการจดั เทศกาลหนงั “บางกอกฟลิ ม์ เฟสตวิ ลั ” ซง่ึ สองสามภี รรยาชาวอเมรกิ าผตู้ ดิ สนิ บน ถกู ประเทศเขาตดั สนิ จบั ตดิ คกุ จนทกุ วนั นอ้ี อกมาแลว้ แตค่ นโกง บ้านเรากลบั เพิง่ ถกู สง่ั ฟอ้ ง One Stop Corrupted (ท�ำ เองกนิ เอง โกงเอง จบ) นน่ั กค็ อื คดคี ลองดา่ น นบั เปน็ คดที เ่ี หมน็ เนา่ บขอำ�งบปัดรนะ้ำ�เทเสศียจโัดกซงคื้อนทเี่ดดินียตวำ�เสบรลจ็ คสลรอรพงด่าดนว้ ขยอกงาบรอรปุิษโัทลทก่ีเนปจ์ ็นัดคตนั้งใทนกุ คอรยอา่ บงเคอรงัวตใชัวอ้เอ�ำ งนดา้วจยตรั้งาแคตา่เสทนี่สอูงกโควร่างปกกาตริ แบถำ�บมยดั ังนเ�้ำปเ็นสพียทน้ื วี่ท่าเ่ี กขตย็ งัปไ่ามอ่เกนดิรุ ักขษน้ึ ท์สรไ่ี ดา้ ง้มคาวโดามยเมสิชียอหบายสเุดปท็นา้จย�ำ กนเ็ วซน็นเสงญัินญ๒า๑อ,๐น๐มุ ตั๐ิเงลนิ า้ กนันบเาอทง ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ ระบบ แพะ Stadium (เมอ่ื ครเู ปน็ แพะแตค่ นโกงลอยตวั ) หรอื คดสี นามฟตุ ซอลโรงเรยี นสรา้ งความเสยี หาย ๖๐๐ ลา้ นบาท โดยผมู้ อี ำ�นาจท�ำ เป็นหวังดสี รา้ งสนามกฬี ากลางแจ้งใหแ้ กเ่ ดก็ ๆ ในโรงเรยี นสงั กัด สพฐ. กวา่ ๑๗ จงั หวดั ฟรๆี แตส่ ง่ิ ทไ่ี ดค้ อื การสรา้ งสนามฟตุ ซอลในรม่ สรา้ งไมไ่ ดม้ าตรฐาน ใชไ้ มน่ านกพ็ งั ไมเ่ ปน็ ทา่ ส่วนคนที่โกงก็พูดแค่ลมปากลอยตัวสบาย เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำ�ที่แสนเจ็บปวด ส่วนคดีความ กใ็ หค้ รูผู้หวงั ดีท่เี ซน็ รบั งานเปน็ แพะรบั บาปแทนกันไป โจรมหาโจร (คดนี ต้ี อ้ งกราบขอบคณุ โจร) หรอื คดปี ลดั คมนาคม โดยขา้ ราชการรายนร้ี �ำ่ รวยผดิ ปกติ ยื่นบัญชีทรัพย์สินกี่ที่ก็ไม่มีปัญหา ใคร ๆ ต่างก็หาความผิดปกติไม่เจอ กระทั่งโจรกระจอกปีนขึ้นบ้าน ซง่ึ โจรก็ไมค่ ิดว่าจะเขา้ ไปเจอทรพั ย์สมบัติมหาศาลถงึ ขั้นเสยี ดายที่ไม่ไดเ้ อารถบรรทุกมาขน พริตตี้ ขรก. (สามัคคีเมื่อมีผลประโยชน์) คดีรถหรูนำ�เข้าเกรย์มาเก็ต โดยกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมการขนสง่ ทางบก และสำ�นักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ร่วมกนั โกงเปน็ ทีม โกงแบบ บแลรู ณะแาจก้งารราอคาาศนยั ำ�ชเอ่ขง้าวรา่ถงยทนาตง์หกฎรตูหำ่�มกาวยา่ เทออ้ื่เี ปปน็ รจะรโยงิ ชทน�ำ ใ์ ใหหเ้ อ้รฐักสชูญนแเสสยี ดภงราาษยีกกวาา่ ร ส๖ว่๐น,๐ป๐ระ๐กอลบา้ นรถบยานทตไ์ มค่ รบถว้ น เมตตามหาโกง (ตน้ แบบประชานยิ มปลน้ ชาต)ิ คดโี กงล�ำ ไย ความเสยี หายมลู คา่ ๕,๐๐๐ ลา้ นบาท มลกำี�ไายรอแบทรแกหแ้งซมงารราับคงาาพนชื ผเลปทิดาชง่อกงานรำ�เกลษำ�ตไยรเแกบ่าบ คไมุณป่ ภฏาเิ สพธตก่ำ�ามราโกวงนขตาง้ั ยแซต้ำ�ก่ ากราครดั สเวลมอื กสบิทรธษิิ์ เทั ปเอ็นกคชดนีทที่เกไ่ี มิดเ่ ขคึ้นยทม�าำ นมนาน แตไ่ มม่ คี วามคบื หนา้ ในการหาตวั ต้นเหตุของการกระท�ำ ผดิ พระพุทธเจา้ จึงตรสั สอนให้ทกุ ๆ คน หม่ันนกึ คิดอยเู่ สมอ ๆ วา่ เรามีกรรมเป็นของตนเปน็ กรรม ทายาท คือ เป็นผู้ได้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำ�เนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัยเฉพาะ (ตนเปน็ คน ๆ ไป) นอกจากน้ี พระพทุ ธเจา้ ยงั ตรสั ไวว้ า่ กรรมยอ่ มจ�ำ แนกสตั วใ์ หเ้ ลวและดตี า่ ง ๆ กนั เปน็ ตน้ (กมมฺ ํ สตเฺ ต วภิ ชติ ยททิ ํ หนี ปปฺ ณตี ตาย) ในทางพระพทุ ธศาสนามหี ลกั การใหผ้ ลของกรรม คอื ท�ำ ดไี ดด้ ี ทำ�ชั่วได้ชั่ว ดังในพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น คนทำ�ดีย่อมได้ดี ทำ�ช่ัวยอ่ มได้ชวั่ ” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงผลของกรรมว่า ในระดับสังคมกรรมที่บุคคล และคนทั้งหลายกระทำ�มีผลต่อความเป็นไปของสังคมอย่างไรบ้าง เช่น ทำ�ให้เกิดความเสื่อมความเจริญ ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ความทกุ ขย์ ากเดอื ดรอ้ นรว่ มกนั ของมนษุ ยท์ ง้ั หลาย รวมทง้ั ผลจากการทม่ี นษุ ยก์ ระท�ำ ตอ่ สภาพแวดล้อมอนื่ ๆ แลว้ ย้อนกลบั มาหาตวั มนุษยเ์ อง
44 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ๕.๒ โทษจากการทุจริตทสี่ ่งผลขา้ มภพขา้ มชาติ สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ยงั ทรงมพี ระทพิ ยจกั ษแุ จม่ แจง้ เปน็ พเิ ศษ เพราะเหตทุ ท่ี รงสามารถเหน็ จตุ ิ และปฏิสนธิแห่งสัตว์ทั้งปวง คือ ทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำ�ลังจุติ กำ�ลังอุปบัติ เป็นสัตว์เลวทราม ประณีต มผี วิ พรรณงาม มผี วิ พรรณทราม ไดด้ ี ตกยาก ดว้ ยทพิ ยจกั ษอุ นั บรสิ ทุ ธล์ิ ว่ งจกั ษขุ องสามญั มนษุ ย์ ยอ่ มทรงทราบ หมู่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอรยิ เจา้ เปน็ มจิ ฉาทฐิ ิ ยดึ ถอื การท�ำ ดว้ ยอ�ำ นาจมจิ ฉาทฐิ ิ เมอ่ื ตายแลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ อบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยดึ ถอื การท�ำ ดว้ ยอ�ำ นาจสมั มาทฐิ ิ เมอ่ื ตายแลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ จากพทุ ธฎกี า ปรากฏโดยชดั แจง้ วา่ คนเราก่อนเกิดมาในชาตินี้ย่อมมีชาติก่อนที่ผ่านมาอีกหลาย ๆ ชาติและเมื่อตายลงไปย่อมมีชาติ ตอ่ ๆ ไปอีก ซงึ่ เปน็ ไปตามกรรม หากในชาตปิ ัจจบุ นั ประกอบกายทุจรติ วจีทจุ รติ มโนทจุ ริต ตเิ ตียนพระอรยิ เจา้ เป็นมจิ ฉาทฐิ ิ ยดึ ถอื การท�ำ ด้วยอำ�นาจมจิ ฉาทิฐิ เมอื่ ตายแล้ว ยอ่ มเข้าถึงอบาย ทุคติ วนิ ิบาต นรกแต่หากในชาติปัจจบุ ัน ประกอบกายสจุ รติ วจีสจุ รติ มโนสุจริต ไม่ตเิ ตียนพระอริยเจา้ เป็นสมั มาทฐิ ิ ยึดถอื การท�ำ ด้วยอ�ำ นาจ สมั มาทฐิ ิ เมื่อตายแลว้ ย่อมเขา้ ถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์ การกระท�ำ กายทจุ รติ ดว้ ยอทนิ นาทานกอ่ ใหเ้ กดิ โทษแสดงในทจุ รติ วปิ ากสตู ร ดงั น้ี “อทนิ นาทาน (การลักทรัพย์) ที่บุคคลเสพเจริญทำ�ให้มากแล้ว ย่อมอำ�นวยผลให้ไปเกิดในนรก อำ�นวยผลให้ไปเกิด ในก�ำ เนดิ สตั วด์ ริ จั ฉาน อ�ำ นวยผลใหไ้ ปเกดิ ในเปรตวสิ ยั วบิ ากแหง่ อทนิ นาทานอยา่ งเบาทส่ี ดุ ยอ่ มอ�ำ นวยผล ให้เป็นผู้เสื่อมโภคทรัพย์ แก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์” สำ�หรับโทษหนักเบาในการกระทำ�อทินนาทานสามารถ พจิ ารณาไดด้ งั แสดงในอรรถกถาสลี ขนั ธวรรค วา่ พจิ ารณาจากราคาของวตั ถุ ถา้ ลกั ทรพั ยม์ รี าคามาก ยอ่ มมี โทษมาก และพิจารณาจากคุณธรรมของเจ้าของทรัพย์ ถ้าลักทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์ เป็นผู้มีคุณธรรม ยอ่ มมีโทษมาก ผลจากการกระท�ำ ทจุ รติ หรอื กรรมชว่ั มผี ลตอ่ จติ ใจ บคุ ลกิ ภาพ วถิ ชี วี ติ ของบคุ คล สงั คมการลว่ งละเมดิ เป็นบ่อเกดิ แหง่ เวรภัยโดยประการตา่ ง ๆ ผกู้ ระทำ�ทจุ รติ มีโทษ ๕ ประการดงั กลา่ วน้ัน กรรมวิบากมี คือ มีผลดีของความดี มีผลชั่วของความชั่ว กรรมเป็นของผู้ทำ� คือ ใครทำ�กรรมอย่างใดก็ได้รับผลกรรม อยา่ งนน้ั การกระทำ�ความดีหรือความชวั่ ผลยอ่ มแตกตา่ งกนั ไปในแต่ละคน ผลท่เี กดิ มีทงั้ เกดิ ผลในทันที ทันใด ในภพนี้ ในชาตินี้ หรือจะติดตามตัวเมื่อตายไปแล้วในชาติภพหน้า จะลงนรกหรือได้รับผลสุข ในสวรรค์ ยอ่ มเปน็ ไปตามการกระท�ำ คนเราทก่ี ระท�ำ ทจุ รติ ประพฤตชิ ว่ั ยอ่ มไดร้ บั โทษจากการกระท�ำ ชว่ั นน้ั แม้ทั้งขณะยังคงมีชีวิตอยู่และเมื่อตายไปแล้วจากชาติปัจจุบัน ย่อมได้รับผลกรรมจากการประพฤติชั่ว ในชาติต่อ ๆ ไป ผลจากการกระทำ�ทุจริตนอกจากผู้กระทำ�จะรับโทษอันเป็นผลจากการกระทำ�แล้ว ยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายตอ่ บคุ คลอน่ื ๆ ตอ่ สงั คม สว่ นรวมทจ่ี ะตอ้ งไดร้ บั ผลจากการกระท�ำ ทจุ รติ ของคน ในสงั คม ไมว่ า่ จะเปน็ ครอบครวั ชมุ ชน หนว่ ยงานจนกระทง่ั ความเสยี หาย เกดิ เปน็ โทษภยั แกป่ ระเทศชาติ หรอื แมแ้ ตค่ นทงั้ โลกนัน่ เอง
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 45 ๖. สรปุ ความ ความอายของบุคคลเป็นเกราะป้องกันให้การทำ�ความผิดยากขึ้น ซึ่งต้องสร้างการตื่นรู้ต่อความ นา่ รังเกยี จ และพิษภยั ของการทจุ รติ ท่มี ตี อ่ ตัวของผูก้ ระทำ� บคุ คล ครอบครัวและชุมชน ความผดิ ในบาป ซง่ึ ในทส่ี ดุ กรรมทก่ี อ่ จะเกดิ ผลตอ่ ตนเองและผทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ ง ความไมย่ ง่ั ยนื ของการไดม้ าซง่ึ เงนิ ทองหรอื ทรพั ย์ ได้มาง่ายกเ็ สยี ไปเร็ว และท่ีสำ�คญั คอื การเสียช่ือเสียงของตนเองและวงศต์ ระกูล สว่ นความรสู้ กึ ทไี่ มท่ น เม่ือเหน็ หรอื รูว้ า่ ก�ำ ลังมีการทจุ รติ เกดิ ขน้ึ มกั เกิดกบั ผู้ท่ีมคี วามอายในใจ ตอ่ การทำ�ผิดทุจริตเปน็ ฐานท่เี ข้มแข็งอยู่แล้ว ประกอบกบั ความกล้าหาญ ท�ำ ใหม้ ีความพร้อมในการแสดง ปฏกิ ิริยาทางใดทางหนง่ึ เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดการทุจริตขนึ้ ทั้งสองความรู้สึกนี้ สามารถสร้างเสริมให้เกิดขึ้นกับบุคคลด้วยหลักปหานปธาน เพียรละบาป อกุศลธรรมท่เี กิดข้ึน ประกอบไปด้วยองคแ์ ห่งคณุ ธรรม ๒ ประการ คือ ความละอายและความไม่อดทน หรอื ท่เี รียกวา่ หริ ิและโอตตปั ปะนนั่ เอง ปหานปธานสามารถแกป้ ญั หาการทจุ รติ เพอื่ ใหส้ งั คมอยไู่ ด้โดยชว่ ยกนั เปน็ หเู ปน็ ตาคอยสอดสอ่ ง ปญั หาทจุ รติ ตา่ ง ๆ ในบา้ นเมอื งและคอยแจง้ เหตเุ ภทภยั ทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ ในชมุ ชน เพอ่ื อ�ำ นวยความสะดวก แก่เจา้ หน้าที่ เช่น เมื่อเกิดหตุไมพ่ งึ ประสงค์ต่าง ๆ ข้นึ ในชมุ ชน ไมว่ ่าจะเปน็ การประทว้ งหรอื การทำ�ผิด กฎหมายนานัปการ เมื่อเราทราบปัญหาแล้วจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เมื่อเกิดปัญหาในบ้านเมือง จะต้องไม่นิ่งดูดาย แต่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ยอมทนและนิ่งเฉยต่อสรรพปัญหา ช่วยกันแก้ไขปญั หา ทจุ รติ เพ่อื ใหค้ นในสงั คมยดึ ม่นั ในส่งิ ท่ถี ูกตอ้ ง อันจะเปน็ การปอ้ งปรามตามหลกั ปหานปธาน
46 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ภบาทวทน่ี ๔าปธาน เพียรทำ�สจุ ริตธรรมท่ียังไมเ่ กิด ใหเ้ กิดมขี น้ึ มา : พัฒนาจิตพอเพยี งต้านทุจรติ ดว้ ยโมเดล STRONG ๑. ความนำ� ภมู ติ า้ นทานการทจุ รติ คดโกงในทกุ สงั คม คอื การด�ำ เนนิ ชวี ติ ของประชาชนมวี ฒั นธรรมซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ มคี วามพอเพยี งทเ่ี หมาะสมตามสถานะ มวี ธิ คี ดิ ทส่ี ามารถแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชน์ ส่วนรวม ได้อย่างเปน็ อตั โนมัติ เป็นสงั คมท่ีให้ความส�ำ คญั ต่อความโปรง่ ใส ภมู ิตา้ นทานการทุจริตคดโกง ที่นำ�เสนอด้วย โมเดลจิตพอเพียงต้านทุจริต (STRONG Model) จะเป็นปัจจัยสำ�คัญในการพัฒนา ประเทศให้มคี วามเจริญรงุ่ เรอื ง ๒. ภาวนาปธาน การเพยี รท�ำ สุจริตธรรมทยี่ ังไมเ่ กิด ใหเ้ กดิ มขี ้ึนมา ภาวนาปธาน เปน็ หลกั ธรรมหนึ่งใน ปธาน ๔ อันหมายถงึ ความเพียรที่ชอบเปน็ สัมมาวายามะ (มี ๔ ประการ ได้แก่ สงั วรปธาน, ปหานปธาน, ภาวนาปธาน และอนุรักขนาปธาน) โดย ภาวนาปธานนั้น เป็นหลักธรรมขอ้ ท่ี ๓ อันหมายถึง การเพียรเจรญิ ทำ�กุศลธรรมทย่ี ังไมเ่ กิดให้เกดิ ขนึ้ หรือ เพยี รเจรญิ เพียรทำ�กศุ ลธรรมท่ียงั ไมม่ ียงั ไมเ่ กิด ให้มขี ึน้ ดงั ท่ีปรากฏในพระไตรปฎิ ก เล่มท่ี ๒๑ พระสตุ ตันตปฎิ ก เล่มที่ ๑๓ องั คตุ ตรนิกาย จตุกกนบิ าต ความว่า “....ก็ภาวนาปธานเปน็ ไฉน ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ี ยอ่ มยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพยี ร ประคองจิต ตง้ั จติ ไว้ เพือ่ ใหก้ ศุ ลกรรมท่ยี ังไม่เกิด ให้เกดิ ขึน้ นีเ้ รยี กว่า ภาวนาปธาน...” ทง้ั ภาวนาปธานและโมเดล STRONG นน้ั ลว้ นกอปรดว้ ยหลกั การอนั เปน็ จดุ มงุ่ หมายเชน่ เดยี วกนั คือ “มงุ่ การสร้างสรรค์ และพฒั นาสิง่ ทยี่ งั ไม่เกิดขึน้ ให้เกดิ ขนึ้ ” ทง้ั ในมุมของปจั เจกบุคคล รวมถงึ แงม่ ุม ของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้เกิดขึ้นแก่สงั คม โดย โมเดล STRONG นั้น มจี ุดมุ่งหมายเพอ่ื สร้างให้เกิด “สุจรติ ธรรม” เพือ่ ต่อต้านการทุจรติ ในที่นี้ จึงขอเสนอหลักธรรมนำ�แนวทางไว้ ๒ ประการ ได้แก่ ธรรมสายหลักนำ�แนวทาง คือ ภาวนาปธาน และธรรมส่งเสริมเพมิ่ เติมคุณธรรม มีรายละเอยี ดดงั นี ้ ๒.๑ ธรรมสายหลกั น�ำ แนวทาง พระราชด�ำ รสั พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลที่ ๙ ณ พระต�ำ หนกั จติ รลดารโหฐาน ในวนั ท่ี ๑๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๐ ว่า “ความซือ่ สตั ยส์ จุ รติ เป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดในตัวเอง เพื่อจักได้เป็นคนดีมีประโยชน์ และมชี วี ติ ทส่ี ะอาดทเ่ี จรญิ มง่ั คง” จากพระราชด�ำ รสั นท้ี �ำ ใหพ้ บประเดน็ ของชดุ ความคดิ ใน ๒ ประเดน็ ใหญ่ คือ (๑) ความซอื่ สตั ย์สุจริตเป็นพ้ืนฐานของความดีทกุ อยา่ ง และ (๒) ชีวติ ที่สะอาด
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 47 หากเชือ่ ม ๒ ชุดความคดิ น้ีเขา้ ดว้ ยกัน จะพบวา่ ความซอ่ื สัตย์สุจรติ นอกจากจะเปน็ พื้นฐาน ของความดที กุ อยา่ งแลว้ ยงั สง่ ผลตอ่ เนอ่ื งใหช้ วี ติ มนษุ ยม์ คี วามสะอาดดว้ ย ซง่ึ ความสะอาดนน้ั มคี า่ เทา่ กบั ความซื่อสัตย์สุจริต สรุปได้ว่า บุคคลใดก็ตามดำ�เนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตของบุคคลนั้น ยอ่ มนับถือวา่ สะอาด และเจรญิ มนั่ คง สจุ รติ ธรรม เปน็ ธรรมทม่ี งุ่ ใหเ้ กดิ ขน้ึ แกท่ ง้ั ปจั เจกบคุ คลอนั จะน�ำ ไปสกู่ ารสรา้ งสงั คมทส่ี จุ รติ เฉกเชน่ เดยี วกบั แนวทางและจดุ มงุ่ หมายของโมเดล STRONG ค�ำ วา่ “สจุ รติ ” นน้ั มาจากค�ำ บาลที ว่ี า่ “สุ บทหนา้ ” อนั แปลวา่ “ดี งาม และงา่ ย” และ “จร ธาต”ุ อนั แปลวา่ “ประพฤต”ิ รวมความเปน็ “สจุ รติ ” อนั แปลรวมกนั วา่ “ความประพฤติดี, ความประพฤติงาม, และการประพฤติปฏิบัติในวิถีที่เรียบง่าย” การประพฤติดีงาม และง่าย สุจริตธรรมประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กายสจุ รติ หมายถงึ ความประพฤตชิ อบดว้ ยกาย (good conduct in act) เปน็ การประพฤตดิ ี และงดงามทางกายโดยงดเวน้ จากการไม่เบยี ดเบยี น และฆา่ สัตว์ (ปาณาตบิ าต) การไมแ่ ย่งชงิ คดโกง ยักยอกและลักพาส่ิงของท่เี จ้าของมิไดอ้ นญุ าต (อทนิ นาทาน) และการประพฤติผิดในเร่ืองกามคุณจนขาด ความสำ�รวมระวงั (กาเมสมุ ิจฉาจาร) (๒) วจสี จุ รติ หมายถึง ความประพฤตชิ อบดว้ ยวาจา (good conduct in word) เป็นการ ประพฤติดี และงดงามทางกาย โดยการงดเว้นจากการพดู เท็จ และบิดเบือนเพอ่ื ให้มา หรือให้บคุ คลอ่นื ในทางที่ผิด (มุสาวาท) การพูดจาเหน็บแนมและส่อเสียดบุคคลอื่น (ปิสุณวาจา) การพูดคำ�หยาบคาย เพ่อื ใหค้ นอน่ื เจ็บใจ (ผรุสวาจา) และการพดู จาเพ้อเจ้อ หาสาระมไิ ดจ้ ากการพดู เหลา่ นัน้ (สมั ผัปปลาปะ) (๓) มโนสุจรติ หมายถึง ความประพฤตชิ อบด้วยใจ (good conduct in thought) เปน็ การ ประพฤติดี และงดงามทางจิตใจ โดยการไม่เพ่งเล็งที่จะแสวงหาช่องทางเพื่อให้ทรัพย์สมบัติของคนอื่น (อนภิชฌา) การไม่ผกู พยาบาทจองเวรคนอืน่ (อพยาบาท) และการมีความคิดในทางที่ถูกตอ้ งเหมาะสม มปี ัญญาคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ)
48 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) จากแผนภมู ขิ า้ งตน้ จะพบประเดน็ ของการพฒั นาหมบู่ า้ นชอ่ สะอาดดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วแลว้ ในเบอ้ื งตน้ วา่ มีจดุ เริ่มต้นมาจากพระราชดำ�รัสของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รชั กาลที่ ๙ ทกี่ ล่าวว่า “ชวี ิตสะอาดคือชวี ติ ทม่ี ีความซื่อสตั ย์สุจรติ ” และหากขยายความ ของค�ำ ว่า “ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ ” น้นั หมายถึง ความสจุ รติ ท้ังกาย พฤตกิ รรม จิตใจ และปญั ญา เพราะเมื่อกาย มอี าชพี ทีส่ จุ รติ พฤติกรรมไมม่ ุง่ แยง่ ชิงหรือทุจรติ คดโกง จิตใจไมล่ ะโมบโลภมาก และปญั ญาท่ีไมแ่ สวงหา ชอ่ งทางทจุ ริต ยอ่ มส่งผลถึงความสจุ ริตของครอบครัว ท้ังพอ่ แม่ และลูกดว้ ย ความสะอาดของแต่ละ ครอบครวั จงึ สง่ ผลตอ่ ความสจุ รติ ของหมบู่ า้ น ในภาพรวมอนั เปน็ หนว่ ยนบั รวมของครอบครวั และจะสง่ ผล ต่อสังคม ประเทศชาติให้มีความสะอาดต่อไป ดังนั้นหากหมู่บ้านสะสมความซื่อสัตย์สุจริตได้มากขึ้น ย่อมส่งผลตอ่ ประเทศชาตใิ นฐานะท่ีจะมีภูมิคมุ้ กนั การทจุ ริตคดโกงต่อไป เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ ทรงมีพระประสงค์ที่จะเห็นชีวิตของแต่ละบุคคลในชุมชนและสังคมมีความซื่อสัตย์สุจริต ดังที่พระองค์ ทรงเน้นว่า “...ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง” ความซื่อตรงจึงเป็นเกณฑ์วัดสำ�คัญ ในการบ่งชีว้ ่า “ความดที ม่ี ีอยู่ในแตล่ ะชวี ติ ”
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 49 จากแผนภูมิจะเห็นว่า เมื่อประชาคมในหมู่บ้านร่วมกันพัฒนาชีวิตให้อยู่บนเส้นทางของความดี โดยดำ�รงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ย่อมเชื่อมั่นได้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานสำ�คัญในการ พัฒนาชมุ ชนและสังคมประเทศชาติใหม้ ีความสุจริตมากยิ่งข้ึนด้วยเชน่ กนั เพราะเมือ่ ประเทศชาติสะอาด ย่อมจะทำ�ให้ประชาชนช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น อันจะทำ�ให้สังคมอยู่ร่วมกัน อย่างสนั ตสิ ขุ ต่อไป จากพระราชดำ�รัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่ได้นำ�เสนอในเบื้องต้นว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดี ทัง้ ปวง” ความซ่อื สัตยส์ จุ รติ จงึ ถือไดว้ า่ เป็นหลกั การพน้ื ฐานของการพัฒนา เพือ่ ใหช้ มุ ชนและสงั คมได้ใช้ เป็นหลกั ปฏิบตั ใิ นชวี ติ ประจ�ำ วนั ท้ังในการดำ�เนนิ ชวี ิต การประกอบสมั มาชีพ การท�ำ งานและการเขา้ ไป เกีย่ วข้องกบั คนอื่นในชมุ ชน ซึ่งหลกั การดังกล่าวสอดรับกับหลกั การทางพระพทุ ธศาสนาทีเ่ นน้ ใหเ้ หน็ ถงึ คุณคา่ และความสำ�คญั ดงั พทุ ธศาสนสภุ าษิตวา่ “บคุ คลพงึ ประพฤติธรรมให้สจุ ริต ไมพ่ ึงประพฤตธิ รรมให้ทุจริต ผมู้ ีปกตปิ ระพฤตธิ รรม ยอ่ มอยู่ เปน็ สขุ ในโลกน้ี และโลกหนา้ ”๑ เมอ่ื น�ำ พระพทุ ธศาสนสภุ าษติ มาเชอ่ื มโยงกบั พระราชด�ำ รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จะพบประเด็นที่สอดรับและเชื่อมโยงกัน อย่างมนี ยั ส�ำ คัญ ดงั นี้ แอผนั นเปผน็ ังดแังนกวลทา่ าวงไทดพ่ี ส้ ระะทพอ้ ทุนธใหเจเ้ ้าหท็นรถงงึยกำ�้ าเตรดอื �ำนเในหนิ ้พชทุ วี ธติ ศดาว้ สยนหกิ ลชกั น“ไดสต้ จุ รระิตหธนรรกั มร”วู้ า่ ห รกือาร“ดค�ำ วรางมตซน่ืออสยัต่ใู นย์ สจุ ริต” ๑ธมมฺ ํ จเร สจุ รติ ํ น ตํ ทุจจฺ รติ ํ จเร ธมมฺ จารี สขุ ํ เสต ิ อสฺมึ โลเก ปรมหฺ ิ จ ฯ
50 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสตู รต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ครรลองของสุจริตธรรมนั้น ธรรมะจะรักษาคนที่คิด พูด และทำ�อย่างสุจริตให้มีความสุขทั้งในโลกนี้ และโลกอื่น ตลอดเวลาในการดำ�เนินชีวิตและความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นพื้นฐาน หรือตัวชี้วัดความดีงาม ในการใช้ชวี ิตร่วมกันกบั คนอ่นื ๆ ในสงั คม ปจั จัยส�ำ คญั ของการด�ำ รงตนด้วยความสจุ ริต คือ ต้องเปน็ ผู้มสี ต ิ ๒.๒ ธรรมสง่ เสรมิ เพิม่ เติมคุณธรรม (สตไิ มม่ า จงึ หาสจุ ริตไม่เจอ) กระบวนการในการบม่ เพาะ และปลกู ฝงั พลงั แหง่ สจุ รติ ธรรมนน้ั จ�ำ เปน็ ตอ้ งเรม่ิ ตน้ จากการพฒั นาสติ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในเรอื นใจ (Cultivating Mindfulness Harvesting Integrity) เพราะสตจิ ะท�ำ หนา้ ทป่ี ระดจุ มารดาทจ่ี ะเปน็ ศนู ยก์ ลางหรอื แหลง่ ท�ำ คลอดตวั สจุ รติ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การปลกู ฝงั มโนสจุ รติ การทจ่ี ติ ใจ จะเกดิ ความสจุ รติ ไดน้ น้ั สตจิ ะท�ำ หนา้ ทใ่ี นการสรา้ งความตน่ื รเู้ พอ่ื ใหเ้ กดิ การรเู้ ทา่ ทนั อารมณข์ องความโลภ หรือความอยากได้สิ่งตา่ ง ๆ ทม่ี ิใช่ของตวั เอง ที่มกี ารกระตนุ้ จากปัจจยั ภายนอก แนวทางในการพัฒนาสติเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันมิให้เกิดมโนทุจริต หรือคิดอยากจะคดโกงสมบัติ สาธารณะท่มี คิ วรมีควรไดม้ าเปน็ ของตนเองนั้น จะต้องพัฒนาสติใหเ้ กดิ การรู้ลกึ บนฐานท้งั ๔ คอื การมี สตริ ะลกึ รวู้ ตั ถหุ รอื ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ ทม่ี ผี คู้ นมงุ่ จะตอบแทนในรปู แบบอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ การมสี ตริ เู้ ทา่ ทนั อารมณ์ของความโลภอยากจะได้สิ่งของต่าง ๆ ตามแรงยั่วยุหรือกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก การมีสติรู้ เท่าทันจิตใจของตนเองมิให้หลงไหล หรือคล้อยตามความอยากส่วนตน และมีสติรู้เท่าทันเมื่อตาเห็น ผลประโยชน์ท่เี ข้ามาล่อลวงและหไู ด้ยนิ แรงกระตุ้น เปน็ ต้น การทผี่ ูค้ นไดร้ ับการฝึกฝนและพัฒนาจิตใจ โดยมสี ตเิ ป็นเคร่ืองมือส�ำ คัญในการฝกึ นั้น จะชว่ ยให้ เกดิ การปลกู ฝงั สจุ รติ วฒั นธรรม โดยเรม่ิ จากการมมี โนสจุ รติ ทแ่ี ขง็ กลา้ จนมอิ าจคลอ้ ยตามแรงกระตนุ้ ตา่ ง ๆ ท่เี ข้ามากระทบให้ใจส่ังกายใหก้ ายออกไปท�ำ หนา้ ทีท่ จุ รติ คดโกง หรอื พูดจาสื่อสารรูปแบบใดรปู แบบหนงึ่ เพ่อื ให้กลมุ่ คนต่าง ๆ ใหผ้ ลตอบแทนทมี่ ิควรมีควรได้แกต่ นเอง ทง้ั หมดน้นั รากฐานสำ�คญั คอื การใช้สติ เปน็ รากฐานในการพฒั นาพลังแหง่ สจุ รติ ธรรมใหเ้ กิดขน้ึ ในเรอื นใจเปน็ ปฐม ก่อนท่ีจะสง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรม และการสอื่ สารของตนเอง ๓. พัฒนาจติ พอเพยี งต้านทจุ รติ ดว้ ยโมเดล STRONG โมเดลจิตพอเพียงต้านทจุ ริต (STRONG Model) เป็นสาระสำ�คญั ในหลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๖๑ เพ่ือสร้างภมู ติ ้านทานการทุจริต โดยน�ำ หลกั การสำ�คญั ต่างๆ เพอื่ เสรมิ สรา้ งบคุ คลและสังคม ใหม้ พี ฤตกิ รรมสจุ รติ รวมทง้ั ตอ่ ตา้ นการทจุ รติ ตามทก่ี �ำ หนดไวเ้ ปน็ ยทุ ธศาสตรส์ รา้ งสงั คมทไ่ี มท่ นตอ่ การทจุ รติ ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) พฒั นา โดย รศ. ดร. มาณี ไชยธีรานวุ ัฒศิริ ทีป่ รึกษาประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ โมเดล STRONG ประกอบด้วย (๑) S (Sufficient) – พอเพยี ง (๒) T (Transparent) – โปรง่ ใส (๓) R (Realise) – ตืน่ รู้ (๔) O (Onward) – มุง่ ไปขา้ งหนา้ (๕) N (Knowledge) – ความรู้ (๖) G (Generosity) – เอ้อื อาทร
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 51 สุจรติ ธรรมในฐานะที่เป็นรากฐานของการพฒั นา STRONG Model จากการนำ�เสนอแง่มุมของสุจริตธรรมข้างต้นนั้น พบว่า แนวทางดังกล่าวเป็นรากฐานสำ�คัญ ในการเสรมิ สรา้ งและพฒั นาวฒั นธรรม STRONG ใหเ้ กดิ ขน้ึ อยา่ งเขม้ แขง็ และทรงพลงั ในแตล่ ะองคป์ ระกอบ ทง้ั ในมิตกิ ารแสดงออกทางกาย การสอื่ สารทางวาจา และพื้นฐานทางจติ ใจ
52 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) ดังจะไดอ้ ธิบายความเชือ่ มโยงกับสุจริตธรรม และขอ้ ธรรมอ่ืนๆ ท่ีสอดคลอ้ งของโมเดล STRONG ทัง้ ๖ องค์ประกอบตอ่ ไปนี้ (๑) Sufficient : พอเพยี ง S (Sufficient) สุจริตธรรมจะนำ�ไปส่กู ารเสรมิ สร้างพลังของความพอเพียง ซ่งึ จะท�ำ ใหส้ ามารถ แยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมไดอ้ ยา่ งเปน็ อตั โนมตั ิ (งา่ ย, ไมย่ ากตอ่ การตดั สนิ ใจ) ในระดบั ของความคดิ (มโนสจุ รติ ) อนั จะน�ำ ไปสกู่ ารกระท�ำ ทไ่ี มก่ อบโกยผลประโยชนส์ าธารณะ หรอื ทรพั ยส์ นิ อนั มิใชข่ องตนมาเป็นของตน (กายสจุ ริต) และยังสามารถถ่ายทอดความคิด คา่ นยิ ม อนั สามารถรว่ มกัน สือ่ สารผลกั ดนั ใหเ้ กดิ สงั คมทีส่ จุ ริต เห็นแกป่ ระโยชน์สว่ นรวมเป็นส�ำ คญั ได้ (วจีสุจรติ ) หากกลา่ วโดยประณตี Sufficient: พอเพยี ง คอื หลักความพอเพยี ง โดยบคุ คลสามารถแยกแยะ ผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างเป็นอัตโนมัติ กล่าวขยายความตามโมเดล คือ ความพอเพยี งนน้ั มอิ าจเกดิ ขน้ึ ไดโ้ ดยแท้ หากปราศจากบนั ไดขน้ั แรกทส่ี �ำ คญั คอื การแยกแยะผลประโยชน์ สว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมไดอ้ ยา่ งอตั โนมตั ใิ นมโนธรรม ความนกึ คดิ จติ ส�ำ นกึ กจ็ ะท�ำ ใหน้ �ำ ไปสู่ การกระทำ�ที่ไม่กอบโกยผลประโยชน์สาธารณะมาเป็นของตนเองอย่างเป็นอัตโนมัติเช่นกัน โดยมิต้อง ยับย้ังช่ังใจเลยในการพิจารณากระทำ�คุณความสุจริตหรือหักห้ามใจในการทุจริตอันสืบเน่ืองจาก ความเป็นอัตโนมัตินั้นแล การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมอยา่ งเปน็ อตั โนมตั ิ จงึ เปน็ พื้นฐานสำ�คัญของคุณงามความดีในระดับที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งความพอเพียง คุณธรรมในใจ จริยธรรม ในการกระทำ�จึงเป็นความสำ�คัญยิ่งในการสร้างให้เกิดขึ้นในจิตใจของปุถุชนอันจะนำ�ไปสู่ความดีงาม ในระดบั ทส่ี งู ขน้ึ ทง้ั ยงั เกดิ ประโยชนต์ อ่ สาธารณะ คอื ไมเ่ บยี ดเบยี นสาธารณะ ไมท่ จุ รติ และยงั เปน็ รปู ธรรม ที่จับต้องได้ เห็นผลชัดเจนและมีความสำ�คัญอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะในฐานะของผู้นำ� ผู้มีอำ�นาจ ในบา้ นเมอื ง ทต่ี อ้ งแยกผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ไมใ่ ชอ้ �ำ นาจกอบโกยประโยชน์ เขา้ สตู่ นเอง หรอื ในฐานะของประชาชนทว่ั ไปทส่ี ามารถแยกแยะผลประโยชนต์ วั และผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ไม่ละเมดิ ประโยชนส์ าธารณะ ในมุมมองของพระพุทธศาสนา หลักพอเพียงอันเกิดจากการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคล และผลประโยชนส์ ว่ นรวมดงั กลา่ ว สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรม เรอ่ื ง “ประโยชน์ ๓ (อตั ถะ ๓)” อนั ประกอบไปดว้ ย (๑) อตั ตตั ถะ – ประโยชน์ตน (๒) ปรัตถะ – ประโยชน์ผ้อู นื่ (๓) อภุ ยตั ถะ – ประโยชนร์ ่วมกนั , ประโยชน์ส่วนรวม การจำ�แนกประโยชน์ทั้ง ๓ ประการนั้น พระพุทธองค์ ทรงชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกัน ของรูปแบบท้ัง ๓ ประโยชน์ และยงั ทรงช้ใี หเ้ ห็นถึงโทษแหง่ การไมร่ ปู้ ระโยชน์ ดงั พระสูตรท่ีวา่ “ลทุ โฺ ธ อตถฺ ํ น ชานาติ ความวา่ คนผโู้ ลภแลว้ ยอ่ มไมร่ อู้ ตั ถะ คอื ประโยชนเ์ กอ้ื กลู มปี ระโยชนต์ นและประโยชนผ์ อู้ น่ื เปน็ ตน้ ตามความจรงิ ... ... ดกู อ่ นพราหมณ์ คนผู้กำ�หนัดแลว้ แล อนั ราคะครอบง�ำ แลว้ มีจติ ถกู ราคะกลมุ้ รุมแลว้ ยอ่ มไมร่ ปู้ ระโยชนต์ นตามความจริงบา้ ง ยอ่ มไม่รูป้ ระโยชนผ์ อู้ ื่นตามความจรงิ บา้ ง ย่อมไม่รทู้ ั้งประโยชนต์ น และประโยชนผ์ ู้อ่ืน ท้ังสองอย่างตามความจริงบา้ ง ดังนี้ ...”
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 53 อนึ่ง พอเพียง ยังสอดคล้องกับหลักธรรมสำ�คัญอีกประการ คือ “สันโดษ” อันหมายถึง ความยนิ ดดี ว้ ยของของตนดว้ ยเรย่ี วแรง และความเพยี รโดยความชอบธรรม ความยนิ ดดี ว้ ยปจั จยั ๔ ตามมี ตามได้ ความร้จู กั อิม่ รจู้ กั พอ สนั โดษแบ่งออกไดเ้ ป็น ๓ ประการดงั นี้ (๑) ยถาลาภสนั โดษ - ยนิ ดตี ามทไ่ี ด้ หมายความวา่ ตนหาสง่ิ ใดไดม้ าดว้ ยความเพยี รอนั ชอบธรรม ก็ยินดใี นสง่ิ นนั้ ไม่ตดิ ใจอยากไดส้ ิ่งอืน่ ท้ังไม่เดือดร้อนเพราะส่งิ ท่ตี นไมไ่ ด้มา และไมร่ ษิ ยาคนอน่ื เขา (๒) ยถาพลสนั โดษ – ยนิ ดีตามก�ำ ลงั คือ ตนทำ�เตม็ ท่ตี ามศักยภาพที่มีอยู่ และได้มาแคไ่ หน กย็ นิ ดีแคน่ น้ั ไมย่ ินดีอยากได้เกนิ กำ�ลัง (๓) ยถาสารปุ ปสนั โดษ – ยินดีตามสมควร หมายถึง ยินดตี ามท่เี หมาะสมกับตน ทั้งในแง่ ของเพศภาวะ ฐานะทางสังคมและแนวทางการดำ�เนินชีวิต การสามารถแยกแยะผลประโยชน์ทง้ั ๓ ประการ (อตั ถิ ๓) ได้โดยอัตโนมตั ิ รวมถึงมีความสนั โดษ ในจิตใจ (ยถาลาภสันโดษ, ยถาพลสันโดษ, และยถาสารุปปสันโดษ) ยอ่ มยงั ใหเ้ กดิ ความพอเพียงทีแ่ ทจ้ ริง ท้งั ทางกายวาจา และจิตใจอยา่ งยงั่ ยืนต่อไป (๒) Transparent : โปรง่ ใส T (Transparent) สุจริตธรรมจะชว่ ยใหส้ ามารถสรา้ งคา่ นยิ มของความโปร่งใส อนั เร่ิมมาจาก ความคิดความองอาจกล้าหาญที่พร้อมจะเปิดเผย (มโนสุจริต) อันเนื่องมาจากกระทำ�ที่สุจริต โปร่งใส และถูกต้อง (กายสุจริต) และยังสามารถถ่ายทอดเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดวัฒนธรรมของความเปิดเผย โปรง่ ใส และรบั ผิดชอบใหเ้ กดิ ข้นึ ทง้ั ในระดับองคก์ รและระดับสงั คม (วจีสจุ ริต) หากกล่าวโดยประณีต Transparent : โปร่งใส คือ บุคคลและหน่วยงานปฏิบัติงานบนฐาน ของความโปรง่ ใส ความโปรง่ ใสอาจมใิ ชต่ วั รบั ประกนั ความสจุ รติ ของบคุ คลหรอื หนว่ ยงาน แตค่ วามโปรง่ ใส เป็นเครื่องมือสำ�คัญอันจะนำ�ไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานให้นำ�ไปสู่ความเจริญ และพฒั นามากยง่ิ ขน้ึ แนวคดิ เกย่ี วกบั ความโปรง่ ใสนน้ั ไมม่ นี ยิ ามทต่ี ายตวั ขน้ึ อยกู่ บั ความเขา้ ใจของผทู้ น่ี �ำ ไปใช้ รวมทง้ั บรบิ ทของสงั คม วฒั นธรรม คา่ นยิ มและวถิ ชี วี ติ รวมถงึ ประเภทขององคก์ รดว้ ย ทง้ั น้ี กลา่ วโดยสรปุ ความโปร่งใส (Transparent) นนั้ หมายถงึ การกระท�ำ ใด ๆ ทแ่ี สดงออกถึงความชัดเจน ตรงไปตรงมา มกี ารเปดิ เผยขอ้ มลู ตอ่ สาธารณชนการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องบคุ ลากรตง้ั อยบู่ นฐานคตขิ องความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ มีจิตสำ�นึกที่ดีตอ่ หน้าท่ี ท้งั น้ี การกระท�ำ ใด ๆ นัน้ ตอ้ งสามารถตรวจสอบและชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย โปรง่ ใส เปน็ เครอ่ื งมอื ส�ำ คญั ทม่ี คี วามจ�ำ เปน็ ไมใ่ ชเ่ พยี งเรอ่ื งตอ่ ตา้ นการทจุ รติ เทา่ นน้ั แตร่ วมถงึ ในมติ ิ ของการบรหิ ารจดั การใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขน้ึ ดว้ ย เหตเุ พราะความโปรง่ ใสนน้ั จะน�ำ ไปสกู่ ารตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบอีกดว้ ย ความโปร่งใสจงึ มิใช่เรอ่ื งของการพฒั นาในเชงิ ระบบเพียงอยา่ งเดยี ว แต่หาก หมายถงึ การพฒั นาเชงิ คา่ นยิ ม ความกลา้ หาญ ความเปดิ เผย และความรบั ผดิ ชอบอกี ดว้ ย และยงั หมายถงึ การพฒั นาใหเ้ กดิ คา่ นยิ มในการพฒั นากระบวนการจดั การงานใหเ้ ปน็ ระบบอยเู่ สมอ ทง้ั ในมติ ใิ นเชงิ ปจั เจก รวมถงึ ในมมุ ของค่านิยมรว่ มของสงั คม กล่าวโดยสรุปนัน้ ความโปร่งใส เป็นเครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการตอ่ ตา้ น การทจุ รติ หากมคี วามโปรง่ ใสมาก การตรวจจบั การทจุ รติ รวมถงึ การตรวจพบขอ้ บกพรอ่ งกจ็ ะมคี วามงา่ ยยง่ิ ขน้ึ และการสร้างความโปร่งใสมิใช่เพียงการพัฒนาเชิงระบบ แต่การพัฒนาให้เกิดเป็นค่านิยมเป็นวัฒนธรรม
54 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ก็สำ�คัญไม่แพ้กัน ในการสร้างทัศนคติทางบวกต่อความโปร่งใส ความรับผิดชอบ อันจะนำ�ไปสู่การร่วม พัฒนางานและต่อตา้ นการทุจรติ ตอ่ ไป ในมมุ มองของพระพทุ ธศาสนา คา่ นยิ มของความโปรง่ ใส สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทช่ี อ่ื วา่ “อนวชั ชสขุ ” อันเป็นหนงึ่ ในสขุ ของคฤหสั ถ์ ๔ ประการ ดังพระพุทธองค์ตรสั ไว้ใน อันนนาถสตู ร ดงั นี้ “...สุข ๔ ประการเปน็ ไฉน คือ สุขเกดิ แตค่ วามมที รพั ย์ ๑ สุขเกดิ แต่การจ่ายทรพั ย์บรโิ ภค ๑ สขุ เกิดแต่ความไมเ่ ปน็ หน้ี ๑ สุขเกดิ แต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ๑...” กล่าวคือ อนวัชชสุข คือ สุขอันเกิดจากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ สุขอันเกิดจาก ความสจุ รติ คอื การประกอบกายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อนั หาโทษมไิ ด้ บคุ คลผนู้ น้ั ยอ่ มไดร้ บั ความสขุ โสมนัสว่าเราประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ อันพระพุทธองค์ได้ยกไว้ว่า เปน็ สุขสูงสุดตามพระสตู รทวี่ ่า “...นรชนผู้มอี ันจะตายเป็นสภาพ รคู้ วามไม่เป็นหนี้ว่าเปน็ สขุ แล้ว พึงระลกึ ถงึ สุขเกิดแตค่ วามมที รัพย์ เมอ่ื ใช้สอยโภคะเป็นสุขอยู่ ย่อมเหน็ แจง้ ดว้ ยปัญญา ผ้มู ีเมธาดี เมอื่ เห็นแจ้ง ย่อมรู้ ส่วนทั้ง ๒ ว่า สุขแม้ทง้ั ๓ อยา่ งนี้ ไม่ถึงเส้ียวที่ ๑๖ อัน จำ�แนกแล้ว ๑๖ ครัง้ ของสุขเกดิ แต่การประกอบการงานทปี่ ราศจากโทษ ฯ...” ความโปรง่ ใสเป็นเครือ่ งมือทางโลกในระดับสากลที่ใช้ในการปอ้ งกัน ยับยง้ั การทุจริต ในเชิงของ ระบบกฎหมาย การบริหารงาน โดยมุ่งสร้างจากภายนอกเข้าสู่ภายใน หากแต่ทางพระพุทธศาสนานั้น สรา้ งท้งั จากภายนอกสู่ภายใน (เช่น ศีล เป็นต้น) และยังสรา้ งภายในสภู่ ายนอกด้วย เชน่ สขุ อนั เกิดจาก ความสจุ รติ นี้ (อนวัชชสขุ ) หากมงุ่ สรา้ งระบบ สรา้ งกฎเกณฑ์ กลไก ให้เกิดความโปรง่ ใสมากสักเพียงใด ตัวมนุษย์ผู้อยู่ใต้ร่มนั้นมิได้มีทรรศนะ ความเห็นถึงประโยชน์ซึ่งเกิดจากความสุขอันเกิดจากความสุจริต ความโปร่งใสในระดับวฒั นธรรมย่อมยากท่ีจะสร้างให้เกดิ ได้โดยยง่ั ยืน (๓) Realise : ตืน่ รู้ R (Realise) สจุ รติ ธรรมจะชว่ ยเสรมิ สรา้ งใหเ้ กดิ ความตน่ื รตู้ อ่ ปญั หาการทจุ รติ (มโนสจุ รติ ) อนั จะน�ำ ไปส่คู วามพร้อมท่จี ะลงมอื แก้ไขปัญหาการทจุ รติ (กายสจุ ริต) และร่วมกันสรา้ งให้สงั คมทุกภาคส่วนตนื่ รู้ และรว่ มกันแกไ้ ขปญั หาการทจุ รติ ใหส้ ำ�เรจ็ ได้จรงิ (วจีสจุ ริต) หากกล่าวโดยประณีต Realise : ตื่นรู้ คือ การรู้และพร้อมลงมือป้องกันทุจริต ตื่นรู้มิใช่เพียง การมีความรู้สึกตระหนักถึงพิษภัยหรือปัญหาของการทุจริต แต่เป็นความรู้สึกที่หนักแน่นว่าการทุจริต เปน็ สง่ิ ทต่ี อ้ งแกไ้ ข และเปน็ รากเหงา้ แหง่ ความชว่ั รา้ ยทง้ั ปวงทจ่ี ะสง่ ผลรา้ ยใหเ้ กดิ กบั ทง้ั ตนเองและตอ่ ผอู้ น่ื การตน่ื รนู้ น้ั นอกเหนอื จะเปน็ ความรสู้ กึ ทว่ี า่ ตนเองไมค่ วรท�ำ ทจุ รติ และจะตอ้ งไมท่ �ำ ทจุ รติ แลว้ ยงั ตอ้ งรสู้ กึ วา่ การทุจริตท่ีเกิดข้ึนในสังคมเป็นส่ิงที่ไม่ควรเกิดขึ้นและเป็นส่ิงที่เป็นต้นตอของปัญหาอีกหลายประการ ที่จะตามมา เหนือไปกว่านั้นยังต้องรู้สึกอีกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถลงมือแก้ไขปัญหาการทุจริต ใหล้ ดลงไดแ้ ละยังพรอ้ มที่จะลงมอื กระทำ�เม่อื มีโอกาสทก่ี ระท�ำ ได้เต็มทเี่ ต็มก�ำ ลังของตน ตน่ื รู้ เปน็ การสรา้ งแนวคดิ ความเหน็ ทถ่ี กู ตอ้ ง รชู้ ดั รากเหงา้ แหง่ ทจุ รติ และสจุ รติ เปน็ กระบวนการ ทม่ี งุ่ เนน้ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในความรสู้ กึ นกึ คดิ ของคนในสงั คม ทไ่ี มใ่ ชเ่ พยี งการสรา้ งคา่ นยิ มวา่ การทจุ รติ เปน็ สง่ิ ทไ่ี มด่ ี
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 55 ไม่สมควรกระทำ� แต่ยังต้องสามารถเชื่อมโยงและบูรณาการได้ว่าปัญหาหลายประการที่เป็นความเสื่อม ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในปจั จบุ นั ทกุ ๆ ปญั หาลว้ นมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั การทจุ รติ อยา่ งหลกี เลย่ี งไมไ่ ด้ นอกจากน ้ี ยงั ตอ้ ง สามารถเชอื่ มโยงเหตุและผลใหส้ อดคลอ้ งกันเพือ่ เปลย่ี นถ่ายค่านิยมเดิมวา่ “การทุจรติ เปน็ เรือ่ งไกลตัว” ด้วยการรู้และแสดงขอ้ เทจ็ จรงิ เช่น “แมจ้ ะไมไ่ ด้จา่ ยภาษีเงนิ ได้บคุ คลแต่ทกุ คนกต็ ้องจ่ายภาษีในรูปแบบ ภาษมี ูลคา่ เพ่ิม ๗% ในทกุ คร้งั ท่มี กี ารใช้จา่ ย”, “งบประมาณแผ่นดนิ มีมากเพยี งพอทจ่ี ะพฒั นาสงิ่ ตา่ ง ๆ ได้มากมาย แต่กลับพัฒนาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะการทุจริต”, “การให้สินบนหรือสมประโยชน์ กันระหว่างขา้ ราชการและเอกชนแม้จะดูไม่เกี่ยวข้องกบั ตน แตใ่ นท้ายทีส่ ุดแล้วผลประโยชนท์ ่คี วรตกแก่ สาธารณะก็กลับกลายเปน็ ประโยชน์ส่วนบุคคลของคนบางคน” เปน็ ตน้ ในมมุ มองของพระพทุ ธศาสนา การตน่ื รู้ สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทช่ี อ่ื วา่ “สมั มาทฏิ ฐ”ิ อนั เปน็ หนง่ึ องคธ์ รรมของ “มรรคมอี งค์ ๘” (หนทาง, ทาง) ทพ่ี ระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั ไว้ ๘ ประการ คอื ๑. สมั มาทฏิ ฐิ - เหน็ ชอบ, ๒. สัมมาสังกัปปะ - ดำ�ริชอบ, ๓. สมั มาวาจา - เจรจาชอบ, ๔. สมั มากัมมนั ตะ - ท�ำ การชอบ, ๕. สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ, ๖. สัมมาวายามะ - เพียรชอบ, ๗. สัมมาสติ - ระลึกชอบ, และ ๘. สัมมาสมาธิ - ต้ังจติ มนั่ ชอบ หากจะกลา่ วโดยละเอยี ด สมั มาทฏิ ฐิ – เหน็ ชอบ เปน็ ขอ้ แรกของขอ้ ธรรมทห่ี ากปราศจากพน้ื ฐาน ของความเหน็ ชอบแล้วน้ัน ยอ่ มยากยิ่งทจ่ี ะถึงจุดหมายปลายทาง โดยสมั มาทฏิ ฐิ คอื ปญั ญาอันเหน็ ชอบ ตามความเป็นจรงิ ตามครรลองคลองธรรม ปจั จัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คอื ทางเกิดแห่งแนวคิดท่ถี ูกต้อง, ตน้ ทางของความดงี ามทงั้ ปวงมี ๒ ประการ ๑. ปรโตโฆสะ คอื การหมน่ั รับฟงั ค�ำ แนะน�ำ ขา่ วสาร สนทนาซกั ถาม ฟงั คำ�บอกเล่า จากผู้อนื่ ผเู้ ป็นกัลยาณมติ ร (การกระตนุ้ จากภายนอก) ๒. โยนิโสมนสกิ าร คือ กระทำ�ในใจโดยแยบคาย มองสิง่ ท้ังหลายดว้ ยความคดิ พจิ ารณา ร้จู ักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรอื ปัญหานัน้ ๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสมั พนั ธ์ แหง่ เหตุปัจจัย (การใช้ความคดิ ถูกวิธี ความรจู้ ักคดิ คดิ เปน็ ) การตน่ื รใู้ นการตอ่ ตา้ นการทจุ รติ อนั มพี น้ื ฐานจากสจุ รติ ธรรมทง้ั ทาง กาย วาจา ใจ นน้ั จะเกดิ ขน้ึ ได้ ยากย่งิ หากปราศจากแนวทางและวธิ กี ารที่แยบคายอนั พระพทุ ธศาสนาได้ก�ำ หนดไว้แล้วคอื สัมมาทฏิ ฐิ ปัญญาอันเห็นชอบตามความเป็นจริงที่เกิดจากการหมั่นรับข้อมูลข่าวสาร (ปรโตโฆสะ) แล้วนำ�มาคิด วิเคราะห์ไตร่ตรองตามสภาวะแห่งเหตุปัจจัยของความเป็นจริง (โยนิโสมนสิการ) อันจะนำ�มาสู่แนวคิด ความเห็นที่ถูกต้อง รู้ชัดรากเหง้าแหง่ ทจุ รติ และสุจรติ ซึง่ จะน�ำ ไปสู่การพร้อมรว่ มกนั ลงมือป้องกนั ทุจรติ (๔) Onward: ม่งุ ไปข้างหน้า O (Onward) สุจรติ ธรรมจะเสริมสรา้ งให้เกดิ การขบั เคล่ือนสังคมไปสู่ความเจริญ อันมีจดุ เร่มิ ตน้ จากการมีวิสัยทศั น์และความเชอ่ื ความศรัทธาทว่ี ่าสังคมสามารถเปลย่ี นไปสคู่ วามเจรญิ ได้ และเราทกุ คน ลว้ นมหี นา้ ทต่ี อ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ สาธารณะ (มโนสจุ รติ ) เมอ่ื รแู้ ลว้ กพ็ รอ้ มลงมอื เปลย่ี นแปลง แกไ้ ข สรา้ งสง่ิ ท่ี ยังไมเ่ กิดใหเ้ กดิ ขนึ้ (กายสจุ รติ ) และยังสามารถเป็นผนู้ ำ�แกบ่ คุ คลอืน่ โนม้ น้าวสงั คมให้เชอ่ื และรว่ มมงุ่ ไป ขา้ งหน้าโดยสามคั คีกนั (วจีสุจริต) หากกลา่ วโดยประณตี Onward: ม่งุ ไปข้างหนา้ คอื การมุง่ พฒั นาให้เกดิ ความเจรญิ โดยการต่อสู้ กับการทจุ รติ อยา่ งไม่ย่อทอ้ โดยมีพื้นฐานจากความเช่อื ความศรัทธา ในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้น�ำ ไปสู่
56 หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สูตรต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ความเจรญิ โดยการตอ่ สกู้ บั การทจุ รติ ภายใตค้ วามเชอ่ื ทว่ี า่ หากตนเองดเี พยี งสว่ นเดยี วนน้ั กอ็ าจไมเ่ พยี งพอ ที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ต้องโน้มน้าว จูงใจ ชักนำ� หรือลงมือกระทำ�ตามกำ�ลังที่ตนมี เพื่อปรับปรุงสังคมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างแนวร่วมแห่งความสุจริตให้เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับการทุจริตที่เป็น รากเหง้าส�ำ คญั แห่งปญั หาอื่น ๆ การม่งุ ไปข้างหน้า ยังหมายถึง การเพียรพยายามแก้ไขสง่ิ ท่ีผิดปรบั ปรุงให้กลายเปน็ ส่งิ ทถ่ี ูกต้อง ดีงาม โดยไม่เพกิ เฉย หรืออดทนต่อความทจุ ริตนั้น ๆ โดยการแสวงหาหนทาง เพียรพยายาม มศี รัทธา คเพวียารมพเชยื่อาใยนาเมปใ้านหกมาารยรักว่าษสาาคมุณาครถวาทมำ�ดใหีท้เเี่ กกิดดิ ขขึ้นนึ้ ไแดล้จว้ รใิงหค้ ๆงออยยอู่ ่ายง่าไมงส่ยม่อำ่�ทเ้อสมตอ่ออุปสรรค และมีวิริยะอุตสาหะ ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การมุ่งไปข้างหน้า สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “จักขุมา” อนั เปน็ หนง่ึ องคธ์ รรมของ “ปาปณกิ ธรรม ๓” ทป่ี ระกอบไปดว้ ย ๑. จกั ขมุ า, ๒. วธิ โู ร, และ ๓. นสิ สยสมั ปนั โน องคธ์ รรมของปาปณิกธรรมน้ัน ปรากฏในปาปณกิ สูตร ในสูตรที่ ๑ ตรสั ไวว้ า่ “...องค์ ๓ ประการเปน็ ไฉน ภิกษทุ ั้งหลาย พ่อค้าในโลกนี้ เวลาเช้าจัดแจงการงานโดยเอ้ือเฟ้ือ เวลาเที่ยงจัดแจง การงานโดยเออ้ื เฟอ้ื เวลาเย็นจัดแจงการงานโดยเออ้ื เฟื้อ ภกิ ษุทง้ั หลาย พ่อคา้ ผปู้ ระกอบด้วยองค์ ๓ ประการนแี้ ล สมควรจะไดโ้ ภคทรพั ยท์ ี่ยงั ไมไ่ ด้ หรอื เพื่อท�ำ โภคทรพั ย์ท่ไี ดแ้ ลว้ ให้ทวมี ากข้ึน...” โดยไดเ้ ชอ่ื มโยงมาถงึ กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบดว้ ย ธรรม ๓ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั สมควรจะได้บรรลุกุศลธรรมหรือสุจริตธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือเพื่อทำ�กุศลธรรมหรือสุจริตธรรมที่ได้ บรรลุแล้วให้เจริญมากขึ้น กล่าวคือ ความเพียร ไม่ย่อท้อต่อ และทำ�อย่างต่อเนื่องอยู่เป็นนิจเป็นเหตุ ปจั จัยให้น�ำ ไปสูค่ วามสำ�เร็จทง้ั ทางโลกและทางธรรม นอกจากน้ี องค์ ๓ ประการในสตู รท่ี ๒ ยงั ไดก้ ลา่ วขอ้ ธรรมทเ่ี หนอื ไปกวา่ นน้ั วา่ หากผใู้ ดประกอบดว้ ย องค์ ๓ ประการนี้ “...จะถึงความมีโภคทรัพย์มากมายเหลือเฟอื ไมน่ านเลย...” กล่าวคอื ไมใ่ ช่เพียงแค่ได้ โภคทรพั ยม์ ากขน้ึ ตามพระสตู รท่ี ๑ แตจ่ ะไดโ้ ภคทรพั ยม์ ากมายในเวลาไมน่ าน (อยา่ งรวดเรว็ ) ในองคธ์ รรม ขอ้ แรกคอื จักขมุ า อันพระพทุ ธองคต์ รสั ไว้ว่า “... ภิกษทุ ั้งหลาย พอ่ คา้ ชื่อวา่ เป็นคนมตี าดีอย่างไร ภิกษทุ ้งั หลาย พอ่ ค้าในโลกนย้ี ่อมรู้สิ่งทจ่ี ะพงึ ซ้อื ขายว่า สง่ิ ทีพ่ งึ ขายน้ี ซ้ือมาเทา่ น้ี ขายไป เท่าน้ี จักได้ทนุ เทา่ น้ี มกี ำ�ไรเท่าน้ี ดังนี้ ภิกษทุ ั้งหลาย พ่อคา้ ชื่อวา่ เปน็ คนมตี าดี ดว้ ยอาการอย่างนแ้ี ล...” กลา่ วคอื การมปี ญั ญามองการณไ์ กล รวู้ า่ ตอ้ งท�ำ อยา่ งไรถงึ จะบรรลตุ ามเปา้ หมาย สามารถวางแผน และฉลาดในการอา่ นคน จกั ขมุ า (ปาปณกิ ธรรม) และมงุ่ ไปขา้ งหนา้ (Onward) จงึ เชอ่ื มโยงสอดคลอ้ งกนั ในความทว่ี า่ เปน็ ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง มีปัญญา มีศรัทธา มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาให้เกิด ความเจริญโดยการตอ่ สทู้ จุ รติ ไปสเู่ ปา้ หมายอยา่ งไม่ยอ่ ท้อ ตามความท่กี ล่าวขา้ งต้นนนั้ เอง
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 57 (๕) Knowledge : ความรู้ N (kNowledge) สุจรติ ธรรมจะเสรมิ สร้างใหเ้ กิดคา่ นยิ มความใฝ่รู้ แสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง เปน็ ฐานในการประกอบกจิ การงานตา่ ง ๆ (มโนสจุ รติ ) และแสวงหาความรทู้ ง้ั สง่ิ ทล่ี ว่ งมาแลว้ สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ณ ปัจจบุ นั ขณะ และคาดการณ์หนทางท่ีอาจจะเกิดขนึ้ ในอนาคตอย่างเท่าทัน (กายสุจริต) และยงั รว่ ม ถ่ายทอดใหส้ ังคมเป็นสังคมทีใ่ ฝร่ ู้ แสวงหาความรู้อยู่เสมอให้เท่าทันต่อสถานการณ์การทุจรติ (วจีสจุ รติ ) หากกลา่ วโดยประณตี Knowledge: ความรู้ คอื การแสวงหาความรอู้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื ใหเ้ ทา่ ทนั ตอ่ สถานการณก์ ารทุจริต ความรูเ้ ปน็ พ้นื ฐานสำ�คัญในการกระท�ำ ทุกสิง่ ในชวี ติ ประจ�ำ วนั การกำ�หนดเรื่อง ความรใู้ นโมเดล STRONG นน้ั มคี วามส�ำ คญั มาก ดว้ ยเพราะการทจุ รติ โดยธรรมชาติ เปน็ เรอ่ื งทต่ี อ้ งปกปดิ ซกุ ซอ่ นอ�ำ พราง และทส่ี �ำ คญั คอื มคี วามซบั ซอ้ นและมพี ฒั นาการอยา่ งรวดเรว็ อยา่ งยง่ิ ในแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั การมีความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันขณะที่เกิดขึ้น ความรู้เท่าทันแนวโน้ม ในอนาคตทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ รวมถงึ ความรใู้ นอดตี อนั อาจจะวนกลบั มาเกดิ ขน้ึ อกี ในปจั จบุ นั จงึ เปน็ สง่ิ ทส่ี �ำ คญั อยา่ งยง่ิ เพอ่ื ใหเ้ ทา่ ทนั และสามารถรบั มอื และแกไ้ ขปญั หาการทจุ รติ ทง้ั ทจ่ี ะเกดิ กบั ตนเองหรอื เกดิ ตอ่ สว่ นรวม ได้อย่างเท่าทันสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้โดยยั่งยืนจะต้องเกิดจากความใฝ่รู้ ค่านิยมในการแสวงหาความรู้ และความรู้ในการคน้ ควา้ แหล่งความรูน้ ้นั ๆ ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ความรู้ สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “วิธูโร” อันเป็นหนึ่ง องคธ์ รรมของ “ปาปณิกธรรม ๓ท”ี่กลท่าป่ี วรถะึงกคอวบาไมปสดมว้ ่ำย�เส๑ม.อจนักั้นขไมุ ดา้อ, ร๒ร.ถาวธธิ ิโูบรา, ยแใลนะหัว๓ข.้อนกิส่อสนยหสนัม้าปแนั ลโน้ว ปาปณิกสูตร ในพระสูตรที่ ๑ ในหวั ข้อน้ี จะมุ่งเนน้ เฉพาะขอ้ ธรรม วธิ โู ร วิธูโรนั้น หมายถึง จัดการธุระได้ดี มีความเชี่ยวชาญ มีความชำ�นาญด้านเทคนิค ในพระสูตร ไดบ้ ัญญตั ิไว้วา่ “... ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าช่อื วา่ มีธรุ ะดอี ยา่ งไร ภกิ ษุท้งั หลาย พ่อคา้ ในโลกนี้ เป็นคนฉลาดท่ีจะซอื้ และขายสิง่ ทต่ี นจะพงึ ซือ้ ขาย ภิกษุทง้ั หลาย พอ่ ค้าชื่อวา่ เป็นคนมธี ุระดี ด้วยอาการอย่างนี้แล ...” วธิ โู ร (ปาปณกิ ธรรม) และความรู้ (Knowledge) ตามโมเดล STRONG นน้ั จงึ เชอ่ื มโยงสอดคลอ้ งกนั ในแง่ทว่ี า่ มคี วามเพยี รพยายาม มคี วามรู้ ความเช่ียวชาญ และแสวงหาความรู้อยา่ งต่อเนื่อง นนั้ แล (๖) Generosity: เอื้ออาทร G (Generosity) สจุ รติ ธรรมจะเสรมิ สรา้ งสงั คมใหเ้ กดิ ความเออ้ื อาทรตอ่ กนั มเี มตตาตอ่ กนั ภายใต้ ความถกู ตอ้ งของกฎหมาย จรยิ ธรรม ไมน่ �ำ ประโยชนอ์ นั ควรเปน็ สาธารณสมบตั มิ าเปน็ ของตนหรอื พวกพอ้ ง (มโนสจุ รติ ) มคี วามกรณุ าต่อกันอยา่ งบรสิ ทุ ธใ์ิ จโดยไม่หวังการตอบแทน (กายสุจริต) และรว่ มสร้างสังคม ที่กอรปดว้ ยความเออื้ อาทรต่อกัน บนพนื้ ฐานของจริยธรรมอนั ถูกต้อง (วจสี จุ รติ ) กลา่ วโดยประณตี Generosity: เออ้ื อาทร คอื รว่ มพฒั นาใหเ้ กดิ ความเออ้ื อาทรตอ่ กนั บนพน้ื ฐาน อขอันงตจ้อรงิยกธารรรคมวแาลมะเอจิตื้อพเฟอื้อเพเผียื่องแผค่วาเมมตเอตื้อาอการทุณราเ ปม็นีนพ้ำ�ื้นใฐจาซนึ่งสกำ�ันคแัญละขกอันงกาแรตอ่จยาู่รก่วขม้อกเันทใ็จนจสรังิงคทมี่เมกนิดุขษึ้นย์
58 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ความเออ้ื อาทรทเ่ี กนิ ขอบเขตเกนิ หลกั ของเหตแุ ละผล ทน่ี อกจากจะน�ำ ไปสคู่ วามเดอื ดรอ้ นในระดบั บคุ คลเองแลว้ ยังนำ�ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ระบบอุปถัมภ์” ในทางที่ไม่ถูกต้องอันจะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น รวมถึงสังคม ในวงกวา้ งอกี ดว้ ย การปลกู ฝงั ความเออ้ื อาทรตอ่ กนั ในทางทถ่ี กู ตอ้ ง จงึ ยงั จะใหเ้ กดิ ประโยชนท์ ง้ั ในแงม่ มุ ของการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งเป็นสขุ ของคนในสังคม อกี ท้ังยงั เปน็ การก�ำ หนดขอบเขตทวี่ ่าเออื้ อาทรต่อกนั ในกรอบจริยธรรมไหน ทจ่ี ะไมเ่ ปน็ การเดอื ดรอ้ นตอ่ ตนเองและผอู้ น่ื หรอื ไมเ่ ปน็ การแสวงหาผลประโยชนอ์ นั มชิ อบมาเปน็ ของตน ขสอร้างงปคัญ่าหนาิยกมาครวทาุจมรเิตอ้ือแอลาะทยรังตส่อามกาันรใถนนขำ�อไบปเสขู่คตวทา่ีถมูกเปท็นี่คนว้ำ�รหเพน่ือึ่งใลจดเดคีย่านวกิยันมใรนะกบาบรอร่วุปมถกัมันภต์อ่อันตเ้าปน็นกราารกทเุจหรงิต้า สร้างแนวรว่ มความสุจรติ ได้อีกด้วย ในมมุ มองของพระพทุ ธศาสนา เออ้ื อาทร สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทช่ี อ่ื วา่ “นสิ สยสมั ปนั โน” อนั เปน็ หนง่ึ อปงาคป์ธณรกิ รสมตู ขรอในงพ“รปะาสปตู ณรทิก่ี ธ๑รรทมก่ี ล๓า่ ”วถทงึ ี่คปวราะมกสอมบ�ำ่ ไเสปมดอ้วนยน้ั ๑ได. อ้ จรักรขถุมาธาบิ, า๒ย.ในวิธหูโวั รข,อ้ แกลอ่ ะนห๓น. า้ นแิสลสว้ ยใสนัมหปวั ขันอ้ โนน้ี จะมุง่ เน้นเฉพาะข้อธรรม นิสสยสมั ปันโน นสิ สยสัมปันโน หมายถึง การเปน็ ท่ีพึ่งได้ การพรอ้ มถงึ ความเช่ือถอื ไว้วางใจ ในหมู่คณะการมี มนษุ ยสัมพันธท์ ่ีดี ดังในพระสูตรท่กี ล่าวไวว้ ่า “... ภกิ ษุทงั้ หลาย พ่อค้าชื่อว่าเปน็ ผ้ถู งึ พรอ้ มดว้ ยคนซงึ่ จะเป็นทีพ่ ึง่ ได้อย่างไร ภิกษุทง้ั หลาย พ่อค้าในโลกนี้ อนั คฤหบดีหรอื บุตรคฤหบดผี ู้ม่ังค่งั ผมู้ ีทรพั ยม์ าก มีโภคะมาก ทราบไดเ้ ชน่ น้ีว่าทา่ นพ่อคา้ ผ้นู ้ีแล เป็นคนมตี าดี มีธรุ ะดี สามารถ ทจ่ี ะเล้ยี งบุตรภรรยา และใช้คนื ใหแ้ กเ่ ราตามเวลาได้ เขาต่างกเ็ ช้อื เชญิ พอ่ คา้ นน้ั ด้วยโภคะวา่ แน่ะทา่ นพอ่ คา้ ผสู้ หาย แต่นไี้ ปท่านจงน�ำ เอาโภคะไปเลี้ยงดู บตุ รภรรยา และใชค้ ืนให้แก่เราตามเวลา ภกิ ษทุ ัง้ หลาย พอ่ ค้าชือ่ วา่ เปน็ ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยบคุ คลซ่ึงเปน็ ทพ่ี งึ่ ไดด้ ้วยอาการอยา่ งน้ีแล ...” นิสสยสัมปันโน (ปาปณิกธรรม) และเอื้ออาทร (Generosity) ตามโมเดล STRONG นั้น จงึ เชอ่ื มโยงสอดคลอ้ งกนั ในความหมายน้ี คอื การมมี นษุ ยสมั พนั ธด์ ี เปน็ ทพ่ี ง่ึ พงิ ได้ นสิ ยั ดี มคี วามเออ้ื อาทร ตอ่ กนั บนพนื้ ฐานจริยธรรมและความพอเพยี งนน่ั เอง ๔. วงลอ้ สุจรติ ธรรมแหง่ STRONG Model หลกั ธรรมค�ำ สง่ั สอนขององคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ลว้ นเปน็ สจั ธรรมความเปน็ จรงิ ทเ่ี ชอ่ื มโยง สอดคลอ้ งกนั อนั จะน�ำ ไปสกู่ ารเจรญิ งอกงามของผปู้ ฏบิ ตั ติ ามพระสจั ธรรมเหลา่ นน้ั ความเชอ่ื มโยงอนั เปน็ สจั ธรรมของพระสจั ธรรม ถกู แสดงออกผา่ นพระธรรมเทศนาทง้ั แบบอนโุ ลม – ปฏโิ ลม ของพระบรมศาสดา รวมถงึ พระอปุ ชั ฌาครบู าอาจารยท์ ไ่ี ดพ้ รรณาไวแ้ ตบ่ รรพกาลมา เชน่ วา่ ความเชอ่ื มโยงสมั พนั ธก์ นั ของสจุ รติ ธรรม อนั มกี ายสจุ รติ วาจาสุจริต และมโนสุจริต เปน็ ตน้ กายสุจริต และวาจาสุจริต ด้วยอำ�นาจของศีลและการปฏิบัติย่อมเป็นสิ่งขัดเกลาจิตใจให้มี ความสจุ รติ มโนสจุ รติ อนั เกดิ จากการฝกึ จติ ทด่ี แี ลว้ กจ็ ะน�ำ ไปสกู่ ารแสดงออกทางกายทส่ี จุ รติ และวจที ส่ี จุ รติ เช่นกนั ในทางกลบั กนั กายหรอื วาจาที่ทจุ รติ ก็จะน�ำ ไปสูค่ วามมวั หมองของใจ ความคิดหรอื มโนทท่ี จุ ริต กจ็ ะแสดงออกผา่ นกายและวาจาทท่ี จุ รติ เฉกเชน่ เดยี วกนั การเชอ่ื มโยงกนั ในขอ้ ธรรมลกั ษณะน้ี ปรากฏเปน็ ลักษณะเดียวกันในข้อธรรมของพระพทุ ธศาสนาหลายหลักธรรม เช่น อรยิ สจั ๔ ความเชอื่ มโยงของทุกข์
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 59 เหตทุ กุ ข์ ความพน้ ทกุ ข์ ทางพน้ ทกุ ข,์ พรหมวหิ าร ๔ ความเชอ่ื มโยงของการสงสาร การชว่ ยเหลอื การยนิ ดี แแลละะกกาารรใวคารงเค่ ฉรยวเญม่อืพเิจกานิ รกณ�ำ าลใงัน,สอ่ิงิททธ่ีทิบ�ำ าอทย่า๔งสคมว่ำ�เาสมมเชออื่ เมปโ็นยตงขน้ องความพอใจ ความพยายามท�ำ ความต้งั ใจ โมเดล STRONG ก็เฉกเช่นเดียวกัน นัยยะของโมเดลแต่ละตัวล้วนถ่ายทอดอุดมคติที่เชื่อมโยง ร้อยเรียงอย่างมีแบบแผน เริ่มจาก พอเพียง (S-Sufficient) แยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลได้แล้ว หากถูกตอ้ งกต็ อ้ งกล้าที่จะเปิดเผย โปรง่ ใส มงุ่ สร้างความโปร่งใส ความรบั ผิดรับชอบ (T-Transparent) เมื่อเปิดเผยแล้วสิ่งที่ปรากฏ ตรงไหนมีปัญหาต้องแก้ไข ส่วนใดมีผลกระทบตรงไหนบ้าง ก็ต้องตื่นรู้ และพรอ้ มลงมอื แกไ้ ขสง่ิ นน้ั (R-Realise) เมอ่ื รชู้ ดั ถงึ แนวทางกม็ งุ่ แกไ้ ขพฒั นาอยา่ งไมย่ อ่ ทอ้ (O-Onward) สง่ิ ทส่ี �ำ คญั คอื ตอ้ งไมป่ ระมาทโดยการแสวงหาความรอู้ ยา่ งเทา่ ทนั เพอ่ื พฒั นาตนเองอยเู่ สมอ (N-kNowledge) และยงั ตอ้ งแสวงหาแนวรว่ มความดผี า่ นการสรา้ งคา่ นยิ มของความเออ้ื อาทรในทางทด่ี งี าม (G-Generosity) หากกลา่ วโดยพสิ ดารไปอกี ขน้ั จะสามารถเชอ่ื มโยงใหเ้ หน็ ถงึ โมเดลคตู่ รงขา้ มกนั ทเ่ี ปน็ ความสมดลุ ซง่ึ กนั และกนั ของโมเดลตามเสน้ เชื่อมโยงท่แี สดง คอื (๑) S-Sufficient พอเพยี ง และ O-Onward ม่งุ ไปขา้ งหน้า ความพอเพียง การแยกผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมโดยอัตโนมัติ (+S) หากบุคคลสร้างให้เกิดในจิตใจได้แล้ว แต่ไม่ร่วมกันมุ่งสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในสังคมส่วนรวม (-O) ความเจรญิ งอกงามในสงั คมภาพรวมก็เกิดขนึ้ ได้โดยยาก ในทางกลับกัน หากบุคคลมุ่งแตจ่ ะพฒั นา (+O) โดยหลงลมื การแกไ้ ขจดั การความโลภของตน กเิ ลสของตน กอบโกยโดยไมพ่ จิ ารณาวา่ สง่ิ ใดเปน็ สง่ิ ทต่ี นพงึ ได้ สิ่งใดเป็นประโยชน์สาธารณะ (-S) จากผู้พัฒนาก็จะกลายเป็นผู้ที่เน้นการกอบโกย เพราะฉะนั้น การพัฒนาจึงควรทำ�ให้เกิดทั้งความพอเพียงการแยกแยะฯ (+S) และปลูกฝังให้เกิดจิตสำ�นึกสาธารณะ มุง่ แกไ้ ข (+O) ไปโดยพรอ้ มเพรยี งกนั (๒) T-Transparent โปรง่ ใส และ N-kNowledge ความรู้ หากมีข้อกำ�หนดให้มีการเปิดเผยเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ในทุกส่วนของสังคม มีการวางระบบ กฎหมาย และค่านิยมในการสนับสนุนการเปิดเผยอย่างประสบความสำ�เร็จ (+T) แต่สังคมไม่รู้เท่าทัน ขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านั้น จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เปิดเผยนั้นผิดถูกอย่างไร ต้องแก้ไขในจุดไหน (-N) กคาวราเมปริดู้อเยผู่สยมนำ่�ั้นเสกม็เปอลา่(+ปNระ) โแยตชห่นน์เสว่ มยอืงานนลหิงไรดอื ้แอกง้วคก์ ใรนไมท่มางคี กา่ ลนับยิ กมนัหรอืสกงั คฎมหมมีคาวยาใมนรกู้มาารกเปมิดาเยผยมโกี ปารร่งแใสสวง(-หTา) ความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะเกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะฉะนั้น การพัฒนาจึงควรมุ่งให้เกิดทั้งความเปิดเผย โปรง่ ใส รบั ผดิ ชอบ (+T) และตอ้ งสรา้ งสรรคใ์ หส้ งั คมเกดิ ความรู้ และคา่ นยิ มในการแสวงหาความรอู้ ยเู่ สมอ (+N) ไปควบคู่กัน (๓) R-Realise ตืน่ รู้ และ G-Generosity เออื้ อาทร สงั คมทม่ี คี วามตน่ื รู้ มงุ่ เฝา้ ระวงั และคอยจบั ตามองหรอื จบั ผดิ คนทก่ี ระท�ำ สง่ิ ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งเปน็ สงั คม ทท่ี รงคณุ คา่ ดา้ นการตรวจสอบซง่ึ กนั และกนั (+R) แตห่ ากเมอ่ื ใดสงั คมนน้ั ขาดมติ ขิ องความชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู กันเอื้ออาทร ต่อกันและกัน บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อมนุษย์แล้วนั้น (-G) สังคมนั้น ย่อมเป็นสังคม ที่ไม่นา่ อยู่ ในทางกลบั กัน สงั คมทช่ี ว่ ยเหลอื เกอื้ กลู กนั อยา่ งมาก (+G) โดยทีไ่ มส่ นใจวา่ การช่วยเหลือนน้ั จะเปน็ สง่ิ ทถ่ี กู กฎหมายหรอื จรยิ ธรรมหรอื ไม่ และไมส่ นใจรอบตวั วา่ จะเกดิ สง่ิ ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งขน้ึ มาอยา่ งไร (-R) สงั คมนน้ั กเ็ ปน็ สงั คมทห่ี ยอ่ นยาน เพราะฉะนั้น การพัฒนาจึงควรมงุ่ ใหเ้ กิดทัง้ มติ ิของการอยู่ร่วมกนั แบบ มีกฎเกณฑ์ แบบแผน เป็นสังคม (+R) รวมถงึ มติ ขิ องความเป็นมนุษย์ (+G) ไปพรอ้ ม ๆ กัน
60 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) จากทยี่ กตัวอย่างข้างตน้ นำ�ไปสขู่ อ้ สรุปทว่ี า่ โมเดล STRONG อนั จะนำ�ไปสู่การสรา้ งตวั บคุ คล ทเ่ี ขม้ แขง็ องคก์ รทเ่ี ขม้ แขง็ สงั คมทเ่ี ขม็ แขง็ ไดน้ น้ั ตอ้ งเดนิ หนา้ ไปพรอ้ มกนั ในทกุ องคป์ ระกอบ จงึ จะน�ำ ไปสู่ ปลายทางของความสำ�เร็จได้อย่างยั่งยืน หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเสียสมดุลลงไป ก็ยากทีจ่ ะหมุนวงล้อของโมเดลได้อยา่ งเตม็ กำ�ลงั ในลักษณะเดียวกนั กบั สจุ ริตธรรม และขอ้ ธรรรมอ่นื ๆ ที่มีองค์ประกอบทต่ี อ้ งขบั เคลอ่ื นทีส่ �ำ คัญไม่ต่างกนั การขบั เคลอ่ื นวงลอ้ ของ STRONG Model อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เสมอื นกบั การหมนุ ของวงลอ้ แหง่ มรรคทง้ั ๘ จะสร้างเสริมความเจริญและเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยการหมุนกงล้อพื้นฐานของ STRONG อย่างต่อเนื่อง มกี ารปรบั เปลย่ี นแปลง (R - Reformity) มติ ิ STRONG ทง้ั ๖ อยา่ งดเี ลศิ (E - Excellence) เปน็ กา้ วสรู่ ะดบั STRONGER และก้าวสรู่ ะดับสงู สดุ STRONGEST เม่อื ทง้ั ๖ มติ ิ กา้ วสคู่ วามยง่ั ยนื (S - Sustainability) ไปสูว่ ถิ จี รยิ ธรรม (E - Ethics) เปน็ สงั คมในรูปแบบใหม่ ค่านยิ มใหม่ ความจริงใหม่ อนั เปน็ จดุ หมาย คอื สัจธรรม (T - Truth) น่ันเอง
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 61 ๕. สรปุ ความ ดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วแลว้ วา่ หลกั สจุ รติ ธรรมนน้ั จดั ไดว้ า่ เปน็ รากฐานความดที กุ ประการ เพราะหากบคุ คลใด มีหลักสุจริตธรรมภายในจิตใจ ย่อมเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่สะอาด ทั้งทางจิตใจ ทางกาย และทางวาจา ซึ่งความสะอาดของชีวิตทั้ง ๓ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีความเข้มแข็ง (STRONG) ทั้งความคิด การกระทำ� และค�ำ พดู จะส่งผลต่อการเป็นอยูร่ ว่ มกันอย่างสันติสขุ ภายในครอบครัว ชมุ ชน องคก์ ร สงั คม และประเทศชาติต่อไป ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาความสุจริต จึงจำ�เป็นต้องเริ่มต้นมาจากฐานรากของชุมชนคือทุกชีวิต ที่อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยเหตุผลดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมความดี โดยการ ประพฤติธรรมให้สุจริตอย่าประพฤติธรรมให้ทุจริต เพราะสิ่งที่จะรักษามนุษย์และสังคมให้อยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติสขุ คอื สจุ ริตธรรมน่นั เอง สุจริตธรรม จึงเป็นหลักการสำ�คัญที่มนุษย์จะต้องปลุก และปลูกขึ้นในเรือนใจ เพื่อจะส่งผล ตอ่ การปรับและเปลยี่ นพฤติกรรม และการส่อื สารทน่ี ำ�ไปสูก่ ารทจุ ริตคดโกง หรอื แยง่ ชิงสมบัติสาธารณะ หรือของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง เมื่อมนุษย์พัฒนาหลักการดังกล่าวได้ ก็จะทำ�ให้เกิดความเข้มแข็ง (STRONG) ขน้ึ ผลทจ่ี ะตามมาคอื จะท�ำ ใหเ้ กดิ พลงั ของการใชช้ วี ติ แบบพอเพยี ง มคี วามโปรง่ ใสในการใชช้ วี ติ และการทำ�งานตา่ ง ๆ เกิดความรูเ้ ท่าทันตอ่ สภาพปญั หาการทจุ รติ คดโกงและช่วยกนั ขับเคลอื่ นมาตรการ ในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ โดยการใชอ้ งคค์ วามรเู้ ขา้ มาเปน็ ฐานส�ำ คญั ในการท�ำ งานดว้ ยความทมุ่ เท และเสยี สละเพือ่ ชมุ ชนและสังคมสว่ นรวม ทรงย้�ำ เตดอื งันทวพ่ี า่ ร ะ“บคาวทาสมมซเ่อืดจ็สพตั รยะ์สบจุ รรมิตชเนปก็นาพธเื้นิ บฐศารนขมอหงาคภวมู าพิ มลดอที ดกุลุ อยยเด่าชงมจหงึ าตรอ้าชงฝบกึ รฝมนนอาบถรบมพใติหร้เกรดิ ชั ใกนาตลัวทเ่ีอ๙ง เพื่อจักไดเ้ ป็นคนดีมปี ระโยชน์ และมชี ีวติ ที่สะอาด ทเี่ จริญมั่งคง...”
สรา้ งสงั คมใหเ้ กิดความเอือ้ อาทรตอ่ กนั มี สรา้ งใหเ้ กดิ ความพอเพยี ง แยกแยะประโยชนส์ ว่ นตนและส่วนรวมไดอ้ ย่างเป็ น สรา้ งใหเ้ กดิ คา่ นยิ มของความโปร่งใส อนั เริ่ม 62๖๒ หหลลกัักธธรรรรมมคคำ�สำอสนอในนพในระพพรุทะธพศาุทสธนศาำกสบั นหลำักกสับตู หรตล้าักนสทตู ุจรรติตศำ้ กึนษทาจุ (รAติntศi-กึ Cษorำru(pAtniotni-CEdourcruatpiotnio) n Education) เมตตาตอ่ กนั ภายใตค้ วามถกู ตอ้ งของกฎหมาย ในระดบั ของความคดิ (มโนสจุ ริต) อนั จะนาไปสกู่ ารกระทาทไี่ มก่ อบโกย มาจากความคดิ ความองอาจกลา้ หาญท่พี รอ้ ม จริยธรรม ไมน่ าประโยชนอ์ นั ควรเป็ นสาธารณ ผลประโยชนส์ าธารณะ หรือทรัพยส์ นิ อนั มใิ ชข่ องตนมาเป็ นของตน (กาย จะเปิ ดเผย (มโนสจุ ริต) อนั เนอื่ งมาจากกระทา สมบตั มิ าเป็ นของตนหรือพวกพอ้ ง (มโนสจุ ริต) ท่ีสจุ ริต โปร่งใส และถกู ตอ้ ง (กายสจุ ริต) และ มคี วามกรณุ าตอ่ กนั อย่างบริสทุ ธิใจโดยไมห่ วงั สจุ ริต) และยงั สามารถถ่ายทอดความคิด คา่ นยิ ม อนั สามารถร่วมกนั ผลกั ดนั การตอบแทน (กายสจุ ริต) และร่วมสรา้ งสงั คม ใหเ้ กดิ สงั คมทส่ี จุ ริต เห็นแกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมเป็ นสาคญั (วจสี จุ ริต) ยงั สามารถถา่ ยทอดเพอ่ื สรา้ งสรรคใ์ หเ้ กิด ทก่ี อรปดว้ ยความเอ้ืออาทรตอ่ กนั บนพน้ื ฐาน วฒั นธรรมของความเปิ ดเผย โปร่งใส และ ของจริยธรรมอนั ถกู ตอ้ ง (วจสี จุ ริต) Sufficient ประโยชน์ 3 รบั ผดิ ชอบใหเ้ กิดขนึ้ ทง้ั ในระดบั องคก์ รและ พอเพียง สนั โดษ ระดบั สงั คม (วจีสจุ ริต) Generosity ปาปณิกธรรม TS อนวชั ชสขุ ransparent เอ้ืออาทร (นิสยั สมั ปันนะ) G T สขุ ของคฤหสั ถ์ 4 โปรง่ ใส สจุ รติ ธรรม Integrity N Rk owledge ปาปณิกธรรม (วิธโุ ร) N O R สมั มาทิฏธิ ealise ความรู้ ตื่นรู้ สรา้ งใหเ้ กดิ คา่ นยิ มความไฝ่ รู้ แสวงหา ปาปณิกธรรม Onward สรา้ งใหเ้ กิดความตนื่ รตู้ อ่ ปัญหาการทจุ ริต ขอ้ มลู ขอ้ เท็จจริง เป็ นฐานในการประกอบ (มโนสจุ ริต) อนั จะนาไปสคู่ วามพรอ้ มที่จะลง กจิ การงานตา่ งๆ (มโนสจุ ริต) และแสวงหา (จกั ขมุ า) ม่งุ ไปขา้ งหนา้ มอื แกไ้ ขปัญหาการทจุ รติ (กายสจุ ริต) และ ความรทู้ งั้ สง่ิ ทลี่ ว่ งมาแลว้ สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ณ ร่วมกนั สรา้ งใหส้ งั คมทกุ ภาคสว่ นตนื่ รแู้ ละ ปัจจบุ นั ขณะ และคาดการณห์ นทางท่ีอาจจะ สรา้ งใหเ้ กดิ การขบั เคล่อื นสงั คมไปสคู่ วามเจริญ อนั มจี ดุ เริ่มตน้ เกิดขนึ้ ในอนาคตอย่างเทา่ ทนั (กายสจุ ริต) จากการมวี ิสยั ทศั นแ์ ละความเชอ่ื ความศรทั ธาทีว่ ่าสงั คมสามารถ ร่วมกนั แกไ้ ขปัญหาการทจุ ริตใหส้ าเร็จได้ และยงั ร่วมถา่ ยทอดใหส้ งั คมเป็ นสงั คมทีใ่ ฝ่ จริง (วจีสจุ ริต) รู้ แสวงหาความรอู้ ยเู่ สมอใหเ้ ทา่ ทนั ตอ่ เปลย่ี นไปส่คู วามเจริญได้ และเราทกุ คนลว้ นมหี นา้ ทีต่ อ้ ง สถานณการณก์ ารทจุ ริต (วจีสจุ ริต) รับผดิ ชอบตอ่ สาธารณะ (มโนสจุ ริต) เมอื่ รแู้ ลว้ ก็พรอ้ มลงมอื เปลย่ี นแปลง แกไ้ ข สรา้ งสงิ่ ท่ียงั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขนึ้ (กายสจุ ริต) และ ยงั สามารถเป็ นผนู้ าแกบ่ คุ คลอ่นื โนม้ นา้ ว สงั คม ใหเ้ ชอื่ และร่วม มงุ่ ไปขา้ งหนา้ โดยสามคั คกี นั (วจีสจุ ริต)
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 63 เอบพนียทรรุรทักัก่ีษข๕าสนุจราิตปธรธรมาทนีเ่ กิดข้ึนแลว้ ไม่ใหเ้ สอื่ มและบำ�เพญ็ ใหเ้ จรญิ ย่งิ ข้ึนไปจนไพบลู ย์ : พลเมอื งและความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ๑. ความนำ� การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของปวงชน ชาวไทยที่จะต้องร่วมมือต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ทั้งบัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริม และสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชนรวมตวั กนั หรอื ผนกึ ก�ำ ลงั (Synergy) คนดรี วมกลมุ่ เปน็ เครอื ขา่ ย (Networking) เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในมิติของภาคประชาชนซึ่งเป็นเฟืองตัวใหญ่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมไปเป็นสังคมพลเมือง (Civil Society) หรือพลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม คือ พลเมือง มจี ติ ส�ำ นกึ สาธารณะรว่ มกนั เพอ่ื แกป้ ญั หาการทจุ รติ ในสงั คมไทย หรอื สงั คมทพ่ี ลเมอื งในระดบั ตา่ ง ๆ มกี าร รวมตัวกันอย่างแข็งแกร่ง เพื่อที่จะเข้ามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต ที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการ ในดา้ นตา่ ง ๆ ของทอ้ งถน่ิ และประเทศโดยรวม เพอ่ื พทิ กั ษผ์ ลประโยชนแ์ ละสาธารณะทรพั ยส์ มบตั ขิ องแผน่ ดนิ ใหต้ กไปถงึ ลกู หลานโดยสมบรู ณส์ บื ไป อนั สอดคลอ้ งกบั หลกั การในพระพทุ ธศาสนา คอื “อนรุ กั ขนาปธาน” เพยี รรกั ษาสจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ไมใ่ หเ้ สอ่ื ม อกี ทง้ั ยงั ตอ้ งรจู้ กั บ�ำ เพญ็ ใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขน้ึ ไปตราบนานเทา่ นาน ๒. อนรุ กั ขนาปธาน : การเพยี รรกั ษาสจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ไมใ่ หเ้ สอ่ื มและบ�ำ เพญ็ ใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขน้ึ ไปจนไพบลู ย์ อนรุ กั ขนาปธานตามทป่ี รากฏใน “ปธานสตู ร” ไดร้ ะบไุ วว้ า่ อนรุ กั ขนาปธาน คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อความดำ�รงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบลู ยเ์ จริญเต็มทแี่ หง่ กศุ ลทเ่ี กิดข้ึนแลว้ นเ้ี รยี กว่า อนรุ กั ขนาปธาน ในที่นี้ขยายความได้ว่า อนุรักขนาปธาน หมายถึง การเพียรรักษาสุจริตธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมและบำ�เพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ซึ่งการรักษาให้เจริญยิ่งขึ้นไปนี้ มิได้หมายเอาเพียง การดูแลอย่างเดียวเท่านั้นหากแต่หมายรวมไปถึงการสอดส่อง การสำ�รวจตรวจสอบ การพินิจพิจารณา การส่งเสริมให้ทำ�ความดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เกิดอาการชำ�รุดทรุดโทรม ไม่ปล่อยให้เกิดรูรั่ว ไมป่ ลอ่ ยใหเ้ กดิ ความเสยี หายดว้ ยประการใด ๆ เมอ่ื พบสง่ิ ทไ่ี มเ่ หมาะไมค่ วร อนั อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย ไมว่ า่ แกต่ น แกป่ ระชาคม แกส่ งั คมสว่ นรวมตลอดถงึ ชาตบิ า้ นเมอื ง จะตอ้ งไมน่ ง่ิ ดดู ายเฉยเมย แตต่ อ้ งแสดง ความกล้าหาญทางจริยธรรมออกมาทำ�หน้าที่ปกป้องจนเต็มสติปัญญาและความรู้ความสามารถเฉกเช่น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยวในการเสด็จออกพระราชวัง เพ่อื ไปแสวงหาหนทางแห่งการพน้ จากความทกุ ข์ทัง้ ปวงสบื ไป การทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงคน้ พบสจั จธรรมอนั ประเสรฐิ ทส่ี �ำ คญั แกช่ วี ติ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ อรยิ สจั ๔ นน้ั มคี วามส�ำ คญั มากเปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะตอ้ งอาศยั ความเพยี รอยา่ งแรงกลา้ และความตง้ั ใจอยา่ งเดด็ เดย่ี วทจ่ี ะ
64 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ต่อสู้กับสัพพกิเลสที่พบเจอมาทั้งหมดในชีวิต เช่น การยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา อัตตภาพ หรอื ขนั ธ์ ๕ เปน็ ของเรา การหลงใหลใครร่ ใู้ นกามคณุ ๕ อนั เปน็ เหตนุ �ำ พาสคู่ วามหลงผดิ เปน็ ตน้ ทง้ั หมดน้ี นบั เป็นสัพพกเิ ลสที่เกิดขน้ึ กับมนุษย์มาอย่างชา้ นาน ไม่วา่ ในยคุ สมัยใด มวลมนุษยชาตกิ ็ประสบกับกเิ ลส เหล่านมี้ าทกุ ยคุ สมยั ด้วยเหตนุ ้ี พระพทุ ธองคจ์ ึงเปน็ ตวั แทนของเหลา่ มนุษย์ท่มี คี วามหาญกล้าท้าส้กู บั กิเลสทั้งมวลที่วนเวียนอยู่ในชีวิตและชักนำ�ไปสู่อบาย ความเพียรที่ตั้งมั่นด้วยความกล้าหาญเช่นนี้ ส่งผลใหเ้ กดิ พทุ ธคุณ ๒ ด้าน กลา่ วคือ อัตตหติ สมบัติ และปรหติ ปฏิบัตซิ ึง่ พทุ ธคุณทง้ั ๒ ดา้ นจะส่งผลให้ เกิดประโยชนน์ านปั การต่อตนเองและสังคมอย่างย่งั ยืนสบื ไป อตั ตหติ สมบตั ิ หมายถงึ การทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงบ�ำ เพญ็ ประโยชนส์ ว่ นพระองคใ์ หแ้ ลว้ เสรจ็ บรบิ รู ณ์ เรยี บร้อยดีเสยี กอ่ น เปน็ ข้อทม่ี ่งุ หมายเอาพระปัญญาเปน็ หลกั เพราะเป็นเครื่องใหส้ �ำ เร็จพทุ ธภาวะ คือ ความเป็นพระพุทธเจ้าและความเป็นอัตตนาถะ คือ พึ่งตนเองได้เสียก่อน เมื่อตนเองเป็นที่พึ่งพาอาศัย ใหต้ นเองไดอ้ ยา่ งดแี ลว้ จงึ จะมคี วามเหมาะสมในการสงเคราะหช์ าวโลกตอ่ ไปในอนาคตซง่ึ ปรากฏตอ่ เนอ่ื ง ในหลกั ธรรมท่ี ๒ อนั มชี อ่ื วา่ ปรหติ ปฏบิ ตั หิ มายถงึ การปฏบิ ตั เิ พอ่ื ประโยชนแ์ กผ่ อู้ น่ื โดยทรงบ�ำ เพญ็ พทุ ธจรยิ า เพ่ือประโยน์แก่ผู้อ่นื เปน็ ทต่ี ั้ง เป็นข้อทีม่ ุ่งหมายเอาพระกรณุ าเป็นหลกั เพราะเป็นเครอื่ งสง่ เสริมใหส้ �ำ เร็จ พุทธกจิ คือ หน้าที่ของพระพุทธเจา้ และความเป็นโลกนาถหรอื ท่ีเรยี กว่า เปน็ ทพี่ ึง่ ของชาวโลกได้ ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงขอเสนอหลักธรรมนำ�แนวทางไว้ ๒ ประการ ได้แก่ ธรรมสายหลัก น�ำ แนวทาง คอื อนุรกั ขนาปธาน และธรรมส่งเสริมเพม่ิ เติมคณุ ธรรม มีรายละเอยี ดดังนี ้ ๒.๑ ธรรมสายหลักน�ำ แนวทาง (สจุ รติ ธรรมกถา) “สุจริตธรรมกถา” เป็นเครื่องมอื ปอ้ งกันการทุจริตคอร์รปั ชนั ในสังคมไทยปจั จุบัน โดยมุง่ เนน้ การประพฤติตามหลกั ธรรมท่ีวา่ “ธมฺมํ จเร สุจริต”ํ แปลความว่า “พงึ ประพฤติธรรมให้สุจริต” หมายถงึ ควรปฏิบตั ิหน้าท่ใี ห้สุจรติ ๓ ประการ คอื ๑) มโนสจุ รติ (คิดดี) สมั มาทิฏฐิ คือ คุณธรรม ๒) วจีสจุ รติ (พดู ดี) สัมมาวาจา ๓) กายสุจรติ (ทำ�ด)ี สัมมากัมมันตะ อธิบายขยายความได้ว่า หลักสุจริตธรรมกถา เป็นแนวทางการทำ�ความดีที่สะท้อนผ่านหลัก อนรุ กั ขนาปธาน ๓ มติ ิ กลา่ วคอื มโนสจุ รติ (คดิ ด)ี เปน็ การท�ำ ความดผี า่ นทางมโนความคดิ เปน็ ล�ำ ดบั แรก ทม่ี คี วามส�ำ คญั ทส่ี ดุ เหตเุ พราะวา่ การกระท�ำ ทง้ั ปวงของมนษุ ยท์ ง้ั ทางกายหรอื วาจา ลว้ นทบ่ี อ่ เกดิ มาจากใจ ท้งั สน้ิ หากใจตง้ั ม่นั ในความดงี ามอยา่ งสจุ ริตยตุ ิธรรมแล้ว กจ็ ะสง่ ผลให้ความประพฤติทางกายและวาจา เปน็ ความดงี ามสจุ รติ ตามไปด้วย ดงั พุทธศาสนสุภาษิตว่า ธรรมท้ังหลาย มใี จเป็นหัวหน้า มใี จเปน็ ใหญ่ ส�ำ เร็จดว้ ยใจ ถ้าคนมใี จดี กจ็ ะพดู ดหี รือท�ำ ดตี ามไปด้วย เพราะความดนี น้ั สขุ ย่อมตดิ ตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตวั เขาไป ฉะน้ัน
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 65 ดว้ ยเหตนุ ้ี มโนสจุ รติ จงึ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ แหง่ การท�ำ ความดที ง้ั ปวง หากมจี ติ ใจตง้ั มน่ั ในการท�ำ ความดี โดยเริ่มต้นที่ใจในเบื้องต้นก่อนแล้ว ก็ย่อมส่งผลไปถึงการแสดงออกทางกายและวาจาตามไปด้วย ดงั นั้น มโนสุจริตจงึ มคี วามสำ�คัญมากท่สี ดุ เพราะเปน็ ตัวกำ�หนดความประพฤติที่ถกู ตอ้ งดงี ามได้ท้ังหมด ซง่ึ มโนสจุ รติ นี้หรือการคิดดนี ี้ อาจเรยี กอีกอย่างหนึง่ ไดว้ า่ การมีคุณธรรมประจ�ำ ใจก็ได้ เพราะคณุ ธรรม ที่เกิดขึ้นทางใจนี้ จะส่งผลต่อการควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จริยธรรมทางกายและวาจานน่ั เอง เม่อื มโนสุจรติ มคี วามส�ำ คญั เช่นนี้ จงึ ควรพจิ ารณาถึงองคธ์ รรมทสี่ ่งผลใหเ้ กดิ มโนสจุ ริตอย่างเปน็ รูปธรรมดว้ ย นั่นคอื สมั มาทิฏฐิ ซ่งึ เป็นองคธ์ รรมท่ีส่งผลให้เกดิ มโนสจุ ริตควบคู่กันไป และเมอ่ื พิจารณา ถึงสมั มาทฏิ ฐยิ ่อมค้นพบข้อเท็จจริงได้ว่า สมั มาทฏิ ฐิ เป็นอริยมรรคข้อแรกที่มคี วามสำ�คญั ย่ิง เพราะเป็น ความเห็นชอบที่กอปรด้วยหลักคิดทางปัญญาอย่างแท้จริง เมื่อมีความเห็นชอบที่ดีงาม ย่อมส่งผลให้ เกดิ พลงั ความคดิ ในดา้ นบวกและมคี วามสรา้ งสรรคใ์ นทางทด่ี งี ามตอ่ องคก์ รและสงั คมได้ ดงั นน้ั มโนสจุ รติ จึงเป็นเหมือนเข็มทิศในการกำ�หนดหัวเรือให้เดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยได้ด้วย การพิจารณาไตรต่ รองตามกระบวนการแหง่ ปัญญาทง่ี ดงาม เมอ่ื มโนสจุ รติ ท�ำ หน้าทไี่ ด้อยา่ งดเี พียงพอแล้ว ยอ่ มส่งผลต่อ วจสี ุจริต ซง่ึ เปน็ การประพฤตดิ งี าม ทางวาจา ด้วยการพูดคุยแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ และงดเว้นจากการพูดเท็จและบิดเบือนความจริงเพื่อให้ บคุ คลอน่ื เขา้ ใจผดิ การพดู จาเหนบ็ แนมและสอ่ เสยี ดตอ่ บคุ คลอน่ื การพดู ค�ำ หยาบคายเพอ่ื ท�ำ รา้ ยจติ ใจผอู้ น่ื ซง่ึ ค�ำ พดู ทไ่ี มพ่ งึ ประสงคเ์ หลา่ นน้ี บั เปน็ วจที จุ รติ ทส่ี ง่ ผลเสยี หายตอ่ จติ ใจของผฟู้ งั การจะงดเวน้ จากวจที จุ รติ ได้ จำ�เป็นต้องเริ่มต้นที่มโนสุจริตที่แรงกล้า กอรปด้วยสติและปัญญาที่ตั้งมั่น เพื่อคอยยับยั้งความคิด และการกระท�ำ ในทางทช่ี ว่ั ไมใ่ หห้ ลดุ ลอดออกจากสมองและสง่ ตรงออกทางวาจา จงึ จะสง่ ผลตอ่ การควบคมุ ความประพฤติทางวาจาให้ดีงามได้ เมื่อควบคุมความประพฤติทางวาจาได้เป็นอย่างดีด้วยการมีสติ และปัญญากำ�กบั อยูต่ ลอดเวลาแล้ว จงึ เรียกไดว้ า่ สัมมาวาจาหรือการเจรจาชอบ เมื่อมโนสุจริตทำ�หน้าที่นำ�แนวทางแห่งความคิดดี และส่งผลมาสู่การควบคุมความประพฤติ ทางวาจาในทางทด่ี เี รยี บรอ้ ยแลว้ ล�ำ ดบั ถดั จากนจ้ี งึ สง่ ผลโดยตรงตอ่ กายสจุ รติ หรอื การควบคมุ ความประพฤติ ทางกายตอ่ ไป ซง่ึ กายสจุ รติ น้ี มงุ่ หมายใหม้ ปี ระพฤตทิ ด่ี งี ามทางกาย โดยเวน้ หา่ งจากการประพฤตชิ ว่ั ทางกาย ๓ อยา่ ง ไดแ้ ก่ งดเวน้ จากการเบียดเบยี นและฆ่าสัตว์อย่างไร้ความปราณี งดเว้นจากจากคดโกง ยักยอก และลักพาส่ิงของท่ีเจ้าของมิได้อนุญาตและงดเว้นจากการประพฤติผิดในเรื่องกามคุณจนขาด ความส�ำ รวมระวงั การงดเวน้ จากความประพฤตชิ ว่ั ทางกายนน้ี บั วา่ เปน็ หนทางแหง่ การสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ กายสจุ รติ เรยี กอีกอยา่ งหน่งึ ว่า เป็นหนทางของหนงึ่ ในมรรคมีองคแ์ ปดทีเ่ รียกว่าสัมมากัมมันตะ (ท�ำ การชอบ) แนวทางแห่งสจุ ริตธรรมกถานี้ พระพรหมบัณฑิต (ประยรู ธมมฺ จิตฺโต), ศ.ดร. ไดน้ ำ�เสนอไว้เป็น แนวทางแห่งการพัฒนาพลเมืองเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม โดยให้ความสำ�คัญกับ การพฒั นามนษุ ยท์ เ่ี ปน็ ทรพั ยากรทม่ี คี า่ และเปน็ หนว่ ยยอ่ ยแหง่ การพฒั นาประเทศชาตบิ า้ นเมอื งใหย้ ง่ิ ใหญไ่ ด้ ต่อไปในอนาคต ดังคำ�กล่าวที่ว่า “พัฒนาชาติให้เริ่มที่ประชาชน พัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไร
66 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ให้เริ่มที่ตัวเราเองก่อน” นั่นคือ การพัฒนาประเทศชาติเริ่มจากการพัฒนาประชาชนให้เป็นคนดีคนเก่ง และมคี วามสขุ ทง้ั น้ี เพราะประชาชนทพ่ี ฒั นาดแี ลว้ ยอ่ มกลายเปน็ พลงั ขบั เคลอ่ื นสงั คมทกุ ภาคสว่ นใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ ไปดว้ ยกนั สิ่งสำ�คัญในการพัฒนาสังคมอยู่ที่การพัฒนาคนให้เป็นสัปบุรุษคือเป็นคนดี คนดีคือคนเช่นไร พระพุทธเจ้าตรัสวา่ คนดี คือ คนทีเ่ กิดมาบ�ำ เพญ็ ประโยชน์แก่ชาวโลก ดงั ข้อความวา่ “ภิกษุทง้ั หลาย กอ้ นเมฆใหญ่เมือ่ ตกลงมาให้ข้าวกลา้ ท้งั ปวงเจริญงอกงาม ยอ่ มตกเพือ่ ประโยชน์ เพอื่ เกอื้ กูล เพ่อื สขุ แก่ คนหมู่มาก ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกอ้ื กลู เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก คือ ย่อมเกดิ เพอ่ื ประโยชน์ เพือ่ เกือ้ กูล เพอื่ สุขแกม่ ารดาบดิ า ย่อมเกดิ เพอ่ื ประโยชน์ เพอ่ื เกอ้ื กลู เพอ่ื สขุ แกบ่ ตุ รภรรยา ยอ่ มเกดิ เพอ่ื ประโยชน์ เพอ่ื เกอ้ื กลู เพอ่ื สขุ แกท่ าส กรรมกร และคนใช้ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มิตรและอำ�มาตย์ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกอื้ กูล เพ่ือสุขแก่สมณพราหมณ์” รวมความได้วา่ สัตบุรษุ หรือคนดีนน้ั เกดิ มาแล้วย่อมทำ�ประโยชน์ ๓ ประการให้บริบรู ณ์ คือ ๑) อตั ตตั ถะ ประโยชนต์ น ๒) ปรัตถะ ประโยชน์คนอน่ื ๓) อภุ ยตั ถะ ประโยชน์ สว่ นรวม คนดสี ามารถบ�ำ เพญ็ ประโยชนท์ ัง้ ๓ ประการให้บรบิ ูรณ์แกค่ นเปน็ อนั มาก เพราะเขาท�ำ หนา้ ที่ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถ้าสมาชิกในสังคมใดพรอ้ มใจกนั ทำ�หน้าท่ไี ดอ้ ยา่ งครบถว้ นสมบรู ณ์ สังคมนั้น ก็จะมคี วามมัน่ คงม่ังคงั่ ยัง่ ยนื ดงั น้ัน การปฏบิ ตั ิหน้าทใ่ี หส้ มบรู ณจ์ ึงเป็นสิ่งสำ�คัญสำ�หรับการพัฒนาสงั คม และประเทศชาติ แท้ที่จริงการปฏิบัติหน้าที่ก็คือการปฏิบัติธรรม ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มีใจความว่า “พงึ ประพฤตสิ จุ รติ ธรรม ไมพ่ งึ ประพฤตทิ จุ รติ ธรรม ผปู้ ระพฤตธิ รรมยอ่ มอยเู่ ปน็ สขุ ทง้ั ในโลกนแ้ี ละโลกหนา้ ” พระพุทธเจ้าทรงประทานพุทธศาสนสุภาษิตนี้แก่พระเจ้าสุทโธทนะในโอกาสท่ีเสด็จไปกรุงกบิลพัสด์ุคร้ัง แรกภายหลงั จากการตรสั รู้ ในพทุ ธศาสนสภุ าษติ นค้ี �ำ วา่ “ธรรม” หมายถงึ หนา้ ท่ี กลา่ วคอื พระเจา้ สทุ โธทนะ ทรงมีหน้าที่ในการปกครองซึ่งจัดเป็นวรรณะธรรม คือ หน้าที่ประจำ�วรรณะกษัตริย์ พระพุทธเจ้า ทรงมีพุทธธรรมคือหน้าท่ีประจำ�ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่ีจะต้องออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ใครมธี รรมคอื หนา้ ทอ่ี ะไร ควรท�ำ หนา้ ทน่ี น้ั ใหส้ จุ รติ ดว้ ยลกั ษณะ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๑) ไมบ่ กพรอ่ งตอ่ หนา้ ท่ี ๒) ไมล่ ะเว้นหนา้ ที่ และ ๓) ไมท่ ุจรติ ตอ่ หนา้ ที่ ไมบ่ กพรอ่ งตอ่ หนา้ ท่ี หมายถงึ การทมุ่ เทอทุ ศิ ตนในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทอ่ี ยา่ งเตม็ ก�ำ ลงั ความสามารถ เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำ�หน้าที่ใด เขาจะทำ�หน้าที่นั้นอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความบกพร่องเสียหาย แกง่ านในหนา้ ท่ี เขา้ ท�ำ นองทว่ี า่ “รอ้ งใหส้ ดุ ค�ำ ร�ำ ใหส้ ดุ แขน แพนใหส้ ดุ ปกี ” ดงั ทข่ี งจอ้ื กลา่ วไวว้ า่ “เมอ่ื ไดร้ บั มอบหมายใหท้ ำ�หน้าที่ใด จงทำ�หนา้ ท่นี ั้นให้ดที ่สี ุด ถา้ เขาให้เล้ียงม้า มา้ จะตอ้ งอว้ น ถา้ เขาใหเ้ ปน็ เสนาบดี กระทรวงการคลงั เงนิ จะต้องเตม็ คลงั ” ไมล่ ะเว้นหน้าท่ี หมายถงึ ความรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ี เขาจงึ ไม่ละทิง้ หน้าทห่ี รือผลักภาระหนา้ ท่ี ของตนไปให้คนอื่น เช่น ผู้เป็นทหารย่อมไม่หนีทัพ ผู้เป็นบิดามารดาย่อมไม่ละทิ้งหน้าที่ในการอบรม สั่งสอนบุตรธิดาในนิทานอีสปมีเรื่องเล่าเก่ียวกับมารดาที่ไม่ทำ�หน้าท่ีว่ากล่าวตักเตือนบุตรของตน เมอ่ื พบวา่ เขาชอบลกั ขโมยในวยั เดก็ พอบตุ รเตบิ ใหญก่ ก็ ลายเปน็ โจร อสี ปสรปุ วา่ เมอ่ื บตุ รเปน็ โจร บดิ ามารดายอ่ ม มสี ว่ นในการสรา้ งความเปน็ โจรใหก้ บั บตุ ร เหตเุ พราะละเวน้ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี นการอบรมสง่ั สอนบตุ รของตน
หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 67 ไมท่ จุ รติ ตอ่ หนา้ ท่ี หมายถงึ การไมป่ ฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี ปในทางทม่ี ชิ อบดว้ ยกฎหมายและหลกั ศลี ธรรม กล่าวคือ เขาไม่ใช้อำ�นาจหน้าที่ไปในการแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือคนอื่นในทางที่ผิดกฎหมาย และผดิ ท�ำ นองคลองธรรม ประโยชนใ์ นทน่ี ห้ี มายรวมทง้ั ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทอง ต�ำ แหนง่ หนา้ ท่ี ชอ่ื เสยี งเกยี รตยิ ศ หรือสิทธิอ่นื ใดท่ไี ม่สมควรได้มาแต่ได้ใช้อำ�นาจหน้าท่ใี นทางมิชอบจนกระท่งั ได้มาตามท่ตี ้องการน้เี รียกว่า การทุจรติ ตอ่ หนา้ ที่ การทจุ รติ ตอ่ หนา้ ทเ่ี ปน็ เหมอื นสนมิ ทก่ี ดั กรอ่ นชวี ติ และสงั คมใหพ้ งั พนิ าศไปในทส่ี ดุ ชวี ติ ของบคุ คล ผู้บกพร่องต่อหน้าที่ ละเว้นหน้าที่ และทุจริตต่อหน้าที่ ย่อมมีแต่ความอ่อนแอเสื่อมโทรม อาณาจักร ทย่ี ง่ิ ใหญใ่ นอดตี ไมไ่ ดล้ ม่ สลายเพราะภยั จากภายนอกเพยี งอยา่ งเดยี ว หากแตบ่ าปทจุ รติ ภายในกม็ สี ว่ นสรา้ ง ความออ่ นแอใหก้ บั อาณาจกั รนน้ั ๆ จนตอ้ งลม่ สลายเมอ่ื ภยั จากภายนอกมารกุ ราน สอดคลอ้ งกบั พทุ ธศาสน สภุ าษติ ท่วี ่า “สนมิ เกดิ ข้ึนจากเหล็ก ครนั้ เกิดขึ้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กน่ันเอง ฉนั ใด กรรมท้งั หลายของตน ย่อมนำ�คนผไู้ รป้ ัญญาไปส่ทู คุ ติฉนั นั้น” สมดังโคลงโลกนติ ิทวี่ ่า สนิมเหล็กเกิดแตเ่ นื้อ ในตน กนิ กดั เนือ้ เหล็กจน กรอ่ นขร�ำ้ บาปเกดิ แตต่ นคน เปน็ บาป บาปย่อมท�ำ โทษซ�้ำ ใสผ่ ูบ้ าปเอง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทุจริตของคนไทยในอดีตว่า สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้เสือโคร่งใหม่มาตัวหนึ่ง ผ้อู ำ�นวยการสวนสัตว์แหง่ นั้นตงั้ งบประมาณเป็นค่าอาหารเสือตวั นีว้ ันละ ๑ บาท ซ่ึงเป็นเงนิ จ�ำ นวนมาก ในสมัยน้นั ผคู้ ุมเบิกเงนิ วันละ ๑ บาทไปซ้ือเนือ้ มาเลย้ี งเสอื แต่เขาทำ�การทุจริตตอ่ หนา้ ที่ดว้ ยการเบียดบัง เงนิ ๑ สลงึ ไปเปน็ ของตน เขาใชเ้ งนิ เพยี ง ๓ สลงึ ไปซอ้ื เนอ้ื มาเลย้ี งเสอื ทกุ วนั ผลปรากฏวา่ เสอื ไมอ่ ว้ นสกั ที คนที่มาชมสวนสัตว์จึงฟ้องไปท่ีผู้อำ�นวยการสวนสัตว์ว่างบประมาณค่าอาหารเสือคงไม่พอขอให้ต้ัง งบประมาณเพม่ิ ผอู้ �ำ นวยการสวนสตั วเ์ ปน็ คนรอบคอบสขุ มุ เขาสง่ ผตู้ รวจการคนหนง่ึ ไปตรวจดวู า่ ท�ำ ไมเสอื จึงไม่อ้วน ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวันก็รู้ความจริงว่าเงินค่าอาหารเสือถูกเบียดบังไป ๑ สลึง เขาจงึ ขอสว่ นแบง่ เปน็ คา่ ปดิ ปากอกี ๑ สลงึ เสอื ไดค้ า่ อาหารแคว่ นั ละ ๒ สลงึ เสอื จงึ ผอมลงอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ผชู้ มสวนสตั วเ์ หน็ วา่ เสอื ผอมจงึ รอ้ งเรยี นไปยงั ผอู้ �ำ นวยการสวนสตั วใ์ หต้ ง้ั งบประมาณคา่ อาหารเพม่ิ ผู้อำ�นวยการสวนสัตว์ก็ส่งผู้ตรวจการระดับสูงไปตรวจดูว่าทำ�ไมเสือจึงผอม ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดู อยสู่ ามวนั กร็ คู้ วามจรงิ วา่ เงนิ คา่ อาหารเสอื ถกู เบยี ดบงั ไป ๒ สลงึ เขาจงึ ขอสว่ นแบง่ เปน็ คา่ ปดิ ปากอกี ๑ สลงึ ตกลงว่าคนสามคนเบยี ดบังคา่ อาหารเสอื ไปถึง ๓ สลงึ เสือได้คา่ อาหารแค่วันละ ๑ สลงึ เสอื จงึ ผอมมาก เหลือแตห่ นงั หุม้ กระดูก ผู้ชมสวนสัตว์เห็นว่าเสือผอมมากจึงร้องเรียนไปยังผู้อำ�นวยการสวนสัตว์ให้ต้ังงบประมาณ คา่ อาหารเพม่ิ โดยดว่ นแตผ่ อู้ �ำ นวยการสวนสตั วก์ ลบั สง่ ผตู้ รวจการระดบั สงู สดุ ไปตรวจดวู า่ ท�ำ ไมเสอื จงึ ผอมมาก
68 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ผู้ตรวจการคนน้ไี ปตรวจดอู ยูส่ ามวนั เสือก็ตาย เพราะเขาขอสลงึ สดุ ท้ายเปน็ ค่าปิดปาก น่นั คอื คน ๔ คน เบยี ดบงั คา่ อาหารเสอื ไปจนหมด เสอื จงึ ตาย โคลงโลกนิติได้สรุปเหตุการณ์น้ไี ว้วา่ เบกิ ทรพั ยว์ นั ละบาทซ้อื มังสา นายหนง่ึ เล้ียงพยคั ฆา ไป่อ้วน สองสามสนี่ ายมา กำ�กับ กนั แฮ บงั ทรพั ยส์ ่ีส่วนถว้ น บาทส้นิ เสอื ตาย ปัญหาทุจริตดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำ�มาเสนอไว้เท่านั้น แท้จริงแล้วปัญหาทุจริต คอรัปชั่นยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น การร่วมกับประชาชนบุกรุกป่าสงวนหรือตัดไม้ทำ�ลายป่า การฮั้วการประมูล การทำ�สัญญาชนิดที่ทำ�ให้รัฐเสียเปรียบคู่สัญญา รวมทั้งการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการ เลือกตั้งทุกระดับ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทน ดงั นั้น องค์การสหประชาชาตจิ งึ ก�ำ หนดใหว้ นั ท่ี ๙ ธันวาคมของทกุ ปี เปน็ วนั ตอ่ ตา้ นการทจุ รติ คอรปั ชนั ของโลก โดยรณรงคใ์ หป้ ระชาชนทว่ั โลกพรอ้ มใจกนั ทจ่ี ะไมจ่ า่ ยและไมร่ บั สนิ บน ๒.๒ ธรรมส่งเสริมเพม่ิ เติมคณุ ธรรม หลักธรรมท่ีส่งเสริมเพ่ิมเติมคุณธรรมประจำ�ใจให้เกิดข้ึนแก่พลเมืองดีในสังคมและเพิ่มเติม ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมให้มากย่งิ ขึน้ นี้ ประกอบหลักธรรม ๓ แนวทาง ไดแ้ ก่ หลักการเพ่ิมอ�ำ นาจคนดี บฑี าคนช่ัว, ลักอปริหานิยธรรม สรา้ งสังคมไทยหา่ งไกลความเสอ่ื ม และหลกั สาราณยี ธรรม นำ�ไทยมน่ั คง ม่ังคง่ั ยงั่ ยืน มรี ายละเอยี ดดังนี้ ๑) หลกั การเพม่ิ อ�ำ นาจคนดี บฑี าคนช่วั การส่งเสริมเพิ่มคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่ผู้คนในสังคมนั้น จำ�เป็นต้องนำ�หลักการเพิ่มอำ�นาจคนดี และบฑี าคนชว่ั ไปใช้ เพราะเปน็ หลกั ทร่ี จู้ กั ปอ้ งกนั และควบคมุ คนไมด่ ี ไมใ่ หม้ อี �ำ นาจไปขม่ เหงรงั แกคนอน่ื ในสังคมและทำ�การยกย่องเชิดชูคนดี ให้ทำ�หน้าที่เพื่อส่วนร่วมต่อไปอย่างยั่งยืน หลักการนี้ตรงกับ พุทธศาสนสภุ าษติ บทหน่ึงทว่ี า่ “นิคฺคณเฺ ห นคิ ฺคหารหํ ปคฺคณเฺ ห ปคฺคหารห”ํ แปลความวา่ “พึงข่มคน ที่ควรข่ม พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง” หลักการนี้มีความสอดคล้องตรงกับแนวคิดทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (B.F. Skinner) ที่มีหลักคิดว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการเสริมแรงทางบวก และทางลบ ดว้ ยเหตุนี้ จงึ แยกพจิ ารณาออกเปน็ ๒ ประเดน็ เพ่อื ใหเ้ กิดความชัดเจนในการนำ�ไปใชช้ วี ติ ประจำ�วนั ยิ่งขน้ึ ดังน้ี ๑.๑) เพม่ิ อ�ำ นาจคนดี หลกั การเพ่ิมอ�ำ นาจคนดนี ้ี ตรงกับพทุ ธศาสนสภุ าษติ ทว่ี า่ “ปคคฺ ณฺเห ปคคฺ หารห”ํ แปลความว่า “พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง” ตรงกับหลักคิดทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ว่าด้วย “ทฤษฎีเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)” เปน็ การเสรมิ ความตอ่ เนอ่ื งของพฤตกิ รรม โดยการใหผ้ ลกรรมเปน็ ตวั เสรมิ
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 69 แรงบวก คือ สิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือน่าพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนั้นมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการ เป็นทีต่ ้องการเชน่ พนักงานคนหน่ึงมาท�ำ งานหรือเขา้ ประชุมตรงเวลาสมำ�่ เสมอตัวเสรมิ แรงบวกทใี่ ชจ้ ูงใจ ในการท�ำ งานอาจเป็นการให้เงินเดือนเพม่ิ การเล่ือนต�ำ แหนง่ การไดร้ บั สทิ ธพิ เิ ศษ การได้วนั หยุดเพม่ิ เติม เปน็ ตน้ การเสรมิ แรงบวกน้เี ปน็ ตัวจูงใจท่ใี ชไ้ ด้ผลดที ี่สดุ ในการเพม่ิ ประสิทธิภาพในการปฏิบัตงิ าน ดังนั้น หลักการเพิ่มอำ�นาจคนดีที่สอดคล้องกันกับทฤษฎีเสริมแรงทางบวกนี้ จึงเป็นแนวทาง แหง่ การสรา้ งคนดใี หม้ จี �ำ นวนมากขน้ึ ในสงั คม เปน็ หลกั การแหง่ การเพม่ิ การท�ำ ดหี รอื เพม่ิ สจุ รติ รายบคุ คล ใหม้ มี ากขน้ึ ในสงั คม ดว้ ยการใหอ้ �ำ นาจ มอบหมายหนา้ ท่ี หรอื ใหร้ างวลั ในการท�ำ ความดเี ชน่ นน้ั แกค่ นดไี ป เรอื่ ย ๆ เม่ือคนดเี ห็นคณุ ค่าของการทำ�ความดแี ลว้ ก็ชว่ ยกนั ผลักดนั สงั คมในภาพรวมให้เปน็ สังคมอุดมสขุ ได้ด้วย นับเปน็ กระบวนการเสรมิ แรงจูงใจทางบวกใหเ้ กิดข้ึนแกผ่ ู้คนในสังคม ท�ำ ให้สงั คมตน่ื ตวั สรา้ งพลงั ด้านบวกเชิงสร้างสรรค์ และสรา้ งสังคมทร่ี ว่ มกนั รบั ผดิ ชอบในความดีงามให้เกิดขนึ้ แกส่ งั คมด้วย ๑.๒) บีฑาคนชั่ว หลักการบีฑาคนชั่ว ตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ” แปลความว่า “พึงขม่ คนทค่ี วรข่ม” ตรงกับหลกั คิดทฤษฎีทางจติ วิทยาที่ว่าดว้ ย “ทฤษฎเี สรมิ แรงทางลบ (Negative Reinforcement)” เป็นการเสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดยบุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรม ทางลบได้ เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ไม่พึงประสงค์ ทำ�ให้เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมป้องกัน หรอื หลกี เลย่ี งสง่ิ ทไ่ี มพ่ อใจหรอื การท�ำ โทษ เชน่ พนกั งานมาท�ำ งานหรอื เขา้ ประชมุ ตรงเวลา เพราะไมอ่ ยากไดย้ นิ คำ�ตำ�หนิจากหัวหน้าหน่วยงานมักมีการตั้งกฎหรือข้อห้าม อะไรควรหรือไม่ควรกระทำ� มีระเบียบวินัย และก�ำ หนดการลงโทษไว้ให้ชดั เจน เพอ่ื คอยควบคุมความประพฤติของที่ไม่พงึ ประสงค์ของพนกั งาน ดังนั้น หลักการบีฑาคนชั่วที่มีความสอดคล้องกับทฤษฎีเสริมแรงทางลบนี้ จึงเป็นแนวทาง แห่งการควบคุมคนไม่ดี ซึ่งการควบคุมนี้มีหลายลักษณะ เช่น การทำ�โทษ หรือการออกข้อบังคับ เพอ่ื เปน็ แนวทางแหง่ การจ�ำ กดั อ�ำ นาจหนา้ ทห่ี รอื ขอบเขตการท�ำ งานของคนชว่ั ใหอ้ ยใู่ นกรอบแหง่ ความดงี าม ที่สังคมกำ�หนดร่วมกันมิเช่นนั้น คนชั่วจะมีอำ�นาจมากเกินไปและจะคอยบีบคั้นคนดีให้เกิดความลำ�บาก ในการดำ�เนินชีวิต แนวทางนี้ใช้หลักของกระบวนการกลุ่มของคนในสังคมมากำ�กับดูแลสุขทุกข์ของผู้คน ในสงั คมกนั เอง เพราะในแตล่ ะชมุ ชนนน้ั จะทราบและรกู้ นั ดวี า่ ใครเปน็ คนดหี รอื ไมด่ ใี นสงั คม เมอ่ื มคี นไมด่ ี เกดิ ขน้ึ ในชมุ ชน เราในฐานะพลเมอื งคนหนง่ึ ในสงั คม จงึ ตอ้ งแสดงความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมดว้ ยการชว่ ยกนั เป็นหูเป็นตาในการดูแลสอดส่องความประพฤติของผู้คนในสังคมร่วมกัน เพื่อเป็นการกำ�กับดูแลคนชั่ว ไม่ให้ทำ�ความเดือดร้อนขึ้นแก่ชุมชน และเมื่อควบคุมได้ดีแล้วก็ถือเป็นการร่วมแสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคมในทางออ้ มดว้ ย
70 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๒) หลักอปรหิ านยิ ธรรม สรา้ งสังคมไทยหา่ งไกลความเสือ่ ม หลกั อปริหานยิ ธรรมน้ี เป็นหลักทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ถึงความเข้มแข็งของชาวแคว้นวัชชีทป่ี ระพฤติ ปฏิบัติตามคำ�สอนที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ให้อย่างแข็งขัน เมื่อชาวแคว้นวัชชีปฏิบัติตามหลัก อปรหิ านยิ ธรรมน้ี ยอ่ มไดช้ อ่ื วา่ มแี ตค่ วามเจรญิ ไมม่ คี วามเสอ่ื มเลย ซง่ึ หลกั อปรหิ านยิ ธรรมนม้ี ที ง้ั หมด ๗ ขอ้ ดงั น้ี ๒.๑) หมั่นประชมุ กนั เนอื งนิตย์ ๒.๒) พรอ้ มเพรียงกนั ประชมุ พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรยี งกันทำ�กจิ ทงั้ หลายท่ีควร ท�ำ ร่วมกนั หรือพร้อมเพรียงกันลุกขึ้นปกปอ้ งบา้ นเมอื งด้วยความสามัคคี ๒.๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่ขัดกับหลักการเดิม ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ตามหลักการเดิมที่ดีอยู่แล้ว ถอื ปฏบิ ตั มิ น่ั ตามหลกั การเดมิ ทว่ี างไว้ ในกรณเี ชน่ นห้ี มายเอาหลกั การเดมิ ทม่ี คี วามถกู ตอ้ งดงี ามอยกู่ อ่ นแลว้ หากหลักการเดิมมีข้อบกพร่อง ก็ให้พิจารณาร่วมกันเพื่อสร้างบัญญัติใหม่ให้มีความเหมาะสมต่อผู้คน ในชุมชนตอ่ ไป ๒.๔) ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชุมชน ให้เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำ�ของท่านว่า เป็นสงิ่ ทคี่ วรรบั ฟัง เพราะผใู้ หญใ่ นชุมชนถือเปน็ ผมู้ ีประสบการณผ์ ่านชีวิตมามาก ดังนัน้ ท่านยอ่ มแนะน�ำ สิ่งทด่ี แี ละคอยป้องกนั ส่ิงทีไ่ ม่ดีทจี่ ะสง่ ผลตอ่ ชุมชนของเราเป็นแน่แท้ ๒.๕) อย่าขม่ เหงทำ�รา้ ยกุลสตรีทงั้ หลายในชมุ ชนด้วยการท�ำ ร้ายจติ ใจ ใหช้ ว่ ยสงเคราะหก์ ลุ สตรี เหลา่ น้นั ให้อยอู่ ยา่ งเปน็ สุข มิใหถ้ ูกขม่ เหงท�ำ ร้ายไม่ว่าในกรณีใดกต็ าม ๒.๖) เคารพสกั การบชู าปชู นยี สถานและปชู นยี วตั ถตุ า่ ง ๆ ทม่ี คี วามส�ำ คญั ตอ่ จติ ใจของผคู้ นในชมุ ชน มิปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าหรือเสื่อมโทรมขาดคนดูแล เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีผลต่อศรัทธาและขวัญ ก�ำ ลังใจของผคู้ นในชุมชนเป็นอย่างยงิ่ ๒.๗) จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกันอันชอบธรรม แก่เหล่าพระสงฆ์ผู้เป็นบรรพชิต ทป่ี ฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมและเปน็ ผนู้ �ำ จติ ใจของประชาชน โดยตง้ั ใจวา่ จะบ�ำ รงุ ทา่ นเหลา่ นน้ั ใหม้ คี วามผาสกุ ในปฏบิ ตั ิสมณธรรมสืบไป อปรหิ านยิ ธรรมทง้ั ๗ ประการน้ี พระพทุ ธเจา้ ตรสั แสดงแกเ่ จา้ แควน้ วชั ชที ง้ั หลายซง่ึ เปน็ ผปู้ กครองรฐั โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ และสร้างระบอบสามัคคีธรรม (Republic) ให้เกิดขึ้น ในแคว้นวัชชีหากแคว้นวัชชียังประพฤติปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรมเช่นนี้อยู่ตลอด จะไม่ประสบกับ ความเสือ่ มเลยจะมแี ตค่ วามเจรญิ เท่านัน้ ที่จะเกิดขนึ้ ในแว่นแคว้นน ้ี หลกั อปรหิ านยิ ธรรมน้ี เปน็ หลกั การทส่ี ง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม แม้ตนเองจะเป็นเพียงพลเมืองคนหนึ่งที่ถือเป็นหน่วยย่อยที่สุดในสังคม แต่เมื่อตนเองเป็นผู้ปฏิบัติตาม หลักการนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมโดยภาพรวมให้มีความเข้มแข็งมากย่ิงขึ้น
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 71 เมอ่ื สงั คมเกดิ ความเขม้ แขง็ ในการดแู ลปกปอ้ งขอบเขตขนั ธสมี าของตนเองเปน็ อยา่ งดแี ลว้ ยอ่ มสง่ ผลใหเ้ กดิ การพฒั นาสงั คมอยา่ งรอบดา้ น เปน็ การพฒั นาทส่ี รา้ งมน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื ใหเ้ กดิ แกส่ งั คมโดยภาพรวมอกี ดว้ ย ๓) หลักสาราณยี ธรรม น�ำ ไทยมั่นคง ม่ังคงั่ ย่ังยนื หลักสาราณียธรรมนี้ เป็นหลักธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน เป็นหลักการแห่ง การอยรู่ ว่ มกนั ดว้ ยบารมแี หง่ เมตตาและความรกั ทม่ี ใี หต้ อ่ กนั และกนั ของผคู้ นในสงั คม หลกั การนม้ี ที ง้ั หมด ๖ ข้อ ได้แก่ ๓.๑) เมตตากายกรรม คอื การตง้ั เมตตากายกรรมในเพอ่ื น ทัง้ ตอ่ หนา้ และลบั หลัง ใหช้ ่วยเหลอื กิจธุระของผู้ร่วมคณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ให้เกียรติกันและกัน ทัง้ ต่อหน้าและลบั หลงั ๓.๒) เมตตาวจีกรรม คอื การตงั้ เมตตาวจีกรรมในเพอ่ื น ทงั้ ตอ่ หน้าและลบั หลัง ให้ช่วยเหลอื ด้วยการบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ แนะนำ�ตักเตือนและสั่งสอนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนบั ถอื ตอ่ กนั และกนั ทง้ั ต่อหน้าและลบั หลงั ๓.๓) เมตตามโนกรรม คอื การตง้ั เมตตามโนกรรมในเพอ่ื น ทง้ั ตอ่ หนา้ และลบั หลงั ดว้ ยการตง้ั จติ ปรารถนาดี คิดทำ�สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน มองกันในแง่ดี มีความคิดด้วยพลังด้านบวก อยา่ งสร้างสรรคต์ ่อกันและกัน มหี นา้ ตาย้มิ แย้มแจม่ ใสตอ่ กันและกัน ๓.๔) สาธารณโภคี คอื เมอ่ื ไดส้ ง่ิ ของใดมาโดยชอบธรรม แมส้ ง่ิ ของนน้ั จะเปน็ ของเลก็ นอ้ ยเพยี งใด เหลอื กไ็ มห่ วงแหนไวเ้ ปน็ ของตนเองแตเ่ พยี งผเู้ ดยี ว กลบั น�ำ มาแบง่ ปนั เฉลย่ี ชว่ ยเหลอื เจอื จาน ใหม้ สี ว่ นรว่ ม ในการใชส้ อยบริโภคโดยทั่วกัน เรยี กวา่ มนี �ำ้ ใจในการแบง่ ปนั ให้แก่คนอ่ืน หรือมีจติ สาธารณะพร้อมช่วย เหลอื คนอน่ื ในยามทเี่ ขาประสบความเดอื ดรอ้ น ๓.๕) สลี สามญั ญตา คอื มีศีลบรสิ ุทธิเ์ สมอกนั กับเพือ่ น ท้ังต่อหน้าและลับหลงั มคี วามประพฤติ สุจริตดีงามต่อกัน มีความปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำ�ตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ เรยี กอีกอย่างหนง่ึ ว่ามคี วามเท่าเทียมกนั ภายใต้กฎหมายเดยี วกนั ไม่มใี ครได้รับสทิ ธพิ ิเศษจากการปฏบิ ตั ิ ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน เพราะความเสมอภาคนีเ้ ป็นส่ิงท่ีมนษุ ย์ควรมีเทา่ เทียมกนั ๓.๖) ทฏิ ฐสิ ามญั ญตา คือ มีทฏิ ฐิดีงามเสมอกนั กบั เพ่ือน ทงั้ ต่อหนา้ และลบั หลัง มคี วามเหน็ ชอบ ร่วมกันในขอ้ ท่เี ป็นหลักการส�ำ คญั ที่จะนำ�ไปสู่การแก้ปญั หาร่วมกันอย่างย่ังยนื เป็นการปรับความคิดเห็น ใหอ้ ยู่ในทศิ ทางเดยี วกนั กลา่ วคือ มคี วามเห็นชอบร่วมกัน รบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อืน่ ดว้ ยใจทเ่ี ปน็ ธรรม ทง้ั ความเห็นทีต่ รงกนั และต่างกนั หลักสาราณียธรรมทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นหลักธรรมที่ทำ�ให้เป็นที่ระลึกถึงกัน ทำ�ให้เป็นที่รัก และทเี่ คารพต่อกันและกัน เป็นไปเพอ่ื ความสงเคราะห์ ไมก่ ่อความววิ าทต่อกนั เสรมิ สร้างความสามคั คี และความเป็นนำ�้ หนึ่งใจเดยี วกนั ใหเ้ กดิ ขึน้ แก่หมูค่ ณะ
72 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสตู รตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) อย่างไรก็ดี หลกั สาราณียธรรมน้ีมคี วามสอดคลอ้ งกับพระราชด�ำ รัสของพระบาทสมเดจ็ พระบรม ชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่ตรัสแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และพสกนิกรนับแสนที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เน่อื งในวโรกาสทรงครองสิรริ าชสมบตั ิครบ ๖๐ ปีเมื่อวันท่ี ๙ มถิ นุ ายน พ.ศ.๒๕๔๙ มีใจความว่า “ความเป็นอนั หนงึ่ อนั เดียวกันของทกุ คนทกุ ฝ่าย ทำ�ให้ข้าพเจา้ เหน็ แล้วมีกำ�ลงั ใจมากขึน้ นกึ ถงึ คณุ ธรรมซง่ึ เปน็ ทต่ี ง้ั ของความรกั ความสามคั คี ทท่ี �ำ ใหค้ นไทยเราสามารถรว่ มมอื รว่ มใจกนั รกั ษาและพฒั นา ชาติบ้านเมอื งให้เจรญิ รุ่งเรืองสบื ต่อกันไปได้ตลอดรอดฝง่ั ประการแรก คือ การใหท้ ุกคนคิด พดู ท�ำ ด้วยความเมตตา มงุ่ ดมี ่งุ เจริญต่อกัน ประการท่สี อง คอื การทแ่ี ตล่ ะคนตา่ งชว่ ยเหลือเก้ือกูลกนั ประสานงานประสานประโยชนก์ นั ให้งานท่ที ำ�ส�ำ เรจ็ ผลทง้ั แก่ตนแกผ่ อู้ ื่นและประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การท่ที กุ คนประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบ แบบแผนโดยเทา่ เทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การทต่ี ่างคนตา่ งพยายามท�ำ น�ำ ความคิดความเหน็ ของตนใหถ้ กู ต้องเทยี่ งตรง อยูใ่ นเหตุในผล หากความคิดจติ ใจ และการประพฤติปฏบิ ัตทิ ล่ี งรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจรญิ น้ี ยงั มีพร้อมมูล ในกาย ในใจของคนไทย ก็มนั่ ใจไดว้ ่าประเทศชาตไิ ทยจะด�ำ รงมน่ั คงอยูต่ ลอดไปได้ จงึ ขอให้ท่านทัง้ หลาย ในมหาสมาคมแหง่ นี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทกุ หม่เู หล่าได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนไ้ี วใ้ หเ้ หนียวแน่น” จากพระราชด�ำ รสั ข้างตน้ น้ี พบวา่ พระราชดำ�รัสประการที่หนึ่ง ที่ว่า “การให้ทุกคนคิด พูด ทำ� ด้วยเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน” มคี วามสอดคลอ้ งกบั หลกั สาราณยี ธรรมขอ้ ท่ี ๑-๓ ทว่ี า่ “เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม” พระราชด�ำ รสั ประการทส่ี อง ทว่ี า่ “การทแ่ี ตล่ ะคนตา่ งชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู กนั ประสานงาน ประสาน ประโยชนก์ นั ใหง้ านทท่ี �ำ ส�ำ เรจ็ ผลทง้ั แกต่ นแกผ่ อู้ น่ื และประเทศชาต”ิ มคี วามสอดคลอ้ งกบั หลกั สาราณยี ธรรม ขอ้ ท่ี ๔ ทวี่ า่ “สาธารณโภค”ี พระราชดำ�รัสประการที่สาม ที่ว่า “การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน” มีความสอดคล้องกับหลักสาราณียธรรมข้อที่ ๕ ที่ว่า “สลี สามัญญตา” พระราชด�ำ รสั ประการทส่ี ่ี ทว่ี า่ “การทต่ี า่ งคนตา่ งพยายามท�ำ น�ำ ความคดิ ความเหน็ ของตนใหถ้ กู ตอ้ ง เทยี่ งตรงอย่ใู นเหตใุ นผล” มคี วามสอดคล้องกับหลักสาราณยี ธรรมข้อท่ี ๖ ที่ว่า “ทิฏฐสิ ามญั ญตา”
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 73 จากความสอดคล้องกันของพระราชดำ�รัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับหลักสาราณียธรรม ๖ ประการขา้ งตน้ น้ี นบั วา่ เปน็ การสรา้ งความมน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื ใหเ้ กดิ ขน้ึ แกป่ ระชาชนในสงั คมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ๓. อนรุ ักขนาปธาน : การสร้างพลเมอื งดแี ละความรับผิดชอบตอ่ สังคม ดงั ทท่ี ราบกนั ในเบอ้ื งตน้ วา่ อนรุ กั ขนาปธาน หมายถงึ การเพยี รรกั ษาสจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ไมใ่ ห้ เสอ่ื มถอย และบ�ำ เพญ็ ใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขน้ึ ไปจนไพบลู ย์ หากเปรยี บไปแลว้ อนรุ กั ขนาปธานน้ี สามารถสงเคราะห์ เข้ากับพระปฐมบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๑๐ ทไ่ี ดพ้ ระราชทานใหไ้ วใ้ นวนั ท่ี ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ดงั มใี จความวา่ “เราจะสืบสาน รกั ษา และตอ่ ยอด และครองแผน่ ดนิ โดยธรรม เพ่อื ประโยชนส์ ขุ แหง่ อาณาราษฎรตลอดไป” จากพระปฐมบรมราชโองการขา้ งนี้ พบว่า ค�ำ วา่ “ต่อยอด” น้ี สอดคลอ้ งกับหลักอนุรกั ขนาปธาน เปน็ อย่างยงิ่ เพราะอนุรักขนาปธานมุ่งหมายเอาการเพียรรักษาสจุ ริตธรรมท่ีเกิดขึน้ แล้วด�ำ รงคงอยู่ตอ่ ไป เรอ่ื ย ๆ ตราบนานเทา่ นาน อกี ทง้ั ยงั ตอ้ งรกั ษาความดเี ชน่ นใ้ี หค้ งอยตู่ อ่ ไปโดยไมย่ อมใหเ้ สอ่ื มสญู หายไปดว้ ย ดงั นน้ั จงึ ตรงกบั ค�ำ วา่ “ตอ่ ยอด” ทม่ี งุ่ หมายเอาการรกั ษาพระปณธิ านของในหลวงรชั กาลท่ี ๙ ใหด้ �ำ รงอยู่ คู่กับแผ่นดินไทยไปตราบนานเท่านาน ดังนั้น การใช้หลักอนุรักขนาปธานเพื่อสร้างพลเมืองดีและให้เกิด ความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นเร่ืองท่ตี อ้ งพจิ ารณาให้ดีเพื่อให้เกิดความม่นั คง มัง่ คั่ง ย่งั ยนื ยง่ิ ข้นึ สืบไป ๓.๑ การใชห้ ลักอนรุ ักขนาปธานตามหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งน้ี เปน็ แนวพระราชด�ำ รขิ องพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ เปน็ ผทู้ รงน�ำ มาปฏบิ ตั โิ ดยน�ำ มาใชเ้ ปน็ หลกั การ พื้นฐานของนโยบายการพัฒนาประเทศ จึงประกอบหลักวิชา และหลักธรรมหลายประการ ได้แก่ (๑) เป็นปรัชญาแนวทางการดำ�รงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ ครอบครวั ระดบั ชุมชน จนถงึ ระดับรฐั (๒) เป็นปรัชญาในการพฒั นาและบรหิ ารประเทศให้ด�ำ เนินไปในทางสายกลาง (๓) จะชว่ ยพฒั นาเศรษฐกจิ ใหก้ า้ วทนั โลกยคุ โลกาภวิ ตั น์ เพอ่ื ใหส้ มดลุ และพรอ้ มตอ่ การรองรบั การ เปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ กวา้ งขวาง ทง้ั ดา้ นวตั ถุ สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลก ภายนอกไดอ้ ยา่ งดี (๔) ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำ�เป็นที่ จะต้องมี ระบบภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ทด่ี พี อสมควรตอ่ การมผี ลกระทบใด ๆ อนั เกดิ จากการเปลย่ี นแปลงทง้ั ภายนอกและภายใน (๕) จะตอ้ งอาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวงั อยา่ งยง่ิ ในการน�ำ วชิ าการตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการวางแผนและการด�ำ เนนิ การทุกขน้ั ตอน
74 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) (๖) จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำ�นักในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้ มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำ�เนินชีวติ ด้วยความอดทน ความเพียร มสี ตปิ ญั ญา และความรอบคอบ ในทน่ี ้ี มพี ระบรมราโชวาท ในพธิ พี ระทานปรญิ ญาบตั รของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันพฤหสั บดีท่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๗ มใี จความวา่ “...การพฒั นาประเทศจ�ำ เปน็ ตอ้ งท�ำ ตามล�ำ ดบั ขน้ั ตอ้ งสรา้ งพน้ื ฐาน คอื ความพอมพี อกนิ พอใชข้ องประชาชนสว่ นใหญเ่ ปน็ เบอ้ื งตน้ กอ่ น โดยใชว้ ธิ กี ารและใชอ้ ปุ กรณท์ ป่ี ระหยดั แตถ่ กู ตอ้ ง ตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำ�ดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกจิ ขน้ึ ใหร้ วดเรว็ แตป่ ระการเดยี ว โดยไมใ่ หแ้ ผนปฏบิ ตั กิ ารสมั พนั ธก์ บั สภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคลอ้ งดว้ ย กจ็ ะเกดิ ความไมส่ มดลุ ในเรอ่ื งตา่ ง ๆ ขน้ึ ซง่ึ อาจกลายเปน็ ความยุง่ ยากลม้ เหลวได้ในท่สี ุด...” เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำ�รงอยู่และปฏิบัติ ของประชาชนในทกุ ระดบั ใหด้ �ำ เนนิ ไปในทางสายกลาง มคี วามพอเพยี ง และมคี วามพรอ้ มทจ่ี ะจดั การตอ่ ผล กระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผน และดำ�เนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำ�เนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้ สามารถอยไู่ ด้แม้ในโลกยคุ โลกาภิวัตน์ท่มี กี ารแข่งขันสงู ไดอ้ ย่างมนั่ คง ในทีน่ ้ี ขอน�ำ หลกั ธรรม ๔ ประการ มาอธบิ ายพอสังเขป ไดแ้ ก่ ๑) พอดี ๒) พอเหมาะ ๓) พอตัว ๔) พอใจ มีรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) พอดี คำ�ว่า “พอด”ี นี้ หมายเอาการดำ�เนนิ ชีวติ ตามหลักทางสายกลาง หรือทเ่ี รียกว่า มัชฌมิ าปฏปิ ทา เปน็ การด�ำ เนนิ ชีวิตอย่างเปน็ กลางโดยไมย่ ึดติดวตั ถนุ ิยมมากเกินไป และไมใ่ ช้ชีวิตโดยทำ�ตนเองให้ล�ำ บาก เกินไป แตใ่ หด้ ำ�เนินชวี ิตอยบู่ นพน้ื ฐานของความพอมพี อกนิ พออยพู่ อใช้ เป็นการใช้ชีวิตที่ประกอบดว้ ย หลกั การทางปญั ญากลา่ วคอื รจู้ กั น�ำ หลกั อนรุ กั ขนาปธานไปใชใ้ นการด�ำ เนนิ ชวี ติ เพอ่ื คอยรกั ษาสจุ รติ ธรรม และความดงี ามทีเ่ กดิ ขนึ้ แล้วไมใ่ หเ้ ส่อื มสลายไป และทำ�ให้ต้ังม่ันยั่งยนื ตอ่ ไปในอนาคตด้วย (๒) พอเหมาะ คำ�ว่า “พอเหมาะ” หมายเอาการดำ�เนินชีวิตตามหลักมัตตัญญุตา หรือที่เรียกว่า รู้ประมาณ ในการดำ�เนินชีวิต กล่าวคือ รู้ประมาณในการใช้จ่ายและรู้ประมาณในการเก็บรักษาทรัพย์ที่แสวงหามา โดยชอบธรรม การรู้ประมาณตนเองนี้ เป็นแนวทางแห่งอนุรักขนาปธานที่สำ�คัญในการดำ�เนินชีวิต เพราะหากเราทราบถึงความพอเหมาะที่เกิดขึ้นแก่ตนเองได้อย่างดีเพียงพอ จะทำ�ให้เราสามารถควบคุม การด�ำ เนนิ ชวี ติ ใหอ้ ยใู่ นกรอบแหง่ ความดงี ามได้ โดยไมใ่ ชช้ วี ติ โดยท�ำ ตนใหม้ ธั ยสั ถล์ �ำ บากเกนิ ไปและไมท่ �ำ ตน ใหฟ้ งุ้ เฟอ้ ฟมุ่ เฟอื ยจนเกินไป
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 75 (๓) พอตวั คำ�ว่า “พอตัว” หมายเอาการดำ�เนินชีวิตตามหลัก “อัตตนาถะ” หรือการใช้ชีวิตที่มีการพึ่งพา ตนเองเป็นหลัก เพราะตนเป็นที่พึงของตนเองได้อย่างประเสริฐ การจะคอยหวังพึ่งผู้อื่นอยู่เสมอนั้น เป็นแนวทางของการดูถูกความสามารถของตนเอง ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเลา่ จะเปน็ ทพ่ี ึง่ ได้ กบ็ ุคคลมตี นฝึกฝนดีแล้ว ยอ่ มได้ที่พง่ึ ทห่ี าไดย้ าก” ดังนัน้ การพึง่ พาตนเอง จึงเป็นเสมือนการฝึกฝนตนเองให้มีความพร้อมในการเป็นท่ีพึ่งพิงของตนเองและคนอ่ืนอยู่เสมอด้วย ดว้ ยเหตนุ ้ี พระพทุ ธองคจ์ งึ ตรสั วา่ “พวกเธอจงมตี นเปน็ เกาะ มตี นเปน็ ทพ่ี ง่ึ จงมธี รรมเปน็ เกาะ มธี รรมเปน็ ทพ่ี ง่ึ มิใชม่ สี งิ่ อ่นื เปน็ ท่ีพง่ึ ” (๔) พอใจ ค�ำ วา่ “พอใจ” หมายเอาการด�ำ เนนิ ชวี ิตตามหลักกามโภคสี ุข หรอื ที่เรียกวา่ สขุ ของชาวบา้ น ผู้อยูค่ รองเรือนมี ๔ ประการ ได้แก่ ๑) อัตถิสขุ หมายถึง สขุ ท่เี กิดจากความมีทรพั ย์ เปน็ ความภมู ิใจ อ่ิมเอิบใจว่าตนมีโภคทรัพย์ท่ีได้มาด้วยนำ้�พักนำ้�แรงและความขยันหมั่นเพียรของตนและโดยชอบธรรม ๒) โภคสุข หมายถึง สขุ ทเ่ี กิดจากการใช้จา่ ยทรัพย์ท่ตี นแสวงหามาโดยชอบน้ัน เพือ่ ไวใ้ ชใ้ นการเลี้ยงชีพ ตนเองและผอู้ ่นื รวมไปถงึ การบำ�เพญ็ ประโยชนต์ ่อสาธารณะดว้ ย ๓) อนณสุข หมายถงึ สุขทเี่ กดิ จาก ความไมเ่ ปน็ หนี้สินติดค้างใคร มคี วามภาคภูมใิ จวา่ ตนมีความเป็นใหญ่ในทรพั ยส์ ิน มอี สิ ระในการด�ำ เนนิ ชวี ิตโดยไมต่ กเปน็ ทาสของสงิ่ ของหรอื ทรัพยส์ มบตั ิ ๔) อนวชั ชสขุ หมายถึง สุขท่ีเกดิ จากความประกอบ อาชีพที่สุจริต เป็นอาชีพที่ไม่มีโทษและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น สร้างความภาคภูมิใจให้ตนเอง และผอู้ ่ืนกต็ ิเตียนไมไ่ ด้ทงั้ ทางกาย วาจา และใจ ๓.๒ การใช้หลกั อนรุ กั ขนาปธานเพื่อสร้างพลเมอื งดีและให้เกดิ ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม อนรุ กั ขนาปธานสามารถน�ำ มาใชเ้ พอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ มติ ขิ องการสรา้ งพลเมอื งทด่ี แี ละมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมมากยง่ิ ขน้ึ ดว้ ย เพราะอนรุ กั ขนาปธานหมายเอากระบวนการเพยี รรกั ษาสจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ไม่ให้เสื่อมซึ่งเป็นขั้นตอนของการสร้างพลเมืองดีให้เกิดขึ้นในสังคม ต่อจากนั้นอนุรักขนายังหมายเอา กระบวนการบำ�เพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไปไพบูลย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น จะแบ่งแนวคดิ ในสว่ นนอี้ อกเป็น ๒ ดา้ น เพอ่ื ประกอบการศกึ ษาใหค้ รบถว้ นสืบไป ๑) การสร้างพลเมอื งดี พลเมอื งดี หมายถึง ประชาชน หรอื ราษฎร หรือพสกนกิ ร หรอื ชาวบา้ นโดยท่วั ไปท่ปี ระพฤตติ น ให้เป็นไปตามระเบยี บ กฎเกณฑ์ กฎหมาย และขอ้ บงั คบั ต่างๆ ของสงั คม โดยบุคคลดงั กลา่ วจะตอ้ งมหี นา้ ทแี่ ละมคี วามรับผดิ ชอบ ปฏิบตั ติ นให้เกดิ ประโยชนแ์ กส่ งั คม ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ พลเมอื งถอื เปน็ องคป์ ระกอบทส่ี �ำ คญั ของสงั คม พลเมอื งทส่ี มบรู ณต์ อ้ งมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี มรี า่ งกายดี จิตใจดี คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และต้องเป็นกำ�ลังในการพัฒนาความเจริญของประเทศชาติให้เกิด ความมนั่ คงสามคั คีปรองดอง ซ่ึงพลเมืองนี้มลี ักษณะโดยทว่ั ไป ดังน้ี
76 หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสตู รต้านทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๑.๑) เคารพกฎหมายและปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของสงั คม และขอ้ บญั ญตั ขิ องกฎหมาย ๑.๒) มีเหตุผลและรบั ฟังความคดิ เห็นของผอู้ ืน่ ๑.๓) ยมอีนมำ้�ใรจับปมรตะิขชอางธเิปสไียตงยส่วเหนน็ใหแญกป่่ แรมะ้วโ่ายมชตนิน์สัน้่วนๆรวจมะมไมากต่ กรงวก่าปบั รคะวโายมชคนดิ ต์ ขนองตนเอง ๑.๔) ๑.๕) เคารพสิทธิเสรภี าพของผูอ้ นื่ ๑.๖) รบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง สังคม ชุมชน และประเทศชาติ ๑.๗) มสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมการเมอื ง การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย ๑.๘) มีส่วนร่วมในการปอ้ งกนั แกไ้ ขปญั หาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองของประเทศ ๑.๙) มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และปฏิบัติตามหลกั ธรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื หน้าที่ของพลเมืองดีตามหลักอนุรักขนาปธาน คือ การช่วยกันเป็นหูเป็นตาคอยระแวดระวังภัย ทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ แกผ่ คู้ นในสงั คม เมอ่ื ท�ำ หนา้ ทอ่ี ยา่ งสจุ รติ ดว้ ยการรว่ มกนั ท�ำ ความดแี ละคอยปอ้ งกนั ความชว่ั ท่อี าจเกิดข้นึ แกห่ มคู่ ณะแลว้ ยงั นบั ไดว้ า่ ทำ�หน้าทรี่ ว่ มกันตา้ นโกงด้วย การทำ�หนา้ ทข่ี องพลเมืองดเี ชน่ นี้ เป็นสว่ นหนงึ่ ของการแสดงความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมท่นี ่ายกย่อง ๒) การมคี วามรับผิดชอบต่อสงั คม ความรบั ผดิ ชอบน้หี มายเอาการยอมรับในผลทไ่ี ด้กระท�ำ ตามภาระหนา้ ที่ท่ีไดร้ ับมอบหมาย ทง้ั น้ี บคุ คลนน้ั ๆ จะตอ้ งรบั ทง้ั ผดิ และชอบ ตามสง่ิ ทต่ี นไดก้ ระท�ำ ไปดว้ ย ดงั ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ ไดท้ รงให้ความหมายของคำ�ว่า “รับผดิ ชอบ” ไวว้ ่า หนา้ ท่ที ี่ได้รับมอบหมายให้ท�ำ จะหลกี เล่ียงละเลยไมไ่ ด้ ผูใ้ ดมีความรบั ผดิ ชอบ จะสามารถประกอบ การงานให้บรรลุผลสำ�เร็จ ตามที่มุ่งหมายไว้อย่างแน่นอน ในที่นี้จึงขอนำ�พระบรมราโชวาทของในหลวง รชั กาลท่ี ๙ เกย่ี วกบั ความรบั ผดิ ชอบ ในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบตั รแกผ่ สู้ �ำ เรจ็ การศกึ ษาของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๙ มใี จความดังนี้ “…การจะท�ำ งานใหม้ ปี ระสทิ ธผิ ลและใหด้ �ำ เนนิ ไปไดโ้ ดยราบรน่ื นน้ั จ�ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ จะตอ้ งท�ำ ดว้ ย ความรับผิดชอบอย่างสูง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริงของงาน สำ�คัญที่สุด ต้องเขา้ ใจความหมายของคำ�วา่ ‘ความรับผิดชอบ’ ใหถ้ กู ต้อง ขอใหเ้ ข้าใจว่า ‘รับผดิ ’ ไมใ่ ชก่ ารรบั โทษ หรือถูกลงโทษ ‘รบั ชอบ’ ไม่ใช่รบั รางวลั หรอื รับค�ำ ชมเชย การรู้จักรับผิด หรือยอมรับรู้ว่าอะไรผิดพลาดเสียหาย และเสียหายเพราะอะไร เพียงใดนั้น มีประโยชน์ ทำ�ให้บุคคลรู้จกั พจิ ารณาตนเอง ยอมรับความผดิ ของตนเองโดยใจจรงิ เปน็ ทางทจ่ี ะช่วยให้ แก้ไขความผดิ ได้ และให้รู้วา่ จะต้องปฏิบัตแิ กไ้ ขใหม่ ส่วนการรจู้ ักรับชอบ หรือร้วู ่าอะไรถกู อนั ไดแ้ ก่ ถกู ตามความมุ่งหมาย ถกู ตามหลกั วิชา ถูกตาม วธิ ีการนั้น มีประโยชนท์ �ำ ให้ทราบแจ้งว่าจะท�ำ ให้งานสำ�เร็จสมบรู ณไ์ ด้อย่างไร จักไดถ้ ือปฏิบัตติ ่อไป นอกจากนั้น เมื่อเข้าใจความหมายของคำ�ว่า ‘รับผิดชอบ’ ตามนัยดังกล่าวแล้ว ผู้ที่เข้าใจ ซึ้งในความรับผิดชอบ จะสำ�นึกตระหนักได้ทันทีว่า ความรับผิดชอบคือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ� จะหลีกเลี่ยงละเลยไม่ได้ จึงใคร่ขอให้บัณฑิตศึกษาและสังวรระวังในความรับผิดชอบให้มากที่สุด ผใู้ ดมคี วามรบั ผดิ ชอบจะสามารถประกอบการงานใหบ้ รรลผุ ลส�ำ เรจ็ ตามทม่ี งุ่ หมายไวไ้ ดอ้ ยา่ งแนน่ อน…”
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 77 จากพระบรมราโชวาทนี้ ชี้ให้เห็นว่า การจะทำ�งานให้มีประสิทธิผล และให้งานดำ�เนินไป โดยราบรน่ื ไดน้ น้ั จ�ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ จะตอ้ งท�ำ ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบอยา่ งสงู ไมบ่ ดิ เบอื นขอ้ เทจ็ จรงิ ไมบ่ ดิ เบอื น จุดประสงคท์ แี่ ทจ้ รงิ ของงาน และท่ีสุดต้องเข้าใจความหมายของค�ำ ว่า “รบั ผิดชอบ” ให้ถกู ต้องดว้ ย ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมนเ้ี ปน็ ตวั ก�ำ หนดทศิ ทางและนโยบายในการด�ำ เนนิ ธรุ กจิ อยา่ งถกู ตอ้ งดว้ ย ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากบรษิ ทั ชน้ั น�ำ มกั จะมนี โยบายด�ำ เนนิ ธรุ กจิ ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม (Corporate Social Responsibility : CSR) ด้วยความตระหนักและให้ความสำ�คัญในการสนับสนุนการดำ�เนินกิจกรรม เพื่อสังคมและชมุ ชนโดยรอบ รวมทั้งใสใ่ จดแู ลสง่ิ แวดลอ้ มอย่างต่อเน่ือง มเี จตนารมณท์ จี่ ะท�ำ งานร่วมกบั ผทู้ ม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งโดยมงุ่ สรา้ งและสบื สานความสมั พนั ธอ์ นั ดที เ่ี กดิ จากการยอมรบั และไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั ค�ำ นงึ ถึงผลกระทบท่ีอาจจะมีตอ่ ผู้มีส่วนไดเ้ สีย เชน่ ผถู้ อื หนุ้ พนกั งาน ชุมชนที่บรษิ ทั ประกอบกิจการอยู่ ลกู คา้ คคู่ า้ และหนว่ ยงานภาครฐั ตลอดจนถงึ สงั คมและประเทศชาติ พรอ้ มทง้ั สรา้ งทศั นคตแิ ละวฒั นธรรม องค์กรเพือ่ ให้พนกั งานมคี วามรับผิดชอบต่อสงั คมทอ่ี ยู่ร่วมกนั ด้วย การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประพฤติจริยธรรมเพื่อสังคม เพราะการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการบ่งบอกถึงการแสดงเจตนารมณ์ท่ีจะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในสังคมอย่างสันติสุข ต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคม เป็นการควบคุมความประพฤติ ของตนเองใหเ้ ขา้ กบั หมคู่ ณะอน่ื ในสงั คม เมอ่ื ควบคมุ ความประพฤตติ นเองไดแ้ ลว้ ยงั แสดงออกตอ่ สงั คมดว้ ย การทำ�หน้าที่คอยระแวดระวังภัยให้คนอื่นในสังคมด้วย ถือว่าเป็นผู้มีจริยธรรมเพื่อตนเองเป็นเบื้องต้น และมจี ริยธรรมเพอื่ สังคมในเบือ้ งปลายได้ดว้ ย การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเป็นพลเมืองดีนี้ถือเป็นการทำ�หน้าที่เสมือนหนึ่ง การสร้างภูมิคุ้มกันภัยให้เกิดแก่หมู่คณะ (Herd Immunity) ด้วย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนให้แก่ ตนเองก่อน เมื่อตนเองมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ก็เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันภัยให้แก่ผู้อื่นตามไปด้วย แนวคิดเช่นนี้ จงึ เขา้ กบั หลกั อนรุ กั ขนาปธานเปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะการรกั ษาความดใี หค้ งอยตู่ ราบนานเทา่ นานโดยไมย่ อมให้ เสอ่ื มสลายไปนั้น กเ็ พอ่ื ความเปน็ อยอู่ ย่างผาสกุ ของประชาชนนั่นเอง
78 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๔. สรปุ ความ สมั มปั ปธาน ๔ ประกอบไปดว้ ยสงั วรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธานและอนรุ กั ขนาปธาน นบั เปน็ องคแ์ หง่ การบรรลธุ รรม สามารถน�ำ ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั ไดอ้ ยา่ งดยี ง่ิ ไมว่ า่ จะเปน็ การปฏบิ ตั ิ สมถะวิปัสสนา หรือแม้แต่การดำ�รงชีวิตในสังคมปัจจุบัน หรือแม้แต่การประกอบสัมมาอาชีพต่าง ๆ สามารถที่จะนำ�ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่จำ�กัดกาล เมื่อกล่าวถึงสัมมัปปธาน ๔ โดยภาพรวมใหญ่ก็เป็น การปรารภถงึ ความเพยี รนน่ั เอง และความเพยี รนเ้ี ปน็ คณุ ธรรมอยภู่ ายในจติ ใจของเราทกุ คนมคี วามส�ำ คญั ตอ่ การสรา้ งสรรคช์ วี ติ ทด่ี งี ามและการเขา้ ถงึ จดุ หมายสงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความเพยี ร เพอ่ื รกั ษาสจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ใหต้ ง้ั มน่ั มใิ หเ้ สอ่ื มและเจรญิ ยง่ิ ขน้ึ ไปไพบลู ย์ เพอ่ื ใหส้ จุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ มีความตั้งมั่นยาวนานมากที่สุด เมื่อทำ�แล้วต้องมีความยั่งยืนและเกิดเครือข่าย (Networking) การรกั ษาความดนี ีก้ เ็ ปรยี บเหมอื นภาษติ ไทยทว่ี ่า “พงึ รกั ษาความดีดุจเกลอื รกั ษาความเค็ม” ทำ�อย่างไร ให้เป็นวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง เป็นพลเมืองดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในสังวรสูตรมีเกณฑ์ทำ�ความดี โปร่งใสและสุจรติ แต่การจะท�ำ ไดด้ งั น้ีตอ้ งมีหลักยดึ ภายในใจ ตอ้ งรจู้ กั ยับยงั้ ช่งั ใจ ร้อู ะไรควรไมค่ วร อนุรักขนาปธาน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์สัมมัปปธานจึงสอดคล้องกับความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ หมวด ๔ หนา้ ทข่ี องปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ บคุ คลมหี นา้ ท่ี ดังต่อไปน้ี คือ “ไมร่ ว่ มมือหรือสนับสนนุ การทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบทุกรูปแบบ” ถือได้วา่ เปน็ ครั้งแรก ที่รัฐธรรมนูญได้กำ�หนดให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นหน้าท่ีของประชาชนชาวไทยทุกคน นอกจากนย้ี งั ก�ำ หนดชัดเจนในหมวดที่ ๕ หน้าท่ขี องรฐั วา่ “รัฐตอ้ งส่งเสรมิ สนับสนนุ และใหค้ วามรู้แก่ ประชาชนถึงอันตรายท่ีเกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนและจัดให้ มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว อย่างเข้มงวดรวมท้ังกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ตอ่ ตา้ นการทจุ รติ หรอื ชเ้ี บาะแส โดยไดร้ บั ความคมุ้ ครองจากรฐั ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ”ิ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ รฐั ตอ้ งเสรมิ สรา้ งใหป้ ระชาชนไดร้ บั บรกิ ารทส่ี ะดวกมปี ระสทิ ธภิ าพ ทส่ี �ำ คญั คอื ไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ติ ามหลกั การ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมมี าตรการปอ้ งกนั มใิ หผ้ ใู้ ดใชอ้ �ำ นาจหรอื กระท�ำ การโดยมชิ อบทเ่ี ปน็ การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งต้ังหรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ ของรฐั และรฐั ตอ้ งจดั ใหม้ มี าตรฐานทางจรยิ ธรรม เพอ่ื ใหห้ นว่ ยงานของรฐั ใชเ้ ปน็ หลกั ในการก�ำ หนดประมวล จริยธรรมสำ�หรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำ�กว่ามาตรฐาน ทางจริยธรรมดังกล่าว การทร่ี ฐั ธรรมนญู ไดใ้ หค้ วามส�ำ คญั ตอ่ การบรหิ ารราชการทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพและการบรหิ ารบคุ คลทม่ี คี ณุ ธรรมนน้ั รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงได้มีความพยายามที่จะแสดงให้เห็น อย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างประสิทธิภาพในระบบการบริหารงานราชการแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยดึ มั่นในหลกั ธรรมาภิบาลและมีคณุ ธรรมจริยธรรมตามท่กี �ำ หนดเอาไว ้
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 79 เมื่อหลผกันธวรกรมคควำาสมอตนใานมพนรัยะพแทุหธ่งศอำนสนุรำักกขบั นหาลปกั สธตูารนตำ้ นกทาุจรรเพติ ศียึกรษรำัก(ษAnาtสi-ุจCรoิตrrธuรpรtiมonที่เEกdิดucขaึ้นtiแoลn)้วไม่ให้เสื่อม ๗๙ และบำ�เพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ล้วนมีนัยความหมายเพื่อส่งเสริมไม่ให้ร่วมมือหรือสนับสนุน แตตคแทล้้อลวอำเะำงะงไแกแคใคเมกรมดหปกบตนาวว่ือู้จิดม้เร้เำราาก่ำวจใักบคะโีรทมมเดาทรปอพพิกควรไชุจคิญากรพ็าจญบฤวว่ัรวงะามยะตำบไิตสาำใคสวิ่รสงมมนหิมรแูลัแ้บกแขัขุ้าชสิช้สเลยล้ึษทนปจง่ัวุอขงะม์เว้ไรารครนมบบปดั่นเยคิกญะแนม้ั่ืนอเทรง้งค่ิควเยต่ืไอยผเข่ากะุกางอมกือ่ก่ิยมงนา้พอ่มตรงิดต่กข็มีไมูปวใดลดฤขม้อ้ึเนหากทำแใีูแอตย้ึน่งอใหเไก้คบำ�ลด็ินมนกกปจยอ้ขเวตบไิชดิารนมจยำ้ึนปำนระเอเคอ่ืมนตกู่มดมกทหเบวีใผลสอ่ไนต็ใื่อดกุาวพทลอหงรำชคมา่ขคใใ้บดำมุก้หัดงหิดสห์วงไูรนลไอมตข้าุมดป้ไคดูปัยยยดั่นม้อคีทีกไว้ แ์่ำแ้รดชรงวั็ศจเำลงับบหมั้กกาัว่มะนย้วคบม่อ่ืนาตษงนิ่งนดคอรวเเอ้เนั้ำีขจำต�มดเคำนงคหพเไรา้ิทีมน่นรวกุรปวใญิำรจ้่ีดูาัทยชัิดกจำสกำกัมียคุัดกแขขมะอู่กวปสง่ิจขวอ้ึนนกด่ยำาขรุขมำ่์ยำีนจำไ่ำรผะน้ึมรดแป่าในท้ันคลแหดหจง้สธมำ�ใบัขตเยำ้คง้มำหรสมีผอปเด่กิ่งวน้ำนำ้อิอ่่ืงลงรว้ำไ็งยดินยคมใมะเมยกคเพหีงู่ควคมีค่อพตชำวาำ้ไรู่วกาอรย่ัวน่ือำดมมาำกัเบงไามเสร้พอะดมดดขอกตบั่ดงกัีนเีด้ยมแูน้ึงสทนเีเคาีนแรีลโเสกรป่ำปอรวรลตั้นรแา้ใ็น็นดกักา็นหิว้มนงเตั้นมำ�ำปแษคกเห้ไเ่กสเหนอทม็นนวใ็ำนมำแหงตำ่าุกสใสวรินน่ัใทหใมเุ้แุจข่ิงทหจหชครร้สรดหร์ะม้อำ่ืกั้เวก่วริตีก่งรผงทีมษาเ้มำหคิัดธกไขลมศัน่ังาวมราควษ้ำขไนดคใ้แรืกอดมาวนำอวีนคมลมว้หำยำคตงาตั้นท้มา่ใวำเรควมนจนทิไกเสยี่เือำวดดปกรเรด่ี่ิุขงมอสานคีิญ้สะิด็นีกมดงนหวครน้ัขสอ่ยอดีใัำบ้านว้ึนใยิ่งหหิ่งใมีเงห่ำสไสหาทข่แ้อคมชมงอ้ในร้ึล้นเา่ไยวน่ัห่ัว่ตกย้าดุนน้วไาู่สทค้ต้องิคู่ดป้ไมกน้ัรไเวงล�ำมกู่คมจด้ดำำนกาจอ่ใบัวงรื่อน้ยมีเำห�ำติดไปตทำเราถชใด้ใเขไมห็นนทกุสจจว่ัึงป้ง้ำส่ืุ้อกร่ำใไุิตยจขขมด์้ แจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้วก็ให้เชื่อมั่นในตนเอง หมั่นทำจิตใจให้เบิกบำนสงบเยือกเย็น เมื่อคิดดีก็จะนำไปสู่กำรทำ สง่ิ ดีงำมอันเป็นเหตุแหง่ ควำมเจริญยิ่งขึน้ ไปจนถงึ ควำมไพบูลยม์ นั่ คงตลอดไป
80 หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) บบททสทรี่ ๖ุป จากข้อเท็จจริงตามท่ีได้ศึกษามาทัง้ หมด พบว่า ปญั หาเรื่องการทจุ รติ คอรร์ ัปชนั ในสังคมมีหลาก หลายรูปแบบและซบั ซอ้ นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปจั จบุ ันน้ี คนในสงั คมมกั ยกยอ่ งคนรวย คนมีอำ�นาจ คนมีหน้ามีตามีฐานะในสงั คม โดยไม่ไดค้ �ำ นงึ วา่ ความรวยหรืออ�ำ นาจนัน้ ไดม้ าโดยวธิ ีการใด เป็นวธิ กี าร ทถ่ี กู ตอ้ งตามหลกั ศลี ธรรมและมมี นษุ ยธรรมหรอื ไม่ เมอ่ื ไมไ่ ดพ้ จิ ารณาถงึ แกน่ หรอื กระพท้ี อ่ี ยภู่ ายในแตก่ ลบั ใหค้ วามส�ำ คัญตอ่ เปลือกท่อี ยภู่ ายนอก สง่ ผลให้เกิดสังคมวัตถุนิยมขนึ้ ใครมโี อกาสและฐานะทดี่ ีกว่ากจ็ ะ ตักตวงผลประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นของตัว โดยไม่ได้คำ�นึงถึงความถูกต้องและเรื่องของศีลธรรมมากนัก เข้าทำ�นองสุภาษติ ทวี่ า่ “มอื ใครยาว สาวไดส้ าวเอา” การตักตวงผลประโยชนเ์ ขา้ หาตวั เชน่ น้ีเกิดข้นึ จาก การขาดหริ ิโอตตัปปะ คอื ไมม่ คี วามละอายช่วั และกลัวเกรงบาปทท่ี ำ�ลงไป ค�ำ นงึ ถงึ แต่เพยี งผลประโยชน์ ที่ตัวเองจะได้รับเท่านั้นโดยไม่คำ�นึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติบ้านเมือง บางครั้งเมื่อไม่ได้รับ ผลประโยชนต์ ามทีใ่ จต้องการ ก็อาจใช้วิธีการคดโกงหรอื เอาเปรยี บทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม เพือ่ ใหไ้ ด้รบั ผลประโยชนต์ ามทต่ี อ้ งการ เขา้ ท�ำ นองสภุ าษติ ทว่ี า่ “ไมไ่ ดด้ ว้ ยเลห่ ์ กเ็ อาดว้ ยกล ไมไ่ ดด้ ว้ ยมนตก์ เ็ อาดว้ ย คาถา” เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่มุ่งหวัง จึงยินยอมทำ�เรื่องผิดศีลธรรมเป็นอันมากได้ โดยไม่ได้ ค�ำ นงึ ถงึ เพอ่ื นมนษุ ยค์ นอน่ื ๆ การกระท�ำ ความผดิ เชน่ นเ้ี ปน็ บอ่ เกดิ ของปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ในสงั คมไทย หากแก้ไขสง่ิ เหล่าน้ไี ม่ได้ ย่อมกอ่ ใหเ้ กิดผลเสยี ตอ่ แวดวงการศกึ ษา สังคม เศรษฐกจิ และการเมอื งของ ประเทศชาตเิ ปน็ อยา่ งยิ่ง จงึ มคี �ำ ถามทนี่ ่าสนใจวา่ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านไ้ี ด้อยา่ งไร ดว้ ยเหตนุ ้ี ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. โดย ส�ำ นกั สง่ เสรมิ และบรู ณาการการมสี ว่ นรว่ มตา้ นทจุ รติ จงึ จดั ท�ำ หนงั สอื หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “Anti – Corruption Education” เปน็ การน�ำ กรอบศลี ธรรมตามแนวทางพระพทุ ธศาสนามาประยกุ ตเ์ ขา้ กบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา โดยสามารถปลูกฝังค่านิยมด้วยการสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้องผ่านการศึกษาของหลักสูตรดังกล่าว และน�ำ ไปใชก้ บั บคุ คล ๒ กลมุ่ ใหญไ่ ดแ้ ก่ ๑) พระภกิ ษแุ ละสามเณร และ ๒) ประชาชนทว่ั ไป มี ๕ กลมุ่ ยอ่ ย ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (ระดับปฐมวัย และ ป.๑ – ม.๖) กลุ่มวัยรุ่นตอนกลาง (อุดมศึกษา) กลมุ่ ทหารและต�ำ รวจ กล่มุ วทิ ยากร และกลุ่มโคช้ โดยมรี ายละเอียดดังนี้ กลมุ่ ของพระภกิ ษแุ ละสามเณร สามารถชว่ ยเหลอื สงั คมไดด้ ว้ ยการน�ำ หลกั ธรรมค�ำ สอนทเ่ี กย่ี วกบั การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมาใช้ในการเทศนาธรรมสั่งสอนชาวบ้านให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม และคอยช่วยเหลือกนั สอดสอ่ งเหตเุ ภทภัยตา่ งๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนในชมุ ชน เพราะหนา้ ท่ีหลกั ของพระภิกษุ และสามเณร คอื ท�ำ ให้ชาวบา้ นเป็นคนดีมศี ีลธรรม สรา้ งหมู่บ้านรกั ษาศลี ๕ ใหเ้ กิดขน้ึ ตามนโยบายของ ภาครฐั ดงั นน้ั จงึ สามารถชว่ ยเทศนาสง่ั สอนชาวบา้ นใหร้ กั ษาศลี ๕ รจู้ กั รกั ษาประโยชนส์ ว่ นรวมมากกวา่ ประโยชนส์ ว่ นบคุ คล และรจู้ กั เปน็ คนละอายชว่ั เกรงกลวั บาป เปน็ ตน้ เมอ่ื พระภกิ ษแุ ละสามเณรเดนิ ทาง ไปแสดงธรรมในทใ่ี ดกน็ �ำ หลกั ธรรมดงั กลา่ วไปเทศนาสง่ั สอนชาวบา้ นในทน่ี น้ั ใหร้ จู้ กั รกั ษาศลี ๕ และไมร่ บั
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 81 ผลประโยชนท์ บั ซอ้ นอนั เปน็ สาเหตขุ องปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ตา่ งๆ หากเปน็ ครพู ระสอนศลี ธรรม กส็ ามารถ น�ำ แนวคดิ ของหลกั สตู รดงั กลา่ วมาชว่ ยกนั เผยแผแ่ ละบรู ณาการเชอ่ื มโยงเขา้ กบั การเทศนใ์ นเรอ่ื งเดยี วกนั น้ี ใหแ้ พรข่ ยายไปท่วั ประเทศ เม่อื ทำ�ได้เช่นน้จี ะเกิดสงั คมแหง่ การตระหนกั รู้ เป็นสังคมแห่งการมีสติ ตน่ื รู้ และมีความคดิ เท่าทนั ปญั หาท่ีเกิดขึ้นได้ สว่ นกลมุ่ ของประชาชนทว่ั ไป ซง่ึ มี ๕ กลมุ่ ยอ่ ยนน้ั กท็ �ำ หนา้ ท่ี ๒ ประการ คอื ๑) หนา้ ทด่ี า้ นการศกึ ษา เรียนรู้และ ๒) หน้าที่ด้านการเผยแผ่ กล่าวคือ กลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (ระดับปฐมวัยและ ป.๑ – ม.๖) กลุ่มวัยรุ่นตอนกลาง (อุดมศึกษา) และกลุ่มทหารและตำ�รวจ ทั้ง ๓ กลุ่มนี้มีหน้าที่ในการศึกษาเรียนรู้ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษานี้ให้ดี เพื่อเป็นบาทฐานในการช่วยเหลือและพัฒนาประเทศชาติ เพราะกลุ่ม บุคคลทั้ง ๓ กลุ่มนี้อยู่ในวัยแห่งการศึกษาและเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ เมื่อได้รับการเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง และดงี ามแลว้ จะสามารถน�ำ ความรดู้ งั กลา่ วมาใชก้ บั ตวั เอง ครอบครวั และประเทศชาตติ อ่ ไปไดอ้ ยา่ งมน่ั คง กลมุ่ นจ้ี ะท�ำ หนา้ ทเ่ี หมอื นจดุ ไฟใหต้ ดิ ทไ่ี สข้ องเทยี น ท�ำ หนา้ ทใ่ี หแ้ สงสวา่ งแกต่ วั เองเทา่ นน้ั สว่ นกลมุ่ วทิ ยากร และกลุ่มโคช้ จะทำ�หนา้ ทีใ่ นการเผยแผ่ เปน็ กลุม่ ท่ที ำ�หนา้ ท่ีในการสร้างสรรคแ์ ละจรรโลงสงั คมใหง้ ดงาม ด้วยการทำ�หน้าที่เผยแผ่และถ่ายทอดองค์ความรู้เร่ืองการต้านทุจริตคอร์รัปชันให้แก่ผู้คนในสังคม ในระดบั ชน้ั ตา่ ง ๆ กลมุ่ นจ้ี ะท�ำ หนา้ ทเ่ี หมอื นจดุ ไฟใหแ้ กเ่ ทยี นเลม่ อน่ื ๆ ซง่ึ เปน็ เทยี นทย่ี งั ไมเ่ คยผา่ นการจดุ ไฟ มากอ่ น หรอื เทยี นทเ่ี คยจดุ ไฟมากอ่ นในอดตี แตป่ จั จบุ นั เทยี นดบั ไปแลว้ ใหเ้ ทยี นเหลา่ นก้ี ลบั มามแี สงสวา่ งขน้ึ อีกครั้ง และเทียนจำ�นวนมากที่ถูกจุดไฟขึ้นมานี้ จะเป็นแสงสว่างที่มีกำ�ลังกล้าเพียงพอที่จะทำ�ให้ ห้องทมี่ ืดมดิ กลับมีความสว่างไสวได้ด้วยแสงเทยี นแห่งธรรม ดงั นน้ั เปา้ หมายของหลกั สตู ร จงึ มงุ่ หวงั ใหบ้ คุ คล ๒ กลมุ่ ใหญ่ กลา่ วคอื กลมุ่ ของพระภกิ ษสุ ามเณร และสว่ นกลุ่มของประชาชนทวั่ ไป ไดม้ คี วามรู้ที่ถกู ต้องและถ่ายทอดความรทู้ ่ีถูกต้องนี้ให้แก่ผู้อ่นื ในสงั คม ต่อไป เมื่อมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องดีงามจนสามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคล กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมมคี วามละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คม ท�ำ ใหไ้ มเ่ ปน็ คนทอดธรุ ะและนง่ิ เฉยตอ่ ปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชมุ ชน ท�ำ หนา้ ทพ่ี ลเมอื งทด่ี แี ละมคี วามรบั ผดิ ชอบ ตอ่ สงั คมดว้ ยการตอ่ ตา้ นทจุ รติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ ซง่ึ การท�ำ หนา้ ทท่ี กุ อยา่ งนด้ี งั กลา่ วมานจ้ี �ำ เปน็ ตอ้ งอาศยั หลกั ธรรม ทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี รยี กวา่ ปธาน ๔ มาบรู ณาการรว่ มกนั จนเกดิ เปน็ หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ เชงิ พทุ ธ ทส่ี ามารถ น�ำ ไปแกไ้ ขปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ในสงั คมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ในทน่ี จ้ี ะขอน�ำ เสนอหนงั สอื โดยประยกุ ตห์ ลกั ธรรม คำ�สอน (ปธาน ๔) ในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา : Anti – Corruption Education มีรายละเอียดโดยยอ่ ดงั น้ี ๑) สงั วรปธาน หมายถงึ ความเพยี รระวงั ยบั ยง้ั การทจุ รติ ทย่ี งั ไมเ่ กดิ มใิ หเ้ กดิ มขี น้ึ โดยมวี ธิ ปี อ้ งกนั ดว้ ยการใชห้ ลกั การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ประโยชนส์ ว่ นรวม โดยไมม่ ผี ลประโยชน์ ทับซ้อน (Conflict of interests) เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่การสำ�รวมระวังอินทรีย์ ๖ ของตัวให้ดี กลา่ วคอื ระวงั ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจของตวั ใหด้ ี โดยไมใ่ หถ้ กู บฑี าจากสง่ิ ยว่ั ยภุ ายนอกทง้ั ๖ ประการ ไดแ้ ก่ รปู เสยี ง กลน่ิ รส สมั ผสั และอารมณท์ างใจ ดงั นน้ั หากสามารถควบคมุ อนิ ทรยี ์ ๖ ของตวั ใหด้ ไี ด้ ยอ่ มสง่ ผล ใหเ้ กดิ การควบคุมความประพฤตทิ ีด่ ีได้ทง้ั ทางกาย วาจา และใจ ในท่นี มี้ ีตัวอย่างท่ีเปน็ กรณศี ึกษาดังนี้
82 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) การตากข้าวเปลือกบนถนนตามพ้ืนทชี่ นบททีอ่ าจส่งผลใหเ้ กดิ อุบตั ิเหตขุ นึ้ แก่บคุ คลอื่นทเ่ี ดนิ ทาง บนท้องถนน ซึ่งการกระทำ�เช่นนี้เกิดขึ้นจากการไม่คิดคำ�นึงถึงผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ สว่ นรวม มองเหน็ วา่ การตากขา้ วเปลอื กบนทอ้ งถนนในพน้ื ทช่ี นบทของชาวบา้ น เปน็ เพยี งแคก่ ารใชพ้ น้ื ท่ี สาธารณะแค่ชั่วคราว ไม่น่าจะส่งผลเสียหายต่อบุคคลอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตากข้าวเปลือก บนท้องถนนเช่นนี้ ส่งผลเสียหายต่อบุคคลอื่นที่ร่วมเดินทางสัญจรบนถนนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่ ไมค่ นุ้ เคยกบั เสน้ ทางสายนน้ั เมอ่ื เดนิ ทางผา่ นมาครง้ั แรกดว้ ยความไมร่ ู้ อาจกอ่ ใหเ้ กดิ อบุ ตั เิ หตขุ น้ึ ในขณะท่ี ขบั ขย่ี วดยานพาหนะได้ จากกรณตี วั อยา่ งเชน่ นพ้ี บวา่ ชาวบา้ นอาจไมไ่ ดค้ �ำ นงึ ถงึ “สงั วรปธาน” หรอื เพยี รระวงั การทจุ รติ ที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่ได้คำ�นึงถึงผลที่ตัวได้ทำ�ลงไปว่า เป็นการกระทำ�ที่ส่งผลเสียหาย ต่อประโยชนส์ ว่ นรวมหรือเกดิ ผลเสียต่อคนอื่น เพราะขาดการสำ�รวมระวังทางอนิ ทรยี ์ทัง้ ๖ ของตัวใหด้ ี ท้งั ทางตา หู จมกู ลนิ้ กาย และใจ สง่ ผลให้เกดิ ทุจรติ ขึน้ ได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา และใจ ดงั นน้ั จึงควร พจิ ารณาดว้ ยความระมดั ระวงั อยา่ งมสี ตติ อ่ เรอ่ื งทต่ี วั จะกระท�ำ ลงไปใหด้ วี า่ ไดค้ �ำ นงึ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม เป็นที่ตั้งหรือไม่ และทำ�ให้คนอื่นลำ�บากเดือดร้อนด้วยการกระทำ�ของตัวหรือไม่ หากพิจารณาด้วยใจ ทป่ี ระกอบไปดว้ ยหลกั สจุ รติ ธรรมดงั กลา่ วแลว้ ยอ่ มสง่ ผลใหเ้ กดิ สงั คมอดุ มสขุ ทจ่ี ะคอยชว่ ยกนั ระวงั สอดสอ่ ง เหตุเภทภัยที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ และช่วยกันป้องกันเหตุดังกล่าวนั้นมิให้เกิดมีขึ้นในสังคมได้ อยา่ งยงั่ ยืนสืบไป ๒) ปหานปธาน หมายถงึ การเพยี รพยายามละการทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ไมใ่ หม้ หี นทางเกดิ ขน้ึ ไดอ้ กี เเกปดิ็นขกน้ึ รซะ�ำ้บอวกี นดกว้ ายรกลาดรใลชะห้ ทลุจกั รธิตรรม๓หริคโิ ืออตทตุจปั รปิตะทคาองื กกายารลวะาอจาาย ชแว่ัลแะลใะจเทกี่เรกงิดกขลึ้นวั ตแอ่ลบ้วาปแลพะรคอ้ วมบทคง้ั ุมกราะรไวมังย่มอิใหม้ อดทนต่อปัญหาการทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างนิ่งเฉย ไม่ยอมเป็นไทยเฉยที่นิ่งดูดายต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ในสังคมอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่จะทำ�หน้าที่ในการเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องเฝ้าระวังภัยและแจ้งเหตุ ไมพ่ งึ ประสงคต์ อ่ เจา้ หนา้ ทใ่ี หท้ ราบและมาด�ำ เนนิ การแกไ้ ขปญั หาใหส้ งบระงบั ตอ่ ไป ในทน่ี ม้ี ตี วั อยา่ งทเ่ี ปน็ กรณศี ึกษาดังนี้ การทุจริตคอร์รัปชันในคดีนำ�เข้ารถยนต์หรูจากเกรย์มาเก็ต โดยกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กเอรอ้ื มปกราะรโขยนชสนง่ ใ์ทหาเ้ งอบกกชนแแลสะดส�งำ รนากั ยงกานารมสาว่ตนรปฐารนะกอตอุ สบารหถกยรนรตมไ์ มรค่ว่ รมบกถนั ว้โกนงเแปลน็ ะทแมี จโง้ดรยาอคาาศนยั �ำ ชเขอ่ า้ งรวถา่ ยงทนาตงห์ กรฎตู ห�ำ่ มกาวยา่ ทเ่ี ปน็ จรงิ ท�ำ ใหร้ ัฐสญู เสยี ภาษไี ปกว่า ๖๐,๐๐๐ ลา้ นบาท การกระท�ำ ทุจริตคอร์รปั ชนั เชน่ น้ี เกดิ ข้ึนจาก แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันโดยทำ�กันเป็นทีมและมีผลประโยชน์มหาศาลเป็นเหยื่อล่อให้บรรดา ข้าราชการที่ทนต่อความหอมหวานของอามิสสินจ้างไม่ได้ จึงยอมตัวเป็นผู้กระทำ�ผิดเสียเอง เหตุที่เป็น เชน่ น้ี เพราะไมม่ คี วามละอายชว่ั กลวั บาปตอ่ สง่ิ ทต่ี วั กระท�ำ ลงไปและอดทนตอ่ สรรพกเิ ลสทย่ี ว่ั ยวนใจไมไ่ ด้ จงึ สง่ ผลให้เกดิ การคอร์รัปชนั ในลกั ษณะนขี้ ึ้นมา จากกรณีตัวอย่างเช่นนี้พบว่า หากข้าราชการทำ�หน้าที่ของตัวด้วยความสุจริตยุติธรรมมีความ ละอายชว่ั กลวั บาปและค�ำ นงึ ถงึ ค�ำ สตั ยป์ ฏญิ าณทต่ี วั ไดถ้ วายไวใ้ นขณะทเ่ี ขา้ มาท�ำ หนา้ ทเ่ี ปน็ ขา้ ราชการแลว้ จะเป็นผู้ไม่ยอมอดทนต่อปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้น และไม่ยอมตัวให้เสียเกียรติของความเป็นข้าของแผ่นดิน โดยยอมแลกศกั ดิ์ศรีของตวั กับเงนิ ทองที่หามาไดโ้ ดยผดิ วิธี เมือ่ ขา้ ราชการมีจิตสำ�นึกที่ดตี อ่ หนา้ ทข่ี องตวั
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 83 มีความละอายชั่วกลัวบาป และไม่ยอมอดทนต่อทุจริตที่เกิดขึ้น จึงจะเป็นผู้ทำ�หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เทยี่ งตรงดจุ ตราชงั่ และเป็นที่พึง่ พาของชาวบ้านและประเทศชาติได้ ๓) ภาวนาปธาน หมายถึง การเพียรพยายามทำ�สุจริตธรรมที่ยังไม่เกิดมี ให้มีการเกิดขึ้นอย่าง ตอ่ เนอ่ื ง เปน็ กระบวนการสรา้ งความดใี หม้ น่ั คงถาวรยง่ิ ขน้ึ ตอ่ ไป จนกอ่ เกดิ เปน็ วฒั นธรรมแหง่ ความสจุ รติ โดยใช้หลักจิตพอเพียงต้านทุจริตเป็นแกนกลางในการพัฒนาจิตใจให้เกิดชุมชนที่เข้มแข็งด้วยแนวคิด STRONG Model อนั เปน็ หลกั การทส่ี ง่ เสรมิ ความดแี ละเพม่ิ พนู สตปิ ญั ญาใหแ้ กผ่ คู้ นในสงั คมไดม้ สี ว่ นรว่ ม ในการพฒั นาชุมชนใหม้ คี วามเขม้ แข็งและยง่ั ยืนตอ่ ไป STRONG Model ประกอบไปดว้ ย S = ความพอเพยี ง โดยคำ�นึงถงึ หลักประโยชน์ ๓ ในการ ดำ�เนินงาน, T = ความโปร่งใส โดยคำ�นึงถึงประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นสำ�คัญ, R = ตื่นรู้ โดยคำ�นึงถึง หลกั สมั มาทฏิ ฐทิ ม่ี คี วามเหน็ ชอบเปน็ แกนกลาง, O = มงุ่ ไปขา้ งหนา้ โดยการใชห้ ลกั จกั ขมุ าหรอื มวี สิ ยั ทศั น์ ในการทำ�งาน, N = ความรู้ โดยการใช้หลักวิธูโรหรือมีความฉลาดในการทำ�งาน และ G = เอื้ออาทร โดยการใชห้ ลกั นิสสยสมั ปนั โนหรือการมมี นษุ ยสมั พันธท์ ี่ดใี นการทำ�งาน เมอื่ หลักการทง้ั ๖ ประการดงั กลา่ วขา้ งตน้ นเี้ กดิ ขึน้ ยอ่ มส่งผลใหเ้ กดิ ความเข้มแขง็ ขึ้นในชมุ ชน องคก์ ร หนว่ ยงาน และประเทศ เพราะเปน็ การสรา้ งรากฐานแหง่ ความดงี ามใหเ้ ขม้ แขง็ ไดด้ ว้ ยความซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ อนั นบั ไดว้ า่ เปน็ พน้ื ฐานของความดที กุ อยา่ ง ดงั พระราชด�ำ รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ ทว่ี า่ “ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ เปน็ พน้ื ฐานของความดี ทกุ อยา่ งจงึ ตอ้ งฝกึ ฝนอบรมใหเ้ กดิ ในตวั เอง เพอ่ื จกั ไดเ้ ปน็ คนดมี ปี ระโยชน์ และมชี วี ติ ทส่ี ะอาด ทเ่ี จรญิ มง่ั คง” ๔) อนรุ กั ขนาปธาน หมายถงึ การเพยี รพยายามท�ำ สจุ รติ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขน้ึ ตอ่ ไป เปน็ กระบวนการรกั ษาความดที ท่ี �ำ มาทง้ั หมดใหม้ น่ั คงยนื ยาวตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ จนเกดิ เปน็ เครอื ขา่ ย (Networking) หรอื เกดิ เปน็ วฒั นธรรมองคก์ รทด่ี งี ามอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง สรา้ งพลเมอื งดที ม่ี คี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมใหม้ ากทส่ี ดุ เสมือนหนึ่งการเก็บกักรักษาน้ำ�ฝนที่ไหลผ่านสระใหญ่ หากสระมีรูรั่วซึมอยู่มาก สระย่อมเต็มได้ช้า ในทางตรงกนั ขา้ ม หากสระไม่มรี ูรวั่ ซมึ สระกย็ อ่ มจะเต็มไปดว้ ยน�้ำ ได้ในเร็ววัน แนวทางการส่งเสริมให้เกิดอนุรักขนาปธาน จะต้องนำ�สุจริตธรรมมาใช้ในสังคมในฐานะ เปน็ เครอ่ื งมอื ปอ้ งกนั การทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ในสงั คมไทย โดยสะทอ้ นผา่ นหลกั สจุ รติ ๓ คอื กายสจุ รติ วจสี จุ รติ และมโนสุจรติ ท่ีกอปรด้วยหลักหิรโิ อตตปั ปะอันเป็นหลกั ธรรมท่ีพัฒนาคนให้เป็นเทวดา พฒั นาปญั ญาให้ ยง่ั ยนื แกส่ งั คม และประพฤตติ ามหลกั สจุ รติ ธรรมกถา ๓ ประการ คอื ไมบ่ กพรอ่ งตอ่ หนา้ ท่ี ไมล่ ะเวน้ หนา้ ท่ี และไม่ทุจริตต่อหน้าที่ หากทำ�ได้เช่นนี้ สังคมและประเทศชาติก็จะประสบพบเจอแต่ความสุข และความเจริญสืบไป
84 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) เมอ่ื พจิ ารณาการน�ำ หลกั ปธาน ๔ ในพระพทุ ธศาสนามาประยกุ ตเ์ ขา้ กบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษาแลว้ จะพบวา่ การน�ำ หลกั สงั วรปธานและปหานปธานมาใชน้ ้ี ถอื เปน็ กระบวนการระงบั ปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ทก่ี �ำ ลงั เกดิ ขน้ึ ในสงั คมไทยซง่ึ เปน็ วฒั นธรรมสงั คมในรปู แบบเกา่ เปน็ กระบวนการจดั การกบั สารพนั ปญั หา ทุจริตทเี่ กิดข้นึ ใหส้ งบระงบั ไปโดยการยดึ หลักประโยชน์ ๓ การยดึ หลกั “ธมมฺ ํ จเร สุจรติ ํ” การยดึ หลัก เพิ่มอำ�นาจคนดี บีฑาคนชั่ว และการยึดหลักให้มีความละอายชั่วและเกรงกลัวต่อการทำ�บาป ไม่ยอมอดทนใหก้ ับปญั หาทจุ ริตตา่ ง ๆ อย่างน่งิ เฉย เหลา่ นที้ งั้ หมดถอื เปน็ กระบวนระงับดบั ปัญหาทจุ รติ ดว้ ยหลกั สังวรปธานและปหานปธาน สว่ นกระบวนการตอ่ ไป คอื กระบวนการสรา้ งวฒั นธรรมแหง่ ความสจุ รติ ดว้ ยการใชห้ ลกั ภาวนาปธาน และอนุรักขนาปธาน ถือเป็นกระบวนของการสรรสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดมีขึ้น และตอ้ งรกั ษาวฒั นธรรมแบบใหมน่ ใ้ี หเ้ กดิ ขน้ึ ตลอดไป เพอ่ื ท�ำ ใหเ้ กดิ สงั คมเขม้ แขง็ ทอ่ี ดุ มปญั ญาโดยใชห้ ลกั จติ พอเพยี งต้านทุจรติ รว่ มกบั พัฒนาจติ ใจโดยการนำ�รูปแบบความเข้มแขง็ หรือ STRONG Model มาใช้ ในสงั คม และยดึ หลกั สจุ รติ ๓ คอื กายสจุ รติ วจสี จุ รติ และมโนสจุ รติ เพอ่ื สรา้ งเปน็ เครอื ขา่ ยของวฒั นธรรม
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 85 แห่งความสุจรติ อย่างตอ่ เน่อื งและสร้างพลเมอื งดที มี่ ีความรับผดิ ชอบตอ่ สังคมใหม้ ากทส่ี ดุ เหล่านท้ี ้ังหมด ถอื เปน็ กระบวนการสร้างวฒั นธรรมแห่งความสจุ รติ ดว้ ยหลักภาวนาปธานและอนรุ กั ขนาปธาน ด้วยเหตุนี้ การจัดทำ�หนังสือหลักธรรมคำ�สอน (ปธาน ๔) ในพระพุทธศาสนากับหลักสูตร ตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา : Anti – Corruption Education จงึ เปน็ หนา้ ทข่ี องทกุ คนในสงั คม เพราะอาศยั กระบวนการ ๒ ประการ คอื กระบวนการระงบั ทจุ รติ ดว้ ยหลกั สงั วรปธานและปหานปธาน กบั กระบวนการสรา้ งวฒั นธรรม แหง่ ความสจุ รติ ดว้ ยหลกั ภาวนาปธานและอนรุ กั ขนาปธาน หากท�ำ ไดเ้ ชน่ นส้ี งั คมกจ็ ะปราศจากปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั เพราะผคู้ นในสงั คมจะเปน็ คนเสยี สละเพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกวา่ ค�ำ นงึ ถงึ ประโยชนส์ ว่ นบคุ คล เปน็ ผมู้ คี วามละอายและไมท่ นตอ่ ปญั หาทจุ รติ เปน็ ผมู้ จี ติ พอเพยี งตา้ นทจุ รติ และเปน็ ผมู้ สี จุ รติ ทง้ั ทางกาย วาจา และใจ ส่งเสริมให้เกิดสังคมอุดมสุขและอุดมปัญญาตามหลักคำ�สอนที่ว่า “สอนให้รู้ ทำ�ให้ดู อยใู่ หเ้ ห็น เย็นใหส้ มั ผัส” เพอื่ ร่วมกันสรา้ งสรรคใ์ ห้ผูค้ นในสังคมเกิดความตระหนักรู้นำ�หลกั ธรรมค�ำ สอน ในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำ�เนินชีวิตสามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคล และผลประโยชน์ส่วนรวมไดอ้ ยา่ งถูกต้องอันจะเกดิ ประโยชนต์ อ่ ชาตบิ ้านเมอื งสืบไป
หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 87 บรรณานุกรม หนงั สือ ๑. การทุจริตคอร์รัปชันกับนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปราบการทุจริต และประพฤตมิ ชิ อบตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม่ ในยทุ ธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปราบ การทจุ รติ ระยะท่ี ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๕), กรงุ เทพมหานคร, ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช., มถิ นุ ายน ๒๕๕๑, ๒. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ปที ่ี ๕ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๐. ๓. คณาจารยส์ �ำ นกั พมิ พเ์ ลย่ี งเชยี ง. มนตพ์ ธิ ชี าวพทุ ธ. กรงุ เทพมหานคร: ส�ำ นกั พมิ พเ์ ลย่ี งเชยี ง, ๒๕๔๙. ๔. จารวุ รรณ สุขมุ าลพงษ์. (๒๕๕๖). แนวโน้มของคอรร์ ปั ชันในประเทศไทย. กรงุ เทพฯ : ส�ำ นักงาน เลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร ๕. ณัฐจนั ทร์หนหู งส์.แนวทางการปลกู ฝงั หิรโิ อตตปั ปะเพื่อการแกไ้ ขพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กและ เยาวชนในโรงเรยี นสกี นั (วัฒนานันท์อปุ ถัมภ)์ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร. มนษุ ยสงั คมสาร (มสส.) ปที ่ี ๑๗ ฉบับที่ ๓ (กนั ยายน – ธันวาคม ๒๕๖๒) ๖. ธมมฺ ปทฏฺกถาย ฉฏฺโฐ ภาโค. (๒๕๒๘). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หามกุฏราชวทิ ยาลัย. ๗. ธมฺมปทฏฺกถาย สตตฺ โม ภาโค. (๒๕๒๘). กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หามกุฏราชวิทยาลัย. ๘. นวโกวาท หลกั สูตรนกั ธรรมช้ันตร.ี (๒๕๓๘). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๙. แนวทางการพฒั นามาตรฐานความโปร่งใสของหนว่ ยงานภาครัฐ บญุ อยู่ ขอพรประเสริฐ วารสาร วิทยาการจัดการ ปีที่ ๒๘ ฉบับท่ี ๑ มกราคม - มถิ ุนายน ๒๕๕๔ ๑๐. ในสังคมไทยปัจจุบัน.นักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตระดบั สงู (นยปส.) รุน่ ท่ี ๕ ส�ำ นกั งานป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ (ป.ป.ช.). ๑๑. พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท์ ๑๒. พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพค์ รั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ ๑๓. พเิ ชฐทง่ั โต,พทุ ธธรรมกบั การปอ้ งกนั ปญั หาการทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ในสงั คมไทย.วารสารจนั ทรเกษมสาร ปีท่ี ฉบับที่ ๔๓ กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๕๙. ๑๔. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวนิ ัยปิฎก เลม่ ท่ี ๘ ปริวาร เนอื้ ความพระไตรปฎิ ก เล่มที่ ๘ ๑๕. พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๒๐ พระสตุ ตนั ตปฎิ กเลม่ ที่ ๑๒ อังคตุ ตรนิกาย เอก-ทกุ -ตกิ นบิ าต ๑๖. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เนื้อความ พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๒๑ ๑๗. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท.์ (๒๕๔๖). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . ๑๘. พระพทุ ธโฆษาจารย.์ คมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคภาษาไทยภาค๑ฉบบั มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕. ๑๙. พระพุทธโฆสเถระ รจนา. อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ปปญั จสูทนี ภาค ๑. กรงุ เทพมหานคร : ฉบบั มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๒. ๒๐. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบบั ปรบั ขยาย, พิมพค์ รั้งท่ี ๔๓, ๒๑. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตโฺ ต). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พมิ พ์คร้ังท่ี ๓๑ กรงุ เทพมหานคร : ส�ำ นักพมิ พ์เพท็ แอนด์โฮม จำ�กดั , ๒๕๕๘.
88 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) ๒๒. พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศพั ท์. พมิ พค์ รั้งที่ ๑๑ กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑ ๒๓. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรบั ปรุงและขยายความ. พิมพค์ ร้ังที่ ๓๙ กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗. ๒๔. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (๒๕๕๔). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พมิ พค์ ร้ังท่ี ๑๖.กรุงเทพฯ : สหธรรมิก. ๒๕. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม,สรุป การประชมุ วชิ าการระดับชาติ มจร ครง้ั ท่ี ๑ : Commemorative Book : MCU Congress I. กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๗ ๒๖. พระมงคลเทพมนุ .ี มรดกธรรมของหลวงพอ่ วัดปากนำ�้ . กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั อมรินทร์ พร้ินติง้ แอนด์ พบั ลชิ ชงิ่ จำ�กดั , ๒๕๓๙. ๒๗. พระมหาฉตั รชยั สฉุ ตตฺ ชโย, ผศ.ดร., (๒๕๖๐). บทบาทหมอชวี กโกมารภจั จ.์ วารสาร “ศกึ ษาศาสตร์ มมร” ๒๘. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส, รศ.ดร., (๒๕๕๗). สจุ รติ ธรรมในฐานะเครอ่ื งมอื ปอ้ งกนั การทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ๒๙. ไพยนต์ กาส,ี สวดมนตอ์ ยา่ งไรใหไ้ ดบ้ ญุ กศุ ลสงู สดุ , (กรงุ เทพมหานคร: ส�ำ นกั พมิ พเ์ ลย่ี งเชยี ง, ๒๕๔๙), ๓๐. พระราชวิสุทธิญาณ (อุบล นนฺทโก ป.ธ.๙), ข้อควรจำ�ในวินัยมุข เล่ม ๑. (๒๕๓๕). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลยั . ๓๑. พระราชวสิ ุทธิโสภณ (วิลาส ญาณวโร). ภมู ิวิลาสนิ ี. กรุงเทพ : มิตรสยาม, ๒๕๒๔. ๓๒. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ๓๓. ยทุ ธศาสตร์ชาตวิ ่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ๓๔. วินัยมุข เล่ม ๑ หลกั สตู รนักธรรมชั้นตร.ี (๒๕๓๗). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวทิ ยาลยั . ๓๕. วนิ ยั มขุ เล่ม ๒ หลักสตู รนกั ธรรมช้นั โท. (๒๕๑๖). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย. ๓๖. วนิ ยั มขุ เล่ม ๓ หลักสูตรนกั ธรรมชั้นเอก. (๒๕๓๘). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวทิ ยาลยั . ๓๗. วิษณุพงษ์ โพธพิ ริ ฬุ ห,์ อังศธุ ร ศรีสทุ ธิสะอาด, ราชการไทยไรค้ อร์รปั ชัน: การสำ�รวจความคิดเหน็ ของเจา้ หน้าท่ีรฐั ตอ่ การแจง้ เบาะแสการทจุ รติ , รายงานการวิจยั , ชุดโครงการสงั คมไทยไรค้ อรร์ ัปชนั สนบั สนุนโดยสำ�นกั งานคณะกรรมการส่งเสริมวทิ ยาศาสตร์ วิจยั และนวตั กรรม (สกสว.) ๒๕๖๓. ๓๘. ส�ำ นกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาต,ิ การทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั กบั นโยบาย และแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบตามรัฐธรรมนูญ ฉบบั ใหมใ่ นยทุ ธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปราบการทจุ รติ ระยะท่ี ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๕), กรุงเทพมหานคร, สำ�นักงาน ป.ป.ช., มถิ ุนายน ๒๕๕๑. ๓๙. ส�ำ นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ (๒๕๖๑). หลกั สตู รโคช้ เพื่อการ รู้คดิ ตา้ นทจุ รติ . พมิ พ์ครง้ั ที่ ๒, นนทบรุ ี: สหมติ รพร้นิ ติง้ แอนดพ์ บั ลสิ ชงิ่ จำ�กดั . ๔๐. ส�ำ นกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ (๒๕๖๑). โครงการปลกู ฝงั วธิ คี ดิ แยกแยะผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๒, นนทบุรี: สหมิตรพรน้ิ ติ้ง แอนดพ์ ับลสิ ช่งิ จำ�กัด.
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 89 ๔๑. สมั มาทฏิ ฐสิ ตู ร, พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั เลม่ ท่ี ๑๒ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เล่มที่ ๔ มชั ฌมิ นิกาย มูลปัณณาสก์ ๔๒. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร). หลักพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : มหามกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙. ๔๓. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (๒๕๒๙). สารานุกรมพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวทิ ยาลัย. ๔๔. สมเด็จพระวันรตั (จบั ฐติ ธมโม), นำ�เท่ียวในพระไตรปิฎก. (๒๕๓๙). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, พมิ พ์ในงานพระราชทานเพลงิ ศพ สมเดจ็ พระวันรัต (จบั ฐิตธมโม) วัดโสมนสั วหิ าร. ๔๕. สฺยามรฏฺสสฺ เตปิฏก.ํ (๒๕๒๓). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกฏุ ราชวิทยาลัย. ๔๖. อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ตกิ นบิ าต เนอ้ื ความพระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๒๐ . วิทยานพิ นธ์ ๑. วา่ ทรี่ อ้ ยตรี วนั ชัย เมธาอภินันท์. การศกึ ษาวเิ คราะห์เรื่องการทุจรติ ในพระพทุ ธศาสนา, สารนพิ นธ์ พุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘. ๒. วษิ ณพุ งษ์ โพธิพริ ฬุ ห,์ องั ศธุ ร ศรีสุทธิสะอาด, ราชการไทยไรค้ อร์รัปชนั : การส�ำ รวจความคดิ เหน็ ของเจา้ หน้าทีร่ ัฐตอ่ การแจ้งเบาะแสการทจุ ริต, รายงานการวจิ ัย, ชดุ โครงการสังคมไทยไรค้ อร์รปั ชนั สนบั สนนุ โดยสำ�นักงานคณะกรรมการส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์ วจิ ัย และนวัตกรรม (สกสว.) ๒๕๖๓) เว็ปไซต์ ๑. ข่าวสดออนไลน.์ (๒๕๖๓). ตะลึง! เจอแรงงานพม่า ๒๕ คน หนีเข้าประเทศ เสียค่าหัวคนละ ๙ พนั เร่งตรวจผวาโควิด. สืบค้น ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://www.khaosod.co.th/ around-thailand/news_๕๕๑๙๑๖๘ ๒. ข่าวสามมติ .ิ (๒๕๖๓). สดุ ทน! สหพนั ธข์ นส่งทางบกฯ ต้งั ทีมจับรถบรรทกุ จา่ ยสว่ ยแลกน�้ำ หนกั เกนิ ทำ�ถนนพัง. สืบค้น ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://headtopics.com/th/ ๓๖๒๖๓๖๔๐๓๖๐๔๓๖๐๒๘๗๒๐๘-๑๔๕๘๗๗๒๖. ๓. ทัชชกร แสงทองดี, คุณลักษณะภาวะผู้นำ�เชิงพุทธ, วารสารวิจัยวิชาการ: ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๓ (กนั ยายน-ธนั วาคม ๒๕๖๑), เขา้ ถึงจาก: https://www.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/ download/๑๗๘๑๕๔/๑๒๖๗๒๑/ ๔. ไทยรฐั ออนไลน.์ (๒๕๖๒). ชาวบา้ นหนิ โงม ยดึ ถนนตากขา้ วยาวหลาย กม.บอกกลวั โดนขโมย แตก่ ก็ ลวั ข้าวไม่แห้ง. สืบค้น ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://www.thairath.co.th/news/local/ northeast/๑๗๐๔๙๒๘ ๕. ธนาคารแหง่ ประเทศไทย. (๒๕๖๔). โลกจะเปลย่ี นไปอยา่ งไร หลงั วกิ ฤตโควดิ -๑๙ จบลง. https://www. bot.or.th/ Thai/ResearchAndPublications/articles สบื ค้นเม่ือวนั ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔. ๖. พระครูศรปี ัญญาวกิ รม, (๒๕๖๓). การแพทยส์ มยั พุทธกาล. แหลง่ ที่มา : http://www.oknation. net/ blog /bunruang/๒๐๐๘/๐๘/๑๗/entry-๑ สืบคน้ เม่ือวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓.
90 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สตู รต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๗. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ศ.ดร., (๒๕๖๓). สุจริตธรรมกถา. https://www. watprayoon.com/main.php?url=about1&code=content๑๙๕&id=๒๐๗ สบื คน้ สืบคน้ เมื่อ วนั ท่ี ๒๓ ธนั วาคม ๒๕๖๓. ๘. สุจริตธรรมในฐานะเครื่องมือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยปัจจุบัน, พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส, รศ.ดร. (๒๕๕๗), https://www.mcu.ac.th/article/detail/๔๓๙ ๙. สำ�นกั ข่าวอิศรา, ทวนความจำ�คดีโกงระดบั ชาติ จาก https://www.isranews.org/thaireform- other-news/๔๑๑๗๑-anticorr๐๗.html ๑๐. สมเกียรติ มีธรรม,(๒๕๖๓). สุขภาพดีมิติพุทธ. แหล่งที่มา : เว็บไซต์สถาบันอ้อผะหญา, http:// www.orphya. org/index. php/th/features/๑๐๔-๒๐๑๓-๐๒-๒๔-๐๓-๓๗-๓๔. สืบค้นเมื่อ วันที่ ๒๕ ธนั วาคม ๒๕๖๓. ๑๑. ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร. (๒๕๖๐). รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐. https://cdc.parliament.go.th/draftconstitution๒. สืบค้นเมอ่ื วนั ท่ี ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔. เอกสารภาษาอังกฤษ ๑. MALALASEKERA,G.P.. Dictionary of Pali Proper Names. (๑๙๙๗). The Pali Text Society: Oxford.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208